ปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ มของครูเพอ่ื เสรมิ สรา้ งทักษะภาวะผนู้ ำของนักเรยี น
สราวุฒิ กลุ แดง
ดุษฎนี ิพนธน์ เี้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศึกษาตามหลกั สตู รศกึ ษาศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
พุทธศกั ราช 2565
ปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ มของครูเพอ่ื เสรมิ สรา้ งทักษะภาวะผนู้ ำของนักเรยี น
สราวุฒิ กลุ แดง
ดุษฎนี ิพนธน์ เี้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศึกษาตามหลกั สตู รศกึ ษาศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
พุทธศกั ราช 2565
TEACHER PARTICIPATORY PRACTICES TO ENHANCE
STUDENTS’ LEADERSHIP SKILLS
SARAWUT KUNDAENG
A DISSERTATION SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS
FOR THE DOCTOR DEGREE OF EDUCATION
PROGRAM IN EDUCATIONAL ADMINISTRATION
FACULTY OF EDUCATION
MAHAMAKUT BUDDHIST UNIVERSITY
2022
ง
บทคัดยอ่
หวั ข้อดษุ ฎีนพิ นธ์ : ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ
ของนักเรยี น
ช่ือนักศกึ ษา
ช่ือปริญญา : สราวฒุ ิ กุลแดง
สาขาวชิ า : ศึกษาศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ
ปีพทุ ธศกั ราช : การบรหิ ารการศึกษา
อาจารยท์ ีป่ รกึ ษาหลัก : 2565
: พระครธู รรมาภสิ มยั , ผศ.ดร.
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ ให้กับนักเรียนโดยระเบียบวิธีวิจัย
เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 2 วงจร ๆ ละ 1 ภาคการศึกษาในปีการศึกษา 2564 โดยคาดหวังผล
จากการพัฒนา 3 ประการ คือ การเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ และองค์ความรู้ท่ีได้รับจากการปฏบิ ัติใน
บริบทเฉพาะของโรงเรียนเนินสง่าวิทยา จังหวัดชัยภูมิ มีครูเป็นผู้ร่วมวิจัย 13 คน และมีนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 191 คนเป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา ผลการวิจัยได้ก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวัง คือ จากการเปรียบเทียบ 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการปฏิบัติในวงจรท่ี
1 และหลังการปฏิบัติในวงจรท่ี 2 พบว่า ผูร้ ่วมวิจัยมีการกระทำเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ ให้กับ
นักเรียนที่สูงขึน้ กวา่ เดิมตามลำดบั และนักเรียนมีทกั ษะภาวะผู้นำท่ีสงู ข้ึนกวา่ เดมิ ตามลำดับเชน่ กัน ใน
ขณะเดียวกนั คณะผู้วิจัย ผรู้ ่วมวิจัย และสถานศกึ ษาก็เกดิ การเรียนรรู้ ่วมกันวา่ การพฒั นาใด ๆ ที่เน้น
หลักการมีส่วนร่วมหรือหลักการประชาธิปไตยจะทำให้ผลการพัฒนามีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น รวมทั้งได้องค์
ความรู้ทเี่ ปน็ ทฤษฎฐี านรากจากการปฏบิ ัติในงานวิจยั น้ี เรยี กวา่ “โมเดลตน้ แบบสำหรับการเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน : บทเรียนความสำเร็จที่ได้รับจากการวิจยั เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนรว่ ม
ในโรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา”
คำสำคัญ : ทักษะภาวะผู้นำ, การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม, การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ,
องคค์ วามรจู้ ากการปฏิบัติ
จ
ABSTRACT
Dissertation Topic : Teacher Participatory Practices to Enhance Students’
Leadership Skills
Student’s Name
Degree Sought : Sarawut Kundaeng
Program : Doctor of Education
Anno Domini : Educational Administration
Advisor : 2022
: Phrakrudhammabhisamai, Asst.Prof.Dr.
This study aimed at helping students to improve their leadership skills by
utilizing the methodology of Participatory Action Research in which two cycles of
research (one cycle per semester) were conducted during the Academic Year of 2021.
The three anticipated developmental outcomes of change, learning, and knowledge
were gained through the practices, which were administered in the particular setting
of the Noensangawittaya School in Chaiyaphum Province. The target group for
development consisted of 191 high school students, and 13 teachers served as the
study’s co-investigators. The findings revealed the changes that had been anticipated.
In accordance with the comparative analysis of the three phases (before and after the
first cycle of practices and after the second cycle), it was discovered that in order to
improve the students' leadership skills, the co-researchers had continued to increase
their activities since beginning the first phase. In a similar vein, there had been
advancements in the leadership skills of the students. Together, the research team,
the co-researchers, and the school discovered that any form of development, which
prioritizes democratic or participatory principles, will produce better results.
Additionally, a grounded theory known as the "Model for Developing Students'
Leadership Skills: The Success of Lessons Learned through Participatory Action
Research at Noensangawittaya School" was developed from the practices, which had
been employed in this research.
Keywords : Leadership skills, Participatory Action Research, Learning by practicing,
Gaining knowledge from practices
กิตตกิ รรมประกาศ
ดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ สำเร็จลงได้เนื่องจากบุคคลหลายฝ่ายที่ได้ช่วยเหลือในครั้งนี้ ผู้วิจัยใคร่
ขอบพระคุณมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันที่ประสิทธิประสาทความรู้ทางการศึกษาด้านการบริหาร
การศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาเอก
ขอกราบขอบพระคุณผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล สุวรรณน้อย ทก่ี รณุ าเป็นประธานการ
สอบปากเปล่าขั้นสุดท้ายดุษฎีนิพนธ์ ขอบพระคุณคณาจารย์ผู้สอน คณาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษา
ศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาทุกท่านตลอดจนท่านผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่กรุณา
เสียสละเวลาอันมีค่ายิ่งเพื่อให้ข้อเสนอแนะในการตรวจสอบเครื่องมือวิจยั จนได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ
สำหรับการวิจยั
ขอกราบขอบพระคุณพระครูธรรมาภิสมัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์, ดร. ที่ให้ความอนุเคราะห์
รับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักที่ให้คำปรึกษาและชี้แนวทางที่เป็นประโยชน์ ส่งเสริมและสนับสนุนจน
งานวิจัย สำเร็จเรียบร้อยลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งผู้วิจัยมีความซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง และขอ
กราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูงย่งิ ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอกราบขอบพระคุณ พระครสู ธุ ีจรยิ วฒั น์, ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์, ดร. พระมหาศภุ ชยั สภุ กจิ โฺ จ,
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์, ดร. รองศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ สารรัตนะ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วทิ ูล ทาชา
ท่ีเปน็ กำลังใจและคอยกระตุน้ ส่งเสริมและสนับสนุนพร้อมกับผลกั ดันให้ผ้วู จิ ัยไดท้ ำงานวิจัย จนสำเร็จ
ลุล่วงไปดว้ ยดี ซึ่งผู้วิจัยมีความซาบซึง้ ในความกรุณาเปน็ อย่างยิ่ง และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่าง
สูงยิง่ ไว้ ณ โอกาสนี้
ขอกราบขอบพระคุณ นางเยาวภา กุลแดง นายกฤตโยดม กุลแดง นายกฤตตฤณ กุลแดง
ที่เปน็ กำลงั ใจใหผ้ ้วู ิจยั มาโดยตลอด
ขอกราบขอบพระคุณคณะครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเนินสง่าวิทย สังกัด
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นผู้ร่วมวิจัยที่เสียสละเวลาและให้ความร่วมมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลเป็นอย่างดียิ่ง ตลอดจนพี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน ทุกท่าน คุณค่ า
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ ผู้วิจัยขอน้อมบูชาพระรัตนตรัยและขอน้อมบูชาพระคุณของ
มารดา บิดา ครอู าจารย์ของผ้วู ิจัยทุกท่านที่ได้ประสทิ ธ์ิประสาทวิชาความรู้และ วางรากฐานการศึกษา
ให้กบั ผูว้ จิ ยั ตั้งแตอ่ ดีตจนถึงปัจจบุ นั
สราวุฒิ กลุ แดง
สารบญั
หน้า
บทคัดยอ่ ภาษาไทย.............................................................................................. ง
บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ........................................................................................ จ
กิตตกิ รรมประกาศ.............................................................................................. ฉ
สารบัญ............................................................................................................... ช
สารบญั ตาราง..................................................................................................... ฌ
สารบัญภาพ....................................................................................................... ญ
บทท่ี
1 บทนำ......................................................................................................... 1
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา………………………………..….……………... 1
1.2 วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั .......................................................................................... 7
1.3 คำถามการวิจัย.................................................................................................. 8
1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย......................................................................................... 8
1.5 กรอบแนวคิดของการวิจัยในสาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา............................. 8
1.6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ............................................................................................... 10
1.7 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั ................................................................................. 11
2 เอกสาร และงานวิจยั ทเี่ กยี่ วข้อง.................................................................. 14
2.1 หลกั พุทธธรรมเพ่ือคุณภาพและความสำเร็จของงานวิจัย…………………………….. 14
2.2 การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัตกิ ารแบบมสี ว่ นร่วม: ระเบยี บวธิ ีทใี่ ชใ้ นการวิจัย…………..……. 19
2.3 แนวคิดเชิงทฤษฎีเกย่ี วกับทกั ษะภาวะผ้นู ำ (Leadership Skill)....................... 41
2.4 บริบทของโรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา สังกดั องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดชยั ภูมิ :
พ้ืนทีใ่ นการวิจัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารแบบมีสว่ นร่วม.................................................... 96
2.5 กรอบแนวคิดในการวิจยั ................................................................................... 116
3 วิธดี ำเนนิ การวิจัย........................................................................................ 125
3.1 พน้ื ทดี่ ำเนนิ การวจิ ัย……………………………………………………………………………….. 126
3.2 ผ้รู ว่ มวิจัย……………………………………………………………………………………………… 127
3.3 ข้ันตอนการวจิ ยั …………………………………………………………………...................... 127
3.4 เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั ……………………………………………………………………….... 134
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล.…………………………………………………………………………... 136
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………..…. 136
3.7 การเขียนรายงานการวจิ ัย………………………………………………………………..……… 136
ซ
สารบญั (ตอ่ )
บทที่ หน้า
4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ............................................................................... 137
4.1 ผลการวิจยั ในภาคสนามวงจรท่ี 1...................................................................... 137
4.2 ผลการวจิ ัยในภาคสนามวงจรที่ 2………………………….……………………………....... 197
5 สรุป อภปิ รายและข้อเสนอแนะ................................................................... 238
5.1 สรุปผลการวจิ ยั …………………………………………………………………........................ 239
5.2 อภิปรายผล.............……………………………………………………………....................... 246
5.3 ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………............................ 252
บรรณานุกรม............................................................................................... 255
ภาคผนวก................................................................................................... 262
ภาคผนวก ก หนงั สอื เพื่อขอทำวจิ ัยอนญุ าตผบู้ รหิ ารสถานศึกษาในการทำวจิ ัย....... 263
ภาคผนวก ข รายชอื่ สถานภาพ และข้อมลู เพื่อการติดต่อของผู้ร่วมวิจยั ………........ 265
ภาคผนวก ค รายชอ่ื สถานภาพ สถานท่ีทำงานของผทู้ รงคุณวุฒใิ นการ
ตรวจสอบความสอดคลอ้ งของขอ้ คำถามกบั วัตถุประสงค์การพัฒนา
ในแบบประเมนิ ตนเอง………………………………………………..................................... 267
ภาคผนวก ง หนงั สอื ของบัณฑิตวทิ ยาลัยเพื่อขอความรว่ มมอื จากผู้ทรงคุณวฒุ ิ
เพอื่ ตรวจสอบความสอดคล้องของขอ้ คำถามกบั วัตถุประสงคก์ ารพฒั นา
ในแบบประเมินทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน...................................................... 269
ภาคผนวก จ แบบตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวตั ถปุ ระสงค์
การพฒั นาในแบบประเมินทักษะภาวะผ้นู ำของนักเรยี น………………………………. 275
ภาคผนวก ฉ ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้อง (Index of Item-Objective
Congruence : IOC)……………………………………………......................................... 278
ภาคผนวก ช หนงั สอื ขอความรว่ มมอื จากผ้บู รหิ ารสถานศึกษา (Try-out).............. 280
ภาคผนวก ฌ ผลการวิเคราะหค์ า่ สัมประสิทธ์คิ วามเชื่อมั่น (Reliability
Coefficient) ของแบบประเมินทกั ษะภาวะผนู้ ำของนักเรียน…......................... 282
ประวัตผิ ้วู จิ ยั ………………………………………………………………………………..….. 285
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
2.1 ขอ้ เสนอทางเลือกทห่ี ลากหลายในเชงิ วชิ าการหรอื ทฤษฎที ี่ไดจ้ ากการศกึ ษา
วรรณกรรมท่ีเกีย่ วข้องของผู้วจิ ยั : กรอบแนวคิดเพ่ือการวิจยั ........................................ 119
3.1 แสดงขน้ั ตอน กจิ กรรม และเวลาดำเนนิ การวจิ ยั ในวงจรท่ี 1....................................... 133
3.2 แสดงขน้ั ตอน กิจกรรม และเวลาดำเนนิ การวิจยั ในวงจรท่ี 2…………………………………. 133
4.1 แบบประเมินการนำหลักการ / แนวคดิ / เทคนคิ / วิธีการ / กิจกรรม
เพอ่ื การพัฒนาทักษะภาวะผนู้ ำของนักเรยี นไปปฏิบตั ิ……………………………………………. 169
4.2 แบบประเมินทักษะภาวะผนู้ ำของนกั เรียน…………………………………………………………… 172
4.3 ผลประเมินการนำหลักการ/แนวคิด/เทคนคิ /วธิ กี าร/กิจกรรม เพื่อการพฒั นาทกั ษะ
ภาวะผูน้ ำของนักเรยี นไปปฏิบตั ิ ในระยะก่อนการปฏิบตั ใิ นวงจรที่ 1……...................... 174
4.4 คา่ เฉลย่ี และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานจากผลการประเมนิ ทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรียน
กอ่ นการปฏิบตั ิในวงจรท่ี 1…………………………………………………………………………………. 176
4.5 การกำหนดเทคนคิ วิธีการและเครือ่ งมือการวจิ ัยเพ่ือใชส้ ังเกตในการทำวจิ ยั .................. 187
4.6 เปรียบเทยี บผลประเมินการนำหลักการ/แนวคดิ /เทคนิค/วิธีการ/กจิ กรรม
เพื่อการพฒั นาทกั ษะภาวะผนู้ ำของนักเรียนไปปฏิบัติ ในระยะก่อนและหลงั
การปฏบิ ตั ใิ นวงจรที่ 1……………………………………………………………………………………..… 188
4.7 เปรยี บเทยี บค่าเฉลย่ี และค่าเบีย่ งเบนมาตรฐานจากผลการประเมินก่อนและหลงั
การปฏบิ ตั ใิ นวงจรที่ 1 จากแบบประเมินภาวะผนู้ ำของนักเรียน.................................... 190
4.8 สรุปการกำหนดแนวทางแกไขปญั หาในวงจรปฏิบตั ทิ ี่ 2 ขนั้ ตอนการปฏิบตั ิการ
เพอ่ื เสริมสร้างทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรยี น (Teachers Participatory Practice
to Enhance Students’ Leadership Skills)”…………………………............................. 199
4.9 รายละเอียดการดำเนนิ การปฏบิ ัตกิ ารเสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน
วงจรท่ี 2………………………………………………………………………………………………............. 204
4.10 เปรียบเทียบผลประเมนิ การนำหลกั การ / แนวคิด / เทคนิค / วธิ ีการ / กจิ กรรม
เพอ่ื การพฒั นาการเสรมิ สรา้ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น ไปปฏบิ ัตใิ นระยะก่อน
และหลงั การปฏิบัตใิ นวงจรท่ี 1 กับหลงั การปฏิบตั ิในวงจรที่ 2...................................... 219
4.11 เปรยี บเทียบคา่ เฉลยี่ และค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานจากผลการประเมนิ “ก่อนและหลงั ”
การปฏบิ ัติในวงจรท่ี 1 และ “หลัง” การปฏบิ ัติในวงจรที่ 2 จากแบบประเมินทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรยี น................................................................................................... 222
สารบญั ภาพ
ภาพท่ี หน้า
2.1 หลักธรรมเพ่ือความมีคณุ ภาพและความสำเรจ็ ในการทำวจิ ยั ........................................ 19
2.2 แนวคดิ การพฒั นาชุมชนแบบเดิมและแบบใหม่กับการวิจยั เชิงปฏบิ ตั กิ าร
สามระดบั …………………………………………………………………………………………………….….. 30
2.3 กรอบแนวคิดการวจิ ยั เชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมสี ่วนร่วมตามทัศนะของ วโิ รจน์
สารรัตนะ………………………………………………………………………………………………………… 33
2.4 แผนผงั แสดงบริเวณโรงเรียนเนินสง่าวทิ ยา…………………………………………………………… 100
4.1 การดำเนนิ การประชุมกลมุ่ สาระเพื่อเตรยี มความพร้อมก่อนการดำเนนิ การวจิ ยั ……….. 139
4.2 ผู้วจิ ยั ปรกึ ษาหารอื กับผู้อำนวยการโรงเรียนเนินสง่าวทิ ยา…………………………………….. 140
4.3 พิธีเปิดการประชมุ วิจัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ่วนร่วม โดยผู้อำนวยการโรงเรียน
เนินสงา่ วทิ ยา…………………………………………………………………………………………............. 143
4.4 พระครธู รรมาภสิ มัย, ผศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์วชิ าการ พบผ้รู ่วมวจิ ัย และช้ีแจง
ถึงจุดประสงคเ์ บอ้ื งตน้ ของการวิจยั …………………………………………………........................ 144
4.5 ผวู้ ิจัยทำหนา้ ที่วทิ ยากรใหค้ วามรูก้ ารวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนรว่ ม…………............ 144
4.6 ผวู้ จิ ัยทำหน้าทเี่ ป็นวิทยากรใหค้ วามรเู้ ร่อื ง เทคนิคการระดมสมอง................................ 147
4.7 แผนผังการระดมสมองโดยใช้ SWOT Analysis…………………………………………............. 154
4.8 ผู้ร่วมวจิ ยั ทำความเขา้ ใจในเทคนคิ SWOT Analysis…………………………….................... 155
4.9 การนำเสนอแนวการพัฒนาเชิงทฤษฎแี กผ่ ู้รว่ มวิจยั …………………………………….............. 158
4.10 กจิ กรรมการบรรจบกันของธารสายประสบการณ์และสายวิชาการ…………................... 161
4.11 หลักการทำงานเพ่ือความมีประสทิ ธิภาพในพฒั นาทักษะภาวะผนู้ ำของนักเรียน……….. 164
4.12 กลยทุ ธ์การทำงานในการวิจยั เพ่อื ความมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรียน……………………………………………………………............................... 165
4.13 ขั้นตอนเพ่อื ความมปี ระสทิ ธภิ าพในการนำทางเลอื กส่กู ารปฏิบัติ…………………….......... 166
4.14 การปฏบิ ตั ิ (Taking Action)…………………………………………………………………………...... 178
4.15 ภาพประกอบกิจกรรมการจดั การเรียนการสอนออนไลน์ และการสังเกตการจัดการ
เรยี นการสอนออนไลน์ของครูผู้รว่ มวิจยั ระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4……....................... 180
4.16 ภาพประกอบกิจกรรมการจดั การเรียนการสอนออนไลน์ และการสังเกตการจดั
การเรยี นการสอนออนไลนข์ องครูผรู้ ่วมวจิ ยั ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5....................... 182
4.17 ภาพประกอบกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และการสังเกตการจดั
การเรยี นการสอนออนไลนข์ องครูผู้รว่ มวิจยั ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6….................... 183
4.18 การกำหนดรูปแบบและวิธกี ารในการสงั เกตผล............................................................. 186
4.19 ข้ันตอนการสะท้อนผล (Reflecting) เพื่อหาคำตอบเกีย่ วกับผลการปฏบิ ัตงิ าน
ในวงจรที่ 1.................................................................................................................... 193
ฎ
สารบญั ภาพ (ตอ่ )
ภาพที่ หนา้
4.20 ทบทวนผลการเสรมิ สร้างทักษะภาวะผนู้ ำของนักเรยี น................................................. 197
4.21 กิจกรรมการทำความเข้าใจที่ลกึ ซง้ึ (Deep Understanding) ในทางเลือกท่ี
หลากหลายการเสรมิ สรา้ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน................................................ 207
4.22 ภาพประกอบกจิ กรรมการจดั การเรยี นการสอน และการสังเกตการจดั การเรียน
การสอนของผู้วจิ ัยและผูร้ ว่ มวิจยั ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4…………………………………… 210
4.23 ภาพประกอบกจิ กรรมการจัดการเรียนการสอน และการสงั เกตการจดั การเรยี น
การสอนของผู้วิจัยและผูร้ ว่ มวิจยั ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5…………………………………. 212
4.24 ภาพประกอบกิจกรรมการจัดการเรยี นการสอน และการสังเกตการจัดการเรยี น
การสอนของผู้วิจัยและผ้รู ่วมวิจัย ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6…………………………………. 214
4.25 การนำเสนอผลงานครแู ละนักเรยี น ในการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อ
เสรมิ สร้างทกั ษะภาวะผ้นู ำของนกั เรียน………………………………………………………........... 215
4.26 การสะท้อนผล (Reflecting) ในวงจรที่ 2...................................................................... 225
4.27 เปรียบเทียบผลการประเมินการนำทางเลือกไปปฏบิ ัติ 3 ระยะ คือ กอ่ น
และหลังปฏิบัติวงจรท่ี 1 และหลงั การปฏิบตั วิ งจรท่ี 2…………………………………………… 230
4.28 เปรยี บเทียบผลการประเมินทักษะภาวะผ้นู ำของนกั เรยี น 3 ระยะ คือ ก่อน
และหลงั ปฏบิ ตั ิวงจรที่ 1 และหลังการปฏบิ ตั ิวงจรที่ 2…………………………………............ 231
4.29 โมเดลตน้ แบบสำหรับการพฒั นาทักษะภาวะผนู้ ำของนกั เรียน : ความร้ทู ี่เป็นทฤษฎี
ฐานรากจากการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นรว่ มในโรงเรียนเนนิ สง่าวิทยา…………..... 237
5.1 เปรียบเทียบผลการประเมนิ การนำทางเลือกไปปฏบิ ตั ิ 3 ระยะ คอื กอ่ นและหลัง
ปฏิบตั วิ งจรท่ี 1 และหลังการปฏิบตั ิวงจรที่ 2…………………………………………................ 240
5.2 เปรียบเทียบผลการประเมนิ ทักษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น 3 ระยะ คือ ก่อน
และหลงั ปฏบิ ตั ิวงจรที่ 1 และหลงั การปฏิบตั วิ งจรที่ 2…………………………………............ 241
5.3 โมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนาทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรียน : ความรทู้ ่ีเป็นทฤษฎี
ฐานรากจากการวิจยั เชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมสี ว่ นรว่ มในโรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา……………… 246
5.4 โมเดลตน้ แบบสำหรับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น : ความร้ทู ่ีเป็นทฤษฎี
ฐานรากจากการวจิ ัยเชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ มในโรงเรยี นเนนิ สง่าวทิ ยา…………….. 253
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ตลอดจนสภาพสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสภาพแวดล้อมทางสังคมของประเทศ
ไทยในปัจจุบัน ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าในทุกมิติของประเทศ ดังเห็นได้จากความเจริญก้าวหน้า
ของระบบเศรษฐกิจท่ีมีการเชื่อมต่อขยายตวั ของเศรษฐกจิ ในระบบการค้าเสรีระบบทุนนิยม เกิดความ
เจริญกา้ วหนา้ ทางสังคมจากยุคอุตสาหกรรมเปน็ ยคุ ธรุ กิจการคา้ แต่ในขณะเดยี วกันนั้นนอกเหนือจาก
ความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งทางด้าน
วิทยาการ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้แต่ละประเทศ ไม่สามารถปิดตัวอยู่โดย
ลำพังได้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมีการติดต่อสื่อสาร มีความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจและ
แก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน ขณะเดียวกันสังคมโลกยุคปัจจุบันก็เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ทำให้ต้องคิด
วิเคราะห์ แยกแยะและตัดสินใจที่รวดเร็วเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้ น ส่ิง
เหล่านี้นำไปสู่สภาวการณ์ของการแข่งขันระหว่างประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นแรงผลักดัน
สำคัญที่ทำให้หลายประเทศต้องปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น คุณภาพการศึกษาจึงเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ
ประการหนึ่งสำหรับศตวรรษท่ี 21 การจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จ
หรือไม่ ตัวแปรที่สำคัญท่ีสุด คือ ทักษะภาวะผู้นำ เป็นผู้นำทีมแห่งการเรียนรู้ เป็นผู้นำทางวิชาการ มี
ความเป็นมืออาชีพ สามารถบริหารงานให้เกิดประสิทธิผลทั่วทั้งองค์กรสร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิด
การมีส่วนร่วม สามารถเชื่อมโยงสภาพปัจจุบัน และภาพอนาคต มุ่งพัฒนาขีดความสามารถของ
บุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กรรณิกา กันทำ
และพระครธู รรมาภิสมัย, 2561)
การศึกษาในยุคปัจจุบันสังคมของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงในตลอดเวลา เพื่อที่จะพัฒนา
ศักยภาพของตนเอง ให้ก้าวทันกระแสของโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในแง่มุมมองทางด้านวิชาการ
ก็มองว่าคนต้องได้รับการศึกษาเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต แต่ในแง่ของทักษะการใช้ชีวิต
ซึ่งนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ในเห็นได้ว่าการที่มีการศึกษาสูงและขาดทักษะก็อาจทำให้ตามสังคมโลกใน
ปัจจบุ นั ค่อนขา้ งลำบาก ดั้งนั้นคนเราจึงจำเปน็ ท่ีจะต้องเรียนรู้ทักษะการใชช้ ีวิตควบคู่ไปกับการศึกษา
เล่าเรียน เพื่อนำมาพัฒนาและปรับใช้ในการใช้ชีวิตต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และไม่
เกิดความขัดแย้งตอ่ ผู้อื่น (ประสิทธิ์ โกษาแสง, 2557) และในการพัฒนาประเทศนั้นการพัฒนาทักษะ
ความรู้ความสามารถของคนเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าปัจจัยโครงสร้างด้านอื่น ๆ ดังคำกล่าวที่ว่า
ทรัพยากรมนุษย์จัดเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม แต่มีความสำคัญต่อสังคมนั้น ๆ การพัฒนา
ประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปข้างหน้าต้องเริ่มที่การพัฒนาคน ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชน
มีสภาพพร้อมท่ีจะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้า
ไปหาชุมชน หมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
2
ใช้คำว่า “การระเบิดจากข้างใน” (ผู้จัดการออนไลน์, 2559) โดยในการพัฒนาคนในปัจจุบันมุ่งเน้น
การพฒั นาทักษะที่เหมาะสมแตล่ ะชว่ งวยั เพ่อื วางรากฐานให้เป็นคนท่ีมคี ุณภาพในอนาคต การพัฒนา
ทักษะสอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่
21 ของคนในแต่ละช่วงวัยตามความเหมาะสม เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ความคิด
สร้างสรรค์ ทักษะการทำงานและการประกอบอาชีพ และทักษะภาวะผู้นำ (สำนักงานคณะกรรมการ
พฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ, 2559)
สำหรับมิติทางด้านการศึกษาได้กำหนดแผนและนโยบายเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการ
สอน และพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเยาวชนของสังคม และลด
ปัญหาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังกล่าว โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช 2560 ไดป้ ลูกฝังให้ผู้เรียนมจี ิตสำนกึ ของความเปน็ ไทย มรี ะเบยี บวนิ ัย คำนึงถึงประโยชน์
ส่วนรวม และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา
54 รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบ
การศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแล
และพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และ
สตปิ ัญญาให้ สมกบั วยั โดยสง่ เสรมิ และสนบั สนุนให้องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน และภาคเอกชนเข้ามี
ส่วนร่วม ในการดำเนินการด้วยรัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการใน
ระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริม ให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ
ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษา ดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตาม
กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อย ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษา
แห่งชาติ และการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนนิ การ ให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาตดิ ้วย
การศึกษาทงั้ ปวงต้องมงุ่ พฒั นาผู้เรียนให้เปน็ คนดี มีวนิ ยั ภมู ใิ จในชาติ สามารถเชย่ี วชาญได้ ตามความ
ถนดั ของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ ในการดำเนินการให้
เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาตามวรรคสอง หรือให้ประชาชนได้รับ การศึกษาตามวรรคสาม รัฐ
ต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา ตามความถนัดของ
ตน ให้จัดตั้งกองทุนเพือ่ ใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหล่ือมล้ำในการศึกษา
และเพื่อเสรมิ สร้างและพฒั นาคุณภาพและประสิทธภิ าพครู โดยใหร้ ฐั จัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน
หรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการ
ลดหย่อนภาษีด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้การ
บรหิ ารจดั การกองทุน เป็นอิสระและกำหนดให้มีการใชจ้ ่ายเงินกองทุนเพ่ือบรรลุวัตถปุ ระสงค์ดังกล่าว
(สำนักเลขานุการรัฐมนตรี, 2560)
ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษาในฐานะกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ มา
โดยตลอด กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงได้จัดทำแผนการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 เพื่อวางกรอบเป้าหมายและทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศ โดยมุ่ง
จัดการศึกษาให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาส และความเสมอภาคในการศึกษาที่มีคุณภาพ
พัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ พัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะในการทำงานท่ี
3
สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดงานและการพัฒนาประเทศ ยทุ ธศาสตร์ท่ี 1 : การจัดการศึกษา
เพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ มีเป้าหมาย ดังนี้ (1) คนทุกช่วงวัยมีความรักในสถาบัน
หลักของชาติ และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีตัวชี้วัดทีส่ ำคัญ เช่น การจัดกิจกรรมของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่สะท้อนความ
รักและการธำรงรักษาสถาบันหลักของชาติ และการยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข การจดั การเรียนการสอน/กิจกรรม เพื่อเสรมิ สรา้ งความเป็นพลเมือง
(Civic Education) และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสงั คมพหุวัฒนธรรมเป็นต้น (2) คนทุกช่วงวัยในเขต
พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่พิเศษได้รับการศึกษา และเรียนรู้อย่างมี
คณุ ภาพ มตี วั ชี้วดั ทส่ี ำคัญ เชน่ นักเรยี นในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพ้ืนท่ี
พิเศษมีคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) แต่ละวิชาผ่านเกณฑ์
คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไปเพิ่มขึ้น สถานศึกษาจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มชนต่างเชื้อชาติศาสนา ภาษา
และวัฒนธรรมกลมุ่ ชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าวเพ่ิมขึ้น และสถานศึกษาในพ้ืนท่ีพิเศษท่ีจัดอยู่ใน
มาตรการจูงใจ มีระบบเงินเดือน ค่าตอบแทนที่สูงกว่าระบบปกติเพิ่มขึ้นเป็นต้น (3) คนทุกช่วงวัย
ได้รับการศึกษา การดูแลและป้องกันจากภัยคุกคามในชีวิตรูปแบบใหม่ มีตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น
สถานศึกษาที่จัดกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังแนวทางการจัดการความขัดแย้งโดยแนวทางสันติวิธี
เพิ่มขึ้น มีการจัดการเรียนการสอน/กิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภัย
คุกคามในรปู แบบใหมเ่ พมิ่ ข้ึน มีระบบกลไก และมาตรการที่เข้มแข็งในการป้องกนั และแก้ไขปัญหาภัย
คกุ คามในรปู แบบใหม่ และผู้เรยี นในสถานศึกษาทม่ี ีคดที ะเลาะววิ าทลดลง เป็นต้น โดยไดก้ ำหนดแนว
ทางการพัฒนา คือ พัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้าง ความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ
และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยกระดับคุณภาพและ
ส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษ เฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่
พเิ ศษ ท้ังท่ีเปน็ พน้ื ทสี่ งู พน้ื ทีต่ ามแนวตะเข็บชายแดน และพื้นทเี่ กาะแก่ง ชายฝง่ั ทะเล ทั้งกลุ่มชนต่าง
เชื้อชาติศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าว พัฒนาการจัดการศึกษาเพ่ือ
การจัดระบบการดูแลและป้องกันภัยคุกคามใน รูปแบบใหม่ อาทิอาชญากรรมและความรุนแรงใน
รูปแบบต่าง ๆ ยาเสพติด ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ภัยจากโรคอุบัติใหม่ ภัยจากไซเบอร์เป็นต้น และมี
แผนงานและโครงการสำคัญ เช่น โครงการ ยกระดับคุณภาพการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จงั หวัดชายแดนภาคใต้และพน้ื ทีพ่ ิเศษ (สำนกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา, 2560)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.
2563 โดยยึดหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในอนาคต เป็นแนวทางในการจดั การศึกษาจดั การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน และสอดคล้องกบั ยทุ ธศาสตร์ชาติ
พ.ศ. 2561-2580 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) แผนปฏิรูปประเทศ
ดา้ นการศกึ ษา แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2565) แผนการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2565-2579 และมุ่งสู่ Thailand 4.0 ดังนี้ นโยบายที่ 1 ด้านการจัดการศึกษาเพื่อ
ความมั่นคงของมนุษย์และของชาติ นโยบายที่ 2 ด้านการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการ
แข่งขันของประเทศ นโยบายที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศกั ยภาพทรัพยากรมนษุ ย์ นโยบายท่ี
4 ด้านการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานและลดความเหลื่อมล้ำ
4
ทางการศึกษา นโยบายที่ 5 ด้านการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นโยบายที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษา โดยมีเป้าหมายประสงค์
1) ผู้เรียนทุกคนที่มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2) ผู้เรยี นทกุ คนมีทัศนคติท่ีดีต่อบ้านเมือง
มีหลักคิดที่ถูกต้อง เป็นพลเมืองดีของชาติ มีคุณธรรม จริยธรรม มีค่านิยม ที่พึงประสงค์ มีจิต
สาธารณะ มีจิตอาสา รบั ผดิ ชอบต่อครอบครัว ผู้อนื่ และสังคมโดยรวม ซอื่ สัตย์ สุจรติ มัธยัสถ์ อดออม
โอบอ้อมอารี มีวินัย และรักษาศีลธรรม 3) ผู้เรียนทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความพร้อม
สามารถรับมือกับภัยคุกคาม ทุกรูปแบบที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เช่น ภัยจากยาเสพติด ความ
รุนแรง การคุกคามในชีวิตและ ทรัพย์สิน การค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์และภยั พิบตั ิต่าง ๆ เป็น
ต้น 4) ผู้เรียนในเขตพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับโอกาส และการ
พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และมีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ 5) ผู้เรียนในเขตพื้นที่เฉพาะ
กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เช่น พื้นที่สูง ชายแดน
ชายฝั่งทะเล และเกาะแก่ง เป็นต้น ได้รับการบริการ ด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ และ
เหมาะสมตรงตามความต้องการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ,
2563)
ในศตวรรษท่ี 21 ภาวะผู้นำกลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา
และบริหารงานขององค์การในประเทศต่าง ๆ ได้มีการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า
เหนือนานาอารยประเทศ นนั้ เป็นผลมาจากกระบวนการในการพัฒนาบุคคลใหม้ ีภาวะผู้นำและพัฒนา
กระบวนการในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเป็นสำคัญ การพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อให้เกิด
ประสิทธิผล ต้องมีกระบวนการที่สอดคล้องกับคุณลักษณะและพฤติกรรมของผู้นำในแต่ละบทบาท
ตามท่ีผู้นำได้รับ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับหลักการและวิธีการในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและ
ฝึกอบรม รวมถึงประสบการณ์และความสามารถของแต่ละบุคคลอีกด้วย “การเสริมสร้างภาวะผู้นำ
ให้แก่บุคคลเริ่มเสียตั้งแต่เยาว์วัยเพราะจะเป็นการมุ่งเน้นให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้
สามารถเป็นผู้นำในฐานะนักวางแผน รู้จักการแก้ปัญหา เพิ่มพูนทักษะการสื่อสารและการสร้าง
ความสมั พันธ์ รวมถึงสามารตดั สินใจไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ” (ชาญชยั อาจนิ สมาจารย์, 2543)
การเสริมสร้างเด็กและเยาวชนมีภาวะผู้นำควรเริ่มตั้งแต่การสอนให้เดก็ มีทัศนคตทิ ี่ถูกตอ้ ง
ต่อการเปน็ ผู้นำเริ่มจากการเป็นผู้นำในกลุ่มเพ่ือน และผู้นำกจิ กรรมในสถาบนั การศึกษา อันจะพัฒนา
กลายเป็นผู้นำครอบครัว ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน และผู้นำประเทศที่ดีมีคุณภาพได้ในอนาคต
การพัฒนาภาวะผู้นำของเด็กอาจเริ่มที่ปลูกฝังทักษะและความรูพ้ ื้นฐานที่จะช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำ
ให้เด็กได้แก่ ทักษะการพูด ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจและแก้ปัญหาต่อสถานการณ์ต่าง ๆ
ทกั ษะการมองอนาคต ทกั ษะการต้งั เป้าหมายในระยะสนั้ และระยะยาวทักษะการบรหิ ารความสัมพันธ์
กบั ผู้อื่น ทักษะการส่ือสารในสาธารณะ ทักษะการสร้างแรงจงู ใจ ทกั ษะการบรหิ ารจัดการเวลา ทักษะ
การสร้างทีมงาน และทักษะการพัฒนาความฉลาดทางอารมณเ์ ปน็ ต้น รวมถึงการเปิดโอกาสใหเ้ ด็กได้
เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง เช่น การให้ผลัดกันเป็นผู้นำกลุ่ม ให้ดูภาพยนต์หรือละครที่ให้ข้อคิด
เกี่ยวกับการเป็นผู้นำ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์ภาวะผู้นำ วิธีการวางแผนและรู้จักวิธตอบสนอง
สถานการณต์ ่าง ๆ ของผู้นำไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (เกรียงศกั ด์ิ เจรญิ วงศ์ศกั ดิ,์ 2550)
5
จากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญและแนวการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ จากทัศนะ
ของนักวิชาการหลายท่าน เช่น ในเว็บไซต์ของ Reddy (2016) ได้กล่าวถึงทักษะที่สามารถทำให้เป็น
ผู้นำที่ดี คือ ความอ่อนนุ่ม เพื่อยกระดับการเป็นผู้นำมืออาชีพ ลักษณะความเป็นผู้นำเป็นส่ิงที่จำเป็น
ด้วยบทบาทความเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ สามารถใช้งานหรือเพิ่มระดับชีวิตการทำงานได้อย่าง
งา่ ยดาย บางคนเกดิ มาในฐานะผู้นำ ขณะที่บางคนต้องฝึกฝนใหเ้ ปน็ ผู้นำทดี่ ี ดงั ท่ี John F. Kennedy
กล่าวว่า “การเรียนรู้ และความเป็นผู้นำ มีความสำคัญต่อกันและกัน” ในขณะท่ี Yan (2019) ได้
กล่าวว่าทักษะความเป็นผู้นำมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ในอาชีพของผู้นำ ผู้นำอาจต้องใช้
ทักษะที่อ่อนนุ่ม เช่น ความสามารถในการเป็นผู้นำที่ดี ดังนั้น ทักษะความเป็นผู้นำจึงถือได้ว่าเป็น
ลักษณะสำคัญที่จะช่วยให้ผู้นำก้าวไปสู่จดุ สงู สุดในสายอาชพี ของผู้นำ มีเพียงไม่กี่คนที่เกิดมาเพื่อเป็น
ผู้นำ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องฝึกฝนการเป็นผู้นำที่ดี และนั่นเป็นสาเหตุที่การพัฒนาความเป็นผู้นำจึงมี
ความสำคัญ Cherry (2019) ได้กล่าวถึงภาพความเป็นผู้นำ เช่น ความกล้าแสดงออก ความสามารถ
ในการปรับตัว สติปัญญา และความพิถีพิถันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การวิจัยแสดงให้เห็นชัดเจน ว่า ผู้นำ
การเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่คดิ บวก สรา้ งแรงบันดาลใจและมอี ำนาจ และสามารถพัฒนาผู้ตามให้เป็นผู้นำ
ทด่ี ี Julka (2518) ไดก้ ล่าวว่าอะไรทำให้เป็นผู้นำทีด่ ี ทุกคนมีคำจำกัดความที่แตกต่างของคำว่า “ผู้นำ
ที่ดี” แต่ผู้นำที่ดีคือคนที่เป็นผู้นำและให้ผู้อื่นเป็นผู้นำ ผู้นำให้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำที่ดี
เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ทุกวันและมีการปรับปรุง แม้กระทั่งการนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ มีข้อสงสัยว่า
การเป็นผู้นำที่ดีสำหรับผู้ใต้บังคับบัญชา คำนี้ถูกตั้งคำถาม และยังคงสงสัยตลอดเวลาการอยู่ในภาค
การจัดการการพัฒนา การเข้าใจความต้องการผู้นำที่ยิ่งใหญ่และพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ่อย ๆ
การตัดสินใจที่ไม่เพียงแต่พูดเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี แต่ยังให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับการสร้าง
ทักษะการพัฒนาความเป็นผู้นำท่ีจะสร้างความแตกต่าง จากนั้นก็ตระหนักว่าความเป็นผู้นำ
มีความหมายอย่างไร “การเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่สามารถสร้าง และทำให้นกั เรียนเป็นผู้นำที่ดียิ่งขึน้ กวา่ ที่
เคยเป็น” และ Francisco (2518) ได้กล่าวว่าการเป็นผู้นำอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเป็นผู้นำท่ี
ประสบความสำเรจ็ นน้ั ต้องใชเ้ วลามากมาย และอยา่ งท่ีนโปเลียนโบนาปาร์ต กลา่ วว่า “ผู้นำต้องการ
ตัวแทนจำหน่ายด้วยความหวัง” คุณสมบัติความเป็นผู้นำ และความสามารถในการเป็นตัวแทน
จำหน่ายด้วยความหวังมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาอาชีพของผู้นำ ทักษะทางเทคนิคเป็น
สิ่งจำเปน็ อย่างยิ่ง แตท่ กั ษะที่ออ่ นนุ่ม มคี วามสำคญั เท่าเทยี มกัน เพอื่ ใหบ้ รรลุความสำเรจ็ ในระยะยาว
ในโลกแห่งโอกาสการจ้างงาน คุณสมบัติความเป็นผู้นำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากผู้นำมีคุณสมบัติ
ความเป็นผู้นำพร้อมพลังในการจูงใจผู้คน เพราะมีเพียงไม่กี่คนท่ีเกิดมาพร้อมคุณสมบัติความเป็นผู้นำ
ตามธรรมชาติ นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้ผู้นำเป็นผู้นำทีด่ ีขึ้น มีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทักษะ
ภาวะผู้นำที่หลากหลายและที่ท้าทายต่อการนำไปเป็นแนวทางการพัฒนางานวิจัยนี้ เช่น การมี
วิสยั ทศั น์ มีความคิดริเรมิ่ สร้างสรรค์ มที ักษะการสื่อสาร มีระเบียบวินัย เป็นแบบอยา่ งท่ีดี มีทัศนะคติ
ทางบวก คดิ ทำสงิ่ ใหม่ ๆ และการทำงานเป็นทีม
ดังนั้นทักษะภาวะผู้นำในเยาวชน จะมีความจำเป็นอย่างมากในสังคม เพราะการที่คนเรา
จะเรยี นรทู้ ักษะความเป็นผู้นำได้นั้นจะต้องผ่านความกล้าท่ีจะแสวงหาปะสบการณ์ในการใช้ชีวิต และ
นำมาเปน็ แนวทางการต่อยอดสู่ความเปน็ ผู้นำได้ หากจะกลา่ วนน้ั คนที่มีทักษะผู้นำจะเปน็ คนท่ีกล้าคิด
กล้าทำ กล้าแสดงออก และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกบั คนรอบขา้ ง ซึ่งสิ่งทีก่ ลา่ วมานัน้ จะเป็นบันได้ในการ
6
ต่อยอดสภู่ าวะผู้นำท่ีดี และสิง่ ท่กี ล่าวมาก็จะเปน็ พื้นฐานในการเรียนรแู้ ละการฝึกทักษะการใช้ชีวิตไป
ในตัว ทำให้เกิดประสบการณ์ท่ีเปน็ สิ่งที่ทุกคนอาจมีส่ิงเหลา่ นี้ท่ีแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นทักษะความ
เป็นผู้นำยังช่วยสง่ เสริมในด้านบคุ ลิกภาพส่วนตัวท่จี ะชว่ ยให้เกิดความเช่ือถือและเช่ือม่ันในตัวเรามาก
ขึ้น ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ดังนั้นด้วยเรื่องการส่งเสริมพัฒนาภาวะผู้นำในเด็ก
นักเรียนที่เป็นช่วงชั้นที่เริ่มต้นการมีบทบาทผู้นำอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน จึงเร่งเห็นว่าความมีการ
ส่งเสรมิ ปลูกฝังทักษะภาวะผู้นำตง้ั แต่แรกเรมิ่ ให้เปน็ รูปธรรมมากยง่ิ ขึ้น และเพอ่ื ที่จะส่งเสริมเพ่ือเพิ่ม
ขีดความสามารถของนักเรียนโดยการพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ พัฒนางานด้านกิจกรรมนักเรียน
เปน็ ส่อื ในการพฒั นา
โรงเรียนเป็นองค์การทางสังคมมีภารกิจถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียน มีบทบาทและหน้าที่
ส่งเสริมและพัฒนาเด็กหรือเยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดี การพัฒนาการศึกษาจึงใช้โรงเรียนเป็นหน่วย
ปฏบิ ตั กิ ารทางการศึกษาท่ีใกลช้ ิดกับนกั เรียนมากท่สี ดุ ไม่เพยี งแต่การการจัดการเรียนการสอนเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงการสร้างทักษะ และคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ึนพ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 กำหนดกจิ กรรมนกั เรยี นวา่ เปน็ กิจกรรมทมี่ ุ่งพัฒนาความมรี ะเบยี บวนิ ยั ความเป็น
ผู้นำ ผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม
ความมีเหตุผลการช่วยเหลือแบ่งปัน เอื้ออาทร และสมานฉันท์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552)
ในศตวรรษที่ 21 มีความต้องการภาวะผู้นำและความรับผิดชอบแบบกระจายบทบาท จากการ
รับผดิ ชอบตอ่ ตนเอง รบั ผดิ ชอบการทำงานแบบประสานสอดคล้องเป็นคณะทำงาน กำหนดเป็นทักษะ
ด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork & Leadership)
(วิจารณ์ พานชิ , 2555) โดยโรงเรยี นควรสง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนอ่านหนังสือ หรอื เขา้ ถึงส่ือต่าง ๆ ทั้งในและ
นอกหอ้ งเรยี น เพ่อื เขา้ ถึงองค์ความรู้ในเร่ืองตา่ ง ๆ ทช่ี ว่ ยหลอมเปน็ รากฐานความคิดและ ความเข้าใจ
ฝกึ นสิ ยั การเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ มฐี านความคิดทดี่ ี รอบคอบ และมีความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองต่าง ๆ และ
สร้างทักษะภาวะผู้นำโดยสอดแทรกมุมมองต่าง ๆ ผ่านการสอนในหอ้ งเรียนและการทำกิจกรรม เช่น
ให้ผู้เรียนจัดทีมไปทำกิจกรรมกับชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนรู้วิธีสร้างทีมงาน วางแผนการทำงานและ
แก้ปัญหา ให้ดูภาพยนตร์หรือละครที่ให้ข้อคิดการเป็นผู้นำแล้วลอง วิเคราะห์ภาวะผู้นำที่อยู่ใน
ภาพยนตร์ ฝึกสังเกตและเขา้ ใจผู้อน่ื โดยมองทุกคนมีคุณค่าและมีศักยภาพ (เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ,
2551)
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำของนักเรียนให้เกิดความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าใน
ตนเองและผู้อื่น มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และการอยู่
ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้นั้นเริ่มจากการสรา้ งและปลูกฝังจิตสำนึก และแรงบันดาลใจในการ ดำรงชีวิต
การปรบั กระบวนการทางความคิดอยา่ งเป็นระบบและสร้างสรรค์ การเปลย่ี นแปลงวธิ ีการเล้ยี งดู และ
การบริหารจัดการการเรยี นรู้เพ่ือหล่อหลอมให้เยาวชนไทยมีภาวะผู้นำในระดับสากล โดยโรงเรียนจดั
ให้มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่มุ่งพัฒนาคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ 1) กิจกรรมแนะแนว เป็น
กิจกรรมที่มุง่ เน้นให้นักเรยี นร้จู ักตนเอง มกี ระบวนการวางแผน และการปรบั ตวั ให้อยู่ในสังคมได้อย่าง
เหมาะสม 2) กิจกรรมพัฒนานักเรียน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถตามความถนัดและความ
สนใจ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รู้จักการแก้ปัญหา มีความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี และ
7
3) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้บำเพ็ญประโยชน์
เพื่อส่วนรวม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) ซึ่งแสดงถึงความเสียสละ และจิตสาธารณะ ตลอดจน
ความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม โดยนักเรียนบางคนที่มีลักษณะภาวะผู้นำที่โดดเด่น โรงเรียนจะ
มอบหมายให้เป็นผู้นำของห้องเรียน ประธานชุมนุม ประธานชมรมต่าง ๆ และประธานนักเรียน
ตลอดจนการส่งนักเรียนเข้าแข่งขันเพื่อแสดงศักยภาพของนักเรียนอย่างเต็มความสามารถ เช่น การ
แข่งขันการ โต้วาที การแข่งขนั กีฬา การแข่งขนั ทางวชิ าการเป็นตน้ (เกรยี งศักด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ, 2550)
จากสภาพปญั หาเกีย่ วกับคุณลักษณะภาวะผู้นำของนักเรียนและความจำเปน็ ในการพัฒนา
ภาวะผู้นำดงั กลา่ วมาข้างตน้ ผู้วิจัยในฐานะผู้บรหิ ารโรงเรียนไดเ้ หน็ ความสำคัญและประโยชน์ของการ
วิจัย เรื่องปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โรงเรียนเนิน
สงา่ วิทยา โดยระเบยี บวธิ ีวิจยั เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนรว่ ม (Participatory Action Research: PAR)
ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่จะให้การพัฒนาเป็นไปอย่างได้ผล เพราะมีลักษณะสำคัญ คือ เป็น
การวิจัยที่อิงกับทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ (Critical Social Theory) และทฤษฎีหลังสมัยใหม่นิยม
(Theories of Postmodernism) ที่เชื่อเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีอยู่จริงของมนุษย์ การดึงศักยภาพ
ของมนุษย์ออกมาใช้ให้เต็มที่ การให้ความสำคญั กับการมีส่วนร่วมและความเป็นประชาธิปไตยในการ
กระทำและการส่งผลที่ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง เกิดการเรียนรู้ และเกิดองค์ความรู้ท่ีได้รับจากการ
ปฏบิ ัติ เปน็ การวิจัยแบบล่างขนึ้ บน ทท่ี ง้ั ผู้วิจัยมีสว่ นรว่ มในการวิจยั กบั ผู้รว่ มวิจัยในลักษณะเป็นความ
ร่วมมือ (Collaboration) ที่ต่างมีสถานะที่เท่าเทียมกัน (Equally) เป็นการวิจัยท่ีผู้ถูกวิจัยเปลี่ยน
บทบาทจากการเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive) เป็นผู้กระทำ (Active) หรือผู้ร่วมกระทำ (Participant)
หรือเปลี่ยนวิธีการวิจัยจากผู้เรียน (On Them) เป็นการวิจัยโดยผู้เรียนและเพื่อผู้เรียน (By Them
and for Them) จากกระบวนการของวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Acting) การสังเกต
(Observing) และการสะท้อนผล (Reflecting) ในลักษณะที่เป็นวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral
Cycle) ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องกันไม่สิ้นสุด มุ่งการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังว่าจะเป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอันเนื่องจากความมีพันธะผูกพันในสิ่งที่ทำ จากบทบาทการมีส่วนร่วมในทุก
ขัน้ ตอนนน้ั โดยการวจิ ยั มคี ำถามการวิจัยและวตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัยดังกลา่ วในหัวข้อถดั ไป
1.2 วัตถุประสงคก์ ารวิจยั
การวิจยั น้ีมจี ุดมงุ่ หมายเพื่อทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น ให้กบั นักเรียนในโรงเรียนเนินสง่า
วิทย าด้วยกระบวนการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยคาดหวังผลจากการพัฒนา 3
ประการ ดังนี้
1.3.1 การเปลี่ยนแปลงในผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Changes in Expected & Unexpected
Results from Practice) และไมค่ าดหวงั จากการปฏบิ ตั ิ
1.3.2 การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ในตัวผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย
และสถานศึกษา ในลักษณะเป็นบทเรียนทีไ่ ด้รบั จากการวิจัย ถึงสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำจากส่ิงท่ไี ด้
ทำหรือไม่ได้ทำในงานวิจัยนี้ ไม่หมายถึงความรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะ “รู้” จากการที่ได้รับการ
ฝึกอบรมหรอื จากการศึกษาเอกสารหรือตำรา
1.3.3 องค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice) ใน
ลกั ษณะ เปน็ ทฤษฎฐี านรากในบริบทเฉพาะของโรงเรยี นเนินสง่าวทิ ยา
8
1.3 คำถามการวิจยั
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนในขั้นตอน
ต่าง ๆ ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลลัพธ์ที่คาดหวัง
และไม่คาดหวังจากการปฏิบัติ (Changes in Expected & Unexpected Results from Practice)
เพียงใดเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ในตัวผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย
และสถานศึกษา และเกิดองค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice)
ในลักษณะเปน็ ทฤษฎฐี านรากในบริบทเฉพาะของโรงเรยี นเนินสง่าวิทยาอะไร
1.4 ขอบเขตของการวจิ ยั
การวจิ ยั ครั้งนี้ มขี อบเขตของการวิจยั ดงั น้ี
1.4.1 การวจิ ยั เชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมีสว่ นรว่ มมจี ุดม่งุ หมายเพื่อการพัฒนาทีย่ งั่ ยืน มลี กั ษณะ
เป็นการดำเนินงานของวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ที่ไม่มีสิ้นสุดของการวางแผน
การปฏบิ ตั ิ การสงั เกต และการสะท้อนผล แตเ่ นอื่ งจากในการวจิ ัยนี้ มีข้อจำกดั ในเรื่องระยะเวลาตาม
หลักสูตร ผู้วิจัยได้กำหนดวงจรในการดำเนินงาน 2 วงจร ๆ ละ 1 ภาคการศึกษา ภายในปีการศึกษา
2564
1.4.2 สถานทีท่ ีใ่ ชใ้ นการทำวจิ ัยในครัง้ น้ีคือ โรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา ตำบลหนองฉมิ อำเภอ
เนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ร่วมวิจัย (Participants) ประกอบด้วย ครูผู้สอน จำนวน 13 คน และมี
นกั เรยี นเปน็ กลมุ่ เป้าหมายในการพัฒนา ไดแ้ ก่นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 191 คน
1.5 กรอบแนวคิดของการวจิ ัยในสาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา
การวิจัยเรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรียน” น้ีเป็นการวิจัยในหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน ใช้ระเบียบวิธีวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Action Research : PAR) ที่มีแนวคิดอิงกับทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ (Critical Social
Theory) และทฤษฎีหลังสมยั ใหมน่ ยิ ม (Theories of Postmodernism) ท่ีเชื่อเก่ียวกบั ประสบการณ์
ที่มีอยู่จริงของมนุษย์ การดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้เต็มที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม
และความเป็นประชาธิปไตยในการกระทำและการส่งผลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการเรียนรู้
และเกิดองค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติในการวางแผน (Planning) ปฏิบัติ (Acting) สังเกต
(Observing) และสะท้อนผล (Reflecting) ในลักษณะทีเ่ ป็นวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ที่
มีการดำเนนิ การตอ่ เนือ่ งกนั ไมม่ ีสิ้นสุด
การวจิ ัยน้ีไดค้ ำนงึ ถึงการเปน็ วิจัยในสาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา ดังน้ี 1) ในเชิงวิชาการ
มีหลายประการ แต่ขอนำมากล่าวถึงสำคัญ ดังนี้ (1) งานวิจัยนี้ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เป็น
การศึกษาศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความสำคญั เพราะเป็นการให้การศกึ ษาทีส่ ่งผลสุดท้ายให้ผู้เรียนมีทกั ษะ
ที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จในโลกใหม่นี้ (Driscoll, 2022) (2) งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาในระดบั สถานศึกษา ทน่ี ักวิชาการให้ความเหน็ วา่ การบริหารการศึกษาเกดิ ขน้ึ ในระดับต่าง ๆ
ตั้งแต่ส่วนกลางถึงระดับสถานศึกษา แต่การบริหารการศึกษาระดับสถานศึกษา (คือ โรงเรียน
9
วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือชื่อเรียกอื่น ๆ) มีความสำคัญเพราะเป็นฐานปฏิบัติที่จะทำให้การระดม
ทรัพยากรบุคคลและทรพั ยากรวัตถุใหเ้ กิดประโยชน์ท่ีใช้งานได้จริง เปน็ ฐานปฏิบตั ิท่จี ะช่วยเสริมสร้าง
การสอนและการเรียนรู้ที่จะส่งผลให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่ถูกต้องจากครูที่ถูกต้อง และเป็นฐาน
ปฏิบัติที่จะสร้างอิทธิพลที่ส่งผลต่อนักเรียนให้เติบโตไปสู่เป้าหม ายที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้นำการ
เปลี่ยนแปลง (Kashyap, n.d.) สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-
Based Management: SBM) ซึ่งเป็นรูปแบบการกระจายอำนาจให้โรงเรียนที่เป็นหน่วยหลักในการ
จัดการศึกษา (Edge, 2000) (3) งานวิจัยนี้ใช้หลักการมีส่วนร่วม (Participation) ซึ่งเป็นหลักการ
สำคญั สำหรับการบริหารใด ๆ รวมทง้ั การบริหารการศึกษา เพราะเปน็ หลักการท่ีจะชว่ ยให้องค์กรเกิด
การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นธรรม เสมอภาค และยั่งยืน บุคคลเกิดการตระหนักรู้ในตนเอง เพิ่มโอกาส
ในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ส่งผลให้เกิดความนับถือตนเองและความมั่นใจในตนเองที่เพิ่มขึ้น
(Bated, 2019) (4) งานวิจัยนี้ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีอยู่จริงของ
มนุษย์ การดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้เต็มที่” โดยบูรณาการความรู้ที่ฝังตัว (Tacit
Knowledge) ของผู้ร่วมวิจัยเข้ากับความรู้ที่มีอยู่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) จากผลการศึกษา
วรรณกรรมของผู้วจิ ัย และงานวจิ ัยนี้ “มงุ่ ใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ และองค์ความรู้จากการ
ปฏิบัติ” ทั้งสองกรณีสอดคล้องกับทฤษฎีการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)
ซ่งึ มีการนำมาใช้ในการบรหิ ารการศึกษากนั อย่างกว้างขวาง เพราะการบริหารจัดการความรู้ก่อให้เกิด
วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ ค้นคว้า แบ่งปัน แลกเปลี่ยน ยอมรับฟังความคิดเห็น และถ่ายทอดความรู้
กันซึ่งกันและกัน เพิ่มความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และต่อยอดความรู้เดิม จนสร้างเป็ นชิ้นงาน ผลงาน
สิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับองค์กร บุคลากรมีการเรียนรู้และพัฒนาเป็นบุคลากรที่มี
ทักษะ ความรู้ในองค์กรมีการจัดระเบียบรวบรวมอย่างเปน็ ระบบพร้อมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทนั ที
และองค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีความเข้มแข็ง พร้อมสู่การแข่งขันและปรับตัวเพื่อความอยู่
รอดอยู่เสมอ (Fusion Solution, n.d.) นอกจากนั้น ยังสอดคล้องกับกับทฤษฎีการบริหารการ
เปลี่ยนแปลง (Change Management) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้กลยุทธ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ควบคุมการเปลี่ยนแปลง และช่วยเหลือผู้คนในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Lawton &
Pratt, n.d.) และ 2) ในเชงิ วิชาชีพ การวิจัยน้คี ำนงึ ถงึ มาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศกึ ษา และ
ผู้บริหารการศึกษาที่คุรุสภากำหนดตามมาตรฐานด้านความรู้ ในกรณีสามารถพัฒนาครูและบุคลากร
ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎี
ไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการการศึกษา
สามารถนำกระบวนการทางการวิจัย การวัดและประเมินผล ไปใช้ในการบริหารจัดการการศึกษาได้
สามารถสง่ เสริมสนบั สนุนการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการศึกษา และสามารถบริหารจดั การข้อมูล
ข่าวสารไปสู่ผู้เรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา และตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ในกรณีปฏิบัติ
โดยคำนึงถึงผลทจ่ี ะเกิดข้นึ กับการพัฒนาของบุคลากร ผู้เรยี น และชุมชน พัฒนาผู้รว่ มงานให้สามารถ
ปฏิบัติงานได้เตม็ ศักยภาพ พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบรหิ ารจนเกดิ ผลงานที่มคี ุณภาพสูง และสร้าง
โอกาสการพัฒนาได้ทกุ สถานการณ์ (The Teachers Council of Thailand, n.d.) ท้ังนเ้ี นือ่ งจากการ
วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ และการเรียนรู้งานวิจัยในลักษณะท่ี
เป็นการนำหลักการบริหารที่พึงประสงค์ในยุคสมัยใหม่มาใช้ เช่น (1) การบริหารการเปลี่ยนแปลง
10
(Change Management) อย่างเป็นระบบทีค่ ำนงึ ถึงสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง ปัจจัยที่นำมาใช้
เพื่อการบรรลุความคาดหวัง และการวิพากษ์ถึงปัจจัยต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และการเอาชนะสิ่ง
ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นต้น (2) การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participation) ในวงจรตามหน้าท่ี
ทางการบริหารที่สำคัญ คือ การวางแผนการนำแผนสู่การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล
(3) การบริหารแบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up) เน้นการร่วมกันคิดและร่วมกันทำ ไม่เป็นแบบสั่งการ
จากบนลงสู่ล่าง (Top-down) (4) การบริหารที่ใช้ภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic
Leadership Style) ปฏิบัติการโดยพวกเขาและเพื่อพวกเขา (Action by Them and for Them) ท่ี
ยึดหลักความเสมอภาค (Equality) (5) การบริหารที่คำนึงถึงสิทธิพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของผู้ร่วม
วิจัย (Humanity) เข้าร่วมการวิจัยโดยหลักเหตุผลแลความสมัครใจ (6) การบริหารที่ยึดหลักการ
ระเบิดจากขา้ งใน (Inside-Out) ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งเพ่ือการพัฒนาทยี่ ่ังยนื ตามลักษณะ
ของการวิจัยที่เป็นวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ที่ไม่มีวันสิ้นสุด (7) การบริหารแบบเปิด
(Open Approach) จากความเป็นศาสตร์เชิงวิพากษ์ (Critical Science) ของระเบียบวิธีวิจัยที่เน้น
การสะท้อนผล (Reflect) เพื่อการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการปฏิบัติในบริบทเฉพาะ (8)
การบริหารตามทฤษฎี Y ที่เชื่อในศักยภาพที่มีอยู่จริงของผู้ร่วมวิจัยที่สามารถนำมาบูรณาการกับ
หลกั การ แนวคดิ หรือทฤษฎีเพ่ือนำไปสู่การปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิผล
นอกจากนั้น งานวิจัยนี้จะก่อให้เกิดองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่แสดงถึงความสัมพันธ์เชิง
เหตุและผล (Cause and Effect Model) ว่าในการพัฒนานั้นมีปัจจัยผลักดัน (Force for Change)
ใดที่สำคัญท่ีผู้วิจัยเชื่อว่าส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งตามที่คาดหวังและไม่คาดหวัง และในการ
พัฒนานั้นมีสิ่งต่อต้านการเปล่ียนแปลง (Resistance to Change) ที่สำคัญอะไรบ้าง ผู้วิจัยและผู้รว่ ม
วิจัยได้เอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Overcome Obstacles) นั้นอย่างไร ซึ่งเป็นองค์ความรู้
จ า ก ก า ร ป ฏ ิ บ ั ติ เ ฉ พ า ะ บ ร ิ บ ท ท ี ่ เ ป ็ น บ ท เ ร ี ย น ส ำ ค ั ญ เ พ ื ่ อ ก า ร ว า ง แ ผ น เ พ ิ ่ ม พ ู น ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ
และประสิทธิผลในการปฏิบัติให้มากขึ้นตามลักษณะของวงจรแบบเกลียวสว่านในสถานศึกษานั้น ๆ
อีกต่อไปในอนาคตที่ไม่สิ้นสุด แต่อย่างไรก็ตามก็สามารถก็นำเอาประเด็นข้อคิดหรือเหตุการณ์สำคัญ
ที่เกิดขึ้นเปน็ ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การนำไปใช้ในสถานศกึ ษาอน่ื ที่มีลกั ษณะคล้ายคลึงกันหรอื ที่กำลังมุ่ง
ใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงในลกั ษณะเดยี วกนั ได้ (Coghlan & Brannick (2007); James, Milenkiewcz,
& Bucknam (2008)
1.6 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องและตรงกันในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงกำหนดนิยามศัพท์
เฉพาะทใ่ี ช้ในการวจิ ัยคร้ังน้ี ดงั น้ี
1.6.1 ปฏบิ ตั ิการแบบมีส่วนรว่ มของครู หมายถงึ การใช้ระเบียบวธิ ีวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ารแบบ
มีส่วนร่วมซึ่งเป็นการวิจัยที่อิงกับทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ (Critical Social Theory) และทฤษฎีหลัง
สมัยใหม่นิยม (Theories of Postmodernism) ที่เชื่อเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีอยู่จริงของมนุษย์
การดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้เต็มที่ การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความเป็น
ประชาธิปไตยในการกระทำและการส่งผลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการเรียนรู้และเกิด องค์
ความรู้จากการปฏิบัติเป็นการวิจัยแบบล่างขึ้นบน ที่ทั้งผู้วิจัยมีส่วนร่วมในการวิจัยกับผู้ร่วมวิจัยใน
11
ลักษณะเป็นความร่วมมือ (Collaboration) ที่ต่างมีสถานะที่เท่าเทียมกัน (Equally) ในการร่วมกัน
วางแผน (Planning) ปฏิบัติ (Acting) สังเกต (Observing) และสะท้อนผล (Reflecting) ในลักษณะ
ที่เป็นวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องกัน ไม่มีสิ้นสุด (หมายเหตุ -
เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องเวลา งานวิจัยนี้กำหนดดำเนินการวิจัย 2 วงจร ๆ ละ 1 ภาคการศึกษา)
หากเปรียบเทียบกับการวิจัยประเภทอื่น ผู้ถูกวิจัยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive)
เป็นผู้กระทำ (Active) หรือผู้ร่วมกระทำ (Participant) หรือเปลี่ยนวิธีการวิจัยจากพวกเขา
(On Them) เป็นการวิจัยโดยพวกเขาและเพื่อพวกเขา (By Them and for Them) กล่าวคือ ผู้ถูก
วิจัยจะมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เป็นทั้งผู้ตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติและผู้ได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น
นอกจากนั้นบทบาทของผู้วิจัยก็เปลี่ยนไปด้วย จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้ดีจากภายนอก
(Outside Expert) ก็กลายเปน็ ผู้รว่ มวจิ ัยทีเ่ สมอภาคกัน นอกจากนั้นการวิจัยกไ็ ม่ไดม้ ีจดุ มงุ่ หมายเพียง
เพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อหาความรู้ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติ
เพื่อก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงไปในทิศทางท่ีพึงประสงค์ดว้ ย และคาดหวังว่าจะเป็นการเปล่ียนแปลง
ท่ยี ง่ั ยืนอนั เนอื่ งจากความมพี นั ธะผูกพันในสิง่ ทีท่ ำจากบทบาทการมสี ว่ นรว่ มในทุกข้ันตอนนั้น
1.6.2 หลักธรรมเพื่อคุณภาพและความสำเร็จในการวิจัย หมายถึง คำสอนใน
พระพุทธศาสนา ที่ผู้วิจัยนำมาเป็นข้อคิดเตือนใจตลอดระยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย ตั้งแต่
จุดเร่มิ ตน้ ของการวจิ ัยจนถงึ ส้ินสุดการวจิ ัย โดยเชื่อวา่ การนำหลกั ธรรมทีม่ าใช้จะช่วยเสริมสร้างให้การ
ดำเนินงานวิจัยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและบรรลุผลสำเร็จ และเพื่อตอบสนองต่อปรัชญาของ
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยที่กำหนดไว้ว่า “ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนว
พระพุทธศาสนา” (Academic Excellence based on Buddhism) มี 6 หลักธรรม ดังนี้คือ
(1) ขันติ 4 (2) สัปปุริสธรรม 7 (3) อิทธิบาท 4 (4) หลักพรหมวิหาร 4 (5) โยนิโสมนสิการ และ
(6) สังคหวัตถุ 4
1.6.3 ทักษะภาวะผู้นำ หมายถึง ลักษณะพฤติกรรม ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์
บุคลิกภาพที่ใช้ในการบริหารจัดการตนเองและมีอิทธิพลโน้มน้าวให้บุคคล อื่นหรือกลุ่มเชื่อม่ัน
ปฏบิ ัตติ ามและดำเนนิ กิจกรรมต่าง ๆ ดว้ ยความเตม็ ใจ เพือ่ บรรลเุ ปา้ หมายท่ตี ง้ั ไว้
1.6.4 โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัด
ชัยภมู ิ
1.6.5 ครู หมายถึง ครูที่สอนในโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า
จงั หวดั ชยั ภมู ิ ในปกี ารศกึ ษา 2564
1.6.6 นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเนินสง่าวิทยา
ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสงา่ จงั หวดั ชัยภมู ิ ในปีการศกึ ษา 2564
1.7 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ บั
ได้ความรู้เป็นองค์รวม (Holistic) ที่นำไปใช้เป็นพื้นฐานในการคิดและประดิษฐ์ตาม
เปา้ หมาย เพราะหากทำโครงการเดีย่ วโครงการเดียวอาจได้แตค่ วามรโู้ ดด ๆ นำไปพัฒนาหรอื ประดิษฐ์
ไม่ได้เพราะขาดองค์ความรู้บางอย่างบางตอนที่ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ตรวจสอบหรือทำวิจัย ดังน้ัน
งานวิจัยเรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน” ซึ่ง
12
ประเดน็ สำคัญของงานวจิ ัยน้ีคือ “ทกั ษะการทำงานรว่ มกัน (Collaboration Skills)” เป็นทักษะหน่ึง
ของการศึกษาศตวรรษที่ 21 ที่มีนักศึกษาคนอื่น ๆ ในหลักสูตรได้ทำกันในลักษณะ 1 นักศึกษาต่อ 1
ทักษะศตวรรษที่ 21 หรอื ต่อ 1 ประเด็นการศึกษาศตวรรษที่ 21
1.7.1 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ส่งเสริมต่อแนวคิดของแผนงานวิจัยหรือชุด
โครงการวิจัย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังทัศนะของ โยธิน แสวงดี (ม.ป.ป.) ที่กล่าวถึงปัญหาวิจัย
(Research Problems) ของแผนงานวิจัยหรือชุดโครงการวิจัยว่ามีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแก้ไขปัญหา
วิจัยให้ได้ ขาดชุดความรู้อะไรบ้าง ต้องมีชุดความรู้อะไรบ้างจึงจะแก้ปัญหานั้นได้ การทำวิจัย
คือ การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบเพื่อให้ได้ชุดความรู้ (Knowledge) และวิธีการ (Methods)
เพื่อนำไปแก้ปัญหา เพื่อนำความรู้และข้อมูลชี้นำนโยบาย (Policy Implication) เพื่อพัฒนา
สร้างประดิษฐ์ (Research For Development) เพื่อพัฒนาปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีข้ึน
(Research and Development) ซงึ่ สอดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัยเชงิ ปฏบิ ัติการแบบมีส่วน
ร่วม (Participatory Action Research: PAR) ที่คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดการเรียนรู้
และเกิดองค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติในการวางแผน (Planning) ปฏิบัติ (Acting) สังเกต
(Observing) และสะท้อนผล (Reflecting) ในลักษณะที่เป็นวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle)
ทีม่ กี ารดำเนนิ การต่อเนือ่ งกนั ไม่มีสน้ิ สุด
1.7.2 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
(Operational Research) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังทัศนะของสำนักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ (2563) ที่กล่าวถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Operational Research) ว่าทำอย่างไรถึงจะ
ดำเนินงาน (Operations) ให้ดีขึ้นหรือมีประสิทธิภาพที่สุด เป็นการประยุกต์ระเบียบวิธีวิจัยเชิง
ปริมาณ เพื่อให้ได้การตัดสินใจที่ดีขึ้นในสถานการณ์หรือพื้นที่ที่แตกต่าง และให้ความสำคัญกับ การ
พัฒนาและประยุกต์ (Development) ที่กล่าวว่า เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ
และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นการนำเอาความรู้และวิธี การ
ต่าง ๆ ที่ได้จากการวิจัยขั้นพื้นฐานมาประยุกต์อีกต่อหนึ่งหรือหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้
ระบุไว้แน่ชัดล่วงหน้า เพื่อสร้างวัสดุ ผลิตภัณฑ์และเครื่องมือใหม่ เพื่อติดตั้งกระบวนการ ระบบและ
บริการใหม่ หรือเพ่อื การปรบั ปรุงสงิ่ ตา่ ง ๆ เหล่านน้ั ใหด้ ีข้ึน
1.7.3 การวิจัยนี้ทำให้เกิดการขยายผลงานวิจัย (Implementation) ตามทัศนะของ
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (2563) ที่กล่าวถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การ
ปฏิบัติ ให้สามารถประยุกต์กับงานหรือขยายผลได้อย่างเหมาะสม เพราะงานวิจัยนี้จะทำให้ได้องค์
ความรู้จากการปฏิบัติ ในลักษณะที่เป็นทฤษฎีฐานราก (Grounded Theory) ไม่ใช่ทฤษฎีที่มาจาก
เอกสารตำรา แตเ่ ป็นทฤษฎีทส่ี อดคล้องกับสถานการณ์ กบั การปฏิบตั จิ ริง กบั ความรู้สึกนึกคิดของคน
ในท่ีทำงานและครอบคลุมถึงข้อเท็จจริงที่สลับซับซ้อน ซึ่งสามารถนำไปอ้างอิง (Generalizable)
ได้ระดับหนึ่งเป็นทฤษฎีในระดับกลาง (Middle Range Theory) แม้จะไม่เทียบเท่ากับทฤษฎีใหญ่
(Grand Theory) อน่ื ๆ เช่น ทฤษฎใี นกล่มุ Behaviorism หรือทฤษฎีในกลมุ่ Gestalt Theories เป็น
ต้น (Schwandt, 2001; Strauss, 1987; and Willis, 2007) และตามทัศนะของ Coghlan and
Brannick (2007) และ James, Milenkiewcz and Bucknam (2008) ที่กล่าวว่า “ผลการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการแม้มีข้อจำกัดในการนำไปเผยแพร่หรืออ้างอิง แต่สามารถนำเอาประเด็นข้อคิดหรือ
13
เหตุการณ์สำคัญท่เี กิดข้ึนเปน็ ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใชใ้ นสถานการณ์อ่ืนที่มีลักษณะคล้ายคลึง
กันหรือทีก่ ำลงั มุ่งให้เกิดการเปลย่ี นแปลงในลกั ษณะเดยี วกนั ได้”
1.7.4 การวิจัยนี้จะก่อประโยชน์กับการวิจัยในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา ดังนี้
1) ในเชิงวิชาการ คือ ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เป็นการศึกษาศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาในระดับสถานศึกษาและใช้หลักการ “พัฒนาครู แล้วครูนำผลที่ได้รับไปพัฒนา ผู้เรียน”
2) ในเชิงวิชาชพี คำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาที่ครุ สุ ภา
กำหนดตามมาตรฐานด้านความรู้และตามมาตรฐานการปฏิบตั ิงาน ดังมีรายละเอียดกล่าวไวใ้ นหัวข้อ
1.5 ของบทท่ี 1 นี้
บทที่ 2
เอกสาร และงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
ในบทนี้จะเป็นการศึกษาเอกสารเพื่อวิเคราะห์หลักการ แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรียน (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) ซึ่ง
ผู้วิจัยได้เรียงลำดับการนำเสนอออกเป็น 5 ตอน โดยมีรายละเอียดของการนำเสนอในแต่ละตอน
ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 หลกั พุทธธรรมเพ่ือคุณภาพและความสำเรจ็ ในการทำวิจัย
2.2 แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบตั ิการแบบมสี ่วนรว่ ม : ระเบียบวิธีทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
2.3 แนวคดิ เชิงทฤษฎเี ก่ียวกับการพฒั นาทักษะภาวะผู้นำ (Leadership Skills)
2.4 บริบทของโรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา : พืน้ ท่ีในการทำวจิ ัย
2.5 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
2.1 หลกั พทุ ธธรรมเพือ่ คณุ ภาพและความสำเร็จในการทำวิจยั
ตามท่ีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้กำหนดปรัชญาของมหาวิทยาลัยไว้ว่า ความ
เป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา (Academic Excellence based on Buddhism)
และเนื่องจากในงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ( Participatory
Action Research ) ซึ่งมีหลักการแนวคิด ทฤษฎีของนักวิชาการต่าง ๆ เช่น แนวคิดเกี่ยวกับ
ประสบการณ์ที่มีอยู่จริงของมนุษย์และการดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้เต็มที่ การให้
ความสำคญั กบั การมสี ว่ นร่วมและความเปน็ ประชาธิปไตยในการกระทำงานวิจัยร่วมกันของผู้วิจัยกับผู้
รว่ มวิจัย ผู้วิจยั เห็นวา่ ควรมีหลกั ธรรมทีเ่ ป็นข้อคดิ เคร่ืองเตือนใจตลอดระยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการวิจัยจนถึงสิ้นสุดการวิจัย โดยเชื่อว่าการนำหลักธรรมที่จะกล่าวถึงข้างล่างน้ี
มาใช้ได้ช่วยเสริมสร้างให้การดำเนินงานวิจัยเปน็ ไปอย่างมคี ุณภาพมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานวจิ ยั
ตามหลักการ แนวคิด และลักษณะของการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นไปอย่างมี
คุณภาพและบรรลุผลสำเร็จ และเพื่อตอบสนองต่อปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ทไี่ ดก้ ลา่ วไวข้ ้างต้น จึงขอนำหลกั ธรรมท่ีจะเปน็ ขอ้ คิดเตอื นใจเพื่อการวจิ ัย ดังต่อไปน้ี
2.1.1 สังคหวตั ถุ 4
พุทธทาสภิกขุ (2525) เสนอหลักคำสอนที่เกี่ยวกับสังคหวัตถุ 4 คือ หลักการสงเคราะห์
เรื่องการสงเคราะห์กันชว่ ยเหลอื ซ่ึงกันและกัน มลี กั ษณะพฤตกิ รรมท่ีรู้จักแบง่ ปนั รจู้ กั การให้ เสียสละ
ยนิ ดใี นความสุขของผู้อ่ืน ชว่ ยเหลือเก้ือกลู กนั ไกล่เกลยี่ ความแตกแยกในหมู่คณะบำเพ็ญประโยชน์ต่อ
สว่ นร่วม ไมเ่ อาผลงานผู้อน่ื มาเป็นของตนเอง ซึง่ ประกอบดว้ ย
15
1. ทาน คือ การแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน พระพุทธเจ้ามุ่งที่ธรรมทาน มากกว่า
อามิสทาน ธรรมทาน ให้การช่วยเหลือแนะนำ ในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ชี้ช่องทางให้บุคคลสามารถ
แก้ปญั หาใหล้ ุลว่ งไปดว้ ยตนเอง
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาน่ารักนิยมนับถือ พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่าต้องเป็นถ้อยคำ
ไพเราะ อ่อนหวานทีป่ ระกอบดว้ ยสจั จะ คอื ความจริงใจ และต้องเกิดประโยชนแ์ ก่ผู้เจรจาดว้ ย
3. อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งหมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนให้เป็น
ประโยชน์แกบ่ คุ คลอืน่ พระพุทธเจ้าเน้นท่ีโลกัตถจรยิ า คือการทำคุณประโยชน์ให้แก่บุคคลในวงกว้าง
ไม่จำกดั เฉพาะตนเองและญาตผิ ู้ใกล้ชิด
4. สมานัตตตา คือ ความมีตนเสมอ การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นรว่ มสขุ ร่วมทุกข์กนั
ไดเ้ สมอต้นเสมอปลาย
ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำหลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อเป็นหลักในการสงเคราะห์กันช่วยเหลือซึ่งกัน
และกันมีลักษณะพฤติกรรมที่รู้จักแบ่งปัน รู้จักการให้เสียสละยินดีในความสุขของผู้อื่น ช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน ไกล่เกลี่ยความแตกแยกในหมู่คณะบำเพญ็ ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม ไม่เอาผลงานผู้อืน่ มาเป็น
ของตนเอง
2.1.2 ขันติ
พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาสภิกขุ. 2520) ได้อธิบายว่า “ขันติคือความอดทนหรือ
อดกล้นั ตอ่ ความจำเปน็ สำหรบั ชีวติ 4 อยา่ งด้วยกนั ” คือ
1. อดกลนั้ ต่อความเปน็ ไปตามธรรมชาติ เช่น ความรอ้ น ความหนาว ยงุ ลม แดด เป็น
สิง่ ทยี่ ากจะหลกี เล่ียงไดแ้ ตต่ ้องอดกลัน้ ดว้ ยการทำจิตใจไม่ใหเ้ ปน็ ขนึ้ มา
2. อดกลั้นต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าไม่รู้จักกอดกลั้นหรือเฉยได้ก็เท่ากับกินของแสลง
ทำให้สูญเสียกำลังใจ หรือต้องอดกลั้นทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้นอีก อย่างนี้ไม่มี
ประโยชน์อะไรจงึ ต้องอดกล้นั ต่อความเจบ็ ไขไ้ ด้ป่วย
3. อดกลัน้ ต่อการอยู่รว่ มกัน ซง่ึ มีท้งั คนพาลหรือคนบ้า การกระทำของคนเหล่านี้ทำให้
ต้องใช้ความอดทนอดกลั้น ฉะนั้นคนมีกิเลสก็ย่อมล่วงเกินผู้อืน่ ด้วยการด่าบ้างหรือดูหมิ่นดูแคลนบ้าง
กเ็ ปน็ เรือ่ งทจ่ี ะตองอดกลั้น
4. อดกลั้นอย่างสูง คืออดกลั้นต่อการบีบคั้นแห่งกิเลสของตน ทุกคนมีกิเลสเป็นพลัง
ผลักดนั คอยชักใยอยู่เบ้ืองหลังให้ต้องทำตามนับตั้งแต่อยากสูบบุหรี่ หรืออยากไปดูหนัง ดูละคร อยาก
กินเหล้าเมายา อยากไปแสวงหากามารมณ์ด้วยอำนาจของกิเลสนั้น ๆ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่จะต้องอด
กลน้ั
ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำหลักความอดทน มาปรับใช้ซึ่งเป็นลักษณะของความเข้มแข็ง มั่นคง
และความหนักแน่นของจิตใจเมื่อมีสิ่งทั้งดีและไม่ดีมากระทบต่อร่างกายและจิตใจก็ยังคงสามารถ
รักษาสภาพความสงบของจิตใจเอาไว้ได้ ทั้งนี้เพื่อนำตนเองให้ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
แล้วนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของความสำเร็จในหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบตลอดจนบรรลุถึง
ความดีงามได้ด้วยความอดทนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) ความอดทนทางใจ
ได้แก่ ความอดทนตอการกระทบกระท่ังยั่วยุให้เจ็บใจและความอดทนต่อกิเลส คือความโกรธ
16
และความโลภ (2) ความอดทนทางกาย ไดแ้ ก่ ความอดทนต่อความลำบากในการทำงานหรือการเรียน
และความอดทนตอ่ ความทกุ ขเวทนาทางกาย ความเจ็บปวดความเหน่อื ย ความหิว
2.1.3 สปั ปรุ สิ ธรรม 7
พระมหาสมควร ศรีสงคราม (2550) กล่าวถึง สัปปุริสธรรม 7 ว่า สัตบุรุษที่ทำให้เป็น
สัตบุรษุ คือ ความเปน็ คนดีท่ีสมบูรณ์ เป็นธรรมทเี่ หมาะสมตอ่ การเป็นผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็น
หวั หน้าคน หรือผู้นำท่ตี ้องเปน็ ผู้ทร่ี ้จู กั เหตุผล รจู้ กั ตนเองและผู้อน่ื รจู้ ักกาลเทศะโดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
การรู้จักนิสัยความต้องการความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะได้มอบหมายงานให้เหมาะสม
กับความสามารถของแต่ละคน หลักธรรมนี้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้และถือปฏิบัติ โดยเฉพาะ
ผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น ต้องบังคับ
จิตใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
อันมีองค์ประกอบคือ 1) ธัมมัญญุตา คือ การรู้จักเหตุ การรู้จักและเข้าใจในหลักการ ระเบียบ
และกฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต โดยรู้จักว่าตนจะต้องปฏิบัติให้
สอดคล้องกบั กฎเกณฑท์ ม่ี อี ย่อู ย่างไร สงิ่ ใดควรทำสิง่ ใดไม่ควรทำ ภายใตเ้ หตผุ ลอนั ถูกตอ้ ง 2) อัตถญั ญุ
ตา คือ รู้ประโยชน์ การเป็นผู้รู้จักผลหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำ สามารถรู้ถึงความมุ่ง
หมายของธรรมแต่ละอย่างได้ชัดเจน 3) อัตตัญญุตา คือ การรู้จักตน รู้จักประมาณตนในเรื่องต่าง ๆ
เช่น เรื่องการเงิน การดำรงชีวิตประจำวัน ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน รวมถึงรู้จักสภาพความคิด
และจิตใจของตนเอง 4) มัตตัญญุตา คือรู้จักประมาณ การเป็นคนที่รู้จักความพอดี หรือพอเพียงใน
ทุก ๆ ด้าน ทั้งพอดีในตนเองพอเพียงในชีวิต รู้จักความพอดีในการพูดการทำงาน 5) กาลัญญุตา คือ
การร้จู กั เวลา เข้าใจในเวลาอันสมควร และระยะเวลาทเ่ี หมาะสมในการทำกิจการใด ๆ และพงึ ใชเ้ วลา
นั้นให้เหมาะสม เช่น รู้ว่าเวลาไหนควร เวลาไหนไม่ควรรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร
6) ปริสัญญุตา คือ รู้จักชุมชน การเป็นผู้รู้จักชุมชน ถิ่นอาศัยของตนเอง รวมถึงรู้จักชุมชนเหล่านั้นมี
ความต้องการอะไร มีความเห็นหรือข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อทราบแล้วย่อมทำให้
สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข 7) ปุคคโลปรปรัญญุ คือ การรู้จักบุคคลการเป็นผู้รู้จัก
เลือกคบคน ใครรวบคบหาหรือไม่ควรคบหา รู้จักว่าคนแต่ละคนมีอุปนิสัยใจคือที่ แตกต่างกัน
มีคุณธรรมต่างกัน มีความประพฤติต่างกัน มีหน้าที่การงานต่างกัน ดังนั้นจึงควรรู้จักเลือกคบหา
สมาคมกับบคุ คลที่ควรคบ
ดังนั้นผู้วิจัยจงึ นำหลักสัปปุริสธรรม 7 มาปรับใช้ในการดำเนินการวิจัยเพื่อเปน็ การนำหลัก
และแนวคดิ มาปรับใช้คือ รจู้ ักเหตุและเหตุผล การระเบยี บแบบแผน รูจ้ ักประมาณตนปฏิบัติตนให้อยู่
ในกรอบอันพงึ ทำของสังคม รตู้ นเองอยตู่ ลอดเวลา จึงจะนำไปสคู่ วามสำเร็จในการดำเนนิ การวิจัย
2.1.4 อิทธบิ าท 4
อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์และคณะ (2553) ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท 4 ว่าเป็นข้อ
ปฏิบัติให้ถึงความสำเร็จ 4 ประการได้แก่ 1) ฉันทะ คือความพอใจในงานที่ทำ หมายถึงงานที่ทำนั้น
เปน็ ส่ิงท่ตี นชอบ เปน็ ความชอบหรือความพอใจท่ีมีอยแู่ ลว้ เก่ียวกับงาน แตค่ นเราไม่ได้มีโอกาสทำงาน
ท่ตี นชอบเสมอไป งานในหนา้ ท่ีและงานทจ่ี ำเป็นต้องทำมีอย่มู าก งานเช่นนี้ถ้าไมม่ ีความชอบมาแต่เดิม
ก็ต้องสร้างความชอบ ความพอใจหรือแรงจูงใจในการทำงานขึ้น ความพอใจหรือแรงจูงใจนี้เป็นสิ่งท่ี
สร้างขึ้นได้ถ้าได้ศึกษาให้รู้งานนั้นอย่างละเอียด รู้วิธีทำงานและจุดหมายของงานนั้นเป็นอย่างดีแล้ว
17
เมื่อสร้างความพอใจในงานได้และลงมือทำงานก็เท่ากับงานนั้นสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง 2) วิริยะ คือ
ความเพยี รหรือความขยนั ทำงาน วิรยิ ะจะมมี ากหรอื น้อยขนึ้ อยกู่ ับ ฉันทะ ดังนน้ั การจะขยันหมั่นเพียร
ทำงานให้สำเร็จได้ต้องสร้างฉันทะให้มาก นอกจากฉันทะแล้วสิ่งเสริมแรงก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง
วิริยะ สิ่งเสริมแรงได้แก่รางวัลของตอบแทน คำชม เป็นต้น การมีเพื่อนคอยให้กำลังใจและการ
มองเห็นความสำเร็จเป็นขั้น ๆ สิ่งเสริมแรงเหล่านี้จะช่วยให้มีความขยันหมั่นเพียรมากขึ้น 3) จิตตะ
คือ ความเอาใจใส่ หรอื ฝกั ใฝใ่ นการนั้นเสมอ ตรวจดูแลวา่ งานไดท้ ำไปแล้วเท่าไหร่ยังเหลือเท่าไรจึงจะ
สำเร็จในการทำงาน มีอุปสรรคหรือข้อบกพร่องอย่างไร หรืองานนั้นทำไปได้อย่างราบรื่น จิตตะจะมี
มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฉันทะและ วิริยะ ถ้ามีความพอใจมาก ความขยันมากความเอาใจใส่ก็มากตาม
เป็นการมุ่งตรงต่อความสำเร็จอย่างรวดเร็ว 4) วิมังสา คือการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผลและ
กระบวนการทำงาน วมิ ังสาเปน็ ผลของจติ ตะ คือเม่ือตรวจตราแลว้ เห็นว่าการทำงานบกพรอ่ ง หรือผิด
วัตถุประสงค์ก็จัดการแก้ไขความบกพร่อง และทำงานให้ตรงวัตถุประสงค์ อีกอย่างหนึ่งก็พิจารณา
เหตุผลในการทำงานตามข้นั ตอนงานทลี่ งมือทำแลว้ น้ันไดผ้ ลเปน็ ขัน้ ๆ อย่างไร เปน็ ผลที่พึงปรารถนา
หรอื ไม่ถ้าไดผ้ ลไม่เป็นท่ีนา่ พอใจหรอื ไดผ้ ลไม่พงึ ปรารถนาก็จดั การแก้ไข
ดังน้ันผู้วิจยั จงึ นำหลักอิทธิบาท 4 อทิ ธบิ าท แปลวา่ หลักพน้ื ฐานแห่งความสำเร็จ หรือทาง
สู่ความสำเร็จ มีองค์ประกอบ 4 ประการคือ 1) ฉันทะคือ 2) วิริยะคือ 3) จิตตะ 4) วิมังสา
มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการนำมาวินิจฉัย ได้แก่การ วิเคราะห์สังเคราะห์สร้างสรรค์
พัฒนานั่นเอง เมื่อเราทำงานอะไรก็ตาม ให้พินิจพิเคราะห์สร้างสรรค์พัฒนา พระพุทธเจ้าทรงเป็น
ตัวอย่างของนักวิจัยชั้นยอดของโลก พระองค์ทรงสามารถสร้างปัญญาขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์ ที่คน
ทั้งหลายมองไม่เห็นว่าเป็นทางมาของปัญญาได้อย่างไร หากเราจำพุทธประวัติได้ก็จะพบว่า สาเหตุที่
ทำให้พระพุทธเจ้าแต่เมื่อยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ก็เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงรู้จักใช้
ปญั ญาในเชงิ สร้างสรรคอ์ ันไดแ้ กก่ ารรจู้ ักคิดเชงิ วิเคราะห์
2.1.5 โยนโิ สมนสิการ
พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตโฺ ต. 2534) ได้ให้ความหมายของ โยนิโสมนสิการว่า โยนิโสมนสกิ าร
ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสกิ าร โดยโยนโิ ส มาจากโยนซิ ่ึงแปลวา่ เหตุต้นเค้าแหล่งเกิดปัญญาอุบาย
วิธีทาง มนสิการ แปลว่า การทำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณาโยนิโสมนสิการ แปลว่า
การทำในใจโดยแยบคาย ซึ่งมีไวพจน์ให้ความเหน็ แยกเป็นแง่ ๆ ดังต่อไปนี้
1. อุบายมนสิการ แปลว่า คิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือ คิดอย่างมีวิธีหรือคิดถูกวิธี
หมายถึง คิดถูกวิธีที่จะให้เข้าถึงความจริงสอดคล้องเข้าแนวกับสัจจะ ทำให้หยั่งรู้สภาวะลักษณะ
และสามญั ลกั ษณะของสิ่งทง้ั หลาย
2. ปถมนสิการ แปลว่า คดิ เป็นทางหรือคดิ ถูกทาง คอื คดิ ไดต้ อ่ เนือ่ งเป็นลำดบั จดั ลำดบั
ได้หรือมีลำดับมีขัน้ ตอน แล่นไปเป็นแถวเปน็ แนว หมายถึง ความคิดเป็นระเบียบตามแนวเหตุผลเป็น
ต้น ไมย่ ุ่งเหยงิ สบั สนไมใ่ ช่ประเดยี๋ ววกเวียนตดิ พันเรื่องนี้เรื่องนั้น หรอื กระโดดไปกระโดดมาต่อเป็นช้ิน
เป็นอันไม่ไดท้ ั้งน้รี วมทั้งความสามารถท่ีจะนึกคดิ เขา้ สู่แนวทางทถ่ี ูกต้อง
3. การณมนสิการ แปลว่า คิดตามเหตุคิดค้นเหตุคิดตามเหตุผลหรือคิดอย่างมีเหตุผล
หมายถึงการคิดสืบค้นตามแนวความสัมพันธ์สืบทอดกันแห่งเหตุปัจจัย พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุให้
เข้าใจถงึ ตน้ เคา้ หรอื แหล่งทมี่ าซึ่งสง่ ผลต่อเนอ่ื งมาตามลำดบั
18
4. อปุ ปาทกมนสิการ แปลว่า คดิ ใหเ้ กดิ ผล คอื ให้ความคดิ ใหเ้ กิดผลท่ีพงึ ประสงค์เล็งถึง
การคิดอย่างมีเป้าหมาย หมายถึงการคิดการพิจารณาท่ีทำใหเ้ กิดกศุ ลธรรม เช่น ปลุกเร้าให้เกดิ ความ
เพียร การรู้จักคิดในทางท่ีทำให้หายหวาดกลวั ให้หายโกรธ การพิจารณาท่ีทำให้มีสติหรือทำให้จิตใจ
เขม้ แข็งมน่ั คง เป็นตน้
ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำหลักโยนิโสมนสิการมาใช้ เพื่อจะได้คิดถูกวิธีคิดมีระเบียบคิดมีเหตุผลคดิ
เรา้ กุศล หรอื หากมองในอีกแง่โยนิโสมนสิการก็คือ มนสิการชนดิ ที่ทำใหเ้ กิดการใชป้ ัญญาพร้อมกับทำ
ให้ปัญญานน้ั เจรญิ งอกงามยิ่งขน้ึ ไป
2.1.6 หลักพรหมวิหาร 4
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต. 2550) พรหมวิหาร 4 ธรรมเคร่ืองอยู่อย่างประเสริฐ,
ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ธรรมท่ีต้องมีไว้เป็นหลักใจ
และกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจดและปฏิบัติตนต่อมนุษย์ สัตว์ทั้งหลายโดย
ชอบ ประกอบด้วย 4 ประการดังน
1. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำ
ประ โยชน์แก่มนุษยส์ ัตว์ทั่วหน้า
2. กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์
ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
3. มุทิตา ความยินดีในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มช่ืน
เบิกบานอยู่เสมอต่อสัตว์ทั้งหลาย ผู้ดำรงในปกติสุขพลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงาม
ยิ่งขึน้ ไป
4. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลางอันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณา เห็นด้วย
ปัญญาคือมีจิตเรียบตรงเท่ียงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์
ทั้งหลายกระทำแล้วอันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบพร้อมท่ีจะวินิจฉัยและ
ปฏบิ ตั ิไปตามธรรม รวมทง้ั รู้จักวางเฉยสงบใจมองดูในเม่ือไมม่ ีกจิ ท่ีควรทำเพราะเขารบั ผิดชอบตนได้ดี
แล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตนผู้ดำรงใน
พรหมวิหารธรรม ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณาและย่อมรักษาธรรมไว้ได้ด้วย
อุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แตก่ ็ต้องมีอุเบกขาดว้ ยท่ีจะมิให้เสยี ธรรม พรหม
วหิ ารธรรมในบางทีแปลว่าธรรมเคร่ืองอยู่ของพรหม,ธรรมประจำใจทท่ี ำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วย
พรหม, หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยงิ่ ใหญ่
ดังนั้น หลักธรรมดังกล่าวข้างต้น สามารถใช้ร่วมกันได้และจะช่วยให้มีความถูกต้องในการ
คิดมากขึ้น ในขณะที่ทำการวิจัยในทุกขั้นตอน ผู้วิจัยได้นำหลักธรรมนี้มาใช้ตลอดเวลาเนื่องจากการ
วิจัยเป็นการศึกษา อย่างเป็นระบบโดยใช้แนวคิดของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ บนหลักของเหตุ
และผลซึ่งตรงกับหลักธรรมนี้ ไม่มีการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยคำนึงถึงเหตุผลและความน่าเชื่อถือของ
ข้อมูลที่นำมาใชใ้ นการศกึ ษา และการเขียนรายงานการวิจัยอย่างสม่ำเสมอ สำหรับการศึกษาเอกสาร
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ของการวิจัยนี้ และเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของวัตถุประสงค์ ของการวิจัย
ต่อไป
19
สรุป หลักธรรมทั้ง 6 ประการดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้นำมาใช้เป็นข้อคิดเตือนใจในการ
ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดงานวิจัย โดยเชื่อว่าจะทำให้ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและประสบ
ผลสำเร็จ ดงั ภาพประกอบที่ 1
ขนั ติ
สังคหวัตถุ สปั ปุรสิ
4 ธรรม 7
หลักธรรมเพอ่ื
คณุ ภาพและ
ความสาเร็จในการทา
วิจยั
โยนโิ ส
มนสกิ าร อิทธิบาท 4
หลักพรหม
วหิ าร 4
ภาพท่ี 2.1 หลักธรรมเพื่อความมีคุณภาพและความสำเรจ็ ในการทำวจิ ัย
2.2 การวิจยั เชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นร่วม: ระเบียบวิธที ่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
2.2.1 ทศั นะเกยี่ วกับการวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม
ก่อนที่จะกล่าวถึงแนวคิดการวิจัยเชิงปฏบิ ัติการแบบมีสว่ นรว่ มตามทัศนะของ วิโรจน์ สาร
รัตนะ (2561) ที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยขอนำเอาทัศนะของนักวิชาการ 6 ราย ที่เป็นผลจาก
การศึกษาของชยานนท์ มณเพียรจันทร์ (2554, อ้างถึงใน วิโรจน์ สารรัตนะ, 2561) ที่กล่าวถึงท่ี
แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเช่นเดียวกันมากล่าวถึงก่อน เพื่อเป็นข้อมูลเชิง
เปรียบเทียบและเชิงยนื ยันกับแนวคิดการวจิ ัยเชงิ ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่ใชใ้ นการวิจัยในครัง้ นี้ว่า
มีลักษณะสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน คือ ทัศนะของ Seymour-Rolls & Hughes (2000) Mills
( 2007) Quixley ( 2008) James, Milenkiewicz & Bucknam ( 2008) Creswell ( 2008) แ ล ะ
McTaggart (2010) ตามลำดับ ดงั น้ี
Seymour-Rolls & Hughes (2000) ให้ทัศนะว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
คือวิธีการสืบสวนสอบสวนร่วมกัน (Collective) โดยมีการสะท้อนผลและมองตัวเองเป็นหลัก (Self-
Reflective) เป็นการสืบสวนสอบสวนโดยผู้ที่มีส่วนร่วม (Participants) ในสถานการณ์ทางสังคม
นั้น ๆ เพื่อที่จะปรับปรุงการปฏิบัติทางสังคมของตนเองให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของความเป็นเหตุเป็นผล
20
(Rationality) และในแง่ของความยุติธรรม (Justice) การวิจยั ทใี่ ช้ PAR เป็นหลักจะประกอบด้วยการ
วิจัยใน 4 ช่วง คือ การสะท้อนผล (Reflection) การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) และ
การสังเกต (Observation) โดยในแต่ละช่วงนั้นจะพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะของเกลียวสว่าน
(Spiral) หรือวงจร (Cycle) ทั้งนี้ PAR แตกต่างจากรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
Research) แบบอน่ื ๆ อีกด้วย เช่น Technical Action Research และ Practical Action Research
ที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยหลักการเช่นเดียวกับ PAR โดยหลักการเหล่านี้ประกอบด้วยการมีส่วนร่วม
(Participation) ความร่วมมือกัน (Collaborative) การเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) ความรู้
(Knowledge) และการเปลย่ี นแปลงทางสังคม (Social Change) จากทัศนะดังกลา่ ว เหน็ ไดว้ า่ วิธกี าร
ดำเนินการวิจัยในขั้นตอนแรกจะแตกตา่ งไปจากแนวคิดของ PAR โดยทั่วไป คือ แทนที่จะเริ่มต้นจาก
การวางแผน (Planning) แตกลับเริ่มต้นที่การสะท้อนผล (Reflection) ก่อนเพราะเห็นว่ากลุ่มที่จะ
เลอื กการทำวจิ ยั แบบ PAR นั้น จะต้องรว่ มกนั นยิ ามหัวข้อท่ีเปน็ ส่ิงกงั วลใจ (Concern) หรอื คิดว่าเป็น
ปัญหาโดยผ่านการสนทนา (Discussion) และการสะท้อนผล (Reflection) ร่วมกันในกลุ่มเสียก่อน
โดยการร่วมกันพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหา หรือสิ่งที่กังวลใจร่วมกัน
แล้วจงึ ลงมือดำเนินการตามข้ันตอนของ PAR ต่อไป
Mills (2007) ให้ทัศนะว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) คือวิธีการสืบสวน
สอบสวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Inquiry) ซึ่งกระทำโดยครูนักวิจัย (Teachers Researcher)
ผู้บรหิ ารโรงเรยี น (Principal) ทปี่ รึกษาของโรงเรียน (School Counselors) หรอื ผู้ท่มี ีสว่ นไดส้ ว่ นเสีย
(Stakeholders) ในกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่กระทำโดยครูนั้น
เป็นการกระทำที่เกิดจากตัวครูเอง โดยปราศจากการควบคุมหรือบังคับจากบุคคล อื่น ซึ่งมี
กระบวนการในการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) วินิจฉัยประเด็นที่ต้องการเน้น (Identify an Area
of Focus) 2) รวบรวมข้อมูล (Collect Data) 3) วิเคราะห์และตีความข้อมูลท่ีได้มา (Analyze and
Interpret Data) และ 4) ดำเนินการพัฒนาและวางแผนปฏิบัติ (Develop and Action Plan) ทั้งนี้
ทฤษฎพี นื้ ฐานของการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามทัศนะของ Mills แบง่ ออกเปน็ 2 ทฤษฎีหลกั คือ 1) การ
วิจยั เชงิ ปฏิบัตกิ ารเชิงวพิ ากษ์ (Critical Action Research) และ 2) การวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั ิการแบบปฏิบัติ
(Practical Action Research) โดยทก่ี ารวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัติการเชิงวิพากษ์หรือทร่ี จู้ ักกนั ดีในอีกชื่อหนึ่งว่า
การวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั กิ ารแบบร่วมมือ (Emancipatory/Participatory Action Research) เป็นการวิจัย
ที่อิงกับทฤษฎี Critical Theory ซึ่งมีประเด็นหลัก (Key Concepts) ในการพิจารณา 4 ประการ
คือ 1) จะต้องเป็นแบบมีส่วนร่วม (Participatory) และเป็นประชาธิปไตย (Democratic) 2) จะต้อง
ตอบสนองต่อสงั คมและเกิดขึ้นภายในบรบิ ทของสงั คม 3) ช่วยใหค้ รู (นกั วจิ ัย) สามารถทีจ่ ะตรวจสอบ
แนวทางตา่ ง ๆ ซง่ึ แตก่ อ่ นเคยมองว่าเปน็ เร่ืองปกตใิ หส้ ามารถตรวจสอบได้ดว้ ยรูปแบบใหม่อีกรูปแบบ
หนึ่งเพื่อท่ีจะปรับปรุงการกระทำอย่างเปน็ มอื อาชีพมากขึ้น และ 4) ความรู้ท่ีได้จากกระบวนการวจิ ยั
แบบนี้จะช่วยปลดปล่อย (Liberate) นักเรียน ครู และผู้บริหาร รวมทั้งจะช่วยสร้างเสริมการเรียนรู้
การสอน และการกำหนดนโยบายอีกด้วย
Quixley (2008) ให้ทัศนะว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยพื้นฐานแล้ว
ก็คือ การวิจัยแบบการมีส่วนร่วม (Participatory Research) ซึ่งผลจากการค้นพบและข้อเสนอแนะ
ใหม่ ๆ ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติไม่สามารถที่จะใช้บังคับเพื่อให้คนอื่นนำไปปฏิบัติได้ทันที ซึ่งก็
21
หมายความว่าผลที่ออกมานั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากผู้ถูกวิจัยทุกคนก่อนที่จะมีการนำไปใช้
ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผู้ถูกวิจยั จะต้องมีสว่ นรว่ มในทุกขน้ั ตอนของการวิจยั ในทุกตารางนว้ิ และจะต้องมี
มุมมองว่าการวิจัยในครั้งนี้คืองานวิจัยของเขาเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา และเป็นสิ่งที่พวกเขา
สามารถที่จะมีผลกับสิ่งนั้นได้ (By Them, for Them and of Them) รวมทั้งสามารถที่จะปรับปรุง
งานวิจัยของพวกเขาให้ดีขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งหลักการที่สำคัญของ PAR คือ 1) ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้สว่ น
เสียสะท้อนผลและหาวิธีการที่จะปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นโดยเชื่อมโยงการสะท้อนผลและการ
ปฏิบัติอย่างเข้มแข็งแล้วผนวกกันให้แน่นขึ้นในลักษณะที่เป็นเอกสารและเกิดขึ้นในเวทีสาธารณะ
2) ส่งเสริมให้ผู้มีสว่ นไดส้ ว่ นเสยี สามารถทีจ่ ะมีสว่ นร่วมในการวนิ จิ ฉัยคำถาม ตอบคำถามและตัดสินใจ
เกี่ยวกับการกระทำที่เกิดขึ้น 3) ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ
คำถามของตัวเอง 4) เกิดการทำงานในลกั ษณะของการร่วมมือซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ให้น้อยลง
กว่าเดิม และจะทำให้เกิดการแบง่ ปันอำนาจกันระหว่างผู้ทีม่ ีส่วนได้สว่ นเสียทั้งหมด 5) ส่งเสริมให้ผู้มี
ส่วนไดส้ ว่ นเสียมคี วามรับผิดชอบในการวิเคราะห์อย่างวิพากษ์ การประเมนิ และการบรหิ ารจัดการของ
ตวั เอง 6) สนับสนนุ ให้ผู้มสี ว่ นไดส้ ่วนเสยี เรียนรูอ้ ย่างต่อเนื่องและเปิดเผย โดยการทดสอบแนวคิดด้าน
การกระทำ (ซึ่งอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงานก็เป็นได้) และ 7) มีความ
ต่อเนื่องจนสามารถทำให้ผู้มสี ว่ นได้ส่วนเสียตอบคำถามหรือปัญหาที่ใหญก่ วา่ เดิมได้ในปฏิบัตกิ ารวจิ ยั
Quigley ให้ข้อสังเกตว่าในระหว่างวงจรของ PAR แต่ละขั้นตอนจะต้องมีการมองย้อนไปข้างหลัง
(Look Back) และในขณะเดียวกันก็ต้องมองไปข้างหน้า (Look Forward) ด้วยเสมอ เพราะในแต่ละ
ข้ันตอนของ PAR จะมีความสัมพันธแ์ ละเชอ่ื มโยงกันไปตลอด เชน่ ในขั้นตอนการวางแผน (Planning)
ก็ต้องย้อนไปดูขั้นสะท้อนผล (Reflecting) ว่าได้ข้อสรุปอะไรมาบ้างจากการดำเนินงานในขั้นตอนที่
ผ่านมา เพื่อที่จะนำเอาข้อสรุปที่ได้จากการสะท้อนผลนั้นมาใช้ประกอบการวางแผนให้ตรงประเด็น
และก็ตอ้ งมองไปท่ีขั้นปฏิบตั ิดว้ ยวา่ เมื่อมีการวางแผนตามข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสะท้อนผลแลว้ จะนำส่ิงท่ี
ไดจ้ ากการวางแผนไปปฏิบตั ิไดอ้ ย่างไรจึงจะไม่หลงประเด็นตามแผนที่ไดว้ างไวเ้ ปน็ ตน้
James, Milenkiewicz & Bucknam (2008) ให้ทัศนะว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) เป็นกระบวนการที่เป็นพลวัตสำหรับใช้ในการ
พัฒนาบุคคลและการพัฒนาวิชาชพี โดยที่ PAR นั้นจะเป็นเครือ่ งมือที่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ทีด่ ีขน้ึ
ได้ถ้าผู้ที่นำไปใช้ เช่น ผู้บริหารโรงเรียน ครู และคนในชุมชน ได้ให้ความใส่ใจและร่วมมือในการ
ปฏิบตั งิ านเพ่ือแก้ปัญหารว่ มกนั โดยผลลัพธท์ ่ีได้จาก PAR ตอ่ นกั การศกึ ษามีดงั นีค้ ือ 1) ผู้ทีน่ ำ PAR ไป
ปฏิบัติสามารถที่จะคาดหวังว่าจะพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของตนได้โดยใช้การสะท้อนผลเชิง
วิพากษ์ (Critical Reflection) 2) PAR จะสง่ เสรมิ การให้เกิดความแมน่ ในประเดน็ ท่ีกำลังศึกษาอยู่ซ่ึง
จะมีผลในระยะยาวที่คาดการณ์ได้ว่าจะมีผลดีต่อความพยายามในการปฏิรูปโรงเรียน ซึ่งหมายความ
ว่าการกระทำในลักษณะของวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะเกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นในที่สุด 3) การศึกษาโดยใช้
หลักการของ PAR จะช่วยพัฒนาความชำนาญของคนในระดับท้องถิ่น และ 4) หลักการของ PAR จะ
ช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดแรงจูงใจเพิ่มขึ้นและมีพลังในการทำงานมากยิ่งข้ึนต้ังแตข่ ั้นแรกของการเร่ิมต้น
โครงการ ตามกระบวนการของ PAR ที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ (1) การวินิจฉัย (Diagnose) เป็น
การวินิจฉัยหาองค์ประกอบหรือสาเหตุของปัญหาที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพเป็นอยู่เดิม (2) การลง
มือปฏิบัติ (Act) โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและ
22
ยกระดับสภาพความเป็นอยู่และปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น (3) การวัดผล (Measure) เป็น
ขั้นตอนการวัดผลลัพธ์ของการกระทำและพยายามที่จะทำงานเพื่อที่จะให้ผลลัพธ์นั้นเป็นผลดีต่อ
ผู้เรียน (4) การสะท้อนผล (Reflection) เป็นขั้นตอนการสะท้อนผลของกระบวนการดำเนินงานและ
การระดมสมองเกี่ยวกับสถานการณ์และขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) คน
อื่น ๆ
Creswell (2008) ให้ทัศนะว่า การวิจัยเชงิ ปฏิบัตกิ าร (Action Research) เป็นการวิจัยท่ี
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบการปฏิบัติได้มากที่สุดและดีที่สุด โดยที่นักวิจัยที่ปฏิบัติจะ
ทำการค้นคว้า (Explore) เกี่ยวกับปัญหาในการปฏิบัติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะพัฒนาวิธีการ
แก้ปัญหา (Solution) ของปัญหาแต่ละอย่างนั้นให้ได้ โดยที่การวิจัยเชิงปฏิบัติการนั้นจะมีความ
คล้ายคลึงกันกบั วิธกี ารวจิ ัยแบบผสม (Mixed Methods Research) นั่นเพราะการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
จะอาศัยการรวบรวมข้อมลู ดว้ ยวิธีการเชงิ ปรมิ าณ หรอื ใชว้ ธิ กี ารเชิงคุณภาพ หรอื อาจใชว้ ิธีการทั้งสอง
วิธีรวมเข้าด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามการวิจัยเชิงปฏิบัติการจะมีความแตกต่างออกไปจากวิธีการวิจัย
แบบผสมเพราะการวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ารจะเกิดขนึ้ ในประเดน็ การปฏบิ ตั ิ (Practical Issue) ทเี่ ป็นบริบท
เฉพาะ (Specific) เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาในประเด็นนั้น ๆ ดังนั้นการออกแบบการวิจัย
เชิงปฏิบัติการจึงเป็นกระบวนการที่เป็นระบบ (Systematic) ซึ่งถูกกระทำโดยครูหรือบุคคลอื่น ๆ
ในวงการศึกษาเพื่อที่จะทำการรวบรวมข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาวิถีทางของการทำงานภายในบริบท
ทางการศึกษาซึ่งเป็นบริบทเฉพาะตัว รวมทั้งเพื่อที่จะพัฒนาแนวทางการสอนของครูและพัฒนาการ
เรียนรู้ของผู้เรียนนอกจากน้ี Creswell ยังกล่าวว่าพัฒนาการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เห็นได้
ชัดเจนจะมอี ยู่ 3 ชว่ ง (Stage) ดว้ ยกนั คอื ชว่ งแรกจะเป็นการวนิ ิจฉัยกระบวนการเพ่ือท่ีจะเผชิญหน้า
กับประเดน็ ทางสังคมในบางประเด็น ช่วงท่ีสองจะเปน็ การย้อนมองการปฏบิ ัติของตนเอง และมีความ
จำเป็นที่จะให้ผู้ปฏิบัติ เช่น ครู ได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อที่จะให้เขาได้แก้ปัญหาของตนเอง และช่วงท่ี
สามเปน็ การนำเสนอแนวทางของวิธีการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการแบบมสี ว่ นร่วม ซงึ่ เป็นแนวทางท่ีทำให้กลุ่ม
ตา่ ง ๆ เกดิ ความรับผิดชอบในการปลดปล่อยตนเอง (Own Emancipatory) และเปลยี่ นแปลงตนเอง
(Own Change) ทั้งนี้ Creswell จะใช้คำว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory
Action Research: PAR) เพื่อที่จะยกย่องและยอมรับในลักษณะที่เป็นธรรมชาติของการมีส่วนร่วม
(Collaborative Nature) ในการสืบสวนสอบสวน (Inquiry) ตามแนวทางนี้
Creswell ได้สรุปประเด็นหลักในเรื่องของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่มีความ
โดดเด่นไว้ 6 ประการคือ (1) เป็นกระบวนการทางสังคม (Social Process) ซึ่งนักวิจัยมีเจตนาที่จะ
ค้นหาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลกับคนอื่น ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่า
ความสมั พนั ธ์กนั ในสังคมนนั้ เกดิ ขึ้นได้อย่างไรและสามารถทจ่ี ะมีผลกระทบต่อคนแต่ละคนในสังคมนั้น
ได้อย่างไร (2) เป็นการสบื สวนสอบสวนที่เน้นการมีส่วนรว่ ม (Participatory) หมายความว่าแตล่ ะคน
จะเกิดความเข้าใจในสิ่งท่ีตนทำแล้วเสนอความรู้และความคิดเห็นไปสู่บุคคล อื่นรวมท้ังผลักดันให้เกิด
การกระทำร่วมกัน (3) เป็นการวิจัยที่ใช้หลักของการปฏิบัติ (Practical) และใช้ความร่วมมือ
(Collaborative) เพราะการวิจัยจะมีความสมบูรณ์ต้องเกิดจากการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องมีการ
ปฏิบัติเพื่อขยายผลไปสู่ชุมชนหรือสร้างความรู้ให้กับองค์การทางสังคมเพื่อลดความไม่สมเหตุสมผล
ความล้มเหลวและความไม่ยุติธรรมในการปฏิบัติหรือจากปฏิสัมพันธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ (4) เป็น
23
กระบวนการที่ทำให้เกิดการปลดปล่อย (Emancipatory) นั่นคือในการดำเนินงานจะไม่มีการบีบ
บังคับโดยที่ทุกคนจะมีอิสระจากกฎเกณฑ์ที่ไม่มีเหตุผลและโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรมซึ่งเป็นข้อจำกัดใน
การพัฒนาตนเอง (5) เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของ PAR คือเพื่อที่จะช่วยให้แต่ละบุคคลสามารถที่จะ
ปลดปล่อยตนเองออกจากสภาพการที่ถูกบีบบังคับที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสื่อ (Media) ภาษา
(Language) กระบวนการทำงาน (Work Procedures) และในความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทีม่ ีอย่ใู น
บริบทของการศึกษา (6) เป็นเรื่องของการทบทวนตนเอง (Recursive/Reflective/Dialectical)
และจะเน้นที่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัตินั่นเพราะลักษณะของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วมจะสามารถเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันได้อีกโดยการพิจารณาผลที่สะท้อนกลับและเหตุผลท่ี
เหมาะสมเพราะเป็นกระบวนการท่มี จี ดุ มงุ่ หมายเพ่ือนำการเปลย่ี นแปลงไปสู่การปฏิบัติ
McTaggart (2010) เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งท่ีได้เสนอสิ่งที่เรียกว่าความเช่ือ
16 ประการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (16 Tenets of Participatory Action
Research) ที่นักวจิ ยั ควรตอ้ งคำนึงถึงดงั น้ีคอื 1) เปน็ วิธีการในการพฒั นาการปฏิบตั ิของสังคมโดยการ
เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของสังคมนั้น ๆ 2) เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง (Authentic
Participation) 3) เป็นความร่วมมือกัน (Collaborative) 4) ทำให้เกิดชุมชนที่สามารถวิเคราะห์
ตนเองได้ (Self-Critical Communities) 5) เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ (Systematic
Learning Process) 6) ทำให้คนมีส่วนร่วมในการที่จะคิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับการกระทำของพวกเขา
เอง 7) ต้องการให้คนได้ทดสอบการปฏิบัติ (Practices) ทดสอบแนวคิด (Ideas) และข้อสมมติฐาน
(Assumptions) ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือชุมชนของเขา 8) เกี่ยวข้องกับการจดบันทึกข้อมูล
(Keeping Records) 9) ตอ้ งการให้ผู้มีส่วนรว่ ม (Participants) พยายามมองประสบการณ์ของตนเอง
อย่างเป็นรูปธรรม (Objectify) 10) เป็นกระบวนการทางการเมืองอย่างหนึ่ง (Political Process)
11) ประกอบการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Analysis) 12) เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ (Starts Small)
13) เริ่มต้นจากวงจรเล็ก ๆ (Small Cycles) 14) เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเล็ก ๆ (Small Groups)
หลาย ๆ กลุ่มที่มีปัญหาหรือความต้องการร่วมกัน 15) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วมได้ร่วมกันสร้าง
ฐานข้อมูลขึ้นมา (Build Record) และ 16) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วม (Participant) สามารถที่จะ
แสดงความถกู ต้องของการกระทำ (Demonstrate Evidence) ของพวกเขาอย่างเปน็ เหตเุ ปน็ ผล
McTaggart ให้ทัศนะว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีความครอบคลุมถงึ แนวทางท่ีหลากหลาย
ของวิธีการในการสืบสวนสอบสวน แต่ในทุก ๆ แนวทางจะมีประเด็นหนึ่งที่คล้ายคลึงกันคือจะเป็น
แนวทางเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติทางสังคม ซึ่งถ้าเรามองในภาพรวมเก่ียวกับแนวทางของการ
วิจัยเชิงปฏิบัติการแล้ว เราอาจจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งกว่าเดิมว่าผลลัพธ์ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมสี ว่ นรว่ มแบบวพิ ากษ์ ประกอบด้วย 4 ประการคือ (1) เสนอแนวทาง (Provide a Way) ในการ
ตีความเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนทางสังคมอย่างหลากหลาย (2) แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่เรา
สามารถจะปฏิบัติได้โดยการใช้แนวคิดที่มาจากทฤษฎีเชิงวิพากษ์ (3) แสดงให้เห็นว่าการวิจัยเชิง
ปฏิบตั ิการน้นั อาจจะถกู มองว่าเปน็ แนวทางปฏบิ ตั ทิ างสงั คมเพื่อที่จะเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมทางสังคม
ได้ (4) ใช้ตัวอย่างจากกรณีศึกษาใหม่ ๆ ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อที่จะยกตัวอย่างว่าจะนำ
แนวคิดของสภาพแวดล้อมสาธารณะมาใช้ในการตรวจสอบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในทางปฏิบัติ ได้
อย่างไร และเพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจได้ว่าในการปฏิบัตินั้นจะทำอย่างไรจึงจะทำให้เรารู้ว่าการ
24
เปลี่ยนแปลงในการปฏิบัตินั้นจะเกิดขึ้นอีกจากกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่เป็น
วงจรของการวางแผน (Planning) การลงมือปฏิบัติ (Acting) การสังเกต (Observing) และการ
สะท้อนผล (Reflecting) และมีการเร่ิมต้นวางแผนใหม่ในลักษณะที่เป็นวงจรต่อเนื่อง (Successive
Cycle) ของการปรับปรุงโดยการใช้แนวทางที่เป็นระเบียบเพื่อที่จะทำให้พวกเขามีความสอดคล้อง
(Coherent) มีความยุติธรรม (Just) มีเหตุมีผล (Rational) มีความรอบรู้ (Informed) มีความพึง
พอใจ (Satisfying) และมีความยัง่ ยืน (Sustainable) เพม่ิ มากขนึ้
2.2.2 แนวคิดการวิจัยเชงิ ปฏบิ ัติการแบบมีส่วนร่วมที่ใช้ในการวิจยั
การนำเสนอแนวคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action
Research: PAR) ที่ใช้ในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้รับอนุญาตให้นำเสนอเนื้อหาตามต้นฉบับที่ปรากฏใน
หนังสือ “การวิจัยทางการบริหารการศึกษา: แนวคิดและแนวปฏิบัติ” ของผู้เขียน คือ วิโรจน์
สารรัตนะ แล้วโดยวิโรจน์ สารรัตนะ (2561) ได้กล่าวถึงการวิจัยในปัจจุบันว่าจำแนกออกได้เป็น 3
ประเภท คือ1) การวิจัยเชิงปริมาณอิงกั บปรัชญาปฏิฐานนิยมหรือประจักษ์นิยม
(Positivism/Empiricism) เน้นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของตัวแปร 2) การวิจัยเชิง
ค ุ ณ ภ า พ อ ิ ง ก ั บ ป ร ั ช ญ า ก ำ ห น ด น ิ ย ม ห ร ื อ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ ์ น ิ ย ม ( Constructivism/
Phenomenologicalism) เน้นการศึกษาเชิงพรรณนาเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็น อยู่
และความหมายของสิ่งนั้น 3) การวิจัยเชิงปฏิบัติการอิงกับทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ (Critical Social
Theory) และทฤษฎีหลงั สมัยใหม่นยิ ม (Theories of Postmodernism) ทเ่ี ช่อื เกี่ยวกบั ประสบการณ์
ที่มีอยู่จริงของมนุษย์ การดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้เต็มที่ การให้ความสำคัญกับการมีส่วน
ร่วมและความเป็นประชาธิปไตยในการกระทำและการส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
ในทางบวกการมีอำนาจในการตัดสินใจถึงสิ่งที่จะให้มีการเปลี่ยนแปล งและไม่เปลี่ยนแปลงการ
เชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่ก่อนกับสารสนเทศท่ี ได้รับให ม่การเรียนรู้จ ากปร ะสบการ ณ์ทั้งที่ส ำเร็ จ
และไม่สำเร็จ การตั้งคำถามและการแสวงหาคำตอบอย่างเป็นระบบตลอดจนใช้วิธีการพรรณนาถึง
สิ่งท่ีกำลังเกดิ ขึ้น และทำความเข้าใจผลการใช้ตัวสอดแทรกทางการศึกษา
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 1952 โดย
นักวิชาการชื่อ Lewin ตามด้วยนักวิชาการคนอื่น ๆ อีกหลายท่านในระยะต่อมา เช่น Kolb ในปี
1984 และ Carr and Kemmis ในปี 1986 เป็นต้น ในกรณีของ Carr and Kemmis (1992) ได้
จำแนกการวิจัยเชิงปฏิบัติการออกเป็นสามระดับ คือ (1) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเทคนิค
(Technical Action Research) มีแนวคิดที่สำคัญ คือ ผู้วิจัยทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก
(Outside Expert) ที่นำแนวคิด แผนงานหรือโครงการที่ตนเองคิดหรือจัดทำขึ้นไปให้ผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้
ปฏิบัติ (2) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบปฏิบัติ (Practical Action Research) มีแนวคิดที่สำคัญ คือ
ผู้วิจยั มสี ่วนรว่ มกบั ผู้ร่วมวิจัยมากขึ้น ไมน่ ำเอาแนวคดิ แผนงาน หรือโครงการของตนไปให้ปฏิบัติตาม
แบบแรก แต่จะทำหน้าทีเ่ ปน็ ที่ปรึกษา เป็นผู้กระตุ้น ตั้งประเด็นและกำกับให้มีการร่วมกันคดิ ปฏิบัติ
สังเกตผล และสะท้อนผล (3) การวิจัยเชงิ ปฏิบัติการแบบอิสระ (Emancipatory Action Research)
มีแนวคิดที่สำคัญ คือ ผู้วิจัยมีส่วนร่วมในการวิจัยกับผู้ร่วมวิจัยในลักษณะเป็นความร่วมมือ
(Collaboration) ที่ต่างมีสถานะที่เท่าเทียมกัน (Equally) ในการร่วมกันคิด ปฏิบัติ สังเกตผล และ
สะท้อนผล เป็นการวิจัยในความหมายเดียวกับการวิจัยเชิงปฏบิ ัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory
25
Action Research) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า พาร์ (PAR) เป็นชื่อที่นักวิชาการส่วนใหญ่นิยมเรียกกันใน
ปจั จุบนั
วิโรจน์ สารรัตนะ ได้กล่าวว่า มีข้อวิพากษ์เกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเทคนิค
(Technical Action Research) ว่าเป็นการวิจัยแบบบนลงล่าง (Top-Down) ที่ผู้ร่วมวิจัยมีลักษณะ
เป็นผู้ถูกกระทำหรือเป็นผู้ตาม (Passive/Follower) เป็นรูปแบบที่มีความเป็นอำนาจนิยม
เปรียบเทียบได้กับการบริหารที่ใช้ทฤษฎี X หรือทฤษฎี Immaturity Organization หรือทฤษฎี
System 1 หรือหากเปรียบเทียบกับทฤษฎีภาวะผู้นำ ก็เปรียบเทียบได้กับการใช้ภาวะผู้นำแบบยึด
ผู้บริหารเป็นศูนย์กลาง (Boss Centered) แบบกำกับ (Telling) แบบชี้นำ (Directing) แบบควบคุม
(Control) หรือแบบมุ่งงาน (Job Centered) เป็นต้น มีลักษณะเป็นวิธีการวิจัยจากพวกเขา (On
Them) ส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการทำความเข้าใจ (Understanding) หรือเพื่อหาความรู้
(Knowing) ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่เี ปน็ อยู่ โดยผู้วจิ ยั มบี ทบาทเปน็ ผู้เช่ยี วชาญ (Expert) ดำเนินการ
วิจัยกับกลุ่มผู้ถูกวิจัย เมื่อได้รับคำตอบแล้วผู้วิจัยก็จะจากไปทิ้งให้ปัญหาต่าง ๆ ยังคงปรากฏอยู่
ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ถูกวิจัยยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ได้รับประโยชน์หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
จากการวิจัยนน้ั ในทางตรงกนั ข้ามผู้วิจัยกลบั ได้ประโยชน์ เชน่ ความกา้ วหนา้ ทางอาชีพ ผลตอบแทน
และความมีชื่อเสียงเป็นต้น หากนำไปเปรียบเทียบกับลักษณะการบริหารในหน่วยงานราชการ
การวิจัยดังกล่าวดูจะคล้ายคลึงกับลักษณะการบริหารที่ใช้กันอยู่มากในระยะที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน
ประเด็นท่ีผู้บริหารแสดงตนเป็นผู้เช่ียวชาญหรือเป็นผู้รูด้ ี แสดงบทบาทเป็นผู้กำหนดปัญหาหรือความ
ต้องการ ตลอดจนวิธีการในการจัดการในลักษณะเป็นอาหารสำเร็จรูปให้ผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติ ซึ่งผล
จากการบริหารเชน่ นน้ั มขี ้อวพิ ากษ์วจิ ารณ์กันว่าก่อให้เกิดสภาพการเลีย้ งไม่โตของผู้ปฏิบัติ ทำให้ขาด
ความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ ขาดความกระตอื รือรน้ และขาดความจริงจงั ในการปฏบิ ัตงิ าน อันเนอ่ื งจากท่ี
ต้องคอยรับแต่คำส่ัง หรือต้องพึ่งพาความคิดเห็นของผู้ที่อยู่เหนือกว่าอยูเ่ สมอ ส่งผลให้การบริหารนนั้
ขาดความยั่งยืน ดังจะเห็นไดจ้ ากหลายโครงการต้องยตุ ลิ งเม่ือผู้บรหิ ารเปลย่ี นไป
จากข้อวิพากษ์ในทางลบที่มีต่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเทคนิค ทำให้นักวิจัยให้ความ
สนใจต่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะเป็นการวิจัยแบบล่างขึ้นบน ที่ทั้งผู้วิจัย
และผู้ร่วมวิจัยต่างมีความเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็นและการปฏิบัติ จึงมีความเป็น
ประชาธิปไตยสูง ต่างฝ่ายต่างแสดงบทบาทในการเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้นำ (Active/Leader) ซ่ึง
หากนำไปเปรยี บเทยี บกบั การใช้ทฤษฎีเพ่ือการบรหิ าร ก็เปรียบเทยี บไดก้ ับการใชท้ ฤษฎี Y หรอื ทฤษฎี
Maturity Organization หรือทฤษฎี System 4 หรือหากเปรียบเทียบกับทฤษฎีภาวะ ผู้นำ
ก็เปรียบเทยี บได้กับการใช้ภาวะผู้นำแบบยึดผู้ปฏบิ ัตเิ ป็นศูนย์กลาง (Practitioner Centered) แบบมี
ส่วนร่วม (Participating) แบบมอบอำนาจ (Delegating) แบบเป็นเพื่อนร่วมงาน (Colleague) หรือ
แบบมุ่งคน (Employee Centered) เปน็ ต้น
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ถูกวิจัยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ถูกกระทำ
(Passive) เป็นผู้กระทำ (Active) หรอื ผู้รว่ มกระทำ (Participant) หรือเปลีย่ นวธิ ีการวจิ ยั จากพวกเขา
(On Them) เป็นการวิจัยโดยพวกเขาและเพื่อพวกเขา (By Them and for Them) กล่าวคือ ผู้ถูก
วิจัยจะมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เป็นทั้งผู้ตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติ และผู้ได้รับผลจากการปฏิบัติน้ัน
นอกจากนั้นบทบาทของผู้วิจัยก็เปลี่ยนไปด้วย จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้ดีจากภายนอก
26
(Outside Expert) กก็ ลายเป็นผู้รว่ มวิจัยทเ่ี สมอภาคกัน นอกจากนนั้ การวจิ ยั ก็ไม่ไดม้ ีจุดมุ่งหมายเพียง
เพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อหาความรู้ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติ
เพ่อื กอ่ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางท่ีพึงประสงค์ด้วย และคาดหวังวา่ จะเป็นการเปล่ียนแปลง
ทีย่ ั่งยืนอนั เน่ืองจากความมพี นั ธะผกู พันในสง่ิ ท่ีทำจากบทบาทการมีสว่ นรว่ มในทุกขน้ั ตอนนัน้
ในทางปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นทั้งการทำวิจัยการบริหารการ
พัฒนาและการทำงานเพื่อการแก้ปัญหาในเวลาเดียวกัน โดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะร่วมกันวิเคราะห์
สภาพการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจึงกำหนดแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพที่พึง
ประสงค์ มีการกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น แล้วนำแผนไปสู่การปฏิบัติ
ในช่วงการปฏิบัติงานตามแผน ก็จะมีการติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานเพื่อการปรับปรุง
แก้ไขเป็นระยะ ๆ และเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานตามแผน ก็มีการประเมินผลสรุปโดยภาพรวม แล้วมี
ข้อมูลย้อนกลับ จากลักษณะดังกล่าวจึงมีความคล้ายคลึงกับวงจรทั่วไปเกี่ยวกับการบริหาร/การ
พัฒนา/การทำงานแบบมีส่วนรว่ ม ซ่ึงประกอบดว้ ยขน้ั ตอนท่สี ำคัญ 4 ขน้ั ตอนคือ (1) การวางแผนร่วม
(Shared Planning) (2) การนำแผนสู่การปฏิบัติร่วม (Shared Acting/ Implementing) (3) การ
ติดตามผลร่วม (Shared Observing/Monitoring/Evaluating) (4) การมีข้อมูลย้อนกลับร่วม
(Shared Reflecting/Feedback) เพอ่ื เข้าสวู่ งจรการดำเนนิ งานในข้นั ตอนตา่ ง ๆ อกี
นอกจากนั้น วิโรจน์ สารรัตนะ ยังได้ศึกษาแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Technology Development : PTD) เป็นบทความแปลโดยวาทิต จันทสุริยะวงศ์
(2528) เร่อื ง “ขอ้ สังเกตบางประการเกยี่ วกับการพฒั นาเทคโนโลยีแบบมีสว่ นร่วม” ตีพิมพ์ในวารสาร
สังคมพัฒนาฉบับที่ 6 หน้า 49-57 และแนวคิดการพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน พัฒนาขึ้นโดย
กาญจนา แก้วเทพ (2532) เขียนเป็นบทความชื่อ “การทำงานพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน: คืออะไร
และทำอย่างไร” ตีพิมพ์ในวารสารสังคมพัฒนา ฉบับที่ 1-2 หน้า 14-35 เพราะเห็นว่า มีหลักการ
คลา้ ยคลงึ กบั การวิจัยเชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นร่วม นา่ จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการศึกษาเปรียบเทียบเพื่อ
นำไปสู่การทำความเข้าใจในแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
มากขึน้ ดงั น้ี
กรณแี รก การพฒั นาเทคโนโลยีแบบมสี ว่ นรว่ ม เปน็ กลยทุ ธ์การพัฒนาทีเ่ น้นการช่วยเร้าให้
เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่มุ่งชักนำให้การพัฒนาและการดัดแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นในหมู่
ประชาชนเอง โดยอาศัยกระบวนการจัดระเบียบชุมชน (อาจเป็นเมืองหรือชนบท) บนพื้นฐานความ
เชอ่ื ท่ีว่า เทคโนโลยีจะต้องมวี ิวฒั นาการอันเน่ืองมาจากการทดลองและตดั สนิ ใจดว้ ยตัวของประชาชน
เองว่าเทคโนโลยีชนิดใดที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การพัฒนา
เทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะยกระดับจิตสำนึกแห่งการวิเคราะห์วิจารณ์ของชุมชน
ต่อเทคนิควิทยาการใด ๆ ที่ดำรงอยู่ว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับพวกเขาหรือไม่ มีพลัง
ความสามารถที่จะพัฒนาหรือคิดค้นดัดแปลงเทคโนโลยีได้ด้วยตัวเองอย่างไร โดยอาศัยกระบวนการ
ทดลอง 4 ประการ คือ 1) พยายามดัดแปลงเทคโนโลยีที่มีอยู่ ซึ่งไม่ค่อยเหมาะสมสอดคล้องให้
กลายเป็นสิ่งที่เหมาะสมใช้การได้จริง (หรือทำให้กะทัดรัดลง) 2) พิทักษ์เทคโนโลยีด้ังเดมิ ของท้องถิน่
คิดค้นและปรับปรุงใหก้ ้าวหน้ายิ่งขึ้น 3) ทดสอบเทคโนโลยีที่ได้ชื่อว่ามีความเหมาะสมสำหรับท่ีอื่น ๆ
27
มาแล้ว ทั้งนี้จะได้วัดคุณประโยชน์ว่ามีความเหมาะสมกับชุมชนหรือไม่ 4) ใช้การประชุมถกเถียง
ความรทู้ างดา้ นเทคนคิ ใหก้ ารขยายความคิดและเพิม่ พูนจติ สำนกึ แหง่ การวเิ คราะห์วิจารณ์
การพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมจะทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาจาก
ภายนอกลง ก่อให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะพัฒนาและดัดแปลงให้เกิดเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้น
โดยอาจขจัดแบบที่ไม่เข้าท่าทั้งหลายให้หมดไป ซึ่งแบบที่ไม่เข้าท่านั้นบางครั้งก็อาจเป็นเทคโนโลยี
ดั้งเดิมของชุมชนเองหรือที่นำเข้ามาจากที่อื่น สำหรับกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนรว่ มน้ี
ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการแจกแจงชี้ปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา
2) ขั้นตอนการรวบรวมแนวการแก้ปัญหาที่ชุมชนรับรู้หรือคิดได้ทั้งหมดมาจัดวางเปรียบเทียบและ
แนะนำเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่พอเป็นไปได้สำหรับการแก้ปัญหามาให้ลองเปรียบเทียบดูด้วยแม้อาจจะ
ไมใ่ ช่เทคโนโลยที ่ีมาจากประสบการณ์ของชุมชนเองกต็ าม 3) ข้ันตอนการกระตุ้นใหเ้ กิดการทดลองใน
แนวการแก้ปัญหาที่ชมุ ชนเลือกสรรเอง 4) ขั้นตอนการอำนวยความสะดวกให้กบั กระบวนการทดลอง
5) ขั้นตอนการประเมินผล 6) ขั้นตอนวางแผนใหม่สำหรับการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง ๆ (โดยเร่ิม
จากขั้นตอนที่ 2 มาตามลำดับ แต่ถ้าการทดลองปรากฏผลออกมาว่าเทคโนโลยปี ระเภทนั้น ๆ ใช้การ
ไมไ่ ด้ กใ็ หก้ ลับไปเริม่ ต้นใหมท่ ขี่ ้นั ตอนท่ี 1 หรอื 2 แล้วแตก่ รณ)ี
การพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม นักพัฒนา (อาจหมายถึง ครู พัฒนากร หรืออื่น ๆ)
จะต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องผนวกตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ตนเองทำงานด้วย
อย่างเต็มที่เพื่อทำความคุ้นเคย จนมีฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชน จะต้องคอยดูดซับกับชุมชน
ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ลักษณะนิสัย ความต้องการ ความใฝ่ฝันทะเยอทะยาน ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ
ของชมุ ชน และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเกี่ยวพันโดยตรงกับงานทจี่ ะต้องทำให้กบั ชมุ ชนนน้ั ในแต่ละ
ขั้นตอนนั้นนักพัฒนามีบทบาทดังนี้ คือ ขั้นตอนที่ 1 คือ กราฟแจกแจงชี้ปัญหา นักพัฒนาต้องเก็บ
รวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาหลัก ๆ ที่ชุมชนเผชิญอยู่ เป็นปัญหาที่สามารถนำเทคโนโลยีมา
แก้ไขได้โดยประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกนำมาแจกแจงเพื่อเปรียบเทียบกัน หากประเด็นใดที่
เห็นว่ามีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ในชุมชนก็จะถือเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ จากนั้นค่อยค้นหา
ประเด็นปัญหาสำคัญรองลงไป ขั้นตอนที่ 2 นักพัฒนาต้องพยายามรวบรวมแนวทางการแก้ปัญหาที่
เป็นไปได้ทั้งหมดเท่าท่ีผู้คนในชุมชนได้สืบทอดหรือรับรู้กันมา ซึ่งอาจได้มาจากการสนทนาในวงเล็ก
โดยให้โอกาสแก่ชุมชนที่จะเสนอแนวทางการแก้ปัญหานั้นด้วยตนเองอย่างเต็มที่ จากนั้นนักพัฒนาก็
เสนอเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์ความรับรู้ของชุมชนเข้าสู่วงสนทนาด้วย
ในระยะแรก ๆ ให้เสนอแบบง่าย ๆ แต่จะไม่สรุปว่าแบบนั้นแบบนี้เท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาใหช้ มุ ชน
จะปล่อยให้ชุมชนคิดเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ ด้วยตนเอง และยังไม่กล่าวพาดพิงถึงเทคโนโลยี
อื่น ๆ ให้มากกว่านั้นจนกวา่ จะมีการถามไถ่เพิ่มเติม ซึ่งนักพัฒนาจะต้องคอยให้ข้อมูลอยู่เป็นระยะ ๆ
เมื่อเสนอข้อมูลเปรียบเทียบให้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ปล่อยให้ชุมชนตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เห็นว่า
เหมาะสมกับตนเองมากทีส่ ุดมาชุดหนึ่ง ขัน้ ตอนที่ 3 นักพฒั นาตอ้ งกระตุ้นใหม้ ีการทดลองปฏิบัติตาม
ทางเลือกที่ชุมชนเลือกนนั้ โดยพยายามชักจูงชาวบา้ นที่ให้ความสนใจมาพบปะหารือกันอย่างเป็นการ
เป็นงาน เพื่อร่วมกันวางแผนในรายละเอียดของการทดลอง มีการแบ่งงานความรับผิดชอบออกไป
เพื่อให้การทดลองปรากฏผลในช่วงการทดลองปฏิบัติ นักพัฒนาต้องคอยอำนวยความสะดวกให้กับ
ชุมชนตามขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนที่ 4 นักพัฒนาต้องพยายามทำให้การทดลองดำเนินไปอย่างถูกต้อง
28
ตามหลักการที่ร่วมกันวางไว้ แต่พยายามหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือใด ๆ ที่ได้อย่างง่าย ๆ หรือ
สำเรจ็ รปู เกินไป ตราบใดทก่ี ารทดลองดำเนินต่อไปได้ นกั พัฒนาคอยให้กำลงั ใจและกระตุ้นให้เกิดการ
ประดิษฐ์คิดค้นที่สอดคล้องและปฏิบัติได้จริง ขณะเดียวกันก็บันทึกผลทั้งหมดไว้ให้เป็นระบบ
ประมวลผลขึ้นมาอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวิเคราะห์หาปัญหาใน
ประเด็นต่าง ๆ อันจะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล ซึ่งโดยมากแล้วจะถือเกณฑ์
ด้านความคุ้มค่าจากการลงทุนเป็นหลัก ว่าแนวทางใดใช้ทุนน้อยกว่า แต่ให้ประโยชน์มากกว่าและ
คมุ้ ค่ากว่า เช่น การขุดบ่อเล้ียงปลาขนาดเล็กให้รายได้ดีกวา่ บ่อปลาขนาดใหญ่ท่ีทำด้วยอิฐโบกซิเมนต์
เมื่อเปรียบเทียบกับทุนที่ลงไปแล้ว เป็นต้น เมื่อการทดลองประสบผลสำเร็จ ชาวบ้านมีความพร้อม
และตัดสินใจที่จะนำไปใช้จริงก็จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนใหม่อย่างรอบคอบ ขั้นตอนที่ 6 เพื่อให้
การดำเนินงานเป็นไปด้วยดี ระหว่างการดำเนินงานก็ส่งเสรมิ ให้มกี ารประชุมถกเถียงกันอยู่เป็นระยะ
เพื่อทำให้เทคโนโลยีที่นำไปใช้นั้นได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ป้องกัน
ไม่ให้เกิดการผู้กขาดโดยคนกลุ่มน้อย
การพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม มีข้อควรคำนึงถึงดังต่อไปนี้ คือ (1) ปัจจัยด้านการ
สะท้อนกลับของปญั หาจากการดำเนนิ งาน (Action-Reflection) ซง่ึ จดั ในรูปของการถกเถียงอภิปราย
กันเป็นวาระพิเศษหลังจากการดำเนินงานในขั้นตอนหนึ่ง ๆ เสร็จสิ้นลง กิจกรรมนี้จะช่วยพัฒนา
ความสามารถของชุมชนให้เกิดความคิดรวบยอด รู้จักจับกฎเกณฑ์ทางทฤษฎีจากกิจกรรมต่าง ๆ
ที่ดำเนินกันมาเกดิ การอธิบายตคี วามปรากฏการณ์ด้านต่าง ๆ ด้วยเหตุด้วยผล มีโอกาสพูดกันถึงส่งิ ที่
อยู่ในใจของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ วิถีชีวิต ความเชื่อ ความกลัว รวมทั้งความรับรู้ที่อาจ
เพิ่มพูนขึ้นหรือชะงักงันจนต้องเก็บไปไตร่ตรองในใจ ตลอดจนการมีโอกาสแสดงความคิดเห็น
สนับสนุนคล้อยตามกันหรือขดั แย้งกนั ส่งิ ต่าง ๆ เหลา่ น้จี ะทำให้ชุมชนเขา้ ใจถึงภาวะแห่งการรวมพลัง
ทำงานของกลุ่ม เกิดการตระหนักถึงสิ่งใดที่ควรสนับสนุน สิ่งใดที่ควรคัดค้าน การมีโอกาสประชุม
ปรึกษาหารือกันหลังการดำเนินกิจกรรมหนึ่ง ๆ จะช่วยพัฒนาทัศนคติและค่านิยมของชุมชนในด้าน
ความเชื่อมั่นในตนเองให้สูงขึ้น ช่วยลดความคิดที่จะพึ่งพาจากภายนอกให้น้อยลง ประสบการณ์ที่
เกิดขึ้น จะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ถึงเครื่องมือที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาใด ๆ ก่อให้เกิดพลังแห่ง
ความสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง (2) การประชุมถกเถียงอภิปรายกันของชุมชน อาจได้ผล
สรุปว่า เทคโนโลยีทม่ี ีอยเู่ ดิมมีความเหมาะสมหรือไม่ เทคโนโลยที ีน่ ำเข้ามาจากที่อนื่ มีความเหมาะสม
หรอื ไม่ แลว้ แตก่ รณขี ึน้ อยู่กบั การพิจารณาและการตัดสินใจของชุมชน ซ่งึ จะมีผลทำให้เทคโนโลยีท่ีไม่
เหมาะสมกับชุมชนถูกยกเลิกไปในที่สุด หากเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมก็จะได้รับการยอมรับและถูก
นำไปใช้อย่างกว้างขวางเรอื่ ยไป นั่นคอื ถา้ ยิ่งทำใหเ้ ทคโนโลยที ีเ่ หมาะสมกบั ชุมชนเกดิ ขึ้นไดม้ ากเท่าใด
ก็จะทำให้เทคโนโลยที ีไ่ ม่เหมาะสมถูกขจัดออกไปมากเท่านัน้ (3) บทบาทของนักพัฒนามีความสำคัญ
เป็นอย่างยิ่ง หากนักพัฒนานั้นอยู่ภายใต้การครอบงำของแนวความคิดแบบราชการ หรือการรับใช้
ผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ซึ่งมีลักษณะยัดเยียด ครอบงำ และการให้บริการทางความรู้ต่อชุมชน
มากกว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสมอภาคกัน อาจจะนำไปสู่การเผยแพร่เทคโนโลยีที่ไม่
เหมาะสมออกไปโดยไม่ตั้งใจได้เพราะชาวบ้านมีแนวโน้มที่จะเชื่อฟังนักพัฒนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ดังนั้น นักพัฒนาจะต้องทำตัวให้มีบทบาทเป็น “ตัวกระตุ้น” ให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง ช่วย
ขจัดลดทอนอุปสรรคในการดำเนินงานของชุมชน และหนุนช่วยทางความคิดสร้างสรรค์ที่มีความ
29
เป็นไปได้ต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมกับชาวบ้านนั้น นักพัฒนาจะต้องให้ความสนใจต่อการตัดสินใจของ
ชุมชนว่า เป็นการตัดสินใจตามความรู้สึกของอารมณ์หรือไม่ เพราะบ่อยครั้งที่สิ่งที่ชุมชนต้องการนั้น
เป็นเพียงสิ่งที่ต้องการตามความรู้สึกเท่านั้น (Felt Need) มิใช่สิ่งที่ต้องการที่แท้จริง (Real Need)
ดังนน้ั นกั พฒั นาจะต้องคอยกระตนุ้ ใหช้ มุ ชนขบคิดอยเู่ สมอวา่ ปญั หาทแ่ี ท้จรงิ คืออะไร อยากไดอ้ ะไร
กรณีที่สอง การพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน ตามทัศนะของกาญจนา แก้วเทพ ได้ให้
แนวคิดที่น่าสนใจว่า”จะไม่นำเสนอว่าเราคือคำตอบทุกอย่างในการแก้ปัญหาของการพัฒนา” หรือ
“เราคอื ถนนเสน้ เดียวทต่ี ัดตรงไปสู่เป้าหมายแหง่ ความสำเร็จในการพฒั นา” จากแนวคดิ ดังกล่าวทำให้
กรอบความคิดและความเชื่อพ้ืนฐานบางประการเกี่ยวกับการพัฒนาเปลี่ยนไป คือ เดิมเมื่อนักพัฒนา
เข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งที่นักพัฒนามีอยู่ในสมองคือ หมู่บ้านที่เรากำลังเข้าไปกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น
ปญั หาความยากจน ขาดข้าว มหี น้สี นิ ความเจบ็ ปว่ ย แลว้ กจ็ ะมีคำถามวา่ ชาวบา้ นมปี ญั หาอะไร แล้ว
ก็จะเสนอวธิ กี ารและรูปแบบการแก้ปัญหาให้ เช่น หากขาดขา้ วก็เสนอใหต้ งั้ ธนาคารข้าว เป็นต้น ก็จะ
เปลีย่ นไปเปน็ การตัง้ คำถามว่าหมบู่ ้านมปี ัญหาอะไร เคยแกป้ ัญหานน้ั อย่างไร มเี ง่ือนไขหรอื เพราะเหตุ
ใดจงึ ทำใหไ้ มส่ ามารถแก้ปญั หาน้ันได้อย่างเต็มที่ ชาวบา้ นมอี ะไรอยบู่ ้างแล้วในวัฒนธรรมชุมชนท่ีมีอยู่
และจะเอามาใช้ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งไร ซึ่งหากเปรยี บเทียบกนั แล้วแนวคิดเดิมดเู หมอื นจะเชือ่ ว่าชาวบ้าน
มีแต่ด้านที่เป็นปัญหาเท่านั้น ส่วนด้านที่เป็นวิธีแก้ปัญหานั้นว่างเปล่า ต้องนำเอาจากข้างนอกเข้าไป
ส่วนแนวคิดใหม่นั้นเชื่อว่าในวัฒนธรรมชุมชนนั้นไม่ว่างเปล่า ในนั้นบรรจุด้วยพลังความสามารถ
พลังภูมิปญั ญา พลังสรา้ งสรรคท์ ่ีจะแก้ปัญหาชุมชน
การพัฒนาชนบทแบบวัฒนธรรมชุมชนต้องคำนึงถึงการพัฒนาจากล่างขึ้นบน ซึ่งตรงข้าม
กบั การพัฒนาแบบบนลงล่าง แตล่ กั ษณะการพัฒนาแบบล่างข้ึนบนนนั้ มหี ลายมิติ คือ มิตแิ รก เรมิ่ ด้วย
ความต้องการว่าจะพัฒนาอะไรนั้นจะต้องถูกกำหนดมาจากฝ่ายของชาวบ้านเอง โดยนักพัฒนาไม่
จำเป็นต้องเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าว่าทุกหมู่บ้านต้องมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ต้องทำธนาคารข้าวหรือ
ธนาคารปุ๋ย หากหมู่บ้านใดมีความสนใจที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อรื้อฟื้นธรรมเนียมประเพณีของตนก็ต้อง
เริ่มต้นจากความต้องการอันนั้น เพราะลำดับความต้องการบ่งบอกถึงระดับความสำคัญของส่ิง
ท่ีชาวบา้ นปรารถนาอยา่ งแท้จรงิ ซึ่งอาจไม่ใช่เรอื่ งเกย่ี วกับเศรษฐกิจก็ได้ มติ ทิ สี่ อง การกำหนดรปู แบบ
วิธีการในการตอบสนองความต้องการหรือวิธีการแก้ปัญหา จำเป็นต้องใช้วิธีการของชาวบ้านด้วยกนั
จากคำถามที่ว่าแต่ก่อนนั้นชุมชนเคยมีวิธีการในการเผชิญปัญหานั้นอย่างไรบ้าง ถือว่าความรู้ในการ
แก้ปัญหาดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของชุมชน จะต้องไม่โยนทิ้งไป มิติที่สาม หลังจาก
รับรู้ความต้องการของชาวบ้านและได้ศึกษาสำรวจวิธีการแก้ปัญหาที่เคยมีอยู่ในวัฒนธรรมชุมชน
แล้ว ในขั้นตอนการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาจะต้องใช้วัฒนธรรมชุมชนนั้นเป็นตัวตั้งเป็นจุดเริ่มต้น
โดยอาจจะประสานกับความรู้ที่นำไปจากภายนอก เช่น แม้ว่าจะจำเป็นต้องทำธนาคารข้าวก็ต้องทำ
แต่ธนาคารขา้ วในแตล่ ะชุมชนอาจไมเ่ หมอื นกนั ตามวฒั นธรรมชมุ ชนแต่ละแหง่ น้ันเป็นต้น
การนำเอาแนวคิดการพัฒนาอีก 2 แนวคิด คือ แนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วน
ร่วมและแนวคิดการพฒั นาแนววัฒนธรรมชุมชนมากลา่ วถงึ ขา้ งต้นน้ี ทำให้เกดิ ภาพความเข้าใจในเร่ือง
แนวคิดของการวิจัยเชิงปฏิบตั ิการแบบมีส่วนรว่ มอย่างเป็นรปู ธรรมมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมข้ึน โดยเฉพาะการวจิ ัยในหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่งผู้วจิ ัยอาจนกึ ภาพของชาวบ้าน
และชมุ ชนเปน็ ภาพของคณะครูอาจารย์และโรงเรียนแทน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การเปรียบเทยี บแนวคิด
30
เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนแบบเก่าและแบบใหม่ตามทัศนะของ กาญจนา แก้วเทพ กับการแบ่งระดับ
ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการออกเป็นสามระดับในลักษณะที่เป็นเส้นต่อเนื่อง (Continuum) ดังกล่าว
ข้างต้นนั้น อาจนำมาเปรียบเทียบได้ถึงความคล้ายคลึงกันของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเทคนิคกับ
แนวคิดการพัฒนาแบบเดิม และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับแนวคิดการพัฒนาแบบใหม่
โดยมีการวจิ ยั เชงิ ปฏิบตั ิการแบบปฏบิ ตั ิอยูก่ ่ึงกลาง ดงั ภาพประกอบที่ 2.2
แบบเดมิ แบบใหม่
(แบบบนลงลา่ ง) (แบบลา่ งขึ้นบน)
ภายในชุมชนน้ีว่าง ภายในชุมชนนี้ไมว่ ่าง
เปลา่ สารวจพบว่า เปล่า มีศกั ยภาพและพลัง
ชุมชนมปี ัญหา สรา้ งสรรค์ในการ
นักพฒั นาเทวิธีการ แกป้ ัญหาอยแู่ ล้ว
แกป้ ัญหาจาก นักพฒั นา เริม่ ทางานตอ่
ภายนอกลงไปเลย จากทเี่ ขามอี ยู่
การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัติการ การวจิ ยั เชงิ ปฏิบตั กิ าร การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการ
แบบปฏบิ ตั ิ แบบเทคนิค แบบมีสว่ นร่วม
ผวู้ จิ ัยทาตัวเปน็
ผวู้ จิ ัยมีส่วนร่วมมากขน้ึ ไมน่ าเอา ผู้วิจัยมีส่วนรว่ มในการวิจยั นั้นกับผู้
แนวคดิ แผนงาน โครงการของตน ผูเ้ ชี่ยวชาญจากภายนอก ร่วมวิจัย ในลกั ษณะเปน็ ความ
ไปให้ปฏิบตั ิ แต่จะทาหนา้ ที่เปน็ ท่ี ทีน่ าแนวคิด นาแผนงาน ร่วมมือกัน ทที่ ้ังผู้วจิ ยั และผรู้ ว่ ม
ปรกึ ษา เป็นผ้กู ระตนุ้ ตัง้ ประเดน็ หรือนาโครงการ ทีต่ นเอง
คดิ หรอื จดั ทาข้นึ ไปให้ผู้ วจิ ัยตา่ งมสี ถานะท่ีเทา่ เทียมกันใน
และกากับใหม้ กี ารรว่ มกันคดิ การรว่ มกันคิด ปฏิบัติ สงั เกตผล
ปฏิบตั ิ สังเกตผลและสะท้อนผล ร่วมวจิ ยั เป็นผูป้ ฏบิ ตั ิ
และสะทอ้ นผล
ภาพท่ี 2.2 แนวคิดการพฒั นาชุมชนแบบเดมิ และแบบใหม่กบั การวจิ ัยเชงิ ปฏิบัติการสามระดับ
วิโรจน์ สารรัตนะ ได้สังเคราะห์หลักการ จรรยาบรรณ และบทบาทของผู้วิจัยจากผลงาน
ข อ ง McTaggart ( 1991) ; Webb ( 1991) ; Kemmis and McTaggart ( 1992) ; Zuber- Skerritt
(1992); Arhar, Holly, & Kasten (2001); McMillan and Wergin, (2002); Mills (2007); Coghlan
and Brannick (2007); James, Milenkiewicz and Bucknam (2008) เป็นต้น ได้ข้อสรุปเป็น
หลักการ 10 ประการ จรรยาบรรณ 10 ประการ และบทบาทของผู้วิจัย 10 ประการ ไว้สำหรับการ
วิจัยเชงิ ปฏิบัติการแบบมสี ว่ นร่วมดว้ ยดังนี้ (1) หลักการ 10 ประการ มีดังน้ี 1) บริบทเฉพาะ 2) ทักษะ
ที่หลากหลาย 3) มุ่งการเปลี่ยนแปลง 4) มุ่งให้เกิดการกระทำเพื่อบรรลุผล 5) รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้
รว่ มวิจยั ทุกคน 6) วเิ คราะห์ วพิ ากษแ์ ละประเมินตนเอง 7) ตระหนกั ในศักยภาพ ความเช่ียวชาญและ
การเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากภายในชุมชนเอง 8) เรียนรู้จากการกระทำ ทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ เกิด
กระบวนการเรียนรู้ร่วมกนั อย่างเป็นระบบ 9) การมบี ันทกึ ของผู้รว่ มวิจยั ทุกคน เช่น การเปล่ียนแปลง
ในกิจกรรมและการปฏิบัติ การเปลย่ี นแปลงในคำอธิบายส่ิงท่ีปฏิบัติ การเปลีย่ นแปลงในความสัมพันธ์
ทางสังคมและรูปแบบองค์การ การพฒั นาตนเองจากการร่วมในการวิจยั เปน็ ต้น 10) นำไปสู่การปฏิบตั ิ
31
หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน (2) จรรยาบรรณ 10 ประการ มีดังนี้ 1) ผู้วิจัยต้องรับผิดชอบต่อการรักษา
ความลบั 2) ผู้รว่ มวจิ ัยเขา้ ถึงข้อมลู ตา่ ง ๆ อย่างเสมอภาคกัน 3) ทิศทางการวิจัยและผลลพั ธท์ ค่ี าดหวัง
เกิดจากการตัดสินใจร่วมกัน 4) ให้ผู้ร่วมวิจัยมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการวิจัยมากที่สุด
5) มีการปรึกษาหารือร่วมกัน และข้อเสนอแนะได้รับการเห็นชอบจากทุกฝ่าย 6) การสังเกตหรือการ
ตรวจสอบเอกสารเพื่อจุดมุง่ หมายอื่นต้องได้รับการอนุญาตกอ่ น 7) ผลการดำเนนิ งานจะยงั คงปรากฏ
ให้เห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นให้ข้อเสนอแนะได้ 8) ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนหรือทัศนะของคนอ่ืน
โดยขาดการเจรจาต่อรองก่อนการจัดพิมพ์เผยแพร่ 9) ผู้วิจัยต้องแสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของ
กระบวนการวิจัยแต่เร่ิมแรกรวมท้งั ข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ 10) ผู้รว่ มการวิจัยต่างมีอิทธิพลต่อ
การทำงานแต่ผู้ท่ีไมป่ ระสงค์มีส่วนรว่ มต้องได้รบั การยอมรับและเคารพในสิทธิสว่ นบุคคล (3) บทบาท
ของผู้วิจัย 10 ประการ มีดังนี้ 1) เป็นครู 2) เป็นผู้นำ 3) เป็นผู้ฟังที่ดี 4) เป็นนักวางแผน 5) เป็นนัก
ออกแบบ 6) เป็นนักวิเคราะห์ 7) เป็นนักสังเคราะห์ 8) เป็นนักสังเกตการณ์ 9) เป็นนักรายงานผล
10) เป็นผู้สง่ เสรมิ สนบั สนนุ และอำนวยความสะดวก
นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นวิธีการวิจัยภายใต้
ทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ เป็นการวิจัยที่ใช้วิธีวิทยาศาสตร์บางส่วน แต่ใช้วิธีปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ระหว่างผู้วิจัยกับผู้ร่วมวิจัย มีลักษณะที่นำมาทำความเข้าใจในแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วม ดังนี้ (1) ปฏิเสธวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยมที่แยกตัวผู้แสวงหาออกจากความรู้และความจริง
(2) เป้าหมายของการแสวงหาความรู้และความจริงไม่ใช่ตัวความรู้และความจริงนั้น ๆ แต่คือการนำ
ความรู้และความจริงท่ีได้มาไปใช้ในการแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลง (3) เป็นลักษณะของ
สำนักคิดปฏิบัตินยิ ม (Pragmatism) จุดเน้นไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธแ์ บบตายตวั แต่อยูท่ ีอ่ งค์ประกอบต่าง ๆ
อาทิ วิธีการการปรับเปลี่ยน ฯลฯ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการแสวงหาความรู้และความจริง น้ัน
(4) กระบวนการแสวงหาความรู้และความจรงิ เริ่มตน้ ท่กี ารต้งั คำถามหรือมองไปทปี่ ญั หาท่เี กิดขึ้นแล้ว
จึงสร้างกระบวนการทีน่ ำไปสู่การตอบคำถามหรือแก้ปัญหานัน้ ๆ เป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติ (Practical
Problem) ไม่ใช่ปัญหาหรือคำถามในเชิงปรัชญา (5) ในกระบวนการแก้ปัญหานั้นจะเกิดปัญหาหรือ
คำถามอนื่ ๆ ข้ึน ผลลพั ธข์ องคำถามแรกจะเป็นพ้นื ฐานในเชิงวิธีการและทฤษฎีสำหรับการตอบคำถาม
ใหม่ที่เกิดขึ้น (6) กระบวนการแสวงหาความรู้ไม่ได้มีเป้าหมายในการแสวงหาคำตอบแบบเบ็ดเสร็จ
หากเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาในเชิงปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อนำไปสู่การ
แก้ปัญหาในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้นความรู้ภายใต้วิธีคิดปฏิบัตินิยมจึง
หมายถึงการเรียนรู้เพื่อรู้อันจะนำไปสู่การคิดวิธีการแก้ปัญหาที่ดียิ่งขึ้น และนักคิดปฏิบัตินิยมก็ไม่
ตัดสินสิ่งทีต่ นค้นพบต่อคำถามหรือปัญหาหนึ่ง ๆ ว่าถูกหรือผิด แต่จะเรียกสิ่งนั้นว่าความจริงชั่วขณะ
(Temporary Truth) ทั้งนี้เพราะเมื่อเวลาผ่านไปและสังคมเปลี่ยนไปคำตอบที่เกิดขึ้น ณ เวลาหนึ่งก็
จะล้าสมัยและไม่ใช่คำตอบสำหรับเวลาใหม่ที่ตามมา (7) กระบวนการตอบคำถามหรือแก้ปัญหาท่ี
สำคัญเป็นกระบวนการที่ตั้งอยู่บนการไม่เห็นพ้องร่วมกัน (Disagreement) หรือที่เรียกว่า Dialectic
Inquiry หรือกระบวนการเข้าถึงความรู้แบบวิภาษวิธี โดยวิธีการเช่นนีเ้ ป็นวิธีการทีใ่ ห้นักวจิ ัย 2 กลุ่ม
ศกึ ษาในสิ่งเดียวกนั จากนน้ั จงึ ให้ท้งั สองวิจารณ์ซึ่งกนั และกัน วิธกี ารน้จี ะทำให้ท้ังสองกลุ่มได้มองเห็น
ตำแหน่งแห่งที่ในเชิงญาณวิทยาของตน กล่าวคือทั้งสองจะมองเห็นสมมติฐานและโลกทัศน์ที่กำกับ
กระบวนการแสวงหาความรู้รวมทั้งมองเห็นข้อจำกัดและจิตสำนึกที่ผิดพลาด ( False
32
Consciousness) ในวิธีการของตน กระบวนการเช่นนี้จึงไม่มีจุดสิ้นสุด (Endpoint) หากเป็นการ
เรียนรู้กระบวนการในการแก้ไขปัญหาหรือแสวงหาคำตอบให้ดียิ่งขึ้นไป และด้วยวิธีคิดเช่นนี้เองที่ทำ
ให้นักคิดสำนักปฏิบัตนิ ยิ มและทฤษฎีสงั คมเชิงวิพากษ์เห็นว่ากระบวนการเขา้ ถึงความรู้นั้นไม่สามารถ
แยกขาดจากตัวนักวิจัยและบริบททางสังคม (8) ภววิทยาของทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์เป็นภววิทยาท่ี
เห็นว่าความรู้และความจริงนั้นไม่ได้ไร้เดียงสาแต่มีลักษณะอัตวิสัย (Subjective) ซึ่งหมายถึงว่า
ความรู้และความจริงไม่ได้ปลอดจากระบบคุณค่าที่ผู้เชื่อที่ว่าภาวะของผู้แสวงหาความรูแ้ ละความจรงิ
ส่งผลต่อความรู้และความจริงนั้น ๆ แสวงหาเชื่อถือ ดังนั้นญาณวิทยาของทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์จึง
เป็นญาณวทิ ยาที่ยืนอยูบ่ นความเชือ่ ทีว่ ่าภาวะของผู้แสวงหาความรู้และความจรงิ ส่งผลตอ่ ความรูแ้ ละ
ความจริงนั้น ๆ นอกจากนั้น ในกรณีกระบวนทัศน์ที่เป็นรากฐานการแสวงหาความรู้/ความจริงตาม
ทฤษฎีหลังสมัยใหม่นิยม (Theories of Postmodernism) นั้นมีลักษณะสำคัญที่นำมาเพื่อทำความ
เข้าใจแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดังนี้ (1) สิ่งที่รับรู้ว่าเป็นความรู้และความจริงใน
โลกนี้คือสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ (Ideology) และกระบวนการชุดหนึ่ง ๆ
(2) ความรู้ที่พึงประสงค์คือความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะท้องถิ่น หลากหลาย วิเคราะห์ระดับจุลภาคเป็น
เรอื่ งเลา่ ในขอบเขตแคบ ๆ เปลย่ี นโลกทศั น์ต่อความรู้จากวิทยาศาสตร์แบบกลไกของ Isaac Newton
ท่เี ห็นว่าจักรวาลมคี วามคงท่ี เป็นโลกทเี่ ปลีย่ นแปลงตลอดเวลา ดงั นน้ั ความรู้อย่างดีที่สุดจึงเป็นความรู้
แบบชั่วคราวที่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ แม้แต่ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเอง ความรู้ในยุคหลัง ๆ
ก็แสดงให้เห็นชัดว่าความคิดแบบ Isaac Newton ไม่ใช่สิ่งที่ถูกอีกต่อไปแล้ว (3) หลังสมัยใหม่ไม่เช่ือ
เรื่องภววิทยา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติของความรู้และความจริง ความรู้และความจริงล้วนเป็นสิ่ง
ประกอบสร้างทางสังคมที่ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่และอุดมการณ์ ( Ideology) ที่แตกต่าง
หลากหลาย ดังนั้นภายใต้วิธีคิดนี้ จึงไม่มีกระบวนทัศน์อีกต่อไป ไม่มีความรู้ มีแต่ความเป็นจริงท่ี
หลากหลาย
จากข้อวิพากษ์ต่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเทคนิคและทัศนะต่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วม จากแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม จากแนวคิดการพัฒนาแนว
วัฒนธรรมชมุ ชน จากหลกั การ จรรยาบรรณ และบทบาทของผู้วิจยั จากทฤษฎสี งั คมเชิงวิพากษ์ และ
ทฤษฎีหลังสมัยใหม่นิยม ซึ่งเป็นความเข้าใจพื้นฐานเพื่อความเข้าใจในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วมดังกล่าวข้างต้น วิโรจน์ สารรัตนะ ได้นำเสนอขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
10 ขั้นตอน (สมมุติมี 2 วงจร หากมีมากกว่าก็เริ่มต้นวงจรใหม่เหมือนกับวงจรที่ 2 ไปจนสิ้นสุด)
ดังภาพประกอบที่ 2.3
33
ภาพท่ี 2.3 กรอบแนวคิดการวิจยั เชิงปฏิบตั กิ ารแบบมีส่วนรว่ มตามทศั นะของ วโิ รจน์ สารรตั นะ
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation) เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเสริมพลังอำนาจ
เชิงวิชาการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมสามารถทำได้ในหลายระดับ เช่น ระดับชั้นเรียน
ระดับช่วงชั้นเรียน ระดับโรงเรียน หรือระดับชุมชน แต่การวิจัยทางการบริหารการศึกษา นิยมทำใน
ระดับโรงเรียน ที่มีปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือพัฒนาอยู่ในระดับสูง มีหลักฐานหรือข้อมูลเชิงประจักษ์
ยนื ยันหรอื อา้ งองิ จากนน้ั จงึ ลงพืน้ ทเ่ี พ่อื สรา้ งความคุน้ เคยให้เกิดข้นึ ก่อน
เนอื่ งจากการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นรว่ มตอ้ งมีผู้ร่วมวจิ ัย (Participants) จำนวนหนง่ึ
ท่ีจะตอ้ งเป็นไปดว้ ยความสมัครใจ ดังน้ัน เพ่ือให้ระบุได้วา่ ผู้ร่วมวิจยั คือใคร มจี ำนวนเท่าใด ผู้วิจัยควร
นำเอาแนวคิดและแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมชี้แจงต่อ ผู้ร่วมวิจัยให้รับรู้และ
34
เข้าใจ เพื่อให้การตัดสินใจเข้าร่วมวิจัยเป็นไปด้วยความสมัครใจ ตามจรรยาบรรณท่ีว่า “ผู้วิจัยต้อง
แสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรก รวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์
ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยทราบ” คำนึงถึงหลักการ “ผู้ที่ไม่ประสงค์มีส่วนร่วมต้องได้รับการยอมรับและเคารพ
ในสิทธิส่วนบคุ คล”
การลงพื้นที่เพื่อสร้างความคุ้นเคย ผู้วิจัยควรแสดงบทบาทการเป็น “ผู้ส่งเสริมสนับสนุน
และอำนวยความสะดวก” รวมทั้งบทบาทอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ 10 บทบาทดังกล่าวข้างต้น ให้
เหมาะสมกับสถานการณ์และไม่ให้เสียหลักความมีสถานะที่เท่าเทียมกัน ควรหลีกเลี่ยงรูปแบบการ
ทำงานแบบ ปริ ามิดหรอื แบบสายการบังคับบัญชา ไม่ควรกำหนดตำแหนง่ หรือสถานะใด ๆ ท่ีจะทำให้
เกิดการแบ่งชั้นวรรณะ ทุกคนจะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นั่งประชุมสนทนากับแบบโต๊ะกลม
(Round Table) ดังแนวคิดหนึ่งของการพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมที่นำมากล่าวถึงข้างต้น ที่
กล่าวว่า “...ผู้วิจัยจะต้องตระหนักถึงความจำเป็นท่ีจะต้องผนวกตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท่ี
ตนเองทำงานด้วยอยา่ งเต็มท่ีเพื่อทำความคุน้ เคยจนมีฐานะเปน็ สมาชิกคนหนึ่งของชุมชน จะต้องคอย
ดูดซับกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ลักษณะนิสัย ความต้องการ ความใฝ่ฝันทะเยอทะยาน
ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ของชุมชน และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเกี่ยวพันโดยตรงกับงานที่จะต้องทำ
ใหก้ ับชุมชนนนั้ ...”
นอกจากนน้ั ผู้วิจยั ควรมีการเสรมิ พลงั ดา้ นวชิ าการท่เี ป็นความรู้เชิงเทคนิค ให้กับผู้รว่ มวิจัย
ในเรอ่ื งต่าง ๆ เพือ่ ให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพและประสิทธผิ ล เช่น (1) แนวคิด
และแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมตามหลักการที่กล่าวถึงข้างต้น คือ “ผู้วิจัยต้อง
แสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรก รวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์
ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยทราบ” (2) แนวคิดและแนวปฏิบัติเชิงเทคนิค เช่น การวางแผนปฏิบัติการ การระดม
สมอง การนำแผนสกู่ ารปฏิบัติ การสังเกตผลการปฏบิ ัติงาน การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน การบันทึก
ข้อมลู ภาคสนาม การถอดบทเรียน และอื่น ๆ เปน็ ต้น
ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน (Planning) เพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วม มุ่งเน้นการแก้ปัญหา (Problem Solving) ผู้วิจัยควรแสดงบทบาทการเป็นผู้มีส่วน
ร่วม เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนและเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมวิจยั ได้ร่วมกันวิเคราะห์สภาพของ
งานที่เป็นปัญหา เพื่อระบุสภาพที่เคยเป็นมา สภาพปัจจุบนั สภาพปัญหา สภาพที่คาดหวัง ทางเลือก
ที่หลากหลายเพ่ือการแกป้ ญั หา การเลอื กทางเลอื กเพอ่ื แกป้ ัญหาโดยให้ผู้รว่ มวจิ ยั ร่วมกนั วเิ คราะห์และ
กำหนดประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวตามประสบการณ์และทุนความรู้ที่มีอยู่เดิมของพวกเขาก่อน จากนั้น
จึงจะนำเอาแนวคิดเชิงวิชาการที่ผู้วจิ ยั ศึกษาไวใ้ นบทท่ี 2 นำเขา้ สูว่ งสนทนากับพวกเขา ซ่งึ อาจมีผลให้
พวกเขานำเอาแนวคิดเชิงวิชาการนั้นไปปรับแก้หรือบูรณาการเข้ากับสิ่งที่พวกเขาร่วมกันคิดและ
กำหนดขน้ึ ท้งั นีเ้ ป็นไปตามหลักการ “ดึงศักยภาพจากภายในหรอื ให้มีการระเบดิ จากภายใน (Inside-
Out) ก่อน แล้วเสริมด้วยศักยภาพจากภายนอก (Outside-in)” และตามหลักการที่ว่า “ตระหนักใน
ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และการเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากภายในชุมชนเอง” และตามความเชื่อที่ว่า
“แนวคิดใหม่ในการพัฒนานั้น เชื่อว่าในวัฒนธรรมชุมชนนั้นไม่ว่างเปล่า ในนั้นบ รรจุด้วยพลัง
ความสามารถ พลงั ภูมิปญั ญาและพลงั สร้างสรรค์ทีจ่ ะแก้ปญั หาชมุ ชน” และ “ใหโ้ อกาสแก่ชุมชนท่ีจะ
เสนอแนวทางการแก้ปัญหานั้นด้วยตนเองอย่างเต็มที่ จากนั้นนักพัฒนาก็เสนอเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อยู่
35
นอกเหนือประสบการณ์ ความรับรู้ของชุมชนเขา้ สู่วงสนทนาด้วย ในระยะแรก ๆ ให้เสนอแบบง่าย ๆ
แต่จะไม่สรุปว่าแบบนั้นแบบนี้เท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ชุมชน จะปล่อยให้ชุมชนคิดเปรียบเทียบ
ทางเลือกตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง และยงั ไม่กลา่ วพาดพิงถึงเทคโนโลยีอ่นื ๆ ให้มากกว่านั้น จนกว่าจะมีการ
ถามไถ่เพิ่มเติม ซึ่งนักพัฒนาจะต้องคอยให้ข้อมูลอยูเ่ ปน็ ระยะ ๆ เมื่อเสนอข้อมูลเปรยี บเทียบให้อย่าง
เต็มที่แล้ว ก็ปล่อยให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเองมากที่สุดมาชดุ
หนึ่ง…”หากพิจารณาจากหลักการดังกล่าว ในขั้นตอนการวางแผนควรประกอบด้วยกิจกรรมการ
ทำงาน 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การดึงศักยภาพของผู้ร่วมวิจัยออกมาให้เต็มที่อาจใช้เวลา 1-2 วัน
ให้พวกเขาได้ร่วมกันระดมสมองคิดอย่างเต็มที่โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์พื้นฐานที่เขามีและ
เคยทำกันมาเพื่อกำหนดสภาพที่เคยเป็นมา สภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา สภาพที่คาดหวังทางเลือกท่ี
หลากหลาย การเลือกทางเลือกเพื่อแก้ปัญหา เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ของ
ส่วนรวม ที่ประกอบด้วยโครงการจำนวนหนึ่ง และอาจให้แต่ละรายจัดทำแผนพัฒนาส่วนบุคคล
(Individual Development Plan: IDP) ด้วย ก็จะทำให้การแก้ปัญหามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะ
โครงการจำนวนหน่ึงน้ันอาจไมค่ รอบคลุมถงึ ส่ิงท่ีควรทำในบางกรณีได้ และบางโครงการกจ็ ำเป็นต้องมี
แผนพฒั นาส่วนบคุ คลรองรบั เพื่อการนำไปปฏิบตั ิดว้ ย ระยะท่ี 2 การพฒั นาแนวคิดเชงิ วิชาการให้แก่ผู้
ร่วมวิจัย อาจใช้เวลา 1-2 วัน โดยผู้วิจัยนำเอาแนวคิดที่ศึกษาไว้ในบทที่ 2 ไปถ่ายทอดให้ผู้ร่วมวิจัย
ได้รับรู้และเข้าใจถึงแนวทางการแก้ปัญหาในเชิงทฤษฎีตามประโยชน์ของทฤษฎีที่ว่า “...ช่วยชี้นำการ
ตัดสินใจ ช่วยให้มองภาพองค์การได้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมขององค์การ
ช่วยเป็นแหล่งของความคิดใหม่ ช่วยกำหนดกรอบของปรากฏการณ์ทีม่ ีความสัมพันธก์ ัน ช่วยจำแนก
แยกแยะปรากฏการณ์ ช่วยสร้างสิ่งใหม่ ๆ ช่วยทำนายปรากฏการณ์” นอกจากการถ่ายทอดแนวคิด
เชิงวิชาการแล้ว อาจเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เพิ่มเติม อาจให้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม อาจให้ศึกษาดู
งานสถานศึกษาที่เป็นต้นแบบ เพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยเกิดวิสัยทัศน์และความรู้ความเข้าใจในแนวทางการ
แก้ปัญหาในเรื่องที่ทำวิจัยอย่างหลากหลาย ระยะที่ 3 การบรรจบกันของธารสองสาย
สายประสบการณ์และสายวิชาการ (ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี) โดยจัดกิจกรรมให้มีการบูรณาการ
ความรเู้ ชิงวชิ าการที่ไดร้ บั (ในระยะที่ 2) เข้ากบั ส่ิงที่พวกเขาร่วมกนั คิดและกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ
และแผนพัฒนาส่วนบุคคล (ในระยะที่ 1) ตามหลักการที่ว่า “...ทฤษฎีหากไม่นำไปปฏิบัติก็เปล่า
ประโยชน์ การปฏิบัติหากไม่มีทฤษฎีมาเสริมด้วยก็เสมือนคนตาบอดไปไหนได้ไม่ไกลวนเวียนอยู่แต่
วิธีการเดิม...” กิจกรรมนี้อาจใช้เวลา 1-2 วัน ซึ่งผลจากการบูรณาการร่วมกัน อาจเป็นอย่างใดอย่าง
หนึ่งดังนี้ 1) ยืนยันเอาตามสิ่งที่พวกเขากำหนดในระยะที่ 1 หรือ 2) เปลี่ยนความคิดใหม่ ยึดเอาตาม
แนวทางวิชาการที่ผู้วิจัยนำไปถ่ายทอดให้ หรือ 3) บูรณาการเข้าด้วยกันระหว่างสิ่งที่พวกเขาคิดแต่
แรกและทฤษฎีใหม่ที่พวกเขาได้รับเสริมเพิ่มเติมเพื่อกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการและแผนพัฒนาส่วน
บุคคลใหม่ข้นึ มา โดยแผนปฏิบัตกิ ารของสว่ นรวม และแผนพัฒนาส่วนบคุ คล มีองคป์ ระกอบอะไรบ้าง
ขึ้นกับผู้วิจัยและร่วมวิจัยจะร่วมกันกำหนด แต่อย่างน้อยควรประกอบด้วยจุดมุ่งหมายและวิธีการ
(Ends and Means) ในการแกป้ ัญหาน้ันวา่ จะทำเพอ่ื อะไร (What) และจะทำอยา่ งไร (How)
แนวคิดการบรรจบกันของธารสองสายนี้ หากพิจารณาหลักการจัดการความรู้
(Knowledge Management) ผู้วจิ ัยจะเป็นเสมือนตัวแทนของคนที่มีความรู้เชิงวิชาการหรือความรู้ที่
ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ขณะท่ีผู้ร่วมวิจัยเป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มคนที่มีความรู้จาก
36
ประสบการณ์ที่สะสมมาเป็นความรู้ที่ฝังตัว (Tacit Knowledge) จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่าง
ความรู้เชิงวิชาการกับความรู้จากประสบการณ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการผสมผสานกันระหว่างภาค
วชิ าการกบั ภาคปฏิบตั ิเป็นสายธารสองสายท่ีมาบรรจบกัน คือ สายธารเชิงวชิ าการหรือเชิงทฤษฎีท่ีได้
จากนักวิจัย กับสายธารเชิงประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในตัวของผู้ร่วมวิจัย จากแนวคิดดังกล่าว มีข้อท่ี
ผู้วิจัยควรคำนึง 4 ประการ คือ (1) การศึกษาและนำเสนอแนวคิดเชิงวิชาการในบทที่ 2 จะต้อง
นำเสนอไว้อย่างมีจุดมุ่งหมาย อย่างมีความหมาย และอย่างมีประโยชน์ที่จะทำให้ผู้วิจัยมีความรอบรู้
และความไวเชงิ ทฤษฎี (Theoretical Sensitivity) ตอ่ การนำไปรว่ มเสวนากบั ผู้ร่วมวจิ ัย ไมใ่ ชท่ บทวน
มาไว้อย่างเป็นไม้ประดับงานวิจัยหรือหิ้งพระประจำงานวิจัยที่ไม่มีการมาเซ่นไหว้เหลียวแลอีก
(2) ผู้วิจยั จะต้องสร้างทัศนคติท่ดี ีให้เกดิ ข้ึนกบั ผู้ร่วมวิจยั และผู้เกย่ี วข้องว่า ทฤษฎีกบั การปฏิบัติเป็นส่ิง
ที่ไปด้วยกันได้ ไม่ได้เป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน เหมือนกับคำพูดที่มักพูดกันว่า “ทฤษฎีจัด
ปฏิบัติไม่ได้ หรือ ทฤษฎีก็คือทฤษฎี ปฏิบัติก็คือปฏบิ ตั ิ” เป็นต้น ต้องสร้างความตระหนักว่าทฤษฎีจะ
ช่วยย่นระยะทางการลองถกู ลองผิดให้สั้นลงได้ ดังประโยชน์ของทฤษฎีท่ีกล่าวถงึ ข้างตน้ นอกจากนั้น
ผู้วิจัยอาจสร้างแนวคิดให้ผู้ร่วมวิจัยได้เข้าใจและตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกันระหว่างการ
วจิ ยั ทฤษฎี และการปฏิบตั ิ หรอื นักวิจยั นักทฤษฎี และนักปฏบิ ัติ หากทำใหเ้ กิดข้ึนได้ ก็จะทำให้การ
ดำเนินงานวิจัยเปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผลยิ่งขึ้น (3) การนำเสนอแนวคดิ เชิงวิชาการ
ต้องเป็นไปหลงั จากท่ีปล่อยให้ผู้รว่ มวจิ ยั ไดร้ ว่ มกันคิดอย่างเต็มทีก่ ่อน โดยหากนำเสนอก่อน มีแนวโน้ม
ท่ีผู้ร่วมวิจัยจะยอมรับเอาแนวคิดเชิงวิชาการนั้นไปใช้เลยมีอยู่สูง อาจเป็นเพราะความเคยชินกับการ
เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive) หรือเป็นผู้ตาม (Follower) ในระบบบริหารแบบสัง่ การหรือแบบบนส่ลู ่าง
(Top-Down Approach) ที่ฝังรากมานาน หรืออาจเป็นเพราะแนวโน้มที่จะเชื่อฟังผู้วิจัยเป็นทุนเดิม
อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้การวิจัยมีแนวโน้มเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเทคนิค (Technical Action
Research) มากกวา่ จะเปน็ การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมสี ว่ นรว่ ม (Participatory Action Research)
หรือมีแนวโนม้ ที่อิทธิพลของความรู้เชิงวิชาการ (Explicit Knowledge) ที่สำเรจ็ รูปจากภายนอกจะมี
มากจนความรู้ส่วนตัวที่สะสมจากประสบการณ์ (Tacit Knowledge) ของผู้ร่วมวิจัยไม่ได้ถูกนำ
ออกมาใช้ (4) การนำเสนอแนวคิดเชิงวิชาการของผู้วิจยั จะต้องนำเสนอแบบไม่ยัดเยยี ด ไม่ชี้นำ หรือ
ไม่ให้มีอิทธิพลต่อการนำไปปฏิบัติของผู้ร่วมวิจัย แต่ต้องคำนึงถึงการเป็นทางเลือก การเป็นตัวเสริม
โดยยึดหลักการ “ตระหนักในศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และการเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากภายในชุมชน
เอง” และตามแนวคิดทีว่ า่ “…ให้โอกาสแก่ชุมชนที่จะเสนอแนวทางการแก้ปัญหานั้นด้วยตนเองอย่าง
เตม็ ที่ จากน้ันนักพฒั นาก็เสนอเทคโนโลยีอ่นื ๆ ทอ่ี ยู่นอกเหนือประสบการณ์ ความรับรู้ของชุมชนเข้า
สู่วงสนทนาด้วย ในระยะแรก ๆ ให้เสนอแบบง่าย ๆ แต่จะไม่สรุปว่าแบบนั้นแบบนี้เท่านั้นที่จะช่วย
แก้ปัญหาให้ชุมชน จะปล่อยให้ชุมชนคิดเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ ด้วยตนเอง และยังไม่กล่าว
พาดพิงถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ ให้มากกว่านั้น จนกว่าจะมีการถามไถ่เพิ่มเติม ซึ่งนักพัฒนาจะตอ้ งคอยให้
ข้อมูลอยู่เป็นระยะ ๆ เมื่อเสนอข้อมูลเปรียบเทียบให้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ปล่อยให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจ
เลอื กเทคโนโลยีทเี่ ห็นว่าเหมาะสมกบั ตนเองมากท่ีสดุ มาชดุ หนงึ่ …”
ข้นั ตอนที่ 3 การปฏบิ ัติ (Acting) เพอ่ื การเปล่ยี นแปลง การเรยี นรู้ และองค์ความรู้จาก
การปฏิบัติ ผู้วิจัยยังคงมีบทบาทการเป็นผู้มีส่วนร่วม การเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน และการเป็นผู้
อำนวยความสะดวกให้มีการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการของส่วนรวม และแผนพัฒนาส่วนบุคคล ท่ี
37
กำหนดไว้นัน้ โดยมงุ่ ใหบ้ รรลผุ ลตามวัตถุประสงค์ท่ีกำหนดตามหลักการ “มงุ่ การเปลี่ยนแปลงและมุ่ง
ให้เกิดการกระทำเพื่อบรรลุผล” พยายามไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ที่ได้อย่างง่าย ๆ หรือสำเร็จรูป
เกินไป คอยให้กำลังใจและกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจัง พิจารณาถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
ทางการบริหาร คือ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ ในการนำแผนสู่การปฏิบัติ เช่น การจัด
ทีมงาน การแบ่งงาน การมอบอำนาจหน้าที่ การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ การกำหนด
เครือข่ายการติดต่อสื่อสาร ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ทั้งภายในโรงเรียนและระหว่างโรงเรียนกับ
ชมุ ชน การจดั ระบบการตดิ ตามผล เป็นตน้
ขัน้ ตอนที่ 4 การสงั เกต (Observing) เพอื่ บนั ทกึ ผลการปฏิบัติ การสังเกตเพื่อบันทึกผล
การปฏิบัติ ให้กระทำในทุกขั้นตอนท่ีผ่านมา ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการ มาจนถึงขั้นตอนการปฏิบัติ
ไม่ได้หมายถึงการสังเกตเฉพาะในขั้นตอนการปฏิบัตเิ ทา่ นั้น โดยอาจใช้เทคนคิ วธิ แี ละเครือ่ งมือต่าง ๆ
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างผสมกันตามสถานการณ์และความเหมาะสม เช่น การสังเกตแบบมี
ส่วนร่วมและการบันทึก การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แบบสอบถามความเห็น
แบบวดั ทศั นคติ แบบทดสอบมาตรฐาน เอกสาร เคร่อื งบนั ทึกเสียง เครอ่ื งบนั ทึกภาพ หรือวัตถุสิ่งของ
เป็นต้น ซึ่งประเด็นในการสังเกตเพื่อบันทึกผลการปฏิบัตินั้น นอกจากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
ความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นจากการ
ดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนด้วย เป็นผลในเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในผลลัพธ์ที่คาดหวัง
(Change) รวมทั้งการเรียนรู้ (Learning) ในระดับตวั บคุ คล ระดบั กล่มุ และระดบั หนว่ ยงาน และองค์
ความรทู้ ไ่ี ด้รบั จากการปฏบิ ัติ (Knowledge Gained from Practice) ในบริบทเฉพาะจากการพัฒนา
ในพ้นื ท่หี นง่ึ ๆ ตามหลกั การให้คนมีสว่ นร่วมได้คิดค้นและสรปุ เปน็ ทฤษฎีฐานรากจากการกระทำ
ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผล (Reflecting) เพื่อนำไปสู่การวางแผนในวงจรใหม่ อาจ
นำเอาเทคนิคการถอดบทเรียน (Lesson Distilled) มาใช้เป็นเทคนิคการทบทวนหรือสรุป
ประสบการณ์การทำงานในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้เห็นถึงรายละเอียดของเหตุปัจจัยทั้งภายในภายนอก
ซึ่งทำให้เกิดผลอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ เน้นการระดมสมอง พูดคุย เล่าเรื่อง
สังเคราะห์ จับประเดน็ กระบวนการทำงานเชิงบทเรียนหรือประสบการณ์ หรืออาจกลา่ วไดว้ ่าการถอด
บทเรียนมีจุดมุ่งหมายเพ่ือสืบค้นความรู้จากการปฏิบัติงานโดยใช้วธิ ีการสกัดความรู้และประสบการณ์
จากผู้ร่วมวิจัย พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัตงิ าน การเรียนรู้ และ
องค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice) ทั้งที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ
เพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย และสามารถเผยแพร่ศึกษา
เรียนรู้ได้หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งว่า การถอดบทเรียน หมายถึง กระบวนการดึงเอาบางสิ่งบางอย่าง
ออกมาจากบทเรียนที่มีอยู่ จากสิ่งที่เราทำ เพื่อให้ได้งานที่เป็นความสำเร็จ (Best Practice) รวมท้ัง
ความไม่สำเร็จ (Bad Practice) ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ และแนวทางแก้ไขปัญหา
อปุ สรรคท่ีเกิดขึน้ ซึง่ การถอดบทเรียนโดยทวั่ ไปมี 2 รูปแบบ ดงั นี้ (1) การถอดบทเรียนเฉพาะประเด็น
เพื่อการเรียนรู้ระหวา่ งการปฏิบตั ิงาน ดำเนินการทันทีหลังจากทำกิจกรรมในโครงการเสร็จ หรือหาก
เป็นชุดกิจกรรมก็ดำเนินการหลงั จากกิจกรรมย่อยเสร็จ และสามารถนำผลการถอดบทเรยี นนัน้ ๆ ไป
ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาโครงการให้ประสบความสำเร็จในอนาคต (2) การถอดบทเรียนทั้งโครงการ
หลังสิ้นสุดโครงการทั้งระบบ เป็นกระบวนการวิเคราะห์การปฏิบัติงานและบทเรียนความรู้ที่ลึกซ้ึง