The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

ก�ำหนดการเผยแพร่ DhวamารmสaาtรhวaิชsาAกcาaรdธeรmรiมc ทJoรuรrศnaนl์
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มีนาคม
ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 1 ประจำ� เดือน มกราคม - มนี าคม 2563
ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน Vol. 20 No. 1 (January -March 2019)
ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธนั วาคม
Publishing Schedule การพิจารณาคดั เลือกบทความ
Number 1 (January - March) บทความแต่ละบทความท่ีตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการ
กล่ันกรองบทความวารสาร (Peer Review) 2 ท่านที่มีความเช่ียวชาญ
Number 2 (April - June) ในสาขาวิชาที่เก่ียวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ
Number 3 (July - September) ก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความ
Number 4 (October - December) ไมท่ ราบชอื่ หรอื ขอ้ มลู ของผเู้ ขยี นบทความและผเู้ ขยี นบทความไมท่ ราบชอื่
ผูพ้ จิ ารณาบทความ (Double-blind Peer Review)
วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทาง Article Consideration
ครศุ าสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวทิ ยา รฐั ศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ Each article will be published by a panel of two journalists with
และสหวิทยาการดา้ นมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
2. เพอื่ ใหบ้ รกิ ารวชิ าการเกยี่ วกบั การเสนอทางออกในการแกป้ ญั หา expertise in relevant fields. And get the editorial approval before
สงั คม publishing. The review is in the form of: The article’s Dabble Blind.
To comply with copyright law The author must sign the copy
Objective of the article submission form to the journal. In addition, the author
1. To promote and disseminate academic works and research must confirm that the original article submitted to it. Only one
publication in the Dhammathas academic journal. If the images
results in educational science, psychology, political science, or tables of other rs appearing in other publications are used. The
Public Administration and interdisci plinary studiesin the author must ask permission of the copyright owner. Include a book
humanities and social sciences. that has been approved by the editor before the article is published.
2. To provide academic services in solving social problems.

ทีป่ รกึ ษา

พระราชปรยิ ตั กิ ว,ี ศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
พระโสภณพัฒนบัณฑิต, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ศาสตราจารย์ ดร.ประยงค์ แสนบรุ าณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศาสตราจารย์ ดร.วชั ระ งามจติ เจริญ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พชิ ญ์ พงษส์ วสั ด์ิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั

Advisors

Prof. Dr. Phrarajapariyatikawee Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Assoc. Prof. Dr. Phra Sophonphathanapundit Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Prof. Dr. Prayong Seanburan Khon Kaen University

Prof. Dr. Watchara Ngamchitcharoen Thammasat University

Asst. Prof. Dr. Pitch Pongsawat Chulalongkorn University

บรรณาธิการ / Editor

ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล พรมกุล / Asst. Prof. Dr. Suraphon Promgun

ผูช้ ่วยบรรณาธกิ าร / Editorial assistant

สาริกา ไสวงาม / Sariga Sa-waingam

กองบรรณาธิการ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
พระครูสุธีคัมภีรญาณ ว.ิ , ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั
รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ดอกจันทร ์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
รองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั มหาสารคาม
รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เคณาภมู ิ มหาวทิ ยาลยั กาฬสนิ ธุ์
รองศาสตราจารย์ ดร.กตญั ญู แกว้ หานาม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร
รองศาสตราจารย์ ดร.อำ� พล บดุ ดาสาร มหาวิทยาลัยหวั เฉียวเฉลิมพระเกยี รติ
รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรโชติ เกิดแกว้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร.สญั ญา สะสอง มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จกั รพรรณ วงศ์พรพวณั มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชยั ฮวดศรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ทองดี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประยรู แสงใส มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธรี ะพงษ์ มไี ธสง มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.สาคร พรหมโคตร

Editorial Board

Asst. Prof. Dr. Phrakhru Sudhikhambhirayan Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Assoc. Prof. Dr. Pasakorn Dokchan Mahamakut Buddhist University
Assoc. Prof. Dr. Kanokorn Somprach Khon Kaen University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Kenaphoom Rajabhat Mahasarakham University

Assoc. Prof. Dr. Kathanyoo Kaewhanam Kalasin University

Assoc. Prof. Dr. Aompol Buddasarn Phranakhon Rajabhat University
Assoc. Prof. Dr. Teerachoot Kerdkaew Huachiew Chalermprakiet University
Assoc. Prof. Dr. Sanya Sasong Chiang Mai Rajabhat University
Asst. Prof. Dr. Chakkapan Wongpornpavan Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Asst. Prof. Dr. Chanchai Hudsri Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Asst. Prof. Dr. Vitthaya Thongdee Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Prayoon Saengsai Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Asst. Prof. Dr. Theerapong Meethaisong Mahasarakham University

Asst. Prof. Dr. Sakorn Promkhot Loei Rajabhat University

ผู้จัดการวารสาร / Journal Manager
มาริสา ไสวงาม / Marisa Sa-waingam

ออกแบบปก : สาริกา ไสวงาม
จ�ำนวนพมิ พ์ : 500 เล่ม
เจ้าของ : สำ� นกั วิชาการ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

อาคาร 100 ปี สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)
เลขท่ี 30 หมู่ 1 บา้ นโคกสี ต�ำบลโคกสี อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น 40000
โทรศพั ท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 114) โทรสาร 0-4328-3399
http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas E-mail: [email protected]
พมิ พท์ ่ี : หา้ งหุ้นสว่ นจำ� กัด ขอนแก่นการพมิ พ์ 64-66 ถนนรื่นรมย์ ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมือง จงั หวัดขอนแกน่ 40000
โทรศพั ท์ 0-4322-1938 E-mail: [email protected]

คณะกรรมการกล่นั กรองบทความวารสาร วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ (Peer Review)
ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 1 ประจ�ำเดอื น มกราคม - มีนาคม 2563

ผู้ทรงคณุ วฒุ จิ ากภายใน

1. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ฮวดศรี มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
2. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ปัญญา คล้ายเดช มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
3. ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประยูร แสงใส มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
4. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พรสวรรค์ สวุ รรณธาดา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั

ผทู้ รงคณุ วุฒจิ ากภายนอก

1. พระเมธาวินยั รส, รองศาสตราจารย์ ดร. มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย
2. รองศาสตราจารย์ ดร.สุกิจ ชัยมุสกิ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั
3. รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ดอกจนั ทร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั
4. รองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ แสงเงนิ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
5. รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐม หงส์สวุ รรณ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
6. รองศาสตราจารย์ ดร.สุบรรณ เอีย่ มวิจารณ ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
7. รองศาสตราจารย์ ดร.พรอัมรินทร์ พรหมเกดิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
8. รองศาสตราจารย์ ดร.วโิ รจน์ อินทนนท์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
9. รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา เคณาภมู ิ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม
10. รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยลักษณ์ โพธิวรรณ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
11. รองศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ คุม้ ไข่น�ำ้ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร
12. รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ ปัญญาภา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
13. รองศาสตราจารย์ ดร.สนุ ทร ปัญญะพงษ ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภมู ิ
14. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุพงศ์ อุดมศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
15. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.มารศรี สอทพิ ย์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
16. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.กรรณิกา ค�ำดี มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
17. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.หอมหวล บวั ระภา มหาวิทยาลัยขอนแกน่
18. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุวรรณภมู า มหาวทิ ยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
19. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรยี งศกั ดิ์ โชควรกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏชยั ภมู ิ
20. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.รุจี ศรสี มบตั ิ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
21. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ฉลอง พนั ธจ์ นั ทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
22. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี มหาวทิ ยาลัยภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
23. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พษิ ณุ บุญนยิ ม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏกำ� แพงเพชร
24. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ เหมวดี กายใหญ ่ มหาวิทยาลัยราชภฏั เลย
25. อาจารย์ ดร.มนญู สอนโพนงาม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรรี ัมย์

บรรณาธกิ ารแถลง

วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ฉบบั นี้ เป็นปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 1 ประกอบด้วย บทความวจิ ยั ความวชิ าการและบท
วจิ ารณห์ นงั สอื บทความวจิ ยั ไดแ้ ก่ 1) รปู แบบความรว่ มมอื และยกระดบั การปอ้ งกนั การทจุ รติ ในประเทศไทย โดยศกึ ษา
ประสบการณ์ประเทศญปี่ ุ่นและเกาหลใี ต้ 2) การศกึ ษาองค์ความรู้ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่นแบบมสี ่วนรว่ ม เพ่อื พฒั นาส่ือสาร
คดที ่องเท่ยี วเชงิ นิเวศกรณศี กึ ษาบ้านกอกหนองผอื ตำ� บลหนองบัว อำ� เภอโกสมุ พิสยั จังหวัดมหาสารคาม 3) ค�ำพ้ืนฐาน
ช่วงชัน้ ท่ี 1 ระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาลาว: การศึกษาชนดิ ของค�ำ ค�ำท่ีเปน็ รูปธรรม คำ� ทเ่ี ปน็ นามธรรม และความยาก
ง่ายของค�ำ 4) รปู แบบพุทธบรู ณาการเสริมสรา้ งจรยิ ธรรมข้าราชการต�ำรวจในสังกดั ต�ำรวจภธู รจงั หวัดเชียงใหม่ 5) การ
พัฒนาบุคลิกภาพของผู้น�ำตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาตามความคิดเห็นของประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร
จ.พระนครศรอี ยธุ ยา 6) บทขบั ซอพน้ื เมอื งกลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ท: การศกึ ษาเปรยี บเทยี บบทขบั ซอพน้ื เมอื งลา้ นนากบั บทขบั ซอ
พน้ื เมอื งเชยี งตงุ 7) วเิ คราะหก์ ารเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาด้วยการใช้พทุ ธศิลปแ์ ละภมู ทิ ัศนสถานของวดั เจตยิ ภูมิ อำ� เภอ
นำ�้ พอง จงั หวดั ขอนแกน่ 8) การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ ทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล สงั กดั สำ� นกั งาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9) รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตาม
หลักไตรสิกขา โรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ 10) ผลกระทบของรัฐประหารปี 2557 ต่อการจัดบริการ
สาธารณะขององค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ในจงั หวดั ขอนแก่น 11) ปัจจยั ทีส่ ่งผลตอ่ ความผูกพนั ในองค์การของพนกั งาน
ธนาคารกสกิ รไทยสำ� นกั งานใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะ 12) แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานองคก์ ารขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ
(ขสมก.) 13) ผลการใช้แบบเรยี นสนทนาภาษาไทยเพ่อื การสอ่ื สารในสถานการณจ์ ริง ส�ำหรับชาวต่างชาติ 14) แนวทาง
การกระจายสินค้าท่ีมีประสิทธิภาพของสินค้าหนึ่งต�ำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทอาหารในเขตภาคตะวันออก
เฉยี งเหนอื ตอนกลาง และ 15) การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั ระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาทางการบรหิ ารจดั การศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั
ราชภัฏ
บทความวิชาการ ได้แก่ 1) การพัฒนาคนและพัฒนาบ้านเมืองในกูฏทันตสูตร 2) การจัดการระบบนิเวศ
เชิงพทุ ธ 3) สมั มาทิฏฐใิ นฐานะเป็นเครอ่ื งมอื ในการสรา้ งสันตสิ ขุ 4) การวเิ คราะหผ์ ลการท�ำนุบำ� รุงศลิ ปวัฒนธรรมตาม
เกณฑป์ ระกันคณุ ภาพการศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ และบทวิจารณห์ นงั สือ
เรอื่ ง สขุ เเท้
กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างย่ิงว่า ผู้อ่านจะได้รับความรู้จากความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์
หนงั สือตามที่ปรากฎ และน�ำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนท์ างการศึกษา ตลอดถงึ การด�ำเนินชีวิตต่อไป



(ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล พรมกลุ )

ทศั นะและข้อคดิ เห็นของบทความในวารสารฉบบั น้ี
เปน็ ของผเู้ ขยี นแตล่ ะทา่ น ไม่ถือเป็นทศั นะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ

สารบญั

บรรณาธกิ ารแถลง 1
บทความวิจยั : Research Article 11
21
รปู แบบความรว่ มมอื และยกระดบั การปอ้ งกนั การทจุ รติ ในประเทศไทย โดยศกึ ษาประสบการณ์
ประเทศญีป่ ุ่นและเกาหลใี ต้
Strengthening Collaboration and Improving of Corruption Prevention
Pattern in Thailand on Benefit Transfer from Japan and South Korea

สมชาย ธรรมสุทธิวฒั น,์ นวลจนั ทร์ แจ้งจติ ร, สว่าง มีแสง, อนันต์ เพชรใหม่
และนนท์ นา้ ประทานสุข

Somchai Thamsutiwat, Nuanchan Changchit, Sawang Meesang,
Anant Petchmai and Non Naprathansuk
การศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาส่ือสารคดีท่องเท่ียว
เชงิ นเิ วศกรณศี กึ ษาบา้ นกอกหนองผอื ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั จงั หวดั มหาสารคาม
A Study of Knowledge from Local Wisdom with Participatory to Develop the
Documentary of Ecotourism: A Case Study of Ban Kok Nong Phue, Nong Bua
Sub District, Kosum Phisai District, Mahasarakham Province
สุวิชยั พรรษา

Suwichai Phunsa
คำ� พน้ื ฐานชว่ งชนั้ ท่ี 1 ระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาลาว: การศกึ ษาชนดิ ของคำ� คำ� ทเี่ ปน็ รปู ธรรม
คำ� ที่เปน็ นามธรรม และความยากง่ายของค�ำ
Basic Words comparison between Thai Language and Lao language for
Grade level I: Study on Types of Word, Concrete Nouns, Abstract Nouns
and Difficulty of Words

วไิ ลรัตน์ จิตต์ภกั ดี, บญุ เหลอื ใจมโน และสนม ครุฑเมือง

Wilairat jittpakdee, Boonlue Chaimano and Sanom Krutmuang

รูปแบบพุทธบูรณาการเสริมสร้างจริยธรรมข้าราชการต�ำรวจในสังกัดต�ำรวจภูธรจังหวัด 33
เชยี งใหม่ 43
The Buddhist Integration Model of Ethical Promotion for Chiangmai Provincial 52
Police 63

นำ� พล พรหมการัตน์

Numpol Promkarat
การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาตามความคดิ เหน็ ของ
ประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร จ.พระนครศรอี ยธุ ยา
Personality Development of the Leaders based on Buddhist Doctrine
According to Opinions of People in Khae Ok Sub-district, Bang sai District,
Ayutthaya Province

พระมหาวิโรจน์ คตุ ฺตวโี ร
Phramaha Viroj Guttaviro
บทขับซอพ้ืนเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ไท: การศึกษาเปรียบเทียบบทขับซอพ้ืนเมืองล้านนากับ
บทขบั ซอพ้นื เมืองเชียงตงุ
The String Folk Lyrics of Tai Ethnic Group: An Comparative Study of Lanna
Folk Lyrics with Keng Tung State Folk Lyrics
เพยี งพณิ ปลอดโปร่ง, บญุ เหลือ ใจมโน และสนม ครุฑเมือง
Peingpin Plodprong, Boonlue Chaimano and Sanom Krutmuang
วเิ คราะหก์ ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาดว้ ยการใชพ้ ทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานของวดั เจตยิ ภมู ิ
อำ� เภอน�้ำพอง จงั หวัดขอนแกน่
An Analysis of Buddhism Propagation by Using Buddhist Arts and Landscape
of Cetiyaphum Monastery, Namphong District, Khon Kaen Province
พริ ยิ า พทิ ยาวฒั นชยั , โสวทิ ย์ บำ� รงุ ภกั ด์ิ และพระครปู รยิ ตั ธิ รรมวงศ์
Piriya Pittayawattanachai, Sowit Bamrungphak
and Phrakhru Pariyatidhammawong

การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ ทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล สงั กดั สำ� นกั งาน 75
เขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษา ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
The Development of Effective Administration Model for Small-sized Secondary 87
Schools under the Secondary Education Service Area Offices in the North- 99
eastern Region of Thailand 109
119
อทิ ธิพล พลเหี้ยมหาญ
Ittiphol Pholhiamhan
รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพอื่ พัฒนาผูเ้ รียนตามหลกั ไตรสกิ ขา โรงเรียนมธั ยมศึกษา
กลุม่ รอ้ ยแก่นสารสนิ ธุ์
Model of Academic Administration for Developing Learners Based on the
Threefold Training: Secondary Schools Roikaensarasin Group, Northeastern
Thailand
กฤตยากร ลดาวัลย,์ วมิ ลพร สวุ รรณแสนทวี และธีรภทั ร์ ถิน่ แสนดี
Kittayakorn Ladawan, Vimonporn Suwansaentavee
and Theeraphat Thinsandee
ผลกระทบของรัฐประหารปี 2557 ต่อการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่นในจังหวดั ขอนแกน่
The Effect of the 2014 Coup on Public Service Provision by Local Administrative
Organizations in Khon Kean Province
วรรณทพิ า นุชล�ำยอง และกฤชวรรธน์ โลห่ ว์ ัชรินทร์

Wantipa Nuchlumyong and Grichawat Lowatcharin
ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของพนักงานธนาคารกสิกรไทยส�ำนักงานใหญ่
ราษฎรบ์ ูรณะ
Factors Affecting Organizational Commitment of Kasikorn Bank Employees,
Ratburana Headquarter Office

ศมนญา แกว้ กนึก และราเชนทร์ นพณัฐวงศกร
Samonya Kaewkanhuk and Rachen Noppanatwongsakorn
แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
Employee Work Motivation at Bangkok Mass Transit Authority (BMTA)
เกตุแก้ว พนั ชง่ั และราเชนทร์ นพณัฐวงศกร
Katkaew Punchang and Rachen Noppanatwongsakorn

ผลการใชแ้ บบเรยี นสนทนาภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาติ 129
141
The Effect of Thai Language Lessons for Conversation in Real Situations 153
for Foreigners 167
177
วัชรภทั ร เตชะวฒั นศริ ิดำ� รง
Wacharapatr Techawattanasiridumrong
แนวทางการกระจายสนิ คา้ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพของสนิ คา้ หนง่ึ ตำ� บลหนงึ่ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP)
ประเภทอาหารในเขตภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง
Efficient Means of One Tambon One Product (OTOP), Food Distribution
in the Mid-Northeastern Area
นพดล มั่งมี และทตมลั แสงสว่าง
Noppadol Mungmee and Todtamon Sangsawang
การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั ระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาทางการบรหิ ารจดั การศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั
The Dissertation Synthesis of Educational Administration Rajabhat University
in Dissertation
ฉตั รวฒุ ิ อม่ิ ชมช่นื
Chatwoot Imchomchuen

บทความวชิ าการ : Academic Article

การพฒั นาคนและพฒั นาบา้ นเมอื งในกฏู ทนั ตสตู ร
Developing People and Country in Kutadanta Sutta

พระอธิการสายแพร กตปุญฺโญ และพระมหามติ ร ฐิตปญโฺ ญ
Phra Athikan Saipray Katapoonyo and Phramaha Mit Thitapanyo
การจัดการระบบนิเวศเชงิ พทุ ธ
Buddhist Ecological Management
พระมหานำ� เกียรติ วิสุทโฺ ธ (ทองทว)ี , พระมหามิตร ฐติ ปญโฺ ญ และวิเชยี ร แสนมี
Phramaha Namkriat Visutdho (Thongtawee), Phramaha Mit Thitapañño
and Wichain Sanmee

สัมมาทฏิ ฐใิ นฐานะเปน็ เครอ่ื งมอื ในการสรา้ งสันตสิ ขุ 187

Sammaditthi to Build up the Peace in Societies 197
พระครูสุเมธธรรมกจิ ฐิตเมโธ (กุดสมบัต)ิ , พระมหามติ ร ฐิตปญโฺ ญ (วันยาว)
และธีระพงษ์ มีไธสง 209
Phrakhru Sumetthammakit Titamedho (Kudsombutti), 223
Phramaha Mit Thitapanyo (Wanyao) and Theerapong Meethaisong 224

การวิเคราะห์ผลการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น
The Analysis Results of the Preservation of Arts and Culture in Accordance
with the Educational Quality Assurance Criteria for Examining the forms
of Preservation of Arts and Culture of Mahachulalongkornrajavidyalaya
University, Khon Kaen Campus

ฤดี แสงเดือนฉาย
Ruedee Saengdeunchay

ปกิณกะ : Miscellany

สุขแท้
True Happiness

พระไพศาล จนฺทธมโฺ ม (วงศ์ภงู า), พระครสู ธุ ีคัมภรี ญาณ และธรี ะพงษ์ มไี ธสง
Phra Paisan Candadhammo (Wongpunga), Phrakhru Sudhikhambhirayan
and Teeraphong Meethaisong

ภาคผนวก

กระบวนการพจิ ารณาบทความของวารสารวชิ าการธรรมทรรศน์
คำ� แนะน�ำส�ำหรับผ้นู พิ นธ์บทความ

รปู แบบความร่วมมอื และยกระดับการป้องกันการทจุ รติ
ในประเทศไทย โดยศกึ ษาประสบการณป์ ระเทศญีป่ นุ่ และเกาหลใี ต*้
Strengthening Collaboration and Improving of Corruption
Prevention Pattern in Thailand on Benefit Transfer from

Japan and South Korea

สมชาย ธรรมสทุ ธวิ ฒั น,์ นวลจนั ทร์ แจง้ จติ ร, สวา่ ง มแี สง1, อนนั ต์ เพชรใหม2่ และนนท์ นา้ ประทานสขุ 3
Somchai Thamsutiwat, Nuanchan Changchit, Sawang Meesang, Anant Petchmai
and Non Naprathansuk
มหาวทิ ยาลัยแม่ฟา้ หลวง1
สำ� นักงานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ จงั หวดั เชียงราย2
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้3
Mae Fah Luang University, Thailand
Office of the National Anti-Corruption Commission, Chiang Rai Province, Thailand
Maejo University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวจิ ยั ครั้งน้ี มวี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการปอ้ งกันการทุจรติ ของประเทศญ่ปี นุ่ และ
เกาหลใี ต้ 2) เพอ่ื ศึกษารปู แบบการปอ้ งกันการทจุ ริตของประเทศไทย 3) เพือ่ ศึกษาถงึ รูปแบบความร่วม
มอื และยกระดบั การปอ้ งกนั การทจุ รติ ในประเทศไทย ซง่ึ เปน็ งานวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพทมี่ งุ่ เนน้ ไปยงั การศกึ ษา
ดา้ นเอกสาร งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งรวมไปถงึ การศกึ ษาภาคสนามดว้ ยวธิ ี การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ จากผรู้ ู้ และได้
น�ำผลการศกึ ษามาวเิ คราะหด์ ว้ ยวธิ ีการพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจยั พบวา่
1. รูปแบบการป้องกันการทุจริตของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้น้ัน เป็นรูปแบบท่ีเน้นความ
ร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อต้านการทุจริตกับภาคประชาสังคมของญ่ีปุ่นและเกาหลีใต้ในการประสาน

* ได้รบั บทความ: 7 พฤศจิกายน 2562; แก้ไขบทความ: 16 มีนาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 26 มนี าคม 2563
Received: November 7, 2019; Revised: March 16, 2020; Accepted: March 26, 2020

2 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ความร่วมมือกันทั้งสามภาคส่วน คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในเร่อื งปอ้ งกันการทจุ ริต
2. รูปแบบการป้องกันการทุจริตของประเทศไทยนั้น พบว่า ความร่วมมือในการป้องกันการ
ทจุ รติ ระหวา่ ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. กบั หนว่ ยงานภาครฐั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งโดยตรง และโดยออ้ มตลอดจนองคก์ ร
อิสระนั้น มคี วามร่วมมือกนั ระหวา่ งหนว่ ยงานของภาครัฐไทย และภาคประชาชนนอ้ ยมาก
3. รูปแบบความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทย จากรูปแบบการ
ปอ้ งกนั การทจุ รติ ของประเทศญป่ี นุ่ และเกาหลใี ต้ พบวา่ รปู แบบการสรา้ งประชาธปิ ไตยแบบเขม้ ขน้ (Thick
Democracy) เปน็ วธิ กี ารยกระดบั การปอ้ งกนั การทจุ รติ ในไทยทดี่ ที สี่ ดุ โดยเนน้ ไปยงั การสรา้ งระบบและ
กลไกให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การแก้ไขกฎหมาย ลดการผูกขาด
ทางการตลาดและการใชด้ ุลพนิ จิ ทเ่ี ปน็ มาตรฐานเดียวกัน
คำ� ส�ำคัญ: การทุจริต; ความร่วมมอื และยกระดับการป้องกันการทุจรติ

Abstract

This research aimed to propose strengthening collaboration and improving of
corruption prevention pattern in Thailand on benefit transfer from Japan and South
Korea. The research is a qualitative research which focused on document and related
research. Also included filed studied which was in-depth interview from key informant
and the research results were analyzed using descriptive analysis method
The research founded:
1. The pattern of anti-corruption in Japan and South Korea cases focused on
cooperation between the anti-corruption agencies and civil society of Japan and South
Korea in coordination in all three parts, namely the government sector, Private sector
and people in regarded to anti-corruption.
2. The pattern of anti-corruption in Thailand founded that the cooperation in
the anti-corruption between National Anti-Corruption Commission and Thai agencies
involved directly and indirectly, as well as independent entity had very little cooperation
between the Thai government agencies and the people.
3. The pattern of cooperation and upgrade to anti-corruption in Thailand from
Japan and South Korea cases founded that the thick democracy model is the best way
to enhance anti-corruption in Thailand by focusing on creating a system and mechanism

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 3

that promote participation in the civil sector, could be adopted to prevent corruption in
Thailand, along with strict enforcement of the law, amendment of the law, reduction of
marketing monopoly, and elimination of double-standard practices.

Keywords: corruption; collaborative and ร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. กับภาค
improving of corruption prevention เอกชน
ส่วนการทุจริตในภาคเอกชนก่อให้เกิด
1. บทนำ� ผลกระทบต่อการท�ำหน้าท่ีของเจ้าหน้าท่ีรัฐ และ
การละเมดิ กฎหมาย ซง่ึ ผลประโยชนท์ เี่ กดิ จากการ
การทุจริตเป็นปัญหาและภัยคุกคาม ทจุ รติ จะมมี ลู คา่ สงู กวา่ บทลงโทษตามกฎหมายมาก
ตลอดจนส่งผลกระทบไปในทุกภาคส่วน ทั้งใน ลักษณะของการกระท�ำผิดจึงเป็นการอาศัย
ระดับโลกและระดับภูมิภาค ผลกระทบจากการ ต�ำแหน่งหน้าที่เพ่ือเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือ
ทจุ รติ ทสี่ ำ� คญั คอื การบนั่ ทอนความสามารถในการ พวกพ้อง ดังน้ัน การรู้ถึงข้อมูลและเบาะแสจึงมี
แขง่ ขนั ของประเทศ การสญู เสยี รายไดจ้ ากการเกบ็ ความส�ำคัญมาก แต่ก็เกิดปัญหาว่าจะมีระบบการ
ภาษี ตลอดจนระบบการเมือง เศรษฐกิจ และการ ใหค้ วามคมุ้ ครองแกผ่ เู้ ปดิ เผยขอ้ มลู การทจุ รติ มนั่ ใจ
ปกครอง ถกู ทำ� ลาย งานวจิ ยั น้ี มงุ่ ศกึ ษาการพฒั นา ถึงความปลอดภัย (whistleblower) ได้มากนอ้ ย
ความรว่ มมอื และยกระดบั การปอ้ งกนั การทจุ รติ ใน เพยี งใด และ 3) ความรว่ มมอื ระหวา่ งคณะกรรมการ
ประเทศไทย โดยศึกษาจากประสบการณ์ใน ป.ป.ช. กับภาคประชาสังคม ประสบการณ์ของ
ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศท่ีมี ญ่ีปุ่นและเกาหลีใต้จะช่วยเป็นตัวอย่างให้เห็นถึง
ความโปร่งใสเป็นล�ำดับท่ี 3 และ 4 ของเอเชีย การป้องกันการทุจริตซ่ึงมีลักษณะจากล่างขึ้นบน
(อนั ดบั 1 และ 2 คอื สงิ คโปร์ ฮอ่ งกง: Transparency การด�ำเนินการหลายอย่างจากภาคประชาสังคม
International) การป้องกันการทุจริตที่ท�ำการ ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลในการยกระดับ
คน้ คว้าในโครงการวจิ ัยนี้มุ่งเน้นไปที่ 1) ความรว่ ม เพอ่ื ปอ้ งกนั การทจุ รติ หลายประการ เชน่ มาตรฐาน
มือระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช.กับหน่วยงาน ทางดา้ นจรยิ ธรรม มาตรฐานทางดา้ นธรรมาภบิ าล
ภาครัฐท่ีเก่ียวข้องโดยตรง โดยอ้อม ตลอดจน เป็นต้น คดีส�ำคัญๆ ที่สามารถเอาผิดและลงโทษ
องค์กรอิสระ ซ่ึงมีปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานมีนโย นกั การเมอื ง ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ ระดบั สงู และนกั ธรุ กจิ
บายในการประสานความร่วมมือแต่เป้าประสงค์ ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของประชาชน ซ่ึงมีความ
กลบั ไมช่ ดั เจน ไมไ่ ดเ้ นน้ ประโยชนร์ ว่ มกนั ตามหลกั นา่ สนใจวา่ การกระตนุ้ ใหป้ ระชาชนมคี วามซอ่ื สตั ย์
การธรรมาภบิ าลความรว่ มมอื แตเ่ นน้ ประโยชนข์ อง และระวงั รกั ษาผลประโยชนข์ องตนนน้ั ภาคประชา
หน่วยงานตนเองเป็นหลัก การแลกเปลี่ยนข้อมูล สงั คมของญป่ี นุ่ และเกาหลใี ตใ้ ชก้ ลไกเชน่ ใด เพอ่ื ให้
เป็นไปทางเดียว และท่ีส�ำคัญคือไม่ได้ปรับระบบ
ภายในหนว่ ยงานเพอื่ รองรบั ความรว่ มมอื 2) ความ

4 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

สังคมเข้ามามีส่วนร่วมเพ่ือป้องกันและแก้ไข เดียวกัน มีผลท�ำให้ไม่สามารถจัดการกับผู้กระท�ำ
ตลอดจนยกระดบั ความโปรง่ ใสของประเทศจนเขา้ ความผิดทุจริตได้ทันเวลา (Puntasan, et al.,
สู่มาตรฐานระดับโลก 2008 : 158-159)
ในส่วนของการพัฒนาความร่วมมือและ ในด้านการแสวงหาความร่วมมือกับภาค
ยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทย เอกชนน้นั จำ� เป็นจะตอ้ งใช้รูปแบบจาก ลา่ งขน้ึ บน
มีปัญหาเป็นอย่างมาก การสร้างความร่วมมือ ดังเช่น การทุจริตในฮ่องกงส่งผลกระทบต่อความ
ระหวา่ ง ป.ป.ช. กบั หนว่ ยงานกลางภาครฐั มปี ญั หา ปลอดภยั สว่ นบคุ คล สว่ นการทจุ รติ ในเกาหลใี ตเ้ กดิ
ส�ำคัญอยู่ 4 ประการ คือ 1) ถึงแม้ว่าหน่วยงาน จากแรงกดดันมาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ธุรกิจ
ท่ีเก่ียวข้องจะมีเป้าประสงค์ท่ีส�ำคัญในการร่วมมือ ขนาดใหญ่ได้รับสิทธิพิเศษ แต่ทั้งสองกรณีต่าง
กับหน่วยงานอ่ืนๆ และกับประชาชน แต่ไม่ได้ ก็ต้องอาศัยแรงต่อต้านของประชาชนในวงกว้าง
กำ� หนดเปา้ ประสงคใ์ นการรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานอนื่ โดยภาคส่วนต่างๆ จะต้องร่วมกันสร้างแรงกดดัน
เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาพรวม ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงกบั หนว่ ยงานปอ้ งปรามการ
เหมือนท่ีระบุในยุทธศาสตร์ชาติฯ แต่อย่างใด ทจุ รติ โดยเนน้ มาตรการในการปอ้ งกนั มากกวา่ การ
2) เกือบทุกองค์กรไม่ได้ก�ำหนดหน่วยงานภายใน ปราบปราม เพ่ือลดแรงต้านจากฝ่ายบริหารและ
ของตนเพ่อื ประสาน สรา้ งความร่วมมอื กบั ป.ป.ช. ภาคธรุ กจิ ทเี่ ปน็ กลมุ่ ผลประโยชน์ (Nikomboriruk,
เปน็ การเฉพาะแตอ่ ยา่ งใด ยกเว้นวุฒสิ ภา 3) การ et al., 2011)
สรา้ งความเปน็ หนุ้ สว่ นระหวา่ งหนว่ ยงานนน้ั หนว่ ย สว่ นความรว่ มมอื กบั ภาคประชาสงั คมนนั้
งานทเี่ ปน็ ฝา่ ยรเิ รมิ่ จะมงุ่ ประโยชนเ์ ฉพาะหนว่ ยงาน ป.ป.ช. ให้ความส�ำคัญกับประชาชนและภาค
ตนเองเปน็ หลกั ยกเวน้ ป.ป.ช. ทม่ี กี ารลงนามความ ประชาสงั คมเปน็ อย่างสูง เพราะการเฝา้ ระวงั และ
รว่ มมอื แตก่ ม็ ไิ ดม้ กี ารปรบั ปรงุ กระบวนการภายใน สอดส่องการทุจริตโดยประชาชนจะได้ผลสัมฤทธิ์
ใหส้ ามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยา่ งไดผ้ ล และ 4) ชอ่ งทาง มากกวา่ แตก่ ม็ ปี ัญหาวา่ ประชาชนทีใ่ ห้ข้อมูลหรอื
ในการแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ถา้ มมี กั จะเปน็ ชอ่ งทางเขา้ แจ้งเบาะแสจะม่ันใจได้มากน้อยเพียงใดในความ
เพยี งทางเดยี วเพอ่ื ประโยชนข์ องเจา้ ของหนว่ ยงาน ปลอดภัยท่ีตนได้รับ มาตรการคุ้มครองผู้เปิดเผย
แทนที่จะเป็นช่องทางรับและส่งข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลการทุจริต (whistleblower) จึงเป็น
พรอ้ มกนั ไปความรว่ มมอื ระหวา่ ง ป.ป.ช. กบั สำ� นกั งาน มาตรการทางกฎหมายที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือ
อัยการสูงสุดมีปัญหาเร่ืองความใกล้ชิด ส่วนความ ป้องกันการทุจริต ประเทศไทยก็ได้ก�ำหนดให้มี
รว่ มมอื กบั สำ� นกั งานตรวจเงนิ แผน่ ดนิ จะเปน็ ปญั หา มาตรการน้ีไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบ
ของการที่ ป.ป.ช. ไมส่ ามารถใหข้ อ้ มลู แกส่ ำ� นกั งาน รฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการ
ตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ไดร้ วมถงึ สำ� นกั งานคณะกรรมการ ทุจริต แต่สถานการณ์การทุจริตในประเทศไทย
ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็คือปัญหา กลับมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จาก

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 5

ดัชนีภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันในช่วง 1 ด้วยเหตุน้ี การศึกษาในครั้งน้ี เน้นถึง
ทศวรรษท่ีผ่านมา ค่าคะแนนของประเทศไทย ปัญหาของการป้องกันการทุจริตของประเทศไทย
ทรงตัวอยู่ในระดับต่�ำกว่าคร่ึงโดยตลอด ปัจจัย โดยใช้ประสบการณ์ของประเทศญ่ีปุ่นและ
ภายนอกที่ท�ำให้การป้องกันและปราบปรามการ เกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง ผลการศึกษาจะก่อให้เกิด
ทุจริตในประเทศไทยยังไม่สามารถด�ำเนินการได้ องค์ความรู้ใหม่เพื่อน�ำมาใช้เป็นแนวทางในการ
อย่างเต็มก�ำลัง ได้แก่ การขาดการมีส่วนร่วมของ แกไ้ ขปญั หาการปอ้ งกนั การทจุ รติ ของประเทศไทย
ประชาชน โดยประชาชนไมม่ โี อกาสรบั รแู้ ละมสี ว่ น ต่อไป ส�ำหรับกรณีศึกษาบทเรียนของประเทศ
รว่ มในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ ดงั นนั้ ญ่ีปุ่น และเกาหลีใต้นั้น จะเน้นการศึกษากรณี
ในยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การด�ำเนินคดีกับการทุจริตขนาดใหญ่ (Grand
การทจุ รติ แหง่ ชาติ ระยะท่ี 2 (2556-2560) จงึ ตอ้ ง Corruption) เพื่อคน้ หาแรงจงู ใจ ตลอดจนวิธกี าร
เร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายร่วม ของภาคสว่ นตา่ งๆ ทชี่ ว่ ยกนั จดั การกบั นกั การเมอื ง
ต่อต้านการทุจริต รวมทั้งต้องเร่งพัฒนาระบบ ผู้บริหารระดับสูงและนักธุรกิจที่กระท�ำความผิด
บริหารจัดการยุทธศาสตร์ท่ีมีประสิทธิภาพและ ทุจรติ (Case Approach)
ประสิทธิผล
ส่วนมาตรการป้องกันอีกประการหนึ่ง 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
ซึ่งได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบ
รฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการ 1. เพ่ือศึกษารูปแบบการป้องกันการ
ทจุ รติ พ.ศ. 2542 คอื การขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์ ทจุ ริตของประเทศญี่ปุน่ และเกาหลีใต้
สว่ นบคุ คลและประโยชนส์ ว่ นรวม ตามมาตรา 100 2. เพื่อศึกษารูปแบบการป้องกันการ
101 102 103 103/1 และมาตรา 122 นั้น ทจุ ริตของประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ดร.ก�ำชัย จงจักรพันธ์ อธิบายว่า 3. เพอ่ื ศกึ ษาถงึ รปู แบบความรว่ มมอื และ
มีความจำ� เปน็ ตอ้ งเขา้ ใจความหมาย องค์ประกอบ ยกระดบั การปอ้ งกนั การทุจริตในประเทศไทยจาก
และขอบเขตของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วน รูปแบบการป้องกันการทุจริตของประเทศญ่ีปุ่น
บคุ คลและประโยชนส์ ว่ นรวม ความสำ� คญั ของการ และเกาหลีใต้
ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์
ส่วนรวมและความเกี่ยวเนื่องกับการทุจริต 3. วิธีด�ำเนินการวิจยั
คอร์รัปชัน เพ่ือน�ำไปสู่การใช้และการตีความ
กฎหมายท่ีชัดเจนต่อไปและมาตรการนี้จะช่วย การวจิ ยั เรอ่ื งการพฒั นาความรว่ มมอื และ
ควบคมุ การทจุ รติ และปอ้ งกนั การเออ้ื ประโยชนแ์ ก่ ยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทย:
กันไดเ้ ป็นอยา่ งดี (Jongjakapun, 2015 : 28) ศึกษาประสบการณ์ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
เปน็ การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research)
โดยศึกษาวิเคราะห์จากเอกสาร (Documentary

6 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Analysis) ที่เก่ียวข้องกับการป้องกันการทุจริต เกยี่ วกบั กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ ง หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง
โดยเฉพาะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตลอดจนภาค ด้านแนวคิดได้น�ำแนวคิดหลักคือ แนวคิดธรรมา
เอกชน ภาคประชาสังคม โดยจะศึกษาวิเคราะห์ ภบิ าลความรว่ มมอื แนวคดิ การคมุ้ ครองผเู้ ปดิ เผย
และรวบรวมข้อมูลในการปฏิบัติงานที่มีปัญหา ข้อมูลการทุจริตและแนวคิดการขัดกันระหว่าง
ของความร่วมมือ ปัญหาที่ท�ำให้ระดับของการ ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมเป็น
ปอ้ งกนั การทจุ รติ ไมส่ ามารถดำ� เนนิ การได้ โดยเนน้ แนวคิดในการวจิ ยั
การพัฒนาและยกระดับท่ีสามารถท�ำได้อย่างเป็น ในสว่ นทสี่ องเปน็ การเกบ็ ขอ้ มลู ภาคสนาม
รปู ธรรม อนั ประกอบดว้ ยงานวจิ ยั หนงั สอื เอกสาร (Field Study) โดยอาศัยการส�ำรวจในประเทศ
บทความ วิทยานิพนธ์และส่ิงพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ต้นแบบและประเทศไทย การสัมภาษณ์บุคลากร
ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมไปถึงการ ท่ีเป็น นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในประเทศ
สัมภาษณ์บุคคล (In-depth Interview) ที่ ต้นแบบและประเทศ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก
เก่ียวข้องโดยตรง การรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็น แบบตัวต่อตัวและการสนทนากลุ่ม โดยเคร่ืองมือ
โดยสัมภาษณ์ เชิงลึก จากผู้ทรงคุณวฒุ ิ เจ้าหนา้ ท่ี ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลน้ันจะเป็นแบบ
ของรฐั นกั ธรุ กจิ ผแู้ ทนจากภาคเอกชน ภาคประชา สัมภาษณท์ ีม่ โี ครงสรา้ ง (Structured Interview)
สังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการด�ำเนินงานป้องกัน และเป็นการสัมภาษณ์ที่เป็นทางการ (Formal
การทจุ รติ ของญปี่ นุ่ เกาหลใี ตแ้ ละไทยทเี่ ปน็ ผรู้ หู้ รอื Interview) เพอื่ ใชส้ มั ภาษณน์ กั วชิ าการผเู้ ชยี่ วชาญ
ผูใ้ ห้ข้อมูล (Key Informants) ผู้มีประสบการณ์เก่ียวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในการวจิ ยั ในครง้ั นจ้ี ะเกบ็ ขอ้ มลู แบง่ ออก หน่วยงานที่เก่ียวข้อง ซึ่งอาศัยกรอบแนวคิดสาม
เป็นสองส่วนหลักๆ คือ ในส่วนแรกเป็นการเก็บ กรอบหลักในการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้รู้
รวบรวมขอ้ มลู จากเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ซึ่งแนวทางการสัมภาษณ์นั้นจะเป็นแบบเจาะลึก
(Data collection) โดยงานวจิ ยั ชนิ้ นไ้ี ดต้ รวจสอบ (In-Depth interview Guideline)
ความสมบูรณ์และความน่าเช่ือถือของข้อมูล ส่วนการน�ำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ที่ได้จากเอกสารและงานวิจัยตามวัตถุประสงค์ งานวิจัยชิ้นนี้ อาศัยกรอบแนวคิดสามกรอบหลัก
ของการวิจัยและอาศัยการตรวจสอบข้อมูลแบบ อนั ไดแ้ ก่ แนวคดิ ธรรมาภบิ าลความรว่ มมอื แนวคดิ
สามเสา้ (Triangulation) ไดแ้ กก่ ารแสวงหาความ การคมุ้ ครองผเู้ ปดิ เผยขอ้ มลู การทจุ รติ และแนวคดิ
น่าเช่ือถือได้ของข้อมูลจากแหล่งที่แตกต่างกัน การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์
โดยดา้ นขอ้ มลู งานวจิ ยั ชนิ้ นไี้ ดร้ วบรวมขอ้ มลู เรอื่ ง ส่วนรวม เป็นกรอบในการวิเคราะห์ ส่วนการน�ำ
เดยี วกนั ทม่ี าจากแหลง่ ต่างกัน ดา้ นบุคคล ใช้การ เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามความมุ่งหวังของ
รวบรวมข้อมูลเร่ืองเดียวกันจากบุคคลหลายคน วัตถุประสงค์ของงานวิจัย ด้วยวิธีการพรรณนา
ได้แก่ นักวิชาการ ผู้เช่ียวชาญ ผู้มีประสบการณ์ วิเคราะห์ (Descriptive Analysis) พร้อมตาราง

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 7

และภาพประกอบท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัย โดยอ้อมตลอดจนองค์กรอิสระน้ัน มีความร่วมมือ
ชน้ิ น้ี กันระหว่างหน่วยงานของภาครัฐไทยและภาค
ประชาชนนอ้ ยมาก อนั เนอ่ื งมาจาก หนว่ ยงานของ
4. สรปุ ผลการวิจัย รัฐมีการแบ่งแยกหน้าท่ีและตามความช�ำนาญ
เช่นกระทรวงมหาดไทยดูแลเฉพาะการปกครอง
งานวิจัยชิ้นน้ีพบว่า รูปแบบการป้องกัน กระทรวงศกึ ษาธกิ ารดแู ลโรงเรยี นการใหก้ ารศกึ ษา
การทุจริตของประเทศญ่ีปุ่นและเกาหลีใต้น้ันเป็น กระทรวงสาธารณสุขดูแลสุขภาพ เป็นต้น
รูปแบบที่เน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อ ข้าราชการประจ�ำจึงท�ำงานเฉพาะหน้าที่ของตน
ต้านการทุจริตกับภาคประชาสังคมของญ่ีปุ่นและ เท่านั้นไม่เคยมีการแบ่งปันข้อมูล ข่าวสาร
เกาหลีใต้ในการประสานความร่วมมือกันทั้งสาม การปรกึ ษาหารอื ร่วมกัน และตง้ั เป้าหมายร่วมกนั
ภาคสว่ น คอื ภาครฐั ภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยท่ีหน่วยงานขาดการบูรณาการหรือประสาน
ในเรือ่ งป้องกันการทจุ รติ ความรว่ มมือกันอยา่ งเข้มขน้
โดยท่ีประเทศญ่ีปุ่นมีแนวคิดการป้องกัน ดังนั้นแล้วรูปแบบความร่วมมือและ
การทุจริตโดยใช้วฒั นธรรมของชาติ เครือขา่ ยภาค ยกระดับการป้องกันการทจุ รติ ในประเทศไทยจาก
ประชาชน ประชาธิปไตยแบบเปิด กระบวนการ รูปแบบการป้องกันการทุจริตของประเทศญี่ปุ่น
ยตุ ธิ รรมปกติ นอกจากนนั้ ญปี่ นุ่ เปน็ ประเทศทไ่ี มไ่ ด้ และเกาหลีใต้ ต่อประเทศไทยนั้นควรจะสร้าง
จัดตั้งหน่วยงานเพ่ือต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน รปู แบบการสรา้ งประชาธปิ ไตยแบบเขม้ ขน้ (Thick
โดยตรง ยิ่งไปกว่าน้ันก็มิได้บัญญัติกฎหมายใน Democracy) เปน็ วธิ กี ารยกระดบั การปอ้ งกนั การ
ลกั ษณะตอ่ ตา้ นทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั แตจ่ ะใหห้ นว่ ยงาน ทจุ รติ ในไทยทด่ี ที ส่ี ดุ โดยเนน้ ไปยงั การเปลยี่ นแปลง
ในกระบวนการยุติธรรมและประมวลกฎหมาย ความคดิ ทคี่ ำ� นงึ ถงึ สาธารณะ ตอ้ งมากอ่ น สว่ นตน
อาญาเพอ่ื เอาผดิ กบั ผเู้ รยี กรบั สนิ บน สว่ นเกาหลใี ต้ เพ่ือปลูกและกระตุ้นจิตส�ำนึกของส่วนรวม โดยมี
นน้ั ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ตระหนัก กลไกและแนวทางทสี่ ำ� คญั อยสู่ องสว่ นคอื ดา้ นภาค
ถงึ ภยั ของการทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั เกดิ การประสานงาน ประชาชน คอื การเขา้ มามสี ว่ นรว่ มของภาคประชาชน
ความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างกลไกการป้องกัน มากขน้ึ ซงึ่ จ�ำเปน็ ทีจ่ ะต้องมีเวทีเปดิ กว้างให้ไดม้ าก
การทุจริตขึ้นในภาครฐั ได้แก่ KICAC ACRC สร้าง ทส่ี ดุ ใหค้ นทกุ กลมุ่ อยากมาชว่ ยกนั การดำ� เนนิ งาน
กลไกการขับเคลื่อนภาคประชาชน เช่น PSPD ในลักษณะองค์กรรวมและมุ่งเน้นมาตรการให้การ
DAAP ศกึ ษา ต้ังแต่ระดบั พน้ื ทถี่ งึ ระดบั ชาติ โดยใช้ระบบ
ในขณะท่ีประเทศไทยการป้องกันการ การขัดเกลาทางสังคมโดยรัฐ ให้สังคมและผู้ใหญ่
ทุจริตของประเทศไทยนั้นพบว่าความร่วมมือใน เป็นแบบอย่างที่ดีของเยาชนผ่านการใช้ชุมชนเป็น
การป้องกันการทุจริตระหว่าง คณะกรรมการ ฐานรากโดยเฉพาะสถาบันครอบครัวในด้าน
ป.ป.ช. กบั หนว่ ยงานภาครฐั ทเี่ กยี่ วขอ้ งโดยตรงและ

8 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

กฎหมาย การมองกฎหมายในมุมใหม่ๆ เช่น ให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้
แนวคิดที่เรียกว่า focal point และการบังคับใช้ ยงั สนบั สนนุ ใหอ้ งคก์ ารภาครฐั และองคก์ ารทไี่ มใ่ ช่
กฎหมายท่ีเข้มแข็ง ลดการผูกขาดทางการค้า ภาครัฐสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ท่ีเป็นทางการ
รวมไปถึงดุลยพินิจและจะต้องมีแนวปฏิบัติท่ี ได้ (Public-Private Partnership) เพอ่ื พฒั นาเปน็
ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน หน่วยงาน เครือข่ายองค์การที่มีหลายมิติ และสอดคล้องกับ
ป้องกันและปราบปรามต้องมีความเป็นอิสระมี กรณีศึกษาของประเทศญ่ีปุ่นสามารถใช้เป็นตัว
ความเสมอภาคและต้องคัดเลือกบุคลากรที่มี แบบได้ โดยการประสานความร่วมมือกับภาค
ประสิทธิภาพมาท�ำงานนั่นหมายถึงต้องปฏิรูป ประชาชนเพราะภาคประชาชนเปน็ ตวั แสดงสำ� คญั
กฎหมายและระบบราชการ ในการตอ่ ตา้ นการทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั (Senta, 2017)
รวมไปถึงการใช้ผู้เช่ียวชาญในสาขาต่างๆ ในการ
5. อภปิ รายผลการวิจยั เข้ามาร่วมเปน็ สว่ นหนึ่งของกลไกการปอ้ งกัน เช่น
นักบัญชี นักคอมพิวเตอร์ เป็นต้นที่เข้ามาร่วม
การยกระดับกลไกและแนวทางในการ ทำ� งานกับ ตำ� รวจและอัยการ (Yoshifumi, 2017)
พัฒนาความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการ นอกจากนั้นการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
ทจุ ริตในประเทศไทย จากกรอบแนวคดิ สามกรอบ การทุจริตก็ยังมีอุปสรรคอยู่แม้ว่าจะมีพระราช
หลักอันได้แก่ แนวคิดธรรมาภิบาลความร่วมมือ บญั ญัตคิ ุ้มครองพยานในคดอี าญา พ.ศ. 2546 ข้ึน
แนวคดิ การคมุ้ ครองผเู้ ปดิ เผยขอ้ มลู การทจุ รติ และ เพ่ือเป็นการคุ้มครองพยานบุคคลผู้มาให้ข้อมูล
แนวคิดการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ แกท่ างการในทางทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ รปู คดี ในขณะ
ประโยชน์ส่วนรวมและตัวแบบจากประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศเกาหลีใต้ มีความเข้มงวดในเรื่องการ
และเกาหลใี ตน้ นั้ เหน็ ไดว้ า่ การธรรมาภบิ าลความ ปกป้องผู้แจ้งเบาะแสอย่างมาก ข้อมูลส่วนตัว
ร่วมมือของประเทศไทยยังมีปัญหาอยู่ในเร่ืองของ ของผแู้ จง้ เบาะแสจะไมม่ ใี ครทราบได้และในกระบวนการ
การพฒั นารปู แบบและกระบวนการมสี ว่ นรว่ มและ นี้จะคุ้มครองไปถึงความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย
การบูรณาการในการจัดท�ำแผนป้องกันและปราบ และทรัพย์สินของครอบครัวและญาติพี่น้อง เพื่อ
ปรามการทจุ รติ ในระดบั ตา่ งๆทเ่ี ปดิ โอกาสใหห้ นว่ ย ป้องกันการแก้แค้น อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติ
งานระหว่างภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนได้ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบ
ร่วมเสนอแนะความคิดเห็นมากขึ้นซึ่ง สอดคล้อง ปรามการทจุ รติ พ.ศ. 2561 ซงึ่ มผี ลใชบ้ งั คบั เมอื่ วนั
กบั งานของอภชิ ยั พนั ธเสน และคณะ (Puntasen, ที่ 22 กรกฎาคม 2561 ไดบ้ ัญญตั ิในสว่ นของการ
et al., 2008) โดยเนน้ ความรว่ มมอื ภายในระหวา่ ง คุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริตเพิ่มข้ึนจึงท�ำให้
หน่วยงานของรัฐและระหว่างหน่วยงานของภาค ระบบดงั กลา่ วได้รบั การพัฒนาไปอกี ขน้ั หน่ึง (Na-
สว่ นตา่ งๆ ในการแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ความเชยี่ วชาญ tional Anti-Corruption Commission, 2018)
เทคนคิ และกระบวนการการท�ำงานในอนั ทีจ่ ะกอ่

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 9

ส่วนแนวคิดการขัดกันระหว่างประโยชน์ กรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ กรณีการมี
ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมน้ันแม้ว่าจะมี พฤติกรรมท่ีอาจเข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่าง
มาตรการเพ่ือควบคุมความเสี่ยงอันอาจเกิดจาก ประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในการ
การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับ ปฏิบัติงานและกรณีการใช้อิทธิพลในต�ำแหน่ง
ประโยชน์ส่วนรวมแต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการ หนา้ ท่รี าชการ ดังการใชแ้ นวคดิ ทงั้ สามและการใช้
ทุจริตในหลายกรณีได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเบิก กรณีศึกษาของญี่ปุ่นและเกาหลีใต่ต่อประเทศไทย
จา่ ยเงินของทางราชการ กรณกี ารใช้อำ� นาจหน้าที่ สามารถแผนภมู ิรปู ภาพดังต่อไปนี้

ภาพที่ 1 รปู แบบการป้องกันการคอรปั ชนั ทจุ รติ ทห่ี ลากหลาย โดยไมเ่ นน้ การใชก้ ฎหมายมาก
เกินไป แต่ก็ต้องท�ำให้ประชาชนเคารพในสิทธิ
6. ข้อเสนอแนะ เสรภี าพ ตลอดจนมจี ติ สำ� นกึ การเห็นแก่ประโยชน์
ของส่วนรวมจึงจะสามารถยกระดับการป้องกัน
1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยได้นอกจาก
งานวิจัยน้ี เห็นได้ว่าการยกระดับกลไก นั้น
และแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือและยก
ระดับการป้องกันการทุจริตจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะ
ต้องบูรณาการกรอบแนวคิดในการป้องกันการ

10 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2. ข้อเสนอแนะการการวิจัยครง้ั ตอ่ ไป แนะมาใช้พัฒนาความร่วมมือและยกระดับการ
ควรศึกษาและเปรียบเทยี บกลุ่มประเทศอาเซียน ปฏบิ ตั งิ านของหนว่ ยงานภาครฐั และภาคประชาชน
ท่ีสมารถน�ำไปใช้เป็นแนวทางการแก้ไขความร่วม
7. องคค์ วามรทู้ ีไ่ ดร้ ับ มอื ทง้ั ในระดบั ทอ้ งถน่ิ และระดบั ชาตไิ ด้ โดยเฉพาะ
การสร้างระบบและกลไกลท่ีใช้กรอบแนวความคิด
งานวิจัยช้ินนี้มีส่วนช่วยให้เกิดผลผลิตต่อ ทง้ั สามสว่ นและการถอดบทเรยี นจากประเทศญปี่ นุ่
ผทู้ ม่ี สี ว่ นไดเ้ สยี ในกระบวนการของการปอ้ งกนั การ และเกาหลใี ต้
ทุจริต สามารถน�ำผลการวิเคราะห์และข้อเสนอ

References

Commision, A.-C. (2018). Anti-corruption Act in constitution. Bangkok : National
Anti-Corruption Commission.

Jongjakapun, K. (2012). Conflict of Interests and Section 100 of The NCC Act. Bangkok :
National Anti-Corruption Commission.

Nikomborirak, D. (2017). Corruption in Greay society. Bangkok : Pabpim.
Poocharoen, A. (2010). International Counter Corruption Measures and Practice: Application

for Thailand. Bangkok : National Anti-Corruption Commission.
Puntasen, A., et al. (2008). A Study of Cooperation Among The Government, The Private

Sector and The Public in The Prevention and Suppression of Corruption. Bangkok
: Office of the National Counter Corruption Commission.
Senta, K. (2017, July 6). Director of United Nation Asia and Far East Institute for the
Prevention of Crime and the Ttreatment Offenders (UNFEI). Interviewer.
Yoshifumi, T. (2017, July 4). Professor, Kyoto University. Interviewer.

การศึกษาองคค์ วามรู้ภูมิปญั ญาทอ้ งถิ่นแบบมสี ่วนรว่ ม
เพ่อื พฒั นาสอ่ื สารคดีทอ่ งเท่ียวเชิงนเิ วศกรณศี ึกษาบ้านกอกหนองผือ

ตำ� บลหนองบัว อำ� เภอโกสมุ พิสยั จังหวดั มหาสารคาม*
A Study of Knowledge from Local Wisdom with Participatory
to Develop the Documentary of Ecotourism: A Case Study
of Ban Kok Nong Phue, Nong Bua Sub District, Kosum

Phisai District, Mahasarakham Province

สุวิชัย พรรษา
Suwichai Phunsa
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม
ระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั ชมุ ชนและโรงเรยี นบา้ นกอกหนองผอื 2) เพอื่ ฝกึ ทกั ษะในการผลติ สอ่ื สารคดที อ่ งเทยี่ ว
เชงิ นเิ วศกรณศี กึ ษาบา้ นกอกหนองผอื ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั จงั หวดั มหาสารคาม และ 3) เพอื่
ศกึ ษาความพงึ พอใจสอ่ื สารคดที อ่ งเทย่ี วเชงิ นเิ วศ ซงึ่ เปน็ การวจิ ยั เชงิ ผสานวธิ ี โดยการบรู ณาการผา่ นภารกจิ
4 ด้าน ไดแ้ ก่ การเรยี นการสอน การวิจยั การบริการวิชาการและการทำ� นบุ ำ� รงุ ศิลปวัฒนธรรม มีกลมุ่
ตัวอย่าง 48 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอยา่ งแบบมสี ่วนร่วม การประเมนิ แบบความ
พงึ พอใจ สอ่ื สารคดีท่องเทยี่ วเชิงนเิ วศ และวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยการบรรยายเชงิ พรรณนา
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. จากองคค์ วามรจู้ ากภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ แบบมสี ว่ นรว่ มระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั ชมุ ชนและโรงเรยี น
ไดส้ รปุ ประเดน็ ทสี่ นใจ ดงั นี้ 1) ดา้ นมติ ดิ า้ นสงั คม ชมุ ชนจะเคารพในระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย

* ได้รับบทความ: 26 กนั ยายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 26 มนี าคม 2563; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 27 มีนาคม 2563
Received: September 26, 2019; Revised: March 26, 2020; Accepted: March 27, 2020

12 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

นับถือและปฏิบัติตามหลักคารวะธรรม ปัญญาธรรม และสามัคคีธรรม เป็นสังคมวัฒนธรรมชาวพุทธ
2) การทำ� เสอ่ื จากหญา้ รงั กาเกดิ จากการคดิ ประดษิ ฐด์ ดั แปลงมาจากการทอเสอื่ พบไดม้ ากในชมุ ชน 3) การ
ผลติ เสอื่ จากหญ้ารังกาและลวดลาย เสื่อ ถือวา่ เปน็ อัตลกั ษณ์ของชมุ ชนมีวิธีการผลติ เฉพาะแตกต่างจาก
ชุมชนอ่ืน 4) ชุมชนจะเตรียมเส่ือจากหญ้ารังกาเป็นของที่ระลึกให้กับผู้เดินทางมาเย่ียมหรือญาติพี่น้อง
บางสว่ นกจ็ ัดทำ� เพ่อื ไปจำ� หน่าย
2. ผลแบบประเมนิ ความพงึ พอใจตอ่ ผลสำ� เรจ็ ของการบรู ณาการ เพอื่ ฝกึ ทกั ษะในการผลติ สอื่ สาร
คดีท่องเท่ียวเชิงนิเวศโดยรวมของครูและนักเรียน มีความพึงพอใจมากที่สุด ทั้งด้านความรู้และ
ประสบการณ์ทไ่ี ด้รับ และด้านประโยชนท์ ีไ่ ด้รบั
3. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อสื่อท่องเที่ยวเชิงนิเวศภายหลังการรับชมส่ือสารคดี มีดังน้ี
1) กลุม่ ผู้นำ� ชมุ ชน ชาวบา้ น ครแู ละนักเรยี นโรงเรยี นบ้านกอกหนองผอื มคี วามพงึ พอใจมาก และ 2) กล่มุ
นสิ ิตรว่ มโครงการมีความพงึ พอใจมากเชน่ กนั
คำ� ส�ำคัญ: ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ; แบบมีส่วนรว่ ม; ท่องเทีย่ วเชิงนเิ วศ

Abstract

The research is the following objectives: 1) to study the knowledge from local
wisdom with participatory between universities, communities, and Ban Kok Nong Phue
School; 2) to practice the skills in the production of the documentary of Ecotourism case
studies in Ban Kok Nong Phue, Nong Bua Subdistrict, Kosum Phisai District, Mahasarakham
Province; 3) to study satisfaction on the documentary of ecotourism cases. Which is
integrated research through 4 missions, including teaching, research, academic services
and preservation of art and culture. There were 48 samples. The research instrument
was interviewed by a participatory sample, Satisfaction survey form, Ecotourism cases
and the data were analyzed by descriptive description.
The research found that:
1. From the knowledge of local wisdom with participatory among universities,
communities and schools, summarized the following points of interest: 1) Social communities
will respect the democratic regime, respect and follow the principles of reverence,
morality, wisdom, and harmony. Is a Buddhist cultural society 2) Making mats from cocoon
grass is due to the invention, adapted from weaving mats, found in many communities

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 13

3) The production of mats from cocoon grass and mat patterns. Considered as the identity
of the community, there are specific production methods differ from other communities.
4) The community will prepare mats from the nesting grass as souvenirs for visitors or
relatives and some were prepared for sale.
2. Result of satisfaction assessment form for the achievement of integration to
practice skills in producing the documentary of ecotourism, overall of teachers and
students most satisfied both the knowledge and experience gained and the benefits.
3. Satisfaction assessment results on the documentary of ecotourism after watching
the case, 1) Community leaders, villagers, teachers and students of Ban Kok Nong Phue
School very satisfied and 2) the students who participated in the project were also very
satisfied.
Keywords: local wisdom; participatory; ecotourism

1. บทนำ� ในช่วงหลายปีท่ีผ่านมาภาครัฐมีการ
สง่ เสรมิ ใหช้ มุ ชนเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว ขยายตวั อยา่ ง
การเข้าใจ ภูมิสงั คม ตามการจัดการเรยี น รวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเป็นเครือข่าย
การสอนท่ีมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น มากขน้ึ อาทิ การทอ่ งเทยี่ วโดยชมุ ชน (Community-
บณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคภ์ ายใตป้ รชั ญาของมหาวทิ ยาลยั Based Tourism) การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
มหาสารคาม คอื ผ้มู ีปัญญาพึงเปน็ อยู่เพ่อื มหาชน (Ecotourism) หรือการท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์
นั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจลงพ้ืนที่ชุมชนเพื่อการ (Conservation Tourism) เป็นต้น โดยทั่วไป
บรู ณาการผา่ นภารกิจ 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ การเรียนการ ในแต่ละชุมชนก็จะมีสภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น
สอน การวิจัย การบริการวิชาการและการท�ำนุ แตกต่างกัน การท่องเที่ยวได้สร้างรายได้ อาชีพ
บ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม ซ่ึงสถานศึกษากับชุมชนนั้น และการมสี ว่ นรว่ มของคนกลุ่มตา่ งๆ และเป็นการ
คงจะแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดย่อมเป็นไป ขยายภาคเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผลอีกด้าน
ไมไ่ ดเ้ พราะสถานศกึ ษา เปรยี บเสมอื นตน้ ไม้ ชมุ ชน ของการท่องเที่ยวก็ได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากร
เปรียบเสมือนพ้ืนแผ่นดิน ย่ิงดินมคี ุณภาพเพยี งใด ธรรมชาตสิ งิ่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม และขนบธรรมเนยี ม
ก็ยอ่ มส่งผลให้ตน้ ไม้ เจรญิ เตบิ โตไดร้ วดเรว็ เทา่ นัน้ ประเพณขี องประเทศไทยเช่นเดยี วกนั
ฉะนั้นต้นไม้และพื้นดินต่างต้องพ่ึงพาอาศัยซึ่งกัน ในการศึกษาวิจัยน้ี ผู้วจิ ัย ได้ศึกษาสภาพ
และกนั ฉนั ใด ชมุ ชนกบั สถานศกึ ษายอ่ มตอ้ งพงึ่ พา โดยรวมของชุมชนและโรงเรียนบ้านกอกหนองผือ
อาศยั ซึ่งกันและกันฉนั นัน้ (Thapsuwan, 2002 : จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ได้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17
19-26)

14 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

สงิ หาคม พ.ศ. 2477 ตงั้ อย่หู มทู่ ี่ 1 ต�ำบลหนองบัว ในการวิจัยน้ี เป็นการศึกษาองค์ความรู้
อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั จงั หวดั มหาสารคาม บนทางหลวง ภูมิปัญญาท้องถน่ิ แบบมสี ว่ นรว่ มคอื กระบวนการ
แผน่ ดนิ หมายเลข 2391 (ถนนสายบา้ นเขอ่ื น - บา้ น สร้างความรู้โดยชุมชนเป็นเจ้าของการเรียนรู้เอง
ก่ทู อง) ต้งั ช่อื ตามนาม บา้ นกอกและบ้านหนองผือ เปน็ การเรยี นรทู้ อ่ี าศยั ประสบการณเ์ ดมิ ของผเู้ รยี น
ส�ำหรับด้านสังคมน้นั ประชาชนทีอ่ ยใู่ นเขตบรกิ าร ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเน่ือง ผู้เรียน
ของโรงเรียนทั้ง 3 หมู่บ้าน เคารพในระบอบการ สามารถก�ำหนดหลักการท่ีได้จากการปฏิบัติ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตย นบั ถอื และปฏบิ ตั ติ าม ที่ส่งเสริมการท�ำงานเป็นกลุ่ม สามารถถ่ายทอด
หลักคารวะธรรม ปัญญาธรรม และสามัคคีธรรม เร่ืองราวของชุมชน และฝึกทักษะในการพัฒนา
เป็นสังคมวัฒนธรรมชาวพุทธ ยึดมั่นในค�ำสั่งสอน ส่ือสารคดีเชิงนิเวศของชุมชน เพ่ือส่งเสริมการ
ของพุทธศาสนาอยา่ งเคร่งครดั เปรยี บเสมือนหนงึ่ ท ่ อ ง เ ที่ ย ว เ ชิ ง นิ เ ว ศ เ ป ็ น ก า ร เ พิ่ ม พู น ค ว า ม รู ้
เปน็ กฎหมายและกตกิ าทางสงั คม ประชาชนนำ� มา ประสบการณ์ความประทับใจและเพื่อสร้างความ
อบรมสั่งสอนลูกหลานสืบต่อมาเป็นช่วงๆ จนถึง ตระหนักปลูกจิตส�ำนึกด้านสิ่งแวดล้อมท่ีถูกต้อง
ปัจจุบัน และอีกประเด็นที่ส�ำคัญคือ ชุมชนแห่งนี้ ต่อประชาชนในท้องถ่ินและนักท่องเที่ยว ท้ังน้ี
มีการท�ำเส่ือจากหญ้ารังกา ท่ีเกิดจากการคิด การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ตาม
ประดิษฐ์ดัดแปลงมาจากการทอเส่ือ ซึ่งพืชท่ีใช้ ราชบัณฑิตยสถานหมายถึง การท่องเท่ียวที่ค�ำนึง
ในการทอเส่ือคือ หญ้ารังกา ซ่ึงเกิดจ�ำนวนมาก ถึงสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ คือไม่ท�ำลาย
ในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งพืชชนิดน้ีจะมีลักษณะคล้าย สิ่งแวดล้อม นักท่องเท่ียวรู้คุณค่าของทรัพยากร
ต้นกก และต้นไหล แต่จะเป็นพืชคนละชนิดกัน การท่องเท่ียวและมีความรู้ด้านการอนุรักษ์
ต้นหญ้ารังกาเป็นพืชที่มีอยู่ท่ัวไปตามริมล�ำห้วยที่ ซึ่งอาจได้รับจากนักวิชาการ คนท้องถ่ินหรือ
ไหลผ่านหมู่บ้าน และกระจัดกระจายอยู่ตาม มคั คุเทศก์
ท้องนาที่ใกล้กับล�ำห้วยจากการท�ำเสื่อจากหญ้า จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยมีความมุ่ง
รังกา ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นจุดเด่น หมายเพ่ือศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
ของชุมชนแห่งน้ี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง แบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชนและ
กระบวนการเกิดจากการสืบทอดและถ่ายทอด โรงเรียนบ้านกอกหนองผือ และฝึกทักษะในการ
องค์ความรู้ท่ีมีอยู่เดิมในชุมชนท้องถิ่นมาพัฒนา ผลิตส่ือสารคดีท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้กับชุมชนและ
เลือกสรร ปรับปรุงองค์ความรู้เหล่าน้ัน จนเกิด โรงเรยี น บา้ นกอกหนองผอื ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอ
ทักษะความช�ำนาญที่สามารถแก้ไขปัญหาพัฒนา โกสมุ พสิ ยั จังหวัดมหาสารคาม ซงึ่ จะเปน็ การเผย
ชีวิต เกิดคุณค่าสามารถสืบทอดและพัฒนาต่อไป แพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนและส่งเสริมทาง
ได้อย่างไมม่ ีสิ้นสดุ (Nonaka and Konno, 1998 ท่องเท่ียวเชิงนิเวศ และเกิดประโยชน์ด้านสังคม
: 40-54) วฒั นธรรมและเศรษฐกจิ ตอ่ ไป

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 15

2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั คดที อ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศกรณศี กึ ษา บา้ นกอกหนองผอื
ต�ำบลหนองบัว อ�ำเภอโกสุมพิสัย จังหวัด
1. เพ่ือศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญา มหาสารคาม และ 6) เอกสารประกอบการอบรม
ทอ้ งถนิ่ แบบมสี ว่ นรว่ มระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั ชมุ ชน ทักษะการผลิตสื่อสารคดีด้วยโปรแกรม Sony
และโรงเรียนบ้านกอกหนองผอื Vegas
2. เพื่อฝึกทักษะในการผลิตสื่อสารคดี 3. ขั้นตอนการด�ำเนินงานวิจัย แบ่งได้
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศกรณีศึกษา บ้านกอกหนองผือ ดังนี้ 1) ศึกษาปัญหาของชุมชนเป้าหมาย
ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั จงั หวดั มหาสารคาม 2) วางแผนการทำ� งานดว้ ยวงจร PDCA เพอื่ เตรยี ม
3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจสื่อสารคดี พร้อมในการจัดโครงการวิจัย 3) ระดมสมองร่วม
ทอ่ งเที่ยวเชงิ นเิ วศ กับผู้เข้าร่วมโครงการวิจยั ไดแ้ ก่อาจารย์ นิสติ ผนู้ �ำ
ชุมชนชาวบ้าน ครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านกอก
3. วธิ ีด�ำเนินการวิจยั หนองผอื 4) นำ� เสนอแนวคดิ ระหวา่ งอาจารย์ นสิ ติ
ครู และนักเรียน ในการผลิตสื่อสารคดีท่องเท่ียว
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ เชงิ นเิ วศ (Ecotourism) 5) เตรยี มความพรอ้ มนสิ ติ
เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะ ใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจเพอ่ื ถา่ ยทอดทกั ษะการผลติ สอ่ื
เปน็ (Non-probability Sampling) (Gager, 1998 3.1 ข้ันการผลิตสารคดี ได้แบ่งไว้
: 622-648) โดยวธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive 5 ข้ันตอนได้แก่ 1) ข้ันเตรียมการผลิต (Pre-
Sampling) แบ่งออกดังต่อไปนี้ 1) ผนู้ �ำชุมชนและ Production) 2) ขั้นการผลิต (Production) 3)
ชาวบ้านบ้านกอกหนองผือท่ีทอสื่อหญ้ารังกาเป็น ข้ันหลังการผลิต (Post-Production) 4) ข้ันการ
อาชพี เสรมิ ใหค้ วามรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ จำ� นวน 10 เผยแพร่ (Distribution) และ 5) ขนั้ การประเมนิ ผล
คน 2) ครูและนักเรียนโรงเรียนบา้ นกอกหนองผอื (Evaluation) ในรปู แบบสารคดที อ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศ
จำ� นวน 18 คน 3) อาจารย์ และนิสิตซ่ึงเปน็ นิสติ (Ecotourism) เทคนิคการน�ำเสนองานสารคดี
ภาควิชาส่ือนฤมิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามท่ีลง เป็นการเล่าเรื่องผสมผสานกับการสัมภาษณ์ชาว
ทะเบียนเรียนวิชา 1205 236 การผลิตวิดีทัศน์ บ้านกอกหนองผือ ซ่ึงมีผลกระทบต่อความรู้สึก
ดิจิทัล จ�ำนวน 20 คนในปีการศึกษา 2/2560 นกึ คดิ หรอื อารมณข์ องผชู้ ม การถา่ ยทอดความจรงิ
ซ่ึงเปน็ ผู้รว่ มโครงการวจิ ยั ท้ังหมด 48 คน ออกมาอยา่ งสรา้ งสรรค์ นา่ สนใจเกยี่ วกบั ภมู ปิ ญั ญา
2. เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวิจัย แบ่งไดด้ งั นี้ ท้องถิ่นชาวบ้านในการท�ำเสื่อจากหญ้ารังกา
1) แบบสัมภาษณผ์ ู้นำ� ชมุ ชนและชาวบ้าน 2) แบบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชุมชุนแห่งน้ีในข้ันตอนฝึก
ประเมินความพึงพอใจต่อผลส�ำเร็จของการ ทักษะอบรมครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านกอก
บรู ณาการ แบง่ ไดด้ งั นี้ ดา้ นความรแู้ ละประสบการณ์ หนองผอื ในการผลติ สารคดที อ่ งเทย่ี วเชงิ นเิ วศดว้ ย
ทไ่ี ดร้ บั และดา้ นประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั 4) แบบประเมนิ
ความพงึ พอใจต่อสือ่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ นิเวศ 5) สื่อสาร

16 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

โปรแกรม Sony Vegas จำ� นวน 18 คน ดัดแปลงมาจากการทอเสื่อแบบธรรมดาโดยหญ้า
3.2 ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลและ รังกาพบมากในชุมชน มีลักษณะคล้ายต้นกก
วิเคราะห์ผล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมแบบสัมภาษณ์ ตน้ ไหล ซง่ึ ตน้ หญา้ รงั กาเปน็ พชื ทม่ี อี ยทู่ ว่ั ไปตามรมิ
ด้วยตนเอง จากผู้น�ำชุมชนและชาวบ้านเก่ียวกับ ลำ� หว้ ย ทไ่ี หลผา่ นหมบู่ า้ น และเกดิ กระจดั กระจาย
ภูมิปัญญาท้องถ่ินในการผลิตส่ือหญ้ารังกาแบบ อยตู่ ามทอ้ งนาทใี่ กลก้ บั ลำ� หว้ ย 3) การผลติ เสอื่ จาก
ประเมินความพึงพอใจต่อผลส�ำเร็จของการบูรณา หญ้ารังกาและลวดลายเสื่อถือว่าเป็นอัตลักษณ์
การแบ่งเปน็ ด้านความรู้และประสบการณท์ ไ่ี ดร้ บั ของชุมชนมีวิธีการผลิตเฉพาะแตกต่างจากชุมชน
และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมครูและ อื่น 4) ชมุ ชนจะเตรยี มเสือ่ จากหญ้ารังกาเปน็ ของ
นักเรียนโรงเรียนบ้านกอกหนองผือ และแบบ ท่ีระลึกหรือของฝากให้กับผู้เดินทางมาเย่ียมหรือ
ประเมินความพึงพอใจต่อส่ือท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ญาตพิ น่ี อ้ ง บางส่วนก็จดั ท�ำเพ่อื ไปจ�ำหนา่ ย
สื่อสารคดีท่องเท่ียวเชิงนิเวศกรณีศึกษา บ้านกอก 2. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อผล
หนองผอื ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั จงั หวดั ส�ำเร็จของการบูรณาการ โดยรวมของครูและ
มหาสารคามหลังรับชมส่ือสารคดี จากนั้นน�ำมา นกั เรยี น โรงเรยี นบา้ นกอกหนองผอื จำ� นวน 18 คน
สรปุ ผลการสมั ภาษณ์ และวเิ คราะหผ์ ลการประเมนิ โดยรวมมคี า่ เฉลี่ย ( = 4.75) อยู่ในระดบั ความพงึ
เพ่ือน�ำมาเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ส�ำหรับหา พอใจมากทสี่ ดุ และมสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.
ค่าเฉล่ีย ( ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.45) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน
จากค่าระดับความคิดเห็นตามแนวคิดของของ ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ มีค่าเฉลี่ย ( =
บญุ ชม ศรีสะอาด (Srisa-ard, 2002) 4.77) อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุดและมี
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.42) และด้าน
4. สรุปผลการวิจัย ประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั มคี า่ เฉลยี่ ( = 4.73) อยใู่ นระดบั
ความพึงพอใจมากท่ีสุดและมีส่วนเบ่ียงเบน
1. ผลการจัดกิจกรรมระดมสมองและ มาตรฐาน (S.D. = 0.48)
การสมั ภาษณ์ ผวู้ จิ ยั ไดเ้ กบ็ รวบรวมแบบสมั ภาษณ์ 2.1 ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจตอ่
ผู้น�ำชุมชนและชาวบ้านเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถ่ิน ผลส�ำเร็จของการบูรณาการด้านความรู้และ
ในการผลิตส่ือหญ้ารังกาได้สรุปประเด็นท่ีสนใจ ประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการ ของครูและ
ดังนี้ 1) ด้านมิติด้านสังคม ชุมชนจะเคารพใน นักเรียน โรงเรียนบ้านกอกหนองผือ ด้านความรู้
ระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย นบั ถอื และ และประสบการณท์ ่ไี ด้รับ พบวา่ ไดร้ บั ความรแู้ ละ
ปฏิบัติตามหลักคารวะธรรม ปัญญาธรรมและ ประสบการณท์ เี่ ปน็ ประโยชน์ นอกเหนอื จากตำ� รา
สามัคคีธรรม เป็นสงั คมวฒั นธรรมชาวพุทธ ยึดมั่น และการเรียนในชน้ั เรยี นมีคา่ เฉลยี่ ( = 4.85) อยู่
ในคำ� สงั่ สอนของพทุ ธศาสนาอยา่ งเครง่ ครดั 2) การ ในระดับความพึงพอใจมากที่สุดและมีส่วนเบ่ียง
ท�ำเส่ือจากหญ้ารังกาเกิดจากการคิดประดิษฐ์

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 17

เบนมาตรฐาน (S.D. = 0.45) และไดร้ บั ประสบการณ์ ประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก
ตรงหรือได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คน จากกรณี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = 4.40) และค่าเบี่ยงเบน
ตวั อยา่ งและการลงพนื้ ทดี่ ำ� เนนิ การรว่ มกบั อาจารย์ มาตรฐาน เท่ากับ (S.D. = 0.49)
มีค่าเฉล่ีย ( = 4.75) อยู่ในระดับความพึงพอใจ
มากท่ีสุดและมีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D. = 5. อภิปรายผลการวจิ ยั
0.44) และโดยรวมด้านความรู้และประสบการณ์
ทีไ่ ดร้ บั อยูใ่ นระดบั ความพึงพอใจมากท่ีสดุ ทกุ ขอ้ ในการศกึ ษาองคค์ วามรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
2.2 ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจตอ่ แบบมีส่วนร่วมผู้วิจัย และผู้ร่วมโครงการวิจัยได้
ผลส�ำเร็จของการบูรณาการในด้านความรู้ เขา้ ใจเกยี่ วกบั ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในการผลติ สอื่ หญา้
ประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการของครูและ รงั กาทเี่ กดิ จากการคดิ ประดษิ ฐด์ ดั แปลงมาจากการ
นกั เรยี น โรงเรยี นบา้ นกอกหนองผอื ดา้ นประโยชน์ ทอเส่ือในการผลิตเส่ือจากหญ้ารังกาที่มีลวดลาย
ท่ีได้รับ พบว่า การร่วมกิจกรรมท�ำให้เรียนรู้การ เสอื่ เฉพาะถือวา่ เปน็ อตั ลักษณ์และศลิ ปวัฒนธรรม
ท�ำงานร่วมกับผู้อื่นมีค่าเฉล่ีย ( = 4.77) อยู่ใน ชมุ ชน
ระดับความพึงพอใจมากที่สุดและมีส่วนเบี่ยงเบน จากผลแบบประเมินความพึงพอใจต่อผล
มาตรฐาน (S.D. = 0.45) และการร่วมกิจกรรม ส�ำเร็จของการบูรณาการโดยรวมของครูและ
ช่วยให้เรียนรู้การท�ำงานเป็นขั้นตอนมีค่าเฉลี่ย นกั เรยี น โรงเรยี นบา้ นกอกหนองผอื โดยรวมอยใู่ น
( = 4.75) อยใู่ นระดบั ความพงึ พอใจมากทส่ี ดุ และ ระดับความพึงพอใจมากที่สุดมีผลส�ำเร็จของการ
มีสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.56) และโดย บรู ณาการในดา้ นความรู้ ประสบการณท์ ไ่ี ดร้ บั จาก
รวมด้านความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับอยู่ใน โครงการได้รับความรู้และประสบการณ์ที่เป็น
ระดับความพงึ พอใจมากท่สี ุดทกุ ข้อเช่นกนั ประโยชน์ นอกเหนือจากต�ำราและการเรียนใน
3. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อสื่อ ช้ันเรียนและผลการประเมินความพึงพอใจต่อส่ือ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศกรณีศึกษา บ้านกอกหนองผือ ทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศ (Ecotourism) กรณศี กึ ษาบา้ น
ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั จงั หวดั มหาสารคาม กอกหนองผือ ต�ำบลหนองบัว อ�ำเภอโกสุมพิสัย
ภายหลงั การรบั ชมสอ่ื สารคดี โดย กลมุ่ ตวั อยา่ ง 1) จงั หวัดมหาสารคาม ภายหลงั การรบั ชมสื่อสารคดี
กลุ่มผู้น�ำชุมชน ชาวบา้ น ครแู ละนักเรยี นโรงเรยี น โดยรวมอยใู่ นระดับความพึงพอใจมาก
บ้านกอกหนองผือ รวม 28 คน พบว่า ผลการ ทง้ั นี้ ผเู้ ขา้ รว่ มโครงการวจิ ยั เกดิ การเรยี น
ประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก รทู้ างสงั คมในการทำ� งานรว่ มกนั รถู้ งึ ความแตกตา่ ง
ค่าเฉล่ียเท่ากับ ( = 4.42) และค่าเบ่ียงเบน และโอกาส เชน่ การเข้าใจสภาพบรบิ ทชมุ ชนและ
มาตรฐาน เท่ากับ (S.D. = 0.52) และ 2) กลมุ่ นิสิต สงิ่ แวดลอ้ มสำ� หรบั ผลติ สอ่ื สารคดเี พอื่ ใหป้ ระชาชน
รว่ มโครงการจำ� นวน รวม 20 คน พบว่า ผลการ สอดคล้องกับกรรณิกา เจิมเทียนชัย ท่ีพัฒนา
ส่ือสารคดี เพ่ือให้ประชาชนในท้องถิ่นอ�ำเภอปาย

18 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเกิดความตระหนักถึงการ และสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม
อนุรักษ์แหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศโดยการใช้แนวคิด จะท�ำให้นักเรียนรู้จักคิดและแก้ปัญหา เกิดการ
การทอ่ งเท่ียวเชิงนิเวศ (Jermthianchai, 2012 : พง่ึ พาในการรว่ มมอื กนั ทำ� งาน การแสดงความคดิ เหน็
146-153) และจ�ำเป็นต้องพัฒนาความพร้อม และกล้าท่ีจะแสดงออก
เพื่อรองรับการจัดการท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพ 1.2 นิสิตท่ีร่วมโครงการได้รับ
ใน 3 ด้านคือ ด้านการส่ือสารกับนักท่องเท่ียว ประสบการณ์ท้ังทางตรงและทางอ้อม ได้ความรู้
ด้านความพร้อมของแหล่งทรัพยากรท่องเที่ยว จากการลงพนื้ ทแ่ี ละสามารถนำ� แนวทางมาปรบั ใช้
และด้านกิจกรรมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในการด�ำเนินชวี ิตและการท�ำงานในอนาคต
(Tarkam, 2019 : 203-214). 1.3 อาจารย์และนิสิตได้ทราบถึง
ส�ำหรับการฝึกทักษะการผลิตส่ือสารดี ปัญหาที่สามารถน�ำมาเป็นหัวข้อวิจัยท่ีน่าสนใจได้
ทำ� ใหน้ กั เรียนรจู้ ักคดิ และแก้ปญั หา เกิดการพง่ึ พา อาทิเช่น เทคนิคการรับรู้และเข้าถึงส่ือดิจิทัล
ในการร่วมมือกันท�ำงาน การแสดงความคิดเห็น (Digital literacy) ส�ำหรับการประกอบอาชีพของ
และกล้าที่จะแสดงออก เป็นต้น สามารถแบ่งได้ ชุมชน การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ในรูปแบบที่
ดงั น้ี 1) ครแู ละอาจารย์ ได้น�ำความร้ทู ี่ไดจ้ ากการ ชมุ ชนเข้าถึงไดแ้ ละเหมาะสม รวมท้งั หวั ขอ้ ในการ
ลงพ้ืนที่และน�ำแนวทางมาปรับใช้ในวิธีการสอน บรกิ ารวิชาการในอนาคต อาทิเชน่ การพัฒนาเกม
2) นสิ ติ ทรี่ ว่ มโครงการไดป้ ระสบการณท์ ง้ั ทางตรง เพื่อการสอน (Gamification) การใช้งาน
และทางอ้อม ได้ความรู้จากการลงพื้นท่ีและน�ำ แอพพลิเคชัน Google apps และการพัฒนาส่ือ
แนวทางมาปรับใช้ในการด�ำเนินชีวิตและการ แอนเิ มชัน (Animation) เปน็ ต้น
ทำ� งานในอนาคต 3) ครแู ละนกั เรยี นกลมุ่ เปา้ หมาย 2. ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
ไดฝ้ กึ ทกั ษะและเกดิ กระบวนการเรยี นรกู้ ระบวนการ ดา้ นการบรู ณาการและการเกดิ ประโยชน์
ผลิตสารคดีและ 4) ชมุ ชนท�ำใหเ้ สอ่ื หญ้ารังกาเปน็ และสร้างคุณค่าต่อสังคมและชุมชน มีดังน้ี 1)
ทร่ี ้จู กั และสามารถน�ำไปเปน็ สนิ ค้าท้องถิ่นตอ่ ไป ประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อระดับหลักสูตร
อาจารย์และนิสิตท่ีร่วมโครงการ ได้ร่วมมือกัน
6. ข้อเสนอแนะ ท�ำงาน เพ่ือเป็นการฝึกการวิเคราะห์ความเป็นไป
ได้ และใหน้ สิ ติ ไปรว่ มกบั ชมุ ชนเพอ่ื กำ� หนดทศิ ทาง
ในการศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญา การท�ำงาน เกดิ การเรียนรู้ทางสังคมในการทำ� งาน
ทอ้ งถนิ่ แบบมสี ว่ นรว่ มระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั ชมุ ชน ร่วมกัน รู้ถึงความแตกต่างและโอกาส 2) ระดับ
และโรงเรยี นบา้ นกอกหนองผอื มขี อ้ เสนอแนะแบง่ มหาวทิ ยาลยั (4 in1) หรอื ทสี่ อดคลอ้ งกบั วสิ ยั ทศั น์
ไดด้ ังตอ่ ไปนี้ และอตั ลกั ษณ์
1. ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป 2.1 การบริการวิชาการแก่สังคม
1.1 ตอ้ งเขา้ ใจสภาพบรบิ ทวถิ ชี มุ ชน

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 19

เปน็ การสง่ เสรมิ กระบวนการคน้ หาองคค์ วามรแู้ ละ มสี ว่ นรว่ มของมหาวทิ ยาลยั และชมุ ชนสะทอ้ นสมู่ ติ ิ
สร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการและความรู้จาก ทางสงั คม อาทิ อาจารย์ ได้นำ� ความรทู้ ี่ได้จากการ
ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ แบบมสี ว่ นรว่ มของมหาวทิ ยาลยั ลงพ้ืนที่และน�ำแนวทางมาปรับใช้ในวิธีการสอน
และชุมชน นิสิต ท่ีร่วมโครงการได้ประสบการณ์ท้ังทางตรง
2.2 การน�ำไปใช้กับการเรียนการ และทางอ้อม ได้ความรู้จากการลงพื้นที่และน�ำ
สอนเกิดวิธีการข้ันตอนในการด�ำเนินงาน ก�ำหนด แนวทางมาปรับใช้ในการด�ำเนินชีวิตและการ
มาตรฐานของวิธีการท�ำงานหรือเกณฑ์มาตรฐาน ท�ำงานในอนาคต ครูและนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย
ชว่ งเวลาและสถานทใ่ี นการดำ� เนนิ โครงการและนำ� ได้ฝกึ ทักษะและเกดิ กระบวนการเรียนรรู้ ่วมกัน
ข้อมูลที่นิสิตเก็บรวบรวมจากชุมชนมาประชุม
ปรึกษาหารอื เพ่อื วเิ คราะห์เนื้อหารายวชิ าท่จี ะน�ำ 7. องค์ความรทู้ ไ่ี ด้รบั
มาบรู ณาการ ตลอดจากการเตรยี มความพรอ้ มดา้ น
ส่อื การสอน วิทยากร อปุ กรณเ์ พอ่ื ใช้ในการอบรม การศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญา
ครแู ละนักเรียนในการผลติ สอ่ื สารคดี ทอ้ งถนิ่ แบบมสี ว่ นรว่ มระหวา่ งมหาวทิ ยาลยั ชมุ ชน
2.3 การน�ำไปใช้กับการวิจัยได้เรียน และโรงเรียนบ้านกอกหนองผือ ผู้วิจัยได้รับ
เทคนิคการรับรู้และเข้าถึงสื่อดิจิทัลส�ำหรับการ องค์ความรู้ เช่น มิติด้านสังคม การเข้าใจสภาพ
ประกอบอาชีพของชุมชน การสร้างองค์ความรู้ บริบท วิถีชุมชนและสิ่งแวดล้อม ท�ำให้เกิดความ
ใหม่ๆ ในรูปแบบที่ชุมชนเข้าถึงได้และเหมาะสม พร้อมและได้รับความร่วมมือจากชุมชน เกิดการ
รวมทง้ั หัวข้อในการบรกิ ารวชิ าการในอนาคต พ่ึงพาในการร่วมมือกันท�ำงาน การแสดงความคิด
2.4 การน�ำไปใช้กับการบ�ำรุงศิลป เห็น และกล้าที่จะแสดงออก เป็นการสร้าง
วัฒนธรรม จากภูมิปัญญาของชุมชนถือได้ว่าเป็น องค์ความรู้เชิงวิชาการและความรู้จากภูมิปัญญา
จดุ เดน่ ของชมุ ชน ดา้ นศลิ ปวฒั นธรรมชมุ ชนทมี่ กี าร ทอ้ งถน่ิ แบบมสี ว่ นรว่ มของมหาวทิ ยาลยั และชมุ ชน
จักรสานเป็นสื่อพับหญ้ารังกา ไว้เพ่ือเป็นของ อย่างแท้จริง ส�ำหรับส่ือสารคดีท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
ท่ีระลึก ส�ำหรับญาติ หรือบุคคลท่ีมาเยี่ยมชุมชน (Ecotourism) เร่ือง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศกรณี
ดังนัน้ การพัฒนาสอื่ ท่องเที่ยวเชงิ นเิ วศกรณีศึกษา ศึกษาบ้านกอกหนองผือ เป็นการบ�ำรุงศิลป
บา้ นกอกหนองผอื ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอโกสมุ พสิ ยั วัฒนธรรม ระดับชุมชนและสังคม จากนั้นน�ำมา
จั ง ห วั ด ม ห า ส า ร ค า ม จึ ง เ ป ็ น ก า ร บ� ำ รุ ง ศิ ล ป ถอดบทเรียนในแต่ละกิจกรรม เพ่ือสะท้อนการ
วฒั นธรรม ระดบั ชมุ ชนและสังคมเปน็ การสง่ เสรมิ เรียนรู้ทางสังคมในการท�ำงานร่วมกันไปถึงการ
กระบวนการค้นหาองค์ความรู้และสร้างองค์ความ ได้การยอมรับจากชุมชน และเกิดประโยชน์ต่อ
รเู้ ชงิ วชิ าการและความรจู้ ากภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ แบบ ชุมชน ในการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
ด้านสงั คม วฒั นธรรมและเศรษฐกิจต่อไป

20 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

References

Gager, C. T. (1998). The Role of Valued Outcomes, Justifications, and Comparison Referents
in Perceptions of Fairness among Dual-Earner Couples. Journal of Family Issues,
19(5), 622-648.

Jermthianchai, K. (2012). A Documentary for Local People in Amphur Pai, Mae Hongson
Province, for the Realization of Awareness of the Conservation of Eco-Tourism
Locations. Rajabhat Chiang Mai Research Journal, 13(2), 146-153.

Nonaka, I. & Konno, N. (1998). The Concept of “Ba”: Building a foundation for knowledge
Creation (Electronic version). California Management Review, 40(3), 40-54.

Pornprasit, P. & Rurkkhum, S. (2019). Performance evaluation of community-based ecotourism:
a case study in Satun province, Thailand. Journal of Ecotourism, 18(1), 42-59.

Srisa-ard, B. (2002). Introduction to Research. 7th Ed. Bangkok : Suweeriya Sarn.
Stone, M. T. (2015). Community-based ecotourism: A collaborative partnerships perspective.

Journal of Ecotourism, 14(2-3), 166-184.
Tarkam, P. (2019). The Development of Tourism Potential in Huai Toei Village, Sam Sung

District, Khon Kaen. Dhammathas Academic Journal, 19(2), 203-214.
Thapsuwan, S. (2002). House and School. Journal of Educational Administration, SWU 1,

19-26.

คำ� พนื้ ฐานชว่ งชนั้ ท่ี 1 ระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาลาว: การศกึ ษาชนดิ ของคำ�
คำ� ทเ่ี ปน็ รปู ธรรม คำ� ทเี่ ปน็ นามธรรม และความยากงา่ ยของคำ� *

Basic Words comparison between Thai Language and Lao
language for Grade level I: Study on Types of Word, Concrete

Nouns, Abstract Nouns and Difficulty of Words

วไิ ลรตั น์ จิตตภ์ ักด,ี บญุ เหลอื ใจมโน และสนม ครุฑเมือง
Wilairat jittpakdee, Boonlue Chaimano and Sanom Krutmuang

มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ล�ำปาง
Lampang Rajabhat University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวจิ ยั คร้ังนี้ มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาชนิดของค�ำในภาษาไทยและภาษาลาว 2) ศึกษาค�ำท่ี
เป็นรปู ธรรม นามธรรมในภาษาไทยและภาษาลาว และ 3) ศกึ ษาความยากง่ายของค�ำพนื้ ฐานภาษาไทย
และภาษาลาวทก่ี �ำหนดไว้ในหลักสูตร โดยศกึ ษาข้อมลู จากหลกั สตู รระดบั ประถมศึกษาของประเทศไทย
และสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาวและ งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ประชากรเปน็ ครผู สู้ อน จำ� นวน 10 คน
นกั เรียนช่วงชั้นท่ี 1 (ป.1–ป.3) จำ� นวน 30 คน ท่มี กี ารเรียนในภาษาของตนเอง 3 ระดบั คอื ระดบั ดีมาก
ระดบั ปานกลาง และระดบั ออ่ น ไดม้ าโดยวธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง รวม 40 คน เครอ่ื งมอื ที่ใช้เป็นแบบ
สัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ (mean) และสรุปผลด้วยวิธีพรรณนา
วเิ คราะห์ (Descriptive Analysis)
ผลการวจิ ัยพบว่า
1. ชนดิ ของคำ� ในภาษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1-3 ปรากฏค�ำนาม 1,741 ค�ำ ค�ำสรรพนาม
15 ค�ำ คำ� กริยา 936 ค�ำ ค�ำวเิ ศษณ์ 307 ค�ำ ค�ำบพุ บท 15 คำ� คำ� สันธาน 15 คำ� คำ� อุทาน 4 ค�ำสว่ นชนดิ
ของคำ� พนื้ ฐานภาษาลาวปรากฏ ค�ำนาม 286 ค�ำ ค�ำกริยา 176 ค�ำ ค�ำวิเศษณ์ 83 คำ� คำ� บพุ บท 7 คำ�
ค�ำสันธาน 3 ค�ำ คำ� สรรพนามไมป่ รากฏ

* ได้รับบทความ: 12 ตลุ าคม 2562; แก้ไขบทความ: 16 มีนาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ์: 30 มีนาคม 2563
Received: October 12, 2019; Revised: March 16, 2020; Accepted: March 30, 2020

22 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2. ค�ำท่ีเป็นรูปธรรม-นามธรรม ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1-3 มีค�ำท่ีเป็นรูปธรรมรวม
2,411 ค�ำ คำ� ทเี่ ป็นนามธรรม 605 ค�ำ คำ� ท่ีเป็นรปู ธรรม-นามธรรม ภาษาลาว
คำ� ทเ่ี ปน็ รปู ธรรมรวม 616 ค�ำ ค�ำท่ีเป็นนามธรรม 74 คำ�
3. ความยากง่ายของค�ำพื้นฐาน ภาษาไทย โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้สอนและผู้เรียน
ในระดับชั้น จากความคิดเห็นที่มีความสอดคล้องกันเกินกว่าก่ึงหน่ึงของค�ำนั้นๆ จึงสรุปว่า เป็นค�ำ ง่าย
ปานกลาง และยาก ความยากงา่ ยของค�ำพื้นฐาน ภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1-3 ปรากฏค�ำยากงา่ ย
ระดบั อา่ นงา่ ย 1,285 คำ� อา่ นปานกลาง 1,264 คำ� อา่ นยาก 467 คำ� ความยากงา่ ย ของคำ� พนื้ ฐาน ภาษา
ลาวปรากฏคำ� ยากง่าย ระดบั อา่ นงา่ ย 254 ค�ำ อ่านปานกลาง 270 ค�ำ อา่ นยาก 166 คำ�
ค�ำส�ำคัญ: ค�ำพน้ื ฐาน; ชนิดของค�ำ; คำ� ท่ีเปน็ รูปธรรม; ค�ำทีเ่ ป็นนามธรรม; ความยากง่ายของค�ำ; ชว่ งช้นั
ที่ 1; ภาษาลาว

Abstract

This dissertation aimed to: 1) study word types in Thai language and Lao language
that are defined in curriculum; 2) study concrete nouns and abstract nouns in Thai and
Lao that are defined in curriculum; 3) study difficulty of words in Thai and Lao that are
defined in curriculum. Information from Thai and Lao elementary school curriculum were
investigated as well as related research reviews. Teachers and students in grade level I
(Grade 1 to 3) were also interviewed and participated in group discussion. Target group
of teachers were instructed in grade level I while students whom studied in their own
language were categorized as high-, middle- and low-achieving students. The data were
analyzed by descriptive statistics.
The research found that:
1. Types of word in Thai Language for Grade 1-3 were noun 1,741 words, pronoun
15 words, verb 936 words, adverb 307 words, preposition 15 words, conjunction 15 words
and interjection 2 words. Types of word in Lao Language for Grade 1-3 were noun 286
words, verb 167 words, adverb 83 words, prepositions 4 words and conjunctions 3 words,
while pronoun and interjection did not appear.
2. Concrete nouns and abstract nouns for Grade 1-3, was found 2,411 words and
575 words, respectively in Thai language and was found 616 words and 74 word, respectively

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 23

in Lao language.
3. Difficulty of basic words in Thai language for Grade 1- 3 was easy-reading 1,285
words, moderate-reading 1,264 words, and difficult-reading 467 words. While in Lao
language for Grade 1-3 was easy-reading 254 words, moderate-reading 270 words, and
difficult-reading 166 words.
Keywords: basic words; type of words; concrete noun; abstract noun; difficulty of words;
Grade 1-3; Lao language

1. บทนำ� ล า ว มี ค ว า ม ใ ก ล ้ ชิ ด ม า แ ต ่ ใ น อ ดี ต ท้ั ง ใ น ด ้ า น
ประวัติศาสตร์ของชาติ การมีศิลปวัฒนธรรม
ภาษาประจ�ำชาติแต่ละประเทศในโลก ขนบธรรมเนยี มประเพณี ภาษา ศาสนา ดา้ นสงั คม
มีความส�ำคัญอย่างยิ่งต่อการส่ือสารในสังคมของ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ วิถีการด�ำเนินชีวิตและ
ประเทศนั้น เพราะจะเป็นพื้นฐานต่อการแสวงหา อาณาเขตทตี่ ดิ ตอ่ เกยี่ วพนั กนั ดว้ ยความสมานฉนั ท์
ความรู้ในสรรพวิชาการชั้นสูงต่อไป โดยเฉพาะ ท่ีย่ังยืนตลอดมา อีกท้ังภาษาไทย กับภาษาลาว
ประเทศทอี่ ยใู่ นประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น เรียก สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจได้ดีมากกว่าชาติใดๆ
กันทั่วไปว่าอาเซียน (Asean) หรือชื่อเต็มคือ จงึ มคี วามสมั พนั ธก์ นั ดว้ ยภาษาทเี่ ปน็ พน้ื ฐานสำ� คญั
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของการตดิ ตอ่ สอ่ื สารระหว่าง 2 ประเทศ ซ่ึงภาษา
(Association of South East Asian-Nations) ไทยกับภาษาลาว เป็นภาษาที่มีเค้าก�ำเนิดมาจาก
มสี มาชกิ 10 ประเทศ ไดแ้ ก่ กัมพชู า ไทย บรูไน ภาษาตระกลู ไต-กระได เปน็ ตระกลู คำ� โดด คำ� ศพั ท์
ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา หรือพม่า ลาว จะเป็นค�ำพยางค์เดียว ดว้ ยเหตนุ ที้ ้ังสองภาษาจึงมี
เวียดนาม สงิ คโปร์ อนิ โดนเี ซีย ประเทศในอาเซียน ความคลา้ ยคลงึ กนั สามารถสอ่ื สารกนั ไดเ้ ขา้ ใจเปน็
ใช้ภาษาสากลในการส่ือสาร คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนมาก
ประเทศท่ีเป็นสมาชิกอาเซียนจะมีภาษาชาติหรือ จากการประเมนิ คณุ ภาพดา้ นการใชภ้ าษา
ภาษาประจำ� ชาตสิ อื่ สารตดิ ตอ่ กนั กาญจนา นาคสกลุ ของส�ำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมิน
(Naksakun, 2009 : 4) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ ภาษา คุณภาพการศึกษา (สมศ.) มีขอ้ สงั เกตว่า นักเรียน
ชาติ หมายถงึ ภาษาชนชาติใดชาติหนงึ่ เลอื กหรือ นะดับชั้นประถมศึกษา ถึงระดับมัธยมศึกษายังมี
กำ� หนดให้เปน็ ภาษาประจ�ำชาติของตน ภาษาชาติ ปญั หาเรอื่ งการอา่ นและการเขยี น เขยี นผดิ เรยี งรปู
เปน็ ภาษาคน ทงั้ ประเทศเรยี นรแู้ ละใชใ้ นการศกึ ษา ประโยคไม่ได้ ท�ำให้การสื่อสารไม่ได้ความหมาย
การปฏบิ ัตงิ าน และในการปกครองประเทศ ซง่ึ การอา่ นการเขยี นคำ� พนื้ ฐานนนั้ เปน็ หวั ใจสำ� คญั
ในประเทศอาเซยี นดงั กลา่ วนี้ ประเทศไทย ของการเรยี นการสอนของภาษาอยา่ งยิ่ง นอกจาก
และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน

24 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

กลวธิ กี ารสอนทด่ี ขี องผสู้ อนใหก้ บั นกั เรยี น ในระดบั ดา้ นการใชภ้ าษาของไทยและลาว และเปน็ พน้ื ฐาน
ต่างๆ แล้ว ส่วนส�ำคัญอีกประการคือการก�ำหนด ในการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างภาษาไทยและ
หรือบัญญัติค�ำให้เรียนในแต่ละระดับน้ันต้องมี ภาษาลาวต่อไป เน่ืองจากการอ่านและเขียนค�ำ
ความเหมาะสมกบั การกำ� หนดคำ� ชนดิ คำ� คำ� ทเี่ ปน็ พ้ืนฐาน มคี วามสำ� คญั ตอ่ นักเรยี นระดับชัน้ ประถม
รปู ธรรม คำ� ทเี่ ปน็ นามธรรม ตลอดจนความยากงา่ ย ศึกษาปีที่ 1-3 เพราะเป็นพ้ืนฐานของการเรียนรู้
ของคำ� จะทำ� ใหน้ กั เรียนเข้าใจและใช้ภาษาได้เป็น ในการอ่านออกเขียนได้ท่ีจะส่งผลต่อการพัฒนา
อยา่ งดี ผู้เรียนในระดับชั้นประถมต้น
ผู้วิจัยได้ค้นพบปัญหาการเรียนของ
นักเรียนว่า นักเรียน ไม่สามารถแยกชนิดของค�ำ 2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
ค�ำที่เป็นรูปธรรม-นามธรรม และความยาก-ง่าย
ของค�ำพ้ืนฐานได้ จึงเป็นสาเหตุให้ผู้วิจัยต้องการ 1. เพอื่ ศกึ ษาชนดิ ของคำ� พน้ื ฐานในภาษา
ศึกษา ค�ำพื้นฐานของประเทศไทยและประเทศ ไทย และภาษาลาว ทีก่ ำ� หนดไว้ ในหลักสูตร
สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว เพราะเปน็ 2. เพอื่ ศกึ ษาคำ� ทเี่ ปน็ รปู ธรรม นามธรรม
ประเทศท่ีมีบริบททางภูมิประเทศ และภาษาท่ีใช้ ในภาษาไทย และภาษาลาว ทก่ี ำ� หนดไวใ้ นหลกั สตู ร
ในการสือ่ สารที่ใกลเ้ คียงกนั จากการลงภาคสนาม 3. เพื่อศึกษาความยากง่ายของค�ำพ้ืน
ในประเทศไทยและประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย ฐานในภาษาไทย และภาษาลาว ที่ก�ำหนดไว้ใน
ประชาชนลาว รวมทง้ั การสบื คน้ ณ หอสมดุ แหง่ ชาติ หลักสตู ร
ลาวเกย่ี วกบั การศกึ ษาในเรอ่ื ง ชนดิ ของคำ� คำ� ทเี่ ปน็
รปู ธรรม ค�ำท่เี ป็นนามธรรม ความยากง่ายของค�ำ 3. วธิ ดี ำ� เนินการวจิ ัย
ซง่ึ ไมป่ รากฏมกี ารศกึ ษาในเรอื่ งดงั กลา่ วแตอ่ ยา่ งใด
และยงั ขาดการศกึ ษาเปรยี บเทยี บระหวา่ งประเทศ การวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
ในเรอื่ งดงั กล่าวขา้ งตน้ เป็นเหตุผลหนง่ึ ทีจ่ ะศึกษา (Qualitative Research) และการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ
เปรียบเทยี บภาษาไทยกับภาษาลาวซ่ึงเป็นตระกลู (Quantitative Research) โดยหาขอ้ มลู ทง้ั ในแนว
คำ� โดดเหมอื นกนั ลมุ่ ลกึ และกวา้ งขวาง ดว้ ยการสมั ภาษณผ์ ใู้ หข้ อ้ มลู
ด้วยเหตุผลดังกล่าวน้ี ผู้วิจัยจึงมีความ จากครูผู้สอน นักเรียน ผู้บริหารการศึกษา
สนใจศึกษาเปรียบเทียบค�ำที่บัญญัติไว้เป็นภาษา ผู้เชยี่ วชาญ ตลอดจนประชาชน จากประเทศไทย
พน้ื ฐานในชว่ งชนั้ ท่ี 1 คอื ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1-3 และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน
ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐ ลาว รวมท้ังเอกสารผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพ่ือให้
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว มลี กั ษณะเหมอื นหรอื ได้องค์ความรู้ท่ีถูกต้องในการตอบโจทย์ของการ
แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ใน วจิ ัย โดยมีขน้ั ตอนดำ� เนินการวิจัยดังน้ี
1. ประชากรในการวิจัยครัง้ นี้ ได้แก่ ครู
ผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 และ

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 25

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ประกอบด้วย 4. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยวเิ คราะหต์ าม
โรงเรียนพิณพลราษฎร์ ต้ังตรงจิตร 12 อ�ำเภอ วัตถุประสงค์จนครบ 3 ข้อและเสนอ ผลการ
วังทอง จังหวดั พิษณโุ ลก ครผู ูส้ อน จ�ำนวน 5 คน วเิ คราะหด์ ว้ ยวธิ กี ารพรรณนาวเิ คราะห์ (Descriptive
นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 1-3 จ�ำนวน 15 คน Analysis) ดงั น้ี
โรงเรยี นขนุ สำ� นาน ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย การวิเคราะหข์ ้อมูล ตามวัตถปุ ระสงคข์ อ้
ประชาชนลาวครูผู้สอน จ�ำนวน 5 คน นักเรียน ที่ 1, 2 โดย องิ เกณฑห์ ลักภาษาไทย ของพระยา
จ�ำนวน 15 คน รวม 40 คน ได้มาดว้ ยวิธกี ารเลอื ก อปุ กติ ศลิ ปะสาร ตามรปู แบบการจ�ำแนกชนิดของ
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) คำ� ทงั้ 7 ชนดิ และคำ� ทเ่ี ปน็ รปู ธรรม นามธรรม เชน่
2. เครอื่ งมอื ในการวจิ ยั ครงั้ นี้ ไดแ้ กแ่ บบ ค�ำนามในภาษาไทย ค�ำว่าน้อยหน่า ภาษาลาวใช้
สัมภาษณเ์ ชิงลกึ แบบเจาะจงโดยใชส้ ัมภาษณก์ ล่มุ ค�ำว่า หมากเขียบ กริยา ภาษาไทยใช้ค�ำว่า เดิน
ครผู สู้ อน นกั เรยี น และการสนทนากลมุ่ ยอ่ ยโดยองิ ภาษาลาวใชค้ ำ� วา่ ยา่ ง คำ� ทเ่ี ปน็ รปู ธรรม ภาษาไทย
เกณฑ์หลักภาษาไทย ของพระยาอปุ กิตศลิ ปะสาร ใช้คำ� วา่ แบบเรียน ภาษาลาว ใชค้ ำ� ว่า แบบเฮียน
และจากการศกึ ษารวบรวมขอ้ มลู เอกสารและงาน ค�ำที่นามธรรม ภาษาไทยใช้ค�ำว่า ดู ภาษาลาว
วิจัย ที่เก่ียวข้องกับค�ำพ้ืนฐานภาษาไทยกับภาษา ใชค้ ำ� วา่ กวดเบง่ิ เปน็ ตน้ โดยใหผ้ ทู้ รงคณุ วฒุ ติ รวจ
ลาวช่วงชั้นท่ี 1 ของประเทศไทยและประเทศ สอบความถูกต้อง สัมภาษณ์เป็นกลุ่ม คือกลุ่มครู
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้วยการ ผสู้ อนชว่ งชน้ั ท่ี 1 (ป.1-ป.3) จำ� นวน 5 คน นกั เรยี น
วเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์ เพอ่ื ตอบวตั ถปุ ระสงคข์ อ้ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 จ�ำนวน 5 คน นักเรยี นชน้ั
ที่ 1-3 เกยี่ วกบั ชนดิ ของคำ� พนื้ ฐานในภาษาไทยกบั ประถมศึกษา ปที ่ี 2 จ�ำนวน 5 คน และนกั เรียน
ภาษาลาว คำ� ทเี่ ปน็ รูปธรรม นามธรรม ความยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จ�ำนวน 5 คน คัดเลือก
ง่ายของค�ำ นักเรียนท่ีมีผลการเรียนระดับดี ปานกลางและ
3. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ พอใช้ มาให้ข้อมูล โดยด�ำเนินการเช่นเดียวกัน
ผ้วู จิ ยั ได้นำ� แบบสัมภาษณ์ท่ีสรา้ ง เสรจ็ แล้ว ไปให้ ท้ังภาษาไทยกับภาษาลาว ซึ่งการสัมภาษณ์และ
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือด้าน สนทนากลมุ่ ครงั้ น้ี เพอื่ ตอบวตั ถปุ ระสงคข์ อ้ ท่ี 3 คอื
องค์ประกอบ และความถูกต้องเหมาะสมของข้อ การศึกษาความยาก-ง่ายของค�ำพื้นฐาน แบ่งเป็น
คำ� ถาม แลว้ นำ� มาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามคำ� แนะนำ� ของ ความยากงา่ ย 3 ระดบั คอื อา่ นเขยี นงา่ ย อา่ นเขยี น
ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนลงไปเก็บข้อมูลกับผู้สอนและ ปานกลาง และอ่านเขียนยาก โดยผู้วิจัยจะสรุป
นกั เรยี นทีศ่ กึ ษาภาษาไทยกบั ภาษาลาว ในชว่ งชนั้ ความคิดเห็นจากครูผู้สอนและนักเรียนในระดับ
ที่ 1 ซ่ึงผู้วิจัยลงไปเก็บข้อมูลภาคสนามโดยการ น้ันๆ “มีความคิดเห็นสอดคล้องกันเกินกว่า
สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มครูผู้สอน นักเรียน โดยตรง ก่ึงหน่ึง” จึงจะสรุปเป็นระดับยาก ปานกลาง
เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทีถ่ ูกตอ้ ง แม่นย�ำและครบถว้ น และงา่ ย ดังตัวอย่างตารางการวิเคราะห์

26 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ความยากงา่ ยของคำ� เปน็ การจดั ลำ� ดบั คำ� สนทนากลุ่มกับนกั เรยี น ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1-3
ที่น�ำไปใช้ในการเรียนการสอนโดยเฉพาะระดับ โดยน�ำมาวิเคราะห์ข้อมูล และน�ำเสนอผลการ
เร่ิมต้นในสถานศึกษาคือระดับช่วงช้ันท่ี 1 คือ ศึกษาตามวัตถุประสงค์แบบพรรณนาวิเคราะห์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 (Descriptive Analysis) สรุปผลการวิจัยตาม
และระดับช่วงชั้นที่ 2 คือ ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4- วัตถุประสงค์ไดด้ ังนี้
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 คำ� ยากงา่ ยมวี ธิ กี ารเลอื กคำ� 1. การศกึ ษาชนดิ ของคำ� พน้ื ฐานในภาษา
ไปใช้ได้หลากหลายวิธี ซึ่งวิธีท่ีง่ายน�ำไปใช้กัน ไทยช่วงช้ันท่ี 1 (ป.1-ป.3) จ�ำนวน 3,016 ค�ำ
ส่วนใหญ่ คอื การสอบถามครผู ู้สอนในแต่ละระดับ ปรากฏชนิดของค�ำนาม จ�ำนวน 1,741 ค�ำ ค�ำ
ชนั้ รวมถงึ การสอบถามนกั เรยี นทศี่ กึ ษาคำ� เหลา่ นนั้ สรรพนาม จำ� นวน 18 คำ� คำ� กรยิ า จำ� นวน 936 คำ�
ว่ามีความยากง่ายมากน้อยเพียงใดค�ำใดท่ีเหมาะ ค�ำวเิ ศษณ์ จ�ำนวน 307 คำ� คำ� บุพบท จ�ำนวน 15
สมก็สามารถน�ำไปใช้ได้ ค�ำใดยากเกินไปก็ควรน�ำ คำ� คำ� สนั ธาน จำ� นวน 15 คำ� และคำ� อทุ าน จำ� นวน
ไปสอนในระดับที่สูงข้ึน เช่นในภาษาไทย ค�ำว่า 4 คำ�
พีช่ าย วัว รถจักรยาน ฟักทอง ในภาษาลาว ค�ำวา่ การศกึ ษาชนดิ ของคำ� พนื้ ฐานในภาษาลาว
อา้ ย งวั รถถบี หมากอึ เป็นต้น ชว่ งชน้ั ท่ี 1 (ป.1-ป.3) จำ� นวน 690 คำ� ปรากฏชนดิ
ของคำ� นาม จำ� นวน 286 คำ� คำ� สรรพนาม จำ� นวน-
4. สรุปผลการวิจัย คำ� คำ� กรยิ า จำ� นวน 167 ค�ำ ค�ำวเิ ศษณ์ จำ� นวน
83 คำ� คำ� บุพบท จ�ำนวน 7 ค�ำ คำ� สันธาน จำ� นวน
การศึกษาคร้ังนี้ได้ศึกษาข้อมูลและผล 3 ค�ำ และค�ำอุทาน จำ� นวน-คำ�
งานการวจิ ยั เกยี่ วกบั คำ� พน้ื ฐานในระดบั ชนั้ ประถม 2. การศกึ ษาคำ� ทเี่ ปน็ รปู ธรรม และคำ� ท่ี
ศึกษาปีท่ี 1-3 ระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เปน็ นามธรรมทปี่ รากฏในหลกั สตู ร คำ� พืน้ ฐานช่วง
ศึกษาข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการศึกษา ช้นั ที่ 1 (ป.1-ป.3) ในภาษาไทยกบั ภาษาลาว ดงั นี้
สัมภาษณ์ ครูผู้สอนภาษาไทย ภาษาลาวและ

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 27

ในหลักสูตรค�ำพ้ืนฐานของภาษาไทย กันโดยชนิดของค�ำนามปรากฏมากท่ีสุด คิดเป็น
ปรากฏค�ำท่เี ปน็ รูปธรรมจ�ำนวน 2,411คำ� และคำ� รอ้ ยละ 57.73 ส่วน ชนิดของค�ำนามในภาษาลาว
ที่เป็นนามธรรม จ�ำนวน 605 ค�ำ คิดเป็นร้อยละ 41.50 รองลงไป ได้แก่ ค�ำกริยา
หลกั สตู รคำ� พนื้ ฐานของภาษาลาว ปรากฏ ในภาษาไทย คดิ เป็นรอ้ ยละ 31.03 และในภาษา
ค�ำท่ีเป็นรูปธรรม จ�ำนวน 616 ค�ำ และค�ำท่ีเป็น ลาว คิดเป็นร้อยละ 24.20 ส�ำหรับชนิดของค�ำท่ี
นามธรรม จ�ำนวน 74 ค�ำ ปรากฏนอ้ ยทส่ี ดุ ของคำ� พน้ื ฐานในภาษาไทย ไดแ้ ก่
3. การศึกษาความยากง่ายของค�ำท่ี ค�ำอุทาน คิดเป็นร้อยละ 0.13 ส่วนในภาษาลาว
ปรากฏในหลกั สตู รคำ� พื้นฐานช่วงชนั้ ที่ 1 (ป.1-ป. ไมป่ รากฏคำ� อทุ าน เนอื่ งจากคำ� พนื้ ฐาน เปน็ คำ� ทมี่ ี
3) ในภาษาไทยกบั ภาษาลาว ดงั น้ี 1) ความยากงา่ ย ความจำ� เปน็ ทต่ี อ้ งใชส้ อื่ สาร ในชวี ติ ประจำ� วนั หรอื
ของคำ� พนื้ ฐานในภาษาไทย 2) การอา่ นงา่ ย 1,285 ในประกอบอาชีพต่างๆ ซึ่งมีความถี่ในการใช้สูง
ค�ำ 3) การอา่ นปานกลาง 1,264 คำ� 4) การอา่ น ทง้ั น้ี คำ� ทส่ี อ่ื สาร ทก่ี ำ� หนดไวใ้ นหลกั สตู รภาษาไทย
ยาก 467 ค�ำ 5) ความยากง่ายของค�ำพื้นฐาน และภาษาลาวในชว่ งชัน้ ท่ี 1 ตอ้ งให้มคี วามเหมาะ
ในภาษาลาว 6) การอ่านงา่ ย 254 คำ� 7) การอ่าน สมกับวัยของนักเรียน เป็นส�ำคัญ ภาษาไทย เช่น
ปานกลาง 270 คำ� 8) การอ่านยาก 166 ค�ำ ฟัน อรอ่ ย รับปาก ภาษาลาว เช่น แขว้ แซบ่ ฮับ
จากผลการวจิ ยั จะเหน็ ไดว้ า่ ภาษาไทยกบั ปาก เป็นตน้
ภาษาลาวซ่ึงมีพ้ืนฐานมาจากภาษาตระกูลค�ำโดด ผลของการศึกษาชนิดของค�ำพื้นฐานนี้
เหมือนกัน แต่คำ� พ้นื ฐานในภาษาไทยนนั้ มจี �ำนวน สอดรับกับต�ำราของนักวิชาการดังท่ี ทิพย์สุดา
ค�ำมากว่าภาษาลาว และค�ำที่ ใช้ในภาษาไทยนั้น นัยทรัพย์ (Naisap, 2010 : 76) และสุชาดา
จะมีจ�ำนวน สระ และพยัญชนะ อยใู่ นคำ� มากกวา่ เจียพงษ์ (Jiapong, 2016 : 117) กล่าวในท�ำนอง
ภาษาลาว จึงท�ำให้การอ่านและเข้าใจได้ยากค�ำ เดียวกนั วา่ ค�ำท่ีใชใ้ นระดบั ประถมศึกษาส่วนใหญ่
ส่วนใหญ่จะเขียนและอ่านไม่ตรงตามพยัญชนะ จะเป็นค�ำนามมากกว่าค�ำชนิดอื่นๆ เพราะเป็นค�ำ
ส่วนภาษาลาว เป็นค�ำท่ีเขียนและอ่านตรงตามพ ทใี่ ช้เรียก ชือ่ คน สัตว์ สิง่ ของ ซ่ึงอยใู่ กลต้ ัว รองลง
ยญั ชนะ สามารถอา่ นและเขา้ ใจไดม้ ากวา่ ภาษาไทย มาไดแ้ ก่คำ� กรยิ า แส่วนค�ำท่ีไม่ปรากฏหรือปรากฏ
ทำ� ใหเ้ ราทราบวา่ ประทศไทยมกี ารสรา้ งคำ� ใหมข่ นึ้ นอ้ ยทส่ี ุดไดแ้ กค่ �ำอุทาน สอดคล้องกับผลการวิจยั
มาใช้มากว่าประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ของนริสรา สุนนทราช (Sunontarach, 2010)
ประชาชนลาว สรุปผลการวิจัยเรื่องชนิดของค�ำในภาษาไทย
ปรากฏวา่ แบบฝกึ ทกั ษะพบการใชค้ ำ� นามมากกวา่
5. อภิปรายผลการวจิ ัย ค�ำชนดิ อื่นๆ ระดบั รองจากค�ำนาม ไดแ้ ก่ ค�ำกริยา
และทป่ี รากฏนอ้ ยทส่ี ดุ ไดแ้ ก่ คำ� อทุ าน สรปุ ผลการ
1. ชนิดของค�ำพ้ืนฐานในภาษาไทยกับ วิจัยเรื่องชนิดของค�ำในภาษาไทย ปรากฏผลการ
ภาษาลาวท่ีปรากฏในหลักสูตร มีความสอดคล้อง

28 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

วิจัยสองคล้องกับครูในระดับประถมศึกษาจะฝึก จดั ทำ� บญั ชคี ำ� พน้ื ฐานของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษา
ทักษะเก่ียวกับชนิดของค�ำนามมากกว่าค�ำอ่ืน ปที ี่ 1-3 ขอ้ มลู คำ� ศพั ทท์ ใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาน้ี ไดม้ าจาก
สังเกตจากกิจกรรมในแบบฝึกการใช้บัตรค�ำ ส่วน 4 แหลง่ คอื 1) จากค�ำใหส้ มั ภาษณ์ของนกั เรยี นใน
คำ� กรยิ ามนี อ้ ยกวา่ คำ� นาม สว่ นคำ� ทไ่ี มป่ รากฏหรอื เขตพ้ืนที่การศึกษาระดับประถมศึกษาทั่วประเทศ
น้อยท่สี ุดคือ คำ� อุทาน (Panrueang, 2012) โดยมีศึกษานิเทศก์ประจ�ำเขตพ้ืนท่ีการศึกษาทุก
2. การศึกษาค�ำท่ีเป็นรูปธรรมและค�ำที่ เขตหรอื ผแู้ ทน เปน็ ผสู้ มั ภาษณ์ ในชว่ งเวลาระหวา่ ง
เปน็ นามธรรมในภาษาไทยกบั ภาษาลาว ปรากฏวา่ เดือนธนั วาคม พ.ศ. 2553-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
หลกั สตู รระดบั ประถมศกึ ษาชว่ งชนั้ ท่ี 1 ภาษาไทย และเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ.2554 จาก
มีคำ� ทเ่ี ป็นรปู ธรรมมากที่สดุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 79.94 หนงั สอื เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1-3 ทกุ สาระวชิ า
รองลงไป ไดแ้ ก่ คำ� ที่เปน็ นามธรรม คิดเปน็ รอ้ ยละ ท่ีกระทรวงศึกษาธิการจัดพิมพ์ตามหลักสูตรแกน
20.06 ส่วนในภาษาลาวปรากฏค�ำท่ีเป็นรูปธรรม กลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 จาก
มากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 89.28 และค�ำท่ีเป็น ข้อสอบประเมินผลสัมฤทธิ์ภาษาไทยระดับชาติ
นามธรรม คิดเป็นร้อยละ 10.72 ตามล�ำดบั (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของกระทรวง
ผลการศึกษามีความสอดคล้องกับนัก ศกึ ษาธิการ ปีการศกึ ษา 2551-2553 จากรายการ
วชิ าการดังต่อไปนี้ สนม ครฑุ เมือง (Krutmuang, โทรทศั นส์ ำ� หรบั เดก็ ชว่ งเดอื นพฤษภาคม-มถิ นุ ายน
2009 : 39) และสชุ าดา เจียพงษ์ (Jiapong, 2016 พ.ศ. 2554 และจากรายการนทิ านรอ้ ยบรรทดั การ
: 2) กล่าวในท�ำนองเดียวกันว่า การสอนทักษะ ศึกษาครั้งนี้นอกจากจัดท�ำบัญชีค�ำพ้ืนฐานหรือ
ภาษาในดา้ นการเขยี นคำ� ระดบั ตน้ ๆ โดยเฉพาะชน้ั ค�ำศพั ท์ทีม่ ีความถ่ี ในการใช้สงู สดุ ในภาษาพูดของ
ประถมศึกษาปที ่ี 1-ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ซ่งึ เป็น นักเรียนจ�ำนวน 1,000 ค�ำแล้ว ยังจัดท�ำบัญชีค�ำ
ชว่ งช้ันที่ 1 การกำ� หนดค�ำพน้ื ฐานตอ้ งใช้ค�ำทีเ่ ปน็ ศัพท์ใหม่/ศัพท์ขยายส�ำหรับใช้สอนนักเรียนช้ัน
รปู ธรรมมากกวา่ คำ� ทเี่ ปน็ นามธรรม เปน็ เรอื่ งทใี่ กล้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1-3 ดว้ ย จำ� นวน 600 คำ� คำ� ศพั ท์
กับเด็ก เห็นอยู่เสมอและใช้ในชีวิตประจ�ำวัน ใหม่เหล่านี้เป็นความรู้ใหม่ที่นักเรียนได้เรียนรู้จาก
นักเรียน นักศึกษาและคนโดยท่ัวไปจะจดจ�ำค�ำท่ี โรงเรยี น และจากการอา่ นหนังสอื เรียน งานวจิ ัยน้ี
เป็นรูปธรรมได้มากกว่าค�ำที่เป็นนามธรรมเพราะ เสนอว่า 1) ครูและผู้แต่งหนังสือเรียนส�ำหรับชั้น
สามารถมองเหน็ ภาพหรอื นกึ คดิ ตามจนิ ตนาการได้ ประถมศกึ ษาตน้ ควรใชค้ ำ� ศพั ทพ์ นื้ ฐานในการเรยี น
อยา่ งชดั เจนและจดจำ� ไดแ้ มน่ ยำ� สอดคลอ้ งกบั งาน การสอนและการเขียนหนังสือเรียน นักเรียนจะ
วจิ ัยของวไิ ลวรรณ ขนษิ ฐานันท์ (Khanitthanan, สามารถอา่ นหนงั สอื เรยี นและรบั ฟงั สง่ิ ทคี่ รสู อนได้
2013) ไดศ้ กึ ษาคำ� พนื้ ฐานนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษา เข้าใจดี เพราะค�ำพื้นฐานเป็นค�ำท่ีนักเรียนรู้จักดี
ปที ี่ 1-3 ในปีการศึกษา 2554 และได้สรปุ ผลการ และใช้เป็นประจ�ำอยู่แล้ว ค�ำพื้นฐานจะช่วยท�ำให้
ศึกษา ในปี 2556 สรุปผลของการศึกษาดังน้ีคือ นักเรียนสนใจอ่านหนังสือดว้ ยตนเอง และ 2) ครู

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 29

ควรจัดท�ำบทเรยี นสอน “ค�ำศพั ทใ์ หม”่ ซงึ่ เปน็ คำ� สอดคล้องกับงานวิจัยของคมสัน พิมพ์ทุม
ที่มีความถ่ีในการใช้สูงในหนังสือเรียนสาระต่างๆ (Phimthum, 2010 : 66) ศกึ ษาการอ่านและการ
ค�ำศัพท์ใหม่เหล่านี้ก็คือ ความรู้ใหม่ที่นักเรียนได้ เขียนค�ำยาก ส�ำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา
เรยี นในแตล่ ะวชิ า การเรยี นรแู้ ละเขา้ ใจความหมาย โรงเรียนบ้านหว้ ยครงั่ จังหวดั อุตรดติ ถ์ พบวา่ การ
ของค�ำศัพท์ใหม่จะช่วยท�ำให้นักเรียนเข้าใจสาระ ก�ำหนดค�ำพื้นฐานไว้ในหลักสูตรและแบบเรียน
ของวชิ าเรยี นตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งลกึ ซง้ึ และจะทำ� ใหก้ าร ท�ำให้ผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนมีคะแนนสูงข้ึนอย่าง
สอนภาษาไทยมบี รู ณาการร่วมกบั วชิ าตา่ งๆ อยา่ ง มีนัยส�ำคัญทางสถิติ 0.05 และนักเรียนมีความ
แทจ้ รงิ พงึ พอใจตอ่ การเรียนในระดับมากท่สี ุด
3. การศึกษาความยากง่ายของค�ำพื้น
ฐานในภาษาไทยกบั ภาษาลาวทป่ี รากฏ ในหลกั สตู ร 6. ข้อเสนอแนะ
พบว่า ในภาษาไทยมคี ำ� ง่าย คดิ เป็นร้อยละ 42.61
ค�ำง่ายปานกลาง คิดเป็น ร้อยละ 41.91 และค�ำ จากการศึกษาค�ำพื้นฐานช่วงช้ันท่ี 1
ยาก คดิ เปน็ รอ้ ยละ 15.48 สว่ นคำ� ยากงา่ ยในภาษา ระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาลาว การศกึ ษาชนดิ ของ
ลาว มีค�ำง่าย คิดเป็นร้อยละ 36.81 ค�ำง่ายปาน คำ� คำ� ทเี่ ปน็ รปู ธรรม คำ� ทเ่ี ปน็ นามธรรม และความ
กลาง คดิ เป็นรอ้ ยละ 39.13 และคำ� ยาก คิดเปน็ ยากงา่ ยของคำ� ซง่ึ ผวู้ จิ ยั เหน็ วา่ นา่ จะมกี ารศกึ ษาใน
ร้อยละ 24.66 ความยากง่ายในภาษาไทยและ ประเด็นดังกล่าวต่อไปน้ี เพ่ือจะเป็นประโยชน์ใน
ภาษาลาว เมื่อเทียบระดับร้อยละแล้ว มีความ แวดวงวิชาการและสร้างเสริมองค์ความรู้ให้กับ
สอดคล้องไปท�ำนองเดียวกัน โดยได้คา่ รอ้ ยละของ นกั เรยี นในระดบั ประถมศกึ ษาของประเทศไทยและ
ความยากงา่ ยใกล้เคียงกัน ทงั้ น้ี มคี วามสอดคล้อง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
กบั นกั วิชาการดังตอ่ ไปน้ี ต่อไปในอนาคต
สนม ครฑุ เมอื ง (Krutmuang, 2011 : 13) 1. การศึกษาค�ำพื้นฐานในช่วงช้ันท่ี 2
อนงค์ อนุ่ ไพร (Ounprai, 2013 : 42) และสนุ นั ทา ระหว่างภาษาไทยกับภาษาลาว เก่ียวกับชนิดของ
มั่นเศรษฐวิทย์ (Mansethawit, 2014 : 50) กล่าว คำ� คำ� ทเ่ี ปน็ รปู ธรรม คำ� ทเี่ ปน็ นามธรรม และความ
ในท�ำนองเดียวกันได้ ดังนี้ การอ่านและเขียน ยากง่ายของค�ำ
ค�ำยากในระดับประถมศึกษาจะต้องค�ำนึงถึงอายุ 2. ศกึ ษาเปรยี บค�ำยากทีป่ รากฏในแบบ
การศกึ ษา สภาพส่ิงแวดล้อมเปน็ ส�ำคญั ต้องสอ่ื ได้ เรยี นภาษาไทยกบั ภาษาลาวในระดบั
ง่ายทง้ั รูปตวั อักษร สีสัน ภาพประกอบ ใชภ้ าษาให้ ประถมศึกษาและมธั ยมศกึ ษา
ง่าย ค�ำท่ีส่ือต้องชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่า 3. ศึกษาค�ำโบราณและภาษาถิ่นท่ี
นามธรรม และงา่ ยตอ่ ความเขา้ ใจของนกั เรยี นและ ปรากฏในแบบเรียนภาษาไทยกับภาษาลาว
ในระดับประถมศกึ ษา และมัธยมศึกษา

30 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

7. องคค์ วามรู้ท่ไี ด้รับ (ลาว) ปฏิบตั (ิ ไทย) ปะติบดั (ลาว) กล่าวโดยสรุป
การเรียนรู้ค�ำพื้นฐานในภาษาไทยยากกว่าภาษา
จากผลการวิจัยค�ำพ้ืนฐานของภาษาไทย ลาวเนื่องจากภาษาไทยมีค�ำท่ีมีตัวสะกดท้ังตรง
กับภาษาลาวพบว่า การใช้คำ� พนื้ ฐานของไทยจะมี มาตราตวั สะกดและไมต่ รงมาตราตวั สะกด และยงั
จ�ำนวนค�ำมากกว่าภาษาลาว ภาษาลาว ค�ำท่ีพบ มีการใช้ค�ำยืมจากภาษาอื่นๆ อีกด้วย ส่วนภาษา
สว่ นใหญจ่ ะเปน็ วลี และประโยค อยใู่ นกลมุ่ คำ� ศพั ท์ ลาวเป็นค�ำที่สะกดตรงมาตราตัวสะกด จึงง่ายต่อ
พ้ืนฐาน ความแตกต่างระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษา การเรยี นรขู้ องนกั เรยี นชว่ งชน้ั ที่ 1 ระดบั ชน้ั ประถม
ลาวทเ่ี ห็นไดช้ ัดเจนคอื การเขยี นตรงตามตัวสะกด ศกึ ษาปีท่ี 1-3
ของภาษาลาว เช่น ค�ำว่า แสวง (ไทย) สะแหวง

References

Jiapong, S. (2016). Phonology in Thai Language. 2nd edition. Phitsanulok : Phitsanu Dotcom.
Khanitthanan, W. (2013). List of Basic Words Used in Teaching and Learning Thai Language,

Level 1 (Grade 1). Office of Academic Affairs and Educational Standards Office
Basic. Bangkok : Teachers Council of Thailand.
Krutmuang, S. (2009). Analysis of Amplification Method for Thai Language and Folklore
Academic Article Writing. Bangkok : The Journal of the Association of Researchers,
Chino Publishing (Thailand) Ltd.
Krutmuang, S. (2011). Teaching for Listening, Speaking, Reading and Writing Skill. 2nd
edition. Phitsanulok : Trakulthai.
Mansethawit, S. (2014). Creation of Teaching Instruction and Educational Innovation for
Learner Development. 2nd edition. Supanburi : Pimluk.
Naisap, T. (2010). Principle of Thai Word Reading and Writing. 2nd edition. Phitsanulok :
Songkwai Publishing.
Naksakun, K. (2009). Thai Language: Thai Word List. Bangkok : Amarin Printing and Publishing
Public Co.Ltd.
Ounprai, A. (2013). Comparison of Primary Education Learning Achievement in Lower
Northern Part. Phitsanulok : Trakulthai.
Panrueang, T. (2012). Using an Exercise in Thai Language Course Learning on Types of
Thai Word for Primary Education. Donmun School : Nan Primary Education Service
Aera 2.

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 31

Phimthum, K. (2010). Report on Study of Difficult Word Reading and Writing for Primary
Education Students in Ban Huaikhrang. Uttaradit : UttaraditPrimary Educational
Service Area Office 2.

Sunontarach, N. (2010). The Results of Using Thai Skill Package in the Strand of Thai Language
on Types of Thai Words. Thesis of Master Degree of Education in Thai Language
Teaching. Graduate School : Mahasarakarm Rajapat University.



รูปแบบพทุ ธบรู ณาการเสรมิ สร้างจรยิ ธรรมขา้ ราชการตำ� รวจ
ในสงั กัดตำ� รวจภธู รจังหวดั เชยี งใหม*่

The Buddhist Integration Model of Ethical Promotion
for Chiangmai Provincial Police

นำ� พล พรหมการตั น์
Numpol Promkarat
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวจิ ยั คร้งั นี้ มวี ัตถปุ ระสงค์เพอื่ 1) ศึกษาแนวคิด และการเสริมสร้างจรยิ ธรรมของข้าราชการ
ต�ำรวจ 2) เพ่ือศึกษาหลักพุทธธรรมท่ีใช้ในการบูรณาการเสริมสร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ 3)
เพื่อเสนอรูปแบบพุทธบูรณาการเสริมสร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ
โดยศกึ ษาวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากพระไตรปฎิ ก ระเบยี บ ขอ้ กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ ง และสมั ภาษณก์ ลมุ่ ขา้ ราชการ
ต�ำรวจระดับผู้บังคับบัญชา ผู้ทรงคุณวุฒิทางพระพุทธศาสนา และคณะกรรมการข้าราชการต�ำรวจ
รวม 21 คน น�ำข้อมลู มาจัดประชมุ กลุม่ ยอ่ ยรว่ มกับผูท้ รงคุณวฒุ ิดา้ นศาสนาและทเี่ ก่ยี วขอ้ งร่วมพจิ ารณา
ตรวจสอบความถกู ต้องรบั รอง น�ำเสนอผลการวิจยั
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. จริยธรรม ในการครองตน ครองคน และครองงาน เป็นหลกั การด�ำเนนิ ชีวิตส�ำหรับให้บคุ คล
ยดื ถือเปน็ แนวทางในการปฏบิ ัติ เพ่ือประโยชน์สุขของตน และสว่ นรวม
2. หลกั พทุ ธธรรมทใี่ ชใ้ นการบรู ณาการเสรมิ สรา้ งจรยิ ธรรมของขา้ ราชการตำ� รวจ ประกอบดว้ ย
ไตรสกิ ขา ฆราวาสธรรม 4 สงั คหวตั ถุ 4 พรหมวหิ าร 4 สาราณยี ธรรม 6 สปั ปรุ สิ ธรรม 7 และทศพธิ ราชธรรม 10
3. รูปแบบพุทธบูรณาการการเสริมสร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ ประกอบด้วย 3 มิติ
ดังน้ี 1) ด้านการครองตน เกิดจากปัญหาทางดา้ นความประพฤติทไี่ ม่เหมาะสม การนำ� หลกั พุทธธรรมใน

* ได้รับบทความ: 24 กนั ยายน 2562; แก้ไขบทความ: 8 มกราคม 2563; ตอบรับตีพิมพ:์ 27 มนี าคม 2563
Received: September 24, 2019; Revised: January 8, 2020; Accepted: March 27, 2020

34 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

เร่ืองของไตรสิกขา และฆราวาสธรรม 4 มาใช้บูรณาการ ทำ� ให้การปฏิบตั ิหน้าทีม่ คี วามสจุ ริต และความ
ซื่อสัตย์ สามารถท�ำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ด้านการครองคน เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการ
องคก์ ร โดยไมใ่ ชร้ ะบบคณุ ธรรม การนำ� หลกั พทุ ธธรรม สงั คหวตั ถุ 4 และพรหมวหิ าร 4 และสาราณยี ธรรม
6 มาใช้บรู ณาการ ทำ� ใหเ้ กิดระบบคุณธรรมภายในองคก์ ร มีความรบั ผิดชอบต่อสังคม 3) ด้านการครอง
งาน เกดิ จากปญั หาการขาดความรบั ผดิ ชอบในการปฏบิ ตั งิ าน การนำ� หลกั พทุ ธธรรม สปั ปรุ สิ ธรรม 7 และ
ทศพธิ ราชธรรม 10 มาใชบ้ รู ณาการ ทำ� ใหเ้ กดิ ความสำ� นกึ รบั ผดิ ชอบในหนา้ ท่ี มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการ
ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี
ค�ำสำ� คัญ: การครองตน; การครองคน; การครองงาน

Abstract

This research of objective were: 1) to study the concept and the ethical reinforcement
of police officers; 2) to study the Buddhist principles in the ethical reinforcement of police
officers; 3) to present the model of Buddhist integration to ethical reinforcement police
officers. Use qualitative research regulations by studying and analyzing data from the
Tripitaka, relevant rules and regulations and interviews with the police officers at the commanding
level Buddhist luminaries and a committee of 7 police officers, each group, a total of 21
people, Bring the information to organize a small group meeting with a religious expert,
and related Jointly consider and verify the accuracy of the certification Present research
results.
The findings are that:
1. The Ethics is the principle of living for people to stretch as a guideline in
practice for the sake of their own happiness and for the public happiness.
2. The Buddhist Principles in the ethical reinforcement of police officers are
manifests that are suitable for the particular levels such as the Threefold of Trainings,
the 4 Virtues of the Householder, the 4 Virtues of Social Welfares, the 4 Virtues of the
Holy Abiding, the 6 States of Conciliation, the 7 Virtues of Gentleman, and the 10 Virtues
of the King.
3. The Model of Buddhist integration to Ethical Reinforcement police officers of
Chiang Mai Provincial Police has shown completely on the 3 systematic dimensions. Here
they are: 1) On the Self - Control, it was because of the behavioral problems and the

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 35

use of knowledge in an inappropriate manner it has to apply the Buddhist principles of
Threefold Training and four virtues of House holder. These virtues have to applied, these
shall support the righteous duty performance, being ready to work to serve people
effectively. 2) On the Staff - Control, it was because of the organization management
having done by immoral systems to consider in factual work. This problem can solve by
application of the Buddhist principles, i.e., the 4 Virtues of Social Welfares, the 4 Virtues
of the Holy Abiding, the 6 States of Conciliation. It is thereby causing the moral system
to consider the merits within the organization, the harmonious work, the social respon-
sibility. 3) On the Duties Control, it was because of non-compliance with the authority
and duties. The technique to solve these problems has to apply the Buddhist principles,
i.e., the 7 Virtues of Gentleman, and the 10 Virtues of the King. It results the sense of
responsibility in the doing duty, being moral and ethical, having satisfied with what they
have, and the performed duty can serve the people effectively.
Keywords: On the Self-Control; On the Staff-Control; On the Duties Control

1. บทนำ� จึงต้องเป็นผู้ท่ีมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแนวทาง
ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การ
ส�ำนักงานตำ� รวจแหง่ ชาติ เป็นองค์กรท่ีมี ปฏิบัติหน้าท่ี และเพ่ือพัฒนาไปสู่การเป็น
ภารกจิ หลกั ในการดแู ลรกั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ ข้าราชการต�ำรวจที่ดี มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี
และทรพั ยส์ ินใหแ้ ก่ประชาชน ตลอดจนการรักษา และเกียรติภูมิของความเป็นต�ำรวจอาชีพ เป็นท่ี
ความสงบเรียบร้อยของสังคม การปฏิบัติหน้าที่ เชือ่ ม่ัน ศรัทธาของประชาชน และเกดิ ภาพลักษณ์
ของต�ำรวจมีความใกล้ชดิ กบั ประชาชน อกี ทง้ั เปน็ ทดี่ แี กส่ ำ� นักงานต�ำรวจแห่งชาติ
ความหวัง และเป็นท่ีพึ่งของประชาชนเม่ือมีเหตุ ในปจั จบุ นั สำ� นกั งานตำ� รวจแหง่ ชาตไิ ดร้ บั
รา้ ยเกดิ ขน้ึ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องขา้ ราชการตำ� รวจ การร้องเรียนการปฏิบัติหน้าท่ีของข้าราชการ
นบั วา่ มคี วามส�ำคัญทีจ่ ะสรา้ งความเชอ่ื ถือ ศรทั ธา ต�ำรวจ ทั้งท่ีเป็นปัญหาส่วนตน และส่วนงาน
ต่อประชาชน ซ่ึงที่ผ่านมามีข้าราชการต�ำรวจบาง ที่ปฏิบัติ โดยส�ำนักงานจเรต�ำรวจซ่ึงมีหน้าที่
นายประพฤตผิ ดิ วนิ ยั ของตำ� รวจ หรอื ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี โดยตรงในการรบั เรอ่ื งรอ้ งเรยี นจากประชาชนทว่ั ไป
ไมถ่ ูกต้อง ทำ� ให้ภาพลกั ษณข์ องข้าราชการต�ำรวจ พบว่ามีการร้องเรียนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
โดยทว่ั ไปเปน็ ดา้ นลบ ซงึ่ สง่ ผลตอ่ การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี ต�ำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขสิ่งผิดกฎหมาย
อน่ื ๆ เชน่ การไม่ไดร้ ับความรว่ มมอื จากประชาชน การกระทำ� ผดิ อาญาดา้ นตา่ งๆ การใชว้ าจาไมส่ ภุ าพ
การถูกต�ำหนิ ติเตียน ดังนั้นข้าราชการต�ำรวจ

36 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

หรือเลือกปฏิบัติต่อประชาชน มีความเกียจคร้าน ตำ� รวจมาบงั คบั ใชอ้ ยา่ งจรงิ จงั เพอื่ ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ
ล่าช้าในการท�ำงาน ดูหม่ินข่มเหงรังแกประชาชน จงึ ตอ้ งยดึ หลกั พทุ ธธรรมในทางพระพทุ ธศาสนามา
มปี ญั หาครอบครวั ชสู้ าว และปญั หาการไมใ่ หค้ วาม ร่วมบูรณาการ เพ่ือให้เกิดกระบวนการผสมผสาน
เป็นธรรมกับประชาชน (Narongsak, 2014) เชื่อมโยงองค์ความรู้ตามหลักพุทธธรรมกับ
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหา ในด้านจริยธรรมและ กระบวนการทางจรยิ ธรรมของเจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจเขา้
จรรยาบรรณของข้าราชการตำ� รวจทัง้ สน้ิ ด้วยกันอย่างสอดคล้องเป็นระบบ เพ่ือให้เกิดการ
จากกฎระเบียบของส�ำนักงานต�ำรวจ พัฒนาเสริมสร้างชีวิต ตระหนักในการท�ำความดี
แห่งชาติในเร่ืองการก�ำหนดใช้ประมวลจริยธรรม ซงึ่ เปน็ พน้ื ฐานของการปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบตามหลกั
และจรรยาบรรณของตำ� รวจ (Akarawong, 1992 การท่ีถูกต้องและยังเสริมสร้างความม่ันคงความ
: 43-44) มีจุดประสงค์มุ่งเน้นการเสริมสร้างและ สงบสขุ ของสังคม สง่ ผลใหก้ ารปฏบิ ตั หิ นา้ ทร่ี ว่ มกนั
พฒั นาคุณธรรม จริยธรรม ของข้าราชการตำ� รวจ ในองคก์ รมคี วามสขุ เกิดความรกั สามัคคกี นั พร้อม
เพื่อให้ข้าราชการต�ำรวจ มีความรู้ความเข้าใจ ทจ่ี ะทำ� งานรว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพตลอดจน
ในบทบาทหน้าท่ีท่ีส�ำคัญในการปฏิบัติงานด้วย สามารถนำ� พาไปสู่เปา้ หมายแห่งความส�ำเรจ็
หลักจริยธรรม และจรรยาบรรณของต�ำรวจ ตำ� รวจภธู รจงั หวดั เชยี งใหม่ เปน็ หนว่ ยงาน
โดยตระหนกั ถงึ ปญั หาเชงิ จรยิ ธรรม และเขา้ ใจหลกั ในสงั กดั สำ� นกั งานตำ� รวจแหง่ ชาติ รบั ผดิ ชอบพนื้ ท่ี
พฤติกรรมศาสตร์ เชิงจริยธรรม จารีต ประเพณี จังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึงตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบน
วัฒนธรรมของคนในชาติ ให้มีความสำ� นึกในความ เป็นจังหวัดท่ีมีพื้นท่ีเป็นอันดับ 2 ของประเทศ
ถูกต้อง และชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าท่ีรับใช้ โดยมพี นื้ ทก่ี วา่ 20,000 ตารางกโิ ลเมตร มปี ระชากร
ประชาชน มีจิตสาธารณะ เสียสละประโยชน์ ทัง้ ส้ินกวา่ 2,000,000 คน และประชากรแฝงอกี
ส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง เปน็ จำ� นวนมาก แบง่ เขตการปกครองเปน็ 25 อำ� เภอ
และร่วมมือร่วมใจกันน�ำคุณธรรมจริยธรรมไป โดยมสี ถานตี ำ� รวจในสงั กดั จำ� นวน 42 สถานมี กี ำ� ลงั
ประพฤติปฏิบัติในหน้าที่ราชการให้เป็นรูปธรรม พลในสังกดั ทง้ั สน้ิ กวา่ 4,000 นาย โดยเปน็ พืน้ ที่ท่ี
มากยิ่งขึ้นนั้น ข้าราชการต�ำรวจจึงควรต้องมีการ มีแหล่งท่องเท่ียว ประกอบกับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ
พฒั นาดา้ นรา่ งกาย และจติ ใจ โดยจะเนน้ หนกั ไปที่ มีประชากรแฝง และนกั ท่องเทยี่ ว เข้ามาพักอาศัย
การพัฒนาด้านจิตใจ โดยยึดถือหลักพุทธธรรม อยู่เป็นจ�ำนวนมาก และพบว่าข้าราชการต�ำรวจ
ในทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการบูรณา มีปัญหาถูกร้องเรียนจากประชาชนในเรื่องของ
การแก้ปัญหา อุปสรรคที่เกิดข้ึน เพ่ือให้การเสริม จรยิ ธรรมในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี จงึ เปน็ ทนี่ า่ จบั ตามอง
สรา้ งจรยิ ธรรมประสบผลสำ� เรจ็ ไดอ้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรม ของประชาชนอยา่ งกวา้ งขวาง ในการนำ� หลกั พทุ ธ
ทง้ั นแี้ นวทางการเสรมิ สรา้ งจรยิ ธรรมของ ธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้บูรณาการเสริม
ข้าราชการต�ำรวจ โดยการน�ำประมวลจริยธรรม สร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ เพ่ือเพ่ิม

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 37

ประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าท่ีให้ประสบผล วิทยานิพนธ์และเอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ
สำ� เรจ็ นำ� ไปสกู่ ารพฒั นาชมุ ชนสงั คม และประเทศ จริยธรรมต�ำรวจ จากนักวิชาการ หน่วยงาน
ชาตไิ ด้ในที่สดุ ราชการในสังกัด สำ� นักงานตำ� รวจแหง่ ชาติ
2. น�ำแนวคิด หลักการทางจริยธรรม
2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั และหลักพุทธธรรมทางพระพุทธศาสนาในการ
เสรมิ สรา้ งจรยิ ธรรมของขา้ ราชการตำ� รวจ มาศกึ ษา
1. เพอ่ื ศกึ ษาแนวคดิ และการเสรมิ สรา้ ง วิเคราะห์แนวคิด รูปแบบ และรวบรวมผลการ
จรยิ ธรรมของข้าราชการต�ำรวจ ศกึ ษา สรา้ งแบบสมั ภาษณเ์ พอื่ ดำ� เนนิ การสมั ภาษณ์
2. เพ่ือศึกษาหลักพุทธธรรมที่ใช้ในการ เชิงลึกกลุ่มประชากรท่ีเก่ียวข้องกับการเสริมสร้าง
บูรณาการเสริมสร้างจริยธรรมของข้าราชการ จริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ ประกอบด้วย
ตำ� รวจในสังกัดตำ� รวจภธู รจังหวัดเชียงใหม่ ขา้ ราชการตำ� รวจระดบั ผบู้ งั คบั บญั ชา ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
3. เพ่ือเสนอรูปแบบพุทธบูรณาการ ทางพระพทุ ธศาสนา และคณะกรรมการขา้ ราชการ
เสรมิ สรา้ งจรยิ ธรรมของขา้ ราชการตำ� รวจในสงั กดั ตำ� รวจ (กต.ตร) เพอ่ื คน้ หาปญั หา สาเหตขุ องปญั หา
ต�ำรวจภธู รจังหวัดเชียงใหม่ และอุปสรรคต่างๆ แล้วรวบรวมน�ำข้อมูลทั้งหมด
มาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ เพื่อให้เกิดกระบวน
3. วธิ ีดำ� เนินการวจิ ัย การผสมผสานเชื่อมโยงองค์ความรู้ตามหลักพุทธ
ธรรมกับกระบวนการทางจริยธรรมของเจ้าหน้าท่ี
การด�ำเนินการวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัย ต�ำรวจเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องเป็นระบบและ
เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษา สรุปข้อมูลเพ่อื นำ� เสนอผลงานการวิจัย
วิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก ระเบียบข้อ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ 4. สรุปผลการวจิ ัย
ประมวลจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ เอกสาร
ต�ำรา และงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้อง พรอ้ มทง้ั สัมภาษณ์ จากผลการวิจัยพบวา่
เชิงลึก กลุ่มข้าราชการตำ� รวจระดับผู้บังคับบัญชา 1. จริยธรรม เป็นหลักการด�ำเนินชีวิต
ผู้ทรงคุณวุฒิทางพระพุทธศาสนา และคณะ ส�ำหรับให้บุคคลยืดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
กรรมการขา้ ราชการตำ� รวจ (กต.ตร) กลมุ่ ละ 7 คน เพอ่ื ประโยชน์สขุ ของตน และสว่ นรวม (Tharasri
รวม 21 คน โดยมีขั้นตอนการดำ� เนินการวิจัย ดังนี้ sutti, 1999 : 100) การเสริมสรา้ งจรยิ ธรรมของ
1. ศึกษาข้อมูลจากเอกสารขั้นปฐมภูมิ ข้าราชการต�ำรวจ ในการครองตน ครองคนและ
(Primary Source) จากพระไตรปฎิ ก และระเบยี บ ครองงาน ทำ� ใหก้ ารปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยบู่ นพน้ื ฐานของ
ขอ้ กฎหมายทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั จรยิ ธรรมของขา้ ราชการ การมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม กอ่ ใหเ้ กดิ ภาพลกั ษณท์ ด่ี ี
ต�ำรวจ โดยความรู้ในส่วนน้ีผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า ตอ่ องคก์ รของตำ� รวจ และเกดิ ประสทิ ธภิ าพในการ
หาข้อมูลจากต�ำรา หนังสือ เอกสารราชการ

38 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ปฏิบัติหน้าท่อี ยา่ งยัง่ ยืน ของตนเองมากกว่าผู้อ่ืน ไม่มีความเสียสละ
2. หลักพุทธธรรมท่ีใช้ในการบูรณาการ เพือ่ ส่วนรวม การนำ� หลักพทุ ธธรรม สงั คหวัตถุ 4
เสรมิ สรา้ งจรยิ ธรรมของขา้ ราชการตำ� รวจ ประกอบ (Ketsiphong, 2007 : 43-46) พรหมวิหาร 4
ดว้ ย ไตรสกิ ขา ฆราวาสธรรม 4 สงั คหวตั ถุ 4 พรหม (Phra Kantanararaphiwong, 2001 : 18-37)
วิหาร 4 สาราณียธรรม 6 สัปปุริสธรรม 7 และ และสาราณียธรรม 6 (Phra Dhammapidok,
ทศพธิ ราชธรรม 10 2012 : 27-31) ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่อง
3. รูปแบบพุทธบูรณาการเสริมสร้าง ยึดเหนี่ยวในการสร้างความสามัคคีภายในองค์กร
จริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ แสดงระบบการ ไม่ให้เอนเอียงในการท�ำงาน มีความเข้าใจต่อ
ปฏิบตั ิได้ 3 มติ ิ ดังน้ี พฤติกรรมของผู้รว่ มงาน และครองใจผรู้ ่วมงานมา
3.1 ดา้ นการครองตน เกดิ จากปญั หา ใช้บูรณาการ ท�ำให้เกดิ จติ สำ� นึกในการสรา้ งระบบ
ทางด้านความประพฤติ และการใช้ความรู้ความ คุณธรรมในการพิจารณาความดีความชอบภายใน
สามารถ ไปในทางท่ีไม่เหมาะสม ขาดการพัฒนา องค์กร การท�ำงานมีความสามัคคี มีความรับ
ดา้ นพฤตกิ รรม ดา้ นจติ ใจ และดา้ นการใชป้ ญั ญาใน ผิดชอบต่อสังคม สามารถอ�ำนวยความยุติธรรม
การพิจารณาไตร่ตรองในการปฏิบัติหน้าที่การน�ำ ใหก้ บั เพอื่ นรว่ มงาน และประชาชนไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ
หลกั พทุ ธธรรม ไตรสกิ ขา (Phra Thammapidok, 3.3 ดา้ นการครองงาน เกดิ จากปญั หา
2003 : 107) และฆราวาสธรรม 4 (Engsompong, การไม่ปฏิบัติงานตามอ�ำนาจหน้าที่ท่ีก�ำหนดไว้
2004 : 95-112) ซึง่ เปน็ หลกั ธรรมของคณุ สมบตั ิ ขาดจติ ส�ำนกึ รับผิดชอบตอ่ สงั คม ขาดความมงุ่ มัน่
ข้ันพ้ืนฐานประจ�ำตน เป็นองค์ประกอบแห่งการ ในการทำ� งาน การทุจริตประพฤตมิ ิชอบ แสวงหา
ดำ� เนนิ ชวี ติ ใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทด่ี ว้ ยความสจุ รติ ทงั้ ทาง ผลประโยชนใ์ หก้ บั ตนเองทง้ั ทางตรง และทางออ้ ม
ด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา มีความซ่ือตรง การนำ� หลักพทุ ธธรรม สปั ปรุ ิสธรรม 7 (Wongtha
ตอ่ ตนเอง ซอ่ื ตรงตอ่ คคู่ รอง และตอ่ ภารกจิ การงาน mma, 1995 : 55-59) และทศพิธราชธรรม 10
มาใช้บูรณาการ ท�ำให้เกิดจิตส�ำนึกในการปฏิบัติ (Pramote, 2005 : 540) ซ่ึงเป็นหลักธรรมแห่ง
หนา้ ท่ี มคี วามสจุ รติ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มคี วามเสยี ความประพฤติที่ดีงาม การกระท�ำตนให้เป็น
สละและความซื่อสัตย์ ตั้งม่ันในการท�ำความดี ตัวอย่างมีความซ่ือตรง ซื่อสัตย์ มีความจริงใจมี
มีความพร้อมในการท�ำงานเพ่ือบริการประชาชน ความอดทนต่อการท�ำงาน และมีความเที่ยงธรรม
ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ในการบรกิ ารประชาชน มาใชบ้ รู ณาการ ทำ� ใหเ้ กดิ
3.2 ดา้ นการครองคน เกดิ จากปญั หา จติ สำ� นกึ รบั ผดิ ชอบในหนา้ ท่ี มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม
การบริหารจดั การองค์กร โดยไม่ใช้ระบบคณุ ธรรม การปฏบิ ตั หิ นา้ ทส่ี ามารถบรกิ ารประชาชนไดอ้ ยา่ ง
พจิ ารณาในการทำ� งาน ปฏบิ ตั หิ นา้ ทเ่ี พอื่ ผลประโยชน์ มีประสิทธภิ าพ

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 39

5. อภปิ รายผลการวจิ ัย ไตรสิกขา และฆราวาสธรรม 4 ซ่ึงเป็นหลักธรรม
ของคณุ สมบตั ขิ นั้ พน้ื ฐานประจำ� ตน มาใชบ้ รู ณาการ
ผลการศกึ ษารปู แบบพทุ ธบรู ณาการเสรมิ ท�ำให้การปฏิบัติหน้าท่ีมีความสุจริต เกิดความ
สร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจในสังกัด ส�ำนึกรับผิดชอบ มีความพร้อมในการท�ำงาน
ต�ำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยการวิจัยแบบ เพื่อบรกิ ารประชาชนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ผสมผสานท้ังการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ 3.2 ด้านการครองคน เนื่องมาจาก
การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มข้าราชการต�ำรวจระดับ ปัญหาการบริหารจัดการองค์กร โดยไม่ใช้ระบบ
ผู้บังคับบัญชา ผู้ทรงคุณวุฒิทางพระพุทธศาสนา คุณธรรมพิจารณา การน�ำหลักพุทธธรรม สังคห
และคณะกรรมการข้าราชการตำ� รวจ ปรากฏตาม วตั ถุ 4 และพรหมวิหาร 4 และ สาราณยี ธรรม 6
วตั ถปุ ระสงคด์ งั นี้ ซง่ึ เปน็ หลกั ธรรมทเี่ ปน็ เครอื่ งยดึ เหนยี่ วในการสรา้ ง
1. การเสรมิ สรา้ งจรยิ ธรรมของขา้ ราชการ ความสามัคคีภายในองค์กรมาใช้บูรณาการ ท�ำให้
ตำ� รวจโดยใชห้ ลกั พทุ ธธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา เกิดระบบคุณธรรมในการพิจารณาภายในองค์กร
ท�ำให้การปฏิบัติหน้าท่ีอยู่บนพื้นฐานของการมี การท�ำงานมีความสามัคคี สามารถอ�ำนวยความ
คุณธรรม จริยธรรม อันเน่ืองมาจากเป็นหลักการ ยุติธรรมให้กับเพื่อนร่วมงาน และประชาชนได้
ด�ำเนินชีวิตส�ำหรับให้บุคคลยืดถือเป็นแนวทางใน อย่างแทจ้ รงิ
การปฏบิ ตั ิ ก่อใหเ้ กดิ ภาพลกั ษณท์ ดี่ ีต่อองคก์ รของ 3.3 ด้านการครองงาน เนื่องมาจาก
ต�ำรวจและเกิดประสิทธิภาพในการปฏิบตั หิ น้าที่ ปญั หาการไมป่ ฏบิ ตั งิ านตามอำ� นาจหนา้ ทที่ กี่ ำ� หนด
2. หลักพุทธธรรมทางพระพุทธศาสนา ไว้ขาดจิตส�ำนึกรับผิดชอบต่อสังคม การน�ำหลัก
ที่ใช้ในการบูรณาการเสริมสร้างจริยธรรมของ พทุ ธธรรม สปั ปรุ สิ ธรรม 7 และทศพธิ ราชธรรม 10
ขา้ ราชการตำ� รวจ ประกอบดว้ ย ไตรสกิ ขา ฆราวาส ซงึ่ เปน็ หลกั ธรรมแหง่ ความประพฤตทิ ดี่ งี าม มคี วาม
ธรรม 4 สงั คหวตั ถุ 4 พรหมวหิ าร 4 สาราณยี ธรรม ซ่ือตรง ซ่ือสัตย์ มาใช้บูรณาการ ท�ำให้เกิดความ
6 สปั ปรุ สิ ธรรม 7 และทศพธิ ราชธรรม 10 โดยเปน็ ส�ำนึกรับผิดชอบในหน้าท่ี มีคุณธรรม จริยธรรม
หลักธรรมที่ข้าราชการต�ำรวจควรยึดถือในการ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทส่ี ามารถบรกิ ารประชาชนไดอ้ ยา่ ง
ปฏิบัติหน้าที่ในการครองตน ครองคน และครอง มีประสิทธภิ าพ
งาน ทำ� ให้เกิดประสิทธภิ าพในการท�ำงาน
3. รูปแบบพุทธบูรณาการเสริมสร้าง 6. ขอ้ เสนอแนะ
จรยิ ธรรมของข้าราชการต�ำรวจ พบว่า
3.1 ด้านการครองตน เน่ืองมาจาก 1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
ปัญหาทางด้านความประพฤติ และการใช้ความรู้ 1.1 ควรมีการจัดฝึกอบรมเพื่อปลูก
ความสามารถของข้าราชการต�ำรวจไปในทางท่ีไม่ ฝังคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
เหมาะสม การน�ำหลักพุทธธรรมในเรื่องของ ใหก้ บั ตำ� รวจผปู้ ฏบิ ตั งิ านในทกุ ระดบั ซง่ึ ตอ้ งทำ� งาน

40 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

เกย่ี วขอ้ งกับการประชาชน 2.2 ควรศึกษาวิจัยการเสริมสร้าง
1.2 ควรมีการประเมินการปฏิบัติ จริยธรรม โดยการน�ำหลักพุทธธรรมมาใช้บูรณา
หน้าท่ีของข้าราชการต�ำรวจในด้านคุณธรรม การกับการพัฒนาจริยธรรมทั้งการวิจัยตัวบุคคล
จริยธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การท�ำงานเกิด และในสาขาวิชาชีพอ่ืนๆ โดยน�ำผลการวิจัยคร้ังนี้
ประสทิ ธภิ าพ ไปใชเ้ ปน็ แนวทางในการศึกษา
1.3 จัดให้มีการคัดเลือกข้าราชการ
ตำ� รวจผมู้ คี ณุ ธรรมจรยิ ธรรมดเี ดน่ ในแตล่ ะสายงาน 7. องคค์ วามรู้ที่ได้รับ
เพ่ือเป็นการสร้างขวัญ และก�ำลังใจในการปฏิบัติ
หน้าท่ี การน�ำหลักพุทธธรรมมาใช้บูรณาเสริม
1.4 ผบู้ งั คบั บญั ชาควรเปน็ แบบอยา่ ง สร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ ท�ำให้เกิด
ท่ีดีในการปฏิบัติหน้าท่ีด้านการมีคุณธรรมและ กระบวนการผสมผสานเช่ือมโยงองค์ความรู้ตาม
จริยธรรม หลักพุทธธรรม กับกระบวนการทางจรยิ ธรรมของ
1.5 ควรสรา้ งรปู แบบการเสรมิ สรา้ ง เจ้าหน้าที่ต�ำรวจเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องเป็น
จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าท่ี เพื่อเป็นแนวทางใน ระบบ ท�ำให้เกิดการพัฒนาจริยธรรม ในด้านการ
การปฏบิ ัติงานของขา้ ราชการตำ� รวจ ครองตน ครองคน และครองงาน ซงึ่ มคี วามสำ� คัญ
2. ข้อเสนอแนะสำ� หรบั ผศู้ กึ ษาข้อมลู ต่อการเสริมสร้างจริยธรรมของข้าราชการต�ำรวจ
2.1 ควรศึกษาวิจัยหลักธรรมอ่ืนๆ ใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทไ่ี ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ สามารถอยู่
ทีน่ อกเหนอื จากงานวจิ ัยนี้ ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และเกิด
ประโยชน์ตอ่ สำ� นกั งานตำ� รวจแหง่ ชาติ

References

Akarawong, A. (1992). Methods of Strengthening Police Ethics for the Police Cadet Student.
Nakhon Pathom : Police Cadet Academy .

Engsompong, C. (2004). Creating the Buddhist Dharma Lessons on Secular Theology 4.
Master of Arts Thesis. Graduate School : Silpakorn University.

Ketsiphong , O. (2007). Sangkhahavatthu 4: Organizational culture conducive to knowledge
management. Productivity World Journal for Productivity, 12(68).

Narongsak, A. (2014). Ethics in the Professional Research Project. Research Report. Bangkok
: Thailand Research.

Phra Thammapidok (P.A. Payutto). (2003). Buddhist dictionary The Dharma Code. 12th
edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University .


Click to View FlipBook Version