230
เปรียบเทยี บผลการประเมนิ การนาทางเลอื กไปปฏบิ ัติ 3 ระยะ
4
3.5
3
2.5
2
1.5
1
0.5
0
ขอ้ ท่ี 1 ขอ้ ท่ี 3 ขอ้ ท่ี 5 ขอ้ ท่ี 8 ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี
10 12 14 16 18 20 22 24 26 28 30 32 34 36 38 40 42 44
กอ่ นการปฏิบตั ิ วงจรท่ี 1 หลงั การปฏิบตั ิ วงจท่ี 1 หลงั การปฏบิ ตั ิ วงจรท่ี 2
ภาพที่ 4.27 เปรียบเทียบผลการประเมินการนำทางเลือกไปปฏิบัติ 3 ระยะ คือ ก่อนและหลัง
ปฏบิ ัตวิ งจรท่ี 1 และหลังการปฏบิ ตั วิ งจรท่ี 2
1.2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจากผลการประเมิน “ก่อนและหลัง” การปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และ “หลัง” การปฏิบัติในวงจรที่ 2 จากแบบประเมินลักษณะของสภาพการเรียนรู้ที่
คาดหวังให้เกิดขึ้นจากการพัฒนา พบว่า มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามลำดับ คือ จากค่าเฉลี่ย 2.47 ในระยะ
ก่อนการปฏิบัติในวงจรที่ 1 เป็น 2.58 หลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1 และเป็น 2.75 หลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 2 แสดงให้เหน็ วา่ การพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียน ไดร้ ับการพัฒนาใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงที่
ดีขึ้นมาตามลำดับ และเมื่อพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เห็นได้ว่า มีค่าในระดับต่ำ คือ
0.62, 0.61 และ 0.67 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การแสดงความเห็นของนักเรียนในแต่ละระยะมี
ความแปรปรวนตำ่ หรือกลา่ วอีกนัยหนงึ่ ว่าผู้ประเมินมคี วามเห็นท่สี อดคลอ้ งกัน ดงั ภาพท่ี 4.28
231
3.5
3
2.5
2
1.5
1
0.5
0
ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25
ก่อนการปฏิบตั ิ วงจรท่ี 1 หลงั การปฏบิ ตั ิ วงจท่ี 1 หลงั การปฏบิ ตั ิ วงจรท่ี 2
ภาพที่ 4.28 เปรียบเทียบผลการประเมินทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลัง
ปฏิบัติวงจรที่ 1 และหลงั การปฏบิ ัติวงจรท่ี 2
2) การเปลย่ี นแปลงทไ่ี ม่คาดหวัง (Unexpected Change)
2.1 ก่อนการดำเนินการวิจัยเรื่อง เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น (Teachers Participatory Practice to Enhance Students
’ Leadership Skills)” ในการเข้าร่วมการประชุมผู้วิจัยได้เชิญชวนครูเพื่อเป็นผู้ร่วมวิจัยในการ
ดำเนินการในครั้งแรกก็มีคนสนใจค่อนข้างน้อยเพราะครูแต่ละคนนั้นกลัวว่าจะเป็นการเพิ่มภาระงาน
ของตนเอง เพราะชั่วโมงในการจดั การเรียนการสอนของครูแตล่ ะคนนั้นก็มากอยู่แล้ว คอื ภาระงานใน
การจัดการเรียนการสอนประมาณ 23 ชั่วโมง/สัปดาห์ และวิจัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับ
ความคิดของครู จากที่กล่าวมาผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารก็พยายามใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการหาผู้ร่วมวิจยั
โดยพูดคุยทั้งส่วนตัว การประชุมชี้แจง เพื่อสร้างความตระหนักและใหค้ รูเห็นว่าในการดำเนินทำงาน
วจิ ัยนั้นไมย่ ากเพราะวา่ เปน็ การทำงานเปน็ ทีม และผู้วจิ ยั พยายามชแ้ี จงเพ่ือให้ผู้ร่วมวิจัยน้ันรู้สึกว่าใน
การดำเนินการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมนั้นไม่มีอะไรยากเลย เพราะเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีม และ
จากประสบการณเ์ ดิมของผู้วจิ ัย ท่พี ยายามคอยช่วยเหลือคุณครใู นชว่ งระยะที่มีการทำผลงานวิชาการ
ที่ผู้วิจัยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำผลงานของครูที่ผ่านมา ทำให้ครูมีความกระตือรือร้น และมี
ความสนในในการท่จี ะเข้ามาเป็นสว่ นหน่ึงในการเป็นผู้รว่ มวิจัย โดยเฉพาะครูท่ีเปน็ ท่ีปรึกษาระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ทำให้จากเดิมที่คิดว่าการเป็นผู้
ร่วมวจิ ยั จะเป็นการเพ่ิมภาระงานให้กับตนเอง กลบั มแี นวคดิ ใหมเ่ กดิ ข้นึ คือมาเป็นการมีส่วนร่วมทันที
และเริ่มให้ความสนใจในการเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งในการดำเนินการวิจัยในแต่ละวงจร ผู้วิจัยและผู้
รว่ มวิจยั ไดล้ งมือปฏิบตั ิตามข้ันตอน มกี ารประชมุ การนเิ ทศกำกบั ตดิ ตามการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอน การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ ทำให้ครไู ด้เรียนรู้เพ่ิมเติมมากขึน้ อีกทั้งการดำเนินงานวิจัยยังทำให้ครูใน
โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านเทคนิควิธีการ ทฤษฎีการเรียนรู้ที่ทำให้ผล
232
การดำเนนิ การวจิ ัยสงู ข้นึ เรอ่ื ย ๆ ตามลำดับ จากก่อนปฏิบัตวิ งจรที่ 1 หลงั ปฏบิ ัติวงจรท่ี 1 หลังปฏิบัติ
วงจรท่ี 2 ซ่ึงเปน็ ผลทเ่ี กดิ จากประสบการณ์ที่ได้แลกเปลยี่ นเรยี นรซู้ ึง่ กันและกนั
2.2 การวิจัยเรื่อง เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะ
ผู้ น ำ ข อ ง น ั ก เ ร ี ย น ( Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership
Skills)” โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้นำเอาผลการ
ดำเนินงานมาปรึกษาหารือถึง อุปสรรคหรือปัจจัยที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistances of
Change) ทำให้ทราบว่าจากการถอดบทเรียนในระยะที่ผ่านมา และจากการรายงานของผู้ร่วมวิจัย
รวมทั้งผลจากการประเมินระดับการนำทางเลือกไปปฏิบัติของผู้ร่วมวิจัย พบว่า ในการพัฒนาทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรียน มีอุปสรรคหรือปัจจัยที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างไร และร่วมกัน
แกป้ ัญหานนั้ ๆ ร่วมกันทั้งผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจัย
2.3 จากการปฏิบัติ แม้จะเป็นความรู้ใหม่ในบริบทเฉพาะของของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6 ของโรงเรียนเนินสง่าวิทยา แต่ก็สามารถนำความรู้ใหม่นี้ไปศึกษาต่อยอดใน
บริบทที่ใกล้เคียงกันได้ จากการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนการเรียนรู้ท่ีผา่ นมาทำใหเ้ กิดการ
เรียนรู้ (Learning) ขน้ึ ท่หี ลากหลาย ท้งั ในระดบั บุคคล ระดบั กลุ่ม และระดับโรงเรยี น เป็นการเรียนรู้
ท่เี ปน็ ขอ้ มลู สารสนเทศทสี่ ามารถจะนำไปใช้เปน็ แนวทางการวจิ ยั ประเภทอืน่ อย่างต่อเน่ืองได้อีก
2.4 การปรับตัวทำงานร่วมกับบุคคลอื่นนั้น ผู้วิจัยซึ่งเป็นรองผู้บริหารสถานศึกษา
ก็กงั วลว่าจะไม่ได้รับความรว่ มมือ แตเ่ มอื่ ไดเ้ รียนรู้ร่วมกันโดยผู้วิจัยเองได้หลักการทำงานเป็นทีม การ
ให้ความช่วยเหลอื การทำงานเป็นทีม และการนำหลกั กัลยาณมิตรมาใชใ้ นการปฏิบัติกิจกรรม ต่าง ๆ
กลับการเป็นจุดแข็งที่ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานไม่มีแรงกดดัน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างธรรมชาติ
คล่องตัว ทุกคนให้ความเป็นมิตรเปน็ กันเองกลา้ แสดงความคิดเหน็ เป็นอย่างดี ทำให้งานบรรลุผลเกนิ
ความคาดหมาย
2.5 การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้เป็นการรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู และ
ผู้เกี่ยวข้องในโรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่วางไวร้ ่วมกันจึงเป็นบรรยากาศ
ของการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี ของครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ทำให้การทำงานมีชีวิตชีวาเป็น
ธรรมชาติ ไม่กดดันในการทำงาน ทำใหเ้ กิดการเรยี รูร้ ่วมกนั อย่างมคี วามสขุ
2.6 ด้านนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 การวิจัย
เชิงปฏิบัติการนี้ส่งผลต่อนักเรียนเป็นอยา่ งมาก กล่าวคือ นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดง และมีภาวะผู้นำ
มากข้ึน สามารถท่ีจะนำไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจำวนั ได้เปน็ อยา่ งดี
3) การเรยี นรู้ (Learning) จากการปฏิบัติ
3.1 การเรียนรทู้ ่ีเกิดขน้ึ ระดบั บคุ คล คือ ผ้วู จิ ยั มดี ังนี้
3.1.1 การทำงานแบบร่วมมือกนั ชว่ ยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้และผลสำเร็จของ
งานได้ดีกวา่ การทำงานแบบต่างคนต่างทำอยา่ งทเี่ คยเป็นมา เพราะการทำงานแบบร่วมมือกัน ช่วยให้
เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้และเกิดผลสำเร็จของงานไดด้ ีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำอย่างทีเ่ คย
เป็นมา ดังจะเห็นได้จากการพูดคุยกนั การประชุมปรึกษากัน ทำให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น การ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน ทำให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ทำให้เกิด
233
ภาวะผู้นำผู้ตาม เกิดความสัมพันธ์ในองค์กรและทีมงานได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนร่วมคิด ร่วมทำ
รว่ มแก้ปญั หา ทำให้การดำเนินงานเกดิ ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม
3.1.2 การทำงานเป็นทีม ในองค์กรแต่ละองค์กรการดำเนินหรือการทำงานเป็นทีม
ย่อมดีกว่าการทำงานคนเดียว เพราะ ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน มีเป้าหมายเดียวกันโดยการ
วางเป้าหมายของงานร่วมกันก่อน แล้วจึงร่วมกันสร้างวิธีปฏิบัติที่เกิดจากการพิจารณาร่วมกัน ทำให้
เกิดความเข้าใจและได้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน ดังจะเห็นได้
จากผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้มีส่วนในการเสนอแนวคิดการปฏิบัติ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา
อย่างที่เกดิ ขึ้น หาวิธกี ารแก้ไขปัญหาทีช่ ัดเจนตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้การดำเนินการวิจัยปฏบิ ัติการ
แบบมสี ่วนรว่ มเปน็ ไปในทศิ ทางเดียวกัน
3.1.3 การกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงาน ต้องมีการวางแผนร่วมกัน เพราะ ใน
การทำงานทุกคนต้องมีส่วนร่วม การกำหนดเป้าหมายของการทำงานร่วมกัน แล้วจึงสรา้ งวิธีปฏิบตั ิที่
เกิดจากการพิจารณาร่วมกัน จะทำให้เกิดความเข้าใจและได้วิธีปฏิบัติทีเ่ หมาะสมกับและหลากหลาย
วิธีการท่เี กิดจากการมสี ว่ นร่วมของทุกคน ดงั จะเหน็ ได้จากท่ีผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจัยได้มสี ว่ นร่วมกันเสนอ
แนวคดิ การปฏบิ ตั ิ การวเิ คราะหป์ ญั หาในกจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีจดั ขึน้ ร่วมกนั หาวิธีการและแนวทางแก้ไข
ปัญหาในทุกขัน้ ตอนการทำวจิ ัย และร่วมปฏบิ ัตใิ หเ้ ป็นไปในทิศทางเดยี วกัน
3.1.4) การตรวจสอบการทำงาน ในการทำงานแต่ละครั้งทุกขั้นตอน ย่อมมีการ
ตรวจสอบผลการปฏบิ ตั ิงาน การวดั ผล การประเมินผล เพราะเป็นการทำวิจยั ร่วมกนั ดงั น้นั ผู้วจิ ยั และ
ผู้ร่วมวิจัยต้องพิจารณาถึงผลของการปฏิบัติร่วมกัน ทำให้ก่อเกิดการร่วมมือทำแบบประเมิน การ
วางแผนการปฏิบัติงานร่วมกัน ได้วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ข้อบกพร่อง และการหาแนวทางแก้ไข
ปญั หาและอปุ สรรค มกี ารปรบั ปรุงพฒั นา มีการทบทวนจากส่งิ ทีไ่ ด้เรียนรู้จากการปฏบิ ตั นิ น้ั ร่วมกันว่า
มีอะไรบ้าง ทำให้เกิดความตระหนักถึงผลของการดำเนินงานและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจยั
3.2) การเรยี นรูท้ เี่ กดิ ขึน้ ระดับกลมุ่ คอื ผ้รู ่วมวจิ ัย มดี ังนี้
3.2.1 การดำเนินการปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วนร่วมผู้ร่วมวิจัยได้เกิดองค์ความรู้ใน
การทำงานแบบร่วมมือกันในการทำงานเป็นทีมช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้
งานที่ดำเนินการประสบผลสำเร็จได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำอย่างที่เคยเป็นมา ดังจะเห็น
ได้จากปรากฏการณ์ที่ผู้ร่วมวิจัยแต่ละคนมีแนวคิดที่ผสมผสานลงตัวกันไปบ้างในระดับประสบการณ์
ของตนเองที่ได้รับมา แต่จากการท่ีได้อ่านเอกสารในแนวคดิ และทฤษฎีที่ทำงานรว่ มกันก่อนทำก็ทำให้
กลุ่มเกิดพลังขับเคลื่อนในการทำงานได้อย่างเต็มที่ แม้แต๋การระดมสมองเพื่อดึงศักยภาพจาก
ประสบการณ์ออกมาก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น การทำงานร่วมกันน้ัน
จำเปน็ ต้องแสดงความคิดเหน็ ไม่ว่าจะเปน็ ทางบวกหรือทางลบเพื่อให้เกิดการเรยี นรู้และชว่ ยเสริมสร้าง
ใหผ้ ู้อน่ื มพี ลงั ความคิดต่อยอด
3.2.2 ผู้วิจัยและผู้รว่ มวจิ ัยเกิดการทำงานท่ีมวี ตั ถุประสงค์ท่ีเดียวกันได้น้ันไม่ใช่เรื่อง
บงั เอญิ แตเ่ กิดจากทุกคนเปา้ หมายเดยี วกัน และเขา้ ใจตรงกนั ให้ดีก่อนแลว้ ค่อยลงมือทำ จะทำให้เกิด
ความเข้าใจและได้วิธีปฏิบัตริ ่วมกันที่เหมาะสมกับการทำงานจากการมีส่วนรว่ มของทุกคน ดังจะเห็น
ได้จากปรากฏการณ์ ในการระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของธารสายประสบการณ์ และธารส าย
234
วิชาการรว่ มกันนั้น เกดิ การเรียนรู้ท่ีเกิดขน้ึ คือ ผู้วิจยั และผู้ร่วมวิจัยนำความรู้และประสบการณ์ในการ
ทำงานรว่ มกนั ในการแก้ไขปัญหาได้ในทุกขน้ั ตอนตามลำดับ และผู้ร่วมวจิ ยั เรยี นรู้คุณค่าในการทำวิจัย
ร่วมกันทั้งในด้านการทำงานและคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ การสังเกตในแง่มุมต่าง ๆ ได้ดีมากกว่า
ปกติ
3.3) การเรยี นรู้ที่เกดิ ข้นึ ระดบั หน่วยงาน คือ โรงเรยี น มีดังน้ี
3.3.1 โรงเรียนเนินสง่าวิทยาได้รับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการพัฒนาทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรียน โดยในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรยี นซึ่งการดำเนินการส่วนใหญ่ก็
จะให้นักเรียนดำเนินการเอง โดยครูคอยเป็นที่ปรึกษา เช่น กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมวันไหว้ครู
กจิ กรรมส่งเสรมิ ประชาธิปไตย กจิ กรรมกีฬาสี ฯลฯ ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการนักเรียน
ทั้งนี้เกิดจากการที่นักเรียนได้พัฒนาทักษะภาวะผู้นำก่อนหน้านี้ การดำเนินกกิจกรรมดังกล่าวช่วย
ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนเกดิ ทักษะ เกดิ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง และสามารถประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจำวันได้จริง
และทำให้เด็กนักเรียนมีทักษะภาวะผู้นำ อันเนื่องจากการจัดกิจกรรม ที่หลากหลายตามหลักการ
เรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออก ได้
เรียนรู้เกิดประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติ ทำให้นักเรียนได้สะท้อนผลการปฏิบัติการ เชื่อมโยงและ
สรุปความคดิ รวบยอดเพือ่ นำความรู้ไปประยกุ ต์ใช้พฒั นาศกั ยภาพของตนเองได้อย่างยั่งยืน
3.3.2 บุคลากรในโรงเรียน คือ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้ร่วมกันถอดบทเรียนจากแต่
ละขั้นตอนของการวิจัย ทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงความแตกต่างในประสิทธิภาพของการทำงานแบบตัว
ใครตัวมันกับการทำงานแบบเป็นทีม หรือแบบมีส่วนร่วม เพราะเดิมคุ้นเคยกับการทำงานโดยลำพัง
แต่เนื่องจากหลักการของการวิจัยนี้ เน้นการทำงานเป็นทีมที่กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งเมื่อได้มี
โอกาสกระทำกนั แล้ว ตา่ งจึงตระหนกั ว่าการทำงานแบบเปน็ ทีม หรอื การทำงานแบบมีส่วนร่วม ส่งผล
ต่อการทำงานได้ดีกว่า
สรุปผลจากการถอดบทเรียนที่ได้จากแต่ละขั้นตอนของการวิจัย พบว่า ผู้วิจัยและผู้ร่วม
วิจัยที่เกิดการเรียนรู้ถึงความแตกต่างในประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานคนเดียวกับการ
ทำงานเป็นทีมหรือแบบมีส่วนร่วม เพราะการทำงานเดิม ๆ คุ้นเคยกับการทำงานโดยลำพัง แต่
เนื่องจากหลักการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เน้นการทำงานกลุ่มหรือการทำงานเป็น
ทมี ทีก่ ระตนุ้ ให้ทุกคนมสี ่วนรว่ ม ซ่งึ เม่ือได้มีโอกาสกระทำกันแล้ว ทกุ คนจงึ ตระหนกั ว่าการทำงานแบบ
เป็นทีมหรือการทำงานแบบมีส่วนร่วม ส่งผลต่อการการทำงานได้ดีกว่า ในส่วนของบุคลากรของ
โรงเรียนเนินสง่าวิทยา คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ร่วมวิจัยด้วยแต่ได้มีโอกาสสังเกตการณ์และเห็น
กระบวนการดำเนนิ งานการเสริมสร้างทกั ษะภาวะผู้ของนกั เรียน และกระบวนการทำงานของครูท่ีเป็น
ผู้ร่วมวิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน มีสนใจที่จะ
นำเอาแนวคดิ นี้ไปดำเนินการในการพฒั นาทางวชิ าการของตนเองด้วย
4) องค์ความรจู้ ากการปฏิบตั ิ (Knowledge Gained from Practice)
ในการดำเนินการผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันอภิปรายถึงองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ
(Knowledge Gained from Practice) เป็นองค์ความรู้ในลักษณะเป็นทฤษฎีฐานราก (Grounded
theory) ในบริบทเฉพาะของการวิจัยเชิงปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โรงเรียน
เนินสง่าวิทยา ไม่เป็นองค์ความรู้เชิงอ้างอิงที่เป็นผลจากการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงทดลอง
235
และเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติในงานวิจัยนี้ได้มาจากกรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ
(Force-Field Analysis) ข อ ง Kurt Lewin (Lunenburg & Ornstein, 2000) ท ี ่ อ ธ ิ บ า ย ถึ ง
ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับพลังขับที่นำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลง สิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และแนวทางเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในบริบท
เฉพาะ ซึ่งจากผลการวิจัยวิจัยที่สรุปหลากหลายประเด็นข้างต้น ผู้วิจัยขอนำเสนอตามกรอบแนวคิด
การวิเคราะห์พลงั ขบั (Force-Field Analysis) ดงั กลา่ วข้างตน้ ดงั น้ี
ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังให้เกิดขึ้นมี 2 ประการ คือ 1) ความคาดหวังให้ผู้
ร่วมวิจัยได้นำเอาแนวการพัฒนาที่ร่วมกันกำหนดไปสู่การปฏิบัติใน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการ
ปฏบิ ตั ิในวงจรท่ี 1 และหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 มีการเปล่ยี นแปลงที่ดีข้ึนโดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ย
และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) ความคาดหวังให้ลักษณะของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ท่ี
ประเมินได้จากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลจากการพัฒนาใน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นโดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยและค่า
ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ในกรณีของพลังขับที่นำมาใช้จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังทั้งสอง
ประการนั้น เป็นพลังขับที่งานวิจัยนี้เรียกว่า “หกพลังขับที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำที่
ประสบผลสำเรจ็ (Six Driving Forces that Affect the Development of a Successful Learning
Environment” ประกอบดว้ ย “สามพลังขับหลกั ” และ “สามพลังขับเสริม” ดังนี้
สามพลงั ขับหลกั
1) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่มีลักษณะสำคัญคือผู้วิจัยมีส่วนร่วมใน
การวิจัยกับผู้ร่วมวิจัยในลักษณะเป็นการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ที่ต่างมีสถานะที่เท่าเทียม
กัน (Equally) ในการวางแผน (Planning) ปฏิบัติ (Acting) สังเกต (Observing) และสะท้อนผล
(Reflecting) ในลักษณะที่เปน็ วงจรแบบเกลยี วสวา่ น (Spiral Cycle)
2) หลกั ธรรมทางพทุ ธศาสนาทน่ี ำมาเป็นข้อคิดเตือนใจให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
และประสบผลสำเรจ็ คือ 1) สังคหวตั ถุ 4 เป็นหลักธรรมะที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี 2) ขันติ เป็น
หลักธรรมที่สอนให้มีความอดทน อดได้ และทนได้ เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ
3) สปั ปุริสธรรม 7 เป็นหลกั ธรรมท่ีสอนให้ร้หู ลกั ความจริง รู้ความมุง่ หมาย รู้ตนเอง รู้พอดี ร้กู าลเวลา
รู้ชุมชน และรู้ความแตกต่างแห่งบุคคล 4) อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมที่สอนให้รัก ขยัน ใส่ใจ และ
ทำงานดว้ ยปญั ญา 5) โยนโิ สมนสกิ าร หมายถงึ การทำในใจใหด้ ีละเอยี ดถี่ถ้วน กล่าวคอื การพิจารณา
อย่างรอบคอบถี่ถ้วน ทางพุทธศาสนาถือว่ามีคุณค่า เท่ากับความไม่ประมาทหรือ “อัปมาท” และ
6) หลกั พรหมวิหาร 4 หมายถงึ ลักษณะคุณธรรมที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม เป็นผู้ประเสริฐ ซ่ึง
คำว่า “พรหมวิหาร” มีความหมายว่า ธรรมอันเป็นท่ีอยู่ของพรหม การยึดถือหลักธรรมดังกล่าว
จะทำให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยเชื่อว่ามนุษย์จะประเสริฐได้ก็ต่อเมื่อมี
คุณธรรม พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ข้อ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อเุ บกขา
3) แผนปฏบิ ัตกิ ารที่แสดงแนวการพัฒนา 44 แนวทาง ทเี่ กดิ จากการระดมสมองของผู้ร่วม
วิจัยกับแนวการพัฒนาเชิงทฤษฎีจากผลการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องของผู้วิจัย ตามหลักการ
236
“รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมวิจัยทุกคน” และตามจรรยาบรรณ “มีการปรึกษาหารือร่วมกันและ
ขอ้ เสนอแนะไดร้ บั การเหน็ ชอบจากทุกฝา่ ย”
สามพลังขับเสรมิ
4) หลักการทำงานร่วมกัน 5 ประการ คือ 1) มีการสื่อสาร (Communication) 2) มีคณะ
ผู้แทน (Delegation) 3) มปี ระสิทธิภาพ (Efficiency) 4) มคี วามคิด (Ideas) และ 5) มกี ารสนับสนุน
(Support)
5) กลยทุ ธ์การทำงานร่วมกนั 5 ประการ คือ1) มีทศั นคตทิ ด่ี ี (Have a positive attitude)
2) มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก (Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป (Keep
Learning) และ 5) ใช้เครอ่ื งมือองคก์ รดจิ ทิ ลั (Use digital organization tools)
6) ขั้นตอนการนำแนวการพัฒนาที่สู่การปฏิบัติร่วมกัน 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การ
วางแผนร่วม (Shared Planning) ขั้นตอนที่ 2 การนำแผนสกู่ ารปฏิบตั ิรว่ ม (Shared Implementing)
ขั้นตอนที่ 3 การติดตามผลร่วม (Shared Observing) และขั้นตอนที่ 4 การมีข้อมูล ย้อนกลับร่วม
(Shared Reflecting)
ในกรณีของสิ่งต่อต้านเปลี่ยนแปลงและวิธีการเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่สำคญั
คือ 1) ผู้ร่วมวิจัยส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานความรู้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้วิจัยต้องทำ
เอกสารคู่มือเพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาควบคู่ไปกับการทำงวิจัยไปทีละขั้นตอน 2) ผู้ร่วมวิจัยยังขาด
ทักษะการนำแนวคิดจากประสบการณ์ของตนเองมาบูรณาการกับแนวคิดเชิงทฤษฎี ผู้วิจัยต้องชี้แจง
เพิ่มเติม กระตุ้นให้กำลังใจ และนำกรณีศึกษามาให้ดูเป็นตัวอยา่ ง 3) ผู้ร่วมวิจัยยงั ขาดทักษะการถอด
บทเรียนและทักษะการสรุปผลการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ผู้วิจัยต้องหากรณีตัวอย่างที่ดี ๆ มาให้ได้
ศกึ ษากันเป็นแนวทาง และ 4) ผู้ร่วมวจิ ยั มภี าระงานประจำต้องทำ จึงทำใหม้ ีขอ้ จำกัดด้านเวลาในการ
ที่ต้องเขา้ ร่วมทำกจิ กรรมตามข้ันตอนตา่ ง ๆ ของการวจิ ัย ตอ้ งมกี ารกระตนุ้ และจงู ใจเปน็ ระยะ ๆ
องค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น แสดงเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่เป็นทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยเชิง
ปฏิบตั กิ ารแบบมสี ว่ นร่วมในโรงเรยี นเนินสง่าวิทยา ดังภาพท่ี 4.29
หกพลงั ขบั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การพัฒนา สิ่งต่อตา้ นเปลย่ี นแปลงและวิธีการ 237
สภาพแวดลอ้ มการเรยี นรทู้ ี่ประสบ เอาชนะสง่ิ ต่อตา้ นการเปลี่ยนแปลงที่
ผลสำเรจ็ สำคัญ ความคาดหวงั จาก
1. ผรู้ ว่ มวจิ ยั สว่ นใหญ่ไม่มีพนื้ การพัฒนา
สามพลังขบั หลกั 1. การเปลี่ยนแปลง
1. ลักษณะ หลักการ และจรรยาบรรณใน ฐานความรูด้ ้านการวจิ ยั เชิง
ปฏิบตั กิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม ผวู้ ิจยั ตอ้ ง ในผลลพั ธ์ที่
ระเบยี บวธิ ีวิจยั เชิงปฏิบตั กิ ารแบบมี ทำเอกสารคู่มือเพ่อื ให้ผ้รู ่วมวิจยั ได้ คาดหวงั และไม่
ส่วนร่วม ศกึ ษาควบคไู่ ปกับการทำงวจิ ยั ไปที คาดหวังจากการ
2. หลกั ธรรมทางพุทธศาสนาท่ีผู้วจิ ยั และ ละขั้นตอน ปฏบิ ัติ
ผ้รู ่วมวิจัยกำหนดรว่ มกัน 2. ผู้รว่ มวจิ ยั ยงั ขาดทกั ษะการนำ 2. การเรียนรู้จาก
3. แผนปฏบิ ัติการทแี่ สดงแนวการพัฒนา แนวคดิ จากประสบการณข์ องตนเอง การปฏบิ ตั ิในตวั
ทผ่ี วู้ จิ ยั และผู้ร่วมวจิ ยั กำหนดร่วมกัน มาบรู ณาการกบั แนวคดิ เชงิ ทฤษฎี ผวู้ จิ ัย ผรู้ ่วมวจิ ยั
44 แนวทาง ผู้วจิ ยั ต้องชีแ้ จงเพ่ิมเตมิ กระตนุ้ ให้ และสถานศึกษา
สามพลงั ขบั เสรมิ กำลังใจ และนำกรณศี ึกษามาให้ดู 3. องคค์ วามรู้ท่ีเป็น
4. หลักการทำงานรว่ มกัน 5 ประการ ที่ เป็นตวั อย่าง ทฤษฎีฐานราก
ผวู้ ิจัยและผู้ร่วมวจิ ยั กำหนดรว่ มกัน 3. ผู้ร่วมวจิ ยั ยังขาดทกั ษะการถอด จากการปฏบิ ตั ใิ น
5. กลยทุ ธก์ ารทำงานรว่ มกัน 5 ประการ บทเรียนและทกั ษะการสรุปผลการ บรบิ ทเฉพาะ
ทีผ่ ้วู ิจยั และผู้ร่วมวจิ ัยกำหนดร่วมกนั เรียนรจู้ ากการปฏิบตั ิ ผูว้ จิ ยั ตอ้ งหา
6. ข้ันตอนการนำแนวการพฒั นาที่สกู่ าร กรณีตัวอย่างทีด่ ี ๆ มาใหไ้ ดศ้ กึ ษากนั
ปฏิบัติท่ผี ้วู จิ ยั และผรู้ ว่ มวจิ ยั กำหนด เป็นแนวทาง
รว่ มกัน 4. ผู้ร่วมวจิ ยั มภี าระงานประจำตอ้ งทำ
ทำให้มขี อ้ จำกดั ด้านเวลาในการที่
ต้องเข้ารว่ มทำกจิ กรรมตามขน้ั ตอน
ต่าง ๆ ของการวิจยั ต้องมกี าร
กระตุ้นและจูงใจเปน็ ระยะ ๆ
ภาพที่ 4.29 โมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น: ความรู้ที่เป็นทฤษฎีฐาน
รากจากการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นร่วมในโรงเรยี นเนนิ สง่าวทิ ยา
บทที่ 5
สรปุ อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อ
เสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’
Leadership Skills)” มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลจากการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรียนให้กับนักเรียน ในโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ด้วยกระบวนการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วม ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมใน 3 ประการ ดังนี้ (1) การ
เปลี่ยนแปลง (Change) ตามที่คาดหวังและไม่คาดหวัง (2) การเรียนรู้ (Learning) ในระดับบุคคล
กลุ่ม และหน่วยงาน (3) ความรู้ใหม่ ๆ (New Knowledge) เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรียน ในบริบทเฉพาะของโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ซึ่งดำเนินการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)
ผู้วิจัยได้กำหนดผู้ร่วมวิจัย (Research Participants) เป็นคณะกรรมการครูที่ปรึกษา
นักเรียนระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4-6 จำนวน 13 คน (รายชื่อในภาคผนวก) โดยผู้วิจยั และผู้ร่วมวจิ ัยมี
บทบาทมีสถานะที่เท่าเทียมในการร่วมกันคิด ปฏิบัติ สังเกตผล และสะท้อนผล ของการวิจัยทั้ง 2
วงจร 10 ขั้นตอน
ในการวิจยั ผู้วิจยั ได้กำหนดเคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ตามกรอบแนวคดิ ของ Mills (2007) ซงึ่
จำแนกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1) แบบสังเกต (Observation Form) 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth
Interview) 3) แบบตรวจสอบหรือบนั ทึก (Examining/Record) เช่น บันทกึ อนุทนิ (Journal) เครื่อง
บันทึกเสียงและบันทึกภาพ (Audiotapes and Videotapes) หลักฐานสิ่งของ (Artifacts) บันทึก
ภาคสนาม (Field Notes)
กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาทักษะภาวะ ผู้นำของนักเรียนนี้
ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้ขั้นตอนของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory
Action Research: PAR) ตามแนวคิดของวิโรจน์ สารรัตนะ (2561) ที่มีวงจรการปฏิบัติของกิจกรรม
การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) การสะท้อนผล (Reflect) จำนวน 2
วงจร มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยทั้งก่อนและหลังการดำเนินงานใน 2 วงจร ดังกล่าวเป็น 10
ข้ันตอน ดงั น้ี (1) การเตรยี มการ (Preparation) (2) การวางแผน (Planning) (3) การปฏบิ ตั ิ (Acting)
(4) การสงั เกต (Observing) (5) การสะทอ้ นผล (Reflecting) (6) การวางแผนใหม่ ๆ (Re-Planning)
(7) การปฏิบัติใหม่ ๆ (Re-Acting) (8) การสังเกตผลใหม่ ๆ (Re-Observing) (9) การสะท้อนผลใหม่ ๆ
(Re-Reflecting) (10) การสรุปผล (Conclusion)
คำนึงถึงหลักการ 10 ประการ ดังนี้ 1) บริบทเฉพาะ 2) ทักษะที่หลากหลาย 3) มุ่งการ
เปลี่ยนแปลง 4) มุ่งให้เกิดการกระทำเพื่อบรรลุผล 5) รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมวิจัยทุกคน
6) วิเคราะห์ วิพากษ์และประเมินตนเอง 7) ตระหนกั ในศักยภาพ ความเชยี่ วชาญและการเป็นผู้มีส่วน
ได้เสียจากภายในชุมชนเอง 8) เรียนรู้จากการกระทำทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ เกิดกระบวนการเรียนรู้
239
ร่วมกนั อย่างเป็นระบบ 9) การมบี นั ทกึ ของผู้ร่วมวิจัยทุกคน เชน่ การเปลยี่ นแปลงในกจิ กรรมและการ
ปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงในคำอธิบายสิ่งที่ปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคมและ
รูปแบบองค์การ การพัฒนาตนเองจากการร่วมในการวิจัยเป็นต้น 10) นำไปสู่การปฏิบัติหรือการ
พัฒนาทยี่ งั่ ยนื
คำนึงถึงจรรยาบรรณ 10 ประการ ดังนี้ 1) รับผิดชอบตอ่ การรักษาความลับ 2) ผู้ร่วมวิจยั
เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ อย่างเสมอภาคกัน 3) ทิศทางการวิจัยและผลลัพธ์ที่คาดหวงั เกิดจากการตัดสินใจ
ร่วมกัน 4) ให้ผู้ร่วมวิจัยมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการวิจัยมากที่สุด 5) มีการปรึกษาหารือ
ร่วมกัน และข้อเสนอแนะได้รับการเห็นชอบจากทุกฝ่าย 6) การสังเกตหรือการตรวจสอบเอกสารเพือ่
จุดมุ่งหมายอื่นต้องได้รบั การอนุญาตก่อน 7) ผลการดำเนินงานจะยังคงปรากฏให้เห็นและเปิดโอกาส
ให้ผู้อื่นให้ข้อเสนอแนะได้ 8) ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนหรือทัศนะของคนอื่นโดยขาดการเจรจา
ต่อรองก่อนการจัดพิมพ์เผยแพร่ 9) ผู้วิจัยต้องแสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่
เริ่มแรกรวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ 10) ผู้ร่วมการวิจยั ต่างมีอิทธพิ ลตอ่ การทำงานแต่ผู้ท่ไี ม่
ประสงคม์ ีส่วนร่วมตอ้ งไดร้ ับการยอมรับและเคารพในสิทธิสว่ นบุคคล
นอกจากนัน้ ยงั คำนึงถึงบทบาทของผู้วจิ ัย 10 ประการ ดงั นี้ 1) เป็นครู 2) เป็นผู้นำ 3) เป็น
ผู้ฟงั ทด่ี ี 4) เปน็ นักวางแผน 5) เป็นนักออกแบบ 6) เปน็ นกั วเิ คราะห์ 7) เป็นนกั สังเคราะห์ 8) เป็นนัก
สังเกตการณ์ 9) เป็นนักรายงานผล 10) เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ดังมีสรุป
ผลการวิจัยทีน่ ำเสนอเพ่ือการอภปิ รายผลและให้ข้อเสนอแนะ ตามลำดบั ดงั นี้
5.1 สรปุ ผลการวิจัย
5.1.1 การเปลีย่ นแปลง (Change) จากการปฏิบตั ิ
5.1.1.1 การเปลยี่ นแปลงทีค่ าดหวงั (Expected Change)
1) ผลการประเมินระดับการนำหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม
เพ่อื การเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ไปปฏบิ ตั ิในระยะก่อนและหลงั การปฏบิ ัติในวงจรที่ 1
กับหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.56, 2.74, และ 2.87 ตามลำดับ แสดงให้
เห็นว่าในการพัฒนานั้น ผู้ร่วมวิจัยได้นำเอาทางเลือกที่เป็นแนวการพัฒนาไปสู่การปฏิบัติที่มากขึ้น
ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า มีค่าต่ำทั้ง 3 ระยะ คือ มีค่าเท่ากับ
0.56, 0.55 และ 0.67 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า การแสดงความเห็นของผู้ร่วมวิจัยในแต่ละระยะมี
ความแปรปรวนตำ่ หรือกลา่ วอกี นยั หน่ึงวา่ ผู้ประเมนิ มคี วามเหน็ ท่ีสอดคลอ้ งกนั ดงั ภาพท่ี 5.1
240
เปรยี บเทียบผลการประเมนิ การนาทางเลอื กไปปฏบิ ัติ 3 ระยะ
4
3.5
3
2.5
2
1.5
1
0.5
0
ขอ้ ท่ี 1 ขอ้ ท่ี 3 ขอ้ ท่ี 5 ขอ้ ท่ี 8 ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี
10 12 14 16 18 20 22 24 26 28 30 32 34 36 38 40 42 44
ก่อนการปฏิบตั ิ วงจรท่ี 1 หลงั การปฏบิ ตั ิ วงจท่ี 1 หลงั การปฏิบตั ิ วงจรท่ี 2
ภาพที่ 5.1 เปรียบเทียบผลการประเมินการนำทางเลอื กไปปฏิบัติ 3 ระยะ คือ ก่อนและหลัง ปฏิบัติ
วงจรท่ี 1 และหลังการปฏิบัตวิ งจรท่ี 2
2) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจากผลการประเมิน “ก่อนและหลัง” การปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และ “หลัง” การปฏิบัติในวงจรที่ 2 จากแบบประเมินการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ
ของนักเรียน คาดหวังให้เกิดขึ้นจากการพัฒนา พบว่า มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามลำดับ คือ จากค่าเฉล่ีย
2.47 ในระยะก่อนการปฏิบัติในวงจรที่ 1 เป็น 2.58 หลังการปฏิบัติในวงจรที่ 1 และเป็น 2.75 หลัง
การปฏบิ ตั ใิ นวงจรท่ี 2 แสดงใหเ้ หน็ วา่ การเสริมสรา้ งทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรียน ไดร้ บั การพัฒนาให้
เกดิ การเปลย่ี นแปลงทดี่ ีขึ้นมาตามลำดับ และเมอื่ พจิ ารณาคา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) เห็นได้ว่า
มีค่าในระดับต่ำ คือ 0.62, 0.61 และ 0.67 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การแสดงความเห็น
ของนักเรียนในแต่ละระยะมีความแปรปรวนต่ำ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าผู้ประเมินมีความเห็นท่ี
สอดคลอ้ งกนั ดงั ภาพท่ี 5.2
241
3.5
3
2.5
2
1.5
1
0.5
0
ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี ขอ้ ท่ี
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25
กอ่ นการปฏิบตั ิ วงจรท่ี 1 หลงั การปฏบิ ตั ิ วงจท่ี 1 หลงั การปฏิบตั ิ วงจรท่ี 2
ภาพที่ 5.2 เปรียบเทียบผลการประเมินทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลัง
ปฏิบตั วิ งจรที่ 1 และหลงั การปฏบิ ัติวงจรท่ี 2
5.1.1.2 การเปลีย่ นแปลงทีไ่ มค่ าดหวัง (Unexpected Change)
1) ก่อนการดำเนินการวิจัยเรื่อง เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อ
เสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน (Teachers Participatory Practice to Enhance Students
’ Leadership Skills)” ในการเข้าร่วมการประชุมผู้วิจัยได้เชิญชวนครูเพื่อเป็นผู้ร่วมวิจัยในการ
ดำเนินการในครั้งแรกก็มีคนสนใจค่อนข้างน้อยเพราะครูแตล่ ะคนนั้นกลัววา่ จะเป็นการเพิ่มภาระงาน
ของตนเอง โดยพูดคุยทั้งส่วนตัว การประชุมชี้แจง เพื่อสร้างความตระหนักและให้ครูเห็นว่าในการ
ดำเนินทำงานวิจัยนั้นไม่ยากเพราะว่า เป็นการทำงานเป็นทีม และผู้วิจัยพยายามชี้แจงเพื่อให้ผู้ร่วม
วิจัยนั้นรู้สึกว่าในการดำเนินการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมนั้นไม่มีอะไรยากเลย เพราะเป็นการทำงาน
ร่วมกันเป็นทีม และจากประสบการณ์เดิมของผู้วิจัย ที่พยายามคอยช่วยเหลือคุณครูในช่วงระยะที่มี
การทำผลงานงานวิชาการท่ีผู้วิจัยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำผลงานของครูที่ผ่านมา ทำให้ครูมี
ความกระตือรือร้น และมีความสนในในการที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้ร่วมวิจัย โดยเฉพาะ
ครทู ่ีเป็นท่ีปรึกษาระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ซงึ่ เปน็ ครทู ี่ปรกึ ษาของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ทำให้
จากเดิมที่คิดวา่ การเป็นผู้ร่วมวิจัยจะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับตนเอง กลับมีแนวคิดใหมเ่ กดิ ขึ้น คือ
มาเป็นการมีสว่ นรว่ มทันที และเริ่มใหค้ วามสนใจในการเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งในการดำเนินการวจิ ัย
ในแต่ละวงจร ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอน มีการประชุม การนิเทศกำกับติดตาม
การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน การแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ทำให้ครไู ดเ้ รียนรู้เพ่มิ เติมมากข้ึน อีกทั้งการ
ดำเนินงานวิจัยยังทำให้ครูในโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านเทคนิควิธีการ
ทฤษฎีการเรียนรู้ทีท่ ำใหผ้ ลการดำเนนิ การวจิ ัยสูงข้นึ เร่ือย ๆ ตามลำดับ จากก่อนปฏบิ ตั ิวงจรที่ 1 หลัง
242
ปฏิบัติวงจรที่ 1 หลังปฏิบัติวงจรที่ 2 ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกัน
และกนั
2) การวิจัยเรือ่ ง เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทกั ษะภาวะ
ผู้ น ำ ข อ ง น ั ก เ ร ี ย น ( Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership
Skills)” โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้นำเอาผลการ
ดำเนินงานมาปรึกษาหารือถึง อุปสรรคหรือปัจจัยที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistances of
Change) ทำให้ทราบว่าจากการถอดบทเรียนในระยะที่ผ่านมา และจากการรายงานของผู้ร่วมวิจัย
รวมทั้งผลจากการประเมินระดับการนำทางเลือกไปปฏิบัติของผู้ร่วมวิจัย พบว่า ในการเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน มีอุปสรรคหรือปัจจัยที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างไร และ
ร่วมกนั แกป้ ัญหานน้ั ๆ รว่ มกนั ทง้ั ผู้วิจยั และผู้ร่วมวจิ ัย
3) จากการปฏิบัติ แม้จะเป็นความรู้ใหม่ในบรบิ ทเฉพาะของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีท่ี 4- 6 ของโรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา แตก่ ็สามารถนำความรู้ใหมน่ ้ีไปศึกษาต่อยอดในบริบทที่ใกล้เคียง
กันได้ จากการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน การเรียนรู้ที่ผ่านมาทำให้เกิดการเรียนรู้
(Learning) ขึ้นที่หลากหลาย ทั้งในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับโรงเรียน เป็นการเรียนรู้ที่เป็น
ข้อมูลสารสนเทศที่สามารถจะนำไปใช้เป็นแนวทางการวิจัยประเภทอื่นอย่างต่อเนื่องได้อีก
4) การปรับตัวทำงานร่วมกับบุคคลอื่นนั้น ผู้วิจัยซึ่งเป็นรองผู้บริหารสถานศึกษาบุ
คลาก็กังวลว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่เมื่อได้เรียนรู้รว่ มกันโดยผู้วิจัยเองได้หลักการทำงานเป็นทีม
การให้ความช่วยเหลือ การทำงานเป็นทีม และการนำหลักกัลยาณมิตรมาใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ
กลับการเป็นจุดแข็งที่ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานไม่มีแรงกดดัน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างธรรมชาติ
คล่องตัว ทุกคนให้ความเป็นมิตรเปน็ กันเองกลา้ แสดงความคิดเหน็ เป็นอย่างดี ทำให้งานบรรลุผลเกนิ
ความคาดหมาย
5) การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้เป็นการรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู และ
ผู้เกี่ยวข้องในโรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันจึงเป็นบรรยากาศ
ของการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี ของผู้ร่วมวิจัย คือครูที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ทำให้การ
ทำงานมีชีวิตชวี าเป็นธรรมชาติ ไมก่ ดดันในการทำงาน ทำให้เกิดการเรยี ร้รู ว่ มกนั อยา่ งมีความสขุ
6) ด้านนักเรียนกลุม่ เป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 - 6 การวิจยั
เชิงปฏิบัติการนี้ส่งผลต่อนักเรียนเป็นอยา่ งมาก กล่าวคือ นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดง และมีภาวะผู้นำ
มากขึ้น สามารถทีจ่ ะนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวันได้เปน็ อยา่ งดี
5.1.2 การเรยี นรู้ (Learning) จากการปฏบิ ัติ
5.1.2.1 การเรียนรู้ทเ่ี กดิ ขึ้นระดบั บุคคล คือ ผ้วู จิ ัย
1) การทำงานแบบร่วมมอื กนั ชว่ ยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้และผลสำเร็จของงาน
ได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำอยา่ งทีเ่ คยเป็นมา เพราะการทำงานแบบร่วมมือกนั ช่วยให้เกิด
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดผลสำเร็จของงานได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำอย่างที่เคย
เปน็ มา ดงั จะเห็นได้จากการพดู คุยกัน การประชมุ ปรกึ ษาหารือกนั ทำใหก้ ารทำงานเป็นระบบมากข้ึน
การชว่ ยเหลอื ซึ่งกนั และกนั แบบพง่ึ พาอาศยั กนั ทำใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ่วนรวมมากกว่าส่วนตน ทำให้เกิด
ภาวะผู้นำผู้ตาม เกิดความสัมพันธ์ในองค์กรและทีมงานได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนร่วมคิด ร่วมทำ
243
ร่วมแก้ปัญหาทำให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม
2) การทำงานเป็นทีม ในองค์กรแต่ละองค์กรการดำเนนิ หรือการทำงานเป็นทมี ย่อม
ดีกว่าการทำงานคนเดียว เพราะทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน มีเป้าหมายเดียวกันโดยการ
วางเป้าหมายของงานร่วมกันก่อน แล้วจึงร่วมกันสร้างวิธีปฏิบัติที่เกิดจากการพิจารณาร่วมกัน ทำให้
เกิดความเข้าใจและได้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน ดังจะเห็นได้
จากผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้มีส่วนในการเสนอแนวคิดการปฏิบัติ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา
อย่างที่เกดิ ข้ึน หาวิธีการแก้ไขปัญหาทีช่ ัดเจนตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้การดำเนนิ การวจิ ัยปฏบิ ตั ิการ
แบบมีสว่ นรว่ มเป็นไปในทิศทางเดยี วกัน
3) การกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงาน ต้องมีการวางแผนร่วมกัน เพราะ ในการ
ทำงานทกุ คนต้องมีสว่ นร่วม การกำหนดเป้าหมายของการทำงานรว่ มกนั แล้วจึงสร้างวิธปี ฏิบัติ ท่ีเกิด
จากการพิจารณาร่วมกัน จะทำให้เกิดความเข้าใจและได้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับและหลากหลาย
วธิ ีการที่เกิดจากการมีสว่ นร่วมของทุกคน ดงั จะเหน็ ได้จากที่ผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจยั ได้มสี ว่ นร่วมกันเสนอ
แนวคดิ การปฏบิ ตั ิ การวเิ คราะหป์ ัญหาในกจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีจัดข้ึน ร่วมกนั หาวิธีการและแนวทางแก้ไข
ปญั หาในทกุ ข้ันตอนการทำวจิ ัย และรว่ มปฏบิ ตั ิใหเ้ ปน็ ไปในทิศทางเดยี วกนั
4) การตรวจสอบการทำงาน ในการทำงานแต่ละครั้งทุกขั้นตอน ย่อมมีการ
ตรวจสอบผลการปฏบิ ัตงิ าน การวัดผล การประเมินผล เพราะเป็นการทำวจิ ยั รว่ มกัน ดงั นนั้ ผู้วิจยั และ
ผู้ร่วมวิจัยต้องพิจารณาถึงผลของการปฏิบัติร่วมกัน ทำให้ก่อเกิดการร่วมมือทำแบบประเมิน การ
วางแผนการปฏิบัติงานร่วมกัน ได้วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ข้อบกพร่อง และการหาแนวทางแก้ไข
ปัญหาและอุปสรรค มกี ารปรับปรุงพัฒนา มีการทบทวนจากสงิ่ ท่ีได้เรียนรู้จากการปฏบิ ัตนิ น้ั ร่วมกันว่า
มีอะไรบ้าง ทำให้เกิดความตระหนักถึงผลของการดำเนินงานและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้วิจัยและผู้
รว่ มวิจยั
5.1.2.2 การเรียนรู้ทเ่ี กดิ ขึ้นระดบั กลุ่ม คอื ผ้รู ่วมวจิ ยั
1) การดำเนินการปฏิบตั ิการวจิ ัยแบบมสี ่วนร่วมผู้ร่วมวิจยั ได้เกิดองค์ความรู้
ในการทำงานแบบร่วมมอื กันในการทำงานเป็นทีม ช่วยให้เกดิ การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ซ่ึงกันและกัน ทำ
ให้งานที่ดำเนินการประสบผลสำเร็จได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำอย่างที่เคยเป็นมา ดังจะ
เห็นได้จากปรากฏการณ์ที่ผู้ร่วมวิจัยแต่ละคนมีแนวคิดที่ผสมผสานลงตัวกันไปบ้างในระดับ
ประสบการณ์ของตนเองที่ได้รับมา แต่จากการที่ได้อ่านเอกสารในแนวคิดและทฤษฎีที่ทำงานร่วมกัน
ก่อนทำก็ทำให้กลุ่มเกิดพลังขับเคลื่อนในการทำงานได้อย่างเต็มที่ แม้แต่การระดมสมองเพื่อดึง
ศักยภาพจากประสบการณ์ออกมาก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น การทำงาน
ร่วมกันนั้นจำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และ
ชว่ ยเสริมสรา้ งให้ผู้อ่นื มีพลงั ความคดิ ตอ่ ยอด
2) ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยเกิดการทำงานที่มีวัตถุประสงค์ที่เดียวกันได้นั้นไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญ แต่เกิดจากทุกคนเป้าหมายเดียวและเข้าใจตรงกันให้ดีก่อนแล้วค่อยลงมือทำ จะทำให้เกิด
ความเข้าใจและได้วิธีปฏิบัตริ ่วมกันทีเ่ หมาะสมกับการทำงานจากการมีส่วนรว่ มของทุกคน ดังจะเห็น
ได้จากปรากฏการณ์ ในการระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของธารสายประสบการณ์ และธารส าย
วชิ าการรว่ มกันน้ัน เกิดการเรยี นรู้ทเี่ กิดขึ้น คอื ผู้วจิ ัยและผู้รว่ มวจิ ยั นำความรู้และประสบการณ์ในการ
244
ทำงานรว่ มกนั ในการแก้ไขปัญหาได้ในทุกข้ันตอนตามลำดับ และผู้ร่วมวิจยั เรยี นรู้คณุ ค่าในการทำวิจัย
ร่วมกันทั้งในด้านการทำงานและคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ การสังเกตในแง่มุมต่าง ๆ ได้ดีมากกว่า
ปกติ
5.1.2.3 การเรยี นรทู้ เี่ กดิ ขนึ้ ระดบั หนว่ ยงาน คอื โรงเรยี น
1) โรงเรียนเนินสง่าวิทยาได้รับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการพัฒนาทักษะภาวะ
ผู้นำของนักเรียน โดยในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรียนซึ่งการดำเนินการส่วนใหญ่ก็จะ
นักเรยี นก็ดำเนินการเองโดยครคู อยเปน็ ท่ีปรกึ ษา เชน่ กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมวันไหว้ครู กจิ กรรม
สง่ เสรมิ ประชาธิปไตย กจิ กรรมกีฬาสี ฯลฯ ภายใต้การดำเนนิ การของคณะกรรมการนักเรยี น ท้งั น้ีเกิด
จากการที่นักเรียนได้พัฒนาทักษะภาวะผู้นำกอ่ นหน้านี้ การดำเนินกกิจกรรมดังกล่าวช่วย ส่งเสริมให้
ผู้เรียนเกิดทักษะ เกิดการเรยี นรู้ด้วยตนเอง และสามารถประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจำวนั ไดจ้ รงิ และทำให้
เด็กนักเรียนมีทักษะภาวะผู้นำ อันเนื่องจากการจัดกิจกรรมที่หลากหลายตามหลักการเรียนรู้เชิง
ประสบการณ์ และการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออก ได้เรียนรู้เกิด
ประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติ ทำให้นักเรียนได้สะท้อนผลการปฏิบัติการ เชื่อมโยงและสรุป
ความคดิ รวบยอดเพ่อื นำความรู้ไปประยุกต์ใช้พฒั นาศักยภาพของตนเองไดอ้ ย่างย่งั ยืน
5.1.3 องคค์ วามรูจ้ ากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice)
ในการดำเนินการผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันอภิปรายถึงองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ
(Knowledge Gained from Practice) เป็นองค์ความรู้ในลักษณะเป็นทฤษฎีฐานราก (Grounded
theory) ในบริบทเฉพาะของการวิจัยเชิงปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โรงเรียน
เนินสง่าวิทยา ไม่เป็นองค์ความรู้เชิงอ้างอิงที่เป็นผลจากการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงทดลอง
และเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติในงานวิจัยนี้ได้มาจากกรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ
(Force-Field Analysis) ข อ ง Kurt Lewin (Lunenburg & Ornstein, 2000) ท่ี อ ธ ิ บ า ย ถึ ง
ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับพลังขับที่นำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลง สิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และแนวทางเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในบริบท
เฉพาะ ซึ่งจากผลการวิจัยวิจัยที่สรุปหลากหลายประเด็นข้างต้น ผู้วิจัยขอนำเสนอตามกรอบแนวคิด
การวเิ คราะหพ์ ลังขับ (Force-Field Analysis) ดังกลา่ วขา้ งตน้ ดงั นี้
ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังให้เกิดขึ้นมี 2 ประการ คือ 1) ความคาดหวังให้ผู้
ร่วมวิจัยได้นำเอาแนวการพัฒนาที่ร่วมกันกำหนดไปสู่การปฏิบัติใน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการ
ปฏิบัตใิ นวงจรที่ 1 และหลังการปฏิบตั ิในวงจรที่ 2 มีการเปล่ยี นแปลงทีด่ ีขนึ้ โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ย
และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) ความคาดหวังให้ลักษณะของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่
ประเมินได้จากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลจากการพัฒนาใน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นโดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยและค่า
สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ในกรณีของพลังขับที่นำมาใช้จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังทั้งสอง
ประการนั้น เป็นพลังขับที่งานวิจัยนี้เรียกว่า “หกพลังขับที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำที่
ประสบผลสำเร็จ (Six Driving Forces that Affect the Development of a Successful Learning
Environment” ประกอบด้วย “สามพลังขบั หลกั ” และ “สามพลงั ขับเสรมิ ” ดงั นี้
245
สามพลงั ขบั หลกั
1) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่มีลักษณะสำคัญคือผู้วิจัยมีส่วนร่วมใน
การวิจัยกับผู้ร่วมวิจัยในลักษณะเป็นการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ที่ต่างมีสถานะที่เท่าเทียม
กัน (Equally) ในการวางแผน (Planning) ปฏิบัติ (Acting) สังเกต (Observing) และสะท้อนผล
(Reflecting) ในลกั ษณะทีเ่ ปน็ วงจรแบบเกลียวสวา่ น (Spiral Cycle)
2) หลกั ธรรมทางพทุ ธศาสนาทน่ี ำมาเปน็ ข้อคดิ เตือนใจให้การทำงานเป็นไปอยา่ งมีคุณภาพ
และประสบผลสำเรจ็ คือ 1) สังคหวตั ถุ 4 เป็นหลักธรรมะที่ส่งเสริมใหเ้ กิดความสามัคคี 2) ขันติ เป็น
หลักธรรมที่สอนให้มีความอดทน อดได้ และทนได้ เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ
3) สปั ปุริสธรรม 7 เปน็ หลกั ธรรมที่สอนให้รหู้ ลักความจริง รู้ความมงุ่ หมาย รูต้ นเอง รพู้ อดี รูก้ าลเวลา
รู้ชุมชน และรู้ความแตกต่างแห่งบุคคล 4) อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมที่สอนให้รัก ขยัน ใส่ใจ และ
ทำงานดว้ ยปัญญา 5) โยนิโสมนสิการ หมายถงึ การทำในใจให้ดลี ะเอยี ดถี่ถ้วน กลา่ วคอื การพิจารณา
อย่างรอบคอบถี่ถ้วน ทางพุทธศาสนาถือว่ามีคุณค่าเท่ากับความไม่ประมาทหรือ “อัปมาท” 6) และ
หลักพรหมวิหาร 4 หมายถึง ลักคุณธรรมที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติตามเป็นผู้ประเสริฐ ซึ่งคำว่า
“พรหมวิหาร” มีความหมายว่า ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพรหม การยึดถือหลักธรรมดังกล่าวจะทำ
ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยเชื่อว่ามนุษย์จะประเสริฐได้ก็ต่อเมื่อมี
คุณธรรม พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ข้อ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อเุ บกขา
3) แผนปฏิบัตกิ ารที่แสดงแนวการพัฒนา 44 แนวทาง ท่เี กดิ จากการระดมสมองของผู้ร่วม
วิจัยกบั แนวการพัฒนาเชิงทฤษฎีจากผลการศึกษาวรรณกรรมที่เกีย่ วข้องของผู้วจิ ยั ตามหลกั การ “รับ
ฟังข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมวิจัยทุกคน” และตามจรรยาบรรณ “มีการปรึกษาหารือร่วมกันและ
ขอ้ เสนอแนะได้รบั การเหน็ ชอบจากทุกฝา่ ย”
สามพลงั ขับเสริม
4) หลักการทำงานร่วมกัน 5 ประการ คือ 1) มีการสื่อสาร (Communication) 2) มีคณะ
ผู้แทน (Delegation) 3) มปี ระสทิ ธิภาพ (Efficiency) 4) มคี วามคิด (Ideas) และ 5) มกี ารสนับสนุน
(Support)
5) กลยุทธก์ ารทำงานร่วมกนั 5 ประการ คือ 1) มีทัศนคตทิ ด่ี ี (Have a positive attitude)
2) มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) 3) อ่านมาก (Read A lot) 4) เรียนรู้ต่อไป (Keep
Learning) และ 5) ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทลั (Use digital organization tools)
6) ขั้นตอนการนำแนวการพัฒนาที่สู่การปฏิบัติร่วมกัน 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การ
วางแผนรว่ ม (Shared Planning) ขน้ั ตอนที่ 2 การนำแผนสู่การปฏบิ ัติรว่ ม (Shared Implementing)
ขั้นตอนที่ 3 การติดตามผลร่วม (Shared Observing) และขั้นตอนที่ 4 การมีข้อมูล ย้อนกลับร่วม
(Shared Reflecting)
ในกรณขี องสิ่งต่อต้านเปล่ียนแปลงและวิธีการเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ
คือ 1) ผู้ร่วมวิจัยส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานความรู้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้วิจัยต้องทำ
เอกสารคู่มือเพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาควบคู่ไปกับการทำงวิจัยไปทีละขั้นตอน 2) ผู้ร่วมวิจัยยังขาด
ทักษะการนำแนวคิดจากประสบการณ์ของตนเองมาบูรณาการกับแนวคิดเชิงทฤษฎี ผู้วิจัยต้องชี้แจง
เพิ่มเติม กระตุ้นให้กำลังใจ และนำกรณีศึกษามาให้ดูเป็นตวั อยา่ ง 3) ผู้ร่วมวิจัยยงั ขาดทักษะการถอด
246
บทเรียนและทักษะการสรุปผลการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ผู้วิจัยต้องหากรณีตัวอย่างที่ดี ๆ มาให้ได้
ศึกษากนั เปน็ แนวทาง และ 4) ผู้รว่ มวิจยั มีภาระงานประจำต้องทำ จึงทำใหม้ ขี ้อจำกัดด้านเวลาในการ
ทต่ี ้องเข้ารว่ มทำกจิ กรรมตามข้ันตอนตา่ ง ๆ ของการวิจยั ตอ้ งมีการกระตุ้นและจงู ใจเป็นระยะ ๆ
องค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น แสดงเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่เป็นทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยเชิง
ปฏบิ ตั กิ ารแบบมีสว่ นรว่ มในโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ดงั ภาพที่ 5.3
หกพลงั ขบั ที่สง่ ผลต่อการพัฒนา สิ่งตอ่ ต้านเปล่ียนแปลงและวธิ ีการ ความคาดหวงั จาก
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ท่ีประสบ เอาชนะส่งิ ตอ่ ตา้ นการเปล่ียนแปลงท่ี การพฒั นา
ผลสำเรจ็ สำคญั 1. การเปล่ยี นแปลง
1. ผรู้ ่วมวิจัยสว่ นใหญไ่ มม่ พี ืน้ ในผลลพั ธ์ท่ีคาดหวงั
สามพลงั ขบั หลัก ฐานความรู้ด้านการวิจยั เชิงปฏบิ ตั กิ าร และไมค่ าดหวงั จาก
1. ลกั ษณะ หลกั การ และจรรยาบรรณใน แบบมสี ่วนร่วม ผวู้ ิจยั ตอ้ งทำเอกสาร การปฏิบตั ิ
ระเบียบวธิ วี ิจยั เชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ น คู่มอื เพือ่ ให้ผู้ร่วมวิจยั ไดศ้ ึกษาควบคู่ไป 2. การเรียนรจู้ าก
ร่วม กบั การทำงวิจัยไปทีละขัน้ ตอน การปฏบิ ตั ิในตวั
2. หลกั ธรรมทางพุทธศาสนาทผี่ ูว้ จิ ยั และผู้ 2. ผู้ร่วมวจิ ัยยงั ขาดทกั ษะการนำ ผูว้ ิจัย ผรู้ ว่ มวจิ ัย
รว่ มวจิ ยั กำหนดรว่ มกนั แนวคิดจากประสบการณข์ องตนเองมา และสถานศึกษา
3. แผนปฏิบัตกิ ารท่ีแสดงแนวการพฒั นาที่ บรู ณาการกับแนวคิดเชิงทฤษฎี ผวู้ ิจยั 3. องค์ความรู้ที่เป็น
ผู้วิจัยและผรู้ ว่ มวจิ ยั กำหนดร่วมกัน 44 ตอ้ งชแ้ี จงเพ่มิ เติม กระตุ้นให้กำลงั ใจ ทฤษฎฐี านรากจาก
แนวทาง และนำกรณีศกึ ษามาให้ดูเปน็ ตวั อยา่ ง การปฏบิ ตั ิในบรบิ ท
3. ผู้รว่ มวจิ ยั ยงั ขาดทกั ษะการถอด เฉพาะ
สามพลงั ขบั เสรมิ บทเรยี นและทักษะการสรปุ ผลการ
1. หลกั การทำงานร่วมกัน 5 ประการ ที่ เรยี นรจู้ ากการปฏิบัติ ผู้วจิ ยั ตอ้ งหากรณี
ผวู้ จิ ยั และผรู้ ว่ มวจิ ัยกำหนดรว่ มกัน ตวั อยา่ งท่ีดี ๆ มาให้ไดศ้ กึ ษากันเปน็
2. กลยทุ ธก์ ารทำงานรว่ มกัน 5 ประการที่ แนวทาง
ผวู้ ิจัยและผ้รู ่วมวจิ ยั กำหนดรว่ มกนั 4. ผูร้ ่วมวิจัยมภี าระงานประจำตอ้ งทำ
3. ขั้นตอนการนำแนวการพัฒนาทสี่ กู่ าร ทำใหม้ ีข้อจำกดั ดา้ นเวลาในการทต่ี ้อง
ปฏิบตั ิทผี่ วู้ ิจยั และผู้รว่ มวจิ ยั กำหนด เขา้ ร่วมทำกจิ กรรมตามขั้นตอนตา่ ง ๆ
รว่ มกนั ของการวิจยั ตอ้ งมีการกระตุ้นและจูงใจ
เป็นระยะ ๆ
ภาพที่ 5.3 โมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน: ความรู้ที่เป็นทฤษฎีฐาน
รากจากการวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั ิการแบบมีสว่ นร่วมในโรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา
5.2 อภิปรายผล
5.2.1 การเปล่ียนแปลง (Change) จากการปฏบิ ตั ิ
5.2.1.1 การเปล่ยี นแปลงทคี่ าดหวัง (Expected Change)
จากผลการวิจัยที่พบว่า ก่อนการดำเนินการวิจัยเรื่อง เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนรว่ ม
ของครเู พอื่ เสรมิ สร้างทกั ษะภาวะผู้นำของนกั เรียน (Teachers Participatory Practice to Enhance
Students’ Leadership Skills)” นอกจากจะส่งผลต่อการเปลยี่ นแปลงตามทค่ี าดหวังดังกลา่ วข้างต้น
แล้วยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหวังด้วย ดังนี้ ในการดำเนินการในครั้งแรกโดยการ
247
ประสานงานกับผู้อำนวยการเพื่อขออนุญาต ดำเนินจัดการประชุมเตรียมความพร้อม โดยการ
ดำเนินการประชมุ ชแ้ี จงแนวทางเกี่ยวการวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ัติการแบบมีสว่ นร่วม ซ่งึ การดำเนินงานเป็นการ
ดำเนินการเฉพาะบรบิ ทโรงเรียนเนนิ สง่าวิทยา ในการเขา้ ร่วมการประชมุ ผู้วิจัยได้เชิญชวนครูเพื่อเป็น
ผู้ร่วมวิจัยในการดำเนินการในครั้งแรกก็มีคนสนใจค่อนข้างน้อยเพราะครูแต่ละคนนั้นกลัวว่าจะเป็น
การเพิ่มภาระงานของตนเอง เพราะมีแต่ละมีภาระสอนมาก และภาระงานนอกรวมถึงงานนโยบาย
และการวิจัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับความคิดของครู จากที่กล่าวมาผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารก็
พยายามใชเ้ ทคนคิ ตา่ ง ๆ โดยมีการสัมมนาโต๊ะกลมร่วมกันของผู้วิจยั และผู้ร่วมวจิ ยั เพื่อทำความเข้าใจ
ในเทคนิคที่จะใช้ในการวิจัย ได้แก่ เทคนิคการวางแผนเชิงปฏิบัติการและการนำแผนสู่การปฏิบัติที่มี
ประสิทธผิ ล เทคนิคการสังเกตและการบนั ทึกข้อมูล และเทคนิคการระดมสมองและการถอดบทเรียน
การใหค้ วามรแู้ ก่ผู้รว่ มวจิ ัยทำให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำมาใช้ปฏบิ ตั ิในการทำวจิ ัยปฏบิ ัติการเชิง
มีส่วนร่วมได้เป็นอยา่ งดี เช่น การจัดทำปฏิทนิ การดำเนินงาน คณะผู้วิจยั ไดน้ ำวธิ ีระดมสมองให้ทุกคน
มีส่วนร่วมเสนอแนวคดิ ไดเ้ ต็มที่แล้วจึงพิจารณาความเหมาะสมร่วมกัน หรือการนำเทคนิคระดมสมอง
เพื่อการบรรจบกันของธารสายประสบการณ์และธารสายวิชาการ ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีการ นำ
แนวคิดเชิงทฤษฎีมาใช้ผนวกกับสายธารประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย ทำให้เกิดแนวปฏิบัติที่เกิดจาก
การรวมสายธารทั้ง 2 สาย ซึ่งในกระบวนการวิจัยผู้วิจัยได้ใช้องค์ความรู้ที่ได้ศึกษาอบรมโดยตลอด
และยังสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัตงิ านใน ดา้ นอ่นื ๆ ทไ่ี ดร้ ับมอบหมายกส็ ามารถนำความรู้น้ี
ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ตอ่ การปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี และผู้ร่วมวิจัยมีความเห็นตรงกันว่าใน
การทีจ่ ะพฒั นาภาวะผู้นำของนักเรียนนั้นควรรวมกลุ่ม โดยจัดเป็นครูทเี่ ปน็ คณะกรรมการครูท่ีปรึกษา
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม และได้ร่วมกันกำหนดทางเลือก เพื่อเป็นกรอบ
แนวทางในการพฒั นาทกั ษะภาวะผู้นำร่วมกัน โดยเน้นการทำงานเป็นทีม
อาจเนื่องจากว่าผลการวิจัยท่ีผู้วิจัยเกิดการเรียนรู้ว่าการทำงานเป็นทีมและการมีข้อมูล
ที่ชัดเจนในเรื่องที่จะพาทีมทำงานร่วมกัน เพราะเป็นการทำงานโดยครูที่เป็นคณะกรรมการครู
ที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 13 คน ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน และมีการให้อิสระ
ในการคิดหาวธิ ีการแก้ปญั หา และพัฒนางานตนเองแล้วนำมาแลกเปล่ียนประสบการณ์ด้วยกนั ทำให้
แต่ละคนมีความพึงพอใจในผลงานของตน นอกจากนี้การทำงานเป็นทีม ทำให้ครูได้มีปฏิสัมพันธ์กัน
ระหว่างสมาชกิ ในกลุ่มเพ่ือใหบ้ รรลุเปา้ หมายเดียวกนั อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ท้ังนี้การทำงานแบบร่วมมือ
ช่วยกันช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูแ้ ละผลสำเร็จของงานได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ
เหมือนท่เี คยเปน็ มา เพราะการทำงานแบบร่วมมอื จะช่วยให้ทุกคนได้รว่ มกันคิดวิเคราะห์ และวางแผน
แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกันการร่วมมือกันจะช่วยให้ได้ทางเลือกเพื่อการปฏิบัติท่ี
หลากหลายจึงไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับทัศนะของ
วิโรจน์ สารรัตนะ (2561) ที่กล่าวว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action
Research) ผู้ถูกวิจัยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive) เป็นผู้กระทำ (Active) หรือผู้
ร่วมกระทำ (Participant) หรือเปลี่ยนวิธีการวิจยั จากพวกเขา (On Them) เป็นการวิจัยโดยพวกเขา
และเพอื่ พวกเขา (By Them and for Them) กลา่ วคือ ผู้ถกู วจิ ัยจะมีส่วนรว่ มในทุกข้นั ตอน เป็นทั้งผู้
ตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติ และผู้ได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น นอกจากนั้นบทบาทของผู้วิจัยก็เปลี่ยนไปด้วย
จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้ดีจากภายนอก (Outside Expert) ก็กลายเป็นผู้ร่วมวิจัยที่เสมอภาค
กัน นอกจากนั้นการวิจัยก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อหาความรู้ใน
248
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปใน
ทิศทางที่พึงประสงค์ด้วย และคาดหวังว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน อันเนื่องจากความมีพันธะ
ผูกพนั ในสงิ่ ท่ีทำ จากบทบาทการมีส่วนรว่ มในทุกขนั้ ตอนนัน้ ซึ่งจากผลการวิจยั ท่ีพบเช่นนี้ ผู้วิจัยเห็น
ว่าการวิจัยไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่ยังทำให้ครูในแผนกวิชาได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้าน
เทคนิควิธีการ ทฤษฎีการ เรียนรู้ที่นำมาใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิด
ปรากฏการณ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงวิชาการในแผนกวิชามากยิ่งขึ้น ซึ่งจากผลการวิจัยที่พบ
เช่นนี้ ผู้วิจัยเห็นว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ร่วมวิจัยต้องได้รับความรู้ความเข้าใจถึง
กระบวนการขน้ั ตอน และเขา้ มามีสว่ นรว่ มดว้ ยความสมัครใจ
5.2.1.2 การเปล่ยี นแปลงท่ีไมค่ าดหวัง (Unexpected Change)
จากผลการวิจัยที่พบว่า การเปลี่ยนแปลงตามที่ไม่คาดหวัง เป็นการเรียนรู้ จาก
ประสบการณข์ องผู้ร่วมวิจัยท่ีได้จากกระบวนการวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั ิการแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ 1) ทำให้เกิด
การนำความรู้จากการสัมมนาเกี่ยวกับ 1.1) เทคนิคการวางแผนเชิงปฏิบัติการและการนำแผนสู่การ
ปฏิบัติที่มีประสิทธิผล 1.2) เทคนิคการสังเกตและการบันทึกข้อมูล และ 1.3) เทคนิคการระดมสมอง
และการถอดบทเรยี น 2) ความรู้ทเ่ี กดิ จากการนำแนวคิดเชิงวิชาการมาใช้ผนวกกบั ประสบการณ์ของผู้
ร่วมวิจัย ทำให้เกิดเป็นกระบวนการวิจัย และความรู้ที่เกิดขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานใน
ด้านอื่น ๆ หรือในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้เป็นอย่างดี 3) เกิดการเรียนรู้จากวิกฤตการแพร่ระบาด
ของโคโรน่าไวรัส (Covid 19) ระลอกที่ 2 4) ผู้ร่วมวิจัยได้พัฒนาการการจัดการเรียนการสอนให้
เหมาะสมกบั สถานการณโ์ ดยใชร้ ูปแบบผสมผสานทห่ี ลากหลาย ทำให้การศึกษาการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วม ซึ่งผลลัพธ์ของระบวนการพัฒนาทำให้เกิดการเรียนรู้ในการแก่ปัญหา การเรียนรู้การ
พฒั นาการทำงานเป็นทีม และกระบวนการพัฒนาการสร้างเสริมประสิทธิภาพดว้ ยกระบวนการมีส่วน
ร่วม ทำให้เกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และทัศนะเกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
สอดคล้องกับทัศนะของ ชยานนท์ มณเพียรจันทร์ (2554, อ้างถึงใน วิโรจน์ สารรัตนะ, 2561) ที่
กลา่ วถงึ ที่แนวคดิ การวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ มเช่นเดียวกันมากล่าวถึงก่อน เพ่อื เป็นข้อมูลเชิง
เปรียบเทียบและเชิงยืนยันกับแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และสอดคล้องกับทัศนะ
ของ Seymour-Rolls & Hughes (2000) ทีก่ ล่าววา่ การวิจยั เชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นรว่ ม คือวิธีการ
สืบสวนสอบสวนร่วมกัน (Collective) Mills (2007) ให้ทัศนะว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
Research) คือ วิธีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Inquiry)Mills (2007) ที่กล่าว
ว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) คือ วิธีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบ
(Systematic Inquiry) และสอดคล้องกับทัศนะของ Quixley (2008) ที่กล่าวว่า การวิจัยเชิง
ปฏิบัติการ (Action Research) โดยพื้นฐานแล้วก็คือ การวิจัยแบบการมีส่วนร่วม (Participatory
Research) และสอดคล้องกับทัศนะของ James, Milenkiewicz & Bucknam (2008) ที่กล่าวว่า
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เป็นกระบวนการท่ี
เป็นพลวัตสำหรับใช้ในการพัฒนาบุคคล และการพัฒนาวิชาชีพโดยที่ PAR นั้นจะเป็นเครื่องมือที่
สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ถ้าผู้ที่นำไปใช้ เช่น ผู้บริหารโรงเรียน ครู และคนในชุมชน ได้ให้
ความใส่ใจและร่วมมือในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยผลลัพธ์ที่ได้จาก PAR ต่อนัก
การศกึ ษา และสอดคล้องกับทัศนะของ Creswell (2008) ท่ีกล่าววา่ การวิจัยเชงิ ปฏิบัติการ (Action
Research) เป็นการวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบการปฏิบตั ิได้มากที่สุดและดีท่สี ดุ
249
ซึ่งจากผลการวิจัยที่พบเช่นนี้ ผู้วิจัยเห็นว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมต้องมีผู้ร่วมวิจัย
(Participants) จำนวนหน่งึ ที่จะต้องเป็นไปด้วยความสมคั รใจ ดังนั้น เพือ่ ให้ระบไุ ด้ว่าผู้รว่ มวิจยั คอื ใคร
มีจำนวนเทา่ ใด ผู้วจิ ัยควรนำเอาแนวคิดและแนวปฏบิ ัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นร่วมช้ีแจงต่อ
ผู้ร่วมวิจัยให้รับรู้และเข้าใจ เพื่อให้การตัดสินใจเข้าร่วมวิจัยเป็นไปด้วยความสมัครใจ ตาม
จรรยาบรรณที่ว่า “ผู้วิจัยต้องแสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรก รวมทั้ง
ข้อเสนอแนะและผลประโยชนใ์ ห้แก่ผู้รว่ มวิจยั ทราบ” คำนงึ ถงึ หลกั การ “ผู้ท่ีไมป่ ระสงค์มีสว่ นรว่ มต้อง
ไดร้ ับการยอมรบั และเคารพในสิทธสิ ่วนบคุ คล”
5.2.2 การเรียนรู้ (Learning) จากการปฏบิ ตั ิ
5.2.2.1 การเรยี นรู้ทเี่ กดิ ข้นึ ระดบั บุคคล คอื ผ้วู ิจยั
จากผลการวิจัยที่พบว่า เกิดการเรียนรู้กับผู้วิจัย เนื่องจากกระบวนการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยวิจัยได้นำเสนอความคิดเห็น แนวคิด และแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ที่มีร่วมกัน และส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการปฏิบัติงาน ซึ่งการมีส่วน
ร่วมนั้นมี ความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้การพัฒนางานประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจและ
มุ่งหวัง เพราะการมีส่วนร่วมทำให้เกิดการยอมรับในเป้าหมาย และให้ความร่วมมือระดมสมองเพ่ือ
พัฒนาการปฏบิ ัติงานให้ประสบผลสำเรจ็ และทำให้ผู้วิจยั เกิดการเรียนรู้ว่าการทำงานเป็นทีมและการ
มีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องที่จะพาทีมทำงานร่วมกัน เพราะเป็นการทำงานโดยครูที่เป็นคณะกรรมการ
ที่ปรึกษาระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน และมีการให้อิสระในการคิดหาวิธกี าร
แก้ปัญหาและพัฒนางานตนเองแล้วนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยกันทำให้แต่ละคนมีความพึง
พอใจในผลงานของตน นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมทำให้ครูได้มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกใน
กลุ่มเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การทำงานแบบร่วมมือช่วยกนั ช่วยให้
เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และผลสำเร็จของงานได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำที่เคยเป็นมา
เพราะการทำงานแบบร่วมมือจะช่วยให้ทุกคนได้ร่วมกันคิดวิเคราะห์ และวางแผนแก้ปัญหา
อย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกันการร่วมมือกันจะช่วยให้ได้ทางเลือกเพื่อการปฏิบัติที่หลากหลาย
จึงไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ สอดคล้องกับทัศนะของ McTaggart (2010) ที่ได้
เสนอสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อของการวิจัยเชิงปฏิบตั ิการแบบมีส่วนร่วม (16 Tenets of Participatory
Action Research) ที่นักวิจัยควรต้องคำนึงถึงดังนี้ คือ 1) เป็นวิธีการในการพัฒนาการปฏิบัติของ
สังคมโดยการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของสังคมนั้น ๆ 2) เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
(Authentic Participation) 3) เป็นความร่วมมือกัน (Collaborative) 4) ทำให้เกิดชุมชนที่สามารถ
วิเคราะห์ตนเองได้ (Self-Critical Communities) 5) เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
(Systematic Learning Process) 6) ทำให้คนมีส่วนร่วมในการท่ีจะคิดค้นทฤษฎเี กีย่ วกับการกระทำ
ของพวกเขาเอง 7) ต้องการให้คนได้ทดสอบการปฏิบัติ (Practices) ทดสอบแนวคิด (Ideas) และข้อ
สมมติฐาน (Assumptions) ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือชุมชนของเขา 8) เกี่ยวข้องกับการจดบันทึก
ขอ้ มลู (Keeping Records) 9) ตอ้ งการให้ผู้มีส่วนร่วม (Participants) พยายามมองประสบการณ์ของ
ตนเองอย่างเป็นรูปธรรม (Objectify) 10) เป็นกระบวนการทางการเมืองอย่างหนึ่ง (Political
Process) 11) ประกอบการวเิ คราะหเ์ ชิงวิพากษ์ (Critical Analysis) 12) เรม่ิ ต้นจากจดุ เลก็ ๆ (Starts
Small) 13) เริ่มต้นจากวงจรเล็ก ๆ (Small Cycles) 14) เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเล็ก ๆ (Small
250
Groups) หลาย ๆ กลุ่มที่มีปัญหาหรือความต้องการร่วมกัน 15) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วมได้ร่วมกัน
สร้างฐานข้อมูลขึ้นมา (Build Record) และ 16) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วม (Participant) สามารถท่ี
จะแสดงความถูกต้องของการกระทำ (Demonstrate Evidence) ของพวกเขาอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ซึ่งจากผลการวิจัยที่พบเช่นนี้ ผู้วิจัยเห็นว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นการเรียนรู้ท่ี
เกดิ ข้ึนระดบั กล่มุ คือ ผู้รว่ มวจิ ัย
5.2.2.2 การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระดับหนว่ ยงาน คือ โรงเรียน
จากผลการวิจัยที่พบว่า การเรียนรู้ระดับหน่วยงาน คือ โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ได้รับ
การพฒั นาและแก้ไขปัญหาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น โดยในการดำเนินกิจกรรมต่าง
ๆ ภายในโรงเรียนซึ่งการดำเนินการส่วนใหญ่ก็จะนักเรียนก็ดำเนินการเอง โดยครูคอยเป็นที่ปรึกษา
เช่น กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมวันไหว้ครู กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย กิจกรรมกีฬาสี ฯลฯ
ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการนักเรียน ทั้งนี้เกิดจากการที่นักเรียนได้พัฒนาทักษะภาวะ
ผู้นำก่อนหน้านี้ การดำเนินกกิจกรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะ เกิดการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และทำให้เด็กนักเรียนมีทักษะภาวะผู้นำ อัน
เน่อื งจากการจัดกิจกรรมทห่ี ลากหลายตามหลักการเรียนร้เู ชิงประสบการณ์ และการเรยี นรแู้ บบมีส่วน
ร่วม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออก ได้เรียนรู้เกิดประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติ ทำให้
นักเรียนได้สะท้อนผลการปฏิบัติการ เชื่อมโยงและสรุปความคิดรวบยอดเพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
พัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างยั่งยืน อาจเนื่องจากการนำเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่นำมา
เป็นข้อคิดเตือนใจให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสบผลสำเร็จ คือ 1) สังคหวัตถุ 4 เป็น
หลกั ธรรมะที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี 2) ขันติ เปน็ หลักธรรมที่สอนให้มีความอดทน อดได้และทน
ได้ เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ 3) สัปปุริสธรรม 7 เป็นหลักธรรมทีส่ อนให้รูห้ ลกั
ความจริง รคู้ วามม่งุ หมาย รู้ตนเอง รูพ้ อดี ร้กู าลเวลา รชู้ มุ ชน และรคู้ วามแตกต่างแห่งบุคคล 4) อิทธิ
บาท 4 เปน็ หลกั ธรรมที่สอนให้รกั ขยนั ใส่ใจ และทำงานดว้ ยปัญญา 5) โยนโิ สมนสิการ หมายถงึ การ
ทำในใจให้ดลี ะเอียดถี่ถว้ น กลา่ วคอื การพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน ทางพทุ ธศาสนาถือว่ามีคุณค่า
เท่ากับความไม่ประมาทหรือ “อัปมาท” 6) และหลักพรหมวิหาร 4 หมายถึง ลักคุณธรรมที่ทำให้ผู้
ประพฤติปฏิบัติตามเป็นผู้ประเสริฐ ซึ่งคำว่า "พรหมวิหาร" มีความหมายว่า ธรรมอันเป็นที่อยู่
ของพรหม การยึดถือหลักธรรมดังกล่าวจะทำให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดย
เชื่อว่ามนุษย์จะประเสริฐได้ก็ต่อเมื่อมีคุณธรรม พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ข้อ
ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สอดคล้องกับทัศนะของ พุทธทาสภิกขุ (2525) ที่กล่าววา่ สงั คห
วัตถุ 4 คือ หลักการสงเคราะห์เรื่องการสงเคราะห์กันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีลักษณะพฤติกรรมท่ี
รู้จักแบ่งปัน รู้จักการให้ เสียสละยินดีในความสุขของผู้อื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไกล่เกลี่ยความ
แตกแยกในหม่คู ณะบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ไมเ่ อาผลงานผู้อ่นื มาเป็นของตนเอง และสอดคล้อง
กับทัศนะของ พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาสภิกขุ. 2520) ที่กล่าวว่า “ขันติคือความอดทนหรือ
อดกลั้นต่อความจำเป็นสำหรับชวี ิต 4 อย่างด้วยกนั และสอดคล้องกบั ทศั นะของ พระมหาสมควร ศรี
สงคราม (2550) กลา่ วถงึ สัปปุริสธรรม 7 ที่กล่าววา่ สตั บุรษุ ทท่ี ำให้เป็นสัตบรุ ุษ คือ ความเป็นคนดีท่ี
สมบูรณ์ เป็นธรรมที่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำ อมร โสภณวิเชษฐ์วงศ์และคณะ (2553) ที่กล่าวถึง
ความหมายของอิทธิบาท 4 ว่าเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความสำเร็จ และสอดคล้องกับพระเทพเวที (ป.อ.
251
ปยุตฺโต. 2534) ที่กล่าวว่า โยนิโสมนสิการ ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิการ โดยโยนิโส มาจากโยนิ
ซึ่งแปลว่าเหตุต้นเค้าแหล่งเกิดปัญญาอุบายวิธีทาง มนสิการ แปลว่า การทำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง
ใส่ใจ พิจารณาโยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำในใจโดยแยบคาย และสอดคล้องกับทัศนะของ พระ
พรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต. 2550) ที่กล่าวว่า พรหมวิหาร 4 ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ ธรรม
ประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับ
ความประพฤติ ซึ่งจากผลการวิจัยที่พบเช่นนี้ ผู้วิจัยเห็นว่า ผู้วิจัยได้นำมาใช้เป็นข้อคิดเตือนใจในการ
ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดงานวิจัย โดยเชื่อว่าจะทำให้ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและประสบ
ผลสำเร็จ
5.2.3 องคค์ วามรจู้ ากการปฏบิ ัติ (Knowledge Gained from Practice)
จากผลการวิจัยที่พบว่า การดำเนินการผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยโดยร่วมกันอภิปรายถึงองค์
ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice) นี้เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับจากการ
ปฏิบัติในงานวิจัยนี้ได้มาจากกรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ (Force-Field Analysis) ของ Kurt
Lewin (Lunenburg & Ornstein, 2000) ที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่
คาดหวังให้เกิดขึ้นกับพลังขับที่นำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
และแนวทางเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในบริบทเฉพาะ ซึ่งจากผลการวิจัยวิ จัยที่สรุป
หลากหลายประเด็นข้างต้น ผู้วิจัยขอนำเสนอตามกรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ (Force-Field
Analysis) ดังกล่าวข้างตน้ ดังน้ี
ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังให้เกิดขึ้นมี 2 ประการ คือ 1) ความคาดหวังให้ผู้
ร่วมวิจัยได้นำเอาแนวการพัฒนาที่ร่วมกันกำหนดไปสู่การปฏิบัติใน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการ
ปฏิบัติในวงจรท่ี 1 และหลงั การปฏิบัติในวงจรที่ 2 มกี ารเปลีย่ นแปลงท่ดี ีขึน้ โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ย
และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) ความคาดหวังให้ลักษณะของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ท่ี
ประเมินได้จากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลจากการพัฒนาใน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการปฏิบัติใน
วงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นโดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยและค่า
ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ในกรณีของพลังขับที่นำมาใช้จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังทั้งสอง
ประการนั้น ประกอบด้วย “สามพลังขับหลัก” และ “สามพลังขับเสริม” ดังนี้ สามพลังขับหลัก
1) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมท่ี 2) การนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่นำมาเป็น
ข้อคิดเตือนใจให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสบผลสำเร็จ 3) การมีแผนปฏิบัติการที่
แสดงแนวการพัฒนา 44 แนวทาง ที่เกิดจากการระดมสมองของผู้ร่วมวิจัยกับแนวการพัฒนาเชิง
ทฤษฎีจากผลการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องของผู้วิจัย สามพลังขับเสริม 1) มีหลักการทำงาน
รว่ มกัน 2) มกี ลยุทธก์ ารทำงานร่วมกัน และ 3) มีขั้นตอนการนำแนวการพัฒนาทส่ี กู่ ารปฏิบัตริ ว่ มกัน
ในกรณีของสิ่งต่อต้านเปลี่ยนแปลงและวิธีการเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
คือ 1) ผู้ร่วมวิจัยส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานความรู้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้วิจัยต้องทำ
เอกสารคู่มือเพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาควบคู่ไปกับการทำงวิจัยไปทีละขั้นตอน 2) ผู้ร่วมวิจัยยังขาด
ทักษะการนำแนวคิดจากประสบการณ์ของตนเองมาบูรณาการกับแนวคิดเชิงทฤษฎี ผู้วิจัยต้องชี้แจง
เพิ่มเติม กระตุ้นให้กำลงั ใจ และนำกรณีศึกษามาให้ดูเป็นตัวอยา่ ง 3) ผู้ร่วมวิจัยยังขาดทักษะการถอด
252
บทเรียนและทักษะการสรุปผลการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ผู้วิจัยต้องหากรณีตัวอย่างที่ดี ๆ มาให้ได้
ศกึ ษากนั เปน็ แนวทาง และ 4) ผู้รว่ มวิจัยมภี าระงานประจำต้องทำ จึงทำให้มขี อ้ จำกัดดา้ นเวลาในการ
ทต่ี ้องเขา้ ร่วมทำกจิ กรรมตามขั้นตอนตา่ ง ๆ ของการวิจยั ต้องมกี ารกระตนุ้ และจงู ใจเป็นระยะ ๆ
องค์ความรู้จากการปฏิบตั ิดังที่กล่าวถึงขา้ งตน้ ผู้วิจัยถือเป็นทฤษฎีฐานรากจากการกระทำ
รว่ มกนั ในภาคสนาม เปน็ องค์ความรู้จากการปฏิบัติในบรบิ ทเฉพาะของโรงเรยี นเนินสง่าวิทยา ไม่เป็น
ทฤษฎีทั่วไป (Universal Theory) ที่จะนำไปใช้อ้างอิงถึงประชากรได้ เพียงแต่อาจนำไปใช้อย่าง
ประยุกต์ตามความเหมาะสมได้ ดังทัศนะของ Coghlan & Brannick (2007) และ James,
Milenkiewcz, & Bucknam (2008) ที่กล่าวว่า “ผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีข้อจำกัดในการนำไป
เผยแพร่หรืออ้างอิง แต่สามารถนำเอาประเด็นข้อคิดหรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเป็นข้อเสนอแนะ
สำหรับการนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือที่กำลังมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ในลกั ษณะเดยี วกันได”้
5.3 ขอ้ เสนอแนะ
5.3.1 ขอ้ เสนอแนะจากผลการวิจยั
เนื่องจากผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้เป็นผลการวิจัยในบริบทเฉพาะของ
โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ไม่เป็นผลการวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงทดลองที่มีผลต่อการอ้างอิงจากกลุ่ม
ตัวอย่างไปถึงประชากรเป้าหมาย ดังนั้น ผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ
การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติของผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจยั และประเด็นเก่ียวกับองค์ความรู้ท่ีเกิดขึ้นจาก
การปฏิบัติที่เป็นชุดของความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง (Expected
Change) ปัจจัยผลักดัน (Force for Change) ทีน่ ำมาใช้สงิ่ ต่อต้านการเปลยี่ นแปลง (Resistance to
Change) และการเอาชนะสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Overcome Obstacles) ในการเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนในงานวิจัยนี้ เป็นสิ่งที่โรงเรียนเนินสง่าวิทยาจะต้องให้ความสำคัญ
จะต้องนำไปศึกษาทบทวนเพื่อแสวงหาชุดของความคิดและความเชื่อใหม่อื่น ๆ เสริมเข้ามาอีกทุก
ระยะอย่างตอ่ เน่อื ง และอย่างไมม่ ีวนั สน้ิ สดุ ดงั นี้
5.3.1.1 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมควรสร้างความเข้าใจ และสร้างความ
ตระหนักถึงความสำคัญและจำเป็นของการพัฒนางานอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในการให้
ความมร่วมมือและต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนางานตามกระบวนการของการวิจัยเชิงปฏิบัติ
แบบมีส่วนร่วม
5.3.1.2 ควรวางแผนสำหรับการดำเนินการวิจัยเป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน เช่น ในการ
วิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็น 2 วงจร รวม 10 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเตรียมการ
(Preparation) (2) การวางแผน (Planning) (3) การปฏิบัติ (Acting) (4) การสังเกต (Observing)
(5) การสะทอ้ นผล (Reflecting) (6) การวางแผนใหม่ (Re-Planning) (7) การปฏิบัตใิ หม่ (Re-Acting)
(8) การสังเกตผลใหม่ (Re-Observing) (9) การสะท้อนผลใหม่ (Re-Reflecting) และ(10) การสรปุ ผล
(Conclusion) และมีการถอดบทเรียนเสมอ เพื่อทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านมาและนำสู่การพัฒนาใน
ขั้นตอนต่อไป
5.3.1.3 ขั้นตอนการวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับครูกับนักเรียน ควรสร้างความเข้าใจ
ร่วมกันอย่างชัดเจนก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีหรือผลกระทบที่เกิดจากความเข้าใจท่ี
253
คลาดเคลื่อนขึ้นในภายหลัง เช่น จัดให้มีการประชุมทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ผู้วิจัย
และผู้รว่ มวิจัย จงึ ทำให้ปฏบิ ตั กิ ารในขนั้ ตอนนสี้ ำเร็จ
5.3.1.4 กลยุทธ์เพื่อการพัฒนา (Strategies for Development) โดยใช้การเสริมแรง
ทางบวกเพื่อให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติเพื่อพัฒนางาน จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีกำลังใจและมีความ
ภาคภูมิใจเนือ่ งจากการเสริมแรงทางบวกแสดงถึงการยอมรับจากกลุ่มหรอื จากคณะ แต่ในการใช้การ
เสริมแรงทางบวกควรพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ใช้บ่อยจนเกินไปหรือบางสถานการณ์
อาจต้องใช้การเสริมแรงทางลบ ซึ่งควรศึกษาเพม่ิ เตมิ และพิจารณาเลอื กใช้ตามความเหมาะสม
5.3.1.5 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในครั้งนี้ได้รับการยอมรับ ความร่วมมือ
และการส่งเสริมช่วยเหลือจากครู ผู้บรหิ ารสถานศึกษา และบุคลากรโรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา ซึ่งมีความ
เข้าใจการพัฒนาตามหลักของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมและต้องการให้เกิดการพัฒนา
อยา่ งยั่งยืนคือการพัฒนาองคก์ รทั้งระบบ
5.3.1.6 นำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติในงานวิจัยนี้ เป็นโมเดลต้นแบบ
(Phototype) สำหรับการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนในโรงเรียนเนินสง่าวิทยาอย่าง
ต่อเนื่องต่อไปในอนาคต ตามลักษณะของการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุดแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle)
ตามลักษณะของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และนำเสนอเป็นโมเดลกรณีศึกษา (Case
Study Model) ให้โรงเรียนแห่งอื่นได้นำไปปรับหรือประยุกต์ใช้ตามบริบทของโรงเรียนแห่งนั้น โดย
ใช้โมเดลที่แสดงข้างลา่ งเปน็ แนวทาง
หกพลังขบั ทสี่ ง่ ผลต่อการพัฒนา สิง่ ต่อตา้ นเปล่ยี นแปลงและวธิ ีการ ความคาดหวงั จาก
สภาพแวดลอ้ มการเรยี นรู้ที่ประสบ เอาชนะสิ่งตอ่ ตา้ นการเปลี่ยนแปลงท่ี การพฒั นา
ผลสำเรจ็ สำคญั 1. การเปลีย่ นแปลง
1. ผรู้ ่วมวจิ ัยสว่ นใหญ่ไมม่ ีพ้ืน ในผลลัพธท์ ค่ี าดหวัง
สามพลังขบั หลัก ฐานความรู้ดา้ นการวิจยั เชิงปฏบิ ตั ิการ และไม่คาดหวงั จาก
1. ลกั ษณะ หลกั การ และจรรยาบรรณใน แบบมสี ่วนร่วม ผ้วู จิ ยั ต้องทำเอกสาร การปฏิบัติ
ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั ิการแบบมสี ว่ น คมู่ ือเพ่ือใหผ้ ู้รว่ มวจิ ยั ได้ศึกษาควบค่ไู ป 2. การเรยี นร้จู าก
ร่วม กับการทำงวจิ ยั ไปทลี ะข้ันตอน การปฏิบตั ใิ นตวั
2. หลักธรรมทางพทุ ธศาสนาทผี่ ูว้ จิ ยั และผู้ 2. ผู้รว่ มวจิ ัยยังขาดทักษะการนำ ผ้วู จิ ัย ผู้ร่วมวจิ ัย
รว่ มวจิ ยั กำหนดรว่ มกัน แนวคดิ จากประสบการณ์ของตนเองมา และสถานศกึ ษา
3. แผนปฏบิ ัติการท่แี สดงแนวการพัฒนาท่ี บรู ณาการกบั แนวคดิ เชงิ ทฤษฎี ผวู้ จิ ยั 3. องค์ความรูท้ เ่ี ป็น
ผู้วจิ ยั และผูร้ ว่ มวจิ ยั กำหนดรว่ มกนั 44 ต้องช้แี จงเพม่ิ เตมิ กระตุ้นให้กำลงั ใจ ทฤษฎฐี านรากจาก
แนวทาง และนำกรณีศกึ ษามาใหด้ ูเป็นตวั อยา่ ง การปฏบิ ัตใิ นบริบท
3. ผรู้ ว่ มวจิ ยั ยังขาดทักษะการถอด เฉพาะ
สามพลงั ขบั เสรมิ บทเรยี นและทกั ษะการสรปุ ผลการ
1. หลกั การทำงานรว่ มกนั 5 ประการ ที่ เรียนร้จู ากการปฏิบัติ ผู้วิจยั ตอ้ งหากรณี
ผ้วู จิ ัยและผรู้ ว่ มวจิ ัยกำหนดร่วมกัน ตัวอยา่ งที่ดี ๆ มาให้ไดศ้ ึกษากันเป็น
2. กลยทุ ธก์ ารทำงานรว่ มกัน 5 ประการท่ี แนวทาง
ผู้วจิ ยั และผรู้ ว่ มวจิ ยั กำหนดร่วมกัน 4. ผู้ร่วมวจิ ยั มภี าระงานประจำตอ้ งทำ
3. ข้ันตอนการนำแนวการพฒั นาที่สกู่ าร ทำให้มีข้อจำกดั ด้านเวลาในการทตี่ อ้ ง
ปฏิบัติที่ผู้วิจยั และผูร้ ว่ มวิจยั กำหนด เขา้ รว่ มทำกจิ กรรมตามขั้นตอนตา่ ง ๆ
รว่ มกนั ของการวิจยั ตอ้ งมีการกระต้นุ และจูงใจ
เปน็ ระยะ ๆ
ภาพที่ 5.4 โมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน: ความรู้ที่เป็นทฤษฎีฐาน
รากจากการวิจยั เชิงปฏบิ ัติการแบบมีส่วนร่วมในโรงเรียนเนนิ สงา่ วิทยา
254
5.3.2 ข้อเสนอแนะการวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป
5.3.2.1 ควรมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนางานด้านอื่น ๆ
ของโรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา
5.3.2.2 ควรมีการนำหลักการจัดการความรู้สอดแทรกในกระบวนการของการวิจัยเชงิ
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการระดมสมอง และการสกัดองค์ความรู้จากการ
ปฏิบัติ
5.3.2.3 ควรศกึ ษาเกี่ยวกับการใช้วิธกี ารเสรมิ แรงเพื่อพฒั นาองค์กร
บรรณานุกรม
กรรณกิ า กนั ทำ และพระครูธรรมาภิสมัย. (2559). ทักษะภาวะผู้นำในศตวรรษท่ี 21 สำหรับผู้บริหาร
สถานศึกษาข้นั พืน้ ฐาน Leadership Skills in the 21st. วารสารศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. สบื คน้ เม่อื 10 พฤศจกิ ายน 2563 จาก
https://bit.ly/3pqJGbP
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2552). หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลกั สูตรแกนกลางขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : ครุ ุสภา
ลาดพร้าว.
กาญจนา แกว้ เทพ. (2532). การทำงานพฒั นาแนววัฒนธรรมชุมชน : คอื อะไรและทำอย่างไร.
วารสารสังพัฒนา, (1-2), 14-35.
เกรยี งศักด์ิ เจริญวงศศ์ ักด.ิ์ (2551). สรา้ ง “อารมณ์ขนั ” เพิ่มสขุ ในชวี ติ . สืบค้นเมอื่ 10 พฤศจิกายน
2563. จาก http://www.kriengsak.com/node/1445
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ. (2550). ยุควิกฤตเดก็ และเยาวชนขาดภาวะผู้นำ. สบื คน้ เม่ือ 10
พฤศจิกายน 2563. จาก http://www.kriengsak.com/node/49.
เกรยี งศักด์ิ เจริญวงศศ์ ักดิ.์ (2550). ภาวะผู้นำสรา้ งได้ในวยั เยาว์. สืบคน้ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2563.
จาก http://www.kriengsak.com/node/548.
ชยานนท์ มนเพยี รจันทร.์ (2553). การจัดการศึกษาปฐมวัยด้วยหลักองคร์ วม : กรณีศนู ยพ์ ัฒนาเดก็
เลก็ ดงพอง องค์การบริหารสว่ นตำบลศิลา จงั หวดั ขอนแก่น. ดุษฎีนิพนธ์ปรญิ ญา
ปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
ชาญชยั อาจนิ สมาจารย์. (2551). ทักษะภาวะผู้นำ. กรุงเทพฯ : มัลตมิ เี ดียฟอรเ์ มชั่นเทคโนโลยี
ประสทิ ธ์ิ โกษาแสง. (2557). การพฒั นาภาวะผู้นำของคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนสนธริ าษฎร์
วิทยา สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามัธยมเขต 22. วิทยานพิ นธม์ หาบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั สกลนคร
ผู้จดั การออนไลน์. (2559). “ระเบดิ จากขา้ งใน” หัวใจแห่งการพัฒนาในพระเจ้าอยู่หวั รชั กาลท่ี 9.
สืบค้นเม่อื 10 พฤศจิกายน 2563. จาก shorturl.at/gmA26
พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). (2534). สมาธ:ิ ฐานสสู่ ขุ ภาพจติ และปญั ญาหยงั่ รู้ กรงุ เทพฯ : สยาม.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2550). ธรรมนูญชีวิต. (พิมพ์ครั้งท่ี 4). กรุงเทพฯ : สานักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
พระมหาสมควร ศรีสงคราม. (2550). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสัปปุริสธรรมและพละธรรมกบั
การปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเขตกรุงธนบุรีใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร.
วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ.
พชิ าย รัตนดิลก ณ ภเู กต็ . (2552). องคก์ ารและการบริหารจดั การ. นนทบรุ ี : ธงค์ บิยอนด์ บคุ ส์.
256
พุทธทาสภิกขุ. (2525). ธรรมบรรยายตอ่ หางสนุ ขั . กรุงเทพฯ : ธรรมทานมูลนธิ ิ.
พุทธทาสภกิ ขุ. (2525). หวั ใจของพระพุทธศาสนา. กรงุ เทพฯ : พทุ ธบุชา.
โยธิน แสวงดี. (ม.ป.ป.). แผนงานวจิ ยั และชดุ โครงการวิจยั : การเขยี นโครงการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อ
ขอทุนสำหรับการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการในพืน้ ท่ี (Area Based Research).
https://rdo.psu.ac.th/th/images/D3/PR-news/2563/Research/YOTIN-
AreaBasedResearch.ppt
โรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา. (2562). รายงานผลการพฒั นาคุณภาพการศึกษา (Self-Assessment Report
: SAR) ปการศึกษา 2562. ชยั ภูมิ : การบรหิ ารงานวิชาการ โรงเรียนเนนิ สง่าวทิ ยา. (อัด
สาเนา)
วาทติ จันทสุรยิ ะวงศ์. (2528). ข้อสังเกตบางประการเก่ียวกับการพฒั นาเทคโนโลยแี บบมีส่วนรว่ ม.
วารสารสงั คมพัฒนา, (6), 49-57.
วิจารณ์ พานชิ . (2555). วถิ ีสร้างการเรยี นรู้เพื่อศษิ ย์ ในศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ : มูลนธิ ิ สดศรี–
สฤษด์ิวงศ.์
วิโรจน์ สารรตั นะ. (2556). กระบวนทัศนใ์ หมท่ างการศึกษา: กรณที ศั นะต่อการศึกษาศตวรรษท่ี 21.
กรุงเทพฯ : ทพิ ยว์ สิ ทุ ธิ.์
วิโรจน์ สารรตั นะ. (2561). การวจิ ยั ทางการบรหิ ารการศกึ ษา : แนวคิดและแนวปฏิบตั ิ. (E-book).
(พิมพ์ครั้งท่ี 4). กรงุ เทพฯ : ทิพย์วิสทุ ธ์.ิ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. (2563). นโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้น
พนื้ ฐาน ปงี บประมาณ พ.ศ. 2563. สบื คน้ เมือ่ 19 กรกฎาคม 2563 จาก
https://bit.ly/2ZFgUtJ
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแหง่ ชาต.ิ (2563). โครงการวิจยั /ชุดโครงการวจิ ยั . สบื คน้ เมอ่ื 19
กรกฎาคม 2563 จาก https://nriis.go.th/FileUpload/AttatchFile/News
/256110291020186004256.docx
สำนักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 12 พ.ศ. 2560-2564. กรงุ เทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี
สำนกั งานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (24560). “รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560”
ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนท่ี 40 ก, 6 เมษายน 2560, หนา้ 1-90.
สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2545).พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พทุ ธศักราช 2542
(ฉบับท่ี 2) และที่แก้ไขเพม่ิ เติม พุทธศักราช 2545. กรุงเทพฯ : บรษิ ัทสยามสปอรต์ซนิ ดิเค
จำกัด.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2553).พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พทุ ธศักราช 2553
(ฉบับที่ 3). กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั สยามสปอรต์ซินดิเคท จำกัด.
สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560 - 2579.
กรุงเทพฯ : พรกิ หวานกราฟฟิค จำกดั .
อมร โสภณวเิ ชษฐ์วงศ์ และ กวี อิศรวิ รรณ. (2535). วฒั นธรรม ศาสนาและชาติพันธ์ : วิเคราะห์
สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
257
อมรา พงศาพิชญ.์ (2526). การวิจัยภาคสนาม: เนน้ หนักเร่ืองการสังเกต. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
2. ภาษาอังกฤษ
Accurate Ergonomics. (2019). Effective leadership behaviors. Retrieved July 24, 2019,
from https://bit.ly/2gbwqz7.
Anglia Ruskin University. (n.d.). The benefits of leadership skills in the workplace.
Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2XK01Px.
Arhar, J.M., Holly, M.L., & Kasten, W.C. (2001). Action research for Teachers. New
Jersey: Merrill Prentice Hall.
Author. G. (2017). Nine Ways to Develop Your Leadership Skills. Retrieved January
15, 2021, from https://bit.ly/39vm7cN.
Bass, Bernard M. & Riggio, Ronald E. (2006). Transformational Leadership. (2nd ed).
New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates.
Bated, O. (2019). 6 reasons why public participation and community engagement are
important. Retrieved January 15, 2021, from
https://www.socialpinpoint.com/blog/6-reasons-to-participate-community-
engagement/
Business Dictionary. (2019). Leadership. Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/1dajlx0.
Carr, W. & Kemmis, S. (1992). Becoming critical: Education, knowledge, and action
research. (3rd ed.). London: Falmer Press.
Cherry, K. (2019). Ten tips for becoming a better leader. Retrieved August 9, 2019,
from https://bit.ly/2eqdmzf
Coghlan, D. & Brannick, T. (2007). Doing action research in your own organization.
(2nd ed.). Thousand Oaks, CA: Sage.
Coghlan, D. & Brannick, T. (2007). Doing action research in your own organization
(2nd ed.). Sage.
Coghlan, D.& Brannick, T. (2007). Doing action research in your own organization.
(2nd ed.) Thousand Oaks, CA: Sage.
Creswell, J.W. (2004). (2008). Educational research: Planning, conducting, and
evaluating quantitative and qualitative research. (3rd ed.). New Jersey:
Merrill Prentice Hall.
Creswell, J.W. (2004). (2008). Educational research: Planning, conducting, and
evaluating quantitative and qualitative research. (3rd ed.). New Jersey:
Merrill Prentice Hall.
258
Davies. B. (n.d). Five Steps to Develop Your Leadership Skills. Retrieved January 15,
2021, from https://bit.ly/3aaVfOo.
Dawson, J. (2019). The path to leadership. Retrieved August 9, 2019, from
https://bit.ly/2yffkck.
Driscoll, M. (2022). Education in the 21st century. Retrieved January 15, 2022, from
https://thinkstrategicforschools.com/education-21st-century/
Edge, K. (2000). School-based management. Paper for the Education Reform &
Management Thematic Group, HDNED, World Bank [August 2000]. Retrieved
January 15, 2021, from
http://web.worldbank.org/archive/website00238I/WEB/PDF/SBMQ_AF.PDF
Francisco, J. (2018). Six simple ways to improve your leadership skills. Retrieved
August 9, 2019, from https://bit.ly/2MT509W
Fusion Solution. (n.d.). Knowledge management. Retrieved January 15, 2021, from
https://www.fusionsol.com/blog/what-do-you-know-about-knowledge-
management/
Game-Learn. (2016). What is leadership? Ten ways to define it. Retrieved August 9,
2019, from https://bi t.ly/2wsktz5.
Half. R. (2018). The importance of good leadership skills. Retrieved July 16, 2019,
from https://bit.ly/2TY57S5.
Henry, M. (n.d.). The most important leadership skills everyone should have.
Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2axiuew.
Indeed. (n.d.). Leadership skills: Definitions and examples. Retrieved July 14, 2019,
from https://indeedhi.re/2yyaqkc.
James, E.A., Milenkiewicz, M.T., & Bucknam, A. (2008). Participatory action research
for educational leadership: Using data-driven decision making to improve
schools. Thousand Oaks, CA: Sage.
James, E.A., Milenkiewicz, M.T., & Bucknam, A. (2008). Participatory action research
for educational leadership: Using data-driven decision making to improve
schools. Sage.
Julka, S. (1975). Five ways to build and develop your leadership skills. Retrieved
August 9, 2019, from https://bit.ly/2yrxpls.
Kangan Instutude. (n.d.) 10 Steps to Help you Become a Successful Leader. Retrieved
January 20, 2021, from https://bit.ly/3qUwXz4.
Kashyap, D. (n.d.). Educational administration: Meaning, nature and other details.
Retrieved January 20, 2021, from
https://www.yourarticlelibrary.com/educational-management/educational-
259
administration/educational-administration-meaning-nature-and-other-
details/63730
Kemmis, S., & Mctaggart, R. (1992). The action research planner. (3rd ed.). Victoria:
Deakin University.
Lawton, G. & Pratt, M.K. (n.d.). Change management. Retrieved January 20, 2021,
https://www.techtarget.com/searchcio/definition/change-management
Lee. D. M. (2008). Essential skills for potential school administrators: A case study of
one Saskatchewan Urban School Division.
Lunenburg, F.C. & Ornstein, A.C. (2000). Educational administration: Concepts and
practices. 3rd ed. Belmont: Wad Worth
Management Study Guide. (n.d.). Importance of leadership. Retrieved July 16, 2019,
from https://bit.ly/2gdu56s
Maxwell, J. C. (1998 & 2007). Leadership Questionnaire adapted from “21 Laws
Leadership Evaluation”. Retrieved November 30, 2020, from
https://bit.ly/3q1udzM
Mayhew, R. (2018). Describe strong leadership skills. Retrieved July 24, 2019, from
https://bit.ly/2LW4zMr
Mcmillan, J.H., & Wergin, J.F. (2002). Understanding and evaluating educational
research. (2nd ed.). New Jersey: Prentice Hall.
McTaggart, R. (1991). Principles for participatory action research. Adult Education
Quarterly. 41(3), 168-187.
Mctaggart, R. (1991). Principles for participatory action research. Adult Education
Quarterly. 41(3), 168-187.
McTaggart, R. (2010). Participatory action research or change and development.
Townsville, Australia: James Cook University.
Mctaggart, R. (2010). Participatory action research or change and development.
Townsville, Australia: James Cook University.
Mills, G. E. (2007). Action research: A guide for the teacher researcher. (3nd ed.). New
Jersey: Merrill Prentice Hall.
Mills, G. E. (2007). Action research: A guide for the Teachers researcher. (3nd ed.) New
Jersey: Merrill Prentice Hall.
Mind Tools. (n.d.) What is leadership? Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/1lof2h9.https://www.mindtools.com/pages/article/newLDR_41.
htm
Mittal, S. (2018). Leadership skills: why it's important to develop them in college.
Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2YU15g8
260
Moneyhub. (2016). 3 หลกั พุทธธรรมนำไปสู่ความสำเร็จ. ค้นเมื่อ 23 มนี าคม 2562, จาก
https://moneyhub.in.th/article/precept-of-buddhism/
NCTE Publications. (2018). What does leadership in education mean to you?
Retrieved July 14, 2019, from https://bit.ly/2xqzodw.
Nettles, D. (2014). Leadership skills 360 inventory (general). Retrieved November 30,
2020, from https://bit.ly/2OEL4qE
Nohria, N. and Khurana, R. (2009). Theory and practice an HBS centennial colloquium
on advancing leadership. Retrieved November 30, 2020, from
https://bit.ly/39B0bvc
Northouse, P.G. (2011). Introduction to leadership concepts and practice. Retrieved
November 30, 2020, from https://bit.ly/30d0Ks5
Notre Dame Online. (2019). Great leadership behaviors. Retrieved July 24, 2019, from
https://bit.ly/2msdprk
Petsinger. K. (n.d.). 14 Easy Ways To Develop Leadership Skills In Your Kids. Retrieved
January 15, 2021, from https://bit.ly/3orpFAL
Psychology Today. (n.d.). What is leadership? Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/2C8Jt6M.
Quixley, S. (2008). Participatory action research: A brief outline of the concept.
Taskforce: Canberra.
Reddy, K. (2016). Eighteen best ways to improve leadership skills in the workplace.
Retrieved August 9, 2019, from https://bit.ly/31w5m0e
Roffeypark. (n.d.). Leadership. Retrieved July 14, 2019, from https://bit.ly/2Rn9ogC.
Schwandt, T.A. (2001). Dictionary of qualitative inquiry. (2nd ed.). Thousand Oaks, CA:
Sage.
Science of People. (n.d.). What is leadership? Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/2luwtyt
Seymour-Rolls, K. & Hughes, L. (2000). Participatory action research: Getting job
done. Retrieve June 10, 2010, from
http://www2.fhs.usyd.edu.au/arow/o/m01/
Sharma, V. K. (2019). Importance of leadership skills for students. Retrieved July 16,
2019, from https://bit.ly/2nla1rf
Skills You Need. (2019). Leadership skills. Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/2m6cdbb.
Skills You Need. (n.d). Leadership skills. Retrieved July 16, 2019, from
https://bit.ly/2m6cdbb
261
Smith, S. M. (n.d.) What is leadership? Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/2ssahmr.
Strauss, A. (1987). Qualitative analysis for social scientists. New York: Cambridge
University Press.
Tasneem. (n.d.). Significance of leadership. Retrieved July 16, 2019, from
https://bit.ly/2m0wkcj
The Teachers Council of Thailand. (n.d.). Educational professional standards.
Retrieved January 20, 2021, from https://maekongwa.thai.ac/clientupload/
maekongwa/download/.pd
Tobak, S. (2015). Ten behaviors of real leaders. Retrieved July 24, 2019, from
https://bit.ly/2aozfac
Tony, T. (2019). Seven ways to improve leadership skills. Retrieved August 9, 2019,
from https://bit.ly/2PAB5Bi
Ulrich, D. (n.d.). What is leadership? Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/2XV9P4t.
University of Saskatchewan: Saskatoon. NASSP. (2013). Breaking ranks: 10 skills for
successful school leaders. Retrieved April 1, 2013, from
https://bit.ly/398qNDz
Ward, S. (2019). What is leadership? Retrieved July 14, 2019, from
https://bit.ly/2f6nqmo.
Webb, C. (1991). Action research: The research process in nursing. (2nd ed.). London:
Blackwell Scientific.
White, G.M. (2007). Corporate trainer & consultant. Retrieved November 30, 2020,
from https://bit.ly/2ErlXpv.
Willis, J.W. (2007). Foundations of qualitative research: Interpretive and critical
approaches. Thousand Oaks,
Yan, A. (2019). How to improve your leadership skills. Retrieved August 9, 2019, from
https://bit.ly/2d8prxy.
Zigarmi, D. (2018). The evolution of leadership skills: Don’t become extinct.
Retrieved August 9, 2019, from https://bit.ly/2ycwzv3.
Zuber-Skerritt, O. (1992). Action research in higher education: Examples and
reflections. London: Kogan Page Limited.
ภาคผนวก
263
ภาคผนวก ก
หนงั สอื เพอื่ ขอทำวจิ ัยอนญุ าตผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในการทำวจิ ัย
264
265
ภาคผนวก ข
รายช่ือ สถานภาพ และขอ้ มลู เพอ่ื การตดิ ตอ่ ของผู้ร่วมวจิ ยั
266
รายช่ือ สถานภาพ และข้อมูลเพือ่ การตดิ ต่อของผ้รู ่วมวิจัย
ลำดับ ช่อื - สกลุ โรงเรยี น หมายเลขโทรศพั ท์
1 นางสาวชมภนู ุช ชยั ลา โรงเรียนเนนิ สงา่ วทิ ยา 082-1284855
2 นางสาวอาภาพร เตยี งชัยภมู ิ โรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา 089-4268334
3 นางมนัสนันท์ ประสานพนั ธ์ โรงเรียนเนินสง่าวทิ ยา 086-1504029
4 นายจีระศักด์ิ วงค์เหลา โรงเรียนเนนิ สงา่ วทิ ยา 089-8276582
5 นางรตั นาภรณ์ ปะหุสี โรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา 084-8247922
6 นางงสาวนิภาภรณ์ สางชัยภูมิ โรงเรียนเนนิ สง่าวทิ ยา 087-2619802
7 นางสาววนดิ า เทียวสูงเนิน โรงเรียนเนินสงา่ วิทยา 089-2257147
8 นางศุภลักษณ์ บุเกตุ โรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา 088-3601233
9 นางพัชา ภูมิประเทศ โรงเรียนเนนิ สงา่ วิทยา 088-3777583
10 นางยุพิน นาพวั โรงเรียนเนินสง่าวิทยา 083-1013242
11 นางสาวจารวุ รรณ กุลประจวบ โรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา 088-5817983
12 นายไวพจน์ สีทำมา โรงเรียนเนนิ สง่าวิทยา 061-8826475
13 นายวรวรรณ ปลงั่ กลาง โรงเรยี นเนินสง่าวทิ ยา 096-0462673
267
ภาคผนวก ค
รายช่อื สถานภาพ สถานทีท่ ำงานของผทู้ รงคุณวุฒใิ นการตรวจสอบความ
สอดคลอ้ งของข้อคำถามกับวตั ถุประสงค์การพฒั นาในแบบประเมนิ ตนเอง
268
รายชอื่ สถานภาพ สถานที่ทำงานของผู้ทรงคุณวุฒใิ นการตรวจสอบความสอดคลอ้ งของข้อ
คำถามกบั วตั ถุประสงค์การพัฒนาในแบบประเมินตนเอง
1. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สรายุทธ กนั หลง
2. ดร.สัมฤทธิ์ กางเพลง ขา้ ราชการบำนาญ
3. ดร.ราตรี เลิศหว้าทอง ตำแหนง่ ครู โรงเรียนหนองสังขว์ ทิ ยายน
4. นางรัตนาภรณ์ ปะหสุ ี ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครเู ช่ียวชาญ โรงเรยี นเนินสง่าวทิ ยา
5. นางสาวบรุ ินทร์ สีหามาตร ตำแหน่งครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นเนนิ สงา่ วทิ ยา
269
ภาคผนวก ง
หนงั สอื ของบณั ฑติ วทิ ยาลยั เพอื่ ขอความร่วมมอื จากผทู้ รงคุณวุฒิเพอ่ื
ตรวจสอบความสอดคล้องของขอ้ คำถามกับวัตถปุ ระสงคก์ ารพฒั นา
ในแบบประเมนิ ทักษะภาวะผนู้ ำของนกั เรยี น
270
271
272
273
274
275
ภาคผนวก จ
แบบตรวจสอบความสอดคลอ้ งของขอ้ คำถามกบั วตั ถุประสงค์การพฒั นา
ในแบบประเมินทักษะภาวะผนู้ ำของนักเรียน
276
แบบตรวจสอบความสอดคล้องของขอ้ คำถามกับวัตถุประสงค์การพัฒนา
ในแบบประเมินทกั ษะภาวะผ้นู ำของนักเรียน
คำชแ้ี จง
ในการทำวิจัยเรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรียน” โดยระเบียบวิธวี ิจัยเชิงปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนร่วม ผู้วิจัยได้สรา้ ง “แบบประเมินทกั ษะภาวะ
ผู้นำของนกั เรียน” ขนึ้ โดยเปน็ ผลจากการศึกษาทัศนะเกย่ี วกบั ลักษณะที่แสดงถึงทักษะภาวะผู้นำของ
จากทัศนะของ Notre Dame Online (2019), Tobak (2017), Mayhew (2018), และ Accurate
Ergonomics (2019) และแบบประเมินทักษะภาวะผู้นำจากทัศนะของ White (2007), Nohria and
Khurana (2009), Northouse (2011), Nettles (2014), และ Maxwell (1998 & 2007) ได้แบบ
ประเมินทม่ี ขี อ้ คำถามดังแสดงในตารางขา้ งล่าง
เพื่อให้แบบประเมินดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิถึงความสอดคล้องของ
ข้อคำถามกับวตั ถปุ ระสงค์จากการพฒั นาเพ่ือใหท้ ราบว่า “ขอ้ คำถามท่ตี ้ังมีเนอื้ หาสอดคล้องหรอื แสดง
ถึงคุณลักษณะที่คาดหวังของนักศึกษาที่มีทักษะภาวะผู้นำหรือไม่” จึงใคร่ขอความกรุณาท่านโปรด
พิจารณาข้อคำถามในแบบสอบถามข้างล่าง แล้วทำเครื่องหมาย ลงในช่อง +1 หรือ 0 หรือ -1
โดย
+ 1 หมายถงึ ข้อคำถามมีความสอดคล้องกับทักษะภาวะผู้นำ
0 หมายถงึ ไม่แน่ใจในความสอดคล้องกับทกั ษะภาวะผู้นำ
-1 หมายถึง ขอ้ คำถามไม่มีความสอดคลอ้ งกับทักษะภาวะผู้นำ
ขณะเดียวกัน ใคร่ขอความกรุณาท่านโปรดให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ภาษาในข้อ
คำถามทเ่ี ห็นว่าไมเ่ หมาะสม ว่าควรปรับปรุงแก้ไขเป็นอยา่ งไร
ลกั ษณะ/คณุ ลักษณะทีค่ าดหวังให้เกิดขึ้น ความเห็นของ
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ
1) นักเรียนมีความคดิ ทัศนะและวิสัยทศั นก์ วา้ งไกล
2) นักเรียนชอบแสวงหาเพื่อการเรียนรู้ส่งิ ใหม่ ๆ +1 0 -1
3) นกั เรยี นวจิ ารณ์อยา่ งสร้างสรรคแ์ ละแก้ไขปัญหา
4) นักเรียนปฏิบตั ิต่อผู้อืน่ ด้วยความเคารพและให้เกยี รตเิ สมอ
5) นักเรียนชอบคุยกับผู้คนและนกั เรยี นเปน็ ผู้ฟงั ท่ดี ี
6) นักเรียนสามารถแยกประเดน็ สำคัญออกจากประเด็นที่ไม่สำคญั
7) นักเรยี นมีความซื่อสตั ย์และสามารถทำให้ผู้อ่นื ไว้วางใจได้
8) นักเรยี นกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมเมอ่ื จำเป็น
9) นักเรียนยอมรบั และแก้ไขความผดิ พลาดของตวั เอง
10) นกั เรยี นมักตั้งเป้าหมายและสามารถบรรลเุ ป้าหมายได้
ลักษณะ/คณุ ลักษณะทีค่ าดหวงั ใหเ้ กดิ ข้นึ 277
11) นักเรยี นชอบฟังสิ่งทค่ี นอ่ืนพูดความจรงิ ความเห็นของ
12) การแก้ปญั หาเป็นหน่ึงในจดุ แขง็ ของนักเรียน ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ
13) นักเรียนสบายใจในการแนะนำและใหค้ ำปรึกษาผู้อื่น +1 0 -1
14) นักเรยี นสนุกกับการใช้วิธีการและกลยทุ ธ์ใหม่ ๆ
15) นกั เรยี นพยายามหาวิธจี ดั การความขัดแยง้ กับผู้อนื่
16) เมื่อนักเรียนพบปัญหานักเรียนจะหาวิธแี ก้ไขที่เป็นไปได้ทนั ที
17) การกระทำของนักเรยี นสะท้อนให้เห็นถึงคา่ นยิ มหลกั ของนักเรียน
18) นกั เรียนชอบฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อ่นื ก่อนตดั สินใจเอง
19) นักเรียนเปดิ เผยความรู้สึกของนกั เรียนกบั ผู้อ่นื อยา่ งเปิดเผย
20) นักเรยี นฟงั ความคดิ ของคนทไ่ี มเ่ ห็นด้วยกบั นักเรียนอยา่ งใกลช้ ิด
21) นกั เรยี นต้ังใจฟังความคิดเห็นของผู้อน่ื อย่างรอบคอบก่อนตัดสนิ ใจ
22) นักเรยี นใช้ความพยายามทางอารมณ์ในการจูงใจผู้อน่ื
23) นกั เรียนทำงานหนักเพื่อหาฉันทามติในสถานการณ์ความขดั แยง้
24) นกั เรียนมีความยดื หยุ่นเก่ยี วกบั การเปลีย่ นแปลง
25) นักเรียนสนกุ กบั การสอื่ สารกับผู้อ่ืน
278
ภาคผนวก ฉ
ผลการวเิ คราะหค์ า่ ความสอดคลอ้ ง
(Index of Item - Objective Congruence: IOC)
ผลการวเิ คราะหค์ า่ ความสอดคลอ้ ง 279
(Index of Item - Objective Congruence: IOC)
แปลผล
ขอ้ ท่ี 1 ความคดิ เหน็ ของผู้ทรงคุณวุฒิ (คน) IOC
คนท่ี 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คนที่ 4 คนท่ี 5 สอดคลอ้ ง
0.67 สอดคลอ้ ง
1 0 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
1.00 สอดคล้อง
2 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
1.00 สอดคล้อง
3 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
0.80 สอดคล้อง
4 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
1.00 สอดคลอ้ ง
5 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
1.00 สอดคลอ้ ง
6 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
0.80 สอดคล้อง
7 0 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
0.80 สอดคล้อง
8 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
1.00 สอดคลอ้ ง
9 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
1.00 สอดคลอ้ ง
10 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
0.80 สอดคล้อง
11 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
1.00 สอดคล้อง
12 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
13 0 +1 +1 +1 +1
14 +1 +1 +1 +1 +1
15 0 +1 +1 +1 +1
16 +1 +1 +1 +1 +1
17 +1 +1 +1 +1 +1
18 +1 +1 +1 +1 +1
20 +1 +1 +1 +1 +1
21 +1 +1 +1 +1 +1
22 0 +1 +1 +1 +1
23 +1 +1 +1 +1 +1
24 +1 +1 +1 +1 +1
25 +1 +1 +1 +1 +1