The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจ
บนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน
ตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Watcharaporn Chanaken, 2023-03-22 03:58:53

โครงการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจ บนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจ
บนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน
ตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

รายงานการวิจัย โครงการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจ บนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร Improving the quality of life of the elderly by promoting an economy based on vegetable resources Local herbs, Chokchai Subdistrict, Nikhom Kham Soi District Mukdahan Province. ชื่อผู้วิจัย/คณะผู้วิจัย อาจารย์พิริยาพร สุวรรณไตรย์ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร อาจารย์วัชราภรณ์ ชนะเคน วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร อาจารย์ณัฐริกา ป้อมหิน วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร สิงหาคม 2564 ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)


รายงานการวิจัย โครงการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจ บนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร Improving the quality of life of the elderly by promoting an economy based on vegetable resources Local herbs, Chokchai Subdistrict, Nikhom Kham Soi District Mukdahan Province. ชื่อผู้วิจัย/คณะผู้วิจัย อาจารย์พิริยาพร สุวรรณไตรย์ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร อาจารย์วัชราภรณ์ ชนะเคน วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร อาจารย์ณัฐริกา ป้อมหิน วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร สิงหาคม 2564 ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)


ก กิตติกรรมประกาศ รายงานฉบับนี้ได้สรุปผลการศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการ ส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัด มุกดาหาร กลุ่มเป้าหมาย คือ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ านวน 50 คน โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 2) เพื่อ ศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และ 3) เพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอ นิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร รายงานการวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2563 และสามารถส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาให้ความช่วยเหลือให้ค าแนะน า อย่างดียิ่งจาก ผศ.ดร.วิจิตรา สุจริต ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ทองทั่ว และ ดร.เดชรัต สุขก าเนิด คณะผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความ กรุณาของทุกท่าน จึงขอกราบขอบพระคุณท่านอย่างสูงไว้ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นางสาวปุณิกา หงษ์อุดร นักวิจัยชุมชนมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น อีสาน ดร.พิศดาร แสนชาติและ นายจรรยา ราชวงศ์ ที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ค าแนะน า และข้อมูลต่างๆ ซึ่ง ผู้วิจัยถือว่ามีคุณค่าเป็นอย่างมากท าให้การวิจัยส าเร็จลุล่วง ขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย และ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและให้ ข้อมูลในการวิจัยเป็นอย่างดีจึงขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ อาจารย์พิริยาพร สุวรรณไตรย์ หัวหน้าโครงการวิจัย


ข บทสรุปผู้บริหาร 1.รายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานวิจัย/โครงการวิจัย ชื่อโครงการวิจัย (ภาษาไทย) การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบน ฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ชื่อโครงการวิจัย (ภาษาอังกฤษ) Improving the quality of life of the elderly by promoting an economy based on vegetable resources Local herbs, Chokchai Subdistrict, Nikhom Kham Soi District Mukdahan Province ชื่อผู้วิจัย/คณะผู้วิจัย หัวหน้าโครงการ นางสาวพิริยาพร สุวรรรไตรย์ ครู ช านาญการ สังกัดวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร หมายเลขโทรศัพท์โทร. 0-8740-9010-4 E-mail [email protected] ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 1 นางสาววัชราภรณ์ ชนะเคน ครูคศ.1 สังกัดวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร หมายเลข โทรศัพท์โทร. 0-9609-4955-4 อีเมล์ [email protected] ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 2 นางสาวณัฐริกา ป้อมหิน นักวิชาการ สังกัดวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร หมายเลข โทรศัพท์โทร. 0-9145-3246-1 อีเมล์ [email protected] ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประจ าปี 2563 จ านวน 330,300 บาท ระยะเวลาท าการวิจัย 10 เดือน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 - สิงหาคม พ.ศ. 2564 2. สรุปโครงการวิจัย ความส าคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย สถานการณ์ของผู้สูงอายุของต าบลโชคในปัจจุบัน ผู้สูงอายุต้องรับภาระพึ่งพิงของบุตรหลานที่ได้รับ ผลกระทบการระบาดของโรค ท าให้เกิดภาวการณ์ว่างงานไม่สามารถส่งเงินให้กับผู้สูงอายุและต้องกลับภูมิล าเนา เพื่อลดค่าใช้จ่าย ท าให้กลุ่มผู้สูงอายุมีความต้องการมีสร้างรายได้จากทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรที่มีในชุมชนที่จะ สร้างกันชนทางด้านการเงินให้กับผู้สูงอายุ ทั้งยังช่วยในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการ เดินทางไปพบแพทย์ จากสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง ประกอบกับความพยายามของผู้สูงอายุที่แสวงหา ทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่จะสร้างรายได้และมีเงินออมส าหรับใช้เป็นกันชนทางการเงินของครัวเรือน ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบันและเพียงพอส าหรับอนาคตมากกว่า 3 เดือนเป็นอย่างน้อย ดังนั้น ชมรม ผู้สูงอายุ จึงมีความคิดริเริ่มที่จะต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากต้นทุนเดิมที่มีในเรื่องพืชผัก สมุนไพร และได้ ก าหนดเป้าหมายการพัฒนา 3 ปีข้างหน้าที่จะเป็นพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของอ าเภอนิคม ค าสร้อย ในปีที่ 1 เป็นการวิจัยหาความรู้จากการปฏิบัติการ การเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรซึ่งเป็น ทรัพยากรท้องถิ่นในเชิงเศรษฐกิจในการสร้างมูลค่าตั้งแต่การผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรส าคัญ ได้แก่ ลูกประคบสมุนไพร ยาหม่องสมุนไพร และน้ ามันเหลืองสมุนไพร สู่การทดลองจ าหน่ายในตลาดชุมชน ตลาดนอก ชุมชน และตลาดออนไลน์ โดยทางองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย มีความพร้อมที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ ผู้สูงอายุเข้าถึงการใช้ทรัพยากรภาครัฐในระดับท้องถิ่นโดยการจัดสรรพื้นที่จ านวน 8 ไร่ ให้กับผู้สูงอายุได้ใช้ ประโยชน์ ซึ่งผู้สูงอายุและองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย ยังขาดความรู้ในทางวิชาการด้านการวางแผนการ จัดการพื้นที่การผลิต การบริหารจัดการรายรับรายจ่ายในครัวเรือน การเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรใน ท้องถิ่นโดยการเพิ่มคุณค่าและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพ สามารถเพิ่มช่องทางการสร้าง


ค อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรอย่างหลากหลาย เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้นให้กับผู้สูงอายุ โดยการด าเนินโครงการวิจัย การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัด มุกดาหาร 2. เพื่อศึกษาและพัฒนาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร 3. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส ่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพร พื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยา กรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร มีกลุ่มเป้าหมายในการ วิจัย คือ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ านวน 50 คน มีวิธีการด าเนินงานโดยใช้เครื่องมือการสัมภาษณ์ เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การจัดเสวนากลุ่ม การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการจัดเวที ชุมชน เพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย และการพัฒนา ศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย ผลการวิจัย การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ ่มผู้สูงอายุโดยการส ่งเสริมเศรษฐกิจบนฐาน ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มเป้าหมาย คือ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ านวน 50 คน โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 2) เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการ ผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และ 3) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริม ส ่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัด มุกดาหาร มีผลการวิจัย 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เพื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร การศึกษาสภาพเศรษฐกิจของลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน โดยมีการแบ่งกลุ่มตามเส้นความยากจนเป็น 4 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ 1 คือ ผู้มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความอยากจน มีจ านวน 18 คน มีรายได้หลักมาจากรายได้ที่ไม่ นับเป็นตัวเงิน รองลงมาคือ รายได้จากสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือ กลุ่มที่ 2 ผู้มีรายได้สูงกว่าความยากจน แต่ต่ ากว่า 40 % จ านวน13 คน มีรายได้หลักจากค่าแรง รองลงมาคือ รายได้ที่ไม่นับเป็นตัวเงิน และ รายได้จากสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือ กลุ่มที่ 3 มีรายได้สูงกว่า 40 % แต่ต่ ากว่าเส้นมัธยฐาน จ านวน 4 คน มีรายได้หลักจากค่าแรง รองลงมาคือ รายได้จากสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือ และ มีก าไรจากการประกอบธุรกิจ กลุ่มที่ 4 มีรายได้สูงกว่าเส้นมัธยฐาน จ านวน 15 คน มีรายได้หลักจากค่าแรง ทั้งนี้ยังพบว่า มีก าไร จากการเกษตร และจากการเงิน


ง เมื่อเปรียบเทียบสภาพเศรษฐกิจจากข้อมูลทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านรายได้ ด้านทรัพย์สินและการออม ด้าน รายจ่ายในครัวเรือน และด้านหนี้สิน พบว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรายได้รายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สิน การ ออม ของกลุ่มเป้าหมาย พบว่า กลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ซึ่งสอดคล้อง การศึกษาสภาพสังคมของกลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ที่ กลุ่มเป้าหมายอยู่ในความครอบครอง เพื่อรวบรวมแหล่งวัตถุดิบ กระบวนการจัดการทรัพยากรพืชผัก สมุนไพร พื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการบริโภคเป็นอาหาร ยา และจ าหน่ายสร้างรายได้ ของสมาชิกชมรม ผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน ในการศึกษาสภาพสังคม ของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ผลการศึกษาพบว่า ต าบลโชคชัยก่อตั้งใน ปี พ.ศ.2518 มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 หมู่บ้าน จ านน 1,143 ครัวเรือน มีความหลากหลายเชื้อสาย อาชีพหลักที่สร้างรายได้เป็นการ ท านาปี ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย และมันส าปะหลัง ตามล าดับ ส่วนพืชผัก ที่ ปลูกจะใช้ในครัวเรือนมากกว่าจะจ าหน่ายเนื่องจากปลูกปริมาณน้อย ได้แก่ ต้นหอม ผักชี ข้าวโพด แตงโม เห็ดขอนขาว ผักกาดเขียว แตงไทย ถั่วลิสง และชนิดสมุนไพร ผลการส ารวจสถานการณ์การณ์เกี่ยวกับพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านจากแหล่งทรัพยากรและการใช้ ประโยชน์พืชผัก สมุนไพร ของชุมชนต าบลโชคชัย จากแหล่งทรัพยากร 3 แหล่ง คือ ปลูกในครัวเรือน วน อุทยานดงบังอี่ และในป่าชุมชน พบว่า มีเฉพาะแหล่งที่มาจากครัวเรือนที่มีการน ามาใช้ประโยชน์ พืชปลูกใน กลุ่มพืชผัก ชุมชนนิยมน ามาใช้ในการประกอบอาหาร ในส่วนของพืชสมุนไพร ชุมชนมีการน ามาใช้ประโยชน์ น้อย นื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสรรพคุณและวิธีการน าไปใช้ ส าหรับกลุ่มคนที่รู้จักใช้สมุนไพรจะมี การน าสมุนไพรมาใช้ประโยชน์เพื่อการรักษาสุขภาพ ในแหล่งที่เป็นป่าชุมชน และวนอุทยาน นั้นมีข้อห้ามใน การเก็บพืชพันธุ์มาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ตอนที่ 2 เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร . ผลการวิจัยพบว่า 1) การคัดเลือกสมุนไพรในชุมชนเพื่อใช้ในการปลูกเพื่อเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากสมุนไพร มีจ านวน 7 ชนิด ได้แก่ ขิง ข่า มะแหน่ง ขมิ้น ไพล ตระไคร้หอม และ ขมิ้นชัน รวมทั้งยังจัดให้มี การท าแปลงสาธิต จ านวน 1 ไร่ เพื่อให้ความรู้ในการปลูกสมุนไพรที่สามารถน ามาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้กับ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย 2) ด าเนินการการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อทดสอบผลการใช้งาน จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ลูกประคบสมุนไพร น้ ามันเหลืองสมุนไพร และ ยาหม่องสมุนไพร ซึ่งผลการทดสอบ แพ้หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ไม่พบอาการแพ้ในกลุ่มทดสอบ 3) การวางแผนการตลาดและ สร้างตราผลิตภัณฑ์ ท าให้เกิดตราสินค้าภายใต้ชื่อ สมุนไพรโชคชัย ที่มาของตราสินค้าเน้นการใช้โทนสีเขียวที่ สะท้อนความเป็นธรรมชาติในชุมชน ส่วนประกอบมี รูปภูเขาที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชผัก สมุนไพร ในต าบลโชคชัย มีรูปพระอาทิตย์ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง และรูปกังหันลม เนื่องจากในต าบลโชคชัยอยู่ใน ภูมิประเทศที่ใกล้กับกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า Landmark แห่งใหม่ของอ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 4) การแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อจ าหน่ายสร้างรายได้ จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ลูกประคบสมุนไพร น้ ามัน เหลืองสมุนไพร และ ยาหม่องสมุนไพร 5) การทดสอบแพ้หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ไม่พบ อาการแพ้ในกลุ่มทดสอบ และมีการทดสอบตลาดใน 3 รูปแบบ คือ จ าหน่ายในชุมชนใช้พื้นที่ตลาดชุมชนของ ต าบลโชคชัย จ าหน่ายนอกพื้นที่ปฏิบัติการ และช่องทางออนไลน์ ผลการทดสอบตลาดพบว่า ช่องทางในการ จ าหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ที่มียอดขายมากที่สุด คือ จ าหน่ายในชุมชนใช้พื้นที่ตลาดชุมชนของ ต าบลโชคชัย รองลงมา คือ จ าหน่ายนอกพื้นที่ปฏิบัติการ (สถานพยาบาลด้านแพทย์แผนไทย และสาธารณสุข จังหวัดมุกดาหาร) และ ช่องทางออนไลน์ (Facebook, line) ตามล าดับ


จ ตอนที่ 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พบว่า จาการศึกษาสภาพทาง เศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และ ศึกษาและ พัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดของ กลุ่มเป้าหมาย ได้ท าการวิเคราะห์แหล่งที่มาของรายได้ของกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ 1 ผู้มีรายได้ ต่ ากว่าเส้นความอยากจน มีรายได้เพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการ และมีผู้ที่พ้นเส้นความยากจน จ านวน 3 คน กลุ่มที่ 2 ผู้มีรายได้สูงกว่าความยากจน แต่ต่ ากว่า 40 % กลุ่มที่ 3 มีรายได้สูงกว่า 40 % แต่ต่ ากว่าเส้นมัธย ฐาน และ กลุ่มที่ 4 มีรายได้สูงกว่าเส้นมัธยฐาน พบว่า พบว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการและยังอยู่ใน กลุ่มเดิม และเมื่อเปรียบเทียบการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย อ าเภอนิคม ค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ พบว่า กลุ่มสมาชิกชมรมผู้สูงอายุมีการใช้ ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านก่อนเข้าร่วมโครงการหลังเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จากชนิดสมุนไพร จ านวน 16 ชนิด คือ กลุ่มที่ 1 ผู้มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความอยากจน กลุ่มที่ 2 ผู้มีรายได้สูงกว่าความยากจน แต่ ต่ ากว่า 40 % กลุ่มที่ 3 มีรายได้สูงกว่า 40 % แต่ต่ ากว่าเส้นมัธยฐาน และกลุ่มที่ 4 มีรายได้สูงกว่าเส้นมัธยฐาน พบว่า ผู้มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความอยากจน หลังเข้าร่วมโครงการมีการใช้ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ทุกคน ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. ภาครัฐหรือองค์กรเครือข่ายประชาชนด้านสุขภาพความมีการส่งเสริมการใช้สมุนไพร โดย มุ่งเน้นในด้านความปลอดภัย การใช้ที่ถูกต้อง เพื่อทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถดูแล สุขภาพเบื้องต้นได้ 2. ภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ควรเน้นส่งเสริมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพของ ตนเองในลักษณะการใช้สมุนไพรในชีวิตประจ าวัน โดยการปลูกในครัวเรือเพื่อบริโภคเป็นอาหารและยา เพื่อ สร้างกันชนด้านสุขภาพ 3. รัฐควรส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานเกี่ยวกับสมุนไพร ทั้งการปลูก การใช้ และการ แปรรูป เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป ในการศึกษาครั้งต่อไปควรน ารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ ่มผู้สูงอายุโดยการส ่งเสริม เศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ในผู้สูงอายุในพื้นที่ต่างๆ และสามารถประยุกต์ใช้ได้ ตามความเหมาะสมเนื่องจากในแต่ละพื้นที่มีปัจจัยแวดล้อมหรือบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งทรัพยากร วิถีชีวิตและ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นแต่ละชุมชนสามารถประยุกต์ใช้รูปแบบที่มีความเหมาะสมกับบริบทของ ตนเองได้


ฉ ชื่อเรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัย พิริยาพร สุวรรณไตรย์ วัชราภรณ์ ชนะเคน ณัฐริกา ล้ าเลิศ ค าส าคัญ (Key words) คุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ พืชผัก สมุนไพร บทคัดย่อ การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ ่มผู้สูงอายุโดยการส ่งเสริมเศรษฐกิจบนฐาน ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มเป้าหมาย คือ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ านวน 50 คน โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 2) เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการ ผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และ 3) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริม ส ่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัด มุกดาหาร มีผลการวิจัย 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เพื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร การศึกษาสภาพเศรษฐกิจของลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน โดยมีการแบ่งกลุ่มตามเส้นความยากจนเป็น 4 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ 1 คือ ผู้มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความอยากจน มีจ านวน 18 คน มีรายได้หลักมาจากรายได้ที่ไม่ นับเป็นตัวเงิน รองลงมาคือ รายได้จากสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือ กลุ่มที่ 2 ผู้มีรายได้สูงกว่าความยากจน แต่ต่ ากว่า 40 % จ านวน13 คน มีรายได้หลักจากค่าแรง รองลงมาคือ รายได้ที่ไม่นับเป็นตัวเงิน และ รายได้จากสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือ กลุ่มที่ 3 มีรายได้สูงกว่า 40 % แต่ต่ ากว่าเส้นมัธยฐาน จ านวน 4 คน มีรายได้หลักจากค่าแรง รองลงมาคือ รายได้จากสวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลือ และ มีก าไรจากการประกอบธุรกิจ กลุ่มที่ 4 มีรายได้สูงกว่าเส้นมัธยฐาน จ านวน 15 คน มีรายได้หลักจากค่าแรง ทั้งนี้ยังพบว่า มีก าไร จากการเกษตร และจากการเงิน เมื่อเปรียบเทียบสภาพเศรษฐกิจจากข้อมูลทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านรายได้ ด้านทรัพย์สินและการออม ด้าน รายจ่ายในครัวเรือน และด้านหนี้สิน พบว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สิน การ ออม ของกลุ่มเป้าหมาย พบว่า กลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ซึ่งสอดคล้อง การศึกษาสภาพสังคมของกลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ที่ กลุ่มเป้าหมายอยู่ในความครอบครอง เพื่อรวบรวมแหล่งวัตถุดิบ กระบวนการจัดการทรัพยากรพืชผัก สมุนไพร พื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการบริโภคเป็นอาหาร ยา และจ าหน่ายสร้างรายได้ ของสมาชิกชมรม ผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน ในการศึกษาสภาพสังคม ของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ผลการศึกษาพบว่า ต าบลโชคชัยก่อตั้งใน ปี พ.ศ.2518 มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 หมู่บ้าน จ านน 1,143 ครัวเรือน มีความหลากหลายเชื้อสาย อาชีพหลักที่สร้างรายได้เป็นการ ท านาปี ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย และมันส าปะหลัง ตามล าดับ ส่วนพืชผัก ที่


ช ปลูกจะใช้ในครัวเรือนมากกว่าจะจ าหน่ายเนื่องจากปลูกปริมาณน้อย ได้แก่ ต้นหอม ผักชี ข้าวโพด แตงโม เห็ดขอนขาว ผักกาดเขียว แตงไทย ถั่วลิสง และชนิดสมุนไพร ผลการส ารวจสถานการณ์การณ์เกี่ยวกับพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านจากแหล่งทรัพยากรและการใช้ ประโยชน์พืชผัก สมุนไพร ของชุมชนต าบลโชคชัย จากแหล่งทรัพยากร 3 แหล่ง คือ ปลูกในครัวเรือน วน อุทยานดงบังอี่ และในป่าชุมชน พบว่า มีเฉพาะแหล่งที่มาจากครัวเรือนที่มีการน ามาใช้ประโยชน์ พืชปลูกใน กลุ่มพืชผัก ชุมชนนิยมน ามาใช้ในการประกอบอาหาร ในส่วนของพืชสมุนไพร ชุมชนมีการน ามาใช้ประโยชน์ น้อย นื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสรรพคุณและวิธีการน าไปใช้ ส าหรับกลุ่มคนที่รู้จักใช้สมุนไพรจะมี การน าสมุนไพรมาใช้ประโยชน์เพื่อการรักษาสุขภาพ ในแหล่งที่เป็นป่าชุมชน และวนอุทยาน นั้นมีข้อห้ามใน การเก็บพืชพันธุ์มาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ตอนที่ 2 เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร . ผลการวิจัยพบว่า 1) การคัดเลือกสมุนไพรในชุมชนเพื่อใช้ในการปลูกเพื่อเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากสมุนไพร มีจ านวน 7 ชนิด ได้แก่ ขิง ข่า มะแหน่ง ขมิ้น ไพล ตระไคร้หอม และ ขมิ้นชัน รวมทั้งยังจัดให้มี การท าแปลงสาธิต จ านวน 1 ไร่ เพื่อให้ความรู้ในการปลูกสมุนไพรที่สามารถน ามาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้กับ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย 2) ด าเนินการการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อทดสอบผลการใช้งาน จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ลูกประคบสมุนไพร น้ ามันเหลืองสมุนไพร และ ยาหม่องสมุนไพร ซึ่งผลการทดสอบ แพ้หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ไม่พบอาการแพ้ในกลุ่มทดสอบ 3) การวางแผนการตลาดและ สร้างตราผลิตภัณฑ์ ท าให้เกิดตราสินค้าภายใต้ชื่อ สมุนไพรโชคชัย ที่มาของตราสินค้าเน้นการใช้โทนสีเขียวที่ สะท้อนความเป็นธรรมชาติในชุมชน ส่วนประกอบมี รูปภูเขาที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชผัก สมุนไพร ในต าบลโชคชัย มีรูปพระอาทิตย์ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง และรูปกังหันลม เนื่องจากในต าบลโชคชัยอยู่ใน ภูมิประเทศที่ใกล้กับกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า Landmark แห่งใหม่ของอ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 4) การแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อจ าหน่ายสร้างรายได้ จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ลูกประคบสมุนไพร น้ ามัน เหลืองสมุนไพร และ ยาหม่องสมุนไพร 5) การทดสอบแพ้หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ คือ ไม่พบ อาการแพ้ในกลุ่มทดสอบ และมีการทดสอบตลาดใน 3 รูปแบบ คือ จ าหน่ายในชุมชนใช้พื้นที่ตลาดชุมชนของ ต าบลโชคชัย จ าหน่ายนอกพื้นที่ปฏิบัติการ และช่องทางออนไลน์ ผลการทดสอบตลาดพบว่า ช่องทางในการ จ าหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ที่มียอดขายมากที่สุด คือ จ าหน่ายในชุมชนใช้พื้นที่ตลาดชุมชนของ ต าบลโชคชัย รองลงมา คือ จ าหน่ายนอกพื้นที่ปฏิบัติการ (สถานพยาบาลด้านแพทย์แผนไทย และสาธารณสุข จังหวัดมุกดาหาร) และ ช่องทางออนไลน์ (Facebook, line) ตามล าดับ ตอนที่ 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พบว่า จาการศึกษาสภาพทาง เศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และ ศึกษาและ พัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดของ กลุ่มเป้าหมาย ได้ท าการวิเคราะห์แหล่งที่มาของรายได้ของกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ 1 ผู้มีรายได้ ต่ ากว่าเส้นความอยากจน มีรายได้เพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการ และมีผู้ที่พ้นเส้นความยากจน จ านวน 3 คน กลุ่มที่ 2 ผู้มีรายได้สูงกว่าความยากจน แต่ต่ ากว่า 40 % กลุ่มที่ 3 มีรายได้สูงกว่า 40 % แต่ต่ ากว่าเส้นมัธย ฐาน และ กลุ่มที่ 4 มีรายได้สูงกว่าเส้นมัธยฐาน พบว่า พบว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการและยังอยู่ใน กลุ่มเดิม และเมื่อเปรียบเทียบการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย อ าเภอนิคม ค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ พบว่า กลุ่มสมาชิกชมรมผู้สูงอายุมีการใช้ ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านก่อนเข้าร่วมโครงการหลังเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จากชนิดสมุนไพร


ซ จ านวน 16 ชนิด คือ กลุ่มที่ 1 ผู้มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความอยากจน กลุ่มที่ 2 ผู้มีรายได้สูงกว่าความยากจน แต่ ต่ ากว่า 40 % กลุ่มที่ 3 มีรายได้สูงกว่า 40 % แต่ต่ ากว่าเส้นมัธยฐาน และกลุ่มที่ 4 มีรายได้สูงกว่าเส้นมัธยฐาน พบว่า ผู้มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความอยากจน หลังเข้าร่วมโครงการมีการใช้ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ทุกคน


ฌ สารบัญ กิตติกรรมประกาศ บทสรุปผู้บริหาร บทคัดย่อ สารบัญ สารบัญรูปภาพ สารบัญตาราง บทที่ 1 บทน า ก ข ฉ ฌ ฌ ฌ 1.1 หลักการและเหตุผล 1.2 นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 1.3 วัตถุประสงค์ 1.4 ขอบเขตการวิจัย 1.5 การวิเคราะห์ภาคี 1.6 ระยะเวลาการท าวิจัย 1.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย 1.8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1 4 4 4 6 7 8 8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับคุณภาพผู้สูงอายุ 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 2.4 รายงานสถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย 2.5 แนวคิดเกี่ยวกับสมุนไพรไทย 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการตลาด 2.7 แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพ 2.8 แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.9 แนวคิดเกี่ยวกับส่วนผสมทางการตลาด 2.10 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค 2.11 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9 14 18 21 30 49 53 57 62 65 69 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 3.1 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูล 3.2 รายละเอียดของขั้นตอนการด าเนินงานจริงตามแผนงาน 80 83


ญ สารบัญ (ต่อ) บทที่ 4 ผลการวิจัย 4.1 เพื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 4.2 เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร . 4.3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส ่งเศรษฐกิจบนฐาน ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 86 160 163 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ 179 193 199 บรรณานุกรม ภาคผนวก 201 208 ภาคผนวก ก แบบสอบถามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนบนพื้นที่ ภาคผนวก ข ประวัตินักวิจัย 209 222


ฎ สารบัญรูปภาพ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ภาพที่2 สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจผู้สูงอายุไทย ภาพที่3 กระบวนการตัดสินใจโดยใช้เหตุผล ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ภาพที่4 ปัจจัยที่เป็นตัวก าหนดมูลค่าเพิ่มส าหรับลูกค้า (Customer added value) ภาพที่5 มูลค่าที่ส่งมอบแก่ลูกค้า (Customer delivered value) ภาพที่6 ส่วนประสมทางการตลาด(Marketing mix) หรือ 4Ps ภาพที่7 รูปแบบพฤติกรรมผู้ซื้อ (ผู้บริโภค) ภาพที่8 กระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ ภาพที่ 9 การเพิ่มของรายได้ของกลุ่มเป้าหมายที่คาดการณ์ว่าจะเกิดหลังเสร็จสิ้นโครงการ ภาพที่ 10 แหล่งที่มาของรายได้ ภาพที่11 รายได้หมวดที่ 1 ค่าแรง ภาพที่ 12 รายได้หมวดที่ 2 ก าไรจากธุรกิจ ภาพที่ 13 รายได้หมวดที่ 3 ก าไรสุทธิจากเกษตร ภาพที่ 14 รายได้หมวดที่ 4 สวัสดิการ/ความช่วยเหลือ ภาพที่15 รายได้หมวดที่ 6 รายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน ภาพที่ 16 ทรัพย์สินและการออม ภาพที่ 17 ทรัพย์สิน (แยกตามแหล่งที่มาของทรัพย์สิน) ภาพที่ 18 รายจ่ายในครัวเรือน ภาพที่ 19 รายจ่ายในการประกอบอาชีพ ภาพที่ 20 รายจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม ภาพที่ 21 รายจ่ายหมวดค่าที่อยู่อาศัย ภาพที่ 22 รายจ่ายในการศึกษา ภาพที่ 23 รายจ่ายเพื่อการผักผ่อนหย่อนใจ และภาษีสังคม ภาพที่ 24 หนี้สิน ภาพที่ 25 เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สิน การออม ภาพที่ 26 ชนิดพืชผัก สมุนไพรที่มีการปลูกและใช้ประโยชน์จ าแนกตามกลุ่มเส้นความยากจน ภาพที่ 27 ตราสินค้าของชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย 8 22 56 59 59 63 67 69 87 89 91 92 94 96 98 99 100 102 103 104 104 104 105 106 107 160 161


ฏ สารบัญตาราง ตารางที่1 ความแตกต่างระหว่างโมเดลคลาสสิคและโมเดลการบริหาร ตารางที่ 2 แผนงานโครงการวิจัย การพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐาน ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตารางที่3 รายได้ระดับครัวเรือนก่อนเข้าร่วมโครงการแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 4 รายได้ของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัยจ าแนกตามกลุ่มเส้นความยากจน ตารางที่ 5 เส้นความยากจนและรายได้ต่อครัวเรือนของประชาชนจังหวัดมุกดาหารจ าแนกเป็น อ าเภอ ตารางที่ 6 แหล่งที่มาของค่าแรงและค่าเฉลี่ยค่าแรงของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้น ความยากจน 40 % ตารางที่ 7 แหล่งที่มาของก าไรจากธุรกิจและค่าเฉลี่ยก าไรจากธุรกิจของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่ม ตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 8 แหล่งที่มาของก าไรสุทธิจากเกษตรและค่าเฉลี่ยก าไรจากธุรกิจของกลุ่มเป้าหมาย แบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 9 แหล่งที่มาของสวัสดิการและเงินช่วยเหลือและค่าเฉลี่ยสวัสดิการและเงินช่วยเหลือ ของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 10 แหล่งที่มาของรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินและค่าเฉลี่ยรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินของ กลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 11 แหล่งที่มาของทรัพย์สินและการออมและค่าเฉลี่ยทรัพย์สินและการออมของ กลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ทรัพย์สินและการออม ตารางที่ 12 แหล่งที่มาของทรัพย์สิน และค่าเฉลี่ยทรัพย์สิน ของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตาม เกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 13 แหล่งที่มาของรายจ่ายในครัวเรือนทรัพย์สินและค่าเฉลี่ยรายจ่ายในครัวเรือน ทรัพย์สิน ของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่14 เส้นความยากจน (ด้านรายจ่าย) จังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. 2553 – 2562 ตารางที่ 15 แหล่งที่มาของหนี้สินและค่าเฉลี่ยหนี้สินของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความ ยากจน 40 % ตารางที่ 16 การวิเคราะห์เปรียบเทียบแหล่งที่มาของรายจ่ายครัวเรือน และค่าเฉลี่ยรายจ่าย ครัวเรือนของกลุ่มเป้าหมายแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความยากจน 40 % ตารางที่ 17 แผนที่เส้นประวัติศาสตร์ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตารางที่ 18 ปฏิทินประเพณีต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตารางที่ 19 ปฏิทินผลผลิตทางการเกษตรต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 56 83 87 88 89 90 91 93 95 97 99 100 102 103 105 107 108 111 112


ฐ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่20 ชนิด สรรพคุณ และการใช้ประโยชน์จากพันธุ์ของพืชผัก สมุนไพร ในต าบลโชคชัย จากการส ารวจในครัวเรือนกลุ่มเป้าหมายจ านวน 50 คน ตารางที่21 ชนิด สรรพคุณ และ การใช้ประโยชน์ของพืชผัก สมุนไพร ในป่าชุมชน ต าบลโชค ชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตารางที่ 22 จ านวนและค่าเฉลี่ยการแบ่งช่วงอายุของผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ าแนกตามการ แบ่งกลุ่มเส้นความยากจน 4 กลุ่ม ตารางที่ 23 ปัญหาสุขภาพของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย แบ่งตามเส้นความยากจน ตารางที่ 24 ผลการทดสอบการแพ้ของผลิตภัณฑ์สมุนไพรต าบลโชคชัย กลุ่มทดสอบ จ านวน 50 คน ตารางที่ 25 จ านวน ปริมาณ และราคาขายของผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชมรมผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย ตารางที่ 26 ผลการทดสอบตลาดของผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย ตารางที่ 27 การจ าแนกกลุ่มผู้ซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย ตารางที่ 28 รายได้ระดับครัวเรือนก่อน-หลังเข้าร่วมโครงการแบ่งกลุ่มตามเกณฑ์เส้นความ ยากจน 40 % ตารางที่ 29 เปรียบเทียบการใช้ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพรของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบล โชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตารางที่ 30 จ านวนและค่าเฉลี่ยในการบรรลุเป้าหมายและการประเมินระดับการมีส่วนร่วม โครงการวิจัยการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบน ฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ านวน 50 คน จ าแนก ตามกลุ่มเส้นความยากจน 4 กลุ่ม ตารางที่ 31 ระดับการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการวิจัย ตารางที่ 32 การวิเคราะห์ภาคีและการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการวิจัย 114 143 158 158 162 162 163 163 164 167 171 173 175


1 บทที่1 บทน ำ 1.1 หลักกำรและเหตุผล จากการเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคมในปัจจุบันที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจและ สังคมในอนาคตที่จะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยในอนาคตอันใกล้ของประเทศไทย ได้ท าให้มีแนวคิดในการใช้ สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ อันจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพ และการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรในประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพร ซึ่ง สมุนไพรไทยสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ได้หลากหลาย ตลาดสมุนไพรในโลกมีมูลค่ารวมกัน ประมาณ 9.18 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐโดยประเทศที่มีมูลค่า ทางการตลาดของสมุนไพรที่สูง ได้แก่ ประเทศเยอรมนีภูมิภาคเอเชีย ประเทศ ญี่ปุ่น และประเทศฝรั่งเศส ส าหรับประเทศไทยนั้นมีพืชสมุนไพรที่เป็นที่รู้จักสรรพคุณและการน ามาใช้ประโยชน์ ประมาณ 1,800 ชนิด และที่เป็นวัตถุดิบสมุนไพรหมุนเวียนในท้องตลาด มีประมาณ 300 ชนิด แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่า การบริหารจัดการสมุนไพรไม่เป็นระบบเท่าที่ควร จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบหลายชนิด คุณภาพ วัตถุดิบไม่ผ่านมาตรฐาน และ มีปัญหาด้านการก าหนดมาตรฐานคุณภาพวัตถุดิบ ขณะที่ผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมสมุนไพรส่วน ใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความสามารถในการแข่งขัน น้อย ท าให้สัดส่วนสถานประกอบการผลิตสมุนไพรที่ผ่านการรับรอง มาตรฐานการผลิตต่อทั้งหมดนั้นน้อย มาก จึงจ าเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้ได้รับรองมาตรฐานการผลิต รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน เพื่อให้เกิดศักยภาพตามก าหนด ส าหรับปัญหาด้านตลาดการสมุนไพรไทย พบว่า การเข้าสู่ประชาคม อาเซียนและข้อตกลงทางการค้าเสรีเป็นอุปสรรคต่อการผลิตและจ าหน่ายสินค้าสมุนไพร ส่วนในด้านการ ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสมุนไพร พบว่า ยังค่อนข้างกระจัดกระจายและไม่เพียงพอต่อการรองรับการ พัฒนาสมุนไพรของประเทศรวมทั้งการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในการส่งเสริมสมุนไพรไทยที่ผ่าน มาไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ท าให้การพัฒนาสมุนไพรที่เกิดขึ้นไม่สามารถน าไปสู่ผลสัมฤทธิ์อย่างที่ตั้งใจได้ นอกจากนี้ แม้ว่าสมุนไพรจะเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบายใน หลายระดับได้ให้ความส าคัญ แต่การด าเนินการที่ผ่านมายังมีลักษณะแบบชั่วคราว ไม่มีการด าเนินการ อย่างต่อเนื่องและถาวร เกิดการด าเนินการซ้ าซ้อน ตลอดจนเกิดอุปสรรคจากกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ท าให้การพัฒนาสมุนไพรที่ผ่านมาไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สถานการณ์และความท้าทาย เหล่านี้น า ไปสู่การก าหนดเป้าหมายของการพัฒนาสมุนไพรไทยที่เป็นวัตถุประสงค์ของแผนแม่บทว่าด้วย การพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งประกอบด้วย (1) พัฒนาสมุนไพรต่อยอดทั้งด้าน การรักษาและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น (2) สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่จะมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ (3) การขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบเพื่อท าให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรไทยอย่าง เชื่อมโยง และครบวงจร (4) ท าให้เกิดความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยแผน แม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 นี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม และรักษาภูมิปัญญาอัน ทรงคุณค่าที่เกี่ยวกับสมุนไพรไทย เพื่อพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์ สมุนไพรไทยอย่างมีคุณภาพเต็ม ประสิทธิภาพและครบวงจร ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคง มั่งคั่งและ ยั่งยืนของสมุนไพรไทยและการสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของไทย (กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, 2559: 1-4)


2 จังหวัดมุกดาหาร เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสมุนไพรธรรมชาติ มีภูมิปัญญาด้านสมุนไพร พื้นบ้านและศักยภาพในการผลิตสมุนไพรเพื่อใช้ในด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อม ด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เกิดความตระหนักถึงความส าคัญและโอกาสจากแผนแม่บทว่าด้วย การพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 ที่มีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ จึงก าหนด นโยบาย “การพัฒนาเป็นเมืองสมุนไพร” โดยให้มีการพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายในการมีส่วนร่วม เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพด้วยการน าภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน มาใช้ในชีวิตประจ าวัน โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นมา ได้ให้ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด มุกดาหารเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย “การพัฒนาเป็นเมืองสมุนไพร” ภายใต้ความร่วมมือ ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ส านักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร ส านักงานเกษตร จังหวัดมุกดาหาร สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดมุกดาหาร ส านักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร ส านักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร ส านักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมุกดาหาร ส านักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด มุกดาหาร ส านักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดมุกดาหาร หอการค้าจังหวัด มุกดาหาร ส านักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดมุกดาหาร ส านักงานสหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดมุกดาหาร วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร รวมทั้งกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพร จังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันด าเนินการขับเคลื่อนงานตามนโยบายข้างต้นแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ า กลางน้ า และปลายน้ า จนออกมาเป็นรูปธรรมในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ที่เกิดประโยชน์กับสุขภาพมนุษย์ ทั้งยังเชื่อมโยงเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดมุกดาหาร ตลอดจนเป็นการสร้างอาชีพและ ส่งเสริมรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อน าไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี น าไปสู่การพัฒนาจังหวัด มุกดาหารให้เป็นเมืองน่าอยู่ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการด าเนินงานในระยะต้นน้ า คือ การผลิต โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ส่งจ าหน่ายให้กับโรงงานผลิตยา สมุนไพร ระยะกลางน้ า คือ การแปรรูป ได้มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรที่ผ่านมาตรฐาน WHO และ GMP ที่ โรงพยาบาลนิคมค าสร้อยเพื่อผลิตยาสมุนไพรสนับสนุนให้สถานพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดมุกดาหารน าไป ให้บริการประชาชนในพื้นที่ และในปีงบประมาณ 2563 อยู่ระหว่างพัฒนาต่อยอดให้เกิดการผลิตสมุนไพร คุณภาพสูงและกัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร และส าหรับระยะปลายน้ า มีสถานพยาบาลทุกแห่ง 85 แห่งในจังหวัดที่ได้ให้บริการตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชนในด้านการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก นอกจากนี้ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ยังได้จัดงานมหกรรมการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีที่ 12 เพื่อเป็นพัฒนาศักยภาพและสร้าง เครือข่ายในการมีส่วนร่วมเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพด้วยการน าภูมิปัญญาการแพทย์แผน ไทยและการแพทย์พื้นบ้านมาใช้ในชีวิตประจ าวัน มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาการ ใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรในระบบสุขภาพและระบบเศรษฐกิจ จาก นโยบายการพัฒนาเป็นเมืองสมุนไพรของจังหวัดมุกดาหารที่กล่าวมา ได้ก าหนดพื้นที่อ าเภอนิคมค าสร้อย เป็นพื้นที่การส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นเมืองสมุนไพรและเมืองท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพของจังหวัด ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอ าเภอ (พชอ.) ได้รับมอบนโยบายของจังหวัดให้โรงพยาบาล นิคมค าสร้อยเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงาน โดยรับงบประมาณในการก่อสร้างโรงงานผลิตยา สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ปลูกสมุนไพรจ าหน่ายให้กับ โรงพยาบาลนิคมค าสร้อย ผ่านระบบสมาชิก ตามเงื่อนไขของโรงพยาบาลนิคมค าสร้อย ดังนี้ (1) ชุมชนต้อง สมัครเป็นสมาชิก (2) ท าการปลูกพืชสมุนไพรตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) การตรวจ


3 รับรองแบบมีส่วนร่วม (SDGsPGS) และ(Organic Agriculture Standard) โดยได้รับการตรวจรับรองจาก ทางโรงพยาบาลนิคมค าสร้อย (3) พื้นที่ปลูกต้องไม่เคยเป็นที่ตั้งแหละห่างไกลโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล คอกสัตว์ โรงเก็บสารเคมี และที่ทิ้งขยะ (4) มีพื้นที่ปลูกที่ต่อเนื่องอย่างน้อย 100 ตารางวา ใน การปลูกพืชสมุนไพร (5) ผู้เข้าร่วมต้องสมัครใจ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนิคมค าสร้อยลงเยี่ยม แปลงติดตามการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานในข้อที่ 2 และหากพบว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไป ตามเงื่อนไข โรงพยาบาลสามารถยกเลิกการรับวัตถุดิบสมุนไพรได้ทันที และตัดสิทธิ์ออกจากกลุ่มปลูก สมุนไพรเป็นเวลา 1 ปี จากนโยบายของจังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย ได้สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม ผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย โดยมีทางองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัยเป็นหน่วยสนับสนุนอาคารและพื้นที่ สาธารณะให้โรงเรียนผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุ จ านวน 50 คน ที่ออกมาพบปะและท ากิจกรรมร่วมกันอยู่ เสมออย่างน้อยเดือนละ 2 วัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าววิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ได้น าหลักสูตรส่งเสริม ความรู้ด้านสุขภาพและการแปรรูปสมุนไพรมาด าเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับประชาชนในต าบลร่ม เกล้า ต าบลกกแดง และต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย ตามโครงการสร้างงาน สร้างอาชีพกับการนวด ไทยเพื่อสุขภาพ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ท าให้มีเกิดกลุ่มหมอนวดแผนไทยเกิดขึ้นจ านวน 30 คนที่มีความรู้การนวดไทยและนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ และมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้ในการนวด ประกอบกับสถานการณ์ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับ ผู้สูงอายุ และสถานการณ์ภาระพึ่งพิงจากบุตรหลาน ท าให้กลุ่มผู้สูงอายุมาความต้องการที่จะน าทรัพยากร พืชผัก สมุนไพรที่มีในชุมชน มาใช้ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบ แพทย์ และพัฒนาไปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่จะสร้างกันชนทางด้านการเงินให้กับผู้สูงอายุ จากสถานการณ์ที่ เป็นปัจจัยฉุดรั้ง ประกอบกับความพยายามของผู้สูงอายุที่แสวงหาทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่จะ สร้างรายได้และมีเงินออมส าหรับใช้เป็นกันชนทางการเงินของครัวเรือน ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน และเพียงพอส าหรับอนาคตมากกว่า 3 เดือนเป็นอย่างน้อย ดังนั้น ชมรมผู้สูงอายุ จึงมีความคิดริเริ่มที่จะต่อ ยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากต้นทุนเดิมที่มีในเรื่องพืชผัก สมุนไพร และได้ก าหนดเป้าหมายการพัฒนา 3 ปี ข้างหน้าที่จะเป็นพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของอ าเภอนิคมค าสร้อย ในปีที่ 1 เป็นการ วิจัยหาความรู้จากการปฏิบัติการ การเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรซึ่งเป็นทรัพยากรท้องถิ่นในเชิง เศรษฐกิจในการสร้างมูลค่าตั้งแต่การผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรส าคัญ ได้แก่ ลูกประคบสมุนไพร ยาหม่องสมุนไพร และน้ ามันเหลืองสมุนไพร สู่การทดลองจ าหน่ายในตลาดชุมชน ตลาดนอกชุมชน และตลาด ออนไลน์ โดยทางองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย มีความพร้อมที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ เข้าถึงการใช้ทรัพยากรภาครัฐในระดับท้องถิ่นโดยการจัดสรรพื้นที่จ านวน 8 ไร่ ให้กับผู้สูงอายุได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งผู้สูงอายุและองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย ยังขาดความรู้ในทางวิชาการด้านการวางแผนการจัดการพื้นที่ การผลิต การบริหารจัดการรายรับรายจ่ายในครัวเรือน การเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในท้องถิ่นโดย การเพิ่มคุณค่าและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพ สามารถเพิ่มช่องทางการสร้างอาชีพที่ เกี่ยวข้องกับสมุนไพรอย่างหลากหลาย เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้นให้กับผู้สูงอายุ โดยการด าเนินโครงการวิจัยการ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน


4 1.2 นิยำมศัพท์ปฏิบัติกำร คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมายถึง สภาพความเป็นอยู่ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิก ของชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย ประกอบไปด้วยทางด้านการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ ด้านเศรษฐกิจ รายได้-รายจ่าย ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ที่มีผลต่อการด ารงชีวิตประจ าวันอย่างปกติสุข และร่วมกับ สังคมได้อย่างเหมาะสม การเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น หมายถึง การเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ในท้องถิ่นสู่การลดการพึ่งพาจากภายนอกเพื่อการจัดการตนเองและชุมชนซึ่งในงานวิจัยนี้เน้นการใช้ ประโยชน์จากสมุนไพรที่อยู่ในท้องถิ่น พืชผัก หมายถึง กลุ่มพืชที่ชุมชนปลูกหรือเกิดเองตามธรรมชาติ มีการน ามาใช้ในการประกอบ อาหาร พืชสมุนไพร หมายถึง กลุ่มพืชที่ชุมชนปลูกหรือเกิดเองตามธรรมชาติ มีสรรพคุณสมุนไพร มิได้น ามาประกอบอาหาร 1.3 วัตถุประสงค์ 1.3.1 เพื่อศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 1.3.2 เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร 1.3.3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส ่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 1.4 ขอบเขตกำรวิจัย 1.4.1 ขอบเขตทำงเนื้อหำ 1) เพื่อศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอ นิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 1.1) การศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอ นิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ทีมวิจัยได้ร่วมกันออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล จ านวน 2 ชุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เครื่องมือชุดที่ 1 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ สภาพ เศรษฐกิจของลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน และ เครื่องมือชุดที่ 2 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสังคมของผู้สูงอายุต าบลโชคชัย ประกอบด้วยสถานการณ์ ฐานข้อมูล ทุนเดิมการด าเนินงาน เช่น ชนิด ปริมาณ จ านวน พื้นที่ ขนาดพื้นที่ ระบบการจัดการ การใช้ ประโยชน์จ านวน 50 คน เป็นการลงพื้นที่ตามทีอยู่อาศัยเป็นรายบุคคล เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ตาม จริง ทั้งเรื่องสภาพที่อยู่อาศัย การถือครองทรัพย์สิน การด ารงชีวิต และทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน 1.2) รวบรวมและน าข้อมูลที่ได้จาการลงพื้นที่สัมภาษณ์ มาสรุปและวิเคราะห์ เพื่อให้ทราบถึงสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัด มุกดาหาร ออกมาในรูปตารางและแผนภูมิ และวิเคราะห์เพื่อหาแบ่งเส้นความยากจนของกลุ่มเป้าหมาย ทั้ง 50 คน


5 2) เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร การศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 มีเป้าหมายในการผลิตสินค้าจากพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัยไว้ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ น้ ามันเหลืองสมุนไพร ยาหม่องสมุนไพรเหลือง และลูกประคบสมุนไพร ทีมวิจัยได้แบ่ง ขั้นตอนในการด าเนินงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 2.1) การผลิต (ต้นน้ า) เป็นการด าเนินการเกี่ยวกับ 1) การให้ความรู้เกี่ยวกับการ น าทรัพยากร พืชผัก สมุนไพรมาใช้ในชีวิตประจ าวัน ทั้งในเรื่องของการใช้เป็นอาหาร และสรรพคุณทางยา โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากภาคีเครือข่ายนักวิชาการอิสระด้านสาธรณสุข 2) กระบวนการปลูก พืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านแบบปลอดภัยตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee Systems ) ได้รับ การสนับสนุนวิทยากรจากโรงพยาบาลนิคมค าสร้อย และ3) การวางแผนการขอหลักสูตรเพื่อใช้ใน การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพร จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์ โดยใช้ภาคีเครือข่ายจาก วิทยาลัยชุมชนมุกดาหารในการจัดหาวิทยากร และสนับสนุนวัสดุฝึกปฏิบัติ 2.2) การแปรรูป (กลางน้ า) มีการด าเนินกิจกรรม 1) การรวบรวมวัตถุดิบสมุนไพร ในพื้นที่ต าบลโชคชัยที่ต้องใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยการรวบรวมจะมี 2 ลักษณะ คือ ชนิด แห้ง เพื่อท าลูกประคบ และแบบสด เพื่อท าน้ ามันเหลือง เพื่อใช้เป็นตัวยาตั้งต้นในการแปรรูปเป็นยาหม่อง สมุนไพรเหลือง และยาหม่องสมุนไพรเหลือง 2) การอบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพร จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์ อย่างมีส่วนร่วมของผู้เข้าอบรมในการพัฒนาสูตรให้สอดคล้องกับทรัพยากรสมุนไพรพื้นบ้านที่ มีอยู่ในต าบลโชคชัย ซึ่งผลผลิตที่ได้จะให้ผู้เข้าร่วมการอบรม จ านวน 50 คน น าไปใช้ เพื่อเป็นการทดสอบ ผลหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ว่าตรงกับความรู้ที่ได้รับหรือไม่ และเป็นการทดสอบการแพ้หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ 3) น าผลิตภัณฑ์ส่งห้องปฏิบัติการตรวจสอบผลการแพ้ 4) การแปรรูปแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพร จ านวน 3 ผลิตภัณฑ์เพื่อการจ าหน่าย และ 5) การทดสอบการแพ้ของคนในการใช้ผลิตภัณฑ์ โดยใช้กลุ่มทดลอง จ านวน 50 คน วิธีการทดสอบการแพ้โดยการบันทึกผลการใช้ผลิตภัณฑ์หลังการใช้ 3 ระยะ คือ หลังการใช้ 12 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง และ 48 ชั่วโมง 2.3) การตลาด (ปลายน้ า) มีการด าเนินกิจกรรม 1) การสร้างตราสินค้าแบบมีส่วน ร่วมของชุมชนที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของผู้สูงอายุและต าบลโชคชัย จ านวน 1 ตราสินค้า 2) การ ก าหนดขนาดบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและรูปแบบที่สอดคล้องกับการใช้งาน 3) ค้นหารูปแบบ การท าการตลาด การก าหนดช่องทางการตลาด ทั้งตลาดภายในชุมชน ตลาดภายนอกชุมชน และตลาด ออนไลน์ รวมทั้งแนวทางในการพยากรณ์ยอดขายเพื่อวางแผนการผลิตในอนาคต และ4) การจัดกิจกรรม ทดสอบการตลาดเพื่อสะท้อนความต้องการของผู้บริโภค ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะจากผู้บริโภคเพื่อ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ในการด าเนินงานได้ก าหนดกรอบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุต าบลโชคชัย อ าเภอ นิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ใน มิติ ได้แก่ 1) มิติเศรษฐกิจ ที่จะศึกษาเกี่ยวกับระดับรายได้ การ ถือครองทรัพย์สิน ความมั่นคงทางการเงิน คุณภาพการด ารงชีวิต เป็นต้น และ2)มิติสังคม ที่จะศึกษา เกี่ยวกับคุณภาพและการเข้าถึงบริการ ความสามารถในการด ารงชีวิต และโอกาสในการด ารงชีวิต ซึ่ง ใช้แนวคิดมิติความเหลื่อมล้ า 7 มิติ ของ UNESCO 2016


6 1.4.2 ขอบเขตเชิงพื้นที่ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 9 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้าน ชัยมงคล หมู่ที่2 บ้านคลองน้ าใส หมู่ที่ 3 บ้านหนองแวงน้อย หมู่ที่ 4 บ้านค าบง หมู่ที่ 5 บ้านค าพอก หมู่ที่ 6 บ้านป่าข่า หมู่ที่ 7 บ้านหนองหลี่ หมู่ที่ 8 บ้านหนองแวงเหนือ และ หมู่ที่ 9 บ้านหนองล าดวน 1.4.3 ขอบเขตกลุ่มเป้ำหมำย ชมรมผู้สูงอายุต าบลโชคชัย จ านวน 50 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเป้าหมายเพื่อลดความ เลื่อมล้ า เพื่อการประเมินกลุ่มเป้าหมายที่โครงการวิจัยท างานวิจัยร่วมกับกลุ่มใดซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มเป้ำหมำยหลักเพื่อกำรลดควำมเลื่อมล้ ำ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย จ านวน 19 คน กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นความยากจนน้อยกว่า 40 % ที่จนที่สุด จ านวน 12 คน กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40 % ที่จนที่สุดน้อยกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่ จ านวน 6คน กลุ่มเป้ำหมำยรองเพื่อหนุนเสริมกำรลดควำมเหลื่อมล้ ำ กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่เป้าหมาย จ านวน 13 คน เป้าหมายเพื่อวิเคราะห์งานวิจัยก าลังท างานกับใครและก าลังจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายหลัก ก้าวพ้นหรือเข้าใกล้เส้นใดของการวัดการเปลี่ยนแปลงและการลดความเลื่อมล้ า (ภาพที่ 8) โดยมีการ ขั้นตอนการกรอกข้อมูล ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากแบบสอบถาม ขั้นตอนที่ 2 รวมรายได้ของโครงการให้เป็นหมวด 6 หมวด หน่วย บาท/ครัวเรือน/ปี ขั้นตอนที่ 3 รวมข้อมูลรายได้ของแต่ละโครงการจาก 6 หมวดให้เป็นรายได้รวมของ ครัวเรือน หน่วย บาท/ครัวเรือน/ปี ขั้นตอนที่ 4 น ารายได้รวมของครัวเรือนของแต่ละโครงการ มาหารด้วยจ านวนสมาชิกที่มี อยู่จริงให้เป็นรายได้ต่อคน หน่วย บาท/คน/ปี ขั้นตอนที่ 5 ค านวณจ านวนตัวอย่างที่มีรายได้ต่อคน (หน่วย บาท/คน/ปี) ตามเกณฑ์ที่ ก าหนดไว้ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นความยากจนน้อยกว่า 40 % ที่จนที่สุด กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40 % ที่จนที่สุดน้อยกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่ เป้าหมาย กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่เป้าหมาย ขั้นตอนที่ 6 ค านวณสัดส่วนของครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์ตามขั้นตอนที่ 5 เป็นร้อยละ 1.5 กำรวิเครำะห์ภำคี ในการด าเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ ภาคีกลุ่มที่ 1 คือกลุ่มมีเจตนาดีหรือกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการวิจัย


7 ภาคีกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ ภาคีกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือชุมชนที่ร่วมปฏิบัติการวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งแบ่งระดับการมีส่วนร่วมในการด าเนินการวิจัยเพื่อท้องถิ่นของภาคหุ้นส่วนทั้ง 3 กลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ 1 น้อยที่สุดไปจนถึง 5 สมบูรณ์ที่สุดตามการมีส่วนร่วมในการท าการวิจัยตาม หลักคิดของ Hacker, 2013 ดังนี้ ค่า 1 คะแนน หมายถึง Investigator-Driven Research (ผู้ให้ข้อมูล) ค่า 2 คะแนน หมายถึง Community-Placed Research (ผู้ให้ข้อมูล และผู้ร่วมคิด) ค่า 3 คะแนน หมายถึง Community-Based Research (ผู้ร่วมคิด และร่วมท า) ค่า 4 คะแนน หมายถึง Community-Based Participatory Research (ผู้ร่วมคิด และผู้ ร่วมท า และผู้ร่วมออกแบบ) ค่า 5 คะแนน หมายถึง Community-Driven Research (ผู้ร่วมคิด และผู้ร่วมท า และผู้ ร่วมออกแบบ และผู้ร่วมต่อยอด) 1.6 ระยะเวลำกำรท ำวิจัย 10 เดือน (1 ตุลำคม 2563 – 30 กรกฎำคม 2564) ประชากรในการวิจัย คือ ประชาชนหรือ กลุ่มผู้สูงอายุที่สนใจเข้าร่วมและได้รับการพิจารณา ร่วมกันของชุมชน เพื่อเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มเป้าหมายรอง และกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากการวิจัย ในการมาร่วมกันด าเนินงานด้านสมุนไพรของชุมชน ซึ่งการด าเนินงานวิจัยในครั้งนี้เป็นการด าเนินงาน ในรูปแบบการวิจัยผสม (Mixed Method) ทั้งงานวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ จึงจ าเป็นต้องก าหนด กลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจนในการร่วมกันด าเนินงาน ปฏิบัติการ และสรุปผลการด าเนินงานอย่างมีส่วน ร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มคนที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการด าเนินงานโครงการวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้น าชุมชน หรือปราชญ์ชุมชน ผู้มีองค์ความรู้ และกลุ่มผู้ปลูกหรือผู้ผลิต สมุนไพรต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 9 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเคยที่มีความ เข้มแข็งและศักยภาพในการด าเนินงาน หรือมีใจ (จิตสาธารณะ) ในการจะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คน ในชุมชน และสร้างการใช้ทรัพยากรในชุมชน สร้างโอกาสในการใช้ทรัพยากรสมุนไพรเพื่อเป็นสวัสดิการใน การดูแลสุขภาวะ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชน จ านวน 5 คน ถือว่าเป็นกลุ่มหัวไว ใจสู้และมีที่ดินเป็นของตนเองและพร้อมที่จะท างานร่วมกับประชาชนในกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ตามความ ต้องการและศักยภาพของประชาชนในกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้สูงอายุที่ความจ าเป็นต้องได้รับโอกาสในการลดความเหลื่อมล้ าด้านสุขภาพ และรายได้ของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 9 หมู่บ้าน ที่ต้องการได้รับ โอกาสในการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และพัฒนาอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรและ เพิ่มรายได้ จ านวน 50 คน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นอาสาสมัครและสมัครใจที่เกิดจากกลุ่มที่ 1 เป็นผู้ชักชวนมาร่วม การด าเนินงานวิจัยครั้งนี้


8 1.7 กรอบแนวคิดในกำรวิจัย การวิจัย การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที ่เกี ่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้ มุ ่งศึกษาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส ่งเสริม เศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรซึ่งเป็นทรัพยากร ท้องถิ่นในเชิงเศรษฐกิจในการสร้างมูลค่าตั้งแต่การผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรส าคัญ ได้แก่ ลูกประคบสมุนไพร ยาหม่องสมุนไพร และน้ ามันเหลืองสมุนไพร สู่การสร้างรายได้ ซึ่งมีกรอบแนวคิดใน การวิจัย ดังนี้ ภำพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 1.8 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1.8.1 ผู้สูงอายุมีใช้ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น 1.8.2 ผู้สูงอายุมีรายได้จากทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านทั้งในรูปการจ าหน่ายวัตถุดิบและ ผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรมากขึ้น 1.8.2 ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นมีโอกาสในการก้าวพ้นความยากจน กระบวนกำรต้นทำง - การพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่ - การวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ และประเด็น ประกอบด้วย การพัฒนาทีมวิจัย การ พัฒนาเครื่องมือ การเก็บ ข้อมูลแบบมีส่วนร่วม และ การเก็บข้อมูลสภาพ เศรษฐกิจและสังคม กระบวนกำรกลำงทำง - การสรุป วิเคราะห์ข้อมูล สภาพเศรษฐกิจและสังคม - ปฏิบัติการวิจัยเพื่อการลด ความเลื่อมล้ า - การเก็บข้อมูล และการ วิเคราะห์ข้อมูล - การสรุปบทเรียน กระบวนกำรปลำยทำง - การใช้ประโยชน์จาก ผลงานวิจัย - การต่อยอดหรือขยาย ผลงานวิจัยเชิงนโยบายเมือง สมุนไพรของจังหวัด มุกดาหาร หรือการพัฒนาเชิง พื้นที่


9 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ศึกษาการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐาน ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ผู้ศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับคุณภาพผู้สูงอายุ 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 2.4 รายงานสถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย 2.5 แนวคิดเกี่ยวกับสมุนไพรไทย 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการตลาด 2.7 แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพ 2.8 แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.9 แนวคิดเกี่ยวกับส่วนผสมทางการตลาด 2.10 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค 2.11 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับคุณภำพผู้สูงอำยุ ควำมหมำยของผู้อำยุ ค าว่า ผู้สูงอายุ (Elderly) ได้มีการบัญญัติขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2505 (สุรกุล เจนอบรม, 2534) ซึ่งหมายถึง ผู้สูงอายุจากอายุจริงที่ปรากฏ คือ นับ อายุ60 ปีขึ้นไป เป็นเกณฑ์และเป็นวัยผู้สูงอายุและปัจจุบันพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542) ได้ให้ความหมายของค าว่า “ชรา” หมายถึง แก่ด้วยอายุช ารุดทรุดโทรม แต่ค านี้มักไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นค าที่ก่อให้เกิดความหดหู่ ถดถอยและสิ้นหวัง ดังนั้นที่ประชุมคณะผู้อาวุโส จึงก าหนดให้ เรียกใช้ค าว่า “ผู้สูงอายุ” แทน และนอกจากนี้ได้มีนักวิชาการหลายท่านที่ได้ตีความหมายและแสดงทัศนะ เกี่ยวกับความหมายของผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ผู้สูงอายุหรือวัยสูงอายุ เป็นสภาวะของการมีอายุสูงขึ้นหรือแก่มากขึ้น อยู่ใน ระยะสุดท้ายของวัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีความอ่อนแอของร่างกายและจิตใจตลอดจนการเจ็บป่วย หรือความ พิการร่วมกัน ซึ่งสอดรับกับความหมายขององค์การอนามัยโลกได้สรุปว่า ผู้สูงอายุ เป็นผู้ที่อายุ60 ปีหรือ มากกว่านั้น ที่เป็นไปตามเกณฑ์ของกฎหมายการปลดเกษียณอายุราชการ อย่างไรก็ตามความชราในแต่ละ สังคมที่ให้ไว้แตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุโดยเฉลี่ยของการทางาน หรือสภาพร่างกาย สภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ (นิรมล อินทฤทธิ์, 2547; ศราวุธ ยงยุทธ, 2546)


10 แนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอำยุ องค์กรและนักวิชาการหลายท่านได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุในลักษณะคล้ายคลึงกัน ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุข (วีรจิต เรืองสวัสดิ์, 2540) ได้จ าแนกวัยของผู้สูงอายุตามระดับอายุดังนี้ 1. ผู้สูงอายุวัยเริ่มด้น (อายุ60-70 ปี) ในวัยนี้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ มีสุขภาพอนามัย ที่อยู่ใน สภาพ ช่วยตัวเองได้และเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ชีวิต จึงสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะ การดูแลผู้สูงอายุในวัยอื่น ๆ โดยผ่านโครงสร้างกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ หรือโครงสร้าง หลักทางสังคม อื่น ๆ 2. ผู้สูงอายุในวัยกลาง (อายุ70-80 ปี) ผู้สูงอายุในวัยนี้กว่าครึ่ง ยังมีสภาพทางสุขภาพที่ช่วยตัวเอง ได้กิจกรรมที่ควรส่งเสริมได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นการดูแล ด้านอาหาร การ ออกกาลังกาย การพักผ่อน โดยผู้สูงอายุในวัยเริ่มด้น และบุตรหลานจะเป็นผู้ดูแล นอกเหนือจากการดูแล ตนเอง 3. ผู้สูงอายุวัยสุดท้าย (อายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป) ผู้สูงอายุวัยนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด หรือแม้ใน ครอบครัว จะมีความรู้สึกกดดันทางจิตใจที่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น ต้องทนต่อสภาวะเสื่อมถอย ของสุขภาพ ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะต้องได้รับการดูแลจากผู้สูงอายุในวัยอื่น ๆ และ บุตรหลาน ที่ส าคัญที่จะต้อง ไม่ละเลย คือ การดูแลทั้งกายและจิตใจ บุษยมาส สินธุประมา (2539) ได้มีแนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุซึ่งบุคคลที่อยู่ในภาวะความสูงอายุหรือ ชราภาพ (Aging) เกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของชีวิต โดยอายุ หรือวัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมและแรงจูงใจของ บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา จิตใจ และสังคม องค์การอนามัยโลกได้ยึด ความยาวของชีวิตตามปีปฏิทินเป็นเกณฑ์เบื้องต้น โดยที่ประชุมขององค์การ อนามัยโลกที่เมืองเดรฟประเทศรัสเซีย ปีค.ศ. 1963 ได้ก าหนดวัยสูงอายุ มีอายุในช่วง 60-74 ปีวัยชราจะ เป็นกลุ่มที่มีอายุ75 ปีขึ้นไป (จันทร์ฉาย ฉายากุล, 2538) จากกลุ่มประชุมสมัชชาโลกได้ก าหนดให้ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และก าหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทวีศักดิ์หล้าภูเขียว (2547) ได้แสดงแนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุ โดยแบ่งหลักเกณฑ์การพิจารณา ความสูงอายุตามสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institute of Aging) เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก คือ ผู้สูงอายุวัยต้น (Young Old) มีอายุ60 -74 ปียังไม่ชรามาก เป็นวัยที่ยังทางานได้ถ้ามีสุขภาพ กายและจิตที่ดีและกลุ่มสอง คือ ผู้สูงอายุวัยท้าย (Old-Old) มีอายุ75 ปีขึ้นไป ถือเป็นวัยชราแท้จริง ทวีคักดิ์หล้าภูเขียว (2547) ได้จ าแนกตามความหมายของผู้สูงอายุต่างออกไปเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ 1. ความสูงอายุตามปฏิทินอายุ (Chronological Aging) หมายถึง การสูงอายุจากการใช้อายุตาม กาลเวลาเป็นเครื่องบอกอายุ 2. ความสูงอายุตามสภาพร่างกาย (Biological Aging) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพ และหน้าที่การท างานของร่างกายอย่างมาก จากการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ลดน้อยลง 3. ความสูงอายุตามสภาพจิตใจ (Psychological Aging) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ของ การรับรู้แนวคิด ความจ า สติปัญญา การแก้ปัญหา ลักษณะบุคลิกภาพที่ปรากฏในระยะต่าง ๆ ของชีวิต แต่ละคนที่มีอายุเพิ่มขึ้น


11 4. ความสูงอายุตามสภาพสังคม (Sociological Aging) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ สถานภาพของบุคคลในระบบสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชน ในหน้าที่การงาน สุรกุล เจนอบรม (2534) ได้กล่าวว่าเกณฑ์การพิจารณาผู้สูงอายุโดยให้พิจารณาจาก อายุจริงที่ ปรากฏ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ และ การเปลี่ยนแปลงบทบาททางสังคม จากแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ เป็นธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้การ พัฒนาการของร่างกาย จิตใจและสังคม จะเปลี่ยนไปตามอายุขัย การเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุจะเริ่ม เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยจะเห็นได้ชัดเจนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ โดยสามารถสรุปการเปลี่ยนใน วัยสูงอายุได้ดังนี้ 1. กำรเปลี่ยนแปลงทำงด้ำนร่ำงกำย เมื่อคนเข้าสู่วัยสูงอายุ ทุกระบบของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และเป็นการ เปลี่ยนแปลงที่มาก่อนการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ จากการศึกษาวิจัยที่ Baltimore (บรรลุศิริพานิช, 2542, หน้า 62) สามารถลงความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น สามารถแบ่งการ เปลี่ยนแปลง ได้ดังนี้ 1) ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ในวัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงในข้อต่อของกระดูกสัน หลัง และกล้ามเนื้อที่ทาหน้าที่ยืดเหยียดหลังอ่อนกาลังลงเป็นผลให้กล้ามเนื้อที่ท าหน้าที่มากขึ้น กระดูกและ ข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมท าให้การงอ การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวและบางครั้งท าให้เจ็บ การ เคลื่อนไหว จึงช้าไปทั้งตัวเดินเชื่องช้าไม่ตรงทางเดิน การเดินแต่ละก้าวด้วยท่าทีที่เมื่อยล้า หกล้มง่าย กระดูกเปราะและแตกหักง่ายเนื่องจากการเลื่อมสลายของแคลเซียมออกจากกระดูกและวิตามินดี 2) ระบบหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากความผิดปกติของหลอดเลือดท าให้กล้ามเนื้อหัวใจ ได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง การบีบตัวของหัวใจลดน้อยลงเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ก็น้อยลงปัญหาด้านการ ไหลเวียนของโลหิตในวัยสูงอายุมักพบได้เสมอ ๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุเกี่ยวกับเส้นโลหิต ในสมองซึ่ง เกิดขึ้นได้ ในทันทีทันใด ทั้งนี้มักจะเป็นผลมาจากไขมันจับหรือเกาะสะสมกันอยู่ตามผนังของเส้นโลหิต ท าให้เกิดภาวะ หลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) หรือการเปลี่ยนแปลงของเส้นโลหิตเอง (Arteriosclerosis) แล้ว ท าให้เส้นเลือดแคบลงหรือตันหรือบางแห่งอาจบางโป่งพองออก (Aneurysms) 3) ระบบทางเดินหายใจ ขนาดของหลอดลมและปอดใหญ่ขึ้นแต่น้ าหนักเบาลง ความ ยืดหยุ่น ของเนื้อปอดน้อยลงเนื้อเยื่อปอดมีการเปลี่ยนแปลงไป ท าให้การซึมซับออกซิเจนในปอดลดลงด้วย การ เคลื่อนไหวของกระดูกซี่โครงลดลง เพราะมีแคลเซียมมาเกาะที่กระดูกอ่อนชายโครงมากขึ้นรูปร่างของ ทรวงอกเปลี่ยนแปลง หลังโค้งงอท าให้ความจุปอดลดลง ปริมาณอากาศข้างในปอดเพิ่มขึ้น ความผิดปกติที่ พบคือปอดอุดตันเรื้อรัง น้าท่วมปอด ปอดบวม ฯลฯ 4) ระบบทางเดินอาหารการเปลี่ยนแปลงในปาก-ฟันห่าง บางคนจ าเป็นต้องถอนฟันและ ใส่ฟัน ปลอมทั้งชุดเหล่านี้เป็นผลกระทบต่อการเคี้ยวบดอาหารรวมทั้งลิ้นก็มีการเปลี่ยนแปลง คือปุ่มรับรส ลด น้อยลง โดยไม่มีของใหม่ขึ้นมาแทนที่ท าให้การรับรู้รสอาหารไม่ดีรับประทานอาหารไม่อร่อย จมูกก็ยัง ดมกลิ่นผิดไปจากเดิมอีกด้วย ประสิทธิภาพการย่อยอาหารและการดูดซึมของสารอาหารลดต่ าลงท าให้ อาหารถูกย่อยหรือได้รับการดูดซึมน้อยลงและช้าลง 5) ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ขนาดของไตการทางานของหมวกไต ท่อไต และ การกรองของไตลดลง เพราะปริมาณของเลือดผ่านไปที่ไตลดลงร้อยละ 50 ทาให้อัตราการกรองลดลง จ านวนน้าที่ขับออกก็ย่อมน้อยลงด้วย ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลงเหลือเพียง 250 ซีซีหรือ ปริมาณ


12 ครึ่งหนึ่งของวัยหนุ่มสาว หูรูดกระเพาะปัสสาวะไม่มีกาลังแรงเหมือนหนุ่มสาว ท าให้ปัสสาวะ บ่อย เพศชาย ต่อมลูกหมากโตขั้นอาจขัดขวางทางเดินของน้ าปัสสาวะ ในเพศหญิงมดลูก รังไข่จะฝ่อ เหี่ยวลงเนื้อเยื่อ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกจะเหี่ยว ช่องคลอดหนาขึ้นและแห้ง มีความยืดหยุ่น น้อยลงความผิดปกติที่ พบได้บ่อย คือ กลั้นปัสสาวะไม่ได้ถ่ายปัสสาวะบ่อยและออกน้อย การติดเชื้อ ของระบบทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ 6) ระบบประสาทและสมอง ขนาดและน้าหนักรวมทั้งจ านวนเซลล์ของสมองลดลง เซลล์ สมอง เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อวัยสูงขึ้น เมื่อเสื่อมลงแล้วจะไม่มีการกลับฟื้นขึ้นมาอีก ส่วนประกอบ ของเซลล์สมองลดลง เมตะบอลิซึมของสมองต่ า ความรู้สึกความคิดจะช้า ประสิทธิภาพการ สั่งงานของ สมองต่ ากว่าท างานและการสลายตัวของนิวโรนมีสูงไม่มีเซลล์ใหม่มาแทนความ เสื่อมโทรมของ เซลล์สมองเป็นผลท าให้ความคิด สติปัญญาเสื่อมถอยลงด้วยความคิดคงที่ความจ าเสื่อม จ าเรื่องอดีตได้ มากกว่าปัจจุบัน เสียความสามารถทางกิจกรรมและความรู้สึก 7) ระบบต่อมไร้ท่อ วัยสูงอายุเป็นวัยแห่งการลดการท างานของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การ ลดการท างานของต่อมไร้ท่อมีผลมากต่อสภาพร่างกายและจิตใจท าให้มีความเสื่อมและถดถอยตามการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อมใต้สมอง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อต่อมไร้ท่อส่วนอื่น ๆ เช่น ต่อมไทรรอยด์ต่อมเพศ เป็นต้น 8) ผิวหนัง ระบบคอลลอยด์เปลี่ยนแปลงไป เส้นใยยืดหยุ่น (Elastic Tissue) เสื่อมสลาย ท าให้ลดจานวนน้ าในเซลล์มีผลต่อเนื้อเยื่อท าให้ขาดความเต่งตึง ต่อมเหงื่อเริ่มเหี่ยว ต่อมใต้ผิวหนัง หลั่ง สาร น้อยลงน้ าใต้ผิวหนังมีน้อย เลือดมาเลี้ยงน้อย ผิวหนังจะเหี่ยวแห้งหยาบ หย่อนยานรอยย่น ปรากฏให้ เห็นจะรู้สึกหนาวง่าย ห้อเลือดช้าหรือถลอกได้ง่าย สีผิวจะเปลี่ยน การตกกระมีได้ทั่วไปตามร่างกาย ผม สี จางลงเปลี่ยนเป็นเทาและขาวเส้นผมหยาบกระด้างและร่วงง่ายเล็บจะหนาแข็งและเปราะเนื่องจากการ ไหลเวียนของเลือดส่วนปลายน้อยลงท าให้การจับตัวของแคลเซียมบริเวณเล็บลดลงด้วย 9) ระบบรับสัมผัส เฉพาะอวัยวะ ได้แก่ตา หูจมูก ลิ้น และประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะ เสื่อมโทรมลงเมื่อมีอายุมากขึ้น 10) ระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีความบกพร่องที่ทาให้อุบัติการณ์ของวัณโรคและงูสวัดเพิ่มขึ้นใน ผู้สูงอายุ 11) การนอน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมองขณะหลับ ท าให้ระยะเวลา การนอนอยู่ที่สั้นลง โดยเฉพาะคนอายุ65-95 ปีที่มักรู้สึกว่าตัวเองนอนหลับเคลิ้ม เหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม และพยายามพึ่งยานอนหลับมากเกินจาเป็น 2. กำรเปลี่ยนแปลงทำงสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบโครงสร้าง พฤติกรรมส่วน บุคคลและสถานภาพทางสังคม ดังต่อไปนี้ 1) การเปลี่ยนแปลงของภาวะทางสังคม เช่น การมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้น อัตราการเพิ่มมี แนวโน้ม สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีคุณภาพการรักษาพยาบาล และ ความเจริญทางด้านการศึกษา ที่ทาให้ประชาชนรู้จักดูแลรักษาสุขภาพและการป้องกันความเจ็บป่วย จึง ช่วยให้อายุขัยของประชากรเพิ่มขึ้น จานวนของผู้สูงอายุในสังคมจึงมีมากขึ้น 2) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมทางสังคมชนบท เป็นสังคมเมืองคนไทยใน สมัยก่อนที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านเดียวกันมักเป็นเครือญาติกัน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่


13 ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความอบอุ่นในปัจจุบัน ปัจจุบันครอบครัวในเมืองมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น ครอบครัวเดี่ยว ทาให้ผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้รับการดูแลและ ได้รับความอบอุ่นจาก ลูกหลาน ผู้สูงอายุมักจะถูกแยกเป็นเอกเทศ มีความ สัมพันธ์กับ ครอบครัวน้อยลง ประกอบกับเพื่อนลดน้อยลง คู่ครองสิ้นชีวิต เป็นเหตุให้ผู้สูงอายุ เกิด ความรู้สึกว้าเหว่ได้ ง่าย 3) การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมส่วนบุคคลที่เกิดอยู่เป็นปกติในเรื่องค่านิยมหรือคุณค่า ทาง จริยธรรม การแต่งกายและมารยาทของคนรุ่นหนุ่มสาวที่เปลี่ยนไปจากเมื่อสมัยที่ผู้สูงอายุเป็นหนุ่มสาว ทาให้ผู้สูงอายุขัดเคืองใจ ร าคาญดุว่าหรือพร่าสอนให้เปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่าง วัยขึ้นได้คนรุ่นหนุ่มสาวก็ไม่ชอบและร าคาญผู้สูงอายุเช่นกัน ถ้าการปรับตัวเองทั้งสองฝ่ายไม่ดีก็จะทาให้อยู่ ด้วยกันได้ไม่เป็นสุข ผู้สูงอายุมักจะแยกไปอยู่ตามลาพัง หรือสถานสงเคราะห์คนชรา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความ เหงา เศร้า ว้าเหว่ตามมา และทาให้ผู้สูงอายุรู้สึกด้อยในคุณค่า 4) การเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมที่เคยทาประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมอย่าง สม่ าเสมอจะเป็นผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัวยอมรับสภาพที่ต้องพึ่งผู้อื่นต้องลดความเป็นตัวของตัวเองอีก ทั้ง รายได้ลดลงจากการเกษียณอายุการที่ผู้สูงอายุ เป็นผลให้เกิดความรู้สึกว่าคุณค่าของตนเองลดน้อยลงไป พฤติกรรมที่แสดงออก คือ พยายามทุกวิถีทางที่จะทาให้เกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้นได้แก่ การเก็บรักษา ทรัพย์สินไว้อย่างดีเพื่อเอาไว้ใช่ไนตอนเจ็บป่วยแสวงหาบุคคลที่ เป็นต้น 3. กำรเปลี่ยนแปลงทำงด้ำนจิตใจ กระทรวงสาธารณสุข (2531) ได้ประมวลปัญหาทางจิตใจ อันเนื่องจากความมีอายุไว้5 ประการ ดังนี้ ประการแรก การสูญเสียความสามารถทางด้านร่างกาย วัยสูงอายุเป็นวัยแห่งการลดการท างาน ของอวัยวะ ทุกส่วนของร่างกายอวัยวะต่าง ๆ ทาหน้าที่ได้ไม่เหมือนเดิม ท าให้มีผลกระทบถึงจิตใจด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การลดการท างานของต่อมไร้ท่อมีผลมากต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ท าให้มีความเสื่อม และ ถดถอยตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ประการที่สอง การสูญเสียอิสรภาพและความสามารถในการช่วยตนเองหรือการเป็นตัวของตัวเอง มีสาเหตุ มาจากความเปลี่ยนแปลงของสมรรถภาพด้านร่างกายที่เสื่อมถอย เช่น มีความจ ากัดในการ เคลื่อนไหว ความบกพร่องหรือความผิดปกติของประสาทสัมผัสท าให้ผู้สูงอายุไม่สามารถไปไหนมาไหนด้วย ตนเองต้องพึ่งพาผู้อื่นซึ่งเป็นปัญหามากสาหรับผู้สูงอายุซึ่งพึ่งตนเองมาโดยตลอด ประการที่สาม การสูญเสียคู่ชีวิตเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการสูญเสียคู่ชีวิต หรือ บุคคลอันเป็นที่รักอื่น ๆ เช่น เพื่อนฝูงท าให้ขาดผู้ใกล้ชิด คู่คิด หรือเพื่อนคุยที่เข้าใจกันดีมาเป็นระยะ เวลานานจากการศึกษาวิจัยพบว่าหากการสูญเสียนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยมิได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แล้วจะท าให้มีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับตัวต่อการ สูญเสียนี้ กระท าได้ยากอาจเป็นผลท าให้เกิดความเศร้า ว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยวอย่างรุนแรงหรืออาจเป็นผลท าให้การ ท างานของอวัยวะในระบบ ต่าง ๆ ของร่างกายท าหน้าที่ข้างอ่อนลงเพราะขาดกาลังใจ ได้ในช่วงของการ สูญเสียคู่สมรสนี้ถือเป็นช่วงชีวิตที่วิกฤตหากไม่ได้รับการประคับประคองจิตใจจากผู้ใกล้ชิดจะเป็นผลให้ ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอย่างถาวรจนกระทั่งจาเป็นต้องรับการรักษา ทางจิตใจได้ ประการที่สี่ การสูญเสียความสามารถของประสาทสัมผัสในวัยสูงอายุ ได้แก่ คือความสามารถใน การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรับรู้ทางผิวหนังทุกอย่างลดลงในบางคนอาจจะสูญเสีย


14 ไปอย่างสมบูรณ์การสูญเสียนี้มีผลกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะความรู้สึกใน คุณค่าของตนเองน้อยลง ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายในตัวเองของผู้สูงอายุ ประการสุดท้าย การสูญเสียบทบาทในสังคมวัยผู้สูงอายุการเกษียณอายุหรือความชราภาพท าให้ ผู้สูงอายุต้องเปลี่ยนบทบาททั้งที่ท างานและที่บ้านมีผลให้ความส าคัญของผู้สูงอายุในสังคมสิ้นสุดลงทั้ง ๆ ที่ ผู้สูงอายุ นั้นไม่ต้องการที่จะหยุดท างานและยังคิดว่าตนเองมีความสามารถอยู่แต่สังคม เมื่อบุคคลเข้าสู่ช่วงวัยผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จะเป็นสาเหตุส าคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้าน จิตใจ อารมณ์และสังคมตามมา อีกทั้งยังท าให้สมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุลดลงด้วย กล่าวคือ น้ าหนักตัว เพิ่มจากไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพิ่มขึ้น ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของ กล้ามเนื้อและข้อ ต่อ ความคล่องแคล่วว่องไว และสมรรถภาพของปอดและหัวใจลดลง ท าให้ความสามารถและความอดทน ต่อการท ากิจกรรมลดลง รู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่อท างานหรือออกก าลังกาย 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับคุณภำพชีวิตผู้สูงอำยุ ควำมหมำยของคุณภำพชีวิตผู้สูงอำยู คุณภาพชีวิต (Quality of Life) หมายถึง ระดับชีวิตความเป็นอยู่ในสังคม และระดับความพึงพอใจ ที่สมาชิกในสังคมพึงมี(สุวิมล ตั้งสัจพจน์, 2549) ซึ่งแนวคิดในการประเมิน ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐาน ชีวิตในสังคมและระดับความฉลาดในการใช้รูปแบบการด าเนินชีวิต ของแต่ละบุคคล โดยค านึงถึงความรู้สึก ของคนในการใช้ชีวิตสามารถแบ่งได้เป็น 4 ปัจจัย คือ มีความสุข ไม่มีความสุข พึงพอใจและไม่พึงพอใจ ซึ่ง ประเด็นคุณภาพชีวิตนั้นเป็นประเด็นส าคัญในการ บริหารประเทศให้มีความยั่งยืน โดยสิ่งที่เน้นก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ผลจากการศึกษาสามารถน าไป พัฒนาให้เหมาะสมกับตนเองและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดี ยิ่งขึ้นมีความสุขในการด าเนินชีวิตมีระดับ ความเครียด ความท้อแท้ความเศร้า ความเบื่อหน่าย และความ วิตกกังวลลดน้อยลง มีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีมีความสุขในการใช้ชีวิตในรูปแบบของตนเองที่ส าคัญสามารถ ปรับตัวเข้ากับสังคมและผู้อื่นได้ดีสืบไป ดังเห็นได้จากแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 8 พ.ศ. 254-2544 ที่ ได้มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประชากร โดยเชื่อว่าถ้าคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว การพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็จะกระท าได้ดีและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม คุณภาพชีวิตไม่ใช่เพียงการบรรลุความ ต้องการหรือความสมบูรณ์ทางวัตถุ หรือร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่คุณภาพชีวิตจะต้องเป็นระบบที่ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อาหารและยา เทคโนโลยีองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ระบบบริการสุข ภาพรวมไปถึงจิตวิญญาณและสังคมสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ด้วย ส าหรับ ความหมายของคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุนั้น ได้มีนักวิชาการต่างชาติหลายท่านได้ให้ตีความหมายและให้ ทัศนะเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่คล้ายคลึงกัน โดยอธิบายความหมายของ คุณภาพชีวิต หมายถึง ระดับความพึงพอใจในชีวิต และความสุขในการด ารงชีพตามปัจเจกบุคคล ซึ่งเปรียบเทียบกับความคาดหวัง ของตนกับสถานการณ์ที่เป็นในปัจจุบัน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะทางความคิด วัตถุนิยม รวมถึงข้อจ ากัด ทางด้านความสามารถของร่างกาย (Campbell, 1981; Young & Longman, 1983; Penckofer & Holm, 1984; Burckhardt, 1985) ในส่วนขององค์การอนามัยโลก (The WHOQOL, 1995) ได้กล่าวถึงคุณภาพชีวิตที่เป็นอีกมิติหนึ่ง ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยหลักการส าคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ที่ดีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่ดี ประกอบด้วย 3 ประเด็นส าคัญ คือ


15 1. พัฒนาทางร่างกาย เพื่อความยืนยาวของชีวิต ความปลอดภัยปราศจากโรคและการปฏิบัติ เกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารและการออกก าลังกาย 2. สุขภาพ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกคน การดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพก าลังเป็นที่สนใจของ บุคคลทั่วไป สถานบริการออกก าลังกาย สถานส่งเสริมสุขภาพ สวนสุขภาพจึงมีความส าคัญเพิ่มมาก 3. สมรรถภาพ คนที่มีสมรรถภาพดีจะต้อง อันประกอบไปด้วยภาวะของร่างกาย 4 ประการ คือ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง มีความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตกับระบบหายใจ ร่างกายมีความอ่อนตัว ยืดหยุ่นและการประสานงานของประสาทและกล้ามเนื้อดีซึ่งการประเมินสมรรถภาพนี้จะเน้น ไปที่ความ ทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจมีความแข็งแรงและความอ่อน ตัวของ คุณภาพชีวิต หมายถึง ระดับสภาพการด ารงชีวิตในการด าเนินชีวิตในสังคม ตลอดจนการได้รับการ ตอบสนองความต้องการในด้านร่างกาย จิตใจ และทางสังคม คือการมีส่วนร่วม ในสังคมและการได้รับการ ยอมรับนับถือจากสังคม (ภรณีเกตกินทะ, 2542) คุณภาพชีวิต หมายถึง เป็นแนวคิดที่มีความสัมพันธ์กับการประเมินชีวิตความเป็นอยู่ของ มนุษย์ใน ส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานการด าเนินชีวิตในสังคมและเป็นระดับของความเฉลียวฉลาดในการด ารงชีวิตของ แต่ละบุคคล (สุวิมล ตั้งสัจพจน์, 2549) คุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุไว้ว่า เป็นความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อการด าเนินชีวิต และต้องค านึงถึง ภาวะสุขภาพทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นการรับรู้ความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มี ต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นองค์ประกอบส าคัญของการด ารงชีวิตของ ผู้สูงอายุคุณภาพชีวิตจะเป็นสิ่งส าคัญในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรับรู้คุณค่าแห่งตนเอง รู้สึกยินดีและมีความ ผาสุกในชีวิต (พนิษฐา พานิชาชีวกุล, 2537) จากความหมายของ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุสรุปได้ว่าหมายถึง การรับรู้ความพึงพอใจและการรับรู้ สถานะด้านร่างกาย ความสัมพันธ์ทางสังคม และสภาพแวดล้อม ของบุคคลในการดeรงชีวิตในสังคม การมี ชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคมและเศรษฐกิจ มีความรู้สึกพึงพอใจในตนเอง สามารถ ประกอบกิจวัตร ประจ าวันในแต่ละวันได้ด้วยการรับรู้คุณค่าแห่งตนเอง รู้สึกยินดีและมีความผาสุกในชีวิต ยังสามารถให้การช่วยเหลือบุคคลอื่น เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนของตน และได้รับการยอมรับ นับถือจากสังคม องค์ประกอบของคุณภำพชีวิตผู้สูงอำยุ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้ริเริ่มพัฒนาเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตเป็น โครงการระยะเวลา 4 ปี(1992 - 1995) ด้วยความร่วมมือจากนักวิชาการที่มีความหลากหลายทาง วัฒนธรรม ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและ ประเทศที่ก าลังพัฒนา และในปีค.ศ. 1995 ทีมพัฒนาคุณภาพ ชีวิตขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization of Life Group) (The WHOQOL, 1995) ได้ จัดองค์ประกอบใหม่ จัดให้มีองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุทั้ง 4 ด้าน คือ 2.1 ด้านร่างกาย (Physical Domain) คือ การรับรู้สภาพด้านร่างกายของบุคคลที่มีผลต่อ ชีวิตประจ าวัน เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุการมีสุขภาพด้านร่างกายที่ดีท าให้ บุคคลรับรู้ว่าตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยการให้ผู้สูงอายุประเมินภาวะสุขภาพของตนเองซึ่งประเมินได้จาก การรับรู้ว่าตนเองมีร่างกายแข็งแรง มีการเคลื่อนไหวที่ดีสามารถท างานและประกอบกิจวัตรประจาวันได้


16 นอน หลับพักผ่อนได้ตามปกติมีความสุขสบาย ปราศจากการเจ็บป่วยที่เป็นอุปสรรคในการด าเนินชีวิต หรือไม่เพียงใด ดังนั้นคุณภาพชีวิตจึงเกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพบุคคลเสมอ (สุรกุล เจนอบรม, 2534) 2.2 ด้านจิตใจ (Psychological Domain) คือ การรับรู้สภาพจิตใจของตนเอง เช่น การ รับรู้ทางบวกและทางลบที่บุคคลมีต่อตนเอง เป็นองค์กระกอบส าคัญในการประเมินคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพราะจิตใจจะเกี่ยวข้องผูกพันกับร่างกายอย่างใกล้ชิด และเมื่อมีอายุมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการ เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจมากยิ่งขึ้น ชีวิตก็ยิ่งขาดความสุข นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงจากการสูญเสียใน ลักษณะต่าง ๆ เช่น การสูญเสีย บทบาทหน้าที่การงาน การสูญเสียภาพลักษณ์ความภูมิใจในตนเอง การ สูญเสียบทบาททางสังคมซึ่ง ท าให้ผู้สูงอายุมีการเข้าร่วมกิจกรรมน้อยลง ขาดการติดต่อสมาคมกับเพื่อนฝูง และการสูญเสียรายได้ประจ าก็ส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองลดลง สอดคล้องกับ เกริก ศักดิ์บุญญานุพงศ์, สุรีย์บุญญานุพงศ์, และสมศักดิ์ฉันทะ (2533) พบว่าผู้สูงอายุในเขตเมืองจังหวัด เชียงใหม่ มีความชุกและระดับความเครียดสูงกว่าผู้สูงอายุใน เขตชนบท สอดคล้องกับการศึกษาของ บงกช เชี่ยวชาญยนต์(2533) ซึ่งเปรียบเทียบความเครียดของ ประชาชนวัยผู้ใหญ่และวับสูงอายุในจังหวัดสงขลา พบว่า ประชาชนในเมืองมีความเครียดสูงกว่าในชนบท 2.3 ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship Domain) คือ การรับรู้ด้าน ความสัมพันธ์ของตนเองกับบุคคลอื่นในสังคม เป็นองศ์ประกอบส าคัญของคุณภาพชีวิตเช่นกัน เพราะ มนุษย์ทุกคนไม่สามารถมีชีวิตอยู่คนเดียวในโลกได้จะต้องมีการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชน และมีความสัมพันธ์กับคนในสังคมจะท าให้ชีวิตมีความหมายยิ่งขึ้น ผู้สูงอายุที่มีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคล กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขและความพอใจในชีวิตมากกว่าผู้สูงอายุที่ ไม่มีความสัมพันธ์กับ บุคคลอื่น ถึงแม้ว่าผู้สูงอายุจะมีบทบาททางสังคมลดน้อยลง แต่ผู้สูงอายุสามารถ แสวงหาแหล่งสนับสนุน ทางสังคมทั้งภายในและภายนอกครอบครัวได้เช่น การเข้าร่วมชมรมหรือ สมาคมต่าง ๆ จะเปิดโอกาสให้ ผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นต่าง ๆ หรือการถ่ายทอด ความรู้ท าให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองมี คุณค่าต่อสังคม ก็จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านจิตใจของผู้สูงอายุ 2.4 ด้านสภาพแวดล้อม (Environmental Domain) คือ การรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อ การด าเนินชีวิต เป็นการรับรู้เกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ระบบ การ ปกครอง การคมนาคม สวัสดิการ และบริการทางสังคม ตลอดจนความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม ตั้งแต่เกิดจนตายมนุษย์จะต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งในครอบครัวและ ใน สังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมจึงเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับผู้สูงอายุที่จะได้รับการสนองตอบความ ต้องการทาง สังคม เนื่องจากสังคมก็เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้สูงอายุ ดังนั้น องค์ประกอบคุณภาพชีวิตด้านสภาพแวดล้อมนั้น มีทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ สภาพดิน ฟ้า อากาศ ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ในเขต ท้องถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุซึ่งยากต่อการปรับเปลี่ยนตามความต้องการได้และสภาพแวดล้อมทาง จิต สังคมได้แก่ ระบบการปกครอง การคมนาคม สวัสดิการและบริการทางสังคม ตลอดจน ความสัมพันธ์กับบุ คลคลอื่นในสังคม ซึ่งสภาพแวดล้อมเหล่านี้บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ยากที่จะ ปรับเปลี่ยนแต่ก็ขึ้นอยู่กับ ความสามารถของแต่ละคน ที่จะสามารถปรับตัวมากน้อยเพียงใด ซึ่งสอดรับกับ Flanagan (1978) กล่าวถึง องค์ประกอบคุณภาพชีวิตไว้ว่า เป็นองค์ประกอบในการดารงชีวิตขั้นพื้นฐานได้แก่ ร่างกาย อารมณ์สังคม ความคิด และจิตใจ (ดวงใจ เปลี่ยนบารุง, 2540) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ สุขภาพ สภาพแวดล้อมการพึ่งพาตัวเองและการท ากิจกรรมซึ่งคล้ายกับแนวคิดของ


17 Denhem (1991) เสนอว่า องค์ประกอบคุณภาพประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ทาง สังคม สุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมถึงบุคลิกภาพ และประวัติในอดีต จากการศึกษา แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุผู้ศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีคือ สร้างความพึงพอใจ และการรับรู้ให้แก่ผู้สูงอายุ ในองค์ประกอบ ที่ส าคัญทั้ง 4 ด้าน คือ (1) ด้านร่างกาย (2) ด้านจิตใจ (3) ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และ (4) ด้าน สภาพแวดล้อม ซึ่งผู้ศึกษาได้น ามาเป็นกรอบแนวคิดของการศึกษาในครั้งนี้ตามแนวคิดของ ทีมพัฒนา คุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization of Life Group) (The WHOQOL, 1995) 2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอำยุ ในส่วนของทฤษฎีของผู้สูงอายุประกอบด้วยศาสตร์หลายสาขา ซึ่งแต่ละทฤษฎีนั้นจะอธิบายถึงการ เปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุในแต่ละมุมมองของสาขา ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีใดที่จะสามารถอธิบาย เกี่ยวกับผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วนทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้นจึงต้องใช้ทฤษฎีหลาย ๆ ทฤษฎีมา ประกอบกัน ผู้วิจัยจึงจะขอกล่าวถึงทฤษฎีทางสังคมวิทยาและจิตวิทยามาใช้ในการอธิบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ดังนี้ 1. ทฤษฎีบทบาท (Role Theory) ทฤษฎีบทบาท (Role Theory) ของ Phillips (1957, p. 21) ได้เชื่อว่า เมื่อคนเข้าสู่วัยสูงอายุ เขา จะต้องปรับตัวกับสภาพชีวิตหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งไม่เหมือนบทบาทเดิมของเขาที่เคยมีมาก่อน เช่น การ ละทิ้งบทบาททางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งเคยปฏิบัติในวัยผู้ใหญ่ มายอมรับบทบาททางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบของผู้สูงอายุ 2. ทฤษฎีการหลุดพ้น (Disengagement Theory) ทฤษฎีการหลุดพ้น (Disengagement Theory) ของ Cox (1996, p. 33) ได้ก าหนดทฤษฎีภายใต้ สมมุติฐานที่กล่าวถึง ตัวบุคคลและสังคมได้รับความพอใจเมื่อได้รับการหลุดพ้น ส าหรับ ตัวบุคคล การเลิก ท าให้เกิดการปลดปล่อยจากความกดดันทางสังคมสาหรับการท าให้เกิดผลในระดับสูงที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยแก่นแท้ของการหลุดพ้น คือ การสูญเสียบทบาทที่เป็นหลักในชีวิตของบุคคล ซึ่งส าหรับผู้หญิง หมายความถึง บทบาทของความเป็นแม่ และสาหรับผู้ชายคือบทบาทเกี่ยวกับอาชีพการสูญเสียบทบาท ทั้ง การเริ่มเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่และการเกษียณอายุ เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาโดยการลดลงของการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณ ระหว่างบุคคลสูงอายุด้วยกันและคนอื่น ๆ 3. ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) ของ Vroom and Deci (1970, pp. 91-93) ได้เชื่อ ว่า การที่มนุษย์จะเลือก หรือตัดสินใจกระท าสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น มีสาเหตุ หรือแรงจูงใจที่อาศัยเหตุผล และ ปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน โดยที่บุคคลนั้นจะมีความคาดหวังดังนี้คือ ผลตอบแทนที่ได้รับ ความ พอใจและความไม่พอใจต่อผลตอบแทนที่ได้รับ ผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่น และโอกาสที่ จะได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง 4. ทฤษฎีที่ว่าด้วยความสูงอายุเป็นการเปลี่ยนแปลง (Aging as an exchange) ทฤษฎีที่ว่าด้วยความสูงอายุเป็นการเปลี่ยนแปลง (Aging as an exchange) ของ Dowd (Cox, 1996, pp. 45-48) ได้เชื่อว่า การลดลงของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในวัยสูงอายุบางครั้งสามารถอธิบาย


18 ได้โดยเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างสังคม และผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคมนั้น อันเป็น ผลมาจากความสัมพันธ์ที่มีความอิสระของ ผู้สูงอายุซึ่งก าหนดอยู่ภายใต้สมมุติฐานเกี่ยวกับทฤษฎีการ เปลี่ยนแปลง คือ 4.1 สังคมเป็นการสร้างขึ้นมาจากผู้กระท าของสังคมในการด าเนินการตามเป้าประสงค์ พื้นฐาน 4.2 การด าเนินการตามเป้าประสงค์พื้นฐานนี้ผู้กระท าต้องเข้าสู่ความสัมพันธ์ของสังคม กับผู้กระทาคนอื่น ซึ่งจะน ามาซึ่งการประเมินค่าในรูปแบบของเวลา พลังงาน และทรัพย์สิน 4.3 ผู้กระท ามีความคาดหวังที่จะได้รับทุนในการออกแบบเป้าประสงค์ในฐานะที่เป็น รางวัลของพวกเขา ส าหรับสิ่งนี้พวกเขาจะมีเจตนาที่จะใช้ทุนเฉพาะที่มีความจ าเป็น 4.4 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ซึ่งผู้กระท าแต่ละคนจะพยายามที่จะได้รับ รางวัลที่มากที่สุดและใช้ทุนให้น้อยที่สุด 4.5 กระบวนการการเปลี่ยนแปลงเป็นมากกว่าการถ่ายโอนทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การที่พวก เข้าร่วมในความพึงพอใจเกี่ยวกับทางจิตวิทยาและความต้องการสิ่งที่ท าให้น่ายินดี 4.6 มีเพียงกิจกรรมเหล่าเท่านั้น ซึ่งเศรษฐกิจสามารถที่จะตอบสนองได้พลังในการเข้าสู่ ความสัมพันธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อหนึ่งในค่านิยมของผู้เข้าร่วมมีรางวัลที่จะได้รับในความสัมพันธ์ มากกว่าที่ผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ ได้รับ ซึ่งส าหรับสูงอายุ Dowed ได้อภิปรายการลดลงของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นขั้นสุดท้ายของ อนุกรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในพลังงานของผู้สูงอายุตลอดสภาพแวดล้อมทางสังคมของ พวกเขาที่ค่อย ๆ ลดลงจนกระทั้งหมดลง ซึ่งการคงไว้ในความสามารถที่ลดต่ าลง 5. ทฤษฏีผู้สูงอายุ Yarik et al. (1984, pp. 67-68) ได้อธิบายทฤษฏีผู้สูงอายุ โดยแบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ 5.1 สาขาชีววิทยา (Biological Views) ได้อธิบายถึงกระบวนการทางสรีรวิทยา และการ เปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่มีชีวิตจนตาย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย โดยประเมิน จากการทางานของอวัยวะที่ส าคัญ ต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่สมอง หัวใจ ตับ ปอด และระบบย่อยอาหาร ตลอดจนความสามรถในการต้านทานโรค 5.2 ทฤษฏีทางชีววิทยา ได้แก่ ทฤษฏีโมเลกุล ทฤษฏีเซลล์ทฤษฏีสรีรวิทยา และทฤษฏีอื่น ๆ ที่จะช่วยอธิบายสาเหตุของการเป็นผู้สูงอายุ 1. ทฤษฏีโมเลกลุ ได้อธิบายสาเหตุของการเป็นผู้สูงอายุว่า เป็นเพราะนิวเคลียสมี การถ่ายทอดดีเอ็นเอ (DNA = Dexyribonucleic acid) ที่เปลี่ยนไปจากเซลล์ปกติท าให้ได้เซลล์ใหม่ที่ แตกต่างไปจากเดิม จึงทาให้หน้าที่เปลี่ยนแปลงไป 2. ทฤษฏีเซลล์อธิบายว่า โดยปกติเซลล์ของมนุษย์จะมีการสร้างใหม่ได้ถึงปีละ 50 ครั้ง และเซลล์นั้นก็จะตายไป ซึ่งก่อนเซลล์ตาย ความสามารถนี้จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ในเซลล์ของคนที่มี อายุสูงขึ้น 3. ทฤษฏีสรีรวิทยา อธิบายว่า ภูมิคุ้มกัน (Immune) กับระบบประสาท และต่อมไร้ ท่อ จะเป็นตัวควบคุมที่มีความสัมพันธ์กับ การเปลี่ยนแปลงในการท าหน้าที่ของเนื้อเยื่อ และอวัยะต่าง ๆ 5.3 ทฤษฏีทางสังคม (Social Views) เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรับตัวของบุคคล ให้เข้า กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ทฤษฏีคือ


19 1. ทฤษฏีทางสังคมว่าด้วยการเลิกการเกี่ยวข้อง (Disengagement Theory) ซึ่ง ยูริค และคณะ (Yurik et al., 1984) ได้อธิบายว่า การเลิกการเกี่ยวข้องประกอบด้วย 3 ประการ คือ การ ละบทบาททางสังคม ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุจากไป ก็จะไม่ท าให้สังคมเกิดภาวะเสียดุล ประการที่สองเป็น กระบวนการต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนจะต้องพบกับการไม่เกี่ยวข้องกับสังคม ไม่ช้าก็เร็ว และ ประการสุดท้าย คือ ความแตกต่างในบุคลิกภาพไม่ใช่สิ่งส าคัญ 2. ทฤษฏีกิจกรรม (Activity Theory) การมีส่วนร่วมกิจกรรมในสังคม และความ พึงพอใจในชีวิตมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมักพบว่า ผู้สูงอายุที่มีการสูญเสียบทบาทมากจะมีความพึงพอใจใน ชีวิตต่ า และเชื่อว่าการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุจะช่วยรักษาสุขภาพและบุคลิกภาพของบุคคลไว้ได้ สอดคล้องกับ บาโร และสมิธ (Barrow & Smith, 1979, p. 53) ได้กล่าวถึงความส าคัญของทฤษฏีกิจกรรม ต่อผู้สูงอายุว่า ผู้สูงอายุที่จะด ารงชีวิตได้อย่างมีความสุข จะต้องเป็นผู้ที่สามารถด ารงกิจกรรมในสังคมไว้ได้ โดยไม่ตีตัวออกห่าง 3. ทฤษฏีความต่อเนื่อง (Continuity Theory) นิวการเตน (Neugarten cited) (Vanderzyl, 1979, p. 47) ได้อธิบายว่า การที่ผู้สูงอายุจะมีความสุขในบั้นปลายชีวิตได้นั้น ขึ้นอยู่กับ บุคลิกภาพและรูปแบบการด าเนินชีวิตเดิมของผู้สูงอายุ เช่น ผู้สูงอายุจะมีความสุขในบั้นปลายชีวิตได้นั้น ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและรูปแบบการด าเนินชีวิตเดิมของผู้สูงอายุ เช่น ผู้สูงอายุที่เคยมีบทบาทในสังคมจะมี ความสุขเมื่อได้ร่วมกิจกรรมเหมือนในวัยหนุ่มสาว และผู้สูงอายุที่ไม่ชอบการเข้าร่วมสังคมมาก่อน จะมี ความสุขในการแยกตัวเองในวัยสูงอายุ จากการศึกษา ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ได้สะท้อนให้ผลพ่วงของการสูงอายุซึ่งส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลงวิถีการด าเนินชีวิตของผู้สูงอายุ หากมีการเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อเข้าสู่ช่วงดังกล่าว จะ ก่อให้เกิดผลดีต่อการดาเนินวิถีชีวิตของผู้สูงอายุอย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์ทฤษฏีเกี่ยวกับผู้สูงอายุผู้วิจัยได้ เชื่อมโยงทฤษฏีที่เกี่ยวข้องเข้ากับกรอบแนวคิดคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดังนี้ 1. ด้านร่างกาย คุณภาพชีวิตในองค์รวมนั้นได้หมายรวมถึง การมีความสุข และความพึงพอใจในการดาเนินวิถีชีวิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวัยผู้ใหญ่เข้าสู่วัยสูงอายุนั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอันเห็นได้อย่างชัดเจนจากการ เปลี่ยนแปลงของร่ายกาย ดังเห็นได้จากทฤษฏีผู้สูงอายุของ Yarik et al. (1984, pp. 67-68) ที่ได้กล่าวถึง กระบวนการทางสรีรวิทยา และการเปลี่ยนแปลงขออวัยวะต่าง ๆ นับตั้งแต่ชีวิตจนถึงตาย อันเกิดกับอวัยวะ ที่ส าคัญของร่ายกายผู้สูงอายุ เช่น ของร่างกาย ได้แก่สมอง หัวใจ ตับ ปอด และระบบย่อยอาหาร ตลอดจน ความสามารถในการต้านทานโรคของผู้สูงอายุซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทฤษฏีในเชิงชีววิทยา (Biological Views) ที่กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมถอยของร่างกายได้ก่อให้ผลพ่วงต่อสภาพจิตใจที่ขยายวงกว้างต่อ การด าเนินชีวิตอย่างปกติสุขของผู้สูงอายุส าหรับทฤษฏีเชิงชีววิทยา Yarik et al. (1984, pp. 67-68) ได้ กล่าวถึง สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางโมเลกลุอันเป็นผลจากการเปลี่ยนถ่ายเซลล์ปกติที่ทาให้ได้เซลล์ ใหม่ที่มีหน้าที่แตกต่างจากเดิม และความประสิทธิภาพการท างานของเซลล์รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน (Immune) กับระบบประสาน และต่อมไร้ท่อภายในร่างกายที่ถดถอยลงไปตามช่วงอายุดังนั้น จากทฤษฏี ของ Yarik et al. (1984) ได้สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของร่ายกายมนุษย์อันเป็นผลมาจากความ เสื่อมถอย หรือวัยที่เพิ่มขึ้น ได้ก่อให้การท างานของระบบร่างกายที่บกพร่อง อันเป็นผลให้คุณภาพชีวิตของ ผู้ที่สูงอายุเป็นไปในทิศทางที่เป็นลบต่อการดาเนินวิถีชีวิตตามปกติ


20 2. ด้านจิตใจ สภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุ มีส่วนที่ปฏิสัมพันธ์ต่อร่ายกาย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกายก็ จะส่งผลกระทบต่อจิตใจในทางลบต่อผู้สูงอายุที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกาย อาทิรูปร่าง ผิวพรรณ ระบบการทางานภายในร่างกาย ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียภายลักษณ์ความ ภาคภูมิใจในตนเอง เป็นต้น ดังสะท้อนให้เห็นตาม ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) ของ Vroom & Deci (1970, pp. 91-93) ที่ได้กล่าวถึง สาเหตุ หรือแรงจูงใจหลักของมนุษย์ที่ใช้ในการตัดสินใจ กระท า โดยมีผลตอบแทน และความพอใจ อันเป็นตัวกระตุ้นที่ท าให้มนุษย์เกิดความคาดหวัง ซึ่งแสดงให้ เห็นว่า การตัดสินใจในการเข้าสู่สังคม หรือด าเนินกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุนั้น มาจาก สภาวะทางจิตใจของตัวผู้สูงอายุกล่าวคือ ความพร้อมทางจิตใจเป็นแรงขับเคลื่อน หรือกระตุ้นให้มนุษย์ สามารถด าเนินชีวิติได้ตามความต้องการ ดังนั้นสภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส าคัญต่อ การมีคุณภาพชีวิต เนื่องจากจิตใจที่ดีท าให้ชีวิตของมนุษย์นั้นยืนยาวยิ่งขึ้น 3. ด้านความสัมพันธภาพทางสังคม บทบาททางด้านสังคมของผู้สูงอายุเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส าคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอันเนื่องมาจาก การเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ท าให้การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ สามารถขาดไปได้ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาสังคมและไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดียว เว้นแต่ความเป็นปัจเจก บุคคลของมนุษย์ดังเห็นได้จาก ทฤษฎีบทบาท (Role Theory) ของ Phillip (1957) ที่ได้กล่าวถึง การ ปรับตัวเพื่อเข้าสังคมเมื่อบุคคลอยู่ในวัยสูงอายุซึ่งจะก่อให้เกิดความพึงพอใจเมื่อผู้สูงอายุมีการยอมรับใน บทบาทใหม่ที่ได้รับ สอดรับกับ ทฤษฏีกิจกรรม (Activity Theory) ของ Yurik et al. (1984) ที่ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีไว้ในบทบาทในสังคม และยังเชื่ออีกว่า การเข้าร่วมสังคมได้ช่วยรักษาสุขภาพ และบุคลิกของผู้สูงอายุได้สอดรับกับ ทฤษฏีกิจกรรมต่อผู้สูงอายุของ Barrow and Smith (1979, p. 53) ที่ได้กล่าวถึง การด ารงชีวิตได้อย่างมีความสุขของผู้สูงอายุที่สามารถด ารงกิจกรรมในสังคมไว้ได้โดยไม่ตีตัว ออกห่าง นอกจากนี้Neugarten cited (Vanderzyl, 1979, p. 47) ได้กล่าวถึง ทฤษฏีความต่อเนื่อง (Continuity Theory) ไว้ว่า ความสุขในบั้นปลายชีวิตในชีวิตผู้สูงอายุที่ได้จากบุคลิกภาพ และรูปแบบการ ด าเนินชีวิตเดิมของผู้สูงอายุจากทฤษฏีดังกล่าวที่ได้กล่าวถึง ความสุขและความพึงพอใจของผู้สูงอายุ เมื่อ ได้เข้าร่วมกับสังคม โดยมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวกลางในการปฏิสัมพันธ์เสริมสร้างสัมพันธภาพ ทางสังคม อย่างไรก็ตาม Cox (1996, p. 33) ที่ได้กล่าวถึง ทฤษฎีการหลุดพ้น (Disengagement Theory) ไว้ว่า การหลุดพ้นจากแรงกดดันทางสังคมเมื่ออยู่ในวัยสูงอายุซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุข และพึงพอใจใน ลดลงของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สอดคล้องรับ Yurik et al (1984) ได้กล่าวถึง ทฤษฏีทางสังคมว่าด้วย การเลิกการเกี่ยวข้อง (Disengagement Theory) โดยการเลิกการเกี่ยวข้อง ทั้ง 3 ประการ คือ (1) การละ บทบาททางสังคม (2) กระบวนการต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงไม่ได้และ (3) ความแตกต่างในบุคลิกภาพไม่ใช่สิ่ง ส าคัญ ได้สะท้อนให้เห็นว่า การลดบทบาททางสังคม เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่นอกจากก่อให้เกิดผล ทางเชิงลบต่อสภาพทางจิตใจของผู้สูงอายุแล้ว ยังก่อให้เกิดผลดีต่อการเตรียมความพร้อม และสร้างสภาวะ ที่ให้ผู้สูงอายุได้ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่วัยผู้สูงอายุได้อย่างมีความสุข 4. ด้านสิ่งแวดล้อม ทฤษฏีของนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับกับด้านสิ่งแวดล้อม ได้แสดงให้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่เป็น อีกปัจจัยที่ส าคัญที่ท าให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกทั้งยังมีการปฏิสัมพันธ์กับสภาวะทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สูงอายุอีกด้วย ดังเห็นได้จาก ทฤษฎีที่ว่าด้วยความสูงอายุเป็นการเปลี่ยนแปลง (Aging as


21 an exchange) ของ Dowd (Cox, 1996, pp. 45-48) ได้ กล่ า ว ถึง สมมติ ฐ านท าง สิ่งแ ว ด ล้อมที่มี สัมพันธภาพกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผู้สูงอายุได้อยู่ในสังคมนั้น ๆ กล่าวคือ การเข้าสู่ความมี ประติสัมพันธ์ทางสังคมของผู้สูงอายุ มีเป้าหมายหลักที่ส าคัญ คือ การได้มาซึ่งผลตอบแทนที่มีความคุ้มค่า อีกทั้งยังผู้สูงอายุยังมีความสุขและพึงพอใจในการได้รับตามผลส าเร็จตามเป้าหมายที่เป็นเป้าประสงค์ได้การ ปฏิสัมพันธ์กับสังคม อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป หรือมีการปฏิสัมพันธ์กับสังคม ที่ลดลงเมื่อมีวัยที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับความสามารถทั้งทางร่ายกาย จิตใจ ของผู้สูงที่ลดลง จากทฤษฏี ดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึง ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุที่นอกจากจะมีผลกระทบ ต่อทางร่ายกาย จิตใจ แล้วยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ โดยเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกของผู้สูงอายุที่ลงลดตามวัย ดังนั้น สิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุจึงเป็นตัว ก าหนดการรับรู้ถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุกล่าวคือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีช่วยให้มีคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุดียิ่งขึ้นไป ( อรณิชา แสงศรีจันทร์, 2557) 2.4 รำยงำนสถำนกำรณ์ประชำกรผู้สูงอำยุในประเทศไทย รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ระบุว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีประชากรวัยแรงงาน 2 คนต่อผู้สูงอายุ1 คน ซึ่งที่อยู่อาศัยและสุขภาพเป็นปัญหาส าคัญที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องเร่ง แก้ไขด่วน และพบมีผู้สูงอายุอยู่ คนเดียวมากขึ้น และป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม พร้อม เสนอ 4 มาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นายอนุสันต์เทียนทอง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์(พม.) กล่าวว่าสถานการณ์สูงวัยของประชากรไทยปี2557 ที่ผ่านมานั้นในรายงานระบุตัวเลขอย่าง ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 68 ล้านคน และในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาถือได้ ว่า ประชากรของประเทศไทย ค่อนข้างที่จะคงตัวแล้ว และจ านวนประชากรใกล้จะถึงจุดอิ่มตัว แต่อย่างไรก็ ตามโครงสร้างอายุของประชากรไทยกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยในปี2557 มีประชากรสูงวัยที่มี อายุ60 ปีขึ้นไปจ านวนมากถึง 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 15% ของประชากรทั้งหมด การสูงวัยของประชากรจึงเป็นประเด็นท้าทายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย มากเนื่องจาก ในปี2557 มีคนวัยแรงงานอายุ15-59 ปี4.3 คน ต่อผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไปหนึ่งคน แต่ใน อนาคต ปี2573 หรืออีกเพียงแค่ 16 ปีข้างหน้าเราจะมีคนในวัยแรงงานเพียง 2 คน ต่อผู้สูงอายุ1 คน เท่านั้น นอกจากนี้รายงานยังได้ระบุข้อมูลที่ น่าสนใจด้วยว่าลักษณะการอยู่อาศัยของ ผู้สูงอายุจะอยู่อาศัย ในครอบครัวที่เล็กลงและผู้สูงอายุจะอยู่ตามล าพังคนเดียวเพิ่มมากขึ้นซึ่งสาเหตุก็มาจากขนาดของครัวเรือน ไทยได้เล็กลงจากเฉลี่ยประมาณ 5 คนต่อครัวเรือนเมื่อ 30 ปีก่อน เหลือเพียง ครัวเรือนละ 3 คนในปัจจุบัน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจะมีผู้สูงอายุที่อยู่ตามล าพังมากขึ้นโดยในปี2545 มีผู้สูงอายุที่อยู่ตามล าพังคน เดียว 6% และอยู่ตามล าพังกับคู่สมรส 16% และในปี2557 ที่ผ่านมา สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ตามล าพัง คนเดียวได้เพิ่มมากขึ้นเป็นเกือบ 9% และอยู่ตามล าพังกับคู่สมรสเพิ่มขึ้นเป็น 19% ซึ่ง ผู้สูงอายุที่อยู่ตาม ล าพังกลุ่มนี้น่าจะเป็น เป้าหมายการจัดระบบการดูแลและเฝ้าระวัง ส าหรับปัญหาสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องที่มีความส าคัญยิ่งกับผู้สูงอายุพบว่าผู้สูงอายุ2% อยู่ใน สภาวะ ติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากถึง 19% โดยปัญหาสุขภาพหลักของผู้สูงอายุคือการมีข้อจ ากัด หรือ มีความยากล าบากในการเคลื่อนไหวร่างกาย58% รองลงมาคือเรื่องของการได้ยินหรือสื่อ ความหมาย 24% ด้านการมองเห็น 19% ด้านการเรียนรู้4% ด้านจิตใจ 3% และ ด้านสติปัญญาอีก 2%


22 นอกจากนี้ผู้สูงอายุ41% เป็นโรคความดันโลหิต 18% เป็นโรคเบาหวาน และ 9% เป็นโรค ข้อ เข่าเสื่อมและเมื่อมีปัญหาภัยพิบัติเกิดขึ้นผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสจะได้รับอันตรายสูงมากขึ้น เพราะอยู่คนเดียวหรืออยู่ตามล าพังกับผู้สูงอายุการดูแลตนเองจะท าได้ยากขึ้นเพราะสภาพร่างกายที่มีโรค ประจ าตัวและข้อจ ากัดในการเคลื่อนไหวด้วย นายอนุสันต์กล่าวว่าส าหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งวางนโยบาย และหา มาตรการต่างๆ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุดังนี้ 1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุด ารงชีวิตอยู่อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีอาทิสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงอายุใน การปกป้องตนเองจากภัยรอบด้าน ด้วยการให้ข่าวสารความรู้รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือกลไก เทคโนโลยีที่ เหมาะสมกับการด ารงชีวิตอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีพร้อมทั้งส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว และควร ออกแบบสร้าง และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทั้งอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ รวมทั้งระบบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ต่างๆ ให้เอื้อต่อ การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ 2. เสริมสร้างสุขภาพอนามัยของ ผู้สูงอายุ โดยการจัดระบบสาธารณสุขให้เอื้อต่อการ ให้บริการ แก่ผู้สูงอายุและสร้างระบบอาสาสมัครที่ได้รับการฝึกอบรม เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุเพื่อท าหน้าที่ เฝ้าระวัง และดูแลผู้สูงอายุในชุมชน 3. ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้มีการจ้างงาน ผู้สูงอายุ ปรับแก้ระเบียบ กฎเกณฑ์กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการ จ้างงานผู้สูงอายุรวมทั้งการขยายอายุ เกษียณของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจด้วย นอกจากนี้แล้วควรสนับสนุนให้กองทุนการออมแห่งชาติมีความ เข้มแข็งและมีการบริหารจัดการที่ดีด้วยและควรมุ่งพัฒนาระบบบ านาญให้ครอบคลุมผู้สูงอายุอย่างถ้วนหน้า รวมทั้งปรับปรุงระบบเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นด้วย 4. จัดท าแผนช่วยเหลือผู้สูงอายุเมื่อเกิดภัยพิบัติ0 โดย อปท.ทุกระดับจะต้องรวมผู้สูงอายุไว้เป็น กลุ่มเป้าหมายในแผนการป้องกันรับมือภัยพิบัติและควรจัดท าคู่มือรับภัยพิบัติที่ให้ความส าคัญกับการ ช่วยเหลือ ผู้สูงอายุเป็นพิเศษเมื่อเกิดภัยพิบัติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติการ ช่วยเหลือผู้สูงอายุตามก าหนดเวลาที่เหมาะสมและให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้สูงอายุในการเตรียมความพร้อม ข้อมูลที่น่าสนใจอีกเรื่องคือเราจะมีผู้สูงอายุอยู่ในครัวเรือนที่ยากจนเป็นจ านวนมากโดยในปีที่ผ่าน มาเรามีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความยากจนมากถึง 34% ภำพที่2 สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจผู้สูงอายุไทย ที่มา : ปราโมทย์ ประสาทกุล, 2561.


23 สภำวะทำงเศรษฐกิจและรำยได้ของผู้สูงอำยุ นภาพร ชโยวรรณ (2531) ท าการศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและรายได้ของ ผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการเงิน (ร้อยละ 39) รองลงมาคือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ (ร้อยละ 34) และปัญหาสุขภาพจิต (ร้อยละ 13) และมีเพียงร้อยละ 11 เท่านั้นที่ไม่มีปัญหา ซึ่งทั้งเพศชายจะมีปัญหา มากกว่าเพศหญิง และผู้สูงอายุในชนบทมีปัญหาทางการเงินมากกว่าผู้สูงอายุในเมือง โดยผู้สูงอายุร้อยละ 48 มีรายได้ส่วนใหญ่จากบุตร ร้อยละ 28 มาจากการท างานของตนเอง ร้อยละ 8 มาจากเงินออม และร้อย ละ 2 มาจากเงินบ านาญ จากรายงานการส ารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2550 โดยสานักงานสถิติแห่งชาติได้ ทาการศึกษาถึงรายได้ในรอบปีที่ผ่านมาของผู้สูงอายุและคู่สมรส พบว่า ผู้สูงอายุมีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่า 20,000 บาทต่อปีและแหล่งรายได้ส าคัญคือจากบุตร รองลงมาคือจากการทeงานของตนเองและการได้รับ การสงเคราะห์มีสัดส่วนที่ต่ าที่สุด โดยผู้สูงอายุในเขตชนบทมีแหล่งรายได้จากการท างานสูงกว่าผู้สูงอายุใน เขตเมือง สภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ สุทธิชัย จิตะพันธุ์กุลและคณะ ( 2542) ได้ทาการศึกษาถึงสภาพปัญหาด้านสุขภาพและภาวะ ทุพพลภาพ (ภาวะจ ากัดในการปฏิบัติกิจอันเป็นปกติของบุคคลอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยหรือความ บกพร่อง หรือความพิการทางร่างกาย) ภาวะพึ่งพาและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทย พบว่า ปัญหาด้าน สุขภาพที่ผู้สูงอายุไทยประสบอยู่คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อและอุบัติเหตุซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด ภาวะซึมเศร้าและการหกล้ม เป็นต้น สุทธิชัย จิตะพันธุ์กุลและคณะ (2542) ยังพบว่าปัญหาด้านสุขภาพส่งผลให้ผู้สูงอายุทุก 1 ใน 4 คน ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือท ากิจกรรมได้ตามปกติและถือว่ามีปัญหาทุพพลภาพ โดยมีผู้ที่ประสบปัญหา ทุพพลภาพนานกว่า 6 เดือนถึงร้อยละ 19 และประชากรผู้สูงอายุร้อยละ 4 ประสบปัญหาภาวะสมองเสื่อม ผู้สูงอายุไทยอยู่ในภาวะทุพพลภาพรุนแรงปานกลางหรือรุนแรงมากมีจ านวนประมาณร้อยละ 1.7 –2.1 ซึ่ง จะต้องมีผู้ดูแลช่วยเหลือและมีการพึ่งพาผู้อื่นในกิจวัตรประจ าวัน เช่น การรับประทานอาหาร การสวมใส่ เสื้อผ้า เป็นต้น ผลการศึกษาถึงสภาพบริการสุขภาพที่ผู้สูงอายุได้รับโดยการประเมินจากการได้รับบริการเกี่ยวกับ โรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุคือ โรคความดันเลือดสูง พบว่า โรคดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาทาง สังคมและเศรษฐกิจและเป็นปัญหาส าคัญของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง และมีฐานะดีและพบว่ามี ผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 50 ที่เข้าถึงบริการสุขภาพ โดยผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเทศบาล ผู้มีเศรษฐานะดีหรือมี การศึกษาสูงจะมีโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพมากกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลและมีฐานะ ยากจนหรือการศึกษาด้อยกว่าอย่างชัดเจน เพ็ญจันทร์ชูประภาวรรณ (2540) ที่พบว่า ผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครมีสุขภาพ แข็งแรงมากกว่าผู้สูงอายุภาคอื่นๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครเข้าถึงบริการได้ มากกว่าและมีฐานะดีกว่าผู้สูงอายุในภาคอื่นๆด้วยก็ได้ สุขภำพจิตของผู้สูงอำยุ สุขภาพจิตของผู้สูงอายุมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจากการประมวล สถานภาพทางสุขภาพ และสังคมของผู้สูงอายุไทย พบว่า ภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม เช่น การที่ผู้สูงอายุ ได้รับความเคารพนับถือและเชื่อฟังของบุตรหลาน การได้รับการดูแลเอาใจใส่จากบุตรหลาน และการที่บุตร


24 หลานยังให้ความส าคัญในฐานะเป็นที่ปรึกษา ทาให้ผู้สูงอายุมีความสุขและมีความพอใจในการด ารงชีวิตของ ผู้สูงอายุส่วนปัจจัยที่ส่งผลในทางตรงกันข้ามคือ ความรู้สึกสูญเสียจะมีผลต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุใน ระดับสูง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปจะพบว่าผู้สูงอายุมีความวิตกกังวลทุกข์ร้อนห่วงใยลูกหลาน กลัวจะถูก ทอดทิ้ง กังวลว่าจะไม่มีคนดูแล ไปจนถึงมีความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว หมดก าลังใจหรือเศร้าใจบ่อยๆ ฯลฯ และตัวแปรด้านสถานภาพสมรส ภาวะสุขภาพและโรคประจ าตัวมีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุที่มีคู่จะมีสุขภาพจิตดีกว่าผู้ที่มีสถานภาพโสด หย่า ม่าย ผู้ที่แข็งแรงมีสุขภาพจิตดีกว่าผู้ที่มี สุขภาพอ่อนแอและมีโรคภัยไข้เจ็บ (มัลลิกา มัติโก, 2542) กำรดูแลตนเองของผู้สูงอำยุ การดูแลตนเองที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีด ารงชีวิตอย่างมีความสุข น าไปสู่การมี คุณภาพชีวิตที่ดีการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุมี3 สภาวะ คือ (1) การดูแล สุขภาพตนเองโดยทั่วไป ได้แก่ การได้รับอาหารพอเพียง ได้ออกก าลังกาย มีกิจกรรม มีการพักผ่อน มีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฯลฯ (2) การดูแลตนเองตามระยะพัฒนาการ ได้แก่การร่วมกิจกรรมเพื่อป้องกัน ส่งเสริม แก้ไขปัญหาการเกิดผล เสียต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของผู้สูงอายุ เช่น การมีงานอดิเรกคลายเหงา การท าใจยอมรับการ เปลี่ยนแปลง การไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับ ความเจ็บป่วยและการตาย ฯลฯ (3) การดูแลตนเองในภาวะสุขภาพ ถดถอย ได้แก่ การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การรับรู้และสนใจสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ฯลฯ การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุทั้ง 3 ด้าน ผู้สูงอายุจะมีการดูแลตนเองต่างกัน ขึ้นอยู่กับ เพศ อายุ ระดับการศึกษาและสถานภาพทางเศรษฐกิจ โดยเพศหญิงมีการดูแลสุขภาพตนเองดีกว่าเพศชาย (ชลธร รักษานุวงศ์, 2545) ผู้สูงอายุที่อายุยังไม่สูงมากดูแลสุขภาพตนเองดีกว่า ผู้ที่อายุสูงมาก ชลธร รักษานุวงศ์, 2545) ผู้สูงอายุที่ระดับการศึกษาสูง ดูแลสุขภาพตนเองยามเจ็บป่วยดีกว่าผู้มีการศึกษาต่ าแต่มีการรักษา ความสะอาดและออกก าลังกายต่ ากว่า (ชลธร รักษานุวงศ์, 2545) และผู้สูงอายุที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงมี การดูแลตนเองดีกว่าผู้มีฐานะต่ ากว่า (ชลธร รักษานุวงศ์, 2545 และ กรกมล บ ารุงวัด, 2545) นอกจากนั้น ยังพบว่าปัจจัยด้านเครือข่ายทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุด้วย โดยพบว่า ผู้สูงอายุที่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายทางสังคมมาก (เช่น ลูกหลาน เพื่อนบ้าน) จะมีโอกาส ได้รับรู้ข้อมูล การได้รับค าแนะน าเกี่ยวกับการดูแลตนเองมาก ผู้อยู่อาศัยในครอบครัวขยายมีการดูแลตนเอง รักษาความสะอาด ออกกาลังกาย ตรวจสุขภาพมากกว่าผู้สูงอายุในครอบครัวเดี่ยว (ชลธร รักษานุวงศ์, 2545) และผู้สูงอายุที่มีสัมพันธภาพกับครอบครัวดีจะมีการรับประทานอาหารและการปฏิบัติภารกิจ ประจ าวันได้ดี(กรกมล บ ารุงวัด, 2545) สอดคล้องกับข้อค้นพบที่ว่า ผู้สูงอายุที่สัมพันธภาพในครอบครัวดี จะขาดการตอบสนองความต้องการจากครอบครัวน้อยกว่าผู้สูงอายุที่มีสัมพันธภาพกับครอบครัวไม่ดี(ชล ลดา ภักดีประพฤทธิ์, 2542) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภำพผู้สูงอำยุ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพสะท้อนการมีวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของผู้สูงอายุการปฏิบัติกิจ วัตประจ าวัน และการออกก าลังกายสม่ าเสมอ การควบคุมน้ าหนัก การรับประทานอาหารที่เพียงพอและมี ประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมถึงการตรวจสุขภาพเป็นประจ าเป็นพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ ดีเป็นเป็นปัจจัยส าคัญในการลดหรือชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง และภาวะทุพพลภาพในผู้สูงอายุ โดยมีข้อมูล ทางวิชาการยืนยันว่าการลดพฤติกรรมเสี่ยงและการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพสามารถลดความเสี่ยงต่อโรค ระบบหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานชนิดที่2 และสามารถลดค่าโรคมะเร็งได้ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็น


25 ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การป้องกันการเกิดโรคเรื้องรังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด (วิพรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ, 2552) ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ซึ่งหารเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้อาจน าไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพได้ง่าย การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาแต่ทั้งนี้ความ เจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมักจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ผู้สูงอายุปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้นการคงไว้ซึ่ง การท าหน้าที่ของร่างกายและการมีภาวะสุขภาพที่ดีของผู้สูงอายุจึงจ าเป็นที่จะต้องส่งเสริมเกี่ยวกับการ ปฏิบัติพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเป็นพฤติกรรมหนึ่งของบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อ คงไว้ซึ่งสุขภาพดีความส าเร็จในชีวิตแห่งตน (self-actualization) และความสมบูรณ์ในชีวิตของบุคคล (วิภาพร สิทธิสาตร์และ สุชาดา สวนนุ่ม,2550) วอล์คเกอร์ซีครีสท์และเพนเดอร์(1996) ได้เสนอพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพไว้6 ด้าน ดังต่อไปนี้ 1. ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ และการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย เป็นพฤติกรรมที่บุคคลสนใจ เอาใจใส่ต่อสุขภาพของตนเอง โดยการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง การพบผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านสุขภาพการปฏิบัติตามคาแนะนาที่ได้รับ และการค้นหาหรือสนใจในความผิดปกติของร่างกายที่ตน อาจเกิดขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุสามารถทาได้โดยการแสวงหาความรู้ทางด้านสุขภาพจากการอ่านหนังสือหรือสื่อ ต่างๆ การสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงและความผิดปกติของร่างกาย ตรวจสุขภาพประจ าปีอย่างน้อยปีละ 1- 2 ครั้ง ตลอดจนการพูดคุยหรือบอกเล่าอาการกับผู้ที่มีหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การเข้าร่วมเป็นสมาชิก ชมรม สมาคมต่างๆหรือการเข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพจะท าให้ผู้สูงอายุได้รับทราบถึงข้อมูลข่าวสารทางด้าน สุขภาพที่เป็นประโยชน์และสามารถนาไปปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีและป้องกันอันตรายที่อาจจะ เกิดขึ้นได้ 2. กิจกรรมทางกาย เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยอาศัยการท าหน้าที่ของระบบกระดูกและ กล้ามเนื้อ มีการเผาผลาญพลังงานและใช้อออกซิเจนในร่างกายเพิ่มขึ้นและเป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิด ประโยชน์กับร่างกาย โดยปกติแล้วเมื่ออายุมากขึ้นความสนใจกิจกรรมทางกายจะลดลง เนื่องจากการที่ ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและการท าหน้าที่ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบไหลเวียน การท า หน้าที่ของหัวใจสูบฉีดโลหิตลดลง ความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนไปปอดและการขยายตัวของ ทรวงอกลดลง เป็นผลให้ผู้สูงอายุเหนื่อยง่ายเมื่อท ากิจกรรม 3. โภชนาการ จะเกี่ยวข้องกับความรู้ในเลือกการเลือกและการบริโภคอาหารที่จ าเป็นต่อการยังชีพ และสุขภาพ ภาวะโภชนาการเป็นเครื่องบ่งชี้สภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของของบุคคล การมีภาวะ โภชนาการที่ดีมีผลต่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความต้านทานโรค ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่ เกิดจากแบบแผนชีวิตที่ไม่ถูกต้อง เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและโรคมะเร็ง อาหารที่รับประทานจึงเกี่ยวข้อง กับภาวะสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งท า ให้เกิดปัญหาการรับประทานอาหารตามมาได้แก่ การเคี้ยวและกลืนอาหารล าบากเนื่องจากฟันหักมากขึ้น และต่อมน้ าลายท างานลดลง ความอยากอาหารลดลงเนื่องจากการรับรสและกลิ่นลดลง จากการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวท าให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาทางโภชนาการได้ง่าย เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องอืด หรือขาด สารอาหาร 4. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม คือ การวางเงื่อนไขในการติดต่อสื่อสาร เพื่อส่งเสริมความรู้สึกของความผูกพันอันลึกซึ้งและความใกล้ชิดมากกว่าการติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการ การติดต่อสื่อสารจะรวมถึงการแบ่งปันความคิด ความรู้สึกทั้งที่เป็นค าพูดและไม่เป็นค าพูด การด ารง


26 สัมพันธภาพอันดีระหว่างบุคคลในครอบครัวและเพื่อนบ้านจึงเป็นสิ่งที่จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างความมั่นคง ทางสังคมให้แก่ผู้สูงอายุการพูดคุยและพบปะกับครอบครัวและเพื่อนๆ อย่างสม่ าเสมอจะท าให้ผู้สูงอายุเกิด ความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดกับบุคคลรอบข้าง อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือเมื่อยามจ าเป็น ดังนั้นการคงไว้ ซึ่งสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในผู้สูงอายุจะช่วยเสริมความผาสุกทางด้านร่างกายและจิตใจและการมี คุณภาพชีวิตทีดีตามมา 5. สุขภาพทางจิตวิญญาณ การเจริญทางจิตวิญญาณ จะมุ่งไปที่การพัฒนาจิตของบุคคล โดยผ่าน มาทางสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติการติดต่อ และการพัฒนา สิ่งที่อยู่ในธรรมชาติจะท าให้บุคคลรู้สึกถึงความ สมดุลของตนเอง ในอันที่จะน ามาซึ่งความรู้สึกสงบสุขและเปิดกว้างในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การ ติดต่อเป็นความรู้สึกกลมกลืนไปกับทุกสิ่งในโลก ส่วนการพัฒนาเกี่ยวข้องกับการค้นหาความหมาย เป้าหมายของชีวิต และการท างานไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ 6. การจัดการกับความเครียด เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการจัดการกับความเครียดของบุคคล เช่น การแสดงออกที่เหมาะสม การพักผ่อนนอนหลับ การผ่อนคลาย การท ากิจกรรมที่คลายเครียด หรือท า กิจกรรมที่ป้องกันการอ่อนล้าของร่างกาย วอร์คเกอร์(1997)ได้กล่าวไว้ว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดไว้3 ชนิดคือ 6.1 สิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดเรื้อรัง เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นยาวนานและเรื้อรัง ในชีวิตบุคคล เช่น ความเจ็บป่วยทางกาย ความเจ็บปวด 6.2 เหตุการณ์ส าคัญในชีวิต ที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นตามความคาดหวัง และผลที่ ตามมาอาจจะดีหรือไม่ดีเช่น การตายของคู่สมรส การเกษียณอายุการเกิดของบุคคลในครอบครัว 6.3 สิ่งรบกวนในชีวิตประจ าวัน เช่นอุบัติเหตุต่างๆในชีวิตประจ าวัน การผิดนัด การท า เงินหาย ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้นจะมีผลท าให้ความพึงพอใจในชีวิตลดลง เกิดความผิดปกติทางจิตใจ และมี ความเกี่ยวเนื่องกับความเจ็บป่วย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร การ ท าหน้าที่ของภูมิต้านทานร่างกายลดลง กำรสร้ำงทำงเลือกในกำรพึ่งพำตนเองของผู้สูงอำยุ มนตรีประเสริฐรุ่งเรือง และ ดุษฎีอายุวัฒน์(2559) กล่าวว่า ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองโดย การใช้ความสามารถที่ตนมีร่วมกับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างทางสังคม การพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณค่า ของผู้สูงอายุ เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการใช้ความสามารถของผู้สูงอายุ ร่วมกับการใช้ประโยชน์จาก โครงสร้างทางสังคม ภายใต้การไกล่เกลี่ยเชิงคุณค่าระหว่างค่านิยมทางสังคมและคุณค่าของผู้สูงอายุ และ การสร้างทางเลือกในพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุเป็นกระบวนการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ เงื่อนไขทางสังคมให้เกิดประสิทธิภาพด้วยการสร้างหน่วยปฏิสัมพันธ์ย่อย ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เมื่อเข้าสู่การเกษียณ จึงกลายเป็นผู้ไม่มีงานท าหรือมีรายได้ลดลงซึ่ง แม้แต่ผู้สูงอายุที่ยังคงท างานในภาคการเกษตรก็ถือได้ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย จึงพบได้ว่ามีผู้สูงอายุจ านวน มากที่มีรายได้ต่ ากว่าเส้นความยากจน (Foundation for Older’s Development 2011) นอกจากปัญหา ในด้านรายได้ภาวะความสูงอายุยังก่อให้เกิดความเสื่อมถอยทั้งในด้านร่างกาย จิตใจและสถานภาพทาง สังคม ซึ่ง เป็นสิ่งกีดกันกดดันให้ผู้สูงอายุต้องกลายมาเป็นผู้ต้องการพึ่งพิงสถาบันทางสังคมต่างๆ อาทิรัฐ ชุมชน ครอบครัว องค์กรอิสระ และองค์กรภาคเอกชน ทั้งในด้านสินค้าและบริการทางสังคม แต่ด้วย ข้อจ ากัดด้านงบประมาณและทรัพยากรของสถาบันทางสังคม ประกอบกับค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง ไป ส่งผลให้ผู้สูงอายุในอนาคตจะไม่สามารถพึ่งพิงสถาบันได้อย่างในปัจจุบัน (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนา


27 ผู้สูงอายุไทย 2556) ความยั่งยืนในการพัฒนาด้านผู้สูงอายุจึงต้องเปลี่ยนจากการมองผู้สูงอายุเป็นผู้รับ ประโยชน์ทางสังคม มาให้ความส าคัญในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีบทบาทเป็นผู้กระท าการในการพึ่งพา ตนเอง สามารถสร้างประโยชน์ในฐานะทรัพยากรส าคัญทางสังคม (ส านักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ, 2555) ภายใต้สังคมผู้สูงอายุในอนาคตที่มีบริบทแตกต่างจากในปัจจุบัน โดยเมื่อผู้สูงอายุสามารถพึ่งพา ตนเองได้ย่อมท าให้ผู้สูงอายุมีอิสรภาพในการก าหนดชีวิตในแบบของตนเอง (World Health Organization, 2014) ผู้สูงอายุมีแบบแผนการพึ่งพาตนเองแตกต่างกันเพราะมีเป้าหมายหรือนิยามคุณค่าของชีวิต แตกต่างกัน มนุษย์เป็นผู้กระท าการที่มีความสามารถในการลิขิตชีวิตในแบบของตนเอง แต่ที่มนุษย์ยังไม่ สามารถบรรลุคุณค่าของตนเองได้เพราะมีสิ่งกีดกันการใช้ความสามารถ (Sen 1981) โดย Nussbaumet al. (1993) อ้างถึงใน มนตรีประเสริฐรุ่งเรือง และ ดุษฎีอายุวัฒน์(2559) เสนอว่าสถาบันทางสังคมควร เป็นผู้สร้างทางเลือกทางสังคม ด้วยการก าจัดสิ่งกีดกันทางสังคมและให้การเกื้อหนุนการใช้ความสามารถ ให้กับปัจเจกบุคคลการพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุ พื้นฐานส าคัญที่สุด คือ การช่วยเหลือตนเอง ได้ทางกายภาพ ซึ่งในทางสาธารณสุขนิยมใช้แบบประเมินผู้สูงอายุตามกลุ่มศักยภาพตามความสามารถใน การประกอบกิจวัตรประจ าวัน (Activities of Daily Living: ADL) ในการคัดกรองกลุ่มผู้สูงอายุแบ่ง ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มติดเตียง กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติดสังคมตามค่าคะแนนกิจกรรมที่ผู้สูงอายุ สามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือในทางพัฒนาสังคมนิยมใช้เกณฑ์อายุของผู้สูงอายุเป็นเกณฑ์ในการประเมิน อาทิผู้สูงอายุวัยต้น ผู้สูงอายุวัยกลาง และผู้สูงอายุวัยปลาย ซึ่งใช้เกณฑ์อายุเป็นตัวแบ่งความสามารถใน การพึ่งพาตนเอง โดยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มช่วยเหลือตัวเองได้กลุ่มช่วยเหลือตนเองได้ปาน กลาง และกลุ่มช่วยเหลือตนเองได้น้อย การประเมินความสามารถในการ พึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุไม่ควรผูกติดกับคุณลักษณะทางกายภาพเพียงอย่างเดียว หากผู้สูงอายุยัง สามารถเป็นผู้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและผู้อื่นในรูปแบบการแลกเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้เมื่อวัย แรงงานเข้าสู่วัยสูงอายุ เกือบทั้งหมดจะต้องเกษียนหรือออกจากงานประจ า หลายคนต้องเปลี่ยนบทบาท จากผู้ผลิตมาเป็นผู้บริโภค โดยสมบูรณ์มีเพียงผู้สูงอายุในภาคการเกษตรเท่านั้น ที่ยังคงท างาน จึงเห็นได้ว่า หากผู้สูงอายุขาดการเตรียมการสะสมทรัพยากรทางเศรษฐกิจสังคมไว้อย่างเพียงพอ คนเหล่านี้จะกลายเป็น ผู้ต้องการพึ่งพิง หรือขาดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ทรัพยากรทางเศรษฐกิจสังคมที่จ าเป็นส าหรับ ผู้สูงอายุในการพึ่งพาตนเองในระดับปัจเจกบุคคล จ าแนกออกได้เป็น 7 มิติประกอบด้วย 1. มิติสุขภาพ ได้แก่ 1) สุขภาพร่างกาย และ 2) สุขภาพจิตใจ 2. มิติความรู้ได้แก่ 1) การศึกษา 2) สมรรถนะของผู้สูงอายุและ 3) ความสามารถในการจัดสรร เวลา 3. มิติเครือข่ายทางสังคม ได้แก่ 1) เครือข่ายกับสถาบันทางสังคม 2) การรวมกลุ่ม 4. บทบาททางสังคม 4) การเชื่อมโยงกับเครือข่ายหรือกลุ่มทางสังคม และ 5) ภาระการดูแล ผู้สูงอายุของเครือข่ายทางสังคม 5. มิติสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1) สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย 2) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 6. สิ่งเกื้อหนุนในท้องถิ่น 7. มิติเศรษฐกิจ ได้แก่ ทรัพย์สินทางการเงิน 8. มิติกายภาพ ได้แก่ ทรัพย์สินทางกายภาพ


28 9. มิติวัฒนธรรม ได้แก่ 1) สถานภาพทางสังคม และ 2) บทบาททางสังคม การพึ่งพาตนเองโดย การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างทางสังคม ภาวะการสูงอายุท าให้เกิดความเสื่อมถอยทางร่างกายจิตใจ และ สถานภาพทางสังคม ถือเป็นสิ่งกีดกันการใช้ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ท าให้ผู้สูงอายุจ าเป็นต้อง อาศัยสิ่งสนับสนุนการท ากิจวัตรประจ าวัน รวมถึงกฎระเบียบทางสังคมควรถูกปรับปรุงให้เอื้ออ านวยต่อ การลดช่องว่างทางสังคม กำรดูแลผู้สูงอำยุในชุมชน การดูแลผู้สูงอายุในชุมชน แบ่งตามลักษณะและเป้าหมายการจัดบริการส าหรับผู้สูงอายุกลุ่มต่าง ตามลักษณะทางสุขภาพและสังคมที่ต่างกันของผู้สูงอายุ โดยจ าแนกผู้สูงอายุออกเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มที่ ช่วยตนเองได้ดี(Well elder) หรือกลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้าน (Home bound elder) และกลุ่มติดเตียง (Bed bound elder) บริการส าหรับผู้สูงอายุทั้งสามกลุ่มนั้นย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างการส่งเสริมสุขภาพ และการชะลอความเสื่อมจากความสูงอายุเป็นเป้าหมายส าคัญในกลุ่มผู้สูงอายุช่วยเองได้ดีหรือกลุ่มติดสังคม การควบคุมโรค การป้องกันภาวะแทรกซ้อนและภาวะทุพพลภาพเป็นเป้าหมายเด่นของกลุ่มติดบ้าน และ ส าหรับกลุ่มติดเตียงเป้าหมายที่ต้องการ คือ การควบคุมอาการการประคับประคองและการดูแลระยะ สุดท้าย โดยในชุมชนจะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลซึ่งมีภารกิจในการให้บริการผู้สูงอายุ3 ด้าน คือ ภารกิจบริการสุขภาพ ภารกิจพัฒนาศักยภาพ และภารกิจประสานบริการ ซึ่งการให้บริการตามภารกิจทั้ง สามด้านมีความแตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม โดยเป้าหมายของบริการ ส าหรับผู้สูงอายุคือ การส่งเสริมสุขภาพ(Health promotion) การป้องกันภาวะทุพพลภาพ (Prevent disability) และการส่งเสริมความเป็นอิสระมากที่สุด (Enhance independence) คุณลักษณะส าคัญของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มและเป้าหมายในการดูแลของแต่ละกลุ่ม มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุกลุ่มที่ช่วยตนเองได้ดีหรือกลุ่มติดสังคม (Well elder) ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีด าเนินชีวิตในสังคมได้โดยอิสระ และมักเข้าร่วมกิจกรรมในสังคมในด้าน สุขภาพ สามารถท ากิจวัตรพื้นฐานประจ าวัน (activity of daily living :ADL) และกิจวัตรประจ าวัน ต่อเนื่อง(instrumental activity of daily living: IADL) ได้เป็นผู้ที่มีสุขภาพทั่วไปดีไม่มีโรคเรื้อรัง หรือ เป็นเพียงผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือเป็นผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 1-2 โรค แต่ควบคุมได้ในด้านสังคม กลุ่มนี้ จะเป็นผู้สูงอายุที่สามารถและประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมในสังคมสามารถช่วยเหลือครอบครัว-ผู้อื่น-สังคมได้ อาจมีปัญหา/ทุกข์ยาก/เดือดร้อนด้วยหรือไม่ก็ได้เป้าหมายของการจัดบริการ คือ การคงภาวะสุขภาพและ ความสามารถในการท าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง พัฒนาความสามารถในการใช้ศักยภาพและภูมิปัญญาให้เกิด ประโยชน์ต่อตนเองครอบครัวชุมชน และสังคมอย่างสูงสุด 2. ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน (Home bound elder) เป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้หรือต้องการ ความช่วยเหลือบางส่วน มีความจ ากัดในการด าเนินชีวิตในสังคม และเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังที่ ควบคุมไม่ได้หรือมีภาวะแทรกซ้อนมีหลายโรค และมีกลุ่มอาการส าคัญของผู้สูงอายุที่มีผลต่อการไปมาได้ โดยอิสระในด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีความจ ากัดในการด าเนินชีวิตในสังคมชัดเจนและอาจมีความ จ ากัดในการท ากิจวัตรประจ าวันพื้นฐานหรือต่อเนื่องบางประการ ท าให้ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น บ้างบางส่วน เช่น ในการเคลื่อนไหว ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ไม่สามารถเดินตามล าพังบนทางเรียบได้ต้องใช้อุปกรณ์ ช่วยเหลือหรือผู้ช่วยเหลือ รวมทั้งมีโรคเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้หรือมีภาวะแทรกซ้อน มีกลุ่มอาการของผู้สูงอายุ (Geriatric syndrome) ที่มีผลต่อการเคลื่อนที่และการเข้าสังคม มีอาการทางด้านร่างกาย เช่น การมีความ


29 ยากล าบากในการเคลื่อนที่ (Instability & impair mobility) อาการทางด้านจิตใจ เช่นมีภาวะซึมเศร้า อาการทางด้านสติปัญญา-การคิดรู้เช่น ภาวะหลงลืมและสมองเสื่อมในด้านสังคม ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมกับ สังคมน้อย ลักษณะของผู้สูงอายุกลุ่มนี้รวมถึงผู้สูงอายุที่ไปมานอกบ้านได้โดยอิสระแต่ไม่ชอบออกสังคม และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมสังคมได้เนื่องจากติดภาระทางบ้าน เช่น ต้องดูแลหลานผู้สูงอายุกลุ่ม นี้อาจมีหรือไม่มีศักยภาพในการช่วยเหลือครอบครัวและสังคมได้การเสริมพลังอ านาจให้กับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ จะช่วยเสริมสุขภาวะและเสริมศักยภาพชุมชนผู้สูงอายุผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านอาจเป็นผู้ที่มีหรือไม่มีปัญหา ทุกข์ยากเดือดร้อนการที่ผู้สูงอายุมีปัญหาทางสังคมด้านนี้จ าเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจาก หน่วยงานด้านสังคมโดยการประสานงานของทีมสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อสร้างสุขภาวะให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เป้าหมาย ของการจัดบริการ คือ การด า รงการมีสุขภาพที่ดีการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การป้องกันการเสื่อมถอยของ การท าหน้าที่และภาวะทุพพลภาพแต่เริ่มต้น และป้องกันการเกิดโรค(ใหม่) รวมถึงการพัฒนาศักยภาพใน การมีส่วนร่วมในสังคมหรือใช้ภูมิปัญญาเพื่อสร้างสรรค์สังคม 3. ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง (Bed bound elder) ผู้สูงอายุในกลุ่มติดเตียงนี้ข้อมูลจากพื้นที่ศึกษา ยัง มีกลุ่มย่อยเป็น กลุ่มติดเตียง (bed bound elder) และกลุ่มระยะสุดท้าย (bed bound elder-end of life) 3.1 ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง หมายถึง ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการท ากิจวัตร ประจ าวันได้ต้องการความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายและ/หรือการท ากิจวัตรพื้นฐานประจ าวันอื่นและ เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคและมีภาวะแทรกซ้อน ภาวะหง่อม/เปราะบาง ในด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง เป็นกลุ่มที่มีความจ ากัดในการท ากิจวัตรพื้นฐาน ประจ าวัน ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการท ากิจวัตรประจ าวันได้ท าให้ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น ทั้งในการเคลื่อนย้ายและ/หรือในกิจวัตรพื้นฐานประจ าวัน เช่น การ ต้องการความช่วยเหลือในการ เคลื่อนย้าย หรือพลิกตะแคงตัว การรับประทานอาหารผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีภาวะกลืนล าบาก แม้ว่าผู้ดูแลจะ ป้อนอาหารให้และผู้สูงอายุอาจได้รับสารอาหารผ่านช่องทางอื่น (จมูกกระเพาะอาหาร หรือล าไส้) การ ขับถ่าย ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ต้องขับถ่ายในท่านอนหรืออยู่บนเตียง สวมใส่ผ้าอ้อมตลอดเวลาหรือต้องเปลี่ยน ผ้าอ้อมเป็นประจ าผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีโรคประจ าตัวหลายโรค(Comorbidity/multimorbidity) ทั้งที่ควบคุม ได้และควบคุมไม่ได้มีการเจ็บป่วยเรื้อรังมายาวนานและมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคที่เป็นอยู่ รวมถึงผู้สูงอายุ ที่มีภาวะหง่อม/เปราะบาง ที่มีผลต่อความต้องการความช่วยเหลือในการด าเนินชีวิตและการเข้าสังคม ในด้านสังคม ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียงนี้เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถมีส่วนร่วมกับสังคมด้วยตนเองได้ เนื่องจากข้อจ ากัดทางด้านร่างกาย ปัญหาสุขภาพที่มีผลต่อความสามารถในการเคลื่อนที่ได้ท าให้ผู้สูงอายุ กลุ่มนี้จ าเป็นต้องพึ่งพา ครอบครัว-ผู้อื่น-สังคม ในการมีส่วนร่วมทางสังคมผู้สูงอายุกลุ่มนี้อาจไม่มีศักยภาพ ในการช่วยเหลือครอบครัว และสังคมได้การเสริมพลังอ านาจให้กับผู้สูงอายุและครอบครัว ผู้ดูแล จะช่วย เสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุและเสริมศักยภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง อาจเป็นผู้ที่มีหรือไม่มีปัญหา ทุกข์ยากเดือดร้อนด้วย ที่อาจมีผลต่อความต้องการการดูแลช่วยเหลือ และมีปัญหาทางจิตใจ ซึ่งมักจะเป็น ปัญหาด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านร่วมกัน เช่น การขาดผู้ดูแลช่วยเหลือ ถูกทอดทิ้งอยู่ล าพัง หรือได้รับ การดูแลที่ไม่เหมาะสม การเข้าไม่ถึงสิทธิหรือบริการที่พึงได้รับปัญหาความยากจน ไม่มีรายได้เป็นต้น ซึ่ง ปัญหาทางสังคมในด้านนี้จ าเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากหน่วยงานด้านสังคม โดยการ ประสานงานของทีมสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อสร้างสุขภาวะให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้


30 เป้าหมายของการจัดบริการ คือ การด ารงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่ ป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนและป้องกันการเกิดภาวะทุพพลภาพเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวและชุมชนได้ ตามอัตภาพโดยได้รับความช่วยเหลือดูแลหรือมีผู้ดูแลช่วยเหลือจากครอบครัวชุมชน สังคม ตามความ ต้องการ และไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 3.2 ผู้สูงอายุกลุ่มระยะสุดท้าย หมายถึง ผู้สูงอายุที่มีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคที่มีอาการของ โรคและการด าเนินโรคที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆตามความเป็นไปของโรค การตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี โรคไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน และโรคนั้นคาดว่าจะเป็นสาเหตุที่ท าให้ เสียชีวิตได้หรือผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยที่มีความรุนแรงและคุกคามต่อชีวิตซึ่งยากต่อการรักษาให้กลับมาเป็นปกติ ได้หรือผู้สูงอายุที่หง่อมหรือมีความชราภาพมากผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้จะมีช่วงเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ บางคน อาจมีระยะเวลาเหลืออยู่สั้น หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน บางคนอาจมีระยะเวลาเหลืออยู่ยาวเป็นปี ดังนั้นผู้สูงอายุกลุ่มนี้จึงอาจประสบกับความเจ็บป่วยหรือความเสื่อมถอยที่ทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิต เป้าหมายของการจัดบริการ มุ่งสุขประโยชน์ที่พึงเกิดแก่ผู้สูงอายุเป็นหลัก โดยให้ผู้สูงอายุมี คุณภาพชีวิตที่ดีและเสียชีวิตอย่างสงบ สนับสนุนช่วยเหลือครอบครัวให้สามารถดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และดูแลครอบครัวต่อเนื่องหลังการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ 2.5 แนวคิดเกี่ยวกับสมุนไพรไทย สมุนไพรไทย (Medicinal plant หรือ Herb) ก าเนิดจากธรรมชาติและมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะมิติทางสุขภาพ อันหมายถึงทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค มีผู้ให้ความหมายของ สมุนไพรไว้หลากหลายดังนี้ ควำมหมำยของสมุนไพรไทย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (2550) ให้ความหมายของพืชสมุนไพรไทยว่า สมุนไพรไทยตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง “ผลิตผล ธรรมชาติได้จากพืช สัตว์และแร่ธาตุที่ใช้เป็นยาหรือผสมกับสารอื่นตามต ารับยา เพื่อบ าบัดโรค บ ารุง ร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ เช่น กระเทียม น้ าผึ้ง รากดิน (ไส้เดือน)เขากวางอ่อน ก ามะถัน ยางน่อง โล่ติ๊น” สมพร ภูติยานัน (2542) ได้กล่าวว่า สมุนไพร หมายถึง พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรือ อาการเจ็บป่วยต่างๆ การใช้สมุนไพรรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยต่างๆนี้จะต้องน าเอาสมุนไพรตั้งแต่สอง ชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกว่า “ยา” ในต ารายานอกจากพืชสมุนไพรแล้วยังอาจจะประกอบด้วย สัตว์และแร่ธาตุอีกด้วย เราเรียกพืช สัตว์หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า “เภสัชวัตถุ” พืช สมุนไพรบางชนิด เช่น กระวาน กานพลูและจันทน์เทศ เป็นต้น สมพร ภูติยานัน (2542) กล่าวว่ายาสมุนไพร (crude drugs) คือ ยาธรรมชาติทั้งแห้งและสดที่ ไม่ได้แปรรูปที่ได้จากพืช สัตว์แร่ธาตุ เช่น รากชะเอม เปลือกต้นควินิน แก่นฝาง ใบมะขามแขก ดอกเก็ก ฮวย ไขผึ้ง น้ าผึ้ง และมหาหิงคุ์เป็นต้น สมพร หิรัญรามเดช (2524 , หน้า 17) ได้กล่าวไว้ว่ายาสมุนไพรคือ ยาที่ได้มาจากพืชสัตว์แร่ธาตุ จากธรรมชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน สามารถน ามาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ และบ ารุง ร่างกายได้


31 สุพจน์ศิลานเภสัช (2543, หน้า 25) ได้กล่าวถึงสมุนไพร หมายความว่า ผลิตผลทางธรรมชาติได้ จากพืช สัตว์และแร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามต ารับยา เพื่อบ าบัดโรคบ ารุงร่างกาย หรือใช้ เป็นยาพิษ เช่นกระเทียม น้ าผึ้ง ก ามะถัน โล่ติ้น ยางด า เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่าสมุนไพรไทย หมายถึง เป็นสมุนไพรที่ได้มาจากพืชสัตว์และแร่ ธาตุจากธรรมชาติซึ่งมิได้ผสมปรุงหรือแปรสภาพ ไม่มีการปรุงแต่งสีกลิ่น รสให้ผิดจากสภาพเดิม และ สามารถน ามาใช้รักษาโรคต่าง ๆ และบ ารุงร่างกายได้ ควำมส ำคัญของพืชสมุนไพรไทย “ สมุนไพร ” นับว่าเป็นยาส าหรับรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ พืช สมุนไพร ” ทั้งหลาย “ มีสรรพคุณทางยาดีมาก คนโบราณใช้ท าการรักษาโรคกันมานานแล้ว ควร อนุรักษ์เอาไว้ให้ดีใน วงการแพทย์ก็มองเห็นความส าคัญของพืชที่มีประโยชน์กันมากในชนบทที่ ห่างไกลก็ใช้“ พืชสมุนไพร ” นี่เองช่วยน าการบ าบัดรักษาโรค และอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งก็นับว่าได้ผลดีมาก เช่น ใช้ชุมเห็ดเทศเป็นยา ถ่าย ยาระบาย ใช้บัวบกเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ร้อนใน ใช้มะนาวเป็นยาแก้เลือดออกตามไรฟันหรือโรค ลักปิดลักเปิด ใช้มะระเป็นยาขมเจริญอาหาร ใช้กระเพาะเป็นเพิ่มน้ านมในตรีหลังคลอด ใช้ไพลเป็นยา รักษาโรคหืด ใช้ต าลึงรักษาโรคเบาหวาน สิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถของแพทย์แผนโบราณที่ยึดออก “ พืช สมุนไพร ” เป็นหลักในการรักษา โรคที่เกิดขึ้นกับคนเรามานับร้อยนับพันปีมาแล้ว สมุนไพรนอกจากจะ น ามาใช้ประโยชน์เป็นยา รักษาโรคแล้ว ยังสามารถน ามาใช้ประโยชน์ทางด้านอื่น ๆ อีก เช่น น ามาบริโภค เป็นอาหาร อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องดื่ม สีผสมอาหาร และสีย้อม ตลอดจนใช้ท าเครื่องส าอางอีกด้วย ” การใช้ยาสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง สามารถท าได้เฉพาะในการใช้ตัวยาสมุนไพรที่ไม่มีผลข้างเคียง ไม่มี พิษ หรือที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งมีขนาดการใช้ยาดังนี้ 1. ยาชง ใช้ตัวยาสมุนไพรแห้ง หนักประมาณ 7-15 กรัม แช่ในน้ าร้อน ค่อนแก้ว ดื่ม เฉพาะ น้ าครั้งเดียว 2. ยาต้ม รินเอาน้ ายาดื่ม ครั้งละครึ่ง ถึง 1 ช้อนกาแฟ เด็กลดลงตามส่วน 3. ยาเม็ด ครั้งละหนักประมาณ 1-2 กรัม หรือเม็กขนาดเท่าลูกมะแว้ง 3 - 5 เม็ด ยกเว้น ยา ที่มีฤทธิ์แรง หรือยาถ่าย ควรใช้ตามหมอสั่ง หรือตามธาตุหนักเบา (คือ ถ้ากินยา แล้วถ่ายมาก คราวต่อไปให้ ลดปริมาณยาลง ถ้าถ่ายน้อยก็ให้เพิ่มปริมาณยาขึ้นตาม ส่วน) 4. ยาผง ครั้งละหนักครึ่งถึง 1 กรัม ละลายในน้ าร้อน หรือกระสายยารับประทาน 5. ยาดอง รับประทานครั้งละ ประมาณ 2 -3 ช้อนโต๊ะ (นิรนาม, มปป) 6. การจัดการการใช้พืชสมุนไพรในชุมชน การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคมีมาแต่โบราณซึ่งมีการสืบทอดและพัฒนาจนถึงทุกวันนี้โดย เฉพาะที่แถบทวีปเอเชีย เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ค่อนข้าง สมบูรณ์นอกจากนั้นการศึกษาผลประโยชน์ของการใช้สมุนไพรโดยอาศัยหลัก วิทยาศาสตร์ในประเทศ เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนสามารถผลิตยาสมุนไพร ส าเร็จรูป หรือกึ่งส าเร็จรูปพร้อมใช้เป็นธุรกิจ อุตสาหกรรมอย่างเป็นล่ าเป็นสัน (กิจ และ พรทิพย์, มปป) ควำมส ำคัญของพืชสมุนไพรด้ำนกำรสำธำรณสุข พืชสมุนไพรเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ในสภาวะที่ยาแผนปัจจุบันมีราคา แพง และการบริการทางด้านสาธารณสุขที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนยังเป็นไปอย่างไม่เสมอภาค แพทย์ส่วนใหญ่ ไม่อยากออกไปอยู่ตามชนบท ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน อยู่ในอัตราที่สูง


32 เกินกว่าที่ประชาชนส่วนใหญ่จะรับได้โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากการคมนาคม ดังนั้นการน าพืช สมุนไพรที่มีอยู่ตามธรรมชาติโดยทั่วไป มาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน เฉพาะอาการเจ็บป่วยธรรมดาที่ไม่ ร้ายแรงหรือการรักษาพยาบาลเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์จึงนับว่าเป็นสิ่งส าคัญที่จะช่วยลดภาระการขาด แคลนแพทย์ได้ระดับหนึ่ง การใช้ยาสมุนไพรที่หาง่ายในท้องถิ่นจะสามารถช่วยประชาชนให้พึ่งตนเองได้ใน ยามเจ็บป่วย อีกทั้งยาจากสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคอย่างได้ผล พืชสมุนไพรนอกจากจะใช้รักษา โรคได้แล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จ าเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะส่งผลถึงสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยส่วนรวมให้ดีขึ้นอีกด้วย (จิตระพีบัวผัน, 2548) ควำมส ำคัญของพืชสมุนไพรด้ำนเศรษฐกิจและสังคม พืชสมุนไพรบางชนิดมีความส าคัญทางเศรษฐกิจน าเงินตราเข้าประเทศได้ปีละมาก ๆเช่น พริกไทย ขิง ขมิ้น และกานพลูเป็นต้น ความส าคัญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มีดังนี้(จิตระพีบัวผัน, 2548) 1. ช่วยลดมูลค่าการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศลงปีละนับหมื่นล้านบาท 2. การใช้ยาจากพืชสมุนไพร ช่วยให้เศรษฐกิจในครอบครัวดีขึ้นเพราะราคายาและค่ารักษาถูกกว่า การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันมาก 3. อุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน มีความต้องการสมุนไพรเป็นวัตถุดิบ ต่างประเทศซื้อยา สมุนไพรจากประเทศไทยในราคาถูก แต่น าไปผลิตเป็นยาแผนปัจจุบันขายได้ในราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว 4. สมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ต้องน าเข้าจากต่างประเทศอีกหลายชนิด เช่น อบเชยจันทน์เทศ กานพลูพืชเหล่านี้สามารถผลิตใช้ได้เองภายในประเทศแต่ก็ยังไม่เพียงพอ 5. ยาจากพืชสมุนไพร จะเป็นหลักประกันในด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน หากประเทศไทยมี พืชสมุนไพรที่สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้มากเท่าใด ก็จะเป็นหลักประกันได้อย่างดีว่า ในภาวะ ปกติเราจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ไม่ต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศ จากที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่าความส าคัญของพืชสมุนไพรด้านเศรษฐกิจและสังคมหมายถึง พืช สมุนไพรมีความส าคัญทางเศรษฐกิจสามารถน าเงินตราเข้ามาในประเทศได้ปีละมาก ๆลดการน าเข้ายาจาก ต่างประเทศ และเป็นหลักประกันในด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน โอกำสของสมุนไพรไทย 1. ภูมิอากาศและภูมิประเทศ เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตร้อนและชื้น ประเทศไทยมีทรัพยากร สมุนไพร ที่ค่อนข้างสมบูรณ์เมื่อเทียบกับแถบอเมริกาเหนือ ยุโรป มีพรรณไม้หลากหลายชนิดที่มีศักยภาพพัฒนาให้ เป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่รอการศึกษาอย่าง จริงจัง 2. ขอบเขตการใช้กว้างขวาง ใช้ได้ทั้งในการป้องกัน รักษาและบ ารุง ส าหรับการป้องกัน โรคนั้น ส่วนมากสามารถทดแทนยาปฏิชีวนะที่มีราคาค่อนข้างแพง และก่อให้เกิดการ ดื้อยาทั้งในมนุษย์และสัตว์ รูปแบบการใช้ก็ค่อนข้างหลากหลาย เช่น ต้ม สด ตาก ทา ต่างๆ เป็นต้น 3. ผู้ประกอบการให้ความสนใจ ทั้งจากผู้ผลิตปศุสัตว์นักวิจัย บริษัทยาและอาหาร ต่าง ๆ และมี แนวโน้มพัฒนาให้รูปแบบ สรรพคุณและการใช้ง่ายและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น 4. ความปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับยาปฏิชีวนะแล้วพิษวิทยาของสมุนไพรจะมีน้อยกว่า ซึ่งจะช่วย ลดปัญหาปริมาณสารตกค้างในผลิตภัณฑ์รวมทั้งขบวนการดื้อยาก็เกิดช้า กว่าและน้อยกว่าด้วย 5. ความต้องการตลาดสูง ทั้งในและนอกประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ไต้หวัน ฮ่องกง ซึ่งมีการศึกษาวิจัยและใช้สมุนไพรทั้งในคนและสัตว์มายาวนาน แต่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพผลิตภัณฑ์


33 รวมทั้งประสิทธิภาพการรักษาที่ให้ผลด้วย เมื่อไม่ นานมานี้ความต้องการของตลาดภายในประเทศ อัน เนื่องมาจากข้อก าหนดที่เข้มงวด ของคู่ค้า ได้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการผลักดันการศึกษาวิจัยสมุนไพร ส าหรับสัตว์มีความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างจริงจัง คาดว่าจะบังเกิดผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ต่อ ประเทศชาติในไม่ช้านี้(กิจ และ พรทิพย์, มปป) ประโยชน์ของพืชสมุนไพร พืชสมุนไพรมีขึ้นอยู่ทั่วไปเป็นประโยชน์ทั้งทางยาและอาหาร โดยเฉพาะประชากรทางภาคใต้นิยม กินพืชผักพื้นบ้านเป็นอาหาร มีดังนี้(วิฑูรย์พลาวุฑฒ์, 2542) 1. หาได้ง่าย พบทั่วไปทุกหนทุกแห่ง และสามารถใช้ทดแทนกันกันได้หลายชนิดพืชเหล่านี้ส่วนหนึ่ง ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันอยู่แล้ว เช่น เป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ การปลูก การ ดูแลรักษาก็ง่ายเพราะเป็นพืชท้องถิ่นได้ปรับตัวจนเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี 2. ราคาถูก เนื่องจากเป็นพืชที่หาง่ายและใช้กันตามปกติในชีวิตประจ าวัน 3. ความปลอดภัยในการใช้ยาสมุนไพร ถ้าหากใช้อย่างถูกต้องแทบจะไม่มีพิษต่อร่างกายเลย โดยเฉพาะพืชชนิดที่ได้ผ่านการตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้วซึ่งมีมากมายหลายชนิด 4. เหมาะส าหรับผู้ที่อยู่ห่างไกลการคมนาคม การเดินทางไปโรงพยาบาลต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่าย มาก ดังนั้นพืชสมุนไพรช่วยรักษาโรคไม่ร้ายแรงได้เช่น เป็นไข้ท้องอืดเฟ้อท้องผูก ท้องเสีย เป็นต้น 5. ช่วยให้สามารถพึ่งตนเองได้ในภาวะวิกฤติในสมัยต่างๆ เช่น สมัยสงครามโลกครั้งที่2 ประชาชน ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก เนื่องจากการขาดแคลนยารักษาโรค ซึ่งต้องน าเข้าจากต่างประเทศ ประชาชนต้องใช้พืชสมุนไพรเป็นยารักษาโรค 6. เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ร้านขายยาแผนโบราณต้องการพืชสมุนไพรเป็นวัตถุดิบในการผลิต ยา เมื่อป่าไม้ถูกท าลาย ยาที่เคยหาได้ง่ายจากแหล่งธรรมชาติเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น การเลือกปลูก พืชสมุนไพรให้ตรงกับชนิดที่ตลาดต้องการจะเป็นการเพิ่มรายได้แก่ ครอบครัวอีกทางหนึ่ง แนวทำงกำรศึกษำพืชสมุนไพรและยำไทย การศึกษาพืชสมุนไพร ในฐานะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบยาสมุนไพร ซึ่งบางชนิดนิยมใช้กันมากและบาง ชนิดยังไม่แพร่หลายมากนัก เพื่อน ามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน และการศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ ในด้านการปรุงยา ผู้ศึกษาควรศึกษาในด้านต่างๆ ดังนี้(จิตระพีบัวผัน,2548) 1. ศึกษาเกี่ยวกับพืชสมุนไพรในด้านต่างๆ เช่น ชื่อพืชสมุนไพรทั้งชื่อสามัญ และชื่อพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์นิเวศวิทยาศาสตร์และการกระจายพันธุ์การขยายพันธุ์การปลูก การดูแลและ การรักษา การเก็บเกี่ยวพืชและการเก็บรักษาพืชแต่ละชนิด 2. ศึกษาชนิดและปริมาณสาระส าคัญ หรือสารออกฤทธิ์ที่มีอยู่ในพืชแต่ละชนิด เพื่อประโยชน์ใน การคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์และวิธีการผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด 3. ศึกษาสรรพคุณ วิธีใช้ข้อห้ามใช้ความเป็นพิษ ชนิดของอาการที่ควรและไม่ควรใช้วิธีการรักษา ด้วยพืชสมุนไพร 4. ศึกษาและคัดเลือกเฉพาะพืชสมุนไพร ชนิดที่มีรายงานการตรวจตรวจสอบด้วยวิธีทาง วิทยาศาสตร์แล้วพบว่ามีประสิทธิภาพดีจริง และใช้ได้อย่างปลอดภัยหรือเป็นชนิดที่มีผู้นิยมใช้กันอย่าง กว้างขวางโดยใช้กับอาการเจ็บป่วยที่มิใช่โรคร้ายแรงเท่านั้น 5. ศึกษาการใช้พืชสมุนไพรในรูปตัวยาเดี่ยวๆ หรือผสมกันหลายชนิดตามต ารายาไทย 6. ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพร เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง


34 7. ศึกษาพืชสมุนไพรบางชนิด ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันก าจัดศัตรูทางการเกษตรเช่น พืช สมุนไพรฆ่าแมลง เป็นต้น จากการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพืชสมุนไพรนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อการผลิต และการใช้ประโยชน์จากพืช สมุนไพร ในด้านการบ าบัดรักษาอาการเจ็บป่วย หรือเพื่อการบ ารุงรักษาสุขภาพเป็นหลักซึ่งได้จากพืช โดยทั่วไป สำรเคมีในสมุนไพรแต่ละชนิด การน าสมุนไพรมาใช้เป็นยาต้องค านึงถึงธรรมชาติของสมุนไพรแต่ละชนิด พันธุ์สมุนไพร สภาวะ แวดล้อมในการปลูก ฤดูกาล และช่วงเวลาที่เก็บสมุนไพร นับเป็นปัจจัยส าคัญที่ก าหนดคุณภาพของ สมุนไพร ในสมุนไพรแต่ละชนิดประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดอาจแบ่งกลุ่มใหญ่ได้7 กลุ่ม ดังนี้ (สาธารณสุขมูลฐาน, 25374) 1. คำร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอินทรีย์ที่ประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนคาร์โบไฮเดรต เป็นกลุ่มสารที่พบมากทั้งในพืชและสัตว์สารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง น้ าตาลกัม(KUM) วุ้น (Agar) น้ าผึ้ง เปคติน (Pectin) เป็นต้น 2. ไขมัน (Lipids) ไขมันเป็นสารที่ไม่ละลายน้ า แต่ละลายในตัวท าละลายอินทรีย์(Organic Solvent)และเมื่อท า ปฏิกิริยากับด่างจะกลายเป็นสบู่ น้ ามันในพืชหลายชนิดเป็นยาสมุนไพร เช่น น้ ามันละหุ่ง น้ ามันมะพร้าว เป็นต้น 3. น้ ำมันหอมระเหย (Volatile Oil หรือ Essential Oil) น้ ามันหอมระเหยเป็นสารที่พบมากในพืชเขตร้อน มีลักษณะเป็นน้ ามันมีกลิ่นและรสเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิธรรมดา เบากว่าน้ า สามารถสกัดออกมาจากส่วนของพืชได้โดยวิธีการกลั่นด้วยไอ น้ า (stream distillation) หรือการบีบ (expression) ประโยชน์คือเป็นตัวแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรม เครื่องส าอาง และสมุนไพรมีประโยชน์ด้านขับลม ฆ่าเชื้อโรค พืชสมุนไพรที่มีน้ าหอมระเหย คือ กระเทียม ขิง ขมิ้น ไพล มะกรูด ตะไคร้กานพลูอบเชย เป็นต้น 4. เรซินและบำลซัม (Resins and Balsums) เรซินเป็นสารอินทรีย์หรือสารผสมประเภทโพลีเมอร์มีรูปร่างไม่แน่นอนส่วนใหญ่จะเปราะ แตก ง่าย บางชนิดจะนิ่ม ไม่ละลายน้ า ละลายได้ในตัวท าละลายอินทรีย์เมื่อเผาไฟจะหลอมเหลว ได้สารที่ใส ข้น และเหนียว เช่น ชันสน เป็นต้นบาลซัม เป็นสาร resinous mixture ซึ่งประกอบด้วยกรดซินนามิก (CINNAMIC ACID) หรือกรดเบนโซอิค (BENZOIC ACID) หรือเอสเตอร์ของกรดสองชนิดนี้เช่น ก ายานเป็น ต้น 5. แอลคำลอยด์(Alkaloids) แอลคาลอยด์เป็นสารอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ (Organic Nitrogen Compound) มักพบในพืชชั้นสูง มีสูตรโครงสร้างซับซ้อนและแตกต่างมากมาย ปัจจุบันพบแอลคาลอยด์มากกว่า 5,000 ชนิด คุณสมบัติของแอลคาลอยด์คือ ส่วนใหญ่มีรสขม ไม่ละลายน้ าละลายได้ในสารละลายอินทรีย์ (Organic Solvent) มีฤทธิ์เป็นด่างแอลคาลอยด์มีประโยชน์ในการรักษาโรคอย่างกว้างขวาง เช่นใช้เป็นยา ระงับปวด ยาชา เฉพาะที่ ยาแก้ไอ ยาแก้หอบหืด ยารักษาแผลในกระเพาะและล าไส้ยาลดความดัน ยา


35 ควบคุมการเต้นของหัวใจ เป็นต้น พืชสมุนไพรที่มีแอลคาลอยด์เป็นส่วนมาก คือหมาก ล าโพง ซิงโคนา ดองดึง ระย่อม ยาสูบ กลอย ฝิ่น แสลงใจเป็นต้น 6. กลัยโคไซด์(Glycosides) กลัยโคไซด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจาก glycone (หรือ genin) จับกับส่วนที่เป็นน้ าตาล ( glycone part) ละลายน้ าได้ดีโครงสร้างของ glycone มีความแตกต่างกันหลายแบบท าให้ประเภทและ สรรพคุณทางเภสัชวิทยาของกลัยโคไซด์มีหลายชนิดใช้เป็นยาที่มีประโยชน์และสารพิษที่มีโทษต่อร่างกายก ลัยโคไซด์จ าแนกตามหลักสูตรโครงสร้างของ glycone ได้หลายประเภท คือ 1. คาร์ดิแอ็ก กลัยโคไซด์(Cardiac Glycosides) มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการ ไหลเวียนของโลหิต เช่นใบยี่โถ เป็นต้น 2. แอนทราควินิน กลัยโคไซด์(Antraquinine Glycosides) มีฤทธิ์เป็นยาระบายยาฆ่าเชื้อ และสี ย้อม เช่น ใบมะขามแขก ใบขี้เหล็ก ใบชุมเห็ดเทศ ใบว่านหางจระเข้เป็นต้น 3. ซาโปนิน กลัยโคไซด์(Saponin Glycosides) เป็นกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติเกิดฟองเมื่อเขย่ากับน้ า เช่น ลูกประค าดีควาย เป็นต้น 4. ไซย าโนเจนนี ติก กลัยโคไซด์ ( Cyanogenatic Glycosides) มีส่ วนของ glycine เช่น Cyaanogenetic Nitrate สารกลุ่มนี้เมื่อถูกย่อยจะได้สารจ าพวกไซยาไนต์เช่น รากมัน ส าปะหลัง ผัก สะตอ ผักหนาน ผักเสี้ยนผีกระเบาน้ า เป็นต้น 5. ไอโซไทโอไซยาเนท กลัยโคไซด์(Isothiocyanate Glycosides) มีส่วนของglycone เป็นสาร จ าพวก Isothiocyanate 6. ฟลาโวนอล กลัยโคไซด์(Favonol Glycosides) เป็นสารสีที่พบในหลายส่วนของพืช ส่วนใหญ่สี ออกไปทางสีแดง เหลือง ม่วง น้ าเงิน เช่น ดอกอัญชัน เป็นต้น 7. แอลกอฮอลิค กลัยโคไซด์(Alcoholic Glycosides) มีglycone เป็นแอลกอฮอล์ 8. ยังมีกลัยโคไซด์อีกหลายชนิด เช่น ฟินอลิค กลัยโคไซด์(Phenolic Glycosides)แอลดีไฮด์กลัย โคไซด์(Aldehyde Glycosides) แล็คโทน กลัยโคไซด์(Lactone Glycosides)และแทนนิน กลัยโคไซด์ เป็นต้น 7. แทนนิน (Tannins) เป็นสารที่พบได้ในพืชหลายชนิด มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างซับซ้อน มีสถานะเป็นกรดอ่อน รส ฝาด แทนนินใช้เป็นยาฝาดสมาน ยาแก้ท้องเสีย ช่วยรักษาแผลไฟไหม้และใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม ฟอกหนัง กรณีที่รับประทานแทนนินเป็นประจ าอาจท าให้เกิดมะเร็งได้สมุนไพรที่มีแทนนิน คือ เปลือก ทับทิม เปลือกอบเชย ใบฝรั่ง ใบเปลือกสีเสียด ใบชา เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น สารเคมีในสมุนไพรแต่ละชนิดมีทั้งคุณและโทษ ก่อนจะใช้ต้องศึกษาฤทธิ์ของ สารที่พบในพืชสมุนไพรเพื่อรักษาโรค ส่วนของสมุนไพรที่ใช้เป็นยำ สมุนไพรที่ใช้เป็นยาที่ใช้กันมากมาจากพืช ส่วนของพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยา มี5 ส่วนจะเก็บใน ระยะที่มีปริมาณตัวยาพืชสูงสุด (จิตระพีบัวผัน, 2548) 1. รากและหัว (เหง้า, ล าต้นใต้ดิน) จะเก็บในระยะที่พืชหยุดการเจริญเติบโตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพืช พวกล้มลุก มักจะเก็บตอนต้นฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ ผลัดใบ พืชจะเก็บสะสมอาหารไว้ที่ราก และหัวเช่นราก ระย่อม ซึ่งใช้ลดความดันโลหิต เหง้าขิง เป็นยาขับลม หรือเหง้าไพลเป็นยาถูนวด แก้เคล็ดขัดยอก เป็นต้น


Click to View FlipBook Version