The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 41

Phra Kantanararaphiwong, (2001). Moral of the good and Brahmavihara 4. Bangkok :
Sahathamik Printing Company Limited.

Pramote, K. (2005). Theology of Arya. 2nd edition. Tate Mahanakorn : Dok Ya Publishing.
Tharasrisutti, P. (1999). Leadership and Ethics for School Administrators. Bangkok :

Ramkhamhaeng University.
Wongthamma, T. (1995). Philosophy 201 Buddhism. Bangkok : Odean Store.



การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพของผ้นู �ำตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา
ตามความคิดเหน็ ของประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร
จ.พระนครศรีอยุธยา*

Personality Development of the Leaders based on Buddhist
Doctrine According to Opinions of People in Khae Ok Sub-district,

Bang sai District, Ayutthaya Province

พระมหาวโิ รจน์ คตุ ตฺ วีโร
Phramaha Viroj Guttaviro
มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย
Mahamakut Buddhist University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ยั ครงั้ นี้ มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือ 1) ศกึ ษาสภาพท่ัวไปและปญั หาอปุ สรรคเก่ยี วกบั การพฒั นา
บคุ ลกิ ภาพตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาของผนู้ ำ� 2) การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรม
ในทางพระพุทธศาสนาตามความคิดเห็นของประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
3) ความคดิ เหน็ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาตามความคดิ เหน็ ของ
ประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซง่ึ กลุ่มตัวอย่างท้ังหมด 226 คน เคร่อื งมือทใ่ี ชไ้ ด้
แก่ แบบสอบถาม และวเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำ� เร็จทางสังคมศาสตร์
ผลการวิจยั พบว่า
1. ประชาชนในตำ� บลแคออก อำ� เภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา มคี วามคดิ เหน็ เกยี่ วกบั
การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก เมอื่ พจิ ารณา
เป็นรายด้าน พบวา่ ดา้ นที่มากที่สดุ คอื ด้านคณุ ลกั ษณะทางกาย (ศีล) รองลงมาคือ ดา้ นคุณลักษณะทาง
สังคม ดา้ นทน่ี อ้ ยทสี่ ุดคอื ดา้ นวุฒิภาวะทางอารมณ์ (สมาธ)ิ

* ได้รบั บทความ: 1 มิถนุ ายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 12 มนี าคม 2563; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 26 มีนาคม 2563
Received: June 1, 2019; Revised: March 12, 2020; Accepted: March 26, 2020

44 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2. ประชาชนทีม่ เี พศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั การพัฒนาบุคลิกภาพของ
ผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา โดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05.
3. ประชาชนในต�ำบลแคออก อำ� เภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ได้เสนอแนะเกย่ี วกับ
การพัฒนาบุคลิกภาพของผู้น�ำตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา มีรายละเอียดดังนี้คือ 1) ด้าน
คณุ ลกั ษณะทางกาย (ศลี ) ควรมพี ฤตกิ รรมสอดคลอ้ งกบั หลกั พทุ ธธรรม และมศี ลี ธรรมประจำ� ใจ และควร
รักษาศลี เป็นประจำ� ทกุ วันพระ 2) ด้านวฒุ ิภาวะทางอารมณ์ (สมาธ)ิ ต้องอดทนต่อปญั หาและอุปสรรคใน
การท�ำงาน 3) ด้านความรู้ความสามารถ (ปัญญา) ต้ังสติแก้ไขเหตุที่เกิดขึ้นกับลูกบ้าน และต้องรู้ทัน
เหตุการณ์โลกในปัจจุบันและ 4) ด้านคุณลักษณะทางสังคม ต้องปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืนได้ทุกสถานการณ์
ยม้ิ แยม้ แจ่มใส อารมณ์ดี และมีความจรงิ ใจ
ค�ำสำ� คัญ: การพัฒนา; บคุ ลิกภาพ; ผู้นำ� ; หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

Abstract

The objectives of this research were to study general conditions and problems
in personality development of the leaders based on Dhamma doctrine in Buddhism, and
to study personality development of the leaders based on Dhamma doctrine in Buddhism
in the opinion of people in Tambol Khae Ok in Bang Sai district of Phra Nakhon Si Ayutthaya
province. 226 samples were used in the study. The data were collected through
questionnaires based on conceptual framework and data were analyzed using social sci-
ence software packages.
The results of the study showed that:
1. The level of opinion of the people in Tambol Khae Ok in Bang Sai district of
Phra Nakhon Si Ayutthaya towards personality development of the leaders based on
Dhamma doctrine in Buddhism was high in overall, and in details, the highest level was
on physical characteristics followed by social characteristics and emotional characteristics
respectively.
2. The people having different genders, ages and occupations had opinions on
characteristics of the leader based on Buddhist doctrine indifferently with a significantly
statistic figure at 0.05.

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 45

3. The suggestions obtained from the study were that; 1. In physical characteristics:
the leaders should cooperate with temples, behave themselves in Dhamma and go to
temple every Buddhist holiday, 2. In emotional characteristics; the leaders should be
patient to problems and obstacles in work, 3. In intellectual characteristics; the leaders
should be mindful in solving problems and keep themselves in touch with modern
global situations, and 4. In social characteristics; the leaders should be able to adjust
themselves to others in situations, be friendly and sincere.
Keywords: Development; Characteristics; Leader; Dhamma doctrine in Buddhism

1. บทน�ำ ประยกุ ตใ์ ชห้ รอื พฒั นาในดา้ นตา่ งๆ หวนั่ ไหวไปตาม
กระแสสงั คม หลกั ธรรมทคี่ วรนำ� มาพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ
ปัจจุบันผู้น�ำในองค์การปกครองส่วน ของผู้น�ำในต�ำบลต่างๆ ของประเทศไทย คือ ศีล
ท้องถ่ิน ถือว่าเป็นหัวใจของการบริหารองค์การ สมาธิ ปัญญา ขันติ สมานัตตา เมตตา ปิยวาจา
ปกครองส่วนท้องถ่ินที่ขาดไม่ได้ และส่ิงท่ีส�ำคัญ อโทสะ และสัจจะ (Phra Prom Kunaporn (P.A.
ที่จะท�ำให้ผู้น�ำในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น Payutto), 1995 : 46)
ได้การยอมรับจากประชาชนในส่วนที่ผู้น�ำใน จากการศึกษาสภาพปัญหาท่ีท�ำให้
เขตน้ันๆ รับผิดชอบก็คือ การมีบุคลิกภาพที่ดี ประชาชนไม่สนใจท่ีจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการ
และเขา้ กบั ประชาชนในสว่ นการปกครองของตนได้ เมอื งระดบั ทอ้ งถนิ่ ในปจั จบุ นั พบวา่ ปญั หาทท่ี ำ� ให้
การท่ผี นู้ ำ� จะมีบุคลกิ ภาพทีด่ ีได้นน้ั จะตอ้ งค�ำนงึ ถงึ ประชาชนในต�ำบลแคออก ไม่สนใจท่ีจะเข้าไปมี
และมีการพัฒนาบุคลิกภาพในด้านต่างๆ ดังนี้ ส่วนร่วมทางการเมืองระดับท้องถ่ินนั้นมีอยู่
คือ 1) ดา้ นคุณลกั ษณะทางกาย 2) ดา้ นวฒุ ิภาวะ มากมายหลายประเด็น ซึ่งพอสรุปได้จากรายงาน
ทางอารมณ์ 3) ด้านความรคู้ วามสามารถ และ 4) การประจ�ำปี 2557 ขององค์การบริหารส่วนตำ� บล
ด ้ า น คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ท า ง สั ง ค ม แ ล ะ ก า ร พั ฒ น า แคออก) คือ 1) ประชาชนยังมีบทบาทเข้ามา
บคุ ลกิ ภาพในดา้ นตา่ งๆ นน้ั ถา้ จะทำ� ใหก้ ารพฒั นา ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในบทบาท
บุคลิกภาพน้ันมีความม่ันคงและผู้น�ำมีความม่ันคง หนา้ ทขี่ องตนเองตามรฐั ธรรมนญู กฎหมายกอรปกบั
ในบุคลิกภาพของตนโดยไม่หว่ันไหวต่ออารมณ์ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลไมไ่ ดส้ นบั สนนุ สง่ เสรมิ ให้
ต่างๆ ท่ีเข้ามากระทบ การพัฒนาบุคลิกภาพน้ัน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ
ก็ควรพัฒนาไปตามหลักค�ำสอนในทางพระพุทธ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลดเี ทา่ ทค่ี วรซงึ่ มผี ลตอ่ การ
ศาสนา เพราะหลกั ค�ำสอนในทางพระพุทธศาสนา พัฒนาท้องถ่ินท่ีไม่ครอบคลุมตรงตามความ
เมอื่ นำ� มาประยกุ ตใ์ ชห้ รอื พฒั นาในดา้ นใดกต็ ามจะ ต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะนโยบาย
เป็นการพัฒนาท่ียั่งยืนและไม่ท�ำให้ผู้ที่น�ำไป

46 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

สาธารณะเป็นความตอ้ งการของผบู้ รหิ ารหรือผู้น�ำ ของผู้น�ำซึ่งก่อให้เกิดปัญหาท�ำให้ประชาชนไม่ให้
มากกว่าเป็นความต้องการของประชาชน 2) ความร่วมมือกับทางต�ำบลและไม่สนในกิจกรรม
ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจใน ท่ีทางต�ำบลจัดขึ้นและสื่อสารถึงประชาชนและ
เรอื่ งของการปกครองทอ้ งถน่ิ และยงั ไมร่ จู้ กั บทบาท ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ยังไม่เคยมีผู้ที่ท�ำวิจัยใน
หน้าท่ีของตนและขององค์การบริหารส่วนต�ำบล ตำ� บลนี้ ดงั นน้ั ผวู้ จิ ยั ในฐานะทเ่ี ปน็ พระสงฆแ์ ละเคย
มากนกั ในเรอ่ื งแนวทางหรือวิธกี ารปฏิบัตแิ ละกฎ อาศัยอยู่ในต�ำบลแห่งนี้ จึงสนใจท่ีจะท�ำวิจัยการ
ระเบียบต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการปกครองท้องถิ่น พัฒนาบุคลิกภาพของผู้น�ำตามหลักธรรมในทาง
และ 3) ประชาชนไม่ไว้วางใจ,ขาดความเชื่อม่ัน พระพุทธศาสนาตามความคิดเห็นของประชาชน
และความเชื่อถือในตัวผู้น�ำในเร่ืองของบุคลิกภาพ ต.แคออก อ.บางไทร จ.พระนครศรอี ยธุ ยา ซงึ่ ผวู้ จิ ยั
ด้านต่างๆ อาทิ 1) ด้านคุณลักษณะทางกาย ต้องการทราบว่าการน�ำหลักธรรมทางพระพุทธ
เช่น การแต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย ไม่มีความ ศาสนา อนั ไดแ้ ก่ ศลี สมาธิ ปญั ญา ขนั ติ สมานตั ตา
กระตือรือร้นในการท�ำงาน 2) ด้านวุฒิภาวะทาง เมตตา ปิยวาจา อโทสะ และสัจจะมาพัฒนา
อารมณ์ เช่น ไม่สงบเสงี่ยมสุขุมรอบครอบ บุคลิกภาพของผู้น�ำในต�ำบลแคออกในด้านต่างๆ
ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาเวลาประชาชนไป ดงั น้ี คือ 1) ด้านคณุ ลักษณะทางกาย 2) ดา้ นวฒุ ิ
ติดต่อประสานงาน 3) ด้านความรู้ความสามารถ ภาวะทางอารมณ์ 3) ด้านความรู้ความสามารถ
เช่น เป็นคนไม่ทันสมัย รอบรู้ไม่ทันโลกทัน และ 4) ดา้ นคณุ ลกั ษณะทางสงั คม จะมีผลอย่างไร
เหตุการณ์ปัจจุบัน บางท่านจบการศึกษาเพียง และจะท�ำให้บุคลิกภาพของผู้น�ำพัฒนาดีข้ึน
ระดบั มธั ยมศกึ ษาเทา่ นนั้ และ 4) ดา้ นคณุ ลกั ษณะ จนเปน็ ตน้ เหตทุ ำ� ใหป้ ระชาชนมคี วามสนใจและให้
ทางสังคม ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับคนอื่น พูดจา ความรว่ มมอื ในกจิ กรรมของตำ� บลมากกวา่ ทเี่ ปน็ อยู่
ไม่สุภาพเรียบร้อย ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส บางคร้ังไม่
แสดงความจริงใจกับประชาชน จากสภาพปัญหา 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
ดังกล่าวจึงท�ำให้ประชาชนในต�ำบลแคออกจึงไม่
คอ่ ยสนใจทจี่ ะเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งระดบั 1. เพ่ือศึกษาสภาพท่ัวไปและปัญหา
ทอ้ งถิน่ อุปสรรคเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพตามหลัก
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยเป็นผู้ที่ ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาของผ้นู ำ�
เคยอาศัยอยูใ่ นตำ� บลแคออก จึงสนใจทจี่ ะทำ� วิจยั 2. เพื่อศึกษาการพัฒนาบุคลิกภาพของ
เก่ียวกับการมีส่วนทางการเมืองในระดับท้องถ่ิน ผู้น�ำตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาตาม
ของประชาชนในต�ำบลแคออก แต่การวิจัยใน ความคดิ เห็นของประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร
ประเดน็ ดงั กลา่ วไดม้ ผี ศู้ กึ ษาและคน้ ควา้ วจิ ยั ไปแลว้ จ.พระนครศรอี ยธุ ยา
แต่ในประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับบุคลิกภาพด้านต่างๆ 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นการพัฒนา
บคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธ

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 47

ศาสนาตามความคิดเห็นของประชาชน ต.แคออก จ.พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย 1) ด้าน
อ.บางไทร จ.พระนครศรอี ยธุ ยา คุณลักษณะทางกาย (ศีล) 2) ด้านวุฒิภาวะทาง
อารมณ์ (สมาธิ) 3) ด้านความรู้ความสามารถ
3. วิธีด�ำเนนิ การวิจัย (ปญั ญา) และ 4) ด้านคุณลักษณะทางสงั คม (ขนั ติ
สมานตั ตา เมตตา ปยิ วาจา อโทสะ และสจั จะ) และ
การวจิ ยั ครง้ั นี้ มงุ่ เนน้ ทจี่ ะศกึ ษาวเิ คราะห์ ตอนที่ 3 แบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended
ถึงการพัฒนาบุคลิกภาพของผู้น�ำตามหลักธรรม Questions) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนา
ในทางพระพุทธศาสนาตามความคิดเห็นของ บคุ ลกิ ภาพของผ้นู ำ� ตามหลักธรรมในทางพระพทุ ธ
ประชาชน ต.แคออก อ.บางไท จ. พระนครศรอี ยธุ ยา ศาสนาตามความคดิ เห็นของประชาชน ต.แคออก
โดยมีขอบขา่ ยในการศึกษาวจิ ัย ดงั น้ี อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
การวิจัยเร่ืองนี้ เป็นการวิจัยเชิงส�ำรวจ
(Survey Research) ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจาก 4. สรุปผลการวิจัย
ประชาชนต�ำบลแคออก จ�ำนวน 550 คน ผู้วิจัย
ได้ก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการเปิด ผู้น�ำนั้นได้ศึกษาและหลักธรรมในทาง
ตารางส�ำเร็จของเกรจซี่ (Krejcie) และมอร์แกน พระพุทธศาสนาแล้ว และได้น�ำหลักธรรมมา
(Morgan) (Srisa-art, 2013 : 54) จากส�ำเนา ประยุกต์ใช้ในการด�ำเนินชีวิตและท�ำงานตาม
ทะเบยี นบา้ นของประชาชนทมี่ อี ายตุ ง้ั แต่ 18 ปขี นึ้ สมควร จึงท�ำให้ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการ
ไปท่ีมีสิทธิเลือกต้ังที่อาศัยอยู่ในเขต ต.แคออก พัฒนาบุคลิกภาพจึงมีน้อย ผู้ตอบแบบสอบถาม
อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา จำ� นวน 550 คน จ�ำนวน 226 คน พบว่าประชาชนที่เป็นกลุ่ม
ได้กลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 226 คน ตัวอย่างมีเพศชายร้อยละ 52.7 และที่มีอายุอยู่
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระหวา่ ง 46-55 ปี มรี ้อยละ 35.4 และประกอบ
ครงั้ น้ี เป็นแบบสอบถาม ท่ีผูว้ ิจยั สรา้ งขน้ึ ลกั ษณะ อาชีพรับจ้างท่ัวไปมีร้อยละ 41.6 รองลงมาท�ำ
แบบสอบถามเป็นแบบผสมผสานระหว่างแบบ อาชีพท�ำสวนร้อยละ 25.2 ส�ำหรับการพัฒนา
ตรวจสอบรายการ (Checklist) กบั แบบมาตราสว่ น บคุ ลกิ ภาพของผ้นู ำ� ตามหลักธรรมในทางพระพทุ ธ
ประมาณคา่ (Rating Scale) ซง่ึ การสรา้ งเครอื่ งมอื ศาสนา ตามความคดิ เหน็ ของประชาชน ต.แคออก
ได้ประยุกต์ใช้หลักการและวิธีการสร้างเครื่องมือ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยรวมอยู่ใน
ของลิเคริ ์ท สเกล (Likert Scales) แบบสอบถาม ระดบั มาก ( = 4.30) เมอ่ื พิจารณาเป็นรายดา้ น
ประกอบดว้ ย 3 สว่ น คอื ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไปของ โดยเรียงล�ำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย
ผตู้ อบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ พบวา่ ดา้ นทมี่ คี า่ เฉลยี่ มากทสี่ ดุ อนั ดบั 1 ไดแ้ ก่ ดา้ น
ของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาตาม คุณลักษณะทางกาย (ศีล) ( = 4.33) รองลงมา
ความคิดเหน็ ของประชาชน ต.แคออก อ.บางไทร อันดับที่ 2 ได้แก่ ด้านคุณลักษณะทางสังคม

48 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

( = 4.24) อันดับที่ 3 ได้แก่ ด้านความรู้ความ ของกบั งานวจิ ยั ของพระบญุ เรอื ง ฐติ ธมโฺ ม (สทุ ธชิ ยั )
สามารถ ( = 4.24) และดา้ นทม่ี คี า่ เฉล่ยี นอ้ ยท่สี ดุ (Phra Boonruang Thitadhammo, 2004 : 64-
อนั ดบั ท่ี 4 ไดแ้ ก่ ดา้ นวฒุ ภิ าวะทางอารมณ์ (สมาธ)ิ 67) ท่ีได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาเชิงวิเคราะห์:
( = 4.20) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนา ภาวะผนู้ ำ� ในพระพทุ ธศาสนา ศกึ ษาเฉพาะกรณแี ก้
บคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลักธรรมในทางพระพทุ ธ ปัญหาของพระพุทธเจ้า พบวา่ ภาวะผ้นู �ำเป็นองค์
ศาสนาตามความคิดเหน็ ของประชาชน ต.แคออก ประกอบที่ส�ำคัญที่เป็นกลไกให้การบริหารงานให้
อ.บางไทร จ.พระนครศรอี ยุธยา ด้านคณุ ลักษณะ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคผ์ นู้ ำ� ทม่ี ปี ญั หาในการบรหิ ารงาน
ทางกาย มขี อ้ เสนอแนะเปน็ อนั ดบั หนงึ่ วา่ ผนู้ ำ� ควร กับผู้ร่วมงานและผู้ใต้ปกครองส่วนหน่ึงน้ันเป็น
เขา้ ทางธรรมไดด้ ี และมศี ลี ธรรมประจำ� ใจ และควร เพราะการขาดภาวะผนู้ ำ� เพอื่ เปน็ กรอบความคดิ ไว้
รักษาศีลเป็นประจ�ำทุกวันพระ ด้านวุฒิภาวะทาง เป็นทางออกส�ำหรบั ผ้นู ำ� ทุกระดบั ได้
อารมณ์ มขี อ้ เสนอแนะเปน็ อนั ดบั หนง่ึ วา่ ผนู้ ำ� ตอ้ ง 2. ผลการวจิ ยั ความคดิ เหน็ ของประชาชน
อดทนต่อปัญหาและอุปสรรคในการท�ำงาน ทม่ี ตี อ่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรม
ดา้ นความรคู้ วามสามารถ มขี อ้ เสนอแนะเปน็ อนั ดบั ในทางพระพุทธศาสนา ด้านคุณลักษณะทางกาย
หนง่ึ วา่ ผนู้ ำ� ควรตงั้ สตแิ กไ้ ขเหตทุ เ่ี กดิ ขน้ึ กบั ลกู บา้ น (ศีล) โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเม่ือพิจารณา
และต้องรู้ทันเหตุการณ์โลกในปัจจุบัน และด้าน เป็นรายข้อจะพบว่าอยู่ในระดับมากทุกข้อ ที่เป็น
คณุ ลกั ษณะทางสงั คม ขอ้ เสนอแนะเปน็ อนั ดบั หนง่ึ เช่นน้ันอาจเป็นเพราะในเร่ืองของคุณลักษณะทาง
ว่าผู้น�ำต้องปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืนได้ทุกสถานการณ์ กายประชาชนย่อมเห็นได้ชัดเจนจากบุคลิกภาพ
ย้มิ แย้มแจม่ ใส อารมณ์ดี และมคี วามจริงใจ ของผู้น�ำของเขาและผู้น�ำของเขาสามารถพัฒนา
บุคลิกภาพด้านน้ีได้ดี จึงท�ำให้ผลการวิจัยออกมา
5. อภปิ รายผลการวจิ ยั เช่นนี้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของพระพิรุณ
วุฑฒิธมโม (Phra Phiroon Vuddhidhammo,
1. ผลการวจิ ยั ความคดิ เหน็ ของประชาชน 2002 : 64-66) ที่ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การพัฒนา
ทมี่ ตี อ่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรม บุคลิกภาพในพระพุทธศาสนา พบว่า การพัฒนา
ในทางพระพุทธศาสนา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทางกาย หรือกายภาวนาหมายถึงการปรับปรุง
แตเ่ ปน็ ระดบั มากทคี่ อ่ นขา้ งสงู ไปในระดบั มากทสี่ ดุ พฤติกรรมทางกายที่เคยเป็นพฤติกรรมในอกุศล
ท่ีเป็นเช่นน้ันอาจจะเป็นเพราะว่าประชาชนต�ำบล กรรมบถ 10 ให้เปลี่ยนเป็นพฤติกรรมในกุศล
แคออกได้ใกล้ชิดกับผู้น�ำจึงสัมผัสได้ซ่ึงภาวะผู้น�ำ กรรมบถ 10 การพัฒนาทางกายจะทำ� ใหผ้ ู้ทแี่ สดง
ลักษณะผู้น�ำท่ีพึงประสงค์ของผู้น�ำของพวกเขา พฤติกรรมออกมามีความส�ำรวมระมัดระวังท�ำให้
และในการปฏิบัติหน้าที่คงสัมผัสได้ซึ่งการน�ำหลัก เกิดสีลอันเป็นเครื่องควบคุมพฤติกรรมท่ีปรากฏ
ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนาทผี่ นู้ ำ� ๆ มาใช้ จงึ ทำ� ให้ ออกมาทางกาย ให้สามารถอยู่รว่ มกบั คนในสงั คม
ผลการวจิ ยั ออกมาเชน่ นนั้ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 49

และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ด้วยดี ไม่เบียดเบียน ท�ำงานด้วยความสุขุมรอบคอบมีความสงบเสงี่ยม
ไม่ท�ำลายกัน และความเอื้อเฟื้อมีน้�ำใจต่อกัน ไมแ่ สดงอารมณฉ์ นุ เฉยี ว โกรธและโมโหตอ่ ลกู บา้ น
และเปน็ พ้นื ฐานการพฒั นาทางจิตใจตอ่ ไป และยงั จึงท�ำให้ผลการวิจัยออกมาเช่นนี้ ซึ่งสอดคล้องกับ
สอดคล้องกับงานวิจัยของสุเทพ สุนทรเภสัช งานวิจัยของพระพริ ณุ วุฑฒธิ มโม (Phra Phiroon
(Sundarabhesaj, 1967 : 70-71) ท่ไี ด้ศกึ ษาวิจัย Vuddhidhammo, 2002 : 64-66) ทไี่ ดศ้ กึ ษาวจิ ยั
เร่ือง ลักษณะความเป็นผู้น�ำท้องถิ่นในหมู่บ้าน เร่ือง การพัฒนาบุคลิกภาพในพระพุทธศาสนา
อ�ำเภออ�ำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า พบวา่ การพฒั นาทางจติ หรอื จติ ภาวนา การอบรม
ผู้น�ำมีท้ังท่ีเป็นทางการคือมาจากการเลือกต้ังของ จติ หมายถึง การปรบั ปรงุ พฤตกิ รรมทเ่ี คยเป็นมโน
ชาวบา้ น การแตง่ ตง้ั ของทางราชการหรอื มตี ำ� แหนง่ ทุจริตให้เป็นมโนสุจริต การพัฒนาจิตเป็นการ
อย่างเป็นทางการ และผูน้ ำ� ชนดิ ไม่เปน็ ทางการคอื พฒั นาใหเ้ กดิ สมาธเิ กดิ จติ มคี วามสงบ มคี วามเยอื ก
ผู้ท่ีไม่มีต�ำแหน่งหน้าที่แต่มีอิทธิพลส่วนตัวหรือได้ เย็นมีความม่ันคงอยู่ภายใน เป็นจิตที่มีสมาธิและ
รบั ความเคารพนับถือจากชาวบา้ น และผูน้ �ำท่ีเป็น จิตมีสมาธิท�ำให้กายวาจาสงบระงับตามไป การ
ทางการและไม่เป็นทางการนี้ ต่างเกิดมาจาก ควบคมุ จติ ไมใ่ หเ้ ปน็ มโนทจุ รติ และการปรบั เปลย่ี น
ผลิตผลโครงสร้างทางสังคมตามแบบด้ังเดิมท่ีมี เปน็ มโนสุจรติ และเป็นการควบคุมพฤตกิ รรมทาง
ความรู้และประสบการณ์ ชีวิตเป็นส่ิงที่แสวงหา กายไม่ให้ปรากฏเป็นกายทุจริต วจีทุจริต มีแต่
ได้จากสิ่งแวดล้อมและการเสี่ยงภัย จากการบวช พฤตกิ รรมทเี่ ปน็ กายสจุ รติ วจสี จุ รติ การพฒั นาทาง
การท่องเที่ยว ค้าขาย การเป็นทหารรับจ้างหรือ จิตให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคง เป็นสมาธิสูง
การเป็นพวกปล้นสิ่งที่ได้จากสังคมคือการศึกษา เปน็ ฐานแหง่ การพัฒนาทางปญั ญาตอ่ ไป
ช้ันประถม สิ่งต่างๆ เหล่านี้จ�ำเป็นมากในสังคม 4. ผลการวจิ ยั ความคดิ เหน็ ของประชาชน
ชาวบ้านต้องการคุ้มครองทางร่างกายและจิตใจ ทมี่ ตี อ่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรม
เมอ่ื ผนู้ ำ� มคี วามรคู้ วามสามารถในการคมุ้ ครองชาว ในทางพระพทุ ธศาสนา ดา้ นมคี วามรคู้ วามสามารถ
บ้านทุกด้าน ชาวบ้านจะให้ความไว้วางใจและ (ปญั ญา) โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก และเมอื่ พจิ ารณา
ใหก้ ารยอมรับนบั ถอื เป็นรายข้อจะพบว่าอยู่ในระดับมากทุกข้อ ท่ีเป็น
3. ผลการวจิ ยั ความคดิ เหน็ ของประชาชน เช่นนั้นอาจเป็นเพราะผู้น�ำได้แสดงการพัฒนา
ทมี่ ตี อ่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรม บุคลิกภาพของพวกเขาออกมาให้ประชาชนท่ีเป็น
ในทางพระพุทธศาสนา ด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์ ลกู บา้ นเหน็ ไดอ้ ยา่ งชดั เจนในเรอ่ื งของความรคู้ วาม
(สมาธิ) โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก และเม่อื พิจารณา สามารถในการปฏิบัติหน้าที่อาทิมีความรอบรู้ทัน
เป็นรายข้อจะพบว่าอยู่ในระดับมากทุกข้อที่เป็น สถานการณ์โลก มอบหมายส่ังการและสรา้ งความ
เช่นน้ันอาจเป็นเพราะผู้น�ำแสดงให้ลูกบ้านเห็นถึง ศรัทธาและชักจูงใจให้ประชาชนท่ีเป็นลูกบ้านเข้า
ความอดทนต่อปัญหาอุปสรรคในการท�ำงานและ ร่วมกิจกรรมของหมู่บ้านและท�ำให้ประชาชนเห็น

50 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ว่าการติดต่องานกับทางผู้น�ำน้ันท�ำได้ง่ายและ ต้องมีวาจาสุภาพและย้ิมแย้มแจ่มใสแสดงความ
รวดเรว็ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของสเุ ทพ สนุ ทรเภสชั จริงใจต่อประชาชน เพราะผู้น�ำจะอยู่ได้นานและ
(Sundarabhesaj, 1967 : 70-71) ทไี่ ดท้ ำ� การวจิ ยั หลายสมัยก็ต้องข้ึนอยู่กับการตัดสินใจของ
เร่ือง ลักษณะความเป็นผู้น�ำท้องถิ่นในหมู่บ้าน ประชาชน ผู้น�ำจึงต้องพัฒนาบุคลิกภาพด้านนี้
อ�ำเภออ�ำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า เป็นกรณีพิเศษ จึงท�ำใหผ้ ลการศกึ ษาออกมาเชน่ นี้
ผู้น�ำมีท้ังท่ีเป็นทางการคือมาจากการเลือกต้ังของ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของมงคลด่านธานินทร์
ชาวบา้ น การแตง่ ตง้ั ของทางราชการหรอื มตี ำ� แหนง่ (Danthanin, 1990 : 83) ท่ีได้ท�ำการวิจัยเร่ือง
อยา่ งเปน็ ทางการ และผ้นู �ำชนดิ ไม่เปน็ ทางการคอื ศักยภาพผู้น�ำและเครือข่ายผู้น�ำท้องถิ่น พบว่า
ผู้ท่ีไม่มีต�ำแหน่งหน้าท่ีแต่มีอิทธิพลส่วนตัวหรือ ปัจจัยที่ท�ำให้ผู้น�ำได้มีโอกาสแสดงความเป็นผู้น�ำ
ได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้าน และผู้น�ำท่ี มีทง้ั ปัจจยั ภายในชุมชน เชน่ วกิ ฤติการณใ์ นชมุ ชน
เป็นทางการและไม่เป็นทางการนี้ ต่างเกิดมาจาก และปัญหาความขัดแย้งในชุมชนส่วนปัจจัย
ผลิตผลโครงสร้างทางสังคมตามแบบดั้งเดิมท่ีมี ภายนอกชุมชนได้แก่ นโยบายของรัฐบาลการ
ความรู้และประสบการณ์ ชีวิตเป็นสิ่งท่ีแสวงหา สนับสนุนจากองค์กรเอกชน และกระแสการ
ได้จากสิ่งแวดล้อมและการเสี่ยงภัย จากการบวช เปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ภายนอกชุมชน รวมถึง
การท่องเที่ยว ค้าขาย การเป็นทหารรับจ้างหรือ ปัจจัยทางด้านครอบครัวและบุคลิกภาพของ
การเปน็ พวกปลน้ สง่ิ ทไี่ ดจ้ ากสงั คมคอื การศกึ ษาชน้ั ผู้น�ำเอง และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของอดุลย์
ประถม ส่ิงต่างๆ เหล่าน้ีจ�ำเป็นมากในสังคม ดวงดที วีรัตน์ (Duangdeethawirat, 1993 : 64)
ชาวบา้ นตอ้ งการคมุ้ ครองทางรา่ งกายและจติ ใจเมอื่ ที่ได้ท�ำการวิจัยเร่ือง ผู้น�ำตามธรรมชาติกับการ
ผนู้ ำ� มคี วามรคู้ วามสามารถในการคมุ้ ครองชาวบา้ น เปล่ียนแปลงของชุมชนบทบ้านฝาเงินในจังหวัด
ทุกด้าน ชาวบ้านจะให้ความไว้วางใจและให้การ ล�ำพูน พบว่า ผู้น�ำตามธรรมชาติที่ศึกษามีทั้งผู้น�ำ
ยอมรบั นับถือ ทางดา้ นเศรษฐกจิ ผนู้ ำ� ทางดา้ นจดั องคก์ รและผนู้ ำ�
5. ผลการวจิ ยั ความคดิ เหน็ ของประชาชน ทางด้านการเมืองในชุมชน ปจั จยั ที่ท�ำใหผ้ ูน้ ำ� ตาม
ทมี่ ตี อ่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของผนู้ ำ� ตามหลกั ธรรม ธรรมชาติได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนมีท้ัง
ในทางพระพุทธศาสนาด้านคุณลักษณะทางสังคม ปัจจัยภายในชุมชนได้แก่ วิกฤตการณ์ของชุมชน
โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก (และเมอื่ พจิ ารณาเปน็ ราย ผนู้ ำ� ทีเ่ ป็นทางการขาดภาวะความเปน็ ผนู้ �ำ ปญั หา
ข้อจะพบวา่ อยใู่ นระดบั มากเกือบทุกขอ้ ยกเวน้ ข้อ ความขัดแย้งภายในชุมชน ระบบเครือญาติความ
ท่ี 1 ทวี่ า่ ผนู้ ำ� มกี ารปรบั ตวั เขา้ กบั คนอนื่ (สมานตั ตา) สมั พนั ธท์ เ่ี ปน็ ลกั ษณะไมเ่ ปน็ ทางการในการสอ่ื สาร
ท่ีเป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะประชาชนในหมู่บ้าน กับสมาชิกในชุมชน ปัจจัยภายนอกชุมชน ได้แก่
ได้เห็นการท�ำงานอย่างจริงของผู้น�ำ เพราะผู้น�ำ นโยบายของรฐั บาลการยอมรบั จากเจา้ หนา้ ทห่ี นว่ ย
เมอื่ เขา้ สงั คมแลว้ ยอ่ มตอ้ งปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั ผอู้ น่ื ได้ งานของรัฐและนักธุรกิจนอกชุมชนและลักษณะ

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 51

บุคลิกภาพของตัวผู้น�ำตามธรรมชาติที่สามารถ (กำ� นันและผ้ใู หญ่บ้าน) มปี ระสทิ ธภิ าพมากย่งิ ข้นึ
เข้าใจสภาพปัญหา ความต้องการและความ 2. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวิจัยครั้ง
เปลยี่ นแปลง ภายในชมุ ชนของตนเองไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ต่อไป
และสามารถสื่อความคิดความเข้าใจกับสมาชิกใน 2.1 ความต้องการของผู้น�ำ (ก�ำนัน
ชุมชนของของตนได้อย่างมีพลัง โดยการสื่อสาร และผู้ใหญ่บ้าน) ในการน�ำหลักธรรมในทาง
แบบไม่เป็นทางการ ส�ำหรับบทบาทของผู้น�ำตาม พระพทุ ธศาสนามาพฒั นาบคุ ลกิ ภาพในการปฏบิ ตั ิ
ธรรมชาตทิ พี่ บคอื บทบาทเปน็ ผนู้ ำ� กลมุ่ บทบาทใน หน้าท่ี
การเป็นผู้ให้คำ� แนะนำ� และช่วยวิเคราะห์ปัญหาใน 2.2 รูปแบบการน�ำหลักธรรมทาง
ชมุ ชน รวมทงั้ เปน็ ผใู้ กลเ่ กลยี่ ประณปี ระนอมขอ้ ขดั พระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการด�ำเนินชีวิต
แยง้ ตา่ งๆ และบทบาทผปู้ ระสานงานกบั หนว่ ยงาน และการปฏิบัติหน้าท่ีของผู้น�ำ (ก�ำนันและผู้ใหญ่
นอกชุมชน บา้ น)

6. ข้อเสนอแนะ 7. องค์ความร้ทู ไี่ ดร้ บั

1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หลักธรรมส�ำหรับการพัฒนาบุคลิกภาพ
ผลการวิจัยพบว่า มีข้อเสนอแนะท่ี ของผนู้ ำ� ทผ่ี วู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาและกำ� หนดเพอ่ื การศกึ ษา
ประชาชนต�ำบลแคออก เสนอแนะไว้สูงสุดกว่าขอ้ ได้แก่ 1) ด้านคุณลักษณะทางกาย ใช้ศีลในการ
อนื่ ๆ ในทกุ ๆ ดา้ น คอื ขอ้ ทวี่ า่ ควรเขา้ ทางธรรมไดด้ ี พฒั นาบคุ ลกิ ภาพ ศลี หมายถงึ ความเรยี บรอ้ ยทาง
และมีศีลธรรมประจ�ำใจ และควรรักษาศีลเป็น กาย และวาจา 2) ด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์
ประจ�ำทุกวันพระของด้านคุณลักษณะทางกาย ใช้สมาธิในการพัฒนาบุคลิกภาพ หมายถึง ความ
(ศลี ) ดงั นนั้ หนว่ ยงานทที่ ำ� งานเกย่ี วกบั ดา้ นน้ี ไดแ้ ก่ ตั้งใจม่ัน 3) ด้านความรู้ความสามารถ ใช้ปัญญา
กระทรวงมหาดไทย ควรด�ำเนินการดังต่อไปนี้ ในการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ หมายถงึ ความรอบรแู้ ละ
1) ควรกำ� หนดนโยบาย รปู แบบการปฏบิ ตั งิ านของ 4) ด้านคุณลักษณะทางสังคม ใช้ขันติ สมานัตตา
ผู้น�ำ (ก�ำนันและผู้ใหญ่บ้าน) ให้มีการปฏิบัติงาน เมตตา ปิยวาจา อโทสะ และสจั จะ ขนั ติ หมายถึง
เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ และ 2) ควรน�ำ ความอดทน สมานัตตา หมายถึง การไม่ถือตัว
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ร่วม เมตตา หมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
กับการปฏิบัติหน้างาน เพราะจะได้สอดคล้องกับ ปิยวาจา หมายถงึ วาจาออ่ นหวาน อโทสะ หมายถงึ
ความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของพ้ืนที่ ความไม่ถือโกรธ สัจจะ หมายถึง ความจริงใจ
ซงึ่ สว่ นใหญก่ น็ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาอยแู่ ลว้ และ 3) ซง่ึ หลกั ธรรมเหลา่ นเี้ มอ่ื ผนู้ ำ� หรอื ใครกต็ าม เมอ่ื นำ�
ควรน�ำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ มาใช้ในการพัฒนาตนเอง จะส่งผลให้ผู้ที่น�ำมาใช้
ใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านจะทำ� ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านของผนู้ ำ� สามารถท่ีจะพัฒนาและปรับปรุงบุคลิกภาพของ

52 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ตนเองท่ีมีอยู่ให้ดีและเหมาะสมย่ิงข้ึนไปตามหลัก ใหบ้ คุ ลากรในองคก์ รมคี ณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ขี นึ้ มสี ขุ ภาพ
ธรรมในทางพระพุทธศาสนา จิตที่สดใส มีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ทําให้
นอกจากนี้ ถ้าผู้นําองค์กรใดเห็นคุณค่า บุคลากรสามารถสร้างการตรวจสอบและประเมิน
และความสําคัญของหลักธรรมเหล่าน้ี และพร้อม ผลท่ีมีประสิทธิภาพซ่ึงเป็นการสร้างความไว้วางใจ
ท้ังให้การสนับสนุนส่งเสริมและอํานวยความ ซ่ึงกันและกัน อันจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง
สะดวก ใหบ้ คุ ลากรในองคก์ รมกี ารปฏบิ ตั ติ ามหลกั และบุคลากรในหน่วยงาน รวมไปถึงคนในสังคม
ธรรมและตอ้ งใหอ้ งคค์ วามรเู้ กยี่ วกบั หลกั ธรรมเพอ่ื ส่วนรวมด้วย

References

Danthanin, M. (1990). Study of Leadership Potential and Local Leadership Network. Post-
Graduate Research. Graduate School : Chiang Mai University.

Duangthawirat, A. (1993). Natural Leadership and Chang in Rural Community: A Case Study
of Ban PhaNgoen in Lampoon Province. Post-Graduate Research. Graduate School
: Chiang Mai University.

Phra Prom Kunaporn (P.A. Payutto). (1995). Dictionary of Buddhism. Bangkok : Printing
house Mahachulalongkornrajavidyalaya.

Phra Boonruang Thitadhammo. (2004). Analytical Study of Buddhist Leadership: A case
study of the Buddha’s solution to the problems. Post-Graduate Research. Graduate
School : Mahamakut Buddhist University.

Phra Phiroon Vuddhidhammo. (2002). Personality Development in Buddhism. Post-
Graduate Research. Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Srisa-art, B. (2013). Basic Research. 7th Edition. Bangkok : Suviriyasarn.
Sundarabhesaj, S. (1967). A Close Study of Villages Concerning Local Leadership in

Amnartchareon District, Ubon Ratchathani Province. Community Development
and Evaluation Division. Bangkok : Ministry of the Interior.

บทขบั ซอพื้นเมืองกลุ่มชาตพิ ันธไ์ุ ท: การศึกษาเปรียบเทยี บบทขบั ซอ
พ้นื เมอื งล้านนากบั บทขับซอพ้ืนเมอื งเชยี งตุง*

The String Folk Lyrics of Tai Ethnic Group: An Comparative
Study of Lanna Folk Lyrics with Keng Tung State Folk Lyrics

เพียงพณิ ปลอดโปร่ง, บุญเหลือ ใจมโน และสนม ครุฑเมือง
Peingpin Plodprong, Boonlue Chaimano and Sanom Krutmuang

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ล�ำปาง
Lampang Rajabhat University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวจิ ยั ครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) เพอื่ ศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของบทขบั ซอพื้นเมืองล้านนา
และบทขับซอพืน้ เมืองเชียงตุง 2) เพอื่ เปรียบเทียบลักษณะคำ� ประพันธแ์ ละเนือ้ หา ในบทขบั ซอพน้ื เมอื ง
ลา้ นนากบั บทขบั ซอพนื้ เมอื งเชยี งตงุ และ 3) เพอื่ เปรยี บเทยี บการใชถ้ อ้ ยคำ� และสำ� นวนโวหารในบทขบั ซอ
พนื้ เมืองล้านนากบั บทขับซอพ้นื เมอื งเชียงตงุ การวจิ ัยครงั้ น้ี ผู้วิจยั ไดร้ วบรวมข้อมูลจากเอกสาร ผลงาน
วิจัย และจากการสมั ภาษณ์ น�ำเสนอผลการวจิ ัยโดยวธิ ีพรรณนาวเิ คราะห์ (Descriptive Analysis)
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทขับซอพื้นเมืองที่พบในล้านนามี 16 ท�ำนอง บทขับซอพ้ืนเมืองท่ีพบ
ในเชียงตุงมี 5 ท�ำนอง 2) การเปรียบเทียบลักษณะค�ำประพันธ์ในบทขับซอล้านนาและเชียงตุง พบว่า
มลี กั ษณะค�ำประพนั ธ์ท่เี หมอื นกนั 5 ท�ำนอง 5 เรอ่ื ง และการเปรยี บเทยี บด้านเนือ้ หาบทขบั ซอ พบว่า
มเี นอ้ื หาเหมือนกัน 1 ท�ำนอง 1 เรือ่ ง และมเี นอื้ หาที่แตกต่างกัน 4 ท�ำนอง 4 เรอื่ ง และ 3) การเปรียบ
เทยี บการใชถ้ ้อยคำ� และสำ� นวนโวหารในบทขบั ซอ พบว่า มกี ารใชถ้ อ้ ยค�ำและส�ำนวนโวหารเหมอื นกัน 1
ทำ� นอง 1 เร่อื ง มกี ารใชถ้ อ้ ยคำ� และสำ� นวนโวหารแตกต่างกัน จ�ำนวน 4 ทำ� นอง 4 เร่อื ง
ค�ำส�ำคญั : บทขบั ซอพืน้ เมืองล้านนา; บทขับซอพน้ื เมืองเชียงตงุ

* ได้รับบทความ: 12 ตลุ าคม 2562; แก้ไขบทความ: 16 มีนาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 30 มนี าคม 2563
Received: October 12, 2019; Revised: March 16, 2020; Accepted: March 30, 2020

54 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Abstract

The objective of this research were: 1) to study historical background of the Folk
Lyrics, 2) compare the characteristics of the composition, the content of Lanna String
Folk Lyrics with Keng Tung State Folk Lyrics, 3) to compare the words used and figure of
spere in compositing Lanna Folk Lyrics with Keng Tung State Folk Lyrics. Data was
analyzed by Descriptive Analysis.
The research findings were as follow: 1) The researcher collected the data of
Lanna Folk Lyrics from documents and researches, Then selected 16 lyrics and there
were 5 Keng Tung Folk Lyrics. 2) The characteristics of the composition 5 Lanna string
folk lyrics and Keng Tung state string folk are the same. The comparison of the content
was stable 1 Lyric and 1 topic is same content. There were 4 lyrics and 4 topics of the
string folk lyrics with the same and different contents and 3) The comparative of
languages and literary between the two of Lanna Folk Lyrics with Keng Tung State Folk
Lyrics in the same Lyrics. 1 Lyric and 1 topic is same content, languages and literary 4
lyrics and 4 topics were both same and different content, languages and literary.
Keywords: Lanna Folk Lyrics; Keng Tung State Folk Lyrics

1. บทน�ำ (โคลง) และจ๊อย วรรณกรรมพ้ืนบ้านล้านนาเป็น
วัฒนธรรมทางท่ีแสดงออกโดยผ่านวรรณกรรม
ชาติพันธไ์ุ ท เป็นชอ่ื ของชนชาติ หรือกลมุ่ สะทอ้ นใหเ้ หน็ วถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยขู่ องชาวลา้ นนา
ชนกลมุ่ หนงึ่ อาศยั อยใู่ นแถบเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เพื่อเป็นแนวทาง ในการศึกษาวรรณกรรม สังคม
ซ่ึงมอี ยหู่ ลายกลุ่ม เชน่ ไทดำ� ไทขาว ไทเขนิ ไทล้อื วัฒนธรรมในด้านต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทได้
นับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความสัมพันธ์กันมา อยา่ งดยี ิ่ง
ยาวนานและต่างก็มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง ลา้ นนามเี พลงพนื้ บา้ น (Folk Song ) เรยี ก
ส่วนล้านนาเป็นช่ืออาณาจักรท่ีอยู่ทางภาคเหนือ ว่า “ซอ” หรอื การขับซอเปน็ การโตต้ อบระหวา่ ง
ของประเทศไทย ปจั จบุ นั หมายถงึ จงั หวดั เชยี งใหม่ ชายหญิง โดยมีเครื่องดนตรี ปี่จุม สะล้อและซึง
ล�ำพูน ล�ำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน มาบรรเลงประกอบ ท�ำนองซอในลา้ นนามีท้งั หมด
ชาวลา้ นนามวี รรณกรรมทง้ั ทเ่ี ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร 16 ทำ� นอง ไดแ้ ก่ 1) ทำ� นองตง้ั เชยี งใหม่ 2) ทำ� นอง
และมุขปาฐะปะปนอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ละมา้ ยเชยี งแสน 3) ทำ� นองจะปุ 4) ทำ� นองละมา้ ย
ของตน เชน่ ครา่ วธรรม ครา่ วซอ บทขบั ซอ กะโลง

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 55

5) ทำ� นองเง้ียว 6) ทำ� นองเง้ยี วสิบชาติ 7) ท�ำนอง 2559-2561 และเม่ือได้ศึกษาค้นคว้างานวิจัยท่ี
พมา่ 8) ทำ� นองออื่ 9) ทำ� นองลอ่ งนา่ น 10) ทำ� นอง เก่ียวข้องท่ีมีผู้วิจัยได้ท�ำการศึกษา ไว้แล้ว พบว่า
ลับแล 11) ท�ำนองปั่นฝา้ ย 12) ทำ� นอง พมา่ นา่ น เปน็ งานวจิ ยั เปรยี บเทยี บวรรณกรรมประเภทครา่ ว
13) ท�ำนองจะปุในคุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซอตา่ งๆ ระหวา่ งลา้ นนาสบิ สองปนั นาและเชยี งตงุ
14) ทำ� นองซอยนิ้ 15) ทำ� นองลอ่ งนา่ นพระลอ และ ท้ังพบว่า มีการศึกษาวิจัยด้านการศึกษาเปรียบ
16) ทำ� นองบ่าเก่าบ่าก๋าง เทียบเก่ียวกับสุภาษิตล้านนากับไทล้ือ ได้มีการ
เชยี งตงุ หรอื เขมรฐั นคร (KYENGE TUNG) ศกึ ษาวจิ ยั บทขบั ซอพนื้ เมอื งในลา้ นนาในดา้ นตา่ งๆ
เป็นชนเผ่าไท เรียกว่า “ไทเขิน” มีความสัมพันธ์ แตเ่ นอ่ื งจากยงั ไมพ่ บวา่ มกี ารศกึ ษาเปรยี บเทยี บบท
ใกล้เคยี งกบั ชาวไทยในล้านนา ทงั้ ด้านภูมิประเทศ ขบั ซอพน้ื เมอื งลา้ นนากบั บทขบั ซอพนื้ เมอื งเชยี งตงุ
เช้ือชาติ ภาษาและศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หรือบทขับซอของกลุ่มชาติพันธุ์ไทอื่นๆ มาก่อน
วฒั นธรรมด้านภาษาเขียน ชาวไทยลา้ นนา ชาวไท หน้านี้ แสดงให้เห็นว่าวรรณกรรมด้านบทขับซอ
เขินในเชียงตุง และ ชาวไทล้ือในสิบสองปันนา พื้นเมือง ยังขาดผู้ที่สนใจศึกษาอย่างจริงจังทั้งใน
ต่างก็ใช้ตัวอักษรธรรมเพ่ือจารึกวรรณกรรมท้ังส้ิน ดา้ นวรรณคดแี ละด้านคตชิ น
นับว่าเชียงตุง มีความใกล้ชิดกับล้านนามาก
ปจั จบุ นั เมอื งเชยี งตงุ ตง้ั อยใู่ นเขตรฐั ฉานตะวนั ออก 2. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
ของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
ในสมัยโบราณมีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานกัน 1. เพอ่ื ศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของบท
ระหว่างรัฐ มีการอภิเษกระหว่างเจ้าชายแห่งราช ขบั ซอพนื้ เมอื งลา้ นนาและบทขบั ซอพนื้ เมอื งเชยี งตงุ
ส�ำนักล้านนากับเจ้าหญิงแห่งแคว้นเชียงตุง ต่อมา 2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บลกั ษณะคำ� ประพนั ธ์
ได้มีการน�ำบทขับซอพื้นเมืองล้านนาเข้าสู่เชียงตุง และเน้ือหาในบทขับซอพื้นเมืองล้านนากับบท
เป็นการขับซอพื้นเมืองที่ประกอบเครื่องดนตรี ขับซอพนื้ เมอื งเชยี งตุง
สะล้อและซึง ตามลักษณะการขับซอล่องน่านมา 3. เพ่ือเปรียบเทียบการใช้ถ้อยค�ำและ
เผยแพรใ่ นเมอื งเชยี งตงุ และคงอยมู่ าจนถงึ ปจั จบุ นั ส�ำนวนโวหารในบทขับซอพื้นเมืองล้านนากับบท
ท�ำนองซอในเชียงตุง พบว่า มีจ�ำนวน 5 ท�ำนอง ขบั ซอพื้นเมืองเชียงตุง
ไดแ้ ก่ 1) ทำ� นองพมา่ 2) ทำ� นองเงย้ี ว 3) ทำ� นองออื่
4) ทำ� นองลอ่ งนา่ น และ 5) ทำ� นองลอ่ งนา่ นพระลอ 3. วิธดี ำ� เนนิ การวิจัย
การวิจัย เร่ือง “บทขับซอพ้ืนเมืองกลุ่ม
ชาติพันธุ์ไท: การศึกษาเปรียบเทียบบทขับซอ การวจิ ัยครัง้ นี้ ผวู้ จิ ัยได้รวบรวมข้อมลู บท
พ้ืนเมืองล้านนากับบทขับซอพ้ืนเมืองเชียงตุง” ขับซอ จากเอกสารงานวิจัยที่เก่ียวข้องดังมีราย
ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ท�ำการศึกษา ต้ังแต่ ปี พ.ศ. ละเอียด ดังน้ี
1. การเก็บรวบรวมข้อมูล
1.1 การศึกษาเอกสาร มุ่งศึกษา

56 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

เอกสารและรวบรวมข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการ ชา่ งขบั ซอ นกั ดนตรี พณิ เปย๊ี ะ และเปน็ วทิ ยากรของ
วเิ คราะห์ เกยี่ วกบั บทขบั ซอพนื้ เมอื งในลา้ นนาและ สถาบันอุดมศึกษาด้านดนตรีพื้นบ้านล้านนา
บทขับซอพ้ืนเมืองในเชียงตุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2) ปราชญท์ อ้ งถน่ิ ดา้ นการขบั ซอพน้ื เมอื งเมอื งเชยี งตงุ
เอกสารข้อมูลในเชียงตุง ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นข้อมูล มดี งั น้ี (1) พอ่ สามตาน บ้านหนองกา เอง่ิ กาดฟ้า
ท่ีบันทึกไว้เป็นเอกสารต้นฉบับท่ียังไม่ได้ผ่านการ เชียงตุง (2) อูหนานยี่ บ้านป่าม่าน วัดอินทร์
รวบรวมอย่างเป็นระบบ ส่วนเอกสารข้อมูลบท ประธานกรรมการวฒั นธรรมเมืองเชียงตุง (3) จาย
ขับซอในล้านนาน้ันส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ผ่านการ สาม บา้ นควาง เองิ่ กะเทา่ เชยี งตงุ (4) นางตบ๊ิ บา้ น
วิเคราะห์มาแล้วระดับหนึ่ง เช่น เอกสารทาง ยางหลวง เอง่ิ กะเทา่ เชียงตุง
วชิ าการ บทความ วารสาร งานวจิ ยั และวทิ ยานพิ นธ์ ท้ังน้ี การศึกษาเอกสารงานวิจัยเกี่ยวกับ
โดยก่อนท่ีจะน�ำเอกสารมาประกอบข้อมูลในการ บทขบั ซอ และการสมั ภาษณช์ า่ งขบั ซอชาวเชยี งตงุ
วจิ ยั ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การคดั สรรเอกสารทงั้ หมดโดยผา่ น รวมทั้งการศึกษาจากเอกสารส�ำนักงานคณะ
การประเมนิ จากผทู้ รงคณุ วฒุ ิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความครบ กรรมการเมืองเชียงตุง ผู้วิจัยได้ข้อมูลบทขับซอ
ถ้วนสมบูรณ์และมีมีคุณภาพตรงตามประเด็นใน พ้ืนเมืองจ�ำนวน 40 เร่ือง ซ่ึงผู้วิจัยได้ท�ำการคัด
การวิจัยต่อไป เลอื กขอ้ มลู บทขบั ซอทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ นโี้ ดยใชว้ ธิ ี
1.2 การสมั ภาษณจ์ ากปราชญท์ อ้ งถน่ิ การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
โดยผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การศกึ ษาขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ เกยี่ วกบั บท จำ� นวน 10 เรอื่ ง แบง่ เปน็ บทขบั ซอพน้ื เมอื งลา้ นนา
ขับซอพื้นเมืองทั้งในล้านนาและในเชียงตุงจาก จ�ำนวน 5 เรื่อง และบทขับซอพ้ืนเมืองเชียงตุง
เอกสารทีเก่ียวข้องล่วงหน้าเพื่อเป็นแนวทางเบ้ือง จำ� นวน 5 เรอื่ ง โดยคดั เลอื กจากบทขบั ซอพน้ื เมอื ง
ต้น โดยในสถานการณ์จริงผู้วิจัยได้ก�ำหนดแนว ที่มีท�ำนองเดียวกัน เน้ือหาคล้ายกันแห่งละ 5
สมั ภาษณแ์ บบมโี ครงสรา้ ง โดยผใู้ หข้ อ้ มลู ทง้ั ในลา้ น ทำ� นอง 5 เรอ่ื ง ดงั น้ี
นาและเชียงตุง มีดังนี้ 1) ปราชญ์ท้องถ่ินล้านนา 1. บทขับซอพื้นเมืองล้านนา ได้แก่ (1)
ด้านการขับซอพื้นเมือง มีดังน้ี (1) นางบัวซอน บทขบั ซอทำ� นองพมา่ เรอื่ ง เจา้ สวุ ตั ร นางบวั คำ� (2)
ถนอมบุญ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง บทขบั ซอทำ� นองล่องน่าน เรอื่ ง อัญเชญิ เจา้ ปู่ (3)
(การขบั ซอพื้นบา้ น) ปี พ.ศ. 2555 (2) นายบุญศรี บทขบั ซอทำ� นองเงยี้ ว เรอ่ื ง ตำ� นานอนิ ทขลี (4) บท
รัตนัง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (การ ขับซอทำ� นองอื่อ เรอ่ื ง ปู่เฒา่ สอนหลาน และ (5)
ขบั ซอพื้นบา้ น) ปี พ.ศ. 2560 (3) นางสาวล�ำดวน บทขบั ซอทำ� นองลอ่ งนา่ นพระลอ เรอื่ ง พระลอเดนิ ดง
สุวรรณภูค�ำ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 2. บทขับซอพื้นเมืองเชียงตุง ได้แก่ 1)
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปี พ.ศ. 2560 (4) บทขบั ซอทำ� นองพมา่ เรื่อง เจา้ สวุ ัต 2) บทขบั ซอ
นายพพิ ัฒน์พงษ์ ศรีคีตกรหริทาส ผ้เู ชย่ี วชาญดา้ น ทำ� นองล่องน่าน เรอื่ ง ค�ำไหวส้ าเล้ยี งเมือง 3) บท
ภาษาไทขึน และภาษาล้านนา นักประพันธ์เพลง ขับซอท�ำนองเง้ียว เร่ือง ปางเจ้าเมืองลง 4) บท

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 57

ขบั ซอทำ� นองอื่อ เร่ือง สอนลกู หลาน และ 5) บท พ้นื เมอื งลา้ นนาและบทขบั ซอพ้นื เมืองเชยี งตงุ
ขับซอท�ำนองลอ่ งน่านพระลอ เรือ่ ง พระลอ 3.3 การสังเกตการเข้าร่วมกิจกรรม
2. การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ผู้วิจัยได้ การขับซอพ้ืนเมืองในงานประเพณีท้องถ่ิน งาน
ด�ำเนินการตามล�ำดับข้ันตอน โดยได้ด�ำเนินการ พธิ กี รรม และการรบั จา้ งแสดงในงานตา่ งๆ ประเดน็
ตดิ ตอ่ ประสานงานกบั กลมุ่ เปา้ หมายในเขตลา้ นนา ในการสังเกตคือ พิธีกรรม ขั้นตอนการขับซอ
โดยการนดั หมายทางโทรศพั ท์ จากนน้ั ไดส้ ง่ หนงั สอื เครอ่ื งดนตรี กระบวนการ ตลอดจนพฤตกิ รรมของ
ขอความอนุเคราะห์ในการขอข้อมูลสัมภาษณ์ ผู้ชมการแสดง
ข้อมูลเบื้องต้นในการวิจัย การแจ้งเวลาสัมภาษณ์ 3.4 เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการบนั ทกึ เสยี ง
และแจง้ ขอ้ มลู แนวคำ� ถามในการสมั ภาษณส์ ว่ นการ เพ่ือให้ได้ข้อมูลครบถ้วน โดยใช้ประกอบการเก็บ
ขอข้อมูลบทขับซอพื้นเมืองในเมืองเชียงตุง ผู้วิจัย ขอ้ มลู ในการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ
ได้ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูลและการ 3.5 กล้องถ่ายภาพน่ิง กล้องวิดีโอ
สมั ภาษณ์ ไปยงั ประธานกรรมการวฒั นธรรมเชยี งตงุ และเคร่ืองคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่ใช้ส�ำหรับเก็บ
พร้อมแจ้งรายละเอียดการสัมภาษณ์ เช่นเดียวกับ ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการถา่ ยภาพนงิ่ และภาพเคลอ่ื นไหว
ล้านนา จากน้ันจึงได้เดินทางไปยังเมืองเชียงตุง ในขณะทช่ี า่ งขับซอก�ำลงั แสดงอย่บู นเวทีขับซอ
หลายครั้งเพ่ือขอข้อมูล ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ท�ำการจด 4. การตรวจสอบข้อมูล เม่อื ทำ� การเก็บ
บันทึก การบันทึกเทปการสัมภาษณ์ การบันทึก รวบรวมข้อมูลเชิงลึกแล้ว ผู้วิจัยได้ท�ำการตรวจ
วิดีโอ ได้ลงพ้ืนท่ีในสถานการณ์จริงที่มีการขับซอ สอบข้อมูลเพื่อให้มีความเท่ียงตรงและน่าเช่ือถือ
พ้ืนเมอื งตามงานประเพณีท้องถน่ิ และไดร้ ับความ โดยใชห้ ลกั การสามเสา้ (Triangulation) (Denzin,
ร่วมมือจากกลุ่มเปา้ หมายเป็นอย่างดยี ่ิง 1970) ดงั น้ี
3. เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย 4.1 การตรวจสอบดา้ นขอ้ มลู ขอ้ มลู
3.1 ค�ำถามในการสัมภาษณ์ แบ่ง ท่ไี ด้มาจากแหล่งทม่ี าต่างๆ มีความเหมือนกันหรือ
ออกเปน็ 2 ประเดน็ ไดแ้ ก่ ประเดน็ แรก เปน็ คำ� ถาม ไม่ หากข้อมลู ทไี่ ดม้ าเหมือนกัน แสดงวา่ ขอ้ มูลนั้น
เกยี่ วกับประวตั สิ ่วนตวั ประเดน็ ที่ 2 ค�ำถามเก่ยี ว มีความถูกต้อง
กับประวัติความเป็นมาของบทขับซอพื้นเมืองล้าน 4.2 การตรวจสอบด้านผู้วิจัยหาก
นาและบทขับซอพ้ืนเมืองเชียงตุง การสัมภาษณ์ ผู้วิจัยและผู้ช่วยเก็บข้อมูล ได้พบว่าข้อมูลที่ได้มา
ทั้งในล้านนาและเมืองเชียงตุง อยู่ในช่วงระหว่าง มีความเหมือนกันสูง แสดงว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง
1 เมษายน พ.ศ. 2560-30 ธนั วาคม พ.ศ. 2561 มีความเท่ียงตรงสูง ซ่ึงผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลท่ี
3.2 การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ได้มาอย่างต่อเน่อื งและใหส้ มบรู ณท์ สี่ ดุ
มแี นวคำ� ถาม ดา้ นการใชล้ กั ษณะคำ� ประพนั ธ์ เนอื้ หา 4.3 การตรวจสอบดา้ นทฤษฎี ไดเ้ นน้
การใช้ถ้อยค�ำ และส�ำนวนโวหารในบทขับซอ การตรวจสอบทฤษฎีว่าถ้ามีการใช้ทฤษฎีท่ีหลาก

58 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

หลายแล้ว ข้อมูลท่ีได้มาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 5.2 การศกึ ษาวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บ
แสดงวา่ ขอ้ มลู นนั้ ถกู ตอ้ ง ซง่ึ งานวจิ ยั ครงั้ นผ้ี วู้ จิ ยั ได้ ตามแนวสนุ ทรียศาสตร์ ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ การศึกษา
ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ เพ่ือใช้ในการวิจัย ในประเด็นท่ีเก่ียวข้อง ดังนี้ 1) ด้านลักษณะ
คร้ังนี้ ผู้วิจัยได้น�ำทฤษฎีการแพร่กระจายเป็น ค�ำประพันธ์ และเน้ือหา 2) การใช้ถ้อยค�ำและ
ทฤษฎที างมานษุ ยวทิ ยาลกั ษณะของการแพรก่ ระจาย สำ� นวนโวหาร โดยหลงั จากการวเิ คราะหข์ อ้ มลู แลว้
จากจดุ ทถี่ อื กำ� เนดิ ไปยงั ถนิ่ อนื่ (Kananurak, 2007 ไดด้ ำ� เนนิ การตรวจสอบโดยผเู้ ชยี่ วชาญในดา้ นการ
: 260) ทงั้ นผ้ี ูว้ จิ ยั ได้นำ� ทฤษฎที างวรรณคดใี นแนว วิเคราะห์และการให้เหตุผลประกอบการอธิบาย
สุนทรียศาสตร์ (The Aesthetic Approach of จากนั้นจึงน�ำข้อมูลไปศึกษาเปรียบเทียบตาม
Literary Criticism) มาใชใ้ นการศกึ ษาเปรยี บเทยี บ วัตถุประสงค์การวิจัย
ลกั ษณะคำ� ประพนั ธแ์ ละเนอ้ื หา การใชถ้ อ้ ยคำ� และ
ส�ำนวนโวหาร ในบทขับซอพ้ืนเมืองล้านนากับบท 4. สรปุ ผลการวจิ ยั
ขับซอพน้ื เมอื งเชยี งตุง
5. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล เปรยี บเทียบบท 1. การศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของบท
ขับซอพื้นเมืองล้านนาและเชียงตุง ท่ีผู้วิจัยได้ ขับซอพ้ืนเมืองล้านนาและบทขับซอพื้นเมืองเชียง
รวบรวมไวม้ ีวิธกี ารดงั นี้ ตุง พบว่าประวัติและที่มาของท�ำนองซอพ้ืนเมือง
5.1 การศึกษาวิเคราะห์ประวัติและ ในลา้ นนา มจี ำ� นวน 16 ท�ำนอง การแพร่กระจาย
ท่ีมาของบทขับซอพ้ืนเมืองล้านนาและเชียงตุง ของบทขับซอพื้นเมืองล้านนาไปสู่ชาวเชียงตุง
ผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีเพื่อน�ำมาใช้ในการวิเคราะห์ ในปี พ.ศ. 2504 ท�ำนองซอท่ีชาวเชียงตุงได้รับ
เน้ือหาบทขับซอพื้นเมืองล้านนากับบทขับซอพื้น การสืบทอดในครั้งน้ันมีจ�ำนวน 5 ท�ำนอง
เมืองเชียงตุง การเปรียบเทียบเน้ือหาตามทฤษฎี ชาวเชียงตุงได้ฝึกหัดและถ่ายทอดสืบต่อกันมา
การแพร่กระจาย ดังท่ี มัลลิกา คณานุรักษ์ จนถงึ ปัจจุบนั
(Kananurak, 2007: 260) กลา่ ววา่ มลี กั ษณะ ดงั นี้ 2. ผลการเปรียบเทียบลักษณะค�ำ
1) การแพร่กระจายไปแต่ยังมีความคงท่ี แม้จะมี ประพันธ์และเนื้อหาในบทขับซอพ้ืนเมืองล้านนา
บางส่วนเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังคงมีส่วนส�ำคัญๆ กับบทขับซอพื้นเมืองเชียงตุง พบว่ามีลักษณะที่
ของเรอื่ งทอ่ี ยคู่ อื สายใยของเรอ่ื ง (Thread) อนภุ าค เหมือนกันท้ัง 5 เรื่อง ส่วนลักษณะท่ีแตกต่างคือ
(Motif) รูปแบบ (Form) ลักษณะของความ ด้านจ�ำนวนค�ำและการจัดวรรคของค�ำประพันธ์
เปลย่ี นแปลงจะเปน็ ไป 2) การแพรก่ ระจายไปยอ่ ม การเปรียบเทียบดา้ นเนื้อหาบทขับซอ พบวา่ มี 2
มกี ารเปลย่ี นแปลง ลักษณะคือ เน้ือหาที่เหมือนกันและเนื้อหาท่ีมี
ลักษณะแตกต่างกนั

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 59

ตวั อยา่ ง ผลการเปรยี บเทยี บลกั ษณะคำ� ประพนั ธ์ ในบทขบั ซอลา้ นนาเรอ่ื งพระลอเดนิ ดง กบั บทขบั ซอเชยี ง
ตงุ เรือ่ ง พระลอ

บทขบั ซอลา้ นนา เร่ืองพระลอเดนิ ดง บทขบั ซอเชยี งตงุ เรอ่ื งพระลอ

- จำ� นวนคำ� ในวรรคมี 6-7 คำ� บางวรรคมจี ำ� นวนคำ� - จ�ำนวนค�ำในวรรคมี 6-7 บางวรรคมี
9-10 คำ� จ�ำนวนคำ� 8-9 ค�ำ
- มีค�ำขึน้ ต้นบทขับซอดว้ ยคำ� วา่ ตวาง -
- มกี ารส่งสัมผัสระหว่างวรรค - มีการส่งสมั ผัสระหว่างวรรค
- มีการสง่ สัมผัสภายในวรรค - มีการสง่ สมั ผสั ภายในวรรค
- มสี ัมผสั สระและสัมผัสอักษร - มีสมั ผสั สระและสมั ผัสอักษร
- จ�ำนวนวรรคในบทขับซอ ไมเ่ ปน็ ไปตาม - จ�ำนวนวรรคในบทขับซอ ไม่เป็นไปตามแผนผัง
แผนผังและฉันทลกั ษณข์ องบทขบั ซอ และฉันทลกั ษณ์ของบทขับซอ
- การเรยี งคำ� ในแต่ละวรรค วางเรยี งตดิ ต่อกนั โดย
ไม่เว้นวรรค

3. ผลการเปรียบเทียบการใช้ถ้อยค�ำใน - เชญิ เทอะ เชญิ เทอะ เชญิ พอ่ เสวยฉนั
บทขับซอ พบว่า มกี ารเล่นค�ำ การซ้ำ� คำ� การซ้อน 2. การใช้สำ� นวนโวหารในบทขบั ซอ
คำ� และคำ� ไวพจน์ ดา้ นการเปรยี บเทยี บดา้ นสำ� นวน บทขับซอพน้ื เมอื งล้านนา มกี ารใช้ บรรยายโวหาร
โวหาร พบวา่ มกี ารใช้ส�ำนวนโวหารทีท่ ้ังเหมือนกนั เพื่อบรรยายเร่อื งราวของบทขับซอ เชน่
และมคี วามแตกตา่ งกัน ค่อยฟังราหมชู่ มุ พ่นี ้อง
ตวั อย่าง การเปรียบเทยี บการใช้คำ� ในบท จักไขทำ� นองเรอื่ งนางบัวคำ�
ขับซอลา้ นนา เรอ่ื ง อัญเชญิ เจ้าปู่ กับบทขบั ซอพนื้ ไขตามระบ�ำท่ีออกในธรรมพระเจ้า
เมืองเชียงตุง เรอ่ื ง คำ� ไหว้สาเลยี้ งเมือง พบว่าดงั น้ี ติดต่อบทเค้า (แรก) เจา้ สุวตั รทวยมา
1. การใชถ้ อ้ ยค�ำในบทขับซอ อู้ (พูด) กนั ศาลาวนั นัน้ เม่อื อ้นั
บทขับซอพ้ืนเมืองล้านนา มีการใช้ค�ำซ�้ำ ส่วนนางนอ้ งช้นั ไขข้อปติ ตา
ในบทขบั ซอ เช่น ว่านางได้จาและไดฟ้ ่อู ู้ (พูด)
- พดู กนั ดดี ี เถอะแมส่ ีกาบอ้า กบั เจา้ คนิ่ คสู่ วุ ตั รหนอ่ ไท้ (Lamdoun,
- เสดจ็ ลงมารู้หนั เชา้ เช้า 2015 : 70)
บทขับซอพ้ืนเมืองเชียงตุง มีการใช้ค�ำซ�้ำ บทขับซอพื้นเมืองเชียงตุง มีการใช้
ในบทขบั ซอ เช่น บรรยายโวหาร เพอ่ื บรรยายเรอื่ งราวของบทขบั ซอ
- สาธุ สาธุ นามะสะการ เช่น

60 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

คอ่ ยฟงั เทอะนายอาวอาพ่นี อ้ ง มีมากถึง 13 ค�ำ ด้านการเปรียบเทียบเนื้อหา
ขา้ จกั ไขทำ� นองเรื่องนางบัวค�ำ พบว่าลักษณะที่เหมือนกันคือมีความเช่ือในเรื่อง
ไขตามระบำ� อันออกในธรรมพระเจา้ ผีบรรพบุรุษ ผีบ้านผีเรือน และเทวดาอารักษ์
ตดิ ต่อบทเคา้ (แรก) เจ้าสุวัตทวยมา ส่วนลกั ษณะแตกตา่ งกนั พบไดใ้ นบทขับซอล้านนา
อู้(พูด)กันศาลาวันน้นั เม่อื อั้น คือ พิธีบวงสรวงเทวาอารักษ์ สามารถกระท�ำพิธี
สว่ นนางนอ้ งชน้ั ไขบอกขียา (กิรยิ า) ภายในวัดได้ ต่างกับพิธีเลี้ยงเมืองของชาวเชียงตุง
ว่านางไดจ้ าวา่ ข้าไดอ้ ู้ (พดู ) จะท�ำพิธีพลีกรรมเลี้ยงเมืองท่ีบริเวณหอค�ำ ซ่ึงจะ
กับเจ้ากลิ่นคู่สุวัตหน่อไท้ (Samtan, อยภู่ ายนอกเขตวัด
26 April 2017, Interview) ด้านผลการเปรียบเทียบการใช้ถ้อยค�ำใน
บทขบั ซอ ไดพ้ บวา่ มกี ารเลน่ คำ� การซำ�้ คำ� และซอ้ น
5. อภิปรายผลการวจิ ัย คำ� ทงั้ ในลา้ นนาและเชยี งตงุ นอกจากนนั้ ในลา้ นนา
จะมีบทกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าและมีบทไหว้
จากการศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของบท ครู ต่างกับเชียงตุงซึ่งไม่มีบทไหว้ครูในบทขับซอ
ขับซอพ้ืนเมืองล้านนาและบทขับซอพ้ืนเมืองเชียง ส่วนการศึกษาเปรียบเทียบด้านส�ำนวนโวหาร
ตงุ ทำ� ใหท้ ราบวา่ ในลา้ นนามที ำ� นองซอ 16 ทำ� นอง พบว่า ท้ังในล้านนาและเชียงตุง มีการใช้ส�ำนวน
ประกอบดนตรีประเภท ปี่จุม สะล้อและซึง ส่วน โวหารบรรยายและพรรณนาความรู้สึกได้เช่น
ท�ำนองซอในเชียงตุง มีทงั้ หมด 5 ทำ� นอง สว่ นมาก เดียวกัน และยังพบอีกว่าในบทขับซอล้านนาจะมี
เป็นการขับซอประกอบเคร่ืองดนตรีซึงและสะล้อ การใช้ส�ำนวนโวหารมากกวา่ บทขบั ซอเชียงตุง
เมื่อศึกษาบทขับซอพื้นเมืองตามทฤษฎีการแพร่ ผลจากการศกึ ษาวจิ ยั เรอื่ ง “บทขบั ซอพน้ื
กระจาย ผวู้ จิ ยั ไดพ้ บวา่ มี 2 ลกั ษณะคอื มกี ารแพร่ เมืองของกลุ่มชาติพันธไ์ ท: การศึกษาเปรียบเทยี บ
กระจายบทขับซอในลักษณะคงที่ และการแพร่ บทขับซอพ้ืนเมืองล้านนากับบทขับซอพ้ืนเมือง
กระจายในลักษณะในลักษณะไม่คงที่ อันเป็นไป เชยี งตงุ ” ตามวตั ถปุ ระสงคท์ ก่ี ำ� หนดไว้ ผวู้ จิ ยั ไดน้ ำ�
ตามทฤษฎีการแพรก่ ระจายนัน่ เอง มาวิเคราะห์ตามแนวสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้มอง
ด้านผลการเปรียบเทียบลักษณะค�ำ เหน็ ถงึ ความงามทางภาษาของวรรณกรรมพนื้ บา้ น
ประพันธ์และเน้ือหา ในบทขับซอพ้ืนเมืองล้านนา ในแตล่ ะส�ำนวน ทลี่ ว้ นมีความไพเราะ มีการใช้คำ�
กับบทขับซอพื้นเมืองเชียงตุง ได้พบว่า มีการส่ง แตล่ ะทอ้ งถน่ิ ซงึ่ ตา่ งกม็ ลี กั ษณะเดน่ เปน็ ของตนเอง
สัมผัสในบทขับซอทั้งในล้านนาและเชียงตุงเป็นไป การท่ีผู้วิจัยน�ำบทขับซอมาศึกษาเปรียบเทียบคร้ัง
ตามลักษณะฉันทลกั ษณ์ของลา้ นนาคือ คำ� ทม่ี ีสระ นี้ จะช่วยให้มีการเผยแพร่บทขับซอพ้ืนเมืองเชียง
เหมือนกันถือว่าสัมผัสกันได้ ส่วนลักษณะท่ีแตก ตุงมากข้ึน อีกท้ังจะเป็นแนวทางในการศึกษา
ต่างกันในบทขับซอด้านจ�ำนวนค�ำในวรรคในบท เปรยี บเทยี บวรรณกรรมพนื้ บา้ นของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
ขบั ซอพ้ืนเมืองเชียงตงุ

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 61

ไทดา้ นอน่ื ๆภายในกลมุ่ ประชาคมอาเซยี นตอ่ ไปให้ ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบบทขับซอ
กวา้ งขวางยิง่ ขน้ึ พื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ในด้านคติชนวิทยา
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา หรือในด้านความเชื่อ
6. ขอ้ เสนอแนะ ประเพณี วถิ ชี วี ติ ให้กว้างขวาง และลกึ ซ้งึ ยิ่งข้นึ ทั้ง
ความเหมอื นและความแตกตา่ ง ซงึ่ จะเปน็ ประโยชน์
1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย อย่างย่ิงต่อการศึกษาวรรณกรรมพื้นบ้าน ในกลุ่ม
1.1 สถานศกึ ษาควรมกี ารกำ� หนดให้ ประเทศสมาชกิ ประชาคมอาเซียน และการศกึ ษา
มกี ารจดั การเรยี นการสอนดา้ นวรรณกรรมพน้ื บา้ น วรรณกรรม ค�ำขับของกลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุไทตอ่ ไป
ประเภทบทขบั ซอในหลกั สตู รทอ้ งถนิ่ เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี น
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในบทบาทหนา้ ทข่ี องบทขบั ซอ 7. องคค์ วามร้ทู ่ีไดร้ บั
พนื้ เมอื งท่มี ีต่อชมุ ชนและสงั คม
1.2 หน่วยงานภาครัฐท่ีเก่ียวข้อง การศึกษาเปรียบเทียบบทขับซอพื้นเมือง
อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม ควรเพิ่มบทบาทด้าน ล้านนาและบทขบั ซอพนื้ เมืองเชียงตุง ผู้วจิ ัยได้ข้อ
สนบั สนนุ และสง่ เสรมิ วรรณกรรมพนื้ บา้ นประเภท ค้นพบว่า บทขับซอพื้นเมืองทั้งในล้านนาและ
บทขับซอ รวมทั้งเพ่ิมช่องทางการเผยแพร่ให้แพร่ เชียงตุง มบี ทบาทสำ� คัญในการท�ำหนา้ ทีเ่ ช่อื มตรง
หลาย และเข้าถึงเยาวชนท้ังชาวล้านนาและชาว ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านการใช้อธิบาย
เชียงตุง ให้ตระหนักถึงความส�ำคัญของบทขับซอ เหตุผลในการท�ำพิธีกรรม และด้านการให้การ
พ้นื เมืองเพอื่ การสง่ เสริมและอนุรกั ษต์ ่อไป ศึ ก ษ า เ พื่ อ รั ก ษ า ม า ต ร ฐ า น พ ฤ ติ ก ร ร ม สั ง ค ม
2. ข้อเสนอแนะการวิจยั คร้งั ตอ่ ไป ซ่งึ สอดคล้องกบั ทฤษฎที างคติชนวิทยา

References

Lamdoun, S. (2015). Kamsaw Salaw Pin. Nakornpathom : Sillapakorn University Press.
Mallika, K. (2007). Folklore. Bangkok : Odeon Store.
Samtan. (26 April 2017). Interview.



วเิ คราะห์การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาด้วยการใชพ้ ุทธศิลป์
และภูมทิ ัศนสถานของวัดเจติยภูมิ อำ� เภอน้�ำพอง จังหวัดขอนแก่น*
An Analysis of Buddhism Propagation by Using Buddhist
Arts and Landscape of Cetiyaphum Monastery, Namphong

District, Khon Kaen Province

พิริยา พิทยาวฒั นชัย, โสวิทย์ บ�ำรงุ ภกั ด์ิ และพระครปู รยิ ตั ธิ รรมวงศ์
Piriya Pittayawattanachai, Sowit Bamrungphak and Phrakhru Pariyatidhammawong

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khon Kaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทด้วยการใช้พุทธ
ศิลป์และภูมิทัศนสถานของชาวอีสาน 2) เพื่อศึกษาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และ
ภูมทิ ัศนสถานของวัดเจติยภูมิ อำ� เภอนำ้� พอง จงั หวดั ขอนแก่น และ 3) เพ่ือวเิ คราะหก์ ารเผยแผพ่ ระพทุ ธ
ศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัดเจติยภูมิ อ�ำเภอน้�ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นการ
วิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม ด้วยการศึกษาจากคัมภีร์พุทธศาสนา จากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
พรอ้ มทง้ั การลงพนื้ ทภ่ี าคสนาม โดยใชแ้ บบสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ และการสงั เกตแบบไมม่ สี ว่ นรว่ ม นำ� เสนอดว้ ย
วธิ ีวิเคราะหเ์ ชงิ พรรณนา
ผลการวจิ ัยพบว่า 1) การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาจากสมัยพุทธกาลไดใ้ ช้การสอ่ื สารระดบั บคุ คล
การปฏิบตั ติ นเปน็ ตน้ แบบ หลงั พุทธกาลมกี ารสงั คายนาแลว้ ไดร้ กั ษาสบื ต่อกนั มา ชาวอสี านมวี ดั เป็นศูนย์
รวมจติ ใจของชุมชน เป็นแหลง่ รวมงานพุทธศลิ ป์ พ้นื ท่ีวัดได้ตกแตง่ เปน็ ภมู ิทศั นสถานให้เป็นรมณยี สถาน
โดยเฉพาะวดั เจตยิ ภมู ิ มกี ารใชพ้ ทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานของวดั ทมี่ ลี กั ษณะรว่ มของสงั คมอสี าน 2) การ
เผยแผ่พระพุทธศาสนาของวัดเจติยภูมิมีพุทธศิลป์หลักคือองค์พระธาตุขามแก่นเป็นผลจากความศรัทธา
ความงามและวฒั นธรรมการสร้างพระธาตุ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสมิ การสร้างพระพทุ ธรปู การเขยี น

* ไดร้ ับบทความ: 29 มนี าคม 2562; แก้ไขบทความ: 15 มีนาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 30 มีนาคม 2563
Received: March 19, 2019; Revised: March 15, 2020; Accepted: March 30, 2020

64 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ฮปู แตม้ ตลอดจนการมพี นื้ ทรี่ องรบั กจิ กรรมศาสนาตามฮตี สบิ สอง-คองสบิ ส่ี โดยปรบั ภมู ทิ ศั นข์ องวดั ตาม
ความจำ� เปน็ แตล่ ะยคุ สมยั และบำ� รงุ รกั ษาใหส้ ะอาด สวา่ ง สงบ สอดคลอ้ งกบั หลกั สปั ปายะในพระไตรปฎิ ก
3) วดั เจติยภูมิยังคงรกั ษาแนวทางการเผยแผด่ ้วยการสอ่ื สารระดับบุคคล การปฏบิ ตั ิตนเป็นต้นแบบและ
ได้เพมิ่ การใช้พุทธศิลป์และภูมิทศั นสถานเข้ามาช่วย โดยจัดใหม้ คี วามสอดคลอ้ งกนั ของพุทธศลิ ปแ์ ละภูมิ
ทัศนสถานในอดีตกับปัจจุบัน นอกจากน้ี ยังพบการปรับใช้รูปทรงพระธาตุขามแก่น ทั้งในระดับวัดและ
หนว่ ยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดขอนแก่นจ�ำนวนมาก
คำ� สำ� คัญ: พทุ ธศลิ ป์; ภูมิทศั นสถานในงานพุทธศิลป;์ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

Abstract

The aims of this dissertation were: 1) to study the propagation of Theravada Buddhism
by using Buddhist arts and landscape of the Isan people; 2) to study the propagation of
Buddhism by using Buddhist arts and landscape of the Cetiyaphum monastery, Namphong
district, KhonKaen; 3) to analyze the propagation of Buddhism by using Buddhist arts and
landscape of the Cetiyaphum monastery. This study was the qualitative research conducted
together with the fieldwork and the study of Buddhist scriptures, document and relevant
research. The fieldwork study was carried out by implementing the in-depth interview
and non-participant observation and then the gathered data were interpreted by the
descriptive analysis.
The research results revealed that: 1) since the time of the Buddha, the propagation
of Buddhism has been in the form of personal communication and self-practice as the
model. After the Buddhist council, this method has been inherited. The temples, for Isan
people, are the assemble center of the community as they are the place decorated with
Buddhist arts and the monastery landscapes are built as the peaceful sites with the space.
In the Cetiyaphum monastery, the Buddhist arts and landscapes are mixed with Isan style.
2) The results of Buddhist propagation of the Cetiyaphum temple indicated that the main
Buddhist arts can be seen in the Kham Kaen Stupa resulted from the faith, beauty and
culture of stupa construction, temple construction, Buddha image building and painting.
The space within the temple is arranged to organize the religious activities such as ‘heet
sib song khong sib si’ by adjusting the monastery landscape to suite the activities in each

ปีท่ี 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 65

era. The monastery still preserves the original Buddhist arts and improve, restores and
maintains them with cleanness, brightness and peace in consistency with the principles
of suitability (sappấ ya) in the Tipitaka. 3) The Cetiyaphum monastery has preserved their
ways to disseminate Buddhism in the personal communication form and practice as the
model, additionally supported by Buddhist arts and landscape in consistence with the
old and new versions of arts. It can be seen that the Kham Kaen stupa image has been
used in the monasteries, government and private sectors in Khon Kaen until the stupa
becomes the symbol of sacredness, empirically impacting on the dissemination of
Buddhism through Buddhist arts and landscapes within the monastery.
Keywords: Buddhist Art; Landscape in Buddhist art; Buddhism Propagation

1. บทน�ำ โดยส้ินเชิงและพ้ืนท่ีภูมิทัศน์ท่ีมีเป้าหมายในการ
ออกแบบเพื่อเหตุผลการใช้สอยโดยเฉพาะเจาะจง
งานพุทธศิลป์เป็นรากฐานหน่ึงของการ แต่การใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศน์ในการเผยแผ่
เผยแผ่พระพุทธศาสนาเนื่องด้วยในอดีตพระพุทธ พระพุทธศาสนายังไม่มีตัวอย่างให้ศึกษามาก
ศาสนาเป็นบ่อเกิดของศิลปะแขนงต่างๆ และมีวิธี เหมือนการศึกษาพัฒนาการการสร้างเจดีย์ โบสถ์
การเผยแผ่ในหลายแนวทางโดยมีวัดก็เป็นแหล่ง และวหิ ารอนั มพี ทุ ธานญุ าตทเี่ กยี่ วกบั แนวความคดิ
รวมศิลปกรรมซึ่งมักจะพบงานพุทธศิลป์ควบคู่ รปู แบบ ลกั ษณะ และองคป์ ระกอบตา่ งๆ หรอื อาจ
กบั การจดั ภมู ทิ ศั นสถานทงั้ ทางดา้ นสถาปตั ยกรรม มีเพียงการศึกษาศาสนถานที่ยังไม่ได้กล่าวถึง
เช่น การสร้างเจดีย์ พระปรางค์ โบสถ์ วิหาร ประเด็นทางภูมิทัศนสถานซึ่งเป็นส่ิงช่วยส่งเสริม
ตัวอย่างงานพุทธศิลป์ท่ีงดงาม ได้แก่ วัดพระ สุนทรียภาพในการชมงานพุทธศิลป์ หรือเป็นท่ี
ศรีรัตนศาสดาราม,งานประติมากรรม ได้แก่ สุขตาสุขใจแก่ผู้อื่นท่ีได้พบเห็นและพุทธศิลป์
งานปั้นและหล่อพระพุทธรูป เช่น พระพุทธรูป เปน็ ศลิ ปะของชาวพทุ ธ ในการทชี่ ว่ ยกนั ปลดเปลอื้ ง
ปางลีลาในสมัยสุโขทัย พระพุทธชินราช ความทุกขใ์ นทางจิตใจ ปญั หาสังคม (Buddhatas
วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก และงาน Bhikkhu, as cited in Phra Dharmakosajarn
จติ รกรรม ได้แก่ งานจติ รกรรมฝาผนงั และเพดาน 2004 : 1-4) ด้วยเหตุนี้ จึงท�ำให้ผู้วิจัยมองเห็น
วัดต่างๆ เช่น จิตรกรรมฝาผนัง วัดเบญจมบพิตร ความนา่ สนใจทจ่ี ะมกี ารทบทวนประเดน็ เรอ่ื งพน้ื ที่
กรงุ เทพมหานคร หากพจิ ารณาจากการศกึ ษาวจิ ยั ในการใช้พุทธศิลป์เพ่ือเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พทุ ธศลิ ป์และภมู ิทศั นสถานในอดตี นนั้ หัวขอ้ วจิ ัย ตลอดจนการจัดภูมิทัศนสถานเพ่ือส่งเสริมการ
มกั มงุ่ เนน้ การศกึ ษาทตี่ วั งานพทุ ธศลิ ปห์ รอื หากเปน็ เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
ดา้ นภมู ทิ ศั นสถาน กจ็ ะแยกการศกึ ษาออกจากกนั

66 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

การก�ำหนดเป้าหมายในการศึกษาคร้ังนี้ บริเวณพระธาตุขามแก่น และบริเวณใกล้เคียง
คือ วิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการ นอกจากนี้ยังมีภูมิทัศน์ท่ีน่าศึกษาท้ังด้านกายภาพ
ใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัดเจติยภูมิ และวฒั นธรรม
อ�ำเภอน�้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยจะพิจารณา จุดมุ่งหมายหลักของการสร้างงานพุทธ
จากเกณฑก์ ารคัดเลือกประการท่หี นึ่ง พน้ื ที่ศึกษา ศลิ ปค์ อื การรบั ใชพ้ ระพทุ ธศาสนา หากศกึ ษาความ
มีการตอบโจทย์ลักษณะทางกายภาพของศาสน หมายตลอดจนปรัชญาท่ีสอดแทรกอยู่ในงานพุทธ
สถานทางพระพุทธศาสนาที่ใช้พุทธศิลป์และภูมิ ศลิ ปจ์ ะท�ำให้เห็นว่างานพุทธศิลป์มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การ
ทัศน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ีตรงกับการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่พุทธศาสนิกชนไทยมา
กำ� หนดวตั ถปุ ระสงค์ การเปน็ วดั ทป่ี ระดษิ ฐานพระ ช้านาน งานพทุ ธศิลปท์ ี่สวยงาม สามารถโนม้ นา้ ว
ธาตขุ ามแกน่ อนั เปน็ พระธาตคุ บู่ า้ นคเู่ มอื งของชาว จติ ใจพทุ ธศาสนกิ ชนใหซ้ ง้ึ ในพระรตั นตรยั หรอื เขา้
อสี านและชาวขอนแกน่ ประการทส่ี อง พนื้ ทศี่ กึ ษา ถึงศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นหลักค�ำสอนทาง
มคี ณุ คา่ ทางดา้ นเรอ่ื งราวในการสรา้ งงานพทุ ธศลิ ป์ พระพุทธศาสนา ส่วนภูมิทัศน์ท่ีมีความเหมาะสม
ของวัดซึ่งเป็นสิ่งส่งผลต่อการสร้างพุทธศิลป์อันมี ก็จะเป็นหนทางหนึ่งท่ีท�ำให้การชมงานพุทธศิลป์
ความงามทตี่ อบสนองตอ่ ความศรทั ธา และประการ ภายในวัดมีความโดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้นและ
ท่ีสาม พ้ืนท่ีศึกษามีความเหมาะสมต่อการด�ำเนิน การเข้าใกล้พระรัตนตรัยของคนในชุมชนก็จะเป็น
การศึกษาท่ีผู้วิจัยสามารถเข้าถึงได้มีปัจจัย ไปในทางบวกอันเกิดจากบรรยากาศแวดล้อมท่ี
ด้านระยะทางสัมพันธ์กับระยะเวลาท่ีเหมาะสม สวยงามด้วยเหตุผลดังกล่าวมาน้ี ผู้วิจัยมองเห็น
เฉกเช่นเดียวกับค�ำว่า โคจรสัปปายะ (Phra ความน่าสนใจในงานพุทธศิลป์และภูมิทัศน์ว่า
Brahmagunabhorn (P.A. Payutto), 2010 : สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีของการศึกษาขบวนการ
209) เพือ่ ผวู้ ิจัยสามารถบรหิ ารจัดการเวลาดำ� เนิน พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ พ่ื อ สั ง ค ม ใ น สั ง ค ม ไ ท ย ไ ด ้
การศกึ ษาไดอ้ ยา่ งสะดวกหากเกดิ อปุ สรรคระหวา่ ง โดยเฉพาะแนวความคิดการใช้งานพุทธศิลป์เป็น
การดำ� เนินงาน เปน็ ต้น ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ วทำ� ให้ ปฏิปทาในการจรรโลงใจให้พุทธศาสนิกชนใน
กรณศี กึ ษาของดษุ ฎนี พิ นธไ์ ดเ้ ลอื ก วดั เจตยิ ภมู หิ รอื ชุมชนเกิดความเล่ือมใสศรัทธามีความส�ำคัญและ
วดั พระธาตขุ ามแกน่ ตำ� บลบา้ นขาม อำ� เภอนำ้� พอง สอดรับกับกระแสของพระพุทธศาสนาแนวใหม่ใน
จงั หวดั ขอนแกน่ เปน็ พน้ื ทว่ี จิ ยั ซงึ่ ไดร้ บั การเคารพ สังคมปจั จุบันท่ีก�ำลังปรากฏตัวข้นึ เร่ือยๆ ประเด็น
สักการะจากประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่นและ ปญั หาหลกั ทตี่ อ้ งการจะศกึ ษาในงานวจิ ยั เรอื่ งน้ี คอื
จังหวัดใกล้เคียงอย่างแพร่หลาย โดยมีงานพุทธ ในวดั เจตยิ ภมู ิ มกี ารใชร้ ปู แบบการจดั วางพน้ื ทก่ี าร
ศิลป์คือองค์พระธาตุขามแก่นอันมีความส�ำคัญใน เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยงานพุทธศิลป์อย่างไร
ฐานะเปน็ ทยี่ ดึ เหนย่ี วทางจติ ใจ เปน็ ศนู ยร์ วมความ เมอ่ื มวี ดั ทม่ี งี านพทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นท์ ส่ี วยงามใน
เช่ือความศรัทธาของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน ท้องถ่ินชุมชนมีการตอบสนองต่อการใช้พุทธศิลป์

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 67

และภมู ิทศั นใ์ นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาอย่างไร บอ่ เกดิ ของงานพทุ ธศลิ ปห์ รอื รวบรวมงานพทุ ธศลิ ป์
และงานพทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นใ์ นวดั สามารถเผยแผ่ ไว้หลายแขนงซ่ึงมีท้ังงานพุทธศิลป์และภูมิทัศน์
พระพุทธศาสนาได้มากน้อยเพยี งใด นอกจากน้ีวัดยังเป็นท่ีรวบรวมของวรรณกรรม
การศึกษาเร่ือง “วิเคราะห์การเผยแผ่ อีสานและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งจัด
พระพุทธศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศน เปน็ งานสำ� เรจ็ รปู อยา่ งนา่ พศิ ดาร ไมว่ า่ จะเปน็ ลาย
สถานของวัดเจติยภูมิ อ�ำเภอน้�ำพอง จังหวัด ลกั ษณอ์ กั ษรหรอื มขุ ปาฐะ (Bamrungphak, 2018
ขอนแก่น” จะน�ำไปสู่โอกาสในการได้เห็นมิติด้าน : 20) และท�ำให้เห็นรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธ
ต่างๆท่ีเก่ียวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนามากย่ิง ศาสนาด้วยงานพุทธศิลป์ในอดีตเพ่ิมเติม โดยใช้
ขึ้นไปทั้งยังท�ำให้ทราบความเป็นมาของการเกิดมี เนอื้ หา ภาพ ความหมายหรอื คำ� จำ� กดั ความ ประวตั ิ
ศาสนสถาน ศาสนวัตถุซึ่งหมายรวมถึงพุทธศิลป์ และคณุ คา่ ตวั อยา่ งแผนภาพประกอบการทำ� ความ
และองค์ประกอบของศาสนาตามบริบททาง เข้าใจท่ีจะได้รับการเรียบเรียงสอดคล้องกันกับ
วฒั นธรรมทางพระพทุ ธศาสนาอกี ดว้ ยประกอบกบั เนื้อหาวิชาและองค์ความรู้เดิมเข้าด้วยกัน ดังน้ัน
ความแยบยลในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาของวดั การนำ� เสนอเนอ้ื หาในแตล่ ะบท ทเี่ กย่ี วขอ้ งในดา้ น
เจติยภูมิยังเสมือนเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมพื้น ต่างๆ ซ่งึ จะทำ� ใหผ้ ู้ศกึ ษาสามารถเขา้ ใจไดง้ า่ ยและ
บ้านของชาวอีสานอันเกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เกิด เกดิ ประโยชน์สูงสุด
แก่ เจบ็ ตาย เนื่องจากภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมมาแต่โบราณ โดยชาว 2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั
อีสานมีต�ำนานพื้นบ้านและนิทานในท้องถ่ินส่วน
ใหญ่มักเกี่ยวกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา 1. เพอื่ ศกึ ษาการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
(Thongnerkhaw, 1998 : 1) ส่งิ นไี้ ด้ท�ำใหผ้ วู้ จิ ัย เถรวาทดว้ ยการใชพ้ ทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานของ
เห็นคุณค่าของงานพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานใน ชาวอีสาน
การเผยแผศ่ าสนาวา่ เปน็ สงิ่ ทส่ี ามารถนำ� มาเปน็ ขอ้ 2. เพอื่ ศกึ ษาการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
พิจารณาในการสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนมี ด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัด
โอกาสเข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยใช้ได้ทุกยุคสมัย เจติยภูมิ อ�ำเภอนำ้� พอง จงั หวดั ขอนแกน่
จึงสมควรมีการศึกษาและเผยแพร่เรื่องการศึกษา 3. วิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ในลกั ษณะนีม้ ากขึ้น ผวู้ จิ ยั เรม่ิ ก�ำหนดข้นั ตอนการ ด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัด
และแนวทางการศึกษาวิจัยการเผยแผ่พระพุทธ เจติยภมู ิ อำ� เภอนำ�้ พอง จังหวัดขอนแก่น
ศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถาน
ของวัดเจติยภูมิโดยเริ่มจากศึกษางานวิจัยที่เก่ียว 3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวิจยั
กบั วดั ทงั้ ในภมู ภิ าคตา่ งๆรวมถงึ วดั ในอสี านอนั เปน็
การวิจัยคร้ังน้ี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ/
ภาคสนาม (Qualitative Research) ผวู้ ิจัยเลือก

68 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ใช้การศึกษาเชิงคุณภาพ โดยไม่เน้นข้อมูลเชิง ข้อสงั เกตเปน็ ประเดน็ ได้แก่ ระยะเวลา งานพุทธ
ตวั เลขหรอื สถติ ิ จงึ เลอื กใชเ้ ครอื่ งมอื สำ� หรบั ดำ� เนนิ ศิลป์ที่ส�ำคัญในวัดเจติยภูมิ งานพุทธศิลป์ดั้งเดิม
การสัมภาษณเ์ ชิงลึก (In-depth Interview) และ งานพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นใหม่ ภูมิทัศน์ดั้งเดิม ภูมิ
การสนทนากลมุ่ (Focus Group) เพอื่ ใหเ้ กดิ ความ ทศั นท์ ่ีเพม่ิ เขา้ มาใหม่ การดูแลรักษางานพทุ ธศลิ ป์
เหมาะสมตามวัตถุประสงค์และค�ำถามวิจัย ซ่ึงมี ภายในวดั รปู แบบของการเดนิ ทางมาสกั การะ เปา้
ข้ันตอนและวธิ กี ารด�ำเนินงานวิจยั 3 ขัน้ ตอน ดงั น้ี หมายของผู้เดินทางมาสักการะ และ กิจกรรมที่
1. ขน้ั กำ� หนดกรอบในการวิจยั กำ� หนด ส�ำคัญอันเก่ียวข้องกับการใช้งานพุทธศิลป์และภูมิ
กรอบเนอ้ื หาในการวจิ ยั โดยใหอ้ ยใู่ นประเดน็ เกยี่ ว ทศั นสถาน
กับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาดว้ ยงานพุทธศลิ ป์ 4. กลมุ่ ผใู้ หข้ อ้ มลู หลกั (Key Informants)
และภูมิทัศน์อันเหมาะสมกับการเผยแผ่พระพุทธ กลุ่มประชากรที่ศึกษากลุ่มหลักมาจากการเลือก
ศาสนา แบบเจาะจงจากคุณสมบัติโดยเป็นผู้เกี่ยวข้องกับ
2. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้าและ การใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัดเจติยภูมิ
รวบรวมขอ้ มลู ขนั้ ตอนการศกึ ษาคน้ ควา้ จะดำ� เนนิ คือ ผู้ครอบครอง โดยจัดเกณฑ์การคัดเลือก
ไปทงั้ ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Document) การ ประชากรที่ศึกษา(Criteria)ให้แบ่งประเภทกลุ่ม
สังเกต (Observation) และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผใู้ ช้งานออกเปน็ 4 กลมุ่ รวมเป็นจำ� นวน 20 คน
(In-Depth Interview) ในสว่ นเอกสารและรายงาน ได้แก่กลุ่มท่ี 1 กลุ่มภิกษุซึ่งเก่ียวข้องกับงานพุทธ
วจิ ยั ผศู้ กึ ษารวบรวมขอ้ มลู จากเอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ศิลป์และภูมิทัศน์ในการเผยแผ่ศาสนา ได้แก่
กับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาดว้ ยงานพุทธศิลป์ เจา้ อาวาส, พระสงฆใ์ นวัดเจตยิ ภูมิ จำ� นวน 5 รูป
และภูมิทัศน์ โดยอาศัยแหล่งข้อมูลจากหอสมุด กล่มุ ที่ 2 ผ้อู อกแบบภมู ิทัศนว์ ัดเจตยิ ภูมิจำ� นวน 2
กลางของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช คน กลมุ่ ท่ี 3 กลมุ่ ผจู้ ัดการวัด ไดแ้ ก่ ผูส้ งู อายุใน
วทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่นและแหลง่ ข้อมูลอืน่ ๆ ชมุ ชนทม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั วดั เจตยิ ภมู หิ รอื มหี นา้ ที่
เชน่ อนิ เตอรเ์ นต็ , หนงั สอื พมิ พ,์ บทความ, งานวจิ ยั รบั ผดิ ชอบภายในวดั จำ� นวน 2 คน กลุม่ ท่ี 4 กลุ่ม
ท่ีเก่ียวข้อง เป็นต้น และด�ำเนินการสัมภาษณ์ ผู้เก่ียวข้องกับการใช้งานพุทธศิลป์และภูมิทัศน์ใน
เจ้าอาวาสเกี่ยวกับแนวคิดการสร้างงานพุทธศิลป์ ด้านสุนทรียภาพและการเข้ามาใช้พ้ืนท่ีภูมิทัศน์
เพื่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและสัมภาษณ์ นกั เรยี นมคั คเุ ทศกเ์ ยาวชนในทอ้ งถนิ่ จำ� นวน 5 คน
ชาวบ้านท่ีมาท�ำบุญท่ีวัด ตลอดจนผู้ท่ีเดินทางมา และกลมุ่ ผเู้ ดนิ ทางมาสกั การะ จำ� นวน 6 คน เปน็ ตน้
เยีย่ มชมงานพทุ ธศิลปท์ ่ีวดั เจตยิ ภูมิ 5. เคร่ืองมือการวิจัย เครื่องมือส�ำหรับ
3. ขอบเขตของพ้ืนท่ีการศึกษาภาค ดำ� เนนิ การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ (Indepth Interview)
สนาม เป็นการศึกษาจากการสังเกตสภาพพื้นที่ และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ไม่ใช้สถิติ
กรณีศึกษาโดยใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ชว่ ยในการวเิ คราะหห์ ลกั กลมุ่ ประชากรทค่ี ดั เลอื ก

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 69

มาในการศกึ ษาครง้ั นจี้ ะสามารถสง่ เสรมิ เตมิ เตม็ ให้ วเิ คราะห์ขอ้ มูลตามวตั ถุประสงค์
ขอ้ มลู การใชง้ านพทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นข์ องวดั เจตยิ
ภูมิให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่ม 4. สรุปผลการวิจยั
ประชากรมาศึกษาน้ี เปน็ เกณฑท์ ่ีผู้วิจัยก�ำหนดมา
เพ่ือการศึกษารูปแบบของการท�ำนุบ�ำรุงศาสนา 1. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาท
ของบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับวัดพระธาตุขามแก่นใน ในสมัยพุทธกาลได้ใช้การส่ือสารระดับบุคคลการ
จ�ำนวนที่เหมาะสมซ่ึงยังประโยชน์ให้ชุมชนและ ปฏบิ ตั ติ นเปน็ ตน้ แบบ หลงั พทุ ธกาลมกี ารสงั คายนา
ผคู้ นโดยรวม และในกลมุ่ สดุ ทา้ ยใชก้ ารสมุ่ ตวั อยา่ ง แล้วไดร้ กั ษาสบื ต่อกันมา ปจั จุบนั ไดม้ ีการให้ความ
ตามความสะดวก (Convenience Sampling) ส�ำคัญกับพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานไม่น้อย
ตามความสะดวกของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์จนกว่า ชาวอีสานมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เป็น
จะไดจ้ ำ� นวนตามกำ� หนดในขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ ง แหล่งรวมงานพุทธศิลป์ พ้นื ที่วดั ได้ตกแต่งเป็นภมู ิ
ซ่ึงอาจเรียกวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental ทัศนสถานให้เป็นรมณียสถาน และให้มีท่ีว่าง
Sampling หรือ Haphazard Sampling) เพ่ือให้ ใช้รองรับกิจกรรมวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชุมชน
เกิดความสอดคล้องในการน�ำมาวิเคราะห์ผลตาม รูปแบบการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัด
วัตถุประสงค์การศึกษาต่อไป โดยจะท�ำให้ผู้วิจัย เจติยภูมิมีลักษณะร่วมกับการเผยแผ่พระพุทธ
ได้เติมเต็มข้อมูลการศึกษาในมุมมองท่ีมากกว่า ศาสนาของสังคมอีสานหลายประการ จะเห็นได้
การเดินทางมาสักการะหรือมาบริจาคเงินท�ำบุญ จากวัฒนธรรมการสร้างพระธาตุ สอดคล้องกับ
เพียงอย่างเดียว ความเชอ่ื เรอ่ื งการสรา้ งพระธาตขุ องชาวอสี านจาก
6. การวเิ คราะห์ข้อมูลการวจิ ัย จากการ งานวิจัยเร่ืองอิทธิพลความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยว
ลงพน้ื ทภี่ าคสนามโดยใชแ้ บบสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ และ กับพระธาตุขามแก่นที่มีต่อชาวจังหวัดขอนแก่น
การสังเกตแบบไมม่ สี ว่ นรว่ ม นำ� มาสกู่ ารออกแบบ ของพระครเู จยิ ภูมิพิทกั ษ์ โดยชาวขอนแก่นเชอ่ื วา่
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู การวจิ ยั ในกรณศี กึ ษานโี้ ดยการ พระบรมสารีริกธาตุนั้น มีปาฏิหาริย์ที่เกิดจาก 1)
วเิ คราะหข์ อ้ มลู เรม่ิ ทำ� ไปพรอ้ มๆ กบั การเกบ็ ขอ้ มลู พุทธานุภาพ2) ธัมมานุภาพ 3) สังฆานุภาพ 4)
แบ่งออกเปน็ 2 ส่วน คอื 1) การวิเคราะหข์ อ้ มูล ปุญญานุภาพ และ 5) เทวานุภาพ (Phrakhru
แบบสร้างข้อสรุป ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งส่วน Chetiyaphumpitak, 2012 : 1-8) ประกอบกับ
ใหญ่ข้อมูลที่น�ำมาวิเคราะห์ จะเป็นข้อความ ต�ำนานพื้นบ้าน และนิทานพ้ืนบ้านถ่ินอีสานส่วน
บรรยาย (Descriptive) ซึ่งได้จากการสังเกต ใหญ่มักเก่ียวกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา
สัมภาษณ์ และจดบันทึก และ 2) การวิเคราะห์ (Thongnerkhaw, 1998 : 1) ส่วนการมีพ้ืนที่
เนือ้ หา (Content Analysis) คอื การกระท�ำกับ รองรบั กจิ กรรมทางศาสนาตามฮตี สบิ สอง-คองสบิ สี่
ข้อมูลที่ได้จากเอกสาร ซึ่งมีส่วนช่วยในการ เนอ่ื งจากวดั ในอสี านยงั คงเปน็ ศนู ยก์ ลางของชมุ ชน
และมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวอีสานพ้ืนท่ี

70 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ว่างของวัดท�ำให้คนในชุมชนได้มาร่วมพิธีส�ำคัญ วัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความรู้และความเข้าใจเร่ือง
และยังสะท้อนให้เห็นความสามัคคีของชุมชนอีก การออกแบบภูมิทัศน์เพ่ือลดความเครียดและ
ด้วยที่ส�ำคัญมีการปรับภูมิทัศน์ของวัดตามความ สง่ เสรมิ สขุ ภาพจติ ของคนในสงั คม สง่ ผลใหง้ านภมู ิ
จำ� เป็นของยุคสมยั ทัศน์ดังกล่าวสามารถช่วยบ�ำบัดจิตใจ ท�ำให้คนมี
2. วัดเจติยภูมิมีการใช้พุทธศิลป์และภูมิ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประภาพร ธาราสายทอง
ทัศนสถานของวัดที่มีลักษณะร่วมของสังคมอีสาน (Tarasaithong, 2003 : 8)
โดยทว่ี ดั เจตยิ ภมู มิ กี ารใชพ้ ทุ ธศลิ ปห์ ลกั คอื องคพ์ ระ 3. การวิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธ
ธาตขุ ามแกน่ เปน็ ผลจากความศรทั ธาความงามและ ศาสนาโดยใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานของวัด
วฒั นธรรมการสรา้ งพระธาตุ การสรา้ งสมิ การสรา้ ง เจตยิ ภมู ิ วดั เจตยิ ภมู ยิ งั คงรกั ษาแนวทางการเผยแผ่
พระพุทธรูป การเขียนฮูปแต้ม และการมีพ้ืนท่ี ดว้ ยการสอื่ สารระดบั บคุ คล การปฏบิ ตั ติ น เปน็ ตน้
รองรบั กจิ กรรมศาสนาตามฮตี สบิ สองคองสบิ ส่ี โดย แบบการรักษาพระธรรมวินัย และได้เพิ่มการใช้
ปรบั ภมู ทิ ศั นข์ องวดั ตามความจำ� เปน็ แตล่ ะยคุ สมยั พทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานเขา้ มาชว่ ย โดยจดั ใหม้ ี
มกี ารเสริมสร้างภมู ทิ ัศน์ท้งั สงิ่ มชี วี ติ (soft scape) ความสอดคลอ้ งกนั ของพทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถาน
และสง่ิ ไมม่ ชี วี ิต (hard scape) โดยไม่ทำ� ลายหรือ อดีตกับปัจจุบัน เห็นได้จากการปรับใช้รูปทรง
บิดเบือนโครงสร้างภูมิทัศนสถานเดิมแต่ส่งเสริม พระธาตุขามแก่น ทั้งในระดับวัดและหน่วยงาน
ให้พุทธศิลป์หลักมีเอกภาพด้วยศาสตร์สมัยใหม่ ท้ังภาครัฐและเอกชนในจังหวัดขอนแก่นจ�ำนวน
เช่น การออกแบบภูมิทัศน์ให้สะท้อนบรรยากาศ ม า ก จ น ก ล า ย เ ป ็ น สั ญ ลั ก ษ ณ ์ แ ท น ค ว า ม คิ ด
เดิมของภูมิทัศนสถานโดยยังคงรักษาพืชพรรณ ความเช่ือหรือความศักด์ิสิทธิ์อันเป็นผลเชิง
ดง้ั เดมิ ของวดั อนั เกยี่ วขอ้ งกบั ตำ� นานการสรา้ งพระ ประจกั ษท์ เ่ี กดิ จากอทิ ธกิ ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
ธาตุขามแก่นบนดอนมะขาม รูปแบบการใช้พุทธ โดยใช้พุทธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานของวัด ทงั้ หมด
ศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานจงึ ผสมผสานงานดงั้ เดมิ และ ล้วนเป็นวิธีการเผยแผ่ท่ีท�ำให้สาธุชนเห็นความ
งานสรา้ งใหม่ โดยวดั ยงั รกั ษารปู แบบงานพทุ ธศลิ ป์ ส�ำคัญของพระพุทธศาสนา และเกิดความรู้
ด้ังเดิมเอาไว้และปรับปรุง บ�ำรุง รักษาภูมิทัศน เขา้ ใจ แลว้ นอ้ มนำ� ตนเขา้ สธู่ รรมะไดจ้ รงิ สอดคลอ้ ง
สถานให้สมสมยั และสะอาด สว่าง สงบ สอดคล้อง กับงานวิจัยเรื่อง การเผยแผ่หลักธรรมผ่านพุทธ
กบั หลกั สปั ปายะในพระไตรปฎิ กสอดคลอ้ งกบั งาน ศลิ ปข์ องวดั ในประเทศไทย กรณศี กึ ษา วัดรอ่ งขุ่น
วจิ ยั เรอ่ื งภมู สิ ถาปตั ยกรรมของวดั ไทยกบั การเรยี น จังหวัดเชียงรายของต้นน้�ำ ต้นน�้ำธารธรรม
รแู้ ละการเสรมิ สรา้ งสขุ ภาวะเชงิ พทุ ธบรู ณาการของ (Tonnamtarntam, 2011 : 1-6) ท่ีพบว่าพบวา่
วุฒินันท์ กนั ทะเตียน (Kantatian, 2017 : 137- คนทั่วไปที่เข้ามาเย่ียมชม สามารถรับรู้และเข้าใจ
149) และการศึกษาเรื่อง ภูมิทัศน์เพ่ือการบ�ำบัด ในหลักธรรมที่น�ำมาเสนอผ่านงานพุทธศิลป์
จติ ใจ เปน็ การศึกษาดา้ นภมู สิ ถาปตั ยกรรม โดยมี นอกจากจะไดช้ มความงดงามของชน้ิ งานทางศลิ ปะ

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 71

แลว้ ยงั เขา้ ใจความหมายในหลกั ธรรมทผี่ สู้ รา้ งงาน ทัศน์ให้วัดมีพ้ืนท่ีสีเขียว ท�ำให้มีความร่มรื่นและ
ตอ้ งการสอื่ จากรปู ลกั ษณ์ของงานศิลป์ในรูปแบบ น่าเดินทางมาสักการะมากข้ึน สอดคล้องกับ
โดยความเขา้ ใจจะมากหรอื นอ้ ย นน้ั ขน้ึ อยกู่ บั ระยะ แนวทางการปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อส่งเสริมคุณค่า
เวลาทใี่ ชใ้ นการชมงานแตล่ ะประเภทดว้ ย โดยสว่ น และความส�ำคัญด้านมรดกทางวัฒนธรรมในงาน
ใหญ่จะเข้าใจธรรมะผ่านงานพุทธศิลป์ในระดับ วิจัยของวริ ุจ ถน่ิ นคร ศกึ ษาแนวคดิ ในการอนรุ ักษ์
เบ้ืองตน้ แหล่งมรดก ประวัติศาสตร์ ปรัชญาคติความเช่ือ
ขนบธรรมเนียมประเพณีและกิจกรรมต่างๆที่
5. อภิปรายผลการวจิ ัย เกย่ี วขอ้ ง และนำ� ผลการวเิ คราะหท์ างดา้ นกายภาพ
ในแตด่ ้าน ซ่ึงประกอบด้วย การใชป้ ระโยชน์ทีด่ ิน
จากการวิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธ เส้นทางสัญจร ทเี่ ปดิ โล่ง มุมมอง และรปู แบบการ
ศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถาน ทอ่ งเท่ยี วเชิงวัฒนธรรมเพอ่ื น�ำไปส่แู นวทางในการ
ของวัดเจติยภูมิได้ด�ำเนินการศึกษาท้ังจากภาค ปรับปรุงภมู ทิ ัศน์วัด (Thinnakorn, 2015 : 155-
สนามและภาคเอกสาร ประวัติ และปรัชญาคติ 170) สว่ นวดั เจตยิ ภมู นิ น้ั ไดม้ แี ผนปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั น์
ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง และน�ำผลการวิเคราะห์ทาง แมจ้ ะมขี อ้ จำ� กดั อยา่ งมากในเรอื่ งของขอ้ มลู ทง้ั จาก
ด้านกายภาพในแต่ละด้านมาอภิปรายผล โดยผล ภาคสนาม เอกสาร และบุคคลขณะท�ำการวิจัย
จากการศกึ ษาไดพ้ บประเดน็ ทส่ี ำ� คญั อยู่ 5 ประเดน็ ซ่ึงเป็นระยะเวลาที่สั้นส�ำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพ
คอื งานพทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถาน ของวดั เจตยิ ภมู ิ ที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม
สามารถประมวลคุณค่าหรือ ความสําคัญของการ และต้องสงั เคราะหง์ านดา้ นเอกสารไปพร้อมๆ กนั
เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และ แต่ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
การจัดภมู ทิ ศั นสถานของวัดไดด้ ังนี้ เพ่ือให้ข้อมูลเติมเต็มงานวิจัยจนครบถ้วนตาม
1. การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาโดยมงี าน วตั ถปุ ระสงค์
พทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานภายในวดั เจตยิ ภมู เิ ปน็ 2. งานพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานล้วน
ตัวแทนของพระพุทธเจ้า ซ่ึงพุทธศาสนิกชนให้ เปน็ เครอ่ื งใหเ้ กดิ ความระลกึ นกึ ถงึ คณุ พระรตั นตรยั
ความเคารพนับถือ เล่ือมใส และเป็นส่ือให้มนุษย์ และยังเป็นการแสดงถึงความศรัทธาต่อพระพุทธ
มุ่งพัฒนาศักยภาพตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัย ศาสนาซ่ึงเป็นคุณค่าหลักทางเป็นพุทธศิลป์
เรื่องพัฒนาการของวัฒนธรรมการสร้างวิหารใน ทกุ ประเภท สำ� หรบั งานภมู ทิ ศั นสถานกส็ มั พนั ธก์ บั
เนปาล พบว่าวัฒนธรรมการสร้างวิหารยังเป็น การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาไดแ้ ก่ สามารถส่งเสรมิ
เสมือนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับ ใหง้ านพทุ ธศลิ ปด์ โู ดดเดน่ และมเี อกภาพทางความ
ในประเทศไทยที่มีการสร้างวัด เป็นเคร่ืองหมาย งามยิ่งข้ึนสอดคล้องกับค้นคว้าวิจัยเร่ือง พระสงฆ์
การมาเยือนของพระพุทธศาสนาสู่ดินแดนไทย แ ล ะ วั ด ท า ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ใ น อิ น เ ดี ย ข อ ง
(Bajracharya, 1995 : 141-151) ในการจัดภูมิ

72 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Sukumar Dutt (2008 : 2-10) ในประเด็นดา้ น ส่วนการปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัดเป็นการปรับตัว
ประวัติศาสตร์และสิ่งที่อุทิศต่อวัฒนธรรมอินเดีย ตามยุคสมัยท่ีมีความเจริญก้าวหน้าโดยไม่ทิ้ง
และรวบรวมงานพทุ ธศลิ ปท์ กุ ประเภท รอ่ งรอยของ รากฐานความสงบสุขภายในของชุมชนผู้ใช้พุทธ
พระพุทธศาสนาที่กระจายไปทั่วอินเดียทั้งในภาค ศิลป์และภูมิทัศนสถานได้ประโยชน์อย่างน้อย 5
เหนอื และภาคใต้ เชน่ รอ่ งรอยการสรา้ งสถาปตั ยกรรม ประการ คอื ความเพลดิ เพลนิ ในความงามทางพทุ ธ
สถูป วิหาร พระพุทธรูป และการสร้างวัดถ�้ำที่มี ศิลป์ น�ำความรู้ไปพัฒนาชีวิตได้ เข้าใจในเร่ือง
จิตรกรรมฝาผนงั เป็นต้น รวมไปถึงประวตั ศิ าสตร์ ท�ำความดีและการละเว้นการท�ำความช่ัว สัมผัส
ท่ีเก่ียวโยงกันระหว่างแรงศรัทธาต่อพระพุทธ ถงึ พลงั ความศรทั ธาของผสู้ รา้ งงานได้ และประการ
ศาสนากับการสร้างวัฒนธรรมของพทุ ธศาสนิกชน สุดท้ายคือ ไดอ้ าหารตา อาหารใจ และแนวคิดใน
3. งานพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานล้วน การดำ� เนนิ ชวี ติ ทดี่ ี สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาปรชั ญา
เปน็ การบันทกึ หรอื เลา่ เรอื่ งราว ประวัตคิ วามเปน็ ในงานพุทธศิลป์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
มาขององคพ์ ระพุทธเจา้ สว่ นงานภูมทิ ศั นส์ ามารถ กรณีศกึ ษา: วัดร่องขุ่น ต. ป่าอ้อดอนชัย อ. เมอื ง
เช่ือมโยงบรรยากาศในพุทธประวัติตอนส�ำคัญได้ จ. เชยี งรายของภานุวฒั น์ เนียมบาง ทีพ่ บวา่ การ
เช่น ปางป่าเลไลยก์ ท่ามกลางป่า มีช้างและลิง ศึกษาถึงปรัชญาในงานพุทธศิลป์ต่อการเผยแผ่
ถวายนำ้� ผง้ึ แกพ่ ระพทุ ธองคป์ างปฐมเทศนา ทมี่ ภี มู ิ พระพทุ ธศาสนา วดั ร่องขนุ่ มีพทุ ธศิลปะทสี่ วยงาม
ทัศน์เปน็ ป่ากวาง มีสัญลักษณเ์ ปน็ ธรรมจกั ร กวาง และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นลักษณะ
หมอบ และ ปางนาคปรก ทา่ มกลางบรรยากาศฝน การสร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ที่มีความร่วมสมัย
ตกโดยมีน�้ำตกแทนการเชื่อมโยงทางสัญลักษณ์ (Niambang, 2008 : 1-8) มีแรงดึงดูดให้
เป็นต้นจากการลงพื้นที่ภาคสนามในวัดเจติยภูมิ พทุ ธศาสนกิ ชนและผคู้ นทส่ี นใจเขา้ มาเยย่ี มชมพทุ ธ
พบส่ิงที่ได้กล่าวมาน้ี จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ศิลป์ภายในวัด โดยสอดแทรกซ่ึงพุทธปรัชญาใน
ข้อ 2 ซง่ึ พบการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาดว้ ยการใช้ พุทธศาสนาที่ลึกซึ้ง และมีความตรงไปตรงมา
พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถาน เนื่องจากเมื่อมีงาน เข้าใจง่าย เปรียบเสมือนเป็นการเผยแผ่พระพุทธ
พทุ ธศลิ ปท์ ม่ี เี อกภาพและภมู ทิ ศั นสถานทนี่ า่ ชมจะ ศาสนาโดยการใชพ้ ทุ ธศลิ ปส์ อดแทรกพทุ ธปรชั ญา
ท�ำให้เป้าหมายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทแี่ ยบคาย
สมบรู ณย์ ิง่ ขึ้น 5. การได้ศึกษาการเผยแผ่พระพุทธ
4. งานพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานเป็น ศาสนาด้วยการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถาน
ส่ิงส่งเสริมซึ่งกันและกันภายในวัดของวัดเจติยภูมิ สามารถเชื่อมโยงกับการศึกษาธรรมข้ันพื้นฐาน
เน่ืองจากการส่งเสริมให้มีการชมงานพุทธศิลป์ไป เพราะผู้สร้างมีเป้าหมายเพ่ือแสดงถึงความ
พร้อมกับส่ิงแวดล้อมและบรรยากาศที่ดี ล้วนเป็น นอบนอ้ มและศรทั ธาตอ่ พระพทุ ธศาสนา ทเ่ี รม่ิ จาก
สัญลักษณ์ของความศรัทธาในพระพุทธศาสนา การกระท�ำทางกาย วาจา ใจให้เป็นปกติมีความ

ปที ี่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 73

อดทน อดกลนั้ มจี ิตมงุ่ มั่นไม่หว่ันไหว การมีสติก่อ ศตวรรษน้ี
ให้เกิดการสรา้ งแรงบันดาลใจ มีสัมปชญั ญะ ก่อให้ 2. ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจัยคร้ังต่อไป
เกิดการสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติงานโดยส�ำเร็จ ผู้อ่านที่สนใจสามารถศึกษาวิจัยต่อจากการศึกษา
สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญ ชิ้นน้ีในประเด็นต่างๆ ที่จะสามารถเชื่อมโยงตาม
ซงึ่ เปน็ ผอู้ อกแบบงานปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั นว์ ดั เจตยิ ภมู ิ ความถนัดในแต่ละศาสตร์ท่ีผู้สนใจมีความช�ำนาญ
(Putthipatsakul, 2019) โดยไดซ้ มึ ซบั การใชส้ มาธิ ไดโ้ ดยสามารถเลอื กสรรระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทเี่ หมาะกบั
และน�ำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ วัตถุประสงค์ และสามารถปรับใช้แนวทางการ
ในชีวิตประจ�ำวันประกอบการท�ำงานออกแบบภูมิ ศกึ ษากบั วดั ทมี่ งี านพทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานเดมิ
ทศั น-สถานวัดเจติยภูมใิ หส้ �ำเรจ็ อกี ดว้ ย ท�ำให้การ ท่ีต้องการจัดการความหลากหลายในการเผยแผ่
วิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการใช้ พระพทุ ธศาสนาตามบรบิ ทแหง่ สมยั เปน็ ประโยชน์
พทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานของวดั เจตยิ ภมู ิ อำ� เภอ ต่อแนวทางของการใช้พื้นท่ีศาสนสถานของวัด
นำ้� พอง จงั หวดั ขอนแกน่ นพ้ี บวา่ งานพทุ ธศลิ ปแ์ ละ ตา่ งๆ เพอ่ื การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในยคุ ปจั จบุ นั
ภูมิทัศนสถานต่างเป็นส่ิงสนับสนุนเก้ือกูลกันและ
กันที่สร้างความน่าประทับใจแก่พุทธศาสนิกชน 7. องคค์ วามร้ทู ไี่ ด้รับ
และเชื่อมโยงให้ผู้มาสักการะใกล้ชิดพระพุทธ
ศาสนาย่ิงขน้ึ การวิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ดว้ ยการใชพ้ ทุ ธศลิ ปแ์ ละภมู ทิ ศั นสถานของวดั เจตยิ
6. ขอ้ เสนอแนะ ภูมิทำ� ให้ไดอ้ งค์ความรู้สำ� คัญ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1) การ
เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทแตเ่ ดมิ ในสมยั
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย งานพุทธ พุทธกาลมีรูปแบบเป็นอย่างไร 2) การเผยแพระ
ศิลป์และภูมิทัศนสถานในปัจจุบันได้พัฒนาความ พุทธศาสนาด้วยงานพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถาน
คิดสร้างสรรค์ให้เกิดข้ึนหลายรูปแบบ จากการ เปน็ อยา่ งไร และ 3) การเผยแพระพทุ ธศาสนาดว้ ย
ศึกษาในยุคปัจจุบันมีช่องทางการค้นหาข้อมูล งานพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถาน ของวัดเจติยภูมิ
ของวดั ไดส้ ะดวกกวา่ ในอดตี การจดั ภมู ทิ ศั นข์ องวดั อำ� เภอนำ�้ พอง จงั หวดั ขอนแก่น เป็นอย่างไร และ
ท่ีน่ามองและรองรับบุคคลทุกเพศทุกวัยและการ ผู้ศึกษามีความยินดีน้อมรับหากจะมีผู้ต้องพัฒนา
สร้างแอพพลิเคช่ันเกี่ยวกับงานพุทธศิลป์และภูมิ ใหม้ ีการศึกษาในประเดน็ เดียวกนั น้ีต่อไป เพื่อเป็น
ทัศนสถานของทางวัดในอนาคต น่าจะเป็น ประโยชนแ์ กแ่ วดวงวชิ าการทภี่ ายภาคหนา้ จะมผี ล
คุณูปการหน่ึงแก่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน การวเิ คราะหใ์ นมมุ มองที่หลากหลายยิง่ ขึน้

References

Bajracharya, R. (1995). The Development of Vihara culture in Nepal. CNAS Journal, 22(2),
141-151.

74 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Bamrungphak, S. (2018). An Analysis of Buddhist Ethics in Synshai Literature. Mahachula
Academic Journal, 15(2), 20.

Dutt, S. (2008). Buddhist Monks and Monasteries of India: Their History and Their Contribution
to Indian Culture. Dehli : Motilal Banarsidass Publishers.

Kantatian, W. (2017). The Landscape Architecture of Thai Temple with Learning and Well
being strengthen in Buddhist Integration. Graduate School Paridhas Journal, 13(2).

Tarasaithong, P. (2003). The healing Landscape.Master of Landscape Architecture.
Graduate School : Chulalongkorn University.

Thinnakorn, W. (2015). The Guidelines on Landscape Improvement to Promote the Cultural
Heritage Value and Significance of WatPhra MahathatWorramahawihan, Nakhon Si
Thammarat for World Hertiage Nomination. Academic Journal of Faculty of
Architecture, Chulalongkorn University, 64(-), 155-170.

Thongnerkhaw, S. (1998). The Beliefs in Phratat Kham Kaenstupa of Ban Kham, Namphong,
Khon kaen. Master of arts. Graduate School : Mahasarakham University.

Tonnamtarntam, T. (2011). The Study of Philosophy in Buddhist arts for Buddhism Propagation
in the case study of: Rongkhun Temple, Paordonchai, Muang, Chiangrai. Master
of arts. Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya.

Niambang, P. (2008). The study of Philosophy in Buddhist art for Buddhism Propagation
in the case study of: WatRongKhun temple, Muang, Chiangrai. Bangkok : College
of Religion Studies, Mahidol University.

Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2010). Dictionary of Buddhism. 18th ed. Nonthaburi
: Permsap Printing House.

Phra Dharmakosajarn(BuddhatasBhikkhu). (2004). Buddhatas Dharma notes: In the Life,
Society, Politics, Peace and the significant Thoughts. Suratthani : Suan Mokhapalaram
and Dharmatan Group.

Phrakhru Chetiyaphumpitak. (2012). The Influences of Belief and ritual of Phratat Kham
Kaenstupa on Khonkaen people. Graduate School Paridhas Journal, 8(1).

Putthipatsakul, N. (5 January 2019). Architect of Khon kaen Provincial Administrative
Organization. Interview.

การพฒั นารูปแบบการบริหารโรงเรยี นมธั ยมศึกษาขนาดเล็ก
ที่มีประสทิ ธผิ ล สงั กัดสำ� นกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา

ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ*
The Development of Effective Administration Model for

Small-sized Secondary Schools under the Secondary
Education Service Area Offices in the North-eastern

Region of Thailand

อิทธพิ ล พลเห้ยี มหาญ
Ittiphol Pholhiamhan
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
Sakon Nakhon Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) เพอื่ พฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็
ทมี่ ปี ระสทิ ธผิ ลสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา และ 2) เพอื่ ตรวจสอบความเหมาะสม ความ
เป็นไปได้ ความเปน็ ประโยชน์และความถกู ต้อง ของรูปแบบการบรหิ ารโรงเรียนมธั ยมศกึ ษาขนาดเล็กทมี่ ี
ประสทิ ธผิ ล สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื การวจิ ยั แบง่ ออก
เป็น 2 ระยะ คอื ระยะท่ี 1 การพฒั นารปู แบบการบริหารโรงเรียนท่ีมปี ระสทิ ธผิ ล โดยศกึ ษาเอกสารที่
เก่ียวข้องและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบวิเคราะห์เน้ือหาและแบบ
สมั ภาษณ์ และการใชเ้ ทคนิคเดลฟายแบบปรับปรงุ 3 รอบ ผ้เู ช่ยี วชาญ จ�ำนวน 21 คน เคร่ืองมอื ทใี่ ชเ้ ปน็
แบบสอบถามแบบเลอื กตอบ และแบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั ระยะท่ี 2 การตรวจสอบ
และยืนยันรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา
ขนาดเล็กในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ปีการศึกษา 2561 จ�ำนวน 444 คน จ�ำแนกเป็นผูบ้ รหิ ารโรงเรยี น
222 คน และครูผู้สอน 222 คน ก�ำหนดขนาดกล่มุ ตัวอย่างโดยใชต้ ารางของยามาเน่ (Yamane) เคร่ืองมอื
ท่ใี ช้เปน็ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั วิเคราะหข์ อ้ มลู ด้วยการหาค่าเฉล่ยี และส่วนเบย่ี ง

* ไดร้ บั บทความ: 6 ธนั วาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 28 ธันวาคม 2562; ตอบรับตีพมิ พ:์ 30 มีนาคม 2563
Received: December 6, 2018; Revised: December 28, 2019; Accepted: March 30, 2020

76 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

เบนมาตรฐาน และนำ� รูปแบบไปให้ผู้เช่ยี วชาญ 9 คน พจิ ารณา ด้วยการจดั ประชุมผูเ้ ชย่ี วชาญ
ผลการวิจัยพบวา่
1. รูปแบบการบริหารโรงเรียนท่ีพฒั นาข้ึน เป็นโครงสรา้ งท่ีแสดงความสัมพนั ธ์อยา่ งเปน็ ระบบ
ระหวา่ งองคป์ ระกอบทมี่ ผี ลตอ่ การบรหิ ารโรงเรยี นซงึ่ มี 5 ดา้ น คอื 1) ดา้ นภาวะผนู้ ำ� ของผบู้ รหิ าร 2) ดา้ น
สมรรถนะของครู 3) ด้านส่งิ แวดลอ้ มในโรงเรียน 4) ด้านวฒั นธรรมองคก์ าร และ 5) ด้านการมีส่วนรว่ ม
ของผปู้ กครองและชมุ ชน และกระบวนการบรหิ ารโรงเรียน ซงึ่ มี 4 ด้าน คอื 1) ด้านวธิ ีการบริหาร 2) ด้าน
จดั การเรยี นการสอน 3) ดา้ นการบริหารจัดการหลกั สตู ร และ 4) ดา้ นการประกนั คุณภาพการศึกษา
2. รปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นทพี่ ฒั นาขน้ึ มคี วามเหมาะสมโดยรวมในระดบั มากทสี่ ดุ ( = 4.66)
นอกจากนี้ผู้เช่ียวชาญ 9 คน มีความคิดเห็นเก่ียวกับรูปแบบที่พัฒนาขึ้น อยู่ในระดับมาก ในด้านความ
เหมาะสม (µ = 4.38) และดา้ นความเปน็ ไปได้ (µ = 4.47) และระดบั มากทสี่ ดุ ในดา้ นความเปน็ ประโยชน์
และดา้ นความถูกตอ้ ง (µ = 4.67)
คำ� สำ� คญั : รูปแบบ; การบริหารที่มปี ระสทิ ธิผล; โรงเรียนมธั ยมศึกษาขนาดเล็ก

Abstract

The objectives of this study were: 1) to develop a model for school administrators
small productive under the jurisdiction of secondary education in Northeast, 2) to determine
the suitability Feasibility Helpfulness and accuracy effective administration model for small-
sized secondary schools under the Secondary Education Service Area Offices in the
North-eastern Region of Thailand. The study was divided into 2 phases. The first phase
was the development of effective administration model by studying relevant documents
and interview with 9 experts. The tools employed were a content analysis form and an
interview form. The development of model by applying modified Delphi technique 3
times. The tools used in the first application of modified Delphi technique was a close-
ended questionnaire, while a 5-level rating scale questionnaire was used in the second
and third application. The second phase was the examination and confirmation of the
developed model. The sample group consisted of 222 school administrators and 222
teachers, totally 444, in secondary schools under the Secondary Education Service Area
Offices in the North-eastern region. Sample size was determined by using Yamane table.
The instrument for data collection was a 5-level rating scale questionnaire. Data was
analyzed by determining mean and standard deviation and the model was considered by
9 experts in the expert group discussion.

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 77

The results were as follows:
1. The developed effective administration model was a structure that showed
a systematic relationship between the 5 components affecting school administration,
which were: 1) leadership of school administrators; 2) teacher capacity; 3) school environment;
4) organizational culture; 5) parents and community participation, and the process in
school administration, which comprised 4 aspects namely: 1) administration method; 2)
learning management; 3) curriculum administration and management; 4) education quality
assurance.
2. The appropriateness of the model was at the highest level ( = 4.66). When
considering in each aspect, it was found that the appropriateness of each aspect was
also at the highest level. Apart from this, the 9 experts had the opinion that the propriety
and feasibility of the developed model was at the high level with µ = 4.38 and µ = 4.47
consecutively while the developed model’s utility and accuracy was at the highest
level with µ = 4.67.

Keywords: Model; Effective Administration; Small-sized Secondary School

1. บทนำ�

การศึกษาเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการ กา้ วหนา้ แตย่ งั พบวา่ มปี จั จยั ภายนอกทมี่ ผี ลกระทบ
พัฒนาศักยภาพของคน เพราะการจัดการศึกษา ตอ่ เดก็ ในวยั ดงั กลา่ วนี้ ทำ� ใหป้ ระชากรวยั การศกึ ษา
เปน็ ปจั จยั หลกั ในการสรา้ งและพฒั นาความรคู้ วาม ข้ันพื้นฐาน ไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและ
คิดและคุณธรรมเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและ ประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงกัน สาเหตุประการหนึ่ง
สร้างภูมิปัญญาให้แก่บุคคล การจัดการศึกษาที่มี เนอ่ื งมาจากการจดั การดา้ นการศกึ ษาไมเ่ หมาะสม
คุณภาพจะช่วยให้ประชาชนมีคุณธรรมสามารถ หลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนที่ไม่สามารถ
ดำ� รงชวี ติ รว่ มกนั ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ สามารถ สนองต่อวิถีชีวิต ขาดรูปแบบการจัดการศึกษา
พัฒนาตนเอง ร่วมพัฒนาสังคมได้อย่างเหมาะสม ท่ีหลากหลาย ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ (Chatakan, 2013 : 16) (Office of the Education Council : 2009)
สภาพการจดั การศกึ ษาไทยทผี่ า่ นมา แมจ้ ะมคี วาม จากสภาพการจดั การศกึ ษาดงั กลา่ วการศกึ ษาไทย
ก้าวหน้าเป็นท่ีน่าพอใจโดยมีอัตราเด็กในวัยการ จงึ ถกู สงั คมตง้ั คำ� ถามมาโดยตลอดในลกั ษณะผดิ หวงั
ศึกษาข้ันพื้นฐานเข้าสู่การศึกษาในระบบจ�ำนวน กบั การศกึ ษาไทยเปน็ อยา่ งมาก ผปู้ กครองมองเหน็
มากและเข้าเรียนการศึกษานอกระบบในอัตรา ลกู หลานไมเ่ กง่ และดอี ยา่ งทค่ี าดหวงั นายจา้ งผดิ หวงั

78 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

กบั คณุ ภาพแรงงานทไี่ ดร้ บั รวมทง้ั ผเู้ รยี นไมม่ คี วามสขุ 1,500-2,399 คน โรงเรยี นขนาดใหญพ่ เิ ศษ นกั เรยี น
กบั การเรยี นการศกึ ษาทำ� ใหเ้ ครยี ดนกั เรยี นไมส่ ามารถ ตงั้ แต่ 2,400 ขน้ึ ไป ปจั จบุ นั ประเทศไทยมโี รงเรยี น
ปรบั ตวั เขา้ กบั การเรยี นได้ ปญั หาเดก็ ตกซำ้� ชน้ั และ สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
ออกกลางคนั ยงั คงเปน็ ปญั หาอยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดมา (สพฐ.) ระดบั มัธยมจำ� นวน 2,361 แห่ง โรงเรยี น
โดยมสี าเหตจุ ากการทส่ี ถานศกึ ษาไมส่ ามารถสนอง ศึกษาสงเคราะห์ 50 แห่ง และโรงเรียนพิเศษ
ตอบความคาดหวงั ความตอ้ งการของนกั เรยี นและ 43 แห่ง ส�ำหรับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่มี
ผู้ปกครองได้ดีพอ รวมท้ังปัญหาเศรษฐกิจและ นักเรียนไม่เกิน 499 คน จ�ำนวน 1,652 แห่ง
สภาพแวดลอ้ มอน่ื ๆ ทสี่ ง่ ผลใหน้ กั เรยี นออกกลางคนั โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มีปัญหาท่ีส�ำคัญหลาย
เพ่ือหนีปัญหา จากการประเมินผลของส�ำนักงาน ประการ ท้ังด้านการบริหารวิชาการ การบริหาร
รับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา งบประมาณ การบรหิ ารงานบคุ คล และการบรหิ าร
(องค์การมหาชน) ในด้านโครงสร้างของโรงเรียน ท่ัวไป ปัญหาดังกล่าวท้ังหมดท�ำให้เด็กที่ศึกษาอยู่
มัธยมศึกษา พบว่าการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง ในโรงเรียนขนาดเล็กกลายเป็นเด็กด้อยโอกาส
ต�ำแหน่งบุคลากรกับบทบาทหน้าที่ท่ีก�ำหนด ทางการศกึ ษาไปโดยปริยาย และเมอื่ เติบโตขนึ้ มา
ในสถานศึกษาไม่สมบูรณ์ ในด้านการตัดสินใจ กก็ ลายเปน็ กำ� ลงั คนทไ่ี มม่ คี ณุ ภาพของชาตหิ รอื เปน็
สงั่ การ ศนู ย์รวมอำ� นาจสูงสุดและศูนย์รวมอำ� นาจ ไดเ้ พยี งแรงงานไรฝ้ มี อื เทา่ นน้ั ปญั หาโรงเรยี นขนาด
หน่วยงานท่ีผู้อ�ำนวยการ โรงเรียนมอบหมาย เลก็ ถา้ ปลอ่ ยทงิ้ ไวโ้ ดยไมเ่ รง่ รดั แกไ้ ขอยา่ งจรงิ จงั จะ
รวมทงั้ การกระจายอำ� นาจไปยงั ศนู ยป์ ฏบิ ตั ยิ งั ขาด ท�ำให้เด็กท่ีต้องอยู่ในระบบน้ีกลายเป็นเด็กด้อย
ความเที่ยงตรงของเนื้อหาสาระของสารสนเทศที่ โอกาสทไี่ ดร้ บั การศกึ ษาทไี่ มม่ คี ณุ ภาพและตอ้ งออก
สื่อสาร ท�ำให้เกิดปัญหาในกระบวนการบริหาร จากระบบการศกึ ษาในทสี่ ดุ อนาคตของเดก็ กลมุ่ นี้
จัดการกิจกรรมการเรียนการสอน และงานอ่ืนๆ จะกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือท่ีอยู่ในกลุ่มคนยากจน
ท่ีเป็นภารกิจของโรงเรียนยังไม่มีประสิทธิผลเท่า เป็นส่วนใหญ่ ส่วนครูที่ต้องสอนอยู่ในโรงเรียน
ทคี่ วรองคป์ ระกอบสำ� คญั อกี ประการหนงึ่ คอื สภาพ เหลา่ นี้ก็จะกลายเป็นครทู ่ีขาดขวญั ก�ำลงั ใจ ท้อแท้
แวดล้อมและการน�ำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ใน และสนิ้ หวงั ทตี่ นเองถกู ทอดทง้ิ ใหต้ อ้ งทำ� งานอยใู่ น
การบรหิ ารจดั การและพฒั นาการเรยี นการสอนเพอื่ สภาพทขี่ าดแคลนและไรอ้ นาคต
เพิ่มประสิทธิผลของโรงเรียนนั้น โรงเรียนด�ำเนิน จากสภาพปญั หาและความสำ� คญั ของการ
การไดไ้ มเ่ ตม็ ศักยภาพ จัดการศึกษา ท่ีกล่าวข้างต้น ท�ำให้เกิดความแตก
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาของไทย แบง่ ออกเปน็ ตา่ งระหวา่ งสถานศกึ ษา โดยสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
4 ขนาด ดังน้ี โรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนไม่เกิน ต้องหาแนวทาง หรือรูปแบบการบริหารท่ีท�ำให้
499 คน โรงเรยี นขนาดกลาง นกั เรยี นระหวา่ ง 500- สถานศึกษามีความโดดเด่น มีมาตรฐานสูง โดยมี
1,499 คน โรงเรียนขนาดใหญ่ นักเรียนระหว่าง กลยุทธท์ ี่ท�ำให้สถานศกึ ษาเจริญเตบิ โต ทนั ต่อการ

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 79

เปลย่ี นแปลง ตอบสนองความตอ้ งการของนกั เรยี น ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กในภาคตะวัน
และผปู้ กครอง และสภาพสงั คมตลอดจนคา่ นยิ มที่ ออกเฉยี งเหนอื มคี ณุ ภาพสงู ขนึ้ และเกดิ การพฒั นา
เปล่ยี นไป เพอื่ การพัฒนาท่ียัง่ ยนื คอื การบริหาร ในทางท่ีดีมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเป็น
จัดการศึกษาเพ่ือความเป็นเลิศและมีประสิทธิผล โรงเรยี นทางเลอื กท่ีดขี องผูร้ บั บริการต่อไป
(Hoy & Miskel, 2001 : 373) จากการศึกษา
เกย่ี วกบั ประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นพบวา่ ประสทิ ธผิ ล 2. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
ของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายของการ
จดั การศกึ ษาทมี่ กี ารกำ� หนดไว้ (Creamers, 1997 1. เพอื่ พฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี น
: 110) ความร่วมมือร่วมใจกันในการท�ำงานเป็น มัธยมศึกษาขนาดเล็กท่ีมีประสิทธิผลสังกัด
ตัวแปรหน่ึงท่ีแสดงถึงประสิทธิผลของโรงเรียน ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาค
(Bentley, 1988 : 268) และโรงเรียนท่ีมี ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ประสิทธิผลมักมีวัฒนธรรมท่ีเข้มแข็งอีกด้วย 2. เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมความ
(Hoy & Miskel, 2001 : 184-185) จากเหตุผล เป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์และความถูกต้อง
ดงั กลา่ วขา้ งตน้ จะเหน็ วา่ ประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี น ของรูปแบบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาด
มีความสำ� คัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา เล็กท่ีมีประสิทธิผล สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การ
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องยังไม่มี ศกึ ษามัธยมศึกษา ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
งานวิจัยท่ีศึกษาเกี่ยวการบริหารโรงเรียนมัธยม
ศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล และจากการที่ 3. วธิ ีดำ� เนนิ การวจิ ัย
ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ แนวคิด
เก่ยี วกบั ระบบบริหาร แนวคดิ เกยี่ วกับการบริหาร การวิจัยในคร้ังน้ี ใช้การวิจัยแบบพหุวิธี
โรงเรียนมัธยมศึกษา และแนวคิดเกี่ยวกับ (Multiple Methodologies) ได้แก่ การวิเคราะห์
ประสิทธิผลผู้วิจัยเห็นว่าแนวคิดเหล่านี้จะมีส่วน เอกสารและงานวจิ ัย (Documentary Analysis)
ส�ำคัญในการพัฒนารูปแบบการบริหารทางการ การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ (Expert Interview)
ศึกษา ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาวิจัยการ การใช้เทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง (Modified
พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียน มัธยมศึกษา Delphi Technique) และการวิจัยเชิงส�ำรวจ
ขนาดเลก็ ทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ท่ี (Survey Research) ซึ่งด�ำเนนิ การ 2 ระยะ ดงั นี้
การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ระยะท่ี 1 การพฒั นารปู แบบการบรหิ าร
ผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนมัธยม โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล
ศกึ ษาขนาดเลก็ ทจี่ ะนำ� ไปใชใ้ นการบรหิ ารโรงเรยี น โดยการศึกษาองค์ประกอบรูปแบบการบริหาร
ให้เกิดประสิทธิผลซ่ึงจะส่งผลให้การจัดการศึกษา โรงเรียนโดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร และงานวิจัย
ทเ่ี กยี่ วขอ้ งการสมั ภาษณผ์ ทู้ รงคณุ วฒุ ิ จำ� นวน 9 คน
และการใช้เทคนิคเดลฟายแบบปรบั ปรงุ 3 รอบใช้

80 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ผู้เชี่ยวชาญจำ� นวน 21 คน สรา้ งขนึ้ เปน็ กรอบในการวเิ คราะหเ์ นอื้ หาเพอื่ นำ� ไป
ระยะท่ี 2 การตรวจสอบและยืนยัน สังเคราะห์เป็นร่างรูปแบบการบริหารโรงเรียน
รปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี น โดยใชก้ ารวจิ ยั เชงิ สำ� รวจ มัธยมศึกษาขนาดเล็กท่ีมีประสิทธิผล สังกัด
และการประชุมผเู้ ชยี่ วชาญ ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาค
1. การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี น ตะวันออกเฉียงเหนือวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การ
มัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผลในขั้นตอนน้ี วเิ คราะห์เน้ือหาแจกแจงประเด็น สรุป สงั เคราะห์
ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ การใน 3 ลกั ษณะ คอื การวเิ คราะห์ และเรียบเรียงเนื้อหาเพ่ือน�ำไปสู่การสังเคราะห์
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งการสมั ภาษณผ์ ทู้ รง รูปแบบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก
คณุ วฒุ กิ ารใช้เทคนคิ เดลฟายแบบปรับปรุง ทมี่ ปี ระสทิ ธผิ ล สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา
1.1 การวิเคราะห์เอกสารและงาน มธั ยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
วิจัยท่ีเกี่ยวข้องเกี่ยวกับองค์ประกอบคุณภาพการ 1.2 การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
จัดการศึกษา แล้วน�ำผลการศกึ ษามาสรา้ งรปู แบบ จ�ำนวน 9 คน เพ่ือใหไ้ ด้องคป์ ระกอบรูปแบบการ
หน่วยในการวิเคราะห์ในข้ันตอนน้ี คือ เอกสาร บรหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ ทมี่ ปี ระสทิ ธผิ ล
วิชาการ บทความ งานวิจัยทม่ี เี นื้อหาเก่ยี วกับการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้สัมภาษณ์ส�ำหรับการวิจัยใน
บริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผล ซ่ึงมีกรอบเนื้อหา ครงั้ นี้ เลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ในการวิเคราะห์เอกสาร คือ 1) หลักการแนวคิด เปน็ ผมู้ คี วามรคู้ วามสามารถในดา้ นการบรหิ ารการ
ทฤษฎอี งค์การท่ีมปี ระสทิ ธิผล 2) แนวคดิ เกย่ี วกับ ศกึ ษาหรอื การพฒั นาโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาประกอบ
องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผล ดว้ ยนกั วิชาการ จ�ำนวน 3 คนผู้บริหารการศึกษา
โดยใช้แบบวเิ คราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จ�ำนวน 3 คน และ ผู้บริหารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา
ซงึ่ แบ่งออกเปน็ 3 ขัน้ ตอน ตอนท่ี 1 ความสัมพนั ธ์ จำ� นวน 3 คน เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย เป็นแบบ
ภายนอก (External Relation) ประกอบด้วย สัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured
ประเภทของเอกสาร ปที พี่ มิ พ์ สำ� นกั พมิ พแ์ ละสาขา Interview) ใชเ้ พอ่ื ศกึ ษาวเิ คราะหห์ ลกั การแนวคดิ
วชิ า เปน็ ตน้ ตอนที่ 2 ความสมั พนั ธภ์ ายใน (Internal ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการบริหาร
Relation) ประกอบด้วย ช่ือผู้เขียน ช่ือเอกสาร โรงเรยี นทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ลโดยใชก้ ารสงั เคราะหเ์ นอื้ หา
ปญั หาการวจิ ยั หรอื ประเดน็ หลกั ของเอกสาร เนอื้ หา (Content synthesis) เพ่ือให้ได้กรอบความคิด
สาระของเอกสารทเ่ี ชอ่ื มโยงกบั ทฤษฎี หรอื ผลการ รปู แบบของการบรหิ ารโรงเรยี นทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ลเกบ็
วจิ ยั อนื่ จดุ เนน้ การเก็บข้อมลู และการวเิ คราะห์ รวบรวมข้อมูล โดยใช้เคร่ืองมือที่สร้างข้ึนในการ
ข้อมูล เป็นต้น และตอนที่ 3 ขอ้ ค้นพบทสี่ ามารถ บันทึกผลการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการ
น�ำไปใช้ในการสังเคราะห์องค์ประกอบการบริหาร วิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วน�ำผลที่ได้มาใช้ประกอบ
โรงเรียนท่ีมีประสิทธิผล โดยผู้วิจัยใช้เคร่ืองมือที่ การสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา

ปีท่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 81

ขนาดเล็ก ทม่ี ีตอ่ ไป การได้มาของกลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบหลายขั้น
1.3 การใช้เทคนิคเดลฟายแบบ ตอน (Multi-stage Random Sampling) บญุ ชม
ปรบั ปรงุ จำ� นวน 3 รอบ โดยการสอบถามผเู้ ชยี่ วชาญ ศรสี ะอาด (Srisa-ard, 2002 : 47) โดยด�ำเนินการ
ซึ่งไดม้ าจากการเลอื กแบบเจาะจง จำ� นวน 21 คน ก�ำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ
ประกอบดว้ ย อาจารยใ์ นสถาบนั อดุ มศกึ ษา จำ� นวน Yamane ท่ีระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ได้
5 คน ผบู้ รหิ ารการศกึ ษา จำ� นวน 5 คน ศกึ ษานเิ ทศก์ จ�ำนวน 222 แหง่ ใช้ส�ำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา
จำ� นวน 5 คน ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา จำ� นวน มัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งหมด
6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 15 ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาและใช้โรงเรียน
เปน็ แบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั ขนาดเลก็ เปน็ หนว่ ยในการสมุ่ อยา่ งงา่ ยโดยการจบั
ซึ่งผู้วิจัยสร้างข้ึนเพื่อสอบถามความคิดเห็นของ สลากโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ี
ผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบ การศึกษามัธยมศึกษาท้ัง 15 ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ี
การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กท่ีมี การศกึ ษา ในสดั สว่ นรอ้ ยละ 44 ของจำ� นวนโรงเรยี น
ประสิทธผิ ล วิเคราะห์ข้อมลู โดยนำ� ข้อมูลท่ีไดจ้ าก ซึง่ ได้โรงเรยี นท้งั หมด 222 แหง่ เลอื กแบบเจาะจง
แบบสอบถามเดลฟายรอบที่ 3 มาค�ำนวณหาค่า ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นจำ� นวน 222 คน และสมุ่ อยา่ งงา่ ย
มธั ยฐานและคา่ พสิ ยั ระหวา่ งควอไทล์ เพอื่ วเิ คราะห์ ครู จ�ำนวน 222 คนจากโรงเรยี นทเ่ี ปน็ สุ่มได้
ความสอดคล้องของความคิดเห็นเก่ียวกับรูปแบบ เครอื่ งมอื ในการวจิ ยั เครอื่ งมอื ในการวจิ ยั
การบริหารโรงเรยี นมัธยมศกึ ษาขนาดเล็ก คร้ังน้ีเป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ใน
2. การตรวจสอบและยนื ยนั รปู แบบการ การเก็บรวบรวมข้อมูลองค์ประกอบการบริหาร
บริหารโรงเรียนท่ีมีประสิทธิผล ส�ำหรับการวิจัย โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล
เชงิ สำ� รวจ ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั วธิ ีการหาคุณภาพเคร่อื งมือ โดยน�ำข้อค�ำถามท่ีได้
ครั้งนี้ ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กสังกัด จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญ จ�ำนวน 21 คน
ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในภาค ในรอบท่ี 3 โดยคดั เลือกขอ้ คำ� ถามทีม่ ีคา่ มธั ยฐาน
ตะวนั ออกเฉียงเหนือในปกี ารศึกษา 2561 จ�ำนวน ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไปและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์
502 แห่ง และกล่มุ ตวั อยา่ งในการวจิ ัยคร้งั นี้ ได้แก่ ตง้ั แต่ 1.50 ลงมา แลว้ นำ� มาสรา้ งเปน็ แบบสอบถาม
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ สงั กดั สำ� นกั งานเขต แลว้ นำ� แบบสอบถามทสี่ รา้ งขน้ึ ไปใหค้ ณะกรรมการ
พนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา ในภาคตะวนั ออกเฉยี ง ทป่ี รึกษาวิทยานพิ นธ์ตรวจสอบ และให้ค�ำแนะน�ำ
เหนือ ในปกี ารศกึ ษา 2561 จ�ำนวน 222 แหง่ ผู้ให้ เพื่อน�ำมาปรับปรุงแก้ไขและสร้างแบบสอบถาม
ขอ้ มลู แตล่ ะโรงเรยี นประกอบดว้ ย ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น ฉบับสมบูรณ์
1 คน และครู 1 คน กำ� หนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูลส่งแบบสอบถาม
โดยใชต้ ารางของยามาเน่ (Yamane, 1973 : 1988) และเก็บรวบรวมคืนทางไปรษณีย์ท�ำการประมวล

82 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ผลและวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ ศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผลสังกัดส�ำนักงาน
สถิติท่ใี ช้ คือ ค่ารอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี ( ) และส่วนเบยี่ ง เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา ในภาคตะวันออก
เบนมาตรฐาน (S.D.) น�ำเสนอรปู แบบการบรหิ าร เฉียงเหนือ ประกอบด้วยองค์ประกอบท่ีมีผล
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ ทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ลสงั กดั ต่อการบรหิ ารโรงเรียน 5 ด้าน คอื 1) ด้านภาวะ
ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา ในภาค ผนู้ ำ� ของผบู้ รหิ าร 2) ดา้ นสมรรถนะของครู 3) ดา้ น
ตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านความเห็นของกลุ่ม ส่ิงแวดลอ้ มในโรงเรยี น 4) ด้านวฒั นธรรมองคก์ าร
ตัวอย่างให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาโดยวิธีการประชุม และ 5) ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและ
ผเู้ ชี่ยวชาญ (Expert Group Meeting) ชมุ ชนมี องคป์ ระกอบกระบวนการบรหิ ารโรงเรยี น
3. การประชมุ ผเู้ ชย่ี วชาญ กลมุ่ เปา้ หมาย 4 ดา้ น คอื 1) ดา้ นวธิ กี ารบรหิ าร 2) ดา้ นการบรหิ าร
คอื ผเู้ ชย่ี วชาญ จำ� นวน 9 ประกอบดว้ ย นกั วชิ าการ จดั การหลักสูตร 3) ดา้ นการจดั การเรยี นการสอน
จ�ำนวน 3 คน ผบู้ รหิ ารการศึกษา จำ� นวน 3 คน และ 5) ดา้ นการประกันคณุ ภาพการศึกษา ซง่ึ เป็น
และผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา จ�ำนวน 3 คน โครงสร้างที่แสดงความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ
และไมซ่ �้ำกบั ผทู้ รงคุณวฒุ ใิ นระยะที่ 1 ระหว่างองค์ประกอบที่มีผลต่อการบริหารงาน
โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กและองค์ประกอบ
4. สรปุ ผลการวิจยั กระบวนการบริหาร ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิผล
ทงั้ งานวชิ าการ งานบรหิ ารงบประมาณ งานบรหิ าร
ผลการวจิ ยั ครง้ั นี้ สามารถสรปุ ได้ดังนี้ งานบคุ คล และงานบริหารทวั่ ไป ดังภาพประกอบ
1. รูปแบบการบริหารโรงเรียนมัธยม

ภาพท่ี 1 รูปแบบการบริหารโรงเรยี นมธั ยมศึกษาขนาดเลก็ ทีม่ ปี ระสิทธผิ ล สังกดั ส�ำนักงานเขตพืน้ ที่การ
ศึกษามัธยมศึกษา ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 83

2. การตรวจสอบและยนื ยนั รปู แบบการ มีความคิดเห็นต่อความเหมาะสมและความเป็นไป
บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ข น า ด เ ล็ ก ท่ี มี ไดข้ องรูปแบบโดยรวมอยูใ่ นระดับมาก ( = 4.38
ประสิทธิผลสังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา และ = 4.47 ตามลำ� ดบั ) ดา้ นความเปน็ ประโยชน์
มัธยมศึกษา ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และด้านความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด ( =
2.1 การตรวจสอบความเหมาะสม 4.67)
ของรูปแบบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาด
เล็กที่มีประสิทธิผล สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การ 5. อภิปรายผลการวิจัย
ศึกษามัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยสอบถามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน จากการวิจัยเร่ืองการบริหารโรงเรียน
และครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก มัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผลสังกัด
สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาค
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า ผู้บริหาร ตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยได้น�ำผลมาเสนอเป็น
โรงเรียน และครูผู้สอน มีความคิดเห็นต่อความ ประเด็น เพ่ืออภิปรายผลการวิจัยตามความ
เหมาะสมของรปู แบบโดยรวมอยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ มุ่งหมายของการวิจัย ซ่งึ มี 2 ขอ้ ดังนี้
( = 4.66) เมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายด้านพบว่าอยใู่ น 1. รูปแบบของการบริหารโรงเรียน
ระดับมากท่ีสุดทุกด้าน โดยเรียงล�ำดับจากมาก มัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผลท่ีพัฒนาขึ้น
ไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านภาวะผู้น�ำของผู้บริหาร เป็นโครงสร้างท่ีแสดงความสัมพันธ์ขององค์
( = 4.80) ด้านวธิ กี ารบรหิ าร ( = 4.73) ดา้ น ประกอบท่ีมีผลต่อการบริหารงานโรงเรียน
วัฒนธรรมองค์การ ( = 4.68) ด้านการจัดการ มัธยมศึกษาขนาดเล็ก ซ่ึงมีบริบทที่แตกต่างจาก
เรยี นการสอน ( = 4.67) ดา้ นการประกนั คณุ ภาพ โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั้งด้าน
การศึกษา ( = 4.65) ด้านสภาพแวดล้อม ทรพั ยากรในการบรหิ าร มขี ้อจำ� กดั หลายประการ
ในโรงเรียน ( = 4.64) ดา้ นหลกั สูตร ( = 4.63) ทง้ั ดา้ นบคุ ลากร งบประมาณ วสั ดอุ ปุ กรณ์ และการ
ด้านสมรรถนะครู ( = 4.61) และด้านการมี บริหารจัดการ รูปแบบของการบริหารโรงเรียน
สว่ นร่วมของผปู้ กครองและชุมชน ( = 4.58) มธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ ทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ล ประกอบดว้ ย
2.2 การประชุมผู้เชี่ยวชาญเพ่ือ องค์ประกอบทีม่ ีผลต่อการบริหารโรงเรียน 5 ด้าน
ประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา คอื 1) ดา้ นสมรรถนะของครู 2) ด้านสงิ่ แวดล้อม
ขนาดเล็กท่ีมีประสิทธิผลสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่ ในโรงเรยี น 3) ดา้ นวฒั นธรรมองคก์ าร และ 4) ดา้ น
การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนและ
ในด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ความ องค์ประกอบกระบวนการบริหารโรงเรียนจ�ำนวน
เหมาะสม และความถูกต้องพบว่า ผู้เช่ียวชาญ 4 ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นวธิ ีการบรหิ าร ดา้ นการบริหาร
จดั การหลกั สตู ร ดา้ นการจดั การเรยี นการสอนและ

84 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ซ่ึงแต่ละองค์ ความถกู ตอ้ งของรปู แบบ โดยรวมอยู่ในระดบั มาก
ประกอบมีความสัมพันธ์และเกี่ยวเน่ืองกันอย่าง ท่ีสุด ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากผู้วิจัยได้จัดท�ำรูปแบบ
เป็นระบบส่งผลให้การบริหารเกิดประสิทธิผลรูป การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กที่มี
แบบการบริหารโรงเรียนท่พี ัฒนาขน้ึ สอดคลอ้ งกบั ประสิทธิผล โดยมีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ต่อ
แนวคดิ ของสภุ าพ วาทหงษ์ (Wathahong, 2007) หน่วยงานต้นสังกัด เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร
กล่าวว่าองค์ประกอบท่ีเอ้ือต่อประสิทธิผลของ โรงเรียนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะ
โรงเรยี นประกอบดว้ ย 1) บคุ ลากร 2) กระบวนการ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น และเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นา
เรียนการสอน 3) สื่อและเทคโนโลยี 4) กิจการ คณุ ภาพการศกึ ษาและคณุ ภาพผเู้ รยี น เปน็ รปู แบบ
นกั เรยี น 5) อาคารสถานท่ี 6) บรหิ ารงานทว่ั ไปและ ท่ีสามารถน�ำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมกับบริบท
7) แหล่งเรียนรู้และชุมชน นงลักษณ์ เรือนทอง และทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อน�ำไปใช้แก้ไขปัญหา
(Rueanthong, 2007) ไดก้ ล่าววา่ องคป์ ระกอบ ท่ีผู้บริหารโรงเรียนเผชิญอยู่ได้อย่างเหมาะสม
การบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผล ประกอบด้วย สอดคล้องกับนโยบายของต้นสังกัด รูปแบบที่
การเปน็ องคก์ รแหง่ การเรยี นรู้ ผบู้ รหิ ารและครเู ปน็ พฒั นาข้นึ เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการศกึ ษา
มืออาชีพ การประกันคุณภาพ ตรวจสอบได้และ ในยุคปัจจุบันมีความเป็นสากล และมีมาตรฐาน
ความนา่ เชอื่ ถอื สภาพแวดลอ้ มทเี่ ออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้ มีความคุ้มค่าท่จี ะนำ� ไปปฏบิ ตั ิ นอกจากน้ี รปู แบบ
การมีวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ร่วมกันเน้นการ ดังกล่าวยังได้มาตามกระบวนการศึกษาวิจัยอย่าง
เรยี นการสอน การสอนทม่ี วี ตั ถปุ ระสงค์ และการมี ถูกต้องและเช่ือถือได้ มีความตรงเชิงเน้ือหาและ
ความคาดหวังต่อนักเรียนสูง และสอดคล้องกับ การใช้ภาษาอย่างถูกต้อง มีการวิเคราะห์ข้อมูล
มานะ สินธุวงษานนท์ (Sinthuwongsanont, ในทั้งทางเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างถูกต้อง
2007 : 22-23) กลา่ ววา่ ปัจจัยสง่ เสรมิ การจัดการ ตามกระบวนการวิจัย มีการจัดล�ำดับการน�ำเสนอ
ศกึ ษาทสี่ ่งผลต่อคุณภาพ ประกอบดว้ ย โครงสรา้ ง ในแต่ละด้านอย่างเหมาะสมและถูกต้องสามารถ
การบรหิ ารโรงเรยี น พนั ธกจิ ทชี่ ดั เจน ความกลมเกลยี ว น�ำไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารโรงเรียนมัธยม
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และกระบวนการ ศกึ ษาขนาดเลก็ ได้โดยง่าย
บริหารคุณภาพ
2. รปู แบบของการบรหิ ารโรงเรยี นมธั ยม 6. ข้อเสนอแนะ
ศึกษาขนาดเล็กท่ีมีประสิทธิผลที่พัฒนาขึ้นผลการ
วจิ ัยพบวา่ ผู้บริหารและครมู ีความคดิ เหน็ เก่ยี วกับ 1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
เหมาะสมของรปู แบบโดยรวมอยู่ ในระดบั มากทสี่ ดุ 1.1 ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการ
ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็น สถานศึกษาผู้ปกครองนักเรียนและทุกฝ่ายท่ี
ประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและ เกีย่ วข้องกับการจัดการศกึ ษาต้องตระหนักและให้
ความสำ� คญั กบั องคป์ ระกอบทกุ ดา้ น ตอ้ งบอกไดว้ า่

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 85

ปัจจุบันโรงเรียนควรพัฒนาองค์ประกอบด้านใด 2.2 ควรศึกษาผลการน�ำรูปแบบท่ี
มากทส่ี ดุ และทกุ ฝา่ ยควรใหค้ วามรว่ มมอื ในการพฒั นา พฒั นาขน้ึ ไปใช้ เพอื่ พฒั นาประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี น
1.2 ผู้บริหารควรพัฒนาตนเองให้มี 2.3 ควรท�ำวิจัยโดยใช้วิธีวิทยาการ
ศักยภาพในด้านภาวะผู้น�ำและสามารถเลือกวิธี วิจัยในลกั ษณะอ่นื เชน่ การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ เพอ่ื
บริหารงานในโรงเรียนให้เป็นระบบโดยค�ำนึงถึง ให้ได้สารสนเทศท่ีลุ่มลึกและหารูปแบบจาก
คุณภาพผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลักส่งเสริมให้ครูได้ ปรากฏการณจ์ รงิ ของการบริหารโรงเรียน
พฒั นาศกั ยภาพในการจดั การเรยี นการสอนดว้ ยวธิ ี ที่มปี ระสิทธิผล
การทห่ี ลากหลาย มกี ารนเิ ทศ ตดิ ตาม รบั ฟงั ปญั หา
ความต้องการที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียน 7. องคค์ วามรู้ที่ได้รบั
การสอนเพ่ือนำ� มาปรบั ปรุงพฒั นาให้ดยี ง่ิ ข้นึ
1.3 ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา จากการศึกษาการพัฒนารูปแบบการ
ต้องมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาบุคลากรให้มี บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก ส่ิงส�ำคัญ
ความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ให้ครอบคลุม เ กี่ ย ว กั บ ก า ร พั ฒ น า เ พ่ื อ ใ ห ้ ส ถ า น ศึ ก ษ า เ กิ ด
ทุกด้าน และพิจารณาจัดสรรงบประมาณหรือ ประสทิ ธภิ าพและมปี ระสทิ ธผิ ลนนั้ คอื การบรหิ าร
ทรัพยากรทางการศึกษาเพ่ือพัฒนาในงานต่างๆ ภาวะผู้น�ำและสามารถเลือกวิธีบริหารงานใน
ตามความสำ� คญั กอ่ นหลัง โรงเรียนให้เป็นระบบโดยค�ำนึงถึงคุณภาพผู้เรียน
2. ขอ้ เสนอแนะเพ่ือการวิจยั คร้งั ต่อไป เปน็ เปา้ หมาย รวมทั้งมกี ารสง่ เสริมใหค้ รไู ด้พฒั นา
2.1 ควรพัฒนารูปแบบการบริหาร ศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการท่ี
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาในสงั กดั อนื่ เพอื่ ไดอ้ งคค์ วามรู้ หลากหลาย มีการนิเทศ ติดตาม รับฟังปัญหา
ทเี่ ปน็ ภาพรวมสำ� หรบั เปน็ แนวทางการพฒั นาโรงเรยี น ความต้องการท่ีเกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนเพ่ือน�ำมาปรบั ปรงุ พฒั นาให้ดียิ่งขน้ึ

References

Bentley, S. H. (1988). Building an Effective High School: A Descriptive Study. Dissertation
Abstracts International, 49(09A), 2608.

Chatakan, W. (2013). Management Techniques for Professional Education Administrators.
(Revised edition) (4th ed). Bangkok : Chulalongkorn University.

Creamers, B. P. M. (1997). Toward a Theory of Education Effectiveness Organizational
Effectiveness and Improvement in Education. Wilshire : Redwood Books.

Hoy, W. K. and Miskel, C. G. (2001). Educational Administration Theory Research and Practice.
(6th ed). Singapore : McGraw-Hill.

86 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Office of the Education Council. (2009). Educational reform proposals in the second
decade (2009-2018). Bangkok : Prikwarn-graphic.

Rueanthong, N. (2007). The model of school Administrative. Bangkok : Silpakorn University.
Sinthuwongsanont, S. (2007). The Supporting Factors of the Educational Management

Affecting Students’ Quality in the Northeastern Part of Thailand. Journal of
Education, 18(2), 22-23.
Srisaard, B. (2002). Preliminary research. The 2nd ed. Bangkok : Suwiriyasan Printing.
Wathahong, S. (2007). Factors Facilitating Primary Student Qualification Fundamental
Curriculum School Under the Office of Mahasarakham Education Service Area
Zone 1. Mahasarakham : Rajabhat Maha Sarakham University.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. (3rd ed). New York : Harper & Row
Publishers.

รปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการเพ่อื พฒั นาผู้เรียนตามหลักไตรสกิ ขา
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากล่มุ ร้อยแก่นสารสนิ ธุ์*

Model of Academic Administration for Developing Learners
Based on the Threefold Training: Secondary Schools
Roikaensarasin Group, Northeastern Thailand

กฤตยากร ลดาวลั ย,์ วิมลพร สุวรรณแสนทวี และธรี ภัทร์ ถ่ินแสนดี
Kittayakorn Ladawan, Vimonporn Suwansaentavee and Theeraphat Thinsandee

มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตร้อยเอด็
Mahamakut Buddhist University, Roi Et Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ยั ครง้ั น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาองคป์ ระกอบการบรหิ ารงานวชิ าการเพอื่ พฒั นาผเู้ รยี น
ตามหลกั ไตรสกิ ขา โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ 2) เพอ่ื สรา้ งรปู แบบการบรหิ ารงานวชิ าการ
3) เพ่ือพัฒนารูปแบบใชใ้ นการบรหิ ารงานวชิ าการ กลมุ่ ตัวอยา่ งไดแ้ ก่ ผอู้ ำ� นวยการและรองผอู้ �ำนวยการ
ฝ่ายวิชาการ สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ 24 25 26 และ 27 จ�ำนวน 226 คน
ใช้วธิ ีการสมุ่ อยา่ งงา่ ยด้วยวิธกี ารจบั ฉลาก เคร่อื งมอื ท่ีใชเ้ ป็นแบบสอบถามมคี ่า IOC ระหวา่ ง 0.67-1.00
และคา่ ความเช่ือมน่ั เท่ากับ 0.98 วิเคราะหข์ อ้ มูลดว้ ยคอมพิวเตอรโ์ ปรแกรมสำ� เร็จรปู เพอื่ หาคา่ ความถ่ี
ร้อยละค่าเฉลยี่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เทคนคิ PNImodified
ผลการวิจัยพบว่า
1. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา โรงเรียน
มธั ยมศึกษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสินธุ์ มจี �ำนวน 6 ดา้ น คอื ดา้ นหลกั สตู รและการบรหิ ารหลักสูตรตามหลัก
ไตรสกิ ขา ดา้ นการจดั การเรยี นการสอน ดา้ นการวจิ ยั เพอื่ พฒั นาการเรยี นรู้ ดา้ นการนเิ ทศภายใน ดา้ นการ
วัดและประเมนิ ผลการศึกษา ดา้ นการประกนั คณุ ภาพการศึกษา

* ไดร้ บั บทความ: 26 กมุ ภาพันธ์ 2562; แกไ้ ขบทความ: 23 ธันวาคม 2562; ตอบรับตีพมิ พ:์ 27 มีนาคม 2563
Received: February 26, 2019; Revised: December 23, 2019; Accepted: March 27, 2020

88 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2. การสร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา โรงเรียน
มธั ยมศกึ ษากลุ่มร้อยแก่นสารสินธ์ุ โดยรวม PNI = 0.27 ด้านการจัดการเรียนการสอน ค่า PNI = 0.28
ดา้ นการนิเทศภายใน ค่า PNI = 0.27 ดา้ นการวัดและประเมินผลการศกึ ษา คา่ PNI = 0.26 ดา้ นการวจิ ัย
เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ ดา้ นการประกันคุณภาพการศึกษา ค่า PNI = 0.25 ด้านหลักสตู รและการบริหาร
หลักสตู ร ค่า PNI = 0.24 ตามล�ำดับ
3. การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียน ตามหลักไตรสิกขา โรงเรียน
มธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ จำ� นวน 6 ดา้ น 7 เปา้ หมาย 35 แนวทาง 33 ตวั ชวี้ ดั ดา้ นที่ 1 หลกั สตู ร
และการบรหิ ารหลกั สตู ร 1 เปา้ หมาย 4 ตัวชว้ี ดั ด้านที่ 2 การนิเทศภายใน 1 เป้าหมาย 6 แนวทาง 6 ตัว
ชีว้ ดั ด้านที่ 3 การวดั และประเมินผลการศกึ ษา 1 เป้าหมาย 5 แนวทาง 5 ตวั ช้ีวดั ดา้ นท่ี 4 การวจิ ัยเพอ่ื
พฒั นาการเรยี นรู้ 1 เป้าหมาย 5 แนวทาง 5 ตวั ชวี้ ดั ดา้ นท่ี 5 การประกันคณุ ภาพการศกึ ษา 2 เป้าหมาย
5 แนวทาง 5 ตวั ชี้วัด ดา้ นที่ 6 หลักสูตรและการบริหารหลักสูตร 1 เป้าหมาย 6 แนวทาง 4 ตัวช้ีวัด
คำ� สำ� คญั : รูปแบบ; การบรหิ ารงานวิชาการ; หลกั ไตรสกิ ขา

Abstract

The objectives of this research were to study, design and development basic
components of the academic administration based on the Buddhist Threefold Trainings
(morality, concentration and wisdom) for developing learners at Roikaensarasin Secondary
Schools Group. The sampling group consisted of 226 secondary school principals and
vice-principals under offices of 24, 25, 26, and 27 secondary school academicians
selected by using stratified sampling. The device for eliciting data was the questionnaire
with the content validity between 0.67 and 1.00, and reliability at 0.98. Data were
processed with the computer software package to find frequencies, percentages,
arithmetic means, standard deviations and Modified Priority Needs Index (PNImodified).
The findings indicated that:
1. Elements of academic administrations based on the Buddhist threefold
trainings for developing learners at the target schools involve six domains: curricula and
curricula administrations, instructional managements, the research for developing learners,
internal supervision of instructions, instructional measurements and assessments, and
education quality assurance.

ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 89

2. The construction of academic administration models based on the Buddhist
threefold trainings for developing learners at aforesaid schools has shown ‘Modified
Priority Needs Index’ (MPNI) at 0.27 in the overall domain, learning managements at 0.28,
internal supervision at 0.27, instructional measurements and assessments at 0.26, the
research for developing learners as well as education quality assurance at 0.25, and
curricula and curricula managements at 0.24, respectively.
3. Developments of all constructed models of academic administrations based
on its threefold training for developing learners have extended to seven goals, 35
approaches, and 33 KPI’s. The first model on curricula and curricula administrations
comprises one goal, 4 KPI’s. The second on internal supervision comprises one goal, 6
approaches, 6 KPI’s. The third on instructional measurements and assessments
comprises one goal, 5 approaches, 5 KPI’s. The fourth on the research for developing
learners’ constitutes comprises one goal, 5 approaches, 5 KP’Is. The fifth on education
quality assurance comprises two goals, 5 approaches, 5 KPI’s. The sixth on curricular and
curriculum administrations comprised one goal, 6 approaches, 4 KPI’s.
Keywords: models, academic administrations, based on the threefold training

1. บทน�ำ โดยการก�ำหนดกลุ่มเครือข่ายการปฏิบัติเพื่อ
ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยการใช้
สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ทรัพยากรร่วมกันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ฐาน มหี นา้ ทดี่ ำ� เนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามอำ� นาจหนา้ ที่ เพ่ือให้สถานศึกษาสามารถขับเคลื่อนและป้องกัน
ของคณะกรรมการเขตพ้ืนที่การศึกษาตามมาตรา แกไ้ ขปญั หาต่างๆ ได้เอง จึงได้กำ� หนดงานบรหิ าร
38 แห่งพระราบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. งานสถานศึกษาไว้ 4 งานกล่าวคือ งานวิชาการ
2542 และมาตร 37 แหง่ พระราชบัญญัติระเบียบ งานงบประมาณ งานบรหิ ารบคุ คล และงานบรหิ าร
ริหารราชการกระทรวง และมีอ�ำนาจหน้าท่ีจัดท�ำ งานทั่วไป งานวิชาการเป็นงานหลักหรือภารกิจ
นโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศกึ ษาของ หลักของสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้อง
เขตพ้ืนที่การศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ให้ความสนใจและให้ความส�ำคัญเป็นอย่างมาก
มาตรฐานการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนพัฒนา เพราะมาตรฐานและคุณภาพของสถานศึกษา
หลักสูตรกับสถานศึกษา ดังนั้นจึงมีนโยบายท่ี พิจารณาได้จากผลงานด้านวิชาการเป็นหลัก
สง่ เสริมสนบั สนนุ ใหส้ ถานศึกษาในสงั กดั สามารถ (Office of the Basic Education Commission,
บริหารจัดการด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

90 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2004 : 131) ศาสนา ซง่ึ เปรยี บเสมอื นสายโลหิตแหง่ วัฒนธรรม
การบริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียน ที่แน่นอยู่ในความรู้สึกและหล่อเลี้ยงในจิตใจของ
ระดับมัธยมศึกษา โดยน�ำหลักพุทธธรรมมา คนในสังคมไทยมานาน เข้ามาประยุกต์ใช้เป็น
ประยุกต์ใช้ในการบริหารงานวิชาการของสถาน เคร่ืองก�ำกับในการบริหารสถานศึกษาในทุกด้าน
ศึกษา ซ่ึงหลักธรรมท่ีได้หยิบยกน�ำมาปฏิบัติคือ เพอื่ สร้างความเชอ่ื ถอื การยอมรบั ในสังคม ตลอด
หลกั ไตรสกิ ขา ไดแ้ ก่ ศลี สมาธิ และปญั ญา อนั เปน็ จนการสร้างกลยุทธ์ความพึงพอใจให้กับผู้อยู่ใต้
วิถีทางของการด�ำเนินชีวิตท่ีดีงามของการพัฒนา บังคับบัญชาที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบ
ทรัพยากรมนุษย์ตามหลักพุทธศาสนา โดยมี แหง่ พระพทุ ธศาสนา (Phra Uthitissara Thera,
เปา้ หมายเพอ่ื ใหบ้ คุ คลผปู้ ฏบิ ตั ติ ามไดพ้ ฒั นาตนเอง 2005 : 39)
ให้สูงขึ้นประกอบด้วย ศีล หมายถึง การพัฒนา ดว้ ยเหตผุ ลและความสำ� คญั ดงั กลา่ ว ชใี้ ห้
ทรัพยากรมนุษย์ในด้านร่างกาย ให้ผู้เรียนเลือก เห็นถึงความจ�ำเป็นในการบริหารงานวิชาการเพ่ือ
กระท�ำผดิ หรือถกู ในการตอบสนองสถานการณท์ ่ี พัฒนาผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาที่เป็นเยาวชน
ผสู้ อนกำ� หนดให้ ซงึ่ เปน็ พนื้ ฐานเบอ้ื งตน้ ของการอยู่ อนาคตของชาติ เน่ืองจากสังคมไทยในทุกวันนี้
รว่ มกันด้วยดกี ับผอู้ ื่น สมาธิ หมายถงึ การพัฒนา คุณธรรมประจ�ำใจได้เสื่อมถอยลง การน�ำหลัก
จิตใจให้มีคุณธรรมต่อกันและกัน คือการฝึกฝน ไตรสกิ ขา มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการบรหิ ารงานวชิ าการ
พัฒนาตนเองให้มีคุณภาพจิตดี สมรรถภาพจิตดี ของสถานศกึ ษา จะเปน็ สงิ่ ทพ่ี ฒั นาจติ ใจของผเู้ รยี น
สขุ ภาพจติ ดี และปญั ญา หมายถงึ การฝกึ ฝนอบรม และได้รูปแบบการบริหารงานวิชาการท่ีดี ดังนั้น
พฒั นาตนเองในการพจิ ารณาสงิ่ ทง้ั ปวงใหเ้ กดิ ความ ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษารูปแบบการบริหารงาน
รคู้ วามเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ มคี วามคดิ วิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา
สรา้ งสรรคป์ รบั ปรงุ สงิ่ ใหมๆ่ เสมอมเี หตผุ ลเชงิ จรยิ ธรรม โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ เพอื่ เปน็
ในการดจู ากตวั อย่างที่ดี (Phra Thammakosarn กลยทุ ธห์ รอื แนวทางในการบรหิ ารสถานศกึ ษาและ
(Prayoon Thammachitto), 2006 : 3) หน่วยงานอื่นๆ ท่ีเก่ียวข้อง อันจะส่งผลต่อการ
ในระยะเวลาที่ผ่านมาคุณภาพการศึกษา จัดการศึกษาและพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาต่อไป
ไทยมีสภาพด้อยลงมาก วัฒนธรรมองค์กรยัง
เหมอื นเดมิ คอื เปน็ ระบบราชการและตดิ กรอบการ 2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั
ท�ำงานเชิงระเบียบกฎเกณฑ์แบบแผนด้ังเดิมที่
สั่งสมกันมา นวัตกรรมแนวคิดใหม่ๆ ไม่สามารถ 1. เพ่ือศึกษาองค์ประกอบการบริหาร
สอดแทรกเขา้ สกู่ ระแสหลกั ขาดระบบการควบคมุ งานวิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา
คณุ ภาพทกุ ระดบั ชน้ั ผลสมั ฤทธทิ์ ตี่ กตำ�่ ทกุ รายวชิ า โรงเรียนมธั ยมศกึ ษากลมุ่ ร้อยแกน่ สารสนิ ธุ์
จึงได้มีการน�ำหลักธรรมค�ำส่ังสอนทางพระพุทธ 2. เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารงาน
วิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา


Click to View FlipBook Version