The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สราวุฒิ กุลแดง ดุษฎีนิพนธ์ สมบูรณ์ (3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sukruthai.lake, 2022-10-17 10:37:19

ดุษฎีนิพนธ์ฉบับสมบูรณ์-สราวุฒิ กุลแดง

สราวุฒิ กุลแดง ดุษฎีนิพนธ์ สมบูรณ์ (3)

130

และองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานทั้งที่บรรลุผลและไม่บรรลุผล เพื่อเป็น
ข้อเสนอแนะในการปรับปรงุ การปฏิบตั งิ านให้บรรลุเปา้ หมายต่อไปในวงจรทส่ี อง

ก่อนการดำเนินงานในขั้นตอนนี้ ผู้วิจัยจะดำเนินการประเมินการบรรลุผลตามความ
คาดหวังจากการพัฒนา โดยใช้แบบประเมนิ ท่ีสร้างข้นึ เปน็ การประเมนิ หลังการปฏบิ ัติ (After Acting)
ของวงจรที่ 1 แล้วนำผลการประเมินมาประกอบการพจิ ารณาเพือ่ สะท้อนผลด้วย

ในการถอดบทเรยี นเพ่ือการสะทอ้ นผลเกยี่ วกบั “ผลการปฏบิ ัตงิ านในวงจรท่ี 1” เน่ืองจาก
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นการพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ( Change)
ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ (Force-Field Analysis) ของ Kurt Lewin (Lunenburg
& Ornstein, 2000) มาใชโ้ ดยการวเิ คราะห์เพ่ือให้ทราบถึงสภาพปจั จบุ ัน (Current Condition) หรือ
สภาพทเ่ี ปน็ อยู่เดมิ ว่าเป็นอยา่ งไร ความคาดหวังทีค่ าดวา่ จะได้รับ (Desired Condition) ที่กำหนดท้ัง
เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณไว้คืออะไร พลังขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Force for Change)
ทนี่ ำมาใช้เพ่ือก่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงคืออะไร ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงตามท่ีคาดหวังมากน้อย
เพียงใด เหตุปัจจัยจากภายในและจากภายนอกอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับน้ัน
มีขอ้ สังเกตอะไรบ้างเก่ียวกบั ประเด็นทีบ่ รรลผุ ลตามความคาดหวงั และขอ้ สงั เกตเกี่ยวกับที่ไมบ่ รรลุผล
ตามความคาดหวัง และในการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ได้เกิดสิ่งต่อต้านการ
เปลี่ยนแปลง (Resistances to Change) อะไรบ้าง แล้วจากสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
มีแนวทางอะไรบ้างที่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่ม (Increase) พลังขับให้มีประสิทธิภาพและลด
(Reduce) สิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นให้หมดไปหรือลดน้อยลง ทั้งนี้ เพื่อผลต่อการวางแผน
เพื่อพัฒนาในรอบที่ 2 ต่อไป ซึ่งอาจเป็นการปรับปรุงพลังขับที่ใช้อยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน
หรือแสวงหาพลังขบั ใหม่ท่ีมีประสิทธิภาพกว่ามาใช้แทน หรือทั้งกรณีปรับพลงั ขับเดิมและเพ่ิงพลังขบั
ใหม่

วงจรที่ 2
ขัน้ ตอนท่ี 6 การวางแผน (Planning) ในวงจรท่ี 2 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คอื
1) การทบทวนผลการพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนข้อมูลที่เป็นผลจากการสังเกต
และการถอดบทเรียนในแต่ละขั้นตอนที่ผ่านมา พร้อมทั้งนำเสนอเปรียบเทียบความก้าวหน้าในก าร
พัฒนาตามผลการประเมินทั้งก่อนและหลังการปฏิบัติตามแผนในวงจรที่ 1 เพื่อชี้ให้เห็นถึงการ
เปลี่ยนแปลงของการพฒั นาตามตัวชี้วัดในแบบประเมนิ ผลสำเร็จจากการพฒั นาท่ีผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจัย
ได้ร่วมพัฒนาขึ้น รวมทั้งนำเสนอให้เห็นถึงสิ่งที่บรรลุความคาดหวังและไม่คาดหวัง เพื่อการวางแผน
ดำเนนิ การในวงจรทีส่ องนีต้ อ่ ไป
2) การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) มีวัตถุประสงค์เพื่อนำทางเลือกท่ีผู้วิจัย
และผู้รว่ มวจิ ยั ไดร้ ่วมกันประเมนิ นำมาจดั ทำแผนปฏบิ ัตกิ ารใหม่
3) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่อง
หรือปัญหาอุปสรรค 3) ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ 4) การเรียนรู้และ องค์ความรู้
จากการปฏบิ ตั ิทเี่ กิดขึ้นในขั้นตอนนี้
ขั้นตอนที่ 7 การปฏิบัติ (Acting) ในวงจรที่ 2 เพื่อแก้ปัญหากันใหม่ ประกอบด้วย 3
กจิ กรรม คอื

131

1) การกำหนดแนวปฏิบัติร่วมกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันวางแนวปฏิบัติเพื่อให้
แผนปฏบิ ตั ิการใหมบ่ รรลผุ ลตามจุดม่งุ หมาย

2) การลงมอื ปฏิบัติ (Taking Action) มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อร่วมกันลงมือปฏิบัติตามแนวทาง
ทผ่ี ู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจัยรว่ มกนั กำหนด

3) การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่อง
หรือปัญหาอุปสรรค 3) ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ 4) การเรียนรู้และ องค์ความรู้
จากการปฏิบัตทิ ีเ่ กิดข้ึนในข้ันตอนน้ี

ขั้นตอนที่ 8 การสังเกต (Observing) ในวงจรที่ 2 เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 4
คือ เป็นการสังเกตเกี่ยวกับความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมทั้งผลที่เกิดข้ึน
จากการดำเนินงานในแตล่ ะขน้ั ตอน ประกอบดว้ ยการดำเนนิ งาน 2 กจิ กรรม คอื

1) การกำหนดรูปแบบและวิธีการในการสังเกตผล วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนด
รูปแบบและวิธีการในการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การตรวจสอบและการ
บันทึกผลการปฏิบัติงานตามสภาพจริงของการดำเนินงานที่คาดหวังและไม่คาดหวัง จุดเด่น
จุดบกพร่อง และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข ผลการเรียนรู้ และองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่
เกดิ ข้ึนจากการปฏิบตั ิ

2) ผลการปฏิบัติตามแผน ประกอบด้วยผลการดำเนินงานตามแนวทางที่ผู้วิจัยและผู้ร่วม
วจิ ัยร่วมกนั กำหนด

ขั้นตอนที่ 9 การสะท้อนผล (Reflecting) ในวงจรที่ 2 เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 5
คือ นำเอาเทคนคิ การถอดบทเรียนมาใช้ เพื่อทบทวนหรือสรปุ ประสบการณก์ ารทำงานในแง่มุมตา่ ง ๆ
เพื่อให้เห็นถึงรายละเอียดของเหตุปัจจัยทั้งภายในภายนอก ซึ่งทำให้เกิดผลอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งท่ี
บรรลุผลตามความคาดหวังและไม่คาดหวัง เน้นการระดมสมอง พูดคุย เล่าเรื่อง สังเคราะห์ จับ
ประเด็นกระบวนการทำงานเชิงบทเรียนหรือประสบการณ์ เป็นการสืบค้นความรู้จากการปฏิบัติงาน
โดยใช้วธิ ีการสกัดความรู้และประสบการณ์จากผู้ร่วมวิจัย พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนและผล
การปฏิบัติงาน การเรียนรู้ และองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่เกิดขึ้นทั้งที่บรรลุผลและไม่บรรลุผล เพื่อ
เปน็ ขอ้ เสนอแนะในการปรบั ปรงุ การปฏบิ ัติงานให้บรรลุเปา้ หมายต่อไป

เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 5 คือ ก่อนการดำเนินงานในขัน้ ตอนนี้ ผู้วิจัยจะดำเนินการประเมิน
การบรรลุผลตามความคาดหวังจากการพัฒนา โดยใช้แบบประเมินที่สร้างขึ้น เป็นการประเมิน หลัง
การปฏบิ ตั ิ (After Acting) ของวงจรท่ี 2 แลว้ นำผลการประเมนิ มาประกอบการพิจารณาเพื่อสะท้อน
ผลด้วย

ในการถอดบทเรียนเพื่อการสะท้อนผลเกี่ยวกับ “ผลการปฏิบัติงานในวงจรที่ 2” ผู้วิจัยใช้
กรอบแนวคิดการวิเคราะห์พลังขับ (Force-Field Analysis) ของ Kurt Lewin (Lunenburg &
Ornstein, 2000) มาใช้ โดยการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน (Current Condition) หรือ
สภาพที่เป็นอยู่เดมิ ว่าเปน็ อย่างไร ความคาดหวังท่ีคาดว่าจะได้รับ (Desired Condition) ที่กำหนดไว้
คืออะไร พลังขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Forces for Change) ที่นำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงคืออะไร ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวังมากน้อยเพียงใด เหตุปัจจัยจาก
ภายในและจากภายนอกอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้น มีข้อสังเกตอะไรบ้างเกี่ยวกับ

132

ประเด็นที่บรรลุผลตามความคาดหวัง และข้อสังเกตเกี่ยวกับที่ไม่บรรลุผลตามความคาดหวัง และใน
การดำเนินงานเพื่อก่อใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงน้ัน ไดเ้ กิดส่ิงตอ่ ตา้ นการเปลย่ี นแปลง (Resistances to
Change) อะไรบ้าง แล้วจากสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มีแนวทางอะไรบ้างที่เป็น
ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่ม (Increase) พลังขับให้มีประสิทธิภาพ และลด (Reduce) สิ่งต่อต้าน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นใหห้ มดไปหรือลดน้อยลง ท้งั นี้ เพอื่ ผลตอ่ การวางแผนเพ่ือพัฒนาในรอบท่ี 2
ต่อไป ซึ่งอาจเป็นการปรบั ปรุงพลังขับท่ีใช้อย่เู ดิมให้มีประสทิ ธภิ าพมากข้ึน หรือแสวงหาพลังขับใหม่ท่ี
มปี ระสทิ ธภิ าพกวา่ มาใชแ้ ทน หรือทั้งกรณีปรบั พลังขับเดิมและเพงิ่ พลงั ขับใหม่

ขั้นตอนที่ 10 การสรุปผลจากผลการดำเนินงานในวงจรที่ 1 และวงจรที่ 2 เป็นการ
นำเอาผลการสังเกตผล การสัมภาษณ์ การตรวจสอบ การบันทึก การประเมินผล และการถอด
บทเรียนที่กำหนดในแต่ละขั้นตอน รวมทั้งผลจากการสะท้อนผลในขั้นตอนที่ 5 และขั้นตอนที่ 9 มา
สัมมนาร่วมกันระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย เพื่อสรุปเป็นผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์การวิจัยท่ี
กำหนดไว้ ดงั น้ี คอื

1) การเปลี่ยนแปลงจากการปฏิบัติ (Change from practice) ประกอบด้วย
การเปลี่ยนแปลงทีค่ าดหวัง (Expected Change) และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหวัง (Unexpected
Change) กรณกี ารเปล่ียนแปลงที่คาดหวังเป็นการแสดงผลการประเมินผลการบรรลคุ ามคาดหวังจาก
การพัฒนา ทั้งก่อนการปฏิบัติ (Before Acting) ในวงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติ (After Acting)
ในวงจรที่ 1 และวงจรที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบดูระดับการเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้น (Higher Degree of
Change)

2) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ประกอบด้วย การเรียนรู้ที่
เกดิ ขน้ึ ระดบั บคุ คล การเรียนร้ทู ่ีเกิดข้นึ ระดบั กลุ่ม และการเรียนร้ทู ่ีเกิดขน้ึ ระดบั หน่วยงาน

3) องค์ความรู้จากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from Practice) เป็นองค์ความรู้
จากการปฏิบัติที่แสดงเป็นโมเดลความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Cause and Effect Model)
ว่าในการพัฒนานั้นมีปัจจัยผลักดัน (Force for Change) ใดที่สำคัญที่ผู้วิจัยเชื่อว่าส่งผลให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทั้งตามที่คาดหวังและไม่คาดหวัง และในการพัฒนานั้นมีสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
(Resistance to Change) ที่สำคัญอะไรบ้าง ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้เอาชนะสิ่งต่อต้าน
การเปลี่ยนแปลง (Overcome Obstacles) นั้นอย่างไร ทั้งน้ีองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่แสดงเป็น
โมเดลความสมั พันธเ์ ชิงเหตแุ ละผล (Cause and Effect Model) ดังกลา่ ว ถือเป็นองค์ความรจู้ ากการ
ปฏิบัติเฉพาะบริบทตามทัศนะของ Coghlan & Brannick (2007) และ James, Milenkiewcz, &
Bucknam (2008) ที่กล่าวว่า “ผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีข้อจำกัดในการนำไปเผยแพร่หรืออ้างอิง
แตส่ ามารถนำเอาประเด็นข้อคิดหรือเหตุการณส์ ำคัญทเี่ กิดขึ้นเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ใน
สถานการณอ์ น่ื ที่มีลักษณะคลา้ ยคลึงกนั หรือท่ีกำลงั มงุ่ ให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงในลกั ษณะเดียวกันได”้

การดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนที่ 1 ถึงขั้นตอนที่ 10 ผู้วิจัยขอสรุปให้เห็นถึงขั้นตอน
กิจกรรม และระยะเวลาในการดำเนินงาน วงจรที่ 1 และวงจรที่ 2 ดังตารางที่ 3.1 และตารางที่ 3.2
ตามลำดับ

133

ตารางท่ี 3.1 แสดงข้นั ตอน กิจกรรม และเวลาดำเนนิ การวจิ ยั ในวงจรที่ 1

ข้นั ตอนและกจิ กรรม ปี พ.ศ. 2564-2565
พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย ต.ค.

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ ประกอบด้วย (1) ชี้แจงแนวคิดและแนว

ปฏบิ ตั ิการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมสี ว่ นร่วมต่อผรู้ ่วมวจิ ัย (2) การเสวนา

โต๊ะกลมเพื่อทำความเข้าใจในเทคนิค การทำงาน (3) สรุปผลการสังเกต

(4) การถอดบทเรยี น

ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน ประกอบด้วย (1) การดึงศักยภาพจาก

ประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย (2) การนำเสนอเนื้อหาเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วม

วิจัย (3) การระดมสมองเพื่อบรรจบกันของธารสองสาย (4) การถอด

บทเรียน

ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติ ประกอบด้วย (1) การจัดทำแบบประเมินผล

การบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนา (2) การประเมินโดยใช้แบบ

ประเมินผลกอ่ นการปฏบิ ัติ (3) การนำแนวทางสกู่ ารปฏบิ ตั ิ (4) การถอด

บทเรียน

ขั้นตอนที่ 4 การสังเกต ประกอบด้วย (1) การกำหนดรูปแบบและ

วธิ กี ารในการสังเกตผลและประเมินผล (2) ผลการปฏิบตั ิตามแผน

ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผล ประกอบด้วย (1) การปฏิบัติตามแผนท่ี

บรรลุผลตามที่คาดหวัง (2) การปฏิบัติตามแผนที่ไม่บรรลุผลตามที่

คาดหวงั

ตารางที่ 3.2 แสดงขนั้ ตอน กิจกรรม และเวลาดำเนนิ การวิจัย ในวงจรท่ี 2

ขั้นตอนและกจิ กรรม ปี พ.ศ. 2564-2565
พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค.

วงจรที่ 2

ขั้นตอนที่ 6 การวางแผนใหม่ ประกอบด้วย (1) การทบทวนผลการ

พฒั นา (2) การจัดทำแผนปฏิบตั ิการใหม่ (3) การถอดบทเรียน

ขั้นตอนที่ 7 การปฏิบัติใหม่ ประกอบด้วย (1) กำหนดแนวปฏิบัติ

รว่ มกันใหม่ (2) การนำแผนลงสกู่ ารปฏบิ ัติใหม่ (3) การถอดบทเรียน

ข้ันตอนท่ี 8 การสังเกตใหม่ ประกอบดว้ ย (1) การกำหนดรูปแบบและ

วธิ กี ารสังเกตผล (ประเมินผล) (2) ผลการดำเนินงานในแต่ละแนวทาง

ขั้นตอนที่ 9 การสะท้อนผลใหม่ ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแปลง

(Change) จากการปฏิบัติที่คาดหวัง (Expected Change) และที่ไม่

คาดหวัง (Unexpected Change) (2) การเรยี นรู้ (Learning) จากการ

ปฏิบัติ การเรียนรูท้ ี่เกดิ ขึ้นระดับบุคคล ระดับกลุม่ ระดับหน่วยงาน (3)

องค์ความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติ (Knowledge Gained from

Practice)

134

ตารางที่ 3.2 (ต่อ)

ขนั้ ตอนและกจิ กรรม พ.ย. ปี พ.ศ. 2564-2565 ม.ี ค.
ธ.ค. ม.ค. ก.พ.
ขั้นตอนที่ 10 การสรุปผลจากผลการดำเนินงานในวงจรที่ 1 และ
วงจรที่ 2 เป็นการนำเอาผลการสังเกตผลการประเมินผล และการถอด
บทเรียนที่กำหนดในแต่ละขั้นตอน รวมทั้งผลจากการสะท้อนผลใน
ขน้ั ตอนท่ี 5 และข้ันตอนที่ 9 มาสมั มนารว่ มกันระหวา่ งผู้วจิ ัยและผู้ร่วม
วิจยั เพื่อสรปุ เป็นผลการวจิ ัยตามวัตถุประสงค์การวจิ ยั ท่ีกำหนดไว้

3.4 เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั

3.4.1 แบบเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทำกิจกรรมและการปฏิบัติ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย
รว่ มกนั ตามแนวคดิ ของ Mills (2007) ดงั นี้ 1) แบบสงั เกต 2) แบบสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ และแบบสมั ภาษณ์
กลุ่ม 3) แบบตรวจสอบหรือบันทึก (Examining/Record) เช่น บันทึกอนุทิน (Journal) แผนท่ี
(Maps) เครื่องมือบันทึกเสียงและบันทึกภาพ (Audiotapes and Videotapes) หลักฐานสิ่งของ
(Artifacts) และบันทกึ ภาคสนาม (Field Notes) เป็นต้น

3.4.2 แบบประเมินระดับการนำแนวการพัฒนาที่ร่วมกันกำหนดไปสู่การปฏิบัติ ผู้วิจัย
และผู้ร่วมวิจัยรว่ มกันสร้างขน้ึ เพ่ือใช้ประเมนิ ให้ทราบถึงสภาพปัจจบุ ัน 3 ระยะ คือ ก่อนและหลังการ
ปฏิบัติในวงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติในวงจรที่ 2 เป็นแบบประเมินตนเองของผู้ร่วมวิจัย มีลักษณะ
เปน็ แบบประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คอื มากที่สดุ มาก ปานกลาง น้อย และนอ้ ยท่สี ุด แบบ
ประเมินนี้ไม่ได้นำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เพื่อหาค่า
ดัชนี ความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ( IOC: Indexes of Item-Objective
Congruence) และการนำไปทดลองใช้ (try-Out) กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ
ความเชื่อมั่น (Alpha Coefficient of Reliability) เนื่องจากข้อคำถามในการประเมินเป็น “แนวการ
พัฒนา” ที่เป็นเจตนารม์รว่ มกันของผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจัย จากผลการระดมสมองเพ่ือบรู ณาการ “แนว
การพัฒนาท่ี ผู้รว่ มวิจยั ร่วมกันกำหนด” กบั “แนวการพฒั นาเชิงทฤษฎจี ากผลการศึกษาวรรณกรรมท่ี
เกย่ี วข้องของผู้วจิ ยั ” ในกิจกรรมจัดทำแผนปฏิบตั กิ าร (Action Plan) ของวงจรท่ี 1

3.4.3 แบบประเมินทักษะภาวะผู้นำ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันสร้างขึ้นจากผล
การศึกษาลักษณะของบุคคลที่มีทักษะภาวะผู้นำจากทัศนะของ Notre Dame Online (2019)
Tobak (2017) Mayhew (2018) Accurate Ergonomics (2019) และผลการศึกษาแนวคิดการ
ประเมินทักษะภาวะผู้นำจากทัศนะของ White (2007) Nohria & Khurana (2009) Northouse
(2011) Nettles (2014) Maxwell (1998 & 2007) เป็นแบบประเมินตนเองของนักเรียนที่เป็น
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการพัฒนา มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มาก
ทส่ี ุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยท่สี ุด มขี อ้ คำถามทง้ั สิ้น 30 ขอ้ ได้กำหนดให้มีการดำเนินการเพ่ือ
ตรวจสอบคุณภาพ ดังนี้

3.4.3.1 การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เพื่อให้ได้
เครื่องมือวัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัดหรือตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด (Polit & Beck, 2012)
ตามทัศนะของ Chaichanawirote & Vantum (2017) ทำได้โดยการพิจารณาความสอดคล้องของ

135

ข้อคำถามกับนิยามเชงิ ปฏิบัติการและทฤษฎีของส่ิงท่ีต้องการวดั โดยผู้วจิ ัยนำเครอ่ื งมือวิจัยที่ร่างไว้ให้
ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่ต้องการวัด จำนวน 3 -5 คน พิจารณาว่าข้อคำถามมี
ความสอดคล้องกับนิยามเชิงปฏิบัติการหรือไม่และให้คะแนนตามวิธีการคำนวณค่าความตรงซึ่งมี
หลายวิธี เช่น ดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ( IOC: Indexes of Item-
Objective Congruence) ดชั นีความตรงตามเนื้อหา (CVI: Content Validity Index) ดัชนีความตรง
ตามเนื้อหาทั้งฉบับ (S-CVI: Content Validity Index for Scale) และค่าเฉลี่ยของสัดส่วนความ
สอดคล้อง (ACP: Average Congruency Percentage) ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยใช้ดัชนีความสอดคล้อง
ของข้อคำถามกับวตั ถปุ ระสงค์ (IOC: Indexes of Item-Objective Congruence) ซึ่งจากการศึกษา
พบว่า พัฒนาขึ้นโดย Rovinelli and Hambleton (1977) เป็นการประเมินความสอดคล้องระหว่าง
ขอ้ คำถามกับ 1 วัตถปุ ระสงค์ แต่ในระยะตอ่ มา Carlson (2000 cited in Turner & Carlson, 2003)
ได้พัฒนาแนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามและวัตถุประสงค์ที่ปรับใหม่ (The
adjusted Index of Item-Objective Congruence) เป็นการหาความสอดคล้องของข้อคำถามกับ
ชุดของวัตถุประสงค์

ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม
กับวัตถปุ ระสงค์ตามทัศนะของ Rovinelli and Hambleton เพราะข้อคำถามในแบบประเมินท่ีใช้ใน
งานวิจัยนี้ มุ่งการบรรลุวัตถุประสงค์เดียว คือ คุณลักษณะที่คาดหวัง (Expected Attribute)
ของสภาพแวดลอ้ มการเรยี นรู้ จำแนกยอ่ ยเป็นขอ้ คำถามตามวตั ถปุ ระสงค์แตล่ ะด้าน

ในการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ใช้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความ
เช่ียวชาญด้านการบรหิ ารการศึกษา และ/หรือ ด้านการวดั และประเมินผล จำนวน 5 คน (ดรู ายชื่อใน
ภาคผนวก) โดยให้ทำเครื่องหมาย  ลงในช่อง +1 หรือ 0 หรือ -1 โดย + 1 หมายถึง ข้อคำถามมี
ความสอดคล้อง 0 หมายถึง ไม่แน่ใจในความสอดคล้อง และ -1 หมายถึง ข้อคำถามไม่มีความ
สอดคลอ้ ง ผลท่ีได้รบั จากการตรวจสอบของผู้เช่ยี วชาญ นำมาวิเคราะหห์ าคา่ IOC จากสตู ร

IOC = R

N

เม่ือ IOC แทนดัชนคี วามสอดคลอ้ ง
R แทนผลรวมของคะแนนความคิดเห็นจากผู้เชย่ี วชาญ
N แทนจำนวนผู้เชย่ี วชาญ
โดยที่ +1 แนใ่ จวา่ สอดคลอ้ ง
0 ไมแ่ น่ใจว่าสอดคล้อง
-1 แนใ่ จว่าไมส่ อดคลอ้ ง
โดยกำหนดเกณฑ์ค่า IOC ที่ระดับเท่ากับหรือมากกว่า 0.50 จึงจะถือว่าข้อคำถามนั้นมี
ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือความคาดหวังจากการพัฒนา (Chaichanawirote & Vantum,
2017)

3.4.3.2 การทดลองใช้ (Try-out) แบบประเมินเพื่อหาค่าความเชื่อมั่น
(Reliability) ทดลองใช้กับนักเรียนในโรงเรียนหนองสังข์วิทยายน จำนวน 30 ราย เพื่อนำข้อมูลที่
เก็บรวบรวมได้ไปวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมั่น (Alpha Coefficient of
Reliability) โดยใช้วิธีของครอนบาค (Cronbach’s Method) โดยกำหนดเกณฑ์ค่าสัมประสิทธิ์

136
แอลฟาของความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้ คือ เท่ากับหรือสูงกว่า 0.70 (UCLA: Statistical Consulting
Group, 2016)

3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยต่างมีบทบาทหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเริ่มจากการปฏิบัติ
ภาคสนามในโรงเรียนที่เป็นพื้นทีป่ ฏบิ ัติการวิจัยท่ีกำหนด ในปีการศึกษา 2564 ในช่วงระหว่างวันท่ี 1
มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน ภาคเรียนละ 1 วงจร โดยแบ่ง
เวลาในการปฏบิ ตั งิ านเปน็ ตาราง กำหนดวันและเดือน เพื่อให้เหน็ สภาพข้อเท็จจริงทงั้ ในส่วนที่เห็นชัด
และแฝงเร้นจากขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมทั้ง 10 ขั้นตอน โดยใช้เครื่องมือท่ี
หลากหลายดงั กลา่ วในหัวขอ้ ท่ี 3.4

3.6 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล

ข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบประเมินลักษณะของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คาดหวังให้
เกดิ ขึ้นไดร้ บั การวิเคราะหโ์ ดยใชส้ ถติ ิพรรณนา (Descriptive Statistics) คอื ค่าเฉลีย่ คา่ ส่วนเบ่ยี งเบน
มาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงที่ได้จากการสังเกต การสัมภาษณ์ และ
การบนั ทกึ มกี ระบวนการวิเคราะห์ข้อมลู ดังนี้ 1) การตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลว่ามีครบถ้วน
ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือไม่ 2) การตรวจสอบถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลว่าตรงกับ
สภาพการณ์ที่เป็นจริงหรือไม่ โดยเปรียบเทียบผลการบันทึกของแต่ละคน และเปรียบเทียบผลการ
บันทึกจากการใช้แบบการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน 3) การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบการบรรยายอย่าง
ลุ่มลึกเชิงวิพากษ์ (Thick, Critical Description) ในลักษณะการเล่าเรื่อง (Story Telling)
ตามความเป็นจริงและเป็นกลาง (Factual and Neutral Manner) มีหลักฐานประกอบคำบรรยาย
เช่น ตัวเลข ค่าสถิติ ตาราง กราฟิก ภาพถ่าย และคำพูดโดยตรง (Direct Quotes/Verbatim) หรือ
บทสนทนาที่ไมป่ รับแต่งของผู้ให้ข้อมูลที่ชีใ้ ห้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดทีห่ ลากหลายต่อประเด็นเดียวกัน
ซึง่ อาจสนบั สนุนหรือขัดแยง้ กนั

3.7 การเขียนรายงานการวิจยั

เขียนและนำเสนอรายงานการวิจัยในรูปแบบอิงแนวคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Approach)
แสดงหลักฐานประกอบ เช่น ตัวเลข ค่าสถิติ ตาราง กราฟิก ภาพถ่าย และคำพูดโดยตรง (Direct
Quotes/Verbatim) หรือบทสนทนาที่ไม่ปรับแต่งของผู้ให้ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดท่ี
หลากหลายต่อประเด็นเดียวกันซึ่งอาจสนับสนุนหรือขัดแย้งกัน เป็นการรายงานถึงสิ่งที่ได้ร่วมกันคดิ
ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันสังเกตผล และร่วมกันสะท้อนผลว่า ได้ผลเป็นอย่างไร ทั้งที่บรรลุผลและไม่
บรรลุผลตามทีค่ าดหวงั เกดิ ประสบการณ์ การเรียนรูอ้ ะไรบ้าง ทง้ั ในระดบั บุคคล กลมุ่ และหน่วยงาน
และเกิดความรู้ใหม่อะไรขึ้นมาบ้างจากการปฏิบัติ มีข้อเสนอแนะอะไรและอย่างไร สำหรับบุคคลอ่ืน
หรือหนว่ ยงานอืน่ ทต่ี อ้ งการจะพัฒนาหรอื แก้ไขปญั หานั้น ๆ ดงั นัน้ การนำเสนอผลงานวิจัยมีลักษณะ
เป็นการพรรณนาหรือบรรยายเชิงวิพากษ์ (Critical Description) จากการปฏิบัติจริงทั้ง 2 วงจร
10 ขั้นตอน โดยในช่วงแรกของแต่ละขั้นตอน จะนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในลักษณะการเล่าเรื่อง
(Story Telling) ตามความเป็นจรงิ และเปน็ กลาง (Factual and Neutral Manner) การเปลี่ยนแปลง
จากการปฏบิ ตั จิ รงิ ประสบการณ์การเรยี นร้จู ากการปฏบิ ตั ิ และองคค์ วามรู้จากการปฏิบตั ิ

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู

ก า ร น ำ เ ส น อ ผ ล ก า ร ว ิ จ ั ย เ ช ิ ง ป ฏ ิ บ ั ต ิ แ บ บ ม ี ส ่ ว น ร ่ ว ม ใ น ภ า ค ส น า ม ข อ ง ง า น ว ิ จั ย
เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills)” ซึ่งดำเนินการวิจัยใน
โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2564 ผู้วิจัยจะนำเสนอ
รายงานการวิจัยในรูปแบบอิงแนวคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Approach) แสดงหลักฐานประกอบ
ทั้งข้อมูล สถิติ ภาพถ่าย เอกสารหรืออื่น ๆ ถึงสิ่งที่ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันสังเกตผล
และร่วมกันสะท้อนผลว่า ได้ผลเป็นอย่างไร ทั้งที่บรรลุผลและไม่บรรลุผลตามที่คาดหวัง
เกิดประสบการณ์การเรียนรู้อะไรบ้างท้ังในระดับบุคคล กลุ่ม และหน่วยงาน และเกดิ ความรู้ใหม่อะไร
ขึ้นมาบ้างจากการปฏิบัติ มีข้อเสนอแนะอะไรและอย่างไร สำหรับบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่น
ที่ต้องการจะพัฒนาหรือแก้ไขปัญหานั้น ๆ ดังนั้นการนำเสนอผลงานวิจัยมีลักษณะเป็นการพรรณนา
หรือบรรยายเชิงวิพากษ์ (Critical Description) จากการปฏิบัติจริงทั้ง 2 วงจร 10 ขั้นตอน
โดยในช่วงแรกของแต่ละขั้นตอน จะนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะการเล่าเรื่อง (Story
Telling) ตามความเป็นจริงและเป็นกลาง (Factual and Neutral Manner) การเปลี่ยนแปลงจาก
การปฏิบัติจริงประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติและองค์ความรู้จากการปฏิบัติจริง ดังต่อไปนี้
ตามลำดบั

4.1 ผลการวจิ ัยในภาคสนามวงจรที่ 1

ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการชี้แจงเค้าโครงการวิจัยต่อผู้ร่วมวิจัยให้รับรู้และเข้าใจ เพื่อให้
การตัดสินใจเข้ารว่ มวิจัยเป็นไปดว้ ยความสมัครใจและเต็มใจ ตามจรรยาบรรณที่ว่า “ผู้วิจัยต้องแสดง
ให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรก รวมทั้งข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ให้แก่ผู้
ร่วมวิจัยทราบ” และคำนึงถึงหลักการ “ผู้ที่ไม่ประสงค์มีส่วนร่วมต้องได้รับการยอมรับและเคารพใน
สิทธสิ ว่ นบุคคล” ท้งั น้ี รวมท้ังช้แี จงถึงลักษณะ หลักการ บทบาท จรรยาบรรณ และประโยชน์ของการ
วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมให้ผู้ร่วมวิจัยได้รับรู้และเข้าใจเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยเป็นไปใน
ทิศทางเดยี วกนั อยา่ งมีประสิทธภิ าพ โดยมีผลดำเนนิ การวจิ ยั ดังนี้

วงจรที่ 1 : ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation)
ในขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation) ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ดังน้ี
1) ชี้แจงแนวคิดและแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏบิ ัติการแบบมีส่วนร่วมต่อผู้ร่วมวจิ ัย 2) การเสวนาโต๊ะ
กลมเพื่อทำความเข้าใจในเทคนิคการทำงาน 3) สรุปผลการสังเกต 4) การถอดบทเรียน โดยมีการ
ดำเนนิ การ ดังน้ี
ก่อนการดำเนินระหว่างวันท่ี 18-21 พฤษภาคม 2564 ผู้วิจัยในฐานะตำแหน่ง
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ให้ดำเนินการ

138

ประชุมกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทุกกลุ่มสาระ โดยขอบเขตของการประชุมคือ การจัดทำโครงสร้าง
หลักสตู ร โครงสรา้ งรายวชิ า โครงสร้างเวลาเรียน จดั ทำกำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานของกล่มุ สาระ 8
กลุ่มสาระประกอบด้วย กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประชุมวันที่ 18 พฤษภาคม 2564
กลุ่มสาระคณิตศาสตร์และกลุ่มสาระสังคมศึกษา ประชุมวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 กลุ่มสาระ
ภาษาไทย กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ ประชุมวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 กลุ่มสาระศิลปะ กลุ่มสาระพล
ศึกษาสุขศึกษา และกลุ่มสาระการงานอาชีพ ประชุมวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 และวันที่
21 พฤษภาคม 2564 ประชุมเตรยี มความพรอ้ มของครทู ุกลุ่มสาระเพือ่ สรุปผลการดำเนนิ การทผ่ี า่ นมา

ในระหวา่ งการประชุม ผู้วิจัยได้เชญิ เชิญชวนคณะครูทุกท่านทสี่ นใจท่ีจะเข้าร่วมประชุมแล
รับฟังและรับรู้การปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วนร่วมที่จะจัดประชุมในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564
การเข้าร่วมประชุมในครั้งน้ีผู้เข้าร่วมประชุมสามารถนำหลักการและแนวคิดของกระบวนการวิจัย
นำไปต่อยอดบรู ณาการเพ่ือจดั ทำวจิ ยั ในชัน้ เรียน หรือวจิ ยั เพอ่ื ท่จี ะนำไปสูก่ ารเล่ือนวทิ ยฐานะให้สูงข้ึน
หรือจะนำไปเพื่อจัดทำผลงานเพื่อนำเสนอหรือประกวดสื่อ นวัตกรรมครู ในงานแข่งขันทักษะทาง
วิชาการท่ีจดั ข้ึนทง้ั ในระดบั จังหวดั ระดับภาค และระดบั ประเทศ ซ่ึงจะเป็นการต่อยอดแนวความคิด
ทคี่ รสู ามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพ่ือประโชนท์ างการศึกษาที่จะส่งผลใหน้ ักเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นท่สี งู ขนึ้ ดงั ภาพท่ี 4.1 และตวั อยา่ งกานสนทนาตอ่ ไปนี้

“การปฏบิ ัติการวจิ ยั แบบมีส่วนรว่ ม ของทา่ นรองท่ีจะดำเนินการในปี การศกึ ษา 2464 หนู
คิดว่าสามารถนำมาประยุกต์ และบูรณาการในส่วนของภาวะผู้นำได้เพราะสร้างให้นักเรียนกล้าคิด
กล้าทำ กล้าแสดงออก ในทางที่ถูกต้อง เพราะนักเรียนของเราส่วนใหญ่ไม่กล้าแสดงออกโดยเฉพาะ
เรื่องภาวะผู้นำ ในสวนของครูผู้สอนประจำรายวิชาก็ต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถ้าได้รับความ
ร่วมมอื จากครูทุกคน ก็ต้องมีสวนเก่ียวของดว้ ย”

(หวั หน้ากลมุ่ สาระวทิ ยาศาสตร์, 18 พฤษภาคม 2564)
“ในฐานะของครูกลุ่มสาระภาษาไทยเองก็คิดเหมือนกันคะว่า เราควรจะใช้
นวัตกรรมอะไรดีที่จะให้นักเรียนแสดงออกของความเป็น ผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการ
แสดงออกในเรื่องของการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน นักเรียนต้องกล้า
แสดงออกในเชิ่งสร้างสรรค์ คิดวเิ คราะห์สงั สังเคราะห์ คดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
โดยการการแสดงออกที่ไม่ต้องให้ครูได้คอยเตือน ให้นักเรียนสามารถกล้าแสดงออก
ในทางที่ถูกด้วยตนเอง”

(หัวหนา้ กลมุ่ สาระภาษาไทย, 19 พฤษภาคม 2564)

139

ภาพที่ 4.1 การดำเนนิ การประชุมกลุ่มสาระเพ่อื เตรยี มความพร้อมก่อนการดำเนินการวจิ ยั

กิจกรรมที่ 1 ชี้แจงแนวคิดและแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมต่อผู้
ร่วมวิจัย เรื่อง “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน
(Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills)” ในวันที่ 24
พฤษภาคม 2564 โดยมีหลักการ/แนวคิดเพื่อให้การตัดสินใจเข้าร่วมวิจัยเป็นไปดัวยความสมัครใจ
ตามจรรยาบรรณท่ีว่า “ผู้วิจัยตอ้ งแสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยแต่เริ่มแรก รวมท้ัง
ข้อเสนอแนะและผลประโยชน์ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยทราบ” และ คำนึงถึงหลักการ “ผู้ที่ไม่ประสงค์มีส่วน
ร่วมต้องได้รับการยอมรับและเคารพในสิทธิส่วนบุคคล” รวมทั้งชี้แจงถึงกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย
และการแสดงบทบาทของการวิจัยว่า ในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยจะแสดงบทบาทการเป็นผู้ส่งเสรมิ
สนับสนุนและอำนวยความสะดวก รวมทั้งบทบาทอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ 10 บทบาทของระเบียบวิธี
วจิ ยั ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และไม่ให้เสียหลักความมีสถานะท่ีเท่าเทยี มกนั หลีกเลีย่ งรูปแบบการ
ทำงานแบบปริ ามดิ หรือแบบสายการบงั คับบญั ชา ในการวจิ ยั ไม่กำหนดตำแหน่งหรอื สถานะใด ๆ ท่ีจะ
ทำให้เกิดการแบ่งชั้นวรรณะ ทุกคนจะมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน นั่งประชุมสนทนากันแบบโต๊ะ
กลม (Round Table)

การเตรยี มการก่อนประชุมชแ้ี จง ผู้วจิ ยั ได้นำเสนอผู้อำนวยการโรงเรยี นเนินสง่าวิทยา นาย
เกียรติ ปะหุสี ซึ่งเป็นพื้นที่ในการวิจัย เพื่อนำเสนอให้ทราบถึงการดำเนินการวิจัยที่จะดำเนินการใน
ภาคเรียนเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เพื่อประสานให้ได้มาซึ่งผู้ร่วมวิจัย โดยนำเรียนถึงรายละเอียด
เบื้องต้นถึงความจำเป็นตอ้ งการในการดำเนนิ การวิจัยในคร้ังนี้ ว่ามีจุดมุง่ หมายอย่างไร มีขั้นตอนการ
ดำเนินการวิจัยอย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ คุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัย ซึ่งจะทำให้
การดำเนนิ การวจิ ัยดงั กล่าวสง่ ผลในการพฒั นาการดำเนินงานของครู พฒั นางาน ซึ่งจะใชเ้ ป็นแนวทาง
ในการพัฒนาโรงเรียนเนินสง่าวิทยา สำหรับผู้บริหาร โดยใช้กระบวนการปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วน

140

รว่ ม และได้ขออนุญาตดำเนนิ การจัดการประชุมชีแ้ จงแนวคดิ และแนวปฏบิ ตั ิ และประสานงานกับรอง
ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝา่ ยทั้ง 4 ฝ่าย หัวหน้างานบุคลากร เพื่อแจ้งกำหนดการ วันเวลาสถานทีใ่ นการ
ประชมุ เพือ่ แจ้งครูทีส่ นใจเข้ารว่ มประชุมให้ได้ทราบ เพอื่ ให้เปน็ สว่ นหน่ึงในการมสี ่วนร่วมของการวิจัย
เรื่อง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) เพ่ือท่ีจะได้ร่วมเปนส่วนหนึ่ง
ของพฒั นางานวจิ ัย และเรียนร้ดู ว้ ยกันอย่างเป็นระบบ ดังภาพที่ 4.2 และตัวอยา่ งการสนทนาต่อไปน้ี

ภาพท่ี 4.2 ผู้วิจัยปรึกษาหารอื กบั ผู้อำนวยการโรงเรยี นเนนิ สง่าวิทยา

“การดำเนนิ การวิจัยเรื่องปฏบิ ัติการแบบมีสว่ นรว่ มของครูเพือ่ เสรมิ สร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ( Teachers Participatory Practice to Enhance
Students’ Leadership Skills) ตามที่รองสรวุฒิได้เล่าให้ฟัง ถือว่าเป็นเรื่องท่ี
น่าสนใจ เพราะภาวะผู้นำนักเรียนของโรงเรียนเนินสง่าวิทยาเราถือว่ายังไม่ได้รับ
การพัฒนาเท่าที่ควรจะเป็นและยังไม่เป็นรูปธรรมดังน้ั นผู้อำนวยการอยากให้
รองผู้อำนวยการทุกท่านและครูได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างทักษะภาวะ ผู้นำ
ของนักเรียนไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็แล้วแต่ควรดำเนินการให้จัดเจนและสามาร ถเป็น
แบบอย่างให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้ทั้งในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
หรือสังกัดอื่นที่สนใจผมอนุญาตและพร้อมให้การสนับสนุนในการดำเนินงานใน
ครัง้ นดี้ ้วยความยนิ ดี”

(ผู้อำนวยการโรงเรยี นเนินสงา่ วทิ ยา, 18 พฤษภาคม 2564)
“ในฐานะผู้วิจัยต้องขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการเป็นอย่างสูงที่จะส่งเสริมและสนับสนุน
การดำเนินการจัดทำวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งในการดำเนินการปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วนร่วมจะดำเนินการ
แบบคอ่ ยเป็นค่อยไปเพราะท้ังผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจัยต้องทำงานรว่ มกันอย่างเป็นข้นั เป็นตอน ต้องอาศัย

141

การประชุมกันบ่อย ๆ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างความคุ้นเคยให้เปรียบเสมียนประนึ่งว่า
งานวิจัยที่ทำอยู่นี้เป็นงานประจำอีกอย่างหนึ่งที่เราจะต้องร่วมกัน เพื่อให้งานนั้นสำเร็จและบรรลุ
เป้าหมายตามทตี่ ั้งไว้ครับ”

(ผู้วจิ ัย, 18 พฤษภาคม 2564)
“งานวจิ ัยที่ดำเนนิ การเป็นการเสริมสร้างทกั ษะภาวะผู้นำนักเรียน กข็ อฝากใหท้ ่านรองสรา
วุฒิในฐานะผู้วิจัย ประสานกับรองฝ่ายกิจการนักเรียนเพื่อที่จะได้ดำเนินการ เพราะเท่าที่ผ่านมานั้น
โรงเรียนเราได้ส่งเสริมและเสริมสร้างภาวะผู้นำอะไรบ้างที่เด่น ๆ ก็จะมีกิจกรรมสภานักเรียนซึ่งเป็น
การเสริมสร้างผู้นำด้านประชาธิปไตย กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมสาธารณะประโยขน์ ซึ่งเป็นการ
เสริมสร้างภาวะผู้นำด้านจิตอาสา กิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรมดีเด่นที่ได้รับรางวลั จากอำเภอเนินสงา่
ของเรา ดังนั้นก็อยากให้ส่งเสริมด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วยจะได้มีกิจกรรมเด่น ๆ หลาย ๆ กิจกรรม
โดยเฉพาะกิจกรรมไหนทดี่ เี รากค็ วรส่งเสรมิ กจิ กรรมไหนทย่ี ังไมด่ ีเท่าทคี่ วรเราก็ต้องมีการพัฒนา”

(ผู้อำนวยการโรงเรยี นเนินสงา่ วทิ ยา, 18 พฤษภาคม 2564)
“ครบั ขอบคณุ ท่านผู้อำนวยการทใ่ี ห้ตำช้แี นะ ผมจะดำเนนิ การปรกึ ษากบั
รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน ซึ่งท่านรับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับนักเรียนและ
จะได้ร่วมกันวางแผนดำเนินการเสริมสร้างและพัฒนาให้ได้มากที่สุด และเกิด
ประโยชนส์ งู สุดตอ่ นักเรียนครบั ”

(ผู้วิจัย, 18 พฤษภาคม 2564)
“ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ที่รองสรา
วุฒิ จะดำเนินการ เท่าที่พูดคุยและได้ทราบแนวทางในการที่จะดำเนินการนั้น ผมว่าเป็นงานวิจัยท่ี
น่าสนใจ เพราะฝ่ายกิจการนักเรียนเองเท่าที่ดำเนินงานมาเมื่อปีการศึกษา 2563 ที่ผ่านมา นักเรียน
บางส่วนยังขาดทักษะหลาย ๆ อย่าง เท่าที่สังเกตไม่ว่าจะเป็น ด้านวินัย ความรับผิดชอบ การตรงต่อ
เวลา ฯลฯ ซ่ึงนกั เรยี นบางส่วนยงั ไมค่ ่อยมีเท่าที่ควร ถ้าเราได้เสรมิ สร้างและพัฒนาไปด้วยกันก็น่าจะดี
ผมสนับสนุนและพร้อมที่จะใหค้ วามชว่ ยเหลือทุกอย่างครับทา่ นรอง”

(รองผู้อำนวยการโรงเรียนเนินสง่าวิทยา คนท1ี่ , 18 พฤษภาคม 2564)
“ผมเขาใจว่า งานวิจัยที่รองสราวุฒิ จะดำเนินการในปีการศึกษา 2564 นี้น่าจะส่งผลและ
พัฒนานักเรียนขึ้นได้เยอะ เพราะทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของเราก็จะ
เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เราจะดำเนินการเพื่อส่งเสริมและพัฒนา โดยเฉพาะภาวะ
ผู้นำ เพราะถ้าเดก็ นักเรียนมีภาวะผู้นำแลว้ เมื่อจบ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ออกไปแล้วเชอื่ วา่ นักเรียนเรา
จะอยู่ในสังคมได้ และเป็นคนที่มีคุณภาพด้วย ดังนั้นในการดำเนินการครั้งคงจะเกิดประโยน์อย่าง
แนน่ อน”

(รองผู้อำนวยการโรงเรยี นเนินสง่าวิทยา คนที่ 2, 18 พฤษภาคม 2564)
“ครับขอบคุณท่านผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการครับ ซึ่งผมในนามผู้วิจัย ก็จะดำเนินการ
วิจัยตามขั้นตอนแลดเวลาที่กำหนด เพราะว่าการส่งเสริมภาวะผู้นำของนักเรียนนั้น ถ้าดำนเนินการ
เป็นรูปธรรม และร่วมดว้ ยช่วยกันทุกฝ่ายกจ็ ะเกดิ ประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแนน่ อน ขอบคุณสำหรับ
การสง่ เสรมิ และใหก้ ำลังใจจากฝา่ ยบริหารครบั ”

(ผู้วจิ ัย, 18 พฤษภาคม 2564)

142

ต่อมาการดำเนินนการประชมุ ได้ดำเนินการในวันจันท่ี 24 พฤษภาคม 2564 ประกอบด้วย
ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนเนินสง่าววิทยา ในฐานะประธานเปิดการประชุม รองผู้อำนวยการ
สถานศึกษา จำนวน 2 คน คือรองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรยี น รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป
ในนามแขกผู้มเี กียรติ พระครูธรรมาภสิ มยั , ผศ.ดร. ผู้อำนวยการศนู ยบ์ ริการวชิ าการ ในนามอาจารย์ที่
ปรกึ ษา และผู้รว่ มสังเกตการณ์การประชุม จำนวน 2 คน คือ นางสาวเบญญาภา สายสิญจน์ และนาย
ศุภวิชญ์ คงสักบัณ และผู้สนใจเข้าร่วมประชุม จำนวน 32 คนประกอบด้วย ครูฝ่ายอำนวยการ 8 คน
ครฝู า่ ยวชิ าการจำนวน 8 คน ครฝู ่ายกิจการนักเรียนจำนวน 8 คน และครูฝ่ายบริหารทั่วไป จำนวน 8
คน ซง่ึ ในการประชุมผู้วจิ ัยไดช้ ีแ้ จงทำความเขา้ ใจและเคารพการตัดสินใจของผู้รว่ มวิจยั

ผู้วิจัยได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการประชุม เหตุผลและความจำเป็นในการ
ประชุม ซึ่งมีที่มาจากการดำเนินการวิจัยเรื่อง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership
Skills) ซึ่งดำเนินการวิจัยในโรงเรียนเนินสง่าวิทยา เพื่อเรียนให้ท่านประธานได้ทราบถึงที่มาที่ไปของ
การประชุมปฏบิ ัตกิ ารวจิ ัยแบบมีสว่ นร่วมในคร้ังนโ้ี ดยมีความมงุ่ หมายของการประชุมเพ่ือให้ผู้ร่วมวิจัย
ทกุ คนมคี วามรู้มีความเข้าใจ และไดร้ บั การพฒั นาทกั ษะทสี่ ำคัญของการดำเนนิ การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วมในคร้งั น้ี โดยท่านประธานไดก้ ล่าวเปดิ การประชมุ และให้โอวาท ความตอนหน่ึงว่า

“Leadership หรือ ภาวะผู้นำ หมายถึงความสามารถของบุคคลในการนำพาผู้ติดตาม

หรือสมาชิกในองค์กร เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ผู้นำที่ดีต้องมีความสามารถในการตัดสินใจที่ดี
สามารถสร้างและส่ือสารวสิ ยั ทัศน์ที่ชัดเจนได้ และสามารถชักจงู ผู้ติดตามไปสู่เปา้ หมายรว่ ม ท่ีผู้นำคน
เดียวไม่สามารถทำได้ การดำเนินการต้องทำเป็นทีมการดำการหรือดำเนินงานจึงจะประสบผลสำเร็จ
และตามที่ นายสราวุฒิ กุลแดง นักเรียนหลักสูตรศกึ ษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต ได้จัดทำดุษฎีนิพนธ์ เรื่อง
“ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance students' Leadership Skills) ” โ ด ย ใ ช ้ ก า ร ว ิ จ ั ย เ ชิ ง
ปฏบิ ัติการแบบมีส่วนรว่ ม มจี ดุ มงุ่ หมายเพื่อการพัฒนาที่ย่ังยืน มลี ักษณะเปน็ การดำเนินงานของวงจร
แบบเกลยี วสวา่ น (Spiral Cycle) ท่ีไมม่ ีส้ินสดุ ของการวางแผน (Planning) การปฏิบตั ิ (Acting) การ
สังเกต (Observing) และการสะท้อนผล (Reflecting) ผู้วิจัยได้กำหนดวงจรในการวิจัยครั้งนี้มี 2
วงจร ๆ ละ 1 ภาคเรียน ในปกี ารศกึ ษา 64 ดงั นั้นจงึ ขอขอบคุณครูทุกคนที่เขา้ ร่วมประชุมในฐานะมีผู้
ร่วมวิจัย (Participants) และการดำเนินวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในครั้งน้ีจะสำเร็จลุล่วงมิได้ถา้
ขาดความร่วมมือของผู้ร่วมวิจัย ทั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย สถานศึกษาในฐานะท่ี
เป็นพื้นที่วิจัย และเกิดทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนอย่างยั่งยืนตลอดไป บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว
ข้าพเจ้าขอเปิดการประชุมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารแบบมีส่วนร่วม ณ บัดนี้”

(ผู้อำนวยการโรงเรียนเนนิ สง่าวทิ ยา, 24 พฤษภาคม 2564)

143

ภาพที่ 4.3 พิธีเปิดการประชุมวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยผู้อำนวยการโรงเรียนเนินสง่า
วทิ ยา

หลงั จากพธิ เี ปิดการประชุม ผู้วจิ ยั ซง่ึ ทำหนา้ ทเี่ ป็นพิธกี รและเปน็ วทิ ยากรให้ความรู้แก่ผู้ร่วม
วิจยั โดยการชแี้ จงเค้าโครงดษุ ฎนี ิพนธ์ตอ่ ผู้รว่ มวจิ ยั ให้รบั รูแ้ ละเขา้ ใจ และก่อนการดำเนินการบรรยาย
ผู้วิจัยได้ ขอนมสั การ พระครธู รรมาภสิ มัย, ผศ.ดร. ผู้อำนวยการศนู ย์วิชาการ ในนามอาจารยท์ ่ีปรึกษา
และร่วมสังเกตการณ์การประชุมให้เกียรติพบปะกับคณะครูผู้ร่วมวิจัย โดยได้กล่าวชี้แจงจุดมุ่งหมาย
ในการประชมุ ในครั้งน้คี วามตอนหนงึ่ ว่า

“มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้กำหนดปรัชญาของมหาวิทยาลัยไว้ว่า ความเป็น
เลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา (Academic Excellence based on Buddhism) และ
เนื่องจากในงานวิจัยนี้เปน็ การวิจัยที่ใช้การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action
Research ) ซ่ึงมหี ลกั การ แนวคิด ทฤษฎขี องนักวิชาการต่าง ๆ การวจิ ัยเร่ือง “ปฏิบตั ิการแบบมีส่วน
รว่ มของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น” โดยระเบยี บวิธีวิจยั เชงิ ปฏิบัติการแบบมีส่วน
ร่วม (Participatory Action Research : PAR) นี้ เป็นการวิจัยในหลักสตู รศึกษาศาสตรดุษฎีบณั ฑติ
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ที่เสริมสร้างผู้วิจัยซึ่งเป็นนักเรียนในหลักสูตรให้มีภาวะความเป็น
ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพที่คุรุสภากำหนด ในมาตรฐานด้าน
ความรู้ คือ สามารถนำความรู้ ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาไป
ประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ในการบริหาร
จัดการการศึกษา เพอ่ื ประโชน์ของผู้วิจยั ผู้ร่วมวจิ ยั และสถานศกึ ษาตอ่ ไป”

(พระครธู รรมาภิสมัย, ผศ.ดร. 24 พฤษภาคม 2564)

144

ภาพที่ 4.4 พระครูธรรมาภสิ มัย, ผศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ พบผู้ร่วมวิจัย และชี้แจงถึง
จดุ ประสงค์เบ้อื งตน้ ของการวิจยั
ผู้วิจัยได้ทำหน้าท่ีเป็นวทิ ยากรให้ความรูแ้ ก่ผู้ร่วมวิจัย เก่ียวกับการปฏิบตั ิการแบบมีส่วนร่วม

(Participatory Action Research : PAR) และนำแผนสกู่ ารปฏิบัตทิ ี่มปี ระสทิ ธภิ าพ ดังภาพท่ี 4.5

ภาพที่ 4.5 ผู้วจิ ยั ทำหน้าท่ีวทิ ยากรใหค้ วามรกู้ ารวิจยั เชงิ ปฏบิ ัตกิ ารแบบมีสว่ นร่วม

145

การทำหน้าที่เป็นวิทยากรครั้งนี้ การดำเนินการจัดการประชุม ณ ห้องโสตทัศนศึกษา
โรงเรียนเนินสงง่าวิทยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ก่อนการดำเนินการให้ความรู้
ผู้วิจัยได้ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจต่อผู้ร่วมวิจัยเรื่อง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ( Teachers Participatory Practice to Enhance Students’
Leadership Skills) ว่าการวจิ ยั ในครั้งนี้ทกุ คนไม่ต้องกังวลเรื่องการเข้าร่วมหรอื ไมเ่ ข้าร่วมวิจัย เพราะ
การดำเนินการในครั้งนี้จะไม่มีผลใด ๆ ต่อตำแหน่ง หน้าที่การงานของผู้เข้าร่วมวิจัย แต่เป็นการเข้า
ร่วมด้วยความสมัครใจ อย่างเต็มใจในการเข้าร่วมงานวิจัยในครั้งน้ี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้าง
ความเป็นกันเอง ความร่วมมือ สัมพันธภาพอันดีให้เกิดขึ้น การเสริมสร้างความคิดกล้าแสดงทัศนะ
และลดความขัดแย้งทีจ่ ะเกิดข้ึนในอนาคต หลักการ/แนวคดิ ท่ยี ดึ ถอื คอื แนวคิดการวิจยั ปฏิบตั ิการแบบ
มีส่วนร่วมที่กล่าว่า “ผู้วิจัยจะต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องผนวกตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
องคก์ รที่ตนเองทำงานอยู่ เพ่อื สร้างความคุน้ เคยและเป็นกันเองกบั คณะครู” และจรรยาบรรณนักวิจัย
ที่ระบุว่า “ผู้วิจัยต้องแสดงให้ทราบถึงธรรมชาติของกระบวนการวิจัยตั้งแต่เริ่มแรก รวมท้ัง
ข้อเสนอแนะและประโยชน์ให้แก่ผู้ร่วมวิจัยได้รับทราบ” ในการดำเนินการดังกล่าวผู้วิจัยลำดับ
เหตกุ ารณแ์ ละรายละเอียดรวมทั้งผลการดำเนนิ การดงั นี้

ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมเวลา 08.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2564
ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โดยเริ่มประชุมเวลา 09.00 น. ประธานในพิธีกล่าวเปิดการประชุม โดย นาย
เกยี รติ ปะหุสี ผู้อำนวยการโรงเรยี นเนินสงา่ วทิ ยา และพระครูธรรมาภิสมยั , ผศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์
วิชาการ ให้เกียรติพบกับผู้ร่วมวิจัย และพักเบรค เวลา 10.30 น. ผู้วิจัยได้พูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง
การทำวิจัย ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) และได้นำเค้าโครงดุษดี
นิพนธ์ของผู้วิจัยมานำเสนอต่อผู้ร่วมวิจัยได้รับฟัง และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์
การทำวิจยั ของผู้ร่วมวจิ ัย โดยผู้ร่วมวิจยั ทกุ คนได้มีโอกาสพดู คุยในทปี่ ระชุม จนถงึ เวลา 12.00 น.พัก
รบั ประธานอาหารเท่ยี งร่วมกันโดยผู้วิจยั ไดจ้ ัดหาข้าวกล่องให้ผู้รว่ มวจิ ัยไดร้ ับประทาน

กิจกรรมท่ี 2 การเสวนาโต๊ะกลมเพอื่ ทำความเขา้ ใจในเทคนิคการทำงาน เวลา 13.00 น.
การเสวนาโต๊ะกลมระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ซึ่งเป็นการให้ความรู้ในหัวข้อเทคนิคการสังเกตและ
การบันทึกข้อมูล การถอดบทเรียน โดยผู้วิจัยเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่อง เทคนิคการสังเกต และ
การบนั ทกึ ขอ้ มูล การถอดบทเรยี น เพื่อให้ผู้ร่วมวิจยั ไดเ้ ขา้ ใจ ซึ่งการดำเนินผู้วิจยั ไดแ้ บ่งกลมุ่ ผู้รว่ มวิจัย
ออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ฝ่ายกิจการนักเรียน กลุ่มที่ 2 ฝ่ายอำนวยการ กลุ่มที่ 3 ฝ่ายวิชาการ
และกลุ่มท่ี 4 ฝา่ ยบรหิ ารท่วั ไป

การดำเนินการผู้วิจัยได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการประชุม เหตุผลความจำเป็นในการ
เสวนาโต๊ะกลม ซงึ่ มมที ม่ี าจากการดำเนนิ การวจิ ยั เรอ่ื ง ปฏบิ ัติการแบบมสี ่วนรว่ มของครเู พ่อื เสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ( Teachers Participatory Practice to Enhance Students’
Leadership Skills)

การเสวนาโต๊ะกลมร่วมกันของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยเพื่อทำความเข้าใจในเทคนิคที่จะใช้ใน
การวิจยั เปน็ เทคนคิ ท่จี ะใช้ในขัน้ ตอนต่าง ๆ ของการวจิ ยั เช่น เทคนคิ การวางแผนเชิงปฏิบัติการและ

146

การนำแผนสู่การปฏบิ ตั ทิ ่ีมีประสทิ ธิผล เทคนคิ การสังเกตและการบันทกึ ขอ้ มูล เทคนิคการระดมสมอง
และการถอดบทเรยี น และเทคนคิ การสรา้ งเครื่องมือเพ่ือใชใ้ นการวจิ ัย

เทคนิคการสังเกต กลุ่มคนที่ถูกสังเกตมีการทำกิจกรรมร่วมกัน ผู้สังเกตเปรียบเสมอื นส่วน
หนึ่งของผู้ที่ถูกสังเกต หรือสถานการณ์ที่ถูกสังเกต และรูปแบบที่ 2 คือ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม
คือ การสังเกตที่ผู้วิจัยเฝ้าสังเกตอยู่วงนอก ไม่เข้าไปร่วมในกิจกรรมที่ทำอยู่ ทั้งการสังเกตแบบมีส่วน
ร่วมและการสังเกตแบบไม่มสี ว่ นรว่ มน้ัน ต่างมีวัตถปุ ระสงค์ เพื่อสังเกตพฤติกรรมและเหตกุ ารณ์ เพื่อ
นามาหาความสัมพันธ์และความหมายของปรากฏการณท์ ีเ่ กิดขนึ้

เทคนิคการบันทึกข้อมูล สำหรับเทคนิคการบันทึกข้อมูล สิ่งสำคัญท่ีผู้ร่วมวิจัยจะต้องทำ
ความเข้าใจ คือ ในการบันทึกข้อมูลนั้น ประกอบด้วย การบันทึกข้อมูลจาการสังเกต และการบันทึก
ข้อมูลทั่วไป โดยผู้ร่วมวิจัยสามารถใช้วิธีการจดบันทึก บันทึกเสียง บันทึกภาพได้ตามความเหมาะสม
ประเด็นสำคญั คือ การใส่ใจในสถานการณต์ ่าง ๆ โดยละเอยี ด และเพิ่มเติมขอ้ สังเกตของผู้บันทึกที่ว่า
ประกอบเพอ่ื ให้การบันทกึ ข้อมลู นัน้ มคี วามชดั เจนมากข้นึ

เทคนิคการระดมสมอง ผู้วิจัยได้ ดำเนินการเทคนิคการระดมสมองเป็นการเสริมสร้างพลงั
ความรู้เบือ้ งต้นเร่ืองการระดมสมองหรือ การระดมความคิด (Brainstorm) เปน็ เทคนคิ ท่ีนิยมนำมาใช้
ในการระดมความคิดเพื่อหาไอเดีย สร้างสรรค์ใหม่ ๆ หรือใช้ในระดมความคิดเพื่อแก้ไขปัญหาจาก
หลาย ๆ มุมมองหลายความคิดของ สมาชิกที่มารว่ มกจิ กรรมระดมสมองเกิดจากแนวคิดของ Alex F.
Osborne ซงึ่ เปน็ ผู้บริหารบรษิ ัทโฆษณาแห่งหน่ึง การระดมสมองโดยสรปุ หมายถึง การระดมความคิด
จากทุก ๆ มุมมอง โดยไม่มีการตัดสินถูกผิดของสมาชิกในกลุ่ม เพื่อหาทางเลือกในการตัดสินใจ
ความคิดใหม่ ๆ และใช้ในการวางแผน จำนวนคนท่ีร่วมระดมสมองถ้าจะให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ควรอยู่ระหว่าง 4 ถึง 9 คน ถ้าน้อยไปจะได้ความคิดและมุมมองน้อย แต่ถ้ามากไปความคิดจะแตก
ออกนอกทะเลไป หรือมคี นทน่ี ัง่ เงียบไมอ่ อกความคิดเห็น สิง่ สำคัญในการระดมสมอง คอื ให้ทกุ คนได้มี
ส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ระดมความคิดให้ได้ปริมาณมากที่สุด ไม่มีการตั้งกรอบ
หรือประเมินถูกผิดขณะระดมความคิด โดยผู้วิจยั ไดอ้ ธบิ ายข้ันตอนการระดมสมอง ดงั นี้

ขั้นที่ 1 ตั้งผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อเป็นผู้ประสานงาน กระตุ้นให้เกิดการ
ออกความเห็นอย่างเท่าเทียมกันหากมีผู้ที่นั่งเงียบหรือบางคนผู้กขาดพูดอยู่คนเดียว ช่วยไกล่เกล่ีย
หากมผี ู้ทโี่ ต้แยง้ กนั เป็นต้น

ขั้นที่ 2 กำหนดหัวข้อในการระดมความคิด หัวข้อในการระดมสมองควรเป็นหัวข้อที่
เจาะจง ไม่กว้างจนเกินไป เพราะเมื่อจบการระดมสมองอาจจะไม่ได้ข้อสรุปที่นำไปดำเนินการต่อได้
ตวั อยา่ งหัวข้อ เช่น “ทักษะภาวะผู้นำนกั เรยี นในศตวรรษท่ี 21”

ขั้นที่ 3 ระดมความคิด เพื่อให้ได้ความคิดมามากที่สุด โดยมีกฎว่าต้องจดทุกความคิดโดย
ไม่มีการประเมินใด ๆ ทงั้ สน้ิ เพราะทกุ คนตอ้ งได้รบั อิสระในการแสดงความคดิ เหน็ ในขัน้ นีอ้ าจจะต้อง
กำหนดเป้าหมายในการระดมความคิด เช่น กำหนดจำนวนที่ต้องการ 80-100 ไอเดีย หรือ
กำหนดเวลา 1-1.5 ชั่วโมงเป็นต้น เครื่องมือที่ใช้จดความคิดมีหลายเครื่องมือ เช่น ใช้ mind map,
Root cause analysis (ผังกา้ งปลา) หรอื แมแ้ ต่การใช้กระดาษ post it ไปแปะตามหมวดหมู่

ขั้นที่ 4 สรุปผลการระดมสมอง สรุปออกมาเป็น 4 กลุ่มโดยแยกตามโครงสร้าง 4 ฝ่าย
ไอเดียที่ดีพร้อมไปดำเนินการได้ไอเดียดีรอการพิจารณา และไอเดียท่ีต้องพิจารณา โดยสมาชิกคนใด

147
คนหนึ่งจะเป็นคนจดบันทึก พร้อมทั้งส่งบันทึกให้กับผู้ที่ร่วมระดมสมอง ในการระดมสมองนั้นส่วน
ใหญ่เราจะไม่ทิ้งความคิดใดความคิดหนึ่ง เพราะในเวลานั้น ความคิดที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือ
เพ้อฝัน อาจจะเป็นเพราะทรพั ยากรในตอนนัน้ เราอาจจะไม่พร้อมทีจ่ ะดำเนินการ แต่อาจจะเปน็ จรงิ
ในภายหลังก็ได้อย่างเช่น อินเทอร์เน็ต รถยนต์ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องมีคนขับรถบินได้ในปัจจุบันก็มาจาก
ความฝันในอดีตเชน่ กัน

ขนั้ ที่ 5 การตดิ ตามผล หลังจากระดมสมองเสรจ็ แล้ว ควรมีการติดตามผลว่าได้นำความคิด
นั้นไปดำเนินการแล้วผลเป็นอย่างไรเพื่อประเมินและหาหนทางหรือนำแนวคิดที่เหลือไป ดำเนินการ
ต่อจากนั้น ผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจัยทำการแบ่งกลุ่ม 3 ประกอบด้วยผู้ร่วมวิจยั ครูที่ปรกึ ษาชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 จำนวน 4 คน ผู้ร่วมวิจัยครูที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 คน และผู้ร่วมวิจัยครูที่
ปรึกษาชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 จำนวน 5 คน รวม 13 คน ตามโครงสร้างบรหิ ารงาน 4 ฝ่ายประกอบด้วย
ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายกิจการ และฝ่ายบริหารทั่วไป เพื่อฝึกการระดมสมอง โดยให้แต่ละ
กลุ่ม แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวก และฝึกการระดมสมองในประเด็นที่กำหนดให้
เกยี่ วกับการจดั การเรยี นรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน ดังภาพที่ 4.6

ภาพท่ี 4.6 ผู้วิจัยทำหนา้ ท่เี ป็นวิทยากรใหค้ วามรู้เรอ่ื ง เทคนิคการระดมสมอง
จากการระดมสมองของผู้ร่วมวิจัย สรุปได้ว่า ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ได้แก่ ผู้นำท่ีมี

วิสัยทัศน์ มองการไกล มคี วามรับผิดชอบ กลา้ คดิ กลา้ ทำในสงิ่ ที่ถกู ตอ้ ง กลา้ แสดงออก กล้าตดั สินใจ มี
ความยืดหยุน่ มีคุณธรรม มีมารยาท มีศีลธรรม ผู้นำด้านการแต่งกาย การมีระเบยี บวินัย (การตรงตอ่
เวลา) ผู้นำด้านประชาธปิ ไตย ผู้นำการดแู ลสขุ ภาพ ผู้นำดา้ นความคิดสรา้ งสรรค์ ผู้นำความคิดเชงิ บวก
ผู้นำด้านวชิ าการ ผู้นำแหง่ ความสำเร็จ ผู้นำความยตุ ธิ รรม เป็นแบบอยา่ งท่ดี ี ผู้นำแหง่ การเรียนรู้ ผู้นำ

148

ทีมที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำด้านจิตอาสา ผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง ผู้นำด้านกีฬา ผู้นำด้านการพูดเชิง
สร้างสรรค์ ผู้นำด้านกิริยามารยาท ผู้นำด้านการเคารพนพไหว้ ผู้นำกิจกรรม ผู้นำด้านอำนาจบารมี
ผู้นำดา้ นเทคโนโลยี ผู้นำดา้ นจติ วญิ ญาณ ผู้นำด้านการปกครองและการบรหิ าร ผู้นำทเ่ี ป็นนกั ประสาน
ผู้นำดา้ นศลิ ปะวัฒนธรรม ผู้นำดา้ นการประกอบอาชพี ผู้นำด้านการอนรุ กั ษส์ ืบสานภูมิปญั ญาไทยและ
ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ผู้นำดา้ นบริการและการส่ือสาร ผู้นำการออกแบบกิจกรรม และผู้นำการวางแผน

กิจกรรมท่ี 3 สรปุ ผลการสงั เกต ดำเนนิ การ ดงั น้ี
1. การช้ีแจงแนวคดิ และแนวปฏิบัติการวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั ิการแบบมีส่วนร่วม จากการสงั เกตผู้
ร่วมวิจัยมีความกระตือรือร้น ตั้งใจฟังและพร้อมรับการเรียนรู้ ทั้งนี้เนื่องจากการสอบถามครูซึ่งมี
ขา้ ราชการครู จำนวน 13 คน ในทีป่ ระชมุ คุณครสู ว่ นใหญ่ยังไมไ่ ด้จบปรญิ ญาโท และจากการสังเกตครู
มีความสนใจและตั้งใจฟัง ให้ความร่วมมือทุกกิจกรรมที่ดำเนินการ เพราะเป็นการเรียนรู้ไปพร้อมกัน
เพราะเป็นการเรียนรู้กระบวนการปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วนร่วม รู้ขั้นตอนวิธีการดำเนินการ ปฏิทิน
การวิจัย และในการประชุมครั้งนี้ โรงเรียนเนินสง่าวิทยา ยังได้จัดทำเกียรติบัตรมอบให้แก่ผู้เข้าร่วม
ประชุมเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และก่อนการดำเนินการประชุม ผู้วิจัยได้เข้าพบผู้อำนวยการ
โรงเรียนเนินสง่าวิทยา เพื่อปรึกษาหารือชี้แจงถึงกิจกรรมการประชุมก่อนเบื้องต้น แล้วขออนุญาต
จัดการประชุม โดยได้ประสานพระครูธรรมาภิสมัย, ผศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ
มหาวิทยาลยั มหามกฎุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน ในนามอาจารยท์ ี่ปรกึ ษาและได้กำหนดวันประชุม
คือวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564 ต่อจากนั้นได้จัดทำหนังสือเพื่อเชิญอาจารย์ที่ปรึกษาเข้าร่วม
ประชมุ ตามวนั เวลาทีก่ ำหนด จัดทำหนงั สือขออนญุ าตผู้อำนวยการโรงเรยี นเนินสง่าวทิ ยา ซงึ่ เป็นพ้ืนที่
วิจัย เพ่อื จัดประชุม รวมทงั้ ประกาศเชิญชวนครูทุกคนเพ่ือเขารว่ มประชุม และได้รบั ความร่วมมือเป็น
อย่างดี ซึ่งสังเกตได้จากความกระตือรือร้น และความตั้งใจที่จะพัฒนางานด้วยกระบวนการวิจัยเชิง
ปฏบิ ตั ิการแบบมสี ่วนรว่ มเพอื่ ใหส้ ำเรจ็ ลุลว่ งตามวตั ถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้
2. การเสวนาโต๊ะกลมรวมกันของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย เนื่องจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนรวม ต้องอาศัยการมีส่วนรวมของผู้วิจัยและผู้รวมวิจัยเป็นสำคัญ ผู้วิจัยจึงได้ให้ความรู้แก่ผู้
ร่วมวิจัย และกระตุ้นให้มีส่วนรวมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอบคำถาม บอกเล่าประสบการณ์
ปัญหา และประสบการณ์การแก้ไขปัญหาทีพ่ บในการทำงาน จากประสบการณ์จรงิ และสนทนาเรือ่ ง
ทั่วไป เพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยได้เกิดความผ่อนคลายไม่ให้บรรยากาศตึงเครียด รวมทั้งการสร้างแรงบันดาน
ใจ ทีส่ ่งผลให้เกดิ ภาวะผู้นำในสถานการณ์ต่าง ๆ และสอบถามความตอ้ งการจำเปน็ ท่ีครูมคี วามคิดเห็น
และอยากใหเ้ กิดภาวะผู้นำนักเรียนในโรงเรียนเนนิ สงา่ วิทยา
3. การดำเนินการประชุมเพื่อให้ความรู้การจัดทำปฏิทินการดำเนินการเป็นการร่วม
สรุปผลการประชุม การพัฒนาฐานความรู้ของผู้ร่วมวิจัย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และ
เชื่อมโยงสู่การนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนางานผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกัน กำหนดปฏิทินการ
ดำเนนิ การวิจัย การกำหนดระยะเวลาให้สอดคล้องกับขั้นตอนการดำเนินการวิจยั โดยดำเนินการวิจัย
วงจรที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ.
2564 และวงจรท่ี 2 ดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถงึ เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2565
กจิ กรรมท่ี 4 การถอดบทเรยี น การดำเนินการ เวลา 15.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2564
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรค

149

3) ข้อสงั เกตหรือข้อเสนอแนะเพอ่ื การปรับปรงุ แกไ้ ข 4) การเรยี นรู้และความรู้ใหมท่ เ่ี กดิ ข้ึน ในขน้ั ตอน
นีม้ ีรายละเอยี ดปรากฏ ดังต่อไปน้ี

1. ผลการดำเนนิ งาน
1.1 การชี้แจงแนวคิดและแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมต่อผู้ร่วม

วิจยั ให้รับรู้และเข้าใจ ผลการดำเนินงานสรปุ ไดว้ ่า หลังจากท่ีผู้วิจยั ได้นำเสนอเคา้ โครงร่างดุษฎีนิพนธ์
และทำความเขา้ ใจเก่ียวกบั กระบวนการวจิ ยั เชิงปฏบิ ัติการแบบมีส่วนร่วมผู้บริหารและครโู รงเรียนเนิน
สง่าวิทยา ซึ่งเป็นพื้นที่วิจัย ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยทุกคนมีความเข้าใจและเห็นชอบให้ดำเนินการวิจัย
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) โรงเรียนเนินสง่าวิทยา และ
หลังจากการประชุมครั้งนี้ทำให้ได้ผู้ร่วมวิจัย ซึ่งได้มาโดยความสมัครใจและเต็มใจจำนวน 34 คน แต่
ในการดำเนินการนัน้ กลุ่มเป้าหมายทกี่ ำหนดไว้ 13 คน

1.2 การถอดบทเรียน หลังจากได้จัดทำปฏิทินการดำเนินงานวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจยั ไดร้ วมกันถอดบทเรียนการเรยี นรู้ท่ีได้จากการวจิ ัยขั้นตอนที่ 1 ในประเด็น 1) ผล
การดำเนินงาน 2) ขอ้ บกพร่องหรือปัญหาอปุ สรรค 3) ขอ้ สงั เกต ขอ้ คดิ เห็น หรอื ข้อเสนอแนะ 4) การ
เรียนรู้และความรู้ให้ท่ีเกิดข้นึ ในขั้นตอนนี้

2. ข้อบกพร่องหรือปญั หาอุปสรรค
2.1 การชี้แจงแนวคิดและแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เนื่องจาก

ในการประชุมในข้ันตอนที่ 1 การเตรยี มการ (Preparation) มคี รใู หค้ วามสนใจเข้าร่วมประชุมจำนวน
34 คน เพราะครูส่วนใหญ่อยากเรียนรู้ขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วนร่วมถึง
จะแจ้งถึงวัตถุประสงค์ และผู้วิจัยได้แจ้งกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน
ปลาย (ม.4-ม.6) จำนวน 191 คน ครูผู้ร่วมวิจัยคือ ครูที่สอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
จำนวน 13 คน ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบและเข้าใจและพร้อมที่จะเข้าประชุมในขั้นตอนที่ 2 การ
วางแผน (Planning) ในครั้งต่อไปตามท่ีกำหนด

2.2 การเสวนาโต๊ะกลมของผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจัยเพื่อทำความเข้าใจในเทคนิคท่ีจะใช้ใน
การวิจัย ซึ่งการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นเรื่องใหม่ สำหรับผู้บริหารและครูโรงเรียนเนิน
สง่าวิทยา ผู้ร่วมวิจัยจะคุ้นเคยกับการประชุมหรือการอบรมสัมมนา โดยนั่งฟังโดยไม่แสดงความ
คิดเห็น หรือมีส่วนรวม รอเพียงรับทราบมติหรือข้อตกลงเพื่อนำไปปฏิบัติและบรรยากาศในการ
ประชุมค่อนข้างตึงเครียด และสถานที่ที่ใช้ในคับแคบเกินไป ทำให้เกิดปัญหาในการการเข้ากลุ่ม
กิจกรรมการเสวนา และปัญหาอกี ประการก็คือ สืบเนอื่ งจากสถานการณก์ ารระบาดของโรคไวรัสโคโร
น่า (Covid 19) ระลอก 3 ทำให้ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยดำเนินการตามนโนบายเว้นระยะห่างทางสังคม
(Social Distancing) ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการและนโยบายที่ทางจังหวัดกำหนดและโรงเรียน
ไดถ้ อื ปฏิบัติและสนองนโยบายดงั กล่าว

2.3 การจัดทำปฏิทินการดำเนินงาน ผู้ร่วมวิจัยยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการพัฒนางาน
หรือขนั้ ตอนของการดำเนนิ งานในแต่ละขนั้ ตอน

2.4 การถอดบทเรียน ผู้รว่ มวิจัยยงั ไม่เข้าใจวธิ ีการถอดบทเรียนในแต่ละประเดน็ ทำให้
การดำเนนิ การประชมุ เลกิ ประชุมชา้ กว่าเวลาทก่ี ำหนด

150

2.5 การเสวนากลุ่มเพื่อใหเ้ กิดองค์ความรูค้ วามเข้าใจเก่ียวกับกระบวนการ/เทคนิคการ
วจิ ยั พบข้อบกพร่อง คอื ผู้ทรี่ ่วมวจิ ัยบางทา่ นไม่มีพื้นฐานความรู้ดา้ นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วน
ร่วม โดยมีขั้นตอนในการถอดบทเรียนที่ผู้ร่วมวิจัยจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการประเมินเชิง
ปฏบิ ัติการเพอื่ นำมาใช้ในการทบทวนหรอื สะทอ้ นผลหลงั การปฏิบัติกจิ กรรมตามขน้ั ตอน

2.6 การประเมินปฏิบัติการเป็นเร่ืองใหม่ท่ีผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวจิ ยั ยังไม่ชัดเจนหรือมองไม่
เห็นความแตกตา่ งซง่ึ กันและกันกบั การประเมินแบบด้ังเดิมหรือการประเมินปกตทิ ี่ทำกนั มา

2.7 กิจกรรมในการถอดบทเรียนอาจมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติเนื่องจากมีกิจกรรมการ
ถอดบทเรียนทุกขั้นตอนของกิจกรรม ผู้ร่วมวิจัยแต่ละคนอาจมีเวลาว่างไม่ตรงกันซึ่งอาจจะทำให้
กจิ กรรมการถอดบทเรยี นขาดความสมบูรณไ์ ด้

2.8 กิจกรรมการถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจัยยังเกิดความสับสนที่เก่ียวกับประเด็นที่จะ
นำมารว่ มกนั พจิ ารณาในการถอดบทเรยี นที่ได้กำหนดข้นึ ในการอธิบายและยกตวั อยา่ ง

3. ข้อสงั เกตหรอื ข้อเสนอแนะเพ่ือการปรบั ปรุงแก้ไข
3.1 การเสวนากลุ่มเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ/เทคนิคการวิจัย

เพือ่ ใหม้ ีขอ้ สังเกตหรือข้อเสนอแนะใหม้ ีการปรับปรุงโดยผู้วิจยั ได้อธิบายและยกตวั อย่าง หรือแบบเก็บ
ข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้ ควรจัดทำเปน็ เอกสารองคค์ วามรทู้ ่เี พิม่ เติมในรายละเอียด และตัวอย่างของ
เครื่องมือและเทคนิคการวิจัยเพื่อแจกให้ผู้ร่วมวิจัยทุกคนได้ศึกษาเพิ่มเติม ให้ใช้เป็นแนวทางในการ
ดำเนินการวิจยั นำมาใช้ในการทบทวนหรือสะทอ้ นผลหลงั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามขนั้ ตอน

3.2 การประเมินปฏิบัติการเป็นเรื่องใหม่ท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยยังไม่ชัดเจน มี
ข้อเสนอแนะคือ อธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการวิจัยปกติโดยทั่วไป และการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการ โดยการอธิบายเพิ่มเติม และควรมีการจัดทำเอกสารสรุปความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการ
ประเมนิ เชงิ ปฏบิ ัติการ เช่น ความหมาย ลกั ษณะ กระบวนการ บทบาทของนักประเมินเชิงปฏิบัติการ
และตารางเปรยี บเทียบการประเมนิ แบบปกติ/ดั้งเดมิ กับการประเมินเชงิ ปฏบิ ัติการนัน้

3.3 กิจกรรมการถอดบทเรียนอาจมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ มีข้อสังเกตและ
ข้อเสนอแนะคือ การบูรณาการเข้ากับการจดั กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ของครทู ี่เป็นคณะกรรมการที่
ปรกึ ษาระดบั ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายซึ่งดำเนนิ การจัดการเรยี นการสอนตามตารางท่ีกำหนด คือการ
ประชมุ ครทู ีป่ รึกษาทุกสัปดาห์

3.4 กิจกรรมการถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจัยยังเกิดความสับสนเกี่ยวกบั ประเด็นทีจ่ ะนำมา
ร่วมกันพิจารณาในการถอดบทเรียน มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะคือ นอกจากที่ผู้วิจัยได้อธิบายและ
ยกตวั อย่างให้เห็นแล้ว ควรมสี รปุ เปน็ เอกสารเพ่ิมเก่ียวแบบบันทึกการถอดบทเรียน ซ่ึงอาจจัดเป็นรูป
ตารางไขว้ (Cross Tab) ของการเลือกใชเ้ ทคนิคการถอดบทเรยี นทแ่ี บง่ ตามชว่ งเวลาและวัตถุประสงค์
นนั้ ๆ

4. การเรยี นรู้และความรู้ใหม่ที่เกดิ ขนึ้
4.1 การชี้แจงแนวคิดและแนวปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม จากการ

ดำเนินงานในกิจกรรมนี้ ผู้วิจัยได้เรียนรู้บริบทของโรงเรียนเนินสง่าวิทยา ผู้อำนวยการสถานศึกษา
รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูและนักเรียน ผู้ร่วมวิจัยได้รับความรู้และประสบการณ์ในการสัมมนา
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามกระบวนการวิจยั เชิงปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนรวม ดังจะ

151

เห็นได้จากการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมวิจัย ถึงแม้ว่าจะกำหนดผู้ร่วมวิจัยจำนวน 13 คน แต่ในการจัด
กิจกรรมการปฏิบัติการวิจัยแบบมีส่วน ครั้งนี้คณะครูมีต้องการที่จะเข้าร่วมรับฟังทั้งเพื่อเป็นการ
พัฒนาตนเอง โดยการจัดกิจกรรมทั้งการชี้แจงแนวคิดและแนวปฏิบัติ การสัมมนา การจัดทำปฏิทิน
การดำเนินงาน และการถอดบทเรียน

4.2 การสัมมนาหรือเสวนาโต๊ะกลมรวมกันของผู้วิจัยและผู้รวมวิจยั เพื่อทำความเข้าใจ
ในเทคนิคที่จะใช้ในการวิจัย ทำให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้ความสนใจและลักษณะการสนทนาของผู้ร่วม วิจัย
แต่ละคน ดังจะเห็นได้จากผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจัยได้สนทนาพูดคุยแลกเปลีย่ นซึ่งกันและกันมี ความเป็น
กันเองแบบกัลยาณมิตร ทำใหผู้ร่วมวิจัย กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น และบอกความต้องการของ
ตนเอง

4.3 การจัดทำปฏิทินการดำเนินงานในการกำหนดกิจกรรมการดำเนินงานในแต่ละ
ขั้นตอนนั้น เกิดจากแนวคิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และลงมติกันเพื่อให้ ได้ขั้นตอนการ
ดำเนินงานที่ทุกคนจะสามารถปฏิบัติรวมกันได้ ไม่ใช้ความคิดของผู้วิจัยเพียงคนเดียว เพื่อให้เกิดผล
สำเร็จผู้วิจัยต้องสร้างความเป็นกันเอง และเปิดโอกาสใหผู้ร่วมวิจัยได้เปิดใจ กล้าที่จะแสดงความ
คดิ เห็น และมสี ่วนรวมโดยใช้เทคนิคการระดมสมอง

4.4 การถอดบทเรียน ทำให้ผู้วิจัยและผู้รวมวิจัยได้ทบทวนการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ว่า
ได้ดำเนินการมาถูกต้องหรือไม่ มีสิ่งใดที่ยังต้องปรับปรุง หรือมีสิ่งใดที่ปฏิบัติได้ดีแล้ว เป็นกิจกรรมท่ี
สง่ เสรมิ ให้ผู้ร่วมวิจัย คิดยอ้ นกลบั ไปพิจารณาตนเอง จากจุดเรม่ิ ต้นกอ่ นการดำเนินการขน้ั ตอนที่ 1 ว่า
ผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจัยไดอ้ ะไรจากการดำเนินงานทผ่ี า่ นมา ซ่งึ ผู้รว่ มวจิ ยั สามารถตอบไดว้ ่า ไดค้ วามรู้และ
ได้ฝึกทักษะพื้นฐานสำหรับการวิจยั ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งแนวคิด ประสบการณ์ ปัญหาต่าง ๆ
และได้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันทั้งจากผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย การถอดบทเรียน มีจุดมุ่งหมาย
เพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ปัญหาอุปสรรค 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข
4) การเรยี นรู้จากการปฏบิ ตั ิ (Learning from Practice) ที่เกดิ ขึน้ ในขัน้ ตอนน้ี ดังนี้

4.4.1 ผลการดำเนินงาน จากการดำเนินกิจกรรมเค้าโครงการวิจัยต่อผู้ร่วมวิจัยให้
รับรู้และเข้าใจ ตลอดจนกิจกรรมเสวนาร่วมกันของผู้วิจัยและผู้ร่วมวจิ ัย เพื่อทำความเข้าใจในเทคนิค
ทจ่ี ะใชใ้ นการวจิ ยั ดังกล่าวข้างตน้ จะเหน็ วา่ ผลการช้ีแจงเพื่อเชิญชวนเป็นผู้ร่วมวิจัยโดยความสมัครใจ
หลังการช้แี จงแลว้ มีครูในเข้าร่วมวจิ ยั จำนวน 13 คน ผลจากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคที่ใช้ใน
การวิจยั จะเหน็ วา่ ครูกระตือรือร้นท่จี ะรว่ มดำเนินการวจิ ัยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงเสวนาเกี่ยวกับ
เทคนิคการวิจัยครูผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี สนใจซักถาม และผู้วิจัยก็ได้ให้ข้อชี้แนะ
พรอ้ มสรปุ แนวทางที่เปน็ ข้อสรุปรว่ มกันเพ่อื นำไปสู่การปฏบิ ตั กิ ารวิจัยต่อไป

นอกจากนี้ มีประเด็นที่ครกู ังวลเกี่ยวกับกิจกรรมการถอดบทเรยี นแตล่ ะครัง้ ท่ีครูจะตอ้ งนำ
ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสังเกตในขณะปฏิบตั ิมาร่วมกันถอดบทเรียน ซ่ึงไม่ควรใช้เวลานานเกินไป

ข้นั ตอนที่ 2 การวางแผน (Planning) ในวงจรท่ี 1
ในขั้นตอนการวางแผน มีการดำเนินกิจกรรมจำนวน 4 กิจกรรม คือ 1) การระดมสมอง
เพ่อื การดงึ ศักยภาพจากประสบการณ์ของผู้รว่ มวจิ ยั 2) การนำเสนอแนวการพฒั นาเชิงทฤษฎแี ก่ผู้ร่วม
วิจัย 3) การบรรจบกันของธารสายประสบการณ์และสายวิชาการ 4) สรุปผลการสังเกตและการถอด
บทเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการทำกิจกรรมร่วมกันของขั้นตอนที่ 2 โดยทั้ง 4 กิจกรรม จึงได้

152

ตกลงให้มีการดำเนินการ 1 วัน คือวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนเนิน
สง่าวิทยา การดำเนินการทั้งสองวัน ใช้เวลาช่วงหลังเลิกเรียนที่ไม่มีกิจกรรมการเรียนการสอน คือ
ต้งั แต่ เวลา 09.00 - 16.00 น. และได้เรียนเชญิ รองผู้อำนวยการฝ่ายกจิ การนักเรยี น เขา้ สังเกตการณ์
ประชุม ซง่ึ ผู้วจิ ยั และผู้รว่ มวจิ ัยได้ดำเนินการในเรื่อง “ปฏบิ ตั ิการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้าง
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers Participatory Practice to Enhance Students’
Leadership Skills)” ทงั้ นีใ้ นการดำเนนิ การดังกลา่ วข้างต้นสามารถนำมาบรรยายเพ่ือแสดงให้เห็นถึง
ลำดบั เหตุการณ์และรายละเอียดรวมทงั้ ผลลพั ธ์ทีเ่ กิดข้ึน ไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี

กิจกรรมท่ี 1 การระดมสมองเพ่ือการดึงศักยภาพจากประสบการณ์ของผ้รู ่วมวจิ ัย มีการ
จัดประชุมกันในวันพุธท่ี 30 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00 - 10.30 น. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดม
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ 1) คุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายจากการพัฒนา
2) หลักการ/แนวคิด/วิธีการ/เทคนิค/กลยุทธ์/กิจกรรมเพื่อการพัฒนา และ 3) ขั้นตอนการพัฒนา
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมวิจัยแต่ละคนแสดงทัศนะของตนเอง พร้อมท้ัง
เปิดใจในเรือ่ งที่ตนเองตอ้ งการนำเสนออย่างเต็มที่ ผู้ร่วมวิจยั ร่วมกันระดมสมองโดยอาศัยความรู้และ
ประสบการณ์พื้นฐานที่มีและเคยทำกันมา โดยแต่ละคนได้แสดงสิ่งที่คาดหวังที่จะแก้ปัญหาในการ
เสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน และกิจกรรมการเรียนการสอนของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม
ก่อนดำเนินการระดมสมองเพื่อให้การดำเนินการระดมสมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงได้
นำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนของการระดมสมอง 6 ขั้น ตามแนวคิด
ของ Rawlinson (2017) ประมาณ 5 นาที โดยใช้ PowerPoint ในการนำเสนอขั้นตอนทง้ั 6 ข้ันตอน
ได้แก่ ขั้นที่ 1 กำหนดพิจารณาปัญหา (State the Problem And Discuss) ขั้นที่ 2 ทบทวนปัญหา
(Restate the Problem) ขั้นที่ 3 คัดเลือกประเด็นเบื้องต้น (Select a Basic Restatement) ขั้นท่ี
4 เร้าและกระตุ้นความสนใจในที่ประชุม (Warm-Up Session) ขั้นที่ 5 ระดมความคิดระดมสมอง
(Brainstorming) และข้ันท่ี 6 คัดเลอื กแนวคิด (Wildest Idea) และไดด้ ำเนินการระดมสมอง ดังน้ี

ขั้นที่ 1 กำหนดพิจารณาปัญหา ผู้วิจัยแจ้งแจ้งผู้ร่วมวิจัยปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาการ
เสริมสร้างทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรยี น ซ่งึ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของโรงเรยี นเนนิ สงา่ วทิ ยา คือ
เป้าหมายความสำเร็จ (Goals) ด้านนักเรียน คือ มีนิสัยใฝ่รู้ รักการอ่านและการค้นคว้า สามารถ
แสวงหาความรู้ด้วยตนเองเป็นคนดี มีคุณธรรม รู้จักคิดวเิ คราะห์ มีทักษะการดำรงชีวิตในสังคมยุคใหม่
ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ สรา้ งงานสร้างอาชีพ สามารถนำเสนอผลงานได้
อยา่ งสรา้ งสรรค์ สบื สานวิถวี ัฒนธรรมไทยอย่างม่นั ใจในตนเอง และมที กั ษะภาวะผู้นำ

ทั้งนี้เพื่อทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน เป็นทักษะที่ส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนให้มี
ระดับคุณภาพที่สูงขึ้น กล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงในสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อให้ที่ประชุมรับทราบ
และร่วมกันพิจารณาถึงปัญหาท่ีต้องการจะแก้ไขวา่ มีคุณลักษณะท่ีคาดหวังให้เกิดข้นึ กบั กลุ่มเป้าหมาย
จากการพัฒนาอะไรบ้าง โดยใช้เทคนิคการระดมสมองเพื่อให้ได้มาซึ่ง SWOT Analysis ผู้ร่วมวิจัยได้
ระดมสมองโดยผู้วิจัยแจกกระดาษโพสอิทให้ผู้ร่วมวิจัยเพื่อเขยี นจดุ แข็ง จดุ ออ่ น โอกาส และอุปสรรค
ในเรือ่ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน แล้วใหท้ กุ คนเขียนคณุ ลกั ษณะที่คาดหวังที่ตอ้ งการลงในกระดาษ
โพสอทิ แล้วนำไปติดไวบ้ อรด์ ทีก่ ำหนด

153

ขั้นที่ 2 ทบทวนปัญหา จากปัญหาและคุณลักษณะที่คาดหวังให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจาก
การพัฒนาดังกล่าวโดยให้ทุกคนในที่ประชุมพยายามหาวิธีการที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา โดยตั้ง
คำถามว่า “มหี ลักการ/แนวคดิ /วธิ ีการ/เทคนิค/กลยุทธ/์ กิจกรรมเพื่อการพฒั นาอะไรบา้ ง” แลว้ ให้ทุก
คนเขียนลงแผ่นกระดาษทก่ี ำหนดให้แลว้ นำไปตดิ ไวบ้ อร์ดทกี่ ำหนด

ขั้นที่ 3 คัดเลือกประเด็นเบื้องตน้ จากหลักการ/แนวคิด/วิธีการ/เทคนิค/กลยุทธ์/กิจกรรม
เพื่อการพัฒนาในขั้นที่ 2 ที่ประชุมร่วมกันจัดกลุ่มวิธีการพัฒนาเกี่ยวกับประเด็นหลักการ/แนวคิด/
เทคนิค/วิธีการ/กลยุทธ์/กิจกรรมเพื่อการพัฒนาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) คุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิด
ขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายจากการพัฒนา 2) หลักการ/แนวคิด/วิธีการ/เทคนิค/กลยุทธ์/กิจกรรมเพื่อการ
พัฒนา และ 3) ข้นั ตอนการทกั ษะภาวะผู้นำของนักเรียน

ขั้นที่ 4 เร้าและกระตุ้นความสนใจในที่ประชุม ในขั้นนี้ผู้วิจัยใช้เวลาประมาณ 5 นาที
เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าประชุมเกิดความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวที่จะระดมสมองกัน และสรุป
ประเด็นทีจ่ ัดกลมุ่ ไว้ในขนั้ ตอนที่ 3 ใหท้ ป่ี ระชุมเหน็ ชอบร่วมกนั

ขั้นที่ 5 ระดมความคิดระดมสมอง ผู้วิจัยอ่านประเด็นที่เลือกไว้ด้วยกันเริ่มจาก
1) คุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายจากการพัฒนา 2) หลักการ/แนวคิด/วิธี การ/
เทคนิค/กลยุทธ์/กิจกรรมเพื่อการพัฒนา และ 3) ขั้นตอนการทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน เพื่อให้
ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นออกมาอภิปรายอย่างอิสระเสรีโดยไม่มีการคัดค้านใด ๆ เพื่อ
กำหนดพลังขบั ทน่ี ำมาใช้เพ่อื การเปลย่ี นแปลง

ขั้นที่ 6 คัดเลือกแนวคิด เป็นขั้นสุดท้ายของการระดมสมองโดยที่ประชุมร่วมกันทบทวน
และคัดเลือกเพื่อสรุปเป็นแนวคิดร่วมกันของที่ประชุมทั้ง 3 ประเด็น ได้แก่ คือ 1) คุณลักษณะท่ี
คาดหวังให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายจากการพัฒนา 2) หลักการ/แนวคิด/วิธีการ/เทคนิค/กลยุทธ์/
กิจกรรมเพอื่ การพัฒนา และ 3) ขั้นตอนการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน โดยมบี รรยากาศการ
ระดมสมอง ดงั ภาพที่ 4.7 และตัวอย่างการสนทนาต่อไปน้ี

“ในการดำเนินการประชุมครั้งนี้ เนื่องด้วยผู้อำนวยติดภารกิจมอบหมายให้รอง
ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการดำเนินการระชุม ซึ่งเราได้ดำเนินการประชุมในการดำเนินการ “ปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน (Teachers Participatory
Practice to Enhance Students’ Leadership Skills)” ไปแล้วในขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนดำเนินการ
เตรียมการ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 และในวันนี้เป็นการประชุมขั้นตอนที่ 2 การวางแผน
(Planning) ในวงจรที่ 1 ในขั้นตอนการวางแผน มีการดำเนินกิจกรรมจำนวน 4 กิจกรรม คือ 1) การ
ระดมสมองเพื่อการดึงศักยภาพจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย 2) การนำเสนอแนวการพัฒนาเชิง
ทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย ซึ่งในการประชุมในครั้งนี้ต้องขอบพระคุณคณะครูทุกท่าน ซึ่งวันนี้เราจะได้
ดำเนินการในกิจกรรมที่ 1 และกิจกรรมที่ 2 และในวนที่ 1 กรกฎาคม 2564 อีกครั้งหนึ่ง ต้อง
ขอขอบคุณผู้ร่วมวิจัยในคร้ังน้ี และท่านสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มท่ีครับ”

(ผู้วิจัย, 30 มถิ นุ ายน 2564)
“ในกจิ กรรมท้งั 4 กิจกรรม เป็นกิจกรรมท่ีดีมากคะ โดยเฉพาะการระดม สมองโรงเรยี นเรา
เวลามีกิจกรรมพวกเราก็จะได้ร่วมมือกันทำเป็นประจำโดยเฉพาะการทำ SWOT Analysis เป็น
กิจกรรมการระดมสมองอย่างดีเพราะทำให้เราทราบว่าในการดำเนินกิจกรรมต่างนั้น เรามีจุดแข็ง

154

จุดอ่อนโอกาส และอุปสรรค อะไรบ้างในองค์กรของเรา และเราสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการ
ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาต่อไป และในครั้งนี้ก็เหมือนกันเราก็มา SWOT กันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง
ค่ะ”

(ผู้ร่วมวจิ ัยคนที่ 1, 30 มถิ ุนายน 2564)
“การประชุมในครั้งนี้หลักจากรับฟังการนำเสนอของผู้วิจัย การตอบข้อ ซักถามของผู้ร่วม
วิจัย คิดว่าคงทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือข้อเสนอแนะก็สามารถแจ้งผู้วิจัยได้
ตลอดเวลาครบั ”

(ผู้วิจัย, 30 มิถนุ ายน 2564)

การดำเนินการระดมสมองเพื่อการดึงศักยภาพจากประสบการณ์ผู้ร่วมวิจัย ร่วมกันระดม
สมองโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์พื้นฐานทมี่ ีและเคยทำกนั มาเพ่ือหาคำตอบว่าจากความรู้และ
ประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัยหากต้องการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะ
ผู้ น ำ ข อ ง น ั ก เ ร ี ย น ( Teachers Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership
Skills)” ในปีการศึกษา 2564 โดยดำเนินการประชุม ระดมสมองในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เวลา
10.30-12.00 น. ณ ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนเนินสง่าวิทยา โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการประชุม
และการระดมสมองโดยการจัดทำ SWOT Analysis ดังภาพท่ี 4.7

STRENGTHS เอาจดุ แขง็ ขององค์กรมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์
WEAKNESSES SO สงู สุดกับโอกาสท่ีได้รับจากภายนอก

นำจดุ แขง็ ขององค์กรมาลดผลกระทบท่ีเกิด
ST จากอุปสรรคท่ีไดร้ ับจากภายนอก

OPPORTUNITIES WO ลดหรือแก้ไขจุดอ่อนเพื่อรบั ประโยชนจ์ าก
THREATS โอกาสจากภายนอกท่ีเขา้ มา

WT ทั้งลดและพิชิตจุดอ่อนภายในและอุปสรรค
จากภายนอก

ภาพที่ 4.7 แผนผงั การระดมสมองโดยใช้ SWOT Analysis

การระดมสมองเพื่อให้ได้มาซึ่ง SWOT Analysis ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้ระดมสมองโดย
ผู้วจิ ยั แจกโคดอิดให้ผู้ร่วมวจิ ัยเพ่ือเขียนจดุ แขง็ จดุ อ่อน โอกาส และอุปสรรค ในเรื่องทักษะภาวะผู้นำ
ของนกั เรยี น โรงเรยี นเนินสงา่ วิทยา เมือ่ เขยี นเสรจ็ แล้วให้ผู้รว่ มวจิ ยั นำไปตดิ ไวต้ ามตวั อกั ษรที่กำหนด
ดังนี้ จุดแข็งให้ผู้ร่วมวิจัยเอาไปติดไว้ที่ตัวอักษร S จุดอ่อนให้ผู้ร่วมวิจัยเอาไปติดไว้ที่ตัวอักษร W

155
โอกาสให้ผู้ร่วมวิจัยเอาไปติดไว้ที่ตัวอักษร O และอุปสรรคให้ผู้ร่วมวิจัยเอาไปติดไว้ที่ตัวอักษร T เม่ือ
ดำเนินกจิ กรรมเสร็จส้ินผู้วิจยั กร็ วบรวมขอ้ มูลในการวิจยั

จากผลการดำเนนิ งานเก่ยี วกับการการระดมสมองของผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจยั เพื่อทำความ
เข้าใจในเทคนิค SWOT Analysis ดงั แสดงในภาพท่ี 4.8

ภาพท่ี 4.8 ผู้รว่ มวจิ ยั ทำความเข้าใจในเทคนิค SWOT Analysis
จากการดำเนินการดังกล่าว สรุปจาก mind map ว่า ผู้ร่วมวิจัยให้ข้อคิดเห็นเพื่อการ

พัฒนาเร่ือง “ปฏิบัติการแบบมสี ่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills)” ในเร่อื งท่ตี อ้ งการจะพัฒนา
ร่วมกัน สรุปได้ ดังนี้ คือ 1) คุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายจากการพัฒนา
2) หลักการ/แนวคิด/วิธีการ/เทคนิค/กลยุทธ์/กิจกรรมเพื่อการพัฒนา และ 3) ขั้นตอนการพัฒนา
ทักษะภาวะผู้นำของนกั เรยี น ดังนี้

1. ลักษณะท่ีคาดหวังใหเ้ กิดขน้ึ กับ “นักเรยี น” ซึ่งเป็นกลุ่มเปา้ หมายจากการพฒั นา
1) นักเรยี นได้เรียนรูจ้ ากการลองผิดลองถูกในสถานการณ์จรงิ หรือจากการทดลอง
2) นักเรยี นมคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และสรา้ งสรรค์ มากกว่าการ

ทอ่ งจำ
3) นักเรียนได้ทักษะเพื่อการเรยี นรู้สำหรบั ศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการคิดสร้างสรรค์

ทกั ษะการคดิ เชงิ วพิ ากษ์ ทกั ษะการสอ่ื สาร และทกั ษะการใช้เทคโนโลยี เปน็ ตน้
4) นักเรียนได้เรียนรู้จากการสำรวจความต้องการและประสบการณ์ของตัวเอง โดยมี

การเรยี นรูท้ ส่ี อดคลอ้ งกับวิถชี ีวิตประจำวันและเหมาะกับความรู้ของผู้เรยี น

156

5) นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการวางแผนเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้ กิจกรรม
การเรยี นการสอนและตอบคำถามในชั้นเรยี นอย่างชัดเจน

6) นักเรยี นได้ใชอ้ ปุ กรณ์การสือ่ สาร เพอ่ื การเรียนรูอ้ ยา่ งกว้างขวางจากท่ัวโลก
2. หลกั การ/แนวคิด/วธิ ีการ/เทคนคิ /กลยุทธ/์ กจิ กรรมเพ่ือการพฒั นา

1) ใหน้ กั เรียนนำเสนอผลงานในช้ันเรียน
2) ให้นกั เรยี นทำงานแบบร่วมมือกัน
3) ให้นักเรยี นฝกึ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพือ่ ให้เกดิ การเรยี นรู้ที่หลากหลาย
4) ให้นักเรียนไดฝ้ ึกการคดิ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และสร้างสรรค์ จากสถานการณต์ ่าง ๆ
5) ใหน้ กั เรียนทำกิจกรรมพัฒนาแบบจติ อาสา
6) ให้นักเรียนกลา้ ลองผดิ ลองถกู
7) ฝึกนกั เรียนให้มีทกั ษะหลาย ๆ ด้าน ตามความถนดั ของนักเรียน
8) ให้นักเรียนไดเ้ รยี นรู้จากการสำรวจความต้องการและประสบการณข์ องตัวเอง
9) ฝึกใหน้ กั เรยี นได้มสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรียนการสอนและตอบคำถามในช้นั เรยี น
10) ให้โอกาสนกั เรียนแสดงวสิ ัยทศั น์ของตนเอง
11) ใหน้ กั เรยี นไดใ้ ช้อปุ กรณ์ดา้ นการสื่อสาร เพ่ือการเรยี นร้อู ย่างกวา้ งขวางจากทัว่ โลก
3. ขน้ั ตอนการทักษะภาวะผ้นู ำของนักเรียน การเรยี นรู้
สรุปขนั้ ตอนการนำทางเลือกสู่การปฏบิ ตั ิเพื่อทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น การเรยี นรู้
ขัน้ ตอนท่ี 1 รว่ มกันทำความเข้าใจในข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายอย่างลึกซ้ึง ที่กำหนด
ไดจ้ ากขอ้ เสนอทางเลือกในเชงิ วชิ าการหรือทฤษฎเี สรมิ ดว้ ยข้อเสนอจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจยั
ขน้ั ตอนท่ี 2 นำทางเลอื กทีแ่ ตล่ ะคนเลือกสู่การปฏิบตั ิในรายวิชาทสี่ อนหรือในงานท่ีทำ
ขั้นตอนที่ 3 นำผลการปฏิบัติของแต่ละบุคคลมาอภิปรายร่วมกันในกลุ่มทุกระยะ 15 วัน
เพ่อื ทบทวนกิจกรรมทางเลือกทเ่ี ลอื กไปปฏิบตั ิ และการกำหนดกจิ กรรมทางเลือกเพิม่ เติม
กิจกรรมที่ 2 การนำเสนอแนวการพัฒนาเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย มีการจัดประชุมกันใน
วนั พุธที่ 30 มิถุนายน 2564 เวลา 13.00 - 14.30 น. เปน็ แนวการพัฒนาท่ีผู้วิจยั ไดศ้ กึ ษารวบรวมและ
เรียบเรียงเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในบทที่ 2 เป็นเนื้อหาที่ให้คำตอบในเชิงทฤษฎีต่อ
คำถามในทำนองเดยี วกันวา่ “จากการศกึ ษาค้นคว้าทศั นะทางวชิ าการหรือทางทฤษฎีของผู้วจิ ยั พบวา่
หากต้องการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นกับนักเรียน 1) มีข้อเสนอแนะที่เป็นลักษณะหรือ
คุณลักษณะที่เกิดขึ้นจากผลการพัฒนาอะไรบ้าง 2) มขี อ้ เสนอแนะที่เป็นหลักการ / แนวคดิ / เทคนิค
/ วธิ กี าร / กจิ กรรมเพื่อใชเ้ ปน็ แนวทางในการพัฒนาอะไรบ้าง และ 3) มีข้อเสนอแนะเกีย่ วกับข้ันตอน
เพอ่ื ใช้เปน็ แนวทางในการพฒั นาอะไรบ้าง” ท้ังนี้ เพื่อใหเ้ ป็นไปตามหลักการท่วี ่าผู้วิจัยถือเป็นสายธาร
วชิ าการท่มี ีความรูแ้ ละความไวเชงิ ทฤษฎใี นเรือ่ งท่จี ะพัฒนา และมุ่งสร้างทัศนคติทีด่ ีให้เกิดขน้ึ กบั ผู้ร่วม
วิจัยวา่ ทฤษฎกี บั การปฏิบัติเป็นสง่ิ ที่ไปดว้ ยกันได้ ไมไ่ ด้เปน็ เส้นขนานท่ีไม่มีวันบรรจบกัน ให้เกิดความ
ตระหนักว่าทฤษฎีจะชว่ ยย่นระยะทางการลองถกู ลองผิดใหส้ ้ันลงได้ และสร้างแนวคิดให้ผู้ร่วมวิจยั ได้
เขา้ ใจและตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกนั ระหว่างการวิจัย ทฤษฎีและการปฏิบัติ หรือนักวิจัย
นักทฤษฎี และนักปฏิบัติ ว่าหากทำให้เกิดขึ้นได้ ก็จะทำให้การดำเนินงานวิจัยเป็น ไปอย่างมี
ประสิทธภิ าพและประสิทธิผลย่งิ ข้ึน

157

ซง่ึ ผู้ร่วมวจิ ัยท่ีเขา้ รว่ มประชุมประกอบดว้ ยคณะกรรมการครูท่ีปรึกษาระดบั ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 - 6 และในการดำเนินการนั้นผู้วิจัยได้ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายของการทำกิจกรรมนี้ให้ผู้ร่วมวิจัย
ทราบ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย เป็นแนวการพัฒนาท่ีผู้วิจัยได้ศึกษา
เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในบทที่ 2 ซึ่งทฤษฎีที่ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า พบว่า
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะภาวะ ผู้นำของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร และ
มีแนวทางในการพัฒนาอยา่ งไร? และเพ่ือใหเ้ ป็นไปตามหลักการทว่ี ่าผู้วจิ ัยถือเป็นสายธารวชิ าการ ที่มี
ความรู้และเข้าใจเชิงทฤษฎีในเรื่องทีจ่ ะพัฒนา ซึ่งการดำเนินกิจกรรมนี้ ผู้วิจัยดำเนินการเพื่อมุ่งสร้าง
ทัศนคติที่ดีให้เกิดขึ้นกับผู้ร่วมวิจัยที่ว่าทฤษฎีกับการปฏิบัติเป็นสิ่งที่ดำเนินการควบคู่กันได้ ไม่ได้เป็น
เส้นขนานทไ่ี มม่ วี ันบรรจบกนั ทำใหเ้ กดิ ความตระหนักว่าทฤษฎีจะช่วยย่นระยะทางการลองถูกลองผิด
ให้สั้นลงได้ และสร้างแนวคิดให้ผู้ร่วมวิจัยได้เข้าใจ และตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน
ระหว่างการวิจัย ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ว่าหากทำให้เกิดข้ึนไดก้ ็จะทำใหก้ ารดำเนนิ งานวิจยั เป็นไป
อย่างมี ประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลย่ิงขน้ึ

การดำเนินการในขนั้ ตอนน้ี นอกจากการนำเสนอเน้ือหาเชิงทฤษฎีท่ีผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรวบรวมเป็นวรรณกรรมการวิจัยในบทที่ 2 แก่ผู้ร่วมวิจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ผู้วิจัยอาจดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ควบคู่ด้วย เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ร่วมวิจัยในเรื่องที่จะ
พฒั นาได้อีกด้วย การระดมสมองเพ่ือการบรรจบกนั ของธารสายประสบการณ์และสายวชิ าการ เพ่ือให้
มีการบูรณาการระหว่างแนวการพัฒนาที่ผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนดจากการระดมสมองในกิจกรรมกับ
แนวการพัฒนาท่ีผู้วิจัยนำเสนอจากแนวคิดเชิงทฤษฎีในกิจกรรมแล้วกำหนดเป็นแผนปฏิบั ติการ
(Action Plan) ท่มี อี งคป์ ระกอบดังนี้ 1) สภาพทเี่ คยเปน็ มาของเร่ืองท่จี ะพัฒนา 2) สภาพปัจจุบันของ
เรื่องที่จะพัฒนา 3) สภาพปัญหาและ/หรือความสำคัญของเรื่องที่จะพัฒนา 4) สภาพที่คาดหวัง เป็น
ความคาดหวังว่าหลังจากการพัฒนาแล้วต้องการใหเ้ กดิ อะไรขึ้น หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพ
เดมิ ท่ีดขี ้นึ ซง่ึ อาจเปน็ คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ที่คาดหวังใหเ้ กิดข้ึนกบั นักเรียน กบั ครู และกับกลุ่มคน
ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับผลจากการพัฒนานั้น และ/หรือความคาดหวังที่เกี่ยวกับประโยชน์ต่อการนำไปใช้
ของหน่วยงานเป็นต้น 5) ทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อการบรรลุความคาดหวัง เป็น
ทางเลือกทง้ั ทผี่ ู้รว่ มวิจัยนำเสนอจากความรู้และประสบการณ์ และที่ผู้วิจัยไดศ้ ึกษาทฤษฎีจากเอกสาร
และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 6) ทางเลือกที่คัดสรรเพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อการบรรลุความ
คาดหวัง เป็นการคัดสรรร่วมกันระหว่างผู้วิจัยกับผู้ร่วมวิจัย เพื่อให้มีการบูรณาการระหว่างแนวการ
พัฒนาท่ีผู้ร่วมวิจัย ร่วมกันกำหนดจากการระดมสมองในกิจกรรมข้อ 1 กับแนวการพัฒนาท่ีผู้วิจัย
นำเสนอจากแนวคิดเชิง ทฤษฎีในกิจกรรมข้อ 2 7) แนวทางเพื่อการพฒั นา เป็นการนำทางเลือกท่คี ัด
สรรได้ในจัดทำ รายละเอียดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่
เปน็ หลักการ / แนวคิด / วิธกี าร / เทคนคิ /กจิ กรรม เน่ืองจากเปน็ ข้อเสนอแนะที่จะเปน็ ประโยชน์ต่อ
การนำไปเป็นทางเลอื กที่หลากหลายในการปฏิบัตขิ องนักวชิ าการ เช่น Reddy (2016), Yan (2019),
Cherry (2019), Julka (2518), Francisco (2518), Dawson (2019), Zigarmi (2018), Game-
Learn (2016), และ Tony (2019) ซึ่งในกรณีของการนำเสนอแนวการพัฒนาเชิงทฤษฎแี ก่ผู้รว่ มวิจัย
มีผู้รว่ มวจิ ัยได้อภปิ รายใหค้ วามเหน็ และการนำเสนอขอ้ มูลของผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจยั ที่สำคญั ดังน้ี

158

“จากการได้ฟังแนวทางเกี่ยวกับทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ทักษะภาวะผู้นำ
ของนักเรียน ทำให้ทราบได้ว่า แนวทางการพัฒนานั้นเรา จะดำเนินเนินการอย่างไร และต้องทำ
อะไรบ้าง เพราะจากการฟังทฤษฎี ที่กล่าวมา เราสามารถนำแนวทางเหล่านั้นมาปรับใช้กับนักเรียน
ของเราเพ่ือให้เกิดทักษะภาวะผู้นำได”้

(ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 4, 30 มถิ นุ ายน 2564)
“การพัฒนาเด็กนักเรียนที่จะให้มีทักษะภาวะผู้นำนั้น เราสามารถส่งเสริม ให้เด็กนักเรียน
ไดใ้ นหลาย ๆ กจิ กรรม เพราะจากการที่ฟังจากทฤษฎี ของนักวชิ าการหลาย ๆ ทา่ นท่ยี กตัวอยา่ ง เช่น
ความติดสร้างสรรค์ การเป็น แบบอยา่ งทีด่ ี การมีวินัย คุณธรรมจรยิ ธรรม จิตอาสา เปน็ ต้น ”

(ผู้ร่วมวจิ ยั คนที่ 5, 30 มิถุนายน 2564)
“แสดงว่าเราสามารถบูรณาการกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาทุกกิจกรรม นำมาส่งเสริมและ
พัฒนานักเรียนให้เกิดทักษะภาวะผู้นำได้ เพราะกิจกรรม ย่อยแต่ละกิจกรรมที่เราให้นักเรียนทำน้ัน
ล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่นักเรียนทำ เป็นประจำอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้นักเรียนได้ตระหนักว่า
กิจกรรม บางกิจกรรมให้นักเรียนได้กระทำโดยที่ครูไม่ต้อองได้บอก ได้ชี้แนะเพราะผู้นำนั้นก็จะ
สามารถคิดกิจกรรม ออกแบบกจิ กรรมเองได้อยู่แล้ว”

(ผู้รว่ มวิจัยคนที่ 9, 30 มิถุนายน 2564)
“การดำเนนิ การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำนักเรยี นเราสามารถดำเนนิ การ พัฒนาได้ ไม่จำเป็น
เฉพาะครูที่เป็นคณะกรรมการครูที่ปรึกษาระดับชั้น ครูที่สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทุก
รายวิชา ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกระดับชัน้ ตั้งแต่ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4-6 เราก็สามารถทรอด
แทรกกิจกรรมที่ทำให้เกิดภาวะผู้นำในรายวิชาแต่ละวิชาอยู่แล้ว เช่น หัวหน้าห้อง หัวหน้ากลุ่ม หรือ
หัวหน้าทีม หัวหน้ากิจกรรมกรรมต่าง ๆ แต่ถ้าระดับโรงเรียนก็จะเป็นประธานนักเรียน กิจกรรม
ลกู เสือ เนตรนารี นักเรียนวชิ าทหาร กจ็ ะมนี ายหมู่ รองนายหม่เู ปน็ ต้น”

(ผู้รว่ มวิจยั คนที่ 12, 30 มิถนุ ายน 2564)

ภาพท่ี 4.9 การนำเสนอแนวการพฒั นาเชิงทฤษฎแี ก่ผู้รว่ มวิจัย

159

ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำให้กับนักเรียนนั้น ในส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญของ
แนวคิดเชิงทฤษฎีในประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากทัศนะของนักวิชาการและหน่วยงาน
ต่าง ๆ และนำมาเสนอให้ผู้ร่วมวิจัยได้ทราบและทำความเข้าใจ ในประเด็นเกี่ยวกับ 1) นิยาม
2) ความสำคัญ 3) ลักษณะหรือคุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้น 4) หลักการ / แนวคิด / วิธีการ /
เทคนิค /กจิ กรรม 5) ข้ันตอนการพัฒนา และ 6) แบบการประเมินการบรรลุผลที่คาดหวีง โดยเน้นใน
ส่วนของแนวทางการพัฒนาที่เป็นหลักการ / แนวคิด / วิธีการ / เทคนิค /กิจกรรม เนื่องจากเป็น
ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปเป็นทางเลือกที่หลากหลายในการปฏิบัติ ซึ่งมีผู้ให้
ขอ้ เสนอแนะ ดังนี้

- Reddy (2016) ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) ความคิดริเริ่ม (Taking on More Initiatives)
2) พัฒนาทักษะการสื่อสาร (Improving Communication Skills) 3) ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบความ
เป็นผู้นำ (Gaining Knowledge about Leadership Styles) 4) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical
Thinking) 5) สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ (Advocate Creativity) 6) การฟังที่มีประสิทธิภาพ
(Effective Listening) 7) ตามแบบอย่างที่ดี (Following The Role Model) 8) ผู้นำสร้างแรงจูงใจ
ให้พนักงาน (Motivating Your Employees) 9) มีความกระตือรือร้นในการทำงาน (Being
Passionate About Work) 10) มรี ะเบยี บวินัยดี (Well Disciplined) 11) การคิดเชิงบวก (Positive
Thinking) 12) มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน (Possessing a Clear Vision) 13) ความสามารถในการ
มอบหมายงาน (The Talent For Delegating Tasks) 14) รางวัลและการยอมรับ (Rewards and
Recognition) 15) การต่อสู้ดิ้นรน (Dealing Struggles) 16) เรียนรู้จากผู้อื่น (Learning From
Others) 17) ลองแนวคดิ ใหม่ ๆ (Try New Ideas) 18) ผลลัพธ์สดุ ท้าย (End Result) จากท่กี ล่าวมา
สรุปได้วา่ ทกั ษะความเปน็ ผู้นำ เมือ่ ผู้นำพยายาม

- Yan (2019) ใหข้ ้อเสนอแนะ ดังน้ี 1) การริเรม่ิ (Taking Initiative) 2) การคดิ เชงิ วพิ ากษ์
(Critical Thinking) 3) การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ (Listening Effectively) 4) สร้างแรงบันดาลใจ
ให้ผู้อื่น (Motivate Others) 5) ระเบียบวินัย (Discipline) 6) การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Constant
Learning) 7) การจดั การความขัดแยง้ (Handling Conflicts) 8) การเปน็ ผู้ตาม (Be a Follower)

- Cherry (2019) ให้ข้อเสนอแนะ ดงั น้ี 1) เริม่ ต้นด้วยการทำความเข้าใจรปู แบบความเป็น
ผู้นำ (Start By Understanding Your Leadership Style) 2) ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
(Encourage Creativity) 3) ทำหน้าที่เป็นแบบอย่าง (Serve as a Role Model) 4) มีความ
กระตือรอื ร้น (Be Passionate) 5) ฟังและสอื่ สารอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ (Listen and Communicate
Effectively) 6) มีทัศนะคติทางบวก (Have a Positive Attitude) 7) ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม
(Encourage People to Make Contributions) 8) กระตุ้นผู้ตามของผู้นำ (Motivate Your
Followers) 9) เสนอรางวัลและการยอมรับ (Offer Rewards and Recognition) 10) พยายามคิด
ทำสง่ิ ใหม่ ๆ (Keep Trying New Things)

- Julka (2518) ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) เป็นแรงบันดาลใจในการเป็นผู้นำที่ดีนั้น ขึ้นอยู่
กับว่าผู้นำจะทำอะไรให้สำเร็จ (Be an Inspiration Being a Good Leader Depends on How
You Get Things Done) 2) การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บางคนบอกว่า บางคนเกิดมาเป็นผู้นำ (Keep
Learning Some Say That Some People are Born Leaders) 3) การสื่อสาร (Communicate)

160

4) มองเห็นภาพใหญ่ขึ้นเสมอ (Always See the Bigger Picture) 5) คำพูดแสดงออกซึ่งการกระทำ
(Let Your Actions Speak for You)

- Francisco (2518) ให้ข้อเสนอแนะ ดังน้ี 1) ใช้ความคิดริเริ่ม (Take Initiative) 2) สร้าง
แรงบันดาลใจ และการสร้างแรงกระตุ้น (Inspire and Motivate) 3) วิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อน
ของผู้นำ (Analyze Your Strengths and Weaknesses) 4) การฟัง (Listen) 5) การจัดการกับความ
ขัดแยง้ (Deal with Conflicts) 6) การเปน็ ผู้ตาม (Be a Follower)

- Dawson (2019) ให้ข้อเสนอแนะ ดังน้ี 1) ความสำคัญของพลังส่วนบุคคล (The
Importance of Personal Power) 2) วิธกี ารในคิดเชงิ บวก (Positive Approach) 3) ความใจกว้าง
(Openness) 4) ความเต็มใจ (Willingness) 5) การจ้างงาน (Employing) 6) ความทรงจำ
(Remembering)

- Zigarmi (2018) ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) สถานที่ทำงานกำลังเปลี่ยนแปลง (The
Workplace is Changing) 2) ยกระดับทักษะความเป็นผู้นำแบบดั้งเดิม (Upgrade Traditional
Leadership Skills) 3) พัฒนาความเป็นผู้นำร่วมกันทั่วทั้งองค์กร (Develop a Common
Leadership Practice Across the Organization) 4) ผู้นำแบบยืดหยุ่น (Flex Leadership Style)
5) ผู้นำมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา (Today’s Leaders Need to Move from) 6) สร้างความเป็น
ผู้นำทช่ี าญฉลาด (Generate Leadership Intelligence) 7) ผู้นำ 2020 (Leadership 2020)

- Game-Learn (2016) ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) วิสัยทัศน์ (Vision) 2) แรงจูงใจ
(Motivation) 3) การแสดง (Serving) 4) เอาใจใส่ (Empathy) 5) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
6) ความทั่วถึง (Thoroughness) 7) การจัดการ (Managing) 8) การสร้างทีม (Team Building)
9) การรับความเสยี่ ง (Taking Risks) 10) การปรบั ปรงุ (Improving)

- Tony (2019) ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) มีความกระตือรือร้น (Be Passionate) 2) การ
สร้างรูปแบบความเป็นผู้นำสำหรับคนอื่น ๆ (Model Great Leadership for Others) 3) ทำความ
เข้าใจและการใช้จุดแข็ง (Understand Your Strengths and Use Them) 4) กำหนดเป้าหมายที่
เปน็ รปู ธรรมและดำเนินการให้สำเรจ็ (Set Concrete Goals and Execute Them) 5) ยอมรับความ
ล้มเหลว และเดินหน้าต่อไป (Admit When You Fail and Move on) 6) กระตุ้นผู้อื่น (Motivate
Others) 7) คน้ หาเป้าหมายที่สงู ข้ึนของผู้นำ (Find Your Higher Purpose)

กิจกรรมที่ 3 การระดมสมองเพื่อบรรจบกันของธารสายประสบการณ์และสายวิชาการ
โดยเริ่มดำเนินการในภาคบา่ ยต้ังแต่ 14.30-15.30 น. ของวนั ที่ 30 มิถนุ ายน 2564 ท้งั นี้เพอื่ ให้มีการบูร
ณาการระหว่างแนวการพัฒนาท่ีผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนดจากการระดมสมองในกิจกรรมแรกกับแนว
การพฒั นาทผี่ ู้วจิ ัยนำเสนอจากแนวคิดเชิงทฤษฎีในกิจกรรมทสี่ อง ตามหลกั การทีว่ ่า “การปฏบิ ตั ิหากไม่
มีทฤษฎีมาเสริมด้วย ก็เสมือนคนตาบอดไปไหนได้ไม่ไกล จะวนเวียนอยู่แต่วิธีการเดิม ๆ …” แล้ว
กำหนดเป็นแนวทางการพัฒนา ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ ผู้วิจัยและผู้รว่ มวิจัยจึงได้กำหนดข้อตกลงร่วมกนั
เพ่อื การทกั ษะภาวะผู้นำของนกั เรียน ดงั ภาพที่ 4.10

161

ภาพท่ี 4.10 กิจกรรมการบรรจบกนั ของธารสายประสบการณ์และสายวิชาการ

1. หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม เพื่อการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ
ของนกั เรยี น ที่เปน็ ข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลาย (Various Alternative Offerings)

จากการศึกษาหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะภาวะ
ผู้นำของนักเรียนจากทัศนะของ Reddy (2016), Yan (2019), Cherry (2019), Julka (2518),
Francisco (2518), Dawson (2019), Zigarmi (2018), Game-Learn (2016),และTony (2019)
ผู้วจิ ยั ได้นำมาบูรณาการกันระหวา่ งทัศนะทางวิชาการกบั ทศั นะของผู้รว่ มวจิ ัย โดยนำเอาขอ้ เสนอแนะ
ที่มีความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนำมาจัดเป็นข้อเสนอแนะเดียวกันเพียง 1 แหล่ง ส่วนที่มี
ความหมายแตกต่างกันได้คัดสรรข้อเสนอแนะที่มีความชัดเจนและมีความเป็นไปได้มากำหนดเป็น
ข้อเสนอแนะที่เป็นอิสระแยกกันไป ได้ข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลาย (Various Alternative
Offerings) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอทางเลือกในเชิงวิชาการหรือทฤษฎี (Academic or theoretical
Alternative Offerings) ท่ีเสรมิ ด้วยข้อเสนอจากประสบการณ์ของผู้รว่ มวจิ ัย (The Offerings based
on the Experiences of the Participants) ดังน้ี

1. ให้นักเรยี นนำเสนอผลงานในชั้นเรยี น
2. ให้นักเรียนทำงานแบบรว่ มมอื กนั
3. ใหน้ ักเรยี นทำกจิ กรรมพัฒนาแบบจติ อาสา
4. ใหน้ ักเรยี นกลา้ ลองผดิ ลองถกู
5. ใหโ้ อกาสนกั เรยี นแสดงวสิ ัยทัศน์ของตนเอง
6. ให้นักเรียนมีวสิ ยั ทัศน์ (Vision)
7. ให้นกั เรยี นมีแรงจูงใจ (Motivation)
8. ให้นกั เรยี นกล้าการแสดงออก (Serving)
9. ให้นกั เรียนมคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ (Creativity)
10. ให้นักเรยี นมกี ารสรา้ งทมี (Team Building)

162

11. ให้นักเรียนยกระดับทักษะจากภาวะผู้นำแบบดั้งเดิม (Upgrade Traditional
Leadership Skills)

12. ให้นักเรียนสามารถพัฒนาภาวะผู้นำร่วมกันทั่วกันทั้งหมด (Develop a Common
Leadership Practice Across the Organization)

13. ใหน้ กั เรียนมที ักษะผู้นำแบบยดื หย่นุ (Flex Leadership Style)
14. ให้นักเรียนมีทกั ษะความเปน็ ผู้นำท่ชี าญฉลาด (Generate Leadership Intelligence)
15. ให้นักเรียนเห็นความสำคัญของพลังส่วนบุคคล (The Importance of Personal
Power)
16. ให้นกั เรียนมวี ิธกี ารคิดเชงิ บวก (Positive Approach)
17. ให้นกั เรียนมีความคิดริเริ่ม (Take Initiative)
18. ให้นักเรียนมีทักษะการสร้างแรงบันดาลใจและการสร้างแรงจูงใจ (Inspire and
Motivate)
19. ให้นกั เรยี นสามารถวิเคราะหจ์ ดุ แข็งและจุดอ่อนของตนเอง (Analyze Strengths and
Weaknesses)
20. ให้นักเรียนมีทักษะในการฟัง (Listen)
21. ใหน้ ักเรียนมที ักษะการจดั การกับความขดั แย้ง (Deal with Conflicts)
22. ครูควรเปน็ แบบอย่าง (Serve as a Role Model)
23. ครคู วรมคี วามกระตือรือรน้ (Be Passionate)
24. ให้นักเรียนมีทักษะการสร้างรูปแบบภาวะผู้นำสำหรับคนอื่น ๆ (Model Great
Leadership for Others)
25. ให้นกั เรียนทำความเข้าใจถึงจุดแขง็ และการใชจ้ ุดแข็ง (Understand Strengths and
Use Them)
26. ให้นักเรียนมีการกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและดำเนินการให้สำเร็จ ( Set
Concrete Goals and Execute Them)
27. ให้นักเรยี นมีทกั ษะการจงู ใจผู้อื่น (Motivate Others)
28. ใหน้ กั เรยี นรู้จกั แสวงหาเป้าหมายท่ีสูงขนึ้ (Find Higher Purpose)
29. ให้นักเรียนตระหนักถึงทักษะสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นผู้นำที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับว่า
ผู้นำจะทำอะไรให้สำเร็จ (Be an Inspiration Being a Good Leader Depends on How Get
Things Done)
30. ใหน้ ักเรยี นมกี ารเรียนรู้อย่างต่อเนอ่ื ง (Keep Learning)
31. ให้นกั เรยี นร้หู ลักการสือ่ สาร (Communicate)
32. ให้นักเรียนสามารถมองเห็นภาพอนาคตที่ใหญ่ขึ้นเสมอ (Always See The Bigger
Picture)
33. ให้นกั เรียนกล้าพดู กล้าแสดงออกซง่ึ การกระทำ (Let Actions Speak)
34. ครจู ดั กิจกรรมความคิดรเิ ริม่ (Taking on More Initiatives)
35. ครูจดั กิจกรรมพัฒนาทกั ษะการสอื่ สาร (Improving Communication Skills)

163

36. ครูจัดกิจกรรมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบภาวะผู้นำ (Gaining Knowledge
about Leadership Styles)

37. ครจู ดั กจิ กรรมทกั ษะการคิดเชิงวพิ ากษ์ (Critical Thinking)
38. ครจู ัดกิจกรรมทสี่ ง่ เสริมสนบั สนนุ ความคิดสร้างสรรค์ (Advocate Creativity)
39. ครูจัดกิจกรรมการกระบวนการฟังทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ (Effective Listening)
40. ครูจดั กจิ กรรมการสรา้ งแบบอยา่ งทีด่ ี (Following the Role Model)
41. ครูจัดกิจกรรมส่งเสรมิ ความมีระเบยี บวนิ ัยดี (Well Disciplined)
42. ครจู ดั กิจกรรมเพือ่ ให้บรรลุซง่ึ วิสัยทัศนท์ ี่ชัดเจน (Possessing a Clear Vision)
43. ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบในการมอบหมายงาน (The Talent For
Delegating Tasks)
44. ครูจดั กจิ กรรมทีท่ า้ ทายและลองแนวคิดใหม่ ๆ (Try New Ideas)

2. หลักการทำงานเพือ่ ความมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน
จากข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลาย (Various Alternative Offerings) ที่ผู้วิจัยและผู้ร่วม
วิจัยร่วมกันกำหนดในขั้นตอนของการบูรณาการธารสายวิชาการของผู้วิจัยกับธารสายประสบการณ์
ของผู้รว่ มวจิ ยั เพ่ือพฒั นาภาวะผู้นำของนักเรียน ซึง่ ส่วนใหญ่เปน็ ขอ้ เสนอทางเลือกในเชิงวิชาการหรือ
ทฤษฎี (Academic or theoretical Alternative Offerings) ที่ได้จากการศึกษาวรรณกรรมท่ี
เกี่ยวข้องของผู้วิจัย เสริมด้วยข้อเสนอจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัย (The Offerings based on
the Experiences of the Participants) เป็นข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยได้
เลือกนำเอาทางเลือกที่แต่ละคนเห็นว่าเหมาะสม เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ และสอดคล้องกับบริบท
ของเนื้อหาวิชาที่สอน กับตัวนักเรียน กับระยะเวลา กับสถานที่ หรือกับระดับชั้นเรียน อย่างทบทวน
ไปมาในข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายเหล่านี้ เพื่อเพิ่มโอกาสเลือกทางเลือกที่หลากหลายมากข้ึน
อย่างสม่ำเสมอ และอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติ (Acting) ทั้งนี้เพื่อให้การนำ
ข้อเสนอทางเลือกเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้
กำหนดหลัก ก าร ท ำ งา นเ พื่ อคว า ม มี ปร ะสิ ทธ ิภา พใ น กา ร พั ฒน าภ าว ะ ผู้ นำ ข อง นั ก เร ีย น ด ั ง น้ี

2.1 มีการสื่อสาร (Communication) การสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพเปน็ ส่วนที่สำคญั
ทส่ี ุดของการทำงานเป็นทมี และเกยี่ วข้องกับการอัเดตแต่ละบุคคลอย่างสม่ำเสมอ และไม่เคยคิดว่าทุก
คนมขี อ้ มลู เดียวกนั การเปน็ ผู้ส่ือสารท่ดี ีกห็ มายถึงการเป็นผู้ฟังท่ีดีดว้ ย การฟังเพอ่ื นรว่ มงานการแสดง
ความคิดเห็นแสดงถึงความเคารพ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างความไว้วางใจที่สำคัญ การให้กำลังใจยังช่วยให้
สมาชิกในทีมได้รับประโยชน์สูงสุดอีกด้วย การทำงานร่วมกันและการเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ยังเป็น
สว่ นประกอบสำคัญสำหรับสภาพแวดลอ้ มของทีมทก่ี ลมกลืนกนั

2.2 มีคณะผู้แทน (Delegation) ทีมที่ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีจะเข้าใจจดุ แข็งและ
จุดอ่อนของสมาชิกในทีมแต่ละคน ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่งคือผู้นำทีมและ
สมาชิกมีความเชี่ยวชาญในการระบุทุกแง่มุมของโครงการและจัดสรรงานให้กับสมาชิกในทีมที่
เหมาะสมทสี่ ุด

164

2.3 มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ทีมที่แข็งแกร่งและเหนียวแน่นพัฒนาระบบที่ช่วย
ให้พวกเขาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อทำงานให้เสร็จทันเวลา โดยการทำงานร่วมกัน
เพื่อนร่วมงานจะตระหนักถึงความสามารถของตนเอง และความสามารถของกลุ่มโดยทั่วไป และ
สามารถจัดระเบยี บปริมาณงานตามน้ัน

2.4 มีความคิด (Ideas) เม่อื ทมี ทำงานร่วมกนั ได้ดี เพ่อื นรว่ มงานจะรู้สึกสบายใจที่จะ
เสนอคำแนะนำและแนวคิดต่าง ๆ สภาพแวดล้อมของทีมที่เคารพนับถือและไว้วางใจไม่เพียงแต่ช่วย
ใหเ้ พื่อนรว่ มงานคิดอยา่ งสรา้ งสรรค์มากข้ึนเทา่ น้ัน แตย่ งั นำไปส่กู ารระดมความคดิ ทมี่ ีประสิทธิผลและ
ทำงานร่วมกนั มากข้ึน

2.5 มีการสนับสนุน (Support) สถานที่ทำงานทั้งหมดมีความท้าทาย แต่การมี
สภาพแวดล้อมของทีมที่แข็งแกร่งสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนสำหรับพนักงานได้ พวกเขา
สามารถชว่ ยเหลือซึ่งกนั และกันในการปรบั ปรุงผลงานของตนเองรวมท้ังทำงานร่วมกันเพ่ือพัฒนาการ
พัฒนาทางวิชาชีพของตน การสร้างความผูกพันบนความไว้วางใจและการพึ่งพาซึ่งกันและกันอาจมี
ความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากโดยเฉพาะ หรือหากกลุ่มถูกบังคับให้
จดั การกบั การสญู่ เสยี สมาชิกในทีมในขณะที่ยงั คงรักษาประสิทธิภาพการทำงานต่อไป

ภาพท่ี 4.11 หลักการทำงานเพื่อความมีประสิทธภิ าพในพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี น
3. กลยุทธ์การทำงานในการวิจัยเพื่อความมีประสิทธิภาพในพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ

ของนกั เรยี น
3.1 มีทัศนคติที่ดี (Have a positive attitude) ไม่ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีหรือไม่ดี จง

รักษามุมมองที่สมดุลและช่วยแนะนำเพื่อนร่วมงานให้มีทัศนะเกี่ยวกับเจ้านายหรืองาน การแนะนำ
และร้องขอของคุณอาจส่งผลไปถึงผู้ที่สูงขึ้นในองค์กร ให้ค้นหาช่องทางที่เหมาะสมเพื่อแนะนำการ
ปรับปรงุ แทน

165

3.2 มีความรับผิดชอบ (Be Accountable) สำหรับทั้งการกระทำและงานที่คุณ
คาดหวงั ประการแรก เพยี งยอมรับความผิดพลาดของตนเอง บางทเี ราเองอาจคำนวณตัวเลขเหล่าน้ัน
ผิด แสดงว่าทุดคนมีความสามารถในการกลืนอัตตาของเราและซื่อสัตย์เพื่อเห็นแก่คนอื่น รับผิดชอบ
ตัวเองเม่อื คณุ ทำเร่ืองยุ่ง ๆ และไว้ใจไดเ้ มือ่ ถูกถามเรื่องต่าง ๆ จากเรางา่ ย ๆ รบั ผิดชอบต่อตัวเองและ
บทบาทของตนเองในท่ที ำงาน

3.3 อ่านมาก (Read A lot) ติดตามข่าวสาร ความก้าวหน้า และความท้าทายของ
อตุ สาหกรรมดำดงิ่ สนู่ วนยิ ายเรอ่ื งโปรดของคุณในวนั ทีฝ่ นตก ไม่สำคญั ว่าจะอ่านประเภทไหน ตราบใด
ที่เป็นความตั้งใจ (การเลื่อนบนโซเชียลมีเดียโดยไม่สนใจ) จากข้อมูลของ Entrepreneur.com การ
อ่านหนังสือทำให้ฉลาดขึ้น รวยขึ้น และมีสุขภาพดีขึ้นจริง คุณสมบัติสองประการเหล่าน้ีเกี่ยวขอ้ งกบั
ประสิทธิภาพการทำงานทด่ี ขี ึน้ และอกี ประการหน่ึงเปน็ เพียงข้อดอี ย่างมาก

3.4 เรียนรู้ต่อเนื่อง (Keep Learning) สมองคือกล้ามเนื้อ ดังนั้นจงพยายามต่อไป
และท้าทายให้สมองเป็นแบบฉบับที่ดีขึ้นทั้งในและนอกท่ีทำงาน การเรียนรู้อาจเป็นการเข้าชั้นเรียน
หรือการเลือกสมองของเพื่อนร่วมงานในแผนกอื่น มันอาจจะใช้การวาดภาพ ไม่ว่าจะเลือกทำอะไร
เพียงให้แน่ใจว่าไม่ไดห้ ยุดออกกำลงั กายกล้ามเนอื้ ที่สำคญั ทส่ี ดุ

3.5 ใช้เครื่องมือองค์กรดิจิทัล (Use digital organization tools) มีเทคโนโลยีอยู่
มากมาย ก่อนที่จะถูกครอบงำหาข้อมูลเพื่อดูว่ามีแอปกำหนดการ ปฏิทิน การสื่อสาร และองค์กร
ใดบา้ ง ทกุ คนอาจพบวา่ บางอย่างเหมาะสำหรับตนเอง (มวี ิธีที่ชาญฉลาดในการรวบรวมที่อยู่อีเมลของ
ลูกค้าและรับคำวิจารณ์จากลูกค้า) เพียงจำไว้ว่าเคร่ืองมือดิจิทัลสามารถเป็นเพื่อนกับคุณได้ หากมัน
สมเหสำหรับเรา และเราใชเ้ วลานอ้ ยท่สี ดุ ทจ่ี ำเปน็ ในการเรียนร้แู ละนำเคร่ืองมอื เหลา่ นี้ไปใช้กบั เวริ ก์
โฟลวข์ องคุณ

1. มที ัศนคตทิ ่ดี ี 4. เรียนรตู้ อ่ ไป 5. ใชเ้ ครอื่ งมือ
(Have a (Keep องค์กรดจิ ทิ ลั
positive Learning) (Use digital
attitude) organization
2. มคี วาม
tools)
รับผดิ ชอบ (Be
Accountable) 3. อ่านมาก
(Read A lot)

ภาพที่ 4.12 กลยุทธ์การทำงานในการวิจัยเพื่อความมีประสิทธิภาพในพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรยี น

166

4. ขน้ั ตอนเพ่ือความมีประสิทธภิ าพในการนำทางเลอื กสกู่ ารปฏิบัติ
ขน้ั ตอนท่ี 1 ทำความเข้าใจทีล่ ึกซึ้ง (Deep Understanding) ร่วมกันทำความเข้าใจใน
ข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายอย่างลึกซึ้ง ที่กำหนดได้จากข้อเสนอทางเลือกในเชิงวิชาการหรือ
ทฤษฎีเสรมิ ดว้ ยข้อเสนอจากประสบการณข์ องผู้ร่วมวจิ ัย
ขั้นตอนที่ 2 นำสู่การปฏิบัติ (Put into Practice) นำทางเลือกที่แต่ละคนเลือกสู่การ
ปฏบิ ตั ใิ นรายวิชาที่สอนหรอื ในงานทท่ี ำ
ขั้นตอนที่ 3 ทบทวนการปฏิบัติ (Practice Review) นำผลการปฏิบัติของแต่ละบุคคล
มาอภิปรายร่วมกันในกลุ่มทุกระยะ 15 วัน เพื่อทบทวนกิจกรรมทางเลือกที่เลือกไปปฏิบัติ และการ
กำหนดกิจกรรมทางเลอื กเพ่มิ เตมิ
ขั้นตอนที่ 4 สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ร่วมกันเพื่อนำเสนอผลการพัฒนาของ
แต่ละบคุ คลในระยะสิน้ สดุ การพฒั นาของแต่ละวงจร
ขนั้ ตอนที่ 5 สรุปผลการปฏิบัติ (Performance Summary)

5. สรุปผลการปฏบิ ตั ิ
(Performance Summary)

4. สมั มนาเชิงปฏิบัตกิ าร
(Workshop)

3.ทบทวนการปฏิบัติ
(Practice Review)

2.นาสกู่ ารปฏิบตั ิ
(Put into Practice)

1.ทาความเขา้ ใจทีล่ ึกซงึ้ (Deep
Understanding)

ภาพที่ 4.13 ขน้ั ตอนเพื่อความมีประสทิ ธิภาพในการนำทางเลือกสู่การปฏิบตั ิ

กิจกรรมที่ 4 การถอดบทเรียน เริ่มดำเนินการภาคบ่ายตั้งแต่เวลา 15.30-18.00 น.
ของวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2564 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึง 1) ผลการดำเนินงาน 2) ปัญหา
อุปสรรค 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from
Practice) ทเี่ กดิ ขนึ้ ในข้นั ตอนน้ี ดงั นี้

1. ผลการดำเนนิ งาน
1.1 การระดมสมองเพ่ือดึงศักยภาพจากประสบการณข์ องผู้รว่ มวิจัย ผลการดำเนนิ งาน

พบวา่ ผู้วิจยั และผู้รว่ มวิจยั สามารถวิเคราะห์คณุ ลักษณะทคี่ าดหวังใหเ้ กิดข้ึนกับกลุม่ เป้าหมายจากการ

167

พัฒนา หลักการ/แนวคิด/วิธีการ/เทคนิค/กลยุทธ์/กิจกรรมเพื่อการพัฒนา และขั้นตอนการทักษะ
ภาวะผู้นำของนักเรยี น การเรียนรู้

1.2 การนำเสนอเนื้อหาเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัยผลการดำเนินงาน พบว่า ผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีของนักวิชาการและนักการศึกษา และหน่วยงานราชการจนเกิดความ
เขา้ ใจแนวคิดเชิงทฤษฎที ่ไี ดศ้ ึกษา

1.3 การระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของสายธารประสบการณ์และสายธารวิชาการ
ผลการดำเนนิ งาน พบว่า ผู้วจิ ยั และผู้รว่ มวจิ ยั มีความเข้าใจการตกผลึกของสายธารประสบการณ์ และ
การนำแนวคดิ เชิงทฤษฎมี าใช้ในการพฒั นางาน

1.4 การถอดบทเรียน หลังจากได้ดำเนินการในขั้นตอนที่ 2 การวางแผนเรียบรอ้ ยแลว้
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกันถอดบทเรียนการเรียนรู้ทีไ่ ด้จากการวิจัยขั้นตอนที่ 1 ในประเด็น 1) ผล
การดำเนินงาน 2) ข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรค 3) ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ
และ 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning from Practice) ที่เกิดขึ้นกับผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย และ
หน่วยงาน และองคค์ วามรู้จากการปฏบิ ตั ิ (Knowledge Gained from Practice) ทเ่ี กดิ ข้ึนในขน้ั ตอน
น้ี
ปญั หาอปุ สรรค

1. การระดมสมองเพ่ือดึงศักยภาพจากประสบการณ์ของผู้ร่วมวิจัยจะเหน็ ว่ามีข้อบกพร่อง
สำคญั คือ พนื้ ฐานความด้านการวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมีส่วนร่วมยังไมด่ พี อ

2. การนำเสนอแนวคิดเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย พบข้อบกพร่องสำคัญคือ การทบทวน
วรรณกรรมหลากหลายแต่พน้ื ฐานความรู้ของครูในการสังเคราะหย์ ังไมด่ ีพอทำให้กจิ กรรมต้องใช้เวลา
มากกวา่ ทค่ี วรจะเปน็

3. การระดมสมองเพื่อการบรรจบกันของสายธารประสบการณ์และธารสายวิชาการ
พบข้อบกพร่องคือ ผู้ร่วมวิจยั ไม่เข้าใจวิธีการนำแนวคิดเชิงทฤษฎีมาใช้ผนวกกับธารสายประสบการณ์
ทำให้มีความล่าชา้

4. การถอดบทเรียนผู้ร่วมวิจยั ยังไม่เข้าใจวิธีการถอดบทเรียนในแต่ละประเด็นโดยเฉพาะ
การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถนำเสนอผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติไม่เป็นไป ตาม
หลักวิชาการ

ขอ้ สังเกตหรือข้อเสนอแนะเพื่อการปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ในการดำเนินการกิจกรรมการระดมสมองเพือ่ ดึงศักยภาพจากประสบการณของผู้รว่ มวจิ ยั
ควรใช้เทคนิคแบบผสมผสาน (Blended Leaning) ในการระดมสมอง คือ แบบเดี่ยว แบบคู่ และ
แบบกลุม่ ซง่ึ จะสามารถชว่ ยผู้ร่วมวิจัยให้ขอ้ เสนอแนะได้เปน็ อยา่ งดีการนำเสนอแนวคดิ เชิงทฤษฎีแกผู้
รว่ มวิจยั และได้มกี ารจัดเตรียมเอกสารประกอบในการดำเนนิ กจิ กรรมท้ังน้ีเพื่อเปน็ การประหยัดเวลา
และมีตัวอย่างการสังเคราะห์ประกอบพร้อมทั้งอธิบายชี้แจงเป็นระยะ ๆ มีการถาม ตอบ ในกรณีท่ีผู้
ร่วมวิจยั ไม่เข้าใจในบางประเด็น ในการระดมสมองเพื่อการบรรจบกนั ของสายธารประสบการณ และ
สายธารวิชาการ ผู้วิจัยยกตัวอย่างและอธิบายวิธีการสังเคราะห์ให้ผู้ร่วมวิจัยเข้าใจทำให้การดำเนิน
กิจกรรมสามารถดำเนินการได้เป็นอย่างดี กิจกรรมการถอดบทเรียนในกรณีที่ผู้ร่วมวิจัยไม่เข้าใจ
วิธีการถอดบทเรียนในบางประเด็น เช่น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ วิธีการดำเนินการแก้ไขปัญหาคือ

168

การใหด้ ูตวั อย่างวิธีนำเสนอก็สามารถเขา้ ใจและดำเนินการรว่ มกันทำให้กำดำเนินกิจกรรมสำเร็จลุร่วง
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

4.1 การเรยี นรจู้ ากการปฏิบัติ

การเรียนรูท้ ีเ่ กดิ ขึน้ ระดับบุคคล คือ ผ้วู จิ ยั มดี งั น้ี
1) การเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่ละคนมีความสามารถและศักยภาพที่
แตกตา่ งกัน ขึน้ อย่กู บั ธรรมชาติของบุคคลและความถนดั แห่งตนเอง และเช่อื ว่าบุคคลมีความสามารถ
หลาย ๆ ด้านภายในบคุ คล ๆ นนั้ ดังนนั้ ในการดงึ ศกั ยภาพทีโ่ ดดเด่นของแตล่ ะคนมารวมกันกจ็ ะทำให้
เป็นจุดแข็งในการดำเนินของกิจกรรมให้บรรลุผลสำเร็จได้ ทั้งนี้ต้องร่วมด้วยช่วยกัน โดยการทำงาน
เป็นทีม (Team Work) ซ่ึงจะเปน็ สร้างพลัง และบรรยากาศการทำงานรว่ มกนั และเรียนร้รู ่วมกันแบบ
กัลยาณมติ รทำให้งานบรรลผุ ลและมีประสิทธิภาพ
2) การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ท้ัง
ฝ่ายบริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนภาคีเครือข่ายเพื่อช่วย
สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตนเอง มีระเบียบมีวินัย คุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ของการศึกษาที่ว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถ
เชีย่ วชาญไดต้ ามความถนดั ของตน และมคี วามรับผิดชอบตอ่ ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
การเรียนรู้ทเ่ี กิดขน้ึ ระดบั กลุม่ คอื ผู้ร่วมวจิ ัย มดี ังน้ี
1) ผู้ร่วมวิจัยการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคแบบผสมผสานเพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลสูงสุดต้อง คือ แบบเดี่ยว แบบคู่ แบบทีม เพราะในการทำงานนั้นลำดับแรกการต้องเร่ิม
จากตนเองเริ่มจากการคิดหรือทำคนเดียว ร่วมมือตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้
บรู ณาการข้ากลุ่มสาระ จนถงึ ระดับองคก์ ร
2) การทำงานเป็นทีมนอกจากจะช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน โดยจะมี
เป้าหมายในการทำงานอย่างเดียวกัน มีการประสานงาน วางแผนการดำเนินงานร่วมกัน เมื่อมีการ
ตัดสินใจอะไรสำคัญ ๆ ที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายโดยร่วม ก็ต้องมีการลงมติ ตัดสินใจร่วมกัน
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้วยังช่วยให้เกิดความสามัคคีกันในการทำงาน เนื่องจากครูได้มีการ
ปฏิสัมพนั ธก์ ันคดิ ร่วมกัน ทำร่วมกนั และประสบผลสำเรจ็ ร่วมกันจึงเกิดบรรยากาศความเป็นมิตรและ
เกอ้ื กูลซ่ึงกนั และกัน
การเรียนรู้ที่เกดิ ขึ้นระดบั หน่วยงาน คือ โรงเรียน /กลุ่มสาระ/ระดับช้ัน ที่พัฒนา มีดังนี้
1) การทำงานแบบร่วมมือกันช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเรียนรู้และผลสำเร็จของ
งานได้ดีกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เพราะเป็นการส่งเสริมให้ทำงานร่วมกันโดยกลุ่ม/ทีม
เพราะสมาชิกมีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพากัน มี
ความร่วมรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตัวและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในทีมประสบ
ความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิผลและความสำเร็จในการดำเนินงาน
2) การร่วมมือกันระหว่างครูกับครู และระหว่างครูกับผู้เรียนจะช่วยให้สร้างความร่วมมือ
กันทำงานและบรรลุผลตามเป้าหมายอยา่ งรวดเร็ว ท้งั น้ีเนือ่ งจากการรว่ มมือชว่ ยเหลือกันจะทำให้เกิด
พลังร่วมช่วยให้ผลทเ่ี กิดขนึ้ เกินความคาดหมายหรอื เปา้ หมายท่กี ำหนดไว้

169

3) การรว่ มมอื กันระหว่างครูกับนกั เรียน ถา้ ครูมปี ฏิสัมพนั ธ์ท่ดี กี บั นักเรยี นก็จะสามารถการ
สร้างทัศนคติท่ีดใี ห้เกิดขน้ึ ระหวา่ งครูกบั นักเรียน สง่ ผลให้เดก็ มีความสนใจและตัง้ ใจทจ่ี ะเรยี นได้ดีมาก
ข้นึ มีความกล้าแสดงออก กลา้ พูดคุยและกลา้ ที่จะเขา้ หาครูมากขนึ้

4) การร่วมมือกันระหว่างครูและผู้ปกครอง มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีย่อม
ส่งผลให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีม ในการดูแลและสร้างชีวิตเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ทั้ง
สองฝ่ายมีการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับเด็กระหว่างกันได้อย่างครบถ้วนในรายละเอียดครูสามารถทราบ
อุปนิสยั ความชอบไม่ชอบของเด็กจากการท่ีผู้ปกครองเล่าให้ฟังทำใหค้ รูสามารถจัดหาวธิ ีการเรียนการ
สอนทต่ี รงกบั เด็กในแตล่ ะคนได้อย่างเฉพาะเจาะจงลงไป ไมต่ ้องเสยี เวลาลองผิดลองถูก

ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติ (Acting) ในวงจรที่ 1 โดยผู้วิจัยยังคงมีบทบาทการเป็นผู้มีสว่ น
ร่วม เปน็ ผู้สง่ เสรมิ สนับสนนุ และเปน็ ผู้อำนวยความสะดวก ให้มกี ารปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ โดยมุ่ง
ใหบ้ รรลผุ ลในโครงการท่ีกำหนดไว้จากข้ันตอนท่ี 2 ตามหลักการ “มุ่งการเปล่ียนแปลง และมุ่งให้เกิด
การกระทำเพื่อบรรลุผล” พยายามไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ที่ได้อย่างง่าย ๆ หรือสำเร็จรูปเกิ นไป
คอยให้กำลังใจและกระตุ้นให้เกิดการปฏบิ ัติอย่างจริงจัง พิจารณาถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ทางการ
บริหาร คอื คน เงนิ วัสดุอปุ กรณ์ และการจัดการ ในการนำแผนสู่การปฏบิ ัติ เช่น การจดั ทมี งาน การ
แบ่งงาน การมอบอำนาจหน้าที่ การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ การกำหนดเครือข่ายการ
ติดต่อสื่อสาร ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน การจัดระบบการติดตามผล เป็นต้น ประกอบด้วย 4
กจิ กรรม คือ

1) การจัดทำแบบประเมินระดับการปฏบิ ตั ใิ นทางเลือกทหี่ ลากหลาย
เป็นแบบประเมินระดับการปฏิบัติในทางเลือกที่หลากหลายของผู้รว่ มวิจัย เพื่อใช้ประเมิน
ใน 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการปฏิบัตใิ นวงจรที่ 1 ระยะหลงั การปฏิบัตใิ นวงจรที่ 1 และหลังการปฏิบัติ
ในวงจรที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติตามทางเลือกต่าง ๆ
โดยกำหนดไว้ 5 ระดบั คือ
5 หมายถงึ มกี ารปฏิบัตมิ ากอ่ นในระดบั มากที่สุด
4 หมายถึง มีการปฏบิ ัติมาก่อนในระดบั มาก
3 หมายถึง มกี ารปฏิบัตมิ ากอ่ นในระดับปานกลาง
2 หมายถึง มกี ารปฏิบัติมากอ่ นในระดับน้อย
1 หมายถึง มีการปฏิบตั ิมากอ่ นในระดบั น้อยทสี่ ุด

ตารางที่ 4.1 แบบประเมินการนำหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม เพื่อการพัฒนา
ทักษะภาวะผู้นำของนักเรยี นไปปฏบิ ัติ

หลักการ / แนวคิด / เทคนคิ / วิธกี าร / กจิ กรรม ระดับการนำไป
ปฏิบตั ิ
1. ใหน้ ักเรยี นนำเสนอผลงานในชัน้ เรยี น
2. ให้นกั เรียนทำงานแบบร่วมมือกนั 54321
3. ให้นกั เรยี นทำกจิ กรรมพฒั นาแบบจติ อาสา

170

ตารางท่ี 4.1 (ตอ่ )

ระดบั การนำไป

หลกั การ / แนวคิด / เทคนคิ / วิธีการ / กิจกรรม ปฏิบัติ

54321

4. ให้นักเรียนกลา้ ลองผดิ ลองถกู

5. ให้โอกาสนักเรยี นแสดงวสิ ยั ทศั น์ของตนเอง

6. ให้นกั เรยี นมีวสิ ัยทัศน์ (Vision)

7. ให้นกั เรียนมีแรงจูงใจ (Motivation)

8. ให้นักเรียนกลา้ การแสดงออก (Serving)

9. ใหน้ ักเรยี นมีความคิดสรา้ งสรรค์ (Creativity)

10. ใหน้ กั เรียนมกี ารสรา้ งทมี (Team Building)

11. ให้นักเรียนยกระดบั ทกั ษะจากภาวะผู้นำแบบดงั้ เดมิ (Upgrade Traditional

Leadership Skills)

12. ใหน้ กั เรยี นสามารถพัฒนาภาวะผนู้ ำร่วมกันทั่วกันทง้ั หมด (Develop a Common

Leadership Practice Across the Organization)

13. ใหน้ กั เรียนมที กั ษะผู้นำแบบยดื หยนุ่ (Flex Leadership Style)

14. ใหน้ ักเรยี นมีทกั ษะความเป็นผู้นำท่ชี าญฉลาด (Generate Leadership

Intelligence)

15. ให้นักเรยี นเห็นความสำคญั ของพลงั ส่วนบคุ คล (The Importance of Personal

Power)

16. ใหน้ กั เรยี นมีวธิ ีการคิดเชิงบวก (Positive Approach)

17. ใหน้ กั เรียนมคี วามคดิ รเิ รม่ิ (Take Initiative)

18. ให้นักเรียนมีทักษะการสร้างแรงบันดาลใจและการสร้างแรงจูงใจ (Inspire and

Motivate)

19. ใหน้ ักเรยี นสามารถวเิ คราะหจ์ ดุ แขง็ และจุดออ่ นของตนเอง (Analyze Strengths

and Weaknesses)

20. ใหน้ กั เรียนมที กั ษะในการฟัง (Listen)

21. ใหน้ กั เรียนมีทกั ษะการจดั การกับความขัดแย้ง (Deal with Conflicts)

22. ครูควรเปน็ แบบอย่าง (Serve as a Role Model)

23. ครูควรมคี วามกระตือรอื รน้ (Be Passionate)

24. ใหน้ กั เรียนมีทักษะการสร้างรูปแบบภาวะผู้นำผู้นำสำหรับคนอืน่ ๆ (Model Great

Leadership for Others)

25. ให้นักเรียนทำความเข้าใจถึงจุดแข็ง และการใช้จุดแข็ง (Understand Strengths

and Use Them)

26. ให้นักเรียนมีการกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและดำเนินการให้สำเร็จ (Set

Concrete Goals and Execute Them)

27. ใหน้ กั เรียนมีทักษะการจูงใจผู้อืน่ (Motivate Others)

28. ให้นักเรียนรจู้ กั แสวงหาเปา้ หมายทสี่ ูงขึ้น (Find Higher Purpose)

171

ตารางที่ 4.1 (ตอ่ )

หลกั การ / แนวคิด / เทคนคิ / วิธกี าร / กิจกรรม ระดับการนำไป
ปฏิบัติ
29. ให้นักเรยี นตระหนักถงึ ทักษะสร้างแรงบนั ดาลใจในการเป็นผู้นำทีด่ ีนน้ั ขึ้นอยกู่ บั วา่
ผู้นำจะทำอะไรใหส้ ำเร็จ (Be an Inspiration Being a Good Leader Depends on 54321
How Get Things Done)
30. ให้นกั เรียนมีการเรียนรอู้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง (Keep Learning)
31. ให้นักเรียนรหู้ ลักการสือ่ สาร (Communicate)
32. ให้นกั เรยี นสามารถมองเหน็ ภาพอนาคตที่ใหญ่ข้นึ เสมอ (Always See The Bigger
Picture)
33. ให้นกั เรียนกลา้ พดู กลา้ แสดงออกซึง่ การกระทำ (Let Actions Speak)
34. ครูจัดกิจกรรมความคดิ ริเรมิ่ (Taking on More Initiatives)
35. ครูจัดกจิ กรรมพฒั นาทกั ษะการสอื่ สาร (Improving Communication Skills)
36. ครูจัดกิจกรรมสรา้ งองคค์ วามรูเ้ กยี่ วกับรูปแบบภาวะผู้นำ (Gaining Knowledge
about Leadership Styles)
37. ครูจัดกจิ กรรมทกั ษะการคดิ เชงิ วพิ ากษ์ (Critical Thinking)
38. ครจู ดั กจิ กรรมทส่ี ง่ เสริมสนับสนนุ ความคดิ สร้างสรรค์ (Advocate Creativity)
39. ครจู ัดกิจกรรมการกระบวนการฟังทมี่ ีประสิทธิภาพ (Effective Listening)
40. ครจู ัดกิจกรรมการสรา้ งแบบอย่างท่ดี ี (Following the Role Model)
41. ครจู ัดกจิ กรรมสง่ เสริมความมรี ะเบียบวนิ ัยดี (Well Disciplined)
42. ครจู ดั กิจกรรมเพอ่ื ใหบ้ รรลซุ ่งึ วิสยั ทศั น์ที่ชดั เจน (Possessing a Clear Vision)
43. ครูจดั กิจกรรมส่งเสริมความรบั ผดิ ชอบในการมอบหมายงาน (The Talent For
Delegating Tasks)
44. ครจู ดั กิจกรรมท่ีท้าทายและลองแนวคดิ ใหม่ ๆ (Try New Ideas)

2) การจดั ทำแบบประเมินทกั ษะภาวะผ้นู ำของนักเรยี น
แบบประเมนิ น้ีอาจมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) หรือแบบสัมภาษณ์
(Interview) หรือแบบสังเกตพฤติกรรม (Behavior Observation) หรือแบบประมาณค่า (Rating
Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด หรือแบบอื่นที่เหมาะสมกับความ
คาดหวัง เป็นความคาดหวังในเชงิ คุณภาพ และ/หรือ เชงิ ปริมาณ มวี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือใช้ประเมินผลท้ัง
ก่อนการปฏิบัติ (Before Acting) ในวงจรท่ี 1 และหลังการปฏิบัติ (After Acting) ในวงจรที่ 1 และ
วงจรท่ี 2 ซึ่งการประเมินผลก่อนการปฏิบัติ (Before Acting) นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึงสภาพ
ปัจจุบัน (Current Condition) ของประเด็นที่เป็นความคาดหวัง ส่วนการประเมินผลหลังการปฏิบัติ
ท้ังสองระยะมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูความก้าวหน้าจากการพัฒนา โดยเปรียบเทียบดูระดับการ
เปลี่ยนแปลง (Degree of Change)
แบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนาที่ใช้ในการวิจัยน้ี เป็นแบบ
ประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำให้กับนักเรียน” ขึ้น โดยเป็นผล

172

จากการศึกษาคุณลักษณะของบุคคลที่มีทักษะภาวะผู้นำจากทัศนะของ Notre Dame Online
( 2019) , Tobak ( 2017) , Mayhew ( 2018) , แ ล ะ Accurate Ergonomics ( 2019) แ ล ะ แ บ บ
ประเมินผลการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำจากทัศนะของ White (2007), Nohria & Khurana (2009),
Northouse (2011), Nettles (2014), และ Maxwell (1998 & 2007) ได้แบบประเมินตนเองแบบ
มาตรประเมินคา่ 5 ระดบั คอื เหน็ ดว้ ยในระดับมากทีส่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย และนอ้ ยทีส่ ุด โดยมขี ้อ
คำถามทง้ั สน้ิ 25 ขอ้

ผลจากการให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ราย เป็นผู้มีวุฒิทางการบริหารการศึกษา และ/หรือ ผู้มีวุฒิ
ทางวัดและประเมินผล (ดูรายชื่อในภาคผนวก) ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับ
วัตถุประสงค์หรือความคาดหวังจากการพัฒนา (Index of Item - Objective Congruence : IOC)
พบว่า ขอ้ คำถามมคี ่า IOC เกนิ เกณฑ์ท่ีกำหนด คอื 0.50 ทกุ ข้อ ซ่ึงแสดงว่า ขอ้ คำถามในแบบประเมิน
ตนเองมคี วามสอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงค์หรือความคาดหวังจากการพัฒนาตามเกณฑ์ทกี่ ำหนด

ผลจากการนำแบบประเมินตนเองที่มีการปรับปรุงแก้ไขภาษาตามคำแนะนำของ
ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วไปทดลองใช้ (Try-out) นักเรียนจำนวน 30 คน ในการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของ
นักเรียน เพื่อวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมั่น ( Alpha Coefficient of
Reliability) โดยใช้วิธีของครอนบาค (Cronbach) โดยกำหนดเกณฑ์เท่ากับหรือสูงกว่า 0.80 พบค่า
สัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ 0.89 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แสดงว่า
แบบสอบถามค่าสมั ประสิทธ์ิแอลฟาของความเช่ือมน่ั ตามเกณฑท์ ่ีกำหนด แบบประเมินตนเอง (Self-
Assessment) ดังกล่าวขา้ งตน้ มีลักษณะดงั ตารางท่ี 4.2

ตารางที่ 4.2 แบบประเมินทักษะภาวะผู้นำของนกั เรียน

ลกั ษณะ/คณุ ลกั ษณะท่คี าดหวงั ให้เกิดขึน้ ระดับความเหน็ ของทา่ น
5 43 2 1
1) นักเรียนมีความคิด ทัศนะและวิสัยทัศน์กว้างไกล
2) นักเรียนชอบแสวงหาเพื่อการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ๆ
3) นักเรียนวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา
4) นักเรียนปฏิบัติต่อผู้อ่ืนด้วยความเคารพและให้เกียรติเสมอ
5) นักเรียนชอบคุยกับผู้คนและนักเรียนเป็นผู้ฟังที่ดี
6) นักเรียนสามารถแยกประเด็นสำคัญออกจากประเด็นท่ีไม่สำคัญ
7) นักเรียนมีความซ่ือสัตย์และสามารถทำให้ผู้อ่ืนไว้วางใจได้
8) นักเรียนกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมเม่ือจำเป็น
9) นักเรียนยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง
10) นกั เรยี นมกั ตัง้ เป้าหมายและสามารถบรรลุเป้าหมายได้
11) นักเรียนชอบฟังส่ิงที่คนอื่นพูดความจริง
12) การแกป้ ัญหาเปน็ หน่งึ ในจดุ แขง็ ของนกั เรยี น
13) นักเรียนสบายใจในการแนะนำและให้คำปรึกษาผู้อ่ืน
14) นักเรียนสนุกกับการใช้วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ

173

ตารางที่ 4.2 (ต่อ)

ลักษณะ/คณุ ลกั ษณะท่ีคาดหวังใหเ้ กิดข้ึน ระดบั ความเหน็ ของทา่ น
5 43 2 1
15) นกั เรยี นพยายามหาวิธีจดั การความขัดแย้งกับผู้อน่ื
16) เม่อื นักเรียนพบปญั หานกั เรยี นจะหาวธิ แี ก้ไขที่เป็นไปได้ทันที
17) การกระทำของนักเรยี นสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงค่านยิ มหลกั ของนกั เรยี น
18) นักเรียนชอบฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนก่อนตัดสินใจเอง
19) นักเรียนเปิดเผยความรู้สึกของนักเรียนกับผู้อ่ืนอย่างเปิดเผย
20) นักเรียนฟังความคิดของคนที่ไม่เห็นด้วยกับนักเรียนอย่างใกล้ชิด
21) นักเรียนตั้งใจฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
22) นักเรียนใช้ความพยายามทางอารมณ์ในการจูงใจผู้อื่น
23) นักเรียนทำงานหนักเพ่ือหาฉันทามติในสถานการณ์ความขัดแย้ง
24) นักเรียนมีความยืดหยุ่นเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลง
25) นักเรียนสนุกกับการส่ือสารกับผู้อื่น

ผลจากการนำแบบประเมินตนเองที่มีการปรับปรุงแก้ไขภาษาตามคำแนะนำของ
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิแล้วไปทดลองใช้ (Try-out) กบั ผู้เรียนจำนวน 30 คน ในโรงเรียนหนองสังข์วทิ ยายน เพือ่
วิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมั่น (Alpha Coefficient of Reliability) โดยใช้วิธี
ของครอนบาค (Cronbach) โดยกำหนดเกณฑเ์ ท่ากับหรือสงู กว่า 0.70 พบคา่ สัมประสทิ ธิแ์ อลฟาของ
ความเชื่อมั่นโดยรวม มีค่าเท่ากับ .97 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แสดงว่า แบบสอบถามค่า
สัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมัน่ ตามเกณฑ์ทกี่ ำหนด

3) การประเมินเพื่อให้ทราบสภาพปัจจุบัน (Current Condition) ก่อนการปฏิบัติ
โดยใช้แบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนาก่อนการปฏิบัติ (Before Acting) ใน
วงจรที่ 1 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบถึงสภาพปัจจุบัน (Current Condition) เพื่อนำไปใช้เป็น
ฐานข้อมูลเริ่มต้นในการเปรียบเทียบให้เห็นถึงระดับการเปลี่ยนแปลงท่ีสูงขึ้น (Higher Degree of
Change) หลังการพัฒนา ไม่กำหนดเกณฑ์เพดานความสำเร็จ ตามแนวคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็น
กระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่องในลักษณะแบบเกลียวสว่าน (Spiral Cycle) ไม่ใช่เหตุการณ์ที่คิดว่า
สำเร็จแล้วสิ้นสุดตามคำกล่าวที่ว่า Change is a Process, Not an Event แต่ก็เชื่อว่าเมื่อมีการ
พัฒนาก็จะมีระดับการเปลี่ยนแปลงท่ีสูงขึ้น (Higher Degree of Change) จากเดิม และยิ่งมีการ
พัฒนาก็ยิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงตามคำกล่าวของ Winston Churchill ที่ว่า “To Improve is to
Change, to be Perfect is to Change Often”

3.1) ผลการประเมินระดับการปฏิบัติจากทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อให้ทราบสภาพ
ปจั จบุ นั (current situation) เบ้ืองตน้ ก่อนการลงมือปฏบิ ัตติ ามทางเลือกที่หลากหลายที่ผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัยกำหนดในกิจกรรมที่ 3 ของการวางแผนว่า “ก่อนการปฏิบัติหรือก่อนการพัฒนาได้มีการ
ปฏิบัติตามทางเลือกทีก่ ำหนดไวใ้ นระดับใด” โดยผู้ตอบแบบประเมินนี้ คือ ผู้ร่วมวิจัยจำนวน 13 ราย
ดงั ตารางที่ 4.3

174

ตารางที่ 4.3 ผลประเมินการนำหลักการ/แนวคิด/เทคนิค/วิธีการ/กิจกรรม เพื่อการพัฒนาทักษะ
ภาวะผู้นำของนกั เรียนไปปฏบิ ตั ิ ในระยะกอ่ นการปฏบิ ตั ิในวงจรที่ 1

หลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธกี าร / กิจกรรม ผลการประเมนิ
กอ่ นปฏบิ ตั ิในวงจร
1. ใหน้ กั เรยี นนำเสนอผลงานในชน้ั เรียน
2. ใหน้ กั เรยี นทำงานแบบร่วมมอื กนั ท่ี 1
3. ให้นักเรียนทำกจิ กรรมพัฒนาแบบจิตอาสา S.D.
4. ให้นกั เรยี นกลา้ ลองผิดลองถกู
5. ใหโ้ อกาสนักเรยี นแสดงวสิ ยั ทัศน์ของตนเอง 1.92 0.64
6. ให้นักเรียนมีวสิ ยั ทัศน์ (Vision) 2.76 0.43
7. ใหน้ ักเรยี นมแี รงจงู ใจ (Motivation) 2.46 0.77
8. ใหน้ กั เรียนกลา้ การแสดงออก (Serving) 2.69 0.48
9. ให้นกั เรยี นมคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ (Creativity) 2.30 0.48
10. ให้นักเรียนมีการสร้างทีม (Team Building) 2.53 0.51
11. ให้นกั เรียนยกระดบั ทักษะจากภาวะผู้นำแบบดัง้ เดมิ (Upgrade Traditional 2.46 0.51
Leadership Skills) 2.84 0.55
12. ให้นักเรยี นสามารถพัฒนาภาวะผู้นำรว่ มกนั ทั่วกันทั้งหมด (Develop a Common 2.46 0.51
Leadership Practice Across the Organization) 3.07 0.49
13. ให้นักเรยี นมีทกั ษะผู้นำแบบยดื หยนุ่ (Flex Leadership Style) 3.00 0.57
14. ใหน้ ักเรียนมที กั ษะความเป็นผู้นำทชี่ าญฉลาด (Generate Leadership
Intelligence) 2.76 0.72
15. ให้นกั เรยี นเหน็ ความสำคญั ของพลงั สว่ นบุคคล (The Importance of Personal
Power) 2.53 0.51
16. ใหน้ กั เรยี นมีวิธีการคิดเชงิ บวก (Positive Approach) 2.76 0.72
17. ให้นักเรียนมีความคดิ ริเริม่ (Take Initiative)
18. ให้นักเรียนมีทกั ษะการสร้างแรงบนั ดาลใจและการสร้างแรงจงู ใจ (Inspire and 2.92 0.49
Motivate)
19. ให้นักเรยี นสามารถวเิ คราะหจ์ ดุ แข็งและจดุ ออ่ นของตนเอง (Analyze Strengths 2.84 0.37
and Weaknesses) 2.46 0.51
20. ให้นักเรยี นมที ักษะในการฟงั (Listen) 2.07 0.75
21. ให้นกั เรยี นมที กั ษะการจดั การกบั ความขัดแย้ง (Deal with Conflicts)
22. ครคู วรเป็นแบบอยา่ ง (Serve as a Role Model) 2.46 0.51
23. ครูควรมีความกระตือรอื ร้น (Be Passionate)
24. ให้นักเรียนมีทักษะการสร้างรปู แบบภาวะผู้นำผนู้ ำสำหรบั คนอน่ื ๆ (Model Great 2.30 0.85
Leadership for Others) 2.53 0.87
25. ให้นักเรยี นทำความเขา้ ใจถึงจุดแข็ง และการใชจ้ ุดแขง็ (Understand Strengths 2.15 0.55
and Use Them) 2.23 0.59
2.53 0.51

2.53 0.51

175

ตารางท่ี 4.3 (ตอ่ )

หลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธีการ / กจิ กรรม ผลการประเมิน
ก่อนปฏิบัตใิ นวงจร
26. ใหน้ ักเรียนมกี ารกำหนดเปา้ หมายที่เป็นรูปธรรมและดำเนินการให้สำเรจ็ (Set
Concrete Goals and Execute Them) ท่ี 1
27. ใหน้ กั เรียนมีทักษะการจงู ใจผู้อ่ืน (Motivate Others) S.D.
28. ใหน้ ักเรียนร้จู กั แสวงหาเป้าหมายที่สงู ขึน้ (Find Higher Purpose)
29. ใหน้ กั เรียนตระหนกั ถงึ ทักษะสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นผู้นำทด่ี ีนั้น ข้นึ อยูก่ ับวา่ 2.46 0.66
ผู้นำจะทำอะไรใหส้ ำเร็จ (Be an Inspiration Being a Good Leader Depends on
How Get Things Done) 2.07 0.64
30. ให้นักเรียนมกี ารเรยี นรอู้ ยา่ งต่อเนอื่ ง (Keep Learning) 2.00 0.40
31. ใหน้ กั เรยี นรู้หลักการสอื่ สาร (Communicate) 2.23 0.43
32. ใหน้ กั เรียนสามารถมองเหน็ ภาพอนาคตที่ใหญ่ข้นึ เสมอ (Always See The Bigger
Picture) 2.61 0.50
33. ใหน้ ักเรยี นกลา้ พดู กลา้ แสดงออกซ่งึ การกระทำ (Let Actions Speak) 2.38 0.65
34. ครจู ัดกิจกรรมความคดิ ริเริ่ม (Taking on More Initiatives) 2.53 0.51
35. ครูจดั กิจกรรมพฒั นาทกั ษะการสอ่ื สาร (Improving Communication Skills)
36. ครจู ัดกิจกรรมสร้างองค์ความร้เู ก่ียวกับรปู แบบภาวะผู้นำ (Gaining Knowledge 2.46 0.77
about Leadership Styles) 2.61 0.50
37. ครูจดั กิจกรรมทกั ษะการคดิ เชิงวพิ ากษ์ (Critical Thinking) 2.92 0.75
38. ครูจดั กจิ กรรมทีส่ ่งเสรมิ สนับสนนุ ความคดิ สร้างสรรค์ (Advocate Creativity) 2.92 0.27
39. ครจู ดั กจิ กรรมการกระบวนการฟังทม่ี ีประสิทธภิ าพ (Effective Listening)
40. ครูจัดกจิ กรรมการสรา้ งแบบอยา่ งท่ีดี (Following the Role Model) 2.84 0.55
41. ครจู ดั กิจกรรมส่งเสรมิ ความมีระเบยี บวนิ ยั ดี (Well Disciplined) 3.23 0.43
42. ครจู ัดกจิ กรรมเพอื่ ให้บรรลซุ งึ่ วิสัยทัศน์ท่ชี ดั เจน (Possessing a Clear Vision) 2.76 0.43
2.69 0.48
43. ครจู ดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ ความรบั ผิดชอบในการมอบหมายงาน (The Talent for 2.76 0.72
Delegating Tasks) 2.61 0.50
44. ครจู ัดกิจกรรมท่ีทา้ ทายและลองแนวคิดใหม่ ๆ (Try New Ideas)
2.46 0.51
โดยรวม
2.60 0.75
2.46 0.55

จากตารางท่ี 4.3 พบว่า ผลประเมนิ การนำหลักการ/แนวคิด/เทคนิค/วิธีการ/กิจกรรม เพ่ือ
การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนไปปฏิบัติในระยะก่อนการปฏิบัติในวงจรที่ 1 โดยรวม
มคี า่ เฉลี่ยเท่ากบั 2.46 และมีส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.55

สำหรับรายละเอียดทีแ่ สดงถึงระดับมากน้อยของทักษะที่คาดหวงั ให้เกิดขึน้ จากการพัฒนา
รายด้านหรือรายข้อในแต่ละด้าน เป็นผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะนำไปอภิปราย
รว่ มกันในขนั้ ตอนการสะทอ้ นผลต่อไป

176

3.2) ผลการประเมินทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน เพื่อให้ทราบสภาพปัจจุบัน
(Current Situation) เบ้ืองต้น ก่อนการลงมอื ปฏบิ ตั ิตามทางเลือกท่ีหลากหลายท่ีผู้วจิ ยั และผู้ร่วมวิจัย
กำหนดในกิจกรรมท่ี 3 ของการวางแผนว่า “ก่อนการปฏิบัติหรือก่อนการพัฒนากลุ่มเป้าหมายในการ
พัฒนามีลักษณะหรือคุณลักษณะที่คาดหวังให้เกิดขึ้นในระดับใด” โดยผู้ตอบแบบประเมินนี้ คือ
นกั เรยี นจำนวน 191 ราย ดงั ตารางที่ 4.4

ตารางที่ 4.4 ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากผลการประเมินทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน
กอ่ นการปฏบิ ัติในวงจรท่ี 1

ลักษณะ/คุณลกั ษณะที่คาดหวงั ใหเ้ กิดข้นึ ผลการประเมนิ
กอ่ นปฏิบตั ิในวงจรที่ 1
1) นักเรียนมีความคิด ทัศนะและวิสัยทัศน์กว้างไกล
2) นักเรียนชอบแสวงหาเพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ S.D.
3) นักเรียนวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา
4) นักเรียนปฏิบัติต่อผู้อ่ืนด้วยความเคารพและให้เกียรติเสมอ 2.27 0.52
5) นักเรียนชอบคุยกับผู้คนและนักเรียนเป็นผู้ฟังที่ดี 2.67 0.76
6) นักเรียนสามารถแยกประเด็นสำคัญออกจากประเด็นที่ไม่สำคัญ 2.60 0.56
7) นักเรียนมีความซื่อสัตย์และสามารถทำให้ผู้อ่ืนไว้วางใจได้ 2.50 0.63
8) นักเรียนกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมเม่ือจำเป็น 2.43 0.57
9) นักเรียนยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง 2.40 0.56
10) นักเรียนมักตัง้ เป้าหมายและสามารถบรรลุเป้าหมายได้ 2.47 0.68
11) นักเรียนชอบฟังส่ิงท่ีคนอื่นพูดความจริง 2.30 0.60
12) การแก้ปัญหาเป็นหนึ่งในจดุ แขง็ ของนกั เรียน 2.37 0.49
13) นักเรียนสบายใจในการแนะนำและให้คำปรึกษาผู้อ่ืน 2.23 0.43
14) นักเรียนสนุกกับการใช้วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ 2.30 0.53
15) นักเรียนพยายามหาวธิ จี ดั การความขัดแย้งกับผู้อ่ืน 2.20 0.41
16) เม่อื นักเรยี นพบปญั หานกั เรยี นจะหาวธิ ีแกไ้ ขทีเ่ ปน็ ไปได้ทันที 2.47 0.68
17) การกระทำของนักเรยี นสะท้อนให้เห็นถึงคา่ นิยมหลักของนกั เรยี น 2.47 0.68
18) นักเรียนชอบฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนก่อนตัดสินใจเอง 2.50 0.68
19) นักเรียนเปิดเผยความรู้สึกของนักเรียนกับผู้อ่ืนอย่างเปิดเผย 2.43 0.63
20) นักเรียนฟังความคิดของคนที่ไม่เห็นด้วยกับนักเรียนอย่างใกล้ชิด 2.47 0.57
21) นักเรียนตั้งใจฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ 2.43 0.50
22) นักเรียนใช้ความพยายามทางอารมณ์ในการจูงใจผู้อ่ืน 2.40 0.62
23) นักเรียนทำงานหนักเพ่ือหาฉันทามติในสถานการณ์ความขัดแย้ง 2.53 0.68
24) นักเรียนมีความยืดหยุ่นเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลง 2.67 0.71
25) นักเรียนสนุกกับการส่ือสารกับผู้อ่ืน 2.57 0.73
2.67 0.80
โดยรวม 2.77 0.73
2.73 0.83
2.47 0.62

177

จากตารางที่ 4.4 พบวา่ จากผลการการประเมนิ สภาพปจั จบุ ันของลกั ษณะหรือคุณลักษณะ
ท่คี าดหวังให้เกิดขน้ึ จากการพฒั นา ก่อนการปฏิบัติในวงจรท่ี 1 โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.47 และมี
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62 สำหรับรายละเอียดที่แสดงถึงระดับมากน้อยของทักษะที่
คาดหวังให้เกิดขึ้นจากการพัฒนา เป็นผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยจะนำไปอภิปราย
ร่วมกันในข้ันตอนการสะทอ้ นผลต่อไป

4) การปฏิบัติ (Taking Action) มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันลงมือปฏิบัติ ประกอบด้วย
แนวทางที่ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนด โดยมีผลการปฏิบัติตามขั้นตอน (Steps) เพื่อความมี
ประสทิ ธภิ าพในการนำทางเลอื กสู่การปฏิบตั ทิ ่ีกำหนดไว้ในกจิ กรรมท่ี 3 ของขน้ั ตอนการวางแผน ดงั นี้

4.1) กิจกรรมการทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งื (Deep Understanding) ในทางเลือกท่ี
หลากหลาย ผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจยั ร่วมกันทำความเข้าใจในขอ้ เสนอทางเลือกท่ีหลากหลายอย่างลึกซ้ึงที่
กำหนดได้จากข้อเสนอทางเลือกในเชิงวิชาการ หรือทฤษฎีเสริมด้วยข้อเสนอจากประสบการณ์ของผู้
รว่ มวิจยั

การดำเนินการในวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564 เวล 15.30 - 18.00 น. ณ ห้องโสตทัศน
ศกึ ษา โรงเรยี นเนนิ สง่าวทิ ยา ตำบลหนองฉิม อำเภอเนนิ สง่า จังหวดั ชยั ภูมิ โดยมีความเห็นสอดคล้อง
กันและเข้าใจ ถึงวัตถุประสงค์ในการลงมือปฏิบัติพร้อมแนวทางท่ีผู้วจิ ัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกันกำหนด
คือ การดำเนินการตามกลยุทธ์การเนินการพัฒนาผู้เรียนและกระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งในการ
ดำเนินงานนั้นมีการระบุกิจกรรมต่าง ๆ และขั้นตอนของการดำเนินกิจกรรมแต่ละขั้นตอนพร้อม
อธิบายการปฏิบัติงานให้ละเอียด และมีการบูรณาการในการดำเนินงานวิจัยกับการทำงานปกติโดย
นำไปใช้ร่วมกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาวะผู้นำของนักเรียน ให้มีความ
เข้าใจในการดำเนินงานวิจัยและประยุกต์เข้ากับการทำงานที่ปฏิบัติซึง่ เป็นงานประจำ (Routine) คือ
การจัดการเรียนการสอน ซึ่งในกรณีของการนำเสนอแนวการพัฒนาเชิงทฤษฎีแก่ผู้ร่วมวิจัย มีผู้ร่วม
วิจัยได้อภิปรายให้ความเห็น และการนำเสนอขอ้ มูลของผู้วจิ ยั และผู้รว่ มวิจยั ทีส่ ำคัญ ดังนี้

“ปฏิบัติการแบบมสี ่วนร่วมของครูเพื่อเสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำ ของนักเรียน (Teachers
Participatory Practice to Enhance Students’ Leadership Skills) เป็นขั้นตอนในการลงมือ
ปฏิบัติ (Taking Action) ในการดำเนินการที่ผ่านมาในขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ ขั้นตอนที่ 2 การ
วางแผน ผู้วิจัยขอขอคุณคระกรรมการครูที่ปรึกษาระดับชั้นทุกท่านที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ใน
การดำเนินการที่ผ่านมา และในการดำเนินการในครั้งนี้ก็หวังว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ร่วม
วิจัยดว้ ยดีเชน่ เคย ต้องขอจอบคณุ มา ณ โอกาสนดี้ ว้ ย”

(ผู้วิจัย, 10 สิงหาคม 2564)
“การวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจยั ที่มีการดำเนินการอย่างตอ่ เนื่องทั้ง ในภาคเรียน ที่
1 และ 2 ถงึ จะมีการเกิดสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของ โรคไวรัสโคโรนา่ (Covid 19) ทำใหโ้ รงเรียน
ปิดเรียน และทำการเรียนการสอนออนไลน์ และออนแฮนด์ เราในฐานะผู้ร่วมวิจัยยินดีที่จะร่วมด้วย
ช่วยกนั เพื่อใหง้ านบรรลุวตั ถุประสงค์ อกี อย่างเป็นการไดเ้ รยี นงานวจิ ยั ไปด้วย”

(ผู้ร่วมวจิ ัยคนท่ี 1, 10 สงิ หาคม 2564)

178
“ถึงแม้โรงเรียนเราดำเนินจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ และ ออนแฮนด์ เราก็ยังมี
การดำเนินการให้ครไู ด้รายงานผลการจัดการเรียนการสอนก็ทำใหท้ ราบได้ว่าพฤติกรรมการเรียนของ
นักเรียนเป็นอย่างไร การด ดำเนินการ ออนแฮนด์ โดยการนำใบงานไปมอบให้ให้กับนักเรียนแต่ละ
หมู่บ้านทุกวันศุกร์ และการไปเก็บงานคืนในวันศุกร์ถัดไปก็ทำให้เราทราบว่า นักเรียนมีความ
รับผิดชอบต่อภาระงานอย่างไรบ้าง ดังนั้นพวกเราในฐานะผู้ร่วมวิจัยก็มีข้อมูลในการรายงานผลการ
จัดการเรียนการสอนออนไลนท์ ่เี ปน็ เอกสารหลกั ฐานรอ่ งรอย”

(ผู้ร่วมวจิ ัยคนที่ 3, 10 สิงหาคม 2564)

ภาพท่ี 4.14 การปฏบิ ัติ (Taking Action)
4.2) นำความเขา้ ใจสูก่ ารปฏบิ ตั ิ (Put into Practice) นำทางเลือกที่แต่ละคนเลือกสู่

การปฏิบัติในรายวิชาที่สอนหรือในงานที่ทำ และมีการทบทวนการปฏิบัติ (Practice Review) การ
ทำงานร่วมกันซักระยะ 15 วัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า
2019 (Covid 19) จำเป็นอย่างยิ่งที่สถานศึกษาต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคดังกล่าว ท่จี ะส่งผลกระทบอยา่ งมากต่อระบบการจัดการเรยี นการสอนและสุขภาพของ
นักเรยี นและบคุ ลากรในสถานศึกษา สง่ิ สำคัญทส่ี ดุ ในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ไปทัง้ ผู้ริหาร ครู นักเรียน
ผู้ปกครอง และบุคลากรของสถานศึกษา ต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ๆ “New Normal” เน้น
การปฏิบัติภายใต้มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid 19)
อย่างเคร่งครัดเพื่อให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid
19) ส่งผลให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และปลอดภัยจากโรค และจังหวัดชัยภูมิ

179

โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มีคำสั่งปิดสถานศึกษาตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ได้มีการ
ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนจาก On - site เป็น On hand และ Online ที่หลากหลาย
รูปแบบ มกี ารติดตามการจัดการเรยี นการสอน การนเิ ทศนก์ ารสอนผา่ นระบบออนไลน์ท้ังผู้วิจัยและผู้
ร่วมวิจัย ดังนั้นในการทบทวนกิจกรรมทางเลือกที่เลือกไปปฏิบัติ และการกำหนดกิจกรรมทางเลือก
เพ่ิมเติม มผี ลการปฏิบตั ิของผู้รว่ มวิจัยแต่ละราย ดังน้ี

1. ผ้รู ่วมวิจยั ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 จำนวน 4 ห้องเรียน
การปฏิบตั ิ ในการพัฒนาการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีท่ี 4
จำนวน 4 ห้องเรียน ผู้รว่ มวิจัยได้ดำเนินการกำหนดกิจกรรมทางเลือกท่ีเลือกปฏิบัติ โดยให้ครูท่ีเป็นผู้
ร่วมวิจัยระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ทั้ง 4 คน ได้นำทางเลอื กไปพัฒนาการเสริมสรา้ งทักษะภาวะผู้นำ
ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมกัน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 65 คน ประกอบด้วยนักเรียน
ชาย 22 คน นักเรียน หญิง 43 คน ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 คือ นางสาวชมภูนุช ชัยลา
พัฒนานักเรียนในรายวิชา คณิตศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 คือ นางสาวอาภาพร เตียง
ชัยภูมิ พัฒนานักเรียนในรายวิชา วิทยาศาสตร์ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 คือ นางมนัสนันท์
ประสานพันธ์ พัฒนาในรายวิชาคณิตศาสตร์ และครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 คือนายจีระศักดิ์
วงคเ์ หลา พัฒนานักเรยี นในรายวชิ า คณติ ศาสตร์
จากการสงั เกตและการสัมภาษณแ์ บบไม่เป็นทางการผู้ร่วมวิจยั กลมุ่ นี้ พบวา่ ผู้รว่ มวิจัยกลุ่ม
นี้ได้นำทางเลือกไปปฏบิ ัติการในลักษณะเปน็ การสอดหรือให้ทำกิจกรรมสอดแทรกในรายวิชาท่ีแต่ละ
คนสอน ดังน้ีใหน้ กั เรยี นมีวิสัยทัศน์ (Vision) ใหน้ กั เรยี นมแี รงจูงใจ (Motivation) ใหน้ กั เรียนกล้าการ
แสดงออก (Serving) ใหน้ ักเรยี นมีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ให้นกั เรียนมีการสร้างทีม (Team
Building) ใหน้ กั เรียนยกระดับทกั ษะจากภาวะผู้นำแบบดั้งเดิม (Upgrade Traditional Leadership
Skills) ให้นักเรียนสามารถพัฒนาภาวะผู้นำร่วมกันทั่วกันทั้งหมด (Develop a Common
Leadership Practice Across the Organization) ให้นักเรียนมีทักษะผู้นำแบบยืดหยุ่น (Flex
Leadership Style) ให้นักเรียนมีทักษะผู้นำแบบยืดหยุ่น (Flex Leadership Style) ให้นักเรียนเห็น
ความสำคัญของพลังสว่ นบุคคล (The Importance of Personal Power) ให้นักเรียนมีวิธีการคิดเชิง
บวก (Positive Approach) ให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม (Take Initiative) ให้นักเรียนมีทักษะการ
สรา้ งแรงบันดาลใจและการสรา้ งแรงจูงใจ (Inspire and Motivate)
ผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ประกอบด้วย ดังนี้ 1) ด้านการมีส่วนร่วม โดยภาพรวม นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออกมากขึ้น
มีส่วนร่วมในกิจกรรม กล้าถาม กล้าแสดงความคิดเห็น มีการวิเคราะห์ตนเอง มีจุดเด่น จุดด้อยท่ี
แตกตา่ งกัน 2) ดา้ นการสร้างแรงบันดาลใจ โดยภาพรวม นักเรยี นมีความกระตือรือรน้ มากขึ้น เพราะ
ครมู ีการเสริมแรงโดยการใหร้ างวัลถ้านักเรียนถามตอบได้ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะเปน็ คำถามปลายเปิดไม่
มีถูก ผิด แต่เป็นคำถามทีส่ ่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเร่ิมสรา้ งสรรค์ ชว่ ยกนั ตอบ เพื่อให้มีส่วนร่วม
ในกจิ กรรมการจัดการเรียนการสอนผา่ นระบบออนไลน์ ดังภาพที่ 4.15


Click to View FlipBook Version