The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม-พ.ศ.2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maytarat.k, 2022-06-11 09:39:56

หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม-พ.ศ.2564

หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม-พ.ศ.2564

คำอธบิ ายรายวิชากจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น

กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น กิจกรรมนกั เรียน ( กิจกรรมลกู เสอื สามัญ (ลูกเสอื เอก)

ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที ๖ เวลา ๓๐ ชัว่ โมง/ปี

.........................................................................................................................................................................

เปิดประชุมกองดำเนินการตามกระบวนการของลูกเสือ และจัดกิจกรรมโดยให้ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน

ปฏิบัติกิจกรรมตามฐานการเรียนรู้ โดยเน้นระบบหมู่ และปฏิบัติตามคำปฏิญาณ คติพจน์ และกฎของลูกเสือ

สามัญ วิชาการของลูกเสือ ระเบียบแถว การพ่ึงตนเอง การผจญภัย การใช้สัญลักษณ์ สมาชิกลูกเสือสามัญ

ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ร่วมกัน เรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง ศึกษาธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญา

ท้องถ่ินด้วยความสนใจ ใฝ่รู้ และประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการปฏิบัติกิจกรรมเพ่ือ

การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดภาวะโลกร้อน

เพ่ือให้มีความรู้ ความเข้าใจในกิจกรรมลูกเสือสามัญ สามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณ กฎ และคติพจน์ของ

ลูกเสือสามัญ มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟัง และพ่ึงตนเอง มีความซ่ือสัตย์ สุจริต มีระเบียบวินัย และ

เห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน บำเพ็ญตนเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ทำการฝีมือและฝึกฝนการทำกิจกรรม

ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและ

ความมัน่ คง ประโยชนแ์ ละสามารถประยกุ ตใ์ ช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ผลการเรยี นรู้

1. มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เช่อื ฟงั และพ่ึงตนเองได้

2. มคี วามซื่อสตั ยส์ ุจริต มรี ะเบียบ วินัยและเห็นอกเห็นใจผูอ้ ื่น

3. บำเพ็ญตนเพือ่ ส่งเสริมและสาธารณะประโยชน์

4. ทำการฝมี ือและฝึกฝนทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความถนดั และความสนใจ

5. รักษาและสง่ เสริมจารีตประเพณี วฒั นธรรม ภมู ิปญั ญาท้องถ่ิน และความมน่ั คงของชาติ

6. อนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม ลดภาวะโลกร้อน

7. สามารถประยุกตใ์ ชป้ รัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รวม ๗ ผลการเรยี นรู้

สมรรถนะ 4. สมรรถนะการคดิ ขัน้ สูง
1. สมรรถนะการจัดการตนเอง 5. สมรรถนะการเปน็ พลเมืองทเ่ี ขม้ แขง็
2. สมรรถนะการส่ือสาร
3. สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทมี

หลกั สตู รสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พทุ ธศักราช 2564 131

คำอธิบายรายวิชากิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น

กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี น กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์

ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี ๑ - ๖ เวลา ๑๐ ช่ัวโมง/ปี

.........................................................................................................................................................................

ฝึกปฏิบัติกิจกรรมด้วยความสมัครใจผ่านกิจกรรมท่ีหลากหลาย ฝึกการทำงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริง

ตลอดจนสะท้อนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ สำรวจและใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนอย่างเป็นระบบ

เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ การบริการด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและ

ส่วนรวม เสริมสร้างความมีน้ำใจ เอื้ออาทร ความเป็นพลเมืองดีและความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและ

สังคม คิดออกแบบกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในลักษณะอาสาสมัคร จิตอาสา เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ต่อสงั คมตามแนวทางวิถีชวี ติ เศรษฐกิจพอเพียง

เพ่ือให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

สามารถออกแบบการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์อย่างสร้างสร รค์ตามความถนัดและความสนใจ

ในลักษณะอาสาสมัคร พัฒนาศักยภาพตนเองในการจัดกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ได้อย่าง

มีประสิทธิภาพเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ จนเกิดคุณธรรม จริยธรรม ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์

มีจิตสาธารณะและใช้เวลาว่างให้เกดิ ประโยชน์ และสามารถประยกุ ตใ์ ชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งได้

ผลการเรียนรู้

1. บำเพญ็ ตนใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อครอบครัว โรงเรยี น ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ

2. ออกแบบการจดั กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชนอ์ ยา่ งสรา้ งสรรค์ ตามความถนัดและ

ความสนใจในลกั ษณะอาสาสมคั ร

3. สามารถพัฒนาศกั ยภาพในการจดั กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชนไ์ ด้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ปฏบิ ัติกจิ การเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชนจ์ นเกดิ คุณธรรม จริยธรรมตามคณุ ลักษณะ

อันพงึ ประสงค์

5. สามารถประยุกตใ์ ช้หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งได้

รวม ๕ ผลการเรยี นรู้

สมรรถนะ 4. สมรรถนะการคดิ ข้นั สงู
1. สมรรถนะการจดั การตนเอง 5. สมรรถนะการเปน็ พลเมืองทเ่ี ข้มแขง็
2. สมรรถนะการสื่อสาร
3. สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม

หลักสูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 132

คำอธิบายรายวิชากจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี น

กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี น กจิ กรรมนักเรยี น (กิจกรรมชมุ นุม)

ช้นั ประถมศึกษาปที ี ๑ - ๖ เวลา ๔๐ ชั่วโมง/ปี

.........................................................................................................................................................................

ปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และความต้องการ เพ่ือพัฒนาความรู้ ความสามารถด้าน

การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้เกิดประสบการณ์ท้ังด้านวิชาการ และพื้นฐานอาชีพ ทักษะชีวิตและสังคมตาม

ศักยภาพอย่างรอบด้าน เพ่ือความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ มคี วามสามารถในการสอื่ สาร มีทักษะการคิด แก้ปัญหา

ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี พัฒนาทักษะในการทำงานและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย

มีจิตสาธารณะ

เพ่ือให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และความต้องการของตน ได้พัฒนาความรู้

ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เกิดประสบการณ์ทั้งทักษะทางวิชาการ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต

และสงั คมตามศกั ยภาพ ใชเ้ วลาว่างให้เกิดประโยชนต์ ่อตนเองและส่วนรวม คิดเป็น ทำได้ ทำงานร่วมกับผู้อ่นื ได้

ตามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย และประยุกต์หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งได้อย่างเหมาะสม

ผลการเรียนรู้
1. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามความสนใจ ความถนดั และความต้องการของตน
2. มคี วามรู้ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะหใ์ ห้เกดิ ประสบการณ์ ทงั้ ทางวิชาการและ
วิชาชพี ตามศักยภาพ
3. ใช้เวลาวา่ งให้เกิดประโยชนต์ ่อตนเองและสว่ นรวม
4. มงุ่ มั่นในการทำงานและทำงานร่วมกับผูอ้ น่ื ไดต้ ามวถิ ีประชาธิปไตย
5. ประยกุ ต์ใช้หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงได้อย่างเหมาะสม

รวม ๕ ผลการเรียนรู้

สมรรถนะ 4. สมรรถนะการคดิ ข้นั สงู
1. สมรรถนะการจดั การตนเอง 5. สมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เขม้ แข็ง
2. สมรรถนะการสอื่ สาร
3. สมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเป็นทมี

หลักสตู รสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 133

ส่วนที่ 5
การวดั และการประเมนิ ผล เกณฑ์การจบการศกึ ษา

การประเมนิ พัฒนาการระดับปฐมวัย

ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัย เป็น

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะท่ีพึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นตัวเด็กเมื่อจบ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก
ทุกคน ดังน้นั สถานศกึ ษาและหน่วยงานที่เกยี่ วข้องมีหนา้ ที่และความรับผดิ ชอบในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็ก
ให้มีคุณภาพมาตรฐานท่ีพึงประสงค์กำหนด ถือเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการขับเคล่ือนและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ปฐมวยั แนวคิดดังกลา่ วอยู่บนฐานความเชอื่ ที่วา่ เด็กทกุ คนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมได้ ขอบเขต
ของการประเมินพัฒนาการประกอบดว้ ย

๒.๑ ส่ิงที่จะประเมิน
๒.๒ วิธีและเครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการประเมนิ
๒.๓ เกณฑ์การประเมินพัฒนาการ
๒.๑ สิ่งที่จะประเมิน
การประเมินพฒั นาการสำหรบั เด็กอายุ ๓-๖ ปี มีเปา้ หมายสำคญั คือ มาตรฐานคุณลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์
จำนวน ๑๒ ข้อ ดังนี้
๑. พฒั นาการดา้ นรา่ งกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คือ

มาตรฐานที่ ๑ รา่ งกายเจริญเตบิ โตตามวัยและมสี ขุ นสิ ัยทีด่ ี
มาตรฐานที่ ๒ กลา้ มเนือ้ ใหญ่และกลา้ มเนอื้ เล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคลว่ และประสานสัมพันธ์กัน
๒. พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๓ มีสขุ ภาพจิตดีและมีความสขุ
มาตรฐานที่ ๔ ชนื่ ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ิตใจท่ีดงี าม
๓. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานที่ ๖ มที กั ษะชีวิตและปฏิบตั ิตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สงิ่ แวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานท่ี ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบ
ประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
๔. พฒั นาการด้านสติปญั ญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาสือ่ สารไดเ้ หมาะสมกบั วัย
มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคิดท่เี ป็นพ้นื ฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์
มาตรฐานท่ี ๑๒ มเี จตคตทิ ่ีดีตอ่ การเรยี นรแู้ ละมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้ไดเ้ หมาะสมกับวัย

หลักสูตรสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พุทธศกั ราช 2564 134

ส่ิงท่จี ะประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ปฐมวัยแต่ละด้าน มีดงั น้ี
ดา้ นรา่ งกาย ประกอบดว้ ย การประเมนิ การมีน้ำหนกั และส่วนสูงตามเกณฑ์ สขุ ภาพอนามยั สุขนิสยั ท่ีดี
การรู้จักรักษาความปลอดภัย การเคล่ือนไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกกำลังกาย และการใช้มืออย่าง
คล่องแคลว่ ประสานสมั พันธ์กัน
ด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม
กบั วัยและสถานการณ์ ความรสู้ ึกที่ดีต่อตนเองและผู้อ่ืน มคี วามรู้สกึ เหน็ อกเห็นใจผู้อืน่ ความสนใจ/ความสามารถ/
และมีความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทำงาน ความซ่ือสัตย์สุจริต
และรสู้ ึกถกู ผดิ ความเมตตากรุณา มนี ำ้ ใจและช่วยเหลอื แบง่ ปัน ตลอดจนการประหยดั อดออม และพอเพียง
ด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง การช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวัน การระวงั ภัยจากคนแปลกหนา้ และสถานการณ์ทเ่ี สย่ี งอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวฒั นธรรมไทย รักษาความเปน็ ไทย การยอมรับความเหมอื นและความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล การมีสัมพันธ์ท่ีดีกับผู้อ่ืน การปฏิบัติตนเบ้ืองต้นในการเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบ
ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
ด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ
ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพและสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คิดเชิงเหตุผล คิดรวบยอด
การเล่น/การทำงานศิลปะ/การแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง การมี
เจตคติที่ดีต่อการเรยี นร้แู ละความสามารถในการแสวงหาความรู้
๒.๒ วิธกี ารและเครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการประเมินพัฒนาการ
การประเมนิ พฒั นาการเด็กแต่ละคร้ังควรใชว้ ิธีการประเมินอย่างหลากหลายเพื่อให้ไดข้ ้อมูลท่ีสมบูรณ์ทีส่ ุด
วิธีการทเ่ี หมาะสมและนยิ มใช้ในการประเมินเด็กปฐมวยั มดี ว้ ยกันหลายวธิ ี ดังตอ่ ไปน้ี
๑. การสังเกตและการบันทกึ การสังเกตมีอยู่ ๒ แบบ คอื
การสงั เกตอย่างมรี ะบบ ไดแ้ ก่ การสังเกตอยา่ งมจุดมงุ่ หมายทแี่ นน่ อนตามแผนที่วางไว้
การสงั เกตแบบไมเ่ ป็นทางการ เปน็ การสังเกตในขณะทเ่ี ด็กทำกจิ กรรมประจำวันและเกดิ พฤติกรรมที่ไม่
คาดคิดวา่ จะเกิดขึ้นและผ้สู อนจดบนั ทกึ ไว้การสังเกตเป็นวธิ ีการท่ีผู้สอนใช้ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เม่อื มี
การสังเกตก็ต้องมีการบันทึก ผู้สอนควรทราบว่าจะบันทึกอะไรการบันทึกพฤติกรรมมคี วามสำคัญอย่างยิ่งท่ีต้องทำ
อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเด็กเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องนำมาบันทึกเป็นหลักฐานไว้อย่าง
ชดั เจน การสังเกตและการบันทึกพฒั นาการเด็กสามารถใชแ้ บบงา่ ยๆ คือ

๑.๑ แบบบันทึกพฤติกรรม ใช้บันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่างโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้บันทึกต้อง
บันทึกวนั เดอื น ปเี กดิ ของเดก็ และวัน เดือน ปี ท่ีทำการบันทกึ แตล่ ะครั้ง

๑.๒ การบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์หรือประสบการณ์ท่ีเกิดขึ้นในชั้น
เรียนทุกวัน ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา ข้อดีของการ
บนั ทึกรายวันคือ การชใ้ี หเ้ ห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยกระตุ้นให้ผูส้ อนได้พจิ ารณาปัญหาของเด็ก
เป็นรายบุคคลช่วยให้ผู้เชียวชาญมีข้อมูลมากข้ึนสำหรับวินิจฉัยเด็กว่าสมควรจะได้รับคำปรึกษาเพ่ื อลดปัญหาและ
ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อยา่ งถกู ต้อง นอกจากนน้ั ยังชว่ ยชี้ให้เหน็ ขอ้ เสยี ของการจัดกจิ กรรมและประสบการณ์
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

๑.๓ แบบสำรวจรายการ ช่วยให้สามารถวเิ คราะห์เดก็ แตล่ ะคนได้ค่อนข้างละเอยี ด
๒. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ท้ังเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมินความสามารถในการ
แสดงความคิดเห็น และพัฒนาการด้านภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือ
บนั ทึกรายวัน

หลกั สตู รสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 135

๓. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้
เกดิ ความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คำถามทเ่ี หมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้
ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดยบันทึก
ข้อมลู ลงในแบบสมั ภาษณ์

การเตรียมการกอ่ นการสัมภาษณ์ ผสู้ อนควรปฏบิ ตั ิ ดังน้ี
- กำหนดวตั ถุประสงคข์ องการสัมภาษณ์
- กำหนดคำพูด/คำถามที่จะพูดกับเด็ก ควรเป็นคำถามท่ีเด็กสามารถตอบโต้หลากหลาย
ไม่ผดิ /ถกู

การปฏิบัติขณะสมั ภาษณ์
- ผสู้ อนควรสรา้ งความคุ้นเคยเปน็ กันเอง
- ผู้สอนควรสร้างสภาพแวดลอ้ มทอ่ี บอุ่นไม่เคร่งเครียด
- ผ้สู อนควรเปิดโอกาสเวลาใหเ้ ด็กมีโอกาสคดิ และตอบคำถามอย่างอิสระ
- ระยะเวลาสมั ภาษณ์ไมค่ วรเกิน ๑๐-๒๐ นาที

๔. การรวบรวมผลงานท่ีแสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจัดเก็บ
รวบรวมไวใ้ นแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึ่งเป็นวิธีรวบรวมและจัดระบบข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเด็กโดยใช้เคร่ืองมือ
ต่างๆ รวบรวมเอาไว้อยา่ งมีจดุ มุง่ หมายท่ีชดั เจน แสดงการเปล่ียนแปลงของพัฒนาการแต่ละด้าน นอกจากนย้ี งั รวม
เครื่องมืออื่นๆ เช่น แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกสุขภาพอนามัย ฯลฯ เอาไว้ในแฟ้ม
ผลงาน เพื่อผู้สอนจะได้ข้อมูลเก่ียวกับตัวเด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง การเก็บผลงานของเด็กจะไม่ถือว่าเป็นการ
ประเมินผลถ้างานแต่ละชิ้นถูกรวบรวมไว้โดยไม่ได้รับการประเมินจากผู้สอนและไม่มีการนำผลมาปรับปรุงพัฒนา
เด็กหรือปรับปรุงการสอนของผู้สอน ดังนั้นจึงเป็นแต่การสะสมผลงานเท่านั้น เช่นแฟ้มผลงานขีดเขียน งานศิลปะ
จะเป็นเพียงแค่แฟ้มผลงานที่ไม่มีการประเมิน แฟ้มผลงานนี้จะเป็นเครื่องมือการประเมินต่อเน่ืองเมื่องานที่สะสม
แต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้า ความต้องการของเด็ก และเป็นการเก็บสะสมอย่างต่อเน่ืองที่
สร้างสรรค์โดยผสู้ อนและเด็ก

ผู้สอนสามารถใชแ้ ฟ้มผลงานอย่างมคี ุณคา่ ส่ือสารกบั ผปู้ กครองเพราะการเกบ็ ผลงานเด็กอยา่ งต่อเน่ืองและ
สม่ำเสมอในแฟ้มผลงานเป็นข้อมูลให้ผู้ปกครองสามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าที่ลูกของตนมีเพ่ิมข้ึน จาก
ผลงานช้ินแรกกับช้ินตอ่ ๆมาข้อมูลในแฟ้มผลงานประกอบด้วย ตัวอย่างผลงานการเขยี ดเขียน การอา่ น และข้อมูล
บางประการของเด็กท่ีผู้สอนเป็นผู้บันทึก เช่นจำนวนเล่มของหนังสือท่ีเด็กอ่าน ความถ่ีของการเลือกอ่านท่ีมุม
หนังสือในช่วงเวลาเลือกเสรี การเปล่ียนแปลงอารมณ์ ทศั นคติ เป็นตน้ ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนภาพของความงอก
งามในเด็กแต่ละคนได้ชัดเจนกวา่ การประเมินโดยการให้เกรด ผสู้ อนจะต้องชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบถงึ ทม่ี าของการ
เลือกช้ินงานแต่ละช้ินงานที่สะสมในแฟ้มผลงาน เช่น เป็นชิ้นงานท่ีดีท่ีสุดในช่วงระยะเวลาที่เลือกช้ินงานนั้น เป็น
ชิ้นงานท่ีแสดงความต่อเนื่องของงานโครงการ ฯลฯ ผู้สอนควรเชิญผู้ปกครองมามีส่วนร่วมในการคัดสรรชิ้นงานท่ี
บรรจุลงในแฟ้มผลงานของเดก็

๕. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก ตัวช้ีของการเจริญเติบโตในเด็กท่ีใช้ทั่วๆไป ได้แก่ น้ำหนัก
สว่ นสูง เส้นรอบศรี ษะ ฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูก แนวทางประเมินการเจริญเตบิ โต มดี งั นี้

๕.๑ การประเมินการเจริญเติบโต โดยการช่ังน้ำหนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์
ปกติในกราฟแสดงน้ำหนักตามเกณฑ์อายุกระทรวงสาธารณสุข ซ่ึงใช้สำหรับติดตามการเจริญเติบโตโดยรวม
วิธีการใช้กราฟมขี ั้นตอน ดังน้ี

เม่ือช่ังน้ำหนักเด็กแล้ว นำน้ำหนักมาจุดเคร่ืองหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการเจริญเติบโตของ
เด็ก โดยดเู ครอ่ื งหมายกากบาทว่าอยู่ในแถบสใี ด อ่านข้อความบนแถบสีน้นั ซงึ่ แบ่งภาวะโภชนาการเป็น ๓ กลุ่มคือ

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 136

น้ำหนักที่อยใู่ นเกณฑ์ปกติ น้ำหนักมากเกนเกณฑ์ น้ำหนักนอ้ ยกว่าเกณฑ์ ข้อควรระวงั สำหรบั ผ้ปู กครองและผสู้ อน

คือ ควรดูแลน้ำหนักเด็กอย่างให้แบ่งเบนออกจากเส้นประเมินมิเช่นน้ันเด็กมีโอกาสน้ำหนักมากเกินเกณฑ์หรือ

นำ้ หนักน้อยกว่าเกณฑ์ได้

ข้อควรคำนงึ ในการประเมินการเจรญิ เติบโตของเดก็

- เด็กแตล่ ะคนมคี วามแตกต่างกนั ในด้านการเจริญเติบโต บางคนรูปรา่ งอ้วน บางคนช่วงครงึ่ หลัง

ของขวบปีแรก นำ้ หนกั เดก็ จะขนึ้ ช้า เนื่องจากห่วงเลน่ มากขึ้นและความอยากอาหารลดลง รา่ งใหญ่ บางคนร่างเล็ก

- ภาวะโภชนาการเป็นตัวสำคัญท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั ขนาดของรูปรา่ ง แตไ่ มใ่ ชส่ าเหตุเดียว

- กรรมพนั ธุ์ เด็กอาจมรี ูปรา่ งเหมอื นพอ่ แม่คนใดคนหนึ่งถ้าพ่อหรอื แม่เตีย้ ลกู อาจเตีย้ และพวกนี้

อาจมีน้ำหนกั ตำ่ กว่าเกณฑ์เฉล่ียได้และมักจะเป็นเดก็ ท่ีทานอาหารไดน้ ้อย

๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามัย เป็นตัวช้วี ัดคุณภาพของเด็ก โดยพจิ ารณาความสะอาดส่ิงปกติขอร่างกายที่

จะสง่ ผลต่อการดำเนินชีวิตและการเจรญิ เตบิ โตของเด็ก ซึง่ จะประเมินสุขภาพอนามยั ๙ รายการ คอื ผมและศรี ษะ

หแู ละใบหู มอื และเล็บมือ เท้าและเลบ็ เทา้ ปาก ลิน้ และฟัน จมูก ตา ผวิ หนงั และใบหนา้ และเสื้อผ้า

๒.๓ เกณฑก์ ารประเมินพัฒนาการ

การสร้างเกณฑ์หรือพัฒนาเกณฑ์หรือกำหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ผู้สอนควรให้

ความสนใจในส่วนท่เี ก่ียวข้อ ดงั น้ี

๑. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ เช่น จะสังเกตเด็กคนใดบ้างในแต่ละวัน

กำหนดพฤติกรรมท่ีสังเกตให้ชัดเจน จัดทำตารางกำหนดการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ผู้สอนต้อง

เลือกสรรพฤตกิ รรมท่ีตรงกับระดับพฒั นาการของเด็กคนนั้นจรงิ ๆ

๒. ในกรณีท่ีหอ้ งเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ผสู้ อนอาจเลือกสงั เกตเฉพาะเด็กท่ีทำไดด้ ีแล้วและเด็กทย่ี ังทำ

ไม่ได้ ส่วนเดก็ ปานกลางให้ถอื ว่าทำไดไ้ ปตามกจิ กรรม

๓. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรม คำพูด การปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/กิจกรรม และ

คุณภาพของผลงาน/ชิน้ งาน รอ่ งรอยที่นำมาใชพ้ ิจารณาตดั สนิ ผลของการทำงานหรือการปฏบิ ตั ิ ตวั อย่าง เช่น

๑) เวลาท่ใี ชใ้ นการทำกิจกรรม/ทำงาน ถา้ เดก็ ไม่ชอบ ไมช่ ำนาญจะใช้เวลามาก มีทา่ ทางอิดออด

ไมก่ ลา้ ไม่เต็มใจทำงาน

๒) ความต่อเนื่อง ถ้าเด็กยังมีการหยุดชะงัก ลังเล ทำงานไม่ต่อเนื่อง แสดงว่าเด็กยังไม่ชำนาญ

หรือยงั ไม่พรอ้ ม

๓) ความสัมพันธ์ ถา้ การทำงาน/ปฏบิ ัตนิ ัน้ ๆมีความสมั พนั ธ์ตอ่ เนื่อง ไมร่ าบร่ืน ท่าทางมอื และเทา้

ไมส่ ัมพนั ธ์กนั แสดงวา่ เด็กยงั ไม่ชำนาญหรือยงั ไม่พร้อม ท่าทแี่ สดงออกจึงไม่สง่างาม

๔) ความภมู ใิ จ ถา้ เด็กยังไม่ช่นื ชม กจ็ ะทำงานเพยี งให้แล้วเสรจ็ อยา่ งรวดเรว็ ไมม่ คี วามภูมใิ จใน

การทำงาน ผลงานจงึ ไมป่ ระณตี

๒.๓.๑ ระดบั คณุ ภาพผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็

การให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ทั้งในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษาควร

กำหนดในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กท่ี

สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์ หรือพฤติกรรมท่ีจะประเมิน เป็นระบบ

ตัวเลข เช่น ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือเป็นระบบท่ีใช้คำสำคัญ เช่น ดี พอดี หรือ ควรส่งเสริม ตามที่สถานศึกษา

กำหนด ตัวอย่างเช่น

ระบบตัวเลข ระบบท่ใี ชค้ ำสำคัญ

๓ ดี

๒ พอใช้

๑ ควรส่งเสริม

หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พุทธศกั ราช 2564 137

สถานศกึ ษาอาจกำหนดระดบั คณุ ภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เปน็ ๓ ระดับ ดงั น้ี

ระดับคณุ ภาพ ระบบที่ใช้คำสำคญั

๑ หรอื ควรสง่ เสรมิ เด็กมีความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ท้ังนี้ เน่ืองจากเด็กยังไม่พร้อม ยัง

มั่นใจ และกลัวไม่ปลอดภัย ผู้สอนต้องย่ัวยุหรือแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างหรือต้อง

คอยอย่ใู กลๆ้ คอ่ ยๆใหเ้ ด็กทำทีละข้ันตอน พร้อมตอ้ งใหก้ ำลังใจ

๒ หรือ พอใช้ เด็กแสดงได้เอง แต่ยังไม่คล่อง เด็กกล้าทำมากขึ้นผู้สอนกระตุ้นน้อยลง ผู้สอนต้อง

คอยแก้ไขในบางครัง้ หรอื คอยให้กำลงั ใจใหเ้ ดก็ ฝึกปฏิบัติมากขึน้

๓ หรอื ดี เด็กแสดงได้อย่างชำนาญ คล่องแคล่ว และภูมิใจ เด็กจะแสดงได้เองโดยไม่ต้อง

กระต้นุ มีความสัมพันธท์ ี่ดี

ตวั อยา่ งคำอธิบายคุณภาพ

พฒั นาการด้านร่างกาย : สขุ ภาพอนามัย พฒั นาการดา้ นร่างกาย : กระโดดเทา้ เดยี ว

ระดับคุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ ระดับคณุ ภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ

๑หรอื ควรส่งเสริม สง่ เสรมิ ความสะอาด ๑หรือ ควรส่งเสรมิ ทำไดแ้ ต่ไมถ่ กู ตอ้ ง

๒ หรือ พอใช้ สะอาดพอใช้ ๒ หรือ พอใช้ ทำไดถ้ กู ตอ้ ง แต่ไมค่ ล่องแคล่ว

๓ หรอื ดี สะอาด ๓ หรอื ดี ทำไดถ้ ูกตอ้ ง และคลอ่ งแคล่ว

พฒั นาการดา้ นอารมณ์ : ประหยัด

ระดบั คณุ ภาพ คำอธิบายคณุ ภาพ

๑หรอื ควรสง่ เสริม ใชส้ งิ่ ของเคร่ืองใช้เกินความจำเป็น

๒ หรือ พอใช้ ใชส้ ิ่งของเคร่อื งใชอ้ ยา่ งประหยดั เป็นบางครัง้

๓ หรือ ดี ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยดั ตามความจำเป็นทุกครงั้

พฒั นาการด้านสังคม : ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง

ระดบั คณุ ภาพ คำอธิบายคุณภาพ

๑หรอื ควรส่งเสริม ไม่ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลง

๒ หรือ พอใช้ ปฏิบตั ิตามข้อตกลง โดยมผี ้ชู ี้นำหรือกระตนุ้

๓ หรอื ดี ปฏิบตั ิตามข้อตกลงได้ด้วยตนเอง

พัฒนาการดา้ นสตปิ ัญญา : เขียนชอ่ื ตนเองตามแบบ

ระดับคุณภาพ คำอธิบายคณุ ภาพ

๑หรอื ควรสง่ เสรมิ เขยี นชือ่ ตนเองไมไ่ ด้ หรือเขียนเปน็ สญั ลักษณท์ ่ไี ม่เป็นตัวอักษร

๒ หรอื พอใช้ เขียนช่ือตนเองได้ มีอกั ษรบางตวั กลบั หัว กลับด้านหรอื สลบั ที่

๓ หรอื ดี เขยี นชื่อเองได้ ตวั อักษรไมก่ ลับหัว ไม่กลบั ดา้ นไมส่ ลบั ที่

๒.๓.๒ การสรปุ ผลการประเมินพฒั นาการเด็ก
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กำหนดเวลาเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยต่อปีการศึกษาไม่
น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาท่ีได้รับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็กอย่าง
รอบด้านและสมดุล ผู้สอนควรมีเวลาในการพัฒนาเด็กและเติมเต็มศักยภาพของแด็ก เพ่ือให้การจัดประสบการณ์
การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเด็กต่อเนื่องมีการประเมินซ้ำ
พฤติกรรมน้ันๆ อย่างน้อย ๑ คร้งั ต่อภาคเรียน เพ่ือยืนยันความเช่ือม่ันของผลการประเมินพฤติกรรมน้ันๆ และนำ

หลกั สตู รสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 138

ผลไปเป็นข้อมูลในการสรุปการประเมินสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละสภาพท่ีพึงประสงค์ นำไปสรุปการ
ประเมินตัวบ่งชแ้ี ละมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ตามลำดับ

อนึ่ง การสรุประดับคุณภาพของการประเมินพัฒนาการเด็ก วิธีการทางสถิติท่ีเหมาะสมและสะดวกไม่
ยุ่งยากสำหรับผู้สอน คือ การใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรือสภาพที่พึงประสงค์หรือตัวบ่งชี้นิยม
มากว่า ๑ ฐานนิยม ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา กล่าวคือ เม่ือมีระดับคุณภาพซ้ำมากกว่า ๑ ระดับ
สถานศึกษาอาจตัดสินสรุปผลการประเมินพัฒนาการบนพื้นฐาน หลักพัฒนาการและการเตรียมความพร้อม หาก
เปน็ ภาคเรยี นท่ี ๑ สถานศึกษาควรเลอื กตัดสนิ ใจใชฐ้ านนิยมที่มีระดบั คุณภาพต่ำกวา่ เพ่อื ใช้เป็นขอ้ มูลในการพัฒนา
เด็กให้พรอ้ มมากขึ้น หากเป็นภาคเรียนท่ี ๒ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมท่ีมรี ะดับคณุ ภาพสูงกว่าเพื่อ
ตดั สนิ และการสง่ ตอ่ เดก็ ในระดับชัน้ ทสี่ งู ข้ึน

๒.๓.๓ การเลื่อนชั้นอนบุ าลและเกณฑ์การจบการศึกษาระดบั ปฐมวัย
เม่ือสิ้นปีการศึกษา เด็กจะได้รับการเล่ือนชั้นโดยเด็กต้องได้รับการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ทง้ั ๑๒ ข้อ ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย เพอ่ื เป็นข้อมูลในการส่งต่อยอดการพัฒนาใหก้ ับเดก็ ในระดบั สูง
ข้นึ ต่อไป และเนอ่ื งจากการศึกษาระดับอนุบาลเป็นการจดั การศึกษาข้ันพื้นฐานทไี่ ม่นบั เป็นการศึกษาภาคบงั คับ จึง
ไม่มีการกำหนดเกณฑ์การจบชั้นอนุบาล การเทียบโนการเรียน และเกณฑ์การเรียนซ้ำชั้น และหากเด็กมีแนวโน้ม
วา่ จะมปี ัญหาตอ่ การเรียนรู้ในระดับท่ีสงู ขึ้น สถานศกึ ษาอาจต้ังคณะกรรมการเพอื่ พิจารณาปัญหา และประสานกับ
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในการให้ความช่วยเหลอื เช่น เจา้ หน้าท่ีสาธารณสุขส่งเสริมตำบล นักจติ วิทยา ฯลฯ เข้าร่วม
ดำเนนิ งานแก้ปัญหาได้
อยา่ งไรก็ตาม ทกั ษะท่ีนำไปสู่ความพรอ้ มในการเรยี นรูท้ ี่สามารถใช้เปน็ รอยเช่ือมต่อระหวา่ งชน้ั อนุบาลกับ
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๑ ท่ีควรพจิ ารณามที ักษะดงั น้ี
๑. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ ใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายได้เอง เก็บของเข้าท่ีเมื่อ
เล่นเสรจ็ และชว่ ยทำความสะอาด รูจ้ ักรอ้ งขอใหช้ ว่ ยเม่ือจำเปน็
๒. ทักษะการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ ได้แก่ ว่ิงได้อย่างราบร่ืน ว่งิ ก้าวกระโดดได้ กระด้วยสองขาพ้นจากพ้ืน ถือ
จบั ขวา้ ง กระดอนลกู บอลได้
๓. ทักษะการใช้กล้ามเน้ือเล็ก ได้แก่ ใช้มือหยบิ จับอุปกรณ์วาดภาพและเขียน วาดภาพคนมีแขน ขา และ
สว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย ตดั ตามรอยเส้นและรปู ตา่ งๆ เขียนตามแบบอย่างได้
๔. ทกั ษะภาษาการรู้หนังสือ ได้แก่ พูดให้ผูอ้ ื่นเข้าใจได้ ฟังและปฏิบตั ิตามคำช้แี จงงง่ายๆ ฟงั เรื่องราวและ
คำคลอ้ งจองต่างๆอย่างสนใจ เขา้ รว่ มฟงั สนทนาอภปิ รายในเรื่องตา่ งๆ รู้จักผลัดกันพดู โต้ตอบ เลา่ เร่ืองและทบทวน
เรอื่ งราวหรือประสบการณ์ตา่ งๆ ตามลำดบั เหตกุ ารณ์เล่าเร่ืองจากหนังสอื ภาพอย่างเป็นเหตุเป็นผล อ่านหรอื จดจำ
คำบางคำทมี่ คี วามหมายต่อตนเอง เขียนชอ่ื ตนเองได้ เขยี นคำท่มี คี วามหมายตอ่ ตนเอง
๕. ทักษะการคิด ได้แก่ แลกเปลี่ยนความคิดและให้เหตุผลได้ จดจำภาพและวัสดุที่เหมือนและต่างกันได้
ใช้คำใหม่ๆในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเร่ืองที่ฟังเปรียบเทียบจำนวนของวัตถุ ๒
กลุ่ม โดยใช้คำ “มากกว่า” “น้อยกว่า” “เท่ากัน” อธิบายเหตุการณ์/เวลา ตามลำดับอย่างถูกต้อง รู้จักเชื่อมโยง
เวลากบั กิจวตั รประจำวัน
๖. ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ไดแ้ ก่ ปรับตัวตามสภาพการณ์ ใช้คำพูดเพ่ือแก้ไขขอ้ ขดั แย้งนั่งได้นาน ๕-
๑๐ นาที เพ่ือฟังเรื่องราวหรือทำกิจกรรม ทำงานจนสำเร็จ ร่วมมือกับคนอื่นและรู้จักผลัดกันเล่น ควบคุมอารมณ์
ตนเองไดเ้ มื่อกงั วลหรือตน่ื เต้น หยดุ เล่นและทำในสงิ่ ทีผ่ ู้ใหญต่ ้องการให้ทำได้ ภมู ิใจในความสำเรจ็ ของตนเอง
๓. การายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการสื่อสารใหพ้ ่อแม่ ผปู้ กครองไดร้ ับทราบความก้าวหน้าในการ
เรียนรูข้ องเด็ก ซงึ่ สถานศกึ ษาตอ้ งสรุปผลการประเมินพัฒนาการ และจัดทำเอกสารรายงานให้ผูป้ กครองทราบเป็น
ระยะๆ หรอื อยา่ งนอ้ ยภาคเรยี นละ ๑ คร้ัง

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 139

การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพท่ีแตกต่างไปตามพฤติกรรมท่ี
แสดงออกถงึ พัฒนาการแต่ละด้าน ที่สะท้อนมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์ท้งั ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย

๓.๑ จุดมุง่ หมายการรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ
๑) เพื่อให้ผู้เก่ียวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม และ

พัฒนาการเรยี นรขู้ องเด็ก
๒) เพอ่ื ใหผ้ ้สู อนใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
๓) เพ่ือเป็นข้อมูลสำหรับสถานศึกษา เขตพ้ืนท่ีการศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดใช้ประกอบใน

การกำหนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
๓.๒ ขอ้ มูลในการรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ
๓.๒.๑ ข้อมูลระดับช้ันเรียน ประกอบด้วย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตาม

หน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจำชั้น และสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน
และสารนิทัศน์ที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสำหรับรายงานให้ผู้มีส่วนเก่ียวข้อง ได้แก่ ผู้บริหาร
สถานศึกษา ผู้สอน และผู้ปกครอง ได้รับทราบความก้าวหน้า ความสำเร็จในการเรียนรู้ของเด็กเพ่ือนำไปในการ
วางแผนกำหนดเป้าหมายและวิธีการในการพฒั นาเด็ก

๓.๒.๒ ข้อมูลระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อตามหลักสูตร เพ่ือใชเ้ ป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนการ
สอนและคุณภาพของเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และแจ้งให้ผู้ปกครอง และผู้เก่ียวข้อง
ได้รับทราบข้อมูล โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละฝ่ายนำไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็กให้เกิดพัฒนาการอย่าง
ถกู ตอ้ ง เหมาะสม รวมท้ังนำไปจดั ทำเอกสารหลกั ฐานแสดงพฒั นาการของผูเ้ รียน

๓.๒.๓ ข้อมูลระดับเขตพ้ืนที่การศึกษา ได้แก่ ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลท่ีศึกษานิเทศก์/ผู้เกี่ยวข้องใช้วางแผนและ
ดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เพ่ือให้เกิดการยกระดับคุณภาพ
เดก็ และมาตรฐานการศึกษา

๓.๓ ลกั ษณะขอ้ มูลสำหรบั การรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลือกลักษณะข้อมูลสำหรับการรายงานได้
หลายรูปแบบให้เหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคล้องกับการให้ระดับผลการประเมินพั ฒนาการโดยคำนึงถึง
ประสทิ ธภิ าพของการรายงานและการนำข้อมูลไปใชป้ ระโยชน์ของผรู้ ายงานแต่ละฝ่ายลกั ษณะข้อมลู มีรูปแบบ ดังน้ี

๓.๓.๑ รายงานเป็นตัวเลข หรือคำที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการของเด็กที่เกิดจากการ
ประมวลผล สรปุ ตัดสินข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ได้แก่

- ระดบั ผลการประเมินพัฒนาการมี ๓ ระดบั คือ ๓ ๒ ๑
- ผลการประเมินคณุ ภาพ “ดี” “พอใช”้ และ “ควรสง่ เสริม”
๓.๓.๒ รายงานโดยใช้สถิติ เป็นรายงานจากข้อมูลท่ีเป็นตัวเลข หรือข้อความให้เป็นภาพแผนภูมิ
หรือเส้นพัฒนาการ ซ่ึงจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กว่าดีข้ึน หรือควรได้รับการพัฒนาอย่างไร
เมือ่ เวลาเปลี่ยนแปลงไป
๓.๓.๓ รายงานเป็นข้อความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผู้สอนสังเกตพบ เพื่อ
รายงานให้ทราบว่าผู้เก่ียวข้อง พอ่ แม่ และผ้ปู กครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มีพฤตกิ รรมตามคุณลักษณะทพี่ ึง
ประสงค์ตามหลกั สตู รอย่างไร เชน่
- เดก็ รับลกู บอลทีก่ ระดอนจากพ้ืนดว้ ยมอื ทงั้ ๒ ขา้ งไดโ้ ดยไม่ใชล้ ำตัวชว่ ยและลกู บอลไม่ตกพ้ืน
- เดก็ แสดงสหี น้า ทา่ ทางสนใจ และมีความสุขขณะทำงานทุกชว่ งกิจกรรม

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 140

- เด็กเลน่ และทำงานคนเดียวเป็นสว่ นใหญ่

- เดก็ จบั หนงั สอื ไม่กลบั หวั เปิด และทำทา่ ทางอ่านหนังสอื และเลา่ เร่อื งได้

๓.๔ เป้าหมายของการรายงาน

การดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายร่วมมือประสานงานกัน

พัฒนาเด็กทางตรงและทางออ้ ม ให้มีพฒั นาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยมและคุณลักษณะ

ที่พึงประสงค์โดยผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องควรได้รับการายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพ่ือใช้เป็นข้อมูลใน

การดำเนนิ งาน ดังนี้

กลุ่มเปา้ หมาย การใชข้ อ้ มูล

ผูส้ อน - วางแผนและดำเนนิ การปรับปรงุ แกไ้ ขและพฒั นาเดก็

- ปรับปรงุ แก้ไขและพัฒนาการจดั การเรียนรู้

ผู้บริหารสถานศกึ ษา - ส่งเสรมิ พัฒนากระบวนการจดั การเรียนรู้ระดบั ปฐมวยั ของสถานศึกษา

พ่อ แม่ และผปู้ กครอง - รบั ทราบผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็ก

- ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งการดูแลสุขภาพอนามัย

ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และพฤตกิ รรมตา่ งๆของเดก็

คณะกรรมการสถานศึกษา - พัฒนาแนวทางการจดั การศกึ ษาปฐมวยั สถานศึกษา

ขนั้ พ้นื ฐาน

ส ำ นั ก ง า น เข ต พื้ น ท่ี - ยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ี

การศึกษา/หน่วยงานต้น การศึกษา นิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและให้ความช่วยเหลือการพัฒนา

สงั กัด คณุ ภาพการศกึ ษาปฐมวัยของสถานศกึ ษาในสังกดั

๓.๕ วธิ กี ารรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการใหผ้ ู้เก่ียวข้องรับทราบ สามารถดำเนนิ การ ได้ดงั น้ี

๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในดอกสารหลักฐานการศึกษา ข้อมูลจากแบบ
รายงาน สามารถใชอ้ ้างอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเด็ก เชน่

- แบบบันทกึ ผลการประเมนิ พฒั นาการประจำชั้น
- แฟม้ สะสมงานของเด็กรายบคุ คล
- สมุดรายงานประจำตัวนักเรยี น
- สมุดบันทึกสุขภาพเดก็
- ฯลฯ
๓.๕.๒ การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยใหผ้ ูเ้ กีย่ วขอ้ งทราบ สามารถรายงานไดห้ ลายวธิ ี
เช่น - รายงานคุณภาพการศกึ ษาปฐมวยั ประจำปี
- วารสาร/จุลสารของสถานศกึ ษา
- จดหมายสว่ นตัว
- การใหค้ ำปรึกษา
- การใหพ้ บครทู ปี่ รกึ ษาหรือการประชมุ เครือขา่ ยผู้ปกครอง
- การใหข้ อ้ มูลทางอินเตอรเ์ น็ตผา่ นเว็ปไซต์ของสถานศึกษา

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 141

ภารกิจของผู้สอนในการประเมนิ พัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดข้ึนใน

ห้องเรียนและระหว่างการจัดกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน ผู้สอนต้องไม่แยกการประเมินพัฒนาการ
ออกจากการจัดประสบการณ์ตามตารางประจำวัน ควรมีลักษณะการประเมินพัฒนาการในช้ันเรียน (Classroom
Assessment) ซ่ึงหมายถึง กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวัน/กิจกรรมประจำวันตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผู้สอนควรจัดทำข้อมูลหลักฐานหรือ
เอกสารอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของ
เดก็ ปฐมวัย แลว้ นำมาวิเคราะห์ ตีความ บันทกึ ขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการประเมินพฒั นาการวา่ เด็กร้อู ะไร สามารถทำอะไร
ได้ และจะทำต่อไปอย่างไร ด้วยวิธีการและเคร่ืองมือที่หลากหลายท้ังที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งน้ันการ
ดำเนินการดังกล่าวเกิดข้ึนตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรมประจำวันและการจัด
ประสบการณ์เรยี นรู้

ดังนั้น ข้อมูลที่เกิดจากการประเมินท่ีมีคุณภาพเท่าน้ัน จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ตรงตามเป้าหมาย
ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการ แนวคิด วิธีดำเนินงานในส่วนต่างๆท่ีเก่ียวข้องกับ
หลักสูตรการจัดประสบการเรียนรู้ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการวางแผนและออกแบบการประเมินพัฒนาการได้
อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในช้ันเรียนท่ีมีความถูกต้อง ยุติธรรม เชื่อถือได้ มีความ
สมบรู ณ์ ครอบคลุมตามจดุ หมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สะท้อนผลและสภาพความสำเร็จเม่ือเปรยี บเทียบ
กับเป้าหมายของการดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ตอ่ ไป

๑. ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั
การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้สอนระดับปฐมวัยจะมีขั้นตอนสำคัญๆ คล้ายคลึงกับการประเมิน

การศึกษาท่ัวไป ข้ันตอนต่างๆอาจปรับลด หรือเพิ่มได้ตามความเหมาะสมกับบรบิ ทของสถานศึกษาและสอดคล้อง
กับการจัดประสบการณ์ หรืออาจสลับลำดับก่อนหลังได้บ้าง ขั้นการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยสรุปควรมี
๖ ข้นั ตอน ดงั นี้

ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี
และสภาพที่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับหน่วยการจัดประสบการณ์ต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานการ
ประเมินพฒั นาการอย่างเป็นระบบและครอบคลมุ ทวั่ ถึง

ข้ันตอนท่ี ๒ การกำหนดสิ่งท่ีจะประเมินและวิธีการประเมิน ในข้ันตอนนี้สิ่งท่ีผู้สอนต้องทำคือ การ
กำหนดการประเด็นการประเมิน ได้แก่ สภาพท่ีพึงประสงค์ในแต่ละวัยของเด็กที่เกิดจากกาจัดประสบการณ์ในแต่
การจัดประสบการณ์ มากำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ จุดประสงคย์ ่อยของกิจกรรมตาม
ตารางประจำวัน ๖กิจกรรมหลัก หรือตามรูปแบบการจัดประสบการณ์ท่ีกำหนด ผู้สอนต้องวางแผนและออกแบบ
วิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม บางครั้งอาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ช้ินงาน การ
พูดคุยหรือสัมภาษณเ์ ดก็ เปน็ ตน้ ทง้ั นว้ี ิธกี ารทผี่ ้สู อนเลอื กใชต้ อ้ งมีความหมายหลากหลาย หรือมากวา่ ๒ วธิ กี าร

ขั้นตอนท่ี ๓ การสร้างเคร่ืองมือและเกณฑ์การประเมิน ในข้ันตอนน้ี ผู้สอนจะต้องกำหนดเกณฑ์การ
ประเมินพัฒนาการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมินในขั้นตอนที่ ๒ อาจใช้แนวทางการกำหนดเกณฑ์ที่
กล่าวมาแล้วข้างต้นในส่วนที่ ๒ เป็นเกณฑ์การประเมินแยกส่วนของแต่ละพฤติกรรมและเกณฑ์สรุปผลการ
ประเมิน พร้อมกับจัดทำแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัด
ประสบการณน์ ้ันๆ

ขั้นตอนท่ี ๔ การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนท่ีผู้สอนออกแบบ/วางแผนและทำการสังเกต
พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสัมภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผลงาน/ชิ้นงานของ

หลักสตู รสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 142

เด็ก อย่างเป็นระบบ เพ่ือรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ทั่วถึงครบทุกคน สอดคล้องและตรงประเด็นการ
ประเมนิ ทว่ี างแผนไวใ้ นขน้ั ตอนที่ ๔ บนั ทกึ ลงในเครื่องมอื ที่ผ้สู อนพฒั นาหรอื จัดเตรียมไว้

การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์น้ัน
ผสู้ อนเป็นผปู้ ระเมนิ เดก็ เปน็ รายบคุ คลหรือรายกลุ่ม อาจให้ระดับคุณภาพ ๓ หรอื ๒ หรอื ๑ หรอื ให้คำสำคัญทเ่ี ป็น
คุณภาพ เช่น ดี พอใช้ ควรส่งเสริม ก็ได้ ทั้งนี้ควรเป็นระบบเดียวกันเพ่ือสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผล
การประเมินพัฒนาการเด็ก ในระยะต้นควรเป็นการประเมินเพื่อความก้าวหน้าไม่ควรเป็นการประเมินเพื่อตัดส้ิน
พฒั นาการเด็ก หากผลการประเมนิ พบว่า เด็กอยู่ในระดบั ๑ พฤตกิ รรมหน่ึงพฤติกรรมใดผู้สอนต้องทำความเขา้ ใจ
ว่าเด็กคนนั้นมีพัฒนาการเร็วหรือช้า ผู้สอนจะต้องจัดประสบการณ์ส่งเสริมในหน่วยการจัดประสบการณ์ต่อไป
อย่างไร ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์ของผู้สอน จึง
เป็น การสะสมหรือรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็กรายบุคคล หรือรายกลุ่มนั่นเอง เมื่อผู้สอนจัด
ประสบการณค์ รบทุกหนว่ ยการจัดประสบการณต์ ามทีว่ เิ คราะหส์ าระการเรียนร้รู ายปีของแตล่ ะภาคเรยี น

ขั้นตอนที่ ๕ การวิเคราะหข์ ้อมูลและแปลผล ในข้ันตอนน้ี ผู้สอนท่เี ปน็ ผู้ประเมนิ ควรดำเนินดาร ดังน้ี
๑) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินพัฒนาการเม่ือส้ินสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอน

จะบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพท่ีพึงประสงค์ข อง
หน่วยการจดั ประสบการณห์ นว่ ยที ๑ จนถึงหนว่ ยสดุ ทา้ ยของภาคเรียน

๒) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินประจำภาคเรียนหรอื ภาคเรียนที่ ๒ เมื่อส้ินปีการศึกษา
ผู้สอนจะนำผลการประเมินพัฒนาการสะสมที่รวบรวมไว้จากทุกหน่วยการเรียนรู้สรปุ ลงในสมุดบันทึกผลประเมิน
พัฒนาการประจำช้นั และสรุปผลพัฒนาการรายดา้ นทั้งชัน้ เรยี น

ขั้นตอนที่ ๖ การสรุปรายงานผลและการนำข้อมูลไปใช้ เป็นข้ันตอนท่ีผู้สอนซึ่งเป็นครูประจำช้ันจะ
สรุปผลเพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งชี้รายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เพื่อนำเสนอ
ผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติการตัดสิน และแจ้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมกับครูประจำช้ันจะ
จัดทำรายงานผลการประเมินประจำตัวนักเรียน นำข้อมูลไปใช้สรุปผลการประเมินคุณภาพเด็ก ของระบบประกัน
คุณภาพภายในของสถานศกึ ษาเม่ือสิน้ ภาคเรยี นท่ี ๒ หรอื เมอ่ื สน้ิ ปกี ารศึกษา

หลักสูตรสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พุทธศักราช 2564 143

ลักษณะสำคญั ของการวดั และประเมินผลสมรรถนะ
การวัดและประเมินผลสมรรถนะ (Competency – Based Assessment : CBA) มีลักษณะสำคัญ ดงั นี้
1. มุ่งวัดสมรรถนะอันเป็นองค์รวมของความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ไม่ใช้เวลามากกับ
การสอบวดั ตามตวั ช้วี ดั จำนวนมาก
2. วัดจากพฤติกรรม /การกระทำ/ การปฏิบัติ ที่แสดงออกถึงความสามารถในการใช้ความรู้ ทักษะ
เจตคติ และคณุ ลักษณะต่าง ๆ ตามเกณฑก์ ารปฏบิ ตั ิ (Performance Criteria) ท่ีกำหนด เป็นการวดั อิงเกณฑ์ มิใช่
อิงกลุ่มและมีหลักฐานการปฏบิ ตั ิ (Evidence) ท่ใี ช้ตรวจสอบได้
3. ใช้การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) จากส่ิงที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง และ
ความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน เช่น การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) การประเมินชิ้นงาน
การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Assessment) รวมถึงการประเมินตนเอง (Student Self-
assessment) และการประเมินโดยเพอ่ื น (Peer Assessment)
4. ใช้สถานการณ์เป็นฐาน เพื่อให้บริบทการวัดและประเมินเป็นสภาพจริงมากข้ึน เช่น อาจเตรียมบริบท
เป็นข้อความ รปู ภาพ ภาพเคล่ือนไหว สถานการณ์จำลอง หรือสถานการณ์เสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถ
ประเมินได้หลายประเดน็ ในสถานการณเ์ ดยี วกนั
5. ผ้เู รยี นไดร้ บั การประเมินไปตามลำดบั ขัน้ ของสมรรถนะท่ีกำหนด หากไม่ผา่ นจะต้องได้รับการซ่อมเสริม
ชว่ ยเหลอื จนกระทง่ั สามารถผ่านจึงจะกา้ วไปสู่ลำดับขั้นต่อไป
6. การรายงานผล เป็นการให้ข้อมูลพัฒนาการและความสามารถของผู้เรียนตามลำดับข้ันท่ีผู้เรียนทำได้
ตามเกณฑท์ ี่กำหนด

หลกั สตู รสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พุทธศกั ราช 2564 144

การประเมินระดบั พฤติกรรมบง่ ชส้ี มรรถนะ
1. สมรรถนะการจัดการตนเอง (Self - Management : SM)
นยิ ามปฐมวยั
กล่าวทักทายเม่ือพบเจอผู้อื่น แตง่ กายถูกต้องตามกฎระเบียบของโรงเรียน เก็บของใช้ส่วนตัวในห้องเรียน
เข้าแถวได้เป็นระเบียบ วางและเก็บถาดอาหารหลังรับประทานเสร็จ ใช้ห้องน้ำได้อย่างถูกสุขลักษณะ ปฏิบัติตาม
ขอ้ ตกลงของห้องเรียน เลน่ แลว้ เกบ็ เขา้ ท่ี และเป็นผู้นำ - ผ้ตู ามทดี่ ีได้
คำนิยามประถมศกึ ษาปีที่ 1 - 3
รู้จักตนเอง พ่ึงตนเอง และดูแลตนเองได้เหมาะสมตามวัย มีสุขนิสัยในการทำกิจวัตรประจำวัน ควบคุม
อารมณ์ของตนได้ ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และข้อตกลงของครอบครัว และโรงเรียน รับผิดชอบในหน้าท่ีของตน
สามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตน และลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีเป้าหมายในการทำงาน มีทักษะ และ
ลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงาน มีความพากเพียร ความอดทน มที ักษะพื้นฐาน รจู้ ักการวางแผน การใช้จ่ายเงนิ และ
การออม
คำนยิ ามประถมศกึ ษาปีที่ 4 - 6
รจู้ ักตนเอง รจู้ ักความสามารถของตนเอง มีวนิ ยั ในการจัดการดูแลชีวิตประจำวนั ของตนเอง มเี ป้าหมายใน
การทำงาน มีทักษะและลักษณะนิสัยท่ีดีในการทำงาน จัดการอารมณ์ และความเครียด แยกแยะส่ิงถูกผิด
หลีกเลย่ี งการนำพาตวั เองเข้าไปส่ภู าวะเสี่ยง อดทนต่อปญั หา เผชิญ และยอมรับปัญหาที่เกิดข้ึน สามารถตดั สินใจ
มุ่งม่ันที่จะจัดการส่ิงที่จำเป็นสำหรับชีวิต และการเรียน มีทักษะพ้ืนฐานด้านการเงินทั้งด้านการใช้จ่าย และการ
ออม สามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ผา่ นกิจกรรมต่าง ๆ มสี ุนทรียภาพในความงามรอบตัว เขา้ รว่ มกิจกรรมทาง
ศิลปวฒั นธรรมของสงั คม ละเว้นการกระทำทไี่ มส่ มควรทำ และรทู้ ันการเปลี่ยนแปลงทเี่ กดิ ขึ้น

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 145

ตารางความสัมพันธร์ ะหว่างสมรรถนะการคดิ จดั การตนเองและพฤติกรรมบ่งช้ีระดับปฐมวัย

คำอธบิ ายพฤติกรรมบ่งช้ใี นระดับช้นั

ด้าน อนุบาล 2 อนบุ าล 3 เครื่องมอื วัดและประเมนิ ผล

ปฏบิ ตั ิกจิ วตั รประจำวนั ได้ 1. เดก็ สามารถกล่าวทักทาย 1. เด็กสามารถกลา่ วทกั ทาย - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนบุ าล 2
โดยการไหวเ้ มื่อพบเจอผ้อู ื่น โดยการไหวเ้ มือ่ พบเจอผอู้ ่นื ได้ - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนุบาล 3
มีสว่ นรว่ มสรา้ งขอ้ ตกลง และ โดยครคู อยชแี้ นะ ดว้ ยตนเอง
ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงได้ 2. เดก็ สามารถแตง่ กาย 2. เดก็ สามารถแตง่ กาย - แบบสังเกตพฤติกรรมอนุบาล 2
ถูกต้องตามกฎระเบยี บของ ถูกต้องตามกฎระเบยี บของ - แบบสงั เกตพฤติกรรมอนุบาล 3
โรงเรียนโดยมีผูป้ กครองคอย โรงเรียนไดด้ ว้ ยตนเอง
ชว่ ยเหลือ 3. เด็กสามารถเกบ็ ของใช้
3. เดก็ สามารถเกบ็ ของใช้ ส่วนตัวในหอ้ งเรียนได้ด้วย
ส่วนตัวในห้องเรียนโดยมคี รู ตนเอง
คอยชี้แนะ 4. เดก็ สามารถใชห้ ้องน้ำอยา่ ง
4. เดก็ สามารถใช้หอ้ งน้ำอยา่ ง ถูกสุขลักษณะไดด้ ้วยตนเอง
ถูกสขุ ลกั ษณะโดยมคี รูคอย
ชแ้ี นะ 1. เด็กสามารถเข้าแถวอย่าง
เปน็ ระเบียบไดด้ ้วยตนเอง
1. เด็กสามารถเขา้ แถวอยา่ ง 2. เดก็ สามารถจัดวางและเก็บ
เปน็ ระเบยี บโดยมีครูคอย ถาดอาหารได้ด้วยตนเอง
ชแ้ี นะ 3. เดก็ สามารถปฏิบัติตาม
2. เด็กสามารถจดั วางและเก็บ ข้อตกลงของห้องเรยี นได้ด้วย
ถาดอาหารโดยมีครูคอยชีแ้ นะ ตนเอง
3. เด็กสามารถปฏิบัตติ าม 4. เด็กสามารถเลน่ และเกบ็
ขอ้ ตกลงของห้องเรียนได้โดยมี ของเล่นไดอ้ ย่างเป็นระเบยี บ
ครูคอยชแี้ นะ 5. เดก็ สามารถปฏิบัติตนเป็น
4. เด็กสามารถเล่นและเกบ็ ผนู้ ำ - ผู้ตาม ได้ได้ดว้ ยตนเอง
ของเล่นได้โดยมีครคู อยช้ีแนะ
5. เด็กสามารถปฏบิ ัติตนเป็น
ผู้นำ - ผู้ตามได้โดยมีครคู อย
ชีแ้ นะ

หลักสูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 146

ตารางความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมรรถนะการคิดจัดการตนเองและพฤตกิ รรมบ่งช้ีระดับประถมศกึ ษา

คำอธบิ ายพฤตกิ รรมบง่ ช้ีในระดับชัน้ เคร่อื งมือวัด
และ
ด้าน ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศึกษาปที ่ี1 ศกึ ษาปีท่2ี ศกึ ษาปที 3่ี ศกึ ษาปที ี4่ ศกึ ษาปีท่ี5 ศกึ ษาปีท6่ี ประเมินผล
การเหน็ คุณคา่
ในตนเอง 1. บอกจดุ เด่น 1. บอกความ 1. บอกความ 1. บอก 1. บอกสง่ิ ท่ี 1. บอก - แบบ
ของตนเองได้ โดดเดน่ ของ โดดเดน่ ของ ความสามารถ ตนเองมี บุคลกิ ภาพของ สมั ภาษณ์
2. บอกสง่ิ ท่ี ตนเองได้ ตนเองได้ ของตนเองได้ ความสามารถ ตนเองได้ (ป.1 - 2)
ตนเองชอบได้ 2. บอกสงิ่ ที่ 2. บอก 2. บอกอาชพี ตามความถนัด 2. บอกไดว้ า่ - แบบสงั เกต
ควรพัฒนาของ ความสามารถ ทีใ่ ฝ่ฝัน ได้ ตนเองมีความรู้ (ป.3)
ตนเองได้ ของตนเองได้ อยากจะเป็นได้ 2. บอกบุคคล ความสามารถ - แบบประเมนิ
3. บอกสิ่งท่ี ท่ยี ดึ ถือเป็น ด้านใดมาก พฤตกิ รรม
ควรพัฒนาของ แบบอย่างใน ที่สดุ (ป.4 - 6)
ตนเองได้ การดำเนินชวี ติ 3. บอกบุคคล
ได้ ทยี่ ดึ ถือเป็น
3. บอกอาชีพ แบบอยา่ งใน
ทใี่ ฝ่ฝัน การดำเนินชีวติ
อยากจะเปน็ ได้ ได้
4. บอกอาชีพ
ท่ใี ฝฝ่ ัน
อยากจะเป็นได้

การมี 1. สามารถ 1. สามารถ 1. สามารถ 1. มีวินัยใน 1. มีวินัยใน 1. มีวินยั ใน - แบบ
เปา้ หมายใน จดั การ จดั การ จัดการ การดูแล การดแู ล การดูแล สัมภาษณ์
ชีวติ ชีวิตประจำวัน ชีวิตประจำวัน ชวี ติ ประจำวัน จดั การ จัดการ จดั การ (ป.1 - ป.2 )
ได้ 2. มวี ินัยใน 2. มีวินัยใน ชวี ิตประจำวัน ชีวติ ประจำวัน ชวี ติ ประจำวัน - แบบสังเกต
2. ร้จู กั การ การดูแล การดูแล ของตนเอง ของตนเอง ของตนเอง (ป.3)
ออม จดั การ จดั การ 2. มีทักษะ 2. สามารถ 2. สามารถ - แบบประเมิน
3. มีทักษะ ชีวิตประจำวัน ชวี ิตประจำวัน พน้ื ฐานด้าน ตดั สนิ ใจ และ ตัดสนิ ใจ และ พฤติกรรม
และลกั ษณะท่ี ของตนเอง ของตนเอง การเงนิ ทงั้ ดา้ น มุ่งมนั่ ทจี่ ะ มงุ่ มั่นทีจ่ ะ (ป.4 - 6)
ดีในการทำงาน 3. รู้จกั การ 3. รู้จักการ การใชจ้ า่ ย จัดการสิง่ ที่ จดั การสง่ิ ที่
วางแผน การ วางแผน การ และการออม จำเปน็ สำหรับ จำเป็นสำหรับ
ใชจ้ า่ ยเงิน การ ใชจ้ ่ายเงิน การ การเรยี นของ ชีวิต และการ
ออม ออม ตนเอง เรยี นของ
4. มีทักษะ 4. มีเป้าหมาย 3. มีทกั ษะ ตนเอง
และลกั ษณะท่ี ในการทำงาน พื้นฐานด้าน 3. มีทักษะ
ดีในการทำงาน มีทกั ษะ และ การเงนิ ทั้งด้าน พนื้ ฐานด้าน
ลักษณะนสิ ยั ที่ การใช้จ่าย การเงนิ ท้ังดา้ น
ดใี นการทำงาน และการออม การใช้จ่าย
และการออม

หลกั สตู รสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 147

ตารางความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมรรถนะการคิดจัดการตนเองและพฤตกิ รรมบ่งชี้ระดับประถมศึกษา (ต่อ)

คำอธิบายพฤตกิ รรมบ่งช้ีในระดับชัน้ เคร่ืองมือวดั
และ
ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
การจัดการ ศึกษาปที 1ี่ ศึกษาปีท2ี่ ศกึ ษาปีท3่ี ศึกษาปที ่4ี ศึกษาปที ี5่ ศึกษาปที 6ี่ ประเมินผล
อารมณ์ และ 1. บอก - แบบ
ความเครียด ความรู้สึก และ 1. บอกสาเหตุ 1. ควบคุม 1. ควบคุม 1. บอกสาเหตุ 1. บอกวธิ กี าร สมั ภาษณ์
อารมณข์ อง ท่ีทำใหเ้ กดิ อารมณ์ที่ อารมณ์ที่ ทีท่ ำใหเ้ กดิ ในการควบคุม (ป.1 - ป.2 )
การจดั การ ตนเองตอ่ เพอ่ื น ความรู้สกึ และ เกดิ ขึน้ เม่อื ถกู เกดิ ข้นึ เมือ่ ถกู ความเครียดใน หรอื บรรเทา - แบบสงั เกต
ปญั หา และ บคุ คลใกล้ชิด อารมณ์ของ กระตุ้นจาก กระตุ้นจาก ชีวิตประจำวัน ความเครยี ด (ป.3)
ภาวะวกิ ฤต 2. บอกสาเหตุ ตนเองต่อเพื่อน เพอ่ื น บคุ คล เพ่อื น บุคคล 2. สามารถ 2. บรรยาย - แบบประเมนิ
ท่ที ำใหเ้ กดิ บคุ คลใกล้ชิด ใกลช้ ิด และ ใกล้ชดิ และ สอ่ื สารขอ ขอบเขตของ พฤติกรรม
ความรู้สึก และ 2. บอกวิธกี าร ส่งิ แวดลอ้ ม สงิ่ แวดลอ้ ม ความชว่ ยเหลอื อารมณ์ และ (ป.4 - 6)
อารมณ์ของ ควบคุมอารมณ์ รอบตวั รอบตวั ในการจัดการ สถานการณ์ที่
ตนเองต่อเพอื่ น และความร้สู กึ 2. บอกสาเหตุ 2. บอกสาเหตุ ความเครยี ด เปน็ สาเหตขุ อง - แบบ
บุคคลใกลช้ ิด ท่ีมตี อ่ เพอ่ื น ท่ีทำใหเ้ กิด ทท่ี ำให้เกิด 3. สามารถ อารมณ์ และ สมั ภาษณ์
บุคคลใกลช้ ิด ความเครียดใน ความเครียดใน แสดงความคิด ความเครียด (ป.1 - ป.2 )
1. การใช้ ชีวติ ประจำวัน ชีวิตประจำวัน สร้างสรรคผ์ า่ น 3. สามารถ - แบบสงั เกต
เหตผุ ลในการ 3. เขา้ รว่ ม กจิ กรรมตา่ งๆ แสดงความคิด (ป.3)
แกป้ ัญหา กจิ กรรมทาง เขา้ รว่ ม สรา้ งสรรค์ผ่าน - แบบประเมนิ
2. บอก ศลิ ปวัฒนธรรม กิจกรรมทาง กจิ กรรมต่างๆ พฤตกิ รรม
ทางเลอื ก และ ของสงั คม ศิลปวัฒนธรรม มีสุนทรยี ภาพ (ป.4 - 6)
การตดั สินใจ ของสงั คม ในความงาม
รอบตัว เข้า
1. รวู้ า่ 1. แยกแยะสิ่ง 1. แยกแยะส่ิง 1. ร้วู ่าการ ร่วมกจิ กรรม
สถานการณ์ใด ถกู ผดิ สงิ่ ทคี่ วร ถกู ผดิ สิง่ ที่ควร กระทำนั้นถูก ทาง
ที่เป็นปัญหา ทำ และสง่ิ ทไี่ ม่ ทำและส่ิงท่ีไม่ หรือ ผิด ศลิ ปวัฒนธรรม
2. บอกสาเหตุ ควรทำ ควรทำ 2. เมอ่ื มีปญั หา ของสังคม
ของปญั หาได้ 2. หลกี เลี่ยง 2. หลีกเลีย่ ง ควรปรึกษาครู
1. รทู้ ันการ
3. บอก การนำตวั เอง การนำตวั เอง หรอื ผปู้ กครอง เปลี่ยนแปลงที่
ทางเลอื กทอ่ี าจ เข้าสสู่ ภาวะ เข้าสสู่ ภาวะ เพอ่ื หาทาง เกดิ ขึน้
ก่อใหเ้ กดิ เส่ยี ง เส่ยี ง แกไ้ ขปญั หา 2. การร้เู ทา่
ปญั หาใน 3. อดทนต่อ 3. อดทนตอ่ 3. พร้อมเผชิญ ทนั ส่อื และ
ชวี ติ ประจำวัน ปัญหาทีเ่ กดิ ขึ้น ปญั หาที่เกดิ ขึ้น และยอมรบั การใช้
ปญั หาทีเ่ กิดข้นึ โทรศพั ทม์ ือถือ
3. เมื่อมีปญั หา
ปรกึ ษาครู
ผู้ปกครอง
หรือ เพื่อน
แลว้ หาวธิ ี
แก้ปญั หาได้

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 148

2. สมรรถนะการส่ือสาร (Communication : CM)
นิยามปฐมวัย
ฟังสนทนาโต้ตอบ ตอบคำถามจากเร่ืองท่ีฟัง เรียนรูแ้ ละเล่าเรื่องราว แสดงท่าทางหรือพูดคุยได้เหมาะสม
กับวัย ไม่นำของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง กราบและไหว้พระได้อย่างถูกต้อง รับรู้ เขา้ ใจ ท่องบทสวดมนต์ แผ่เมตตา
บทสวดพเิ ศษ รวมถึงนงั่ สมาธไิ ด้ถกู ต้อง
คำนิยามประถมศกึ ษาปีท่ี 1 - 3
รับและสง่ สารข้อมลู เบื้องตน้ อย่างต้งั ใจใช้ภาพ เสียง คำพดู ทา่ ทาง สัญลักษณ์ ส่อื ดิจทิ ัลและส่ืออื่น ๆ ใกล้
ตวั พูดส่ือสารในชีวิตประจำวัน ตอบคำถามเล่าเรื่อง พูดแสดงความคิดเห็นที่มีรายละเอียดมากข้ึน ในสถานการณ์
ใกล้ตัว แสดงความรู้สกึ จากเรื่องท่ีฟัง และดู บอกข้อคดิ ท่ีไดจ้ ากการฟัง และดู มีมารยาทใน การฟัง การดู การพูด
เคารพในความคิดเห็นและวัฒนธรรมท่ีแตกต่าง สื่อสารชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ
ผ่านการเขียนได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลงานง่ายๆตามจินตนาการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
อยา่ งเหมาะสม
คำนิยามประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
รบั และสง่ สารทเี่ กีย่ วขอ้ งกับสถานการณใ์ กลต้ วั ในชุมชนอยา่ งมีสติ ใช้ภาพ เสียง คำพดู ท่าทาง สัญลักษณ์
สื่อดิจิทัล และสื่ออืน่ ๆ ใกล้ตัว พูดส่ือสารในชีวิตประจำวนั มีจดุ มุง่ หมาย และกลวธิ ีในการสื่อสารได้ถูกตอ้ งชดั เจน
เหมาะสม ต้งั คำถาม ถาม - ตอบ เชิงเหตุผล วิเคราะห์ และแสดงความคิดเหน็ ทั้งทางบวกและลบ จากเรื่องทฟี่ ัง ดู
และอ่านแยกข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็น แสดงความรู้ ความคิด ตามจินตนาการ อย่างมีวิจารณญาณ และ
สร้างสรรค์ สรุปวิเคราะห์ข้อมูลจากเร่ือง และส่ือต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู้
แลกเปล่ียนประสบการณ์อย่างมีสติกับบุคคลที่หลากหลายขึ้น ในสถานการณ์ท่ีมีความซับซ้อน ให้เหมาะสมกับ
กาลเทศะ มีมารยาทในการอ่าน เขียน ฟัง ดู พูด และสื่อสาร อย่างมีจริยธรรม นำไปใช้ในการตัดสินใจ และ
แกป้ ัญหาในชวี ิต เลอื กใชก้ ลวิธีในการผลติ สอ่ื และส่ือสารทเ่ี หมาะสม ให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและผูอ้ ่ืน

หลักสตู รสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 149

ตารางความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะการสือ่ สารและพฤตกิ รรมบ่งชี้ระดับปฐมวัย

คำอธิบายพฤตกิ รรมบ่งชี้ในระดับชนั้

ด้าน อนุบาล 2 อนบุ าล 3 เคร่อื งมอื วัดและประเมนิ ผล

สนทนาโตต้ อบ และเล่าเรือ่ ง 1. เดก็ สามารถเรยี นรู้และเล่า 1. เด็กสามารถเล่าเร่ืองได้ - แบบสงั เกตพฤติกรรมอนุบาล 2
ใหผ้ ู้อน่ื ฟงั ได้ เรื่องเป็นประโยคสน้ั ๆได้ 2. เดก็ สามารถแสดงทา่ ทาง - แบบสังเกตพฤติกรรมอนุบาล 3
2. เดก็ สามารถแสดงทา่ ทาง หรอื พดู คยุ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
หรอื พูดคยุ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม กบั วัย
โดยมคี รเู ปน็ ผู้ช้แี นะ ๓. เด็กนำของที่เกบ็ ได้สง่ คนื
3. เดก็ รู้และบอกได้ว่าไม่ควร ใหเ้ จ้าของหรือครู
นำของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง 4. เดก็ สามารถตอบคำถาม

4. เดก็ สามารถฟงั ผอู้ ่ืนพูดจน จากเรอ่ื งที่ฟงั และเล่าเป็น
จบและสนทนาโตต้ อบได้ เรอ่ื งราวตอ่ เน่อื งได้

รบั รู้เขา้ ใจ และส่ือสารให้ 1. เด็กสามารถกราบ และไหว้ 1. เด็กสามารถกราบ และไหว้ - แบบสังเกตพฤติกรรมอนบุ าล 2
ผู้อน่ื เข้าใจได้ พระได้อย่างถูกตอ้ ง โดยมีครู พระได้อยา่ งถกู ต้องด้วยตนเอง - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนุบาล 3
คอยช้แี นะ 2. เดก็ สามารถเข้าใจ และ
2. เดก็ สามารถรับรเู้ ขา้ ใจ และ ท่องบทสวดมนต์สนั้ ได้
ท่องบทสวดมนต์สั้น โดยมคี รู 3. เดก็ สามารถเข้าใจ และ
เปน็ ผชู้ ี้แนะ ท่องบทแผ่เมตตาได้
3. เดก็ สามารถรับรเู้ ข้าใจ และ 4. เด็กสามารถเข้าใจ และน่ัง
ท่องบทแผเ่ มตตา โดยมีครเู ปน็ สมาธิไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
ผชู้ แี้ นะ 5. เดก็ สามารถเขา้ ใจ และ
4. เด็กสามารถรับรู้เขา้ ใจ และ ท่องบทสวดพิเศษได้
น่ังสมาธิ โดยมีครเู ป็นผชู้ ีแ้ นะ
5. เด็กสามารถรับรู้เขา้ ใจ และ
ทอ่ งบทสวดพเิ ศษโดยมีครเู ปน็
ผชู้ ี้แนะ

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 150

ตารางความสัมพันธร์ ะหว่างสมรรถนะการสอ่ื สารและพฤติกรรมบ่งช้ีระดับประถมศกึ ษา

คำอธิบายพฤติกรรมบง่ ชใี้ นระดบั ชั้น เครอื่ งมอื วดั
และ
ด้าน ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศึกษาปีท1่ี ศกึ ษาปีท่2ี ศึกษาปที 3่ี ศกึ ษาปีท่ี4 ศึกษาปีที่5 ศกึ ษาปที ี่6 ประเมนิ ผล
การรับสาร
อย่างมีสติ และ 1. ตอบคำถาม 1. ฟงั และ 1. รับ และสง่ 1. รบั และส่ง 1. รับ และสง่ 1. รับ และสง่ - แบบสังเกต
ถอดรหัส จากเรอ่ื งท่ฟี งั ปฏิบตั ติ าม สารทเ่ี ปน็ ข้อมูล สารทเ่ี กย่ี วข้อง สารท่เี กีย่ วข้อง สารทีเ่ ก่ยี วข้อง (ป.1 - 6)
เพอ่ื ใหเ้ กดิ และดู คำแนะนำ ขอ้ เทจ็ จริง กับสถานการณ์ กบั สถานการณ์ กับสถานการณ์ - แบบทดสอบ
ความเข้าใจ 2. เลา่ เรือ่ งจาก คำสัง่ ขอ้ คดิ เห็น ใกลต้ วั มี ใกลต้ วั ในชมุ ชน ในชุมชน สงั คม (ป.1 - 6)
การฟงั และดู อย่างงา่ ย ๆ ได้ 2. เล่า จุดมุ่งหมาย จุดมงุ่ หมาย อยา่ งมีสติ
3. บอกขอ้ คิดท่ี 2. รับ และสง่ รายละเอยี ด และกลวิธใี น และกลวิธใี น 2. การตงั้
ได้จากการฟัง สารทเ่ี ป็นข้อมลู ความร้คู วาม การสอ่ื สาร การสอื่ สาร คำถาม
และดู เบื้องตน้ ได้ เขา้ ใจ ความ 2. ตงั้ คำถาม 2. แยก ถาม – ตอบ
อย่างถูกตอ้ ง บันเทิง และ และตอบ ขอ้ เทจ็ จรงิ เชิงเหตุผล
3. สอื่ สารได้ ความคิดจากส่งิ คำถาม ข้อคิดเห็นจาก แสดงความ
ชัดเจนตรงตาม ทีไ่ ด้จากการ จับใจความ เรอ่ื งท่ฟี งั ดู คิดเหน็ ท้งั เชิง
วตั ถปุ ระสงค์ อา่ น ฟงั และดู สำคญั จากการ และอ่าน บวก และลบ
4. บอกขอ้ คดิ ที่ ฟงั การดู การ 3. สามารถ 3. แสดงความรู้
ไดจ้ ากการฟงั พูด การอ่าน สื่อสารสง่ิ ท่ี ความคิด ตาม
และดู 3. แยก เรยี นรู้ได้อยา่ ง จินตนาการ
ข้อเทจ็ จรงิ ชดั เจน และ แสดงความรู้
ข้อคิดเห็น และ ถกู ต้อง ความเข้าใจ
ความรูส้ กึ

การรับ และส่ง 1. แสดง 1. แสดง 1. แสดง 1. สามารถ 1. สรุป 1. แลกเปลี่ยน - แบบสงั เกต
สารด้วยความ ความรสู้ ึก และ ความรู้สึก ความรู้สึกความ ส่อื สารโดยใช้ วเิ คราะห์ข้อมูล ประสบการณ์ (ป.1 - 6)
เคารพในความ แสดงความ ความคิดเห็นตอ่ คิดเห็นที่มี คำได้ถูกต้อง จากเรอ่ื ง และ อยา่ งมสี ติกบั - แบบทดสอบ
คดิ เห็น และ คิดเห็นจาก เรอื่ งทม่ี ี รายละเอียด ชดั เจน สื่อตา่ ง ๆ อย่าง บคุ คลที่ (ป.1 - 6)
วฒั นธรรมที่ เรื่องทฟ่ี งั รายละเอยี ด มากข้นึ ใน เหมาะสม และ มมี ารยาท หลากหลายขน้ึ
แตกต่าง และดู มากขนึ้ ใน สถานการณ์ มมี ารยาทใน ในสถานการณ์
2. มมี ารยาทใน สถานการณ์ ใกล้ตัว การฟงั ดู ที่มคี วาม
การฟัง การดู ใกล้ตวั 2. ถา่ ยทอด ซับซ้อน ให้
และการพูด 2. มีมารยาทใน ความรู้ความ เหมาะสมกับ
เคารพในความ การฟงั การดู เข้าใจผา่ นการ กาลเทศะ
คดิ เห็น และ และการพดู เขยี นได้อยา่ ง 2. สรุป
วฒั นธรรมท่ี เคารพในความ สร้างสรรค์ วเิ คราะหข์ ้อมลู
แตกตา่ ง คิดเห็น และ 3. นำความรู้ไป จากเร่อื ง และ
วัฒนธรรมที่ ใชใ้ น สือ่ ต่าง ๆ อย่าง
แตกต่าง ชีวติ ประจำวัน มมี ารยาท และ
ได้อยา่ ง จริยธรรมใน
เหมาะสม การส่อื สาร
เคารพในความ
คิดเห็น และ
วฒั นธรรมที่
แตกตา่ ง

หลักสูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 151

ตารางความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสมรรถนะการสอื่ สารและพฤติกรรมบง่ ชี้ระดับประถมศึกษา (ต่อ)

คำอธบิ ายพฤติกรรมบง่ ชีใ้ นระดบั ช้นั เครอ่ื งมอื วัด
และ
ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศึกษาปที ่1ี ศกึ ษาปที ่2ี ศึกษาปีท3ี่ ศกึ ษาปีท4ี่ ศกึ ษาปที ่ี5 ศึกษาปีที6่ ประเมนิ ผล

การผลติ ส่ือ 1. พูดสอ่ื สาร 1. สร้าง 1. สามารถ 1. สร้างความรู้ 1. ผลิตส่ือเพอื่ 1. เลือกใช้ - แบบสงั เกต
และกลวิธีการ ใน ผลงาน/ สอื่ สารเรอ่ื งราว ความคดิ ฟัง ดู สือ่ สาระทีเ่ ปน็ กลวิธใี นการ (ป.1 - 6)
ส่ือสารให้บรรลุ ชวี ิตประจำวนั ชิน้ งานง่าย ๆ ใกล้ตวั ทั้งทเี่ ปน็ พูด อยา่ งมี ประโยชน์ต่อ ผลิตส่ือ และ - แบบทดสอบ
เป้าหมายและ กับผูอ้ ่ืนได้ ภาษาภาพ วจิ ารณญาณ ตนเอง และ สื่อสารท่ี (ป.1 - 6)
คำนงึ ถงึ ความ 2. สรา้ ง เสยี ง ท่าทาง และสร้างสรรค์ ผอู้ ืน่ เหมาะสม ให้
รบั ผดิ ชอบต่อ ผลงาน/ การแสดงออก 2. ผลิตสื่อได้ เกดิ ประโยชน์
สงั คม ชิ้นงานงา่ ย ๆ ทางศิลปะ อยา่ งเหมาะสม ต่อตนเอง และ
อยา่ งงา่ ย กบั กาลเทศะ ผอู้ นื่
2. ผลติ ส่อื ให้ และบคุ คล
เหมาะสมกับ
กาลเทศะ

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พทุ ธศักราช 2564 152

3. สมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเปน็ ทีม ( Teamwork and Collaboration : TC )

นิยามปฐมวยั
ปฏิบัติตนเป็นผู้นำ - ผู้ตาม เล่น และทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นที่แตกต่างไปจากตนและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ
ผอู้ ่ืน

คำนยิ ามประถมศึกษาปที ี่ 1 - 3
มีความรับผิดชอบและใช้จุดเด่นของตนเองในการทำงาน เป็นสมาชิกทีมที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การ
กำหนดเป้าหมาย การสร้างข้อตกลง และการทำงานของทมี แสดงออกถึงความเข้าใจต่อเพื่อนในทีมด้วยความเป็น
มิตรตามคำแนะนำ

คำนยิ ามประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
มีความรับผิดชอบ และใช้จุดเด่นของตนเองในการทำงาน เป็นสมาชิกที่ริเร่ิมกำหนดเป้าหมาย วิธีการ
ทำงานของทีม สะท้อนการทำงานของตนเอง แสดงความคิดเห็น และสนับสนุนการทำงานของสมาชิกในทีมให้
บรรลุเปา้ หมาย

ตารางความสมั พันธ์ระหว่างสมรรถนะการรวมพลังทำงานเปน็ ทีมและพฤตกิ รรมบง่ ช้ีระดับปฐมวัย

คำอธบิ ายพฤติกรรมบ่งช้ใี นระดบั ช้ัน

ด้าน อนบุ าล 2 อนุบาล 3 เครอื่ งมอื วดั และประเมินผล

ปฏิบัติตนเป็นผนู้ ำผู้ตามได้ 1. เด็กสามารถปฏบิ ัติตนเป็น 1. เด็กสามารถปฏบิ ัตติ นเป็น - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนุบาล 2
เหมาะสมกบั สถานการณ์ ผู้นำ - ผู้ตามได้ โดยมีครูคอย ผูน้ ำ - ผู้ตาม ได้ด้วยตนเอง - แบบสังเกตพฤติกรรมอนุบาล 3
ช้ีแนะ

เหน็ คณุ ค่ายอมรับในความ 1. เดก็ สามารถเลน่ และทำ 1. เดก็ สามารถเล่นและทำ - แบบสงั เกตพฤติกรรมอนบุ าล 2
เหมอื น และความแตกต่าง
ระหวา่ งบคุ คล กจิ กรรมรว่ มกบั ผอู้ ่นื ที่แตกตา่ ง กิจกรรมร่วมกบั เพอ่ื นเป็นกลุ่ม - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนุบาล 3

ไปจากตนได้ อย่างมเี ป้าหมายได้

มปี ฏสิ มั พนั ธท์ ด่ี ีตอ่ ผอู้ นื่ 1. เด็กสามารถแสดง 1. เด็กมีนำ้ ใจชว่ ยเหลอื
ความรู้สึกท่ีดีต่อผอู้ น่ื แบ่งปนั และแสดงความรูส้ กึ ท่ี
ดตี ่อผอู้ ่นื

หลักสตู รสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 153

ตารางความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเปน็ ทีมและพฤติกรรมบ่งช้ีระดับประถมศกึ ษา

คำอธบิ ายพฤติกรรมบ่งช้ใี นระดับช้ัน เครื่องมอื วดั
และ
ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
การเป็น ศกึ ษาปที ่1ี ศกึ ษาปีที2่ ศึกษาปีท่ี3 ศึกษาปที ่4ี ศกึ ษาปที ี่5 ศึกษาปีที่6 ประเมินผล
สมาชิกท่ดี ี 1. รบั รู้ว่า - แบบสังเกต
และภาวะผู้นำ ตนเองเปน็ สว่ น 1. ปฏิบัตติ าม 1. รบั ผิดชอบ 1. ใชจ้ ุดเด่น 1. ชว่ ยเหลอื 1. จูงใจเพื่อน พฤติกรรม
หนึ่งของทมี ภาระงานของ และปฏิบตั ิ ของตนเองใน เพอื่ นในทมี รว่ มงานสู่ (ป.1 - 6)
กระบวนการ 2. รู้บทบาท ทมี ท่ไี ด้รับ หนา้ ทข่ี อง การทำงาน 2. ใชจ้ ุดเด่น ความสำเรจ็
ทำงานแบบ หนา้ ทข่ี อง มอบหมาย ตนเอง 2. รบั ผิดชอบ ของตนเองและ 2. กล้าแสดง - แบบสงั เกต
ร่วมมอื รวม ตนเองในการ 2. ระบุจดุ เด่น 2. เข้าใจใน ตามหน้าท่ี สมาชกิ ในการ ความคดิ เห็น พฤตกิ รรม
พลงั อย่างเปน็ ทำงานเปน็ ทีม หรือ บทบาทหนา้ ที่ และบทบาท ทำงาน ของตนเอง (ป.1 - 6)
ระบบ ความสามารถ ท่ีแตกตา่ งกัน ตามท่ีได้รับ 3. สะท้อนการ และรับฟงั
1. ทำกิจกรรม ของตนเองมา ของสมาชิกใน มอบหมาย ทำงานของ ความคดิ เหน็
ร่วมกบั ผู้อื่น ใชใ้ นงานที่ ทมี ตนเอง ของผอู้ ่ืน
ตามคำแนะนำ รับผิดชอบ 3. รู้ 3. สรา้ ง
ขอ้ ตกลง กฎ ความสามารถ ทศั นคติให้ทกุ
กติกาของทีม ของตนเอง คนมีความรกั
ในการทำงาน
1. ปฏบิ ัติตาม 1. รว่ ม 1. ยอมรับการ 1. หาทาง และเชือ่ มั่นใน
ข้ันตอน และ ตัดสนิ ใจ ตัดสินใจของ เลือกในการ ทมี
ขอ้ ตกลง กฎ กำหนด ทมี ทำงานเป็นทีม
หรือ กติกา เปา้ หมายใน 2. รบั ฟงั ความ 2. ตดั สนิ ใจ 1. เชือ่ มโยง
เพอื่ ไปสู่ การทำงาน คดิ เห็นของทมี แกป้ ญั หาของ หนา้ ทขี่ อง
เปา้ หมาย รว่ มกัน 3. แลกเปลี่ยน ทมี ได้ ตนเองกับ
2. รเู้ ป้าหมาย 2. มสี ่วน ความคดิ เห็น 3. มกี าร เป้าหมายของ
ช่วยเหลอื และ ร่วมกับการ ของทีม กำหนด ทมี
สนบั สนนุ ทีม ทำงาน เปา้ หมาย 2. ร่วม
เพื่อให้กิจกรรม บทบาทหนา้ ที่ วางแผน
บรรลุผลสำเร็จ ตามความ ข้นั ตอนในการ
แตกต่าง ทำงานเป็นทมี
ระหวา่ งบคุ คล 3. ตดั สนิ ใจ
รว่ มกันในทมี
และวธิ ีการ ได้
ทำงานของ 4. มีความคดิ
สมาชิกในทีม สรา้ งสรรค์และ
รเิ ริม่
สรา้ งสรรค์ใน
ทมี งาน สรา้ ง
สง่ิ ใหม่

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 154

ตารางความสัมพนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเป็นทีมและพฤติกรรมบ่งช้ีระดับประถมศึกษา (ตอ่ )

คำอธิบายพฤติกรรมบง่ ชใ้ี นระดับชั้น เครื่องมือวดั
และ
ด้าน ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศกึ ษาปีที3่ ศึกษาปีท่ี4 ศกึ ษาปที ี5่ ศึกษาปีท6่ี ประเมินผล
การสรา้ ง ศกึ ษาปีท1ี่ ศกึ ษาปที ี่2
ความสัมพนั ธ์ 1. ทักทายและ 1. แสดงความ 1. การพูด 1. เข้าใจ และ - แบบสงั เกต
ที่ดแี ละการ 1. แนะนำ 1. รับรู้ พูดคยุ ทำความ สนใจ ใสใ่ จ หรอื ยอมรับ พฤติกรรม
จัดการความ รูจ้ กั เพือ่ นใน และห่วงใย แสดงออกตอ่ ความสามารถ (ป.1 - 6)
ขดั แยง้ ตนเองได้ บอก ความรู้สกึ ของ ทีม เพื่อนในทีม ผูอ้ น่ื ในเชิงบวก ของสมาชกิ ใน
สิ่งท่ีตนเองทำ ตนเอง และ 2. รบั รู้ 2. รบั รู้ 2. ใชเ้ หตผุ ลใน ทีมที่แตกต่าง
ไดด้ ีและส่ิงท่ี ผู้อนื่ ความรู้สึกของ ความรู้สึกของ การแก้ไขความ กัน
ตนเอง แสดง ตนเอง และ ขัดแย้ง 2. มีทกั ษะ
จะช่วยเพื่อนใน 2. แสดง พฤตกิ รรมเชงิ สมาชิกในทมี
บวก เม่ือเกิด 3. แสดง พ้นื ฐานการ
ทมี ได้ พฤติกรรมท่ี ความขัดแย้ง พฤตกิ รรมเชิง แก้ไขความ
ภายในทีมได้ บวกเม่อื เกดิ ขดั แย้ง
2. บอก เหมาะสม อย่างเหมาะสม ความขัดแย้ง 3. มีทัศนคตทิ ่ี
ดกี บั ปญั หา
ความสามารถ ในขณะทำ และอุปสรรค
ไม่หนปี ัญหา
ของตนเองที่มี กจิ กรรม เตรียมตวั
ประโยชนต์ อ่ รว่ มกับผอู้ น่ื รบั มือ
ตลอดเวลา
การทำงานเป็น

ทีม

หลกั สตู รสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 155

4. สมรรถนะการคดิ ข้ันสงู (Higher Order Thinking : HOT)

คำนิยามปฐมวัย
คิดแก้ปัญหาโดยการลองผิดลองถูกแสวงหาความรู้ค้นหาคำตอบข้อสงสัยต่าง ๆ โดยใช้วิธีการที่
หลากหลาย สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อส่ือความคิดความรูส้ กึ ได้

คำนยิ ามประถมศกึ ษาปีที่ 1 - 3
ระบุปัญหาหรือ สถานการณ์อย่างง่าย และไม่ซับซ้อน วิเคราะห์ และจัดลำดับสาเหตุของปัญหา โดย
สามารถรวบรวมปัจจยั อื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้องกบั ปญั หา หรอื สถานการณ์ และวิเคราะห์ความสมั พันธ์ เชิงเหตุ และผล
ของปัจจัย ต่าง ๆ สามารถพัฒนา ช้ินงานหรือวิธีการ โดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่ที่ไม่ ซ้ำใคร หรือพัฒนาต่อ
ยอดจากของเดิม

คำนยิ ามประถมศึกษาปที ี่ 4 - 6
ระบุปัญหา หรือ สถานการณ์ที่ซับซ้อน วิเคราะห์ และจัดลำดับสาเหตุของปัญหา กำหนดแนวทาง
ดำเนินการไดเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์พร้อมให้เหตผุ ล สามารถพฒั นาช้ินงาน หรือ วิธีการ โดยใช้ความคิดที่แปลก
ใหม่ท่ีไม่ซ้ำใคร หรือ พัฒนาต่อยอดจากของเดิม ระบุแบบแผนของพฤติกรรม และองค์รวมของ องค์ประกอบต่าง
ๆ ในปัญหา หรือ สถาการณ์นั้น เพื่อสร้างแบบจำลองอย่างง่าย พร้อมแสดงการแปล ความหมายข้อมูล และ
หลักฐานเชิงประจักษ์ และลงขอ้ สรปุ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง

ตารางความสมั พันธร์ ะหว่างสมรรถนะการคดิ ขัน้ สงู และพฤติกรรมบ่งช้ีระดับปฐมวัย

คำอธบิ ายพฤติกรรมบง่ ชี้ในระดับช้นั

ด้าน อนบุ าล 2 อนบุ าล 3 เครอื่ งมอื วดั และประเมินผล

คดิ แกป้ ญั หา และตัดสินใจได้ ๑. เด็กสามารถแกป้ ัญหา 1. เด็กสามารถคิดแก้ปญั หา - แบบสงั เกตพฤตกิ รรมอนบุ าล 2
อย่างงา่ ยไดโ้ ดยการลองผดิ โดยการลองผิดลองถกู และ - แบบสังเกตพฤติกรรมอนุบาล 3
ลองถูก ตัดสินใจในเรือ่ งง่าย ๆ ได้
2. เด็กสามารถหาความรู้ 2. เดก็ สามารถแสวงหาความรู้
คน้ หาคำตอบข้อสงสยั ในเร่อื ง ค้นหาคำตอบข้อสงสยั ต่าง ๆ
ง่าย ๆ ได้ โดยใช้วิธกี ารท่หี ลากหลาย
ด้วยตนเอง

สรา้ งสรรค์ผลงานโดยมกี าร 1. เด็กสร้างสรรค์ผลงาน 1. เด็กสามารถสรา้ งสรรค์ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรมอนุบาล 2
ดัดแปลง แปลกใหม่จากเดิม ศลิ ปะ โดยครูเปน็ ผู้ช้แี นะ ผลงานศิลปะเพ่อื สือ่ ความคิด - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนบุ าล 3
ความรู้สกึ ของตนเองได้

หลกั สูตรสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 156

ตารางความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมรรถนะการคิดข้นั สูงและพฤติกรรมบ่งชี้ระดับประถมศึกษา

คำอธบิ ายพฤตกิ รรมบง่ ชี้ในระดับช้นั เครื่องมอื วดั
และ
ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศึกษาปที ี่1 ศกึ ษาปีท่ี2 ศกึ ษาปที ี่3 ศกึ ษาปีท4่ี ศึกษาปีที5่ ศึกษาปีท6่ี ประเมนิ ผล
การคิด
อยา่ งมี 1. ระบุปญั หา 1. ระบุปญั หา 1. ระบปุ ัญหา 1. ระบุปัญหา 1. ระบปุ ญั หา 1. ระบปุ ญั หา - แบบสงั เกต
วิจารณญาณ อยา่ งง่าย และ อย่างง่ายและ หรอื หรอื หรอื หรือ (ป.1 - 6)
ไมซ่ ับซอ้ น ไม่ซับซ้อน สถานการณ์ สถานการณ์ สถานการณ์ สถานการณ์ที่ - แบบทดสอบ
2. จำแนก 2. รวบรวม อย่างง่าย และ อยา่ งง่าย และ อย่างง่ายและ ซบั ซอ้ น (ป.3 - 6)
และบอก ข้อมลู หลกั ฐาน ไม่ซับซอ้ น ไม่ซับซ้อน ไมซ่ ับซอ้ น 2. มกี าร - แบบประเมนิ
เหตผุ ลที่ ประกอบการ 2.จำแนก และ 2. จำแนก 2. จำแนก ยกตวั อย่าง ผลงาน
ดำเนินการ ตัดสนิ ใจ เลอื ก แสดงเหตผุ ล และแสดง และแสดง เปรยี บเทยี บ (ป.1 - 6)
อยา่ งน้ันได้ ดำเนินการท่ี หรือ หลกั ฐาน เหตุผลเชงิ เหตุผลเชิง ขอ้ มลู
เหมาะสมกับ ประกอบการ ตรรกะ หรอื ตรรกะ หรอื 3. วิเคราะห์
สถานการณ์ ตัดสนิ ใจ เลอื ก หลกั ฐาน หลกั ฐาน ทางเลอื ก
พรอ้ มท้ังแสดง ดำเนินการที่ ประกอบการ ประกอบการ 4. กำหนด
เหตผุ ล เหมาะสมกับ ตดั สินใจ เลอื ก ตัดสนิ ใจ เลือก แนวทาง
สถานการณ์ ดำเนินการที่ ดำเนินการท่ี ดำเนินการได้
พร้อมทั้งแสดง เหมาะสมกับ เหมาะสมกบั เหมาะสมกบั
เหตุผล สถานการณ์ สถานการณ์ สถานการณ์
3. มีการ พร้อมทง้ั แสดง พรอ้ มทง้ั แสดง พร้อมให้
ยกตวั อยา่ ง เหตุผล เหตผุ ล เหตุผล
และ 3. มกี าร 3. มกี าร
เปรียบเทยี บ ยกตวั อย่าง ยกตวั อยา่ ง
ขอ้ มลู ท่ี และ และ
สอดคล้องกับ เปรียบเทยี บ เปรยี บเทยี บ
สถานการณ์ ขอ้ มูลท่ี ข้อมูลท่ี
สอดคล้องกบั สอดคล้องกับ
สถานการณ์ สถานการณ์
4.มกี าร
ไตรต่ รอง
ทางเลือก
พรอ้ มเหตุผล

การคิด 1. บอก 1. บอกหรือ 1. บอกหรือ 1. บอก 1. บอก หรือ 1. อธิบาย - แบบสงั เกต
เชงิ ระบบ ขน้ั ตอนการ อธบิ ายข้ันตอน อธบิ ายรปู แบบ รูปแบบ หรอื อธบิ าย รปู แบบ หรอื (ป.1 - 6)
แกป้ ัญหาอยา่ ง การแกป้ ัญหา หรอื ขน้ั ตอน ขน้ั ตอนตาม รูปแบบ หรอื ข้นั ตอนตาม - แบบทดสอบ
ง่ายโดยมี ตาม ตาม จินตนาการที่ ขั้นตอนตาม จินตนาการ (ป.3 - 6)
รปู แบบ หรือ จนิ ตนาการ จนิ ตนาการท่ี ไม่ซับซ้อน จนิ ตนาการท่ี 2. วิเคราะห์ - แบบประเมิน
ขัน้ ตอน ในการ โดยมี รูปแบบ ไม่ ซบั ซ้อน 2. เขียน หรือ ไม่ ซับซ้อน สรุปประเดน็ ผลงาน
อธิบายทอี่ าจ หรอื ข้ันตอนใน 2. เขียน หรอื วาด วเิ คราะห์ และ สำคัญ (ป.1 - 6)
ไมช่ ัดเจนแต่มี การอธิบาย ท่ี วาด ภาพประกอบ จดั ลำดับ 3. สามารถ
ความเป็นไปได้ ชัดเจน ภาพประกอบ ขัน้ ตอน ของ รปู แบบหรอื ออกแบบ และ
ในการ ข้ันตอน ของ กระบวนการ ขั้นตอน สร้าง
แกป้ ญั หา กระบวนการ ทำงาน ความสัมพันธ์ แบบจำลอง
ทำงาน เชงิ เหตุผลได้ อยา่ งง่ายได้

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 157

ตารางความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมรรถนะการคดิ ขน้ั สูงและพฤตกิ รรมบ่งชี้ระดับประถมศึกษา (ต่อ)

คำอธบิ ายพฤติกรรมบง่ ช้ีในระดบั ชน้ั เครอื่ งมอื วัด
และ
ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศึกษาปที 1่ี ศึกษาปีท2ี่ ศกึ ษาปที ี3่ ศึกษาปที ่4ี ศึกษาปีท่ี5 ศึกษาปที 6ี่ ประเมนิ ผล
การคิด
สร้างสรรค์ 1. เสนอ 1. เสนอ 1. เสนอ 1. เสนอ 1. สรา้ งสรรค์ 1. สรา้ งสรรค์ - แบบสงั เกต
ความคิดได้ ความคิดได้ ความคดิ ได้ ความคิดได้ ชนิ้ งานหรือคดิ ชิ้นงาน หรอื (ป.1 - 6)
อย่าง หลากหลาย หลากหลาย หลากหลาย หาวิธกี ารเพอ่ื นำเสนอวิธีการ - แบบทดสอบ
หลากหลาย คำตอบ คำตอบ คำตอบ แกป้ ัญหาด้วย เพ่อื แก้ปัญหาที่ (ป.3 - 6)
ผลิตผลงาน หลากหลาย หลากหลาย หลากหลาย การผสมผสาน ซับซอ้ น ด้วย - แบบประเมิน
อย่างง่ายจาก มุมมอง มุมมองใน มุมมอง ดัดแปลงจาก การผสมผสาน ผลงาน
ต้นแบบ 2. ผลิตชน้ิ งาน ชว่ งเวลาท่ี 2. ผลิตชิน้ งาน ความคดิ เดมิ ดัดแปลงจาก (ป.1 - 6)
ตาม จำกัด จาก ในการ ความคดิ เดิม
จินตนาการ 2. ผลิตช้นิ งาน จนิ ตนาการ แก้ปัญหา ในการ
ภายใต้เงือ่ นไข ตาม ภายใต้เงอ่ื นไข หลายวิธี แกป้ ญั หาได้
งา่ ย ๆ ท่ี จนิ ตนาการ งา่ ย ๆ ท่ี 2. ตรวจสอบ หลากหลายวิธี
แตกตา่ งจาก ภายใตเ้ ง่ือนไข แตกตา่ ง จาก ผลงานเบอ้ื งต้น 2. สามารถ
ตน้ แบบ ง่าย ๆ ที่ ตน้ แบบ ตรวจสอบ
แตกต่างจาก 3. นำเสนอ ผลงานจาก
ต้นแบบ วธิ ีการเพอื่ เกณฑ์ และ
3. มกี าร แกป้ ัญหาอย่าง นำเสนอ
ตรวจสอบ ง่าย ไมซ่ ับซ้อน รายละเอยี ด
ผลงานเบื้องต้น โดยการ ของผลงาน
ดดั แปลงจาก
ความคดิ เดมิ
อาจมีการ
นำเสนอการ
แก้ปญั หาได้
หลาย
4. มกี าร
ตรวจสอบ
ผลงานเบือ้ งต้น

หลักสตู รสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 158

ตารางความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการคดิ ขัน้ สงู และพฤตกิ รรมบ่งช้ีระดับประถมศึกษา (ตอ่ )

คำอธบิ ายพฤติกรรมบ่งชี้ในระดับช้นั เคร่อื งมอื วัด
และ
ด้าน ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศกึ ษาปีที่1 ศึกษาปีท่2ี ศึกษาปีท3่ี ศึกษาปีท6ี่ ประเมินผล
การคิด ศกึ ษาปีท4ี่ ศึกษาปีท่5ี
แก้ปัญหา 1. ระบปุ ญั หา 1. ตั้งคำถาม 1. ระบปุ ญั หา 1. ระบุปัญหา - แบบสงั เกต
อย่างง่ายนิยาม เพ่ือระบปุ ญั หา ทีพ่ บจาก 1. ระบุปญั หา 1. ตง้ั คำถาม ท่ีพบจาก (ป.1 - 6)
ปัญหา อย่างงา่ ย สถานการณไ์ ด้ สถานการณท์ ่ี - แบบทดสอบ
2. ออกแบบ 2. รวบรวม 2. รวบรวม ทพ่ี บจาก เพ่ือระบุปัญหา ซบั ซอ้ นได้ (ป.3 - 6)
วิธีการ ข้อมูลและ ขอ้ มูล และ 2. ประเมิน - แบบประเมิน
แกป้ ญั หา แนวคิดที่ แนวคิดที่ สถานการณไ์ ด้ ทไ่ี ม่ซับซอ้ นได้ ความสำคัญ ผลงาน
3. เสนอ เกยี่ วขอ้ งกับ เก่ียวข้องกบั ของปัญหา (ป.1 - 6)
แนวทางในการ ปัญหา ปัญหา 2. รวบรวม อยา่ งรวดเรว็ 3. วิเคราะห์
แก้ปญั หา 3. ออกแบบ 3. ออกแบบ และจัดลำดับ
4. ดำเนินการ วธิ ีการ วธิ กี าร ข้อมลู และ 2. วิเคราะห์ สาเหตขุ อง
แกป้ ัญหา แก้ปญั หา แก้ปัญหาได้ ปัญหาที่
4. เสนอ 4. เสนอ แนวคิดท่ี และจัดลำดบั สำคญั
แนวทางในการ ทางเลอื กใน 4. รวบรวม
แก้ปญั หา การแก้ปญั หา เกย่ี วข้องกับ สาเหตขุ อง ขอ้ มลู และ
5. ดำเนินการ พร้อมทั้งระบุ แนวคิดที่
แกป้ ัญหาตาม ขอ้ ดี และ ปญั หา ปัญหาท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั
แผนท่ี ขอ้ เสียได้ ปัญหา โดย
ออกแบบ 5. ดำเนนิ การ 3. ออกแบบ สำคญั คำนึงถึงความ
แกป้ ัญหาตาม ถูกต้อง
แผนท่ี วิธีการ 3. นยิ าม 5. ออกแบบ
ออกแบบได้ วิธกี าร
แกป้ ญั หาได้ ปัญหาโดย แก้ปัญหาได้
เหมาะสม
4. เสนอ คำนึงถงึ ความ 6. เสนอ
ทางเลือกใน
ทางเลอื กใน เหมาะสม การแก้ปัญหา
และระบขุ อ้ ดี
การแก้ปัญหา 4. รวบรวม และข้อเสยี ของ
ทางเลอื กได้
พรอ้ มทง้ั ระบุ ขอ้ มูล และ หลายทางเลอื ก
ที่เปน็ ไปได้
ขอ้ ดี และ แนวคิดที่ และมีเหตผุ ล
7. ดำเนนิ การ
ข้อเสียของ เกี่ยวข้องกบั แก้ปญั หาได้
หลายวิธอี ย่างมี
ทางเลือกได้ ปญั หาทม่ี ี ระบบ
8.ตรวจสอบ
หลากหลาย ผลกระทบต่อ และแก้ไข
ขอ้ ผิดพลาด
5. ดำเนินการ สงั คม

แก้ปัญหาตาม 5. ออกแบบ

แผนท่ี วธิ ีการ

ออกแบบได้ แก้ปญั หาได้

อยา่ ง

หลากหลาย

6. เสนอ

ทางเลอื กใน

การแก้ปญั หา

และระบุขอ้ ดี

และขอ้ เสียของ

ทางเลือกได้

หลายทางเลือก

ทเี่ ปน็ ไปได้

และมเี หตผุ ล

7. ดำเนินการ

แกป้ ญั หาได้

หลายวธิ ี

หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 159

5. สมรรถนะการเปน็ พลเมืองท่ีเขม้ แข็ง (Active Citizen : AC)

คำนยิ ามปฐมวัย
วาดต่อเติมภาพตามที่ได้รับมอบหมายรกั ษาความสะอาดบริเวณโรงเรยี น เรียนรู้วัฒนธรรมด้านภาษาของ
แต่ละชนเผ่า และมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมของประเพณีท้องถ่ิน

คำนิยามประถมศกึ ษาปีที่ 1 - 3
เข้าใจผลกระทบของการกระทำอะไรท่ีตามใจตนเองรับผิดชอบ และปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่าง
เหมาะสม มีความสามารถในการยับยั้งช่ังใจ เคารพสิทธิ เสรีภาพของผู้อ่ืน รู้จักปฏิเสธ ช่วยเหลือผู้อ่ืน เม่ือได้รับ
การรอ้ งขอ รับผิดชอบและปฏบิ ัติตน อย่างเหมาะสมตาม บทบาทหน้าทีข่ องตนเอง มสี ่วนร่วมในกิจกรรม ส่วนรวม
ต่าง ๆ ที่โรงเรยี นจดั ขึน้ หรือ ครูมอบหมาย และแจ้งผูเ้ ก่ยี วขอ้ งเมอ่ื พบปญั หา หรือ ความขดั แย้งใน ช้นั เรยี น

คำนิยามประถมศกึ ษาปีที่ 4- 6
รูจ้ ัก และปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง และผู้อื่น พยายามที่จะเข้าอกเข้าใจ และช่วยเหลือผู้อื่น เคารพ
และปฏิบัติตนตามกฎกติกาทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อผลการกระทำตามบทบาทหน้าท่ีพลเมือง
ประชาธิปไตย ติดตาม และประเมินความถูกต้อง และน่าเชื่อถือของข้อมูล ริเริ่ม และมีส่วนร่วมทางสังคมใน
ประเด็นท่ีสนใจระดับท้องถ่ิน และประเทศด้วยจิตสาธารณะ กระตือรือร้นในการหาทางออก และร่วมสร้าง การ
เปล่ียนแปลงร่วมกัน เกี่ยวกับประเด็นปัญหา โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรมด้วยสันติวิธี และวิถี
ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ

ตารางความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะการเป็นพลเมืองทเ่ี ขม้ แขง็ และพฤติกรรมบ่งช้ีระดับปฐมวยั

คำอธบิ ายพฤติกรรมบง่ ช้ีในระดบั ช้ัน

ดา้ น อนบุ าล 2 อนบุ าล 3 เคร่ืองมอื วัดและประเมินผล

รบั ผดิ ชอบ และทำงานที่ 1. เด็กสามารถวาดต่อเติม ๑. เด็กสามารถวาดตอ่ เติม - แบบสังเกตพฤตกิ รรมอนบุ าล 2
ไดร้ บั มอบหมายจนสำเร็จ ภาพตามท่ีได้รับมอบหมาย ภาพตามที่ไดร้ ับมอบหมาย - แบบสังเกตพฤติกรรมอนบุ าล 3
โดยครูช้ีแนะ
รู้รกั สิง่ แวดล้อมประเพณี ๒. เด็กสามารถเกบ็ ขยะ ดว้ ยตนเอง
วัฒนธรรมในทอ้ งถิ่น บรเิ วณหนา้ อาคารเรยี น 2. เด็กสามารถเก็บขยะ
อนุบาลสนามเด็กเล่นและเช็ด บรเิ วณหนา้ อาคารเรยี น
ทำความสะอาดโตะ๊ เก้าอไ้ี ด้
โดยครูชแ้ี นะ อนบุ าลสนามเด็กเล่น และเชด็
ทำความสะอาดโตะ๊ เกา้ อี้ได้
๑. เดก็ สามารถเรียนรู้ ด้วยตนเอง
วัฒนธรรมดา้ นภาษาของแต่
ละชนเผา่ ภาษาพน้ื เมอื ง ไท ๑. เด็กสามารถเรยี นรู้ - แบบสงั เกตพฤติกรรมอนบุ าล 2
ใหญ่ กะเหร่ยี ง ลีซู และ
ประเพณี ปใี หม่ ๔ ชนเผา่ วฒั นธรรมด้านภาษาของแต่ - แบบสงั เกตพฤติกรรมอนุบาล 3
๒. เดก็ ร้จู ักประเพณี การ
ทำบญุ ข้าวใหม่ ละชนเผ่าภาษาพ้ืนเมือง
ไทใหญ่ (ข้าวหยา่ กุ)๊ ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ลีซู และ
ประเพณปี ใี หม่ ๔ ชนเผ่า

๒.เดก็ รูจ้ ักประเพณี และมสี ว่ น
ร่วมในการทำบุญข้าวใหม่
ไทใหญ่ (ข้าวหย่ากุ๊)

หลักสูตรสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 160

ตารางความสมั พันธ์ระหวา่ งสมรรถนะการเปน็ พลเมืองท่เี ข้มแข็งและพฤตกิ รรมบ่งชี้ระดบั ประถมศึกษา

คำอธบิ ายพฤตกิ รรมบ่งชใี้ นระดบั ชั้น เคร่อื งมอื วัดและ

ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประเมนิ ผล

ศึกษาปีที1่ ศกึ ษาปที ่2ี ศกึ ษาปีท3่ี ศึกษาปีท่ี4 ศึกษาปีท5่ี ศกึ ษาปีท6่ี

พลเมืองรู้ 1. บอก 1. บอก 1. บอก 1. แสดงความ 1. แสดงความ 1. แสดงความ - แบบสังเกต
เคารพสทิ ธิ ประโยชน์ และ ขอ้ ตกลง กตกิ า พฤติกรรมทม่ี ี คดิ เห็นอยา่ ง รับผิดชอบต่อ รบั ผิดชอบต่อ พฤตกิ รรม
ปฏบิ ัติตนเป็น กฎ ระเบียบ ผลกระทบตอ่ อสิ ระโดยไม่ทำ การแสดงความ การแสดงความ (ป.1 - 6)
สมาชิกที่ดีของ 2. บอก ตนเอง และผ้อู ่นื ให้ผู้อืน่ คิดเห็นของ คดิ เห็นของ
ครอบครัว และ ผลกระทบจาก รวมถึง เดอื ดรอ้ น ตนเอง ตนเอง
โรงเรยี น การทำรา้ ย ผลกระทบของ 2. เสนอวธิ กี าร 2. ยกตัวอย่าง 2. ปฏิบัติตาม
2. ยกตัวอย่าง รา่ งกายท่ีมผี ล การใช้อารมณ์ สี ท่จี ะอยู่ร่วมกนั และปฏบิ ัตติ น กฎหมายท่ี
ความสามารถ ต่อตนเอง หรือ หนา้ และ อย่างสนั ติสุข ตามพลเมอื งดี เกยี่ วข้องกับ
และความดี ผอู้ นื่ ทา่ ทางการ ใน 3. ยอมรับ ชวี ติ ประจำวัน
ของตนเอง 3. แสดงความ ดำเนนิ ชวี ิตของ ชีวิตประจำวัน และเคารพ ของครอบครวั
3. บอกสิทธใิ น คิดเห็นของ ตนเอง และผ้อู ื่น 3. ยอมรับ ความแตกต่าง และชุมชน
สง่ิ ของของ ตนเอง โดยไม่ ที่ใช้ใน ความคดิ เหน็ ระหวา่ งบคุ คล 3. ช่วยเหลอื
ตนเอง ทำให้ผู้อ่ืน ชวี ิตประจำวัน ของผู้อื่น ไมก่ ลนั่ แกล้ง ผ้อู ื่นเมื่อไดร้ บั
เดือดร้อน 2. บอกตนเอง 4. ควบคุม เพ่ือน การรอ้ งขอหรือ
4. บอกครเู มอื่ หรือ ผู้อ่นื ถงึ ตนเอง และ (Bullying) เหน็ วา่ ต้องการ
ถกู รังแก ผลกระทบของ ปอ้ งกนั สิทธิ ทางร่างกาย ความชว่ ยเหลือ
5. ไม่ทำให้ การใช้เทคโนโลยี เสรภี าพของ วาจา และ 4. แบง่ ปัน
ผู้อน่ื เดือดรอ้ น ในทางทไ่ี ม่ ตนเองและ ความสัมพันธ์ สง่ิ ของตา่ ง ๆ
6. รับผดิ ชอบ ถกู ต้อง ผู้อื่น ทางสังคม ของตนให้กับ
ต่อการพูด 3. ช่วยเหลือ 5. บอกสิทธิ 4. เคารพสิทธิ ผอู้ ื่นตามความ
และเขยี นแสดง ผู้อน่ื เมอื่ ไดร้ บั เสรภี าพของ เสรภี าพ ของ เหมาะสม
ความคดิ เหน็ การร้องขอ ตนเองและ ตนเอง และ 5. ใช้เหตุผล
ของตนเอง 4. สามารถ ผู้อื่น ผู้อนื่ ไตร่ตรองโดย
7. สามารถ ปฏิเสธไม่ให้ 6. เคารพใน 5. ปกปอ้ งสิทธิ ปราศจากอคติ
ป้องกันตนเอง เพือ่ นยมื สิง่ ของ ความ เสรีภาพ ของ กอ่ นตัดสิน
และผอู้ ื่นไม่ให้ ทีต่ นเองหวง หลากหลาย ตนเอง และ ผู้อืน่
ถกู รงั แก แหน ระหวา่ งบุคคล ผอู้ ืน่ 6. ใหเ้ กยี รติ
5. ชว่ ยเหลือ 7. ปกปอ้ งสิทธิ 6. แบ่งปัน เขา้ อกเข้าใจ
ผอู้ ่ืนเมอ่ื ไดร้ ับ เสรภี าพของ สิง่ ของต่าง ๆ และช่วยเหลอื
การรอ้ งขอ หรอื ตนเอง ของตนใหก้ บั ผอู้ ืน่ ใน
เหน็ ว่าผอู้ นื่ 8. แบ่งปัน ผอู้ ่ืนตามความ สถานการณ์
ตอ้ งการความ ส่งิ ของต่าง ๆ เหมาะสม ต่างๆ
ช่วยเหลือ ของตนให้กบั
6. ใช้ของ ผู้อืน่ ตามความ
ส่วนรวมอยา่ ง เหมาะสม
ระมัดระวงั
7. ยอมรบั ความ
แตกตา่ งระหวา่ ง
บคุ คล
8. ไม่กล่ันแกล้ง
เพอ่ื น
(Bullying) ทาง
ร่างกาย และ
วาจา
9. ชว่ ยเหลอื
ผูอ้ ่นื อย่เู ป็น
ประจำ

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 161

ตารางความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะการเปน็ พลเมืองทเ่ี ขม้ แขง็ และพฤติกรรมบ่งช้ีระดับประถมศกึ ษา (ตอ่ )

คำอธบิ ายพฤตกิ รรมบง่ ชใี้ นระดบั ช้ัน เคร่ืองมือวัด
และ
ด้าน ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม
ศกึ ษาปีท่ี1 ศกึ ษาปที ี2่ ศึกษาปที 3ี่ ศกึ ษาปีที่4 ศกึ ษาปที ี5่ ศกึ ษาปีที6่ ประเมินผล

พลเมอื ง 1. ทำชิน้ งาน 1. ทำชิ้นงาน 1. ทำชิน้ งาน 1. ปฏบิ ัติตน 1. ปฏิบัติตน 1. ปฏิบัตติ าม - แบบสงั เกต
รับผิดชอบ หรือ เขา้ รว่ ม หรือ กิจกรรม หรือ กิจกรรม เปน็ พลเมืองดี เป็นพลเมอื งดี กฎหมายท่ี พฤตกิ รรม
ต่อบทบาท กจิ กรรม ในชัน้ ในชน้ั เรยี นได้ ในชนั้ เรยี นได้ ในฐานะสมาชิก ในฐานะสมาชกิ เก่ียวข้องกบั (ป.1 - 6)
หนา้ ที่ เรยี นสำเร็จตรง สำเรจ็ สำเร็จ ท่ดี ีของชุมชน ท่ดี ีของชมุ ชน ชวี ิตประจำวัน
2. เก็บ และ 2. เกบ็ และ 2. ปฏิบัตติ นใน 2. ยกตวั อยา่ ง 2. ยกตวั อย่าง
ตอ่ เวลาได้ตาม ดแู ลรักษาของ ดูแลรักษาของ การเป็นผู้นำ และปฏิบัตติ น และปฏบิ ตั ิตน
คำแนะนำ ใชส้ ว่ นตวั ให้ ใชส้ ่วนตวั ให้ และผตู้ ามที่ดี ในฐานะ ในฐานะ
2. เกบ็ ของใช้ เป็นระเบยี บ เป็นระเบยี บ 3. รับผิดชอบ พลเมอื งดี พลเมืองดี
สว่ นตัวให้เป็น ตามคำแนะนำ ตามคำแนะนำ และปฏบิ ัตติ น 3. รบั ผิดชอบ 3. รบั ผดิ ชอบ
ระเบยี บตาม 3. ช่วยเหลอื 3. ช่วยเหลือ อย่างเหมาะสม และปฏิบตั ติ น และปฏิบตั ติ น
คำแนะนำ งานบา้ นอย่าง งานบ้านอย่าง ตามบทบาท อย่างเหมาะสม อยา่ งเหมาะสม
3. ชว่ ยเหลอื งา่ ย งา่ ย หนา้ ทขี่ อง ตามบทบาท ตามบทบาท
งานบ้านใน 4. สามารถ 4. รกั ษาความ ตนเอง หน้าท่ี หน้าท่ี
ครอบครัวอยา่ ง รักษาความ สะอาดในใน 4. เคารพ และ 4. รับผิดชอบ 4. รบั ผิดชอบ
งา่ ย สะอาดของช้ัน หอ้ งเรยี น และ ปฏบิ ัติตนตาม และปฏิบตั ติ น และปฏบิ ตั ติ น
4. ช่วยเหลอื เรียน โรงเรียน บริเวณโรงเรยี น กฎ กตกิ า อย่างเหมาะสม อย่างเหมาะสม
ตนเองอยา่ งงา่ ย ใหพ้ รอ้ มใชง้ าน ในพื้นท่ีทีไ่ ด้รับ ข้อตกลง และ ตามบทบาท ตามบทบาท
5. ทำงานท่ีได้
รบั ผิดชอบ ตาม ไดด้ ้วยตนเอง มอบหมาย กฎหมายได้ หน้าที่ ระเบยี บ หนา้ ท่ี ระเบยี บ
บทบาทหนา้ ท่ี 5. สามารถ 5. รกั ษาของใช้ อย่างเหมาะสม กฎ กติกาของ กฎ กติกาของ
6.ปฏบิ ตั ิตาม รักษาสาธารณ สว่ นรวม และ ตามบทบาท สังคม สังคม
ระเบยี บ กฎ สมบตั ิใน รักษาสาธารณ หน้าที่ 5. รับผดิ ชอบ 5. เคารพ
และกติกา โรงเรียนได้ สมบตั ิใน ต่อการกระทำ สถาบันหลกั ของ
6. เข้าร่วม โรงเรยี น ตามบทบาท ชาติในฐานะ
กิจกรรม 6.เขา้ ร่วม หน้าที่ พลเมอื ง พลเมอื งใน
ประเพณี วถิ ี กิจกรรม ในระบอบ ระบอบ
วัฒนธรรม ของ ประเพณี วถิ ี ประชาธปิ ไตย ประชาธิปไตย
ชมุ ชนท้องถ่ิน วัฒนธรรม ของ อนั มี
และวนั สำคญั ชมุ ชนท้องถนิ่ พระมหากษัตรยิ ์
ของสถาบนั ชาติ และวันสำคัญ ทรงเป็นประมขุ
ของสถาบนั ชาติ 6. ปฏิบัติตน
7. ปฏบิ ัตติ น ตามวถิ ี
ตามพระราช วฒั นธรรมท่ีมี
ดำรัสของ ความ
พระบาทสมเดจ็ หลากหลาย ใน
พระเจ้าอยูห่ ัว ฐานะพลเมอื ง
และปรัชญา ในระบอบ
เศรษฐกจิ ประชาธปิ ไตย
พอเพยี ง

หลกั สตู รสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 162

ตารางความสมั พันธ์ระหวา่ งสมรรถนะการเป็นพลเมืองท่ีเขม้ แข็งและพฤติกรรมบง่ ช้ีระดับประถมศึกษา (ตอ่ )

ด้าน ประถม คำอธบิ ายพฤติกรรมบง่ ชใี้ นระดบั ชนั้ ประถม เคร่อื งมือวดั
ศึกษาปีท่1ี ศึกษาปีท6่ี และ
ประถม ประถม ประถม ประถม
ศึกษาปีท่ี2 ศึกษาปที ่ี3 ศกึ ษาปที 4ี่ ศึกษาปีท5่ี ประเมนิ ผล

พลเมอื งมีส่วน 1. เขา้ รว่ ม 1. เขา้ ร่วม 1. เข้าร่วม 1. ติดตาม 1. ติดตาม 1. มีสว่ นร่วมใน - แบบสงั เกต
รว่ มอย่างมี กิจกรรม และชว่ ยเหลือ และชว่ ยเหลอื ข่าวสาร ขอ้ มูลขา่ วสาร กจิ กรรมตาม พฤติกรรม
วจิ ารณญาณ สว่ นรวมใน กิจกรรม กิจกรรม เหตกุ ารณ์ และปัญหาที่ ขอ้ มูลข่าวสาร (ป.1 - 6)
โรงเรยี น ส่วนรวมท่ี ส่วนรวมท่ี สถานการณ์ เก่ยี วข้องกบั ในระดบั ช้ัน
2. ติดตาม โรงเรียนจัดขน้ึ โรงเรยี นจดั ขนึ้ ปัญหาท่ี ตนเอง เรียนหรือ
ขอ้ มลู ขา่ วสาร 2. ตดิ ตาม 2. ตดิ ตาม เก่ียวขอ้ งกับ ครอบครัว โรงเรยี นอยา่ ง
เบอื้ งต้น และ ข้อมูลข่าวสาร ข้อมลู ขา่ วสาร ตนเอง โรงเรียน เพื่อนรว่ มชน้ั เหมาะสมตาม
ปัญหาท่ี เหตุการณ์ เหตุการณ์ และชุมชน เรยี น และ วัย
เก่ียวข้องกบั สถานการณ์ สถานการณ์ 2. ตดิ ตาม โรงเรียนอย่าง 2. ร่วมเป็น
ตนเอง และ ปญั หาที่ ปญั หาที่ ขอ้ มูลขา่ วสาร เหมาะสมตาม อาสาสมัครใน
เพอื่ นร่วมชั้น เก่ียวข้องกบั เกี่ยวขอ้ งกับ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับ วัย กิจกรรม
เรียน ตนเอง ตนเอง การ 2. ยกตวั อย่าง สาธารณะ
ครอบครัว ครอบครวั เปล่ียนแปลง บคุ คลซง่ึ มี ประโยชน์ระดับ
โรงเรียน และ โรงเรยี น และ ทางการเมือง ผลงานที่เปน็ โรงเรยี นหรือ
ชมุ ชน ชมุ ชน เศรษฐกิจ ประโยชน์แก่ ชุมชนที่
3. มีส่วนรว่ มใน สังคม โรงเรยี น และ เหมาะสมตาม
กิจกรรมที่ วฒั นธรรม และ ชมุ ชน วัย
เกี่ยวขอ้ งกับ ประเด็นปัญหา 3. ตดิ ตาม และ 3. ติดตาม และ
ขอ้ มูลขา่ วสาร ของทอ้ งถ่นิ ตรวจสอบ ตรวจสอบ
ในโรงเรยี น ประเทศ ข้อมูลเก่ยี วกับ ขอ้ มูล เก่ียวกับ
4. เป็น เหตุการณ์ เหตุการณ์
อาสาสมคั รใน สถานการณ์ สถานการณ์
กจิ กรรม ปัญหาท่ี ปัญหาท่ี
สาธารณะ เก่ียวขอ้ งกบั เกี่ยวขอ้ งกับ
ประโยชน์ ตนเองโรงเรยี น ตนเอง โรงเรยี น
ระดับโรงเรียน ชุมชน ท้องถ่นิ ชมุ ชน ท้องถิ่น
หรอื ชุมชนท่ี 4. ติดตาม และ และประเทศ
เหมาะสมตาม ประเมนิ ความ 4. รเิ ริม่ และให้
วยั น่าเช่อื ถอื ของ มีสว่ นรว่ ม ทาง
ขอ้ มลู ขา่ วสารที่ สงั คมใน
เกีย่ วขอ้ งกบั ประเดน็ ทสี่ นใจ
การ โดยมจี ิต
เปลี่ยนแปลง สาธารณะ
ทางการเมือง (Public Mind)
เศรษฐกิจ โดยคำนงึ ถึง
สงั คม ผลดี และ
วัฒนธรรม และ ผลเสียทีเ่ กดิ ข้นึ
ประเด็นปญั หา
ของท้องถิน่
ประเทศ

หลกั สูตรสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พทุ ธศักราช 2564 163

ตารางความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสมรรถนะการเปน็ พลเมอื งทเี่ ขม้ แขง็ และพฤติกรรมบง่ ชี้ระดับประถมศึกษา (ตอ่ )

คำอธบิ ายพฤตกิ รรมบ่งช้ีในระดับชน้ั เครื่องมอื วดั

ดา้ น ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม ประถม และ
ศกึ ษาปที ี่1 ศึกษาปที ่ี2 ศึกษาปีที่3 ศกึ ษาปที 4่ี ศกึ ษาปีที5่ ศกึ ษาปที 6่ี ประเมนิ ผล

พลเมือง 1. บอกปญั หา 1. บอกปัญหา 1. บอกปญั หา 1. รว่ มเสนอ 1. รว่ มเสนอ 1. ร่วมเสนอ -แบบสงั เกต
ผู้สรา้ งการ อยา่ งง่ายในชน้ั และวิธีการ และวธิ ีการ แนวทางแก้ไข แนวทางแกไ้ ข แนวทางวธิ กี าร พฤติกรรม
เปล่ยี นแปลง เรียน แกป้ ญั หาในชัน้ แกป้ ัญหาในช้ัน ปญั หา หรือ ปญั หา หรอื ปอ้ งกันปญั หา (ป.1-6)
2. แจง้ ปัญหาท่ี เรียน เรียน ความขดั แย้งใน ความขดั แย้งใน ความขดั แย้งใน
เกดิ ขึน้ ในชนั้ 2. แจง้ ปญั หา 2. รว่ มกันเสนอ ชัน้ เรียน ชน้ั เรยี น หรือ ชนั้ เรยี น หรือ
เรียนกบั ผู้ที่ จากความ แนวทางแก้ไข 2. แจง้ ปัญหาท่ี โรงเรยี นกบั โรงเรยี นกับ
เก่ยี วข้อง ขดั แยง้ ทีเ่ กิดข้นึ ปญั หา หรือ เกิดข้นึ ในระดบั เพ่อื น และครู เพื่อนและครู
3. รว่ มกนั เสนอ ในชน้ั เรียนกบั ผู้ ความขดั แย้งใน โรงเรียน และ อยา่ งมีเหตผุ ล อยา่ งมเี หตผุ ล
แนวทางแกไ้ ข ท่เี ก่ียวขอ้ ง ชัน้ เรยี นกับครู ชุมชนกบั ผทู้ ี่ 2. รว่ มเสนอ 2. บอกวิธีการ
ปัญหา หรือ 3. รว่ มกันเสนอ อย่างมีเหตผุ ล เกยี่ วขอ้ งอย่างมี แนวทาง ป้องกนั ความ
ความขดั แย้งใน แนวทางแก้ไข 3. ร่วมกนั เสนอ เหตุผล แก้ปัญหา หรือ ขดั แยง้ ในระดบั
ชน้ั เรยี นอย่างมี ปญั หา หรอื แนวทางแกไ้ ข 3. ร่วมอภิปราย ความขดั แย้งใน โรงเรยี นและ
เหตุผล ความขดั แย้งใน ปัญหา หรือ เกี่ยวกับการ ระดับโรงเรยี น ชมุ ชนกบั ผูท้ ี่
ชัน้ เรยี นกับครู ความขดั แยง้ ใน แก้ปัญหาความ และชมุ ชนกบั ผู้ เก่ยี วขอ้ งอย่างมี
อยา่ งมีเหตผุ ล ชน้ั เรยี น หรือ ขัดแย้ง ที่เกยี่ วข้องอยา่ ง เหตุผล โดยใช้
โรงเรยี นกับ 4. หาทางออก มีเหตผุ ล กระบวนการ
เพอื่ น และครู รว่ มกนั กับ 3. รว่ มอภิปราย ปรึกษาหารอื
อย่างมเี หตผุ ล ผู้เกี่ยวข้องใน เกี่ยวกบั การ ตามวิถี
การแกป้ ัญหา แกป้ ัญหาความ ประชาธิปไตย
ความขดั แยง้ ขัดแย้ง หรือ 3. รว่ มกนั สร้าง
อย่างมเี หตุผล ทบทวนกฎ การ
ระเบียบ กติกา เปล่ยี นแปลง
ในชัน้ เรียน ของท้องถ่ิน
อยา่ งมีเหตผุ ล หรอื ประเทศ
โดยใช้ คำนึงถงึ ความ
กระบวนการ เท่าเทยี ม เปน็
ปรึกษาหารอื ธรรมด้วยสนั ติ
ตามวถิ ี วิธแี ละวิถี
ประชาธปิ ไตย ประชาธปิ ไตย
4. กระตอื รอื ร้น อนั มี
ในการหา พระมหากษัตรยิ ์
ทางออก ทรงเป็นประมุข
รว่ มกัน เกย่ี วกับ
ประเดน็ ปัญหา
ของทอ้ งถ่ินหรือ
ประเทศ

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 164

การวดั และประเมินผลการเรียนรู้

หลักสตู รสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พทุ ธศักราช 2564 165

กรอบการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรตู้ ามหลักสตู รสถานศกึ ษา
เม่ือสถานศึกษาจัดทำหลักสูตรท่ีสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ และเหมาะสมกับสภาพบริบทของตนเองแล้ว ภารกิจต่อไป คือ วางแผนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ให้สอดคล้องกับหลักสูตร เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวัดและประเมินผลในระดับช้ันเรียนสำหรับผู้สอน
โดยในการประเมินความรู้ ทักษะ สมรรถนะต่าง ๆ ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ควรบูรณาการไปพร้อม ๆ กับ
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และการประเมินกิจกรรม
พฒั นาผู้เรยี น
นอกจากน้ี สถานศึกษาต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการเรียนรู้และการประเมินผล
การเรียนรู้ท่ีครูผู้สอนดำเนินการนั้น นำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ๕ ประการ ได้แก่ การจัดการตนเอง
การสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การคิดขั้นสูง และการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยสมรรถนะ ๕
ประการนนั้ ควรเปน็ ผลการประเมินองค์ประกอบทง้ั 4 ดา้ น ไปพรอ้ ม ๆ กบั การประเมินคุณลกั ษณะอนื่ ๆ
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
สถานศึกษาต้องดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีแนวทาง การ
ดำเนนิ การ ดังน้ี
๑) สถานศึกษาต้องดำเนนิ การวดั และประเมินผลให้ครบองค์ประกอบท้งั ๔ ด้าน ตามแนวทางและ วิธีการ
ของการวัดและประเมินผลแต่ละองค์ประกอบและกำหนดเอกสารบันทึกผลการประเมินให้สอดคล้องกับ แนว
ทางการวัดและประเมินผล
๒) ให้ครูผู้สอนนำผลการประเมินแต่ละองค์ประกอบบันทึกลงในเอกสารบันทึกผลการประเมินตามท่ี
สถานศกึ ษากำหนดและนำเสนอผู้บริหารสถานศึกษา
3) ผู้บรหิ ารสถานศึกษาเปน็ ผู้อนุมตั ผิ ลการประเมิน
๔) ให้มีการรายงานความก้าวหน้าผลการพัฒนาองค์ประกอบทั้ง ๔ ด้าน ให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ
และรายงานสรุปผลการเรยี นปลายป/ี ปลายภาค
๕) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องกำหนดวิธีการและมอบหมายผู้รับผิดชอบ ปรับปรุง พัฒนาผู้เรียนที่ได้ผลการ
เรียนรายวชิ าหรือซำ้ ช้นั
6) สถานศึกษากำหนดแนวทางในการกำกับ ติดตามการบันทึกผลการประเมินในเอกสารหลักฐาน
การศึกษา ท้ังแบบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดและแบบท่ีสถานศึกษากำหนดแนวทางการวัดและประเมินผล
องคป์ ระกอบท้ัง ๔ ด้าน มรี ายละเอียดดังนี้

1. การจดั การเรียนรู้
การจัดการเรยี นรู้เปน็ กระบวนการสำคญั ในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบตั ิ หลักสตู รแกนกลาง การศึกษาขั้น

พื้นฐานเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผู้เรียนเป็น
เปา้ หมายสำหรบั พัฒนาเดก็ และเยาวชน

ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการ เรียนรู้
จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านสาระท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตร 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝัง
เสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ พัฒนาทกั ษะตา่ ง ๆ อนั เปน็ สมรรถนะสำคัญให้ผู้เรยี นบรรลุตามเป้าหมาย

หลักการจดั การเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมี
ความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน

หลกั สูตรสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พทุ ธศักราช 2564 166

กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ คำนึงถงึ ความ
แตกต่างระหว่างบคุ คลและพัฒนาการทางสมองเน้นให้ความสำคญั ทง้ั ความรู้และคุณธรรม

กระบวนการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย เป็น
เคร่ืองมือท่ีจะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ
กระบวนการเรยี นรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสรา้ งความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการ
เผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการ ปฏิบัติ ลงมือทำจริง
กระบวนการจดั การ กระบวนการวิจยั กระบวนการเรยี นรกู้ ารเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนสิ ยั
กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะ
สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังน้ัน ผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษาทำความ
เขา้ ใจในกระบวนการเรยี นร้ตู ่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลอื กใช้ในการจดั กระบวนการเรยี นรไู้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
การออกแบบการจัดการเรียนรู้
ผูส้ อนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวดั สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้
โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพและบรรลุตามเปา้ หมายท่ีกำหนด
บทบาทของผูส้ อนและผู้เรียน
การจัดการเรียนรู้ให้มคี ณุ ภาพตามเปา้ หมายของหลกั สูตร ทง้ั ผสู้ อนและผู้เรยี นควรมีบทบาท ดงั นี้

บทบาทของผูส้ อน
1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการ

เรยี นรู้ ที่ทา้ ทายความสามารถของผเู้ รียน
๒) กำหนดเป้าหมายทีต่ ้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรยี น ด้านความรู้และทักษะกระบวนการท่ี

เป็นความคิดรวบยอด หลกั การ และความสมั พันธ์ รวมทงั้ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
๓) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและ

พฒั นาการทางสมอง เพ่อื นำผู้เรยี นไปสเู่ ป้าหมาย
๔) จัดบรรยากาศทเ่ี อ้ือตอ่ การเรียนรู้ และดแู ลช่วยเหลือผ้เู รยี นให้เกิดการเรียนรู้
๕) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถ่ิน เทคโนโลยีที่

เหมาะสมมาประยุกต์ใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน
๖) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติ

ของวชิ าและระดับพัฒนาการของผเู้ รียน
๗) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสรมิ และพฒั นาผู้เรียน รวมท้งั ปรับปรุงการ

จดั การเรียนการสอนของตนเอง
บทบาทของผ้เู รียน

๑) กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรบั ผิดชอบการเรยี นรู้ของตน ตนเอง
๒) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ต้ัง
คำถามคดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแกป้ ัญหาดว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ
๓) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปส่ิงท่ีได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน
สถานการณต์ า่ ง ๆ
๔) มีปฏิสมั พันธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมร่วมกบั กลุม่ และครู
๕) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรยี นรูข้ องตนเองอย่างต่อเนื่อง

หลักสตู รสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พทุ ธศักราช 2564 167

สอ่ื การเรียนรู้
ส่ือการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง ความรู้
ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่ือการ เรียนรู้มี
หลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ ส่ือเทคโนโลยี และเครือข่าย การเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มี ในท้องถิ่น
การเลอื กใชส้ ื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกบั ระดับพัฒนาการ และลลี าการเรียนรู้ที่ หลากหลายของผู้เรียน
การจัดหาส่ือการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาข้ึนเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้ อย่างมี
คุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ท่ีมีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและส่ือสารให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
สถานศึกษา เขตพืน้ ท่ีการศกึ ษา หนว่ ยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มหี นา้ ท่ีจัดการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน ควรดำเนนิ การดงั นี้
1) จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย การเรียนรู้ท่ีมี
ประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การเรียนรู้
ระหว่างสถานศกึ ษา ท้องถิน่ ชุมชน สังคมโลก
2) จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน รวมท้ังจัดหา
ส่ิงที่มีอยู่ในทอ้ งถิน่ มาประยกุ ตใ์ ชเ้ ป็นสอ่ื การเรยี นรู้
๓) เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับ วิธีการ
เรยี นรู้ ธรรมชาติของสาระการเรยี นรู้ และความแตกต่างระหว่างบคุ คลของผ้เู รยี น
๔) ประเมินคณุ ภาพของส่ือการเรยี นรทู้ ีเ่ ลือกใชอ้ ย่างเปน็ ระบบ
5) ศึกษาคน้ คว้า วิจัย เพ่ือพัฒนาส่ือการเรยี นรู้ใหส้ อดคล้องกบั กระบวนการเรียนรขู้ องผู้เรียน
6) จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสทิ ธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้สื่อ การเรยี นรู้เป็น
ระยะ ๆ และสม่ำเสมอ
ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพส่ือการเรียนรู้ท่ีใช้ในสถานศึกษา ควรคำนึงถึง
หลักการสำคญั ของสอื่ การเรียนรู้ เช่น ความสอดคลอ้ งกบั หลักสูตร วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ การออกแบบ กจิ กรรม
การเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ใหผ้ ู้เรียน เน้ือหามีความถูกต้องและทันสมัย ไม่กระทบความ ม่นั คงของชาติ ไม่ขัด
ตอ่ ศีลธรรม มีการใชภ้ าษาที่ถูกต้อง รูปแบบการนำเสนอที่เขา้ ใจงา่ ย และน่าสนใจ
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพ้ืนฐานสองประการ คอื การ ประเมินเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ ประสบผลสำเร็จนั้น
ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวช้ีวัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะ
สำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุก
ระดับไมว่ ่าจะเป็นระดบั ชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดบั เขตพืน้ ท่ีการศึกษาและระดับชาติ การวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดง
พัฒนาการความกา้ วหนา้ และความสำเร็จทางการเรียนของผเู้ รียน ตลอดจนข้อมูลทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่ การส่งเสริมให้
ผู้เรยี นเกิด การพัฒนาและเรยี นรู้อยา่ งเตม็ ตามศักยภาพ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับ
เขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา และระดับชาติ มรี ายละเอยี ดดังน้ี
1) การประเมินระดับช้ันเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ สอน
ดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่าง หลากหลาย เช่น การ
ซกั ถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินช้ินงาน ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้
แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน
ผปู้ กครองร่วมประเมนิ ในกรณีที่ไมผ่ า่ นตัวชี้วัดใหม้ ีการสอนซ่อมเสรมิ

หลกั สตู รสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พทุ ธศักราช 2564 168

การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการ เรียนรู้ อันเป็น
ผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีส่ิงที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุง
และส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งน้ีโดย
สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ดั

๒) การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินท่ีสถานศึกษาดำเนินการเพ่ือตัดสินผล การเรียนของ
ผู้เรียนเป็นรายป/ี รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงคแ์ ละกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน นอกจากนเ้ี พื่อให้ไดข้ ้อมูลเกีย่ วกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาวา่ ส่งผลตอ่ การเรียนร้ขู องผู้เรยี น
ตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมท้ังสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษา
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพ่ือการปรับปรุง
นโยบาย หลกั สูตร โครงการ หรอื วธิ ีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพอ่ื การจดั ทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการ
สถานศกึ ษา สำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน ผปู้ กครองและชุมชน

๓) การประเมินระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระตับเขตพื้นที่การศึกษา
ตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของเขตพ้ืนที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมินคุณภาพ
ผลสมั ฤทธ์ิของผูเ้ รยี นด้วยข้อสอบมาตรฐานท่จี ดั ทำและดำเนนิ การโดยเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา หรือด้วยความรว่ มมือกับ
หน่วยงานต้นสังกัด ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบ ทบทวนข้อมูลจากการประเมิน
ระดบั สถานศึกษาในเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา

๔) การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๖ เข้ารับการประเมินผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการ เทียบเคียงคุณภาพการศึกษาใน
ระดับต่าง ๆ เพ่ือนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการ
ตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาใน
การตรวจสอบทบทวน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาท่ีจะต้องจัดระบบดูแล
ช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพ้ืนฐานความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลท่ีจำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนท่ัวไป กลุ่มผู้เรียนท่ีมีความสามารถ
พเิ ศษ กลุ่มผู้เรยี นทม่ี ีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนท่มี ีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนทีป่ ฏเิ สธ
โรงเรียน กลุ่มผู้เรียนท่ีมีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจาก
การประเมินจึงเป็นหัวใจของสถานศึกษาในการดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้รับ
การพฒั นาและประสบความสำเรจ็ ในการเรียน

สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการ
เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณ ฑ์และแนวปฏิบัติท่ีเป็นข้อกำหนดของหลั กสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน เพ่อื ให้บุคลากรท่เี ก่ียวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบตั ิร่วมกนั

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 169

2. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ตามกลุม่ สาระการเรยี นรู้/รายวิชาพื้นฐาน/รายวิชาเพ่ิมเตมิ
การประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้/รายวิชาพ้ืนฐาน/รายวิชาเพิ่มเติม และ/หรือขอบข่าย

การเรียนรู้ เป็นการประเมินสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ เจตคติ ท่ีกำหนดอยู่ในมาตรฐานหลักสูตร ซึ่งจะ
นำไปสู่การสรปุ ผลการเรยี นรู้ของผู้เรยี นตามมาตรฐานการเรียนรู้ต่อไป โดยสถานศกึ ษาดำเนินการประเมนิ ผลการ
เรียนรตู้ ามกลุม่ สาระการเรียนรู้ มีรายละเอียดดังน้ี

๑) กำหนดสัดส่วนคะแนนระหว่างเรียนกับคะแนนปลายปี/ปลายภาค โดยให้ความสำคัญของคะแนน
ระหว่างเรยี นมากกว่าคะแนนปลายป/ี ปลายภาค คือ ๘๐ : ๒๐

๒) กำหนดเกณฑ์การตัดสินผลการเรียน โดยพิจารณาความเหมาะสมตามระดับชั้นเรียน คือ ระดับ
ประถมศึกษากำหนดเป็นระดับผลการเรียนหรือระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนเป็น ระบบตัวเลข ระบบ
ตัวอักษร ระบบร้อยละ หรอื ระบบทีใ่ ชค้ ำสำคญั สะทอ้ นมาตรฐานตามทีส่ ถานศึกษากำหนด

3) กำหนดเกณฑ์การตัดสินผลการเรียน รายวิชาบูรณาการตามระดับชั้นเรียน คือ ระดับผลการ
เรียนในรายวิชาบูรณาการเข้ากับมาตรฐาน/ตัวช้ีวัดของสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพท่ีหลักสูตรสถานศึกษาให้ไว้ เพื่อตัดสินผลการเรียนเป็นระดับ
ตามท่สี ถานศกึ ษากำหนด

4) กำหนดแนวปฏิบัตใิ นการสอนซอ่ มเสรมิ ระหวา่ งเรียน กรณผี เู้ รียนมีผลการประเมินมาตรฐานการเรยี นรู้
ไม่ผา่ นตามเกณฑท์ ีส่ ถานศึกษากำหนด

5) กำหนดแนวปฏิบัติในการสอนซ่อมเสริมการสอบแก้ตัว กรณีผู้เรียนมีระดับผลการเรียน “0” หรือ มี
ระดบั คณุ ภาพตำ่ กว่าเกณฑ์ และแนวดำเนินการกรณีผูเ้ รียนมผี ลการเรยี นทม่ี ีเงือ่ นไข คือ “ร” หรอื “มส”

6) กำหนดแนวปฏบิ ัตใิ นการอนมุ ัตผิ ลการเรียน
7) กำหนดแนวทางในการรายงานผลการประเมินต่อผเู้ กีย่ วขอ้ ง

3. การตดั สิน การใหร้ ะดบั ผลการเรยี นและการรายงานผลการเรยี น
๑) การตดั สนิ ผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึง

ประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนน้ัน ผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลักและต้องเก็บข้อมูล
ของผู้เรียนทุกดา้ นอย่างสม่ำเสมอและต่อเน่ืองในแต่ละภาคเรียน รวมทั้งสอนซ่อมเสริมผู้เรียนให้พัฒนาจนเต็มตาม
ศักยภาพ ดังนี้

(๑) ผูเ้ รยี นต้องมีเวลาเรียนไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทั้งหมด
(๒) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินสมรรถนะ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด และผ่านตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษา
กำหนด
(๓) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนรายวิชาพื้นฐานไม่น้อยกว่าระดับ “ 1 ” จึงจะถือว่า
ผ่านเกณฑ์ตามทสี่ ถานศกึ ษากำหนด
(๔) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมิน “ผ่าน” ตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนด
ในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขยี น คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นาผ้เู รยี น
การพิจารณาเลื่อนชั้น ถ้าผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยและสถานศึกษาพิจารณาว่าสามารถพัฒนา
และสอนซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษาที่จะผ่อนผันให้เลื่อนช้ันได้ แต่หากผู้เรียนไม่ผ่านรายวิชา
จำนวนมากและมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับช้ันที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการ
พิจารณาใหเ้ ล่ือนช้ันได้ ทัง้ นี้ให้คำนงึ ถงึ วฒุ ิภาวะและความรคู้ วามสามารถของผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญ

หลักสตู รสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 170

๒) การใหร้ ะดับผลการเรยี น
ในการตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชา ให้ระดับผลการเรียนหรือระดับคุณภาพการปฏิบัติของ
ผู้เรียน เป็นระบบตัวเลขแสดงระดบั ผลการเรยี นเป็น 8 ระดบั ดงั นี้

ระดับผลการเรยี น ความหมาย ช่วงคะแนนรอ้ ยละ

4 ผลการเรียนดเี ย่ยี ม 80 - 100
3.5 ผลการเรยี นดีมาก 75 - 79
3 ผลการเรียนดี 70 - 74
2.5 ผลการเรียนคอ่ นขา้ งดี 65 - 69
2 ผลการเรียนน่าพอใจ 60 - 64
1.5 ผลการเรียนพอใช้ 55 - 59
1 ผลการเรยี นผ่านเกณฑ์ข้ันต่ำ 50 - 54
0 ผลการเรยี นตำ่ กวา่ เกณฑ์ 0 - 49

การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ัน ให้ระดับผลการประเมิน
เป็น ดีเยยี่ ม ดี ผา่ นและไมผ่ ่าน

การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจะต้องพิจารณาท้ังเวลาการเข้าร่วมกิจกรรมการปฏิบัติกิจกรรมและ
ผลงานของผูเ้ รียนตามเกณฑท์ ่สี ถานศกึ ษากำหนด และให้ผลการเขา้ รว่ มกจิ กรรมเปน็ ผา่ น และไมผ่ า่ น

๓) การรายงานผลการเรยี น
การรายงานผลการเรียนเป็นการส่ือสารให้ผู้ปกครองและผู้ เรียนทราบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินและจดั ทำเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ หรืออย่าง
น้อยภาคเรียนละ ๑ ครัง้
การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนที่สะท้อนมาตรฐาน
การเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้

4. การประเมนิ การอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียน
การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ถือเป็นความสามารถหลักที่สำคัญซึ่งจำเป็นต้องปลูกฝังและพัฒนา ให้

เกิดขึ้นกับผู้เรียนด้วยกระบวนการจัดการศึกษาตามหลักสตู รในทุกกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้อง
ตรวจสอบว่า ความสามารถดังกล่าวเกิดข้ึนแล้วหรือยัง เนื่องจากการพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน คิด
วิเคราะห์ และเขยี น ผู้เรียนจะไดร้ ับการพัฒนาตามลำดบั อยา่ งต่อเนื่อง ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามกล่มุ สาระ
การเรียนรู้หรือกิจกรรมตา่ ง ๆ กระบวนการตรวจสอบความก้าวหน้าท่ีเกิดขึน้ ทัง้ ความรู้ความเข้าใจในการปฏบิ ัตจิ ะ
ดำเนินการไปดว้ ยกันในกระบวนการ

หลกั การประเมนิ การอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น
1) เป็นการประเมินเพ่ือการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนและประเมินเพ่ือการตัดสินการเล่ือนช้ันและ จบ
การศึกษาระดบั ต่าง ๆ
๒) ใช้วธิ ีการประเมินที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรยี นมีโอกาสได้แสดงออกซึ่งความสามารถดังกลา่ ว อย่างเต็ม
ตามศักยภาพและทำให้ผลการประเมินท่ีได้มีความเช่ือม่นั
3) การกำหนดภาระงานใหผ้ ู้เรยี นไดป้ ฏิบตั ิ ควรสอดคลอ้ งกับขอบเขตและประเด็นการประเมนิ

หลกั สตู รสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 171

๔) ใชร้ ปู แบบ วธิ ีการประเมินและเกณฑก์ ารประเมินที่ไดจ้ ากการมสี ว่ นรว่ มของผเู้ กี่ยวข้อง
๕) การสรุปผลการประเมินเพื่อรายงาน เน้นการรายงานคุณภาพของความสามารถในการอ่าน คิด
วิเคราะห์ และเขียน เป็น 4 ระดับ คือ ดีเยย่ี ม ดี ผ่าน และไมผ่ า่ น
แนวดำเนินการพัฒนาและประเมนิ การอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี น
สถานศึกษาดำเนินการพัฒนาและประเมินความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนเป็น
กระบวนการอย่างชัดเจน สามารถตรวจสอบการดำเนินงานได้ การพัฒนาและประเมินความสามารถในการอ่าน
คดิ วิเคราะห์ และเขยี น สถานศึกษาดำเนินการตามกระบวนการต่อไปนี้
๑) แต่งตั้งคณะกรรมการการพัฒนาและประเมินความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ของ
สถานศึกษา ซ่ึงอาจประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้แทนครูผู้สอน ผู้แทน
ผู้ปกครองผู้เรียน และผู้แทนผู้เรียน เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนา ประเมิน ปรับปรุงแก้ไข และ ตัดสินผลการ
ประเมนิ ความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี นรายปี (ระดบั ประถมศึกษา) และจบการศกึ ษาแต่ละระดับ
๒) ศึกษานิยามหรือความหมายของความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กำหนด ขอบเขต
และตัวช้ีวัดที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนให้สอดคล้องกับบริบทและ จุดเน้นของ
สถานศึกษาในแตล่ ะระดบั การศกึ ษา
3) ผู้มีส่วนเก่ียวข้องร่วมกันศึกษาหลักการประเมินและพิจารณากำหนดรูปแบบวิธีการพัฒนา และ
ประเมนิ ความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียนของสถานศกึ ษา
๔) กำหนดแนวทางการพัฒนาและประเมนิ ความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี น ใหส้ อดคล้อง
กับขอบเขตและตัวชีว้ ัดที่กำหนดในข้อ ๒ และกำหนดระดับคุณภาพหรือเกณฑ์ในการประเมินเป็น ๔ ระดับ คอื ดี
เยีย่ ม ดี ผ่าน และไม่ผ่าน เพือ่ ใชใ้ นการตดั สินผลรายปี (ระดับประถมศกึ ษา) และจบการศกึ ษาแตล่ ะระดับ
๕) ดำเนินการพัฒนา ประเมิน และปรับปรุงแก้ไขความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ตาม
รปู แบบและวิธกี ารทก่ี ำหนดอย่างต่อเนอ่ื ง
6) สรุปและตัดสินผลการประเมิน บันทึกและรายงานผลการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด
วิเคราะห์ และเขยี น ตอ่ ผเู้ ก่ียวขอ้ ง
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี น
การประเมนิ ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรยี นเพอื่ เล่ือนชน้ั และจบการศึกษาแต่
ละระดับการศึกษาตามเกณฑ์ท่ีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และสถานศึกษา
กำหนด การตัดสินผลการประเมินเพื่อเลื่อนชั้นใช้ผลการประเมินปลายปี ส่วนการตัดสินการจบระดับการศึกษาใช้
ผลการประเมนิ ปลายปีสดุ ท้ายของระดับการศึกษา
การประเมินความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กำหนดเกณฑ์การตัดสินคุณภาพ การอ่าน
คดิ วิเคราะห์ และเขียนเป็น 4 ระดบั คอื ดเี ย่ียม ดี ผ่าน และไมผ่ า่ น
ดีเยย่ี ม หมายถึง มีผลงานท่แี สดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนทม่ี ีคุณภาพ

ดีเลศิ อยู่เสมอ
ดี หมายถึง มีผลงานทแ่ี สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียนท่ีมีคณุ ภาพ

เปน็ ท่ยี อมรบั
ผ่าน หมายถงึ มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียนทีม่ ี ขอ้ บกพร่อง

บางประการ
ไม่ผ่าน หมายถงึ ไมม่ ีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขียน หรือ ถ้ามี

ผลงาน ผลงานนัน้ ยังมีขอ้ บกพรอ่ งทีต่ อ้ งไดร้ บั การปรบั ปรุงแก้ไขหลายประการ
นำผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนส่งนายทะเบียนวัดผลเพื่อประกาศให้
ผเู้ รยี น และรายงานผ้ทู เ่ี กยี่ วข้องได้ทราบ

หลักสตู รสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศกั ราช 2564 172

นำผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนส่งนายทะเบียนวัดผลเพื่อประกาศให้ผู้เรียน และ
รายงานผูท้ เ่ี กยี่ วข้องได้ทราบ

แนวทางการแกไ้ ขผูเ้ รยี นกรณีไม่ผ่านเกณฑ์
ในกรณีท่ีผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน อยู่ในระดับไม่ผ่าน ครูผู้สอนและ
คณะกรรมการประเมินควรเร่งดำเนินการจดั กิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้ผูเ้ รียนมีความก้าวหน้าในตัวชี้วดั ที่
มีจุดบกพร่องสมควรได้รับการแก้ไขในระยะเวลาพอสมควรที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ และสร้างผลงานที่สะท้อน
ความสามารถในตัวชี้วัดท่ีต้องปรับปรุงแก้ไขได้อยา่ งแท้จริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น มอบหมายงานให้ผู้เรียน
ได้อ่านได้คิดวิเคราะห์จากเร่ืองที่อ่านและสามารถส่ือสารสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่านโดยการเขียนอย่างมี
ประสิทธิภาพ แล้วนำผลงานไปเทียบกับแนวทางการให้คะแนนและเกณฑ์การตัดสินที่สถานศึกษากำหนดต้ังแต่
ระดับดเี ยย่ี ม ดี ผ่าน

5. การประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซ่ึงกำหนดสิ่งท่ี

ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ซึ่งจะประกอบด้วยความรู้ความสามารถ คุณธรรม
จริยธรรม ค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เม่ือผู้เรียนได้รับการพัฒนาไปแล้ว นอกจากจะมีความรู้ความสามารถ ตลอดจน
คุณธรรม จรยิ ธรรมที่กำหนดไวใ้ นมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชี้วัดแล้ว จะนำไปสกู่ ารมีสมรรถนะสำคญั ๕ ประการ
และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ อีกด้วย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ท่ีหลักสูตรกำหนดน้ัน ต้องได้รับ
การปลูกฝังและพัฒนาผ่านการจัดการเรียนการสอน การปฏบิ ัติกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี นในลกั ษณะต่าง ๆ จนตกผลึก
เป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในตัวผู้เรียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ต้องใช้ข้อมูลจากการสังเกต
พฤติกรรม ซ่ึงใช้เวลาในการเกบ็ ขอ้ มลู พฤตกิ รรมเพอ่ื นำมาประเมนิ และตดั สิน

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง ลักษณะท่ีสังคมต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในด้านคุณธรรม
จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมืองไทยและ พล
โลกตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนด ซึ่งมีอยู่ 8 คุณลักษณะ ได้แก่ รัก
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งม่ันในการทำงาน รักความเป็นไทย และมี
จิตสาธารณะ

แนวดำเนินการพฒั นาและประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษาจะบรรลุผลได้น้ัน ต้องอาศัยการบริหารจัดการ และ
การมีส่วนรว่ มจากทุกฝ่าย ไดแ้ ก่ ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐาน ครูทีป่ รึกษา ครูผู้สอน
ผู้ปกครอง และชมุ ชน ทตี่ อ้ งม่งุ ขัดเกลา บม่ เพาะปลูกฝงั คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคใ์ ห้เกดิ ขึ้นแก่ผเู้ รยี น
ในการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์สามารถกระทำได้โดยนำพฤติกรรมบ่งชี้หรือพฤติกรรม ท่ี
แสดงออกของคุณลักษณะแตล่ ะด้านท่ีวเิ คราะหไ์ ว้บรู ณาการในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ของกลุ่มสาระ การเรยี นรู้
ต่าง ๆ ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น โครงการพิเศษต่าง ๆ ท่ีสถานศกึ ษาจดั ทำข้ึน เชน่ โครงการวันพ่อ วันแม่แห่งชาติ
โครงการลดภาวะโลกรอ้ น วันรักษ์สิ่งแวดล้อม แหเ่ ทียนพรรษา ตามรอยคนดี หรอื กิจกรรม ที่องค์กรในท้องถ่ินจัด
ขึน้ รวมทงั้ สอดแทรกในกิจวัตรประจำวนั ของสถานศึกษา เชน่ การเขา้ แถวซอื้ อาหาร กลางวัน เป็นต้น
การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ไม่ใช้เป็นส่วนหน่ึงของสัดส่วนการให้คะแนนระหว่างเรียน กับ
คะแนนปลายปี/ปลายภาค เพราะในตัวช้ีวัดชั้นปีระบุคุณลักษณะท่ีต้องการอยู่แล้ว สำหรับคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ๘ ประการนี้ เป็นเป้าหมายการพัฒนาท่ีตัดสินและรายงานแยกเฉพาะ แต่พฤติกรรมที่ผู้เรียน แสดงออก
ถึงคุณลักษณะตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนขณะจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน กจิ กรรม/ โครงการตา่ ง ๆ และใน
กจิ วัตรประจำวันของผู้เรียนนั้น ครูสามารถประเมินด้วยการสังเกตแล้วบันทึกไว้ และรายงานผลเฉพาะ ไม่รวมอยู่

หลักสูตรสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 173

ในการตัดสินรายวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่วนหลักฐาน ร่องรอย การแสดงออกถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์
สามารถเป็นแหล่งทม่ี าท่เี ดยี วกนั กบั การประเมินในรายวชิ า แต่ไม่ใชส่ ว่ นหน่ึงของคะแนนในรายวิชา

ในการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ัน สถานศึกษาควรจัดให้มีการประเมินเป็นระยะ ๆ โดย อาจ
ประเมินผลเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายภาค หรือรายปี เพื่อให้มีการส่ังสมและการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง
โดยเฉพาะการนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั และสรุปประเมินผลเม่ือจบปสี ุดทา้ ยของแตล่ ะระดับการศกึ ษา

สถานศึกษาควรดำเนินการพัฒนาและประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และ
สามารถตรวจสอบได้ ซงึ่ อาจใช้แนวทางในแผนภาพ ดังนี้

จากแผนภาพดงั กลา่ ว สถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของสถานศึกษา โดย
๑) แต่งตั้งคณะกรรมการการพัฒนาและประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษา เพ่ือ
ดำเนนิ การดังนี้

๑.๑ กำหนดแนวทางในการพัฒนาแนวทางการประเมนิ เกณฑ์การประเมนิ และแนวทาง
การปรับปรงุ แกไ้ ข ปรบั พฤติกรรม

๑.๒ พจิ ารณาตัดสนิ ผลการประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์รายปี (ระดบั ประถมศกึ ษา)
และการจบการศึกษาแตล่ ะระดบั

๑.๓ จัดระบบการปรบั ปรงุ แกไ้ ข หรอื ปรบั พฤติกรรมดว้ ยวิธีการท่เี หมาะสม และสง่ ตอ่ ขอ้ มูล
ของผเู้ รยี นเพอื่ การพฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง

๒) พิจารณานิยามหรือความหมายของแต่ละคุณลักษณะ พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดหรือพฤติกรรม บ่งชี้
หรือพฤติกรรมที่แสดงออกของแต่ละคุณลักษณะ และหากสถานศึกษาได้กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพ่มิ เตมิ สถานศกึ ษาตอ้ งจัดทำนยิ าม พร้อมทงั้ ตัวชี้วดั เพ่มิ เตมิ ดว้ ย

๓) กำหนดเกณฑ์และแนวทางการประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ให้สอดคล้องกับบริบทและ จุดเน้น
ของสถานศึกษา กำหนดระดับคุณภาพ หรือเกณฑ์ในการประเมินตามท่ีหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 174

พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดไว้ 4 ระดับ คือ ดีเยี่ยม ดี ผ่าน และไม่ผ่าน กำหนดประเด็นการประเมิน ให้สอดคล้อง
กับตวั ชว้ี ดั ของคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์

๔) แจ้งให้ครูผู้สอน ครูท่ีปรึกษา ครูประจำช้ัน หรือผู้ท่ีได้รับมอบหมายดำเนินการพัฒนาคุณลักษณะ อัน
พึงประสงค์ ประเมินและส่งผลการประเมินใหผ้ เู้ ก่ียวขอ้ ง โดยเฉพาะอย่างย่งิ ฝา่ ยทะเบยี นวัดผล

กรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ให้ผู้ท่ีรับผิดชอบดำเนินการ
ปรับปรุงพัฒนา และประเมนิ ตามเกณฑ์ทส่ี ถานศกึ ษากำหนด

๕) ฝ่ายทะเบียนและวัดผลประมวลผลตามเกณฑ์ท่ีคณะกรรมการฯ กำหนด สรุปผลการประเมิน และ
บันทกึ ข้อมูลลงใน ปพ.๑ แล้วสง่ ครูที่ปรกึ ษาหรือครูประจำช้ัน

6) ครูที่ปรึกษาหรอื ครูประจำชั้นแจ้งผลการประเมินตอ่ ผเู้ รยี นและผู้เกย่ี วขอ้ ง
๗) คณะกรรมการฯ นำข้อมลู ตา่ ง ๆ มาพจิ ารณาวางแผนงานต่อไป

6. การประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน
นิยาม
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกระดับช้ัน เพ่ือส่งเสริมพัฒนา

ความสามารถของตนเองตามความถนดั ความสนใจ ให้เต็มศกั ยภาพ โดยมุ่งเนน้ การพัฒนาองค์รวมของ ความเป็น
มนุษย์ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม สร้างเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีศีลธรรมจริยธรรม มีระเบียบ
วินัย ปลูกฝงั และสร้างจติ สำนกึ ของการทำประโยชน์เพื่อสงั คม และสามารถบรหิ ารจัดการตนเองได้

แนวการจัดกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น
สถานศกึ ษาควรดำเนินการในการจัดกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น ดังนี้
๑) กำหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องการจัดกิจกรรม โดยมุ่งเนน้ ให้ผู้เรยี นได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ ความถนัด
ความสนใจ วุฒิภาวะของผเู้ รียน สอดคล้องกับลกั ษณะของกจิ กรรมนั้น ๆ
๒) กำหนดเวลาให้สอดคล้องกับโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษาและเหมาะสมกับลักษณะของ
กิจกรรม ทั้งนี้ เวลาเรียนสำหรับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ในระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ถงึ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ ปลี ะ ๑๒๐ ช่ัวโมง และชน้ั มัธยมศกึ ษา ปี
ที่ ๔ - ๖ จำนวน ๓๖๐ ช่ัวโมง เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมผู้เรียน และกิจกรรมเพื่อสังคม
และสาธารณประโยชน์
๓) ออกแบบแผนการดำเนินกิจกรรมใหส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์
๔) จดั กิจกรรมการพัฒนาใหส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์อยา่ งหลากหลาย นา่ สนใจโดยเนน้ เวลาการเข้ารว่ ม
กิจกรรม พฤติกรรมการปฏบิ ตั แิ ละผลงานช้ินงาน
สถานศึกษาต้องส่งเสริมการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ด้วยกิจกรรม ๓ ลักษณะ ดังน้ี
(๑) กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสรมิ และพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์ส่ิงแวดล้อม สามารถ
คิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตน ได้อย่าง
เหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ท้ังยังเป็นกิจกรรมท่ีช่วยเหลือและให้คำปรึกษา แก่
ผปู้ กครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน เช่น กิจกรรมการรู้จัก เข้าใจ และเห็นคณุ ค่าในตนเองและผู้อ่ืน กิจกรรม
การปรับตัวและดำรงชวี ิต กจิ กรรมแสวงหาและใชข้ ้อมูลสารสนเทศ กจิ กรรมการตดั สินใจและแกป้ ญั หา เป็นตน้
(๒) กิจกรรมผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำผู้ตามท่ีดี ความ
รับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผล การช่วยเหลือ แบ่งปัน
กัน เอ้ืออาทรและสมานฉันท์ โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของ ผู้เรียน ให้
ผู้เรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และ

หลกั สูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบา้ นกองลม พุทธศักราช 2564 175

ปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน
บรบิ ทของสถานศกึ ษาและทอ้ งถิน่ กจิ กรรมผ้เู รียน ประกอบดว้ ย

๒.๑ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร เป็น
กิจกรรมท่ีมุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำผู้ตามท่ีดี ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน การรู้จัก
แก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผล การช่วยเหลือแบ่งปันกัน การประนีประนอม เพื่อส่งเสริมให้
ผู้เรียนเจริญเติบโตเป็นผูใ้ หญ่ท่ีมีความสมบรู ณพ์ รอ้ มท้ังดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คม และสติปญั ญา เปน็ ต้น

๒.๒ กิจกรรมชุมนุม ชมรม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับ ความสามารถ
ความถนดั และความสนใจ โดยเนน้ ให้ผู้เรียนปฏิบตั ิด้วยตนเอง ตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัตติ ามแผน
ประเมินและปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม กิจกรรมสำคัญในการพัฒนา ได้แก่ ชุมนุมหรือ
ชมรมต่าง ๆ ท่ีสถานศึกษากำหนดขึ้นตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน และบริบทของ
สถานศกึ ษาและทอ้ งถนิ่

(๓) กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็น
ประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และท้องถ่ินตามความสนใจในลักษณะอาสาสมคั ร เพอื่ แสดงถึงความรบั ผิดชอบ ความดี
งาม ความเสียสละตอ่ สงั คม มีจิตสาธารณะ เช่น กิจกรรมอาสาพฒั นาต่าง ๆ กจิ กรรมสร้างสรรคส์ ังคม เป็นตน้

การจัดกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ สามารถนำไปสอดแทรกหรือบูรณาการ ในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร ได้ตามความ
เหมาะสม ท้ังนี้ การทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ให้ผู้เรียนรายงานแสดงการ เข้ารว่ มกิจกรรมและ
มผี ูร้ บั รองผลการเข้าร่วมกจิ กรรมด้วย โดยสถานศกึ ษาจัดเวลาเรียนใหผ้ ู้เรยี น ดังน้ี

ระดับประถมศึกษาปที ่ี ๑ - 6 รวม 6 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
ระดบั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๑ - 3 รวม ๓ ปี จำนวน ๔๕ ชั่วโมง
ระดับมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๔ - ๖ รวม ๓ ปี จำนวน 50 ชว่ั โมง
ตัวอย่าง รปู แบบการจดั กิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์

สถานศึกษาสามารถเลือกจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ตามรูปแบบ ใดรูปแบบหนึ่งหรือ
รูปแบบอืน่ ๆ ตามความเหมาะสม

หลกั สูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พุทธศกั ราช 2564 176

แผนภมู กิ ารประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน
การประเมินผลการจดั กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นเง่ือนไขสำคัญประการหนึ่งสำหรับการเล่ือนชั้นและการ
จบระดับการศึกษา ผู้เรียนต้องมีเวลาเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตลอดจนผ่านการประเมิน ตาม
เกณฑท์ ีส่ ถานศกึ ษากำหนด โดยแนวทางการประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี นมีรายละเอียด ดงั น้ี

แนวดำเนินการประเมินกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน
หลักการประเมนิ
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็น
กระบวนการประเมินจากการปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิ้นงานของผู้เรียนด้วยวิธีการท่ีหลากหลายและ ประเมิน
ตามสภาพจริง โดย
- ใหผ้ ู้เรียนไดค้ น้ หาศกั ยภาพของตนเอง การทำงานกลมุ่ ทักษะการอยูร่ ่วมกนั และการมจี ิตสาธารณะ
- ทุกฝ่ายมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ เชน่ ครู ผปู้ กครอง เพอื่ นผ้เู รยี น
- สถานศกึ ษามีการประเมินผลเป็นระยะ ๆ เพือ่ รวบรวมขอ้ มูลและพัฒนาอยา่ งต่อเน่อื ง

หลักสูตรสถานศกึ ษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบา้ นกองลม พทุ ธศักราช 2564 177

แนวทางการประเมนิ
สถานศกึ ษาควรมีแนวทางในการดำเนินการประเมินกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียนที่ชดั เจน
๑) การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นรายกิจกรรม มีแนวปฏบิ ตั ิ ดงั นี้

๑.๑ ตรวจสอบเวลาเข้าร่วมกจิ กรรมของผู้เรียนให้เป็นไปตามเกณฑท์ ีส่ ถานศกึ ษากำหนด
๑.๒ ประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจากการปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิน้ งานของผู้เรียน ตามเกณฑ์
ทส่ี ถานศึกษากำหนดด้วยวิธีการที่หลากหลายและใช้การประเมินตามสภาพจรงิ
๑.๓ ผู้เรียนท่ีมีเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิ้นงานของผู้เรียน ตาม
เกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนด เป็นผู้ผ่านการประเมินรายกิจกรรมและนำผลการประเมินไปบันทึกในระเบียน
แสดงผลการเรยี น
๑.๔ ผู้เรียนที่มีผลการประเมินไม่ผ่านตามเกณฑ์เวลาการเข้าร่วมกิจกรรม หรือเกณฑ์การปฏิบัติ
กิจกรรมและผลงาน/ช้นิ งานของผู้เรียนหรือทั้งสองเกณฑ์ ถอื วา่ ไม่ผ่านการประเมนิ ผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผสู้ อน
ต้องดำเนินการซ่อมเสริมและประเมินจนผ่าน ท้ังน้ี ควรดำเนินการให้เสร็จส้ินในปีการศึกษานั้น ยกเว้น มีเหตุ
สดุ วิสัยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพินิจของสถานศึกษา
๒) การประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี นเพื่อการตัดสิน
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นการประเมินการผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นรายปี/ ราย
ภาค เพื่อสรปุ ผลการผ่านในแต่ละกิจกรรม สรุปผลรวมเพ่ือเล่อื นชั้นและประมวลผลรวมในปสี ดุ ท้าย เพ่ือการจบแต่
ละระดบั การศกึ ษา โดยการดำเนินการดังกล่าวมแี นวปฏิบตั ิดงั น้ี
๒.๑ กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการรว่ มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของ ผู้เรียน
ทุกคนตลอดระดบั การศกึ ษา
๒.๒ ผู้รับผิดชอบสรุปและตัดสินผลการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ตาม
เกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนดเกณฑ์การจบแต่ละระดับการศึกษาท่ีสถานศึกษากำหนดนั้น ผู้เรียนจะต้องผ่าน
กิจกรรม ๓ กจิ กรรมสำคญั ดงั นี้

๑) กจิ กรรมแนะแนว
๒) กิจกรรมผูเ้ รยี น ได้แก่ (๑) กจิ กรรมลกู เสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผบู้ ำเพ็ญประโยชน์ และ
นกั ศึกษาวิชาทหาร (๒) กิจกรรมชมุ นมุ ชมรม
๓) กิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์
๒.๓ นำเสนอผลการประเมินต่อคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เพ่ือให้ความเห็นชอบ
๒.๔ เสนอผู้บรหิ ารสถานศึกษา พิจารณาอนมุ ัติผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียนผา่ นเกณฑ์ การ
จบแต่ละระดบั การศึกษา
เกณฑก์ ารตดั สิน
ผู้เรียนจะต้องได้รับการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและผ่านเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนด โดย
กำหนดเกณฑ์ในการประเมนิ อย่างเหมาะสม ดงั นี้
๑. กำหนดคุณภาพหรือเกณฑ์ในการประเมินตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนด ไว้ 2
ระดบั คือ ผ่าน (ผ) และไมผ่ ่าน (มผ)
๒. กำหนดประเด็นการประเมินให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ในแต่ละกิจกรรมและกำหนดเกณฑ์ การ
ผ่านการประเมนิ ดังน้ี

หลักสูตรสถานศึกษาองิ สมรรถนะโรงเรยี นบ้านกองลม พทุ ธศกั ราช 2564 178

๒.๑ เกณฑ์การตดั สินผลการประเมนิ รายกจิ กรรม
ผา่ น หมายถึง ผู้เรยี นมีเวลาเขา้ ร่วมกจิ กรรมครบตามเกณฑ์ ปฏบิ ัติกิจกรรม และมผี ลงาน
ชิน้ งาน/คุณลกั ษณะตามเกณฑท์ ่สี ถานศึกษากำหนด
ไมผ่ า่ น หมายถงึ ผเู้ รียนมเี วลาเข้าร่วมไมค่ รบ ตามเกณฑ์ ไม่ผ่านการปฏบิ ัติกจิ กรรม หรือมี
ผลงานชนิ้ งาน/คณุ ลักษณะไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด

๒.๒ เกณฑ์การตัดสนิ ผลการประเมินกิจกรรมพฒั นาผู้เรียนรายปี รายภาค
ผ่าน หมายถึง ผู้เรยี นมีผลการประเมนิ ระดับ “ผ” ในกิจกรรมสำคัญทั้ง ๓ กจิ กรรม คือ
กจิ กรรมแนะแนว กจิ กรรมผู้เรยี น กจิ กรรมเพอื่ สงั คม และ
สาธารณประโยชน์
ไมผ่ า่ น หมายถงึ ผเู้ รียนมีผลการประเมนิ ระดับ “มผ” ในกจิ กรรมสำคัญกจิ กรรมใด
กิจกรรมหน่ึงจาก กิจกรรม คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรม ผู้เรียน
กจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์

2.๓ เกณฑ์การตดั สินผลการประเมินกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนเพ่อื จบระดับการศกึ ษา
ผา่ น หมายถงึ ผู้เรียนมผี ลการประเมินระดบั “ผ” ทุกชน้ั ปีในระดบั การศกึ ษานนั้
ไมผ่ ่าน หมายถงึ ผูเ้ รียนมผี ลการประเมนิ ระดับ “มผ” บางชน้ั ปใี นระดับการศกึ ษาน้ัน

แนวทางการแก้ไขผ้เู รยี นกรณีไม่ผา่ นเกณฑ์
กรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านกิจกรรม ใหเ้ ป็นหน้าท่ีของครหู รือผู้รับผิดชอบกิจกรรมนั้น ๆ ที่จะต้องซ่อมเสริม โดย
ให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมจนครบตามเวลาท่ีขาดหรือปฏิบัติกจิ กรรมให้บรรลุตามวตั ถุประสงค์ของกิจกรรมนั้น แล้ว
จึงประเมินให้ผ่านกิจกรรม เพ่ือบันทึกในระเบียนแสดงผลการเรียน ยกเว้น มีเหตุสุดวิสัยให้รายงานผู้บริหาร
สถานศกึ ษาทราบ เพื่อดำเนินการชว่ ยเหลือผู้เรียนอยา่ งเหมาะสมเป็นรายกรณีไป

7. เกณฑ์การจบการศึกษา
หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พุทธศักราช ๒๕๖4 ตามหลักสูตรแกนกลาง

การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ กำหนดเกณฑ์สำหรับการจบการศกึ ษา ดังน้ี
1. ผเู้ รียนเรียนรายวิชาพืน้ ฐาน จำนวน ๘๔๐ ชั่วโมง และรายวิชาเพิม่ เติมจำนวน ๔๐ ชั่วโมง

และมีผลการประเมนิ รายวิชาพืน้ ฐานผา่ นทกุ รายวิชา
๒. ผเู้ รยี นต้องมผี ลการประเมนิ การอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี น ระดบั “ผ่าน” ข้นึ ไป
3. ผเู้ รยี นมผี ลการประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ระดับ “ผา่ น” ขนึ้ ไป
๔. ผเู้ รียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนและได้รบั การตดั สินผลการเรียน “ผา่ น” ทกุ กจิ กรรม

8. เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา
เอกสารหลักฐานการศึกษา เป็นเอกสารสำคัญที่บันทึกผลการเรียน ข้อมูลและสารสนเทศท่ีเก่ียวข้องกับ

พฒั นาการของผูเ้ รยี นในดา้ นตา่ ง ๆ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ดังนี้
๑) เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษาที่กระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนด
๑.๑) ระเบียนแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียนของผู้เรียนตาม

รายวิชา ผลการประเมนิ การอ่าน คิดวเิ คราะห์และเขียน ผลการประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคข์ องสถานศึกษา
และผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องบันทึกข้อมูลและออกเอกสารนี้ให้ผู้เรียนเป็น
รายบคุ คล เมื่อผู้เรยี นจบการศกึ ษาระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6)

๑.2) แบบรายงานผสู้ ำเร็จการศึกษา เป็นเอกสารอนุมัตกิ ารจบหลักสูตรโดยบันทึกรายช่ือและข้อมลู ของผู้
จบการศกึ ษาระดบั ประถมศกึ ษา (ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6)

หลักสูตรสถานศึกษาอิงสมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศักราช 2564 179

๒) เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษาท่สี ถานศกึ ษากำหนด
เป็นเอกสารที่สถานศึกษาจัดทำข้ึนเพ่ือบันทึกพัฒนาการผลการเรียนรู้และข้อมูลสำคัญ เกี่ยวกับผู้เรียน
เช่น แบบรายงานประจำตัวผู้เรียน แบบบันทึกผลการเรียนประจำรายวิชา ระเบียนสะสม ใบรับรองผลการเรียน
และเอกสารอื่น ๆ ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการนำเอกสารไปใช้

9. การเทียบโอนผลการเรยี น
สถานศึกษาสามารถเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนในกรณีต่าง ๆ ได้แก่ การย้ายสถานศึกษา

การเปล่ียนรูปแบบการศึกษา การย้ายหลักสูตร การออกกลางคันและขอกลับเข้ารับการศึกษาต่อ การศึกษาจาก
ต่างประเทศและขอเข้าศึกษาตอ่ ในประเทศ นอกจากนย้ี ังสามารถเทยี บโอนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์จากแหล่ง
การเรียนรู้อ่ืน ๆ เช่น สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบันการฝึกอบรมอาชีพ การจัดการศึกษาโดย
ครอบครัว

การเทียบโอนผลการเรียนควรดำเนินการในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนแรกหรือต้นภาคเรียนแรก โดย
สถานศึกษากำหนดให้มคี ณะกรรมการเทียบโอน รายวิชา/จำนวนหน่วยกิต ตามทหี่ ลกั สตู รของสถานศกึ ษากำหนด
ท้ังนี้ ผู้เรียนท่ีได้รับการเทียบโอนผลการเรียนต้องศึกษาต่อเนื่องในสถานศึกษาที่รับเทียบโอนอย่างน้อย ๑ ภาค
เรียน โดยสถานศึกษาที่รับผู้เรียนจากการเทียบโอนควรกำหนดรายวิชา/จำนวนหน่วยกิตท่ีจะรับเทียบโอนตาม
ความเหมาะสม

การพจิ ารณาการเทียบโอน สามารถดำเนนิ การได้ ดงั นี้
๑. พิจารณาจากหลกั ฐานการศึกษาและเอกสารอ่นื ๆ ท่ีใหข้ ้อมลู แสดงความรู้ ความสามารถของผเู้ รียน
๒. พิจารณาจากความรู้ความสามารถของผู้เรียนโดยการทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งภาคความรู้และ
ภาคปฏบิ ัติ
๓. พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏิบัติในสภาพจริง
4. การเทยี บโอนผลการเรียนให้เปน็ ไปตามประกาศหรอื แนวปฏิบัติของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

10. การบรหิ ารจดั การหลักสตู ร
ในระบบการศึกษาที่มีการกระจายอำนาจให้สถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรนั้น หน่วยงาน

ต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวข้องในแตล่ ะระดบั ตัง้ แต่ระดับชาติ ระดับท้องถนิ่ จนถงึ ระดบั สถานศึกษา มีบทบาทหน้าทีแ่ ละความ
รับผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน ส่งเสริม การใช้และพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือให้การ
ดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะ
สง่ ผลใหก้ ารพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียนบรรลตุ าม มาตรฐานการเรียนรูท้ ่ีกำหนดไวใ้ นระดับชาติ

ระดับท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา หน่วยงานต้นสังกัดอ่ืน ๆ เป็นหน่วยงานท่ีมีบทบาทใน
การขับเคล่ือนคุณภาพการจัดการศึกษา เป็นตัวกลางที่จะเชื่อมโยงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่
กำหนดในระดับชาติให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่นเพื่อนำไปสู่การจัดทำหลักสูตรของ
สถานศึกษา ส่งเสริมการใช้และพัฒนาหลักสูตรในระดับสถานศึกษาให้ประสบความสำเร็จ โดยมีภารกิจสำคัญ คือ
กำหนดเป้าหมายและจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับท้องถ่ินโดยพิจารณาให้สอดคล้องกับส่ิงท่ีเป็นความ
ต้องการในระดับชาติ พัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับท้องถ่ิน รวมทั้งเพ่ิมพูน
คุณภาพการใช้หลักสูตรด้วยการวิจัย และพัฒนาการพัฒนาบุคลากร สนับสนุน ส่งเสริม ติดตามผล ประเมินผล
วเิ คราะห์ และรายงานผล คุณภาพของผเู้ รยี น

สถานศกึ ษามีหน้าท่ีสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนและดำเนินการใช้หลักสูตร การ
เพ่ิมพูนคุณภาพการใช้หลักสูตรด้วยการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร จัดทำระเบียบการวัด
และประเมินผล ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน

หลกั สตู รสถานศกึ ษาองิ สมรรถนะโรงเรียนบ้านกองลม พทุ ธศักราช 2564 180


Click to View FlipBook Version