The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้แต่ง พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร, ดร.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลักภาษาไทยเบื้องต้น

ผู้แต่ง พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร, ดร.

หลกั ภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๘๙ พระครคู มั ภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.

 

ข้างล่างพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอุ (-ุ) และสระอู (-)ู
เช่น ผุ มุ ยุ ดู รู งู

ขา้ งหนา้ และข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอะ (เ-
ะ) สระแอะ (แ-ะ) สระโอะ (โ-ะ) สระเอาะ (เ-าะ) สระเออะ (เ-
อะ) สระเออ (เ-อ) และสระเอา (เ-า) เช่น เละ เตะ เกะ และ
แพะ แกะ โปะ โละ เลอะ เถอะ เจอะ เจอ เธอ เรอ เกา เผา เรา

ข้างหน้าและข้างบนพยัญชนะต้น ได้แก่ สระเอะเม่ือ
มีตัวสะกด (เ–็) สระแอเม่ือมีตัว ร สะกด (เ—็ร) สระแอะเมื่อมี
ตัวสะกด (แ–็) สระเออะสระเออเม่ือมีตัวสะกด (เ–ิ) และสระ
เออะที่มีตัว ย สะกด (เ—็ย)

ข้างบนและข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่ สระอืเม่ือไม่
มีตัวสะกด (-ือ) สระอัวะ (-ัวะ) สระอัว (-ัว) สระอํา (-ำ) สระเอา
(เ-า) และสระเอาะเม่อื มตี ัวสะกด (–อ็ ) เชน่ มือ ถือ ลือ ผวั ะ ยัวะ
ตวั รวั หัว ราํ ทาํ จํา

ข้างหน้า ข้างบน และข้างหลังพยัญชนะต้น ได้แก่
สระเอียะ (เ-ยี ะ) สระเอีย (เ-ยี ) สระเอือะ (เ-อื ะ) และสระเอือ (เ-
ือ) เช่น เผยี ะ เพยี ะ เกยี ะ เสยี เลีย เปีย เสอื เรอื เจือ

นอกจากน้นั ยังมีการเปล่ยี นแปลงรปู สระ ดังน้ี
สระคงรูป คือการเขียนสระตามรูปเดิมเม่ือประสม

อักษร เช่น กะ เตะ โปะ เคาะ กอ กํา หัว เป็นต้น สระ -ะ, เ-ะ,
โ-ะ … ในคาํ ทย่ี กมาไมม่ ีการเปล่ียนแปลงรูปเมื่อประสมอักษร

สระเปลี่ยนรูป คือ สระท่ีมีการเปล่ียนแปลงรูปเม่ือ
ประสมอักษร เช่น กับ ( ก + ะ + บ) เจ็บ (จ + เ-ะ + บ) เพ็ร (พ
+ แ + ร) เกิน (ก + เ-อ + น ) เล็ย (ล + เ-อะ + ย) เป็นต้น

หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๙๐ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

สระลดรูป คือ สระท่ีเขียนลดรูปเม่ือประสมอักษร เช่น
สรร (ส + -ะ ร) งก (ง + โ-ะ + ก) จร (จ + -อ + ร) เคย (ค + เ-
อ + ย)
สระเติมรูป คือสระท่ีเขียนเติมรูปเม่ือไม่มีตัวสะกด เช่น มือ (ม +
—ื)

นอกจากน้ัน การใช้ไม้ม้วน และไม้มลาย มีดังต่อไปนี้ คือ
สระใอไม้ม้วน (ใ-) ท่ีใช้ในภาษาไทยมีท้ังหมด 20 คํา ได้แก่ ใกล้
ใคร ใคร่ ใจ ใช่ ใช้ ใด ใต้ ใน ใบ้ ใฝ่ ใย สะใภ้ ใส ใส่ ให้ ใหม่ ใหล
ใหญ่ หลงใหล ใหญ่ นอกนนั้ ใชส้ ระไอไมม้ ลาย (ไ-) เช่น ไป ไซ ไส
ใช้กับคําท่ีมาจากภาษาอังกฤษ เช่น ไกด์ ไมล์ สไลด์ ใช้กับคํา
ที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตที่แผลงสระอิเป็นสระไอ เช่น ตรี -
ไตร ใช้กับคาํ ท่มี าจากภาษาเขมร เชน่ สไบ

ส่วนการเขียนและอ่านคําท่ีใช้ รร น้ัน รร เป็นตัวอักษรที่
ถ่ายมาจาก รฺ หรือ repha ในภาษาสันสกฤตซึ่งใช้อักษรนี้เขียน
แทนเสียง r ท่ีปรากฏระหว่างสระกับพยัญชนะ เช่น varna วรฺณ
dharma ธรฺม virya วีรฺย purva ปูรฺว sarva สรฺพ caryä จรฺยา
märga มารคฺ bhäryä ภารฺยา เมอ่ื รบั คําทเ่ี ขียนด้วยเรผะมาใช้ใน
ภาษาไทย เรผะที่ตามหลังสระ /a/ และ /ä/ ได้เปล่ียนรูปมา
เปน็ รร เรียกว่า รอหัน โดยใหแ้ ทนเสยี งสระ อะ ในทกุ กรณี เช่น

ธรมฺ เป็น ธรรม
สรพฺ เป็น สรรพ
จรฺยา เปน็ จรรยา
มารคฺ เป็น มรรคา
ภารยฺ า เป็น ภรรยา

หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๙๑ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.

 

อย่างไรก็ตามในส่วนของ เรผะ ท่ีตามหลังสระอ่ืนไม่
เปลี่ยนเป็น รร แต่เป็น ร ตัวเดียว บางตัวออกเสียง ร ประสม
สระ อะ เช่น เมารฺย เป็น เมารยะ กูรฺม เป็น กูรมะ บางตัวเป็น
เสียงสะกดในแม่ กน เช่น ปูรฺณ เป็น บูรณ์ บางตัวไม่ออกเสียง
เชน่ ศรี ษฺ เป็น ศีรษะ

โดยปรกติ ตัวพยัญชนะในภาษาบาลีและสันสกฤตมีเสียง
สระ ะ ประสมอยู่ทุกตัว เช่น ชน อ่านว่า ชะนะ กล อ่านว่า กะ
ละ ส่วนตัวพยัญชนะไทยเม่ืออยู่ตามลําพังจะมีเสียง สระ –อ
ประสมอยู่ทุกตัว เช่น ตัว ก ข ค ง อ่านว่า กอ ขอ คอ งอ เมื่อมี
ตัวพยญั ชนะตามอาจมีเสียงสระ โ-ะ ประสม เช่น คน จน พบ คง
ประสมกับสระ –อ เช่น จร กร พร หรือประสมกับสระ –ะ เช่น
พนา ทนาย สบาย ในพยางค์ท่ีใช้ รร ตัวพยัญชนะที่อยู่หน้า รร
ให้ประสมกับสระ –ะ ตัว รร ทําหนา้ ท่ีเปน็ ตัวสะกด ซ่ึงสอดคล้อง
ตามระบบการอ่านในภาษาไทย คือ ร เป็นตัวสะกดในแม่ กน
กรร- จึงอา่ นว่า กนั จรร- จงึ อ่านว่า จัน บรร- จงึ อ่านวา่ บัน เป็น
ตน้

คําที่ใช้ รร นอกจากจะมาจากภาษาสันสกฤตแล้วยังมีส่วน
หนึ่งเป็นคํายืมจากภาษาเขมร เช่น คําว่า บรรจง (ข. บญฺจง่)
บรรจบ (ข. บญฺจบ่) บรรจุ (ข. บญจุ) บรรดา (ข. บณฺฎา) บรรทัด
(ข. บนฺทาต่) บรรทุก (ข. บนฺทุก) บรรเทา (ข. บนฺโท) บรรทม (ข.
บนฺท)ํ สรร (ข. สฺราล่) รร ในคํายืมจากภาษาเขมร จะออกเสียง
สระ –ะ มเี สียงสะกดเปน็ แม่ กน ท้ังหมด

หลกั ภาษาไทยเบือ้ งต้น ๙๒ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.

 

คําที่เขียนด้วย รร ในภาษาไทย ท้ังทม่ี าจากภาษาสันสกฤต
และภาษาเขมร อ่านออกเสยี งเปน็ ๒ ลักษณะ ดังนี้

๑ ออกเสียงสระ –ะ มีเสียงตัว น เป็นเสียงสะกด ใน ๓
กรณี ดงั นี้

ก) รร ออกเสียงเป็น สระ อะ มีเสียง น เป็นเสียง
สะกด เชน่ สรร จํานรร

ข) รร ออกเสียงเป็น สระ อะ มีเสียง น เป็นเสียง
สะกด เม่ือพยัญชนะท่ีตามมามีเครื่องหมายทัณฑฆาตกํากับอยู่
เช่น กรรม์ กรรม์ภิรมย์ ขรรค์ ครรภ์ สรรค์ สรรพ์ ธรรม์ พรรษ์
สวรรค์

ค) รร ออกเสียง เป็นสระ อะ มีเสียง น เป็นเสียง
สะกด เม่ือพยัญชนะท่ีตามมาประสมกับสระอื่น แยกเป็นอีก
พยางค์หนึง่ ดงั น้ี

กรรชิง กรรกง กรรกฎ กรรกศ กรรไตร กรรทบ
กรรบิด กรรณา กรรณิกา กรรณิการ์ กรรดิก กรรดึก กรรลี
กรรลึง

ครรชิต ครรโภทร ครรลอง ครรโลง ครรไล
ครรหติ

จรรยา จรรโจษ จรรยา จรรโลง จรรยาบรรณ
จํานรรจา

ทรรทึง ธรรมา
บรรกวด บรรจง บรรจบ บรรจวบ บรรจุ บรรเจิด
บรรดา บรรดาก บรรดาศักด์ิ บรรทม บรรทัด บรรทัดฐาน
บรรทับ บรรทาน บรรทุก บรรเทา บรรเทือง บรรพต บรรยง

หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๙๓ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

บรรยงก์ บรรยากาศ บรรยาย บรรลัยกัลป์ บรรลัยจักร บรรลาย
บรรลุ บรรเลง บรรโลม บรรษัท บรรสบ บรรสพ บรรสม
บรรสาน บรรหาน บรรหาร

พรรลาย พรรษา พรรเหา พรรเอิญ
ภรรดร ภรรดา ภรรยา
มรรคา มรรตัย มรรยาท
ลรรลุง
วรรณะ วรรณา วรรณึก
สรรพา สรรพากร สรรพางค์ สรรพัชญ์ สรรเพชญ์
สรรเสริญ สวรรคา สวรรยา หรรษา อรรณพ
๒ รร ออกเสียงเป็นสระ อะ มีพยัญชนะตาม ซึ่งแยก
ย่อยเป็น ๒ แบบ ดงั น้ี
ก) ใชพ้ ยัญชนะทีต่ ามหลัง รร เปน็ เสียงสะกด ดงั น้ี
มีเสียงสะกดเป็นแม่ กน ได้แก่ กรรณ บรรณ
พรรณ วรรณ
มเี สียงสะกดเปน็ แม่ กม ได้แก่ กรรม จรรม ธรรม
มีเสียงสะกดเป็นแม่ กก ได้แก่ ตรรก วรรค พรรค
มรรค อรรค อรรฆ อรรฆย์
มีเสียงสะกดเป็นแม่ กด ได้แก่ พรรษ มรรษ
วรรษ วรรช วรรชย์ อรรจน์ อรรถ
มีเสียงสะกดเป็นแม่ กบ ได้แก่ ครรภ ทรรป
ทรรปณ์ บรรพ สรรพ

หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๙๔ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

ข) ใช้พยัญชนะที่ตามหลัง รร เป็นเสียงสะกด และ
กําหนดให้พยัญชนะน้ันประสมกับสระ อะ เป็นเสียงเช่ือมพยางค์
กบั พยางค์ทตี่ ามมาด้วย เชน่

กรรมกร กรรมกรณ์ กรรมการ กรรมการณิ ี กรรม
ขัย กรรมชรูป กรรมชวาต กรรมฐาน กรรมบถ กรรมพันธ์ุ
กรรมวาจา กรรมวาจาจารย์ กรรมวิธี กรรมวิบาก กรรมศาลา
กรรมสาํ ปาทกิ กรรมสทิ ธิ์ กรรมการก กรรมวาจก

ครรภธาตุ ครรภธาตุมณฑล ครรภมณฑล ครรภ
มล

จรรมการ จรรมขัณฑ์
ดรรชนี
ทรรปณะ ทรรศนะ ทรรศนาการ ทรรศนยี ์
ธรรมกถา ธรรมกถึก ธรรมกาย ธรรมการ ธรรม
เกษม ธรรมคุณ ธรรมจรรยา ธรรมจริยา ธรรมจักร ธรรมจักษุ
ธรรมจาคะ ธรรมจารี ธรรมจินดา ธรรมเจดีย์ ธรรมชาติ ธรรมฐิติ
ธรรมดา ธรรมทรรศนะ ธรรมทาน ธรรมธาดา ธรรมธาตุ ธรรม
นาถ ธรรมนติ ย์ ธรรมนญู ธรรมบทธรรมบาล ธรรมยุต ธรรมยุทธ์
ธรรมรัตน์ ธรรมราชา ธรรมวัตร ธรรมศาสตร์ ธรรมสภา ธรรม
สรีระ ธรรมสังคีติ ธรรมสังเวช ธรรมสากัจฉา ธรรมสามิสร ธรรม
สามี ธรรมสารบรรณกุฎี บรรณพิภพ บรรณโลก บรรณศาลา
บรรณสารบรรพภาค บรรพเภท บรรพมูล
พรรณนา พรรษฤดู พรรษวฒุ ิ
มรรคนายก

หลกั ภาษาไทยเบื้องต้น ๙๕ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.

 

วรรณกรรม วรรณคดี วรรณนา วรรณพฤติ
วรรณยุกต์ วรรณยตุ วรรณศลิ ป์ วรรธกะ วรรธนะ

ศรรกรา
สรรพคราส สรรพคณุ สรรพนาม สรรพสามิต
สรรพสง่ิ
อรรถกร อรรถกถา อรรถกถาจารย์ อรรถกวี
อรรถคดี อรรถประโยชน์ อรรถรส อรรธกรรณ อรรธคราส อรรธ
จักร อรรธจนั ทร์ อรรธนิศา อรรธบท อรรธภาค อรรธสระ
มีคําท่ียกเว้นไม่ออกเสียงหรืออ่านตามหลังข้างต้นนี้
ได้แก่คําว่า กรรดิ กรรตุ กรรตุการก กรรตุวาจก กรรบาสิก
กรรปาสิก ธรรมัน ธรรมา ธรรมิก พรรคานต์ ตรรกะ วรรษา
อรรถาธิบาย บรรพชา บรรพชิต บรรพบุรุษ บรรพสตรี บรรพชน
พรรดึก ซึง่ แยกเปน็ ๕ กลุ่ม ดงั นี้
ก) คําว่า กรรดิ กรรตุ กรรตุการก กรรตุวาจก
กรรบาสิก กรรปาสิก กรรมาธิการ ธรรมัน ธรรมิก พรรคานต์
ควรออกเสียงพยางค์แรกประสมกับสระ –ะ มีเสียง น สะกด
เน่ืองจากเป็นคําที่ไม่ค่อยมีผู้ใช้ และการปรับการออกเสียง
กระทําได้โดยไมย่ าก
ข) คําว่า ตรรกะ วรรษา อรรถาธิบาย ได้ออก
เสียงให้พยัญชนะท่ีตามหลัง รร เป็นเสียงสะกดจนชินแล้ว จึง
ควรยึดเสียงเป็นหลัก และปรับรูปเขียนให้ตรงกับเสียง คือ ตักกะ
วสั สา อัตถาธบิ าย
ค) คําว่า บรรพชา บรรพชิต ควรอ่านว่า บับ-พะ-
ชา บับ-พะ-ชิต

หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๙๖ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.

 

ฆ) คําว่า บรรพบุรุษ บรรพสตรี บรรพชน ควร
ปรับตัวเขียน เป็น บรรพะบุรุษ บรรพะสตรี บรรพะชน ให้ตรง
กับการออกเสยี ง

ง) คําว่า พรรดึก ออกเสียงว่า พันระดึก จึงควร
เขยี นวา่ พันระดกึ

คําท่ีเขียนด้วย รร ในภาษาไทย ออกเสียงตามหลัก
เกือบทั้งหมด มีคําที่ออกเสียงไม่ตรงกับการเขียนเพียงไม่กี่คํา
และคาํ เหล่าน้ีสามารถปรับการเขียนหรือการออกเสียงเพ่ือใหเ้ ข้า
กับหลักปฏบิ ัติทีม่ อี ยู่ไดโ้ ดยไม่ทําใหเ้ กดิ ความว่นุ วายสับสนใด ๆ

อย่างไรก็ตาม อักขรวิธีไทยเป็นระบบที่ใช้ตัวอักษรแทน
เสียง และมีหลักการประสมอักษรเป็นพยางค์โดยเลือกตัวอักษร
เพื่อให้ได้คําท่ีแทนเสียงและความหมายที่ต้องการ โดยทั่วไป
ตัวเขียนกับการออกเสียงมักจะตรงกัน หากตัวเขียนเปลี่ยน
รูปการออกเสียงก็ต้องเปล่ียนตามตัวเขียน แม้คําท่ีมีความหมาย
เดียวกัน ถ้าเขียนต่างกันก็ต้องออกเสียงต่างกันไปตามตัวเขียน
คําท่ีออกเสียงต่างกันก็เขียนต่างกันไปด้วย เช่น จึง - จ่ึง ชีวิต -
ชีพิต ชีวัน - ชีวา ชีวาน - ชีวาตม์ คําที่เขียนด้วย รร ก็ควรออก
เสยี งให้ตรงกบั การเขียนดว้ ยทกุ คาํ ๓๙

จากข้อมูลอ้างอิงที่นํามาอธิบายถึงรูปและเสียงของสระใน
ภาษาไทย พบว่า สระในภาษาไทยเมื่อประกอบเข้ากับพยัญชนะ
แล้วบางสระยังปรากฏรูปเหมือนเดิม บางสระแปรรูป บางสระ

                                                           

๓๙ คําทใี่ ช้ บนั และ บรร. เวบ็ ไซต์ : https://sites.google.com/
site/wannikaryangchaem54/bth-thi-7-kha-thi-ch, เข้าถงึ ขอ้ มลู เมือ่ ๕
มกราคม ๒๕๖๓.

หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๙๗ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.

 

ลดรูป และที่สําคัญมีเสียงและความหมายกํากับในรูปและเสียง
ด้วย ดังน้ันการเรียนรู้เพ่ือประโยชน์ต่อการนําไปใช้จึงมี
ความสําคัญยา่ งย่ิง

สระภาษาไทยเปรยี บเทยี บกบั สระภาษาอังกฤษ

การเปรียบเทียบสระภาษาไทยกับสระภาษาอังกฤษเพ่ือมี
ดังตารางตอ่ ไปน้ี

ตาราง ๑๙ สระในภาษาไทยเปรยี บเทียบกับสระในภาษา
องั กฤษ๔๐

สระภาษาไทย สระภาษาองั กฤษ
อะ อั อา a
อํา อาม am
อิ อี i
อึ อื อุ อู u
เอะ เอ็ เอ e
แอะ แอ ae
โอะ โอ เอาะ ออ o
เออะ เออ oe
ใอ ไอ อัย ไอย อาย ai

                                                           

๔๐ การเทียบสระภาษาไทยกับภาษาอังกฤษตามทรี่ าชบณั ฑิตยสถาน
กําหนด. เวบ็ ไซต์ : https://sites.google.com/site/hnmanavee/kar,เข้าถึง
ข้อมูลเม่ือ ๕ มกราคม ๒๕๖๓.

หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๙๘ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

สระภาษาไทย สระภาษาอังกฤษ

เอียะ เอีย ia

เออื ะ เออื อัวะ อัว ua

เอา อาว ao

อยุ อูย ui

โอย ออย oi

เอย oei

เออื ย อวย uai

อิว iu

เอว eo

แอว aeo

เอียว ieo

ฤ(รึ) ฤา(รอื ) Ru

ฤ(ริ) Ri

ฤ(เรอ) Roe

ฦ ฦา Lu

ท่มี า : https://sites.google.com/site/hnmanavee/kar-theiyb-phyaychna-
thiy-kab-xangkvs

หลักภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๙๙ พระครคู มั ภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.

 

นอกจากนั้น สระในสัทอักษรสากลยังได้เปรียบเทียบกับ

สระในภาษาไทย มีดงั ต่อไปนี้

๑ สระเดย่ี ว

/อ/ิ หรือ /i/

/อี/ หรือ /i:/

/เ-ะ/ หรอื /e/

/เ-/ หรอื /e:/

/แ-ะ/ หรอื /æ/

/แ-/ หรือ /æ:/

/อ/ึ หรอื /†/

/อื/ หรือ /†:/

/เ-อะ/ หรอื /´/

/เ-อ/ หรอื /´:/

/อะ หรอื /a/

/อา/ หรือ /a:/

/อุ/ หรือ /u/

/อู/ หรอื /u:/

/โ-ะ/ หรือ /o/

/โอ/ หรอื /o:/

/เ-าะ/ หรอื /ç/

/ออ/ หรอื /ç:/

๒ สระประสม

/เอยี ะ/ หรือ /ia/ /เอยี / หรือ /i:a/

/เออื ะ/ หรอื /†a/ /เออื / หรือ /†:a/

/อัวะ/ หรือ /ua/ /อวั / หรือ /u:a/

หลักภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๐๐ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

จากทไ่ี ด้อธบิ ายพร้อมยกตัวอย่างข้อมลู อา้ งอิงเร่อื งของสระ
ในภาษาไทย พบว่า ในทางภาษาศาสตร์มีกรอบแนวคิดอีกแบบ
คือ ไม่นับสระ เอียะ เอือะ อัวะ ซึ่งเป็นเสียงท่ีแตกต่างกันจาก
เอีย เอือ อัว แต่นับเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน เพราะว่าความสั้น
ความยาวของเสียงสระ ๓ คู่นี้ ไม่มีนัยสําคัญทางภาษา คือ ไม่มี
ความหมาย ส่วนใหญ่พบในการใช้เลียนเสียงธรรมชาติซึ่งไม่ได้ใช้
สื่อความหมายอื่น แต่สระเดี่ยว เช่น สระ อิ อี กับสระ แอะ แอ
ตา่ งหนว่ ยเสยี งกนั เพราะความสัน้ ยาวของสระและมคี วามหมายมี
นัยสําคัญทางภาษา ซึ่งใช้เครื่องมืออย่างหนึ่ง คือ คําคู่หนึ่งมา
เทียบกัน คือ อิ กับ อี เช่น ติ คือ กล่าวถึงข้อบกพร่อง ตี คือ
อาการใช้มือหรือวัสดุฟาดหรือเข่นลงให้ถูกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็น
เป้าหมาย แกะ คือ ชื่อสัตว์เลี้ยงส่ีเท้าชนิดหน่ึง หรือ เป็นอาการ
ที่ทําให้ออกจากกัน หรือ ติดตามด้วยหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นต้น คําสองคํานี้ ต้องมีพยัญชนะต้นเดียวกัน วรรณยุกต์เสียง
เดียวกัน ต่างที่เสียงสระ ตัวหน่ึงสั้น อีกตัวหน่ึงยาวเท่านั้น แสดง
ว่า ๒ คํานี้เหมือนกันหลายอย่าง ต่างกันที่เสียงสระและ
ความหมาย

นอกจากนั้น สระในภาษาไทยในกลุ่มของสระเกนิ บางตาํ รา
ถือว่ามีเสียงซํ้ากันกับสระเดี่ยว ต่างกันตรงสระเกินมีเสียง
พยัญชนะประสมอยู่ ซึ่งเข้าใจได้ว่าสระเกินเป็นหน่วยเสียงที่
สมบูรณ์ในตัวอยู่แลว้ และมีใช้ในภาษาไทยนอ้ ยมาก

การศึกษาสระในภาษาไทยยังสามารถนําไปสู่การศึกษา
สระในภาษากลมุ่ ตระกูลไทย หรือเปรียบเทียบได้กบั สระในภาษา
อน่ื ๆ ได้อกี ดว้ ย

หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๐๑ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 


วรรณยุกต์ในภาษาไทย

วรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นระดับของเสียงในภาษาหรือ
เคร่ืองหมายแทนระดับของเสียงท่ีกํากับพยางค์หรือคําในภาษา
เสียงวรรณยุกต์หน่ึงอาจมีระดับเสียงตํ่า เสียงสูง เพียงอย่างเดียว
หรือเป็นการทอดเสียงจากระดับเสียงหน่ึงไปยังอีกระดับเสียง
หนึ่งก็ได้

ภาษาในโลกน้ีมีท้ังท่ีใช้วรรณยุกต์ และไม่ใช้วรรณยุกต์
เสียงวรรณยุกต์หน่ึง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการประสม
พยางค์หรือคําหรือเปลี่ยนตําแหน่งการเน้นเสียง วรรณยุกต์เป็น
เครื่องหมายแสดงระดับเสียงสูงต่ําของพยางค์หรือคําท่ีมีรูป
พยัญชนะและสระเหมือนกัน ถ้าเสียงวรรณยุกต์ต่างกันจะทําให้
พยางค์หรือคําน้ันมีความหมายต่างกัน เสียงวรรณยุกต์จะ
ปรากฏทุกครั้งเม่ือมีการออกเสียง ภาษาไทยทุกพยางค์หรือทุก
คําปรากฏรูปวรรณยุกต์หรืออาจจะไม่มีรูปวรรณยุกต์กํากับอยู่ก็
ได้ แต่ถ้าหากกล่าวถึงเสียงวรรณยุกต์แล้วจะปรากฏในทุก
พยางค์หรือคําในภาษาไทย ที่สําคัญรูปกับเสียงของวรรณยุกต์
จะตรงกันหรือไม่ตรงกันก็ได้ ข้ึนอยู่กับบริบทของไตรยางค์ หรือ
คําเป็นคําตายในภาษา

หลักภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๐๒ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

รปู วรรณยุกต์

รูปวรรณยกุ ต์ในภาษาไทย มี ๔ รปู ดงั น้ี
ไม้เอก ( -่ )
ไม้โท ( -้ )
ไม้ตรี ( -๊ )
ไม้จตั วา ( -๋ )

รูปวรรณยุกต์ในภาษาไทยจะปรากฏอยู่ดา้ นบนพยางค์หรือ
คําเสมอ และต้องอยู่ระหว่างพยัญชนะต้นเด่ียวหรือพยัญชนะ
ควบกลาํ้ กับสระทอ่ี ยขู่ า้ งหลังพยญั ชนะเชน่ เดียวกัน

เสียงวรรณยกุ ต์

เสยี งวรรณยุกต์ในภาษาไทย มี ๕ เสยี ง ดังนี้
เสียงสามัญ ( - ) คือ เสียงกลาง ๆ เช่น ไป ดู ปลา ปู

ใน นา เปน็ ตน้
เสียงเอก ( -่ ) เช่น ขาด อ่าน ข่าว จบ ตก หมด กว่า

จะ บน่ เป็นตน้
เสียงโท ( -้ ) เช่น ป้า ชอบ น่ัง ว่า พ่อ แม่ เร่ือง มาก

ท่ี บา้ น ย่า เร่อื ง ลาบ เลอื ด เป็นต้น
เสียงตรี ( -๊ ) เช่น น้า รัก และ คิด ฟุ้ง วุ้น มะ พร้าว

รา้ ย เป็นตน้
เสียงจัตวา ( -๋ ) เช่น ฉัน เห็น ขา หมา ของ ป๋อม

แป๋ม สวย หมาย ถึง หมู เปน็ ต้น

หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๐๓ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

ระดบั เสียงวรรณยกุ ตต์ ามแนวภาษาศาสตร์

ระดบั เสียงวรรณยกุ ตต์ ามแนวภาษาศาสตร์ มดี ังน้ี
เสียงสามญั (ระดบั เสยี งกึ่งสงู -กลาง)
เสยี งเอก (ระดบั เสียงก่งึ ต่ํา-ตาํ่ )
เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ํา)
เสียงตรี (ระดบั เสียงกง่ึ สูง-สงู )
เสยี งจตั วา (ระดบั เสยี งกึ่งตํา่ -ตา่ํ -ก่ึงสูง)

เสียงวรรณยุกต์จะปรากฏทุกคร้ังเมื่อมีการออกเสียง ใน
บางพยางค์หรือบางคําอาจจะมีรูปวรรณยุกต์หรืออาจจะไม่มีรูป
วรรณยุกต์กํากับอยู่ก็ได้ แต่ต้องปรากฏวรรณยุกต์ทุกคร้ังที่ออก
เสียง ซ่ึงการกําหนดเสียงจะมีความซับซ้อนมากย่ิงข้ึน ท่ีกล่าว
เช่นน้ีเพราะว่า หากรูปกับเสียงเหมือนกันคงเป็นเรื่องปกติ แต่
ขณะที่เสียงไม่ปรากฏเหมือนรูป หรือรูปไม่ปรากฏเหมือนเสียง
ส่วนน้ีเป็นเร่ืองท่ีทําให้สับสนและต้องตั้งข้อสังเกตและทําความ
เข้าใจ การจะให้คําตอบแต่ละพยางค์หรือคําจึงต้องมีความรู้
ความเข้าใจอย่างแท้จริง วรรณยกุ ต์มี ๔ รปู ๕ เสียง ดังตารางตํ่า
ไปน้ี๔๑

                                                           

  ๔๑ หอ้ งเรียนภาษาไทย By ครพู รหม. เสยี งและรปู วรรณยกุ ต์. เว็บไซต์ :
https://sites.google.com/site/siangphasathiy/, เข้าถงึ ขอ้ มูลเม่อื ๕ มกราคม
๒๕๖๓.

หลักภาษาไทยเบ้ืองต้น ๑๐๔ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.

 

ตาราง ๒๐ ระดับรปู และเสยี งของวรรณยกุ ต์

เสียง รปู หมายเหตุ
วรรณยกุ ต์ วรรณยุกต์ ระดบั เสียง ตวั อยา่ ง
ไมม่ รี ปู
สามญั - ปานกลาง มี กิน ทอง วรรณยกุ ต์
ระดับเสยี ง ลืม ยํา แทนเสยี ง
เอก คงท่ี
บางคําไม่มรี ปู
โท ่ ตา่ํ สดุ มีเสียง เกง่ ผ่า วรรณยกุ ต์
คงที่ หนัก สุข
สม่ําเสมอ บางคาํ มรี ปู ่
แตม่ ีเสยี ง
้ ตอนต้นเปน็ ใกล้ ขา้ ค่า วรรณยกุ ต์โท
เสยี งสูงปลาย ชา่ ง มาก บางคาํ ไมม่ รี ูป
เสียงเปลีย่ น นาบ วรรณยุกต์
ระดับเปน็
เสียงต่ํา

ตรี ๊ สงู โต๊ะ จ๊ะ ก๊ัก บางคาํ มรี ปู

รัก คดิ นอ้ ง วรรณยุกต์

ไว้ ใช้ กํากบั บางคํา

ใช้รูป ้ แต่มี

เสยี ง

วรรณยุกตต์ รี

จตั วา ๋ ตอนต้นเสียง แจว๋ บางคําไมม่ ีรปู

ตาํ่ ตอนปลาย กว๋ ยเตีย๋ ว วรรณยุกต์

เสียงแนว เหลือง กาํ กบั

ระดับเสียงท่ี เขียว

สงู ขน้ึ

ทมี่ า : https://sites.google.com/site/sia

หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๐๕ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.

 

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า คําไทยทุกคําต้องมีเสียง
วรรณยุกต์กาํ กบั เสมอ เสยี งบางเสียงอาจมีรปู หรือไม่มีรูปก็ได้
ดังเช่นวรรณยกุ ตไ์ มม่ รี ูปตารางต่อไปนี้

ตาราง ๒๑ วรรณยกุ ตไ์ มม่ ีรปู

เสยี งสามัญ กา มา เดอื น

เสียงเอก ขาด สกั หลบ

เสียงโท ฆาต แรก พดู

เสียงตรี รัก ชัก วดั

เสยี งจตั วา ขา หมู สวย

ทมี่ า : https://sites.google.com/site/sia

จากตาราง พบว่า รูปวรรณยุกต์กับเสียงวรรณยุกต์อาจไม่
ตรงกันกไ็ ด้

ส่วนวรรณยุกต์ที่มีเสียงกับรูปตรงกัน มีดังตัวอย่างตาม
ตารางตอ่ ไปน้ี

ตาราง ๒๒ วรรณยกุ ต์ทม่ี เี สยี งกับรูปตรงกัน

วรรณยกุ ตร์ ปู เอก เสียงเอก ขา่ หมี่ ปน่ั
วรรณยุกต์รูปโท เสียงโท กอ้ ง ป้า เขม้
วรรณยกุ ต์รูปตรี เสียงตรี ก๊กั โตะ๊ แก๊ส
วรรณยุกต์รูปจตั วา เสยี งจตั วา จา๋ แต๋ว ตม๋ิ

ทม่ี า : https://sites.google.com/site/sia

หลักภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๐๖ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

จากตาราง พบว่า วรรณยุกต์มีรูปกับเสียงตรงกัน ส่วนรูป
วรรณยุกตก์ บั เสียงไมต่ รงกัน มีดงั ตารางตอ่ ไปน้ี

ตาราง ๒๓ วรรณยกุ ตท์ มี่ ีเสียงไมต่ รงกบั รูป

รูปสามญั ออกเสยี งเอก กราบ หุบ แสบ
รปู สามัญ ออกเสยี งโท ลาบ ทราบ เลอื ด
รูปสามัญ ออกเสียงตรี รกั ครับ ทศั น์
รูปสามญั ออกเสียงจัตวา ผัน สาร ขนั
รูปเอก ออกเสยี งโท แม่ คา่ วิง่
รูปโท ออกเสียงตรี ค้า นอ้ ง แค้น

ท่มี า : https://sites.google.com/site/sia

จากตาราง พบว่า การปรากฏรูปกับการปรากฏเสียงมี
ความแตกต่างกัน วรรณยุกต์ในภาษาไทยข้ึนอยู่กับบริบทของ
ไตรยางศ์ และคําเป็นคําตาย คร้ังน้ีจึงได้ยกตัวอย่างเพื่อ
ประกอบการอธบิ ายดังตารางที่ยกมา

หลกั การผันเสียงวรรณยกุ ต์

เนือ่ งจากเสยี งวรรณยุกต์อยู่กับรูปพยัญชนะเสมอดังนั้น ใน
การผันเสียงวรรณยุกต์เพ่ือแยกความหมายคําจําเป็นต้องมี
ความรู้เรื่องไตรยางศ์อักษรสามหมู่ และเรื่องคําเป็น คําตาย พอ
สังเขป ดังนี้

หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๐๗ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.

 

๑ ไตรยางศ์ คือ การจัดพยัญชนะไทยท้ัง ๔๔ รูป
แบ่งเป็นสามหมู่เพื่อให้การสะดวกในการผันอักษร ดังตาราง
ตอ่ ไปน้ี

ตาราง ๒๔ ไตรยางศ์

ไตรยางศ์

อักษรสูง อักษรกลาง อกั ษรตํ่า

ขฃฉฐถผฝ กจฎฏดตบ คฅฆงชซฌญฑ

ศษสห ปอ ฒณทธนพฟภม

ยรลวฬฮ

ที่มา : https://sites.google.com/site/sia

๒ คําเป็น คือ คําที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา
เช่น พ่ี ป้า ไป เรือ และ คําท่ีสะกดในแม่กง กน กม เกย เกอว
เช่น ลุง กิน นม เลย หิวรวมท้ังคําที่ประสมด้วยเสียงอํา ไอ ใอ
เอา เชน่ นาํ้ ใจ ไม่ เมา

๓ คําตาย คือ คําที่ประสมด้วยสระเสียงส้ันในแม่ ก กา
เช่น มะระ เกะกะ เอะอะ เลอะเทอะ และคําที่สะกดในแม่กก
กด กบ เชน่ นก มด จับ

การผันวรรณยุกต์ของอักษรต่ําคําตายมีข้อที่น่าสังเกตว่า
อักษรต่ําคําตาย สระเสียงสั้น และอักษรต่ําคําตายสระเสียงยาว
จะมีพ้ืนเสียงต่างกัน ดังจะได้แสดงตารางวิธีผันเสียงวรรณยุกต์
ตอ่ ไปน้ี

หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๐๘ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.

 

ตาราง ๒๕ การผันวรรณยุกต์ของอกั ษรต่ําคาํ ตาย

ลกั ษณะพยางค์ สามญั เอก โท ตรี จัตวา

อักษรสูง คําเปน็ ข่า ขา้ ขา

ฝ่าย ฝา้ ย ฝาย

เส่อื เสอ้ื เสอื

คําตาย ขะ ข้ะ

ขดั ขั้ด

ขาด ขาด

อักษร คําเปน็ กา ก่า ก้า กา๊ ก๋า
กลาง กนั
กน่ั ก้ัน กั๊น กัน๋
กาง
ก่าง กา้ ง กา๊ ง กา๋ ง
คําตาย
จะ จ้ะ จ๊ะ จะ๋

จบั จบ้ั จ๊บั จับ๋

จาบ จา้ บ จ๊าบ จา๋ บ

อกั ษรตํา่ คาํ เป็น คา คา่ ค้า
คนั
คําตาย วาว คั่น ค้นั
สระเสยี ง
ส้นั วา่ ว ว้าว
คาํ ตาย
สระเสียง คะ่ คะ
ยาว
คก่ึ คกึ

วาก ว้าก
เชิด เชิด้

ที่มา : https://sites.google.com/site/sia

หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๐๙ พระครูคัมภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.

 

อักษรกลางผันได้ครบทั้ง ๕ เสียง ขณะที่อักษรสูงและ
อักษรต่ําไม่สามารถผันได้ครบ ๕ เสียง ท้ังยังมีรูปและเสียงไม่
ตรงกัน แต่มวี ิธผี ันอกั ษรสูง อักษรตา่ํ ให้ครบ ๕ เสียง ไดด้ ังตาราง
ต่อไปนี้

ตาราง ๒๖ ผนั อกั ษรต่ําที่มีเสยี งคู่กบั อักษรสงู

อกั ษร สามัญ เสียงวรรณยกุ ต์ จตั วา
สูง - ขา
ตํ่า คา เอก โท ตรี -
ข่า ขา้ -
- คา้ คา้

ท่ีมา : https://sites.google.com/site/sia

อักษรต่ําที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูง สามารถผันให้ครบ ๕
เสียงไดโ้ ดยใช้ ห นาํ หรอื อ นํา ดงั ตารางตอไปน้ี

ตาราง ๒๗ ผนั อกั ษรตา่ํ ทไ่ี มม่ เี สียงคู่กับอักษรสูง

อกั ษร สามญั เสยี งวรรณยกุ ต์ จัตวา
งา หงา
ห นํา ยา เอก โท ตรี หยา
อ นํา หง่า งา่ ง้า
อย่า ย่า ย้า

ทม่ี า : https://sites.google.com/site/sia

หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๑๐ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานุวัตร,ดร.

 

การใชร้ ปู วรรณยกุ ต์ มหี ลกั การใชด้ ังน้ี
๑ วางเหนือพยัญชนะต้นที่เป็นพยัญชนะเดี่ยว เช่น พ่อ

แม่ นอ้ ง เปน็ ตน้
๒ พยัญชนะต้นท่ีเป็นพยัญชนะเด่ียวที่มีรูปสระเหนือ

พยัญชนะน้ันให้วางรูปวรรณยุกต์เหนือสระ เช่น พี่ เสื้อ ม้ือ เป็น
ตน้

๓ ถ้าพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะควบกล้ํา ให้วางรูป
วรรณยุกต์เหนือพยัญชนะต้นตัวที่สอง เช่น กว้าง กล้า หน้า เป็น
ตน้

๔ ถ้าพยัญชนะต้นเป็นอักษรควบกลํ้า อักษรนํา มีสระ
เหนือพยัญชนะต้น ให้วางรูปวรรณยุกต์เหนือสระที่พยัญชนะต้น
ตวั ทส่ี อง เชน่ หนี้ หน่ึง ปลํา้ เปน็ ตน้

การผันวรรณยุกตไ์ ทย มขี ้อควรจํา ดงั ตอ่ ไปน้ี
อกั ษรตา่ํ รปู เอก ออกเสียงโท รูปโท ออกเสียงตรี
อักษรกลาง ผันได้ ๕ เสียง
อักษรสูง ผันได้ครบ ๕ เสียง เมื่อนําอักษรต่ําคู่มา

ประสม
การผันวรรณยุกต์ในภาษาไทย เพ่ือใช้เป็นแม่แบบจึงยก

อ้างขอ้ มลู มีดงั ตารางต่อไปนี้

หลกั ภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๑๑ พระครูคมั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.

 

ตาราง ๒๘ การผันวรรณยกุ ต๔์ ๒

พยัญชนะต้น ชนดิ เสียงสระ สามัญ เสียงวรรณยุกต์ จตั วา
เอก โท ตรี

อักษรกลาง คําเป็น เสียงสั้น อัน อ่ัน อนั้ อั๊น อั๋น
กจฏฎดตบ เสยี งยาว อา อ่า อ้า อา๊ อ๋า

ปอ คําตาย เสยี งส้นั - อะ อ้ะ อ๊ะ อ๋ะ
เสยี งยาว - อาด อา้ ด อา๊ ด อ๋าด

อักษรสงู คาํ เป็น เสียงสน้ั - ขนั่ ข้นั - ขนั
ขฃฉฐถผฝศ เสียงยาว - ขา่ น ข้าน - ชาน

ษสห คาํ ตาย เสียงสนั้ - ขะ ขะ้ - -
เสยี งยาว - ขาด ข้าด - -

อกั ษรตาํ่ คําเปน็ เสยี งสน้ั คัน - คน่ั คน้ั -
(อักษรคู่) เสยี งยาว คาน - ค่าน ค้าน -

คฅฆชฌซฑ คําตาย เสยี งสั้น - - คะ่ คะ ค๋ะ
ฒทธพภฟฮ เสยี งยาว - - คาด คา้ ด คา๋ ด

อักษรตํ่า คาํ เปน็ เสียงสน้ั งนั - งั่น งน้ั -
(อักษรเด่ยี ว) เสยี งยาว งาน - งา่ น ง้าน -

งญนยณรว คําตาย เสียงส้ัน - - งะ่ งะ ง๋ะ
มฬล เสยี งยาว - - งาด งา้ ด ง๋าด

ห นาํ อกั ษรเดีย่ ว คําเปน็ เสียงสั้น - หงั่น หงนั้ - หงนั
หรอื อกั ษรสูงนํา เสียงยาว - หงา่ น หง้าน - หงาน

อักษรเด่ยี วผนั คาํ ตาย เสยี งสัน้ - หงะ หงะ้ - -
เหมือนอีกษรสงู เสยี งยาว - หงาด หง้าด - -

ที่มา : http://nkw05169new.circlecamp.com/

                                                           

๔๒ เสยี งภาษาไทย. เสียงวรรณยกุ ต์-การผันวรรณยกุ ต์. เว็บไซต์ :
http://nkw05169new.circlecamp.com/, เข้าถงึ ข้อมลู เมือ่ ๕ มกราคม ๒๕๖๓.

หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๑๒ พระครูคัมภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.

 

จากตารางการผันวรรณยุกต์ภาษาไทย สังเกตไดด้ ังน้ี
๑.คําท่ีมีพยัญชนะต้นเป็นอักษรกลางและเป็นคําเป็น

จะผันเสียงวรรณยุกต์ได้ครบทุกเสียง และรูปวรรณยุกต์กับเสียง
วรรณยุกตต์ รงกันมากท่สี ดุ

๒.คําท่ีมีเสียงวรรณยุกต์สามัญ มีเพียงคําที่มีพยัญชนะ
ต้นเป็นอกั ษรกลางและอักษรต่ําคําเปน็ เทา่ นนั้

๓.คําที่มีพ้ืนเสียงเป็นเสียงจัตวาน้ัน มีเฉพาะคําที่มี
พยัญชนะต้นเป็นอักษรสูง และ ห นํา อักษรเด่ียว หรืออักษรสูง
นาํ อักษรเด่ียวคําเปน็ เทา่ นั้น

๔.คําท่ีมรี ูปและเสยี งวรรณยุกตไ์ มต่ รงกันเลย ได้แก่คาํ ท่ี
มีพยญั ชนะต้นเปน็ อกั ษรต่าํ คําตายเท่านั้น

๕.คําที่มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรตํ่าคําตาย ระหว่างสระ
เสียงส้ันกับสระเสียงยาว จะผันเสียงวรรณยุกต์ต่างกัน ยกเว้น
เสียงจัตวา

๖.คําท่ีผันเสียงวรรณยุกต์ได้น้อยท่ีสุด คือ คําท่ีมี
พยัญชนะต้นเป็นอักษรสูงหรือ ห นําอักษรเดี่ยว หรืออักษรสูงนํา
อกั ษรเดย่ี วคําตาย

จากทอ่ี ธบิ ายมาท้งั หมดสรุปไดด้ งั ตอ่ ไปนี้๔๓
ว ร ร ณ ยุ ก ต์ เป็ น เค รื่ อ ง ห ม า ย ที่ ใช้ กํ า กั บ ก า ร ป ร ะ ส ม

พยัญชนะเพ่ือให้มีระดับเสียงต่างกัน บางภาษาไม่มีวรรณยุกต์มี
เเต่สระประสมกับพยัญชนะ ก็มีการออกเสียงสูง ๆ ต่ํา ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ในภาษาไทยมีการใช้วรรณยุกต์ จึงต้องมีอักษร

                                                           

๔๓ ภาษาไทย. เว็บไซต์ : http://pornpimon1712.blogspot.com,
เขา้ ถงึ ขอ้ มลู เม่ือ ๖ มกราคม ๒๕๖๓.

หลกั ภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๑๓ พระครูคัมภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.

 

วรรณยุกต์บังคับอีกต่อหนึ่ง จะอ่านเป็นสูง ๆ ต่ํา ๆ ไม่ได้
ประโยชน์ของวรรณยุกต์ คือ ช่วยทําให้คํามีความหมายมากข้ึน
เช่น ปา หมายถึง ขว้างปา ป่า หมายถึง ท่ีมีต้นไม้ภูเขา และสัตว์
ป้า หมายถึง พี่ของพ่อหรือแม่ ป๊า หมายถึง พ่อในภาษาบาง
ภาษา ป๋า หมายถึง พ่อในภาษาบางภาษา

การผนั วรรณยกุ ต์ แบง่ ออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คอื
๑ วรรณยุกต์มีรูป หมายถึง วรรณยุกต์ที่มีเครื่องหมาย

บอกระดับของเสียงให้เห็นชัดเจนอยู่บนอักษรมีอยู่ ๔ รูป คือ
วรรณยุกต์เอก วรรณยุกต์โท วรรณยุกต์ตรี และวรรณยุกต์จัตวา
โดยลําดับ และให้เขียนไว้บนอักษรตอนสุดท้าย เช่น ก่ ก้ ก๊ ก๋
ปั่น ป้ัน ลื่น เล่ียน เป็นต้น ถ้าเป็นอักษรควบหรืออักษรนําให้
เขยี นไวบ้ นอกั ษรตวั ท่ี ๒ เช่น ครุ่น คลื่น เกลื่อน เกล้า ใกล้ เสน่ห์
หม่ัน โกร๋น ฯลฯ รูปวรรณยุกต์นี้เริ่มใช้ขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
แต่มใี ช้อย่เู พยี ง ๒ รปู เทา่ นั้นคอื ไม้เอกกับไม้โท แต่ไม้โทเขียนเปน็
รูปกากบาท ( + ) เหมือนไม้จัตวาในปัจจุบัน ต่อมาในปลายสมัย
กรุงสุโขทัยจึงได้เปล่ียนรูปกากบาทมาเป็นรูปไม้โทในปัจจุบัน
ส่วนไม้ตรีกับไม้จัตวายังไม่มีใช้ น่าจะเพิ่มมีใช้เมื่อตอนปลายสมัย
กรุงศรีอยุธยา และคงจะได้คิดสําหรับใช้เขียนคําท่ีมาจาก
ภาษาจนี เป็นมูลเหตุ ดงั ปรากฏคําเขยี นอย่ใู นกฎหมายศักดนิ าพล
เรือน ซึ่งมีคําเขียนเป็นภาษาจีนที่ใช้ไม้ตรีและจัตวากํากับอยู่
หลายช่ือ เช่น จุ้นจู๊ – นายสําเภา, บ๋ันจู๊ – พนักงานซ่อมแปลง
สําเภา เป็นตน้

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือก่อนนั้นขึ้นไปก็ยัง
ไม่มีวรรณยุกต์ตรีหรือวรรณยุกต์จัตวาใช้ ข้อน้ีมีหลักฐานยืนยัน

หลกั ภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๑๔ พระครูคัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

อยู่ในหนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตําราสอนหนังสือไทยที่พระโหรา
แตง่ ข้ึนในสมยั น้ัน มโี คลงบอกวรรณยุกต์ไวบ้ ทหน่งึ ว่า

สมหุ เสมยี นเรียนรอบรู้ วิสัญช์
พนิ เอกพินโททัณ ฑฆาตคู้
ฝนทองอกี ฟองมัน นฤคหิต นั้นนา
แปดสิ่งนใ้ี ครรู้ จึงให้เป็นเสมยี น
ข้อความในโคลงบทนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ในสมัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ยังไม่ปรากฏมีรูปวรรณยุกต์ตรี
และวรรณยุกต์จัตวาใช้ ถ้ามีใช้คงจะได้ปรากฏอยู่ในโคลงบทนี้
เพราะเปน็ ตําราเรยี นอยใู่ นสมยั น้ัน
๒ วรรณยุกต์ไม่มีรูป ได้แก่ เสียงท่ีมีทํานองสูงตํ่าตาม
หมวดหมู่ของตัวอักษร โดยไม่ต้องมีรูปวรรณยุกต์กํากับก็อ่าน
ออกเสียงได้เหมือนมีรูปวรรณยุกต์กํากับอยู่ด้วย เช่น นาค ไม่มี
รูปแต่มีเสียงวรรณยุกต์โท หนา ไม่มีรูปแต่มีเสียงวรรณยุกต์
จัตวา ฯลฯ วรรณยุกต์ไม่มีรูปต่างกับวรรณยุกต์ที่มีรูป คือ
วรรณยุกต์ท่ีมีรูปจะต้องมีเคร่ืองหมายบอกเสียงกํากับอยู่บน
ตัวอักษร และมีเพียง ๔ เสียงเท่านั้นคือ เสียงเอก เสียงโท เสียง
ตรี เสียงจัตวา ตามรูปวรรณยุกต์แต่ไม่มีเสียงสามัญ ส่วน
วรรณยุกต์ไม่มีรูปจะมีครบท้ัง ๕ เสียงเต็มตามจํานวนเสียงที่
กําหนดใช้อยู่ในภาษาไทย โดยไม่มีเครื่องหมายบอกเสียงกํากับ
แต่อาศัยการออกพื้นเสียงตามหมู่ของอักษรท้ัง ๒ ในที่น้ีพื้นเสียง
คือ คําที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์แต่มีเสียงวรรณยุกต์ นอกจากนั้น คํา
เป็น เป็นคําที่ประสมกับสระเสียงยาว หรือเสียงสั้นท่ีมีตัวสะกด
ในแม่ กง กน กม เกย และ เกอว เช่น มา กิน ข้าว เป็นต้น คํา

หลกั ภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๑๕ พระครูคัมภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.

 

ตาย คือ คําที่ประสมกับสระเสียงสั้น หรือเสียงยาวท่ีมีตัวสะกด
ในแม่ กก กด กบ เช่น เด็ก นะ จาก เป็นต้น คําตายผันได้ ๓
คือ คาํ ใช้วรรณยุกต์ เอก โท จตั วา แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด ดงั นี้

๒.๑ คําตายสระสั้น พื้นเสียงเป็นตรี เช่น คะ คก คด
คบ ผันด้วยวรรณยุกต์เอก เป็นเสียงโท เช่น ค่ะ ค่ก ค่ด ค่บ ผัน
ดว้ ยวรรณยุกตจ์ ัตวาเป็นเสยี งจตั วา เชน่ คะ๋ คก๋ คด๋ คบ๋

๒.๒ คําตายสระยาว พ้ืนเสียงเป็นโท เช่น คาก คาด
คาบ ผันด้วยวรรณยุกต์โท เป็นเสียงตรี เช่น ค้าก ค้าด ค้าบ ผัน
ดว้ ยวรรณยกุ ต์จัตวา เปน็ เสยี งจัตวา เช่น ค๋าก ค๋าด ค๋าบ

วิธีผันอักษร ๓ หมู่ ที่เรียกว่า ไตรยางศ์น้ันใช้ผันรูป
วรรณยกุ ต์ตา่ ง ๆ กนั ดังน้ี

พ้ืนเสียงเป็นเสียงสามัญ เช่น กา กง กน กม เกย
กาว เป็นตน้

ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก เช่น ก่า ก่ง ก่น
ก่ม เก่ย ก่าว เป็นตน้

ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท เช่น ก้า ก้ง ก้น ก้ม
เก้ย ก้าว เป็นตน้

ผันดว้ ยวรรณยกุ ต์ตรีเปน็ เสียงตรี เชน่ ก๊า กง๊ กน๊ ก๊ม
เกย๊ กา๊ ว เป็นตน้

ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา เช่น ก๋า ก๋ง
กน๋ ก๋ม เกย๋ ก๋าว เปน็ ต้น

จะเห็นได้ว่าอักษรสูงกับอักษรกลางมีเสียงตรงกับรูป
วรรณยุกต์เสมอ แต่อักษรตํ่าจะมีเสียงสูงกว่ารูปวรรณยุกต์หน่ึง
ข้ัน เว้นไว้แต่วรรณยุกต์จัตวาซึ่งเสียงคงเป็นจัตวาตามรูป

หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๑๖ พระครูคมั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.

 

วรรณยุกต์ เพราะไม่มีเสียงใดท่ีจะสูงไปกว่านั้นอีก เพราะเหตุที่
อักษรต่ํามีเสียงไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์ จึงมักทําให้เกิดความ
สับสน ในเวลาต้องการจะทราบเสียงวรรณยุกต์ท่ีแท้จริง แต่ถ้า
เข้าใจวิธีผันอักษรกลางเป็นอย่างดีแล้วก็สามารถเทียบเสียงได้
โดยอาศยั อักษรกลางเปน็ หลกั

นอกจากน้ัน วรรณยุกต์ในสัทอักษรสากลยังมี ๔ รูป ๕
เสียง เช่นเดียวกับภาษาไทย สามารถอ้างข้อมูลเปรียบเทียบได้
ดงั ตอ่ ไปน้ี

สทั อกั ษรสากล ภาษาไทย

วรรณยกุ ตส์ ามัญ ไมม่ รี ปู ( - ) ไม่มรี ูป ( - )

วรรณยกุ ต์เอก ( $ ) (่)

วรรณยกุ ต์โท ( ' ) (้)

วรรณยุกตต์ รี ( ^ ) ( ๊)

วรรณยกุ ตจ์ ตั วา ( ‡ ) (๋)

จากตัวอย่างรูปวรรณยุกต์ของสัทอักษรสากลกับภาษาไทย

เม่ือเปรียบเทียบกันแล้ว มีความเหมือนกันที่จํานวน๔ รูป ๕

เสียง เช่นเดียวกัน และเสียงสามัญไม่ปรากฏรูปเช่นเดียวกัน

ดังน้ันรูปวรรณยุกต์เป็นตัวกําหนดให้รู้ระดับการใช้เสียง และยัง

ขยายผลถึงเสียงกับความหมายโดยตีความผ่านรูปและสียงของ

วรรณยุกตอ์ กี ดว้ ย

สรุปได้ว่า วรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นเรื่องของการกําหนด

ระดับของเสียงท่ีต้องเขียนเพื่อกํากับในการออกเสียงของ

หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๑๗ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานุวัตร,ดร.

 

วรรณยุกต์นั้น ๆ แต่ก็มีการปรับการออกเสียงตามหลักของ
ระบบไตรยางศ์ในหมวดของพยัญชนะท่ีจัดเป็นกลุ่มอักษรสูง
กลาง ต่ํา ทําให้การออกเสียงวรรณยุกต์มีอํานาจจําแนกที่ท้ังตรง
รปู และไมต่ รงรูป

อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาเรียนรูเ้ รื่องวรรณยุกต์ในภาษาไทย
แลว้ พบไดอ้ ีกวา่ นอกจากกําหนดการออกเสียงท่แี ตกตา่ งจากรูป
วรรณยุกตท์ ี่ปรากฏกํากับไวแ้ ลว้ ยังมคี วามสําคัญกบั การกาํ หนด
ความหมายในคํานั้น ๆ ด้วย คําท่ีเขียนเหมือนกันแต่มีรูปหรือ
เสียงวรรณยุกต์แตกต่างกันย่อมมีความหมายต่างกันออกไป ทํา
ให้คําท่ีมีรูปเหมือนกันแต่หากมีวรรณยุกต์ต่างกันมีความหมาย
มากข้ึน น้ีคือความพิเศษของวรรณยุกต์ในภาษาไทย ซึ่งต้อง
ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจทั้งรูป เสียง และความหมาย ท่ีปรากฏใน
วรรณยุกต์ของภาษาไทย

หลกั ภาษาไทยเบ้ืองต้น ๑๑๘ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 


พยางคแ์ ละคําในภาษาไทย

พยางค์และคําในภาษาไทย เป็นการศึกษาภาษาให้เห็นถึง
การเปล่งเสียงออกมาแต่ละคร้ังว่ามีองค์ประกอบท่ีสามารถ
จําแนกได้อย่าง การเปล่งเสียงออกมาแต่ละคร้ังกําหนดจาก
จํานวนคร้ังและความหมายประกอบด้วย ในเสียงหนึ่ง ๆ ของ
มนุษย์ทุกภาษาจะต้องมีองค์ประกอบท่ีสามารถจําแนกได้ เร่ิม
ตั้งแต่ในเสียงหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยเสียงท่ีเล็กท่ีสุดเรียกว่าหน่วย
เสียง หน่วยเสียงรวมกันเป็นเสียง และในแต่ละเสียงสามารถ
จําแนกเป็นพยางค์หรือคําก็ได้ ข้ึนอยู่กับองค์ประกอบด้าน
ความหมาย หากเสียงหนึ่ง ๆ เปล่งออกมา ๑ คร้ัง แต่ไม่มี
ความหมาย ก็เรียกว่า ๑ พยางค์ เปล่งออกมา ๒ คร้ัง ๓ ครั้ง
หรือมากกว่า ๓ คร้ัง แต่ไม่มีความหมาย ก็เรียกว่า ๒ พยางค์ ๓
พยางค์ หรือมากกว่า ๓ พยางค์ แต่ถ้าหากว่าเสียงหนึ่ง ๆ เปล่ง
ออกมา ๑ ครั้ง และมีความหมาย จะไม่นิยมเรียกว่า ๑ พยางค์
ถึงแม้จะเรียกพยางค์ก็คงไม่ผิด แต่นิยมเรียกและให้เรียกว่า ๑
คํา ในหน่ึงคําอาจมีหน่ึงพยางค์หรือหลายพยางค์ก็ได้ กําหนด
จากหนง่ึ ความหมายเป็นหน่งึ คํา หรอื หนึง่ คาํ มีหน่ึงความหมาย

นอกจากนั้น ในหนึ่งความหมายท่ีมีในหนึ่งคําที่เป็นพยางค์
เดียวคงเข้าใจได้ แต่ถ้าหากว่าในหน่ึงความหมายในหน่ึงคําท่ีมี
มากพยางค์จะต้องทําความเข้าใจอย่างไร นักภาษาจึงได้ศึกษา

หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๑๙ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

และวิเคราะห์จําแนกเสียงท่ีปรากฏในคําหลายพยางค์ว่า หาก
หน่ึงคําท่ีมีหลายพยางค์ใดท่ีมีหนึ่งความหมาย และแยกหนึ่งคํา
หลายพยางค์ออกเป็นส่วน ๆ และแต่ละส่วนที่แยกยังคงให้
ความหมายได้ เรียกว่า หน่วยคํา เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็น
หน่ึงคําท่ีประกอบด้วยหลายพยางค์แต่มีหนึ่งความหมายเท่าน้ัน
เรียกว่า คํา แต่ถ้าหากเอาคําว่า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า มาแยก
ออกเป็น หม้อ+หุง+ข้าว+ไฟ+ฟ้า จะได้ ๕ คํา และ ๕
ความหมาย สว่ นทแี่ ยกออกจากคาํ มากพยางค์ และเม่อื แยกแล้ว
ส่วนที่แยกน้ันส่ือความหมายได้ เรียกว่า หน่วยคํา แต่ถ้าแยก
แล้วไม่มีความหมายจะเป็นหน่วยคําไม่ได้ เช่น โรงพยาบาล
กรุงเทพฯ จะแยกว่า โรง+พ+ยา+บาล+กรุง+เทพฯ ไม่ได้
เพราะว่า พ ไม่มีความหมาย จะต้องแยกคําเป็น โรง+พยา+
บาล+กรงุ +เทพฯ ดังนั้นคําจึงมีสว่ นประกอบดว้ ยหนว่ ยคําและมี
ความหมายกาํ กบั

อย่างไรก็ตาม การศึกษาในบทน้ี จึงพยายามมุ่งอธิบาย
ข้อมูลจากที่สืบค้นเพื่ออ้างอิงในเรื่องของการนิยามและอธิบาย
เกีย่ วกบั พยางค์และคําในภาษาไทยให้เป็นขอ้ มูลเบ้ือตน้

พยางค์กบั การนยิ ามความหมาย

คําว่า พยางค์ มีองค์ความรู้ที่นักภาษาได้ศึกษาและได้ให้
ความหมายไวด้ งั ต่อไปนี้

หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๒๐ พระครูคัมภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.

 

กาญจนา นาคสกุล๔๔ กล่าวถึงความหมายของพยางค์
ไว้ว่า พยางค์หมายถึง จํานวนเสียงท่ีดังเด่นซึ่งปรากฏในกลุ่ม
เสียงท่ีเรียกอ่ืน ๆ ท่ีอยู่ข้างเคียงก็จะประกอบเข้าเป็นส่วน
พยางค์ ซึ่งความหมายดังกล่าวนี้ อธิบายว่า เสียงพูดของคนเรา
น้ันจะเปล่งเสียงหลายเสียงติดต่อกันมาเป็นกลุ่ม ๆ เรียงกันเป็น
คําพูด คําพูดแต่ละกลุ่มจะมีจํานวนเสียงมากบ้างแล้วแต่ลักษณะ
ของภาษา คําพูดหรือกลุ่มเสียงนี้จะมีบ้างเสียงที่เด่นดังกว่าเสียง
อื่น ๆ เสียงใดจะดังเด่นกว่าเสียงอื่น ๆ ข้ึนอยู่ลักษณะประจําตัว
ของแต่ละเสียงความยาวของเสียงและการเน้นเสียง สําหรับ
พยางค์ในภาษาไทย เสียงสระมีลักษณะประจําตัวเป็นเสียงก้อง
จึงดังเด่น กว่าสียงอ่ืน เสียงสระจึงเป็นเสียงท่ีทําให้เกิดพยางค์
จํานวนพยางค์จึงข้ึนอยู่กับจํานวนเสียงสระที่เด่น นอกจากน้ี
พยัญชนะเสียงนาสิกและพยัญชนะข้างเด่นดังกว่าพยัญชนะเสียง
อื่น ๆ ดังน้ัน พยัญชนะเสียงนาสิกและพยัญชนะเสียงข้างทําให้
เกิดพยางค์ได้ด้วย

พยางค์ หมายถึง เสียงท่ีเปล่งออกคร้ังหนึ่ง ๆ โดยเสียง
น้ันจะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ โดยเสียงที่เปล่ง
ออกมา ๑ คร้ัง เรียกว่า ๑ พยางค์ หรือถ้าเปล่งเสียงออกมา ๒
คร้ัง เรียกว่า ๒ พยางค์ เช่น ประวัติศาสตร์ อา่ นว่า ประ-หวดั -ติ-
สาด มีจํานวน ๔ พยางค์ สวรรค์ อ่านว่า สะ-หวัน มีจํานวน ๒
พยางค์ พยางคห์ น่ึงจะประกอบดว้ ยเสียงอย่างน้อยท่สี ุด ๓ เสยี ง
คือ เสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ (บาง

                                                           

๔๔ กาญจนา นาคสกลุ . ระบบเสียงภาษาไทย. (พิมพ์ครง้ั ที่ ๖.
กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๕๑). หนา้ ๙๘.

หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๒๑ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.

 

พยางค์อาจมีเสียงพยัญชนะท้ายเพิ่มอีก ๑ เสียง ซึ่งเรียกว่า
ตัวสะกด) เสียงพยัญชนะต้น คือ เสียงท่ีเปล่งออกมาก่อน บาง
คําจะเป็นเสียงพยัญชนะเดี่ยว บางคําจะเป็นเสียงพยัญชนะควบ
กลํ้าก็ได้ เช่น อ่าง (พยัญชนะต้น คือ อ) ลิฟท์ (พยัญชนะต้น
คือ ล) ดาว (พยัญชนะต้น คือ ด) คลอง (พยัญชนะต้น คือ
คล) ไกร (พยัญชนะต้น คือ กร) ขวาน (พยัญชนะต้น คือ ขว)
เป็นต้น เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งตามติดมากับเสียงพยัญชนะ
เช่น งา (เสียงสระ อา) ชล (เสียงสระ โอะ) เสีย (เสียงสระ เอีย)
เกาะ (เสียงสระ เอาะ) เป็นต้น เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงที่เปล่ง
ออกมาพร้อมกับเสียงสระ เพ่ือให้มีระดับเสียงสูงต่ําต่างกันไป
เช่น ใหญ่ (เสียงวรรณยุกต์ เอก) เพื่อ (เสียงวรรณยุกต์ โท) สี
(เสียงวรรณยกุ ตจ์ ตั วา)

พยางค์แต่ละพยางค์จะต้องมีส่วนประกอบ ๓ ส่วนขึ้น
ไป คือ สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ การประกอบสระ
พยัญชนะและวรรณยุกต์เข้าเป็นพยางค์เรียกว่า การประสม
อักษรมี ๔ วิธี คือ

๑ การประสมสามส่วน คอื การประกอบพยางค์ด้วย
พยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์ เช่น กา องค์ประกอบ ๓ ส่วน
คอื พยญั ชนะ ก สระ อา วรรณยกุ ต์ เสยี งสามญั ไม่มรี ูป

๒ การประสม ๔ ส่วน คือ การประสมพยางค์ด้วย
พยัญชนะต้น สระ พยัญชนะท้ายพยางค์หรือ ตัวสะกด และ
วรรณยุกต์ เช่น เกิด องค์ประกอบ คือ พยัญชนะต้น ก สระ
เออ วรรณยกุ ต์ เสยี งเอกไม่มีรูป ตวั สะกด ด

หลักภาษาไทยเบ้ืองต้น ๑๒๒ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.

 

๓ การประสม ๔ ส่วนพิเศษ คือ การประกอบ
พยางค์ด้วยพยัญชนะต้น สระ พยัญชนะท้าย พยางค์ท่ีไม่ออก
เสียงหรือตัวการันต์ และวรรณยุกต์ เช่น เล่ห์ องค์ประกอบ คือ
พยัญชนะตน้ ล สระ เอ วรรณยุกต์ เสยี งโท ตวั การันต์ ห

๔ การประสม ๕ ส่วน คือ การประกอบพยางค์ด้วย
พยัญ ชนะต้น สระ พยัญ ชนะท้ายพยางค์ หรือตัวสะกด
พยัญชนะท้ายพยางค์ที่ไม่ออกเสียง หรือตัวการันต์ และ
วรรณยุกต์ เช่น สิงห์ องค์ประกอบ คือ พยัญชนะ ส สระ อิ
วรรณยกุ ต์ เสยี งจตั วาไม่มรี ปู ตัวสะกด ง และตัวการันต์ ห๔๕

สรุปได้ว่า พยางค์เกิดจาก การประสมอักษรมี ๔ แบบ
ดงั น้ี

๑ การประสมอักษร ๓ ส่วน ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจาก
การประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ เช่น มี นา
ห้า ไร่ เปน็ ต้น

๒ การประสมอักษร ๔ ส่วนปกติ ได้แก่ พยางค์ท่ีเกิด
จากการประสมของพยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะตัวสะกด +
วรรณยุกต์ เช่น มาด ร้าย พลาย งาม เปน็ ตน้

๓ การประสมอักษร ๔ ส่วนพิเศษ ได้แก่ พยางค์ที่
เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ +
การันต์ เชน่ เลห่ ์ สีห์ เบียร์ โพธิ์ เปน็ ตน้

                                                           

๔๕ พยางค์และคาํ ในภาษาไทย. (เว็บไซต์ : https://sites.
google.com/site/wirin๕๘๐๑๑๐๔๒๑/๙kik/ phyangkh-ni-phasa-thiy),
เข้าถงึ ขอ้ มลู เม่ือ ๒๒ กนั ยายน ๒๕๖๒.

หลกั ภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๑๒๓ พระครูคมั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.

 

๔ การประสมอักษร ๕ ส่วน ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจาก
การประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะตัวสะกด +
วรรณยุกต์ + การันต์ เช่น ลกั ษณ์ ขันธ์ สงั ข์ จันทร์ เป็นต้น

ข้อสังเกตพยางค์ท่ีประสมด้วยสระ อํา ใอ ไอ เอา เช่น
ในคําว่า ทํา ไม ใจ เบา เป็นต้น พยางค์ เหล่าน้ีถ้ากําหนดตาม
รูปสระแล้วจะเปน็ วิธปี ระสมอักษร ๓ ส่วน จัดไว้ในแม่ ก กา แต่
ถ้าพิจารณาตาม เสียงอักษรประสมแล้ว น่าจะอยู่ในวิธีประสม
๔ ส่วน เพราะมีเสียงพยัญชนะ ม ย และ ว เป็นเสียงสะกด หรือ
เสียงพยญั ชนะท้าย

พยางค์จําแนกเป็น ๒ ประเภท คือ พยางค์เปิด หมายถึง
พยางค์ท่ีประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ และเสียง
วรรณยุกต์ เช่น แก ขา กลัว ดู โต และพยางค์ปิด หมายถึง
พยางค์ท่ีประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ เสียง
วรรณยุกต์ และสียงพยัญชนะสะกด เช่น เด็ก ทํา ของ แตก
ไป แล้ว อาจสรุปเป็นข้อสังเกตได้ว่า พยางค์เปิดก็คือ พยางค์ที่
ไม่มีตัวสะกดหรือไม่มีเสียงพยัญชนะท้าย ส่วนพยางค์ปิดคือ
พยางคท์ ี่มตี ัวสะกดหรอื มีเสยี งพยัญชนะทา้ ยนัน่ เอง

การเน้นเสียงหนัก-เสียงเบาในพยางค์ภาษาไทย มักเกิด
จากสาเหตุหลายประการคอื

๑ ลักษณะส่วนประกอบของพยางค์ พยางค์ท่ีมีเสียง
สระเป็นเสียงยาวและพยางค์ที่มีเสียงพยัญชนะท้าย คือ เป็นคํา
ครุ มักจะออกเสียงเน้นหนกั

๒ ตําแหน่งของพยางค์ในคําภาษาไทย พยางค์ที่มักจะ
มเี สยี งเน้นหนกั คอื พยางค์สุดทา้ ยของคาํ

หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๒๔ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

๒.๑ ถ้าเป็นคํา ๒ พยางค์ มักลงเสียงหนักท่ีพยางค์ที่
๒ เช่น พดู บ้าบ้า มานะ ทองแดง

๒.๒ ถ้าเป็นคํา ๓ พยางค์ มักลงเสียงหนักท่ีพยางค์
ที่ ๓ และอาจลงเสียงหนักที่พยางค์ที่ ๑ หรือ ๒ ถ้าพยางค์ที่ ๑
หรือ ๒ น้ันมีเสียงยาวหรือมีเสียงพยัญชนะท้าย เช่น ปัจจุบัน
จริยา สมาคม

๒.๓ ถ้าเป็นคําตั้งแต่ ๔ พยางค์ข้ึนไป ก็มักลงเสียง
หนักที่พยางค์ท้าย ส่วนพยางค์อื่น ๆ ก็ออกเสียงหนักเบาตาม
ลักษณ ะส่วนประกอบของพ ยางค์ เช่น เจดีย์ยุท ธหัตถี
สาธารณสุข

การลงเสียงหนัก-เสียงเบาของพยางค์ในภาษาไทย มีผล
ต่อการสื่อความหมายของคําหรอื ข้อความนัน้ ๆ ด้วย เช่น เขาจะ
มาเอาเย็นโน่นแหละ ประโยคน้ีเน้นคําว่า เอา หมายความว่า
เขาจะมาเอาของตอนเย็นโน่นแหละ เขาจะมาเอาเย็นโน่นแหละ
ประโยคนี้เน้นคําว่า มา หมายความว่า กว่าเขาจะมาได้ ก็ต้อง
ตอนเย็นโน่นแหละ ดังน้ัน การลงเสียงหนกั -เบาจึงมีความสําคัญ
ต่อการสื่อสารของมนุษย์ และเสียงหนัก-เสียงเบาก็เป็นส่วนหนึ่ง
ของอวัจนภาษาดว้ ย

นอกจากการลงเสียงหนัก-เสียงเบาแล้ว พยางค์ใน
ภาษาไทยยงั เกี่ยวขอ้ งกบั พยางค์คาํ ตาย-คาํ เป็นด้วย ดังนี้

๑ คาํ ตาย คอื
พยัญชนะผสมสระเสียงส้ันในแม่ก กา เช่น มะ จะ ติ

ปริ ดุ เกาะ

หลกั ภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๑๒๕ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

พยัญชนะตัวเดียว เช่น ณ , บ (บ่อที่แปลว่า ไม่), ธ ,
ก,็ ฤ

มตี วั สะกดแม่ กก กบ กด เชน่ สุข ภาค พกั เมฆ ภพ
ตบ ภาพ สด บาท

๒ คาํ เปน็ คอื
พยัญชนะผสมสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น จา ปรี

ดู กอ
คํามีตัวสะกดแม่ กง กน กม เกย เกอว เช่น ฟัง, ตัง,

ตน, ยาม, เชย, พราว
อํา (-ม), ไอ(-ย), ใอ(-ย), เอา(-ว) เพราะมีเสียง

ตวั สะกด๔๖
พยางค์ หมายถึง หน่วยหน่ึงขององค์ประกอบในลําดับ

ของเสียงที่ใช้ส่ือสารด้วยคําพูดพยางค์โดยท่ัวไปเกิดข้ึนจากแกน
พยางค์ซึ่งมักจะเป็นเสียงสระและอาจมีเสียงข้ึนต้นและเสียงลง
ท้ายเป็นเสียงพยัญ ชนะในพยางค์ พยางค์ถูกจัดว่าเป็น
ส่วนประกอบของคําในการศึกษาระบบเสียงในภาษาซ่ึงมอี ิทธิพล
ต่อจังหวะในภาษาฉันทลักษณ์ลักษณะคําประพันธ์รูปแบบการ
เน้นเสียงเป็นต้น คําหนึ่งคําอาจประกอบข้ึนจากพยางค์เพียง
พยางคเ์ ดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้

คุณ ลักษณ ะที่สําคัญ ของพยางค์ทางฉันทลักษณ์
(suprasegmental) คือคุณลักษณะทท่ี ําให้พยางค์ออกเสียงต่าง
ไปจากปกติ ซ่ึงไม่ใช่การเพิ่มเสียงใหม่ท่ีทําให้โครงสร้างพยางค์

                                                           

๔๖ พยางคใ์ นภาษาไทย. (เวบ็ ไซต์ : file:///C:/Users/WINDOWS),
เขา้ ถงึ ข้อมูลเมื่อ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๒.

หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๒๖ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

เปล่ียนไป คุณลักษณะดังกล่าวประกอบด้วยการเน้นเสียง
(stress) และวรรณยุกต์ (tone) โครงสร้างพยางค์มักมีการเน้น
เสียงอยู่บ่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ในภาษาที่ใช้อักษรละติน น้ําหนัก
พยางค์ (syllable weight) โดยปกติคือตัวบ่งบอกการเน้นเสียง
ในพยางค์ พยางค์หน่ึงจะถือได้ว่าเป็นพยางค์หนักเมื่อเข้าสู่
เงอื่ นไขอยา่ งน้อยหนง่ึ ข้อต่อไปน้ี ซ่ึงแตล่ ะข้อถกู จัดว่ามี ๒ มอรา
(mora)

แกนพยางคเ์ ปน็ สระเสยี งยาว
แกนพยางค์เป็นสระประสมสองเสยี ง
ท้ายพยางค์มเี สียงตงั้ แตห่ นึง่ เสยี งขนึ้ ไป
บางคร้งั ความยาวพยางค์ (syllable length) กถ็ กู จดั ว่า
เป็นคุณลักษณะทางฉันทลักษณ์อีกอันหน่ึง เช่นในภาษากลุ่ม
เจอร์มานิก เสียงสระจะยาวข้ึนก็ต่อเมื่อเสียงพยัญชนะสั้น และ
จะส้ันลงก็ต่อเมื่อเสียงพยัญชนะยาว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
พยางค์อาจถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการประกอบขึ้นจากหน่วยเสียง
(phoneme) ที่สั้นและยาวแตกต่างกัน ซ่ึงความยาวของเสียง
พยัญชนะและเสียงสระแยกจากกันอย่างอิสระ ดังเช่นภาษา
ฟินแลนด์และภาษาญี่ปุ่น จึงไม่เป็นคุณลักษณะทางฉันทลักษณ์
สระคลาย (lax vowel) สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะพยางค์ปิดใน
ภาษากลุ่มเจอร์มานิกส่วนใหญ่ ดังน้ันเสียงสระนี้จึงถูกเรียกอีก
อย่างหนึ่งว่าพยางค์หยุด ตรงข้ามกับสระเกร็ง (tense vowel)

หลักภาษาไทยเบ้ืองต้น ๑๒๗ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.

 

เพราะเกิดขน้ึ ในพยางค์เปิด โดยทั้งสองกรณีไม่เก่ียวขอ้ งกับความ
ยาวพยางค์๔๗

ความหมายของพยางค์ดังกล่าวข้างต้นนี้ เราสามารถ
สรปุ ลักษณะของพยางคไ์ ด้ดงั ตอ่ ไปนี้

๑ พยางค์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาคร้ังหน่ึง ๆ
เรยี กวา่ ลักษณะของพยางค์ เช่น

ตา เปล่งเสียง ๑ ครั้ง เป็น ๑ พยางค์
กะทะ เปลง่ เสยี ง ๒ คร้งั เปน็ ๒ พยางค์
สบั ปะรด เปล่งเสยี ง ๓ ครง้ั เปน็ ๓ พยางค์
วทิ ยาลยั เปล่งเสียง ๔ คร้ัง เป็น ๔ พยางค์
๒ พยางค์ หมายถึง เสียงท่ีดังเด่นกว่าเสียงอ่ืน ๆ ใน
กลุ่มเสียงท่ีเปล่งออกมาเป็นคําพูด ในภาษาไทยเสียงสระจะ
ปรากฏดังเด่นกว่าเสียงอื่น ๆ เช่น คําว่า พลเมือง เสียงสระ ที่
เดน่ ดัง คอื โอะ-อะ-เออื ดังนั้น คําวา่ พลเมือง จะมี ๓ พยางค์
๓ พยางค์แต่ละพยางค์ จะประกอบด้วย หน่วยเสียง
พยัญชนะ หน่วยเสียงสระและหน่วยเสียงวรรณยุกต์เสมอ และ
อาจมีเสียงพยัญชนะด้วยพยางค์หรอื ไมม่ ีกไ็ ด้เชน่
ตาประกอบดว้ ยหน่วยเสียง /ต/+/อา/+/สามัญ/
สี ประกอบดว้ ยหน่วยเสยี ง /ส/+/อี/+/จัตวา/
นาย ประกอบด้วยหน่วยเสียง /น/+/อา/+/ย/+/
สามัญ/
โลก ประกอบด้วยพยัญชนะท้ายพยางค์

                                                           

๔๗ พยางค.์ วกิ ิพีเดยี . (เวบ็ ไซต์ : https://th.wikipedia.org/wiki/),
เข้าถึงข้อมลู เมื่อ ๒๓ กนั ยายน ๒๕๖๒.

หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๒๘ พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.

 

๔ จากลักษณะของพยางค์ดังได้กล่าวในข้อ ๓ เรา
สามารถแบง่ พยางค์ออกเปน็ ๒ ชนดิ ดังน้ี

๔.๑ พยางค์เปิด (Open syllable) หมายถึง
พยางค์หรือคําท่ีไม่มีเสียงพยัญชนะทาบหลัง หรือไม่มีเสียง
พยัญชนะท้ายพยางค์ หรือไม่มีตัวสะกด เช่น คําว่า พ่ี ป้า น้า อา
เป็นตน้

๔.๒ พยางค์เปิด (Closed syllable) หมายถึง
พยางค์หรือคําที่มีเสียงพยัญชนะทาบหลัง หรือมีเสียงพยัญชนะ
ทายพยางค์ หรอื มีตัวสะกด เชน่ คาํ วา่ เรา ไป เรยี น เปน็ ต้น

๕ พยางคจ์ ะมคี วามหมายหรอื ไมม่ ีความหมายกไ็ ด้
๕.๑ พยางค์ที่มีความหมาย หมายถึง พยางค์ที่

เปล่งเสียงออกมาแต่ละครั้งน้ันมีความหมาย สามารถสื่อสาร
เข้าใจกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประโยคก็ยังคงความหมาย
ดงั ตวั อย่าง

ฝน เปน็ ๑ พยางค์ที่มีความหมาย
ฝนเทียม เป็น ๒ พยางค์ ประกอบด้วย
พยางคท์ ่มี คี วามหมายทัง้ ๒ พยางค์ คือ ฝน และ เทียม
เขาเดินตากฝน ฝน สามารถปรากฏใน
ประโยคได้
๕.๒ พยางค์ท่ีไม่มีความหมาย หมายถึง พยางค์ท่ี
เปล่งออกมาแต่ละคร้ังน้ันไม่มีความหมาย ไม่สามารถสื่อสารให้
เข้าใจกันได้ และไม่สามรถปรากฏตามลําพังในประโยคได้ ดัง
ตัวอย่าง

หลักภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๒๙ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.

 

กะทะ เป็น ๒ พยางค์ ประกอบด้วยพยางค์ที่
ไม่มีความหมายทงั้ ๒ พยางค์ คือ กะ และ ทะ

มะละกอ เป็น ๓ พยางค์ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย
พยางค์ที่ไม่มคี วามหมายทงั้ ๓ พยางค์ คอื มะ ละ และ กอ

ฉันซ้อื มะ มะ ปรากฏตามลําพังในประโยค
ไมไ่ ด้

แม่ตําละ ละ ปรากฏตามลําพังในประโยค
ไมไ่ ด้

เราจะกินกอ กอ ปรากฏตามลําพังในประโยค
ไมไ่ ด้๔๘

ในการพูดตามปกติเรามิได้เปล่งเสียงออกมาทีละเสียง แต่
เราจะเปล่งเสียงติดต่อกันออกมาเป็นกลุ่ม ๆ เรียงกันเป็นคําพูด
ในแต่ละกลุ่มของคําพูดจะมีเสียงที่เด่นดังกว่าเสียงอื่น ซึ่งจะ
ปรากฏให้เราได้ยินอย่างชดั เจน ในการพูดแต่ละครง้ั ถ้ามีเสียงดัง
เด่นเป็นจํานวนเท่าใด ก็ถือว่าการพูดคร้ังน้ันมีจํานวนพยางค์
เท่ากับจํานวนเสียงดังเด่นนั้น ส่วนเสียงอื่น ๆ ที่อยู่ข้างเคียงก็จะ
ประกอบเขา้ เป็นสว่ นของพยางค์

เสียงดังเด่น หมายถึง เสียงที่ดังกว่าเสียงอ่ืนในกลุ่มที่ออก
เสียงมาด้วยกัน โดยปกติเสียงสระเป็นเสียงที่ดังเด่นกว่าเสียงอ่ืน
เสียงสระจึงเป็นเสียงที่ทําให้เกิดพยางค์ ในหมู่เสียงพยัญชนะ

                                                           

๔๘ ประยุทธ กุยสาคร. ภาษาไทยเชงิ ภาษาศาสตร.์ (กรุงเทพฯ :
เอกสารการนเิ ทศการศกึ ษาฉบับที่ ๒๕๘ ภาคพฒั นาตําราและเอกสารวชิ าการ
หน่วยการศกึ ษานิเทศก์ กรมการฝึกหดั ครู, ๒๕๒๗). หนา้ ๘๐-๘๒.

หลกั ภาษาไทยเบื้องต้น ๑๓๐ พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.

 

ด้วยกัน เสียงพยัญชนะก้อง เช่น พยัญชนะนาสิกและพยัญชนะ
ขา้ งจะมเี สยี งดังกว่าพยญั ชนะอื่นกอ็ าจทําให้เกดิ พยางค์ได้

พยางคท์ ี่เปลง่ แต่ละครง้ั ไม่จาํ เป็นตอ้ งมีความหมายเสมอไป
แต่เม่ือใดพยางค์หรือกลุ่มของพยางค์ท่ีเปล่งออกมามีความหมาย
ด้วย พยางคห์ รือกลุ่มของพยางค์นนั้ ก็เปน็ คาํ ดังนนั้ คาํ ในภาษาก็
คือ กลุ่มเสียงที่มีความหมาย กลุ่มของเสียงที่มีความหมายน้ี ถ้า
เป็นกลุ่มท่ีเล็กท่ีสุดที่ปรากฏได้โดยลําพัง และมีความหมาย เรา
เรยี กว่า หน่วยคาํ

กลุ่มเสียงที่ปรากฏเป็นคํามีความหมายในภาษาไทยมี
ลักษณะแตกต่างกันเป็นหลายแบบ คําในภาษาไทยจึงจัดตาม
ลกั ษณะพยางคไ์ ด้ดงั น้ี

๑ คําพยางค์เดียว
๒ คําสองพยางค์
๓ คาํ หลายพยางค์
ในภาษาไทย พยางค์หน่ึง ๆ จะต้องประกอบด้วยหน่วย
เสียงพยัญชนะต้นอย่างน้อย ๑ หน่วยเสียง ประกอบด้วยหน่วย
เสียงสระ ๑ หน่วยเสียง และหนว่ ยเสียงวรรณยุกต์ ๑ หน่วยเสยี ง
พยางค์ ประกอบด้วยอย่างน้อย ๓ หน่วยเสียง แต่การปรากฏ
ของหน่วยเสียงประเภทหน่ึงในพยางค์หนึ่ง ๆ ก็มีความแตกต่าง
กนั ซง่ึ อาจจําแนกไดด้ ังตอ่ ไปนี้
๑ คําพยางค์เดียว ในภาษาไทยคําส่วนใหญ่เป็นคํา
พยางคเ์ ดียว จึงไดช้ ือ่ วา่ เป็นภาษาคําพยางค์เดยี ว
๒ คําสองพยางค์ คําในภาษาไทยส่วนมากจะเป็นคํา
พยางค์เดียว เพราะภาษาไทยเป็นภาษาตระกูลคําโดด

หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๓๑ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.

 

(lsolating language) แต่กม็ ีคําจํานวนมากเป็นสองพยางค์ และ
คําหลายพยางค์ คําซ่ึงจัดว่าเป็นคํา ๒ พยางค์ในภาษาไทย มี
ลักษณะแตกต่างกันเป็น ๒ แบบ เรียกว่า คําสองพยางค์แท้ และ
คําสองพยางค์เทียม โครงสร้างของคําสองพยางค์ทั้ง ๒ แบบ มี
ดงั น้ี

๒.๑ คําสองพยางค์แท้ เป็นคําสองพยางค์ที่มี
ส่วนประกอบของพยางค์ทั้งสองไม่เท่ากัน การเปล่งเสียงก็จะลง
นํา้ หนักของพยางค์ทั้งสองไม่เท่ากันด้วย ในภาษาไทยคําประนี้มี
จํานวนมาก โครงสรา้ งของแตล่ ะพยางคม์ ดี ังนี้

๑ ) พ ย างค์ แ รก ข อ งคํ าส อ งพ ย างค์ แ ท้ จ ะ
ประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะต้น ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยเสียง
พยัญชนะเด่ียว หรือหน่วยเสียงพยัญชนะควบก็ได้ ถ้าเป็นเสียง
ควบพยัญชนะในตําแหน่งท่ีสองก็จะเป็นพยัญชนะเสียงกระทบ
หรือรัวเท่านั้น สระของพยางค์น้ีเป็นสระเสียงส้ัน โดยปกติจะมี
เสียงพยัญชนะสะกด และเสียงวรรณยุกต์จะเป็นเสียงสามัญ
พยางค์น้ีจะไม่ลงนํ้าหนัก หรือจะกล่าวว่ามีน้ําหนักน้อยกว่า
พยางค์ถัดไปกไ็ ด้

๒) พยางค์ที่สองของคําสองพยางค์แท้ จะมี
ลักษณะ เช่นเดียวกับคําพยางค์เดียวแบบใดแบบหน่ึง พยางค์ที่
สองนี้จะลงนาํ้ หนกั มากกวา่ พยางค์แรก

ตัวอยา่ งคาํ ๒ พยางคแ์ ท้ เชน่
มะนาว
มะเกลือ
ตะไกร

หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๓๒ พระครคู มั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.

 

กระจาด
พิเศษ
วิชา
นเิ ทศ
สภุ า
ฯลฯ
๒.๒ คําสองพยางค์เทียม เป็นคําสองพยางค์ที่มี
โครงสร้างเช่นเดียวกับคําพยางค์เดียว ๒ คํา เรียงกัน พยางค์แต่
ละพยางค์ของคําสองพยางค์เทียมจะมีลักษณะเหมือนคําพยางค์
เดียวแบบใดแบบหน่ึง คําสองพยางค์แบบนี้จึงเป็นการรวบรวม
คําพยางค์เดียว ๒ คําเขา้ ดว้ ยกันนั้นเอง และพยางค์แต่ละพยางค์
อาจจะเปน็ หน่วยที่มคี วามหมายหรอื ไมมกี ็ได้
ตัวอยา่ งคํา ๒ พยางค์เทยี ม
รองเทา้
เขา้ ใจ
หนงั สอื
น้าํ ตา
จังหวะ
กาํ เนิด
ฯลฯ
แม้ว่าพยางค์ท้ังสองของคําสองพยางค์เทียมจะมี
ลักษณะของพยางค์อย่างสมบูรณ์ แต่ในการออกเสียงโดยปกติก็
มักจะลดนํ้าหนักที่พยางค์แรกและลงน้ําหนักท่ีพยางค์ เบา-หนัก

หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๓๓ พระครูคัมภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.

 

พยางค์แรกซ่ึงถูกลดน้ําหนักมักจะมีการกลายเสียง หรือเสียง
กรอ่ นไปเสมอ เชน่ เขา้ ใจ หนังสอื เปน็ ตน้

๓ คําหลายพยางค์ ที่ปรากฏในภาษาไทยมักจะเป็นคํา
ประสม หรือคําที่ยืมมาจากภาษาอื่น เช่น ภาษาบาลี สันสกฤต
และภาษาอังกฤษ เป็นต้น เมื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบของคํา
หลายพยางค์แล้วจะพบว่า การออกเสียงคําหลายพยางค์มี
ลักษณะแตกต่างกันตามลักษณะของจังหวะและการลงน้ําหนัก
ของพยางคเ์ ปน็ ๒ แบบ ได้แก่

๓.๑ คํามีพยางค์แน่นอน มีลักษณะเช่นเดียวกับคํา
พยางค์เดียวและหรือคํา ๒ พยางค์แบบใดแบบหน่ึงดังกล่าว
มาแลว้ ข้างตน้ เรียงตอ่ กัน เช่น

ห้องเก็บของ มีลักษณะเสียง หนัก-หนัก-หนัก-
เหมือนคาํ พยางค์เดียวเรยี งกัน ๓ คาํ รวมเป็น ๓ พยางค์

ศาสนา มีลักษณะเสียง หนัก-เบา-หนัก เหมือน
คําพยางค์เดียว ๑ คํา คํา ๒ พยางค์ พยางค์แท้ ๑ คํารวมเป็น ๓
พยางค์

อธิปไตย มีลักษณะเสียง เบา-หนัก-เบา-หนัก
เหมอื นคาํ ๒ พยางค์แท้ ๒ คาํ เรียงกนั รวมเปน็ ๔ พยางค์

สาธารณสมบัติ มีลักษณะเสียง หนัก-หนัก-เบา-
หนัก-หนัก-หนัก เหมือนคําพยางค์เดียว ๒ คํา คํา ๒ พยางค์แท้
๑ คาํ คําพยางค์เดยี ว ๒ คาํ เรียงกนั อยู่ รวมเป็น ๖ พยางค์

อุตุนิยมวิทยา มีลักษณะเสียง เบา-หนัก-เบา-
หนัก-หนัก-เบา-หนัก เหมือนคํา ๒ พยางค์แท้ ๒ คําพยางค์เดียว
๑ คํา และคํา ๒ พยางค์แท้ ๑ คําเรียงกันอยู่รวมเปน็ ๗ พยางค์

หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๓๔ พระครูคัมภีร์ธรรมานุวตั ร,ดร.

 

๓.๒ คําที่มีพยางค์แน่นอนไม่ได้ คําในภาษาไทยที่มี
รากศัพท์เป็นภาษาบาลีและสันสกฤตหลายลักษณะเป็นคําสมาส
บ้าง มีเสียงลหุประสมอยู่หลายพยางค์บ้าง คําเหล่าน้ีท่านผู้รู้มัก
ให้ออกเสียงตามลักษณะที่คิดว่าใกล้เคียงกับเสียงในภาษาบาลี
สันสกฤตและกําหนดให้อ่านออกเสียงแบบมีพยางค์น้ําหนักเบา
อยตู่ ิดกนั หลายพยางค์ เชน่

เพชรบุรี ถ้าออกเสียงตามแบบคําสมาสจะต้อง
ออกเสียงว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี ซึ่งมีคําท่ีมีนํ้าหนักเบา ๓ พยางค์ คือ
ชะ-ระ-บุ อยู่เรียงกัน นับว่าเป็นการออกเสียงได้ยากสําหรับคน
ไท ย ค น ท่ั ว ไป จึ งมั ก อ อ ก เสี ย งเป็ น เพ็ ด -บุ -รี ( คํ า นี้
ราชบณั ฑติ ยสถานกาํ หนดให้อา่ น เพ็ด-ชะ-บ-ุ รี เป็น ๔ พยางค)์

ถาวรวัตถุ คํานี้ราชบัณฑิตยสถานกําหนดให้อ่าน
ตามแบบภาษาเดิมเป็น ถา-วะ-ระ-วัด-ถุ แต่เพราะมีพยางค์ท่ีมี
เสียงเบาติดกันอยู่ ๒ พยางค์ ทําให้คนท่ัวไปออกเสียงไม่สะดวก
จงึ มักแปลงเสยี งเปน็ ถา-วอ-ระ-วัด-ถุ

พรหมลิขติ คํานร้ี าชบัณฑิตยสถานกําหนดใหอ้ ่าน
ตามแบบภาษาเดิมเป็น พรัม-มะ-ลิ-ขิด แต่เพราะมีพยางค์ท่ีมี
เสียงเบาติดกันอยู่ ๒ พยางค์ ทําให้คนทั่วไปออกเสียงไม่สะดวก
จึงมกั ตดั พยางคเ์ สยี งเบาออก ๑ เสียง เปน็ พรม-ล-ิ ขิด

คําท่ียกตัวอย่างมาน้ีจึงบ่งลักษณะพยางค์ไม่ได้แน่นอน
แล้วแต่ว่าผู้ว่าผู้ออกเสียงจะนิยมดัดแปลงเสียงเพ่ือให้สะดวกแก่
การพูด โดยอาจตัดพยางค์ที่มีน้ําหนักเบาติดกันหลายเสียงให้
เหลือ ๑ เสียง หรือแปลงพยางค์ท่ีมีนํ้าหนักเบาพยางค์ใดพยางค์
หนึ่งให้เป็นพยางค์มีนํ้าหนัก โดยอาจแปลงเสียงสระเป็น ออหรือ

หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๓๕ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.

 

เติมเสียงพยัญชนะ อ สะกดและเติมเสียงวรรณยุกต์ตามอักขรวิธี
ภาษาไทย๔๙

เสียงพยัญชนะในภาษาไทยมี ๒๑ เสียง แต่ทั้ง ๒๑
เสียงน้ี ทําหน้าที่เป็นพยัญชนะท้ายพยางค์ หรือเป็นตัวสะกด ได้
เพียง ๘ เสียง เท่าน้ัน ซึง่ เราเรยี กพยัญชนะทา้ ยพยางค์วา่ มาตรา
ตัวสะกด

ระบบพยางค์

ระบบพยางค์ คือ การเรียงลําดับของหน่วยเสียงอย่างมี
ระบบในพยางค์หนึ่ง ๆ หลักสําคัญในการเรียงลําดับหน่วยเสียง
ให้เป็นพยางค์จะต้องมีหน่วยเสียงสระเป็นแกนกลาง (peak หรือ
crest) พยางค์หรือเสียงหน่ึง ๆ น้ันอาจมีเสียงทาบหน้า (no set)
หรือเสยี งทาบหลัง (coda) ก็ได้

ในที่นี้เสียงทาบหน้า หมายถึง หน่วยเสียงพยัญชนะที่นํา
หน่วยเสียงอื่น ๆ ในพยางค์ เช่น คําวา่ คน เสียง /kh/ เป็นเสียง
ทาบหน้า ส่วนเสียงทาบหลัง หมายถึง หน่วยเสียงพยัญชนะที่
ตามหลังหน่วยเสียงสระในพยางค์ เช่น คําว่า นาน เสียง/n/ เป็น
เสยี งทาบหลงั เปน็ ตน้

การพิจารณาระบบพยางค์ ให้ดูหน้าท่ีของหน่วยเสียง
พยัญชนะและหน่วยเสยี งสระ ดงั ตอ่ ไปนี้

                                                           

๔๙ จนิ ดา เฮงสมบรู ณ์. ภาษาศาสตรเ์ บื้องตน้ . (กรุงเทพฯ : สุวรี ิยา
สาสน์ , ๒๕๔๒). หนา้ ๑๒๔-๑๓๓.

หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๓๖ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

๑ หน้าท่ีของหน่วยเสียงพยัญ ชนะ ทําหน้าท่ี ๓
ประการ คือ

๑.๑ ทําหน้าท่ีเป็นเสียงทาบหน้า มีเสียงทาบหน้า
เสียงเดียว เช่น คําว่า พ่อ แม่ พี่ น้อง และเสียงทาบหน้าสอง
เสียง เชน่ คําว่า ปรบั ปรงุ เกรียวกราว เปน็ ตน้

๑.๒ ทําหน้าที่เป็นเสียงทาบหลัง พยางค์หรือคํา
ภาษาที่จะมเี สียงทาบหลังเพียงเสียงเดยี ว เสียงควบกล้ําเป็นเสียง
ทาบหลังไม่ได้ และพยางค์ในภาษาไทยจะมีเสียงทาบหลังหรือไม่
มเี สียงทาบหลังกไ็ ด้

๑.๓ ทําหน้าที่เป็นหน่วยเสียงควบกลํ้า หมายถึง
เป็นหนว่ ยเสียงพยัญชนะที่ทําหนา้ ที่เป็นเสยี งทาบหนา้ เสยี งที่สอง
ซ่ึงมีอยู่ ๓ เสียง คือ /ร/, /ล/, /ว/ เช่นคําว่า ครู, กลอน, ขวาน
เสียง /ร/, /ล/, /ว/ เป็นหน่วยเสยี งควบกลํา้

๒ หน้าที่ของหน่วยเสียงสระ จะทําหน้าที่เป็นใจกลาง
หรือแกนกลางพยางค์ กรณีพยางค์เปิดก็ให้ถือว่าหน่วยเสียงสระ
เปน็ เสียงใจกลาง เพราะเสยี งทาบหลังไม่มี ดงั ตัวอย่างนี้

เรา เสยี ง /เอา/ เปน็ เสียงใจกลาง
มา เสียง /อา/ เป็นเสยี งใจกลาง
เรยี น เสียง /เอีย/ เป็นเสยี งใจกลาง

คาํ กับการนิยามความหมาย
คําเป็นหน่วยของภาษาที่ส่ือถึงความหมายซ่ึงประกอบด้วย

พยางค์หนึ่ง ๆ หรือมากกว่า ปกติแล้วในแต่ละคําจะมีรากศัพท์
ของคําแสดงถึงความหมายและที่มาของคํานั้น โดยการนําคํา

หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๓๗ พระครูคมั ภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.

 

หลายคํามาประกอบกันจะทําให้เกิดวลีหรือประโยคซ่ึงใช้ส่ือ
ความหมายใช้ชัดเจนมากย่ิงขึน้ ไป๕๐ คําในภาษาไทย มีนกั ภาษา
ใหน้ ิยามความหมายไว้ ดงั ต่อไปน้ี

คํา ตามความหมายในหลักภาษา หมายถึง เสียงท่ีเปล่ง
ออกมาแล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหน่ึง อาจเป็นเสียงที่เปล่ง
ออกมาครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ สรุปได้ว่า คํา คือ กลุ่ม
พยางค์ + ความหมาย เชน่

นา เป็น ๑ คาํ ๑ พยางค์
ชาวนา เป็นคํา ๑ คาํ ๒ พยางค์
นกั ศกึ ษา เปน็ คาํ ๑ คํา ๓ พยางค์
คํา คือ พยางค์ที่มีความหมาย คํามากพยางค์ คือ
พยางค์หลายพยางค์รวมกันแล้วมีความหมาย คําหน่ึง ๆ จะต้อง
ประกอบดว้ ย เสียง แบบสร้าง และความหมาย ดงั น้ี
๑ เสียง คําหน่ึงอาจมีเสียงเดียวหรือหลายเสียงก็ได้
คําเสียงเดียวเรียกว่า คําพยางค์เดียว คําหลายเสียงเรียกว่า คํา
หลายพยางค์

คําพยางคเ์ ดียว เช่น กนิ นอน เดิน นาํ้ ไฟ ฯลฯ
คําหลายพยางค์ เช่น กะทะ มะนาว สับปะรด
กระฉับกระเฉง ฯลฯ
๒ แบบสร้าง คําประกอบด้วยพยางค์ และพยางค์
หนึง่ ๆ อาจมสี ่วนประกอบ ๓ ส่วน ๔ สว่ น ๕ ส่วนก็ได้

                                                           

๕๐ คําในภาษาไทย. (เวบ็ ไซต์ : http://nkw๐๕๑๗๔.
circlecamp.com/), เข้าถึงขอ้ มูลเมอ่ื ๒๓ กันยายน ๒๕๖๒.

หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๓๘ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.

 

๓ ความหมาย คําจะต้องมีความหมายอย่างใดอย่าง
หน่ึงหรือหลายอย่างก็ได้ เช่น ขัน มีความหมายต่างกันสุดแต่ทํา
หนา้ ท่ใี ด ขึน้ อย่กู ับรปู และประโยค เช่น

ขนั ใบนี้ ทาํ หน้าที่นาม แปลว่า ภาชนะใส่ส่งิ ของ
ไกข่ ัน ทาํ หน้าท่ีกริยา แปลว่า รอ้ ง
เขาขันเชือก ทําหน้าที่กริยา แปลว่า ทําให้แนน่
เขาทํางานแข็งขัน ทําหน้าท่ีวิเศษณ์ แปลว่า ขยัน
ไม่ย่อท้อ
เขาพูดน่าขัน ทําหน้าที่วิเศษณ์ แปลว่า ชวน
หวั เราะ๕๑
ความหมายของคํา แบ่งเป็น ๒ ประการ ดงั นี้
๑ ความหมายของคําในทางหลักภาษาทว่ั ไป มีดงั นี้
๑.๑ คําในตําราวจีวิภาค หมายถึง คําที่จําแนก
ออกไปเรียกชื่อตามพวกหรือตามหน้าที่ว่าเป็นคํานาม คําสรรพ
นาม คํากรยิ า คาํ วเิ ศษณ์ คําอทุ าน เป็นตน้
๑.๒ คําในตําราวากยสัมพันธ์ หมายถึง คําที่มี
ความหมายอย่างหน่ึงจะเป็นพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้
เชน่

จาน เปน็ คําเดยี วพยางคเ์ ดียว
กะทะ เป็นคาํ เดยี ว ๒ พยางค์
นาฬิกา เปน็ คาํ เดยี ว ๓ พยางค์

                                                           

๕๑ พยางค์และคาํ ในภาษาไทย. (เว็บไซต์ :
https://sites.google.com/site/wirin๕๘๐๑๑๐๔๒๑/๙kik/
phyangkh-ni-phasa-thiy), เข้าถงึ ขอ้ มลู เม่ือ ๒๓ กนั ยายน ๒๕๖๒.


Click to View FlipBook Version