180
ภาพท่ี 4.15 ภาพประกอบกจิ กรรมการจดั การเรียนการสอนออนไลน์ และการสังเกตการจัดการเรียน
การสอนออนไลนข์ องครูผู้รว่ มวิจัย ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4
ความเหน็ ความเห็นของผู้รว่ มวจิ ัยระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ตอ่ ความประทับใจหรือผลดี
จากการปฏิบัติ โดยภาพรวม มีดังน้ี 1) นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2) นักเรียน
กล้าแสดงออก 3) นักเรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้น 4) นักเรียนมีการทำงานเป็นทีมช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน 5) นักเรียนมีภาวะผู้นำ 6) ครูผู้สอนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนให้
เข้ากบั สถานการณ์ไดต้ ลอดเวลา
ปัญหา ความเห็นของครูผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อปัญหา/อุปสรรคในการ
พัฒนา และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงในระยะต่อ ๆ ไป มีดังนี้ 1) การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโค
โรน่า 19 (Covid 19) 2) ขาดเคร่อื งมอื สื่อสารในการจดั การเรยี นการสอนออนไลน์ 3) ความรับผิดชอบ
ของนกั เรียน 4) ความแตกต่างระหว่างบคุ คล
2. ผ้รู ว่ มวจิ ัยระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 จำนวน 4 ห้องเรยี น
การปฏิบัติ ในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
จำนวน 4 ห้องเรียน ผู้ร่วมวิจัยได้ดำเนินการกำหนดกิจกรรมทางเลือกที่เลอื กปฏิบัติ โดยให้ผู้ร่วมวจิ ยั
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 4 คน กำหนดกิจกรรมทางเลือกร่วมกัน เพื่อนำทางเลือกไปพัฒนา
181
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ร่วมกัน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 66 คน ประกอบด้วยรักเรียนชาย
27 คน นักเรียน หญิง 39 คน ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 คือ นางรัตนาภรณ์ ปะหุสี พัฒนา
นักเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 คือ
นางสาวนิภาภรณ์ สางชัยภูมิ พัฒนานักเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 คือ นางสาววนิดา เทียวสูงเนิน พัฒนานักเรียนในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ และครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 คือนางสุภลักษณ์ บุเกตุ
พฒั นานกั เรียนในกล่มุ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
จากการสงั เกตและการสมั ภาษณแ์ บบไม่เปน็ ทางการผู้ร่วมวจิ ยั กลุม่ นี้ พบวา่ ผู้ร่วมวจิ ยั กลมุ่
นี้ได้นำทางเลือกไปปฏบิ ัติการในลักษณะเป็นการสอดหรอื ให้ทำกิจกรรมสอดแทรกในรายวิชาที่แต่ละ
คนสอน ดังนี้ เช่น ให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง (Analyze Strengths
and Weaknesses) ให้นักเรียนมีทักษะในการฟัง (Listen) ให้นักเรียนมีทักษะการจัดการกับความ
ขัดแย้ง (Deal with Conflicts) ครูควรเป็นแบบอย่าง (Serve as a Role Model) ครูควรเป็น
แบบอย่าง (Serve as a Role Model) ให้นักเรียนมีทกั ษะการสร้างรูปแบบภาวะผู้นำผู้นำสำหรับคน
อื่น ๆ (Model Great Leadership for Others) ให้นักเรียนทำความเข้าใจถึงจุดแข็ง และการใช้จุด
แข็ง (Understand Strengths and Use Them ให้นักเรียนมีการกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม
และดำเนินการให้สำเร็จ (Set Concrete Goals and Execute Them) ให้นักเรียนมีทักษะการจงู ใจ
ผู้อื่น (Motivate Others) ให้นักเรียนรู้จักแสวงหาเป้าหมายท่ีสูงขึ้น (Find Higher Purpose) ให้
นักเรียนตระหนักถึงทักษะสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นผู้นำที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำจะทำอะไรให้
สำเร็จ (Be an Inspiration Being a Good Leader Depends on How Get Things Done) ให้
นักเรียนมกี ารเรียนรู้อย่างตอ่ เนอื่ ง (Keep Learning) ให้นกั เรียนรูห้ ลกั การสือ่ สาร (Communicate)
ผลลัพธ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยภาพรวม นักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาให้เข้า
กับสถานการณ์ นักเรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้น เพราะครูมีการเสริมแรงโดยการให้รางวัล การ
ดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำกล้า
แสดงออก ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมการจัดการเรียนการ
สอน ครูออกแบบกิจกรรมการเรียนเหมาะสมกบั ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามตอ้ งการ ดังภาพ
ที่ 4.16
182
ภาพท่ี 4.16 ภาพประกอบกจิ กรรมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และการสงั เกตการจดั การเรียน
การสอนออนไลนข์ องครูผู้ร่วมวจิ ัย ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
ความเหน็ ความเห็นของผู้ร่วมวจิ ัยระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ตอ่ ความประทบั ใจหรือผลดี
จากการปฏิบัติ โดยภาพรวม มีดังน้ี 1) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรูท้ ีห่ ลากหลาย และนักเรียนมีส่วน
ร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2) นักเรียนกล้าแสดงออก และมีการวางแผนในการทำงาน
3) นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อภาระงานที่มอบหมายมากขึ้น 4) นักเรียนมีการทำงานเป็นทีม
ช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั 5) นักเรียนมีภาวะผู้นำและผู้ตามทด่ี ี
ปัญหา ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อปัญหา/อุปสรรคในการ
พัฒนา และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงในระยะต่อ ๆ ไป มีดังนี้ 1) การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโค
โรนา่ 19 (Covid 19) 2) ขาดเครอ่ื งมือสื่อสารในการจัดการเรยี นการสอนออนไลน์ 3) ความรับผดิ ชอบ
ของนักเรียน 4) ความรคู้ วามสามารถของนักเรียนแตกต่างกนั
3. ผู้รว่ มวิจยั ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 จำนวน 4 หอ้ งเรยี น
การปฏิบัติ ในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
จำนวน 5 ห้องเรียน ได้ดำเนินการกำหนดกิจกรรมทางเลือกที่เลือกปฏิบัติ โดยให้ผู้ร่วมวิจัยระดับชนั้
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้ง 5 คน กำหนดกิจกรรมทางเลือกร่วมกันเพื่อนำทางเลือกไปพัฒนานักเรียน
ระดับบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ร่วมกัน ซึ่งนักเรียนทั้งหมด 60 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย 27 คน
นักเรยี น หญิง 33 คน ครปู ระจำช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/1 คือ นางพัชา ภมู ิประภาส พฒั นานักเรียนใน
รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 คือ นางยุพิน นาพัว พัฒนา
นักเรียนในรายวิชา วิทยาศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 คือ นางมนัสนันท์ ประสานพันธ์
พัฒนาในรายวิชาคณิตศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 จำนวน 2 คน คือ นายไวพจน์
สีทำมา พัฒนานักเรียนในรายวิชาในรายวิชา สุขศึกษาและพลศึกษา และนายวรวรรณ ปลั่งกลาง
พฒั นานักเรียนในกลมุ่ สาระการงานอาชีพ
183
จากการสังเกตและการสัมภาษณแ์ บบไม่เป็นทางการผู้รว่ มวิจัยกลมุ่ น้ี พบว่า ผู้ร่วมวจิ ัยกลุม่
นี้ได้นำทางเลือกไปปฏบิ ัติการในลักษณะเป็นการสอดหรือให้ทำกิจกรรมสอดแทรกในรายวิชาท่ีแต่ละ
คนสอน ดังน้ี เช่น ใหน้ กั เรียนสามารถมองเห็นภาพอนาคตที่ใหญ่ข้ึนเสมอ (Always See The Bigger
Picture) ให้นักเรียนกล้าพูดกล้าแสดงออกซึ่งการกระทำ (Let Actions Speak) ครูจัดกิจกรรม
ความคิดริเริ่ม (Taking on More Initiatives) ครูจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการสื่อสาร (Improving
Communication Skills) ครูจัดกิจกรรมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบภาวะผู้นำ (Gaining
Knowledge about Leadership Styles) ครูจัดกิจกรรมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical
Thinking) ครูจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ (Advocate Creativity) ครูจัด
กิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ (Advocate Creativity) ครูจัดกิจกรรมการ
กระบวนการฟังที่มีประสิทธิภาพ (Effective Listening) ครูจัดกิจกรรมการสร้างแบบอย่างที่ดี
(Following the Role Model) ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความมีระเบียบวินัยดี (Well Disciplined)
ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบในการมอบหมายงาน (The Talent For Delegating Tasks)
ครจู ัดกจิ กรรมท่ที า้ ทายและลองแนวคดิ ใหม่ ๆ (Try New Ideas)
ผลลัพธ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยภาพรวม นักเรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้น
เพราะครูมีการเสริมแรงโดยการให้รางวัลถ้านักเรียน ถามตอบได้ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม
ปลายเปิดไม่มีถูก ผิด แต่เป็นคำถามที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ช่วยกันตอบ
เพือ่ ให้มสี ่วนร่วมในกิจกรรมการจดั การเรียนการสอน นกั เรยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจ เก่ียวกับเน้ือหาท่ี
เรียน และได้รับคำแนะนำ ตามกระบวนการจัดการเรียนการสอน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู
และนกั เรียนอยา่ งสม่ำเสมอ ดังภาพท่ี 4.17
ภาพที่ 4.17 ภาพประกอบกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และการสังเกตการจดั การเรียน
การสอนออนไลน์ของครูผู้รว่ มวิจยั ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
184
ความเห็น ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ต่อความประทบั ใจหรือผลดี
จากการปฏิบัติ โดยภาพรวม มีดังนี้ 1) นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2) นักเรียน
กล้าแสดงออก 3) นักเรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้น 4) นักเรียนมีการทำงานเป็นทีมช่วยเหลอื ซึ่งกัน
และกนั 5) นักเรยี นมภี าวะผู้นำ
ปัญหา ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อปัญหา/อุปสรรคในการ
พัฒนา และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงในระยะต่อ ๆ ไป มีดังนี้ 1) การแพร่ระบาดของโรคไวรัส
โคโรน่า 19 (Covid 19) 2) เครื่องมือสื่อสารในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ 3) ความรับผิดชอบ
ของนักเรียน 4) ความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการรับรู้ และความเข้าใจท่ีแตกต่างกัน
5) ครผู ู้สอนหาเทคนิควิธีการท่ีง่าย ๆ เพื่อใหผ้ ู้เรียนเข้าใจ เห็นภาพและสามารถปฏิบัตไิ ด้
3) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ปัญหา
อุปสรรค 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from
Practice) ทเ่ี กดิ ขึ้นในขั้นตอนน้ี ดังนี้
3.1) ผลการดำเนินงาน
3.1.1 ในการดำเนินการกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นการประเมินเป็นแบบประเมินระดับ
การปฏิบัติในทางเลือกที่หลากหลายของผู้ร่วมวิจัย เพื่อใช้ประเมินใน 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการ
ปฏบิ ัตใิ นวงจรท่ี 1 ระยะหลังการปฏิบัตใิ นวงจรท่ี 1 และหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบ
ให้เห็นแนวโนม้ ของการเปลี่ยนแปลงในการปฏบิ ตั ิตามของทางเลือกต่าง ๆ โดยกำหนดไว้ 5 ระดับ คือ
มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด เพื่อใช้ประเมินผลทั้งก่อนการปฏิบัติ (Before Acting)
ในวงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติ (After Acting) ในวงจรท่ี 1 และวงจรท่ี 2 ซึ่งการประเมินผลก่อน
การปฏิบตั ิ (Before Acting) นน้ั มจี ดุ มงุ่ หมายเพ่ือให้ทราบถงึ สภาพในปัจจบุ ัน (Current Condition)
ของประเด็นที่เป็นความคาดหวังและไม่คาดหวังส่วนการประเมินผลหลังการปฏิบัติทั้งสองระยะมี
จุดมุ่งหมายเพื่อดูความก้าวหน้าจากการทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน มีการเปรียบเทียบดูระดับการ
เปลี่ยนแปลง (Degree of Change) วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันลงมือปฏิบัติ ประกอบด้วยแนวทางท่ี
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนดของแต่ละขั้นตอนและอธิบายการปฏิบัติงานให้ละเอียดและมี
การบูรณาการในการดำเนินงานวิจัยกับการทำงานปกติโดยนำไปใช้ร่วมกับ กระบวนการแลกเปลี่ยน
เรียนรเู้ พื่อพัฒนาทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรยี น ใหม้ คี วามเข้าใจในการดำเนนิ งานวิจัยและประยุกต์เข้า
กบั การทำงาน
3.2) ข้อบกพรอ่ งหรอื ปัญหาอปุ สรรค
3.2.1 การจัดทำแบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวงั จากการพัฒนายงั พบปญั หา
ในการจัดกลุ่มลักษณะของสภาพการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เกิดขึ้นจะใช้เวลามากพอสมควร และมีการ
ถกเถียงกนั ในประเดน็ ต่าง ๆ อยา่ งกว้างขวางทำใหจ้ ับประเดน็ ในการสนทนาได้ค่อนข้างยาก
3.2.2 การประเมินเพื่อให้สภาพปัจจุบัน (Current Condition) ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้
ร่วมกันนำเครอื่ งมือทไ่ี ดเ้ ก็บขอ้ มลู กับครูและนกั เรยี นในโรงเรยี นซงึ่ เปน็ สภาวะการณท์ ี่ไม่ปกติ
3.2.2.1 ครูขาดความรู้เรื่องเทคนิควิธีการสอนใหม่ ๆ ในช่วงสถานการณ์การ
เปลี่ยนแปลง ช่วงแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid 19) ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ
เรียนการสอนออนไลน์ที่เป็นโปรแกรม Google Zoom, Google Meet, Google classroom,
application line, และ Facebook เป็นต้น และครูบางคนไม่มีทักษะในการใช้เทคโ นโลยี
185
3.2.2.2 ด้านผู้เรียน นักเรียนขาดความพร้อมเพราะไม่ชินกับวิธีการเรียนระบบ
ออนไลน์ และขาดวัสดอุ ุปกรณ์ในการเรียน เชน่ โทรศัพท์ อนิ เตอร์เนต็ เปน็ ตน้
3.2.2.3 ด้านเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ครูและนักเรียนขาดเครื่องมือการสื่อสารที่
ทันสมยั และไมต่ อบโจทย์ของการจัดการเรยี นการสอน เช่น การไมต่ อบสนองของเครื่องคอมพิวเตอร์
โทรศัพท์ ทำให้ครูหลายคนต้อง ซื้อวัสดุปกรณ์เพื่อให้ทันสมัย ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณเกินความ
จำเป็น นอกจากนี้นักเรียนขาดทักษะในการเรียนออนไลน์ และความเหลื่อมล้ำในสถานะทาง
ครอบครวั
3.2.3 การถอดบทเรียน การถอดบทเรียนของการปฏิบัติของผู้ร่วมวิจัยใช้เวลา
ค่อนขา้ งมาก เนื่องจากมผี ู้รว่ มวิจัยจำนวน 13 คน และมีเน้ือหาคอ่ นข้างมาก และเป็นอุปสรรคต่อการ
ถอดบทเรยี นอย่างมาก
3.3) ข้อสงั เกตหรือขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การปรบั ปรุงแกไ้ ข
3.3.1 จากปญั หาการจัดทำแบบประเมนิ ผลการบรรลคุ วามคาดหวังจากการพัฒนาท่ีใช้
เวลามากพอสมควร และมีการถกเถียงกันในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทำให้จับประเด็นในการ
สนทนาได้ค่อนข้างยาก ได้แก้ปัญหาโดยจัดเปน็ กลุ่มย่อย 3 กลุ่ม คือ แยกตามกลุ่มระดับช้ัน กลุ่มที่ 1
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มที่ 2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5 กลุ่มที่ 3 ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
และกำหนดเวลาให้ดำเนินการไมเ่ กิน 30 นาที เพื่อนำเสนอกล่มุ ใหญ่และหาขอ้ สรปุ รว่ มกนั
3.3.2 จากปัญหาการประเมินเพื่อใหส้ ภาพปัจจบุ ัน (Current Condition) ผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยได้ร่วมกันนำเครื่องมือที่ได้เก็บข้อมูลกับครูและนักเรียนในโรงเรียนซึ่งเป็นสภาวะการณ์ที่ไม่
ปกติเนื่องเกิดการระบาดของโรค COVID-19 จึงทำการปรับเปลี่ยนแบบประเมินเป็น Google Form
และมีการติดตามผลการประเมินโดยใช้กลุม่ ไลน์
3.3.3 จากปัญหาการถอดบทเรียนที่มีผู้ร่วมวิจัยจำนวน 13 คน และเนื้อหาของการ
จัดการเรียนรู้ของผู้ร่วมวิจัย ค่อนข้างหลากหลาย และเป็นอุปสรรคต้อการถอดบทเรียนอย่างมาก ได้
ดำเนินการแก้ปัญหาโดยใช้ครูแต่ละคนสรุปสาระสำคัญส่งผู้วิจัยก่อนแล้วจึงนำเสนอในที่ประชุมเพื่อ
พิจารณาตรวจสอบและใหข้ ้อสรปุ รว่ มกนั
3.4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ที่เกิดขึ้นกับผู้วิจัย ผู้ร่วม
วิจัย และหน่วยงานและองค์ความรู้จากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice) ที่
เกดิ ขึน้ ดังน้ี
3.4.1 การเรียนรู้ทเี่ กดิ ขึน้ ระดับบคุ คล คอื ผู้วจิ ยั มีดังนี้
1) การทำงานแบบร่วมมือทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แชร์
ประสบการณ์ และรว่ มมอื กันทำงาน หรอื ทำงานเป็นทีมยอ่ มประสบผลสำเร็จกวา่ การทำงาน เพยี งคน
เดียว เพราะก่อเกิดความสามัคคี มีการทำความเข้าใจท่ีลึกซ้ึงในทางเลือกที่หลากหลาย ในการปฏิบัติ
มีการวางแผน ดำเนินการปฏิบัติตามแผน และมีการทบทวนการปฏิบัติ ทำให้การดำเนินการประสบ
ผลสำเรจ็ ตามเปา้ หมายทต่ี ง้ั ไว้
3.4.2 การเรยี นรทู้ เ่ี กดิ ขึน้ ระดับกลุม่ คือ ผ้รู ่วมวิจัย มดี งั น้ี
1) มีการทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะแต่ละ
คนไดแ้ สดงความคดิ เห็นแล้วนำมาอธบิ ายจึงเกิดการแลกเปลี่ยนซง่ึ กันและกัน
2) เกิดผลสำเรจ็ ของงานได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เพราะทผี่ า่ นไม่มีการ
รว่ มมือกันทำจงึ มคี วามแตกต่างที่เกีย่ วกับการทำงานในเร่อื งของการพฒั นา
186
3) มีการทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการบูรณา
การในการดำเนินงาน
3.4.3 การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระดับหน่วยงาน คือ โรงเรียน /กลุ่มสาระ/ระดับชั้นที่
พฒั นา มีดังนี้
1) การทำงานแบบรว่ มมือกนั และช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โรงเรียนเนินสง่า
วิทยา พัฒนาทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรยี นใหด้ ีข้นึ
2) การทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของครูที่เป็น
คณะกรรมการที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 เพื่อพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนให้ดี
ข้นึ
3) การทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของนักเรียน
ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 - 6 ทเ่ี กิดการแลกเปลีย่ นเปลย่ี นเรียนรู้
ขน้ั ตอนที่ 4 การสงั เกต (Observing) ในวงจรท่ี 1
1) การกำหนดรูปแบบและวิธีการในการสังเกตผล มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนด
รูปแบบและวิธีการในการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การตรวจสอบและการ
บันทึกผลการปฏิบัติงานตามสภาพจริงของการดำเนินงานที่คาดหวังและไม่คาดหวัง จุดเด่น
จุดบกพร่อง และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข ผลการเรียนรู้ และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการ
ปฏิบัติ โดยผู้วิจัยได้ยึดหลักการที่สำคัญที่นำไปสู่กระบวนการที่ปฏิบัติ คือ “หลักการการสังเกตผลท่ี
เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริง” โดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยสังเกตผลที่เกิดขึ้นจริง ทั้งที่คาดหวังและไม่
คาดหวัง การเรียนรู้ และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนาโควิด 2019 โดยภาพรวมการจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนแบบ
ผสมผสาน คือ มีทั้งระบบ Online และ On hand การสอน Online ด้วยระบบโปรแกรม Zoom,
Meet, Line, Facebook ดำเนินงานในวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2564 ณ โรงเรียนเนินสง่าวิทยา
ดงั ภาพที่ 4.18
ภาพที่ 4.18 การกำหนดรปู แบบและวิธกี ารในการสังเกตผล
187
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้นำเอาเทคนิควิธีการและเครื่องมือการวิจัยต่าง ๆ ที่เกิดจากการ
ระดมความคิดเห็นมาวเิ คราะห์ เพื่อจัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับเทคนิคและเครือ่ งมือการวิจยั ที่จะใชใ้ นการ
สงั เกตในการทำวจิ ยั ดังตารางที่ 4.5
ตารางท่ี 4.5 การกำหนดเทคนคิ วธิ ีการและเคร่ืองมือการวจิ ยั เพื่อใชส้ งั เกตในการทำวิจยั
ฉบับ เครือ่ งมือในการสงั เกต กิจกรรมท่ีทำการสังเกต ผู้ใช้เครอ่ื งมือ
1 แบบบันทกึ การประชมุ ตลอดระยะเวลาการวิจัย ผู้ร่วมวจิ ยั ทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
2 แบบสัมภาษณ์เชงิ ลกึ ตลอดระยะเวลาการวจิ ัย ผู้วิจัย
3 แบบบนั ทึกการสงั เกต ตลอดระยะเวลาการวจิ ยั ผู้วิจยั และผู้รว่ มวิจยั วจิ ัย
ความก้าวหนา้ ของการ
ปฏิบัติ
4 แบบประเมินความสำเรจ็ ใช้ประเมินผลการดำเนินงาน ผู้วิจัยและผู้รว่ มวจิ ัยวิจัย
จากการพฒั นา เพื่อตรวจสอบระดับการ
เปลี่ยนแปลงในสามระยะ คือ
ก่อนและหลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติ
ในวงจรที่ 2
5 แบบประเมนิ ระดับการนำ ใช้ประเมินผลการดำเนินงาน ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจยั วจิ ยั
ทางเลอื กไปปฏิบตั ิ เพื่อตรวจสอบระดับการ
เปลี่ยนแปลงในสามระยะ คือ
ก่อนและหลังการปฏิบัติใน
วงจรท่ี 1 และหลังการปฏิบัติ
ในวงจรที่ 2
2) ผลการประเมินระดับการปฏิบัติจากทางเลือกที่หลากหลาย จากผลการประเมินใน
ระยะ “หลัง” การปฏิบัตใิ นวงจรที่ 1 เพื่อนำผลการประเมนิ ไปเปรียบเทียบกบั ผลการประเมินในระยะ
“ก่อน” การปฏิบัติ โดยผู้ตอบแบบประเมนิ นี้ คือ ผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 13
ราย ปรากฏผลการประเมนิ เพือ่ การเปรียบเทยี บ ดังตารางที่ 4.6
188
ตารางที่ 4.6 เปรียบเทียบผลประเมินการนำหลักการ/แนวคิด/เทคนิค/วิธีการ/กิจกรรม เพื่อการ
พัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนไปปฏบิ ตั ิ ในระยะก่อนและหลังการปฏิบัติใน วงจรที่ 1
หลกั การ / แนวคดิ / เทคนคิ / วิธกี าร / กจิ กรรม ผลการ ผลการประเมิน
ประเมนิ หลงั ปฏิบัตใิ น
1. ให้นกั เรียนนำเสนอผลงานในชน้ั เรียน กอ่ นปฏิบัติใน
2. ใหน้ ักเรียนทำงานแบบร่วมมอื กนั วงจรที่ 1 วงจรที่ 1
3. ให้นกั เรียนทำกจิ กรรมพฒั นาแบบจติ อาสา
4. ให้นกั เรียนกลา้ ลองผิดลองถูก S.D. S.D.
5. ให้โอกาสนักเรียนแสดงวสิ ยั ทัศนข์ องตนเอง 2.23 0.43
6. วสิ ยั ทศั น์ (Vision) 1.92 0.64 2.92 1.03
7. ใหน้ กั เรียนมแี รงจงู ใจ (Motivation) 2.76 0.43 2.69 0.63
8. ใหน้ ักเรยี นกล้าการแสดงออก (Serving) 2.46 0.77 3.07 0.27
9. ให้นกั เรียนมคี วามคดิ สร้างสรรค์ (Creativity) 2.69 0.48 2.53 0.51
10. ใหน้ ักเรียนมีการสรา้ งทีม (Team Building) 2.30 0.48 2.61 0.50
11. ใหน้ กั เรียนยกระดบั ทักษะจากภาวะผู้นำแบบดง้ั เดมิ (Upgrade 2.53 0.51 2.53 0.51
Traditional Leadership Skills) 2.46 0.51 3.07 0.49
12. ใหน้ ักเรียนสามารถพัฒนาภาวะผู้นำรว่ มกันทัว่ กันทัง้ หมด (Develop a 2.84 0.55 2.61 0.50
Common Leadership Practice Across the Organization) 2.46 0.51 3.23 0.92
13. ให้นักเรียนมีทักษะผู้นำแบบยดื หยุ่น (Flex Leadership Style) 3.07 0.49 3.15 0.80
14. ใหน้ กั เรียนมที ักษะความเป็นผู้นำทชี่ าญฉลาด (Generate Leadership 3.00 0.57
Intelligence)
15. ให้นักเรียนเห็นความสำคญั ของพลงั ส่วนบคุ คล (The Importance of 2.76 0.72 2.92 0.27
Personal Power)
16. ใหน้ กั เรยี นมีวธิ กี ารคดิ เชงิ บวก (Positive Approach) 2.53 0.51 2.69 0.48
17. ให้นกั เรยี นมคี วามคดิ ริเริม่ (Take Initiative) 2.76 0.72 2.92 1.03
18. ให้นักเรยี นมที กั ษะการสร้างแรงบนั ดาลใจและการสร้างแรงจงู ใจ (Inspire
and Motivate) 2.92 0.49 3.07 0.75
19. ใหน้ กั เรยี นสามารถวิเคราะห์จดุ แข็งและจุดออ่ นของตนเอง (Analyze
Strengths and Weaknesses) 2.84 0.37 2.92 0.49
20. ให้นกั เรยี นมีทกั ษะในการฟงั (Listen) 2.46 0.51 2.61 0.50
21. ใหน้ ักเรียนมที ักษะการจดั การกับความขัดแยง้ (Deal with Conflicts) 2.07 0.75 2.23 0.43
22. ครคู วรเปน็ แบบอย่าง (Serve as a Role Model)
23. ครูควรมคี วามกระตอื รอื รน้ (Be Passionate) 2.46 0.51 2.61 0.50
24. ใหน้ กั เรียนมีทกั ษะการสรา้ งรปู แบบภาวะผู้นำผู้นำสำหรบั คนอนื่ ๆ
(Model Great Leadership for Others) 2.30 0.85 2.53 0.51
25. ให้นักเรียนทำความเขา้ ใจถึงจดุ แขง็ และการใช้จดุ แขง็ (Understand 2.53 0.87 2.69 0.94
Strengths and Use Them) 2.15 0.55 2.46 0.51
2.23 0.59 2.38 0.50
2.53 0.51 2.77 0.44
2.53 0.51 2.62 0.51
189
ตารางที่ 4.6 (ตอ่ )
หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม ผลการ ผลการประเมิน
ประเมิน หลงั ปฏิบัตใิ น
ก่อนปฏิบตั ใิ น
วงจรที่ 1 วงจรที่ 1
S.D. S.D.
26. ให้นกั เรียนมีการกำหนดเปา้ หมายท่เี ปน็ รูปธรรมและดำเนินการให้สำเรจ็ 2.46 0.66 2.61 0.50
(Set Concrete Goals and Execute Them)
27. ให้นักเรยี นมีทักษะการจงู ใจผอู้ นื่ (Motivate Others) 2.15 0.68 2.38 0.50
28. ให้นกั เรียนร้จู กั แสวงหาเป้าหมายท่ีสูงขน้ึ (Find Higher Purpose) 2.00 0.40 2.15 0.37
39. ให้นกั เรียนตระหนกั ถึงทกั ษะสรา้ งแรงบันดาลใจในการเปน็ ผู้นำทดี่ นี ้นั 2.23 0.43 2.38 0.50
ขึ้นอยกู่ ับว่าผู้นำจะทำอะไรใหส้ ำเร็จ (Be an Inspiration Being a Good
Leader Depends on How Get Things Done)
30. ใหน้ กั เรยี นมกี ารเรียนร้อู ย่างตอ่ เนอ่ื ง (Keep Learning) 2.61 0.50 2.76 0.59
31. ใหน้ ักเรียนรหู้ ลักการสอ่ื สาร (Communicate) 2.38 0.65 2.61 0.50
32. ใหน้ กั เรยี นสามารถมองเห็นภาพอนาคตท่ีใหญ่ขึ้นเสมอ (Always See The 2.53 0.51 2.69 0.63
Bigger Picture)
33. ให้นักเรยี นกลา้ พดู กลา้ แสดงออกซง่ึ การกระทำ (Let Actions Speak) 2.46 0.77 2.61 0.50
34. ครจู ดั กิจกรรมความคดิ รเิ รม่ิ (Taking on More Initiatives) 2.61 0.50 2.76 0.72
35. ครจู ดั กิจกรรมพฒั นาทักษะการส่ือสาร (Improving Communication 2.92 0.75 3.07 0.64
Skills)
36. ครูจดั กจิ กรรมสรา้ งองค์ความรเู้ กยี่ วกบั รูปแบบภาวะผู้นำ (Gaining 2.92 0.27 3.07 0.64
Knowledge about Leadership Styles)
37. ครจู ัดกจิ กรรมทกั ษะการคิดเชงิ วพิ ากษ์ (Critical Thinking) 2.84 0.55 2.92 0.49
38. ครูจดั กจิ กรรมท่สี ง่ เสรมิ สนบั สนนุ ความคดิ สรา้ งสรรค์ (Advocate 3.23 0.43 3.38 0.65
Creativity)
39. ครูจดั กิจกรรมการกระบวนการฟังทีม่ ีประสิทธิภาพ (Effective Listening) 2.76 0.43 2.92 0.27
40. ครูจัดกจิ กรรมการสรา้ งแบบอย่างทีด่ ี (Following the Role Model) 2.69 0.48 2.84 0.68
41. ครูจัดกิจกรรมส่งเสรมิ ความมรี ะเบยี บวนิ ยั ดี (Well Disciplined) 2.76 0.72 3.07 0.75
42. ครจู ดั กจิ กรรมเพอ่ื ให้บรรลซุ ่งึ วิสัยทัศนท์ ่ีชดั เจน (Possessing a Clear 2.61 0.50 2.84 0.37
Vision)
43. ครจู ดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ ความรบั ผิดชอบในการมอบหมายงาน (The Talent 2.46 0.51 2.61 0.50
for Delegating Tasks)
44. ครูจัดกิจกรรมท่ีท้าทายและลองแนวคิดใหม่ ๆ (Try New Ideas) 2.60 0.75 2.84 0.37
โดยรวม 2.38 0.52 2.55 0.53
จากตารางที่ 4.6 การเปรียบเทียบผลประเมินระดับการนำหลักการ/แนวคิด/เทคนิค/
วิธกี าร/กจิ กรรมเพื่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนไปปฏิบัติ ในระยะกอ่ นการปฏิบัติในวงจร
ที่ 1 โดยรวมมีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 2.38 และมสี ว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.52 ในระยะหลงั การปฏิบัติ
190
ในวงจรท่ี 1 โดยรวมมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 2.55 และมีสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.53 ซงึ่ จะเหน็ ว่าผล
การประเมินหลังการปฏบิ ตั ิในวงจรที่ 1 มคี า่ เฉล่ยี มากกวา่ กอ่ นการปฏิบตั ใิ นวงจรที่ 1
สำหรับรายละเอียดที่แสดงถึงระดับมากน้อยของการปฏิบัติรายข้อในแต่ละด้าน เป็นผล
การวิเคราะห์ข้อมลู ที่ผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจยั จะนำไปอภปิ รายรว่ มกันในข้ันตอนการสะทอ้ นผลต่อไป
3) ผลการประเมินการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนา โดยใช้แบบประเมิน
คณุ ลกั ษณะที่คาดหวังใหเ้ กดิ ขนึ้ กับกล่มุ เปา้ หมายในการพัฒนาในระยะ “หลงั ” การปฏบิ ัตใิ นวงจรท่ี 1
เพื่อนำผลการประเมินไปเปรียบเทียบกับผลการประเมินในระยะ “ก่อน” การปฏิบัติ โดยผู้ตอบแบบ
ประเมินนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 จำนวน 191 คน ปรากฏผลการประเมินเพื่อการ
เปรยี บเทยี บดงั ตารางที่ 4.7
ตารางที่ 4.7 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากผลการประเมินก่อนและหลังการ
ปฏบิ ตั ใิ นวงจรที่ 1 จากแบบประเมินภาวะผู้นำของนักเรียน
ลกั ษณะ/คณุ ลกั ษณะทีค่ าดหวงั ใหเ้ กิดข้ึน ผลการประเมิน ผลการประเมนิ
ก่อนปฏบิ ตั ิ หลงั ปฏบิ ตั ิ
1. นักเรียนมีความคิด ทัศนะและวิสัยทัศน์กว้างไกล วงจรท่ี 1 วงจรท่ี 1
2. นักเรียนชอบแสวงหาเพื่อการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ๆ
3. นักเรียนวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา S.D. S.D.
4. นักเรียนปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพและให้เกียรติเสมอ
5. นักเรียนชอบคุยกับผู้คนและนักเรียนเป็นผู้ฟังท่ีดี 2.27 0.52 2.37 0.56
6. นักเรียนสามารถแยกประเด็นสำคัญออกจากประเด็นที่ไม่สำคัญ 2.67 0.76 2.77 0.73
7. นักเรียนมีความซื่อสัตย์และสามารถทำให้ผู้อื่นไว้วางใจได้ 2.60 0.56 2.70 0.53
8. นักเรียนกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมเม่ือจำเป็น 2.50 0.63 2.60 0.62
9. นักเรียนยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง 2.50 0.63 2.53 0.57
10. นกั เรยี นมักต้ังเป้าหมายและสามารถบรรลเุ ปา้ หมายได้ 2.40 0.56 2.47 0.57
11. นักเรียนชอบฟังส่ิงท่ีคนอ่ืนพูดความจริง 2.47 0.68 2.57 0.68
12. การแก้ปญั หาเปน็ หนึง่ ในจดุ แขง็ ของนักเรียน 2.30 0.60 2.40 0.62
13. นักเรียนสบายใจในการแนะนำและให้คำปรึกษาผู้อ่ืน 2.37 0.49 2.47 0.51
14 นักเรียนสนุกกับการใช้วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ 2.23 0.43 2.33 0.48
15. นกั เรียนพยายามหาวธิ ีจดั การความขัดแย้งกับผู้อ่ืน 2.30 0.53 2.43 0.57
16. เม่ือนกั เรียนพบปญั หานกั เรยี นจะหาวิธีแกไ้ ขที่เปน็ ไปไดท้ ันที 2.20 0.41 2.33 0.48
17. การกระทำของนักเรยี นสะท้อนให้เหน็ ถงึ ค่านยิ มหลกั ของนกั เรียน 2.47 0.68 2.60 0.67
18. นักเรียนชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่นก่อนตัดสินใจเอง 2.47 0.68 2.57 0.68
19. นักเรียนเปิดเผยความรู้สึกของนักเรียนกับผู้อื่นอย่างเปิดเผย 2.50 0.68 2.63 0.61
20. นักเรียนฟังความคิดของคนท่ีไม่เห็นด้วยกับนักเรียนอย่าง 2.43 0.63 2.53 0.63
ใกล้ชิด 2.47 0.57 2.63 0.56
2.43 0.50 2.50 0.51
2.40 0.62 2.57 0.57
2.53 0.68 2.67 0.66
191
ตารางที่ 4.7 (ต่อ)
ลกั ษณะ/คณุ ลกั ษณะท่ีคาดหวงั ให้เกดิ ขึน้ ผลการประเมิน ผลการประเมนิ
กอ่ นปฏบิ ตั ิ หลังปฏบิ ัติ
21. นักเรียนตั้งใจฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนอย่างรอบคอบก่อน วงจรท่ี 1 วงจรที่ 1
ตัดสินใจ
22. นักเรียนใช้ความพยายามทางอารมณ์ในการจูงใจผู้อ่ืน S.D. S.D.
23. นักเรียนทำงานหนักเพื่อหาฉันทามติในสถานการณ์ความ
ขัดแย้ง 2.67 0.71 2.73 0.69
24. นักเรียนมีความยืดหยุ่นเก่ียวกับการเปล่ียนแปลง
25. นักเรียนสนุกกับการส่ือสารกับผู้อื่น 2.57 0.73 2.63 0.72
2.67 0.80 2.83 0.75
โดยรวม
2.77 0.73 2.87 0.68
2.73 0.83 2.80 0.81
2.15 0.54 2.24 0.53
จากตารางที่ 4.7 พบว่า ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ
ของนักเรียน เมือ่ เปรยี บเทียบค่าเฉลี่ยท่ีได้รับจากผลการประเมินของนักเรยี น 2 ระยะ คือ ระยะก่อน
และหลงั การปฏิบัตใิ นวงจรท่ี 1 มีคา่ ทส่ี งู ขน้ึ ตามลำดับ คือ จากค่าเฉลย่ี 2.15 ในระยะก่อนการปฏิบัติ
ในวงจรที่ 1 เป็น 2.24 หลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1 มีข้อสังเกตุว่า การแสดงความเห็นของนักเรียนที่
เป็นผู้ประเมินผลมีความแปรปรวนต่ำ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่ามีความเห็นที่สอดคล้องในทิศทาง
เดียวกัน
สำหรับรายละเอยี ดทีแ่ สดงถงึ ระดับมากน้อยของทักษะท่ีคาดหวังให้เกิดขึ้นจากการพัฒนา
รายข้อในแต่ละด้าน เป็นผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะนำไปอภิปรายร่วมกันใน
ขัน้ ตอนการสะท้อนผลตอ่ ไป
ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผล (Reflecting)
เป็นการทบทวนหรอื สรุปประสบการณก์ ารทำงานในแงม่ มุ ตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้เห็นถึงรายละเอียด
ของเหตปุ ัจจยั ทั้งภายในภายนอก ซ่งึ ทำให้เกดิ ผลอยา่ งที่เป็นอยู่ทั้งทบ่ี รรลุผลและไม่บรรลุผล เน้นการ
ระดมสมอง พูดคยุ เลา่ เรอื่ ง สังเคราะห์ จับประเด็นกระบวนการทำงานเชงิ บทเรยี นหรือประสบการณ์
เป็นการสืบค้นความรู้จากการปฏิบัติงานโดยใช้วิธีการสกัดความรู้ และประสบการณ์จากผู้ร่วมวิจัย
พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน การเรียนรู้ และองค์ความรู้ท่ี
เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานทั้งที่บรรลุผลและไม่บรรลุผลเพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการ
ปฏิบตั งิ านให้บรรลุเปา้ หมายและสามารถเผยแพรศ่ ึกษาเรยี นรู้ได้
ก่อนการดำเนินงานในขั้นตอนน้ี ผู้วิจัยได้ประเมินการบรรลุผลตามความคาดหวังจาก
การพัฒนา โดยใช้แบบประเมินท่สี ร้างขน้ึ เป็นการประเมินหลงั การปฏิบัติ (After Acting) ของวงจรท่ี
1 แลว้ นำผลการประเมนิ มาประกอบการพิจารณาเพือ่ สะทอ้ นผลในครั้งน้ดี ้วย
ในการสะท้อนเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับ “ผลการปฏิบัติงานในวงจรที่ 1” เนื่องจากการวิจัย
เชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นรว่ มเป็นการพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change) ผู้วิจัยใช้กรอบ
192
แนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ (Force-Field Analysis) ของ Kurt Lewin (Lunenburg & Ornstein,
2000) มาใช้ โดยการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน (Current Condition) หรือสภาพที่
เป็นอยู่เดิมว่าเป็นอย่างไร ความคาดหวังที่คาดว่าจะได้รับ (Desired Condition) ที่กำหนดทั้งเชิง
คุณภาพและเชิงปริมาณไว้คืออะไร พลังขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Force for Change) ที่นำมาใช้
เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคืออะไร ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังมากน้อยเพียงใด
เหตุปัจจัยจากภายในและจากภายนอกอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้น มีข้อสังเกต
อะไรบา้ งเก่ียวกับประเด็นท่ีบรรลุผลตามความคาดหวัง และขอ้ สังเกตเก่ียวกบั ที่ไม่บรรลุผลตามความ
คาดหวัง และในการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ได้เกิดสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
(Resistances to Change) อะไรบ้าง แล้วจากสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มีแนวทาง
อะไรบ้างที่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่ม (Increase) พลังขับให้มีประสิทธิภาพ และลด (Reduce) สิ่ง
ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นใหห้ มดไปหรือลดน้อยลง ทั้งนี้ เพื่อผลต่อการวางแผนเพื่อพัฒนาใน
รอบท่ี 2 ตอ่ ไป ซงึ่ อาจเป็นการปรับปรงุ พลังขบั ทใ่ี ช้อยู่เดิมใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากขึน้ หรอื แสวงหาพลัง
ขับใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่ามาใช้แทน หรือทั้งกรณีปรับพลังขับเดิมและเพิ่งพลังขับใหม่ ๆ
ดังปรากฏผลการสะท้อนผลไปสู่การปฏิบัติในวงจรที่ 2 ที่โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ในวันอังคารที่ 2 6
ตุลาคม 2564 โดยมีการ “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ ของ
นักเรยี น (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills)” ซึ่งทำ
ให้เกิดผล ที่บรรลุผลและไม่บรรลุผล เน้นกระกบกวนการนักเรียนมีการทำงานเป็นทีม มีกระบวกนา
การการระดมสมอง การสนทนา พูดคุย เล่าเรื่อง การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ เพื่อนำประเด็นทา
เป็นข้อมูลในการพัฒนา กระบวนการทำงานเชิงบทเรียนพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นการ
สืบค้นความรู้จากการปฏิบัติงานโดยใช้วิธีการสังเคราะห์องค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้วจิ ยั ผู้รว่ ม
วิจัย มีผู้ร่วมวิจัยไดอ้ ภิปรายให้ความเหน็ และการนำเสนอข้อมูลของผู้วิจยั และผู้รว่ มวิจัยทีส่ ำคัญ ดังนี้
“ผลการปฏิบตั งิ านในวงจรที่ 1 ผู้วิจยั ไดน้ ำมาสะท้อนผลของการปฏิบตั ิการแบบมีส่วนร่วม
ของครเู พ่ือเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน เป็นสงิ่ ทีส่ ำคัญพราะ ทำใหเ้ ราบรรลุเป้าหมายของ
ความสำเร็จที่ต้ังไว้ การดำเนินการทำใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งการดำเนนิ เสร็จ
สิ้นในการพัฒนาในวงจรที่ 1 ก็เกิดจากการรวมพลังการขับเคลื่อน ความคิด ร่วมทำ ร่วมวิเคราะห์
และพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตามบริบทที่เป็นอยู่ ขอบคุณคุณครูคณะกรรมกรรมการท่ี
ปรึกษาระดับช้ันทกุ ทา่ น”
(ผู้วิจัย, 26 ตุลาคม 2564)
“ในการพัฒนาภาวะทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ในการดำเนินงานในวงจรท่ี 1 ที่ทำให้
เกดิ ความสำเร็จ ได้ก็เนื่องจากการมสี ่วนร่วม ของคณะครูเราทุกคน ร่วมดว้ ยชว่ ยกันในการพัฒนาท้ังน้ี
เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากที่ควรจะเป็น เป็นการรวมพลังขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน
ทง้ั ผู้วิจยั และผู้ร่วมวจิ ัย”
(ผู้ร่วมวิจยั คนที่ 5, 26 ตุลาคม 2564)
193
ภาพที่ 4.19 ข้ันตอนการสะท้อนผล (Reflecting) เพ่ือหาคำตอบเกีย่ วกับผลการปฏบิ ัติงานในวงจรท่ี 1
จากการสะท้อนผลร่วมกันของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
การบันทึกข้อความ การประเมินผล และการบันทึกภาพและเสียงจากการปฏิบัติในขั้นตอนที่ 1 ถึง
ขั้นตอนที่ 4 ดังกล่าวมานั้น เห็นได้ว่า คุณลักษณะที่คาดหวัง (Desired Condition) ให้เกิดขึ้น กับ
นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาป่ีที่ 4 - 6 โรงเรยี นเนินสง่าวทิ ยา ตำบลหนองฉมิ อำเภอเนินสงา่ จังหวดั ชยั ภูมิ
ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาในงานวิจัยนี้ ได้มีผลจากการประเมินเพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน
(Current Condition) หรือสภาพที่เป็นอยู่เดิมก่อนการพัฒนาในวงจรที่ 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ
3.88 เมื่อใช้พลังขับเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Forces for Change) ท่ีสำคัญ คือ “ข้อเสนอแนะ
ทางเลือกที่หลากหลาย” จำนวน 44 ทางเลือก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอแนะเชิงวิชาการที่ได้จาก
การศึกษาของผู้วิจัย และอีกส่วนหนึง่ เป็นข้อเสนอแนะจากผลการระดมสมองของผู้ร่วมวจิ ัย และจาก
การกำหนด “หลักการ” เพื่อการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ 5 หลักการ คือ 1) มีการสื่อสาร
(Communication) 2) มีคณะผู้แทน (Delegation) 3 ) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) 4) มีความคิด
(Ideas) 5) มีการสนับสนุน (Support) และการกำหนด “กลยุทธ์” เพื่อเป็นแนวทางให้การทำงาน
ร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 5 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1) มีทัศนคติที่ดี (Have a positive
attitude) 2) มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก (Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป
(Keep Learning) และ 5) ใช้เครื่องมือองคก์ รดิจิทลั (Use digital organization tools)
นอกจากนั้น ยงั ได้กำหนด “ขั้นตอน” เพ่ือการนำทางเลือกสู่การปฏบิ ัติท่ีบรรลุผลเพ่ือการ
พัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน มีดังนี้ 1) ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันทำความเข้าใจในข้อเสนอ
ทางเลือกที่หลากหลาย และที่กำหนดได้จากข้อเสนอทางเลือกในเชิงวิชาการหรือทฤษฎีเสริมด้วย
ข้อเสนอจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย 2) ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยนำทางเลือกที่แต่ละคนเลือกสู่การ
194
ปฏิบัติในรายวชิ าที่สอน 3) ผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจัยนำผลการปฏิบัติของแตล่ ะบุคคลมาอภปิ รายรว่ มกันใน
กลุ่มทุกระยะ 15 วัน เพื่อทบทวนกิจกรรมทางเลือกที่เลือกไปปฏิบัติ และการกำหนดกิจกรรม
ทางเลอื กเพ่ิมเตมิ
ดังมีรายละเอียดที่กล่าวในตอนต้นแล้ว ปรากฏว่าคุณลักษณะที่คาดหวัง (Desired
Condition) ให้เกิดขึ้น กับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาในงานวิจัยนี้ ได้มีผลจากการ
ประเมินหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 2.24 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยท่ีสูงขึ้นกว่าผลกร
ประเมินก่อนการปฏบิ ัติ แสดงให้เหน็ ว่าพลังขับเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Forces for Change) ท่ี
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยนำมาใช้ในงานวิจัยนี้เป็นพลังขับหรือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากส่งผลให้การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ที่เป็นกลุ่มป้าหมายในการพัฒนามี
คุณลกั ษณะท่ีคาดหวัง (Desired Condition) ท่ีสงู ข้นึ ดังกลา่ ว
นอกจากพลังขับหรือปัจจัยสำคญั ท่สี ่งผลต่อการเปลย่ี นแปลงดังกล่าว ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย
ได้อภิปรายถึงพลังขับหรือปัจจัยสำคัญอื่นที่ส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงในครั้งนี้ด้วย เห็นว่า น่าจะมีผล
มาจากการรนำหลักธรรมมาใช้เป็นข้อคิดเตอื นใจในการทำงานด้วย ดังนี้ คือ สังคหวัตถุ 4 ขันติ สัปปุ
รสิ ธรรม 7 อทิ ธบิ าท 4 โยนโิ สมนสิการ และหลักพรหมวิหาร 4
แสดงให้เหน็ วา่ ในการพฒั นาทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น ให้กับนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปี่
ที่ 4 - 6 โรงเรียนเนินสงา่ วิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภมู ิ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใน
การพัฒนานั้น ยังมีพลังขับหรือปัจจัยสำคัญอื่นที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงร่วมอยู่ด้วย ที่ผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยจะต้องร่วมกันสังเกตและกระตุ้นให้มีการนำมาใช้ให้หลากหลาย ไม่คาดหวังแต่หลักการ
กลยุทธ์ และขั้นตอนที่กำหนดขึ้นมาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการทำงานเป็นวิถีของชีวิตที่ต้องการ
ความมีพลวัตของการคิดและการกระทำที่ซับซอ้ น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเกี่ยวกับการเกิดแรงจูงใจ
ภายใน (Internal Motivation) เพ่ือมุง่ หวงั ใหก้ ารทำงานประสบความสำเรจ็ ในทศั นะของผู้วิจัยถือว่า
มคี วามสำคัญมากปจั จยั หน่ึง
อย่างไรก็ตามในการทำงานใด ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย คือ อุปสรรคหรือปัจจัย
ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistances of Change) ซึ่งจากการถอดบทเรียนในระยะที่ผ่านมา
และจากการรายงานผลการปฏิบัตขิ องผู้ร่วมวจิ ัย รวมทั้งผลจากการประเมนิ ระดับการนำทางเลือกไป
ปฏิบตั ิของผู้รว่ มวจิ ยั พบว่า ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน ในครัง้ น้ี มีอปุ สรรคหรือปัจจัย
ทต่ี ่อตา้ นการเปลีย่ นแปลงท่ีสำคัญ ดงั น้ี เช่น
1) ผู้ที่ร่วมวิจัยบางท่านไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมโดยมี
ขั้นตอนในการถอดบทเรียนที่ผู้ร่วมวิจัยจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการประเมินเชิงปฏิบัติการเพ่ือ
นำมาใชใ้ นการทบทวนหรอื สะทอ้ นผลหลังการปฏิบตั ิกจิ กรรมตามขนั้ ตอน
2) การประเมินปฏิบัติการเป็นเรื่องใหม่ ๆ ท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยยังไม่ชัดเจนหรือมองไม่
เห็นความแตกตา่ งซง่ึ กนั และกันกบั การประเมนิ แบบดั้งเดิมหรือการประเมนิ ปกติที่ทำกันมา
3) กิจกรรมในการถอดบทเรียนอาจมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติเนื่องจากมีกิจกรรมการถอด
บทเรียนทุกขั้นตอนของกิจกรรม ผู้ร่วมวิจัยแตล่ ะคนอาจมีเวลาว่างไม่ตรงกันซึ่งอาจจะทำให้กิจกรรม
การถอดบทเรียนขาดความสมบูรณ์ได้
195
4) กิจกรรมการถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจัยยังเกิดความสับสนที่เกี่ยวกับประเด็นที่จะนำมา
รว่ มกันพิจารณาในการถอดบทเรียนที่ไดก้ ำหนดขน้ึ ในการอธบิ ายและยกตัวอย่าง
5) การระดมสมองเพ่ือดึงศกั ยภาพจากประสบการณของวิจัยจะเห็นว่ามีข้อบกพรองสำคัญ
คอื พนื้ ฐานความด้านการวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารแบบมีส่วนร่วมยังไมด่ พี อ
6) การนำเสนอแนวคิดเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย พบข้อบกพร่องสำคัญคือ การทบทวน
วรรณกรรมหลากหลายแต่พน้ื ฐานความรู้ของครูในการสังเคราะหย์ ังไม่ดีพอทำให้กิจกรรมต้องใช้เวลา
มากกวา่ ท่ีควรจะเป็น
7) การระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของสายธารประสบการณ์และธารสายวิชาการ
พบ ข้อบกพร่องคอื ผู้ร่วมวจิ ยั ไม่เขา้ ใจวิธีการนำแนวคิดเชิงทฤษฎีมาใช้ผนวกกับธารสายประสบการณ์
ทำให้มีความลา่ ช้าในทางปฏบิ ัติ
8) การถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจัยยังไม่เข้าใจวิธีการถอดบทเรียนในแต่ละประเด็นโดยเฉพาะ
การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถนำเสนอผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติไม่เป็นไปตาม
หลักวิชาการ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจยั ได้รว่ มกันดำเนินงานเพื่อเอาชนะอุปสรรคหรือปัจจยั ต่อต้านเหลา่ นี้
เช่น
1) การเสวนากลุ่มเพ่ือใหม้ ีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ/เทคนิคการวิจยั เพื่อให้
มขี ้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะใหม้ ีการปรับปรุงโดยผู้วจิ ัยได้อธบิ ายและยกตวั อย่าง หรือแบบเก็บข้อมูล
ดังกล่าว นอกจากนี้ ควรจัดทำเป็นเอกสารองค์ความรู้ที่เพิ่มเติมในรายละเอียด และตัวอย่างของ
เครื่องมือและเทคนิคการวิจัยเพื่อแจกให้ผู้ร่วมวิจัยทุกคนได้ศึกษาเพิ่ม ให้ใช้เป็นแนวทางในการ
ดำเนนิ การวจิ ยั นำมาใช้ในการทบทวนหรือสะทอ้ นผลหลังการปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามข้นั ตอน
2) การประเมินปฏิบตั ิการเป็นเรือ่ งใหม่ ๆ ทผี่ ู้วจิ ยั และผู้รว่ มวิจยั ยงั ไมช่ ัดเจนมขี อ้ เสนอแนะ
คอื การอธิบายให้เหน็ ถงึ ความแตกต่างระหวา่ งการวจิ ัยปกติโดยทัว่ ไป และการวิจัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร โดย
การอธบิ ายเพิ่มเติม และควรมีการจัดทำเอกสารสรุปความรู้เกี่ยวกบั แนวคิดการประเมนิ เชิงปฏิบัติการ
เชน่ ความหมาย ลักษณะ กระบวนการ บทบาทของนกั ประเมนิ เชิงปฏิบตั กิ าร และตารางเปรียบเทียบ
การประเมนิ แบบปกต/ิ ดง้ั เดมิ กบั การประเมนิ เชงิ ปฏิบัตกิ ารน้นั
3) กิจกรรมการถอดบทเรียนอาจมีข้อจำกัดในทางปฏิบตั ิ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ คือ
การบูรณาการเข้ากับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ และ 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตาม
แนวทางทไี่ ด้กำหนด โดยการพิจารณาร่วมกนั ระหวา่ งผู้วจิ ยั และ ผู้ร่วมวจิ ัย ทำให้ทราบเป้าหมายดังน้ี
3.1) สภาพปัจจบุ นั (Current Condition) หรอื สภาพทเี่ ปน็ อยู่เดิมท่ีระบุได้เป็นอย่างไร
3.2) ความคาดหวังที่คาดว่าจะไดร้ ับ (Desired Condition) ท่กี ำหนดไว้คอื อะไร
3.3) พลังขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Forces for Change) ที่นำมาใช้เพื่อก่อให้เกิด
การเปล่ียนแปลงคืออะไร ได้ก่อให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงตามท่ีคาดหวงั มากน้อยเพยี งใด เหตุปัจจัยจาก
ภายในและจากภายนอกอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้น มีข้อสังเกตอะไรบ้างเกี่ยวกับ
ประเดน็ ทบ่ี รรลุผลตามความคาดหวัง และข้อสังเกตเกยี่ วกับท่ไี มบ่ รรลผุ ลตามความคาดหวัง
3.4) ในการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ได้เกิดสิ่งต่อต้านการ
เปล่ียนแปลง (Resistances to Change) อะไรบา้ ง
196
3.5) จากสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มีแนวทางอะไรบ้างที่เป็นข้อเสนอแนะ
เพื่อเพิ่ม (Increase) พลังขับให้มีประสิทธิภาพ และลด (Reduce) สิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
เหล่านั้นให้หมดไปหรือลดน้อยลง เพื่อผลต่อการเป็นข้อเสนอแนะในการวางแผนเพื่อพัฒนาในรอบท่ี
2 ต่อไป ซึ่งอาจเป็นข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงพลังขับที่ใช้อยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ
แสวงหาพลังขับใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่ามาใช้แทน หรือทั้งกรณีปรับพลังขับเดิมและเพิ่มพลังขับ
ใหม่ ๆ
ดังนั้น ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 4 - 6
โรงเรียนเนินสง่าวทิ ยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ในวงจรต่อไปของการทำวิจัยใน
คร้งั น้ี ผู้วิจยั และผู้ร่วมวิจยั จึงให้ความเห็นว่า ควรมีการเพิม่ ประสิทธภิ าพจากพลังขบั เดมิ และแสวงหา
พลังขับใหม่ ๆ เพิ่มเตมิ ดงั นี้ คือ
1) การวางแผนการทำงาน และเตรียมความพร้อมในการทำงานของผู้วิจัยทั้งในด้านการ
ประสานงานอย่างไม่เปน็ ทางการ การจัดเตรียมเอกสารให้ศึกษาก่อนล่วงหน้าทำใหก้ ารใช้เวลาในการ
ทำงานเกดิ ประสทิ ธิภาพมากยิ่งข้ึน
2) การศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติจากเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชงิ ปฏิบัติการโดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคดิ ตา่ ง ๆ ที่หลากหลาย และ
เขียนสรุปเป็นเอกสารประกอบการเสวนาที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสามารถอธิบาย
หรอื ยกตัวอย่างให้ผู้รว่ มวจิ ยั เข้าใจไดเ้ ป็นอยา่ งดี
3) การติดต่อประสานงานอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ร่วมวิจัยจะสร้างสัมพันธภาพที่ดี เกิด
ความเข้าใจ มีความเป็นกัลยาณมติ ร และความไว้วางใจซึง่ กันและกันจึงเปน็ จดุ เร่ิมตน้ ในนักเรยี นมีการ
ทำงานเป็นทมี ทีม่ ีประสิทธิภาพ และเกิดความรว่ มมือในการทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการให้สำเร็จได้เป็น
อยา่ งดี
4) การบูรณาการการทำงานวิจัยปฏิบัติการกับกระบวนการทำงานปกติ เช่น กระบวนการ
การจัดการเรียนการสอนบูรณาการ 8 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ และ 1 กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน เข้าด้วยกัน
ซ่งึ จะช่วยใหเ้ กิดการผ่อนคลายความกังวลของครู และทำใหเ้ กิดการทำงานที่เป็นธรรมชาตินั้นเป็นการ
ปฏิบตั ใิ นสภาวะปกติจะช่วยสนบั สนุนกิจกรรมจากงานวิจยั ทีเ่ กิดขน้ึ ให้มปี ระสิทธิภาพมากย่ิงขึน้
5) การทำงานแบบร่วมมือกันของผู้ร่วมวิจัยทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 กิจกรรม
พฒั นาผู้เรยี นจะทำให้เกิดการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ และผลสำเร็จของงานไดด้ ีกวา่ การทำงานแบบต่างคน
ต่างทำที่เคยเป็นมา เพราะผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาเอกสาร พร้อมอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกับผู้วิจัย
นำไปสู่การหาขอ้ สรปุ รว่ มกนั ในการทำวจิ ยั
6) ความเป็นกัลยาณมิตรของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการ
ทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ เนื่องจากมีระยะเวลาทำงานในภาคสนาม และการถอดบทเรียนร่วมกัน
อย่างต่อเน่ือง
197
4.2 ผลการวิจัยในภาคสนามวงจรท่ี 2
ข้ันตอนที่ 6 การวางแผน (Planning) ในวงจรท่ี 2 ประกอบด้วย 2 กจิ กรรม คอื
1) การทบทวนผลการพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนข้อมูลที่เป็นผลจากการสังเกต
และการถอดบทเรียนในแต่ละขั้นตอนที่ผ่านมา พร้อมทั้งนำเสนอเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการ
พัฒนาตามผลการประเมินทั้งก่อนและหลังการปฏิบัติตามแผน เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ
การพัฒนา รวมทั้งนำเสนอให้เห็นถึงสิ่งที่บรรลุความคาดหวังและสิ่งที่ยังไม่บรรลุความคาดหวัง เพ่ือ
การวางแผนดำเนนิ การในวงจรทสี่ องต่อไป
ในการดำเนินการวิจัยได้สรุปและจัดทำข้อมูลการทบทวนผลการพัฒนาการเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน วงจรที่ 1 นำเสนอในที่ประชุม เพื่อร่วมกันทบทวนผลการปฏิบัติ และ
วางแผนการพัฒนาในวงจรที่ 2 ร่วมกันกับผู้รวมวิจยั โดยทำการประชุมในวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน
2564 เวลา 15.00-17.30 น. ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอ
เนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ โดยมีรายละเอียดผลการปฏิบัติการในวงจรที่ 1 สรุปสิ่งที่บรรลุความคาดหวัง
และสิ่งที่ยังไม่บรรลุความคาดหวังที่ได้ดังในตารางที่ 4.4 และรายละเอียดการทบทวน เพื่อนำสู่การ
พัฒนา วงจรที่ 2 ซึ่งในขั้นตอนการวางแผนมีการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องกันภายในวันเดียว คือ
1) การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมีการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรียน เพื่อระบุปัญหาสาเหตุของปัญหาทางเลือกเพื่อการแกป้ ัญหาในการปฏบิ ัติงาน
ร่วมกัน และมีการประเมินและเลือกทางเลือกเพื่อการปฏิบัติใหม่ ๆ กันอีกรอบ 2) การจัดทำ
แผนปฏิบัติการใหม่ ๆ กรอบแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา
และ 3) การสะท้อนผลการดำเนินงานของขั้นตอนที่ 6 เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนิน
กิจกรรมในขน้ั ตอนนี้ และตวั อยา่ งบทสนทนาการทบทวนผลการพฒั นา ดงั ภาพที่ 4.20
ภาพที่ 4.20 ทบทวนผลการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน
198
“จากผลการดำเนินวิจัยในภาคสนามวงจรที่ 1 ผู้วิจัยขอบคุณคุณครูผู้ร่วมวิจัยที่ท่านที่ให้
ความร่วมมือในการดำเนินงานจนสำเร็จด้วยดี ซึ่งในการดำเนินการที่ผ่านมาก็จะนำมาสะท้อนผล
สะท้อนผลของการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน
เพราะภาวะผู้นำของนักเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง การดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ตั้งแต่ต้นจนจบในวงรอบที่ 1 และในการดำเนินในวงรอบที่ 2 นี้ ผู้วิจัยขอความอนุเคราะห์ครูผู้ร่วม
วิจัยทุกท่าน ช่วยดำเนินการในการขับเคลื่อน โดยการทำงานเป็นทีม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมวิเคราะห์
สังเคราะห์แก้ไขและพัฒนา เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนในครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ขอขอบคุณผู้ร่วมวิจัยทุก
ทา่ นอีกครง้ั ครบั ”
(ผู้วจิ ัย, 9 พฤศจิกายน 2564)
“การดำเนินกิจกรรมการการเรียนการสอนในรายวิชาตา่ ง ๆ ครูผู้สอนต้องจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่หลากหลายพร้อมทั้งสอดแทรกกิจกรรมที่ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม เช่น
กระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดการเรียนเรียนรู้ด้วยวิธกี ารทำงานเป็นทีม เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกเป็นผู้นำ
และผู้ตามทีด่ ี อกี อยา่ งเปน็ การเสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน เรยี นร้กู ารเป็นผู้นำผู้ตามท่ีดีไป
ในตัวในการจดั กิจกรรมดังกล่าวเราจัดในรายวิชาทุกรรายวิชาอยแู่ ลว้ เช่น ในรายวิชาสขุ ศึกษาและพล
ศึกษา การเล่นกีฬาก็ต้องมีผู้นำก็คือหัวหน้าทีม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด
นักศึกษาวิชาทหาร หรือผู้บำเพ็ญประโยชน์ ก็ต้องล้วนแต่มีหัวหน้าหมู่ นั่นหมายความว่าทักษะภาวะ
ผู้นำของนักเรียน สามารถเกิดขน้ึ จากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน หรือกจิ กรรมในชวี ติ ประจำวัน
เกิดไดท้ ุกท่ที กุ เวลา”
(ผู้รว่ มวจิ ัยคนท่ี 10, 9 พฤศจิกายน 2564)
“แสดงว่าการจัดการเรยี นการสอนทุกวนั นี้เราก็มีกิจกรรมที่ใหน้ กั เรียนได้ฝึกการเป็นผู้นำผู้
ตาม แตโ่ ครงการทสี่ ่งเสริมนกั เรยี นมภี าวะผู้นำที่ดีเยย่ี มก็คือโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
หรือสภานักเรียนเพราะนักเรียนที่จะสมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขันต้องเตรียมทีมคือ มีประธานนักเรียน
รองประธานนักเรียน กรรมการ และเลขานุการ และอีกอย่างท่ีนักเรียนได้เรียนรู้จากโครงการนี้ก็คือ
การจำลองการใชส้ ิทธใิ นการเลือกต้งั นนั่ ก็จะทำให้นักเรียนไดต้ ระหนักว่าการที่เขาจะเลือกใครมาเป็น
ผู้นำนัน้ ก็ขึ้นอยู่กบั ตวั ของนกั เรียนเองท่ีจะตัดสนิ ใจ และอกี อย่างกเ็ ป็นความรบั ผิดชอบต่อหนา้ ทีด่ ้วย”
(ผู้ร่วมวจิ ัยคนที่ 11, 9 พฤศจิกายน 2564)
“ในชั้นเรียนเราก็เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนอยู่แล้ว เพราะในแต่ละห้องเรียน
ทุกระดับชั้นนักเรยี นกม็ ีการเลือกหัวหน้าชั้น รองหัวหน้าชั้นที่ทำหนา้ ที่เป็นตัวแทนสมาชิกในชั้นเรยี น
อยู่แล้ว อกี อยา่ งก็เพื่อคอยประสานกับครปู ระจำช้นั หรือครปู ระจำรายวิชาทส่ี อน หรือครูในระดับช้ัน
อืน่ ๆ เพอื่ ทีจ่ ะให้การดำเนินกิจกรรม หรืองานภารกิจต่าง ๆ ใหส้ ำเรจ็ ลุล่วงไปด้ด้วยดี ”
(ผู้รว่ มวจิ ัยคนที่ 11, 9 พฤศจิกายน 2564)
“อย่างไรก็ตามโรงเรียนเนินสง่าวิทยาของเราก็เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนอยู่
แล้ว ร่วมด้วยช่วยกันทุกคนต้ังแต่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครูและ
บุคลากรทุกท่าน โดยพาะฝ่ายวิชาการที่จัดทำหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ฝ่ายบุคคลก็สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ
199
กิจกรรมโครงการต่าง ๆ ฝ่ายบรหิ ารทวั่ ไปกจ็ ัดสภาพแวดล้อม อาคารสถานท่ี ที่เอือ้ ต่อการจัดการเรียนการ
สอน สะอาดน่าอยู่ น่าดู น่าเรียน และที่สำคัญมีความปลอดภัยในการจัดกกิจกรรมด้วย ส่วนฝ่ายกิจการ
นักเรยี นก็คอยกำกบั ดูแลพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน ทงั้ น้จี ะเหน็ ได้ว่าทผ่ี ่านมาความสำเร็จไม่ได้
เดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการ่วมมือกันของทุกฝ่ายทุกภาคส่วน ดังนั้นในเทอมที่ 2 ปีการศึกษา
2564 เราก็ต้องเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนให้ต่อเนื่อง เพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ ที่ว่า
ผู้เรยี น เปน็ เกง่ เปน็ ดี มคี วามสุข”
(ผู้ร่วมวิจยั คนท่ี 12, 9 พฤศจิกายน 2564)
ผลจากการทบทวนการพัฒนาเกี่ยวกับอะไรทีท่ ำไดด้ หี รือสำเรจ็ อะไรที่ยังทำไม่ไดด้ ีหรือไม่
สำเร็จ และอะไรที่ยังเป็นปัญหาเมื่อดำเนินการตอ่ ในวงจรที่ 2 จะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร
ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โดยมีการนำ
ข้อมูลที่ได้จากการสะท้อนผลในขัน้ ตอนที่ 5 มาร่วมกันพิจารณาซ่ึงสรุปเป็นภาพรวมของแนวทางการ
แก้ปัญหาหรือพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนใน
วงจรที่ 2 ดงั ตารางท่ี 4.8
ตารางที่ 4.8 สรุปการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในวงจรปฏิบัติที่ 2 ขั้นตอนการปฏิบัติการ เพ่ือ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers Participatory Practice to
Enhance Students’ Leadership Skills)”
ขั้นตอนการปฏิบตั ิการ สภาพทีค่ าดหวงั ความคืบหน้าของการปฏบิ ตั ิ
ข้นั ตอนที่ 1 การกำหนดแนว ผู้วิจยั และผู้ร่วมวิจัยรว่ มกัน สงิ่ ท่ีบรรลคุ วามคาดหวัง
ทางแก้ไขปัญหา โดยมี
การศกึ ษาวเิ คราะหส์ ภาพ วางแผน และมีการวเิ คราะห์ 1. ผู้วจิ ัยและผู้รว่ มวิจยั รว่ มกนั
ปัจจบุ ันของการเสริมสร้าง
ทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรยี น สภาพปจั จบุ นั ของการ วางแผน กำหนด วตั ถปุ ระสงค์
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของ ของการดำเนินกิจกรรมได้และ
นกั เรียนในวงรอบทผ่ี ่านมาวา่ ทำใหเ้ กดิ การทำงานรว่ มกันใน
ลักษณะ/คุณลักษณะท่ี เชงิ ปฏิบัตริ ่วมกันเปน็ อย่างดี
คาดหวังท่ีเกิดขน้ึ ทำใหก้ ารใช้ 2. การเสวนากลุ่มเพื่อใหม้ ี
เวลาในการทำงานเกิด ความร้คู วามเข้าใจเกยี่ วกบั
ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล กระบวนการ/เทคนิคการวิจัย
มากย่งิ ขึ้น และไดด้ ำเนนิ การ เพ่อื ใหม้ ีข้อสงั เกตหรือ
ในวนั อังคารท่ี 9 เดอื น ขอ้ เสนอแนะให้มีการปรับปรงุ
พฤศจิกายน 2564 โดยผู้วจิ ัยไดอ้ ธิบายและ
ยกตัวอยา่ ง หรอื เคร่ืองมือใน
เก็บข้อมลู ดงั กลา่ ว นอกจากนี้
ได้จดั ทำเป็นเอกสารองค์
ความรูท้ ่ีเพ่ิมเตมิ ใน
200
ตารางที่ 4.8 (ต่อ)
ข้ันตอนการปฏบิ ตั กิ าร สภาพที่คาดหวัง ความคืบหนา้ ของการปฏิบตั ิ
รายละเอียด และตวั อย่างของ
ข้นั ตอนท่ี 2 การจัดทำ ผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจัยรว่ มกนั เคร่อื งมือและเทคนคิ การวจิ ยั
แผนปฏบิ ัติการใหม่ ๆ กรอบ วางแผนกำหนดปฏทิ ินใน เพอื่ แจกใหผ้ ู้ร่วมวิจัยทุกคนได้
แนวคิดใหม่ ๆ เพ่ือเปน็ ขน้ั ตอนที่ 6 – 10 ศึกษาเพมิ่ ให้ใชเ้ ปน็ แนวทาง
แนวทางในการดำเนนิ กิจกรรม ประกอบดว้ ย ขนั้ ตอนที่ 6 ในการดำเนนิ การวจิ ยั นำมาใช้
เพอ่ื แก้ไขปญั หา ขัน้ ตอนท่ี 7 การวางแผน ในการทบทวนหรอื สะท้อนผล
(Planning) ขนั้ ตอนท่ี 8 การ หลังการปฏิบัตกิ ิจกรรมตาม
ข้ันตอนท่ี 3 การติดตามผล ปฏิบตั ิ (Acting) ขั้นตอนที่ 9 ขัน้ ตอน
ร่วมกนั (Shared Observing) การสงั เกต (Observing) และ สิ่งทย่ี ังไมบ่ รรลคุ วาม
ข้ันตอนท่ี 10 การสะท้อนผล คาดหวัง: - ไมม่ ี
(Reflecting) และการสรปุ ผล สิ่งทบี่ รรลคุ วามคาดหวัง:
จากผลการดำเนินงานในวงจร ผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจยั ร่วมกัน
ที่ 1 และวงจรท่ี 2 โดย การบรู ณาการการทำงานวิจยั
กำหนดการดำเนินการเดือน ปฏิบัติการกับกระบวนการ
ธนั วาคม 2564 - กุมภาพนั ธ์ ทำงานปกติ เชน่ กระบวนการ
2565 การจดั การเรียนการสอนบรู ณา
1) ผวู้ จิ ัยและผรู้ ่วมวิจยั ไดร้ ่วม การ 8 กล่มุ สาระการเรยี นรู้
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถงึ สภาพจริง และ 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ของการเสรมิ สรา้ งทักษะภาวะ เขา้ ด้วยกันซ่งึ จะช่วยใหเ้ กดิ
ผูน้ ำของนักเรียน เพ่ือให้บรรลุ การเรยี นรู้ และการทำงานเป็น
วตั ถปุ ระสงค์ คือการผลิต ทมี การทำงานทีเ่ ปน็ ธรรมชาติ
นกั เรยี นได้อย่างมีคุณภาพ ชว่ ยสนับสนุนกิจกรรมจาก
งานวจิ ัยท่ีเกิดขึ้นใหม้ ี
ประสิทธิภาพมากยิง่ ข้ึน
สง่ิ ท่ีบรรลุความคาดหวัง: มี
การเสริมสร้างทักษะภาวะผูน้ ำ
ของนักเรียน โดยยึดผ้เู รยี นเปน็
สำคัญจดั เรยี นการสอนโดยใช้
กิจกรรมเสรมิ สรา้ งทักษะภาวะ
ผนู้ ำทัง้ กิจกรรมเสรมิ ตาม
201
ตารางที่ 4.8 (ต่อ)
ขัน้ ตอนการปฏบิ ัติการ สภาพท่คี าดหวัง ความคบื หนา้ ของการปฏิบัติ
ขน้ั ตอนที่ 4 การมีข้อมลู ตรงตามคุณลักษณะทอ่ี ันพงึ หลักสูตรแกนกลางขน้ั พนื้ ฐาน
ยอ้ นกลบั รว่ ม (Shared
Reflecting) ประเมนิ และเน้น ประสงคข์ องสงั คม เพราะการ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น โดยเนน้
คณุ ภาพและเสริมสรา้ งทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรียน เปล่ยี นแปลงท่เี กิดขน้ึ ใน กิจกรรมทีห่ ลากหลาย บูรณา
ปัจจุบนั อยา่ งรวดเร็ว ทำให้ การครบทงั้ 8 กลุ่มสาระการ
ผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวจิ ยั มภี ารกิจที่ เรียนรู้
ต้องดำเนนิ การให้เหมาะสม สิ่งทยี่ ังไม่บรรลุความ
2) เพื่อใหน้ กั เรียนไดล้ งมือ คาดหวัง: การให้ความรว่ มมือ
ปฏิบตั ิจรงิ ซงึ่ เปน็ การ ของผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวจิ ัยมภี าระ
ดำเนนิ การเป็นวิถี งานมาก ทำใหก้ ารดำเนนิ งาน
ชวี ติ ประจำวนั เกดิ การเรียนรู้ ไม่บรรลเุ ปา้ หมายเท่าท่ีควรจะ
จริงท่คี งทนและ สามารถนำไป เป็น
ปฏิบัตไิ ด้จริงและนักเรียนเกิด
การเรียนรู้ด้วยตนเองมากขนึ้
และใฝ่รู้ใฝ่เรยี น มคี ุณลกั ษณะ
อนั พงึ ประสงค์ตามท่ีกำหนด
โดยกำหนดการดำเนินการ
เดอื นธนั วาคม 2564 - มนี าคม
2565
สภาพทีค่ าดหวัง มีระบบการ มขี อ้ มลู ย้อนกลับร่วม ประเมิน
ทำงานด้านการเสริมสรา้ ง และเนน้ คุณภาพและ
ทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรียน พฒั นาการเสรมิ สรา้ งทักษะ
กบั การทำงาน โดยใช้วงจร ภาวะผู้นของนักเรยี นอย่าง
คุณภาพ PDCA เปน็ เครอื่ งมือ ต่อเนือ่ ง โดยใช้กระบวนการ
การบรหิ ารงานอย่างต่อเนื่อง PDCA เพอื่ ให้บรรลุตาม
ในการตดิ ตาม ปรับปรงุ พัฒนา วตั ถปุ ระสงค์
ใหบ้ รรลุตามเป้าหมาย โดย ความคาดหวัง: - ไม่มี
กำหนดการดำเนินการเดือน
ธันวาคม 2564 - มนี าคม
2565
ผลการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมในภาคสนามของงานวิจัย เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers Participatory Practice to
Enhance Students’ Leadership Skills)” วงจรที่ 1 สรุปสิ่งที่ยังไม่บรรลุความคาดหวังในแต่ละ
202
ขั้นตอนได้ดังน้ี ขั้นตอนที่ 2 การนำแผนสู่การปฏิบตั ิร่วมของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยมีความคาดหวังท่จี ะ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ในการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถพัฒนางานได้อย่าง มี
ประสิทธิภาพ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้ยึดหลักหรือกลยุทธ์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ
พัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โดยการดำเนินงานการบริหารโรงเรียนได้กำหนดกลยุทธ์ในการ
วางแผนปฏิบัติงานและพัฒนา 5 กลยุทธ์ ดังนี้ 1) มีทัศนคติที่ดี (Have a positive attitude) 2) มี
ความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก (Read a lot) 4) เรียนรู้ต่อไป (Keep Learning)
5) ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital organization tools) โดยมีรูปแบบเป็นแผนภูมิ (Mind
Mapping) การพัฒนาตามกลยทุ ธ์
ดังนั้นการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน สิ่งที่ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย วิเคราะห์
เพื่อให้ได้มาซึ่งการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน จำนวน 5 กลยุทธ์ คือ 1) มี
ทัศนคติที่ดี (Have a positive attitude) 2) มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก
(Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป (Keep Learning) และ 5) ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital
organization tools) เพื่อให้การเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน สามารถนำไปใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้และนักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น และใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ตามทก่ี ำหนด
1) การจดั ทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือนำทางเลอื กท่ีผู้วิจัยและ
ผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกันประเมิน นำมาจัดทำแผนปฏิบัติการใหม่ ๆ โดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกัน
ดำเนินการ ในวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2564 เวลา 15.00-17.30 น. ณ ห้องโสตทัศนศึกษา
โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจาก
กจิ กรรมท่ี 1 การทบทวนผลการพัฒนา โดยดำเนนิ การดังน้ี
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยวางเป้าหมายการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน 4 ขั้นตอน
เพื่อเป็นการพัฒนากิจกรรมเหมือนเดิม ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาและเพื่อให้บรรลุสภาพที่คาดหวังท่ีผู้วิจัย
และผู้ร่วมวิจัยร่วมกันวิเคราะห์เป็นอย่างดี ซึ่งผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนดขึ้น โดยมีลำดับ
ข้ันตอนของการทำงาน การกำหนดแนวทางในการปฏิบัตกิ ิจกรรมเพอื่ รับทราบปัญหาท่ีต้องการพัฒนา
ใหม่ ๆ คือต้องการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นิของนักเรียนในวงจรที่ 1 ไปทำซ้ำอีกครั้งใน
วงจรท่ี 2 เพือ่ ใหม้ เี วลาในการพัฒนาการเสรมิ สรา้ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนให้มปี ระสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น ในที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายเพื่อค้นหาทางเลือกที่จะพัฒนา ผู้วิจัยและผู้รว่ ม
วิจัยได้นำผลการระดมสมอง วิเคราะห์และนำเสนอแก่ผู้ร่วมวิจัย โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาการ
เสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ดงั นี้
ในการทำงานร่วมกันของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ต้องตระหนักถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข
ปัญหา แล้วรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Gathering and Analysis) โดยที่ผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนดแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อที่จะได้
ข้อเท็จจริงมาทำการวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อนำไปสู่การกำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา
และเลือกแนวทางปฏิบัติ มีการวางแผนปฏิบัติการ (Action Planning) ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยระดม
ความคิดเห็น โดยนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ปัญหามากำหนดเป็นวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหา
โดยการจดั ทำเครือ่ งมือการประเมินก่อนและหลงั การปฏบิ ัติจากแบบประเมนิ คุณลกั ษณะที่คาดหวังให้
203
เกิดขึ้นจากการพัฒนาแล้วลงมือดำเนินงาน (Action Implementation) พร้อมทั้งสรุปผลการ
ประเมินผลลัพธ์จากการดำเนินงาน (Evaluation of Results) โดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยติดตาม
ตรวจสอบประเมินผล และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาการดำเนินงานให้บรรลุ
เป้าหมายคอื การเสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน
กลยทุ ธ์เพื่อการพฒั นา (Strategies for Development) เพือ่ เป็นกรอบให้การ ดำเนนิ งาน
เป็นไปตามแนวคิดในการพฒั นาท่ีผู้วจิ ัยและผู้รว่ มวจิ ัยจะยึดถือและดำเนนิ การคือ สรา้ งความเข้าใจใน
เป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงวิสัยทัศน์การทำงาน ที่แทรกซึมเข้าไปเป็นวัฒนธรรมขององค์กร และ
บุคลากรในการทำงานร่วมกัน มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน โดยผู้วิจัยกับผู้ร่วมวิจัยต้องกำหนด
เปา้ หมาย หรือดัชนีตวั ช้ีวัดผลงาน และความคาดหวังของงานวิจัยจากการทำงานร่วมกัน ซ่ึงต้องมีการ
สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันว่าความคาดหวังของการวิจัยมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์
ทั่วไป คุณภาพงาน ปริมาณงาน และพฤติกรรมที่ต้องการให้ผู้ร่วมวิจัยปฏิบัติ มีการวางแผนการ
ปฏิบัติงาน ปฏิบัติตามแผนการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด โดยมีการจัดทำปฏิทินปฏิบัติงาน กำหนด
ห้วงระยะเวลา กำหนดกจิ กรรม ระบวุ นั เวลาที่ชดั เจน พร้อมทงั้ เสรมิ สรา้ งและสนับสนุนการปฏิบตั ิงาน
ด้วยความรอบคอบ วิริยะ อดทน และขยันหมั่นเพียร โดยผู้วิจัยจะต้องมีการสร้างและสนับสนุนการ
ปฏิบตั งิ านใหก้ บั ผู้รว่ มวจิ ัย และตอ้ งเข้าใจภาระหน้าที่ของผู้รว่ มวิจัยแต่ละบุคคล พร้อมท้ังกระตุ้นให้มี
การปฏิบัติงานด้วยความใส่ใจ ตั้งใจ และมีความรับผิดชอบ ผู้วิจัยต้องมีการกระตุ้นด้วยการเสริมแรง
เป็นระยะ ร่วมกันสร้างวิธีการตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน เพื่อประเมินผล และนำสู่การพัฒนาให้ดี
ย่งิ ข้ึนไปเร่อื ย ๆ และรู้จักนำผลการประเมินมาปรบั ใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ เพราะการประเมินผลจะทำให้
เรารู้ว่าส่งิ ที่เรากำลังดำเนินการอย่นู ัน้ ประสบความสำเร็จหรอื ไมม่ ากน้อยเพียงไร เป็นต้น
แนวทางในการพัฒนา (Ways for Development) ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ในทางปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นทั้ง
การทำวิจัย การบริหาร การพัฒนา และการทำงาน ทั้งนี้เพื่อการแก้ปญั หาในเวลาเดียวกัน โดยผู้วิจยั
และผู้ร่วมวิจัยจะร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา ความต้องการเปลี่ยนแปลง แล้วกำหนดแผน
เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพที่พึงประสงค์ มีการกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการเพื่อบรรลุ
วัตถุประสงค์นั้น ๆ แล้วนำแผนไปสู่การปฏิบัติ ในช่วงการปฏิบัติงานตามแผน และมีการติดตาม
ตรวจสอบผลการดำเนินงานเพื่อปรับปรุง แก้ไขเป็นระยะ ๆ เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานตามแผนก็
ดำเนินการประเมินผล และสรุป โดยภาพรวมแล้วมีข้อมูลย้อนกลับจากลักษณะดังกล่าว จึงมีความ
คล้ายคลึงกับวงจรทั่วไปเกี่ยวกับการบริหาร/การพัฒนา/การทำงานแบบมีส่วนร่วม ซึ่งประกอบด้วย
ขั้นตอนที่สำคัญ 4 ขั้นตอน คือ 1) การวางแผนร่วม (Shared Planning) 2) การนำแผนสู่การปฏิบัติ
ร่วม (Shared Implementing) 3) การติดตามผลร่วม (Shared Observing) และ 4) การมีข้อมูล
ย้อนกลบั รว่ ม (Shared Reflecting) เพื่อเขา้ สูว่ งจรการดำเนินงานในขัน้ ตอนตา่ ง ๆ ดังตารางที่ 4.26
204
ตารางที่ 4.9 รายละเอยี ดการดำเนนิ การปฏิบตั ิการเสรมิ สร้างทกั ษะภาวะผู้นำของนกั เรียน วงจรที่ 2
ระยะเวลาดำเนนิ การ
การปฏบิ ตั ิ พ.ศ. 2564 พ.ศ. 2565
ข้ันตอนที่ 1 การวางแผนรว่ ม (Shared Planning) พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค.
ขั้นตอนที่ 2 การนำแผนสู่การปฏิบตั ริ ่วม (Shared
Implementing)
ขนั้ ตอนท่ี 3 การติดตามผลร่วม (Shared
Observing)
ข้นั ตอนท่ี 4 การมขี ้อมลู ยอนกลับร่วม (Shared
Reflecting)
3) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ปัญหา
อุปสรรค 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from
Practice) ทเ่ี กดิ ขึ้นในข้ันตอนน้ี ดังนี้
3.1) ผลการดำเนินงาน
3.1.1) การระดมสมองเพ่ือพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น ในวงจรที่
2 จากประสบการณ์ของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกัน
วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหาและระดมสมอง หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันจาก
ประสบการณ์การทำงานร่วมกันในวงจรที่ 1 ที่ผ่านมาของตนเองในประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่บรรลุและ
บรรลุ ไดเ้ สนอแนวคิดในการพัฒนาหลากหลายประเดน็ ดว้ ยกนั
3.1.2) การนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ ร่วมกันระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ผลการ
ดำเนินงาน พบว่า ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาแนวทางร่วมกันใหม่ ๆ ในวงจรที่ 2 นี้เพื่อหาจุดที่จะ
ต้องพฒั นาร่วมกนั อีกรอบในข้นั ตอนท่ียังไม่บรรลใุ หบ้ รรลุตามเป้าหมาย
3.1.3) การระดมสมองเพื่อการทำงานร่วมกันในวงจรที่ 2 ผลการดำเนินงาน พบว่า
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย มีความเข้าใจตรงกันในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน
ตามรูปแบบที่ได้ร่วมกันระดมความคิดและจาก ประสบการณ์ในวงจรที่ 1 ได้เป็นอย่างดีเพื่อปรบั ปรุง
ทิศทางการทำงานร่วมกัน
3.1.4) การถอดบทเรียน หลังจากได้ดำเนินการในขั้นตอนที่ 6 การวางแผนใหม่ ๆ
เรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้รว่ มกันถอดบทเรียนการเรียนรู้ที่ได้จากการวจิ ัยขั้นตอนที่ 1 ใน
ประเด็น 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรค 3) ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น หรือ
ขอ้ เสนอแนะ และ 4) การเรยี นรู้และความรู้ใหม่ ๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในขนั้ ตอนน้ี
3.2) ปญั หาอปุ สรรค
3.2.1) การระดมสมองเพื่อพัฒนาในวงจรที่ 2 จากประสบการณ์ของผู้วิจัยและผู้ร่วม
วจิ ยั พบวา่ ผู้วิจยั และผู้ร่วมวิจยั การมีเสนอความคิดเหน็ ในแนวทางทีห่ ลากหลาย รวมประเด็นกันยาก
205
และ ภาระงานของแต่ละคนมีเยอะเกินไปจึงทำให้ไม่มีสมาธิ เลยทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงาน
ร่วมกนั บ้างในบางครงั้ จงึ ทำใหแ้ ตล่ ะคนมองปัญหาทเี่ กดิ ขึ้นไม่ตรงกันกม็ ใี นบางครัง้
3.2.2) การถอดบทเรยี น ผู้ร่วมวจิ ัยมคี วามเข้าใจวธิ กี ารถอดบทเรยี นในแต่ละประเด็นยัง
น้อยเกินไปใช้เวลามากและไมส่ มบูรณ์มากนัก
3.3) ขอ้ สังเกตหรือข้อเสนอแนะเพื่อการปรบั ปรงุ แก้ไข
3.3.1) การระดมสมองเพื่อการทำงานในรอบใหม่นี้ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ คือ
ทัศนะที่มีองค์ความรู้ของตนสำคัญมาก บางครั้งก็เอาแนวคดิ ตนมามากเกินไปเลยทำให้งานออกมาชา้
มากกว่าปกติ การกลั่นกรองจากหลาย ๆ คนเป็นบรรทัดฐานแก่กันและกันจึงมีความสำคัญมาก ใน
วงจรใหม่นี้ ควรพิจารณาแนวคิดที่สอดคล้องกันทีละประเด็นจึงจะก่อเกิดงานในรอบใหม่นี้ออกมาได้
อย่างสมบรู ณ์
3.3.2) การถอดบทเรียน มขี อ้ สงั เกตวา่ ผู้รว่ มวจิ ัยมีความเขา้ ใจในการถอดบทเรียนยังไม่
ชัดเจนพอ เนื่องจากอาจเป็นเพราะความไม่เข้าใจและไม่เคยปฏิบัติมาก่อนทำให้เกิดความล่าช้า และ
สับสน
3.4) การเรียนรูจ้ ากการปฏบิ ตั ิ
3.4.1) การเรยี นรทู้ ่ีเกดิ ขึ้นระดับบคุ คล คือ ผู้วิจัย มีดงั นี้
3.4.1.1) ผู้วิจัยได้เรียนรู้การทำงานอย่างมีส่วนร่วมแม้จะมีความอยากลำบากหรือ
ล่าช้ากว่าปกติ แต่ถ้ามีการวางแผนการทำงานร่วมกันและผู้วิจัยศึกษาเรียนรู้มาอย่างดี เตรียมความ
พร้อมในการจดั ทำเอกสารประกอบจะช่วยใหก้ ารทำงานเกิดประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น
3.4.1.2) ผู้วิจัยเกิดการเรียนรู้และมีความสามารถในการคิดเชิงสังเคราะห์ เนื่องจาก
ได้ศึกษาโดยการวเิ คราะห์และสังเคราะห์งานต่าง ๆ ที่เกย่ี วข้องเพอ่ื สงั เคราะห์แนวคิดและนำเสนอเป็น
เอกสารประกอบเพอ่ื ให้ผู้ร่วมวจิ ยั ได้เรียนร้รู ่วมกนั
3.4.2) การเรยี นรู้ทเี่ กดิ ขึ้นระดับกลมุ่ คือ ผู้ร่วมวจิ ยั มีดงั นี้
3.4.2.1) การทบทวนผลการพัฒนาวงจรที่ 1 และการวางแผนพัฒนาทำให้ครูเกิด
การคิดเชิงการคิดเชิงเปรียบเทียบ และเชื่อมโยง เนื่องจากครูได้เรียนรู้การวิเคราะห์ สภาพที่คาดหวงั
เชอื่ มโยงรว่ มกบั สงิ่ ทบี่ รรลคุ วามคาดหวัง และสิง่ ทีย่ งั ไมบ่ รรลคุ วามคาดหวัง
3.4.2.2) การประชุมระดมสมองวางแผนในวงจรที่ 2 ทำให้ครูเกิดการคิดเชิง
เชื่อมโยงเนื่องจากได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสอดแทรกเชื่อมโยงหลักธรรมที่จะใช้เป็นจุดเน้นในการ
พฒั นาการทำงานใหบ้ รรลผุ ลตามเปา้ หมาย
3.4.3) การเรียนรูท้ ่ีเกิดขน้ึ ระดับหนว่ ยงาน คือ โรงเรยี น /กลุม่ สาระ/ระดับช้ัน ท่ีพัฒนา
มีดังนี้
3.4.3.1) การนำเสนอแนวคิดใหม่ของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย มีการเรียนรู้และความรู้
ใหม่ที่เกิดขึน้ ในข้ันตอนนี้ คือ ผู้ร่วมวิจัยไดม้ ีการเสนอแนวคิดใหม่ในการร่วมกันประชุมในเชิงทฤษฎีท่ี
สามารถทำงานร่วมกันได้ในรอบใหม่นี้ได้อย่างลงตัว และสังเกตได้ว่ามีผู้ร่วมวิจัยบางท่านสามารถ
เสนอแนวคิดได้เร็วมาก อาจเนื่องมาจากการลงมือทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเลยทำให้เห็นจุดที่จะ
แก้ไขไดง้ า่ ย
206
3.4.3.2) การถอดบทเรียน ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันทบทวนการปฏิบัติในงาน
ร่วมกัน อย่างดี มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้
อย่างรวดเรว็ และสมบรู ณม์ ากกว่าเดิม
ขั้นตอนที่ 7 การปฏิบัติ (Acting) ในวงจรที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันลงมือปฏิบัติ
ประกอบด้วยแนวทางท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนด โดยมีผลการปฏิบัติตามขั้นตอน (Steps)
เพื่อความมีประสิทธิภาพในการนำทางเลือกสู่การปฏิบัติที่กำหนดไว้ในกิจกรรมที่ 3 ของขั้นตอนการ
วางแผน ดังนี้
2.1) กิจกรรมการทำความเข้าใจทล่ี กึ ซง้ึ (Deep Understanding) ในทางเลือกท่ี
หลากหลาย
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันทำความเข้าใจในข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายอย่างลึกซึ้งที่
กำหนดได้จากข้อเสนอทางเลือกในเชิงวิชาการหรือทฤษฎีเสริมด้วยข้อเสนอจากประสบการณ์ของ ผู้
ร่วมวิจัย การดำเนินกิจกรรมการกำหนดแนวปฏิบัติร่วมกัน โดยในวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2564
เวลา 15.30 - 17.30 ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า
จงั หวัดชยั ภูมิ ในข้นั ตอนนม้ี ีวัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือมุ่งหวังให้มกี ารระบุวธิ ีการดำเนินการปฏิบัติตามกิจกรรม
ขน้ั ที่ 6 การวางแผนใหม่ ๆ เพื่อใหก้ ารปฏิบตั ิบรรลุจดุ ม่งุ หมายของขนั้ ตอนท่ี 7 การปฏบิ ัติใหม่ ๆ โดย
วธิ กี ารระดมสมอง เสวนา แสดงความ คดิ เห็น ส่งเสริมกำลงั ใจให้กันและกัน เพ่ือกำหนดวิธีการปฏิบัติ
ร่วมกันดังนี้ (1) จัดประชุมอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีการสร้างแรงจูงใจเพื่อปรึกษาหารือในการ
เตรียมการจัดการเรียนรู้ในกิจกรรมที่จะเกดิ ขึ้นแก่ผู้ร่วมวิจัย (2) สร้างข้อตกลงร่วมกันแนวทางปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมรว่ มกัน และ (3) นำแผนปฏบิ ัติการให้เห็นและผลที่เกดิ ขน้ึ ใหม่ ๆ ทชี่ ัดเจนตรงกัน กิจกรรมน้ี
เร่มิ ตน้ โดยผู้วิจัยได้เชิญคณะครูผู้ร่วมวิจยั ร่วมประชุมเพื่อท่ีจะกระตุ้นคณะผู้รว่ มวจิ ัย โดยให้ผู้ร่วมวิจัย
ทุกคนรว่ มแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกเพ่ือรว่ มฟังความคดิ เห็นของผู้ร่วมวิจัยทุกคน โดยผู้วิจัยได้
กลา่ วถึงวตั ถปุ ระสงค์ของการเชญิ เขา้ ร่วมมประชุมในคร้งั นแ้ี ล้วเสริมแรงกระตุ้น คือ
ประการแรก ใช้หลักการเพื่อพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ได้แก่ 1) ชี้แจงบทบาท
หน้าที่ และความรับผิดชอบให้ชัดเจน (Clarify Roles, Responsibilities and Accountabilities)
2) ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (Set Clear Goals) 3) มีการสื่อสารกัน (Communicate With Each
Other) 4) มีการตัดสินใจร่วมกัน (Make Decisions Together) 5) สร้างความไว้วางใจและทำ
ความรู้จักกันให้ดีขึ้น (Build Trust and Get to Know Each Other Better) 6) การยอมรับ
ความแตกต่างความหลากหลาย (Celebrate Differences/ Diversity) 7) ตรวจสอบและปรบั ปรงุ
กระบวนการทำงานเป็นทีมและแนวทางปฏิบัติ ( Examine and Improve Teamwork
Processes and Practices) และ8) ยึดถอื ทีมเปน็ สำคัญ (Make Teamwork a Priority)
ประการที่สอง มีกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) มี
ทัศนคติที่ดี (Have a positive attitude) 2) มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก
(Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป (Keep Learning) และ 5) ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital
organization tools)
และประการสุดท้าย มีข้นั ตอนการนำทางเลือกสู่การปฏบิ ัติ 5 ขัน้ คือ ขั้นตอนที่ 1 ร่วมกัน
ทำความเข้าใจในข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายอย่างลึกซ้ึง ที่กำหนดได้จากข้อเสนอทางเลือกในเชงิ
207
วิชาการหรือทฤษฎีเสริมด้วยข้อเสนอจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย ขั้นตอนที่ 2 นำทางเลือกที่แต่
ละคนเลือกสู่การปฏิบัติในรายวิชาที่สอนหรือในงานที่ทำ ขั้นตอนที่ 3 นำผลการปฏิบัติของแต่ละ
บคุ คลมาอภิปรายรว่ มกันในกลุ่มทุกระยะ 15 วนั เพอื่ ทบทวนกิจกรรมทางเลือกท่ีเลือกไปปฏิบัติ และ
การกำหนดกิจกรรมทางเลือกเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 4 การสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อนำเสนอผล
การพฒั นาของแตล่ ะบุคคลในระยะสิ้นสุดการพฒั นาของแต่ละวงจร และขน้ั ตอนที่ 5 การสรุปผลการ
ปฏบิ ัตเิ พือ่ การเขยี นรายงานผลการดำเนนิ งาน
สำหรับครูซึ่งเป็นตัวสอดแทรกเสริมในกระบวนการวิจัยทำงานทุกขั้นตอน จึงส่งผลให้การ
ลงมือปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้คาดหวังไว้ อีกทั้งข้อมูลที่จากการลงมือ
ปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมย่อยล้วนเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะได้ จากหลายแหล่ง ทั้งที่เป็น
เอกสาร จากคำบอกเล่าของบุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญในด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ จึงสามารถ
นำไปใช้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาทกั ษะภาวะผู้นำได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ซึ่งถือเป็นกระบวนการท่ี
เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เราเริ่มทำวิจัย ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้มุมมองที่
กว้างขึ้นได้ข้อสรุปในสิ่งนั้นร่วมกันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติที่ดีขึ้นที่เราทุกคนมีส่วนร่วม
และกำลังจะดำเนินการในวงจรที่ 2 ต่อไป ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้อยู่ใกล้ชิดกัน ได้พูดคุยกันตลอด
การดำเนนิ การในวงจรท่ี 1 ทุกคนมคี วามรู้สึกวา่ อบอนุ่ ทไี่ ดอ้ ยู่รว่ มกัน จากนนั้ ผู้วิจัยไดส้ ร้างแรงบันดาล
ใจในลักษณะขอความร่วมมือซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดแรงศรัทธาขับเคลื่อนกิจกรรมนั้น ๆ ร่วมกัน
ต่อไป โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่าแต่ละคนคัดเลือกแนวทางเพื่อนำไปปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น และจะต้องนำหลักธรรม 6 หลักธรรมมาใช้เป็นหลักยึดในการทำงานโดยร่วมกันกำหนดกรอบ
แนวทางการดำเนินงานเพื่อประสิทธิผลของการดำเนินงาน โดยได้กำหนดกรอบแนวทางการ
ปฏบิ ตั ิงานตามตาราง 4.10 ภาพที่ 4.21 และตัวอย่างบทสนทนาการทบทวนผลการพัฒนา ดงั น้ี
ภาพที่ 4.21 กิจกรรมการทำความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (Deep Understanding) ในทางเลือกที่หลากหลาย
การเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น
208
“ผมในนามผู้วจิ ัยต้องขอขอบคุณผู้ร่วมวิจัยทุกคน พวกเราได้ทบทวนและทราบแล้วว่าการ
ดำเนินการวจิ ัยการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ที่ผ่านมาในวงจรท่ี
1 เราได้กำหนดกลยุทธ์จำนวน 5 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1) มีทัศนคติที่ดี (Have a positive
attitude) 2) มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก (Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป
(Keep Learning) และ 5) ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital organization tools) มีการ
ดำเนินงานตามกลยุทธด์ งั กล่าวสำเร็จสมบูรณแลว ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่ 1) มีทัศนคติที่ดี (Have a
positive attitude) กลยุทธ์ที่ 2 มีความรับผิดชอบ (Be Accountable และกลยุทธ์ที่ 3 อ่านมาก
(Read a lot) เพราะเราได้มีการวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีกำหนดปฏิทินการดำเนินงาน
ประจำปีการศึกษา มีการประเมินผลก่อน และหลังการพัฒนาในวงจรที่ 1 และการดำเนินการนั้นถือ
ว่าประสบความสำเร็จต้องขอขอบคุณผู้ร่วมวิจัยทุกทา่ นทีร่ ว่ มด้วยชว่ ยกันในการพัฒนาการเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ส่วนอีก 2 กลยุทธ์คือ กลยุทธ์ที่ 4 เรียนรู้ต่อไป (Keep Learning)และ
กลยุทธ์ที่ 5 ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital organization tools) เราก็ต้องดำเนินการใน
ภาคเรียนที่ 2 ถึงแม้ว่าการจัดการเรียนการสอนเป็นการจัดในรูปแบบ Online 100% ก็ตามต้อง
ขอบคณุ ผู้รว่ มวจิ ยั เปน็ อยา่ งย่งิ ครับ”
(ผู้วจิ ยั , 15 พฤศจกิ ายน 2564)
“ในการดำเนินการประเด็นที่เหลือ เราทราบแนวทางดีอยู่แล้วว่า เราจะต้องดำเนินการ
อะไรบ้าง ซึ่งส่วนตัวดิฉันนั้นมองว่า เราทุกคนต้องมาวิเคราะห์ร่วมมกันทีละขั้นตอนจะดีไหม เพราะ
เราต้องงทำข้อตกลงร่วมกัน หรือผู้ร่วมวิจัยท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไร และขอเสนอแนะเพิ่มเติม
ถ้าสิ่งใดที่ยังไม่บรรลุความคาดหวัง เราก็ต้องดำเนินงานตามแนวทางที่เราได้คิดกันไว้ กลยุทธ์ที่ 4
เรียนรู้ตอ่ ไป (Keep Learning)และกลยุทธท์ ่ี 5 ใช้เครื่องมอื องค์กรดจิ ิทลั (Use digital organization
tools) ผู้ร่วมวจิ ยั ก็จะให้ความร่วมมอื เตม็ ทคี่ ะ”
(ผู้ร่วมวจิ ยั คนที่ 5, 15 พฤศจิกายน 2564)
“ผมขอเสนอวา เราควรใช้กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นเพื่อพัฒนาการเสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำ
ของนักเรียน ซึ่งในช่วงสถานการการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 19 ก็เป็นอุปสรรคของการ
ดำเนินงานของผู้ร่วมวิจัยโดยเฉพาะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดทำ จัดหาสื่อนวัตกรรม
และเทคโนโลยีการสอนผ่านระบบ Online ก็คงยากนิดหนึ่งเกี่ยวกับทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ไม่
เหมือนกับที่เราสอนในชั้นเรียนสามารถเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชัดเจนและเป็น
รปู ธรรมมากกวา่ ครับ”
(ผู้รว่ มวิจัยคนที่ 6, 15 พฤศจิกายน 2564)
“ในส่วนตัวหนนู ะคะ เราจะต้องให้เด็กนักเรียนไดฝ้ ึกทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น โดยการ
ฝึกในชุมชนด้วยก็จะดีเพราะช่วงนี้ เราจัดการเรียนการสอนแบบ Online ถ้าจะให้ดีเราควรมีแบบ
บนั ทึกให้เดก็ เหมือนการบนั ทกึ การทำความดี หรอื บนั ทกึ การปฏบิ ตั จิ ติ สาธารณะเดก็ นกั เรียนจะได้ใส่
ใจและมคี วามรับผิดชอบ แลว้ จะทำใหน้ กั เรียนมที กั ษะภาวะผู้นำตามมาคะ”
(ผู้รว่ มวจิ ัยคนท่ี 7, 15 พฤศจิกายน 2564)
209
“ดิฉันเห็นด้วยกับแนวคิดของทุก ๆ ท่านคะ เป็นความเห็นที่น่าสนใจมาก แต่ดิฉันคิดว่า
เราก็ต้องมาดูสาเหตุก่อนว่าเพราะอะไรในการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นถึงยังไม่บรรลุผลสำเร็จ และมี
ปัจจยั อะไรท่ีมผี ลต่อการปฏบิ ัติบ้าง เราถึงจะสามารถสรปุ กนั ได้ ขอบคณุ คะ”
(ผู้ร่วมวจิ ยั คนท่ี 8, 15 พฤศจิกายน 2564)
2.2) นำความเข้าใจสู่การปฏิบัติ (Put Understanding into Practice) นำทางเลือก
ทแี่ ต่ละคนเลือกสกู่ ารปฏิบตั ิในรายวชิ าทส่ี อนหรือในงานทีท่ ำ และการทบทวนการปฏิบัติ (Practice
Review) การทำงานร่วมกัน 15 วัน เพื่อทบทวนกิจกรรมทางเลือกทีเ่ ลือกไปปฏบิ ัติ โดยผู้วิจัยและ ผู้
ร่วมวิจัยนัดหมายวันเวลากันเอง ดังนั้นในการทบทวนกิจกรรมทางเลือกท่ีเลือกไปปฏิบัติ และการ
กำหนดกจิ กรรมทางเลือกเพิ่มเตมิ มีผลการปฏิบตั ิของผู้ร่วมวจิ ัยแต่ละราย โดยผู้วจิ ยั ได้ดำเนนิ การแบ่ง
ออกเป็น 3 กลุ่มตามลำดับชั้นที่ได้แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาชั้นเรียน และเป็นผู้ร่วมวิจัยระดับชั้น
มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ดงั น้ี กลุ่มท่ี 1 ผู้ร่วมวิจยั ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 จำนวน 4 ห้องเรยี น กลุ่มท่ี
2 ผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 ห้องเรียน และกลุ่มที่ 3 ผู้ร่วมวิจัยระดับชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 จำนวน 4 ห้องเรยี น รวมทั้งสน้ิ 12 หอ้ ง ดังนี้
1. ผู้ร่วมวจิ ยั ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 จำนวน 4 ห้องเรียน
การปฏิบัติ ในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4
ห้องเรียน ได้ดำเนินการกำหนดกจิ กรรมทางเลือกที่เลือกปฏิบัติ โดยให้ผู้ร่วมวิจัยระดบั ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 ทั้ง 4 คน กำหนดกิจกรรมทางเลือกร่วมกัน เพื่อนำทางเลือกไปพัฒนานักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมกัน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 65 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย 22 คน นักเรียน
หญิง 43 คน ครูประจำชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4/1 คือ นางสาวชมภูนุช ชัยลา พัฒนานักเรียนในรายวชิ า
คณิตศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 คือ นางสาวอาภาพร เตียงชัยภูมิ พัฒนานักเรียนใน
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 คือ นางมนัสนันท์ ประสานพันธ์ พัฒนาใน
รายวิชาคณิตศาสตร์ และครปู ระจำชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/4 คือนายจีระศักด์ิ วงคเ์ หลา พัฒนานกั เรียน
ในรายวิชาในรายวิชา คณติ ศาสตร์
จากการสงั เกตและการสมั ภาษณแ์ บบไมเ่ ป็นทางการผู้ร่วมวจิ ยั กลุ่มนี้ พบว่า ผู้ร่วมวิจัยกลมุ่
นี้ได้นำทางเลือกไปปฏิบตั ิการในลกั ษณะเป็นการสอดหรือใหท้ ำกจิ กรรมสอดแทรกในรายวิชาท่ีแต่ละ
คนสอน ดังนี้ เช่น ให้นักเรียนมีการสร้างทีม (Team Building) ให้นักเรียนกล้าแสดงออก (Serving)
ให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ให้นักเรียนยกระดับทักษะจากภาวะผู้นำแบบดั้งเดิม
(Upgrade Traditional Leadership Skills) ให้นักเรียนมที ักษะผู้นำแบบยดื หยนุ่ (Flex Leadership
Style) ให้นักเรียนมีวิธีการคิดเชิงบวก (Positive Approach) ให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม (Take
Initiative) ให้นักเรยี นมีทักษะความเป็นผู้นำท่ชี าญฉลาด (Generate Leadership Intelligence) ให้
นักเรียนมีทักษะการสร้างแรงบันดาลใจและการสร้างแรงจูงใจ (Inspire and Motivate) ครูควรมี
ความกระตือรือรน้ (Be Passionate)
ผลลัพธ์ ผลลพั ธท์ ่เี กดิ ขึ้นกับกลุ่มเปา้ หมายในการพัฒนา คอื นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
ประกอบด้วย ดังน้ี 1) ด้านการการมีส่วนร่วม โดยภาพรวม นักเรียนทุกคนมีส่วนมากสามารถปฏิบัติ
ตามทางเลือก เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาร่วมกัน จำนวน 10 ทางเลือก นักเรียนกล้าคิด
กล้าทำ กล้าแสดงออก มีส่วนร่วมในกิจกรรม สอบถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ กล้าแสดงด้าน
210
ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และมีเหตุมีผลเชิงสนับสนุน 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยภาพรวม
ครูสร้างแรงบันดาลใจ โดยการจัดหาสื่อวัสดุอุบกรณ์ เทคนิควิธีการสอนแบบใหม่ ๆ โดยสอดแทรก
เนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบรูปภาพ การ์ตูน เพลง เกม ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น
เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ ๆ ที่ได้สัมผัส ครูมีวิธีการเสริมแรงโดยการให้รางวัล คะแนน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับ
เทคนิคของครูแต่ละคน เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนทั้งผ่านระบบ
Online และ On - sit ดงั ภาพที่ 4.22
ภาพที่ 4.22 ภาพประกอบกจิ กรรมการจัดการเรยี นการสอน และการสังเกตการจัดการเรียนการสอน
ของผู้วิจยั และผู้รว่ มวจิ ยั ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
ความเห็น ความเหน็ ของผู้ร่วมวิจัยระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ตอ่ ความประทับใจหรือผลดี
จากการปฏิบัติ โดยภาพรวม มีดังนี้ 1) นักเรียนมีกระบวนการทำงานกลุ่ม มีการช่วยเหลือซึ่งก้นและ
กันในทีม 2) นักเรียนคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กันและกัน 3) นักเรียนมีการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์
4) นักเรียนแบ่งภาระงานกันรับผิดชอบอย่างชัดเจน เช่น มีหัวหน้า คอยบอกนักเรียนเคารพ เวลาครู
เข้าสอน การแบ่งเวรรับผอดชอบมีหัวหน้าเวรแตล่ ะวนั 5) นักเรียนมแี สดงออกซึ่งภาวะผู้นำอย่างเปน็
รูปธรรม 6) ครูผู้สอนและนักเรียนร่วมกันออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน สร้างเงื่อนไข
และขอ้ ตกลงรว่ มกัน
ปัญหา ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อปัญหา/อุปสรรคในการ
พัฒนา และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงในระยะต่อ ๆ ไป ดงั น้ี 1) มีการปอ้ งกันการแพร่ระบาดของ
โรคไวรัสโคโรน่า 19 (Covid 19) อย่างรัดกุม เช่น ก่อนเข้าห้องเรียน นักเรียนนต้องวัดอุณหภูมิ ล้าง
มือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ตรวจ ATK ทุก ๆ 3 วัน ตามมาตรการของ สคบ. 2) ร่วมกันแนวทางการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ลด
ภาระงานโดยให้นักเรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3) จัดตั้งกลุ่ม เพื่อสร้างความตระหนักให้นักเรียนมี
211
ความรับผิดชอบโดยเพื่อนช่วยเพ่ือน คอยกระตุ้นซึ่งกันและกันในทมี 4) การจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนครเู นน้ ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล และเน้นผู้เรียนเปน็ สำคญั
2. ผ้รู ว่ มวิจัยระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 จำนวน 4 ห้องเรยี น
การปฏิบัติ ในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
จำนวน 4 ห้องเรียน ผู้ร่วมวิจัยได้ดำเนินการกำหนดกิจกรรมทางเลือกท่ีเลือกปฏิบัติ โดยให้ผู้ร่วมวิจยั
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 4 คน กำหนดกิจกรรมทางเลือกร่วมกัน เพื่อนำทางเลือกไปพัฒนา
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ร่วมกัน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 66 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย
27 คน นักเรียน หญิง 39 คน ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 คือ นางรัตนาภรณ์ ปะหุสี พัฒนา
นักเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 คือ
นางสาวนิภาภรณ์ สางชัยภูมิ พัฒนานักเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 คือ นางสาววนิดา เทียวสูงเนิน พัฒนานักเรียนในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ และครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 คือนางสุลักษณ์ บุเกตุ
พัฒนานกั เรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
จากการสังเกตและการสัมภาษณแ์ บบไม่เปน็ ทางการผู้รว่ มวจิ ัยกลมุ่ นี้ พบวา่ ผู้ร่วมวจิ ัยกลมุ่
นี้ได้นำทางเลือกไปปฏบิ ัติการในลกั ษณะเป็นการสอดหรอื ให้ทำกจิ กรรมสอดแทรกในรายวิชาที่แต่ละ
คนสอน ดังนี้ เช่น ให้นักเรียนมีทักษะความเป็นผู้นำที่ชาญฉลาด (Generate Leadership
Intelligence) ให้นักเรียนเห็นความสำคัญของพลังส่วนบุคคล (The Importance of Personal
Power)
ให้นักเรียนมีวิธีการคิดเชิงบวก (Positive Approach) ให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม (Take
Initiative) ให้นักเรียนมีทักษะในการฟัง (Listen) ให้นักเรียนมีทักษะการสร้างรูปแบบภาวะผู้นำ
สำหรับคนอื่น ๆ (Model Great Leadership for Others) ให้นักเรียนมีการกำหนดเป้าหมายที่เป็น
รูปธรรมและดำเนินการให้สำเร็จ (Set Concrete Goals and Execute Them) ให้นักเรียนมีทักษะ
การจูงใจผู้อื่น (Motivate Others) ให้นักเรียนรู้จักแสวงหาเป้าหมายท่ีสูงขึ้น (Find Higher
Purpose) ให้นักเรียนมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Keep Learning) ให้นักเรียนรู้หลักการสื่อสาร
(Communicate) ให้นกั เรยี นกลา้ พูดกล้าแสดงออกซงึ่ การกระทำ (Let Actions Speak)
ผลลัพธ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ จากสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า
(Covid 19) ในปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังกันอยู่ และในด้านการเรียนการสอนก็มีการปรับให้เข้ากับ
สถานการณ์มีทั้งการเรียนแบบ Online สลับกับ On-site เรียนที่โรงเรียน และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้
คณุ ครคู รีเอทวธิ ีการสอนท่ีได้ท้ังความสนุกและความรู้ เนอ่ื งจากการเรียนออนไลน์ท่บี ้านทำให้เด็กต้อง
เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้เทยี บเท่ากับการเรียนในห้องเรียน ซึ่งอาจส่งผล
ให้เด็กเกิดช่องว่างทางการเรียนรู้ได้ เทคโนโลยีต่าง ๆ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบ
หอ้ งเรยี นท่ามกลางภาวะวิกฤตในคร้ังนี้ โดยเฉพาะการจดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่
เน้นให้เด็กมีส่วนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์
และนอกห้องเรียน ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ ๆ การเรียนการสอนยุคโควิด - 19 ที่ประสบความสำเร็จ
มีหลากหลายวิธี เช่น การไลน์สด “เรียนปนเล่น” เพื่อฝึกให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมด้วยการพูดคุย
แลกเปล่ียนซึง่ กนั และกัน บรรยากาศในการเรียนท่ีไม่เครียด ได้ทั้งความสนกุ และประโยชนจ์ ากเนื้อหา
212
ความรู้ เมื่อนักเรียนมีความสุขในการเรียน อยากมีส่วนร่วมกับห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ครู
เกิดแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนการสอนได้ดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้ผู้เรียน
มีสมรรถนะตามต้องการ ดงั ภาพท่ี 4.23
ภาพที่ 4.23 ภาพประกอบกจิ กรรมการจัดการเรียนการสอน และการสังเกตการจัดการเรยี นการสอน
ของผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจยั ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5
ความเหน็ ความเหน็ ของผู้ร่วมวจิ ัยระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ตอ่ ความประทับใจหรือผลดี
จากการปฏิบัติ โดยภาพรวม มีดังนี้ 1) ครูและนักเรียนร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย เช่น การสาธิต การแสดงบทบทสมมุติ โดยเน้นกิจกรรมกลุ่มทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการเรียนการสอน 2) นักเรียนกล้าแสดงออก และทีมร่รวมกันการวางแผนในการทำงาน
3) นกั เรียนภายในกลุ่มมีความรบั ผิดชอบต่อภาระงานทีม่ อบหมายมากขนึ้ 4) นักเรยี นรูจ้ กั การแบ่งปัน
การทำงานเป็นทีมต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งในทีมของตนเองและทีมอื่น 5) นักเรียนมีภาวะผู้นำ
และผู้ตามที่ดี กล้าคดิ กล้าทำ และกลา้ แสดงออกมากขน้ึ
ปัญหา ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อปัญหา/อุปสรรคในการ
พัฒนา และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงในระยะต่อ ๆ ไป มีดังนี้ 1) เตรียมพร้อมเพื่อป้องกันการ
แพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 19 (Covid 19) ตามมาตรการของ ศคบ. และประกาศของ
กระทรวงศึกษาธิการ2) เครื่องมือสื่อสารในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ยังไม่เพียงพอและตอบ
โจทยต์ ามบรบิ ทของโรงเรียน 3) สร้างความตระหนักให้นักเรยี นมีความรบั ผิดชอบมากขึ้น 4) เน้นการ
จัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ และความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล
3. ผ้รู ว่ มวิจยั ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 จำนวน 4 ห้องเรียน
การปฏิบัติ ในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
จำนวน 5 ห้องเรียน ได้ดำเนินการกำหนดกิจกรรมทางเลือกที่เลือกปฏิบัติ โดยให้ผู้ร่วมวิจัยระดับชนั้
213
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้ง 5 คน กำหนดกิจกรรมทางเลือกร่วมกัน เพื่อนำทางเลือกไปพัฒนานักเรียน
ระดับบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ร่วมกัน ซึ่งนักเรียนทั้งหมด 60 คน ประกอบด้วยนักเรียนชาย 27 คน
นักเรียน หญิง 33 คน ครูประจำชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/1 คือ นางพัชา ภูมิประภาส พัฒนานักเรียนใน
รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 คือ นางยุพิน นาพัว พัฒนา
นักเรียนในรายวิชา วิทยาศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 คือ นางมนัสนันท์ ประสานพันธ์
พัฒนาในรายวิชาคณิตศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 จำนวน 2 คน คือ นายไวพจน์
สีทำมา พัฒนานักเรียนในรายวิชาในรายวิชา สุขศึกษาและพลศึกษา และนายวรวรรณ ปลั่งกลาง
พฒั นานักเรียนในกล่มุ สาระการงานอาชพี
จากการสงั เกตและการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการผู้ร่วมวจิ ัยกล่มุ น้ี พบวา่ ผู้ร่วมวจิ ยั กลมุ่
นี้ได้นำทางเลือกไปปฏบิ ัติการในลักษณะเป็นการสอดหรอื ให้ทำกิจกรรมสอดแทรกในรายวิชาที่แต่ละ
คนสอน ดังนี้ เช่น ครูควรเป็นแบบอย่าง (Serve as a Role Model) ครูควรมีความกระตือรือร้น
(Be Passionate) ครูจัดกิจกรรมความคิดรเิ ริ่ม (Taking on More Initiatives) ครูจัดกิจกรรมพัฒนา
ทักษะการสื่อสาร (Improving Communication Skills) ครูจัดกิจกรรมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ
รูปแบบภาวะผู้นำ (Gaining Knowledge about Leadership Styles) ครูจัดกิจกรรมทักษะ
การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ครูจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์
(Advocate Creativity) ครูจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ (Advocate
Creativity) ครจู ดั กิจกรรมการกระบวนการฟงั ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ (Effective Listening) ครจู ัดกิจกรรม
การสร้างแบบอย่างที่ดี (Following the Role Model) ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความมีระเบียบวินัยดี
(Well Disciplined) ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบในการมอบหมายงาน (The Talent For
Delegating Tasks) ครูจดั กจิ กรรมทีท่ ้าทายและลองแนวคิดใหม่ ๆ (Try New Ideas)
ผลลัพธ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยภาพรวม ครูสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนที่เป็น
เรื่องท้าทาย อยากรู้ อยากเห็น ศึกษาและค้นพบ การสร้างแรงจูงใจโดยการกระตุ้นให้นักเรียคิด
ทำงาน และเป็นคนที่ภูมิใจในตนเอง การสร้างความประทับใจในแง่บวก การสร้างแรงบันดาลใจให้
นักเรียน ครูก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้เรียน โดยครูสามารถสร้างความไว้วางใจและได้รับการ
ยอมรับ สร้างพลังความศรัทธา ความเคารพ แก่นักเรียนได้โดยการทำตัวให้โดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์
เฉพาะบุคคล วิธีการสร้างความประทับใจแง่บวกส่งผลให้นักเรียนมีนักเรียนมีความกระตือรือร้นมาก
ขึ้น เพราะครู มีการเสรมิ แรงโดยการให้รางวลั กบั นกั เรยี น หรอื ใช้วิธกี ารอ่นื ทีห่ ลากหลาย ดงั นน้ั การให้
นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน นักเรียนก็จะเกิดความภาคภูมิใจ และเห็น
ความสำคัญของการมสี ่วนร่วมดงั กล่าว ดงั ภาพท่ี 4.24
214
ภาพที่ 4.24 ภาพประกอบกิจกรรมการจดั การเรียนการสอน และการสงั เกตการจดั การเรยี นการสอน
ของผู้วิจัยและผู้ร่วมวจิ ัย ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
ความเห็น ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 ต่อความประทับใจหรือผลดี
จากการปฏิบัติ โดยภาพรวม มีดังนี้ 1) สร้างบทบาทให้ผู้เรียนโดยนักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
เรียนการสอน 2) มีเวทีให้นักเรียนได้แสดงออกทั้งด้านวิชาการ ศิลปะ ดนตรี กีฬา และทักษะอาชีพ
3) สร้างความตระหนกั ใหน้ ักเรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้น 4) สรา้ งทมี โดยเน้นให้ผู้เรยี นช่วยเหลือซึ่ง
กันและกัน 5) สร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น
ปัญหา ความเห็นของผู้ร่วมวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อปัญหา/อุปสรรคในการ
พัฒนา และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรงุ ในระยะต่อ ๆ ไป มีดังนี้ 1) การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโค
โรน่า 19 (Covid 19) ครูและนักเรียนดำเนินการมาตรฐานการการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด
19 อย่างเคร่งครดั 2) จัดหาส่อื นวัตกรรมให้เพยี งพอ 3) นกั เรียนมีความรบั ผดิ ชอบต่อตนเอง และผู้อ่ืน
4) เนน้ ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล และการประเมินตามสภาพจริง 5) ครสู ร้างนวัตกรรม และเทคนิค
วธิ กี ารสอนอย่างหลากหลาย
2.3) สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อนำเสนอผลการพัฒนาของแต่ละบุคคลใน
ระยะสิ้นสุดการพัฒนาโดยภาพรวมทั้งวงจรที่ 1 และวงจรที่2 เพื่อนำไปสู่การสรุปผลการปฏิบัติ
(Performance Summary) โดยการจัดนิทรรศการ การสรุปผลการปฏิบัติงานในภาคเรียนที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2564 ในวันพธุ ที่ 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 เวลา 09.00-12.00 ซง่ึ ในการจดั นิทรรศการทำแบบ
กึง่ ถาวร คือสามารถเคลอื่ นย้ายไดต้ ามความเหมาะสม แต่ในการดำเนินการของโรงเรียนเนินสง่าวิทยา
ส่วนใหญ่เน้นให้ครูจัดนิทรรศการที่ห้องเรียนประจำเพื่อความสะดวกในการนิเทศกำกับติดตามการ
จดั การเรยี นการสอน และผู้นิเทศสามารถเข้านิเทศได้ตลอดเวลาที่มีกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน
และตัวอยา่ งบทสนทนา ดงั ภาพที่ 4.25
215
ภาพที่ 4.25 การนำเสนอผลงานครูและนักเรียน ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง
ทกั ษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น
“การแสดงผลงานครูและนักเรียนทำให้เราได้ทราบว่าในการจัดกกิจกรรมการเรียนการ
สอนนั้น ครูผู้สอนต้องบูรณาการทั้ง 8 สาระการเรียนรู้ และ 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะเมื่อการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเสร็จสิน้ ครูผู้สอนจะต้องแสดงผลงาน เก็บเอกสารหลักฐานร่องรอยของ
กิจกรรมที่ทำ ทั้งกิจกรรมวิชาการกิจกรรมที่เป็นวิชาปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถทำงาน
รว่ มกันเปน็ ทีมได้เปน็ อย่างดี มีการใช้ทกั ษะภาวะผู้นำที่เป็นรปู ธรรม ซึ่งโรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยาของเรา
นั้นก็เน้นให้ครแู ละนกั เรียนเก็บเอกสารหลกั ฐานรอ่ งรอยอย่างเป็นระบบอยูแ่ ล้ว เพราะใช้ประกอบใน
การดำเนินการประเมินการเลื่อนขั้นเงินเดือน ประเมินเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ทั้ง 2 รอบ คือ
รอบ 1 เมษายน และรอบ 1 ตุลาคม ของทกุ ปีอยู่แล้ว ดังนน้ั การจัดแสดงผลงานครูและนักเรียนถือว่า
เปน็ เร่อื งทีเ่ ราต้องปฏบิ ตั เิ ป็นประจำ เพราะมีประโยชน์สำคญั อย่างยิง่ ทง้ั ตอ่ โรงเรยี น ครู และนักเรียน”
(ผู้วิจยั , 23 กมุ ภาพันธ์ 2565)
“ในการจัดการเรียนการสอนนั้นครูทุกคนมอบหมายภาระงานให้กับนักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่
ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนนั้นก็จะเน้นกิจกรรมกลุ่ม
โดยคละกนั ทง้ั นักเรียนเกง่ ปานกลาง และอ่อน ทั้งน้เี พ่ือทนี่ ักเรยี นจะได้ช่วยกนั เพราะเด็กเก่งสามารถ
ช่วยเพื่อนได้ ในกรณีที่จัดการเรียนการสอนแบบ Online กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ก็จะลดภาระงานลง
เพราะกลัวเด็กทำงานไม่ทัน และทำให้เกิดการค้างงานสะสม กรณีที่นักเรียนทำงานตามที่ได้รับ
มอบหมายเสร็จแล้วครูก็จะให้ส่งงานกลับมายัง Line กลุ่ม อาจจะเป็น Word หรือภาพถ่ายก็ได้เพ่ือ
อำนวยความสะดวก แล้วครูก็ตรวจให้คะแนน บันทึกคะแนนลงในแบบบันทึกการเก็บคะแนนของ
นักเรยี นคะ”
(ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 1, 23 กุมภาพันธ์ 2565)
216
“การนเิ ทศการจัดการเรียนการสอน โดยฝา่ ยบรหิ าร หัวหนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้ ถือ ว่าดี
มากเพราะครูแต่ละคนมีความกระตือรือร้น และได้เตรียมการเรียนการสอน สื่อ ใบความ ใบงาน
กิจกรรมการเรียนการสอนน้นั ครูทุกคนต่างก็มเี ทคนิคที่หลากหลายวิธี การจดั กจิ กรรมในช้ันเรียน กับ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Online ก็จะแตกต่างกันออกไป คือ การจัดการเรียนการสอน
ในหอ้ งเรียนครสู ามารถดูแลเด็กนักเรียนได้ทวั่ ถึง และสามารถเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กนั ได้การส่งงานครูก็
สามารถเก็บเอกสารหลักฐานร่องรอยได้ แต่ในการสอน Online ครูไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเด็กนักเรียน
คนไหนเขา้ ใจหรอื ไม่เขา้ ใจ กเ็ ลยทำให้การจดั กกิจกรรมการเรยี นการสอนน้ันล่าชา้ ”
(ผู้รว่ มวจิ ัยคนที่ 2, 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2565)
“การจัดการเรียนการสอนที่มีปัญหามากกว่ากลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น คือ กลุ่มวิชาปฏิบัติ
เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ศิลปะ ในการแก้ปัญหาก็โดยการหาสื่อที่ทันสมัย มอบหมายให้นักเรียนได้ค้นคว้าจาก
อินเตอร์เน็ตเกีย่ วกับเรื่องที่สอน เช่น จากยูทูบ และสื่อจากแหล่งอ่ืน ๆ ที่หาได้ และในการปฏิบัตกิ าร
ส่งงานของนักเรียนก็สามารถอัดคลิปวิดีโอมาส่ง ก็เป็นการแก้ปัญหาได้ในอีกระดับหนึ่ง แต่ก็ได้ไม่ดี
เท่ากับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน แต่อย่างน้อย ๆ ก็ได้ชิ้นงานจากนักเรียนบ้างถึงแม้จะไม่
ครบร้อยเปอร์เซน็ ต์”
(ผู้ร่วมวจิ ยั คนที่ 3, 23 กุมภาพันธ์ 2565)
“คณะฝ่ายบริหารมอบหมายให้ฝ่ายวิชาการกำหนดรูปแบบในการเก็บผลงาน เพื่อเตรียม
ความพร้อมในการประเมนิ เชน่ รูปแบบการรายงานการจัดการเรยี นการสอนผ่านระบบ Online หรือ
การเกบ็ งานเปน็ แฟ้ม 13 โดยการเก็บงานหรอื ช้นิ งานกใ็ ห้เป็นไปตามมาตรฐานและตวั ชี้วัด จึงทำให้ครู
ทุกคนมีความพร้อมในเรื่องของเอกสาร และสามารถตรวจสอบได้ สามารถจัดแสดงและเตรียม
นิทรรศการได้ตลอดเวลา”
(ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 4, 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2565)
3) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ปัญหา
อุปสรรค 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from
Practice) ที่เกิดขึ้นในขน้ั ตอนนี้ ดังนี้
3.1) ผลการดำเนินงาน
3.1.1) การจดั ทำแบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวงั จากการพฒั นา ผู้วจิ ยั และ
ผู้ร่วมวจิ ยั ได้ศึกษาสภาพที่คาดหวังที่ต้องการให้เกดิ ขึ้นกับนกั เรียนโดยพิจารณาจากแนวคดิ เชงิ ทฤษฎี
เก่ียวกบั ทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน ตามทัศนะของนักวชิ าการ และแนวการสร้างแบบประเมนิ ระดับ
การปฏิบัติของครูตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกันวิเคราะห์
การวัดและประเมินผลสภาพที่คาดหวังสรุปได้ว่า เครื่องมือ สำหรับวัดและประเมินผล ประกอบด้วย
แบบ ประเมนิ 2 ฉบบั คือ 1) แบบประเมินการนำหลักการ/แนวคิด/เทคนิค/วธิ ีการ/กิจกรรมเพ่ือการ
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนไปปฏิบัติ และ 2) แบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการ
พัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โดยแบบประเมินทั้ง 2 ฉบับ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ 5 ระดบั คือ มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยทส่ี ุด
217
3.1.2) การประเมินเพื่อให้สภาพปัจจุบัน (Current Condition) ผู้วิจัยได้ศึกษา
สภาพปัจจุบันประกอบด้วย ข้อเสนอแนะจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย จำนวน 5 ข้อ และ
ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการจากผลการศึกษาของผู้วิจัย จำนวน 44 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) สภาพปัจจุบันของระดับการปฏิบัติของครูเกี่ยวกับการนำหลักการ/แนวคิด/
เทคนิค/วิธีการ/กิจกรรม เพื่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ไปปฏิบัติ ในระยะก่อนการ
ปฏิบัติในวงจรที่ 1 โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.38 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52
2) สภาพปัจจุบันของการประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู
จากผลการประเมินสภาพปัจจุบันของลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้นจากการพัฒนา ก่อนการปฏิบัติใน
วงจรท่ี 1 โดยรวมมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 2.15 และมีค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.54
3.1.3) การนำโครงการที่กำหนดในแผนปฏิบัติการสู่การปฏิบตั ิ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวจิ ยั
ได้รว่ มกันดำเนนิ การนำความเขา้ ใจสกู่ ารปฏิบัติ (Put Understanding into Practice) นำทางเลือกที่
แต่ละคนเลือกสู่การปฏิบัติในรายวิชาที่สอนหรือในงานที่ทำ และมีการทบทวนการปฏิบัติ (Practice
Review) การทำงานรว่ มกนั ทุกระยะ 15 วัน เพือ่ ทบทวนกจิ กรรมทางเลือกที่เลือกไปปฏิบัติ และการ
กำหนดกิจกรรมทางเลือกเพิ่มเติม มีผลการปฏิบัติของผู้ร่วมวจิ ัยแต่ละรายโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
ครูที่เป็นคณะกรรมการครูที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั้ง จำนวน4 คน ครูที่เป็น
คณะกรรมการครูที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง จำนวน 4 คน และครูที่เป็นคณะกรรมการ
ครูที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ทั้ง จำนวน 5 คน โดยมีทั้งหมด 13 นวัตกรรมจากผู้ร่วม วิจยั
และไดน้ ำนวตั กรรมท่จี ดั ทำขึน้ ลงสชู่ ั้นเรยี นจำนวน 12 หอ้ งเรยี น
3.1.4) การถอดบทเรียน หลังจากได้ดำเนินการในขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติร้อยแล้ว
ผู้วิจัย และผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกันถอดบทเรียน การเรียนรู้ที่ได้จากการวิจัยขั้นตอนที่ 3 ในประเด็น
1) ผลการดำเนนิ งาน 2) ข้อบกพร่องหรือปัญหาอปุ สรรค 3) ข้อสงั เกต ขอ้ คดิ เห็น หรือข้อเสนอแนะ และ
4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ที่เกิดขึ้นกับผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย และหน่วยงาน
และองคค์ วามรู้จากการปฏบิ ตั ิ (Knowledge Gained from Practice) ท่ีเกดิ ขึน้ ในขน้ั ตอนนี้
3.2) ข้อบกพรอ่ งหรือปัญหาอุปสรรค
3.2.1) การจัดทำแบบประเมนิ ผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนายงั พบปัญหาใน
การจัดกลุ่มลักษณะของทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนที่คาดหวังให้เกิดขึ้นจะใช้เวลามากพอสมควร
และมกี ารถกเถยี งกนั ในประเดน็ ต่าง ๆ อยา่ งกว้างขวางทำใหจ้ บั ประเด็นในการสนทนาไดค้ ่อนข้างยาก
3.2.2) การประเมนิ เพ่ือให้สภาพปัจจุบัน (Current Condition) ผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจัยได้
รว่ มกนั นำเครื่องมอื ที่ได้เก็บขอ้ มูลกับครูและนักเรียนในโรงเรยี นซึ่งเปน็ สภาวะการณ์ท่ีไมป่ กติเน่ืองเกิด
การระบาดของโรค COVID-19 ทำให้เสียเวลาในการปรับเปลี่ยนแบบประเมินเป็น Google Form
และติดตามผลการประเมินทำให้เกิดความล่าช้า และด้วยกิจกรรมของทางโรงเรียนที่หลากหลาย
อาจจะทำใหล้ ่าช้าในบางห้อง
3.2.3) การถอดบทเรียน การถอดบทเรียนของการปฏิบัติของผู้ร่วมวิจัยใช้เวลา
ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีผู้ร่วมวิจัยจำนวน 13 คน และเนื้อหาของการจัดการเรียนรู้ของผู้ร่วมวิจัย
คอ่ นข้างหลากหลาย และเป็นอปุ สรรคต่อการถอดบทเรียนอย่างมาก
218
3.3) ข้อสงั เกต ข้อคดิ เหน็ หรือข้อเสนอแนะ
3.3.1) จากปัญหาการจัดทำแบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนาที่ใช้
เวลามากพอสมควร และมีการถกเถียงกันในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทำให้จับประเด็นในการ
สนทนาไดค้ อ่ นข้างยาก ได้แกป้ ัญหาโดยจดั เปน็ กลมุ่ ย่อย 3 กลุ่ม และกำหนดเวลาให้ดำเนนิ การไม่เกิน
30 นาที เพือ่ นำเสนอกลมุ่ ใหญแ่ ละหาขอ้ สรุปรว่ มกนั
3.3.2) จากปัญหาการประเมินเพ่ือใหส้ ภาพปัจจุบัน (Current Condition) ผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยได้ร่วมกันนำเครื่องมือที่ได้เก็บข้อมูลกับครูและนักเรียนในโรงเรียนซึ่งเป็นสภาวะการณ์ที่ไม่
ปกติเนื่องเกิดการระบาดของโรค COVID-19 จึงทำการปรับเปลี่ยนแบบประเมินเป็น Google Form
และมีการตดิ ตามผลการประเมินโดยใช้กล่มุ ไลน์
3.3.3) จากปัญหาการถอดบทเรียนที่มีผู้ร่วมวิจัยจำนวน 13 คน และเนื้อหาของการ
จัดการเรียนรู้ของผู้ร่วมวิจยั ค่อนข้างหลากหลาย และเป็นอุปสรรคต้อการถอดบทเรียนอย่างมาก ได้
ดำเนินการแก้ปัญหาโดยใช้ครูแต่ละคนสรุปสาระสำคัญส่งผู้วิจัยก่อนแล้วจึงนำเสนอในที่ประชุมเพื่อ
พิจารณาตรวจสอบและให้ขอ้ สรุปร่วมกนั
3.4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ที่เกิดขึ้นกับผู้วิจัย ผู้ร่วม
วิจัย และหน่วยงาน และองค์ความรู้จากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice) ที่
เกดิ ข้ึน ดงั นี้
3.4.1) การเรยี นรู้ทเ่ี กิดขน้ึ ระดับบคุ คล คอื ผู้วจิ ยั มีดงั นี้
1) การทำงานแบบร่วมมือกันช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเรียนรู้และผลสำเร็จ
ของงานไดด้ กี วา่ การทำงานแบบต่างคนต่างทำอยา่ งที่เคยเปน็ มา เพราะมกี ารทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งใน
ทางเลือกทหี่ ลากหลาย
2) มีการทำงานทีแ่ ลกเปลีย่ นเปล่ียนเรียนรู้ เพราะนำความเขา้ ใจสู่การปฏบิ ัติ และมี
การทบทวนการปฏบิ ตั ิ
3) เกิดการแลกเปลย่ี นเปลย่ี นเรยี นรู้ทางด้านความคดิ และสรา้ งผลสำเรจ็ ของงาน
3.4.2) การเรียนร้ทู ีเ่ กิดขน้ึ ระดับกลุ่ม คือ ผู้รว่ มวจิ ยั มีดังนี้
1) มีการทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะแต่ละ
คนได้แสดงความคดิ เหน็ แล้วนำมาอธบิ ายจงึ เกิดการแลกเปล่ียนซึง่ กนั และกนั
2) เกิดผลสำเร็จของงานได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เพราะที่ผ่านมาไม่มี
การรว่ มมือกนั ทำจึงมีความแตกตา่ งท่เี ก่ียวกับการทำงานในเรื่องของการพฒั นา
3) มีการทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน การบูรณา
การในการดำเนินงาน
3.4.3) การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระดบั หน่วยงาน คือ โรงเรียน /กลุ่มสาระ/ระดบั ชั้นที่พัฒนา
มีดงั นี้
1) การทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในโรงเรียนเนนิ
สงา่ วิทยา นักเรียนมที กั ษะภาวะผู้นำสูงข้ึน
2) การทำงานแบบร่วมมือกันและช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของนักเรียนช้นั
มัธยมศึกษาปที ี่ 4 - 6 มีการทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี นในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
219
3) การทำงานแบบร่วมมือกนั และช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหวา่ งนักเรียน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 - 6 เกดิ การแลกเปลยี่ นเปลย่ี นเรียนรู้ซงึ่ กนั และกนั
ข้ันตอนท่ี 8 การสงั เกต (Observing) ในวงจรที่ 2 เชน่ เดยี วกบั ขน้ั ตอนที่ 4 คอื เป็นการ
สังเกตเกี่ยวกับความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นจากการ
ดำเนนิ งานในแต่ละขัน้ ตอน โดยใชเ้ ทคนิคและวธิ ีการตามทกี่ ำหนดไว้ในวงจรท่ี 2
1) ผลการประเมินระดับการปฏิบัติจากทางเลือกที่หลากหลาย จากผลการประเมินใน
ระยะ “หลัง” การปฏิบัติในวงจรที่ 2 เพ่อื นำผลการประเมนิ ไปเปรยี บเทยี บกับผลการประเมนิ ในระยะ
“ก่อน และ หลัง” การปฏิบัติในวงจรที่ 1 โดยผู้ตอบแบบประเมินนี้ คือ ผู้ร่วมวิจัยระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปที ่ี 4 - 6 จำนวน 13 ราย ปรากฏผลการประเมนิ เพ่อื การเปรยี บเทยี บดังตารางที่ 4.10
ตารางท่ี 4.10 เปรยี บเทียบผลประเมินการนำหลกั การ / แนวคิด / เทคนคิ / วิธีการ / กจิ กรรม เพื่อ
การพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ไปปฏิบตั ิในระยะก่อนและหลัง
การปฏบิ ตั ิในวงจรท่ี 1 กบั หลังการปฏบิ ตั ใิ นวงจรที่ 2
หลักการ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม ผลการ ผลการ ผลการ
ประเมนิ ประเมิน ประเมนิ
1. ใหน้ ักเรียนนำเสนอผลงานในชั้นเรยี น กอ่ นปฏิบตั ใิ น หลังปฏบิ ตั ิใน หลังปฏบิ ัตใิ น
2. ใหน้ ักเรียนทำงานแบบร่วมมือกนั วงจรที่ 1 วงจรท่ี 1 วงจรที่ 2
3. ให้นักเรยี นทำกจิ กรรมพัฒนาแบบจิตอาสา
4. ให้นกั เรยี นกลา้ ลองผดิ ลองถูก S.D. S.D. S.D.
5. ให้โอกาสนักเรยี นแสดงวสิ ัยทศั น์ของตนเอง
6. ให้นกั เรียนมีวสิ ยั ทศั น์ (Vision) 1.92 0.64 2.23 0.43 2.77 0.44
7. ให้นกั เรียนมีแรงจูงใจ (Motivation) 2.76 0.43 2.92 1.03 3.15 0.69
8. ให้นกั เรียนกลา้ การแสดงออก (Serving) 2.46 0.77 2.69 0.63 2.77 0.60
9. ใหน้ ักเรยี นมีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) 2.69 0.48 3.07 0.27 3.15 0.55
10. ให้นกั เรยี นมกี ารสร้างทมี (Team Building) 2.30 0.48 2.53 0.51 2.69 0.75
11. ให้นกั เรยี นยกระดบั ทกั ษะจากภาวะผู้นำแบบดง้ั เดิม 2.53 0.51 2.61 0.50 2.85 0.69
(Upgrade Traditional Leadership Skills) 2.46 0.51 2.53 0.51 2.62 0.77
12. ใหน้ ักเรยี นสามารถพัฒนาภาวะผนู้ ำร่วมกนั ทัว่ กนั 2.84 0.55 3.07 0.49 3.15 0.80
ท้ังหมด (Develop a Common Leadership Practice 2.46 0.51 2.61 0.50 2.85 0.80
Across the Organization) 3.07 0.49 3.23 0.92 3.31 0.48
13. ให้นกั เรียนมที ักษะผู้นำแบบยดื หยนุ่ (Flex 3.00 0.57 3.15 0.80 3.23 0.60
Leadership Style)
14. ให้นกั เรยี นมีทกั ษะความเปน็ ผู้นำท่ีชาญฉลาด 2.76 0.72 2.92 0.27 3.00 0.82
(Generate Leadership Intelligence)
2.53 0.51 2.69 0.48 2.85 0.55
2.76 0.72 2.92 1.03 3.00 0.71
220
ตารางที่ 4.10 (ตอ่ )
หลักการ / แนวคดิ / เทคนคิ / วิธกี าร / กจิ กรรม ผลการ ผลการ ผลการ
ประเมิน ประเมนิ ประเมิน
15. ใหน้ กั เรยี นเหน็ ความสำคัญของพลังส่วนบคุ คล (The ก่อนปฏบิ ัตใิ น หลังปฏบิ ตั ิใน หลังปฏบิ ัติใน
Importance of Personal Power) วงจรท่ี 1 วงจรที่ 1 วงจรที่ 2
16. ใหน้ ักเรยี นมีวิธีการคิดเชงิ บวก (Positive Approach)
17. ให้นกั เรียนมคี วามคดิ ริเรม่ิ (Take Initiative) S.D. S.D. S.D.
18. ใหน้ กั เรียนมที ักษะการสร้างแรงบนั ดาลใจและการ 2.92 0.49 3.07 0.75 3.15 0.38
สรา้ งแรงจูงใจ (Inspire and Motivate)
19. ใหน้ ักเรยี นสามารถวเิ คราะห์จุดแขง็ และจดุ ออ่ นของ 2.84 0.37 2.92 0.49 3.08 0.49
ตนเอง (Analyze Strengths and Weaknesses) 2.46 0.51 2.61 0.50 2.69 0.63
20. ใหน้ ักเรียนมที กั ษะในการฟัง (Listen) 2.07 0.75 2.23 0.43 2.31 0.63
21. ให้นกั เรยี นมที ักษะการจดั การกบั ความขัดแย้ง (Deal
with Conflicts) 2.46 0.51 2.61 0.50 2.69 0.48
22. ครูควรเปน็ แบบอย่าง (Serve as a Role Model)
23. ครูควรมคี วามกระตอื รือรน้ (Be Passionate) 2.30 0.85 2.53 0.51 2.62 0.87
24. ใหน้ กั เรยี นมีทักษะการสร้างรูปแบบภาวะผู้นำผู้นำ 2.53 0.87 2.69 0.94 2.77 0.93
สำหรับคนอ่ืน ๆ (Model Great Leadership for Others)
25. ให้นักเรียนทำความเข้าใจถงึ จดุ แขง็ และการใชจ้ ุดแข็ง 2.15 0.55 2.46 0.51 2.54 0.66
(Understand Strengths and Use Them) 2.23 0.59 2.38 0.50 2.46 0.52
26. ให้นักเรียนมกี ารกำหนดเปา้ หมายท่เี ปน็ รูปธรรมและ 2.53 0.51 2.77 0.44 2.92 0.64
ดำเนนิ การใหส้ ำเรจ็ (Set Concrete Goals and Execute
Them) 2.53 0.51 2.62 0.51 2.69 0.48
27. ให้นกั เรียนมีทกั ษะการจงู ใจผู้อนื่ (Motivate Others)
28. ใหน้ ักเรยี นรจู้ ักแสวงหาเปา้ หมายทส่ี ูงขนึ้ (Find 2.46 0.66 2.61 0.50 2.69 0.63
Higher Purpose)
29. ใหน้ ักเรยี นตระหนักถงึ ทกั ษะสร้างแรงบนั ดาลใจในการ 2.15 0.68 2.38 0.50 2.46 0.88
เป็นผู้นำทดี่ ีนัน้ ขน้ึ อยูก่ ับว่าผู้นำจะทำอะไรใหส้ ำเร็จ (Be 2.00 0.40 2.15 0.37 2.23 0.60
an Inspiration Being a Good Leader Depends on
How Get Things Done) 2.23 0.43 2.38 0.50 2.46 0.66
30. ใหน้ กั เรยี นมีการเรยี นรูอ้ ยา่ งต่อเนอื่ ง (Keep
Learning) 2.61 0.50 2.76 0.59 2.92 0.64
31. ใหน้ กั เรยี นรหู้ ลกั การสือ่ สาร (Communicate)
32. ใหน้ ักเรียนสามารถมองเห็นภาพอนาคตที่ใหญข่ ้นึ เสมอ 2.38 0.65 2.61 0.50 2.77 0.83
(Always See The Bigger Picture) 2.53 0.51 2.69 0.63 2.85 0.99
33. ใหน้ กั เรยี นกลา้ พดู กล้าแสดงออกซึง่ การกระทำ (Let
Actions Speak) 2.46 0.77 2.61 0.50 2.69 0.75
221
ตารางท่ี 4.10 (ตอ่ )
หลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธีการ / กจิ กรรม ผลการ ผลการ ผลการ
ประเมิน ประเมนิ ประเมนิ
34. ครูจัดกจิ กรรมความคดิ รเิ ริม่ (Taking on More กอ่ นปฏิบัตใิ น หลังปฏบิ ตั ใิ น หลังปฏิบัตใิ น
Initiatives) วงจรท่ี 1 วงจรท่ี 1 วงจรท่ี 2
35. ครจู ดั กจิ กรรมพฒั นาทักษะการสอื่ สาร (Improving
Communication Skills) S.D. S.D. S.D.
36. ครจู ดั กิจกรรมสรา้ งองค์ความรู้เกย่ี วกบั รปู แบบภาวะ 2.61 0.50 2.76 0.72 2.92 0.49
ผู้นำ (Gaining Knowledge about Leadership Styles)
37. ครูจดั กจิ กรรมทกั ษะการคดิ เชงิ วิพากษ์ (Critical 2.92 0.75 3.07 0.64 3.23 0.83
Thinking)
38. ครจู ดั กิจกรรมทสี่ ่งเสริมสนบั สนุนความคิดสร้างสรรค์ 2.92 0.27 3.07 0.64 3.38 0.51
(Advocate Creativity)
39. ครจู ัดกิจกรรมการกระบวนการฟังท่มี ปี ระสิทธภิ าพ 2.84 0.55 2.92 0.49 3.08 0.76
(Effective Listening)
40. ครจู ัดกจิ กรรมการสร้างแบบอย่างที่ดี (Following the 3.23 0.43 3.38 0.65 3.46 0.88
Role Model)
41. ครจู ัดกจิ กรรมสง่ เสริมความมรี ะเบยี บวินัยดี (Well 2.76 0.43 2.92 0.27 3.00 0.41
Disciplined)
42. ครจู ัดกจิ กรรมเพอ่ื ให้บรรลุซง่ึ วสิ ัยทศั นท์ ีช่ ัดเจน 2.69 0.48 2.84 0.68 2.92 0.76
(Possessing a Clear Vision)
43. ครจู ดั กิจกรรมส่งเสรมิ ความรบั ผดิ ชอบในการ 2.76 0.72 3.07 0.75 3.31 0.75
มอบหมายงาน (The Talent For Delegating Tasks)
44. ครจู ัดกจิ กรรมท่ที ้าทายและลองแนวคิดใหม่ ๆ (Try 2.61 0.50 2.84 0.37 3.08 0.64
New Ideas)
2.46 0.51 2.61 0.50 2.85 0.90
โดยรวม
2.60 0.75 2.84 0.37 2.92 0.86
2.56 0.56 2.74 0.55 2.87 0.67
จากตารางที่ 4.10 ผลการประเมินระดับการนำหลักการ /แนวคิด /เทคนิค /วิธีการ /
กิจกรรม เพื่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ไปปฏิบัติในระยะก่อนและหลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 กับหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.56, 2.47, และ 2.87 ตามลำดับ
แสดงให้เห็นว่าในการพัฒนานั้น ผู้ร่วมวิจัยได้นำเอาทางเลือกที่เป็นแนวการพัฒนาไปสู่การปฏิบัติ
ที่มากขึ้นตามลำดับ และเมื่อพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า มีค่าต่ำทั้ง 3 ระยะ คือ มีค่า
เท่ากับ 0.56, 0.55 และ 0.67 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า การแสดงความเห็นของผู้ร่วมวิจัยในแต่ละ
ระยะมคี วามแปรปรวนต่ำ หรอื กลา่ วอีกนยั หนึ่งวา่ ผู้ประเมินมีความเหน็ ที่สอดคลอ้ งกัน
222
สำหรบั รายละเอียดที่แสดงถึงระดับมากน้อยของการปฏิบัตริ ายข้อ เปน็ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้วิจัย
และผู้รว่ มวิจยั จะนำไปอภปิ รายรว่ มกนั ในขน้ั ตอนการสะท้อนผลต่อไป
1) ผลการประเมินทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน เป็นการประเมินเปรียบเทียบผลการ
พัฒนา 3 ระยะ คือ ก่อนการปฏิบัติในวงจรที่ 1 หลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 2 โดยผู้ตอบแบบประเมินนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 จำนวน 191 ราย ดัง
ตารางท่ี 4.11
ตารางที่ 4.11 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากผลการประเมิน “ก่อนและหลัง”
การปฏิบัติในวงจรที่ 1 และ “หลัง” การปฏิบัติในวงจรท่ี 2 จากแบบประเมิน ทักษะ
ภาวะผู้นำของนกั เรียน
ลักษณะ/คณุ ลกั ษณะท่คี าดหวังให้เกดิ ข้นึ ผลการ ผลการ ผลการ
ประเมนิ ประเมนิ ประเมนิ
1. นักเรียนมีความคิดทัศนะและวิสัยทัศน์กว้างไกล กอ่ นปฏิบตั ิใน หลังปฏิบตั ใิ น หลงั ปฏิบัติใน
2. นักเรียนชอบแสวงหาเพ่ือการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ๆ วงจรที่ 1 วงจรที่ 1 วงจรท่ี 2
3. นักเรียนวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา
4. นักเรียนปฏิบัติต่อผู้อ่ืนด้วยความเคารพและให้ S.D. S.D. S.D.
2.27 0.52 2.37 0.56 2.46 0.66
เกียรติเสมอ 2.67 0.76 2.77 0.73 2.92 0.64
2.60 0.56 2.70 0.53 2.85 0.55
5. นักเรียนชอบคุยกับผู้คนและนักเรียนเป็นผู้ฟังท่ีดี 2.50 0.63 2.60 0.62 2.69 0.63
6. นักเรียนสามารถแยกประเด็นสำคัญออกจาก
2.50 0.63 2.53 0.57 2.62 0.51
ประเด็นที่ไม่สำคัญ 2.40 0.56 2.47 0.57 2.54 0.78
7. นักเรียนมีความซื่อสัตย์และสามารถทำให้ผู้อ่ืน 2.47 0.68 2.57 0.68 2.77 0.60
ไว้วางใจได้ 2.30 0.60 2.40 0.62 2.69 0.75
2.37 0.49 2.47 0.51 2.54 0.88
8. นักเรียนกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมเม่ือจำเป็น
9. นักเรียนยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของ 2.23 0.43 2.33 0.48 2.46 0.78
2.30 0.53 2.43 0.57 2.54 0.52
ตัวเอง 2.20 0.41 2.33 0.48 2.46 0.52
2.47 0.68 2.60 0.67 2.77 0.44
10. นักเรียนมกั ต้งั เปา้ หมายและสามารถบรรลุเป้าหมายได้
11. นักเรียนชอบฟังส่ิงท่ีคนอื่นพูดความจริง 2.47 0.68 2.57 0.68 2.62 0.77
12. การแก้ปัญหาเปน็ หน่งึ ในจดุ แขง็ ของนกั เรยี น 2.50 0.68 2.63 0.61 2.85 0.80
13. นักเรียนสบายใจในการแนะนำและให้คำปรึกษา 2.43 0.63 2.53 0.63 2.62 0.65
ผู้อ่ืน
14. นักเรียนสนุกกับการใช้วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ
15. นักเรยี นพยายามหาวธิ จี ดั การความขดั แย้งกับผู้อื่น
16. เมอื่ นกั เรียนพบปญั หา นกั เรยี นจะหาวิธีแกไ้ ขท่เี ป็นไป
ได้ทนั ที
223
ตารางท่ี 4.11 (ต่อ)
ลักษณะ/คุณลกั ษณะท่ีคาดหวังใหเ้ กดิ ข้ึน ผลการ ผลการ ผลการ
ประเมิน ประเมิน ประเมนิ
17. การกระทำของนักเรียนสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลัก ก่อนปฏบิ ัตใิ น หลังปฏิบัตใิ น หลังปฏบิ ัตใิ น
วงจรท่ี 1 วงจรท่ี 1 วงจรที่ 2
ของนักเรยี น
S.D. S.D. S.D.
18. นักเรยี นชอบฟังความคดิ เห็นของผู้อืน่ กอ่ นตดั สนิ ใจเอง 2.47 0.57 2.63 0.56 2.92 0.49
19. นักเรียนเปดิ เผยความรู้สึกของนักเรยี นกบั ผู้อน่ื อยา่ ง
2.43 0.50 2.50 0.51 2.69 0.85
เปิดเผย 2.40 0.62 2.57 0.57 2.92 0.76
20. นกั เรยี นฟังความคดิ ของคนทไ่ี มเ่ หน็ ด้วยกับนักเรยี น 2.53 0.68 2.67 0.66 3.00 0.58
อยา่ งใกลช้ ิด 2.67 0.71 2.73 0.69 3.15 0.38
21. นกั เรยี นตง้ั ใจฟังความคดิ เห็นของผู้อื่นอยา่ งรอบคอบ 2.57 0.73 2.63 0.72 2.77 0.93
2.67 0.80 2.83 0.75 2.92 0.86
กอ่ นตัดสนิ ใจ
2.77 0.73 2.87 0.68 3.08 0.76
22. นกั เรยี นใช้ความพยายามทางอารมณ์ในการจูงใจผู้อื่น 2.73 0.83 2.80 0.81 3.00 0.71
23. นักเรียนทำงานหนกั เพ่ือหาฉนั ทามตใิ นสถานการณ์ 2.47 0.62 2.58 0.61 2.75 0.67
ความขัดแยง้
24. นักเรยี นมคี วามยดื หยุน่ เก่ียวกบั การเปลย่ี นแปลง
25. นักเรยี นสนุกกับการสอ่ื สารกับผู้อนื่
โดยรวม
จากตารางที่ 4.11 เปรียบเทยี บคา่ เฉลย่ี จากผลการประเมิน “ก่อนและหลงั ” การปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และ “หลัง” การปฏิบัติในวงจรที่ 2 จากแบบประเมินคุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้น จาก
การพัฒนา พบว่า มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามลำดับ คือ จากค่าเฉลีย่ 2.47 ในระยะก่อนการปฏิบตั ิในวงจร
ที่ 1 เป็น 2.58 หลังการปฏบิ ัตใิ นวงจรที่ 1 และเป็น 2.75 หลังการปฏิบตั ใิ นวงจรที่ 2 แสดงให้เหน็ ว่า
การพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียน ได้รับการพัฒนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมาตามลำดับ และ
เมื่อพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เห็นได้ว่า มีค่าในระดับต่ำ คือ 0.62, 0.61 และ 0.67
ตามลำดบั ซง่ึ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การแสดงความเห็นของนักเรียนในแตล่ ะระยะมีความแปรปรวนต่ำ หรือ
กล่าวอกี นยั หน่ึงว่าผู้ประเมนิ มคี วามเหน็ ทส่ี อดคล้องกนั
สำหรับรายละเอียดที่แสดงถึงระดับมากน้อยของทักษะที่คาดหวงั ให้เกิดขึน้ จากการพัฒนา
รายข้อ เป็นผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะนำไปอภิปรายร่วมกันในขั้นตอนการ
สะท้อนผลต่อไป
ขั้นตอนที่ 9 การสะท้อนผล (Reflecting) ในวงจรที่ 2 เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 5 คือ
เป็นการนำเอาเทคนิคการถอดบทเรียน เพื่อทบทวนหรือสรุปประสบการณ์การทำงานในแง่มุมต่าง ๆ
เพื่อให้เห็นถึงรายละเอียดของเหตุปัจจัยทั้งภายในภายนอก ซึ่งทำให้เกิดผลอย่างที่เป็นทั้งที่สำเร็จ
หรือไม่สำเร็จ เน้นการระดมสมอง พูดคุย เล่าเรื่อง สังเคราะห์ จับประเด็นกระบวนการทำงานเชิง
224
บทเรียนหรือประสบการณ์ เป็นการสืบค้นความรู้จากการปฏิบัติงานโดยใช้วิธีการสกัดความรู้และ
ประสบการณ์จากผู้ร่วมวิจัย พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน
การเรียนรู้ และความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานทั้งที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ เพื่อเป็น
ขอ้ เสนอแนะในการปรบั ปรงุ การปฏิบตั งิ านให้บรรลเุ ป้าหมายและสามารถเผยแพร่ศึกษาเรยี นรไู้ ด้ เปน็
การสะท้อนผลเกย่ี วกบั การปฏบิ ัตติ ามแผนว่าสำเรจ็ หรอื ไม่สำเร็จตามที่คาดหวังไว้
ก่อนการดำเนินงานในขั้นตอนนี้ ผู้วิจัยได้ประเมินการบรรลุผลตามความคาดหวังจากการ
พัฒนา โดยใช้แบบประเมินที่สร้างขึ้น เป็นการประเมินหลังการปฏิบัติ (After Acting) ของวงจรที่ 1
แลว้ นำผลการประเมนิ มาประกอบการพจิ ารณาเพ่อื สะท้อนผลในครง้ั น้ดี ้วย
ในการถอดบทเรียนเพ่ือหาคำตอบเกี่ยวกับ “ผลการปฏิบัตงิ านในวงจรที่ 1” เนื่องจากการ
วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นการพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change) ผู้วิจัยใช้
กรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ (Force-Field Analysis) ของ Kurt Lewin (Lunenburg &
Ornstein, 2000) มาใช้ โดยการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน (Current Condition) หรือ
สภาพท่ีดั้งเดิมว่าเป็นอย่างไร ความคาดหวังที่คาดวา่ จะได้รับ (Desired Condition) ที่กำหนดทั้งเชิง
คุณภาพและเชิงปริมาณไว้คืออะไร พลังขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Force for Change) ที่นำมาใช้
เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคืออะไร ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังมากน้อยเพียงใด
เหตุปัจจัยจากภายในและจากภายนอกอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้น มีข้อสังเกต
อะไรบา้ งเกีย่ วกับประเด็นทบี่ รรลุผลตามความคาดหวงั และข้อสังเกตเก่ียวกับที่ไม่บรรลุผลตามความ
คาดหวัง และในการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ได้เกิดสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
(Resistances to Change) อะไรบ้าง แล้วจากสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มีแนวทาง
อะไรบ้างที่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่ม (Increase) พลังขับให้มีประสิทธิภาพ และลด (Reduce) ส่ิง
ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นให้หมดไปหรือลดน้อยลง ทั้งนี้ เพื่อผลต่อการวางแผนเพื่อพัฒนาใน
รอบที่ 2 ต่อไป ซึ่งอาจเป็นการปรับปรุงพลังขับที่ใช้เป็นเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแสวงหา
พลังขับใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่ามาใช้แทน หรือทั้งกรณีปรับพลังขับเดิมและเพ่ิมพลังขับใหม่ ๆ
ดงั ปรากฏผลการสะท้อนผลไปสู่การปฏิบัติในวงจรท่ี 2 ทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรียน ดำเนินการในวัน
อังคารที่ 29 มีนาคม 2565 เวลา 15.30 - 17.30 ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนเนินสง่าวิทยา
อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ เป็นการสะท้อนผลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแผน ว่าบรรลุผลและไม่
บรรลุผล ภาพบรรยากาศการสะทอ้ นผล และตวั อย่างบทสนทนา ดังภาพท่ี 4.26
225
ภาพท่ี 4.26 การสะทอ้ นผล (Reflecting) ในวงจรท่ี 2
“การดำเนินวิจัยการส่งเสริมภาวะผู้นำของนักเรียนโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ผมในฐานะ
ผู้วจิ ัยตอ้ งขอขอบคุณคณะครูผู้รว่ มวิจยั ทุกทา่ นที่ให้ความรว่ มมือในการดำเนนิ งานที่ผา่ นมา ทำให้การ
ดำเนินงานปฏิบัติการวิจัยลุล่วงไปด้วยดีจนประสบผลสำเร็จอันเกิดจากความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย
คือผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ทำให้เราทราบว่าการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งจะขาดฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง
หรือคนใดคนหนึ่งไม่ได้เลย เพราะพวกเราทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนานักเรียน โรงเรียน
เนินสงา่ วิทยา”
(ผู้วจิ ยั , 29 มีนาคม 2565)
“ในการดำเนินงานที่ผ่านผมในฐานะผู้ร่วมวิจัยซึ่งเป็นครูประจำชั้น เวลาดำเนินการ
กิจกรรมต่าง ๆ ก็จะคอยสังเกตพฤติกรรมนักเรียน เพื่อดูว่านักเรียนกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก
มากขึ้นเพราะได้รับแรงกระตุ้นจากการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ทำให้เกิดผลดีกับ
นักเรียน เพราะว่าจะได้ส่งเสริมให้เด็กให้เป็นทักษะที่ติดตัวและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวันไดค้ รับ”
(ผู้ร่วมวิจัยคนท่ี 5, 29 มนี าคม 2565)
“การดำเนนิ การท่ีผ่านมาเปน็ การเรียนรูร้ ว่ มกัน การแลกเปลี่ยนซง่ึ กนั และกนั ระหวา่ งผู้วิจัย
และผู้ร่วมวิจัย ก็ต้องขอขอบคุณที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้ผู้ร่วมวิจัยทราบ
ว่ากระบวนการวิจยั ปฏิบตั ิการแบบมสี ว่ นรว่ มน้ันเปน็ การดำเนินการเชิงปฏบิ ัติการ เพราะมีข้ันตอนใน
การดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนอย่างชัดเจน และทำให้การดำเนินงานง่ายต่อผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจน
ทำให้บรรลุวัตถุประสงคแ์ ละประสบผลสำเร็จตามเปา้ หมายที่ตง้ั ไว”้
(ผู้รว่ มวิจยั คนที่ 6, 29 มีนาคม 2565)
226
“ในการเสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำ ผมในฐานะครฝู า่ ยกิจการนักเรียนท่ีต้องคอยกำกับดูแล
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนก็มีการส่งเสริมเด็กให้มีความเป็นผู้นำเช่น งานส่งเสริมประชาธิปไตยใน
โรงเรียน หรืองานสภานักเรียนซึ่งเป็นงานกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำที่เด่นชัด เพราะเป็น
การเลือกประธานนักเรียน ซ่ึงจะประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นรองประธาน คณะกรรมการ และ
เลขานุการ เป็นการจำลองระบอบประชาธิปไตย โดยมีการเลือกตั้ง ทำให้นักเรียนรู้ว่าการที่เขาจะ
เลือกผู้นำควรพิจารณาว่าควรที่จะเลือกคนแบบไหนจึงจะเหมาะสมมากท่ีสุด ผมในฐานะผู้ร่วมวจิ ยั ได้
เห็นกระบวนการการดำเนินงานแล้วกต็ ้องขอชน่ื ชม และจะนำไปประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อไป”
(ผู้รว่ มวิจยั คนท่ี 7, 29 มีนาคม 2565)
จากการสะท้อนผลร่วมกันของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การ
บันทึกข้อความ การประเมินผล และการบันทึกภาพและเสียงจากการปฏิบัติในวงจรท่ี 1 และวงจรที่
2 ดังกล่าวมานั้น เห็นได้ว่า คุณลักษณะที่คาดหวัง (Desired Condition) ให้เกิดขึ้นกับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ที่เป็น
กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาในงานวิจยั นี้ ได้มีผลจากการประเมินเพื่อให้ทราบถึงสภาพที่เป็นเป็นเดิม
กอ่ นการพัฒนาในวงจรที่ 1 มคี ่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 2.15 เมื่อใช้พลงั ขับเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
(Forces for Change) ทสี่ ำคัญ คือ “ขอ้ เสนอแนะทางเลือกท่หี ลากหลาย” จำนวน 44 ทางเลือก ซ่งึ
ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอแนะเชิงวิชาการท่ีไดจ้ ากการศกึ ษาของผู้วิจัย และอีกส่วนหนึ่งเป็นข้อเสนอแนะ
จากผลการระดมสมองของผู้ร่วมวิจัย และจากการกำหนด “หลักการ” เพื่อการทำงานร่วมกันที่มี
ประสิทธิภาพ 5 หลักการ คือ 1) มีการสื่อสาร (Communication) 2) มีคณะผู้แทน (Delegation)
3) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) 4) มีความคิด (Ideas) และ 5) มีการสนับสนุน (Support) และการ
กำหนด “กลยุทธ์” เพื่อเป็นแนวทางให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 5 กลยุทธ์ คือ
1) มีทัศนคติทด่ี ี (Have a positive attitude) 2) มคี วามรบั ผิดชอบ (Be Accountable) 3) อา่ นมาก
(Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป (Keep Learning) และ 5) ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital
organization tools) นอกจากนั้น ยังได้กำหนด “ขั้นตอน” เพื่อการนำทางเลือกสู่การปฏิบัติที่
บรรลุผล 4 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนร่วม (Shared Planning) ขั้นตอนที่ 2 การนำแผนสู่
การปฏิบัติร่วม (Shared Implementing) ขั้นตอนที่ 3 การติดตามผลร่วม (Shared Observing)
ขั้นตอนที่ 4 การมีข้อมูลย้อนกลับร่วม (Shared Reflecting) ดังมีรายละเอียดที่กล่าวในตอนต้นแล้ว
ปรากฏว่า คุณลักษณะที่คาดหวัง (Desired Condition) ให้เกิดขึ้นกับนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 -
6 โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการ
พัฒนาในงานวิจัยนี้ มีผลจากการประเมิน “หลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1” มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ
2.58 และมีผลจากการประเมิน “หลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2” มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 2.75 เม่ือ
นำไปเปรียบเทียบกับผลจากการประเมิน “ก่อนการปฏิบัติในวงจรที่ 1” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ
2.47 เห็นได้ว่า ผลการประเมินคุณลักษณะที่คาดหวัง (Desired Condition) มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น
ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าพลังขับเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Forces for Change) ที่ผู้วิจัยและผู้
รว่ มวิจัยนำมาใช้ในงานวิจัยนเ้ี ป็นพลังขบั หรือปัจจัยสำคญั ทีส่ ่งผลต่อการเปล่ียนแปลง เน่ืองจากส่งผล
ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัด
227
ชัยภูมิ ที่เป็นกลุ่มป้าหมายในการพัฒนามีคุณลักษณะที่คาดหวัง (Desired Condition) ที่สูงข้ึน
เชน่ เดยี วกบั ทก่ี ลา่ วถงึ ในการสะทอ้ นผลในวงจรที่ 1
นอกจากพลังขับหรือปจั จัยสำคัญท่สี ่งผลต่อการเปลย่ี นแปลงดงั กล่าว ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย
ได้อภิปรายถึงพลังขบั หรือปัจจัยสำคัญอื่นที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในคร้ังน้ีดว้ ย เห็นว่า น่าจะมีผล
มาจาก
1) การสร้างความเข้าใจ ความตระหนกั และความรักในงานเปน็ ทมี
2) เสรมิ สรา้ งและสนับสนุนการทำงานดว้ ยความรอบคอบ อดทน และเพียรพยายาม
3) กระตุ้นให้มีการปฏิบัติงานดว้ ยความใส่ใจ ตั้งใจ และมีความรับผิดชอบ มีการเสริมแรง
การให้กำลังใจซ่งึ กนั และกนั
4) สร้างวิธีการตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน ประเมินผลเพื่อการพัฒนาให้ดียิ่งข้ึน โดยการ
สรา้ งพลงั ขบั ท่ีมีผลต่อครูผู้วจิ ยั
5) การสร้างพลังขับหรือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผู้วิจัยและผู้ร่วม
วจิ ยั ไดอ้ ภปิ รายถึงพลงั ขบั หรอื ปจั จยั สำคญั อ่นื ทีส่ ง่ ผลต่อการเปลย่ี นแปลงในครัง้ นเ้ี หน็ วา่ น่าจะมผี ลมา
จากการนำหลักธรรมมาใช้ในการทำงาน ประกอบด้วย (1) สังคหวัตถุ (2) ขันติ (3) สัปปุริสธรรม 7
(4) อิทธิบาท 4 (5) โยนโิ สมนสกิ าร และ (6) หลกั พรหมวหิ าร 4
แสดงใหเ้ หน็ วา่ ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ใหก้ บั นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปี
ที่ 4 - 6 โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภมู ิ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใน
การพัฒนานั้น ยังมีพลังขับหรือปัจจัยสำคัญอื่นที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงร่วมเป็นด้วย ท่ีผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยจะต้องร่วมกันสังเกตและกระตุ้นให้มีการนำมาใช้ให้หลากหลาย ไม่คาดหวังแต่หลักการ กล
ยุทธ์ และขั้นตอน ท่ีกำหนดขึ้นมาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการทำงานเป็นวิถีของชีวิตที่ต้องการความมี
พลวัตของการคิดและการกระทำที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเกีย่ วกับการเกิดแรงจูงใจภายใน
เพอ่ื มุ่งหวงั ให้การทำงานประสบความสำเร็จ ในทัศนะของผู้วิจยั ถือว่ามีความสำคญั มากกว่าปัจจัยอื่นใด
อย่างไรก็ตาม ในการทำงานใด ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย คือ อุปสรรคหรือปัจจัยท่ี
ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistances of Change) ซึ่งจากการถอดบทเรียนในระยะที่ผ่านมา
และจากการรายงานของผู้ร่วมวิจัย รวมทั้งผลจากการประเมินระดับการนำทางเลือกไปปฏิบัติของผู้
ร่วมวิจัย พบว่า ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ในครั้งนี้ มีอุปสรรคหรือปัจจัยที่ต่อต้าน
การเปลี่ยนแปลงทส่ี ำคัญ ดังนี้
1) ปัญหาพื้นฐานของผู้ที่ร่วมวิจัยส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วม การประเมินปฏิบัติการ และกิจกรรมการถอดบทเรียนทำให้การดำเนินการเกิดความ
ลา่ ช้าในการปฏิบัติdกวา่ ท่ีควรจะเปน็
2) ข้อบกพร่องของผู้ร่วมวิจัยคือ การนำเสนอแนวคิดเชิงทฤษฎี พบข้อบกพร่องสำคัญคือ
การทบทวนวรรณกรรมหลากหลายแต่พื้นฐานความรู้ของครูแต่ละคนท่ีสังเคราะห์ ยังไม่ดีพอ ทำให้
กิจกรรมตอ้ งใชเ้ วลามากกวา่ ท่คี วรจะเปน็
3) ปัญหามีการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ในการจัดทำแบบประเมินผลการบรรลุความ
คาดหวงั จากการพัฒนายังพบในการจดั กลุ่มคณุ ลักษณะของผู้เรียนที่คาดหวังให้เกิด ซงึ่ จะใช้เวลามาก
พอสมควร ทำใหจ้ ับประเด็นในการสนทนาไดค้ ่อนข้างยาก
228
4) การระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของสายธารประสบการณ์และธารสายวิชาการ พบ
ข้อบกพร่องคือ ผู้ร่วมวิจัยไม่เข้าใจวธิ กี ารนำแนวคิดเชงิ ทฤษฎมี าใช้ผนวกกับธารสายประสบการณ์ทำ
ให้มคี วามลา่ ชา้
5) การถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจัยยังไม่เข้าใจวิธีการถอดบทเรียนในแต่ละประเด็นโดยเฉพาะ
การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถนำเสนอผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติไม่เป็นไปตาม
หลกั วชิ าการ
ซึ่งผู้วิจัยและผู้ร่วมวจิ ัยได้รว่ มกันดำเนินงานเพือ่ เอาชนะอุปสรรคหรือปัจจัยต่อตา้ นเหลา่ น้ี
เช่น
1) ผู้วิจัยได้อธิบายและยกตัวอย่าง หรือแบบเก็บข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้ ควรจัดทำเป็น
เอกสารองค์ความรทู้ ี่เพ่ิมเตมิ ในรายละเอยี ด และตวั อยา่ งของเคร่ืองมือและเทคนคิ การวิจยั เพื่อแจกให้
ผู้ร่วมวิจัยทุกคนได้ศึกษาเพิ่ม ให้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย นำมาใช้ในการทบทวนหรือ
สะทอ้ นผลหลงั การปฏบิ ัติกจิ กรรมตามขน้ั ตอน
2) การนำเสนอแนวคิดเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย โดยใช้วิธีการจัดเตรียมเอกสารประกอบให้
กระชับและมีตวั อยา่ งการสังเคราะหแ์ ละต้องคอยอธิบายชแี้ จงเปน็ ระยะ
3) ปัญหาการจัดทำแบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนาที่ใช้เวลามาก
พอสมควร และมีการถกเถียงกันในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทำให้จับประเด็นในการสนทนาได้
ค่อนข้างยาก ได้แก้ปัญหาโดยจัดเปน็ กลุ่มย่อย 2 กลุ่ม และกำหนดเวลาให้ดำเนินการไม่เกิน 30 นาที
เพือ่ นำเสนอกลุ่มใหญแ่ ละหาขอ้ สรุปรว่ มกัน
4) การระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของสายธารประสบการณ์และธารสายวิชาการ ผู้วจิ ัย
ควรยกตัวอยา่ งและอธิบายวิธกี ารสงั เคราะห์กส็ ามารถดำเนินการไดเ้ ปน็ อย่างดี
5) การถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจัยยังไม่เข้าใจวิธีการถอดบทเรียนในแต่ละประเด็นโดยเฉพาะ
การเรียนรจู้ ากการปฏบิ ัติ แต่เม่อื ได้ดูตัวอย่างวิธนี ำเสนอก็สามารถเข้าใจและดำเนนิ การร่วมกันได้เป็น
อยา่ งดี
ดังนั้น ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำให้กับนักศึกษาในโอกาสต่อไป (เนื่องจากงานวิจัยนี้
กำหนดขอบเขตเพียง 2 วงจร) ผู้วิจัยและผู้รว่ มวจิ ยั จงึ ให้ความเห็นว่า ควรมกี ารเพิม่ ประสิทธิภาพของ
พลงั ขบั เดมิ และแสวงหาพลงั ขบั ใหม่เพ่มิ เตมิ ดังน้ี คอื
1) การวางแผนการทำงาน และเตรียมความพร้อมในการทำงานของผู้วิจัยทั้งในด้านการ
ประสานงานอย่างไม่เปน็ ทางการ การจัดเตรียมเอกสารให้ศึกษาก่อนลว่ งหน้าทำใหก้ ารใช้เวลาในการ
ทำงานเกิดประสทิ ธภิ าพมากย่ิงข้ึน
2) การศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติจากเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดต่าง ๆ ที่หลากหลาย
และเขียนสรุปเป็นเอกสารประกอบการเสวนาที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสามารถ
อธบิ ายหรอื ยกตัวอย่างให้ผู้ร่วมวจิ ยั เข้าใจไดเ้ ป็นอยา่ งดี
3) การดำเนินการตดิ ต่อประสานงานอย่างไมเ่ ปน็ ทางการกบั ผู้รว่ มวจิ ัยจะสร้างสมั พันธภาพ
ที่ดี เนื่องจากผู้ร่วมวิจัยเป็นครูที่ปฏิบัติงานรร่วมกัน มีความเป็นกัลยาณมิตร ทำให้เกิดความเข้าใจ
229
และความไว้วางใจซ่ึงกนั และกนั จึงเป็นจุดเร่ิมตน้ ในการทำงานเปน็ ทีมทม่ี ีประสิทธภิ าพ และเกิดความ
ร่วมมอื ในการทำงานวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ารใหส้ ำเร็จได้เปน็ อยา่ งดี
4) การบูรณาการการทำงานวิจัยปฏิบัติการกับกระบวนการทำงานปกติ เช่น กระบวนการ
กลมุ่ ในโรงเรยี นเนินสง่าวทิ ยา ซ่งึ เป็นงานปกติของครูเข้าดว้ ยกันจะผ่อนคลายความกังวลของครู และ
ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นธรรมชาตินั้นเป็นการปฏิบัติในสภาวปกติจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมจาก
งานวิจยั ที่เกดิ ขึน้ ให้มีประสทิ ธิภาพมากยง่ิ ขน้ึ
5) การทำงานเป็นทีม แบบร่วมมือกันของผู้ร่วมวิจัยทั้งในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6
จะเกดิ การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ และผลสำเร็จของงานไดด้ ีกว่าการทำงานแบบตา่ งคนต่างทำที่เคยเป็นมา
เพราะผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาเอกสาร พร้อมอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้วิจัยนำไปสู่การหา
ข้อสรุป/ยุติร่วมกันในการทำวิจัย ความเป็นกัลยาณมิตรของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะเสริมสร้าง
ความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานวิจยั เชงิ ปฏิบัติการ เนื่องจากมีระยะเวลาทำงานในภาคสนาม และการ
ถอดบทเรยี นรว่ มกันอย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนท่ี 10 การสรุปผลจากผลการดำเนนิ งานในวงจรที่ 1 และวงจรที่ 2
เปน็ การนำเอาผลการสังเกต การสมั ภาษณ์ การตรวจสอบ การบนั ทกึ การประเมินผล และ
การถอดบทเรียนที่กำหนดในแตล่ ะขน้ั ตอน รวมท้ังผลจากการสะท้อนผลในขนั้ ตอนที่ 5 และขน้ั ตอนท่ี
9 มาสัมมนาร่วมกันระหว่างผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจัย เพื่อสรุปเป็นผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์การวจิ ัยท่ี
กำหนดไว้ ดงั น้ี คอื
1) การเปลย่ี นแปลงที่คาดหวงั (Expected Change)
1.1 ผลการประเมนิ ระดบั การนำหลักการ / แนวคดิ / เทคนิค / วธิ กี าร / กิจกรรม เพ่ือ
การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ ไปปฏิบัติในระยะก่อนและหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1 กับหลังการปฏิบัติ
ในวงจรที่ 2 พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.56, 2.74, และ 2.87 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าในการพัฒนา
นั้น ผู้ร่วมวิจัยได้นำเอาทางเลือกที่เป็นแนวการพัฒนาไปสู่การปฏิบัติที่มากขึ้นตามลำดับ และเมื่อ
พจิ ารณาคา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน พบวา่ มคี า่ ตำ่ ทัง้ 3 ระยะ คือ มีคา่ เทา่ กับ 0.56, 0.55 และ 0.67
ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า การแสดงความเห็นของผู้รว่ มวิจัยในแต่ละระยะมีความแปรปรวนต่ำ หรือ
กลา่ วอกี นยั หนง่ึ วา่ ผู้ประเมนิ มีความเหน็ ทส่ี อดคล้องกัน ดงั ภาพที่ 4.27