The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2562

การบรหิ ารตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 ในสถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
สังกดั สำ� นกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2*
Administration According to the Four Iddhipada in the Basic
Educational Institutes under the Office of Kalasin Primary

Educational Service Area 2

พระมหาวิทวฒั น์ วิวฑฺฒนเมธี (จันทรเ์ ต็ม), สนุ ทร สายคำ� 1 และประดิษฐ์ นดั ทะยาย2
Phramaha Witthawat Wiwatthanameti (Chantem), Sunthon Saikham and Pradit Nattayai

มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่ 1
นกั วิชาการอิสระ2

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Independent scholar, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การวจิ ัยคร้งั นี้ มวี ตั ถุประสงค์ คอื 1) เพอ่ื ศกึ ษาสภาพการบรหิ ารตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 ในสถาน
ศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน 2) เพอ่ื เปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ตอ่ สภาพการบรหิ ารตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 ในสถานศกึ ษา
ขั้นพื้นฐาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน
ใชร้ ะเบยี บการวิจยั วธิ ีวทิ ยาแบบผสม โดยการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ กลมุ่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ ผ้บู ริหารสถานศึกษา
และครผู ู้สอน จำ� นวน 304 คน สุ่มตัวอยา่ งแบบแบง่ ชน้ั และวิธจี ับฉลาก เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ คอื แบบสอบถาม
มีค่าความเช่ือมั่น .86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำ� เร็จรูป สถิติท่ีใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ
ค่าเฉล่ีย ค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t–test) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดยี ว
(F-test) การวิจัยเชงิ คุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา จ�ำนวน 10 คน และครผู ้สู อน
จำ� นวน 10 คน รวมทงั้ สน้ิ จำ� นวน 20 คน ไดม้ าโดยการเลอื กแบบเจาะจง เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ คอื แบบสมั ภาษณ์
และโดยใช้การวเิ คราะหเ์ ชิงพรรณนา

* ได้รับบทความ: 27 กุมภาพันธ์ 2562; แกไ้ ขบทความ: 28 มนี าคม 2562; ตอบรบั ตีพิมพ์: 5 สิงหาคม 2562
Received: February 27, 2019; Revised: March 28, 2019; Accepted: August 5, 2019

94 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ผลการวิจัยพบวา่
1. สภาพการบรหิ ารตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 ในสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานสงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ าร
ศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 พบวา่ โดยภาพรวม มีคา่ เฉลีย่ อยู่ในระดับมาก ด้านท่มี ีคา่ เฉล่ียสูงสดุ
คือ คือ ด้านการบริหารสถานศกึ ษาตามหลักจิตตะ รองลงมา คอื ด้านการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั
วมิ งั สา และดา้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั วริ ยิ ะ ตามลำ� ดบั สว่ นดา้ นทมี่ คี า่ เฉลย่ี ตำ่� สดุ คอื ดา้ นการ
บริหารสถานศกึ ษาตามหลกั ฉันทะ
2. การเปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครผู สู้ อนเกย่ี วกบั สภาพการบรหิ าร
ตามหลักอิทธิบาท 4 จ�ำแนกตามต�ำแหน่งหน้าที่ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การท�ำงาน พบว่า
โดยภาพรวมและรายดา้ น แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01 ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไว้
3. แนวทางในการพัฒนาส่งเสริมการบริหารตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
1) ด้านการบริหารสถานศกึ ษาตามหลกั ฉนั ทะ ควรจดั ใหม้ กี ารประชุมสัมมนาส่งเสรมิ การสร้างขวญั และ
ก�ำลังใจแก่บุคลากรในสถานศึกษาให้มีความรักและความเอาใจใส่การปฏิบัติหน้าท่ี 2) ด้านการบริหาร
สถานศึกษาตามหลักวิริยะควรมีความเพียรพยายามในการจัดสรรหางบประมาณเพื่อให้เพียงพอต่อการ
บรหิ ารจดั การภาระ 3) ดา้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั จติ ตะควรเอาใจใสใ่ นการกำ� หนดนโยบายและ
แผนงานในการจดั การเรยี นการสอนเพอ่ื พฒั นาผเู้ รยี น 4) ดา้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั วมิ งั สาควร
มีการคิดวิเคราะห์ก�ำหนดนโยบายและแผนงานในการบริหารจัดการภาระงานเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพ
สูงสุด
คำ� ส�ำคญั : การบริหารสถานศกึ ษา; หลกั อิทธิบาท 4

Abstract

The aims of this research were: 1) to study the conditions of the administration
based on IV Iddhipada-dhamma (Pāli: iddhipāda, path of accomplishment) in the basic
educational institutes; 2) to compare the opinions of the samples towards the administration
based on IV Iddhipada-dhamma in the basic educational institutes; 3) to study the ways
to develop the administration based on IV Iddhipada-dhamma in the basic education
institutes. In this mixed method research, the samples of its quantitative study included
304 of educational administrators and teachers, selected by means of Stratified Random
Sampling and Lottery. The tool used in this stage was the questionnaire with its reliability
value of .86 and the statistics used in the data analysis were: Frequency, Percentage,

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 95

Mean, Standard Deviation, t-test and f-test. The target samples used in the qualitative
study included 10 educational administrators and 10 teachers, selected by Purposive
Sampling and the interview was used to collect the data in this process before the
obtained data were interpreted by the descriptive analysis.
The research results were as follows:
1. The mean score of the conditions of the administration based on IV Iddhipada-
dhamma in the basic educational institutes in overall was at a high level. In the study of
all aspects, the highest score can be seen in that of ‘Educational institute administration
based on Citta (thoughtfulness)’, followed by ‘Educational institute administration based
on Vīmaṁsā (investigation)’, ‘Educational institute administration based on Viriya
(energy)’ and ‘Educational institute administration based on Chanda (aspiration)’
respectively.
2. The statistic scores in overall and studied aspects of the comparison of the
opinions of the samples towards the administration based on IV Iddhipada-dhamma in
the basic educational institutes, classified by the samples’ personal factors: position,
education and working experiences were different with the statistical significance level
of .01. This accepted the set hypothesis.
3. The ways to develop the administration based on IV Iddhipada-dhamma in
the basic educational institutes are as follows: 1) in educational institute administration
based on Chanda, the meeting of work encouragement to the personnel should be
organized; 2) in educational institute administration based on Viriya, the budget raising
should be diligently managed and is adequate for the administrative burden; 3) in
educational institute administration based on Citta, the policy and plan determination
in learning management for the student development should be carefully taken in
account; 4) in educational institute administration based on Vīmaṁsā, the policy and
plan determination in workload administration should be analyzed to be most effective.
Keywords: Educational Institution Administration; Iddhipada IV

96 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

1. บทน�ำ ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา
วิจยั ในหัวขอ้ เรื่อง การบริหารตามหลกั อิทธิบาท 4
สถานศึกษาท�ำหน้าที่เป็นแหล่งบ่มเพาะ ในสถานศึกษาขน้ั พ้นื ฐานสังกัดสำ� นกั งานเขตพืน้ ท่ี
วิชาความรู้ ทักษะชีวิต ปลูกฝังและเสริมสร้าง การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 เพื่อเป็น
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ระเบยี บวนิ ยั คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ขอ้ มลู สารสนเทศใหมน่ ำ� ไปประยกุ ตใ์ ชเ้ ปน็ แนวทาง
ประสงค์ และคา่ นิยมอันดีแกเ่ ยาวชนผูซ้ ่ึงจะเจริญ ในการส่งเสรมิ และพฒั นาเกยี่ วกบั การบริหารงาน
เตบิ โตไปเปน็ อนาคตของชาตปิ ระเทศทม่ี ที รพั ยากร ในสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน สงั กดั สำ� นกั เขตพนื้ ทก่ี าร
มนุษย์สูงท้ังคุณภาพและปริมาณย่อมสามารถ ศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ให้เกิด
สร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้เป็น ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ตอ่ การบรหิ ารจดั การภาระงาน
อยา่ งยงิ่ (Department of Physical Education, ในสถานศกึ ษา
2014) การบรหิ ารสถานศกึ ษาอันเปน็ ภาระหนา้ ท่ี
สำ� คญั ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ในฐานะผนู้ ำ� ในการ 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
ก�ำหนดนโยบายและวางแผนงานในการพัฒนา
สถานศกึ ษาในทกุ มติ ิ ผบู้ รหิ ารจงึ ควรไดน้ ำ� เอาหลกั 1. เพอื่ ศึกษาสภาพการบรหิ ารตามหลัก
พุทธธรรม คือหลักอิทธิบาท 4 ประการ ได้แก่ อทิ ธบิ าท 4 ในสถานศึกษาข้ันพืน้ ฐานสังกัดสำ� นัก
(Thai Tripiṭaka, 1996) 1) ฉนั ทะ 2) วิรยิ ะ 3) เขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2
จิตตะ 4) วิมังสา อันเป็นหลักคุณธรรมส�ำคัญ 2. เพ่ือเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อ
น�ำสู่ความส�ำเร็จส�ำหรับนักบริหาร มาประยุกต์ สภาพการบริหารตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถาน
ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารสถานศึกษา ศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัดส�ำนักเขตพ้ืนที่การศึกษา
เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสอดคล้องกับ ประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 จำ� แนกตามตำ� แหนง่
แนวนโยบายของการปฏิรูปการศึกษาท่ีมุ่งการ หนา้ ที่ วฒุ กิ ารศกึ ษา และประสบการณก์ ารทำ� งาน
บริหารงานโดยใช้หลักคุณธรรมเป็นเคร่ืองมือ 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการ
ด้วยมุ่งหมายให้ข้าราชการยึดหลักธรรมในการ บริหารตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษา
ปฏิบัติหน้าท่ี เพ่ือให้เป็นตัวอย่างท่ีดีแก่สังคม ขน้ั พื้นฐาน สงั กัดส�ำนักเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถม
(Office of Education Reform, 2014) ศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2
สภาพการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา
ภายในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ 3. วิธีดำ� เนินการวจิ ัย
เขต 2 ยังขาดองค์ความรู้และความเข้าใจในเรื่อง
การน�ำเอาหลักอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้เป็น การวิจัยในคร้ังน้ี ผู้วิจัยใช้รูปแบบผสม
เครื่องมือในการบริหารสถานศกึ ษา ผสาน (Mixed Methods Research) เปน็ การวจิ ยั
เชงิ ปริมาณ และการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ กลมุ่ ตวั อยา่ ง

ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 97

ท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
และครูผู้สอน รวมท้ังสิ้น 304 คน โดยก�ำหนด สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
กลุ่มตวั อยา่ งตามตารางเครซ่ีมอร์แกน (Krejcie & กาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 จำ� แนกตามตำ� แหนง่ หนา้ ที่ วฒุ กิ าร
Morgan) (Srisaad, 2011) โดยการสุ่มอย่างง่าย ศกึ ษา ประสบการณก์ ารทำ� งาน พบวา่ โดยภาพรวม
ด้วยวิธีจับสลาก และกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ และรายดา้ น แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ
จำ� นวน 20 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง เครอ่ื งมอื ท่รี ะดับ .01 ซ่ึงเปน็ ไปตามสมมติฐานทต่ี งั้ ไว้
ทใ่ี ชเ้ ปน็ แบบสอบถามมคี า่ สมั ประสทิ ธแ์ิ อลฟา่ ของ 3. แนวทางในการพัฒนาส่งเสริมการ
ความเชื่อม่ันทั้งฉบับเท่ากับ .86 แบบสัมภาษณ์ บรหิ ารตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 ในสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
แบบมีโครงสร้าง โดยสัมภาษณ์กลุ่มประชากร สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ผู้ให้ข้อมูลส�ำคัญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล กาฬสนิ ธุ์ เขต 2 มดี ังนี้ 1) ดา้ นการบรหิ ารสถาน
ได้แก่ การหาค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ศึกษาตามหลักฉันทะ ผู้บริหารสถานศึกษาและ
การทดสอบค่า t–test และการวิเคราะห์ความ ครูผู้สอนควรจัดให้มีการประชุมสัมมนาเพ่ือสร้าง
แปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ขวัญและก�ำลังใจแก่บุคลากรในสถานศึกษาให้มี
และการเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งรายคโู่ ดยวธิ กี าร ความรักและความเอาใจใส่การปฏิบัติหน้าที่
ของเชฟเฟ่ (Scheffe’s) 2) ด้านการบริหารสถานศึกษาตามหลักวิริยะ
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครผู สู้ อน ควรมคี วามเพยี ร
4. สรุปผลการวิจัย พยายามในการจัดสรรหางบประมาณเพื่อให้เพียง
พอตอ่ การบรหิ ารจดั การภาระงาน ควรเพยี รพยายาม
1. สภาพการบริหารตามหลักอิทธิบาท ในการตดิ ตามตรวจสอบการใชจ้ า่ ยเงนิ งบประมาณ
4 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดส�ำนักงานเขต 3) ด้านการบริหารสถานศึกษาตามหลักจิตตะ
พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ควรเอาใจใส่
พบวา่ โดยภาพรวม มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากและ ในการก�ำหนดนโยบายและแผนงานในการจัดการ
เม่ือจ�ำแนกเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉล่ียอยู่ใน เรยี นการสอน ควรเอาใจใสใ่ นการพฒั นาและใชส้ อื่
ระดับมากทุกด้าน โดยด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิด
คือ ด้านการบริหารสถานศึกษาตามหลักจิตตะ ประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้เรียน 4) ด้านการบริหาร
รองลงมา คอื ดา้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั สถานศกึ ษาตามหลกั วมิ งั สา ควรมกี ารคดิ วเิ คราะห์
วิมังสา และด้านการบริหารสถานศึกษาตามหลัก กำ� หนดนโยบายและแผนงานในการบรหิ ารจดั การ
วิริยะ ตามล�ำดับ ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยต�่ำสุด ทค่ี อบคลมุ ภาระงานท้ัง 4 ดา้ น ควรมีการสง่ เสรมิ
คอื ดา้ นการบริหารสถานศกึ ษาตามหลกั ฉันทะ ให้บุคลากรในสถานศึกษาได้มีโอกาสในการอบรม
2. เปรยี บเทยี บความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ าร ศกึ ษาเพ่มิ เตมิ เพื่อพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่เสมอ
สถานศกึ ษาและครผู สู้ อนเกยี่ วกบั สภาพการบรหิ าร

98 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

5. อภิปรายผลการวิจยั วิจยั โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก และยงั สอดคลอ้ งกับ
งานวิจัยของพระมหาวุฒกิ ร บัวทอง (Phramaha
ผลการศึกษาวิจัยการบริหารตามหลัก Wutthikorn Buathong, 2009) ไดท้ ำ� การศกึ ษา
อทิ ธบิ าท 4 ในสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน สงั กดั สำ� นกั งาน วจิ ยั เรอ่ื ง การใชห้ ลกั อทิ ธบิ าท 4 ในการบรหิ ารงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครู
มีประเด็นท่ีส�ำคัญและน่าสนใจน�ำมาอภิปรายผล โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษาในกลมุ่
ได้ดงั นี้ 7 ซึ่งผลการวิจัยโดยรวมอยู่ในระดับมาก และยัง
1. สภาพการบรหิ ารตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของบญั ชา ทา่ ทอง (Thathong,
ในสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ท่ี 2013) ได้ทำ� การศึกษาวจิ ยั เรอ่ื ง ศกึ ษาการใช้หลกั
การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 พบว่า อิทธิบาท 4 พัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียน
โดยภาพรวมมคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มาก ทเี่ ปน็ เชน่ นี้ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
อาจเปน็ เพราะวา่ การบรหิ ารสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พบว่า ความรบั ผดิ ชอบตามหลักอทิ ธิบาท 4 ของ
มีการน�ำเอาหลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ (ความ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนอยุธยา
พอใจ) วิรยิ ะ (ความเพียรพยายาม) จิตตะ (ความ วิทยาลัย มีความคิดเห็น โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั
เอาใจใส่) วิมังสา (การคิดวิเคราะห์) ซ่ึงเป็นหลัก มาก และเมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ อยู่ ในระดบั มาก
พุทธธรรมส�ำคัญท่ีพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ ทส่ี ุดทุกข้อ
โดยหลวงพ่อพุทธทาส (Buddhadasa Bhikkhu, 2. การเปรียบเทียบสภาพการบริหาร
1994) กลา่ ววา่ อทิ ธบิ าท 4 เปน็ รากฐานแหง่ ความ ตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ส�ำเร็จและพระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
(Phra Brahmagunaphorn (P.A. Payutto), 2011) กาฬสนิ ธุ์ เขต 4 ในสถานศึกษาจ�ำแนกตามสภาพ
กล่าวว่า เป็นคุณธรรมน�ำสู่ความส�ำเร็จส�ำหรับ ทว่ั ไป พบว่า มีดังน้ี
คนท�ำงานน�ำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ 2.1 ผบู้ รหิ ารและครผู สู้ อนทม่ี ตี ำ� แหนง่
ภาระงานท้ัง 4 ด้านในสถานศึกษา คือ ด้านงาน หน้าท่ีต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหาร
วชิ าการ ดา้ นการบริหารงานงบประมาณ ด้านการ ตามหลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
บริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงานท่ัวไป ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานท่ีตั้งไว้ท่ีเป็น
ซง่ึ ผลการวจิ ยั ทไี่ ดศ้ กึ ษาในครงั้ นส้ี อดคลอ้ งกบั งาน เช่นน้ีอาจเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษา
วิจัยของ พระมหาอาทร สุรเมธี (Phramaha และครูผู้สอนถึงแม้มีต�ำแหน่งหน้าท่ีที่แตกต่างกัน
Athorn Suramedhi, 2016) ทไ่ี ดท้ ำ� การศกึ ษาวจิ ยั แต่ล้วนเข้าใจในระบบการบริหารจัดการภาระงาน
เรอ่ื ง การบรหิ ารสถานศึกษาตามหลกั อทิ ธบิ าท 4 เปน็ อยา่ งดี ซงึ่ มรี ปู แบบในการบรหิ ารจดั การอยา่ ง
ในสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ที่ สามัคคีร่วมด้วยช่วยกัน เพ่ือให้ภาระงานบรรลุ
การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 3 ซง่ึ ผลการ

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 99

วัตถุประสงค์ สอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหา ซงึ่ กนั และกนั บรหิ ารยดึ หลกั ธรรมาธปิ ไตย โดยเอา
วฒุ กิ ร บวั ทอง (Phramaha Wutthikorn Buathong, ความถูกต้องเป็นใหญ่มีการน�ำหลักอิทธิบาท 4
2009) ได้ท�ำการศึกษาวิจัยเร่ือง การใช้หลักอิทธิ ซ่ึงเป็นคุณธรรมส�ำหรับนักบริหารมาบูรณาการใช้
บาท 4 ในการบริหารงานของ ผู้บริหารโรงเรียน ในการบริหารภาระงานด้านต่างๆ ในสถานศึกษา
ตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของพระมหาอาทร สรุ เมธี
แผนกสามัญศกึ ษาในกลุ่ม 7 จ�ำแนกตามต�ำแหนง่ (Phramaha Athorn Suramedhi, 2016) ท่ีได้
หน้าท่ี โดยภาพรวมแตกต่างกัน ยังสอดคล้องกับ ทำ� การศกึ ษาวจิ ยั เรอื่ ง การบรหิ ารสถานศกึ ษาตาม
งานวิจัยของพระมหาอาทร สุรเมธี (Phramaha หลักอทิ ธบิ าท 4 ในสถานศึกษาข้นั พนื้ ฐาน สงั กัด
Athorn Suramedhi, 2016) ทไ่ี ดท้ ำ� การศกึ ษาวจิ ยั สำ� นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ
เรื่อง การบริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธบิ าท 4 เขต 3 ซงึ่ ผลการเปรยี บเทยี บสภาพการบรหิ ารของ
ในสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ท่ี ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จ�ำแนก จ�ำแนกตาม วุฒิการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัย
ตามต�ำแหน่งหน้าที่ โดยภาพรวมแตกต่างกันยัง สำ� คัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั 0.05 และยงั สอดคล้องกับ
สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของบญั ชา ทา่ ทอง (Thathong, งานวจิ ยั ของวชิ ญาภา เมธวี รฉตั ร (Medhivarachat,
2013) ได้ทำ� การศกึ ษาวิจัยเรอื่ ง ศกึ ษาการใช้หลัก 2011) ไดท้ ำ� การศกึ ษาวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาทรพั ยากร
อิทธิบาท 4 พัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียน มนุษย์ตามหลักอิทธิบาท 4: กรณีศึกษาโรงเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย คีรีวงศ์วิทยา จังหวัดนครสวรรค์ จ�ำแนกตามวุฒิ
ผลการเปรยี บเทยี บขอ้ มลู การศกึ ษาความรบั ผดิ ชอบ การศกึ ษา ผลทไี่ ดแ้ ตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทาง
ตามหลกั อทิ ธิบาท 4 ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษา สถิติท่ีระดับ .05 แต่ไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ปีท่ี 6 จำ� แนกตามเพศ และอาชีพของบดิ า มารดา ธนกฤต ปั้นวิชัย (Punwichai, 2013) ได้ท�ำการ
หรอื ผปู้ กครอง พบวา่ แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ศกึ ษาวจิ ยั เรอ่ื ง การบรหิ ารจดั การทพี่ งึ ประสงคข์ อง
ทางสถติ ิ ทีร่ ะดับ .05 วิทยาลัยสงฆ์ ตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่า
2.2 วุฒิการศึกษาต่างกันมีความคิด เม่ือเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและ
เห็นต่อสภาพการบริหารตามหลักอิทธิบาท 4 คณาจารย์มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการ
ในสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพนื้ ที่ ที่พึงประสงค์ของวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์
การศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 ทไี่ มแ่ ตกตา่ ง ตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่า เพศ สถานภาพการ
กันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ ท่ีเป็นเช่นน้ี ครองเพศ วุฒกิ ารศกึ ษา ประสบการณ์การท�ำงาน
อาจเปน็ เพราะวา่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครผู สู้ อน และบทบาทหน้าท่ีในสถานศึกษา โดยภาพรวม
ในสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน มกี ารบรหิ ารสถานศกึ ษา ไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
อย่างเป็นกัลยาณมิตรเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ช่วยเหลือ ก็พบว่าไมแ่ ตกตา่ งกันตามนัยส�ำคัญทางสถิติ

100 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

2.3 ประสบการณ์ในการท�ำงานท่ี 6. ขอ้ เสนอแนะ
ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารตาม
หลักอิทธิบาท 4 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
แตกต่างกัน ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ท่ีเป็น 1.1 ผู้บริหารสถานศึกษาและครู
เช่นน้ีอาจเป็นเพราะ ผู้บริหารสถานศึกษาและ ผู้สอนควรใส่ใจในการน�ำเอาหลักอิทธิบาท 4
ครผู สู้ อน มกี ารนำ� หลกั อทิ ธบิ าท 4 มาบรู ณาการใช้ มาบูรณาการใช้ในการบริหารจัดการภาระงานใน
ในการบริหารจัดการการศึกษา โดยหม่ันประชุม สถานศกึ ษาโดยใหค้ รอบคลมุ ภาระงานท้ัง 4 ดา้ น
ปรึกษาหารือวางนโยบายและก�ำหนดแผนงาน คอื งานวชิ าการ งานงบประมาณ งานบคุ คล งานทว่ั ไป
ร่วมกันอยู่เสมอ โดยมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมทักษะ 1.2 สถานศกึ ษาควรสนบั สนนุ สง่ เสรมิ
วิชาการและทักษะชีวิตของผู้เรียน ปฏิบัติงาน ใหค้ รผู สู้ อนมกี ารศกึ ษาวจิ ยั ในชน้ั เรยี น โดยนำ� หลกั
โดยเคารพรกั ในจรรยาบรรณวชิ าชพี ใสใ่ จ และมงุ่ มนั่ อทิ ธบิ าท 4 มาบูรณาการดว้ ยการเลือกศกึ ษาเปน็
เพอื่ ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพสงู สุดต่อภาระงานของตน กรณรี ายบุคคล เพ่อื ใหเ้ กิดองคค์ วามรูใ้ หม่ เพื่อใช้
จึงเป็นสาเหตุให้สถานภาพด้านประสบการณ์การ ในการพัฒนาทักษะวิชาการและทักษะชีวิตของ
ทำ� งาน มกี ารปฏบิ ตั ทิ แี่ ตกตา่ งกนั ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ผูเ้ รยี น ควรสนบั สนนุ สง่ เสรมิ การปลูกฝงั คุณธรรม
งานวิจัยของพระมหาอาทร สุเมธี (Phramaha และจริยธรรมแก่บุคลากรในสถานศึกษา ควรคิด
Athorn Suramedhi, 2016) ทไี่ ดท้ ำ� การศกึ ษาวจิ ยั วิเคราะห์การพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อยุคสมัย
เรอื่ ง การบรหิ ารสถานศึกษาตามหลกั อิทธิบาท 4 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการจัดการเรียน
ในสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน สงั กดั สำ� นกั งานเขตพน้ื ที่ การสอน
การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ผลการ 2. ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาวจิ ยั ต่อไป
เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานของผู้บริหาร 2.1 ควรศึกษาวิจัยการน�ำหลักอิทธิ
สถานศกึ ษาและครผู สู้ อน ในสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน บาท 4 มาบรู ณาการใชใ้ นการบรหิ ารจดั การสถาน
จ�ำแนกตามประสบการณ์การท�ำงาน มีผลการ ศึกษาทง้ั 4 ดา้ น คือ งานวชิ าการ งานงบประมาณ
ปฏิบัติท่ีแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ งานบุคคล งานทั่วไป โดยเจาะจงแตล่ ะภาระงาน
ระดบั .05 และยงั มคี วามสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ 2.2 ควรศึกษาวิจัยการน�ำเอาหลัก
พระสนุ ทร ธมมฺ โยธี (Phra Suthon Dhammayodi, พุทธธรรมอ่ืนๆ ท่ีสอดคล้องกับการบริหารสถาน
2016) ไดท้ �ำการวิจยั เรื่อง การบรหิ ารสถานศึกษา ศกึ ษา เชน่ พรหมวหิ าร 4 สงั คหวตั ถุ 4 ฆราวาสธรรม
ตามหลักอิทธิบาท4 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 4 สัปปุรสิ ธรรม 7 และมรรคมีองค์ 8 มาประยุกต์
อ�ำเภอเมือง สังกัดส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ใชใ้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามภาระงานทง้ั 4 ดา้ น
ประถมศกึ ษาชยั ภมู ิ เขต 1 ผลโดยภาพรวมแตกตา่ ง 2.3 ควรศึกษาโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง
กันอยา่ งมีนยั ส�ำคญั ทางสถิติ .05 จากสถานศกึ ษาทมี่ ลี กั ษณะโครงสรา้ งทแ่ี ตกตา่ งกนั
เพอื่ หาความแตกต่าง

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 101

References

Buddhadasa Bhikkhu. (1994). Happy Work. Bangkok : Dhamma Council.
Department of Physical Education. (2014). Recreational activities for the moral and

ethical Development of Children. Bangkok : S. Offset Graphic Design Printing.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Tripiṭaka Mahachulalongkorn

rajavidyalaya University Edition. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya
University Press.
Medhivarachat, V. (2011). Human Resource Development in Accordance with Iddhipada
IV Principle: Case Study of Kiriwong Vittaya School Nakhonsawan Province. Master
Degree Thesis. Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Office of Education Reform. (2002). Education Area Administration for Education Quality.
Bangkok : Phapphim Part., Ltd.
Phra Brahmagunaphorn (P.A. Payutto). (2011). A Constitution for a Living: Buddhist Ethics
for a Beautiful Life. 14th Printed. Bangkok : Pimsuay Co., Ltd.
Phra Suthon Dhammayodi. (2016). Educational Institution Administration Based on
Iddhipada IV Principles in the Basic Education Institutions under the Office of
Chaiyaphum Primary Education Service Area 1. Master Degree Thesis. Graduate
School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Phramaha Athorn Suramedhi. (2016). Educational Institution Administration Based on
Iddhipada IV Principles in the Basic Education Institutions under the Office of
Kalasin Primary Education Service Area 1. Master Degree Thesis. Graduate School
: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Phramaha Wutthikorn Buathong. (2009). Application of Iddhipada IV in Administration of
the School Administrators according to the opinions of the Teachers in Phrapariyat
tidhamma Schools (General Education) Group 7. Master Degree Thesis. Graduate
School : Loei Rajabhat University.
Punwicha, T. (2013). Desirable Administration of Sangha College in Accordance with
Iddhipada IV principle. Master Degree Thesis. Graduate School: Mahachulalongkorn
rajavidyalaya University.

102 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

Srisaad, B. (2011). Introduction to Research. 9th Printed. Bangkok : Suweriyasarn.
Thathong, B. (2013). Application of Iddhipada IV to develop the Sixth Year Secondary

Students’ Responsibility of Ayutthaya College School. Master Degree Thesis.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

อทิ ธพิ ลของความแตกตา่ งระหว่างเพศและบุคลกิ ภาพที่มตี อ่ เสียง
ดจิ ติ อลท่เี รา้ อารมณ์ ด้านความประทับใจในผ้ใู หญต่ อนต้น:
การศึกษาเชิงพฤติกรรม*

The Influence of Gender and Personality Differences on
Emotional Valence Digitized Sounds in Young Adults:

Behavioral Study

วสันต์ ฉายรัศมกี ลุ , เสรี ชัดแช้ม, พูลพงศ์ สขุ สว่าง และ ศราวิน เทพย์สถิตภรณ์
Wason Chayrassameegul, Seree Chadcham, Poonpong Suksawang and Sarawin Thepsatitporn

มหาวิทยาลัยบรู พา
Burapha University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวจิ ยั ครง้ั น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) เปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความประทบั ใจของผใู้ หญต่ อนตน้
จ�ำแนกตามเพศ จ�ำแนกตามบุคลิกภาพ และขณะฟังเสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ
2) เปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความประทบั ใจของผใู้ หญต่ อนตน้ จำ� แนกตามบคุ ลกิ ภาพ ขณะฟงั เสยี งดจิ ติ อล
ท่เี ร้าอารมณ์ดา้ นความประทับใจ และ 3) ปฏสิ มั พนั ธร์ ว่ มระหวา่ งเพศกบั บุคลกิ ภาพตอ่ อารมณด์ ้านความ
ประทบั ใจของผใู้ หญต่ อนตน้ ขณะฟงั เสยี งดจิ ติ อลทเ่ี รา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ กลมุ่ ตวั อยา่ งเปน็ นสิ ติ
มหาวทิ ยาลยั บรู พา อายรุ ะหวา่ ง 18-25 ปี เปน็ เพศชายทม่ี บี คุ ลกิ ภาพแบบเปดิ เผย 20 คน เปดิ เผยกลางๆ
20 คน และเพศหญงิ ท่มี ีบุคลกิ ภาพแบบเปดิ เผย 20 คน และเปิดเผยกลางๆ 20 คน รวมทงั้ สน้ิ 80 คน
โดยใชแ้ บบแผนการทดลองแบบ 2 X 2 Factorial Posttest Design เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ มาตร
วัดอารมณ์ความรู้สึก (The Self-Assessment Manikin: SAM) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบที
(Independent t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนรว่ มแบบ 2 ทาง (Two - Way ANOVA)
ผลการวจิ ยั พบวา่ อทิ ธพิ ลของความแตกตา่ งระหวา่ งเพศและบคุ ลกิ ภาพทม่ี ตี อ่ เสยี งดจิ ติ อลทเ่ี รา้
อารมณด์ ้านความประทับใจในผใู้ หญต่ อนตน้ : การศกึ ษาเชิงพฤติกรรมพบว่าเพศ แตกต่างกนั มีการตอบ

* ไดร้ ับบทความ: 9 ตลุ าคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 28 มกราคม 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 27 สิงหาคม 2562
Received: October 9, 2018; Revised: January 28, 2019; Accepted: August 27, 2019

104 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

สนองทางด้านอารมณ์ขณะฟังเสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ ไม่แตกต่างกัน บุคลิกภาพ
ที่แตกต่างกัน มีการตอบสนองทางด้านอารมณ์ขณะฟังเสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ
ไม่แตกต่างกัน และอิทธิพลระหว่างเพศกับบุคลิกภาพท่ีแตกต่างกันไม่มีอิทธิซึ่งกันและกันขณะฟังเสียง
ดจิ ติ อลท่เี รา้ อารมณด์ ้านความประทับใจ
ค�ำสำ� คญั : อิทธพิ ล; เสียงดจิ ิตอลท่ีเรา้ อารมณ์

Abstract

The research aims to: 1) Compare the emotions of young adults classified; 2) by
gender and personality towards emotional valence digitized sounds; 3) Interaction
between sex and personality. While listening to digital audio, the impression is impressive.
The samples were 18-25 year Burapha University students, 20 extrovert men, 20 ambivert,
20 extrovert women, 20 ambivert. Total 80 people. 2 X 2 Factorial Posttest Design. The
self-assessment Manikin (SAM) was used to analyze data by independent t-test and (Two
- Way ANOVA).
The research found that: The Influence of gender and personality differences
on emotional valence digitized sounds in young adults: behavioral studies found that
heterosexuality had different emotional responses while listening to digital euphoria.
impression not Different personality emotional responsiveness while listening to the digital
sound that impresses the impression. not different And the influence between gender
and personality is different. No synergy while listening to digital audio, the impression is
impressive.
Keywords: influence; emotional valence digitized sounds

1. บทนำ� อารมณไ์ ดจ้ ำ� แนกออกเปน็ 2 มติ หิ ลกั ๆ คอื อารมณ์
ความรู้สกึ ทางบวก (Positive Affective: PA) กบั
ตามทฤษฎีทางด้านอารมณ์ได้จ�ำแนก อารมณ์ความรู้สึกทางลบ (Negative Affective:
อารมณอ์ อกเปน็ 3 ดา้ น คอื 1) อารมณด์ า้ นความ NA) (Santrock, 2003 : 465) ซึ่งอารมณ์ดงั กลา่ ว
ประทบั ใจ (Valence) 2) อารมณ์ด้านการตื่นตัว จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีส่ิงเร้ามากระตุ้นแล้วท�ำให้
(Arousal) และ 3) อารมณ์ด้านการมีอิทธิพล เกดิ การเปลยี่ นแปลงทางสรรี วทิ ยา และแสดงออก
(Dominance) (Buechel & Hahn, 2017; 578- ทางพฤตกิ รรมหรอื แสดงออกทางสหี นา้ โดยวธิ กี าร
585; Sood, 2008 : 74-78) โดยรูปแบบทางด้าน

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 105

วัดทางด้านอารมณ์ สามารถแบ่งออกได้เปน็ 3 วธิ ี Bradley, 1999 : 1-45) และการพฒั นาการศึกษา
คือ 1) วิธีการวัดแบบรายงานตนเองทางด้าน ข้อมูลชุดส่ิงเร้าระบบเสียงดิจิทัลนานาชาติสากล
อารมณ์ (Self-reports of Emotion) โดยเปน็ แบบ ไอแอดส-์ 2 The International Affective Digitized
วัดทเ่ี ปน็ rating scale 2) วธิ ีการวัดทางสรีรวทิ ยา Sounds (IADS-2) โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่ิงเร้า
(Physiological Measurement) โดยวดั ไดจ้ ากการ ส�ำหรับการศึกษาทางด้านอารมณ์ความรู้สกึ
วดั โลหติ อตั ราการเตน้ ของหวั ใจ และ 3) วธิ กี ารวดั จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยทางด้าน
แบบสงั เกตพฤตกิ รรม (Behaviors Observation) อารมณ์ของต่างประเทศท่ีผ่านมา พบว่า มีการ
โดยวัดจากการสังเกตในการแสดงออกทางสีหน้า ศึกษาทางด้านอารมณ์หลากหลายประเทศ เช่น
น�ำ้ เสียง (Shiota & Kalat, 2012 : 6) จากการ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า สเปน โปรตุเกต เกาหลี จีน
ศึกษาโดยสถาบันแห่งชาติของศูนย์สุขภาพจิต เป็นต้น โดยได้น�ำเสียงที่เป็นมาตรฐานมากระตุ้น
อารมณ์และความใส่ใจ มหาวิทยาลัยฟลอริดา อารมณ์เพื่อศึกษาถึงอารมณ์ที่เกิดข้ึนในขณะน้ัน
ประเทศสหรฐั อเมริกา (The National Institute และวัดด้วยมาตรวัดอารมณ์ความรู้สึก โดยการ
of Mental Health Center for Emotion and ศึกษาดังกล่าว เป็นการศึกษาทางด้านพฤติกรรม
Attention at the University of Florida) ไดส้ รา้ ง รวมไปถงึ การศกึ ษาคลนื่ ไฟฟา้ สมอง ซงึ่ ในประเทศไทย
สิ่งเร้าท่ีน�ำมากระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก ยงั ไมพ่ บงานวจิ ยั ทนี่ ำ� เสยี งดจิ ติ อลทเ่ี รา้ อารมณด์ า้ น
เพ่ือเป็นบรรทัดฐานในการศึกษาเก่ียวกับอารมณ์ ความประทบั ใจมาศกึ ษาทงั้ ทางดา้ นพฤตกิ รรมและ
มีด้วยกัน 4 ประเภท คือ สิ่งเร้าท่ีเป็นภาพ ดา้ นสรรี วทิ ยา โดยในงานนผ้ี วู้ จิ ยั เลอื กศกึ ษาเฉพาะ
International Affective Picture System (IAPS) ด้านพฤติกรรม โดยน�ำเสียงดิจิตอลที่เร้าอารมณ์
สง่ิ เรา้ ทเี่ ปน็ เสยี ง International Affective Digital ดา้ นความประทบั ใจของธนปพน ภสู วุ รรณ มาทำ� การ
Sounds (IADS) สงิ่ เรา้ ทเ่ี ปน็ คำ� Affective Norms ทดลอง เพื่อศึกษาถึงคะแนนพฤติกรรมหลังจาก
for English Words (ANEW) และส่ิงเร้าท่ีเป็น ท่ีได้รับสิ่งเร้าจากระบบเสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์
ขอ้ ความ Affective Norms for English Text (ANET) ดา้ นความประทบั ใจในบรบิ ทของคนไทยเพอื่ ศกึ ษา
ส�ำหรับงานวิจัยในประเทศไทย พบว่า วิทยาลัย ถึงคะแนนพฤติกรรมระหว่างเพศ และบุคลิกภาพ
วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา มหาวิทยาลัย ท่ีต่างกัน จะมีการรับรู้ความรู้สึกจากสิ่งเร้าท่ีเป็น
บูรพา โดยธนปพน ภูสุวรรณ ได้พัฒนาคลังเสียง เสยี งมาตรฐาน มคี วามแตกตา่ งกนั หรอื ไม่
ดจิ ติ อลทส่ี ง่ ผลทางดา้ นอารมณค์ วามรสู้ กึ ในบรบิ ท จากเหตุผลและข้อมูลดังกล่าว จึงท�ำให้
ของสังคมไทย ซ่ึงพัฒนาขึ้นโดยใช้แนวความคิด ผู้วิจัยสนใจท่ีจะศึกษาอิทธิพลของความแตกต่าง
ของระบบเสียงดิจิทัลท่ีเป็นเสียงนานาชาติสากลที่ ระหว่างเพศและบุคลิกภาพท่ีมีต่อเสียงดิจิตอลท่ี
ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก The International เร้าอารมณ์ด้านความประทับใจในผู้ใหญ่ตอนต้น
Affective Digitized Sounds (IADS) (Lang & ซึง่ จะศึกษาในลกั ษณะเชิงพฤตกิ รรม โดยใหส้ ง่ิ เรา้

106 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ทเี่ ปน็ เสยี งดจิ ติ อลทเี่ รา้ อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ คะแนนตง้ั แต่ 118 ขนึ้ ไป ถอื วา่ เปน็ ผทู้ ม่ี บี คุ ลกิ ภาพ
ลกั ษณะพงึ พอใจ และไมพ่ งึ พอใจ ซงึ่ ผลการศกึ ษาน้ี แบบเปิดเผย และระดบั คะแนนระหวา่ ง 100-117
จะได้ข้อมูลสารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ และเป็น ถอื วา่ เปน็ ผทู้ มี่ บี คุ ลกิ ภาพกลางๆ โดยผเู้ ขา้ รว่ มการ
องค์ความรู้ทางด้านอารมณต์ ่อไป วจิ ยั ยนิ ดเี ขา้ รว่ มการวจิ ยั และคดั ผเู้ ขา้ รว่ มการวจิ ยั
ตามเกณฑ์คุณสมบัติการคัดเข้าของกลุ่มตัวอย่าง
2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย โดยการวจิ ยั นใี้ ชก้ ารวจิ ยั เชงิ ทดลอง (Experimental
Research) โดยใชแ้ บบแผนการทดลองแบบ 2X2
1. เปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ Factorial Posttest Design (Between Subjects)
ของผู้ใหญ่ตอนต้น จ�ำแนกตามเพศ ขณะฟังเสียง (Edmonds & Kennedy, 2017 : 79)
ดิจติ อลทเี่ รา้ อารมณ์ด้านความประทบั ใจ 2. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ มาตร
2. เปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ วัดอารมณ์ความรู้สึก (The Self-Assessment
ของผใู้ หญต่ อนตน้ จำ� แนกตามบคุ ลกิ ภาพ ขณะฟงั Manikin: SAM) ของ Bradley and Lang (1994)
เสียงดิจิตอลทเ่ี รา้ อารมณ์ดา้ นความประทบั ใจ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยด�ำเนิน
3. ปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างเพศกับ การต้ังแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2561 เก็บข้อมูล
บุคลิกภาพต่ออารมณ์ด้านความประทับใจของ วนั ละ 5 คน โดยดำ� เนนิ เกบ็ ขอ้ มลู ในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
ผู้ใหญ่ตอนต้น ขณะฟังเสียงดิจิตอลที่เร้าอารมณ์ ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาการปัญญา วิทยาลัย
ด้านความประทับใจ วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา มหาวิทยาลัย
บูรพา ผู้วิจัยได้ช้ีแจงรายละเอียดเก่ียวกับการ
3. วิธีดำ� เนินการวิจยั ประเมินเสียงดิจิตอลที่เร้าอารมณ์ ด้วยมาตรวัด
อารมณ์ความรู้สึก และด�ำเนินการเก็บข้อมูลดังน้ี
1. กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั ครง้ั นค้ี อื นสิ ติ 1) ช้แี จงผเู้ ข้ารว่ มการทดลองและแนะนำ� มาตรวดั
มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีท่ี 1-4 ที่มีอายุระหว่าง อารมณ์ความรู้สึก (SAM) 2) ผู้วิจัยอธิบายราย
20-25 ปี และก�ำลังศกึ ษาอยใู่ นปกี ารศึกษา 2560 ละเอยี ดของการประเมนิ เสยี งดจิ ติ อลทเี่ รา้ อารมณ์
โดยเปน็ เพศชายทมี่ บี คุ ลกิ ภาพแบบเปดิ เผย 20 คน พร้อมยกตักอย่าง 3) เม่ือผู้ประเมินพร้อมจงเริ่ม
บุคลิกภาพแบบเปิดเผยกลางๆ 20 คน เพศหญิง ด�ำเนินการเก็บข้อมูลแต่ละเสียงด้วยเครื่อง
ทมี่ บี คุ ลกิ ภาพแบบเปดิ เผย 20 คน และบคุ ลกิ ภาพ คอมพิวเตอร์ โดยผู้ประเมินฟังเสียงดิจิตอลที่มี
แบบเปดิ เผยกลางๆ 20 คน ซึ่งจำ� แนกบุคลกิ ภาพ ความยาว 6 วินาที หลังจากน้ันประเมินเสียงดัง
ตาม แบบส�ำรวจบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบฉบับ กล่าวตามอารมณ์ความรู้สกึ แรก ท่เี กดิ ขึน้ จริงของ
ภาษาไทย (NEO Personality Inventory 3; ตนเอง โดยการกดตัวเลขในคีย์แพด (Keypad)
NEO-PI-3 Thai version) งานวจิ ยั นจ้ี ะเนน้ การวดั ตามคำ� ชี้แจงทไี่ ดก้ ำ� หนดไว้
บุคลิกภาพองค์ประกอบบุคลิกภาพแบบแสดงตัว
(Extraversion) โดยผเู้ ขา้ รว่ มการทดลองทมี่ รี ะดบั

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 107

4. การวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการฟัง ดา้ นความประทับใจในผ้ใู หญต่ อนต้น โดยใช้มาตร
เสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจใน วดั อารมณค์ วามรสู้ กึ Self-Assessment Manikin
แต่ละเสียงจากแบบวัดมาตรวัดอารมณ์ความรู้สึก (SAM) พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งเพศชายใหค้ ะแนนเฉลย่ี
(The Self-Assessment Manikin: SAM) จ�ำแนก เสียงท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะพึง
ตามเพศ และบุคลิกภาพ ด้วยวิธีการหาค่าเฉลี่ย พอใจ เทา่ กับ 6.58 โดยมสี ่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานและวเิ คราะหเ์ ปรียบเทียบ เท่ากับ 0.97 และเสียงท่ีเร้าอารมณ์ด้านความ
ความแตกต่างของคะแนนท่ีได้จากการฟังเสียง ประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
ดิจิตอลที่เร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ โดยใช้ 3.94 ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน เทา่ กบั 1.49 และ
สถิติทดสอบทีส�ำหรับกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มท่ีเป็น กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงให้คะแนนเฉล่ียเสียงที่เร้า
อสิ ระจากกนั (Independent t-test)และวเิ คราะห์ อารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะพึงพอใจ
ความแปรปรวนร่วมแบบ 2 ทาง (Two-Way เทา่ กบั 6.11 โดยมสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เทา่ กบั
ANOVA) 2.10 และเสียงที่เร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ
ลักษณะไม่พึงพอใจ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 ส่วน
4. สรปุ ผลการวจิ ยั เบย่ี งเบนมาตรฐาน เทา่ กบั 1.76 แสดงความแตกตา่ ง
ของคะแนนเฉลี่ยจากการฟังเสียงที่เร้าอารมณ์
ผลการเปรียบเทียบข้อมูลด้านพฤติกรรม ดา้ นความประทบั ใจ จ�ำแนกตามเพศ ดงั ภาพที่ 1
จากการทดลองการฟังเสียงดิจิตอลที่เร้าอารมณ์

ภาพท่ี 1 คะแนนเฉลย่ี จากการฟงั เสียงทเี่ ร้าอารมณด์ ้านความประทบั ใจจ�ำแนกตามเพศ

108 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ บุคลิกภาพแบบเปิดเผยกลางๆ ให้คะแนนเฉล่ีย
อารมณด์ า้ นความประทบั ใจ จำ� แนกตามบคุ ลกิ ภาพ เสียงท่ีเร้าอารมณ์ด้านควาประทับใจลักษณะพึง
พบว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีมีบุคลิกภาพแบบเปิดเผย พอใจ เทา่ กับ 6.43 โดยมสี ว่ นเบยี่ งเบน มาตรฐาน
ให้คะแนนเฉลี่ยเสียงท่ีเร้าอารมณ์ ด้านความ เท่ากับ 1.47 และเสียงที่เร้าอารมณ์ด้านความ
ประทับใจลักษณะพึงพอใจ เท่ากับ 6.25 โดยมี ประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.80 และเสียง 3.89 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 1.50 แสดง
ท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะไม่พึง ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยจากการฟังเสียง
พอใจ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.05 ส่วนเบี่ยงเบน ท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจจ�ำแนกตาม
มาตรฐาน เท่ากับ 1.75 และกลุ่มตัวอย่างท่ีมี บุคลิกภาพ ดงั ภาพท่ี 2

ภาพท่ี 2 คะแนนเฉลีย่ จากการฟังเสียงทเ่ี รา้ อารมณด์ ้านความประทบั ใจจำ� แนกตามบคุ ลิกภาพ

ค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ ประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
อารมณ์ด้านความประทับใจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 3.94 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.55 และ
เพศชายทม่ี บี คุ ลกิ ภาพแบบเปดิ เผยใหค้ ะแนนเฉลย่ี กลุ่มตัวอย่างเพศชายที่มีบุคลิกภาพแบบเปิดเผย
เสียงท่ีเร้าอารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะ กลางๆ ใหค้ ะแนนเฉลย่ี เสยี งทเ่ี รา้ อารมณด์ า้ นความ
พงึ พอใจ เทา่ กบั 6.62 โดยมสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ประทบั ใจลกั ษณะพงึ พอใจ เทา่ กบั 6.53 โดยมสี ว่ น
เท่ากับ 0.90 และเสียงที่เร้าอารมณ์ด้านความ เบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.05 และเสียงท่ีเร้า

ปีที่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 109

อารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ เท่ากับ 1.96 และกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงที่มี
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.94 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน บุคลิกภาพแบบเปิดเผยกลางๆ ให้คะแนนเฉลี่ย
เทา่ กบั 1.48 เสียงที่เร้าอารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะ
กลุ่มตัวอย่างเพศหญิงท่ีมีบุคลิกภาพแบบ พงึ พอใจ เทา่ กบั 6.34 โดยมสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
เปดิ เผยใหค้ ะแนนเฉลย่ี เสยี งทเี่ รา้ อารมณด์ า้ นความ เท่ากับ 1.83 และเสียงที่เร้าอารมณ์ด้านความ
ประทบั ใจลกั ษณะพงึ พอใจ เทา่ กบั 5.88 โดยมสี ว่ น ประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
เบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.36 และเสียงท่ีเร้า 3.84 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.56 แสดง
อารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยจากการฟังเสียง
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.16 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทเ่ี ร้าอารมณด์ ้านความประทับใจ ดังภาพท่ี 3

ภาพท่ี 3 คะแนนเฉลีย่ จากการฟงั เสยี งทเ่ี รา้ อารมณ์ด้านความประทับใจ

การเปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ จากการฟังเสียงที่เร้าอารมณ์ด้านความประทับใจ
ลกั ษณะพงึ พอใจ พบวา่ ความแตกตา่ งระหวา่ งเพศ ลักษณะพงึ พอใจ
และบุคลิกภาพไม่มีอิทธิพลต่อการฟังเสียงท่ีเร้า การเปรยี บเทยี บอารมณด์ า้ นความประทบั
อารมณ์ด้านความประทบั ใจ ลักษณะพึงพอใจและ ใจลกั ษณะไมพ่ งึ พอใจ พบวา่ ความแตกตา่ งระหวา่ ง
ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างเพศและบุคลิกภาพ เพศและบคุ ลกิ ภาพไมม่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การฟงั เสยี งทเ่ี รา้

110 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

อารมณ์ด้านความประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ ลกั ษณะพงึ พอใจ ไมพ่ งึ พอใจไมต่ า่ งกนั ซง่ึ สอดคลอ้ ง
และไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างเพศและ กับการศึกษาของ Soares, et al. (2013 : 1168-
บุคลิกภาพจากการฟงั เสยี งท่ีเร้าอารมณด์ า้ นความ 1181) Redondo, et al. (2008 : 784-790) ทพ่ี บวา่
ประทับใจลักษณะไม่พึงพอใจ เพศชายกับเพศหญิงที่มีวัฒนธรรมเดียวกับจะไม่
พบความแตกต่างในการรับรู้ ตอบสนองต่อส่ิงเร้า
5. อภิปรายผลการวิจยั ทเี่ ป็นเสยี ง ขณะประเมนิ ทางดา้ นอารมณ์ โดยการ
รับรู้จะมีความแตกต่างก็ต่อเมื่อเป็นการศึกษา
ผลการเปรียบเทียบอารมณ์ด้านความ เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งทางเชอื้ ชาตแิ ละวฒั นธรรม
ประทับใจของผู้ใหญ่ตอนต้น จ�ำแนกตามเพศ
บุคลิกภาพ ขณะฟังเสียงดิจิตอลท่ีเร้าอารมณ์ 6. ข้อเสนอแนะ
ด้านความประทับใจ ลักษณะพึงพอใจ และไม่พึง
พอใจ ผลปรากฏว่า เพศ และบุคลิกภาพต่างกัน 1. ควรมีการศึกษาอารมณ์ความรู้สึกให้
มกี ารตอบสนองทางดา้ นอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ ครอบคลุมท้ังด้านความประทับใจ ด้านการต่ืนตัว
ลักษณะพึงพอใจ และไม่พึงพอใจ ไม่แตกต่างกัน และดา้ นการมีอิทธพิ ล
ท่ีเป็นเช่นน้ีเป็นเพราะกลุ่มตัวอย่าง มีเชื้อชาติ 2. ควรมีการศึกษาอารมณ์ความรู้สึกให้
เดียวกันอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันจึงท�ำให้การรับรู้ ลึกลงไปถึงการศึกษาคล่ืนไฟฟ้าสมอง และการ
และตคี วามหมายดา้ นอารมณด์ า้ นความประทบั ใจ เชือ่ มโยงการท�ำงานของสมอง

References

Bradley, M. M., & Lang, P. J. (1994). Measuring emotion: The self-assessment manikin and
the semantic differential. United States of America : University of Florida.

_______. (1999). Affective norms for English words (ANEW): Instruction manual and affective
ratings. Technical Report C-1. The Center for Research in Psychophysiology.
United States of America : University of Florida.

Buechel, S., & Hahn, U. (2017). EMOBANK: Studying the Impact of Annotation Perspective
and Representation Format on Dimensional Emotion Analysis. Proceedings of the
15th Conference of the European Chapter of the Association for Computational
Linguistics: Volume 2, Short Papers, pages 578–585, Valencia, Spain, April 3-7,
2017. c 2017 Association for Computational Linguistics.

Edmonds, W. A., & Kennedy, T. D. (2017). An Applied Guide to Research Designs: Quantitative,
Qualitative, and Mixed Methods. California : Sage Publications.

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 111

Redondo, J., et al. (2008). Affective ratings of sound stimuli. Behavior Research Methods,
40(3), 784-790.

Santrock, J. W. (2003). Psychology: Essentials. Boston : McGraw-Hill.
Sood, S. O. (2008). Emotional Computation in Artificial Intelligence Education. Association

for the Advancement of Artificial Intelligence.
Shiota, M. N., & Kalat, J. W. (2012). Emotion. Wadsworth : New York.
Soares, A. P., et al. (2013). Affective auditory stimuli: Adaptation of the International

Affective Digitized Sounds (IADS-2) for European Portuguese. Behavior research
methods, 45(4), 1168-1181.



การฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพการบริหารการศึกษา
และการบรหิ ารสถานศกึ ษา หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ
สาขาวิชาพุทธบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

วทิ ยาเขตขอนแก่น*
Practical experience in Educational Administration and
School Administration for Master of Arts Program in Buddhist
Educational Administration Mahachulalongkornrajavidyalaya

University Khonkaen Campus

สมปอง ชาสิงห์แกว้ , ธรี ะศักดิ์ บงึ มมุ , สังวาลย์ เพยี ยรุ ะ, เจ้าอธกิ ารบุญชว่ ย โชติวโํ ส และสุนทร สายค�ำ
Sompong Chasingkaew, Theerasak Bungmoom, Sangwan Piayura,
Chao Athikan Bunchuai Chotivungso and Sunthon Saikham
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น

Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการ
ศึกษาและการบริหารสถานศกึ ษา ตามขอ้ บงั คบั ครุ ุสภา ว่าดว้ ยมาตรฐานวิชาชพี พ.ศ. 2556 และ 2) เพื่อ
ศึกษาความพึงพอใจและผลการด�ำเนินโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษาและการ
บริหารสถานศึกษา ปกี ารศึกษา 2561 ประชากร ไดแ้ ก่ นสิ ติ ปรญิ ญาโท ช้นั ปีท่ี 2 หลักสูตรพุทธศาสตร
มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพทุ ธบรหิ ารการศกึ ษาปกี ารศกึ ษา 2561 จำ� นวน 26 รปู /คน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
เป็น แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับของลิเคิอร์ท (Rating Scale)
มคี ่าความเชื่อมั่น เทา่ กับ .96 วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้คา่ รอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานและ
วิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ โดยการประมวลความคดิ เหน็ และการพรรณนาวเิ คราะห์

* ได้รับบทความ: 23 เมษายน 2562; แกไ้ ขบทความ: 18 กรกฎาคม 2562; ตอบรบั ตีพมิ พ:์ 9 กนั ยายน 2562
Received: April 23, 2019; Revised: July 18, 2019; Accepted: September 9, 2019

114 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ผลการวิจยั พบว่า
1. สภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษาและการบริหารสถานศึกษา พบว่า
โดยภาพรวม และรายดา้ นทกุ ด้าน มคี า่ เฉลย่ี อยู่ในระดับมากท่สี ุด เม่ือแยกเปน็ รายด้าน มดี ังนี้
1.1 ดา้ นมาตรฐานความรแู้ ละประสบการณว์ ชิ าชพี โดยภาพรวม มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มาก
ทส่ี ุด เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อทีม่ คี ่าเฉลยี่ สงู สุดคอื การบริหารนโยบาย และกลยทุ ธท์ างการ
ศึกษา มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ การบริหารวิชาการ มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมากที่สุด
และการบริหารงานบุคคล มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมากท่ีสุด ตามล�ำดับ ส่วนข้อท่ีมีค่าเฉล่ียต�่ำสุดคือ
การบริหารเพ่อื สง่ เสริมการเรยี นรู้ของผู้เรยี น มคี า่ เฉลีย่ อย่ใู นระดบั มากท่ีสดุ
1.2 ดา้ นมาตรฐานการปฏบิ ตั งิ าน โดยภาพรวม มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ เมอ่ื พจิ ารณา
เป็นรายขอ้ พบวา่ ข้อท่มี คี า่ เฉลี่ยสูงสุดคอื สามารถประยกุ ตใ์ ชค้ วามรใู้ นการฝกึ ประสบการณ์ มคี า่ เฉล่ยี
อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาคือ แก้ปัญหาโดยใช้หลักธรรมและความดีต่อผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ
มากทส่ี ดุ และการวางแผนและดำ� เนนิ งานใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ ตามลำ� ดบั
ส่วนข้อทม่ี ีคา่ เฉลี่ยต่ำ� สดุ ดอื มีทกั ษะการเปน็ ผนู้ ำ� ทางวิชาการ มีค่าเฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ
1.3 ดา้ นมาตรฐานการปฏบิ ตั ติ น โดยภาพรวม มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ เมอ่ื พจิ ารณา
เปน็ รายขอ้ พบวา่ ข้อท่มี ีคา่ เฉลี่ยสงู สดุ คือ การวางตัวดี มมี ารยาท วาจาเหมาะสมกบั กาลเทศะ มีค่าเฉลีย่
อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ รองลงมาคอื การแตง่ กายสะอาด เรยี บรอ้ ย เหมาะสม มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ
และมีมนษุ ยสัมพันธ์ รบั ฟังและท�ำงานร่วมกบั ผู้อ่ืนได้ มคี ่าเฉลี่ยอยใู่ นระดบั มากท่ีสดุ ตามลำ� ดบั ส่วนขอ้
ทม่ี คี า่ เฉลย่ี ตำ�่ สดุ คอื มภี าวะผนู้ ำ� สามารถสรา้ งขวญั กำ� ลงั ใจ รว่ มมอื รว่ มใจ มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ
2. ความพงึ พอใจและผลการดำ� เนนิ โครงการ พบวา่ โดยภาพรวม มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความพึงพอใจโดยรวมต่อการฝึกประสบการณ์
วิชาชพี มคี ่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทส่ี ดุ รองลงมาคอื การด�ำเนินโครงการมคี วามเหมาะสม มคี ่าเฉลย่ี อยู่
ในระดบั มากทสี่ ดุ และเอกสารประกอบการโครงการมคี วามเหมาะสม มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ ตามลำ� ดบั
ส่วนขอ้ ทม่ี คี ่าเฉลย่ี ต่�ำสุดคือ การนำ� ความรูท้ ไ่ี ดร้ บั ไปประยุกต์ใช้งานได้ มคี า่ เฉลี่ยอยูใ่ นระดบั มากท่สี ุด
คำ� สำ� คัญ: การฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพ; การบรหิ ารการศกึ ษาและการบริหารสถานศึกษา; หลักสตู รพทุ ธ
ศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพุทธบริหารการศกึ ษา

Abstract

The purposes of the study were: 1) to study the practicing professional experience
in educational administration and school administration based on teachers council regulations

ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 115

with professional standards, 2013; 2) to study the satisfaction and performance of the
practicing professional experience training program in educational administration and
school administration in academic year 2018. The population consists of 26 Master's
degree students, year 2 in Buddhist educational administration program. The research
tools used was the questionnaires which classified as 5-level rating scale of Likert, the
reliability was .96. The statistics used to analyze data were Percentage, Average, and
Standard Deviation and to analyze qualitative data were feedback codification and
descriptive analysis.
The research results were as follows:
1. The practicing professional experience in educational administration and school
administration were found that in general and in all aspects, the average score at the
highest level. When separated on each aspects were as follows.
1.1 The standard of knowledge and professional experience aspects was the
average score at the highest level. In each item, it was found that: the highest average
was policy management and educational strategies, at the highest level; the second was
the academic administration, at the highest level; and personnel management, at the
highest level respectively. The lowest average was management of learners' learning, at
the highest level.
1.2 Performance Standards aspects was the average score at the highest
level. In each item, it was found that: the highest average was can apply the knowledge
to practice, at the highest level; the second was solve problems using principles and
good for others, at the highest level; and planning and executing them successfully, at
the highest level respectively. The lowest average was academic leadership skills, at the
highest level.
1.3 The standard behavior aspects was the average score at the highest
level. In each item, it was found that: the highest average was good posture and have a
good manners with words, at the highest level; the second was clean dress properly, at
the highest level; and good relationships, listen and work with others, at the highest
level respectively. The lowest average was leadership, create moral and participate with
others, at the highest level.

116 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

2. Satisfaction and performance of the practicing professional experience training
program were found that in general, the average score at the highest level. When separated
in each item, it was found that: the highest average was overall satisfaction on professional
experience, at the highest level; the second was project implementation appropriated,
at the highest level; and project documentation was appropriated, at the highest level
respectively. The lowest average was the application of knowledge has been applied, at
the highest level.
Keywords: Practical experience; Educational Administration and School Administration;
Master of Arts Program in Buddhist Educational Administration

1. บทน�ำ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขา
วชิ าพทุ ธบรหิ ารการศกึ ษา ฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช
การศึกษาเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาคน 2560 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และสงั คมทมี่ คี ณุ ภาพไดม้ าตรฐานสากล (Ministry (Mahachulalongkorn rajavidyalaya University,
of Education, 1999) กระทรวงศึกษาธิการ 2017) เป็นหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาที่มี
จึงได้ประกาศเร่ืองกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเพ่ือผลิตมหาบัณฑิต
อุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 (Ministry of ให้มีความรู้ความเข้าใจวิชาการด้านการบริหาร
Education, 2009) โดยไดก้ ำ� หนดกรอบมาตรฐาน การศึกษาอย่างลึกซ้ึง มีคุณธรรมจริยธรรมและ
คุณวฒุ ริ ะดบั อุดมศกึ ษาแหง่ ชาติข้ึน เพอ่ื ให้เป็นไป จรรยาบรรณวิชาชีพ มีวิสัยทัศน์ มีภาวะผู้น�ำ
ตามมาตรฐานการอุดมศึกษาและเพ่ือเป็นการ สามารถบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการศึกษา
ประกันคุณภาพของบัณฑิตในแต่ละระดับคุณวุฒิ ในการพัฒนาวิชาชีพที่เหมาะสมกับงานในหน้าท่ี
และสาขา/สาขาวชิ า รวมทงั้ เพอื่ ใชเ้ ปน็ หลกั ในการ และการบรกิ ารแกส่ งั คม โดยก�ำหนดใหน้ สิ ิตได้รับ
จดั ทำ� มาตรฐานดา้ นตา่ งๆ ใหก้ ารจดั การศกึ ษามงุ่ สู่ การพัฒนาให้สามารถปฏิบัติงานด้านการบริหาร
เป้าหมายเดียวกันคือการผลิตบัณฑิตได้อย่างมี การศกึ ษา และบรหิ ารสถานศกึ ษาซงึ่ สอดคลอ้ งกบั
คุณภาพ และได้ปรับปรุงและประกาศใช้เกณฑ์ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ.
มาตรฐานหลักสตู รระดับบัณฑิตศกึ ษา พ.ศ. 2558 2556 (The Prime Minister, 2013) ผู้วิจัย
(Ministry of Education, 2015) เพอื่ รองรบั การ ในฐานะเปน็ อาจารยป์ ระจำ� หลกั สตู รจงึ ไดว้ จิ ยั การ
บริหารจัดการหลักสูตรให้ได้คุณภาพตามกรอบ ฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษาและ
ม า ต ร ฐ า น คุ ณ วุ ฒิ ร ะ ดั บ อุ ด ม ศึ ก ษ า แ ห ่ ง ช า ติ การบรหิ ารสถานศกึ ษาครัง้ น้ี
ตามจุดเนน้ ของ แตล่ ะสาขาวิชา

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 117

2. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั rajavidyalaya University, 2017) ค�ำอธิบาย
รายวิชาบังคับในหลักสูตร 2) ข้อบังคับคุรุสภา
1. เพอื่ ศกึ ษาสภาพการฝกึ ประสบการณ์ ว่าด้วย มาตรฐานวิชาชพี พ.ศ. 2556 (The Prime
วชิ าชพี การบรหิ ารการศกึ ษาและการบรหิ ารสถาน Minister, 2013) 3) ประกาศคุรุสภาเรื่องการ
ศึกษา ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐาน รบั รองปรญิ ญาและประกาศนยี บตั รทางการศกึ ษา
วชิ าชพี พ.ศ. 2556 เพื่อการประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2557 (The Prime
2. เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจ และผลการ Minister, 2014) และ 4) รายละเอยี ดแนบทา้ ยคอื
ดำ� เนนิ โครงการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี การบรหิ าร 4.1) มาตรฐานหลักสูตรวิชาชีพผู้บริหารสถาน
การศกึ ษาและการบรหิ ารสถานศกึ ษา ปกี ารศกึ ษา ศกึ ษาและผบู้ รหิ ารการศกึ ษาทเี่ กย่ี วกบั (1) โครงสรา้ ง
2561 ของหลักสูตร (2) มาตรฐานความร้แู ละปฏิบัติการ
วชิ าชพี บรหิ ารการศกึ ษา และ 4.2) เกณฑก์ ารรบั รอง
3. วธิ ดี �ำเนนิ การวจิ ยั ตามที่คุรุสภาก�ำหนด ผลที่ได้คือ 1) รายละเอียด
ของรายวชิ า (มคอ. 3) 210 207 การฝกึ ประสบการณ์
รปู แบบการวจิ ยั นโี้ ดยใชก้ ารฝกึ ประสบการณ์ วิชาชีพการบริหารการศึกษา 2) รายละเอียดของ
วชิ าชีพภาคสนาม ประชากร ได้แก่ นิสิตปรญิ ญาโท ประสบการณภ์ าคสนาม (มคอ. 4) 3) คู่มือการฝึก
หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑติ ชน้ั ปที ี่ 2 ปีการ ประสบการณว์ ชิ าชพี การบรหิ ารการศกึ ษาและการ
ศกึ ษา 2561 จำ� นวน 26 รปู /คน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการ บริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2561 (Chasingkaew,
วจิ ยั คอื แบบสอบถามเกยี่ วกบั การฝกึ ประสบการณ์ 2018) และ 4) กรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั
วชิ าชพี การบรหิ ารการศกึ ษาและการบรหิ ารสถาน ระยะที่ 2 การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
ศึกษา ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนตามกรอบแนวคิดของการ ภาคสนาม โดยมีลำ� ดับข้นั ตอน ดังนี้
วจิ ยั มีลักษณะเปน็ แบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 1. ขั้นเตรียมการ โดยประชุมอาจารย์
ระดับของลิเคิอร์ท มีค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ .96 ประจำ� หลกั สตู รเพอ่ื เตรยี มงาน การนำ� เสนอโครงการ
การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถาม เพ่ือเห็นชอบ/อนุมัติต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย
โดยผวู้ จิ ยั วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชค้ า่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอแต่งต้งั ผู้รับผิดชอบโครงการ
เชิงคุณภาพ โดยการประมวลความคิดเห็นและการ 2. ขั้นด�ำเนินการ โดย 1) การวางแผน
พรรณนาวเิ คราะห์ การวจิ ยั แบง่ ออกเปน็ 2 ระยะคอื ก�ำหนดกิจกรรม/ขั้นตอน 2) ประชุมช้ีแจงนิสิต
ระยะที่ 1 ก�ำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ผูร้ ่วมโครงการ 3) ขอความอนุเคราะหห์ นว่ ยงาน/
โดยการศึกษา 1) เอกสารหลักสูตร (มคอ. 2) พทุ ธ สถานศึกษาให้นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพฯ 4)
ศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพทุ ธบรหิ ารการศกึ ษา หนว่ ยงาน/สถานศกึ ษาตอบรบั ใหน้ สิ ติ ฝกึ ประสบการณ์
(หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2560) มหาวิทยาลยั มหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย (Mahachulalongkorn

118 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

การจัดท�ำทะเบียนผู้บริหาร/ผู้บริหารพ่ีเล้ียงและ ประสบการณว์ ชิ าชพี ฯ ทสี่ ถานศกึ ษาและสำ� นกั งาน
ส่งตวั นิสิตเข้าฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ฯ 5) การฝึก เขตพ้ืนท่ีการศึกษา โดยอาจารย์นิเทศร่วมกับ
ประสบการณ์วิชาชีพฯ ภาคสนาม แยกเป็น 5.1) ผู้บริหารโรงเรียน/ผู้บริหารส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การ
การฝกึ ประสบการณ์ท่ีสถานศึกษา รอ้ ยละ 50 คิด ศกึ ษา และผู้บรหิ าร พี่เล้ียง
เป็น 48 ชั่วโมง 5.2) การฝึกประสบการณ์ที่ 3. ขนั้ สรปุ และประเมนิ ผล โดยจดั ประชมุ
ส�ำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา ร้อยละ 50 คิดเปน็ สัมมนาสรุปและประเมินผลการฝึกประสบการณ์
48 ชัว่ โมง รวมทั้งสิน้ จำ� นวน 96 ชว่ั โมง และ 6) วิชาชีพฯ และรายงานผลการฝึกประสบการณ์
นิเทศ ก�ำกับ ติดตามและประเมินผลการฝึก วชิ าชพี ฯ

ภาพท่ี 1 ขน้ั ตอนการด�ำเนนิ การวิจัย

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 119

4. สรปุ ผลการวิจัย (μ = 4.71) เมือ่ พิจารณาเป็น รายขอ้ พบวา่ ข้อท่ี
มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การวางตัวดี มีมารยาท วาจา
1. สภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เหมาะสมกับกาลเทศะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
การบริหารการศึกษาและการบริหารสถานศึกษา ทสี่ ดุ (μ = 4.77) รองลงมาคอื การแตง่ กายสะอาด
พบวา่ โดยภาพรวม และรายดา้ นทกุ ดา้ น มคี า่ เฉลยี่ เรยี บรอ้ ยเหมาะสม มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ
อยใู่ นระดับมากทีส่ ดุ เมอื่ แยกเปน็ รายด้าน มดี ังนี้ (μ = 4.76) และมีมนษุ ยสัมพันธ์ รบั ฟงั และท�ำงาน
1.1 ด้านมาตรฐานความรู้และ ร่วมกับผู้อ่ืนได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากท่ีสุด
ประสบการณว์ ชิ าชพี พบวา่ โดยภาพรวม มคี า่ เฉลย่ี (μ= 4.75) ตามลำ� ดับ สว่ นข้อท่มี ีค่าเฉลย่ี ตำ่� สุดคอื
อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ (μ = 4.79) เมอื่ พจิ ารณาเปน็ มีภาวะผู้น�ำ สามารถสร้างขวัญก�ำลังใจ ร่วมมือ
รายข้อ พบวา่ ข้อทีม่ ีคา่ เฉลยี่ สูงสดุ คือ การบรหิ าร ร่วมใจ มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดับมากที่สดุ (μ = 4.65)
นโยบายและกลยทุ ธท์ างการศกึ ษา มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ น 2. ความพงึ พอใจและผลการดำ� เนนิ โครงการ
ระดบั มากทส่ี ดุ (μ = 4.90) รองลงมาคอื การบรหิ าร โดยภาพรวม มีค่าเฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทีส่ ดุ (μ =
วชิ าการ มคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ (μ = 4.88) 4.66) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่า
และการบริหารงานบุคคล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ เฉล่ียสูงสุดคือ ความพึงพอใจโดยรวมต่อการฝึก
มากทสี่ ดุ (μ = 4.87) ตามลำ� ดบั สว่ นขอ้ ทมี่ คี า่ เฉลย่ี ประสบการณ์วิชาชีพฯ มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก
ต�่ำสุดคือ การบริหารเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของ ทสี่ ดุ (μ = 4.71) รองลงมาคอื การดำ� เนนิ โครงการฯ
ผเู้ รยี น มคี า่ เฉลยี่ อยู่ในระดบั มากท่สี ดุ (μ = 4.70) มีความเหมาะสม มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมากท่ีสุด
1.2 ด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน (μ = 4.70) และเอกสารประกอบการโครงการฯ
พบวา่ โดยภาพรวม มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ มีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากท่ีสุด
(μ = 4.71) เมอื่ พิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า ข้อที่ (μ = 4.69) ตามลำ� ดบั สว่ นขอ้ ทม่ี คี า่ เฉลยี่ ตำ�่ สดุ คอื
มีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ใน การนำ� ความรทู้ ไี่ ดร้ บั ไปประยกุ ตใ์ ชง้ านไดม้ คี า่ เฉลยี่
การฝึกประสบการณ์ มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.60)
ทสี่ ดุ (μ = 4.76) รองลงมาคอื แกป้ ญั หาโดยใชห้ ลกั
ธรรมและความดตี อ่ ผอู้ นื่ มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มาก 5. อภปิ รายผลการวจิ ยั
ทส่ี ุด (μ = 4.75) และการวางแผนและด�ำเนินงาน
ให้ประสบความส�ำเร็จ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก จากผลการวิจัย มีประเด็นส�ำคัญที่น�ำมา
ท่ีสุด (μ = 4.74) ตามลำ� ดบั สว่ นข้อท่ีมีค่าเฉลย่ี ตำ่� อภปิ รายผล ดงั น้ี
สดุ ดอื มีทกั ษะการเปน็ ผู้นำ� ทางวิชาการ มคี ่าเฉลี่ย 1. สภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
อยูใ่ นระดับมากทสี่ ดุ (μ = 4.64) การบริหารการศึกษาและการบริหารสถานศึกษา
1.3 ด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน พบวา่ โดยภาพรวม และรายดา้ นทกุ ดา้ น มคี า่ เฉลยี่
พบวา่ โดยภาพรวม มคี า่ เฉลยี่ อยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ ทงั้ นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ การฝกึ

120 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ประสบการณ์วิชาชีพการบริหารภาคสนาม วิสัยทัศน์ประเทศและการพัฒนาท่ียั่งยืนของโลก
เป็นการฝึกประสบการณ์จริงจากสถานการณ์จริง (Office of the Education Council, 2016)
ท้ังการฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารสถาน 2. ความพึงพอใจและผลการด�ำเนิน
ศกึ ษา และการบริหารการศึกษา ในส�ำนักงานเขต โครงการ โดยภาพรวม มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก
พ้ืนที่การศึกษาโดยผู้บริหาร ผู้บริหารพี่เล้ียงและ ท่ีสุด ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจาก มีการวางแผนการ
ผูบ้ รหิ ารงานฝา่ ยตา่ งๆ กลมุ่ งานตา่ งๆ เปน็ ผนู้ ำ� พา ด�ำเนินงานท่ีดี และมีข้ันตอนการด�ำเนินงานการ
และให้ความรู้ในภาคปฏิบัติจริง จึงเป็นการเสริม ประสานงานกับหน่วยงานที่เก่ียวข้องได้อย่าง
ประสบการณ์ตรงให้กับนิสิต เพ่ิมเติมจากท่ีได้ ชดั เจน และยงั เปดิ โอกาสใหน้ สิ ติ ไดม้ โี อกาสไดเ้ ลอื ก
ศึกษาภาคทฤษฎีทางการบริหารในชั้นเรียนใน สถานศึกษาส�ำหรับฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่มี
มหาวิทยาลัย อีกท้ังนิสิตได้ลงมือปฏิบัติการจริง คณุ ภาพ ซงึ่ ผา่ นการประเมนิ คณุ ภาพภายนอกรอบ
และได้จัดท�ำรายงานการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สามจากส�ำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
ของแต่ละรูป/ท่าน จึงท�ำให้การฝึกประสบการณ์ คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.
วชิ าชพี การบรหิ ารการศกึ ษาและการบรหิ ารสถาน ที่อยู่ใกล้ภูมิล�ำเนาหรือท่ีพักอีกทั้งผู้บริหารสถาน
ศกึ ษาโดยภาพรวมและรายดา้ น ทกุ ดา้ น มคี า่ เฉลยี่ ศกึ ษามคี วามเปน็ กลั ยาณมติ ร และในสว่ นของการ
อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ บงั คบั ครุ สุ ภา ฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษาใน
ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 (The Prime ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา คณาจารย์ได้มีการ
Minister, 2013) และ มาตรฐานหลักสูตรเกณฑ์ ประสานงานกบั ผบู้ รหิ ารอยา่ งใกลช้ ดิ มคี วามเขา้ ใจ
การรับรองตามที่คุรุสภาก�ำหนด (The Prime วตั ถปุ ระสงค์ และข้ันตอนการดำ� เนนิ งานท่ชี ัดเจน
Minister, 2014) สอดคล้องกบั หลกั สูตร (มคอ. 2) โดยมีหนังสือขอความร่วมมือ มีคู่มือการฝึก
พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพทุ ธบริหารการ ประสบการณ์วิชาชีพ (Chasingkaew, 2018)
ศกึ ษา (หลกั สตู รปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) มหาวทิ ยาลยั มีแผนการประเมินและเคร่ืองมือการประเมินที่
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั (Mahachulalongkorn ชดั เจน และใหค้ วามรว่ มมอื เปน็ อยา่ งดยี ง่ิ จงึ ทำ� ให้
rajavidyalaya University, 2017) สอดคลอ้ งกับ นสิ ติ มคี วามพงึ พอใจและผลการดำ� เนนิ โครงการอยู่
ส�ำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ที่พบว่า ควรมุ่งเน้น ในระดบั มากท่ีสดุ
การพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาและการพัฒนา
ผู้เรยี น (Secretariat of the Teachers Council 6. ขอ้ เสนอแนะ
of Thailand, 2014) และสอดคล้องกับงานวิจัย
ของมหาวทิ ยาลยั บรู พา พบวา่ การจดั การศกึ ษาให้ 1. ขอ้ เสนอแนะสำ� หรับการนำ� ไปใช้
บรรลเุ ปา้ หมายนน้ั ตอ้ งยกระดบั การศกึ ษาและการ 1.1 ด้านมาตรฐานความรู้และ
เรยี นรใู้ นทกุ ระดบั และประเภทการศกึ ษา ใหบ้ รรลุ ประสบการณ์วิชาชีพ ควรสนับสนุนและมุ่งเน้นให้
เกดิ ผลลพั ธ์ตอ่ ผเู้ รยี นอย่างมคี ณุ ภาพ เกย่ี วกับการ

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 121

บริหารเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนการ ความรักและศรัทธาต่อวิชาชีพและมีส่วนร่วมงาน
ประกันคุณภาพการศึกษา และการบริหาร ของหน่วยงาน และการมีจรรยาบรรณปฏิบัติตาม
งบประมาณทีเ่ หมาะสม ระเบยี บของหนว่ ยงาน
1.2 ด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน 2. ขอ้ เสนอแนะการวิจัยครัง้ ตอ่ ไป
ควรมงุ่ เน้นทกั ษะเก่ียวกบั ทกั ษะการเป็นผนู้ �ำทาง 2.1 การพัฒนาวิชาชีพทางการ
วชิ าการ ทักษะความสามารถสื่อสารทั้งการพูดฟงั บริหารการศกึ ษาและการบริหารสถานศกึ ษา
เขียนและน�ำเสนอได้ และทักษะการใช้เทคโนโลยี 2.2 การมีส่วนร่วมในการพัฒนา
สารสนเทศเพือ่ สอื่ สารและการปฏบิ ัตงิ านได้ วิชาชีพทางการบริหารการศึกษาของผู้ประกอบ
1.3 ด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน วชิ าชีพบริหารการศกึ ษาในประเทศไทย
ควรสง่ เสรมิ มงุ่ เนน้ ทกั ษะเกย่ี วกบั การมภี าวะผนู้ ำ� 2.3 การพัฒนาองค์กรวิชาชีพทาง
สามารถสรา้ งขวญั ก�ำลงั ใจร่วมมอื รว่ มใจ การสรา้ ง การศึกษาของประเทศไทย

References

Chasingkaew, S. (2018). Professional Experience Training Manual in Educational and School
administration, 2018. Master of Arts Program in Buddhist Educational administration.
Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (2017). Curriculum of Master of Arts Program
in Educational Administration (Revised Edition B.E. 2560). Graduate School :
Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Ministry of Education. (2015). Graduate Standard Curriculum B.E. 2558. The Royal Gazette.
Book 132, Special Episode 295D. 13 November 2015.

_______. (1999). National Education Act, 1999. The Royal Gazette. Book 116, Edition 74A.
19 August 1999.

_______. (2009). National Framework for Higher Education Qualifications. B.E. 2552. The
Government Gazette. Book 126, Special Edition 125D. 31 August 2009.

Office of the Education Council. (2016). Directions and Topics of Education Research in
Thailand to Achieve United Nations for Sustainable Development Goals. Bangkok
: Ministry of Education.

122 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

Secretariat of the Teachers Council of Thailand. (2014). The 10th Teachers' Academic
Conference Research to increase quality of education and professional development.
Academic work. Teachers Council of Thailand.

The Prime Minister (2013). Teachers Council Regulations With professional standards,
2013. The Government Gazette, 130 Special Issue 130 d. 12 November 2013.

_______. (2014). Teachers Council Regulations With professional standards and Criteria
for certification. The Government Gazette. 131 Special Issue 46 d. 14 March 2014.

รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจยั ทางการบรหิ ารท่สี ง่ ผล
ต่อความเปน็ เลิศของโรงเรียน สังกัดสำ� นกั งานคณะกรรมการ

การศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ*
The Causal Relationship Model of Administration-related Factors
Affecting the Excellence of Schools under the Office of the Basic
Education Commission in the North-eastern Region of Thailand

ชยั วัฒน์ วาทะวฒั นะ
Chaiwat Watawattana
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร
FSakon Nakhon Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) พฒั นารปู แบบความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตปุ จั จยั ทางการบรหิ าร
ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี น สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานในภาคตะวนั ออก
เฉียงเหนือ และ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างรูปแบบที่พัฒนาข้ึนกับข้อมูลเชิงประจักษ์
การวจิ ยั แบง่ เปน็ 2 ระยะ ดังน้ี ระยะท่ี 1 การก�ำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ประกอบด้วย การวิเคราะห์
เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และการศึกษาโรงเรียนดีเด่น ระยะท่ี 2
การตรวจสอบสมมติฐานการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า
5 ระดับ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษา
สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จำ� นวน 510 คน วเิ คราะห์
ข้อมูลด้วยการหาความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์อย่างง่าย
ของเพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างรูปแบบ
เชิงสมมติฐานกับขอ้ มลู เชงิ ประจักษ์

* ได้รบั บทความ: 29 พฤศจิกายน 2561; แก้ไขบทความ: 4 กรกฎาคม 2562; ตอบรับตพี มิ พ์: 5 กนั ยายน 2562
Received: November 29, 2018; Revised: July 4, 2019; Accepted: September 5, 2019

132 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ผลการวิจัยพบวา่
1. รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของโรงเรียน
สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในภาคะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 5 ปัจจัย
คอื ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการ กลยทุ ธอ์ งคก์ าร การจดั การกระบวนการ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ และความ
เปน็ เลิศของโรงเรยี น
2. รูปแบบท่ีพฒั นาขน้ึ มคี วามสอดคล้องกบั ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์
ค�ำสำ� คญั : ปจั จัยทางการบริหาร; ความเปน็ เลิศของโรงเรยี น; ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ

Abstract

The objectives of this study were: 1) to develop the causal relationship model of
administration-related factors affecting the excellence of schools under the office of the
basic education commission in the North-eastern region of Thailand; 2) to examine the
goodness-of-fit between the developed causal relationship model with the empirical
data. There were 2 phases in this study. Research conceptual framework was built in the
first phase by an analysis of relevant documents and researches, an interview with experts
and a study of outstanding schools. The second phase was a research hypothesis examination.
Data was collected by using a 5-level rating scale questionnaire. The sample group consisted
of 510 school directors and teachers in primary schools under the office of the basic
education commission in the North-eastern region of Thailand. Data was analyzed by
determining the frequency, percentage, mean, standard deviation, pearson product
moment correlation coefficient. Confirmatory factor analysis and goodness-of-fit examination
between the hypothetical model and empirical data was also conducted.
The study yielded the following results:
1. The developed causal relationship model of administration-related factors
affecting the excellence of schools under the office of the basic education commission
in the North-eastern region of Thailand comprises 5 factors, which are academic leadership,
organizational strategy, process management, learning process management and school
excellency.
2. The developed model showed a goodness-of-fit with the empirical data.
Keywords: causal relationship model; administrative-related factors; school excellency

ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 133

1. บทนำ� สำ� หรบั การดำ� เนนิ การในการแกไ้ ขปญั หาของหนว่ ย
งานที่มีหน้าท่ีในการผลิตก�ำลังคนเพื่อการพัฒนาสู่
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านบริบท ความสมดุลและย่ังยนื เสริมสร้างทุนของประเทศที่
สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกจิ การเมืองการปกครอง มีอยู่ให้เข้มแข็งและเพียงพอในการขับเคล่ือน
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการส่ือสารของโลก ประเทศไทยใหเ้ กดิ การพฒั นา โดยเฉพาะการพฒั นา
ยุคโลกาภิวัตน์ที่เป็นไปอย่างต่อเน่ือง รวดเร็วและ ทุนมนุษย์ให้เข้มแข็งพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงใน
รุนแรง การศึกษายังคงเป็นกลไกส�ำคัญในการ ยุคศตวรรษที่ 21 และท่ีส�ำคัญการพัฒนาคนต้อง
พัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์และการพัฒนาประเทศ อยู่บนพื้นฐานของความใฝ่เรียนรู้มีทักษะท่ีส�ำคัญ
ให้สามารถด�ำรงชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงน้ี ในการประกอบอาชีพควบคู่กับการมีส�ำนึกใน
ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื (Siritarangsri, 2014 : 6) ประเทศไทย ศีลธรรมและจริยธรรม โรงเรียนในฐานะท่ีเป็น
ไดม้ กี ารปฏริ ปู การศกึ ษาตงั้ แตป่ ี 2542 อยา่ งตอ่ เนอื่ ง องค์การท่ีท�ำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้การพัฒนา
เรอื่ ยมาจนปัจจบุ นั แต่ยังพบปัญหาดา้ นการศกึ ษา ท้ังด้านสติปัญญาและทักษะเพื่อเป็นก�ำลังของ
ท่ีส�ำคัญในหลายประเด็นท่ีต้องเร่งด�ำเนินการ สงั คมจงึ มหี นา้ ทจี่ ดั การศกึ ษาทม่ี คี ณุ ภาพ ทำ� ใหผ้ มู้ ี
พัฒนาให้ประสบผลส�ำเร็จท้ังเรื่องคุณภาพการ ส่วนได้ส่วนเสียเกิดความพึงพอใจต่อคุณภาพของ
ศึกษาและสติปัญญาของเด็ก แม้ระดับการศึกษา โรงเรยี นโรงเรยี นจงึ จำ� เปน็ ตอ้ งหาทางปอ้ งกนั สรา้ ง
เฉลี่ยของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นแต่ผลสัมฤทธิ์ ความเข้มแข็งในโรงเรียน ให้เป็นโรงเรียนที่มี
ทางการเรียนกลับลดลง (Office of Education คณุ ภาพ (Piromsri, 2011 : 2) และมีความจ�ำเป็น
Council (OEC), 2013 : 9) และยงั คงประสบกบั อยา่ งรบี ดว่ นทจี่ ะตอ้ งเรง่ หาวธิ กี ารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
ปญั หาการจดั การศกึ ษาเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพคนและ ในการพัฒนาทักษะและความสามารถต่างๆ
ความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติอย่าง ดงั กลา่ วใหเ้ กดิ ขนึ้ กบั ผเู้ รยี นเพอื่ ใหเ้ ปน็ พนื้ ฐานทจ่ี ะ
ตอ่ เนอ่ื ง ในลกั ษณะปญั หาหนงึ่ ไดร้ บั การแกไ้ ขลลุ ว่ ง เติบโตเป็นคนไทยที่มีความคิดเป็นสากลมีความ
แลว้ กเ็ กดิ ปญั หาใหมข่ น้ึ มาแทนทเ่ี ชอื่ มโยงกนั อยา่ ง สามารถในการร่วมมือท�ำงานและแข่งขันกับ
ต่อเนื่องไม่รู้จบ เช่น ปัญหาคุณภาพการศึกษาท้ัง นานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะสิ่งเหล่านี้
ดา้ นวทิ ยาศาสตรค์ ณติ ศาสตรภ์ าษา และโดยเฉพาะ จะช่วยท�ำให้ประเทศไทยสามารถด�ำรงอยู่ในเวที
ด้านการคิดวิเคราะห์การอ่านและการเขียนท่ีเป็น นานาชาติได้อย่างรู้เท่าทันสมศักด์ิศรีเคียงบ่าเคียง
เคร่ืองมือของการศึกษาหาความรู้เป็นต้น ท่ีไม่ว่า ไหล่ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบได้รับประโยชน์ในส่ิงที่
หน่วยงานหรือองค์กรใดจะท�ำการประเมินก็ยังคง ควรจะได้รับและมีคุณภาพชีวิตท่ีดีสามารถด�ำรง
พบว่าต�่ำกว่ามาตรฐานและมีแนวโน้มต่�ำลงเรื่อยๆ ชวี ติ อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสงบสนั ตถิ อ้ ยทถี อ้ ยอาศยั และ
(Office of Education Council (OEC), 2009 : 4) ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน (Office of the Basic
ประเด็นปัญหาเก่ียวกับการจัดการศึกษา Education Commission, 2012 : 8)
ท่ีกล่าวมาล้วนเป็นโจทย์ที่ท้าทายเป็นอย่างมาก

134 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

การบริหารโรงเรียนในปัจจุบันจึงต้องปรับเปลี่ยน บูรณาการการบริหารจัดการกับผลการด�ำเนินการ
วธิ กี ารแนวทางการบรหิ ารจดั การใหค้ วามสำ� คญั กบั โดยรวมขององคก์ ร (Office of the Basic Education
การพฒั นาความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี นใหส้ อดคลอ้ ง Commission, 2014 : 1-2)
กบั สถานการณท์ เ่ี ปลยี่ นแปลง ซงึ่ การจดั การศกึ ษา การบรหิ ารเพอื่ ความเปน็ เลศิ จะเกดิ ขนึ้ ได้
ของไทยได้มีความพยายามในการส่งเสริมสถาน กต็ อ่ เมอื่ ผทู้ ม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั
ศึกษาให้ก้าวสคู่ วามเป็นเลิศมาโดยตลอด ด้วยการ ของปัจจัยทางการบริหารท่ีมีอิทธิพลหรือส่งผลต่อ
ยกระดบั โรงเรยี นใหม้ คี วามโดดเดน่ และมคี วามเปน็ ความเปน็ เลศิ ซง่ึ จะนำ� ไปสกู่ ารปฏบิ ตั อิ ยา่ งเดน่ ชดั
เลศิ ในการดำ� เนนิ งาน เชน่ โครงการหนงึ่ อำ� เภอหนง่ึ เป็นรูปธรรม ดังน้ันการมีตัวแบบปัจจัยทางการ
โรงเรียนในฝัน โครงการโรงเรียนดีประจ�ำต�ำบล บริหารท่ีส่งผลต่อความเป็นเลิศของโรงเรียนท่ี
(โรงเรียนดีศรีต�ำบล) โรงเรียนดีเด่นรางวัล สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการและความมงุ่ หวงั ในการ
พระราชทาน และโรงเรยี นตน้ แบบดา้ นตา่ งๆ เปน็ ตน้ เร่งรัดพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของสังคมไทย
โรงเรียนคุณภาพดังกล่าวมุ่งให้เกิดการพัฒนาการ จึงมีความจ�ำเป็น โดยเฉพาะโรงเรียนสังกัด
จัดการศึกษาให้มีคุณภาพมีความเป็นเลิศและเกิด ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ความเสมอภาคในการให้บริการทางการศึกษาที่ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทจี่ ำ� เปน็ จะตอ้ งเรง่ รดั
เทา่ เทยี มกนั และไดม้ าตรฐานนอกจากน้ี สำ� นกั งาน พฒั นาดา้ นความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี นอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานได้ส่งเสริม เพอื่ ใหส้ ามารถจดั การศกึ ษาไดต้ ามเกณฑม์ าตรฐาน
ระบบการบริหารจัดการคุณภาพในรูปแบบ การศกึ ษาของชาติ และสง่ ผลถงึ การพฒั นาคณุ ภาพ
โรงเรยี นมาตรฐานสากลซง่ึ ไดร้ บั การยอมรบั วา่ เปน็ การศกึ ษาทย่ี ่ังยืน
ระบบท่ีสามารถพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา
โดยใหโ้ รงเรยี นพฒั นาระบบบรหิ ารจดั การโรงเรยี น รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยทางการ
ด้วยระบบคุณภาพตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพ บริหารท่ีส่งผลต่อความเป็นเลิศของโรงเรียน
แห่งชาติ (Thailand Quality Award: TQA) สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
ซ่ึงเป็นเกณฑ์ที่มีต้นแบบมาจากรางวัลคุณภาพ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ผลการวจิ ยั จะเปน็ ตน้
แหง่ ชาตขิ องประเทศสหรัฐอเมริกาท่เี รยี กวา่ The แบบและนำ� ไปสแู่ นวทางในการพฒั นาคณุ ภาพของ
Malcolm Baldrige National Quality Award โรงเรยี นไปสคู่ วามเปน็ เลศิ บรรลเุ ปา้ หมายของการ
(MBNQA) ซ่ึงได้มีการพัฒนาปรับปรุงมาตลอด ศกึ ษาทม่ี คี ณุ ภาพและมมี าตรฐานอยา่ งยง่ั ยนื ตอ่ ไป
เพ่ือช่วยให้องค์กรประเมินตนเองภายใต้สภาวะ
แวดลอ้ มทเ่ี ปลยี่ นแปลงอยา่ งตอ่ เนอ่ื งมงุ่ เนน้ ผลการ 2. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
ด�ำเนินการตามกลยุทธ์ขององค์กรตามเกณฑ์ท่ีได้
พัฒนาไปสู่มุมมองเชิงระบบท่ีครอบคลุมและ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์
เชิงสาเหตุปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อความ

ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 135

เปน็ เลศิ ของโรงเรยี น สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น และครใู นโรงเรียนประถมศึกษา
การศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สังกัดคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในภาค
2. เพ่ือตรวจสอบความสอดคล้อง ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จำ� นวน 510 คน ไดม้ าโดยใช้
ระหว่างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยทาง การสมุ่ แบบหลายขนั้ ตอน (Multi-Stage Random
การบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของโรงเรียน Sampling)
สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั ระยะท่ี 1 เปน็
ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ท่พี ัฒนาขึน้ กบั ขอ้ มลู แบบสมั ภาษณผ์ ทู้ รงคณุ วฒุ ิ และผบู้ รหิ ารและครใู น
เชิงประจักษ์ โรงเรยี นดเี ดน่ เพอื่ ใชใ้ นการสมั ภาษณแ์ บบเจาะลกึ
มีโครงสร้างของเน้ือหาท่ีจะสัมภาษณ์เก่ียวกับ
3. วิธีด�ำเนินการวจิ ยั ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของ
โรงเรยี น และระยะที่ 2 เครอ่ื งมอื ในการเกบ็ รวบรวม
การดำ� เนนิ การวจิ ยั แบง่ เปน็ 2 ระยะ ดงั น้ี ขอ้ มลู เปน็ แบบสอบถาม ทผี่ วู้ จิ ยั สรา้ งขนึ้ ตามกรอบ
1. การวิจยั ระยะท่ี 1 การก�ำหนดกรอบ แนวคิดในการวิจัยโดยแบบสอบถามได้ผ่านการ
แนวคิดการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ ตรวจสอบความตรงเชงิ เนอ้ื หา (IOC) จากผเู้ ชยี่ วชาญ
เอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ ง 2) การสัมภาษณ์ 5 คน ซง่ึ ผลการตรวจสอบ พบวา่ มคี า่ IOC ระหวา่ ง
ผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวน 7 คน และ 3) การศึกษา 0.80-1.00 แลว้ นำ� ไปทดลอง (Try out) ในโรงเรยี น
โรงเรียนดีเด่น โดยการสมั ภาษณ์ผู้บรหิ าร และครู ประถมศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ�ำนวน 20
ในโรงเรยี นทมี่ ผี ลงานดเี ดน่ และโรงเรยี นทมี่ ผี ลการ โรงเรียน พบว่า มคี ่าอ�ำนาจจ�ำแนกระหว่าง 0.36-
ประเมินภายนอกรอบสามในระดับดีมาก จ�ำนวน 0.86 และค่าความเชอ่ื มนั่ ทงั้ ฉบับเทา่ กบั 0.99
3 โรงเรยี น 4) การสังเคราะหข์ อ้ มูล โดยน�ำผลจาก การเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะที่ 1 ผู้วิจัย
การดำ� เนนิ การทงั้ 3 สว่ นมาสงั เคราะหร์ วมกนั เพอื่ ท�ำการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวน 7 คน
คัดเลือกตวั บ่งชีท้ ่มี ีความเหมาะสม ปรับร่างโมเดล และผู้บริหารโรงเรียน และครูในโรงเรียนดีเด่น
สมมติฐาน ผลท่ีได้จะเป็นโมเดลสมมติฐานท่ี จำ� นวน 3 โรงเรยี น และระยะที่ 2 การเกบ็ ข้อมลู
ประกอบดว้ ย โมเดลการวดั โมเดลสมการโครงสรา้ ง จากแบบสอบถาม ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามทาง
2. การวิจัยระยะท่ี 2 การตรวจสอบ ไปรษณีย์ ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2561
สมมติฐานการวิจัย ประชากร ได้แก่ ผูบ้ ริหารและ มีแบบสอบถามได้รับกลับคืน จ�ำนวน 510 ฉบับ
ครู ในโรงเรยี นประถมศกึ ษา ในภาคตะวนั ออกเฉยี ง คิดเป็นร้อยละ 100 ผู้วิจัยได้ตรวจสอบความ
เหนอื ปกี ารศกึ ษา 2559 จำ� นวน 12,490 โรงเรยี น สมบูรณข์ องแบบสอบถามแล้วจึงวเิ คราะห์ขอ้ มลู
กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จ�ำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล ระยะท่ี 1 ใช้การ
11,577 คน ครูผู้สอน จ�ำนวน 119,339 คน วิเคราะห์เชิงเน้ือหา และสรุปประเด็นส�ำคัญท่ีได้
รวมทั้งสนิ้ 130,916 คน และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่

136 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

จากการศึกษา และระยะท่ี 2 ศึกษาคุณลักษณะ โรงเรียน สังกัดสำ� นักงานคณะกรรมการการศึกษา
ของกลุ่มตัวอย่างโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ขั้นพ้ืนฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธ์ิสห ประกอบดว้ ย 5 ปจั จยั คือ ภาวะผนู้ ำ� ทางวิชาการ
สัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน เพื่ออธิบายสภาพ กลยุทธ์องค์การ การจัดการกระบวนการ
ท่ัวไปของตัวแปร และตรวจสอบความสอดคล้อง การจัดกระบวนการเรยี นรู้ และความเปน็ เลิศของ
ของรปู แบบความสมั พนั ธโ์ ครงสร้างเชงิ สาเหตจุ าก โรงเรยี น
ทฤษฎีที่ได้ศึกษากับข้อมูลเชิงประจักษ์และเพ่ือ 2. รปู แบบความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตปุ จั จยั
ศึกษาขนาดอทิ ธพิ ลทางตรง อิทธิพลทางอ้อมและ ทางการบริหารท่ีส่งผลต่อความเป็นเลิศของ
อิทธิพลรวมของปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อ โรงเรยี น สงั กดั ส�ำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ความเป็นเลิศของโรงเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ ขั้นพ้ืนฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พัฒนา
โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation ข้ึนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์
Model: SEM) โดยมีค่าสถิติวัดความกลมกลืนของรูปแบบ คือ
คา่ ไค-สแควร์ (X2)= 57.77, df = 90, p-value=
4. สรุปผลการวจิ ัย 0.996, X2/df = 0.64, RMSEA = 0.00, GFI =
0.99, AGFI = 0.98, CN=1073.97, CFI=1 และ
1. รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ RMR=0.0057 ดังแสดงในภาพที่ 1
ปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อความเป็นเลิศของ

ภาพที่ 2 รปู แบบความสมั พันธ์เชิงสาเหตปุ จั จัยทางการบรหิ ารท่สี ง่ ผลตอ่ ความเป็นเลศิ ของโรงเรยี น

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 137

สญั ลกั ษณท์ ีใ่ ชแ้ ทนตัวแปร อย่างมนี ัยส�ำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01
ตวั แปรแฝงภายนอก ไดแ้ ก่ ภาวะผนู้ ำ� ทาง
วิชาการของผู้บริหาร (LEA) ตัวแปรแฝงภายใน 5. อภิปรายผลการวจิ ัย
ได้แก่ กลยุทธ์องค์การ (STR) การจัดการ
กระบวนการ (PRO) การจัดกระบวนการเรียนรู้ จากผลการวจิ ยั เรอ่ื งรปู แบบความสมั พนั ธ์
(LER) และความเปน็ เลิศของโรงเรียน (EXC) เชิงสาเหตุปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อความ
ตวั แปรสงั เกตได้ ไดแ้ ก่ การบรหิ ารจดั การ เป็นเลิศของโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานคณะ
หลกั สตู รและการสอน (LEAX1) การจดั บรรยากาศ กรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในภาคตะวันออก
ที่ดีในการเรียนรู้ (LEAX2) การพัฒนาและสร้าง เฉียงเหนอื ผูว้ ิจยั ขออภิปรายผลดังน้ี
มาตรฐานด้านวิชาการ (LEAX3) การนิเทศและ 1. รปู แบบความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตปุ จั จยั
ประเมนิ ผลดา้ นการสอน (LEAX4) การกำ� หนดแผน ทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของ
กลยทุ ธ์ (STRY1) การปฏิบตั ติ ามกลยทุ ธ์ (STRY2) โรงเรยี น สงั กัดสำ� นกั งานคณะกรรมการการศึกษา
การติดตามและประเมินผลกลยทุ ธ์ (STRY3) การ ขัน้ พ้ืนฐาน ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ประกอบ
จัดโครงสร้างองค์การ (PROY4) การมุ่งเน้น ด้วย 5 ปัจจยั คอื ภาวะผนู้ �ำทางวิชาการ กลยุทธ์
บุคลากร (PROY5) การบริหารการเปลี่ยนแปลง องค์การ การจัดการกระบวนการ การจัดกระบวน
(PROY6) การสนบั สนุนทรัพยากร (PROY7) การ การเรียนรู้ และความเป็นเลิศของโรงเรยี น
เนน้ ผู้เรียนเป็นสำ� คญั (LERY8) การจดั การความ 1.1 ปจั จยั ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการของ
รขู้ องครู (LERY9) การวดั และประเมนิ ผล (LERY10) ผู้บรหิ าร เป็นปัจจัยท่ีสง่ ผลทางตรงในทศิ ทางบวก
คณุ ภาพการบรหิ ารจดั การ (EXCY11) คณุ ภาพการ ต่อความเป็นเลิศของโรงเรียน และมีอิทธิพลทาง
เรียนการสอน (EXCY12) คุณภาพนักเรียน ออ้ มและอทิ ธพิ ลรวมตอ่ ความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี น
(EXCY13) และ คณุ ภาพครแู ละบคุ ลากร (EXCY14) ในทิศทางบวกซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาวะผู้น�ำทาง
3. ผลการตรวจสอบขนาดอิทธิพลทาง วชิ าการของผบู้ รหิ ารมคี วามสำ� คญั ตอ่ ความเปน็ เลศิ
ตรง (DE) อทิ ธพิ ลทางออ้ ม (IE) และอิทธิพลรวม ของโรงเรยี น ทงั้ น้ีอาจเน่อื งมาจากการบรหิ ารงาน
(TE) ของปจั จยั ทางการบรหิ ารทส่ี ง่ ผลตอ่ ความเปน็ ของทป่ี ระสบความสำ� เรจ็ นน้ั ผบู้ รหิ ารจะตอ้ งแสดง
เลศิ ของโรงเรียน พบว่า ปจั จัยทมี่ อี ิทธิพลตอ่ ความ บทบาทการเป็นผู้น�ำในด้านต่างๆ ผู้บริหารสถาน
เป็นเลิศของโรงเรียนสูงสุด ได้แก่ การจัดการ ศกึ ษาในฐานะเปน็ ผนู้ ำ� ในสถานศกึ ษาจะตอ้ งปฏบิ ตั ิ
กระบวนการ รองลงมาคอื ภาวะผู้นำ� ทางวิชาการ ตนเป็นแบบอย่างของผู้น�ำ โดยเฉพาะผู้น�ำทาง
ของผูบ้ ริหาร และการจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่วน วชิ าการ จะตอ้ งเปน็ ผทู้ ม่ี ภี าวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการเปน็
กลยทุ ธ์องค์การ ไมส่ ่งผลทางตรงตอ่ ความเป็นเลศิ อย่างดี เพื่อเป็นผู้น�ำสร้างพลังความร่วมมือกับ
ของโรงเรียนแต่มีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางบวก ทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องในสถานศึกษาทั้งครูวิชาการ
ครูผู้สอน และบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องเพื่อปฏิรูปการ

138 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

เรยี นรซู้ ง่ึ จะนำ� ไปสกู่ ารปฏริ ปู การศกึ ษา เพอ่ื ใหเ้ กดิ การศกึ ษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 4 ตามความ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนให้สูงข้ึนและ คิดเห็นของผู้บริหารและครู ในภาพรวมและราย
เป็นไปตามความมุ่งหมาย (Pomdam, 2015 : ด้านอยใู่ นระดับมาก
210-220) สอดคล้องกับผลการวิจัยของพัฒนะ 1.3 ปัจจัยการจัดการกระบวนการ
สีหานู (Seehanu, 2010) ไดศ้ กึ ษารปู แบบความ เปน็ ปจั จยั ทมี่ อี ทิ ธพิ ลทางตรงตอ่ ความเปน็ เลศิ ของ
สัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ โรงเรียนมากที่สุด และมีอิทธิพลทางอ้อมและ
ประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นขนาดเลก็ สงั กดั สำ� นกั งาน อทิ ธพิ ลรวมตอ่ ความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี นในทศิ ทาง
เขตพื้นท่ีการศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บวก ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าการจัดการกระบวนการมี
พบวา่ ปจั จยั ภาวะผนู้ ำ� ทางวชิ าการมอี ทิ ธพิ ลทง้ั ทางตรง ความสำ� คญั ตอ่ ความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี น ดว้ ยการ
อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมต่อประสิทธิผล จัดการกระบวนการเป็นการก�ำหนดกลไกท่ีส�ำคัญ
ของโรงเรยี นขนาดเลก็ ในการออกแบบการด�ำเนินการติดตาม ควบคุม
1.2 ปัจจัยกลยุทธ์องค์การ เป็น และปรับปรุงเพื่อให้องค์กรบรรลุยุทธศาสตร์และ
ปัจจัยไม่ส่งผลทางตรงต่อความเป็นเลิศของ เปา้ หมายทกี่ ำ� หนด จงึ นบั ไดว้ า่ การจดั กระบวนการ
โรงเรียน แต่มีอิทธิพลทางอ้อมและอิทธิพลรวม เป็นหัวใจส�ำคัญท่ีสุดของการบริหารคุณภาพ
ต่อความเป็นเลิศของโรงเรียนในทิศทางบวก ท้ังนี้ เนื่องจากเป็นวิธีการท่ีองค์กรใช้ในการก�ำหนด
อาจเป็นเพราะว่าแผนกลยุทธ์เป็นหัวใจส�ำคัญของ กระบวนการหลักและกระบวนการสนับสนุนท่ี
การบริหาร เป็นองค์ประกอบส�ำคัญของความ ส�ำคัญท้ังหมดที่ช่วยสร้างคุณค่าแก่ผู้เรียนและผู้มี
สำ� เรจ็ ขององคก์ าร เปน็ กระบวนการในการกำ� หนด สว่ นได้สว่ นเสยี (Amornprasit, 2014 : 51)
เป้าหมายท่ีชัดเจนของสถานศึกษาท้ังในระยะสั้น 1.4 ปัจจัยการจัดกระบวนการเรียน
และระยะยาวเพอื่ ใหบ้ รรลถุ งึ เปา้ หมายทกี่ ำ� หนดไว้ รเู้ ปน็ ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลทางตรงในทศิ ทางบวกตอ่ ความ
อย่างมีประสทิ ธิภาพ (Phagaphasvivat, 2008 : เป็นเลิศของโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าการจัด
23) ดังน้ัน กลยุทธ์องค์การจะส่งผลต่อความเป็น กระบวนการเรียนรู้มีความส�ำคัญต่อความเป็นเลิศ
เลศิ ของโรงเรยี นไดน้ นั้ จะตอ้ งเกดิ จากกระบวนการ ของโรงเรียน ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนรู้เป็น
จัดท�ำแผนกลยุทธ์ของโรงเรียนและการปรับปรุง หวั ใจของการศึกษา สถานศกึ ษาทกุ แหง่ จึงมภี าระ
แก้ไขอย่างครบถ้วน แต่ในปัจจุบัน การน�ำแผน หนา้ ทหี่ ลกั ในจดั กระบวนการเรยี นรใู้ หท้ กุ คนไดเ้ กดิ
กลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษายังประสบ การเรยี นรู้ เพื่อให้ผเู้ รยี นแตล่ ะคนได้พัฒนาตนเอง
ปัญหาในการปฏิบตั ิ สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ยั ของ สงู สดุ ตามกำ� ลงั หรอื ศกั ยภาพของแตล่ ะคนการจดั
ศศิวรรณ ตน้ กันยา (Tonkanya, 2015) ไดศ้ ึกษา กระบวนการเรียนรู้ที่ดีช่วยให้การจัดการเรียนรู้
พบว่าปัญหาการน�ำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติใน บรรลสุ เู่ ปา้ หมายไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพชว่ ยใหก้ าร
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนที่ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด�ำเนินไปอย่างเป็นระบบมี

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 139

ระเบียบ ไม่สับสน กระบวนการต่างๆ ด�ำเนินไป ความแปรปรวนของความเป็นเลิศของโรงเรียนได้
ตามลำ� ดบั ขนั้ สามารถตรวจสอบไดว้ า่ มจี ดุ บกพรอ่ ง รอ้ ยละ 49 ดงั นนั้ จงึ ถอื ไดว้ า่ รปู แบบความสมั พนั ธ์
ที่ใดบ้าง เม่ือเกิดปัญหาก็สามารถแก้ปัญหาได้ เชิงสาเหตุปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อความ
ตรงจุด สามารถตรวจสอบได้ว่าการจัดการเรียนรู้ เปน็ เลศิ ของโรงเรยี น สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ
ได้ผลเพียงใด การจัดกระบวนการการเรียนรทู้ ำ� ให้ การศึกษาขน้ั พื้นฐาน ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ที่ก�ำหนดไว้ ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับ
มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันและมีความส�ำคัญ ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์
ต่อกันและกันอย่างใกล้ชิดและชัดเจน ซ่ึงจะช่วย
ใหก้ ารจดั การเรยี นรปู้ ระสบผลสำ� เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ 6. ข้อเสนอแนะ
(ValayaAlongkorn Rajabhat University under
the Royal Patronage, 2009 : 33-34) ดงั ผลการ 1. ข้อเสนอแนะเพอ่ื นำ� ผลการวจิ ัยไปใช้
วิจัยของสัมฤทธ์ิ กางเพ็ง (Kangpheng, 2008 : 1.1 ผลการวจิ ยั พบวา่ ภาวะผนู้ ำ� ทาง
189) ท่ีไดศ้ กึ ษา ปจั จยั ทางการบริหารทมี่ ีอทิ ธพิ ล วชิ าการของผบู้ รหิ าร การจดั การกระบวนการและ
ตอ่ ประสทิ ธิผลของโรงเรียน พบวา่ ปจั จยั กระบวน การจัดกระบวนการเรียนรู้ส่งผลต่อความเป็นเลิศ
การเรียนรู้ มีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิของ ของโรงเรยี นดงั นนั้ ผบู้ รหิ ารระดบั สงู หรอื หนว่ ยงาน
โรงเรียนอย่างมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01 ทเ่ี กย่ี วขอ้ งในการพฒั นาความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี น
2. ผลการตรวจสอบรูปแบบความ ควรพจิ ารณาเสรมิ สรา้ งปจั จยั ดงั กลา่ วใหเ้ กดิ ขนึ้ กบั
สัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อ ผบู้ รหิ ารและสถานศกึ ษา
ความเป็นเลิศของโรงเรียนท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นกับ 1.2 ผลการวิจัยพบว่า ทุกตัวแปร
ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ การพฒั นารปู แบบความสมั พนั ธ์ ประกอบด้วย ภาวะผู้น�ำทางวิชาการของผู้บริหาร
เชิงสาเหตุปัจจัยทางการบริหารท่ีส่งผลต่อความ กลยทุ ธอ์ งคก์ าร และการจดั การกระบวนการสง่ ผล
เป็นเลิศของโรงเรียน สังกัดส�ำนักงานคณะ ทางบวกตอ่ การจดั กระบวนการเรยี นรซู้ ง่ึ สง่ ผลทาง
กรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานในภาคตะวันออก ตรงในทางบวกตอ่ ความเปน็ เลศิ ของโรงเรยี น ดงั นนั้
เฉียงเหนือท่ีพัฒนาข้ึนมีความสอดคล้องกับข้อมูล ในการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้จะต้อง
เชงิ ประจกั ษโ์ ดยพจิ ารณาจากคา่ สถติ ทิ ดสอบทผ่ี า่ น ค�ำนึงถึงการพัฒนาปัจจัยดังกล่าวให้เกิดขึ้นใน
หลักเกณฑ์การพิจารณาทุกค่าดัชนี นอกจากนั้น ผู้บรหิ าร ครู และสถานศกึ ษา
ตวั แปรทกุ ตวั แปรในรปู แบบทงั้ 4 ปจั จยั คอื ปจั จยั 1.3 ผลการวจิ ยั พบวา่ ภาวะผนู้ ำ� ทาง
ภาวะผนู้ ำ� ทางวิชาการของผบู้ รหิ าร ปจั จัยกลยุทธ์ วิชาการของผู้บริหาร มอี ทิ ธิพลรวมสูงท่ีสุด ดงั นน้ั
องคก์ าร ปจั จยั การจดั การกระบวนการ และปจั จยั ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและส�ำนักงานคณะ
การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สามารถรว่ มกนั อธิบาย กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควรส่งเสริม
สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรการอบรมภาวะผู้น�ำ

140 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ทางวชิ าการส�ำหรับผบู้ รหิ าร 2.2 ควรศึกษาประเด็นเดียวกันนี้
2. ข้อเสนอแนะการวจิ ัยคร้ังต่อไป ดว้ ยวธิ วี จิ ยั แบบมสี ว่ นรว่ ม หรอื การวจิ ยั และพฒั นา
2.1 ควรทำ� การวจิ ยั เพอื่ พฒั นารปู แบบ หรือทฤษฎีฐานราก เน่ืองจากบริบทของแต่ละ
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยทางการบริหาร โรงเรยี นอาจมีความแตกต่างกนั มาก เพอื่ นำ� ขอ้ คน้
ที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของโรงเรียนในระดับ พบที่ได้มาเปรียบเทียบยืนยันถึงข้อค้นพบในการ
ประเทศ เพอื่ นำ� ขอ้ คน้ พบทไ่ี ดม้ าศกึ ษาเปรยี บเทยี บ วิจัยครง้ั นี้
กัน หากมีความแตกต่างจะได้พิจารณาถึงสาเหตุ 2.3 ควรทำ� วจิ ยั เปรยี บเทยี บระหวา่ ง
ท่ีแตกตา่ ง แตห่ ากข้อคน้ พบเหมอื นกนั ก็จะได้เป็น โรงเรียนของรัฐและเอกชน เพ่ือน�ำข้อค้นพบท่ีได้
เคร่อื งยืนยนั ซ่งึ จะท�ำใหผ้ ลการวจิ ัยน่าเช่อื ถือมาก มาพัฒนาหรือปรับปรุงปัจจัยต่างๆ ให้ตรงกับ
ย่งิ ขน้ึ หนว่ ยงาน และเป็นข้อมลู ในระดบั นโยบาย

References

Amornprasit, B. (2014). An Administrative Model of Provincial Kindergarten Schools for
Excellence. Doctor of Philosophy in Education Administration. Graduate School :
Naresuan University.

Kangpheng, S. (2008). Administrative Factors Affecting School Effectiveness: Model
Development and Validation. Doctor of Education in Educational Administration.
Graduate School : KhonKaen University.

Office of Education Council (OEC). (2013). “6 Steps 7 strategies” 6-Month Operating Result
of The Office of Education Council 2013. Bangkok : 21st Co., Ltd.

_______. (2009). Study Analyses of the Image of Thai Education in the Future 10-20 years.
Bangkok : Pimdee.

Office of the Basic Education Commission. (2012). Learning Management in the World-Class
Standard School Edited Edition. Bangkok : The Agricultural Co-Operative Federation
of Thailand Publishing.

_______. (2014). The Office of the Basic Education Commission Quality Award of the
World-Class Standard School Project in 2014-2015. Bangkok : The Agricultural
Co-Operative Federation of Thailand Publishing.

Phagaphasvivat, S. (2008). Strategic management. Bangkok : Amarin.

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 141

Piromsri, P. (2011). The Study Guidelines Supporting a Learning Organization of Naluang
School Tungkaru District Bangkok Metropolis. Master of Education Degree in
Educational Administration. Graduate School : Srinakharinwirot University.

Pomdam, W. (2015). Instructional Leadership of School Administrators under the Office
of Phetchabun Primary Educational Service Area office 3: A Case Study. EAU
Heritage Journal Social Science and Humanity, 5(3), 210-220.

Seehanu, P. (2010). A Causal Relationship Model of Factors Influencing the Effectiveness
of Small School under the Educational Service Areas Office in the Northeast.
Doctor of Philosophy Program in Educational Administration. Graduate School :
Loei Rajabhat University.

Siritarangsri, P. (2014). Improving Thai Teachers Development in the 21st century. Bangkok
: Mata publishing.

Tonkanya, S. (2015). Problems and Guidelines of Strategy Implementation in Basic
Educational Institutions under the Supervision of KhonKaen Primary Educational
Service Area Office 4. Mahasarakham : Mahasarakham University.

Valaya Alongkorn Rajabhat University under the Royal Patronage. (2009). Manual of the
System Management for Child-centered Learning. Ayutthaya : Tienwattana Printing
Co., Ltd.



รูปแบบการบริหารจดั การชุมชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชีพ
ของโรงเรยี นมาตรฐานสากล*

The Professional Learning Community Management Model
of World Class Standard School

อ�ำนาท เหลือนอ้ ย
Amnat Leuanoi
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์
Nakhon Sawan Rajabhat University, Thailand
E-mail: Kroodanghad19@gmailcom

บทคัดยอ่

การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารจัดการชุมชนแห่งการ
เรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของโรงเรยี นมาตรฐานสากล 2) สรา้ งรปู แบบการบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง
วชิ าชพี ฯ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นร้ทู างวชิ าชีพฯ มรี ะเบยี บวิธีวิจยั ดังนี้
ขนั้ ตอนที่ 1 ศกึ ษาองคป์ ระกอบของการบริหารจัดการชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชีพฯ โดยศึกษาจาก
เอกสาร การสัมภาษณผ์ ทู้ รงคุณวฒุ ิ 9 คน และเก็บข้อมลู จากกลุม่ ตวั อย่าง 680 คน จากแบบสอบถาม
ข้ันตอนท่ี 2 การสร้างรปู แบบฯ โดยการสมั มนาอิงผ้เู ช่ยี วชาญ จำ� นวน 11 คน ข้ันตอนท่ี 3 การประเมนิ
รปู แบบฯ โดยเกบ็ ขอ้ มลู จากผู้บริหารสถานศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน จำ� นวน 18 คน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. องคป์ ระกอบของการบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ฯ ประกอบดว้ ย ภาวะผนู้ ำ�
เรียนรู้และพัฒนาวิชาชพี ชุมชนกลั ยาณมติ ร การท�ำงานเปน็ ทมี การมีวิสัยทัศนร์ ว่ ม และโครงสร้างการ
พัฒนาชุมชน
2. รูปแบบการบริหารจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพฯประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 สว่ นนำ� สว่ นที่ 2 เนอ้ื หาส่วนที่ 3 เงอ่ื นไขความสำ� เรจ็ โดยรูปแบบมคี วามเหมาะสม และคู่มอื
รปู แบบฯ มคี วามเหมาะสมในระดบั มากทีส่ ุด

* ไดร้ บั บทความ: 25 กนั ยายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 25 มกราคม 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 2 สงิ หาคม 2562
Received: September 25, 2018; Revised: January 25, 2019; Accepted: August 2, 2019

156 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

3. ผลการประเมินรูปแบบฯ ในโดยรวมมีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์
อย่ใู นระดบั มากท่สี ดุ และความเป็นไปไดอ้ ยู่ในระดับมาก
ค�ำสำ� คัญ: รูปแบบ; การบรหิ ารจัดการชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพ; โรงเรียนมาตรฐานสากล

Abstract

This research aims1) to study the factors of the professional learning community
management model of world class standard school, 2) to develop the professional learning
community management model of world class standard school and 3) to evaluate the
professional learning community management model of world class standard school.
The research method comprised three steps as follows; step 1: studying the element of
the professional learning community management related documents, interviewing 9
experts and collecting the data from a sample group of 680 people from a questionnaire.
Step 2: creating the model of the professional learning community management form
documentation for recheck expert connoisseurship by 11 experts. Step 3: evaluating the
model from administrators of 18 persons.
The results showed that:
1. The professional learning community management components include
leadership, professional learning and development, caring community, teamwork, shared
vision and supportive community.
2. The component of the model of the professional learning community man-
agement was three components as follows; Part 1 Introduction. Part 2 Content Part 3
Conditions of success. The model has the overall of suitability and handbook the overall
of suitability at the highest level.
3. The results of evaluation of model overall of professional learning commu-
nity management model were accuracy, suitability, utility were at the highest level and
feasibility was at the high level.
Keywords: Model; Professional Learning Community Management; World Class Standard
School

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 157

1. บทนำ� ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา รวมทั้งรูปแบบความ
สมั พนั ธข์ องคนในสงั คมกแ็ ตกตา่ งไปจากเดมิ ทำ� ให้
ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ เป็นการ ทกั ษะความตอ้ งการในการดำ� รงชวี ติ กเ็ ปลย่ี นแปลง
พัฒนาแนววิถีการเรียนรู้และพัฒนาขององค์กร ไปการจัดการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมกับยุค
แบบโรงเรยี นอยา่ งหลากหลายรปู แบบในบรบิ ทตา่ งๆ ปจั จบุ นั จงึ เปน็ ในรปู แบบผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรดู้ ว้ ย
ของแต่ละประเทศที่ตื่นตัวเพ่ือเปล่ียนผ่านให้ทัน การลงมือท�ำโดยเป็นการเรียนท่ีเน้นความร่วมมือ
ตอ่ การเปลยี่ นแปลงของในยคุ ศตวรรษท่ี 21 ซงึ่ เปน็ และเรยี นกนั เปน็ ทมี มากกวา่ จะเรยี นเพอื่ ผลสมั ฤทธิ์
รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพท่ีหลากหลาย เฉพาะตนเอง ซ่ึงการเรียนลักษณะนี้นักเรียนจะ
และล้วนมุ่งเน้นการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้ผ่าน เรียนรู้จากการกระท�ำและการคิดของตนเองครู
ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรวู้ ชิ าชพี แบบรว่ มแรงรว่ มใจกนั อาจารย์มีหน้าที่อ�ำนวยให้เกิดการเรียนรู้โดยการ
อยา่ งจรงิ จงั บนฐานงานจรงิ มากกวา่ การอบรมนอก ออกแบบบทเรียนสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการ
หนา้ งาน อยา่ งไรก็ตาม องคค์ วามรู้เกี่ยวกบั ชุมชน สอนรูปแบบการท�ำงานของครูจึงต้องเปล่ียนจาก
แห่งการเรียนรู้วิชาชีพในประเทศไทยยังเป็น ท�ำงานคนเดียวเป็นการท�ำงานเป็นทีมก�ำหนด
แนวคิดท่ียังไม่แพร่หลายเฉพาะกลุ่มโรงเรียนท่ีมุ่ง เป้าหมายร่วมกันในลักษณะของชุมชนแห่งการ
ปฏริ ปู การเรยี นรโู้ ดยใชช้ มุ ชนแหง่ การเรยี นรวู้ ชิ าชพี เรียนรู้วิชาชพี (Professional Learning Community
เพ่ือพัฒนาวิชาชีพบนฐานงานจริงภายในโรงเรียน หรอื PLC) โดยมเี ปา้ หมายเพอ่ื ชว่ ยเหลอื กนั และกนั
เป็นหลักจึงได้มีการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง แลกเปล่ียนเรียนรู้ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมในการ
จากเอกสารทางวชิ าการทง้ั ภายในและตา่ งประเทศ ทำ� งานพฒั นางานอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เนน้ ใหเ้ กดิ ผลลพั ธ์
สงั เคราะหเ์ ปน็ องคค์ วามรู้ เพอ่ื ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ทผี่ ลสมั ฤทธเิ์ ปน็ รายบคุ คลอยา่ งเทา่ เทยี มกนั ความ
ความเป็นมาและความส�ำคัญความหมายการแบ่ง คิดเช่นเดียวกันนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัย
ระดับชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพและองค์ ทั้งในและต่างประเทศหลากหลายช้ินที่บ่งบอกถึง
ประกอบของชมุ ชนแหง่ การเรยี นรวู้ ชิ าชพี ในบรบิ ท ผลดีท่ีเกิดกับครูผู้สอนและผู้เรียนจากการสร้าง
สถานศึกษา โดยหวังว่าแนวคิดน้ีจะสามารถจุด ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพข้ึนภายในโรงเรียน
ประกายความสนใจในการประยุกต์แนวคิดชุมชน (Panich, 2014)
แห่งการเรียนรู้วิชาชีพในโรงเรียนเพ่ือการพัฒนา เพราะฉะนนั้ การสรา้ งชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้
วชิ าชพี ครทู เ่ี นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำ� คญั (Chukamnoad วิชาชีพให้เกิดข้ึนในโรงเรียนและภายในกลุ่ม
and Sungthong, 2014 : 93-102) โรงเรียนจะช่วยสร้างความสามัคคีแก่หมู่คณะ
ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนส�ำหรับ กระตุ้นให้เกิดการวางแผนลงมือปฏิบัติและ
ผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 จงึ ตอ้ งมรี ปู แบบและวธิ กี าร ประเมินผลการปฏิบัติร่วมกันมุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ท่ีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งโลกในยุคปัจจุบันเกิดการ และเพิ่มพูนคุณลักษณะท่ีจ�ำเป็นของผู้เรียนให้เกิด
เปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ทง้ั ความรแู้ ละวทิ ยาการ

158 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ข้ึนโดยอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันของครู น�ำข้อมูลท่ีได้มาสังเคราะห์เกี่ยวกับการบริหาร
ทั้งโรงเรียนและสถานศึกษาก็จะมีเครือข่ายร่วม จัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ
ปฏิบัติภายในท้องถิ่น ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกท่ีจะ โรงเรียนมาตรฐานสากล มาเป็นกรอบในการร่าง
ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการชุมชนแห่งการ รูปแบบฯ
เรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐานสากล ข้ันตอนที่ 2 การสรา้ งรูปแบบการบริหาร
เพ่ือผลลัพธ์แห่งการสร้างแนวทางในการพัฒนา จัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ
คุณภาพการศึกษาตอ่ ไป โรงเรียนมาตรฐานสากล ผู้วิจัยก�ำหนดวิธีการ
ด�ำเนินการวิจัย ในข้ันตอนน้ีเป็นการสร้างรูปแบบ
2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั การบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี
ของโรงเรียนมาตรฐานสากล ซ่ึงผู้วิจัยได้น�ำ
1. เพ่ือศึกษาองค์ประกอบของการ องคป์ ระกอบ ของการบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การ
บรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของ เรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐานสากล
โรงเรยี นมาตรฐานสากล ที่ได้จากขั้นตอนท่ี 1 มาด�ำเนินการร่างรูปแบบฯ
2. เพ่ือสร้างรูปแบบการบริหารจัดการ ซ่ึงประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 ส่วนน�ำ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน ประกอบด้วย 1) แนวคิด และทฤษฎีพ้ืนฐานของ
มาตรฐานสากล การบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี
3. เพื่อประเมินรูปแบบการบริหาร ของโรงเรยี นมาตรฐานสากล 2) วตั ถปุ ระสงค์ของ
จัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ รูปแบบฯ ส่วนที่ 2 ส่วนเน้ือหา ประกอบด้วย 6
โรงเรียนมาตรฐานสากล องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ภาวะผนู้ �ำ 2) เรยี นรแู้ ละ
พฒั นาวชิ าชพี 3) ชมุ ชนกลั ยาณมติ ร 4) การทำ� งาน
3. วธิ ีด�ำเนนิ การวิจัย เปน็ ทีม 5) การมวี สิ ัยทศั นร์ ว่ ม และ 6) โครงสรา้ ง
การพัฒนาชมุ ชนสว่ นท่ี 3 เง่ือนไขความสำ� เรจ็ ของ
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา รปู แบบ เสนอตอ่ อาจารยท์ ป่ี รกึ ษาเพอื่ ขอคำ� แนะนำ�
(Research and Development) ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำ� หนด ยืนยันรูปแบบด้วยวิธีการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ
ข้ันตอนด�ำเนินการวิจัยไว้ 3 ข้ันตอน ได้แก่ (Connoisseurship) จำ� นวน 11คน
ข้นั ตอนที่ 1 การศึกษาองคป์ ระกอบของ ขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการ
การบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี บรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของ
ของโรงเรียนมาตรฐานสากล จากการก�ำหนด โรงเรียนมาตรฐานสากล การประเมินรูปแบบ
ตัวแปรท่ีเก่ียวข้องกับการวิจัยท้ังในประเทศและ ประกอบดว้ ย 4 ด้าน ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นความถูกต้อง
ต่างประเทศ การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน 2) ด้านความเหมาะสม 3) ด้านความเป็นไปได้
ใชแ้ บบสัมภาษณแ์ บบก่งึ โครงสร้าง และเกบ็ ข้อมลู
จากกลุ่มตัวอยา่ ง 680 คน จากแบบสอบถามแล้ว

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 159

4) ดา้ นความเป็นประโยชน์ ของรปู แบบ และคมู่ ือ โรงเรียนมาตรฐานสากล สรุปได้ว่า รูปแบบการ
การใช้รูปแบบเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 บรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของ
ระดบั สง่ ใหผ้ บู้ รหิ ารสถานศกึ ษาระดบั มธั ยมศกึ ษา โรงเรียนมาตรฐานสากลมีความเหมาะสม
ทไี่ ดม้ า โดยใชว้ ธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือ
Sampling) จำ� นวน 18 คน การใช้รูปแบบการบริหารจัดการชุมชนแห่งการ
เรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐานสากล
4. สรุปผลการวิจยั พบวา่ คมู่ อื การใชร้ ปู แบบการบรหิ ารจดั การชมุ ชน
แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐาน
ขั้นตอนที่ 1 การศกึ ษาองคป์ ระกอบของ สากล มคี วามเหมาะสมในระดบั มากทส่ี ดุ มคี า่ เฉลย่ี
การบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี เท่ากับ 4.58 คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.57
ของโรงเรียนมาตรฐานสากล พบว่า การบริหาร ข้ันตอนที่ 3 ผลการประเมินรูปแบบการ
จดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของโรงเรยี น บรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของ
มาตรฐานสากลประกอบดว้ ย 6 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ โรงเรยี นมาตรฐานสากล พบวา่ โดยรวมรปู แบบการ
1) ภาวะผนู้ ำ� 2) เรยี นรแู้ ละพฒั นาวชิ าชพี 3) ชมุ ชน บรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ของ
กัลยาณมิตร 4) การทำ� งานเป็นทมี 5) การมวี ิสัย โรงเรยี นมาตรฐานสากลมคี วามถกู ตอ้ ง อยใู่ นระดบั
ทศั น์ร่วม และ 6) โครงสรา้ งการพฒั นาชุมชน มากท่ีสุดมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.60 ค่าเบ่ียงเบน
ขน้ั ตอนท่ี 2 การสร้างรูปแบบการบริหาร มาตรฐานเท่ากับ 0.50 มีความเหมาะสม อยู่ใน
จัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ ระดับมากท่สี ุดมีค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 4.61 ค่าเบีย่ งเบน
โรงเรยี น มาตรฐานสากล มอี งคป์ ระกอบ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ มาตรฐานเท่ากับ 0.50 มีความเป็นไปได้ อยู่ใน
ส่วนท่ี 1 สว่ นน�ำ ประกอบดว้ ยแนวคดิ และทฤษฎี ระดับมากมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.44 ค่าเบ่ียงเบน
พนื้ ฐานของการบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ มาตรฐานเทา่ กบั 0.63 และมคี วามเป็นประโยชน์
ทางวชิ าชพี ของโรงเรยี นมาตรฐานสากลวตั ถปุ ระสงค์ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ มคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 4.66 คา่ เบยี่ ง
ของรปู แบบการบรหิ ารจัดการชมุ ชนแห่งการเรียน เบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.49
รู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐานสากลส่วนที่ 2
เนอื้ หา ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้น�ำ 2) เรยี นรู้และ 5. อภปิ รายผลการวจิ ยั
พฒั นาวชิ าชพี 3) ชมุ ชนกลั ยาณมติ ร 4) การทำ� งาน
เปน็ ทีม 5) การมวี ิสัยทัศน์ร่วม 6) โครงสรา้ งการ ข้ันตอนท่ี 1 การศึกษาองค์ประกอบผล
พัฒนาชุมชนส่วนที่ 3 เงื่อนไขความส�ำเร็จของ ของบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี
รูปแบบ ของโรงเรยี นมาตรฐานสากล พบวา่ ประกอบด้วย
ผลการตรวจสอบรูปแบบการบริหาร 6 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) ภาวะผ้นู ำ� 2) เรยี นรู้และ
จัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ พฒั นาวชิ าชพี 3) ชมุ ชนกลั ยาณมติ ร 4) การทำ� งาน

160 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

เปน็ ทีม 5) การมวี สิ ัยทศั น์ร่วม และ 6) โครงสรา้ ง ขัน้ ตอนที่ 2 การสรา้ งรปู แบบบรหิ ารจดั การชุมชน
การพัฒนาชมุ ชน ทัง้ นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ ในสภาพ แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐาน
ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงของโลกท่ีเกิดอย่าง สากล สามารถอภปิ รายผลได้ดังน้ี
รวดเรว็ สง่ ผลใหส้ ถานศกึ ษามกี ารปรบั ปรงุ ใหเ้ ขา้ กบั องคป์ ระกอบที่ 1 ภาวะผู้น�ำ คอื ความรู้
ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะการพัฒนาวิชาชีพ ความสามารถ และทักษะความเป็นผู้น�ำของ
ซึ่งในปัจจุบันวิชาชีพมีความส�ำคัญต่อการด�ำเนิน ผู้บริหารสถานศึกษาโดยยึดหลักแนวทางชุมชน
ชีวิตในสังคม ตลอดจนความต้องการของชุมชน แหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี การสนบั สนนุ การกระจาย
ยังคงมีความต้องการผู้เรียนที่มีความสามารถทาง อำ� นาจ การสรา้ งแรงบนั ดาลใจใหก้ บั ครู และบคุ ลากร
วิชาชีพเพื่อให้สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ท้ังนี้เป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการ
ประจ�ำวันได้ ดังน้ัน องค์ประกอบของการบริหาร พฒั นาการจดั การเรยี นรู้ โดยยดึ หลกั แนวทางชมุ ชน
จัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ใช้ข้อมูลเทคโนโลยี
โรงเรียนมาตรฐานสากลท่ีสามารถน�ำมาใช้ในการ สารสนเทศในการติดตามประเมินผลการด�ำเนิน
พฒั นาการบรหิ ารจดั การชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง งานตามแผนปฏิบัติการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพของโรงเรียนมาตรฐานสากลจึงควรมีอยู่ใน วิชาชีพน�ำเสนอผลการด�ำเนินการชุมชนแห่งการ
6 องค์ประกอบดังกลา่ ว ซ่งึ ครอบคลุมภารกิจและ เรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้านข้อมูลสารสนเทศงาน
เป้าหมายส�ำคัญของสถานศึกษาในการพัฒนาให้ วิเคราะห์ครอบคลุมผลลัพธ์ทั้งหมดเพ่ิมขีดความ
เป็นสถานศึกษาท่ีมีการบริหารจัดการชุมชนแห่ง สามารถขององคก์ ร เปรยี บเทยี บกบั โรงเรยี นชมุ ชน
การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ แหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี อน่ื ๆ ทมี่ บี รบิ ทใกลเ้ คยี ง
สรุ พล ธรรมรม่ ดี และคณะ (Tamromdee, et al., กันพัฒนาภาวะผู้น�ำทางวิชาการในการพัฒนา
2010) ไดน้ ำ� เสนอองคป์ ระกอบของชมุ ชนแหง่ การ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยร่วมกับครู
เรยี นรทู้ างวชิ าชพี (PCL) ประกอบดว้ ย 1) การเรยี น และบคุ ลากรในการขบั เคลอื่ นชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้
รพู้ ฒั นาวชิ าชพี 2) ชมุ ชนกลั ยาณมติ ร 3) โครงสรา้ ง ทางวิชาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของส�ำนัก
สนับสนุนชุมชน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ บรหิ ารงานการมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (Secondary
วรลักษณ์ ชูก�ำเนิด และเอกรินทร์ สังข์ทอง Education Administration Office, 2010 : 1-7)
(Chukamnoad and Sungthong, 2014 : 93- ได้กล่าวถึงโรงเรียนมาตรฐานสากลว่า จะต้องมี
102) พบวา่ องคป์ ระกอบของชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ มาตรฐานดา้ นการบรหิ ารจดั การดว้ ยระบบคณุ ภาพ
ทางวชิ าชพี มี 6 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) วสิ ยั ทศั นร์ ว่ ม ข อ ง ผู ้ บ ริ ห า ร ต ้ อ ง มี วิ สั ย ทั ศ น ์ แ ล ะ ส า ม า ร ถ
2) ทมี รว่ มแรงรว่ มใจ 3) ภาวะผนู้ ำ� รว่ ม 4) การเรยี นรู้ น�ำโรงเรียนสู่การเป็นมาตรฐานสากลบริหาร
และการพัฒนาวิชาชีพ 5) ชุมชนกัลยาณมิตร จัดการด้วยระบบคุณภาพภาวะผู้น�ำทางวิชาการ
และ 6) โครงสร้างสนบั สนนุ ชมุ ชน (Academic Leadership) ท่มี ผี ลงานปรากฏเปน็

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 161

ทยี่ อมรบั มคี วามสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยใี นการ บรหิ ารจดั การองคก์ รดว้ ยระบบคณุ ภาพทไ่ี ดร้ บั การ
ส่ือสารและบริหารจัดการ สามารถใช้ภาษาต่าง รบั รองจากองคก์ รมาตรฐานสากลตามแนวทางการ
ประเทศในการส่ือสาร มีประสบการณ์ อบรม ด�ำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
ศกึ ษาดงู าน แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ ในการจดั การศกึ ษา ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของส�ำนักบริหารงานการ
นานาชาติ และสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของวรลกั ษณ์ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (Secondary Education
ชกู �ำเนิด และเอกรินทร์ สังขท์ อง (Chukamnoad Administration Office, 2010 : 1-7) ไดก้ ล่าวถงึ
and Sungthong, 2014 : 93-102) พบว่า โรงเรยี นมาตรฐานสากลวา่ จะตอ้ งมมี าตรฐานดา้ น
องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู การบรหิ ารจดั การดว้ ยระบบคณุ ภาพของครผู สู้ อน
ในบริบทสถานศึกษามีองค์ประกอบส�ำคัญ 6 ท่ีตอ้ งมีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ
องคป์ ระกอบ คือ วิสยั ทัศนร์ ่วมทมี ร่วมแรงร่วมใจ เฉพาะทางดา้ นวชิ าการ สามารถใชภ้ าษาตา่ งประเทศ
ภาวะผู้น�ำร่วมการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ ในการสื่อสารใช้หนังสือ ต�ำราเรียน และส่ือที่เป็น
ชุมชนกัลยาณมิตรและโครงสรา้ งสนบั สนุน ภาษาต่างประเทศในการจัดการเรียนการสอน
องค์ประกอบท่ี 2 เรียนรู้และพัฒนา ใช้ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ในการจัดการเรียนการสอน
วชิ าชพี คอื การเรยี นรเู้ พอ่ื พฒั นาวชิ าชพี ดว้ ยบรบิ ท ทั้งระบบออนไลน์ และออฟไลน์ สามารถแลก
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่มีการท�ำงาน เปลย่ี นเรยี นรปู้ ระสบการณ์ ในการจดั การเรยี นการ
ร่วมกัน โดยมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถ สอนกับนานาชาติได้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ
และความเชยี่ วชาญเฉพาะทางดา้ นวชิ าการ ทกั ษะ วรลักษณ์ ชูก�ำเนิด และเอกรินทร์สังข์ทอง
ภาษาตา่ งประเทศ พฒั นาการใชส้ อื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (Chukamnoad and Sungthong, 2014 : 93-
(ICT) ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือน�ำมาใช้ 102) พบวา่ องคป์ ระกอบของชมุ ชนการเรยี นรทู้ าง
ในการจัดการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ วิชาชีพครูในบริบทสถานศึกษามีองค์ประกอบ
ทง้ั นเ้ี ปน็ เพราะวา่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษามกี ารพฒั นา ส�ำคญั 6 องค์ประกอบ คอื วิสยั ทัศนร์ ่วมทมี รว่ ม
สมาธิเพ่ือการเปล่ียนแปลงสู่การจัดการชุมชน แรงรว่ มใจภาวะผนู้ ำ� รว่ มการเรยี นรแู้ ละการพฒั นา
แหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี พฒั นาการบรหิ ารจดั การ วชิ าชพี ชมุ ชนกลั ยาณมติ รและโครงสรา้ งสนบั สนนุ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยใช้การวิจัย องค์ประกอบท่ี 3 ชุมชนกัลยาณมิตรคือ การยึด
ส่ือ นวัตกรรมเพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ หลกั ธรรมาภบิ าลในการบรหิ าร มคี วามศรทั ธารว่ ม
วิชาชีพอย่างต่อเน่ืองเพ่ือให้สามารถเทียบเคียง อยู่ร่วมกันตามหลักปฏิบัติงานการจัดการเรียนรู้
มาตรฐานสากลรว่ มกนั กบั ครู และพฒั นาผเู้ รยี นให้ ทางวิชาชีพร่วมกันมีอัตลักษณ์ ด้านคุณธรรม
มคี วามสามารถในการส่ือสาร 2 ภาษาตามบรบิ ท จริยธรรมในการน�ำไปใช้ในการด�ำเนินงานและ
ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ รวมท้ัง ปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหาร ครู
โรงเรียนได้น�ำแนวปฏิบัติของ SCQA. OBECQA และบุคลากรทั้งน้ีเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถาน

162 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ศึกษา ครู และบคุ ลากรมคี วามศรัทธารว่ มกนั ตาม ในบริบทสถานศึกษามีองค์ประกอบส�ำคัญ คือ
หลักปฏิบัติงานการจัดการเรียนรู้ทางวิชาชีพสร้าง วิสัยทัศน์ร่วมทีมร่วมแรงร่วมใจภาวะผู้น�ำร่วมการ
นักเรียนท่ีมีคุณภาพต่อการพัฒนาโรงเรียนและ เรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพชุมชนกัลยาณมิตร
สงั คมมวี ถิ แี ละวฒั นธรรมการอยรู่ ว่ มกนั และรว่ มกนั และโครงสร้างสนบั สนุน
ท�ำงานแบบอุทิศตนเพื่อการด�ำเนินงานตาม องค์ประกอบที่ 4 การท�ำงานเป็นทีมคือ
แนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพใช้ความ การท�ำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างพลัง
เป็นกัลยาณมิตรเชิงวิชาการต่อกัน เพ่ือลดความ ในการเรียนรู้ร่วมกัน มีการเรียนรู้การท�ำงานเป็น
โดดเด่ียวระหว่างปฏิบัติงานสอนของครูยึดหลัก ทมี งาน มกี ารปฏิรปู การเรยี นรู้ทม่ี งุ่ การเรยี นรูข้ อง
พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา) ผู้เรียนเป็นหัวใจส�ำคัญมีการส่ือสารบนพ้ืนฐาน
เป็นชุมชนที่ยดึ หลักวินัยเชิงบวก และมงุ่ เนน้ ความ การรับฟังความคิดเห็น และความไว้วางใจซ่ึงกัน
เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่มีความสุข และกนั เพอ่ื พฒั นาชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี
ท้ังการท�ำงานและการอยู่ร่วมกันตามวัฒนธรรม ของผบู้ รหิ าร ครู และบคุ ลากรมงุ่ สโู่ รงเรยี นมาตรฐาน
แบบเปิดเผย ซึ่งสอดคล้องกบั แนวคดิ ของ Stoll & สากลที่มีประสทิ ธภิ าพทั้งน้เี ปน็ เพราะว่า ผบู้ รหิ าร
Louis (2007) ทกี่ ลา่ ววา่ การเรียนรู้พัฒนาวิชาชีพ สถานศึกษา ครู และบุคลากรร่วมกันท�ำงาน
เปน็ การทำ� ใหบ้ รรยากาศการพฒั นาวชิ าชพี ของครู รวบรวมและวเิ คราะหจ์ ากเอกสารทงั้ ในประเทศไทย
รู้สึกไม่โดดเด่ียวเป็นพ้ืนท่ีการเรียนรู้ร่วมกันท่ีใช้วิธี และตา่ งประเทศนำ� เสนอเกย่ี วกบั ทมี รว่ มแรงรว่ มใจ
การทห่ี ลากหลายเปน็ กลมุ่ ทเ่ี หนยี วแนน่ จากภายใน เป็นการพัฒนามาจากกลุ่มท่ีท�ำงานร่วมกันอย่าง
ใชค้ วามเปน็ กลั ยาณมติ รเชงิ วชิ าการตอ่ กนั ทำ� ใหล้ ด สร้างสรรค์ มีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มุ่งการเรียนรู้
ความโดดเด่ียวระหว่างปฏิบัติงานสอนของครู ของผเู้ รยี นเปน็ หวั ใจสำ� คญั ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ
เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันทั้งในเชิงวิชาชีพและชีวิต ของวรลักษณ์ ชูก�ำเนิด และเอกรินทร์ สังข์ทอง
มีความศรทั ธาร่วมอยรู่ ่วมกันแบบ “สังฆะ” ถอื ศลี (Chukamnoad and Sungthong, 2014 : 93-
หรือหลักปฏิบัติร่วมกันโดยยึดหลักพรหมวิหาร 4 102) ไดน้ ำ� เสนอเกยี่ วกบั ทมี รว่ มแรงรว่ มใจเปน็ การ
เมตตา กรณุ า มุฑิตา อุเบกขา เปน็ ชมุ ชนที่ยึดหลกั พฒั นามาจากกลมุ่ ทที่ ำ� งานรว่ มกนั อยา่ งสรา้ งสรรค์
วินัยเชิงบวกเชื่อมโยงการพัฒนาชุมชนแห่งการ ลกั ษณะการทำ� งานรว่ มกันแบบมวี สิ ัยทัศน์ คุณคา่
เรียนรู้ทางวิชาชีพไปกับวิถีชีวิตตนเองและวิถีชีวิต เปา้ หมายและพนั ธกจิ รว่ มกนั รวมกนั ดว้ ยใจจนเกดิ
ชุมชนอันเป็นพ้ืนฐานส�ำคัญของสังคมฐานการ เจตจ�ำนงในการท�ำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
พ่ึงพาตนเองและสอดคล้องกับงานของวรลักษณ์ เพอ่ื ใหบ้ รรลผุ ลทก่ี ารเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น และสอดคลอ้ ง
ชูก�ำเนิด และเอกรนิ ทร์ สงั ข์ทอง (Chukamnoad กับงานวิจัยของวรลักษณ์ ชูก�ำเนิด, เอกรินทร์
and Sungthong, 2014 : 93-102) พบว่า สังข์ทอง และชวลิต เกิดทิพย์ (Chukamnoad,
องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู Sungthongand and Koadtip, 2014 : 123-134)


Click to View FlipBook Version