The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563

ปที ี่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 91

โรงเรียนมธั ยมศึกษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ แบบสอบถามเป็นคำ� ถามแบบปลายปิด มีลกั ษณะ
3. เพื่อพัฒนารูปแบบใช้ในการบริหาร เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
งานวิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา 3. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลุ่มร้อยแกน่ สารสนิ ธุ์ มีขัน้ ตอนดังน้ี
3.1 นำ� แบบสอบถามทปี่ รบั ปรงุ แลว้
3. วิธีดำ� เนินการวิจัย เสนอผู้เช่ียวชาญ 3 ท่านประเมินความสอดคล้อง
ระหว่างข้อค�ำถามกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง หรือนิยามศัพท์เฉพาะ (IOC: Index of Item-
1.1 ประชากรทใี่ ชศ้ กึ ษาครง้ั น้ี ไดแ้ ก่ Objective Congruence) โดยใหป้ ระเมินเปน็ 3
ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา และรองผบู้ รหิ ารฝา่ ย ระดับ คอื (+1) แน่ใจว่าสอดคลอ้ ง (0) ไมแ่ นใ่ จวา่
วชิ าการ สงั กดั เขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษา 24, 25, 26 และ สอดคลอ้ ง และ (-1) แนใ่ จว่าไมส่ อดคล้องแลว้ น�ำ
27 ในปกี ารศกึ ษา 2561 จำ� แนกตามขนาดโรงเรยี น มาหาคา่ IOC (Phattiyathani, 2006 : 230-231)
ดงั น้ี ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นขนาดเลก็ 160 คน ผบู้ รหิ าร ไดค้ ่า IOC ระหวา่ ง 0.67-1.00
โรงเรียนขนาดกลาง 176 คน 3) ผบู้ รหิ ารโรงเรียน 3.2 น�ำแบบสอบถามไปทดลองใช้
ขนาดใหญ่ข้ึนไป 184 คน รวมทั้งหมด 520 คน กบั ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา รองผบู้ รหิ ารฝา่ ยวชิ าการ
1.2 กลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยได้ก�ำหนด ซง่ึ ไมใ่ ชก่ ลุ่มตัวอย่าง จ�ำนวน 30 คน
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยการสุ่มแบบหลายข้ันตอน 3.3 น�ำแบบสอบถามที่ได้รับคืน
ได้กลุ่มตัวอย่าง 226 คน โดยจ�ำแนก ดังน้ี 1) จ�ำนวน 30 ชุด มาตรวจให้คะแนน แล้วน�ำไป
ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก 69 คน 2) ผู้บริหาร หาความเท่ียงตรง โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
โรงเรียนขนาดกลาง 77 คน 3) ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น (α-Coefficient) ตามวธิ ขี องครอนบาค (Cronbach)
ขนาดใหญข่ น้ึ ไป 80 คน โดยไดจ้ ากการสมุ่ แบบสมุ่ (Sri Sa-at, 2002 : 99-100) ไดค้ า่ ความเชือ่ ม่ันทั้ง
อย่างงา่ ย (Sample Random Sampling) ฉบับเทา่ กับ 0.98
2. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นแบบ 3.4 จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับ
สอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับการบริหารงาน สมบรู ณ์ เพอื่ นำ� ไปใชก้ บั กลุม่ ตวั อยา่ งต่อไป
วิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียน ตามหลักไตรสิกขา 3.5 สถิติท่ีใช้ในการวิจัย ค่าความถ่ี
โรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ของ คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี ( ) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผู้บริหารโรงเรียนและรองผู้บริหารฝ่ายวิชาการ (S.D.) เทคนิค Modified Priority Needs Index
สังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษา 24, 25, 26 และ 27 (PNImodified) (Wongvan, 2007 : 63)
โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ แบบสัมภาษณ์และ

92 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

4. สรุปผลการวิจัย สูงสุด คือ ด้านหลักสูตรและการบริหารหลักสูตร
ตามหลกั ไตรสกิ ขา รองลงมา คอื ดา้ นการวจิ ยั เพอื่
1. องคป์ ระกอบการบรหิ ารงานวชิ าการ พัฒนาการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ด้านการ
เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา โรงเรียน ประกนั คุณภาพการศึกษาตามหลกั ไตรสิกขา ดา้ น
มัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ การศึกษาและ การวดั และประเมนิ ผลการศกึ ษาตามหลกั ไตรสกิ ขา
วิเคราะห์จากแนวคิดทฤษฎีเอกสารงานวิจัยท่ี ด้านการจัดการเรียนการสอนตามหลักไตรสิกขา
เกยี่ วขอ้ งเพอื่ สงั เคราะหม์ าเปน็ รปู แบบการบรหิ าร ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยต�่ำสุด คือ ด้านการนิเทศ
งานวิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา ภายในตามหลักไตรสิกขา
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ โดยการ การศึกษาสภาพท่ีพึงประสงค์ขององค์
วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารงานวิจัยตาม ประกอบการบรหิ ารงานวชิ าการเพื่อพฒั นาผู้เรยี น
แนวคิดของนักวิชาการที่น�ำมาศึกษาในครั้งนี้ ตามหลักไตรสิกขาโรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อย
ได้แก่ Maneerat Meesu (2012 : 71), Phra แกน่ สารสนิ ธโ์ุ ดยรวมและรายดา้ นอยใู่ นระดบั มาก
Dhamma Pitaka (P. Payutto) (2004 : 21), ที่สุด ด้านที่มีคา่ เฉลยี่ สูงสดุ คือ ด้านหลักสตู รและ
Metta Phiromphak (2005 : 23) เพ่ือสร้าง การบริหารหลักสูตรตามหลักไตรสิกขา รองลงมา
องค์ประกอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อ คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนตามหลัก
พัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา โรงเรียน ไตรสิกขา ด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา
มธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ มจี ำ� นวน 6 ดา้ น ตามหลักไตรสิกขา ด้านการประกันคุณภาพการ
คือ 1) ดา้ นหลักสูตรและการบริหารหลกั สตู รตาม ศึกษาตามหลักไตรสิกขา ด้านการวิจัยเพื่อ
หลักไตรสิกขา 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน พัฒนาการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ส่วนด้านท่ีมี
ตามหลกั ไตรสิกขา 3) ดา้ นการวิจยั เพื่อพัฒนาการ ค่าเฉลี่ยต�่ำสุด คือ ด้านการนิเทศภายในตามหลัก
เรยี นร้ตู ามหลักไตรสกิ ขา 4) ดา้ นการนเิ ทศภายใน ไตรสกิ ขา
ตามหลักไตรสิกขา 5) ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล การศึกษาความต้องการจ�ำเป็นขององค์
การศึกษาตามหลักไตรสิกขา 6) ด้านการประกัน ประกอบการบรหิ ารงานวิชาการเพ่ือพฒั นาผู้เรยี น
คุณภาพการศึกษาตามหลักไตรสิกขา ตามหลักไตรสิกขาโรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อย
2. การสร้างรูปแบบการบริหารงาน แก่นสารสนิ ธุ์ โดยรวม PNI = 0.27 เมื่อพิจารณา
วิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา เปน็ รายดา้ น พบวา่ โดยดา้ นทม่ี ี PNI สงู สดุ คอื ดา้ น
โรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ การ การจัดการเรียนการสอนตามหลักไตรสิกขา มีค่า
ศึกษาสภาพปัจจุบันขององค์ประกอบการบริหาร PNI = 0.28 รองลงมาคอื ดา้ นการนเิ ทศภายในตาม
งานวิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา หลักไตรสกิ ขา มีค่า PNI = 0.27 ด้านการวัดและ
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ โดยรวม ประเมนิ ผลการศึกษาตามหลกั ไตรสกิ ขา มคี า่ PNI
และรายดา้ นอยใู่ นระดบั ปานกลาง ดา้ นทม่ี คี า่ เฉลย่ี

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 93

= 0.26 ดา้ นการวจิ ยั เพอื่ พฒั นาการเรยี นรตู้ ามหลกั โรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์
ไตรสิกขา มีค่า PNI = 0.25 ด้านการประกัน มอี งคป์ ระกอบรปู แบบการบรหิ ารงานวชิ าการเพอื่
คุณภาพการศกึ ษาตามหลักไตรสกิ ขา มคี า่ PNI = พัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา โรงเรียน
0.25 สว่ นขอ้ ทมี่ ี PNI ตำ่� ทสี่ ดุ คอื ดา้ นหลกั สตู รและ มธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ มจี ำ� นวน 6 ดา้ น
การบริหารหลักสูตรตามหลักไตรสิกขา มีค่า PNI คือ 1) ดา้ นหลกั สูตรและการบริหารหลักสูตรตาม
= 0.24 หลักไตรสิกขา 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน
3. การพัฒนารูปแบบการบริหารงาน ตามหลกั ไตรสิกขา 3) ด้านการวจิ ัยเพื่อพัฒนาการ
วิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียน ตามหลักไตรสิกขา เรยี นร้ตู ามหลกั ไตรสิกขา 4) ดา้ นการนเิ ทศภายใน
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ จำ� นวน ตามหลักไตรสกิ ขา 5) ด้านการวัดและประเมนิ ผล
6 รปู แบบ 7 เป้าหมาย 35 แนวทาง 33 ตัวช้ีวัด การศึกษาตามหลักไตรสิกขา 6) ด้านการประกัน
(KPI) ดังน้ี รูปแบบท่ี 1 ด้านหลักสูตรและการ คณุ ภาพการศกึ ษาตามหลกั ไตรสกิ ขา
บริหารหลกั สูตรตามหลักไตรสกิ ขา 1 เปา้ หมาย 4 ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะว่า องค์ประกอบ
ตัวชี้วัด (KPI) รูปแบบท่ี 2 ด้านการนิเทศภายใน รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ตามหลักไตรสิกขา 1 เปา้ หมาย 6 แนวทาง 6 ตวั ชี้ ตามหลักไตรสิกขาเป็นองค์ประกอบของรูปแบบ
วัด (KPI) รปู แบบที่ 3 ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล เท่าที่พบจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า
การศึกษาตามหลักไตรสิกขา 1 เป้าหมาย 5 ส่วนใหญ่จะกล่าวถึง การจัดองค์การบริหารหรือ
แนวทาง 5 ตวั ชว้ี ดั (KPI) รปู แบบที่ 4 ดา้ นการวจิ ยั โครงสร้างระบบบริหารและแนวทางในการด�ำเนิน
เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา 1 เป้า งานในภาระหนา้ ที่ (Function) ท่ีส�ำคัญๆ ในการ
หมาย 5 แนวทาง 5 ตวั ชว้ี ดั (KPI) รปู แบบท่ี 5 ดา้ น บริหารงานขององค์การนั้นๆเช่น การบริหารงาน
การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาตามหลกั ไตรสกิ ขา 2 บุคลากร การบริหารงานการเงิน การบริหารงาน
เป้าหมาย 5 แนวทาง 5 ตวั ช้วี ดั (KPI) รูปแบบท่ี 6 วิชาการ เป็นต้น ในการก�ำหนดรูปแบบโดยสรุป
ด้านหลักสูตรและการบริหารหลักสูตรตามหลัก แล้วในการก�ำหนดองค์ประกอบของรูปแบบว่าจะ
ไตรสิกขา 1 เป้าหมาย 6 แนวทาง 4 ตวั ชวี้ ัด (KPI) ประกอบด้วยอะไรบ้าง จ�ำนวนเท่าใดมีโครงสร้าง
แ ล ะ ค ว า ม สั ม พั น ธ ์ กั น อ ย ่ า ง ไร ขึ้ น อ ยู ่ กั บ
5. อภิปรายผลการวจิ ัย ปรากฏการณ์ที่เราก�ำลังศึกษาหรือจะออกแบบ
แนวคิดทฤษฎีและหลักการพื้นฐานในการก�ำหนด
จากผลการวิจัยพบว่า มีประเด็นส�ำคัญท่ี รปู แบบแต่ละรปู แบบนัน้ ๆ เป็นหลกั สอดคลอ้ งกับ
ค้นพบและน่าสนใจควรแก่การน�ำมาอภิปรายผล แนวคิดของ Brown and Moberg (1980 : 98)
ดังนี้ Brown และ Moberg ไดส้ งั เคราะห์รูปแบบขึ้นมา
1. การสร้างรูปแบบการบริหารงาน จากแนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach)
วิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา

94 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

กับหลักการบริหารตามสถานการณ์และองค์ ไตรสิกขาโรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่น
ประกอบตามรูปแบบของ Brown และ Moberg สารสนิ ธ์ุ โดยรวมและรายดา้ นอยใู่ นระดบั ปานกลาง
ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม (Environment) ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะว่า ไตรสิกขา หมายถึงการ
เทคโนโลยี (Technology) โครงสรา้ ง (Structure) พฒั นามนษุ ยใ์ หด้ ำ� เนนิ ชวี ติ ดงี ามถกู ตอ้ ง ทำ� ใหม้ วี ถิ ี
กระบวนการจัดการ(Management Process) ชวี ิตท่ีเปน็ มรรค เป็นทางด�ำเนนิ ชวี ติ หรือวถิ ีชีวติ ท่ี
และการตัดสนิ ใจส่ังการ (Decision Making) และ ถกู ตอ้ งดงี ามของมนษุ ย์ ตอ้ งเรยี นรฝู้ กึ ฝนพฒั นาตน
สอดคล้องกับ Visut Chonanithi (2015 : 62) คอื สกิ ขามรรคกบั สกิ ขาจงึ ประสานเปน็ อนั เดยี วกนั
กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลัก เมือ่ มองในแง่อรยิ สจั 4 กเ็ ปน็ อริยมรรค คอื วถิ ีชีวติ
ไตรสิกขาของโรงเรียนบ้านสะพานส่ีอ�ำเภอ อนั ประเสรฐิ เมอื่ เปน็ มรรคกด็ ำ� เนนิ กา้ วหนา้ ไปสจู่ ดุ
ปลวกแดง จังหวัดระยองผลการวิจัย ดังน้ี 1) หมายโดยกำ� จดั สมทุ ยั ใหห้ มดไป ชว่ ยใหเ้ รามชี วี ติ ท่ี
กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลัก พงึ่ พาอวิชชา ตัณหา อุปาทาน น้อยลงไป ไม่อยู่ใต้
ไตรสิกขาของโรงเรียนบ้านสะพานสี่เป็นกลยุทธ์ อ�ำนาจครอบงำ� ของมนั พรอ้ มกบั ทเี่ รามีปญั ญาเพม่ิ
มี 4 ขัน้ ตอน คอื (1) การวเิ คราะห์สภาพแวดลอ้ ม ขึ้นและด�ำเนินชีวิตด้วยปัญญามากขึ้นตามล�ำดับ
(2) การวางแผนกลยทุ ธ์ (3) การนำ� กลยทุ ธไ์ ปสกู่ าร กระบวนการฝึกตามหลักของไตรสิกขาของการ
ปฏบิ ตั ิ และ (4) การประเมินผลโดยใชห้ ลักภาวิต เรยี นการสอนโดยใชไ้ ตรสกิ ขา การสรา้ งบรรยากาศ
ตะ4 กลยุทธ์ดังกล่าว ก�ำหนดโดยการสังเคราะห์ และปฏสิ มั พนั ธท์ เ่ี ปน็ กลั ยาณมติ ร มกี จิ กรรมพฒั นา
ความคิดเห็นของทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องจากกลุ่ม ผู้เรียนซ่ึงโรงเรียนท่ีสังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การ
สนทนาและจากการสมั ภาษณก์ ง่ึ โครงสรา้ งโดยเนน้ ศกึ ษามธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ ไดน้ ำ� หลกั
การมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชน ไตรสกิ ขามาใชใ้ นการบรหิ ารงานวชิ าการ ทำ� ใหก้ าร
และผมู้ ีสว่ นเกี่ยวข้องอ่ืนๆ 2) ผลการใช้กลยทุ ธใ์ น บริหารงานวิชาการเป็นด้วยความถูกต้องชัดเจน
การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักไตรสิกขาของ และยตุ ธิ รรม ในงานวจิ ัยนเี้ มอ่ื พจิ ารณาถงึ ด้านทมี่ ี
โรงเรยี นบา้ นสะพานสี ่ ขอ้ มลู จากการศกึ ษาทง้ั เชงิ ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักสูตรและการบริหาร
ปริมาณและเชิงคุณภาพช้ีแสดงว่านักเรียนของ หลักสูตรตามหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
โรงเรียนบ้านสะพานส่ีมีการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน นั่นอาจเป็นเพราะว่า โรงเรียนมีการนิเทศติดตาม
ตามหลกั ไตรสกิ ขาในภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ และประเมินผลการใช้หลักสูตรพร้อมทั้งปรับปรุง
ซงึ่ กอ่ นทที่ างโรงเรยี นบา้ นสะพานสจี่ ะมกี ารดำ� เนนิ และพัฒนาหลักสูตรตามความเหมาะสมและ
กลยทุ ธด์ งั กลา่ ว คณุ ภาพผเู้ รยี นตามหลกั ไตรสกิ ขา สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผปู้ กครองตลอดจน
ของนกั เรยี นอย่ใู นระดบั ปานกลาง ชุมชนและสังคมด้วยการส่งเสริมให้ผู้ปกครอง
สภาพปัจจุบันขององค์ประกอบการ ชมุ ชน และสงั คมมสี ว่ นรว่ มในการกำ� หนดหลกั สตู ร
บริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลัก โดยมีการบูรณาการเนื้อหาสาระกลุ่มสาระการ

ปที ่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 95

เรียนรู้ต่างๆได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม และการ สนับสนุนจากองค์การระดับสถาบันในเร่ืองต่างๆ
ด�ำเนินการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา อาทิ การขอการสนบั สนนุ ทางดา้ นการเงนิ การตรา
ทุกภาคเรียนพร้อมทั้งน�ำหลักสูตรไปใช้ในการ กฎหมาย และการจัดหาบคุ ลากร
จัดการเรียนการสอนและบริหารจัดการหลักสูตร 2. การพัฒนารูปแบบการบริหารงาน
อย่างเหมาะสมซึ่งทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลัก วิชาการเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา
ไตรสิกขา สอดคล้องกับงานวิจัยของ Phra โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธ์ุ จำ� นวน
Uthitissara Thera (2005) การบริหารจัดการ 6 รปู แบบ ประกอบดว้ ย รปู แบบที่ 1 ดา้ นหลกั สตู ร
ศึกษาตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนวัดซับบอน และการบริหารหลักสูตรตามหลักไตรสิกขา
วิทยากระบวนการบริหารจัดการศึกษาประกอบ รูปแบบท่ี 2 ด้านการนิเทศภายในตามหลัก
ด้วยภาระงาน ทง้ั 5 ดา้ น ได้แก่ 1) ด้านวิชาการ 2) ไตรสกิ ขา รูปแบบที่ 3 ดา้ นการวัดและประเมินผล
ด้านบริหารงานบุคคล 3) ด้านการบริหารกิจการ การศกึ ษาตามหลกั ไตรสกิ ขา รปู แบบท่ี 4 ดา้ นการ
นกั เรียน 4) ด้านงานธรุ การ 5) ด้านความสัมพนั ธ์ วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา
ชุมชน ผลการวิจัยพบว่าแนวทางการบริหารการ รปู แบบท่ี 5 ดา้ นการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาตาม
จัดการศกึ ษา มี 3 ทฤษฎี คอื 1) ทฤษฎกี ารบรหิ าร หลกั ไตรสกิ ขา รปู แบบที่ 6 ดา้ นหลกั สตู รและการ
จัดการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ โดยจ�ำแนกงานที่ บริหารหลักสูตรตามหลักไตรสิกขา ท้ังนี้อาจเป็น
ผบู้ รหิ ารปฏบิ ตั แิ ละแนวทางทท่ี ำ� ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ าน เพราะว่า การพัฒนารูปแบบการบริหารงาน
แต่ละอย่างอยา่ งมีประสิทธิภาพย่งิ 2) ทฤษฎีการ วิชาการเพื่อให้เป็นไปตามหลักไตรสิกขาน้ัน
บริหารจัดการศึกษาเชิงมนุษยสัมพันธ์ ท่ีผู้บริหาร โรงเรยี นตอ้ งพฒั นาในดา้ นหลกั สตู รและการบรหิ าร
การศกึ ษาตอ้ งการการพฒั นาเกย่ี วกบั ความสมั พนั ธ์ หลักสูตรตามหลักไตรสิกขา ตามแนวคิดของ
ของตนเองกบั คนอน่ื ในสงั คมที่ตนด�ำรงอยู่ ซึ่งอาจ Keeves (1988 : 559) ได้กล่าวถงึ หลักการอยา่ งก
พัฒนาและปรับปรุงโดยการปฏิบัติอย่างสม่�ำเสมอ ว้างๆเพื่อก�ำกบั การสรา้ งรูปแบบไว้ 4 ประการคือ
ในพฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนและบทบาท (1) รปู แบบควรประกอบขนึ้ ดว้ ยความสมั พนั ธอ์ ยา่ ง
ของผู้บริหาร ได้แก่ การเป็นท้ังผู้ริเร่ิมผู้สนับสนุน มีโครงสร้างมากกว่าความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงแบบ
ผู้ประสานงาน ผู้ให้ค�ำแนะน�ำ การกระท�ำของคน ธรรมดาอย่างไรก็ตามความเชื่อมโยงเชิงเส้นตรง
อ่ืน รวมทั้งการยอมรับสติปัญญาของกลุ่ม 3) แบบธรรมดาทว่ั ไปกม็ ปี ระโยชนโ์ ดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
ทฤษฎีการบริหารการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ในการศึกษาวิจัยในช่วงต้นของการพัฒนารูปแบบ
เพ่ือเป็นการดูแลควบคุมการบริหารงานของ (2) รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณผ์ ล
สถาบนั การศกึ ษาซงึ่ ความสมั พนั ธด์ งั กลา่ วมใิ ชเ่ ปน็ ทจี่ ะเกดิ ขนึ้ จากการใชร้ ปู แบบไดส้ ามารถตรวจสอบ
ไปในลักษณะของการดูแลควบคุมเท่าน้ัน ยังเป็น ไดด้ ว้ ยการสงั เกตและหาขอ้ สนบั สนนุ ดว้ ยขอ้ มลู เชงิ
ไปในลักษณะท่ีองค์การระดับบริหารของความ ประจักษ์ได้ (3) รปู แบบควรตอ้ งระบุหรือชีใ้ ห้เห็น

96 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ถงึ กลไกเชงิ เหตผุ ลของเรอื่ งทศี่ กึ ษา ดงั นน้ั นอกจาก ดัชนีล�ำดับความส�ำคัญของความต้องการจ�ำเป็น
รปู แบบจะเปน็ เครอ่ื งมอื ในการพยากรณไ์ ดแ้ ลว้ รปู (PNI) เท่ากับ 0.24 ดังนั้น จึงควรส่งเสริมการ
แบบควรใช้ในการอธบิ ายปรากฏการณไ์ ดด้ ว้ ย (4) นิเทศติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตร
นอกจากคณุ สมบตั ติ า่ งๆ ดงั ทก่ี ลา่ วมาแลว้ รปู แบบ พรอ้ มทง้ั ปรบั ปรงุ และพฒั นาหลกั สตู ร กระตนุ้ การ
ควรเปน็ เครอ่ื งมอื ในการสรา้ งมโนทศั นใ์ หมแ่ ละการ สร้างจิตส�ำนึกและค่านิยมที่ถูกต้อง มีความรับ
สร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะใหม่การ ผดิ ชอบ สามารถบรหิ ารจดั การหลกั สตู รดา้ มความ
พัฒนารูปแบบน้ันอาจจะมีขั้นตอนในการด�ำเนิน เหมาะสม
งานแตกตา่ งกนั ไปแตโ่ ดยทว่ั ไปจะมขี น้ั ตอนในการ 2. ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจัยคร้งั ต่อไป
พัฒนาคอื (1) การสรา้ งรูปแบบ (Construct) (2) 2.1 ควรศกึ ษาการบรหิ ารงานวชิ าการ
การหาความตรง (Validity) (Willer, 1986 : 15) เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียน
มัธยมศึกษากลุม่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธุ์
6. ขอ้ เสนอแนะ 2.2 ควรศกึ ษาการบรหิ ารงานวชิ าการ
ของสถานศึกษาโดยใช้วิจัยคุณภาพด้วยการ
1. ขอ้ เสนอแนะในการน�ำไปใช้ สัมภาษณก์ ลุม่ ผู้ให้ข้อมูลส�ำคญั
1.1 จากผลการวจิ ยั พบวา่ ดา้ นที่มี
ค่าดัชนีล�ำดับความส�ำคัญสูงที่สุด คือ ด้านการ 7. องค์ความรทู้ ไ่ี ดร้ บั
จัดการเรียนการสอนตามหลักไตรสิกขา มีค่าดัชนี
ล�ำดับความส�ำคัญของความต้องการจ�ำเป็น (PNI) จากการวิจัยคร้ังนี้ได้รูปแบบการบริหาร
เท่ากบั 0.28 ดงั นัน้ จึงควรส่งเสรมิ จัดท�ำแผนการ งานวิชาการเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักไตรสิกขา
เรียนรู้ตามสาระและหน่วยการเรียนรู้โดยเน้น โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษากลมุ่ รอ้ ยแกน่ สารสนิ ธม์ุ จี ำ� นวน
ผู้เรียนเปน็ สำ� คญั จัดให้นกั เรียนไปเรียนรู้ทวี่ ดั หรือ 6 ด้าน คอื ด้านหลกั สูตรและการบริหารหลักสตู ร
ศาสนสถานที่ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง ตามหลักไตรสิกขา ด้านการจัดการเรียนการสอน
เพ่ือธ�ำรงรักษาไว้ซึ่งคุณภาพของการจัดการเรียน ด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ ด้านการนิเทศ
การสอนตามหลกั ไตรสกิ ขา ภายใน ดา้ นการวดั และประเมนิ ผลการศกึ ษา ดา้ น
1.2 จากผลการวจิ ัย พบวา่ ด้านมีค่า การประกันคุณภาพการศึกษา ท่ีสามารถน�ำไปใช้
ดัชนีล�ำดับความส�ำคัญต�่ำที่สุด คือ ด้านหลักสูตร ในการพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มร้อยแก่น
และการบริหารหลักสูตรตามหลักไตรสิกขามีค่า สารสินธ์ุและหน่วยงานอนื่ ทีเ่ กี่ยวข้อง

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 97

References

Brown, Warren B., and Moberg, Denis J. (1980). Organizational Theory and Management:
A Macro Approach. New York : John Wiley & Sons

Chonanithi, V. (2015). Strategies for quality development of learners according to the
threefold principles of Ban Saphan Si School, Pluak Daeng District Rayong Province.
Doctor of Philosophy, Development Management. Graduate School : Rajanagarindra
Rajabhat University.

Keeves, P.J. (1988). Educational research, Methodology and measurement: An international
handbook. Oxford : Pergamon Press.

Meesu, M. (2012). Management of Buddhist schools, Chinosor Wittaya School, Bangkok Noi
District, Bangkok. Master of Science Thesis Department of Educational Administration.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Office of the Basic Education Commission. (2004). Guidelines for improving the quality of
teaching and learning that focus on learners Is important. Bangkok : Office of the
Basic Education Commission.

Phattiyathani, S. (2006). Educational evaluation. Kalasin : Coordination of printing.
Phiromphak, M. (2005). Implementation of the Buddhist way of school implementation

into practical practice in schools. Bangkok : Bangkok Educational Service Area
Office 1.
Phra Dhamma Pitaka (P. Payutto). (2004). Life Charter Buddhist ethics for a good life.
Nakhon Pathom : Rakangthong.
Phra Thammakosarn (Prayoon Thammachitto). (2006). Buddhist Method of Management
5 years. Master of Arts in Buddhism Educational Administration. Bangkok : Maha
Chulalongkorn Rajabhat University.
Phra Uthitissara Thera. (2005). Vimut Mimak (Phra Thep Sopon (Prayoon Thammamitto)
and the faculty, translator). Bangkok : n.p.
Sri Sa-at, B. (2002). Basic research. The 7th edition. The cage of the gods : Suviriyasasan.
Willer, D. (1986). Scientific Sociology: Theory and Method. Englewood Cliff, NJ : Prentice-Hall.
Wongvan, S. (2007). Research needs assessment. Bangkok : Chulalongkorn University
Publishing House.



ผลกระทบของรฐั ประหารปี 2557 ต่อการจดั บริการสาธารณะ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ ในจังหวดั ขอนแกน่ *

The Effect of the 2014 Coup on Public Service Provision
by Local Administrative Organizations in Khon Kean Province

วรรณทพิ า นุชล�ำยอง และกฤชวรรธน์ โล่ห์วชั รินทร์
Wantipa Nuchlumyong and Grichawat Lowatcharin

วทิ ยาลัยการปกครองท้องถ่นิ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
College of Local Administration, Khon Kaen University, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวจิ ัยครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาผลกระทบของการรฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557 ต่อการ
จัดการบรกิ ารสาธารณะ 2) แนวทางการปรบั ตวั ขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ผู้วจิ ยั ใช้ระเบียบวธิ วี ิจัย
แบบกรณศี กึ ษาแบบหลายกรณี (multiple case study design) โดยเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู แิ ละการ
ลงพ้ืนท่ีสัมภาษณ์บุคลากร จ�ำนวน 16 ราย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจ�ำนวน 5 แห่งในจังหวัด
ขอนแก่น
ผลการวิจัยพบว่า การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลกระทบต่อ
แนวทางการด�ำเนินงานของการปกครองส่วนท้องถิ่น ในด้านการขาดการเลือกต้ังฝ่ายบริหารและฝ่าย
นิติบัญญัติของท้องถิ่น และส่งผลกระทบในด้านงบประมาณโดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ขนาดเลก็ อยา่ งไรกต็ าม ในดา้ นการวางแผน การบรกิ ารสาธารณะ และความสมั พนั ธ์
กับหน่วยงานอื่น ไม่ได้รับผลกระทบหรือเปล่ียนแปลง เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินถูกสั่งการ
ควบคมุ หรือแทรกแซงดว้ ยกลไกของรฐั บาลเป็นปกตอิ ยูแ่ ล้ว
ค�ำสำ� คญั : การปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ; การจดั บรกิ ารสาธารณะ; ผลกระทบ

* ไดร้ ับบทความ: 20 มกราคม 2563; แกไ้ ขบทความ: 24 มนี าคม 2563 ; ตอบรบั ตพี ิมพ:์ 30 มนี าคม 2563
Received: January 20, 2020, 2019; Revised: March 24, 2020; Accepted: March 30, 2020

100 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Abstract

The purpose of this research was to examine the impact of the coup in 2014 on
the provision and management of services by local administrative organizations. The
researchers employeda multi-case study approach by collecting secondary data and
conducting interviews with 16 from personnel of 5 local administrative organizations in
Khon Kaen province.
The study found that: Changes caused by the National Council for Peace and
order (NCPO) had tangible effects on local government in terms of local election and
budget allocation, especially for small local administrative organizations. However, the
coup did not affect local planning, service provision, and intergovernmental relations
because local administrative organizations and local officials are well familiar with
mandates, control, and intervention imposed by the national government’s mechanisms.
Keywords: local government; public service provision; the effect

1. บทน�ำ ขาดและมกี ารสง่ั การตามลำ� ดบั ขนั้ อำ� นาจอยา่ งเปน็
ระบบมีความเป็นเอกภาพในสถาบันตนเอง (The
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา Secretariat of the House of Representatives,
ประเทศไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองมาแลว้ 2007)
จ�ำนวน 13 ครั้ง ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เม่ือเกิดการรัฐประหารกระบวนการ
เป็นการยึดอ�ำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่ง บริหารต่างๆ จะถูกรวมอ�ำนาจการปกครองไว้ที่
ชาติ (คสช.) โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สว่ นกลาง สง่ ผลใหร้ ฐั ไมส่ ามารถทจ่ี ะตอบสนองตอ่
เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ต้นเหตุของการ ความตอ้ งการของประชาชนในแตล่ ะพนื้ ทไี่ ดอ้ ยา่ ง
เปลย่ี นแปลงครงั้ นมี้ าจากความแตกแยกของระบบ มปี ระสทิ ธภิ าพ ประชาชนในทอ้ งถนิ่ ขาดความเปน็
การปกครองของสถาบนั ตา่ งๆ ทไี่ มพ่ อใจในรฐั บาล ส่วนตัวของตนเอง เกดิ ความรู้สกึ ต้องพงึ พาการส่งั
ที่ครองอ�ำนาจอยู่ในขณะนั้น โดยได้รับการ การและการดำ� เนนิ การจากสว่ นกลางจนกอ่ ใหเ้ กดิ
สนับสนุนจากมวลชนที่ต้องการจะล้มล้างรัฐบาล ทัศนคติในแง่ลบต่อกระบวนการพัฒนา (Thepa,
แตล่ ะครง้ั ทเ่ี กดิ การเปลย่ี นแปลงทางดา้ นการเมอื ง 2016) ขาดการมีส่วนรว่ มของประชาชนในการจดั
ส่วนใหญ่จะเกิดมาจากอ�ำนาจของกลุ่มทหารที่เข้า ทำ� บรกิ ารสาธารณะ ทำ� ใหป้ ระชาชนในทอ้ งถน่ิ ไมม่ ี
มาเป็นตัวด�ำเนินการของกระบวนการรัฐประหาร แรงบันดาลใจในการพัฒนาท้องถ่ินของตนเองให้
เนอ่ื งจากกลมุ่ อำ� นาจทหารเปน็ กลมุ่ ทมี่ อี ำ� นาจเดด็

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 101

เขม้ แข็ง นบั ตง้ั แตต่ ้นทศวรรษ 2540 ประเทศไทย ท�ำบริการสาธารณะและมีความใกล้ชิดกับ
ได้ด�ำเนินการปฏิรูปโครงสร้างของการปกครอง ประชาชนรวมไปถงึ เปน็ หนว่ ยงานทรี่ ถู้ งึ ปญั หาและ
ประเทศตามหลักของการกระจายอ�ำนาจ เห็นได้ ความต้องการของประชาชน ค�ำถามในการวิจัย
จากรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 ดงั กลา่ วถอื ไดว้ า่ มคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ในวงวชิ าการ
ที่มีการระบุถึงการกระจายอ�ำนาจในการบริหาร เน่ืองจากที่ผ่านมายังไม่มีงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่
ทอ้ งถน่ิ สามารถทจี่ ะดำ� เนนิ การเกย่ี วกบั การบรหิ าร เกยี่ วกบั ผลกระทบของการรฐั ประหารตอ่ การจดั ทำ�
จัดการในพ้ืนที่ของตนเองแต่จะต้องอยู่ในขอบเขต บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ของกฎหมายทไี่ ดก้ ำ� หนดไว้ (Sitthi-amon, et al., และผลการวิจัยดังกล่าวยังอาจก่อประโยชน์แก่
2006) นบั ตั้งแตเ่ กิดการรฐั ประหารปี พ.ศ. 2557 จัดการปกครอง (governance) ทั้งในระดับ
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการใช้ ประเทศและทอ้ งถนิ่ ดว้ ย โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ผลการ
อ�ำนาจของหัวหน้า คสช. ในการใช้อ�ำนาจตาม วิจัยดังกล่าวจะเป็นบทเรียนให้แก่องค์กรปกครอง
มาตราที่ 44 ในการสัง่ การ ออกคำ� สัง่ และประกาศ ส่วนท้องถิ่นได้มีการต่ืนตัวที่จะจัดท�ำบริการ
ต่างๆ ทงั้ หมด 456 ฉบับ แบ่งเปน็ ประกาศ คสช. สาธารณะให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็น
134 ฉบบั คำ� สงั่ คสช.160 ฉบบั คำ� สงั่ หวั หนา้ คสช. ประโยชน์ต่อผู้ที่จะก�ำหนดนโยบายและผู้น�ำ
158 ฉบับ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน (The นโยบายไปปฏิบัติท่ีจะได้มีการน�ำไปจัดท�ำร่าง
Standard team, 2019) ซงึ่ เป็นการใช้อำ� นาจใน แผนการกระจายอำ� นาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองสว่ น
รปู แบบเผดจ็ การเขา้ ไปแทรกแซงในการบรหิ ารงาน ท้องถิ่นในเร่ืองของการจัดท�ำบริการสาธารณะให้
ของแต่ละหน่วยงาน ในรูปแบบของค�ำสั่งหรือ แก่ประชาชนเปน็ ลำ� ดบั ต่อไป
ประกาศต่างๆ ตามอ�ำนาจมาตรา 44 ด้วยเหตุนี้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ เช่น 2. วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
เทศบาล องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล องคก์ ารบรหิ าร
ส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา 1. ศึกษาผลกระทบของการรัฐประหาร
จงึ เปน็ หนว่ ยงานหลกั ในการจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2557 ต่อการจัดการบริการสาธารณะ
ให้กับประชาชนในท้องถนิ่ ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ในจงั หวดั ขอนแกน่
เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นน�ำไปสู่ค�ำถามท่ี 2. แนวทางการปรับตัวขององค์กร
เก่ยี วกับเหตกุ ารณ์รัฐประหารท่ีเกิดข้นึ เมอ่ื ปี พ.ศ. ปกครองส่วนท้องถ่ินจังหวัดขอนแก่นในการจัด
2557 ว่าเม่ือเกิดรัฐประหารแล้วจะส่งผลอย่างไร บรกิ ารสาธารณะหลงั การรฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557
ตอ่ การจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะขององคก์ รปกครอง
ส่วนท้องถ่ินของตนเอง ในฐานะองค์กรปกครอง 3. วิธีดำ� เนินการวิจัย
สว่ นท้องถ่นิ นบั ได้วา่ เปน็ หนว่ ยงานหลกั ในการจดั
การวจิ ยั ครงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ใชแ้ นวทางกรณศี กึ ษา
แบบหลายกรณี (multiple case study design)

102 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative สาธารณะในด้านต่างๆ อย่างไร รวมไปถึงวิธีหรือ
research methodology) ทเี่ นน้ การศกึ ษาทฤษฎี แนวทางในการปรับตวั ต่อการเกิดรัฐประหาร
บทความหรืองานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และการลงพืน้ ท่ี การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เปน็ ตามหลกั เหตแุ ละ
สัมภาษณ์จรงิ (Purisar, 2013) ผู้วิจยั ก�ำหนดพน้ื ที่ ผลของอุปนัย ที่มีการกล่าวถึงสภาพท่ัวไปของ
ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ในจงั หวดั ขอนแกน่ ข้อมูลองค์กรแล้วน�ำมาเปรียบเทียบของแต่ละ
ท่ีมีกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับ องค์กร เมื่อได้ข้อมูลของระดับบุคคลจากการ
องคก์ ร จ�ำนวน 5 แห่ง และระดับบคุ คล จ�ำนวน สัมภาษณ์ ก็น�ำข้อมูลท้ังสองมาวิเคราะห์รวมถึง
16 คน แบ่งออกเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของการ
และฝ่ายข้าราชประจ�ำ ประกอบไปด้วย ผู้บริหาร รฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557 เมอื่ ทราบถงึ ผลกระทบ
อปท. และประธานสภา ปลัดองคก์ ารบรหิ ารส่วน ที่เกิดขึ้นหรือแนวทางในการปรับตัวเม่ือเกิดการ
จังหวัด ปลัดองค์การบริหารส่วนต�ำบล ปลัด เปล่ียนแปลง ก็สามารถทีจ่ ะน�ำไปสู่การหาค�ำตอบ
เทศบาล ผู้อำ� นวยการกองคลงั ของปัญหาการวจิ ัยได้
ผู้วิจัยได้ใช้การก�ำหนดพื้นท่ีแบบเจาะจง
โดยใชจ้ ำ� นวนประชากรในทอ้ งถน่ิ เปน็ เกณฑใ์ นการ 4. สรุปผลการวจิ ัย
เลอื ก ทม่ี กี ารอ้างองิ จำ� นวนประชากรจากกรมการ
ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ปี พ.ศ. 2561 กลุ่มตวั อย่าง จากการดำ� เนนิ การวจิ ยั ลงพนื้ ทใี่ นการเกบ็
ในการวิจยั ของแตล่ ะกลมุ่ จะมีความแตกต่างกนั ไม่ รวบรวมข้อมูลเชิงลึกของบุคลากรในองค์กร
ว่าจะเป็นขนาดของพ้ืนท่ี หรือจ�ำนวนประชาชน ปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีได้แสดงความคิดเห็นเก่ียว
ความเจริญทางดา้ นเศรษฐกิจ และสงั คม กับการเกดิ รฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557 รวมถึงผล
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำ� การเกบ็ กระทบในดา้ นตา่ งๆ ไดแ้ ก่ การบรหิ าร งบประมาณ
ข้อมูลจากงานวิจัยที่เก่ียวกับการรัฐประหารทั้งใน การวางแผน คุณภาพของการปฏิบัติงานการตอบ
ประเทศและต่างประเทศ ได้ค้นคว้าจากหนังสือ สนองต่อความต้องการของประชาชน และความ
ต�ำรา วิทยานิพนธ์ การศึกษาค้นคว้าอิสระและ สัมพันธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินกับหน่วย
อนิ เตอรเ์ นต็ นอกจากนไี้ ดเ้ กบ็ ขอ้ มลู จากการลงพน้ื งานอนื่ รวมไปถงึ วธิ หี รอื แนวทางในการปรบั ตวั ของ
ท่ีสัมภาษณ์จริง โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังจากการเกิด
โครงสร้างที่เป็นค�ำถามปลายเปิด ลักษณะของ รฐั ประหารและพบประเดน็ ท่ีส�ำคญั ดงั นี้
คำ� ถามจะแบง่ ออกเปน็ 4 สว่ น คอื การแสดงความ 1. ความคิดเห็นทั่วไปของบุคลากร
คดิ เหน็ ทเ่ี กยี่ วกบั รฐั ประหารปี พ.ศ. 2557 เมอื่ เกดิ ท้องถิน่ ตอ่ การเกดิ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2557ผู้ให้
รัฐประหารส่งผลต่อการจัดท�ำบริการสาธารณะ ข ้ อ มู ล แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น เ กี่ ย ว กั บ ก า ร เ กิ ด
อย่างไร และส่งผลกระทบต่อการจัดท�ำบริการ รฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557 วา่ เปน็ การเปลยี่ นแปลง
การปกครองทางการเมืองท่ีเกิดจากความขัดแย้ง

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 103

ทางด้านความคิดและอุดมคติทางการเมืองของ ไดร้ บั ผลกระทบ เศรษฐกิจตกตำ�่ จงึ เหน็ ดว้ ยท่เี กิด
ประชาชนจ�ำนวน 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มหน่ึงมีการ รฐั ประหารในขณะนนั้ เพอ่ื ทจ่ี ะใหอ้ ำ� นาจของทหาร
สนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลนางสาวย่ิง เปน็ ตวั กลางในการสงบศกึ ทงั้ 2 ฝา่ ย” (Rattanajun,
ลักษณ์ ชินวัตร และเห็นด้วยในการจัดท�ำร่าง 2 May 2019, Interview)
นิรโทษกรรมของผู้กระท�ำความผิดย้อนหลังในปี 2. ผลกระทบท่ีเกิดจากการรัฐประหาร
พ.ศ. 2547 และกลมุ่ ท่ไี มเ่ หน็ ดว้ ยในการจัดทำ� รา่ ง ในปี พ.ศ. 2557
นริ โทษกรรมฯ และการบรหิ ารประเทศของรฐั บาล 2.1 ดา้ นการบรหิ าร การรฐั ประหาร
ในขณะนน้ั โดยการไดร้ บั แรงสนบั สนนุ จากมวลชน ในปี พ.ศ. 2557 ส่งผลใหไ้ มม่ ีการเลอื กตั้งผบู้ รหิ าร
ที่มีความต้องการจะล้มล้างรัฐบาลจากชนวนของ และสมาชกิ สภาองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทกุ รปู
ความไม่เห็นด้วยในการบริหารงานมาต้ังแต่ปี แบบผู้บริหารและสมาชิกสภาส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ที่
พ.ศ. 2547 ด้วยเหตุน้ีจึงเป็นต้นเหตุของการ ไดร้ ับการเลือกต้งั มาก่อนการรัฐประหารและด�ำรง
แตกแยกของประชาชนในประเทศ น�ำไปสู่การ ต�ำแหน่งมาถึงปัจจุบันการขาดการเลือกตั้งเป็น
ชมุ นุมประทว้ ง จลาจล ข้นั รุนแรงจนนำ� ไปสู่วกิ ฤต เวลานาน ทม่ี คี วามสอดคลอ้ งกบั คำ� สง่ั หวั หนา้ คณะ
ความเสยี หายทางดา้ นเศรษฐกิจ และสงั คม รักษาความสงบแห่งชาติที่ 1/2557 ของการไดม้ า
บุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซง่ึ สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ เปน็ การ
จ�ำนวนหนึ่งเห็นว่าการเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. ชวั่ คราว ทำ� ใหอ้ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ไมม่ กี าร
2557 เพ่ือท่ีจะมีตัวกลางเข้ามาเป็นตัวยุติความ ปรับเปล่ียนข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหารและ
รุนแรงที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นสถาบัน ฝ่ายนิติบัญญัติ และส่งผลให้การบริหารงานและ
ทหารจึงเป็นสถาบันท่ีมีความเหมาะสมในการเป็น การดำ� เนนิ การขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ขาด
แกนน�ำของการเปล่ียนแปลงทางการปกครอง นวัตกรรมทางการบริหาร ในขณะเดียวกันบุคลา
เพราะอำ� นาจทหารเปน็ กลมุ่ ทมี่ อี ำ� นาจเดด็ ขาดและ การฝา่ ยประจำ� บางสว่ นกข็ าดความกระตอื รอื รน้ ใน
มีการส่ังการจากผู้บังคับบัญชาลงมายังใต้ผู้บังคับ การปฏิบตั ิงาน
บญั ชาอยา่ งเป็นระบบ ตามที่ไดส้ มั ภาษณ์ว่า 2.2 ด้านงบประมาณ ผู้วิจัยพบ
“เหตุท่ีท�ำให้เกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. ว่าการเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 การออก
2557 เกิดจากความวุ่นวายของประชาชนที่มีการ กฎหมายเกย่ี วกบั งบประมาณไดเ้ ปลยี่ นการจดั สรร
แบง่ พรรค แบง่ พวก เพอื่ ทจี่ ะทำ� การยดึ อำ� นาจและ งบประมาณให้มีแต่เฉพาะเงินอุดหนุนประจ�ำปี
เอ้ือประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเองหรือฝ่าย และการจัดสรรจากการเก็บภาษีในท้องถ่ินให้แก่
ของตนเองจนท�ำให้เกิดความรุนแรงข้ึนภายใน องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ เทา่ นนั้ กลา่ วคอื การ
ประเทศ นับวันความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นเร่ือยๆ จัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วน
ประชาชนแตกแยก ทำ� ให้สถาบันพระมหากษตั รยิ ์ ทอ้ งถนิ่ จะใชจ้ ำ� นวนประชาชน การจดั เกบ็ ภาษแี ละ

104 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในท้องถิ่นเป็นเกณฑ์ในการ งบประมาณได้รับผลกระทบเปน็ สว่ นน้อย เม่อื เกิด
จดั สรรงบประมาณ การเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ วสง่ ผล รฐั ประหารทำ� ใหเ้ หน็ วา่ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นท่ีมีขนาดเล็กได้รับผล นบั เปน็ กลไกทางการเมอื งทมี่ คี วามสำ� คญั ตอ่ ระดบั
กระทบในการจัดสรรงบประมาณในการจัดท�ำ ท้องถิ่นเมื่อเกิดการเปล่ียนแปลงทางการปกครอง
บรกิ ารสาธารณะ แตอ่ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ที่ กระบวนการทำ� งานของทอ้ งถนิ่ กย็ งั สามารถดำ� เนนิ
มีขนาดพ้ืนทข่ี นาดใหญ่ มพี ้นื ทีท่ ่ีมีเศรษฐกิจดีและ การไดด้ ้วยตนเอง
การจัดเก็บภาษีได้จ�ำนวนมากไม่ได้รับผลกระทบ 2.3 ดา้ นการวางแผน เปน็ ขนั้ ตอนใน
เนื่องจากมีงบประมาณในการจัดท�ำบริการ การกำ� หนดแนวทางในการปฏบิ ตั งิ านทสี่ ามารถจะ
สาธารณะให้กบั ประชาชนได้อย่างเพียงพอ ตามท่ี บรรลตุ ามเปา้ หมายทค่ี าดหวงั ไว้ สามารถทจ่ี ะตรวจ
ผู้ใหส้ มั ภาษณ์ประเดน็ นี้วา่ สอบการท�ำงาน และเป็นการก�ำหนดแนวทางการ
“มผี ลกระทบตอ่ การจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะ ท�ำงานในอนาคตเม่ือเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ.
จะอยใู่ นลักษณะของงบประมาณ ทจี่ ากภาครัฐนำ� 2557 คณะรัฐประหารไดแ้ ทรกแซงการจดั ทำ� แผน
เงนิ มาสนบั สนนุ ใหท้ ำ� การจดั การบรกิ ารสาธารณะ พัฒนาท้องถิ่นและการด�ำเนินการบางขั้นตอนของ
ได้ ในลกั ษณะของการจดั เกบ็ ภาษไี ดน้ อ้ ย การกระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบหนังสือสั่ง
จายรายไดม้ ายงั ทอ้ งถน่ิ กล็ ดลง ทำ� ใหข้ บวนการจดั การผ่านอ�ำเภอและจังหวัดในการพิจารณาแผน
ท�ำบริการสาธารณะประโยชน์ให้กับประชาชน แตล่ ะดา้ น อกี ทง้ั ตามประกาศคณะรกั ษาความสงบ
จ�ำเป็นที่จะต้องมีการใช้งบประมาณ แต่งบ แห่งชาติ ฉบับท่ี 104/2557 เร่ืองของการก�ำกับ
ประมาณมแี หลง่ มาจากรายไดก้ ารเกบ็ ภาษไี ดน้ อ้ ย ดูแลการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครอง
กส็ ง่ ผลใหท้ อ้ งถน่ิ จดั กจิ กรรมบรกิ ารสาธารณะทำ� ได้ ส่วนท้องถ่ิน ก็ยังมีจังหวัดและอ�ำเภอเข้ามาเป็น
ไมด่ เี ทา่ ทค่ี วร” (Jaitieng, 1 May 2019, Interview) หน่วยงานของหารก�ำกับดูแล และติดตามการ
ผวู้ จิ ยั พบวา่ อยา่ งไรกต็ าม องคก์ รปกครอง ดำ� เนนิ การของงบประมาณทนี่ ำ� ไปใชใ้ นแตล่ ะแผน
ส่วนท้องถิ่นที่มีจ�ำนวนประชากรมากและมีการ งานอกี ดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม ถงึ แมใ้ นขน้ั ตอนบางชว่ ง
พัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นท่ีดีอยู่แล้ว ไม่ได้รับผล จะมีการใช้อ�ำนาจเข้ามาแทรกแซงของแผนแต่
กระทบดา้ นงบประมาณและยงั สามารถดำ� เนนิ การ กระบวนการข้ันตอนความเป็นมาของแผนก็ยัง
จัดท�ำบริการสาธารณะให้กับประชาชนในพ้ืนที่ได้ เหมอื นเดมิ แผนจะตอ้ งมาจากความเดอื ดรอ้ น และ
อย่างท่ัวถึงและเป็นไปตามแผนพัฒนาท้องถิ่นท่ีได้ ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นเห็นได้จาก
กำ� หนดไว้ แตอ่ งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทมี่ ขี นาด ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดท�ำแผน
เลก็ จำ� นวนประชากรในพนื้ ทน่ี อ้ ย มกี ารจดั เกบ็ ภาษี พฒั นาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ.
ไม่เป็นไปตามที่ก�ำหนด ก็จะส่งผลให้การจัดท�ำ 2561 ได้ก�ำหนดให้มีขั้นตอนในการจัดท�ำแผน
บรกิ ารสาธารณะ จงึ กลา่ วไดว้ า่ การบรหิ ารงานดา้ น พฒั นาขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ถงึ แมจ้ ะเกดิ

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 105

รัฐประหารแต่กระบวนการวางแผนหรือข้ันตอน ประชาชนผูร้ บั บริการก็เกิดความพงึ พอใจ
การวางแผนกย็ ังเหมือนเดมิ เป็นไปตามกรอบของ 2.5 ความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น
กฎหมายท่ีได้ก�ำหนดไว้มีความสอดคล้องกับการ ถงึ แมร้ ะบบการเมอื งการปกครองในระดบั ประเทศ
สมั ภาษณ์กล่าววา่ จะเกิดการรัฐประหารแต่การปฏิบัติงานการจัดท�ำ
“การจัดท�ำแผนการพัฒนาในท้องถิ่น บรกิ ารสาธารณะขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งกย็ งั
ถอื ไดว้ า่ ไมม่ กี ารเปลย่ี นแปลง เนอื่ งจากการจะเกดิ ต้องด�ำเนินต่อไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การวางแผนจะตอ้ งมบี คุ คลภายนอกเขา้ มาประชมุ ไมส่ ามารถทจ่ี ะจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะบางโครงการ
ในการวางแผนดว้ ย และจำ� นวนบคุ คลทเ่ี ขา้ ประชมุ ได้เพียงองค์กรเดียว จะต้องอาศัยความรู้ความ
ทำ� แผนจะต้องคิดเป็นเปอรเ์ ซน็ ต์ การก�ำหนดแผน สามารถจากหนว่ ยงานอนื่ เขา้ มาชว่ ยในการดำ� เนนิ
จะต้องเกิดจากความต้องการของประชาชนใน การให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ ตามท่ี
ทอ้ งถนิ่ ทำ� ประชาคม และจะมเี จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั เขา้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
รว่ มประชาคมดว้ ย เมอื่ ไดป้ ญั หาและความตอ้ งการ หมวด 14 ได้กลา่ วถึงความเปน็ อิสระให้กับองค์กร
ของประชาชนแล้วกน็ �ำเข้าเสนอท่ีประชุมเพอ่ื ทจี่ ะ ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และสง่ เสรมิ ใหอ้ งคก์ รปกครอง
ให้คณะกรรมการจากหลายๆ ฝ่ายในสภาท�ำการ ส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดท�ำ
อนมุ ตั กิ ารทำ� แผนและโครงการตา่ งๆ และนำ� แผนท่ี กิจกรรมสาธารณะ ส่งผลให้มีอ�ำนาจอิสระและ
อนุมัติเข้าไปไว้ในแผนพัฒนาท้องถ่ินประจ�ำปี” กว้างขวา้ งในการปฏบิ ัตงิ าน เชน่ ด้านงบประมาณ
(Chainid 2 May 2019, Interview) ด้านบริหารงาน ด้านวัฒนธรรมของตนเอง ฯลฯ
2.4 การตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการ เป็นต้น ด้วยเหตุน้ีในบางกิจกรรมขององค์กร
เมอ่ื ประชาชนมปี ญั หาหรอื ความตอ้ งการดา้ นตา่ งๆ ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถท่ีจะปฏิบัติงานให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินถือเป็นหน่วยงานหลัก ส�ำเร็จได้ด้วยตนเอง จ�ำเป็นท่ีจะต้องมีการอาศัย
ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว องค์กรปกครองส่วน หน่วยงานอ่ืนเข้ามาเก่ียวข้องและด�ำเนินการด้วย
ท้องถ่ินมีหน้าท่ีหลักในการจัดท�ำบริการสาธารณะ เชน่ การบำ� รงุ รกั ษาศลิ ปะจารตี ประเพณี ภมู ปิ ญั ญา
ให้กับประชาชน จะต้องสามารถที่จะแก้ไขปัญหา ท้องถ่ิน การพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรใน
หรือความต้องการของประชาชนในพื้นที่ของ องค์กร เป็นต้น
ตนเองตามนโยบายหรือแผนพัฒนาท้องถ่ินของ 2.6 คุณภาพของการบริการการ
ตนเอง ถึงแม้จะเกิดรัฐประหารในปี 2557 เกิด บรกิ ารสาธารณะเป็นกจิ กรรมหรอื กระบวนการใน
ความวุ่นวายในประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้อง การด�ำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ถนิ่ กจ็ ะตอ้ งปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องตนเอง ตามทไ่ี ดก้ ลา่ ว เพอ่ื จะตอบสนองความตอ้ งการของบคุ คลอน่ื ใหไ้ ด้
ไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และการจัดท�ำ รับความสะดวกสบายและความพึงพอใจท่ีได้รับ
บริการสาธารณะให้กับประชาชนในแต่ละคร้ัง บรกิ าร คณุ ภาพของการจดั บรกิ ารสาธารณะใหก้ บั

106 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ประชาชนในท้องถ่ินบางคร้ังการจัดท�ำบริการก็จะ ให้กับประชาชน สามารถท่ีจะพัฒนาประชาชน
ตอ้ งอาศยั เทคนคิ การจดั การสมยั ใหมเ่ ขา้ มาชว่ ยให้ ในทอ้ งถน่ิ ใหม้ คี ุณภาพชีวิตทด่ี ี ฉะนนั้ ผลการวิจยั
องคก์ รสามารถทจี่ ะบรรลเุ ปา้ หมาย สามารถจดั ทำ� จงึ พบวา่ บคุ ลากรขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
บริการให้มีความย่ังยืน และมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต้องปรับตัวเพ่ือรับมือกับการรัฐประหารแต่
คุณภาพของการจัดท�ำบริการสาธารณะเปรียบ อย่างใด กล่าวคือ ถึงแม้โครงสร้างการปกครอง
เสมอื นเปน็ ตวั วดั ผลงานใหก้ บั องคก์ รปกครองสว่ น ในระดับประเทศมีการเปล่ียนแปลงไปก็ตามแต่
ท้องถ่ิน ผู้ให้ข้อมูลแสดงความคิดเห็นในทาง องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินก็จะต้องปฏิบัติหน้าท่ี
เดียวกันว่า ถึงแม้จะมีการเกิดรัฐประหารในปี ในการจัดท�ำบริการสาธารณะให้กับประชาชนใน
พ.ศ. 2557 การจดั ทำ� บรกิ ารดงั กลา่ วกจ็ ะตอ้ งทำ� ให้ ทอ้ งถิน่ เหมือนเดิม จะละเว้นจากการปฏิบัตไิ ม่ได้
มีคุณภาพและย่ังยืน เพ่ือให้ประชาชนท่ีมาใช้
บริการก็เกิดความประทับใจ ดังน้ันการเกิด 5. อภิปรายผลการวิจัย
รัฐประหารปี พ.ศ. 2557 จึงไม่ไดส้ ่งผลกระทบใน
ดา้ นน้แี ต่อยา่ งใด การวจิ ยั นี้ มงุ่ ตอบคำ� ถามการวจิ ยั ทว่ี า่ การ
3. แนวทางวิธีการปฏิบัติงานและการ รฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความ
ปรับตัวหลังการเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ม่ันคงแห่งชาติส่งผลกระทบอย่างไรต่อการด�ำเนิน
จากที่กล่าวข้างต้นท่ีเก่ียวกับผลกระทบท่ีเกิดข้ึน งานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้วิจัยศึกษา
จากรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 พบว่า การเกิด ความคิดเห็นของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วน
รัฐประหารส่งผลกระทบต่อกลไกการปฏิบัติงาน ทอ้ งถ่นิ 5 แหง่ ในจงั หวดั ขอนแกน่ ผลการวิจัยพบ
ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ รวมไปถงึ แนวทาง ว่า การขาดการเลือกต้ังผู้บริหารและสมาชิกสภา
การด�ำเนินการในด้านการบริหารและงบประมาณ ท้องถ่ิน และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรร
แต่ส่งผลกระทบต่อด้านอื่นไม่มากนักแม้ว่าองค์กร งบประมาณ เป็นผลกระทบที่ชัดเจนของการ
ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เปน็ องคก์ รทมี่ อี สิ ระ มอี ำ� นาจ รฐั ประหาร เมอื่ ไมม่ กี ารเลอื กตง้ั ระดบั ทอ้ งถน่ิ ทำ� ให้
และหน้าท่ีในการปกครองตนเองแต่กระบวนการ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารและสมาชิก
ด�ำเนินการต่างๆ จะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย สภาเป็นคณะบุคคลเดิมด�ำรงต�ำแหน่งอยู่เป็น
ก�ำหนด รวมไปถึงข้ันตอนในการปฏิบัติจะต้องอยู่ เวลานาน แม้ว่าจะท�ำให้แนวทางการบริหาร
ในระเบยี บหรอื คำ� สงั่ จากสว่ นกลาง องคก์ รปกครอง หรือนโยบายมีความต่อเน่ือง แต่ในขณะเดียวกัน
สว่ นทอ้ งถน่ิ ไมอ่ าจปฏบิ ตั หิ นา้ ทเี่ กนิ ขอบเขตอำ� นาจ ก็ท�ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินขาดกลไก
ของตนเองได้รัฐบาลได้ก�ำหนดบทบาทหน้าที่ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมใหม่
และกรอบของการท�ำงานให้กับองค์กรปกครอง ในการบริหารองค์กรและการให้บริการประชาชน
สว่ นทอ้ งถนิ่ เพอ่ื ทจ่ี ะใหม้ กี ารจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะ การจดั สรรงบประมาณตามจำ� นวนประชากรสง่ ผล
กระทบต่อการจัดท�ำบริการสาธารณะขององค์กร

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 107

ปกครองสว่ นท้องถิ่นท่ีมขี นาดเล็ก เนือ่ งจากมรี าย ปกครองสว่ นท้องถนิ่ ควรจะมคี วามตืน่ ตระหนักใน
ไดท้ จ่ี ดั เกบ็ เองไมเ่ พยี งพออยคู่ วามตอ้ งการอยแู่ ลว้ การปฏบิ ตั งิ านของตนเอง และสามารถทจี่ ะพฒั นา
อย่างไรก็ตาม บุคลากรขององค์กรปกครองส่วน ในทอ้ งถนิ่ ของตนเองในการหารายไดใ้ หก้ บั ทอ้ งถนิ่
ท้องถน่ิ แสดงความคดิ เห็นว่า การรฐั ประหารไมไ่ ด้ โดยไมต่ อ้ งอาศัยงบประมาณทีร่ ัฐบาลจดั สรรมาให้
ส่งผลกระทบต่อการวางแผน ความสัมพันธ์กับ เพยี งทางเดียว
หนว่ ยงานอนื่ คุณภาพการจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายรัฐบาลจะต้องมี
แต่อย่างใด การด�ำเนินการต่างๆ ในสามประเด็น การก�ำหนดกรอบงบประมาณในการจัดสรรให้กับ
นน้ั ยังคงเปน็ ไปตามปกติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นท่ีชัดเจนและต้อง
ผลการวิจัยอาจอภิปรายได้ว่า ถึงแม้การ ไม่เปล่ียนแปลงตามนโยบายของแต่ละคนหรือ
บริหารงานและโครงสร้างการปกครองในระดับ แตล่ ะพรรคการเมอื ง
ประเทศได้เปล่ียนแปลงไปตามระบอบเผด็จการ
ในขณะน้ันแต่คณะรัฐประหารก็มิได้เปลี่ยนแปลง 7. องคค์ วามรู้ท่ไี ดร้ ับ
หรือยุบเลิกโครงสร้างการบริการสาธารณะระดับ
ท้องถ่ิน นอกเหนือจากการระงับการเลือกตั้ง การวจิ ยั นเี้ ปน็ การศกึ ษาเกย่ี วกบั ผลกระทบ
ท้องถ่ินไวซ้ ่ึงอาจตคี วามไดว้ ่า การปกครองท้องถิน่ ของการเกดิ รฐั ประหารในปี พ.ศ. 2557 ตอ่ การจดั
ยงั เปน็ กลไกทส่ี ำ� คญั และมปี ระสทิ ธภิ าพเพยี งพอท่ี ท�ำบริการสาธารณะ ผลการวจิ ัยพบวา่ เม่ือเกิดการ
จะให้ดำ� เนนิ การต่อไป นอกจากนน้ั ผลการวจิ ยั ยงั รัฐประหารท�ำให้เกิดการเปล่ียนแปลงทาง
อาจอนมุ านไดว้ า่ บคุ ลากรขององคก์ รปกครองสว่ น โครงสร้างและการบริหารระดับประเทศ ส่งผล
ท้องถิ่นคุ้นเคยกับการสั่งการหรือแทรกแซงโดย ให้การปกครองระดับท้องถิ่นได้เปลี่ยนแปลงตาม
กลไกการบรหิ ารราชการสว่ นกลางและสว่ นภมู ภิ าค เพ่ือจะให้มีการด�ำเนินงานท่ีสอดคล้อง อย่างไร
จึงไม่รู้สึกว่าตนต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงท่ี กต็ าม องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ มอี ำ� นาจ หนา้ ที่
เกดิ ขนึ้ จากการรัฐประหารแต่อย่างใด อสิ ระในการดำ� เนนิ การ มอี ำ� นาจตดั สนิ ใจการจดั ทำ�
บริการสาธารณะ แต่ก็ยังถูกส่วนกลางเข้ามา
6. ขอ้ เสนอแนะ แทรกแซงการปฏิบัติงานในรูปแบบของค�ำสั่ง
ระเบยี บ และประกาศ ตา่ งๆ นบั วา่ เปน็ กลไกทภี่ าค
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการองค์กร รัฐนำ� มาใชก้ ับทอ้ งถ่นิ เปน็ ปกติ

References

Chainid, K. (2 May 2019). Permanent Secretary. Interview.
Jaitieng, N. (1 May 2019). Director of Finance Division. Interview.
Thepa, C. (2016). The Coup in Thai Politics (Doctor of Philosophy Program in Politics).

Bangkok : Ramkhamhaeng University.

108 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Purisar, K. (2013). Qualitative Research Methodology. College of Asian Scholars Joumal,
3(1).

Rattanajun, N. (2 May 2019). Deputy Permanent Secretary of Provincial Administration
Organization. Interview.

Sitthi-amon, P., et al. (2006). Thai political history: Revolutionary coup of civilian political
leaders, police, military. Regional editors. Bangkok : C&N Ltd.

The Secretariat of the House of Representatives. (2007). The coup in Thailand. Bangkok
: Printing Office of the Secretariat of Representatives.

The Stsndard Team. (2019). 5 years, NCPO issued notification - 456 orders continue to
use to the government 65 issues. https://thestandard.co/5-years-ncpo-issue-
456-editions/ (Accessed 15 December 2019).

ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความผกู พนั ในองคก์ ารของพนกั งานธนาคารกสกิ รไทย
สำ� นกั งานใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะ*

Factors Affecting Organizational Commitment of Kasikorn
Bank Employees, Ratburana Headquarter Office

ศมนญา แกว้ กนึก และราเชนทร์ นพณฐั วงศกร
Samonya Kaewkanhuk and Rachen Noppanatwongsakorn

มหาวิทยาลัยเอเชยี อาคเนย์
Southeast Asia University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยครัง้ น้ี มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อ 1) ศกึ ษาระดบั ความผกู พันในองคก์ าร และ 2) ศกึ ษาปัจจัยท่ี
สง่ ผลตอ่ ความผกู พนั ในองคก์ ารของพนกั งานธนาคารกสกิ รไทย สำ� นกั งานใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะ เปน็ การวจิ ยั
เชิงปรมิ าณ กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวิจยั ครงั้ น้ี คือ พนักงานธนาคารกสกิ รไทย ส�ำนักงานใหญ่ราษฎร์บูรณะ
จ�ำนวน 400 ตัวอย่าง ใชว้ ธิ กี ารสุม่ ตัวอย่างแบบงา่ ยเครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บขอ้ มลู คือ แบบสอบถามสถติ ิ
ท่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย เปน็ การทดสอบสถติ ิโดยการวิเคราะห์ความ
แปรปรวนทางเดยี วของกลุ่มตัวอย่างดว้ ยสถติ ิ F-Test
ผลการวิจยั พบวา่ 1) กลุม่ ตัวอย่างสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ มอี ายอุ ยู่ในช่วง 31-40 ปี มรี ะดับการ
ศกึ ษาปรญิ ญาตรี มปี ระสบการณก์ ารทำ� งาน 3-4 ปี 2) ระดบั ความผกู พนั ตอ่ องคก์ ารของพนกั งานธนาคาร
กสิกรไทย ส�ำนักงานใหญ่ราษฎร์บูรณะ ความผูกพันต่อองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.78 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ความเช่ือถือในการยอมรับเป้าหมายและ
ค่านิยมขององค์การ มีค่าเฉลี่ยส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.91 รองลงมาคือ ความปรารถนาที่จะ
พยายามรักษาความเป็นสมาชิกขององค์การ มีค่าเฉลี่ยส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.78 และความ
เตม็ ใจท่ีจะท่มุ เทความพยายามเพื่อประโยชน์ขององคก์ าร มีค่าเฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 3.64
ตามลำ� ดบั 3) ผลการวเิ คราะหป์ จั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความผกู พนั ในองคก์ ารของพนกั งาน พบวา่ โดยรวม ความ
ผกู พนั ในองคก์ ารของพนกั งานอยใู่ นระดบั มาก มคี า่ เฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 3.49 เมอ่ื พจิ ารณา

* ไดร้ บั บทความ: 4 กมุ ภาพนั ธ์ 2563; แกไ้ ขบทความ: 30 มีนาคม 2563; ตอบรับตีพมิ พ:์ 30 มีนาคม 2563
Received: February 4, 2020; Revised: March 30, 2020; Accepted: March 30, 2020

110 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

รายด้านพบว่า ภาวะผู้น�ำแบบแลกเปล่ียน มีค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.55 รองลงมาคือ
ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน มีค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.49 และภาวะผู้น�ำการ
เปลย่ี นแปลง มีคา่ เฉลย่ี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.45 ตามล�ำดับ
ค�ำสำ� คญั : ความผกู พนั ในองค์การ; พนักงานธนาคาร; ธนาคารกสกิ รไทย

Abstract

This research aims: 1) to study the level of organizational commitment, 2) to study
affecting factors of employees at the Kasikorn Bank in Ratburana headquarter office.
This is a quantitative research, the sample group on this research is the Kasikorn Bank’s
employees of Ratburana headquarter office total amount 400 people by using simple
random sampling. The research tool that used for data collection was the statistics
questionnaire that used for analyze the data consist of Frequency value, Percentage, and
Means. This is the statistical test by analyzing one-way variance of the sample groups
(ANOVA) with F-Test statistics.
The research result found that: 1) Most of the samples are female, aged
between 31-40 years old with a bachelor’s degree, and have 3-4 years working experience
of Kasikorn Bank company. 2) From the analysis of the employees’ organizational commitment
in Kasikorn Bank in Ratburana headquarter office found that the standard deviation of
the commitment to the organization is at a high level with an average of 3.78. The standard
deviation of trust in accepting the goals and values of the organization has the highest
mean with an average of 3.91. Followed by, the desire to maintain membership of the
organization and the willingness to devote effort for the benefit of the organization with
an average of 3.78, and 3.64, respectively. 3) From the analysis of the affecting factors of
employees’ organizational commitment, it was found that the overall factor of the
standard deviation in employee’s organizational commitment is at a high level, with an
average of 3.49. When considering each specific factor, it was found that the standard
deviation in exchange-leadership is the highest factor, followed by the work environment,
and transformational-leadership with an average of 3.55, 3.49 and 3.45, respectively.
Keywords: Organizational commitment; Bank’s employees; Kasikorn Bank

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 111

1. บทนำ� จ�ำนวนสาขา พร้อมกับปรับโฉมสาขา รองรับ
กระแสดจิ ทิ ลั แบงคก์ งิ้ ไมเ่ พยี งการฝกึ ทกั ษะบรกิ าร
บุคลากรในองค์การเปรียบเสมือนเป็น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และแนะน�ำ
“ต้นทุน” ท่ีมีค่ามหาศาลอีกท้ังยังเป็นต้นทุนที่ การลงทนุ แตพ่ นกั งานทกุ คน ตอ้ งปรบั ทศั นคตกิ าร
องค์การต้องรักษาและลงทุนเพิ่มเติมอย่าง ให้บรกิ ารใหม่ เพราะการแขง่ ขนั ที่รุนแรง จำ� นวน
สม�่ำเสมอเพื่อพัฒนาให้บุคลากรมีคุณค่าอย่าง สาขามากมาย (Thai PBS, 2017) ทา่ มกลางกระแส
เหมาะสมแก่องค์การในระยะยาวการที่แต่ละ การแข่งขันด้านการให้บริการจะเห็นได้ว่าทุกวันน้ี
องค์การต้องสูญเสียบุคลากรท่ีมีความรู้ความ ผู้ใช้บริการหันไปใช้โมบายแบงค์กิ้ง กว่า 35 ล้าน
สามารถไปดว้ ยเหตผุ ลใดกต็ ามยอ่ มเทา่ กบั องคก์ าร บัญชี จากจ�ำนวนผู้ฝากเงินธนาคารทั้งระบบ 90
ตอ้ งเสยี ตน้ ทนุ ทมี่ คี า่ ไปการบรหิ าร (Inthawadee, ลา้ นบัญชี คิดเป็น 1 ใน 3 ของผใู้ ช้บรกิ ารธนาคาร
1998) จัดการทรัพยากรมนุษย์นับเป็นปัจจัยท่ีมี ใช้ธนาคารออนไลน์แล้ว งานประจ�ำเดิมของ
ความส�ำคัญต่อการด�ำเนินงานขององค์กร องค์กร พนักงานสาขาธนาคาร จึงถูกแทนที่ด้วยเคร่ือง
จะประสบความสำ� เรจ็ หรอื ไมส่ ว่ นหนง่ึ จะขนึ้ อยกู่ บั ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์จนบางส่วน (Prachachat
การจดั การทรัพยากรมนษุ ย์ (Human Resource Business, 2018) ถกู กดดนั ใหต้ อ้ งแนะนำ� และขาย
Management) ทงั้ น้ี การวางแผนทรพั ยากรมนษุ ย์ ผลติ ภณั ฑก์ ารเงนิ ดงั นนั้ ความสามารถในการปฏบิ ตั ิ
เปน็ กระบวนการวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการทรพั ยากร งานของพนักงาน มีความส�ำคัญเป็นอย่างมากต่อ
มนษุ ยใ์ นอนาคต โดยการตดั สนิ ใจเกยี่ วกบั บคุ ลากร ความอยู่รอดของธนาคาร หากพนักงานขาด
นั้นควรมีการวิเคราะห์ที่อยู่บนพื้นฐานของกลยุทธ์ ประสิทธิภาพหรือไม่ดีเท่าที่ควร ก็จะส่งผลต่อ
องค์การท่ีเป็นส่ิงก�ำหนดทิศทางท่ีองค์การจะ ประสทิ ธภิ าพขององคก์ ารดว้ ยเชน่ กนั โดยคำ� นงึ ถงึ
ดำ� เนนิ ไปใหถ้ งึ ซงึ่ จะเปน็ ผลใหก้ ระบวนการกำ� หนด ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานเป็น
คุณลักษณะ และการคัดเลือกและจดั วางบคุ ลากร หลักในการพิจารณาสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติ
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมยงิ่ ขน้ึ (Kaewmanee, 2016) งานของพนกั งานในองคก์ าร (Nimprasert, 2015)
พฤติกรรมการใช้บริการธนาคารและ ความผูกพันในงานของพนักงานเป็น
เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป การควบรวมธนาคาร แนวทางท่ีให้ความส�ำคัญกับการจัดการทรัพยากร
พาณิชย์ และการปดิ สาขาไปแล้วไมน่ ้อยกว่า 220 มนุษย์เชิงรุกในฐานะผู้ท่ีท�ำให้งานขององค์การมี
สาขา ทำ� ใหพ้ นกั งานธนาคาร ตอ้ งออกจากระบบ ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดโดยความ
ไม่นอ้ ยกวา่ 1,300 คน (Thai PBS, 2017) ปัจจยั ผกู พนั ในงานของพนกั งานนนั้ ประกอบดว้ ย คา่ นยิ ม
เหลา่ นเี้ ปน็ ตวั เรง่ และกดดนั ธรุ กจิ การเงนิ และอาชพี ของบุคคลเป้าหมายของงาน และการสนับสนุน
พนักงานธนาคารพนักงานสาขาของธนาคาร ระหว่างบุคคล ท้ังนี้ในการท่ีจะพัฒนาให้พนักงาน
พาณชิ ยข์ นาดใหญ่ เพง่ิ ผา่ นการฝกึ ทกั ษะบรกิ ารให้ ในองค์การมีความผูกพันในงานได้นั้น ต้องอาศัย
ค�ำปรึกษาลูกค้าเอสเอ็มอี หลังธนาคารปรับลด

112 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

กระบวนการท่ีมีการปฏิบัติอย่างมีขั้นตอน ได้แก่ กรงุ เทพและธนาคารกรงุ ไทยอยทู่ ่ี 5% และ 1.47%
การเรียนรู้จากประสบการณ์การวัดความผูกพัน ด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นยุทธศาสตร์หลัก
และการปรบั ปรงุ แกไ้ ข ขนั้ ตอนเหลา่ นี้ ตอ้ งกระทำ� (Kasikorn Bank Annual Report, 2018)
อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสม�่ำเสมอเพราะ จากข้อมูลข้างต้น ซึ่งผู้วิจัยเป็นพนักงาน
ทรัพยากรมนุษย์หรือพนักงานของแต่ละองค์การ ของธนาคารกสิกรไทย จึงสนใจปัจจัยท่ีส่งผล
จะมีปัจจัยที่มีต่อความผูกพันแตกต่างกันออกไป ต่อความผูกพันในองค์การของพนักงานธนาคาร
โดยหากองค์การสามารถสร้างความผูกพันในงาน กสกิ รไทย สำ� นกั งานใหญร่ าษฎรบ์ ูรณะ เพ่อื นำ� มา
ให้เกิดข้ึนกับพนักงานได้แล้วก็จะสามารถท�ำให้ เป็นแนวทางในการสร้างความผูกพันในงานของ
องคก์ ารมคี วามไดเ้ ปรยี บทางการแขง่ ขนั จากการมี พนักงานต่อองค์การให้ดีย่ิงข้ึน รวมทั้งการมีส่วน
ทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีความจงรักภักดีต่องานและ ร่วมในการพัฒนาในด้านต่างๆ เพอื่ ให้องคก์ ารก้าว
องค์การไดอ้ ยา่ งย่ังยืน (Thepwan, 2011) ไปสู่ความส�ำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อเป็น
บมจ.ธนาคารกสิกรไทย เร่ิมก่อต้ังเม่ือ แนวทางสำ� หรบั ผบู้ รหิ ารและผทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งใชใ้ นการ
วันที่ 8 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2488 ดว้ ยทุนจดทะเบยี น วางแผนการรกั ษา และพฒั นาพนกั งานทมี่ คี ณุ ภาพ
5 ลา้ นบาทและดำ� เนนิ การดว้ ยพนกั งานชดุ แรกเรม่ิ ให้คงอยู่เพื่อสร้างความส�ำเร็จให้กับองค์การอย่าง
จำ� นวน 21 คน ตัง้ แตเ่ ร่มิ ก่อตง้ั เปน็ ตน้ มาธนาคาร ยั่งยืนตลอดไปและสามารถใช้เป็นโครงการน�ำร่อง
สามารถเจรญิ เตบิ โตและกา้ วหนา้ ในดา้ นสนิ ทรพั ย,์ ส�ำหรับการศึกษาความผูกพันต่อองค์การของ
เงินฝาก, การขยายเครือข่ายสาขาและจ�ำนวน พ นั ก ง า น ธ น า ค า ร ก สิ ก ร ไ ท ย ส� ำ นั ก ง า น ใ ห ญ ่
พนักงานท่ีเพิ่มมากข้ึนเป็นล�ำดับโดยมีการผสม ราษฎร์บูรณะในเขตอน่ื ๆ ตอ่ ไปในอนาคต
ผสานการใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์
โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความผูกพันต่อองค์การ” 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
เปน็ สง่ิ ทท่ี กุ องคก์ ารตอ้ งการใหม้ โี ดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
ในสถานการณ์ปัจจุบันท่ีการแข่งขันทางธุรกิจต้อง 1. เพ่ือศึกษาระดับความผูกพันใน
ตดั สนิ ดว้ ยคณุ ภาพของบคุ ลากรและเพอ่ื สรา้ งเสรมิ องคก์ ารของพนกั งานธนาคารกสกิ รไทย สำ� นกั งาน
แรงจูงใจให้สมาชิกทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการ ใหญร่ าษฎร์บูรณะ
ปฏิบัติงานให้กับองค์การมากข้ึนในหลักมนุษย์ 2. เพ่ือศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความ
สัมพันธ์กับการบริหารจากการท�ำส�ำรวจทาง ผูกพันในองค์การของพนักงานธนาคารกสิกรไทย
โทรศพั ทช์ ว่ งครง่ึ แรกของปี 2561 เทยี บกบั ธนาคาร ส�ำนักงานใหญ่ราษฎรบ์ รู ณะ
แห่งอ่ืน พบว่า ธนาคารกสิกรไทยมีอัตราการลา
ออก 8.45% รองจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาท่ีมี 3. วธิ ีดำ� เนนิ การวจิ ัย
8.80% ธนาคารไทยพาณชิ ย์ 7.02% ส่วนธนาคาร
การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative Research) ได้มีการด�ำเนินการ

ปีที่ 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 113

ศึกษาตามล�ำดบั ต่อไปน้ี เหมาะสมของเนื้อหาเพ่ือปรับปรุงแก้ไขให้มีความ
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งทจี่ ะใชใ้ น เหมาะสม จากน้ันน�ำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุง
การวจิ ยั คอื พนกั งานธนาคารกสกิ รไทย สำ� นกั งาน แก้ไขแล้วไปหาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability)
ใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะ ตง้ั แตเ่ ดอื นกรกฎาคม-ธนั วาคม โดยน�ำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 30 คน
2562 จ�ำนวน 4,417 คน (ท่ีมา: ฝ่ายทรัพยากร โดยใช้โปรแกรมส�ำเร็จรูปวิเคราะห์การวัดระดับ
บคุ คล บมจ.ธนาคารกสกิ รไทย ณ วนั ท่ี 30 ธนั วาคม ความผกู พนั ของพนกั งานตอ่ องคก์ ารวเิ คราะหจ์ าก
2561) และกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคร้ังน้ี คือ ค�ำถามด้านภาพรวมจ�ำนวน 6 ค�ำถาม ประกอบ
พนกั งานธนาคารกสกิ รไทยสำ� นกั งานใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะ ด้วย 1) มีความเชื่อม่ันอย่างแรงกล้าและยอมรับ
ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำ� หนดขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ งโดยการคำ� นวณ ต่อเป้าหมายและค่านิยมของธนาคารกสิกรไทย
ตามวธิ ขี อง Yamane ทีร่ ะดับความเช่ือมัน่ รอ้ ยละ (มหาชน) จ�ำกัด 2) มคี วามเต็มใจทจ่ี ะทุม่ เทความ
95 ได้จากการกลมุ่ ตวั อย่างในการศกึ ษาคร้งั นี้เป็น พยายามอย่างเต็มท่ีเพื่อประโยชน์ของ ธนาคาร
จ�ำนวน 400 ตัวอย่าง จากนั้นผู้วิจัยได้ท�ำการสุ่ม กสิกรไทย (มหาชน) จ�ำกัด เป็นหลัก 3) มีความ
อย่างง่าย (Simple Random Sampling) ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคงไว้ซ่ึงความเป็น
2. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวิจยั เครื่องมอื ที่ สมาชกิ ภาพของธนาคารกสกิ รไทย (มหาชน) จำ� กดั
ใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มลู ครงั้ นี้ คอื แบบสอบถามมลี กั ษณะ 4) รู้สึกผูกพันเป็นอย่างมากกับธนาคารกสิกรไทย
เป็นแบบสอบถามแบบปลายปิด (Close-end (มหาชน) จ�ำกัด 5) มีความพร้อมที่จะรับความ
Questionnaire) โดยออกแบบสอบถาม ประกอบ เปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดขึ้นไม่ว่าต่อองค์การหรือต่อ
ด้วย 2 สว่ น ดังนี้ สว่ นที่ 1 ข้อมลู ทัว่ ไปของผตู้ อบ หน้าที่การทำ� งาน 6) ธนาคารกสกิ รไทย (มหาชน)
แบบสอบถาม ประกอบด้วยเพศ อายุ ระดับการ จ�ำกัด เป็นองค์การที่ดีที่สุดที่เลือกท�ำงานด้วยใน
ศึกษาระยะเวลาในการปฏิบัติงาน อัตราเงินเดือน การหาค่าความเช่ือมนั่ โดยใชว้ ิธขี อง Cronbach’s
ระดบั ต�ำแหนง่ และสว่ นท่ี 2 ขอ้ มลู เก่ียวกับความ Alpha (Chantani, 2007) ได้ค่าความเช่ือมั่นท่ี
ผูกพนั ของพนักงานต่อองคก์ าร เป็นแบบสอบถาม ค�ำนวณได้ เท่ากับ 0.8687 จากนั้นจึงน�ำ
ค�ำถามในการวดั สเกลทศั นคติ หรอื Likert Scale แบบสอบถามไปทำ� การเกบ็ รวบรวมข้อมูลกับกลมุ่
โครงสร้างแบบสอบถามมีค่าคะแนนจากระดับ ตวั อย่างตอ่ ไป
ความคดิ เห็นในระดับ เหน็ ดว้ ยมากท่ีสุด เหน็ ดว้ ย 3. สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
มาก เฉยๆ เห็นดว้ ยนอ้ ย เหน็ ด้วยนอ้ ยมาก ในการ 3.1 ค่าความถี่ (Frequency) และ
วดั ระดับความคิดเหน็ ตามลำ� ดบั ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้อธิบายลักษณะข้อมูล
การทดลองเครื่องมือ (Try-Out) ได้น�ำ ทั่วไปของกล่มุ ประชากร คอื เพศ อายุ ระดบั การ
แบบสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิและ ศกึ ษา อายกุ ารทำ� งาน ตำ� แหนง่ และอตั ราเงนิ เดอื น
ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเท่ียงตรงและความ 3.2 ค่าเฉล่ีย (Means) ใช้อธิบาย

114 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ระดับความผูกพันต่อองค์การ และเปรียบเทียบ 55.45 มากทีส่ ดุ รองลงมาคือ ระดับการศกึ ษาต่ำ�
ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มประชากรกับระดับความคิด กวา่ ปรญิ ญาตรี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 35.45 มปี ระสบการณ์
เหน็ ต่อองค์การ การท�ำงาน 3-4 ปี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 51.82 มากทสี่ ุด
3.3 สถติ ทิ ดสอบคา่ ที (Independent รองลงมาคือ ประสบการณ์การท�ำงาน 7-8 ปี
Samples T-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน คดิ เป็นร้อยละ 24.55
ทางเดียว (Analysis of Variance: ANOVA) 2. ผลการวเิ คราะหร์ ะดบั ความผกู พนั ตอ่
โดยหากผลการทดสอบพบว่า ปัจจัยท่ีทดสอบ องคก์ ารของพนกั งานธนาคารกสกิ รไทย สำ� นกั งาน
แตกต่างกันต่อระดับความผูกพันต่อองค์การอย่าง ใหญ่ ราษฎร์บูรณะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
มนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 จะทำ� การทดสอบ มคี า่ เฉลย่ี สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 3.78 เมอ่ื
ความแตกต่างของค่าเฉล่ียรายคู่ภายหลัง (Post พิจารณารายด้านพบว่า ความเช่ือถือการยอมรับ
Hoc Comparison) ด้วยวิธีการของ Schaffer เป้าหมายและค่านิยมขององค์การ มีค่าเฉลี่ยส่วน
เพ่ือใช้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูล เบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 3.91 รองลงมาคอื ความ
ท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามกับความผูกพันต่อ ปรารถนาทจี่ ะพยายามรกั ษาความเปน็ สมาชกิ ของ
องค์การด้านองค์การ ด้านงาน ด้านการพัฒนา องค์การ มีค่าเฉล่ียส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ
ทรพั ยากรมนษุ ย์ ดา้ นภาวะผนู้ ำ� และดา้ นภาพรวม 3.78 และความเตม็ ใจทจ่ี ะทมุ่ เทความพยายามเพอื่
3.4 การทดสอบค่าความเชื่อม่ัน ประโยชน์ขององค์การ มีค่าเฉล่ียส่วนเบี่ยงเบน
(Reliability) ของแบบสอบถาม โดยใชท้ ดสอบว่า มาตรฐานเทา่ กับ 3.64 ตามลำ� ดบั
ขอ้ ค�ำถามมีความสมั พนั ธ์ไปในทศิ ทางเดียวกัน 3. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
3.5 การทดสอบความสัมพันธ์ ความผกู พนั ในองคก์ ารของพนกั งาน พบวา่ จากผลการ
ระหว่างตัวแปรด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอย วิเคราะห์จากการใช้สถิติทดสอบแบบ T และ F
(Linear Regression) ระหวา่ งตวั แปรดา้ นองคก์ าร พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
ดา้ นงาน ดา้ นการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์ และดา้ น 3.49 เมอ่ื พจิ ารณารายด้านพบว่า ภาวะผู้น�ำแบบ
ภาวะผ้นู �ำกบั ดา้ นภาพรวม แลกเปลี่ยน มีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุดเท่ากับ 3.55
รองลงมาคือ ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน
4. สรปุ ผลการวิจัย มคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.49 และภาวะผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง
มีคา่ เฉลย่ี เทา่ กบั 3.45 ตามลำ� ดบั
1. ขอ้ มลู ทว่ั ไปของกลมุ่ ตวั อยา่ งสว่ นใหญ่
เป็นเพศหญงิ คิดเป็นร้อยละ 62.73 มีอายุระหวา่ ง 5. อภิปรายผลการวิจยั
31-40 ปี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 40.00 มากทส่ี ดุ รองลงมา
คอื อายุอย่ใู นช่วง 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.91 1. ผลการวเิ คราะหร์ ะดบั ความผกู พนั ตอ่
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ องคก์ ารของพนกั งานธนาคารกสกิ รไทย สำ� นกั งาน

ปที ่ี 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 115

ใหญ่ราษฎร์บูรณะ พบว่า พนักงานมีระดับความ องคก์ ารใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ และในสว่ นของความเตม็ ใจทจี่ ะ
ผูกพันต่อองค์การ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ ทมุ่ เทความพยายามเพอ่ื ประโยชนข์ ององคก์ ารนนั้
พิจารณารายด้านพบว่า ความเช่ือถือการยอมรับ ก็เป็นลักษณะท่ีพนักงานเต็มใจท่ีจะเสียสละอุทิศ
เป้าหมายและค่านิยมขององค์การ มีค่าเฉล่ียมาก ตนพยายามท�ำงานเต็มความสามารถเพ่ือให้
ที่สุด รองลงมาคือ ความปรารถนาที่จะพยายาม องคก์ ารประสบความสำ� เรจ็ บรรลเุ ปา้ หมายเกดิ ผล
รักษาความเป็นสมาชิกขององค์การ และความ ประโยชน์ต่อองค์การและมีความห่วงใยต่อความ
เต็มใจที่จะทุ่มเทความพยายามเพื่อประโยชน์ของ เปน็ ไปขององค์การซง่ึ สอดคล้องกบั เกศรา รกั ชาติ
องคก์ าร สอดคลอ้ งกบั L. Porter and F. J. Smith (Lakchat, 2006) กล่าวว่า พนักงานท่ีมีความ
(cited by Siripanya, 2012) ท่ีกลา่ วว่าความเช่อื ผูกพันต่อองค์การ (Employee Engagement)
ม่ันอย่างแรงกล้าและการยอมรับเป้าหมายและค่า จะเป็นพนักงานที่ท�ำงานด้วยความมีใจรักและ
นิยมขององค์การเป็นลักษณะของบุคคลท่ีมีความ ทุ่มเทในงานท่ีได้รับมอบหมายอย่างเต็มความ
เช่ือด้านทัศนคติเชิงบวกต่อองค์การมีความผูกพัน สามารถมคี วามร้สู ึกเปน็ สว่ นหนง่ึ ขององค์การและ
อย่างแท้จริงต่อค่านิยมและเป้าหมายขององค์การ จะหาแนวทางในการปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นอย่าง
พรอ้ มสนบั สนนุ กจิ การขององคก์ าร ซง่ึ เปน็ เปา้ หมาย ต่อเนื่องอยู่เสมอเพ่ือน�ำไปใช้ประโยชน์ในการ
ของตนด้วยมีความเช่ือว่าองค์การน้ีเป็นองค์การที่ ปฏิบัติงานของตนเองท่ีได้รับมอบหมายให้บรรลุ
ดีที่สุดท่ีตนเองจะท�ำงานด้วยภาคภูมิใจที่ได้เป็น เป้าหมายและตอบสนองนโยบายขององคก์ าร
ส่วนหนึ่งขององค์การ ซึ่งไม่เพียงแต่ความเช่ือถือ 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
การยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ ความผกู พนั ในองคก์ ารของพนกั งานธนาคารกสกิ ร
เท่านั้นที่ส่งผลต่อระดับความผูกผันต่อองค์การ ไทย สำ� นักงานใหญ่ ราษฎรบ์ รู ณะ พบว่า โดยรวม
ของพนักงาน อีกสองประการท่ีมีผลส�ำคัญคือ อยใู่ นระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณารายดา้ นพบวา่ ภาวะ
ความปรารถนาท่ีจะพยายามรักษาความเป็น ผนู้ ำ� แบบแลกเปลยี่ น มคี า่ เฉลย่ี มากทส่ี ดุ รองลงมา
สมาชิกขององค์การ และความเต็มใจที่จะทุ่มเท คือ ปัจจยั สภาพแวดล้อมในการท�ำงาน และภาวะ
ความพยายามเพอื่ ประโยชนข์ ององคก์ าร โดยความ ผู้น�ำการเปล่ียนแปลง สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ปรารถนาทจ่ี ะพยายามรกั ษาความเปน็ สมาชกิ ของ ยลดา โฆสติ วสิ ทุ ธคิ ณุ (Kositwisuthikhun, 2015)
องคก์ ารเปน็ ลกั ษณะทพ่ี นกั งานแสดงความตอ้ งการ ที่ศึกษาเรื่องการศึกษาภาวะผู้น�ำของผู้บริหารและ
และตั้งใจที่จะปฏิบัติงานในองค์การนี้ตลอดไปมี บรรยากาศองค์การที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความ
ความจงรกั ภกั ดตี อ่ องคก์ ารมคี วามภาคภมู ใิ จในการ ผกู พนั ในองคก์ าร กรณศี กึ ษาของธนาคารกสกิ รไทย
เปน็ สมาชกิ ขององคก์ ารและพรอ้ มทจี่ ะบอกกบั คน สำ� นกั งานใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะ พบวา่ ภาวะผนู้ ำ� และ
อน่ื วา่ ตนเปน็ สมาชกิ ขององคก์ ารรสู้ กึ วา่ ตนเองเปน็ บรรยากาศองค์การมีอิทธิพลต่อการสร้างความ
ส่วนหน่ึงขององค์การสนับสนุนและสร้างสรรค์ ผูกพันในองค์การ โดยปัจจัยภาวะผู้น�ำด้านท่ีมี

116 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

อิทธิพลต่อการสร้างความผูกพันในองค์การคือ ที่ยุติธรรมและมีคุณธรรมเพ่ือให้สามารถปกครอง
ด้านความสามารถในการเผชิญและแก้ไขปัญหา ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดีและท�ำให้บุคลากร
และดา้ นการวางแผนในการทำ� งาน นอกจากนยี้ งั มี สามารถท�ำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและภาวะ
ปัจจัยทางด้านบรรยากาศองค์การท่ีมีอิทธิพล ผนู้ ำ� รวมถงึ มีโลกทัศนท์ กี่ วา้ งข้ึน
ต่อการสร้างความผูกพันคือ ด้านหัวหน้างาน 2. องค์การธนาคารกสิกรไทยส�ำนักงาน
ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอ�ำนวยความสะดวก ใหญ่ราษฎร์บูรณะควรพิจารณาผลตอบแทน
ต่างๆ และด้านนโยบายขององค์การ เชน่ เดียวกับ และสวัสดิการแก่พนักงานในระดับท่ีเหมาะสม
ที่พงศกร เผ่าไพโรจนกร (Paopairotchanakorn, เพ่ือเป็นการตอบสนองต่อความพยายามทุ่มเท
2003) ไดท้ ำ� การศึกษาเรื่อง ปจั จัยทม่ี ผี ลตอ่ ความ ความรู้ ความสามารถให้กับพนักงาน และยัง
ผูกพันต่อองค์การกรณีศึกษา พนักงานบริษัท เป็นการสิ่งจูงใจต่อพนักงานให้มีความรู้สึกอยาก
ซีเมนส์ จ�ำกัด พบว่าการปรับปรุงสภาพแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งขององค์การ มีการปรับปรุงและ
ในการทำ� งานตา่ งๆ ใหม้ เี หมาะสมกบั ความตอ้ งการ พัฒนาระบบผลประโยชน์ตอบแทนขององค์การ
ของพนักงานให้มากย่ิงข้ึนจะช่วยเสริมสร้างระดับ และการปรับเงนิ เดือนทีเ่ หมาะสมมีความยุติธรรม
ความผกู พนั ตอ่ องคก์ ารของพนกั งานใหส้ งู ขนึ้ อนั จะ 3. องค์การธนาคารกสิกรไทยส�ำนักงาน
ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการ ใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะควรพจิ ารณาความยตุ ธิ รรมและ
บรหิ ารงานของบรษิ ทั ฯ ต่อไป เหมาะสมส�ำหรับการเลื่อนต�ำแหน่ง หรือปรับช้ัน
ไปต�ำแหน่งที่สูงขึ้น หากพนักงานมีความสามารถ
6. ขอ้ เสนอแนะ อยู่ในระดับหรือเกณฑ์ที่สมควรได้รับการส่งเสริม
เพื่อเป็นการสร้างความรู้สึกต่อพนักงานให้มีความ
จากผลการวจิ ยั เรอื่ งปจั จยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ ความ เพียรพยายามต่อการสร้างผลงานและรับผิดชอบ
ผูกพันในองค์การของพนักงานธนาคารกสิกรไทย ต่อหน้าทขี่ องตน
ส�ำนักงานใหญ่ราษฎร์บูรณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ 4. องค์การธนาคารกสิกรไทยส�ำนักงาน
ดงั น้ี ใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะควรมกี ารเสรมิ สรา้ งสมั พนั ธภาพ
1. องค์การธนาคารกสิกรไทยส�ำนักงาน ระหวา่ งเพอ่ื นรว่ มงาน และผบู้ งั คบั บญั ชา เชน่ การ
ใหญร่ าษฎรบ์ รู ณะควรมกี ารจดั ฝกึ อบรมและพฒั นา จัดสัมมนางานสังสรรค์ การแข่งกีฬา กิจกรรม
บคุ ลากรอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง โดยเฉพาะในระดบั ตำ� แหนง่ Walk Rally เพอื่ ใหบ้ คุ ลากรไดม้ กี ารพบปะสงั สรรค์
หวั หนา้ ผชู้ ว่ ย รองผจู้ ดั การ และผจู้ ดั การ ในหวั ขอ้ ในทกุ ระดบั เปน็ การผอ่ นคลายความตงึ เครยี ดจาก
ทเี่ กยี่ วกบั ทกั ษะทดี่ ขี องการเปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชา การ การทำ� งาน นอกจากนยี้ งั สามารถแลกเปลย่ี นความ
ท�ำงานเป็นทีม การพัฒนาภาวะผู้น�ำ และการ คิดเห็นซ่ึงกันและกัน การท�ำความรู้จักในลักษณะ
สอื่ สารทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ เพอื่ ใหห้ วั หนา้ งานมคี วาม ทเ่ี ปน็ กนั เองโดยไมย่ ดึ ตดิ กบั ตำ� แหนง่ งาน อกี ทงั้ ยงั
รู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน มีความเป็นผู้น�ำ

ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 117

ทำ� ใหพ้ นกั งานมคี วามรสู้ กึ ทดี่ แี ละผกู พนั ตอ่ องคก์ าร ภาวะผู้น�ำแบบแลกเปลี่ยน สภาพแวดล้อมในการ
สง่ ผลท�ำให้เกดิ การลาออกนอ้ ยลง ซึ่งถอื ได้วา่ เปน็ ทำ� งาน ภาวะผนู้ ำ� การเปลยี่ นแปลง ซงึ่ สามารถปรบั
ประโยชนต์ อ่ องคก์ ารเพราะเปน็ การลดคา่ ใชจ้ า่ ยใน ใชใ้ นการดำ� เนนิ งานขององคก์ าร และจะชว่ ยในการ
เร่ืองการจดั การทรพั ยากรมนุษย์ ส่งเสริมความผูกพันในองค์การของพนักงานท้ังใน
ด้านของความเชื่อถือการยอมรับเป้าหมายและค่า
7. องค์ความรู้ทไ่ี ดร้ ับ นิยมขององค์การความเต็มใจท่ีจะทุ่มเทความ
พยายามเพื่อประโยชน์ขององค์การ และความ
องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษาใน ปรารถนาทจ่ี ะพยายามรกั ษาความเปน็ สมาชกิ ของ
คร้ังนี้ ได้แก่ การน�ำเอาปัจจัยท่ีส่งผลต่อความ องคก์ าร ซ่งึ สามารถสรปุ ได้ดังแผนภาพตอ่ ไปน้ี
ผูกพันในองค์การของพนักงานอันประกอบไปด้วย

References

Chantani, A. (2007). Business Statistics and Research. Bangkok : Rajabhat Ayutthaya University.
Inthawadee, S. (1998). The relationship between attitude to evaluation performance,

attitude towards award and organizational commitment: A case study of a private
company. Master of Arts Thesis. Graduate School : Thammasat University.
Kaewmanee, S. (2016).Employee commitment to the organization. Administration Journal
for Professional Personnel Managers, 27(3), 10-16.
Kasikorn Bank Annual Report. (2018). Financial reports for investor relations. https://
kasikornbank.com/th/IR (Accessed 21 March 2020).

118 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Kositwisuthikhun, Y. (2015). A study of executive leadership and organizational climate
with Influence on building relationships in the organization: Case study of Kasikorn
Bank Ratburana Head Office: Case Study of Kasikorn Bank Ratburana Headquarters,
Bangkok University. Master of Business Administration Program. Graduate School
: Bangkok University

Lakchat, K. (2006). Employee Engagement. Ties in the organization. Bangkok : Business.
Nimprasert, B. (2015). Factors related to institutional commitment of students Srinakharinwirot

University: A case study of a private university. Master of Arts Thesis. Graduate
School : Srinakharinwirot University.
Paopairotchanakorn, P. (2003). Factors Affecting Organizational Commitment: A Case Study
Employee of Siemens Co., Ltd. Master of Business Administration Thesis. Graduate
School : Srinakharinwirot University.
Prachachat Business. (2018). The new front line Digital Banking Bank slashed 90 million
accounts. https://www.prachachat.net/finance/news-138395. (Accessed 21 March
2020).
Siripanya, P. (2012). Organizational commitment of employees of the Provincial Electricity
Authority: A case study of employees of the Provincial Electricity Authority, Region
1 (Chiang Mai), northern region. Master of Business Administration Thesis. Graduate
School : Chiang Mai University.
Thai PBS. (2017). Bank employees and careers that have to change roles. https://news.
thaipbs.or.th/content/268605. (Accessed 21 March 2020).
Thepwan, P. (2011). Strategic Human Resource Management. Bangkok : n.p.

แรงจูงใจในการปฏบิ ัตงิ านของพนักงานองค์การขนสง่ มวลชกรุงเทพ
(ขสมก.)*

Employee Work Motivation at Bangkok Mass Transit Authority
(BMTA)

เกตแุ ก้ว พันชั่ง และราเชนทร์ นพณัฐวงศกร
Katkaew Punchang and Rachen Noppanatwongsakorn

มหาวิทยาลยั เอเชยี อาคเนย์
Southeast Asia University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวจิ ยั ครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) ศกึ ษาแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน องคก์ ารขนสง่
มวลชนกรงุ เทพ (ขสมก.) และ 2) เปรยี บเทยี บแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานองคก์ ารขนสง่ มวลชน
กรุงเทพ (ขสมก.) จ�ำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถาม โดยเก็บขอ้ มลู
จากประชากรกลุ่มตัวอย่าง ท่ีเป็นพนักงานสังกัดส�ำนักงานใหญ่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จ�ำนวน
217 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามโดยมีค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.939 จากนั้นน�ำไป
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมส�ำเร็จรูปคอมพิวเตอร์ เพ่ือหาความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เม่ือพบความแตกต่างจึงใช้การทดสอบเป็นรายคู่
ด้วยวธิ ขี องเซฟเฟ่
ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมือ่ พจิ ารณารายปจั จยั พบวา่ ปัจจยั จงู ใจอยใู่ นระดบั สูงกว่าปจั จัยค�้ำจนุ
ทีค่ ่าเฉล่ีย 3.71 และที่ค่าเฉลี่ย 3.63 ตามล�ำดบั เม่ือจำ� แนกเปน็ รายดา้ นพบว่า พนักงานมแี รงจงู ใจเกือบ
ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้นความเจริญก้าวหน้าในการท�ำงาน และค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่มี
แรงจงู ใจอยใู่ นระดบั ปานกลาง 2) เปรยี บเทยี บแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานองคก์ ารขนสง่ มวลชน
กรุงเทพ จ�ำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลในภาพรวมของปัจจัยค�้ำจุนและปัจจัยจูงใจ ไม่แตกต่างกันเมื่อ

* ไดร้ บั บทความ: 21 กมุ ภาพันธ์ 2563; แก้ไขบทความ: 30 มีนาคม 2563; ตอบรับตพี ิมพ:์ 30 มีนาคม 2563
Received: February 21, 2020; Revised: March 30, 2020; Accepted: March 30, 2020

120 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

พจิ ารณาเปน็ รายปจั จยั พบวา่ ปจั จยั คำ�้ จนุ จำ� แนกตามเพศชายและหญงิ ทมี่ อี ายุ ระดบั การศกึ ษา สถานภาพ
อายงุ าน ต�ำแหน่งงาน ท่ีแตกต่างกนั มีแรงจงู ใจในการปฏบิ ัติงานโดยรวมไมแ่ ตกต่างกัน ยกเว้นพนักงาน
ท่ีมีรายได้เฉล่ียต่อเดือนแตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ี
ระดบั 0.05 และพบวา่ ปจั จยั จงู ใจจำ� แนกตามเพศชายและหญงิ ทมี่ อี ายุ ระดบั การศกึ ษา และรายไดเ้ ฉลย่ี
ต่อเดือนท่ีแตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นพนักงานท่ีมีสถานภาพ
อายงุ าน และตำ� แหนง่ งานแตกตา่ งกนั มแี รงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ี่
ระดับ 0.05
ค�ำส�ำคญั : แรงจงู ใจ; พนักงาน; องค์การขนส่งมวลชนกรงุ เทพ

Abstract

The objectives of this research were to:1) study the motivation of the employees
work at Bangkok Mass Transit Authority (BMTA), 2) compare employee work at BMTA,
by personal factors. The instrument is the questionnaire, which has the reliability value
of 0.939. The data from questionnaire was collected from sample of 217 employees at
BMTA headquarter. The data were analyzed by computer software to calculate
frequency, percentage, standard deviation, T-test, and One-way ANOVA analysis with
Scheffe’s method comparisons.
The result of the research shows that: 1) Motivation in the performance of
employees work at BMTA in general is at a high level. When considering each factor, it
was found that motivation factors were higher than the supporting factors at the average
of 3.71 and 3.63 respectively.The employees are motivated in almost every aspect at
the high level except for career advancement and compensation and benefits with a
medium level of motivation.2) Both supporting and voluntary factors of the employees
of BMTA were not different. When considered each factor, it is found that the supporting
factors are classified male and female with age differences, educational level, status, age,
job position. There is no difference in overall work motivation except employees with
different monthly incomes. There were significant differences in motivation at the statistical
level of 0.05 and found that motivation factors were classified by males and females
with age and education level, different monthly incomes. There is no difference in overall

ปที ่ี 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 121

work motivation except employees with different status, age and position. There were
significant differences in motivation at the 0.05 level of significance.
Keywords: motivation; employees; Bangkok Mass Transit Authority

1. บทน�ำ ของรัฐบาลที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงท�ำให้ผล
ประกอบการขององคก์ ารมภี าระคา่ ใชจ้ า่ ยคอ่ นขา้ ง
การเปล่ียนแปลงและความเจริญเติบโต สูงอาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์การหรือ
ทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดภาวการณ์แข่งขันอย่าง ยุบหน่วยงานภายในสังกัดองค์การขนส่งมวลชน
รนุ แรง ทำ� ใหอ้ งคก์ รตอ้ งปรบั ปรงุ ประสทิ ธภิ าพการ กรุงเทพ ประกอบกับมีพนักงานเป็นจ�ำนวนมาก
บริหารการจัดการ เพื่อความอยู่รอด และจาก ปญั หาดา้ นบคุ ลากรจงึ มดี ้วยกนั หลายดา้ น ทั้งการ
สภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ส่งผลให้ ขาดความตอ่ เนอ่ื งของพนักงาน การขาดพนกั งาน
องคก์ รธรุ กจิ ตา่ งๆ ตอ้ งหากลยทุ ธห์ รอื วธิ ที จ่ี ะทำ� ให้ ท่ีมีความรู้ทางเทคโนโลยีท่ีทันสมัย เนื่องจาก
การประกอบการขององค์การสามารถรองรับ นโยบายการจ�ำกัดการรับพนักงานใหม่ทดแทน
สภาวะการแขง่ ขนั ได้ ดงั นน้ั เพอ่ื ใหอ้ งคก์ รสามารถ อีกทั้งพนักงานประจ�ำส�ำนักงานใหญ่ เป็นคนใน
บรรลเุ ปา้ หมายตามทค่ี าดหวงั จงึ เปน็ สงิ่ จำ� เปน็ ทผ่ี ู้ เจเนอเรชั่นท่ี 4 (Baby Boomer) และเร่ิมเข้าสู่
บริหารจะต้องทราบถึงแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน วยั ชราแลว้ คนกลุ่มน้ีไม่ได้เตบิ โตมากบั การพัฒนา
ของบุคลากร และจ�ำเป็นต้องบริหารจัดการให้ ของเทคโนโลยี (แผนวิสาหกิจ พ.ศ.2560-2564
บุคลากรมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ทั้งน้ีเม่ือ องคก์ ารขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ) จากปญั หาดงั กลา่ ว
บุคลากรมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานจะท�ำให้เกิด ท�ำให้พนักงานท่ีปฏิบัติงานเกิดแรงกดดันในการ
ผลดีแก่องค์กร ส่งผลให้ผลการปฏิบัติงานมี ท�ำงาน ซึ่งเป็นปัญหาในเร่ืองของการบริหารงาน
ประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธผิ ล และบรรลเุ ปา้ หมายของ ภายในที่เก่ียวข้องกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
องค์กรไดใ้ นท่ีสดุ (Urai, 2016 : 1) แมว้ า่ เรอ่ื งของ ท�ำให้ส่งผลต่อพนักงานที่ปฏิบัติงานโดยตรง
แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านจะมกี ารศกึ ษาอยา่ งมาก นอกเหนือจากงานด้านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
ในชว่ งครง่ึ ศตวรรษทผี่ า่ นมาแลว้ แตใ่ นปจั จบุ นั กย็ งั แล้ว ยังมีช่องว่างระหว่างพนักงานปฏิบัติการ
มีผู้ให้ความสนใจศึกษาวิจัยอย่างต่อเน่ือง และยัง และหวั หนา้ งาน จากความแตกตา่ งกนั ของตำ� แหนง่
เปน็ เรอื่ งทท่ี นั สมยั อยเู่ สมอ สาเหตอุ าจเนอ่ื งจากวา่ งานท�ำให้เกิดความเหลือมล้�ำภายในองค์กร
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานเป็นปัญหาที่เกิดข้ึน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ หน้าที่ความรับผิดชอบ
ไดแ ทบทกุ องค์กรและยงั เกิดขึ้นไดตลอดเวลา และสวสั ดกิ าร ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก ระหวา่ ง
ปจั จบุ นั องคก์ ารขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ อยู่ พนกั งานปฏบิ ตั งิ านและหวั หนา้ งาน (Urai, 2016 :
ในภาวะท่ีไม่มีรายได้จากการด�ำเนินงานเอง ต้อง 3)
อาศัยการด�ำเนินงานโครงการต่างๆ ตามนโยบาย

122 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

จากประเด็นปัญหาต่างๆ ท่ีกล่าวมาใน ของบุคลากรทัง้ หมด
เบื้องต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะท�ำการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการ
ในเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน ทดสอบเคร่ืองมือ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็น
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซ่ึงผู้วิจัย แบบสอบถาม (Questionnaires) ทผี่ วู้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ
ปฏิบัติงานอยู่ เพ่ือได้รับทราบความคิดเห็นพร้อม จากการศึกษาแนวคิดจากทฤษฎี เอกสารต่างๆ
ทั้งข้อเสนอแนะจากพนักงานเพ่ือเป็นข้อมูล ตลอดจนงานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง โดยแบ่งเปน็ 3 ตอน
ให้ผู้บริหารน�ำมาวิเคราะห์สภาพขององค์การ ดังน้ี ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วน
ไดช ดั เจนและสามารถแกไ้ ขปญั หาไดต รงจดุ มากขน้ึ บุคคล เป็นค�ำถามปลายปิดชนิดเลือกตอบ
รวมท้ังเป็นแนวทางในการวางแผนและบริหาร ประกอบดว้ ย เพศ อายุ สถานภาพ ระดบั การศกึ ษา
จัดการบุคลากรขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ อายุงาน ต�ำแหน่งงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ (Check Lists)
ย่ิงข้นึ ทวั่ ทง้ั องคก์ ารต่อไป จำ� นวน 7 ข้อ ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกย่ี วกบั แรง
จูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานองค์การขนส่ง
2. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย มวลชนกรุงเทพ ประกอบด้วย ปัจจัยค�้ำจุนและ
ปัจจัยจูงใจ ได้แก่ ค่าตอบแทนและผลประโยชน์
1. เพ่ือศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน นโยบายและการบริหาร ความสัมพันธ์ระหว่าง
ของพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บุคคลในองค์การ สภาพแวดล้อมในการท�ำงาน
(ขสมก.) ความมั่นคงในงาน ความส�ำเร็จในการท�ำงาน
2. เพ่ือเปรียบเทียบแรงจูงใจในการ การได้รับการยอมรับ ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ
ปฏิบัติงานของพนักงานองค์การขนส่งมวลชน ความรบั ผดิ ชอบในงาน และความเจรญิ กา้ วหนา้ ใน
กรุงเทพ จำ� แนกตามปจั จัยส่วนบุคคล (ขสมก.) การท�ำงาน จ�ำนวน 35 ข้อ โดยลักษณะของ
แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า
3. วิธีดำ� เนนิ การวิจัย (Rating Scale) 5 ระดับ คือ แรงจูงใจในระดับ
มากท่ีสุด ระดับมาก ระดับปานกลาง ระดับน้อย
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการ และระดับน้อยท่ีสุด และตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ
วิจัยคร้ังน้ี คือ พนักงาน สังกัดส�ำนักงานใหญ่ เพิ่มเติม เป็นค�ำถามปลายเปิดที่ให้อิสระในการ
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จ�ำนวน 527 คน เสนอความคดิ เหน็
(เว็บไซต์www.bmta.co.th) ค�ำนวณหาขนาด 3. การตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมอื ผวู้ จิ ยั
ของกลุ่มตัวอย่างจากการหาขนาดตัวอย่างของ น�ำแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้ผู้ทรงคุณวุฒิ
Yamane (1973 : 125) ได้กล่มุ ตวั อยา่ ง 217 คน จ�ำนวน 3 คน ตรวจสอบความถูกต้องเชิงเนื้อหา
ท�ำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random
Sampling) ดว้ ยวิธกี ารส่มุ ในแต่ละระดับต�ำแหน่ง

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 123

โดยคัดเลือกข้อค�ำถามท่ีมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระดบั สงู กวา่ ปจั จยั คำ้� จนุ สรปุ ผลไดด้ งั น้ี ผลการวจิ ยั
(IOC) ระหวา่ ง 0.80-1.00 แลว้ ทำ� การทดสอบความ พบวา่ ระดบั แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน
เชอ่ื มน่ั ของแบบสอบถามกบั พนกั งานนอกกลมุ่ ทใ่ี ช้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ของปัจจยั
ในการวิจัย คือ พนักงานสังกัดฝ่ายการเดินรถ คำ�้ จนุ โดยภาพรวม อยใู่ นระดบั มากทค่ี า่ เฉลย่ี 3.63
องคก์ าร ซงึ่ มลี กั ษณะบรบิ ทการทำ� งานใกลเ้ คยี งกนั เมื่อจ�ำแนกเป็น รายด้านพบวา่ ดา้ นท่มี ีระดบั แรง
จ�ำนวน 30 คน แล้วหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา จูงใจมากท่ีสุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใน
ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) องคก์ ารที่คา่ เฉล่ีย 3.81 รองลงมาคอื ความมนั่ คง
ได้ค่าความเช่ือมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .939 ในงาน ทค่ี า่ เฉลยี่ 3.80 นโยบายและการบรหิ ารที่
แลว้ นำ� แบบสอบถามฉบบั สมบรู ณ์ ไปใชใ้ นการเกบ็ คา่ เฉล่ยี 3.74 และสภาพแวดลอ้ มในการทำ� งานที่
รวบรวมขอ้ มูลกบั กลมุ่ ตัวอยา่ ง คา่ เฉล่ีย 3.43 ตามลำ� ดบั ยกเว้นคา่ ตอบแทนและ
4. การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรม ผลประโยชน์ ที่มีแรงจูงใจอยู่ในระดับปานกลาง
ส�ำเร็จรูปคอมพิวเตอร์ เพื่อหาความถี่ ค่าร้อยละ ท่คี ่าเฉล่ยี 3.37
ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ทดสอบคา่ ที และวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ระดับแรงจูงใจในการ
ความแปรปรวนทางเดียว เม่ือพบความแตกต่าง ปฏิบัติงานของพนักงาน องค์การขนส่งมวลชน
จึงใชก้ ารทดสอบเป็นรายคดู่ ว้ ยวธิ ขี องเซฟเฟ่ กรุงเทพ (ขสมก.) ของปัจจัยจูงใจ โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย 3.71 เมื่อจ�ำแนกเป็น
4. สรปุ ผลการวิจัย รายดา้ นพบวา่ ด้านทีม่ รี ะดบั แรงจงู ใจมากทส่ี ุดคือ
ความสำ� เร็จในการท�ำงาน ทคี่ า่ เฉล่ยี 3.98 รองลง
1. ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มาคือ ความรับผิดชอบในงาน ท่ีค่าเฉล่ีย 3.89
พบว่า ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่เปน็ เพศชาย ลกั ษณะของงานท่ปี ฏบิ ัตทิ ีค่ ่าเฉลีย่ 3.71 และการ
คดิ เป็นร้อยละ 60.80 อายุ 41-50 ปี คิดเป็นร้อย ไดร้ บั การยอมรบั ทค่ี า่ เฉลย่ี 3.60 ตามลำ� ดบั ยกเวน้
ละ 42.90 การศกึ ษาอยใู่ นระดบั ตำ�่ กวา่ ปรญิ ญาตรี และความเจรญิ กา้ วหนา้ ในการทำ� งาน ทมี่ แี รงจงู ใจ
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 49.30 สถานภาพสมรส คดิ เปน็ รอ้ ย อย่ใู นระดับปานกลาง ทคี่ ่าเฉลีย่ 3.39
ละ 53.50 อายุงาน 21 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 3. การทดสอบสมมติฐานท่ีว่าพนักงาน
63.60 ต�ำแหน่งงานอยู่ในพนักงานระดับผู้ปฏิบัติ องค์การขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ (ขสมก.) ทีม่ ีปจั จยั
งาน คิดเป็นร้อยละ 89.40 และรายได้เฉล่ียต่อ ส่วนบุคคลท่ีแตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติ
เดอื น 35,001-40,000 บาท คดิ เปน็ รอ้ ยละ 25.80 งานแตกตา่ งกนั โดยภาพรวมของปัจจยั คำ�้ จนุ และ
2. วิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับแรงจูงใจใน ปจั จัยจงู ใจ ไมแ่ ตกต่างกัน สรปุ ผลได้ดงั นี้
การปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน องคก์ ารขนสง่ มวลชน ผลการทดสอบสมมตฐิ านของปจั จยั คำ�้ จนุ
กรงุ เทพ (ขสมก.) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากและ พบว่า พนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
เม่ือพิจารณารายปัจจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจอยู่ใน

124 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

(ขสมก.) จ�ำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ในองคก์ าร รองลงมาคอื ความมน่ั คงในงาน นโยบาย
สถานภาพ อายงุ าน ต�ำแหน่งงาน ทแี่ ตกตา่ งกันมี และการบริหาร และสภาพแวดล้อมในการทำ� งาน
แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านไมต่ า่ งกนั ยกเวน้ จำ� แนก ตามล�ำดับ ยกเว้นค่าตอบแทนและผลประโยชน์
ตามรายไดเ้ ฉลยี่ ตอ่ เดอื น ทแี่ ตกตา่ งกนั ดา้ นนโยบาย ทม่ี แี รงจงู ใจอยใู่ นระดบั ปานกลาง โดยทำ� การศกึ ษา
และการบริหาร และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตามแนวคดิ ของ Herzberg ผลการศึกษาแสดงให้
ในองคก์ าร มแี รงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านแตกตา่ งกนั เหน็ วา่ ในภาพรวมพนกั งานพอใจกบั การทำ� งานใน
อย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.05 องค์การและตอ้ งการความมั่นคงส่งผลใหท้ มุ่ เทกับ
ผลการทดสอบสมมติฐานของปัจจัยจูงใจ การท�ำงาน อย่างไรก็ตามองค์การควรให้ความ
พบว่า พนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ส�ำคัญด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์เพ่ิม
(ขสมก.) จ�ำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา มากข้ึนและงานวิจัยของประกายมาศ เพชรรอด
และรายได้เฉล่ียต่อเดอื น ทแ่ี ตกตา่ งกนั มแี รงจูงใจ (Petrod, 2014) ได้ท�ำการวิจัยเรื่องปัจจัยท่ีมีผล
ในการปฏิบัติงานไม่ต่างกัน ยกเว้นพนักงานท่ีมี ต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท
สถานภาพ อายงุ าน และตำ� แหนง่ งานทแ่ี ตกตา่ งกนั แอล วาย อนิ ดัสตรีส จำ� กัด พบวา่ ด้านเงนิ เดอื น
ด้านการได้รับการยอมรับ ด้านลักษณะของงานที่ มีแรงจูงใจในระดับปานกลาง และงานวิจัยของ
ปฏิบตั ิ และด้านความเจรญิ ก้าวหนา้ ในการท�ำงาน ธนญั กรณ์ ราศรี (Rasri, 2015) ไดท้ �ำการวจิ ยั เร่ือง
มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัย ปัจจัยจูงใจที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพ
ส�ำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05 การทำ� งานของบุคลากรส�ำนักงานปลัดกระทรวง
วัฒนธรรม พบว่า ด้านเงินเดือนและผลประโยชน์
5. อภิปรายผลการวจิ ัย ตอบแทน อยูใ่ นระดับปานกลาง และงานวจิ ัยของ
ประเสรฐิ อไุ ร (Urai, 2016) ไดท้ ำ� การวจิ ยั เรอื่ งแรง
1. ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการ จูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน กรณีศึกษา
ปฏิบัติงานของพนักงานองค์การขนส่งมวลชน บริษัท เอจีซี ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จ�ำกัด
กรงุ เทพ (ขสมก.) ในภาพรวมอยู่ในระดบั มากและ พบว่า ด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์อยู่ใน
เม่ือพิจารณารายปัจจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจอยู่ใน ระดบั ปานกลาง
ระดับสงู กวา่ ปจั จยั คำ้� จุนทีค่ า่ เฉลีย่ 3.71 และท่ีคา่ 1.2 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ
เฉลี่ย 3.63 ตามลำ� ดบั ดงั น้ี พนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
1.1 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ ของปัจจัยจูงใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
พนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เม่ือจ�ำแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีระดับ
ของปัจจัยค้�ำจุน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แรงจูงใจมากท่ีสุดคือ ความส�ำเร็จในการท�ำงาน
เม่ือจ�ำแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านท่ีมีระดับ รองลงมาคอื ความรบั ผิดชอบในงาน ลักษณะของ
แรงจูงใจมากท่ีสุดคอื ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 125

งานท่ีปฏิบัติ และการได้รับการยอมรับ ตามล�ำดับ มอี ายุ ระดบั การศกึ ษา สถานภาพ อายงุ าน ตำ� แหนง่
ยกเว้นความเจริญก้าวหน้าในการท�ำงานท่ีมีแรง งานทแ่ี ตกต่างกัน มแี รงจูงใจในการปฏบิ ัตงิ านโดย
จูงใจอยู่ในระดับปานกลาง โดยท�ำการศึกษาแรง รวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นรายได้เฉล่ียต่อเดือนท่ี
จูงใจในการท�ำงานตามแนวคิดของ Herzberg แตกตา่ งกนั ดา้ นนโยบายและการบรหิ ารและความ
ผลการศกึ ษาแสดงใหเ้ หน็ วา่ แรงจงู ใจทเี่ กดิ จากการ สมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลในองคก์ าร มแี รงจงู ใจในการ
ไดร้ บั โอกาสในการฝกึ อบรมเพม่ิ ความรโู้ อกาสทจี่ ะ ปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่
ก้าวหน้าในงานตามล�ำดับขั้น หากพนักงานได้รับ ระดบั 0.05 และสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของนรนิ ทร์
การพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างต่อเนื่องและ จนั ทนห์ อม (Chanhom, 2013) ไดท้ ำ� การวจิ ยั เรอ่ื ง
มีโอกาสท่ีจะเจริญก้าวหน้า ก็จะท�ำให้พนักงานมี แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานธนาคารออมสนิ
ความแรงจงู ใจในการทำ� งานสงู ขนึ้ ซง่ึ ไดส้ อดคลอ้ ง สาขาในสงั กดั ธนาคารออมสนิ เขตกาฬสนิ ธ์ุ ผลการ
กบั งานวจิ ยั ของศริ วิ รรณศริ เิ ดชานนท์(Siridechanon, ศกึ ษาพบวา่ แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านจำ� แนกตาม
2014) ไดท้ ำ� การวจิ ยั เรอื่ งการศกึ ษาแรงจงู ใจทม่ี ผี ล อายุ ระดบั การศกึ ษา บทบาทหนา้ ทมี่ รี ะดบั แรงจงู ใจ
ตอ่ ประสทิ ธภิ าพการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน กรณี ในการปฏิบัติงานโดยรวมไม่แตกต่างกันและงาน
ศกึ ษา: ศนู ยป์ ฏบิ ตั กิ ารสนิ เชอื่ ธนาคารพาณชิ ยไ์ ทย วจิ ยั ของอมุ าภรณ์ บตุ รนำ�้ เพช็ ร (Butrnampetch,
แหง่ หนง่ึ พบวา่ ดา้ นลกั ษณะงานทท่ี ำ� อยใู่ นระดบั มาก 2013) ได้ท�ำการวิจัยเร่ืองแรงจูงใจในการท�ำงาน
ส่วนด้านความก้าวหน้าในงาน อยู่ในระดับปาน ของพนักงานบริษัทไปรษณีย์ไทย จ�ำกัด พบว่า
กลาง และงานวิจัยของทวี ทองอยู่ (Thongyoo, พนกั งานทม่ี รี ายไดต้ า่ งกนั มแี รงจงู ใจในการทำ� งาน
2013) ไดท้ ำ� การวจิ ัยเรอ่ื งปจั จัยที่มผี ลต่อแรงจูงใจ แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05
ในการปฏบิ ัตงิ านของพนักงาน บรษิ ทั เคซีอี อเี ลค และงานวิจัยของปฐมวงศ์ สีหาเสนา (Sihasena,
โทรนิคส์ จ�ำกดั (มหาชน) พบว่า ด้านความเจรญิ 2014) ท่ีได้ศึกษาเร่ืองแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
กา้ วหนา้ อยู่ในระดับปานกลาง ของบุคลากรเทศบาลต�ำบลค่ายเนินวง ต�ำบลบาง
2. เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติ กะจะ อำ� เภอเมอื งจันทบุรี จงั หวัดจันทบรุ ี พบวา่
งานของพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รายไดต้ อ่ เดอื นแตกตา่ งกนั มแี รงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิ
(ขสมก.) ที่มีปัจจัยส่วนบุคคลท่ีแตกต่างกันมีแรง งานแตกตา่ งกัน มนี ัยส�ำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.05
จูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน โดยภาพรวม 2.2 ผลการทดสอบสมมติฐานของ
ของปัจจัยค้�ำจุนและปัจจัยจูงใจ ไม่แตกต่างกัน ปัจจัยจูงใจพบว่า พนักงานองค์การขนส่งมวลชน
สรุปได้ดงั นี้ กรุงเทพ (ขสมก.) จ�ำแนกตามเพศ อายุ ระดับการ
2.1 ผลการทดสอบสมมติฐานของ ศกึ ษา และรายไดเ้ ฉลย่ี ตอ่ เดอื นทแ่ี ตกตา่ งกนั มแี รง
ปัจจยั ค้�ำจนุ พบวา่ พนกั งานองคก์ ารขนสง่ มวลชน จงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านไมแ่ ตกตา่ งกนั ยกเวน้ สถานภาพ
กรุงเทพ (ขสมก.) จำ� แนกตามเพศชายและหญงิ ท่ี อายงุ าน ต�ำแหนง่ งานที่แตกตา่ งกัน ด้านการไดร้ ับ

126 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

การยอมรบั ดา้ นลกั ษณะของงานทปี่ ฏบิ ตั ิ และดา้ น 1. ด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ในการทำ� งาน มแี รงจงู ใจในการ จากผลการวิจัยพบว่า พนักงานองค์การขนส่ง
ปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ี มวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีระดับแรงจูงใจปาน
ระดบั 0.05 ทงั้ นอ้ี าจเปน็ เพราะพนกั งานจะมคี วาม กลาง เพื่อให้มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น
สามารถ อำ� นาจการตดั สนิ ใจ ทกั ษะ ความรู้ ความ องค์การควรมีการปรับเงินเดือนของบุคลากร
เชี่ยวชาญที่ต่างกัน สถานภาพ อายุงานและ ให้สอดคล้องและตรงตามความรู้ความสามารถ
ต�ำแหน่งงานท่ีแตกต่างกันจึงมีแรงจูงใจในการ รวมถงึ การเลอ่ื นคา่ ตอบแทนตา่ งๆ ควรมรี ะบบการ
ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม
ของธนัญกรณ์ ราศรี (Rasri, 2015) ไดท้ ำ� การวิจัย และจัดให้มีสวสั ดกิ ารดา้ นตา่ งๆ เพม่ิ มากขึ้น
เรื่องปัจจัยจูงใจท่ีมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพ 2. ดา้ นสภาพแวดลอ้ มในการทำ� งาน ควร
การท�ำงานของบุคลากรส�ำนักงานปลัดกระทรวง จัดใหม้ ีวัสดุและอปุ กรณท์ ี่จำ� เปน็ ในการปฏิบัตงิ าน
วัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่า ด้านความก้าวหน้า อยา่ งเพียงพอ เพ่อื เปน็ การอ�ำนวยความสะดวกให้
อยู่ในระดับปานกลาง และงานวิจัยของอุมาภรณ์ แกบ่ คุ ลากรในการปฏิบัตงิ าน
บตุ รน�้ำเพ็ชร (Butrnampetch, 2013) ได้ทำ� การ 3. ดา้ นความเจรญิ กา้ วหนา้ ในการทำ� งาน
วจิ ยั เรอื่ งแรงจงู ใจในการทำ� งานของพนกั งานบรษิ ทั จากผลการวิจัยพบว่า พนักงาน องค์การขนส่ง
ไปรษณีย์ไทย จำ� กัด ผลการวิจัยพบวา่ พนักงานท่ี มวลชนกรงุ เทพ มรี ะดบั แรงจงู ใจปานกลาง เพอื่ ให้
มสี ถานภาพ และสายงานทสี่ งั กดั ตา่ งกนั มแี รงจงู ใจ มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น องค์การควร
ในการทำ� งานแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ สนับสนุนให้บุคลากรได้มีโอกาสพัฒนาตนเองด้วย
ท่ีระดบั .05 และงานวจิ ยั ของปฐมวงศ์ สหี าเสนา การอบรม / ศึกษาต่อในหลักสูตรตา่ งๆ และมอบ
(Sihasena, 2014) ได้ศึกษาเรื่องแรงจูงใจในการ หมายงานที่มีความท้ายทายซ่ึงจะท�ำให้เกิดการ
ปฏิบตั งิ านของบุคลากร เทศบาลต�ำบลค่ายเนินวง พัฒนาแนวคิดและการปฏิบัติ รวมทั้งการปรับ
ต�ำบลบางกะจะ อ�ำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัด ต�ำแหน่งและค่าตอบแทนต่างๆ ต้องเป็นไปอย่าง
จนั ทบุรี ผลการศึกษาพบวา่ บคุ ลากรทมี่ ีประเภท ยตุ ิธรรม
ตำ� แหนง่ แตกตา่ งกนั มีแรงจูงใจในการปฏิบตั งิ าน
แตกต่างกนั ที่ระดบั นัยสำ� คัญทางสถิติ 0.05 7. องค์ความรู้ท่ไี ดร้ บั

6. ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
ของพนกั งานองคก์ ารขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ(ขสมก.)
จากผลการวจิ ยั ผวู้ จิ ยั จงึ มแี นวทางในการ ทำ� ใหไ้ ดอ้ งคค์ วามรใู้ หมท่ างดา้ นการนำ� เอาปจั จยั ท่ี
ท่ีจะท�ำให้พนักงานมีระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติ ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน
งานดงั นี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพ่ือเป็น

ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 127

หัวข้อส�ำหรับการพัฒนาขององค์การในอนาคต สรปุ ไดด้ ังแผนภาพท่ี 1

References

Butrnampetch, U. (2013). Work Motivationofthe Employees Workingfor Thailand Post
Company Limited. Master of Business Administration Program. Graduate School
: Valaya Alongkorn Rajabhat University.

Chanhom, N. (2013). Job Motivation of Government Savings Bank Employees Branches
under the Government Savings Bank Kalasin. Journal of Politics and Government,
4(2).

Petrod, P. (2014). Factors Affecting the Working Motivation of L.Y. Industry Company
Limited’s officers. Master Thesis. Graduate School : Kasem Bundit University.

Rasri, T. (2015). Motivation factors related to the work efficiency of personnel of the Office
of the Permanent Secretary for Culture. Master of Business Administration Thesis.
Graduate School : Srinakharinwirot University.

Sihasena, P. (2014). Working Motivation of Personnel of Khai Noen Wong Subdistrict
Municipality Bangkaja Subdistrict Mueang Chanthaburi District Chanthaburi
Province. Master's Degree Thesis. Graduate School : Burapha University.

128 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

Siridechanon, S. (2014). A Study on Motivations affecting Personnel Work Effectiveness:
A Case study on Loan Operational Center of a Thai Commercial Bank. Master's
Degree Thesis. Graduate School : Nation University.

Thongyoo, T. (2013). Factors of Motivation Result in Operation of KCE Electronic public
company.Independent Study. Master Degree. Graduate School : Ramkhamhaeng
University.

Urai, P. (2016). Job Performance Motivation of the Employees: A Case Study of AGC
Automotive (Thailand) Co., Ltd. Master Thesis of Art. Graduate School : Krirk
University.

Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. 3rdEd. New York : Harper and Row.

ผลการใชแ้ บบเรียนสนทนาภาษาไทยเพอ่ื การส่ือสาร
ในสถานการณ์จริง สำ� หรบั ชาวตา่ งชาต*ิ

The Effect of Thai Language Lessons for Conversation
in Real Situations for Foreigners

วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริด�ำรง
Wacharapatr Techawattanasiridumrong

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา
Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University, Thailand

Email: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจยั ครั้งน้ี มีวตั ถปุ ระสงค์เพอื่ 1) หาประสทิ ธผิ ลการใช้แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อการ
สื่อสารในสถานการณจ์ ริงส�ำหรับชาวต่างชาติ และ 2) เพื่อศกึ ษาความคิดเหน็ ของนักศึกษาและอาจารย์
ผสู้ อนทม่ี ตี อ่ แบบเรยี นสนทนาภาษาไทย เพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาติ ประชากร
ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ นกั ศกึ ษาชาวตา่ งชาติ จำ� นวน 20 คน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ 1) แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และ 2) แบบประเมินความคิดเห็น สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
คา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน คา่ ความเทยี่ งตรงเชงิ เนอื้ หา คา่ ความเชอื่ มนั่ และคา่ สมั ประสทิ ธส์ิ หสมั พนั ธ์
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. ผลการหาประสิทธิผลการใช้แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อการส่ือสารในสถานการณ์จริง
สำ� หรบั ชาวต่างชาติ มปี ระสิทธผิ ลตามเกณฑ์ที่ก�ำหนด 80/80 การทดลองแบบ 1:1 พบว่า แบบเรียนเลม่
ท่ี 1 ระดบั พน้ื ฐาน เท่ากบั 81.11/84.44 เล่มท่ี 2 ระดับกลาง เทา่ กบั 84.44/87.87 และเล่มท่ี 3 ระดับ
สูง เท่ากับ 83.33/86.67 การทดลองแบบกลุ่มเล็ก พบว่า แบบเรียนเล่มที่ 1 ระดับพ้ืนฐาน เท่ากับ
80.56/83.89 เล่มที่ 2 ระดับกลาง เทา่ กบั 81.11/84.44 และเล่มท่ี 3 ระดับสูง เท่ากับ 86.11/88.33
และการทดลองภาคสนาม พบวา่ แบบเรยี นเลม่ ท่ี 1 ระดบั พน้ื ฐาน เทา่ กบั 83.33/86.67 เลม่ ที่ 2 ระดบั กลาง
เท่ากบั 81.67/85.00 และเลม่ ที่ 3 ระดับสูง เท่ากับ 84.64/88.00 ซ่งึ สงู กวา่ เกณฑท์ ี่กำ� หนดไว้

* ได้รับบทความ: 4 มีนาคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 12 ธันวาคม 2562; ตอบรับตพี มิ พ:์ 31 มีนาคม 2563
Received: March 4, 2019; Revised: December 12, 2019; Accepted: March 31, 2020

130 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน พบว่า นักศึกษาชาวจีนมีความ
คดิ เห็นโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทีส่ ุด มคี ่าเฉล่ียเทา่ กบั (∑ = 4.56, µ = 0.44) สว่ นอาจารย์ผู้สอน
ภาษาไทยแกช่ าวจนี มีความคดิ เห็น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สดุ มีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ (∑ = 4.56, µ =
0.53)
คำ� สำ� คัญ: แบบเรยี นสนทนาภาษาไทยเพอ่ื การสื่อสาร; สถานการณ์จรงิ ; ชาวตา่ งชาติ

Abstract

The objectives of this research are: 1) to find out the effectiveness of the use of Thai
conversation in real-life communication for foreigners, 2) to study the opinions of students
and teachers towards the Thai conversation in order to Real-life communication for
foreigners The samples used in the research were 20 foreign students. The research
instruments were 1) The achievement test and 2) The evaluation form. The data were
analysis by mean, standard deviation. Content precision Confidence and the correlation
coefficient.
The results of The research found that:
1. The Experiment 1: 1 found that the textbook 1 at the basic level was 81.11/84.44,
the second book in the middle level was 84.44/87.87 and the third book at the high
level was 83.33/86.67. The small group experiment found that the first textbook at the
basic level was 80.56/83.89, the second book in the middle level was 81.11/84.44 and
the third book at the high level was 86.11/88.33. and in the field trial, it was found that
the textbook no.1 at the basic level was 83.33/86.67, the second book at the middle
level was 81.67/85.00, and the third book at the high level was 84.64/88.00 which was
higher than the specified criteria.
2. The opinions of students and instructors, found that Chinese students have
the highest level of overall opinions. With an average equal to (∑ = 4.56, µ = 0.44), while
the Thai language teachers with the highest level of overall opinions With the mean equal
to (∑= 4.56, µ = 0.53).
Keywords: Thai Language Lessons for Conversation; Real Situations; Foreigners

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มนี าคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 131

1. บทนำ� มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาประทศไทย
จ�ำนวนมาก ส่งผลให้นักศึกษาจีนสนใจศึกษาต่อ
ในสถานการณ์ปัจจุบันมีการรวมตัวทาง ในประเทศไทยมากขึน้ (Ministry of Education,
การเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประชาคม 2017)
อาเซียนก่อให้เกิดการหล่ังไหลของภาษาและ ดังน้ัน คณะวิทยาการการจัดการ
วฒั นธรรมของชนชาตติ า่ งๆ ในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้จัด
ออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก การท่ีนักเรียนจีนมา โครงการแลกเปล่ียนนักศึกษาของคณะวิทยาการ
เรียนทป่ี ระเทศไทยมากข้นึ นัน้ เหตุผลหน่ึงมาจาก การจัดการกับนักศึกษาจีนเป็นประจ�ำทุกปี
สาธารณรัฐประชาชนจีนมีจ�ำนวนประชากร จึงจัดให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยให้แก่
เด็กมาก ตัวเลขอยู่ท่ีประมาณ 6-7 ล้านคนต่อปี นักศึกษาจีน เม่ือนักศึกษาจีนเหล่าน้ีมาใช้ชีวิตอยู่
แต่มหาวิทยาลัยของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในสังคมไทยย่อมหลีกเล่ียงการสนทนากับคนไทย
สามารถรองรบั นกั เรยี นไดเ้ ตม็ ทปี่ ระมาณ 2 ถงึ 2.5 ไปไม่ได้ เพราะในแต่ละสังคมต้องมีการพบปะ
ล้านคน ท�ำให้มีนักศึกษาจีนส่วนหนึ่งพลาดการ พูดคุยสนทนากันเพ่ือน�ำไปใช้ในชีวิตประจ�ำวัน
เขา้ ศกึ ษาตอ่ เพราะสอบเขา้ มหาวทิ ยาลยั รฐั บาลจนี จึงต้องการที่จะสื่อสารและส่ือความหมายตาม
ไมไ่ ด้ และต้องการเรยี นตอ่ ระดบั อุดมศึกษา แต่ไม่ ความต้องการ และอาจน�ำไปประกอบอาชีพได้
สามารถจะเรียนในประเทศ นักศึกษาจีนกลุ่มนี้ ในอนาคตได้อีกด้วย แตใ่ นปจั จุบนั ยังมผี เู้ ชี่ยวชาญ
จงึ หนั มาเรยี นตอ่ ทป่ี ระเทศไทย ซง่ึ มคี า่ ใชจ้ า่ ยไมส่ งู ในการสอนภาษาไทยให้แก่ชาวต่างชาติน้อยมาก
มากและการดำ� เนนิ ชวี ติ ไมแ่ ตกตา่ งจากสาธารณรฐั เพราะธรรมชาติขององค์ความรู้ในกลุ่มวิชาภาษา
ประชาชนจีน โดยส่วนใหญ่ท่ีเลือกมาเรียนใน ไทยจะมีเพียงความรู้อย่างเดียวมิได้ แต่ต้องมี
ประเทศไทยจะมาจากมณฑลตา่ งๆ ของจนี ทีไ่ ม่ใช่ ประสบการณด์ า้ นทกั ษะทางภาษาไทย เชน่ การฟงั
เมอื งใหญ่ และมาจากครอบครวั ทมี่ ฐี านะปานกลาง การพดู การอา่ น และการเขยี นมากพอ หากมแี บบ
ซงึ่ มกี ารศกึ ษาอนาคตทดี่ ี ซงึ่ ในขณะทนี่ กั ศกึ ษาจนี เรียนหรือหนังสือเรียนท่ีรวบรวมเน้ือหาท่ีตรงกับ
ในเมอื ง เชน่ ปกั กงิ่ หรอื เชยี่ งไฮ้ มที างเลอื กมากกวา่ ความต้องการของผู้เรียนย่อมช่วยให้การเรียนการ
อีกท้ังจากความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง สอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติบรรลุผลสำ� เรจ็ ได้
ประเทศไทยและสาธารณรฐั จนี ถอื เปน็ สว่ นสำ� คญั จากความเปน็ มาและสภาพปญั หาดงั กลา่ ว
ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ข้างตน้ ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจทนี่ �ำแบบเรียนสนทนาภาษา
ท� ำ ใ ห ้ นั ก ศึ ก ษ า จี น เ ดิ น ท า ง ม า ศึ ก ษ า ต ่ อ ใ น ไทยเพ่ือการส่ือสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาว
ประเทศไทยมากกว่า 22,000 คน เป็นสัดส่วน ตา่ งชาติ ทผ่ี วู้ จิ ยั พฒั นาขน้ึ ไปหาประสทิ ธผิ ลการใช้
มากกว่าคร่ึงหน่ึงของจ�ำนวนนักศึกษาต่างชาติ แบบเรียน และศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา
ในประเทศไทย อีกทั้งปัจจุบันวัฒนธรรมไทย และอาจารยผ์ สู้ อนซง่ึ เนอื้ หาในแบบเรยี นจะเปน็ บท
มีอิทธิพลในชีวิตประจ�ำวันของชาวจีนมากขึ้น

132 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

สนทนาตามสถานการณ์ในชีวิตประจ�ำวันโดยแบ่ง 3. วธิ ีด�ำเนินการวจิ ยั
ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น (Beginning
Level) ระดบั กลาง (Intermediate Level) และ การวจิ ัยครั้งนี้ มีวิธดี ำ� เนินการวิจัยดงั น้ี
ระดับสูง (Advanced Level) ระดับละ 1 เล่ม 1. ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีเป็น
จ�ำนวน 3 เล่ม มีองค์ประกอบ ดังน้ี 1) บทสนทนา กลุ่มเป้าหมาย (Hypothetical Population)
ตามสถานการณ์ 2) ค�ำศัพท์ใหม่ในบทสนทนา ที่ผู้วิจัยได้คัดเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง
3) โครงสรา้ งประโยค 4) คำ� ศพั ทเ์ พิ่มเตมิ และ 5) (Purposive Sampling) ได้แก่ นักศึกษาชาวจีน
แบบฝึกหัดท้ายบทเรียน โดยใช้สัญลักษณ์ก�ำกับ จำ� นวน 20 คน โดยการคำ� นวณจากสูตรของทาโร่
เสียงค�ำไทยท่ีใช้ในบทสนทนา ในการพัฒนา ยามาเน่ (Ketsingha, 2008 : 2)
แบบเรียนสนทนาครั้งน้ีผู้วิจัยใช้สัทอักษรสากล 2. เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1)
(International Phonetic Alphabet หรอื IPA) แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการสื่อสารใน
ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการหาประสิทธิผล สถานการณ์จริงส�ำหรบั ชาวตา่ งชาติ แบ่งออกเปน็
การใช้แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการส่ือสาร 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น (Beginning Level)
ในสถานการณจ์ รงิ ส�ำหรบั ชาวต่างชาติ และศกึ ษา ระดับกลาง (Intermediate Level) และระดับสงู
ความคิดเห็นของนักศึกษาจีนและอาจารย์ผู้สอน (Advanced Level) ระดบั ละ 1 เลม่ จ�ำนวน 3
ใหแ้ กช่ าวจนี ทม่ี ตี อ่ แบบเรยี นสนทนาภาษาไทยเพอื่ เลม่ 2) แบบประเมนิ ความคดิ เหน็ ของนกั ศกึ ษาชาว
การสื่อสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาวต่างชาติ ตา่ งชาตทิ มี่ ตี อ่ แบบเรยี นสนทนาภาษาไทยเพอื่ การ
จะเปน็ ขอ้ มลู ทชี่ ว่ ยยนื ยนั ถงึ ประสทิ ธภิ าพของแบบ ส่ือสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาวต่างชาติ
เรยี นทผี่ วู้ ิจยั สรา้ งและพัฒนาขน้ึ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ
(Rating scale) ซ่ึงเป็นแบบสอบถามมีค่าดัชนี
2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั ความสอดคล้อง (Index of Item objective
congruence: IOC) อยู่ระหวา่ ง 0.8 - 1.0 และค่า
1. เพื่อหาประสิทธิผลการใช้แบบเรียน สมั ประสทิ ธแิ์ อลฟาของแบบสมั ภาษณเ์ ทา่ กบั 0.96
สนทนาภาษาไทยเพื่อการส่ือสารในสถานการณ์ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถน�ำไปเก็บรวบรวมข้อมูล
จรงิ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาติ ได้ และ 3) แบบประเมนิ ความคิดเห็นของอาจารย์
2. เพ่ือศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา ผู้สอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติท่ีมีต่อแบบเรียน
และอาจารย์ผู้สอนที่มีต่อแบบเรียนสนทนาภาษา สนทนาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์
ไทยเพ่ือการส่ือสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาว จริงส�ำหรับชาวต่างชาติ มีลักษณะเป็นแบบ
ตา่ งชาติ มาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) ก�ำหนด

ปีท่ี 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 133

คา่ คะแนนเปน็ 5 ระดบั ตามวธิ ขี องลเิ คริ ท์ (Likert) พระนครศรีอยุธยา โดยการค�ำนวณจากสูตรของ
ทั้งหมด จำ� นวน 20 ขอ้ ตอ้ งการใชจ้ รงิ จำ� นวน 10 ขอ้ ทาโร่ ยามาเน่ (Ketsingha, 2008 : 2) ขอบเขต
และค่าความเชื่อม่ันท้ังฉบับด้วยค่าสัมประสิทธ์ิ ดา้ นตวั แปรท่ีศึกษา 1) ตัวแปรอิสระ ได้แก่ แบบ
แอลฟาของแบบประเมินเท่ากับ 0.98 ซึ่งอยู่ใน เรยี นสนทนาภาษาไทยเพอื่ การสอ่ื สารในสถานการณ์
เกณฑ์ท่ีสามารถนำ� ไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้ จรงิ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาติ และ 2) ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
การดำ� เนนิ การวจิ ยั ในครง้ั น้ี มขี น้ั ตอนการ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ความคิดเห็นของ
ด�ำเนินการทดลองใช้แบบเรียนสนทนาภาษาไทย อาจารยผ์ ู้สอนภาษาไทยแกช่ าวจีน และ 3) ความ
เพื่อการส่ือสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาวต่าง คดิ เหน็ ของนักศึกษาชาวจนี
ชาติ ผวู้ ิจัยแบง่ ออกเป็น 2 ระยะ ไดแ้ ก่ ระยะที่ 1 2. ระยะท่ี 2 การติดตามผล (Follow
การทดลองภาคสนาม (Field Test) และระยะท่ี 2 up) เพื่อติดตามผลการใช้แบบเรียนสนทนาภาษา
การตดิ ตามผล (Follow up) รายละเอียดมีดงั น้ี ไทยเพ่ือการสื่อสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับ
1. ระยะท่ี 1 การทดลองภาคสนาม (Field ชาวต่างชาติ ได้แก่ 1) ประเมินความคิดเห็นของ
Test) เพอ่ื หาประสทิ ธิผลการใช้แบบเรียนสนทนา อาจารย์ผู้สอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ และ 2)
ภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั ประเมินความคิดเห็นของนักศึกษาชาวต่างชาติ
ชาวตา่ งชาติ ไดแ้ ก่ 1) ทดลองนำ� รอ่ ง (Pilot Study) ขอบเขตประชากร ได้แก่ อาจารยผ์ ูส้ อนภาษาไทย
และ2) การใชแ้ บบเรยี นแบบเรยี นสนทนาภาษาไทย แกช่ าวต่างชาติ จำ� นวน 10 คน และนักศึกษาชาว
เพ่ือการส่ือสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาว จีน จ�ำนวน 20 คน ของคณะวทิ ยาการการจัดการ
ต่างชาติ ผวู้ จิ ยั แบง่ ออกเปน็ 3 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั ตน้ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา รวมทงั้ สนิ้
(Beginning Level) ระดับกลาง (Intermediate จำ� นวน 30 คน
Level) และระดบั สงู (Advanced Level) ระดบั ละ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้พัฒนา
1 เล่ม จ�ำนวน 3 เล่ม แบ่งกลุ่มการทดลองออก เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยตามลักษณะของขั้นตอน
เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มท่ี 1 ทดลองแบบ 1: 1 การวิจัยทั้ง 2 ระยะ ซ่ึงมีผู้เช่ียวชาญและผู้ทรง
(Individual Testing) กลุ่มที่ 2 ทดลองแบบกลุ่ม คณุ วฒุ ิ จำ� นวน 5 คน เปน็ ผตู้ รวจสอบความสอดคลอ้ ง
ยอ่ ย (Small Group Testing) และกลมุ่ ท่ี 3 ทดลอง และความเหมาะสมของวัตถุประสงค์กับเนื้อหา
ภาคสนาม (Field Test) การหาคุณภาพเคร่ืองมือตามขั้นตอนท่ีถูกต้อง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นกลุ่ม ซงึ่ มเี คร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ดังน้ี
เป้าหมาย (Hypothetical Population) ที่ผวู้ จิ ัย 1. แบบประเมนิ ความคดิ เหน็ ของนกั ศกึ ษา
ไดค้ ดั เลอื กโดยวิธกี ารสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive ชาวต่างชาติ มลี กั ษณะเปน็ มาตราสว่ นประเมนิ คา่
Sampling) ไดแ้ ก่ นกั ศกึ ษาชาวจนี จำ� นวน 20 คน 5 ระดับ (Rating scale) ซง่ึ เป็นแบบสอบถามมคี า่
ของคณะวทิ ยาการการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ดชั นีความสอดคลอ้ ง (Index of Item objective

134 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

congruence: IOC) อยูร่ ะหว่าง 0.8-1.0 และคา่ ไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และสถิติท่ีใช้ใน
สมั ประสทิ ธแ์ิ อลฟาของแบบสมั ภาษณเ์ ทา่ กบั 0.96 การวจิ ยั ประกอบดว้ ย สถติ พิ น้ื ฐาน ไดแ้ ก่ คา่ เฉลยี่
ซง่ึ อยใู่ นเกณฑท์ ส่ี ามารถนำ� ไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และคา่ รอ้ ยละ สว่ นสถติ ทิ ี่
2. แบบประเมนิ ความคดิ เหน็ ของอาจารย์ หาคุณภาพแบบทดสอบ ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง
ผสู้ อนภาษาไทยแกช่ าวตา่ งชาติ มลี กั ษณะเปน็ แบบ เชงิ เนื้อหา คา่ ความเช่ือมน่ั และคา่ สมั ประสิทธสิ์ ห
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) กำ� หนด สมั พนั ธ์
คา่ คะแนนเปน็ 5 ระดบั ตามวธิ ขี อง ลเิ คริ ท์ (Likert)
ทั้งหมด จำ� นวน 20 ขอ้ ต้องการใชจ้ ริง จ�ำนวน 10 4. สรปุ ผลการวจิ ัย
ขอ้ และคา่ ความเชอื่ มน่ั ทง้ั ฉบบั ดว้ ยคา่ สมั ประสทิ ธิ์
แอลฟาของแบบประเมินเท่ากับ 0.98 ซ่ึงอยู่ใน การวิจยั เรือ่ ง ผลการใชแ้ บบเรยี นสนทนา
เกณฑ์ทส่ี ามารถนำ� ไปเก็บรวบรวมข้อมูลได้ ภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั
สำ� หรบั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผวู้ จิ ยั ใชว้ ธิ ี ชาวต่างชาติ ผู้วิจัยน�ำมาสรุปผลการวิจัยตาม
การตามระยะของขนั้ ตอนการวจิ ยั ซง่ึ ไดท้ ำ� หนงั สอื วัตถุประสงค์การวจิ ยั ได้ 2 ส่วนดงั นี้
ขออนญุ าตจากหนว่ ยงานตน้ สงั กดั เพอื่ ขออนญุ าต ส่วนท่ี 1 การหาประสิทธิผลการใช้แบบ
เกบ็ ข้อมูลด้วยตนเอง สว่ นการวเิ คราะห์ข้อมลู เปน็ เรยี นสนทนาภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณ์
จรงิ สำ� หรบั ชาวต่างชาติ

ตารางที่ 1 ผลการหาประสิทธผิ ลการใช้แบบเรียนโดยภาพรวม

การทดลอง จำ� นวน ระดับตน้ ระดับคณุ ภาพ ระดบั สงู
(คน)
แบบ 1 : 1 (E1) (E2) ระดับกลาง (E1) (E2)
แบบกลมุ่ เล็ก 3
แบบภาคสนาม 6 81.11 84.44 (E1) (E2) 83.33 86.67
20 80.56 83.89 84.44 87.87 86.11 88.33
83.33 86.67 81.11 84.44 84.64 88.00
81.67 85.00

จากตารางท่ี 1 ผลการประเมนิ ประสทิ ธผิ ล 86.67 การทดลองแบบกลมุ่ เล็ก พบวา่ แบบเรยี น
การใชแ้ บบเรยี น โดยวธิ กี ารทดลองแบบ 1:1 พบวา่ เลม่ ท่ี 1 ระดบั ตน้ มปี ระสทิ ธผิ ล E1 / E2เทา่ กบั 80.56/
แบบเรียนเลม่ ท่ี 1 ระดับต้น มปี ระสิทธิผล E1 / E2 83.89 เล่มท่ี 2 ระดับกลางมีประสทิ ธิผล E1 / E2
เท่ากับ 81.11/84.44 เล่มท่ี 2 ระดับกลางมี เท่ากับ 81.11/84.44 และเล่มท่ี 3 ระดับสูงมี
ประสทิ ธผิ ล E1 / E2 เทา่ กบั 84.44/87.87 และเล่ม ประสทิ ธผิ ล E1 / E2 เทา่ กบั 86.11/88.33 และ
ท่ี 3 ระดบั สงู มปี ระสทิ ธผิ ล E1 / E2 เทา่ กบั 83.33/ ทดลองภาคสนาม พบวา่ แบบเรยี นเลม่ ที่ 1 ระดบั ตน้

ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 135

มีประสทิ ธผิ ล E1 / E2 เทา่ กบั 83.33/86.67 เลม่ ท่ี 2 ส่วนที่ 2 การประเมินความคิดเห็นของ
ระดบั กลางมปี ระสิทธผิ ล E1 / E2 เทา่ กับ 81.67/ นักศึกษาและอาจารย์ผู้สอนที่มีต่อแบบเรียน
85.00 และเลม่ ท่ี 3 ระดบั สงู มปี ระสทิ ธผิ ล E1 / E2 สนทนาภาษาไทยเพื่อการส่ือสารในสถานการณ์
เทา่ กบั 84.64/88.00 ซึง่ สูงกว่าเกณฑท์ ก่ี ำ� หนดไว้ จริงสำ� หรับชาวตา่ งชาติ

ตารางที่ 2 ผลการประเมนิ ความคิดเห็นของนักศกึ ษาชาวต่างชาติ

รายการ ระดบั ความคิดเหน็
∑ µ แปลผล
1. ปกและรูปเลม่ มีภาพประกอบ สีสนั สวยงามน่าสนใจ 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ
2. เนือ้ หามรี ปู ภาพประกอบชดั เจนอา่ นเข้าใจง่าย 4.68 0.48 มากที่สุด
3. คำ� ชแ้ี จงในการท�ำแบบฝึกหดั ท้ายบทเรยี นมีความชดั เจน 4.72 0.46 มากทส่ี ดุ
4. กิจกรรมไม่ยากจนเกินไปโดยเรยี งจากงา่ ยไปหายาก 4.64 0.49 มากที่สุด
5. เวลาท่ีใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนมีความเหมาะสม 4.28 0.46 มาก
6. ภาพประกอบ สวยงาม มคี วามถกู ต้อง สอดคลอ้ งกับบทสนทนา 4.28 0.46 มาก
7. แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการสื่อสารในสถานการณ์จริง 4.04 0.73 มาก
ส�ำหรบั ชาวต่างชาติ แต่ละบทเรียนมีเน้อื หานา่ สนใจ
8. แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการสื่อสารในสถานการณ์จริง 4.40 0.50 มาก
ส�ำหรบั ชาวต่างชาติ ทำ� ให้นกั ศึกษาได้ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
9. นักศึกษามีความสุขกับการเรียนแบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อ 4.84 0.37 มากท่ีสุด
การสอื่ สารในสถานการณ์จรงิ ส�ำหรับชาวต่างชาติ
10. แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อการส่ือสารในสถานการณ์จริง 4.76 0.44 มากท่ีสดุ
สำ� หรบั ชาวต่างชาติ ท�ำใหน้ ักศึกษามที กั ษะทางภาษาได้ถูกตอ้ ง
4.56 0.44 มากท่สี ุด
รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 2 ผลการประเมินความคิด มาตรฐานเท่ากบั 0.44 เม่อื พจิ ารณาเป็นรายขอ้ ๆ
เห็นของนักศึกษาชาวต่างชาติ พบว่า นักศึกษา ทมี่ คี า่ เฉลยี่ สงู สดุ คอื ปกและรปู เลม่ มภี าพประกอบ
ชาวจีนมีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับ สสี นั สวยงามน่าสนใจ มีค่าเฉลี่ยสงู สุดเทา่ กับ 5.00
มากท่ีสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 มีส่วนเบี่ยงเบน มสี ่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.00

136 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ตารางท่ี 3 ผลการประเมินความคดิ เหน็ ของอาจารย์ผูส้ อนภาษาไทยแกช่ าวตา่ งชาติ

รายการ ระดบั ความคดิ เห็น
∑ µ แปลผล
1. ปกและรปู เล่มมีภาพประกอบ สสี ันสวยงามนา่ สนใจ 4.40 0.55 มาก
2. เนอื้ หามีรูปภาพประกอบชดั เจนอ่านเข้าใจงา่ ย 4.60 0.55 มากทส่ี ดุ
3. คำ� ชี้แจงในการทำ� แบบฝึกหัดทา้ ยบทเรยี นมีความชดั เจน 4.60 0.55 มากท่สี ุด
4. กจิ กรรมไมย่ ากจนเกนิ ไปโดยเรียงจากง่ายไปหายาก 4.40 0.55 มาก
5. เวลาทใ่ี ชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนมีความเหมาะสม 4.40 0.55 มาก
6. ภาพประกอบ สวยงาม มคี วามถกู ต้อง สอดคล้องกับบทสนทนา 4.60 0.55 มากท่ีสุด
7. แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการส่ือสารในสถานการณ์จริง 4.80 0.45 มากทส่ี ดุ
ส�ำหรบั ชาวตา่ งชาติ แต่ละบทเรียนมีเนื้อหาน่าสนใจ
8. แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการสื่อสารในสถานการณ์จริง 4.80 0.45 มากทีส่ ดุ
สำ� หรบั ชาวตา่ งชาติ ท�ำใหน้ ักศึกษาได้ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
9. นักศึกษามีความสุขกับการเรียนแบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อ 4.40 0.55 มาก
การส่ือสารในสถานการณ์จรงิ สำ� หรบั ชาวต่างชาติ
10. แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพ่ือการส่ือสารในสถานการณ์จริง 4.60 0.55 มากท่ีสุด
สำ� หรบั ชาวต่างชาติ ท�ำใหน้ ักศึกษามีทักษะทางภาษาไดถ้ ูกตอ้ ง
4.56 0.53 มากทส่ี ดุ
รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 3 ผลการประเมินความคิด เรยี นท�ำใหน้ กั ศกึ ษาไดศ้ ึกษาดว้ ยตนเอง มคี า่ เฉล่ีย
เห็นของอาจารย์ผู้สอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ สงู สดุ เทา่ กบั 4.80 มสี ว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั
พบว่า อาจารย์ผู้สอนภาษาไทยแก่ชาวจีนมีความ 0.45
คดิ เหน็ โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ มคี า่ เฉลย่ี
เทา่ กบั 4.56 มสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.53 5. อภปิ รายผลการวิจัย
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อๆ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด
มีจ�ำนวน 2 ข้อ คือ แบบเรียนแต่ละบทเรียน การวจิ ัยเรื่อง ผลการใชแ้ บบเรยี นสนทนา
มีเน้ือหาน่าสนใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.80 ภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั
มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 และแบบ ชาวต่างชาติ ผู้วิจัยน�ำข้อสรุปผลการวิจัยมา
อภิปรายผลการวจิ ัยได้ 2 ประเด็นดงั น้ี

ปที ี่ 20 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 137

1. ผลการใชแ้ บบเรยี นสนทนาภาษาไทย สูงกว่าเกณฑ์ท่ีก�ำหนดไว้ในวัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อการสื่อสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาวต่าง ในครั้งนี้ ดงั ทสี่ มพงษ์ ศรวี ชิ ยั (Sriwichai, 2002 :
ชาติ โดยใช้แบบแผนการทดลอง 3 รูปแบบกับ 3) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั เรอ่ื ง การพฒั นาหลกั สตู รภาษาไทย
นกั ศกึ ษาชาวจีน ผลปรากฏว่ารูปแบบการทดลอง เบอื้ งตน้ สำ� หรบั นกั ศกึ ษาตา่ งประเทศ มหาวทิ ยาลยั
แบบ 1 : 1 โดยทดลองใชแ้ บบเรยี นฯ จำ� นวน 3 เลม่ พายพั พบวา่ แผนประสบการณส์ ามารถพฒั นาการ
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แบบเรียนเล่มท่ี 1 ใชภ้ าษาไทยของนกั ศกึ ษาตา่ งประเทศมหาวทิ ยาลยั
ระดบั ตน้ (Beginning Level) มปี ระสทิ ธผิ ลเทา่ กบั พายัพ อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ในด้านการสนทนา
81.11/84.44 แบบเรียนเล่มที่ 2 ระดับกลาง อยใู่ นเกณฑป์ านกลาง การอธบิ ายรปู อยใู่ นเกณฑด์ ี
(Intermediate Level) มีประสิทธิผลเท่ากับ และการแสดงความคิดเห็นอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
84.44/87.87 และแบบเรียนเล่มที่ 3 ระดับสูง นอกจากน้ียังสอดคล้องกับงานวิจัยของรัตน์เรขา
(Advanced Level) มีประสิทธิผลเท่ากับ ฤทธศิ ร (Ritthisorn, 2003 : 178) ไดศ้ ึกษาวิจยั
83.33/86.67 ส่วนแผนการทดลองแบบกลุ่มเล็ก เร่ือง การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง
(Small Group Testing) โดยทดลองใชแ้ บบเรยี นฯ การสนทนาภาษาไทย สำ� หรบั ผเู้ รยี นภาษาไทยเปน็
จ�ำนวน 3 เล่ม แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ภาษาต่างประเทศ โดยมีผู้เรียนชาวต่างประเทศ
แบบเรียนเลม่ ท่ี 1 ระดบั ตน้ (Beginning Level) ที่เรียนภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศใน
มีประสิทธิผลเท่ากับ 80.56/83.89 แบบเรียน มหาวิทยาลัยพายพั จำ� นวน 10 คน เปน็ ประชากร
เล่มที่ 2 ระดับกลาง (Intermediate Level) ท่ีใช้ในการวิจัย พบว่า ผู้เรียนท่ีเรียนเสริมด้วยบท
มปี ระสทิ ธผิ ลเท่ากับ 81.11/84.44 และแบบเรียน เรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกคนสามารถผ่าน
เลม่ ที่ 3 ระดบั สงู (Advanced Level) มปี ระสทิ ธผิ ล เกณฑ์การประเมนิ 80% และสามารถทำ� คะแนน
เท่ากับ 86.11/88.33 และการทดลองแบบภาค เฉลี่ยของแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
สนาม (Field Test) โดยทดลองใช้แบบเรียนฯ แล้วน�ำคะแนนแทนค่าเพื่อหาประสิทธิภาพ สรุป
จ�ำนวน 3 เล่ม แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเร่ืองน้ี
แบบเรยี นเลม่ ท่ี 1 ระดับตน้ (Beginning Level) มีประสิทธภิ าพอยูใ่ นระดับดี
มีประสทิ ธผิ ลเทา่ กับ 83.33/86.67 แบบเรียนเลม่ 2. ผลการประเมินความคิดเห็นของ
ที่ 2 ระดับกลาง (Intermediate Level) นักศึกษาชาวต่างชาติท่ีมีต่อแบบเรียนสนทนา
มปี ระสทิ ธผิ ลเทา่ กับ 81.67/85.00 และแบบเรยี น ภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั
เลม่ ท่ี 3 ระดบั สงู (Advanced Level) มปี ระสทิ ธผิ ล ชาวตา่ งชาติ สว่ นใหญม่ คี วามคดิ เหน็ โดยภาพรวม
เทา่ กบั 84.64/88.00 ซงึ่ ผลจากการนำ� แบบเรยี นฯ อยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยให้ความเห็นว่าแบบ
ท้ัง 3 เล่ม ไปทดลองใช้กับนักศึกษาชาวจีนท้ัง 3 เรยี นฯ จำ� นวน 3 เลม่ มจี ดุ เดน่ สามารถดงึ ดดู ความ
แบบแผนการทดลอง ปรากฏวา่ แบบเรียนประสทิ ธิผล สนใจของนักศึกษาชาวจีนได้ดังน้ี ปกและรูปเล่ม

138 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

ของแบบเรียนแต่ละเล่มมีภาพประกอบ มีสีสัน ส�ำหรับผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวกระเหร่ียงว้าแดง
สวยงาม นักศึกษาชาวจีนส่วนใหญ่มีความสุข ไม่สอดคล้องตามเกณฑ์ 70/70 และผลจากการ
กับการเรียนด้วยแบบเรียนที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนท�ำให้ สงั เกตพฤตกิ รรมของผเู้ รยี นในระหวา่ งเรยี น พบวา่
นักศึกษาชาวจีนมีทักษะทางภาษาได้อย่างถูกต้อง ผเู้ รยี นสว่ นใหญใ่ หค้ วามสนใจ มคี วามกระตอื รอื รน้
แบบเรียน มีค�ำชี้แจงในการท�ำแบบฝึกหัดท้ายบท ในการเรยี น และการแสดงบทบาทสมมติ นอกจาก
เรียนทช่ี ัดเจน มกี จิ กรรมในบทเรยี นไม่ยากจนเกิน น้ียังสอดคล้องกับงานวิจัยของสุกัญญา ศุภพลกิจ
ไปและสามารถนำ� ไปศกึ ษาไดด้ ว้ ยตนเอง แบบเรยี น (Supapholkij, 2008 : 4) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง
มภี าพประกอบ สวยงาม มคี วามถูกต้องสอดคลอ้ ง การสร้างหนังสือเตรียมความพร้อมทางภาษา
กบั บทสนทนาในบทเรียน ทำ� ให้บทเรียนแตล่ ะบท สำ� หรบั ผเู้ รยี นภาษาไทยในฐานะภาษาตา่ งประเทศ
เรียนมีความน่าสนใจ ส่วนเวลาท่ีใช้ในการจัด พบว่า ได้หนังสือเตรียมความพร้อมทางภาษา
กิจกรรมการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอนภาษา สำ� หรบั ผเู้ รยี นภาษาไทยในฐานะภาษาตา่ งประเทศ
ไทยแก่ชาวจีน มีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ใน จ�ำนวน 15 บท โดยแบ่งเป็นฉบับภาษาไทยและ
ระดบั มากทส่ี ดุ โดยใหค้ วามเหน็ วา่ แบบเรยี นทำ� ให้ ฉบับภาษาอังกฤษ แต่ละบทประกอบด้วยค�ำ
นกั ศึกษาสามารถศกึ ษาด้วยตนเองได้ ในแตล่ ะบท อธิบายพร้อมตัวอย่างวลีและประโยค และแบบ
เรยี นมีเนื้อหาท่นี ่าสนใจ มีรูปภาพประกอบชัดเจน ฝึกหัดท้ายบท นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความคิด
อ่านแล้วสามารถเข้าใจง่าย มีค�ำช้ีแจงในการท�ำ เห็นของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า หนังสือเตรียมความ
แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี นอยา่ งชดั เจน ภาพประกอบ พร้อมทางภาษา ส�ำหรับผู้เรียนภาษาไทยในฐานะ
ทใี่ ชใ้ นแบบเรยี น มสี สี นั สวยงาม มคี วามสอดคลอ้ ง ภาษาต่างประเทศท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเหมาะ
กับบทสนทนาท�ำให้นักศึกษามีทักษะทางภาษาได้ สมอยู่ในระดับดี สามารถน�ำไปใช้ในการเตรียม
อยา่ งถกู ต้อง กจิ กรรมในแบบเรียนมีเนือ้ ไม่ยากจน ความพรอ้ มทางภาษาใหแ้ กน่ กั เรยี นชาวตา่ งชาตไิ ด้
เกินไปโดยมีการจัดเรียงเนื้อหาจากง่ายไปหายาก ส่วนผู้เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศมี
เวลาท่ีใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ความเหน็ วา่ หนงั สอื เตรยี มความพรอ้ มทางภาษาท่ี
มคี วามเหมาะสม สว่ นปกและรปู เลม่ ของแบบเรยี น ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับดีตรง
มีความน่าสนใจท�ำให้นักศึกษามีความสุขกับการ ตามความต้องการของผเู้ รียน
เรียนด้วยแบบเรียนดังท่ีอารีย์ลักษณ์ พันธุ์เขียน
(Pankhian, 2006 : 122) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง 6. ข้อเสนอแนะ
การสร้างแบบเรียนภาษาไทยเบื้องต้นส�ำหรับผู้หนี
ภัยจากการสู้รบชาวกระเหรี่ยงว้าแดง พบว่า 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
ภายหลงั ทผ่ี เู้ รยี นไดเ้ รยี นภาษาไทยเบอื้ งตน้ ไปแลว้ 1.1 การจัดหลักสูตรให้เหมาะสม
ประสิทธิภาพของแบบเรียนภาษาไทยเบื้องต้น ส�ำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ ควรเป็นหลักสูตร
ระยะยาวทีม่ ีแบบแผนการเรยี นทชี่ ดั เจน และเน้น

ปีที่ 20 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มีนาคม 2563) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 139

การฝึกปฏิบัติในรายวิชาในหลักสูตรเพ่ือให้ กับชาวต่างชาติท่ีมีพ้ืนฐานความรู้ที่ต่างกันควรมี
นกั ศึกษาไดน้ �ำไปปฏบิ ัติจริง เปรยี บเทียบผลท่เี กิดขึ้น
1.2 การก�ำหนดวิธีการจัดการเรียน 3.2 การนำ� แนวทางการจดั การเรยี น
การสอนโดยใชแ้ บบเรยี นประกอบการสอน ไมค่ วร การสอนโดยใชแ้ บบเรยี นสนทนาภาษาไทยเพอ่ื การ
แยกการพัฒนาทักษะท้ัง 4 ออกจากกัน ผู้สอน สอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาตไิ ปใช้
ควรบรู ณาการการใชท้ กั ษะทางภาษาทงั้ 4 ทักษะ กับชาวต่างชาติท่ีมีพื้นฐานความรู้ระดับเดียวกัน
เข้าด้วยกันหรือในกรณีที่มีจ�ำนวนนักศึกษาต่อ ควรมีศกึ ษาผลการใชแ้ นวทางดงั กล่าว
ห้องเรียนมากเกินไปและต้องฝึกทักษะอาจแยก 3.3 ควรศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการ
วิชาทักษะออกเป็น 2 สว่ นคือ ทักษะการฟงั - พดู จดั การเรยี นการสอนโดยใชแ้ บบเรยี นสนทนาภาษา
และทักษะการอ่าน - เขียน ไทยเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาว
1.3 การกำ� หนดคูม่ อื หนังสือ ต�ำรา ตา่ งชาติในสถาบันอดุ มศึกษาต่างๆ เพ่ือดูผลทีเ่ กิด
หรอื เอกสารประกอบการสอน ควรคำ� นงึ ถงึ พน้ื ฐาน หลังจากการน�ำแนวทางการจัดการเรียนการสอน
ความรู้ภาษาไทยของนักศึกษาชาวต่างชาติแต่ละ ไปใชด้ ้วย
กลุ่ม ควรมีการทดสอบความรู้พื้นฐานก่อนการ
เรยี น และมกี ารเรยี นภาษาไทยเพอ่ื ปรบั พนื้ ฐานการ 7. องคค์ วามรูท้ ่ีไดร้ ับ
เรยี นรใู้ ห้ใกล้เคยี งกนั
2. ข้อเสนอแนะเพือ่ การปฏบิ ัติ โครงการวิจัยฉบับน้ีมีประโยชน์ท�ำให้
2.1 ควรศึกษาแนวทางและปัจจัย ได้แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อการส่ือสาร
การเรียนการสอนภาษาไทยสู่สัมฤทธิผลส�ำหรับ ในสถานการณ์จริงส�ำหรับชาวต่างชาติที่ผ่าน
ชาวต่างชาติ กระบวนการวจิ ยั และพฒั นาอยา่ งเปน็ ระบบ ดงั นน้ั
2.2 ควรมีการน�ำต้นฉบับของแบบ ผลจากการวิจัยจะช่วยให้สถาบันการศึกษาและ
เรยี นไปตรวจสอบคณุ ภาพทกุ ครงั้ กอ่ นนำ� ไปใชจ้ รงิ ผู้เรียนชาวต่างชาติได้แบบเรียนสนทนาภาษาไทย
3. ขอ้ เสนอแนะการศกึ ษาวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป เพอื่ การสอ่ื สารในสถานการณจ์ รงิ ทสี่ ามารถเรยี นรู้
3.1 การน�ำผลการจัดการเรียนการ ไดด้ ว้ ยตนเองโดยไมจ่ ำ� กดั สถานทแี่ ละเวลา จดั เปน็
สอนโดยใช้แบบเรียนสนทนาภาษาไทยเพื่อการ เอกสารและต�ำราทางวิชาการให้แก่อาจารย์
สอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาตไิ ปใช้ นักศึกษา และผู้ที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้และใช้
เป็นแหลง่ อา้ งองิ ได้

140 Dhammathas Academic Journal Vol. 20 No. 1 (January - March 2020)

References

Ketsingha, W. (2008). The Action Research. Bangkok : Thai Wattana Panich.
Ministry of Education. (2017). Basic Education Core Curriculum 2008 (Revised 2017). Type

2. Bangkok : The Agricultural Cooperative Assembly of Thailand Printing Company
Limited.
Pankhian, A. (2006). The made of basic Thai language course for Red Karen war refugees.
Chiang Mai : Chiang Mai University.
Ritthisorn, R. (2003). The computer using for teaching helping: The Thai language conversation
for Thai learners in foreign languages. Chiang Mai : Chiang Mai University.
Sriwichai, S. (2002). The development of basic Thai language curriculum for foreign
students, Phayap University. Chiang Mai : Chiang Mai University.
Supapholkij, S. (2008). The publishing books for language preparing to Thai language
learners as a foreign language. Chiang Mai : Chiang Mai University.


Click to View FlipBook Version