The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สราวุฒิ กุลแดง ดุษฎีนิพนธ์ สมบูรณ์ (3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sukruthai.lake, 2022-10-17 10:37:19

ดุษฎีนิพนธ์ฉบับสมบูรณ์-สราวุฒิ กุลแดง

สราวุฒิ กุลแดง ดุษฎีนิพนธ์ สมบูรณ์ (3)

88

2. ฉันมีความซื่อสัตย์และยุติธรรม (I am Honest and Fair)
3. ฉันตัดสินใจด้วยข้อมูลจากคนอื่น (I Make Decisions with Input from
Others)
4. การกระทำของฉันสอดคล้อง (My Actions Are Consistent)
5. ฉันให้ข้อมูลที่คนอื่นต้องการเพื่อทำงาน (I Give Others the Information
They Need or Do Their Jobs)
6. ฉันยังคงมุ่งเน้นผ่านการติดตาม (I Keep Focused Through Follow-Up)
7. ฉันฟังคำติชมและถามคำถาม (I Listen to Feedback and Ask Questions)
8. ฉันแสดงความภักดีต่อ บริษัท และต่อสมาชิกในทีม (I Show Loyalty to the
Company and to the Team Members)
9. ฉันสร้างบรรยากาศแห่งการเติบโต (I Create an Atmosphere of Growth)
10. ฉันมีทัศนะวิสัยกว้าง (I Have Wide Visibility)
11. ฉันให้การสรรเสริญและการยอมรับ (I Give Praise and Recognition)
12. ฉันวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา (I Criticize Constructively
and Address Problems)
13. ฉันพัฒนาแผน (I Develop Plans)
14. ฉันมีวิสัยทัศน์ว่าเราจะไปที่ไหนและต้ังเป้าหมายระยะยาว (I Have a Vision
on Where We Are Going and Set Long Term Goals)
15. ฉันกำหนดวัตถุประสงค์และติดตามพวกเขาให้สำเร็จ (I Set Objectives
and Follow Them Through to Completion)
16. ฉันแสดงความอดทนและความยืดหยุ่น ( I Display Tolerance and
Flexibility)
17. ฉันกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมเมื่อจำเป็น (I Can Be Assertive When
Needed)
18. ฉันเป็นผู้ชนะของการเปล่ียนแปลง (I am A Champion of Change)
19. ฉันปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพและให้เกียรติ (I Treat Others with
Respect and Dignity)
20. ฉันทำให้ตัวเองว่างและเข้าถึง ได้ (I Make Myself Available and
Accessible)
21. ฉันต้องการที่จะคิดค่าใช้จ่าย (I Want to Take Charge)
22. ฉันยอมรับความเป็นเจ้าของสำหรับการตัดสินใจของทีม ( I Accept
Ownership for Team Decisions)
23. ฉันกำหนดแนวทางว่าคนอื่นจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร (I Set Guidelines for
How Others Are to Treat One Another)

89

24. ฉันจัดการโดย “เดินไปรอบ ๆ” (แนวหน้าคือบรรทัดล่าง) ฉันจัดการโดย
“เดินไปรอบ ๆ” (แนวหน้าคือบรรทัดล่าง) (I Manage By “Walking Around” (The
Front Line Is the Bottom Line)

25. ฉันอยู่ใกล้กับธุรกิจและมีมุมมองกว้างของที่เราจะไป (I am Close to the
Business and Have a Broad View of Where We Are Going)

26. ฉันโค้ชสมาชิกในทีม (I Coach Team Members)
27. ฉันกำหนดความต้องการกำลังคนสำหรับแผนกของฉันและเขียนคำบรรยาย
ลั ก ษ ณ ะ ง า น ส ำ ห รั บ พ ว ก เ ข า ( I Determine Manpower Requirements for My
Department and Write Job Descriptions for Them)
28. ฉันสัมภาษณ์และเลือกผู้สมัครท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งงาน
ที่เปิดอยู่ (I Interview and Select the Most Qualified Candidate for an Open Job
Position)
29. ฉันให้การฝึกอบรมภาคปฏิบัติแก่พนักงานใหม่ (I Provide New Employees
with On-the-Job Training)
30. ฉันกำหนดทรัพยากรวัสดุและข้อกำหนดสำหรับแผนกของฉัน (I Determine
Resources, Material, and Supply Requirements for My Department)
31. ฉันพัฒนางบประมาณสำหรับแผนกของฉัน (I Developed a Budget for
My Department)
32. ฉันสามารถตอบสนองต่อพนักงานที่อารมณ์เสียกับฉันหรือคนอื่นในองค์กร (I
Can Respond to An Employee Who Is Upset with Me or Someone Else in the
Organization)
33. ฉันได้ให้คำปรึกษากับพนักงานที่มีปัญหาส่วนตัว (ครอบครัว, สุขภาพ,
การเงิน) (I Have Counseled Employees Who Have Personal Problems (Family,
Health, Financial)
34. ฉันตอบสนองต่อสถานการณ์ที่คุณภาพงานของพนักงานลดลง (I React to
Situations in Which the Quality of An Employee's Work Goes into a Decline)
35. ฉันจัดการกับพนักงานที่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพ เช่น สงสัยว่ามีการใช้สาร
เสพติดหรือสายผิดปกติ (I Deal with Employees Who Have Performance Issues,
Such as Suspected of Substance Abuse or Chronically Late)
36. ฉันให้รางวัลพนักงานสำหรับการแสดงที่ดี (I Reward Employees for
Good Performances)
37. ฉันทำการประเมินประสิทธิภาพพนักงานอย่างเป็นทางการ (I Conduct
Formal Employee Performance Appraisals)
38. ฉันสามารถนำเสนอต่อกลุ่มเพื่อนและ / หรือผู้อาวุโสได้ (I Can Make a
Presentation to a Group of Peers And/Or Seniors)

90

39. ฉันเขียนรายงานเพื่อแจกจ่ายให้กับกลุ่มเพื่อนและ / หรือผู้อาวุโส (I Write
Reports to Be Distributed to a Group of Peers and/Or Seniors)

40. ฉันมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหน้าที่ขององค์กรของฉัน (I Have a Deep-
Rooted Understanding of the Functions of My Organization)

41. ฉันอยากรู้ (I am Curious)
42. ฉันรู้วิธีขาย (I Know How to Sell)
43. ฉันเป็นผู้เรียนที่ดี (I am A Good Learner)
44. ฉันรู้ว่าจะมีอิทธิพลต่อผู้คนและรับการสนับสนุนอย่างไร (I Know How to
Influence People and Get Support)
45. ฉันยอมรับความผิดพลาดและรับผิดชอบต่อการกระทำของฉัน (I Admit My
Mistakes and Take Responsibility for My Actions)
46. ฉันชอบคุยกับผู้คนและฉันเป็นผู้ฟังที่ดี (I Like to Talk to People and I
Am a Great Listener)
47. ฉันเป็นตัวแทนที่ดี (I Am a Good Delegator)
48. ฉันสามารถแยกประเด็นสำคัญออกจากประเด็นท่ีไม่สำคัญ (I Can Separate
the Important Issues from Inconsequential Ones)
49. ฉันมีความซื่อสัตย์และสามารถไว้วางใจได้ (I Have Integrity and Can Be
Trusted)
50. ฉันเป็นการเมืองเมื่อจำเป็นเท่านั้น (I Am Political Only When Needed)
Maxwell (1998 & 2007) ได้นำเสนอเครื่องมือวัดทักษะภาวะผู้นำ ในงานวิจัยชื่อ
แบบสอบถามภาวะผู้นำที่ดัดแปลงมาจาก “21 Laws Leadership Evaluation” (Leadership
Questionnaire Adapted From “21 Laws Leadership Evaluation”) ปี ค.ศ. 1998 & 2007
จุดประสงค์ของการศึกษาวิจัย เพื่อประเมินตนเองทักษะภาวะผู้นำ โดยให้อ่านข้อความแต่ละข้อ
ด้านล่างและเลือกคำตอบซึ่งอธิบายได้ดีที่สุดว่าจะตอบสนองอย่างไรหรือตอบสนองอย่างไร อย่าลืม
ตอบอยา่ งตรงไปตรงมาท่สี ุดเทา่ ทจี่ ะทำได้เพื่อท่ีจะจับวิธีการตอบสนองของได้อย่างถูกต้อง (ไม่ใช่วิธีท่ี
คณุ คดิ วา่ ควร) โดยมีขอ้ คำถามดังนี้
0 Never ไมเ่ ลย 1 Rarely นาน ๆ ครัง้ 2 Occasionally เปน็ ครง้ั คราว 3 Always เสมอ
1. เมอ่ื เผชญิ กบั ความทา้ ทายความคิดแรกของฉนั คือ ‘ฉนั จะขอความช่วยเหลอื จากใครได้
บ้าง?’และไม่ใช่ “ฉันจะทำอะไรได้บ้าง (When Faced With A Challenge, My First Thought Is,
‘Who Can I Enlist To Help?’ and Not ‘What Can I Do?’)
2. เมอื่ ทีมคณะกรรมการหรือองค์กรของฉนั ไม่บรรลุวตั ถุประสงค์ขอ้ สนั นิษฐานแรกของฉัน
ก็คือปัญหาด้านความเป็นผู้นำบางอย่าง (When My Team, Committee, Or Organization Fails
to Achieve an Objective, My First Assumption Is That It’ S Some Kind of Leadership
Issue)

91

3. ฉันเชื่อว่าการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของฉันจะเพิ่มประสิทธิผลของฉันอย่างมาก
( I Believe That Developing My Leadership Skills Will Increase My Effectiveness
Dramatically)

4. ฉันอาศัยอิทธิพลมากกว่าตำแหน่งหรือตำแหน่งเพื่อให้คนอื่นติดตามฉันหรือทำในสิ่งท่ี
ฉันต้องการ (I Rely on Influence Rather Than on My Position or Title to Get Others to
Follow Me or Do What I Want)

5. ในระหว่างการอภิปรายหรือการระดมความคิดผู้คนหันมาหาฉันและถามหาคำแนะนำ
ของฉัน (During Discussions or Brainstorming Sessions, People Turn to Me and Ask for
My Advice)

6. ฉันพึ่งพาความสัมพันธ์ของฉันกับผู้อื่นมากกว่าระบบองค์กรและขั้นตอนในการทำงาน
ให้ลุล่วง (I Rely on My Relationships with Others Rather Than Organizational Systems
and Procedures to Get Things Done)

7. ฉันมีแผนการที่เป็นรูปธรรมและเฉพาะเจาะจงสำหรับการเติบโตส่วนบคุ คลที่ฉันมสี ่วน
ร่วมทุกสัปดาห์ (I Have a Concrete, Specific Plan for Personal Growth That I Engage in
Weekly)

8. ฉันได้พบผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาสำหรับประเด็นสำคัญในชีวิตของฉันกับใครมีส่วน
ร่วมเป็นประจำ (I Have Found Experts and Mentors for Key Areas of My Life with Whom
I Engage on A Regular Basis)

9. เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางอาชีพของฉันฉันได้อ่านหนังสืออย่างน้อยหกเล่ม (หรือถ่าย
อย่างน้อยหนึ่งช้ันเรียนท่ีคุม้ ค่าหรือฟังบทเรียนเสียงสิบสองบทขึ้นไป) ต่อปีในช่วงสามปีที่ผ่านมา (To
Promote My Professional Growth, I Have Read At Least Six Books ( Or Taken at Least
One Worthwhile Class or Listened to Twelve Or More Audio Lessons) Per Year for the
Last Three Years)

10. ฉันมองเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวโน้มที่จะส่งผลต่อผลลัพธ์ของความคิดริเริ่มที่
อ ง ค ์ ก ร ข อ ง ฉ ั น ว า ง ไ ว ้ ( I Spot Problems, Obstacles, and Trends That Will Impact the
Outcome of Initiatives My Organization Puts into Place)

11. ฉันสามารถมองเห็นเส้นทางในการดำเนินการตามวสิ ัยทศั น์ได้อยา่ งชัดเจนซึ่งรวมถึงไม่
เพียง แตกระบวนการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลากรและทรัพยากรที่จำเป็นด้วย (I Can Clearly See
A Pathway for the Implementation of A Vision, Including Not Only the Process But Also
the People and Resources Needed)

12. ฉันถูกเรียกร้องให้วางแผนริเริม่ สำหรับองค์กรของฉัน (I am Called Upon to Plan
Initiatives for My Organization)

13. แทนที่จะรู้สึกรำคาญเมื่อสมาชิกในทีมมีปัญหาที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำงานได้
อย่างมีประสิทธิภาพฉันเห็นว่าปัญหานี้เป็นโอกาสในการรับใช้และช่วยเหลือคนเหล่านั้น (Rather
Than Being Annoyed When Team Members Have Issues Preventing Them from Doing

92

Their Jobs Effectively, I See the Issues as an Opportunity to Serve and Help Those
People)

14. ฉันมองหาวิธีที่จะทำให้ส่ิงต่าง ๆ ดีขึ้นสำหรบั คนทีฉ่ ันเปน็ ผู้นำ (I Look for Ways to
Make Things Better for the People I Lead)

15. ฉันพบว่ามีความพึงพอใจมากในการช่วยเหลือผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น (I
Find Great Personal Satisfaction in Helping Other People Become More Successful)

16. คนที่ฉันเป็นผู้นำไว้วางใจฉันเกี่ยวกับปัญหาที่ละเอียดอ่อน (The People I Lead
Confide in Me Regarding Sensitive Issues๗

17. เมื่อฉันบอกคนในองค์กรของฉันวา่ ฉนั จะทำอะไรบางอย่างเขา / เขาสามารถไว้วางใจ
ให้ฉันทำตามได้ (When I Tell Someone in My Organization That I Will Do Something,
S/He Can Count on Me to Follow Through)

18. ฉันหลีกเลี่ยงการบั่นทอนผู้อื่นหรือพูดลับหลัง (I Avoid Undermining Others or
Talking Behind Their Backs)

19. ผู้คนมักจะดึงดูดฉันมาโดยธรรมชาติและมักต้องการทำสิ่งตา่ ง ๆ ร่วมกับฉันเพียงเพื่อ
ใช้เวลาร่วมกับฉัน (People Are Naturally Drawn to Me and Often Want to Do Things with
Me Just to Spend Time with Me)

20. ฉันออกนอกเส้นทางเพื่อแสดงความเคารพและภักดีต่อผู้คนที่ฉันเป็นผู้นำ (I Go Out
of My Way to Show Respect and Loyalty to the People I Lead)

21. ฉันตัดสินใจอย่างกล้าหาญและรับความเสี่ยงส่วนบุคคลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้ติดตามของฉันแม้ว่าฉันจะไม่มีประโยชน์ก็ตาม (I Make Courageous Decisions and Take
Personal Risks That Could Benefit My Followers Even If There Is No Benefit to Me)

22. ฉันสามารถวัดขวัญกำลังใจได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนในทีม
หรอื ในองคก์ ร (I Can Easily Gauge Morale, Whether in a Room Full of People, On a Team,
Or in an Organization)

23. ฉันมักจะดำเนินการอย่างถูกต้องในฐานะผู้นำแม้ว่าฉันจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไม (I
Often Take the Right Action as A Leader Even If I Cannot Explain Why)

24. ฉันสามารถอ่านสถานการณ์และรับรู้แนวโน้มโดยไม่ต้องรวบรวมหลักฐานให้ยุ่งยาก I
Can Read Situations and Sense Trends Without Having or Gather Hard Evidence.

25. ฉันพอใจกับความสามารถของคนท่ีรายงานกับฉันหรือทำงานกับฉัน (I am Satisfied
with the Caliber of People Who Report to Me or Work with Me)

26. ฉนั คาดหวงั วา่ คนที่ฉันดึงดูดจะคล้ายกับฉนั ในดา้ นคา่ นยิ มทักษะและความสามารถใน
ก า ร เ ป ็ น ผู้ น ำ ( I Expect the People I Attract to Be Similar to Me in Values, Skills, And
Leadership Ability)

27. ฉันตระหนักดีว่าไม่มกี ระบวนการบุคลากรใดทีส่ ามารถปรับปรุงคุณภาพของบุคลากร
ที่ฉันรับสมัครได้เมื่อเทียบกับการปรับปรงุ ตัวเอง (I Recognize That No Personnel Process Can
Improve the Quality of People I Recruit Compared to Improving Myself)

93

28. เมื่อฉันยังใหม่กับสถานการณ์ความเป็นผู้นำสิ่งแรกที่ฉันพยายามทำคือพัฒนา
ความสัมพันธส์ ว่ นตวั กับบุคคลท่ีเก่ยี วข้อง (When I am New to A Leadership Situation, One of
the First Things I Try to Do Is to Develop A Personal Connection with the Individuals
Involved)

29. ฉันรู้เรื่องราวความหวังและความฝันของคนที่ฉันเป็นผู้นำ (I Know the Stories,
Hopes, And Dreams of The People I Lead)

30. ฉันหลีกเลี่ยงการขอให้ผู้คนช่วยทำวิสัยทัศน์ให้สำเร็จจนกว่าเราจะสร้างความสัมพันธ์
ที่นอกเหนือไปจากการทำงานร่วมกัน (I Avoid Asking People to Help Accomplish the Vision
Until We Have Built A Relationship That Goes Beyond the Nuts and Bolts Of Our Work
Together)

31. ฉันเปน็ คนมกี ลยุทธแ์ ละเลอื กคนที่อยใู่ กลต้ วั ฉนั มากทีส่ ุดโดยส่วนตัวและเปน็ มืออาชพี
มากทสี่ ุด (I am Strategic and Highly Selective About Which People are Closet to Me
Personally and Professionally)

32. ฉันพึ่งพาบุคคลสำคัญ ๆ ในชีวิตเป็นประจำเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมาย (I Regularly
Rely on Some Key People in My Life to Help Accomplish My Goals)

33. ฉันเชื่อว่า 50 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่าของเครดิตสำหรับความสำเร็จของฉันจะไปถึง
คนในทีมของฉนั (I Believe That 50 Percent or More of the Credit for My Accomplishments
Goes to the People on My Team)
34. ฉันยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ (I Embrace Change

Easily and Become Dissatisfied with the Status Quo)
35. ฉันเชื่อว่าไม่ว่าคนที่ทำงานให้ฉันจะมีความสามารถแค่ไหนตำแหน่งของฉันก็มั่นคง
(I Believe That No Matter How Talented the People Who Work for Me Are, My Position
Is Secure)
36. เป็นกิจวัตรประจำวันของฉันที่จะให้คนที่ฉันเป็นผู้นำมีอำนาจตัดสินใจและรับความ
เสี่ยง (It Is My Regular Practice to Give People I Lead the Authority to Make Decisions
and Take Risks)
37. ถ้าฉันสังเกตเห็นการกระทำหรือคุณภาพที่ไม่พึงปรารถนาของสมาชิกในทีมฉันจะ
ตรวจสอบสิ่งนั้นด้วยตัวเองก่อนที่จะพูดกับพวกเขา (If I Observe an Undesirable Action or
Quality in Team Members, I Check for It In Myself First Before Addressing It With Them)
38. ฉันพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามทำให้การกระทำและคำพูดของฉันสอดคล้อง
ก ั น ( I am Continually Working to Try to Make My Actions and Words Consistent With
One Another)
39. ฉันทำในสิ่งที่ควรทำมากกว่าสิง่ ที่ฉันต้องการเพราะฉันรู้ตัววา่ กำลังเป็นตัวอย่างให้คน
อ่ื น I Do What I Should Rather Than What I Want Because I am Conscious That I am
Setting an Example for Others.

94

40. ฉันตระหนักดีว่าการขาดความน่าเชื่อถืออาจเป็นอันตรายต่อองค์กรได้เช่นเดียวกับ
ก า ร ข า ด ว ิ ส ั ย ท ั ศ น์ ( I Recognize That a Lack of Credibility Can Be as Harmful to an
Organization as a Lack of Vision)

41. ฉันรอจนกว่าฉันจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในทีมมีความเชื่อมั่นในตัวฉันก่อนที่จะขอให้
คำมั่นสัญญากับวิสัยทัศน์ (I Wait Until I See That Most of the People on the Team Have
Confidence in Me Before Asking for A Commitment to the Vision)

42. แม้ว่าความคิดของฉันจะไม่ค่อยดีนัก แต่คนของฉันก็มักจะเข้าข้างฉัน (Even When
My Ideas are Not Very Good, My People Tend to Side with Me)

43. เมื่อฉันเป็นผู้นำทีมฉันรู้สึกถึงความรับผิดชอบสูงสุดไม่ว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่
(When I Lead a Team, I Feel Ultimate Responsibility for Whether It Achieves Its Goals)

44. หากสมาชิกในทีมของฉันไม่เป็นหนึ่งเดียวกันในความพยายามที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ฉัน
จะดำเนินการเพื่อให้พวกเขาอยู่ในหน้าเดียวกัน (If Members of My Team Are Not Unified in
Their Efforts to Achieve the Vision, I Take Action to Get Them on the Same Page)

45.อ ฉันเสียสละส่วนตัวเพื่อช่วยให้ทีมแผนกหรือองค์กรของฉันได้รับชัยชนะ (I Make
Personal Sacrifices to Help Ensure Victory for My Team, Department, Or Organization)

46. อฉนั กระตือรอื รน้ และรกั ษาทัศนคติทดี่ ีทุกวันเพื่อประโยชน์ของสมาชิกในทีมของฉัน (I
Am Enthusiastic and Maintain a Positive Attitude Every Day for the Sake of My Team
Members)

47. เมื่อใดก็ตามที่ฉันตัดสินใจเป็นผู้นำครั้งสำคัญฉันจะพิจารณาว่าการตัดสินใจนั้นจะ
สง่ ผลต่อโมเมนต้ัมในทีมแผนกหรือองคก์ รของฉันอย่างไร (Whenever I Make A Major Leadership
Decision, I Consider How That Decision Will Impact Momentum in My Team,
Department or Organization)

48. ฉันเริ่มต้นการกระทำทีเ่ ฉพาะเจาะจงโดยมจี ุดประสงคเ์ พือ่ สร้างแรงผลักดันเมื่อมกี าร
แนะนำสิ่งใหม่หรือขัดแย้ง (I Initiate Specific Actions with the Purpose of Generating
Momentum When Introducing Something New or Controversial)

49. ฉนั หลีกเลยี่ งงานที่ผู้นำของฉนั ไม่ต้องการไม่มีผลตอบแทนทจี่ ับต้องไดห้ รือไม่ให้รางวัล
ฉันเป็นการส่วนตัว (I Avoid Tasks That Are Not Required by My Leadership, Don’T Have
A Tangible Return, Or Don’T Reward Me Personally)

50. ฉันจัดสรรเวลาเป็นรายวนั รายเดือนและรายปีเพื่อวางแผนกำหนดการและกิจกรรมที่
จะเกิดขึ้นตามลำดับความสำคัญของฉัน (I Set Aside Time Daily, Monthly and Yearly to Plan
My Upcoming Schedule and Activities Based on My Priorities)

51. ฉนั มอบหมายงานใด ๆ ท่ีสมาชิกในทีมจะต้องมปี ระสิทธภิ าพอย่างน้อย 80 เปอรเ์ ซน็ ต์
เ ท ่ า ท ี ่ จ ะ ท ำ ไ ด้ ( I Delegate Any Task for Which a Team Member Can Be At Least 80
Percent as Effective as I Could Be)

52. ฉันรู้ว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของผู้นำและฉัน
เสียสละเพื่อเป็นผู้นำที่ดีขึ้นตราบใดที่พวกเขาไม่ละเมิดค่านิยม (I Know Making Trade-Offs Is A

95

Natural Part of Leadership Growth, And I Make Sacrifices to Become A Better Leader as
Long as They Don’T Violate My Values)

53. ฉนั คาดหวังว่าจะให้มากกว่าทลี่ ูกน้องของฉันทำเพ่ือท่จี ะบรรลวุ ิสัยทัศน์ (I Expect to
Give More Than My Followers Do in Order to Accomplish the Vision)

54. ฉันจะสละสิทธิ์เพื่อเข้าถึงศักยภาพในฐานะผู้นำ (I Will Give Up My Rights in
Order to Reach My Potential as A Leader)

55. ฉันใชค้ วามพยายามมากพอ ๆ กบั การหาเวลาสำหรับการริเร่ิมในขณะที่ฉนั หากลยุทธ์
( I Expend as Much Effort Figuring Out the Timing for An Initiative as I Do Figuring Out
the Strategy)

56. ฉันจะเปิดตัวบางสิ่งโดยใช้กลยุทธ์ที่น้อยกว่าอุดมคติเพราะฉันรู้เวลาที่เหมาะสม (I
Will Launch Something Using A Less-Than-Ideal Strategy Because I Know the Timing Is
Right)

57. ฉันรู้สึกได้ว่าผู้คนพร้อมสำหรับความคิดหรือไม่ (I Can Sense Whether or Not
People Are Ready for an Idea)

58. ฉันเชื่อว่าฉันสามารถเติบโตองค์กรได้อย่างรวดเร็วโดยการพัฒนาผู้นำมากกว่าวิธีการ
อื่นใด (I Believe That I Can Grow My Organization More Rapidly by Developing Leaders
Than by Any Other Method)

59. ฉนั ใชเ้ วลาสว่ นใหญท่ ุกสัปดาห์ในการลงทุนเพื่อพฒั นาผู้นำ 20 เปอรเ์ ซ็นต์แรกของฉัน
(I Spend A Significant Amount of Time Every Week Investing in the Development of the
Top 20 Percent of My Leaders)

60. ฉันอยากเห็นผู้นำที่ฉันพัฒนาประสบความสำเร็จด้วยตัวเองมากกว่าที่จะให้พวกเขา
อย่กู ับฉนั เพ่ือท่ีฉนั จะไดใ้ หค้ ำปรึกษาพวกเขา (I Would Rather See Leaders I Develop Succeed
Out on Their Own Than Keep Them with Me So That I Can Keep Mentoring Them)

61. ฉันรู้สึกดีว่าทำไมฉันถึงอยู่ในตำแหน่งของฉันและทำไมฉันถึงเป็นผู้นำ (I Possess A
Strong Sense of Why I Am in My Position and Why I Am Leading)

62. ในแต่ละตำแหน่งที่ฉันเคยดำรงตำแหน่งฉันได้ระบุคนที่สามารถดำเนินการต่อจากฉนั
ได้และฉันได้ลงทุนกับพวกเขา (In Each Position I’ve Held, I Have Identified People Who
Can Carry on After Me, And I Have Invested in Them)

63. แรงจูงใจที่แขง็ แกร่งที่สุดอย่างหนึ่งของฉันคือการออกจากทีมที่ฉันเป็นผู้นำได้ดีกวา่ ที่
ฉ ั น พ บ ( One of My Strongest Motivations Is to Leave Any Team I Lead Better Than I
Found It)

จากทศั นะของนกั วชิ าการหรือหนว่ ยงานเก่ียวกับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ ใน 6 ประเดน็
ดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้นำเอาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่เป็นหลักการ / แนวคิด / เทคนิค /
วิธีการ / กิจกรรม มากำหนดเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นปัจจัยป้อนเข้า (Input) และนำเอาข้อเสนอแนะ
แนวทางการพัฒนาที่เป็นโมเดลขั้นตอน (Step Model) มากำหนดเป็นข้อเสนอแนะที่เป็น
กระบวนการ (Process) รวมทง้ั นำเอาลักษณะหรือคุณลักษณะท่ีคาดหวังจากผลการพัฒนามากำหนด

96

เป็นข้อเสนอแนะที่เป็นปัจจัยป้อนออก (Output) เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเชิงระบบ (System
Approach) ของข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายในเชิงวิชาการหรือทฤษฎี ( Academic or
theoretical Alternative Offerings) ที่ได้จากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องของผู้วิจัย เป็น
ข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายเชิงวิชาการหรือทฤษฎีที่ผู้วิจัยจะนำไปเสนอให้ผู้ร่วมวิจัยได้รับทราบ
เพื่อบูรณาการเข้ากับข้อเสนอทางเลือกจากการระดมสมองและดึงศักยภาพของผู้ร่วมวิจัยออกมา
ในชว่ งดำเนินงานวิจยั ในภาคสนาม

2.4 บริบทของโรงเรียนเนินสง่าวิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ : พื้นที่
ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นร่วม

โรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยา ตั้งอยูเ่ ลขท่ี 14 หมู่ 5 ถนนบ้านค่าย-ตาเนนิ -ละหาน ตำบลหนองฉิม
อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ รหัสไปรษณีย์ 36130 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ผู้อำนวยการสถานศึกษา นายเกียรติ ปะหุสี รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 3 คน ประกอบด้วย
นายสราวฒุ ิ กลุ แดง นายสมยศ แผน่ ทอง และ นายอดศิ กั ดิ์ ใชยพรม มคี รู 31 คน ครูอัตราจ้าง 6 คน
ลูกจา้ ง 5 คน และมนี กั เรยี นจำนวน 499 คน เปิดสอนในระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 ถงึ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 6 จำนวน 22 หอ้ งเรยี น โรงเรยี นมเี นอ้ื ท่ี 70 ไร่ 21.2 ตารางวา เดิมช่ือโรงเรยี นฉิมพลีวทิ ยา ต่อมา
ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเนินสง่าวิทยา เปิดสอนครั้งแรก เมื่อ 24 พฤษภาคม 2523 ปี พ.ศ. 2551
โรงเรียนได้ถ่ายโอนเข้าสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน
กระทรวงมหาดไทย

วิสัยทัศน์ (Vision) “โรงเรียนสง่าวิทยามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสุขภาพดี มีคุณธรรม ทัน
เทคโนโลยี เป็นพลเมืองดีของสังคม รักและภูมิใจในความเป็นไทย น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง”

พันธกจิ (Mission)
1. พฒั นาการจดั การศกึ ษาใหม้ ีคุณภาพได้มาตรฐานการศึกษาของชาติ
2. ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์และเป็นเลิศทาง
วชิ าการ
3. ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต มีจิตสาธารณะ และดำรงชีวิตตามหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง
4. ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย และการอนุรักษ์ฟื้นฟู
สิง่ แวดล้อม และมสี นุ ทรยี ภาพดา้ นศิลปะ ดนตรี และกีฬา
5. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อม และมีศักยภาพด้านความรู้
ความสามารถ และทกั ษะสู่ความเปน็ มอื อาชีพ
6. พัฒนาระบบการบรหิ ารจดั การใหม้ ีคณุ ภาพเพอ่ื เข้าสู่ระบบประกันคณุ ภาพการศกึ ษา
7. พัฒนาการใชส้ ื่อ และเทคโนโลยที ่ีเหมาะสมและทันสมัยในการจัดการเรียนรู้
8. พฒั นาการจดั สภาพแวดลอ้ มและแหล่งเรียนรู้ท่หี ลากหลายใหเ้ อ้ือต่อการจดั การเรียนรู้
9. สร้างและพัฒนาภาคีเครอื ข่ายความร่วมมือกับชุมชนและทุกภาคส่วนในการพัฒนาการ
จดั การศกึ ษาอยา่ งต่อเน่อื ง

97

เป้าหมายความสำเร็จ (Goals)
ด้านผ้บู ริหาร เป็นผู้นำในการเปล่ียนแปลงให้โรงเรียนมีการบริหารจัดการที่ดี มคี วามรคู้ วามสามารถใน
การพัฒนาวิชาการ หลักสูตร นวัตกรรม และกระบวนการเรียนรู้ ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
และคุณภาพ เกดิ ประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน โดยอาศัยการมีสว่ นรว่ มจากทกุ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้านโรงเรียน เป็นโรงเรียนชั้นดี มีคุณภาพ มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น
ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น เป็นต้นแบบของการปฏิรูปการศกึ ษาที่แทจ้ รงิ ซึ่ง
เกิดจากการร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมพัฒนา ร่วมสนับสนุนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาสังคม

ด้านครู มีทักษะวิชาชีพในการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสมกับนักเรียน มีความกระตือรือร้น สนใจ ใส่ใจ
ดูแลช่วยเหลอื นักเรียนให้ได้เรียนรแู้ ละพฒั นาตนเองตามศักยภาพอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ด้านนกั เรยี น มนี ิสัยใฝร่ ู้ รกั การอา่ นและการค้นคว้า สามารถแสวงหาความร้ดู ้วยตนเองเป็น
คนดี มีคุณธรรม รู้จักคิดวิเคราะห์ มีทักษะการดำรงชีวิตในสังคมยุคใหม่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ สร้างงานสร้างอาชีพ สามารถนำเสนอผลงานได้อย่างสร้างสรรค์ สืบสานวิถี
วัฒนธรรมไทยอย่างม่นั ใจในตนเอง

ด้านผู้ปกครองและชุมชน ให้การยอมรับ เชื่อถือ ศรัทธาโรงเรียน มีความรู้สึกร่วมเป็น
เจ้าของ และสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรยี นอยา่ งต่อเนื่อง และเตม็ ศกั ยภาพ

อัตลักษณ์ของสถานศึกษา (Identity) คือ วินัยเป็นศักดิ์ศรี สุขภาพดี บรรยากาศร่มร่ืน
เอกลักษณข์ องสถานศกึ ษา (Uniqueness) นักเรียนทกุ คนเมอ่ื จบหลกั สูตรมีความอดทน
มุ่งม่ัน และพฒั นาตนเองตามศกั ยภาพแห่งตน
ผลการประเมนิ ตนเอง จากการจัดการศึกษาของโรงเรียนเนนิ สง่าวิทยา ประจำปกี ารศึกษา
2562
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน ระดับคุณภาพ ดี กระบวนการพัฒนา โรงเรียนเนิน
สงา่ วิทยาไดจ้ ัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนโดยผ่านกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีเน้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ จัดการ
เรียนรูด้ ้วยวิธีทหี่ ลากหลาย ใช้สื่อเทคโนโลยีมาช่วยในการจดั การเรยี นรู้ ฝึกทกั ษะกระบวนการทำงาน
เป็นทีม ฝึกกระบวนการคิด มีวิธีการวัดประเมินผลตามสภาพจริง นอกจากจะจัดการเรียนรู้ใน
ห้องเรียนแล้วยังมีกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนอีกด้วยเช่น โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัน
เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ โครงการโรงเรยี นพอเพียงสู่การจัดการเรยี นรู้ กิจกรรมแก้ปัญหาอ่านไม่ออก
เขียนไม่คล่อง กิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านดนตรี กิจกรรมค่ายพัฒนาผู้เรียนด้านกีฬา
วอลเลย์บอล กิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพด้านงานช่าง กิจกรรมค่ายพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้าน
วชิ าการ กิจกรรมอบรมคุณธรรมจรยิ ธรรม กิจกรรมวนั สำคัญทางพระพุทธ ศาสนา โครงการเยีย่ มบา้ น
นักเรียน กจิ กรรมยุวชนประกันภยั กิจกรรม คปภ. ซงึ่ เปน็ กิจกรรมเพ่อื ให้ผู้เรียนมีความสามารถในการ
เขียน การสื่อสารและการคิดคำนวณ มีความสามารถในการคิด มีการสร้างนวัตกรรมเกิดขึน้ มีทักษะ
ในการทำงาน รกั การทำงาน สามารถทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืนได้และมีเจตคติท่ดี ีตอ่ อาชีพสจุ ริต สามารถใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีคุณธรรม
มีสุขนิสัยที่ดี มีน้ำหนัก ส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีความก้าวหน้าในการเรียน
ผลการดำเนินงาน ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้เรียนอ่านหนังสือออกและอ่านคล่อง

98

ตามมาตรฐานการอ่านในแต่ละระดับชั้น สามารถเขียนสื่อสารได้ดี มีการวางแผนการทำงานร่วมกับ
ผู้อื่น กล้าแสดงออก ผู้เรียนสามารถนำเสนอโครงงานหรือชิ้นงานที่เกิดจากการคิด การแก้ปัญหา
รวมทั้งอภิปราย ตอบข้อซักถาม ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สามารถสืบค้นข้อมูลหรือแสวงหา
ความรู้จากส่ือ เทคโนโลยีด้วยตนเอง รักการออกกำลังกาย มีทัศนคติที่ดีต่อ การทำงานอาชีพที่สุจริต

มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดับคุณภาพ ดี โรงเรียนเนินสง่า
วิทยาได้กำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์และพันธกิจที่ชัดเจน นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพราะได้กำหนด
อย่างมีขั้นตอน ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการจัดการศึกษา จากนั้นสถานศึกษาได้กำหนดให้มี
ผู้รบั ผดิ ชอบตามบทบาทหนา้ ท่ีในส่วนที่เก่ียวข้องเพ่ือลงสู่การปฏบิ ัติที่ชดั เจนยง่ิ ขึน้ สถานศึกษาได้แบ่ง
โครงสรา้ งการบริหารงานเป็น 4 ฝ่าย ประกอบดว้ ย ฝ่ายอำนวยการ ฝา่ ยวิชาการ ฝ่ายกิจการนักเรียน
และฝ่ายบริหารท่ัวไป ผู้บริหารยดึ หลักการบริหารแบบมีสว่ นร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน และบริหาร
ตามวงจร PDCA เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานของสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน จนเป็นท่ี
ยอมรับและเชื่อมั่นจากชุมชน มีการพัฒนาครูให้มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ จัดสภาพแวดล้อมทาง
กายภาพทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการพัฒนาระบบการ
บริหารและการจัดการ ทำให้โรงเรียนเป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นและไว้ใจจากชุมชนในการ
จดั การศึกษา

ผลการดำเนินการ สถานศึกษามีเป้าหมาย วิสัยทัศน์และพันธกิจ มีโครงสร้างการบริหาร
จัดการคุณภาพการศึกษาอย่าง เป็นระบบ ชัดเจน มีการติดตามตรวจสอบ ประเมินผลและปรับปรุง
พัฒนางานอย่างต่อเนื่อง จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปี แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ
แผนปฏิบัติการประจำปีการศึกษา ครบถ้วนสมบูรณ์ มีการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนทีช่ ัดเจน มีการดำเนินงานตามระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
ทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครองและชุมชนจัดกิจกรรม
เสริมหลกั สตู รให้กบั ผู้เรยี นทกุ กลุ่มเปา้ หมาย มรี ะบบเทคโนโลยีและเครือข่ายเพอ่ื สนับสนนุ การบริหาร
จดั การและการจดั การเรียนรู้ไดเ้ หมาะสมตามศักยภาพของสถานศกึ ษา

มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนทีเ่ น้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ระดับคุณภาพ
ดี โรงเรียนเนินสง่าวิทยาได้ส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้น Active Learning, การ
สอนแบบรว่ มมอื การสอนโดยใชโ้ ครงงาน การสอนดว้ ยวัฏจกั รการเรียนรู้ 5E เพอื่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
มีส่วนร่วมในการกำหนดการเรียนรู้ ฝึกทักษะการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูและผู้เรียน
สนับสนุนให้ครูได้ใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษา
และนอกสถานศึกษา ตรวจสอบและประเมินผลผู้เรียนอย่างเป็นระบบและนำผลมาพัฒนาผู้เรียน
ประเมินผู้เรียนจากสภาพจริง ใช้เครื่องมือและวิธีการวัดผล ประเมินผลที่หลากหลาย ผู้เรียนมีส่วน
ร่วมในการวัดผลและประเมินผล ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน และผู้เรียนนำไปใช้พัฒนาตนเอง ครูมี
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมลู สะทอ้ นกลับ สร้างเป็นชมุ ชนแห่งการเรียนรูเ้ พื่อพัฒนาผู้เรยี นและ
ปรบั ปรงุ การจัดการเรียนร้ใู ห้ก้าวทันในยุคของการเปล่ียนแปลง

ผลการดำเนินงาน ครูมีแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของผู้เรียน
ส่งเสริมให้ผู้เรียนปฏิบัติได้จริง มีการจัดหา ใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ใช้แหล่งเรียนรู้ เช่น

99

ห้องสมดุ ปราชญภ์ มู ิปญั ญาท้องถ่ิน ทเี่ ออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้ สร้างข้อตกลงรว่ มกนั อย่างชัดเจนเพ่ือให้เกิด
ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้เรียน เข้าร่วมกิจกรรมชุมชนทางวิชาชีพเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ มีการร่วม
ประชมุ แลกเปลย่ี นเรยี นรใู้ นกลุม่ สาระการเรียนร้เู ปน็ ประจำ

2.4.1 ประวัติความเป็นมาการกอ่ ต้ังโรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา
โรงเรียนเนินสง่าวทิ ยา ตั้งอย่เู ลขที่ 14 หมู่ 5 ถนนบา้ นคา่ ย-ตาเนนิ -ละหาน ตำบลหนองฉิม
อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ รหัสไปรษณีย์ 36130 โทรศัพท์ 044 -846117 Website
nonschool.thaiddns.com สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ เปดิ สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6 จำนวน 16 หอ้ งเรยี น เน้อื ท่ี 70 ไร่ 21.2 ตารางวา เขตพืน้ ท่บี ริการ
ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองผักชี โรงเรียนบ้านบะเสียว โรงเรียนโสกคร้อ โรงเรียนบ้านโกรกกุลา
โรงเรยี นบา้ นหนองแขม โรงเรียนบ้านหนองขาม และโรงเรยี นตาเนินราษฎรว์ ิทยาคาร ประวตั โิ รงเรยี น
โดยยอ่ โรงเรยี นเนนิ สง่าวทิ ยา เดิมช่อื วา่ โรงเรียนฉิมพลวี ิทยาและได้เปลย่ี นช่ือให้เป็นโรงเรียนเนินสง่า
วทิ ยา ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรอ่ื งการเปลีย่ นชอ่ื โรงเรียน ลงวนั ท่ี 21 กรกฎาคม พ.ศ.
2540 พ.ศ. 2523 ขอจัดตั้งโรงเรยี นและเปดิ สอนรบั นักเรยี นได้ 51 คน
20 พฤษภาคม 2523 กรมสามัญศึกษาแต่งตั้งนายถาวร ชัยจักร ตำแหน่งอาจารย์ 1
โรงเรยี นแก้งครอ้ วิทยา มาดำรงตำแหนง่ อาจารยใ์ หญ่โรงเรยี นฉมิ พลวี ิทยา
24 พฤษภาคม 2523 เปิดทำการสอนเป็นวันแรก โดยอาศัยอาคารเรียนของโรงเรียนบ้าน
หนองผักชี ตำบลหนองฉิม อำเภอจตั รุ ัส จงั หวดั ชัยภูมิ
26 พฤษภาคม 2523 เปิดป้ายชื่อโรงเรียนฉิมพลีวิทยา ซึ่งกรมสามัญศึกษา ได้จัดสรร
งบประมาณ
- ก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว 3 ห้องเรียน พร้อมครุภัณฑ์ในวงเงิน 140,000 บาท
- บา้ นพักนักการภารโรง 1 หลัง วงเงิน 150,000 บาท
- ห้องนำ้ หอ้ งสว้ ม 6 ที่ 1 หลังวงเงิน 40,000 บาท
ปีงบประมาณ 2525 ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียนแบบ 103 ล
จำนวน 1 หลัง (อาคาร 200 ป)ี
ปงี บประมาณ 2529 ไดร้ ับงบประมาณเป็นคา่ ก่อสร้างอาคารเรียนแบบ Cs 208 A จำนวน
1 หลัง (อาคาร มพช.) โรงฝึกงานจำนวน 3 หลัง (Shop คหกรรม Shop เกษตรกรรม Shop
อตุ สาหกรรม) พรอ้ มครุภณั ฑ์และห้องนำ้ หอ้ งส้วม จำนวน 6 ท่ี 1 หลัง
ปีงบประมาณ 2537 ได้รับจัดสรรค่าก่อสร้างอาคารเรียนแบบ 216 ล (ปรับปรุง 2529)
จำนวน 1 หลัง (อาคารผึง้ หลวง)
ปีงบประมาณ 2539 ได้รับจัดสรรงบประมาณค่าก่อสร้างอาคารหอประชุมโรงอาหาร
จำนวน 1 หลังปีงบประมาณ 2544 ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างห้องน้ำห้องส้วม 6 ท่ี
จำนวน 1 หลงั และครภุ ณั ฑ์วิทยาศาสตร์ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ปี พ.ศ. 2551 โรงเรียนได้ถ่ายโอนเข้าสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ กรมส่งเสริม
การปกครองท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย
ปี พ.ศ. 2552 โรงเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียนแบบ 412 ล
จำนวน 1 หลงั วงเงนิ 9,230,000 บาท (อาคารเฉลมิ พระเกยี รต)ิ

100

ปี พ.ศ. 2555 โรงเรียนได้รับเงินบริจาคเป็นค่าก่อสร้างห้องน้ำ ห้องส้วม จำนวน 7 ที่ 1
หลัง วงเงิน 254,846 บาท และปรับปรุงถังฝอประยุกต์เป็นห้องส้วม 3 ถัง วงเงิน 43,000 บาท
(หอ้ งน้ำนักเรยี นชาย)

ปี พ.ศ. 2559 โรงเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์
จำนวน 1 หลัง วงเงิน 7,743,000 บาท (อาคารภมู ิฉมิ พล)ี ดงั นำเสนอในภาพประกอบที่ 2.4

ภาพที่ 2.4 แผนผังแสดงบรเิ วณโรงเรียนเนนิ สง่าวิทยา

2.4.2 สรปุ จำนวนบุคลากร จำแนกตามประเภท/ตำแหน่ง และวุฒกิ ารศกึ ษา

จำนวนบคุ ลากร (คน)

ประเภท/ตำแหน่ง ต่ำกว่า ปริญญาตรี ปรญิ ญาโท ปรญิ ญา รวม
ปรญิ ญาตรี เอก
1
1. ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 3
4
- ผู้อำนวยการ - - 1-
31
- รองผู้อำนวยการ - - 3 - 4

รวม 4

2. สายงานการสอน

-ข้าราชการ/พนักงานครู - 15 16 -

- พนักงานจา้ ง (สอน) - 4 --

101

ประเภท/ตำแหน่ง ตำ่ กว่า จำนวนบุคลากร (คน) ปริญญา รวม
เอก
ปรญิ ญาตรี ปริญญาตรี ปริญญาโท - -
- 35
- อน่ื ๆ (ระบุ) - --
19 16 - 2
รวม - - 3
2- - 1
3. สายงานสนับสนุนการ -- - -
-- - 6
สอน -- - 45
2-
- พนักงานจา้ งตามภารกิจ - 23 20

- พนกั งานจา้ งท่วั ไป 3

- ลกู จ้างประจำ 1

- อ่ืน ๆ (ระบ)ุ -

รวม 4

รวมทั้งสิ้น 4

2.4.3 จำนวนครูจำแนกตามกลุ่มสาระการเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน คิดเป็นรอ้ ยละ จำนวนชัว่ โมงสอนเฉล่ยี
ช่วั โมง/สัปดาห์
ภาษาไทย 3 8.57
คณติ ศาสตร์ 4 11.43 ของครภู ายในกลมุ่ สาระฯ
วิทยาศาสตร์ 9 25.71 30
สงั คมศึกษา ศาสนา และ 4 11.43 28
วัฒนธรรม 21
สุขศึกษาและพลศึกษา 3 8.57 30
ศลิ ปะ 3 8.57
การงานอาชีพและเทคโนโลยี 5 14.29 25
ภาษาต่างประเทศ 4 11.43 23
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น - 28
รวมครูผู้สอนทกุ กลุ่มสาระการ 35 - 33
เรียนรู้ 100 -
27

102

2.4.4 ข้อมูลนักเรียน (ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2562) จำนวนนักเรียนในโรงเรียนปี
การศึกษา 2562 ทง้ั ส้ิน 499 คน จำแนกตามระดับชน้ั ท่เี ปดิ สอน

ระดับชน้ั เรยี น จำนวนหอ้ ง เพศ รวม จำนวนเฉลีย่
ชาย หญงิ ต่อหอ้ ง

ม.1 4 54 57 111 28

ม.2 4 49 51 100 25

ม.3 4 45 52 97 25

ม.4 4 22 43 65 17

ม.5 4 27 39 66 22

ม.6 4 27 33 60 20

รวมท้ังสิ้น 24 224 275 499 23

จำนวนเด็กพเิ ศษในโรงเรยี นชาย....-.....คน หญิง.....-.......คน รวม จำนวน......-......คนอัตราส่วน

นกั เรียน : ครรู ะดบั มัธยมศึกษา = 14 : 1  เปน็ ไปตามเกณฑ์  ไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์

2.4.5 ข้อมลู ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนในระดบั สถานศึกษา (ปกี ารศึกษาทีผ่ า่ นมา)

1. ระดบั การศึกษาข้ันพื้นฐาน

1.1 สรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา

2562

ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษ

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ จำนวน จำนวนนกั เรียนที่ไดผ้ ลกา
นักเรยี น 3 2.50 2
4 3.50

ภาษาไทย 699 211 102 133 114 88
คณติ ศาสตร์ 613 36 28 53 90 125
วทิ ยาศาสตร์ 1568 446 276 357 217 173
สงั คมศกึ ษา ฯ 1441 306 271 318 208 187
สขุ ศึกษาและพล
ศึกษา 1033 617 118 123 71 50
ศลิ ปะ
การงานอาชพี 797 362 148 126 57 61
ภาษาต่างประเทศ 827 383 166 142 61 52
749 214 99 182 106 78
รวม 8827 2575 1208 1434 924 814
รอ้ ยละ 100.00 33.32 15.63 18.56 11.96 10.53

รอ้ ยละของนกั เรียน 67.
ผลการเรยี นระดับดี (3) ขนึ้ ไป 32.
ผา่ นเกณฑ์ขั้นต่ำ (1) ถึง ค่อนข้างดี (2.5) 0.0
ไมผ่ า่ นการประเมิน (0,ร)

103

ษา ผล นักเรียนที่ไดผ้ ลการ
ารเรียน
การ S.D. นกั เรียนที่ เรยี นเฉลีย่ 3 ขึน้ ไป
1.50 1 เรียน ได้ ร จำนวน รอ้ ยละ
0 รวม เฉล่ยี
32 19
102 138 0 699 3.04 0.85 0 446 63.81
59 40 0
99 52 0 613 1.97 0.89 0 117 19.09
0
1568 3.09 0.81 0 1079 68.81

1441 2.93 0.85 0 895 62.11

30 24 0 1033 3.48 0.79 0 858 83.06

37 6 0 797 3.35 0.78 0 636 79.80
15 8 0 827 3.42 0.71 0 691 83.56
41 29 0 749 3.02 0.86 0 435 66.09
415 357 0 8827 3.07 0.90 0 5217 67.52
5.37 4.62 0.00 100.00 0.00 67.52

.52
.58
00

1.2 สรปุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นระดับมัธยมศกึ ษา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษ

ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน จำนวนนกั เรยี นท่ีไดผ้ ลกา
นักเรยี น 3 2.50 2
4 3.50

ภาษาไทย 550 226 83 64 49 42
คณติ ศาสตร์ 611 26 24 52 79 121
วิทยาศาสตร์ 1509 387 264 352 233 164
สงั คมศกึ ษา ฯ 1403 264 187 264 221 199
สุขศึกษาและพลศกึ ษา 989 553 119 118 68 67
ศิลปะ 863 262 123 165 130 104
การงานอาชีพ 826 359 120 171 68 46
ภาษาตา่ งประเทศ 1030 192 111 142 181 134
7781 2269 1031 1328 1029 917
รวม 99.14 29.16 13.25 17.07 13.22 11.79
ร้อยละ

ร้อยละของนักเรียน 59.48
ผลการเรียนระดบั ดี (3) ขึน้ ไป 39.16
ผา่ นเกณฑ์ขนั้ ต่ำ (1) ถงึ ค่อนขา้ งดี (2.5) 1.30
ไมผ่ ่านการประเมิน (0,ร)

104

ษา 2562

ษา ผล นักเรยี นที่ไดผ้ ลการ

ารเรียน การ S.D. นักเรยี นท่ี เรยี นเฉล่ีย 3 ขึน้ ไป
1.50 1 เรียน ได้ ร จำนวน ร้อยละ
0 รวม เฉลย่ี

36 50 0 550 3.09 1.03 0 373 67.82

105 175 14 596 1.83 0.99 6 102 16.69

53 44 0 1497 3.02 0.89 13 1003 66.47

118 128 17 1378 2.68 1.01 11 715 50.96

32 32 0 989 3.40 0.84 0 790 79.88

53 19 1 857 3.02 0.93 6 550 63.73

16 11 7 798 3.23 1.17 26 650 78.69

109 120 0 1029 2.59 0.99 0 445 43.20

522 578 39 7714 2.88 1.06 62 4628 59.48

6.71 7.44 0.50 99.14 0.80 59.48

105

2.4.6 ขอ้ มลู ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET)
1) ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ประจำปีการศึกษา 2562

แผนภมู แิ สดงรอ้ ยละของระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
รวมทกุ กลุ่มสาระการเรียนรรู้ ะดับมธั ยมศกึ ษา ภาคเรยี น

ที่ 2 ปีการศึกษา 2562

1.30

39.16
59.48

ผลการเรยี นระดบั ดี (๓) ข้ึนไป
ผ่านเกณฑข์ ัน้ ตา่ (๑) ถงึ คอ่ นข้างดี (๒.๕)
ไมผ่ ่านการประเมนิ (๐,ร)

ระดับ/รายวิชา ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ
50.38
ระดับโรงเรยี น 52.33 22.73 27.61 27.34
ระดับจงั หวดั 51.13 24.13 29.32 30.03
ระดับสงั กดั 22.96 28.68 29.50
(รร.สังกัด อปท.) 55.14
ระดับประเทศ 26.73 30.07 33.25

106

คะแนนเฉล่ียรอ้ ยละจำแนกตามระดับ
2) เปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ระหวา่ งปีการศกึ ษา 2561 - 2562

คะแนนเฉลีย่ ร้อยละผลการประเมินการทดสอบระดบั ชาตขิ น้ั พ้นื ฐาน
(O-NET ช้นั ม.3

60.00
55.14

50.38 52.33 51.13
50.00

40.00

33.25

30.00 26.73 27.61 29.32 28.68 30.07 30.03 29.50
27.34

22.73 24.13 22.96

20.00

10.00

0.00 คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ

ภาษาไทย

ระดับโรงเรียน ระดบั จงั หวัด ระดบั สังกดั (รร.สงั กัด อปท.) ระดับประเทศ

รายวชิ า/ปกี ารศกึ ษา ปีการศึกษา ปกี ารศึกษา ผลต่างของร้อยละ
2561 2562 ระหวา่ งปกี ารศึกษา
ภาษาไทย 45.25 50.38
คณิตศาสตร์ 26.08 22.73 +5.13
วิทยาศาสตร์ 31.65 27.61 -3.35
ภาษาองั กฤษ 24.76 27.34 -4.04
+2.58

107

เปรยี บเทยี บผลการทดสอบระดบั ชาตขิ ้นั พน้ื ฐาน (O-NET) ชั้น ม.3
ระหวา่ งปีการศึกษา 2561-2562

ภาษาองั กฤษ 27.34
24.76

วิทยาศาสตร์ 27.61 ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒
คณิตศาสตร์ 31.65 ปีการศกึ ษา ๒๕๖๑

22.73
26.08

ภาษาไทย 50.38
45.25

0.00 10.00 20.00 30.00 40.00 50.00 60.00

108

2.4.7 ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ประจำปีการศึกษา 2562 ภาษาองั กฤษ
1) คะแนนเฉล่ยี ร้อยละจำแนกตามระดบั 21.74
24.56
ระดับ/รายวิชา ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สงั คมฯ 24.04

ระดับโรงเรียน 34.63 15.55 24.62 31.15 29.20

ระดบั จังหวัด 37.93 20.75 26.75 33.33

ระดับสังกดั (ร.ร. 37.00 19.61 26.29 32.81
สงั กดั อปท.)
ระดับประเทศ 42.21 25.41 29.20 35.70

คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละผลการประเมนิ การทดสอบระดับชาตขิ ้นั พ้ืนฐาน
(O-NET) ช้นั ม.6

45.00 42.21

40.00 37.9337.00 35.70
35.00 34.63 33.3332.81
31.14
30.00
25.41 29.20 29.20
25.00 20.7519.61 26.7526.29
15.54 24.62 24.7624.04
20.00 21.74

15.00

10.00

5.00

0.00

ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สังคมฯ ภาษาอังกฤษ

ระดับโรงเรยี น ระดบั จังหวดั ระดับสังกัด (รร.สังกัด อปท.) ระดับประเทศ

109

2) เปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ระหวา่ งปีการศึกษา 2561 - 2562

รายวิชา/ปีการศึกษา ปกี ารศกึ ษา ปีการศึกษา รอ้ ยละของผลตา่ ง
2561 2562 ระหวา่ งปีการศกึ ษา

ภาษาไทย 37.96 34.63 -3.33

คณิตศาสตร์ 21.50 15.55 -5.95

วิทยาศาสตร์ 25.64 24.62 -1.02

สงั คมศึกษาฯ 31.91 31.15 -0.76

ภาษาอังกฤษ 23.22 21.74 -1.48

เปรยี บเทียบผลการทดสอบระดบั ชาตขิ ้ันพนื้ ฐาน (O-NET) ชนั้ ม.6
ระหว่างปีการศกึ ษา 2561-2562

ภาษาองั กฤษ 21.74
23.22

สังคมศึกษาฯ 31.15
31.91

วิทยาศาสตร์ 24.62
25.64

คณติ ศาสตร์ 15.55
21.50

ภาษาไทย 34.63
0.00 37.96

5.00 10.00 15.00 20.00 25.00 30.00 35.00 40.00
ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑

110

2.5.8 ผลงานดเี ดน่ ในรอบปที ่ผี ่านมา
1. สถานศกึ ษา
1.1 โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ได้รับรางวัล องค์กรคุณธรรมต้นแบบ อำเภอเนินสง่า

ประจำปพี ุทธศกั ราช 2562 จาก สำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดชัยภมู ิ
2. ผู้บรหิ าร
2.1 นายเกียรติ ปะหุสี ผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้รับรางวัล ดังน้ี
2.1.1 ประธานเครือข่ายนักเรียนผู้ปกครองดีเด่นประจำปี 2562 วันที่ 9

กมุ ภาพันธ์ 2563 จาก สภาผู้ปกครองและครแู หง่ ประเทศไทย
2.1.2 ผู้บริหารดีเด่น ประจำปี 2562 สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่ง

ประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) จาก สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)
2.2 นายสราวุฒิ กุลแดง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้รับรางวัล ผู้บริหารดีเด่น

ประจำปี 2562 วนั ครู 16 มกราคม 2563 จาก องค์การบริหารสว่ นจงั หวดั ชยั ภูมิ
3. ครู
3.1 นายสารวฒุ ิ ชว่ ยสขุ ไดร้ บั รางวลั ดังน้ี
3.1.1 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (อันดับที่ 41) “ระดับชาติ”

ของสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เขตที่ 30 จังหวัดชัยภูมิ เขต 3 การแข่งขันทักษะวิชาการ
ณ งานศิลปหตั ถกรรมนักเรียน ครง้ั ท่ี 69 จังหวดั ศรสี ะเกษ โครงงานการงานอาชีพ ระดับ ม.ต้น เรื่อง
“ข้าวฮางงอก นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ” จากสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ

3.1.2 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (อันดับที่ 53) “ระดับชาติ”
ของสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เขตที่ 30 จังหวัดชัยภูมิ เขต 3 การแข่งขันทักษะวิชาการ
ณ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 69 จังหวัดศรีษะเกษ การประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุ ระดับ
ม.ปลาย จากสำนกั งานการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานกระทรวงศึกษาธิการ

3.1.3 ครผู ู้ฝกึ สอน ไดร้ บั รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดโครงงาน ตาม
พระราโชบายดา้ นการศกึ ษา ของสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพวรางกรู โครงงาน
การงานอาชีพ ระดับ ม.ต้น เรื่อง “ข้าวฮาง งอก นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ” จาก สำนักงานศึกษาธิการ
จังหวดั ชัยภมู ิ

3.1.4 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (อันดับที่ 11) “ระดับภาค”
ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ แข่งขันทักษะวิชาการ ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ โครงงานการงาน
อาชีพ ระดับ ม.ต้น เรื่อง “ฟักทอง นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ” จาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3.1.5 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (อันดับที่ 18) “ระดับภาค”
ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ แข่งขันทักษะวิชาการ ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ โครงงานการงาน
อาชีพ ระดับ ม.ปลาย เรื่อง “หอมแดง นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ” จาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3.1.6 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (อันดับที่ 15) “ระดับภาค”
ขององคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดชยั ภูมิ แขง่ ขันทักษะวิชาการ ณ จังหวัดกาฬสินธ์ุ โครงงานสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับ ม.ต้น เรื่อง “ตามรอยบ่อน้ำศักดิ์ วัดไพรีพินาศ” จาก องค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่นิ

111

3.2 นางสาวศศธิ ร ศรีจันทะ ไดร้ บั รางวัล ดังน้ี
3.2.1 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (อันดับที่ 15) “ระดับภาค”

ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ แข่งขนั ทกั ษะวิชาการ ณ จงั หวัดกาฬสินธุ์ โครงงานสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับ ม.ต้น เรื่อง “ตามรอยบ่อน้ำศักดิ์ วัดไพรีพินาศ” จาก องค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถนิ่

3.2.2 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เป็นตัวแทน “ระดับภาค”
ขององคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัดชยั ภูมิ แข่งขนั ทักษะวชิ าการ ณ จงั หวัดกาฬสินธุ์ โครงงานสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับ ม.ต้น เรื่อง “ตามรอยบ่อน้ำศักดิ์ วัดไพรีพินาศ” จากองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่นิ

3.3 นางสาวสมยงค์ แก้ววเิ ศษ ไดร้ บั รางวลั ดงั นี้
3.3.1 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลเหรียญทองลำดับที่ 6 การแข่งขันคัดลายมือ

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ ครั้งที่ 11
ประจำปี 2562 จาก องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่

3.3.2 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันคัดลายมือ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ประจำปี 2562 จากองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ

3.3.3 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลชนะเลิศ “เหรียญทอง”การแข่งขันคัดลายมือ
ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) โครงการมหกรรมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ สถานศึกษา
ในสังกดั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดชยั ภูมิ ประจำปี 2562จาก องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น

3.3.4 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ2 การแข่งขันวอลเลย์บอล
ชายหาด รุ่นยวุ ชนชาย 15 ปี การแขง่ ขนั กฬี าเยาวชนแหง่ ชาติ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2562 รอบคดั เลือก
ตัวแทนภาค 3 “มรุกขนครเกมส์”จาก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม

3.3.5 ครูผู้ฝึกสอน ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด รุ่น
ยุวชน 15 ปีชาย การแข่งขันกีฬายุวชน เยาวชนรอบคัดเลือก ตัวแทนจังหวัดชัยภูมิประจำปี 2562
จาก สำนักงานการทอ่ งเทย่ี วและกฬี าจังหวัดชัยภูมิ

3.3.6 ครผู ู้ฝึกสอน ไดร้ บั รางวลั รางวัลชนะเลิศ การแข่งขนั วอลเลย์บอลชายหาด
รุ่น 18 ปีชายทีม A การแข่งขันกีฬานักเรียน นักเรียน จังหวัดชัยภูมิ ประจำปี 2562 จาก สำนักงาน
การทอ่ งเที่ยวและกฬี าจงั หวดั ชัยภูมิ

4. นักเรยี น
4.1 นางสาวขนษิ ฐา สีหะอินทร์ ไดร้ ับรางวัล ดังน้ี
4.1.1 รางวัลเหรียญทองลำดับที่ 6 การแข่งขันคัดลายมือ ระดับชั้นมัธยมศึกษา

ตอนปลาย (ม.4-6) มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2562 ณ
เทศบาลเมืองรอ้ ยเอ็ด จงั หวัดร้อยเอ็ด จากองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่

4.1.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันคัดลายมือ ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ตอนปลาย (ม.4-6) มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับภาคะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2562

112

ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดจังหวัดกาฬสินธุ์ และสถานศึกษาในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอ
เมือง จงั หวดั กาฬสินธ์ุ จาก องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น

4.1.3 รางวลั ชนะเลศิ “เหรยี ญทอง”การแข่งขนั คัดลายมือ ระดับช้ันมัธยมศึกษา
ตอนปลาย (ม.4-6) โครงการมหกรรมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ สถานศึกษาในสังกัดองค์การ
บริหารสว่ นจังหวัดชยั ภมู ิ ประจำปี 2562 จากองค์การบริหารสว่ นจังหวัดชัยภมู ิ

4.2 นายธวัชชัย พลอยกัณหา ได้รับรางวัล รางวัลชนะเลิศ รายการเด่ียวเครื่อง
ดนตรีพื้นเมือง เดี่ยวพิณ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) การ
แข่งขนั ทักษะวิชาการ ณ งานศลิ ปหตั ถกรรมนักเรยี น ครง้ั ที่ 69 จงั หวัดศรีสะเกษ 2562 สำนักงานเขต
พื้นทีม่ ัธยมศึกษา เขตท่ี 30 จังหวดั ชัยภมู ิ เขต 3 (ตวั แทนไปแข่งขนั ต่อระดบั ชาติ) จาก สำนักงานเขต
พืน้ ที่มธั ยมศึกษา เขตท่ี 30 จงั หวัดชยั ภูมิ เขต 3

4.3 นายรัชชานนท์ จานนอก ได้รับรางวัลชนะเลิศ รายการเดี่ยวเครื่องดนตรี
พื้นเมือง เดี่ยวพิณ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) การแข่งขัน
ทกั ษะวชิ าการ ณ งานศิลปหัตถกรรมนักเรยี น คร้ังที่ 69 จงั หวดั ศรีสะเกษ 2562 สำนักงานเขตพื้นที่
มัธยมศึกษา เขตท่ี 30 จังหวดั ชยั ภูมิ เขต 3 (ตวั แทนไปแขง่ ขนั ต่อระดบั ชาติ) จาก สำนักงานเขตพื้นท่ี
มัธยมศึกษา เขตท่ี 30 จงั หวดั ชัยภูมิ เขต 3

4.4 นางสาวสุดามิน อินอ่อน ได้รับรางวัลชนะเลิศ รายการเดี่ยวเครื่องดนตรี
พื้นเมือง เดี่ยวโปงลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) การ
แข่งขนั ทกั ษะวิชาการ ณ งานศลิ ปหตั ถกรรมนักเรียน ครง้ั ที่ 69 จังหวัดศรสี ะเกษ 2562 สำนกั งานเขต
พ้ืนทีม่ ธั ยมศึกษา เขตท่ี 30 จังหวัดชัยภูมิ เขต 3 (ตวั แทนไปแขง่ ขันต่อระดับชาติ) จาก สำนักงานเขต
พน้ื ท่ีมัธยมศึกษา เขตที่ 30 จงั หวัดชัยภูมิ เขต 3

4.5 นายอนุวัฒน์ โวหาร ได้รับรางวัลชนะเลิศ รายการเดี่ยวเครื่องดนตรีพื้นเมือง
เดย่ี วแคน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ (ม.1-3) การแข่งขันทักษะวิชาการ
ณ งานศิลปหตั ถกรรมนกั เรยี น ครัง้ ที่ 69 จงั หวัด ศรสี ะเกษ 2562 สำนกั งานเขตพ้ืนทมี่ ธั ยมศึกษา เขต
ที่ 30 จังหวดั ชัยภูมิ เขต 3 (ตัวแทนไปแข่งขันต่อระดับชาติ) สำนักงานเขตพืน้ ทีม่ ธั ยมศึกษา เขตท่ี 30
จังหวดั ชยั ภูมิ เขต 3

4.6 เด็กหญิงธัญรดา เขตจัตุรัส ได้รับรางวัลชนะเลิศ รายการเดี่ยวเครื่องดนตรี
พื้นเมือง เดี่ยวโปงลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) การแข่งขัน
ทักษะวิชาการ ณ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 69 จังหวัดศรีสะเกษ 2562 สำนักงานเขตพื้นท่ี
มัธยมศึกษา เขตที่ 30 จังหวัดชยั ภูมิ เขต 3 (ตัวแทนไปแข่งขันต่อระดับชาติ) จากสำนักงานเขตพื้นที่
มธั ยมศกึ ษา เขตท่ี 30 จังหวัดชยั ภมู ิ เขต 3

4.7 เด็กหญิงมฑุ ติ า นานาวนั ไดร้ บั รางวลั รางวัล เหรยี ญทอง การประกวดโครงงาน
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถ่ิน
ครั้งที่ 27 ขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน 2562
ณ โรงเรยี นเทศบาล1 อ.เมือง จ.กาฬสนิ ธ์ุ จาก องก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน

113

จากข้อมูลที่แสดงถึงบริบทของโรงเรียนดังกล่าวข้างต้น ปัจจัยที่ส่งผลให้สถานศึกษา
ประสบผลสำเร็จมีปัจจัยและองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง อันประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู นักเรียน
ผู้ปกครอง ชุมชน และสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน ในการดำเนินการบริหาร
ตามบริบทของโรงเรียนเรียน โรงเรียนเรียนเนินสง่าวิทยาได้ดำเนินการในด้านต่าง ๆ ในรอบปี
การศกึ ษาทผ่ี า่ นมาสรุปได้ ดังน้ี

1. ด้านการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า
จังหวัดชัยภูมิ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง จัดการศึกษาระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1-6 ภายใต้
วิสัยทัศน์ (Vision) “โรงเรียนสง่าวิทยา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสุขภาพดี มีคุณธรรม ทันเทคโนโลยี เป็น
พลเมืองดีของสังคม รักและภูมิใจในความเป็นไทย น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
พันธกิจ (Mission) 1) จัดทำแผนงานและโครงการพัฒนาระบการการบริหารจัดการศึกษาที่มี
ประสทิ ธภิ าพ 2) พฒั นาศกั ยภาพของบุคคลทุกด้าน เพ่ือให้ผู้เกีย่ วขอ้ งเกิดความพึงพอใจท้ังในด้านการ
บริหารและวิชาการ 3) จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4) จัดสภาพแวดล้อมภายใน
โรงเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนรู้ 5) นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการ
จัดการเรยี นรู้ และจัดทำสอื่ การเรียนรู้ รวมท้ังนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 6) ประสานความสัมพันธ์การ
มีส่วนร่วมของชุมชนในการจดั การศึกษา 7) สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมและพฒั นานักเรียนให้เป็นคน
ดีมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 8) ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา
และโรงเรียนสงา่ วทิ ยาได้ดำเนนิ การจดั การบริหาร ดงั นี้ 1) จัดโครงสร้างการบรหิ ารโรงเรยี นเปน็ 4 กลมุ่
งานได้แก่ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณ และการ
บริหารงานทั่วไป 2) จัดระบบการบริหารงานด้วยกระบวนการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
(SBM) กระบวนการบริหารเชิงระบบ กระบวนการควบคุมคุณภาพด้วยวงจร PDCA และบริหารงาน
ตามหลักธรรมาภิบาล 3) จัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการประจำปี 4) บริหารงานในรูป
คณะกรรมการท่ีประกอบด้วยผู้แทนของผู้เกีย่ วข้องฝ่ายต่าง ๆ 5) ปฏบิ ัตติ ามแผนในรูปของคณะทำงาน
6) เทียบเคียงมาตรฐานการปฏิบัติงานกับเกณฑ์พิจารณาคุณภาพของ สมศ. และโรงเรียนชั้นนำที่มี
คุณภาพมาตรฐานดีเด่น 7) เก็บรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติงานเพื่อตรวจสอบประเมินผลเป็นระยะตาม
ระบบประกันคุณภาพการศึกษา 8) นำผลการตรวจสอบมาปรับปรุงเป็นแผนพัฒนาในวงจรรอบต่อไป
อย่างตอ่ เนอ่ื ง (โรงเรยี นเนินสง่าวิทยา, 2562)

2. ด้านการกำหนดนโยบายแนวทางจัดการศึกษา และเป้าหมายของโรงเรียนเนินสง่า
วิทยา ดังนี้ นโยบายที่ 1) การพัฒนาครู เร่งพัฒนาความรู้ทักษะความสามารถของครู ในด้านการ
จัดการเรียนการสอนและพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้
แบบโครงงาน และนำวจิ ัยในชัน้ เรยี นมาแก้ปัญหาและพฒั นาการจดั การเรยี นการสอน เน้นการทำงาน
เป็นทีมและครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทุกด้าน นโยบายที่ 2) การพัฒนาคุณภาพนักเรียน เร่งพัฒนา
ความรู้ ความสามารถ และทักษะของนักเรียนให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดและความ
ต้องการของนักเรียน เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ นโยบายที่ 3) การปลูกฝังวินัย คุณธรรม และ
จริยธรรมปลูกฝังและส่งเสริมให้นักเรียน เป็นผู้มีระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยม อันดี
งาม โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม นโยบายที่ 4) การพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนา
อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมให้สะอาด ร่มรื่นสวยงาม จัดบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้และ

114

สร้างจิตสำนึกให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนา นโยบายที่ 5) ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับ
ชมุ ชน ส่งเสรมิ และประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานเอกชน และศนู ย์เครือขา่ ยในการพัฒนา
การศึกษาทุกด้าน และนโยบายที่ 6) พัฒนาการบริหาร พัฒนาระบบบริหารในด้านการจัดการให้เกดิ
ความคล่องตัว รวดเร็วชัดเจน โดยเน้นการทำงานเป็นทีมนิเทศการดำเนินงานและประเมินผลงาน
อยา่ งตอ่ เน่อื ง

3. ด้านแนวทางจัดการศึกษาของโรงเรียนสง่าวิทยา มีดังนี้ 1) เร่งรัดคุณภาพการเรียนรู้
โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทีเ่ น้นนักเรียนเป็นสำคัญด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐาน
และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนนิ งาน เนน้ การประเมินผลตามสภาพจริง และใช้วจิ ัยในช้ันเรียนมา
แก้ปัญหาและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน 2) เสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้
เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างหลากหลายอย่างต่อเน่ือง และทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ให้เอื้ออำนวยต่อ
การเรียนรู้ให้มากที่สุด 3) เสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะภาวะ
ผู้นำ ความรับผิดชอบและค่านิยมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตไทย 4) ป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติด
5) สง่ เสริมการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมใหน้ ักเรยี นเป็น “คนดี คนเก่ง มีความสขุ ” ท้ังน้ีเพ่ือให้นักเรียน
ได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม ได้ร่วมคิด ร่วมทำ จนเกิดนิสัยรักการเรียนรู้ และมีเป้าหมายของ
โรงเรียน (School Goals) ด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ มีการดำเนินการ คือ 1) ปรับ
กระบวนการเรียนรู้โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ค้นพบด้วยตนเอง มี
ทักษะภาวะผู้นำ และเกิดความสุขในขณะที่เรียน โดยส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน ในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ และให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ครูเป็นผู้ให้คำอธิบาย แนะนำ ให้
คำปรึกษา และจัดสภาพแวดล้อมให้เอ้ือต่อผู้เรียน ทำให้เกดิ การเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง 2) ส่งเสริมการ
พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยให้ชุมชนมีบทบาท และมีส่วนสนับสนุนเนื้อหา ซึ่งใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน
และวิทยากรในท้องถิ่น โดยการศึกษาและนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ทรัพยากรท้องถิ่นไปปรับปรุง
กิจกรรมการเรียนรู้ เนื้อหาวิชาการ เลือกใช้สื่อ การพัฒนาสื่อที่เหมาะสมกับท้องถิ่น 3) พัฒนาวิธีการ
วัดผลประเมินผล โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแล้วสามารถนำผลการประเมินมาพัฒนาผู้เรียนและ
กระบวนการเรยี นอย่างถูกต้อง โดยการจัดการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผลเข้าด้วยกัน เพ่ือวัด
ความเจริญก้าวหน้าของนักเรียน ซึ่งการวัดผลประเมินผลมีหลายรูปแบบที่สามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็น
การสังเกต สัมภาษณ์ การตอบคำถาม แบบฝึกหัด โครงงานและการจัดทำแฟ้มสะสมงาน และ 4)
หลักการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีดังน้ี (1) ศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคล
เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านความสามารถในการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ เจต
คติ ฯลฯ ดังนั้นการจัดการเรยี นรูจ้ ึงต้องคำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน
ความสามารถในการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้โดยจัดการเรียนรู้ เนื้อหา และสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้
รายบุคคล รวมทัง้ เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนได้นำเอาประสบการณ์ของตนมาใช้ในการเรียนรู้ด้วย (2) จัดให้
ผู้เรียนมีส่วนรับผิดชอบในการเรียน การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อผู้เรียนมีส่วนร่วมรับผิดชอบการ
เรียนรู้ขอตนเอง ดังนั้นการจัดการเรียนรู้จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทตั้งแต่ การวางแผน
กำหนดเป้าหมายการเรียนที่สอดคล้องกับความต้องการของตนหรือกลุ่มการกำหนดกิจกรรมการ
เรียนรู้ สือ่ การเรยี น การเลือกใช้วธิ ีการเรียนรู้การใช้แหล่งข้อมูล ตลอดจนถงึ การประเมินผลการเรียน
ของตน (3) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพือ่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

115

ด้วยตนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนจะต้องได้รับการฝึกให้มีทักษะและยุทธศาสตร์การเรียนรู้ที่จำเป็น
ต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น การบันทึกข้อความ การจัดประเภทหมวดหมู่ การสังเกตการแสวงหา
และใช้แหล่งความรู้ เทคโนโลยีและสื่อที่สนับสนุนการเรียนรวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี
ประสบการณใ์ นการตัดสินใจ แก้ปญั หา กำหนดแนวทางการเรียนรู้ และเลือกวิธีการเรยี นรู้ทเ่ี หมาะสม
กับตนเอง (4) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น การเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ได้หมายความว่าผู้เรียน
ต้องเรียนคนเดียว โดยไม่มีชั้นเรียนหรือเพื่อนเรียน ยกเว้นการเรียนแบบรายบุคคล โดยทั่วไปแล้วใน
การเรียนรูด้ ้วยตนเองผู้เรยี นจะไดท้ ำงานรว่ มกับเพ่ือนกับครูและบุคคลอ่ืน ๆ ที่เกย่ี วข้อง ดังนั้นจึงต้อง
พัฒนาทกั ษะการเรยี นร้รู ่วมกับผู้อ่ืนให้กับผู้เรียนเพื่อให้รู้จกั การทำงานเป็นทมี โดยเฉพาะอย่างย่ิงการ
ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับเพื่อนที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะเจตคติที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถ
แลกเปล่ียนเรียนรู้ และแบง่ หน้าที่ความรับผิดชอบในกระบวนการเรียนรู้ (5) พฒั นาทกั ษะการประเมิน
ตนเองและการรว่ มมือกนั ประเมนิ ในการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง ผูเ้ รยี นเป็นผ้มู ีบทบาทสำคัญในการประเมิน
การเรยี นรู้ ดังนั้นจึงตอ้ งพฒั นาทกั ษะการประเมินใหแ้ ก่ผู้เรียนและสรา้ งความเข้าใจใหแ้ กผ่ เู้ รียนว่าการ
ประเมินตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบประเมินผล รวมทั้งยอมรับผลการประเมินจากผู้อื่นด้วย
นอกจากนีต้ ้องจดั ให้ผ้เู รียนได้รบั ประสบการณ์การประเมนิ ผลหลาย ๆ รปู แบบ (6) จดั ปัจจยั สนบั สนุน
การเรียนรูด้ ว้ ยตนเองของผู้เรยี น สภาพแวดลอ้ มเป็นปจั จยั สำคัญอย่างหน่งึ ในการเรียนรูด้ ้วยตนเอง

ดังนั้น เมื่อพิจารณาความสำคัญเป้าหมายของโรงเรียน (School Goals) ด้านบุคลากร
ด้านหลักสูตรด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านการบริหารและการจัดการ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมี
ประโยชน์ต่อโรงเรยี นเนนิ สงา่ วิทยาเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้วิจัยในฐานะผู้บรหิ ารสถานศึกษา จึงมีความ
สนใจที่จะศึกษาและดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างทักษะภา วะผู้นำของ
นักเรียน โรงเรียนเนินสง่าวิทยา โดยเน้นให้เกิดคุณลักษณะที่สำคัญ เช่น การมีทัศนะวิสัยกว้าง
การแสวงหาเพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา ความเคารพและให้เกียรติ
การเป็นผู้ฟังท่ีดี สามารถแยกประเด็นสำคัญออกจากประเด็นที่ไม่สำคัญ ซื่อสัตย์และสามารถ
ไว้วางใจได้ กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม การยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง
ความสามารถในการตั้งเป้าหมายและบรรลุเป้าหมาย การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
การแก้ปัญหา การสอนและให้คำปรึกษาผู้อื่น ใช้วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ การจัดการความขัดแย้ง
เมื่อพบปัญหา สามารถหาวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ทันที การกระทำที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลัก
แสวงหาความคดิ เห็นของผู้อนื่ ก่อนตัดสนิ ใจเอง แสดงความรู้สึกกบั ผู้อ่ืนอยา่ งเปิดเผย ยอมรับฟังความ
คิดเหน็ ที่แตกต่าง ฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่ืนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ใช้พลังงานทางอารมณ์ในการ
จูงใจผู้อื่น ทำงานหนักเพื่อหาฉันทามติในสถานการณ์ความขัดแย้ง มีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับการ
เปลี่ยนแปลง และสนุกกับการสื่อสารกับผู้อื่น ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Action Research) ที่ประกอบด้วยวงจรแบบเกลียวสว่าน 2 วงจร แต่ละวงจร
ประกอบดว้ ยข้ันตอนการวางแผน (Planning) การปฏบิ ัติ (Acting) การสงั เกต (Observing) และการ
สะท้อนผล (Reflecting) โดยคาดหวังผลที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามจุดมุ่งหมายที่ร่วมกัน
กำหนด เกดิ การเรียนรแู้ ละความรู้ใหม่จากการปฏิบตั ริ ว่ มกนั ระหว่างผู้วิจยั และผู้ร่วมวจิ ัย

116

2.5 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ( Participatory Action
Research : PAR) เป็นการวิจัยที่องิ กับทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ (Critical Social Theory) และทฤษฎี
หลังสมยั ใหม่นยิ ม (Theories of Postmodernism) ทเี่ ชือ่ เก่ียวกับการดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมา
ใช้ให้เต็มที่ การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม และความเป็นประชาธิปไตยในการกระทำและการ
ส่งผลท่กี ่อให้เกดิ การเปลี่ยนแปลง เกดิ การเรียนรู้ และองค์ความร้ทู ี่ไดร้ บั จากการปฏบิ ตั ิ (Knowledge
Gained from Practice) เป็นการวิจัยที่ทั้งผู้วิจัยมีส่วนร่วมในการวิจัยกับผู้ร่วมวิจัยในลักษณะเป็น
ความร่วมมือ (Collaboration) ที่ต่างมีสถานะที่เท่าเทียมกัน (Equally) ในการร่วมกันวางแผน
(Planning) ปฏิบัติ (Acting) สังเกต (Observing) และสะท้อนผล (Reflecting) ในลักษณะทเี่ ป็นวงจร
แบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องกัน ไม่มีสิ้นสุด (หมายเหตุ - เนื่องจากมี
ข้อจำกัดในเรื่องเวลา งานวิจัยน้ีกำหนดดำเนินการวิจัย 2 วงจร ๆ ละ 1 ภาคการศึกษา) เป็นการวจิ ัย
โดยพวกเขาและเพื่อพวกเขา (By Them and for Them) กล่าวคือ ผู้ถูกวิจัยจะมีส่วนร่วมในทุก
ขั้นตอน เป็นทั้งผู้ตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติ และผู้ได้รับผลจากการปฏิบัตินัน้ นอกจากนั้นบทบาทของผู้วิจัยก็
เปลี่ยนไปด้วย จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้ดีจากภายนอก (Outside Expert) ก็กลายเป็นผู้ร่วม
วิจัยที่เสมอภาคกัน นอกจากนั้นการวิจัยก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อหา
ความรู้ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ไปในทิศทางที่พึงประสงค์ด้วย และคาดหวังว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอันเนื่องจากความมี
พนั ธะผกู พันในส่ิงท่ที ำจากบทบาทการมีส่วนร่วมในทุกข้ันตอนนัน้

ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีขั้นตอนการวิจัยที่สำคัญ คือ 1) การระดม
สมองเพื่อการดึงศักยภาพจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย ให้ผู้ร่วมวิจัยร่วมกันระดมสมองโดย
อาศัยความรู้และประสบการณ์พื้นฐานที่มีและเคยทำกันมาเพื่อหาคำตอบว่า “จากความรู้และ
ประสบการณข์ องผู้ร่วมวจิ ัย หากตอ้ งการเสรมิ สรา้ งทักษะภาวะผู้นำมีแนวทางในการพัฒนาอย่างไร?”
เพอ่ื ให้เปน็ ไปตามหลักการทว่ี า่ “ผู้ร่วมวิจยั ถือเปน็ สายธารประสบการณ์ ท่มี คี วามรู้และประสบการณ์
ท่ีสะสมมา ไมไ่ ดเ้ ป็นแกว้ ทีว่ ่างเปล่า แต่มศี กั ยภาพมภี ูมิความรู้ในตนเอง” โดยใหน้ ำเสนอผลการระดม
สมองเป็นสว่ นหนึ่งของรายงานการวิจัยด้วย 2) การนำเสนอแนวการพฒั นาเชิงทฤษฎแี ก่ผู้ร่วมวิจัย
เป็นแนวการพัฒนาที่ผู้วิจัยได้ศึกษา รวบรวม และเรียบเรยี งเป็นวรรณกรรมที่เก่ียวข้องกับการวิจยั ใน
บทที่ 2 โดยมปี ระเด็นทำนองเดยี วกัน คือ “ในทางทฤษฎที ี่ผู้วิจัยไดศ้ กึ ษาค้นคว้า พบว่า การเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำมีแนวทางในการพัฒนาอย่างไร?” ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ว่าผู้วิจัยถือเป็น
สายธารวิชาการที่มีความรู้และความไวเชิงทฤษฎีในเรื่องที่จะพัฒนา และมุ่งสร้างทัศนคติที่ดีให้เกิด
ขึ้นกับผู้ร่วมวิจัยวา่ ทฤษฎีกับการปฏบิ ัติเป็นส่ิงที่ไปด้วยกันได้ ไม่ได้เป็นเส้นขนานที่ไม่มวี นั บรรจบกัน
ใหเ้ กิดความตระหนกั ว่าทฤษฎีจะช่วยย่นระยะทางการลองถูกลองผิดให้สน้ั ลงได้ และสร้างแนวคิดให้ผู้
ร่วมวิจัยได้เข้าใจและตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกันระหว่างการวจิ ัย ทฤษฎี และการปฏิบัติ
หรือนักวจิ ัย นักทฤษฎี และนักปฏิบัติหากทำให้เกิดขึ้นได้ ก็จะทำให้การดำเนินงานวิจยั เปน็ ไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น และ 3) การระดมสมองเพื่อบรรจบกันของธารสาย
ประสบการณ์และสายวิชาการ (ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี หรือ นักปฏิบัติและนักทฤษฎี) เพื่อให้มี
การบูรณาการระหว่างแนวการพัฒนาท่ีผู้รว่ มวิจยั รว่ มกันกำหนดจากการระดมสมองในกิจกรรมข้อ 1

117

กับแนวการพัฒนาท่ีผู้วิจัยนำเสนอจากแนวคิดเชิงทฤษฎีในกิจกรรมข้อ 2 ตามหลักการที่ว่า “การ
ปฏบิ ัติหากไมม่ ที ฤษฎีมาเสริมดว้ ยก็เสมือนคนตาบอดไปไหนได้ไม่ไกล จะวนเวยี นอยู่แต่วิธกี ารเดิม ๆ”
แล้วกำหนดเป็นแนวการพัฒนาใน 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ทำอะไร (What) และกรณีที่ 2 ทำอย่างไร
(How)

ดังนั้น เพื่อให้ได้หลักการ แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะความรับผิดชอบที่
ผู้วิจัยจะนำไปเสนอต่อผู้ร่วมวิจัยเพื่อก่อให้เกิดการระดมสมองเพื่อบรรจบกันของธารสาย
ประสบการณ์และสายวิชาการ (ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี หรือ นักปฏิบัติและนักทฤษฎี) เพื่อให้มี
การบูรณาการระหว่างแนวการพัฒนาท่ีผู้ร่วมวิจยั รว่ มกันกำหนดจากการระดมสมองในกิจกรรมข้อ 1
กับแนวการพัฒนาที่ผู้วิจัยนำเสนอจากแนวคิดเชงิ ทฤษฎีในกิจกรรมข้อ 2 ดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้
ศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะความรับผิดชอบ จากทัศนะของ
นักวิชาการหรือหน่วยงานใน 6 ประเดน็ ดงั นี้

1. นิยามของทักษะภาวะผู้นำ (the definition of leadership skills) ศึกษาจาก 10
แหล่ง คือ ในเว็บไซต์ของ Mind Tools (n.d.) ในเว็บไซต์ของ NCTE Publications (2018) Ward
(2019) ในเว็บไซต์ของ Skills You Need (2019) ในเว็บไซต์ของ Business Dictionary (2019) ใน
เวบ็ ไซตข์ อง Psychology Today (n.d.) ในเว็บไซต์ของ Roffey Park (n.d.) Smith (n.d.) ในเว็บไซต์
ของ Indeed (n.d.) ในเว็บไซตข์ อง Science of People (n.d.) Ulrich (n.d.)

2. ความสำคัญของทักษะภาวะผู้นำ (the definition of leadership skills) ศึกษาจาก 8
แหลง่ คือ Management Study Guide. (n.d.) Henry (n.d.) Half (2018) Mittal (2018) Sharma
(2019) Tasneem (n.d.) Anglia Ruskin University (n.d.) Skills You Need (n.d)

3. ลักษณะของภาวะผู้นำ (leadership skills) ศึกษาจาก 4 แหล่ง คือ ในเว็บไซต์ของ
Notre Dame Online (2019) Tobak (2017) Mayhew (2018) Accurate Ergonomics. (2019)

4. แนวทางการเสรมิ สร้างทักษะภาวะผู้นำ (Guidelines for building leadership skills
) ศึกษาจาก 9 แหล่ง คือ ในเว็บไซต์ของ Reddy (2016) Yan (2019) Cherry (2019) Julka (2518)
Francisco (2518) Dawson (2019) Zigarmi (2018) Game-Learn (2016) Tony (2019)

5. ขั้นตอนการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ ศึกษาจาก 4 แหล่ง คือ Davies (n.d.) Kangan
Instutude. (n.d.) Petsinger (n.d.) Author (2017)

6. การประเมินผลจากการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ ศกึ ษาจาก 5 แหล่ง คือ White (2007)
Nohria & Khurana (2009) Northouse (2011) Nettles (2014) Maxwell (1998 & 2007

จากทัศนะของนกั วิชาการหรือหน่วยงานเก่ยี วกับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ ใน 6 ประเด็น
ดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้นำเอาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่เป็นหลักการ / แนวคิด / เทคนิค /
วิธีการ / กิจกรรม มากำหนดเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นปัจจัยป้อนเข้า (Input) และนำเอาข้อเสนอแนะ
แนวทางการพัฒนาที่เป็นโมเดลขั้นตอน (Step Model) มากำหนดเป็นข้อเสนอแนะที่เป็น
กระบวนการ (Process) รวมท้งั นำเอาลกั ษณะหรือคุณลักษณะท่ีคาดหวังจากผลการพฒั นามากำหนด
เป็นข้อเสนอแนะที่เป็นปัจจัยป้อนออก (Output) เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเชิงระบบ (System
Approach) ของข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายในเชิงวิชาการหรือทฤษฎี ( Academic or
theoretical Alternative Offerings) ท่ีได้จากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องของผู้วิจัย เป็น

118

ข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายเชิงวิชาการหรือทฤษฎีท่ีผู้วิจัยจะนำไปเสนอให้ผู้ร่วมวิจัยได้รับทราบ
เพื่อบูรณาการเข้ากับข้อเสนอทางเลือกจากการระดมสมองและดึงศักยภาพของ ผู้ร่วมวิจัยออกมา
ในชว่ งดำเนนิ งานวิจยั ในภาคสนาม

ข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายในเชิงวิชาการหรือทฤษฎี (Academic or theoretical
Alternative Offerings) ท่ีได้จากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องของผู้วิจัยดังกล่าวนี้ ถือเป็นกรอบ
แนวคิดเพื่อการวจิ ัย (Conceptual Framework) ในการวิจยั ครง้ั นี้ ดงั แสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 2.1 ขอ้ เสนอทางเลอื กที่หลากหลายในเชิงวชิ าการหรือทฤษฎีที่ไดจ้ ากการศกึ

ขอ้ เสนอแนะทเี่ ปน็ ปจั จัยป้อนเข้า (Input) ขอ้ เสนอแนะทเี่ ป็น

หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม / โมเดลขั้นตอนท

ทางเลือกทหี่ ลากหลายเพ่ือเสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำ เพอ่ื เสรมิ สร

Reddy (2016) Davies (n.d.)
1. ความคดิ ริเรม่ิ (Taking on More Initiatives) 1. ข้นั ตอนทห่ี น่ึง: เพมิ่ การ
2. พัฒนาทกั ษะการสอ่ื สาร (Improving Communication Awareness)
Skills) 2. ขนั้ ตอนท่สี อง: ตง้ั เปา้ หม
3. ความรเู้ กีย่ วกับรูปแบบความเปน็ ผนู้ ำ (Gaining Knowledge 3. ขน้ั ตอนที่สาม: รับความ
about Leadership Styles) Assistance)
4. การคิดเชงิ วพิ ากษ์ (Critical Thinking) 4. ขั้นตอนที่ส:ี่ ทดลองและ
5. สนับสนุนความคดิ สรา้ งสรรค์ (Advocate Creativity) Reflect)
6. การฟงั ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ (Effective Listening) 5. ขัน้ ตอนที่ห้า: รบั คำตชิ ม
7. ตามแบบอยา่ งทดี่ ี (Following the Role Model) Petsinger (n.d.)
8. ผูน้ ำสร้างแรงจูงใจใหพ้ นักงาน (Motivating Your 1. อาสาสมัครร่วมกัน (Vo
Employees) 2. สอนทักษะการส่ือสาร (
9. มคี วามกระตือรือรน้ ในการทำงาน (Being Passionate 3. กระตุ้นใหพ้ วกเขาลุกเป
About Work) (Encourage Them to Bl
10. มรี ะเบยี บวินัยดี (Well Disciplined) 4. บ่มเพาะจิตวิญญาณของ
11. การคดิ เชิงบวก (Positive Thinking) Entrepreneurial Spirit)
12. มวี ิสัยทศั น์ท่ชี ัดเจน (Possessing a Clear Vision) 5. ต้งั เปา้ หมายทางการเงนิ
13. ความสามารถในการมอบหมายงาน (The Talent for Smart Kid” (Set Financi
Delegating Tasks) Book “Rich Kid Smart K
14. รางวัลและการยอมรับ (Rewards and Recognition)

119

กษาวรรณกรรมที่เกย่ี วข้องของผู้วิจยั : กรอบแนวคิดเพื่อการวิจยั

นกระบวนการ (Process) ขอ้ เสนอแนะทเ่ี ป็นผลลัพธ์ (Output)
ทางเลอื กทห่ี ลากหลาย
ร้างทกั ษะภาวะผู้นำ คณุ ลกั ษณะ

รรบั รตู้ นเอง (Grow your Self- ความเปน็ ผู้มีทักษะภาวะผู้นำ

มาย (Set Goals) Notre Dame Online (2019)
มชว่ ยเหลอื (Get Some 1. ยดึ หลกั จรยิ ธรรม และความซอื่ สัตย์ (Being
Grounded in Ethics and Integrity)
ะไตรต่ รอง (Experiment and 2. การสร้างความเช่ือม่ัน (Building Trust)
3. ผนู้ ำผ้ตู าม (Bringing Others Along)
ม (Get feedback) 4. สรา้ งแรงบนั ดาลใจแก่คนรอบข้าง (Inspiring Those
Around)
olunteer Together) 5. การตัดสนิ ใจ (Making Decisions)
(Teach Communication Skills) 6. การกระตนุ้ ใหเ้ กดิ นวตั กรรม (Encouraging
ป็นไฟตามรอยของตัวเอง Innovation)
laze Their Own Trail) 7. รางวัลความสำเรจ็ (Reward Achievement)
งผ้ปู ระกอบการ (Nurture an Tobak (2017)
1. การสอน (Teach)
นกับพวกเขาในหนงั สอื ” Rich Kid 2. ผนู้ ำไดย้ นิ ผู้นำจะฟงั (If They Hear You, They Will
ial Goals with Them in The Listen)
Kid”) 3. ผู้นำท้าทายตัวเอง (They Challenge Themselves)
4. ผนู้ ำไมไ่ ดต้ ดิ ตาม (They Don’t Follow)
5. ผนู้ ำแก้ปญั หาใหญ่ (They Solve Big Problems)
6. วิสยั ทศั น์ของผู้นำ เปน็ แรงบนั ดาลใจใหผ้ ู้อื่นกระทำ
(Their Vision Inspires Others to Act)

ตารางท่ี 2.1 (ต่อ)

ข้อเสนอแนะท่เี ป็นปัจจัยป้อนเขา้ (Input) ขอ้ เสนอแนะที่เป็น

หลักการ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธกี าร / กิจกรรม / โมเดลขั้นตอนท

ทางเลอื กที่หลากหลายเพือ่ เสริมสรา้ งทกั ษะภาวะผนู้ ำ เพื่อเสรมิ สร

15. การต่อส้ดู น้ิ รน (Dealing Struggles) 6. ลอ้ มรอบพวกเขาดว้ ยผู้น

16. เรยี นรูจ้ ากผู้อน่ื (Learning from Others) Leaders)

17. ลองแนวคดิ ใหม่ ๆ (Try New Ideas) 7. ฟังเนน้ ความสำคัญของก

18. ผลลัพธ์สดุ ท้าย (End Result) Stress the Importance o

Yan (2019) 8. โปรโมต” ฉนั จะทำได้อย

1. การริเรมิ่ (Taking Initiative) “ฉนั ทำไมได้” การส่งเสรมิ

2. การคิดเชงิ วิพากษ์ (Critical Thinking) ความคดิ ” ฉนั ทำไมได้” (Pr

3. การฟงั อย่างมีประสทิ ธภิ าพ (Listening Effectively) Rather than an “I Can’t

4. สร้างแรงบันดาลใจให้ผอู้ ่ืน (Motivate Others) “How Can I?” Rather Th

5. ระเบยี บวนิ ยั (Discipline) 9. ส่งเสริมความอุตสาหะ (

6. การเรยี นรูอ้ ยา่ งตอ่ เนือ่ ง (Constant Learning) 10. สอนทกั ษะการเจรจาต

7. การจดั การความขดั แยง้ (Handling Conflicts) Negotiation Skills)

8. การเปน็ ผู้ตาม (Be a Follower) 11. ความสมบูรณ์แบบและ

Cherry (2019) Integrity and Accountab

1. เรมิ่ ต้นด้วยการทำความเข้าใจรูปแบบความเปน็ ผนู้ ำ (Start by 12. ส่งเสรมิ การทำงานเป็น

Understanding Your Leadership Style) 13. ใหท้ างเลือกแก่พวกเข

2. สง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ (Encourage Creativity) 14. เน้นคุณค่าของการอา่ น

3. ทำหนา้ ทเ่ี ป็นแบบอย่าง (Serve as a Role Model) Reading)

4. มีความกระตอื รือรน้ (Be Passionate)

120

นกระบวนการ (Process) ขอ้ เสนอแนะที่เปน็ ผลลัพธ์ (Output)
ทางเลอื กท่ีหลากหลาย
รา้ งทกั ษะภาวะผ้นู ำ คณุ ลกั ษณะ

นำ (Surround Them with ความเป็นผูม้ ีทักษะภาวะผูน้ ำ

การเปน็ ผู้ฟงั ทย่ี อดเยีย่ ม (Listen 7. ผู้นำไมไ่ ด้ครำ่ ครวญ (They Don’t Whine)
of Being an Excellent Listener) 8. ผู้นำไมไ่ ด้เอาชนะอตั ตาของผนู้ ำ (They Don’t
ยา่ งไร” แทนท่ีจะเป็นความคดิ Overindulge Their Egos)
“ฉนั ทำไดอ้ ย่างไร” แทนที่จะใช้ 9. ผู้นำทำส่งิ ที่สำคัญเทา่ น้ัน (They Do Only What
romote A “How Can I?” Matters)
t” Mentality promoting A 10. มีประสิทธิผล ไมใ่ ชป่ ระสิทธภิ าพ (They’re
han an “I Can’t”) Effective, Not Efficient)
(Encourage Perseverance) Mayhew (2018)
ต่อรองเปดิ โอกาส (Teach 1. การรบั รปู้ รบั ปรุงตนเอง (Improving Their Self-
Awareness)
ะความรบั ผดิ ชอบ (Model 2. การปรับการส่อื สารของผู้นำ (Adapting Their
bility) Communication)
นทีม (Promote Teamwork) 3. การแยกความแตกตา่ งของ Big L จากตัว Little L
ขา (Give Them Choices) (Distinguishing the Big L From the Little L)
น (Emphasize the Value of 4. แรงบันดาลใจ และแรงจงู ใจผอู้ น่ื (Inspiring and
Motivating Others)
Accurate Ergonomics (2019)
1. วสิ ยั ทศั น์ (Vision)
2. ความน่าเชือ่ ถือ (Credibility

ตารางที่ 2.1 (ตอ่ )

ข้อเสนอแนะทีเ่ ป็นปจั จัยป้อนเข้า (Input) ข้อเสนอแนะทเ่ี ปน็

หลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วธิ กี าร / กิจกรรม / โมเดลข้ันตอนท

ทางเลอื กทีห่ ลากหลายเพื่อเสรมิ สร้างทกั ษะภาวะผนู้ ำ เพื่อเสรมิ สร

5. ฟงั และส่อื สารอย่างมปี ระสิทธภิ าพ (Listen and Author (2017)
Communicate Effectively) 1. ฝึกระเบยี บวินยั (Practi
6. มที ศั นะคติทางบวก (Have a Positive Attitude) 2. ทำโครงการเพ่มิ เตมิ (Ta
7. สง่ เสรมิ ให้ทุกคนมสี ว่ นร่วม (Encourage People to Make 3. เรยี นรูท้ จ่ี ะปฏิบัตติ าม (
Contributions) 4. พฒั นาการรบั รสู้ ถานกา
8. กระตุน้ ผตู้ ามของผู้นำ (Motivate Your Followers) Awareness)
9. เสนอรางวลั และการยอมรับ (Offer Rewards and 5. สร้างแรงบนั ดาลใจให้กบั
Recognition) 6. เรียนร้ตู ่อไป (Keep Le
10) พยายามคิดทำส่ิงใหม่ ๆ (Keep Trying New Things) 7. เพิม่ พลังใหก้ ับเพอื่ นร่วม
Julka (2518) Teammates)
1. เป็นแรงบนั ดาลใจในการเป็นผนู้ ำท่ดี ีนน้ั ขึ้นอยู่กบั วา่ ผนู้ ำจะ 8. แก้ไขความขัดแยง้ (Res
ทำอะไรใหส้ ำเรจ็ (Be an Inspiration Being a Good Leader 9. เปน็ ผฟู้ งั ท่มี ีวิจารณญาณ
Depends on How You Get Things Done) Kangan Instutude. (n.d
2. การเรยี นรู้อยา่ งต่อเนอ่ื ง บางคนบอกว่า บางคนเกิดมาเป็น 1. ซอ่ื สัตยเ์ สมอ (Always
ผูน้ ำ (Keep Learning Some Say That Some People are 2. มอบหมายและจดั ลำดบั
Born Leaders) and Prioritise Tasks)
3. การสื่อสาร (Communicate) 3. สอ่ื สารอยา่ งต่อเนื่อง (C
4. มองเหน็ ภาพใหญ่ข้ึนเสมอ (Always See the Bigger Picture) 4. มคี วามม่ันใจในตัวเอง (
5. คำพดู แสดงออกซงึ่ การกระทำ (Let Your Actions Speak 5. มุ่งม่ันกบั ตัวเอง (Comm
for You)

121

นกระบวนการ (Process) ข้อเสนอแนะทีเ่ ปน็ ผลลพั ธ์ (Output)
ทางเลือกทหี่ ลากหลาย
ร้างทกั ษะภาวะผนู้ ำ คุณลกั ษณะ

ice Discipline) ความเป็นผู้มที ักษะภาวะผู้นำ
ake on More Projects)
(Learn to Follow) 3. การทำงานร่วมกนั (Collaboration)
ารณ์ (Develop Situational 4. การส่ือสาร (Communication)
5. ดำเนินการเชิงปฏิบัตกิ าร (Action-Orientated)
บผอู้ ืน่ (Inspire Others) 6. ข้อเสนอแนะและการยอมรับ (Feedback &
earning) Recognition)
มทีมของคุณ (Empower Your 7. ความรับผดิ ชอบ (Accountability)
8. ประสบการณ์การเปน็ ผ้นู ำด้านความปลอดภัย และ
การป้องกันการบาดเจ็บ (Becoming a Great Safety &
Injury Prevention Leader)

solve Conflicts)
ณ (Be a Discerning Listener)
d.)
Be Honest)
บความสำคัญของงาน (Delegate

Communicate Constantly)
(Have Confidence in Yourself)
mit Yourself)

ตารางท่ี 2.1 (ตอ่ )

ขอ้ เสนอแนะทเ่ี ปน็ ปจั จัยป้อนเขา้ (Input) ขอ้ เสนอแนะท่เี ป็น
โมเดลขั้นตอนท
หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วธิ กี าร / กิจกรรม / เพ่อื เสรมิ สร

ทางเลือกท่ีหลากหลายเพ่อื เสรมิ สร้างทกั ษะภาวะผู้นำ 6. นำไปสู่ความเปน็ บวก (L
7. คิดอย่างสรา้ งสรรค์ (Th
Francisco (2518) 8. ทำตามสัญชาตญาณขอ
1. ใชค้ วามคดิ รเิ ร่มิ (Take Initiative) 9. มงุ่ มัน่ ท่ีจะสรา้ งแรงบนั ด
2. สรา้ งแรงบนั ดาลใจ และการสรา้ งแรงกระตนุ้ (Inspire and 10. ปรบั แต่งวิธีการของคุณ
Motivate)
3. วเิ คราะห์จดุ แข็ง และจดุ ออ่ นของผ้นู ำ (Analyze Your
Strengths and Weaknesses)
4. การฟงั (Listen)
5. การจัดการกับความขัดแย้ง (Deal with Conflicts)
6. การเป็นผ้ตู าม (Be a Follower)
Dawson (2019)
1. ความสำคัญของพลังสว่ นบุคคล (The Importance of
Personal Power)
2. วิธกี ารในคดิ เชงิ บวก (Positive Approach)
3. ความใจกว้าง (Openness)
4. ความเต็มใจ (Willingness)
5. การจ้างงาน (Employing)
6. ความทรงจำ (Remembering)

122

นกระบวนการ (Process) ข้อเสนอแนะท่ีเป็นผลลพั ธ์ (Output)
ทางเลือกที่หลากหลาย คุณลักษณะ
รา้ งทักษะภาวะผู้นำ
ความเป็นผมู้ ที ักษะภาวะผ้นู ำ
Lead with Positivity)
hink Creatively)
องคณุ (Follow Your Intuition)
ดาลใจ (Aim to Inspire)
ณ (Tailor Your Approach)

ตารางท่ี 2.1 (ตอ่ ) ข้อเสนอแนะท่ีเป็น
โมเดลขั้นตอนท
ข้อเสนอแนะทเี่ ปน็ ปัจจัยป้อนเขา้ (Input) เพอื่ เสริมสร
หลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วธิ กี าร / กิจกรรม /
ทางเลอื กทีห่ ลากหลายเพ่อื เสริมสรา้ งทกั ษะภาวะผนู้ ำ

Zigarmi (2018)
1. สถานทท่ี ำงานกำลังเปลยี่ นแปลง (The Workplace is
Changing)
2. ยกระดับทกั ษะความเป็นผู้นำแบบดั้งเดิม (Upgrade
Traditional Leadership Skills)
3. พฒั นาความเป็นผู้นำร่วมกนั ท่ัวท้ังองค์กร (Develop a
Common Leadership Practice Across the Organization)
4. ผ้นู ำแบบยืดหย่นุ (Flex Leadership Style)
5. ผนู้ ำมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา (Today’s Leaders Need
to Move From)
6. สร้างความเป็นผู้นำทช่ี าญฉลาด (Generate Leadership
Intelligence)
7. ผ้นู ำ 2020 (Leadership 2020)
Game-Learn (2016)
1. วิสยั ทัศน์ (Vision)
2. แรงจูงใจ (Motivation)
3. การแสดง (Serving)
4. เอาใจใส่ (Empathy)
5. ความคดิ สรา้ งสรรค์ (Creativity)

123

นกระบวนการ (Process) ข้อเสนอแนะทเ่ี ปน็ ผลลพั ธ์ (Output)
ทางเลอื กทีห่ ลากหลาย คณุ ลักษณะ
ร้างทักษะภาวะผนู้ ำ
ความเป็นผ้มู ที ักษะภาวะผู้นำ

ตารางท่ี 2.1 (ตอ่ ) ข้อเสนอแนะทเ่ี ปน็
โมเดลขน้ั ตอนท
ขอ้ เสนอแนะทเี่ ปน็ ปจั จัยป้อนเข้า (Input) เพอื่ เสริมสร
หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วธิ กี าร / กิจกรรม /
ทางเลือกที่หลากหลายเพอื่ เสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำ

6. ความทว่ั ถงึ (Thoroughness)
7. การจดั การ (Managing)
8. การสรา้ งทมี (Team Building)
9. การรบั ความเส่ียง (Taking Risks)
10. การปรบั ปรงุ (Improving)
Tony (2019)
1. มีความกระตือรือรน้ (Be Passionate)
2. การสร้างรปู แบบความเปน็ ผนู้ ำสำหรับคนอื่น ๆ (Model
Great Leadership for Others)
3. ทำความเข้าใจและการใชจ้ ดุ แข็ง (Understand Your
Strengths and Use Them)
4. กำหนดเปา้ หมายที่เปน็ รูปธรรมและดำเนินการใหส้ ำเรจ็ (Set
Concrete Goals and Execute Them)
5. ยอมรับความลม้ เหลว และเดนิ หนา้ ตอ่ ไป (Admit When
You Fail and Move on)
6. กระตุ้นผอู้ น่ื (Motivate Others)
7. คน้ หาเปา้ หมายทส่ี ูงขึ้นของผู้นำ (Find Your Higher
Purpose)

124

นกระบวนการ (Process) ข้อเสนอแนะทเ่ี ปน็ ผลลพั ธ์ (Output)
ทางเลอื กทีห่ ลากหลาย คณุ ลักษณะ
ร้างทักษะภาวะผนู้ ำ
ความเป็นผ้มู ที ักษะภาวะผู้นำ

บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนินการวจิ ยั

การวิจัยเรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของ
นกั เรียน” (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) นเี้ ปน็
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เป็นการวิจยั ท่ีอิงกับ
ทฤษฎีสังคมเชิงวิพากษ์ (Critical Social Theory) และทฤษฎีหลังสมัยใหม่นิยม (Theories of
Postmodernism) ที่เชื่อเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีอยู่จริงของมนุษย์ การดึงศักยภาพของมนุษย์
ออกมาใช้ให้เต็มที่ การให้ความสำคญั กับการมีส่วนรว่ มและความเปน็ ประชาธปิ ไตยในการกระทำและ
การส่งผลทกี่ ่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลง เกดิ การเรยี นรู้ และเกดิ ความรใู้ หม่จากการปฏบิ ัติ เป็นการวิจัย
แบบล่างขึ้นบน ที่ทั้งผู้วิจัยมีส่วนร่วมในการวิจัยกับผู้ร่วมวิจัยในลักษณะเป็นความร่วมมือ
(Collaboration) ที่ต่างมีสถานะท่ีเท่าเทียมกัน (Equally) ในการร่วมกันวางแผน (Planning) ปฏิบัติ
(Acting) สังเกต (Observing) และสะท้อนผล (Reflecting) ในลักษณะที่เป็นวงจรแบบเกลียวสว่าน
(Spiral Cycle) ท่ีมีการดำเนนิ การตอ่ เน่ืองกนั ไม่มีสิ้นสุด (หมายเหตุ - เน่ืองจากมีข้อจำกดั ในเร่ืองเวลา
งานวิจัยนี้กำหนดดำเนินการวิจัย 2 วงจร ๆ ละ 1 ภาคการศึกษา) หากเปรียบเทียบกับการวิจัย
ประเภทอน่ื ผู้ถูกวิจัยเปล่ียนบทบาทจากการเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive) เปน็ ผู้กระทำ (Active) หรือผู้
ร่วมกระทำ (Participant) หรือเปลี่ยนวิธีการวิจัยจากพวกเขา (On Them) เป็นการวิจัยโดยพวกเขา
และเพื่อพวกเขา (By Them and for Them) กล่าวคือ ผู้ถูกวจิ ัยจะมสี ว่ นร่วมในทุกข้ันตอน เป็นท้ังผู้
ตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติ และผู้ได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น นอกจากนั้นบทบาทของผู้วิจัยก็เปลี่ยนไปด้วย
จากการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้ดีจากภายนอก (Outside Expert) ก็กลายเป็นผู้ร่วมวิจัยที่เสมอภาค
กัน นอกจากนั้นการวิจัยก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อหาความรู้ใน
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปใน
ทิศทางที่พึงประสงค์ด้วย และคาดหวังว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอันเนื่องจากความมีพันธะ
ผูกพันในสง่ิ ทีท่ ำจากบทบาทการมสี ว่ นร่วมในทกุ ขั้นตอนนั้น

การวจิ ัยเชงิ ปฏิบตั ิการแบบมสี ่วนรว่ ม คำนึงถงึ หลกั การ 10 ประการ ดังนี้ 1) บริบทเฉพาะ
2) ทักษะที่หลากหลาย 3) มุ่งการเปลี่ยนแปลง 4) มุ่งให้เกิดการกระทำเพื่อบรรลุผล 5) รับฟัง
ข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมวิจัยทุกคน 6) วิเคราะห์ วิพากษ์และประเมินตนเอง 7) ตระหนักในศักยภาพ
ความเชี่ยวชาญและการเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากภายในชุมชนเอง 8) เรียนรู้จากการกระทำ ทั้งสำเร็จ
และไมส่ ำเรจ็ เกิดกระบวนการเรยี นร้รู ว่ มกันอย่างเป็นระบบ 9) การมบี นั ทึกของผู้รว่ มวิจยั ทุกคน เช่น
การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมและการปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงในคำอธิบายสิ่งที่ปฏิบั ติ
การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคมและรูปแบบองค์การ การพัฒนาตนเองจากการรว่ มในการ
วิจัยเป็นต้น 10) นำไปสู่การปฏิบัติหรือการพัฒนาที่ยั่งยืน คำนึงถึงจรรยาบรรณ 10 ประการ ดังน้ี
1) รับผิดชอบต่อการรักษาความลับ 2) ผู้ร่วมวิจัยเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ อย่างเสมอภาคกัน 3) ทิศทาง
การวิจัยและผลลัพธ์ที่คาดหวังเกดิ จากการตัดสินใจรว่ มกัน 4) ให้ผู้รว่ มวิจัยมสี ว่ นรว่ มในการออกแบบ

126

กระบวนการวิจัยมากที่สุด 5) มีการปรึกษาหารือร่วมกัน และข้อเสนอแนะได้รับการเห็นชอบจากทุก
ฝ่าย 6) การสังเกตหรอื การตรวจสอบเอกสารเพื่อจุดมุ่งหมายอ่ืนต้องไดร้ ับการอนญุ าตก่อน 7) ผลการ
ดำเนินงานจะยังคงปรากฏให้เห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นให้ข้อเสนอแนะได้ 8) ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์งาน
เขียนหรือทัศนะของคนอื่นโดยขาดการเจรจาต่อรองก่อนการจัดพิมพ์เผยแพร่ 9) ผู้วิจัยต้องแสดงให้
ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรกรวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ 10) ผู้ร่วม
การวิจัยต่างมีอิทธิพลต่อการทำงานแต่ผู้ที่ไม่ประสงค์มีส่วนร่วมต้องได้รับการยอมรับและเคารพใน
สิทธิส่วนบุคคล นอกจากนั้นยังคำนึงถึงบทบาทของผู้วิจัย 10 ประการ ดังนี้ 1) เป็นครู 2) เป็นผู้นำ
3) เป็นผู้ฟังที่ดี 4) เป็นนักวางแผน 5) เป็นนักออกแบบ 6) เป็นนักวิเคราะห์ 7) เป็นนักสังเคราะห์
8) เปน็ นกั สังเกตการณ์ 9) เป็นนักรายงานผล 10) เปน็ ผู้สง่ เสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก

จากหลักการและแนวคิดทีส่ ำคัญของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมสี ว่ นร่วมดงั กล่าวข้างต้น
ผนวกกับผลการศึกษาแนวคิดเชงิ ทฤษฎเี กี่ยวกับการพัฒนาการวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมีส่วนร่วมเพ่ือ
เสริมสร้างภาวะผู้ของนักเรียน ในโรงเรียนเนนิ สง่าวิทยา ในบทท่ี 2 ผู้วิจยั กำหนดวธิ ดี ำเนินการวิจัยใน
ประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

3.1 พน้ื ทดี่ ำเนนิ การวจิ ัย

การวจิ ัยเชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม เร่อื ง ปฏบิ ตั กิ ารแบบมีสว่ นรว่ มของครเู พอ่ื เสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’
Leadership Skills) ในโรงเรียนเนินสง่าวิทยา เป็นการวิจัยในสถานศึกษาระดับการศึกษาขัน้ พื้นฐาน
เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 - 6 ท่ีได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากต้องการ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนให้เกิดคุณลักษณะที่สำคัญ เช่น การมีทัศนะวิสัยกว้าง
การแสวงหาเพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา ความเคารพและให้เกียรติ
การเป็นผู้ฟังที่ดี สามารถแยกประเด็นสำคัญออกจากประเด็นท่ีไม่สำคัญ ซื่อสัตย์และสามารถ
ไว้วางใจได้ กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม การยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง
ความสามารถในการต้ังเป้าหมายและบรรลุเป้าหมาย การฟังสิ่งที่คนอื่นพูดจรงิ ๆ การแก้ปัญหา
การสอนและให้คำปรึกษาผู้อื่น ใช้วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ การจัดการความขัดแย้งเมื่อพบปัญหา
สามารถหาวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ทันที การกระทำที่สะท้อนให้เห็นถึงคา่ นิยมหลัก แสวงหาความคิดเหน็
ของผู้อื่นก่อนตัดสินใจเอง เปิดเผยความรู้สึกกับผู้อื่นอย่างเปิดเผย ฟังความคิดของคนที่ไม่เห็นด้วย
อยา่ งใกล้ชิด ฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่ืนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ใชพ้ ลังงานทางอารมณ์ในการจูงใจ
ผู้อน่ื ทำงานหนกั เพอ่ื หาฉนั ทามติในสถานการณค์ วามขดั แยง้ มีความยดื หยุน่ เก่ยี วกบั การเปลย่ี นแปลง
และสนุกกับการสื่อสารกับผู้อื่น เป็นต้น และเนื่องจากโรงเรียนเนินสง่าวิทยา เป็นโรงเรียนที่ผู้วิจยั
ทำงานอยู่จึงมีความสะดวกและความเป็นไปได้ต่อการที่จะเข้าไปเก็บข้อมูลในการสังเกต การ
สัมภาษณ์ และการบันทึกภาพ หรือเสียงในกิจกรรมที่ดำเนินการ สามารถเข้าไปปฏิบัติงานภาคสนาม
ไดต้ ลอดระยะเวลาที่จะทำการวจิ ยั

127

3.2 ผรู้ ่วมวจิ ยั

เนื่องจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้เป็นการพัฒนา การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนรว่ มเพอ่ื เสรมิ สรา้ งทกั ษะภาวะผู้ของนักเรียน ในโรงเรยี นเนนิ สงา่ วทิ ยา ผู้วิจัยจึงไดก้ ำหนดผู้
ร่วมวิจัย (Research Participants) ด้วยความสมัครใจตามจรรยาบรรณที่ว่า “ผู้วิจัยต้องแสดงให้
ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรก รวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ให้แก่ผู้ร่วม
วิจัยทราบ” และคำนึงถึงหลักการ “ผู้ที่ไม่ประสงค์มีส่วนร่วมต้องได้รับการยอมรับและเคารพในสิทธิ
ส่วนบุคคล” เป็นครูจำนวน 13 คน และมีกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาเป็นนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 191 คน

3.3 ขนั้ ตอนการวิจัย

การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีลักษณะเป็น
การดำเนินงานของวงจรแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ที่ไม่มีสิ้นสุดของการวางแผน (Planning)
การปฏิบัติ (Acting) การสังเกต (Observing) และการสะท้อนผล (Reflecting) แต่เนื่องจากในการ
วิจัยนี้ มีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาตามหลักสูตร ผู้วิจัยได้กำหนดวงจรในการวิจัยครั้งนี้มี 2 วงจร ๆ
ละ 1 ภาคเรยี น ในปีการศกึ ษา 64 โดยมีแนวการดำเนนิ การในแต่ละวงจรและแตล่ ะข้นั ตอน ดังนี้

วงจรที่ 1
ขนั้ ตอนที่ 1 การเตรยี มการ (Preparation) ประกอบด้วย 3 กจิ กรรมดงั น้ี
1) การชี้แจงเค้าโครงการวิจัยต่อผู้ร่วมวิจัยให้รับรู้และเข้าใจ ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการ
ชแี้ จงเคา้ โครงการวิจยั ต่อผู้รว่ มวจิ ัยให้รับรู้และเข้าใจ เพอ่ื ให้การตดั สินใจเข้ารว่ มวจิ ัยเป็นไปด้วยความ
สมัครใจและเตม็ ใจ ตามจรรยาบรรณที่วา่ “ผู้วิจัยตอ้ งแสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัย
แต่เริ่มแรก รวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยทราบ” และคำนึงถึงหลักการ “ผู้ที่
ไม่ประสงค์มีส่วนร่วมต้องได้รับการยอมรับและเคารพในสิทธิส่วนบุคคล” ทั้งนี้ รวมทั้งชี้แจงถึง
ลกั ษณะ หลกั การ บทบาท จรรยาบรรณ และประโยชนข์ องการวิจัยเชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีส่วนร่วมให้ผู้
รว่ มวิจัยไดร้ ับรูแ้ ละเข้าใจเพื่อใหก้ ารดำเนินงานวจิ ัยเปน็ ไปในทิศทางเดียวกันอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
2) การเสวนาโตะ๊ กลมร่วมกนั ของผู้วิจัยและผู้รว่ มวจิ ยั เพ่ือทำความเข้าใจในเทคนิคที่จะ
ใช้ในการวิจัย เป็นเทคนิคท่ีจะใช้ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัย เช่น เทคนิคการวางแผน
เชิงปฏิบัติการและการนำแผนสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผล เทคนิคการสังเกตและการบันทึกข้อมูล
เทคนคิ การระดมสมองและการถอดบทเรยี น และเทคนิคการสร้างเครื่องมอื เพ่ือใช้ในการวิจยั เปน็ ต้น
3) สรุปผลการสงั เกต เพือ่ สรปุ ปผลทเี่ กดิ ข้ึนจากการสังเกตการตอบสนองของผู้ร่วมวิจัย
4) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่อง
หรือปัญหาอปุ สรรค 3) ขอ้ สงั เกต ขอ้ คิดเหน็ หรอื ขอ้ เสนอแนะ 4) การเรยี นรแู้ ละความรู้ใหม่ที่เกิดข้ึน
ในข้นั ตอนนี้
ขัน้ ตอนท่ี 2 การวางแผน (Planning) ในวงจรที่ 1 มี 4 กิจกรรมทต่ี อ่ เนอื่ งกนั ดังนี้
1) การระดมสมองเพื่อการดึงศักยภาพจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย ให้ผู้ร่วมวิจัย
ร่วมกันระดมสมองโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์พื้นฐานที่มีและเคยทำกันมาเพื่อหาคำตอบว่า
“จากความรู้และประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย หากต้องการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำให้กับ

128

นักเรียนในโรงเรียนแห่งน้ีมีแนวทางในการพัฒนาอย่างไร?” เพื่อให้เปน็ ไปตามหลกั การทีว่ ่า “ผู้ร่วม

วจิ ัยถือเป็นสายธารประสบการณ์ ทีม่ ีความรแู้ ละประสบการณ์ที่สะสมมา ไม่ไดเ้ ปน็ แกว้ ท่ีวา่ งเปล่า แต่
มีศักยภาพมภี ูมคิ วามรู้ในตนเอง” โดยใหน้ ำเสนอผลการระดมสมองเปน็ ส่วนหน่ึงของรายงานการวิจัย
ด้วย

2) การนำเสนอแนวการพัฒนาเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย เป็นแนวการพัฒนาที่ผู้วิจัยได้
ศึกษา รวบรวม และเรียบเรียงเป็นวรรณกรรมที่เก่ียวขอ้ งกับการวิจัยในบทที่ 2 โดยมีประเด็นทำนอง
เดียวกัน คือ “ในทางทฤษฎีที่ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า พบว่า การเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำให้กับ

นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้มีแนวทางในการพัฒนาอย่างไร?” ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ว่า

ผู้วจิ ยั ถอื เป็นสายธารวิชาการทม่ี ีความรู้และความไวเชิงทฤษฎีในเร่ืองที่จะพัฒนา และมุ่งสร้างทัศนคติ
ที่ดีให้เกิดขึ้นกับผู้ร่วมวิจัยว่า ทฤษฎีกับการปฏิบัติเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันได้ ไม่ได้เป็นเส้นขนานที่ไม่มีวัน
บรรจบกัน ให้เกดิ ความตระหนักว่าทฤษฎจี ะช่วยยน่ ระยะทางการลองถกู ลองผดิ ให้ส้ันลงได้ และสร้าง
แนวคิดให้ ผู้รว่ มวิจยั ไดเ้ ขา้ ใจและตระหนักถึงความสัมพันธ์เชงิ บวกตอ่ กันระหวา่ งการวิจัย ทฤษฎี และ
การปฏบิ ตั ิ หรอื นกั วจิ ยั นักทฤษฎี และนกั ปฏิบัติ วา่ หากทำใหเ้ กดิ ขนึ้ ได้ ก็จะทำใหก้ ารดำเนินงานวิจัย
เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลยงิ่ ขึ้น

3) การระดมสมองเพื่อบรรจบกันของธารสายประสบการณ์และสายวิชาการ
(ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี หรือ นักปฏิบัติและนักทฤษฎี) เพื่อให้มีการบูรณาการระหว่างแนวการ
พัฒนาท่ีผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนดจากการระดมสมองในกิจกรรมข้อ 1 กับแนวการพัฒนาที่ผู้วิจัย
นำเสนอจากแนวคิดเชิงทฤษฎใี นกิจกรรมข้อ 2 ตามหลักการท่ีว่า “การปฏิบัตหิ ากไม่มที ฤษฎีมาเสรมิ
ด้วยก็เสมือนคนตาบอด ไปไหนได้ไม่ไกล จะวนเวียนอยู่แต่วิธีการเดิม ๆ” แล้วกำหนดเป็นแนวการ
พฒั นาใน 2 กรณี คือ กรณีท่ี 1 ทำอะไร (What) และกรณที ี่ 2 ทำอยา่ งไร (How)

4) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่อง
หรือปัญหาอุปสรรค 3) ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ 4) การเรียนรู้และองค์ความรู้จาก
การปฏบิ ัติท่เี กดิ ขึน้ ในขัน้ ตอนนี้

ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติ (Acting) ในวงจรที่ 1 โดยผู้วิจัยยังคงมีบทบาทการเป็นผู้มีสว่ น
รว่ ม เปน็ ผู้สง่ เสรมิ สนับสนุน และเปน็ ผู้อำนวยความสะดวก ใหม้ ีการปฏิบตั ติ ามแผนปฏิบัติการ โดยมุ่ง
ใหบ้ รรลุผลในโครงการท่ีกำหนดไว้จากขั้นตอนที่ 2 ตามหลกั การ “มุ่งการเปล่ียนแปลง และมุ่งให้เกิด
การกระทำเพื่อบรรลุผล” พยายามไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ที่ได้อย่างง่าย ๆ หรือสำเร็จรูปเกินไป
คอยให้กำลังใจและกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัตอิ ย่างจริงจัง พิจารณาถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ทางการ
บริหาร คือ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ ในการนำแผนสู่การปฏิบัติ เช่น การจัดทีมงาน
การแบ่งงาน การมอบอำนาจหน้าที่ การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ การกำหนดเครือข่าย
การติดต่อสื่อสาร ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน การจัดระบบการติดตามผล เป็นต้น ประกอบด้วย 4
กจิ กรรม คอื

1) การจดั ทำแบบประเมนิ ผลการบรรลคุ วามคาดหวังจากการพฒั นา แบบประเมนิ นี้อาจ
มลี ักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) หรือแบบสมั ภาษณ์ (Interview) หรอื แบบสังเกต
พฤติกรรม (Behavior Observation) หรือแบบประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด
มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด หรือแบบอื่นที่เหมาะสมกับความคาดหวัง เป็นความคาดหวังใน

129

เชิงคุณภาพ และ/หรือ เชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประเมินผลทั้งก่อนการปฏิบัติ (Before
Acting) ในวงจรที่ 1 และหลงั การปฏิบัติ (After Acting) ในวงจรที่ 1 และวงจรที่ 2
ซึ่งการประเมินผลก่อนการปฏิบัติ (Before Acting) นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน
(Current Condition) ของประเด็นที่เป็นความคาดหวัง ส่วนการประเมินผลหลังการปฏิบัติทั้งสอง
ระยะมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูความก้าวหน้าจากการพัฒนา โดยเปรียบเทียบดูระดับการเปลี่ยนแปลง
(Degree of Change)

2) การประเมินเพื่อให้สภาพปัจจุบัน (Current Condition) ก่อนการปฏิบัติ โดยใช้
แบบประเมนิ ผลการบรรลคุ วามคาดหวังจากการพฒั นา ก่อนการปฏิบตั ิ (Before Acting) ในวงจรที่ 1
มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน (Current Condition) เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเริ่มต้น
ในการเปรียบเทียบให้เห็นถึงระดับการเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้น ( Higher Degree of Change)
หลงั การพัฒนา ไมก่ ำหนดเกณฑ์เพดานความสำเร็จ ตามแนวคดิ ทวี่ ่าการเปลีย่ นแปลงเปน็ กระบวนการ
ทตี่ ้องทำต่อเน่อื งในลักษณะแบบเกลยี วสวา่ น (Spiral Cycle) ไมใ่ ชเ่ หตกุ ารณท์ ่ีคดิ ว่าสำเร็จแล้วส้ินสุด
ตามคำกลา่ วท่ีวา่ Change is a Process, Not an Event แตก่ เ็ ชื่อว่าเมอื่ มกี ารพัฒนากจ็ ะมีระดับการ
เปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้น (Higher Degree of Change) จากเดิม และยิ่งมีการพัฒนาก็ยิ่งจะมี
การเปลี่ยนแปลง ตามคำกล่าวของ Winston Churchill ที่ว่า “To Improve is to Change, to be
Perfect is to Change Often”

3) การลงมือปฏิบัติ (Taking Action) มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันลงมือปฏิบัติ
ประกอบด้วยแนวทางที่ผู้วิจยั และผู้ร่วมวจิ ัยร่วมกนั กำหนด

4) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่อง
หรือปัญหาอุปสรรค 3) ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ 4) การเรียนรู้และองค์ความรู้จาก
การปฏิบตั ิทีเ่ กดิ ขึ้นในข้ันตอนน้ี

ข้นั ตอนที่ 4 การสังเกต (Observing) ในวงจรท่ี 1 เปน็ การสังเกตเกี่ยวกบั ความก้าวหน้า
ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานในขั้นตอนการปฏิบัติ
ประกอบดว้ ย 2 กิจกรรม คือ

1) การกำหนดรูปแบบและวิธีการในการสังเกตผล มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนด
รูปแบบและวิธีการในการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การตรวจสอบและ
การบันทึกผลการปฏิบัติงานตามสภาพจริงของการดำเนินงานตามที่คาดหวังและไม่คาดหวัง จุดเด่น
จุดบกพรอ่ ง และข้อเสนอแนะเพอ่ื การปรบั ปรุงแก้ไข ผลการเรยี นรู้ และองคค์ วามร้จู ากการปฏิบตั ิ

2) ผลการปฏบิ ัติตามแผน ประกอบดว้ ย ผลการดำเนนิ งานตามแนวทางท่ีผู้วิจยั และผู้ร่วม
วิจัยรว่ มกันกำหนด

ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผล (Reflecting) ในวงจรที่ 1 เป็นนำเอาเทคนิคการถอด
บทเรียน เพื่อทบทวนหรือสรุปประสบการณก์ ารทำงานในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้เห็นถึงรายละเอียดของ
เหตุปัจจัยทั้งภายในภายนอก ซึ่งทำให้เกิดผลอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งที่บรรลุผลตามความคาดหวัง และไม่
คาดหวัง เน้นการระดมสมอง พดู คุย เล่าเร่อื ง สงั เคราะห์ จับประเดน็ กระบวนการทำงานเชิงบทเรียน
หรือประสบการณ์ เป็นการสบื คน้ ความร้จู ากการปฏิบตั งิ านโดยใช้วธิ กี ารสกัดความรแู้ ละประสบการณ์
จากผู้ร่วมวิจัย พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน การเรียนรู้


Click to View FlipBook Version