The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rachan Tongkum, 2022-09-01 03:13:23

วิชาเครื่องทำความเย็น

หน่วยที่ 1 - 11

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 1 “

“ ความรูพ้ ้ืนฐานการทาความเยน็

1 สาระการเรยี นรู้

บทนา

2 ความสาคัญของ

การทาความเยน็

3 สภาวการณ์ที่มีผล

ต่อการทาความเย็น

4

หลักพนื้ ฐานการทาความเย็น

5 การประมาณค่าความรอ้ น

ท่ีคิดเปน็ ภาระงาน

1. บทนา

“ตู้เย็น” ท่ีใช้ในบ้านถูกสร้างขึ้นเป็น
ครั้งแรกใน พ.ศ. 2453 และ พ.ศ. 2456
เจ.เอ็ม.ลารเ์ ซน (J.M. Larsen) ได้ผลิต
เครอ่ื งทาความเย็นควบคุมด้วยมือข้ึนมา
เปน็ ครง้ั แรก

และใน พ.ศ. 2461 บรษิ ัท เคลวิเนเตอร์
(Kelvinator Company) ได้ผลิตตู้เย็นซึ่ง
ควบคุมได้โดยอัตโนมตั ิขนึ้ เป็นครง้ั แรก

1. บทนา

พ.ศ. 2463 อุตสาหกรรมการผลิตตู้เย็น
ทใี่ ชใ้ นบา้ นเรม่ิ มีความสาคัญขึ้น และเป็นที่
นิยมแพรห่ ลายกันในอเมรกิ าและยุโรป

ปัจจุบันเคร่อื งทาความเย็นนับว่าเป็น
ส่ิงสาคัญสาหรบั การดารงชีวิตของมนุษย์
ตู้เ ย็นแ ล ะ ตู้แช่ ท่ีใช้ตา ม บ้า นเรือนเป็ น
ส่ิงจาเป็นสาหรับการเก็บรักษาและการ
ถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสียเรว็

2. ความสาคัญของการทาความเย็น

การทาความเย็น (Refrigeration) คือ การลดและ
รักษาระดับอุณหภูมิของเนื้อท่ีว่างๆ ให้ต่ากว่าปกติ เช่น
ต้เู ยน็ ต้แู ช่ ห้องเย็น โรงน้าแข็ง

การปรบั อากาศ (Air Conditioning) หมายถึง การ
เพิ่มหรอื ลดอุณหภมู ใิ ห้เหมาะสมตามความต้องการ รวมถึง
การปรับสภาพอากาศให้มีความสะอาด มีการถ่ายเท
หมุนเวียน และมีความชื้นท่ีเหมาะสม เพ่ือก่อให้เกิด
ความสขุ สบาย

2. ความสาคัญของการทาความเยน็

ระบบทาความเยน็ ได้มีการนามาประยุกต์ใชง้ าน
ในด้านต่าง ๆ ได้แก่

1. การผลิตอาหาร (Food Processing)
2. การเก็บรกั ษาอาหาร (Food Storage)
3. การผลิตในงานอุตสาหกรรม (Industrial
Process)
4. การทาความเยน็ เพ่อื การขนส่ง
(Transportation Refrigeration)
5. การปรบั อากาศ (Air Conditioning)

3. สภาวการณ์ท่มี ีผลต่อการทาความเยน็

1. ความรอ้ น (Heat) ความรอ้ นเป็นพลังงาน

ชนิดหน่ึงซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่น ๆ
หรือพลังงานรูปอื่นก็สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็น
พลังงานความรอ้ นได้เช่นกัน

พลังงานความรอ้ นน้ีจะถ่ายเทจากวัตถุหนึ่งท่ีมี
อุณหภูมิสูงกว่าไปยังอีกวัตถุหน่ึงที่มีอุณหภูมิต่า
กว่า และจะหยุดการถ่ายเทเมื่อวัตถุทั้งสองน้ันมี
อุณหภูมิเทา่ กัน

3. สภาวการณ์ท่มี ีผลต่อการทาความเย็น

2. อุณหภูมิ(Temperature) หมายถึง
ระดับหรอื ความเข้มของความรอ้ น ซ่ึงจะเป็น
ตัวบอกให้รูว้ ่าระดับความรอ้ นของวัตถุน้ันจะ
มีอยู่มากน้อยเพียงใด โดยใช้เทอรโ์ มมิเตอร์
(Thermometer) เปน็ เครอื่ งมือวดั

3. สภาวการณ์ท่มี ผี ลต่อการทาความเยน็

3. ความชื้น (Humidity) น้าท่ีแฝงอยู่ใน

อากาศวัดได้ในรูปของความช้ืนสัมพัทธ์ (Relative
Humidity) ความชื้นสัมพัทธจ์ ึงหมายถึง อัตราส่วน
ระหวา่ งน้าหนักของไอนา้ ในอากาศทวี่ ดั ได้จรงิ

ความช้ืนสัมพัทธ์ต่าจะทาให้การถ่ายเทความ
รอ้ นได้เพมิ่ มากขนึ้ สว่ นอากาศทมี่ คี วามช้นื สมั พัทธ์
สูง จะมีผลทาให้กระบวนการถ่ายเทอัตราความ
รอ้ นลดลงไป

3. สภาวการณ์ท่มี ผี ลต่อการทาความเย็น

4. การเคล่ื อนท่ีของอากาศ (Air
Movement) มีผลต่ออัตราการถ่ายเทความ
ร้อน เม่ือการเคล่ือนที่ของอากาศเร็วขึ้น
กระบวนการระเหยซ่ึงเป็นการถ่ายเทความ
ร้อ น อ อ ก จ า ก แห ล่ ง ก า เนิ ด ค ว า ม ร้อ น จ ะ มี
เพม่ิ ขึน้

4. หลักพ้ืนฐานการทาความเย็น

การศึกษาเกี่ยวกับการทาความเย็น สิ่ง
สาคั ญ คื อจ ะต้ อง ทาค วาม เข้าใจห ลั กกา ร
พื้นฐานที่เก่ียวข้องให้ดีก่อน เพ่ือการนาไป
ประยุกต์ใช้งานในทางปฏิบัติ สิ่งสาคัญท่ีควรรู้
มีดังต่อไปน้ี

1. แรง (Force)
2. ความดัน (Pressure)
3. งาน (Work)
4. กาลังงาน (Power)

4. หลักพื้นฐานการทาความเยน็

5. พลังงาน (Energy)
5.1 พลังงานจลน์(Kinetic Energy)
5.2 พลังงานศักย์ (Potential Energy)

6. เทอรโ์ มมเิ ตอร(์ Thermometer)
7. แคลอร(ี Calorie)
8. ความรอ้ นจาเพาะ (Specific Heat)

5. การประมาณค่าความรอ้ นทค่ี ิดเป็นภาระงาน

1. แหล่งความร้อนจากภายนอก (Outdoor
Heat Sources) หมายถึง แหล่งความรอ้ นจาก
ภายนอก แหล่งความร้อนที่ใหญ่ท่ีสุดก็คือ ดวง
อาทิตย์ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านเข้าใน
อาค ารห รือภ ายใน ตั วรถได้ 2 ทาง คื อ เข้ามา
โดยตรงด้วยการส่งผ่านเข้ามาทางกระจก และเข้า
มาทางอ้อมโดยการนาความร้อนผ่านวัสดุท่ีใช้ทา
ผนังของรถนาเขา้ มา เป็นต้น

5. การประมาณค่าความรอ้ นท่ีคิดเป็นภาระงาน

2 . แห ล่ ง ค ว า ม ร้อ น จ า ก ภ า ย ใน ( Indoor
Heat Sources) ถ้าเป็นภายในอาคาร หมายถึง
ค ว า ม ร้อ น จ า ก ค น ไฟ ฟ้ า แ ส ง ส ว่ า ง ห รือ จ า ก
เครอื่ งใช้ไฟฟ้า แต่ถ้าเป็นภายในรถ แหล่งความรอ้ น
จากภายใน ก็หมายถึงคนเพยี งอย่างเดียว คนจึงเป็น
แหล่งความรอ้ นที่ให้ทั้งความรอ้ นสัมผัสและความ
รอ้ นแฝง

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2“

“ระบบการทาความเยน็

1 สาระการเรยี นรู้

ระบบการทาความเย็น

2 ระบบการทาความเย็น
แบบอัดไอ

3 ระบบการทาความเย็น
แบบดดู ซึม

4 ระบบการทาความเยน็
แบบใช้ไอน้า
5 ระบบการทาความเยน็ แบบ

ใช้การขยายตัวของอากาศ
6 เครอ่ื งมือซอ่ มในงานบรกิ าร
เครอื่ งทาความเยน็

1. ระบบการทาความเยน็

1. ระบบใชก้ ลไก 2. ระบบไม่ใชก้ ลไก
(Mechanical) (Non Mechanical)

เปน็ ระบบการสรา้ งหรอื ทา เป็นระบบการสร้างหรือทา
ความเย็นขนึ้ โดยการทางาน ของ ความเย็นโดยไม่ต้องอาศัยกลไก
กลไกต่ าง ๆ เป็นท่ีนิ ยมใช้กั น ใด ๆ การทาความเย็นระบบนี้
อ ย่ า ง แ พ ร่ ห ล า ย เ รี ย ก กั น ได้แก่ การทาความเย็นแบบดูด
โดยทว่ั ไปว่า การทาความ ซึม (Absorption) แบบใช้ไอน้า
(Steam Jet) และระบบใช้การ
เยน็ แบบอัดไอ ข ย า ย ตั ว ข อ ง อ า ก า ศ ( Air
(Vapour Compression) Expansion) เป็นต้น

2. ระบบการทาความเยน็ แบบอัดไอ “

“ ระบบอัดไอเป็นระบบการทาความ
เยน็ โดยอาศัยการทางานของ
อุปกรณ์ต่าง ๆ รว่ มกัน

2. ระบบการทาความเยน็ แบบอัดไอ

หน้าทแ่ี ละการทางานของอุปกรณ์
ในระบบการทาความเยน็ แบบอัดไอ มีดังนี้

1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทาหน้าทด่ี ูดนา้ ยาในสภาพทเ่ี ป็นไอจากอีวาพอเรเตอร์
2. คอนเดนเซอร์ (Condenser) ทาหน้าทร่ี ะบายความรอ้ นออกจากนา้ ยาหรอื สารความเย็น
3. รซี ีฟเวอร์ (Receiver) ทาหน้าทสี่ ะสมของเหลวทอี่ อกจากคอนเดนเซอร์
4. วาล์วลดความดัน (Expansion Valve) ทาหน้าทล่ี ดความดันของนา้ ยาจากคอนเดนเซอร์
5. อีวาพอเรเตอร์ (Evaporator) ทาหน้าทด่ี ูดความรอ้ นออกจากบรเิ วณรอบ ๆ

2. ระบบการทาความเยน็ แบบอัดไอ

การทางานของระบบการทาความเย็นแบบอัดไอ

การทางานเรมิ่ จากการทคี่ อมเพรสเซอรด์ ูดน้ายาในสภาพ
ท่ีเป็นไอจากอีวาพอเรเตอร์ เข้าทางด้านดูด (Suction) ของ
คอมเพรสเซอร์ และอัดออกให้มีความดันสูงข้ึนและส่งออก
ทางด้านส่ง (Discharge) ของคอมเพรสเซอรเ์ ข้าไปยังตัว
คอนเดนเซอร์

เมื่อน้ายาผ่านอีวาพอเรเตอรจ์ ะเปลี่ยนสถานะเป็นไอจน
หมด แล้วถูกคอมเพรสเซอร์ดูด และอัดให้มีความดันสูงขึ้น
จากนั้นจึงถูกส่งไปใช้งานในระบบ ลักษณะการหมุนเวียนจะ
เป็นเช่นนี้ตลอดไป โดยน้ายาจะไม่สูญหาย จึงไม่จาเป็นต้อง
เติมนา้ ยาถ้าหากไม่มีจดุ ทน่ี า้ ยารวั่ ไหลออกมาได้

3. ระบบการทาความเยน็ แบบดดู ซมึ

1. การทาความเย็นแบบดูดซึมชนิดเปน็ ช่วง
(Intermittent Absorption System)

ห ลั ก ก า ร ท า ง า น จ ะ ใ ห้ ค ว า ม ร้อ น กั บ
ส่วนผสมของน้าและแอมโมเนียที่อยู่ในเจ
เนอเรเตอร์ โดยอาศยั ความรอ้ นจากตะเกียง
แอมโมเนีย ซ่ึงมีจุดเดือดต่ากว่าน้าจะระเหย
เป็นไอขึ้นไปตามท่อ A เข้าในคอนเดนเซอร์
และถกู ระบายความรอ้ นออกมา

3. ระบบการทาความเยน็ แบบดดู ซมึ

2. การทาความเยน็ แบบดูดซึม
ชนิดทางานต่อเนื่อง

(Continuous Absorption System)

แอมโมเนียเหลวที่อยู่ในอีวาพอเรเตอรจ์ ะถูกลด
ความดันโดยอาศัยไฮโดรเจน (H2 ) ท่ีไหลผ่าน จึงมี
การเปลี่ยนสถานะ ไฮโดรเจนจะพาไอของแอมโมเนีย
ลอยขน้ึ ด้านบนของอีวาพอเรเตอรแ์ ละผ่านลงตามทอ่
ผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความรอ้ น ทาให้แอมโมเนีย
มีความดันลดลงเกิดการเปล่ียนสถานะ เกิดความเย็น
ขึ้นอีกต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา

4. ระบบการทาความเยน็ แบบใชไ้ อนา้

หลักการทางานของระบบนี้จะใช้น้าเป็นตัวทาความเย็น โดยใช้ไอน้าความดันประมาณ
30 – 150 ปอนด์ต่อตารางน้ิว ผ่านหัวฉีดเพ่ือลดความดันในอีวาพอเรเตอร์ (Flash Tank)

4. ระบบการทาความเย็นแบบใช้ไอน้า

น้าในอีวาพอเรเตอรส์ ่วนหนึ่งจะเปลี่ยนสถานะเป็นไอและดูดความรอ้ นจากน้า
ส่วนทีเ่ หลือ ทาให้น้าในอีวาพอเรเตอรม์ ีอุณหภูมิลดลงรยี กน้าส่วนน้ี
ว่า น้าเย็น (Chilled Water) และน้าเย็นนี้จะถูกสูบส่งเข้าไปใน
คอยล์เย็น เพ่อื สรา้ งความเย็นให้กับระบบปรบั อากาศต่อไป

เนื่องจากจาเป็นต้องใช้ปรมิ าณไอน้าภายใต้ความดันสูงเป็นจานวน
มาก เพื่อทาให้เกิดความเย็น ดังนั้น แบบน้ีจึงนิยมใช้เฉพาะในระบบ
ปรับอากาศขนาดใหญ่ คือ ขนาด 100 ตันข้ึนไป และการทาอุณหภูมิได้
ต่าสุดประมาณ 4 องศาเซลเซียส เพราะถ้าต่ากว่าน้ี เช่นท่ี 0 องศาเซลเซียส
นา้ ทใ่ี ชเ้ ป็นตัวทาความเยน็ จะแข็งตัว ใช้แบบนี้ไม่ได้ จึงใช้ได้เฉพาะการทาความ
เย็นในระบบปรบั อากาศเทา่ น้ัน

5. ระบบการทาความเย็นแบบใช้การขยายตัวของอากาศ

หลักการทางานของระบบการทาความเย็นแบบนี้ จะอาศัยการขยายตัวของอากาศ
จากความดันสูงไปยังความดันต่า ซึ่งจะทาให้เกิดความเย็นขึ้นมาตามหลักการของ Joule-
Thomson Effect โดยใช้อากาศเป็นสารความเย็น ข้อดีคือ มีอุปกรณ์ประกอบน้อยช้ิน
น้าหนักเบา ไม่มีความส่ันสะเทือนขณะทางาน จึงเหมาะที่จะนามาใช้เป็นระบบปรบั
อากาศในอากาศยาน เน่ืองจากใช้อากาศเป็นตัวทาความเย็น การรวั่ ในระบบท่ีอาจ
เกิดขน้ึ จึงไมเ่ ปน็ อันตรายต่อผู้คน

6. เครอื่ งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

1. เครอื่ งมือวัดระบบไฟฟา้ เครอื่ งมือวัดระบบไฟฟ้าทใ่ี ช้กันโดยทั่วไปมีดังน้ี

1.1 มัลติมเิ ตอร(์ Multimeter) 1.2 คลิปแอมป์ (Clip Amp)
- วัดค่าความต้านทาน หรอื แอมป์โพรบ (Amp Probe)
- วัดแรงเคล่ือนไฟฟา้ เปน็ เครอ่ื งมอื สาหรบั วดั กระแสไฟฟ้า
- วัดกระแสตรง (DC)
- กระแสสลับ (AC)

6. เครอื่ งมือซอ่ มในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

2. เครอ่ื งมือท่วั ไป เป็นเครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ได้กับงานซ่อมและบรกิ าร
ประเภทอ่ืนได้ด้วย เครอ่ื งมือที่สาคัญ คือ

2.1 ประแจชนิดต่างๆ (Wrenches)
ประแจเป็นเคร่ืองมือท่ีใช้สาหรับ

การถอดใส่สกรู และนัตที่มีลักษณะ
เป็นหัวเหล่ียม ประแจแบ่งออกหลาย
ประเภทและมหี ลายขนาด

การเลือกใช้จึงข้ึนอยู่กับลักษณะ
งานเปน็ สาคัญ

6. เครอ่ื งมอื ซอ่ มในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

2. เครอ่ื งมือท่วั ไป เป็นเครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ได้กับงานซ่อมและบรกิ าร
ประเภทอ่ืนได้ด้วย เครอ่ื งมือที่สาคัญ คือ

2.2 ไขควง (Screwdrivers)
เป็น เ ค รื่อ งมือที่ใช้ใน งาน ซ่อ ม

เกือบทุกชนิด โดยจะใช้ถอดใส่สกรูทม่ี ี
หัวเป็นรอ่ ง

ไขควงแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ
ไขควงปากแบน และไขควงปากแฉก

6. เครอ่ื งมอื ซ่อมในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

2. เครอ่ื งมือทัว่ ไป เป็นเครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ได้กับงานซอ่ มและบรกิ าร
ประเภทอื่นได้ด้วย เครอ่ื งมอื ทสี่ าคัญ คือ

2.3 คีม (Pliers) เปน็ เครอ่ื งมือทใี่ ช้
ในการจับและตัดชนิ้ งาน
การเลือกใชข้ น้ึ อยูก่ ับ
ลักษณะของงาน

6. เครอ่ื งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

2. เครอื่ งมือทัว่ ไป เป็นเครอ่ื งมอื ทใี่ ชไ้ ด้กับงานซอ่ มและบรกิ าร
ประเภทอื่นได้ด้วย เครอ่ื งมอื ทีส่ าคัญ คือ

2.4 ค้อน (Hammer) เป็นเครอื่ งมือใช้
สาหรบั ตอก เคาะและแต่งให้งานเข้าท่ี
การเลือกใช้ขน้ึ อยู่กับลักษณะของงาน

6. เครอื่ งมอื ซอ่ มในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

2. เครอ่ื งมือทวั่ ไป เปน็ เครอ่ื งมือทีใ่ ชไ้ ด้กับงานซอ่ มและบรกิ าร
ประเภทอ่ืนได้ด้วย เครอื่ งมือทส่ี าคัญ คือ

2.5 ตะไบ (Files) เป็นเครอ่ื งมือทใี่ ช้สาหรบั ตกแต่งผิวโลหะเพื่อให้ผิวงานเรยี บ ตะไบมีท้ัง
อย่างหยาบและอย่างละเอียด

6. เครอื่ งมอื ซ่อมในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

2. เครอ่ื งมือทวั่ ไป เป็นเครอื่ งมือท่ีใช้ได้กับงานซ่อมและบรกิ าร
ประเภทอ่ืนได้ด้วย เครอื่ งมือที่สาคัญ คือ

2.6 เลื่อยเหล็ก (Hacksaws) 2.7 สว่านไฟฟ้า (Electric Drill)
เป็น เค ร่ืองมือท่ีใช้ใน การตั ด เป็นเคร่ืองมือไฟฟ้าใช้จับดอกสว่าน
โลหะ ฟันของใบเลื่อยมีท้ังแบบ ขนาดต่าง ๆ เพ่ือเจาะงานเพ่ือยึด
ฟนั ถ่ีและฟนั ห่าง ประกอบสว่ นต่าง ๆ ด้วยสกรูกับนอต

6. เครอื่ งมือซอ่ มในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

2. เครอื่ งมือทั่วไป เปน็ เครอ่ื งมือทใ่ี ชไ้ ด้กับงานซ่อมและบรกิ าร
ประเภทอ่ืนได้ด้วย เครอ่ื งมือท่สี าคัญ คือ

2.8 เครอ่ื งเปา่ ทาความสะอาด 2.9 หวีครีบคอนเดนเซอร์ (Fin
(Hand Blower) Comb)

ใช้เป่าไล่ฝุ่นละอองท่ีติดอยู่ ใช้ ส า ห รั บ จั ด ร ะ บ บ ค รี บ ใ ห้
ตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ห่างเทา่ กัน

6. เครอื่ งมอื ซอ่ มในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

3. เครอ่ื งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอื่ งมอื ท่ีใช้ในงานซอ่ มและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเยน็ และเครอ่ื งปรบั อากาศทสี่ าคัญ ได้แก่

3.1 คัตเตอร์ (Cutter) เป็นเครอ่ื งมือท่ีใช้
ในการตัดท่อทองแดงและท่ออะลูมิเนียม
โดยจะมีรอ่ งท่ีลูกกล้ิง การตัดทอ่ กระทาได้
โดยการหมุนมือ หมุนจนกระท่ังใบมีด
สัมผัสกับท่อ แล้วหมุนคัตเตอร์รอบท่อ
ทาสลับกันเชน่ น้ี เรอ่ื ยไปจนกระทงั่ ทอ่ ขาด

6. เครอ่ื งมอื ซอ่ มในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอื่ งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นงานซอ่ มและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเยน็ และเครอ่ื งปรบั อากาศที่สาคัญ ได้แก่

3.2 รมี เมอร์ (Reamer) เปน็ เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการควา้ นปากทอ่ ทตี่ ัดแล้วให้เรยี บ
การควา้ นทอ่ ควรควา่ ปากทอ่ ลงเพ่อื มใิ ห้เศษทอ่ ตกลงไปในทอ่

6. เครอื่ งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

3. เครอ่ื งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นงานซอ่ มและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเย็นและเครอื่ งปรบั อากาศทสี่ าคัญ ได้แก่

3.3 มีดตัดขอบยางตู้เย็น (Adjustable 3.4 ลวดวัดขนาดของท่อรูเข็ม
Door Gasket Notched) (Capillary Tube Gauge)
เป็นมีดที่ใช้ตัดขอบยางตู้เย็นเพ่ือการเข้า เปน็ ลวดทม่ี ีขนาดต่าง ๆ กัน ใช้สอด
มุมต่าง ๆ ตามชนิดของมุม มีดน้ีเป็นมีด ใ ส่ ใ น รู ข อ ง ท่ อ รู เข็ ม เพ่ื อ ต้ อ ง ก า ร
ชนิดทป่ี รบั มมุ ได้ตามต้องการ ทราบขนาดของทอ่ รูเขม็

6. เครอ่ื งมอื ซ่อมในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

3. เครอื่ งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอื่ งมือท่ใี ช้ในงานซ่อมและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเยน็ และเครอ่ื งปรบั อากาศท่ีสาคัญ ได้แก่

3.5 เครอ่ื งมือขยายทอ่ (Swaging) 3.6 เคร่ืองมือบานท่อ (Flaring
เป็น เ ค รื่องมือที่ช่วยใน การต่ อท่อ Tool) เป็นเครอ่ื งมือท่ีใช้ในการ
เคร่ืองมือดังกล่าว จะประกอบด้วย บานขยายท่อเพ่ือให้ทอ่ สามารถต่อ
ตัวจับและเหล็กขยายทอ่ กับเกลียวข้อต่อในระบบได้ การ
บานท่อมี 2 แบบ คือ การบานท่อ
ชนั้ เดียวและการบานทอ่ สองช้ัน

6. เครอื่ งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอื่ งทาความเย็น

3. เครอื่ งมือเฉพาะช่าง หมายถึง เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในงานซ่อมและบรกิ าร
เครอ่ื งทาความเยน็ และเครอื่ งปรบั อากาศทสี่ าคัญ ได้แก่

3.7 เครอ่ื งมือดัดทอ่ (Tube Bending) 3.8 เครอ่ื งมือบีบท่อ (Pinch off
เป็นเครอ่ื งมือดัดท่อเพ่ือให้ท่อโค้งงอใน Tool) เป็นเครอื่ งมือทใี่ ช้บีบทอ่ ขณะที่
ทศิ ทางทต่ี ้องการ ต้องการปิดระบบ หลังจากการบรรจุ
สารทาความเย็นเต็มระบบ

6. เครอ่ื งมอื ซอ่ มในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอื่ งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอื่ งมือที่ใชใ้ นงานซอ่ มและบรกิ าร
เครอ่ื งทาความเย็นและเครอื่ งปรบั อากาศทส่ี าคัญ ได้แก่

3.9 ชุดเชื่อมขนาดเล็ก ใช้เชื่อมต่อท่อ 3.10 เครื่องมือตรวจการร่ัว(Leak
โ ด ย เ ฉ พ า ะ ท่ อ ท อ ง แ ด ง ข น า ด เ ล็ ก ที่ ใช้ Detector) เป็นเครอ่ื งมือท่ีบอกให้รู้
อุณหภูมิการประสาน ไม่สูงนัก สะดวก ว่าสารทาความเย็นรว่ั ซึมจากระบบ
ต่อการเคล่ือนย้าย ณ จดุ ใด

6. เครอ่ื งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอ่ื งมือเฉพาะช่าง หมายถึง เครอ่ื งมือท่ีใช้ในงานซ่อมและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเย็นและเครอื่ งปรบั อากาศท่สี าคัญ ได้แก่

3.11 กระบอกบรรจุน้ายา (Charging 3 . 1 2 ป๊ ั ม สุ ญ ญ า ก า ศ ( Vacuum
Cylinder) เป็นเครอื่ งมือท่ีใช้บรรจุสาร Pump) ประกอบด้วยชุดป๊ ัมสาหรบั
ทาความเยน็ เขา้ ระบบ หมุนขับป๊ ัม เคร่ืองปรับอากาศต้อง
ได้รับการบริการ หรือหลังจากการ
ติดต้ังสว่ นประกอบต่าง ๆ แล้ว

6. เครอื่ งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอ่ื งมือเฉพาะช่าง หมายถึง เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในงานซอ่ มและบรกิ าร
เครอ่ื งทาความเย็นและเครอ่ื งปรบั อากาศที่สาคัญ ได้แก่

3.13 แมนิโฟลดเ์กจ (Gauge Manifold) เป็นเครอ่ื งมือท่ีใช้สาหรบั การวัดค่า
ความดันในระบบ เพอ่ื การตรวจซอ่ มหรอื บรกิ ารเครอ่ื งทาความเยน็

6. เครอ่ื งมือซอ่ มในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอ่ื งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นงานซอ่ มและบรกิ าร
เครอ่ื งทาความเย็นและเครอ่ื งปรบั อากาศท่สี าคัญ ได้แก่

3.13.1 แมนิโฟลดเก์ จ (Gauge Manifold) มีส่วนประกอบที่สาคัญ คือ
1. ชดุ เกจ จะมีเกจวดั 2 ด้าน คือ
1.1 เกจวัดความดันด้านตา่ (Low Pressure Gauge)
1.2 เกจวดั ความดันด้านสงู (High Pressure Gauge)
2. สายแมนิโฟลดเ์กจ จะมี 3 เสน้ แต่ละเส้นใช้สีต่างกัน คือ
2.1 สนี า้ เงนิ ใช้ต่อเขา้ กับเกจวดั ความดันด้านตา่
2.2 สีแดง ใชต้ ่อเข้ากับเกจวัดความดันด้านสงู
2.3 สเี หลือง สีเขยี ว หรอื สีดา ใชต้ ่อระหว่างเกจวดั ความดันด้านตา่ และความดัน
3. วาลวป์ ิด-เปดิ ด้านขา้ งของแมนิโฟลด์เกจ

6. เครอ่ื งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอื่ งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นงานซ่อมและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเยน็ และเครอ่ื งปรบั อากาศทส่ี าคัญ ได้แก่

3.13.2 การต่อใชแ้ มนิโฟลดเก์ จ (Gauge Manifold)

6. เครอื่ งมือซ่อมในงานบรกิ ารเครอ่ื งทาความเย็น

3. เครอ่ื งมือเฉพาะชา่ ง หมายถึง เครอื่ งมือที่ใช้ในงานซ่อมและบรกิ าร
เครอื่ งทาความเย็นและเครอื่ งปรบั อากาศทสี่ าคัญ ได้แก่

3.13.3 การใช้แมนิโฟลดเ์กจ (Gauge Manifold) อธบิ ายได้ดังน้ี
1. ใช้อ่านค่าความดันของระบบ วาล์วทงั้ 2 ด้านจะอยู่
ในตาแหน่งปดิ ความดันในระบบ อ่านได้จากเกจ
2. ใช้บรรจุสารทาความเย็นเข้าระบบ หรอื ปล่อยสารทา
ความเยน็ ออกจากระบบ
3. ใชไ้ ล่อากาศในสาย (Purging) หรอื ใชป้ ล่อยสารทา
ความเย็นออกจากระบบทางด้าน ความดันสงู
4. ใชท้ าสุญญากาศให้ระบบ

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3 “

“วงจรเครอ่ื งทาความเยน็

1 สาระการเรยี นรู้

วงจรเครอ่ื งทาความเยน็
2

วงจรการทาความเย็น
แบบอัดไอ
3
หลักการทางานของวงจร
เครอ่ื งทาความเย็น
4

การแบ่งส่วนการทางานของ
ระบบเครอื่ งทาความเย็น
5
6 คอนเดนซิงยูนิต

สภาวะของสารทาความเยน็ ใน
ระบบเครอื่ งทาความเย็น
7

ประสิทธภิ าพในการทาความเยน็

1. วงจรเครอ่ื งทาความเยน็
การทาความเย็น

หมายถึง กระบวนการถ่ายเทความ
รอ้ นออกจากบรเิ วณที่ต้องการทาความเย็น
เช่น การดึงเอาปริมาณความร้อนภายใน
ตู้เย็นออกไประบายท้ิงภายนอก ทาให้
อากาศภายใน มีอุณหภมู ิลดต่าลง เป็นต้น

1. วงจรเครอ่ื งทาความเย็น

เ ค รื่ อ ง ท า ค ว า ม เ ย็ น ท่ี ใ ช้ ใ น บ้ า น
โดยท่ัวไปนิยมใช้ระบบคอมเพรสเซอรแ์ บบ
อั ด ไ อ นั บ ตั้ ง แ ต่ ตู้ เ ย็ น แ ล ะ ตู้ แ ช่ เ ย็ น
จนกระท่ังถึงเครอ่ื งทาความเย็นขนาดใหญ่
ที่ใช้ตามโรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์การค้า
ล้วนแล้วแต่เป็นเครอื่ งทาความเย็นในระบบ
อัดไอเกือบทงั้ ส้ิน

2. วงจรการทาความเยน็ แบบอัดไอ

วงจรการทาความเย็นแบบอัดไอ เป็นการทาความเย็นด้วยเครอ่ื งทาความ
เย็นระบบคอมเพรสเซอรอ์ ัดไอ (Vapour Compression System) มีหลักการ
ทางานพ้ืนฐานประกอบไปด้วย 4 กระบวนการหลัก คือ

1. การขยายตัว (Expansion) 2. การกลายเปน็ ไอ
(Vaporizing)
การขยายตัวเป็นกระบวนการท่ี
เกิดข้ึนจากการทางานของวาล์ว การกลายเปน็ ไอเปน็ กระบวนการท่ี
เกิดขน้ึ เมือ่ สารทาความเยน็ ผ่านเข้า
ลดความดัน
มายงั อีวาพอเรเตอร์

2. วงจรการทาความเย็นแบบอัดไอ

3. การอัดตัว (Compression) 4. การควบแน่น (Condensing)

การอัดตัวเกิดขึ้นจากการทางาน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อสาร
ของคอมเพรสเซอร์ โดยไออิ่มตัวจาก ทาความเย็นไหลผ่านคอนเดนเซอร์
อีวาพอเรเตอรจ์ ะถูกคอมเพรสเซอร์ โดยในช่วงแรกจะระบายความร้อน
อัดให้มีความดันสูงขึ้น ผลจากการ ออกเพื่อลดอุณหภูมิของสารทาความ
ทางาน ของคอมเพรสเซอรจ์ ะทาให้ เย็นลง ทาให้สารทาความเย็นเปล่ียน
ค ว า ม ดั น ข อ ง ส า ร ท า ค ว า ม เ ย็ น ใ น สภาวะจากไอร้อนเป็นไออ่ิมตัวก่อน
ระบบเพ่มิ สงู ขึ้น จากน้ันจึงควบแน่นจนเป็นของเหลว
อิ่มตัว


Click to View FlipBook Version