ปัจจัยการสรา้ งแบรนด์ทสี่ ่งผลตอ่ การเกิดแบรนดข์ องโรงเรียน
เอกชนในกลุ่มภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนกลาง
(รอ้ ยแก่นสารสินธุ์)*
Brand Construction Factors of Private Schools in
Roikaensarasin Group
อภิสทิ ธ์ิ ฤทธิ์ประดษิ ฐ์ และ กนกอร สมปราชญ์
A-pisit Ritpradid and Kanokorn Somprach
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
Faculty of Education, Khon Kean University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพ่ือศึกษาระดับปัจจัยการสร้างแบรนด์และระดับการเกิด
แบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง 2) เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์เก่ียวกับ
ปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ ส่ี ง่ ผลตอ่ การเกดิ แบรนดโ์ รงเรยี นเอกชนในกลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง
และ 3) เพอื่ ศกึ ษาปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ ส่ี ง่ ผลหรอื เปน็ ตวั ทำ� นายการเกดิ แบรนดโ์ รงเรยี นเอกชนในกลมุ่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูในโรงเรียนพระราชทาน
ในกลุ่มภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนกลาง (ร้อยแก่นสารสินธ์)ุ ซึง่ ประกอบด้วย จงั หวดั รอ้ ยเอด็ จังหวดั
ขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสนิ ธุ์ ปี พ.ศ. 2561 จ�ำนวน 217 คน ใช้วิธกี ารส่มุ กลมุ่
ตวั อยา่ งแบบแบง่ ชนั้ (Stratified Random Sampling) เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาเปน็ แบบสอบถามแบบ
มาตรวดั ประมาณคา่ 5 ระดบั ทม่ี ีค่าความเช่ือม่นั (Reliability) เทา่ กับ 0.739 การวเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใช้
โปรแกรมสำ� เรจ็ รปู ทางสถติ ิ เพอ่ื หาคา่ รอ้ ยละ (Percentage) คา่ เฉลยี่ (Mean) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation)
* ไดร้ บั บทความ: 21 สิงหาคม 2561; แกไ้ ขบทความ: 11 กรกฎาคม 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ:์ 22 กรกฎาคม 2562
Received: August 21, 2018; Revised: July 11, 2019; Accepted: July 22, 2019
44 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับปัจจัยการสร้างแบรนด์ในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
เรียงล�ำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) วัฒนธรรมองค์การ 2) คุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
3) องคก์ ารแหง่ การเปลย่ี นแปลง 4) อตั ลกั ษณข์ องแบรนด์ 5) ความสมั พนั ธข์ องแบรนด์ 6) การประชาสมั พนั ธ์
และ 7) ความเป็นนานาชาติ ตามล�ำดับ และระดับการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนกลุ่มจังหวัดร้อยแก่น
สารสนิ ธุ์ ในภาพรวมอยใู่ นระดับมาก เรยี งล�ำดบั ไดด้ งั นี้ 1) การรับร้ชู อ่ื เสียงของแบรนด์ 2) ภาพลักษณ์
ของแบรนด์ และ 3) สินทรัพย์ของแบรนด์ ตามลำ� ดับ
2. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปจั จยั การสรา้ งแบรนดแ์ ละองคป์ ระกอบการเกดิ แบรนดโ์ รงเรยี นเอกชน
ในกลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง ทงั้ 7 ดา้ นมคี วามสมั พนั ธก์ นั ทางบวกอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ
ที่ ระดบั .01 เมอื่ พจิ ารณาค่าสัมประสทิ ธิส์ หสมั พนั ธใ์ นแต่ละปัจจยั พบว่า ปัจจยั การสร้างแบรนด์มีความ
สัมพันธ์กับองค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชน ในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง
มคี า่ ความสมั พนั ธร์ ะดบั สงู ดงั นี้ องคก์ ารแหง่ การเปลย่ี นแปลง (X5) (r = 0.638) ปจั จยั ดา้ นการประชาสมั พนั ธ์
(สรบXะัมคุ 7ดพ)ลับานั(rปกธรา=์ขท3นอ.า0กง ง.แล6กปบา0างจัร6รนจ)ศคยัดกึปือก์ษจั(าXาปจร4ัยปัจ)(ดXจร(rา้ะัย2)นช=ดว(า้าr0สฒัน.ัม=5คนพ0วธ08านัร.)มร5ธมเ8์ ปวอ5ัฒ็น)งคนนป์กาธจั นารจรารัยชม(ดาXอา้ตง3น)คิ อ(์ก(Xrัตา6ล=ร)กั อ(0ษrง.ณ6ค=2์ก์ 8(า0X)ร.15แร)8หอ(7งrง่ )ลก=งาปมรัจ0เาปจ.ค5ัยลอื7ดี่ย1้านป)นแัจแคปจลุณยัละทงภปี่มาจัแคีพจลวัยขะาดออมา้งัตสนคลัมรคักพูแวษันลาณมะธ์์
ของแบรนด์ร่วมกันท�ำนายการเกิดแบรนด์ได้ร้อยละ 54.60 สามารถสร้างสมการถดถอยเพื่อพยากรณ์
ตวั แปรตามโดยวเิ คราะหก์ ารถดถอยพหคุ ณู แบบขน้ั ตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ดงั น้ี
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดบิ (Unstandardized Score)
ส มกาYรพ=ย0า.ก9ร0ณ4ใ์ +นร0ปู .2ค0ะ3แ*น(นXม7)าต+ร0ฐ.า2น03(S*t(aXn3d) a+rd0i.z1e8d4*Sc(Xo5r)e+) 0.164 * (X1)
Z = 0.239* (X7) + 0.239* (X3) + 0.214* (X5) + 0.201* (X1)
คำ� สำ� คญั : ปัจจยั การสร้างแบรนด์; การเกิดแบรนด์; โรงเรียนเอกชน; วัฒนธรรมองคก์ าร
Abstract
The objectives of this research were: 1) to study the level of brandconstruction
factors and the emergence of private school brands in the northeast region; 2) to study
the relationship between brand construction factors affecting the emergence of private
school brands in the northeast region; 3) to study brand construction factors that
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 45
influenced or predicted the emergence of private school brands in the northeast region.
The sample groups were 217 administrators and teachers from 9 Royal Award School in
the northeast region in the name of ROIKAENSARASIN Group which consisted of Roi Et,
Khon Kaen, Maha Sarakham and Kalasinprovinces in 2018. This research used the stratified
random sampling to find the sample groups. The data-collecting instruments were the
set of five-leveled questionnaires and the reliability was 0.793. The data analyzing was
statistical computer program for finding the frequency, percentage, mean and standard
deviation.
The result showed that:
1. The level of brand construction factors in ROIKAENSARASIN Group was at the
high level, as a whole, and when considered in each aspect was found that the brand
construction factors in ROIKAENSARASIN Group were at the high level which the Organization
Culture had the highest average score, following by Teachers and Educational Personnel
Quality, Organization of Change, Brand Identity, the Relationship of Brands, Public Relations
and International respectively. The level of the emergence of private school brands in
ROIKAENSARASIN Group was at the high level, as a whole, and when considered in each
aspect was found that the emergence of private school brands in ROIKAENSARASIN Group
was at the high level which the Perception of the Brand's Reputation had the highest
average score, following by Brand Image and Brand Assets respectively.
2. The relationship between brand construction factors and the components of
the emergence of private school brands in the northeast region had 7 factors and it had
the positive correlation at .01 significance. The researcher had considered the correlation
coefficient in each factor and found that brand construction factors affected to the
components of the emergence of private school brands in the northeast region. They
aR(h Xnea7ddl)a(taEriod=hnui30gsc.h.h a6itc0pTioo6honr)e,rfaeOlBflaarPrgcateaitnoronsdnirozsscna(ootnXifeoe4f)Pnlfiu(QcrCbiue=ulainlct0ltui.:tR5ryOee0l(r8Xa(gX)ta2.i3)no)(in(rzrsa==,tiO0o0.rn.5g68ao25n8f)i),Cz,BahIntraiatonenngrdenCaI(duXteilo5tn)un(trarietl=y,(XO0(X6.r6)1g)3(ar(8nr=)i,=z0Pa0.tu5i.ob58n7l7ic1)o,)R,TfeaeClnahadctahinotehgnreess
and Brand Identity could predict of the emergence of private school brands at 54.60%.
46 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
These could be formed as the regression equations of unstandardized score and
standardized score as follows;
The equation of unstandardized score was:
Y = 0.904 + 0.203* (X7) + 0.203 * (X3) + 0.184* (X5) + 0.164* (X1)
The equation of standardized score was:
Z = 0.239* (X7) + 0.239* (X3) + 0.214* (X5) + 0.201* (X1)
Keywords: Brand Construction Factors; Branding; Private School; Organization culture
1. บทนำ� คุณภาพ ตลอดจนการบริการและช่ือเสียง
เคร่ืองหมายสัญลักษณ์หรือการออกแบบ เพ่ือใช้
สังคมในยุคปัจจุบันเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ระบถุ งึ คณุ ภาพหรอื บรกิ ารแสดงความแตกตา่ งจาก
(Globalization) หรอื โลกไรพ้ รมแดนเปน็ โลกแหง่ คู่แข่ง มอี ุดมคติมีคณุ ลักษณะเฉพาะตัว เลียนแบบ
ความเสรีทุกด้าน ท้ังทางความคิด การกระท�ำ ได้ยากจึงจะเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการ
การเรียนรู้ การส่ือสารท่ีทันสมัย การด�ำเนินชีวิต แข่งขันที่ยั่งยืนให้กับสินค้าหรือบริการน้ันๆ
ซง่ึ อยภู่ ายใตส้ งั คมประเทศทอี่ สิ รเสรี แตส่ ง่ิ ทสี่ งั คม (Kotler, 2009) “แบรนด”์ นัน้ เปน็ จุดเริ่มต้นและ
มนษุ ยห์ นไี มพ่ น้ ไมว่ า่ ยคุ ใดกต็ ามคอื “การแขง่ ขนั ” เป้าหมายส�ำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในภาคเกษตรกรรม ส่ิงนั้นมีตัวตนเชิงประจักษ์ ย่ิงการรับรู้ข้อมูล
อุตสาหกรรม เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ หรือ ข่าวสารท่ีมีความสะดวกรวดเร็วในยุคสังคมดิจิทัล
แม้กระทัง่ ด้านการศกึ ษา ทัง้ นี้การแขง่ ขันทเ่ี กดิ ข้นึ มเี ครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ (Internet) และเทคโนโลยี
นน้ั เปน็ ไปเพอ่ื พฒั นาและนำ� เสนอตวั ตนของตนเอง สารสนเทศ (Information Technology) ทที่ นั สมยั
ใหเ้ ปน็ ทน่ี ยิ มชมชอบ เปน็ ทร่ี จู้ กั ยอมรบั รวมถงึ การ ทท่ี ำ� ใหส้ ามารถเชอื่ มโยง รบั รขู้ า่ วสารและถา่ ยทอด
บรกิ ารทย่ี อดเยย่ี มใหเ้ ปน็ ทปี่ ระทบั ใจ เปน็ ภาพลกั ษณ์ ในทกุ มมุ มองของโลก อกี ทง้ั เปน็ การยอมรบั นบั ถอื
เชิงประจักษ์ให้ตราตรึงอยู่ในความทรงจ�ำของผู้รับ ในทางทดี่ ี เปน็ ทกี่ ลา่ วขวญั ยกยอ่ งและอยใู่ นความ
บรกิ าร จงึ มคี ำ� นยิ ามทเี่ รยี กวา่ “แบรนด”์ (Brand) ทรงจ�ำได้ในระยะยาว คือ แบรนด์ (Brand)
และเมื่อกล่าวถึงค�ำว่า “แบรนด์” คนส่วนใหญ่ (Laokaikul, 2008)
จะนึกถึงความเป็นเอกลักษณ์ท่ีโดดเด่นเข้าถึง แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560-2579
ได้ง่ายมีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่รู้จักของ ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนโอกาสทางการ
สาธารณชน ทัง้ สินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ ศึกษาอย่างมากเพ่ือให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ใน
ดังนั้น แบรนด์ จึงหมายถึง กลุ่มของสิ่งที่มีตัวตน การจัดการศึกษา 4 ประการ คือ 1) เพ่ือพัฒนา
และไมม่ ตี วั ตน ทส่ี ามารถตอบสนองความพอใจของ ระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
ผู้รับบริการ อาจรวมถึงบรรจุภัณฑ์ สีสัน ราคา
ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 47
และมีประสิทธิภาพ 2) เพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็น เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing
พลเมืองดี มีคุณลักษณะทักษะและสมรรถนะท่ี and ICT Literacy) ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการ
สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราช เรยี นรู้ (Career and Learning Skills) และความ
อาณาจักรไทยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีเมตตา กรุณา มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม
และยทุ ธศาสตรช์ าติ 3) เพอ่ื พฒั นาสงั คมไทยใหเ้ ปน็ (Compassion)
สังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณธรรม จริยธรรม การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน
รู้รักสามัคคี และร่วมมือผนึกก�ำลังมุ่งสู่การพัฒนา ในปัจจุบันน้ัน ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งด้านการ
ประเทศอยา่ งยงั่ ยนื ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ ศึกษาของนักเรียนและผู้ปกครองสามารถเลือก
พอเพยี ง และ 4) เพอื่ นำ� ประเทศไทยกา้ วขา้ มกบั ดกั สถานศึกษาให้กับบุตรหลาน ตามศักยภาพและ
ประเทศท่ีมีรายได้ปานกลาง และความเหล่ือมล�้ำ ความพึงพอใจ ด้วยเหตุดังกล่าวโรงเรียนเอกชน
ภายในประเทศลดลงเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และ จงึ ตอ้ งสรา้ งเอกลกั ษณ์ ความโดดเดน่ ใหม้ คี ณุ ภาพ
จุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ในด้านการจัดการศึกษา ให้ผู้ปกครองไว้วางใจ
แผนการศึกษาแห่งชาตไิ ดว้ างเป้าหมายไว้ 2 ดา้ น และเชอ่ื มนั่ ในการจดั การศกึ ษาของโรงเรยี นเอกชน
คือ เปา้ หมายด้านผูเ้ รยี น (Learner Aspirations) จนสามารถเกิดเป็นแบรนด์โรงเรียนเอกชนได้
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและ เช่น เอกลักษณ์ของแบรนด์คุณภาพของครูและ
ทักษะการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs และ 8Cs) บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน
ประกอบดว้ ย ทักษะและคณุ ลกั ษณะตอ่ ไปนี้ 3Rs วัฒนธรรมองค์การ ความสัมพันธ์ของแบรนด์
ได้แก่ การอ่านออก (Reading) การเขียนได้ องคก์ ารแหง่ การเปลยี่ นแปลง (ความเปน็ นานาชาติ
(Writing) และการคดิ เลขเปน็ (Arithmetic’s) 8Cs และการประชาสมั พนั ธ์ (Ramol and Nuntachai,
ได้แก่ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ 2013) และการเกิดแบรนด์ของโรงเรียนเอกชน
ทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and มีองค์ประกอบ คือ 1) ภาพลักษณ์ของโรงเรียน
Problem Solving) ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรคแ์ ละ 2) สินทรพั ย์ 3) การรบั รู้ชอ่ื เสียงของแบรนด์
นวัตกรรม (Creativity and Innovation) ทกั ษะ ดังนั้น การศึกษาปัจจัยการสร้างแบรนด์
ด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ ที่ส่งผลต่อการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่ม
(Cross-cultural Understanding) ทักษะด้าน ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง สามารถนำ� ผล
ความร่วมมือ การท�ำงานเป็นทีม และภาวะผู้น�ำ การวจิ ยั มาพฒั นาการเกดิ แบรนดใ์ นโรงเรยี นเอกชน
(Collaboration Teamwork and Leadership) ในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางพัฒนา
ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่า สู่การเป็นสถานศึกษาท่ีมีคุณภาพ อีกท้ังผู้บริหาร
ทันสื่อ (Communications Information and โรงเรียนเอกชนมีฐานข้อมูลสารสนเทศเพ่ือพัฒนา
Media Literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และ โรงเรียนเอกชน ให้เกิดความโดดเด่นเป็นท่ียอมรบั
48 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ด้านการจัดการศึกษา เสริมสร้างกลยุทธ์ของ และจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ ปี พ.ศ. 2561 รวม จ�ำนวน
โรงเรียนในการพัฒนาภาพลักษณ์ ส่งผลที่ดีต่อครู 217 คน
และบุคลากรในการบริหารจัดการโรงเรียนเอกชน 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น
และภมู ภิ าคอื่นๆ ตอ่ ไป ประกอบด้วย ตัวแปร 7 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1) อตั ลักษณ์
ของแบรนด์ (Brand Identity) 2) คุณภาพของครู
2. วตั ถุประสงค์ของการวิจัย และบุคลากร (The quality of teachers and
educational personnel) 3) วฒั นธรรมองคก์ ร
1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการสร้าง (Corporate Culture) 4) ความสมั พนั ธข์ องแบรนด์
แบรนดแ์ ละการเกดิ แบรนดโ์ รงเรยี นเอกชนในกลมุ่ (Brand Relationship) 5) องค์การแห่งการ
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง (รอ้ ยแกน่ สาร เปลี่ยนแปลง (Organization Transformation)
สินธุ)์ 6) ความเป็นนานาชาติ (Internationalization)
2. เพอื่ ศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปจั จยั 7) การประชาสัมพันธ์ (Public Relation)
การสร้างแบรนด์โรงเรียนเอกชนและแบรนด์ และตัวแปรตาม ประกอบด้วย ตัวแปร 3 ด้าน
โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ 1) ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image)
ตอนกลาง 2) สินทรพั ย์ของแบรนด์ (Brand Assets) และ 3)
3. เพอ่ื ศกึ ษาปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ ส่ี ง่ การรบั ร้ชู อื่ เสยี งของแบรนด์ (Brand)
ผลหรือเป็นตัวท�ำนายการเกิดแบรนด์โรงเรียน 3. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย
เอกชนในกลุม่ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนกลาง ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบ
แบบสอบถามมลี กั ษณะเปน็ แบบตรวจสอบรายการ
3. วธิ ีดำ� เนนิ การวจิ ยั (Checklist) จ�ำนวน 5 ข้อ มีข้อค�ำถามเก่ียวกับ
เกยี่ วกบั เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา ตำ� แหนง่ ปจั จบุ นั
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ในสถานศึกษา และประสบการณ์การท�ำงานใน
ผบู้ รหิ าร และครโู รงเรยี นเอกชนโรงเรยี นพระราชทาน ตำ� แหนง่ ตอนท่ี 2 เปน็ แบบสอบถามเกยี่ วกบั ปจั จยั
ปี พ.ศ. 2554-2559 จ�ำนวน 9 โรงเรยี น ในกลมุ่ การสร้างแบรนด์โรงเรียนเอกชนในภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ร้อยแก่น เฉียงเหนือตอนกลาง (ตัวแปร X) มีลักษณะเป็น
สารสินธ์)ุ ไดแ้ ก่ จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด จังหวัดขอนแกน่ มาตราประมาณคา่ (Rating Scale) 5 ระดับและ
จงั หวดั มหาสารคาม และจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ ในปี พ.ศ. ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับองคป์ ระกอบ
2561 จำ� นวน 21 คน ครผู สู้ อน จำ� นวน 479 คน การเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวัน
รวมทั้งสิน้ จำ� นวน 500 คน และกลมุ่ ตวั อย่างเป็น ออกเฉยี งเหนือตอนกลาง (ตัวแปร Y) ซ่ึงเป็นแบบ
ผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชนพระราชทาน มาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับตาม
ในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ได้แก่
จงั หวดั รอ้ ยเอด็ จงั หวดั ขอนแกน่ จงั หวดั มหาสารคาม
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 49
รปู แบบของ Likert’s สัมพันธ์กับองค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียน
เอกชน ในกลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง
4. สรปุ ผลการวจิ ยั มคี า่ ความสมั พนั ธร์ ะดบั สงู ดงั นี้ ปจั จยั ดา้ นองคก์ าร
แหง่ การเปลย่ี นแปลง (X5) (R = 0.638) ปจั จยั ดา้ น
1. ระดบั ปจั จยั การสรา้ งแบรนดโ์ รงเรยี น การประชาสัมพันธ์ (X7) (R = 0.606) ปจั จยั ดา้ น
เอกชนในกลุ่มภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง วฒั นธรรมองค์การ (X3) (R = 0.628) รองลงมาคอื
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06) เม่ือ ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง ได้แก่
พิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากท้ังหมด ปปจััจจจัยัยดด้า้านนคควุณามภเาปพน็ ขนอางนคารชูแาตลิะ(บXุค6)ล(าRกร=ท0า.ง5ก8า7ร)
โดยวฒั นธรรมองคก์ าร ทมี่ คี า่ เฉลยี่ สงู สดุ ( = 4.19) ศึกษา (X2) (R =0.585) ปัจจัยด้านอัตลักษณ์ (X1)
รองลงมา ไดแ้ ก่ คุณภาพครูและบุคลากรทางการ (R = 0.571) ปัจจัยด้านความสมั พันธข์ องแบรนด์
ศกึ ษา ( = 4.17) องค์การแห่งการเปลีย่ นแปลง และปัจจัยความสัมพันธ์ของแบรนด์ (X4) (R =
( = 4.16) อตั ลกั ษณข์ องแบรนด์ ( = 4.12) ความ 0.508)
สัมพันธ์ของแบรนด์ ( = 4.05) และการ 3. ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์พหุคูณ
ประชาสัมพันธ์ ( = 4.05) ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ีย จะมีค่าเท่ากับ 0.739 มีอ�ำนาจในการพยากรณ์
ตำ่� สดุ คอื ความเปน็ นานาชาติ ( = 3.83) และระดบั องค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชน
ปัจจัยการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาค ร้อยละ 54.60 (R2 = 0.546) อยา่ งมีนัยสำ� คัญทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง พบว่า โดยภาพ สถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01 ทส่ี ามารถพยากรณอ์ งคป์ ระกอบ
รวมอย่ใู นระดบั มาก ( = 4.12) เมอื่ พิจารณาเป็น การเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวัน
รายด้านอยู่ในระดับมากทั้งหมด ดังนี้การรับรู้ ออกเฉียงเหนือตอนกลางที่ดีที่สุด จากจ�ำนวน
ชื่อเสียงของแบรนด์มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = 4.24) ตวั แปร 7 ตัวแปร โดยค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย
รองลงมา ไดแ้ ก่ ภาพลกั ษณข์ องแบรนด์ ( = 4.07) ในรปู คะแนนมาตรฐานของปจั จยั การสรา้ งแบรนด์
และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต�่ำสุด คือ สินทรัพย์ของ ท่ีส่งผลต่อองค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียน
แบรนด์ ( = 4.05) เอกชนในกลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง
2. ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ระหว่าง ท((ββ่ีมีค==่าม0า0.ก2.23ท39่ีส)9ุด)ดค้าดือน้าอนดง้าวคนัฒ์กกานารธรแปรหรร่งะมกชาอารงสเคปัม์ลกพี่ยาันนรธแ์ (ป(XXล37ง))
ปัจจัยการสร้างแบรนด์และองค์ประกอบการเกิด ((XX15)) (β = 0.214) และด้านอตั ลกั ษณข์ องแบรนด์
แบรนด์ของโรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออก (β = 0.201) ตามลำ� ดบั ดงั ตารางที่ 1
เฉยี งเหนือตอนกลาง ทงั้ 7 ด้านมคี วามสมั พันธ์กนั
ทางบวก อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิที่ ระดบั 0.01
เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ในแต่ละ
ปัจจัย พบว่า ปัจจัยการสร้างแบรนด์มีความ
50 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ตารางท่ี 1 ผลการวเิ คราะหก์ ารถดถอยพหคุ ณู แบบขนั้ ตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)
ของปัจจัยการสร้างแบรนด์ท่ีส่งผลต่อองค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออก
เฉยี งเหนือตอนกลาง (ร้อยแกน่ สารสนิ ธ)ุ์
ตัวแปร คะแนนดบิ คะแนนมาตรฐาน t Sig.
B S.E.B β .000
.003
คา่ คงท่ี (Constant) 0.904 0.205 - 4.403 .000
.000
(X5) องคก์ ารแหง่ การเปล่ยี นแปลง 0.184 0.061 0.214 3.013 .001
(X7) การประชาสมั พันธ์ 0.203 0.052 0.239 3.864
(X3) วัฒนธรรมองคก์ าร 0.233 0.065 0.239 3.571
(X1) อตั ลักษณ์ของแบรนด์ 0.164 0.048 0.201 3.401
R = 0.739, R2 = 0.546, Adjusted R2 = 0.537, S.E.est = 0.299, F = 63.719**
5. อภิปรายผลการวิจัย คิดพิจารณา วิเคราะห์และแก้ปัญหาในแนวทางท่ี
ถูกต้อง รองลงมา ผู้บริหารและครูให้ความส�ำคัญ
1. ระดบั ปจั จยั การสรา้ งแบรนดโ์ รงเรยี น การสรา้ งแบรนดโ์ รงเรยี นเอกชนในดา้ นคณุ ภาพครู
เอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง และบุคลากรทางการศึกษา อยู่ในระดับมาก
พบว่า ระดับปัจจัยการสร้างแบรนด์ของโรงเรียน เน่อื งจากคุณภาพการศึกษาเปน็ เปา้ หมายของการ
เอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง จัดการศึกษาในทุกระดับและทุกระบบหน่วยงาน
ผบู้ รหิ ารและครเู หน็ วา่ การมวี ฒั นธรรมองคก์ ารทดี่ ี ทางการศกึ ษาผบู้ รหิ าร ครู คณาจารย์ และบคุ ลากร
อยู่ในระดบั ระดับมาก มีคา่ เฉลีย่ สงู สุด ( = 4.19) ทางการศึกษาที่มีส่วนเก่ียวข้องกับการจัดการ
เนื่องจากวฒั นธรรมองคก์ าร เปน็ ระบบการด�ำเนนิ ศึกษาต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนเพ่ือพัฒนาผู้เรียน
การรว่ มกันภายในองคก์ ารที่ยึดถือโดยสมาชิกของ ให้มีคุณภาพ มีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์อันแสดง
องค์การวัฒนธรรมองค์การเป็นการรับรู้ ร่วมกัน ถึงคุณภาพของการศึกษาเพื่อผู้เรียน ซ่ึงผู้เรียน
ของสมาชิก วัฒนธรรมมีไว้ให้สมาชิกประพฤติ จะเป็นก�ำลังส�ำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้
ปฏบิ ตั ิ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั Keowying (2001) ไดส้ รปุ เจรญิ กา้ วหนา้ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั Pornsrima (2009)
วา่ ทกุ องค์การมรี ะบบหรือมแี บบแผนของค่านยิ ม ได้สรุปว่า กลไกสําคัญท่ีสุดในการจัดการศึกษา
สญั ลกั ษณ์ ความเชอื่ และการปฏบิ ตั ทิ ม่ี วี วิ ฒั นาการ คือ ครูเพราะครูเป็นผู้กําหนดคุณภาพประชากร
ตลอดเวลา เมื่อต้องเผชิญกับปัญหากับวัฒนธรรม ในสังคมและคุณภาพประชากรในสังคม คือ ตัว
องค์การ วัฒนธรรมองค์การจะช่วยให้พนักงานได้
ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 51
พยากรณค์ วามสาํ เรจ็ ในการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และคณุ ภาพดา้ นผเู้ รยี น ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั Hudarwa
การเมือง การปกครองการศึกษา วัฒนธรรม (2014) ไดส้ รปุ วา่ การบรหิ ารงานเกยี่ วกบั กระบวน
วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยแี ละส่งิ แวดลอ้ ม ครูจงึ ควร การเกิดภาพลักษณ์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการ
เปน็ วชิ าชพี ทรี่ วมคนเกง่ คนดี สามารถเปน็ ตน้ แบบ จราจร การบริการรถรบั สง่ การมรี ะบบดูแลความ
ทางคุณธรรม จริยธรรม การประพฤติปฏิบัติตน ปลอดภยั ของนกั เรยี น มกี ารนำ� เทคโนโลยที ที่ นั สมยั
การดาํ รงชวี ติ และการชนี้ าํ สงั คมไปในทางทเ่ี หมาะสม มาใชบ้ รหิ ารจดั การอยา่ งมคี ณุ ภาพโดยความรว่ มมอื
ส่วนปัจจัยการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริหารและครูเห็น จากทุกฝ่าย ผลงานทีโ่ รงเรียนไดร้ บั จากหนว่ ยงาน
วา่ อยใู่ นระดบั นอ้ ยทสี่ ดุ คอื ดา้ นความเปน็ นานาชาติ ภายนอกเป็นทป่ี ระจักษ์ของคนท่วั ไป ภาพลกั ษณ์
ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความสามารถของโรงเรียน ท่ีดีของโรงเรียนจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของ
เอกชนมีความเป็นนานาชาติค่อนข้างน้อยกว่า ผู้ปกครอง องค์ประกอบการเกดิ แบรนด์ ผู้บริหาร
โรงเรียนรัฐบาลเพราะบางโรงเรียนของเอกชน และครูให้ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านสินทรัพย์ของ
ไมส่ ามารถมคี ่าใชจ้ า่ ยสคู่ วามเปน็ นานาชาติได้ แบรนด์สาเหตุเนื่องจากโรงเรียนเอกชนยังต้อง
ระดับปัจจัยการเกิดแบรนด์ของโรงเรียน พัฒนา และยกระดับมาตรฐานของโรงเรียนให้มี
เอกชนในกลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนกลาง คุณภาพทั้งทางด้านวิชาการและการบริการต่างๆ
ผู้บริหารและครู ให้ความส�ำคัญกับองค์ประกอบ เป็นท่ียอมรับของผู้ปกครอง ผู้เรียน และผู้รับ
การเกดิ แบรนดใ์ นลำ� ดบั สงู สดุ คอื การรบั รชู้ อ่ื เสยี ง บรกิ ารอนื่ ๆ จากโรงเรยี นจนเกดิ เปน็ ความพงึ พอใจ
ของแบรนด์ เนอื่ งจากโรงเรยี นเอกชนน้ันๆ จะตอ้ ง และถือเป็นว่าโรงเรียนนั้นเป็นส่วนรับผิดชอบของ
เป็นทร่ี จู้ กั ของผู้ปกครอง ผู้เรียนทจ่ี ะส่งบตุ รหลาน ตนและสงั คม
เข้าโรงเรียนเอกชนที่ใดท่ีหน่ึงน้ัน โรงเรียนเอกชน 2. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปจั จยั การสรา้ ง
แห่งน้ันต้องเป็นที่รู้จัก ยอมรับด้านคุณภาพของ แบรนด์กับองค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียน
ผู้เรียนจนกลายเป็นช่ือเสียงของโรงเรียนเอกชน เอกชนในกลุ่มภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง
น้ันๆ ซึ่งสอดคล้องกับ Pongsathaporn (2003) พบว่า ปัจจัยการสร้างแบรนด์มีความสัมพันธ์
สรปุ ไวว้ า่ การรบั รชู้ อ่ื เสยี งของแบรนด์ เปน็ ขอบเขต กับองค์ประกอบการเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชน
เบื้องต้นของมูลค่าของแบรนด์นั้นๆ รองลงมา ในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง
ผู้บริหารและครูเห็นว่าภาพลักษณ์โรงเรียนเอกชน (ร้อยแก่นสารสินธุ์) มีค่าความสัมพันธ์ระอยู่ใน
อยู่ในระดับมาก เน่ืองจากโรงเรียนเอกชนเป็นที่ ปกกระาาัจดรรจปบเั ัยกรสดิดะงู้าแชนคบาวอื สรัฒดมันา้นพดนธ์โันอรรธงงร์คเมร(ก์ Xอียาง7นร)คแเ์กอสหากัมง่ รชพกน(าันXรเธ3นเ์ก)ปื่อบัแลงลอยี่ จะนงาคปแก์ปัจปโรรจลงะัยงเกดร(อXีย้าบนน5)
ยอมรับของสังคม ผู้ปกครอง ผู้เรียน หรือผู้สนใจ เอกชนมีการบริหารสถานศึกษาที่เป็นเอกเทศ
สง่ บตุ รหลานมาเรยี นในโรงเรยี นนนั้ โรงเรยี นตอ้ งมี
ภาพลักษณ์ทดี่ ี เป็นทย่ี อมรับของสังคม มีคุณภาพ
มาตรฐานท้ังผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา
52 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
เนน้ การบรกิ ารและผลสมั ฤทธข์ิ องผเู้ รยี นเนอื่ งจาก การวิเคราะห์การถอดถอยพหุคูณแบบมีข้ันตอน
โรงเรียนเอกชนเป็นสถานศึกษาที่จะต้องมีการ ระหวา่ งตวั แปรตน้ คอื ปจั จยั การสรา้ งแบรนดข์ อง
พัฒนาเรื่อยๆ สาเหตุเพราะโรงเรียนเอกชนมีการ โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แข่งขัน ผู้บริหาร ครูจึงต้องปฏิบัติงานโดยมีการ ตอนกลางและองค์ประกอบการเกิดเป็นแบรนด์
เปลี่ยนแปลงองค์เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของ โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โรงเรียนเอกชนซ่ึงสอดคล้องกับ Laohanan ตอนกลาง พบว่า องค์การแห่งการเปล่ียนแปลง
(1998) ไดส้ รปุ วา่ การเปลยี่ นแปลงจากสถานการณ์ (กXา5ร)เมปอีลำ�ย่ี นนาแจปกลางรอทงำ�คนก์ าายรถใงึหรไ้ อ้ดยต้ ลาะมม4า0ต.8รฐเานนอ่ื สงาจกากล
หน่ึงในปัจจุบันในแง่ของโครงสร้าง กระบวนการ มีการต่ืนตัวอยู่ตลอดเวลา และการเปลี่ยนแปลง
ปัจจัยน�ำเข้า และผลผลิตไปส่อู กี สถานภาพหนึ่งใน ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ท่ีเป็นยุคการสื่อสาร
อนาคตทก่ี ำ� หนดไว้ เพอื่ ใหอ้ งคก์ ารดำ� เนนิ งานตาม ไร้พรหมแดน ในการบรหิ ารจดั การองค์การและใน
วัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ รองลงมาคือ ด้านวิชาการ เช่น การเรียนการสอน การถา่ ยทอด
ปจั จัยทมี่ คี วามสัมพันธ์ระดบั ปานกลาง คือ ปจั จัย ความรทู้ เ่ี กดิ จากองคค์ วามรทู้ ห่ี ลากหลายใหเ้ ทา่ ทนั
ดผอข(Xป้อตูั้า4นงลก)คคกัครเษวรนแูาอณ่ือลมง์ะงเ(นปXจบกั็น1าคุ )เกนรลปยีโาาจัรนนกจงราเยทั ทชรดส่ีียาาา้ง่ ตงนนบกิ เคตุา(อXวรรกาห6ศ)ชมลกึ นสปาษมันทัจาพม่ีจเ(ปนัาXัยเ็นดธ2ร)ข์้ายีทปอนน่ีนจังคโิยแรจุณงบมยั เภดรรขนยีาา้อพนนดง์ กับนานาประเทศที่มีการพัฒนาด้านการจัดการ
เอกชน ย่อมม่ันใจในความเป็นนานาชาติของ ศึกษาซง่ึ เป็นหน่วยงานทางภาคเอกชน สอดคลอ้ ง
โรงเรียน โรงเรียนมีคุณภาพทั้งผู้บริหารและครู กบั Laokaikul (2008) ไดส้ รปุ วา่ การเปลยี่ นแปลง
อีกทั้งนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ท่ีโดดเด่นด้านวิชาการ จากสถานการณห์ นง่ึ ในปจั จบุ นั ในแงข่ องโครงสรา้ ง
มอี ตั ลกั ษณข์ องโรงเรยี น และโรงเรยี นเอกชนตอ้ งมี กระบวนการ ปัจจัยน�ำเข้า และผลผลิตไปสู่อีก
กจิ กรรมสมั พนั ธร์ ว่ มกบั ผปู้ กครอง กบั นกั เรยี นและ สถานภาพหนึ่งในอนาคตท่ีก�ำหนดไว้ เพื่อให้
โรงเรียนต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการ องคก์ ารดำ� เนนิ งานวตั ถปุ ระสงคอ์ ยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล
บรหิ ารจดั การ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั จมุ พล รามล (Ramol, และมีประสิทธิภาพรองลงมาคือปัจจัยด้านการ
2013) ได้กล่าวสรุปแบรนด์ของสถานศึกษาต่างๆ 7ป.ร0ะเชพารสาัมะพกาันรธป์ ร(Xะช7)าสมมั ีอพ�ำนันธาเ์จปกน็ าสรอื่ทก�ำลนาางยทรสี่้อำ�ยคลญั ะ
ดูจากช่ือเสียง มีอัตลักษณ์ท่ีโดดเด่น ความน่าเชื่อ ท่ีจะท�ำให้โรงเรียนเอกชน เป็นที่รู้จักของ
ถอื ของผลงานของโรงเรียนทีส่ ังคมรับรู้ ผูป้ กครอง นกั เรียนและผ้รู บั บรกิ ารอื่นๆ ด้านการ
3. ปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ ส่ี ง่ ผลตอ่ การ ศึกษา ทัง้ ความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ต่างๆ
เกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออก รวมท้ังสารสนเทศท่ีถูกต้อง ชัดเจน หลากหลาย
เฉียงเหนือตอนกลาง (ร้อยแก่นสารสินธุ์) จากผล ทนั สมยั ทันเหตกุ ารณจ์ ะทำ� ให้สังคมภายนอกร้จู ัก
ตวั ตนของโรงเรยี นเอกชนทมี่ คี ณุ ภาพ และทงั้ นกี้ าร
ประชาสัมพันธ์ความเป็นแบรนด์โรงเรียนเอกชนที่
ปที ี่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 53
มีมาตรฐานยังต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์โดย มีจดุ เด่นมีความเป็นตวั ตนท่มี ีท้ังประสทิ ธภิ าพของ
ผบู้ ริหาร ครู ผปู้ กครอง นกั เรยี นท่เี รยี นอยู่ รวมถึง แบรนด์และประสิทธิผลท่ีชัดเจนฉะน้ัน การสร้าง
ศิษย์เก่า ต้องมีแบบอย่างที่ดี จึงท�ำให้มีแบรนด์ที่ แบรนด์โรงเรียนเอกชนจึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องมี
บ่งบอกตัวตนของโรงเรียนเอกชที่มีคุณภาพ อัตลักษณ์ที่โดดเด่นมีคุณภาพเป็นท่ียอมรับของ
ซึ่งสอดคล้องกับ Vorakit (1986) ได้สรุปว่าการ นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน สังคมและบุคคล
ประชาสัมพันธ์คือการปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆ ตาม ภายนอก ซ่ึงสอดคล้องกับ Puntippaet (2014)
แผนการของการสอ่ื สารทไ่ี ดก้ ำ� หนดไว้ เพอ่ื สง่ เสรมิ ได้สรุปว่า การออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์
ความเขา้ ใจอนั ถกู ตอ้ ง ตรงกนั ในอนั ทจี่ ะสรา้ งความ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวตนท่ีมี
เชื่อถือ ศรัทธา และความร่วมมือระหว่างสถาบัน ลักษณะเฉพาะของแบรนด์น้ัน และแบรนด์ต้อง
กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยเป็นการปฏิบัติ เหมาะกับบุคลิกภาพของตัวเอง เพราะแบรนด์
กิจกรรมที่ต่อเน่ืองและหวังผลระยะยาวตัวแปรท่ี มีความเป็นตัวตนท่ีแท้จริงมีความแตกต่าง ย่ังยืน
สามทเี่ ขา้ สสู่ มการพยากรณ์ คอื วฒั นธรรมองคก์ าร มคี ณุ คา่ มชี อ่ื เสยี งและกำ� ลงั เตบิ โตขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง
จ(Xา3ก) กคาา่ รอด�ำ�ำนเนาจินกงาารนพใยนาโรกงรเณรีย์ นร้อเอยกลชะน4ห.3รือสแามเห้แตตุ่ ส�ำหรับตัวแปรปัจจัยการสร้างแบรนด์โรงเรียน
โรงเรียนสังกัดภาครัฐต้องมีวัฒนธรรมองค์การท่ี เอกชนในกล่มุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนกลาง
เข้มแข็งท้ังด้านคุณภาพทางวิชาการ การบริการ เดดป้า้าน็นนนคคาวุณนาาภมชสาาพมั ตพคิ (รนัXูแธ6)ล์ขถะอกู บงคแุคดับลอราอนกกดรจ์ท(าXากง4ส)กมแากลราศะรดึกเา้ษนนาอ่ื คงวจ(Xาา2มก)
และดา้ นอนื่ ๆทป่ี ฏบิ ตั มิ านาน ไดร้ บั ความนยิ มและ ทดสอบความสัมพันธ์แล้วไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ
เป็นยอมรับจากชุมชน ผู้ปกครอง นักเรียนและ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าในโรงเรียนเอกชนท่ีมีความ
สังคมภายนอก จนท�ำให้โรงเรียนได้ด�ำเนินปฏิบัติ โดดเด่นจนเกิดแบรนด์โรงเรียนเอกชน เป็นท่ีนิยม
ในการใหบ้ รกิ ารดา้ นการสง่ เสรมิ ทางการศกึ ษาการ ของผู้ปกครอง และนักเรียนท่ีสนใจส่งบุตรหลาน
บริหารการจดั การในองคก์ ารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพและ เขา้ โรงโรงเรยี นเอกชน ในโรงเรยี นนน้ั จะตอ้ งครแู ละ
มชี อ่ื เสยี ง ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั Prapawanont (1998) บคุ ลากรทางการศึกษาทีม่ มี าตรฐาน โรงเรียนต้อง
ได้สรุปว่าวัฒนธรรมองค์การหมายถึง ค่านิยม มีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองท่ีดีเป็นที่ยอมรับและ
ประเพณี และพฤตกิ รรมซงึ่ กำ� หนดการกระทำ� ของ ความไว้เน้ือเชื่อใจของผู้ปกครอง อีกทั้งโรงเรียนที่
บุคคลในองค์กรประสิทธิผลขององค์การข้ึนอยู่กับ มชี อ่ื เสยี งเปน็ ทยี่ อมรบั มคี วามเปน็ สากล ในระดบั
อทิ ธิพลของวัฒนธรรมองคก์ าร ซงึ่ มีผลกระทบต่อ นานาชาติ
หน้าที่ การจัดการในองค์การตัวแปรที่สี่ท่ีเข้าสู่ ดงั นน้ั ตวั แปรปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ ง้ั 3
คสมา่ อกำ�านรพาจยกาากรรพณย์ าคกือรณอ์ ัรตอ้ลยักลษะณ2์ข.5องทแ้ังบนร้เี นนดื่อง์ จ(Xา1ก) ด้านได้แก่ ด้านคุณภาพครูและบุคลากรทางการ
การเป็นแบรนด์แน่นอนต้องมีความแตกต่าง ศกึ ษา (X2) ดา้ นความสมั พนั ธข์ องแบรนด์ (X4) และ
54 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
แดา้บนรคนวดา์โมรเงปเน็รียนนานเอากชชาตนิ ใ(นXก6)ลจุ่มะภสา่งคผลอตีส่อากนาเรหเนกืิดอ ของโรงเรียนรวมถึง การบริหารจัดการองค์การ
ให้มีท้ัง 3 ด้านดังกล่าวให้เกิดข้ึนในโรงเรียน
ตอนกลาง ผู้บริหารและครูจะต้องพัฒนาศักยภาพ เอกชน
ตารางที่ 2 ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์พหุคูณและค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย (ค่าอ�ำนาจพยากรณ์) ของ
ปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ สี่ ง่ ผลตอ่ องคป์ ระกอบการเกดิ แบรนดโ์ รงเรยี นเอกชนในกลมุ่ ภาคตะวนั ออกเฉยี ง
เหนอื ตอนกลาง (ร้อยแก่นสารสินธ)์ุ
ตวั แปรตน้ R R2 Adjusted S.E.est F Sig.
(X5) 0.638 R2
(X5), (X7) 0.692
(X5), (X7), (X3) 0.722 0.408 0.405 0.339 147.952 .000
(X5), (X7), (X3), (X1) 0.739
0.478 0.474 0.319 98.169 .000
0.521 0.514 0.306 77.269 .000
0.546 0.537 0.299 63.719 .000
4. จากผลการวิเคราะห์พหุคูณแบบมี จากสถานการณห์ นง่ึ ในปจั จบุ นั ในแงข่ องโครงสรา้ ง
ข้ันตอนในตารางท่ี 2 ระหว่างปัจจัยการสร้าง กระบวนการ ปัจจัยน�ำเข้า และผลผลิตไปสู่อีก
แบรนด์กับองค์ประกอบการเกิดแบรนด์ของ สถานภาพหนึ่งในอนาคตท่ีก�ำหนดไว้ เพื่อให้
โรงเรียนเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอน องคก์ ารดำ� เนนิ งานวตั ถปุ ระสงคอ์ ยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล
กลาง พบว่า องค์การแห่งการเปล่ียนแปลง (X5) และมปี ระสทิ ธภิ าพ
มอี ำ� นาจการทำ� นายถงึ ร้อยละ 40.8 เนอื่ งจากการ รองลงมาคอื ปจั จยั ดา้ นการประชาสมั พนั ธ์
เปลี่ยนแปลงองค์การ ให้ได้ตามมาตรฐานสากล ป(Xร7ะ) ชมาีอส�ำัมนพาจันกธา์เรปท็น�ำสนื่อากยรล้อายงลทะ่ีส� 7.0 เพราะการ
มีการต่ืนตัวอยู่ตลอดเวลา และการเปล่ียนแปลง ำคัญที่จะท�ำให้
ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่เป็นยุคการส่ือสาร โรงเรียนเอกชน เปน็ ท่ีร้จู กั ของผปู้ กครอง นักเรยี น
ไร้พรหมแดน ในการบรหิ ารจัดการองคก์ ารและใน และผรู้ บั บรกิ ารอนื่ ๆ ดา้ นการศกึ ษา ทง้ั ความรทู้ าง
ดา้ นวชิ าการ เชน่ การเรียนการสอน การถ่ายทอด วิชาการ ประสบการณ์ต่างๆ รวมทั้งสารสนเทศ
ความรู้ที่เกิดจากองค์ความรู้ที่หลากหลาย ให้เท่า ท่ีถูกต้อง ชัดเจน หลากหลาย ทันสมัย ทัน
ทนั กบั นานาประเทศทมี่ กี ารพฒั นาดา้ นการจดั การ เหตุการณ์จะท�ำให้สังคมภายนอกรู้จักตัวตนของ
ศึกษาเป็นหนว่ ยงานทางภาคเอกชน ซ่งึ สอดคลอ้ ง โรงเรยี นเอกชนทมี่ คี ณุ ภาพ ทงั้ นก้ี ารประชาสมั พนั ธ์
กบั Laohanan (1998) ไดส้ รปุ วา่ การเปลยี่ นแปลง ความเป็นแบรนด์โรงเรียนเอกชนท่ีมีมาตรฐาน
ปีที่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 55
ยงั ตอ้ งอาศยั การประชาสมั พนั ธโ์ ดยตวั ผบู้ รหิ าร ครู รอ้ ยละ 2.5 ทง้ั นีเ้ นือ่ งจากการเป็นแบรนดแ์ นน่ อน
ผู้ปกครอง นักเรียนท่ีเรียนอยู่ รวมถึงศิษย์เก่า ต้องมีความแตกต่าง มีจุดเด่น มีความเป็นตัวตน
ตอ้ งมีแบบอย่างทด่ี ี จึงทำ� ให้มีแบรนด์ที่บง่ บอกตวั ที่มีทั้งประสิทธิภาพของแบรนด์และประสิทธิผล
ตนของโรงเรยี นเอกชทม่ี ีคุณภาพ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับ ท่ีชัดเจน ฉะน้ัน การสร้างแบรนด์โรงเรียนเอกชน
Vorakit (1986) ได้สรุปว่าการประชาสัมพันธ์คือ จึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องมีอัตลักษณ์ท่ีโดดเด่น
การปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆ ตามแผนการของการ มีคุณภาพ เป็นท่ียอมรับของนักเรียน ผู้ปกครอง
สื่อสารที่ได้ก�ำหนดไว้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ชมุ ชน สังคมและบคุ คลภายนอก ซ่งึ สอดคล้องกบั
อันถูกต้อง ตรงกันในอันท่ีจะสร้างความเชื่อถือ Puntippaet (2014) ได้สรุปว่า การออกแบบ
ศรัทธา และความร่วมมือระหว่างสถาบันกับ อัตลักษณ์ของแบรนด์เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง
ประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยเป็นการปฏิบัติ ความเป็นตัวตนที่มีลักษณะเฉพาะของแบรนด์นั้น
กิจกรรมท่ีต่อเน่ืองและหวังผลระยะยาว และเหมาะกบั บคุ ลกิ ภาพของตวั เอง เพราะแบรนด์
ตัวแปรที่สามที่เข้าสู่สมการพยากรณ์ คือ มีความเป็นตัวตนที่แท้จริงมีความแตกต่าง ยั่งยืน
วรอ้ัฒยนลธะรร4ม.3องสคา์กเหารตุจ(าXก3)กาคร่าดอ�ำ�ำเนนนิาจงากนาใรนพโยรางเกรรยี ณน์ มคี ณุ คา่ มชี อื่ เสยี งและกำ� ลงั เตบิ โตขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
เอกชนหรือแม้แต่โรงเรียนสังกัดภาครัฐต้องมี ส�ำหรับตัวแปรปัจจัยการสร้างแบรนด์
วัฒนธรรมองค์การท่ีเข้มแข็งท้ังด้านคุณภาพทาง โรงเรียนเอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
วิชาการ การบริการ ด้านอ่ืนๆ ท่ีปฏิบัติมานาน ตอนกลาง ด้านคุณภาพครูและบุคลากรทางการ
ได้รับความนิยมเป็นยอมรับจากชุมชนผู้ปกครอง ศกึ ษา (X2) ดา้ นความสมั พนั ธข์ องแบรนด์ (X4) และ
นักเรียนและสังคมภายนอก จนท�ำให้โรงเรียนได้ ด้านความเป็นนานาชาติ (X6) ถูกคัดออกจาก
ด�ำเนินปฏิบัติในการให้บริการด้านการส่งเสริม สมการ เนอื่ งจากทดสอบความสมั พนั ธแ์ ลว้ ไมม่ นี ยั
ทางการศกึ ษา การบรหิ ารการจดั การ}ในองคก์ ารที่ ส�ำคัญทางสถิติ ท้ังนี้อาจเป็นเพราะว่าในโรงเรียน
มีประสิทธิภาพ มีชื่อเสียง ซ่ึงสอดคล้องกับ เอกชนที่มีความโดดเด่นจนเกิดแบรนด์โรงเรียน
Prapawanont (1998) ได้สรุปว่าวัฒนธรรม เอกชนเป็นท่ีนิยมของผู้ปกครอง นักเรียนท่ีสนใจ
องค์การหมายถึง คา่ นยิ ม ประเพณแี ละพฤติกรรม ส่งบุตรหลานเข้าโรงโรงเรียนเอกชนในโรงเรียนนั้น
ซึ่ ง ก� ำ ห น ด ก า ร ก ร ะ ท� ำ ข อ ง บุ ค ค ล ใ น อ ง ค ์ ก ร จะตอ้ งครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาทม่ี มี าตรฐาน
ประสิทธิผลขององค์การขึ้นอยู่กับอิทธิพลของ โรงเรยี นตอ้ งมคี วามสมั พนั ธก์ บั ผปู้ กครองทด่ี เี ปน็ ที่
วัฒนธรรมองค์การ มีผลกระทบต่อหน้าที่การ ยอมรบั และความไวเ้ นอ้ื เชอื่ ใจของผปู้ กครอง อกี ทงั้
จัดการในองคก์ าร โรงเรยี นทมี่ ชี อื่ เสยี งเปน็ ทย่ี อมรบั มคี วามเปน็ สากล
ตัวแปรที่ส่ีที่เข้าสู่สมการพยากรณ์ คือ ในระดับนานาชาติ
อตั ลกั ษณข์ องแบรนด์ (X1) คา่ อำ� นาจการพยากรณ์ ดงั นน้ั ตวั แปรปจั จยั การสรา้ งแบรนดท์ ง้ั 3
ด้านได้แก่ ด้านคุณภาพครูและบุคลากรทางการ
56 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
แดศกา้ึบนษรคานวด(าX์โม2ร)เงปดเน็า้รนียนคนาวนเอาามกชสชามัตนพิ ใ(นันXธก6)ข์ ลอจุ่มงะภแสบาง่ คผรนลอดตีส์่อา(Xกน4าเ)รหแเนกลืดิอะ 1.3 การเกิดแบรนด์ของโรงเรียน
ตอนกลาง ผบู้ รหิ าร และครจู ะตอ้ งพฒั นาศกั ยภาพ เอกชนผบู้ รหิ าร และครู ควรนำ� แนวทางการบรหิ าร
ของโรงเรยี นรวมถงึ การบรหิ ารจดั การองคก์ ารใหม้ ี จัดการองค์การ อาศัยหลักการองค์การแห่งการ
ท้งั 3 ดา้ นดังกล่าวให้เกดิ ขึ้นในโรงเรยี นเอกชน เปลย่ี นแปลง ผบู้ รหิ าร และครู ตอ้ งเขม้ แขง็ มองการณ์
ไกลคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ในการท�ำงานใหม่เป็น
6. ข้อเสนอแนะ นักปรับปรุงที่ทันยุคทันเหตุการณ์ เป็นผู้ที่รู้จัก
ยอมรบั ตนเองและผอู้ ืน่
1. ขอ้ เสนอแนะทีไ่ ด้จากการวจิ ยั 1.4 ผู้บริหาร ครู ควรสร้างความ
1.1 ผบู้ รหิ าร ครู ควรพฒั นาดา้ นการ โดดเด่น เป็นตัวของตัวเองทางด้านการจัดการ
ประชาสมั พันธ์ ทง้ั นโ้ี รงเรยี นให้บรกิ ารด้านความรู้ ศึกษาและการให้บริการต่างๆ จนเป็นอัตลักษณ์
ทางวชิ าการ ประสบการณ์ การบรกิ าร การประชา ที่ดีของโรงเรียนให้เกิดข้ึน เป็นท่ียอมรับของ
สัมพันธ์ด้วยสารสนเทศที่ทันสมัย หลากหลาย นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน สังคมและบุคคล
ท�ำให้สังคมรจู้ ักโรงเรียนเอกชนการประชาสัมพนั ธ์ ภายนอก
ความเป็นแบรนด์โรงเรียนเอกชนท่ีมีมาตรฐาน 2. ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวจิ ยั ในครง้ั ตอ่ ไป
อาศัยการการประชาสัมพันธ์จากผู้บริหาร ครู 2.1 ควรทำ� การศกึ ษาในรปู แบบการ
ผปู้ กครอง นกั เรยี นรวมถงึ ศษิ ยเ์ กา่ ทำ� ใหเ้ กดิ แบรนด์ วิจัยเชิงคุณภาพท่ีเก่ียวกับปัจจัยการสร้างแบรนด์
โรงเรยี นเอกชนทีม่ คี ณุ ภาพ ทส่ี ง่ ผลตอ่ การเกดิ แบรนด์โรงเรยี นเอกชน
1.2 การเกิดแบรนด์ของโรงเรียน 2.2 ควรทำ� การศกึ ษาเกย่ี วกบั ปจั จยั
เอกชน ผู้บริหารและครูร่วมกันสร้างและสืบสาน การสรา้ งแบรนดท์ ส่ี ง่ ผลตอ่ การเกดิ แบรนดโ์ รงเรยี น
วัฒนธรรมองคก์ ารทีด่ ี จากผลการวจิ ยั ปัจจัยดา้ น เอกชนในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือท้ังหมด
วัฒนธรรมองค์การเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเกิด หรอื ในระดบั ภมู ภิ าคอนื่ ๆ เพอื่ นำ� ผลมาเปรยี บเทยี บ
แบรนด์อยู่ในระดับมากดังน้ันการบริหารจัดการ และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ในโรงเรียนเอกชนต้องท่ีมีวัฒนธรรมองค์การที่ แบรนดโ์ รงเรียนเอกชนต่อไป
เข้มแข็งท้ังด้านคุณภาพทางวิชาการและด้านอ่ืนๆ 2.3 ค ว ร อ อ ก แ บ บ ก า ร วิ จั ย ใ น
จะให้ได้รับความนิยม การยอมรับจากชุมชน ลกั ษณะโมเดลสมการโครงสรา้ งหรอื โมเดลของพหุ
ผู้ปกครอง นักเรียนและสงั คม ระดับปัจจัยการสร้างแบรนด์ที่ส่งผลต่อการเกิด
แบรนดใ์ นโรงเรยี นเอกชน
ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 57
References
Hudarwa, H. ( 2014). The Deciding Factor for Parents to send their Children in Private
Schools Kindergarten Hat Yai Municipality. Songkla : Department of Educational
Administration Faculty of Education Hat Yai University.
Keowying, K. (2001). Management and Organization Development. Faculty Humanities
and Social Sciences. Khon Kaen : Khon Kaen University.
Kotler, P. (1994). Marketing Management: Analysis Planning Implementation and Control.
(8th ed.). Englewood cliffs : Prentice Hall.
Laohanan, S. (1998). Organization Development. Bangkok : DD. book.
Laokaikul, S. (2008). Sufficient Branding. Bangkok : Managing Media Group.
Prapawanont, C. (1998). Organization and Management. Bangkok : Printing House Tham-
masat University.
Pongsathaporn, S. (2003). Integrated Marketing Communication: Practical IMC. Bangkok :
n.p.
Puntippaet, T. (2014). Identity Design of Fashion Brand for M Generation Men. Department
of Marketing Faculty of Arts. Bangkok : Chulalongkorn University.
Pornsrima, D. (2009). Professional Development for Teachers. Bangkok : PA Living.
Ramol, J. and Nuntachai, S. (2013). The Causal Relationship of Factors Influencing Private
School Brand. Bangkok : Department of Educational Administration Faculty of
Education Kasetsart University.
Vorakit, P. (1986). Media Selection for Public Relations. Bangkok : Thammasat University.
การเปลีย่ นพฤตกิ รรมการสูบบุหร่ขี องนสิ ติ บรรพชิต
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น
ตามหลักพทุ ธจติ วิทยา โดยใชแ้ บบจ�ำลองข้ามทฤษฎ*ี
Changing Smoking Behavior of Undergraduate Students in
Buddhist Monks Mahachulalongkornrajvidlayala University
KhonKaen Campus According to Buddhist Psychology Using
the Tran Theoretical Model
อนสุ รณ์ นางทะราช
Anusorn Nangtharat
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
Mahachulalongkornrajvidlayala University, KhonKaen Campus, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) สรา้ งรปู แบบการใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา
โดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนิสิตบรรพชิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่ และ 2) เพ่ือเปรียบเทียบการเปลยี่ นพฤตกิ รรมการสูบบุหร่ีของ
นสิ ติ บรรพชติ กอ่ นการทดลอง หลงั การทดลอง และระยะตดิ ตามผล การศกึ ษาวจิ ยั นเี้ ปน็ การวจิ ยั กงึ่ ทดลอง
(Randomized Quasi-experimental Research) โดยการสมุ่ กระจาย กลมุ่ ประชากรเปา้ หมายเปน็ นสิ ติ
บรรพชติ ระดบั ปรญิ ญาตรี จำ� นวน 24 รปู แบง่ เปน็ กลมุ่ ทดลอง 12 รปู และกลมุ่ ควบคมุ 12 รปู เพอ่ื ศกึ ษา
เปรยี บเทยี บผลการทดลองการใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใชแ้ บบ จำ� ลองขา้ มทฤษฎี
มกี ารใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใชแ้ บบจำ� ลองขา้ มทฤษฎตี ามขน้ั ตอน เทคนคิ และ
รูปแบบการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่ม เพ่ือลดหรือเลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ส่วนในกลุ่มควบคุมมีการให้
ข้อสนเทศเกี่ยวกับผลกระทบจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ หลังจากน้ันได้เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
ในข้ันตอนการเปล่ียนแปลง กระบวนการเปลี่ยนแปลง ดุลยภาพในการตัดสินใจ สมรรถนะส่วนตน
* ไดร้ ับบทความ: 29 มกราคม 2562; แก้ไขบทความ: 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2562; ตอบรบั ตีพิมพ์: 24 กนั ยายน 2562
Received: January 29, 2019; Revised: February 12, 2019; Accepted: September 24, 2019
60 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
หลักพุทธจิตวิทยา และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนิสิตบรรพชิต ท้ังก่อนการทดลอง หลังการทดลอง
และระยะติดตามผล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเทคนิคการวิเคราะห์การผันแปรตัวแปรตามตัวเดียว
(Univariate Analysis of variance [ANOVA])
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. การเปล่ียนพฤตกิ รรมการสบู บุหร่ขี องกลมุ่ ทดลองในขั้นตอนการเปล่ียนแปลง กระบวนการ
เปล่ียนแปลง ดุลยภาพในการตัดสินใจ สมรรถนะสว่ นตน และหลกั พุทธจติ วิทยา หลังการทดลองสูงกว่า
ก่อนทดลอง และกลมุ่ ควบคุม
2. พฤติกรรมการสูบบุหร่ีของนิสิตบรรพชิต หลังการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามหลักพุทธ
จิตวิทยา โดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหร่ีในขั้นการรักษาสภาพสูงกว่าข้ันการ
กระทำ� ข้ันการตระเตรียมการ ข้ันการพเิ คราะหไ์ ตรต่ รอง และขัน้ กอ่ นการพิเคราะห์ไตร่ตรอง
3. พฤติกรรมการสูบบุหร่ีประจ�ำ พฤติกรรมการติดบุหร่ี พฤติกรรมการสูบบุหรี่จัดต่อวัน
พฤติกรรมการสูบบุหร่ีมวนแรกหลังตื่นนอนตอนเช้า พฤติกรรมความอยากสูบบุหร่ีและพฤติกรรมการ
สูบหร่ีในสภาวะต่างๆ ในกลุ่มทดลองหลังการทดลอง และการติดตามผลมีการเปลี่ยนพฤติกรรมลดการ
สบู บหุ รมี่ ากกวา่ กอ่ นการทดลองและกลุ่มควบคมุ
คำ� สำ� คญั : การใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ; หลกั พทุ ธจติ วทิ ยา; แบบจำ� ลองขา้ มทฤษฏ;ี พฤตกิ รรมการสบู บหุ รี่
Abstract
The objectives of the research were: 1) to create a model of group counselling
based on the trans theoretical model for changing smoking behaviors of undergraduate
students in Buddhist Monks Mahachulalongkornrajvidyalaya University KhonKaen campus
to Buddhist psychology using the trans theoretical model; 2) to compare changes in
smoking behaviours of undergraduate students in Buddhist Monks between an experiment
group and a control group, before experiment, after experiment and follow-up after a
lapse of time. This study was a randomized quasi-experimental research design.
The target population were 24 monks being randomized into two groups, 12 monks for
control group, and 12 monks for experiment group. The experiment group was given
group counseling based to Buddhist psychology using the trans theoretical model
according to its process and stages to stop smoking. The control group was given information
on smoking behaviors. Data were collected and analyzed by stage of change processes
ปีที่ 19 ฉบับท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 61
including decisional balance, self efficacy to Buddhist psychology and smoking behaviors
of students in Buddhist priest, both before and after experiment and a follow-up study
after a lapse of time. Univariate analysis of variance (ANOVA).
The result of analysis showed that:
1. Smoking behavior of the experiment group students in Buddhist priest changed
(step by step according to stages and processes of change their decisional balance
self-efficacy and Buddhist psychology) more than the control group.
2. Smoking behavior of students in Buddhist monks after group counseling based
to Buddhist psychology using the trans theoretical model changed smoking behavior.
In the course of maintaining the condition. There is a reduction or quit smoking over the
action, preparation the contemplation and the pre-contemplation.
3. Smoking habits regularly, smoking habits, smoking habits are organized
per day. The first cigarette smoking behavior after waking up in the morning. Smoking
cognitive behavior and smoking behavior in different experimental groups, and tracking
changing behavior. Reduce smoking than before the intervention and control groups.
Keywords: Group counselling; Buddhist psychology; trans theoretical model; smoking
behaviors
1. บทน�ำ รักษาผู้ป่วยท่ีเกิดจากการสูบบุหร่ีเป็นจ�ำนวนมาก
ท้ังนี้องค์การอนามัยโลกได้เล็งเห็นถึงภัยอันตราย
การสูบบุหรี่นอกจากจะก่อให้เกิดโรคร้าย จากการสูบบุหร่ีที่มีผลต่อสุขภาพของมนุษยชาติ
ตา่ งๆ ทเ่ี ปน็ อันตรายต่อสุขภาพของผสู้ บู บหุ ร่แี ลว้ ทวั่ โลก องคก์ ารอนามยั โลก (The World Health
ควนั บหุ รย่ี งั เปน็ อนั ตรายตอ่ บคุ คลอน่ื ผทู้ ไี่ มส่ บู บหุ รี่ Organization, 2013) เหน็ ว่า การสูบบุหร่กี อ่ ให้
และสิ่งแวดล้อมเป็นผลให้ผู้ท่ีไม่สูบบุหร่ีเป็นมะเร็ง เกดิ โรครา้ ยฆา่ ชวี ติ ประชากรโลกในปี ค.ศ. 1990 มี
โดยควนั ทผ่ี ไู้ มส่ บู บหุ รส่ี บู เขา้ ไปจะมปี รมิ าณสารพษิ ผเู้ สยี ชวี ติ จากการสบู บหุ รกี่ วา่ 3 ลา้ นคน และปี ค.ศ.
สูงกว่าควันที่ผู้สูบบุหรี่สูดโดยตรงและยังมีสารพิษ 1998 กวา่ 4 ลา้ นคน และในปี ค.ศ. 2020 จะมผี ปู้ ว่ ย
อื่นๆ ท่ีมีขนาดเล็กกว่าท่ีมีเหลืออยู่ในอากาศซึม และเสียชีวิตมากข้ึนเป็นทวีคูณกว่า 10 ล้านคน
ผา่ นเขา้ หลอดลมไดง้ า่ ยกวา่ 1 ใน 3 ของมะเรง็ ปอด จึงเห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมการสูบบุหร่ีเป็นปัญหา
พบในผทู้ ี่ไม่สบู บหุ รแ่ี ตอ่ าศัยอยรู่ ่วมกับผู้ท่ีสูบบุหรี่ ต่อประชาคมโลกในการด�ำรงชีวิต ทั้งในระดับ
นอกจากนี้ การสบู บหุ รยี่ งั สง่ ผลกระทบตอ่ ประเทศ ชุมชน ระดบั ภมู ภิ าค ระดบั ประเทศ และระดบั โลก
ชาตใิ นดา้ นงบประมาณแผน่ ดนิ ทใี่ ชจ้ า่ ยในการบำ� บดั
62 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
อนั สง่ ผลกระทบตอ่ การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยข์ อง ในการเปล่ียนพฤติกรรม (Specific Cognitive-
โลกโดยรวม Behavioural and Motivational Mechanisms)
ภัยอันตรายจากการสูบบุหรี่ดังกล่าว ที่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ (Empirical
องค์การอนามยั โลก ไดพ้ ยายามผลักดันให้สมาชกิ Evidence) และสามารถวัดระดับความพร้อม
สหประชาชาติท่ัวโลกร่างสนธิสัญญาต่อต้าน (Readiness) ในการเปล่ียนพฤติกรรมตามท่ีเป็น
การสูบบุหร่ี โดยมีความมุ่งหมายเพ่ือป้องกันภัย จริงในทางปฏิบัติได้ ซึ่งได้มีการน�ำมาใช้ในการ
อันตรายจากการสูบบุหร่ีที่มีผู้เสียชีวิตลงได้ถึง เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นคร้ังแรกโดย
ปีละ 5 ล้านคน ทั้งน้ีสมาชิกสหประชาชาติ 192 เห็นว่า ในการบ�ำบัดทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการ
ประเทศ ตา่ งเลง็ เหน็ ภยั ของการสบู บหุ รจ่ี งึ ไดด้ ำ� เนนิ เปลย่ี นพฤตกิ รรมตา่ งๆ ของบคุ คลในการดำ� เนนิ ชวี ติ
การรณรงค์ต่อต้านการโฆษณา ลดการตลาดและ จงึ ไดม้ กี ารนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพใน
การขายบุหร่ีลงภายในห้าปี (BBC News, 2013) ประเทศต่างๆ ในการให้ค�ำปรึกษาเพื่อเปล่ียน
และได้มีการเรียกร้องให้งดสูบบุหรี่ในสถานที่ พฤติกรรมของผู้ดื่มสุราและนักศึกษาในสถาบัน
สาธารณะ นอกจากน้ี ได้มีการประกาศแนวคิด การศึกษา และมหาวิทยาลยั ต่างๆ
ทฤษฎกี ารเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมตามแบบจำ� ลอง หลักธรรม ท่ีเป็นหัวใจส�ำคัญที่จะท�ำให้
ข้ามทฤษฎี (The Tran theoretical Model: มนุษย์เข้าใจถึงสาเหตุของความทุกข์และประจักษ์
TTM) ซึ่งได้ค้นพบจากการทบทวนวรรณกรรม แจ้งถึงแนวทางในการดับทุกข์ ก็คือ “อริยสัจ 4”
และได้ท�ำการเผยแพร่ในวงการวิชาการไทยเป็น อนั เปน็ หลกั ธรรมสำ� คญั ทค่ี รอบคลมุ คำ� สอนทงั้ หมด
ผลงานการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบการเปลี่ยน ในพทุ ธศาสนาและเปน็ หลกั ธรรมทเ่ี ปน็ แกน่ สำ� คญั
พฤตกิ รรมทางจติ วทิ ยาจากทฤษฎใี หญๆ่ 18 ทฤษฎี ของแนวคดิ พทุ ธ จติ วทิ ยา เนอ่ื งจากเปน็ หลกั ธรรม
โดยได้น�ำเอาจุดเด่นของแนวความคิดทฤษฎีต่างๆ ทมี่ งุ่ ผลในทางปฏบิ ตั ิ สามารถใชแ้ กไ้ ขปญั หาในชวี ติ
ได้แก่ การยกระดับจิตส�ำนึก (Consciousness มีความลึกซ้ึงและมีหลักธรรมอื่นๆ ซ่อนซ้อนและ
Raising) จากทฤษฎจี ติ วเิ คราะหข์ องฟรอยด์ (Freud) ผสมผสานรวมกันอยู่ในหลักธรรมนี้ ความเข้าใจ
การจดั การเงอื่ นไข (Contingency Management) อย่างแจ่มแจ้งในหลักอริยสัจ 4 จะช่วยน�ำพาผู้ท่ี
ของสกนิ เนอร์ (Skinner) และสัมพันธภาพในการ ศกึ ษาเขา้ ใจถงึ กระบวนการแหง่ ความทกุ ขท์ เี่ กดิ ขนึ้
ช่วยเหลอื (helping relationships) ของโรเจอร์ ในชีวิตและจิตใจต้ังแต่จุดเร่ิมต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุด
(Rogers) มาเป็นสว่ นหนง่ึ ตามแนวทางการเปลีย่ น ของความทกุ ขอ์ ยา่ งละเอยี ดและลกึ ซงึ้ ซงึ่ ความเขา้ ใจ
พฤตกิ รรมตาม แบบจ�ำลองขา้ มทฤษฎใี นปจั จบุ นั เชน่ นจี้ ะชว่ ยเปลยี่ นแปลงวธิ กี ารมองโลก อนั จะนำ�
แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีจึงเป็นโครงสร้าง ไปสู่การเปล่ียนแปลงความคิดและการกระท�ำ
ของกระบวนการเปล่ียนพฤติกรรมท่ีเกิดจากการ ของบุคคลท้ังภายในจิตใจของตนเองและใสัมพันธ
เรียนรู้ทางจิตวิทยา และเป็นระบบกลไกการจูงใจ ภาพท่ีมีต่อผู้อ่ืนและต่อสรรพส่ิงรอบตัว (Phra
ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 63
Dhammapitaka (P.A. Payutto), 1996 : 12-14) นิสิตบรรพชิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
พฤติกรรมสูบบุหรี่ของนิสิตบรรพชิตใน วทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บการเปลยี่ นพฤตกิ รรม
วิทยาเขตขอนแก่น ผู้วจิ ยั ไดท้ �ำการสำ� รวจเบอ้ื งตน้ การสบู บหุ รขี่ องนสิ ติ บรรพชติ กอ่ นการทดลองหลงั
พบว่า นิสิตบรรพชิตส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการ การทดลอง และระยะติดตามผลในกลุ่มทดลอง
สูบบุหร่ีเป็นประจ�ำทุกวัน พฤติกรรมติดบุหร่ีด้วย และกลุ่มควบคุม
การสูบบหุ รีม่ าแลว้ มากกว่า 200 มวน พฤติกรรม
สูบบุหรจี่ ัดต่อวนั มากกว่า 20 มวน พฤตกิ รรมการ 3. วิธีด�ำเนนิ การวจิ ัย
สูบบุหรี่หลังต่ืนนอนตอนเช้าเป็นประจ�ำ และจาก
การสัมภาษณ์นิสิตบรรพชิตที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ 1. ประชากรเป้าหมาย กลุ่มประชากร
พบว่า นิสิตบรรพชิตส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการ เป้าหมาย เป็นนิสิตบรรพชิต ระดับปริญญาตรี
สูบบุหรี่และความรู้สึกอยากสูบบุหร่ีเม่ือได้รับกิจ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขต
นมิ นตแ์ ละรว่ มงานบญุ ประเพณหี รอื มคี วามเครยี ด ขอนแก่น ท่ีสมัครใจเข้ารับการทดลอง เป็นนิสิต
หรือกังวลใจเพื่อนชักชวนให้สูบบุหรี่หรือเห็น บรรพชิตต่างคณะและตา่ งช้ันปกี ารศึกษา ท่ีผู้วิจัย
ผู้อ่ืนสูบ การเลียนแบบเพื่อนหรือบุคคลในสังคม ไมไ่ ดท้ ำ� การสอนนำ� มาเปน็ กลมุ่ ประชากรเปา้ หมาย
ความเคยชนิ ในการสบู บหุ ร่ี เพอื่ นหรอื ผอู้ นื่ ยน่ื บหุ ร่ี ในการวจิ ยั การกำ� หนดประชากรเปา้ หมายในลกั ษณะ
ให้สูบ และนิสิตบรรพชิตมีความรู้สึกอยากจะลด ดงั กลา่ วนี้ สอดคลอ้ งกบั ผลงานวจิ ยั ของมหาวทิ ยาลยั
หรือเลิกสูบบุหร่ีและมีความพร้อมและตั้งใจเข้ารับ รฐั เพนซลิ วาเนยี (Pennsylvania State University)
การใหค้ ำ� ปรกึ ษาเพอื่ เปลยี่ นพฤตกิ รรมการสบู บหุ ร่ี ทท่ี ำ� การศกึ ษาวจิ ยั ทดลองในการเปลยี่ นพฤตกิ รรม
โดยความสมัครใจพฤติกรรมการสูบบุหร่ีของนิสิต การสูบบุหรี่ของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย
บรรพชติ ดงั กลา่ ว ทำ� ใหเ้ ปน็ ผมู้ ี พฤตกิ รรมสบู บหุ รี่ ดว้ ยกนั โดยผวู้ จิ ยั ดำ� เนนิ การคดั เลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง
เปน็ ประจ�ำ พฤตกิ รรมติดบุหร่ี พฤติกรรมสบู บหุ ร่ี เฉพาะนิสิตบรรพชิตท่ีมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่
จัดต่อวัน พฤติกรรมสูบบุหร่ีมวนแรกหลังตื่นนอน จำ� นวน 24 รูป ท่สี มัครใจจะเปลย่ี นพฤตกิ รรมการ
ตอนเชา้ พฤติกรรมความอยากสบู บุหร่ี พฤติกรรม สบู บหุ รี่ ดว้ ยวธิ กี ารใหต้ อบแบบสอบถามพฤตกิ รรม
การสบู บุหรใี่ นสภาวะตา่ งๆ การสูบบุหรี่ของเคซ (CAGE questionnaire of
smoking) ซ่ึงพัฒนาจากผลงานศึกษาวิจัยการ
2. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั เปลยี่ นพฤติกรรมของนกั วชิ าการ (Lairson, D. R.,
et al., 2014) เปน็ สเกลมาตรวัดกลมุ่ ประชากร
1. เพื่อสร้างรูปแบบการให้ค�ำปรึกษา เป้าหมายท่ีมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยใช้นิสิต
แบบกลมุ่ ตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยาโดยใชแ้ บบจำ� ลอง บรรพชิตมาเป็นหน่วยวิเคราะห์ที่มีลักษณะ
ข้ามทฤษฎีเพ่ือเปล่ียนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของ คล้ายคลงึ กนั
64 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
2. การออกแบบการวิจัยและการสุ่ม การสร้างรูปแบบการให้ค�ำปรึกษาแบบ
ตวั อยา่ ง เปน็ การวจิ ยั กง่ึ ทดลอง (quasi-experiment กลุ่มตามหลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลอง
research) ซงึ่ เปน็ การทดลองทเี่ ปน็ อยตู่ ามธรรมชาติ ข้ามทฤษฎี ผู้วิจัยใช้เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพ
ในสภาพท่ีไม่อาจควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ การสร้างพลังกลุ่ม และการสร้างความคุ้นเคยกัน
ครบถ้วน ดังน้ัน ผู้วิจัยได้ท�ำการสุ่มตัวอย่างใช้วิธี การสรา้ งความไวว้ างใจ การมคี วามหวงั สรา้ งกำ� ลงั ใจ
การทางสถติ ทิ ำ� การสมุ่ กระจาย (randomization) การสร้างความเช่ือม่ัน การมีความรับผิดชอบและ
แบ่งประชากรออกเป็น 2 กล่มุ ได้แก่ กลมุ่ ทดลอง ความรู้สึกปลอดภัยของกลุ่ม น�ำมาประยุกต์ใช้ใน
และกลมุ่ ควบคมุ แตล่ ะกลมุ่ มจี ำ� นวน 12 รปู ซง่ึ ทงั้ การเปล่ียนพฤติกรรมตามแบบจ�ำลองข้ามทฤษฎี
สองกลุ่มดังกล่าว เป็นตัวแทนท่ีดีของประชากร ในกลมุ่ ทดลอง มีกลยุทธ์และเทคนิคตา่ งๆ ใหผ้ ้จู ะ
กลา่ วคอื มคี ุณสมบัติทเ่ี หมอื นกนั หรอื ใกลเ้ คยี งกัน เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ผ่านจากข้ันหนึ่งไป
มากที่สุดต้ังแต่แรก (Neuman, W. L., 2007) ยังอีกข้ันหน่ึงของขั้นตอนการเปล่ียนแปลง ต้ังแต่
จากนนั้ จงึ ทำ� การทดลองในกลมุ่ ทดลอง โดยการให้ ขั้นก่อนการพิเคราะห์ไตร่ตรอง ขั้นการพิเคราะห์
ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามหลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้ ไตร่ตรอง ข้ันการตระเตรียมการ ขั้นการกระท�ำ
แบบจำ� ลองขา้ มทฤษฎี เกย่ี วกบั การสบู บหุ รสี่ ว่ นใน และขั้นการรักษาสภาพ ซึ่งการผ่านในแต่ละ
กลมุ่ ควบคมุ ผวู้ จิ ยั ใหข้ อ้ สนเทศเกย่ี วกบั การสบู บรุ ี่ ข้ันตอนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม ตามกลยุทธ์
แล้วท�ำการวัดท้ังสองกลุ่มอีกคร้ังหน่ึง เพ่ือศึกษา และเทคนิคต่างๆ เป็นสิ่งส�ำคัญของกระบวนการ
เปรยี บเทยี บผลจากการทดลองระหวา่ งกลมุ่ ทดลอง เปลยี่ นแปลง 10 กระบวนการ ตงั้ แต่ การยกระดบั
และกล่มุ ควบคมุ ดว้ ยการวัดก่อนและหลังทดลอง จติ สำ� นกึ การรสู้ กึ ผอ่ นคลายอยา่ งมาก การประเมนิ
3. ข้ันตอนการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่ม ส่งิ แวดลอ้ มใหม่ การประเมินตนเองใหม่ การปลด
ตามแบบจ�ำลองข้ามทฤษฎี การด�ำเนินการใน ปล่อยตนเอง สัมพันธภาพในการช่วยเหลือ
ขน้ั ตอนนเี้ ปน็ การใหค้ ำ� ปรกึ ษาตามแบบจำ� ลองขา้ ม การจัดการเสริมแรง การสร้างเงื่อนไขต่อต้าน
ทฤษฎีให้กับนิสิตบรรพชิต ที่มีพฤติกรรมการ การควบคมุ สง่ิ กระตนุ้ เรา้ การปลดปลอ่ ยทางสงั คม
สบู บุหรตี่ ามกระบวนการการเปลีย่ นแปลง ซงึ่ เปน็ พร้อมด้วยดุลยภาพในการตัดสินใจ โดยรับรู้ถึง
กลไกส�ำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เหตผุ ลสนบั สนนุ หรอื ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั มากกวา่ การ
ประกอบดว้ ย 1) การยกระดบั จติ สำ� นกึ 2) การรสู้ กึ คัดค้านหรือเสียประโยชนใ์ นการเปลีย่ นพฤตกิ รรม
ผอ่ นคลายอยา่ งมาก 3) การประเมนิ สงิ่ แวดลอ้ มใหม่ ส�ำหรับสมรรถนะส่วนตนเป็นความเชื่อม่ันในทุก
4) การประเมนิ ตนเองใหม่ 5) การปลดปลอ่ ยตนเอง สภาวการณ์ ไม่วา่ จะอยใู่ นสภาวะย่วั ยุใดๆ ส�ำหรับ
6) การสรา้ งเงอื่ นไขตอ่ ตา้ น 7) ความสมั พนั ธท์ ชี่ ว่ ย หลักพุทธจิตวิทยาหรืออริยสัจ 4 ประกอบด้วย
เหลือ 8) การจัดการเสริมแรง 9) การควบคุม ทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ และมรรค ส่วนใน กลุ่มควบคมุ
ส่งิ กระตุ้นเรา้ และ 10) การปลดปล่อยทางสงั คม เป็นการให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับโทษ ผลกระทบ
ปีท่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 65
สาเหตุของโรค จากการสบู บหุ รี่ (Public health จติ สำ� นกึ การรสู้ กึ ผอ่ นคลายอยา่ งมาก การประเมนิ
ministry, Protective non-smoking health Act สิ่งแวดลอ้ มใหม่ การประเมินตนเองใหม่ การปลด
B.E. 2535, 1992) ตามขน้ั ตอนการวจิ ัยกึง่ ทดลอง ปล่อยตนเอง สัมพันธภาพในการช่วยเหลือการ
ในกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม จัดการเสริมแรง การสร้างเงื่อนไขต่อต้านการ
ข้ันตอนและกระบวนการวิจัยดังกล่าว ควบคมุ สง่ิ กระตนุ้ เรา้ และการปลดปลอ่ ยทางสงั คม
เพ่ือศึกษาเปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลัง 4.4 แบบสอบถามดุลยภาพในการ
การทดลองในกลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ควบคมุ โดยนำ� ตดั สนิ ใจของนสิ ติ บรรพชติ ไดแ้ ก่ เหตผุ ลสนบั สนนุ
กระบวนการในขน้ั ตอนการประเมนิ ผลไปใชใ้ นการ หรือการได้ประโยชน์ และเหตุผลคัดค้านหรือการ
สร้างรูปแบบการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามหลัก เสยี ประโยชน์
พุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีให้แก่ 4.5 แบบสอบถามสมรรถนะสว่ นตน
กลุ่มทดลอง ซึ่งนิสิตบรรพชิต ผู้ท่ีจะปรับเปล่ียน ของนสิ ติ บรรพชติ ไดแ้ ก่ ความเชือ่ ม่นั สภาวะยัว่ ยุ
พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ได้ผ่านจากขั้นหนึ่งไปสู่อีก 4.6 แบบสอบถามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา
ขนั้ หนง่ึ ของขน้ั ตอนการเปลยี่ นแปลง กระบวนการ ของนิสิตบรรพชติ มี 4 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ ทกุ ข์
เปล่ยี นแปลง ดุลยภาพในการตดั สินใจ สมรรถนะ สมทุ ยั นโิ รธ และมรรค
สว่ นตนและหลกั พทุ ธจติ วทิ ยาหรอื อรยิ สจั 4 Phra 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการวิจัย
Dhammapitaka (P.A. Payutto), 1996 : 21) ก่ึงทดลอง ประกอบด้วย กลุ่มทดลองและกลุ่ม
4. เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย ควบคุมโดยการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง
เครื่องมือ 6 ฉบับ ดงั น้ี ซ่ึงในกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยได้ให้นิสิตบรรพชิต ตอบ
4.1 แบบสอบถามพฤติกรรมการ แบบสอบถามและเกบ็ ขอ้ มลู กอ่ นการใหค้ ำ� ปรกึ ษา
สูบบุหร่ีของนิสิตบรรพชิต ได้แก่ พฤติกรรมการ และเมอื่ ไดร้ บั คำ� ปรกึ ษาครบถว้ นตามโปรแกรมการ
สบู บุหรปี่ ระจำ� พฤตกิ รรมการติดบหุ ร่ี พฤติกรรม ให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามหลักพุทธจิตวิทยาโดย
การสูบบุหรี่จัดต่อวัน พฤติกรรมสูบบุหรี่มวนแรก ใช้แบบจำ� ลองข้ามทฤษฎี ไดท้ ำ� การวัดผลหลงั การ
หลงั ตน่ื นอนตอนเชา้ พฤตกิ รรมความอยากสบู บหุ รี่ ทดลองโดยให้นิสิตบรรพชิต ตอบแบบสอบถาม
พฤติกรรมการสบู บุหรี่ในสภาวะย่ัวยุ ตามค�ำถามชุดเดิม เก็บข้อมูลไว้และผู้วิจัยได้เก็บ
4.2 แบบสอบถามข้ันตอนการ ขอ้ มลู ในระยะตดิ ตามผล โดยใหต้ อบแบบสอบถาม
เปลย่ี นแปลง ไดแ้ ก่ ขน้ั กอ่ นการพเิ คราะหไ์ ตรต่ รอง ในส่วนของระยะติดตามผล ส่วนกลุ่มควบคุม
ขั้นการพิเคราะห์ไตร่ตรอง ข้ันการตระเตรียมการ ท�ำการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง และระยะ
ขน้ั การกระทำ� และขั้นการรกั ษาสภาพ ตดิ ตามผลเช่นเดียวกนั กับกลุ่มทดลอง โดยใหน้ ิสิต
4.3 แบบสอบถามกระบวนการ บรรพชติ กลมุ่ ดงั กลา่ วตอบคำ� ถามเดยี วกนั กบั กลมุ่
เปลย่ี นแปลงของนสิ ติ บรรพชติ ไดแ้ ก่ การยกระดบั ทดลอง เกบ็ ขอ้ มลู เพอื่ นำ� ไปวเิ คราะหท์ างสถติ ติ อ่ ไป
66 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล กลุ่มทดลอง ค่าเฉล่ีย 7.88 สูงกว่ากลุ่มควบคุม
การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการสูบบุหร่ีของ คา่ เฉลย่ี 6.32 สว่ นดลุ ยภาพในการตดั สนิ ใจ ในกลมุ่
นิสิตบรรพชิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช ทดลอง คา่ เฉลย่ี 7.97 สงู กวา่ กลมุ่ ควบคมุ คา่ เฉลยี่
วิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ผู้วิจัยเก็บข้อมูล 6.08 ส�ำหรับสมรรถนะส่วนตน ในกลุ่มทดลอง
ความเช่ือม่ัน และสภาวะยั่วยุ ส�ำหรับข้อมูล ค่าเฉลย่ี 7.98 สงู กวา่ กลมุ่ ควบคุม คา่ เฉล่ีย 6.46
หลกั อรยิ สัจ 4 มี 4 องคป์ ระกอบ คือ ทุกข์ สมทุ ัย ส่วนหลักพุทธจิตวิทยา ในกลุ่มทดลอง ค่าเฉลี่ย
นโิ รธ และมรรค ในการเปลย่ี นพฤตกิ รรมการสบู บหุ รี่ 8.33 สูงกว่ากลุ่มควบคุม ค่าเฉลี่ย 6.66 จึงช้ีให้
ใชส้ ถติ เิ ทคนคิ การวเิ คราะหก์ ารผนั แปรตวั แปรตาม เห็นว่า หลังการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามหลัก
ตัวเดียว (Univariate Analysis of Variance พุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีในกลุ่ม
[ANOVA]) ทดลอง นิสิตบรรพชิต เปล่ียนพฤติกรรมโดยลด
หรือเลิกการสูบบุหรี่มากกว่าก่อนการทดลองและ
4. สรุปผลการวจิ ยั กลุ่มควบคมุ อย่างมีนยั ส�ำคญั
2. การเปลยี่ นพฤตกิ รรมการสบู บหุ รข่ี อง
1. การศึกษาการเปลี่ยนพฤติกรรมการ นิสิตบรรพชิตตามระดับข้ันการให้ค�ำปรึกษาแบบ
สูบบุหร่ีของนิสิตบรรพชิต กลุ่มทดลองในข้ันตอน กลุ่มตามหลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้าม
การเปล่ียนแปลง กระบวนการเปล่ียนแปลง ทฤษฎี เปน็ การวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมการสบู บหุ รข่ี อง
ดุลยภาพในการตัดสินใจ สมรรถนะส่วนตนและ นิสิตบรรพชิตหลังการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตาม
หลกั พทุ ธจิตวิทยา ประกอบด้วย 1) การพสิ จู นว์ ่า หลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎี
กอ่ นการทดลองและหลงั การทดลองในกลมุ่ ควบคมุ ได้เปล่ียนพฤติกรรมการสูบบุหร่ีในข้ันการรักษา
ไมแ่ ตก ต่างกนั 2) หลงั การทดลองในกลมุ่ ทดลอง สภาพ สงู กวา่ ขนั้ การกระทำ� ขน้ั การตระเตรยี มการ
มีการลด หรือเลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่มากกว่า ขั้นการพิเคราะห์ไตร่ตรองและขั้นก่อนการ
กลุ่มควบคมุ ตามวัตถปุ ระสงคข์ ้อท่ี 1 และขอ้ ท่ี 2 พเิ คราะหไ์ ตรต่ รอง ตามประเดน็ ที่ 2 เปน็ การศกึ ษา
ตามลำ� ดับ การสร้างรูปแบบการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตาม
การเปลยี่ นพฤตกิ รรมการสบู บหุ รข่ี องนสิ ติ หลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎี
บรรพชิต ก่อนการทดลอง และหลังการทดลองใน เพื่อการเปล่ียนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนิสิต
กลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ พบวา่ ในขน้ั ตอนการ บรรพชิต ตามวัตถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี 1
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหร่ีของนิสิต ความแตกต่างในพฤติกรรมการสูบบุหร่ี
บรรพชติ หลงั การทดลองในกลุม่ ทดลอง และกลมุ่ ของนิสิตบรรพชิตหลังการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่ม
ควบคมุ มคี วามแตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั ส�ำคญั ซึ่งใน ตามหลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้าม
กลุ่มทดลอง ค่าเฉล่ีย 7.93 สูงกว่ากลุ่มควบคุม ทฤษฎีเพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหร่ี
ค่าเฉลี่ย 6.25 ส่วนกระบวนการเปลี่ยนแปลงใน
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 67
จ�ำแนกตามระดับขั้นการให้ค�ำปรึกษา พบว่า บหุ ร่มี ากกวา่ กอ่ นการทดลองและกลมุ่ ควบคมุ
หลังการทดลองในการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตาม
แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีเพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรม 5. อภิปรายผลการวจิ ัย
การสูบบุหรี่ให้แก่นิสิตบรรพชิต ในข้ันก่อนการ
พิเคราะห์ไตร่ตรอง ขั้นการพิเคราะห์ไตร่ตรอง 1. ผลการประยุกต์ใช้รูปแบบการให้ค�ำ
ข้ันการตระเตรยี มการ ขน้ั การกระท�ำ และขั้นการ ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใช้
รกั ษาสภาพ พบวา่ ระดบั ขนั้ การใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบ แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎี เพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรม
กลุ่มก่อให้เกิดความแตกต่างในข้ันตอนการ การสูบบุหร่ีของนิสิตบรรพชิต ในทางจิตวิทยา
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหร่ีให้แก่นิสิต พบว่า ในข้ันตอนการเปลี่ยนแปลง กระบวนการ
บรรพชติ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ซง่ึ นสิ ติ บรรพชติ ในกลมุ่ เปลย่ี นแปลง ดุลยภาพในการตดั สินใจ สมรรถนะ
ทดลอง หลังการทดลองได้เปลี่ยนพฤติกรรมการ ส่วนตนและหลักพุทธจิตวิทยา หลังการทดลอง
สูบบุหร่ีอยู่ในขั้นการรักษาสภาพ สูงกว่าระดับ มผี ลตอ่ การเปลย่ี นพฤตกิ รรมการสบู บหุ รข่ี องนสิ ติ
ขน้ั อนื่ ๆ คา่ เฉลย่ี 8.38 ขนั้ การกระทำ� คา่ เฉลย่ี 8.27 บรรพชิต ในกลุ่มทดลองมากกว่าก่อนการทดลอง
ข้ันการตระเตรียมการ ค่าเฉล่ีย 7.77 ขั้นการ และกลุ่มควบคุม จึงช้ีให้เห็นว่า การให้ค�ำปรึกษา
พเิ คราะหไ์ ตรต่ รอง คา่ เฉลยี่ 7.65 และขนั้ กอ่ นการ แบบกลมุ่ ตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใชแ้ บบจำ� ลอง
พิเคราะห์ไตรต่ รอง ค่าเฉลย่ี 7.60 ตามลำ� ดับ ข้ามทฤษฎี สามารถน�ำมาประยุกต์ปรับใช้ในการ
3. พฤตกิ รรมการสบู บหุ รป่ี ระจำ� การติด เปล่ียนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนิสิตบรรพชิต
บุหรี่ พฤติกรรมการสูบบุหร่ีจัดต่อวัน พฤติกรรม ได้อย่างแท้จริง ข้อค้นพบดังกล่าว สอดคล้องกับ
การสบู บหุ รม่ี วนแรกหลงั ตนื่ นอนตอนเชา้ พฤตกิ รรม แนวความคิดของนักวิชาการด้านจิตวิทยาหลาย
อยากสบู บหุ รแ่ี ละพฤตกิ รรม การสบู บหุ รใ่ี นสภาวะ ท่านได้น�ำแบบจ�ำลองข้ามทฤษฎี และทฤษฎีทาง
ตา่ งๆ กอ่ นและหลงั การทดลอง และระยะตดิ ตามผล จิตวิทยาท่ีส�ำคัญในการเปล่ียนพฤติกรรมมา
ในกลุ่มทดลอง และกล่มุ ควบคมุ พบวา่ การศึกษา ประยุกต์ใช้เป็นกลยุทธ์และเป็นเทคนิคต่างๆ
เปรยี บเทยี บการเปลยี่ นพฤตกิ รรมการสบู บหุ รขี่ อง ในการเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงประจักษ์ ซึ่งได้น�ำ
นิสิตบรรพชิต ตามหลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบ เอาจุดเด่นของแนวคิดทฤษฎีการให้การปรึกษา
จ�ำลองข้ามทฤษฎีก่อนการทดลอง พฤติกรรมการ แบบจิตวิเคราะห์ของ Freud ในเร่ืองของการยก
ตดิ บหุ รี่ พฤตกิ รรมการสบู บหุ รจี่ ดั ตอ่ วนั พฤตกิ รรม ระดับจิตส�ำนึก ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ
การสบู บหุ รมี่ วนแรกหลงั ตนื่ นอนตอนเชา้ พฤตกิ รรม Bandura ทฤษฎีการใหก้ ารปรกึ ษาแบบการรู้การ
ความอยากสูบบุหร่ีและพฤติกรรมการสูบบุหร่ีใน คิดของ Beck ในเร่ืองการวางเง่ือนไขและ
สภาวะตา่ งๆ ในกลุ่มทดลอง หลงั การทดลองและ สัมพันธภาพในการช่วยเหลือมาเป็นส่วนหนึ่งของ
ระยะตดิ ตามผล มกี ารเปลย่ี นพฤตกิ รรมลดการสบู แบบจำ� ลองขา้ มทฤษฎใี นปจั จบุ นั นอกจากน้ี ไดน้ ำ�
หลกั แนวคดิ ทฤษฎกี ารใหก้ ารปรกึ ษาแบบพจิ ารณา
68 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
เหตุผลอารมณ์ และพฤติกรรมของ Ellis น�ำมา บุคคลเป็นศูนย์กลางของ Rogers และ May
ประยกุ ตป์ รบั ใช้อีกดว้ ย การประเมินตนเองใหม่และการกระตุ้นอารมณ์
2. ทฤษฎที างจติ วทิ ยาทสี่ ำ� คญั ๆ ทนี่ ำ� มา จากทฤษฎีการให้การปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
ประยุกต์ปรับใช้ในการเปล่ียนพฤติกรรมตามหลัก ในการกระทำ� เงอ่ื นไขตอ่ ตา้ น การประเมนิ ตนเองใหม่
พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใชแ้ บบจำ� ลองขา้ มทฤษฎดี งั กลา่ ว ประเมินสิ่งแวดล้อม และการจัดการเสริมแรงมา
ข้างต้น มีกลยุทธ์ในกระบวนการเปล่ียนแปลง เปน็ กลยทุ ธใ์ นกระบวนการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม
10 ตัวแปร ได้แก่ การยกระดับจติ สำ� นกึ การรู้สกึ ตามแบบจำ� ลองขา้ มทฤษฎี
ผ่อนคลายอย่างมาก การประเมินสิ่งแวดล้อมใหม่ 4. สมรรถนะส่วนตน เป็นการวัดความ
การประเมินตนเองใหม่ การปลดปล่อยตนเอง เชื่อม่ันของบุคคลผู้ท่ีสามารถเปล่ียนพฤติกรรมท่ี
สมั พนั ธภาพในการชว่ ยเหลือ การจัดการเสริมแรง ไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมใหม่ที่เหมาะสมและ
การสร้างเงือ่ นไขต่อตา้ น การควบคมุ สง่ิ กระตุ้นเรา้ ดีกว่า เป็นความเช่ือมั่นของบุคคลท่ีสามารถ
และการปลดปล่อยทางสังคม เพื่อให้เกิดการ มพี ฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสมไดใ้ นทกุ สภาวะยวั่ ยไุ มว่ า่ จะ
เปล่ียนพฤติกรรมทางจิตวิทยาเป็นไปตามขั้นตอน อยู่ในสถานการณ์ใดๆ จึงเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญใน
การเปล่ยี นแปลง 5 ขั้นตอน การชว่ ยใหบ้ คุ คลทจี่ ะเปลยี่ นพฤตกิ รรมการสบู บหุ รี่
3. ดุลยภาพในการตัดสินใจเป็นการวัด ได้ผ่านขั้นตอนตา่ งๆ ไดโ้ ดยมีความเช่ือมนั่ และไม่
การตัดสินใจในการเปลี่ยนพฤติกรรมตามรูปแบบ ตกอยภู่ ายใตส้ ภาวะยวั่ ยใุ ดๆ และจะไมย่ อ้ นกลบั มา
การวัดการตัดสินใจ ซ่ึงได้น�ำมาใช้เป็นเครื่องมือ สพู่ ฤติกรรมเดมิ อกี
ในการวัดดุลยภาพการตัดสินใจ ได้แก่ เหตุผล 5. การเปลี่ยนพฤติกรรมตามตามหลัก
สนับสนุนหรือประโยชน์ท่ีได้รับ และการคัดค้าน พุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎีข้างต้น
หรือเสียประโยชน์ท่ีจะเกิดข้ึนจากการเปล่ียน ชี้ให้เห็นว่า เป็นการบ�ำบัดรักษาทางจิตวิทยาที่มุ่ง
พฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์ จึงเป็นเครื่องมือวัด ถึงวิธีการในการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยตรงเป็นการ
การตัดสินใจท่ีส�ำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมการ เฉพาะ ในทางปฏบิ ัตทิ ี่แตกต่างจากทฤษฎีอื่นที่มุง่
สูบบุหร่ีในแต่ละข้ันตามข้ันตอนการเปลี่ยนแปลง เฉพาะเร่ืองทฤษฎีบุคลิกภาพและเรื่องเกี่ยวกับ
นอกจากนกี้ ารเปลย่ี นพฤตกิ รรมตามตามหลกั พทุ ธ โรคจิตที่ไม่ปกติ ซ่ึงแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยน
จติ วทิ ยาโดยใชแ้ บบจำ� ลองขา้ มทฤษฎขี องไดน้ ำ� เอา พฤติกรรมทางจิตวิทยาดังกล่าว เป็นเพียงการ
ตัวแปรท่ีส�ำคัญซึ่งประกอบด้วย การยกระดับ ศกึ ษาปจั จยั ภายนอกเทา่ นนั้ หรอื เหน็ วา่ จะเปลย่ี น
จติ สำ� นกึ การกระตนุ้ อารมณ์ จากทฤษฎกี ารใหก้ าร พฤตกิ รรมอะไรมากกวา่ ทจ่ี ะศกึ ษาวา่ จะมรี ปู แบบ
ปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ของ Freud การปลด หรือวิธีการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมอยา่ งไร ซึง่ จาก
ปลอ่ ยตนเอง การทำ� ขอ้ ตกลงผกู พนั และสมั พนั ธภาพ การนำ� รปู แบบการใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามหลกั
ในการชว่ ยเหลอื จากทฤษฎกี ารใหก้ ารปรกึ ษาแบบ พทุ ธจิตวทิ ยาโดยใช้แบบจำ� ลองทฤษฎมี าประยุกต์
ปีท่ี 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 69
ปรับใช้ จึงมีผลต่อการเปล่ียนพฤติกรรมมีการลด 2. การน�ำกลยุทธ์และเทคนิคตามตาม
หรือเลิกการสูบบุหรี่ของนิสิตบรรพชิต ได้อย่างมี หลกั พทุ ธจติ วทิ ยาโดยใชแ้ บบจำ� ลองขา้ มทฤษฎมี า
ประสิทธิภาพ จึงเป็นรูปแบบเพ่ือการเปลี่ยน ประยกุ ต์ใชค้ วบคูก่ ับการใหค้ �ำปรึกษาแบบกลุม่
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมใหม่ท่ี 3. การน�ำรูปแบบการให้ค�ำปรึกษาแบบ
เหมาะสมและดกี วา่ ได ้ กลุ่มตามตามหลักพุทธจิตวิทยาโดยใช้แบบจ�ำลอง
ข้ามทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการเปล่ียนพฤติกรรม
6. ขอ้ เสนอแนะ อน่ื จากพฤตกิ รรมทไ่ี ม่พงึ ประสงคแ์ ละเปน็ ปญั หา
ไปส่พู ฤติกรรมใหม่ทเ่ี หมาะสมและดีกว่าได้
1. การน�ำรูปแบบการให้ค�ำปรึกษาแบบ 4. การเผยแพร่และการอบรมการให้ค�ำ
กลมุ่ ตามตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยา โดยใชแ้ บบจำ� ลอง ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามตามหลกั พทุ ธจติ วทิ ยาโดยใช้
ขา้ มทฤษฎมี าประยกุ ตใ์ ชเ้ พอื่ การเปลย่ี นพฤตกิ รรม แบบจ�ำลองข้ามทฤษฎเี พื่อการเปลย่ี นพฤตกิ รรม
การสบู บหุ รขี่ องนสิ ติ บรรพชิต ต้องมีการเอาใจใส่
References
BBC News. (2013). Key anti-smoking treaty adopted. http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/
3046223.stm (Accessed 2 September 2013).
Lairson, D. R., et al. (2014). CAGE questionnaire of smoking. http://www.aafp.org/afp/200
20315/1107.html (Accessed 2 September 2014).
Neuman, W. L. (2007). Basics of social research qualitative and quantitative approaches.
(2nd. ed.). New York : University of Wisconsin-Whitewater.
Phra Dhammapitaka (P.A. Payutto). (1996). From Psychology to Cultivation of the meart.
Bangkok : Buddhadhamma foundation.
Public health ministry, Protective non-smoking health Act B.E. 2535. (1992). The office of
tobacco consumption control, Department of deseas control. Bangkok : The war
veteran organization of Thailand Payutto.
The World Health Organization. (2013). Dedicated to fighting the world wide smoking
epidemic by supporting a strong WHO-Sponsored tobacco control treaty. http://
nosmoking.ws/why/important.html,(2006a) (Accessed 27 September 2013).
ยุทธศาสตรก์ ารด�ำเนินงานศูนย์การเรียนร้ภู ูมิปัญญาทอ้ งถ่นิ
ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ*
Strategies for Organizing Local Wisdom Learning Center in
the Northeast Region
อัจฉรยิ ะ วงษค์ �ำซาว และถวิล ลดาวลั ย์
Ajchariya Vongkhamsao and Tawil Ladawan
มหาวิทยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
North Eastern University, Thailand
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวจิ ยั ครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศกึ ษาองคป์ ระกอบการดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญา
ทอ้ งถิ่น ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื 2) ศึกษาสภาพปจั จุบนั และสภาพที่พงึ ประสงค์ของการดำ� เนินงาน
ศูนย์การเรยี นรภู้ ูมิปญั ญาทอ้ งถิ่น ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และ 3) พฒั นายทุ ธศาสตร์การด�ำเนินงาน
ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยใช้วิธีผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
ผบู้ รหิ ารศนู ยฯ์ ทปี่ รกึ ษาศนู ยฯ์ พระสงฆ์ ผนู้ ำ� ชมุ ชน และปราชญช์ าวบา้ นศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ
ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จำ� นวนทง้ั สน้ิ 352 คน เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย แบบสอบถาม
ซ่ึงมีค่าความเชื่อมั่นท้ังฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง และค่าดชั นี PNIModified
ผลการวิจัยพบวา่
1. องคป์ ระกอบของการดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
มอี งค์ประกอบ 6 ดา้ น ได้แก่ 1) ด้านการตดั สนิ ใจร่วมกัน 2) ดา้ นการจดั โครงสรา้ งและบทบาทหนา้ ท่ี
3) ดา้ นการจดั สถานที่และวัสดุอปุ กรณ์ 4) ด้านการสร้างกฎกติการว่ มกัน 5) ด้านการส่อื สารระหว่างผนู้ ำ�
สมาชกิ กบั องค์กรชมุ ชน และ 6) ดา้ นการควบคุมตรวจสอบ
2. สภาพปจั จบุ นั ของการดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ภาพรวมมีการปฏิบัติในระดับปานกลาง และสภาพท่ีพึงประสงค์ของการด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้
* ไดร้ บั บทความ: 4 พฤศจกิ ายน 2561; แกไ้ ขบทความ: 5 สิงหาคม 2562; ตอบรบั ตพี มิ พ์: 4 กันยายน 2562
Received: November 4, 2018; Revised: August 5, 2019; Accepted: September 4, 2019
72 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ภมู ิปัญญาท้องถิน่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ภาพรวมมรี ะดบั ที่พงึ ประสงคอ์ ยู่ในระดบั มากทีส่ ุด
3. ผลการพฒั นายทุ ธศาสตรก์ ารดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในภาคตะวนั ออก
เฉียงเหนอื ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ 28 กลยทุ ธ์ และ 28 ตวั ชว้ี ัด ได้แก่ การสร้างกฎกตกิ ารว่ มกนั
ประกอบดว้ ย 4 กลยทุ ธ์ 4 ตวั ชว้ี ดั การสอื่ สารระหวา่ งผนู้ ำ� สมาชกิ กบั องคก์ รชมุ ชน ประกอบดว้ ย 4 กลยทุ ธ์
4 ตัวชว้ี ัด การตดั สินใจร่วมกัน ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ 4 ตัวชีว้ ดั การจัดโครงสรา้ งและบทบาทหน้าท่ี
ประกอบด้วย 5 กลยทุ ธ์ 5 ตวั ชี้วดั การจัดสถานที่และวสั ดอุ ุปกรณ์ ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ 5 ตัวชว้ี ดั
และการควบคุมตรวจสอบ ประกอบดว้ ย 6 กลยุทธ์ 6 ตวั ชว้ี ัด
คำ� ส�ำคญั : ยทุ ธศาสตร์; การดำ� เนินงาน; ศนู ย์การเรียนรภู้ ูมปิ ัญญาท้องถนิ่
Abstract
The purposes of this research were: 1) to study or components of local wisdom
learning center in the Northeast region; 2) to study the current situation and the desirable
conditions of the above stated center; 3) to develop strategies for organizing local wisdom
learning center in the Northeast region. Mixed method research was used in this study.
The sample group consisted of administrators, consultants, monks, community leaders
and local wisdom scholars of local wisdom learning center in the Northeast region with
the total number of 352 people. The research instruments consisted of questionnaires
with the reliability of 0.99. The statistics used in this research comprised percentage,
mean, standard deviation, Item-Objective Congruence Index (IOC) and PNIModified index.
The research results were found that:
1. Components of organizing local wisdom learning center in the Northeast region
consisted of 6 aspects as follows: 1) collective decision-making, 2) structure and roles,
3) place and space management and equipment, 4) co-creating rules, 5) communication
between member leaders and community organizations and 6) control and audit
2. The current situation of organizing local wisdom learning center in the Northeast
region, in all, was at a moderate level, and the desirable conditions of organizing local
wisdom learning center in the Northeast region, in all, were rated at the highest level.
3. The results of organizing local wisdom learning center in the Northeast region
consisted of 6 strategies, 28 measures and 28 indicators as follows: Co-creating rules
ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 73
comprised 4 measures and 4 indicators. Communication between member leaders and
community organizations comprised 4 measures and 4 indicators. Collective decision-making
comprised 4 measures and 4 indicators. Structure and roles comprised 5 measures and
5 indicators. Place and space management and equipment comprised 5 measures and
5 indicators. Control and audit comprised 6 measures and 6 indicators.
Keywords: Strategies; Organizing; Local wisdom learning center
1. บทนำ� ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ใหม่ของการ
พฒั นาทส่ี อดคลอ้ งกบั สถานการณข์ องชมุ ชน จงึ ตอ้ ง
ประชาชนจะด�ำรงชีวิตอยู่ในสังคมท่ี วางอยู่บนหลักการพื้นฐานหลัก 4 ประการ คือ
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีความสุขนั้น 1) สรา้ งความเชอ่ื มน่ั 2) ฟน้ื ฟคู วามสมั พนั ธ์ 3) พฒั นา
จะต้องปรับตนเองให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่ ระบบการจัดการและ 4) การเรยี นรู้ (Phongphit,
เปลี่ยนไปได้อย่างเหมาะสมการให้ชุมชนสามารถ Nanthasuwanan and Rakphinij, 2011) หวั ใจ
พึ่งพาตนเองได้ มีการน�ำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจ ส�ำคัญของเศรษฐกิจพื้นฐานอยู่ท่ีการรวมตัวกัน
ชุมชนท่ีสมาชิกในชุมชนตัดสินใจจากข้อมูลการ ของชาวบ้าน ในการท�ำอาชีพต่างๆ โดยอาศัย
สรา้ งเวทเี รยี นรเู้ สวนาประชาคม แลว้ นำ� ขอ้ มลู ของ ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาหรือการเอาตัวรอด
ชมุ ชนมาวเิ คราะหศ์ กั ยภาพเพอ่ื วางแผนการบรหิ าร ในสงั คมชวี ติ ชมุ ชนเปน็ อกี หนว่ ยงานหนงึ่ หรอื เปน็
จัดการและพัฒนากลุ่มตามแนวทางหลักปรัชญา อีกองค์กรหน่ึงของสังคมประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ
เศรษฐกิจพอเพียง (Lapmak, 2010) เคร่ืองมือ มากมายที่ต้องพ่ึงพาอาศัยกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน
ส�ำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองต้อง หล่อหลอมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ส่ังสมและ
อาศัยความรู้เพ่ือพัฒนาอาชีพท่ีเป็นพ้ืนฐานการ สืบทอดกันกลายเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้าน
ด�ำรงชีวิตที่จะน�ำไปสู่การพัฒนาตนพัฒนาชุมชน ต่างๆ มากมาย ซึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านของแต่ละ
และพฒั นาประเทศหลายชมุ ชนของสงั คมไทยจงึ ได้ ชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยมีความ
มีการน�ำแนวคิดการจัดการความรู้ไปใช้ควบคู่กับ หลากหลาย ตามสภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาตแิ ละ
การพฒั นาชมุ ชน ซง่ึ สงั คมปจั จบุ นั สง่ิ ทส่ี ำ� คญั ทส่ี ดุ ลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างท้องถ่ิน ท่ีมีอยู่ตาม
คือ ยุคสงั คมแห่งการเรียนรู้ การจัดการเรียนรแู้ ละ ธรรมชาตขิ องมนษุ ยเ์ กดิ ขน้ึ จาการปรบั ตวั หรอื แกไ้ ข
กระบวนการเรียนรู้จึงเป็นส่ิงที่ส�ำคัญที่สุด การจัด ปญั หาแลอปุ สรรคจากการทำ� เปน็ วถิ ชี วี ติ ประจำ� วนั
กระบวนการเรยี นรสู้ ำ� หรบั ชมุ ชน คอื ชว่ ยใหช้ มุ ชน (Na Thalang, et al., 2004)
ค้นพบ และพัฒนาศักยภาพของคนจนสามารถ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็นศูนย์รวมข้อมูล
“พึ่งตนเองได้” ซึ่งจะเป็นชุมชนเรียนรู้ตัดสินใจได้ ขา่ วสารและความรขู้ องชมุ ชน จะนำ� ไปสกู่ ารสง่ เสรมิ
อยา่ งเปน็ อสิ ระ สามารถจัดการ “ทุน” ของตนเอง
74 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
โอกาสในการเรียนรู้การถ่ายทอดการแลกเปล่ียน ชมุ ชนดว้ ยตวั ของชมุ ชนเองและจดั การความรแู้ ละ
ประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญาวัฒนธรรม องคก์ รชมุ ชนใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพยิง่ ขึน้ ตอ่ ไป
คา่ นยิ ม และเอกลกั ษณข์ องชมุ ชน เปน็ แหลง่ บรกิ าร
ชมุ ชนด้านตา่ งๆ เชน่ การจัดกจิ กรรมท่ีสอดคลอ้ ง 2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
กับความต้องการการเรียนรู้ของชุมชน โดยเน้น
กระบวนการเรยี นรเู้ กยี่ วกบั วถิ ชี วี ติ ของคนในชมุ ชน 1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบการด�ำเนิน
เพอ่ื ใหม้ กี ารเปลยี่ นแปลงของสงั คม ซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ในภาคตะวนั
ชุมชนแห่งการเรียนรู้และมุ่งการพัฒนาแบบ ออกเฉยี งเหนือ
มุ่งตนเองเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของประชาชน 2. เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ี
(Ministry of Interior Department of Community พึงประสงค์ของการด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้
Development, 2008) เป็นแหล่งการเรียนรู้ ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิน่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทุกด้านทุกรูปแบบไม่เน้นการเรียนการสอนใน 3. เพอื่ พฒั นายทุ ธศาสตรก์ ารดำ� เนนิ งาน
หอ้ งเรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางทปี่ ระชาชนทกุ คนสามารถ ศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ในภาคตะวนั ออก
เข้ามาเรยี น ค้นหาความรู้ แลกเปลีย่ นความรแู้ ละ เฉยี งเหนอื
ประสบการณ์ รวมถงึ การพบปะสงั สรรคเ์ พอ่ื สรา้ ง
ความเขา้ ใจ ความร่วมมอื ในการพัฒนาตนเองและ 3. วิธีด�ำเนินการวิจัย
ชุมชนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ
ประชาชน โดยประชาชนเพ่ือประชาชน การวจิ ยั ครงั้ นก้ี ำ� หนดขอบเขตของการวจิ ยั
จากความเป็นมาและความส�ำคัญของ ไวด้ งั น้ี
ปัญหาดงั กลา่ ว จงึ ทำ� ให้ผวู้ จิ ยั สนใจและเลอื กทจี่ ะ 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่ม
ศึกษายุทธศาสตร์การด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ ตัวอยา่ ง
ภูมิปัญญาท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเชิง
ซ่ึงเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนน�ำร่องในรูปแบบ ปรมิ าณครง้ั น้ี ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารศนู ยฯ์ ทป่ี รกึ ษาศนู ยฯ์
ภูมิปัญญาท้องถิ่นและกลุ่มอาชีพจนประสบความ พระสงฆ์ ผูน้ ำ� ชมุ ชน และปราชญช์ าวบ้าน ในศนู ย์
สำ� เรจ็ กลายเปน็ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ ม่ี อี งคค์ วาม การเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ในภาคตะวนั ออกเฉยี ง
รู้จนท�ำให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนมีผู้เข้าไปศึกษา เหนือ จ�ำนวน 245 ศูนย์ รวมทั้งส้นิ 4,165 คน
เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเน่ือง 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร
ซ่ึงการค้นหาความรู้ความจริงในการวิจัยคร้ังน้ี ศนู ย์ฯ ทปี่ รกึ ษาศนู ยฯ์ พระสงฆ์ ผู้น�ำชุมชน และ
จะน�ำไปสู่การวางแผนปรับปรุงพัฒนาด้านองค์กร ปราชญช์ าวบา้ น ศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
ชุมชนและกลไกการเรียนรู้ท่ีส่งผลต่อการพัฒนา ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จำ� นวนทง้ั สนิ้ 350 คน
ซึ่งก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ
แครจซแี่ ละมอรแ์ กน (V.R. Krejcie & D.W. Morgan)
ปที ี่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 75
(Sri Sa-at, 2004) แลว้ เลอื กตวั อยา่ งประชากรดว้ ย สถานทใี่ นการวจิ ยั คอื ศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ ง
วิธีการสุ่มอย่างง่ายแบบแบ่งช้ัน (เพื่อให้ได้กลุ่ม ถิ่นในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ จำ� นวน 245 ศนู ย์
ตัวอยา่ งทกี่ ระจายและครอบคลุ ม ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการวิจยั คอื ปีการศกึ ษา 2561
1.3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย
เชิงคุณภาพครั้งน้ีผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มเป้าหมายการ 4. สรุปผลการวิจัย
ศกึ ษา โดยการเลอื กแบบเจาะจง จากศนู ยก์ ารเรยี นรู้
จำ� นวน 10 ศนู ย์ ได้แก่ ศูนยว์ ฒั นธรรมเฉลมิ ราช 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของการ
จงั หวดั ขอนแกน่ พอ่ ครปู ระมวล พมิ พเ์ สน ศนู ยก์ าร ด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
เรียนรู้วดั แจ้งสวา่ งนอก จงั หวัดขอนแกน่ ศนู ย์การ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาพรวมมีการปฏิบตั ิ
เรยี นรกู้ ล่มุ ทอผา้ ดว้ ยกี่กระตุกบ้านโนนชยั จังหวดั อยู่ในระดับปานกลาง พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติ
ขอนแก่น ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยด้าน สงู สุด ได้แก่ ด้านการควบคุมตรวจสอบ รองลงมา
ศิลปกรรมการแสดงพ้ืนบ้านหมอล�ำแม่ครูราตรี ได้แก่ ด้านการสื่อสารระหว่างผู้น�ำ สมาชิกกับ
ศรวี ไิ ล จงั หวดั ขอนแกน่ ศนู ยเ์ รยี นรชู้ มุ ชนบา้ นดงบงั องค์กรชมุ ชน และด้านท่มี กี ารปฏบิ ตั ิต่�ำสดุ ไดแ้ ก่
จังหวดั ขอนแกน่ ศนู ย์ฟ้นื ฟูภมู ปิ ญั ญาไทย จังหวดั ดา้ นการสรา้ งกฎ กตกิ ารว่ มกัน
บุรีรัมย์ ศูนย์เรียนรู้บ้านค�ำปลาหลายจังหวัด 2. ผลการศกึ ษาสภาพทพ่ี งึ ประสงคข์ อง
ขอนแก่น ศูนย์ฝึกอบรมเกษตรผมผสานบ้าน การด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
โนนรัง-บูรพา จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ปราชญ์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพรวมมีระดับท่ี
ชาวบ้าน บ้านมะเมียง จังหวัดสุรินทร์ และศูนย์ พึงประสงค์อยู่ในระดับมากท่ีสุด พบว่า ด้านที่มี
วิสาหกจิ ชมุ ชนตำ� บลละทาย จงั หวดั ศรีสะเกษ ระดับที่พึงประสงค์สูงสุด ได้แก่ ด้านการสื่อสาร
2. ขอบเขตด้านเนื้อหา ผู้วิจัยได้ศึกษา ระหว่างผู้น�ำสมาชิกกับองค์กรชุมชน รองลงมา
แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการ ได้แก่ ด้านการตัดสินใจร่วมกัน ด้านการควบคุม
ด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินจึงได้ และด้านทีม่ กี ารปฏบิ ัตติ �ำ่ สดุ ไดแ้ ก่ ดา้ นการสร้าง
องค์ประกอบการด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ กฎ กติการ่วมกนั ซง่ึ ผลการประเมินความตอ้ งการ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ�ำเป็นของการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินที่มี
ประกอบดว้ ย 6 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1) การตดั สนิ ใจรว่ มกนั ประสิทธิผลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัย
2) การจัดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ 3) การจัด วเิ คราะห์ขอ้ มูล ประกอบด้วย 6 ด้าน พบวา่ ด้าน
สถานทแ่ี ละวสั ดอุ ปุ กรณ์ 4) การสรา้ งกฎ กตกิ ารว่ ม ที่มีความต้องการจ�ำเป็นท่ีความส�ำคัญมากที่สุด
กนั 5) การสอ่ื สารระหว่างผู้น�ำ สมาชิกกบั องค์กร และมคี วามเรง่ ดว่ นทต่ี อ้ งการไดร้ บั การพฒั นากอ่ น
ชุมชน และ 6) การควบคุมตรวจสอบ ด้านการสร้างกฎ กติการ่วมกัน รองลงมา ได้แก่
3. ขอบเขตด้านสถานที่และระยะเวลา ด้านการสื่อสารระหว่างผู้น�ำ สมาชิกกับองค์กร
ชุมชน ดา้ นการตดั สนิ ใจร่วมกัน ดา้ นการจัดสถาน
76 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ที่และวสั ดุอุปกรณ์ และด้านการจัดโครงสรา้ งและ 5. อภปิ รายผลการวจิ ยั
บทบาท ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียต�่ำสุดคือ ด้านการ
ควบคุมตรวจสอบ จากผลการวิจัยเร่ือง ยุทธศาสตร์การ
3. ผลการศึกษายุทธศาสตร์การด�ำเนิน ดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในภาค
งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในภาคตะวนั ตะวันออกเฉียงเหนือมีประเด็นส�ำคัญท่ีน่าสนใจ
ออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยน�ำเสนอยุทธศาสตร์การ ควรแก่การน�ำมาอภิปรายผล ดงั นี้
บริหารศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีมี 1. สภาพปัจจุบันภาพรวมมีการปฏิบัติ
ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล ข อ ง ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ อยใู่ นระดบั ปานกลาง เมอ่ื พจิ ารณารายดา้ น พบวา่
ประกอบดว้ ย 6 ยุทธศาสตร์ ดังน้ี 1) การตัดสินใจ ดา้ นทปี่ ฏบิ ตั สิ งู สดุ ไดแ้ ก่ ดา้ นการควบคมุ ตรวจสอบ
ร่วมกัน 2) การจัดโครงสร้างและบทบาทหน้าท่ี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของฉลาด จันทรสมบัติ
3) การจดั สถานทแ่ี ละวสั ดอุ ปุ กรณ์ 4) การสรา้ งกฎ (Chantarasombat, 2004) ศึกษาเรื่องการสร้าง
กติการ่วมกนั 5) การส่อื สารระหว่างผนู้ �ำ สมาชกิ และพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการพึ่งพา
กับองค์กรชุมชน และ 6) การควบคุมตรวจสอบ ตนเอง พบวา่ 1) หลกั การสรา้ งผนู้ ำ� ในการเปลยี่ นแปลง
พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมและความ โดยเนน้ การสรา้ งและพฒั นาเครอื ขา่ ยองคก์ รชมุ ชน
เปน็ ไปไดย้ ทุ ธศาสตรก์ ารดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรู้ สวู่ สิ าหกจิ และการทำ� งานแบบมสี ว่ นรว่ มควบคกู่ บั
ภูมิปัญญาท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือท้ัง การพัฒนาศักยภาพผู้น�ำในการเปลี่ยนแปลง่าน
6 ยุทธศาสตร์ ที่ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของ กระบวนการเรยี นรู้ 2) การสรา้ งและพฒั นาเครอื ขา่ ย
ผู้เชี่ยวชาญแล้วน�ำไปสอบถามผู้บริหารศูนย์การ องค์กรชุมชน 3) แนวทางการปรับบทบาทของ
เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียง พฒั นาการ
เหนอื จ�ำนวน 15 คน เพื่อประเมนิ ความเหมาะสม 2. สภาพท่ีพึงประสงค์ของการด�ำเนิน
และความเปน็ ไปได้ พบวา่ มคี วามเหมาะสมอยใู่ น งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ในภาคตะวนั
ระดับมากท่ีสุด 4 ยุทธศาสตร์ และยุทธศาสตร์ ออกเฉยี งเหนอื ภาพรวมมรี ะดบั ทพ่ี งึ ประสงคอ์ ยใู่ น
ที่มีความเหมาะสมระดับมาก 2 ยุทธศาสตร์ ระดบั มากที่สดุ พบวา่ ด้านท่มี รี ะดับที่พงึ ประสงค์
โดยยุทธศาสตร์ที่มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมสูงสุด สงู สดุ ไดแ้ ก่ ดา้ นการสอื่ สารระหวา่ งผนู้ ำ� สมาชกิ กบั
คือ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างการส่ือสาร องคก์ รชมุ ชน ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ Eptein
ระหว่างผู้นำ� สมาชกิ กับองค์กรชุมชนรองลงมา คอื (2000) ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับการแบ่งปันแลก
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 6 การควบคมุ ตรวจสอบ สว่ นกลยทุ ธ์ เปลี่ยนความรใู้ นองคก์ ร พบวา่ ในการแบ่งปันแลก
ท่ีมีคา่ เฉลย่ี ความเหมาะสมต�่ำสดุ คอื ยทุ ธศาสตร์ที่ เปล่ียนประสบการณ์และความรู้ท่ีซ่อนเร้นในตัว
1 การสรา้ งกฎ กติการ่วมกนั บคุ คลนนั้ การใชว้ ธิ ตี ดิ ตอ่ สอ่ื สารแบบพบปะสนทนา
โดยตรงจะให้ผลดีกว่าใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
ปีท่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 77
ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดจะมีบทบาทส�ำคัญมาก ผลของการประเมินความต้องการจ�ำเป็นสูงเป็น
ตอ่ การแพรก่ ระจายความรู้ อันดบั 2 ดงั ท่บี ญุ สง่ หาญพานชิ (Hanphanich,
3. ยุทธศาสตร์การด�ำเนินงานศูนย์การ 2003) ศกึ ษาการพฒั นารปู แบบการบรหิ ารจดั การ
เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียง ความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาไทย พบว่า ผู้บริหาร
เหนอื ซง่ึ จากการศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั และสภาพที่ สถาบันอุดมศกึ ษา มคี วามต้องการระดับมากขณะ
พึงประสงค์ที่ผู้วิจัยได้สังเคราะห์และผ่านการ ที่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันเกิดขึ้นในระดับ
จปารกะกเมานิ รคดว�ำาเนมินตอก้ งากรสารนจทำ� นเปาน็กลPุ่มNIm(FodoificeduรsวมGทroง้ั uผpล ค่อนข้างน้อยในทุกด้านท่ีเก่ียวกับการบริหาร
Discussion) จากผทู้ รงคณุ วฒุ ิ และผลการประเมนิ จดั การความรู้ ได้แก่ การสร้างความรู้ การจัดเกบ็
ความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ พบว่า ความรู้ การนำ� ความรไู้ ปใช้ การแบง่ ปนั แลกเปลย่ี น
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 1 การสรา้ งกฎกตกิ ารว่ มกนั ความรู้ การบริการความรู้ การสื่อสารความรู้
มีเป้าหมาย เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้และชุมชนมีกฎ การใชเ้ ทคโนโลยี วฒั นธรรมการไวว้ างใจ วฒั นธรรม
กติกาข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งมีผลของการประเมิน พลงั รว่ ม
ความตอ้ งการจำ� เปน็ สงู เปน็ อนั ดบั 1 ประกอบดว้ ย ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 การเสริมสร้างการตัดสิน
4 กลยทุ ธ์ ดงั ทฉี่ ลาด จนั ทรสมบตั ิ (Chantarasombat, ใจร่วมกัน มีเป้าหมาย เพื่อให้บุคลากรมีส่วนร่วม
2004) ศึกษา กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้าง แสดงความคดิ เหน็ และตดั สนิ ใจรว่ มกนั ซงึ่ มผี ลของ
ความเข้มแข็งของกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรม: กรณี การประเมินความต้องการจ�ำเป็นสูงเป็นอันดับ 3
ศกึ ษา กลมุ่ ทอผา้ พน้ื เมอื งชมุ ชนวงั จาน ตำ� บลนาขา่ ประกอบดว้ ย 4 กลยทุ ธ์ ดงั ท่ี ฉลาด จันทรสมบัติ
อำ� เภอวาปปี ทมุ จงั หวดั มหาสารคาม พบวา่ ทงั้ กลมุ่ (Chantarasombat, 2004) ศึกษาเครือข่าย
องค์กรชุมชนและองค์กรประชาสังคมที่ปรึกษาจะ เศรษฐกจิ ชมุ ชนจงั หวดั นครราชสมี า เปน็ เครอื ขา่ ย
ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน การส่งเสริม ที่รวมตัวกันของกลุ่มอาชีพ พบว่า เครือข่ายทาง
สนับสนุนให้กลุ่มองค์กรชุมชนได้วิเคราะห์ เศรษฐกิจชุมชนจังหวัดนครราชสีมาได้มีกระบวน
สถานการณ์ ปัญหา รจู้ กั ตนเอง นำ� ไปสกู่ ารจัดท�ำ การสร้างความรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการประชุม
แผนปฏบิ ตั ติ ามผล ตดิ ตามตรวจสอบสรปุ บทเรยี น เวทีพูดคุยแลกเปลี่ยน เวทีสรุปบทเรียน การฝึก
อยา่ งตอ่ เนอ่ื งนำ� ไปสกู่ ารเรยี นรจู้ รงิ โดยใชห้ ลกั การ อบรมถา่ ยทอด การฝกึ ปฏบิ ตั จิ รงิ และการประสาน
เรยี นรู้แบบมสี ่วนรว่ ม กบั หนว่ ยงานภายนอกเปน็ กระบวนการสรา้ งความรู้
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 2 การเสรมิ สรา้ งการสอ่ื สาร เพ่ือน�ำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับสมาชิก
ระหวา่ งผู้น�ำ สมาชิกกบั องคก์ รชมุ ชน มเี ปา้ หมาย กลุ่มเครอื ข่าย
เพื่อเสริมสร้างการส่ือสารระหว่างผู้น�ำ สมาชิกกับ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การจัดโครงสร้างและ
องค์กรชุมชนของบุคลากรในศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งมี บทบาทหน้าท่ีมีเป้าหมายเพื่อจัดโครงสร้างและ
บทบาทหน้าท่ีเพ่ือก�ำหนดขอบเขตการท�ำงานของ
78 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
บุคลากรในศูนย์เรียนรู้ ซึ่งมีผลของการประเมิน ประกอบด้วย 6 กลยทุ ธ์ ดงั ที่ ฉลาด จนั ทรสมบัติ
ความตอ้ งการจำ� เปน็ สงู เปน็ อนั ดบั 4 ประกอบดว้ ย (Chantarasombat, 2004) ศกึ ษา กระบวนการ
ดงั ทร่ี ตั นะ บญุ มธั ยะ และคณะ (Bunmathaya, et เรียนรู้เพ่ือเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มอาชีพ
al., 2005) ไดศ้ กึ ษาการสงั เคราะหอ์ งคค์ วามรทู้ อ้ งถนิ่ อตุ สาหกรรม: กรณศี กึ ษา กลมุ่ ทอผา้ พนื้ เมอื งชมุ ชน
เกย่ี วกบั การจดั การความรเู้ พอื่ ชมุ ชนเปน็ สขุ ในภาค วงั จาน พบวา่ ทงั้ กลมุ่ องคก์ รชมุ ชนทปี่ รกึ ษาจะตอ้ ง
อสี าน: กรณเี ครอื ขา่ ยอนิ แปง ปราชญช์ าวบา้ นภาค สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และพยายาม
อสี านและชมุ ชนศรี ษะอโศก พบวา่ กลไกการจดั การ กระตนุ้ ตดิ ตามผลการปฏิบัติงานอยา่ งตอ่ เนื่อง
ความรู้ของเครือข่ายชุมชน คือ ตัวผู้น�ำองค์กร
ชุมชนและเครือข่ายชุมชน รวมท้ังองค์กรพัฒนา 6. ข้อเสนอแนะ
จากภายนอกท่ีเป็นภาคีพนั ธมติ รของเครอื ขา่ ย
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมจัดสถานท่ี 1. ข้อเสนอแนะเพื่อการน�ำผลการวิจัย
และวสั ดอุ ปุ กรณ์ มเี ปา้ หมาย เพอื่ สง่ เสรมิ จดั สถาน ไปใช้
ท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งมีผลของ 1.1 ผบู้ รหิ ารศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญา
การประเมินความต้องการจ�ำเป็นสูงเป็นอันดับ 5 ท้องถิ่นควรน�ำผลการวิจัยทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ 6
ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ดังที่ รัตนะ บุญมัธยะ เป้าหมาย 36 กลยุทธ์ 36 ตวั ชีว้ ัดไปปรบั ใช้ในการ
(Bunmathaya, et al., 2005) ได้ศึกษาการ ดำ� เนนิ งานศนู ยก์ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ในภาค
สังเคราะห์องค์ความรู้ท้องถ่ินเกี่ยวกับการจัดการ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื
ความรเู้ พอื่ ชมุ ชนเปน็ สขุ ในภาคอสี าน: กรณเี ครอื ขา่ ย 1.2 ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้
อนิ แปงปราชญช์ าวบา้ นภาคอสี านและชมุ ชนศรี ษะ ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ยุทธศาสตร์การพัฒนาศูนย์
อโศก พบวา่ ความรูท้ อ้ งถิน่ ท่ีชุมชนใช้ในการสรา้ ง การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปปรับใช้ในการ
ความสุข คือ ความรู้ท่ีเกี่ยวกับการเกษตรแบบ ก�ำหนดนโยบาย การด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้
พึ่งตนเองในรูปแบบเศรษฐกิจระบบพอเพียง ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายในการพฒั นา
โดยเชื่อมประสานให้ผู้น�ำจากหลากหลายพ้ืนที่ได้ 2. ข้อเสนอแนะสำ� หรับวิจยั ครงั้ ต่อไป
มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ท่ีเกิด 2.1 ควรมกี ารวจิ ยั ดา้ นการการสรา้ ง
จากการปฏิบัติ จนเกิดความสัมพันธ์ทางสังคมใน เครอื ขา่ ยและการมสี ว่ นรว่ มในการดำ� เนนิ งานศนู ย์
ลักษณเ์ ครือข่ายของกระบวนการเรียนรู้ การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาคตะวันออก
ยุทธศาสตร์ท่ี 6 การควบคุมตรวจสอบมี เฉยี งเหนอื
เป้าหมายเพ่ือจัดให้มีระบบการควบคุมตรวจสอบ 2.2 ควรมีการวิจัยเก่ียวกับรูปแบบ
การด�ำเนินงานในศูนย์การเรียนรู้ ซ่ึงมีผลของการ การด�ำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ประเมินความต้องการจ�ำเป็นสูงเป็นอันดับ 6 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อน�ำสู่แนวทางการ
ปฏบิ ัติทเ่ี ปน็ รปู ธรรมและยัง่ ยืนต่อไป
ปที ี่ 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 79
References
Bunmathaya, R., et al. (2005). Synthesis of local knowledge about knowledge management
for a happy community in the northeast: In case of Inpang Network Northeastvillagers
and Srisa-Asoke community. Bangkok : Thailand Research Fund.
Chantarasombat, C. (2004). Creating and developing a community organization network
for self-reliance Mahasarakham: Center for Learning and Strengthening Community
and Foundation Economy. Mahasarakha : Faculty of Education, Mahasarakham
University.
Epstein, Lisa Dickstien. (2000). Sharing Knowledge in Organization: How People use Media
to Communication. Doctor’s Dissertation. Berkeley : University of California.
Hanphanich, B. (2003). Development of knowledge management model in Thai higher
education institutions. Doctor of Philosophy Thesis. Graduate School : Chulalongkorn
University.
Lapmak, C. (2010). Knowledge management system model and knowledge-driven process
according to the sufficiency economy approach: a case study of Thoranee Kham
community, Khok Faet Subdistrict, Nong Chok District, Bangkok. Bangkok :
National Institute of Development Administration Bangkok.
Ministry of Interior Department of Community Development. Indicator 6 Multiply 2. http://
cddweb.cdd.go.th (Accessed 10 July 2018).
Na Thalang, E., et al. (2004). Thaksin wisdom. Lertchai Sirichai (inland), Local wisdom
from facts raised to the paradigm of community strength. Nakhon Si Thammarat
: School of Liberal Arts, Walailak University.
Phongphit, S., Nanthasuwanan, W. and Rakphinij, C. (2001). Community Enterprise Master
plan, concept, guideline, sample, bill. Bangkok : Thai wisdom.
Sri Sa-at, B. (2004). Statistical methods for research. Bangkok : Suviriyasarn.
รูปแบบการนิเทศโรงเรยี นสองภาษาระดับประถมศึกษา
สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน*
The Supervision Model of English Bilingual Education for
Primary School under Basic Education Commission Office
ภทั รภรณ์ น้อยกอ
Pattaraporn Noigor
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์
Nakhon Sawan Rajabhat University, Thailand
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจยั ครงั้ นี้ มวี ัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดับ
ประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) สร้างรูปแบบการนิเทศโรงเรียน
สองภาษาระดับประถมศึกษาฯ 3) ประเมินรูปแบบการนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษาฯ
มรี ะเบยี บวธิ วี จิ ยั ดงั น้ี ขน้ั ตอนท่ี 1 ศกึ ษาองคป์ ระกอบของการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั ประถมศกึ ษาฯ
โดยศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 600 คน
จากแบบสอบถามขน้ั ตอนท่ี 2 การสรา้ งรปู แบบการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั ประถมศกึ ษาฯ โดยการ
สมั มนาองิ ผเู้ ชยี่ วชาญ จำ� นวน 11 คน ขน้ั ตอนท่ี 3 การประเมนิ รปู แบบฯ โดยเกบ็ ขอ้ มลู จากผบู้ รหิ ารสถาน
ศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน จำ� นวน 17 คน
ผลการวิจัยพบว่า
1. องคป์ ระกอบของการนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดบั ประถมศึกษา ประกอบดว้ ย กำ� กบั ดูแล
ปัญหา และความต้องการวางแผน และออกแบบสร้างเคร่ืองมือให้ความรู้ส่งเสริมผู้รับนิเทศและติดตาม
ประเมินผล
2. รปู แบบการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั ประถมศกึ ษาฯ ประกอบดว้ ย 3 สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นท่ี 1
ส่วนนำ� ส่วนท่ี 2 เนอ้ื หา ส่วนท่ี 3 เงื่อนไขความส�ำเร็จ โดยรปู แบบฯ มีความเหมาะสม และคู่มอื รูปแบบฯ
มคี วามเหมาะสมในระดับมาก
* ไดร้ ับบทความ: 25 กนั ยายน 2561; แก้ไขบทความ: 11 กรกฎาคม 2562; ตอบรับตพี มิ พ์: 2 สิงหาคม 2562
Received: September 25, 2018; Revised: July 11, 2019; Accepted: August 2, 2019
82 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
3. ผลการประเมินรูปแบบฯ ในภาพรวมด้านความถูกตอ้ ง ความเหมาะสม ความเป็นไปไดอ้ ยู่
ในระดับมาก และด้านความเป็นประโยชน์อยใู่ นระดบั มากที่สุด
ค�ำส�ำคญั : รปู แบบ; การนเิ ทศ; โรงเรียนสองภาษา
Abstract
This research aims 1) to study the factors of the supervision of English Bilingual
Education for Primary School under Basic Education Commission Office, 2) to develop the
supervision model of English Bilingual Education for Primary School and 3) to evaluate
the supervision model of English Bilingual Education for Primary School. The researches
were conducted in three stages. Stage 1: was to study the factors of the supervision of
English Bilingual Education for Primary School related documents, interviewing 9 experts
and collecting the data from a sample group of 600 people from a questionnaire. Stage
2: was to develop the supervision model of English Bilingual Education for Primary School
form documentation for expert connoisseurship by 11 experts. Stage 3: was to evaluate
the supervision model from administrators of 17 persons.
The results showed that:
1. The supervision of English Bilingual Education for Primary School components
includes awareness Supervise, Problem and Need, Planning and Design, Tools, Knowledge,
Promoting Recipients and Evaluation.
2. The component of the model of the supervision of English Bilingual Education
for Primary School was three components as follows; Part 1 Introduction. Part 2 Content
Part 3 Conditions of success. The model had suitability and handbook had the overall
of suitability was at the high level.
3. The results of evaluation of model in overall, accuracy, suitability and feasibility
at the high level. And usefulness was at the highest level.
Keywords: Model; the Supervision; English Bilingual Education School
ปที ่ี 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 83
1. บทนำ� ศกึ ษานเิ ทศก์ สำ� นกั การศกึ ษา ไดส้ รปุ สภาพปญั หา
การนิเทศในภาคเหนือ คือ 1) บุคลากรมีจ�ำนวน
การนเิ ทศการศกึ ษาเปน็ กระบวนการทเี่ กดิ นอ้ ยมาก ตอ้ งรบั ผดิ ชอบภาระงานหลายดา้ นทำ� ให้
จากความร่วมมือของคณะครู บุคลากรทางการ การนิเทศไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติการนิเทศและ
ศกึ ษา โดยการแนะนำ� ใหค้ ำ� ปรกึ ษาหารอื ชว่ ยเหลอื การนเิ ทศขาดความตอ่ เนอ่ื ง เพราะมงี านอน่ื แทรกซอ้ น
และเสริมสร้างขวัญและก�ำลังใจให้ผู้ท่ีได้รับการ โดยเฉพาะงานเร่งด่วนเฉพาะกจิ 2) บุคลากรผทู้ ำ�
นเิ ทศไดพ้ ฒั นาความรคู้ วามสามารถและพฤตกิ รรม หนา้ ทนี่ เิ ทศขาดความรู้ ความเขา้ ใจและทกั ษะการ
การสอนด้วยตนเองให้สามารถปฏิบัติภารกิจทาง นิเทศทางการศึกษา 3) ขาดแคลนเคร่ืองมือ
ด้านการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนิเทศติดตามงานท่ีครอบคลุมทุกกิจกรรม
ตลอดจนส่งเสริมให้บุคลากรท่ีได้รับการนิเทศมี 4) บุคลากรขาดความเช่ือม่ันในการปฏิบัติหน้าที่
ความรทู้ ท่ี นั สมยั สามารถนำ� ไปบรู ณาการใชเ้ พอื่ การ การนิเทศและมีความวิตกต่อการเปลี่ยนต�ำแหน่ง
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากนี้การนิเทศการ จากข้าราชการครู เป็นต�ำแหน่งศึกษานิเทศก์
ศึกษายังเป็นกระบวนการส�ำคัญต่อการพัฒนา จงั หวดั และ 5) ศกึ ษานเิ ทศก์ ซง่ึ อยภู่ ายนอกสถาน
คุณภาพของสถานศึกษา เนื่องจากเป็นกระบวน ศึกษาไม่สามารถรับรู้สภาพปัญหาและความ
การทช่ี ว่ ยปรบั ปรงุ และพฒั นาประสทิ ธภิ าพการจดั ตอ้ งการทแ่ี ทจ้ รงิ ของสถานศกึ ษา (The supervisor
ประสบการณ์การเรียนรู้และประสิทธิภาพการ Education Office, 2016 : 20)
บริหารการจัดการ เพื่อน�ำไปสู่ผลสัมฤทธ์ิทางการ โรงเรียนสองภาษา ระดับประถมศึกษา
เรียนและพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ของผู้เรียน สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน
ท้ังน้ีเพราะการนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการที่ เป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบสอง
มจี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื พฒั นาคน พฒั นางาน และพฒั นา ภาษา ไทยคอู่ งั กฤษ ในการดำ� เนนิ งานตามนโยบาย
คุณภาพการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของ
ท่ีเกิดขึ้น การนิเทศการศึกษาเป็นองค์ประกอบที่ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โครงการการจดั การเรยี นการ
ส�ำคัญท่ีช่วยเหลือและสนับสนุนกระบวนการ สอนรปู แบบสองภาษา ซงึ่ ดำ� เนนิ งานอยา่ งตอ่ เนอื่ ง
บริหารและกระบวนการสอนให้มีคุณภาพและ ตั้งแต่ปี 2545 โดยพบปัญหาหลายประการ
บรรลุเปา้ หมาย (Thongchai, 2015 : 2) ซึ่งกระบวนการด�ำเนินงานในโครงการนี้ได้รับการ
การนิเทศการศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ นิเทศติดตามอย่างเป็นระบบโดยศึกษานิเทศก์
จากภายนอกน้ัน ไม่สามารถจะท�ำได้อย่างท่ัวถึง ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ พบขอ้ จำ� กดั ดงั น้ี 1) คณุ ภาพ
เนื่องจากจ�ำนวนศึกษานิเทศก์มีน้อยไม่เพียงพอ ครูในโรงเรียนประถมศึกษาในเขตรับผิดชอบ
เม่ือเปรียบเทียบกับความต้องการของครูผู้สอน มขี อ้ จำ� กดั ทง้ั ปรมิ าณและคณุ ภาพ 2) ครทู ผี่ า่ นการ
ในสถานศึกษา ตลอดจนความรู้ของศึกษานิเทศก์ อบรมในโครงการบางสว่ น/บางโรงเรยี น โดยเฉพาะ
ก็ไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกสาขาวิชา ซึ่งหน่วย
84 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
โรงเรยี นขนาดกลาง ยงั ไมม่ คี วามมนั่ ใจในการสอน ศึกษามีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพการ
ตามแผนการสอนทไ่ี ดร้ บั มขี อ้ จำ� กดั หลายประการ จัดการศกึ ษา และบรบิ ทของสถานศึกษา เพือ่ เป็น
ได้แก่ ความรู้ ความสามารถในการอ่าน-พูดภาษา องค์ความรู้ส�ำคัญต่อความเข้าใจในการปฏิรูปการ
องั กฤษ ความใส่ใจในการที่จะเสียสละเวลาในการ เรียนรู้สู่การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21
พฒั นาตนเอง เจตคติต่อการสอนบรู ณาการโดยใช้
ภาษาอังกฤษ 3) ผูบ้ ริหารโรงเรียนในโครงการบาง 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
โรงเรียนยังขาดการนิเทศท่ีมีประสิทธิภาพในเร่ือง
การจดั การเรยี นการสอนของครู การกำ� กบั ตดิ ตาม 1. เพอื่ ศกึ ษาองคป์ ระกอบของการนเิ ทศ
จาก สพป. โดยศกึ ษานเิ ทศกเ์ จา้ ของโครงการทำ� ได้ โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด
เพยี งภาคเรยี นละครงั้ ซงึ่ ไมเ่ พยี งพอ 4) การบรหิ าร ส�ำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
งบประมาณที่ได้รับการจัดสรร สนบั สนนุ โครงการ 2. เพื่อสร้างรูปแบบการนิเทศโรงเรียน
ยังไม่เอ้ือต่อการบริหารจัดการแก้ปัญหา พัฒนา สองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
ศักยภาพครใู นโครงการ 5) เครือขา่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน
ทต่ี อ้ งรบั ผดิ ชอบ 6) ชดุ สอื่ ทไ่ี ดร้ บั (แผนการจดั การ 3. เพอ่ื ประเมนิ รปู แบบการนเิ ทศโรงเรยี น
เรียนรู้ เอกสารประกอบ และสื่อที่จัดให้ในชุด) สองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
ยงั ตอ้ งการปรบั ความเหมาะสมอกี มาก ทง้ั ตวั กจิ กรรม คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน
ความยากง่ายของสาระเน้ือหาสาระ และวิธีการ
จดั การเรยี นการสอน รวมทงั้ ขอ้ สอบวดั ผลประเมนิ 3. วธิ ดี ำ� เนนิ การวิจัย
ผลตามกรอบกสาระการสอนแบบสองภาษา
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงศึกษารูปแบบการนิเทศ การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยและพัฒนา
โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด (Research and Development) ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำ� หนด
ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ขั้นตอนด�ำเนนิ การวจิ ยั ไว้ 3 ขัน้ ตอน ได้แก่
โดยศึกษาองค์ประกอบของการนิเทศโรงเรียนสอง ขั้นตอนที่ 1 การศกึ ษาองค์ประกอบของ
ภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะ การนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา
กรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน แล้วน�ำมาสร้าง สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
รูปแบบการนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถม จากการก�ำหนดตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
ศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสัมภาษณ์
ขนั้ พื้นฐานให้มีความถูกต้อง ความเหมาะสมความ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่ง
เปน็ ไปได้ และความเปน็ ประโยชน์ ท่จี ะท�ำใหก้ าร โครงสร้าง การสอบถามกลุม่ ตัวอย่าง จ�ำนวน 600
ด�ำเนินงานนิเทศของสถานศึกษาระดับประถม คน โดยใช้แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ
แล้วน�ำข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาเอกสาร งานวิจัย
และการสัมภาษณ์มาสังเคราะห์เป็นแนวทางการ
ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 85
สร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับการนิเทศโรงเรียนสอง ของรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบเป็นแบบ
ภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ส่งให้ผู้บริหาร
กรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน และน�ำข้อมูลท่ีได้ สถานศึกษาระดับประถมศึกษา ท่ีได้มาโดยใช้วิธี
จากการสอบถามมาท�ำการวิเคราะห์องค์ประกอบ การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เชิงส�ำรวจ (EFA) เพ่ือหาองค์ประกอบของการ จ�ำนวน 17 คน
นเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดับประถมศึกษา สงั กัด
สำ� นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน 4. สรุปผลการวจิ ยั
ข้ันตอนท่ี 2 การสร้างรูปแบบการนิเทศ
โรงเรยี นสองภาษาระดบั ประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งาน 1. การศกึ ษาองคป์ ระกอบของการนเิ ทศ
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานผู้วิจัยก�ำหนด โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด
วิธีการด�ำเนินการวิจัย ในข้ันตอนน้ีเป็นการสร้าง ส�ำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
รูปแบบการนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถม พบว่า องค์ประกอบของการนิเทศโรงเรียนสอง
ศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
ขั้นพ้ืนฐาน ซึ่งผู้วิจัยได้น�ำองค์ประกอบของการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ประกอบด้วย
นิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา 7 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 1) การกำ� กบั ดแู ล 2) ปญั หา
สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน และความต้องการ 3) การวางแผนและออกแบบ
ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มาด�ำเนินการร่างรูปแบบฯ 4) การสร้างเคร่ืองมือ 5) การแลกเปล่ียนเรียนรู้
ซึ่งประกอบด้วย 3 สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นที่ 1 สว่ นน�ำ 6) การสรา้ งบรรยากาศการนเิ ทศ และ 7) การตดิ ตาม
สว่ นท่ี 2 สว่ นเน้ือหา และส่วนที่ 3 เงอ่ื นไขความ ประเมนิ ผล
ส�ำเร็จของรูปแบบ เสนอต่ออาจารย์ท่ีปรึกษาเพ่ือ 2. การสร้างรูปแบบการนิเทศโรงเรียน
ขอค�ำแนะน�ำยืนยันรูปแบบการนิเทศโรงเรียนสอง สองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงาน
ภาษาระดับประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะ คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มอี งคป์ ระกอบ
กรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานด้วยวิธีการสัมมนา 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนท่ี 1 ส่วนน�ำ ประกอบด้วย
องิ ผเู้ ชย่ี วชาญ (Connoisseurship) จำ� นวน 11 คน แนวคิด และทฤษฎีพื้นฐานของการนิเทศโรงเรียน
ขนั้ ตอนที่ 3 การประเมนิ รปู แบบการนเิ ทศ สองภาษาระดบั ประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะ
โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด กรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน วัตถุประสงค์ของ
ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน รปู แบบฯ สว่ นที่ 2 เนอ้ื หา ประกอบดว้ ย 1) การกำ� กบั
การประเมินรปู แบบ ประกอบดว้ ย 4 ด้าน ได้แก่ ดแู ล 2) ปัญหา และความต้องการ 3) การวางแผน
1) ด้านความถูกต้อง 2) ด้านความเหมาะสม และออกแบบ 4) การสรา้ งเครอื่ งมอื 5) การแลก
3) ดา้ นความเปน็ ไปได้ 4) ดา้ นความเปน็ ประโยชน์ เปลย่ี น เรียนรู้ 6) การสร้างบรรยากาศการนิเทศ
7) การตดิ ตามประเมินผล สว่ นท่ี 3 เงื่อนไขความ
86 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ส�ำเร็จ และรูปแบบการนิเทศโรงเรียนสองภาษา วางแผนและออกแบบ 4) การสร้างเคร่ืองมือ 5)
ระดบั ประถมศึกษาสงั กัดสำ� นักงานคณะกรรมการ การแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ 6) การสรา้ งบรรยากาศการ
การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มคี วามเหมาะสม คมู่ อื การใช้ นิเทศ 7) การติดตามประเมินผล ทั้งนี้อาจเป็น
รูปแบบการนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถม เพราะวา่ การดำ� เนนิ งานนเิ ทศการศกึ ษาในปจั จบุ นั
ศึกษาสังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ท่ีท�ำการศึกษาจ�ำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการก�ำกับ
ขนั้ พื้นฐาน มีความเหมาะสมในระดับมาก ดแู ล ตดิ ตามและประเมินผลการนิเทศ การศึกษา
3. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศ ปญั หาและความตอ้ งการ การวางแผนและออกแบบ
โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด การนิเทศเพ่ือจัดท�ำแผนส่งเสริมและพัฒนาระบบ
ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน การนิเทศและการจัดการเรียนการสอน การสร้าง
พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ เครอื่ งมอื ทเี่ หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั การนำ� ไปใช้
4.49 คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.53 เมอ่ื พจิ ารณา ในการนเิ ทศ การสง่ เสรมิ ผรู้ บั การนเิ ทศใหส้ ามารถ
เปน็ รายดา้ นโดยเรยี งลำ� ดบั จากคา่ เฉลยี่ มากไปนอ้ ย ดำ� เนนิ งานการจดั การเรยี นการสอนไดอ้ ยา่ งมคี ณุ ภาพ
ได้ดังน้ี ด้านความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการ
ทส่ี ดุ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.63 คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน (Ministry of Education, 2011 : 40) ไดก้ ล่าว
เทา่ กบั 0.49 รองลงมา เปน็ ดา้ นความถกู ตอ้ งอยใู่ น เก่ียวกับการด�ำเนินงานการนิเทศของงานส่งเสริม
ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 ค่าเบี่ยงเบน และพฒั นาระบบการนเิ ทศและการจดั กระบวนการ
มาตรฐานเท่ากับ 0.48 ดา้ นความเหมาะสมอยู่ใน เรยี นรู้ ประกอบดว้ ย ศกึ ษาสภาพปญั หาและความ
ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45 ค่าเบ่ียงเบน ตอ้ งการรบั การนเิ ทศ จดั ทำ� แผนสง่ เสรมิ และพฒั นา
มาตรฐานเท่ากบั 0.51 และด้านความเป็นไปไดอ้ ยู่ ระบบการนิเทศ และการจัดการเรียนการสอน
ในระดบั มาก มคี ่าเฉล่ียเท่ากบั 4.42 คา่ เบย่ี งเบน ดำ� เนินการนิเทศ ก�ำหนดวธิ ีการแนวทางการนเิ ทศ
มาตรฐานเทา่ กับ 0.64 ตามล�ำดบั สร้างแสวงหาเคร่ืองมือนวัตกรรมเพื่อด�ำเนินการ
นเิ ทศการศกึ ษา และการเรยี นการสอนตดิ ตามและ
5. อภปิ รายผลการวจิ ัย ประเมินผลการนิเทศการศึกษา และการจัดการ
เรยี นการสอน และสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของวชริ า
ขนั้ ตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบของ เครือค�ำอ้าย (Kleuakumauy, 2010) พบว่า
การนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา รปู แบบการนเิ ทศนกั ศกึ ษาฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี
สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ครูเพื่อพัฒนาสมรรถภาพการจัดการเรียนรู้ที่
พบวา่ องคป์ ระกอบของการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษา สง่ เสรมิ การคดิ ของนกั เรยี นประถมศกึ ษาประกอบดว้ ย
ระดบั ประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการ ข้ันเตรียมความรู้/เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน 7 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) การ ข้ันเตรียมวางแผนการนิเทศข้ันด�ำเนินการนิเทศ
ก�ำกับดูแล 2) ปัญหาและความต้องการ 3) การ
ปที ี่ 19 ฉบบั ที่ 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์ 87
การสอนและขน้ั ประเมนิ ผลการนเิ ทศ สังเกตท่ีจะน�ำไปใช้เวลาท่ีใช้ในการสังเกตและ
ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการนิเทศ สอดคล้องกับงานวิจัยของนิเทศ ส่งเสริม
โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด (Songserm, 2014) พบวา่ แนวทางการดำ� เนนิ งาน
ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน นิเทศการศึกษาของโรงเรียนส�ำนักงานเขตพื้นที่
สามารถอภิปรายผลได้ดงั นี้ การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 คือ การ
องค์ประกอบท่ี 1 การก�ำกบั ดแู ลเปน็ การ พฒั นากระบวนการจดั การเรยี นการสอนมรี ปู แบบ
ด�ำเนินการเก่ียวกับจัดการประชุมชี้แจงให้แก่ การนิเทศท่ีน�ำไปสู่การปฏิบัติได้จริง การวัดและ
ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ รวมท้ังการจัดประชุม ประเมินผลตามหลักสูตร และแจ้งผลการนิเทศ
ชี้แจง ก่อนเปดิ ภาคเรยี นเพ่อื สรา้ งความเข้าใจและ สร้างความตระหนักเกี่ยวกับการนิเทศให้ผู้บริหาร
ข้อตกลงรว่ มกันเก่ียวกบั การนิเทศ กำ� กับ ตดิ ตาม นิเทศแบบกัลยาณมิตร
และประเมินผลและสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบที่ 2 ปัญหา และความ
ผู้นิเทศกับครู เกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียน ต้องการ เป็นการด�ำเนินการส�ำรวจสภาพปัจจุบัน
การสอนรูปแบบสองภาษา ไทย-อังกฤษ English ปัญหาและความต้องการรับการนิเทศการศึกษา
Bilingual Education: EBE ทงั้ นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ ของบคุ ลากรในสถานศกึ ษาทมี่ กี ารจดั การเรยี นการ
ในการก�ำกับดูแลจ�ำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการประชุม สอนแบบสองภาษาแต่งตั้งคณะท�ำงานเพื่อศึกษา
ช้ีแจงเพ่ือท�ำความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศ ก�ำกับ สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับ
ดแู ลจากสำ� นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา การจดั การเรยี นการสอนแบบสองภาษา วเิ คราะห์
ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรร่วมกัน จัดล�ำดบั ความสำ� คญั และเปรียบเทยี บปัญหาและ
วิเคราะห์หาแนวทางการด�ำเนินงานของโรงเรียน ความต้องการปัจจุบันประมวลทางเลือกท่ีก�ำหนด
ที่จัดการเรียนการสอนสองภาษาในรูปแบบใหม่ๆ ไวโ้ ดยพจิ ารณาจากทางเลอื กเปน็ กลมุ่ และกำ� หนด
และการสังเกตการณ์สอนรูปแบบสองภาษา เกณฑ์หรือมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอน
ไทย-องั กฤษ English Bilingual Education: EBE สองภาษา ทงั้ นอี้ าจเปน็ เพราะวา่ ปญั หา และความ
ซึง่ สอดคลอ้ งกบั แนวคิดของ Glickman, Gordon ต้องการของผู้รับการนิเทศของบุคลากรในสถาน
and Ross-Gordon (2004 : 43) ได้กล่าวว่า ศึกษามีความส�ำคัญต่อการด�ำเนินการนิเทศ
กระบวนการนิเทศการสอนจะต้องมีการประชุม ท้ังปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการ
ร่วมกับครูก่อนการสังเกตการสอนผู้นิเทศร่วม เรียนการสอนแบบสองภาษาปัญหาและความ
ประชุมกับครูเพ่ือพิจารณารายละเอียดก่อนการ ต้องการของนักเรียนเพ่ือปรับระดับคะแนนท่ีต่�ำ
สังเกตการสอนของครูเกี่ยวกับเหตุผลและจุด กว่าเกณฑ์ ปัญหาจากผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
มุ่งหมายของการสังเกตต้องการให้เน้นการสังเกต อัตราการซ้�ำชั้นทุกช้ันของนักเรียน และผลการ
ในประเด็นใดเป็นพิเศษวิธีการและรูปแบบการ ประเมินคุณภาพระดับชาติ ดังน้ัน ปัญหาต่างๆ
88 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ท่ีพบในสถานศึกษาแต่ละแห่งจ�ำเป็นอย่างย่ิงจะ การศกึ ษาทม่ี คี ณุ สมบัตเิ หมาะสมก�ำหนดตัวบุคคล
ตอ้ งนำ� มาศกึ ษาวเิ คราะห์ จดั ลำ� ดบั ความสำ� คญั ของ ท่ีรับผิดชอบการปฏิบัติการนิเทศไว้อย่างชัดเจน
ปัญหา เพ่ือหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ตรงกับ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโรจน์
สภาพปญั หาทแี่ ทจ้ รงิ รวมทง้ั สำ� รวจความตอ้ งการ (Wonganuttrarote, 2010 : 232-235) กลา่ วว่า
ของนกั เรยี น ผปู้ กครอง และบคุ ลากรทางการศกึ ษา การวางแผนและการจัดท�ำโครงการนิเทศ เป็นวิธี
เกยี่ วกบั การจดั การเรยี นการการอนแบบสองภาษา การทอ่ี าศยั หลกั การและเหตผุ ลขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการ
เพ่ือน�ำมาเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการ ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาความต้องการของ
จัดการเรียนแบบสองภาษาในสถานศึกษาน้ันๆ สถานศึกษาว่ามีความต้องการนิเทศในด้านใดบ้าง
ได้ตรงตามความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง แล้วน�ำมาจัดท�ำแผนและโครงการ ซ่ึงต้องจัดท�ำ
และบุคลากร ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนิเทศ ล่วงหน้าก่อนท่ีจะด�ำเนินการนิเทศการจัดท�ำแผน
ส่งเสริม (Songserm, 2014) พบว่า แนวทางการ งานและก�ำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนมากข้ึนและ
ด�ำเนินงานนิเทศการศึกษาของโรงเรียนส�ำนักงาน สอดคล้องกับงานวิจัยของวชิรา เครือค�ำอ้าย
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 (Kleuakumauy, 2010) พบวา่ การพฒั นารปู แบบ
คือสถานศึกษาควรมีการศึกษาปัญหาผลสัมฤทธ์ิ การนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
ทางการเรียนของนักเรียนและแผนพัฒนาการ จ�ำเป็นต้องมีการเตรียมการวางแผนการนิเทศที่มี
จัดการศึกษาของสถานศึกษาเป็นปัจจัยในการ ประสทิ ธิภาพ
นเิ ทศ องค์ประกอบท่ี 4 การสร้างเครื่องมือ
องค์ประกอบที่ 3 การวางแผนและ เป็นการด�ำเนินการพิจารณาเลือกเครื่องมือเพ่ือ
ออกแบบ เป็นการก�ำหนดผู้มีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบคุณภาพการศึกษา ท่ีสอดคล้องกับการ
วางแผนนิเทศและก�ำหนดตัวบุคคลที่รับผิดชอบ จัดการเรียนการสอนรูปแบบสองภาษา จัดท�ำ
การปฏิบัติการนิเทศ ก�ำหนดกรอบ ขอบข่ายการ เครื่องมือการประเมินเพื่อวัดผลการเรียนของ
นเิ ทศ และรายละเอยี ดการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมประสาน นกั เรยี นทเี่ รยี นแบบสองภาษาทมี่ คี วามหลากหลาย
คนและงานท่ีมีโครงการหรือกิจกรรมการจัดการ จัดท�ำส่ือ เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดหาเคร่ืองมือ
เรียนการสอนแบบสองภาษาท่ีสามารถปฏิบัติ เคร่ืองใช้ที่อ�ำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน
ร่วมกันได้ และแต่งตั้งคณะกรรมการการนิเทศ ท้ังด้านการให้ความรู้การเพ่ิมพูนทักษะการสอน
การศึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ท้ังน้ีอาจเป็น รูปแบบสองภาษา จัดท�ำเอกสารทางวิชาการการ
เพราะว่า การจะด�ำเนินงานนิเทศการศึกษาตาม จัดการเรียนการสอนรูปแบบสองภาษา จัดท�ำ
กระบวนการปฏบิ ตั งิ านจำ� เปน็ จะตอ้ งมกี ารวางแผน เครื่องมือนิเทศเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้รับ
และออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน ก�ำหนด การนเิ ทศมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเพม่ิ ขนึ้ ทงั้ นอี้ าจเปน็
ขอบขา่ ยการนเิ ทศ แตง่ ตง้ั คณะกรรมการการนเิ ทศ เพราะว่า การสร้างเคร่ืองมีท่ีรูปแบบที่ชัดเจน
ปีที่ 19 ฉบบั ท่ี 3 (กรกฎาคม - กนั ยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 89
จะส่งผลให้ระบบการประเมินมีคุณภาพมากย่ิงข้ึน ศกึ ษาอนื่ และเครอื ขา่ ยการนเิ ทศ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั
เพอื่ สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ใหผ้ รู้ บั การนเิ ทศมคี วามรู้ งานวิจัยของสามารถ ทิมนาค (Timnak, 2010)
ความเข้าใจเพิ่มข้ึน สร้างส่ือการเรียนรู้โดยใช้ พบว่า รูปแบบการนิเทศการสอน ประกอบด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนากรจัดการเรียน การประเมนิ สภาพและสมรรถนะในการทำ� งานการ
การสอนรปู แบบสองภาษา รวมทงั้ เครอ่ื งมอื ทส่ี รา้ ง ใหค้ วามรกู้ อ่ นการนเิ ทศการวางแผนการนเิ ทศการ
ข้ึนต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ ปฏบิ ตั ิการนเิ ทศและการประเมินผลการนิเทศ
กอ่ นนำ� ไปใชจ้ รงิ เพอื่ หาขอ้ บกพรอ่ ง ปรบั ปรงุ สว่ น องคป์ ระกอบที่ 6 การสรา้ งบรรยากาศการ
ทบ่ี กพรอ่ ง และน�ำไปทดลองใช้อกี ครงั้ หนง่ึ เพือ่ ให้ นเิ ทศ เปน็ การส่งเสรมิ การนิเทศแบบกัลยาณมิตร
มีข้อบกพร่องน้อยที่สุดซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัย โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้และรับฟังปัญหา
ของนิเทศ ส่งเสริม (Songserm, 2014) พบว่า ด้านการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนสองภาษา
แนวทางการดำ� เนนิ งานนเิ ทศการศกึ ษาของโรงเรยี น สนับสนุนบุคลากรให้ได้รับการอบรมเพิ่มเติม
สำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอด็ เพ่ือพัฒนาความรู้ความช�ำนาญในการปฏิบัติงาน
เขต 3 คอื การพฒั นาสอื่ นวตั กรรมการเรยี นการสอน นิเทศการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษา
องค์ประกอบท่ี 5 การแลกเปล่ียนเรียนรู้ ใหก้ ารยอมรบั ชมเชยผรู้ บั การนเิ ทศ สรา้ งบรรยากาศ
เป็นการด�ำเนินการสอบถามความคิดเห็นต่อการ ของหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างให้ครู ผู้รับการนิเทศ
ดำ� เนนิ การนเิ ทศการจดั การเรยี นการสอนแบบสอง มีความสุขในการท�ำงาน ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะว่า
ภาษากับสถานศึกษาอ่ืนแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ ผู้บริหารมีการส่งเสริมการนิเทศแบบกัลยาณมิตร
ประสบการณ์การจัดระบบการนิเทศกับสถาน โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้และรับฟังปัญหาด้าน
ศกึ ษาอ่นื โดยทางเอกสารประชมุ สมั มนาด้านการ การจัดการเรียนการสอนโรงเรียนสองภาษา
จดั การเรยี นการสอนสองภาษา และสอ่ื อนิ เทอรเ์ นต็ สนบั สนนุ บคุ ลากรใหไ้ ดร้ บั การอบรมเพมิ่ เตมิ ใหก้ าร
การส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการพัฒนา ยอมรับ ชมเชยผู้รับการนิเทศเกี่ยวกับการจัดการ
รูปแบบการนิเทศการศึกษา เผยแพร่ผลงานและ เรียนการสอนรูปแบบสองภาษา กระตุ้นแนวทาง
เครอื ขา่ ยการนเิ ทศการศกึ ษา และปรบั ปรงุ เทคนคิ และความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการนิเทศให้เกิดแก่
วิธีการ กระบวนการและกิจกรรมการนิเทศการ ครูผู้สอนน�ำเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการ
จัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาในรูปแบบ ชว่ ยในการเกบ็ ขอ้ มลู ในการนเิ ทศการศกึ ษาไดอ้ ยา่ ง
ใหม่ๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ความรู้ความเข้าใจ มีประสิทธิภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ
เป็นส่งส�ำคัญต่อการด�ำเนินงานนิเทศ ดังนั้น ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (Wonganuttrarote,
การด�ำเนินการนิเทศจ�ำเป็นต้องมีการศึกษา 2010 : 232-235) กล่าววา่ การดำ� เนินงานปฏิบัติ
เคร่อื งมอื กระบวนการ แบบแผน สอบถามความ การนิเทศ จ�ำเป็นอย่างย่ิงจะต้องมีการสร้างขวัญ
คดิ เหน็ ตอ่ การดำ� เนนิ การนเิ ทศการศกึ ษากบั สถาน และกำ� ลงั ใจผรู้ บั การนเิ ทศควรไดร้ บั การเสรมิ กำ� ลงั
90 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
ใจ และสอดคล้องกับงานวิจัยของนิเทศ ส่งเสริม ศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเหมาะสม ทั้งน้ีอาจเป็น
(Songserm, 2014) พบวา่ แนวทางการดำ� เนนิ งาน เพราะว่า การด�ำเนินการสร้างรูปแบบฯ ในครั้งนี้
นเิ ทศการศกึ ษาของโรงเรยี นสำ� นกั งานเขตพนื้ ทกี่ าร ผู้วจิ ัยได้ศึกษาท้งั แนวคดิ ทฤษฎี เอกสาร งานวจิ ัย
ศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต3คือกระตุ้นให้ครู ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง สมั ภาษณ์ และสอบถามจากผูท้ ี่มีส่วน
เกดิ แนวคดิ และเทคนคิ วทิ ยาการใหมๆ่ สรา้ งความ เกี่ยวข้องกับการนิเทศโรงเรียนสองภาษาระดับ
ตระหนักเก่ียวกับการนิเทศให้ผู้บริหารนิเทศแบบ ประถมศึกษา เพ่ือน�ำข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์และ
กัลยาณมิตรท�ำความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้นิเทศ สรา้ งเปน็ รปู แบบฯ ใหส้ อดคล้องกบั ความต้องการ
กับผรู้ บั การนิเทศ ในยุคปัจจุบัน และน�ำเสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษา
องค์ประกอบที่ 7 การตดิ ตามประเมินผล ชว่ ยแนะนำ� ปรบั ปรงุ แกไ้ ขเปน็ รา่ งรปู แบบฯ เพอื่ ให้
เป็นการประเมินผลโดยใช้ข้อมูลท่ีน่าเช่ือถือ ผ้เู ชยี่ วชาญทางด้านการบรหิ าร การนเิ ทศโรงเรียน
มีจุดหมายที่ชัดเจน มีเครื่องมือและการรวบรวม สองภาษาร่วมการวิพากษ์โดยการสัมมนาอิง
ข้อมูลท่ีเหมาะสม ประเมินผลการด�ำเนินงานตาม ผเู้ ชยี่ วชาญเพอ่ื ประเมนิ รปู แบบโดยผา่ นผเู้ ชยี่ วชาญ
ปฏิทินการปฏิบัติงาน และกิจกรรมท่ีก�ำหนด ดงั นน้ั ผลการตรวจสอบรปู แบบฯ จงึ มคี วามเหมาะ
ศึกษานิเทศก์ จัดการประเมินผลการจัดการเรียน สมต่อการน�ำไปปรับใช้กับการนิเทศโรงเรียนสอง
การสอนรูปแบบสองภาษาเชิงประจักษ์ท่ีมุ่งสู่ตัว ภาษาในปัจจุบันได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ
นกั เรยี น พฒั นา และปรบั ปรงุ แกไ้ ขการจดั การเรยี น สามารถ ทิมนาค (Timnak, 2010) พบวา่ ผลจาก
การสอนรูปแบบสองภาษา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า การตรวจสอบประสิทธิภาพของรูปแบบการนิเทศ
ส�ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษามีการ การสอนโดยผู้เช่ยี วชาญ 6 คน มปี ระสทิ ธภิ าพ
เปิดโอกาสให้บุคลากรในสถานศึกษามีส่วนร่วม ขั้นตอนที่ 3 ผลการประเมินรูปแบบการ
ในการประเมินผลโดยใช้ข้อมูลท่ีน่าเช่ือถือ นเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั ประถมศึกษา สังกัด
มีจุดหมายที่ชัดเจน สามารถก�ำหนดศึกษานิเทศก์ ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และผู้บริหารเพื่อท�ำหน้าท่ีประเมินผลไว้อย่าง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ท้ังนี้อาจเป็นเพราะว่า
ชัดเจนและเหมาะสม สอดคล้องกับงานวิจัยของ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงรูปแบบฯ เพื่อน�ำข้อมูลท่ีได้มา
สามารถ ทมิ นาค (Timnak, 2010) พบวา่ รูปแบบ วิเคราะห์และสร้างเป็นรูปแบบฯ ที่สอดคล้องกับ
การนิเทศการสอน ประกอบด้วย การประเมิน ความต้องการในยุคปัจจุบัน และน�ำเสนอให้
สภาพและสมรรถนะในการท�ำงานการให้ความรู้ อาจารย์ท่ีปรึกษาช่วยแนะน�ำ ปรับปรุงแก้ไขเป็น
กอ่ นการนเิ ทศการวางแผนการนเิ ทศการปฏบิ ตั กิ าร ร่างรูปแบบเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหาร
นเิ ทศ และการประเมนิ ผลการนเิ ทศ การนิเทศโรงเรียนสองภาษาร่วมการวิพากษ์และ
รปู แบบการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั ตรวจสอบรปู แบบฯ ใหม้ คี วามเหมาะสมและทำ� การ
ประถมศึกษาสังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขและพฒั นาเพอื่ ใหไ้ ดร้ ปู แบบทม่ี คี วาม
ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน 2562) วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ 91
เหมาะสม โดยผ่านผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณา คู่มือการใช้รูปแบบฯ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่าง
วิเคราะห์ในประเด็นท่ีน�ำข้ึนมาให้พิจารณาว่า ละเอียดในทุกประเด็นเนื้อหาก่อนน�ำไปใช้ใน
มคี วามเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ เพื่อให้ผบู้ ริหาร สถานการณจ์ รงิ
โรงเรยี นสองภาษาประเมนิ อกี ครง้ั ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั 1.2 รูปแบบการนิเทศโรงเรียนสอง
แนวคดิ ของสมาน อศั วภมู ิ (Aussawapum, 2007 ภาษาระดับประถมศึกษาสังกัดส�ำนักงานคณะ
: 83) ได้กล่าวว่า การประเมินรูปแบบ ตรวจสอบ กรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่สร้างข้ึนในคร้ังนี้
โดยการประชมุ สมั มนาโดยผวู้ จิ ยั จดั ประชมุ สมั มนา จะสามารถน�ำไปใช้ให้ประสบความส�ำเร็จได้ข้ึนอยู่
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบและผู้ทรงคุณวุฒิ กับความร่วมมือจากผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์
จ�ำนวนหน่ึงแล้วน�ำเสนอรูปแบบที่พัฒนาข้ึนเสร็จ บคุ ลากรในโรงเรยี น ครู นกั เรยี น ผปู้ กครอง ตลอดจน
แล้วให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาวิพากษ์ประเมิน หน่วยงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
รปู แบบทง้ั ในดา้ นความเหมาะสมและความเปน็ ไป 2. ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวิจัยคร้ัง
ไดแ้ ละใหข้ อ้ เสนอแนะตอ่ ไป และสอดคลอ้ งกบั งาน ต่อไป
ของสริ ริ ตั น์ ใจทาน (Jaitan, 2015) พบวา่ รปู แบบ 2.1 ควรมีการท�ำวิจัยหาความ
การนิเทศการศึกษาของสถานศึกษา มีความเป็น สัมพันธ์เชิงสาเหตุเกี่ยวกับการพัฒนา การนิเทศ
ประโยชน์ มคี วามเป็นไปได้ มคี วามเหมาะสมและ โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด
มีความถกู ต้อง โดยรวมอยูใ่ นระดบั มาก ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
เพ่ือให้สอดคล้องกับยุคสมัยท่ีเปล่ียนแปลงไป
6. ข้อเสนอแนะ ตลอดเวลา
2.2 ควรมกี ารทำ� วจิ ยั เชงิ สถติ เิ กยี่ วกบั
1. ข้อเสนอแนะทัว่ ไป ปจั จยั การพฒั นาการนเิ ทศโรงเรยี นสองภาษาระดบั
1.1 ก า ร น� ำ รู ป แ บ บ ก า ร นิ เ ท ศ ประถมศึกษา สังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการ
โรงเรียนสองภาษาระดับประถมศึกษา สังกัด ศึกษาขั้นพ้ืนฐานท่ีส่งผลต่อเป้าหมายของการ
สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานไปใช้ พฒั นาสถานศกึ ษา
ผนู้ ำ� ไปใชค้ วรศกึ ษารายละเอยี ดของรปู แบบฯ จาก
References
Aussawapum, S. (2007). The use of Research Development in the Doctoral Thesis. Ubon
Ratchathani : Ubon Ratchathani Rajabhat University.
Glickman, C.D., Gordon, S.P. and Ross-Gordon, J. M. (2004). Supervision of Instruction: A
Developmental Approach. Boston : Allyn and Bacon.
92 Dhammathas Academic Journal Vol. 19 No. 3 (July - September 2019)
Jaitan, S. (2015). Supervision in School Administration Model of Kalasin Provincial Office
of The Non-Formal and Informal Education. M.Ed. Educational Administration.
Graduate School : Mahasarakham University.
Kleuakumauy, W. (2010). Development of Supervision Model for Student Experienced
Teacher Training to Improve the Learning Management Competencies that Promote
Thinking of Primary School Students. M.Ed. Educational Administration. Graduate
School : Mahasarakham University.
Ministry of Education. (2011). Continuing Education Supervision Supporting Schools.
Bangkok : Ministry of Education.
Songserm, N. (2014). Problems and Guidelines for Conducting Educational Supervision of
Schools under Roi Et Primary Educational Service Area Office 3. M.Ed. Educational
Administration. Graduate School : Mahasarakham University.
The supervisor Education Office. (2016). The Process of Supervising Education. Bangkok :
The supervisor.
Thongchai, P. (2015). The Development of Internal Supervision Model of Small-Sized
School under the Secondary Educational Service Area Office 28. M.Ed. Educational
Administration. Graduate School : Mahasarakham University.
Timnak, S. (2010). Development of Curriculum Supervision Model According to Grigman
Concept. M.Ed. Educational Administration. Graduate School : Mahasarakham
University.
Wonganuttrarote, P. (2010). Internal Supervision. Bangkok : Media Center.