“ 9. ฮอตแก๊สบายพาสเรกูเรเตอร์ “
ฮอตแก๊สบายพาสเรกูเรเตอร์
(Hot Gas Bypass Regulator)
เป็นอุปกรณ์ทที่ ำหน้ำทปี่ รบั ต้ังให้
ควำมดันในอีวำพอเรเตอรส์ ำมำรถ
รกั ษำระดับให้ล้ินปดิ อยู่ตลอดเวลำ
ควำมดันในอีวำพอเรเตอรไ์ มส่ งู
เกินไปหรอื ไมต่ ่ำเกินไป
“ 9. ฮอตแก๊สบายพาสเรกเู รเตอร์ “
คอนเดนเซอรว์ อเตอรเ์ รกเู รเตอร์
(Condenser Water Regulator)
เป็ น อุ ป ก ร ณ์ ที่ ท ำ ห น้ ำ ที่ ป รับ
ป ริ ม ำ ณ น้ ำ ที่ เ ข้ ำ ห ล่ อ เ ย็ น ตั ว
คอนเดนเซอร์ หลักกำรทำงำนก็คือ
แรงดันสปริงจะดันให้ลิ้นปิด และ
แรงดันในสปริงเบลโลซ่ึงต่ออยู่กับ
แร ง ดั น ข อ ง ส ำ ร ท ำ ค ว ำ ม เ ย็ น ใน
คอนเดนเซอร์จะดันให้ลิ้นเปิด โดย
จะควบคุมปริมำณน้ำท่ีผ่ำนเข้ำมำ
หล่อเย็นคอนเดนเซอร์
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 6 “
“สารทาความเยน็ และน้ามนั หล่อล่ืน
1 สาระการเรยี นรู้
คุณสมบัติของสารทาความเยน็
2
ชนิดของสารทาความเย็น
3 ความปลอดภัยในการ
ใชส้ ารทาความเย็น
4
น้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์
5 การตรวจสอบการรวั่
ของระบบสารทาความเย็น
6 วธิ กี ารหาจุดรว่ั ของระบบ
สารทาความเย็น
1. คณุ สมบัติของสารทาความเยน็
สารทาความเย็น (Refrigerant)
เป็นศัพท์ท่ีวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยได้บัญญัติ
คาน้ีข้นึ มา มีความหมายว่า สารที่ทาให้เกิดความเย็นโดยการ
ดูดความรอ้ นเม่ือขยายตัวหรอื เปล่ียนสภาพจากของเหลว
เป็นไอ และในสภาพเป็นไอนี้ถ้าระบายความรอ้ นออกจากไอ
มนั จะคืนสภาพกลับมาเป็นของเหลวอีก ช่างบรกิ ารโดยทั่วไป
จะเรยี กว่า นา้ ยาหรอื นา้ ยาแอร์
1. คุณสมบัติของสารทาความเยน็
สารทาความเย็นจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดทาความ
เย็นได้ดี แต่มีขีดจากัดในการใช้งาน คุณสมบัติท่ีดีของสารทาความ
เยน็ ท่ีสาคัญ คือ
1. การกลายเปน็ ไอ
2. ปรมิ าตรจาเพาะของสารทาความเย็นในสถานะก๊าซ
3. ความรอ้ นจาเพาะของสารทาความเย็นในสถานะ
ของเหลวมคี ่าต่า
4. ลดอัตราการอัดของลูกสูบ
2. ชนิดของสารทาความเยน็
1. แอมโมเนีย (Ammonia : NH3 )
เป็นสารทาความเย็นที่ไม่อยู่ในกลุ่มฟลูออโรคารบ์ อน
เป็นน้ายาท่ีดูดรบั ปรมิ าตรความรอ้ นแฝงของการกลายเป็น
ไอได้สูง ทาให้ลดขนาดของกระบอกสบู ลงได้
นิยมใช้แพร่หลายในโรงงานทาน้าแข็ง โรงงานบรรจุ
อาหาร ห้องเยน็ ขนาดใหญ่ และลานสเกตนา้ แขง็ เป็นต้น
2. ชนิดของสารทาความเยน็
5. R-404A สารทาความเย็นท่เี ป็นสารผสม R-404A
เป็นสารทาความเยน็ ทม่ี ีความบรสิ ุทธส์ิ ูงและไม่สง่ ผลกระทบต่อ
ช้นั บรรยากาศ
6. R-407C สารทาความเย็นที่เป็นสารผสม R-407C
เปน็ สารทาความเยน็ ทไ่ี ด้รบั การรณรงค์ให้ใช้อยา่ งแพรห่ ลาย
7. R-134a เป็นสารทาความเย็นที่พัฒนาข้ึนมาใช้
ทดแทนสารทาความเย็น R-12 มีคุณสมบัติแตกต่างจากสารทา
ความเย็นฟรอี อนทใ่ี ช้กันอยู่เดิม
2. ชนิดของสารทาความเยน็
2. R-22 ใช้กับงานซ่อมบารุงระบบต้หู รอื ต้แู ช่และใช้
เติมในเครอ่ื งปรบั อากาศ
3. R-410A มีการแลกเปลี่ยนความรอ้ นที่ดี มีความ
เสถียรของสดั ส่วนและคุณสมบตั ิใช้ปรมิ าณนา้ ยาน้อยลง
4. R-32 ไม่ทาลายชั้นบรรยากาศโอโซนมีค่าทท่ี าให้
เกิดภาวะโลกรอ้ น
3. ความปลอดภัยในการใชส้ ารทาความเย็น
1. อย่าปล่อยให้สารทาความเย็นในสถานะของเหลวสัมผัส
ถูกผิวหนังหรอื ส่วนใดส่วนหนึ่งของรา่ งกาย เพราะจะทาให้
ผิวหนังพองเหมอื นถูกไฟลวกได้
2. อย่าให้สารทาความเย็นเข้าตา เพราะอาจทาให้ตาบอด
ได้ดังนั้น ในการปฏิบัติงานซ่อมหรอื บรกิ ารระบบเครอ่ื งทา
ความเย็น จึงควรสวมแว่นตาปอ้ งกันอันตรายทกุ ครงั้
3. ห้ามใช้ไฟลนท่อสารทาความเย็น เพราะสารทาความ
เย็นซึ่งบรรจุอยู่ในท่อเมื่อโดนความรอ้ นจานวนมาก ๆ จะมี
ความดันสูงขึน้ และเกิดระเบิดได้
3. ความปลอดภัยในการใช้สารทาความเย็น
4. ห้ามปล่อยสารทาความเย็นท้ิงใกล้บรเิ วณท่มี ีการจดุ ไฟ
เพราะถ้าสารทาความเย็นในสถานะท่ีเป็นก๊าซถูกไฟเผาจะ
กลายเป็นควันพษิ
5. ไม่ควรเปิดสารทาความเย็นท้ิงไปในสถานะก๊าซออก
จากระบบเครอื่ งทาความเย็น ในบรเิ วณท่ีอับและการถ่ายเท
อากาศไม่สะดวก
6. ขณะปล่อยสารทาความเย็นทิ้งจากระบบ ควรปล่อย
อย่างช้า ๆ การเก็บและเคลื่อนย้ายท่อบรรจุสารทาความเย็น
จะต้องตั้งขน้ึ ในแนวด่ิงเสมอ
4. นา้ มนั หล่อลื่นคอมเพรสเซอร์
น้ามันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ ใช้สาหรบั การ
หล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวของคอมเพรสเซอร์ โดยที่
น้ามันจะถูกดูดอัดปนกับน้ายาเข้าไปในท่อทางเดิน
น้ายาของระบบบ้างเล็กน้อย น้ามันคอมเพรสเซอร์
จะต้องสมั ผัสกับนา้ ยาอยู่ตลอดเวลา
ดังน้ัน น้ายาจะต้องไม่เกิดปฏิกิรยิ าทางเคมีกับ
นา้ มนั คอมเพรสเซอรภ์ ายในระบบต้องสะอาด
4. นา้ มนั หล่อลื่นคอมเพรสเซอร์
คุณสมบัติสาคัญของนา้ มันหล่อล่ืน
คอมเพรสเซอร์ คือ
1. ความหนืด (Viscosity) ของนา้ มัน
2. จุดไหลตัว (Pour Point) ของน้ามันเครอ่ื งทา
ความเยน็
3. จุดแข็งเป็นไข (Floc Point) ของน้ามันเครอ่ื ง
ทาความเย็น
4. ความชน้ื (Moisture)
5. การตรวจสอบการรวั่ ของระบบสารทาความเย็น
การตรวจสอบการรั่วของระบบสารทาความเย็น เป็นขั้นตอน
หลังจากการติดตั้งระบบ ซ่อมระบบและเปล่ียนอุปกรณ์ของระบบ
จุดมุ่งหมายก็เพ่ือที่จะต้องการทราบว่าระบบมีการรว่ั ซึมของสารทา
ความเย็นหรือไม่ โดยจะยังไม่กล่าวถึงว่าระบบมีการรว่ั ของสารทา
ความเยน็ ณ จดุ ใด
ถ้าผลจากการทดสอบแล้วปรากฏว่าไม่มีการรั่วของระบบ ผู้
ให้ บ ร ิก า ร ก็ จ ะ ส า ม า ร ถ ผ่ า น ข้ั น ต อ น ก า ร ห า จุ ด ร ่ัว ไป ด า เนิ น ก า ร ท า
สุญญากาศได้เลย และทาการบรรจุสารทาความเย็นเข้าระบบได้ทันที
วธิ ีการทดสอบการรว่ั ของระบบสารทาความเย็นแบ่งได้ 2 วิธี คือ
5. การตรวจสอบการรว่ั ของระบบสารทาความเย็น
1. การใช้ความดันทดสอบ เป็นวิธีการใช้ความดันจากก๊าซอัดเข้า
ระบบ แล้วพิจารณาจากค่าของความดันท่ีลดลง ก๊าซที่นามาใช้จะต้อง
เปน็ ก๊าซที่ไมต่ ิดไฟ ไม่มีพิษ ไม่มีความช้ืนและต้องไม่เกิดการระเบิดเม่ือ
สารนั้นสัมผสั กับสารทาความเยน็
2. การใช้สุญญากาศ ช่างบรกิ ารมักเรยี กกันว่า “การเช็กลมรวั่ ”
วิธีน้ีจัดเป็นวิธีท่ีประหยัด การทดสอบเพียงแต่ใช้เครอ่ื งทาสุญญากาศ
ดูดอากาศออกจากระบบ และตรวจสอบความดันที่ปรากฏบนเกจ
เทา่ น้ัน
6. วิธกี ารหาจดุ รว่ั ของระบบสารทาความเย็น
1. ใช้ฟองสบู่การหาจุดร่ัวด้วยฟองสบู่ จะมีการ
ตรวจหาอยู่ 2 ลักษณะ คือการตีให้น้าสบู่เป็นฟอง และ
ใช้ฟองทไี่ ด้พอกตรงบรเิ วณทมี่ ีการเช่ือม หรอื จุดทีส่ งสัย
ว่ามีการรวั่ และอีกวิธีคือการใช้น้าสบู่ผสมกับกลีเซอรนี
แล้วใช้แปรงขนอ่อนจุ่มส่วนผสมดังกล่าวป้ายตามจุดท่ี
สงสัยว่าจะร่ัว กลีเซอรีนจะเป็นตัวช่วยให้น้าสบู่ที่ใช้
ตรวจนั้นมีความเหนียวย่ิงขึ้น เมื่อเกิดการรวั่ ซึม ณ จุด
ใดก็ตามจะสังเกตเห็นการรว่ั ซมึ ได้งา่ ย
6. วิธกี ารหาจดุ รว่ั ของระบบสารทาความเย็น
2. ใช้ตะเกียงตรวจรอยรว่ั ตะเกียงตรวจรอยรวั่ จะ
ใช้ก๊าซโพรเพน (Propane Gas) เป็นเชื้อเพลิง เพ่ือให้
เกิดเปลวไฟ ใช้ในการตรวจสอบการรวั่ ซึมของสารทา
ความเย็นโดยอาศัยคุณสมบตั ิสารทาความเย็น R-12
การตรวจการรว่ั ด้วยวิธีน้ี ต้องมีเพียงสารทาความ
เย็นเทา่ น้ันทอี่ ยูใ่ นระบบ จึงจะสามารถหาจุดรวั่ ซึมต่างๆ
ได้ นับวา่ เป็นวิธที ใ่ี ชใ้ นการตรวจหาการรว่ั ได้ดี
6. วิธกี ารหาจดุ รว่ั ของระบบสารทาความเย็น
3. ใช้เครอ่ื งตรวจรอยรวั่ อิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติ
เครื่องตรวจรอยร่วั อิเล็กทรอนิกส์ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ
แบบที่ใช้แสงจากหลอดไฟ และแบบที่ใช้เสียงบอกการ
รว่ั ซ่ึงแบบท่ีใช้เสียงบอกการรวั่ เป็นแบบที่นิยมใช้ ทั้งน้ี
เพราะใช้ได้ง่าย ผู้ตรวจคอยสังเกตฟังเพียงแค่เสียงจาก
เครอื่ งเทา่ น้ัน
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 7 “
“ การทาสญุ ญากาศและ
การบรรจสุ ารทาความเยน็
1 สาระการเรยี นรู้
ความจาเปน็ ท่ีต้องทา
สุญญากาศ
2
การทาสญุ ญากาศ
3 การบรรจสุ ารทาความเยน็
เข้าในระบบ
4 การปล่อยสารทาความเย็น
ออกนอกระบบ
5 การเชื่อมปดิ ระบบ
การทาความเยน็
1. ความจาเป็นท่ีต้องทาสญุ ญากาศ
การทาสุญญากาศระบบ (Evacuating the System)
หรอื การทาแวคคัม จะกระทาภายหลังจากการตรวจหารอยรวั่
ระบบและต้องทาก่อนทจ่ี ะบรรจสุ ารทาความเยน็ เข้าในระบบ
โดยอากาศและความช้ืนเม่ือปนอยู่กับสารทาความเย็น
จะเกิดผลเสยี ต่อระบบการทางานดังน้ี
1. หากมีอากาศท่ีปนอยู่ในระบบจะทาให้เน้ือท่วี ่างทจ่ี ะ
บรรจสุ ารทาความเยน็ เสยี ไป จึงไมอ่ าจเติมสารทาความเย็นเข้า
ระบบได้เต็มจานวน
1. ความจาเป็นทตี่ ้องทาสญุ ญากาศ
2. ความช้ืน อาจอยู่ในสภาพท่ีเป็นไอน้าปนอยู่ในอากาศ
หรอื อยู่ในสภาวะของน้าปนอยู่ในระบบ ความช้ืนมีผลต่อการ
ทางานของระบบทาความเย็น คืออาจกลายเป็นน้าแข็งไปอุด
ตันทล่ี ้ินความดันหรอื ทอ่ รูเข็มได้
เครอื่ งป๊ ัมสุญญากาศ (Vacuum Pump) คือ เครอื่ งมือที่
ใชส้ าหรบั ดดู อากาศและความชื้นออกจากระบบผ่านแมนิโฟลด์
เกจ ที่ใช้ท่ัวไปจะมี 2 แบบ คือ แบบใช้สายพานขับและแบบใช้
มอเตอรข์ ับโดยตรง
2. การทาสญุ ญากาศ
การทาสุญญากาศเปน็ การใช้เครอ่ื งป๊ ัมสุญญากาศดึงเอาอากาศและความชื้น
ภายในระบบออกใหห้ มด เครอ่ื งมือและเครอ่ื งวัดท่ีจาเป็นจะประกอบด้วยเครอ่ื งป๊ ัม
สุญญากาศและเครอื่ งวัดสุญญากาศท่ีเท่ียงตรง ถ้าทาสุญญากาศไม่ถึงระดับแล้ว
จะเกิดปัญหาต่อระบบมาก เพ่ือให้แน่ใจว่าภายในระบบเป็นสุญญากาศอย่าง
แทจ้ รงิ
2. การทาสญุ ญากาศ
วิธที าสุญญากาศมีข้ันตอนดังน้ี
1. ตรวจดูวาล์วของแมนิโฟลด์เกจจะต้องอยูใ่ นตาแหน่งปิดท้งั คู่
2. ต่อสายเกจเสน้ กลางเข้ากับป๊ มั สญุ ญากาศ
3. เดินเครอ่ื งป๊ ัมสญุ ญากาศ
4. เมอื่ เขม็ ของเกจด้านความดันตา่ อ่านค่าได้ 30 นิ้วปรอท
5. หยุดเดินเครอื่ งป๊ ัมสญุ ญากาศ ทง้ิ ไวป้ ระมาณ 5-10 นาที
2. การทาสญุ ญากาศ
วิธที าสุญญากาศมีขั้นตอนดังนี้
6. ถ้าเขม็ เกจคงท่ี ให้ถอดสายเกจเสน้ กลางออกจากเครอื่ งป๊ มั สญุ ญากาศ
7. เปดิ วาล์วของถังบรรจุสารทาความเย็นประมาณ 1-2 รอบ
8. เปดิ วาล์วเกจด้านความดันสงู
9. ถ้าตรวจแล้วไม่พบว่ามีการรว่ั ใด ๆ ใหป้ ิดวาล์วของถังบรรจุสารทาความ
เย็นแล้วถอดสายเกจ
10. นาสายเกจท่ีถอดออกไปต่อเข้ากับเครอื่ งป๊ มั สญุ ญากาศ
11. เมอ่ื ครบเวลาท่ีต้องการแล้ว ใหป้ ดิ วาล์วของแมนิโฟลด์เกจทั้งคู่
3. การบรรจสุ ารทาความเยน็ เขา้ ในระบบ
การบรรจุสารทาความเยน็ เข้าในระบบ
(Charging the System)
คือ การปฏิบัติเพื่อนาสารความเย็นเข้าไปใช้งานใน
ระบบ ซึ่งจะอาศยั สารทาความเย็นเป็นตัวกลางในการ
ดูดซับปรมิ าณความรอ้ นจากภายในบรเิ วณท่ีต้องการ
ทาความเย็น และการถ่ายเทออกสู่ภายนอก สารทา
ความเย็นในระบบต้องมีปรมิ าณถูกต้อง การบรรจสุ าร
ทาความเย็นเข้าในระบบน้ีแบง่ ได้เปน็ 2 วิธี คือ
3. การบรรจสุ ารทาความเยน็ เข้าในระบบ
1. การบรรจุสารทาความเยน็ 2. การบรรจุสารทาความเยน็
ในสถานะก๊าซ ในสถานะของเหลว
ภายหลั งการติดต้ั งอุ ปกรณ์ วิธีนี้สารทาความเย็นจากถัง
ต่า ง ๆ เ สร็จสิ้ น แ ละ มี กา รทา บ ร ร จุ ส า ร ท า ค ว า ม เ ย็ น เข้ า ใ น
สุญญากาศเรียบร้อยแล้ว การ ระบบจะมีสถานะเป็นของเหลว
บรรจุสารทาความเย็นเข้าไปใน การบรรจุแบบนี้จะแตกต่างจาก
ระบบด้วยสถานะก๊าซเพ่ือป้องกัน การบรรจุ ในสถานะก๊าซเพียง
รดี วาล์วในตัวคอมเพรสเซอรแ์ ตก เล็กน้อย
4. การปล่อยสารทาความเย็นออกนอกระบบ
การปล่อยสารทาความเย็นออกจากระบบ (Discharging System) ในการ
ตรวจหาสาเหตุ ข้อขัดข้อง บางครงั้ มีความจาเป็นจะต้องปล่อยสารทาความเย็นที่
บรรจเุ ข้าอยู่ภายในระบบปรบั อากาศทงิ้ ไป โดยเฉพาะในกรณีที่จะซ่อมอุปกรณ์หลัก
ของระบบ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากสารทาความเย็นขณะปฏิบัติงานถอดอุปกรณ์
ชน้ิ น้ัน ๆ การปล่อยสารทาความเย็นออกจากระบบมขี ั้นตอนการปฏิบตั ิงานดังน้ี
1. ตรวจดูวาล์วหมนุ ของแมนิโฟลด์เกจต้องอยูใ่ นตาแหน่งปิดทง้ั คู่
2. เปิดฝาครอบวาล์วบรกิ ารทั้ง 2 ด้านที่คอมเพรสเซอรแ์ ล้วต่อสาย
เกจเขา้ กับวาล์วบรกิ ารทค่ี อมเพรสเซอร์
3. สายเกจเส้นกลางให้วางไว้บนพนื้ ในบรเิ วณทม่ี อี ากาศถ่ายเทได้ดี
และควรมผี า้ สะอาดวางรองทปี่ ลายสายเกจเสน้ น้ีด้วย
4. การปล่อยสารทาความเย็นออกนอกระบบ
4. เปิดวาล์วเกจด้านความดันสูงช้า ๆ เพ่ือให้สารทาความเย็นไหล
ออกมาทางสายเกจเสน้ กลางและออกสู่พนื้
5. ปล่อยสารทาความเย็นไหลออกมาเรอื่ ย ๆ แล้วอ่านค่าความดัน
ตา่ บนเกจ
6. ปล่อยให้สารทาความเย็นไหลออกมาเรอ่ื ย ๆ จนอ่านค่าความดัน
บนเกจวัดความดันทงั้ 2 ด้าน ได้เทา่ กับ 0
7. ใช้น้ิวลองปิดปลายสายเกจเส้นกลาง จะต้องไม่มีความดันของ
สารทาความเย็นเหลืออยู่เลย ให้ปิดวาล์วเกจด้านความดันต่าและ
ด้ า น ค ว า ม ดั น สู ง แ ล้ ว ถ อ ด ส า ย เ ก จ อ อ ก จ า ก ว า ล์ ว บ ริ ก า ร ข อ ง
คอมเพรสเซอรท์ งั้ 2 ด้าน
8. ขณะนี้สามารถถอดช้ินส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของระบบปรบั อากาศ
ออกตรวจซอ่ มได้แล้ว
5. การเช่ือมปิดระบบการทาความเย็น
ภายหลังจากการบรรจุสารทาความเย็นเข้าระบบและแน่ใจแล้วว่าระบบทาความ
เยน็ ใชง้ านได้ดี จึงทาการเชอ่ื มปดิ ระบบ ซ่งึ มวี ิธกี ารปฏิบตั ิ 2 วธิ ี คือ
1. ระบบทาความเย็นที่มีวาลว์บรกิ าร ถ้าเป็นวาล์วแบบลูกศรก็เพียงแต่
ปลดสายของแมนิโฟลด์เกจออกจากวาล์วบรกิ าร แต่ถ้าเป็นวาล์วบรกิ ารที่
ปดิ –เปิดด้วยมือจะต้องขันวาล์วบรกิ ารให้อยู่ในตาแหน่งทขี่ ันออกสุดแล้ว
จึงปลดสายแมนิโฟลด์เกจออก
2. ระบบทาความเยน็ ไมม่ วี าลว์บรกิ าร จะต้องทาการเช่อื มปดิ ระบบ
ด้านความดันตา่ ควรกระทาในขณะทเี่ ดินระบบเครอ่ื งทาความเยน็ อยู่
เพราะนา้ ยาในระบบจะมคี วามดันต่ากวา่ ในขณะทห่ี ยุดเครอ่ื ง
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 8“
ทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
“ และการต่อทอ่
1 สาระการเรยี นรู้
ท่อทางเดินสารทาความเยน็
2 การออกแบบท่อทางเดิน
สารทาความเยน็
3 ชนิดของท่อทางเดิน
สารทาความเย็น
4 การตัดและการดัดท่อ
สารทาความเยน็
5 การบานท่อทางเดิน
สารทาความเย็น
6 การต่อท่อทางเดิน
สารทาความเยน็
1. ทอ่ ทางเดินสารทาความเย็น
ท่อทางเดินสารทาความเย็นจัดได้ว่าเป็นอุปกรณ์เสรมิ ท่สี าคัญอีกชนิดหน่ึง
ที่ทาให้การทางานของเครอื่ งทาความเย็นมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน ท่อทางเดินสาร
ทาความเยน็ น้ีทาหน้าทส่ี ่งสารทาความเย็นไปยงั อุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบ
การออกแบบและติดตั้งทอ่ ทางเดินสารทาความเย็น
จะต้องพิจารณาขอ้ กาหนดต่าง ๆ ดังนี้
1. ขนาดทอ่ จะต้องมขี นาดใหญพ่ อทจ่ี ะส่งสารทาความเยน็ ไปยงั
อีวาพอเรเตอรเ์ พื่อสรา้ งความเยน็ ได้ตามต้องการ
2. วิธกี ารติดต้ังทอ่ จะต้องทาให้นา้ มันหล่อลื่นกลับเข้าคอมเพรสเซอรไ์ ด้
โดยไม่ตกค้างในระบบ และต้องป้องกันสารทาความเย็นเหลวกลับเข้า
คอมเพรสเซอร์
1. ทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
การออกแบบและติดต้ังทอ่ ทางเดินสารทาความเย็น
จะต้องพิจารณาข้อกาหนดต่าง ๆ ดังน้ี
3. ทอ่ ทางเดินสารทาความเย็นจะต้องมขี นาดเหมาะสมเพือ่ ลดความดัน
ภายในทอ่ ให้น้อยทสี่ ดุ
4. ขนาดของทอ่ ทางเดินสารทาความเย็นและความเรว็ ของสารทาความเยน็
ในทอ่ จะต้องเหมาะสม
5. ระบบทาความเยน็ เปน็ ระบบใด ใช้สารทาความเยน็ หรอื น้ายาชนิดใด
6. ราคาของทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็ แต่ละชนิด
7. รูปแบบของลักษณะการต่อทอ่ ทใี่ ช้
2. การออกแบบทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็ “
“ ทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็ จะติดตั้งเช่อื มต่อระหว่างอุปกรณ์
ต่าง ๆ แต่ละชว่ งจะมีขนาดและรูปแบบในการติดตั้งแตกต่าง
กัน อาจแยกออกเพือ่ พิจารณาท่อเป็นช่วง ๆ ได้ดังนี้
2. การออกแบบทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
1. ท่อสง่ ก๊าซรอ้ นจากคอมเพรสเซอร์ ทาหน้าทส่ี ่งสารทาความเยน็ ทอี่ ัดในสภาพก๊าซรอ้ นจาก
คอมเพรสเซอรไ์ ปยงั คอนเดนเซอร์
2. ท่อระบายสารทาความเย็นเหลวจากคอนเดนเซอร์ ท่อทางเดินสารทาความเย็นช่วงนี้
จะทาหน้าทร่ี ะบายสารทาความเย็นทค่ี วบแน่นเปน็ ของเหลวจากคอนเดนเซอร์
3. ท่อส่งสารทาความเย็นเหลว ท่อทางเดินสารทาความเย็นช่วงน้ีทาหน้าท่ีส่งสารทาความ
เย็นเหลวจากรซี ฟี เวอรไ์ ปยังวาล์วลดความดัน
4. ท่อสารทาความเย็นด้านดูด ท่อทางเดินสารทาความเย็นช่วงน้ี ทาหน้าที่ส่งสารทาความ
เย็นจากอีวาพอเรเตอรไ์ ปยังด้านดูดของคอมเพรสเซอร์
3. ชนิดของทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
“ การเลือกใช้ชนิดของท่อทางเดินสารทาความเย็น (Tubing) “
หรอื ท่อทางเดินน้ายาสารทาความเย็น บางชนิดทาปฏิกิริยาต่อท่อ
บางอยา่ ง เรอ่ื งนี้นับว่าเปน็ สงิ่ สาคัญไม่น้อย
ท่อทางเดินสารทาความเย็นที่ใช้ในระบบเครอ่ื งทาความเย็นแบ่ง
ออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. ท่อชนิดอ่อน ท่อที่ใช้ในระบบทาความเย็นส่วนมากมักเป็นท่อ
ทองแดงอยา่ งอ่อน ทอ่ อะลูมเิ นียม หรอื ทอ่ ทที่ าจากสารอัลลอยพเิ ศษ
2. ทอ่ ชนิดแขง็ ทอ่ ชนิดแข็งนี้มีขนาดต่าง ๆ กันตามขนาดทวี่ ัดจาก
เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเช่นเดียวกับท่อชนิดอ่อน แต่เก็บเป็นเส้น
ยาวได้ไม่เกิน 6 เมตร ได้แก่ ทอ่ ทองแดงอย่างแขง็
4. การตัดและการดัดท่อสารทาความเย็น
1. การตัดท่อโดยใช้คัตเตอร(์ Cutter)
คัตเตอรเ์ ป็นเครอ่ื งมือที่ใช้สาหรบั ตัดท่อทางเดินสารทาความ
เย็นชนิดท่ออ่อน มีส่วนประกอบ คือ หัวปรบั ต้ังระยะใบมีด โรลเลอร์
และทีค่ ว้านปลายทอ่
4. การตัดและการดัดทอ่ สารทาความเยน็
2. การตัดทอ่ โดยใช้เล่ือย
(Hacksaw)
การใชเ้ ลื่อยตัดท่อส่วนมากจะใช้
สาหรบั ตัดทอ่ ชนิดแข็ง การตัด
ทอ่ จะต้องมีตัวจับท่อ (Clamp)
สาหรบั จับยดึ ท่อ เพอื่ ความ
สะดวกในการเล่ือย
5. การบานทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
เมื่อจาเป็นต้องบานท่อเพ่ือการเช่ือมต่อทอ่ ทองแดงที่มีขนาดเท่ากัน ช่วงของท่อที่
ต้องการบาน ควรมีความยาวประมาณเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของทอ่ นั้น ๆ
วิธีการบานท่อท่ีนิยมใช้กัน คือ การบานท่อโดยใช้เครอ่ื งมือบานท่อและข้อต่อเพื่อ
การต่อทอ่ ทาได้ 2 วิธี คือ
1. การบานทอ่ ชั้นเดียว ก่อนเรมิ่ การบานจะต้องแน่ใจว่าทป่ี ลาย
ทอ่ ได้รบั การควา้ นเรยี บรอ้ ยแล้ว
2. การบานท่อสองช้นั เพื่อให้จดุ ต่อทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
แข็งแรงกวา่ การบานทอ่ ชั้นเดียว มักจะทากับทอ่ ขนาดใหญเ่ ทา่ น้ัน
5. การบานทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
การตอกบานท่อ อุปกรณ์ท่ีใช้ประกอบด้วย ตัวจับยึดท่อและเหล็กตอกบาน
ซึ่งจะมขี นาดต่าง ๆ กันตามขนาดทตี่ ้องการจะตอกบาน ข้นั ตอนการตอกบานทอ่ มีดังนี้
1) ใส่ทอ่ ทต่ี ัดและควา้ นปลายทอ่ เรยี บรอ้ ยแล้วเข้าในตัวจับทอ่
ให้ปลายทอ่ สงู กว่าระดับของตัวจับทอ่ ประมาณเทา่ กับชว่ งบน
ของตัวตอกบานทอ่
2) ขันยึดตัวจับให้แน่นใส่ตัวบานทอ่ ลงในทอ่ จับให้ตรง
3) ใชค้ ้อนค่อย ๆ ตอกตัวบานทอ่ เขา้ ไปในทอ่ จนสุดแล้ว
ถอนตัวบานทอ่ ออก
4) คลายตัวจับทอ่ ถอดเอาทอ่ ทบ่ี านแล้วออก
6. การต่อท่อทางเดินสารทาความเยน็
การต่อท่อทางเดินสารทาความเย็นของระบบเครอื่ งทา
ความเย็นนั้น โดยทวั่ ไปทาได้ 2 วธิ ี คือ
1. การต่อทอ่ โดยใช้การบานทอ่ และข้อต่อ เนื่องจากสารทา
ความเย็นภายในท่อทางเดินของระบบมีแรงอัดสูงมาก การต่อ
ทอ่ ด้วยวิธกี ารบานทอ่ ทด่ี ีจึงมคี วามสาคัญมาก
2. การต่อทอ่ โดยการเช่อื ม ถ้าเป็นทอ่ ทองแดงชนิดอ่อนท่ีมี
ขนาดเท่ากัน การเชื่อมต่อท่อจาเป็นต้องทาการบานท่อ
โดยท่ัวไปการเช่ือมต่อทอ่ ถ้าเป็นการต่อท่อทองแดงเข้าด้วยกัน
แล้วมักจะใช้การเช่อื มเงิน
6. การต่อทอ่ ทางเดินสารทาความเยน็
การปฏิบตั ิงานเช่อื มต่อทอ่ มขี ้ันตอนดังนี้
1) ตัดทอ่ ต่อตามความยาวทตี่ ้องการทารมี เมอรใ์ ห้เรยี บรอ้ ย
2) ทาความสะอาดผิวในของทอ่ ต่อด้วยแปรง หรอื ผ้าทราย
3) ทาฟลักซ์ (Flux) ผิวในของทอ่ ต่อและบนผิวนอกของท่อต่อ
4) ใช้หัวเช่ือมก๊าซเป่าให้ความรอ้ นช้ินงานจนแดง แล้วนาไป
แตะลวดเชื่อม
5) การต่อท่อขนาดใหญ่ต้องใช้ค้อนเคาะเบา ๆ เพ่ือช่วยในการ
จับตัวของเน้ือเงนิ เช่อื ม
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 9 “
“ อุปกรณ์ควบคุมทางไฟฟา้
1 สาระการเรยี นรู้
อุปกรณ์ควบคุมทางไฟฟา้
2
สวติ ซ์ควบคุม
3
หน้าสมั ผัสแม่เหล็กไฟฟ้า
4
รเี ลย์
5 อุปกรณ์ปอ้ งกันมอเตอร์
คอมเพรสเซอรท์ างานเกินพกิ ัด
6 สาระการเรยี นรู้
ไทม์เมอรร์ เี ลย์
7
คาพาซเิ ตอร์ หรอื ตัวเก็บประจุ
8
อุปกรณ์ควบคมุ ความดัน
9
การปรบั อุณหภมู ิพักเครอ่ื ง
1. อุปกรณ์ควบคมุ ทางไฟฟ้า
ในวงจรไฟฟ้าสาหรับเครื่องทาความเย็นและเคร่ืองปรับอากาศจะต้องมี
อุปกรณ์ควบคุมทางไฟฟ้าแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดและขนาดของระบบเครอื่ ง
ทาความเยน็ อุปกรณ์ควบคมุ ความเยน็ ทสี่ าคัญ ๆ มีดังน้ี
1. สวติ ช์ (Switch)
2. หน้าสมั ผสั แม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Contactor)
3. รเี ลยค์ วบคมุ (Control Relay)
4. อุปกรณ์ป้องกัน (Overload Protector)
5. ไทม์เมอร์ (Timer Relay)
“ 2. สวิตซค์ วบคมุ “
สวิตช์ (Switch) ใช้สาหรบั ควบคุมการปิด-เปิดวงจรไฟฟ้า
มีด้วยกันหลายแบบ โดยทั่วไปจะแบ่งสวิตช์ออกตามลักษณะการ
ทางานตัดวงจรไฟฟ้าได้ดังนี้
1. สวิตช์แบบ1 ขั้ว 1 ทาง มีจังหวะการทางาน คือเมื่อกดสวิตช์
หน่ึงครง้ั สวิตช์จะต่อ (ON) และเมื่อกดสวิตช์อีกหน่ึงครง้ั สวิตช์ตัด
(OFF) การทางานจะเป็นเชน่ นี้ตลอดเวลา
2. สวิตช์แบบ 1 ข้ัว 2 ทาง เป็นสวิตช์ท่ีใช้ตัดต่อวงจร 2 จดุ ในตัว
เดียวกัน คือเม่ือกดข้ึน หน้าสัมผัสของสวิตช์จะต่อวงจรจุดบน และ
เมื่อกดลงหน้าสัมผสั ของสวติ ช์จะต่อวงจรจดุ ล่าง
“ 2. สวติ ซค์ วบคมุ “
3. สวิตช์แบบ 2 ข้ัว 1 ทาง สวิตช์แบบน้ีมีจังหวะการทางาน
เช่นเดียวกับสวิตช์แบบ 1 ขั้ว 1 ทาง แต่สวิตช์นี้มีข้ัวเพิ่มเป็น 2 ขั้ว จึง
ตัด-ต่อวงจรได้ 2 วงจรพรอ้ มกัน
4. สวิตช์แบบ 2 ข้ัว 2 ทาง เป็นสวิตช์ท่ีมีความสามารถตัด-ต่อ
วงจรได้ 4 วงจร เมื่อสับสวิตช์ครงั้ หน่ึงหน้าสัมผัสของสวิตช์จะอยู่ใน
ตาแหน่งต่อ 2 ตาแหน่ง และตาแหน่งตัด 2 ตาแหน่งในเวลาเดียวกัน
5. สวติ ช์แบบกดชัว่ คราว สวติ ชแ์ บบนี้จะมสี ปรงิ คอยต้านแรงกด
หน้าสัมผัสของสวิตช์ มีทั้งแบบปกติเปิดและแบบปกติปิด ถ้าไม่มีแรง
กดทส่ี วติ ช์ สปรงิ จะดันให้หน้าสัมผัสคืนสตู่ าแหน่งเดิม
“ 2. สวติ ซค์ วบคมุ “
6. สวิตช์อัตโนมัติ (Automatic Switch) เป็นสวิตช์ท่ีอาศัย
หลักการเปลี่ยนแปลงของความดัน อุณหภูมหิ รอื ระดับของของเหลวไป
ตัด-ต่อหน้าสัมผัสของสวิตช์ ให้ควบคุมการทางานได้โดยอัตโนมัติ
7. เทอร์มอสแตต เป็นสวิตช์ที่ควบคุมการทางานโดยอาศัย
หลักการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ มีท้ังชนิดที่หน้าสัมผัสจะจากออกเม่ือ
อุณหภูมิสูงเกินกว่าทต่ี ้ังไว้
เทอรม์ อสแตตทใี่ ชใ้ นเครอ่ื งทาความเย็นมีอยู่ 3 แบบ คือ
7.1 แบบกระเปาะ (Bulb Bellow Type)
7.2 แบบใชก้ ารขยายตัวของโลหะ 2 ชนิด (Bimetal Type)
7.3 เทอรม์ สิ เตอร(์ Thermister)