The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

แนวทางการกระจายสินค้าที่มีประสิทธภิ าพ
ของสินคา้ หนงึ่ ตำ� บลหนึง่ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร

ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง*
Efficient Means of One Tambon One Product (OTOP),

Food Distribution in the Mid-Northeastern Area

นพดล ม่ังมี และทตมลั แสงสวา่ ง
Noppadol Mungmee and Todtamon Sangsawang

มหาวิทยาลยั ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
North Eastern University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวจิ ัยคร้งั นี้ มวี ัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพอ่ื ศึกษาสภาพปจั จุบันของการกระจายสินคา้ หนึ่งต�ำบล
หนึง่ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร 2) เพอื่ วเิ คราะห์ปัจจัยส�ำคญั ทีม่ อี ิทธิพลต่อการกระจายสนิ คา้ ท่ี
มปี ระสทิ ธภิ าพของสนิ คา้ หนง่ึ ตำ� บลหนงึ่ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) และ 3) เพอื่ เสนอแนวทางการกระจายสนิ คา้
ที่มีประสิทธิภาพของสินคา้ หน่งึ ต�ำบลหนึง่ ผลิตภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวันออกเฉยี ง
เหนือตอนกลาง โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) 1) การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ
(Quantitative Research) เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถาม กลมุ่ ผบู้ รโิ ภค จำ� นวน 400 ตวั อยา่ ง
และกลมุ่ ผู้ประกอบการ ระดบั มาตรฐานสนิ คา้ 4-5 ดาว จ�ำนวน 50 ตวั อยา่ ง การสุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง
(Purposive sampling) 2) การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) กลุม่ ผบู้ รหิ ารและผเู้ ชี่ยวชาญ
จำ� นวน 7 ทา่ นแบบการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ (In-depth Interview) โดยสถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู คา่ ความถ่ี
รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน การวเิ คราะหส์ ภาพแวดลอ้ มองคก์ ร การวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ สำ� รวจ
ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยท่ีส่งผลต่อแนวทางการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพของสินค้าหน่ึง
ต�ำบลหนงึ่ ผลิตภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนกลาง กลุ่มผบู้ รหิ าร
หรือผู้ประกอบท่มี ีมาตรฐานสินคา้ ระดบั 4-5 ดาว ประกอบดว้ ยทงั้ หมด 16 ด้าน ไดแ้ ก่ ลอจิสติกส์ขาเขา้
การปฏบิ ตั กิ าร ลอจสิ ตกิ สข์ าออก การตลาดและการขาย การบรกิ าร การจดั หา/จดั ซอ้ื การวจิ ยั และพฒั นา
การบริหารทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน กลยทุ ธ์ โครงสรา้ ง ระบบการปฏิบัติงาน บคุ ลากร ทกั ษะ

* ไดร้ ับบทความ: 22 มีนาคม 2562; แก้ไขบทความ: 21 มิถนุ ายน 2562; ตอบรับตพี มิ พ:์ 27 มีนาคม 2563
Received: March 22, 2019; Revised: June 21, 2019; Accepted: March 27, 2020

142 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ความสามารถ รปู แบบการบรหิ าร ค่านิยมร่วม น�ำมาวเิ คราะหส์ ภาพแวดล้อมองคก์ ร และการวิเคราะห์
องคป์ ระกอบเชงิ สำ� รวจ สามารถอธบิ ายความแปรปรวนไดร้ อ้ ยละ 83.347 ไดป้ จั จยั สำ� คญั ทน่ี ำ� มากำ� หนด
แนวทางการกระจายสนิ คา้ ท่มี ปี ระสทิ ธิภาพของสินค้าหนึ่งต�ำบลหนง่ึ ผลติ ภัณฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร
ในเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนกลาง ทง้ั หมด 4 ด้าน คือ “SPA S M E” 1) SPA ประกอบดว้ ย S :
Strength คอื ความเข้มแข็งภายในองคก์ ร P: Portage คือ การขนส่ง A: Adaptation คอื การปรับตวั
2) S: Supervision คอื การดแู ลบคุ คลากรและผขู้ ายปจั จยั การผลติ 3) M: Marketing การตลาดและการ
บริการ 4) E: Elaboration การด�ำเนินงานทพี่ ิถพี ถิ ันในกระบวนการผลิตและการจัดเก็บวัตถดุ บิ
คำ� สำ� คญั : การกระจายสินค้า; ประสทิ ธิภาพ; สว่ นผสมทางการตลาด; พฤติกรรมผบู้ ริโภค

Abstract

The purposes of this research were: 1) to study the current condition of One Tambon
One Product (OTOP) product distribution in food category in the central northeast area, 2)
to analyze important factors influencing the efficient distribution of products from (OTOP)
products, 3) to propose guidelines for effective product distribution of OTOP products in the
food category in the northeastern area.. It was a mixed method research study. For the
quantitative phase, the research tool was a set of questionnaires requesting the cooperation
of 400 consumers and 50 four–five–star entrepreneurs. The samples were selected by
purposive sampling. For the qualitative phase, three administrators and four experts were
interviewed by means of an in-depth interview. The statistics applied in the data analysis
were frequency, mean, and standard deviation, including the SWOT analysis and the
exploratory factor analysis.
The research results show that: the 16 factors affecting the means of OTOP
distribution in terms of food in the mid-northeastern area specified by the administrators
and the four-five-star entrepreneurs are the inbound logistics, operations, outbound
logistics, marketing and sales, service, procurement/purchase, research and development,
human resource management, infrastructure, strategies, structure, operation systems,
personnel, skills, administrative styles, and shared values. The SWOT and exploratory
factor analyses could explain the variance at the percentage of 83.347. The essential four
factors to determine the effective means of the OTOP, food distribution are “SPA S M E"
standing for 1) Strength, Portage, Adaptation; 2) Supervision; 3) Marketing; and 4) Elaboration.
Keywords: efficient means; distribution; marketing; consumer behavior

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 143

1. บทน�ำ ต�ำบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ (OTOP) มียอดจ�ำหน่าย
190,320,605,777 บาท ต่อปี กลุ่มผลิตภัณฑ์
โครงการหน่ึงต�ำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ประเภทอาหาร มียอดจ�ำหน่ายสูงสุดถึง 88,172,
(OTOP) เป็นโครงการที่รัฐบาลมุ่งทิศทางในการ 549,389 บาท (Community Development
พัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 มุ่ง “Value- Department, 2010)
Base Economy” เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ดังน้ัน การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยมุ่งเน้นการ
นวตั กรรม การเพมิ่ คณุ คา่ ใหก้ บั มลู คา่ ปญั หาสำ� คญั ศึกษาเก่ียวกับปัจจัยส�ำคัญท่ีมีผลต่อการกระจาย
ท่ีส่งผลต่อการกระจายสินค้าหนึ่งต�ำบลหนึ่ง สินคา้ หนึง่ ต�ำบลหนึง่ ผลติ ภัณฑ์ (OTOP) ประเภท
ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ปัญหาท่ีมีความเป็นนวัตกรรม อาหาร เพ่ือเป็นกลยุทธ์ที่จะน�ำไปสู่การก�ำหนด
มีจ�ำนวนน้อย ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการลอก แนวทางการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพของ
เลียนแบบกัน นอกจากน้ันปัญหาที่ส�ำคัญในการ สินค้าหนึง่ ต�ำบลหนง่ึ ผลติ ภัณฑ์ (OTOP) ประเภท
พัฒนาเพื่อเพ่ิมศักยภาพและขีดความสามารถ อาหาร ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง
ในการแข่งขันเพอ่ื การสง่ ออก คือ ปัญหาดา้ นการ
ผลิตปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์ ปัญหาด้านการตลาด 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
(Puangsaichai, 2008) ปัญหาด้านการจัดการ
ผปู้ ระกอบการยังขาดแนวคดิ เชิงธุรกิจ ปัญหาดา้ น 1. เพอื่ ศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั ของการกระ
การตลาด ไม่สามารถพัฒนาและยกระดับ จายสินค้าหน่ึงต�ำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
ผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของ ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลาด และการสร้างนวัตกรรมใหม่ของผลิตภัณฑ์ ตอนกลาง
ยังอยู่ในขอบเขตท่ีจ�ำกัด (Wattanathin and 2. เพอ่ื วเิ คราะหป์ จั จยั สำ� คญั ทม่ี อี ทิ ธพิ ล
Rabob, 2012) โดยผู้วิจัยได้น�ำทฤษฎีด้านความ ต่อการกระจายสินค้าท่ีมีประสิทธิภาพของสินค้า
พงึ พอใจของผบู้ รโิ ภคดา้ นการกระจายสนิ คา้ ไดแ้ ก่ หนงึ่ ตำ� บลหนง่ึ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร
สะดวกที่ สะดวกราคา สะดวกเวลาและสินค้าท่ี ในเขตภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง
ถูกต้อง (Just in Time) และการด�ำเนินงานของ 3. เพ่ือเสนอแนวทางการกระจายสินค้า
ผู้ประกอบการ ด้านห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ข อ ง สิ น ค ้ า ห น่ึ ง ต� ำ บ ล ห น่ึ ง
Chain) และด้านประสิทธิภาพการด�ำเนินงาน ผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาค
ภายในองค์กร (7S McKinsey) เพอ่ื วเิ คราะหก์ าร ตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนกลาง
ดำ� เนนิ งานการกระจายสนิ คา้ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพและ
การเพมิ่ มลู คา่ ใหส้ นิ คา้ รวมถงึ การพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ 3. วิธีดำ� เนินการวจิ ัย
สินค้าให้เป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และมุ่งสู่
ระดับมาตรฐานสากล รวมไปถึงกลุ่มสินค้าหน่ึง 1. ขอบเขตดา้ นพนื้ ทเ่ี ขตภาคตะวนั ออก
เฉียงเหนือตอนกลาง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น

144 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัด 610) จ�ำนวน 50 ตัวอย่าง
ร้อยเอ็ด 3.3 กลุ่มผู้เช่ียวชาญและผู้บริหาร
2. ขอบเขตดา้ นเน้อื หา ในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)
2.1 เนื้อหาเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน จำ� นวน 7 ท่าน ประกอบด้วยผเู้ ช่ียวชาญ 3 ท่าน
ของการกระจายสินค้าหน่ึงต�ำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หัวหน้างานสํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา
(OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวนั ออกเฉยี ง เกษตร จังหวัดขอนแก่น1 ท่าน และผู้บริหาร
เหนอื ตอนกลาง โดยศกึ ษาขอ้ มลู ดา้ นความตอ้ งการ มาตรฐานผลิตภัณฑส์ ินค้าระดับ 5 ดาว จำ� นวน 3
(การกระจายสินค้า) กลุ่มผู้บริโภค ประกอบด้วย ท่านเพ่ือสอบถามขอ้ มลู และยนื ยนั ความเหมาะสม
ดา้ นขนาดการซ้อื ด้านระยะเวลาการรอ ดา้ นความ แ น ว ท า ง ก า ร ก ร ะ จ า ย สิ น ค ้ า ห นึ่ ง ต� ำ บ ล ห นึ่ ง
สะดวกในการหาซื้อ ด้านความหลากหลายของ ผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาค
ผลติ ภณั ฑ์ ด้านการบรกิ ารหลงั การขาย ตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนกลาง
2.2 เน้ือหาเก่ียวกับปัจจัยท่ีส�ำคัญท่ี เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยการเก็บรวบรวม
สง่ ผลตอ่ การกระจายสินค้าทมี่ ีประสทิ ธภิ าพสนิ ค้า ขอ้ มลู คอื แบบสอบถาม (Questionnaire) จากการ
หนง่ึ ตำ� บลหนง่ึ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร ทบทวนวรรณกรรมและการทดสอบหาค่าความ
ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดย เที่ยงตรง (Validity) แบบสอบถามที่ได้สร้าง
ศกึ ษาขอ้ มลู แนวคดิ กจิ กรรมทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การกระ และพัฒนาขึ้นให้ผู้เช่ียวชาญ เพื่อตรวจสอบความ
จายสนิ คา้ ประกอบดว้ ย ดา้ นกจิ กรรมพนื้ ฐาน ดา้ น เที่ยงและความเหมาะสมของเนื้อหา (Content
กิจกรรมสนับสนุน และด้านประสิทธิภาพการ Validity) ผลการวิเคราะหค์ ่าดชั นีความสอดคลอ้ ง
ด�ำเนินงานภายในองค์กร แบบสอบถามผบู้ รโิ ภคมคี า่ IOC เทา่ กบั 0.970 และ
3. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่ม แบบสอบถามผู้ประกอบการมีค่า IOC เท่ากับ
ตัวอย่างในการศึกษา แบง่ ได้ 3 กลุ่ม 0.874 เครอ่ื งมอื ที่น�ำมาใช้ ดงั นี้
3.1 กลุ่มผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ 1. เครื่องมือในการวิจัยเชิงปริมาณ
จ�ำนวน 5,062,125 คน (ส�ำนักงานสถิติแห่งชาติ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถาม
ประจำ� ปี 2559) จากการคำ� นวณของทาโรย่ ามาเน่ (Questionnaire) เพื่อนำ� มาเป็นตัวชว้ี ัดท่นี า่ จะสง่
(Yamane, 1973) จ�ำนวน 400 ตวั อยา่ ง ผลต่อการกระจายสินค้าหน่ึงต�ำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
3.2 กลมุ่ ผบู้ รหิ ารหรอื ผปู้ ระกอบการ (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวันออก
คุณภาพมาตรฐานระดับ 4-5 ดาว จ�ำนวน 57 เฉียงเหนอื ตอนกลาง โดยแบ่งออกเปน็ 2 ชุด ดังนี้
ตวั อยา่ ง (คลงั ขอ้ มลู ภมู ปิ ญั ญาสนิ คา้ หนงึ่ ตำ� บลหนงึ่ 1.1 แบบสอบถามกลมุ่ ผบู้ รโิ ภคหรอื
ผลติ ภณั ฑ,์ 2017) โดยใชว้ ธิ คี ำ� นวณของเครจซแี่ ละ ผู้ใช้บริการ ประกอบด้วยแบบสอบถาม 4 ส่วน
มอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970 : 607- ไดแ้ ก่ ขอ้ มลู ส่วนบุคคล พฤติกรรม เป็นแบบตรวจ

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 145

สอบรายการ (Check List) และความคิดเหน็ ดา้ น มากให้ความสําคัญกับปริมาณการซ้ือต่อครั้งด้าน
ความต้องการกระจายสินค้าเป็นแบบมาตราส่วน ระยะเวลาการรอโดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ใหค้ วาม
ประมาณค่า (Rating Scale) และข้อเสนอแนะ สําคัญกับกระบวนการจําหน่ายสินค้ารวดเร็วและ
แบบสอบถามปลายเปดิ (Open Ended Questions) ถูกต้อง ด้านความสะดวกในการซื้อโดยรวมอยู่ใน
1.2 แบบสอบถามกลมุ่ ผบู้ รหิ ารหรอื ระดับปานกลางให้ความสําคัญกับจํานวนร้านค้า
ผู้ประกอบการประกอบด้วยแบบสอบถาม 4 สว่ น หรือแหล่งจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ด้านความหลาก
ไดแ้ ก่ ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล ลกั ษณะเปน็ แบบตรวจสอบ หลายของผลิตภัณฑ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากให้
รายการ (Check List) และความคิดเห็นด้าน ความสาํ คญั กบั ความหลากหลายของผลติ ภณั ฑจ์ าก
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้า ได้แก่ สินค้าที่หน่วยงานภาครัฐจัดข้ึน ด้านบริการหลัง
ด้านกิจกรรมหลักหรือกิจกรรมพ้ืนฐาน ด้าน การขาย โดยรวมอยใู่ นระดบั มากใหค้ วามสาํ คญั กบั
กิจกรรมสนับสนุน ด้านประสิทธิภาพการด�ำเนิน การรบั ประกันสินคา้ และการจดั สง่
งานภายในองค์กร เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ ส่วนท่ี 2 วิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถาม
คา่ (Rating Scale) และขอ้ เสนอแนะแบบสอบถาม ความคดิ เหน็ กลมุ่ ผบู้ รหิ ารหรอื ผปู้ ระกอบการสนิ คา้
ปลายเปิด (Open Ended Questions) หนงึ่ ตำ� บลหนง่ึ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร
2. เครื่องมือในการวิจัยเชิงคุณภาพ มาตรฐานระดบั 4-5 ดาว แบ่งออกเปน็ 3 ส่วน
(Quality Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ส่วนท่ี 2.1 การวิเคราะห์ข้อมูล
(In-depth Interview) กลุ่มผู้เช่ียวชาญและ กิจกรรมหลักหรือกิจกรรมพ้ืนฐาน ด้านการขนส่ง
ผู้บริหาร จ�ำนวน 7 ท่าน ซ่ึงจะตรวจสอบข้อมูล ขาเขา้ โดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลางใหค้ วามสาํ คญั
และแนะน�ำ เพ่ือบูรณาการผลการศึกษาท้ัง ในการรบั วตั ถดุ บิ หรอื การขนสง่ ดา้ นการปฏบิ ตั กิ าร
เชิงปรมิ าณและเชงิ คุณภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ให้ความสําคัญในการ
บรรจุหีบห่อ ด้านการขนส่งออก โดยรวมอยู่
4. สรุปผลการวิจยั ในระดับมาก ให้ความสําคัญในด้านการขนส่ง
ท่ีสะดวกและรวดเร็ว ด้านการตลาดและการขาย
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลตาม โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ให้ความสําคัญกับการ
วตั ถปุ ระสงคท์ ่ี 1 เพือ่ ศกึ ษาสภาพปัจจุบนั ของการ ประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานภาครัฐหรือภาค
กระจายสินค้าหน่ึงต�ำบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ (OTOP) เอกชน ด้านการบริการ โดยรวมอยู่ในระดับน้อย
ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ความสําคัญกับการติดตามสอบถามผู้ใช้บริการ
ตอนกลางแบ่งเป็น 2 สว่ น หลงั การขาย
ส่วนท่ี 1 วิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถาม ส่วนท่ี 2.2 การวิเคราะห์ข้อมูล
ความคิดเห็นด้านความต้องการกระจายสินค้า กจิ กรรมสนับสนุน ด้านการจดั หา/จัดซือ้ โดยรวม
พบว่า ดา้ นขนาดของการซอ้ื โดยรวมอยู่ในระดับ

146 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

อยใู่ นระดบั ปานกลาง ใหค้ วามสาํ คญั กบั ตน้ ทนุ การ ด้วยความซื่อสัตย์และมีจรรยาบรรณ ด้านทักษะ
ซ้ือวัตถุดิบ วัสดุส้ินเปลือง เคร่ืองจักร ด้านการ ความรคู้ วามสามารถ โดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลาง
พฒั นาเทคโนโลยี โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ใหค้ วาม ให้ความสําคัญกับการฝึกอบรมและการพัฒนา
สําคัญกับการออกแบบและการนําผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างต่อเน่ือง ด้านรูปแบบการบริหารโดยรวมอยู่
ออกจําหน่าย ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ในระดับปานกลาง ให้ความสําคัญกับการบริหาร
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ให้ความสําคัญกับ จดั การทรัพยากรใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ ดา้ นคา่ นยิ ม
การสร้างความสามัคคีและจงรักภักดีในองค์กร ร่วม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ให้ความสําคัญกับ
ด้านโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โดยรวมอยู่ใน บุคลากรทุกคนยอมรับความเช่ือและค่านิยม
ระดับมาก ให้ความสําคัญกบั ระบบการเงนิ เดียวกนั
ส่วนที่ 2.3 การวิเคราะห์ข้อมูลด้าน ตอนท่ี 2 วเิ คราะหข์ อ้ มลู ตามวตั ถปุ ระสงค์
กลยุทธ์ขององค์กร โดยรวมอยู่ในระดับมากให้ ท่ี 2 เพื่อวิเคราะหป์ จั จยั สำ� คัญท่ีมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การก
ความสาํ คญั องคก์ รมงุ่ เนน้ ดา้ นสนิ คา้ มคี ณุ ภาพและ ระจายสนิ คา้ ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพของสนิ คา้ หนงึ่ ตำ� บล
บรกิ าร ด้านโครงสรา้ งองค์กร โดยรวมอยู่ในระดบั หนง่ึ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาค
มาก ใหค้ วามสาํ คญั ในความเหมาะสมในการปฏบิ ตั ิ ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง แบ่งเปน็ 2 สว่ น
งาน ดา้ นระบบการปฏบิ ตั งิ าน โดยรวมอยใู่ นระดบั ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
มาก ให้ความสําคัญกับระบบปฏิบัติมุ่งเน้นด้าน องคก์ ร (SWOT Analysis) จากการวิเคราะหป์ ฐม
ลูกคา้ และการบรกิ าร ดา้ นบุคลากร โดยรวมอย่ใู น ภูมิและทุติยภูมิสามารถน�ำมาวิเคราะห์ศักยภาพ
ระดบั มาก ใหค้ วามสาํ คญั กบั พนกั งานปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ องคก์ รแบง่ การวิเคราะห์ 4 ดา้ น

ด้านจดุ แข็งหรือจดุ เด่น (Strengths: S) ด้านจุดอ่อนหรอื จดุ ด้อย (Weakness: W)

S1. การรับวัตถดุ บิ ทาํ ได้งา่ ยและสะดวก W1. สอื่ การสง่ เสรมิ การตลาด และตวั แทนคนกลาง
S2. ความเช่ียวชาญด้านการผลติ ยังมีจํานวนนอ้ ย
S3. สนิ คา้ มีมาตรฐาน W2. ขาดบุคลากรในฤดทู าํ นาหรอื เก็บเก่ยี ว
S4. ราคาไม่แพง W3. สินค้าเกิดการชาํ รุด เนา่ เสียคอ่ นข้างเร็ว
S5. รปู แบบการทาํ ธรุ กจิ เปน็ แบบเพอ่ื ชมุ ชนและคนในชมุ ชน

โอกาส (Opportunities: O) อปุ สรรค (Threats: T)

O1. รัฐบาลส่งเสรมิ วิสาหกิจชมุ ชน T1. แข่งขันทางตรงและทางออ้ มมีจํานวนมาก
O2. การขยายตวั หรอื หดตวั ของเศรษฐกจิ ไมส่ ง่ ผลกระทบ T2. การผลติ สนิ คา้ บางชนดิ ตอ้ งพงึ่ ธรรมชาตหิ รอื ทาํ
เพราะสินค้าราคาไม่แพง ได้ตามฤดูกาล
O3. คนนิยมสินคา้ ท่ีทําจากวตั ถุดิบจากธรรมชาติ T3. ข้อจ�ำกัดด้านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและ
องคค์ วามรู้ใหมๆ่

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 147

ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลจากการวเิ คราะหพ์ บวา่ คา่ สมั ประสทิ ธขิ์ องการ
เชงิ สำ� รวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) วัดความเพียงพอของข้อมูลการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธี
ด้วยสถิติ Factor Analysis โดยวิธี Principal- วัดแบบไกเซอร์ เมเยอร์-โอลกิน (Kaiser-Meyer-
Component Analysis (PC) และใช้วิธหี มนุ แกน Olkin Measure of Sampling Adequacy) มีค่า
ออโธกอนอลแบบวารแิ มกซ์ (VarimaxOrthogonal) เท่ากบั 0.767 สามารถแบ่งองค์ประกอบทีส่ าํ คัญ
ผวู้ จิ ยั เลอื กตวั แปรสาํ คญั ของแตล่ ะองคป์ ระกอบจะ ได้ 16 ประเดน็ สกดั องคป์ ระกอบไดเ้ ป็น 4 องค์
ตอ้ งมคี า่ สมั ประสทิ ธค์ิ ะแนนองคป์ ระกอบ (Factor ประกอบหลัก สามารถอธิบายความแปรปรวนได้
Score Coefficients) ต้งั แต่ 0.50 ขนึ้ ไป โดยใช้ ร้อยละ 83.347 ดงั ตารางประกอบท่ี 1 และตาราง
สถิติการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis) ประกอบท่ี 2

ตารางท่ี 1 แสดงผลจากการหมุนแกน เพอ่ื วดั ความเหมาะสมของขอ้ มูลในการวิเคราะห์ปจั จยั ท่ีส�ำคัญที่
ตอ่ การกระจายสนิ ค้าท่มี ีประสทิ ธิภาพของสินค้าหนง่ึ ต�ำบลหน่งึ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) แสดงค่า KMO and
Bartlett's Test

KMO and Bartlett's Test

Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy. .767
1034.635
Bartlett's Test of Sphericity Approx. Chi-Square
120
Df .000

Sig.

ตารางท่ี 2 แสดง Total Variance Explained เปน็ ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทแ่ี สดงคา่ สถติ ิ Total Variance
Explained

Component Total Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings

% of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative %

1 8.424 52.649 52.649 8.424 52.649 52.649

2 2.186 13.663 66.311 2.186 13.663 66.311

3 1.552 9.702 76.014 1.552 9.702 76.014

4 1.173 7.334 83.347 1.173 7.334 83.347

5 .910 5.690 89.037

6 .618 3.863 92.900

148 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Component Total Initial Eigenvalues Extraction Sums of Squared Loadings

% of Variance Cumulative % Total % of Variance Cumulative %

7 .315 1.967 94.867

8 .217 1.358 96.225

9 .210 1.310 97.534

10 .143 .893 98.428

11 .077 .483 98.910

12 .073 .458 99.368

13 .047 .294 99.662

14 .035 .216 99.878

15 .012 .074 99.952

16 .008 .048 100.000

ตอนที่ 3 วเิ คราะหข์ อ้ มลู ตามวตั ถปุ ระสงค์ ด้านการพัฒนาศักยภาพช่องทางการจัดจ�ำหน่าย
ท่ี 3 เพ่ือเสนอแนวทางการการกระจายสินค้าที่มี (SPA: Strength, Portage, Adaptation) ดา้ นการดแู ล
ประสิทธิภาพของสินค้าหนึ่งต�ำบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ บคุ ลากร ผขู้ ายปจั จัยการผลติ (S: Supervision)
(OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวนั ออกเฉยี ง ดา้ นการตลาด (M: Marketing) ดา้ นความพถิ พี ถิ นั
เหนือตอนกลาง โดยเสนอแนวทางในการปรับตัว ในการการผลติ (E: Elaboration) ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 แนวทางการกระจายสนิ คา้ ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพของสนิ คา้ หนง่ึ ตำ� บลหนงึ่ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ในเขต
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง Efficient Distribution “SPA S M E"

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 149

5. อภิปรายผลการวจิ ัย มาก การปรบั ตวั ของผลติ ภณั ฑ์ เพอ่ื พฒั นารปู แบบ
ความทันสมัย มาตรฐาน และคุณภาพ ในการ
แนวทางการการกระจายสินค้าที่มี แปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้า ให้สามารถแข่งขันกับยุค
ประสิทธิภาพของสินค้าหนึ่งต�ำบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ ปัจจุบัน ซ่ึงสอดคล้องกับการออกแบบหีบห่อ
(OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวนั ออกเฉยี ง ซ่ึงมีความสําคัญต่อการตลาดในปัจจุบันทําให้
เหนือตอนกลา ดงั นี้ ผบู้ รโิ ภคทราบถงึ ชนดิ ลกั ษณะ สรรพคณุ ของสนิ คา้
1. ดา้ นการพฒั นาศกั ยภาพชอ่ งทางการ และมีส่วนช่วยในการสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า
จดั จำ� หนา่ ย (SPA: Strength, Portage, Adaptation) ช่วยในการขยายตลาดและรักษาส่วนแบ่งทางการ
เป็นการพัฒนาความเข้มแข็งของศักยภาพภายใน ตลาด
องคก์ ร และช่องทางการจดั จ�ำหน่ายท่หี ลากหลาย 2. ดา้ นการดแู ลบคุ ลากรและผขู้ ายปจั จยั
และทันสมัย โดยการกําหนดกลยุทธ์ขององค์กร การผลิต (S: Supervision) เปน็ การควบคุมดแู ล
ด้วยการกําหนดวิสัยทัศน์ การทําธุรกิจเพ่ือสังคม และการจดั อบรมเพอ่ื พฒั นาบคุ คลากรในดา้ นตา่ งๆ
เพื่อชุมชมและเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชุมชน รวมถึงด้านการจัดหาและซ้ือวัตถุดิบและการดูแล
พันธกิจ การดําเนินงานมุ่งเน้นด้านสินค้าดีมี ผู้ขายปัจจัยการผลิต เพ่ือให้บุคลากรและผู้ขาย
คณุ ภาพและการบรกิ าร มกี ารกาํ หนดบทบาทและ ปจั จยั การผลติ เกดิ ความรสู้ กึ ดกี บั องคก์ ร สอดคลอ้ ง
อํานาจหน้าท่ี โดยมีระบบการปฏิบัติงานเป็นไป กับการบูรณาการความรู้ ทักษะ ทัศนคติและ
ดว้ ยความเรยี บงา่ ย ไมซ่ บั ซอ้ น บคุ คลากรไดร้ บั การ คุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ฝกึ อบรมและแลกเปลยี่ นเรยี นรทู้ าํ หนา้ ทดี่ ว้ ยความ โดยไดแ้ บง่ ความสามารถออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื
ซอ่ื สตั ย์ และคา่ นยิ มในการดาํ เนนิ ภายในงานรว่ มกนั 1) ความสามารถในมิติของพฤติกรรม หมายถึง
สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคด้าน การเข้าไปวิเคราะห์สิ่งที่เป็นพฤติกรรมหลักของ
ผลิตภัณฑ์สินค้าท่ีมีคุณภาพ กระบวนการท่ีง่าย หน้าท่ีความรับผิดชอบหรือคุณลักษณะของหน้าที่
ถูกต้องรวดเร็ว และแนวคิดเก่ียวกับธุรกิจบริการ การงาน 2) ความสามารถในมติ ขิ องงาน หมายถงึ
จะประสบความสาํ เรจ็ สามารถสรา้ งกลมุ่ ลกู คา้ ทมี่ ี ความสามารถในด้านการท�ำงาน หรือผลงานที่
ความภักดี ท้ังด้านทัศนคติและพฤติกรรม พบว่า สามารถปฏิบตั ไิ ด้ และการจัดการความรู้ หมายถงึ
ปจั จยั สาํ คญั ไดแ้ ก่ คณุ ภาพการใหบ้ รกิ าร ความคมุ้ คา่ การยกระดบั ความรวู้ ทิ ยาการขององคก์ ร เพอ่ื สรา้ ง
และความพึงพอใจ การตลาดความสัมพันธ์พบว่า ผลประโยชน์จากต้นทุนทางปัญญา ได้แก่ 1)
ความไว้วางใจต่อตราเป็นตัวชี้วัดท่ีสําคัญต่อความ การรวบรวมการจัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูล
จงรกั ภกั ดี การจดั เกบ็ ผลติ ภณั ฑส์ นิ คา้ ศนู ยก์ ระจาย เพ่ือสร้างความรู้ โดยมีเทคโนโลยีด้านข้อมูลและ
สินค้าความสามารถในการขนส่งท่ีสะดวกและ คอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วย 2) การจัดการความรู้
รวดเรว็ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผบู้ รโิ ภค เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนความรู้ พฤติกรรมใน
ดา้ นความสะดวกในการซ้ือ แหลง่ จาํ หน่ายจํานวน

150 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

องคก์ รทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สงั คมวฒั นธรรมและวธิ ปี ฏบิ ตั ิ เขา้ ถึงกลุ่มลูกคา้ ได้เพมิ่ มากย่งิ ขนึ้
มผี ลตอ่ การแลกเปลย่ี นความรู้ 3) การจดั การความ 4. ด้านความพิถีพิถันในการการผลิต
รู้ต้องอาศัยผู้รู้ในการตีความและประยุกต์ใช้ โดย (E: Elaborate) เกย่ี วขอ้ งกบั ดา้ นการผลติ และการ
ความรทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นาคน การดงึ ดดู คนท่ี จัดเก็บวัตถุดิบพบว่า ผู้ประกอบการสินค้าหนึ่ง
มีความรู้ไว้ในองค์กรถือเป็นส่วนหน่ึงของการ ตาํ บลหนง่ึ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) จะมคี วามเชยี่ วชาญ
จัดการความรู้ 4) การเพมิ่ ประสิทธผิ ลขององค์กร ด้านการผลิตสินค้า และได้รับการสนับสนุนจาก
เป็นการจัดการความรู้มีขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยให้ องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนในการออกแบบ
องคก์ รประสบความสาํ เรจ็ การประเมนิ ตน้ ทนุ ทาง บรรจภุ ณั ฑ์ การทดสอบคุณภาพสนิ คา้ รวมถงึ งบ
ปัญญาและผลสําเร็จของการประยุกต์ใช้ซึ่งการ สนับสนุนต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการจึงควรท่ี
จัดการ ความรู้เป็นดัชนีท่ีบอกว่าองค์กรจะใช้การ จะใหค้ วามสาํ คญั การเขา้ อบรมหรอื สมั มนา รวมถงึ
จัดการความรไู้ ดผ้ ลหรอื ไม่ การให้ความรู้และคําแนะนําจากหน่วยงานภาครัฐ
3. ด้านการตลาด (M: Marketing) หรอื ภาคเอกชน การจดั เกบ็ วตั ถดุ บิ กอ่ นการแปรรปู
เป็นการท�ำสื่อการส่งเสริมการตลาดโดยใช้เคร่ือง ซึ่งวัตถุดิบท่ีจะนํามาแปรรูปส่วนใหญ่ผู้ประกอบ
มอื ทม่ี คี วามหลากหลาย เพราะการประชาสมั พนั ธ์ การสามารถผลิตได้เองหรือมีผู้ขายปัจจัยการผลิต
จากหนว่ ยงานภาครฐั และ ภาคเอกชน เปน็ สอ่ื ทเ่ี ขา้ จาํ นวนมาก ดงั นน้ั การเกบ็ รักษาวัตถุดิบหรอื โกดงั
ถึงกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างจ�ำกัด และยุคของการ ผปู้ ระกอบการนยิ มนาํ ไปเกบ็ ไวท้ บ่ี า้ น ซง่ึ จะชว่ ยใน
แข่งขันโลกดิจิตอล การใช้ส่ือออนไลน์ในการส่ือ การประหยัดต้นทุนในการเก็บรักษา มีความ
โฆษณาสินค้า และการจําหน่ายสินค้าออนไลน์ สอดคลอ้ งแนวคดิ เกย่ี วกบั การผลติ แบบลนี (Lean
เป็นเป็นส่ิงส�ำคัญในการตลาดยุค 4.0 สอดคล้อง Manufacturing) ระบบเพอ่ื ลดความสญู เปลา่ และ
กับความต้องการของผู้บริโภคด้านความสะดวก เน้นประสิทธิภาพสูงด้วยต้นทุนที่ต่�ำและมีความ
ความหลากหลาย ถึงแม้ผู้บริโภคจะยังไม่นิยมแต่ ยดื หยนุ่ จงึ ไดเ้ ปน็ ตน้ แบบของการผลติ แบบทนั เวลา
ผู้ประกอบการก็ควรจะใช้การสร้างความสัมพันธ์ พอดหี รอื การผลติ แบบลีน
ผ่านส่ือออนไลน์ตามสมัยนิยมและต้นทุนไม่สูง
สอดคล้องกับการบริหารจัดการของกลุ่มโอทอป 6. ข้อเสนอแนะ
(OTOP) วิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม มีกลไกการ
บริหารสนับสนุนในเร่ืองของรูปแบบบรรจุภัณฑ์ แนวทางการการกระจายสินค้าที่มี
การวางแผนทางด้านการเงินในการคํานวณหา ประสิทธิภาพของสินค้าหน่ึงต�ำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
ตน้ ทุนผลติ ภัณฑแ์ ละการวางแผนกําไรทเ่ี หมาะสม (OTOP) ประเภทอาหาร ในเขตภาคตะวนั ออกเฉยี ง
การพัฒนาการขายสินค้าผ่าน ช่องทางออนไลน์ เหนือตอนกลาง ต้องสอดคล้องกับยุค Thailand
ท้ังนี้เพ่ือเพิ่มช่องทางการจําหน่ายสินค้าและการ 4.0 ผู้ประกอบการระดบั 4-5 ดาว เป็นกลุ่มสินค้า
ที่มีมาตรฐานและคุณภาพ แต่เพ่ือให้ผลิตภัณฑ์มี

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 151

ความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ ควรพัฒนา คุณภาพ และมาตรฐานสินค้า สามารถส่งขายใน
ดา้ นชอ่ งทางการจดั จำ� หนา่ ย และการทำ� สอื่ สง่ เสรมิ ประเทศและตา่ งประเทศ โดยศกึ ษาถงึ กระบวนการ
การตลาดให้มีความทันสมัยและความหลากหลาย ส�ำคัญต่างๆ จากความต้องการของผู้บริโภคด้าน
มากย่ิงขึ้น โดยใช้การตลาดอิเล็คทรอนิกส์ (E- การกระจายสนิ คา้ และผปู้ ระกอบการทมี่ เี ชย่ี วชาญ
Marketing) เข้ามาช่วยด้านส่ือการส่งเสริม และความรู้ความสามารถ น�ำไปสู่แนวทางในการ
การตลาดในการโฆษณา การสง่ เสรมิ การขาย การ พฒั นาและการปรบั ปรงุ การดำ� เนนิ ธรุ กจิ สนิ คา้ หนง่ึ
ประชาสมั พนั ธ์ การตลาดทางตรง รวมถึงการเพิ่ม ตำ� บลหนงึ่ ผลติ ภณั ฑ์ (OTOP) ประเภทอาหารหรอื
ชอ่ งทางดา้ นการจดั จำ� หนา่ ยสนิ คา้ ผา่ นสอ่ื ออนไลน์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพ่ือให้เป็นองค์ความรู้การ
ดำ� เนนิ ธรุ กจิ ในการกระจายสนิ คา้ ถงึ กจิ กรรมตา่ งๆ
7. องคค์ วามรู้ทไ่ี ดร้ บั ท่มี ีความสำ� คัญ และเพือ่ สรา้ งเสริมการดำ� เนนิ การ
ธรุ กิจใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากย่งิ ขึ้น
โดยการดำ� เนนิ การธรุ กจิ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ

References

Community Development Department. (2016). OTOP Production Champion: OPC. Bangkok
: Ministry of Interior.

Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities.
Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.

Puangsaichai, S. (2008). Integrated research for the development of competitiveness for
export of the community. Case study of Sesame oil producer in Mae Hong Sorn
Province. Journal Research for spatial development, 1(1), 46-55.

Wattanathin, S. and Rabob, C. (2012). Project for the development of the quality of processed
agricultural OTOP products in Nakhon Nayok Province. Journal of Huachiew
Chalermprakiet University Academic, 15 (30), 89-105.

Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. 3rd Ed. New York : Harper and Row
Publications.



การสังเคราะหง์ านวิจยั ระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ
สาขาทางการบรหิ ารจดั การศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏ*
The Dissertation Synthesis of Educational Administration

Rajabhat University in Dissertation

ฉตั รวฒุ ิ อมิ่ ชมช่ืน
Chatwoot Imchomchuen
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธานี
Udon Thani Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ัยครง้ั นี้ มวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อ 1) เพือ่ จำ� แนกหมวดหมูง่ านวิจัยระดับดษุ ฎบี ณั ฑติ ดา้ นการ
บริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2) เพื่อให้ได้องค์ความรู้จากข้อค้นพบในการสังเคราะห์งานวิจัย
ระดับดุษฎีบัณฑิต ด้านการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ 3) เพื่อน�ำเสนอองค์ความรู้
เชิงนโยบายจากผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างได้จัดการสุ่มแบบเจาะจงเฉพาะที่สืบค้นได้ จ�ำนวน 464 เร่ือง
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล ด�ำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร
โดยใช้โปรแกรมสำ� เรจ็ รปู SPSS (Statistical Package for the Social Science) วิเคราะหอ์ งคค์ วามรู้
จากวิทยานพิ นธด์ ว้ ยเทคนคิ การวิเคราะหเ์ นอ้ื หา (Content Analysis)
ผลการวิจยั พบว่า
1. ผลการจ�ำแนกหมวดหมูข่ องวทิ ยานพิ นธ์ โดยจ�ำแนกตามกรอบแนวคดิ ของการวิจยั ทางดา้ น
การบริหารการศึกษา ซงึ่ แบ่งเป็น 5 ดา้ น ได้แก่ ผูบ้ รหิ าร องค์การ การเมอื ง และนโยบายเศรษฐศาสตร์
และการเงิน และหัวข้อพิเศษ ผู้วิจัยพบว่า ในช่วงปีการศึกษา 2557-2559 มีการท�ำวิทยานิพนธ์ด้าน
องคก์ ารมากทสี่ ดุ รองลงมาคอื ดา้ นบรบิ ทอนื่ ๆ ผบู้ รหิ าร การเมอื งและนโยบาย ตามลำ� ดบั โดยมวี ทิ ยานพิ นธ์
ด้านเศรษฐศาสตร์ และการเงินนอ้ ยท่สี ดุ
2. ผลการศึกษาและวิเคราะห์องค์ความรูท้ ไี่ ดจ้ ากข้อคน้ พบของงานวิจยั ผ้วู ิจยั พบวา่ มปี ระเดน็
ท้ังสิ้น 16 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะของผู้ริหาร 2) พฤติกรรมของผู้บริหาร 3) ประสิทธิภาพของผู้บริหาร

* ได้รบั บทความ: 13 มนี าคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 26 กมุ ภาพนั ธ์ 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 30 มนี าคม 2563
Received: March 13, 2019; Revised: February 26, 2020; Accepted: March 30, 2020

154 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

4) ผู้บริหารทางการศึกษาผู้หญิง 5) อ�ำนาจหน้าท่ี 6) ภาวะผู้น�ำ 7) แรงจูงใจในการท�ำงาน 8) การ
เปลย่ี นแปลงองคก์ าร 9) ประสทิ ธภิ าพขององคก์ าร 10) เศรษฐศาสตรก์ ารศกึ ษา 11) งบประมาณทางการ
ศกึ ษา 12) การเมืองและนโยบายการศกึ ษา 13) การวิเคราะห์นโยบาย 14) การประกนั คุณภาพของการ
ศึกษา 15) การวจิ ัยการทางศึกษา และ 16) อ่ืนๆ
3. องคค์ วามรเู้ ชงิ นโยบายจากผลการวจิ ยั ผวู้ จิ ยั มขี อ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ใน 6 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1) เชิงนโยบายส�ำหรับผู้บริหาร 2) เชิงนโยบายส�ำหรับองค์การ 3) เชิงนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์และ
การเงิน 4) ข้นโยบายด้านนโยบายการศึกษา 5) เชิงนโยบายสำ� หรับระบบการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา
และ 6) เชิงนโยบายดา้ นการวิจยั การศึกษา
คำ� ส�ำคญั : การสังเคราะห์งานวิจยั ; จำ� แนกหมวดหมู่งานวิจัยระดบั ดุษฎีบัณฑติ

Abstract

The purposes of this study were as follows: 1) to classify the Educational Administration
Ph.D. researches based on research methodology of Rajabhat University, 2) to know the
knowledge gained from the findings in the synthesis of the Educational Administration
Ph.D. researches of Rajabhat University, 3) to provides knowledge-oriented policy from
result. The sample's sampling specific query about the number 464, the research tool is
questionnaire, the study analyzed data from SPSS (Statistical Package for the Social
Science), analysis of knowledge from research techniques to content analysis.
The research findings revealed as follow:
1. Classification results of the dissertation thesis Major in Educational Administration
of Rajabhat University. The concept of research was classified based on the conceptual
framework in the field of educational administration which was divided into five issues,
administrator, organization, politics and economics, finance and special topics.
2. The results of the study and analysis of the knowledge obtained from the
findings of the 464 dissertation thesis related to the administration of education. The
researcher found that there are 16 issues: 1) the skills of the Leader, 2) the administrative
behaviors, 3) the Efficiency of the management, 4) the female administrators, 5) authority
of organization 6) leadership, 7) work motivation8) organizational change, 9) the efficiency
of the organization, 10) economics of educational, 11) educational budget, 12) political

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 155

and educational policies, 13) policy analysis, 14) quality assurance of education, 15)
research and education, 16) other.
3. Policy knowledge based on research results. The results of the research. The
researcher has policy recommendations to be applied in the development of Thai edu-
cation in the future. 1) Policy proposals for the executive. 2) Policy recommendations for
the organization. 3) Policy recommendations in economics and finance. 4) Policy recom-
mendations for education. 5) Policy recommendations for educational quality assurance
and 6) Policy recommendations for educational research.
Keywords: Dissertation synthesis; Doctoral research category classification

1. บทนำ� มีความรับผิดชอบมีสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจ
เน้นการใช้กลยุทธ์ผ่านการน�ำองค์กรเชิงรุกและ
การวิจัยทางการศึกษาเป็นหัวใจส�ำคัญ กลยุทธ์การเงิน รวมทั้งพัฒนาอาจารย์ให้มีความ
ของการพัฒนาการศึกษาเพราะนอกจากจะเป็น เชี่ยวชาญด้านการสอน และการวิจัยเพ่ือให้ได้
กระบวนการในการค้นคว้าหาความจริงอย่างมี บัณฑิตท่ีพึงประสงค์ท�ำให้สังคมมีการพัฒนา
ขั้นตอนและเป็นระบบแล้ว ยังเป็นการท�ำให้ได้ อย่างย่งั ยนื (Office of the Higher Education
ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ Commission, 2005 : 29) ดังนั้น การท�ำ
รวมทงั้ การกำ� หนดนโยบายการวางแผนการบรหิ าร วทิ ยานพิ นธจ์ งึ มคี วามสำ� คญั ตอ่ การศกึ ษาในระดบั
และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ บัณฑิตศึกษาเป็นอย่างมาก และเป็นเงื่อนไขส่วน
ซึ่ง (Tansiri, 1996 : 12-16) กล่าววา่ นโยบายการ หน่ึงของการส�ำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐาน
ศกึ ษาทสี่ ำ� คญั สว่ นหนง่ึ มาจากผลจากการวจิ ยั และ หลักสตู รและผลงานวิทยานิพนธย์ ังเป็นสง่ิ สะท้อน
คน้ ควา้ (Buason, et al., 2014 : 120-126) ถึงคุณภาพตัวตนของนักศึกษา อาจารย์ท่ีปรึกษา
อุดมศึกษาเป็นแหล่งองค์ความรู้และ กรรมการสอบและสถาบนั การศึกษา
พฒั นากำ� ลงั คนระดบั สงู ทมี่ คี ณุ ภาพเพอื่ การพฒั นา มหาวิทยาลัยราชภัฏในฐานะท่ีเป็น
ชาติอย่างย่ังยืนสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและเกี่ยวข้อง
บนพนื้ ฐานปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมบี ทบาท กับการผลิตบุคลากรทางการศึกษามาโดยตลอด
สงู ในประชาคมอาเซยี นและมงุ่ สคู่ ณุ ภาพอดุ มศกึ ษา การขบั เคลอ่ื นระบบการศกึ ษาใหส้ ามารถพฒั นาคน
ระดับนานาชาติมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพมี ได้อย่างมีประสิทธิภาพและย่ังยืนจ�ำเป็นต้องมี
ศักยภาพตรงตามความต้องการของสังคมมีความ บุคลากรทางด้านการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะ
สามารถคิดวิเคราะห์มีความคิดสร้างสรรค์มีทักษะ อย่างยิ่งผู้บริหารและจัดการศึกษาและผู้บริหาร
การส่ือสารและการท�ำงานร่วมกับผู้อ่ืนมีคุณธรรม

156 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

สถานศึกษาท่ีมีวิสัยทัศน์สามารถก�ำหนดนโยบาย ว่ามีขอบเขตเน้ือหาในลักษณะใด สอดคล้องกับ
ทางด้านการศึกษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและ องค์ความรู้ด้านต่างๆ ของแนวคิดการบริหารการ
ชัดเจน จึงจ�ำเป็นต้องต้องพัฒนาองค์ความรู้ทาง ศกึ ษาอยา่ งไร ทงั้ นเี้ พอื่ นำ� ไปประกอบการพจิ ารณา
ด้านทฤษฎี และหลักการทางการบริหารที่มีการ สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ งานวจิ ยั ดา้ นการบรหิ ารการศกึ ษาที่
พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นล�ำดับ ตามการ ครอบคลุม และมีประโยชน์ต่อการบริหารการ
เปล่ียนแปลงของบริบททางสังคม เศรษฐกิจ ศึกษาต่อไป
การเมือง และเทคโนโลยี และมคี วามจำ� เปน็ อยา่ ง
ยิ่งท่ีผู้บริหารยุคใหม่จะต้องติดตามศึกษาเรียนรู้ 2. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
อยู่ตลอดเวลาเพื่อนาไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา
และพัฒนาสถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบตาม 1. เพื่อจ�ำแนกหมวดหมู่งานวิจัยระดับ
บรบิ ทของตนเองให้มคี ณุ ภาพ ดษุ ฎบี ณั ฑติ ดา้ นการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั
จะเห็นได้ว่า สาขาการบริหารการศึกษา ราชภฏั
มีขอบเขตเนื้อหาท่ีเป็นองค์ความรู้กว้างขวางมาก 2. เพอ่ื ใหไ้ ดอ้ งคค์ วามรจู้ ากขอ้ คน้ พบใน
และได้มีการน�ำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั ระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ ดา้ นการ
ทางด้านการบริหารการศึกษาในทุกระดับของ บริหารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
การจัดการศึกษาของประเทศแต่อย่างไรก็ตาม 3. เพ่ือน�ำเสนอองค์ความรู้เชิงนโยบาย
ยังไม่มีการรวบรวม หรือสังเคราะห์งานวิจัยหรือ จากผลการวจิ ัย
วิทยานิพนธ์ ที่นักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต
ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ สาขาวิชาทางการบรหิ าร 3. วิธีดำ� เนนิ การวจิ ัย
การศกึ ษาจดั ทำ� ขนึ้
ดว้ ยเหตนุ ป้ี ระกอบกบั ความกา้ วหนา้ ดา้ น การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเอกสาร
วิทยาการวิจัยและความหลากหลายของปัจจัย (Document Research) ซง่ึ เปน็ งานวจิ ยั การศกึ ษา
ท่ีส่งผลต่อการท�ำวิจัยในมหาวิทยาลัยราชภัฏ สาขาวชิ าทเี่ กยี่ วกบั สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา
ท่ัวประเทศไทยซ่ึงกระจัดกระจายด้านข้อมูลอยู่ ระดับดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เปน็ จ�ำนวนมาก ผูเ้ ขียนจงึ มีความสนใจสังเคราะห์ โดยเป็นรายงานวิจัยงานท่ีด�ำเนินการเสร็จส้ิน
วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิตบัณฑิต สาขาวิชา และมีความสมบูรณ์เพียงพอท่ีจะน�ำมาสังเคราะห์
ทางการบริหารการศึกษา จากวิทยานิพนธ์ด้าน ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั เปน็ งานวจิ ยั
บริหารการศึกษาของนักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต ท่ีครอบคลุมด้านการบริหารการศึกษาในระดับ
ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่มีการตีพิมพ์ระหว่างปี ดษุ ฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำ� นวน 464
พ.ศ. 2551 ถึงปี พ.ศ. 2559 จ�ำนวน 464 เล่ม เรือ่ ง จากมหาวทิ ยาลัยราชภัฏ 13 แห่ง ระหวา่ งปี
พ.ศ. 2551 ถึงปี พ.ศ. 2559 โดยมีขั้นตอนการ
ดำ� เนนิ การวจิ ัย 6 ข้นั ตอนประกอบด้วย

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 157

ขัน้ ตอนที่ 1 ศึกษาแนวคิดและงานวจิ ัยท่ี ความเทยี่ งตรงและเหมาะสมแลว้ จงึ นำ� แบบบนั ทกึ
เกยี่ วขอ้ งกบั การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั ทางการบรหิ าร ข้อมูลวิทยานิพนธท์ ไี่ ด้ใช้ในการวจิ ยั ต่อไป
การศกึ ษา เพอ่ื ให้ไดน้ ิยามและแนวทางการด�ำเนิน ขน้ั ตอนที่ 4 เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เปน็ ขน้ั ทมี่ ี
การวจิ ัย กระบวนการ ส�ำรวจงานวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎี
ข้ันตอนที่ 2 สบื ค้น รวบรวมงานวจิ ัยและ บัณฑิตสาขาวิชาทางการบริหารจัดการการศึกษา
ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องมีแนวทางและกระบวน ทเี่ สร็จสมบรู ณ์ จากมหาวิทยาลยั ราชภฏั 13 แหง่
การในการปฏิบัติโดยศึกษาเอกสารที่เก่ียวกับ โดยจดั ทำ� บนั ทกึ ขอ้ ความคำ� รอ้ งถงึ บณั ฑติ วทิ ยาลยั
ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวคิด เพ่ือขอให้ออกหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูล
ของการวจิ ัย วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทางการ
ขนั้ ตอนท่ี 3 การสรา้ งเครอื่ งมอื ในการวจิ ยั บรหิ ารการศกึ ษาทต่ี พี มิ พจ์ ากมหาวทิ ยาลยั ราชภฎั
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเร่ืองครั้งน้ีคือแบบบันทึก ท่ีเปิดสอนในระดบั ดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวิชาทางการ
ขอ้ มลู วทิ ยานพิ นธท์ พ่ี ฒั นามาจากแบบบนั ทกึ ขอ้ มลู บริหารการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2551-2559
วทิ ยานพิ นธข์ องโสภนา สดุ สมบรู ณ์ (Soodsomboon, ทั่วประเทศ เพื่อขอส�ำรวจและข้อมูลวิทยานิพนธ์
2007 : 114) และแบบส�ำรวจข้อมูลเพื่อการ และผู้วิจัยยังได้สืบค้นรายชื่อวิทยานิพนธ์จากฐาน
สังเคราะหง์ านวจิ ัยของวิชัย แหวนเพชร และคณะ ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ และสืบค้นระบบยืม
(Wanpech, et al., 2011 : 132) และการสรา้ ง ตัวเล่มจากระบบห้องสมุดออนไลน์ของแต่ละ
เครอื่ งมอื ในการวจิ ยั ครง้ั นเี้ รมิ่ จากการศกึ ษาทฤษฎี มหาวทิ ยาลยั และได้ทำ� หนังสือถงึ บัณฑติ วทิ ยาลยั
แนวคิดหลักการจากต�ำราเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียว เพอ่ื ขอหนงั สอื ขอความอนเุ คราะห์ ดาวนโ์ หลดหรอื
กบั การประเมนิ คณุ ภาพงานวจิ ยั โดยขอคำ� ปรกึ ษา อัดสำ� เนาวทิ ยานิพนธ์ จากนั้นผวู้ จิ ัยได้ทำ� การอ่าน
จากอาจารยท์ ่ปี รึกษาวิทยานิพนธ์ และดำ� เนนิ การ และบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์ลงในแบบบันทึก
สรา้ งเครอ่ื งมอื ในการรวบรวมขอ้ มลู คอื แบบบนั ทกึ วทิ ยานพิ นธ์ และนำ� แบบสำ� รวจงานวจิ ยั ทรี่ วบรวม
ข้อมูลวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา ได้มาสรุปลงในแบบสรุปข้อมูลเพื่อน�ำข้อมูลไป
ทางการบรหิ ารการศกึ ษาแลว้ นำ� แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู สังเคราะหโ์ ดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel
วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทางการ ขั้นตอนท่ี 5 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของ
บริหารการศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎเสนอ วิทยานิพนธ์ วิเคราะห์องค์ประกอบของงานวิจัย
อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา เพอื่ ตรวจสอบความเทยี่ งตรงเชงิ ตามหลักวิชาการวิจัยท่ีดีมีคุณภาพ วิเคราะห์และ
เนื้อหา (Content Validity) และความเท่ียงตรง สรปุ ขอ้ คน้ พบจากวทิ ยานพิ นธแ์ ละ 4) วเิ คราะหข์ อ้
ตามโครงสร้าง (Construct Validity) และในการ เสนอแนะเชิงนโยบาย
สร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยขั้นสุดท้ายนั้นคือ ขั้นตอนที่ 6 สรุปผลการวิจัย อภปิ รายผล
การน�ำแบบบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์มาปรับปรุง และให้ข้อเสนอแนะในการวิจัยการสังเคราะห์

158 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

วิทยานิพนธ์เป็นการน�ำข้อค้นพบท่ีผู้วิจัยมาสรุป Package For the Social Science) แลว้ วเิ คราะห์
รวบรวมข้อมูลท่ีได้จากวิทยานิพนธ์ มาสังเคราะห์ เน้ือหาโดยใช้เคร่ืองมือการวิจัยเป็นกรอบในการ
เชิงคุณลักษณะด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา พิจารณาว่าประเด็นเน้ือหาของวิทยานิพนธ์แต่ละ
โดยผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การประมวลขอ้ คน้ พบจากงานวจิ ยั เรื่องตามแนวคิดการจ�ำแนกหมวดหมู่งานวิจัย
แต่ละเร่ืองเขียนบรรยายสรุปรวมประเด็นเนื้อหา ทางการบริหารการศึกษา กรณีท่ีเป็นงานวิจัยเชิง
สาระของงานวจิ ยั ทเี่ หมอื นกนั ในแตล่ ะดา้ น เพอ่ื ให้ คุณภาพท�ำการสังเคราะห์เชื่อมโยงกับแนวคิด
เห็นภาพรวมของวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพื่อสรุปเป็นองค์
สาขาวชิ าทางการบรหิ ารการศกึ ษาประกอบกบั ขอ ความรู้
ค�ำปรึกษาจากอาจารย์ควบคุมปริญญานิพนธ์ใน
ประเด็นท่ีมีข้อสงสัย การจัดหมวดหมู่ในการ 4. สรุปผลการวิจัย
สังเคราะหง์ านวิจยั แยกประเดน็
การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน�ำข้อมูลจาก 1. ผลการจ�ำแนกหมวดหมู่ของวิทยา
แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู จากวทิ ยานพิ นธ์ ทำ� การวเิ คราะห์ นิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาท่ีเก่ียวข้องกับ
ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณโดยแจกแจงความถแี่ ละหาคา่ รอ้ ย การบริหารการศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏ
ละเกย่ี วกบั ลกั ษณะทวั่ ไปของวทิ ยานพิ นธ์ แสดงผล จ�ำแนกประเด็นออกเป็น 5 หมวดหมู่ ได้แก่
การวิเคราะห์ข้อมูลในตาราง 5 หมวดหมู่ ได้แก่ ผบู้ รหิ าร องคก์ าร การเมอื ง นโยบายเศรษฐศาสตร์
1) ผ้บู ริหาร 2) องคก์ าร 3) เศรษฐศาสตร์และการ และการเงิน และบรบิ ทอน่ื ๆ
เงิน 4) การเมืองและนโยบายการศึกษา และ 5) 2. ผลการศกึ ษาและวเิ คราะหอ์ งคค์ วาม
บริบทอน่ื ๆ โดยมหี ลกั การในการวเิ คราะห์ดงั นี้ 1) รู้ท่ีได้จากข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎี
วเิ คราะหข์ อ้ มลู ทวั่ ไปของวทิ ยานพิ นธ์ 2) วเิ คราะห์ บัณฑิตสาขาวิชาที่เก่ียวข้องกับการบริหารการ
องค์ประกอบของงานวิจัยตามหลักวิชาการวิจัย ศึกษา ซ่ึงวิเคราะห์จากประเด็นเน้ือหาและข้อค้น
ท่ีดีมีคุณภาพ 3) วิเคราะห์และสรุปข้อค้นพบ พบของวิทยานิพนธ์จ�ำนวน 464 เร่ือง พบว่ามี
จากวิทยานิพนธ์และ 4) วิเคราะห์ข้อเสนอแนะ ท้ังสิ้น 16 ประเด็นดังนี้1) ประเด็นทักษะของ
เชิงนโยบาย โดยวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมของ ผู้บริหาร 2) ประเด็นพฤติกรรมของผู้บริหาร
วิทยานิพนธ์แต่ละเรื่องตามองค์ประกอบของงาน 3) ประเดน็ ประสทิ ธิภาพของผบู้ รหิ าร 4) ประเด็น
วิจัยเพื่อหาความถูกต้องและความสมบูรณ์ของ ผู้บริหารทางการศึกษาผู้หญิง 5) ประเด็นด้าน
วิทยานิพนธ์แต่ละเล่มโดยใช้สถิติพื้นฐานส�ำหรับ อำ� นาจ/หน้าท่ี 6) ประเดน็ ภาวะผนู้ ำ� 7) ประเด็น
การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าความถี่ แรงจงู ใจในการทำ� งาน 8) ประเดน็ การเปลย่ี นแปลง
(Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) และค่า องคก์ าร 9) ประเดน็ ประสทิ ธภิ าพขององคก์ าร 10)
เฉลยี่ (Mean) และใชโ้ ปรแกรม SPSS (Statistical ประเด็นเศรษฐศาสตร์การศึกษา 11) ประเด็นงบ
ประมาณทางการศกึ ษา 12) ประเดน็ การเมอื งและ

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 159

นโยบายการศึกษา 13) ประเด็นการวิเคราะห์ ศกึ ษา ประกอบดว้ ยพฒั นาคณุ วฒุ ิ และความรขู้ อง
นโยบาย 14) ประเดน็ การประกนั คณุ ภาพของการ บุคลากรทางการศึกษาให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ศึกษา 15) ประเด็นการวิจัยการทางศึกษา 16) เกี่ยวกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ประเด็นอืน่ ๆ สนับสนุนให้บุคลากรทางการศึกษาท่ีเก่ียวข้อง
3. องค์ความรู้เชิงนโยบายจากผลการ ท�ำการวิจัยเกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพการ
วิจยั จากสังเคราะห์งานวิจัยพบว่า องค์ความรู้เชงิ ศึกษา และ 6) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการ
นโยบายท่ีได้มีหลากหลายและเพื่อน�ำไปประยุกต์ วิจัยการศึกษา คือมุ่งเน้นการพัฒนาการวิจัยโดย
ใช้ในการพฒั นาการศกึ ษาจึงจำ� แนกเปน็ องค์ความ มาตรการต่างๆ การสร้างแรงจูงใจในการท�ำวิจัย
ร้เู ชงิ นโยบายใน 6 ประเด็น ไดแ้ ก่ 1) ขอ้ เสนอเชงิ เช่นการใช้ผลงานการวิจัยเพื่อพิจารณาความดี
นโยบายส�ำหรับผู้บริหาร ผู้วิจัยพบว่าองค์ความรู้ ความชอบของอาจารย์ สร้างความร่วมมือใน
เชิงนโยบายของผู้บริหารการศึกษาของไทยนั้น ลักษณะเครือข่ายเพื่อการสนับสนุนด้านงบ
มุ่งเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษาในทุกระดับ ประมาณและขอ้ มลู การวิจยั
ใชอ้ ุดมการณ์ในการเป็นครู อาจารย์ ผู้บริหารหรือ
บุคลากรอ่ืนของหน่วยงานทางการศึกษาในการ 5. อภปิ รายผลการวิจยั
ทำ� งานเพอื่ กอ่ ใหเ้ กดิ ผลผลติ ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพทส่ี ดุ
2) ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบายสำ� หรบั องคก์ าร ผวู้ ิจยั 1. หมวดหมขู่ องการจดั จำ� แนกวทิ ยานพิ นธ์
พบว่าองค์ความรู้เชิงนโยบายขององค์การทางการ จากการวจิ ยั พบวา่ หมวดหมขู่ องวทิ ยานพิ นธ์
ศกึ ษาของไทยนน้ั จะตอ้ งใหค้ วามสำ� คญั ในประเดน็ ระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทางการบริหารการ
ต่างๆ มากย่ิงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเก่ียวกับการ ศึกษามี 5 หมวดหม่คู ือ 1) ผ้บู รหิ าร 2) องค์การ 3)
ปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การเมืองและนโยบาย 4) เศรษฐศาสตร์และการ
3) ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบายดา้ นเศรษฐศาสตรแ์ ละ เงิน 5) บริบทอ่ืนๆ โดยในแตล่ ะประเดน็ สามารถ
การเงนิ เปน็ นโยบายเรง่ ดว่ นทง้ั สน้ิ โดยสามารถแบง่ อภิปรายผลไดด้ ังน้ี
เป็นองค์ความรู้เชิงนโยบายในระดับสถาบันและ หมวดหมู่ผู้บริหารแบ่งเป็น 4 ประเภท
ระดบั รฐั 4) ขอ้ เสนอแนะนโยบายดา้ นนโยบายการ ย่อยๆ คือ ทักษะของผู้บริหาร พฤติกรรมของ
ศกึ ษาเปน็ แนวทางและกรอบในการปฏบิ ตั งิ านของ ผ้บู ริหาร ประสทิ ธิภาพของผู้บริหาร และผบู้ รหิ าร
บคุ ลากรในองคก์ ารทกุ ระดบั เพอื่ ใหเ้ กดิ การปฏบิ ตั ิ ทางการศกึ ษาทเ่ี ปน็ ผหู้ ญงิ ซง่ึ จากสงั เคราะหข์ อ้ มลู
งานอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ ได้ข้อสรุปท่ีสอดคล้องในประเด็นทักษะการเป็น
ขององค์การ 5) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส�ำหรับ ผู้บริหารสถานศึกษาที่ดีกับแนวความคิดของ
ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา องค์ความรู้ Drake & Roe (1986 : 29-30) เสนอแนะเกยี่ วกบั
เชิงนโยบายส�ำหรับระบบการประกันคุณภาพการ การเปน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาทดี่ แี ละมปี ระสทิ ธภิ าพ
พฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอก กจ็ ะมา

160 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

จากปจั จยั ดา้ นสว่ นตวั ปจั จยั ดา้ นคนทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ในการบรหิ ารจดั การการศกึ ษา ถอื วา่ เศรษฐศาสตร์
การท�ำงาน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมท้ังภายในและ ทางการศกึ ษาเปน็ เครอ่ื งมอื ในการจดั สรรทรพั ยากร
ภายนอกองค์กร รวมถึงการเปล่ียนแปลงของดา้ น ทางการศกึ ษา
ต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ด้วย ซ่ึงตรงกับ Massie หมวดหมกู่ ารเมืองและนโยบาย เป็นกลมุ่
(1964) ไดก้ ลา่ ววา่ ผบู้ ริหารทจี่ ะท�ำงานไดอ้ ยา่ งมี ที่มีความเกีย่ วข้องกบั การบริหารโดยตรงเนอ่ื งจาก
ประสิทธิภาพในฐานะสมาชิกของกลุ่ม และสร้าง การเมอื งในองคก์ ารกจ็ ะมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ประสทิ ธภิ าพ
ความร่วมมือกับกลุ่มฐานะผู้น�ำท่ีได้ท้ังงานและ ของผู้บริหาร และประสิทธิภาพขององค์การและ
น�้ำใจของบุคลากรในองค์การ ซ่ึงสอดคล้องกับ น�ำมาสู่การปฏิบัติ ซ่ึงจะต้องมีความสอดคล้อง
David (1967) ได้กล่าวถึง การท่ีจะท�ำงานให้ กบั หนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ งในทกุ ระดับ
ประสบความสำ� เรจ็ จะตอ้ งอาศยั การทำ� งานเปน็ ทมี หมวดหมู่บริบทอื่นๆเป็นการศึกษาใน
จากการสงั เคราะหผ์ ลการวจิ ยั ในหมวดหมู่ ประเด็นไม่สามารถรวมเข้ากับกลุ่มผู้บริหารกลุ่ม
องค์การพบว่ามีความสอดคล้องกับหลักการของ องค์การ กลุ่มการเมืองและนโยบาย และกลุ่ม
Barnard (1971 : 168-171) กลา่ ววา่ สบื เนือ่ งจาก เศรษฐศาสตร์และการเงินได้ แต่มีความส�ำคัญต่อ
องคก์ ารทกุ องคก์ ารทเี่ กดิ ขน้ึ มา นนั้ จะตอ้ งประกอบ การบรหิ ารจดั การดงั กลา่ วประกอบดว้ ย การศกึ ษา
ไปด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และมีเหตุผล เกยี่ วกบั การประกนั คณุ ภาพ การวจิ ยั ทางการศกึ ษา
สนบั สนนุ ในการรวมตวั ดงั กลา่ วอยา่ งสมเหตสุ มผล 2. องค์ความรู้จาการข้อค้นพบของงาน
เพอื่ ดำ� เนนิ การอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ไดบ้ รรลเุ ปา้ หมาย นกั วจิ ยั สามารถสรุปไดเ้ ป็น 16 ประเด็น ไดแ้ ก่
ซ่ึงตรงกับที่ Hicks & Gullett (1976 : 6) กล่าววา่ ประเด็นเกี่ยวกับทักษะของผู้บริหาร
องค์การ คือ กระบวนการที่ถูกก�ำหนดขึ้นเป็น เปน็ ประเดน็ ทย่ี นื ยนั ไดว้ า่ ผบู้ รหิ ารทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ
โครงสรา้ งเพอ่ื บคุ คลฝา่ ยตา่ งๆ ไดป้ ฏบิ ตั งิ านรว่ มกนั จำ� เป็นต้องมที ักษะในการบรหิ าร 3 ทกั ษะหลักคือ
เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้ง และมีความ ทักษะทางเทคนิค ทักษะทางมนุษย์ และทักษะ
สอดคล้องกับแนวความคิดของ Korda ที่ไดก้ ล่าว ทางความคิดรวบยอด และต้องเพ่ิมทักษะเฉพาะ
อำ� นาจไว้ว่า อ�ำนาจเปน็ ลกั ษณะของบุคคลและวธิ ี ส�ำหรับผู้บริหารทางการศึกษาอีก 2 ทักษะคือ
การท่ีบุคคลใช้อิทธิพลเหนือผู้อื่นเช่นเดียวกับ ทักษะด้านการเรียนและการสอน และทักษะ
Certo กล่าวถงึ อ�ำนาจ ว่าเปน็ เปน็ วิธีการทบ่ี คุ คล ทางความรู้ ความคิด ซ่ึงตรงกับผลการวิจัยของ
สามารถใช้อทิ ธพิ ลตอ่ ผู้อื่น Katz (1955 : 33-42) และ Drake & Roe (1986
หมวดหมู่เศรษฐศาสตร์และการเงินเป็น : 29-30) ที่ได้กล่าว ทักษะของผู้บริหารทางการ
กลุ่มที่มีงานวิจัยน้อยที่สุด แต่ถือว่าเป็นกลุ่มท่ีมี ศึกษาทง้ั 5 ทกั ษะไว้อย่างชัดเจน ถือวา่ เป็นทกั ษะ
ความส�ำคัญต่อองค์การมากเช่นเดียวกับประเด็น ที่จ�ำเป็นอย่างย่ิงต่อผู้บริหาร ตามโครงสร้างของ
อื่น โดยเป็นการศึกษาถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ สายบังคบั บัญชา

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 161

ประเด็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริหาร โคลแมน (Coleman, 2002 : 18) และฮอฟแมน
จากผลการวจิ ยั พบวา่ ผบู้ รหิ ารจะตอ้ งมกี ารแสดงออก (Hoffman, 1982 : 107) แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามบทบาท
ซึ่งการตอบโต้สนองส่ิงเร้าต่างๆ ใน 2 ลักษณะ หน้าทข่ี องผหู้ ญิงมสี ่วนเอ้ือต่อการเป็นผูบ้ ริหารทีด่ ี
ได้แก่ พฤติกรรมภายนอก และพฤติกรรมภายใน คอื การมที กั ษะทางด้านมนษุ ย์สมั พนั ธ์
แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมภายในเป็น ประเดน็ เกย่ี วกับอ�ำนาจหนา้ ทีใ่ นองค์การ
ผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้บริหารที่อยู่ในสถานการศึกษา โครงสรา้ งขององคก์ ารและมคี วามเกยี่ วพนั กบั การ
ในระดับทีส่ ูงขึน้ โดยแสดงออกในรูปแบบของการ มอบหมายงาน รปู แบบในการใชอ้ ำ� นาจเปน็ ไปตาม
แสดงวิสัยทัศน์มีความพึงพอใจในการท�ำงานมี รูปแบบการกระจายอ�ำนาจการจัดการศึกษาท่ีมี
ความศรัทธาต่อองค์การ รวมถึงความต้องการมี ลกั ษณะการกระจายอำ� นาจซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ผลการ
บทบาทในการบริหารจัดการองค์การ ศึกษาของคานเตอร์ (Kanter, 1982 : 98) ท่ีได้
ประเดน็ เกยี่ วกบั ประสทิ ธผิ ลของผบู้ รหิ าร กล่าวว่าอ�ำนาจเป็นเร่ืองของความสัมพันธ์ทั้งใน
เป็นการศึกษาถึงลักษณะของผู้บริหารที่ประสบ แนวนอนหรือแนวดิงในองค์การ ซ่ึงเป็นความ
ความส�ำเร็จรวมถึงลักษณะของผู้บริหารท่ีมีความ สัมพันธ์ในเชิงพ่ึงพาของบุคคลในองค์การ และมี
ก้าวหน้าในวิชาชีพซ่ึงผลจากการวิจัยมีความ การยอมรับซึง่ กันและกนั ในองคก์ ารเดียวกนั
สอดคล้องกับการศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะของ ประเด็นเกี่ยวกับภาวะผู้น�ำ มีความ
ผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพที่ นักวิชาการ สอดคล้องกับผู้เช่ียวชาญหลายท่านไม่ว่าจะเป็น
หลายทา่ นไดศ้ กึ ษาไว้ เชน่ มาสเซยี (Massie, 1964 Richards & Engle กล่าวว่า ภาวะผูน้ ำ� เป็นความ
: 24) บารน์ าร์ด (Barnard, 1971 : 224) จอหน์ สามารถผู้น�ำที่จะสามารถส่ือสารวิสัยทัศน์ได้อย่าง
โรวล์ (Rowls, 1971: 274-275) และนิวแมน ชัดเจนและให้ความหมายท่ีแสดงออกถึงคุณค่า
(Newman, 1983 : 185-186) ตรงกบั ผู้บรหิ ารที่ และสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมภายในองค์การเพ่ือให้
มปี ระสิทธิภาพตามบริบทของประเทศไทย สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และ Katz & Kahn
ประเดน็ ผบู้ รหิ ารทางการศกึ ษาผหู้ ญงิ เปน็ กลา่ ววา่ ภาวะผนู้ ำ� หมายถงึ อำ� นาจการนำ� ทเ่ี หนอื
มติ ิใหมท่ เ่ี กดิ ขนึ้ ในสังคมปัจจุบนั ซึง่ ผ้หู ญงิ ไดป้ รบั กว่าผู้อื่นและอยู่เหนือกว่าการคล้อยตามที่เป็นไป
เปล่ียนบทบาทของตนเองจากแม่บ้านมาเป็น ตามกลไกด้วยทิศทางที่ถูกก�ำหนดไว้ประจ�ำ
ผบู้ รหิ าร ซงึ่ ตรงกบั ผลการวจิ ยั เกยี่ วกบั บทบาทของ องค์การและยังสอดคล้อง Fiedler & Garcia
ผู้หญิงในต่างประเทศโดยนักวิชาการหลายท่าน (1987 : 63) กล่าวว่า ผนู้ ำ� เปน็ บคุ คลในกลุม่ ทไี่ ด้
เชน่ คาโรลนี (Carolyn) และโรสแมรี่ (Rosemary) รบั มอบหมายใหก้ ำ� กบั และประสานงานใหก้ จิ กรรม
นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของ ของกลุ่มมีความสัมพันธ์กัน ผู้น�ำจะต้องมีความ
ผู้หญิงทางด้านการบริหาร ท่ีได้ท�ำวิจัยในประเทศ สามารถในการริเริ่มโครงสร้างการท�ำงานใหม่ๆ
อังกฤษ โดยแฮงต้ัน (Haughton, 2002 : 124) หรือวัฒนธรรมใหม่ๆ ท่ีสอดคล้องกับพนักงาน

162 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

นอกจากน้ีผู้น�ำหรือผู้จัดการควรสามารถปรับ พึงพอใจ เป็นผลทำ� ให้การด�ำเนินงานของโรงเรยี น
กระบวนการทำ� งานทชี่ ว่ ยสง่ เสรมิ ใหพ้ นกั งานบรรลุ มปี ระสทิ ธิผลสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์
ผลสำ� เร็จได้ด้วยตนเอง ประเด็นเศรษฐศาสตร์การศึกษา โสภนา
ประเดน็ แรงจงู ใจในการทำ� งานนนั้ จากผล สดุ สมบรู ณ์ (Soonsomboon, 2007) กลา่ ววา่ การ
ของสังเคราะห์ข้อค้นพบ ผู้วิจัยพบว่า แรงจูงใจ ลงทนุ ทางการศกึ ษาซงึ่ ถอื เปน็ ตน้ ทนุ ในการผลติ ทนุ
ในการทำ� งานของบคุ ลากรในสถานศกึ ษาสว่ นใหญ่ มนษุ ย์ โดยการเปรยี บเทยี บกบั ผลตอบแทนทไี่ ดร้ บั
ขึน้ อยกู่ ับปัจจัยส่วนบุคคล เชน่ เพศ อายุ วุฒกิ าร จากการลงทุนดังกล่าวซ่ึงมีความสอดคล้องกับ
ศึกษา และประสบการณ์ โดยมีความสัมพันธ์ ตน้ ทนุ ทางการศกึ ษาหรอื ตน้ ทนุ ในการผลติ บณั ฑติ
โดยตรงกับความผูกพันกับองค์การ ซ่ึงตรงกับ ประเด็นงบประมาณทางการศึกษาการ
ทฤษฎวี ่าดว้ ยความต้องการของ Maslow ท่ีกลา่ ว วางแผนทางตัวเลขเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรทุก
วา่ ความตอ้ งการของมนษุ ยว์ า่ ตง้ั อยบู่ นพน้ื ฐานทาง ชนิดในการบริหารจัดการการศึกษา งบประมาณ
พฤติกรรมท่ีมนุษย์แสดงออกมานั้นเป็นผลจาก มีรูปแบบที่หลากหลาย ข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ท่ี
ความต้องการของมนุษย์ ซึ่งตรงกับทฤษฎีอีอาร์จี จะน�ำไปใช้ รูปแบบงบประมาณทางการศึกษางบ
(ERG Theory) ของเครตัน (Clayton) และทฤษฎี ประมาณมุ่งเน้นผลงาน ซึ่งเป็นการน�ำรูปแบบงบ
ความตอ้ งการท่เี กดิ เพ่ิมข้ึนของเดวิด (David) ประมาณท่ีให้ความส�ำคัญกับการใช้ทรัพยากรท่ีมี
ประเด็นการเปลี่ยนแปลงองค์การเป็น อยู่ในองคก์ าร
ประเด็นท่ีได้รับความสนใจมากในปัจจุบันนี้ ประเด็นการเมืองและนโยบาย ความขัด
เน่ืองจากกระแสของโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ แยง้ ในองคก์ าร มีสาเหตุมาจากปัญหาการเมืองใน
และสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Schein องคก์ ารในขณะทน่ี โยบายกจ็ ะเปน็ กรอบทไ่ี ดร้ บั มา
ท่ีมีความเห็นว่า ประสิทธิผลองค์การ หมายถึง จากหน่วยงานระดับบน แต่ท่ียังเป็นปัญหาส�ำคัญ
สมรรถนะ (Capacity) ขององคก์ ารในการทจ่ี ะอยรู่ อด ประเด็นของนโยบาย คือเม่ือนำ� นโยบายมาปฏิบัติ
(Survival) ปรับตัว (Adapt) รักษาสภาพ แล้วผู้บริหาร หรือผู้รับผิดชอบขาดกระบวนการ
(Maintain) และเตบิ โต (Grow) ไมว่ ่าองคก์ ารน้นั ติดตามผลการปฏิบัติงาน ตามนโยบายที่ก�ำหนด
จะมีหน้าท่ีใดที่ต้องการให้ลุล่วง และ Robbins เป็นแนวทางไว้ท�ำให้ไม่สามารถประเมินประสิทธิ
ไดน้ ยิ ามประสทิ ธผิ ลขององคก์ าร หมายถงึ ระดบั ที่ ผลขององคก์ ารหรือบคุ คลได้
ซง่ึ องคก์ ารบรรลเุ ปา้ ประสงคร์ ะยะสนั้ และระยะยาว ประเด็นการวิเคราะห์นโยบายเป็น
ท้งั ในเชงิ ผลลพั ธ์และเชงิ กระบวนการ สว่ น Hoy & กระบวนการที่ส�ำคัญยิ่งในการก�ำหนดนโยบาย
Miskel กลา่ ววา่ ประสทิ ธผิ ลขององคก์ าร หมายถงึ ซึ่งนโยบายทางการศึกษาเป็นนโยบายที่มีข้ันตอน
การที่ผู้บริหารสามารถใช้ภาวะผู้น�ำ เป็นศูนย์รวม ในการท�ำท่ียุ่งยากและสลับซับซ้อน แต่ผลของ
ในการจดั การศกึ ษา ทำ� ใหค้ รแู ละนกั เรยี นเกดิ ความ การน�ำนโยบายไปใช้นั้นส�ำคัญเป็นอย่างยิ่งจึง

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 163

จ�ำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์นโยบายการศึกษา ภาวะผู้น�ำในองค์การ 4) บรรยากาศขององค์การ
ก่อนน�ำออกบังคับทุกคร้ัง จากผลการสังเคราะห์ 5) บุคคลในองคก์ าร และ 6) การจูงใจใหบ้ ุคคลใน
งานวิจัยพบว่ามีความสอดคล้องกับแนวคิดของ องคก์ ารทำ� งาน
Dunn โดยกลา่ ววา่ การวเิ คราะหน์ โยบายเปน็ สาขา ประเดน็ บรบิ ทอนื่ ๆ เปน็ งานวจิ ยั ทมี่ บี รบิ ท
สงั คมศาสตรป์ ระยกุ ตส์ าขาหนงึ่ ซงึ่ ใชว้ ธิ กี ารหาขอ้ หรอื ประเดน็ ทแ่ี ตกตา่ งออกไปตามลกั ษณะของภมู ิ
เทจ็ จรงิ และหาเหตผุ ลหลายวธิ ี เพอื่ ผลติ และแปลง หลงั บทบาท อาชีพ หรอื แมก้ ระท้ังแนวความคิด
ข่าวสารท่ีเก่ียวกับนโยบายและยังสอดคล้องกับ ของผวู้ ิจยั จากการสังเคราะหง์ านวิจัยยังพบอีกว่า
แนวคิดของ Quade ได้อธิบายว่า การวิเคราะห์ การจัดการเรียนการสอนในระดับดุษฎีบัณฑิต
นโยบาย คอื การพยายามแสวงหาแนวทางปฏบิ ตั ทิ ่ี สาขาวิชาทางการบริหารการศึกษานั้น มีการเปิด
เปน็ ไปได้ การรวบรวมขอ้ มลู หลกั ฐานทเี่ กย่ี วกบั ผล กวา้ งใหบ้ คุ คลทม่ี อี าชพี ทไ่ี มเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การบรหิ าร
ประโยชนแ์ ละผลกระทบอน่ื ๆ ซง่ึ อาจจะเกดิ ขน้ึ จาก การศึกษาได้เข้ามาศึกษา ซึ่งเป็นการดีท่ีท�ำให้เกิด
การตัดสินใจเลือกและน�ำทางเลือกน้ันไปปฏิบัติ งานวิจัยท่ีหลากหลายบริบท มีองค์ความรู้ท่ีกว้าง
เพื่อช่วยให้ผู้ตัดสินใจนโยบายน้ันเลือกทางเลือกท่ี ขวางและเป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัยอื่นอีกมากมาย
ให้ประโยชน์สูงสุด ด้วยเหตุนี้ประเด็นบริบทอื่นๆ จึงเป็นประเด็นที่
ประเด็นเก่ียวกับการประกันคุณภาพการ ผวู้ ิจยั ต้องให้ความสนใจเปน็ พเิ ศษ
ศึกษา ระบบการประกนั คุณภาพการศึกษา ได้นำ�
มาใชท้ างการศกึ ษาในทกุ ระดบั และในแตล่ ะระดบั 6. ข้อเสนอแนะ
ก็จะมีหลักในการปฏิบัติท่ีแตกต่างกันตามบริบท
ของการจัดการศึกษา รวมถึงในปัจจุบันน้ีได้มี 1. ขอ้ เสนอแนะการน�ำผลการวิจยั ไปใช้
การนำ� หลกั การบรหิ ารสมยั ใหมเ่ ขา้ มาใชเ้ พอ่ื ใหเ้ กดิ จากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิง
การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพท่ีสุดโดย นโยบาย เพื่อน�ำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการ
พจิ ารณาจากเกณฑ์การประเมินคณุ ภาพ ศึกษาของไทย แบ่งเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ประเด็นการวิจัยทางการศึกษา ความรู้ ตามหมวดหมู่ท่ีก�ำหนดไว้ในการเก็บและวิเคราะห์
ความเข้าใจท่ีถูกต้องในส่ิงท่ีต้องการศึกษา ซ่ึงเป็น ข้อมลู ดงั น้ี
ภารกิจท่ีส�ำคัญย่ิงของผู้บริหารทางการศึกษา 1.1 หมวดหมู่ผู้บริหาร ควรใช้เป็น
การวิจัยทางการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งเพ่ือ แนวทางในการกำ� หนดรปู แบบหรอื แนวทางในการ
พัฒนาความรู้ ความคิด และความสามารถของ พฒั นาทกั ษะผบู้ รหิ ารในระดบั ตา่ งๆ รวมไปถงึ แนว
ผวู้ จิ ยั สอดคลอ้ งกบั แนวความคดิ ของ Silver ไดแ้ บง่ ปฏบิ ตั ขิ องหนว่ ยงานทมี่ หี นา้ ทพ่ี ฒั นาผบู้ รหิ ารทจี่ ะ
เน้ือหางานวิจัยทางการบริหารการศึกษาออกเป็น ต้องมุ่งเน้น พัฒนา ส่งเสริม ทักษะของผู้บริหาร
6 กลมุ่ คอื 1) องคก์ าร 2) อ�ำนาจในองค์การ 3) ทุกทักษะให้เกิดขึ้นกับผู้บริหารในทุกระดับเพื่อ
ประโยชน์ในการประสานการท�ำงานในองค์การได้

164 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะทักษะทางด้าน วิจัยในครั้งต่อไปคอื
ความคดิ รวบยอด 2.1 ควรกำ� หนดเปน็ นโยบายใหม้ งี าน
1.2 หมวดหมู่องค์การ ควรค�ำนึงถึง วิจัยเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การศึกษา และงบ
ปัจจัยหลายๆด้านท่ีส่งผลต่อการบริหารองค์การ ประมาณทางการศกึ ษาใหม้ ากขน้ึ
และจะต้องให้ความส�ำคัญในประเด็นต่างๆมากย่ิง 2.2 ควรก�ำหนดส่งเสริมให้มีการ
ข้ึน โดยเฉพาะประเด็นเก่ียวกับการปรับตัวเพ่ือ สงั เคราะหง์ านวจิ ยั เปน็ ระยะเพอ่ื จะไดน้ ำ� องคค์ วาม
รองรับการเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะ รู้ที่คน้ พบมากำ� หนดเป็นแนวทางในการวิจัย
ประเด็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นจากบุคลากร 2.3 ควรมีการท�ำการสังเคราะห์งาน
ทางการศกึ ษาอย่างตอ่ เนอื่ งและเป็นรูปธรรม วจิ ยั ทางดา้ นการศกึ ษาจากหนว่ ยงานอน่ื ๆ ทำ� ดว้ ย
1.3 การเมืองและนโยบายเนื่องจาก เพื่อเป็นการเปรียบเทียบถึงข้อค้นพบต่างๆ เพ่ือที่
นโยบายเป็นแนวทางและกรอบในการปฏิบัติงาน จะได้ไปใช้ร่วมกันเพ่ือประโยชน์ในการพัฒนาการ
ของบุคลากรในองค์การทุกระดับ เพื่อให้เกิดการ ศกึ ษาอยา่ งครบถว้ นเนอื่ งจากการพฒั นาทเ่ี ปน็ รปู ธรรม
ป ฏิ บั ติ ง า น อ ย ่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ แ ล ะ บ ร ร ลุ จำ� เป็นจะตอ้ งมกี ารประสานงานในดา้ นของข้อมูล
วัตถุประสงค์ขององค์การ นโยบายควรจะมีการ
แบง่ เปน็ นโยบายระดบั ยอ่ ยของหนว่ ยงานในแตล่ ะ 7. องค์ความร้ทู ี่ได้รับ
ระดับในแตล่ ะองค์กร
1.4 หมวดหมู่เศรษฐศาสตร์และการ องค์ความรทู้ ีไ่ ด้จาการวจิ ัยครั้งนี้ เป็นการ
เงินควรค�ำนึงถึงปัจจัยที่จะส่งผลต่อการบริหาร ขยายองค์ความรู้เชิงวิชาการในบริบทสังคมไทย
จัดการด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน เพ่ือให้เกิด และมีประโยชน์ต่อการน�ำไปประยุกต์ใช้ในการ
การคมุ้ ทนุ ประสทิ ธผิ ลในการทำ� งานในแตล่ ะภารกจิ พฒั นางานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การบรหิ ารการศกึ ษา
1.5 หมวดหม่บู รบิ ทอ่ืนๆ ควรใช้เป็น ของนักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตในมหาวิทยาลัย
แนวทางในการก�ำหนดกรอบด�ำเนินงานและ ราชภฏั ทว่ั ประเทศ ซง่ึ เปน็ องคค์ วามรทู้ มี่ าจากการ
แนวทางปฏบิ ตั ใิ นพัฒนาคุณวุฒิ และ ความรู้ ของ หลอมรวมองคค์ วามรขู้ องงานวจิ ยั ทกี่ ระจดั กระจาย
บุคลากรทางการศึกษาและบุคลากรจากบุคล อยู่ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ล วธิ วี ทิ ยาการ
ภายนอกวงการการศึกษาให้มีความเข้าใจอย่างลึก วิจัย (Methodological) ท่ีหลากหลาย ไดข้ อ้ สรุป
ซึ้งเก่ียวกับการค้นหาองค์ความรู้ หรือแนวปฏิบัติ สาระส�ำคัญของงานวิจัย (Substantive) ได้แก่
ในการท�ำงานวิจัยท่ีมีความเหมาะสมและมี ตวั แปรหรอื แนวคดิ ทใี่ ชศ้ กึ ษาในการวจิ ยั ประโยชน์
ประสทิ ธิภาพต่อองค์การยิง่ ข้ึน ในการน�ำไปใช้ อีกท้ังสามารถน�ำผลการวิจัยน�ำไป
2. ข้อเสนอแนะในการทำ� วิจัยครง้ั ตอ่ ไป ประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานวิทยานิพนธ์ระดับ
ผู้วิจัยขอเสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการ บัณฑิตศึกษา สาขาที่เก่ียวข้องกับการบริหารการ
ศึกษา และสามารถน�ำผลวจิ ยั ไปอา้ งองิ เพื่อพฒั นา

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 165

ตามตวั แบบทไี่ ดจ้ ากการวจิ ัย ท�ำใหก้ ารพัฒนางาน บรหิ ารการศกึ ษาเปน็ ไปดว้ ยความหลากหลายและ
วิจัยระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาที่เก่ียวข้องกับการ ถูกทศิ ทาง

References

Buason, R., et al. (2014). Evaluation of student thesis quality Ph.D. Naresan University.
Journal of Educational Sciences, Naresan University, 16(-), 120-126.

Chester I. Barnard. (1971). The Function of the Executive. Cambridge : Harvard University.
Coleman Marianne. (2002). Women as head teachers: Striking the balance. England:

Trentham Books.
David, K. (1967). Human Relation of Work. New York : McGrawHill Book Company.
Drake, T.L., & Roe, W. H. (1986). The principalship. (3rded.). New York : Macmilan.
Fiedler, Fred E. (1967). A Theory of Leadership Effectiveness. New York : McGraw-Hill.
Haughton, E. (2002). Why it’s still hard to be a woman. England : Trentham Book.
Hicks, Herbert G. and Gullett C. Ray. (1985). Management. New York : McGraw-Hill.
John Rowls. (1971). A Theory of Justice. New York : A Harvard paperback.
Kanter, Rosabeth Moss. (1982). The middle manager as innovator. Harvard Business Review,

60(4), 95-105.
Massie, Joseph L. (1964). Essential of Management. New York : Prentice-Hall Inc., Company.
Office of the Higher Education Commission. (2005). Higher Education Curriculum 2005

and Guidelines for Higher Education Curriculum Standards. Bangkok: Office of the
Higher Education Commission.
Robert L. Katz. (1955). Skills of Effective Administration. Harvard Business Review 33.
Soodsomboon, S. (2007). Synthesis of Ph.D. thesis Management Study in Thailand. Bangkok
: Silpakorn University.
Tansiri, W. (1996). Guidelines for the Reform of Thai Education in the Globalization Era.
Journal of Teacher Education, 16(3), 12-16.
Thelbert L. Drake & William H. Roe. (1986). The Principalship. 3rd ed. New York : Macmillan.
Thomas S. Snyder, and Charlene M. Hoffman. (2002). Digest of education statistics. D.C.
National Center for Educational Statistics.

166 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Wanpech, W., et al. (2011). Synthesis of Graduate Thesis Curriculum Master of Industrial
Technology Phranakhon Rajabhat University. Graduate School : Phranakhon Rajabhat
University.

William H. Newman. (1983). Administrative Action. 2nd ed. Englewood Cliffs, NewJersey
: Prentice-Hall.

การพฒั นาคนและพัฒนาบ้านเมืองในกฏู ทันตสตู ร*
Developing People and Country in Kutadanta Sutta

พระอธิการสายแพร กตปุญฺโญ และพระมหามิตร ฐิตปญโฺ ญ
Phra Athikan Saipray Katapoonyo and Phramaha Mit Thitapanyo

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

กฏู ทนั ตสตู ร เปน็ พระสตู รทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั พฒั นาบา้ นเมือง พฒั นาคนและเศรษฐศาสตรอ์ ีกทงั้ เปน็
พระสตู รหนง่ึ ทท่ี ำ� ใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ชี วี ติ ความคดิ วธิ กี ารจดั การกบั ปญั หา และทสี่ ำ� คญั คอื รปู แบบการปกครอง
รูปแบบพิเศษในสมัยพุทธกาล แม้จะไม่ได้เจาะลึกเป็นกฎหมาย ก็พอจะมองเห็นถึงลักษณะพิเศษบาง
ประการท่ผี ู้ปกครองมอบให้กบั ประชาราษฎร์ ถา้ หากมองในแง่ของการกระจายอ�ำนาจ ซง่ึ พระราชาทรง
ไดม้ อบอ�ำนาจใหไ้ ปจัดการทอ้ งถน่ิ ไปดำ� เนนิ การปกครองและจัดท�ำกจิ กรรมตา่ งๆ ด้วยตวั เอง ซ่ึงเง่อื นไข
ความอุดมสมบรู ณ์ของชมุ ชนเป็นส่วนหนงึ่ ท่ีสามารถปกครองตนเองได้
คำ� สำ� คัญ: พัฒนาคน; พฒั นาบา้ นเมอื ง; กฏู ทนั ตสตู ร

Abstract

Kutadanta Sutta is about developing country, people, and economics. It also
shows the way of life, though, or even how to solve the ploblems. As it is written, the
political system in Buddha era is not a law. But, we can see a special thing that the
leader gives to the citizen. It is a decentralization. The people are authorized by the king
in local self-government. The condition in rich of natural resources in community is a
part of self-administration.
Keywords: Developing People; Developing Country; Kutadanta Sutta

* ได้รบั บทความ: 21 พฤศจิกายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 29 มกราคม 2563; ตอบรับตีพิมพ:์ 25 มนี าคม 2563
Received: November 21, 2018; Revised: January 29, 2020; Accepted: March 25, 2020

168 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

1. บทน�ำ ให้แกค่ ู่สนทนา
ขณะเดียวกันพระองค์ทรงเมตตาวาง
พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่ศาสนาท่ามกลาง ระบบสงั คมแบบพทุ ธบรษิ ทั ขนึ้ เพอื่ ทจี่ ะชว่ ยคำ้� จนุ
บรบิ ททางสงั คมทมี่ คี วามหลากหลายศาสนา ความ สงั คมปราศจากวรรณะไว้ โดยทรงประทานอนญุ าต
เชื่อและลัทธิต่างๆ ซ่ึงชาวชมพูทวีปในสมัยก่อน ให้คนทุกวรรณะอุปสมบทและเป็นพุทธมามกะ
พุทธกาลนั้น นับถือศาสนาพราหมณ์เสียเป็นส่วน ได้อย่างเสมอกัน (Phra Brahmagunabhon
ใหญ่ คนสมยั นน้ั อยรู่ วมกนั เปน็ แวน่ แควน้ นอ้ ยใหญ่ (P.A. Payutto), 2015 : 7) และใหเ้ คารพนบั ถอื
มากมาย ตามบันทึกนับได้เป็น 16 แคว้นใหญ่ กนั ตามอาวโุ ส พรอ้ มทง้ั ตรสั สอนไวค้ วามวา่ บคุ คล
และอกี 5 แควน้ เลก็ และมลี กั ษณะการปกครองอยู่ เรานั้นจะดหี รือเลวไม่ไดอ้ ยทู่ ช่ี าตกิ �ำเนดิ (วรรณะ)
2 ระบบใหญ่ คอื 1) ระบบสมบูรณาญาสทิ ธิราชย์ หากแต่ดีหรือเลวเพราะการกระท�ำ (กรรม) ของ
และ 2) ระบบสามคั คธี รรม (Mahachulalongkorn ตนเอง (Tipitaka, 1996 : 25/142/532) ซงึ่ การ
rajavidayalaya University Instructor Group, เสนอแนวคิดใหม่เพ่ือปฏิวัติแนวคิดเดิมของ
2007 : 10-11) ซึง่ การปกครองท้ัง 2 ระบบนีล้ ว้ น พราหมณ์ การดแู ลคณะสงฆ์ และการกอ่ ตง้ั สังคม
ตกอยภู่ ายใต้อิทธิพลของระบบวรรณะ สภาพทาง พุทธบริษัทข้ึนน้ัน โดยพุทธประสงค์แล้วทรง
สงั คม เศรษฐกจิ และการเมอื ง รวมถงึ ความเปน็ อยู่ ต้องการให้สังคมยุคน้ันปราศจากการเอารัด
ของผู้คน สิทธิ เสรีภาพ อาชีพ และการศึกษา เอาเปรียบซ่ึงกันและกันการปกครองในยุคนั้น
ตลอดเวลาทท่ี รงจารกิ ไปยงั แวน่ แควน้ ตา่ งๆ ภายใน มี 2 ระบบใหญ่ๆ ท่ีมอี ย่ใู นยคุ นนั้ เช่อื มโยงสัมพนั ธ์
ชมพทู วปี นนั้ พระองคท์ รงเสนอทศั นะและแนวทาง อยกู่ บั วถิ ชี วี ติ สทิ ธแิ ละเสรภี าพรวมถงึ ความเปน็ อยู่
ใหม่ เพอ่ื หกั ลา้ งทฐิ คิ วามเชอื่ เดมิ ดว้ ยทฤษฎกี ำ� เนดิ ของผู้คนดังกล่าว และด้วยความเที่ยงธรรม
ววิ ฒั นาการของโลก และสงั คมโดยการกระทำ� ของ พระองคจ์ งึ มทิ รงสนบั สนนุ หรอื ปฏเิ สธการปกครอง
มนุษย์แทนทฤษฎีการสร้างโลกและบันดาลความ ทง้ั 2 แบบทมี่ อี ยใู่ นเวลานน้ั ทรงเหน็ วา่ ระบอบการ
เปน็ ไปในสงั คมโดยพระผเู้ ปน็ เจา้ ดว้ ยทรงเหน็ โทษ ปกครองใดกไ็ ม่สำ� คญั แตส่ ิ่งสำ� คัญอยู่ทผี่ ปู้ กครอง
ของการถอื ทฐิ ิ และวรรณะดงั กลา่ ว ซ่งึ การเผยแผ่ ต้องปกครองโดยธรรม การที่ทรงกล่าวเช่นน้ี
พระธรรมของพระองค์ในเวลาน้ัน นับว่าเป็นการ พระพุทธศาสนาก็ให้ความส�ำคัญกับการประพฤติ
ทา้ ทายทศั นะ และทฐิ เิ กา่ รวมถงึ กระทบโดยตรงตอ่ ธรรมมากกวา่ ตวั บคุ คล และแมว้ า่ พระพทุ ธศาสนา
คำ� สอนของพราหมณ์ ทรงพบปะสนทนากบั บุคคล จะไม่ใช่ศาสตร์แห่งการปกครอง แต่มุ่งสอนให้
หลากหลายชนช้ัน และมีจ�ำนวนไม่น้อยท่ีชนช้ัน ผู้ปกครอง และผู้ใต้ปกครองได้ประพฤติ ในการ
ปกครอง เชน่ ราชา เจา้ ผคู้ รองแควน้ เสนาอำ� มาตย์ ครองตนและท�ำหน้าท่ีได้อย่างสมบูรณ์ท่ีสุดตาม
เปน็ ตน้ มาเขา้ เฝา้ เพอื่ ทลู ถามปญั หาเรอื่ งเดอื ดรอ้ น ความสามารถของตนและอยู่ในสังคมด้วยความ
ทคี่ บั ขอ้ งใจ ทรงเมตตาตอบปญั หาขอ้ ตดิ ขดั พรอ้ ม ปกตสิ ุข
ทง้ั แนะนำ� จรยิ ธรรม คอื พทุ ธวธิ ไี วส้ ำ� หรบั แกป้ ญั หา

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 169

2. ความสำ� คัญของกูฏทันตสตู ร ประการ ไดแ้ ก่ 1) ทรงมชี าตติ ระกูลดีตลอด 7 ชั่ว
บรรพบรุ ษุ 2) ทรงมบี คุ ลกิ ดี งดงาม สงา่ นา่ ดู นา่ ชม
กฏู ทนั ตสตู ร แปลวา่ พระสตู รทว่ี า่ ดว้ ยกฏู น่าเล่ือมใส (3) ทรงเป็นผู้มั่งค่ัง มีทรัพย์และ
ทันตพราหมณ์ (กูฏทันตะ แปลว่า ฟันเขยิน) ทอ้ งพระคลงั เตม็ บรบิ รู ณ์ 4) ทรงพรอ้ มดว้ ยกองทพั
ที่ชื่ออย่างน้ี เพราะเน้ือหาส�ำคัญของพระสูตรน้ี ทัง้ 4 เหล่า ท่เี ข้มแข็ง มีวนิ ัยเคร่งครัด ปราบข้าศึก
เปน็ ขอ้ สนทนาระหว่าง พระผู้มีพระภาคเจา้ กบั กูฏ ได้ 5) ทรงมีพระราชศรัทธา บริจาค ทาน บำ� เพ็ญ
ทันตพราหมณ์ โดยกูฏทันตพราหมณ์เป็นผู้ถาม พระราชกุศลอยู่เสมอ 6) ทรงศึกษาและสดับเรื่อง
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น ผู้ตรัสตอบกูฏทันตสูตร นั้นๆ มามาก มีความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ 7) ทรง
มีรูปแบบของพระสูตร เป็นแบบการสนทนาถาม- ทราบความหมายแหง่ ขอ้ และภาษติ ทท่ี รงศกึ ษามา
ตอบอีกแบบหน่ึง คือ กฏู ทันตพราหมณเ์ ขา้ ไปเฝ้า 8) ทรงเปน็ บณั ฑติ มพี ระปรชี าสามารถ รอบรเู้ รอื่ ง
เพื่อทูลขอค�ำอธิบาย พระผู้มีพระภาคทรงอธิบาย ราวใน อดตี ปจั จบุ นั และอนาคตได้ และคณุ สมบตั ิ
โดยยกอดีตมหาราชพระองค์หน่ึงท่ีเคยท�ำพิธีบูชา ของปุโรหิต 4 ประการ ได้แก่ 1) มีชาติตระกูลดี
มหายัญนี้ได้ผลดีมาแล้วมาตรัสเล่าให้ฟัง แล้วกูฏ ตลอด 7 ชวั่ บรรพบรุ ษุ 2) เปน็ ผคู้ งแกเ่ รยี น ทอ่ งจำ�
ทันตสูตรพราหมณ์ก็ทูลถามเพ่ือขอความรู้ต่อไป มนตไ์ ดม้ าก แตกฉานในคมั ภรี ท์ ง้ั ปวงของ พราหมณ์
โดยมิได้โต้แย้งใดๆ พระผู้มีพระภาคก็ทรงอธิบาย 3) เป็นผู้มีศีลมั่นคง 4) เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม
จนผู้ถามพอใจ มีปัญญามาก
พระสตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั แกก่ ฏู กฏู ทนั ตพราหมณ์ ไดเ้ ตรยี มสตั วไ์ วฆ้ า่ เพอ่ื
ทนั ตพราหมณข์ ณะประทบั อยใู่ นสวน อมั พลฏั ฐกิ า บูชายัญคือ วัวเพศผู้ ลูกวัวเพศผู้ ลูกวัวเพศเมีย
ใกล้หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ ขาณุมัต แคว้นมคธ แพะและแกะ อยา่ งละ 700 ตวั เพอ่ื ความสขุ ความ
ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารพระราชทานหมู่บ้านนี้เป็น เจริญของตนเอง และประชาชนในหมู่บา้ นของเขา
พรหมไทยใหก้ ฏู ทนั ตพราหมณป์ กครอง ขณะทพ่ี ระ เน่ืองจากตนไม่ทราบว่าจะท�ำพิธีอย่างไรแน่และ
ผู้มีพระภาคเจ้าแวะไปประทับที่นั้น กูฏทันต ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบดี ฉะน้ัน
พราหมณก์ �ำลังเตรียมการจดั ทำ� พธิ บี ชู ามหายญั 3 เมื่อทราบจากพวกพราหมณ์ท้ังหลายว่า พระผู้มี
ประการ มีองคป์ ระกอบ 16 ประการ คอื อนมุ ตั ิ 4 พระภาคเจา้ เสดจ็ มาประทบั ทส่ี วนอมั พลฏั ฐกิ าแลว้
ประการ ไดแ้ ก่ การขอความเหน็ ชอบและความรว่ ม จึงได้ออกไปเฝ้า แม้จะถูกพราหมณ์หลายร้อยตน
มอื การบูชายัญจากคนระดับบน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ท่ีมาพักรับทานในพิธีบูชามหายัญนั้น คัดค้านว่า
เจ้าผู้ครองนคร 2) อ�ำมาตย์ราชบริพารผู้ใหญ่ 3) ไม่สมควรไปเฝ้า ควรให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
พราหมณ์มหาศาล (พราหมณ์ผมู้ ีทรพั ยม์ าก) และ มาหาเอง กูฎทนั ตพราหมณ์ก็ไดย้ กเอาพุทธคณุ ข้ึน
4) คหบดีมหาศาล (คหบดีผู้มีทรัพย์มาก) โดยมา มาอ้างลบล้างเหตุผลของพวกพราหมณ์ท�ำนอง
ปรึกษาพูดคุยเพื่อขอความเห็นชอบและร่วมมือ เดยี วกบั ทโี่ สณทณั ฑพราหมณก์ ลา่ วอา้ ง (Tipitaka,
กับพระองค์ คุณสมบัตขิ องพระเจา้ มหาวิชิตราช 8

170 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

1996 : 9/125-126/323-325) ร้อนให้แก่คนและสัตว์ ตลอดจนการตัดไม้ท�ำลาย
กลา่ วโดยสรปุ ความสำ� คญั ในกฎู ทนั ตสตู ร ธรรมชาต ิ
กลา่ วถงึ หลกั การบรหิ ารบา้ นเมอื งของผปู้ กครองรฐั 2. ทรงแสดงใหเ้ หน็ วา่ มหายญั 3 ประการ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงหลักการส�ำคัญ คือ อันท่อี งค์ประกอบ 16 ประการ ซึง่ พวกพราหมณ์
ทรงปฏวิ ตั แิ นวคดิ เรอื่ งการบชู ายญั ดว้ ยการฆา่ สตั ว์ ถือกันว่า เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์มีผลมากนั้นจริงๆ
และพธิ ที ตี่ อ้ งเตรยี มการ 2 แบบ ไดแ้ ก่ การพฒั นาคน แลว้ เปน็ พิธีท่ีต้องเตรียมการมาก แต่มผี ลนอ้ ย คือ
และการพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งเป็นหลักการพัฒนา น้อยกว่านิตยทาน ซ่ึงมีการเตรียมการน้อย
ประเทศแบบยั่งยืน พระพุทธองค์ทรงแสดงวิธี แม้การถือศีล 5 ซ่ึงมีการเตรียมการน้อยแต่มีผล
บูชายัญ ซึ่งไม่ต้องมีการฆ่าฟันเบียดเบียนสัตว์ มากกว่า
แต่มีการเสียสละท�ำทาน และการท�ำความดีอ่ืนๆ 3. ทรงแนะนำ� วธิ ีพัฒนาที่ยง่ั ยืน 2 แบบ
โดยจดั การบา้ นเมอื งใหส้ งบเรยี บรอ้ ยกอ่ น โดยการ ได้แก่ การพัฒนาคนและการพัฒนาบ้านเมือง
สง่ เสริมกสกิ รรม พาณิชยกรรม สมั มาอาชีพ และ การพัฒนาคน คือ พฒั นาใหม้ ศี ีลและปัญญา ส่วน
บ�ำรุงส่งเสริมข้าราชการท่ีดี จนประชาราษฎร์มี การพัฒนาบ้านเมือง คือ พัฒนาทางเศรษฐกิจ
ความเป็นอยู่ท่ีดี บ้านเมืองก็จะสงบสุข เป็นต้น ได้แก่ หลักการปราบโจรผู้รา้ ย 3 ประการ จะเหน็
ผลของการแสดงธรรมของพระพทุ ธองค์ ท�ำให้กูฏ ไดว้ ่า กูฏทนั ตพราหมณ์ เตรยี มการบชู ายัญ สง่ั ให้
ทนั ตพราหมณล์ ม้ เลกิ พธิ บี ชู ายญั ของตนปลอ่ ยสตั ว์ เตรียมการเอาสัตว์ต่างๆ ผูกไว้กับเสาถึงอย่างละ
ทงั้ หมด และประกาศตนเป็นอุบาสก 700 ตัว พระพุทธเจ้าคงจะทรงทราบกิติศัพท์
เรอ่ื งน้ี จึงเสดจ็ ไปแวะพกั ณ หมบู่ ้านพราหมณ์ ซึ่ง
3. พฒั นาบา้ นเมอื งและการพฒั นาคนในกฎู กูฏทันตพราหมณ์เป็นผู้ปกครอง เป็นธรรมดาเมื่อ
ทนั ตสูตร พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่เคารพนับถือของมหา
กษัตริย์แคว้นนน้ั (มคธ) เสดจ็ ไปถงึ ณ ทใ่ี ดกม็ กั จะ
พัฒนาบ้านเมืองและการพัฒนาคนในกูฎ มีประชาชนสนใจไปสดับพระพุทธโอวาท เพราะ
ทนั ตสตู รนนั้ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงอธบิ ายถงึ การ พระองคเ์ ปน็ ผนู้ ำ� ทางจติ ใจ แมข้ องพระมหากษตั รยิ ์
พัฒนาบา้ นเมอื งว่า ใหผ้ ปู้ กครองรัฐ ปกครองบา้ น คอื พระเจา้ พมิ พิสาร กูฏทันตพราหมณ์ จะไดห้ า
เมืองให้สงบสุขก่อน แลว้ จึงคอ่ ยท�ำพธิ ีบชู ายญั โอกาสกราบทูลถามถึงการเตรียมการบูชายัญ
จากการศึกษาการพัฒนาคน และพัฒนา ของตนว่า ถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่แทนที่พระพุทธ
บ้านเมืองในกูฎทันตสูตร พอสรุปหลักการพัฒนา เจ้าจะรีบตรัสตอบเร่ืองการบูชายัญ กลับทรงช้ีให้
บ้านเมือง ท่ีสำ� คญั 3 ประการ คือ เหน็ วา่ ควรบรหิ ารบา้ นเมอื ง หรอื เขตปกครองของ
1. ทรงปฏิวัติแนวคิดเรื่องการบูชายัญ ตนใหร้ ม่ เยน็ เปน็ สขุ ปราศจากโจรผรู้ า้ ยเสยี กอ่ นจงึ
ดว้ ยการฆา่ สตั ว์ เปน็ การบชู าเนยใส เนยขน้ นมเปรยี้ ว คอ่ ยคิดบูชายัญ
น�้ำมนั นำ�้ ผ้งึ และน้�ำอ้อย โดยไมส่ ร้างความเดอื ด

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 171

4. การปฏวิ ตั แิ นวความคดิ ทางสงั คมเศรษฐกจิ สมบูรณ์ เช่น พระอรหันต์จะได้รับทานในพิธีนั้น
และการเมอื งในกฎู ทนั ตสตู ร ท�ำให้ขาดองค์แห่งทานท่ีส�ำคัญไป คือปฏิคาหกที่
เปน็ ทักขไิ ณยบคุ คล อนึ่ง ยญั สมบัติหรือคณุ สมบัติ
พราหมณ์ปุโรหิต (พระพุทธองค์ในอดีต) ของมหายัญ 3 ประการน้ัน พระผู้มีพระภาคทรง
ได้ให้ค�ำแนะน�ำแก่พระเจ้ามหาวิชิตราชเป็น สอนไวใ้ นทอ่ี ่นื ๆ เหมอื นกัน แต่เรียกกนั ว่า เจตนา
เชิงปฏิวัติแนวความคิดทางสังคม เศรษฐกิจและ สัมปทา ความถึงพร้อมแห่งเจตนาในการให้ทาน
การเมอื ง ในสมัยน้ัน ดังนี้ หมายถึง จิตท่ีเป็นโสมนัสประกอบด้วยปัญญาท้ัง
1. ปฏวิ ัตแิ นวความคดิ ทางสงั คม 3 กาลคอื กอ่ นใหข้ ณะใหแ้ ละหลงั ให้ ทำ� ใหท้ านนน้ั
1.1 เปลี่ยนแนวความคิดเร่ืองการ มีผลมาก
บูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์นานาชนิด เป็นการบูชา 2. ปฏิวัติแนวความคิดทางเศรษฐกิจ
ดว้ ยการไมฆ่ า่ สัตว์ ซงึ่ เปน็ วิธกี ารบชู ายญั แนวพทุ ธ เมื่อพระเจ้ามหาวิชิตราชทรงปรึกษากับพราหมณ์
ว่า “ยัญท่ีไมม่ ีการฆา่ โค 1 ยัญ ทไ่ี ม่มีการฆ่าแพะ ปุโรหิตว่า พระองค์มีโภคสมบัติท่ีเป็นของมนุษย์
แกะ 1 ยัญที่ไม่มกี ารฆา่ ไก่ สกุ ร 1 ยญั ท่ไี ม่ท�ำให้ เปน็ อยา่ งมากทรงรบชนะไดค้ รองดนิ แดนกวา้ งใหญ่
สตั วต์ ่างๆ ไดร้ บั ความเดือดรอ้ น 1 และผูร้ บั ก็เป็น ไพศาลจงึ ทรงปรารถนา จะบชู ามหายญั ทจ่ี ะอำ� นวย
ผมู้ สี มั มาทฎิ ฐมิ สี มั มาสงั กปั ปะ มสี มั มาวาจามสี มั มา ประโยชน์สุขแก่พระองค์ตลอดกาลนานพราหมณ์
กัมมนั ตะ มีสัมมาอาชีวะ มสี มั มาวายามะ มีสมั มา ปโุ รหติ กราบทลู แนะนำ� วา่ บ้านเมืองขณะนน้ั มีโจร
สติ มสี มั มาสมาธเิ ชน่ นี้ ยอ่ มมอี านสิ งสม์ าก มคี วาม ผู้ร้ายมาก มีการปล้นบ้าน ปล้นนิคม ปล้นเมือง
เจรญิ รงุ่ เรอื งมากมคี วามแพรห่ ลายมาก (Tipitaka, หลวง ดกั จใี้ นทางเปลย่ี วจงึ ไมค่ วรฟน้ื ฟพู ธิ พี ลกี รรม
1996 : 10/438/369) แตใ่ หใ้ ชเ้ นยใส นำ�้ มนั เนยขน้ ข้ึนมาในช่วงนั้น ควรปราบโจรผู้ร้ายให้หมดส้ินไป
นมเปรี้ยว น�ำ้ ผ้ึง และน้�ำอ้อยแทน โดยไม่ตอ้ งสรา้ ง กอ่ น แลว้ กราบทลู วธิ ปี ราบโจรแนวใหมใ่ นลกั ษณะ
ความเดือดร้อนให้แก่คนและสัตว์ ไม่ต้องตัดไม้ ปฏวิ ตั ิแนวความคิดเดมิ ดังนี้
ทำ� ลายปา่ และธรรมชาติ 2.1 วธิ ปี ราบโจรแบบเดมิ วธิ ที พี่ ระเจา้
1.2 เปลยี่ นความเชอ่ื จากเดมิ ทเ่ี ชอ่ื วา่ มหาวิชิตราชทรงคิดจะปราบโจรผู้ร้ายโดยจับมา
มหายัญท่ีมียัญสมบัติ 3 ประการมีองค์ ประกอบ ประหารชวี ติ กด็ ี จองจำ� กด็ ี ปรบั ไหมกด็ ี ตำ� หนโิ ทษ
16 ประการ มผี ลมากเป็นความเชือ่ ใหม่คือ เช่ือวา่ กด็ ี เนรเทศก็ดี ไมใ่ ชว่ ิธีทด่ี ี เพราะไมไ่ ด้แก้ปญั หาท่ี
มหายญั น้นั มกี ารเตรยี มการมาก แต่มีผลนอ้ ยกวา่ ต้นเหตุ โจรท่ีพันโทษแล้วก็จะกลับมาสร้างความ
นติ ยทานทที่ ำ� กนั สบื ๆ มาเรม่ิ ตงั้ แตข่ น้ั ตำ�่ สดุ คอื การ เดอื ดรอ้ นใหแ้ กป่ ระชาชนต่อไปอีก
ถวายทานเจาะจงบรรพชติ ผมู้ ศี ลี (หมายถงึ ปคุ คลกิ 2.2 เปลี่ยนหลักพฒั นาเศรษฐกจิ ขัน้
ทาน ซง่ึ มผี ลนอ้ ยกวา่ สงั ฆทาน) ทงั้ ๆ ทม่ี กี ารเตรยี ม มูลฐาน พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลให้แก้ที่ต้นเหตุ
การน้อยกวา่ เหตุผลที่มหายญั มผี ลน้อยกว่านิตยา คือความยากจนของคนด้วยวิธีปราบโจรแบบถอน
ทานชน้ั ตำ่� เพราะมหายญั ทว่ั ไปมกี ารฆา่ สตั ว์ ผมู้ ศี ลี

172 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

รากถอนโคน 3 วิธี ซึ่งเป็นหลักพัฒนาเศรษฐกิจ ชัดว่า ทรงเป็นจักรพรรดิราชหรือราชาธิราชเมื่อ
ข้นั มูลฐานน่ันเอง ดังนนั้ ด้านการพฒั นาเศรษฐกิจ ทรงรบชนะ ก็มีเมืองข้ึนมากมาย แต่ละเมืองน้ัน
คือ การพัฒนาให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสงบ มีพระราชาปกครอง ระบบการปกครองต้องเป็น
สขุ ประกอบอาชีพสุจรติ ด้วยหลกั การ 3 ประการ แบบราชาธิปไตย เห็นได้ชัดเช่นเดียวกันว่าทรง
ดงั นี้ 1) ส่งเสริมเกษตรกรรมและการเลย้ี งปศสุ ตั ว์ ปกครองโดยธรรม ทรงถือธรรมคือความถูกต้อง
โดยการแจกพันธุ์พืชและอาหารให้แก่พลเมืองผู้ เปน็ หลกั เชน่ ทรงดำ� เนนิ ตามคำ� แนะนำ� ทชี่ อบดว้ ย
ขะมักเขมน้ มคี วามวริ ยิ ะอุตสาหะ ในเกษตรกรรม เหตุผลของปุโรหิตทุกประการ ไม่ทรงรับของท่ี
และการเล้ียงปศุสัตว์ในบ้านเมือง การส่งเสริม บรรดาเจ้าประเทศราช พวกอำ� มาตย์ ราชบรพิ าร
เกษตรกรรมนี้ นบั วา่ เปน็ หลกั การพฒั นาเศรษฐกจิ ผู้ใหญ่ พวกพราหมณ์มหาศาลและพวกคหบดี
ส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ประชาชนในพระสูตรน้ี มหาศาลนำ� มาถวาย จงึ อาจเรยี กระบบการปกครอง
จะเปน็ คนในสงั คมอนิ เดยี สมยั เมื่อ 2500 กวา่ ปีมา ของพระองค์ว่าเป็นแบบธรรมาธปิ ไตยก็ได้
แล้วก็ตาม ก็สามารถเข้าได้กับหลักการพัฒนา 3.1 หลักการปกครองหรือหลัก
ประเทศไทยในปัจจุบันได้ เพราะสังคมไทยนับ รฐั ศาสตร์ ถ้าพิจารณาองค์ประกอบ 16 ประการ
ต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ของ ของมหายัญให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าเป็นหลักการ
ประเทศกย็ ังเป็นประชาชนในภาคเกษตรกรรม 2) ปกครองหรือหลักรัฐศาสตร์ท่ีทันสมัยท่ีสุด กล่าว
ส่งเสริมการพาณิชยกรรม โดยการให้ต้นทุนแก่ คือ การตรวจและแสดงคณุ สมบตั ิ 8 ประการของ
พลเมอื ง ผขู้ ะมกั เขมน้ ในพาณชิ ยกรรมในบา้ นเมอื ง พระเจ้ามหาวิชิตราช เทียบได้กับการแสดงวิสัย
ในอรรถกถาไดอ้ ธบิ ายวา่ หมายถงึ การแจกสงิ่ ของ ทัศน์ของนักปกครองท่ีมีคุณธรรม การตรวจและ
อันเปน็ ตน้ ทุนดว้ ยอ�ำนาจตดั ขาดเงินต้น ไม่ตอ้ งทำ� แสดงคุณสมบัติ 4 ประการของพราหมณ์ปุโรหิต
พยานหลักฐาน ไม่ต้องลงบัญชี 3) ส่งเสริม ก็เปรียบได้กับการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้น�ำท่ีเพียบ
ขา้ ราชการทดี่ ี ขยนั ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ ในบา้ นเมอื ง โดย พร้อมทุกอย่าง ผู้สนองงานของนักปกครอง
การใหอ้ าหาร และเงนิ เดอื นแกข่ า้ ราชการทขี่ ยนั ขนั สว่ นอนมุ ตั ิ 4 ทไี่ ดจ้ ากบคุ คล 4 พวกคอื 1) พวกเจา้
แข็งในหนา้ ท่ี ได้แก่ การใหเ้ บี้ยเลีย้ งรายวนั และค่า ผู้ครองเมืองหรือเจ้าประเทศราช 2) พวกมหา
จ้าง คอื คา่ อาหารประจำ� วนั และทรพั ยส์ นิ มอบ อ�ำมาตย์ราชบริพาร 3) พวกพราหมณ์มหาศาล
ฐานนั ดร ทอี่ ย่อู าศัย โดยสมควรแกฐ่ านานรุ ูป ตาม 4) พวกคหบดมี หาศาล เทยี บได้กับประชามตทิ ไี่ ด้
การงาน ความกล้าหาญ และความซ่ือสัตย์สุจริต จากการท�ำประชาพิจารณ์นั่นเอง
ของบคุ คลนัน้ 3.2 หลักการพัฒนาคน หลักการ
3. ปฏวิ ตั แิ นวคดิ ทางการเมอื งการปกครอง ปราบโจรแบบถอนรากถอนโคนที่กล่าวมาแล้ว
แบบธรรมาธปิ ไตย พระเจา้ มหาวชิ ติ ราชทพี่ ระพทุ ธ นอกจากเป็นหลักการพัฒนาเศรษฐกิจข้ันมูลฐาน
องคท์ รงนำ� มาเลา่ ใหก้ ฎู ทนั ตพราหมณฟ์ งั นนั้ เหน็ ได้ แลว้ ยงั จดั ไดว้ า่ เปน็ หลกั การพฒั นาคน ตามมมุ มอง

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 173

ทางการเมอื งไดด้ ว้ ย เพราะมงุ่ พฒั นาอาชพี ของคน อนั เปน็ อรยิ บคุ คลชน้ั สงู สดุ หลกั การพฒั นาประเทศ
เทา่ กบั เปน็ การสรา้ งคนใหม้ คี วามรู้ ความสามรถใน ทั้ง 3 ด้านนี้ เป็นหลักการพัฒนาคน และพัฒนา
อาชีพการงานของตน อันเป็นเหตุให้ก้าวพันจาก บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าแบบสมบูรณ์ ในส่วนท่ี
ความยากจนเปน็ คนม่ังมขี ึน้ ได้ อนง่ึ ในพระสตู รน้ี พัฒนาคนน้ันพระพุทธองค์ทรงได้อธิบายว่า การ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลักการพัฒนาคนแบบ พัฒนาคนเป็นหลักส�ำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมือง
ยั่งยนื ไวด้ ้วย และถือวา่ เปน็ เปา้ หมายของพระองค์ หากประชาชนเปน็ คนมคี ณุ ธรรมยอ่ มจะทำ� ใหบ้ า้ น
น้ันคือหลักการพัฒนาทางจิตจากระดับต�่ำไปหา เมืองนั้นมีความสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้า
ระดบั สงู เรมิ่ จากการบชู ามหายญั ทม่ี กี ารเตรยี มการ ในทกุ ๆ ด้าน
มากแต่มีผลน้อย ไปหานิตยทานข้ันต่�ำที่เจาะจง
บคุ คลผมู้ ศี ีล ซง่ึ หมายถงึ ปุคคลิกทาน เลื่อนขึน้ สู่ 5. ผลกระทบกบั สังคมไทย
สงั ฆทาน เชน่ การสรา้ งวหิ ารถวายสงฆ์ แลว้ เลอ่ื น
ช้ันขึ้นเป็นการนับถือพระรัตนตรัยหรือไตร ในสังคมปัจจุบัน แม้วิทยาศาสตร์และ
สรณคมน์ การรกั ษาศลี การเจรญิ สมถกรรมฐานจน เทคโนโลยจี ะกา้ วหนา้ ไปไกล แตก่ ารเซน่ ไหวบ้ วงสรวง
ไดฌ้ านแลว้ ใชฌ้ านเปน็ ฐานวปิ สั สนากรรมฐานตอ่ บูชาส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ ประกอบพิธีธรรมบนบานศาล
ไปจนได้วิชชา 8 บรรลุเป็นพระอรหันต์อันเป็น กล่าวตา่ งๆ ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาสก็ยังบชู าสิ่งที่
อริยบคุ คลชัน้ สงู สดุ ไม่ควรบูชากันมากมาย มีอะไรแปลกประหลาด
ดงั นนั้ วธิ กี ารพฒั นาบา้ นเมอื งใหเ้ กดิ ความ ท่ีไหน ก็เดินทางไปกราบไหว้บูชาถึงท่ีนั่น ย่ิงนาน
ร่มเย็นเป็นสุขนั้น จ�ำเป็นจะต้องพัฒนาคนโดย วันก็ย่ิงเข้มข้นเพ่ิมข้ึนไปตามล�ำดับ ไม่มีทีท่าว่าจะ
ปราบปรามโจรผู้ร้ายให้สงบราบคาบเสียก่อน ลดลงแต่อย่างใด ถึงกระน้ันก็ยังไม่มีความรุนแรง
ซึ่งจะต้องการท�ำให้โจรผู้ร้ายสงบ ราบคาบ ไม่ใช่ เทา่ กบั “เงนิ ตรา” ซงึ่ ใครๆ ตา่ งกพ็ ากนั บชู าเอามา
โดยการลงโทษ ประหารชีวิต จองจำ� หรอื เนรเทศ เปน็ สรณะสงู สดุ ทจ่ี ะดลบนั ดาลใหต้ ามใจปรารถนา
อนึง่ ในพระสูตรนี้ พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงหลกั ทั้งนีย้ งั ไม่พูดถึงลทั ธพิ ิธีตา่ งๆ ทผี่ ู้คนพากนั น้อมน�ำ
การพฒั นาคน และถอื วา่ เปน็ เปา้ หมายของพระองค์ มาเปน็ สรณะอกี มากมาย อาทเิ ชน่ เสดจ็ พอ่ รชั กาล
นนั่ คอื หลกั การพฒั นาทางจติ เรมิ่ จากการบชู ามหา ท่ี 5 และพระสุพรรณกัลยา เป็นต้น
ยัญที่มีการเตรียมการมาก แต่มีผลน้อยไปหา เก่ียวกับสังคมสมัยน้ันพระสูตรนี้ได้
นิตยทานข้ันต่�ำที่เจาะจงบุคคลผู้มีศีล ซ่ึงหมายถึง สะทอ้ นภาพออกมาหลายประการ คือ
ปคุ คลกิ ทานไปสสู่ งั ฆทาน เชน่ การสรา้ งวหิ ารถวาย 1. ดา้ นความเปน็ อยู่ ยงั มปี ญั หาอยอู่ ยา่ ง
สงฆ์ เลื่อนชน้ั ขน้ึ เป็นการนบั ถอื พระรตั นตรยั การ มาก เพราะยงั มกี ารแบง่ ชน้ั รายไดข้ องบคุ คลแตกตา่ ง
รักษาศีล การเจริญสมถกรรมฐาน ไปจนถึงการ กนั มาก แมใ้ นการกลา่ วถงึ พระพทุ ธองคจ์ ะยกเรอื่ ง
เจรญิ วปิ สั สนากรรมฐาน จนบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ต์ ในอดีตมากล่าวถึง แต่นั่นคือภาพสะท้อนของคน
สมยั นนั้ ทผี่ ปู้ กครองควรจะดแู ลและรบี แกไ้ ขโดยดว่ น

174 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2. ดา้ นความเชอ่ื ถอื แมข้ ณะนนั้ พระพทุ ธ พฒั นาชวี ติ ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ดว้ ยการเสนอ
ศาสนาจะกำ� ลงั เผยแผไ่ ปในชมพทู วปี แตก่ ค็ งยงั ไป วิธีเสริมสร้างความดีแก่ตนเองที่ถูกต้องพัฒนาจาก
ไมท่ ัว่ ถงึ คนจ�ำนวนมากยงั หมกมนุ่ เช่ือถือพิธกี รรม ขนั้ ธรรมดาไปสขู่ นั้ สงู ขน้ึ ตามลำ� ดบั จนถงึ จดุ หมาย
แบบเก่าๆ อยู่อย่างมาก โดยเฉพาะพิธีบูชายัญ สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังมีการ
มีหลายรูปแบบและหลายวิธีการในด้านเกี่ยวกับ พูดถึงผลที่จะได้จากการปฏิบัติธรรม หลักการ
การแก้ปัญหาสังคมและความเป็นอยู่ของคนนั้นมี พัฒนาตนเป็นล�ำดับขั้น โดยจัดล�ำดับตามผลที่ได้
ขอ้ ทีน่ า่ ศึกษาดังตอ่ ไปนี้ คอื มากกว่า ดังนี้ 1) การให้ทานเป็นนิตย์อุทิศผู้มีศีล
2.1 ใหส้ ง่ เสรมิ ศลี ธรรมของประชาชน 2) การสรา้ งวหิ ารอทุ ศิ พระสงฆท์ ี่มาจาก 4 ทิศ 3)
ส่งเสริมและเชิดชูคนดี สนับสนุนการเสียสละโดย การถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ 4) การสมาทาน
เฉพาะหลกั การบชู ายญั ในแนวใหมไ่ ดเ้ นน้ ทกี่ ารเสยี รกั ษาศีล 5 เปน็ นิตย์ 5) การออกบวช ประพฤติ
สละและการท�ำประโยชน์โดยไม่เบียดเบียนกัน พรหมจรรย์ ต้ังอยู่ในศีล 3 ประเภทและบ�ำเพ็ญ
เชน่ ไมม่ กี ารฆา่ สัตว์ตา่ งๆ ไมม่ กี ารเบียดเบียนทาส สมาธจิ นได้ฌาน 4 และได้วชิ ชา 8
และกรรมกร และใหท้ านอุทศิ เจาะจงผมู้ ศี ีลตลอด พระสตู รนใี้ หข้ อ้ คดิ แกผ่ ทู้ ำ� บญุ ทง้ั หลายวา่
จนสง่ เสรมิ ใหต้ งั้ อยใู่ นสจุ รติ ธรรมโดยใหท้ ำ� บชู ายญั เพียงการเข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะหรือการ
เจาะจง ผตู้ ง้ั อยู่ในสจุ ริตธรรม 10 ประการ คอื 1) รักษาศีล 5 ก็ยังมีผลมากกว่าการบ�ำเพ็ญมหายัญ
ละเว้นการฆ่า การสังหาร การบีบค้ันเบียดเบียน อันใหญ่โต จึงน่าจะเป็นเครื่องเตือนใจแก่ผู้คิด
ให้มีเมตตากรุณาช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน 2) ทำ� บญุ ซง่ึ มกั จะบน่ วา่ ไมม่ ที นุ จะทำ� บญุ ใหท้ ราบวา่
ละเวน้ การแยง่ ชงิ ลกั ขโมย และการเอารดั เอาเปรยี บให้ บุญนั้นไม่จ�ำเป็นต้องลงทุนเอาทรัพย์แลกเสมอไป
เคารพสิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน 3) ละเว้น เพยี งการรกั ษาศลี 5 กเ็ ปน็ บญุ อนั สงู สง่ กวา่ นนั้ และ
การประพฤตลิ ว่ งละเมดิ ในของรกั ของหวงแหนของ มีพระสูตรจ�ำนวนไม่น้อยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ผ้อู นื่ ไมข่ ม่ เหงจติ ใจ ทำ� ลายเกยี รตวิ งศ์ตระกูลกัน เพื่อปฏิรูปแนวความคิดทางสังคม เศรษฐกิจและ
4) ละเวน้ การพดู เทจ็ โกหกหลอกลวง กลา่ วแตค่ ำ� สตั ย์ การเมืองของสังคมอินเดียสมัยน้ัน ซึ่งเป็นแนว
5) ละเว้นการพูดส่อเสียด กล่าวแต่ค�ำท่ีส่งเสริม ความคิดแบบพราหมณ์มาเป็นแนวความคิดแบบ
สามคั คี 6) ละเวน้ การพดู คำ� หยาบคาย กลา่ วแตค่ ำ� พทุ ธ ดงั เรอ่ื งมหายญั ในกูฎทันตสตู รน้ี
สุภาพนุ่มนวล 7) ละเว้นการพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ
พดู แตค่ ำ� ทมี่ ปี ระโยชน์ 8) ไมล่ ะโมบ คดิ เอาแตจ่ ะได้ 6. สรุป
ให้คิดเสียสละ 9) ไมค่ ิดมุง่ ร้ายเบียดเบยี น ตง้ั ไว้แต่
ความปรารถนาดี 10) มคี วามเหน็ ถกู ตอ้ งเปน็ สมั มาทฏิ ฐิ กูฏทันตสูตร เป็นพระสูตรท่ีพระผู้มีพระ
2.2 การสอนสอดแทรกหลักการ ภาคเจ้าตรัสถึงหลักการส�ำคัญ คือ ทรงปฏิวัติ
ด�ำเนินชีวิตท่ีถูกต้อง หรือการเสนอหลักแห่งการ แนวคดิ การปกครอง 2 แบบ ไดแ้ ก่ การพัฒนาคน
และการพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งเป็นหลักการพัฒนา

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 175

ประเทศแบบยั่งยืน ดังนั้น บ้านเมืองท่ีดีน้ัน วา่ เปน็ หลกั การพฒั นาคนตามทศั นะทางการเมอื ง
นอกจากประชาชนจะมีเสรีภาพแล้ว กษัตริย์จะ ไดด้ ้วย เทา่ กบั เปน็ การพัฒนาคนให้มคี วามรู้ความ
ต้องมีความม่ันคงทางเศรษฐกิจด้วย โดยการน�ำ สามารถในอาชพี การงานของตน อนั เปน็ เหตใุ หก้ า้ ว
หลกั การดงั กลา่ วไปใชใ้ นการพฒั นาความอยดู่ กี นิ ดี พ้นจากความยากจนได้ ในพระสตู รน้ี พระผู้มีพระ
ของประชาชนและพฒั นาบา้ นเมอื งใหม้ คี วามเจรญิ ภาคทรงแสดงหลกั การพฒั นาคนแบบยง่ั ยนื ไวด้ ว้ ย
ก้าวหน้า ด้วยวิธีเสริมสร้างความดีแก่ตนเองท่ีถูก และถือว่าเปน็ เปา้ หมายของพระองค์ นน่ั คอื หลกั
ต้องตามหลักพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม การพัฒนาทางจิตจากระดับต่�ำไปหาระดับสูง
จนถึงจุดหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา เริ่มจากการบูชามหายัญที่มีการเตรียมการมาก
พระสูตรน้ี ได้ช้ีแนะแนวทางให้ผู้ท�ำบุญท้ังหลาย แต่มีผลน้อยไปหานิตยทานขั้นต่�ำท่ีเจาะจงบุคคล
ทราบว่า การท�ำบุญนั้นไม่จ�ำเป็นต้องท�ำบุญด้วย ผมู้ ศี ลี ซง่ึ หมายถงึ ปคุ คลกิ ทาน เลอ่ื นขนึ้ สสู่ งั ฆทาน
ทรัพย์เสมอไป การบูชาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เช่น การสร้างวหิ ารถวายสงฆแ์ ล้ว การนบั ถือพระ
หรือการรักษาศีล 5 ตลอดถึงการปฏิบัติวิปัสสนา รตั นตรยั การรกั ษาศลี การเจรญิ สมถกรรมฐาน จน
กรรมฐานทท่ี ำ� ไดด้ ว้ ยตนเอง ยอ่ มมผี ลมากกวา่ การ ได้ฌานแล้วใช้ฌานเป็นฐานเจริญวิปัสสนา
บ�ำเพ็ญมหายัญอันย่ิงใหญ่ มีพระสูตรหลายพระ กรรมฐานตอ่ ไป จนสามารถบรรลุเปน็ พระอรหันต์
สูตรท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงเพ่ือปฏิรูปแนวความ อนั เปน็ อริยบคุ คลชนั้ สูงสุด
คิดการพัฒนาคน และพัฒนาบ้านเมืองของสังคม
อินเดียในสมัยนั้น ซึ่งเป็นแนวความคิดแบบ 7. องคค์ วามรูท้ ี่ไดร้ ับ
พราหมณม์ าเปน็ แนวความคิดแบบพุทธ ดงั เชน่ ใน
กูฏทันตสูตรดังกลา่ ว ประชาชนในสังคมไทยปัจจุบัน สามารถ
ด้านการพัฒนาคน หมายถึง การพัฒนา นำ� หลกั การพฒั นาชวี ติ ตามหลกั พระพทุ ธศาสนาไป
บคุ ลากรในดา้ นตา่ งๆ ให้เปน็ บุคลากรท่มี ีประสทิ ธิ ปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ได้ ซง่ึ ถอื ไดว้ า่ เปน็ การพฒั นา
ภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าในด้านการศึกษาและด้าน ตนเอง (พฒั นาคน) โดยตงั้ อยใู่ นสจุ รติ ธรรม10 ประการ
คุณธรรม โดยเฉพาะในพระสูตรนี้ จะเน้นในด้าน ได้แก่ 1) ละเวน้ การฆ่า การสังหาร 2) ละเว้นการ
คณุ ธรรมเปน็ หลกั โดยยดึ หลกั การพฒั นาใหเ้ ปน็ คน แยง่ ชงิ ลกั ขโมย 3) ละเวน้ การประพฤตลิ ว่ งละเมดิ
ทสี่ ามารถสรปุ ไดเ้ ปน็ 3 ประการ คอื 1) ใหน้ ติ ยทาน ในของรักของหวงแหนของผอู้ ื่น 4) ละเวน้ การพูด
คือ ให้ทานเป็นประจ�ำ 2) ให้ต้ังมั่นอยู่ในศีล 3) เท็จ โกหกหลอกลวง 5) ละเวน้ การพดู สอ่ เสียด 6)
ใหม้ ีสติปัญญา เจริญภาวนา ละเว้นการพดู คำ� หยาบคาย 7) ละเวน้ การพดู เหลว
หลกั การพฒั นาคนหลกั การปราบโจรแบบ ไหลเพอ้ เจอ้ 8) ไมล่ ะโมบ คดิ เอาแตจ่ ะได้ 9) ไมค่ ดิ
ถอนรากถอนโคนที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากเป็น มุ่งร้ายเบียดเบียน 10) มีความเห็นถูกต้องเป็น
หลักการพัฒนาเศรษฐกิจข้ันพื้นฐานแล้ว ยังจัดได้ สัมมาทิฏฐิ นอกจากนั้น ประชาชนยังต้องเสริม
สร้างความดีแก่ตนเองท่ีถูกต้อง คือ วิธีเสริมสร้าง

176 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ความดีแก่ตนเองที่ถูกต้องจากระดับต�่ำไปหา เป็นอริยบคุ คลช้ันสูงสดุ เม่อื พัฒนาคนใหเ้ ปน็ คนดี
ระดบั สงู ไดแ้ ก่ การใหท้ านเปน็ นติ ยอ์ ทุ ศิ ผมู้ ศี ลี การ มีศีลธรรมแล้ว บ้านเมืองก็จะไม่มีโจรผู้ร้าย ถือได้
สรา้ งวหิ ารอทุ ิศพระสงฆ์ การถือพระรัตนตรัยเป็น ว่าเป็นหลักการปราบโจรแบบถอนรากถอนโคนได้
สรณะ การสมาทานรกั ษาศลี 5 เปน็ นติ ยก์ ารออกบวช ในระดบั หนงึ่ ยงั เปน็ การพฒั นาเศรษฐกจิ ขนั้ มลู ฐาน
ประพฤติพรหมจรรย์ การเจริญสมถกรรมฐานจน อีกด้วย อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาบ้านเมืองให้มี
ไดฌ้ านแลว้ ใชฌ้ านเปน็ ฐานวปิ สั สนากรรมฐานตอ่ ความเจริญรุ่งเรือง อันจะท�ำให้ประชาชนมีชีวิต
ไปจนไดว้ ชิ ชา 8 สามารถบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ตอ์ นั อยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ในทส่ี ดุ สามารถเขยี นแผนผงั ได้ ดงั นี้

References

Mahachulalongkornrajavidayalaya. (1996). Thai Tipitakas. Bangkok : Mahachulalongkorn
rajavidayalaya.

Mahachulalongkornrajavidayalaya University Instructor Group. (2007). History of Buddhism.
Bangkok : Mahachulalongkornrajavidayalaya.

Phra Brahmagunabhon (P.A. Payutto). (2015). Buddhadhamma revised and expanded
edition. 42nd Edition. 11st Computer Edition.

Phramaha Suriya Sumaedho (Duangtilee). (2015). King and Political Form in Tipitakas.
Buddhist Studies Thesis. Graduate School : Mahamakut Buddhist University.

การจัดการระบบนเิ วศเชงิ พทุ ธ*
Buddhist Ecological Management

พระมหานำ� เกียรติ วิสทุ โฺ ธ (ทองทว)ี , พระมหามติ ร ฐิตปญฺโญ1 และวิเชียร แสนม2ี
Phramaha Namkriat Visutdho (Thongtawee) Phramaha Mit Thitapañño

and Wichain Sanmee
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย1

มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand

Khon Kaen University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

บทความนี้เป็นการน�ำเสนอแนวคิดการจัดการระบบนิเวศตามแนวทางพระพุทธศาสนาเป็นการ
น�ำเอากระบวนการจัดการระบบนิเวศอย่างเป็นรูปแบบ เพื่อพัฒนาและดูแลรักษาระบบนิเวศให้คงอยู่
เนือ่ งจากเป็นแหลง่ ทอ่ี ยู่อาศัยของมนุษย์ มีทรพั ยากรธรรมชาตมิ ากมายทสี่ ามารถตอบสนองต่อการดำ� รง
ชวี ติ ของมนษุ ย์ ดงั นนั้ จะตอ้ งการจดั การควบคมุ การอนรุ กั ษ์ ในการใชท้ รพั ยากรธรรมชาตอิ ยา่ งถกู หลกั วธิ ี
เพอ่ื การฟน้ื ฟู รกั ษาทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มทมี่ อี ยา่ งจำ� กดั ใหค้ งอยไู่ ดน้ านและยง่ั ยนื การจดั การ
ระบบนเิ วศเชงิ พทุ ธมที ง้ั เชงิ รกุ และเชงิ รบั ทง้ั นก้ี เ็ พอ่ื ตอ้ งการรบั มอื กบั การเปลย่ี นแปลงของระบบนเิ วศทม่ี ี
อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกดิ ผลดแี ก่การจัดการระบบนเิ วศและทรพั ยากร ธรรมชาติทีม่ ีอย่างจำ� กดั เกิด
ประโยชน์มากที่สดุ
ค�ำสำ� คัญ: การจัดการ; ระบบนเิ วศเชงิ พทุ ธ

Abstract

This article presents the concept of ecological management according to the
Buddhist guidelines. This is management that development and maintenance of the
ecosystem for persistence. Because it is a human habitat. There are many natural

* ไดร้ บั บทความ: 27 มีนาคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 22 มีนาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 25 มนี าคม 2563
Received: March 27, 2019; Revised: March 22, 2020; Accepted: March 25, 2020

178 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

resources that can respond to human life. Therefore, management control and conservation
are ecology for the use of natural resources should do the right way. Restoring and
preserving are natural resources and the environment for a long and lasting life. Buddhist
ecological management is both proactive and receptive. This there should be a continuous
response to changes in the ecosystem. This, for the benefit of ecological management
and natural resources that it should the most benefits.
Keywords: Management; Ecological Buddhist

1. บทนำ� สง่ิ แวดลอ้ มอนั เนอื่ งมาจากการขาดสมดลุ ในระบบ
นเิ วศ (Akkakarak, 2010 : 27)
ในระบบนเิ วศมสี ง่ิ มชี วี ติ มคี วามสมั พนั ธก์ นั การจดั การระบบนเิ วศทป่ี รากฏในพระพทุ ธ
อย่างซับซ้อน เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่อาหารและ ศาสนาในสมัยทีพ่ ระพทุ ธองค์ทรง แสดงให้เห็นถงึ
เมอื่ สภาวะแวดลอ้ มมกี ารเปลย่ี นแปลง ซง่ึ การปรบั การจัดการระบบนิเวศของมนุษย์ท่ีได้ปรับระบบ
ตวั เปน็ ไปในสองลกั ษณะคอื หนง่ึ การเปลย่ี นแปลง นิเวศแวดล้อมให้เหมาะสม และเกื้อกูลแก่สังคม
แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป ทเ่ี ปน็ ไปตามธรรมชาตติ อ้ งใช้ ของมนุษย์ เพราะการปลูกดอกไม้ และขุดสระ
เวลานานท่ีจะให้เห็นความเปลี่ยนแปลง สองการ เป็นการรักษาต้นน�ำ้ ลำ� ธาร เปน็ การเอ้ือประโยชน์
เปล่ยี นแปลงแบบกะทนั หนั เปน็ การเปลย่ี นแปลง ต่อประชาชนในสังคมทั้งหมดในมุมมองทาง
ท่ีรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพ พระพทุ ธศาสนา ซง่ึ แสดงใหไ้ ดท้ ราบวา่ ระบบนเิ วศ
แวดล้อมมาก อาจท�ำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลได้ ที่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนชาวเมืองและ
เช่น ไฟไหม้ป่า น�้ำท่วม แผ่นดินไหวเป็นต้น ในพระพุทธศาสนาก็มีปรากฏ และเกิดผลเป็น
(Sriwatcharach, 2000 : 27) ไฟป่าเป็นสาเหตุ อานิสงส์ของการจัดการระบบนิเวศตามแนวทาง
ส�ำคัญประการหน่ึงที่ท�ำให้ป่าธรรมชาติ พืชผล พระพทุ ธศาสนา ซง่ึ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดต้ รสั ไว้
ทางการเกษตรทรัพย์สินของประชาชนเสียหาย ใน วนโรปสูตร “ชนเหล่าใดปลูกป่า ปลูกสวน
ตลอดจนถึงชีวิต ซึ่งบางคร้ังอาจจะประเมินค่า สรา้ งสะพาน สร้างโรงน�ำ้ ขุดบ่อน้ำ� บริจาคอาคาร
ความเสียหายไม่ได้ นอกจากจะท�ำลายธรรมชาติ ที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นได้บุญตลอดท้ังวันทั้งคืน”
และทรพั ยส์ นิ แลว้ ยงั กอ่ ใหเ้ กดิ หมอกควนั มลพษิ ท่ี (Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
มีผลต่อสุขภาพของประชาชนและส่ิงมีชีวิตอ่ืนอีก 1996) และการสรา้ งหลกั ของจรยิ ธรรมในศตวรรษ
ดว้ ย กา๊ ชและมลพษิ ทเ่ี กดิ จากการเผาไหมย้ งั สง่ ผล ท่ี 20 น้ี ได้มีเสียงเรียกร้องดังก้องมากย่ิงข้ึนให้
ให้เกิดภาวะโลกร้อน ท่ีส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต มนุษย์กลับมาเยี่ยวยาโลกและถนอมส่ิงแวดล้อม
ในผืนโลก ได้อย่างคาดไม่ถึง ท�ำให้สิ่งมีชีวิตบาง ทางธรรมชาติดังในบทความของ Leopold เร่ือง
ชนิดไม่สามารถท่ีจะปรับตัวได้ จึงเกิดเป็นปัญหา

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 179

“The Land Ethics” ท่ีเน้นถึง จริยธรรมซ่ึง ความสมั พนั ธก์ นั ในรปู แบบของการแลกเปลย่ี นวตั ถุ
ครอบคลุมท้ังมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมทาง ข่าวสารกันตลอดเวลาขณะอยู่ในสงั คม (Chateta,
ธรรมชาติ คอื 1) จรยิ ธรรมระหวา่ งมนษุ ยต์ อ่ มนษุ ย์ 2001 : 20) บทความนเ้ี ปน็ การนำ� เสนอการจดั การ
2) จรยิ ธรรมระหว่างมนุษยต์ ่อสงั คม 3) จรยิ ธรรม ระบบนเิ วศและการจดั การสง่ิ แวดลอ้ มตามแนวทาง
ระหว่างมนุษย์ท่ีสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทาง พระพทุ ธศาสนา เปน็ การมงุ่ เนน้ ศกึ ษา แนวคดิ ของ
ธรรมชาติของมนุษย์เอง ซ่ึงยังไม่ได้พัฒนาและ การจัดการระบบนิเวศในคัมภีร์ทางพระพุทธ
ขาดหายไปหรอื ถูกละเลย (Leopold, 1970 : 47) ศาสนา แนวคิดการจัดการระบบนิเวศของศาสตร์
สว่ นการจดั ระบบนเิ วศในปจั จบุ นั เปน็ การ สมยั ใหม่ และหลกั การจัดการระบบนิเวศเชิงพุทธ
ด�ำเนินการ ตามหลักวิธีการอนุรักษ์ทั้ง 8 วิธี คือ
การใช้ การเกบ็ กกั การรกั ษา การซอ่ มแซม การฟน้ื ฟู 2. ระบบนเิ วศตามนยั ทางพระพทุ ธศาสนา
การพฒั นา การปอ้ งกนั การสงวน และการแบง่ เขต
หรอื อาจกลา่ วไดว้ า่ การจดั การนน้ั เปน็ การประยกุ ต์ พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นแหล่งท่ีมา
วธิ กี ารอนรุ กั ษม์ าดำ� เนนิ การดว้ ยการมลี กั ษณะและ ของแนวทางในการพฒั นามนษุ ยแ์ ละสงั คมทสี่ ำ� คญั
รูปแบบเฉพาะเพ่ือน�ำไปสู่การรักษาประสิทธิภาพ อย่างหนึ่ง จึงน่าจะเป็นอีกมิติหน่ึงที่น่าจะช่วยให้
ให้เกดิ ขนึ้ (Chankaew, 2006 : 295) เนือ่ งจาก เกดิ กระบวนทศั นใ์ หมใ่ นการแสวงหาความยง่ั ยนื ได้
การจดั การระบบนเิ วศเปน็ สงิ่ สำ� คญั ทต่ี อ้ งยดึ วธิ กี าร เพราะพระพทุ ธศาสนาไมเ่ พยี งแตจ่ ะใหค้ วามสำ� คญั
อนรุ กั ษม์ าดำ� เนนิ การ เพอ่ื ใชใ้ นการจดั ระเบยี บของ กับมนุษย์ในฐานะองค์ประกอบของความย่ังยืน
กลุ่มคน และสังคมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เทา่ นนั้ หากแตใ่ หค้ วามสำ� คญั กบั องคป์ ระกอบอนื่ ๆ
และสิ่งแวดล้อม ซ่ึงต้องท�ำเป็นระบบโดยอาศัย คือ มนุษย์ ธรรมชาติ และสังคมอย่างเช่ือมโยง
แนวคิดต่างๆ ในการด�ำเนินการ ปัญหาความ ประสานกนั เป็นระบบ เพราะสง่ิ แวดล้อมตามหลัก
เส่ือมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และป่าต้นน�้ำนั้น พุทธศาสนาบนแนวทางของความเป็นจริง ต้องรู้
มิได้เป็นปัญหาเฉพาะทางด้านชีวภาพเท่าน้ันแต่ ระบบนิเวศที่เก่ียวข้องกับธรรมชาติที่เรียกว่า
เป็นปัญหาท่ีเก่ียวโยงถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม อุตนุ ยิ ม ไดแ้ ก่ ความจรงิ เกี่ยวกับสสารสง่ิ แวดล้อม
การเมือง และสถานการณ์ต่างๆ ในอดีตมักแก้ ทางชีวภาพเรียกว่า พืชนิยาม ได้แก่ความหลาก
ปญั หาเฉพาะดา้ นชวี ภาพ โดยมองขา้ มประเดน็ ทาง หลายทางชวี ภาพ พนั ธกุ รรมซง่ึ เปน็ องคป์ ระกอบที่
สังคม และวัฒนธรรม จึงไม่ประสบความส�ำเร็จ เปน็ ธรรมชาตทิ เ่ี กยี่ วกบั พฤตกิ รรม เปน็ ตวั เชอื่ มโยง
ดังนั้น ในการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและ ระหวา่ งมนษุ ยก์ ับสง่ิ มีชีวิตและไมม่ ีชวี ติ เป็นกลไก
ส่ิงแวดล้อม ซึ่งจ�ำเป็นท่ีจะต้องท�ำความเข้าใจถึง ที่เชื่อมโยงทุกสรรพส่ิงเข้าด้วยกัน ซึ่งทางพุทธ
ความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศทางธรรมชาติ ศาสนาเรียกว่า “ธรรมนิยาม” โดยอธิบายถึง
และระบบสังคมมนุษย์ เพราะท้ังสองระบบน้ีมี สภาวะส่งิ ทงั้ มวลมีความเกย่ี วเนอ่ื งสมั พันธก์ ันตาม
กระบวนการแหง่ เหตแุ ละผลเสมอตาม หลกั ธรรม

180 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงหลักธรรมชาติว่ามี มีความสุขไม่เบียดเบียด และเอ้ือเฟื้อต่อสภาพ
ความเก่ียวเน่ืองสัมพนั ธ์กนั อย่างไรตามทก่ี ล่าวมา แวดล้อมทางธรรมชาติ พุทธบัญญัติท่ีเป็นข้อห้าม
ข้างต้นนั้น แท้ท่ีจริงแล้วพระพุทธศาสนาเป็น เกยี่ วกบั ระบบนเิ วศ พระพทุ ธองคท์ รงมขี อ้ หา้ มแก่
ศาสนาทม่ี องทกุ อยา่ งทงั้ ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ และกำ� ลงั จะ ภิกษุสาวก และให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิกขาบท
เกดิ หรอื ยงั ไม่เกิด ว่าเป็นสภาวะทีม่ ีเกดิ มีดับตาม หรือท�ำผิดศีลของพระพุทธองค์ทรงบัญญัติห้าม
กาลเวลา จำ� เปน็ ทมี่ นษุ ย์ พชื สตั ว์ ตอ้ งมกี ารพง่ึ พา ภิกษไุ ว้ว่า “ห้ามภิกษุพราก (ตัดหรอื เดด็ ) ภูตคาม
อาศยั ซ่งึ กนั และกนั หลกั ค�ำสอนต่างๆ ของศาสนา ภิกษุใดฝ่าฝนื ท�ำ ต้องอาบตั ปิ าจิตตีย์ ซ่งึ เป็นหมวด
กม็ ีการสอดแทรกเรอ่ื งธรรมชาติไว้ เช่น เรอ่ื งธรรม บัญญัติห้ามในการท่ีจะพรากพืชของเขียว อันเป็น
นยิ าม ทก่ี ลา่ วถงึ ทกุ สง่ิ มกี ารเปน็ ไปตามเหตแุ ละผล เหตแุ หง่ การทำ� ลายธรรมชาตริ ะบบนเิ วศ และความ
แม้แต่การปฏิบัติธรรมตามค�ำส่ังสอนถ้าปรารถนา ไมเ่ หมาะสมตอ่ สมณะสารปู ของตนเอง แมแ้ ตต่ น้ ไม้
มุ่งให้เกิดความวิเวกก็ต้องพึ่งพาอาศัยความเป็น ท่ีพระภิกษุสาวกของพระองค์ได้ตัด แม้ส่ังให้ตัด
ธรรมชาติ พระพุทธเจา้ ไดใ้ ห้ความสำ� คญั กับระบบ หรอื วานใหค้ นอ่นื ตัด พระพุทธองคก์ ท็ รงตรัสหา้ ม
นเิ วศตงั้ แตพ่ ระพทุ ธเจา้ มพี ระชนมช์ พี สมั พนั ธอ์ ยา่ ง และตรัสต�ำหนิโทษแก่ภิกษุที่ท�ำว่าเป็นโมฆบุรุษ
ใกลช้ ดิ กบั ธรรมชาตติ ง้ั แตเ่ รม่ิ ตน้ จนถงึ วาระสดุ ทา้ ย จากทไ่ี ดก้ ลา่ วมาเปน็ การแสดงใหเ้ หน็ ถงึ บทบญั ญตั ิ
แหง่ ชนมช์ พี (Phramaha Mit Thitapañño, 2014 ของพระวนิ ยั ทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม ทเ่ี ปน็ ระบบ
: 3) ไดก้ ลา่ ววา่ มนษุ ยก์ บั สง่ิ แวดลอ้ มมคี วามสมั พนั ธ์ นเิ วศทเี่ ปน็ ขอ้ หา้ มไมใ่ หพ้ ระภกิ ษทุ ง้ั หลายไดด้ ำ� เนนิ
อยา่ งแนบแนน่ มนษุ ยน์ น้ั ไดด้ ำ� รงชวี ติ อยใู่ ตอ้ ทิ ธพิ ล ชีวิตที่เป็นแหล่งท�ำลายธรรมชาติท่ีตนเองอาศัย
ของธรรมชาติ ธรรมชาติหล่อเลยี้ งชีวิตนใ้ี ห้ด�ำเนิน ถอื ปฏบิ ตั แิ ละปรบั อาบตั โิ ทษแหง่ การลว่ งละเมดิ ไว้
ไปตามกฎของมัน อย่างชัดเจนในการกระทำ� ความผดิ ของพระภกิ ษทุ ี่
พระพุทธศาสนากับระบบนิเวศวิทยามี กระท�ำ (Mahachulalongkornrajavidyalaya
ความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน เพราะพระพุทธ University, 1996)
ศาสนามีบ่อเกิดมาจากระบบนิเวศวิทยา ดังนั้น พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งของ
การจัดการระบบนิเวศจึงเป็นความส�ำคัญ ดังการ สงั คม มีหนา้ ทใี่ ห้การศึกษาอบรมสัง่ สอนศาสนิกช
จดั การระบบนิเวศ ในพระวนิ ัยปฎิ กๆ ว่าด้วยเรอ่ื ง นของตนใหม้ จี ติ สำ� นกึ ทด่ี ตี อ่ เพอ่ื นมนษุ ย์ ธรรมชาติ
ทเี่ กย่ี วกบั ขอ้ หา้ มสำ� หรบั ประภกิ ษทุ เี่ ปน็ ทงั้ ขอ้ หา้ ม และสิ่งแวดล้อม องค์กรพุทธศาสนาไม่มีเคร่ืองมือ
และข้อที่ให้กระท�ำ การท่ีพระพุทธเจ้าได้บัญญัติ มากพร้อมที่จะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ
ระเบียบต่างๆไว้ก็เพื่อทรงให้สาวกของพระองค์ได้ ธรรมชาติได้โดยตรงอย่างบางหน่วยงาน แต่ก็มี
อยู่สัมพันธ์กับระบบนิเวศ ได้แก่ พืชพันธ์ป่าไม้ พุทธธรรมเป็นแสงสว่างส่องใจให้แก่มนุษย์ได้มอง
ตน้ นำ้� ลำ� ธาร และสงิ่ มชี วี ติ สตั วป์ า่ ทง้ั นเ้ี พอ่ื ใหพ้ ระสงฆ์ เห็นตนเอง พฤติกรรมของตนเอง ปรับปรุงและ
สาวกของพระพทุ ธองคด์ ำ� รงตนอยดู่ ว้ ยความอยา่ ง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง เปลี่ยนแปลง

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 181

ชวี ติ ตนเอง ใหม้ คี ณุ คา่ เกดิ มาไมไ่ ดส้ รา้ งสรรคอ์ ะไร ยอมรับกันแล้วว่าปฏิกิริยาเรือนกระจก ซ่ึงท�ำให้
แกโ่ ลกมาก แตไ่ มส่ รา้ งความหายนะแกโ่ ลกมากนกั อณุ หภูมริ ้อนข้ึนทกุ วัน กม็ ีสาเหตมุ าจากควนั พิษท่ี
ก็น่าจะพอใจได้ ความสูญเสียของธรรมชาติและ ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมนั่นเอง
สง่ิ แวดลอ้ ม นอกจากจะมีสาเหตุมาจากพฤติกรรม เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับความแห้ง เพราะไม่
ต่างๆ ของมนุษย์ท่ีเป็นรูปธรรมอันเป็นท่ีทราบกัน เหลือป่าให้ความชุ่มช่ืนอีกต่อไปแล้ว น�้ำในแม่น�้ำ
อยู่โดยทั่วไปแล้ว ความคิดที่ปราศจากปัญญา ล�ำคลองก็เน่าไปหมด อากาศบริสุทธ์ิที่หายใจก็
ขาดวิจารณญาณในการมองปัญหาอย่างเป็นกระ กลายเปน็ อากาศมีพิษ ชวี ติ ของมนุษยก์ จ็ ะมีความ
บวนการและระบบ ก็เป็นสาเหตุส�ำคัญแห่งการ ปลอดภยั นอ้ ยลง มคี วามสขุ นอ้ ยลงแตค่ วามมที กุ ข์
ท�ำลายธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมไม่น้อย ท่ีเห็น กลบั ทบั ถม ทวคี ณู ประดงั เขา้ มาทกุ ดา้ น เหลา่ นคี้ อื
ชัดเจนน้ีก็คือ ป่าไม้ของแต่ละประเทศท่ีค่อยๆ ผลอันเกิดจากการกระท�ำของมนุษย์ที่ขาดความ
เหลือน้อยลงทุกที เพราะมนุษย์ท�ำลายป่าหรือแม้ พร้อมในด้านนามธรรม ขาดสติสัมปชัญญะท่ีถูก
กระทง่ั รฐั บาลเอง คดิ เพยี งทรพั ยส์ นิ เงนิ ทองทไี่ ดร้ บั ต้องขาดความเห็นต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ
จากป่าเป็นมูลค่าเทียม ที่สมมตกิ ันขึน้ โดยขาดการ ท่ีถกู ต้อง
ค�ำนึงต่อไปว่า เมื่อป่าหมดไปแล้วผลกระทบอะไร ปญั ญาแหง่ การมองสรรพสง่ิ ตามความเปน็
จะตามมา แต่พวกเขาคดิ เพยี งว่า เมื่อป่าหมดพวก จริงอย่างถึงแก่นครบวงจรเป็นกระบวนการ
เขายงั คงรำ�่ รวยอยดู่ มี สี ขุ นำ้� ในแมน่ ำ�้ ลำ� คลองหลาย พระพุทธศาสนามีค�ำสอนที่สนับสนุนการพัฒนา
สายในตัวเมืองใหญ่ๆ ที่ก�ำลังจะเน่าอย่างพร้อม จติ ใจใหม้ คี ณุ ภาพเหลา่ นอ้ี ยา่ งเพยี งพออยแู่ ลว้ เชน่
เพรยี งกนั ในขณะนี้ มสี าเหตมุ าจากบรรดาเจา้ ของ เรื่องความกตัญญู หลักการรู้จักประมาณในการ
ธุรกิจอุตสาหกรรมและรัฐบาลมองปัญหาเฉพาะ บริโภค ตามหลกั ศลี 5 ประกอบด้วย ศีลข้อที่ 1:
หน้าว่าเม่ือประเทศมีโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ห้ามฆ่าสัตว์ห้ามเบียดเบียนสัตว์ ศีลข้อน้ีเป็นหลัก
ความยากจนจะลดลง ประชาชนจะมีความสุข ประกนั สทิ ธมิ นษุ ยช์ น รวมไปถงึ สิทธขิ องสตั วแ์ ละ
มากขนึ้ แตไ่ มไ่ ดค้ ดิ ตอ่ ไปอยา่ งกระบวนการจนครบ การไม่ใช้ความรุนแรงต่างๆ ศีลข้อที่ 2: ห้ามลัก
วงจรว่า โรงงานอุตสาหกรรมเหล่าน้ันจะปล่อย ทรพั ย์ เปน็ ศลี วา่ ดว้ ยหลกั ประกนั เรอ่ื งการไมท่ จุ รติ
น�้ำเสียลงในแม่น�้ำแล้วน�้ำจะเน่าปลาจะตาย คอรัปชั่น รวมถึงหลักประกันให้เกิดการกระจาย
นานไปนำ�้ อปุ โภคบรโิ ภคจะขาดแคลนไปทวั่ ดงั เชน่ การเขา้ ถึงและใชท้ รพั ยากรท่เี ปน็ ธรรมดว้ ย ศีลขอ้
ประทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย ประชาชนแม้จะมี ท่ี 3: ห้ามประพฤติผิดในกาม เป็นหลักประกัน
เงินมหาศาลมากองท่วมหัวแต่ถ้าต้องดื่มน้�ำเน่าที่ ความมัน่ คงของ สถาบันครอบครวั ทถี่ ือเป็นหนว่ ย
เตม็ ไปดว้ ยเชอื้ โรคกค็ งจะหาความสขุ ไมไ่ ด้ โรงงาน เล็กท่ีสุดของสังคม แต่ส�ำคัญท่ีสุดในการ สร้าง
อุตสาหกรรมทั้งหลายนอกจากจะสร้างความชอก มนุษย์ ศีลขอ้ นรี้ วมไปถึงการคมุ ครองเด็กและสตรี
ซำ้� ใหแ้ ก่แม่นำ้� ล�ำคลองอย่างท่วั ถงึ แลว้ ในขณะนก้ี ็ ศลี ข้อท่ี 4: หา้ มการกล่าวเทจ็ ปราศจากความจรงิ

182 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

เป็นหลักประกัน การมีเสรีภาพทางสื่อและข้อมูล จะต้องอธิบายชีวิตในความหมายท่ีมีความรับผิด
ข่าวสารท่ีต้องเป็นข้อเท็จจริง เพราะเสรีภาพ ชอบต่อจักรวาลมากข้ึน มิใช่แต่เพียงความรับผิด
ท่ีปราศจากความจริงเป็นสิ่งท่ีก่อให้เกิดความเสีย ชอบระหว่างชาติต่อชาติ มนุษย์ต่อมนุษย์เท่านั้น
หายได้ ศีลข้อที่ 5: ห้ามการดื่มสุราของมึนเมา แตม่ นษุ ยย์ งั ตอ้ งรบั ผดิ ชอบชวี ติ ในรปู แบบอนื่ ๆ ดว้ ย
สิ่งเสพติดให้โทษต่างๆ เป็นหลักประกันด้าน
สขุ ภาพ รวมไปถงึ เปน็ หลกั ประกนั ของการบรโิ ภค 3. แนวคดิ การจดั การระบบนเิ วศ
ที่ไม่เกินเลยหลัก 5 ศีล เป็นหลักธรรมท่ีส�ำคัญ
ในการช่วยแกปัญหาในประเด็นข้างต้น คือ 1) ระบบนิเวศ หมายถึง โครงสร้างความ
ปัญหาความเส่ือมโทรมของทรัพยากร 2) ปัญหา สมั พันธ์ระหว่างส่งิ มีชวี ติ ต่างๆ กับบรเิ วณแวดล้อม
ความเป็นธรรม และ 3) ปัญหาการบริโภคเกิน ที่ส่ิงมีชีวิตเหล่านี้ด�ำรงชีวิตอยู่ ระบบนิเวศหน่ึงๆ
(Mahachulalongkornrajavidyalaya University, นน้ั ประกอบดว้ ยบรเิ วณทส่ี ง่ิ มชี วี ติ ดำ� รงอยแู่ ละกลมุ่
1996) ประชากรทม่ี ชี วี ติ อยใู่ นบรเิ วณดงั กลา่ วพชื และโดย
กลา่ วไดว้ า่ พทุ ธศาสนามองสภาวะแวดลอ้ ม เฉพาะสัตว์ต่างๆ ก็ต้องการบริเวณท่ีอยู่อาศัยท่ีมี
ของโลกแบบองค์รวม ซึ่งมีความสอดคล้องกับ ขนาดอย่างน้อยที่สุดท่เี หมาะสม ทง้ั นเ้ี พือ่ วา่ การมี
ระบบนเิ วศวิทยา คอื ทศั นะทเ่ี หน็ ความไม่เทย่ี งแท้ ชีวิตอยู่รอดตลอดไปในกรณีใกล้เคียงกันหากมีแร่
ของสรรพสงิ่ ท้ังหลาย วา่ มีสามญั ลักษณะคอื มกี าร ธาตุไหลเข้ามาเพิ่มข้ึน ก็จะท�ำให้การเจริญเติบโต
เกดิ ขนึ้ ตง้ั อยู่ ดำ� รงสภาพอยชู่ วั่ ระยะเวลาหนงึ่ แลว้ ของพืชเพมิ่ มากขน้ึ เชน่ ไฟโตแพลงตันหรือพชื น�ำ้
แปรเปลี่ยนไปหรือสลายไปตามกาลเวลา สามัญ ที่อยู่ก้นสระ เม่ือปริมาณของพืชเพิ่มมากขึ้น
ลกั ษณะนค้ี อื ลกั ษณะทเ่ี ปน็ สามญั เหมอื นกนั ในทกุ ๆ จะส่งผลให้ปริมาณสัตว์เพิ่มมากข้ึนด้วยเพราะมี
สงิ่ เปน็ สจั ธรรม เปน็ ความจรงิ แท้ ขณะทนี่ เิ วศวทิ ยา อาหารอดุ มสมบรู ณแ์ ตเ่ มอื่ ปรมิ าณสตั วเ์ พม่ิ ปรมิ าณ
อธิบายการเปล่ียนแปลงของสรรพสิ่งในรูปของวัฎ ของพืชที่เป็นอาหารก็จะค่อยๆ น้อยลง ท�ำให้
จักรของสสาร เช่น วัฎจักรของคาร์บอน และวัฎ ปริมาณสัตว์ลดลงตามไปด้วยเน่ืองจากอาหาร
จักรของธาตุอาหารซึ่งจะมีการหมุนเวียนอยู่ใน มไี มพ่ อ ดงั นนั้ สระนำ้� จงึ มคี วามสามารถในการทจี่ ะ
สิ่งแวดล้อมและเข้าสู่สิ่งมีชีวิตหน่ึง แล้วไปสู่อีก ควบคมุ ตวั ของมนั (Self-regula-tion) เองได้ กลา่ ว
ส่ิงมีชีวิตหน่ึงแล้วคืนกลับสู่สิ่งแวดล้อมและ คือ จ�ำนวนและชนิดของสิ่งมีชีวิตท้ังหลายที่อยู่ใน
ถูกหมุนเวยี นกลับไปใช้ใหมโ่ ดยส่งิ มชี ีวติ ใหมอ่ กี ต่อ สระนำ�้ จะมจี ำ� นวนคงทซี่ งึ่ เราเรยี กวา่ มี ความสมดลุ
ไปเปน็ วฎั จกั ร และสงิ่ มชี วี ติ ทง้ั หลายลว้ นตอ้ งสลาย (Equilibrium) เปน็ โครงสรา้ งความสมั พนั ธข์ องสงิ่
ทง้ั สน้ิ มนษุ ยต์ อ้ งมคี วามสำ� นกึ รกั ษแ์ ละรบั ผดิ ชอบ มชี วี ติ กบั สงิ่ แวดลอ้ มโดยรอบบรเิ วณใดบรเิ วณหนงึ่
ต่อโลกมากขึ้น เพราะโลกเล็กลงทุกทีและต้อง ซ่ึงนักนิเวศวิทยาก�ำหนดค�ำน้ีข้ึนเพื่อให้มีความ
พ่ึงพาอาศัยกันมากข้ึน ทุกวันน้ี ย่ิงกว่าท่ีแล้วมา หมายแคบกว่า ค�ำว่า ส่ิงแวดลอ้ ม และจะไดเ้ ขา้ ใจ
ความสัมพันธ์และความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 183

กับสิ่งไม่มีชีวิตในหน่วยพ้ืนท่ีน้ัน โดยระบบนิเวศ สมั พนั ธข์ องระบบนเิ วศในธรรมชาตใิ ด เปน็ สง่ิ ทเ่ี ออ้ื
แต่ละระบบจะประกอบด้วยชุมชนพืชและสัตว์ ประโยชน์ให้กับส่ิงมีชีวิตท้ังหลายรวมถึงมนุษย์
กระจายอยู่ตามบริเวณท่ีเหมาะสมต่อการอยู่รอด ที่เรียกว่า ห่วงโซ่อาหารที่เป็นความสัมพันธ์ท่ีเป็น
ซ่ึงอาจเป็นเพียงบ่อน�้ำขนาดเล็กหรือมีขนาดใหญ่ ประโยชนต์ อ่ กนั และกนั เพอื่ ใหส้ ง่ิ หนงึ่ สงิ่ ใดดำ� รงอยู่
สุดที่เรียกว่าชีวาลัยก็ได้ ซ่ึงประกอบด้วยประเด็น เมื่อขาดส่ิงใดส่ิงหน่ึงก็จะเกิดท�ำให้เสียสมดุลและ
สำ� คัญ 4 ประเดน็ ได้แก่ ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นตามมาร่วมทั้งมนุษย์
1. หน่วยพ้ืนท่ี หมายถงึ ระบบนเิ วศจะ (Non Sung, 2006 : 63)
ถกู จำ� กดั ขอบเขตหรอื ขนาด ดงั นน้ั จะเลก็ หรอื ใหญ่
อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้มีอาณาบริเวณอย่างเด่นชัด 4. การจดั การระบบนเิ วศเชิงพุทธ
เชน่ สระนำ้� อา่ งเกบ็ นำ�้ ปา่ ไม้ เมอื ง ชนบท เปน็ ตน้
2. ส่ิงมีชีวิต หมายถึง องคป์ ระกอบหรอื หลกั การบรหิ ารจดั การ และองคป์ ระกอบ
โครงสรา้ งทงั้ หมดทเี่ ปน็ สง่ิ มชี วี ติ ภายในหนว่ ยพนื้ ที่ ทจี่ ะสรา้ งใหเ้ กดิ ระบบทจ่ี ะนำ� มาซง่ึ ผลลพั ธท์ ด่ี ที สี่ ดุ
นัน้ คอื ความเปน็ ธรรม สจุ รติ มปี ระสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธผิ ล
3. สิ่งแวดล้อม หมายถึง องค์ประกอบ และสงั คมเป็นสุข ดังนนั้ หากผมู้ ีส่วนเกยี่ วขอ้ งดา้ น
ท้ังหลายในหน่วยพ้ืนที่นั้น ทั้งที่เป็นส่ิงมีชีวิตและ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติมีความเข้าใจถึง
สิง่ ท่ีไมม่ ชี วี ิต เชน่ ตน้ ไม้ สตั ว์ ดิน น้ำ� อากาศ สาร ความหมายและความสำ� คญั ของการมสี ว่ นรว่ มของ
อาหาร เป็นต้น ทกุ ภาคสว่ น การมธี รรมาภบิ าล รวมไปถงึ รจู้ กั หลกั
4. ระบบความสัมพนั ธ์ หมายถึง ระบบ การและองค์ประกอบและตัวชี้วัดของการมีธร
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตหน่ึงกับส่ิงไม่มีชีวิต รมาภบิ าลในการบรหิ ารจดั การ แลว้ นำ� ไปประยกุ ต์
และส่ิงมีชีวิตอื่นในหน่วยพื้นที่น้ัน นั่นคือส่ิงต่างๆ ใช้ในการท�ำงานของตนในทุกระดับ อาจช่วยลด
ภายในพ้ืนท่ีนั้นต่างก็มีบทบาทและหน้าที่ของ สาเหตุของความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากร
ตนเองอย่างชัดเจน ท�ำให้สามารถสร้างความ ของประเทศไทยก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
สมั พนั ธท์ จ่ี ะอยรู่ ว่ มกนั ได้ ระบบความสมั พนั ธน์ จี้ ะ สถานการณ์ปัจจุบันซ่ึงมีความซับซ้อนของสังคม
มี ก ฎ เ ก ณ ฑ ์ ที่ แ น ่ น อ น จ น สุ ด ท ้ า ย ก็ จ ะ แ ส ด ง และกลไกการขับเคล่ือนทางสังคมทั้งในระดับโลก
เอกลักษณ์ของระบบน้ันๆ เช่น ระบบนิเวศล�ำน้�ำ และระดบั ทอ้ งถน่ิ เชน่ เดยี วกนั กบั การขบั เคลอื่ นใน
ระบบนิเวศปา่ ดิบเขา ระบบนเิ วศหนองน้ำ� เปน็ ตน้ ระดบั โลกภายใตก้ ารเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
จึงเห็นได้ว่า แนวคิดการจัดการระบบนิเวศของ ภาคปา่ ไมถ้ กู นำ� ไปเปน็ ปจั จยั ในการขบั เคลอื่ นดา้ น
ศาสตร์สมัยใหม่ หมายถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเหตุท่ีว่าป่า
ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในพ้ืนที่ใดพื้นท่ีหนึ่งจนท�ำให้ ไมเ้ ปน็ เงอื่ นไขทท่ี งั้ เพมิ่ และดดู ซบั คารบ์ อน เมอ่ื กล
เกดิ การทำ� หนา้ ทร่ี ว่ มกนั ซงึ่ หมายความวา่ ในความ ไกเรดดพ์ ลสั ไดถ้ ูกนำ� มาใช้เพือ่ ขบั เคลอื่ นมาตรการ
ในการลดคารบ์ อน โดยทก่ี ลไกเรดดพ์ ลสั เองกม็ อี งค์

184 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ประกอบส�ำคัญด้านการสร้างแรงจูงใจท่ีเช่ือกันว่า แลว้ ทรงรสู้ กึ ประชวรพระครรภ์ ประสตู โิ พธสิ ตั ว์ ณ
หากชมุ ชนทม่ี กี ารจดั การปา่ ไมไ้ ดร้ บั แรงจงู ใจทเ่ี ปน็ โคนมหาสาละน้ันน่ันเอง” เมื่อพระพทุ ธเจา้ ยังทรง
ผลตอบแทนในรูปแบบของการสนับสนุนหรือใช้ เป็นพระราชกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทรงสร้าง
กลไกทางการตลาดสนับสนุนให้เกิดการจัดการป่า ปราสาท 3 ฤดู เพ่อื ให้แน่พระทัยว่าพระองคท์ รงมี
ที่ดี การสนับสนุนนี้จึงเล่ียงไม้ได้ต่อการแบ่งผล ชีวิต ความเป็นอยู่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยโลกียสุขทุก
ประโยชน์ สง่ิ แวดลอ้ มทอ่ี ยรู่ อบตวั เราประกอบดว้ ย ประการ แต่เจา้ ชายสทิ ธตั ถะทรงหันเหจากชีวติ ใน
สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ไมม่ ชี วี ติ สง่ิ มชี วี ติ มกี ารพง่ึ พาอาศยั ราชวงั ทเ่ี ปยี่ มไปดว้ ยความสุข ทรงมงุ่ แสวงหาสจั จ
ซงึ่ กนั และกนั และสมพนั ธก์ บั สง่ิ ทไ่ี มม่ ชี วี ติ มกี ารใช้ ชวี ติ หรอื สจั จธรรมในสภาพแวดลอ้ มของธรรมชาติ
พลังงานและแลกเปล่ียนสารอาหารซ่ึงด�ำเนินไป เชน่ ราวปา่ ถำ้� ภูเขา แมน่ �้ำ ล�ำธาร เปน็ ต้น และ
ภายใต้ความสมดุลของธรรมชาติเรียกว่า ระบบ ได้ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณภายใต้ต้นโพธิ์
นิเวศ แต่ถ้าระบบนิเวศขาดความสมดุลหรือถูก รมิ ฝงั่ แม่นำ้� เนรญั ชรา จะเหน็ ไดว้ ่า ความสงบของ
ท�ำลาย ย่อมเกิดผลกระทบต่อการด�ำรงชีวิตของ ธรรมชาตเิ ปน็ ปจั จยั ประการหนง่ึ ทน่ี ำ� ไปสกู่ ารตรสั รู้
สรรพสงิ่ ในระบบ ทำ� ใหม้ นษุ ยเ์ หน็ ความสำ� คญั ของ ธรรมอันประเสริฐและสารัตถะแห่งการตรัสรู้ก็คือ
ระบบนเิ วศและรจู้ กั การนำ� สง่ิ แวดลอ้ มมาใชใ้ หเ้ กดิ ธรรมชาติ พระพุทธองค์ทรงพอพระทัยในการ
ประโยชน์และช่วยแก้ไข้ปัญหา ความเส่ือมโทรม ประทบั อยตู่ ามราวปา่ และภเู ขาเปน็ เวลา 45 พรรษา
ของระบบนิเวศเชิงพุทธไดเ้ ปน็ อย่างดี (Wickkremesinghe, 1972 : 48)
พระพุทธเจ้าได้ให้ความส�ำคัญกับระบบ ส่วนในคัมภีร์มโนปูรณีได้แสดงสถานที่
นเิ วศตง้ั แตพ่ ระพทุ ธเจา้ มพี ระชนมช์ พี สมั พนั ธอ์ ยา่ ง และปีท่พี ระพุทธเจา้ เสดจ็ จ�ำพรรษาไว้ ซงึ่ แสดงให้
ใกลช้ ดิ กบั ธรรมชาตติ ง้ั แตเ่ รมิ่ ตน้ จนถงึ วาระสดุ ทา้ ย เหน็ วา่ ใน 45 พรรษาของพระพทุ ธเจา้ นน้ั เกอื บครง่ึ
แห่งชนม์ชีพ พระพุทธองค์ทรงประสูติในราช หนง่ึ เปน็ การเสดจ็ จำ� พรรษา ณ ทป่ี า่ หรอื อารามปา่
ตระกลู อนิ เดยี โบราณ นกั ประพนั ธช์ าวศรลี งั กาได้ เชน่ เชตวนั มหาวหิ ารหรอื เวฬวุ นั มหาวหิ าร เปน็ ตน้
พรรณนาถึงบรรยากาศอันแวดล้อมด้วยธรรมชาติ พระพุทธเจ้าและพระสาวกจะพกั ในปา่ ต่างๆ แลว้
ณ สถานทป่ี ระสตู ขิ องพระพทุ ธเจา้ ไวว้ า่ “ณ ลมุ พนิ ี ภูเขา และถ�้ำอีกหลายแห่งก็เคยเป็นท่ีพักของ
วันอุทยานมีแมกไม้ท่ีร่มร่ืนสวยงามอยู่แห่งหนึ่ง พระพุทธองค์ เช่น ถ้�ำสุรขาตา ภูเขาคิชฌกูฏ
เมื่อพระนางสิริมหามายาเทวี เสด็จผ่านไปก็พบ เมืองราชคฤห์ หรือตามสถานท่ีต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง
ตน้ ไมข้ น้ึ เรยี งรายอยหู่ นาแนน่ เปน็ กลมุ่ กอ้ น บนพมุ่ กบั ธรรมชาติ ซงึ่ เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ มวี ดั ปา่ ขน้ึ มากมาย
ไม้แต่ละพุ่มปกคลุมด้วยดอก ไม้งามตาย่ิงนัก อาทิ ป่าไฝ่ของพระเจ้าพิมพิสารแห่งราชคฤห์
นกนานาพันธ์เุ กาะอยู่ตามกงิ่ ไม้ ส่งเสยี งร้องรบั กัน ป่าปาลิไลยก์ สวนป่ามหาวนั กรุงเวสาลี เขาคชิ กูฏ
อย่างร่าเริง พระนางเสดจ็ ถึงตน้ สาละใหญ่ ซึ่งหนา และในการดบั ขนั ธป์ รนิ พิ พานทรงเลอื กเอาปา่ สาล
แน่นด้วยก่ิงใบโดดเด่นอยู่ท่ามกลางแมกไม้ท้ังมวล วัน เมืองกุสินารา เป็นสถานท่ีช่วงสุดท้ายแห่ง

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 185

พระชนม์ชีพ ทรงมีความเมตตากรุณาอย่างย่ิงต่อ และพุทธบริษัทท้ังหลายได้ถือปฏิบัติด�ำเนินไป
สรรพสัตว์ท้ังหลาย ค�ำสอนที่มีต่อพระสาวกนั้น ได้ถูกต้องไม่ท�ำลายธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม
รบั ส่ังใหภ้ กิ ษุทั้งหลาย ทำ� สมาธติ ามรากไม้ โคนไม้ ให้มีความเหมาะสมในการปฏิบัติธรรมอยู่กับ
ท่ีว่าง เป็นต้น ค�ำสอนน้ีดูเหมือนเป็นการก�ำหนด ธรรมชาติโดยไม่ท�ำลายธรรมชาติ และมีความ
แนวทางการใช้ชีวิตตามแบบของชาวพุทธโดยแท้ เก้ือกูลเป็นประโยชน์ต่อสังคมมีความเอื้อเฟื้อ
จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนามีความเก่ียวพันธ์กับ เผอื่ แผซ่ ง่ึ กนั และกนั อยรู่ ว่ มดว้ ยความผาสกุ โดยยดึ
ธรรมชาติ โดยเฉพาะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังทรง หลักธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้
อาศัยส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นป่าไม้ ในการพักอาศัยเพ่ือ ไดย้ ึดถอื ปฏิบตั ทิ ี่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ท�ำให้
การบ�ำเพ็ญเพียร ในการปฏิบัติกิจทางการพัฒนา ธรรมชาติ ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์และมีความ
จติ ใจ และการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา (Mahachula สมั พันธท์ ด่ี ตี อ่ กัน
longkornrajavidyalaya University, 1996)
6. องค์ความร้ทู ไ่ี ดร้ ับ
5. สรุป
การจัดการระบบนิเวศเชิงพุทธมีความ
จงึ เหน็ ไดว้ า่ การจดั การระบบนเิ วศเชงิ พทุ ธ เก่ียวข้องกันตรงที่ไม่ได้แบ่งแยกระหว่างสิ่งมีชีวิต
นั้นเริ่มต้นมาจากการท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติ และธรรมชาติออกจากกัน นิเวศวิทยาจะสอนให้
พระวินัยให้เกื้อกูลต่อธรรมชาติเพื่อการอนุรักษ์ มนษุ ยร์ จู้ กั รกั ษาธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม สว่ นพทุ ธ
ธรรมชาตสิ งิ่ แวดลอ้ ม ซงึ่ มพี ระสงฆเ์ ปน็ ผนู้ ำ� ในการ ศาสนาจะมุ่งสอนให้มนุษย์มีความเมตตาต่อ
ปฏบิ ัติ ขอ้ ปฏบิ ตั ิเหล่านส้ี ามารถน�ำไปประยกุ ต์กับ ธรรมชาติ และใหป้ ฏบิ ตั ติ อ่ ธรรมชาตเิ หมอื นเปน็ สว่ น
สังคมคฤหัสถ์ได้ ท้ังน้ีก็เพื่อไม่ให้มนุษย์และระบบ หนง่ึ ของชวี ติ ตน การทำ� ลายธรรมชาตกิ เ็ หมอื นกบั
นเิ วศถกู เบยี ดเบยี นจากมนษุ ยแ์ ละถอ่ ยทถี อ่ ยอาศยั การท�ำลาย ตนเอง เพราะจุดร่วมของมนุษย์กับ
กันป่าพึงมนุษย์จึงจะเป็นป่าท่ีร่มรื่น มนุษย์พึงป่า ธรรมชาตคิ อื การพง่ึ พาอาศยั ซง่ึ กนั และกนั นน่ั คอื
จึงจะร่มเย็น รวมถึงไม่ให้มนุษย์เบียดเบียนสัตว์ การทำ� ลายสง่ิ หนงึ่ ยอ่ มมผี ลตอ่ เนอ่ื งไปถงึ การคงอยู่
ดิรัจฉาน หรือสิ่งที่มีชีวิตท้ังหลาย พระพุทธองค์ ของสงิ่ อนื่ อยา่ งเชน่ การทำ� ลายปา่ ไมย้ อ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ
ทรงบัญญัติข้ึนเพื่อให้เป็นแบบแผนในการปฏิบัติ ผลเสยี หายตามมา เชน่ นำ้� ทว่ ม ดนิ ถลม่ และการ
ท่ดี งี ามของภิกษุ และเพ่อื รกั ษาความสมบรู ณข์ อง ขาดแคลนแหลง่ นำ้� ธรรมชาติ เปน็ ตน้ การนำ� แนวคดิ
ธรรมชาติไว้เพื่อให้เป็นสถานท่ีที่เหมาะสมกับ การจดั การระบบนเิ วศเชงิ พทุ ธมาใช้ จงึ เปน็ การรกั ษา
การปฏิบัติธรรมค้นหาความจริงของชีวิตตามพุทธ ระบบนิเวศวิทยาของป่าไม้ให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์
องคแ์ ละพระอรยิ สาวกทง้ั หลายของเหลา่ พระภกิ ษุ และยงั่ ยนื

186 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

References

Akkakarak, S. (2010). Forest Fire Control For Thailand, Forest Fire Control Office. Bangkok
: Royal Forest Department.

Chateta, P. (2001). Community Forest Resource Management: A Case Study of Nam Ngao
Subdistrict Ngao District. Bangkok : n.p.

Chankaew, K. (2006). Environmental Science. No. 6. Bangkok : Publishers Kasetsart University.
Leopold, A. (1970). The Land Ethics in a Sand Almanac County. New York : Ballantine

Books.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka Version of Mahachulalong

kornrajavidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Printing.
Non Sung, S. (2006). Natural Resources and Environment. 2nd Edition. Bangkok : Odien

Store.
Phramaha Mit Thitapañño. (2014). Analytical study pollution in the Buddhist scriptures

and practices to prevent pollution poblems in Buddhism. Dhammathas Academic
Journal, 14(1).
Watcharach, U. (2000). knowledge and importance of natural resources and the environment.
Bangkok : Thippawisut.
Wickkremesinghe. (1972). K.D.P. The Biography of the Buddha. Columbo : J.W.Mawata.

สัมมาทฏิ ฐิในฐานะเป็นเครือ่ งมอื ในการสรา้ งสันตสิ ุข*
Sammaditthi to Build up the Peace in Societies

พระครสู เุ มธธรรมกิจ ฐิตเมโธ (กุดสมบตั ิ), พระมหามติ ร ฐติ ปญฺโญ (วันยาว)1
และธีระพงษ์ มีไธสง2

Phrakhru Sumetthammakit Titamedho (Kudsombutti),
Phramaha Mit Thitapanyo (Wanyao) and Theerapong Meethaisong

มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่ 1
มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม2

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand
Mahasarakham University, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

บทความนี้ มวี ตั ถุประสงค์ เพือ่ ศึกษาสนั ติสุขในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท และสัมมาทฏิ ฐใิ นฐานะ
เป็นเครือ่ งมือในการสรา้ งสันตสิ ุข โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและเอกสารอ่ืนๆ ทเี่ กีย่ วข้อง สันติสขุ คือ
ความสขุ ทเ่ี กดิ จากความสงบทง้ั กายและใจ สมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ หลกั การสรา้ งสนั ตสิ ขุ ในชวี ติ อนั มผี ลโดยตรงตอ่
การสรา้ งความเหน็ ถกู ในระดบั บคุ คล ระดบั สงั คมและทำ� ใหส้ งั คมรม่ เยน็ เปน็ สขุ หลกั ธรรมอนื่ ๆ ทสี่ มั พนั ธ์
กับสัมมาทิฏฐิ สามารถน�ำหลักการที่เป็นจริง มีเหตุผลในการพิจารณาคิดอย่างแยบคายรอบคอบไม่ว่า
จะเปน็ ปัญหาด้านเศรษฐกจิ การเมอื ง สงั คม สิ่งแวดลอ้ มและอืน่ ๆ ในขณะเดียวกันกเ็ จริญสมาธิ ภาวนา
ตระหนกั รถู้ งึ เหตกุ ารณไ์ ดด้ แี ละผลของการปฏบิ ตั ิ คอื การนำ� มาซงึ่ ความสงบสนั ตสิ ขุ ในสงั คมไทยอนั จะนำ�
ไปสู่จุดหมายคือ การแผ่ขยายความสงบสุข สันติจากระดับบุคคลไปสู่สังคมในการสร้างสันติสุขในสังคม
ไทยอยา่ งยั่งยนื
คำ� ส�ำคญั : สัมมาทิฏฐ;ิ สนั ติสุข

* ไดร้ บั บทความ: 14 กมุ ภาพันธ์ 2562; แก้ไขบทความ: 16 มนี าคม 2020; ตอบรับตพี ิมพ:์ 30 มนี าคม 2563
Received: February 14, 2019; Revised: March 16, 2563; Accepted: March 30, 2020

188 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Abstract

This article is a presentation Sammaditthi. As a means to create peace, as a tool
to create peace is the principle of peace in life. It has a direct effect on the perception
of people at the social level and the peaceful society. Other principles related to samatha.
It can bring true principles. There are reasons to think carefully. Economic, political, social,
environmental and other issues. At the same time, it is good to meditate on the good
news. And the results of the practice. It is bringing peace to the Thai society. It will lead
to the destination. To spread peace. Peace from person to society To create peace in
Thai society sustainably. Problems arising from the content of the law have harmed the
innocent monks and some law enforcement has created obstacles to the propagation
of Buddhism. And the status of the Thai Buddhist monks, which may affect the stability
of Buddhism in the future.
Keywords: Sammaditthi; Peace

1. บทนำ� สำ� คญั ทต่ี อ้ งเอาใจใสอ่ ยา่ งยง่ิ เพราะสามารถสมคั ร
สมาน ยดึ เหนย่ี วนำ้� ใจใหร้ กั ใครก่ นั ใหน้ กึ ถงึ กนั ดว้ ย
พระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศาสนาแห่ง ความขอบคุณ โลกคือชุมชนท่ีต้ังอยู่ด้วยสันติสุข
สันติสุขที่ก่อให้เกิดสันติภาพและเน้นการรู้จักให้ กเ็ พราะอาศยั ศลี อาศยั สงั คหธรรม คอื ธรรมเครอ่ื ง
อภยั พระพทุ ธศาสนา สอนใหเ้ รามคี วามรกั รวมไป ยึดเหน่ียวใจให้รักกัน เป็นความดีที่นิยมยกย่อง
ถึงการให้อภัยแก่เพ่ือนมนุษย์อย่างเสมอภาค เชดิ ชขู องโลกทกุ สมยั ทงั้ อดตี อนาคต และปจั จบุ นั
เทา่ เทยี มกนั ดงั ปรากฏในวฒั นธรรมของสงั คมไทย ในปัจจุบันสังคมไทย ได้ปรับเปล่ียนแนวทางการ
ชาวพทุ ธ เม่ือเราพลงั้ เผลอ ทำ� ผิดตอ่ กัน เกดิ ความ ดำ� เนนิ ชวี ติ ตามวถิ แี บบไทย ไปตามยคุ โลกาภวิ ฒั น์
เข้าใจผิดต่อกัน เกิดความขัดแย้งกันเราก็จะแสดง ความคดิ เหน็ ทเ่ี ปน็ สมั มาทฏิ ฐิ ถกู ตอ้ งตรงตามหลกั
ความรักความเมตตาและมักให้อภัยซึ่งกันและกัน พระพทุ ธศาสนา ลดนอ้ ยถอยลงไปตามลำ� ดบั ทำ� ให้
ข้อน้ีเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดีงามของ คนในสังคมมีความคิดเห็นที่แปลก แตกต่างบน
สังคมไทย ซ่ึงได้รับวัฒนธรรมค�ำสอนมาจาก พื้นฐานของอตั ตา ประกอบด้วยมิจฉาทฏิ ฐิ กอ่ ให้
พระพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้นพระพุทธศาสนามี เกดิ ความขดั แยง้ ความไมเ่ ขา้ ใจ ความวา้ เหว่ วงิ่ หา
อทิ ธพิ ลตอ่ วถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่ วฒั นธรรม ความคดิ ส่ิงยึดเหน่ียวไปตามความเข้าใจของตน สังคมท่ีไม่
และการประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ ขี องคนไทย การทำ� ความ สงบสขุ มตี ้นเหตุมาจากบคุ คลทมี่ คี วามคดิ เห็นที่ไม่
ดีต่อกันในระหว่างวงศ์ญาติมิตรสหาย เป็นคุณ

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 189

ถกู ตอ้ ง จิตใจมีความทุกข์กระสับกระส่าย รุ่มรอ้ น บคุ คลน้นั จะต้องพฒั นาทงั้ กาย และใจ ในกรณนี ี้
ไม่พอเพียง อยากได้ใคร่มี หาความสงบไม่พบ พุทธศาสนาจะให้ค�ำช้ีน�ำ และแนะแนวทางท่ีดีใน
โดยจะส่งผลต่อไปยังสังคมสร้างความเดือดร้อน การพฒั นาจติ และวญิ ญาณเคยี งคไู่ ปกบั การพฒั นา
วนุ่ วาย เชน่ การกอ่ การรา้ ยในภาคใต้ อาชญากรรม ทางรา่ งกายอีกด้วย
ท่ีรุนแรงในสังคม การโกงกินในระบบบริหาร
ราชการเปน็ ตน้ คนในสงั คมมจี ติ ใจวปิ รติ ขาดความ 3. ความสำ� คัญของสมั มาทิฏฐิ
ยบั ยง้ั ชงั่ ใจ ทำ� ความชวั่ ไดง้ า่ ย โดยคดิ วา่ การกระทำ�
นน้ั สมควรทจี่ ะทำ� ทจี่ ะตอบโต้ เปน็ สงิ่ ซง่ึ สงั คมไทย ทฏิ ฐิ หมายถึง ความเหน็ ความเชื่อ ความ
ก�ำลังเผชิญอยู่ในขณะน้ี สามารถได้รบั การแนะนำ� คดิ เหน็ การเกง็ ความจรงิ รวมถงึ คา่ นยิ ม และทา่ ที
สิง่ ท่ีถกู ทคี่ วรใหเ้ หน็ ชอบ กน็ บั ว่าเปน็ ประโยชน์แก่ หรือทัศนคติ (Phra Brahmagunaphorn (P.A.
ผนู้ นั้ และอนเุ คราะหใ์ หม้ ผี ลตอ่ ไปถงึ สงั คมได้ (Phra Payutto), 2006 : 735) ทฎิ ฐใิ นภาษาบาลใี ชท้ ง้ั ใน
Brahmagunaphorn (P.A. Payutto), 2006) แง่ดีแง่ไม่ดี และแง่ที่เป็นกลางๆ อย่างไรก็ตาม
ถ้าเทียบกันโดยสัดส่วนแล้ว ท่ีใช้ในแง่ดีเป็นเพียง
2. สันติสขุ ในพระพุทธศาสนาเถรวาท สว่ นนอ้ ยเทา่ นน้ั เชน่ คำ� วา่ ทฎิ ฐสิ มั ปนั โน (ผสู้ มบรู ณ์
ด้วยทิฎฐ)ิ และทฎิ ฐปิ ปัตโต (ผบู้ รรลถุ งึ สัมมาทิฎฐ)ิ
สันติสุขในสังคมยุคปัจจุบันมนุษย์จะ เปน็ ตน้ สว่ นทใ่ี ชใ้ นแงท่ ไี่ มด่ หี รอื แงท่ เ่ี ปน็ มจิ ฉาทฎิ ฐิ
หาความสงบสุขได้อย่างไร เมื่อมนุษย์เกิดความ จะมีมากกว่า (Buddhadasa Bhikkhu, 1975 :
สบั สน ไมร่ จู้ ะหนั ไปพงึ่ ใครหรอื จะยดึ อะไรทจ่ี ะชว่ ย 49-50) ซ่ึงศึกษาความหมายละเอียดย่ิงขึ้นไปอีก
ให้เขามีความสงบสุข มนุษย์จึงหลงทางอยู่ในโลก คำ� วา่ ทฏิ ฐิ แปลวา่ ความเหน็ หมายถงึ ความเชอื่ ถอื
และไปยึดกับสิ่งที่ไม่มีคุณค่าต่อความเป็นมนุษย์ ลัทธิทฤษฎีความเข้าใจตามแนวเหตุผลข้อที่เข้ากับ
เราไปยึดวัตถุสิ่งของต่างๆ โดยคิดว่าส่ิงน้ันจะน�ำ ความเห็นของตนหลักการท่ีเห็นสมข้อที่ถูกใจข้อท่ี
ความสขุ มาให้ แตม่ นษุ ยก์ ย็ งั ไมม่ คี วามพอใจจงึ หลง เชดิ ชเู อาไวค้ วามใฝน่ ยิ มรวมถงึ อดุ มการณโ์ ลกทศั น์
ติดอยใู่ นกเิ ลส ซงึ่ เป็นเรอ่ื งส�ำคญั ทจ่ี ะต้องหนั กลับ และชีวทัศน์ต่างๆ ตลอดจนทัศนะพ้ืนฐานท่ีสืบ
มาศึกษาในเร่ืองคุณค่าความเป็นมนุษย์ อันได้แก่ เน่ืองมาจาก ความเห็นความเข้าใจ และความใฝ่
ความสงบสขุ ความรกั ความประพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ นิยมเหล่านนั้ (Phra Brahmagunaphorn (P.A.
ตามความจรงิ รวมถงึ การไมเ่ บยี ดเบยี นผอู้ น่ื เพอื่ ท่ี Payutto), 2006 :735) การมคี วามเหน็ ความเขา้ ใจ
จะสร้างความสงบสุขให้กับตัวเราเอง และให้กับ ความรู้ ความเชือ่ และทฤษฎีตา่ งๆ เป็นความเหน็ ที่
ผอู้ น่ื ดว้ ยพรอ้ มๆ กนั การทมี่ นษุ ยจ์ ะใชช้ วี ติ อยา่ งมี แฝงไวด้ ว้ ยยดึ มนั่ ถอื มนั่ กลา่ วคอื เมอ่ื ผใู้ ดไดร้ บั การ
ความสขุ ได้นน้ั ตอ้ งมคี วามอย่ดู ที ้งั ทางกาย และใจ ศึกษา หรือมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งจนตกผลึก
เพราะมนษุ ยน์ น้ั ประกอบดว้ ยกาย และใจ ในการมี เป็นทิฎฐิของตนก็จะยึดถือเอาทิฎฐิน้ันไว้เป็น
ชีวิตที่พัฒนา และมีความสุขอย่างสมบูรณ์ของ มาตรฐาน ส�ำหรับตัดสินความคิดเห็นอย่างอื่น

190 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

(Buddhadasa Bhikkhu, 1975 : 49-50) ท่ีสังคมจัดวางขึ้น (Phra Brahmagunaphorn
สมั มาทฏิ ฐิ ตามทไ่ี ดก้ ลา่ วมา เปน็ เพยี งแค่ (P.A. Payutto), 2006 : 737)
ความหมายแบบกลางๆ เทา่ นนั้ ทค่ี รอบคลมุ ความ 2. โลกุตตรสมั มาทฏิ ฐิ หมายถงึ ความรู้
หมาย สมั มาทฏิ ฐิ ในทกุ ระดบั และเปน็ การใหค้ วาม ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องตามอย่างที่
หมายในแงข่ องการตคี วามตามรปู ศพั ทเ์ ทา่ นน้ั ยงั มี มนั เปน็ หรอื ความรคู้ วามเขา้ ใจโลก และชวี ติ ถกู ตอ้ ง
ความหมายอีกแบบหนึ่ง เป็นความหมายเฉพาะ ตามความเปน็ จรงิ ตามสภาวะของธรรมชาติ ซง่ึ เปน็
ตามประเภทของสัมมาทิฏฐิ ซึ่งสัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ในระดับที่เหนือกระแสโลก เรียกอีกอย่าง
ความเห็นถกู ในทางพระพุทธศาสนา ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ หนึ่งวา่ “สัมมาทฏิ ฐิ อันเปน็ อริยะ” หรอื “สัมมา
ค�ำที่เป็นฝ่ายกุศลคือ ดีงามหรือทางบวก (M.A. ทิฏฐิท่ีไม่มีอาสวะ” ดังพุทธพจน์ท่ีว่า สัมมาทิฏฐิ
(THAI), 257/181) หมายถงึ ความเหน็ ทดี่ ี และถกู ตอ้ ง อนั เปน็ อรยิ ะ ทไ่ี มม่ อี าสวะ เปน็ โลกตุ ตระ เปน็ องค์
โดยมงุ่ หมายเอาทฏิ ฐิ 2 อย่าง คือความเห็นชอบท่ี แหง่ มรรค เปน็ อยา่ งไร คอื องคแ์ หง่ มรรค ขอ้ สมั มา
ยังนับเน่ืองอยู่ในโลก (โลกียะ) และความเหน็ ชอบ ทิฏฐิ ที่เป็นตัวปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญา-พละ
ทพี่ ้นไปจากโลก (โลกุตตระ) ดงั นี้ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์ ของภกิ ษผุ มู้ จี ติ ไกลจากขา้ ศกึ
1. โลกยี สมั มาทฏิ ฐิ หมายถึง ความเห็น มีจิตหาอาสวะมิได้ เพียบพร้อมด้วยอริยมรรค
ชอบระดบั โลกยี ท์ เี่ นอื่ งอยใู่ นกระแสโลก โดยยงั เปน็ เจริญองค์แห่งมรรคอยู่ น้ีเป็นสัมมาทิฏฐิ อันเป็น
ไปตามท�ำนองคลองธรรมอันดีงามในสังคมและ อรยิ ะทไ่ี มม่ อี าสวะเปน็ โลกตุ ตระเปน็ องคแ์ หง่ มรรค
สอดคลอ้ งกบั หลกั พุทธธรรม ซงึ่ เปน็ ธรรมท่ีจ�ำเปน็ (M.U. (THAI) XIV, 258/181)
ตอ้ งมใี นระดบั พน้ื ฐาน เปน็ การจงู ใจใหค้ นทำ� ความดี ดังน้นั สมั มาทฏิ ฐิ หมายถึง ความเหน็ ถกู
ละเวน้ ความชว่ั ทำ� ใหต้ น และสงั คมอยรู่ ว่ มกนั อยา่ ง คือ การมีความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับ เร่ืองโลก
รม่ เยน็ เปน็ สขุ โลกยี สมั มาทฏิ ฐิ นนั้ มคี วามยดื หยนุ่ และความเป็นไปของชีวิตว่าเป็นไปตามกฎของ
สูงมาก ท�ำให้จริยธรรม ระดับโลกิยะ ไม่หยุดน่ิง ไตรลกั ษณ์ คอื มกี ารเกดิ ขนึ้ ตง้ั อยู่ และเสอ่ื มสลาย
สามารถเข้ากับทุกสภาพแวดล้อมทางสังคมและ ไปเปน็ ธรรมดา โดยใชป้ ัญญาพิจารณา เพือ่ พฒั นา
กาลสมัย ดังท่ีท่านได้กล่าวไว้ว่า โลกียสัมมาทิฏฐิ ไปสู่ความหลุดพ้น คือนิพพาน วัตถุประสงค์ของ
ในพระพุทธศาสนามีความยืดหยุ่นสูงมาก ท�ำให้มี สัมมาทฏิ ฐิ เพ่ือประโยชน์สุขแกม่ หาชน คือ บคุ คล
โลกทศั นท์ เ่ี ปดิ กวา้ ง ไมผ่ กู ตวั เองอยกู่ บั คำ� สอนของ ผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น เพ่ือประโยชน์เกื้อกูล
ศาสดาแต่เพียงอย่างเดียว พร้อมท่ีจะเปิดรับ เพอื่ ความสขุ แกเ่ ทวดา และมนษุ ย์ ความสำ� คญั ของ
แนวคดิ คำ� สอนใดๆ กไ็ ด้ ทเี่ หน็ วา่ ไมข่ ดั แยง้ กบั หลกั สมั มาทฏิ ฐิ คอื เปน็ ประดจุ แกนนำ� เปน็ หวั หนา้ เปน็
การของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นค�ำสอนของ นายสารถี ดงั เปน็ บพุ นมิ ติ แหง่ การรแู้ จง้ อรยิ สจั เปน็
นักปราชญ์ ผู้รู้ หรือศาสดาองค์อ่ืนๆ ตลอดถึง เหตปุ จั จยั ใหก้ ศุ ลธรรมอน่ื ๆ ไดเ้ กดิ ขน้ึ เพราะความ
ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงาม เหน็ เปน็ จดุ เปลย่ี นแปลงทอี่ าจนำ� วถิ ชี วี ติ และสงั คม


Click to View FlipBook Version