The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารธรรมทรรศน์

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2562

ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 249

ประสงค์ ถึงแม้ว่าหนทางจะอยากล�ำบากเพียงไร ดอ้ ยโอกาส เพอื่ สง่ เสรมิ กจิ กรรมดา้ นวฒั นธรรมไทย
แต่ถ้าเรามีความตั้งใจจริงแล้วและมีความหม่ัน บ�ำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจ พร้อมท้ังอบรมให้ความรู้
ประกอบในสง่ิ นนั้ ๆ เรากจ็ ะบรรลถุ งึ เปา้ ทเ่ี ราตงั้ เอา และมกี ารฝกึ อาชพี เพอ่ื จะใหพ้ วกเธอเหลา่ นนั้ ไดม้ ี
ไวไ้ ดอ้ ยา่ งแนน่ อนและการตง้ั สจั จะนนั้ เรายงั นำ� มา งานท�ำและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการท่ีได้ยก
ใชใ้ นการทำ� งานในการประกอบอาชีพในการครอง ตวั อยา่ งประกอบนนั้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ความเสยี สละ
เรอื นอีกด้วย นัน้ เปน็ คุณประโยชน์อยา่ งยง่ิ ต่อชมุ ชน หนว่ ยงาน
3.3 จาคาธษิ ฐาน คอื การต้ังไวใ้ นใจ องค์กรภาคสังคมและประเทศชาติ ไม่ว่าการท�ำ
ทีป่ ระกอบด้วยการเสียสละความสละ อันได้แก่ 1) หน้าที่นั้นจะเล็กหรือจะใหญ่ก็ตาม ขอเพียงแต่ว่า
การสละในรปู แบบของรปู ธรรม ไดแ้ ก่ การเสยี สละ ส่ิงท่ีเราท�ำน้ันเป็นประโยชน์ต่อบุคคลสังคมและ
วัตถุสิ่งของ เสนาสนะ เครื่องบริโภคและอุปโภค ประเทศชาติ การเสียสละน้ัน เป็นเหตุน�ำมา
เป็นต้น 2) การเสียสละในรูปแบบของนามธรรม ซึ่งความสุขและความสงบสุขของสังคม การเสีย
ไดแ้ ก่ การเสลี สละทปี่ ระกอบดว้ ยกศุ ลจติ และการ สละนน้ั ยงั เปน็ ปจั จยั ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความรกั และความ
เสียสละเพื่อเป็นเหตุให้ละอกุศลจิต เพ่ือเจริญใน สามคั คขี องผคู้ นในสงั คมของประชาชนในประเทศ
กุศลจิตให้เกิดขึ้นในตน เช่น การเสียสละเพ่ือท�ำ นนั้ ๆ ดว้ ย การเสยี สละนน้ั สง่ ผลดที งั้ ตอ่ สว่ นตวั และ
ประโยชนใ์ หแ้ กส่ ว่ นรวมและสงั คม เปน็ ตน้ ตวั อยา่ ง สว่ นรวมอีกด้วย
เชน่ การทำ� หนา้ เปน็ จติ อาสาหรอื การทำ� งานในดา้ น 3.4 อุปสมาธิษฐาน คือ การต้ังไว้
การกุศลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท�ำงานในองค์กร ในใจที่เป็นไปเพื่อความสงบความสงบ ได้แก่
หรอื มลู นธิ ติ า่ งๆ ไดแ้ ก่ การจดั ตง้ั กองทนุ ชว่ ยเหลอื การระงบั โทษขอ้ ขดั ขอ้ งมวั หมองวนุ่ วายอนั เกดิ จาก
ผยู้ ากไร การจดั ตงั้ ทมี งานทปี่ รกึ ษาดา้ นกฎหมายให้ กเิ ลสทงั้ หลายแล้วทำ� จติ ใจให้สงบ การทำ� ด้วยกาย
แกป่ ระชาชนหรอื การกอ่ ตงั้ โรงเรยี นเพอื่ พฒั นาเดก็ วาจา ใจ มคี วามสงบไมว่ นุ่ วาย บางคนเคยโกรธงา่ ย
ในชุมชน หรือการให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ ก็ต้องหักห้ามความโกรธเอาไว้ให้ได้ ตัวอย่าง เช่น
ที่เห็นว่ามีประโยชน์และเป็นประโยชน์ที่ดีต่อ สุเมธดาบสเมื่อตั้งความปรารถนา ตั้งจิตอธิษฐาน
หนว่ ยงานหรอื ภาคสงั คม เปน็ ตน้ กรณกี ารทำ� หนา้ ว่าจะบ�ำเพ็ญบารมีเพ่ือมุ่งหวังเป็นพระพุทธเจ้า
เป็นจิตอาสาของมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและ ก็ไม่เคยมีความโกรธต่อใครๆ อีกเลยตลอด
สตรี เพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีท่ีถูกละเมิดสิทธิ 4 อสงไขยแสนกัป ดังท่มี ปี รากฏในลักขณสตู รทีฆ
และถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการ นิกายปาฏิกวรรคความว่า พระมหาบุรุษอธิษฐาน
ฟน้ื ฟดู า้ นรา่ งกายและจติ ใจ เพอื่ ชว่ ยเหลอื เดก็ และ ความเปน็ ผไู้ มโ่ กรธไวแ้ ละไดใ้ ห้ทาน คอื ผา้ เป็นอัน
สตรีท่ีได้รับเคราะห์กรรมและไร้ที่พ่ึงให้สามารถ มากล้วนแต่มีเน้ือละเอียดและมีสีดี เป็นผู้ด�ำรงอยู่
ด�ำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข เพ่ือส่งเสริม ในภพก่อนๆ ทรงเสียสละเหมือนฝนตกท่วั แผน่ ดิน
และพัฒนารายได้เสริมทักษะแก่เด็กที่ยากไร้และ ครนั้ ทรงทำ� กศุ ลกรรมนนั้ แลว้ จตุ จิ ากมนษุ ยโ์ ลกเขา้

250 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ถึงเทวโลก เสวยผลอันเป็นผลกรรมท่ีท�ำไว้ดีมี ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ เมอ่ื จติ ศกั ดสิ์ ทิ ธแ์ิ ลว้ จงึ อธษิ ฐานจติ แทน
พระฉวเี ปรยี บดว้ ยทองดจุ พระอนิ ทรผ์ ปู้ ระเสรฐิ กวา่ การบนบานศาลกลา่ ว ในครง้ั พทุ ธกาลทพ่ี ระพทุ ธเจา้
สุรเทวดา ย่อมลบล้นอยู่ในเทวโลก ถ้าเสด็จครอง ยงั ทรงดำ� รงพระชนชพี มเี หตกุ ารณค์ ลา้ ยๆ กนั คือ
เรอื นยงั ไมป่ ระสงคท์ จี่ ะทรงผนวชกจ็ ะทรงปกครอง เกดิ ภยั ธรรมชาตใิ นนครเวสาลี เกดิ ภยั แลง้ ฝนไมต่ ก
แผ่นดนิ ใหญ่ ทรงไดเ้ ฉพาะซง่ึ สัตตรตนะและความ ต้องตามฤดูกาล เกษตรกรรมได้รับความเสียหาย
เปน็ ผมู้ พี ระฉวสี ะอาดละเอยี ดงามลบลน้ ประชมุ ชน เกิดโรคระบาดชาวเมืองลม้ ตายกันมาก ชาวเวสาลี
ในโลกนี้ ถา้ เขา้ ถงึ บรรพชากจ็ ะทรงได้ ซง่ึ ผา้ สำ� หรบั จึงส่งทูตมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ให้ทรงช่วยเหลือ
ทรงครองเป็นผ้าเครื่องนุ่งห่มอย่างดีและเสวยผล พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงใหพ้ ระอานนทน์ ำ� พระสาวก
กรรมท่ีเป็นประโยชน์ดีท่ีทรงท�ำไว้ในภพก่อน ไปสวดรัตนปริตร เป็นการสวดสรรเสริญคุณพระ
ความหมดสิ้นแห่งผลกรรมท่ีพระองค์ท�ำแล้ว รัตนตรัย (Mahachulalongkornrajavidyalaya,
หามีไม่ จากท่ีได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการตั้งจิตไว้ 1996) แลว้ อา้ งเอาคณุ ของพระรตั นตรยั มาปกปอ้ ง
ในความสงบนั้น เป็นไปเพ่ือความมีประโยชน์ คุ้มครองชาวเวสาลเี ปน็ เวลา 7 วนั และในวันท่ี 8
โดยแท้ เพราะสงบเป็นเหตุให้น�ำมาซึ่งความสุข พระองคท์ รงเสดจ็ ไปสวดเอง หลังจากครบ 9 วนั
ซงึ่ ประกอบดว้ ยความสขุ ใน 3 สถานะ คอื ความสขุ เกิดฝนตกใหญ่ชะล้างโรคระบาดให้หมดไปและ
ในขณะปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ ความสขุ ในการทำ� งาน ความ ความแห้งแล้งก็เปลี่ยนเป็นความอุดมสมบูรณ์
สุขในการประกอบอาชีพ ความสุขในครองเรือน เหมาะแก่การเกษตรเหมือนเดิม ตัวอย่างนี้ ไม่ถือ
เปน็ ตน้ ความสุขในอนาคต ได้แก่ ความสขุ ที่เปน็ เปน็ การบนบาน เพราะเรามไิ ดต้ อ้ งตอบแทนสง่ิ ใดๆ
เหตุน�ำไปสู่ความส�ำเร็จ ความสุขท่ีเป็นเหตุน�ำไปสู่ แกส่ งิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ แตป่ ระการใดเลย การสวดสาธยาย
ความสมหวงั และความสุขดา้ นจิตใจ ไดแ้ ก่ ความ มนต์เหล่าน้ีจึงไม่ใช่การบนบาน เมื่อใดที่เรามีสติ
สขุ ท่เี กิดจากการได้บรรลธุ รรม ความสุขทเ่ี กิดจาก ระลึกรู้ เมอ่ื นัน้ บารมีส่งั สมในดวงจิตได้ตลอดเวลา
การนั่งสมาธิหรือการท�ำจิตภาวนา ความสุขท่ีจิต เช่น การฟังธรรมน้ีได้ปัญญาบารมี เราสงบกาย
ปราศจากความวิตกกงั วล ความสขุ ท่จี ิตปราศจาก วาจาใจเป็นศีลบารมี ปลีกตัวเข้าปฏิบัติธรรมเป็น
เหตุท่ีเป็นอกุศลมูล ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ เนกขัมมบารมี เปน็ ตน้
เปน็ ตน้ ส่วนเรื่องการท�ำบุญแล้วอธิษฐานกับการ
ทำ� บญุ แลว้ ไมอ่ ธิษฐานมคี วามแตกต่างกนั กอ่ นอ่นื
3. เปรยี บเทยี บการอธษิ ฐานกบั การออ้ นวอน ต้องท�ำความเข้าใจเร่ืองกฎแห่งกรรมและความ
หมายของค�ำว่าอธิษฐานในทางพระพุทธศาสนา
บางคนในสังคมคิดว่าการบนบานสาน ท่ีเข้าใจกันในภาษาไทยกันก่อน พระพุทธศาสนา
กลา่ วกบั การอธษิ ฐานเปน็ เรอ่ื งเดยี วกนั แตจ่ รงิ แลว้ เป็นศาสนาอเทวนิยม คือ เป็นศาสนาที่ไม่ได้สอน
ไม่ใช่ ในพระพุทธศาสนาไม่มีปฏิปทาให้ชาวพุทธ วา่ ทกุ สง่ิ ทเ่ี กิดขึน้ ในชวี ติ ประจำ� วนั ของมนษุ ย์ เชน่
บนบานศาลกล่าว ท่านควรพัฒนาจิตของท่านให้

ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 251

ความสขุ ความทกุ ข์ความร่�ำรวย ความยากจน เป็น หลกั ธรรมทเี่ รยี กวา่ พทุ ธการกธรรม คอื ธรรมทที่ ำ�
ผลมาจากการดลบันดาลของเทพเจ้า แต่สอนว่า ให้เปน็ พระพุทธเจ้า หรือบารมี 10 สงิ่ ทีข่ าดไมไ่ ด้
ทุกส่ิงมาจากการกระท�ำของตัวมนุษย์เอง ดังท่ี คือ อธิษฐานบารมี ถ้าหากไม่มีบารมีข้อนี้การ
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร ครั้งที่ บำ� เพญ็ บารมขี อ้ อนื่ ๆ กอ็ าจไมม่ จี ดุ หมายทแ่ี นน่ อน
ทรงตอบปญั หาของสภุ มาณพโตเทยยบตุ ร ผเู้ ขา้ ไป และพระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้
เฝา้ พระผ้มู พี ระภาค แล้วทลู ถามวา่ อะไรเป็นเหตุ อธษิ ฐานจึงเปน็ สิ่งทชี่ ่วยใหม้ ีการก�ำหนดเป้าหมาย
เปน็ ปจั จยั ใหส้ ตั วท์ เี่ กดิ เปน็ มนษุ ย์ มคี วามแตกตา่ งกนั ที่ชัดเจน ตอกย�้ำความต้ังใจเดิม ท�ำให้เกิดความ
คือ มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย แนว่ แนแ่ หง่ จติ ใจ ในเรอื่ งการทำ� บญุ แลว้ อธษิ ฐานน้ี
มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณดี มีอ�ำนาจน้อย มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอยู่หลายแห่ง เช่น
มีอ�ำนาจมาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดใน ในทานนุปปัตติมีการบรรยายผลท่ีเกิดจากการให้
ตระกลู ตำ�่ เกดิ ในตระกลู สงู มปี ญั ญานอ้ ย มปี ญั ญา ทานไวด้ งั น้ี บคุ คลบางคนในโลกนี้ ใหท้ าน คอื ขา้ ว
มาก พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ “มาณพสตั วท์ ง้ั หลาย น้�ำ ผา้ ยาน ดอกไม้ ของหอม เคร่อื งลบู ไล้ทีน่ อน
มกี รรมเปน็ ของตน มกี รรมเปน็ ทายาท มกี รรมเปน็ ที่พักและเคร่ืองประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์
ก�ำเนดิ มกี รรมเปน็ เผา่ พันธ์ุ มกี รรมเปน็ ท่พี ง่ึ อาศัย เขาใหส้ ง่ิ ใดกห็ วงั สง่ิ นน้ั ตอบแทน เขาเหน็ พวกขตั ตยิ
กรรมย่อมจ�ำแนกสัตว์ท้ังหลายให้เลวและดีต่าง มหาศาล พราหมณ์มหาศาลหรือคหบดีมหาศาล
กัน” จากน้ันทรงจำ� แนกถงึ เหตุทท่ี ำ� ใหส้ ตั วเ์ กิดมา ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมบ�ำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณจึงมี
แตกตา่ งกนั ตามหลกั กฎแหง่ กรรม ไมว่ า่ จะอธษิ ฐาน ความปรารถนาอยา่ งนวี้ า่ โอหนอหลงั จากตายแลว้
หรือไม่ก็ตาม บุญก็ย่อมให้ผลตามสภาพที่บุคคล เราพึงเกิดร่วมกับพวกขัตติยมหาศาล พราหมณ์
ไดก้ ระทำ� เมื่อเป็นเชน่ น้นั การอธษิ ฐานจะมีความ มหาศาลหรอื คหบดมี หาศาล เขาตง้ั จติ นนั้ อธษิ ฐาน
ส�ำคัญได้อย่างไร ในประเด็นนี้ก็ต้องย้อนกลับมา จติ นน้ั เจรญิ จติ นนั้ อยู่ จติ ของเขานนั้ นอ้ มไปในทาง
ทำ� ความเขา้ ใจเรอื่ งอธษิ ฐานตามทกี่ ลา่ วไวใ้ นหวั ขอ้ ต่�ำเจริญให้ยิ่งขึ้นไป ไม่ได้ย่อมเป็นไปเพ่ือเกิดในที่
เรอ่ื งความแตกตา่ งระหวา่ งอธษิ ฐานกบั การออ้ นวอน น้ันข้อนั้นแลเรากล่าวไว้ส�ำหรับผู้มีศีลไม่ใช่ส�ำหรับ
กันอีกเพราะเวลาท�ำบุญต่างๆ เช่น เวลาจะถวาย ผู้ทุศีล ท่านผู้มีอายุทั้งหลายมโนปณิธานของท่าน
ของกับพระภิกษุ มักจะได้ยินค�ำพูดจนเป็นความ ผู้มีศีลย่อมส�ำเร็จได้เพราะเป็นผู้บริสุทธ์ิ (Maha-
เคยชินกันแล้วว่า อยากได้อะไรก็ให้อธิษฐานกัน chulalongkornrajavidyalaya, 1996 : 346)
ท�ำบุญโดยไม่อธิษฐานผลบุญไม่ได้สูญหายไปไหน การอธษิ ฐานตามความหมายทางพระพทุ ธ
ย่อมให้ผลตามเหตุตามปัจจัยท่ีกระท�ำลงไป ศาสนา ถา้ มองผิวเผนิ อาจเหมือนกบั การอ้อนวอน
ตามล�ำดับแต่การอธิษฐาน จะท�ำให้ได้ผลท่ีตรง ดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้ แตเ่ มอ่ื พจิ ารณาจากตวั อยา่ งท่ี
เปา้ หมายมขี อบเขตชดั เจนดงั เชน่ การบำ� เพญ็ บารมี ยกมานี้ จะเห็นได้ว่า การอธษิ ฐานในแงท่ ่ีเปน็ การ
ของพระโพธิสัตว์ เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็มี ตงั้ ความปรารถนานน้ั มไิ ดต้ งั้ ขนึ้ มาอยา่ งเลอื่ นลอย

252 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

แต่เป็นการอธิษฐานเพ่ือจะไปสู่จุดหมายที่ต้ังไว้ ทุกอย่างในชีวิตประจ�ำวัน จึงมีความส�ำคัญมากท่ี
โดยใช้การกระท�ำของตนเป็นเหตุปัจจัยกล่าว คือ จะส่งผลให้ประสบความส�ำเร็จในทุกด้านของชีวิต
อาศัยบุญกุศลคุณงามความดีของตนเป็นพ้ืนฐาน ก็เป็นแรงขับให้ส�ำเร็จในอาชีพนั้นๆ แรงอธิษฐาน
มิใช่เพ่ืออ้อนวอนขอจากส่ิงภายนอก จากท่ีกล่าว สามารถน�ำไปใช้ให้เกิดผลดีแก่ชีวิตประจ�ำวัน
มาการอธิษฐานหรือหลักธรรมท่ีเก่ียวข้องกับ ได้ดงั น้ี
อธิษฐานท�ำให้สังเกตได้ว่า การอธิษฐานที่ถูกต้อง 1. การตง้ั เปา้ หมายไว้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ตามหลกั พระพทุ ธศาสนานน้ั คอื การอธษิ ฐานเปน็ ในเบอื้ งตน้ คอื ความตงั้ ใจในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทแี่ ละ
กุศลประกอบด้วยปัญญาเป็นไปเพ่ือความพ้นทุกข์ ตง้ั ใจกระทำ� แตค่ วามดี เรม่ิ แรกควรฝกึ ดว้ ยการเปน็
หรอื เปน็ เหตปุ จั จยั ทน่ี ำ� ไปสคู่ วามพน้ ทกุ ข์ ตวั อยา่ ง ผู้ที่มีความต้ังใจในการกระท�ำสิ่งใดส่ิงหนึ่งท่ีเรา
ของการอธิษฐานที่ถูกต้อง ก็คือ การบ�ำเพ็ญ รับผิดชอบและท�ำสิ่งน้ันให้ออกมามากที่สุด เช่น
อธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์ก่อนท่ีจะมาตรัสรู้ การวาดภาพ การปลกู ตน้ ไม้ หรอื เลยี้ งสตั ว์ เปน็ ตน้
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและการอธิษฐานของ เมอ่ื ผลงานทเ่ี ราไดท้ ำ� นน้ั สำ� เรจ็ ออกมา เราฝกึ ในชนิ้
พระอรยิ บุคคลเพ่ือบรรลุพระอรหันต์ เป็นต้น ตอ่ ๆ ไปอกี หรอื การทำ� ดเี ลยี้ งดพู อ่ แม่ มคี วามตงั้ ใจ
จริงกระท�ำด้วยความรกั และหว่ งใย
4. ประโยชน์ของการอธษิ ฐานจติ 2. การตงั้ เปา้ หมายไวเ้ พอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ในเบ้ืองหน้า เป็นการต้ังจิตอธิษฐานให้ตนเอง
การอธิษฐานจิตหรือการต้ังใจมีความ ประสบผลส�ำเร็จ เมื่อส�ำเร็จแล้วจะช่วยเหลือ
ส�ำคัญต่อการด�ำเนินชีวิตประจ�ำวันเป็นอย่างย่ิง ผทู้ ท่ี กุ ขย์ ากกวา่ เชน่ การตง้ั จติ อธษิ ฐานใหเ้ รยี นจบ
เพราะถือเป็นการวางเป้าหมายให้กับชีวิตว่า ปริญญาแล้วจะน�ำความรู้ความสามารถไปพัฒนา
ในวันหนึ่งจะท�ำอะไรบ้าง แล้วก็ด�ำเนินการตามที่ ประเทศชาติในโอกาสต่อไป ค�ำอธิษฐานว่า
ได้วางไว้ หากไม่มีการก�ำหนดเป้าหมายของชีวิต เราจะไม่รบราฆ่าฟันกันเองเป็นต้น ค�ำอธิษฐาน
ในแต่ละวันที่ชัดเจนแล้ว ก็ยากที่จะประสบความ ในลกั ษณะทเ่ี ปน็ ประโยชนน์ ี้ มใิ ชก้ ารตดิ สนิ บนหรอื
สำ� เรจ็ ในชวี ติ ได้ การวางเปา้ หมายในชวี ติ ประจำ� วนั การกราบไหว้ เพอ่ื ใหต้ นเองไดใ้ นสงิ่ ทเี่ ปน็ ประโยชน์
แต่ละวันเป็นสิ่งท่ีก�ำหนดข้ึน เพ่ือเป็นหนทางไปสู่ ตอ่ ตนเองฝา่ ยเดยี่ วและไมใ่ ชก่ ารบนบานศาลกลา่ ว
จดุ เป้าหมายสูงสดุ ของชวี ิต โดยอาจทำ� เป็นตาราง แต่อย่างไร เป็นการอธิษฐานในส่ิงที่ดีเพ่ือให้เกิด
เวลา วา่ ในแตล่ ะชว่ งเวลาของวนั นน้ั ๆ เราทำ� ความ ส่งิ ทด่ี ตี ามมา
ดตี ามน้ันดว้ ยจติ ใจอนั แน่วแนห่ รือ เวลาท�ำความดี 3. การตงั้ เปา้ หมายไวเ้ พอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชน์
อะไรอยา่ งหนง่ึ กม็ ปี ณธิ านวา่ จะตอ้ งมงุ่ มนั่ ทำ� อยา่ ง สูงสุด เมื่อมีการตั้งเป้าหมายในส่ิงท่ีดีงามทุกคน
แนว่ แนแ่ ละดว้ ยปณธิ านนน้ั กท็ ำ� ใหท้ า่ นกระทำ� การ ปฏบิ ตั ติ นตามแรงอธษิ ฐานนนั้ กจ็ ะทำ� ใหส้ งิ่ ทดี่ เี กดิ
ได้ส�ำเร็จ ฉะนั้นการอธิษฐานหรือความต้ังใจอย่าง ขึ้นตามมาและเป็นผลให้การพัฒนาส่ิงที่ดีงามน้ัน
แน่วแน่ในการท�ำกิจกรรมหรือคุณงามความดี

ปีที่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 253

ตามมาด้วย เม่อื คำ� อธษิ ฐานว่า เราจะไมก่ ระทำ� ผดิ การอธิษฐานมีความส�ำคัญต่อการบรรลุ
กฎหมายหรอื อบายมขุ เราจะรว่ มกนั ถอื ศลี คณุ งาม เป้าหมายและการไปสู่จุดหมายสูงสุดในชีวิต
ความดีท่ีเป็นพื้นฐานส�ำคัญในการพัฒนาสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นความหมายในแง่ท่ีเป็นการตั้งความ
ใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ เปน็ ต้น ปรารถนา แต่การต้ังความปรารถนาดังกล่าวน้ี
เป็นการต้ังจุดหมายไว้แล้วก็ด�ำเนินตามจุดหมาย
5. สรุป ทว่ี างไว้ โดยใชต้ นเองเปน็ ผกู้ ระทำ� มไิ ดอ้ าศยั บคุ คล
จากบทความท่ีน�ำเสนอมาน้ีสรุปได้ว่า อื่นเป็นเหตุให้ได้บรรลุจุดหมาย บุคคลอื่นเป็น
การอธิษฐานจิตตามหลักของพระพุทธศาสนา เพียงพยานหรือเป็นก�ำลังใจเท่านั้น การอธิษฐาน
คือ การตั้งใจเพ่ือจะท�ำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจิตใจอัน ทีด่ คี วรประกอบดว้ ยหลักธรรม คอื ปญั ญาธิฏฐาน
แนว่ แนม่ ่นั คง มงุ่ ตรงตอ่ จดุ หมาย กล่าวคือ การที่ สัจจาธิฏฐาน จาคาธิฏฐาน อุปสมาธิฏฐาน ได้แก่
ทุกคนจะประสบความส�ำเร็จได้ก็ต้องมีความตั้งใจ การตง้ั ไวใ้ นใจ คอื ปญั ญาทม่ี คี วามรชู้ ดั เจนและการ
มกี ารกำ� หนดจดุ มงุ่ หมายทช่ี ดั เจนดำ� เนนิ ไปตามนน้ั ดำ� เนนิ ชวี ติ ทป่ี ระกอบดว้ ยความมเี หตผุ ล การตง้ั ไว้
จึงจะส�ำเร็จได้ การอธิษฐานจิตคือ การต้ังความ ในใจท่ีประกอบด้วยตั้งใจจริงและความต้ังใจที่
ปรารถนาไว้ให้ส�ำเร็จผลในส่ิงใดสิ่งหนึ่งที่ต้ังความ ประกอบด้วยความมีสัจจะในตน ความมีสัจจะใน
ปรารถนาไว้ ซึง่ ต่างกับการบนบานศาลกลา่ ว การ การท�ำงาน ความมีสัจจะในการประกอบอาชีพ
ขอร้องสิ่งศกั ด์ิสทิ ธ์ใิ ห้ชว่ ยเหลือในสง่ิ ทต่ี นประสงค์ ความมีสัจจะในการครองเรือน การต้ังไว้ในใจที่
ให้ส�ำเร็จสมปรารถนา เม่ือใดส�ำเร็จสมปรารถนา ประกอบด้วยการเสียสละและการต้ังไว้ในใจท่ีเป็น
แลว้ จะให้ส่ิงตอบแทนแก่ส่งิ ศักดส์ิ ิทธิน์ นั้ ไปเพ่ือความสงบ
References

His Holiness the Supreme Patriarch. (1999). Buddhist History Volume 1. Bangkok : Mahamakut
Buddhist University.

Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Tipitaka Thai Version. Bangkok : Mahachulalong
kornrajavidyalaya Printing house.

Phra Brahmagunabhorn (P.A. Payutto). (2009). Buddhadhamma. Bangkok : Sahadhammika.
Phrakrupalad Somchai Kittakutto (Chomchan). (2009). A Study of the Vidhurapandhita’s

Perfection of Truth. Graduate School: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Somdet Phra Yannasangwon. (2001). 10 Acts 10 Moral. Bangkok : Mahamakut Buddhist

University.

254 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

Phromthuan, S. (2011). A Study of the Concept of the Perfection on Self-Determination
in Theravada Buddhist Scripture. Graduate School: Mahachulalongkornrajavidyalaya
University.

The Royal Institute. (2003). Dictionary of the Royal Institute B.E. 1999. Bangkok : Nanmee
books.

การด�ำเนนิ ชวี ิตของพระสงฆไ์ ทยในสงั คมปจั จุบัน*
The way of Life of the Buddhist monks in the Present Society

พระวรี ะชาติ ธีรสิทโฺ ธ (เพ็งแจม่ ) และพระมหามิตร ฐิตปญฺโญ
Phra Weerachat Dhirasiddho (Pengjam) and Phramaha Mit Thitapanyo

มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, KhonKaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

บทความน้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ นำ� เสนอการดำ� เนนิ ชวี ติ ของพระสงฆไ์ ทยในสงั คมปจั จบุ นั นอกจาก
อยภู่ ายใตพ้ ระธรรมวนิ ยั แลว้ ยงั ตอ้ งอยภู่ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์
และกฎหมายต่างๆ ทางบ้านเมือง สถานการณ์ต่างๆ ท่ีมีผลกระทบต่อสังคมสงฆ์ปัจจุบันท�ำให้เป็นที่
นา่ สงั เกตวา่ กฎหมายทใ่ี ชบ้ งั คบั อยใู่ นประเทศไทย มคี วามบรสิ ทุ ธยิ์ ตุ ธิ รรม เหมาะสมตอ่ สถานะความเปน็
อยู่ของพระสงฆ์ไทยหรือไม่ เพราะเหตุใดกฎหมายที่ไม่เอ้ือต่อการท�ำงานและการใช้ชีวิตของพระสงฆ์
จงึ เกดิ ขน้ึ ข้อดีของการใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ในการด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ในปัจจุบัน ก็คือในยุค
สมัยปัจจุบันการลงโทษพระภิกษุสงฆ์ต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ ในอดีตพบว่าบทบัญญัติลงโทษ
พระสงฆ์ท่ีกระท�ำความผิดทั้งในด้านกระบวนการและเน้ือหามีประสิทธิภาพ ซ่ึงแตกต่างจากปัจจุบันท่ี
กระบวนการไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งสภาพบังคับและเนื้อหาในการลงโทษก็เบามากท�ำให้พระภิกษุที่
กระทำ� ความผดิ ไมเ่ กดิ ความเกรงกลวั สว่ นขอ้ เสยี ของการใชพ้ ระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆม์ ผี ลเสยี ตอ่ การดำ� เนนิ
ชีวิตของพระสงฆ์ไทยสมัยปัจจุบัน ได้แก่ เมื่อน�ำมาบังคับใช้กับพระสงฆ์ ปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากเน้ือหาของ
กฎหมายไดท้ ำ� รา้ ยพระสงฆผ์ บู้ รสิ ทุ ธม์ิ าแลว้ และการบงั คบั ใชก้ ฎหมายบางฉบบั ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ อปุ สรรคในการ
เผยแผ่พระพุทธศาสนา และสถานะความเป็นอยขู่ องพระสงฆ์ไทยซง่ึ จะอาจเกดิ ผลกระทบต่อความมนั่ คง
ของพระพุทธศาสนาในอนาคต
คำ� ส�ำคญั : การด�ำเนินชวี ิต; พระสงฆไ์ ทย; สงั คมปัจจบุ ัน

* ได้รบั บทความ: 8 มกราคม 2562; แกไ้ ขบทความ: 24 กันยายน 2562; ตอบรบั ตพี ิมพ์: 29 กนั ยายน 2562
Received: January 8, 2019; Revised: September 24, 2019; Accepted: September 29, 2019

256 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

Abstract

This article aims to present the life of the Buddhist monks in the present society.
But under the Vinaya also must be under the Constitution act of clergy and laws in the
house the city of various situations. And its impact on society of current that is notable.
The law in force in the purity of justice. Appropriate to the living status of Buddhist monks?
Why the law is not conducive to the work and life of monks, it happens. The advantages
of using the clergy in life of monks currently is in the nowadays punishment a cataract,
in accordance with the law. In the past, found that the punishment of offenders the
monks process and content effectively. Unlike the current process inefficient. The force
of the contents of the punishment is very light to monks who committed no was feared.
The disadvantages of using Sangha act negatively affect the life style of Buddhist monks
in the present, namely when used to enforce. With the problems arising from the content
of the law hurt innocent monks and enforcement of some legal issues have caused. What
obstacles in the propagation of Buddhism. And living status of the Buddhist monks, which
may affect the stability of the Buddhism in the future.
Keywords: lifestyle; Buddhist monks; the present society

1. บทน�ำ ธรรมและทางโลกอย่างอย่างแจ่มแจ้งเพราะโลก
ปจั จบุ นั นน้ั พระตอ้ งมคี วามรถู้ งึ จะไปสอนประชาชน
พระสงฆ์มีพระธรรมวินัยเป็นเคร่ืองล่อ ไดถ้ า้ หากไมม่ คี วามรนู้ นั้ ถา้ ไปสอนประชาชนสงั คม
หลอมกาย วาจา และใจ ใหม้ ีจริยาวัติงดงามและ กไ็ มย่ อมรบั “พระสงฆ”์ เปน็ องคป์ ระกอบหนงึ่ ของ
มีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อหน้าและหลับหลัง พระรัตนตรัย เป็นสถาบันหลักท่ีส�ำคัญยิ่งของ
ส่วนในการด�ำรงชีพเป็นผู้เล้ียงง่าย ไม่สร้างปัญหา พระพุทธศาสนา เป็นศาสนทายาทสายตรงของ
ตอ่ สังคม เป็นท่ีเล่อื มใสของประชาชนทัว่ ไป ท้ังตอ่ พระพุทธเจ้า เป็นผู้น�ำในบรรดาพุทธบริษัทท้ัง 4
หนา้ และลบั หลงั เปน็ ทน่ี บั หนา้ ถอื ตาของประชาชน เหลา่ กลา่ วคอื ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา
ไม่ท�ำในสิ่งที่เส่ือมเสียต่อพระพุทธศาสนาเป็น ในการรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้าง
บุคคลท่ีประชาชนกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจและ ไกลมีความมั่นคงยงั่ ยนื ตลอดไป ในประวัตศิ าสตร์
เป็นท่ีพึ่งทางใจของประชาชนในยามที่ชาวบ้านมี พระพุทธศาสนา พระสงฆ์ได้ท�ำหน้าที่ดังกล่าว
ปัญหาและช่วยแก้ปัญหาต่อประชาชน และอีก โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ผลงานการทำ� สงั คายนาพระธรรม
หน้าที่หน่ึงของพระสงฆ์คือศึกษาหาความรู้ท้ังทาง

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 257

วินัยแต่ละคร้ัง ถ้าหากไม่มีพระสงฆ์เป็นผู้ศึกษา 2. การดำ� เนนิ ชวี ติ ของพระสงฆไ์ ทยกบั พระ
ปฏิบัติ และสั่งสอนพระธรรมวินัยสืบต่อกันมา ธรรมวินยั
พระพุทธศาสนาก็คงสูญหายจากโลกนานแล้ว
มนุษย์รุ่นหลังคงไม่มีโอกาสเป็นพุทธศาสนิกชน ในการด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ไทยใน
เขา้ ถงึ พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระพทุ ธเจา้ อดตี กาลนน้ั พระสงฆท์ า่ นจะอยอู่ ยา่ งเรยี บงา่ ยตาม
ในประวัติศาสตร์ปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมแม้ แบบจารีตประเพณีด้ังเดิม อันมีรูปแบบท่ีมีความ
จะมีอยู่คู่โลกทุกเมื่อ แต่เป็นคุณค่าลึกซึ้งเป็น เคร่งครัด และมีการปฏิบัติตามๆ อาจารย์ท่ีพา
นามธรรม ยากท่ีคนจะรู้และเข้าใจแจ่มแจ้งด้วย ปฏิบัติ ในขณะเดียวกันในปัจจุบันน้ัน พระสงฆ์
ล�ำพังตนเอง ยิ่งโลกุตตรธรรมแล้วถ้าปฏิบัติไม่ถูก ส่วนใหญ่จะต้องปฏิบัติตามข้อวัดและกิจของสงฆ์
ต้องตามหลักและแนวทางก็ไม่มีหวังบรรลุได้หาก จากนัน้ ก็จะเป็นการศึกษาเล่าเรยี น ทำ� ให้พระสงฆ์
ปราศจากพระสงฆ์ผใู้ หก้ ารสง่ั สอนทีถ่ กู ต้อง มภี าระหนา้ ทเี่ พม่ิ จากในอดตี และมคี วามรบั ผดิ ชอบ
การด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ในสมัย ตอ่ สงั คมและชว่ ยเหลอื สงั คม สง่ิ เหลา่ นคี้ อื บทบาท
พุทธกาลและปัจจุบันย่อมเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ ของพระสงฆใ์ นปจั จุบัน
บรบิ ททางสงั คมเกดิ การพฒั นาและเปลย่ี นแปลงไป พระสงฆ์ไทยยังมีพระธรรมวินัยเป็น
รูปแบบการการด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ไปด้วย ระเบียบปฏิบัติในการด�ำเนินชีวิต การบริหารจึง
เช่น สมัยพุทธกาลเน้นการท�ำบุญด้วยการปฏิบัติ จ�ำต้องอยู่ภายใต้พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
บูชา ท�ำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการแก้ไข อยา่ งไรกต็ าม การทมี่ พี ระสงฆล์ ะเมดิ พระธรรมวนิ ยั
จากค�ำสอนท่ีผิดเพี้ยนหรือจากนักบวชนอกลัทธิ เกิดข้ึนบ่อยๆ น้ัน สาเหตุไม่ได้เกิดมาจากการ
ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิต่อพระพุทธศาสนา การสร้าง ปกครอง สาเหตุเกิดมาจากตัวของพระสงฆ์เอง
ศาสนสถาน และศาสนวตั ถุ เปน็ ต้น ในยคุ ปจั จุบนั ประกอบกับพ้ืนฐานและจิตใจของพระสงฆ์ที่แตก
บุคคลเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุด้วยสาเหตุต่างกัน ต่างกันและวัตถุประสงค์ท่ีเข้ามาบวชแตกต่างกัน
บางคนไม่มีศรัทธาจะบวชแต่ถูกพ่อแม่บังคับ ถึงแม้ว่าจะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด
ให้บวชบ้าง เพราะเพื่อนชักชวนบ้าง บวชเพื่อ เพียงใด แต่ก็คงจะไม่สามารถท่ีจะห้ามปรามกับ
เล้ียงชีพบ้าง เมื่อเข้ามาบวชแล้วก็ไม่ตั้งใจศึกษา สภาวะจิตใจได้ ดังน้นั การทจี่ ะใหพ้ ระพทุ ธศาสนา
เล่าเรียนและฝึกหัดปฏิบัติ ประพฤติล่อแหลม ย่ังยนื และลดปญั หาลงได้ ทกุ ฝ่ายตอ้ งหันหน้าร่วม
ต่อการละเมิดพระธรรมวินัย การวางเป้าหมายไม่ มือร่วม ใจสามัคคีกัน โดยเริ่มต้ังแต่ สถาบัน
ถูกต้องแต่พยายามให้การบวชบรรลุเป้าหมายนั้น ครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานราชการ มหาเถร
จึงเปน็ สาเหตุแห่งวิกฤติศรทั ธาของพระศาสนา สมาคม ส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและ
พุทธศาสนกิ ชนทั่วไป

258 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

บทบาทของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันมี ทกุ กฎ และทพุ พาษิต พระภิกษุผตู้ ้องอาบัตเิ หล่าน้ี
หนา้ ท่ีในการบริการคณะสงฆ์ ดังนี้ 1) บทบาทการ ต้องแสดงอาบัติประจานตนต่อหน้าพระภิกษุ
ปกครอง 2) การศาสนศกึ ษา 3) การศกึ ษาสงเคราะห์ ด้วยกันจึงจะพ้นโทษ (Thongprayoon, 1963 :
4) การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา 5) การสาธารณปู การ 152)
และ 6) การสาธารณสงเคราะห์ จึงเห็นได้ว่า ตามแนวทางการพจิ ารณาคดตี ามพระวนิ ยั
พระสงฆ์ในปัจจุบันไม่ใช่มีบทบาทและหน้าที่ ในสมยั พทุ ธกาลดงั กลา่ วในขา้ งตน้ นน้ั จะเหน็ ไดว้ า่
แต่เพียงด้านพิธีกรรมอย่างบุคคลทั่วไปเข้าใจหรือ ได้มีการก�ำหนดรายละเอียดประเภทแห่งคดี
พระสงฆ์ไม่ใช่เป็นแค่เพียงผู้ประกอบพิธีกรรม ก�ำหนดโทษ องค์คณะในการด�ำเนินการและวิธี
เท่าน้ัน แต่พระสงฆ์ยังเป็นผู้น�ำตามธรรมชาติ ด�ำเนินการรวมทั้งก�ำหนดหลักเกณฑ์กับผู้ท่ี
สามารถปฏิบัติได้หลายบทบาทหลายหน้าท่ี สอบสวนอธกิ รณ์ไวโ้ ดยละเอียด “ในสมัยพุทธกาล
รวมทั้งเป็นผู้น�ำและบริหารทางพระพุทธศาสนา พระวนิ ัยเปน็ สง่ิ ทีพ่ ระพทุ ธเจ้าทรงบัญญตั ิ เมอ่ื เกดิ
และศาสนศึกษาอีกหลายบทบาท ได้แก่ ในการ อธกิ รณผ์ ทู้ ไ่ี ดร้ บั มอบหนา้ ทใี่ หส้ อบสวนและวนิ จิ ฉยั
พัฒนาจิตใจ การส่งเสริมการศึกษาในการเป็นท่ี ก็ท�ำหน้าที่ตามระเบียบการปกครอง ซึ่งเป็นเร่ือง
ปรึกษา การเป็นครู บทบาทผู้น�ำ ผู้ฝึกอบรมและ ของฝ่ายบริหาร หาใช่เป็นอ�ำนาจฝ่ายตุลาการไม่
สงเคราะหช์ มุ ชน ในสมยั พทุ ธกาลเมอื่ พระพทุ ธเจา้ ทรงระงบั อธกิ รณ์
นอกจากนนั้ พระสงฆย์ งั มบี ทบญั ญตั ทิ เี่ ปน็ น้ันพระองค์ก็ไม่ได้ทรงอ้างว่าเป็นศาล แต่ทรง
แมบ่ ททต่ี อ้ งประพฤตวิ ตั รปฏบิ ตั ติ ามอนั เปน็ บญั ญตั ิ ตัดสินถูกผิดเลย เพราะทรงเป็นพระศาสดา
ที่พระพุทธองค์บัญญัติแก่พระสงฆ์ บทบัญญัติ ครั้นมีอธิกรณ์มากขึ้นก็ทรงมอบอ�ำนาจต่างๆ ให้
เหล่าน้ันมีท้ังชั้นความผิดที่รุนแรงมากน้อยตาม แตส่ งฆใ์ นสมยั นนั้ กเ็ ปน็ พระอรยิ สงฆม์ ใิ ชส่ มมตสิ งฆ์
ล�ำดับ ดังนี้ ความผิดชั้นสูงสุด เรียกว่า ปาราชิก เช่นปัจจุบัน การตัดสินจึงปราศจากโลภะ โทสะ
ชั้นรองลงมาตามล�ำดับคือ สังฆาทิเสส อนิยต โมหะ ผิดกับสงฆ์ในสมัยนี้ ในสมัยนี้พระพุทธเจ้า
นสิ สคั คยิ ปาจติ ตยี ์ ปาจติ ตยี ์ ปาฏเิ ทสนยี ะ ถลุ ลจุ จยั ทรงกระทำ� การตา่ งๆ อยา่ งเปดิ เผย วนิ จิ ฉยั อยา่ งไร
ทุกกฎ และทุพพาษิตแต่ละชั้น มีจ�ำนวนและ กท็ รงอธบิ ายอยา่ งแจม่ แจง้ ทรงแสดงความบรสิ ทุ ธ์ิ
รายละเอียดต่างกันไป แต่รวมแล้วเป็นข้อห้าม ของสังคมสงฆ์ให้ประชาชนประจักษ์สิ้นสงสัย
ท้ังหมด 227 ข้อ การไม่ท�ำส่ิงที่ทรงห้ามท้ัง 227 และนับถือได้อย่างสบายใจ (Changkwanyean,
ขอ้ ก็คือการรกั ษาศลี 227 ขอ้ ที่พระภกิ ษุทกุ รปู 1995 : 50-51) ถงึ แมพ้ ระพทุ ธองคท์ รงบญั ญตั วิ นิ ยั
ต้องถือปฏิบัติให้เคร่งครัดนั่นเองพระภิกษุผู้ต้อง อย่างเคร่งครัดแล้วเหล่าสาวกของท่านก็พยายาม
อาบัติน้ีต้องอยู่กรรมคือ ประพฤติวัตรอย่างหนึ่ง นำ� มาปฏบิ ตั ไิ มใ่ หเ้ สอ่ื มหายไปไหน มแี ตต่ ง้ั ใจปฏบิ ตั ิ
เพ่ือการทรมานตนจึงจะพ้นโทษ โทษอย่างเบา ใหบ้ รรลุตามที่พระองค์ท่านตอ้ งการ และสบื ความ
ได้แก่ อาบัติปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ถุลลุจจัย เป็นพระพุทธศาสนาดำ� รงตอ่ ไป

ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 259

3. การดำ� เนนิ ชวี ติ ของพระสงฆไ์ ทยกบั พระ “ความสมั พนั ธ์ 3 เสา้ ” ระหวา่ งประชาชน พระสงฆ์
ราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ และรัฐ ซึ่งแต่เดิมมคี วามสมดุลและท�ำหนา้ ทีต่ รวจ
สอบซงึ่ กนั และกนั ตอ้ งแตกสลายลง เมอ่ื ประชาชน
พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ไมอ่ าจควบคมุ พระสงฆใ์ นเชงิ รปู ธรรมไดอ้ กี เวลามี
ตามพระราชบัญญัติ ร.ศ. 121 ซึ่งมีพระราช พระสงฆท์ ป่ี ระพฤติมิชอบเกดิ ขึ้น แมป้ ระชาชนจะ
ประสงค์ที่จะให้พระด�ำเนินการปกครองกันเอง รวมตวั กนั ตอ่ ตา้ นคดั คา้ นพระสงฆท์ ต่ี อ้ งอธกิ รณน์ น้ั
เพ่ือเป็นการแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของรัฐ แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาปกป้อง พระสงฆ์รูปนั้นก็ยัง
ให้เหลือเพียงเฉพาะฝ่ายอาณาจักร โดยรัฐจะท�ำ ด�ำรงสมณเพศอยู่ได้ ส่วนรัฐเองก็ไม่อาจขจัดภัย
หนา้ ท่ใี นดา้ นการให้ความอุปถมั ภ์ การให้ข้อเสนอ ท่ีเกิดข้ึนภายในคณะสงฆ์เองและภัยจากภายนอก
แนะและคอยแกป้ ญั หาบางสง่ิ บางประการ กลา่ วคือ ได้เพราะพระราชบัญญัติลักษณะการปกครอง
เม่ือคณะสงฆ์สามารถแก้ปัญหาภายในให้ยุติลง คณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ยกสงฆใ์ ห้เป็นใหญใ่ นกิจการ
ได้ด้วยความเรียบร้อยแล้วไม่จ�ำเป็นที่รัฐจะต้อง พระพุทธศาสนาท้ังปวง รัฐเป็นเพียงเลขานุการ
เขา้ ไปเกย่ี วข้อง แตถ่ า้ ไม่สามารถแกป้ ัญหาภายใน และประชาชนถกู กดี กนั ใหอ้ ยวู่ งนอก ภายใตส้ ภาพ
ให้ยุติลงได้ด้วยความเรียบร้อยและคณะสงฆ์ได้ขอ การณ์เช่นนี้ คณะสงฆเ์ ตบิ โตขึน้ โดยปราศจากการ
ความรว่ มมอื มาเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ไปชว่ ยแกป้ ญั หาดงั กลา่ ว ถ่วงดุลและการตรวจสอบท้ังจากภาคประชาชน
รัฐย่อมถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปช่วย และรัฐ ท�ำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงตาม
คลี่คลายปัญหาเหล่าน้ันให้ยุติลงด้วยความสงบ ล�ำดับ พระสงฆ์ด�ำเนินชีวิตตามพระธรรมวินัย
เรียบร้อย โดยมุ่งถึงประโยชน์สุขและความสงบ ท่ีพระพุทธองค์ทรงบัญญัติอยู่แล้วในขณะเดียว
เรียบร้อยของพระศาสนาและประเทศชาติเป็น พระสงฆ์ไทยยังด�ำเนินชีวิตภายใต้พระราชบัญญัติ
ส�ำคญั การปกครองคณะสงฆ์ท่ีมากไปกว่าน้ันยังด�ำเนิน
การประกาศใช้พระราชบัญญัติหรือ ภายใตร้ ฐั ธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย
กฎหมายบ้านเมืองฉบับแรกนี้ ได้น�ำความ 1. พระราชบญั ญตั กิ ารปกครองคณะสงฆ์
เปล่ียนแปลงมาสู่รากฐานในการด�ำเนินชีวิตของ พ.ศ. 2484 การด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ไทย
พระสงฆ์ในสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง มีการน�ำ ได้มีการเปล่ียนแปลงอีกคร้ัง ในสมัยรัชกาลที่ 7
ระบบราชการ ซึ่งมีการบังคับบัญชาตามล�ำดับช้ัน และต้นรัชกาลท่ี 8 การปกครองคณะสงฆ์เป็นไป
มาใช้อยา่ งเครง่ ครัด การให้คณุ ใหโ้ ทษแก่พระสงฆ์ ในลักษณะท่ีสมเด็จพระสังฆราชทรงบัญชาการ
ขึ้นอยู่กับผู้มีอ�ำนาจในคณะสงฆ์ตามล�ำดับชั้น คณะสงฆ์โดยล�ำพังพระองค์เอง โดยมีมหาเถร
มิได้อย่ทู ป่ี ระชาชนในชุมชนอีกตอ่ ไป และรัฐกม็ ไิ ด้ สมาคมทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ กรรมการทปี่ รกึ ษา จนกระทง่ั
ท�ำหน้าที่ตรวจสอบคณะสงฆ์และปกป้องภัย มีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484
ของพระพุทธศาสนาดังเดิม แต่กลับท�ำหน้าที่เป็น เมื่อประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบ
เพียง “เลขานุการ” ของคณะสงฆ์เท่าน้ัน ท�ำให้

260 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

การเมืองการปกครองรัฐจากระบอบสมบูรณาญา หรืออุดมการณ์มักจะถูกแปรเป็นความขัดแย้ง
สิทธิราชย์ไปสู่ระบอบการปกครองประชาธิปไตย ระหว่าง “นิกาย” และถูกแพร่ขยายในคณะสงฆ์
โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บทก�ำหนดรากฐานแห่ง ส่วนรวม ยังผลให้เกิดความวุ่นวายในคณะสงฆ์
องคก์ ารและวธิ กี ารปกครองประเทศในปี 2475 แลว้ อย่างรุนแรงและเป็นเหตุผลที่ฝ่ายอาณาจักรอ้าง
เพ่ือให้การปกครองคณะสงฆ์ไทยได้อนุวัตรไปตาม เพ่ือให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาลท่ีจะเข้ามา
จารีตนิยมปฏิบัติตามวิถีการเมืองการปกครอง แทรกแซงและเปล่ียนแปลงการบริหารคณะสงฆ์
ของรัฐ และเพื่อเป็นการสอดคล้องต่อระบอบการ เสียใหมเ่ มอ่ื พ.ศ. 2505 และเปน็ พระราชบัญญัติ
ปกครองสงฆ์แบบสังฆาธิปไตย ซึ่งได้ยึดถือ คณะสงฆ์ที่ใช้บงั คับตราบจนปัจจบุ นั นี้
พระธรรมวนิ ยั และมตแิ หง่ สงฆเ์ ปน็ ใหญ่ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2. พระราชบญั ญตั กิ ารปกครองคณะสงฆ์
2477 พระภกิ ษสุ งฆไ์ ทยในฝา่ ยมหานกิ ายกลมุ่ หนง่ึ พ.ศ. 2505 บัญญัติถึงองค์ประกอบของคณะ
เรียกว่า “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา” จึงได้ กรรมการมหาเถรสมาคม ซ่งึ มสี มเด็จพระสงั ฆราช
เรียกร้องต่อมหาเถรสมาคมและรัฐบาลให้ยกเลิก เป็นประธานกรรมการโดยต�ำแหน่ง และมีสมเด็จ
หรอื เปลยี่ นแปลงแกไ้ ขพระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะการ พระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการบัญญัตใิ หม้ หา
ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ซึง่ กฎหมายดงั กล่าว เถรสมาคม มอี ำ� นาจหนา้ ทใ่ี นการปกครองคณะสงฆ์
น้ันได้มีหลักการปกครองสงฆ์ท่ีอนุวัตรตามการใช้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีอ�ำนาจหน้าท่ี
อำ� นาจแบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ซง่ึ ไมเ่ หมาะสม ควบคุมส่งเสริมการศาสนา รักษาพระธรรมวินัย
กบั การปกครองสงฆใ์ นระบอบการปกครองรฐั แบบ และมอี ำ� นาจในการออกกฎมหาเถรสมาคม เพอ่ื ใช้
ประชาธิปไตย ในการปกครองคณะสงฆ์ แตก่ ฎมหาเถรสมาคมเปน็
การด�ำเนินการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เพียงข้อบังคับ ทางด้านการบริหารและทางด้าน
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 นี้ การปกครองของคณะสงฆ์ให้เกิดความเรียบร้อยดี
ในระยะแรกๆ ดูเหมือนว่าจะด�ำเนินไปด้วยดีแต่ งามในกิจการของสงฆ์เท่านนั้ ในอดีตการปกครอง
ลักษณะการจัดโครงสร้างสังฆสภาและคณะ คณะสงฆ์ไม่มีกฎหมายเข้ามาเก่ียวข้องเป็นการ
สังฆมนตรีก็น�ำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในหมู่คณะ ปกครองภายในคณะสงฆก์ นั เอง เมอ่ื กระทำ� ผดิ ทาง
สงฆ์ในประเด็นความไม่ได้สัดส่วนของตัวแทนของ วินัยก็จะพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยหลักพระธรรม
พระสงฆม์ หานกิ าย และธรรมยตุ กิ นกิ าย ในสงั ฆสภา วนิ ัย แตไ่ มม่ ีสภาพบังคบั จงึ ตอ้ งอาศัยอำ� นาจจาก
และคณะสังฆมนตรี กล่าวคือ โดยสัดส่วนแล้ว ฝ่ายบ้านเมืองเพ่ือให้ผลการด�ำเนินการทางด้าน
พระสงฆ์มหานิกายมีตัวแทนในองค์กรท้ังสองน้อย วนิ ยั เปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงค์ และยงั รวมถงึ การวาง
กว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก ดังน้ัน ความขัดแย้ง รูปแบบการปกครองคล้ายคลึงกับการปกครอง
ในสงั ฆสภาและในคณะสงั ฆมนตรี ไมว่ า่ จะเปน็ เรอ่ื ง ของฝ่ายบ้านเมืองมีการปกครองบังคับบัญชาเป็น
ความขดั แยง้ ในบคุ ลกิ ภาพ หรอื ความคดิ ความเหน็ ล�ำดับช้ัน ในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 261

พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพ่ิมเติม พระราชบัญญัติ วัตถุประสงค์เพ่ือการถ่วงดุลอ�ำนาจเช่นที่ เป็นอยู่
คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 เป็นแบบแผนการจดั ระบบ ตามกฎหมายในปัจจุบัน และโดยระบบเช่นว่าน้ัน
การปกครองคณะสงฆ์ โดยมีกระทรวงศกึ ษาธิการ เปน็ ผลบนั่ ทอนประสทิ ธภิ าพแหง่ การดำ� เนนิ กจิ การ
เปน็ ผรู้ ักษาการตามพระราชบัญญัตดิ งั กลา่ ว จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระ
การจัดโครงสร้างการบริหารและการ สังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการ
ปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบันเป็นไปตามพระราช คณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคมตามอ�ำนาจกฎหมาย
บัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 การตราพระราช และพระธรรมวนิ ยั ทง้ั นเี้ พอื่ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งแหง่
บัญญัติฉบับนี้เกิดจากความต้องการของรัฐบาล พระพทุ ธศาสนา (Changkwanyean, 1995 : 50-51)
ในสมยั น้ัน ซึง่ มจี อมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ เปน็ นายก 3. พระราชบญั ญตั ิ คณะสงฆ์ (ฉบบั ท่ี 3)
รัฐมนตรีท่ีมุ่งปรับเปล่ียนรูปแบบการปกครอง พ.ศ. 2560 โดยมคี วามวา่ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั มหา
คณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับนโยบายการปกครอง วชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู มพี ระราชโองการ
ประเทศของ จอมพลสฤษด์ิที่นิยมการรวบอ�ำนาจ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แก้ไขเพิ่มเติม
การตัดสินใจเด็ดขาดไว้กับผู้น�ำท่ีเข้มแข็ง จอมพล กฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงทรงพระกรุณาโปรด
สฤษดิ์เห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตย เกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชบัญญัติ
ที่ก�ำหนดให้มีการถ่วงดุลอ�ำนาจกันน้ันน�ำมาซึ่ง โดยค�ำแนะน�ำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติ
ความลา่ ชา้ และขาดประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั งิ าน แห่งชาติ โดยสาระส�ำคัญของร่างกฎหมายคือ
ดังนั้น จึงเห็นว่าการแยกอ�ำนาจบัญชาการคณะ ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติ
สงฆอ์ อกเป็น 3 ทาง คอื สังฆสภาคณะสงั ฆมนตรี คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ พระราชบญั ญตั ิ
และคณะวินัยธร ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2535 และใหใ้ ช้ความตอ่
พ.ศ. 2484 เปน็ ระบบทม่ี ีผลบน่ั ทอนประสิทธภิ าพ ไปนี้แทน คือ มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรง
ในการด�ำเนินกิจการคณะสงฆ์ให้ต้องประสบ สถาปนาสมเดจ็ พระสงั ฆราชองคห์ นงึ่ และใหน้ ายก
อปุ สรรคและลา่ ชา้ ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ ว คณะรฐั มนตรี รัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
จึงได้ลงมติแต่งต้ังคณะกรรมการยกร่างพระราช ซ่ึงเน้ือหาท่ีส�ำคัญของการแก้ไขพระราชบัญญัติ
บัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ขึ้นใน พ.ศ. 2503 คณะสงฆ์ฉบับน้ี อ้างอิงตามโบราณราชประเพณี
เม่ือคณะกรรมการท�ำงานส�ำเร็จ รัฐบาลจึงได้ตรา ถึงพระราชอ�ำนาจของพระมหากษัตริย์ในการ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยค�ำ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และมีบัญญัติเป็น
แนะน�ำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ลายลกั ษณอ์ กั ษรในมาตรา 5 ของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์
ในฐานะรัฐสภา เหตุผลในการประกาศใช้พระราช พ.ศ. 2484 จงึ สมควรบญั ญตั กิ ฎหมายใหส้ อดคลอ้ ง
บัญญัติฉบับน้ีคือ การจัดด�ำเนินกิจการคณะสงฆ์ กนั เพอื่ เปน็ การสบื ทอดและธำ� รงรกั ษาไวซ้ ง่ึ โบราณ
มิใช่เป็นกิจการอันแบ่งแยกอ�ำนาจด�ำเนินการด้วย ราชประเพณี โดยใหน้ ายกรฐั มนตรเี ปน็ ผลู้ งนามรบั

262 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

สนองพระบรมราชโองการ ด�ำเนินการให้สละสมณะเพศได้ 2) พนักงาน
สอบสวนหรือพนักงานอัยการเห็นว่าไม่ควรปล่อย
4. การดำ� เนนิ ชวี ติ ของพระสงฆไ์ ทยกบั กฎหมาย ช่ัวคราวและไม่ควรมอบตัวให้เจ้าอาวาสรับตัวไป
อาญา ควบคมุ กด็ ำ� เนนิ การใหส้ ละสมณเพศได้ 3) พระภกิ ษุ
นั้นไม่สังกัดอยใู่ นวัดใดวดั หนง่ึ หรือเปน็ พระจรจัด
การด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ไทยกับ กด็ ำ� เนนิ การให้สละสมณะเพศได้
กฎหมายอาญาเกิดจากการขัดขวางอ�ำนาจในการ ด้วยเหตุน้ีจึงเห็นว่าเจ้าคณะระดับสูงกว่า
ปกครอง ถือว่าเป็นผู้มีความประพฤติเสียหาย เจ้าอาวาส มีอ�ำนาจรับมอบตัวผู้ต้องหาไว้ควบคุม
ร้ายแรงการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ได้ด้วยเว้นแต่พระที่ไม่มีวัดเป็นสังกัดการมอบตัว
แสดงถึงความไม่สังวรไม่ส�ำรวมในศีล เป็นอลัชชี พระผู้ต้องหาให้เจ้าอาวาสควบคุมนี้กฎหมายให้
ไม่ส�ำนึกผิด ไม่มีทางกลับตัวเป็นพระภิกษุที่ดีได้ อ�ำนาจพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการไว้
ปล่อยไว้ก็รังแต่จะท�ำลายคณะสงฆ์และพระพุทธ กวา้ ง ผมู้ อี ำ� นาจตอ้ งใชด้ ลุ พนิ จิ ใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม
ศาสนา นำ� ความเสอ่ื มเสยี มาสหู่ มคู่ ณะ การไมส่ งั กดั ไม่ให้เกิดความเสียหายอันไม่สมควรแก่พระ
อยู่ในวัดใดวัดหน่ึงและการไม่มีวัดเป็นท่ีอยู่เป็น ผู้ต้องหาและหน้าท่ีราชการ เมื่อคดีเกิดขึ้นควรฟัง
หลักฐาน เข้าลักษณะจรจัด ถือเป็นบุคคลไม่พึง เจ้าอาวาสและเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ด้วย เพ่ือใช้
ปรารถนา พระภิกษสุ ามเณรประเภทนี้ ควรกำ� จดั ดลุ พินิจดำ� เนนิ การได้ถกู ตอ้ ง โดยเฉพาะเมอื่ น�ำมา
ใหพ้ น้ จากคณะสงฆ์ กฎหมายจงึ บงั คบั ใหส้ ละสมณ บังคับใช้กับพระสงฆ์ ปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากเนื้อหา
เพศหรือสึกออกไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ของกฎหมายได้ท�ำร้ายพระสงฆ์ผู้บริสุทธ์ิมาแล้ว
ท่ีก�ำหนดในกฎมหาเถรสมาคมคือ กฎมหาเถร และการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับได้ก่อให้เกิด
สมาคมฉบับท่ี 21 (พ.ศ. 2538) ข้อ 3 มใี นความว่า อปุ สรรคในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา และสถานะ
“พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระท�ำความ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ไทยซึ่งสามารถ เห็นได้
ผดิ อาญาเมอื่ พนกั งานสอบสวนหรอื พนกั งานอยั การ อยา่ งชัดเจนวา่ การให้ภกิ ษุสละสมณเพศตามหลัก
ไมเ่ หน็ สมควรใหป้ ลอ่ ยชวั่ คราว และเจา้ อาวาสแหง่ วดั พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตา 29 กบั การให้
ทพี่ ระภกิ ษรุ ปู นน้ั สงั กดั ไมร่ บั มอบตวั ไวค้ วบคมุ หรอื สละสมณเพศตามหลักพระวินัย บัญญัติไว้
พนกั งานสอบสวนไมเ่ หน็ สมควรใหเ้ จา้ อาวาสรบั ตวั ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ตามหลัก มาตรา 29
ไปควบคุมหรือพระภิกษุนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัด ไม่ผ่านกระบวนการสอบสวน ตรวจสอบ พยาน
หนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอ�ำนาจจัดด�ำเนินการ หลักฐาน ให้อ�ำนาจพนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจ
ให้พระภิกษุรูปน้ันสละสมณเพศเสียได้” แยกเป็น ตัดสินเอาเองได้ ส่วนตามหลักพระวินัย เมื่อภิกษุ
3 กรณี ได้แก่ 1) เมื่อพนักงานสอบสวนหรือ รูปใดต้องอาบัติปาราชิก 4 สิกขาบทใดบทหนึ่ง
พนกั งานอยั การไมเ่ หน็ สมควรใหป้ ลอ่ ยชว่ั คราวและ ตอ้ งผา่ นกระบวนการสอบสวนตรวจสอบวา่ กระทำ�
เจา้ อาวาสไมย่ อมรบั ตวั ไวค้ วบคมุ พนกั งานสอบสวน

ปีท่ี 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 263

ครบตามองค์ประกอบก�ำหนดหรือไม่ การวินิจฉัย ขององค์กรสงฆ์ ดังปรากฏในพระราชบัญญัติ
คดยี ดึ หลกั อธกิ รณสมถะ 7 เปน็ เกณฑก์ ารพจิ ารณา ลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445)
ตดั สิน เป็นตน้ มา ซึ่งมกี ารก�ำหนดรูปแบบของการด�ำเนิน
การแกไ้ ขปญั หาดว้ ยการแบง่ การพจิ ารณาออกเปน็
5. การดำ� เนนิ ชวี ติ ของพระสงฆไ์ ทยกบั จารตี 3 ชนั้ คอื ชนั้ ตน้ ชนั้ อทุ ธรณแ์ ละชน้ั ฎกี า ซง่ึ เปน็ การ
ประเพณขี องพระสงฆ์ ปรับให้สอดคล้องกับรูปแบบการพิจารณาคดีของ
รัฐโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาและคุ้มครอง
การดำ� เนนิ ชีวิตของพระสงฆ์ไทยกบั จารีต พระธรรมวินัย มีบ่อเกิดมาจากการจัดโครงสร้าง
ของสงฆ์นั้นมีข้อปฏิบัติ มีการอุปถัมภ์คุ้มครอง การบริหารคณะสงฆ์ ตามแนวคิดสมัยใหม่ที่
พระพุทธศาสนาซึ่งมีวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับ ต้องการให้พระสงฆ์มีอ�ำนาจในการปกครองด้วย
การกอ่ ตง้ั รฐั ไทย ซงึ่ ในระยะแรกไมม่ กี ารเรยี กชอื่ วา่ การแบ่งอ�ำนาจการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ
เป็นกฎนิคหกรรม หรือมีการจัดรูปแบบของ อ�ำนาจบริหาร อ�ำนาจนิติบัญญัติ และอ�ำนาจ
กระบวนการแกไ้ ขปญั หาไวอ้ ยา่ งชดั เจน เพราะเปน็ ตุลาการ ซ่ึงการแบ่งอ�ำนาจดังกล่าวมีมาตั้งแต่ใน
รูปแบบการแก้ไขปัญหาที่อยู่ภายใต้กรอบของ สมยั รชั กาลที่ 5 แมจ้ ะไม่มีการจดั แบ่งการบริหาร
พระราชอ�ำนาจของพระมหากษัตริย์ซ่ึงมีการใช้ โดยระบบสภา แต่ก็ให้อ�ำนาจดังกล่าวแก่องค์กร
รูปแบบการแก้ไขปัญหาในลักษณะของกฎหมายท่ี ของสงฆ์ท่ีจะใช้อ�ำนาจดังกล่าวได้ ซึ่งแม้ว่าใน
พระมหากษัตริย์จะออกมาบังคับใช้ร่วมกับบท พระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. 2448 จะเปดิ กวา้ ง
ลงโทษของชาวบ้าน เช่น การก�ำหนดโทษของ เพ่ือการใช้ระบบสังฆสภาเข้ามาใช้ แต่ปรากฏว่า
พระสงฆ์ไว้ในกฎหมายลักษณะผัวเมียสมัยกรุง รูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาก็ยังคงใช้
ศรีอยุธยาหรือกฎพระสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 ระบบการพิจารณาคดีของรัฐมาใช้ดังปรากฏใน
รวมถงึ พระราชกำ� หนดฉบบั ตา่ งๆทอี่ อกมาบงั คบั ใช้ มาตราที่ 22-24 ซ่ึงก�ำหนดให้สังฆมนตรีออก
ในสมัยต่อมา การด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์จ�ำต้อง สังฆาณัติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคณะสงฆ์ คือ
ให้เกิดความสมดุลในการสร้างความสัมพันธ์กับ “ประมวลระเบยี บวา่ ดว้ ยการแกไ้ ขปญั หาอธกิ รณ”์
สมาชิก แม้จะเป็นส่วนของอ�ำนาจตุลาการฝ่ายวินัยธรแต่
ตอ่ มาเมอื่ รฐั ไทยไดม้ กี ารปรบั ปรงุ รปู แบบ รูปแบบการแก้ไขปัญหาก็ยังคงมีการแบ่งการ
ของกฎหมายให้ทันสมัยข้ึนในสมัยรัชกาลที่ 5 พิจารณาเป็น 3 ชั้นเช่นเดิม และต่อมาได้มีการ
เป็นต้นมาจึงมีการปรับปรุงให้มีความทันสมัยและ เปล่ียนแปลงมาใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.
สอดคล้องกับรูปแบบการใช้กฎหมายปกครองของ 2505 แมว้ ่ารูปแบบและโครงสร้างการปกครองจะ
รฐั มากขึน้ กลา่ วคอื สอดคล้องใน 2 ประเด็น ไดแ้ ก่ กลบั ไปใชร้ ปู แบบเดมิ คอื สมยั รชั กาลที่ 5 แตก่ ย็ งั คง
1) สอดคล้องกับโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ มีการใช้รูปแบบการพิจารณาอธิกรณ์ที่เน้นความ
และ 2) สอดคลอ้ งกับโครงสร้างของการใชอ้ ำ� นาจ

264 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

สอดคลอ้ งกับการใชอ้ �ำนาจของฝา่ ยปกครอง ตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นกฎหมายคณะสงฆ์
ดงั นัน้ แนวทางการดำ� เนนิ ชวี ิตใช้รปู แบบ
และกระบวนการแกไ้ ขปญั หาใหส้ อดคลอ้ งกบั จารตี 6. สรปุ
ประเพณีของสงฆ์น้ันจัดเป็นวิธีการที่จะเข้าไป
รองรับการมีอ�ำนาจและการใช้อ�ำนาจของภิกษุ การด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ไทยในสังคม
ผู้ปกครองคณะสงฆ์ ดังจะพบว่าในโครงสร้างการ ปัจจุบัน นอกจากอยู่ภายใต้พระธรรมวินัยแล้ว
บริหารการปกครองคณะสงฆ์ ปัจจุบันภิกษุผู้มี ยงั ตอ้ งอยภู่ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
ตำ� แหน่งทางการปกครองคณะสงฆย์ อ่ มมอี ำ� นาจที่ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายต่างๆ
สัมพันธ์เชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ใน ทางบ้านเมืองสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อ
แตล่ ะระดับชนั้ ดว้ ย เช่น กรรมการมหาเถรสมาคม สงั คมสงฆป์ จั จบุ นั ทำ� ใหเ้ ปน็ ทน่ี า่ สงั เกตวา่ กฎหมาย
เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอ�ำเภอ ท่ีใช้บังคับอยู่ในประเทศไทยมีความบริสุทธิ์
เจา้ คณะตำ� บล หรอื เจ้าอาวาส ล้วนมกี ารระบไุ ว้ใน ยุติธรรม เหมาะสมต่อสถานะความเป็นอยู่ของ
กฎหมายว่า ต้องมีหน้าท่ีในการวินิจฉัยอธิกรณ์ใน พระสงฆ์ไทยหรือไม่ เพราะเหตุใดกฎหมายที่ไม่
ระดับการพจิ ารณาที่เหมาะสมกบั ต�ำแหน่งของตน เอ้ือต่อการท�ำงานและการใช้ชีวิตของพระสงฆ์
เมื่อเป็นเช่นนั้นรูปแบบและกระบวนการแก้ไข จึงเกิดขึ้นและสมควรท่ีคณะสงฆ์จะต้องหาทาง
ปัญหาอธิกรณ์ โดยกฎนิคหกรรมของมหาเถร ปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั ระเบยี บกฏหมาย ตลอดจนวธิ กี าร
สมาคมจึงเกิดขึ้นมาเพ่ือให้สอดคล้องกับการใช้ และแนวทางระเบียบกฎหมายให้สอดคล้องกับ
อ�ำนาจของภิกษุผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการปกครอง พระธรรมวินัยเช่นเดียวกนั เพ่ือให้สังคมสงฆย์ ังคง
เปน็ สงั คมแห่งสันติสขุ และสันติภาพต่อไป

References

Changkwanyean, P. (1995). The Elements of Political Thought in Bangkok. Bangkok : Chula
longkorn University Press.

Thongprayoon, C. (1963). The Law of the Sangha. Bangkok : Printing Department.

หลักฆราวาสธรรมกบั การพฒั นาชวี ิตส�ำหรบั ผ้คู รองเรือน*
Rule of a Good Household Life and Human Developments

ประสทิ ธ์ิ วงศรีเทพ, สวุ ิน ทองปนั้ , พระทศเทพ ทสธมฺโม (วณิชาต)ิ 1 และประภาส แกว้ เกตพุ งษ2์
Prasit Wongsritep, Suwin Thongpan, Phra Thossathep Dhasahammo (Wanichat) and Prapas Kaewketpong

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่ 1
มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตรอ้ ยเอ็ด2

Mahachulalongkornrajavidya University, KhonKaen Campus, Thailand
Mahamakut Buddhist University, Roi-Et Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

บทความน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาชีวิตส�ำหรับผู้ครองเรือนด้วยหลักฆราวาสธรรมเพื่อให้เกิด
ความเข้มแข็งในสถาบันครอบครัว ตามหลักพุทธปรัชญาการพัฒนาชีวิตผู้อยู่ครองเรือนต้องพัฒนาที่กาย
จติ และปญั ญา สำ� หรบั หลกั ธรรมทใ่ี ชใ้ นการพฒั นา ไดแ้ ก่ ฆราวาสธรรม 4 คอื 1) สจั จะ ไดแ้ ก่ ความซอื่ สตั ย์
จริงใจทำ� ใหเ้ กิดความไว้วางใจต่อกัน 2) ทมะ ได้แก่ การรู้จักควบคุมอารมณ์ข่มใจระงบั ความร้สู ึกที่กอ่ ให้
เกดิ ความพอใจไมพ่ อใจรจู้ กั ปรบั ปรงุ แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งของตน 3) ขนั ติ ไดแ้ ก่ ความอดทนอดกลน้ั ตอ่ ความ
หนักและความรา้ ยแรงทงั้ หลาย และ 4) จาคะ ได้แก่ ความเสยี สละความเผอื่ แผแ่ บง่ ปันตลอดถึงความมี
น�้ำใจเอ้ือเฟื้อต่อคนอื่นเมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนาแล้ว จะท�ำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในครอบครัวได้อย่างมี
ความสขุ และส่งผลใหม้ นษุ ย์อยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่างมีความสุข
คำ� ส�ำคญั : ฆราวาสธรรม; การพัฒนาชีวติ ; ผคู้ รองเรือน

Abstract

The objective of this article is to present the life development for householder
using Gharavasa-Dhammas in order to strengthen family institution according to the
Buddhist philosophy. Life development need to develop body, mind, and wisdom. The
Dhamma principle use for life development is Gharavasa – Dhammas. The 4 elements
of Gharavasa -Dhammas are; 1) truth and honesty, 2) Dama consists of; know to control

* ได้รับบทความ: 2 ตุลาคม 2561; แก้ไขบทความ: 23 กนั ยายน 2562; ตอบรับตพี ิมพ์: 29 กันยายน 2562
Received: October 2, 2018; Revised: September 23, 2019; Accepted: September 29, 2019

266 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

emotions, withhold feelings that cause satisfaction or dissatisfaction, and improve and
training oneself, 3) Khanti; tolerance, and 4) Jaka such as; sharing and liberality. The life
development will make family happiness and living together with happiness in society.
Keywords: Gharavasa-Dhammas; Household; Life Development

1. บทนำ� ครอบครัวหรือการครองเรือนเข้มแข็งและมั่นคง
ภายในครวั เรอื นกจ็ ะมกี ารใชช้ วี ติ รว่ มกนั ดว้ ยความ
มนุษย์ไม่สามารถอยู่ตามล�ำพังคนเดียว รักเข้าใจซง่ึ กนั และกนั
เพราะมนษุ ยต์ อ้ งการความชว่ ยเหลือ ไม่วา่ จะเป็น สำ� หรบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทใ่ี ช้
เครอื่ งนงุ่ หม่ ทอี่ ยอู่ าศยั อาหาร ยารกั ษาโรค ความ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ครองเรือน
ปลอดภัยในชีวิต ความสุข และการที่มนุษย์จะได้ ไดแ้ ก่ หลกั ฆราวาสธรรม 4 ซงึ่ เปน็ ธรรมะส�ำหรบั
สิ่งเหล่านี้มามนุษย์ต้องช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ฆราวาสหรือคฤหัสถ์ผู้ท่ีอยู่ครองเรือนส�ำหรับ
เม่ือเป็นเช่นนี้มนุษย์จึงต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ธรรมะท่ีจะน�ำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้เป็น
เปน็ กอ้ น เปน็ สงั คม เหมอื นดงั คำ� พดู ของนกั ปรชั ญา มนษุ ยท์ ่สี มบูรณ์ ฆราวาสธรรม 4 ได้แก่ 1) สัจจะ
กรีกโบราณท่านหน่ึง คือ อริสโตเติล (Aristotle) ความซื่อสัตย์ต่อกัน 2) ทมะ การข่มจิตใจตัวเอง
กลา่ วไวว้ า่ “มนษุ ยเ์ ปน็ สตั วส์ งั คม” (Man is a Social 3) ขันติ ความอดทน 4) จาคะ การเสียสละเพื่อ
Animal) (Suwanbubpa, 1994 : 31) อริสโตเติล ครอบครัวเพื่อสังคมจึงจะท�ำให้สังคมน้ันอยู่กัน
เชอ่ื วา่ มนษุ ยโ์ ดยสภาพธรรมชาตแิ ลว้ จะตอ้ งมชี วี ติ อย่างมีความสุข
อยูร่ ่วมกนั ติดต่อสมั พันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่สามารถ ดงั นน้ั บทความนจี้ งึ มงุ่ ทจี่ ะนำ� หลกั ฆราวาส
ด�ำรงชีวิตอยู่ตามล�ำพังผู้เดียว สังคมจึงเกิดขึ้น ธรรมมาพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ใหก้ บั คฤหสั ถผ์ อู้ ยคู่ รอง
เม่ือมนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคมมนุษย์ต้องมีการ เรอื นซง่ึ เปน็ วธิ กี ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ดเี พอื่ ใหเ้ กดิ
พัฒนาตนเองและสังคมเพ่ือไม่ให้เกิดปัญหาสังคม ความเข้มแข็งในสถาบันครอบครัวและสร้างความ
มิเช่นนั้นแล้วสังคมจะเกิดปัญหาตามมามากมาย เขม้ แข็งให้กบั สังคมสบื ตอ่ ไป
เช่น ปัญหาการทะเลาะวิวาท การแย้งช่ิงอ�ำนาจ
การแย้งชิงผลประโยชน์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมนุษย์ 2. ความหมายและองค์ประกอบหลัก
มีความโลภ ความโกรธ และความหลง ส่วนการ ฆราวาสธรรม
พัฒนาสังคมต้องเริ่มต้นพัฒนาจากหน่วยย่อยของ
สังคมคือครัวเรือนก่อนหลังจากนั้นค่อยขายไปยัง ฆราวาสหมายถึง ผู้อยู่ครองเรือนหรือท่ี
สังคม เม่ือใดครอบครัวเข้มแข็งสังคมก็จะเข้มแข็ง เรยี กวา่ ผใู้ ชช้ วี ติ ชาวบา้ น สว่ นฆราวาสธรรมหมายถงึ
ตามไปดว้ ย ครวั เรอื นประกอบไปดว้ ย สามี ภรรยา หลักธรรมส�ำหรับการครองเรือนธรรมของผู้ครอง
บุตรธดิ า ปยู่ ่า ตายาย เป็นตน้ การทจี่ ะใหส้ ถาบนั เรือนม ี 4 อยา่ งคือ 1) สัจจะมคี วามซ่ือสตั ย์ต่อกัน

ปีท่ี 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 267

2) ทมะรจู้ กั ขม่ ใจควบคมุ อารมณบ์ งั คบั ตนเองปรบั รกั ษาความสจั ความจรงิ ใจตอ่ ตวั เองทจี่ ะประพฤติ
ตัวเข้ากับการงานและสิ่งแวดล้อมให้ได้ดี 3) ขันติ ปฏิบัติ แต่สิ่งท่ีเป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ความอดทน 4) จาคะความเสียสละเผ่อื แผแ่ บง่ ปนั ประการทสี่ อง คอื การรจู้ กั ขม่ ใจตนเองฝกึ ใจตนเอง
มีน�้ำใจ (Phra dhambhidok (P.A. Payutto), ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีน้ัน
2003 : 30) องค์ประกอบหลักฆราวาสธรรม 4 ประการทีส่ าม คือ การอดทนอดกลน้ั และอดออม
ประการ ไดแ้ กส่ จั จะ คอื ความซอื่ สตั ยจ์ รงิ ใจตอ่ กนั ท่ีจะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริตไม่ว่าด้วยเหตุ
เป็นหลักส�ำคัญท่ีจะให้เกิดความไว้วางใจและ ประการใด ประการทส่ี ี่ คอื การรจู้ กั ละวางความชวั่
ไมตรจี ติ สนทิ ตอ่ กนั ทมะ คอื การรจู้ กั บงั คบั ควบคมุ ความทจุ รติ และรจู้ กั สละประโยชนส์ ว่ นนอ้ ยของตน
อารมณ์ข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของ เพอื่ ประโยชนส์ ่วนใหญ่ของบา้ นเมือง คุณธรรมทงั้
กนั และกนั รจู้ กั ฝกึ ฝนปรบั ปรงุ ตนแกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ ง 4 ประการนี้ ถา้ แตล่ ะคนพยายามปลกู ฝงั และบำ� รงุ
ปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหา ให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้วจะช่วยให้
กนั ได้ ขันติ คือ ความอดทนอดกลน้ั ตอ่ ความหนกั ประเทศชาติบังเกิดความสุขความร่มเย็นและมี
และความรา้ ยแรงทง้ั หลาย จาคะ คอื ความเสยี สละ โอกาสท่ีจะปรับปรุงพัฒนาให้ม่ันคงก้าวหน้าต่อไป
ความเผื่อแผ่แบ่งปันตลอดถึงความมีน้�ำใจเอ้ือเฟื้อ ได้ดังประสงค”์
ต่อกนั จากท่ไี ดศ้ ึกษามาข้างตน้ นี้มใิ ช่ประสงคเ์ ปน็
ขอ้ ปฏบิ ตั จิ ำ� กดั เฉพาะในระหวา่ งคคู่ รองเพยี ง 2 คน 4. หลักฆราวาสธรรม
เท่านั้น แต่มุ่งหมายให้ใช้ทั่วไปในชีวิตการครอง
เรือนทั้งหมด โดยยึดถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานของ ฆราวาสธรรม ประกอบดว้ ยค�ำ 2 ค�ำ คือ
จติ ใจในการทจี่ ะสรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดงี ามกบั คน ฆราวาส แปลวา่ ผดู้ ำ� เนนิ ชวี ติ ในทางโลก ผคู้ รองเรอื น
ทั้งหลายที่จะอยู่ร่วม หรือติดต่อเกี่ยวข้องกันให้ หรอื ชาวบา้ น หมายถึง ผูค้ รองเรือน กค็ อื คฤหัสถ์
เหมาะสมตามฐานะนั้นๆ เพ่ือประโยชน์สุขทั้งแก่ และ ธรรม แปลว่า ความถกู ตอ้ ง ความดงี าม นิสัย
ชีวิตของตนเองและแก่ชีวิตของคนอื่นๆ ในสังคม ทด่ี งี าม คณุ สมบตั ิ ฆราวาสธรรม จงึ แปลใหไ้ ดค้ วามวา่
(Thankaew, 1999 : 76-77) คุณสมบัติของผู้ประสบความส�ำเร็จในการด�ำเนิน
ชีวิตทางโลก หลักธรรมส�ำหรับการครองเรือน
3. ความส�ำคญั ของหลักฆราวาสธรรม ธรรมของผู้ ครองเรอื น มี 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) สจั จะ
คือ ความจรงิ เชน่ ซ่ือสตั ย์ตอ่ กนั 2) ทมะ คอื การ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ ทรงมพี ระ ฝึกฝนปรับปรงุ ตน เชน่ รูจ้ ักขม่ ใจ ควบคุมอารมณ์
ราชด�ำรัสในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพ บังคับตนเอง ปรับตัวเข้ากับการงานและส่ิง
มหากษัตรยิ าธริ าชเจ้า เม่อื วันที่ 5 เมษายน 2525 แวดล้อม ให้ได้ดี 3) ขันติ คือ ความอดทน 4)
ความว่า “คุณธรรมท่ีทุกคนควรจะศึกษาและ จาคะ คอื ความเสียสละ เผอื่ แผ่ แบง่ ปนั มนี ้�ำใจ
น้อมน�ำมาปฏิบัติมีอยู่ 4 ประการ กล่าวคือ การ (Phra Dhambhidok (P.A. Payutto), 2003 : 30)

268 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ฆราวาสธรรม คือ หลักธรรมส�ำหรับผู้ครองเรือน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (Phra
พระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั ไวใ้ นอาฬวก สตู รสงั ยตุ ตนกิ าย Dhambhidok (P.A. Payutto), 1997 : 113-114)
สคาถวรรค โดยตรสั ตอบคำ� ถามของอาฬวกยกั ษถ์ งึ ได้อธิบายความหมายของหลักฆราวาสธรรม 4
ธรรม 4 ประการนีว้ า่ เชญิ ท่านถามสมณพราหมณ์ หมายถึง ธรรมส�ำหรับฆราวาสธรรมส�ำหรับการ
เหลา่ อนื่ ดูเถดิ ว่า ในโลกนี้ เหตุใหไ้ ดเ้ กียรตทิ ่ยี ง่ิ ไป ครองเรือน หลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์
กว่าสัจจะก็ดี เหตุให้มีปัญญาที่ย่ิงไปกว่าทมะก็ดี ประกอบด้วย
เหตุให้ผูกมิตรสหายไว้ได้ที่ย่ิงไปกว่าจาคะก็ดีเหตุ 1. สจั จะ ความซื่อสตั ย์ ซอ่ื ตรง พูดจริง
ให้หา ทรัพย์ได้ที่ยิ่งไปกว่าขันติก็ดี มีอยู่หรือไม่ ทำ� จรงิ จรงิ ใจตอ่ กนั เปน็ หลกั สำ� คญั ทจ่ี ะ ทำ� ใหเ้ กดิ
(Tipitaka 25/11/545) ความไวว้ างใจ มไี มตรจี ติ สนทิ สนมตอ่ กนั การขาด
บญุ มี แทน่ แกว้ (Thankaew, 1999 : 76- สัจจะเมื่อใด ย่อมเป็นเหตุให้เกิด ความระแวง
77) ไดก้ ลา่ วถงึ ฆราวาสธรรม คอื หลกั ธรรมสำ� หรบั แคลงใจกัน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความขัดแย้ง
ผู้ครองเรือน หมายถึง สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ แตกแยกร้าวฉาน ซง่ึ ยากนกั ที่จะ ประสานให้คนื ดี
จริงใจต่อกันเป็นหลักส�ำคัญท่ีจะให้เกิดความ ไดด้ ังเดมิ
ไวว้ างใจและไมตรจี ติ สนทิ ตอ่ กนั ทมะ คอื การรจู้ กั อานสิ งสข์ องการมสี ัจจะ ได้แก่ เป็นคนมี
บังคับควบคุมอารมณ์ข่มใจระงับความรู้สึกต่อ ความรบั ผดิ ชอบ เป็นคนหนักแน่นมั่นคง ชวี ติ และ
เหตุ บกพรอ่ งของกนั และกนั รจู้ กั ฝกึ ฝนปรบั ปรงุ ตน หน้าท่ีการงานมีความเจริญก้าวหน้า มีคนเคารพ
แก้ไขข้อบกพร่องปรับนิสัยและอัธยาศัยให้ ยกยอ่ ง มคี นเชอื่ ถือและเกรงใจ มี คนรักใคร่นยิ ม
กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ขันติ คือ ความ พบเจอกบั รกั แท้ มเี กยี รติยศชือ่ เสยี ง เป็นต้น
อดทนอดกลั้นต่อความหนักและความร้ายแรง โทษของการขาดสัจจะ ได้แก่ ไม่มีความ
ทั้งหลาย จาคะ คือ ความเสียสละความเผื่อแผ่ รับผิดชอบ เป็นคนเหลาะแหละ ไร้ความสามารถ
แบ่งปันตลอดถึงความมีน�้ำใจเอ้ือเฟื้อต่อกัน ในการทำ� งาน ชีวิตพบแตค่ วามตกต�่ำ ไร้คนรักจรงิ
จากที่ได้ศึกษามาข้างต้นน้ีมิใช่ประสงค์เป็นข้อ มแี ตค่ นดถู ูก ไร้คนเชือ่ ถอื ไร้ความ เจริญรงุ่ เรอื งใน
ปฏิบัติจ�ำกัดเฉพาะในระหว่างคู่ครองเพียง 2 คน หน้าท่ีการงาน มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ
เท่าน้ัน แต่มุ่งหมายให้ใช้ท่ัวไปในชีวิตการครอง เป็นตน้
เรือนทั้งหมด โดยยึดถือเป็นคุณธรรมพ้ืนฐาน 2. ทมะ การฝึกฝน การข่มใจ ฝึกนิสัย
ของจติ ใจในการทจี่ ะสรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดงี ามกบั ปรับตัว ฝึกหัดดัดนิสัย ปรับปรุงตนให้เจริญ
คนท้ังหลายที่จะอยู่ร่วม หรือ ติดต่อเก่ียวข้องกัน ก้าวหน้าด้วยสติปัญญา การรู้จักบังคับควบคุม
ให้เหมาะสมตามฐานะนั้นๆ เพ่ือประโยชน์สุข อารมณ์ ข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่อง
ทั้งแก่ชีวิตของตนเองและแก่ ชีวิตของคนอื่นๆ ของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน แก้ไขข้อ
ในสงั คม บกพร่อง ปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืน

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 269

ประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นคนด้ือด้านเอาแต่ใจ เป็นท่ีพ่ึงของตนเองและบุคคลในครอบครัวได้เป็น
และอารมณข์ องตน คนทข่ี าดธรรมขอ้ นยี้ อ่ มปลอ่ ย ทพี่ งึ่ ใหค้ นอน่ื ทเี่ ดอื ดรอ้ นได้ ทำ� ใหไ้ มม่ เี รอื่ งทะเลาะ
ให้ข้อแตกต่างปลีกย่อยทางอุปนิสัยและการอบรม ววิ าทกบั คนอน่ื ไมห่ ลงผดิ ไปทำ� ความชวั่ และทำ� ให้
กลายเป็นเหตุแตกแยกสามัคคีใหญ่โตจนไม่ ชีวิตประสบ ความส�ำเรจ็ ตามท่ีมุ่งหวงั ได้ เป็นต้น
สามารถแกไ้ ขได้ โทษของการขาดขันติ ได้แก่ เป็นคน
อานิสงส์ของการมีทมะ ได้แก่ ท�ำให้เป็น เหลาะแหละทำ� ใหผ้ อู้ นื่ ดถู กู เหยยี ดหยามไมส่ ามารถ
คนรักการฝึกฝนตนเอง มีความสามารถในการ อดทนต่อปัญหาและอุปสรรคใดๆ ได้เลย เป็นคน
ท�ำงานไม่มีศัตรู ไม่มีความแค้นกับใคร สามารถ จบั จด ทำ� งานอะไรกไ็ มส่ ำ� เรจ็ ไม่ สามารถเปน็ ทพ่ี งึ่
ยบั ยง้ั ตนเองไมใ่ หห้ ลงไปทำ� ผดิ หรอื หลงไป ในทาง ใหผ้ อู้ น่ื ไดห้ ลงผดิ ทำ� ชวั่ ไดง้ า่ ย ไมม่ ใี ครไวว้ างใจจาก
ทผี่ ดิ ได้ สามารถตงั้ ตวั ได้ มสี มองดี มปี ญั ญาเปน็ เลศิ ผอู้ นื่ มศี ตั รมู าก ชวี ติ ไม่ มคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ ไมม่ ี
มใี จท่สี งบสุขเพราะควบคมุ อารมณ์ได้ เปน็ ตน้ ทางประสบความส�ำเรจ็ หรือร�ำ่ รวยได้ เปน็ ต้น
โทษของการขาดทมะ ได้แก่ ไม่ฝึกฝน 4. จาคะ หมายถงึ ความเสยี สละ ความ
ตนเอง ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ขาด ความ เผื่อแผ่แบ่งปัน ตลอดถึงความมีน�้ำใจ เอื้อเฟื้อต่อ
สามารถในการทำ� งาน หลงผดิ ไปทำ� ความชว่ั ไดง้ า่ ย กนั ชวี ติ บคุ คลทจ่ี ะมคี วามสขุ จะตอ้ งรจู้ กั ความเปน็
เขา้ ใจผดิ ในเรอื่ งตา่ งๆ ไดบ้ อ่ ย เกดิ การทะเลาววิ าท ผใู้ ห้ด้วย มใิ ชค่ อยจ้องแตจ่ ะเปน็ ผรู้ บั เอาฝา่ ยเดียว
ไดง้ า่ ยมกั ลมุ่ หลงในอบายมขุ ทำ� ใหค้ รอบครวั เดอื ด การให้ในทน่ี ี้ มใิ ช่หมายแตเ่ พยี งการเผอ่ื แผแ่ บ่งปนั
ร้อน สรา้ งเนื้อสร้างตัว ให้ดไี ด้ยาก เปน็ คนโง่เขลา ส่ิงของ อันเป็นเร่ืองท่ีมองเห็นและเข้าใจได้ง่ายๆ
ปญั ญาทึบมสี ตนิ อ้ ย มักทำ� งานใดๆ ผดิ พลาดเสมอ เทา่ นน้ั แตย่ งั หมายถงึ การใหน้ ำ้� ใจแกก่ นั การแสดง
เป็นต้น น้�ำใจเอ้ือเฟื้อ ต่อกัน ตลอดจนการเสียสละความ
3. ขนั ติ ความอดทน อดกลน้ั ต่อความ พอใจและความสขุ สว่ นตนได้ เชน่ ในคราวทค่ี คู่ รอง
หนกั และความรา้ ยแรงท้งั หลาย ต้งั หนา้ ท�ำ หน้าที่ ประสบกับความทุกข์ความเจ็บไข้หรือมีธุรกิจใหญ่
การงานดว้ ยความขยนั หมนั่ เพยี ร เขม้ เเขง็ ไมห่ วนั่ ไหว เป็นต้น ก็เสียสละความสุขความพอใจของตน
มนั่ คงในจดุ หมาย ไมท่ อ้ ถอย นอกจากมขี อ้ แตกตา่ ง ขวนขวายช่วยเหลือเอาใจใส่ดูแล เป็นท่ีพึ่งอาศัย
ขัดแย้งทางอุปนิสัย การอบรม และยังจะต้องมี เป็นก�ำลังส่งเสริมหรือช่วยให้ก�ำลังใจได้โดย
ความอดทนต่อความ ล�ำบาก ตรากตร�ำและเรื่อง ประการใดประการหน่ึงตามความเหมาะสม
หนกั ใจตา่ งๆ ในการประกอบการงานอาชพี เปน็ ตน้ รวมความวา่ เปน็ ผมู้ จี ติ ใจกวา้ งขวางเออื้ เฟอ้ื เผอ่ื แผ่
มีสติอดกล้ัน คิดอุบายใช้ปัญญาหาทางแก้ไข เสยี สละ ไมค่ บั แคบเหน็ แกต่ วั ชวี ติ ครอบครวั ทขี่ าด
เหตกุ ารณใ์ หล้ ลุ ่วงไปดว้ ยดี จาคะก็คล้ายการลงทุนท่ีปราศจากผล ก�ำไรมา
อานสิ งสข์ องการมขี นั ติ ไดแ้ ก่ ทำ� ใหอ้ ดทน เพม่ิ เติม สว่ นท่มี มี าแต่เดมิ กค็ งทหี่ รอื คอ่ ยรอ่ ยหรอ
ต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ ในการท�ำงานได้ดี ไปหรือเหมือนต้นไม้ท่ีมิได้รับ การบ�ำรุงก็มีแต่

270 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

อับเฉาร่วงโรยไมม่ คี วามสดชน่ื งอกงาม รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหลาย ดังน้ัน บุคคลที่
โทษของการขาดจาคะ ได้แก่ จิตใจเกิด ประกอบ อาชพี หาเลย้ี งครอบครวั หากมหี ลกั ธรรม
ความตระหนีถ่ ่ีเหน่ียว เปน็ คนเห็นแก่ตวั ไดร้ ับคา ขอ้ นี้ ยอ่ มสรา้ งความพงึ พอใจใหก้ บั ครอบครวั หลกั
ครหาตเิ ตยี นมคี วามทกุ ขใ์ นใจ ไมม่ ใี ครอยากเขา้ ใกล้ ธรรมข้อน้ี จ�ำเป็นต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก
ไรเ้ พอื่ นฝงู และบรวิ าร ไรค้ นรกั และเหน็ ใจ ไมม่ ใี คร ครอบครัวจะเป็นปึกแผ่น ชีวิตจะสมหวัง ส�ำเร็จ
รกั จรงิ เปน็ ต้น ดั่งใจหมายได้ ก็ด้วยความอดทนเท่านั้น ปัจจุบัน
ครอบครวั หลายครอบครัว ยากทจี่ ะประสบ ความ
5. การพฒั นาชวี ิตด้วยหลักฆราวาสธรรม ส�ำเร็จได้ เพราะไม่มีขันติความอดทนและปัญหา
ความเขา้ ใจกัน ซ่งึ มีข้อแตกต่างกันใน ด้านอปุ นิสยั
หลักฆราวาสธรรม เป็นหลักค�ำสอนของ บางคร้ังอาจมีการทะเลาะเบาะแว้ง บาดหมางกัน
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรง มอบให้ ซง่ึ ไมว่ ่าจะโดยค�ำพดู หรือการกระทำ� จะตงั้ ใจหรอื
คฤหัสถผ์ ้คู รองเรอื นได้ นำ� ไปปฏบิ ัติ เพ่อื พฒั นาตน ไมต่ ง้ั ใจกต็ าม อกี ฝา่ ยหนงึ่ จะตอ้ งรจู้ กั อดกลน้ั ระงบั
พัฒนาชีวิต พัฒนาพฤติกรรมทาง ด้านร่างกาย ใจไม่ก่อเหตุให้เรื่อง ลุกลามกว้างขยายต่อไป
จิตใจ และปัญญา เพื่อเสริมสร้างให้ชีวิตคฤหัสถ์ เร่ืองร้ายท่ีน่าจะลุกลามจึงจะระงับ สงบลงไป แต่
ผคู้ รองเรอื นมีความสขุ ยิ่งๆ ขนึ้ ไป การพัฒนาชีวิต ถ้าระงับห้ามใจไม่ ได้ ต่างฝ่ายต่างท�ำเรื่องเล็กให้
ดว้ ยหลกั ฆราวาสธรรม 4 นนั้ สามารถนำ� ไปประยกุ ต์ เปน็ เรอื่ งใหญ่ กจ็ ะไมส่ ามารถอยรู่ ว่ มกนั ได้ ในทส่ี ดุ
ใชไ้ ด้ ดังน้ี ก็ต้องเลิก รา กันไป หลักขันติน้ี จึงมุ่งอดทนที่
1. การพัฒนาทางกาย คือ การท�ำงาน ร่างกายเป็นหลกั
ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มก�ำลังความ จาคะ หมายถึง การสละให้ความเผื่อแผ่
สามารถ ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมทางกาย หลัก การแบง่ ปนั สง่ิ ของๆ ตน ให้แก่บุคคลท่คี วรให้เพอ่ื
ฆราวาสธรรมท่ีน�ำมาพัฒนาทางกาย ได้แก่ ขันติ ชว่ ยเหลอื ซง่ึ ประโยชนเ์ กอ้ื กลู แกบ่ คุ คลอนื่ และเพอื่
หมายถึง ความอดทน อดทนต่อความร้อน ความ ประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ตามก�ำลังที่ตนมีอยู่
หนาว ความเหนอื่ ย มคี วามอด ทน ตอ่ คำ� ดา่ อดทน และขณะเดียวกันก็ไม่เบียดเบียนตนเองจนเกินไป
ตอ่ การพูดสอ่ เสยี ดเยาะเยย้ ถากถางจากผปู้ ระสงค์ จนท�ำให้ตนเองหรือครอบครัวเดือดร้อน ซึ่งโดย
รา้ ย อดทนตอ่ ความยากลำ� บาก ความเหนด็ เหนอื่ ย ปกตขิ องชวี ติ ครอบครวั นน้ั เราจะตอ้ งชว่ ย แบง่ ปนั
กายและใจ อดทนอดกลน้ั ตอ่ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งไดย้ อ่ ม ซ่งึ กันและกนั แต่ถ้ามีฝา่ ยใดฝ่ายหนงึ่ มุ่งจะเอากับ
เป็นผู้ชนะ ย่อมเป็นผู้ประสบความส�ำเร็จในที่สุด คนรักอย่างเดียวก็จะท�ำให้เกิดการเบ่ือหน่าย
โดยเฉพาะความอดทนต่อการย่ัวยวนของกิเลส เข้าท�ำนองรู้ ว่า อีกฝ่ายหนึ่งต้ังใจจะเอาเปรียบ
ตัณหา อุปา ทาน ท่ีมากระทบจิตในทุกรูปแบบ ท�ำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันยืดได้ ซ่ึงการให้ที่ดีน้ัน
มีจิตใจที่ไม่หวั่นไหวหลงใหลไปกับความทะยาน จะต้องอยู่บนหลักของผู้ให้ให้ด้วยความเต็มใจผู้รับ
อยากที่มา ในทางทุจริตและทางกามคุณ อันมีรูป

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 271

กร็ บั ดว้ ยความสขุ ผใู้ หก้ จ็ ะมคี วามสขุ ไปดว้ ย แตถ่ า้ เร่ืองของสัจจะ และทมะ ดังนี้
เป็นการบังคับเอากับผู้อื่นโดยที่ผู้ให้ก็ไม่เต็มใจ สัจจะ หมายถงึ มีความซ่ือสัตยต์ อ่ กัน คอื
จะใหย้ อ่ มไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ ความสขุ ทงั้ ผใู้ หแ้ ละผรู้ กั การ ซื่อตรงต่อเพื่อนฝูง ซ่ือตรงต่อลูกเมีย ซ่ือ ตรงต่อ
ใหใ้ นหลกั ของจาคะนี้ ไมใ่ ชเ่ ปน็ เพยี งการให้ เผอ่ื แผ่ เวลา ซอื่ ตรงตอ่ การงาน มีความจริงใจตอ่ กนั ท้ังตอ่
แบง่ ปันสงิ่ ของเท่าน้นั แตย่ ังหมายถึง การให้น้ำ� ใจ ตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อครอบครัว ความจริงใจ
แก่กัน การแสดงน�้ำใจเอ้ือเฟื้อต่อกัน ตลอดจน ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมทางจิตใจ ท่ีเป็นกุศล
การเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตนได้ ธรรม ธรรมชาตขิ องคนเรานนั้ ก็ ยอ่ มตอ้ งการความ
เชน่ ในคราวทคี่ คู่ รองประสบความทกุ ข์ ความเจบ็ ไข้ จรงิ ใจ โดยเฉพาะสามภี รรยา หากไม่มีความจรงิ ใจ
หรือมีความล�ำบาก ต้องการความช่วยเหลือก็ ต่อกัน อีกฝ่ายหน่ึงก็รู้ตัวแน่ๆ ส�ำหรับคนที่มี
สามารถช่วยเหลือ เสียสละความสุขความพอใจ ครอบครัวน้นั การมีความซอ่ื สัตย์และความจริงใจ
ของตน ตลอดจนสิ่งของที่มีเสีย สละ ขวนขวาย ใหก้ บั คนทเ่ี ปน็ สามี ภรรยานน้ั จะตอ้ งดแู ลพถิ พี ถิ นั
ชว่ ยเหลอื เอาใจใสด่ แู ล เป็นทพ่ี ง่ึ อาศยั เปน็ กำ� ลงั มากกว่าคนทั่วไป เพราะการมีชีวิตคู่นั้น ย่อม
สง่ เสรมิ หรือ ช่วยใหก้ �ำลังใจใหอ้ กี ฝา่ ยได้ ซึง่ ผู้ทม่ี ี ตอ้ งการความ ซอ่ื สัตย์ ความไว้วางใจ ความไวเ้ นื้อ
จาคะนั้น ถือว่าเป็นผู้ท่ีมีจิตใจกว้างขวาง เอ้ือเฟื้อ เชอ่ื ใจซงึ่ กนั และกนั หากฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ ขาดสจั จะ
เผื่อแผ่ เสียสละไม่คับแคบเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็น ตอ่ กนั ยอ่ มเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความรา้ วฉาน หวาดระแวง
คุณธรรมทจี่ ำ� เปน็ และจำ� เป็นต่อชีวติ ค่มู าก แคลงใจกันได้ง่ายและไม่นานก็ต้องเลิกรากันไป
2. การพัฒนาทางจิตใจ เป็นตัวที่ช้ีน�ำ ยากทจ่ี ะประสานใหค้ นื ดไี ดด้ งั เดมิ ดงั นนั้ การคบหา
ก�ำหนดพฤติกรรมออกมาทางด้านร่างกาย สภาพ สมาคมระหวา่ งบคุ คลในสงั คมไมว่ า่ จะอยใู่ นฐานะใด
จิตที่พอใจมี ความสุข ย่อมท�ำให้ความพฤติกรรม จะต้องแสดงออกถึงความซ่ือสัตย์และความจริงใจ
ทางดา้ นรา่ งกาย มคี วามมัน่ คง ปัญญาท่จี ะทำ� งาน ต่อกัน จะเป็นรากฐานส�ำคัญ ที่สืบสานความ
ให้ได้ผลและพัฒนาไปได้ ต้องอาศัยสภาพจิตใจ สัมพันธ์ตอ่กันได้ในระยะยาว จึงต้องมีหลักสัจจะ
ที่เหมาะควรด้วยการพัฒนาภาวะจิต ท้ังด้าน ข้อนอ้ี ยู่ดว้ ยเสมอ
คณุ ภาพ สมรรถภาพ และสขุ ภาพใหจ้ ิตใจทีด่ ีงาม ทมะ หมายถงึ การข่มใจ อยา่ ให้เกดิ โทสะ
เข้มแข็ง มีความสุข โดยมีเจตจ�ำนงที่เปน็ กุศลและ อย่าให้เกิดความรักหรือความเกลียด การรู้จัก
มสี ภาพเออ้ื พรอ้ มตอ่ การใชง้ านทางปญั ญา เรยี กวา่ ข่มจิตข่มใจตนเองไม่ให้แปรปรวนได้ง่าย ผู้ที่หวัง
สมาธิ ดังน้ัน การพัฒนาทาง ด้านจิตใจ ก็คือ ความเจริญในการท�ำงานในองค์กรที่ มีเพ่ือนร่วม
การคิดดี มีความปรารถนาดี มีความพลอยยินดี งานจำ� นวนมาก จำ� ตอ้ งมี ทมะ หรอื การขม่ ใจใหอ้ ยู่
มีความเมตตากรุณา ความสงสาร และความเห็น ในฝา่ ยธรรมะ อนั เปน็ ฝา่ ยกศุ ล อยา่ งเสมอตน้ เสมอ
อกเหน็ ใจตอ่ ผอู้ นื่ ถอื วา่ เปน็ การปฏบิ ตั ธิ รรมทางใจ ปลาย กลา่ วไดว้ า่ หลกั ทมะนี้ ทำ� ใหบ้ คุ คลทที่ ำ� งาน
ทสี่ อดคลอ้ งกบั หลกั ฆราวาสธรรม 4 ในขอ้ ธรรมใน รว่ มกนั ในองคก์ รใด องคก์ รหนงึ่ เกดิ ความพงึ พอใจ

272 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ในการปฏบิ ตั งิ านได้ คอื ความขม่ ใจในสง่ิ ทค่ี วรและ จติ ใจตนเอง ความ อดทนมุ่งมน่ั ในการท�ำงานและ
ไม่ควรพดู ควรท�ำและไม่ควรท�ำ หลกั ของทมะน้ัน การเสียสละ มีน�้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแก้ไข
จงึ มงุ่ อดทนทจี่ ติ ใจและทอี่ ารมณ์ คนทม่ี งุ่ มนั่ ทจ่ี ะฝกึ ปรบั ปรงุ ทกุ อยา่ งทกุ ดา้ นอยา่ งถกู ตอ้ งไดผ้ ล ปญั ญา
การข่มใจ ต่อความยากล�ำบากท่ีเกิดข้ึนกับตัวเอง จงึ เปน็ ตวั แกป้ ญั หา ทง้ั พฤตกิ รรมและจติ ใจใหล้ งตวั
ใหไ้ ดน้ นั้ เราตอ้ งอดทนทง้ั ตอ่ ตวั เราเอง และอดทน พอดีและเป็นตัวน�ำสู่จุดมุ่งหมายแห่งความมี
กับคนท่ีเรารัก เพราะในการใช้ชีวิตร่วมกับคนท่ี อสิ รภาพและสนั ตสิ ขุ สดชนื่ เบกิ บาน สขุ สงบอยา่ ง
เรารัก ท่ีเรียกว่า ครอบครัว อาจต้องพบเจอกับ แท้จริง การปฏบิ ตั ิตามฆราวาสธรรม 4 ประการนี้
ความยากลำ� บากในการอยู่ ในการประกอบอาชพี ยอ่ มจะเปน็ อานสิ งสใ์ หเ้ กดิ ความสขุ ความเออื้ อาทร
รว่ มกนั ทุกชีวติ ทกุ ครอบครวั ย่อมมีอปุ สรรคตา่ งๆ เกิดความสมานฉันท์สามัคคีของบุคคลในสังคมได้
ก็จะถาโถมเข้ามา หากข่มใจไม่ไหว ก็จะท�ำให้ อยา่ งย่งั ยืนไปในทีส่ ดุ
ครอบครวั ไปไมถ่ งึ ฝง่ั ฝนั ดงั นนั้ แลว้ ผทู้ เี่ ปน็ หวั หนา้
ครอบครวั จะตอ้ งเผชิญและฟนั ฝ่าตอ่ อุปสรรคตอ่ 6. ประโยชน์ของการพฒั นาชวี ิตดว้ ยหลัก
ความยากล�ำบาก จึงเป็นเรื่องท่ีส�ำคัญ โดยเฉพาะ ฆราวาสธรรม
เมอ่ื ฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ ประสบความตกตำ�่ ทง้ั คจู่ ะตอ้ ง
มสี ติ อดทน อดกลัน้ คิดหาอบุ ายหรือใช้ปัญญาหา ด้านปัจเจกบุคคล การน�ำหลักฆราวาส
ทางแก้ไข ฝา่ ฟนั ไปให้ได้ ความขม่ ใจและเป็นก�ำลงั ธรรม 4 มาใชใ้ นการพฒั นาตนเอง ยอ่ มจะทำ� ใหเ้ กดิ
ใจให้ซึ่งกันและกันเท่าน้ัน จึงจะสามารถผ่านพ้น ความส�ำเร็จในชีวิตและครอบครัว เพราะหลัก
เหตกุ ารณท์ เี่ ลวรา้ ยไปดว้ ยกนั ได้ แตห่ ากขาดความ คุณธรรมน้ีก็จะท�ำให้เกิดเมตตามี ความสมหวังใน
ข่มใจแล้ว ก็จ�ำเปน็ ต้องเลกิ รากนั ไป แต่หลายคู่แม้ ความรักและคู่ครองได้ ซึ่งก็คือเมื่อมีสัจจะย่อมมี
ทะเลาะกันนับพันๆ หน ก็ยังอยู่ด้วยกันได้จนแก่ เกียรตยิ ศ ชือ่ เสยี ง ผคู้ นเชอ่ื ใจ เม่อื มีทมะยอ่ มเป็น
จนเฒา่ ก็เพราะหลักทมะนี้เอง ผทู้ ม่ี ปี ญั ญา มสี ติ ขม่ ใจ สามารถควบคมุ อารมณไ์ ด้
3. การพฒั นาทางปญั ญา กเ็ พอื่ ทจ่ี ะใหร้ ู้ เมื่อมีขันติย่อม ประสบผลส�ำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
เข้าใจตามสภาพความเป็นจริง เป็นการพัฒนา ท�ำให้เกิดอริยทรัพย์ มีฐานะท่ีดี และเม่ือมีจาคะ
ควบคู่ประสานกันและอิงอาศัยกัน ทั้งการพัฒนา ย่อมมีผู้รักใคร่ มีมิตรที่ดี เป็นกัลยาณมิตรท่ีดีของ
พฤติกรรมทางด้านร่างกายและจิตใจ รวมเรียกว่า คนท้ังหลาย เปน็ ต้น
ปญั ญา หลกั ฆราวาสธรรม จงึ มคี วามสำ� คญั ในฐานะ ด้านสังคม หลักฆราวาสธรรมนี้ ไม่เพียง
เปน็ เครอื่ งมอื กำ� กบั ชวี ติ ของผู้ ครองเรอื น เปน็ หลกั แต่ยังเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนให้ มีความรัก
ธรรมในการพัฒนาชีวิตให้สูงขึ้น มีคุณค่ามากข้ึน ทดี่ ีในครอบครวั ของตนเท่านนั้ แต่สามารถทีจ่ ะนำ�
เป็นหลักความประพฤติ 4 ประการ คือ ความ ไปปฏิบัติกับทุกคนในสังคมที่เรา อาศัยอยู่ด้วย
ซอื่ สตั ย์ สจุ รติ ความจรงิ ใจ การขม่ ใจ บงั คบั ควบคมุ เพราะหลักธรรมนี้เป็นหลักธรรมที่ประกอบด้วย
เมตตา เป็นกัลยาณมิตรท่ีดีของ คนในสังคม

ปีท่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 273

ดงั นั้น การปฏบิ ัติตามฆราวาสธรรม 4 ประการน้ี ซื่อสัตย์ตอ่ กัน 2) ทมะ คือ การรูจ้ กั ข่มใจควบคมุ
ยอ่ มทำ� ใหเ้ กดิ ความสขุ ความเออ้ื อาทร เกิดความ อารมณ์บังคับตนเองปรับตัวเข้ากับการงานและ
สมานฉนั ทส์ ามคั คขี องบคุ คลในสงั คมไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื สิ่งแวดล้อมให้ได้ดี 3) ขันติ คือ ความอดทน 4)
ในท่สี ดุ จาคะ คือ ความเสียสละเผ่ือแผ่แบ่งปันมีน�้ำใจ
ถ้ามนุษย์แต่ละคนพยายามปลูกฝังและบ�ำรุงให้
7. สรปุ เจรญิ งอกงามโดยทวั่ กนั แลว้ จะชว่ ยใหป้ ระเทศชาติ
บังเกิดความสุขความร่มเย็นและมีโอกาสที่จะ
มนุษย์จะอยู่ร่วมกันในครอบครัวหรืออยู่ ปรบั ปรงุ พฒั นาประเทศชาตใิ หเ้ จรญิ มนั่ คงกา้ วหนา้
ครองเรอื น และอยูใ่ นสงั คมอย่างมีความสขุ มนษุ ย์ ต่อไป การพัฒนามนุษย์ตามหลักฆราวาสธรรม
ต้องได้รับการพัฒนา ตามหลักพุทธปรัชญาการ ด้วยการปลูกฝังให้เกิดขึ้นในจิใจให้ได้เม่ือธรรมอยู่
พฒั นามนษุ ยท์ ส่ี มบรู ณต์ อ้ งพฒั นาแบบองคร์ วมคอื ในใจแลว้ จะสง่ ผลใหส้ ถาบนั ครอบครวั มคี วามเขม้ แขง็
พัฒนากาย จิตและปัญญา ส�ำหรับหลักธรรมท่ีใช้ และส่งผลต่อสังคม และประเทศชาติมีความ
พัฒนาชวี ิตของผู้อยู่ครองเรือนแบบองคร์ วม ได้แก่ เข้มแขง็ ตามมา
หลกั ฆราวาสธรรม 4 ไดแ้ ก่ 1) สจั จะ คอื ความจรงิ ใจ

References

Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Thai Tipitaka, Series of Mahachulalongkornraj
avidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.

Phra Dhambhidok (P.A. Payutto). (2003). Dictionary of Buddhism Vocabulary. Bangkok :
Mahachulalongkornrajavidyalaya Printing house.

Suwanbubpa, P. (1994). Social Philosophy. Bangkok : O.S.Printing house.
Thankaew, B. (1999). The Truth of the Life. Bangkok : O.S.Printing house.



หลักศีล 5: การพัฒนาพฤตกิ รรมของมนุษย*์
The Five Precepts: Development of Human behavior

ปัญา เสนภงู า และพระมหามติ ร ฐติ ปญโฺ ญ
Panya Sangphoo-nga and Phramaha Mit Thitapanyo
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidya University, KhonKaen Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

หลักมนุษยธรรมทีเ่ ป็นข้อปฏบิ ตั ิให้ถึงความเปน็ มนษุ ย์ที่สมบรู ณค์ อื ศีล 5 ไดแ้ ก่ การไม่ฆ่าสตั ว์
การไม่ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติผิดในกาม การไม่พูดเท็จ และการไม่ดื่มสุราเมรัย ของม่ืนเมาท้ังหลาย
ศลี เปน็ ทต่ี งั้ แหง่ กศุ ลธรรม ทำ� ใหผ้ นู้ ำ� มาปฏบิ ตั ริ อดพน้ จากความชว่ั ทงั้ ปวง มคี วามสงบสนั ตสิ ขุ ในการดำ� เนนิ
ชวี ติ ทง้ั ปจั จบุ นั และอนาคต ในสว่ นทเ่ี ปน็ พฤตกิ รรมของมนษุ ยน์ นั้ เปน็ การแสดงออกทม่ี กั จะแสดงออกผา่ น
อารมณท์ เ่ี ปน็ ผลอนั เกิดจากการปฏิกริ ิยา ดว้ ยการแสดงออกทางร่างกาย และทางจิตใจ การแสดงเหลา่ นี้
มกั จะผ่านมาจากความรู้สึกนกึ คดิ ตามสภาวะจิตใจทต่ี อ้ งการและรบั รู้อารมณ์
ค�ำสำ� คัญ: หลักศลี 5; การพฒั นา; พฤตกิ รรมของมนษุ ย์

Abstract

Humanitarianism is a complete human practice. The Five Precepts. No killing Non-
burglary Non-misconduct do not speak false and do not drink alcohol. Allofdizzy drunk.
Precepts is the place of charity. Let the leaders come to the rescue of all evil. Have
peace in the present and future life. In human behavior, expression is often expressed
through emotions that result from a reaction. With physical and mental expression. These
performances often come from the mind, mind and mind.
Keywords: The Five Precepts; Development; Human behavior

* ได้รบั บทความ: 11 ตุลาคม 2561; แก้ไขบทความ: 12 กุมภาพันธ์ 2562; ตอบรับตพี ิมพ:์ 23 กันยายน 2562
Received: October 11, 2018; Revised: February 12, 2019; Accepted: September 23, 2019

276 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

1. บทน�ำ จากการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลใน
สงั คม ไดร้ วบรวมจากขอ้ มลู อา้ งองิ สำ� คญั ๆ ในเรอ่ื ง
หลักค�ำสอนของพระพุทธศาสนาน้ัน พฤติกรรมและปัญหาของสังคม มีทั้งด้านที่ได้รับ
มุ่งส่งเสริมให้มีการคิดอย่างมีเหตุผล และการอยู่ การพฒั นาและดา้ นทยี่ งั ขาดการพฒั นาจงึ ทำ� ใหเ้ กดิ
ร่วมกันอย่างสันติสุข ความส�ำคัญของการพัฒนา ปญั หาของสงั คม การพัฒนาตนเองนัน้ จึงเปน็ เรื่อง
พฤติกรรมทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคมจึงมี ทส่ี ำ� คญั ในการดำ� รงชวี ติ ในสงั คมปจั จบุ นั เปน็ อยา่ ง
หลักการท่ีส�ำคัญส�ำหรับการด�ำรงชีวิตของมนุษย์ ยง่ิ และเราไม่อาจหยุดทจ่ี ะพัฒนาตนเองได้ เพราะ
เปน็ อยา่ งมาก สุขภาพกายและสุขภาพจติ ของผู้ใด สังคมมีการเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิต
มีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถควบคุมร่างกายและ ของคนในสังคมก็ย่อมได้รับผลกระทบจากการ
จิตใจได้เป็นอย่างดี จิตจะท�ำหน้าที่ควบคุมและ เปลยี่ นแปลงนส้ี ง่ ผลใหส้ ขุ ภาพกายและใจทจ่ี ะตอ้ ง
สั่งการท�ำงานทุกอย่างของร่างกายให้ท�ำงานอย่าง พัฒนาตามกระแสของโลกได้อย่างถูกต้อง ดังน้ัน
มีประสิทธิภาพของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี ศูนย์กลางโลกและชีวิตก็คือการพัฒนาตนเอง
ความสุขตามแนวทางพระพทุ ธศาสนามหี ลักศีล 5 ให้สูงข้ึนตามหลักแนวทางของพระพุทธศาสนา
ทเ่ี ราเรียกวา่ เบญจศลี เปน็ แนวทางเบอื้ งตน้ เม่ือมี ซ่ึงเน้นว่าคนเราทุกคนที่เกิดมาต้องมีทุกข์ด้วยกัน
คณุ ธรรมจงึ จะสามารถขดั เกลานสิ ยั ใจคอใหม้ นษุ ย์ ทั้งสิ้น แต่ในระหว่างที่คนยังมองไม่เห็นทุกข์หรือ
มีความประณีตย่ิงข้ึนมีความประพฤติและการ ความทุกข์ยังไม่ได้บีบค้ันให้รู้สึกส�ำนึกเรามักจะใช้
กระทำ� ที่ดงี ามรู้จักยบั ยง้ั ชั่งใจ จะพดู จะท�ำ จะคิด ชีวติ ไปในทางทปี่ ระมาทและไม่สนใจ เพราะความ
กต็ อ้ งไตรต่ รองใหร้ อบคอบดเี สยี กอ่ น (Thaenkaew, ประมาทท�ำให้ชีวิตของคนต้องตกต�่ำถึงกับหายนะ
2004 : 7) ถา้ สงั คมขาดการควบคมุ ดว้ ยศลี การลว่ ง ไป (Achawanickul, 1992 : 18) ศีลในทาง
ละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง พระพุทธศาสนามีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคน
ด้วยใจบ้าง มนุษย์จะรู้สึกหวาดหว่ันสะพรึงกลัว ในสงั คมมนษุ ยใ์ นทกุ ดา้ นของการดำ� รงชวี ติ เฉพาะ
ไม่ปลอดภยั ในชวี ิตและทรพั ยส์ ิน ถา้ สังคมควบคุม วิถีชีวิตมนุษย์มักมีความผูกพันประสานกลมกลืน
ด้วยศลี ไมป่ ระทษุ ร้ายกัน ด้วยกาย วาจา ใจ สังคม กับหลักความเช่ือและการปฏิบัติของตันเองใน
ของเราจะนา่ อยมู่ ากทเี ดยี ว (Inthsara, 2006 : 37) ประเทศไทยกม็ วี ถิ ชี วี ติ ทม่ี คี วามผกู พนั อยกู่ บั ความ
ดังนนั้ ศีล แปลว่า ปกติ เยน็ ระเบียบวนิ ัย เปน็ ต้น เช่ือและแนวทางในการปฏิบัติเช่นกัน ความเช่ือ
กล่าวคือ ผู้มีศีลต้องมีกาย วาจาและใจไม่เร่าร้อน และแนวทางการปฏบิ ัติของคนไทยส่วนมากก็จะมี
ด้วยราคะ โทสะ และโมหะ เป็นผู้มีกายสุจริต ความผกู พนั อยกู่ บั หลกั การและแนวทางการปฏบิ ตั ิ
วจสี จุ ริต และมโนสุจริต ศีล 5 จงึ เป็นข้อปฏิบัติทีม่ ี ของพระพทุ ธศาสนาจนกลายเปน็ สว่ นหนง่ึ ของชวี ติ
ประโยชนต่อสังคมจึงจ�ำเป็นต้องเข้าใจในศีล 5 เรื่องศีลจึงถือว่า เป็นเร่ืองส�ำคัญส�ำหรับชาวพุทธ
เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเองและเพื่อความสงบสุข และระดับในมนุษยชาติไปแล้ว ฉะนั้นการด�ำเนิน
ของสังคมด้วย

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 277

ชวี ติ ทส่ี รา้ งความสงบใหก้ บั ตนเองและสงั คมใหส้ งบ ธรรมค�ำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลักยึดถือ
กค็ อื ศลี การนำ� หลกั ศลี 5 มาเปน็ หลกั ปฏบิ ตั ใิ นชวี ติ ประพฤติปฏิบัติ ในส่วนของค�ำสั่งนั้น ได้แก
ประจ�ำวันได้อย่างรู้เท่าทันทางกาย ทางวาจาและ ขอ้ ปฏบิ ตั ซิ งึ่ บงั คบั ไวเ้ ปน็ ขอ้ หา้ มมใิ หก้ ระทำ� เรยี กวา่
ทางใจ เปน็ สำ� คญั ดงั น้ันการเขยี นบทความในคร้งั ศลี เป็นขอ้ ยกเว้นทวี่ างไว้เป็นกฎระเบยี บ ในส่วน
ผเู้ ขยี นไดน้ ำ� เสนอหลกั ศลี 5: การพฒั นาพฤตกิ รรม ของคำ� สอน ไดแ้ ก่ ค�ำแนะนำ� คำ� ชี้แจง เพอื่ ให้การ
ของมนษุ ยว์ า่ จะสามารถพฒั นาพฤตกิ รรมมนษุ ยไ์ ด้ ศกึ ษาอนั เปน็ หลกั ทที่ รงวางไวส้ ำ� หรบั การประพฤติ
อย่างไร และจะส่งผลต่อการพัฒนาพฤติกรรม ปฏบิ ตั ทิ เ่ี รยี กวา่ พระธรรม ถอื วา่ เปน็ หนา้ ทท่ี จี่ ะพงึ
อยา่ งไร การเขยี นในครง้ั นเี้ ปน็ การเขยี นผา่ นมมุ มอง ประพฤติปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าเป็นความ
ทางพระพุทธศาสนาเพ่ือให้ทราบถึงการพัฒนา ดีงามแห่งชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความ
พฤติกรรมของคนในสังคม จึงเห็นว่าเป็นการ สุขและปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจได้ในสังคม
สมควรอยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะใชห้ ลกั ศลี 5 ตามแนวทางพทุ ธ โดยรวม
ศาสนาเพื่อพัฒนาพฤติกรรมของบุคคลในสังคม พจนานกุ รมพทุ ธศาสนฉ์ บบั ประมวลศพั ท์
ใหม้ ีคุณภาพมากย่งิ ขึ้นและย่งั ยืนตอ่ ไป ไดอ้ ธบิ ายความหมายศลี ว่า ความประพฤตดิ ีทาง
กายและทางวาจาหรือการรักษากายและวาจาให้
2. ความสำ� คญั และจงุ่ มงุ่ หมายของหลกั ศลี 5 เรียบร้อยให้ต้ังอยู่ในความดีงามรักษาความเป็น
ปรกตติ ามระเบยี บวนิ ยั ใหป้ รกติ มกี ารงานทส่ี ะอาด
วิถีชีวิตของคนในสังคมมนุษย์มักมีความ ปราศจากโทษเป็นความสุจริตทางกาย ทางวาจา
สัมพันธ์ในหลายด้าน ไม่วา่ จะเป็นสังคม เศรษฐกจิ และอาชีพนั้นคอื ศลี (Phra Bramagunabhorn
ความเชอ่ื พธิ ีกรรม เปน็ ต้น โดยเฉพาะวถิ ชี วี ติ ของ (P.A. Payutto), 2010 : 175) พุทธทาสภิกขุ
คนไทยนน้ั มคี วามผกู พนั ประสานกลมกลนื กบั หลกั (Bhuddhathasa Phikku, 1996 : 56) ได้อธิบาย
ความเชอื่ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามแนวทางพระพทุ ธ วา่ “ศีล” หมายถงึ ความเปน็ ปกติ หรือปกติภาวะ
ศาสนาอย่างม่ันคงต้ังแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ตามธรรมดา หมายความวา่ ท�ำทุกอย่างตามทค่ี วร
พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนใหม้ อี สิ ระจากปจั จยั ทงั้ ปวง ทำ� อยใู่ นภาวะปกตคิ อื ไมเ่ ดอื ดรอ้ น ไมก่ ระวนกระวาย
ทเ่ี ปน็ เหตแุ หง่ เครอ่ื งเศรา้ หมองทงั้ ปวง ไมว่ า่ จะเปน็ ไม่ระส่�ำระสาย ไม่มีความสกปรก ไม่มีความเศร้า
ทงั้ ทางกาย ทางวาจาและทางใจ ทางกาย หมายถงึ หมองเกิดขึ้น โดยเนื้อความชองศีลหมายถึง
การไม่สร้างความวิบัติเสียหายแกบุคคลอ่ืน ทาง ระเบียบท่ีบัญญัติขึ้นไว้ส�ำหรับประพฤติปฏิบัติ
วาจาก็หมายถึงการไม่ว่าร้ายนนิ ทาบุคคลอนื่ สว น เพ่ือเกดิ ภาวะปกติเกดิ ขนึ้ ท่กี าย วาจา ใจ
ทางใจก็หมายถึงอิสระจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จงึ เหน็ วา่ ศลี เปน็ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ นทางท่ี
ทั้งหลายอันตัดรอนชีวิตความเป็นอยู่ของตน ดงี ามใหเ้ ปน็ ไปโดยปกตมิ นษุ ยส์ ง่ เสรมิ ใหม้ นษุ ยท์ กุ
พระพทุ ธศาสนาจงึ เปน็ ศาสนาของผรู้ เู้ ทา่ ทนั ภาวะ คนสามารถด�ำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมโดย
ความเปล่ียนแปลงของตนของสังคม โดยใช้หลัก

278 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ปราศจากโทษภัยท้ังทางดา้ นร่างกายและจิตใจเข้า ให้หมูคณะด�ำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ถึงจุดหมายที่ดีงามตามล�ำดับของชีวิตท�ำให้สังคม ไม่เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบกัน เบญจศีลเป็น
โดยรวมมีความสงบเรียบร้อย และทำ� ใหม้ นษุ ย์นั้น เคร่ืองมือส�ำหรับวัดความเป็นมนุษย์เป็นเคร่ืองบ่ง
มกี ารสำ� รวมกายและวาจาใหเ้ รยี บรอ้ ยทงั้ ในการพดู ชี้ว่าผู้นั้นมีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์หรือไม่มี
การคดิ การทำ� ในการแสดงออกอนั เปน็ การยกระดบั มนษุ ยธรรมคอื ธรรมทเี่ ปน็ เครอ่ื งวดั ความเปน็ มนษุ ย์
จติ ใจเขา้ ถงึ แกน่ แทใ้ นหลกั ธรรม อนั เปน็ กศุ ลธรรม เพราะศีลแต่ละข้อนั้นท่านวางไว้เพื่อประโยชนแก่
อนั ดีงามท้ังปวง อาจกล่าวสัน้ ๆ วา ศลี คือ ข้อหา้ ม มนษุ ย์โดยตรง (Malathong, 1999 : 117) ดงั น้ัน
ไมใ่ หท้ ำ� ความชวั่ ทจุ รติ ของพระพทุ ธศาสนานน่ั เอง ในการด�ำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ
1. ความส�ำคัญของศีล มนุษย์ทุกคนใน การยึดหลักของมนุษยธรรมให้มั่นคงคือ ศีล 5
โลกล้วนแต่ต้องการความสุขไม่ต้องการความทุกข์ หรือเรียกว่า เบญจศีล หมายถึง การเจตนาหรือ
คือรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่การด�ำเนิน ความต้ังใจงดเว้นจากความชั่วทางกาย ทางวาจา
ชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ต้องการนั้นคนท้ังหลายมีวิธี เรียกกันโดยท่ัวไปว่า ศีล 5 ซ่ึงมีองค์ประกอบ
การดำ� เนนิ ชวี ติ ไปตามแนวหรอื วถิ ที างทต่ี นคดิ เหน็ โดยละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี
ว่าถูกต้อง บางคนด�ำเนินชีวิตด้วยการเบียดเบียน 2.1 ปาณาตบิ าต ศลี ขอ้ ท1ี่ ประกอบ
ตนและคนอื่นท�ำให้ผู้ล�ำบากเดือดร้อนด้วยการ ด้วยองค์ 5 ประการ คอื 1) สตั ว์น้ันมีชวี ิต 2) รู้ว่า
กระท�ำของตน เช่น การด่ืมน้�ำเมาและเสพส่ิงเสพ สตั ว์นัน้ มีชวี ติ 3) มจี ติ คิดจะฆา่ 4) ท�ำความเพยี ร
ติดให้โทษ การลักขโมย การฉ้อโกง การปล้นเขา เพอ่ื ใหต้ าย 5) สตั วต์ ายลงเพราะความเพยี รนนั้
เล้ียงชีพ เป็นต้น การด�ำเนินชีวิตประเภทน้ีทาง 2.2 อทนิ นาทาน ศลี ขอ้ ท่ี 2 ประกอบ
พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการด�ำเนินชีวิตท่ีไม่ ดว้ ยองค์ 5 ประการ คอื 1) วตั ถสุ งิ่ ของนนั้ มเี จา้ ของ
ประเสริฐ เพราะเป็นการกระท�ำท่ีให้ตนและสงั คม 2) รู้ว่าวัตถุส่ิงของนั้นมีเจ้าของ 3) มีจิตคิดจะลัก
ให้เดือดร้อน สวนการด�ำเนินชีวิตด้วยการไม่ ทรัพย์ 4) ท�ำความเพียรเพื่อลักทรัพย์นั้น 5) ได้
เบียดเบียนตนเองและผู้อนื่ โดยด�ำเนินชีวิตไปตาม ส่ิงของน้ันมาด้วยความเพียรนั้น
หลักศีลธรรมค�ำสั่งสอนท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัส 2.3 กาเมสุมิจฉาจารา ศีลข้อท่ี 3
สอนไวช้ อ่ื วา่ การดำ� เนนิ ชวี ติ ทปี่ ระเสรฐิ เพราะเปน็ ประกอบด้วยองค์ 4 ประการ คือ 1) วตั ถทุ ่ีไมค่ วร
ไปเพอ่ื กระทำ� ตนเองและสงั คมใหเ้ กดิ ความสงบสขุ เกี่ยวข้อง 2) จิตคิดจะเสพในวัตถุน้ัน 3) ความ
(Phratheph Wisuththikawi (Phicitr Thitwanno), พยายามเสพเมถุน 4) มีความพอใจในวัตถกุ าม
1995 : 17) 2.4 มสุ าวาทา ศีลข้อท่ี 4 ประกอบ
2. จุดมงุ่ หมายของหลักศลี 5 เบญจศลี ด้วยองค์ 4 ประการ คอื 1) ส่ิงของหรอื เรอื่ งราวท่ี
เป็นบทบัญญัติทางสังคมที่มนุษย์รุ่นก่อนๆ ได้วาง ไมเ่ ปน็ จรงิ 2) จติ คดิ จะมสุ า 3) ความเพยี รเพอื่ มสุ า
ไว้เป็นหลักข้อปฏิบัติส�ำหรับปกครองหมูคณะเพื่อ 4) ใหค้ นอื่นเชอ่ื ตามความที่มุสาน้ัน

ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 279

2.5 สรุ าเมรัย ศลี ข้อท่ี 5 ประกอบ จากท่ีกลา่ วมาจะเห็นได้ว่า เบญจศลี ถอื ว่าเป็นข้อ
ดว้ ยองค์ 5 ประการ คอื 1) ของท่ที ำ� ให้เมามสี ุรา งดเว้น ศีลจะบริสุทธ์ิอยู่ได้ก็ต้องอาศัยเบญจธรรม
เป็นต้น 2) มีจิตคิดที่จะด่ืม 3) พยายามท่ีจะดื่ม คอยประคับประคองคอยกระตุ้นเตือนจิตใจเป็น
4) ดืม่ ใหไ้ หลลว่ งลำ� คอลงไป (Phra Bramaguna สำ� คญั เปน็ ธรรมทต่ี อ้ งอาศยั ซง่ึ กนั และกนั ตอ้ งเปน็
bhorn (P.A. Payutto), 2008 : 773) ไปร่วมกันเพราะศีลธรรมเป็นของคูกัน บุคคลจะ
ฉะนั้น “เบญจศีล” ถือว่าเป็นข้องดเว้น ถือศีลอยู่ได้ก็ต้องอาศัยเบญจธรรมคือ ความมี
ดงั กลา่ วมานนั้ จะบรสิ ทุ ธอ์ิ ยไู่ ดห้ รอื มนษุ ยจ์ ะประพฤติ เมตตากรุณา มีหิริโอตตัปปะอยู่ในจิตใจเป็น
ปฏิบัติตามได้เพ่ือให้เกิดการพัฒนาตนเองก็ต้องมี เบอื้ งตน้ ในทางตรงกันข้ามบคุ คลจะมเี บญจธรรม
ธรรมอน่ื คอยประคบั ประคองหรอื คอยกระตนุ้ เตอื น อยู่ได้ก็ต้องอาศัยเบญจศีลจึงจะสามารถรักษา
ใจของมนุษย์ให้งดเว้นภัยน้ันๆ ผู้มีธรรมข้อน้ันๆ เบญจธรรมได้อย่างบริสุทธ์ิเพราะธรรมท้ังสองนี้
ประจ�ำใจจะสามารถรักษาเบญจศีลอยู่ได้ตลอด เป็นไปร่วมกันไม่สามารถแยกจากกันได้จึงจะ
เวลา ธรรมดังกล่าวน้ีเรียกว่า เบญจธรรม ได้แก่ สามารถรักษาความบริสุทธ์ิไว้ได้การอยู่ร่วมกันใน
ธรรมอันดีงาม 5 ประการ ค�ำว่า “เบญจธรรม” สั ง ค ม ก็ ต ้ อ ง อ า ศั ย ห ลั ก เ บ ญ จ ศี ล แ ล ะ ห ลั ก
(ปญ จ+ธมั ม) ไดแ้ ก่ ธรรม 5 กลา่ วคอื ธรรมอนั ดงี าม เบญจธรรมสังคมก็จะน่าอยู่และจะอยู่ร่วมกันได้
5 อย่าง คุณธรรม 5 ประการคูกับเบญจศีลเป็น อยา่ งมีความสุขโดยสนั ติสุขอย่างแทจ้ รงิ
ธรรมเกอ้ื กลู แกก่ ารรกั ษาเบญจศลี ผรู้ กั ษาเบญจศลี
ต้องประพฤติปฏิบัติตนเองตามหลักเบญจธรรม 3. พฤติกรรมในทศั นะพระพทุ ธศาสนา
ควบค่กู นั ใหเ้ กิดมีไวป้ ระจ�ำใจ ไดแ้ ก่ 1) เมตตาและ
กรุณา คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้วามสุขความ หลักค�ำสอนในพระพุทธศาสนาเน้นการ
เจริญ และ ความสงสารคิดชว่ ยให้พน้ ทุกขค์ ู่กับศลี กระทำ� (กรรมวาทและกริ ยิ าวาท) เปน็ หลกั คำ� สอน
ข้อท่ี 1 2) สมั มาอาชีวะ คอื การหาเลย้ี งชีพในทาง ว่าด้วยความพากเพียรพยายามของมนุษย์ (วิริย
สจุ รติ ค่กู ับศีลขอ้ ท่ี 2 3) กามสังวร คอื ความสงั วร วาท) (Thai Tipitaka 20/138/336) ถา จำ� แนกการ
ในกามความส�ำรวมระวังรูจักยับย้ังควบคุมตน แสดงออกของพฤติกรรม สามารถจ�ำแนกได้เป็น
ในทางกามารมณ์ ไมใ่ หห้ ลงใหลในรูป เสียง กล่นิ 3 ทาง คอื 1) พฤตกิ รรมทางกาย เรยี กวา่ กายกรรม
รส และสมั ผัส คูกบั ศลี ขอ้ ที่ 3 4) สัจจะ คอื ความ 2) พฤตกิ รรมทางวาจา เรยี กวา่ วจกี รรม 3) พฤตกิ รรม
สัตย์ความซ่ือตรง คู่กับศีลข้อที่ 4 และ 5) สติ ทส่ี บื เนอื่ งมาจากภายในคอื จติ ใจ เรยี กวา่ มโนกรรม
สัมปชัญญะ คือ การระลึกได้ และรู้ตัวอยู่เสมอ นอกจากนี้ค�ำสอนในพระพุทธศาสนายังยึดถือ
คือ ฝึกตนให้เป็นคน รูจักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า เอาการกระทำ� ของมนษุ ยเ์ ปน็ เครอื่ งตดั สนิ วา่ บคุ คล
สิ่งใดควรท�ำและไม่ควรท�ำระวังมิให้เป็นคนมัวเมา นนั้ เปน็ คนดหี รอื คนชว่ั ไมไ่ ดย้ ดึ ถอื เอาเรอื่ งเชอื้ ชาติ
ประมาท คกู่ บั ศีลข้อท่ี 5 สัญชาติเช้ือเผ่าพันธุ์วงศ์ตระกูลยศถาบรรดาศักดิ์
ความรปู้ ระสบการณอ์ ำ� นาจวาสนาอายเุ พศวยั เหลา่

280 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

นมี้ าเป็นเครือ่ งวดั หากแต่วดั ทกี่ ารแสดงออกหรอื 3. มโนกรรม พฤติกรรมทางใจ คอื การ
การกระท�ำของแต่ละบุคคล (ส�ำเนียงส่อภาษา กระท�ำท่ีกระท�ำทางใจหรอื ความนึกคดิ
กริ ิยาสอ่ ตระกูล) พฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นตามทวารหรือทาง
จะเห็นได้ว่าลักษณะค�ำสอนในทาง ทแี่ สดงพฤตกิ รรมออกมาทงั้ 3 ประเภทนน้ั เปน็ กรรม
พระพุทธศาสนาเป็นกรรมวาทและกิริยาวาท กลางๆ ไม่ได้ระบุลงไปให้แน่ชัดว่าเป็นการกระท�ำ
กลา่ วคือ ความดี ความชั่ว หรอื ส่ิงทดี่ หี รอื ไม่ดลี ว้ น ทด่ี หี รอื เปน็ การกระทำ� ทไ่ี มด่ ี หากมงุ่ กลา่ วในเชงิ วถิ ี
มคี วามเกย่ี วขอ้ งกนั กบั การกระทำ� ของมนษุ ยท์ ง้ั สน้ิ ดำ� เนนิ ชวี ติ หรอื จรยิ ธรรมทเี่ ปน็ รปู ธรรมชดั เจนแลว้
ดงั นน้ั คำ� วา่ “กรรม” กค็ อื การแสดงออก ทางกาย พฤติกรรมแบ่งประเภทออกเป็น 2 ประการ คือ
ทางวาจา รวมไปถงึ ทางใจนนั่ เอง การกระทำ� ทง้ั หมดนี้ 1. กศุ ลกรรมบถ10คอื ทางแหง่ พฤตกิ รรม
เรยี กว่าพฤติกรรมการแสดงทางกาย ทางวาจาทมี่ ี ทีเ่ ปน็ ความดี อันนำ� ไปสูความสขุ ความ เจรญิ ทาง
ใจเป็นผู้บังคับบัญชาให้กระท�ำสิ่งต่างๆ ทั้งดีบ้าง กายทางวาจาและทางใจ (Thai Tipitaka 13/ 57/
ชั่วบ้างน่ีคือท่ีเป็นท่ีไปที่มาของพฤติกรรมท้ังหมด 55) โดยแบง่ ออกเปน็ 3 ทาง ดังนี้
ของมนษุ ย์ (จติ เปน็ นาย กายเปน็ บา่ ว) หลกั คำ� สอน (1) กายกรรม 3 ไดแกพฤติกรรม
ในทางพระพุทธศาสนาได้จ�ำแนกประเภทแห่ง ทางกาย 3 อย่าง คือ 1) ปาณาติปาตา เวรมณี
พฤติกรรมไว้หลายลักษณะตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น เจตนาเครอื่ งงดเวน้ จากการฆา่ และการเบยี ดเบยี น
จำ� แนกตามคุณภาพหรือตามธรรมท่ีเปน็ มลู เหตุให้ สัตว์มีชีวิตและมีเมตตากรุณาช่วยเหลือเก้ือกูล
เกดิ พฤตกิ รรมจำ� แนกตามทวารหรอื ทางแสดงออก บคุ คลอนื่ หรอื สตั วอ์ นื่ 2) อทนิ นาทานา เวรมณี เจตนา
ของพฤติกรรมหรือจ�ำแนกตามความสัมพันธ์ของ เครื่องงดเว้น จากการถือเอาส่ิงของท่ีเจ้าของมิได้
พฤติกรรมกับผลที่เกิดจากการแสดงพฤติกรรม ให้โดยเคารพกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น
เน่ืองจากค�ำสอนเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์น้ี 3) กาเมสมุ จิ ฉาจารา เวรมณี เจตนาเครื่องงดเว้น
มีปรากฏมากมายในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา จากการประพฤตผิ ดิ ในกาม ไมก่ ลา่ วละเมดิ ประเวณี
ท้ังในส่วนของพระไตรปฎกและอรรถกถาต่างๆ (2) วจกี รรม 4 ไดแกพ ฤตกิ รรมทาง
จะกลา่ วถงึ โดยสังเขป ดงั นี้ วาจา 4 อยา่ งคอื 1) มสุ าวาทา เวรมณี เจตนาเครอ่ื งเวน้
พฤตกิ รรมของมนษุ ยจ์ ำ� แนกตามทางหรอื จากการพูดเท็จเพราะเหตุแห่งตน หรือบุคคลอื่น
ทวารทแี่ สดงพฤติกรรมออกมาได้เป็น 3 ประเภท หรือเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ 2) ปสุณาย
คอื วาจา เวรมณี เจตนาเครอ่ื งงดเว้น จากการพูดส่อ
1. กายทวาร พฤติกรรมทางกาย คือ เสียดอันเป็นการกล่าวยุยงให้คนอ่ืนแตกความ
การกระทำ� ทแ่ี สดงออกทางกาย หรอื กระทำ� ดว้ ยกาย สามัคคกี ัน 3) ผรุสาย วาจา เวรมณี เจตนาเครอื่ ง
2. วจีกรรม พฤติกรรมทางวาจา คือ งดเว้นจากการพูดค�ำหยาบ พูดแต่ถ้อยค�ำอ่อน
การกระทำ� ทีแ่ สดงออกทางวาจาหรือคำ� พดู หวานสภุ าพ 4) สมั ผปั ปลาปา เวรมณี เจตนาเครอื่ ง

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 281

งดเวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ พดู แตค่ ำ� จรงิ มปี ระโยชน์ อย่างหยาบทางกายทางวาจาด้วยการรักษาศีล
ประกอบดว้ ยเหตผุ ลถูกกาลเทศะ เพราะศลี กเ็ ปน็ จดุ ศนู ยร์ วมกระบวนการทำ� งานของ
(3) มโนกรรม 3 ได้แก่พฤติกรรม จิตและบุคคลจะมีคุณธรรมได้ก็เริ่มจากจิตใจเป็น
ทางใจ 3 อย่าง คือ 1) อนภิชฌา ความไม่มีจิต ส�ำคัญจนสามารถรักษาศีลได้อย่างบริสุทธิ์ ส่วน
คดิ โลภอยากได้ของผอู้ ่ืน 2) อพั ยาบาท ความไมม่ ี หลักศีล 5 กับการพัฒนาพฤติกรรมที่ไม่ดีก็คือ
จิตคิดปองร้ายหรือคิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ความยินดีการฆ่าสัตว์ ความยินดีการลักทรัพย์
3) สัมมาทิฏฐิ ความเหน็ ชอบ เช่น เห็นว่าทานมผี ล ความยินดีการประพฤติผิดในกาม ความยินดีการ
การบชู ามผี ล ผลวบิ ากของกรรมดกี รรมชวั่ มี เปน็ ตน้ พูดเท็จ ความยินดีการด่ืมสุราเมรัย โดยอาศัย
2. อกศุ ลกรรมบถ10คอื ทางแหง่ พฤตกิ รรม การนำ� หลกั ศลี 5 ไปประพฤตปิ ฏบิ ตั กิ บั ตนเองและ
ท่ีเป็นความชั่ว อันน�ำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ ปรับเปล่ียนพฤติกรรมที่ไม่ดีเพื่อใช้ในการด�ำเนิน
ทางกาย ทางวาจาและทางใจมนี ยั แหง่ อรรถาธบิ าย ชีวติ ให้ถกู ตอ้ ง โดยอาศัย “เจตนา” เปน็ เครื่องงด
ตรงกนั ขา้ มกบั กุศลกรรมบถ เว้นหรือใช้ปัญญาที่ถูกต้องเป็นตัวตัดพฤติกรรม
หลักค�ำสอนในทางพระพุทธศาสนาถือว่า ท่ีไม่ดีที่เกิดข้ึนมาทางกาย ทางวาจาและทางใจ
การแสดงออกของมนษุ ยท์ ุกอยา่ งถือวา่ กรรมไมว่ า่ ให้เป็นผู้ส�ำรวมระวังมีความสังวรเป็นที่ต้ังเพื่อ
จะเปน็ ทางกาย ทางวาจาและพฤตกิ รรมทส่ี บื เนอื่ ง พัฒนาพฤติกรรมที่ไม่ดีให้เป็นพฤติกรรมที่ดีงาม
มาจากใจกเ็ รียกว่าเปน็ กรรมได้ ตอ่ มากม็ ีปัญหาว่า โดย ลด ละ เลกิ เว้นพฤติกรรมทไ่ี มด่ ีและด�ำเนิน
ในบรรดาพฤติกรรมท้ังหลายทม่ี นษุ ย์แสดงออกไป ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ตามแนวทางของพระพุทธ
และยงั ไมไ่ ดแ้ สดงออกไปนน้ั อะไรมผี ลกระทบทร่ี า้ ย ศาสนาให้รู้จักใช้ศีลมาพัฒนาชีวิตให้เป็นแก่นสาร
แรงที่สุดที่จะพึงมีต่อความเป็นไปของตนเองและ เป็นพื้นฐานให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง
สังคมมากท่ีสุด ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า เบาบางลงได้ส่งผลให้เกิดคุณธรรมต่างๆ เกิดขึ้น
ในบรรดาพฤติกรรมท้ังที่เป็นภายนอก (กายกรรม ในจติ ใจเปน็ ผมู้ เี มตตากรณุ า มหี ริ โิ อตตปั ปะมคี วาม
วจกี รรม) และทส่ี บื เนอื่ งอยภู่ ายใน (มโนกรรม) นนั้ ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ธรรมจงึ สง่ ผลใหพ้ ฤตกิ รรมของตนเอง
ถือว่ามีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะด�ำเนินไป แสดงออกมาในทางทด่ี ตี อ่ สังคม
ในทางสรา้ งสรรคห์ รือทำ� ลายมากท่ีสุด หลักศีล 5 กับการพัฒนาพฤติกรรมตาม
แนวทางพระพุทธศาสนาสอนในเร่ืองการมอง
4. หลกั ศลี 5: กบั การพฒั นาพฤตกิ รรมของ ตนเองเป็นจุดเริ่มต้นในการรู้เรื่องเก่ียวกับตัวเราก็
มนษุ ย์ เท่ากับการเรียนรู้ในระบบสรรพส่ิงท่ีอยู่ในจักวาล
การมองและส�ำรวจตัวเองจึงเป็นรากฐานและเป็น
การพัฒนาพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา เรอื่ งทสี่ ำ� คญั ในการดำ� เนนิ ชวี ติ เทา่ กบั การสำ� รวจใน
และทางใจให้ดียิ่งขึ้นไป ต้องอาศัยเจตนาเป็นท่ี ระบบใหญ่โดยเร่ิมจากตนเองเป็นพ้ืนฐานและการ
ตั้งใจงดเว้นอย่างมีสติสัมปชัญญะไม่ก้าวล่วงกิเลส

282 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ส�ำรวจอุปนิสัยของตนเองว่าดีหรือไม่ดีเป็นหลัก แต่ค�ำอ่อนหวานสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ที่เรียกว่า
สำ� คญั หมายถงึ เรามเี มตตา มคี ณุ ธรรม ปฏบิ ตั ติ าม สณั หวาจา ละสมั ผปั ปลาปา คอื เวน้ การพดู เพอ้ เจอ้
หลกั ศลี มากหรอื นอ้ ยเพยี งไร เพราะศลี เปน็ รากฐาน เหลวไหลไร้สาระ ขณะเดียวกันก็ให้พูดแต่ค�ำ
ของคุณธรรมอื่นๆ ไมประมาทมัวเมาจนตกเป็น มปี ระโยชน์ สรา้ งสรรค์ นำ� มาแตค่ ณุ ธรรมปรงุ จติ ใจ
ทาสของโลกและชีวิตในทางที่ไม่ถูกต้องที่จะเป็น ให้ร่าเริง เบิกบาน เรียกวา่ อัตสัณหติ าวาจา
เหตุให้เกิดความทุกข์จึงต้องอาศัยสติรู้จักมองรู้จัก 2. สมั มากมั มนั ตะ หมายถงึ การงานชอบ
พิจารณารู้จักวางตัววางใจต่อความเป็นจริงก็เพื่อ คือ การกระท�ำท่ีชอบมี 3 ประการ คือ ได้แก่
ชนะความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อให้อยู่ การละจากปาณาติบาต หมายถึง เว้นจากการ
เหนือความกระหายในสิ่งต่างๆ โดยมีศีล 5 เป็น ทำ� ลายชวี ติ ทง้ั คนและสตั วท์ กุ จำ� พวก ขณะเดยี วกนั
เคร่ืองค�้ำจุนให้มีการพัฒนาตนเองยิ่งขึ้นไปจน ก็ช่วยเหลือเก้ือกูลแกกัน ละอทินนาทาน คือ
สามารถพัฒนาเป็นศีลท่ีประกอบในองค์ของมรรค เว้นจากการเอาทรัพย์สมบัติส่ิงของคนอ่ืนที่ไม่
มีองค์ 8 ประการ กล่าวคือ การพัฒนาศีลที่เป็น อนุญาต หรือ ไม่ได้เจตนาท่ีจะให้ ขณะเดียวกัน
องค์มรรค หมายถึง การฝึกอบรมในด้านความ ก็ควรจะบริจาคให้ทานตามโอกาสและฐานะ
ประพฤติด้วยระเบียบวินัยความสุจริตทางกาย ละกาเมสมุ ิจฉาจาร คอื เวน้ จากความประพฤตผิ ิด
ทางวาจาและสัมมาอาชีวะในระดับการพัฒนาศีล ในกาม หมายถึง ไม่ล่วงละเมิดในสามีภรรยาอัน
ทา่ นเรยี กวา่ อธศิ ลี สกิ ขา เรยี กวา่ สน้ั ๆวา ศลี (Phra เป็นที่รักย่ิงของคนอ่ืน คือ พอใจในคู่ครองของ
Dhammapitaka (P.A. Payutto), 2000 : 12) ตนเองเทา่ นนั้
วิธีแกปัญหาโดยวิธีน้ีเป็นวิธีของอารยชนระดับ 3. สมั มาอาชวี ะ หมายถงึ การเลยี้ งชพี ชอบ
พ้ืนฐานหรือเรียกตามบาลีว่า หลักของอริยมรรค ได้แก่ ละมิจฉาชีพเลี้ยงชีวิตด้วย สัมมาชีพ ขณะ
แปลวา่ ทางดำ� เนนิ สคู วามดบั ทกุ ขท์ ที่ ำ� ใหเ้ ปน็ อรยิ ชน เดียวกัน มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบ
หรือวิธีด�ำเนินชีวิตที่ประเสริฐตามอริยมรรคนี้ อาชีพ การงานหน้าที่อันสุจริต เช่น ท�ำงานไม่ให้
แบ่งระดับการพัฒนาศีลท่ีเป็นองค์มรรคเป็น 3 อากูล หมายถึง การไม่ค่ังค้าง ไม่ผัดผ่อนงานไม่
อย่าง ดงั นี้ จบั จดงาน ไมย่ งุ่ เหยงิ สบั สน เปน็ ตน้ (Thai Tipitaka
1. สัมมาวาจา เจรจาชอบ หมายถึง 11/347/362)
การพูดหรือเจรจาชอบ มี 4 ประการ คือการละ ฉะนนั้ เมอ่ื บคุ คลประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามหลกั
มุสาวาท คือ เว้นการพูดเท็จ ขณะเดียวกันให้พูด ของศีล 5 ประการ โดยเคร่งครัด คือ การอาศัย
ค�ำจริง เรียกว่า สัจจะวาจา ละปสุณาวาจา คือ เจตนาจงใจ ความตั้งใจเป็นเครื่องงดเว้นเป็น
เวน้ จากการพดู สอ่ เสยี ด ขณะเดยี วกนั ใหพ้ ดู คำ� สมาน ผขู้ ดั เกลาจรติ นสิ ยั พฤตกิ รรมดว้ ยศลี 5 คอื ดงั กลา่ ว
สามคั คี เรยี กวา่ สมคั คกรณวี าจา และ ละผรสุ วาจา แลว้ อันบุคคลไดก้ ระท�ำแลว้ ประพฤติปฏบิ ัติตาม
คอื เวน้ จากการพดู หยาบคาย ขณะเดยี วกนั กใ็ หพ้ ดู หลักศีล 5 ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วย เมตตากรุณา

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 283

มีความละอายแก่ใจ มีหิริและโอตตัปปะ มีความ ให้พ้นจากทุจริต เพ่ือให้มีสติปัญญารอบคอบ
ซอื่ สตั ย์สุจรติ อริยมรรคมีองค์ 8 ประการ ยอมมี สามารถควบคุมจิตใจของตนเองไม่ตกในทางท่ีช่ัว
การพัฒนาเกิดข้ึนที่ละเล็กที่ละน้อยจนสามารถ ร้ายท�ำให้เกิดคุณงามความดีมีเมตตากรุณา
พัฒนาเป็นอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขาและอธิปัญญา ประกอบอาชพี ดว้ ยความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ธรรมมคี วาม
สิกขา ยอมเกิดข้ึนแกผู้ปฏิบัติในธรรมทั้งหลาย จริงใจต่อกันและกัน มีความสามัคคีและมีความ
พฤติกรรมของบุคคลย่อมน้อมเข้าสู่ จุดมุ่งหมาย มั่นคงในการด�ำเนินชีวิตไม่สร้างความเดือดร้อนให้
สงู สดุ ของชีวิตได้ กับตนเองและผู้อ่ืนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมี
ความสุข
5. สรุป ในส่วนท่ีหลักศีล 5 กับการพัฒนา
พฤตกิ รรมของมนษุ ยน์ นั้ คอื การนำ� เอกหลักศลี 5
ตามหลักค�ำสอนในทางพระพุทธศาสนา น้ีมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้มีความ
ในสว่ นทเ่ี กย่ี วกบั ความประพฤตทิ ดี่ งี ามและการหา สมดุลกับความต้องการเพื่อใช้การด�ำเนินชีวิตให้
เล้ียงชีพในทางสจุ รติ ไดแ้ ก่ ศลี 5 โดยเฉพาะอย่าง ถูกต้อง โดยอาศัยสติความไมป่ ระมาทและปญั ญา
ยง่ิ มงุ่ เนน้ ทเ่ี ปน็ ประโยชนเ์ กอ้ื กลุ แกส่ งั คมในการอยู่ ให้รู้เท่าทันอารมณ์แล้วตัวตัดพฤติกรรมที่ไม่ดีที่
ร่วมกันอย่างสงบสุข ศีล 5 ประการนี้ เรียกว่า เกิดข้ึนมาทางกาย ทางวาจาและทางใจให้เป็น
หลกั มนษุ ยธรรม แปลวา่ ธรรมสำ� หรบั มนษุ ย์ ธรรม ผู้ส�ำรวมระวังมีความสังวรเป็นท่ีตั้งอย่างน้ีเรียกว่า
อนั ทำ� ใหค้ นเปน็ มนษุ ยอ์ ยา่ งสมบรู ณ์ คอื การไมฆ่ า่ พัฒนาพฤติกรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา
สัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติผิดในกาม นอกจากนน้ั ยงั เปน็ การพฒั นาชวี ติ ใหม้ แี กน่ สารดว้ ย
การไม่พูดเท็จ และการไม่ด่ืมสุราเมรัย เพื่อความ การรเู้ ทา่ ทันความโลภ ความโกรธ ความหลงทีเ่ กดิ
ประพฤติให้ถึงความเป็นปกติ ทางกาย ทางวาจา ขึ้นในจิตใจ เป็นผู้มีเมตตากรุณา มีหิริโอตตัปปะ
และทางใจ คือ มีความส�ำรวมระวัง อาศัยเจตนา มีความซ่ือสัตย์สุจริตธรรม จึงส่งผลให้พฤติกรรม
เป็นเครื่องงดเว้นจากความชั่วหรือทุจริตทาง ของตนเองแสดงออกมาในทางท่ีดี และสามารถ
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อาศัยหลักศีล 5 จะอยู่ร่วมกนั ในสังคมไดอ้ ย่างมคี วามสงบสุขย่ังยนื
ทง้ั หมดนเี้ ป็นลักษณะท่ีต้ังแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย

References

Achawanickul, S. (1992). Personal Development. Bangkok : Thipaksorn.
Bhuddhathasa Bhikku. (1996). Than silla phawna. Bangkok : Sukhphapcai.
Inthsara, W. (2006). Buddhism. No. 2. Bangkok : Dhamma printed.
Mahachulalongkornrajavidyalaya. (1996). Thai Tipitaka, Series of Mahachulalongkornraj

avidyalaya. Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press.

284 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

Malathong, S. (1999). Ethical Manual. Bangkok : The Department of Religion, Ministry of
Education.

Phra Bramagunabhorn (P.A. Payutto). (2008). Buddhism. No. 11. Bangkok : Mahachulalong
kornrajavidyalaya University.

Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto). (2000). Method of Buddhist thought. No. 7. Bangkok : Saim.
Phratheph Wisuththikawi (Phicitr Thitwanno). (1995). Mental Developmentpart 2. No.5.

Bangkok : Mahamakut Buddhist University.
Thaenkaew, B. (2004). Buddha. No. 2. Bangkok : O.A. Printing house.

ความเชอื่ ในประเพณแี ซนโฎนตาของจังหวดั บรุ ีรมั ย*์
Beliefs in the Saendonta Tradition of Buriram Province

พระครูรัตนญาณโสภติ (บุญเลศิ รตฺนญาโณ/โสดา) และพระมหามิตร ฐติ ปญฺโญ
Phrakru Ratanayanasophit (Boonlert Ratanayano/Soda) and Phramaha Mit Thitapanyo

มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Khan Kaen Campus, Thailand

Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

บทความนมี้ งุ่ เสนอเรอื่ ง ความเชอื่ ในประเพณแี ซนโฎนตาของจงั หวดั บรุ รี มั ย์ ซงึ่ พบวา่ แซนโฏนตา
เป็นประเพณีบูชาบรรพบุรุษของชาวเขมรบุรีรัมย์ เป็นพิธีกรรมที่ระลึกถึงบรรพบุรุษ การขอขมาลาโทษ
ซง่ึ กนั และกนั การรวมญาติ การเฉลมิ ฉลองและวิถีชีวิตชมุ ชนเกษตรกรรมท่มี ีความเป็นอย่รู ว่ มกนั อย่างมี
ความสขุ ประเพณีแซนโฎนตาของจงั หวดั บรุ รี ัมย์ แบง่ ออกเปน็ 2 ช่วง คอื
ชว่ งที่ 1 เบณฑต์ จู (สารทเลก็ ) การเซน่ ไหว้ผบี รรพบรุ ษุ ครงั้ แรกกระท�ำในวนั นี้ บรรดาญาตพิ น่ี อ้ ง
ของแตล่ ะครอบครวั และชาวบา้ นคนอื่นๆ ตอ้ งไปท�ำบญุ ถวายภตั ตาหารพระทุกๆ วัน มไิ ดข้ าด
ช่วงท่ี 2 เบณฑท์ ม (สารทใหญ่) มชี ว่ งระยะเวลาการท�ำบุญให้ผีบรรพบรุ ุษตลอด 7 วัน เริม่ มกี าร
ประกอบพิธตี ามวัดตา่ งๆ เพื่อทำ� บุญอทุ ิศไปใหผ้ บี รรพบุรษุ
จุดประสงค์ของพิธีแซนโฎนตา คือ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที เพ่ืออุทิศส่วนบุญให้กับเปรต
เพื่อการแสดงความอาลยั รกั ผู้มอี ปุ การะหรือญาตผิ ลู้ ่วงลบั ไป เพือ่ เป็นเครือ่ งยึดเหนย่ี วจิตใจ
คำ� สำ� คญั : พธิ กี รรม; ความเชือ่ ; ประเพณแี ซนโฎนตา; บชู าบรรพบรุ ุษ; ชาวบุรีรมั ย์

Abstract

This article aims to propose the beliefs in the Saendonta tradition of Buriram
province. Which found that Saendonta. A tradition of ancestor worship Khmer Ram.
A ceremony to commemorate ancestors the apology Malabar blamed each other for
the reunification celebration of life and the farming community who are living together

* ไดร้ ับบทความ: 3 ธันวาคม 2561; แก้ไขบทความ: 12 กมุ ภาพันธ์ 2562; ตอบรับตีพมิ พ:์ 25 กันยายน 2562
Received: December 3, 2018; Revised: February 12, 2019; Accepted: September 25, 2019

286 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

happily. Traditions Saendonta of Buriram Province of alberta is divided into two phases.
Session 1 bentud (Sart small) the jensen family pay respect to the ghost first
action today. The relatives of the family, and the villagers others. Offering food to me
every day, the lack thereof.
Session 2 benthom (Sart big) Ranged philanthropy to ancestral spirits and 7 days,
starting with the ceremony, according to various temples devoted to philanthropy to
ancestral spirits.
The purpose of the ceremony Sandy Saendonta is to show gratitude. To dedicate
the merit to the jinn. In order to express my regret dependents or relatives who have
passed away. To anchor the mind.
Keywords: Rituals; Beliefs; Saendonta tradition; Ancestor worship; Buriram people

1. บทน�ำ พื้นฐานของกฎเกณฑ์ข้อห้ามและแบบแผนปฏิบัติ
ของแต่ละสังคมวัฒนธรรม ความเช่ือของคน
สงั คมวฒั นธรรมของคนอีสาน มรี ะบบวถิ ี ในแต่ละท้องถิ่นมักจะมีต้นเหตุมาจากการเกิด
ชีวิตที่เก่ียวโยงสัมพันธ์กับธรรมชาติ และสภาพ ปญั หาในการดำ� รงชวี ติ ทมี่ นษุ ยเ์ องไมส่ ามารถแกไ้ ข
ภูมิประเทศ ในลกั ษณะการพึ่งพงิ และการเคารพ ปัญหาได้ เช่นปัญหาภัยพิบัติท่ีเกิดจากธรรมชาติ
กฎเกณฑข์ องธรรมชาติ หรอื ภาวะการเปลยี่ นแปลง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาเหล่าน้ีเกินขีดความ
ทางธรรมชาติอย่างกลมกลืน วิถีชีวิตท่ีสัมพันธ์กับ สามารถที่คนธรรมดาจะแก้ไขได้ จึงเกิดความเช่ือ
ธรรมชาติ และสภาพภมู ิประเทศ จงึ เป็นจุดกำ� เนิด ว่ามีอ�ำนาจลึกลับที่อยู่เหนือธรรมชาติบันดาลให้
แห่งวัฒนธรรมทีย่ ่งิ ใหญห่ ลายประการ วัฒนธรรม เป็นไปเช่นนั้น ดังน้ัน ผู้เขียนมีความประสงค์
ทสี่ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ เอกลกั ษณข์ องทอ้ งถน่ิ และเปน็ จะน�ำเสนอ ความเชื่อในประเพณีแซนโฎนตาของ
สื่อท่ีเช่ือมความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมอย่าง จังหวัดบุรีรัมย์ ซ่ึงเป็นประเพณีเซ่นไหว้ผีและ
หน่ึงก็คือ วัฒนธรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพลัง บรรพบุรุษของชาวไทยเช้ือสายเขมรเป็นการร�ำลึก
ที่อยู่เหนือธรรมชาติ เนื่องจากสิ่งท่ีมนุษย์ไม่รู้ และอทุ ศิ สว่ นกศุ ลแดบ่ รรพบรุ ษุ ผลู้ ว่ งลบั และแสดง
ไม่เข้าใจ ไม่สามารถอธิบายหาเหตุผลได้ด้วย ความกตญั ญกู ตเวทีตอ่ วิญญาณบรรพบุรษุ
สามัญส�ำนึกและตรรกะ จึงกลายเป็นการอธิบาย
หาเหตุผลโดยอาศัยความเชื่อหรือเหตุผลที่วางอยู่ 2. ความหมายประเพณีแซนโฎนตา
บนพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอ�ำนาจ
เหนือธรรมชาติ การอธิบายปรากฏการณ์หรือ ประเพณีแซนโฎนตา หมายถึง พิธีกรรม
เหตุการณ์ตามวิธีการทางความเชื่อกลายมาเป็น ที่แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อวิญญาณ

ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 287

บรรพบุรุษ ความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมท่ีฝัง การเฉลิมฉลองและวิถีชีวิตชุมชนเกษตรกรรมที่มี
แนน่ ในจติ ใจคนไทย โดยเฉพาะความกตญั ญกู ตเวที ความเป็นอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมีความสุข
ของลกู หลานท่มี ีต่อบรรพบุรษุ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ความเชอ่ื วา่ ตน้ เหตขุ องประเพณนี เี้ กดิ จาก
ยาย จากความเชื่อและค�ำสอนทั้งสองด้านนำ� มาสู่ อ�ำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธ์ิที่นับถือ เช่น เทพ ภูตผี
ประเพณีพ้ืนบ้านของชาวไทยกลุ่มวัฒนธรรมไทย ปีศาจ วิญญาณ สัตว์ป่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
เขมรในแถบอสี านใต้ ไดแ้ ก่ จงั หวดั สรุ นิ ทร์ บรุ รี มั ย์ ตลอดจนดิน น้ำ� ลม ไฟ ความเช่อื เหล่านี้ มผี ลต่อ
และศรสี ะเกษ เปน็ ตน้ การท�ำพิธีกรรมเพ่ือวิงวอนขอความช่วยเหลือ
ค�ำว่า “แซนโฎนตา” เป็นภาษาท้องถ่ิน โดยเชื่อว่าอ�ำนาจลึกลับเหล่าน้ีจะปกปักรักษา
เขมร “แซน” แปลวา่ เซน่ ไหว้ สว่ นคำ� วา่ “โฎนตา” คมุ้ ครองใหต้ น ครอบครวั ปลอดภยั และมีความสขุ
มีค�ำอยู่สองค�ำ คือ “โฎน” หมายถึง โคตรเหง้า เมอ่ื พน้ ภยั กย็ นิ ดแี สดงความรคู้ ณุ ดว้ ยการเซน่ สรวง
ตระกูล ส่วนค�ำว่า “ตา” หมายถึง บรรพบุรุษ บชู าหรอื ประกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ แตล่ ะสงั คมตา่ งก็
ทงั้ หลายทงั้ ปวง (ทล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ ) คำ� วา่ “แซนโฎนตา” มีความเชื่อที่เป็นแบบฉบับของตนเป็นมรดก
เป็นทั้งค�ำเรียกประเพณี และค�ำเรียกเฉพาะ สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนความเช่ือใดท่ีไม่
พธิ กี รรมชว่ งเซน่ ไหวว้ ิญญาณบรรพบรุ ุษ เชน่ เดยี ว เหมาะสมหรือมีความอ่อนแอก็ย่อมสูญหายหรือ
กับประเพณีวันสารทของคนไทย (ภาคกลาง) ยกเลกิ ไป ความเชอ่ื ในเรอื่ งของอำ� นาจลกึ ลบั เหนอื
บุญข้าวสากและบุญข้าวประดับดิน (ภาตอีสาน) ธรรมชาตสิ ามารถโยงใยไดห้ ลายมติ ใิ นระบบวถิ กี าร
บญุ สลากภัต (ภาคเหนือ) บญุ เดือนสิบหรอื บุญขงิ ด�ำเนินชีวิตของคนอีสาน เช่น มิติด้านการท�ำมา
เปรต (ภาคใต้) “แซน” เป็นค�ำกริยา แปลว่า หากินและเศรษฐกิจชุมชน มิติด้านความสัมพันธ์
เซ่นไหว้ หรือบูชา ส่วน “โฎนตา” เป็นค�ำนาม และความมั่นคงในสังคม มิติด้านศิลปะ ดนตรี
(เอกพจน์ หรอื พหพู จน์กไ็ ด)้ แปลว่า ยายตาหรือ นาฏศิลป์ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรม
บรรพบุรุษในสายตระกูล ซ่ึงมีนัยหมายถึงคนตาย และประติมากรรม มิติด้านภาษาและวรรณกรรม
และคนเป็น ขึ้นอยู่กับบริบทท่ีใช้มีวัตถุประสงค์ มิติด้านประเพณี พิธีกรรมและเทศกาล มิติด้าน
เพี่อท�ำให้ลูกหลานมีโอกาสแสดงความกตัญญู ภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากร และมิติด้าน
กตเวทตี ่อผู้มพี ระคณุ 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่ ดวงวญิ ญาณ สุขภาพ วัฒนธรรมความเช่ือท่ีเกี่ยวข้องกับพลังท่ี
บรรพบรุ ษุ และเครอื ญาติ ญาตผิ ใู้ หญท่ ยี่ งั มชี วี ติ อยู่ อยู่เหนือธรรมชาติจึงเป็นพลังทางสังคมอย่างหนึ่ง
และพระสงฆ์ในฐานะผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ท่ีช่วยให้โครงสร้างทางสังคมของคนอีสานมีความ
ผ่านรูปแบบพิธีกรรมและกิจกรรมทางวัฒนธรรม เหนียวแน่น และคงไว้ซ่ึงเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์
ต่างๆ (Khaodee, 2016 : 29-35) แซนโฏนตา ของตนเองไวไ้ ดอ้ ยา่ งงดงาม (Thamwat, 1997 : 2)
นอกจากจะเป็นประเพณีบูชาบรรพบุรุษแล้วยัง ระบบความเช่ือของมนุษย์เกิดข้ึนจาก
เปน็ การขอขมาลาโทษซ่งึ กันและกนั การรวมญาติ ความไม่รู้ เมื่อได้พบเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น

288 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ฟ้าผ่า แผ่นดินถล่ม จึงเกิดความคิดว่าต้องมีส่ิงใด 5. ความเชอ่ื ทำ� ใหเ้ กดิ รปู ธรรม (สญั ลกั ษณ)์
สิ่งหน่ึงกระทำ� ใหเ้ กิดขน้ึ จงึ พากันสรา้ งผี วิญญาณ 6. ความเชอ่ื เปน็ พืน้ ฐานใหเ้ กิดปญั ญา
เทพารกั ษข์ น้ึ แลว้ พากนั นกึ คดิ วา่ สง่ิ ทสี่ รา้ งขนึ้ มานนั้ 7. ความเชอื่ ทำ� ใหก้ ารนบั ถอื ศาสนาเปน็
มีรูปร่างตามจินตนาการของตน และท�ำพิธีกรรม ไปอยา่ งม่นั คง
ต่างๆ เพอ่ื บชู า สักการะเซ่น บวงสรวง เพือ่ ใหส้ ิ่งท่ี 8. ความเช่ือท�ำให้เกิดฤทธิ์ทางใจในทาง
ตนคิดว่ามีอยู่น้ัน ผ่อนคลายความรุนแรง และมี ตรงกนั ขา้ ม หากความเชอ่ื นนั้ เปน็ ความงมงายไมใ่ ช้
เมตตากรุณา ไมท่ ำ� ร้าย และบนั ดาลความสุขมาให้ วิจารณญาณ กล่าวคือ เช่ือตามค�ำบอกเล่าของ
ความเชอ่ื แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื 1) ความเชอ่ื บรรพบุรุษ โดยมิได้พิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผล
ท่วั ๆ ไป หรอื ความเช่ือธรรมดา (Belief) เชน่ นรก กท็ ำ� ใหเ้ กดิ ผลเสยี แกช่ มุ ชนสงั คม โดยเฉพาะในการ
สวรรค์ ความฝัน 2) ความเช่ือท่ีแฝงไว้ด้วยความ พัฒนาประเทศ เพราะนอกจากจะไม่ให้ความ
กลวั หรอื ความเชอ่ื ทางไสยศาสตร์ (Superstition) ร่วมมอื แลว้ ยงั กระท�ำการต่อต้านอีกด้วย (Sanya
ความเช่ือดังกลา่ วน้ี แบ่งยอ่ ยเป็น 12 อย่าง คือ 1) and Thitiwatta, 1983 : 16)
ความเชื่อเก่ียวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 2) ดังน้ัน คนไทยพุทธโบราณเชื่อกันว่า
ความเชอื่ เกยี่ วกบั ยากลางบา้ น 3) ความเชอ่ื โชคลาง ความผิดปกติท้ังหลายที่เกิดข้ึนและมิได้มาจาก
4) ความเชื่อเก่ยี วกับฤกษย์ าม นิมติ ฝัน 5) ความ การกระท�ำของมนุษย์โดยตรงแล้ว ถือว่าเป็นการ
เชื่อทางไสยศาสตร์ 6) ความเชื่อลักษณะของคน กระท�ำของผีหรือวิญญาณต่างๆ ท้ังสิ้น ไม่ว่าจะ
และสัตว์ 7) ความเชื่ออันเนื่องมาแต่ศาสนา 8) เป็นการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล
ความเชื่อเก่ียวกับการท�ำมาหากิน และอาชีพ 9) กต็ าม ฉะนน้ั วธิ แี กไ้ ขปดั เปา่ จงึ ตอ้ งกระทำ� พธิ กี รรม
ความเชอ่ื เกย่ี วกบั ประเพณี 10) ความเชอื่ เรอ่ื งเคลด็ ทางไสยศาสตร์ให้ถูกต้องในแต่ละเรื่อง ท่ีควร
และการแก้เคล็ด 11) ความเชื่อเก่ียวกับนรก เซ่นไหว้ก็ต้องเซ่นไหว้ ที่ควรขับไล่ก็ต้องขับไล่
สวรรค์ ชาติ ภพ 12) ความเชื่อเก่ียวกับเลขดี เป็นต้น การบนบานศาลกล่าวก็เชื่อกันว่าเป็นวิธี
เลขร้าย วันดี วันร้าย ฯลฯ (Sanyawiwat and การที่จะให้วิญญาณที่มีฤทธิ์เดชช่วยเหลือ เม่ือได้
Thitiwatta, 1983 : 14-15) รบั ผลตามทต่ี งั้ ใจแลว้ จะตอ้ งไปทำ� การแกบ้ นตามที่
ผลของความเชอ่ื ความเชอ่ื นบั เปน็ พนื้ ฐาน ได้สัญญาไว้ หาไม่แล้ววิญญาณที่ตนไปบนไว้
แหง่ การนบั ถอื สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ประโยชนข์ องความเชอื่ อาจโกรธแค้นและท�ำอันตรายเอาได้ภายหลัง
ท�ำให้มลี กั ษณะตา่ งๆ ดังนี้ คือ (Samakrkar, 1996 : 54) ชาวจังหวัดบุรีรัมย์
1. ความเชือ่ ทำ� ใหเ้ กิดความม่ันใจ มีความเช่ือเรื่อง ผีบรรพบุรุษที่ปฏิบัติสืบกันมา
2. ความเชื่อท�ำใหเ้ กิดพลงั จงึ มกี ารสะเดาะเคราะหแ์ กก้ รรมใหต้ นเองหายจาก
3. ความเชือ่ ทำ� ให้เกิดการสรา้ งสรรค์ การเจ็บป่วยและความทุกข์ใจต่างๆ จึงเกิดความ
4. ความเชอื่ ท�ำให้เกดิ ความสามคั คี ไม่สบายใจ พยายามหาวิธีแก้กรรม การสะเดาะ

ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 289

เคราะห์ตามความเชื่อ ความสมคั รใจของผู้เข้าร่วม ส�ำคัญ พิธีกรรมจะก่อให้เกิดอ�ำนาจพิเศษขึ้นมา
พธิ ี และการสะเดาะเคราะหต์ อ่ ชะตาแกป้ ชี งเพราะ เป็นการเพ่ิมสีสันและพลังอ�ำนาจให้แก่การด�ำเนิน
เช่ือว่าตนจะมีอายุที่ยืนยาว เม่ือเกิดความเช่ือ ชวี ติ ประจำ� วนั (Lawrence, 1999 : 206-207) เปน็
อย่างน้ีท�ำให้เกิด ไสยศาสตร์และการทรงเจ้าเข้าผี รูปแบบของพฤติกรรมหรือการท�ำพิธี (Sargent,
โดยเฉพาะการทรงเจ้าในปัจจุบันน้ีเป็นท่ีนิยมของ 1999 : 29-35) สรปุ วา่ พิธีกรรม คือ พฤตกิ รรมที่
คนในสงั คมไทยและนบั วนั แตจ่ ะเพม่ิ ขน้ึ เปน็ จำ� นวน กระทำ� ขนึ้ เพอื่ สนองโลกยี วสิ ยั หรอื เพอ่ื ความสงู สง่
มาก ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมชนชั้นกลางท่ีได้รับการ ทางจิตวิญญาณ ซ่ึงมีความศักดิ์สิทธ์ิ โดยถูกต้อง
ศกึ ษา ระบบความเชอ่ื ของสงั คมไทยพทุ ธมรี ากฐาน ตามกฎหมายประเพณี การส่ังสมของวัฒนธรรม
มาจากความเชอ่ื เรอ่ื งผที สี่ บื ตอ่ กนั มานานและมผี ล และเป็นท่ียอมรับของคนท่ัวไป จะต้องเป็นการ
ต่อวิถชี วี ติ ของคนไทย ทำ� ใหเ้ กดิ วฒั นธรรมนบั ถอื ผี กระทำ� ทป่ี ลกุ เรา้ หรอื เรยี กรอ้ งใหเ้ กดิ ปฏกิ ริ ยิ าหรอื
หรอื วญิ ญาณบรรพบรุ ษุ เชน่ ผีปู่ย่า และผปี ูต่ าและ อารมณ์ได้
เกิดการผสมผสานกันจนกลายเป็นแบบแผนหน่ึง ข้ันตอนประกอบพิธีแซนโฎนตาของ
ของวฒั นธรรมในสงั คมไทย พธิ กี รรมแตล่ ะพธิ กี รรม จงั หวดั บรุ รี มั ย์ กลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ ขมรในจงั หวดั บรุ รี มั ย์
ไดส้ อดแทรกหลกั ธรรมคำ� สอนทางพระพทุ ธศาสนา จะมกี ารประกอบพธิ แี ซนโฎนตาในระหวา่ งวนั แรม
ในการสรา้ งความเชื่อถอื ศรทั ธา 14-15 คำ�่ เดอื น 10 ของทกุ ปี โดยจะมีการเตรียม
ดังน้ัน ผู้เขียนมีความสนใจเร่ืองความเชื่อ อาหารคาว หวาน และสง่ิ ของต่างๆ ในพธิ ใี หแ้ ล้ว
ในประเพณีแซนโฎนตาของจังหวัดบุรีรัมย์ ระบบ เสร็จต้ังแตว่ นั แรม 13 ค่ำ� ซง่ึ อาหารคาวหวานและ
ความเชื่อของสังคมไทยพุทธที่มีรากฐานมาจาก สิ่งของต่างๆ ท่ีใช้ในพิธีมีดังน้ี อาหารคาว ได้แก่
ความเชื่อเร่ืองผีที่สืบต่อกันมานานและมีผลต่อ ข้าวสวย ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ปลาย่าง เน้ือวัวย่าง
วิถีชีวิตของคนไทย ท�ำให้เกิดวัฒนธรรมนับถือผี เน้ือหมูย่าง แกง ผัด ฯลฯ อาหารหวาน ได้แก่
หรอื วญิ ญาณบรรพบรุ ษุ ทำ� พธิ กี รรมเพอื่ แสดงความ ข้าวต้มหมู ข้าวต้มด่าง ข้าวต้มกล้วย ข้าวต้ม
กตัญญูกตเวทีต่อวิญญาณบรรพบรุ ษุ มะพร้าว ฯลฯ ผลไม้ ไดแ้ ก่ กล้วยสกุ เผือกต้ม มนั
ตม้ ฟกั ขา้ วโพดตม้ ออ้ ยควนั่ ฯลฯ เครอ่ื งดม่ื ไดแ้ ก่
3. พธิ กี รรมและขนั้ ตอนพธิ แี ซนโฎนตาของ เหลา้ น้ำ� อดั ลม น�ำ้ เปลา่ ฯลฯ เครื่องนุ่งห่ม ไดแ้ ก่
จงั หวดั บุรีรัมย์ ผา้ ถงุ ผา้ โสรง่ เสอื้ เครอื่ งประดบั และเครอื่ งใชอ้ นื่ ๆ
เช่น สรอ้ ยทอง กระจก หวี แปง้ ฯลฯ ทงั้ หมดนี้
พธิ กี รรม หมายถงึ การบชู าแบบอยา่ งหรอื ตอ้ งเตรียมใหแ้ ลว้ เสรจ็ ตงั้ แตว่ นั แรม 13 ค�่ำ พอถึง
แบบแผนตา่ งๆ ทปี่ ฏบิ ตั ใิ นทางศาสนา (Rachbanthi เชา้ วนั แรม 14 ค�่ำ เปน็ วันเร่ิมประกอบพิธี เจ้าบ้าน
tyasatan, 2003 : 788) เป็นค�ำบัญญัติของการ จะเตรยี มสถานทโี่ ดยการปทู น่ี อนนมุ่ และปทู บั ดว้ ย
ประกอบพิธีการต่างๆ และค�ำว่า พิธีการ (Rite) ผ้าขาวไว้ตรงบริเวณห้องโถงกลางบ้าน จากน้ัน
หมายถงึ พธิ ตี ามประเพณที างศาสนาหรอื ในโอกาส

290 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

น�ำเคร่ืองบวงสรวงเซ่นไหว้จัดเป็นส�ำรับวางบนฟูก ร่วมกันในหมู่ญาติพี่น้อง จะคงข้าวปลาอาหารใน
นั้นเมื่อตั้งเครื่องบวงสรวงเซ่นไหว้เสร็จก็จะมีลูก ส�ำรบั ไว้เฉพาะที่ไมเ่ น่าเสยี เปน็ บางอย่างเท่านัน้
หลานท่ีแยกครอบครัวออกไปน�ำทยอยเครื่อง จากน้ันเม่ือถึงเวลาประมาณ 19.00 น.
บวงสรวงมาสมทบ จนกระทั่งถึงเวลา 17.00 น. ผเู้ ฒา่ ผแู้ กใ่ นครอบครวั จะนำ� ลกู หลานไปวดั เพอื่ รบั
ผเู้ ป็นประธานในการประกอบพธิ ี คือ ปู่ หรือ ตา ศลี และฟงั พระเจรญิ พระพทุ ธมนต์ โดยมกี ารจดุ ธปู
หรือ ย่า หรือ ยาย ท่ีอาวุโสที่สุดในครอบครัว เทียนเชิญดวงวิญญาณของโฎนตาหรือบรรพบุรุษ
ก็จะเรียกลูกหลานมาน่ังล้อมวงเคร่ืองเซ่นไหว้นั้น ไปวัดด้วย เมื่อกลับจากวัดก็จะมาช่วยกันเตรียม
และเรมิ่ ท�ำพธิ โี ดยการจุดธปู เทียนปกั ทเ่ี ชงิ กระถาง สง่ิ ของและขา้ วปลาอาหาร สำ� หรบั พธิ ใี นชว่ งเชา้ ตรู่
ธูปและเชิงเทียน และจุดธูปอีกจ�ำนวนหนึ่งปักที่ ของวันร่งุ ขนึ้ จึงแยกยา้ ยกนั ไปพกั ผอ่ น
เคร่ืองเซ่นไหว้จนครบ และน�ำกล่าวค�ำบูชาพระ จนกระทงั่ ถงึ เวลา 05.00 น. ของวันรุ่งข้ึน
รัตนตรัย จากนั้นต้ังนะโม 3 จบ และสวดชุมนุม ซง่ึ เปน็ วนั แรม 15 คำ่� สมาชกิ ในครอบครวั จะพากนั
เทวดาเพอ่ื ใหม้ าเปน็ สักขีพยานในพิธี จากนน้ั ผนู้ �ำ นำ� อาหารคาว หวานซง่ึ จดั เปน็ สำ� รบั เรยี กวา่ “บาย
ประกอบพิธีจะท�ำพิธีกรวดน้�ำโดยรินน�้ำสะอาดลง ตะเบดิ ตะโบร” และ “บายเบ็น” (อาหารสำ� หรบั
ในภาชนะท่ีเตรียมไว้พร้อมกับกล่าวเชิญดวง โฎนตา) แห่ไปวัดโดยมีการจุดธูปเทียนเชิญดวง
วิญญาณของบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว โดยระบุ วิญญาณของโฎนตาไปด้วย เม่ือไปถึงวัดพร้อมกัน
ชื่อ นามสกุล และโฎนตาซึ่งหมายถึงบรรพบุรุษ แลว้ ประธานก็จะประกาศบอกเร่มิ พิธี ทุกคนก็จะ
ซ่ึงล่วงลับไปนานมากจนไม่สามารถกล่าวถึงช่ือ จดุ ธปู เทยี นปักในส�ำรับของตน ไหว้พระรบั ศีลแลว้
นามสกุลได้ ในการนี้ลูกหลานและญาติๆ ท่ีนั่ง ก็จะพธิ ีแห่รอบอโุ บสถ 3 รอบแลว้ จึงน�ำ “บายตะ
ล้อมวงอยู่นั้นก็จะช่วยกันเรียกขานด้วยให้มารับ เบิดตะโบร” ถวายพระสงฆ์ ส่วน “บายเบ็น”
เคร่ืองเซ่นไหว้ที่ลูกหลานจัดเตรียมมาน้ี หลังจาก เมื่อพระสวดมาติกาบังสุกุลและอนุโมทนาให้แล้ว
นน้ั ประมาณ 10-15 นาที ซง่ึ ถอื วา่ บรรพบรุ ษุ มารบั บางส่วนก็จะน�ำกลับไปไว้ตามก�ำแพงวัดส�ำหรับผี
เครอ่ื งเซน่ ไหวจ้ นอมิ่ หนำ� สำ� ราญแลว้ กจ็ ะกรวดนำ้� ไมม่ ีญาติ หรอื ผตี ายโหงทไี่ ม่สามารถเข้าไปรบั ส่วน
อกี ครัง้ เพ่อื เปน็ การลาบรรพบุรษุ บญุ ในวดั ได้ บางสว่ นกจ็ ะนำ� ไปไวต้ ามไรน่ า เพอ่ื เซน่
การท�ำพิธีเซ่นไหว้นี้ จะกระท�ำประมาณ ไหว้ดวงวิญญาณท่ีปกปักรักษา เพื่อให้เกิดความ
3 ครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. อุดมสมบรู ณข์ องพชื พนั ธุ์ธัญญาหารตอ่ ไป จากนน้ั
ครง้ั ทสี่ องเวลาประมาณ 18.00 น. และครง้ั ทส่ี าม จะกลบั มาเตรยี มภตั ตาหารเพอื่ ตกั บาตร และถวาย
เวลาประมาณ 19.00 น. แต่ก็สามารถยืดหยุ่นได้ พระภิกษุสามเณร เมื่อพระภิกษุสามเณรฉัน
เพื่อให้ลูกหลานและญาติทั้งหมดได้ท�ำพิธีเซ่นไหว้ ภัตตาหาร และแสดงพระธรรมเทศนาเสร็จ
อยา่ งทวั่ ถงึ โดยเฉพาะผทู้ อ่ี ยหู่ า่ งไกลเดนิ ทางมาถงึ ญาติโยมถวายปจั จัยไทยธรรม พระสงฆอ์ นุโมทนา
ลา่ ชา้ จากนนั้ กจ็ ะถอยสำ� รบั กบั ขา้ วมารบั ประทาน เปน็ อันเสรจ็ พิธีทางศาสนาเพยี งเทา่ นี้

ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 291

ส่วนเครื่องเซ่นไหว้ที่ต้ังอยู่ในบ้าน จะต้ังไว้ต่ออีก ซง่ึ เปน็ คำ� ภาษาเขมร แปลวา่ สารทเลก็ การเซน่ ไหว้
ประมาณสองถึงสามวันโดยเช่ือว่าเพ่ือให้ดวง ผีบรรพบุรุษครั้งแรกกระท�ำในวันน้ี บรรดาญาติพี่
วญิ ญาณบรรพบรุ ษุ ไดร้ บั การเซน่ ไหวจ้ ากลกู หลาน น้องของแต่ละครอบครัวและชาวบ้านคนอื่นๆ
อยา่ งทวั่ ถงึ เมอ่ื ครบกำ� หนดเวลาแลว้ ลกู หลานกจ็ ะ ตอ้ งไปทำ� บญุ ถวายภตั ตาหารพระทกุ ๆ วนั มไิ ดข้ าด
ทำ� พธิ สี ง่ โฎนตากลบั โดยจดั สำ� หรบั อาหารเซน่ บอก โดยมีค�ำศัพท์ที่เรียกเทศกาลงานบุญช่วงนี้ว่า
ดวงวิญญาณกลับสู่สถานที่อยู่โดยให้น�ำเอาโรคา เทศกาลบญุ การเ์ บณฑ์ บญุ ถอื ศลี หรือจะเรียกวา่
พยาธิต่างๆ ไปดว้ ย ใหท้ ิ้งไวแ้ ตค่ วามเปน็ สิรมิ งคล เทศกาลบญุ หรือบญุ เล้ียงพระกไ็ ด้ เหตุทต่ี ้องเรยี ก
ความสุข ความเจริญ แล้วนำ� กาบกล้วยมาท�ำเป็น อย่างนี้ เพราะตลอดช่วงเวลาของสารทเล็กน้ี
เรือขนาดกลัดด้วยไม้ไผ่ มีหุ่นสมมติวางไว้ท้ายเรือ ชาวบ้านต้องหมั่นไปท�ำบุญเลี้ยงพระที่วัดทุกวัน
แทน “โฎนตา” น�ำข้าวปลาอาหารใส่ แล้วน�ำไป และต้องรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วน ซึ่งกินเวลารวม
ลอยในแหลง่ นำ้� ไหลเปน็ การสง่ โฎนตากลบั แลว้ จงึ ตลอดเทศกาลนานถึง 15 วันเบณฑ์ตูจ แปลว่า
คอ่ ยมาพบลกู หลานใหมใ่ นปตี อ่ ไป เปน็ อนั เสรจ็ สนิ้ บณิ ฑเ์ ลก็ คอื บญุ นี้ เขาเรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ เบณฑ์
พธิ แี ซนโฎนตาโดยสมบูรณใ์ นปนี ั้น มาจากศัพทภ์ าษาบาลีว่า ปณิ ฑะ แปลวา่ กอ้ นข้าว
ช่วงก�ำหนดการพิธีแซนโฎนตา พิธีสารท ชว่ งท่ี 2 เบณฑท์ ม (สารทใหญ)่ มชี ว่ งระยะ
เดอื นสบิ ของชาวไทยเชอ้ื สายเขมรในจงั หวดั บรุ รี มั ย์ เวลาการท�ำบุญให้ผีบรรพบุรุษตลอด 7 วัน เริ่มมี
เปน็ งานทสี่ ำ� คญั และยง่ิ ใหญ่ ซง่ึ จดั เปน็ ประจำ� ทกุ ปี การประกอบพธิ ตี ามวดั ตา่ งๆ เพอื่ ทำ� บญุ อทุ ศิ ไปให้
เช่ือกันว่าเป็นงานประเพณีที่มีการท�ำบุญและมี ผีบรรพบุรุษ (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พิธีสวดดาร
ความร่ืนเริงด้วย เป็นการท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ซง่ึ จะเรมิ่ ตงั้ แตว่ นั แรม 9 คำ�่ ถงึ วนั แรม 15 คำ่� เดอื น
พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว ช่วงน้ีพืชผล 10 พิธีแซนโฎนตา ท่ีส�ำคัญจะประกอบพิธีในวัน
การเกษตรกำ� ลังใหผ้ ลในชว่ งนจ้ี ึงเปน็ โอกาสดที ่ีลกู แรม 14 คำ�่ ชว่ งน้ีจะมีพิธเี ซน่ ไหว้ตลอดวัน แต่การ
หลานต้องท�ำบญุ ซงึ่ ในปัจจบุ นั จังหวดั บุรรี มั ยไ์ ดม้ ี รวมญาตเิ พอื่ เซน่ ไหว้ จะประกอบพธิ ใี นเวลาประมาณ
การประกวดกระเชอโฏนตา (กระจาดส�ำหรับใส่ 16.00-18.00 น. เปน็ ตน้ ไป จนถงึ รงุ่ เชา้ ซง่ึ ประเพณี
เครอื่ งเซน่ ไหวบ้ ชู าผบี รรพบรุ ษุ ) มกี ารจดั งานฉลอง แซนโฎนตามรี ะยะเวลายาวนานถึง 15 วัน
อยา่ งสนกุ สนานกนั มาก จงึ เปน็ ทรี่ จู้ กั กนั อยา่ งแพร่ การจัดประเภทของพิธีแซนโฎนตานี้
หลาย ประเพณีแซนโฎนตาของจังหวัดบุรีรัมย์มี จัดตามระยะเวลาของการจัดงานแต่ละช่วงแต่ละ
ลักษณะการจดั พธิ ีกรรมตา่ งๆ ซงึ่ เม่ือแบ่งประเภท ตอนซ่ึงผู้วิจัยเห็นว่าการประกอบพิธีแซนโฎนตา
การจัดพิธีกรรมตามช่วงของระยะเวลาแล้วมี 2 นั้นเป็นการประกอบพิธีตามระยะเวลา โดยแต่ละ
ประเภท ดังน้ี ข้นั ตอนนั้น มพี ิธกี รรมที่ไม่เหมือนกนั จงึ เหมาะแก่
ช่วงที่ 1 เบณฑ์ตูจ (สารทเล็ก) ค�ำว่า การแบ่งประเภทเพื่อช่ือพิธีกรรมต่างๆ ตามระยะ
เบณฑ์ ในที่นคี้ อื ชื่อเรยี กเทศกาลงาน “เบณฑ์ตูจ” เวลาแตล่ ะช่วงนน่ั เอง

292 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

4. จดุ ประสงค์ของประเพณแี ซนโฎนตา ก่อให้เกิดความรักความสามัคคี ในครอบครัวหมู่
วงศาคณาญาติและชมุ ชน
พิธีแซนโฎนตาเป็นกิจกรรมอันเนื่องด้วย 6. เพ่ือส่งเสริมความเป็นสิริมงคลตาม
พระพทุ ธศาสนา ทพ่ี ทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยเชอ้ื สาย หลกั มงคลสตู รในพระพทุ ธศาสนา คอื การสง่ เสรมิ
เขมร ในจงั หวัดบรุ ีรมั ย์ ทกุ คนไม่เลือกเพศและวยั ให้เล้ียงดูบิดามารดา เม่ือบิดามารดาล่วงลับไป
สามารถปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ละอำ� นวยประโยชนใ์ หแ้ กบ่ คุ คล ลูกหลานก็สมควรท่ีจะแสดงความกตัญญูกตเวที
ได้ในชีวิตประจ�ำวัน และเป็นพิธีกรรมท่ีชาวไทย ด้วยการท�ำบญุ อทุ ศิ ส่วนบุญไปให้
เชื้อสายเขมรโดยส่วนมากมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่อง 7. เพื่อเป็นบรรทัดฐานทางสังคมให้
ใกลต้ วั และสามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ได้ คนในสังคมได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อ
ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งทห่ี า่ งไกล และไรค้ ณุ คา่ กระทง่ั ไมส่ ามารถ ผ้มู ีพระคณุ ทั้งหลาย อาทิ พ่อแม่ บรรพบุรุษผู้กอ่
ปฏิบตั ิในชีวติ ประจ�ำวนั ได้ ดงั นน้ั จดุ ประสงค์ของ ก�ำเนิดชีวิตลูกหลาน แล้วเลี้ยงดูอุ้มชูจนสามารถ
พิธีแซนโฎนตา โดยประมวลได้ 7 ประการ คอื เล้ียงดูตนเองได้ และแสดงความเคารพต่อผู้มี
1. เพ่ือแสดงความกตัญญูกตเวทีแก่ผู้มี พระคณุ ตอ่ ตนเอง
อุปการะหรือญาติผู้ล่วงลับไปแล้วก็สามารถท�ำได้
โดยถวายทักษิณาทานอุทิศส่วนบุญไปให้ 5. สรปุ
2. เพอื่ อทุ ศิ สว่ นบญุ ใหก้ บั เปรตเพราะภมู ิ
ของสตั วผ์ ตู้ อ้ งเสวยผลกรรมทเี่ คยกระทำ� ไวเ้ มอ่ื ครง้ั ความเช่ือในประเพณีแซนโฎนตาของ
เป็นมนุษย์เป็นภูมิท่ีไร้อาชีพ ขาดอาหาร คอยรับ จังหวัดบุรีรัมย์ ความเชื่อนับเป็นพ้ืนฐานแห่งการ
สว่ นบุญที่เขาอทุ ศิ ให้อย่างเดียวเทา่ นนั้ นับถอื สงิ่ ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ แซนโฏนตา เป็นประเพณบี ชู า
3. เพอื่ การแสดงความอาลยั รกั ผมู้ อี ปุ การะ บรรพบุรุษของชาวเขมรบุรีรัมย์ เป็นพิธีกรรมท่ี
หรอื ญาตผิ ลู้ ว่ งลบั ไปดว้ ยการรอ้ งไหเ้ ศรา้ โศกครำ�่ ครวญ ระลึกถึงบรรพบุรุษ การรวมญาติ การเฉลิมฉลอง
นน้ั มไิ ดเ้ กดิ ประโยชนแ์ ตอ่ ยา่ งใด เพราะไมส่ ามารถ และวถิ ชี วี ติ ชมุ ชนเกษตรกรรมทมี่ คี วามเปน็ อยรู่ ว่ ม
จะเรียกร้องให้ท่านเหล่านั้นกลับฟื้นคืนชีพได้แต่ กนั อยา่ งมคี วามสขุ ความเจรญิ นอกจากน้ี กลมุ่ ไทย
ทักษิณาทานท่ีบุคคลถวายในพระสงฆ์เท่านั้น เขมรยังเชื่อว่าผีโฎนตาน้ันจะดลบันดาลให้ฝนตก
ย่อมส�ำเรจ็ ประโยชน์แก่ญาตผิ ลู้ ว่ งลบั ไปแล้ว ตอ้ งตามฤดูกาล เพื่อใหเ้ กดิ ความอดุ มสมบูรณ์ทาง
4. เพ่ือเป็นกุศโลบาย พิธีสารทน้ีใช้เป็น เกษตรกรรม ประเพณีแซนโฎนตาของจังหวัด
กุศโลบายเพื่อสั่งสอนให้บุคคล มีจิตใจเสียสละ บรุ รี มั ย์ มลี กั ษณะการจดั พธิ กี รรมตา่ งๆ ซง่ึ เมอื่ แบง่
บรจิ าคทาน เพอื่ ประโยชนส์ ว่ นรวม และเพอ่ื สงั่ สม ประเภทการจัดพิธีกรรมตามช่วงของระยะเวลา
บุญ ไว้ในภายหนา้ แล้วมี 2 ประเภท คอื
5. เพ่ือเป็นเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจของ ช่วงที่ 1 เบณฑ์ตูจ (สารทเล็ก) ค�ำว่า
ชาวไทยเช้ือสายเขมรโดยอาศัยบรรพบุรุษร่วมกัน เบณฑ์ ในทน่ี ค้ี อื ชื่อเรยี กเทศกาลงาน “เบณฑต์ ูจ”

ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 293

ซงึ่ เปน็ คำ� ภาษาเขมร แปลวา่ สารทเลก็ การเซน่ ไหว้ เหมือนกับชาวไทยเช้ือสายเขมร ซ่ึงตรงกับวันข้ึน
ผีบรรพบุรุษครั้งแรกกระท�ำในวันนี้ บรรดาญาติพี่ 14 คำ�่ เดอื น 10 ของทกุ ปี
น้องของแต่ละครอบครัวและชาวบ้านคนอ่ืนๆ ประเพณีแซนโฎนตา หรือวันสารทเขมร
ตอ้ งไปทำ� บญุ ถวายภตั ตาหารพระทกุ ๆ วนั มไิ ดข้ าด มตี น้ ก�ำเนดิ มาจากความเช่ือทว่ี า่ ในวันแรม 14 คำ�่
โดยมีค�ำศัพท์ที่เรียกเทศกาลงานบุญช่วงน้ีว่า เดอื น 10 ของทกุ ปี วญิ ญาณผลู้ ว่ งลบั จะกลบั มายงั
เทศกาลบญุ การ์เบณฑ์ บุญถอื ศีล หรอื จะเรยี กว่า โลกมนุษย์ ดังน้ันเหล่าลูกหลานจึงต้องตระเตรียม
เทศกาลบญุ หรือบุญเลย้ี งพระกไ็ ด้ เหตุท่ีต้องเรยี ก อาหารและส่ิงของต่างๆ เพื่อเซ่นไหว้วิญญาณ
อย่างนี้ เพราะตลอดช่วงเวลาของสารทเล็กนี้ ลกู หลานทอี่ ยไู่ กลออกไปกต็ อ้ งเดนิ ทางกลบั มาบา้ น
ชาวบ้านต้องหมั่นไปท�ำบุญเลี้ยงพระที่วัดทุกวัน เป็นการแสดงถึงความกตัญญูและความเคารพต่อ
และต้องรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วน ซึ่งกินเวลารวม บรรพบุรุษผู้ลว่ งลบั
ตลอดเทศกาลนานถึง 15 วันเบณฑ์ตูจ แปลว่า โดยเหล่าลูกหลานจะมารวมตัวกันเพ่ือ
บณิ ฑเ์ ลก็ คอื บญุ นี้ เขาเรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ เบณฑ์ จัดเตรียมส่ิงของที่จะต้องใช้ในพิธี และอาหาร
มาจากศัพท์ภาษาบาลวี า่ ปิณฑะ แปลว่าก้อนข้าว ทงั้ คาวหวาน เชน่ อนั ซอมเจก๊ (ขา้ วตม้ มดั ทห่ี อ่ ดว้ ย
ชว่ งที่ 2 เบณฑท์ ม (สารทใหญ)่ มชี ว่ งระยะ ใบตอง) อนั ซอมโดง (ขา้ วตม้ ท่หี อ่ ดว้ ยใบมะพร้าว)
เวลาการท�ำบุญให้ผีบรรพบุรุษตลอด 7 วัน เร่ิมมี กล้วย หมากพลู อาหารสด อาหารแห้ง ฯลฯ แล้ว
การประกอบพธิ ตี ามวดั ตา่ งๆ เพอื่ ทำ� บญุ อทุ ศิ ไปให้ จดั วางใส่ กระจอื โฎนตา (กระเชอสำ� หรบั จดั เตรยี ม
ผีบรรพบุรุษ (เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า พิธีสวดดาร” เครื่องเซน่ ไหว)้
ซง่ึ จะเรม่ิ ตงั้ แตว่ นั แรม 9 คำ่� ถงึ วนั แรม 15 คำ่� เดอื น พิธีการแซนโฎนตา เร่ิมต้นที่ผู้อาวุโสจะ
10 พิธสี ารททสี่ �ำคัญจะประกอบพิธใี นวันแรม 14 เรียกเหล่าลูกหลานมารวมกันพร้อมหน้า จากนั้น
คำ�่ ชว่ งนจ้ี ะมพี ธิ เี ซน่ ไหวต้ ลอดวนั แตก่ ารรวมญาติ เริ่มเซ่นไหว้โดยจุดธูปเทียน ยกขันห้าไหว้แล้วเอ่ย
เพ่ือเซ่นไหว้ จะประกอบพิธีในเวลาประมาณ ช่ือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วให้มารับของเซ่นไหว้
16.00-18.00 น. เปน็ ตน้ ไป จนถงึ รงุ่ เชา้ ซงึ่ ประเพณี แล้วรินน้�ำให้ล้างมือ และรินเครื่องดื่ม วันรุ่งข้ึน
สารทน้ีมีระยะเวลายาวนานถึง 15 วัน” อน่ึง ซ่ึงเป็นวันท่ียมทูตจะมารับวิญญาณบรรพบุรุษ
ในจังหวัดบุรีรัมย์นอกจากชาวไทยเช้ือสายเขมร เหล่าลูกหลานจะน�ำกระเฌอไปวัดต้ังแต่เช้ามืด
แลว้ ยงั มชี าวไทยกวยหรือกยู และชาวไทยเชอื้ สาย เพอื่ ประกอบพธิ ี และมอบอาหารและสง่ิ ของใหก้ บั
ลาวท่ีมีประเพณีงานบุญเดือน 10 หรืองานสารท บรรพบุรษุ เปน็ ครัง้ สดุ ท้าย

294 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

References

Khaodee, S. (2016). Sandonta ancestor worship tradition of changwat surin: the construction
of an invented tradition and its role. Doctor of Philosophy. Graduate School :
Chulalongkorn University.

Lawrence, R. (1999). Unlock Your Psychic Powers Translated by Somchai Sumritshub.
Bangkok : Master Printing.

Rachbandityasathan. (2003). Dictionary of the Royal Institute of Thailand 1999. Bangkok
: Nanmeebook Publications.

Samakrkar, S. (1996). Beliefs and religions in Thai society Social Analysis Anthropology.
Bangkok : Samnakpim Odeon Store.

Sanyawiwat, S. and Thitiwatta, P. (1983). Religion and Belief in Bangkok. Bangkok : Chula
longkorn University.

Sargent, D. (199). Global Ritualism Rituals of the World Translated by Tippayapha (alias).
Bangkok : Tuning Publishing Co., Ltd.

Thamwat, J. (1997). Khatichaoban. Bangkok : Aukson Watthana.

วจิ ารณ์หนงั สือ : Book Review
พรตลอดปี ชวี ติ ดตี ลอดไป*

Blessings throughout the year - Good life forever

ผู้เขยี น: สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยตุ โต)
Author: Somdej Phra Buddhakosajarn (P.A. Payutto)

รงุ่ ทวิ า สนั ติผลธรรม และศริ ิโรจน์ นามเสนาา
Rungtiwa Santiphontam and Sirirote Namesna
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตนครสวรรค์
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Nakhonsawan Campus, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]

1. บทน�ำ ท่านมีผลงานทางวิชาการพระพุทธศาสนาเป็น
จ�ำนวนมาก เป็นพระนักวิชาการนักคิดนักเขียน
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ นามเดิม ผลงานทางพระพุทธศาสนารุ่นใหม่หนังสือ เรื่อง
ประยุทธ์ ฉายา ปยุตฺโต นามสกุล อารยางกูร “พรตลอดปี ชีวิตดีตลอดไป” ซึ่งจัดพิมพ์โดย
หรอื ทรี่ จู้ กั กนั ดที ว่ั ไปในนามปากกา “ป.อ.ปยตุ โฺ ต” บริษัท พิมพ์สวย จ�ำกัด ร่วมกับคณะผู้ศรัทธา
ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งในและต่างประเทศ ในธรรม ได้จดั พิมพเ์ พอ่ื แจกมอบเปน็ ธรรมทานแก่
เปน็ อยา่ งมาก ดว้ ยผลงานของทา่ นทำ� ใหท้ า่ นไดร้ บั บคุ คลผสู้ นใจทวั่ ไป เมอ่ื ปี พ.ศ. 2560 พมิ พเ์ ปน็ ครง้ั
รางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลาย ที่ 58 มจี ำ� นวนหนา้ 84 หนา้ ISBN 974-344-171-9
สถาบันท้ังในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างย่ิง หนงั สอื เรอ่ื ง “พรตลอดปี ชวี ติ ดตี ลอดไป”
การที่ท่านเป็นคนไทยคนแรกท่ีได้รับรางวัลการ เรม่ิ ตน้ ทค่ี ำ� อนโุ ทนา บทเกรน่ิ นำ� ตอ่ ไปเปน็ การแบง่
ศึกษาเพ่ือสนั ตภิ าพ จากองคก์ ารยเู นสโกและในปี เน้ือหาของหนังสือตามหัวข้อสารบัญออกเป็น
พ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่ง 6 บท ไดแ้ ก่ บทท่ี 1 งบดลุ ชวี ติ บทที่ 2 สำ� รวจกำ� ไร
ตง้ั เปน็ ราชบณั ฑติ กติ ตมิ ศกั ด์ิ ปจั จบุ นั ดำ� รงตำ� แหนง่ ของชวี ิต บทที่ 3 งบดุลสงั คม บทท่ี 4 วันเวลาที่
เปน็ ศาสตราจารยพ์ ิเศษ ประจ�ำมหาวิทยาลยั มหา เปน็ ทางมาของกำ� ไร บทที่ 5 ดำ� เนนิ ชวี ติ ดมี แี ตก่ ำ� ไร
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจ�ำพรรษาอยู่ที่วัด และบทท่ี 6 พรท่สี ัมฤทธ์ิแกผ่ ดู้ ำ� เนินชีวิตท่ดี ี
ญาณเวศกวัน อ�ำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

* ได้รบั บทความ: 14 พฤศจกิ ายน 2561; แก้ไขบทความ: 9 กุมภาพนั ธ์ 2562; ตอบรับตพี มิ พ:์ 24 กนั ยายน 2562
Received: November 14, 2018; Revised: February 9, 2019; Accepted: September 24, 2019

296 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ส�ำหรับเป้าหมายของหนังสือเร่ือง “พร ทางสำ� นกั พมิ พไ์ ดก้ ลา่ วถงึ ความภาคภมู ใิ จทไ่ี ดเ้ ปน็
ตลอดปี ชีวิตดีตลอดไป” เล่มน้ีได้รวมหลักธรรม ผู้ที่ได้มีโอกาสจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ร่วมกับคณะ
ค�ำสอนในโอกาสต่างๆ เป็นข้อปฏิบัติเพ่ือความ ผู้ศรัทธาในธรรม เพื่อแจกมอบเป็นธรรมทานแก่
เจริญก้าวหน้าในชีวิต ถ่ายทอดด้วยส�ำนวนภาษา บุ ค ค ล ผู ้ ส น ใ จ ทั่ ว ไ ป เ พ่ื อ แ ส ด ง อ อ ก ซ่ึ ง ค ว า ม
อ่านง่าย ให้ทั้งความเพลิดเพลิน และข้อคิดอัน ปรารถนาดีแก่เพื่อนร่วมชาติและสังคมโดยมอบ
หลากหลาย โดยใชพ้ ร 4 ประการท่ีเราได้ยินบ่อย ธรรมอันประเสริฐให้เป็นพรแก่ญาติมิตรและ
คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เรียกว่า จตุรพิธพร ประชาชนในมงคลสมยั แหง่ วาระขนึ้ ปใี หม่
การทเ่ี ราใหพ้ รกันน้ี ก็เพ่ือมาแสดงความปรารถนา ส่วนท่ี 2 บทเกริ่นน�ำ เป็นการแสดงถึง
ดีต่อกัน ตั้งจิตปรารถนาประโยชน์สุขแก่กันและ ที่มาทไี่ ปของหนังสอื เกิดจากการถอดคำ� ปาฐกถา
ดว้ ยพลงั จติ ทปี่ รารถนาดนี ้ี กจ็ ะเกดิ คณุ ธรรมความ ธรรมพิเศษ ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 4
ดีความงามข้ึนมาในใจของผู้ให้ ซึ่งมีผลต่อจิตใจ มกราคม พ.ศ. 2534 ในหัวข้อพรปีใหม่
ของเขา ในเวลาเดียวกัน ทางฝ่ายผู้รับก็พลอยมี ส่วนที่ 3 เนื้อหาตามสารบัญ อธิบายถึง
จติ ใจบันเทิง เอิบอิ่ม ชื่นบาน คือ ซาบซงึ้ ในน�้ำใจ ความส�ำคัญของการให้พร ก็คือ การแสดงความ
เมตตา หรือไมตรีของผใู้ หน้ นั้ เอง อนั น้แี หละกเ็ กิด ปรารถนาดตี ่อกัน ตัง้ จติ ปรารถนาประโยชนส์ ขุ ให้
เปน็ ความสขุ ถา้ ตอ้ งการใหพ้ รเหลา่ นี้ กต็ อ้ งทำ� จติ ใจ แกก่ นั ดว้ ยพลงั จติ ทปี่ รารถนาดนี ้ี กจ็ ะเกดิ คณุ ธรรม
ให้ถูกต้อง ต้องมีความเชื่อมั่น ท�ำจิตใจให้สงบ ความดีความงามข้นึ มาในใจของผ้ใู ห้ และทางฝา่ ย
ผ่องใสพร้อมทั้งมีความมั่นใจ มีก�ำลังใจเข้มแข็ง ผู้รับก็พลอยมีจิตใจบันเทิงเอิบอ่ิม ชน่ื บาน ซาบซึง้
ทจี่ ะท�ำส่ิงเหล่านใี้ ห้เกิดขึ้น ในนำ�้ ใจเมตตาหรอื ไมตรขี องผใู้ หน้ น้ั เอง อนั นแี้ หละ
ดังนั้น ผู้วิจารณ์มีความประสงค์เลือก ก็เกิดเป็นความสุขเลยกลายเป็นมีคุณธรรมเกิดข้ึน
วิจารณ์หนังสือเล่มน้ี เพ่ือให้เกิดแนวคิดในการ ทง้ั สองฝ่าย
ด�ำเนินชีวิตตามหลักของพระพุทธศาสนาอีกท้ังยัง
ศึกษารายละเอียดในกลวิธีการน�ำเสนอเนื้อหาใน 3. เน้อื หาโดยย่อ
หนงั สอื และนอกจากนย้ี งั เปน็ การแบง่ ปนั ความรทู้ ี่
ได้จากการศึกษาให้กับเพื่อนมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็น แบง่ ตามหัวขอ้ ของสารบัญได้ ดังนี้
ของขวัญอนั ลำ�้ คา่ สงู สดุ ของความมนุษย์ 1. งบดลุ ชวี ติ แบง่ เปน็ หวั ขอ้ ยอ่ ย 5 หวั ขอ้
ไดแ้ ก่ 1) เตรียมปิดงบดลุ วางแผนหารายไดต้ อ่ ไป
2. โครงสร้างของหนงั สอื กลา่ วถงึ กาลเวลาทผี่ า่ นไปในระยะเวลาของรอบปี
มีความหมายต่อคนที่จะด�ำเนินชีวิตให้เกิดความ
หนงั สอื เรอื่ ง “พรตลอดปี ชวี ติ ดตี ลอดไป” เจริญก้าวหน้า โดยให้ด�ำเนินชีวิตด้วยความไม่
ประกอบด้วยเนื้อหาทง้ั หมด 3 สว่ น ดงั น้ี ประมาท ก็จะต้องเร่มิ ดว้ ยการตรวจสอบ แล้วเรา
ส่วนท่ี 1 อนุโมทนา ในส่วนอนุโมทนาน้ี ก็จะเห็นว่าปีที่ผ่านไปน้ีเป็นอย่างไร ส่วนท่ีผ่านไป

ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 297

แลว้ พจิ ารณาดใู นเรอ่ื งของงบดลุ ชวี ติ วา่ มนั ไดม้ าก มนุษย์ สว่ นเรื่องของจติ ใจ คอื สำ� รวจในแงจ่ ติ ใจวา่
หรือเสียมาก เสรจ็ แล้วกจ็ ะไดม้ าวางแผนตอ่ ไป 2) จิตใจของเรานี้เจริญงอกงามขึ้น หรือเสื่อมลง
ไมว่ า่ อดตี หรอื อนาคต กต็ อ้ งยดึ ถอื ปจั จบุ นั เปน็ หลกั เรอ่ื งของปญั ญา จะตอ้ งสำ� รวจวา่ ปญั ญาหรอื ความ
กล่าวถึง ความจริงน้ันส่ิงท่ีปฏิบัติได้ คือปัจจุบัน รู้อย่างนี้ของเราดีข้ึนหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องท่ีจะ
เทา่ นนั้ เพราะเวลาในอดตี เรากย็ อ้ นกลบั ไปทำ� อะไร ต้องส�ำรวจในด้านปัญญาเก่ียวกับความเจริญหรือ
แกไ้ ขมนั ไมไ่ ด้ อนาคตเรากย็ งั ไปทำ� อะไรยงั ไมไ่ ดอ้ กี การพัฒนาของปัญญาน้ันกาลเวลาท่ีผ่านมาจะถือ
เช่นกัน มนั ไม่ไดอ้ ยู่หรอื เปน็ ประโยชนก์ บั เรา สิง่ ท่ี เปน็ ประโยชนก์ ต็ อ่ เมอ่ื มกี ารพฒั นาหรอื สรา้ งความ
อยู่กับเราแน่นอนกค็ อื ปจั จุบัน 3) เมอื่ หวาดกย็ ังมี เจริญให้เกิดขึ้น จึงถือเป็นสิ่งท่ีเราควรตรวจสอบ
หวงั เมอื่ หวงั กย็ งั มหี วาด กลา่ วถงึ ความหวงั ทกุ คน ช่วงระยะเวลาท่ผี ่านมาในชวี ิต
ย่อมมีแต่มันมีส่ิงเคียงคู่คือความหวาด หมายถึง 2. ส�ำรวจก�ำไรของชีวิต แบ่งเป็นหัวข้อ
หวาดกลัวจะไม่เป็นดังหวัง เพราะฉะน้ันจึงควรมี ยอ่ ย 4 หวั ขอ้ ไดแ้ ก่ 1) ชวี ติ ทก่ี า้ วหนา้ มศี รทั ธาเปน็
หลักพิจารณาหวังแบบเช่ือมโยงกับปัจจุบันโดย พลังน�ำ กล่าวถึง ก�ำไรหรือความเจริญ เรียกว่า
ค�ำนึงถึงหลักของเหตุผลความเป็นไปได้ เร่ืองถือ วัฑฒิ เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้เกิดความเจริญ
หวงั กจ็ ะประสบความสำ� เรจ็ โดยงา่ ย 4) คนกา้ วหนา้ งอกงามเป็นผลก�ำไรในชีวติ ประกอบด้วย ศรัทธา
หรอื งานกา้ วหนา้ กล่าวถึง คนมักจะคิดกนั มากถงึ คือ เหน็ คุณค่าของสิง่ ที่เราท�ำ เราก็เหน็ คณุ ค่าของ
ความกา้ วหนา้ ของคนทท่ี ำ� งาน เชน่ วา่ จะไดเ้ ลอ่ื นขนั้ ชีวิตของเรา วา่ เราอยเู่ พอ่ื อะไร เราอยเู่ พอื่ ทำ� สงิ่ ท่ี
เลอื่ นตำ� แหนง่ อะไรหรอื ไมแ่ ทจ้ รงิ ของการทำ� งานก็ ดีงาม ส่ิงท่ีเป็นประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม เป็นต้น
คอื ความกา้ วหนา้ ของตวั งาน กา้ วหนา้ ไปไหม งาน เราม่ันใจในสิ่งที่เรากระท�ำน้ีว่าเป็นประโยชน์หรือ
นไี้ ดเ้ กดิ ผลเปน็ ประโยชนต์ ามความมงุ่ หมายของมนั แม้แต่คนท่ีมองในด้านในว่าชีวิตของเราน้ีเจริญ
หรือไม่ เมือ่ สำ� รวจเร่อื งงาน หรอื การทำ� งานกต็ ้อง งอกงามพัฒนาข้ึนในทางจิตใจ เป็นต้น เป็นการ
มองใหท้ ว่ั ถงึ ไมใ่ ชม่ องเฉพาะความกา้ วหนา้ ของคน สร้างก�ำลังใจโดยอาศัยศรัทธา จากนั้นมาสู่ข้ันศีล
ท่ีท�ำงาน แต่ต้องมองที่ความก้าวหน้าของงานนั้น คือความประพฤติท่ีแสดงออกทางกาย วาจาและ
ทเ่ี กดิ ผลประโยชน์ซ่ึงบางทีก็ไมไ่ ดค้ ดิ ถงึ ความจรงิ ความสมั พันธ์กับคนอ่นื ในสงั คม การไมเ่ บยี ดเบียน
แล้วท้ังสองอย่างนี้จะต้องคู่กันไป จึงจะเป็น ผู้อ่ืน เป็นการพัฒนาศักยภาพทางกาย และวาจา
ประโยชนแ์ ทจ้ รงิ แกส่ งั คม แกป่ ระเทศชาติ 5) ความ ในทางที่ดงี าม มาขั้นของสุตะ คอื ความรู้ หมายถึง
กา้ วหนา้ ของชวี ติ กลา่ วถงึ นอกจากมองทงี่ านตอ้ ง ความรปู้ ระเภทวชิ าการ ตำ� รบั ตำ� รา ขอ้ มลู ขา่ วสาร
มองไปท่ีเรื่องทางเศรษฐกิจ มองไปที่ด้านร่างกาย ก็ส�ำรวจดูว่า เราท�ำงานท�ำการ เรารู้เพิ่มมากข้ึน
มองในทางสังคมว่าความสัมพันธ์กับผู้อ่ืนหรือ เก่ียวกับที่เราท�ำงานท�ำการมานี้ ความรู้ทาง
ยอมรับในสังคม ตลอดจนช่ือเสียงของตนและจะ วชิ าการ ความรู้ทเ่ี กยี่ วกับหนา้ ทีก่ ารงาน ข่าวสาร
ตอ้ งสำ� รวจพจิ ารณาเรอื่ งการทำ� ประโยชนแ์ กเ่ พอ่ื น ขอ้ มูลต่างๆ ท่ีจะเป็นประโยชน์ตอ่ การดำ� เนินชีวติ

298 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)

ตลอดจนหลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธศาสนา 3. งบดุลสังคม แบ่งเป็นหัวข้อย่อย 4
ทจ่ี ะเอามาใชใ้ นการพฒั นาชวี ติ เรามคี วามรู้ ความ หวั ขอ้ ไดแ้ ก่ 1) ทำ� งบดลุ ชวี ติ แลว้ กท็ ำ� งบดลุ สงั คม
เข้าใจเพิ่มขึ้นหรือเปล่า 2) เม่ือการให้หรือสละได้ คู่กันไปกลา่ วถงึ สงั คมไทยของเรานี้ ก็มีเรื่องท่ตี อ้ ง
กลายเปน็ ความสขุ กลา่ วถงึ หลกั ของการสรา้ งกำ� ไร สำ� รวจมาก ในเรอื่ งธรรมชาตแิ วดลอ้ มนีเ้ ราไดห้ รือ
ต่อไปอีก ในเร่อื งจาคะ คอื การสละ โดยใหส้ �ำรวจ เราเสีย ก�ำไรหรือขาดทุน ตลอดจนเร่ืองคุณภาพ
เรอื่ งจาคะ จาคะนเี้ ปน็ ตวั ทใี่ กลๆ้ กบั ศลี แตเ่ ปน็ ตวั ชวี ติ ทัว่ ไปๆ กต็ ้องดูวา่ เปน็ อยา่ งไร ด้านของวงการ
ทส่ี ละออกไป เชน่ สละวตั ถสุ งิ่ ของ เปน็ ตน้ ในขอ้ น้ี แพทย์ว่าเวชศาสตร์ทางด้านการป้องกันก็ดี
สำ� รวจดวู า่ เราไดช้ ว่ ยเหลอื เผอ่ื แผ่ เกอื้ กลู แกเ่ พอื่ น เวชศาสตร์ทางด้านบ�ำบัดก็ดี คือทั้งด้านบ�ำบัด
มนุษย์แค่ไหน เรามนี �ำ้ ใจชว่ ยเหลือผูอ้ ่นื สละความ เยียวยา และด้านป้องกันส่งเสริม ท้ังสองด้านนี้
สุขของเราให้ผู้อ่ืนได้มากข้ึน มีความเห็นแก่ตัว เจริญขึ้นหรือเสื่อมลงอย่างไร สังคมปัจจุบันน้ี
ลดลงไหม 3) ถงึ มคี วามรู้ แตไ่ ม่มีปัญญาก็กา้ วหนา้ มีรูปแบบของการจัดแยกสังคมเป็น 3 ประเภท
ยาก กลา่ วถงึ หลกั ทค่ี วรด�ำเนินตอ่ ไปอีก ในเร่อื ง คือ สงั คมเกษตรกรรม สังคมอตุ สาหกรรม สงั คม
ปัญญา ซึ่งปัญญาน้ีต่างจากสุตะ สุตะคือความรู้ ข่าวสารข้อมูล สังคมไทยของเราก็เหมือนกัน
ทีเ่ ปน็ เรอื่ งของผูอ้ น่ื ถา่ ยทอดใหเ้ รามา ส่วนปัญญา เอารูปแบบของสังคม 3 แบบนี้มาใช้เป็นเครื่อง
คือความรู้เข้าใจท่ีเป็นเนื้อแท้ในใจของเราเอง ตรวจสอบ สังคมของเราเป็นสังคมอะไรกันแน่
ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ จนถึงขั้นท่ี ซึ่งสว่ นใหญ่เปน็ สงั คมเกษตรกรรม 2) มองดูสงั คม
สามารถน�ำเอาความรู้ไปใช้ทำ� การตา่ งๆ ไดจ้ นเกิด ไทยว่าจะก้าวต่อไปทางไหน กล่าวถึง สิ่งที่สังคม
ประโยชน์ 4) จากความสุขแบบพึ่งพา ก้าวหน้าสู่ ไทยปรารถนากันมากก็คืออยากจะเป็นสังคม
สขุ ทเี่ ปน็ อสิ ระกลา่ วถงึ ยง่ิ ชวี ติ ของเราผา่ นลว่ งกาล อตุ สาหกรรม แตต่ วั ตนจรงิ ของเรานนั้ ถา้ วา่ กนั ตาม
เวลาไปมากขนึ้ แกเ่ ฒา่ ชรามากขนึ้ การอาศยั ความ ดา้ นประชากร เรากเ็ ปน็ สงั คมเกษตรกรรมสภาพที่
สุขจากร่างกาย โดยพ่ึงพาวัตถุภายนอกก็ย่ิงท�ำได้ เป็นจริงกับสิ่งที่ปรารถนามันไม่สอดคล้องกันตอน
น้อยลง แต่ตรงข้ามจะต้องหาความสุขจากใน น้ีก็เป็นระยะเวลาของการส�ำรวจตรวจสอบว่า
ภายในของตวั เองมากขนึ้ คอื ตอ้ งหาความสขุ ทเี่ ปน็ เราจะเอาอย่างไรกันแน่กับวิถีของสังคมของเรา
อิสระ อันน้ีคือความเป็นอิสระอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะประชากร 60-70% อย่ใู นภาคเกษตรกรรม
ปัญญานี้แหละเป็นตัวส�ำคัญที่จะท�ำให้เกิดความ แตถ่ า้ เรามองดสู ภาพความเปน็ จรงิ ทดี่ นิ สำ� หรบั ทำ�
เป็นอิสระน้ี พอมีปัญญารู้เท่าทัน จาคะคือการ เกษตรกรรมก�ำลังลดน้อยลง นอกจากนี้ก็คือเรื่อง
ปล่อยวางสละได้ก็เกิดมีข้ึนหลักธรรมทั้ง 5 อย่าง ค่านิยม เกษตรกรเองก็ไม่พอใจและไม่ภูมิใจ
ตัง้ แต่ ศรัทธา ศีล สตุ ะ จาคะ ปญั ญา หากเรายึด ในอาชีพของตน 3) ทางเลือกท่ีรอการตัดสินใจ
หลักปฏิบัติตามน้ีก็จะเห็นถึงงบดุลของชีวิตท่ีผ่าน กล่าวถึง การพิจารณากันอีกว่าภาคอุตสาหกรรม
มาว่ามีกำ� ไรหรือขาดทนุ ของเราเป็นอย่างไร อุตสาหกรรมของเราเป็น


Click to View FlipBook Version