The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2562

สารบญั

บรรณาธกิ ารแถลง 1
บทความวจิ ัย : Research Article 13

แนวทางการจดั การเรยี นการสอนทบี่ รู ณาการตามหลกั ไตรสกิ ขาในโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สงั กดั 23
สำ� นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาขอนแก่น เขต 1
The Guidelines for Learning and Teaching Integrated in accordance with Traisikkha
Principle in Buddhist Oriented Schools under the Office of Khon Kaen Primary
Educational Service Area 1

พระครสู มหุ พ์ ษิ ณุ เสนามนตรี และพรี ะศกั ด์ิ วรฉตั ร

Phrakru Samu Pissanu Senamontree and Peerasak Worrachat
ความผูกพันต่อชุมชนในบริบทแบบชุมชนก่ึงเมือง: กรณีศึกษาชุมชนบ้านท่าตูม จังหวัด
มหาสารคาม
The Community Attachment in Peri-Urban Context: The case of Tha Tum,
Mahasarakham Province

บุษมาศ มาศงามเมือง

Boosamas Masngammuang
การใช้พลังชุมชนขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมของโรงงาน
อตุ สาหกรรมในเขตต�ำบลทา่ พระ อ�ำเภอเมือง จังหวดั ขอนแก่น
Community Synergy Application for Moving Forward Corporate Social and
Environmental Responsibility of Factories in Tha Pra Sub-District, Muang
District, Khon Kaen Province

ไพศาล ราชแสนเมอื ง, พรสวรรค์ ศิริกญั จนาภรณ,์ เสาวภา สขุ ประเสรฐิ
และพรกมล ระหาญนอก

Paisan Radsanmuang, Phonsawan Sirikunjanapron, Saovaluk Sukprasert
and Phonkamon Rahannok

การพฒั นาโมเดลเสรมิ สรา้ งสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ 33
ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 43
Development of a Model for Enhancing the Competencies in Information
Technology of Staff in Private Higher Education Institution 59
71
คณุ าพร โฉมจิตร และกฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ 81
Kunaporn Chomjit and Krismant Whattananarong
ปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ สี่ ง่ ผลตอ่ การเกดิ แบรนดข์ องโรงเรยี นเอกชนในกลมุ่ ภาคตะวนั ออก
เฉียงเหนือตอนกลาง (ร้อยแก่นสารสินธ)ุ์
Brand Construction Factors of Private Schools in Roikaensarasin Group
อภิสิทธ์ิ ฤทธป์ิ ระดิษฐ์ และกนกอร สมปราชญ์
A-pisit Ritpradid and Kanokorn Somprach
การเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนิสิตบรรพชิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ ตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใชแ้ บบจำ� ลองขา้ มทฤษฎี
Changing Smoking Behavior of Undergraduate Students in Buddhist Monks
Mahachulalongkornrajvidlayala University KhonKaen Campus According to
Buddhist Psychology Using the Tran Theoretical Model
อนุสรณ์ นางทะราช
Anusorn Nangtharat
ยทุ ธศาสตรก์ ารดำ� เนินงานศูนย์การเรยี นรภู้ ูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
Strategies for Organizing Local Wisdom Learning Center in the Northeast Region
อจั ฉรยิ ะ วงษค์ ำ� ซาว และถวลิ ลดาวลั ย์
Ajchariya Vongkhamsao and Tawil Ladawan
รปู แบบการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั ประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการ
ศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
The Supervision Model of English Bilingual Education for Primary School
under Basic Education Commission Office
ภทั รภรณ์ นอ้ ยกอ
Pattaraporn Noigor

การบรหิ ารตามหลักอทิ ธบิ าท 4 ในสถานศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน สงั กัดส�ำนักงานเขตพน้ื ที่การ 93
ศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต 2 103
Administration According to the Four Iddhipada in the Basic Educational
Institutes under the Office of Kalasin Primary Educational Service Area 2 113
123
พระมหาวทิ วฒั น์ ววิ ฑฒฺ นเมธี (จนั ทรเ์ ตม็ ), สนุ ทร สายคำ� และประดษิ ฐ์ นดั ทะยาย
Phramaha Witthawat Wiwatthanameti (Chantem), Sunthon Saikham and
Pradit Nattayai
อิทธิพลของความแตกต่างระหว่างเพศและบุคลิกภาพที่มีต่อเสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์
ด้านความประทบั ใจในผู้ใหญ่ตอนต้น: การศึกษาเชิงพฤตกิ รรม
The Influence of Gender and Personality Differences on Emotional Valence
Digitized Sounds in Young Adults: Behavioral Study
วสนั ต์ ฉายรศั มกี ุล, เสรี ชดั แช้ม, พูลพงศ์ สุขสวา่ ง และ ศราวิน เทพยส์ ถติ ภรณ์
Wason Chayrassameegul, Seree Chadcham, Poonpong Suksawang and
Sarawin Thepsatitporn
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษาและการบริหารสถานศึกษา หลักสูตร
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น
Practical experience in Educational Administration and School Administration
for Master of Arts Program in Buddhist Educational Administration Mahachula
longkornrajavidyalaya University Khonkaen Campus
สมปอง ชาสงิ หแ์ ก้ว, ธรี ะศักดิ์ บึงมมุ , สังวาลย์ เพียยุระ, เจา้ อธกิ ารบุญช่วย โชตวิ โํ ส
และสุนทร สายคำ�

Sompong Chasingkaew, Theerasak Bungmoom, Sangwan Piayura,
Chao Athikan Bunchuai Chotivungso and Sunthon Saikham
การจดั การทรพั ยากรรว่ มของทอ้ งถน่ิ : กรณศี กึ ษาบงึ กระชา อำ� เภอซำ� สงู จงั หวดั ขอนแกน่

Managing Local Common-Pool Resources: A Case Study of Kracha Lake, Sam
Sung District, KhonKaen Province

อนุชา โคตรศรีวงษ์ และกฤชวรรธน์ โลว่ ชั รนิ ทร์
Anucha Kotseevong and Grichawat Lowacharin

รปู แบบความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตปุ จั จยั ทางการบรหิ ารทส่ี ง่ ผลตอ่ ความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี น 131
สงั กดั สำ� นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
The Causal Relationship Model of Administration-related Factors Affecting 143
the Excellence of Schools under the Office of the Basic Education 155
Commission in the North-eastern Region of Thailand 167
179
ชยั วัฒน์ วาทะวัฒนะ
Chaiwat Watawattana
ปจั จยั ทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั การออกไปใชส้ ทิ ธเิ ลอื กตงั้ สมาชกิ สภา ผแู้ ทนราษฎรของบคุ ลากร
โรงพยาบาลจติ เวชเลยราชนครนิ ทร์ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
Factors Related to the 2-February-2014 Eletion of Members of the House
of Representative of Loei Ratchanakharin Psychiatric Hospital’s Personnel
พระนิทัศน์ วงศว์ งั เพม่ิ , เรืองฤทธ์ิ คงอย,ู่ ธณศมิ ญฆ์ ไชยวมิ ลสริ ,ิ ปรชั ญา มีโนนทอง
มหาศาล และอญั ชลี วจิ ติ รปญั ญา
Phra Nitat Wongwangphoem, Ruangrit Khongyoo, Tanasimon Chaiwimonsiri,
Prucha Meenonthongmahasan and Anchalee Vijitphanya
รูปแบบการบรหิ ารจดั การชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชพี ของโรงเรียนมาตรฐานสากล
The Professional Learning Community Management Model of World Class
Standard School
อำ� นาท เหลือน้อย
Amnat Leuanoi
จติ บรกิ ารของบคุ ลากรในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเชงิ พทุ ธบรู ณาการ: กรณศี กึ ษามหาวทิ ยาลยั สงฆ์
Buddhist Integrative Service Mind of the Personnel in Higher Education
Institutions: Sangha College
มานติ า ชูชว่ ย, พระราชปริยัติกว,ี ประพันธ์ ศภุ ษร, บญุ ส่ง นาแสวง และชุติมา เมฆวัน
Manita Chuchuay, Phraraja Pariyatkavi, Prapan Supasorn, Bunsong Nasawaeng
and Chutima Mekwan
โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้น�ำเชิงพุทธธรรมของบุคลากรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก
สามญั ศกึ ษา กลมุ่ 10
The Program Creates a Buddhist Leadership for the Personnel Dharmma
Schools General Education Group 10
พระมหาสมพร กสั โก และพชรวทิ ย์ จนั ทร์ศิริสริ
Phramaha Somporn Kasako and Pacharawit Chansirisira

การจัดการสภาวะวกิ ฤติถำ้� หลวง-ขนุ นำ�้ นางนอน จังหวัดเชยี งราย 191
203
Crisis Management Luang Cave - Khun Nam Nang Non Chiang Rai 215
ชำ� นาญ ทรงสทิ ธกิ ลุ และสมหิ รา จติ ตลดากร
Chamnan Songaittikul and Smira Chittaladakorn 231
243
การจัดการการใชบ้ รกิ ารภายนอกของรฐั วิสาหกจิ ด้านพลังงานไฟฟ้าของไทย: กรณศี ึกษา
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้า
สว่ นภูมภิ าค (กฟภ.)
Outsourcing Management in Thai Electricity Public Enterprises: A Case Study
of the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Metropolitan
Electricity Authority (MEA), and the Provincial Electricity Authority (PEA)

สวุ รรณรตั น์ แนวหล้า และสวุ รรณี แสงมหาชยั
Suvanaratana Naewlar and Suwannee Sangmahachai
การพฒั นารปู แบบวธิ กี ารปอ้ งกนั แกไ้ ขปญั หายาเสพตดิ ในกลมุ่ เดก็ และเยาวชน ภาคตะวนั
ออกเฉยี งเหนือตอนกลาง
A Model Development on Prevention Methods of Drug Problems Among Children
and Youth in the Northeastern Region
พระครกู ติ ตวิ ราทร (ทองปน้ั ), จริ าภรณ์ ผนั สวา่ ง, อมรรตั น์ ผนั สวา่ ง และระพพี ฒั น์ หาญโสภา
Phrakru Kittiwaratorn (Thongpan), Jiraporn Phansawang, Amornrat Phansawang
and Rapeepat Hansopa

บทความวิชาการ : Academic Article

จรยิ ศาสตรข์ องคา้ นท:์ การทำ� หนา้ ที่ระหว่างบุพการแี ละกตญั ญกู ตเวที
Emmanuel Kant’s Ethics: The Duties performance between Previous benefactor
and Gratefulness

พระทศเทพ ทสธมโฺ ม (วณิชาต)ิ , จักรพรรณ วงศ์พรพวณั , พระราชปรยิ ัตวิ มิ ล,
ประภาส แกว้ เกตพุ งษ์ และพระมหาสากล สุภทรเมธี
Phra Thossathep Dhasadhamamo (Wanichat), Chakkapan Wongpornpawan,
Phraraj Pariyativimol, Prapas Kaeaketpong and Phramaha Sakol Subharamedhi
การอธษิ ฐานจติ ในพระพทุ ธศาสนากับการด�ำเนินชวี ติ ประจ�ำวนั
A Prayer in Buddhism and Daily Life
พระมหาเชาวฤทธ์ิ นรนิ โฺ ท (ทรัพย์สวสั ด)ิ์
Phramaha Chawarit Narintho (Sapsawat)

การดำ� เนินชวี ิตของพระสงฆ์ไทยในสังคมปจั จุบนั 255
The way of Life of the Buddhist monks in the Present Society 265
275
พระวรี ะชาติ ธีรสทิ โฺ ธ (เพ็งแจม่ ) และพระมหามิตร ฐิตปญโฺ ญ 285
Phra Weerachat Dhirasiddho (Pengjam) and Phramaha Mit Thitapanyo
หลกั ฆราวาสธรรมกับการพฒั นาชีวิตส�ำหรบั ผคู้ รองเรือน 295
Rule of a Good Household Life and Human Developments 305
ประสทิ ธ์ิ วงศรเี ทพ, สวุ นิ ทองปน้ั , พระทศเทพ ทสธมโฺ ม (วณชิ าต)ิ และประภาส แกว้ เกตพุ งษ์

Prasit Wongsritep, Suwin Thongpan, Phra Thossathep Dhasahammo
(Wanichat) and Prapas Kaewketpong
หลกั ศีล 5: การพฒั นาพฤติกรรมของมนษุ ย์
The Five Precepts: Development of Human behavior
ปญั า เสนภูงา และพระมหามิตร ฐิตปญฺโญ
Panya Sangphoo-nga and Phramaha Mit Thitapanyo
ความเชือ่ ในประเพณแี ซนโฎนตาของจงั หวดั บรุ ีรัมย์
Beliefs in the Saendonta Tradition of Buriram Province
พระครรู ตั นญาณโสภิต (บญุ เลิศ รตฺนญาโณ/โสดา) และพระมหามิตร ฐติ ปญโฺ ญ
Phrakru Ratanayanasophit (Boonlert Ratanayano/Soda)
and Phramaha Mit Thitapanyo

ปกิณกะ : Miscellany

พรตลอดปี ชีวติ ดีตลอดไป
Blessings throughout the year - Good life forever

ร่งุ ทวิ า สันติผลธรรม และศริ ิโรจน์ นามเสนา
Rungtiwa Santiphontam and Sirirote Namesna
หนา้ ท่ขี องมนุษย์
Human duty
เจือจนั ท์ วงั ทะพนั ธ์ และพระมหามติ ร ฐิตปญโญ
Chuarchun Wangthaphan and Phramaha Mit Thitapanyo

พัฒนาสงั คมไทยดว้ ยความรู้เข้าใจไตรภูมิฯ 315
Thai Society Development by Understanding the Three Realms
327
พระครูสุเมธธรรมกจิ ฐิตเมโธ (กุดสมบตั ิ) และพระมหามิตร ฐิตปญโญ
Phrakhru Sumetthammakit Titametho (Kudsombutti) 341
and Phramaha Mit Thitapanyo 342
นพิ พานพทุ ธทาส 353
Niphphān Phuththa Thās Bhikkhu 354
พระครูประโชติธรรมวงศ,์ พระมหามิตร ฐิตปญโญ และหอมหวล บวั ระภา
Phrakru Prachotdhammavong, Phramaha Mit Thitapanyo
and Homhuan Buarabha

ภาคผนวก

กระบวนการพจิ ารณาบทความของวารสารวชิ าการธรรมทรรศน์
คำ� แนะนำ� สำ� หรบั ผู้นิพนธบ์ ทความ
หนังสือขอเสนอบทความเพ่ือลงตีพมิ พ์ในวารสารวิชาการธรรมทรรศน์
ใบสมัครเปน็ สมาชกิ วารสารวิชาการธรรมทรรศน์

แนวทางการจัดการเรียนการสอนทบี่ ูรณาการตามหลักไตรสกิ ขา
ในโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ สงั กัดสำ� นกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 1*

The Guidelines for Learning and Teaching Integrated in
accordance with Traisikkha Principle in Buddhist Oriented

Schools under the Office of Khon Kaen Primary
Educational Service Area 1

พระครูสมุหพ์ ษิ ณุ เสนามนตรี และพีระศักด์ิ วรฉัตร
Phrakru Samu Pissanu Senamontree and Peerasak Worrachat

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
Mahasarakham University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลัก
ไตรสกิ ขาในโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 1 2) เพอ่ื ศกึ ษา
แนวทางในการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการตามหลกั ไตรสกิ ขาในโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ที่
การศึกษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 1 กลมุ่ ตัวอย่าง ไดแ้ ก่ สถานศกึ ษาที่จัดการเรยี นการสอนตามหลกั
ไตรสกิ ขาในโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 1 จำ� นวน 67 แหง่
จ�ำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จ�ำนวน 270 คน ใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งช้ัน (Stratified
Random Sampling Technique) เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เปน็ แบบสอบถามและแบบ
สัมภาษณ์ แบบสอบถาม มีคา่ ความเท่ียงตรงเชงิ เนอ้ื หาต้ังแต่ 0.80 -1.00 คา่ อำ� นาจจำ� แนก ได้ค่าอ�ำนาจ
จำ� แนกตงั้ แต่ 0.45-0.83 ไดค้ า่ ความเชอ่ื มน่ั (r) ทง้ั ฉบบั เทา่ กบั 0.97 สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ไดแ้ ก่
ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

* ไดร้ ับบทความ: 13 ธันวาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 8 กมุ ภาพนั ธ์ 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 18 กันยายน 2562
Received: December 13, 2018; Revised: February 8, 2019; Accepted: September 18, 2019

2 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ผลการวิจัยพบวา่
1. การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนวิถีพุทธ
สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 1 โดยภาพรวมมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มาก
เม่อื พิจารณาเป็นรายดา้ น พบว่า ทกุ ด้านมรี ะดับการปฏิบัติอยู่ในระดบั มาก ตามลำ� ดบั ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นการ
ใชส้ ่ือและแหล่งการเรียนรู้ 2) ด้านการวดั ผลและการประเมนิ ผล และ 3) ดา้ นกระบวนการจัดการเรยี นรู้
2. แนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด
สำ� นกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแก่น เขต 1 กระบวนการจัดการเรียนรูต้ ามหลักไตรสกิ ขา
ควรเรม่ิ จากการพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษาใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ ผบู้ รหิ ารและครทู กุ คนจะตอ้ งศกึ ษารว่ มกนั
มกี ระบวนการจัดอบรมในการทำ� หลกั สตู ร กำ� หนดตัวชว้ี ัดให้ชดั เจน แล้วเขยี นแผนการสอนให้สอดคลอ้ ง
กับหลักสูตรสถานศึกษาและการบูรณาการแผนการสอนตามหลักไตรสิกขาให้ชัดเจน ลงมือสอนตาม
แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการตามหลกั ไตรสกิ ขา มี 3 ขัน้ ตอน คอื 1) ข้นั ศลี เป็นขน้ั ตอนประพฤติ
ปฏบิ ตั ิเบื้องต้นของชวี ิตที่มีความส�ำพนั ธ์อย่างถูกต้องกบั สิ่งแวดล้อมและเพื่อนมนุษย์ ตง้ั แต่การดู การฟงั
การกิน การทำ� การคิด เป็นตน้ 2) ขน้ั สมาธิ เป็นข้นั ตอนทใ่ี ห้ความส�ำคัญด้วยการรักษาจิตด้วยคุณภาพ
และคณุ ธรรม 3) ขนั้ ปญั ญา ทสี่ ำ� คญั คอื หลกั การและเหตผุ ลในการคดิ พจิ ารณา อนั เกดิ จากการจดั กจิ กรรม
การเรียนรู้ และท่คี วามสำ� คญั ควรรักษากฎระเบยี บ วินยั และขอ้ ปฏบิ ตั ิในกจิ กรรม และโครงการตา่ งๆ
เป็นไปเพ่ือส่งเสริมหลักศีลธรรมและกิจกรรมตามวิถีพุทธและมีการนิเทศของผู้บริหารและครูที่ได้รับ
มอบหมาย นิเทศแบบกัลยาณมิตร และช่วยกันปรบั ปรุงให้ดียงิ่ ขน้ึ
คำ� สำ� คัญ: หลกั ไตรสกิ ขา; โรงเรียนวถิ พี ุทธ

Abstract

This study had these two objectives: 1) to study integrated educational management
in accordance with Traisikkha principles of Buddhist oriented schools under the office of
Khon Kaen primary educational service area 1; 2) to study educational management
guidance integrated in accordance with Traisikkha principles of Buddhist oriented schools
under the office of Khon Kaen primary educational service area 1. The sample group of
this study consisted of 270 administrators and teachers from 67 Buddhist oriented schools,
under the office of Khon Kaen primary educational service area 1. The sample size was
proceeded through Krejcie and Morgan table by stratified random sampling technique.
The study tools consisted of questionnaires and interview forms with content validity at

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 3

0.80-1.00, discriminative value at 0.45-0.83, and the reliability at 0.97. And, the statistics
used for data analysis were percentage, mean and standard deviation.
Results of this research were the following:
1. The Guidelines for learning guidance integrated in accordance with Traisikkha
principles of Buddhist oriented schools under the office of Khon Kaen primary educational
service area 1 was overall practiced at high level. When considered individually, each
aspect was found being performed at high level namely 1) “Using teaching aids and learning
resources”, 2) “Testing and assessment”, and 3) “Learning management procedures”
respectively.
2. The Guidelines for learning guidance integrated in accordance with Traisikkha
principles of Buddhist oriented schools under the office of Khon Kaen primary educational
service area 1 and its learning procedure should be initiated from enhancing the curriculum
to more sufficient with cooperation among administrators and teachers.There Should
have training on curriculum manipulation with provided obvious indicators; lesson plans
should done in accordance with the curriculum and integrate the lesson plans consistently
with Traisikkha principles. Teaching and learning have to follow the integrated procedure
consisting of 3 stages: 1) precept stage is the basement of life to properly conduct
relationship with environment and other people, including speaking, listening, eating,
acting, thinking, etc., 2) medication stage is to prioritize quality of mentality and virtue,
and 3) wisdom stage is to emphasize the principles and reasoning in considering activities
incurred from learning.It is crucial to follow rules, laws and regulations that enhancing
morality and Buddhist oriented. There should be supervision from administrators to
assign teachers in friendly and constructive manner to better things.
Keywords: Traisikkha principle; Buddhist oriented schools

1. บทนำ� ให้มีค่านิยมตรงกับความต้องการของสังคมโดย
กระบวนการต่างๆ ที่อาศัยการควบคมุ สิ่งแวดลอ้ ม
การบริหารสถานศึกษาเป็นกิจกรรมท่ี ให้มีผลต่อบุคคล และอาศัยทรัพยากร ตลอดจน
บุคคลหลายคนร่วมกันด�ำเนินการเพื่อพัฒนา เทคนคิ ต่างๆ อย่างเหมาะสม เพ่ือให้การพฒั นาไป
สมาชกิ ของสงั คมในทกุ ๆ ด้านนบั ตงั้ แต่บุคลิกภาพ ตรงเปา้ หมายของสังคม (Booncittradul, 2005 :
ความรู้ ความสามารถ พฤตกิ รรม และคณุ ธรรมเพอ่ื

4 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

4) ครูในฐานะผู้ท�ำหน้าท่ีผู้จัดการหรือผู้ก�ำกับการ ถูกละเลยจากสถานศึกษาท่ีจะปลูกฝังในเร่ืองศีล
เรียนรู้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการที่จะจัด ธรรม จรยิ ธรรมจนท�ำให้ขาดความส�ำนึกต่อหน้าที่
กระบวนการเรยี นรใู้ หเ้ หมาะสมกบั สภาพและความ ขาดความรูส้ กึ ผดิ ชอบชัว่ ดี ขาดการใชส้ ติพจิ ารณา
ตอ้ งการของผูเ้ รียน จะตอ้ งเอาชวี ิตจรงิ ของผู้เรียน ยั้งคิดและแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอก
เป็นตัวต้ัง และมีความเชื่อว่าผ้เู รียนทกุ คนสามารถ ทีไ่ ม่เหมาะสม ท่สี �ำคญั สภาพแวดล้อมรอบตัวของ
เรียนรู้ได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ฉะนั้น เด็กและเยาวชนอยู่ในสภาวะที่ถูกยุยง ส่งเสริม
ในการเรียนรทู้ ี่แท้จรงิ จะต้องเกดิ จากกระบวนการ ชักจูงและโน้มน�ำไปในทางท่ีไม่ดีอย่างต่อเนื่อง
เรียนรู้ และเปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนเป็นผเู้ สนอในสิ่งที่ ด้วยรูปแบบท่ีมีการพัฒนาอย่างหลากหลายท�ำให้
อยากรู้ เลือกวิธกี าร แหล่งเรียนรทู้ หี่ ลากหลายครู ยากตอ่ การควบคมุ ป้องกัน และแก้ไข ขาดการจัด
ไมค่ วรกำ� หนดรปู แบบวธิ กี ารเรยี นรแู้ หลง่ เรยี นรใู้ ห้ ระเบียบทางความคิดใหม่ให้มีจิตใจท่ีมองกว้าง
แก่นกั เรยี น แต่ควรคอยสง่ เสรมิ สนับสนนุ กระต้นุ คิดไกล ใฝ่ดี และมีพลังใจที่เข้มแข็งสามารถเป็น
ให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น มีความอยากรู้ ภมู คิ มุ้ กนั ตา้ นทานเหตปุ จั จยั ในทางทเ่ี สอ่ื มทจ่ี ะเขา้
เสาะแสวงหาแหล่งเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาแล้ว มาทำ� ลายคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี งี ามได้ (Department of
เราจะพบวา่ บรรยากาศแหง่ การเรยี นรทู้ ผี่ เู้ รยี นรไู้ ด้ Religion AffairsMinistry of Culture, 2005 :
มีโอกาสเลือกและมีส่วนร่วมตลอดทุกขั้นตอน 19) โรงเรียนวถิ ีพทุ ธจึงเปน็ โรงเรียนรูปแบบหนง่ึ ท่ี
เป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ จะช่วยผลักดันให้เด็กเยาวชนไทยสามารถพัฒนา
ผู้เรียนรู้มีความสุขกับส่ิงที่ค้นพบสู่องค์ความรู้ได้ ตามศักยภาพเป็นคนดี คนเก่งของสังคมและ
ด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่มีความหมายและถาวร สามารถดำ� รงชวี ติ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ โดยมกี ระทรวง
(Wasi, 2000 : 8-11) ศกึ ษาธกิ ารขา้ ราชการระดบั สงู อธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลยั
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมได้ จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ
กล่าวว่า ปัญหาเด็กและเยาวชนอาจมีเหตุปัจจัย นำ� กรอบความคดิ แบบโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธและแนวทาง
มาจากสภาพครอบครัวท่ีแตกแยก สื่อลามก การด�ำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธมาประยุกต์กับ
อนาจารทย่ี ว่ั ยเุ ยาวชนทหี่ าดไู ดง้ า่ ย ทง้ั จากหนงั สอื ระบบการเรียนการสอนในสถานศึกษาปัจจุบัน
โทรทัศน์ และที่น่ากลัวมากท่ีสุดก็คือส่ือจาก เพอ่ื พฒั นาเยาวชนไทยใหเ้ ปน็ มนษุ ยท์ ส่ี มบรู ณต์ าม
อินเตอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงบ้านอย่างรวดเร็ว ที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ก�ำหนดให้
ท�ำให้เด็กและเยาวชนอยากรู้อยากลองมากข้ึน คุณสมบัติของการเป็นคนดีเก่งมีความสุขอย่าง
สรา้ งปัญหาให้กับเดก็ และเยาวชน มีความกา้ วร้าว แท้จริง (Office of Committee of National
เก็บกด เครยี ด ไม่มสี �ำนึกในผดิ ถกู ชัว่ ดี เห็นแก่ตวั Education. 2000 : 132)
ซึ่งเหตุปัจจัยหรือรากเหง้าแห่งปัญหาท่ีแท้จริงคือ โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ท่ี
การท่ีนักเรียน ไม่ได้รับการกล่อมเกลาด้านจิตใจ การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ในการ

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 5

จัดการเรียนรู้ที่บูรณาการตามหลักไตรสิกขาใน ขอนแกน่ เขต 1
โรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งรูปแบบในการจัดการเรียน 2. เพอื่ ศกึ ษาแนวทางในการจดั การเรยี น
การสอนตามแนวพุทธ ยังไม่เกิดความชัดเจน รทู้ บ่ี รู ณาการตามหลกั ไตรสกิ ขาในโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ
ในการบรู ณาการด้านศลี สมาธิ ปญั ญา ในการจัด สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
กจิ กรรมในชน้ั เรยี น ยงั ไมส่ อดคลอ้ งกบั ตวั ชวี้ ดั และ ขอนแกน่ เขต 1
มาตรฐานการดำ� เนนิ งานโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธพระราชทาน
พ.ศ. 2558 ของสำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษา 3. วิธีด�ำเนนิ การวจิ ยั
ขั้นพน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาวิจัยเร่ือง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา
แนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีบูรณาการตามหลัก (Research and Development) ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำ� เนนิ
ไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดส�ำนักงานเขต การวิจยั เป็น 2 ระยะ ดังน้ี
พื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 1 เพอ่ื ระยะที่ 1 การศกึ ษาสภาพการจดั การเรยี น
การศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ รทู้ บี่ รู ณาการตามหลกั ไตรสกิ ขาในโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ
ทบี่ รู ณาการตามหลกั ไตรสกิ ขาของโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
การด�ำเนินการมีความจ�ำเป็นที่จะต้องอาศัยความ ขอนแกน่ เขต 1 โดยการตรวจสอบและยนื ยนั ความ
ร่วมมอื จากผู้บริหาร และครูผู้สอน ในเรื่องความรู้ เหมาะสมของผู้ทรงคุณวุฒิ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการ
ในการบรู ณาการศลี สมาธิ ปญั ญามาประยกุ ตใ์ ชใ้ น เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบประเมินเก่ียวกับ
การบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนในกิจกรรมการ องคป์ ระกอบ และตวั ชว้ี ดั ของการจดั การเรยี นการ
เรยี นการสอนและความพรอ้ มทจ่ี ะด�ำเนินงานตาม สอนที่บูรณาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียน
แนววิถีพุทธ ซ่ึงแนวทางการด�ำเนินงานตามหลัก วิถีพุทธ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ
ไตรสกิ ขา ไดแ้ ก่ ศลี สมาธิ และปญั ญา และเพือ่ น�ำ การเก็บรวบรวมข้อมูลท�ำการประสานขอรับแบบ
ผลที่ได้อันเก่ียวกับการบริหารโรงเรียนวิถีพุทธ ประเมินด้วยตนเอง แล้วน�ำมาวิเคราะห์ข้อมูลใช้
ไปเป็นแนวทางในการด�ำเนินงานตามแนววิถีพุทธ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�ำเร็จรูปหาค่าเฉล่ียและ
ได้อย่างมีประสิทธภิ าพและเกิดประโยชน์สงู สุดแก่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
นักเรียนในโรงเรยี นและสงั คมต่อไป ระยะท่ี 2 แนวทางการจัดการเรียนรู้
ท่ีบูรณาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ
2. วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ขอนแกน่ เขต 1 ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากผลการศกึ ษาสภาพ
1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ท่ี การจัดการเรียนรู้ท่ีบูรณาการตามหลักไตรสิกขา
บูรณาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ ในโรงเรียนวิถีพุทธ ในระยะ ท่ี 1 มาหาค่าดัชนี
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ความต้องการจ�ำเป็นเพ่ือจัดล�ำดับความต้องการ

6 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

จ�ำเป็นโดยการค�ำนวณ หลังจากน้ันท�ำการ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มผู้ให้ข้อมูล
สงั เคราะหข์ อ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ ประชากร ไดแ้ ก่ สถานศกึ ษาทจ่ี ดั การเรยี นการสอน
เลิศของโรงเรียนที่เป็นเลิศทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักไตรสิกขา ของโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด
ที่บูรณาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
จ�ำนวน 3 แห่ง คอื โรงเรยี นบ้านฝาง โรงเรียนบา้ น ขอนแกน่ เขต 1 รวมจ�ำนวน 82 แห่ง จ�ำแนกเป็น
กุดนางทุยและโรงเรียนบ้านทุ่ม (ทุ่มประชานุ ผู้บริหารสถานศึกษา 328 คน กลุ่มตัวอยา่ ง ไดแ้ ก่
เคราะห์) สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลัก
ประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 1 โดยใชแ้ บบสมั ภาษณ์ ไตรสิกขา ของโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดส�ำนักงาน
แบบมีโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1
และครูผู้สอนน�ำข้อมูลที่ได้ มาร่างแนวทางการ จำ� นวน 67 แหง่ จำ� แนกเปน็ ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ท่ี บู ร ณ า ก า ร ต า ม ห ลั ก และครู จำ� นวน 270 คน ขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ งใช้
ไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ ตรวจสอบความ ตารางส�ำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan
เหมาะสมและประเมิน เพ่ือยืนยันแนวทาง (Srisaad, et al., 2008 : 22-24) และเทคนคิ การ
โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวน 7 คน โดยเลือกแบบ ส่มุ แบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling
เจาะจง ตามเกณฑ์การพิจารณา คือ เป็นบุคคล Technique) และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลซ่ึงท�ำหน้าที่
ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารสถานศึกษาขั้น ประเมินแนวทาง โดยประเมินความถูกต้องความ
พื้นฐานและเป็นบุคคลท่ีประเมิน สถานศึกษาขั้น เหมาะสมและความเปน็ ไปได้
พื้นฐานและมีผลงานดีเด่นเป็นท่ียอมรับ การเก็บ เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
รวบรวมข้อมูลผู้วิจัยส่งแบบสมัภาษณ์แบบมี 1. แบบสอบถาม (Questionnaire)
โครงสร้างด้วยตนเองและขอความอนุเคราะห์ใน ซึ่งผู้ศึกษาได้สร้างข้ึนมาตามวัตถุประสงค์และ
การให้สัมภาษณ์และศึกษาเก่ียวกับวิธีการจัดการ กรอบแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น 3
เรียนการสอนท่ีบูรณาการตามหลักไตรสิกขา ตอนดังนี้ ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ
ในโรงเรียนวิถีพุทธ ผู้วิจัยประสานผู้ทรงคุณวุฒิ แบบสอบถามได้แก่ต�ำแหน่ง วุฒิการศึกษา และ
ด้วยตนเองในการขอความอนุเคราะห์ ท�ำการ ประสบการณใ์ นการทำ� งาน ตอนที่ 2 แนวทางการ
ประเมินและไปรับแบบประเมินด้วยตนเองการ จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขา
วิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์สถิติที่ใช้ในการ ของโรงเรียนวิถีพุทธ จ�ำนวน 30 ข้อลักษณะของ
วิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เน้ือหา แบบ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
ประเมินวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Rating Scale) มี 5 ระดบั คอื มากท่สี ุด มาก ปาน
สำ� เรจ็ รปู คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเปน็ กลาง นอ้ ยและนอ้ ยทสี่ ดุ (Srisaad, 2003 : 72-73)
แบบมาตราสว่ นประมาณค่า ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนรู้

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 7

แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขา เป็นค�ำถาม ประกอบด้วย 1) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้
ปลายเปิด 2) ดา้ นการใชส้ ่อื และแหล่งการเรยี นรู้ 3) ดา้ นการ
2. แบบสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้สร้างและ วัดและประเมินผล รวมจ�ำนวน 30 ข้อ ใช้สถิติ
พัฒนาข้ึน เพื่อความเที่ยงตรงของค�ำสัมภาษณ์ เชงิ พรรณนา ไดแ้ ก่ คา่ เฉลยี่ (Mean) สว่ นเบย่ี งเบน
ผวู้ จิ ยั ไดป้ รกึ ษาคณะกรรมการควบคมุ วทิ ยานพิ นธ์ มาตรฐาน (Standard Deviation) และน�ำเสนอ
และผ้เู ชยี่ วชาญตรวจสอบเน้อื หา ข้อมูลในรูปแบบตารางควบคู่การบรรยายผลการ
การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ด�ำเนิน ศึกษาโดยได้ก�ำหนดเกณฑ์การให้คะแนนระดับ
การแจกแบบสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูลตาม ปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน็ คำ� ตอบของแบบสอบถามทล่ี งคะแนน
ลำ� ดบั ขน้ั ตอน โดยผวู้ จิ ยั นำ� หนงั สอื จากคณะศกึ ษา เรียบร้อยแล้วไปหาค่าเฉลี่ยพร้อมก�ำหนดเกณฑ์
ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อขอความ การแปลความหมายคา่ เฉลยี่ ระดบั ปฏบิ ตั ิ (Srisaad,
อนเุ คราะหจ์ ากผอู้ ำ� นวยการสำ� นกั งานเขตพนื้ ทก่ี าร 2003 : 99-100)
ศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 เพอื่ ขอความ 3. ข้อเสนอแนะใช้วิเคราะห์เนื้อหาโดย
ร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แจกแจงความถี่
ผวู้ จิ ยั ชแี้ จงวตั ถปุ ระสงคข์ องการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 4. แบบสมั ภาษณ์ ผวู้ จิ ยั ใชก้ ารสมั ภาษณ์
ให้กลุ่มตัวอย่างให้ทราบในการตอบแบบสอบถาม แบบมโี ครงสรา้ ง (Structured interview) เปน็ การ
และเข้าใจตรงประเดน็ โดยให้ผตู้ อบแบบสอบถาม สัมภาษณ์ท่ีมีการวางแผน จัดเตรียมชุดค�ำถาม
ส่งแบบสอบถามคนื ภายใน 1 สัปดาห์ และวธิ กี าร สมั ภาษณอ์ ยา่ งเปน็ ระบบและมขี น้ั ตอน
3. น�ำแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมา ลว่ งหน้า มกี ารด�ำเนนิ งานแบบเป็นทางการภายใต้
ตรวจสอบจ�ำนวนความถูกต้องและความสมบูรณ์ กฎเกณฑ์หรือมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นค�ำถาม
ของขอ้ มูลเพื่อนำ� มาวิเคราะหแ์ ละสรุปผลตอ่ ไป เก่ียวกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
การจัดกระท�ำและการวิเคราะห์ข้อมูล ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด
ผู้วิจัยน�ำแบบสอบถามท่ีได้รับกลับคืนมาท�ำการ ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ตรวจสอบความสมบรู ณแ์ ละความครบถว้ นสมบรู ณ์ ขอนแกน่ เขต 1 ผใู้ หส้ มั ภาษณไ์ ดแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารสถาน
ทกุ ฉบบั ในการวเิ คราะห์ข้อมลู เชงิ ปรมิ าณดังน้ี ศึกษา และครูผู้สอนในโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อน�ำ
1. ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ขอ้ มลู มาวิเคราะห์ภาพรวม
ทมี่ ลี กั ษณะตรวจสอบรายการนำ� มาแจกแจงความถี่
และคำ� นวณคา่ ร้อยละ 4. สรุปผลการวิจัย
2. ขอ้ มลู จากแบบสอบถามระดบั ปฏบิ ตั ิ
เกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการศึกษาวิจัย
ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนวถิ พี ทุ ธ ทั้ง 3 ดา้ น แนวทางการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการตามหลกั
ไตรสกิ ขาของโรงเรยี นวิถีพุทธ สงั กัดส�ำนกั งานเขต

8 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ลงมือสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา
จากผลแบบสอบถามและการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ สรปุ การตามหลกั ไตรสกิ ขา มี 3 ขัน้ ตอน คือ 1) ขนั้ ศลี
ได้ดังนี้ เป็นข้ันตอนประพฤติปฏิบัติเบ้ืองต้นของชีวิตที่มี
1. สภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา ความสำ� พนั ธอ์ ยา่ งถกู ตอ้ งกบั สง่ิ แวดลอ้ มและเพอ่ื น
การตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด มนษุ ย์ ตงั้ แต่ การดู การฟงั การกนิ การทำ� การคดิ
สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา ขอนแกน่ เปน็ ตน้ 2) ข้นั สมาธิ เปน็ ขัน้ ตอนทีใ่ ห้ความส�ำคญั
เขต 1 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้วยการรักษาจิตด้วยคุณภาพ และคุณธรรม 3)
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีระดับ ข้ันปัญญา ที่ส�ำคัญคือหลักการและเหตุผลในการ
การปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มาก โดย 3 ลำ� ดบั แรก ไดแ้ ก่ คดิ พจิ ารณา อนั เกดิ จากการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1) ดา้ นการใชส้ อ่ื และแหล่งการเรียนรู้ 2) ดา้ นการ และที่ความสำ� คญั ควรรักษากฎระเบียบ วนิ ยั และ
วดั ผลและการประเมนิ ผล และ 3) ดา้ นกระบวนการ ข้อปฏิบัติในกิจกรรม และโครงการต่างๆ เป็นไป
จัดการเรียนรู้ เพอื่ สง่ เสรมิ หลกั ศลี ธรรมและกจิ กรรมตามวถิ พี ทุ ธ
2. แนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบ และมีการนิเทศของผู้บริหารและครูท่ีได้รับมอบ
บูรณาการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ หมาย นเิ ทศแบบกลั ยาณมติ ร และชว่ ยกนั ปรบั ปรงุ
สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา ใหด้ ียงิ่ ข้ึน
ขอนแก่น เขต 1การสัมภาษณ์แนวทางในการ
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสกิ ขาใน 5. อภปิ รายผลการวจิ ัย
โรงเรียนวิถีพุทธผู้ศึกษาวิจัยได้น�ำมาวิเคราะห์
ผลการสมั ภาษณ์โดยรวม และนำ� เสนอในประเด็น จากการศึกษาวิจัย แนวทางการจัดการ
ส�ำคญั มดี งั น้ี เรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขาของ
แนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา
การตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีผลการศึกษาท่ี
สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ สามารถอภปิ รายได้ดงั น้ี
เขต 1 กระบวนการจดั การเรยี นรตู้ ามหลกั ไตรสกิ ขา สภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ควรเริ่มจากการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มี ตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัด
ประสทิ ธภิ าพ ผบู้ ริหารและครูทุกคนจะตอ้ งศึกษา ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
รว่ มกนั มกี ระบวนการจดั อบรมในการทำ� หลกั สตู ร ขอนแก่น เขต 1 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ใน
กำ� หนดตวั ชว้ี ดั ใหช้ ดั เจน แลว้ เขยี นแผนการสอนให้ ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษาและการบูรณา ทุกด้านมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมากโดย
การแผนการสอนตามหลักไตรสิกขาให้ชัดเจน 3 ลำ� ดบั แรก ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นการใชส้ อื่ และแหลง่ การ
เรียนรู้ 2) ด้านการวัดผลและการประเมินผลและ

ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 9

3) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ ท้ังน้ีเพราะ ทง้ั 5 ด้าน อยใู่ นระดบั มากสอดคลอ้ งกบั งานวิจยั
ปจั จบุ นั ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครใู หค้ วามสำ� คญั ของพระครูเกษมสุทธิคุณ (แสงมณีรัตนากร)
ในงานวชิ าการมาก เนอื่ งจากงานวชิ าการถอื วา่ เปน็ Phrakru Kasemsudhikhun (Sangmeneeratt
หัวใจของการบริหารการศึกษา สอดคล้องกับ anakarn), 2010) ได้ศึกษาวจิ ยั เรือ่ ง กระบวนการ
แนวคิดของประภาพรรณ รักเลี้ยง (Rakliang, มสี ่วนร่วมระหว่างบา้ น วัด โรงเรยี น (บวร) ต่อการ
2013 : 25) ไดก้ ลา่ ววา่ การบรหิ ารการศึกษาเป็น พัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ เขตลาดกระบัง สังกัด
กระบวนการทเี่ กย่ี วกบั การวางแผน การจดั องคก์ าร ส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
การน�ำและการควบคุมการใช้ทรัพยากรในการจัด กรุงเทพมหานคร พบว่า ความคิดเห็นเก่ียวกับ
กระบวนการเรียนรู้เพ่ือให้บุคคลและสังคมมีความ กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน
เจริญงอกงามโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก (บวร) ตอ่ การพฒั นาโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ เขตลาดกระบงั
การอบรม การสบื สานทางวฒั นธรรม การสรา้ งสรรค์ สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการสอดคล้องกับ กรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมี
งานวิจัยของพระมหาณรินศักด์ิ สิงห์วงศ์ ความคิดเห็นต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของบ้าน
(Phramaha Narinsak Singwong, 2006 : 1) วดั โรงเรยี น (บวร) ตอ่ การพฒั นาโรงเรยี นวิถพี ทุ ธ
ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองการบริหารวิชาการของสถาน โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก
ศึกษาขั้นพ้ืนฐานตามโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ
ส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร 6. ขอ้ เสนอแนะ
เขต 3 พบว่า สภาพการบริหารงานวิชาการของ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามโครงการโรงเรียนวิถี 1. ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคร้งั นี้
พทุ ธ สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษากรงุ เทพมหานคร 1.1 ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้
เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านแต่ละด้านมีการ สถานศึกษาควรใช้ประโยชน์จากการบันทึกหลัง
ปฏบิ ตั มิ ากทกุ ดา้ น โดยปฏบิ ตั มิ ากทสี่ ดุ ในดา้ นการ การสอน น�ำไปสู่การพัฒนากระบวนการเรียน
วางแผนวิชาการ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของฐานสขุ การสอน ควรมรี ูปแบบแผนการสอนที่หลากหลาย
วรรณา วงษส ภุ าพงษ์ (Wongsuphaphong, 2012 และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละ
: 69) ได้ศกึ ษาวจิ ยั เรือ่ ง การนำ� หลกั ไตรสกิ ขาไปใช้ ชว่ งวยั
ในชีวิตประจ�ำวันของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1.2 ด้านการใช้สื่อและแหล่งการ
4-6 โรงเรยี นเทศบาล 1 จงั หวดั นครนายก พบวา่ เรยี นรู้ สถานศกึ ษาควรพฒั นาการใชส้ อื่ การสอนวถิ ี
การน�ำหลักไตรสิกขาไปใช้ในชีวิตประจ�ำวันของ พทุ ธเพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นมพี ฒั นาการเรยี นรสู้ งู ขนึ้ จากการ
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4-6 โรงเรยี นเทศบาล 1 ใช้ส่ือและแหล่งเรียนรู้อย่างคุ้มค่าและมีการ
จงั หวดั นครนายก มกี ารปฏิบัติในภาพรวม จ�ำนวน ประยุกต์ใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ท้องถ่ินท่ี
สอดคล้องกับการพัฒนาการเรียนรู้

10 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

1.3 ด้านการวัดผลและการประเมิน วางแผนปรับปรงุ และพัฒนาคณุ ภาพการเรยี นการ
ผลสถานศกึ ษาควรมกี ารการวดั ผลและประเมนิ ผล สอนได้ตรงจุดตอ่ ไป
สอดคลอ้ งกบั วธิ กี ารจดั การเรยี นการสอนตามหลกั 2.2 ควรมีการศึกษาสภาพ ปัญหา
ไตรสกิ ขา และผเู้ รยี นควรมสี ่วนรว่ มในการก�ำหนด และความต้องการ เก่ียวกับแนวทางการจัดการ
วธิ กี ารวดั ผลและประเมนิ ผลโดยการบรู ณาการตาม เรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขาของ
หลกั ไตรสิกขา โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนที่ผ่านและไม่ผ่านการ
2. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการศึกษาครั้ง ประเมนิ มาตรฐาน และตวั ชว้ี ดั ของโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ
ตอ่ ไป เพอื่ ทจี่ ะไดเ้ ปรยี บเทยี บการบรหิ ารงานวชิ าการของ
2.1 ควรท�ำการศึกษาเชิงคุณภาพ โรงเรยี นทผ่ี ่านและไม่ผา่ นการประเมนิ
เกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2.3 ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบ
ตามหลกั ไตรสกิ ขาของโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ ในโรงเรยี น เก่ียวกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ที่ไม่ผ่านการประเมินมาตรฐาน และตัวช้ีวัดของ ตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนวิถีพุทธ ในแต่ละ
โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู เชงิ ลกึ และสามารถ เขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษา

References

Booncitradul, N. (2005). Principles of Educational Administration. 3rd Printed. Bangkok :
Anong Printing.

Department of Religion Affairs Ministry of Culture. (2005). Manual of Project Operation
of Moral Teaching Monks in Schools. Bangkok : Department of Virtues and Ethics
Development.

Office of Committee of National Education, Mistry of Education. (2000). Learning Reformation
of Centered Learners. Bangkok : Lad Phaw Teachers’ Council.

Phrakru Kasemsudhikhun (Sangmeneerattanakarn). (2010). Participation Process of Home
Temple and School to Development on Buddhist School in Ladkrabang District
Under Bangkok Primaryeducational Area Office. Master of Arts in Buddhism.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Phramaha Narinsak Singwong. (2006). Academic Administration of the Basic Educational
Institutes of the Buddhist Oriented School Project under Bangkok Primary School
Education Service Area Office 3. Master Degree Thesis. Graduate School : Suansu
nandha University.

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 11

Rakliang, P. (2013). Theoretical and Operational Principles in Educational Administration.
Graduate School : Phitsanulok University.

Srisaad, B. (2003). Basic Research. Bangkok : Suweeyasarn.
Srisaad, B., et al. (2008). Educational Research Principles. 4th Printed. Kalsin : Prasan Printing.
Wasi, P. (2000). Reformation of Learners as the Most Importance. Bangkok : Lad Phaw

Teachers’ Council.
Wongsuphaphong, T. (2012). Application of Three Fold Learning in Daily Life of Grade 4-6

Primary School Students at MunicipalitySchool 1 Nakhon Nayok. Master Degree
ThesisEducational Administration. Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya
University.



ความผูกพันต่อชุมชนในบรบิ ทแบบชุมชนกึง่ เมือง:
กรณศี ึกษาชมุ ชนบ้านท่าตูม จงั หวัดมหาสารคาม*
The Community Attachment in Peri-Urban Context:
The case of Tha Tum, Mahasarakham Province

บษุ มาศ มาศงามเมอื ง และพบสุข ช่ำ� ชอง
Boosamas Masngammuang and Pobsook Chumchong

วิทยาลยั การเมืองการปกครอง มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
College of Politics and Governance, Mahasarakham University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจยั ครัง้ น้ี มีวตั ถุประสงค์คอื เพ่อื ศกึ ษาความผกู พันตอ่ ชุมชนของประชาชนในมิติต่างๆ และ
เพอ่ื ศึกษาความผกู พนั ตอ่ ชมุ ชนท่ีส่งผลต่อการพฒั นาทอ้ งถ่นิ โดยมีชุมชนบา้ นทา่ ตูม จังหวดั มหาสารคาม
เป็นกรณีศึกษาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้การวิจัยเอกสาร การสังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก
โดยผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญคือ ประชาชนบ้านท่าตูม จ�ำนวน 100 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้แนวทางการ
วิเคราะห์แบบแก่นเน้อื หาสาระสำ� คัญ
ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนบ้านท่าตูมมีความผูกพันต่อชุมชนบ้านท่าตูมในมิติต่างๆ ได้แก่
1) ดา้ นสถานท่ี ถึงแม้บ้านทา่ ตมู จะมิใชช่ มุ ชนเขตเมอื งแต่เป็นชานเมืองของเมืองมหาสารคาม ทำ� ให้การ
คมนาคมสะดวกโดยไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งย้ายถนิ่ ฐานเข้าไปอยใู่ นเขตเมือง 2) ดา้ นความรู้สกึ รกั ชุมชน ประชาชน
ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนตั้งแต่เกิด ท�ำให้มีความผูกพันกับคนในชุมชนเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน
3) ด้านความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน บ้านท่าตูมเป็นชุมชนที่มีประเพณีประจ�ำท้องถิ่น คือ ประเพณี
นมสั การหลวงปถู่ าวร แขง่ เรอื ยาวไหลเรอื ไฟ การรว่ มสบื ทอดประเพณดี งั กลา่ วของคนในชมุ ชนสรา้ งความ
รู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนให้กับคนในชุมชน 4) ด้านหน้าท่ีการท�ำงาน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม คือ การท�ำนา ซ่ึงเปน็ อาชพี ด้ังเดมิ ของคนในชุมชนจงึ ท�ำให้ไม่อยากละทิ้งชุมชนไป 5) ด้าน
ความสัมพันธท์ างสงั คม แม้บา้ นท่าตมู จะกลายเปน็ ชมุ ชนกงึ่ เมอื งแต่ความสมั พนั ธแ์ บบเครอื ญาติและการ
ร่วมกลุม่ ยงั คงอยซู่ ่งึ เปน็ สง่ิ ทำ� ใหค้ นในชมุ ชนผูกพนั กบั ชุมชน นอกจากน้ผี ลการศึกษาพบว่า ความผกู พนั

* ได้รับบทความ: 29 สงิ หาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 25 มกราคม 2562; ตอบรับตพี มิ พ์: 19 กรกฎาคม 2562
Received: August 29, 2018; Revised: January 25, 2019; Accepted: July 19, 2019

14 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ตอ่ ชมุ ชนของประชาชนบา้ นทา่ ตมู สง่ ผลตอ่ การพฒั นาทอ้ งถนิ่ ในหลายดา้ น อาทิ การมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม
ตา่ งๆ ของชมุ ชน และการร่วมกันก�ำหนดทศิ ทางการพัฒนาของชมุ ชน ซึง่ น�ำไปสกู่ ารก�ำหนดแนวทางการ
พฒั นาทอ้ งถ่ินอยา่ งยง่ั ยนื
ค�ำส�ำคญั : ความผูกพนั ; ชุมชน

Abstract

This research aims to study residents’ attachment to community in various dimensions.
Also it aims to examine the influences of community attachment on community development.
Tha Tum community, Mahasarakham province was selected as a case study. Documentary
research, in-depth interviews were conducted to collect data. Key informants were 100
residents of Tha Tum. A thematic analysis was employed to analyze data.
Findings show that: Tha Tum residents’ attachment to community can be
conceptualized in various dimensions: 1) place: although Tha Tum is not recognized as
an urban area but it is a suburb of Muang Mahasarakham. Hence, Tha Tum residents have
a convenient transportation without relocating to the urban area; 2) sense of belonging:
living in this community since they were born, most of the residents get engagement
with this community. They perceive the community as a big family; 3) identity of the
community: Tha Tum has his own local tradition called “The worship to Luang Phu
Thaworn, Khanng Rue Yaw (boat racing) and Lai Rue Fai (The lighting boat flowing). Working
together to inherit these traditions allows the residents to build sense of ownership of
this community; 4) career: most of the people are farmers, particularly a rice farmer,
which is a tradition career of Tha Tum. Hence they would like to preserve this career by
being a rice farmer in their community rather than leaving this area; 5) social relationship:
although Tha Tum seems to be more urbanized, the sense of family relationship among
community members and the sense of group are still there, which create community
attachment. Moreover, findings show that Tha Tum residents’ attachment to community
has influences on community development. For instance, it allows people to be more
engaged with community’s activities and to collaboratively work together in developing
the directions for sustainable community development.
Keywords: Attachment; The Community

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 15

1. บทน�ำ กระแสของการพฒั นาและการเปลยี่ นแปลงทง้ั ทาง
สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกจิ หากแตส่ มาชิกใน
“ชมุ ชน” หรอื “หมบู่ า้ น” หมายถงึ การอยู่ ชุมชนยังมีความผูกพันกับถ่ินที่อยู่ของตนกล่าวคือ
ร่วมกันของกลุ่มคนจ�ำนวนหนึ่งในพื้นท่ีแห่งหนึ่ง แม้ว่าท่ีดินจะมีราคาสูงและสามารถอพยพย้ายถ่ิน
เพ่ืออาศัยทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้นในการ ไปสู่ความเป็นเมืองได้ แต่ก็มิได้ย้ายออกไป
ด�ำรงชีวิต โดยเหตุที่มีคนกลุ่มดังกล่าวอาศัยอยู่ นอกจากนี้ชุมชนบ้านท่าตูมเป็นชุมชนท่ีมีจ�ำนวน
ร่วมกันใช้ทรัพยากรเพ่ือการผลิต จึงมีการก�ำหนด ประชากรอาศยั อยู่ 608 คน มพี นื้ ทที่ ง้ั หมด 1,047 ไร่
รปู แบบความสมั พนั ธซ์ ง่ึ ตา่ งกนั และกนั ขน้ึ มอี งคก์ ร ลักษณะครอบครัวของชุมชนบ้านท่าตูมส่วนมาก
หรอื สถาบันของชุมชนกฎเกณฑต์ า่ งๆ (Wattana, เป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก
2003) ทั้งนี้ชุมชน หมายถึง สังคมขนาดเล็ก สมาชกิ ในหมบู่ า้ นมคี วามสมั พนั ธก์ บั แบบเครอื ญาติ
ในชนบทท่ยี งั ไม่พัฒนาหรอื สังคมหมูบ่ า้ นทีส่ มาชิก จะมกี ารปลกู บา้ นอยใู่ กลๆ้ กนั กบั พน่ี อ้ งของตนเอง
ของสังคมยังมีความสัมพันธ์แบบเครือญาติและยัง ประชาชนส่วนมากยังยึดถือประเพณีอันดีงาม
สามารถรักษาแบบแผนการด�ำรงชีวิตบางส่วนได้ ซ่ึงสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายประเพณีท่ี
นอกจากนี้มีการตีความหมายของค�ำว่า “ชุมชน” เรียกกันวา่ “ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่” (Phramaha
ในระดบั เดยี วกบั คำ� วา่ “สงั คมหมบู่ า้ น” ซง่ึ เปน็ การ Boonlert Indhapanyo (Chauythanee), 2018
ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจในความหมายของคำ� วา่ ชมุ ชนในระดบั : 255-268) ในส่วนของการสะท้อนนี้ช้ีให้เห็นว่า
“สังคมหมู่บ้าน” หรือการช่วยให้เข้าใจในความ คนในชมุ ชนบา้ นทา่ ตมู มคี วามผกู พนั ตอ่ ชมุ ชนและ
หมายของคำ� วา่ ชมุ ชนในลกั ษณะทจี่ ะเปน็ ประโยชน์ เหล่านี้สะท้อนนี้ถึงคนในชุมชนบ้านท่าตูมมีความ
ต่อการวเิ คราะห์ชุมชน (Cross, 2003) ผูกพนั ต่อชุมชนในหลายประเด็น เชน่ พืน้ ท่ชี มุ ชน
ดังน้ัน การศึกษาและท�ำความเข้าใจถึง อยใู่ กลก้ บั ตวั เมอื ง ซง่ึ หา่ งจากตวั เมอื งมหาสารคาม
ความผูกพันต่อชุมชนในมิติต่างๆ ของประชาชน 21 กิโลเมตร คนในชุมชนส่วนใหญ่มิใช่คนเฒ่า
จึงถือเป็นประเด็นส�ำคัญประเด็นหน่ึง เน่ืองจาก คนแกแ่ ตอ่ ยอู่ าศยั กนั ทงั้ คนหนมุ่ และคนสาวทอี่ ยใู่ น
ความผกู พนั ทมี่ ตี อ่ ชมุ ชนอาจประกอบไปดว้ ยปจั จยั วยั ทำ� งาน ซงึ่ แตกตา่ งจากชมุ ชนอน่ื ในภาคอสี านที่
หลายๆ อยา่ ง โดยจากการสงั เคราะห์ เอกสารและ มีแต่คนเฒ่าคนแก่อาศัยอยู่ในชุมชนในขณะท่ีคน
งานวิจัยในเบ้ืองต้น ความผูกพันต่อชุมชนของ หนุ่มสาว (วัยท�ำงาน) ได้ออกจากชุมชนไปเลือก
ประชาชนจึงถูกยกระดับข้ึนมาเป็นเง่ือนไขหน่ึง ประกอบอาชีพอยู่ในเมอื ง
ท่ีส�ำคัญต่อการน�ำพาให้ท้องถ่ินที่ตนอาศัยอยู่น้ัน ด้วยเหตุน้ี ผู้ศึกษาจึงเลือกศึกษาชุมชน
ไดม้ กี ารพฒั นาทอ้ งถนิ่ ทดี่ ดี งั ทไี่ ดก้ ลา่ วมาในขา้ งตน้ บ้านท่าตูม อ�ำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
แล้วน้ัน ซึ่งเมื่อพิจารณาแนวคิดที่เก่ียวข้องกับ เนื่องจากเป็นชุมชนที่ประชาชนในชุมชนมีความ
ความผูกพันต่อชุมชนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า ผูกพันต่อชุมชนค่อนข้างมาก และผู้ศึกษาเป็น
“ชุมชนบ้านท่าตูม” เป็นชุมชนหนึ่งที่อยู่ภายใต้

16 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ประชาชนท่ีอาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าวมาตั้งแต่ จงั หวดั มหาสารคาม เนอื่ งจากชมุ ชนบา้ นทา่ ตมู เปน็
ก�ำเนิดจึงสามารถเข้าถึงปรากฏการณ์ทางสังคม ชุมชนขนาดใหญ่ มีประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่
น้ไี ด้ เป็นระยะเวลานาน และผู้ศึกษาเป็นประชาชน
ในชุมชนดังกล่าว จึงสามารถเข้าถึงปรากฏการณ์
2. วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ทางสังคมนี้ได้สะดวก และในส่วนการคัดเลือก
ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญ (Key Informants) ผู้วิจัยได้
1. เพ่ือวิเคราะห์เง่ือนไขที่มีอิทธิพลต่อ คัดเลือกประชาชนท่ีอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านท่าตูม
ความผูกพันต่อชุมชนของประชาชนบ้านท่าตูม หมู่ 3 จำ� นวน 50 คน และหมู่ 9 จ�ำนวน 100 คน
อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดมหาสารคาม ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผู้วิจัยมวี ิธกี าร
2. เพ่ือศึกษาความผูกพันต่อชุมชนท่ีส่ง เก็บข้อมูล โดยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
ผลต่อการพัฒนาท้องถ่ินของประชาชนบ้านท่าตูม เป็นข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมได้จากเอกสาร และงาน
อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดมหาสารคาม วจิ ยั ทเ่ี กย่ี วกบั ความผกู พนั ตอ่ ชมุ ชน แนวคดิ เกยี่ วกบั
ความผกู พนั ตอ่ ชมุ ชน และแนวคดิ การพฒั นาชมุ ชน
3. วธิ ดี �ำเนินการวจิ ยั อกี ทงั้ เนอ้ื หาเก่ียวกบั พ้ืนท่ที ่ที ำ� การศึกษา โดยการ
คน้ ควา้ เอกสารปฐมภมู แิ ละทตุ ยิ ภมู ิ จากหนว่ ยงาน
ในการศกึ ษาวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพฉบบั น ้ี ผวู้ จิ ยั ราชการ หนงั สอื ตำ� รา งานวจิ ยั วทิ ยานพิ นธ์ การศกึ ษา
ได้ท�ำการคัดเลือกกรณีศึกษาและผู้ให้ข้อมูลที่ ค้นคว้าอิสระ และอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังได้
ส�ำคัญด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ท�ำการเก็บข้อมูลจากการภาคสนาม เป็นการเก็บ
ตามวตั ถปุ ระสงค์ (Purposive Simple) ซง่ึ หมายถงึ รวบรวมข้อมูลได้จากพื้นท่ีท่ีท�ำการศึกษาวิจัย
การคัดเลือกตัวอย่างท่ีสามารถให้ข้อมูลที่น�ำมาใช้ โดยวิธีการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ก่ึง
ตอบวัตถุประสงค์ของงานวิจัยท่ีก�ำหนดไว้ได้ โครงสรา้ ง (Semi-Structured Interview)
อันเป็นแนวทางการคัดเลือกตัวอย่างท่ีเป็นท่ี
ยอมรับกันโดยท่ัวไปของงานวิจัยเชิงคุณภาพ 4. สรุปผลการวิจยั
ทั้งน้ีเพื่อแสดงถึงการท�ำวิจัยอย่างเป็นระบบ
(Systematic) โปรงใส่ (Transparent) และความ จากการศกึ ษาเงอ่ื นไขทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ความ
เข้มงวด (Rigor) ของการท�ำวิจัย ผกู พนั ตอ่ ชมุ ชนของประชาชนบา้ นทา่ ตมู และเพอ่ื
ในสว่ นของการคดั เลอื กกรณศี กึ ษา (Case ศึกษาความผูกพันของชุมชนท่ีส่งผลต่อการพัฒนา
Study) จากการใชแ้ นวทางการคดั เลอื กกรณศี กึ ษา ท้องถิ่น สามารถสรุปได้ดังนี้
ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย (Purposive 1. ความผกู พนั ต่อชุมชนในมติ ิต่างๆ
Sampling) ในกระบวนการและวิธีการวิจัยเชิง 1.1 ความผกู พันดา้ นสถานท่ี พบว่า
คุณภาพ (Qualitative Research) คร้ังน้ีจงึ เลอื ก ประชาชนมคี วามผกู พนั ดา้ นสถานทอี่ ยใู่ นระดบั สงู
ศกึ ษาชมุ ชนบา้ นทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 อำ� เภอเมอื ง

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 17

การท่ีมีแม่น�้ำชี ศาลหลวงปู่ถาวร ศาลปู่สีปู่จัน และหมู่ 9 อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดมหาสารคาม ท่ีได้
วัดวารินทราวาส และวัดป่าสโมสรนั้น ท�ำให้เป็น อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นระยะเวลา 10-15 ปี หรือ
ศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมของการท�ำกิจกรรมใน ตั้งแต่เกิด ซึ่งจากการสัมภาษณ์ประชาชนบ้าน
ชมุ ชน และเปน็ สว่ นหนงึ่ ของวถิ ชี วี ติ ของประชาชน ทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 นนั้ พบวา่ ประชาชนภายใน
บา้ นทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 และดว้ ยเหตทุ ปี่ ระชาชน ชุมชนบ้านท่าตูมส่วนใหญ่ คือ ผู้สูงอายุท่ีมีอายุ
ส่วนใหญ่ในชุมชนเป็นประชาชนท่ีอาศัยอยู่ใน ต้ังแต่ 60 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ท่ีอาศัยอยู่ในชุมชน
ชุมชนตั้งแต่เกิด จึงท�ำให้เกิดความผูกพันและ ตงั้ แตเ่ กดิ จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ รกั เกดิ ความอบอนุ่
คุ้นเคยกับสถานท่ีต่างๆ กระทั่งเป็นส่วนหน่ึงของ ท่ีได้อยู่ท่ามกลางผู้คนในชุมชนนี้ อย่างไรก็ตาม
วถิ ชี ีวติ อาทิ การท�ำการเกษตรที่พงึ่ พิงกับแม่น้�ำชี จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญท่ีหลากหลาย
การทำ� บญุ ตามประเพณที วี่ ดั ตา่ งๆ และการมศี าลปสู่ ี รวมทง้ั การสงั เกตการณ์ พบวา่ ประชาชนแตล่ ะชว่ ง
ปจู่ นั ซงึ่ เสมอื นเปน็ สญั ลกั ษณข์ องชมุ ชน (Symbol) อายุมีความผูกพันในมิติความรู้สึกรักชุมชนท่ี
ทที่ ำ� ใหค้ นในชมุ ชนเกดิ ความรสู้ กึ เปน็ สว่ นหนงึ่ และ แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าความผูกพันต่อ
เป็นเจ้าของชุมชน (Sense of Ownership) ชุมชนของประชาชนบ้านท่าตูมในมิติด้านความ
อย่างไรก็ตามจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญที่ รูส้ กึ รกั ชุมชนนั้น ส่วนใหญแ่ ลว้ กลมุ่ ผู้สูงอายจุ ะให้
หลากหลายรวมทั้งการสังเกตการณ์ ผู้วิจัยพบว่า ความส�ำคัญและและมีความผูกพันต่อชุมชน
มุมมองหรือความรู้สึกผูกพันต่อมิติด้านสถานท่ี ในมิติด้านความรู้สึกรักชุมชนค่อนข้างมากเพราะ
ดังกล่าว มีความแตกต่างกันไปตามช่วงอายุของ ประชาชนส่วนใหญ่คือ วัยสูงอายุและกลุ่มคนที่
ประชาชน ดังน้ันความผูกพันต่อชุมชนของ ก�ำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน
ประชาชนบา้ นทา่ ตมู ในดา้ นสถานทน่ี น้ั พบวา่ กลมุ่ มาตง้ั แตก่ ำ� เนดิ และไดใ้ ชท้ รพั ยากรรวมถงึ ทนุ ตา่ งๆ
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนท่ีมีความผูกพันค่อนข้างมาก ท่ีมีในชุมชนเป็นฐานของการพัฒนาตนเองและ
เพราะกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่มีความผูกพัน พัฒนาโอกาสด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงรักและ
ทศั นคติ หรอื มุมมอง และใหค้ วามสำ� คญั กบั คำ� ว่า ภาคภูมิใจท่ีได้อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ซ่ึงแตกต่าง
บ้านท่ีประกอบสร้างจากทั้งต�ำนาน เรื่องเล่าและ ไปจากกลุ่มวัยท�ำงานและกลุ่มเยาวชนที่มีความ
สญั ลักษณต์ ่างๆ ที่ประกอบกันเป็นวถิ ีชวี ติ ของตน ผูกพันต่อชุมชนในมิติด้านความรู้สึกรักและภูมิใจ
มากกวา่ กลมุ่ วยั ทำ� งานหรอื กลมุ่ เยาวชนทม่ี ที ศั นคติ ในชุมชนค่อนข้างน้อยหรือแทบไม่มีความผูกพัน
หรือมุมมองและให้ความส�ำคัญกับการยึดติดกับ ไมน่ ติ ดิ ังกล่าว
ความเปน็ สถานทคี่ ่อนขา้ งนอ้ ย 1.3 ความผูกพันด้านอัตลักษณ์ของ
1.2 ความผูกพันด้านความรู้สึกรัก ชุมชน หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัว ตัวบ่งชี้ถึง
ชมุ ชน หมายถงึ ทศั นคติ ความรสู้ กึ รกั ความอบอนุ่ ลักษณะของบุคคล สังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่น
และความภูมิใจของประชาชนบ้านท่าตูม หมู่ 3 ของชมุ ชนบา้ นทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 อำ� เภอเมอื ง

18 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

จังหวัดมหาสารคาม ซ่ึงส่งผลให้ประชาชนเกิด และสังเกตการณ์การด�ำรงชีวิตของประชาชนบ้าน
ความรู้สึกรัก ความผูกพัน เคารพและศรัทธาต่อ ทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 พบวา่ ลกั ษณะบทบาทหนา้ ที่
ชมุ ชนบ้านทา่ ตูม โดยจากการวเิ คราะห์ข้อมลู จาก ของประชาชนในชมุ ชนบา้ นทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9
การสมั ภาษณป์ ระชาชนบา้ นทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 น้ันส่งผลต่อความผูกพันต่อชุมชน เน่ืองจาก
และการสังเกตการณ์ พบว่า ประชาชนมีความ ลักษณะพื้นท่ีตั้งของชุมชนบ้านท่าตูมเป็นชุมชนที่
ผูกพันต่อชุมชนด้านอัตลักษณ์ของชุมชนเป็น มแี มน่ ำ�้ ชเี ปน็ แมน่ ำ�้ สายหลกั ไหลผา่ น ประชาชนใน
อย่างมาก ท้ังน้ี อัตลักษณ์ของชุมชนบ้านท่าตูม ชมุ ชนสว่ นใหญจ่ งึ มอี าชพี เกษตรกรหรอื กลา่ วไดว้ า่
ที่คนในชุมชนยึดถือร่วมกัน อันเป็นเอกลักษณ์ มีวิถีชีวิตเป็นเกษตรกร ซึ่งการประกอบอาชีพ
ประจ�ำชุมชนท่ีโดดเด่นคือ วัฒนธรรมประเพณี เกษตรกรทพ่ี ง่ึ พาทรพั ยากรธรรมชาตใิ นทอ้ งถน่ิ คอื
ประจำ� ทอ้ งถน่ิ ไดแ้ ก่ ประเพณอี อกพรรษาไหลเรอื แม่น้�ำชีนั้น ก็ท�ำให้คนในชุมชนผูกพันกับชุมชน
ไฟแข่งเรือยาว ซ่ึงเป็นประเพณีท่ีสืบสานกันมา อันเนื่องมาจากหน้าท่ีการงานไปโดยปริยาย
ต้ังแต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ช่วงอายุของผู้ให้ข้อมูลมีความ
ซ่ึงประเพณีดังกล่าวได้ยึดโยงความเป็นบ้านท่าตูม สัมพันธ์กับความผูกพันต่อชุมชนในมิติด้านหน้าท่ี
ที่สร้างความผูกพันของคนท่าตูมต่อชุมชนบ้าน การทำ� งานทแ่ี ตกต่างกันจึงสรปุ ไดว้ า่ ความผกู พนั
ทา่ ตูมในหลากหลายมิติเขา้ ดว้ ยกนั ทำ� ให้ผู้คนเกิด ตอ่ ชมุ ชนดา้ นหนา้ ทก่ี ารทำ� งานนน้ั ส่งผลตอ่ ความ
ความผูกพันกับสถานที่ การเป็นประเพณีท่ีดูดดึง ผกู พนั ในชมุ ชนของประชาชนบา้ นทา่ ตมู เฉพาะกบั
ผคู้ นจากแหล่งอื่นเข้ารว่ มทำ� ใหเ้ กิดการพัฒนาทาง บุคคลและกลุ่มบุคคลท่ีประกอบอาชีพเกษตรกรท่ี
เศรษฐกิจจากการค้าขายการท่องเที่ยวในงาน ใช้ทุนและทรัพยากรในชุมชนเป็นหลัก และด้วย
ประเพณี การเป็นประเพณีที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้คน ทางเลอื กอาชพี ทหี่ ลากหลายตามกระแสการพฒั นา
ในวงกวา้ งนอกชมุ ชนไดร้ จู้ กั ชมุ ชนและรวู้ า่ ชมุ ชนนี้ ทั้งด้านความรู้ เทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม
มขี องดหี รอื มที นุ สำ� คญั ซงึ่ ดว้ ยอตั ลกั ษณท์ มี่ ใี นเรอ่ื ง ทำ� ใหค้ วามผกู พนั ในมติ ดิ งั กลา่ วนแ้ี ทบจะไมม่ คี วาม
ประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟแข่งเรือยาวนี่เอง สำ� คญั ในชมุ ชน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ แทบไมม่ อี ทิ ธพิ ล
ทไ่ี ดส้ รา้ งความรสู้ กึ ภมู ใิ จและความรสู้ กึ เปน็ เจา้ ของ หรือความสัมพันธ์ใดระหว่างเรื่องหน้าที่การงาน
ชุมชน (Sense of Ownership / Sense of หรือการประกอบอาชีพในชุมชน กับความผูกพัน
Belonging) ทไี่ ดเ้ ป็นเจา้ ของอัตลักษณ์ ต่อชมุ ชนของคนสมยั ใหม่ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงกลมุ่
1.4 ความผกู พนั ดา้ นหนา้ ทก่ี ารทำ� งาน คนท�ำงานและเยาวชนท่ีมีทางเลือกอาชีพที่หลาก
หมายถึง ลักษณะบทบาทหน้าท่ีเฉพาะบุคคลที่ หลายมากข้ึน
ทำ� ใหป้ ระชาชนบา้ นทา่ ตมู หมู่ 3 และหมู่ 9 อำ� เภอ 1.5 ความผูกพันด้านความสัมพันธ์
เมือง จังหวัดมหาสารคาม เกิดความผูกพันต่อ ทางสงั คม หมายถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลใน
ชุมชนบ้านท่าตูม จากการให้สัมภาษณ์ประชาชน ชมุ ชน โดยมีการปฏสิ มั พันธ์ การมีสว่ นร่วม การให้

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 19

ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลใน วันพระ วันส�ำคัญต่างๆ ทางศาสนา หรืองาน
ชมุ ชน เพอื่ นบา้ น ญาตพิ ่นี ้อง ทีอ่ าศยั อยใู่ นชมุ ชน ประเพณฮี ตี สบิ สอง คลองสบิ สี่ ซงึ่ ชาวบา้ นไดม้ กี าร
บ้านท่าตูมหมู่ 3 และหมู่ 9 อ�ำเภอเมือง จังหวัด สบื สานกันมาทกุ ๆ ปี เชน่ บญุ กมุ้ ข้าวใหญ่ บุญข้าวจี่
มหาสารคาม ที่ส่งผลให้ประชาชนในชุมชนเกิด บุญผะเหวด บุญข้าวประดับดิน บุญสงกรานต์
ทัศนคติ ความผกู พัน ตอ่ ชุมชนบา้ นท่าตมู อย่างไร บญุ ขา้ วสาก บญุ ออกพรรษาไหลเรอื ไฟแขง่ เรอื ยาว
ก็ตามจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญที่หลาก 2.2 ดา้ นสงั คม พบวา่ การทป่ี ระชาชน
หลายรวมทงั้ การสงั เกตการณ์ พบวา่ มคี วามแตกตา่ ง รกั และผกู พนั กบั ชมุ ชน ทำ� ใหส้ ถาบนั สงั คมมคี วาม
กันไปตามช่วงอายุของผู้ให้ข้อมูล ดังน้ันสรุปได้ว่า เหน่ียวแน่นด้านสังคมในระดับสูงบ้านท่าตูม
ความผูกพันต่อชุมชนของประชาชนบ้านท่าตูม โดยทว่ั ไปแลว้ ครอบครวั เปน็ ครอบครวั ใหญ่ สมาชกิ
ในด้านความสัมพันธ์ทางสังคมน้ัน กลุ่มผู้สูงอายุ ในครอบครวั มที กุ รุ่นตั้งแต่วัยเด็ก วยั รุ่น วยั ทำ� งาน
มีความรู้สึก ทัศนคติหรือมุมมองในมิติด้านความ และวัยชรา ท�ำให้กล่าวได้ว่าสถาบันครอบครัว
สมั พนั ธท์ างสงั คมคอ่ นขา้ งมากเมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั เขม้ แขง็ มกี ารดแู ลกนั ระหวา่ งสมาชกิ ในครอบครวั
กลุ่มวัยท�ำงานและกลุ่มเยาวชน เพราะกลุ่มผู้สูง ท�ำให้ปัญหาสังคมในชุมชนน้อย และยังเป็นการ
อายุเป็นกลุ่มที่มีลักษณะความเป็นอยู่ท่ีค่อนข้าง ปอ้ งกนั การไปกอ่ ปญั หาในสงั คมอน่ื เพราะสงั คมท่ี
เรยี บงา่ ย อยเู่ ฝา้ บา้ นใหล้ กู หลาน ดงั นนั้ การปฏสิ มั พนั ธ์ นี่มีสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง พัฒนาเรื่องของ
ระหว่างเพ่ือนบ้านหรือคนในชุมชนอยู่ตลอดเวลา คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนน้ัน ทางผู้น�ำ
รวมถึงการร่วมมือให้ความช่วยเหลือกันภายใน ชุมชนและองค์การบริหารส่วนต�ำบลท่าตูมได้ให้
ชุมชน อยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง จึงส่งผลให้ความ ความส�ำคัญเก่ียวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
สัมพันธ์ทางด้านสังคมของชุมชนบ้านท่าตูมเกิด คนในชุมชนน้ีเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัด
ความสามคั คภี ายในชมุ ชน สวสั ดกิ ารสงั คมสำ� หรบั เดก็ กลมุ่ เสยี่ ง และกลมุ่ ดอ้ ย
2. ความผูกพันต่อชุมชนส่งผลต่อการ โอกาสให้มีคุณภาพและทั่วถึง รวมถึงการรักษา
พัฒนาท้องถิ่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ให้ ความสงบเรยี บรอ้ ยภายในชมุ ชนโดยการรว่ มมอื กนั
สัมภาษณ์ประเด็นของความผูกพันต่อชุมชนส่งผล ระหว่างผู้น�ำชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตอ่ การพัฒนาทอ้ งถิ่น ซึ่งไดผ้ ลการศึกษา ดังนี้ ในการเฝ้าระวงั ปัญหาอาชญากร ตลอดจนรว่ มกับ
2.1 ด้านวัฒนธรรม พบว่าความ ชุมชนในการก�ำหนดกติกาและหลักเกณฑ์ของ
ผูกพันท่ีประชาชนมีต่อชุมชนบ้านท่าตูมนั้น ชุมชนให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ภายใต้แนวคิดสังคม
ประชาชนในชุมชนมีความศรัทธาและความเชื่อ ทเี่ ออื้ อาทรและมคี วามมน่ั คง เพอื่ ทจี่ ะทำ� ใหช้ มุ ชน
ในการทำ� บญุ เปน็ พธิ สี บื ทอดกนั มาตง้ั แตบ่ รรพบรุ ษุ มีการดำ� รงชวี ติ ทป่ี ลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตทด่ี ี
ในระดับสูง ท�ำให้สามารถยังรักษาสืบทอด 2.3 ดา้ นการเมืองและความเขม้ แข็ง
วัฒนธรรมประเพณีให้คงอยู่ คือ การท�ำบุญใน ของชุมชน พบว่า ความผูกพันต่อชุมชนท�ำให้

20 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

การเมืองในพื้นท่ีในระดับสูง จึงไม่มีความขัดแย้ง วถิ ปี ฏบิ ตั ทิ ส่ี บื ทอดกนั มาทงั้ เรอ่ื งการทำ� การเกษตร
รุนแรง เพราะผู้สมัครรับเลือกตั้งล้วนเป็นพี่เป็น ที่พึ่งพิงแม่น�้ำชี และกิจกรรมงานบุญประเพณีที่
น้องกันภายในชุมชน และล้วนต้องการพัฒนา ยดึ โยงกบั วดั ตา่ งๆ ทมี่ ใี นชมุ ชนกระทงั่ รสู้ กึ วา่ ชมุ ชน
ชุมชนให้ดีต่อรุ่นลูกหลานต่อไปมากกว่าการเห็น คอื บ้าน นอกจากน้ดี ้วยเหตทุ ี่ผู้สงู อายคุ อื คนกลุม่
การเมอื งเป็นเรือ่ งของการแข่งขนั แก่งแย่งอำ� นาจ ใหญใ่ นชมุ ชน จึงทำ� ใหเ้ กดิ การสง่ ต่อและถ่ายทอด
ในการบริหารและปกครองชุมชน นอกจากน้ี วิธีคิดและวิถีปฏิบัติท่ียึดโยงกับสถานท่ีต่างๆ
ความผูกพันต่อชุมชน ยังท�ำให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง ในชุมชนดังกล่าว คือ การถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลาน
คอื มกี ารรวมกลมุ่ ของประชาชนในชมุ ชน เพอื่ ชว่ ย เพอ่ื สบื ทอดความรสู้ กึ ในการเปน็ เจา้ ของชมุ ชนผา่ น
กันพัฒนาท้องถ่ินด้วยตนเอง เช่น กลุ่มแม่บ้าน ความผกู พนั ต่อสญั ลักษณอ์ ัน ได้แก่ สถานที่ต่างๆ
กลุ่มเยาวชน กลุ่มอาชีพ ฯลฯ โดยผลการศึกษา 1.2 ความผูกพันด้านความรู้สึกรัก
ในประเด็นดังกล่าวเห็นได้จากการรวมกลุ่มของ ชุมชน อย่ใู นระดบั สงู เมอื่ เปรยี บเทียบกับชว่ งอายุ
ประชาชนในชมุ ชน เพือ่ ช่วยกนั พัฒนาท้องถนิ่ ของ ที่แตกตา่ งกัน พบว่า กลุ่มผ้สู ูงอายุจะมอี ทิ ธพิ ลต่อ
ตนเอง คอื กลมุ่ อาชพี ทอเสอื่ กก ซงึ่ เกดิ การการรวม ความผกู พนั ตอ่ ชมุ ชนในมติ ดิ า้ นความรสู้ กึ รกั ชมุ ชน
ตัวกันของกลุ่มแม่บ้านภายในชุมชนบ้านท่าตูม ในระดับสูงกวา่ ทุกวยั รองลงมาคือ กลมุ่ วัยท�ำงาน
ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ และกลมุ่ วยั เยาวชน ตามลำ� ดบั ทง้ั นอ้ี าจเปน็ เพราะ
ท้ังอาชีพหลักและอาชีพเสริม ของคนในชุมชน เป็นผู้ท่ีอาศัยอยู่ในชุมชนตั้งแต่เกิดจึงท�ำให้เกิด
อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการว่างงานของคนใน ความรสู้ กึ รกั เกดิ ความอบอนุ่ ทไี่ ดอ้ ยทู่ า่ มกลางผคู้ น
ชมุ ชนดว้ ย ในชุมชนน้ี รวมถงึ มีความภาคภมู ใิ จและทำ� ให้มไิ ด้
เผชิญกับความเปล่ียนแปลงในเรื่องวิถีชีวิตและ
5. อภปิ รายผลการวิจัย บรบิ ทในชมุ ชนนกั เพราะยงั แวดลอ้ มดว้ ยผคู้ นกลมุ่
ที่เติบโตด้วยกันมาจึงท�ำให้เกิดความรู้สึกรัก
1. ความผกู พนั ตอ่ ชมุ ชนในมติ ดิ า้ นตา่ งๆ รองลงมาคือ กลุ่มวัยท�ำงานเน่ืองจากเป็นกลุ่มคน
สามารถสรุปผลได้ดงั นี้ สมัยใหม่ความรู้สึกรัก ศรัทธาและภูมิใจต่อชุมชน
1.1 ความผูกพันด้านสถานที่ อยู่ใน น้ันคอ่ นข้างท่ลี ดลงไปตามกระแสของการพฒั นา
ระดบั สงู เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั ชว่ งอายทุ แี่ ตกตา่ งกนั 1.3 ความผูกพันด้านอัตลักษณ์ของ
ผลจากการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุจะมีอิทธิพล ชุมชน อย่ใู นระดบั สูง เมื่อเปรียบเทยี บกบั ช่วงอายุ
ต่อความผูกพันต่อชุมชนในมิติด้านความรู้สึกรัก ทแ่ี ตกตา่ งกนั พบวา่ กลมุ่ วยั ทำ� งานจะมอี ทิ ธพิ ลตอ่
ชุมชนในระดับสูงกว่าทุกวัย ท้ังนี้อาจเพราะกลุ่ม ความผูกพันในมิติด้านอัตลักษณ์ของชุมชนสูงกว่า
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนยังมีความเช่ือความศรัทธา ทุกวัย รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชนและกลุ่มวัย
อย่างแรงกล้าต่อเรื่องเล่าและต�ำนานที่แสดงถึง ผู้สูงอายุ ตามล�ำดับ ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะ กลุ่มวัย
รากเหงา้ ของตนและชมุ ชน และยงั ดำ� เนนิ ชวี ติ ตาม

ปที ่ี 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 21

ท�ำงานมีอัตลกั ษณข์ องชุมชนในเรื่องประเพณีออก เป็นสังคมท่ีมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้ประกอบอาชีพส่วน
พรรษาไหลเรอื ไฟแขง่ เรอื ยาวมอี ทิ ธพิ ลอยา่ งมากใน ใหญแ่ ลว้ จะอย่บู ้านเลย้ี งหลาน ซง่ึ รายได้สว่ นใหญ่
การสร้างความผูกพันต่อชุมชนของกลุ่มวัยท�ำงาน ก็ได้มาจากลูกหลานส่งมาให้ รวมถึงเบี้ยผู้สูงอายุ
ของบ้านท่าตูม เนื่องจากพวกเขาตระหนักและ เป็นหลักดังนั้น มิติหน้าที่การงานจึงมิได้มีความ
ภูมิใจในตนเองว่าเป็นกลุ่มท่ีมีศักยภาพและมี สัมพนั ธร์ ะหวา่ งผสู้ ูงอายกุ ับความผูกพนั ต่อชุมชน
บทบาทส�ำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ที่ 1.5 ความผูกพันด้านความสัมพันธ์
เกย่ี วเนอ่ื งกบั ประเพณดี งั กลา่ วใหเ้ ปน็ ไปดว้ ยความ ทางสงั คม อย่ใู นระดับสงู เมอ่ื เปรียบเทยี บกบั ชว่ ง
เรียบร้อยและสมบูรณ์ รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชน อายุทแ่ี ตกตา่ งกัน พบว่า กลมุ่ ผู้สูงอายมุ คี วามรู้สึก
เน่ืองจากได้รับการปลูกฝังจิตส�ำนึกให้สืบทอด ทัศนคติหรือมุมมองในมิติด้านความสัมพันธ์ทาง
อตั ลกั ษณข์ องชมุ ชนและการมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม สงั คมในระดับสงู รองลงมาคอื กลุ่มวัยท�ำงานและ
ภายในชุมชน ดังน้ัน นอกจากกลุ่มวัยท�ำงานแล้ว กลุ่มเยาวชน ตามล�ำดับ ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะกลุ่ม
กลุ่มเยาวชนน้ีเองท่ีตระหนักและแสดงบทบาท ผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์
อย่างเต็มที่ซึ่งถือเป็นก�ำลังหลักส�ำคัญในการ ระหวา่ งกันค่อนข้างทจ่ี ะแน่นแฟ้นมาก เพราะเป็น
อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมประจ�ำชุมชนการ ความสมั พนั ธท์ เี่ คารพนบั ถอื กนั มาตงั้ แตส่ มยั รนุ่ พอ่
อนรุ ักษ์ประเพณเี รือยาวน้ีไว้ รนุ่ แม่และเตบิ โตมาด้วยกัน ท่ามกลางวิถชี ีวิตแบบ
1.4 ความผูกพันด้านหน้าที่การ เดียวกัน จึงส่งผลให้ความผูกพันต่อชุมในมิติด้าน
ทำ� งาน อยใู่ นระดบั สงู เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั ชว่ งอายุ ความสมั พนั ธท์ างสงั คมนน้ั อยใู่ นระดบั สงู รองลงมา
ทแี่ ตกตา่ งกนั พบวา่ กลมุ่ วยั ทำ� งานจะมอี ทิ ธพิ ลตอ่ คือกลุ่มวัยท�ำงานเน่ืองจากประชาชนกลุ่มวัย
ความผกู พนั ในมติ ดิ า้ นหนา้ ทกี่ ารทำ� งานของชมุ ชน ท�ำงานมีความสัมพันธ์ทางสังคมภายในชุมชนคน
สูงกว่าทุกวัย เนื่องจากอาชีพหลักส่วนใหญ่ของ ขา้ งทจ่ี ะนอ้ ย ดว้ ยสภาพการเปลย่ี นแปลงของสงั คม
ประชาชนในชุมชนบ้านท่าตูม คือ การท�ำการ ในปัจจุบันที่เป็นความสัมพันธ์ท่ีรู้จักกันเพียงแค่
เกษตรเน่ืองจากภูมิศาสตร์ และทุนทรัพยากร เพอ่ื นบา้ นเทา่ นนั้ ซงึ่ แตกตา่ งจากกลมุ่ ผสู้ งู อายทุ ถี่ งึ
ธรรมชาตเิ ออื้ ใหเ้ หมาะแกก่ ารทำ� เกษตรกรบางสว่ น จะเปน็ เพอ่ื นบา้ นกนั แตค่ วามรสู้ กึ ทม่ี ใี หก้ นั คอื ความ
ทปี่ ระกอบอาชพี อนื่ ๆ เชน่ รบั จา้ งทว่ั ไป ขา้ ราชการ รสู้ กึ ทจ่ี ริงใจและเคารพนบั ถือกนั ไปตลอด
พนักงานบริษทั เป็นต้น ซงึ่ กลุม่ คนเหล่านี้ก็จะมิได้ 2. ความผูกพันต่อชุมชนส่งผลต่อการ
มีความผูกพันต่อชุมชนในมิติด้านหน้าท่ีการงาน พฒั นาท้องถน่ิ
และมีท้ังส่วนท่ียังอาศัยในชุมชนและเดินทางไป ด้านวฒั นธรรม ด้านสงั คม และด้าน
ประกอบอาชีพ และส่วนท่ีย้ายถิ่นฐานเพื่อไป การเมอื งและความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน พบวา่ อยใู่ น
ประกอบอาชีพท่ีอื่นรองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ ระดับสูงท้ังหมด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ชุมชนบ้าน
ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะชุมชนบ้านท่าตูมเป็นชุมชนที่ ท่าตูมจัดได้ว่าเป็นท้องถิ่นท่ีมีความสงบเรียบร้อย

22 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ประชาชนสามารถสืบสานอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม 6. ข้อเสนอแนะ
ประเพณที ดี่ งี ามของทอ้ งถน่ิ ไวไ้ ดเ้ ปน็ อยา่ งดมี คี วาม
เป็นอยทู่ ่ีเรียบงา่ ย มีความรัก ความสามคั คี อยู่กัน 1. การกำ� หนดนโยบายการพฒั นาทอ้ งถน่ิ
แบบพแ่ี บบนอ้ ง โดยเฉพาะการทมี่ ภี มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ และการจดั บรกิ ารสาธารณะในทอ้ งถนิ่ จำ� เปน็ ตอ้ ง
ทสี่ ามารถสรา้ งผลงาน ประกอบกบั องคก์ ารบรหิ าร ค�ำนึงถึงลักษณะเฉพาะของชุมชนของแต่ละพ้ืนที่
ส่วนต�ำบลท่าตูมได้เล็งเห็นถึงความส�ำคัญได้เน้น ท�ำให้พื้นที่นี้มีแนวทางการพัฒนาและความ
กระบวนการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการบรหิ าร ต้องการการพฒั นาแบบเฉพาะ
และพฒั นาท้องถ่ินในดา้ นวัฒนธรรมมากข้นึ จงึ ได้ 2. ในการศึกษาเรื่องความผูกพันของ
มกี ารกำ� หนดโครงการตา่ งๆ ในแผนยทุ ธศาสตรก์ าร ประชาชนต่อชุมชนใดชุมชนหนึ่ง จ�ำเป็นต้องใช้
พัฒนาต�ำบลท่าตูม ในด้านการพัฒนาด้านการ แนวทางการศกึ ษาวจิ ยั เชิงคุณภาพเพ่ือให้ไดเ้ ข้าถงึ
ศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม อาทเิ ชน่ โครงการจดั ข้อมูลเชิงลึก เพ่ือสร้างองค์ความรู้ท่ีลึกซ้ึงในเร่ือง
งานประเพณีแข่งขันเรือยาว และโครงการจัด ดังกล่าว อย่างไรก็ตามผู้วิจัยจ�ำเป็นต้องยึดม่ัน
กิจกรรมทางศาสนาและประเพณีท้องถ่ิน เป็นต้น จริยธรรมทางการวิจัย คือ ได้เปิดเผยตัวให้คนใน
เพ่ือเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ชุมชนรู้ว่าก�ำลังมีการเก็บข้อมูลและศึกษาวิจัยใน
และภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ ประเดน็ ดังกลา่ ว
ท้ังน้ีทางผู้น�ำชุมชนและองค์การบริหาร 2. ขอ้ เสนอแนะเพอื่ การศกึ ษาครง้ั ตอ่ ไป
ส่วนต�ำบลท่าตูมได้ให้ความส�ำคัญเกี่ยวกับ ในการศึกษาเร่ืองความผูกพันต่อ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนน้ีเป็น ชมุ ชนของประชาชน อาจใชแ้ นวทางการศกึ ษาแบบ
อยา่ งมาก กรณศี กึ ษาเปรยี บเทยี บระหวา่ ง 2 ชมุ ชนหรอื หลาย
ชมุ ชน

References

Cross, J. E. (2003). Conceptualizing Community Attachment. Proceedings of the Rural
Sociological Society Annual Meeting. Montreal : Rural Sociological Society.

Phramaha Boonlert Indhapanyo (Chauythanee). (2018). The Combination of Buddhist
Mechanisms for Creation of Peaceful Co-existence Culture in Asean Community
: a Case Study of Thailand and Indochinese Countries and Myanmar. Dhammathas
Academic Journal, 18(2), 255-268.

Wattana, S. (2003). The Conceptual Framework of Qualitative Research. On Uthai Dulayakasem,
Handbook of Qualitative Research for Development. 4th edition. Bangkok :
Research and Development Institute, Khon Kaen University.

การใชพ้ ลังชุมชนขบั เคล่อื นความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม
และส่งิ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรมในเขตตำ� บลท่าพระ

อ�ำเภอเมือง จังหวดั ขอนแกน่ *
Community Synergy Application for Moving Forward Corporate
Social and Environmental Responsibility of Factories in Tha Pra

Sub-District, Muang District, Khon Kaen Province

ไพศาล ราชแสนเมือง, พรสวรรค์ ศิรกิ ัญจนาภรณ,์ เสาวภา สุขประเสรฐิ และพรกมล ระหาญนอก
Paisan Radsanmuang, Phonsawan Sirikunjanapron, Saovaluk Sukprasert and Phonkamon Rahannok

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเลย
Loei Rajabhat University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจัยครัง้ น้ี มีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อ 1) ศกึ ษาการดำ� เนนิ งานด้านความรับผิดชอบตอ่ สงั คมและสิง่
แวดลอ้ มชมุ ชนของโรงงานอตุ สาหกรรมในเขตตำ� บลทา่ พระ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ 2) คน้ หากลยทุ ธ์
ในการใช้พลังชุมชนขับเคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในเขต
ต�ำบลท่าพระ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และ 3) ปฏิบัติการใช้กลยุทธ์พลังชุมชนขับเคลื่อน
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรมในเขตตำ� บลทา่ พระ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั
ขอนแก่น ใชร้ ะเบียบวิธวี ิจัยเชิงคุณภาพและเชงิ ปรมิ าณ กล่มุ ตัวอยา่ ง คือ ประชาชนในเขตต�ำบลท่าพระ
อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จ�ำนวน 390 คน กลุ่มเป้าหมายคือ ตัวแทนจากโรงงานอุตสาหกรรม 6
โรงงาน ไดแ้ ก่ ผจู้ ดั การโรงงานฝา่ ยบรหิ าร หวั หนา้ แผนกดา้ นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม และพนกั งานโรงงาน
รวมทงั้ หมด 42 คน และตวั แทนชมุ ชน ไดแ้ ก่ ผใู้ หญบ่ า้ น ผนู้ ำ� ชมุ ชน และสมาชกิ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล
รวมทัง้ หมด 48 คน เครอ่ื งมือคือแบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์ สถิตทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่
คา่ ความถ่ี ค่าร้อยละ คา่ เฉลยี่ และคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนอื้ หา

* ได้รบั บทความ: 27 กันยายน 2561; แก้ไขบทความ: 11 กรกฎาคม 2562; ตอบรับตีพมิ พ์: 20 สงิ หาคม 2562
Received: September 27, 2018; Revised: July 11, 2019; Accepted: August 20, 2019

24 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ผลการวิจยั พบว่า
1. การดำ� เนนิ งานดา้ นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มชมุ ชนของโรงงานอตุ สาหกรรม
ในเขตตำ� บลทา่ พระ อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ สว่ นมากเป็นเพศหญงิ มอี ายรุ ะหวา่ ง 51-60 ปี มรี ะดบั
การศกึ ษาในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ /ตอนปลาย มอี าชพี รบั จา้ ง มรี ายไดอ้ ยรู่ ะหวา่ ง 9,001-12,000 บาท
ตอ่ เดอื น ไดร้ บั รขู้ อ้ มลู ขา่ วสารจากสอ่ื ทเ่ี ปน็ เสยี งตามสายของผใู้ หญบ่ า้ นประชาสมั พนั ธ์ สว่ นมากมสี ว่ นรว่ ม
ในการพัฒนาชุมชนด้านสังคมและส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในด้านการร่วมรณรงค์รักษา
สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน มีความถ่ีหรือจ�ำนวนครั้งในการเข้ามีส่วนร่วมในโครงงานส่วนมากจะเป็นปีละ
ครงั้ ในสว่ นของระดบั ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมอยใู่ นระดบั ปานกลางทกุ ดา้ น ทง้ั ดา้ น
ชุมชน ( = 3.10, S.D. = 0.820) ดา้ นสขุ ภาพและสวัสดกิ าร ( = 3.15, S.D. = 0.864) ด้านการศกึ ษา
( = 3.17, S.D. = 0.932) ดา้ นสิทธมิ นษุ ยชน ( = 3.12, S.D. = 0.831) ดา้ นสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
( = 3.10, S.D. = 0.900) ดา้ นสทิ ธขิ องผบู้ รโิ ภค ( = 3.18, S.D. = 0.903) และดา้ นวฒั นธรรม ( = 3.19,
S.D. = 1.030) และระดบั ความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั ความรับผิดชอบตอ่ สงั คม ภาพรวมทัง้ 7 ด้าน อยใู่ นระดบั
ปานกลาง ( = 3.14, S.D. = 0.897)
2. การคน้ หากลยทุ ธใ์ นการใชพ้ ลงั ชมุ ชนขบั เคลอ่ื นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ มของ
โรงงานอตุ สาหกรรมในเขตตำ� บลทา่ พระ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ พบวา่ มกี ารใชก้ ลยทุ ธด์ งั นี้ 1) พฒั นา
ศกั ยภาพผนู้ ำ� ชมุ ชนใหม้ คี วามรคู้ วามสามารถในการคดิ และการวางแผน 2) พฒั นาการจดั ระบบขอ้ มลู และ
ฐานขอ้ มลู ทีเ่ ป็นปัจจบุ นั ใหถ้ ูกตอ้ งและครอบคลมุ เพอื่ ใชใ้ นการวางแผน 3) พัฒนาการจดั ท�ำแผนชมุ ชนท่ี
มงุ่ สง่ เสรมิ การขบั เคลอื่ นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรมโดยการมสี ว่ นรว่ ม
ของทกุ ภาคสว่ น 4) สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนตระหนกั และใหค้ วามสำ� คญั การปฏบิ ตั กิ ารขบั เคลอื่ นความรบั ผดิ ชอบ
ตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรม 5) สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารจดั การความรใู้ นปฏบิ ตั กิ ารขบั เคลอื่ น
ความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมและส่ิงแวดลอ้ มของโรงงานอุตสาหกรรม 6) สร้างเครอื ขา่ ยระดับหมบู่ า้ น ระดบั
ต�ำบล ระดับอ�ำเภอและจังหวัด เพ่ือส่งเสริมการปฏิบัติการขับเคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคมและ
สงิ่ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรม 7) พฒั นาระบบการตดิ ตามและประเมนิ ผลการดำ� เนนิ งานในทกุ ระดบั
โดยเนน้ ใหช้ มุ ชนและโรงงานอตุ สาหกรรมมสี ว่ นรว่ ม และ 8) สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารนำ� ผลการตดิ ตามและประเมนิ
ผลไปใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของโรงงาน
อุตสาหกรรม
3. การปฏิบัติการใช้กลยุทธ์พลังชุมชนขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของ
โรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ พบว่า กลยุทธ์ทุกด้านต้องมีองค์ประกอบที่สนับสนุนดังนี้
1) จัดกจิ กรรมเพือ่ สง่ เสรมิ ให้ผู้นำ� เกิดการคดิ และการวางแผน 2) องคก์ รปกครองท้องถิ่นควรจดั ต้ังศูนย์
ข้อมูลที่เก่ียวข้องกับการด�ำเนินการสาธารณะ 3) ต้องมีการก�ำหนดวัตถุประสงค์แผนชุมชนที่จับต้องได้

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 25

ตอบสนองความตอ้ งการของชมุ ชนได้ 4) ตอ้ งมกี ารสรา้ งความเขา้ ใจใหผ้ มู้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งทกุ ฝา่ ยมคี วามรทู้ ี่
ชัดเจนและกระตุ้นให้ชุมชนมีความรักและความหวงแหนสิ่งแวดล้อม 5) ความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์และ
สามารถน�ำมาใชใ้ นการแข่งขนั ทย่ี ่งั ยืน 6) การรวมตวั กนั ของกลุ่ม ประกอบด้วย ผ้นู ำ� สมาชิก กฎระเบยี บ
การบรหิ ารจดั การ และทรพั ยากรเพอ่ื การบรหิ ารจดั การ 7) ผตู้ ดิ ตามและประเมนิ ผลจะตอ้ งเขา้ ใจองคป์ ระกอบ
ของโครงการ และ 8) การติดตามและประเมนิ ผลควรจะค�ำนึงถงึ ขอ้ มูลที่ชดั เจนและถกู ตอ้ ง
คำ� ส�ำคัญ: พลงั ชุมชน; ความรับผดิ ชอบ

Abstract

The purposes of the study were: 1) to study the implementation of the corporate
social and environmental responsibility of factories in Tha Pra sub-district, Muang district,
KhonKaen province; 2) to investigate the strategies of community synergy application for
moving forward corporate social and environmental responsibility of factories; 3) to apply
the strategies of community synergy application for moving forward corporate social and
environmental responsibility of factories. Both quantitative and qualitative approaches
were applied in the study. The samples were 390 people in Tha Pra sub-district. The
target groups were 48 managers, executive staff, the officers that were responsible of
corporate social responsibility and factory workers and 51 village headmen, community
leaders and members of administration organization. The instruments were questionnaires
and interview schedules. Data was quantitatively analyzed using frequency, percentage,
mean, standard deviation, and content analysis was used for qualitative analysis.
The results of the study were as follows:
1. The implementation of the corporate social and environmental responsibility
of factories stated that most were female between 51-60 years old, with secondary
education, working as hired employees and gained 9,001-12,000 baht per month. Most
got the information from the broadcast of village headmen. Most participated in
community development on social and environmental of factories on community
environmental conservation campaign once a year. The opinion level of the corporate
social responsibility on every aspect at moderate level, on community aspect ( = 3.10,
S.D. = 0.820, health and welfare aspect ( = 3.15, S.D. = 0.864), education aspect ( =

26 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

3.17, S.D. = 0.932) , human rights aspect ( = 3.12, S.D. = 0.831), natural environmental
aspect ( = 3.10, S.D. = 0.900), consumers’ rights aspect ( = 3.18, S.D. = 0.903) and the
cultural aspect ( = 3.19, S.D. = 1.030). And the overall opinions of corporate social
responsibility of all 7 aspects were at moderate level ( = 3.14, S.D. = 0.897).
2. The strategies of community synergy application for moving forward corporate
social and environmental responsibility of factories were found as follows: (1) community
leaders’ potentials development for thinking and planning abilities, (2) information system
and data base development for being updating, accurate and planning coverage,
(3) community planning development for moving forward social and environmental
responsibilities which needed the participation of all sectors, (4) promotion on people’s
awareness of moving forward corporate social and environmental responsibility of
factories, (5) knowledge management promotion on moving forward corporate social and
environmental responsibility of factories, (6) network building at all village, sub-district,
district and province levels for promotion on moving forward corporate social and
environmental responsibility of factories, (7) monitoring and evaluating system development
focusing on the participation of community and factories, and (8) promotion on providing
the monitoring and evaluation results for improving the management of moving forward
corporate social and environmental responsibility of factories.
3. The application of the strategies of community synergy application for moving
forward corporate social and environmental responsibility of factories stated that all
strategies needed the following categories for support as follows: (1) providing activities
for leaders for thinking and planning creation, (2) the local government sector should
establish the public information center, (3) the tangible objectives of community plan
should support community needs, (4) the understanding should be provided clearly for
the involved sectors and make community love and preserve environment, (5) the identity
knowledge should be provided for sustainable competition, (6) the organization of group
of leaders, members, regulations, management and resources should be provided, (7)
the people who monitor and evaluate should understand the traits of the projects, and
(8) the monitoring and evaluation should concern with the clear and accurate information.
Keywords: community synergy; responsibility

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 27

1. บทน�ำ 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั

ธนาคารแหง่ ประเทศไทยรายงานวา่ จงั หวดั 1. เพ่ือศึกษาการด�ำเนินงานด้านความ
ขอนแกน่ เป็นจังหวัดท่มี ีขนาดใหญเ่ ปน็ ล�ำดบั ที่ 6 รับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมชุมชนของ
ของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและมีประชากรมาก โรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ อ�ำเภอ
เปน็ ลำ� ดบั ที่ 3 ของภาค มี Gross Domestic Product เมือง จังหวดั ขอนแก่น
(GDP) เปน็ อนั ดบั ท่ี 2 แตม่ ีรายได้เฉล่ยี ต่อคนตอ่ ปี 2. เพอ่ื คน้ หากลยทุ ธใ์ นการใชพ้ ลงั ชมุ ชน
มากท่ีสดุ คอื 107,607 บาท เมอ่ื สิน้ ปี 2559 มภี าค ขบั เคลอื่ นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ ม
การผลติ ในภาคอตุ สาหกรรม ทม่ี อี ตั ราการขยายตวั ของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ
ในอตั ราทส่ี งู อยา่ งสมำ่� เสมอตอ่ เนอื่ งและเพมิ่ ความ อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น
สำ� คญั ตอ่ เศรษฐกจิ ของจงั หวดั มากขนึ้ ประเภทของ 3. เพื่อปฏิบัติการใช้กลยุทธ์พลังชุมชน
อตุ สาหกรรมไดเ้ รมิ่ เปลยี่ น จากอตุ สาหกรรมเกษตร ขบั เคลอื่ นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ ม
เป็นอุตสาหกรรมวิศว ทั้งน้ีอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ
เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบทางการ อำ� เภอเมือง จงั หวัดขอนแก่น
เกษตร โดยอุตสาหกรรมท่ีส�ำคัญของจังหวัด 4
อนั ดบั ไดแ้ ก่ 1) อตุ สาหกรรมกระดาษและผลติ ภณั ฑ์ 3. วธิ ีดำ� เนินการวจิ ยั
จากกระดาษ 2) อตุ สาหกรรมไฟฟา้ 3) อตุ สาหกรรม
อาหาร และ 4) อตุ สาหกรรมเครอ่ื งดมื่ การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัย 2 วิธี คือ
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ถ้าโรงงาน การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ
อุตสาหกรรมจะก่อตั้งและขายสินค้าได้นั้น โดยอาศัยการวิจัยท่ีได้แต่ละอย่างมาอธิบาย
จะต้องมีมาตรการความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ ปรากฏการณ์ ท่ีเกิดขึ้นจากการวิจัยแต่เนื่องด้วย
รอบข้างให้เป็นแนวทางที่ปฏิบัติอย่างยั่งยืนและ ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั ทง้ั สองวธิ ตี า่ งกม็ ที ง้ั จดุ เดน่ และ
ต่อเน่ือง ในขณะท่ีจังหวัดขอนแก่นเองมีแนวโน้ม ข้อบกพร่องท่ีแตกต่างกัน ทั้งนี้เน่ืองจากมีพื้นฐาน
ที่จะเกิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกเป็น ทางปรชั ญาแตกต่างกนั โดยที่การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ
จำ� นวน และหากไมม่ กี ารศกึ ษาเกยี่ วกบั การใชพ้ ลงั จะตั้งอยู่บนปรัชญาท่ีใช้เหตุผลเชิงอุปนัย เน้นการ
ชุมชนขับเคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคมและ ศกึ ษาแบบเจาะลกึ และแคบแตม่ องจากหลากหลาย
สิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมเลยก็อาจจะ มติ แิ ละพจิ ารณาภาพรวม สว่ นการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ
ส่งผลให้ชุมชนและสังคมเกิดความขัดแย้งต่อไปได้ น้ัน จะยึดหลกั การใช้เหตผุ ลเชิงนิรนัย อาศัยความ
ซ่ึงหากมีการศึกษาเกี่ยวกับการท�ำ CSR ของ ถูกตอ้ งจากแนวคดิ และทฤษฎี
โรงงานในพื้นท่ีดังกล่าวนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ 1. กลุม่ เป้าหมาย
ต่อสงั คมสว่ นรวมได้เปน็ อย่างดี 1.1 กลุ่มเป้าหมายเชิงปริมาณ
การด�ำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative

28 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

Research) ใช้แนวคิดตามส�ำนักคิดปรัชญาปฏิ 1.1 ด้านข้อมูลเบ้ืองต้นของผู้ตอบ
ฐานนิยม (Positivism) ซึ่งมีความเช่ือว่า แบบสอบถาม พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นมาก
ปรากฏการณท์ างสงั คมด�ำรงอย่อู ยา่ งมีแบบแผนท่ี เปน็ เพศหญงิ รอ้ ยละ 69.5 มอี ายรุ ะหวา่ ง 51-60 ปี
เป็นสากล เพ่ือวิเคราะห์ถึงการด�ำเนินงานด้าน รอ้ ยละ 31.3 มรี ะดบั การศกึ ษาในระดบั มธั ยมศกึ ษา
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมชุมชน ตอนตน้ /ตอนปลาย ร้อยละ 47.4 มอี าชพี รับจ้าง
ของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ ร้อยละ 27.2 มรี ายไดอ้ ยูร่ ะหว่าง 9,001-12,000
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ จากจำ� นวนประชากร บาทต่อเดือน ร้อยละ 33.6 เป็นสมาชิกในชุนชน
10,360 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเป็นระบบจาก ร้อยละ 72.6 ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อท่ี
ประชากรให้ได้กลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 390 คน เป็นเสียงตามสายของผู้ใหญ่บ้านประชาสัมพันธ์
แลว้ หาคา่ สดั สว่ นตามพนื้ ทเี่ พอ่ื ใหเ้ กดิ การกระจาย รอ้ ยละ 39 สว่ นมากมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาชมุ ชน
ทเ่ี หมาะสม ดา้ นสงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรม
1.2 กลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ ในด้านการร่วมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมภายใน
การวิจัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) ใช้ ชุมชน คิดเปน็ ร้อยละ 45.4 มีความถีห่ รอื จ�ำนวน
รูปแบบการวิจัยตามแนวทางส�ำนักปรากฏการณ์ ครั้งในการเข้ามีส่วนร่วมในโครงงานส่วนมากจะ
นิยม (Phenomenology) ซ่งึ มีความเชอ่ื ว่าความ เปน็ ปีละครัง้ คิดเปน็ ร้อยละ 54.9
จรงิ หรอื ปรากฏการณท์ างสงั คมมคี วามเปน็ พลวตั ร 1.2 ระดบั ความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ความ
ตามเง่อื นไขในบริบทของสังคมนัน้ ๆ การวิจัยขัน้ น้ี รบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมดา้ นชมุ ชนพบวา่ มคี า่ เฉลยี่ รวม
มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหากลยุทธ์ขับเคลื่อนความ ในระดับปานกลาง ( = 3.10, S.D. = 0.820)
รับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของโรงงาน เมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายข้อ พบว่า มคี วามคิดเห็นอยู่
อตุ สาหกรรม จากตวั แทนฝา่ ยโรงงานอตุ สาหกรรม ในระดบั ปานกลางพบมากทส่ี ดุ (ขอ้ 1.3) โรงงานมี
จำ� นวน 42 คน และตวั แทนฝา่ ยชมุ ชนจำ� นวน 51 คน การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนใน
และเครือ่ งมอื ทใี่ ชก้ ารเก็บขอ้ มลู ใช้แบบสมั ภาษณ์ ชมุ ชนมีคา่ เฉลยี่ ท่ี ( = 3.21, S.D. = 0.788)
แบบมีโครงสร้างและประเด็นสนทนาวิเคราะห์ 1.3 ระดบั ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ความ
ข้อมลู โดยการวิเคราะหเ์ นือ้ หา รับผิดชอบต่อสังคมด้านสุขภาพและสวัสดิการ
พบวา่ มคี า่ เฉลยี่ รวมในระดบั ปานกลาง ( = 3.15,
4. สรปุ ผลการวจิ ยั S.D. = 0.864) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า
มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลางพบมากท่ีสุด
1. ผลการด�ำเนินงานด้านความรับผิด (ข้อ 2.3) จัดท�ำมาตรการป้องกันและอุปกรณ์
ชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมชุมชนของโรงงาน ปอ้ งกนั อนั ตรายในระหวา่ งปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน
อุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ อ�ำเภอเมือง มคี ่าเฉล่ียท่ี ( = 3.31, S.D. = 0.941)
จังหวดั ขอนแก่น พบวา่

ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 29

1.4 ระดบั ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ความ ผลติ ภณั ฑต์ อ่ ผบู้ รโิ ภคการใหข้ อ้ มลู ขององคก์ รและ
รบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมดา้ นการศกึ ษา พบวา่ มคี า่ เฉลย่ี ผลติ ภณั ฑอ์ ยา่ งเพยี งพอ ถกู ตอ้ งเทย่ี งตรง มคี า่ เฉลยี่
รวมในระดบั ปานกลาง ( = 3.17, S.D. = 0.932) ท่ี ( = 3.29, S.D. = 0.968)
เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ มคี วามคดิ เหน็ อยใู่ น 1.8 ระดับความคิดเห็นเก่ียวกับ
ระดับปานกลางพบมากท่ีสุด (ข้อ 3.1) โรงงาน ความรับผิดชอบต่อสังคมด้านวัฒนธรรม พบว่า
อุตสาหกรรมมีการมอบทุกการศึกษาให้เด็กและ มคี า่ เฉลีย่ รวมในระดับปานกลาง ( = 3.19, S.D.
เยาวชนในชมุ ชนอยา่ งยง่ั ยนื มคี า่ เฉลยี่ ที่ ( = 3.28, = 1.030) เมือ่ พิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า มคี วาม
S.D. = 0.968) คดิ เหน็ อยใู่ นระดบั ปานกลางพบมากทส่ี ดุ (ขอ้ 7.2)
1.5 ระดับความคิดเห็นเก่ียวกับ มีการท�ำนุบ�ำรุงอุปถัมภ์ประเพณีทางศาสนาเป็น
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมดา้ นสทิ ธมิ นษุ ยชน พบวา่ ประจ�ำ มคี า่ เฉลี่ยที่ ( = 3.32, S.D. = 1.030)
มีค่าเฉลย่ี รวมในระดับปานกลาง ( = 3.12, S.D. 1.9 ระดบั ความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ความ
= 0.831) เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อ พบวา่ มคี วาม รบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมทง้ั 7 ดา้ น พบวา่ มคี า่ เฉลย่ี รวม
คดิ เหน็ อยใู่ นระดบั ปานกลางพบมากทสี่ ดุ (ขอ้ 4.4) ในระดับปานกลาง ( = 3.14, S.D. = 0.897)
มีการเคารพสิทธิและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่าง เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ มคี วามคดิ เหน็ อยู่
เป็นธรรม มีคา่ เฉลีย่ ท่ี ( = 3.19, S.D. = 0.866) ในระดบั ปานกลางพบมากทสี่ ดุ (ดา้ นที่ 7) ความรบั
1.6 ระดบั ความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ความ ผิดชอบต่อสังคมด้านวัฒนธรรม มีค่าเฉล่ียท่ี
รับผิดชอบต่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ( = 3.19, S.D. = 1.030)
พบวา่ มคี า่ เฉลยี่ รวมในระดบั ปานกลาง ( = 3.10, 2. ผลการค้นหากลยุทธ์ในการใช้พลัง
S.D. = 0.900) เมือ่ พิจารณาเป็นรายขอ้ พบวา่ มี ชุมชนขับเคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคมและ
ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลางพบมากท่ีสุด ส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบล
(ข้อ 5.4) มีการสนับสนุนพนักงานให้มีจิตอาสา ท่าพระอ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัย
บ�ำเพ็ญตนเพ่ือประโยชน์ต่อสังคม พัฒนาท้องถิ่น สรปุ ไดด้ ังน้ี
มีคา่ เฉลีย่ ท่ี ( = 3.24, S.D. = 1.034) การค้นหากลยุทธ์ในการใช้พลังชุมชน
1.7 ระดบั ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ความ ในการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมและ
รับผิดชอบต่อสังคมด้านสิทธิของผู้บริโภค พบว่า ส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบล
มีคา่ เฉลย่ี รวมในระดบั ปานกลาง ( = 3.18, S.D. ทา่ พระ อำ� เภอเมือง จงั หวดั ขอนแก่น โดยใช้การ
= 0.903) เมื่อพจิ ารณาเปน็ รายข้อ พบวา่ มคี วาม สัมภาษณ์และเวทีระดมสมอง (Focus group)
คดิ เหน็ อยใู่ นระดบั ปานกลางพบมากทส่ี ดุ (ขอ้ 6.4) พบวา่ กลยทุ ธใ์ นการใชพ้ ลงั ชมุ ชนในการขบั เคลอื่ น
การรกั ษามาตรฐานคณุ ภาพสนิ คา้ การสรา้ งผลติ ภณั ฑ์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของ
ที่เน้นคุณค่ามากกว่ามูลค่าความรับผิดชอบใน โรงงานอตุ สาหกรรมในเขตตำ� บลทา่ พระ อำ� เภอเมอื ง

30 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

จงั หวดั ขอนแกน่ ด้านสทิ ธิมนษุ ยชน พบวา่ มีการ 3.7 พัฒนาระบบการติดตามและ
ใช้มากท่ีสุด รองลงมาคือด้านการศึกษาและด้าน ประเมนิ ผลการดำ� เนินงานในทุกระดบั โดยเนน้ ให้
สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเครื่องช้ีให้เห็นว่าบริษัทให้ ชุมชนและโรงงานอตุ สาหกรรมมีสว่ นรว่ ม
ความส�ำคัญกับพนกั งานมาเป็นลำ� ดบั แรก 3.8 ส่งเสริมให้มีการน�ำผลการ
3. ผลการปฏิบัติการใช้กลยุทธ์พลัง ติดตามและประเมินผลไปใช้ในการพัฒนาการ
ชุมชนขับเคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคมและ บริหารจัดการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม
ส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบล และสง่ิ แวดลอ้ มของโรงงานอุตสาหกรรม
ท่าพระ อ�ำเภอเมือง จังหวดั ขอนแกน่ พบวา่
3.1 พัฒนาศักยภาพผู้น�ำชุมชนชุด 5. อภปิ รายผลการวิจัย
ปฏบิ ตั กิ ารขบั เคลอ่ื นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและ
สิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรู้ ผลการปฏบิ ตั กิ ารใชก้ ลยทุ ธพ์ ลงั ชมุ ชนขบั
ความสามารถในการคิดและการวางแผน เคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อม
3.2 พัฒนาการจัดระบบข้อมูลและ ของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบลท่าพระ
ฐานข้อมูลท่ีเป็นปัจจุบันให้ถูกต้องและครอบคลุม อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ พบวา่ พฒั นาการจดั
เพอ่ื ใชใ้ นการวางแผน ท�ำแผนชุมชนท่ีมุ่งส่งเสริมการขับเคลื่อนความรับ
3.3 พฒั นาการจดั ทำ� แผนชมุ ชนทม่ี งุ่ ผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของโรงงาน
ส่งเสริมการขับเคล่ือนความรับผิดชอบต่อสังคม อุตสาหกรรมโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
และสงิ่ แวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรมโดยการมี จะต้องมีการก�ำหนดวัตถุประสงค์แผนชุมชนที่
ส่วนรว่ มของทุกภาคสว่ น จับต้องได้ ตอบสนองความต้องการของชุมชนได้
3.4 ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนัก ซ่ึงการจัดท�ำแผนชุมชนน้ีจะต้องมาจากการมีส่วน
และให้ความส�ำคัญการปฏิบัติการขับเคลื่อนความ ร่วมในทุกระดับอย่างเหมาะสม (Boonprasert,
รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของโรงงาน 2011)
อุตสาหกรรม
3.5 สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารจดั การความรใู้ น 6. ข้อเสนอแนะ
ปฏบิ ตั กิ ารขบั เคลอื่ นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและ
สงิ่ แวดลอ้ มของโรงงานอุตสาหกรรม 1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
3.6 สร้างเครือข่ายระดับหมู่บ้าน จากการวิจัยคร้ังน้ีพบว่า การท�ำเวที
ระดบั ตำ� บล ระดบั อ�ำเภอและจงั หวดั เพ่อื สง่ เสรมิ ประชุมเชิงปฏิบัติการ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม
การปฏบิ ตั กิ ารขบั เคลอ่ื นความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม และผู้น�ำชุมชน ขาดความเป็นเครือข่ายร่วมกัน
และสิ่งแวดลอ้ มของโรงงานอตุ สาหกรรม จนทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาความไมย่ งั่ ยนื ของกจิ กรรมทจี่ ะ
รับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อม ดังน้ันแล้ว
การที่จะให้กิจกรรม CSR ประสบความส�ำเร็จ

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 31

ควรมีการน�ำไปสู่การก�ำหนดเป็นนโยบายร่วมกัน สง่ เสริมให้มกี ารสอื่ สาร การประชาสัมพนั ธ์ ขอ้ มลู
ดงั น้ี และความรับผิดชอบร่วมกันของผู้จัดกิจกรรมและ
1.1 กำ� หนดนโยบายในดา้ นการดแู ล ผู้เขา้ รว่ มใหช้ ัดเจนทั้งสองฝ่าย
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มในชมุ ชน 2.2 จากการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ความรบั
รอบโรงงานอตุ สาหกรรม ควรเปน็ รปู ธรรมในแบบ ผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของโรงงาน
เดียวกนั มคี วามเขา้ ใจงา่ ยและสามารถน�ำไปส่กู าร อตุ สาหกรรม พบวา่ โดยสว่ นมากแลว้ การทำ� กจิ กรรม
ปฏบิ ัติได้ ความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมจะเป็น
1.2 กำ� หนดนโยบายใหม้ ศี นู ยป์ ระสาน กิจกรรมท่ีจัดข้ึนในลักษณะคล้ายหรือซ้�ำกัน อาทิ
ความร่วมมือในการด�ำเนินงานที่สามารถท�ำให้ผู้ที่ การรบั พนกั งานในพน้ื ทเี่ ขา้ ทำ� งาน การตรวจสขุ ภาพ
เก่ียวข้องได้มารวมกลุ่มกัน เพ่ือขับเคลื่อนให้งาน ประจ�ำปี การรับนักศึกษาฝึกงาน การทอดผ้าป่า
CSR ออกมาอย่างเป็นรปู ธรรม สามคั คี เป็นต้น ซ่งึ กิจกรรมท่จี ดั แบบซ�ำ้ ซอ้ นหรือ
1.3 ก�ำหนดนโยบายให้ผู้บริหาร ใกลเ้ คยี งกนั กอ่ ใหเ้ กดิ ความไรพ้ ลงั เพราะตา่ งบรษิ ทั
ชมุ ชน องคก์ รรฐั โรงงานอตุ สาหกรรม ควรมีการ ต่างกจ็ ดั ท�ำเฉพาะของตวั เอง ดังน้นั แลว้ ในการจดั
สง่ เสรมิ กระตนุ้ ใหพ้ นกั งานไดเ้ ขา้ รว่ มกจิ กรรมตา่ งๆ กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อม
ของความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมและ ควรมีการรวมกันจัดเพื่อให้เกิดพลังท่ีสามารถขับ
กระทำ� อยา่ งตอ่ เนอื่ ง เพอ่ื เปน็ การสรา้ งชอื่ เสยี งและ เคล่ือนชุมชนหรือส่ิงแวดล้อมให้เป็นท่ีประจักษ์
ภาพลกั ษณร์ ว่ มกัน มากกวา่ ท�ำแบบเบี้ยหวั แตก
2. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบตั ิ 3. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป
2.1 จากการวจิ ยั ครง้ั นพี้ บวา่ ทกุ ครง้ั จากการวจิ ยั ครง้ั นพ้ี บวา่ ความรบั ผดิ ชอบ
ที่มีการจัดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและ ต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม
ส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตต�ำบล ในเขตต�ำบลทา่ พระ อำ� เภอเมอื ง จังหวัดขอนแก่น
ท่าพระ อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จะมีการ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแต่ยังขาดรูปแบบและ
ประชาสมั พันธ์ใหส้ งั คมไดร้ บั รู้ แตใ่ นขณะเดยี วกนั กระบวนการรว่ มกนั ดำ� เนนิ กจิ กรรม เพอื่ ตรวจสอบ
ชุมชนที่อยู่รอบข้างหรือที่เป็นผู้ถูกดึงเข้าไปมีส่วน ว่ากิจกรรมดังกล่าวมีความเหมาะสมกับชุมชน
ร่วมในกิจกรรมแบบไม่รู้ตัวนั้น เม่ือกลับไปแล้ว หรอื ไม่ ดงั นนั้ ในการวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไปควรเปน็ การวจิ ยั
ไมส่ ามารถระบไุ ดว้ า่ ไดท้ ำ� อะไร เพอ่ื อะไร และจะมี ทเ่ี นน้ กระบวนการมสี ว่ นรว่ มใหม้ าก โดยเฉพาะการ
ผลอยา่ งไร ดงั นนั้ ในการจดั กจิ กรรมความรบั ผดิ ชอบ วจิ ยั แบบ PAR (Participation Action Research)
ตอ่ สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มในครง้ั ตอ่ ไปควรทจี่ ะมกี าร นา่ จะทำ� ให้งานมีความน่าสนใจข้ึน

32 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

References

Boonprasert, C. (2011). Social and environmental responsibility and commitment
Generation Employees Y. Master of Business Administration. Graduate School :
Thammasat University.

การพัฒนาโมเดลเสรมิ สร้างสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ของบคุ ลากรสายสนบั สนุน ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน*

Development of a Model for Enhancing the Competencies
in Information Technology of Staff in Private Higher
Education Institution

คุณาพร โฉมจติ ร และกฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
Kunaporn Chomjit and Krismant Whattananarong

มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนือ
King Mongkut’s University of Technology North Bangkok, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการในการเสริมสร้างสมรรถนะเทคโนโลยี
สารสนเทศ ของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน เพอ่ื พฒั นาโมเดลเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ
และเพื่อศึกษาผลการใช้โมเดลท่ีพัฒนาข้ึนกลุ่มตัวอย่างเลือกมาจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยปทุมธานี
จ�ำนวน 32 คน เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั เปน็ แบบประเมนิ สมรรถนะด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ วเิ คราะห์
ขอ้ มูลด้วยสถิติ t-test ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ (Correlation)
ผลการวจิ ยั พบวา่ บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน ตอ้ งการพฒั นาสมรรถนะ
ทง้ั ดา้ นความรู้ ทักษะ และเจตคติ โมเดลเสรมิ สร้างสมรรถนะท่ผี วู้ จิ ัยพฒั นาข้นึ ได้รับการประเมนิ ความ
เหมาะสมโดยผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ และผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นสมรรถนะ จำ� นวน 7 คน โดยการ
จดั ประชุมกลุ่ม (Focus Group) เมอื่ วันที่ 30 สงิ หาคม พ.ศ. 2561 มีความเหมาะสมอยใู่ นระดับมากการ
ฝกึ อบรมทพ่ี ฒั นาจากโมเดลเพอ่ื เสรมิ สรา้ งสมรรถนะพบวา่ มปี ระสทิ ธภิ าพ 84.37/88.38 ตามการคำ� นวณ
ด้วยวิธี KW#2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการเสริมสร้างสมรรถนะด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ พบวา่ สมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศ ดา้ นความรู้ ทักษะ และเจตคติ หลงั การ
เสรมิ สรา้ งสมรรถนะสงู กวา่ กอ่ นการเสรมิ สรา้ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 หลงั จากการฝกึ อบรม

* ไดร้ ับบทความ: 23 พฤศจิกายน 2561; แก้ไขบทความ: 21 เมษายน 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 19 กนั ยายน 2562
Received: November 23, 2018; Revised: April 21, 2019; Accepted: September 19, 2019

34 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

60 วนั มีการประเมินสมรรถนะโดยหัวหน้างานพบวา่ ผลการประเมนิ สมรรถนะของหวั หน้างาน มคี วาม
สัมพันธ์ทางบวกกับคะแนนสมรรถนะของบุคลากร และบุคลากรประเมินความ พึงพอใจการฝึกอบรม
ในระดับมากท่ีสดุ
คำ� สำ� คญั : โมเดล; เสรมิ สรา้ งสมรรถนะ; เทคโนโลยสี ารสนเทศ; บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ; สถาบนั อดุ มศกึ ษา
เอกชน

Abstract

The purposes of this study were to investigate the needs in enhancing the
information technology (IT) competencies of staff in private higher education institution,
to develop a model for IT competency enhancing, and to implement the developed
model. The samples were 32 persons selected from the staff of Pathumthani University.
The research instrument was an IT competency evaluation form. Data were analyzed by
using a t-test statistic, mean, standard deviation, and correlations.
The results found that: the staff of private higher education institution needed
enhancing IT competencies in knowledge, skills, and attitudes, the model in which it was
developed by the researcher was evaluated at a much appropriate level by a panel of
7 experts using focus group method on the 30th of August, 2018. The efficiency of
training which administered according to the model was validated the efficiency at
84.37/88.38 by using the KW#2 approach. The comparison analysis between the mean
scores before and after training found that there was a significant difference at .05 levels;
the after training mean score was higher than before training mean score. After 60 days
of training, the IT competencies of staff were evaluated by their superiors and found that
there was a positive correlation of staff competencies and it competency scores.
The staff rated their satisfactions of training at a very much level.
Keywords: Model; Enhancing Competency; Information Technology; Staff in Private
Higher Education Institution

1. บทน�ำ ทกุ ดา้ นไมว่ า่ จะเปน็ ดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม สง่ิ แวดลอ้ ม
และการศึกษา และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยี
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สารสนเทศนัน้ ถอื ได้วา่ เป็นปจั จยั ลำ� ดบั ต้นๆ ทน่ี �ำ
ส่ือสารได้เข้ามามีบทบาทส�ำคัญต่อการพัฒนาใน

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 35

มาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร รวมถึงการน�ำ ในการจัดการศึกษาทุกระดับ ส่ิงที่ส�ำคัญ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื สนบั สนนุ ประการหนึ่งคอื สมรรถนะ (Competency) โดย
การปฏบิ ตั ติ า่ งๆ ทงั้ นี้นโยบายสารสนเทศแห่งชาติ สมรรถนะนี้ เป็นความสามารถในการท�ำงานหรือ
มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคม เป็นคุณลักษณะที่อยู่ภายในตัวบุคคลที่น�ำไปสู่การ
สารสนเทศ โดยสิ่งส�ำคัญในการพัฒนาคือ ปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ (Srimaungkun,
ทรพั ยากรบุคคล การเรยี นร้เู ทคโนโลยีสารสนเทศ 2015 : 2) โดยสมรรถนะนี้ จะหมายถึงความ
จึงเน้นไปท่ีการให้การศึกษาเป็นล�ำดับแรก นั่นคือ สามารถทเ่ี ปน็ คณุ ลกั ษณะพฤตกิ รรมของผเู้ รยี นใน
การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างน้อย การปฏบิ ตั งิ านใหป้ ระสบผลสำ� เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์
ในข้ันพ้ืนฐาน แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ ทก่ี ำ� หนดไว้ ในการทำ� งานหรอื การประกอบอาชพี นนั้
และการส่ือสารฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2545-2551) ต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวบุคคล เพ่ือจะท�ำ
มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของ ภารกิจของงานนั้นให้ส�ำเร็จ ถ้าบุคคลใดมีความ
ประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สามารถในการทำ� งานได้ เรยี กวา่ เปน็ คนทม่ี สี มรรถนะ
สื่อสาร ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการท�ำงาน และในทางตรงข้าม ถ้าบุคคลใด
ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนา ไมส่ ามารถทำ� งานไดก้ เ็ รยี กวา่ เปน็ คนไมม่ สี มรรถนะ
ทรัพยากรมนุษย์โดยเพ่ิมการประยุกต์การใช้ การสร้างเสรมิ ใหค้ นมคี วามสามารถ เป็นการเสริม
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร (Ministry of สรา้ งสมรรถนะใหเ้ กดิ ขน้ึ ในตวั บคุ คล เปน็ สง่ิ จำ� เปน็
Information and Communication Technology, อย่างย่ิงท่ีหน่วยงานด้านการศึกษาต้องส่งเสริม
2009) และฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552-2556) นโยบาย สมรรถนะที่สังเกตได้หรือเห็นได้ (Visible) ได้แก่
หลักที่ต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เก่ียวกับ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ซึ่งเป็น
เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับการพัฒนา สมรรถนะทมี่ โี อกาสพฒั นาไดโ้ ดยงา่ ยและสมรรถนะ
ประเทศสู่สังคมฐานความรู้และนวัตกรรม การให้ ทอี่ ยลู่ กึ ลงไปหรอื ซอ่ นอยภู่ ายในตวั บคุ คล (Hidden)
ความสำ� คญั กบั การพฒั นาคณุ ภาพของเดก็ วยั เรยี น ไดแ้ ก่ แรงจูงใจ (Motive) คณุ ลกั ษณะสว่ นบุคคล
รวมถงึ เยาวชน ผดู้ อ้ ยโอกาส ผพู้ กิ าร และประชาชน (Trait) เจตคติ (Attitude)
ทกุ ระดบั ให้มีความร้ทู างวชิ าการ ทกั ษะ และสติ ท้ังน้ีการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนในแวดวง
ปัญญา ท่ีสามารถศึกษาหาความรู้และต่อยอด อดุ มศกึ ษาของไทยทมี่ กี ารขยายตวั และเปลยี่ นแปลง
องค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง รวมถึงสามารถปรับตัว มากตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษท่ผี า่ นมาสถาบัน
ให้รู้เท่าทันกับข่าวสาร ภายใต้บริบทแห่งการ อุดมศึกษาเอกชนจึงต้องมีวิธีการบริหารจัดการให้
เปล่ียนแปลงทางด้านเทคโนโลยีท่ีรวดเร็วให้มี เกิดความพร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาภายใต้
ความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิตและ นโยบายการบริหารจัดการอย่างหนึ่งที่สถาบัน
ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างมปี ระสิทธภิ าพ อุดมศึกษาเอกชนให้ความส�ำคัญคือ การน�ำ

36 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการงานใน การเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากร โดยมุ่งเน้น
สว่ นตา่ งๆ เพือ่ รองรับการพฒั นาคณุ ภาพทางด้าน ที่จะพัฒนาในด้านของความรู้ ทักษะ และเจตคติ
วชิ าการ งานวจิ ยั คณุ ภาพดา้ นการศึกษา รวมถงึ ท่ีเก่ียวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีความ
การบริหารจัดการและการบริการ (Association จ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องมีการเสริมสร้างและพัฒนา
Of Private Higher Education Institutions of บุคลากรสายสนับสนุน ให้มีความรู้ ทักษะ ความ
Thailand Under the Patronage of Her Royal เชยี่ วชาญเฉพาะดา้ น และสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยี
Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, มาใช้ในการปฏิบัติงาน เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพ
2015) แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเหล่าน้ันจ�ำเป็น ส�ำหรับด�ำรงชีพในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลง
ต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการใช้ (Mishra and Kereluik, 2011) ซ่งึ สอดคล้องกับ
งานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนควรได้ Smithikrai (2009) ท่ีกล่าวว่า สมรรถนะของ
เรียนรู้ และได้รับการเสริมสร้างสมรรถนะในด้าน บุคลากรเป็นปัจจัยส�ำคัญในการเพิ่มขีดความ
เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ สามารถในการท�ำงานและการแข่งขัน ที่จะช่วย
ความเขา้ ใจ ทจี่ ะสามารถนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั หนา้ ที่ พัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อน�ำไปสู่การ
ที่ต้องปฏิบัติ ซ่ึงสอดคล้องกับมหาวิทยาลัย พัฒนาองค์กร การบรรลุซ่ึงวัตถุประสงค์และเกิด
สวนดุสิต (Suan Dusit University, 2013) ประสิทธิภาพสูงสุดต่อองค์กร ซึ่งเรียกว่า
ที่ได้กล่าวว่าในสังคมสารสนเทศนั้น เทคโนโลยี การพฒั นาสมรรถนะเปน็ ฐาน (Competency base
สารสนเทศมีการเปล่ียนแปลงไปอย่างมาก Development) โดยสมรรถนะ (Competency)
คนในสังคมต้องมีการปรับตัวเพ่ือรองรับการ หมายถึง การท่ีบุคลากรกระท�ำท�ำส่ิงใดก็ตาม
เปล่ียนแปลง โดยในตัวบุคคลเองน้ัน มีความ โดยผลลัพธ์ของการแสดงออกทางพฤติกรรมน้ัน
ต้องการสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงจะมี ต้องสามารถวัดและประเมินได้
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเหล่านั้นอยู่แล้ว จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่า
ทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม เทคโนโลยสี ารสนเทศทเ่ี ขา้ มามบี ทบาทในทกุ ระดบั
บุคลากรสายสนับสนุนเป็นพลังส�ำคัญ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างสมรรถนะในการใช้
ในการขับเคล่ือนองค์กร โดยในระบบการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรสายสนับสนุน
บุคลากรสายสนับสนุน และบุคลากรสายวิชาการ และยังไม่มีกระบวนการใดที่จะช่วยเสริมสร้าง
มคี วามสำ� คญั มไิ ดย้ งิ่ หยอ่ นไปกวา่ กนั แตด่ ว้ ยหนา้ ท่ี สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร
ความรบั ผดิ ชอบลกั ษณะงานทป่ี ฏบิ ตั กิ ารเสรมิ สรา้ ง สายสนับสนุน จึงได้พัฒนาโมเดลเพื่อน�ำมาใช้
ศักยภาพการปฏิบัติงานจึงแตกต่างกันออกไป เสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยในการทจี่ ะทำ� ใหบ้ คุ ลากรสายสนบั สนนุ สามารถ ของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันอุดมศึกษา
ปฏบิ ัตหิ น้าทไ่ี ดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ จำ� เปน็ ตอ้ งมี ดังกล่าว

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 37

2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn,
2015) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. เพื่อศึกษาความต้องการในการเสริม เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความ
สร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของ ต้องการเสริมสร้างสมรรถนะ ด้านเทคโนโลยี
บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน สารสนเทศ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู คำ� นวณหาคา่ เฉลย่ี
2. เพอื่ พฒั นาโมเดลเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรสาย 3. การศึกษาแนวทางการเสริมสร้าง
สนับสนุน ในสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชน สมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากร
3. เพื่อศึกษาผลการใช้โมเดลเสริมสร้าง สายสนับสนุน เป็นการให้ความคิดเห็นของ
สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร
สายสนับสนนุ ในสถาบนั อดุ มศึกษาเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสมรรถนะ ซ่ึงผู้เช่ียวชาญทั้งสอง
กลุ่ม ต้องมีประสบการณ์เก่ียวข้องกับด้าน
3. วิธดี �ำเนินการวจิ ยั เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้มาโดยการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Selection) จำ� นวน 7 คน
ในกระบวนการพัฒนาโมเดลเสริมสร้าง โดยใช้การประชุมสนทนากลุ่ม (Focus Group)
สมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากร เม่ือวันท่ี 30 สงิ หาคม พ.ศ. 2561 การวเิ คราะห์
สายสนับสนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน ผู้วิจัย ขอ้ มลู โดยการวเิ คราะหเ์ นอื้ หา (Content Analysis)
ดำ� เนนิ การดังน้ี ซ่ึงสมรรถนะที่ได้จากการสังเคราะห์ประกอบด้วย
1. การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยวิจัย 7 ดา้ น 57 ตวั แปร และมกี ารบรู ณาการกบั กจิ กรรม
ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั สมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ การเรยี นรูแ้ บบ MIAP คือ ขนั้ การนำ� เข้าสู่บทเรียน
ของบุคลากรสายสนับสนุน รวมถึงกระบวนการ (Motivation) ขั้นการให้เน้ือหา (Information)
เสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้ันการน�ำไปใช้ (Application) และขั้นส�ำเร็จผล
แหล่งข้อมูลคือ เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง (Progress) เขา้ มาร่วมในการเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นตารางการ 4. น�ำโมเดลเสริมสร้างสมรรถนะด้าน
วิเคราะห์เน้อื หาและวิเคราะหข์ อ้ มูล เทคโนโลยีสารสนเทศ เสนอผู้เช่ียวชาญด้าน
2. ศึกษาความต้องการเสริมสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้าน
สมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากร สมรรถนะ จ�ำนวนรวมทั้งส้ิน 7 คน เพื่อท�ำการ
สายสนับสนุน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสาย ประเมนิ ความเหมาะสม
สนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนจาก 3 กลมุ่ 5. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของ
สถาบนั ๆ ละ 10 คน รวมทงั้ สนิ้ 30 คน (Association ระบบจดั การฝกึ อบรม โดยก�ำหนดเกณฑ์
of Private Higher Education Institutions of
Thailand under the Patronage of Her Royal

38 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

การประเมินไว้ท่ี 70/80 ตามวิธีการค�ำนวณแบบ ปริญญาเอก ด�ำรงต�ำแหน่งทางวิชาการไม่ต�่ำกว่า
KW#2 (Whattananarong, 2013) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และมีประสบการณ์เกีย่ วข้อง
6. การวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนน กับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่น้อยกว่า 5 ปี
เฉล่ียก่อนและหลังการเสริมสร้างสมรรถนะ และผู้เชี่ยวชาญด้านสมรรถนะท่ีมีประสบการณ์
ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยใช้สถิติ t-test เก่ียวข้องกับด้านสมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. การประเมินของหัวหน้าที่ท�ำการ ไม่นอ้ ยกว่า 5 ปี จ�ำนวนรวมท้งั สน้ิ 7 คน โดยใช้วิธี
ประเมินสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเลอื กแบบเจาะจง และกลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการ
หลังจากได้รับการเสริมสร้างแล้ว 60 วัน เกบ็ ขอ้ มลู คอื บคุ ลากรสายสนบั สนนุ มหาวทิ ยาลยั
เพ่ือพิจารณาความสัมพันธ์ของสมรรถนะด้าน ปทุมธานี จ�ำนวนรวม 32 คน
เทคโนโลยีสารสนเทศหลังรับการเสริมสร้างกับ
ผลการประเมนิ โดยหวั หนา้ งาน 4. สรุปผลการวจิ ัย
8. การประเมินความพึงพอใจต่อระบบ
จัดการฝึกอบรม การเสริมสร้างสมรรถนะด้าน จากการดำ� เนนิ การวิจยั สามารถน�ำเสนอ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากรสายสนับสนนุ ผลไดเ้ ปน็ 3 ส่วนดังน้ี
ในสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชน โดยใช้แบบประเมนิ ที่ 1. การวิเคราะห์ความต้องการในการ
มลี ักษณะเปน็ มาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับและ เสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
คำ� นวณหาคา่ เฉลยี่ และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันอุดมศึกษา
ขอบเขตการวิจยั เอกชน ประกอบดว้ ยสมรรถนะทจ่ี ำ� เปน็ 7 รายการ
1. ขอบเขตด้านเน้ือหาการศึกษาวิจัย ได้แก่ 1) ความรู้พ้นื ฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เรื่อง การพัฒนาโมเดลเสริมสร้างสมรรถนะด้าน และการสื่อสาร 2) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ของบคุ ลากรสายสนบั สนุน และการส่ือสารเพ่ือการติดต่อส่ือสาร 3) การรู้
ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนี้ ผู้วิจัยมุ่งพัฒนา สารสนเทศ 4) การจดั การงานดา้ นเอกสาร 5) การนำ�
โมเดลเพื่อใช้ส�ำหรับการเสริมสร้างสมรรถนะด้าน เสนอด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การปฏบิ ตั งิ าน 6) การจดั การขอ้ มลู และสารสนเทศ 7) การทำ� งาน
ใหก้ บั บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษา รว่ มกนั แบบออนไลน์ โดยมรี ะดบั ของความตอ้ งการ
เอกชนเท่าน้ัน โดยเป็นการศึกษาจากเอกสาร เสรมิ สรา้ ง พบวา่ บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ในสถาบนั
และงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง อุดมศึกษาเอกชน มีความต้องการเสริมสร้าง
2. ขอบเขตด้านผู้เชี่ยวชาญและกลุ่ม สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบ
ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ไปด้วยความรู้ ทักษะ และเจตคติ โดยสามารถ
ด้านการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรที่มีคุณวุฒิระดับ ก�ำหนดได้เปน็ 7 ประเด็นหลกั ทัง้ น้ีภาพรวมของ
ความต้องการเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยี

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 39

สารสนเทศ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.51 อยใู่ นระดบั มาก เทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบุคลากรสายสนบั สนนุ
ท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านการ ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ประกอบด้วย 4
ทำ� งานรว่ มกนั แบบออนไลน์ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.84 ขนั้ ตอนคอื 1) หลกั การของโมเดล 2) วตั ถปุ ระสงค์
อยู่ในระดับมากท่ีสุด การน�ำเสนอด้วยเทคโนโลยี ของโมเดล 3) กระบวนการ/ข้นั ตอน และ 4) การ
สารสนเทศและการส่ือสารมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.63 วัดประเมินผล บูรณาการกับกิจกรรมการเรียนรู้
อยู่ในระดับมากท่ีสุด และการจัดการข้อมูลและ แบบ MIAP คอื ข้ันการนำ� เขา้ สู่บทเรียน ขน้ั การให้
สารสนเทศมีคา่ เฉลย่ี เทา่ กับ 4.53 อยใู่ นระดบั มาก เน้ือหา (Information) ขั้นการน�ำไปใช้และข้ัน
ท่สี ุดเชน่ กัน ตามล�ำดบั ส�ำเรจ็ ผล (Progress) เขา้ มารว่ มในการเสรมิ สรา้ ง
2. โมเดลเสริมสร้างสมรรถนะด้าน สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ดงั ภาพท่ี 1

ภาพท่ี 1 โมเดลเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบัน
อดุ มศกึ ษาเอกชน

3. ความเหมาะสมของโมเดลเสริมสร้าง ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของบุคลากรสาย
สมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากร สนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน โดยทกุ ดา้ น
สายสนับสนุน ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนท่ี อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
ประเมนิ โดยผเู้ ชย่ี วชาญ พบวา่ ผเู้ ชย่ี วชาญประเมนิ พบว่า ด้านความเหมาะสมของข้ันตอนการ
ความเหมาะสมของโมเดลเสริมสร้างสมรรถนะ จัดกิจกรรม มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดับมากทีส่ ดุ

40 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

( = 4.67) รองลงมาคอื ด้านความเหมาะสมของ บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน
กระบวนการท้งั 5ขัน้ ตอน ( = 4.59) ดา้ นความ ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และเจตคติ หลงั การเสรมิ สรา้ ง
เหมาะสมของกระบวนการในภาพรวม ( = 4.57) สมรรถนะสูงกว่าก่อนการเสริมสร้างสมรรถนะ
และดา้ นความเหมาะสมของสอ่ื ในการพฒั นาระบบ อย่าง มีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซ่ึงเป็นไป
และเนอื้ หาในการเสรมิ สรา้ ง ( = 4.52) ตามลำ� ดบั ตามสมมติฐานที่ตง้ั ไว้
โดยมีการบูรณาการการเรียนรู้แบบ MIAP คือ 6. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผล
ข้ันการน�ำเข้าสู่บทเรยี น (Motivation) ขัน้ การให้ การประเมินโดยหัวหน้างานกับสมรรถนะ ด้าน
เนอื้ หา (Information) ขน้ั การนำ� ไปใช้ (Application) เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรสายสนับสนุน
และขั้นส�ำเร็จผล (Progress) เข้ามาร่วมในการ ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พบว่า ความคิดเห็น
เสรมิ สรา้ งสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ ของหัวหน้า ที่ท�ำการประเมินสมรรถนะด้าน
4. ประสทิ ธภิ าพของระบบจดั การฝกึ อบรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบุคลากรสายสนบั สนนุ
การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในสถาบันอุดมศึกษา โดยการหาค่าความสัมพันธ์
ของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันอุดมศึกษา Person พบว่า ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ (r)
เอกชน พบว่า ประสทิ ธภิ าพท่ไี ด้คอื 84.37/88.38 เทา่ กบั .07 คา่ significant level มคี า่ เทา่ กบั .691
ซงึ่ ผลทไี่ ด้ สงู กวา่ เกณฑท์ ก่ี ำ� หนดไว้ 70/80 ตามสตู ร ซงึ่ มากกวา่ .05 (.691 > .05) แสดงวา่ คะแนนความ
การคำ� นวณ KW#2 โดยตัวเลขชดุ แรกมคี า่ เทา่ กับ คดิ เหน็ ของหวั หนา้ ทที่ ำ� การประเมนิ สมรรถนะดา้ น
84.37 คือประสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นผล เทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ
มาจากการหารอ้ ยละของจำ� นวนผทู้ ผ่ี า่ นเกณฑข์ อง ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความสัมพันธ์กัน
แบบฝึกหัดหรือกิจกรรมระหว่างเรียน และตัวเลข ทางบวก กับคะแนนแบบทดสอบหลังการเสริม
ชุดหลังมีค่าเท่ากับ 88.38 คือ ประสิทธิภาพของ สรา้ งสมรรถนะ อยา่ งไม่มนี ัยสำ� คัญทางสถติ ิ
ผลลัพธ์ เป็นผลมาจากการค�ำนวณหาร้อยละของ 7. การประเมินความพึงพอใจต่อระบบ
คะแนนเฉล่ียจากแบบทดสอบจากจ�ำนวนผู้ที่ผ่าน จัดการฝึกอบรม พบว่า บุคลากรประเมินความ
เกณฑ์กจิ กรรมหรือแบบฝกึ หดั ท่ที �ำได้ พึงพอใจต่อเนื้อหาการเสริมสร้างสมรรถนะด้าน
5. ผลการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บคะแนน เทคโนโลยีสารสนเทศมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.61
เฉลี่ยก่อนและหลังการเสริมสร้างสมรรถนะด้าน อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาคือ ด้านความพึง
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ของบคุ ลากรสายสนับสนนุ พอใจต่อกิจกรรมการฝึกอบรม มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน พบวา่ ผลการวเิ คราะห์ 4.54 อยู่ในระดับมากที่สุด ส�ำหรับด้านความ
เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียก่อนและหลัง การเสริม พงึ พอใจตอ่ ระบบจดั การฝกึ อบรม มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั
สร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของ 4.49 อยู่ในระดบั มาก

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 41

5. อภปิ รายผลการวิจัย แบบ MIAP 4 ขั้น คือ ข้ันการน�ำเข้าสู่บทเรียน
(Motivation) ข้ันการให้เน้ือหา (Information)
จากผลการวจิ ยั มปี ระเดน็ ในการอภปิ รายผล ขั้นการน�ำไปใช้ (Application) และข้ันส�ำเร็จผล
ไดด้ ังน้ี (Progress) ภาพรวมมคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดับ
1. ผลการประเมินโดยผู้เช่ียวชาญ มากสอดคล้องกับประสิทธิ์ชัย ม่ังมี (Mangmee,
พบว่า โมเดลเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยี 2014 : 58-66) ที่ไดพ้ ัฒนาเว็บฝกึ อบรมแบบผสม
สารสนเทศ ของบุคลากรสายสนบั สนุน ในสถาบนั ผสานดว้ ยกระบวนการเรยี นการสอนรปู แบบ MIAP
อดุ มศกึ ษาเอกชน มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั มาก พบว่า ผลการประเมินคุณภาพเว็บฝึกอบรมแบบ
สอดคล้องกับงานวิจัยของปณิตา วรรณพิรุณ ผสมผสานด้วยกระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ
(Wannapiroon, 2008) ทีก่ ลา่ วว่า องคป์ ระกอบ MIAP ทพี่ ฒั นาขนึ้ มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั มาก
ของรูปแบบประกอบด้วย 4 องค์ประกอบส�ำคัญ ท่ีสดุ ( = 4.75, S.D. = .43)
คอื 1) หลกั การของโมเดล 2) วตั ถปุ ระสงคข์ องการ
พฒั นาโมเดล 3) กระบวนการ/ขน้ั ตอน และ 4) การ 6. ข้อเสนอแนะ
วดั ประเมนิ ผล โดยมกี ารนำ� กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบ
MIAP คือ ขนั้ การนำ� เข้าสบู่ ทเรยี น (Motivation) 1. ข้อเสนอแนะทัว่ ไป
ข้ันการให้เน้ือหา (Information) ข้ันการน�ำไปใช้ 1.1 หนว่ ยงานตน้ สงั กดั ของบคุ ลากร
(Application) ขั้นส�ำเร็จผล (Progress) เข้ามา สายสนบั สนนุ ควรจดั สรรเวลาเพอ่ื ใหบ้ คุ ลากรสาย
ร่วมในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยี สนับสนุนได้มีเวลาเสริมสร้างสมรรถนะด้าน
สารสนเทศ เทคโนโลยเี พมิ่ มากขน้ึ เพอื่ เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการ
2. ผลการประเมินความเหมาะสมของ ปฏิบัติงาน
โมเดลเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยี 1.2 ระบบจัดการฝึกอบรมท่ีพัฒนา
สารสนเทศ โดยผเู้ ชย่ี วชาญ พบวา่ โดยรวมแต่ละ ขน้ึ สามารถไปใชไ้ ปฝกึ อบรมกบั บคุ ลากรในสถาบนั
ด้านอยู่ในระดับมากท่ีสุด ซึ่งประกอบด้วยด้าน ในเครือรวมถึงนักศึกษาในทุกระดับของสถาบัน
ความเหมาะสมของข้ันตอนการจัดกิจกรรม ท้ังนี้เพราะหลักสูตรท่ีออกแบบสามารถน�ำไปปรับ
( = 4.67) ดา้ นความเหมาะสมของกระบวนการ ใชก้ ับการปฏิบัตงิ านได้
ทง้ั 5 ข้ันตอน ( = 4.59) ดา้ นความเหมาะสมของ 2. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการท�ำวิจัยครั้ง
สอ่ื ในการพฒั นาระบบและเนอื้ หาในการเสรมิ สรา้ ง ต่อไป
( = 4.52) ด้านความเหมาะสมของกระบวนการ 2.1 ควรมีการท�ำวิจัยและพัฒนา
ในภาพรวม ( = 4.57) ข้ันตอนการเสริมสร้าง สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศส�ำหรับ
สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร บคุ ลากรสายวิชาการ ท่จี ำ� เป็นต่อการจดั การเรยี น
สายสนบั สนนุ ซ่งึ ประกอบดว้ ยกิจกรรมการเรยี นรู้ การสอน เนือ่ งด้วยบุคลากรสายวิชาการกว่า 60%

42 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

มีอายเุ กิน 60 ปี รูปแบบและมีหลายระดับเช่นข้ันต้นขั้นกลางและ
2.2 ควรมกี ารทำ� วจิ ยั การเสรมิ สรา้ ง ขนั้ สงู เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของผเู้ ขา้ รบั การ
สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หลากหลาย เสริมสร้างในทกุ ระดบั

References

Association of Private Higher Education Institutions of Thailand Under the Patronage of
Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn. (2015). Annual Report. Bangkok
: Bangkok University Press

Mangmee, P. (2014). web based training for blended training by using MIAP process in a
topic of Creating Online Tutorial. Technical Education Journal King Mongkut’s
University of Technology North Bangkok, 5(2), 58-66.

Ministry of Information and Communication Technology. (2009). The Second Thailand
Information and Communication Technology (ICT) Master Plan (2009-2013). Bangkok
: Office of the Permanent Secretary of MICT.

Mishra, P. & Kereluik, K. (2011). “What 21st Century Learning? A review and a synthesis. In
M. Koehler & P. Mishra (Eds.)”. Proceeding of Society for Information Technology
& Teacher Education International Conference Chesapeake, VA: AACE.

Smithikrai, C. (2009). Personnel Training in Organization. (4th ed). Bangkok : Chulalongkorn
University Press.

Srimaungkun, J. (2015). The Development of Information Technology Competency for
Mattayomsuksa 2 Primary Education Service Area Office 4. Kanchanaburi :
Kanchanaburi Rajabhat University.

Suan Dusit University. (2013). Information Technology. http://dusithost.dusit.ac.th/libraian/
it107/c2.htm (Accessed 29 September 2016).

Wannapiroon, P. (2008). Development of a Problem-Based Blended Learning Model to
develop Undergraduate Students’ Critical Thinking. Bangkok : Chulalongkorn
University.

Whattananarong, K. (2013). Innovation and Technical Education Technology. Bangkok :
King Mongkut’s University of Technology North Bangkok Press.


Click to View FlipBook Version