The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 191

มนษุ ย์ไปส่คู วามดี ได้มากคนก็ยิ่งดี มีแต่ส่งเสริมให้เป็นสุขกันยิ่งข้ึน
เพราะไมม่ ีอะไร จะต้องแก่งแยง่ ชว่ งชิงกัน จงึ มีแต่
4. ความสำ� คญั ของสนั ตสิ ุข จะน�ำไปสู่การระงับปัญหา และมีแต่ความสงบสุข
(Phra Brahmagunaphorn (P.A. Payutto),
สันติสุขเป็นความร่มเย็นหรือความสงบ 2006 : 553) ความสุข ในบางครั้งเกิดจากความ
การละเว้นจากการกระท�ำท่ีช่ัว การช่วยเหลือ สัมพันธ์กับคนอื่น แต่ความสุขก็ไม่ใช่สันติสุข
เก้อื กูลกันในสงั คม การสำ� รวมระวงั ยับย้ังกายและ สักทีเดียว เพราะสันติสุขเป็นสิ่งท่ีได้มาจากความ
วาจา ตลอดทงั้ การแสดงออกดว้ ยพรหมวหิ ารธรรม สมั พนั ธท์ ด่ี ี และไมใ่ ชค่ วามสงบเงยี บเชน่ กนั เพราะ
มเี มตตา กรณุ า มทุ ติ า และอเุ บกขา มงุ่ เนน้ สนั ตสิ ขุ เมื่อออกไปสู่ความสงบเงียบก็รู้สึกว่าสุขดี แต่เม่ือ
ความร่มเย็นของสังคม และความอยู่เย็นเป็นสุข กลับสู่ในโลกปกติก็กลับมาเหมือนเดิม สันติสุข
ของชมุ ชน นอกจากนน้ั ความเจรญิ กา้ วหนา้ ในชวี ติ จงึ ไม่ใช่ความสขุ และไม่ใช่ความสงบสขุ แต่เปน็ สงิ่
ทางโลก เชน่ ลาภ ยศ เกียรติ สรรเสรญิ เปน็ สว่ น ทเ่ี กดิ จากความสมั พนั ธท์ ด่ี เี ปน็ พน้ื ฐาน และพน้ื ฐาน
หนึ่งของสันติสุขคือความสุขพ้ืนฐานความสุข ของความสมั พนั ธท์ ด่ี ีน้ีตอ้ งเกดิ จากความรัก ความ
ของคนทั่วไป เป็นความสุขโดยตัวของมันเองและ เขา้ ใจ ความเห็นใจ ความยุตธิ รรม
เป็นฐานรองรับที่ช่วยให้ได้รับความสุขจากการ ดังนั้น สันติสุขจึงเป็นการพัฒนาจิตไปสู่
เสพอารมณ์ต่างๆ ความสขุ พืน้ ฐานน้ี ได้แก่ ภาวะ ความอิสระจากปัจจยั ทัง้ ปวง เม่อื คนวางใจถูกตอ้ ง
ทจ่ี ติ ใจ ปลอดโปรง่ ผอ่ งใส เจดิ จา้ ไมม่ คี วามมวั หมอง ตอ่ กาม คลายความตดิ พันในกามคุณ เลกิ หมกม่นุ
วนุ่ วาย หรอื เรอ่ื งตดิ คา้ งกงั วลใจใดๆ มคี วามสะอาด ในกามสุขได้ เขาก็มีสิทธิ หรือเป็นผู้พร้อมท่ีจะ
สวา่ ง สงบ อยา่ งไรกต็ าม ผมู้ ภี าวะจติ ใจเชน่ นี้ เรยี กวา่ ท�ำความรู้จักกับฌานสุข ท่ีประณีตลึกซ้ึงย่ิงข้ึนไป
เปน็ ผมู้ คี วามสขุ (Phra Brahmagunaphorn (P.A. และฌานสขุ นนั้ ตอ้ งอาศยั ความดงี าม เมอ่ื เขาไดร้ บั
Payutto), 2006 : 551) เป็นความสุขสงบสันติ ฌานสุขแล้ว จิตของเขาจะด่ืมด�่ำ น้อมด่ิงไปใน
ดงั่ เชน่ กามสขุ กเ็ ปน็ สขุ ทถ่ี กู ตณั หาปรงุ แตง่ อยภู่ าย อารมณ์ของฌานอันประณีต ลึกซึ้งกว่ากันขึ้นไป
ใต้อทิ ธิพลของตณั หา คอื เนอ่ื งดว้ ยความชอบใจไม่ ตามล�ำดับจนถึงขั้นสูงสุด ภูมิขั้นแห่งการบรรลุ
ชอบใจที่ส่ังสมไว้จนเป็นความเคยชิน ภาวะเช่นน้ี เช่นนี้ นับว่าประเสริฐสุดสูงสุดเลิศยากที่ใครๆ
อาจนำ� ไปสปู่ ัญหาต่างๆ ได้ ทำ� ใหเ้ กิดความขัดแยง้ จะเข้าถึงได้ ผู้ที่สามารถปล่อยวางละความติดใจ
ภายในจติ ใจแต่ละบคุ คล เกิดความกระทบกระทงั่ พวั พนั ในภาวะเลศิ ลำ้� ของฌานสมาบตั เิ หลา่ นไ้ี ด้ คอื
ระหว่างบุคคล เป็นสาเหตุ และต้นตอของความ ถอนความตดิ ในกามมาไดข้ นั้ หนง่ึ แลว้ ยงั ถอนความ
ยงุ่ ยากเดอื ดรอ้ นวนุ่ วายทง้ั หลายเปน็ อนั มากซงึ่ ตรง ตดิ ในฌานสมาบตั ไิ ดอ้ กี ไมม่ คี วามเกยี่ วเกาะตดิ พนั
กันข้ามกับความสันติสุข เกิดแก่ใครเม่ือใดก็มีแต่ ในส่ิงใดๆ เลย เขาก็จะถึงภาวะหลุดพ้นเป็นอิสระ
เป็นคุณ ให้ความสบายเป็นที่พอใจแก่ผู้นั้นทันที โดยสมบูรณ์ นี้คือภาวะท่เี รียกวา่ นพิ พาน
และเก้ือกูลแก่ผู้อื่นทุกคนที่เกี่ยวข้องยิ่งเป็นสุขกัน

192 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

นอกจากนน้ั สนั ตสิ ขุ เปน็ เหตปุ จั จยั ใหก้ ศุ ล 5. สมั มาทฏิ ฐใิ นฐานะเป็นเครอ่ื งมือในการ
ธรรมอ่นื ๆ ไดเ้ กดิ ขนึ้ สุขที่ยงั เป็นสุขเวทนาหรือสขุ สรา้ งสันติสุข
ท่ียังเสวยอารมณ์ ล้วนเป็นทุกข์ทั้งส้ินที่ล้วนเป็น
สงั ขารธรรม จงึ ยอ่ มเปน็ ทกุ ขท์ งั้ สน้ิ เมอ่ื รเู้ ขา้ ใจตาม ความมงุ่ หมายของสมั มาทฏิ ฐิ คอื การเหน็
ความเป็นจริงว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อทุกขมสุขก็ดี ตามทสี่ ง่ิ ทงั้ หลายเปน็ จรงิ การทส่ี มั มาทฏิ ฐจิ ะเจรญิ
(Phra Brahmagunaphorn (P.A. Payutto), 2006 ข้ึนย่อมต้องอาศัยโยนิโสมนสิการเรื่อยไป เพราะ
: 591) ล้วนไมเ่ ท่ยี งตามกฎไตรลักษณ์ ต้องดบั ไป โยนโิ สมนสกิ ารชว่ ยใหไ้ มม่ องสง่ิ ตา่ งๆ อยา่ งผวิ เผนิ
เปน็ ธรรมดา แล้วหมดความใคร่ หายตดิ ในเวทนา หรอื มองเหน็ เฉพาะผลรวมทปี่ รากฏ แตช่ ว่ ยใหม้ อง
ทง้ั 3 นนั้ จนจติ หลุดพ้นเป็นอสิ ระไดแ้ ลว้ เมื่อนนั้ และคดิ แบบสบื คน้ แยกแยะทง้ั ในแงก่ ารวเิ คราะห์
จงึ จะประสบสขุ เหนอื เวทนาหรอื สขุ ทไี่ มเ่ ปน็ เวทนา ส่วนประกอบที่มารวมกัน และในแง่การสืบทอด
ไม่อาศัยการเสวยอารมณ์ท่ีเป็นขั้นสูงสุด จิตใจที่ แหง่ เหตปุ จั จยั ทำ� ใหไ้ มถ่ กู ลวง ถกู ปลกุ ปน่ั ยวั่ ยแุ ละ
ปราศจาก สิ่งมัวหมองรบกวน ไม่มีอะไรคั่งค้าง เชดิ ดว้ ยรปู รส กลน่ิ เสยี ง โผฏฐพั พะ และคตินิยม
กงั วล ไมเ่ กาะเกย่ี วกบั อารมณท์ เ่ี สพเสวยอยา่ งใดๆ ตา่ งๆ จนเกดิ ปญั หาทงั้ ตนเอง และผอู้ น่ื แตท่ ำ� ใหม้ ี
ย่อมปลอดโปร่งเปิดกว้าง แผ่ออกไปได้อย่างไร้ขีด สติสัมปชัญญะ เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง
จ�ำกัด มีลักษณะอย่างท่ีท่านเรียกว่ามีจิตใจไร้ คือตัดสินและการกระท�ำต่างๆ ด้วยปัญญา
เขตแดน (M.M. (THAI) XII, 273/267) ภาวะจิต เพื่อประโยชน์แก่มหาชน บุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐิ
เช่นนี้ จะเป็นสขุ ผอ่ งใส เบิกบาน โปร่งโลง่ อยา่ งไร ย่อมเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งในปัจจุบันเพ่ือ
เป็นประสบการณ์เฉพาะท่ีผู้หลุดพ้นแล้ว มีเป็น เกื้อกลู เพ่ือความสุขแก่ชนหมมู่ าก เพือ่ ประโยชน์
พิเศษ ต่างจากปุถุชนทั้งหลาย ซ่ึงปุถุชนไม่เคย เก้อื กูล แกม่ นุษย์ และเทวดา ต้ังแตร่ ะดับต้นจนถึง
ประสบจึงยากจะคาดคะเน แต่ก็พอจะนึกถึงไดว้ า่ ระดับพระนิพพาน สันติสุขเป็นความมุ่งหมาย
เปน็ ภาวะทเ่ี ลศิ ลำ้� อยา่ งหนงึ่ ( M.M. XII, 206/177) อนั เกดิ จากการมคี วามเหน็ ถกู ความสขุ ทม่ี ลี กั ษณะ
เสวย วมิ ุตติสขุ ทป่ี ระเสรฐิ กว่า แห่งความเงียบ ความสะดวก ความเย็นใจ ความ
ดงั นน้ั สรปุ ไดว้ า่ สนั ตสิ ขุ คอื มเี ปา้ หมายที่ ระงับดับไป กล่าวคือ สันติสุขย่อมเกิดขึ้นเพื่อ
ก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นความสุข สะอาด สงบ ประโยชน์เกื้อกูล เพ่ือความสุขแก่ชนเป็นอันมาก
เป็นความสุขที่ไร้อามิส เกื้อกูลแก่ผู้อ่ืนทุกคนที่ เพ่ือที่จะให้มีการสร้างสันติสุข คือ เพ่ือประโยชน์
เก่ียวข้อง เป็นการพัฒนาจิตไปสู่ ความอิสระแห่ง เพ่ือเกื้อกูลแก่หมู่ชน ในส่วนของสัมมาทิฏฐิ
การรู้แจ้งอริยสัจ เป็นเหตุปัจจัยให้กุศลธรรมอื่นๆ จะเกื้อกูลไปถึงเทวดา และมนุษย์ต้ังแต่ระดับต้น
ได้เกิดขึ้น เพราะความเห็นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่ จนถึง ระดับพระนิพพาน สันติสุขสร้างขึ้นได้
อาจนำ� วิถีชีวติ และสงั คมมนุษยไ์ ปสคู่ วามดี ความ ถ้ามีความเห็นถูกในหมู่คน ในสังคมทุกระดับท่ีอยู่
เจรญิ หรอื ไปสูค่ วามเส่ือมก็ได้ ร่วมกนั จะท�ำให้เกิดมคี วามสขุ มคี วามสงบในหมู่
สังคมน้ันๆ

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 193

สัมมาทิฏฐิ มีความส�ำคัญที่ต้องมีความ ถาวรอยโู่ ดยธรรมดา เขายอ่ มมคี วามยดึ มน่ั ตอ่ ชวี ติ
เขา้ ใจอยา่ งถกู ตอ้ งเปน็ ประการแรก คอื ในเรอ่ื งโลก รา่ งกาย ทรพั ยส์ นิ และบคุ คลแวดลอ้ มมาก แลว้ จะ
และชีวิต เม่ือมีความเห็นทถ่ี ูกตอ้ งแล้ว การดำ� เนิน ท�ำให้เกิดความหวั่นไหว หวั่นกลัว กระท�ำการ
ชีวติ ก็จะเปน็ ไปอย่างถกู ทาง ความคิด คำ� พดู และ และมีพฤติกรรมสะท้อนความทุกข์ ซ่ึงเป็นไปตาม
การกระทำ� กจ็ ะปรากฏออกมาในทางทด่ี งี าม การ ความยดึ มนั่ หวนั่ ไหว หวาดกลวั นน้ั เปน็ ตน้ และใน
เขา้ ใจในวชิ าการทางโลกยงั ไมจ่ ดั วา่ เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ ทางตรงกันข้าม ความเห็นผิดที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ
ต่อเมื่อใดมีความเข้าใจในเรื่องโลก เรื่องชีวิตอย่าง มปี จั จยั ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ มจิ ฉาทฏิ ฐิ ไดแ้ ก่ สง่ิ ทไ่ี มด่ ไี มง่ าม
ถูกต้องเม่ือน้ันจึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ ในทางปฏิบัติ สภาพแวดล้อมในสังคมท่ีมีแต่ทางชั่ว โดยเฉพาะ
ความสำ� คัญของสัมมาทฏิ ฐิน้ัน เห็นไดไ้ มย่ าก เช่น อยา่ งมติ รทไ่ี ม่ดี ชกั ชวนไปในทางทช่ี ่วั และไม่รู้จกั
เมอ่ื คนชอบความรำ่� รวย เหน็ แกค่ วามสะดวกสบาย คดิ คดิ ไม่เป็น คิดไมถ่ กู วธิ ี
พรงั่ พรอ้ มทางวตั ถสุ ว่ นตวั เปน็ จดุ มงุ่ หมายของชวี ติ สนั ตสิ ขุ มคี วามสำ� คญั ในลกั ษณะทำ� ใหเ้ กดิ
เป็นเครื่องวัดความส�ำเร็จของบุคคล และเป็น ความสบาย ไมเ่ บยี ดเบยี น เปน็ ความสขุ สะอาดสงบ
เครอื่ งหมายแหง่ ความภาคภมู ิใจ เขาย่อมพยายาม เป็นความสุขท่ีไร้อามิส เก้ือกูลแก่ผู้อ่ืนทุกคนท่ี
ดน้ิ รนขวนขวาย เพ่อื แสวงหาความพรง่ั พรอ้ มทาง เก่ียวข้อง เป็นการพัฒนาจิตไปสู่ความอิสระแห่ง
วัตถุน้ัน ไม่ว่าจะศึกษาเล่าเรียนหรือประกอบ การรู้แจ้งอริยสัจ เป็นเหตุปัจจัยให้กุศลธรรมอื่นๆ
กิจการงานใด ก็ท�ำเพือ่ จดุ หมายนี้ และเมื่อมามอง ได้เกิดข้ึน การสร้างฐานความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว
ดูคนอื่น เขาก็จะวัดคุณค่า จะให้เกียรติคนๆ นั้น การมีจิตส�ำนึกรู้ในการเปลี่ยนแปลง (Phramaha
หรือไม่ โดยถือเอาความร่�ำรวยม่ังคั่งพร่ังพร้อม Mit Thitapanyo, 2017 : 71-80) เพราะความเหน็
เป็นเกณฑ์ และถ้าเขาขาดความใฝ่สุจริตด้วยแล้ว เป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่อาจน�ำวิถีชีวิต และสังคม
เขาก็จะแสวงหาความร�่ำรวยโดยไม่เลือกวิธีว่า มนษุ ยไ์ ปสคู่ วามดี ความเจรญิ หรอื ไปสคู่ วามเสอื่ ม
จะเป็นความสุจริต ชอบธรรมหรือไม่ และจะมอง กไ็ ด้ ถา้ สนั ตสิ ขุ มอี ยใู่ นสงั คมนนั้ ๆ ความสงบ สบาย
เห็นคนประพฤติสุจริตที่ยากไร้ว่า เป็นคนเขลา จะท�ำให้คนในสังคมมีความปรองดอง มีเมตตา
หรอื คนไมม่ เี กยี รติ ในขณะเดยี วกนั ถา้ คนในสงั คม กรุณา เอ้ืออาทรต่อกัน ไม่มุ่งร้ายต่อกัน สามารถ
เห็นว่าการมีอ�ำนาจเป็นความเก่ง เป็นแบบอย่าง อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ดังนั้นการได้ศึกษา
ของความดี เขาก็จะมีแนวโน้มไปในทางแสดง ความสำ� คญั ของสนั ตสิ ขุ เปน็ เบอ้ื งตน้ จงึ ชว่ ยใหเ้ กดิ
อ�ำนาจ วางตนเป็นใหญ่ ชอบข่มเหงรังแกผู้อื่น ความเขา้ ใจไปตามลำ� ดบั เปน็ พน้ื ฐานเพอื่ การพฒั นา
ถา้ คนเหน็ วา่ บญุ บาปไมม่ จี รงิ เปน็ เพยี งคำ� ขู่หลอก ตอ่ ไป นอกเหนอื ไปจากน้ี ถา้ บคุ คลสามารถพฒั นา
ไว้ เขายอ่ มไมเ่ อาใจใสใ่ นสงิ่ ทสี่ อนวา่ เปน็ บญุ และไม่ สันติไปให้ถึงความสมบูรณ์ได้ ก็จะก้าวไปสู่ความ
ระวังร้งั ตัว ในสิง่ ทีผ่ ดิ บาป เมอื่ ไมเ่ ขา้ ใจอยา่ งลกึ ซ้งึ อสิ ระเหนอื สง่ิ ทงั้ ปวง จะเหน็ ไดว้ า่ สมั มาทฏิ ฐมิ สี ว่ น
ถึงสภาวะของโลก และชีวิตที่เป็นสิ่งไม่เท่ียงแท้ ในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นได้ เม่ือมีการด�ำเนิน

194 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ชีวติ และมคี วามเข้าใจในเรื่องโลก เรื่องชวี ิตอย่าง 2006 : 643-644 )
ถกู ต้องเมอ่ื น้ันจึงจะกอ่ ใหเ้ กิดความร่มเย็น เปน็ สขุ เม่ือใช้หลักสัมมาทิฏฐิ เพ่ือสร้างสันติสุข
เก้ือกูลแก่ผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นการพัฒนาจิตไปสู่ ในสังคม ท�ำให้เกิดสันติสุขในชีวิตประจ�ำวันตาม
ความอิสระแห่งการรู้แจ้งอริยสัจ เป็นเหตปุ ัจจัยให้ หลกั พระพทุ ธศาสนา เปน็ ระบบทเ่ี ชอื่ มโยงสบื ทอด
กศุ ลธรรมอ่นื ๆ ได้เกิดขึ้น เพราะความเห็นเปน็ จดุ กนั ไปตามลำ� ดบั เปน็ การพัฒนาท่ีลุม่ ลกึ คอ่ ยเป็น
เปลี่ยนแปลงท่ีอาจน�ำวิถีชีวิตและสังคมมนุษย์ไปสู่ คอ่ ยไป ไมใ่ ชร่ ะบบกา้ วกระโดด หรอื ลงลกึ แบบฉบั
ความดี ความเจริญ พลันทันทีเหมือนหุบเหว การท�ำความเข้าใจให้ถูก
หลกั สมั มาทฏิ ฐิ จงึ มบี ทบาทในการพฒั นา ต้องในเร่ืองโลกและชีวติ หรือมีสมั มาทฏิ ฐิ เพอื่ ให้
พ้ืนฐานของชีวิต เป็นส่วนหน่ึงของวิถีชีวิตไทย สามารถซึมซับเข้าไปในจิตใจตนจนหยั่งรากลึก
เป็นหลัก เพื่อการด�ำเนินชีวิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิ กลายเป็นนิสัยที่มั่นคงถาวร อันจะส่งผลให้คิดถูก
เพื่อสันติสุข ของคนในสังคม จึงเป็นหลักธรรมที่ ทำ� ถกู พดู ถกู เมอื่ สงั คมทผี่ คู้ นมคี วามสมบรู ณพ์ รอ้ ม
เหมาะสมอย่างยิ่งในการประยุกต์ใช้กับผู้บริหาร ดว้ ยสมั มาทฏิ ฐิ สงั คมนนั้ ยอ่ มประสบสนั ตสิ ขุ อยา่ ง
ประเทศ นักธุรกิจ และนักการเมอื งตอ้ งมี เพื่อใช้ ยั่งยืน เมื่อมองกระบวนการพัฒนาแบบระยะยาว
คุณธรรม จริยธรรม น�ำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ต้องถือว่าชีวิตได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาตั้งแต่
ประชาชนสงบสุข ดั่งเช่น หลักพุทธธรรมของ บุคคลเข้ามายอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็น
พระพุทธองค์ มีไว้เพื่อให้ผู้บริหารโรงเรียนได้ ตน้ ไป จนกวา่ จะเขา้ ถงึ ความหลดุ พน้ หรอื เปน็ พระ
เลือกสรร มาใช้ตามความเหมาะสม ในทุกเร่ือง อรหันต์ ตลอดช่วงยาวแห่งการพัฒนาน้ี ในแต่ละ
ม่ว่าในเร่ืองการครองตน การครองคน และการ ชว่ งตอนอาจจะมรี ปู แบบและจดุ เนน้ ในการพฒั นา
ครองงาน หากมนุษย์มีแต่ความรู้ในวิชาการทาง แตกต่างกันออกไป แต่องค์ธรรมท่ีถือว่าแสดง
โลกอยา่ งเดียว โดยไม่รูบ้ าป บญุ คณุ โทษ กย็ ังไม่ บทบาทกำ� กบั ชน้ี ำ� กระบวนการพฒั นาชวี ติ ทง้ั หมด
เป็นสัมมาทฏิ ฐิ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย ก็คือ ปัญญา
ดังนั้นชาวพุทธทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่คิด สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องมีความส�ำคัญมาก
จะเขา้ ถงึ จดุ หมายสงู สดุ หรอื ยงั ไมค่ ดิ กต็ าม ควรจะ เปรยี บเหมอื นประทปี สอ่ งนำ� ทางใหบ้ คุ คล เดนิ ทาง
พยายามฝกึ ฝนอบรม และพฒั นาปญั ญาในการรวู้ า่ ได้สะดวกไม่เกิดอันตรายต่างๆ ในเวลาเดินทาง
ชวี ติ เปน็ ไปตามกฎแหง่ กรรมในฐานะเปน็ กฎธรรมชาติ ฉะนั้นเมื่อคนเรามีความรู้ความเข้าใจในหลักการ
เพอื่ ใหก้ า้ วตอ่ ไปสกู่ ารหยง่ั รอู้ รยิ สจั 4 เพราะจะชว่ ย ส�ำหรับด�ำเนินชีวิตไปตามแนวของสัมมาทิฏฐิ
บรรเทาความโลภ โกรธ หลงใหเ้ บาบางลงทำ� ใหจ้ ติ โดยอาศัยปัญญาเป็นตัวน�ำคอยประคับประคอง
ผอ่ งใส รจู้ กั วางทา่ ทตี อ่ โลกทไ่ี ด้ผลยิ่งกวา่ ระดับศีล มใิ หก้ ารดำ� เนนิ ชวี ติ เปน็ ไปในทางทผี่ ดิ คอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ
ธรรมท้ังเป็นผลดีแก่ตนเองและสังคมอย่างย่ิงอีก ความเห็นผิดจากท�ำนองคลอง ธรรม ย่อมจะน�ำ
ดว้ ย (Phra Brahmagunaphorn (P.A. Payutto), ความเป็นประโยชน์เก้ือกูลมาให้แก่ตนเองและ

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 195

สงั คมสว่ นรวม ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ ทิฏฐิ สังคมน้ันยอ่ มประสบสันตสิ ขุ อยา่ งย่ังยนื
ตลอดถึงสังคมชาวโลกจะได้มีความสงบสุขไม่เกิด เมอื่ มองกระบวนการพฒั นาแบบระยะยาว
ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ข้ึนในสังคมไทยและ ตง้ั แตจ่ ดุ เรมิ่ ตน้ จนถงึ จดุ สดุ ทา้ ย กค็ อื ปญั ญา สมั มา
สังคมท่ัวไป สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องจึงเป็น ทฏิ ฐิ ความเหน็ ถกู ตอ้ ง จงึ มคี วามสำ� คญั มาก เปรยี บ
แนวทางส�ำหรับด�ำเนินชีวิตของชาวโลกทุกเพศ เหมือนประทีปส่องน�ำทางให้บุคคล เดินทางได้
ทกุ วยั เมอ่ื มนษุ ยไ์ ดป้ ฏบิ ตั ติ ามอรยิ มรรคมอี งคแ์ ปด อยา่ งสะดวก ไมเ่ กดิ อนั ตรายตา่ งๆ ในเวลาเดนิ ทาง
มคี วามเหน็ ชอบเปน็ ตน้ หรอื เรยี กวา่ หลกั ไตรสกิ ขา ฉะน้ันเม่ือคนเรามีความรู้ความเข้าใจในหลักการ
คอื ศลี สมาธิ ปญั ญาใหเ้ หมาะสมกบั ภาวะของตนๆ ส�ำหรับด�ำเนินชีวิตตามแนวของสัมมาทิฏฐิโดย
ไมม่ กี ารเบียดเบยี นกันและกนั อาศยั ปญั ญาเปน็ ตวั นำ� คอยประคบั ประคองมใิ หก้ าร
ด�ำเนินชีวิตเป็นไปในทางที่ผิดย่อมจะนำ� ความเป็น
6. สรปุ ประโยชนเ์ กอื้ กลู มาใหแ้ กต่ นเองและสงั คมสว่ นรวม
ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดถึง
หลกั สมั มาทฏิ ฐิ และหลกั ธรรมทที่ ำ� ใหเ้ กดิ สังคมชาวโลก จะได้มีความสงบสุขไม่เกิดปัญหา
สันติสุขในชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนาเป็น อาชญากรรมต่างๆ ข้ึนในสังคมไทย และสังคม
ระบบท่เี ชือ่ มโยงสืบทอดกันไปตามลำ� ดบั เป็นการ ทั่วไป สมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ถกู ตอ้ งจงึ เปน็ แนวทาง
พัฒนาท่ีลุ่มลึก ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ระบบก้าว ส�ำหรับด�ำเนินชีวิตของชาวโลกทุกเพศทุกวัยเม่ือ
กระโดด การท�ำความเข้าใจให้ถูกต้องในเร่ืองโลก มนุษย์ได้ประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด
และชีวิตหรือมีสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้สามารถซึมซับ มีความเห็นชอบ เป็นต้น หรือเรียกว่า หลัก
เข้าไปในจิตใจตนจนหย่ังรากลึกกลายเป็นนิสัย ไตรสกิ ขา คอื ศีล สมาธิ ปัญญา ใหเ้ หมาะสมกบั
ท่ีม่ันคงถาวร อันจะส่งผลให้คิดถูก ท�ำถูก พูดถูก ภาวะของตนๆ ไม่มกี ารเบยี ดเบยี นกันและกนั
เมื่อสังคมท่ีผู้คนมีความสมบูรณ์พร้อมด้วยสัมมา

7. องคค์ วามร้ทู ีไ่ ด้รบั

196 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

อธิบายได้ว่า สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็น ภายในจิตใจเกิดจากการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา
เคร่ืองมือในการสร้างสันติสุข มีผลมาจากการ คือการได้พัฒนาตนให้มีความเห็นถูก เห็นชอบจะ
ปฏบิ ตั ิ คอื การเจรญิ ภาวนา การนำ� มาซงึ่ ความสงบ มคี ณุ สมบตั ิ คอื มคี วามรแู้ จง้ อยา่ งสงู สดุ และมคี วาม
สันติสขุ ทำ� ใหส้ ังคมรม่ เย็นเปน็ สุข ในมิตทิ ม่ี าของ สขุ อย่างสงู สุด อนั จะน�ำไปสจู่ ุดหมาย คือ การแผ่
ความสขุ และสนั ตสิ ขุ พบวา่ มที มี่ า 2 ทาง คอื ความ ขยายความสขุ สงบ สนั ติ จากระดบั บคุ คลไปสสู่ งั คม
สขุ ภายใน และความสขุ ภายนอก ดงั น้นั ความสุข ในการสร้างสันตสิ ขุ ในสังคมไทยได้อยา่ งยัง่ ยนื

References

Phra Brahmagunaphorn (P.A. Payutto). (2006). Buddhadhamma Improved Version. 11th
Eddition. Bangkok : Sahadhamika Company limited,

Buddhadasa Bhikkhu. (1975). World Ruler. Bangkok : Kurusapha Lardprao,
Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Tipitaka Thai Version Mahachulalongkornraj

avidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkorn rajavidyalaya Press.
Phramaha Mit Thitapanyo. (2017). The Build up of Communal consciousness of the ASAEN

Community: Analyzed through the Songkran Festival. Dhammathas Academic
Journal, 17(3), 71-80.

การวเิ คราะหผ์ ลการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม
ตามเกณฑป์ ระกนั คณุ ภาพการศกึ ษา

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ *
The Analysis Results of the Preservation of Arts and Culture in
Accordance with the Educational Quality Assurance Criteria
for Examining the forms of Preservation of Arts and Culture of
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus

ฤดี แสงเดอื นฉาย
Ruedee Saengdeunchay
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

บทความวชิ าการน้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ วเิ คราะหผ์ ลการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรมตามเกณฑป์ ระกนั
คุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ว่ามีแผนการพัฒนา
ด้านการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมสอดคล้องกับแผนแม่บทของสถาบันอุดมศึกษาด้านนโยบาย ปรัชญา
วิสัยทัศน์ พันธกิจ และด้านปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาอย่างไร จากรายงานผลการด�ำเนินงาน
ตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพภายในของการปฏิบัติท่ีเป็นเลิศด้านการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม
ตามองคป์ ระกอบท่ี 4 ดา้ นการทำ� นบุ ำ� รุงศิลปวฒั นธรรม พบว่า ตวั บง่ ชี้ที่ 4.1 ระบบการทำ� นบุ �ำรุงศิลปะ
และวัฒนธรรมด้านกระบวนการพัฒนาแผน ตามเกณฑ์มาตรฐานของส�ำนักงานคณะกรรมการการ
อดุ มศกึ ษา คอื 1) ก�ำหนดผู้รบั ผิดชอบในการท�ำนุบำ� รุงศิลปะและวฒั นธรรม 2) จดั ท�ำแผนดา้ นท�ำนุบำ� รงุ
ศิลปะและวัฒนธรรม และก�ำหนดตัวบ่งช้ีวัดความส�ำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนรวมท้ังจัดสรร
งบประมาณเพื่อให้สามารถด�ำเนินการได้ตามแผน 3) ก�ำกับติดตามให้มีการด�ำเนินงานตามแผนด้าน

* ไดร้ ับบทความ: 5 สิงหาคม 2562; แก้ไขบทความ: 30 มนี าคม 2563; ตอบรบั ตีพิมพ์: 30 มีนาคม 2563
Received: August 5, 2019; Revised: March 30, 2020; Accepted: March 30, 2020

198 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ทำ� นุบ�ำรงุ ศลิ ปะและวฒั นธรรม 4) ประเมินความส�ำเรจ็ ของตามตวั บง่ ชี้ทว่ี ดั ความส�ำเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์
ของแผนด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 5) น�ำผลการประเมินไปปรับปรุงแผนหรือกิจกรรมด้าน
ท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 6) เผยแพร่กิจกรรมหรือการบริการด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
ต่อสาธารณชน 7) ก�ำหนดหรือสร้างมาตรฐานด้านศิลปะและวัฒนธรรมซึ่งเป็นท่ียอมรับในระดับชาติ
นอกจากนน้ั ยังไดจ้ ดั ท�ำแผนในการพัฒนาอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาใหม้ ีความรู้ความพรอ้ มดา้ น
การทำ� นุบ�ำรุงศิลปวฒั นธรรม
จากผลการตรวจสอบรูปแบบการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมมีความเป็นไปได้มากท่ีสุดและความ
เป็นประโยชน์มากท่ีสุด ได้มีหลักการจัดท�ำหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตให้มีความรู้คู่คุณธรรม ส่งผลต่อการ
พฒั นาและการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม แตค่ วรมกี ารศกึ ษาคน้ ควา้ วจิ ยั เพอื่ พฒั นารปู แบบการทำ� นบุ ำ� รงุ
ศลิ ปวฒั นธรรมสร้างองคค์ วามรแู้ ละจดั กจิ กรรมบรกิ ารทางวิชาการแกช่ ุมชนหรือหนว่ ยงานต่างๆ รวมทัง้
การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรม ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ
ของมหาวิทยาลัย
คำ� สำ� คญั : ทำ� นุบ�ำรงุ ศิลปวัฒนธรรม; ประกนั คุณภาพการศกึ ษา; วทิ ยาเขตขอนแก่น

Abstract

Academic article on the analysis results of the preservation of arts and culture in
accordance with the educational quality assurance criteria for examining the forms of
preservation of arts and culture of Mahachulalongkornrajavidyalaya university, Khon Kaen
campus. There is a form of preservation of arts and culture that has a development plan
for the preservation of arts and culture in order to be in line with the master plan of
higher education institutions in policy, philosophy, vision, mission, and operational aspects
of higher education institutions. According to the performance report of the internal
quality assurance indicators of excellent practices in the maintenance of arts and culture
the fourth element in the preservation of arts and culture Indicator 4.1 system for preserving
art and culture in the process of developing plans according to the standard criteria of
the office of the higher education commission, namely 1) to determine who is responsible
for the preservation of arts and culture. 2) Create a plan for the preservation of arts and
culture and set indicators for success according to the objectives of the plan as well as
allocating budgets to enable the implementation of the plan. 3) Supervise and monitor

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 199

the implementation of the plan for the preservation of arts and culture. 4) Assess the
success of the indicators that measure success according to the objectives of the plan
for the preservation of arts and culture. 5) Adopt the evaluation results to improve the
plan or activities for the preservation of arts and culture. 6) Publicize activities or services
for the preservation of arts and culture to the public. 7) Establish standards for art and
culture which are accepted at the national level.
In addition, plans for the development of professors and educational personnel
have been developed to provide knowledge and skills in the maintenance of arts and
culture. The results of the examination of the form of cultural and cultural preservation
the greatest possibility and the most useful there are principles for organizing courses in
order to produce graduates with moral knowledge, affecting development and preservation
of arts and culture. Therefore, there should be a study and research in order to develop
a form of arts and culture preservation, create knowledge and organize academic service
activities for different communities or agencies. including the preservation of arts and
culture that affect cultural development both at the policy level and the operational
level of higher education institutions.
Keywords: the preservation of arts and culture; the educational quality assurance;
University Khon Kaen Campus

1. บทน�ำ เจริญงอกงามถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องกันไปใน
อนาคตวัฒนธรรมพื้นบ้านถือว่าเป็นวิถีปฏิบัติและ
วฒั นธรรมเปน็ เรอื่ งของการดำ� รงชวี ติ ของ การด�ำเนินชีวิตของคนในชุมชน หรือท้องถิ่นนั้นๆ
มนษุ ยใ์ นสงั คมในดา้ นมานษุ ยวทิ ยาและสงั คมวทิ ยา ซึ่งมีท้ังความเหมือนและความแตกต่างกันไปใน
ได้ให้ความส�ำคัญของวัฒนธรรม เป็นแบบแผน แตล่ ะทอ้ งถนิ่ โดยในความตา่ งนน้ั เราเรยี กวา่ ความ
ประพฤติปฏิบัติและได้แสดงออกซ่ึงความรู้สึก เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและได้ยึดถือปฏิบัติ
นึกคิดในสถานการณ์ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคม และถ่ายทอดสืบต่อกันมา ทั้งนี้ การสืบทอดน้ัน
สามารถเข้าใจและซาบซ้ึงร่วมกัน ความจ�ำเป็น อาจคงไว้ซึ่งระเบียบแบบแผนเดิมหรืออาจมีการ
อยา่ งยง่ิ ทมี่ นษุ ยห์ รอื คนในชมุ ชนนน้ั จะตอ้ งเรยี นรู้ ปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน
วัฒนธรรมของตนเอง เพ่ือให้เข้าใจถึงชีวิตรักษา และสังคมในแตล่ ะยคุ สมยั (Wongsasan, 1999 :
คณุ คา่ ความดงี ามไว้ กอ่ ใหเ้ กดิ ความภาคภมู ใิ จและ 82-84)
เผยแพรส่ สู่ งั คมอนื่ ในขณะเดยี วกนั กต็ อ้ งพฒั นาให้

200 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ส่ิงเหล่าน้ี เป็นปัจจัยพ้ืนฐานท่ีท�ำให้เกิด พัฒนาและสร้างมาตรฐานการด�ำเนินงานด้านการ
ปัญหาสังคมมากข้ึน นอกจากน้ี ความสัมพันธ์ ทำ� นบุ �ำรงุ ศลิ ปวฒั นธรรมทเ่ี ป็นรปู ธรรม
ระหว่างเยาวชนกับครอบครัวท่ีเคยอบอุ่นกลับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
ลดลง มารยาทไทย เอกลักษณ์ความเป็นไทย 2542 แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา
วฒั นธรรมประเพณที ่ีควรอนุรกั ษไ์ ว้กลายเปน็ เรอื่ ง 34 ก�ำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอ
ล้าสมัย ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ส่งผล มาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความ
ต่อสังคมในระดับอุดมศึกษา เน่ืองจากสถาบัน ต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
อุดมศึกษาต้องพัฒนานิสิตนักศึกษาให้เป็นบัณฑิต แห่งชาตแิ ละแผนการศกึ ษาแห่งชาติ โดยค�ำนึงถึง
ท่ีสมบูรณ์สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ความเปน็ อสิ ระและความเปน็ เลศิ ทางวชิ าการของ
รวมทงั้ แผนพฒั นาการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษาระยะ สถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญา คณะกรรมการ
15 ปี (พ.ศ. 2551-2565) ได้ก�ำหนดให้สถาบัน การอุดมศึกษาจึงได้ด�ำเนินการจัดท�ำมาตรฐาน
อุดมศึกษาต้องมีพันธกิจในการจัดบริการวิชาการ สถาบันอุดมศึกษาเพ่ือน�ำไปสู่การพัฒนาสถาบัน
และการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรมในการเสรมิ สรา้ ง อดุ มศกึ ษาตามกลมุ่ สถาบนั ทมี่ ปี รชั ญาวตั ถปุ ระสงค์
ความม่ันคงและเข้มแข็งให้ชุมชนและท้องถิ่น และพันธกิจในการจัดต้ังท่ีแตกต่างกัน เพ่ือให้
มีกลไกหลักในการปรับวิธีการจัดการของสถาบัน สถาบันอุดมศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมี
การศึกษาโดยยึดชุมชนและท้องถ่ินเป็นหลัก ประสิทธิภาพและประสิทธิผล มาตรฐานด้านการ
(Viriyah and Chiyupha Thamp, 2014 : 93-110) ดำ� เนนิ การตามภารกจิ ของสถาบนั อดุ มศกึ ษา ดา้ น
จากการประเมินของส�ำนักงานคณะกรรมการการ การทำ� นบุ �ำรุงศลิ ปะและวฒั นธรรม
อดุ มศกึ ษาไดส้ รปุ ผลการประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา จากสภาพการณด์ งั กลา่ ว สถาบนั อดุ มศกึ ษา
ภายนอกรอบสอง (พ.ศ. 2548-2552) ของสำ� นกั งาน จงึ ตอ้ งมกี ารดำ� เนนิ การทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปะและวฒั นธรรม
รบั รองมาตรฐานและการประเมนิ พบว่า งานด้าน ของชาติ ทั้งในระดับหน่วยงานและระดับสถาบัน
การทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรมของสถาบนั อดุ มศกึ ษา มีระบบและกลไกในการส่งเสริมและสนับสนุน
เป็นส่ิงท่ีสังคมให้ความคาดหวังว่าจะดูแลและ โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาเป็นสถาบันสูงสุด
ส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาไทยเกิดความซาบซึ้งภาค ในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศชาติ สถาบัน
ภูมิใจในวัฒนธรรมไทย รู้จักใช้วิจารณญาณเลือก อุดมศึกษาจึงเป็นหัวใจส�ำคัญที่จะต้องให้ความรู้
รับแต่สิ่งมีคุณค่าจากสังคมภายนอกน�ำมาปรับ สร้างความเข้าใจในเรื่องของการท�ำนุบ�ำรุงศิลป
เปลีย่ นใชใ้ ห้สอดคล้องกบั สงั คมไทย อนั จะนำ� ไปสู่ วัฒนธรรมตลอดจนการหล่อหลอมพฤติกรรมและ
การประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ค่านิยมที่ดีงามให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อน�ำความ
ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องมีระบบกลไกการ เจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมไทยอย่างย่ังยืน

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 201

2. พฒั นาการงานทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม และวัฒนธรรมของชาติควบคู่ไปกับภารกิจในการ
ระดบั สถาบันอดุ มศกึ ษา สอน วจิ ยั และบริการวิชาการ อยา่ งไรกต็ ามในยคุ
ที่มหาวิทยาลัยก�ำลังเร่งพัฒนาตัวเองทั้งในด้าน
งานท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมเข้ามา วชิ าการ คณุ วฒุ อิ าจารย์ อาคารสถานที่ ฯลฯ ทำ� ให้
เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษาเป็นคร้ังแรก ก า ร ป ฏิ บั ติ ต า ม แ น ว คิ ด น้ี ไ ม ่ มี ค ว า ม ชั ด เ จ น
เม่ือปี พ.ศ. 2477 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ในวัตถุประสงค์หลักของแผนพัฒนาจุฬาลงกรณ์
ก�ำหนดเป็นความมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยความ มหาวิทยาลัย ระยะต้น (พ.ศ. 2509-2519)
ว่า “ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษา มุ่งปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ
และค้นคว้าในศาสตร์ต่างๆ โดยมุ่งท่ีจะส่งเสริม แ ล ะ ก า ร ข ย า ย ก า ร ศึ ก ษ า ใ ห ้ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ
วิชาชีพช้ันสูงและท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมของ นโยบายหลักในการพัฒนาการศึกษาของชาติ
ชาต”ิ โดยมเี หตผุ ลสำ� คญั ทที่ ำ� ใหส้ ถาบนั ศกึ ษาของ โดยค�ำนึงถึงสภาพและศักยภาพของมหาวิทยาลัย
ไทย มภี ารกิจข้อ 4 คือ ทำ� นบุ ำ� รงุ ศิลปวฒั นธรรม ในปจั จบุ นั รวมกบั ความตอ้ งการของสงั คมในระดบั
ทั้งท่ีภารกิจของมหาวิทยาลัยโดยหลักสากล ท้องถิ่นและระดับชาติ งานท�ำนุบ�ำรุงศิลป
ท�ำหน้าที่ 3 ประการ คอื สอน วจิ ยั และบริการ วัฒนธรรมไปแฝงในงานกิจการนิสิต โดยระบุไว้
วิชาการแกช่ มุ ชน ภารกิจข้อ 4 เป็นหน้าท่เี กดิ ข้นึ เพยี งวา่ “ปรบั ปรงุ กจิ การนสิ ติ เพอ่ื ใหเ้ ปน็ การเสรมิ
หลังสุด โดยเกิดในประเทศด้อยพัฒนาท่ีเคย ห ลั ก สู ต ร พั ฒ น า บุ ค ลิ ก ภ า พ แ ล ะ พ ล า น า มั ย
เปน็ อาณานคิ มของฝร่งั มาก่อน (Chulalongkorn เสรมิ สรา้ งความสนใจในคณุ คา่ ของศลิ ปวฒั นธรรม
University, 1977 : 6) เม่ือได้รับอิสรภาพ ของชาต”ิ (Chulalongkorn University, 1977 : 13)
จึงพยายามแสดงเอกลักษณ์ของตน เพื่อบ่งบอก ในคร่ึงหลังของยุค พ.ศ. 2520-2537
ความเป็นชาติ สถาบันอุดมศึกษาจึงมีภารกิจใน สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทสูงขึ้นต่อสังคม ทั้งใน
การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้านการผลิตก�ำลังคนระดับสูงและการสร้างสรรค์
โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยท่ีก�ำเนิดในช่วงหลัง องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ นอกจากน้ัน
เปล่ียนแปลงการปกครองและเป็นมหาวิทยาลัย ยังเกิดการปรับตัวทางสังคมและสภาพแวดล้อม
เฉพาะทาง คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซง่ึ ถกู ตัง้ ข้ึน โดยรัฐเร่ิมตระหนักในการเป็นทางทางปัญญาของ
โดยวัตถุประสงค์ท่ีจะธ�ำรงไทย เม่ือพุทธศักราช ต่างประเทศ และเห็นความส�ำคัญของศิลป
2481 หน้าท่ีของมหาวิทยาลัยศิลปากรตามท่ี วฒั นธรรมประจำ� ชาติ จึงเรมิ่ มคี วามเคลือ่ นไหวใน
ก�ำหนดในพระราชบัญญัติ คือ “มีหน้าที่จัดการ ภารกิจท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมในสถาบัน
สึกสาวิชาประตมิ ากมั จิตรกัม ดุรยิ างคสิลป นาต อุดมศึกษา ในแผนพัฒนาการศึกษาระดับ
สลิ ป วชิ าโบราณคดี และวชิ าชา่ งสลิ ปอย่างอืน่ ” อุดมศึกษา ระยะท่ี 5 พ.ศ. 2525-2529 จึงได้
แนวคิดท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมของ ก�ำหนดนโยบายในการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม
สถาบันอุดมศึกษาในช่วงนี้ คือเพ่ือส่งเสริมศิลปะ

202 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ไทยของสถาบันอุดมศึกษาไว้ (Ministry of ท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมตามเกณฑ์ประกัน
University Affairs, 1982 : 25) คณุ ภาพการศกึ ษาวา่ มรี ปู แบบการพฒั นา เพอ่ื ทใ่ี ช้
การด�ำเนินงานภารกิจท�ำนุบ�ำรุงศิลป เป็นแนวทางการพัฒนานิสิต สังคมและชุมชนได้
วัฒนธรรมของสถาบันอุดมศึกษาไทยด้วยวิธีวิจัย อย่างมีประสิทธิภาพอยา่ งไร
เชิงประวัติศาสตร์จากการศึกษาเอกสาร โดยแบ่ง
เป็น 4 ยุค ไดแ้ ก่ ยคุ เรมิ่ ก่อต้ัง (พ.ศ.2459-2475) 3. ผลการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรมตามเกณฑ์
ยคุ สรา้ งและธำ� รงไทย (พ.ศ. 2475-2500) ยคุ ขยาย ประกนั คุณภาพการศกึ ษา
การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ (พ.ศ.2500-2537)
และยคุ โลกาภิวตั น:์ ปฏริ ปู การศกึ ษา (พ.ศ. 2537- มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
2549) ในช่วงหลังของยุคน้ีจึงเริ่มสนใจงานศิลป มีเอกลักษณ์ด้านการบริการวิชาการด้านพระพุทธ
วัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์: ปฏิรูปการศึกษา ศาสนา และมอี ตั ลักษณ์มหาวทิ ยาลยั คอื ประยกุ ต์
สภาพสังคมท่ีเป็นผลจากกระแสโลกาภิวัตน์มีผล พระพุทธศาสนาเพ่ือพัฒนาจิตใจและสังคม
กระทบต่อการด�ำเนินภารกิจท�ำนุบ�ำรุงศิลป วิทยาเขตขอนแก่น มีผลการท�ำนุบ�ำรุงศิลป
วฒั นธรรมของสถาบนั อดุ มศกึ ษา จงึ มกี ารใหค้ วาม วัฒนธรรมตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา
สนใจในภารกิจทางด้านน้ีเพิ่มขึ้น ปรากฏใน ดังน้ี
นโยบายของทบวงมหาวทิ ยาลยั มกี ารตง้ั หนว่ ยงาน 1. ก�ำหนดผู้รับผิดชอบในการท�ำนุบ�ำรุง
ทางวฒั นธรรมในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเพม่ิ ขน้ึ รปู แบบ ศลิ ปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
การดำ� เนนิ งานตามภารกจิ ทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม วิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น มีค�ำสั่งแต่งต้ังคณะ
ของสถาบันอุดมศึกษาไทย ได้แก่ การจัดเป็น อนุกรรมการจัดท�ำแผนท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม
รายวิชาพื้นฐานส�ำหรับนิสิตนักศึกษาทุกคน ในแต่ละปีการศึกษา มีค�ำสั่งท่ี 11/2561 เร่ือง
ก า ร เ ป ิ ด ห ลั ก สู ต ร ใ ห ม ่ ท้ั ง ร ะ ดั บ ป ริ ญ ญ า ต รี แต่งตั้งคณะกรรมการจัดท�ำแผนท�ำนุบ�ำรุงศิลป
และระดับบัณฑิตศึกษาเก่ียวกับศิลปวัฒนธรรม วฒั นธรรม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ลงวนั ที่
การสร้างสภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยให้มี 19 มกราคม 2561 ไดก้ ำ� หนดวสิ ยั ทศั นแ์ ละพนั ธกจิ
บรรยากาศทางวฒั นธรรม การจดั ตง้ั หนว่ ยงานทาง ไว้ในแผนระยะยาว และเหตุผลในการก�ำหนดวสิ ยั
ศลิ ปวฒั นธรรม ภารกจิ ทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรมใน ทัศน์ เพราะการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็น
สถาบนั อดุ มศกึ ษาจึงปรากฏความชดั เจนมากท่สี ดุ ภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาและมีความ
ในยคุ น้ี (Chanplang, 2007) สำ� คัญตอ่ สงั คมมนุษย์ เป็นพนื้ ฐานของการด�ำเนนิ
จากพฒั นาการงานทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม ชีวิต การก�ำหนดวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมีการ
ระดับสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดข้ึนในสถาบัน ถ่ายทอดไปยังผู้ปฏิบัติทุกระดับ มีโครงสร้างการ
อุดมศกึ ษา ได้ทำ� ใหผ้ ้เู ขยี นสนใจที่จะศึกษาผลการ บริหารของการบริหารจัดการการท�ำนุบ�ำรุงศิลป
วัฒนธรรม มีการจัดการองค์ความรู้นวัตกรรมที่

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 203

พฒั นาขดี ความสามารถและยกระดับความเป็นอยู่ เช่น จดั นิทรรศการเนอ่ื งในวนั สำ� คญั ทางพระพุทธ
ของชุมชน ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการ ศาสนา สัมมนาปราชญ์ชาวบ้านและภูมปัญญา
ของชุมชน มีการส�ำรวจความต้องการอย่าง ท้องถิ่น จัดนิทรรศการและร่วมกจิ กรรมการแสดง
สม่�ำเสมอ เพ่ือทราบความต้องการของชุมชนใน และการประกวดศิลปวัฒนธรรม ตั้งหอพุทธศิลป์
ด้านวัฒนธรรม โดยการจดั ทำ� แผนพัฒนางานด้าน งานบญุ กมุ้ ขา้ วใหญแ่ ละฟงั เทศนม์ หาชาตไิ ดบ้ รู ณา
การบริการวิชาการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของ การเข้ากับรายวิชาเทศกาลและพิธีกรรมาทาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ความม่ันคงในการประกอบ ศาสนา โครงการอนรุ กั ษแ์ ละสบื สานภมู ปิ ญั ญาและ
อาชีพและสุขภาวะต่อคนในชุมชนอย่างสม่�ำเสมอ มรดกไทยอีสานได้บูรณาการเข้ากับรายวิชาพุทธ
ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ ศิลปะ การจัดท�ำแผนด้านการท�ำนุบ�ำรุงศิลป
ประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและในวิถีชุมชน วัฒนธรรมและก�ำหนดตัวบ่งช้ีวัดความส�ำเร็จตาม
จากผลการก�ำหนดโครงสร้างงานท�ำนุบ�ำรุงศิลป วัตถุประสงค์ของแผน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณ
วัฒนธรรมท่ีชัดเจน ได้สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ เพอื่ ใหส้ ามารถดำ� เนนิ การไดต้ ามแผน เพราะมกี าร
มาตรฐานในระดบั สากล มีคณุ ธรรม น�ำความรคู้ ดิ แต่งต้ังคณะกรรมการในการก�ำกับติดตามและ
เปน็ ทำ� เปน็ และดำ� รงชวี ติ บนพน้ื ฐานความพอเพยี ง ประเมินความส�ำเร็จตามตัวบ่งช้ีที่วัดความส�ำเร็จ
บณั ฑติ มคี วามรคู้ วามสามารถมคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องแผนดา้ นทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปะและ
ใฝ่รู้และมีสมรรถนะในการประกอบอาชีพเป็นที่ วฒั นธรรม นำ� ผลการประเมนิ ไปปรบั ปรงุ แผนหรอื
ยอมรบั ของสังคม กจิ กรรมดา้ นทำ� นบุ ำ� รงุ ศิลปะและวฒั นธรรมแล้วมี
2. การจดั ทำ� แผนดา้ นการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ป การน�ำไปเผยแพร่กิจกรรม หรือการบริการด้าน
วัฒนธรรมและก�ำหนดตัวบ่งช้ีวัดความส�ำเร็จตาม ท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรมต่อสาธารณชน
วัตถุประสงค์ของแผน รวมท้ังจัดสรรงบประมาณ ก�ำหนด หรือสร้างมาตรฐานด้านศิลปะและ
เพื่อให้สามารถด�ำเนินการได้ตามแผน วิทยาเขต วฒั นธรรมซงึ่ เปน็ ที่ยอมรับในระดบั ชาติ
ขอนแกน่ ไดจ้ ดั ทำ� แผนดา้ นการทำ� นบุ ำ� รงุ รกั ษาศลิ ป 3. การติดตามงานให้ด�ำเนินงานตาม
วัฒนธรรม ประจ�ำปีงบประมาณ 2561 ได้บรรจุ แผน วิทยาเขตขอนแก่น ได้มีคณะกรรมการด้าน
โครงการ/กิจกรรมลงในแผนปฏิบัติการประจ�ำปี ทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม และนำ� ผลประเมนิ ความ
และแผนด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม และได้ ส�ำเร็จตามตัวบ่งชี้ของแผนและโครงการด้านท�ำนุ
ก�ำหนดตัวบ่งช้ีความส�ำเร็จตาม วัตถุประสงค์/ บ�ำรงุ ศิลปะและวฒั นธรรม เสนอตอ่ ทปี่ ระชมุ คณะ
เปา้ หมายของแผนทมี่ กี ารวดั ผลความสำ� เรจ็ 3 ดา้ น กรรมการประจำ� วทิ ยาเขตขอนแกน่ เพ่ือพิจารณา
ไดแ้ ก่ ระยะเวลาการจัดโครงการ จ�ำนวนผู้เขา้ ร่วม และให้ขอ้ เสนอแนะในการปฏิบตั ิงาน เพ่ือก�ำหนด
โครงการและผลประเมินความพึงพอใจ เช่น ทิศทางการพัฒนาและการด�ำเนินงานของคณะให้
ในปีการศึกษา 2561 ได้มีการด�ำเนินโครงการ สอดคลอ้ งกบั เปา้ หมายและกลมุ่ สถาบนั ตลอดจนมี

204 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

การบริหารท้ังด้านบุคลากร การเงิน ความเสี่ยง เป้าหมาย ของแผนการด�ำเนนิ งานไว้ 3 ขอ้ ได้แก่
และการประกันคุณภาพการศึกษาเพ่ือสนับสนุน 1) ระยะเวลา การด�ำเนินงานภายใต้กรอบระยะ
การด�ำเนินงานตามพันธกิจหลักให้บรรลุตามเป้า เวลาทก่ี ำ� หนดไวใ้ นแผนการจดั กจิ กรรม 2) จำ� นวน
หมายที่ก�ำหนดไว้ การติดตามงานให้ด�ำเนินงาน ผู้เข้าร่วมโครงการบรรลุตามเป้าหมายเชิงปริมาณ
ตามแผนการพัฒนากลยุทธ์ โดยเช่ือมโยงกับวิสัย ตามเอกสารขออนุมัตโิ ครงการ 3) ผลการประเมิน
ทศั นข์ องวทิ ยาเขตขอนแกน่ และสอดคลอ้ งกบั วสิ ยั ความพงึ พอใจ ตามเปา้ หมายเชงิ ปรมิ าณกำ� หนดไว้
ทัศน์ของมหาวิทยาลัย รวมทั้งสอดคล้องกับกลุ่ม ในเอกสารขออนุมัติ จากผลการประเมินความ
สถาบันและเอกลักษณ์ของคณะและพัฒนาไปสู่ สำ� เรจ็ ตามตวั บง่ ชที้ วี่ ดั ความสำ� เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์
แผนกลยทุ ธท์ างการเงนิ และแผนปฏบิ ตั กิ ารประจำ� ของแผน การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมได้น�ำหลัก
ปีตามกรอบเวลา เพื่อให้บรรลุผลตามตัวบ่งช้ีและ ธรรมาภิบาลมากำ� หนดหลักการปฏิบตั ิ ด้านความ
เปา้ หมายของแผนกลยทุ ธแ์ ละเสนอผบู้ รหิ ารระดบั รับผิดชอบต่อสังคมและปกป้องผลประโยชน์ของ
สถาบันเพ่อื พิจารณาอนุมตั ิ โดยมกี ารก�ำหนดผรู้ บั ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการมีส่วนร่วมท้ังภายใน
ผิดชอบในการจัดท�ำแผนท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและ มหาวิทยาลัยและภายนอก มีการด�ำเนินงานด้าน
วัฒนธรรมและก�ำหนดตัวบ่งช้ีวัดความส�ำเร็จตาม อนรุ กั ษส์ ว่ นโบราณรว่ มกบั คณะกรรมการใหบ้ รรลุ
วัตถุประสงค์ของแผน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณ ผลเป็นไปตามแผน มีการร่วมกันก�ำหนดนโยบาย
เพื่อให้สามารถด�ำเนินการได้ตามแผน เพ่ือให้การ เปา้ หมายและทศิ ทางการดำ� เนนิ งาน มกี ารหาแนว
ทำ� งานตรงตามความสามารถของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน จาก ปฏิบัติที่ดีจากความรู้ทั้งที่มีอยู่ในตัวบุคคล ทักษะ
การท่ีมีการก�ำหนดแผนและโครงการสนับสนุนงบ ของผมู้ ปี ระสบการณต์ รงและแหลง่ เรยี นรอู้ นื่ ๆ ตาม
ประมาณ ต้องมีนโยบายแผนงานโครงสร้างและ ประเด็นความรู้ อย่างน้อยครอบคลุมพันธกิจด้าน
การบริหารจัดการงานท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและ การผลติ บณั ฑติ และดา้ นการวจิ ยั จดั เกบ็ อยา่ งเปน็
วฒั นธรรม ทง้ั การอนรุ ักษ์ ฟ้ืนฟู สืบสาน เผยแพร่ ระบบ โดยเผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
วัฒนธรรมไทยภูมิปัญญาท้องถิ่นตามจุดเน้นของ และนำ� มาปรบั ใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านจรงิ และในการ
สถาบันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จัดกิจกรรมตา่ งๆ รว่ มกับชมุ ชนด้านการท�ำนบุ ำ� รงุ
โดยมีเกณฑ์มาตรฐานตามการประเมินของ สกอ. ศิลปวัฒนธรรม ในทุกครั้งจะมีการก�ำกับดูแลและ
เปน็ ตวั ชวี้ ดั ประเมินผลการปฏิบัติงานทุกคร้ัง เพื่อน�ำไป
4. การประเมินความส�ำเร็จตามตัวบ่งชี้ ปรบั ปรุงพัฒนาให้ดขี ้นึ
ที่วัดความส�ำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผน 5. การน�ำผลการประเมินไปปรับปรุง
วิทยาเขตขอนแก่น ได้ประเมินความส�ำเร็จตาม แผนหรอื กจิ กรรมดา้ นการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม
วัตถุประสงค์ของแผนด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและ วทิ ยาเขตขอนแกน่ ไดน้ ำ� ผลจากการรายงานสรปุ ผล
วฒั นธรรม ระบตุ วั ชวี้ ดั ความสำ� เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ การด�ำเนินงานโครงการ/กิจกรรมของแผนงาน

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 205

บริการวชิ าการแกส่ งั คม ปกี ารศึกษา 2561 เสนอ วิทยาเขตขอนแก่น ได้น�ำผลงานด้านท�ำนุบ�ำรุง
ตอ่ ทปี่ ระชมุ คณะกรรมการประจำ� วทิ ยาเขตขอนแกน่ ศิลปะและวัฒนธรรม ปีงบประมาณ 2560-2561
ดงั รายละเอยี ดในเกณฑข์ อ้ ที่ 4 ได้ท�ำการปรบั ปรุง ออกเผยแพร่ในช่องทางท่ีหลากหลาย เช่น MCU
แก้ไขและจัดท�ำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา TV, NBT สทท 11 และสถานีวิทยุวิทยาเขต
(Improvement Plan) ปีการศึกษา 2561 ขอนแกน่ นอกจากนี้ ยงั มกี ารเผยแพรก่ จิ กรรมหรอื
มีรายงานการประชุมคณะกรรมการประจ�ำ การบริการด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรมต่อ
วิทยาเขตขอนแก่นว่า “วิทยาเขตขอนแก่นมุ่งเน้น สาธารณะผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social
สง่ เสรมิ เยาวชนและบุคลากรใหต้ ระหนกั ถงึ คุณค่า network) www.mcukk.com–mcukk-You-
ความงามของศิลปะขนบธรรมเนียม ประเพณี Tube-Mcukk Mahachula Khonkaen
วัฒนธรรมอันดีงามของอีสานและของชาติหรือ Facebook จากบริบทและสภาพแวดล้อมในด้าน
สง่ เสรมิ อตั ลกั ษณข์ องมหาวทิ ยาลยั ” จากผลการนำ� การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม มีการด�ำเนินการ
ผลการประเมินไปปรับปรุงแผนหรือกิจกรรมด้าน พร้อมการจัดท�ำแหล่งสารสนเทศ เพ่ือเผยแพร่
การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม ท�ำให้ทราบว่า กิจกรรมของมหาวิทยาลัยผ่านเครือข่ายสังคม
วิทยาเขตขอนแก่นได้มุ่งเน้นการศึกษาค้นคว้า ออนไลน์ (social network)
รวบรวมองคค์ วามรภู้ มู ปิ ญั ญาดา้ นตา่ งๆ จากแหลง่ 7. การก�ำหนดหรือสร้างมาตรฐานด้าน
ขอ้ มลู ความรทู้ างวฒั นธรรมในภาคตะวนั ออกเฉยี ง การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับใน
เหนอื ตอนลา่ งและภมู ภิ าคลมุ่ นำ�้ โขง เพอื่ ประโยชน์ ระดับชาติ วทิ ยาเขตขอนแก่น ได้มีโอกาสเข้าไปมี
แกก่ ารอนรุ กั ษฟ์ น้ื ฟใู หค้ งอยสู่ บื ไป โดยมงุ่ เนน้ และ ส่วนร่วมในการจัดงานเทศกาลไหมนานาชาติ
ให้ความส�ำคัญกับกิจกรรมเผยแพร่และถ่ายทอด ประเพณผี ูกเส่ยี วและงานกาชาด จงั หวดั ขอนแก่น
ศิลปวัฒนธรรมในระดับและรูปแบบต่างๆ มุ่งเน้น ถือได้ว่าเป็นงานแสดงศิลปวัฒนธรรมระดับชาติ
การสง่ เสรมิ การอนรุ กั ษศ์ ลิ ปวฒั นธรรมไทย สถาบนั งานหนึ่ง ที่มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
ได้เชิญผู้น�ำชุมชนและผู้ทรงคุณวุฒิด้านภูมิปัญญา พ.ศ. 2522 จนถงึ ปจั จบุ ัน รวมระยะเวลาถึง 39 ปี
ด้านการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมมาปรึกษาหารือ ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดงานเทศกาล
กันในรูปแบบต่างๆ อย่างสม�่ำเสมอทุกๆ ปี เช่น ไหมนานาชาติประเพณีผูกเส่ียวและงานกาชาด
เชิญประชุมเพื่อรับทราบถึงความต้องการและหา จงั หวดั ขอนแกน่ ประจำ� ปี 2560 ตง้ั แตก่ ระบวนการ
แนวทางในการบริการวิชาการร่วมกัน ให้ชุมชนมี ในการวางแผนงาน ก�ำหนดเกณฑ์การประกวด
ส่วนร่วมในการจัดงานประเพณีต่างๆ ร่วมกับ ประกวดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน และเป็น
มหาวทิ ยาลยั คณะกรรมการตัดสินการประกวดกิจกรรมด้าน
6. การเผยแพร่กิจกรรมการบริการด้าน ศลิ ปวฒั นธรรมดา้ นตา่ ง นอกจากนน้ั ยงั สง่ เสรมิ ให้
การท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมต่อสาธารณชน นิสิตมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลไหม

206 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

นานาชาติ ประเพณผี กู เสยี่ ว และงานกาชาดจงั หวดั หรอื พฒั นาเปน็ อาชพี ได้ ลกั ษณะการอบรมจดั เปน็
ขอนแกน่ โดยสนบั สนนุ ใหน้ สิ ติ จดั ขบวนแหเ่ ขา้ รว่ ม หลักสูตร มีเน้ือหา กระบวนการ และระยะเวลา
ประกวดในการเปิดงาน และได้รับรางวัลรองชนะ ตามความเหมาะสม
เลศิ อนั ดบั ท่ี 1 ขบวนแหเ่ ทศกาลงานไหมนานาชาติ 3. การวเิ คราะหแ์ ละรวบรวมขอ้ มลู ดา้ น
ประเพณผี กู เสย่ี ว และงานกาชาดจังหวัดขอนแกน่ ศลิ ปวฒั นธรรม และการแสดงออกตามศาสตรข์ อง
จากการก�ำหนดหรือสร้างมาตรฐานด้านการท�ำนุ ศลิ ปวฒั นธรรมแขนงนนั้ ๆ เปน็ กจิ กรรมในลกั ษณะ
บ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมซ่ึงเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ การค้นคว้า รวบรวม แปล และเรียบเรียงข้อมูล
แลว้ ยงั ไดม้ กี ารกำ� กบั ตดิ ตามการดำ� เนนิ งานใหเ้ ปน็ ความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ออกมาเป็น
ไปตามกระบวนการ PDCA และมีชอ่ งทางการเผย รปู เลม่ หนงั สอื มลั ตมิ เี ดยี หรอื เปน็ ฐานขอ้ มลู ดจิ ทิ ลั
แพร่กิจกรรมต่อสาธารณะอย่างหลากหลายไม่ว่า มีผลงานที่เปน็ เชงิ บวก มีสุนทรยี ภาพ
จะในรปู สอื่ โทรทศั น์ วทิ ยุ และผา่ นเครอื ขา่ ยสงั คม 4. การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานหรือ
ออนไลน์ (social network) นอกจากนั้น ยังมี นวัตกรรมผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมเป็น
บทบาทส�ำคัญในการก�ำหนด สร้างมาตรฐาน กิจกรรมในลักษณะการพัฒนางานด้านศิลปะและ
คณุ ภาพดา้ นศลิ ปะและวฒั นธรรม ผา่ นงานเทศกาล วฒั นธรรมทม่ี อี ยแู่ ลว้ ในชมุ ชนตา่ งๆ ใหม้ คี ณุ ภาพดี
ไหมนานาชาติประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาด ขึ้นเพ่ือเพ่ิมมูลค่า หรือการสร้างสรรค์ผลงานข้ึน
จังหวัดขอนแกน่ ใหม่ เพอื่ ยกระดบั คณุ ภาพ คณุ คา่ หรอื กระบวนการ
ผลิตให้สูงขน้ึ
4. ผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการดำ� เนนิ โครงการ 5. การสร้างฐานข้อมูลสารสนเทศและ
และกจิ กรรมทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม องคค์ วามรดู้ า้ นศลิ ปะและวฒั นธรรม เปน็ การสรา้ ง
ฐานขอ้ มลู รวมดา้ นศลิ ปะและวฒั นธรรม ทส่ี ามารถ
1. การสง่ เสริม อนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟู และเผย จดั เกบ็ ขอ้ มลู ศลิ ปะและวฒั นธรรมในรปู แบบตา่ งๆ
แพร่ประเพณีท้องถ่ินฮีตสิบสอง ควรให้มีการ ทเ่ี ปน็ แหลง่ ขอ้ มลู ทใี่ หบ้ รกิ าร และสบื คน้ ขอ้ มลู ดา้ น
ดำ� เนินการร่วมกับชมุ หรือหนว่ ยงานอ่นื ๆ ทงั้ น้ีให้ ศลิ ปะและวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ทมี่ คี ณุ ภาพมมี าตรฐาน
แต่ละหลักสูตรเลือกตามความประสงค์ว่าต้องการ และใช้อ้างอิงทางวิชาการได้ ในการขับเคลื่อน
จะจดั บญุ เดอื นใด และในหนงึ่ บญุ จะรว่ มกนั อยา่ งไร อนุรักษ์ ฟ้ืนฟู ปกปอ้ ง งานด้านศิลปวฒั นธรรมให้
2. การอบรม หรือถ่ายทอดความรู้และ มีความยั่งยืน และสร้างฐานข้อมูลหรือส่ือ
ทักษะด้านศิลปวัฒนธรรม เป็นกิจกรรมการจัด ประชาสัมพันธ์งานด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม
อบรม หรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพ่ือถ่ายทอด ให้เกิดความโดดเด่น สามารถสืบค้นหรือติดตาม
ความรู้และทักษะเกย่ี วกับการปฏบิ ัติงาน หรอื การ ได้ในช่องทางประชาสัมพันธ์ท่ีหลากหลายส�ำหรับ
ผลิตช้ินงาน ให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้และทักษะ ประชาชนและชุมชน
สามารถนำ� ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั นำ� ไปพฒั นางาน

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 207

5. สรปุ มีการจัดท�ำแหล่งสารสนเทศ ชุมชนมีส่วนร่วม
ในการแก้ไขปัญหาและหาแนวทางป้องกัน สร้าง
จากผลการศึกษางานท�ำนุบ�ำรุงศิลป บัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม
วัฒนธรรมตามเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา จรยิ ธรรม มจี ติ สำ� นกึ และความรบั ผดิ ชอบสามารถ
ทีส่ ำ� คัญประกอบดว้ ย ด้านสถาบนั การบริหารงาน พัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง และส่ิงแวดล้อมแก้ไข
ด้านการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม นโยบายการ ปญั หาและยกระดับคุณภาพชีวิตของชมุ ชน
ก�ำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจสถาบันอุดมศึกษา
ให้ความส�ำคัญมาก มีนโยบายที่ชัดเจนในการ 6. องคค์ วามรู้ที่ได้รับ
ก�ำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจไว้ในแผนระยะยาว
การก�ำหนดแผนและโครงการการสนับสนุน 1. ด้านการส่งเสริมงานท�ำนุบ�ำรุงศิลป
งบประมาณ ด้านบุคลากรมีการก�ำหนดวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม ให้มหาวิทยาลัยเน้นการสร้างบัณฑิต
ของสถาบันอุดมศึกษามีการถ่ายทอดสู่ผู้ปฏิบัติ ที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม
ทุกระดับ การสร้างบรรยากาศในการปฏิบัติงาน มีจิตส�ำนึก และความรับผิดชอบ สามารถพัฒนา
ปรับปรุงงานให้สอดคล้องกับภารกิจในระดับ ตนเองอยา่ งตอ่ เนอื่ ง สามารถประกอบอาชพี อย่าง
สถาบนั ระดบั คณะ โดยมกี ารพฒั นาผนู้ ำ� ไปสอู่ นาคต มคี วามสุขในการด�ำเนนิ ชวี ิตตามหลักพุทธธรรม
ในการท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้น�ำ 2. ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้ยก
หลักธรรมาภิบาลมาก�ำหนดหลักการปฏิบัติด้าน ระดบั คณุ ภาพชวี ติ ของชมุ ชนตน้ แบบ ทางดา้ นศลิ ป
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและปกปอ้ งผลประโยชน์ วัฒนธรรม แล้วเชื่อมโยงสู่การเรียนการสอนการ
ของผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี โดยการมสี ว่ นรว่ มทง้ั ภายใน วิจยั และการทำ� นบุ ำ� รงุ ศิลปวฒั นธรรม
มหาวิทยาลัยและภายนอก กิจกรรมด้านการทำ� นุ 3. ด้านการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็น
บ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับนิสิตและ แหลง่ เรยี นรู้ สบื สาน เผยแผ่ ฟน้ื ฟู เพอื่ อนรุ กั ษศ์ ลิ ป
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มุ่งเน้นส่งเสริมเยาวชน นิสิต วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ
และบุคลากรให้ตระหนักถึงคุณค่าความงามของ ความหลากหลายของวัฒนธรรมในชุมชนและ
ศลิ ปะขนบธรรมเนยี มประเพณี วฒั นธรรมอนั ดงี าม ภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อรองรับการเปล่ียนแปลงวิถี
สภาพแวดลอ้ มในดา้ นการทำ� นบุ ำ� รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม ชีวติ ของชมุ ชนและสงั คม

References

Chanplang, T. (2007). A study of the evolution of the function of Thai higher education
institutions for arts and cultural preservation (B.E. 1916-2006). Doctor of Philosophy
Program in Higher Education. Graduate School : Chulalongkorn University.

208 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Chulalongkorn University. (1977). The History of Chulalongkorn University 1967-1973.
Bangkok : Chulalongkorn University.

Ministry of University Affairs. (1982). The Higher Education Development Plan Phase 5
(1982-1983). Bangkok : Ministry of University Affairs.

Viriyah, S. and Chiyupha Thamp, A. (2014). Preservation of Arts and Culture, Role of
Higher Institutions, Strategies. Journal of Education Studies, 42(3), 93-110.

Wongsasan, K. (1999). Thai Way. Bangkok : Odeon Store Publishing.

วจิ ารณห์ นงั สือ : Book Review
สุขแท้*

True Happiness

ผ้เู ขียน: พระธรรมโกศาจารย์ (พทุ ธทาสภิกข)ุ
Author: Phra Dharmakosacarya (Buddhadasa Bhikkhu)

พระไพศาล จนทฺ ธมฺโม (วงศภ์ งู า), พระครูสธุ คี มั ภรี ญาณ1 และธรี ะพงษ์ มไี ธสง2
Phra Paisan Candadhammo (Wongpunga), Phrakhru Sudhikhambhirayan,

and Teeraphong Meethaisong
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่ 1

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม2
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand

Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ ปจั จุบนั ประกอบด้วยหนงั สือ 3 เล่ม คือ 1) สุขแท้
2) สงบเย็น 3) ผลของจิตตภาวนา คือ นิพพาน
1. ภูมิหลังหนังสือ: หนังสือที่ผู้เขียน หนังสอื สุขแท้ พมิ พ์ครัง้ แรกเมื่อ ธันวาคม 2554
จะนำ� มาวจิ ารณม์ ชี อื่ เรอื่ งวา่ สขุ แท้ (Phra Dhamma จัดพิมพ์โดยส�ำนักพิมพ์สุขภาพใจ มีจ�ำนวนหน้า
kosakaya (Buddhadasa Bhikkhu), 2002 : 9) ทัง้ หมด148 หนา้
เป็นหนังสือท่ีตีพิมพ์จากการแสดงธรรมบรรยาย 2. ภมู หิ ลงั ผบู้ รรยาย: พระธรรมโกศาจารย์
ของพระธรรมโกศาจารย์ (เง่ือม อินฺทปญฺโญ) (เงอื่ ม อนิ ฺทปญโฺ ญ) หรือรจู้ ักในนาม พุทธทาสภิกขุ
หรือรู้จักในนาม พุทธทาสภิกขุ ในช่วงเข้าพรรษา มนี ามเดมิ วา่ เงื่อม พานชิ เกิดเม่อื 27 พฤษภาคม
ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม-28 สิงหาคม 2516 พ.ศ. 2449 ในสกุลของพ่อค้า ท่ีตลาดพุมเรียง
เปน็ หนงั สอื ทตี่ อ้ งการจะนำ� เสนอ มงุ่ เนน้ ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั ิ อำ� เภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ชว่ งปลายรชั สมยั
ได้รับความสุขที่แท้จริงตามหลักพุทธศาสนา พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั บดิ าของ
เร่ิมตั้งแต่สุขข้ันพ้ืนฐานส�ำหรับคนทั่วไป ไปจนถึง ท่านพุทธทาสภิกขุมีเช้ือสายจีน ช่ือ เซ้ียง พานิช
สุขข้ันสูงสุด หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์อยู่ในชุดสุข

* ได้รบั บทความ: 27 ธันวาคม 2561; แก้ไขบทความ: 7 กมุ ภาพนั ธ์ 2562; ตอบรบั ตีพมิ พ์: 31 มนี าคม 2563
Received: December 27, 2018; Revised: February 7, 2019; Accepted: March 31, 2020

210 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ประกอบอาชีพหลักคือ การค้าขายของช�ำแต่ ภาษติ ทงั้ หมดทท่ี า่ นไดก้ ลา่ วไวใ้ นหนงั สอื เลม่ นเ้ี ปน็
อิทธิพลที่ท่านได้รับจากบิดา คือเร่ืองของความ เร่ืองเดยี วกนั คอื ความสงบสขุ
สามารถทางดา้ นกวี และทางดา้ นชา่ งไมม้ ารดาของ 4. วัตถุประสงค์: หนังสือเร่ืองสุขแท้
ทา่ นชอื่ เคล่ือน พานิช อิทธพิ ลทีไ่ ด้รบั จากมารดา ของท่านพุทธทาส มีวัตถุประสงค์ในการวิสัชนา
คือ ความสนใจในการศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง พระธรรมเทศนา เพ่อื เปน็ เครอ่ื งประดบั สติปญั ญา
อุปนิสัยท่ีเน้นเร่ืองความประหยัด เร่ืองละเอียด สง่ เสรมิ ศรทั ธา ความเชอื่ และวริ ยิ ะความพากเพยี ร
ลออ ในการใชจ้ า่ ย และการทำ� ทกุ สงิ่ ใหด้ ที สี่ ดุ และ ของพทุ ธบรษิ ทั ใหเ้ จรญิ งอกงามกา้ วหนา้ ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป
ตอ้ งทำ� ใหด้ กี ว่าครูเสมอ ทา่ นไดเ้ รียนหนงั สือเพยี ง มุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสุขท่ีแท้จริงตามหลัก
แค่ช้ัน ม.3 แล้วต้องออกมาค้าขาย แทนบิดา พุทธศาสนา เร่ิมต้ังแต่สุขขั้นพื้นฐานส�ำหรับคน
ซงึ่ เสยี ชวี ติ ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขมุ นี อ้ งสองคน นอ้ งคน ท่วั ไป ไปจนถึงสขุ ข้นั สูงสดุ
โตเป็นชาย ชอ่ื ย่เี กย พานชิ ซ่งึ ภายหลงั ได้เปลย่ี น
ชอื่ เปน็ ธรรมทาส พานชิ และไดเ้ ปน็ กำ� ลงั หลกั ของ 2. เนอื้ หาโดยย่อ
คณะธรรมทานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา
และสนองงานของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ สว่ นนอ้ งสาว เนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มน้ีเป็นหลัก
คนสดุ ท้องของทา่ นชอ่ื กมิ ซอ้ ย พานชิ ซ่งึ ภายหลงั ธรรมค�ำสอนของท่านพุทธทาสท่ีเก่ียวกับความสุข
แตง่ งานและใชน้ ามสกลุ สามีว่า เหมะกุล สงบ มุ่งเน้นถึงการปฏิบัติให้ได้รับความสุขแท้จริง
3. โครงสร้างของหนังสือ: สุขแท้มี ตามหลกั พทุ ธศาสนา เรม่ิ ตงั้ แตค่ วามสขุ ขน้ั พน้ื ฐาน
จำ� นวนหนา้ ทเี่ ปน็ ธรรมบรรยาย 138 หนา้ รวมสว่ น ไปจนถึงข้ันสูงสุดตามล�ำดับ ซึ่งมีล�ำดับข้ันเนื้อหา
อนื่ ๆ และปกจำ� นวน 148 หนา้ หนงั สอื เลม่ นต้ี พี มิ พ์ สอดคล้องกันไปตลอดทั้งเล่มประกอบด้วยสาระ
จากธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุเป็น ส�ำคัญ 6 บท ซง่ึ มีเนือ้ หาโดยย่อ ดังน้ี
รูปแบบของการวิสัชนาพระธรรมเทศนาโดยการ 1. นะโมและสรณาคมน์ ท่านพุทธทาส
ยกพุทธภาษิตเป็นหัวข้อบรรยาย เพ่ือให้ผู้อ่านได้ ไดก้ ลา่ วบรรยายธรรมะในหวั ขอ้ นะโมและสรณาคมน์
รับความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริมศรัทธา ความเช่ือ เป็นความสุขจากการเข้าถึงพระรัตนตรัย ความ
วริ ยิ ะความพากเพยี รเพอ่ื ใหน้ ำ� ไปปฏบิ ตั สิ บื ทอดให้ ส�ำคัญในหัวข้อนี้อยู่ที่การนอบน้อมพระรัตนตรัย
เจรญิ งอกงามกา้ วหนา้ ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป โครงสรา้ งเนอื้ หา และการเข้าถึงพระรัตนตรัยด้วยกาย วาจา ใจ
ประกอบดว้ ยสาระสำ� คญั 6 บท ไดแ้ ก่ 1) นะโมและ ควรน้อมใจระลึกด้วยสติสัมปชัญญะถึงคุณพระ
สรณาคมน์ 2) ความวิเวกเป็นสุข 3) ความไม่ รตั นตรยั เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเจรญิ งอกงามกา้ วหนา้ ไป
เบียดเบียนเป็นสุข 4) ความคลายก�ำหนัดเป็นสุข ในทางแหง่ พระพทุ ธศาสนาไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ โดยตอ้ ง
5) การน�ำอัสมิมานะออกได้เป็นสุข 6) ความรัก ปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งดว้ ยความเขา้ ใจทง้ั ทางดา้ นเนอื้ หา
เสมอตนไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี พุทธ ทง้ั ภาษาและความหมายดว้ ยความเคารพนอบนอ้ ม
สงู สดุ เพอื่ ใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชนจ์ ากการนอบนอ้ มนน้ั

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 211

โดยแท้จริงค�ำว่าพระรัตนตรัยโดยเน้ือหาสาระน้ัน 3. ความไมเ่ บียดเบยี นเปน็ สขุ ทา่ นพุทธ
เปน็ สงิ่ เดยี วกนั แยกกนั ไมไ่ ดค้ อื ธรรมะ ธรรมะทเ่ี ปน็ ทาสได้ยกพทุ ธภาษติ วา่ “อพฺยาปชฌฺ ํสุขโํ ลเกปาณ
ความดี เปน็ ความบริสุทธ์เิ ป็นความรู้ หรอื จะเรียก ภเู ตสุ สญญฺ โม” การไมถ่ งึ ซง่ึ การประทษุ รา้ ยสำ� รวม
ว่าความสะอาด ความสว่าง ความสงบก็ได้ แต่ถา้ อยู่ในสัตว์ท่ีมีชีวิตท้ังหลาย เป็นความสุขในโลก
จะแยกในส่วนภายนอกก็สามารถแยกได้ คือ เป็นสขุ ที่เกิดจากการไมเ่ บียดเบียน ไมป่ ระทุษร้าย
พระพทุ ธเจา้ เปน็ ผคู้ น้ พบบรรลธุ รรมนน้ั แลว้ ปฏบิ ตั ิ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจแก่ผ้ใู ด แมแ้ ต่ตนเอง
แลว้ ก็สอนผู้อน่ื ใหร้ ูต้ าม พระธรรมคือสง่ิ ที่ทา่ นค้น ดังนั้นความคิดเบียดเบียนคนอ่ืนจึงเป็นความทุกข์
พบ รู้ ปฏิบตั แิ ล้วท่านกส็ อนดว้ ย พระสงฆ์ คอื ผู้ที่ คนท่ีเบียดเบียนผู้อ่ืนย่อมชื่อว่าเบียดเบียนตนเอง
ฟังจากพระพุทธเจ้า แล้วก็รู้ ปฏิบัติตามท่ีท่านรู้ ด้วย ดังนั้นคนเราจะต้องมีความบังคับตัวเองด้วย
ทา่ นสอน การแยกออกเปน็ ส่วนๆ เพื่อให้สอนงา่ ย ความสงบไมใ่ หม้ กี ารกระทบกระทง่ั ทง้ั ทางรา่ งกาย
เรยี นง่าย จำ� ง่าย ส�ำหรับเด็กๆ หรอื ผู้ท่ีแรกศกึ ษา ทางวาจา ทางใจ แกใ่ ครๆ รวมทง้ั ตวั เองดว้ ยในทาง
2. ความวเิ วกเปน็ สขุ ทา่ นพทุ ธทาสไดย้ ก ตรงกนั ขา้ มคอื ถา้ มจี ติ ไมป่ ระทษุ รา้ ยแลว้ กจ็ ะกลาย
พระบาลีในหัวข้อน้ีว่า “สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺสสุต เป็นจิตที่ตรงกันข้ามคือมีความรักใคร่ เมตตา
ธมฺมสฺสปสฺสโต” ซ่ึงแปลว่า วิเวกอันเกิดขึ้นแก่ กรุณา ปราณี หวงั ดี หวงั ความสงบแก่สตั ว์ทมี่ ีชวี ติ
บุคคลท่ีสดับธรรมะแล้ว เห็นธรรมนั้นอยู่ แล้วมี ท้ังหลาย พุทธบริษัทควรจะมีจิตประกอบไปด้วย
ความอิม่ ใจอยู่ และการเห็นธรรมะต้องเหน็ ธรรมะ เมตตาและควรแผ่เมตตาด้วยจิตใจเมตตาจริงๆ
ทม่ี อี ยใู่ นใจไมใ่ ชเ่ หน็ ดว้ ยตาคำ� วา่ วเิ วกหมายถงึ ไมม่ ี และลงมือปฏิบัติให้ได้ตามความหมายของค�ำแผ่
อะไรรบกวนวิเวกเป็นสุขท่ีเกิดจากกายวิเวก จิตต เมตตาน้ันๆ ก็จะมคี วามสุขจากการไม่เบยี ดเบียน
วเิ วก อุปธิวิเวก ถา้ มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบจะได้ 4. ความคลายกำ� หนดั เปน็ สขุ ท่านพุทธ
รบั ความรู้สกึ จากวเิ วก คอื ความสงบสงัดไม่มอี ะไร ทาสไดย้ กพทุ ธภาษติ วา่ “สขุ าวริ าคตาโลเก กามานํ
รบกวนของบุคคลผู้อ่ิมแล้วในธรรมท่ีตนเห็นแล้ว สมตกิ กฺ โมต”ิ ธรรมเทศนาหวั ขอ้ นแ้ี สดงถงึ ความสขุ
ซง่ึ เปน็ สขุ เบอ้ื งตน้ ทา่ นไดข้ ยายความและชใี้ หเ้ หน็ อีกอย่างหน่ึง ซึง่ มใี จความว่า “ความคลายกำ� หนัด
วา่ คำ� วา่ วเิ วกเกดิ จากการทำ� จติ ใจให้ สะอาด สวา่ ง ออกเสียได้ คือการก้าวล่วงเสียได้ซึ่งกามท้ังหลาย
สงบ ต้องปฏิบัติและรู้ได้ด้วยตนเองจึงจะเกิด ในโลกนีเ้ ปน็ ความสขุ ” เปน็ ความสุขที่เกดิ จากการ
ประโยชนส์ ูงสุด ท่านกล่าวว่าเมอ่ื ปฏิบัติดว้ ยความ กา้ วลว่ งจากกาม ความอยาก และความใครใ่ นกาม
เข้าใจเป็นเบ้ืองตนแล้วก็จะเกิดความพอใจสนใจ ก้าวล่วงกาม หมายถึงก้าวล่วงส่ิงที่เป็นท่ีตั้งแห่ง
ย่ิงๆ ขึ้นไปท่านจึงเน้นให้เริ่มต้นท�ำที่ในจิตใจของ ความอยาก ความใคร่ในสิ่งต่างๆ วิราคะ แปลว่า
ตนเองทำ� จติ ไวใ้ หด้ คี มุ้ ครองจติ ไวใ้ หด้ ี ใหเ้ กดิ ความ ความคลายก�ำหนัดปราศจากราคะโดยส้ินเชิง
สขุ จากวเิ วกกอ่ น จงึ พฒั นาใหเ้ จรญิ งอกงามในสว่ น ส�ำหรับในกรณีนี้มีความหมายถึงปราศจากความ
อ่ืนๆ ต่อไป กำ� หนดั ในสงิ่ ทเ่ี ปน็ ทตี่ งั้ แหง่ ความกำ� หนดั โดยสน้ิ เชงิ

212 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ที่ต้ังแห่งความก�ำหนัดนั้นแม้เป็นเรื่องที่เลยจาก มากมายอย่างไรก็ไม่ท�ำให้เกิดความสุขที่แท้จริง
กามารมณข์ ้ึนไป เช่น รปู ราคะ อรปู ราคะ จึงกลา่ ว หรือเป็นความสงบได้ ผทู้ ไี่ ดเ้ คยศึกษาเรื่อง ปฏจิ จ
รูปราคะไว้ในฐานะเป็นราคะท่ีจะต้องขจัดออกไป สมปุ บาท มาดแี ลว้ กย็ อ่ มเขา้ ใจไดว้ า่ ตนนม้ี ไิ ดม้ อี ยู่
ด้วยเหมือนกันท่านพุทธทาสกล่าวว่าการละ จริงอย่างไร ตนนี้เปน็ เพียงความรู้สกึ ท่รี ูส้ กึ เอาเอง
ซึ่งกิเลสต่างๆ น้ันให้คนน�ำไปปฏิบัติตามความ วา่ ตนวา่ ของตนถอื วา่ เปน็ มายามไิ ดม้ อี ยจู่ รงิ และสขุ
สามารถกจ็ ะนำ� สขุ มาใหไ้ ดต้ ามกำ� ลงั ความสามารถ อื่นย่ิงกว่าความสงบไม่มีคือถ้าจิตใจสงบจากราคะ
ของผู้น้ัน โทสะ โมหะ จะเกิดเป็นความสงบสุข ดังนั้นใคร
5. การนำ� อสั มมิ านะออกไดเ้ ปน็ สขุ ทา่ น มีความรักมากก็มีความทุกข์มากเพราะมีความยึด
พุทธทาสได้ยกพุทธภาษิตในหัวข้อน้ีวา่ “อสมฺ ิมาน มนั่ ยดึ ถอื มาก ความรกั ตนนเ้ี ปน็ ความทกุ ขท์ ไ่ี มค่ วร
สฺส โย วนิ โย เอตํ เว ปรมํ สขุ ํ” เปน็ สุขทีเ่ กิดจาก จะไปสร้างไปเสริมให้เกิดขึ้นเป็นการสอนสัจธรรม
การละความยึดม่ันในตัวตน คือการท�ำลายเสีย ในช้นั ท่เี ป็นความจริง ถ้าน�ำไปปฏิบัติอยา่ งถูกตอ้ ง
ซ่ึงความส�ำคัญว่าเป็นตัวเราหรือว่าเราเป็นนั่นเรา ก็จะน�ำมาซึ่งความสุขแท้จริงตามแนวทางพุทธ
เป็นนี่ฉันมีน่ันมีน่ีและท�ำให้สูญหายไปไม่ให้เกิดข้ึน ศาสนาได้
ในใจโดยตลอด หรือจะใช้ค�ำว่าละความเป็น
ตัวกู ว่าของกูก็ได้ การน�ำออกเสียได้ซ่ึงการยึดถือ 3. บทวิจารณ์
วา่ ตวั กูวา่ ของกโู ดยเด็ดขาดนเ้ี ป็นความสขุ อย่างยง่ิ
หรือเป็นบรมสุข ท่านพุทธทาสกล่าวว่ากิเลส 1. จุดเด่น
ทง้ั หลายออกมาจากตน้ ตอเดยี วกนั ทง้ั หมดคอื ความ จุดเด่น ได้แก่ รูปแบบการน�ำเสนอและ
ยึดมั่นถือม่ันว่าตัวตน ถ้าไม่มีความรู้สึกเป็นตัวตน สำ� นวนภาษาดี ดงั น้ี
แล้วมันก็ไม่อาจจะเกิดความโลภ หรือความโกรธ หนังสือสขุ แท้ (Phra Dhammakosakaya
หรอื เกดิ ความหลง หรอื เกดิ ราคะ โทสะ โมสะ และ (Buddhadasa Bhikkhu), 2002 : 15) ทเ่ี ปน็ ธรรม
เกิดกิเลสอ่ืนๆ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นความสุข บรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุเล่มน้ี ลักษณะ
อย่างยิ่ง ต้องละตัวตนได้สิ้นเชิงจึงจะถือว่าเป็น รูปเล่มหนังสือมีขนาดเล็กกะทัดรัดส�ำหรับพกพา
ความสขุ ขนั้ สงู สุดที่แทจ้ รงิ สว่ นปกและรปู ภาพในเลม่ มสี สี นั สดใส สวยงามชวน
6. ความรักเสมอตนไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า อา่ น มรี ปู ภาพสวยงามแทรกในเลม่ และมขี อ้ ความ
ความสงบไม่มี ท่านได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “นตฺถิ ส�ำคัญสั้นๆ ท่ีตัดตอนจากเน้ือหาเน้ือหาสาระใน
อตตฺ สมํ เปม”ํ ความรกั เสมอดว้ ยตนไมม่ ี “นตถฺ ิ สนฺ หนงั สอื โปรยคน่ั เนอ้ื หาไปเปน็ ระยะๆ สะดดุ ตาชวน
ติปรํ สุขํ” ความสุขอื่นย่ิงไปกว่าความสงบไม่มี ให้น่าอ่านน่าติดตามช่วยพักสายตา และท�ำให้
ความรักเสมอด้วยตนไม่มีเป็นการบอกให้ทราบว่า เนื้อหาไม่ยาวจนเกินไปการจัดรูปแบบหมายเลข
ส่ิงที่เรียกว่าตนนั้นมันมิได้มีอยู่จริง แม้จะรักตน หน้าจะแสดงช่อื หนังสอื ไวม้ ุมบนดา้ นซา้ ยของหนา้
ตอ่ จากหมายเลขหนา้ และแสดงชอ่ื หวั ขอ้ ไวม้ มุ บน

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 213

ดา้ นขวาของหนา้ กระดาษกอ่ นหมายเลขหนา้ ทำ� ให้ ปัญญาของบุคคลน้ันๆ ซึ่งบุคคลสามารถน�ำไป
ดงู า่ ยเปดิ อา่ นและทบทวนไดส้ ะดวก มแี ผน่ ซดี เี สยี ง ประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตหลากหลายมิติหลายแง่มุม
บรรยายแนบอยู่ภายในเล่มเพื่ออ�ำนวยความ เปน็ อกี หนง่ึ ความพยายามทจ่ี ะรวบรวมองคค์ วามรู้
สะดวกให้ผู้สนใจท่ีไม่สามารถอ่านหรือมองเห็น เกยี่ วกบั หลกั ธรรม ซง่ึ ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขไุ ดบ้ รรยาย
เลอื กฟงั ไดต้ ามสะดวก รปู แบบการนำ� เสนอเปน็ รปู จากเร่ืองง่ายไปสู่เรื่องที่ยาก และยกตัวอย่าง
แบบของการวสิ ชั นาพระธรรมเทศนาโดยทา่ นไดย้ ก ประกอบได้อย่างชัดเจนมีการสรุปเมื่อบรรยายจบ
พุทธภาษิตท่ีเป็นพุทธอุทานขณะที่พระพุทธเจ้า แต่ละหัวข้อและทบทวนเนื้อหาเดิมก่อนบรรยาย
เสวยวิมุติสุขเม่ือได้ตรสั รู้ใหมๆ่ ขึน้ เป็นบทน�ำ และ เนื้อหาใหม่เพ่ือให้เกิดความเช่ือมโยงและต่อเนื่อง
บรรยายอธิบายขยายความ ยกตัวอย่างประกอบ ของเนื้อหาเดิมและเน้ือหาใหม่มีล�ำดับเนื้อหา
และมีการสรุปทบทวนเนื้อหาเดิมก่อนบรรยาย สอดคล้องกันไปตลอดท้ังเล่มมีส�ำนวนภาษาที่เป็น
เนอื้ หาใหม่ จดุ เดน่ ของเนอื้ หาสาระไดก้ ลา่ วถงึ หลกั แรงจงู ใจชกั ชวนใหอ้ ยากนำ� ไปปฏบิ ตั ิ สง่ เสรมิ เรา้ ใจ
ธรรมที่เป็นแก่นแท้และเป็นหัวใจของพระพุทธ ใหเ้ กดิ ความศรทั ธา ความเชอื่ และวริ ยิ ะความเพยี ร
ศาสนาท่ีว่าด้วยความสุขแท้ท่ีทุกคนปรารถนา ของผู้ปฏิบัติ ช่วยบ�ำรุงจิตให้แช่มช่ืนเบิกบาน
สามารถสร้างขึ้นด้วยตนเองและน�ำไปใช้ปฏิบัติได้ ชี้ใหเ้ หน็ ผลดมี ปี ระโยชนท์ จี่ ะนำ� ไปตอ่ ยอดดว้ ยการ
ด้วยตนเองจุดเด่นที่ส�ำคัญอีกประการหนึ่งคือท่าน ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ และนำ� ไปปฏบิ ตั ใิ นวถิ ชี วี ติ ในปจั จบุ นั ได้
ไดน้ ำ� หลกั ธรรมขน้ั สงู มาบรรยายอธบิ ายขยายความ ดงั นน้ั จะเหน็ ไดว้ า่ ธรรมบรรยายของทา่ น
ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งจากเรื่องที่ยากให้เป็นเร่ืองง่าย พุทธทาสมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครคือ
ดว้ ยสำ� นวนภาษาธรรมดาทเี่ ขา้ ใจงา่ ยสำ� หรบั ทกุ คน บรรยายธรรมโดยมุ่งหมายให้ผู้ฟังรู้จักสาเหตุและ
โดยการน�ำเสนอหลักธรรมตามล�ำดับข้ัน จากข้ัน สามารถแกไ้ ขปญั หาในการดำ� เนนิ ชวี ติ ประจำ� วนั ได้
พ้ืนฐานไปจนถึงขั้นสูงสุดท่านได้แสดงหัวข้อธรรม ครบถว้ นทง้ั เรอ่ื งงาน คน ตนเอง ธรรมบรรยายของ
บรรยายทมี่ คี วามละเอยี ดลมุ่ ลกึ เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจสภาพ ทา่ นพทุ ธทาสจงึ เปน็ คำ� สอนเพอื่ นสรา้ งความพรอ้ ม
ธรรมที่มีจริงตามระดับความยากง่ายท่ีมุ่งเน้นให้ ในการรบั มอื กบั เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ทจ่ี ะเปน็ ปญั หาแก่
ผู้ปฏิบัติได้รับความสุขตามระดับการปฏิบัติน้ันๆ ชีวิตได้ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานท่ีใน
และเออื้ ใหท้ กุ คนสามารถนำ� ไปปฏบิ ตั ไิ ดด้ ว้ ยตนเอง ชาติน้ีและบนโลกนี้ธรรมบรรยายของท่านจึงไม่อิง
ตามสมควรแก่ก�ำลังความสามารถ เม่ือบุคคล กระแสสังคม ไม่ขน้ึ กับบคุ คล แต่ยดึ ตามพทุ ธพจน์
ได้ศึกษาเรียนรู้และท�ำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเคารพความจรงิ เปน็ ใหญล่ กั ษณะการบรรยาย
รจู้ กั สงั เกต พจิ ารณาใหเ้ หน็ ธรรมะตามสมควร และ ธรรม มกี ารกำ� หนดหวั ขอ้ ธรรม สารธรรมทตี่ อ้ งการ
สิ่งที่ส�ำคัญที่สุดเบื้องต้นที่จะน�ำพาให้ทุกคนน�ำไป เนน้ เปน็ การเฉพาะการสอนของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขุ
ปฏบิ ตั ใิ หส้ ำ� เรจ็ ประโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ คอื ศรทั ธา ท่านสอนเป็นขั้นเป็นตอนและสอนเป็นเร่ืองๆ
ความเชอ่ื และวริ ยิ ะความพากเพยี รทปี่ ระกอบดว้ ย อธิบายขยายความเร่ืองต่างๆ ได้ลุ่มลึก และสรุป

214 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ประเด็นต่างๆ ไดช้ ดั เจน โดยเนื้อหาสาระ แก่นแท้ แก่นแท้ของหลักธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธ
และความหมายของหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับสุขแท้ใน ศาสนาซ่ึงท่านพุทธทาสได้แสดงธรรมบรรยายได้
ทัศนะของท่านพุทธทาสท้ังหมดท่ีได้กล่าวไว้ใน อยา่ งลกึ ซง้ึ ทน่ี อ้ ยคนนกั ทจ่ี ะมโี อกาสไดฟ้ งั ไดศ้ กึ ษา
หนังสือเล่มนี้ มีความสอดคล้องตรงกับหลักธรรม และเรียนรู้จากท่านโดยตรงแต่เม่ือได้ตั้งใจอ่าน
ค�ำสอนท่ีเป็นหัวใจและเป็นแก่นแท้ในพระพุทธ ธรรมบรรยายของทา่ น ก็สามารถเรยี นรตู้ าม และ
ศาสนาตามพทุ ธพจนท์ ป่ี รากฎในพระไตรปฎิ กและ มีความเข้าใจในแก่นแท้ของความเป็นพุทธบริษัท
คมั ภรี ต์ า่ งๆ ทกุ ประการ แตท่ า่ นไดถ้ า่ ยทอดโดยใช้ สัมผัสได้ถึงความลึกซ้ึงที่ท่านได้ถ่ายทอดในเร่ือง
ส�ำนวนภาษาธรรมดาท่ีแตกต่างออกไป มีความ การปฏิบตั เิ พอ่ื ใหเ้ กดิ ความสขุ ในหลายๆ ระดบั จน
แปลกหู เช่นค�ำว่า “ตัวกู ของกู” เพ่ือส่ือความ เกิดศรทั ธา ดังข้อความตอนหน่งึ ว่า “ถา้ พิจารณา
หมายให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเอื้อไปในทาง ดูก็เห็นได้ว่า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วย
ปฏิบัติของปุถุชนทั่วไป สร้างแรงจูงใจ ความเชื่อ พระองค์เอง สว่ นสรณาคมน์นั้น เป็นการประกาศ
และศรัทธาให้สามารถน�ำไปใช้ปฏิบัติได้ตามก�ำลัง ออกไปว่า เป็นผู้ถึงซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นท่ีพึ่งถึง
ความสามารถ เร่ิมจากหลักธรรมขน้ั พ้ืนฐานจนถงึ ซ่ึงพระธรรมเป็นท่ีพึ่ง ถึงซ่ึงพระสงฆ์เป็นท่ีพ่ึง
ขน้ั สงู สดุ คอื “นพิ พาน” คำ� วา่ “นพิ พาน” ในธรรม (Phra Dhammakosakaya (Buddhadasa
บรรยายของท่านพุทธทาส จึงไม่ได้หมายถึง Bhikkhu), 2002 : 10) ผปู้ ฏบิ ตั ิจะตอ้ งปฏิบัตดิ ้วย
เมืองแก้วท่ีจะได้พบในชาติหน้าหลังจากตายแล้ว ความเคารพนอบน้อม เข้าใจความหมายและน้อม
เพอื่ ประโยชนส์ ขุ กบั ชวี ติ แตม่ เี ปา้ หมายเดยี วกนั กบั ใจระลึกด้วยสติสัมปชัญญะถึงคุณพระพุทธเจ้า
หลักธรรมค�ำสอนในพระพุทธศาสนาท่ีมุ่งให้คน คอื ใจตอ้ งรจู้ กั พระพทุ ธเจา้ จรงิ จนเกดิ ความเคารพ
หลุดพน้ จากกเิ ลสโดยส้นิ เชงิ ซึง่ หลกั ธรรมท้ังหมด ความเล่ือมใสและขอบพระคุณท่านเต็มท่ีอยู่เสมอ
ในทัศนะท่านพุทธทาสในหนังสือเล่มน้ีสรุปลงใน ดังเช่นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ความสงบสุข และความว่าง ดังพุทธพจน์“สพฺเพ ได้กล่าวไว้ในหนังสือพุทธธรรมฉบับปรับขยาย
ธมมฺ า นาลํ อภนิ เิ วสาย” (Tripitaka, 12/325/434) มีเน้ือความตอนหน่ึงว่า“ความเคารพนับถือ
สิง่ ทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดม่นั ถอื มัน่ เน้ือหาสาระดี พระรัตนตรัยท่ีแสดงออกด้วยสรณคมน์ส�ำหรับคน
ดงั นี้ ท่ัวไปก็ดีความมีศรัทธาตั้งม่ันไม่หว่ันไหวใน
“ศรัทธา”เริ่มจากการน�ำเสนอหลักธรรม พระรัตนตรัยของพระโสดาบันก็ดีเป็นเคร่ือง
เบอ้ื งตน้ ทเ่ี ปน็ การสรา้ งศรทั ธา หลกั ธรรมทที่ า่ นได้ แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า คุณธรรมที่เด่นส�ำหรับ
กล่าวไว้ในหนังสือเล่มน้ี เริ่มจากการสร้างความรู้ พุ ท ธ ศ า ส นิ ก ช น ใ น ร ะ ดั บ เ บื้ อ ง ต ้ น นี้ ท้ั ง ห ม ด
ความเขา้ ใจขนั้ พน้ื ฐานในการฝกึ ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ไดแ้ ก่ ศรทั ธา” (Phra Brahmagunaporn (P.A.
พุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความสุข ต้ังแต่สุขขั้นพื้น Payutto), 2012 : 682) ในหัวข้อธรรมนี้ทา่ นพทุ ธ
ฐานส�ำหรับคนทั่วไป ไปจนถึงสุขข้ันสูงสุดท่ีเป็น ทาสได้อธิบาย ขยายความได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 215

ท�ำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจซาบซ้ึงและเกิดความ แบบเชิญชวน สร้างแรงจูงใจให้คล้อยตาม เช่น
ศรทั ธา มคี วามประทบั ใจสามารถสรา้ งแรงจงู ใจให้ “ขอให้สนใจค�ำวิเวก ซึ่งจะหาได้ตรงน้ี ท่ีน่ีและ
อยากปฏิบัติตามด้วยความเคารพนอบน้อม เดี๋ยวน้ี ด้วยการท�ำจิตใจอย่างนี้,นั้นก็เป็นเรื่อง
สามารถน�ำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและส�ำเร็จ นิพพานตัวอย่าง เป็นนิพพานชิมลอง เป็นของท่ี
ประโยชนใ์ นการแสดงความนอบนอ้ ม เคารพสงู สดุ ใหช้ ิมลอง เพอื่ จะให้มคี วามพอใจสนใจย่งิ ๆ ขนึ้ ไป
ด้วยกาย วาจา ใจ พทุ ธบริษทั ทัง้ หลายทย่ี งั ปฏิบตั ิ (Phra Dhammakosakaya (Buddhadasa
ไมถ่ กู ตอ้ งควรจะสะสางและปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งทงั้ ทาง Bhikkhu), 2002 : 56) นอกจากนที้ า่ นยงั ไดอ้ ธบิ าย
เนื้อหา ความหมาย และด้านภาษา เพ่ือให้เกิด และสรปุ ความใหเ้ หน็ ชดั เจนวา่ ความวเิ วกเปน็ ความ
ความเจริญงอกงาม ก้าวหน้าไปในทางแห่ง สขุ เบอื้ งตน้ ทท่ี กุ คนสามารถเขา้ ถงึ ไดถ้ า้ รจู้ กั สงั เกต
พระพทุ ธศาสนาได้อย่างแทจ้ รงิ และท�ำความเข้าใจตนเอง ท�ำความเข้าใจค�ำว่า
“วิเวก” ท่านพุทธทาสได้ยกพุทธภาษิต อ่มิ อย่ดู ว้ ยธรรมะ ความพอใจในธรรมะ จนกระทัง่
ความวิเวกเป็นสุขว่า“สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺสสุต ใหเ้ ข้าใจความอมิ่ สงู สุด คอื ไม่มคี วามต้องการ ไมม่ ี
ธมฺมสฺสปสฺสโต”แปลว่าวิเวกของบุคคลผู้มีธรรมะ ผตู้ อ้ งการ
อันสดบั แล้ว เหน็ อยู่ อ่ิมอยนู่ ี้เป็นสุข ซง่ึ ปรากฏใน “อพั ยาปัชฌา” ทา่ นพุทธทาสไดก้ ลา่ วถึง
พระไตรปิฎกว่า “ความวิเวกเป็นสุขของผู้ยินดี, หัวข้อความไม่เบียดเบียนเป็นสุข ท่านได้ยกพุทธ
และผู้มีธรรมอันสดับแล้ว พิจารณาเห็นอยู่” ภาษติ วา่ “อพยฺ าปชฌฺ สํ ขุ โํ ลเกปาณภเู ตสสุ ญญฺ โม”
(Tripitaka, 25/51/6) ซึ่งท่านได้ให้ความหมายที่ ซ่งึ ปรากฏในพระไตรปิฎกวา่ “ความไมเ่ บยี ดเบียน
ชัดเจน และเข้าใจง่าย เช่น วเิ วกคือความสงบสงดั กันและความส�ำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขใน
ไม่มีอะไรรบกวนของบุคคลผู้อ่ิมแล้วในธรรมที่ตน โลก” (Tripitaka, 25/51/6) ท่านไดอ้ ฺธบิ ายโดยใช้
เหน็ แลว้ เมอ่ื ไมม่ สี งิ่ รบกวนทางกาย กายกเ็ กดิ ความ ภาษาท่ีเข้าใจง่ายหลากหลาย แง่มุมท�ำให้ผู้อ่าน
สงบ เป็นสุข น่ันคือวิเวกในส่วนกาย เม่ือไม่มีส่ิง เข้าใจได้แจ่มแจ้งสามารถมองเห็นภาพชัดเจน
รบกวนทางใจ ใจก็เกิดความ ว่าง สงบ เป็นสขุ นน่ั และคล้อยตามว่าความไม่เบียดเบียนคือความ
คอื วเิ วกในสว่ นจติ คอื ความวเิ วกจากกเิ ลส ละกเิ ลส ไม่ประทุษร้าย หรือเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตด้วย
ไดก้ จ็ ะเกดิ สขุ จากวเิ วก และนอกจากนยี้ งั มกี ารสรปุ กาย วาจา ใจ เป็นความสขุ ในโลก เช่น “ขอให้อยู่
เน้ือความในแง่มุมท่ีหลากหลาย ยกตัวอย่าง กันด้วยความรู้สึกที่เป็นเมตตา กรุณา มุทิตา
ประกอบ และเนน้ ลงสูก่ ารปฏบิ ัติ เชน่ “ถ้ามจี ติ ใจ อเุ บกขาเปน็ พน้ื ฐาน เราจะมคี วามรสู้ กึ อยา่ งทว่ี า่ มา
สะอาด สวา่ ง สงบ จรงิ ตามสมควรแลว้ หรอื จะถงึ ท่ี แล้ว คือเป็นสุข” (Phra Dhammakosakaya
สุดก็ตาม ย่อมได้รับความรู้สึกอย่างหนึ่ง คือส่ิงท่ี (Buddhadasa Bhikkhu), 2002 : 77) “ตง้ั ใจไว้
เรยี กวา่ วเิ วก (Phra Dhammakosakaya (bud- ให้ถูกต้อง อย่าให้เป็นไปในทางประทุษร้ายมันก็
dhadasa bhikkhu),2002 : 34) มีวธิ ีการบรรยาย เย็นขึ้นมาทันที หรือมีความสุขข้ึนมาทันทีมีความ

216 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

พอใจตนเองขึน้ มาทนั ที รูส้ กึ วา่ ได้ทำ� ความดีความ มานะเสยี ได้, นีแ้ ล เปน็ สุขอย่างยง่ิ ฯ” (Tripitaka,
ปลอดภยั ให้แกต่ วั เอง แลว้ กไ็ มเ่ กดิ กลัวอะไรข้ึนมา 25/51/6) ท่านได้อธิบายขยายความไว้ว่าการละ
ทนั ท”ี (Phra Dhammakosakaya (Buddhadasa อัสมิมานะ คือการไม่ยดึ มน่ั ถือมนั่ วา่ ตวั กู ของกู
Bhikkhu), 2002 : 67) ละความรู้สึกว่าเป็นตัวตนเสียได้เป็นสุขอย่างยิ่ง
“วริ าคะ” ความคลายกำ� หนดั เปน็ สขุ ทา่ น ทา่ นไดน้ ำ� หลกั ธรรมทส่ี งู ขน้ึ มาบรรยายดว้ ยสำ� นวน
พุทธทาสได้ยกพทุ ธพจนว์ ่า “สุขา วิราคตา โลเก, ภาษาที่เข้าใจง่าย โดยมีการอธิบายเปรียบเทียบ
กามานํ สมตกิ กฺ โมต”ิ ซงึ่ ปรากฏในพระไตรปฎิ กวา่ ขยายความ ยกตวั อยา่ งประกอบใหเ้ หน็ ภาพชดั เจน
“ความเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว เป็นสุขในโลก, เช่น “ถ้าเรายกก้อนหินก็บอกวา่ หนกั แต่ถา้ เผอิญ
ความก้าวล่วงซึ่งกามท้ังหลาย เป็นสุขในโลก” หนิ กอ้ นนัน้ มนั เป็นทองค�ำข้ึนมา มันกเ็ อาเร่ยี วเอา
(Tripitaka, 25/51/6) ทา่ นไดอ้ ธบิ ายขยายความไว้ แรงที่ไหนก็ไมร่ มู้ าหอบขนึ้ วิ่งแจน้ ไปเลย นี่กเ็ พราะ
ว่าความคลายก�ำหนัดคือการก้าวล่วงเสียได้ ความยึดม่ันถือม่ันในก้อนหินน่ันมันมีน้อยหรือมัน
ซง่ึ ความใครใ่ นกามทง้ั หลายในโลกน้ี เปน็ สขุ ละกาม ไมค่ อ่ ยมี แตพ่ อเหน็ มนั เปน็ ทองคำ� กอ้ นใหญเ่ ทา่ นนั้
ได้มากก็มีสุขมาก ละกามได้น้อยก็มีสุขน้อย เพราะว่ามีความพอใจหลงใหลอะไรมาช่วยกัน
ไปจนถึง “วิราคะ” คือปราศจากราคะโดยส้ินเชิง ครอบงำ� ไมใ่ หร้ สู้ กึ หนกั มอี ารมณอ์ ยา่ งอน่ื ทมี่ าชว่ ย
กเ็ ป็นความสขุ ท่สี ูงขึ้นไป ทา่ นไดน้ ำ� หลกั ธรรมท่ีสูง ปิดบังความยึดมั่นถือมั่นนี้ หลายอย่างชนิดด้วย
ข้ึนมาบรรยายด้วยส�ำนวนภาษาที่เข้าใจง่ายโดยมี กนั ไป” (Phar Dhammakosakaya (Budthatat
การอธิบายขยายความ ยกตัวอย่างประกอบ เช่น Bhikkhu), 2002 : 113)
“ผู้ใดอยากจะใช้ทางหรือวิธีการอันไหน ท�ำให้จิต “สันติ”ท่านพุทธทาสได้ยกพุทธภาษิตว่า
ไม่หงุดหงิดกระทบกระท่ังประทุษร้ายส่ิงใดท�ำได้ “นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ” ความรักเสมอด้วยตนไม่มี
เท่าไรมันก็จะมีความสุขเท่าน้ัน หรือความไม่ “นตฺถิสนฺติปรํสุขํติ” ความสุขอื่นย่ิงไปกว่าความ
กำ� หนดั ย้อมใจในสง่ิ ใด นอกนนั้ ก็ทำ� ไดต้ ามสดั ส่วน สงบไม่มี เป็นพระพุทธภาษิตติดต่อกันจากหัวข้อ
ท่ีตัวจะกระท�ำได้ แต่ถึงอย่างนั้นคนท่ัวไปท่ียังไม่ แห่งธรรมเทศนาท่ีเป็นขั้นที่สูงท่ีท่านได้กล่าวไว้ต่อ
พระอรยิ เจา้ ชน้ั ใดๆกย็ งั มที างทจี่ ะทำ� ไดต้ ามสดั สว่ น เนื่อง ทงั้ สองอย่างเป็นพทุ ธสุภาษติ ท่ีมาคู่กัน ทีว่ า่
ของตน และกจ็ ะไดร้ บั ความสขุ อนั แปลกประหลาด ความรกั อนื่ เสมอดว้ ยตนไมม่ ี เปน็ การบอกใหท้ ราบ
นท้ี ่ีไม่เคยรบั มากอ่ น” (Phar Dhammakosakaya วา่ สง่ิ ท่ีเรยี กว่า ตน นั้นมันมิไดม้ อี ย่จู ริง แมจ้ ะรกั
(Budthatat Bhikkhu), 2002 : 99) ตนมากมายอยา่ งไรกไ็ มท่ ำ� ใหเ้ กดิ ความสขุ ทแี่ ทจ้ รงิ
“ละความยึดม่ัน ถือมั่น” การน�ำอัสมิ หรือเป็นความสงบได้ ความสงบเป็นความหยุด
มานะออกไปได้เป็นสุข ท่านพุทธท่านได้ยกพุทธ ร�ำงบั ลงของราคะ โทสะ และโมหะดงั เช่น “พอพดู
พจนว์ า่ “อสฺมิมานสสฺ โย วินโย, เอตเํ วปรมํสขุ ตํ ”ิ ถึงความสงบก็ต้องแบง่ ได้เป็นชนั้ ๆ ว่าสงบจริงเดด็
ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎกว่า “การก�ำจัดซ่ึงอัสมิ ขาดหรือว่าสงบชั่วคราว หากสงบเล็กน้อยมันก็มี

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 217

ความสุขเลก็ น้อย สงบมากกม็ คี วามสุขมาก (Phra ทุกข์)” ต่างหากท่ีเป็นเป้าหมายหรืออุดมคติท่ีแท้
Dhammakosakaya (Buddhadasa Bhikkhu), จรงิ ความสขุ เปน็ เพยี งองคป์ ระกอบหนง่ึ ทสี่ ำ� คญั ยง่ิ
2002 : 137) ในการบรรยายท่านได้ใช้ภาษาทาง ของจิตที่จะขาดไปเสียมิได้เท่านั้นทัศนะดังกล่าวนี้
ธรรมคำ� ศพั ทบ์ าลี และศพั ทท์ างพทุ ธศาสน์ และได้ มีความส�ำคัญมากท�ำให้บุคคลมีท่าทีและการ
ให้ความหมายอธิบายเพ่ิมเติมในประเด็นที่ส�ำคัญ ป ฏิ สั ม พั น ธ ์ กั บ เ รื่ อ ง ค ว า ม สุ ข ไ ด ้ ถู ก ต ้ อ ง ”
ทำ� ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง หลกั ธรรมทางพทุ ธ (Kraisirawuthi, 2013 : 5) ดังน้นั หลกั ค�ำสอนท่ี
ศาสนาที่ท่านได้น�ำมาแสดงเทศนาและยกมา เป็นหัวใจในพระพุทธศาสนาคือเร่ือง “ทุกข์และ
อธบิ ายขยายความเหล่านี้ ดังเชน่ ท่านพระพรหม ความดับส้นิ ไปแห่งทกุ ข”์ ตามที่มีพุทธพจน์ตรัสไว้
คุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) ไดก้ ลา่ วไว้ในหนงั สือพุทธ ในพระไตรปฎิ กดงั นี้ “ในกาลกอ่ นดว้ ยในบดั น้ี ดว้ ย
ธรรมฉบบั ปรบั ขยาย มเี นอื้ ความตอนหนงึ่ วา่ “เมอื่ เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับแห่งทุกข์ฯ”
ท�ำลายวงจรในปฏิจจสมุปบาทลงก็เท่ากับท�ำลาย (Tripitaka, 12/278/286) ดังนนั้ “ภาวะความดับ
ชวี ติ แหง่ ความทกุ ขห์ รอื ทำ� ลายความทกุ ขท์ ง้ั หมดที่ ส้ินไปแห่งทุกข์นี้ หากจะใช้ชื่อเรียกโดยอนุโลมให้
จะเกดิ ขึน้ จากการ (มชี ีวติ อย่อู ยา่ ง) มตี วั ตนซ่ึงเป็น เปน็ ความสขุ กเ็ รยี กวา่ “วมิ ตุ ตสิ ขุ ” แตม่ คี วามแตก
ภาวะที่ตรงกันข้ามอันได้แก่ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วย ตา่ งจากเรอ่ื งความสขุ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั สอนอยา่ ง
ปัญญาอยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นถือม่ันในตัวตนอยู่ ส้ินเชิงกล่าวคือไม่ใช่ความสุขท่ีบุคคลจะปรุงแต่ง
อยา่ งอสิ ระอยอู่ ยา่ งประสานกลมกลนื กบั ธรรมชาติ สร้างสรรค์หรือท�ำให้เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่เป็น
หรอื อยอู่ ยา่ งไมม่ ที กุ ข”์ (Phra Brahmagunaporn ความสุขท่ีจะปรากฏข้ึนเอง ภายหลังจากที่บุคคล
(P.A. Payutto), 2012 : 166) สามารถปฏิบัติจนละเหตุแห่งทุกข์ คือ อวิชชา
“ความสขุ ตามทศั นะในพระพทุ ธศาสนามี ตณั หาอุปาทาน หรอื สงั โยชน์อันเป็นเคร่อื งรอ้ ยรัด
ความหมายกว้างขวาง แต่หากกล่าวเฉพาะความ ให้ติดจมอยู่ในกองทุกข์ได้จนหมดสิ้นซึ่งหลักธรรม
สุขท่ีบุคคลท่ัวไปรู้จักและสามารถเข้าถึงได้เป็น ในพระพุทธศาสนา ยังได้จ�ำแนกลึกลงไปอีกว่ามี
ความรสู้ ึก (เวทนา) สบายกายหรอื สบายใจทที่ �ำให้ ความหยาบ-ละเอียดของการละให้หมดสิ้นไปเป็น
เกิดความยินดีและพอใจเม่ือมีการสัมผัสรับรู้ต่อ ขน้ั ๆ ไปตามลำ� ดบั อกี ดว้ ย” (Kraisirawuthi, 2013
ส่ิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัตว์สิ่งของรวมไปถึง : 4) สว่ นเรอ่ื งความสขุ นน้ั พระพทุ ธเจา้ กไ็ ดต้ รสั สอน
รปู เสยี ง กลิน่ รส สง่ิ ตอ้ งกายและค่านยิ มความคิด เชน่ เดยี วกนั แตเ่ ปน็ เรอื่ งทแ่ี ตกตา่ งจาก “ความดบั
ความจ�ำหรือความรับรู้ต่างๆท่ีปรากฏในใจฯลฯ สิ้นไปแห่งทุกข์” โดยเร่ืองของความสุขเป็นสิ่งท่ี
ซึ่งท้ังหมดน้ีภาษาทางศาสนาเรียกว่า “อารมณ์” บคุ คลสามารถปรงุ แตง่ สรา้ งสรรคห์ รอื ทำ� ใหเ้ กดิ ขนึ้
(ส่ิงที่จิตรับรู้) หลักธรรมในพระพุทธศาสนามอง ไดโ้ ดยตรงแมบ้ คุ คลทมี่ กี เิ ลสกส็ ามารถทำ� ไดแ้ ละยงั
เรอ่ื ง “ความสขุ ” วา่ ไมใ่ ชเ่ ปา้ หมายหรอื อดุ มคตขิ อง ไม่ใช่ส่ิงที่จัดว่าเป็นอุดมคติของชีวิตแต่อย่างใด
ชีวิตท่ีแท้จริง “วิมุตติหรือความหลุดพ้น (จาก ฐานะสูงสุดของเรื่องความสุขจริงๆ แล้วเป็นองค์

218 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ประกอบส�ำคัญประการหน่ึงของจิตท่ีจะขาดเสีย พทุ ธทาสไดแ้ สดงไวเ้ ปน็ แกน่ แทข้ องหลกั ธรรมทจี่ ะ
มิได้ท้ังในการด�ำเนินชีวิตเพ่ือความเป็นปกติสุขใน น�ำสุขมาให้ ท้ังนี้ในการปฏบิ ตั ิเพ่อื ใหเ้ กดิ สขุ แท้น้นั
วถิ ขี องปถุ ชุ นทว่ั ไปและแมใ้ นวถิ ชี วี ติ ของบคุ คลทม่ี งุ่ ข้ึนอยู่ที่ตัวบุคคลว่ามีพื้นฐานและความเข้าใจมาก
หวังการปฏิบัติเพ่ือให้บรรลุถึงความดับส้ินไปแห่ง นอ้ ยเพียงใด ดงั เช่น วศนิ อนิ ทสระ ไดก้ ลา่ วไว้ใน
ทุกข์ หนงั สือจริยศาสตร์ (ศาสตรท์ ีว่ า่ ด้วยคุณงามความ
เนอ้ื หาสาระของหลกั ธรรมทที่ า่ นพทุ ธทาส ดีและศลิ ปะในการตัดสินใจ) ขอ้ ความตอนหนึ่งวา่
ภกิ ขุ ไดแ้ สดงไวใ้ นหนงั สอื เลม่ นลี้ ว้ นใหค้ วามสำ� คญั “...ความสุขเป็นความเบิกบานของชีวิต เปน็ ความ
กบั ความสขุ ทางใจมากกวา่ ความสขุ ทางกายและใน สมบูรณ์ของชีวิต แต่ความสุขน้ันต้องมีมูลฐานมา
บทสดุ ทา้ ยของหวั ขอ้ ธรรมหนงั สือเลม่ น้ี ทา่ นพทุ ธ จากคณุ ธรรม” (Intasara, 2002 : 289) เมอ่ื มนษุ ย์
ทาสได้กล่าวว่าธรรมเทศนาทั้งหมดที่เป็นพุทธ เชื่อว่าส่ิงที่ประเสริฐสุดที่ปรารถนานั้นไม่มีอะไร
อุทานที่ท่านได้แสดงไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่อง นอกเหนือจากความสุขความสุขท่ีมนุษย์แสวงหา
เดียวกนั คอื ลว้ นแสดงถงึ ความสขุ ความสงบ ไม่วา่ นั้นย่อมมีความแตกต่างกันไปตามพื้นฐานด้าน
จะเปน็ ความวเิ วก ความไมเ่ บยี ดเบยี น ความคลาย คุณธรรมของแต่ละคนมีรูปแบบท่ีเหมือนกันบ้าง
ก�ำหนัด และการละอัสมิมานะออกได้ ธรรม ต่างกันบ้างตามความพอใจของแต่ละคนดังนั้นผู้ท่ี
บรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ ในหนังสือเล่มนี้ ไม่เสพกาม น่ันคือ“ความคลายก�ำหนัด” หรือผู้ท่ี
ว่าที่แท้จริงแล้วค�ำว่า“สุขแท้”และสิ่งท่ีแฝงอยู่ใน ต้องการแสวงหาสุขท่ีแท้จริงจึงต้องแสวงหาจุด
ธรรมบรรยายของท่านนั่นหมายถึง สงบ เย็น สูงสุดท่ีสูงกวา่ นนั้ คือ ตอ้ งเจรญิ จติ สิกขา และการ
นพิ พาน น่ันเอง เจรญิ จติ สกิ ขาทวี่ เิ ศษสดุ ตอ้ งเรม่ิ ทคี่ วามสงบ นน่ั คอื
2. เห็นด้วยข้อสงั เกต “ยินดีในในวิเวก” ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของความเป็น
เห็นด้วย: ธรรมบรรยายที่ท่านพุทธทาส ปกตทิ เ่ี รยี กวา่ ศลี และความสงบจะสามารถเกดิ ขน้ึ
ภกิ ขุ ไดก้ ลา่ วไวใ้ นหนงั สอื “สขุ แท”้ เป็นแนวทาง อย่างจริงจังได้ ต้องล้วงลึกเข้าไปจนสามารถ
และวิธีการ ที่เอ้อื ใหพ้ ุทธศาสนกิ ชนนำ� ไปแสวงหา วพิ ากษว์ จิ ารณก์ ารตดิ ยดึ ในตวั ตนของเรา ลดคลาย
ความสขุ แท้ทคี่ นทกุ คนพึงปรารถนา ผ้วู ิจารณเ์ ห็น ความคดิ ในตัวตน นั่นคอื “การน�ำอัสมิมานะออก
ดว้ ยอยา่ งยงิ่ เพราะถา้ แตล่ ะคนไดศ้ กึ ษาเรยี นรแู้ ละ ไปได้” จนกระทั่งเห็นว่าตัวตนน้ันเป็นของปลอม
ท�ำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รู้จักสังเกต พิจารณา นั่นแหละคือปัญญา ดังพุทธพจน์ว่า“ผู้หมายรู้ใน
ให้เห็นธรรมะตามสมควรก็จะน�ำความสุขมาให้ สงิ่ ทง้ั หลายวา่ เปน็ อนตั ตาจะลถุ งึ ภาวะทถ่ี อนเสยี ได้
และส่ิงท่ีส�ำคัญเบ้ืองต้นที่จะน�ำพาให้ทุกคนน�ำไป ซึ่งอัสมิมานะเป็นนิพพานในปัจจุบันทีเดียว”
ปฏบิ ตั ใิ หส้ ำ� เรจ็ ประโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ คอื ศรทั ธา (Tripitaka, 25/89/128) และเมอ่ื เขา้ ใจวา่ สง่ิ ตา่ งๆ
ความเชอื่ และวริ ยิ ะความพากเพยี รทปี่ ระกอบดว้ ย โยงใยถึงกันเป็นอิทัปปัจจยตา ปัญญาก็จะน�ำไปสู่
ปัญญาของบุคคลนั้นๆ หลักธรรมท้ังหลายที่ท่าน ความกรณุ า คอื ความรกั กลา่ วคอื เราจะรกั คนอน่ื

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 219

รักสัตว์อ่ืน รักธรรมชาติท้ังหมด ความสุขด้วย ที่แท้จริงตามหลักพุทธศาสนาท่ีผู้อ่านสามารถ
ปัญญาน้ีจะท�ำให้รักผู้อื่นย่ิงกว่าตัวเราเอง รักสัตว์ สามารถน�ำไปฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง นอกจากน้ี
อนื่ ยงิ่ กวา่ ตวั เราเอง และรกั ธรรมชาตยิ ง่ิ กวา่ ตวั เรา เน้ือหาสาระตามหลักธรรมท่ีท่านได้บรรยายท�ำให้
เองจึงจะเปน็ “สขุ แท”้ ตามทที่ า่ นพทุ ธทาสได้กล่าว ผู้อ่านเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อ่ืนและอยู่ร่วมกัน
ไว้ในหัวข้อธรรม “ความไม่เบียดเบียนเป็นสุข” ในสงั คมส่วนรวมได้อย่างสงบสุข
ซ่งึ ในทางพทุ ธศาสนาถือว่า ความสขุ แท้ทีเ่ กิดจาก หนังสือเล่มนี้สามารถตอบโจทย์ของผู้ที่
ไม่เบียดเบียนเป็นความสุขท่ีเราอุดหนุนเก้ือกูลให้ สนใจ เกย่ี วกับเรือ่ งของแนวทางในการปฏิบตั ใิ ห้ได้
ผู้อื่นมคี วามสุขดว้ ย รับความสุขแท้จริงตามหลักพุทธศาสนาผู้ท่ีเร่ิม
ผู้วิจารณ์ เห็นด้วยอย่างย่ิงเพราะหลัก สนใจเกยี่ วกบั แนวคดิ น้ี หนงั สอื เลม่ นเี้ ปน็ จดุ เรมิ่ ตน้
ธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนาล้วนแสดงถึงความ ท่ีดี สามารถชี้แนะช่องทางและแนวคิดที่เกิดขึ้น
สงบสุข ท้งั ทางกาย วาจาใจ คือใหม้ คี วามส�ำรวม ในปัจจุบัน พร้อมท้ังเป็นช่องทางในการศึกษาเพิ่ม
เม่ือมีความส�ำรวมปราศจากกิเลสท้ังปวงก็จะมี เติมส�ำหรับผู้ที่มีพ้ืนฐานมาแล้ว มุ่งเน้นการฝึก
ความสงบสุขไม่มีอะไรมารบกวน ดังเน้ือหาสาระ ปฏิบัติทางด้านจิตใจ ให้เกิดปัญญาได้ด้วยตนเอง
ทั้งหมดของธรรมะบรรยายของท่านพุทธทาสตาม เพราะถา้ ปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมทงั้ หลายตามทกี่ ลา่ ว
หลักพทุ ธศาสนาสามารถกล่าวไดว้ า่ เป็นหลกั ธรรม มานั้นแล้วก็จะถึงจุดหมาย เดียวกันคือความสุข
ทแี่ สดงถงึ ความสขุ ทเี่ รม่ิ จากภายในจติ ใจ ซงึ่ ในทาง ถ้าประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเน่ืองด้วยตนเองแล้ว
พุทธศาสนาเรียกว่า “นิรามิสสุข”หมายถึง ความ ย่อมเจริญ งอกงามทั้งทางโลกและทางธรรมจน
สุขที่ไม่ต้องว่ิงไปหาจากภายนอกแต่เป็นความสุข กลายเปน็ “สขุ แท”้ ดว้ ยปญั ญานนั่ เอง หนงั สอื เลม่
เกดิ จากภายใน ความสขุ ประเภทนเี้ รยี กวา่ นพิ พาน น้ียังเปรียบเสมือนคู่มือเล่มหน่ึง ที่ช่วยให้ผู้อ่าน
สุขคือความสุขท่ีไม่มีความเปลี่ยนแปลงดังพุทธ สามารถกลับมาศึกษาเพ่ิมเติมได้ในทุกโอกาสและ
ภาษิตที่ตรัสไว้ว่า “นิพพานํ ปรมํ สุขํ นิพพาน สามารถท�ำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจเกิด
เปน็ สุขอยา่ งยิ่ง” (Tripitaka, 25/204/96) ความศรทั ธา ความเชอื่ วริ ยิ ะความพากเพยี รเพอื่ นำ�
ไปปฏิบตั สิ บื ทอดให้เจรญิ งอกงามก้าวหน้ายิ่งๆ ข้นึ
4. คณุ ค่าของหนังสือ ไปในพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา
ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือ “สุขแท้” คุณค่าทางด้าน
คุณค่าของหนังสือเล่มน้ีคือเน้ือหาสาระ วรรณกรรมของหนังสือเล่มนี้ ในการบรรยายท่าน
จากหลกั ธรรมสงู สดุ ทเ่ี ปน็ แกน่ แทข้ องหลกั ธรรมอนั ได้ใช้ภาษาท่ีเป็นค�ำศัพท์ภาษาบาลีและศัพท์ทาง
เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาและเป็นที่ปรารถนา พุทธศาสน์ แต่ท่านได้ให้ความหมายอธิบายขยาย
สูงสุดของมนุษย์ทุกคนเป็นหนทางท่ีจะน�ำมาซึ่ง ความเพมิ่ เตมิ ยกตวั อยา่ งประกอบดว้ ยสำ� นวนภาษา
ความสงบสุข และส่ิงท่ีส�ำคัญคือผู้อ่านสามารถน�ำ ธรรมดาทเ่ี ขา้ ใจงา่ ยในประเดน็ ทส่ี ำ� คญั ใชถ้ อ้ ยคำ� ที่
หลักธรรมตา่ งๆ ทม่ี ุ่งเน้นใหผ้ ู้ปฏิบตั ิไดร้ ับความสุข

220 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ลกึ ซง้ึ ทำ� ใหเ้ กดิ ความซาบซง้ึ ตามหลกั ธรรม มกี ารนำ� ซ่ึงเป็นสุข พระองค์ไม่ได้ทรงประสงค์ท่ีจะมีเจตนา
เสนอเน้ือหาได้แจ่มแจ้ง และมีการสรุป ทบทวน ทจี่ ะแสดง แตว่ า่ เปน็ ความรสู้ กึ ทต่ี รสั ดงั ออกมาจาก
เนอ้ื หาทไ่ี ดบ้ รรยายไปแลว้ เพอ่ื เชอื่ มโยงใหเ้ กดิ ความ ข้างใน จึงต้องเอ่ยพระโอษฐ์มีเสียงออกมาพุทธ
ต่อเน่ืองและเข้าใจชดั เจน สรา้ งแรงจูงใจชกั ชวนให้ ภาษิตท้ังหมดท่ีท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มน้ีเป็น
อยากนำ� ไปปฏบิ ตั ิ สง่ เสรมิ เรา้ ใจใหเ้ กดิ ความศรทั ธา เรื่องเดยี วกนั คอื ความสงบสขุ เนื้อหาสาระได้กล่าว
ความเช่ือ และวิริยะความพากเพียรของผู้ปฏิบัติ ถึงหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้และเป็นหัวใจของ
ชว่ ยบำ� รงุ จติ ใหแ้ ชม่ ชนื่ เบกิ บาน ชใ้ี หเ้ หน็ ประโยชน์ พระพุทธศาสนาท่ีว่าด้วยความสุขแท้ เริ่มตั้งแต่
ท่ีจะน�ำไปต่อยอดด้วยการศึกษาเพ่ิมเติมและน�ำไป ความสุขขั้นพ้ืนฐานท่ีเป็นการสร้างเสริมศรัทธา
ปฏิบัติในวิถีชีวิตในปัจจุบันได้ สามารถน�ำไป ความเชอื่ ไปจนถงึ ขน้ั สงู สดุ ตามลำ� ดบั เรมิ่ จากหวั ขอ้
ประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้ในชีวติ หลากหลายมิตหิ ลายแง่มมุ นะโมและสรณาคมน์ สุขจากการเข้าถึงพระ
รตั นตรัย ล�ำดับตอ่ มาคือความวิเวกเปน็ สขุ เปน็ สุข
5. สรปุ ท่ีเกิดจากความสงบสงัด ส่ิงที่เรียกว่าตัวตนนั้นมัน
มิไดม้ อี ยู่จริง ความรักตนน้จี งึ ไม่ท�ำใหเ้ กิดความสขุ
พระพุทธภาษิตที่ท่านพุทธทาสได้แสดง ทแ่ี ทจ้ ริง และสุขอื่นย่งิ กว่าความสงบไมม่ ี ถา้ จิตใจ
พระธรรมเทศนาไว้ในหนังสือเล่มน้ีเป็นพระพุทธ สงบจากราคะ โทสะ โมหะ จะเกดิ เปน็ ความสงบสขุ
อทุ าน คือทรงเปลง่ ออกมาดว้ ยความรูส้ กึ ในขณะที่ ซ่ึงเป็นการน�ำเสนอหลักธรรมเกี่ยวกับระดับการ
เสวย วิมุตติสุขอยู่ ณ ต้นไม้แห่งหนึ่งในวันเป็นที่ ปฏิบัตเิ พอื่ ให้เกดิ ความสุขทสี่ ูงตามล�ำดบั
ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ พระพุทธอุทานนี้ล้วนแต่แสดงสิ่ง

References

Intasara, W. (2002). Ethics. (The science of virtue and art in decision making). Bangkok :
Bannakit Publishing House Co., Ltd.

Kraisirawuthi, S. (2013). Happy All Buddhism. Bangkok : Thammasat University Chulalongkorn
University,

Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Tripitaka. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya.
Phra Dhammakosakaya (Buddhadasa Bhikkhu). (2002). True happiness. Bangkok : Health

Publishing House.
Phra Brahmagunaporn (P.A. Payutto). (2012). Buddha's teachings. Bangkok : Mahachulalong

kornrajavidyalaya University.





ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 223

กระบวนการพจิ ารณาบทความของวารสารวชิ าการธรรมทรรศน์

มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น

224 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

คำ� แนะนำ� สำ� หรับผนู้ ิพนธบ์ ทความ

สถานที่ติดตอ่ เกี่ยวกบั บทความ

ส�ำนกั วิชาการ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น
30 หมู่ 1 ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
โทรศัพท์ 043-283-546-7 (ต่อ 114)

1. สว่ นประเภทของบทความทลี่ งตีพิมพใ์ นวารสาร

วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ ตีพิมพ์บทความประเภทต่างๆ ดงั น้ี
1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น
และผา่ นการอา่ นและพจิ ารณาจากผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นสาขาวชิ านนั้ ๆ มกี ลมุ่ เปา้ หมายเปน็ นกั วชิ าการในวงการ
วิชาการ/วชิ าชีพ
1.2 บทความทางวชิ าการ ทเ่ี สนอเนอ้ื หาความรู้ วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นนิสิต นักศกึ ษา
หรอื ประชาชนทั่วไป
1.3 บทความวจิ ัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจยั ใหมท่ มี่ ีองค์ความรู้อนั เป็น
ประโยชน์ ซึง่ ไมเ่ คยตีพมิ พ์ในวารสารใดๆ มาก่อน
1.4 บทความปรทิ รรศน์ (Review Article) เป็นบทความทรี่ วบรวมความรูจ้ ากตำ� รา หนังสือ
และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์
สงั เคราะหว์ ิจารณ์เปรยี บเทียบกัน
1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสาร
ต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะน�ำเคร่ืองมือใหม่ ต�ำราหรือหนังสือใหม่ท่ีน่าสนใจ
หรอื ข่าวการประชมุ ท้งั ระดบั ชาติและระดับนานาชาติ
การสง่ บทความ
บทความท่ีจะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์ ต้องส่งผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์
Website: http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas และรอการตรวจสอบจาก
กองบรรณาธิการ

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 225

การตรวจสอบบทความและพสิ จู น์อกั ษร
ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความส�ำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่
วารสารก�ำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมท้ังพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้
ใหก้ บั บรรณาธกิ าร การเตรยี มบทความใหถ้ กู ตอ้ งตามขอ้ กำ� หนดของวารสารจะทำ� ใหก้ ารพจิ ารณาตพี มิ พ์
มีความรวดเร็วมากยิ่งข้ึน และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธ์ิท่ีจะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้
แกไ้ ขให้ถูกต้องตามข้อกำ� หนดของวารสาร
การเตรยี มบทความ
บทความตอ้ งเปน็ ตวั พมิ พด์ ดี โดยใชช้ ดุ แบบอกั ษร (font) ชนดิ ไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK)
ขนาดอกั ษร 16 จดั กนั้ หลงั ตรง และมรี ะยะหา่ งระหวา่ งบรรทดั หนงึ่ ชอ่ ง (Double Spacing) ตลอดเอกสาร
พมิ พห์ นา้ เดยี วลงบนกระดาษ (A4) พมิ พ์ให้หา่ งจากขอบกระดาษ ด้านซ้าย และด้านขวา ขนาด 3.81ซม.
ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านลา่ ง ขนาด 4.01 ซม. พรอ้ มใส่หมายเลขหนา้ ก�ำกับทางมมุ ขวาบน
ทุกหนา้ บทความไม่ควรยาวเกิน 12 หนา้ กระดาษพมิ พ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง
การพิจารณาและคดั เลอื กบทความ
บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร
(Peer Review) 2 ท่าน ที่มีความเช่ียวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจาก
กองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบท่ีผู้พิจารณาบทความไม่ทราบช่ือ
หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind
Peer Review)

2. สว่ นบทคัดย่อ (Abstract)

บทคัดย่อควรมีความยาวไมเ่ กิน 350 ค�ำ โดยแยกต่างหากจากเนอ้ื เร่ือง บทความวจิ ัย/วชิ าการ
ต้องมีบทคัดย่อท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความท้ังหมดของเร่ือง
ไมต่ ้องอ้างอิงเอกสาร รปู ภาพ หรอื ตาราง และใหม้ เี พียง 2 ส่วนเท่าน้นั คอื
1) วัตถปุ ระสงค์ ควรกล่าวถึงจดุ มุ่งหมายของการศกึ ษา
2) ผลการวจิ ยั พบว่า ควรประกอบดว้ ย ผลท่ไี ด้รับจากการค้นควา้ ศกึ ษา และผลของค่าสถิติ
(ในกรณีมีการวิเคราะห)์
3) ค�ำส�ำคัญ ควรมีค�ำส�ำคัญไม่เกิน 3 ค�ำ ท่ีครอบคลุมช่ือเรื่องท่ีศึกษาและจะปรากฏอยู่ใน
สว่ นท้ายของบทคัดย่อท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ และคนั่ ด้วยเคร่ืองหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)

226 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

3. สว่ นเนอ้ื เร่ือง ควรประกอบด้วย

3.1 การเตรียมตน้ ฉบบั สำ� หรับการเขยี นบทความวจิ ยั ประกอบด้วย
3.1.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารท่ีเกี่ยวข้องกับเรื่องท่ีศึกษา
และกล่าวถึงเหตุผลหรือความส�ำคัญของปัญหาในการศกึ ษาครงั้ น้ี
3.1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั (Research Objectives) เปน็ การกำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์
หรือจุดมุง่ หมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมรี ายละเอยี ดวา่ จะตอ้ งศกึ ษาอะไรบา้ ง
เพ่ือเปน็ แนวทางในการวเิ คราะหข์ ้อมลู และเสนอผลการวจิ ัยไดอ้ ย่างชดั เจน
3.1.3 วธิ ดี ำ� เนนิ การวจิ ยั (Methods) เปน็ การกำ� หนด วธิ กี าร กจิ กรรม รายละเอยี ดของ
การวิจัย การศกึ ษาประชากร และกลมุ่ ตัวอยา่ งในการศกึ ษา และวธิ ีการศึกษา เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
รวมท้ังสถติ ิทน่ี �ำมาใชว้ เิ คราะห์ขอ้ มูล
3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลท่ีได้จากการศึกษาและวิเคราะห์
ในขอ้ 3.1.2 ควรจำ� แนกผลออกเปน็ หมวดหมแู่ ละสมั พนั ธก์ บั วตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา โดยการบรรยาย
ในเนอื้ เรอ่ื งและแสดงรายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ ดว้ ยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรอื แผนภมู ิ ตามความเหมาะสม
3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการน�ำข้อมูลท่ีได้มาจากการวิเคราะห์
ของผนู้ พิ นธ์ นำ� มาเปรยี บเทยี บกบั ผลการวจิ ยั ของผอู้ น่ื เพอ่ื ใหม้ คี วามเขา้ ใจหรอื เกดิ ความรใู้ หมท่ เี่ กย่ี วขอ้ ง
กับงานวิจัยน้ัน รวมท้ังข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรค
ต่างๆ ท่ไี ด้จากการศึกษาครง้ั น้ี เพือ่ เปน็ แนวทางท่ีจะนำ� ไปประยุกตใ์ ห้เกดิ ประโยชน์
3.1.6 ขอ้ เสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ไป
3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนท่ีกล่าวขอบคุณ
ต่อองคก์ ร หนว่ ยงาน หรอื บคุ คลทใี่ ห้ความช่วยเหลือรว่ มมอื ในการวิจัย รวมทั้งแหล่งทีม่ าของเงินทนุ วจิ ยั
และหมายเลขของทนุ วจิ ยั
3.1.8 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซ่ึงมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงท่ีนิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมา เพ่ือให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่ง่ายต่อการศึกษา
และการปฏบิ ตั ิ

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 227

3.2 การเตรยี มต้นฉบับสำ� หรับการเขยี นบทความวิชาการ ประกอบดว้ ย
3.2.1 บทน�ำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวน�ำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review)
ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารท่ีเก่ียวข้องกับเรื่องท่ีศึกษา
และกลา่ วถึงเหตผุ ลหรอื ความส�ำคญั ของปญั หาในการศกึ ษาคร้ัง
3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวท่ีผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาท่ีดี
ตอ้ งมีรายละเอียดที่ชัดเจนและนา่ สนใจ ทง้ั น้ีข้ึนอยกู่ บั สมรรถภาพทางความคิดของผเู้ ขยี นเป็นสำ� คญั
3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความท่ีผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือ
เฉพาะสว่ นทม่ี คี วามสำ� คญั เปน็ การกลนั่ กรอง การรวบรวมหรอื การลดขอ้ ความใหเ้ หลอื สว่ นทสี่ ำ� คญั เทา่ นน้ั
3.2.4 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อความไว้ใน
เคร่ืองหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงท่ีนิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพ่ือให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่ง่ายต่อการศึกษา
และการปฏบิ ตั ิ
3.3 การเตรียมตน้ ฉบบั ส�ำหรบั การเขยี นบทวจิ ารณ์หนงั สือ ประกอบดว้ ย
3.3.1 ชอื่ เรอ่ื งของหนังสอื (Title) ใหร้ ะบุท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
3.3.2 ชือ่ ผเู้ ขียนหนงั สอื (Author) ให้ระบชุ อ่ื เตม็ ท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ พร้อม
ระบุสถาบันหรือหนว่ ยงานท่ผี เู้ ขียนสงั กัด
3.3.3 ช่ือผวู้ จิ ารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบชุ อื่ เต็มทงั้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
พรอ้ มระบุสถาบันหรอื หนว่ ยงานของที่ผ้วู จิ ารณ์สงั กดั
3.3.4 เน้ือหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์
เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยน�ำเสนอเรื่องราวจุดเด่น
จดุ บกพร่องของเรอื่ ง โดยท�ำการวจิ ารณ์หรอื วพิ ากษอ์ ย่างมหี ลกั เกณฑแ์ ละเหตผุ ลตามหลักวิชาการ
3.3.5 สรปุ (Summarizing) เป็นวธิ ีการเขียนสรปุ ความคิดเห็นทั้งหมดที่วิจารณ์ รวมถงึ
ใหข้ ้อคิดหรือขอ้ สงั เกตท่เี ปน็ ประโยชน์ส�ำหรบั ผูอ้ า่ น
3.3.6 เอกสารอา้ งองิ (References) ใชร้ ปู แบบการอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หาตามหลกั
เกณฑ์ APA (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ใน
เครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์
การอ้างอิงท่ีออกแบบมาเพ่ือให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่ง่ายต่อการศึกษา
และการปฏบิ ัติ

228 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

การอา้ งอิงแบบแทรกในเน้อื หาตามหลักเกณฑ์ APA
1. หนังสือ
1.1 คัมภรี ์พระไตรปฎิ กหรือหนงั สอื สำ� คัญพมิ พเ์ ปน็ ชุด
ใหอางชือ่ ยอ คมั ภรี ์ เลม /ขอ/หนา และค่ันดว้ ยเครื่องหมายจลุ ภาค (,)
ตวั อย่างเช่น (พระไตรปฎิ ก, 27/855/191)
(Tipitaka, 27/855/191)
1.2 หนังสือ
(ผู้แตง่ , ปีทพี่ มิ พ์ : เลขหน้าท่ีอ้างองิ (ถ้ามี))
ผแู้ ต่งคนเดียว ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกุล โดยไมต่ ้องมีคำ� น�ำหนา้ นาม หากเปน็ พระภกิ ษุ
ทวั่ ไป ใหใ้ สค่ �ำว่าพระ, พระมหา นำ� หนา้ ช่ือตามดว้ ยฉายา และพระภิกษุทม่ี ีสมณศักด์ิ ให้ใสช่ อื่ สมณศกั ด์ิ
ตามดว้ ยชือ่ ตัวในเครื่องหมายวงเลบ็ ถ้าไม่ทราบชอ่ื ตัวใหใ้ สเ่ ฉพาะช่ือสมณศักดิ์
ตวั อย่างเชน่ (พระพรหมบณั ฑิต (ประยูร ธมฺมจิตโฺ ต), 2557 : 15)
(Phraphrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผู้แตง่ 2 คน ให้ระบุเฉพาะนามสกลุ ของผู้แต่งทงั้ 2 คน โดยใช้ค�ำวา่ “และ” ส�ำหรับ
ผแู้ ต่งชาวไทย หรือ “and” หรอื “&” สำ� หรบั ผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งค�ำให้เวน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้
และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (ศิโรตน์ ภาคสุวรรณ และศริ ลิ กั ษณ์ ไชยรังส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผู้แต่ง 3 คน ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งแต่ละคนให้คั่นด้วยเคร่ืองหมาย “,”
หนา้ ผู้แต่งคนสุดท้ายต้องค่นั ด้วย “และ” สำ� หรบั ผแู้ ตง่ ชาวไทย หรือ “and” หรอื “&” สำ� หรบั ผแู้ ต่งชาว
ตา่ งประเทศ ระหว่างคำ� ใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหน้าและดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตวั อย่างเชน่ (ภาสกร ดอกจนั ทร์, สรุ พล พรมกลุ และสุบนั โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เคร่ืองหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” หรอื คนอ่ืนๆ สำ� หรับผแู้ ต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรือ “and
others” ส�ำหรับผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งคำ� ใหเ้ วน้ ระยะหา่ งด้านหน้าและด้านหลงั 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (สชุ าติ ประสิทธร์ิ ัฐสนิ ธุ์ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 229

1.3 วารสาร
(ผู้แตง่ , ปีทพ่ี ิมพ์ : เลขหนา้ ทีอ่ า้ งอิง (ถ้ามี))
ผู้แต่งคนเดยี ว ให้ระบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ ้องมคี ำ� นำ� หน้านาม หากเป็นพระภิกษุ
ทั่วไป ใหใ้ ส่ค�ำวา่ พระ, พระมหา นำ� หน้าช่อื ตามดว้ ยฉายา และพระภิกษทุ ม่ี ีสมณศกั ดิ์ ให้ใสช่ อื่ สมณศกั ด์ิ
ตามด้วยช่ือตวั ในเครื่องหมายวงเล็บ ถา้ ไม่ทราบชื่อตวั ให้ใสเ่ ฉพาะชอื่ สมณศกั ดิ์
ตัวอย่างเชน่ (พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมมฺ จิตฺโต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผู้แตง่ 2 คน ใหร้ ะบุเฉพาะนามสกลุ ของผู้แต่งทงั้ 2 คน โดยใชค้ �ำวา่ “และ” สำ� หรบั ผู้
แต่งชาวไทย หรือ “and” หรือ “&” สำ� หรบั ผ้แู ต่งชาวต่างประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้
และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อย่างเชน่ (ศโิ รตน์ ภาคสวุ รรณ และศิริลกั ษณ์ ไชยรังส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอื่ งหมาย “,” หนา้
ผแู้ ต่งคนสดุ ท้ายต้องคั่นดว้ ย “และ” ส�ำหรบั ผ้แู ตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรับผู้แตง่ ชาวตา่ ง
ประเทศ ระหว่างค�ำให้เวน้ ระยะห่างด้านหน้าและด้านหลัง 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเชน่ (ภาสกร ดอกจนั ทร์, สุรพล พรมกุล และสบุ ัน โยทุม, 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้คั่นด้วย
เครื่องหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” หรอื คนอนื่ ๆ สำ� หรับผ้แู ต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรอื “and
others” ส�ำหรบั ผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งคำ� ใหเ้ วน้ ระยะหา่ งด้านหนา้ และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอย่างเชน่ (สุชาติ ประสิทธ์ิรฐั สนิ ธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)
1.4 วิทยานพิ นธ์/ดษุ ฎีนพิ นธ์/สารนพิ นธ/์ รายงานการวิจัย
(ผแู้ ต่ง, ปีทพ่ี มิ พ์ : เลขหนา้ ท่ีอา้ งองิ (ถ้าม)ี )
ผแู้ ต่งคนเดียว ให้ระบุเฉพาะนามสกุล โดยไมต่ ้องมคี �ำน�ำหนา้ นาม หากเปน็ พระภกิ ษุ
ทั่วไป ใหใ้ ส่ค�ำวา่ พระ, พระมหา น�ำหนา้ ชื่อตามดว้ ยฉายา และพระภกิ ษทุ ีม่ สี มณศักด์ิ ใหใ้ ส่ชอ่ื สมณศักดิ์
ตามดว้ ยชอ่ื ตวั ในเครอื่ งหมายวงเลบ็ ถ้าไมท่ ราบช่ือตัวใหใ้ สเ่ ฉพาะช่อื สมณศกั ด์ิ
ตวั อย่างเช่น (พระพรหมบณั ฑติ (ประยรู ธมมฺ จติ ฺโต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)

230 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ผแู้ ตง่ 2 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผู้แต่งทง้ั 2 คน โดยใช้ค�ำวา่ “และ” สำ� หรับ
ผ้แู ตง่ ชาวไทย หรอื “and” หรือ “&” สำ� หรบั ผู้แต่งชาวต่างประเทศ ระหวา่ งค�ำใหเ้ วน้ ระยะห่างดา้ นหนา้
และดา้ นหลัง 1 เคาะ
ตัวอยา่ งเชน่ (ศโิ รตน์ ภาคสวุ รรณ และศิรลิ ักษณ์ ไชยรงั สี, 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ น่ั ดว้ ยเครอ่ื งหมาย “,” หนา้
ผู้แต่งคนสดุ ทา้ ยต้องค่นั ดว้ ย “และ” สำ� หรับผู้แตง่ ชาวไทย หรือ “and” หรือ “&” สำ� หรบั ผ้แู ตง่ ชาวต่าง
ประเทศ ระหว่างค�ำให้เวน้ ระยะหา่ งดา้ นหน้าและดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเชน่ (ภาสกร ดอกจันทร์, สุรพล พรมกลุ และสุบัน โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เคร่อื งหมาย “,” ตามดว้ ย “และคณะ” หรือคนอืน่ ๆ ส�ำหรับผู้แต่งชาวไทย หรือ “et al.” หรอื “and
others” สำ� หรับผแู้ ตง่ ชาวต่างประเทศ ระหวา่ งค�ำให้เวน้ ระยะห่างดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเชน่ (สชุ าติ ประสทิ ธิร์ ฐั สินธุ์ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)
1.5 สัมภาษณ์
(ชือ่ ผใู้ ห้สัมภาษณ์, วนั เดอื น ปีทีส่ ัมภาษณ์)
ผใู้ หส้ มั ภาษณ์ ให้ระบุเฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ ้องมคี �ำนำ� หน้านาม หากเป็นพระภกิ ษุ
ทัว่ ไป ใหใ้ สค่ ำ� วา่ พระ, พระมหา นำ� หน้าชอ่ื ตามดว้ ยฉายา และพระภกิ ษุทมี่ ีสมณศกั ดิ์ ใหใ้ สช่ ่ือสมณศักด์ิ
ตามดว้ ยช่ือตวั ในเคร่ืองหมายวงเลบ็ ถ้าไมท่ ราบชอื่ ตัวใหใ้ ส่เฉพาะชอื่ สมณศักด์ิ
ตวั อยา่ งเช่น (พระครสู วุ ิธานพฒั นบณั ฑติ ), 15 สิงหาคม 2557)
(Phrakru Suvithanphatthanabandhit, Interview, August 15
2014)

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 231

1.6 สอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์
(ผู้แต่ง, ปีท่พี ิมพ์ : เลขหน้าที่อ้างองิ (ถา้ ม)ี )
ผู้แตง่ คนเดยี ว ให้ระบเุ ฉพาะนามสกลุ โดยไมต่ อ้ งมคี ำ� นำ� หน้านาม หากเปน็ พระภกิ ษุ
ทั่วไป ใหใ้ สค่ ำ� ว่าพระ, พระมหา น�ำหนา้ ชื่อตามด้วยฉายา และพระภิกษุท่มี ีสมณศกั ด์ิ ใหใ้ ส่ชอื่ สมณศกั ดิ์
ตามดว้ ยชือ่ ตวั ในเครอื่ งหมายวงเล็บ ถา้ ไม่ทราบช่อื ตวั ให้ใส่เฉพาะช่อื สมณศักดิ์
ตวั อยา่ งเช่น (พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), 2557 : 15)
(Phra Phrombandit (Prayūn Thammačhittō), 2014 : 15)
ผ้แู ตง่ 2 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกุลของผู้แตง่ ทงั้ 2 คน โดยใชค้ ำ� วา่ “และ” ส�ำหรับ
ผแู้ ตง่ ชาวไทย หรือ “and” หรอื “&” สำ� หรับผแู้ ตง่ ชาวตา่ งประเทศ ระหวา่ งคำ� ให้เวน้ ระยะหา่ งดา้ นหนา้
และดา้ นหลงั 1 เคาะ
ตวั อย่างเช่น (ศิโรตน์ ภาคสุวรรณ และศริ ลิ ักษณ์ ไชยรงั ส,ี 2524 : 145-146)
(Phaksuwan and Chairangsi, 1981 : 145-146)
ผแู้ ตง่ 3 คน ใหร้ ะบเุ ฉพาะนามสกลุ ของผแู้ ตง่ แตล่ ะคนใหค้ นั่ ดว้ ยเครอ่ื งหมาย “,” หนา้
ผู้แต่งคนสุดท้ายตอ้ งค่นั ดว้ ย “และ” สำ� หรบั ผูแ้ ตง่ ชาวไทย หรือ “and” หรอื “&” สำ� หรบั ผู้แตง่ ชาวตา่ ง
ประเทศ ระหว่างค�ำให้เวน้ ระยะห่างด้านหนา้ และด้านหลัง 1 เคาะ
ตวั อยา่ งเช่น (ภาสกร ดอกจนั ทร,์ สรุ พล พรมกลุ และสบุ ัน โยทมุ , 2552 : 80)
(Dokchan, Phromkun and Yothum, 2009 : 80)
ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ให้ระบุเฉพาะนามสกุลของผู้แต่งคนแรกให้ค่ันด้วย
เคร่ืองหมาย “,” ตามด้วย “และคณะ” หรือคนอน่ื ๆ สำ� หรับผู้แต่งชาวไทย หรอื “et al.” หรอื “and
others” ส�ำหรบั ผู้แต่งชาวตา่ งประเทศ ระหว่างค�ำให้เว้นระยะหา่ งด้านหนา้ และด้านหลัง 1 เคาะ
ตัวอย่างเช่น (สุชาติ ประสทิ ธ์ริ ัฐสินธ์ุ และคณะ, 2525 : 100)
(Ratsin, et al., 1982 : 100)

232 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

การเขยี นบรรณานุกรม

1. คัมภรี ์พระไตรปฎิ กหรอื หนงั สือส�ำคญั พิมพเ์ ปน็ ชุด :

ชอ่ื มหาวทิ ยาลัย./(ปที ี่พมิ พ์)./ชอ่ื หนงั สือ/(ครัง้ ท่พี มิ พ(์ ถ้าม)ี )./เมืองที่พิมพ/์ :/ส�ำนกั พิมพ.์
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripitaka : Thai Version. Bangkok
: Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.
2. หนังสอื :
นามสกลุ , อกั ษรยอ่ ชอ่ื ./(ปที พ่ี มิ พ)์ ./ชอื่ หนงั สอื /(ครงั้ ทพ่ี มิ พ(์ ถา้ ม)ี )./เมอื งทพี่ มิ พ/์ :/สำ� นกั พมิ พ.์
Maslow, A. (1970). Motivation and Personality. New York : Harper and Row Publishers.
3. วารสาร :
นามสกลุ ,/อกั ษรยอ่ ชอื่ ./(ปที พ่ี ิมพ์)./ช่ือเรือ่ ง./ชอื่ วารสาร,/ปีท(่ี ฉบับท่)ี ,/เลขหน้า.
Prescott, S.G. (2015). Will Instructors Save Time Using a Specifications Grading System?.
Journal of Microbiology & Biology Education, 16(2), 298.
4. วิทยานิพนธ/์ ดุษฎนี พิ นธ์/สารนพิ นธ์/รายงานการวจิ ยั :
นามสกลุ ,/อกั ษรยอ่ ชอื่ ./(ปที พี่ มิ พ)์ ./ชอื่ เรอื่ ง./ระดบั วทิ ยานพิ นธ.์ /ชอื่ คณะ/:/ชอ่ื มหาวทิ ยาลยั .
Phrachanna Bhaddharakhito. (2015). An Analytical Study of Morality in Cambodian
Traditional Wedding at Chamnomkuet Village, Chamnom Sub-district, Mongkolborei
District, Banteay Meanchey Province Based on Buddhist Principle. Master of arts.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
5. สมั ภาษณ์ :
นามสกลุ ,/อักษรย่อชอื่ ./(วนั เดอื น ปี ทสี่ มั ภาษณ)์ ./ตำ� แหน่ง(ถ้ามี)./สัมภาษณ์.
Phrakru Suvithanphatthanabandhit. (10 May 2013). Voice-Rector. Interview.
6. สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ :
นามสกลุ ,/อกั ษรยอ่ ช่ือ./(ปที ี่พมิ พ์)./ชือ่ เร่ือง./ชอ่ื เวบ็ ไซต.์ /(วัน เดอื น ปี ทีส่ บื คน้ ).
Bhandari, P., Rishi, P. and Prabha, V. (2014). Positive Effect of Probiotic Lactobacillus
Plantarum in Reversing the LPS Induced Infertility in Mouse Model. http://www.
jmm.microbiologyresearch.org/content/journal/j mm/10.1099/jmm.0.000230;jses
sionid=1me6a81o04g7o.x-sgm-live-03. (Accessed 12 February 2014).

ปที ี่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 233

สว่ นภาพประกอบ (Figure) และสว่ นตาราง (Table)
ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จ�ำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตาราง ส�ำหรับ
ค�ำบรรยายภาพและตารางใหพ้ มิ พ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนค�ำอธิบายเพ่มิ เตมิ ให้ใสใ่ ต้ภาพหรอื ตาราง
การติดต่อโฆษณาและการสมคั รสมาชิก
การตดิ ตอ่ โฆษณา การสงั่ ซอ้ื และการสมคั รเปน็ สมาชกิ วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ กรณุ าตดิ ตอ่
“บรรณาธิการวารสารวิชาการธรรมทรรศน์” ส�ำนักวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตขอนแก่น อาคาร 100 ปี สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) เลขที่ 30 หมู่ 1 บ้านโคกสี
ต�ำบลโคกสี อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทรศัพท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 114)
โทรสาร 0-4328-3399 http://www.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas
E-mail: [email protected]
1) ผศ.ดร.สุรพล พรมกุล 088-578-1671
2) นางสาวสาริกา ไสวงาม 085-752-1693
กำ� หนดการออกวารสาร
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มนี าคม
ฉบบั ท่ี 2 เมษายน-มิถนุ ายน
ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กนั ยายน
ฉบับที่ 4 ตลุ าคม-ธนั วาคม

เพอื่ ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายลขิ สทิ ธ์ิ ผนู้ พิ นธต์ อ้ งลงลายมอื ชอ่ื ในแบบฟอรม์ ใบมอบลขิ สทิ ธบ์ิ ทความ
ใหแ้ กว่ ารสารฯ พรอ้ มกบั บทความตน้ ฉบบั ทไ่ี ดแ้ กไ้ ขครงั้ สดุ ทา้ ย นอกจากน้ี ผนู้ พิ นธต์ อ้ งยนื ยนั วา่ บทความ
ต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์น้ัน ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
หากมกี ารใชภ้ าพหรอื ตารางของผนู้ พิ นธอ์ น่ื ทปี่ รากฏในสง่ิ ตพี มิ พอ์ นื่ มาแลว้ ผนู้ พิ นธต์ อ้ งขออนญุ าตเจา้ ของ
ลขิ สทิ ธก์ิ อ่ นพรอ้ มทงั้ แสดงหนงั สอื ทไ่ี ดร้ บั การยนิ ยอมตอ่ บรรณาธกิ าร กอ่ นทบี่ ทความจะไดร้ บั การตพี มิ พ์

พมิ พ์ท่ี : ห้างห้นุ สว่ นจำ� กดั ขอนแก่นการพมิ พ์ 64-66 ถ.ร่นื รมย์ ต.ในเมือง อ.เมอื ง จ.ขอนแก่น 40000
Tel. 043-221938 E-mail : [email protected]


Click to View FlipBook Version