36 2. ใบ หรือ ทั้งต้น จะเก็บในระยะที่พืชเจริญเติบโตมากที่สุด แต่บางชนิดก็จะก าหนดลงไปเลยว่า ต้องเก็บอย่างไร เช่นใบชา ซึ่งใช้แก้ท้องเสีย และใบหญ้าหนวดแมว ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ทางเดิน ปัสสาวะอักเสบและแก้นิ่ว จะเก็บยอดอ่อนที่มีใบเพียง 2-4 คู่ เป็นต้น 3. เปลือกต้นและเปลือกราก จะเก็บในระยะต้นฤดูฝน เพราะเป็นช่วงที่มียาสูงและลอกเปลือกง่าย กว่าช่วงอื่น ๆ เช่น เปลือกต้นซิงโคน่าซึ่งให้ควินิน รักษาไข้มาเลเรีย เป็นต้น4. ดอก จะเก็บในระยะดอกเริ่ม บาน เช่น ดอก ล าโพง มีฤทธิ์แก้หอบ หืด ส่วนดอกกานพลูซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ใช้แก้ปวดฟัน ต้อง เก็บขณะยังตูมอยู่ เป็นต้น 5. ผลและเมล็ด จะเก็บระยะแก่เต็มที่ เช่น เปลือกผลมังคุด แก้ท้องเสียและรักษาแผลหนองฝี เมล็ดแมงลักเป็นยาระบายโดยไปเพิ่มกากอาหาร เป็นต้นจากการศึกษาเรื่องส่วนของพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยา หมายถึง สมุนไพรมีทั้งสดและแห้งในการท าสมุนไพรและสมุนไพรแต่ละชนิดทั้งแบบแห้งและแบบสดก็มี ลักษณะแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะนิยมแบบแห้งมากกว่า เพราะการเก็บรักษาจะนานกว่าแบบสด และ สมุนไพรแต่ละชนิดไม่สามารถใช้รักษาโรคทุกชนิดได้ควรใช้กับโรคที่ไม่ร้ายแรง สมุนไพรกับกำรรักษำโรค การน าสมุนไพรมาใช้รักษาโรค เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ (2535) กล่าวว่า การใช้ยา สมุนไพรที่มีรส ต่าง ๆจะช วยปรับความแปรปรวนของธาตุทั้ง 4 ที่มีอยู่ในร่างกาย ได้แก่ 1. การใช้สมุนไพรรสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น มังคุด ฝรั่งดิบ เกลือ ฯลฯ จะ ช่วยปรับความ แปรปรวนของธาตุดิน ซึ่งได้แก่ เนื้อ กล้าม กระดูก 2. การใช้สมุนไพรรสเปรี้ยว รสขม เช่น มะกรูด ส้ม มะระ สะเดา ฯลฯ จะช่วย ปรับความแปรปรวน ของธาตุน้า ซึ่งได้แก่ ของเหลวในร่างกาย 3. การใช้สมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น กระชาย พริกไทย กะเพรา ฯลฯ จะช่วย ปรับความแปรปรวน ของธาตุลม ซึ่งได้แก่ แก๊สในร่างกาย 4. การใช้สมุนไพรรสเย็นจืด เช่น ผักบุ้ง ต าลึง แตงโม บัวบก ฯลฯ จะช่วยปรับ ความแปรปรวนของ ธาตุไฟ ซึ่งได้แก่ พลังงานในร่างกาย ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของธาตุสมุฎฐาน (ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุลม ธาตุไฟ) จะเปลี่ยนไป ตาม ลักษณะของธาตุเจ้าเรือน (ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) อุตุสมุฎฐาน (อิทธิพลของ ฤดูกาล) อายุสมุฎฐาน (อายุที่เปลี่ยนไปตามวัย) กาลสมุฎฐาน (อิทธิพลของกาลเวลา) จากการศึกษาของ สมพร ภติยานันท์(2527) กล่าวถึงความรู้ดั้งเดิมที่สอดคล้องกับการ ค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาพืชสมุนไพร คือ รสฝาด มีสารพวกแทนนิน (Tannin) ภายนอกใช้สมานแผล ภายในใช้สมาน แผลในล าไส้แก้ท้องร่วง เช่น ผลมะตูมอ่อน ผลสมอ ลูกหว้า เปลือกมังคุด เปลือกผลทับทิม เปลือกต้นข่อย ใบฝรั่ง รสหวาน เนื่องจากมีน้ าตาลท าให้ชุ่มชื่น บ ารุงก าลัง แก่อ่อนเพลีย เช่น ราก ชะเอม น้ าอ้อยสด น้า ผึ้ง ดอกคาฝอย เป็นต้น รสมัน มีสารพวกไขมัน น้ ามัน มีสรรพคุณช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดงา ผักกะ เฉด เมล็ดบัวหลวง รสเค็ม มีสารพวกเกลือ สรรพคุณรักษาโรคผิวหนังเน่าเปื่อย ช่วยย่อยอาหาร ช่วยเพิ่มน้ าร่างกาย เช่น ใบโคกกระสุน เกลือ
37 รสเปรี้ยว มีพวกกรดอ่อน สรรพคุณบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ป้องกัน เลือดออกตามไรฟันเช่น ส้ม มะนาว มะกรูด รสขม มีสารพวกอัลคาลอยด์บางชนิด สรรพคุณกระตุ้นให้เจริญอาหาร เช่น เถ้าบอระเพ็ด ผล มะระ ดอกขี้เหล็ก รากระย่อม ผักโขม รสเมาเบื่อ มีสารพวกไกลโคไซด์และอัลคาลอยด์บางชนิดสารพวกนี้ถ้ารับประทานเข้าไปจะท าให้ เกิดอาการมึนงง ประสาทถูกกด สรรพคุณแก้พิษต่างๆ พิษแมลงสัตว์กัดต่อย บรรเทาอาการปวด เช่น ยาง ฝิ่น ใบกัญชา ดอกลาโพง ใบกระท่อม ลูกมะเกลือ รากทองพันชั่ง รสเผ็ดร้อน มีสารพวกเรซิน (Resins) เช่น ชัน น้ ามันสน และไกลโคไซด์บางชนิด สารประกอบ พวกฟีนอล (Phenols) บางตัว เช่น แคพไซซีน (Capsicin) ซึ่งมีอยู่ในพริก มีความเผ็ดร้อนมาก สรรพคุณ ช่วยขับลม บรรเทาอาการกระหายน้ า อ่อนเพลีย เช่น ดอกมะระ พิกุล บุนนาค สารภีจาปีจ าปา รสจืดมีธาตุต่าง ๆ เช่น เกลือโปแทสเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในทางขับปัสสาวะ แก้ไข้ลดความร้อน เช่น ใบต าลึง ใบผักบุ้ง เถาว์รางจืด ใบเงินใบทอง ควำมรู้ทั่วไปไปเกี่ยวกับยำสมุนไพร การน าสมุนไพรมาใช้รักษาโรคนั้น ใช้ได้ในหลายรูปแบบ เช่น การใช้สมุนไพรสดๆ ใช้ในรูปยาต้มยา ชง ยาลูกกลอน ยาดองเหล้า และยาพอก เป็นต้น 1. ใช้ในรูปสมุนไพรสดๆ สมุนไพรบางชนิดนิยมใช้ในรูปสมุนไพรสดจึงจะให้ผลดีเช่น วุ้นจากใบ ว่านหางจระเข้สด ใช้ทาแผลไฟไหม้น้าร้อนลวก, ใบผักบุ้งทะเลสดนามาต า ใช้ทาแผลที่ถูกพิษแมงกะพรุน หรือกระเทียมสดนามาฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ทาบริเวณผิวหนังที่เป็นเชื้อรา เป็นต้น ในกรณีการใช้สมุนไพร สด ควรระวังในเรื่องของความสะอาด เพราะถ้าสกปรก อาจติดเชื้อทาให้แผลเป็นหนองได้ 2. ต าคั้นเอาน้ ากิน ใช้สมุนไพรสดๆ ต าให้ละเอียดจนเหลว ถ้าไม่มีน้ าให้เติมน้ า ลงไปเล็กน้อยคั้น เอาน้ายาที่ได้กิน สมุนไพรบางชนิด เช่น กระทือ กระชายให้น าไปเผาไฟให้สุก เสียก่อนจึงค่อยต า 3. ยาชง ส่วนมากมักใช้กับพวกใบไม้เช่น หญ้าหนวดแมว, ใบชุมเห็ดเทศ, กระเจี๊ยบ เป็นต้น วิธีท า น าตัวยาที่จะใช้ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง หรือ คั่วให้กรอบอย่าให้ไหม้น้ ามาใส่ภาชนะที่สะอาด ไม่ใช้ภาชนะ โลหะ วิธีชงท าโดยใช้สมุนไพร 1 ส่วน ผสมกับน้าเดือด 10 ส่วน ปิดฝาทิ้ง ไว้5-10 นาทียาชงเป็นรูปแบบ ยาที่มีกลิ่นหอมชวนดื่มและเป็นวิธีสะดวกรวดเร็ว ยาชง ตัวยาหนึ่งชุด นิยมใช้เพียงครั้งเดียว 4. ยาต้ม เป็นวิธีที่นิยมใช้และสะดวกมากที่สุด สามารถใช้ได้ทั้งตัวยาสดหรือ แห้ง ในตัวยาที่ สารส าคัญสามารถละลายได้ในน้ า โดยการน าตัวยามาท าความสะอาด สับให้เป็นท่อน ขนาดพอเหมาะและ ให้ง่ายต่อการท าละลายของน้ ากับตัวยา น าใส่ลงในหม้อ (ควรใช้หม้อดินใหม่หรือ ภาชนะเคลือบผิว ที่ไม่ให้ สารพิษเมื่อถูกความร้อน การใช้หม้ออะลูมิเนียมหรือโลหะ จะท าให้ฤทธิ์ของ ยาลดลง หรือมีโลหะปน ออกมากับน้ ายาได้) เติมน้ าให้ท่วมยา (โดยใช้มือกดลงบนยาเบาๆ ให้ตัวยาอยู่ใต้น้ า) น าไปตั้งไฟ ต้มให้เดือด ตามที่ก าหนดในต ารับยา 5. ยาดอง ใช้ได้ผลดีกับตัวยาที่สารส าคัญละลายน้ าได้น้อย น้ ายาที่ได้จะออก ฤทธิ์เร็วและแรงกว่า การใช้วิธีต้ม นิยมใช้กับตัวยาแห้ง โดยน าตัวยามาบดหยาบ หรือ สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ลงในขวดโหลหรือไห เทเหล้าขาว นิยมใช้เหล้าข้าวเหนียว หรือเหล้าโรง 40 ดีกรีแต่อาจใช้เหล้า 28 ดีกรีแทนได้ใส่ให้เหล้าท่วม ยาพอประมาณ ถ้าเป็นตัวยาแห้ง ตัวยาจะพองตัวท าให้เหล้าแห้งหรือพร่อง ไปควรเติมให้ท่วมยาอยู่เสมอ นิยมใช้ไม้ไผ่ซี่เล็กๆขัดกันไม่ให้ตัวยาลอยขึ้นมา ควรคนกลับยาทุกวันปิด ฝาทิ้งไว้นานประมาน 30 วัน จึงริน เอาน้ ายามาใช้หรือรับประทานในกรณีที่สารส าคัญไม่สลายตัว เมื่อถูกความร้อนอาจย่นเวลา การดองได้
38 โดยใช้วิธีดองร้อน คือ น าตัวยาห่อผ้าขาวบางสะอาด ใส่โหลเท เหล้าลงไปให้ท่วมยา เอาขวดโหลที่ใส่ยา และเหล้าแล้ววางลงในหม้อใบโตพอเหมาะ เติมน้ าธรรมดาลง ในหม้อชั้นนอก ท าเหมือนการตุน กะอย่าให้ มากเกินไป นาไปตั้งไฟต้มน้ าให้เดือด แล้วยกขวดโหลยา ออกมา ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 7-14 วัน ก็สามารถ รินเอาน้ ายามาใช้ได้ 6. ยาเม็ด ยาไทยส่วนมากมักจะมีรสที่ไม่ค่อยชวนรับประทาน ส าหรับตัวยาบางตัวสามารถน ามา ท าเป็นยาเม็ด เพื่อให้การใช้สะดวกขึ้น การท ายาเม็ด นิยมท าเป็นแบบลูกกลอน (เม็ดกลม) และเม็ดแบน (โดยใช้แบบพิมพ์อัดเม็ด) ในปัจจุบันเพิ่มการบรรจุแคปซูลเข้าไปอีกวิธีหนึ่ง ตัวยาสมุนไพรมีปริมาณสารส าคัญที่ใช้ในการรักษาไม่คงที่แน่นอน เนื่องจากสาเหตุหลายประการ และนอกจากจะมีสารส าคัญที่ใช้ในการบ าบัดรักษาแล้ว ยังมีสารอื่นๆอีกหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารส าคัญ และ กากยา ดังนั้นการใช้ยาสมุนไพร จึงใช้โดยประมาณปริมาณ เพื่อให้การให้ยาแต่ละครั้งมีปริมาณสารส าคัญ หรือสรรพคุณยา เพียงพอที่จะบ าบัดรักษาและไม่เกินความต้องการอันอาจก่อให้เกิดพิษภัยได้การก าหนด ขนาดของยาที่ใช้แต่ละครั้งจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ป่วยหนัก โรคร้ายแรง หรือยาที่มีฤทธิ์แรงจะต้องอาศัยความรู้ความช านาญซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะของผู้เป็นแพทย์จะอย่างไรก็ ตาม การใช้ยาสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองสามารถกระท าได้เฉพาะในการใช้ตัวยาสมุนไพรที่ไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีพิษ หรือที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป กำรแปรสภำพตัวยำสมุนไพร ตัวยาสมุนไพรโดยทั่วไปมีทั้งการใช้ของสด และการใช้ของแห้ง การใช้ของสดนั้นมีข้อดีตรงใช้ สะดวกใช้ง่าย แต่ฤทธิ์การรักษาอาการของสมุนไพรไม่คงที่ บางครั้งมีฤทธิ์ดีบางครั้งไม่ดีตัวอย่างสมุนไพร สด เช่น ว่านหางจระเข้รากหญ้าคา แต่การใช้สมุนไพรส่วนมากนิยมใช้ของแห้ง โดยเลือกเก็บยาสมุนไพรที่ เหมาะสมนั้น โดยทั่วไปน าส่วนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมาล้างให้สะอาดตัดเป็น ชิ้นขนาดพอเหมาะแล้วใช้ ความร้อนท าให้แห้งเพื่อสะดวกในการรักษา วิธีการแปรสภาพตัวยาสมุนไพร นั้นแตกต่างกันไปตามชนิดของ พืชส่วนที่ใช้เป็นยาและความเคยชินของแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีวิธีการแปรสภาพสมุนไพรดังนี้ 1. วิธีกำรแปรสภำพตัวยำสมุนไพร รากและส่วนที่อยู่ใต้ดิน เมื่อคัดขนาดที่พอ ๆ กันที่เอาไว้ด้วยกันจากนั้นล้างดิน และสิ่งสกปรกที่ติด อยู่ให้สะอาด เอารากฝอยออกให้หมดหากว่าเป็นพืชเนื้ออ่อนน ามาผ่านขบวนการ ให้ความร้อนตามชนิด ของพืชนั้น พืชที่ใช้หัวและรากส่วนมากประกอบด้วย โปรตีน เป็น เอนไซม์หากผ่านการให้ความร้อนแบบ ต้มนึ่ง หรือนึ่งด้วยกามะถันเหลือง จะท าให้เก็บรักษาได้นานขึ้น แมลงไม่กัดกิน แล้วน ามาตัดเป็นชิ้น ๆ อบ ให้แห้ง เปลือก หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีตากให้แห้ง ใบและทั้งต้น พืชที่มีน้ ามันหอมระเหยควรผึ่งไว้ในที่ร่มไม่ ควรตากแดด เช่น สะระแหน่ เป็นต้น โดยทั่วไปเก็บใบหรือล าต้นมาล้างให้สะอาด แล้วน ามาตากแดดให้ แห้งสนิทจากนั้นจึงเก็บให้มิดชิดระวังอย่าให้ขึ้นรา ดอก หลังจากเก็บมานานแล้ว ตากแห้งหรืออบให้แห้ง แต่ควรรักษารูปดอกให้สมบูรณ์ไม่ให้ตัวยาถูกท าลาย สูญเสียไป เช่น ดอกก้านพลูผล โดยทั่วไป เก็บแล้ว ตากแดดให้แห้งเลย มีเพียงบางอย่างเท่านั้น ที่ต้องหั่นเป็นชิ้นก่อนตากหรืออบด้วยความร้อนก่อน เช่น ผล มะตูม บางชนิดให้ลวกน้ าร้อน หรือนึ่ง หรือ รมควัน เช่น ลูกกระดอม เมล็ด เก็บผลมาตากให้แห้ง แล้วจึง เอาเปลือกออกเช่น ชุมเห็ดไทย บางอย่าง เก็บผลแห้งก็มีเช่น ผลกระวาน (เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, 2540)
39 2. วิธีเก็บเกี่ยวสมุนไพร การปรุงยาให้มีคุณภาพนั้น นอกจากจะต้องรู้หลักและวิธีการปรุงยาแล้ว จะต้องรู้วิธีเก็บเกี่ยว สมุนไพร อีกด้วย ตาราแพทย์ไทยจึงได้ก าหนดวิธีการเก็บไว้4 อย่างคือ เก็บตามฤดูเก็บตามทิศทั้งสี่ เก็บตามวันและ เวลา และเก็บตามยามและได้อธิบายวิธีเก็บไว้ดังนี้ 2.1 เก็บตามฤดูมีดังนี้ 1. คิมหันตฤดู(ฤดูร้อน) เก็บรากและแก่น 2. วสันตฤดู(ฤดูฝน) เก็บใบ ลูก และดอก 3. เหมันตฤดู(ฤดูหนาว) เก็บเปลือกกระพี้และเนื้อไม้ 2.2 เก็บตามทิศทั้งสี่ ดังนี้ 1. วันอาทิตย์และวันอังคาร เก็บทางทิศตะวันออก 2. วันพุธ และวันศุกร์เก็บทางทิศใต้ 3.วันจันทร์และวันเสาร์เก็บทางทิศตะวันตก 4.วันพฤหัสบดีเก็บทางทิศเหนือ 2.3 เก็บตามวันและเวลา 1. วันอาทิตย์เช้าเก็บต้น สายเก็บใบ เที่ยงเก็บราก เย็นเก็บเปลือก 2. วันจันทร์เช้าเก็บใบ สายเก็บแก่น เที่ยงเก็บต้น เย็นเก็บเปลือก 3. วันอังคาร เช้าเก็บใบ สายเก็บเปลือก เที่ยงเก็บต้น เย็นเก็บราก 4. วันพุธ เช้าเก็บราก สายเก็บเปลือก เที่ยงเก็บต้น เย็นเก็บแก่น 5. วันพฤหัสบดีเช้าเก็บแก่น สายเก็บใบ เที่ยงเก็บราก เย็นเก็บเปลือก 6. วันศุกร์เช้าเก็บใบ สายเก็บราก เที่ยงเก็บเปลือก เย็นเก็บต้น 7. วันเสาร์เช้าเก็บราก สายเก็บต้น เที่ยงเก็บเปลือก เย็นเก็บใบ 2.4 เก็บตามยาม (ยามเป็นชื่อส่วนของวัน ยามหนึ่งมี3 ชั่วโมง ยาม 1 เริ่มตั้งแต่06.00 น. กลางวัน ยาม 1 เก็บใบ ดอก และลูก ยาม 2 เก็บกิ่ง และก้าน ยาม 3 เก็บ ต้น เปลือก และแก น ยาม 4 เก็บราก กลางคืน ยาม 1 เก็บราก ยาม 2 เก็บต้น เปลือก และแก่น ยาม 3 เก็บ กิ่ง และก้าน ยาม 4 เก็บใบ ดอก และลูก ประโยชน์ของการเก็บเกี่ยวตามที่ตาราแพทย์ไทยได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ก็เพื่อ 1. สงวนพันธุ์ของสมุนไพรไว้มิให้สูญไปโดยไม่เก็บจากบริเวณหนึ่งบริเวณใด โดยเฉพาะ 2. ให้ได้ตัวยาที่มีสรรพคุณดีเพราะสรรพคุณของตัวยาขึ้นกับดินฟ้าอากาศ 3. ให้ได้ตัวยาถูกต้องตามที่ตาราได้ก าหนดไว้ จากการวิจัยในปัจจุบันพบว่าปริมาณของสารส าคัญในการออกฤทธิ์รักษาอาการ เจ็บป่วย ที่ได้จากส่วนต่าง ๆ ของสมุนไพรมีมากน้อยแตกต่างกันตามระยะของการเจริญเติบโตของพืช การเก็บ สมุนไพรให้ได้สารส าคัญสูง จึงมีหลักการว่า ส่วนของรากและล าต้นใต้ดินให้เก็บหลังจากต้น เจริญเติบโต เต็มที่ก่อนจะออกดอก ส่วนของเปลือกต้นให้เก็บก่อนที่พืชจะเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนที่จะ ออกดอก ใบและ ยอดให้เก็บตอนที่เริ่มออกดอก ดอกให้เก็บก่อนที่จะมีการผสมเกสร ผลให้เก็บก่อน หรือหลังผลสุก เมล็ดให้
40 เก็บเมื่อเมล็ดแก่เต็มที่ สมุนไพรบางชนิดจ าเป็นต้องผึ่งให้แห้งก่อนจะเก็บไว้โดยทั่วไปจะใช้วิธีผึ่งแดด หรือ ผึ่งให้แห้งในร่ม ถ้าจะอบไม่ควรใช้ความร้อนเกิน 45 องศาเซลเซียส เพราะอาจท าให้สารส าคัญเสียไป การ เก็บควรเก็บในที่แห้งและไม่ให้ถูกแสง เนื่องจากสาระส าคัญอาจถูกท าลายได้ด้วยความชื้นหรือแสง ในสมัย โบราณมักเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือกระป๋องทึบซึ่งป้องกัน ความชื้นและแสงได้ 2.5 อาหารกับสมุนไพร 2.5.1 อาหารสมุนไพรประจาธาตุเจ้าเรือน นอกจากอาหารหลัก 5 หมู่แล้ว ควรมีการบริโภคอาหารให้สอดคล้องกับธาตุเจ้า เรือน ตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทย ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้ ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ๑ กินอาหารตามธาตุในทัศนะของแพทย์แผนไทย ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย ธาตุ4 คือ ดิน น้า ลม ไฟ ธาตุทั้ง 4 ต้องมีความสมดุลกัน ซึ่งจะทาให้สุขภาพปกติไม่เจ็บไข้อาหารที่คนเรา รับประทานเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะบ ารุงธาตุให้สมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีพืช สมุนไพรเป็น ส่วนประกอบ จะมี สรรพคุณในการปรับธาตุที่หย่อน หรือก าเริบให้กลับสู่สภาวะปกติ อาหารของผู้ที่มีธาตุดินเป็นธาตุเจ้าเรือน คนธาตุดินมักจะมีร่างกาย และกล้ามเนื้อ แข็งแรงควร รับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลีกล้วย มะละกอ เผือก มัน ถั่วพูกะหล่ าปลีผักกะเฉด ฯลฯ สรรพคุณของอาหาร อาหารรสฝาดช่วยสมานปิด ธาตุ หากรับประทานมาก เกินไป ท าให้ฝืดคอ ท้องอืด ท้องผูก อาหารรสหวานจะซึมซับไปตามเนื้อท า ให้ชุ่มชื่น บ ารุงก าลังหาก รับประทานมากเกินไป ทาให้ก าเริบ ง่วงนอน เกียจคร้าน อาหารรสมัน แก้เส้น เอ็นพิการ ปวดเสียว ขัดยอก กระตุก อาหารของผู้ที่มีธาตุน้ าเป็นธาตุเจ้าเรือน คนธาตุน้ ามักมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด เช่น มะเขือเทศ ส้ม โอ สับประรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน สรรพคุณของอาหาร อาหารรสเปรี้ยว แก้เสมหะ พิการ กัดฟอก เสมหะ กระตุ้นน้ าลาย เจริญอาหาร หากรับประทานมากเกินไป ท าให้ท้องอืด แสลงแผล ร้อนใน อาหารของผู้ที่มีธาตุลมเป็นธาตุเจ้าเรือนคนธาตุลมมักมีรูปร่างโปร่ง ไม่อ้วน ผิวหนัง แห้ง ควร รับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ข า กระเทียม คึ่นฉ่าย ขิง ยี่หร่า ฯลฯ อาหารรสเผ็ดร้อนแก้โรคในกองลม ลมจุกเสียด ปวดท้อง ลมปู วง หากรับประทานมากเกินไป ท าให้เกิดอาการอ่อนเพลีย และเผ็ดร้อน อาหารของผู้ที่มีธาตุไฟเป็นธาตุเจ้าเรือน คนธาตุไฟมักมีรูปร่างผอม ผิวคล้า ตกกระ กล้ามเนื้อ กระดูกหลวม ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสขม รสเย็น รสจืด หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน เช่น สะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ ฯลฯ สรรพคุณของอาหาร อาหารรส ขม แก้โลหิตเป็นพิษ ดีพิการ เพ้อคลั่ง หากรับประทานมาก ท าให้ก าลังตกอ่อนเพลีย อาหารเย็นแก้ไข้แก้ ร้อนใน แก้ไข้พิษ แก้ไข้เพื่อก าเดา ดับพิษร้อน 2.5.2 การจ าแนกรสสมุนไพรของผักพื้นบ้านสี่ภาค ผักพื้นบ้านสี่ภาค นอกจากจะมีคุณค าทางโภชนาสูงแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีสรรพคุณ เป็นยา สมุนไพร เนื่องจากมีรสยาประกอบอยู่ด้วย และการแพทย์แผนไทยให้ความส าคัญ กับรสอาหารผัก พื้นบ้านสี่ภาค สามารถจ าแนกรสสมุนไพรได้ดังนี้
41 รสฝาด มีสรรพคุณแก้ในการสมานแผล แก้ท้องร่วง บิด บ ารุงธาตุ เช่น ยอดจิก ยอดมะม่วงหิมพานต์ผลมะตูมอ่อน มะเดื่ออุทุมพร ยอดฝรั่ง ผักกระโดน ยอดเสม็ด เป็นต้น รสหวาน มีสรรพคุณซึมซาบไปตามเนื้อ ท าไห๎ชุ่มชื่น บ ารุงก าลัง แก้อ่อนเพลีย ถ้าใช้ มากเกินไปแสลงกับโรค เบาหวาน เสมหะเฟื่อง แสลงบาดแผล ท าให้แผลชื้น เช่น เห็ด บุก ผักหวานป่า หน่อไม้ผลฟักข้าว ดอกลีลาว เต่ารั้ง ผักขี้หูด เป็นต้น รสขม มีสรรพคุณบ ารุงโลหิตและดีเช่น ฝักเพกา มะระขี้นก ยอดหวาย ดอก ขี้เหล็ก ใบยอ สะเดา ผักโขม มะเขือ ยอดมะรุม เป็นต้น รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณแก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับผายลม บ ารุงธาตุ เช่น ดอก กระทือ ดอกกระเจียวแดง ผักหูเสือ ดีปลีใบแมงลัก ผักคราดหัวแหวน ใบกระเพรา ใบชะพลูขิง ข่า เป็น ต้น รสหอมเย็นมีสรรพคุณบ ารุงหัวใจ ท าให้ใจคอสดชื่น ครรภ์รักษา แก้เสมหะ โลหิต แก้อ อนเพลีย เช่น เตยหอม บัว ผักบุ้งไทย สันตะวา โสน ดอกขจร เป็นต้น รสเปรี้ยวมีสรรพคุณ แก้ทางเสมหะ ฟอกโลหิต ระบาย เช่น ยอดมะขามอ่อน มะนาว มะเฟือง ยอดชะมวง มะดัน เป็นต้น รสมัน มีสรรพคุณแก้เส้นเอ็นพิการ บ ารุงไขข้อ บ ารุงเส้นเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ บ ารุงเยื่อกระดูก เช่น สะตอ เนียง บัวบก ขนุนอ่อน ถั่วพูฟักทอง กระถิน มัน ยอดผักติ้ว ชะอม เป็นต้น คนไทยมีวัฒนธรรมในการปรุงแต่งอาหารที่หลากหลาย และแตกต่างกันไป อัน เนื่องมาจากความ อุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินที่มีวัตถุดิบ อาทิผักพื้นบ้านต่างๆ เช่น ดอกกระเจียว ผักหวาน ต้นบอน ต้นบุก พืชตระกูลมัน เช่น มันอ่อน มันมือเสือ หรือพืชป่าต่างๆ อีกมากมาย คนไทยจึง น าวัตถุดิบ เหล่านั้นมาปรุงแต่ง เป็นอาหารได้มากมายหลายวิธีเช่น แกงส้ม ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านภาคกลาง และภาคใต้มีคุณสมบัติคล้ายยาหม้อ เนื่องจากประกอบไป ด้วยสมุนไพรหลายชนิดมาปรุงรวมกัน เช่น พริก หอม กระเทียม ขมิ้น เป็นต้น เมี่ยงค า ซึ่งจัดเป็นอาหารว่าง ก็ประกอบไปด้วยสมุนไพรปรับธาตุ เช่น ใบ ชะพลู ซึ่งเป็นยาปรับธาตุ ดิน ขิงและพริก เป็นยาปรับธาตุลมมะนาว เป็นยาปรับธาตุน้ า เป็นต้น ส้มต า หรือต้มย า ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน คือ เป็นอาหารที่มีการน าพืชผัก สมุนไพร มาผสมปรุง แต่งเป็นอาหารหลายประเภทเป็นที่ชื่นชอบทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติเพราะ มี รสชาติอร่อย และมีเอกลักษณ์ของตนเอง อาจสรุปได้ว่า การรับประทานอาหารตามธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ า ลม ไฟ นั้น เปรียบ ได้กับการ รับประทานอาหาร 5 หมู่คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไวตามิน และเกลือแร่ ในการแพทย์ แผน ปัจจุบันนั่นเอง (นิทรรศการแพทย์แผนไทย : http://www.thaipun.com/food/food-1.htm : 1 ธันวาคม 2551.) 2.6 ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร 1. ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรมีชื่อซ้ ากันหรือใกล้เคียงกันมากและบางท้องถิ่นก็เรียกไม่ เหมือนกัน จึงต้องรู้จักสมุนไพรและใช้ให้ถูกต้น 2. ใช้ให้ถูกส่วน ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ด จะมีฤทธิ์ไม่ เท่ากัน บางทีผลแก้ผลอ่อน ก็มีฤทธิ์ต่างกันด้วย ต้องรู้ว่าส่วนใด ใช้เป็นยาได้
42 3. ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็น อันตรายหรือ เกิดพิษต่อร่างกายได้ 4. ใช้ให้ถูกวิธียาสมุนไพรแต่ละชนิด น ามาใช้ต่างกัน มีต้ม, บดเป็นผง, ดอง, ฝน, กิน, ทา, ถูนวด, อบ, รม, หรือ สูดดม เป็นต้น จะต้องรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง 5. ใช้ให้ถูกกับโรค ต้องดูสรรพคุณให้แน่ชัด ว่าใช้แก้โรคอะไร เช่น ท้องผูกต้องใช้ยา ระบาย ถ้า ใช้ยาที่มีฤทธิ์ฝาดสมานจะท าให้ท้องผูกยิ่งขึ้น 6. รักษาความสะอาด ต้องสะอาด ทั้งเครื่องใช้ตัวยา มือ และ สิ่งประกอบอื่นๆ 2.7 อาการแพ้ที่อาจพบได้จากการใช้ยาสมุนไพร 1. ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโตๆ เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนอาจบวมที่ ตาหรือริม ฝีปาก 2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) 3. ประสาทรับความรู้สึกท างานไวเกินปกติเช่น เพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ฯลฯ 4. ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อย ๆ 5. ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง เขย่าเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดี ซ่าน) อาการนี้แสดงถึงอันตรายร้ายแรง ต้องรีบไปพบแพทย์ 2.8 อาการเจ็บป่วยและโรคที่ไม่ควรใช้สมุนไพรรักษา หากผู้ป่วย มีอาการข้างต้น แต่รุนแรง ควรไปหาหมอ หรือไปโรงพยาบาล และถ้ามีอาการ ดังต่อไปนี้ไม่ควรใช้ยาสมุนไพร หรือ ซื้อยามากินเอง ควรไปพบแพทย์หรือโรงพยาบาล 1. ไข้สูง (ตัวร้อนมาก) ตาแดง ปวดเมื่อย ซึม บางทีเพ้อ จับไข้วันเว้นวันหรือสองวัน 2. ไข้สูง ตัวเหลือง (ดีซ่าน) อ่อนเพลีย อาจมีเจ็บแถวๆชายโครง 3. ปวดท้องแถวๆรอบสะดือ หรือต่ าจากสะดือลงมาทางขวา เอามือกดเจ็บ ท้อง แข็งอาจ มีไข้อาจมีท้องผูก อาจมีคลื่นไส้อาเจียนด้วย 4. เจ็บแปลบๆในท้อง ปวดท้องรุนแรง อาจมีตัวร้อน คลื่นไส้อาเจียนด้วย บางทีเคย ปวดท้องบ่อยๆ แต่เพิ่งมาปวดแรงตอนนี้ 5. อาเจียน หรือ ไอ มีเลือดออกมาด้วย ควรน าส่งโรงพยาบาลโดยด่วน 6. ท้องเดินอย่างแรง ถ่ายเป็นน้ า บางทีเหมือนน้ าซาวข้าว บางทีพุ่งออกมา ถ่ายติด ติดกัน อ่อนเพลียมาก ตาลึก ผิวแห้ง ถ้าเป็นเด็ก ไม่ควรให้ถ่ายเกิน 3 ครั้ง ถ้าผู้ใหญ่ไม่ควรให้เกิน 5 ครั้ง ต้องรีบ ส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ถ้าอยู่ไกลโรงพยาบาล ให้ไปแจ้งที่สถานีอนามัย หรือ อสม. หาน้ าเกลือแห้ง มา ละลายน้ าให้กิน ถ้าหาไม่ได้ให้เอาเกลือที่ใช้ในครัว มาละลายน้ า ถ้ามีน้ าตาลผสมลงไปนิดหน่อยให้กิน ในระหว่างพาส่งโรงพยาบาล 7. ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด บางทีเกือบไม่มีเนื้ออุจจาระเลย ถ่ายบ่อย อาจถึง 10 ครั้งใน 1 ชั่วโมง และเพลียมาก 8. ในเด็กอายุต่ ากว่า 12 ปีไข้ตัวร้อนมากไอมากหายใจเสียงผิดปกติหน้าเขียว หรือ ไม่มีไอ แต่ซึมไข้ลอย (คือไข้ไม่ลดตัวร้อนอยู่นาน ตัวร้อนตลอดเวลา) 9. มีเลือดสดๆออกมา จากทางใดก็ตาม อาจเป็นทางช่องคลอด เป็นต้น 10. โรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น โรคเรื้อรัง, โรคที่ดูอาการไม่ออกว่าเป็นอะไรกันแน่ งูพิษ กัด, สุนัขบ้ากัด, บาดทะยัก (ตื่นเต้นง่าย คอแข็ง ขากรรไกรแข็ง หนาวสะท้าน มีไข้เล็กน้อย ปวดหัว),
43 กระดูกหัก, มะเร็ง, วัณโรค, กามโรค, ความดันเลือดสูงปอดบวม, โรคตา ฯลฯ (นิทรรศการแพทย์แผน ไทย : http://www .thaipun.com/food/food-1.htm : 1 ธันวาคม 2551.) 2.9 ภาวะเป็นพิษจากพืช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (2564) ได้กล่าวถึง ภาวะ เป็นพิษจากพืช พืชพิษ คือพืชที่ประกอบด้วยสารพิษ หรือผลิตสารพิษในปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิด อันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ อันตรายที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงต่างกัน อาจถึงขั้นเกิดโรค, พิการ หรือ เสียชีวิต พืชบางชนิดเกิดพิษเพียงระยะเวลาสั้น ถ้าได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง ร่างกายก็จะกลับคืนสู่สภาพ ปกติได้ มนุษย์ได้เรียนรู้ความเป็นพิษของพืช และน ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ตั้งแต่โบราณ เช่น น ายางน่องมา อาบลูกศรไว้ใช้ยิงศัตรู หรือสัตว์เพื่อใช้ในการด ารงชีวิต น าพืชหลายชนิดมาใช้เบื่อปลา เป็นต้น อันตรายที่ได้รับจากพืชพิษ มักเกิดแก่เด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทาน ในผู้ใหญ่มักเกิด จากการเข้าใจผิด พืชพิษบางชนิดมีลักษณะคล้ายกับพืชที่ใช้เป็นอาหารหรือ ยา นอกจากนี้การเป็นพิษอาจ เกิดขึ้นจากการดื่มนม หรือรับประทานเนื้อสัตว์ที่กินพืชพิษเข้าไป และพิษถ่ายทอดมาถึงผู้บริโภคเช่น สัตว์ กินกากเมล็ดพืชที่ประกอบด้วยสาร anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายสารนี้จะออกมาในน้ านมของ สัตว์ มีรายงานการเกิดพิษในคนที่รับประทานน้ าผึ้งจากตัวผึ้งที่ไปดูดน้ าหวานจากดอกยี่โถ หรือรับประทาน เนื้อย่างที่ใช้กิ่งยี่โถเสียบ เกิดการเป็นพิษจนถึงแก่ชีวิตได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเกิดขึ้นจากการ สัมผัสท าให้เกิดอาการระคายเคือง เป็นผื่นแดง หรือผิวหนังอักเสบได้ รวมทั้งการสูดดม หรือเสพพืชบาง ชนิด เช่น ฝิ่น, กัญชา ท าให้เกิดอาการเป็นพิษได้เช่นกัน 2.10 การเป็นพิษของพืช อาจเนื่องจากสารพิษเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดได้ สาร เหล่านี้มีลักษณะและแหล่งที่มาต่างๆ กัน พืชที่เป็นพิษมักมีสารพิษประเภทต่างๆ ดังนี้ 1. Vegetable bases ประกอบด้วย amines, purines และ alkaloids 1.1 Amines พบได้ทั้งจากจุลินทรีย์, ในเห็ดบางชนิด รวมทั้งพืชชั้นสูง บางอย่าง แต่ amines ที่พบในจุลินทรีย์จะไม่พบพืชชั้นสูง สารนี้ท าให้พืชบางชนิดมีกลิ่นเหม็น สารนี้ อาจเป็นพิษจากตัวสารเอง หรือมีปฏิกิริยาต่อโปรตีนที่มีอยู่ในอาหาร ท าให้เกิดการเป็นพิษขึ้น 1.2 Purines หรือ methylxanthines เป็นสารประกอบไนโตรเจนที่ เป็นสารส าคัญของพืชเมืองร้อน เช่น ใบชา, กาแฟ, โกโก้, โคล่า เป็นต้น สารที่ส าคัญ และมีฤทธิ์ต่อ ร่างกายได้แก่ caffeine, theobromine, theophylline ฯลฯ 1.3 Alkaloids เป็นสารจากพืชที่มีความส าคัญ ที่สุด มักพบรวมอยู่กับ กรดอินทรีย์หลายชนิด สารนี้พบในพืชชั้นสูงเป็นส ่วนใหญ ่ พบในพืชใบเลี้ยงคู ่มากกว ่าพืชใบเลี้ยง เดี ่ยว พบน้อยมากในพืชที ่ไม ่มีดอกเช ่น เฟิร์น และเห็ดรา สามารถออกฤทธิ์ต ่อระบบต ่างๆ ทาง สรีรวิทยา ท าให้เกิดอาการพิษ alkaloids ที ่เป็นพิษมาก ได้แก ่ morphine จากยางของผลฝิ ่น, emetine จากราก ipecac, strychnine จากเมล็ด แสลงใจและ curarine จาก curare เป็นต้น 2. Glycosides สารนี้มีส ่วนประกอบของน้ าตาล บางชนิดไม ่เป็นพิษ, บาง ชนิดเป็นพิษโดยตัวของมันเอง เช่น digitoxin พบใน digitalis, cerbexin พบในพืช พวกตีนเป็ดน้ า, thevetin พบในร าเพย, antiarin พบในยางน่อง เป็นต้น Glycosides บางชนิดเป็นพิษเมื ่อถูกสลายตัวเช ่น cyanogenic glycosides ซึ ่งพบในหัวมันส าปะหลังดิบ สลายตัวให้ hydrocyanic acid, หรือ sinigrin glycoside ซึ ่งพบใน เมล็ดมัสตาร์ดด า สลายตัวให้ isothiocyanotes ท าให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง เป็นต้น
44 3. Saponins เป็นสารที ่พบมากในพืช พบในพืชประมาณ 400 ชนิดใน 50 วงศ์ เช่น สกุลของพวกประค าดีควาย, สะบ้ามอญ และจิก เป็นต้น สารประเภทนี้เมื่อเขย่า กับน้ าจะ เกิดฟอง มีรสขม และกลิ่นฉุน ถ้าเป็นผงแห้งสารนี้จะระคายเคืองเยื่อบุจมูก สารนี้เป็นพิษมากต่อสัตว์ เลือดเย็น ขนาดที ่เจือจางมากเช ่น 1:200,000 สามารถฆ ่าปลา ได้ ในสัตว์เลือดอุ ่นถ้ากินสารนี้จะ ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ท าให้น้ าลายออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง ถ้าสารนี้ถูก ดูดซึมเข้าไปในร่างกายจะท าให้มีอาการ ปวดศีรษะ กระหายน้ า มีไข้ หน้าซีด ม่านตาขยาย ถ้าสารนี้ เข้าไปในกระแสโลหิตจะท าให้เม็ดโลหิตแดงแตก ถ้าได้รับพิษมากจะท าให้กล้ามเนื้อเปลี้ย การ ไหลเวียนโลหิตผิดปกติ และมีอาการชักได้ 4. Toxalbumins พ บ ม า ก ใ น พ ืช ว ง ศ ์ Leguminosae แ ล ะ ว ง ศ์ Euphorbiaceae เช่น สกุลพวกสลอดเปล่า, ละหุ่ง, สบู่แดงและสบู่ด าเป็นต้น สารนี้เป็นสารประกอบ โปรตีน ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายหน ่วยมารวมตัวกัน ตัวอย ่างของสารประเภทนี้ได้แก่ abrin จากเมล็ดมะกล่ าตาหนู, croton จากเมล็ดสลอด, ricin จากเมล็ดละหุ่ง และ curcin จากเมล็ดสบู่ ด า สารนี้จะถูกดูดซึมช้าๆ จากทางเดินอาหารท าให้เกิดการอักเสบ ของกระเพาะอาหารและล าไส้ มี อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องร่วงอย่างแรง นอกจากนี้ยังเป็นพิษต่อเลือดท าให้เม็ดเลือด แดงรวมตัวจับกลุ่ม และตกตะกอน สัตว์สามารถ สร้างภูมิต้านทานต่อสารนี้ได้ ถ้าให้ในขนาดน้อยๆ หลายๆครั้ง 5. น้ ามันระเหยยาก (fixed oils) สารนี้ประกอบด้วย glycerol และ fatty acid หลายชนิด ซึ่งมี sterols หรือสารอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ส่วนใหญ่มักมี คุณสมบัติเป็นยาระบาย บาง ชนิดมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย ่างแรง เช่น น้ ามันสลอด น้ ามันสบู ่ด า, น้ ามันละหุ ่ง เป็นต้น นอกจากนี้ใน น้ ามันบางอย่างเช่น น้ ามันสลอด ยังมีสารอื่นเช่น resin ละลายอยู่ เมื่อถูกผิวหนังจะท าให้เกิดความ ระคายเคือง และเป็นหนองได้ 6. น้ ามันระเหยง่าย (essential oils หรือ volatile oils) เป็นสารที่ท าให้พืช มีกลิ่น เช่น การบูร, ผักชีฝรั่ง ฯลฯ ระเหยได้ในอุณหภูมิปกติ มีส่วนผสมของสารอินทรีย์หลายชนิด เช ่น alcohol, aldehyde, ketone เป็นต้น อนุพันธ์ของสารเหล ่านี้อาจเป็น ester ของ alcohol ชนิดต่างๆ และสารประกอบ sulfur ท าให้สารนี้มีคุณสมบัติไล่และฆ่าแมลง มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อเยื่อ เมือกขนาดมากท าให้อาเจียน และท้องร่วง ในสตรีท าให้เกิดความระคายเคืองอักเสบ และมีเลือดคั่ง ที่อวัยวะสืบพันธุ์ ท าให้ตกเลือด และแท้งบุตรได้ น้ ามันระเหยง่ายแต่ละชนิดมีฤทธิ์แตกต่างกันออกไป บางชนิดเช ่น พืชพวกโกฎจุฬาล าพา, จันทน์เทศ ฯลฯ มีฤทธิ์โดยตรงต ่อระบบประสาทส ่วนกลาง ส่วนมากจะกระตุ้นในตอนแรก ท าให้เกิดอาการตื่นเต้น จนถึงชักได้ และมีฤทธิ์กดในตอนหลัง 7. เรซิน (resins) มีส่วนประกอบหลักคือ resin ester complex acids และ สารที่ยังไม่ทราบว่าเป็นสารประกอบใด เรียกว่า resenes เรซินบางชนิด เช่น ยางจากต้นมะม่วงหิม พานต์ ยางจากพืชจ าพวกสลัดได มีสาร phenolic ท าให้เกิดการระคายเคืองอย่างมาก เข้าตาท าให้ ตาบอด บางชนิดมีสารรสขมซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง และบางชนิดก็มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าแมลง เช่น พวกหางไหล, พวกครามป่า, พวกรัก ดอก, กัญชา เป็นต้น 8. กรดอินทรีย์ที่เป็นพิษได้แก่ oxalic acid และ formic acid, oxalic acid พบในพืชหลายชนิดในรูปของ calcium oxalate, sodium oxalate และ potassium oxalate ผลึก calcium oxalate ซึ ่งเป็นรูปเข็มไม ่ละลายน้ าพบใน บอน, ว ่านหมื ่นปี ฯลฯ ท าให้เกิดความ
45 ระคายต่อเยื่อเมือกในปากและล าคอ ท าให้มีความ รู้สึกเจ็บปวดในบริเวณนั้น บางครั้งท าให้กลืนไม่ ลงแม้แต่น้ าลาย ส่วน oxalate ชนิด อื่นในพืชมักมีปริมาณน้อยเกินกว่าที่จะท าให้เกิดการเป็นพิษได้ แต่ถ้าได้รับเข้าไปมาก oxalate จะท าปฏิกิริยากับ ionizable calcium เกิดเป็น calcium oxalate ท าให้ป ริม าณ ionized calcium ล ดลงเกิดอ าก า ร hypocalcemia แล ะมี calcium oxalate ตกตะกอนที่กรวยไต 9. Photodynamic substances สารนี้โดยตัวเองนั้นไม ่มีพิษ แต ่จะเกิดพิษ เมื่อ คนหรือสัตว์นั้นถูกแสงสว่าง ท าให้มีความไวต่อการรับแสงมากเป็นพิเศษ มักเกิดแก่สัตว์ที่มี สี ขาว ไม่มี pigment ท าให้เกิดการแพ้แสงอย่างรุนแรง พืชที่มีสารเหล่านี้เช่น โคกกระสุน เป็นต้น 10. Selenium และ fluorine พืชบางชนิดสามารถดูด selenium จาก ดิน ท าให้เกิดการเป็นพิษได้ สัตว์ที่กินข้าวสาลีที่ปลูกในดินที่มีธาตุ selenium สูง จะเกิดโรค alkali disease หรือ blind staggers ได้ 2.11 การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากพืชพิษ การดูแลรักษาผู้ป ่วยที ่ได้รับพิษจากพืชพิษ ก็เช ่นเดียวกับการได้รับพิษทั ่วไป คือ ประกอบด้วย การรักษาตามอาการและประคับประคองให้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตราย การสกัดไม ่ให้พิษ เข้าสู่ระบบและเร่งขับพิษออกจากร่างกาย และการให้ยาต้านพิษรวมทั้งการ รักษาจ าเพาะบางอย่าง การรักษาประคับประคองผู้ป่วยให้พ้นขีดอันตราย นับเป็นหัวใจที่ส าคัญที่สุดของการ รักษา พึงระลึกไว้เสมอว่าอาการพิษจากพืชพิษ มักจะสลับซับซ้อนและมักเป็นหลายๆระบบ อย่างไร ก็ตามสิ่งที ่ส าคัญก็คือ การดูแลทางเดินหายใจ การหายใจ การไหลเวียนโลหิต การควบคุมการชัก การรักษาอุณหภูมิร่างกาย และการรักษาประคับประคองอื่นๆ จะท าให้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตราย และลด ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ก า รสกัดไม ่ให้พิษเข้าสู ่ร ะบบของ ร ่างก าย ในกรณีที ่ผู้ป ่วยได้รับพิษโดยก า ร รับประทาน การท าให้ผู้ป่วยอาเจียน เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ยกเว้นพืชที่มีผลึก calcium oxalate ห้าม ท าให้อาเจียน การล้างท้องโดยใช้ท่อมักไม่สามารถขจัดเศษใบไม้, ก้าน, เมล็ด หรือส ่วนของพืชที ่มี พิษออกได้ แม้ว ่าจะใช้ท ่อขนาดใหญ ่ๆก็ตาม การท าให้ผู้ป ่วยอาเจียนอาจมีปัญหาในผู้ป ่วยที่ รับประทานใบ และก้านจ านวนมากๆ คืออาจออกมาอุดบริเวณกล่องเสียงได้ ในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการท าให้อาเจียนเช่น ผู้ป่วยหมดสติ การขจัดเศษพืชออกจาก กระเพาะอาหารเป็นปัญหามาก บางครั้งไม่สามารถล้างออกได้ ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับผงถ่านและยา ระบาย ถ้าไม่มีข้อห้าม อย่างไรก็ตามยังไม่การศึกษาที่เพียงพอที่จะแสดงถึงประสิทธิภาพของการให้ ผงถ ่านซ้ าๆ ในผู้ป ่วยที ่ได้รับพิษจาก พืชพิษ เนื ่องจากพืชพิษส ่วนใหญ ่มักประกอบด้วยสารต ่างๆ มากมายหลายชนิด ทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ การพยายามเร ่งขับสารพิษโดยการเร ่งขับ ปัสสาวะจึงไม่ค่อยให้ประโยชน์มากนัก รวมทั้งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยด้วย ปัญหาส าคัญในผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากพืชพิษ คือ ไม่สามารถบอกได้ว่าพืชนั้นเป็นต้น อะไร การเรียกชื่อต้นไม้ชนิดเดียวกันจะต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และบางครั้งพืชชนิดเดียวกัน แต่ ขึ้นในที่ต่างกันอาจมีพิษไม่เหมือนกัน รวมทั้งแต่ละส่วนของพืชบางชนิดอาจมีพิษต่างกัน เช่น น้ ามัน ละหุ ่ง และ ricin ในเมล็ดละหุ ่งเป็นต้น การใช้ชื ่อต้นไม้ในบทนี้ได้ใช้ชื ่อภาษาไทยตามหนังสือพืช รับประทานได้และพืชมีพิษในป่าเมืองไทย ของสมาคมวิทยาศาสตร์ แห ่งประเทศไทย ซึ่งสามารถ เทียบเคียงได้ว่าเป็นต้นเดียวกันหรือไม่โดยดูจากชื่อทางวิทยาศาสตร์
46 การใช้ยาต้านพิษ อาการพิษจากพืชส่วนใหญ่มักไม่มียาต้านพิษที่จ าเพาะ แต่การใช้ ยา ที่มีฤทธิ์ต่อต้าน หรือตรงข้ามลักษณะทางพยาธิสรีรวิทยา อาจจะช่วยในการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดี ขึ้น แต ่ทั้งนี้ต้องแน่ใจว ่าอาการเป็นเป็นไปในทางใด และเกิดขึ้นจากพืชชนิดใด มิฉะนั้นการให้การ รักษานั้นอาจเป็นอันตรายได้ 2.12 การรักษาอาการพิษต่อระบบต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อาการพิษจากพืชพิษมักเป็นหลายระบบ การจัดแบ่งกลุ่ม พืชพิษในบทนี้จัดแบ่งตามอาการตามระบบที่เด่นหรืออาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมคือ 1. พิษต่อระบบทางเดินอาหาร 2. พิษต่อหัวใจและหลอดเลือด 3. พิษต่อระบบประสาท 4. พิษต่อไตและระบบปัสสาวะ 5. พิษต่อโลหิต 6. พิษต่อผิวหนัง 3. พิษจำกสมุนไพรต่อมนุษย์ 1. พิษต่อระบบทำงเดินอำหำร อาก ารพิษใน ระบบท างเดินอาหา รมักเป็นอาก า รของก า รได้รับพิษ จ ากก า ร รับประทานพืชพิษทุกชนิด เป็นอาการที่แสดงว่าผู้ป่วยได้รับพิษเข้าไปในร่างกาย ก่อนที่อาการ ทาง ระบบอื ่นจะแสดงออกมา อาการทางระบบทางเดินอาหารอาจเป็นไปได้ตั้งแต่การ ระคายเคืองต ่อ เยื่อบุปาก และล าคอ การอักเสบของกระเพาะอาหารและล าไส้ ตลอดจนถึงอาการพิษต่อตับ 1.1 การระคายเคืองต ่อเยื ่อบุปากและล าคอ พืชที ่ท าให้เกิดอาการในกลุ ่มนี้ มักเป็นพืชที่มีผลึกของกรด oxalic ซึ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุและเยื่อเมือกต่างๆ รวมทั้งอาจมีเอ็นไซม์ บางชนิดท าให้เกิดอาการระคายเคืองรุนแรงมากขึ้น ท าให้เยื ่อบุปากและ ล าคอบวม ซึ ่งอาจมาก จนกระทั ่งกลืนไม ่ได้, พูดไม ่ออก และหายใจไม ่สะดวกได้ ในผู้ป ่วย เหล ่านี้ควรให้นมเย็น หรือ ไอศครีมเพื่อลดอาการระคายเคืองเฉพาะที่ และเฝ้าระวังการ อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ควร ท าให้อาเจียน เพราะจะท าให้สารพิษสัมผัสกับเยื่อบุปากและคออีกครั้ง อาจให้ antihistamine และ corticosteroid เพื ่อลดอาการ บวม และถ้าจ าเป็นอาจต้องให้ยาแก้ปวด เช ่น morphine หรือ อนุพันธ์เพื่อลดอาการปวด ด้วย พืชที่ท าให้เกิดอาการในกลุ่มนี้ได้แก่ บอน, ว่านหมื่นปี, เพชรสังฆาต, เผือก, กระดาด, พลูฉีก เป็นต้น 1.2 การระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารและล าไส้เฉียบพลัน พืชที่ท า ให้ มีอาการเช ่นนี้มักมีสารต ่างๆเช ่น lycorine เป็น alkaloid พบในเหง้าพลับพลึง, saponin group, resin, taxine group, protoanemonin group แล ะอื ่นๆ อ าก า รต ่างๆ จ ะเกิดขึ้นภ ายหลังที่ รับประทานพืชพิษเข้าไปประมาณ 1 ชั ่วโมง ท าให้เกิดอาการปวดท้อง, คลื ่นไส้, อาเจียน และ ท้องร ่วง ติดต ่อกันเป็นเวลานาน บางครั้ง อาเจียนมีเลือดและน้ าดีปนออกมา การรักษาอาการใน กลุ ่มนี้ ได้แก ่ การให้สารน้ าและเกลือแร ่เข้าทางหลอดเลือดด า รวมทั้งให้ยาลดอาการเกร็งตัวของ ล าไส้ 1.3 อาการอักเสบของทางเดินอาหาร สารที ่ท าให้เกิดอาการในกลุ่มนี้ได้แก ่ สารกลุ่ม toxalbumin เช่นในเมล็ดละหุ่ง alkaloid กลุ่ม solanine เช่นในหญ้า ต๋มต๊อก, มันฝรั่งที่
47 ก าลังงอก colchicine เช ่นในเหง้าดองดึงส์ และกลุ ่ม oxalate เช ่นในใบส้มกบ อาการในกลุ ่มนี้ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ อาจใช้เวลาถึง 1-2 วัน จึงปรากฏอาการเริ่มต้นด้วยรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ปาก และล าคอ มีเลือดออกที่เยื ่อหุ้มกระเพาะ อาหาร ท าให้เกิดอาการคลื ่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และ ท้องร ่วงอย ่างแรง การรักษาอาการในกลุ ่มนี้ ได้แก ่การทดแทนสารน้ า และเกลือแร ่เข้าทางหลอด เลือดด า, การให้ยา ลดอาการเกร็งตัวของล าไส้ แต ่ต้องระลึกไว้เสมอว ่าอาการในระบบทางเดิน อาหารที่เกิด ขึ้นจากสารจากพืชในกลุ่มนี้ เป็นเพียงอาการเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสารเหล ่านี้มักเป็น พิษต่อ ระบบเลือด, ตับ และไต ซึ่งจะเป็นสาเหตุท าให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 1.4 พิษต่อตับ สาร alkaloid ในกลุ่ม pyrrolizidine เช่นที่พบใน ต้นหิ่งหาย ท าให้เกิด venoocclusive disease เป็นพิษต ่อตับ และท าให้เซลล์ที ่เกิดใหม ่มีรูปผิดไปจากเดิม, และสาร alkaloid ในกลุ ่ม lasiocarpine จากหญ้างวง ช้างเป็นพิษต ่อตับ ท าให้ตับอักเสบอย ่าง รุนแรง นอกจากนี้ภาวะตับวายอาจเกิดหลังจากผู้ป่วยได้รับพิษแล้วช็อค และไตวายได้ การรักษาพิษ ต่อตับคือ การประคับประคองอย่างเต็มที่ 2. พิษต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด พืชที ่มีพิษต ่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มักมีสารจ าพวก cardiac glyco sides เช่นใบยี่โถ, ร าเพย, ปอกระเจา ฯลฯ หรือสาร alkaloid พวก aconitine อาการพิษเริ่มด้วยอาการ ระบบทางเดินอาหาร และตามด้วย progressive A-V block ท าให้หัวใจเต้นช้า และจังหวะผิดปกติ ความดันโลหิตต่ า และถึงแก่ชีวิตจาก ventricular fibrillation การรักษาต้องพยายามแก้ไขภาวะ เกลือแร ่ไม ่สมดุลย์ โดยเฉพาะภาวะ potassium สูง โดยการให้ ion-exchange resine หรือ dialysis แก้ไขภาวะหัวใจเต้นช้าและจังหวะผิดปกติ โดยการให้ atropine, phenytoin และในราย ที่รุนแรงมากอาจต้องใส่ electrical pacing นอกจากนี้การให้ digitoxin-specific Fab antibodies อาจช่วยแก้ไขภาวะเหล่านี้ได้ 3.พิษต่อระบบประสำท 3.1 พิษต ่อระบบประสาทส ่วนกลาง มีฤทธิ์กระตุ้นท าให้เกิดอาการชัก หรือ ท าให้เกิดอาการซึม, หายใจช้า และหมดสติ หรือมีผลต่อจิตประสาทท าให้ประสาทหลอน หรือหลาย อย่างรวมกัน ส่วนใหญ่มักน ามาด้วยการกระตุ้น และตามมาด้วยการกด ดังนั้น จึงต้องระลึกเสมอว่า ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากพืชและมีอาการตื่นเต้นในช่วงแรก อาจจะซึมลงจนถึงหมดสติได้ในเวลาต่อมา การให้ยาที ่ท าให้ผู้ป ่วยสงบ หรือยาแก้ปวด จึงต้องระมัด ระวังอย ่างยิ ่ง และต้องเฝ้าสังเกตอาการ ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด การรักษาทั่วไปขึ้นกับลักษณะอาการของผู้ป่วย นอกจากนี้ความรู้ทางเภสัชวิทยา เกี ่ยวกับการออกฤทธิ์ของสารพิษในพืชต ่างๆ โดยเฉพาะพืชที ่ใช้เป็นยาเสพติดอาจช ่วยให้ท าการ รักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น 3.2 พิษต ่อระบบประสาทอัตโนมัติ และประสาทส ่วนปลาย สารพิษในพืช หลายชนิด นอกจากจะมีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางแล้ว ยังอาจมีพิษต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ที่ส าคัญได้แก่สารในกลุ่ม tropane alkaloids และ nicotine Tropain alkaloids (atropine-like alkaloids) เช ่นส าร hyoscine ซึ ่งพบ ในต้นล าโพง มีฤทธิ์ anticholinergic ทั้งในระบบประสาทส่วนกลาง และส่วนปลายท าให้เกิดอาการ เคลิ้มฝัน หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง มีไข้ ม่านตาขยาย ปากคอแห้ง ผิวแห้ง การเคลื่อนไหวของ ล าไส้ลดลง และปัสสาวะคั ่ง การรักษานอกจากจะประคับประคองให้พ้นขีดอันตรายแล้ว อาจให้
48 physostigmine ในรายที่มีอาการซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และอาจใช้เพื่อช่วยการวินิจฉัย รวมทั้ง ควบคุมอาการคลั่งและเคลิ้มฝันในผู้ป่วยบางรายได้ Nicotine จัดเป็นสารที ่มีพิษสูง ออกฤทธิ์ต ่อระบบประสาทได้ 3 แห ่ง คือ autonomic ganglia, somatic neuromuscular junction และ afferent fibers from sensory receptor ในขน าดน้อยๆ จ ะมีฤท ธิ์ก ร ะตุ้นท าให้มีก า รหลั ่ง catecholamine จ าก adrenal medulla ท าให้หัวใจเต้นเร็ว, หายใจเร็ว และความดันโลหิตสูง ในขนาดสูงจะกระตุ้นแล้วตามด้วย การกดท าให้มีอาการน้ าลายไหล, น้ าตาไหล, เหงื ่อออกมาก, ม ่านตาเล็ก, อาเจียน, ท้องร ่วง, หัว ใจเต้นช้า, ความดัน โลหิตตก, กล้ามเนื้อเปลี้ย, ชัก, หมดสติ และกดการหายใจ ผู้ป่วยอาจถึงแก่ชีวิต ได้จาก กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการชัก และการหายใจผิดปกติ ดังนั้นจึงไม่ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน ควรใช้สายยางสวนล้างกระเพาะอาหารจะดีกว่า นอกจากนี้ ต้องให้ผงถ่านซึ่งสามารถจับกับ nicotine ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรให้ซ้ าหลายๆ ครั้ง รวมทั้ง ให้ยาระบายถ้าผู้ป ่วยไม ่มีอาการท้องร ่วง สิ ่งส าคัญคือต้องดูแลทางเดินหายใจให้ดี อาจต้องให้ oxygen และใช้เครื ่องช ่วยหายใจ ถ้าผู้ป ่วยมีอาการของการกระตุ้น parasympathetic อาจให้ atropine รวมทั้งให้ยาบ าบัดอาการชักด้วย 4. พิษต่อไตและระบบปัสสำวะ สารพิษบางชนิดโดยเฉพาะในกลุ่ม toxalbumin ท าให้เม็ดเลือดแดงแตกในกระแส โลหิต ซึ่งจะไปจับที่ไตท าให้ไตวาย การให้สารน้ าอย ่างเพียงพอ และท าให้ปัสสาวะเป็นด่างจะช่วย บ าบัดภาวะนี้ได้ สารในกลุ ่มกรดอินทรีย์ซึ ่งตกผลึกในไตได้เช ่น oxalate, ผลึก djenkolic (พบใน เมล็ดเนียง) ท าให้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม ่ออก ปวดบีบบริเวณเอวและกระเพาะปัสสาวะ และ บางครั้งปัสสาวะเป็นเลือด นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะ calcium ต่ าในเลือดได้ การรักษาควรให้สาร น้ าอย่างเพียงพอ ให้ calcium และดูแลภาวะสมดุลย์ของเกลือแร่ 5. พิษต่อเลือด ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นพืชที่มีสารพิษกลุ่ม toxalbumin อาจท าให้เม็ดเลือด รวมตัว ตกตะกอน เม็ดเลือดแดงแตกและไตวายได้ ซึ ่งในผู้ป ่วยที ่มีอาการรุนแรงอาจจ าเป็นต้องท าการ เ ป ลี ่ย น ถ ่า ย เ ลือ ด พืช บ า ง ช นิด มี nitrates ส ูง ซึ ่ง อ า จ ขึ ้น กับ ก า ร ใ ส ่ปุ ๋ย ท า ใ ห้เ กิด methemoglobimemia ได้ ในผู้ป ่วยเหล ่านี้ให้กา ร รักษ าท าโดยก า รป ระคับป ระคองและให้ methylene blue ในรายที่มีอาการรุนแรง (ดูบท methemoglobinemia) พ ืช ที ่ม ี cyanogenic glycoside เมื ่อรับประทานเข้าไปจะถูก hydrolize เกิดเป็น hydrocyanic acid ซึ ่ง เป็นพิษ การรักษานอกจากการ ประคับประคองจนพ้นขีดอันตรายแล้ว อาจจ าเป็นต้องให้ยาต้านพิษ ได้แก่ amyl nitrite, sodium nitrite และ sodium thiosulfate (ดูบท cyanide) 6.พิษต่อระบบผิวหนัง พืชที่มีพิษกับผิวหนัง สามารถจ าแนกตามอาการและอาการ แสดงออกได้เป็น 6.1 พืช ที ่ก ่อใ ห้เ กิด ผื ่น ผิว ห นัง อัก เ ส บ ( irritant and allergic contact dermatitis) พืชส ่วนใหญ ่ที ่มีพิษต ่อผิวหนัง ก ่อให้เกิดอาการแสดงทางผิวหนังในลักษณะนี้ โดย ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับพืชจะเกิดผื่นแดง คัน รูปร่างของผื่นอาจเป็นทางยาวๆ หรือปื้น ขึ้นอยู่กับ ลักษณะการสัมผัสเช่น ถ้าเป็นโดยการสัมผัสใบหญ้าจะเป็นทางยาวๆ ในกรณีที่อาการแพ้รุนแรงจะ พบตุ่มพองเกิดขึ้นด้วย พืชในกลุ่มนี้ได้แก่สลัดได, โป๊ยเซียน, พญาไร้ใบ และปุ่มสมัด
49 6.2 พืชที่ก่อให้เกิดผื่นหนาคันเรื้อรัง เช่น กรด citric ในมะนาว และสารจาก กระเทียม ท าให้ผู้สัมผัสมีผิวหนังบริเวณปลายนิ้วแข็ง บาง ลอก และเป็นรอยแตก 6.3 พืชที ่ก ่อให้เกิดผื ่นลมพิษ เช ่น ต าแย (urtica urens ห รือ stinging nettles) แ ล ะ ห ม า มุ ่ย (cowhage, mucuna pruriens) มีข น พิษ ซึ ่ง มีส า ร acetylcholine, histamine และ serotonin ท าให้ผู้สัมผัสเกิดผื่นลมพิษขึ้นอย่างรวดเร็ว และหายในเวลาอันสั้น 6.4 พืชที ่ก ่อให้เกิดผื ่นแพ้แสง (phytophotodermatitis) พิษจากพืชบาง ชนิด จะท าปฏิกิริยากับแสงแดด ท าให้เกิดผื ่นผิวหนังได้ สารที ่ส าคัญคือ bergapten (psoralens) ซึ ่งพบในมะกรูด มะนาว ผักชีฝรั ่ง แครอท และคื ่นช ่าย ผู้ที ่สัมผัสกับสาร ประเภทนี้เมื ่อถูกกับ แสงแดดจะมีผื่นด าเกิดขึ้นใน 2-7 วัน โดยไม่มีอาการคันหรือแสบน ามาก่อน ในรายที่ได้รับสารเข้าไป มากอาจมีผื่นแดง พอง ในบริเวณที่ถูกแสงแดดได้ ส าหรับคื่นช่ายนั้นไม่มีสารที่ท าให้แพ้แสง แต่จะท า ให้ผู้สัมผัสมีผื่นแพ้แสงได้จากเปลือกสีชมพู ที่รากของมัน พืชที่ก่อให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบที่ส าคัญ ได้แก่ 1. พืชประเภทไลเคน (lichens) เป็นพืชชั้นต่ าที่พบตามพื้นดินที่พบใน ประเทศไทย ได้แก่ ฟองหินและฝอยลม ท าให้ผู้ที่สัมผัสเกิดผื่นแดง และคันที่มือ 2. พืชตระกูล compositalได้แก่ทานตะวันดอกค าฝอยดาวเรืองบานชื่น เบญจมาศ ดอกกระดาษ และตั้งโอ๋ พืชประเภทนี้มีสาร sesquiterpene lactone ในล าต้นและใบ แต ่ไม ่พบ สารนี้ในเกสร ผู้สัมผัสจะเกิดผื่นผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง คันมีตุ ่มน้ าใส ผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นผื่นแพ้แสง 3. พืชตระกูล urushiol เป็นพืชที ่มีลักษณะพิเศษ คือเมื ่อตัดให้กลางล าต้นสัมผัส กับอากาศ น้ าพืชจะเป็นสีด าใน 2-3 นาที (black spotsign) ที ่พบในประเทศไทยคือ กอกกัน (Toxicodendron shetzoides taid) แ ล ะ ส ะ เ ด า ช้าง (Toxicodendron succedenea mold) นอกจากนี้ยังพบในเปลือกผลมะม่วง และเปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ พืชในกลุ่มนี้ท าให้เกิดผื่นแบบ erythema multiforme และผื ่นลมพิษ มีรายงานพบผื ่นรอบๆ ปากในผู้ป ่วยที ่กัดผลมะม ่วงดิบที่ ไม่ได้ปอกเปลือก กำรรักษำ 1. เมื่อสัมผัสกับสารพิษในพืช ไม่ว่าจะเป็นยางหรือน้ าในล าต้น ควรรีบล้างบริเวณที่ สัมผัสด้วยน้ าและสบู่ จะท าให้เกิดอาการน้อยลง และอาจป้องกันการเกิดผื่นได้ 2. ในกรณีที่มีผื่นคัน ถ้ามีอาการน้อย ให้รักษาตามอาการด้วย antihistamine และ topical steroid ในกรณีที ่มีอาการมาก มีตุ ่มน้ าพอง ควรท า wet dressing ด้วย normal saline solution, boric acid หรือ Buran's solution ร่วมกับ systemic steroid 3. Immunotherapy ด้วยการท า hyposensitization ยังอยู่ในขั้นทดลอง 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกำรตลำด แนวคิดเกี่ยวกับกำรบริหำรจัดกำร การบริหารจัดการได้มีผู้ให้ค าจ ากัดความไว้แตกต่างกันออกไปดังนี้ คาร์ลิเซิล (Carlisle. 1979) ได้กล่าวถึงความหมายของการบริหารถือเป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากร ขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้และความหมายที่เจาะจงลงไปเท่านั้น
50 การบริหารจะเป็นเรื่อง กระบวนการผสมผสานหรือประสานงานเพื่อด าเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ กลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ซึ่งสรุปได้ว่า - การบริหารเป็นกระบวนการ - การบริหารเป็นเรื่องของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคน - การบริหารที่มีประสิทธิภาพท าให้ได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการและมีการตัดสินใจที่ถูกต้อง - การบริหารที่มีประสิทธิภาพ ท าให้มีการใช้ทรัพยากรที่ประหยัด - การบริหารท าให้มุ่งเน้นลงไปที่กิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย สชวอร์ทซ (Schwartz. 1980) ได้ให้ความหมายการบริหารไว้ว่า คือ กระบวนการบรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์การ โดยอาศัยการด าเนินงานร่วมกันของหน้าที่ 5 ประการ คือ การวางแผน (Planning), การจัดองค์การ (Organizing), การเจ้าหน้าที่ (Staffing), การอ านวย (Directing) และการ ควบคุม (Controlling) ดรักเกอร์ (Drucker. 1979) ได้ให้ความหมายการบริหาร คือ ศิลปะในการท างานให้บรรลุ เป้าหมายร่วมกับผู้อื่น คูนท์ซ (Koontz. 1982) ได้ให้ความหมายการบริหาร คือ การด าเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ ก าหนดไว้โดยปัจจัยทั้งหลายได้แก่คนเงินวัตถุสิ่งของ เป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานนั้น แมคมาฮอน, บาร์ตัน และพอด (McMahon, Barton & Piot. 1992) ได้กล่าวถึงความหมายของ การบริหารหมายถึงการท าให้บุคคลท างานอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิด ประโยชน์เพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ รอบบินส์(Robbins. 1982) ให้ความหมายไว้ว่า การบริหารเป็นกระบวนการของการน ากิจกรรม ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิผล โดยผ่านการกระท าของบุคลากรอื่น เลวิส (Lewis. 1983) ให้ความหมายว่า การบริหารเป็นศิลปะที่น าเอาสิ่งต่าง ๆ โดยให้บุคลากร เป็นผู้น า แคสท์และโรเซนซ์ไวก์(Kast and Rosenzwieg. 1995) กล่าวถึง การบริหารไว้ว่าการบริหาร เป็นรูปแบบการท างานด้วยความรู้สึกนึกคิด โดยบุคลากรในองค์กร รวมถึงการร่วมมือของบุคลากรและ ทรัพยากร เพื่อส าเร็จตามจุดประสงค์ สโตเนอ ร์แล ะฟ รีแมน (Stoner and Freeman. 1992) กล่ า ว ว่ า ก า รบ ริห า รหม ายถึง กระบวนการวางแผน การจัดองค์กร ภาวะผู้น า และการควบคุมการท างานของสมาชิกขององค์กรและการ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร บาร์โทล และมาร์ทีน (Bartol and Martin. 1991) ได้ให้ความหมาย การบริหารว่า เป็น กระบวนการที่ท าให้เป้าหมายขององค์กรประสบผลส าเร็จโดยการวางแผน การจัดองค์กร การใช้ภาวะผู้น า และการควบคุม Certo (ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2545 ; อ้างอิงจาก Certo, Samuetl C. 2000. Modern Management) ให้ความหมาย การบริหารจัดการ หมายถึง กระบวนการของการมุ่งสู่เป้าหมายของ องค์การจากการท างานร่วมกัน โดยใช้บุคคลและทรัพยากรอื่นๆ หรือเป็นกระบวนการออกแบบและรักษา สภาพแวดล้อมที่บุคคลท างานร่วมกันในกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายที่ก าหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
51 บรรยงค์โตจินดา (2545) ให้ความหมาย การจัดการ หมายถึง กระบวนการที่ผู้จัดการสร้างสรรค์ อ านวยการธ ารงรักษา ทรัพยากรและปฏิบัติตามความมุ่งหมายขององค์การโดยการประสานงานและ แสวงหาความร่วมมือในการท างานจากบุคลากรขององค์การ ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2545) ให้ความหมาย การบริหารจัดการหมายถึง ชุดของหน้าที่ ต่างๆ (A set of functions) ที่ก าหนดทิศทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งหลายอย่างมี ประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient) หมายถึง การใช้ทรัพยากรได้อย่างเฉลียวฉลาดและคุ้มค่า (Cost-effective) ส่วนการใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล (Effective) หมายถึง การตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง (Right decision) และมี การปฏิบัติการได้ส าเร็จตามแผนที่ก าหนดไว้ดังนั้นผลส าเร็จของการบริหารจัดการจึงต้องมีทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผลควบคู่กัน จากความหมายต่างๆดังกล่าวข้างต้น การบริหารจัดการจึงเป็นกระบวนการของกิจกรรมที่ ต่อเนื่องและประสานงานกัน โดยใช้เทคนิคและวิธีการต่างๆ ซึ่งผู้บริหารต้องเข้ามาช่วยเรื่องการใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลควบคู่กันไป เพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การร่วมกัน ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2545) ได้กล่าวถึงกระบวนการบริหารจัดการ (Management process) โดยแบ่งหน้าที่ของการบริหารจัดการออกเป็น 4 หน้าที่คือ 1. การวางแผน (Planning) เป็นขั้นตอนในการก าหนดวัตถุประสงค์และพิจารณาถึง วิธีการที่ควร ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องตัดสินใจว่าบริษัทมีวัตถุประสงค์อะไรในอนาคต และจะต้องด าเนินการอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์นั้น ลักษณะการวางแผนมีดังนี้ 1. การด าเนินการตรวจสอบตัวเอง เพื่อก าหนดสถานภาพในปัจจุบันขององค์การ 2. การส ารวจสภาพแวดล้อม 3. การก าหนดวัตถุประสงค์ 4. การพยากรณ์สถานการณ์ในอนาคต 5. การก าหนดแนวทางปฏิบัติงานและความจ าเป็นในการใช้ทรัพยากร 6. การประเมินแนวทางการปฏิบัติงานที่วางไว้ 7. การทบทวนและปรับแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ของการควบคุมไม่ เป็นไปตามที่ก าหนด 8. การติดต่อสื่อสารในกระบวนการของการวางแผนเป็นไปอย่างทั่วถึง 2. การจัดองค์การ (Organizing) เป็นขั้นตอนในการจัดบุคคลและทรัพยากรที่ใช้ในการท างาน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการท างานนั้นหรือเป็นการจัดแบ่งงานและจัดสรรทรัพยากรส าหรับงานเพื่อให้ งานเหล่านั้นส าเร็จ การจัดองค์การประกอบด้วย 1. การระบุและอธิบายงานที่จะถูกน าไปด าเนินการ 2. การกระจายงานออกเป็นหน้าที่ 3. การรวมหน้าที่ต่าง ๆ เข้าเป็นต าแหน่งงาน 4. การอธิบายสิ่งที่จ าเป็นหรือความต้องการของต าแหน่งงาน 5. การรวมต าแหน่งงานต่างๆ เป็นหน่วยงานที่มีความสัมพันธ์อย่างเหมาะสม และสามารถ บริหารจัดการได้
52 6. การมอบหมายงาน ความรับผิดชอบ และอ านาจหน้าที่ 7. การทบทวนและปรับโครงสร้างขององค์การเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ ของการควบคุมไม่เป็นไปตามที่ก าหนด 8. การติดต่อสื่อสารในกระบวนการของการจัดองค์การเป็นไปอย่างทั่วถึง 9. การก าหนดความจ าเป็นของทรัพยากรมนุษย์ 10. การสรรหาผู้ปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ 11. การคัดเลือกจากบุคคลที่สรรหามา 12. การฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่าง ๆ 13. การทบทวนและปรับคุณภาพและปริมาณของทรัพยากรมนุษย์เมื่อสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ของการควบคุมไม่เป็นไปตามที่ก าหนด 14. การติดต่อสื่อสารในกระบวนการของการจัดคนเข้าท างานเป็นไปอย่างทั่วถึง 3. การน า (Leading) เป็นขั้นตอนในการกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้น และชักน า ความ พยายามของพนักงานให้บรรลุเป้าหมายองค์การ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการใช้ความพยายามของผู้จัดการที่จะ กระตุ้นให้พนักงานมีศักยภาพในการท างานสูง ดังนั้นการน า (Leading) จะช่วยให้งานบรรลุผลส าเร็จ เสริมสร้างขวัญและจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชา การน า (Leading) ประกอบด้วย 1. การติดต่อสื่อสารและอธิบายวัตถุประสงค์ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทราบ 2. การมอบหมายมาตรฐานของการปฏิบัติงานต่าง ๆ 3. การให้ค าแนะน าและค าปรึกษาแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานของการ ปฏิบัติงาน 4. การให้รางวัลแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาบนพื้นฐานของผลการปฏิบัติงาน 5. การยกย่องและสรรเสริญและการต าหนิติเตียนอย่างยุติธรรมและถูกต้องเหมาะสม 6. การจัดหาสภาพแวดล้อมมากระตุ้นการจูงใจ โดยการติดต่อสื่อสาร เพื่อส ารวจความ ต้องการและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง 7. การทบทวนและปรับวิธีการของภาวะความเป็นผู้น า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง และ ผลลัพธ์ของการควบคุมไม่เป็นไปตามที่ก าหนด 8. การติดต่อสื่อสารโดยทั่วทุกแห่งในกระบวนการของภาวะความเป็นผู้น า 4. การควบคุม (Controlling) เป็นการติดตามผลการท างาน และแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่จ าเป็นหรือ เป็นขั้นตอนของการวัดผลการท างานและด าเนินการแก้ไขเพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ ซึ่งการควบคุม ประกอบด้วย 1. การก าหนดมาตรฐาน 2. การเปรียบเทียบและติดตามผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐาน 3. การแก้ไขความบกพร่อง 4. การทบทวนและปรับวิธีการควบคุม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง และผลลัพธ์ของการ ควบคุมไม่เป็นไปตามที่ก าหนด 5. การติดต่อสื่อสารในกระบวนการของการควบคุมเป็นไปอย่างทั่วถึง สรุปได้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ จะประกอบไปด้วยหน้าที่ 4 หน้าที่คือ การวางแผน ซึ่งเป็นขั้นตอนในการก าหนดวัตถุประสงค์และวิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น การจัดองค์การจะ
53 เป็นขั้นตอนในการจัดบุคคลและทรัพยากรที่ใช้ในการท างานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการท างาน การน า จะเป็นขั้นตอนที่จะสามารถท างานให้บรรลุผลส าเร็จโดยการสร้างขวัญและ จูงใจผู้ใต้บังคับบัญชา การ ควบคุมจะเป็นการติดตามผลการท างานและปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ 2.7 แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภำพ ชนะจิต โมฬิยสุวรรณ (2543) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ น้อยหรือจ านวนจ ากัดให้เกิดผลประโยชน์แก่หน่วยงานหรือองค์กร ให้ได้รับ ประโยชน์สูงสุดและบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ธงชัย สันติวงษ์(2540) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการสร้างผลงานหรือผลส าเร็จ ออกมา โดยผลงานที่ได้มีคุณค่ามากกว่าทรัพยากรที่ใช้ไป กล่าวคือ สามารถผลิตของได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม โดยที่ต้นทุนไม่เพิ่ม หรือสามารถผลิตของทุกอย่างได้มากเหมือนเดิม แต่มีการใช้ต้นทุนน้อยลงกว่าเดิม เนตร์พัณณา ยาวิราช (2546) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการที่ผู้บริหารใช้ ความสามารถในการกระท าสิ่งต่างๆ ในองค์การให้บังเกิดผลตามเป้าหมายที่ก าหนด โดยใช้ทรัพยากร ทางการบริหารในจ านวนน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้มีมากกว่าทรัพยากรที่ใช้ไป วิทยา ด่านธ ารงกุล (2546) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นความสามารถในการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าเพื่อบรรลุเป้าหมาย ประสิทธิภาพจึงมักถูกวัดในรูปของต้นทุนหรือจ านวน ทรัพยากรที่ใช้ไปเมื่อเทียบกับผลงานหรือผลผลิตที่ได้เช่น ต้นทุน แรงงาน เวลาที่ใช้อัตราผลตอบแทนจาก การลงทุน ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2542) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นความสามารถใน การบรรลุจุดมุ่งหมายโดยใช้ทรัพยากรต่ าสุด กล่าวคือใช้วิธีการให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่สิ้นเปลืองน้อย ที่สุด โดยมีเป้าหมาย คือประสิทธิผลหรือให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้สูงสุด ประสิทธิภาพจะแสดงถึง ความส าคัญระหว่างปัจจัยน าเข้า (Inputs) และผลผลิต (Outputs) โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ต้นทุนของ ทรัพยากรที่ต่ าที่สุด ถ้าองค์กรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปัจจัยน าเข้าจ านวนเดิม แสดงว่าสามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้จัดการจะมีทรัพยากรที่จ ากัด ไม่ว่าจะเป็น คน เงิน และอุปกรณ์ซึ่ง จะเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ดังนั้นจึงต้องใช้ต้นทุนทรัพยากรต่ าสุด จะเห็นว่า ประสิทธิภาพ จะเกี่ยวข้องกับการท าให้ถูกต้อง ก็คือความไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2545) กล่าวว่า ผลการปฏิบัติการของบุคคลและองค์การ ประกอบด้วย ประสิทธิภาพ (การท าให้งานถูก) และประสิทธิผล (การท าให้ถูกงาน) ถ้าผู้บริหารขาด ประสิทธิภาพ (Efficiency) มุ่งประสิทธิผล (Effectiveness) เมื่อนั้นผู้บริหารก าลังสูญเสียทรัพยากร แต่ สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์การ ในอีกด้านถ้าผู้บริหารยอมเสียสละประสิทธิผลแต่มุ่งประสิทธิภาพ ผู้บริหารก าลังใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่อาจล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายขององค์การ อย่างไรก็ตามผู้บริหารต้องหาวิธีการในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเพื่อปรับปรุงสินค้าและ การบริการให้ประสบความส าเร็จได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ สมพงษ์เกษมสิน (ชนะจิต โมฬิยสุวรรณ. 2543; อ้างอิงจาก สมพงษ์เกษมสิน. 2523. การ บริหารงานบุคคลแผนใหม่) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการด าเนินงานให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้หรือการท างานที่ต้องการให้ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยพิจารณาจากผลงานที่ปฏิบัติ
54 สมโภช จัตุพร (2543) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการผลิตสินค้าหรือบริการให้ได้ มากที่สุด โดยพิจารณาถึงต้นทุนหรือปัจจัยน าเข้าให้น้อยที่สุด และประหยัดเวลาที่สุด สมยศ นาวีการ (2545) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่าเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายของความส าเร็จ ของเป้าหมาย ความมีประสิทธิภาพ ตอบค าถามที่ว่าเราต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ต่อการบรรลุถึงเป้าหมาย ดังนั้นความมีประสิทธิภาพ คืออัตราส่วนระหว่าผลผลิตและปัจจัยการผลิต สุกัญญา เอมอิ่มธรรม (2546) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยที่ใส่เข้าไป (Inputs) กับผลที่ออกมา (Outputs) ถ้าผลที่ได้ออกมามากกว่าปัจจัยที่ใส่เข้าไปหรือผลที่ ได้ออกมาเท่าเดิมแต่ใช้ปัจจัยน้อยกว่าก็เรียกว่ามีประสิทธิภาพ ที่ผู้บริหารจะต้องเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ใช้ซึ่ง โดยทั่วไปได้แก่คน เงิน การบริหารจัดการและวัสดุอุปกรณ์จึงต้องใช้ปัจจัยเหล่านี้ให้คุ้มค่าที่สุด สุรศักดิ์นานานุกุล และคณะ (ชนะจิต โมฬิยสุวรรณ. 2543 : อ้างอิงจาก สุรศักดิ์นานานุกุล และ คณะ. 2527. การบริหารงานบุคคล) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการปฏิบัติงานใดๆ จะมีตัว แปรใหญ่ๆ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นตัวแปรที่ใส่เข้าไปในการปฏิบัติงาน (Input) ได้แก่ เงิน เครื่องจักร วัตถุดิบ การจัดการและคน ซึ่งตัวแปรเหล่านี้สามารถที่จะจัดสรรโยกย้ายถ่ายเทให้มากน้อยอย่างไรก็ได้ซึ่งนับได้ว่า เป็นตัวแปรอิสระดังกล่าว ผลผลิตที่ได้นี้นับว่าเป็นตัวแปรตาม ดังนั้นการที่เราจะพิจารณาว่าการปฏิบัติงาน มีประสิทธิภาพหรือไม่ จึงต้องไปพิจารณาที่ตัวแปรที่ใส่เข้าไป และผลผลิตที่ออกมาหรือมองกันที่อัตราส่วน Output/Input ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อไปนี้นับได้ว่า การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ คือใส่ Input น้อยลง แต่ได้Output เท่าเดิม หรือใส่ Input น้อยลง แต่ได้Output มากขึ้น หรือใส่ Input เท่าเดิม แต่ได้ Output มากขึ้น ดังนั้นระดับของประสิทธิภาพจึงสามารถที่จะแตกต่างกันได้ เสนาะ ติเยาว์(2543) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า เป็นการท างานโดยใช้ทรัพยากรอย่าง ประหยัดหรือเสียค่าใช้จ่ายต่ าสุด การท างานให้เสร็จอย่างเดียวไม่พอ แต่จะต้องค านึงถึงค่าใช้จ่ายที่ประหยัด ด้วย การท าให้ได้ทั้งสองอย่างคืองานบรรลุผลตามที่ต้องการและใช้ทรัพยากรต่ าสุด สรุป ประสิทธิภาพ หมายถึง การใช้ทรัพยากรหรือปัจจัยน าเข้าที่ต่ าที่สุด และอย่างคุ้มค่า อย่างมี ประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กร ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภำพ รุ่ง แก้วแดง (ชนะจิต โมฬิยสุวรรณ. 2543 : อ้างอิงจาก รุ่ง แก้วแดง. 2538. รีเอ็นจิเนียริ่งระบบ ราชการไทย) ได้กล่าวถึงแนวคิดของ แฮมเมอร์และแชมพีที่ได้เสนอปัจจัย 8 ประการที่มีอิทธิพลต่อการ พัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานไว้ดังนี้คือ 1. หลักการขั้นพื้นฐาน (Fundamental) 2. การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน (Radical) 3. การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ (Dramatic) 4. เน้นกระบวนการ (Process) 5. ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะน าเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information technology) 6. น าตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (Performance indicators) มาเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญ 7. สายการบังคับบัญชา (Hierarchy) ขององค์กรสั้นลงในรูปแบบของการจัดองค์กรแนวราบ (Flat organization) 8. การให้ความเชื่อถือ และให้ความส าคัญกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ
55 สมโภช จัตุพร (2543) กล่าวว่า จากการศึกษาแนวความคิดประสิทธิภาพของการบริหาร และ ประสิทธิภาพของผู้บริหาร ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริหารมีประสิทธิภาพ ได้แก่ พฤติกรรมส่วนตัวของผู้บริหาร ประสิทธิภาพขององค์การ คุณสมบัติพิเศษเฉพาะผู้บริหาร และความสามารถพิเศษเฉพาะตัวผู้บริหาร นอกจากนี้แนวคิดที่ท าให้คนท างานประสบความส าเร็จ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ และความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็น องค์ประกอบที่ส าคัญในการท างานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ประสบความส าเร็จ การที่บุคคลในองค์การจะเกิด ความพอใจในการปฏิบัติงานมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหาร และสิ่งจูงใจเป็นองค์ประกอบโดยจะส่งผล ต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลด้วย สมยศ นาวีการ (ชนะจิต โมฬิยสุวรรณ. 2543; อ้างอิงจาก สมยศ นาวีการ. 2529. การเพิ่ม ประสิทธิภาพของการบริหาร) ได้กล่าวถึงแนวคิดของ Peter ซึ่งเสนอปัจจัย 7 ประการที่มีอิทธิพลต่อ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในองค์การคือ 1. กลยุทธ์(Strategy) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก าหนดภารกิจ การพิจารณาจุดอ่อนและจุดแข็งภายใน การปฏิบัติงานในองค์การ โอกาส และอุปสรรคภายนอก 2. โครงสร้าง (Structures) โครงสร้างขององค์การที่เหมาะสมจะช่วยในการปฏิบัติงาน 3. ระบบ (Systems) ขององค์การที่จะบรรลุเป้าหมาย 4. แบบ (Styles) แบบของการบริหารของผู้บริหารเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ 5. บุคลากร (Staff) ผู้ร่วมองค์การ 6. ความสามารถ (Skill) 7. ค่านิยม (Shares value) ค่านิยมร่วมของคนในองค์กร แนวคิดเกี่ยวกับกำรตัดสินใจ การตัดสินใจ (Decision) เป็นการเลือกระหว่างทางเลือกซึ่งคาดหวังว่าจะน าไปสู่ผลลัพธ์ที่พึง พอใจจากปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แม้ว่าการตัดสินใจในการบริหารไม่ได้เริ่มต้นหรือสิ้นสุดด้วยการตัดสินใจ เพราะต้องมีการก าหนดปัญหาก่อนจึงจะตัดสินใจได้(ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2545) โมเดลกำรตัดสินใจด้ำนกำรบริหำรจัดกำร เนื่องจากการตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การบริหารจัดการซึ่งต้องอาศัยการวิจัย และการ วิเคราะห์โมเดลการตัดสินใจการบริหารจัดการที่ส าคัญ คือ 1. โมเดลคลาสสิค (The classical model) เป็นโมเดลการตัดสินใจซึ่งมีข้อสมมติว่า ผู้บริหารจะ ใช้หลักเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจ โดยถือเกณฑ์ที่ดีที่สุดเกี่ยวกับองค์การ ในกรณีนี้ผู้บริหารจะ ส ารวจทางเลือกและพิจารณาถึงผลลัพธ์ของแต่ละทางเลือกก่อนเลือกทางเลือก ที่ดีที่สุดส าหรับองค์การ และผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจสูงสุดขององค์การในกรณีนี้ผู้บริหารต้องมีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับปัญหา มี การก าหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือก และผลลัพธ์การตัดสินใจใช้หลักเหตุผลถ่วง น้ าหนักของแต่ละทางเลือก 2. โมเดลการบริหาร (The administrative model) เป็นโมเดลซึ่งสมมติว่าผู้บริหาร โดยทั่วไป ไม่สามารถตัดสินใจโดยใช้เหตุผล แต่อาศัยเกณฑ์การสังเกต การตัดสินใจใช้หลักโมเดล เชิงบรรยาย (Descriptive model) ซึ่งประกอบด้วย หลัก 2 ข้อ ดังนี้
56 2.1 การใช้เหตุผลอย่างกว้างขวาง (Bounded rationality) การตัดสินใจของผู้บริหาร มี ข้อจ ากัดด้านเวลา ความเข้าใจในการรับรู้การวิเคราะห์ข้อมูลจ านวนมาก ท าให้เกิดการใช้เหตุผล อย่าง กว้างขวาง 2.2 ตามความพอใจ เป็นการค้นหาทางเลือกโดยถือเกณฑ์ความพึงพอใจซึ่งอาจไม่ เหมาะสมเป็นทางเลือกที่ผู้บริหารพอใจและสามารถยอมรับได้เช่น อาจเป็นทางเลือกที่สะดวก ซึ่ง สามารถ ค้นหาข้อมูลและทางเลือกที่ง่ายรวดเร็วขึ้น เป็นต้น ตำรำงที่1 ความแตกต่างระหว่างโมเดลคลาสสิคและโมเดลการบริหาร โมเดลคลำสสิค โมเดลกำรบริหำร 1. ผู้บริหารมีความรู้ที่สมบูรณ์และสามารถ คาดการณ์ล่วงหน้าถึงผลลัพธ์ของแต่ละ ทางเลือก 2. สามารถสร้างก าไรในแต่ละทางเลือก 3. ผู้บริหารสามารถก าหนดเส้นทางแต่ละ ทางเลือกได้อย่างสมบูรณ์ 1. ผู้บริหารมีความรู้ไม่เพียงพอ 2. ผู้บริหารไม่รู้ถึงความสามารถในการสร้าง ก าไร ของแต่ละทางเลือก 3. ผู้บริหารไม่สามารถก าหนดรายการที่ สมบูรณ์ ของแต่ละทางเลือกเพราะมีทางเลือก น้อยมาก ตำรำงที่1 ความแตกต่างระหว่างโมเดลคลาสสิคและโมเดลการบริหาร ที่มำ : ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2545. ดังนั้นการตัดสินใจของผู้บริหารจึงมีทั้งการตัดสินแบบโมเดลคลาสสิค ที่ใช้หลักเหตุผล แต่บางครั้ง ด้วยการจ ากัดด้านเวลาท าให้เกิดการตัดสินแบบโมเดลการบริหาร โดยใช้เหตุผลอย่าง กว้างขวางหรือตาม ความพอใจที่สามารถยอมรับได้ กระบวนกำรตัดสินใจโดยใช้เหตุผล กระบวนการตัดสินใจโดยใช้หลักเหตุผล (The rational decision making process) เป็น โมเดลการ ตัดสินใจแบบคลาสสิค ซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอน มีรายละเอียดดังนี้ ภำพที่3 กระบวนการตัดสินใจโดยใช้เหตุผล ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ที่มำ : ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2545. 1. การระบุปัญหา (Identified the problem) งานขั้นแรกในกระบวนการตัดสินใจในการบริหาร ได้แก่การระบุปัญหา ผู้บริหารต้องเข้าใจปัญหา วิเคราะห์ขอบเขตและลักษณะก่อนที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งมี ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 การระบุปัญหา ขั้นที่ 2 การค้นหา ทางเลือก ขั้นที่ 3 การประเมิน ทางเลือก ขั้นที่ 4 การท าการ ตัดสินใจ ขั้นที่ 5 การปฏิบัติตาม การตัดสินใจกี่ตจัดหา การป้อนกลับ ขั้นที่ 6 การ ประเมินผลลัพท์และ การจัดการ การ ป้อนกลับ
57 1.1 การยอมรับปัญหา (Recognize the problem) ผู้บริหารต้องยอมรับว่ามีปัญหา เกิดขึ้น โดยสังเกตการเปลี่ยนแปลงจากการท างานภายในองค์การหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดล้อม ภายในหรือภายนอก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน 1.2 การก าหนดปัญหา (Define the problem) เมื่อผู้บริหารยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ผู้บริหารจะไม่สามารถหาค าตอบได้ดีถ้าไม่สามารถระบุปัญหาได้ถูกต้อง ดังนั้นจึงต้องพยายามหา ส่วนประกอบที่ถูกต้องในการก าหนดปัญหา 1.3 การวิเคราะห์สถานการณ์(Diagnose the situation) ในขั้นนี้ผู้บริหารต้องรวบรวม ข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาสาเหตุของปัญหา เพื่อให้ได้ทางเลือกที่มีเหตุผล มีผลมากที่สุด 2. การค้นหาทางเลือก (Generate alternatives) หลังจากทราบเป้าหมายและตกลงก าหนดข้อ สมมติในการวางแผนที่ชัดเจน งานขั้นแรกของการตัดสินใจก็คือ การพัฒนาทางเลือก เพื่อให้มีทางเลือก หลายทางเพื่อการปฏิบัติการ การพัฒนาทางเลือกจะใช้การวิจัย 3. การประเมินทางเลือก (Evaluate alternatives) เมื่อมีการค้นพบทางเลือกที่เหมาะ สมแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการประเมินเพื่อเลือกทางเลือกที่จะบรรลุเป้าหมายได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้าย 4. การท าการตัดสินใจ (Make the decision) เมื่อมีหลายทางเลือกผู้บริหารสามารถใช้หลัก 4 ประการเพื่อท าการตัดสินใจ คือ 1) ประสบการณ์2) การทดลอง 3) การวิจัยและการวิเคราะห์และ 4) การตัดสินใจเลือก 5. การปฏิบัติตามการตัดสินใจ (Implement the decision) ผู้บริหารจะปฏิบัติตามการตัดสินใจ นั้นต้องระมัดระวังถึงวิธีการปฏิบัติการ ซึ่งมีผลกระทบต่อบุคคลและหน้าที่ต่างๆ ต้องมีการอภิปรายถึงการ เปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องและผลลัพธ์ที่คาดคะเนไว้วิธีหนึ่งที่มีประสิทธิผลก็คือจะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นอยู่ ในกระบวนการตัดสินใจด้วย 6. การประเมินผลลัพธ์และการจัดหาการป้อนกลับ (Evaluate the results and provide feedback) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินใจ เป็นการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามการ ตัดสินใจและค้นหาการป้อนกลับเกี่ยวกับการตัดสินใจและการปฏิบัติการนั้น ในขั้นนี้ผู้บริหารจะต้อง พิจารณาว่าผลลัพธ์สามารถตอบสนองตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ และต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงการ ตัดสินใจหรือการปฏิบัติการหรือไม่ ถ้าการตัดสินใจไม่สามารถบรรลุผลตามที่ต้องการ ซึ่งอาจจะเกิดจากการ ก าหนดปัญหาผิดพลาดหรืออาจต้องใช้ทางเลือกอื่นแทน สรุปการตัดสินใจของผู้บริหารที่เป็นไปตามกระบวนการ ได้แก่ 1) การระบุปัญหา 2) การค้นหา ทางเลือก 3) การประเมินทางเลือก 4) การท าการตัดสินใจ 5) การปฏิบัติตามการตัดสินใจ และ 6) การ ประเมินผลลัพธ์และการจัดหาการป้อนกลับ จะท าให้การตัดสินใจของผู้บริหารมีประสิทธิผล 2.8 แนวคิดเกี่ยวกับควำมพึงพอใจ ภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นท าให้ธุรกิจต่างๆ ต้องเปลี่ยนปรัชญาจากการขายและผลิตภัณฑ์ เป็นปรัชญาการตลาดและลูกค้า โดยยึดหลักการใช้เครื่องมือการตลาดที่ดีขึ้น สามารถส่งมอบมูลค่าและ
58 ความพึงพอใจให้ลูกค้าโดยอาศัยคุณภาพ การบริการ และมูลค่า โดยการตลาดเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี กับลูกค้าและการตลาดเพื่อสร้างคุณภาพรวม (ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2539) 1. ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer satisfaction) เป็นระดับความรู้สึกของลูกค้าที่มีผลจาก การเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์จากคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ หรือการท างานของผลิตภัณฑ์กับการ คาดหวังของลูกค้า ระดับความพอใจของลูกค้าจะเกิดจากความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ และความคาดหวังของบุคคล การคาดหวังของบุคคล (Expection) เกิดจากประสบการณ์และความรู้ใน อดีตของผู้ซื้อ ส่วนผลประโยชน์จากคุณสมบัติผลิตภัณฑ์หรือการท างานของผลิตภัณฑ์เกิดจากนักการตลาด และฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องพยายามสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าโดยพยายาม มูลค่าเพิ่ม (Value added) การสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดจากการผลิต (Manufacturing) และจากการตลาด (Marketing) รวมทั้งมี การร่วมกับฝ่ายต่างๆ โดยยึดหลักการสร้างคุณภาพรวม (Total quality) มูลค่าเกิดจากความแตกต่าง ทางการแข่งขัน (Competitive differentiation) มูลค่าที่มอบให้กับลูกค้าจะต้องมากกว่าต้นทุนของลูกค้า (Cost) ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่ก็คือราคาสินค้าที่ผู้บริโภคจ่ายไปนั่นเอง 2. ความแตกต่างทางการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ (Product competitive differentiation) เป็น การออกแบบลักษณะต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากคู่แข่งขันและความแตกต่างนั้นจะต้องมีมูลค่าใน สายตาของลูกค้า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ความแตกต่างทางการแข่งขันประกอบด้วย (1) ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Product differentiation) (2) ความแตกต่างด้านบริการ (Service differentiation) (3) ความแตกต่างด้านบุคลากร (Personal differentiation) (4) ความแตกต่างด้าน ภาพลักษณ์ (Image differentiation) ความแตกต่างเหล่านี้เป็นตัวก าหนดมูลค่าเพิ่มส าหรับลูกค้า (Customer added value) ดังภาพที่ 4 3. มูลค่ารวมส าหรับลูกค้า (Total customer values) เป็นผลรวมของผลประโยชน์หรือ อรรถประโยชน์(Utility) จากผลิตภัณฑ์หรือบริการใดบริการหนึ่ง มูลค่าผลิตภัณฑ์พิจารณา จากความแตกต่างทางการแข่งขันซึ่งประกอบด้วย ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ความแตกต่างด้าน บริการ ความแตกต่างด้านบุคลากรและความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ความแตกต่างทั้งสี่ด้านนี้ก่อให้เกิด มูลค่าผลิตภัณฑ์ทั้งสี่ด้านเช่นกันคือ มูลค่าด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าด้านบริการ มูลค่าด้านบุคลากร และมูลค่า ด้านภาพลักษณ์มูลค่าทั้งสี่ประการนี้รวมเรียกว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์รวมในสายตาของลูกค้า ดังภาพที่ 2
59 ควำมแตกต่ำงด้ำนกำรแข่งขันของผลิตภัณฑ์ (Product competitive differentiation) มูลค่ำผลิตภัณฑ์รวมในสำยตำของลูกค้ำ (Total customer value) ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Product differentiation) ความแตกต่างด้านบริการ (Service differentiation) ความแตกต่างด้านบุคลากร (Personal differentiation) ความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ (Image differentiation) มูลค่าผลิตภัณฑ์ (Product values) มูลค่าบริการ (Service values) มูลค่าบุคลากร (Personal values) มูลค่าภาพลักษณ์ (Image values) ภำพที่4 ปัจจัยที่เป็นตัวก าหนดมูลค่าเพิ่มส าหรับลูกค้า (Customer added value) ที่มำ : ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2539. ภำพที่5 มูลค่าที่ส่งมอบแก่ลูกค้า (Customer delivered value) ที่มำ : ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2539 : 19 นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ตามทัศนะของแต่ละท่านดังนี้ สมจิตร ล้วนเจริญ และคณะ (2534) ให้ความหมายของ “พฤติกรรมผู้บริโภค” หมายถึง การ กระท าของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้รับและการใช้สินค้าและหรือบริการทางเศรษฐกิจ รวมถึง กระบวนการตัดสินใจที่เกิดก่อนและที่เป็นตัวก าหนดให้เกิดการกระท าต่างๆ ขึ้น มูลค่าด้านผลิตภัณฑ์ (Product value) (1) มูลค่าด้านผลิตภัณฑ์รวมใน สายตาลูกค้า (Total customer value) (2) ต้นทุนรวมลูกค้า (Total customer cost) มูลค่าด้านการบริหาร (Service value) มูลค่าด้านบุคลากร (Personal value) มูลค่าด้านภาพลักษณ์(Image value) ต้นทุนด้านจิตวิทยา (Psychic cost) ต้นทุนด้านพลังงาน (Energy cost) ราคาในรูปตัวเงิน (Monetary price) ต้นทุนด้านเวลา (Time cost) มูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ ส่งมอบต่อลูกค้า (Customer delivered value) เกิดจากข้อ (1) – (2)
60 ชิฟแมน และคานุก (Schiffman and Kanuk. 1994) ให้ความหมายของค าว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง พฤติกรรมซึ่งผู้บริโภคท าการค้นหา การซื้อ การใช้การประเมิน และการใช้สอยผลิตภัณฑ์และ บริการซึ่งคาดว่าจะสนองความต้องการของเขา เลาดอน และ บิตตา (Loudon and Bitta. 1990) กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคอาจหมายถึง กระบวนการตัดสินใจและกิจกรรมทางกายภาพที่บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อมีการประเมินการได้มา การใช้ หรือการจับจ่ายใช้สอยซึ่งสินค้าและบริการ อิงเกิล, แบลคเวล และไมเนียด (Engle, Blackwell and Miniard. 1993) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรมผู้บริโภคว่าหมายถึง กระบวนการตัดสินใจและลักษณะกิจกรรมของแต่ละบุคคลเพื่อท าการ ประเมินผล การจัดหา การใช้และการใช้จ่าย เกี่ยวกับสินค้าและบริการให้ได้มาซึ่งการบริโภค โมเวนและไมเนอร์ (Mowen and Minor. 1998) ได้ให้ความหมายไว้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง การศึกษาถึงหน่วยการซื้อ และกระบวนการแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับการได้รับมา การบริโภค และการจ ากัดอันเกี่ยวกับสินค้า บริการ ประสบการณ์และความคิด โฮเยอร์และแม็คอินนีส (Hoyer and Macinnis. 1997) ได้ให้ความหมายไว้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นผลสะท้อนของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับการได้รับมา การบริโภค และ การจ ากัด อันเกี่ยวกับสินค้า บริการ เวลาและความคิด โดยหน่วยตัดสินใจซื้อ (คน) ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง อดุลย์จาตุรงคกุล (2543) ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคว่า เป็นปฏิกิริยาของบุคคลที่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้รับ และการใช้สินค้าและบริการทางเศรษฐกิจ รวมทั้งกระบวนการต่างๆ ของ การตัดสินใจซื้อซึ่งเกิดก่อนและเป็นตัวก าหนดปฏิกิริยาต่างๆ เหล่านี้ซึ่งสามารถแบ่งส่วนส าคัญของ พฤติกรรมผู้บริโภคได้3 ส่วน คือ 1. ปฏิกิริยาส่วนบุคคล ซึ่งรวมกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดินทางไปและกลับจากร้านค้า การจ่ายของ ในร้านค้า การซื้อ การขนสินค้า การใช้ประโยชน์การประเมินค่าสินค้าและบริการที่มีจ าหน่ายอยู่ในตลาด 2. บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้รับ การใช้สินค้า และบริการทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะหมายถึง ผู้บริโภคคนสุดท้าย (The ultimate consumer) จะมุ่งที่ตัวบุคคลผู้ซื้อสินค้าและบริการเพื่อน าไปบริโภค เองหรือเพื่อการบริโภคของหน่วยบริโภคต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ครอบครัวหรือเพื่อนและ พิจารณาหน่วยบริโภค รวมถึงแม่บ้านในฐานะที่เป็นตัวแทนฝ่ายจัดซื้อของครอบครัว (The family purchasing agent) และบุคคลบางคนที่ซื้อของขวัญให้กับผู้อื่นด้วย ทั้งนี้จะไม่พิจารณาถึงการที่บุคคลท า การซื้อให้กับองค์กรธุรกิจหรือสถาบันต่างๆ 3. กระบวนการต่างๆ ของการตัดสินใจซึ่งเกิดก่อน และเป็นตัวก าหนดปฏิกิริยาต่างๆเหล่านี้รวมถึง การตระหนักถึงความส าคัญของกิจกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่กระทบโดยตรงต่อไป จึงพอสรุปได้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง การแสดงออกของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวกับ กระบวนการค้นหาเพื่อท าการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ โดยจะผ่านการประเมินค่าของสินค้าและบริการ จากการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนได้รับการยอม รับจากผู้คนรอบข้าง และ พฤติกรรมผู้บริโภคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอตามปัจจัยที่หลากหลำย ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2539) ได้กล่าวถึง ปัจจัยส าคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อ ทราบถึงลักษณะความต้องการของผู้บริโภคทางด้านต่าง ๆ และเพื่อที่จะจัดสิ่งกระตุ้นทางการตลาดให้ เหมาะสม
61 ลักษณะของผู้ซื้อได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านวัฒนธรรม ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยส่วนบุคคล และ ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ปัจจัยส่วนส่วนบุคคล (Personal factor) การตัดสินใจของผู้ซื้อได้รับอิทธิพลมาจากลักษณะ ส่วนบุคคลด้านต่างๆ ได้แก่ อายุวัฏจักรชีวิตครอบครัว อาชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจ รูปแบบการด ารงชีวิต การศึกษา บุคลิกภาพ และแนวความคิดส่วนบุคคล 1.1 อายุที่แตกต่างกันจะมีความต้องการผลิตภัณฑ์ต่างกัน 1.2 อาชีพของแต่ละบุคคลจะน าไปสู่ความจ าเป็นและความต้องการสินค้าที่ต่างกัน 1.3 รายได้หรือโอกาสทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลจะกระทบต่อสินค้าหรือบริการที่ ตัดสินใจซื้อ โอกาสเหล่านี้ประกอบด้วย รายได้การออม สินทรัพย์อ านาจการซื้อและทัศนคติที่เกี่ยวกับ การจ่ายเงิน 1.4 การศึกษา ผู้มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มจะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีมากกว่าผู้มี การศึกษาต่ า 1.5 รูปแบบการด ารงชีวิต รูปแบบการด ารงชีวิตในโลกโดยแสดงออกในรูปของกิจกรรม ความสนใจ ความคิดเห็น แบบการด ารงชีวิตขึ้นกับวัฒนธรรม ชั้นของสังคมและกลุ่มอาชีพของแต่ละบุคคล 2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา (Psychological factors) ปัจจัยภายในของผู้บริโภคที่มีอิทธิต่อพฤติกรรม การซื้อ ประกอบด้วย 1) การจูงใจ 2) การรับรู้3) การเรียนรู้4) ความเชื่อถือและทัศนคติ5) บุคลิกภาพ และ 6) แนวความคิดของตนเอง 3. ปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจ าวันและมี อิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อเป็นตัวก าหนดและควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ประกอบด้วย 3.1 กลุ่มอ้างอิง หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งใช้เป็นแหล่งอ้างอิงส าหรับบุคคลใด บุคคลหนึ่งในการก าหนดค่านิยม ทัศนคติและพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพฤติกรรมทั่วไป 3.2 ครอบครัว หมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป ซึ่งเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด การ แต่งงาน หรือการยอมรับให้อยู่อาศัยด้วยกัน 3.3 ชั้นทางสังคม หมายถึง การแบ่งกลุ่มภายในสังคม ซึ่งภายในกลุ่มประกอบด้วย บุคคล ที่มีค่านิยม ความสนใจ และพฤติกรรมอย่างเดียวกัน 3.4 วัฒนธรรม หมายถึง ผลรวมของการเรียนรู้ความเชื่อถือ ค่านิยม และขนบธรรมเนียม ประเพณีซึ่งก าหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคในสังคมใดสังคมหนึ่ง 3.5 วัฒนธรรมย่อย หมายถึง กลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ปรากฏชัดเจนใน สังคมขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน สรุปการศึกษาแนวคิดพฤติกรรมผู้บริโภค ทางด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคจะท าให้ ทราบถึงลักษณะความต้องการของผู้บริโภคทางด้านต่างๆ และสามารถจัดสิ่งกระตุ้นทางการตลาดหรือสิ่ง กระตุ้นอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม 2.9 แนวคิดเกี่ยวกับส่วนผสมทำงกำรตลำด ส่วนประสมทางการตลาด เป็นแนวความคิดที่ส าคัญอย่างหนึ่งทางการตลาด เพราะการบริหาร การตลาดเพื่อสร้างความพอใจให้กับลูกค้า นักการตลาดจะใช้ส่วนประสมทางการตลาดเป็นเครื่องมือหลัก
62 ส าคัญ ซึ่งจะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับตลาดเป้าหมาย (Target market) ที่ได้เลือกสรรไว้(พิบูล ทีปะปาล. 2545 : 42) ส าหรับค านิยามของส่วนประสมการตลาด มีผู้ให้นิยามไว้ต่างๆ กัน ดังนี้ คอตเลอร์(Kotler. 2000) ได้ให้ค านิยามไว้ว่า “ส่วนประสมการตลาด หมายถึง ชุดของเครื่องมือ ต่างๆ ทางการตลาด ซึ่งบริษัทน ามาใช้เพื่อปฏิบัติการให้ได้ตามวัตถุประสงค์ทางการตลาด ในตลาด เป้าหมาย” แลมบ์แฮร์และแมคดาเนียล (Lamb, Hair, and McDaniel. 2000) ได้ให้นิยามของส่วนประสม การตลาดว่า “ส่วนประสมการตลาด หมายถึง การน ากลยุทธ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การจัดจ าหน่าย การ ส่งเสริมการตลาด และการก าหนดราคา มาประสมกันเป็นหนึ่งเดียว จัดท าขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนกับตลาดเป้าหมายและท าให้เกิดความพึงพอใจซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย” เชอร์ชิลล์และ ปีเตอร์(Churchill and Peter. 1998) ได้ให้ค านิยามไว้ว่า “ส่วนประสมการตลาด คือ การน าเครื่องมือกลยุทธ์ทางการตลาด มาใช้ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์คุณค่าให้กับลูกค้า และเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์การ เครื่องมือ หรือองค์ประกอบหลักของส่วนประสมการตลาดมี4 อย่าง คือ ผลิตภัณฑ์ราคา การจัดจ าหน่าย และการส่วนเสริมการตลาด” จากนิยามความหมายของส่วนประสมการตลาดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ส่วนประสมการตลาด ประกอบด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด 4 ด้าน ที่นักการตลาดพัฒนาขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้เป็นแผนชุด เพื่อให้ สอดคล้องกับตลาดเป้าหมายที่ได้เลือกสรรไว้(พิบูล ทีปะปาล. 2545) ส่วนผสมทำงกำรตลำด (Marketing mix)
63 ภำพที่6 ส่วนประสมทางการตลาด(Marketing mix) หรือ 4Ps ที่มำ : ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2543; อ้างอิงจาก Kotler. 2000. Marketing Management. พิบูล ทีปะปาล (2545) กล่าวว่า การพัฒนาส่วนประสมการตลาด เพื่อมุ่งตลาดเป้าหมายเป็นเรื่อง ยืดยาวเพราะมีตัวแปรที่จะต้องน ามาพิจารณาตัดสินใจมากมายหลายประการ ดังนี้ 1. ผลิตภัณฑ์(Product) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามความต้องการของตลาด เป้าหมาย ฝ่ายจัดการจ าเป็นตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1.1 การเลือกผลิตภัณฑ์และสายผลิตภัณฑ์ 1.2 การเพิ่มหรือลดรายการผลิตภัณฑ์ในสายผลิตภัณฑ์ 1.3 ตราสินค้า 1.4 การก าหนดมาตรฐานและการจัดเกรดของสินค้า ผลิตภัณฑ์ (Product) - สินค้าให้เลือก (Product variety) - คุณภาพสินค้า (Quality) - ลักษณะ (Feature) - การออกแบบ (Design) - ตราสินค้า (Brand name) - การบรรจุหีบห่อ (Packaging) - ขนาด (Size) - บริหาร (Service) - การรับประกัน (Warranties) - การรับคืน (Returns) ฯลฯ รำคำ (Price) - ราคาสินค้าในรายการ (List price) - ส่วนลด (Discount) - ส่วนยอมให้ (Allowances) - ระยะเวลาการช าระเงิน (Payment period) - ระยะเวลาในการให้สินเชื่อ ฯลฯ กำรส่งเสริมกำรตลำด (Promotion) - การโฆษณา (Advertising) - การขายโดยใช้พนักงานขาย(Personal selling)หรือการใช้หน่วยงานขาย(Sale force) - การส่งเสริมการขาย(Sale promotion) - การให้ข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ (Publicity and public relations) - การตลาดทางตรง(Direct marketing) และการตลาดเชื่อมตรง(Online marketing) ผลิตภัณฑ์ (Product) - ความครอบคลุม (coverage) - การเลือกคนกลาง (Assortment) - ท าเลที่ตั้ง (Location) - สินค้าคงเหลือ (Inventory) - การขนส่ง (Transportation) - การคลังสินค้า (Transportation) ฯลฯ ตลำดเป้ำหมำย (Target market) (ควำมต้องกำร และพฤติกรรม ของผู้บริโภคที่ เป็นเป้ำหมำย)
64 2. ราคา (Price) ในขณะที่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดก าลังด าเนินงานเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์การจัด จ าหน่าย และการส่งเสริมการตลาด เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายตรงตามความต้องการของตลาดอยู่นั้น ใน ขณะเดียวกันกับสิ่งที่เขาจ าเป็นต้องคิดถึงอีกอย่าง คือ การตัดสินใจเพื่อก าหนดราคาที่เหมาะสมและ ยุติธรรมไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ครบตามองค์ประกอบของการพัฒนาส่วนประสมการตลาดทั้ง 4 อย่าง และทั้งยังท าให้โปรแกรมการตลาดเป็นที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าอีกด้วย ในการก าหนดราคาที่ ถูกต้องนั้น ผู้บริหารจ าเป็นต้องพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ 2.1 ลักษณะการแข่งขันในตลาดเป้าหมาย 2.2 การก าหนดก าไรที่เคยปฏิบัติกันมา 2.3 การให้ส่วนลดและเงื่อนไขในการขายที่เป็นอยู่ 2.4 กฎหมายควบคุมราคาสินค้าต่างๆ 3. การจัดจ าหน่าย (Place) ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดจ าหน่ายสินค้าและบริหารที่ส าคัญ ที่ ผู้บริหารจะต้องค านึงอย่างมากคือเรื่องเวลา และสถานที่ ที่ลูกค้าต้องการ เราต้องพิจารณาว่าที่ไหนเมื่อไร และใครจะเป็นผู้เสนอสินค้าและบริหารให้แก่ลูกค้า บางครั้งการจัดจ าหน่ายจ าเป็นต้องผ่านช่องทางหลาย ขั้นตอนจึงจะได้ผล แต่บางครั้งอาจใช้วิธีง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน การด าเนินการเกี่ยวกับการจัดจ าหน่าย ผลิตภัณฑ์และบริการนี้ปกติแล้วจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง การค้าส่ง การค้าปลีก การขนส่ง และการเก็บรักษา สินค้า อยู่เสมอ 4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion) การส่งเสริมการตลาดเกี่ยวข้องกับการติดต่อ สื่อสาร ไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตามไปยังตลาดเป้าหมาย เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่เขาต้องการ ออกจ าหน่ายแล้ว ซึ่งลูกค้าจะสามารถหาซื้อเพื่อน าไปสนองความต้องการของเขา ณ ที่ใดได้บ้าง โดยซื้อได้ ในราคาที่เหมาะสมยุติธรรม และยังรวมถึง การส่งเสริมการขาย การโฆษณา การขายโดยบุคคล การ ประชาสัมพันธ์และการตลาดเจาะจง อีกด้วย ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้เป็นวิธีช่วยเสริมสร้างการติดต่อสื่อสาร ให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่เราเสนอขายในท้องตลาดมากยิ่งขึ้น พิษณุจงสถิตย์วัฒนา (2542) กล่าวว่า ปัจจัยแปรผันทางการตลาด เป็นเครื่องมือโดยตรงส าหรับ การวางแผนงานทางการตลาด และเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางการตลาด เพราะเป็นสิ่งแปรผันที่ ผู้บริหารสามารถบริหารและควบคุมได้ปัจจัยแปรผันทางการตลาดเป็นปัจจัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ บริษัท และบริษัทสามารถใช้ได้อย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์การขาย เสรีวงษ์มณฑา (2542) กล่าวว่า การมีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และขายในราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพราะเห็นว่าคุ้ม รวมถึงมีการจัดจ าหน่ายกระจาย สินค้าสอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้า ความพยายามจูงใจให้เกิดความชอบใน สินค้าเรียกว่า ส่วนผสมทางการตลาด ประกอบด้วยปัจจัยดังนี้คือ - ผลิตภัณฑ์ (Product) หมายถึง การมีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า กลุ่มเป้าหมายได้ - ราคา (Price) หมายถึง การมีราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้และยินดีจ่ายเพราะมองเห็นว่าคุ้มค่า - การจัดจ าหน่าย (Place) หมายถึง การจัดจ าหน่าย กระจายสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรม การซื้อหา และให้ความสะดวกแก่ลูกค้า - การส่งเสริมการตลาด (Promotion) หมายถึง การใช้ความพยายามจูงใจให้เกิดความชอบ ในสินค้าและเกิดพฤติกรรมอย่างถูกต้อง
65 Boon and Kurtz (ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2543; อ้างอิงจาก Boon and Kurtz. 1998. Contemporary Marketing) กล่าวว่า ปัจจัยทางการตลาด (Marketing factors) หรือส่วนประสมทาง การตลาด หมายถึง กลยุทธ์ทางการตลาด ที่ธุรกิจจะต้องใช้ร่วมกันในการตัดสินใจทางการตลาดเพื่อสนอง ความพึงพอใจของตลาดเป้าหมาย ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์(Product) ราคา (Price) การจัดจ าหน่าย (Place) และการส่งเสริมการขาย (Promotion) ซึ่งรวมเรียกสั้นๆ ว่า 4Ps ธงชัย สันติวงษ์(2538) ได้กล่าวถึง ส่วนประสมทางการตลาด หมายถึง “การผสมที่เข้ากันได้อย่าง ดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการก าหนดราคา การส่งเสริมการขาย ผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายและระบบการจัด จ าหน่าย ได้มีการจัดออกแบบเพื่อใช้ส าหรับการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ” อดุลย์จาตุรงคกุล (2543) ได้กล่าวว่า ส่วนประสมทางการตลาด คือ เครื่องมือทางการตลาดชุด หนึ่งที่บริษัทใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดในตลาดเป้าหมาย จ าแนกเครื่องมือเหล่านี้เป็นกลุ่ม กว้างๆ 4 กลุ่มที่เขาเรียกว่า 4Ps ของการตลาด คือ สินค้า (Product) ราคา (Price) สถานที่ (Place) และ การส่งเสริมการจ าหน่าย (Promotion) สรุปได้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาดจะเป็นเครื่องมือทางการตลาด และกลยุทธ์ ทางการตลาด ที่ธุรกิจจะต้องใช้ร่วมกันในการตัดสินใจทางการตลาดเพื่อสนองความพึงพอใจของตลาด เป้าหมาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ราคา ช่องทางการจัดจ าหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ที่บริษัทจะต้องปรับ ใช้เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ 2.10 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารจัดการในองค์การเป็นเรื่องของการจัดการให้บุคคลหนึ่งปฏิบัติกิจกรรมต่างๆร่วมกันเพื่อ น าไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายขององค์การ รูปแบบของการจัดการจะเป็นตัวก าหนดหน้าที่ และบทบาทของบุคคลในกระบวนการด าเนินงานของโครงการ นับตั้งแต่สังคมโลกเข้าสู่ยุคปฏิวัติ อุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน มีผู้คิดค้นทฤษฎีของการบริหารจัดการหลายทฤษฎีซึ่ง จะแสดงถึงความคิด ความเชื่อ และกระบวนการปฏิบัติของมนุษย์ในองค์การ ทฤษฎีการบริหารจัดการยุค ใหม่ที่ส าคัญได้แก่ ทฤษฎีระบบ (The system theory) ทฤษฎีการบริหารงานเชิงปริมาณ (The quantitative approach) ทฤษฎีการบริหารงานเชิงสถานการณ์(The contingency approach) (สมใจ ลักษณะ. 2542 : 33) ทฤษฎีระบบ (Systems theory) เกิดขึ้นจากการมององค์การว่าประกอบด้วยระบบ ย่อยๆ ภายในระบบย่อยๆ มีลักษณะการท างานเฉพาะที่ต่างกัน แต่ท างานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไปสู่วัตถุประสงค์ ขององค์การ องค์ประกอบส าคัญของระบบย่อยๆ ในองค์การ คือ - ระบบปัจจัย ประกอบด้วย บุคคล วัสดุ เครื่องมือ เงิน ข้อมูล - ระบบกระบวนการ ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การน าและสั่งการ การควบคุมและเทคโนโลยี - ระบบผลผลิต ประกอบด้วย ผลิตผลขององค์การ หรือการให้บริการขององค์การ ก าไร หรือการขาดทุน ความเจริญก้าวหน้าของคนงานและความพอใจของคนงาน
66 - ระบบเปิด (Open system) คือระบบที่ด าเนินงานภายใต้การมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม เป็นระบบที่พร้อมจะรับปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ใช้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จากผลการ ด าเนินงานมาปรับปรุงแก้ไข - ระบบปิด (Closed system) เป็นระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อ การด าเนินงาน ทฤษฎีระบบมีประโยชน์ต่อการจัดการในแง่ที่ช่วยจ าแนกแยกแยะส่วนประกอบขององค์การได้ ละเอียด ช่วยเป็นพื้นฐานของการประเมินตรวจสอบความส าเร็จประสิทธิภาพและปัญหาของการด าเนินงาน องค์การว่าควรปรับปรุงตรงระบบใดและช่วยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของการด าเนินงานด้านต่างๆ ของ องค์การที่จะมีผลกระทบถึงกัน ถ้าระบบใดมีปัญหาจะกระทบให้ระบบอื่นมีปัญหาไปด้วย การบริหารจัดการ จึงต้องเอาใจใส่ทุกระบบในองค์การ ทฤษฎีกำรบริหำรงำนเชิงปริมำณ (The quantitative approach) เป็นทฤษฎีที่มุ่งเน้นถึง ผลผลิตที่ออกมาด้วยกระบวนการผลิตที่อาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นส าคัญ ดังนั้น สิ่งที่ผลิต ออกมาจึงจะเป็นรูปแบบที่เหมือนกันเท่าๆ กันเป็นปริมาณมากๆ หรือจะเรียกว่าเป็นกระบวนการจัดการ ทางวิทยาศาสตร์จุดเน้นการบริหารเชิงปริมาณมีจุดเน้นที่การใช้รูปแบบกระบวนการ ความสัมพันธ์และการ ประเมินทางคณิตศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาทางการบริหาร ทฤษฎีกำรบริหำรงำนเชิงสถำนกำรณ์(The contingency approach) เป็นวิธีการศึกษาที่ให้ ความส าคัญกับการผสมผสานความคิดของทฤษฎีบริหารต่างๆ เข้าด้วยกัน การพัฒนาวิธีการศึกษานี้ได้รับ การกระตุ้นจากผู้บริหาร ที่ปรึกษา และนักวิจัยที่พยายามประยุกต์แนวคิดของทฤษฎีต่างๆ เข้ากับ สถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นจริงซึ่งมักจะพบว่าวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงในสถานการณ์หนึ่งอาจจะไม่มี ประสิทธิภาพภายในสถานการณ์อื่นก็ได้ตามแนวความคิดของวิธีการศึกษาที่ให้ความส าคัญกับสถานการณ์ หน้าที่ของผู้บริหารคือจะต้องชี้ให้เห็นว่าเทคนิคภายใต้สถานการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด และในเวลาใดเวลา หนึ่งจะให้ผลประโยชน์ดีที่สุดกับเป้าหมายของฝ่ายบริหาร การบริหารเชิงสถานการณ์เมื่อปรับรูปแบบเข้ามา ใช้กับการบริหารงานในองค์การต่างๆ แล้วจะท าให้องค์การแต่ละองค์การสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ได้มากที่สุดโดยการปรับรูปแบบการจัดการ และการบริหารในแต่ละองค์การตามความเหมาะสมอันเป็นการ ท าให้องค์การนั้นสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวไปสู่ประสิทธิผลที่เกิดขึ้นมาจาก องค์การ สรุปได้ว่า การศึกษาทฤษฎีการบริหารจัดการ ได้แก่ 1) ทฤษฎีเชิงระบบ ที่มีปฏิสัมพันธ์กันและต่อ สภาพแวดล้อม คือระบบองค์การจะรับปัจจัยน าเข้าในรูป ทรัพยากร ข่าวสาร พลังงาน วัตถุดิบจาก สิ่งแวดล้อมภายนอกผ่านกระบวนการบริหารงานในองค์การและส่งผลผลิตออกมาได้แก่ สินค้า บริการให้แก่ สังคมภายนอก และเป็นข้อมูลป้อนกลับในการปรับปรุงปัจจัยน าเข้า 2) ทฤษฎีการบริหารเชิงปริมาณ จะ มุ่งเน้นถึงผลผลิตโดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยใช้คณิตศาสตร์วิธีทางสถิติซึ่งจะช่วยให้คิดหา วิธีการเพิ่มประสิทธิผลองค์การ และ 3) ทฤษฎีการบริหารเชิงสถานการณ์ผู้บริหาร จะวิเคราะห์สถานการณ์ ขององค์การแล้วตัดสินใจ ว่าควรใช้เทคนิคใดในการจัดการซึ่งมักหาทางเลือกในการสร้างสิ่งแวดล้อมและ เงื่อนไขในการท างาน การก าหนดแผนยุทธศาสตร์การออกแบบองค์การ และความเป็นผู้น า ผู้บริหาร สามารถน าทฤษฎีการบริหารจัดการเหล่านี้ไปใช้ในองค์การเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
67 ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior model) เป็นการศึกษาถึงมูลเหตุจูงใจที่ท าให้ เกิดการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเกิดสิ่งกระตุ้น (Stimulus) ที่ท าให้เกิด ความต้องการ สิ่งกระตุ้นผ่านเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ (Buyer’s black box) ซึ่ง เปรียบเสมือนกล่องด าซึ่งผู้ผลิตหรือผู้ขายไม่สามารถคาดคะเนได้ความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อจะได้รับอิทธิพล จากลักษณะต่างๆ ของผู้ซื้อ และจะมีการตอบสนองของผู้ซื้อ (Buyer’s response) หรือ การตัดสินใจของผู้ ซื้อ (Buyer’s purchase decision) ดังภาพที่ 6 สิ่งกระตุ้นภำยนอก (Stimulus=S) สิ่งกระตุ้นทำงกำรตลำด (Marketing stimuli) สิ่งกระตุ้นอื่นๆ (Other stimuli) - ผลิตภัณฑ์ - ราคา - การจัดจ าหน่าย - การส่งเสริมการตลาด - เศรษฐกิจ - เทคโนโลยี - การเมือง - วัฒนธรรม ฯลฯ ภำพที่7 รูปแบบพฤติกรรมผู้ซื้อ (ผู้บริโภค) ที่มำ : ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. 2541. จุดเริ่มต้นของโมเดลนี้อยู่ที่สิ่งกระตุ้น (Stimulus) ให้เกิดความต้องการก่อน แล้วท าให้เกิดการ ตอบสนอง (Response) ดังนั้นโมเดลนี้จึงอาจเรียกว่า S-R theory โดยมีรายละเอียดของทฤษฎีดังนี้ 1. สิ่งกระตุ้น (Stimulus) สิ่งกระตุ้นอาจเกิดขึ้นเองจากภายในร่างกาย (Inside stimulus) และ สิ่งกระตุ้นภายนอก (Outside stimulus) นักการตลาดจะต้องสนใจและจัดสิ่งกระตุ้นภายนอก เพื่อให้ ผู้บริโภคเกิดความต้องการผลิตภัณฑ์สิ่งกระตุ้นถือว่าเป็นเหตุจูงใจให้เกิดการซื้อสินค้า (Buying motive) ซึ่งอาจใช้เหตุจูงใจซื้อด้านเหตุผล และใช้เหตุจูงใจให้ซื้อด้านจิตวิทยา (อารมณ์) ก็ได้สิ่งกระตุ้นภายนอกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.1 สิ่งกระตุ้นทางการตลาด (Marketing stimulus) เป็นสิ่งกระตุ้นที่นักการตลาด สามารถควบคุม และต้องจัดให้มีขึ้น เป็นสิ่งกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับส่วนประสมทางการตลาด (Marketing mix) ประกอบด้วย 1.1.1 สิ่งกระตุ้นด้านผลิตภัณฑ์(Product) เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงามเพื่อ กระตุ้นความต้องการ ขั้นตอนกำรตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer’s decision process) การรับรู้ปัญหา การค้นหาข้อมูล การประเมินผลทางเลือก การตัดสินใจซื้อ พฤติกรรมภายหลังการซื้อ ลักษณะของผู้ซื้อ (Buyer’s characteristic) ปัจจัยด้านวัฒนธรรม ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านจิตวิทยา Buyer’s black box กล่องด าหรือ ความรู้สึกนึกคิด ของผู้ซื้อ (Buyer’s Characteristic) กำรตอบสนองของผู้ ซื้อ (Response=R) การเลือกผลิตภัณฑ์ การเลือกราคา การเลือกผู้ขาย เวลาในการซื้อ ปริมาณการซื้อ
68 1.1.2 สิ่งกระตุ้นด้านราคา (Price) เช่น การก าหนดราคาสินค้าให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์โดยพิจารณาลูกค้าเป้าหมาย 1.1.3 สิ่งกระตุ้นด้านการจัดช่องทางการจ าหน่าย (Distribution หรือ Place) เช่น จัดผลิตภัณฑ์ให้ทั่วถึงเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้บริโภคถือว่าเป็นการกระตุ้นความต้องการซื้อ 1.1.4 สิ่งกระตุ้นด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) เช่น การโฆษณา สม่ าเสมอ การใช้ความพยายามของพนักงานขาย การลด แลก แจก แถม การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ บุคคลทั่วไป เหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งกระตุ้นความต้องการซื้อ 1.2 สิ่งกระตุ้นอื่นๆ (Other stimulus) เป็นสิ่งกระตุ้นความต้องการผู้บริโภคที่อยู่ภายนอก องค์การ ซึ่งบริษัทควบคุมไม่ได้สิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้แก่ 1.2.1 สิ่งกระตุ้นทางเศรษฐกิจ (Economic) เช่น ภาวะเศรษฐกิจ รายได้ของ ผู้บริโภคเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความต้องการของบุคคล 1.2.2 สิ่งกระตุ้นทางเทคโนโลยี(Technological) เช่น เทคโนโลยีใหม่ ด้านฝากถอนเงิน อัตโนมัติสามารถกระตุ้นความต้องการให้ใช้บริการของธนาคารมากขึ้น 1.2.3 สิ่งกระตุ้นทางกฎหมายและการเมือง (Law and political) เช่น กฎหมาย เพิ่ม หรือ ลดภาษีสินค้าใดสินค้าหนึ่ง จะมีอิทธิพลต่อการเพิ่มหรือลดความต้องการของผู้ซื้อ 1.2.4 สิ่งกระตุ้นทางวัฒนธรรม (Cultural) เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยใน เทศกาลต่างๆ จะมีผลกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อสินค้าในเทศกาลนั้น 2. ลักษณะของผู้ซื้อ (Buyer characteristics) ลักษณะของผู้ซื้อมีอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ คือ 2.1 ปัจจัยด้านวัฒนธรรม (Cultural factor) เป็นสัญลักษณ์และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โดย เป็นที่ยอมรับจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่งโดยเป็นตัวก าหนด และควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมหนึ่ง 2.2 ปัจจัยด้านสังคม (Social factors) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจ าวันและมี อิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ กลุ่มอ้างอิงจะมีอิทธิพลต่อบุคคลในกลุ่มทางด้านค่านิยม (Value) การเลือก พฤติกรรม (Behavior) และการด ารงชีวิต (Life style) รวมทั้ง ทัศนคติ(Attitude) และแนวคิดของบุคคล เนื่องจากบุคคลต้องการให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม 2.3 ปัจจัยส่วนบุคคล (Personal factors) การตัดสินใจของผู้ซื้อได้รับอิทธิพลจากลักษณะ ส่วนบุคคลของคนด้านต่างๆ ประกอบด้วย อายุวงจรชีวิต อาชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และ ค่านิยม 2.4 ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา (Psychological factor) การเลือกซื้อของบุคคลได้รับอิทธิพล จากปัจจัยซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายในตัวผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อและการใช้สินค้า ปัจจัย ภายในประกอบด้วย การจูงใจ การรับรู้การเรียนรู้ความเชื่อถือ ทัศนคติและบุคลิกภาพ 3. กระบวนกำรตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer decision process) เป็นล าดับขั้นตอนในการ ตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยประกอบด้วยขั้นตอน คือ การรับรู้ความต้องการ (ปัญหาการค้นหาข้อมูล การ ประเมินผลทางเลือก การตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมภายหลังการซื้อ)
69 ภำพที่8 กระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ ที่มำ : พิมพ์ศิริมณีผ่อง. 2544; อ้างอิงจาก Kotler. 2000. Marketing Management. 4. กำรตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer’s decision) การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ผู้บริโภคจะมีการ ตัดสินใจในประเด็นต่างๆ คือ 1) การเลือกผลิตภัณฑ์(Product choice) 2) การเลือกตราสินค้า (Brand choice) 3) การเลือกผู้ขาย (Dealer choice) 4) การเลือกเวลาในการซื้อ (Purchase timing) และ 5) การ เลือกปริมาณการซื้อ (Purchase amount) 5. ควำมรู้สึกภำยหลังกำรซื้อ (Post purchase feeling) หลังจากการซื้อและทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์ไปแล้วผู้บริโภคจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับความพอใจหรือไม่พอใจผลิตภัณฑ์ซึ่งนักการตลาด จะต้องพยายามทราบถึงระดับความพอใจของผู้บริโภคภายหลังการซื้อ (พิมพ์ศิริมณีผ่อง. 2544; อ้างอิง จาก Kotler. 2000. Marketing Management.) สรุปได้ว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคจะประกอบไปด้วย สิ่งกระตุ้นที่ท าให้เกิดความต้องการ แล้วท าให้เกิดการตอบสนอง และลักษณะของผู้ซื้อซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้คือ ปัจจัยด้าน วัฒนธรรม ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านจิตวิทยา ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมผู้ซื้อ (ผู้บริโภค) ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ได้แก่ สิ่งกระตุ้น (Stimulus) ลักษณะของผู้ซื้อ (Buyer characteristics) กระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer decision process) การตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer’s decision) และ ความรู้สึกภายหลังการซื้อ (Post purchase feeling) 2.11 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง อิสสราพร อ่อนบุญ. (2559). ได้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างระบบการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มี ความสามารถในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุสู่การจัดสวัสดิการ สังคมในประชาคมอาเซียน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุประเด็นการสร้างระบบการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ต่อการก าหนดแนวทางการสร้างระบบการพัฒนาผู้สูงอายุการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้สูงอายุได้เข้าไปมี ส่วนร่วมกับชุมชนในการแสดงความคิดเห็น หรือร่วมบริหารชุมชนในด้านต่างๆ รวมทั้งเข้าไปท ากิจกรรม ภายในชุมชน ทั้งกิจกรรมดูแลสุขภาพ การออกก าลังกาย และการรับประทานอาหารร่วมกันในชุมชนของ ผู้สูงอายุ โดยกิจกรรมเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมตามความสมัครใจ เป็นต้น ในส่วน ของกลุ่มผู้น าท้องถิ่น/ผู้น าชุมชน/ผู้ดูแลรับผิดชอบในส่วนผู้สูงอายุ การรับปัญหา การประเมิน ทางเลือก การค้นหาข้อมูล การตัดสินใจซื้อ พฟติกรรมภายหลังการซื้อ
70 ความต้องการของชุมชนผู้สูงอายุมีความต้องการหลักในเรื่องของสุขภาพโดยอยากให้มีการตรวจ บ่อยขึ้น ตรวจมากกว่าเดือนละครั้งรวมถึงการท าความสะอาดในชุมชน หมู่บ้านและท้องถิ่นของตนเอง และ ในส่วนของกลุ่มผู้น าท้องถิ่น/ผู้น าชุมชน/ผู้ดูแลรับผิดชอบในส่วนผู้สูงอายุนั้นได้มีการพูดคุย ประชุม ปรึกษาหารือร่วมกันกับผู้สูงอายุ และถามถึงความต้องการของผู้สูงอายุอยู่เป็นประจ า รวมทั้งส่งเสริมให้ ผู้สูงอายุร่วมเป็นคณะกรรมการโรงเรียนสร้างสุขผู้สูงวัย ภูมิวัฒน์พรวนสุข. (2558). ได้ศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตจังหวัดแพร่ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมากด้านที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ ด้านสุขภาพอนามัย รองลงมา คือ ด้านการเงินและ การงาน ด้านสังคมและด้านครอบครัว แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พบว่า ด้านสุขภาพอนามัย ควรมีกลไกในการน าแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพอนามัยไปปฏิบัติได้จริงและสอดคล้องต่อความต้องการ ของผู้สูงอายุด้านสังคม ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบผู้สูงอายุจัด อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุด้านครอบครัว ควรจัดปรับปรุงที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสมและ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินต่อการด ารงชีวิต ด้านการเงินและการงานควรส่งเสริมการฝึกอาชีพและจัดหา งานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุตามความถนัด พงศ์ปณต ใจยา. (2562). ได้ศึกษาเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมขององค์กร ธุรกิจ (CSV) ที่มีต่อภาพลักษณ์ชื่อเสียงและการยอมรับของชุมชนในเขตพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ผล การศึกษาพบว่า 1) ผู้ให้ข้อมูลหลักเกี่ยวกับการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมขององค์กรธุรกิจ คือ การด าเนินงานด้าน การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมขององค์กรธุรกิจ (CSV) คือ 1.1) หลักการด าเนินงานการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม 1.1.1) ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของชุมชน 1.1.2) ด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ 1.1.3) ด้านการสร้างขีดความสามารถและพัฒนาแก่สังคมและชุมชนโดยรอบ 1.2) กิจกรรมการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม เกณฑ์ในการวัดผลการปฏิบัติงานด้านการสร้าง คุณค่าร่วมกับสังคมขององค์กรธุรกิจ และเกณฑ์การวัดผลตามด้านกิจกรรม 2) ผลการวิเคราะห์การสร้างคุณค่าร่วมทางสังคมธุรกิจ (CSV) ส่งผลต่อภาพลักษณ์ชื่อเสียงการ ยอมรับของชุมชน ที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยพบว่า กิจกรรมด้านการสร้างคุณค่าร่วมกับ สังคมขององค์กร คือ กิจกรรมด้านการมีส่วนร่วมและรักษาอัตลักษณ์กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและความ ปลอดภัยเพื่อชุมชน กิจกรรมด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจและการจ้างงานแก่ชุมชน กิจกรรมด้านการดูแล สุขภาพ สุขอนามัยมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ชื่อเสียงการยอมรับของชุมชน โดยมีค่าเท่ากับ 0.000 และยัง พบว่า กิจกรรมด้านการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนนั้น ไม่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ชื่อเสียง การยอมรับ ของชุมชนอย่างยั่งยืน สร้างโอกาสทางธุรกิจและความยั่งยืนของธุรกิจต่อไป และมีข้อค้นพบว่า แนวทางการ สร้างคุณค่าร่วมสังคมขององค์กรธุรกิจ 4 ขั้นตอน คือ 1) ส ารวจและวิเคราะห์ความต้องการ ความคาดหวัง ของชุมชนโดยกลุ่ม ปตท., คาดหวังจากชุนชนรายโครงการ, คาดหวังของชุมชน, คาดหวังของ 3rd Party 2) การจัดท าเสนอแผนกิจกรรม งบประมาณ ติดตามและประเมินผล ทวนสอบผลประเมินภาพลักษณ์ชื่อเสียง แต่การยอมรับจากสังคมชุมชนที่ผ่านมา 3) ก าหนดกลยุทธ์การมีส่วนได้ส่วนต่อชุมชน และกลยุทธ์
71 สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยผ่านการจัดท ากิจกรรม 4) ก าหนดนโยบายและกลยุทธ์การสร้างคุณค่าร่วม ทางสังคมของธุรกิจให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชยกร แสงกล้า. (2555). ได้ศึกษาแนวทางพัฒนาการปฏิบัติตามบทบาทการส่งเสริมเศรษฐกิจ ชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของผู้น าท้องถิ่นในอ าเภอคลองลาน จังหวัดก าแพงเพชร ผล การศึกษาพบว่า 1. สภาพการปฏิบัติตามบทบาทการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ของผู้น าท้องถิ่นในอ าเภอคลองลาน จังหวัดก าแพงเพชร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. ปัญหา การปฏิบัติตามบทบาทการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของผู้น าท้องถิ่นใน อ าเภอคลองลาน จังหวัดก าแพงเพชร โดยภาพรวม อยู่ในระดับน้อย 3. แนวทางพัฒนาการปฏิบัติตาม บทบาทการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผู้น าควรสร้างจิตส านึกในการพึ่งพา ตนเองของคนในชุมชนพึ่งตนเองก่อนพึ่งคนอื่น มีขับเคลื่อนสู่การรวมกลุ่มพึ่งพาซึ่งกันและกันในชุมชนและ ระหว่างชุมชน โดยพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนและเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน มีการใช้กิจกรรมเวที การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนา ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้การจัดการความรู้การ อาชีพ การออม และการบริหารจัดการเงินทุนชุมชน ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างพอประมาณ พอมีพอใช้คือพอดีไม่น้อยไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ยึดถือความมีเหตุผล ปรีดารัตน์ รัตนาคม. (2554). ได้ศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูป และบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพชุมชน ผลการศึกษาพบว่า 1. ด้านแปรรูปทรง สบู่สมุนไพรแปรรูปทาง กลุ่มได้ส่งรูปทรงใหม่ส าหรับสบู่สมุนไพรแปรรูป ซึ่งเป็นรูปทรงใหม่ส าหรับกลุ่ม โดยมีรูปทรงที่ได้จาก แนวคิดการออกแบบรูปทรงเรขาคณิต และรูปทรงจากธรรมชาติ ในการออกแบบให้มีรูปทรงก้อนสบู่ สมุนไพรแปรรูป มีทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อให้ดึงดูดความสนใจแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อรวมทั้งสามารถน ามา เป็นของฝากได้อีกทางหนึ่ง2. ด้านรูปแบบบรรจุภัณฑ์ สบู่สมุนไพรแปรรูปทางกลุ่มได้รูปแบบใหม่ส าหรับ บรรจุภัณฑ์สบู่สมุนไพรแปรรูป เป็นรูปแบบใหม่ส าหรับกลุ่ม ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความเหมาะสมกับทางกลุ่ม โดยการออกแบบรูปแบบบรรจุภัณฑ์สบู่สมุนไพรแปรรูปในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบจาก 2 แนวคิด คือ รูปแบบบรรจุภัณฑ์สบู่สมุนไพรแปรรูปแบบชิ้นเดียว และรูปแบบบรรจุภัณฑ์สบู่สมุนไพรแปรรูปแบบชุด เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์สบู่สมุนไพรแปรรูปแบบชุด นั้นสามารถน าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของทางกลุ่มมาใส่ตามความเหมาะสมได้ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ทั้ง 2 แบบ ที่มีการ ออกแบบใหม่นี้ สามารถน าไปเป็นของฝากได้ พิริยาพร สุวรรณไตรย์. (2564). ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร พร้อมบริโภค: กรณีศึกษา บ้านผาสุก ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผลการศึกษาพบว่า การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรพร้อมบริโภค พบว่าเกิดกระบวนการจัดเก็บความรู้จาก ปราชญ์ชาวบ้าน กระบวนจัดการปฏิทินการปลูก การเก็บรักษาสมุนไพร กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับสรรพคุณของสมุนไพร การน าสมุนไพรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร การถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ และได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรกลุ่มสมุนไพรเมืองมุกดาหาร ผลการศึกษาสัมฤทธิผลของการเรียนรู้เรื่องผลิตภัณฑ์สมุนไพรพร้อมบริโภคจากการศึกษาพบว่าสัมฤทธิผล ของการเรียนรู้เรื่องผลิตภัณฑ์สมุนไพรพร้อมบริโภคมีสัมฤทธิผลทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิด เป็นร้อยละ 45.27และกลุ่มสมุนไพรผู้ร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการโครงการ อยู่ที่ ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.38
72 อารีกมล ต.ไชยสุวรรณ (2560) ได้ศึกษาการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกสมุนไพร ของกลุ่มเกษตรกรบ้านหนองสุวรรณ ต าบลบ้านกลาง อ าเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยท าการศึกษาข้อมูลจาก พืชสมุนไพร จ านวน 4 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ มะกรูด ที่เป็นสมุนไพรหลักที่โรงพยาบาล สองรับ ซื้อ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกสมุนไพรเพื่อส่งขายให้กับ ทางโรงพยาบาล สอง จ านวน 22 ครัวเรือน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ทฤษฎีทางการบัญชีและทาง เศรษฐศาสตร์ เพื่อ เปรียบเทียบผลการด าเนินงาน การวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีทางการบัญชี พบว่า เกษตรกร มีผลก าไรสุทธิ ทางการบัญชี เฉลี่ยเท่ากับ 2,708.76 บาทต่อครัวเรือนต่อปี มีอัตราก าไรส่วนเกินต่อยอดขายรวมเท่ากับ ร้อยละ 40.81 และมียอดขาย ณ จุดเสมอตัว เฉลี่ยเท่ากับ 1,473.39 บาทต่อครัวเรือนต่อปี การวิเคราะห์ โดยใช้ ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พบว่าเกษตรกร มีก าไรสุทธิเหนือต้นทุนเงินสด เท่ากับ 6,416.48 บาทต่อ ครัวเรือนต่อปี หรือมากกว่าก าไรสุทธิ ทางการบัญชี 2.37 เท่า จากผลตอบแทนทางการบัญชีและ ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ ท าให้ ทราบว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรต าบลบ้านกลาง อ าเภอสอง จังหวัดแพร่ มีรายได้รวมจาก การปลูกสมุนไพรเป็นอาชีพเสริมและรายได้หลักเพียงพอ มีค่าใช้จ่ายที่ สามารถประหยัดได้และ สามารถด ารงชีพอยู่ได้ นอกจากนี้ การท าความร่วมมือกันระหว่างโรงพยาบาลและ กลุ่มเกษตรกร จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการในห่วงโซ่อุปทานสมุนไพรได้อย่างยั่งยืน งานวิจัย ข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า การปลูกพืชสมุนไพรสามารถสร้างรายได้ในการด ารงชีวิต สู่การพัฒนาเป็นอาชีพ หลัก และอาชีพเสริมได้ในอนาคต ซึ่งน ามาประกอบการพิจารณาออกแบบแนวทางในการยกระดับรายได้ ของคนในชุมชนในการท าวิจัยในครั้งนี้ ไกรศรี ศรีทัพไทย (2563) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบธุรกิจสมุนไพรในจังหวัดสกลนคร เพื่อพัฒนา รูปแบบธุรกิจสมุนไพรในจังหวัดสกลนคร และพัฒนาแนวทาง การพัฒนาธุรกิจสมุนไพรในจังหวัดสกลนคร ที่สอดคล้องรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความส าคัญของ การพัฒนาสมุนไพรไทยซึ่ง เป็นภูมิปัญญาและทรัพยากรที่ส าคัญของประเทศ ภายใต้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพร ไทย พ.ศ. 2560 - 2564 เพื่อส่งเสริมและรักษาภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่เกี่ยวกับสมุนไพร ไทยแล้วยังมี เป้าหมายเพื่อพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์สมุนไพรไทยอย่างมีคุณภาพ เต็มประสิทธิภาพ และ ครบ วงจร ซึ่งจะส่งผลต่อ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของสมุนไพรไทย และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของ ไทย โดยศึกษาจากผู้ประกอบการเอกชนในจังหวัด สกลนคร ที่มีการด าเนินการธุรกิจไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็น การด าเนินธุรกิจ และการจัดการธุรกิจ สมุนไพรในจังหวัดสกลนคร ลักษณะของการประกอบธุรกิจสมุนไพร ที่ครบวงจรใช้แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก ตลอดจนการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบธุรกิจสมุนไพรในจังหวัดสกลนคร นั้น เป็นรูปแบบธุรกิจครอบครัว ใช้แรงงานคน ในชุมชน การรับซื้อวัตถุดิบสมุนไพรจากกลุ่มชาวบ้านที่มีการ ปลูกแบบผสมผสาน อินทรีย์ ในการจัดการโรงงานผลิต สมุนไพร ส่วนการพัฒนารูปแบบธุรกิจสมุนไพรใน จังหวัดสกลนคร ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่จะต้องไปส่งเสริม สนับสนุนการผลิตสมุนไพรให้ได้ตามมาตรฐานสากล และ การส่งเสริมการใช้สมุนไพรตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ส่งเสริมการท าการตลาดสมุนไพรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเป็นรูปแบบ การส่งเสริมพัฒนาธุรกิจสมุนไพรใน จังหวัดสกลนคร งานวิจัยข้างต้นนี้จะเห็นว่า รูปแบบการด าเนินงาน ธุรกิจ หรือการสนับสนุนจากหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องด้านสมุนไพรของจังหวัดสกลนคร ต้องพิจารณาปัจจัยต้นทาง ด้านการผลิตที่เป็นระบบครอบครัว ชุมชน ผ่านความร่วมมือในทุกช่วงอายุ กลุ่มคนเล็กคนน้อยในพื้นที่เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน
73 อัตถ์ อัจฉริยมนตรี (2559) น าเสนองานวิจัยเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแปลงสาธิตเพี่อผลิตพืชผัก พื้นบ้านปลอดสารพิษของกลุ่มเกษตรกรชุมชน ช่อแล อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นไปที่การสร้าง แปลงปลูกผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ เป้าหมายของงานวิจัยนี้ คือต้องการให้เกษตรกรมีสุขภาพดี สนับสนุน ให้คนในชุมชนได้เข้าถึงอาหารที่มีความปลอดภัยไม่มีสิ่งเจือปน ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหาร แห่งชาติ พ.ศ. 2551 และช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ชุมชน รวมถึงการน าองค์ความรู้ ด้านเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปที่สะอาดปลอดภัยมาใช้งาน ซึ่งมีกระบวนการบริหารงานวิจัย อาธิ ประชุมทีมผู้วิจัย จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการดินปลูก การจัดท าปุ๋ยชีวภาพ และการจัดการศัตรูพืช วางแผนการปลูกและการเก็บข้อมูลผลผลิต มีวิธีการด าเนินงานวิจัยดังนี้ 1) คัดเลือกคนในชุมชนเป็นผู้ร่วม ท าวิจัยจ านวน 26 คน ส าหรับท าแปลงปลูกสาธิต 2) จัดท าแปลงสาธิตที่มีขนาด 100 ตารางเมตร แยกปลูก พืช 8 ชนิด ได้แก่ ต้นแคบ้าน ต้นมะเขือเปราะ ต้นผักเชียงดา ต้นโหระพา ต้นกะเพรา ต้นผักหวานบ้าน ต้น ผักไผ่ และ ต้นผักคาวตอง ชนิดละ 10 ต้น ในพื้นที่แปลงปลูกทุก 10 ตารางเมตร 3) วัดประสิทธิภาพจาก ผลผลิตในปี พ.ศ.2558 เฉลี่ยทั้ง 26 คน พบว่า 300.15 340.72 60.85 50.25 60.22 30.56 30.07 และ 10.86 กิโลกรัม ต่อแปลง (10 ตารางเมตร) ตามล าดับ และในปี พ.ศ.2559 เฉลี่ยทั้ง 26 คน 540.27 220.48 70.00 60.97 40.72 20. 43 20.21 และ 10.02 กิโลกรัม ตามล าดับ เนื่องจากพืชพักมีการ เจริญเติบโตขึ้น ส่วนผลการประเมินความพึงพอใจ คือ 4.18 อยู่ในระดับดี ทีปประพิน สุขเขียว และคณะ. (2562) การศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุโดยบูรณา การวิถีการด าเนินชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพึ่งพาตนเองและพัฒนาชุมชน ต าบลวังผาง อ าเภอ เวียงหนองล่อง จังหวัดล าพูน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ของผู้สูงอายุกระบวนการขับเคลื่อน แผนงาน วิธีการของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุ รวมทั้งศึกษาและ ทดลองรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยบูรณาการวิถีการด าเนินชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นต าบลวังผางอ าเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดล าพูน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุในต าบล วังผาง 11 หมู่บ้านจ านวน 150 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์“ภูมิปัญญาท้องถิ่นผู้สูงอายุ ต าบลวังผาง”เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุในต าบลวังผาง ร้อยละ 80เป็นผู้สูงอายุที่ยังสามารถท างานและมีรายได้ อาชีพของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ 3 อันดับแรก คือ การรับจ้างแกะล าไย ค้าขาย เกษตรกร ร้อยละ82 ช่วยตัวเอง ได้ดีสามารถด าเนินชีวิตในสังคมได้โดยอิสระรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุโดยบูรณาการวิถีการ ด าเนินชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบไปด้วยขั้นตอนที่ 1 ประเมินการรับรู้ศักยภาพของตนเอง มีการ ทบทวนความรู้และประสบการณ์เดิม การรับรู้ความรู้ความสามารถของผู้สูงอายุขั้นตอนที่ 2 การฝึก ปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการด าเนินชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งให้ผู้สูงอายุมีที่มีความรู้และ มีความสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่กลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน โดยใช้กิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาของ ผู้สูงอายุโดยมีเป้าหมายการถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลัง และขั้นตอนที่ 3 พัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุต าบลวัง ผาง อ าเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดล าพูน ให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยบูรณาการวิถีการด าเนิน ชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องโดยการแนะน าให้มีการผสานแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพให้ เข้ากับวิถีการด าเนินชีวิตประจ าวัน ข้อเสนอแนะ ควรมีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดภูมิปัญญาอย่างสม่ าเสมอ โดยอาจจะมีการหมุนเวียน กันเป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา ท ากิจกรรมในแต่ละเดือน ซึ่งควรจะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโรงเรียน
74 ผู้สูงอายุ ให้ทางเทศบาลฯ เป็นพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรม โดยมีแกนน าที่ส าคัญคือ สมาชิกของโรงเรียน ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ควรสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่มีประเพณีหรือเทศกาลต่าง ๆ ด้วย ผู้สูงอายุต้องการให้มีโรงเรียน ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางในจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการถ่ายทอดภูมิปัญญา ฤทธิชัย แกมนาค และสุภัชชา พันเลิศพาณิชย์(2559) ศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมในการสร้าง เสริมสุขภาพผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุวัดหัวฝาย ต าบลสันกลาง อ าเภอพาน จังหวัดเชียงราย พบว่า ผู้สูงอายุต้องการมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง มีสถานที่ออกก าลังกายและท ากิจกรรมร่วมกันผู้สูงอายุต้องการความ เอาใจใส่จากครอบครัวและคนใกล้ชิดรวมทั้งหน่วยงานที่ดูแลทางด้านสุขภาพผู้สูงอายุต้องการมีรายได้เสริม จากการศึกษาท าให้ได้โครงการสร้างเสริมสุขภาพ 6 กิจกรรม คือ กิจกรรมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกิจกรรม ธรรมบ าบัด กิจกรรมข่วงผญา กิจกรรมออกก าลังกาย กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและกิจกรรมอาชีพเสริมและ ได้โครงการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพการศึกษาของผู้สูงวัยด้วยภูมิปัญญาไทยพื้นบ้านแห่งล้านนา เยาวลักษณ์วงษ์ประภารัตน์(2554) ศึกษาระบบการเสริมสร้างสุขภาวะสู่แนวทางการพัฒนาของ กลุ่มผู้สูงอายุ บ้านสันทรายหลวง อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยท าการศึกษาในผู้สูงอายุที่เข้าร่วม ชมรมออกก าลังไท้จี๋ชี่กง ทีมผู้วิจัยมีการสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ มีการจัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มสมาชิกหลายครั้ง จัดประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับการศึกษาภาคสนาม จัดเวทีตรวจ สุขภาพเบื้องต้น สัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อถอดบทเรียนการท ากิจกรรมที่ผ่านมาพบว่า ด้านสุขภาพโดยรวมของ ผู้สูงอายุแข็งแรง ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจในการสร้างเสริมสุขภาพ ระดับพฤติกรรมสุขภาพพบว่า ผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยด้านการออกก าลังกาย 3.327 ด้านการปฏิบัติตนในภาวะเจ็บป่วย 3.319 และด้านการ จัดการความเครียด 2.822 พฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ซึ่งการเสริมสร้างสุขภาวะเป็นส่วน หนึ่งของการส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุ ถนอมศักดิ์บุญสู่ (2552) ศึกษาวิจัยเรื่องรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในการสร้างคุณค่า ให้กับตนเองและชุมชน บ้านดอนกลางใต้ต าบลธาตุอ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานีโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและศักยภาพของผู้สูงอายุค้นหารูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพผู้สูงอายุใน การสร้างคุณค่าให้กับตนเอง และชุมชน และแสวงหาความร่วมมือของชุมชนในการดูแลและสร้างเสริม ศักยภาพของผู้สูงอายุ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ระยะเวลา ท าการศึกษา 1 ปี3 เดือน ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านผู้สูงอายุทั้งคนในและคนนอกชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีปัญหาหรือความทุกข์2 ประการ คือ ความทุกข์จากลูกหลาน รองลงมาคือปัญหาเกี่ยวกับตนเอง ส าหรับจ านวนผู้สูงอายุที่มีศักยภาพที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับตนเองและชุมชน แบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบายศรีสู่ขวัญ กลุ่มดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยกลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มศิลปวัฒนธรรม กลุ่มช่าง และการจักสาน กลุ่มตัวอย่างด้านการครองตน และกลุ่มตัวอย่างด้านความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ส าหรับ รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในการสร้างคุณค่าให้กับตนเองและชุมชนที่ได้มีการก าหนดร่วมกัน ได้แก่ รูปแบบการหางบประมาณด าเนินการเกี่ยวกับการเยี่ยมผู้สูงอายุ รูปแบบการจัดงานแสดงศักยภาพ ผู้สูงอายุรูปแบบการจัดทีมดูแลผู้สูงอายุและรูปแบบการจัดท าท าเนียบรายชื่อผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ เพื่อให้ ผู้สูงอายุได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาให้กับนักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจทั่วไป เบญจวรรณ สีสด (2552) ศึกษาแนวทางการพัฒนาผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วม ต าบลป่าสัก อ าเภอ เมือง จังหวัดล าพูน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุตระหนัก ถึงความส าคัญของการพัฒนาชุมชน เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสังเกตควบคู่กับการสัมภาษณ์ประชุมกลุ่มย่อย แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นระดับบุคคลอย่างไม่เป็นทางการรวมทั้งศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่มี
75 ความสอดคล้องกับเรื่องที่วิจัย กลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุคณะท างานวิจัยในพื้นที่ ผู้น าชุมชน เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน องค์กรในพื้นที่ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมช่วยส่งเสริมให้ ผู้สูงอายุตระหนักถึงความส าคัญของการพัฒนาตนเองและชุมชน คณะท างานวิจัยซึ่งเป็นคนในพื้นที่ได้ รวบรวมภูมิปัญญาผู้สูงอายุจาก 18 หมู่บ้าน ส่วนในการพัฒนาผู้สูงอายุนั้นได้เกิดเป็นโครงการถ่ายทอดภูมิ ปัญญาแก่ลูกหลานในโรงเรียนทั้ง 4 แห่งของต าบลป่าสักและมีการรวมตัวกันของผู้สูงอายุในการด าเนินการ เป็นคณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุและมีการฟื้นฟูกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ สุภรัชต์อินทรเทพ, สุวารีย์ศรีปูณะ และผมหอม เชิดโกทา. (2560). ศึกษาเกี่ยวกับสภาพปัญหา และแนวทางพัฒนาการถ่ายทอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการด ารงชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในชุมชน จังหวัดสระแก้ว มีวัตถุประสงค์จัดท าขึ้นเพื่อศึกษาสภาพปัญหาการถ่ายทอดภูมิปัญญาและ แนวทางพัฒนาการถ่ายทอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการด ารงชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน ชุมชน จังหวัดสระแก้ว โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และการจัดสนทนากลุ่มจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลส าคัญ รวม 18 คน ได้แก่ หมอยาพื้นบ้าน อ าเภอละ 1 คน รวม 9 คน และผู้ท าผลิตภัณฑ์สมุนไพรจ าหน่าย อ าเภอ ละ 1 คน รวม 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่ามี ปัญหาการถ่ายทอด คือ ปราชญ์ในชุมชนมุ่งถ่ายทอดให้เฉพาะคนในครอบครัวและญาติเท่านั้น ท าให้มี จ านวนผู้รู้ที่สามารถใช้สมุนไพรในชีวิตประจ าวันในชุมชนมีน้อย ไม่มีการบันทึกข้อมูลภูมิปัญญาไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร ขาดผู้น าและหน่วยงานสนับสนุนในการถ่ายทอด ส่วนคนรุ่นใหม่ไม่นิยมสืบทอดภูมิปัญญาการ อนุรักษ์และการใช้สมุนไพร วิธีการถ่ายทอดของปราชญ์ใช้การบอกเล่าและฝึกปฏิบัติขาดความเป็นระบบ ส่งผลให้พืชสมุนไพรในป่าและในสวนรอบบ้านลดลงเป็นการเสียสมดุลของทรัพยากรชีวภาพ แนวทาง พัฒนาการถ่ายทอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน ควรรณรงค์ให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาโดยการดูแล รักษาฟื้นฟูป่าที่เป็นแหล่งสมุนไพร และขยายพันธุ์ปลูกเพิ่มในพื้นที่สวนครัวรอบบ้านเพื่อสะดวกแก่การใช้ ประโยชน์และสร้างสิ่งแวดล้อมที่สวยงามให้แก่ชุมชน ควรปรับปรุงรูปแบบการถ่ายทอดภูมิปัญญาการใช้ สมุนไพรพื้นบ้านให้เป็นระบบ โดยให้มีสาระในการถ่ายทอดที่ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ และการแปรรูปทั้งเพื่อเป็นอาหารเป็นยา ผู้ถ่ายทอดหลักควรเป็นปราชญ์โดยมีนักวิชาการเสริมและ สนับสนุนโดยผู้น าชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระบวนการถ่ายทอดควรมี3 ขั้นตอน ได้แก่การ ให้ความรู้การสร้างเจตคติและการฝึกทักษะ โดยใช้วิธีการถ่ายทอดที่หลากหลาย เช่น การบรรยาย การใช้ สื่อ การวิเคราะห์ศึกษาจากกรณีตัวอย่างและการฝึกปฏิบัติควรสร้างสื่อวีดีทัศน์ที่ใช้ในการถ่ายทอดเป็น คู่มือความรู้พืชสมุนไพร ผู้รับการถ่ายทอดต้องสมัครใจและมุ่งเพื่อให้เกิดความรู้และเจตคติที่ดีต่อการ อนุรักษ์และใช้สมุนไพรเพื่อการด ารงชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างจริงจัง อรุณ ลีทอง (2554) ศึกษารูปแบบการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้ทางแพทย์แผน ปัจจุบันในการดูแลสุขภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัยได้แก่ ผู้สูงอายุผู้ป่วยเรื้อรัง ญาติผู้ดูแล เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข หมอพื้นบ้าน ในหมู่ 5 ต าบลเชียงยืน อ าเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จากการศึกษาได้ พัฒนาโครงการเพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการดูแลสุขภาพของชุมชน ผู้สูงอายุผู้ป่วยเรื้อรัง ได้แก่ โครงการศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ โครงการต าหรับ อาหารพื้นบ้านส่งเสริมสุขภาพ โครงการส่งเสริมการใช้สมุนไพรในครัวเรือนและโครงการสวนสมุนไพร อรุณศักดิ์ปัญญายืน และคณะ.(2562). โครงการการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมของ เครือข่ายในพื้นที่ต าบลร่องเคาะ ต าบลปงเตา ต าบลแม่ปุและต าบลชมพูจังหวัดลาปาง โดยมีการก าหนด กรอบการศึกษาศักยภาพไว้5 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพ ด้านสังคม
76 ด้านศิลปวัฒนธรรม/ความเชื่อ และ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งหมด 3 ข้อ คือ 1) เพื่อค้นหาทุน และศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่เป้าหมาย 4 ต าบล 2) เพื่อวิเคราะห์ระบบการพัฒนาศักยภาพและ สวัสดิการของผู้สูงอายุที่เป็นอยู่ของ 4 ต าบล และ 3) เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ ศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในด้านต่างๆอย่างเหมาะสม ทีมวิจัยได้ดาเนินงานแล้วเสร็จสมบูรณ์จึงขอสรุป ผลการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1.1 เพื่อค้นหาทุนและศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่เป้าหมาย 4 ต าบล จากการศึกษาทุนและศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่เป้าหมายทั้ง 4 ต าบล พบทั้งความ เหมือนกันและความแตกต่างกัน ทั้ง 5 ด้าน สรุปได้ดังต่อไปนี้ ด้านสุขภาพ พบว่าผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล มีสภาวะการมองเห็นและการได้ยินเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผู้สูงอายุบางส่วนมีภาวะความพิการร่วมด้วย โดยอยู่ในภาวะความพิการด้านการเคลื่อนไหว ในส่วนของการ ดูแลสุขภาพพบว่าผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัวเป็นหลักทั้งการน าส่ง รักษาพยาบาลและการปรนนิบัติดูแลหลังการเข้ารับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ได้มีการศึกษาผู้สูงอายุ ต้นแบบในแต่ละต าบล ที่มีแนวคิดและการปฏิบัติตนที่ดีในการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง เพื่อเป็นแบบอย่าง ให้กับลูกหลานและผู้สูงอายุคนอื่นๆในต าบลต่อไป ด้านเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพ พบว่า ผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล ส่วนใหญ่ได้รับการดูแลด้าน การเงินจากบุตรหรือบุคคลในครอบครัว และล าดับรองลงมาคือได้รับการดูแลด้านการเงินจากรัฐบาลใน รูปแบบของการได้รับสวัสดิการจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ด้านสังคม พบว่า ผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล ส่วนใหญ่ไม่ได้มีต าแหน่งหรือบทบาทหน้าที่ใดในหมู่บ้าน/ ชุมชน แต่ก็ยังคงเข้าร่วมงานในหมู่บ้าน/ชุมชนและให้ความส าคัญเข้าร่วมพิธีทางศาสนาเป็นประจ า ด้านศิลปวัฒนธรรม/ความเชื่อ พบว่า ผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล มีความรู้ความสามารถด้าน ศิลปวัฒนธรรม/ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาที่ดีงามไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้ ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล มีบ้านเรือนที่มีความมั่นคงแข็งแรง แต่ยังมีบางส่วนที่ ยังต้องการการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้สามารถอาศัยได้อย่างมั่นคง สาหรับสิ่งอ านวยความสะดวกและการ ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันของผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพ บ้านเรือนที่ยังไม่เอื้อต่อการด าเนินชีวิต โดยเฉพาะสภาพห้องน้ าที่ไม่มีความเหมาะสมกับผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล ที่ต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน 1.2 วิเคราะห์ระบบการพัฒนาศักยภาพและสวัสดิการของผู้สูงอายุที่เป็นอยู่ของ 4 ต าบล ระบบการพัฒนาศักยภาพและสวัสดิการของผู้สูงอายุของทั้ง 4 ต าบล พบว่ามีการพัฒนาศักยภาพ และสวัสดิการผู้สูงอายุผ่านนโยบายการส่งเสริมจากรัฐบาลมายังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในแต่ละต าบล ซึ่งหน่วยงานหลักๆได้แก่ เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพสต.) การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งการด าเนินงานจะเน้นการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนในชุมชน เช่น วัด โรงเรียน สถานีต ารวจ ผู้น าท้องถิ่น โดยมีรูปแบบการจัดสวัสดิการที่คล้ายคลึงกัน คือ กองทุนออมวันละ บาท กองทุนหมู่บ้าน โรงเรียนผู้สูงอายุและชมรมต่างๆที่จัดตั้งขึ้นในแต่ละต าบล เช่น ชมรมผู้สูงอายุซึ่งมี ทั้ง 4 ต าบล ชมรมน้อยหนาน ต าบลร่องเคาะ ฯลฯ ผลการด าเนินงานการพัฒนาศักยภาพและสวัสดิการของผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล ส่วนใหญ่ประสบ ความส าเร็จในระดับดีเพราะบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ให้ความส าคัญกับผู้สูงอายุเพราะ เห็นความส าคัญและเห็นคุณค่าที่มีในตัวผู้สูงอายุและการด าเนินงานได้รับความร่วมมือจากผู้สูงอายุแต่ละ
77 ต าบลในระดับดีแต่ก็พบว่าการด าเนินงานในบางแห่งยังมีจุดอ่อนในบางด้านที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เช่น การบริหารจัดการชมรม การพัฒนากิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุการประชาสัมพันธ์ เป็นต้น 1.3 แนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในด้านต่างๆอย่างเหมาะสม ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่ได้จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้พบว่า ความต้องการการหนุนเสริมจากหน่วยงาน ภาครัฐ ของผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล ต้องการให้หนุนเสริมด้านการส่งเสริมอาชีพและการสร้างรายได้ให้กับ ผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุทั้ง 4 ต าบล มองว่าตนเองยังมีความสามารถและมีศักยภาพเพียงพอต่อการ ประกอบอาชีพ และหารายได้ดูแลตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความส าคัญมากขึ้นในการเข้า มามีบทบาทในสังคม เนื่องจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่มีอยู่ในตัวผู้สูงอายุยังสามารถถ่ายทอดและเรียนรู้ เพื่อนาไปใช้ในการพัฒนาและด าเนินชีวิตได้ ภุชงค์เสนานุช (2559) ศึกษาการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมส าหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอก ระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ าทางสังคม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการ วิจัยเชิงคุณภาพ มีพื้นที่ในการศึกษา 4 จังหวัด ได้แก่ ล าปาง ขอนแก่น สงขลา และสมุทรปราการ ผล การศึกษาเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีลูกจ้าง และไม่เคยอยู่ภายใต้ การคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคม มีรายได้ในครอบครัวไม่เพียงพอ มีโรคประจ าตัวโดยใช้สิทธิเบิกค่า รักษาพยาบาลผ่านสิทธิหลักประกันสุขภาพเป็นหลัก ส่วนใหญ่ท างานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 7 วัน เฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงได้รับค่าตอบแทนเป็นรายวัน ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบปัญหาสถานการณ์ความเหลื่อมล้ าในการ จัดสวัสดิการสังคมในมิติทางเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือมิติสวัสดิการสังคม และมิติศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ตามล าดับ จากข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพสามารถนามาพัฒนาแบบจ าลองระบบสวัสดิการ สังคมส าหรับผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ โดยมีเป้าหมายของการจัดระบบสวัสดิการสังคมที่ต้องมุ่งเน้น ให้ผู้สูงอายุมีรายได้มีเงินออม เข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และได้รับการยอมรับจากคนในสังคม และให้ หุ้นส่วนทางสังคมในท้องถิ่น 4 องค์กรหลัก เข้ามามีส่วนในการจัดสวัสดิการ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ภาคเอกชนหรือ องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน และครอบครัว โดยต้องจัดให้มีระบบการด าเนินงาน 6 ระบบ กล่าวคือ ระบบการส่งเสริมอาชีพ ระบบการสร้างหลักประกันทางรายได้และระบบสุขภาพ ระบบ แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา ท้องถิ่น ระบบการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วม และระบบงานวิจัยท้องถิ่น เพื่อให้การด าเนินการบรรลุตามเป้าหมาย วนารัตน์กรอิสรานุกูล (2554) ศึกษาการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเพื่อการเดินและประกอบ กิจกรรมภายนอกอาคารของผู้สูงอายุในเขตเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัย สภาพแวดล้อมกายภาพที่มีต่อ ผู้สูงอายุทั้งในเชิงกายภาพและการรับรู้โดยเน้นการศึกษาผ่านมุมมองของ ผู้สูงอายุโดยตรงซึ่งจะท าให้ได้ข้อมูลและสภาพปัญหาที่เป็นจริงในบริบทของสังคมไทยอันน าไปสู่การ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและ สอดคล้องต่อความต้องการของผู้สูงอายุอย่างแท้จริงวิธีการศึกษาที่ใช้ ประกอบด้วยการส ารวจภาคสนาม การใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลด้านพฤติกรรมการเดิน การประกอบ กิจกรรมภายนอกอาคารและทัศนคติผู้สูงอายุในพื้นที่กรณีศึกษาในเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนคร จังหวัดนนทบุรีผลการศึกษา พบว่าพฤติกรรมการเดินของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพของ ประชากรกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินของผู้สูงอายุในเขต พบว่าปัจจัยที่ทาให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือมีความกลัวในการเดินที่ถูกเลือกมากที่สุดเป็น อันดับแรกได้แก่ความกลัวจากอุบัติเหตุจากจากรถมากที่สุด สภาพแวดล้อมถนนมีอิทธิพลต่อการเดินของ
78 ผู้สูงอายุสูงกว่า ด้านอื่นๆ และการมีสวนสาธารณะที่ใกล้บ้านเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการเดิน มากขึ้น การศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ชุมชนต่อความพึงพอใจในการเดินซึ่งเป็น กิจกรรมทางกายภายนอกอาคารที่ส าคัญของผู้สูงอายุพบว่ามี10 ปัจจัยได้แก่การมีต้นไม้การมีร่มเงา หรือ หลังคาปกคลุม การมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งถนน การมีหญ้าและพืชพรรณไม้ประดับ การมีวิว ธรรมชาติความ สะดวกสบายของทางเท้า (ความกว้างทางเดิน) พื้นผิวและวัสดุสีสันของทางเท้า การมีร้านค้าสองข้างถนน การมีวิวเป็นเมือง และการมีด้านหน้าอาคารที่สวยงาม การศึกษาอิทธิพลของปัจจัย ทั้ง 10 ปัจจัยด้วย วิธีการทดลองแบบเปรียบเทียบเป็นคู่ พบว่าอิทธิพลองค์ประกอบต่างๆ ในภาพที่มีผล ต่อความพึงพอใจ เส้นทางเดินอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติได้แก่ ทางเท้ามีสีสัน การมีต้นไม้การมีที่นั่ง (เครื่องประกอบถนน) ความสะดวกสบายของทางเดิน (ความกว้างทางเดิน) การมีร่มเงา และวิว นภเรณูสัจจรักษ์ธีระฐิติ(2557) ได้ศึกษาทิศทางและการพัฒนานโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ ผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยพบว่า กระบวนการที่ส าคัญต่อการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุใน ประเทศไทยประกอบด้วย กลไกการสนับสนุนของภาครัฐ นโยบายการจัดการเรียนรู้ของรัฐ การ ประชาสัมพันธ์การจัดการศึกษา และการบริหารทรัพยากร โดย ปัจจัยนาออกที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย การได้รับความรู้เพิ่มขึ้น การได้รับทักษะที่ จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต การสร้างความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ความรู้ที่จ าเป็นต่อการด ารงชีพตลอดจน การสร้างประสบการณ์ที่ดีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของตน การได้รับการ ยอมรับจากชุมชน การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้มีบทบาท ส าคัญที่ส าคัญในการจัดการเรียนรู้ตลอด ชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้น าท้องถิ่น ชมรมผู้สูงอายุและ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ดวงแก้ว ปัญญาภู และคณะ (2563) ศึกษาเรื่อง ความปลอดภัยและประสิทธิผลเบื้องต้นของ ต ารับยาครีมเหลืองสุราษฎร์(เหลืองนรินทร์) และน้ ามันทองนพคุณในการรักษาแผลเบาหวานและแผลกด ทับ ผลการศึกษา พบว่า แผลเบาหวานและแผลกดทับเป็นแผลเรื้อรังที่ไม่สามารถหายได้เองตามระยะเวลา ของกระบวนการหายของ แผลปกติซึ่งการรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมช่วยให้แผลหายได้โดยไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง วัตถุประสงค์ของ การศึกษานี้เพื่อประเมินผลความปลอดภัยและประสิทธิผล เบื้องต้นของต ารับยาครีมเหลืองสุราษฎร์(เหลืองนรินทร์) และน้ ามันทองนพคุณในการรักษาแผลเบาหวาน และแผลกดทับ ณ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัด สุราษฎร์ธานีจ านวน 14 แห่ง ผล การศึกษาพบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การรักษาและมาพบแพทย์ตามนัดครบทั้ง 5 ครั้ง จ านวน 16 ราย มีแผล จ านวน 19 แผล ผลการติดตามด้านความปลอดภัย ไม่พบรายงานเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์และอาการ แพ้หรือระคายเคืองในผู้ป่วยทุกราย ส าหรับผลการรักษา หลังจากติดตามครบ 4 สัปดาห์พบว่า เกือบทุก แผล (ร้อยละ 90) ที่รักษาด้วยยาสมุนไพรทั้งสองต ารับมีลักษณะแผลที่ดีขึ้น และขนาดแผลเฉลี่ยลดลงทุก สัปดาห์จึง สรุปได้ว่า ยาจากสมุนไพรทั้งสองต ารับมีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลในการรักษาแผล เบาหวานและแผลกดทับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นที่ติดตาม สังเกตการณ์การใช้ยาในโรงพยาบาล การศึกษา วิจัยไม่มีส่วนในการตัดสินใจรักษา ดังนั้น ยังต้องการข้อมูล ที่เพิ่มขึ้นจากการศึกษาวิจัยทางคลินิก วรายุทธ อุทังโค (2561) ศึกษาเรื่อง รายงานกรณีศึกษาผื่นแพ้จากยาครีมไพล การศึกษานี้มี จุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผื่นแพ้ยาและครีมไพล โดยครีมไพลเป็นยาสมุนไพรที่มีส่วนผสม ของไพลสกัดร้อยละ 14 และมีใช้ตามบัญชียาหลักแห่งชาติครีมไพลมีสรรพคุณในการลดอาการปวด กล้ามเนื้อและข้อ ในบางการศึกษาได้กล่าวถึงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมไพล แต่เป็นอาการที่ไม่รุนแรง
79 ส าหรับการศึกษานี้เป็นการศึกษา เชิงพรรณนาในรูปแบบกรณีศึกษารายคน โดยมีผู้ป่วย 1 ราย ใช้เครื่องมือ คือ แบบประเมินการแพ้ยา 10 ข้อ จากนั้นสอบถาม อาการ และบันทึกการรักษาในแบบบันทึก จาก การศึกษาพบว่าผู้ป่วยมีผื่นนูนบริเวณต้นขาด้านหน้าและหลังข้างซ้าย มีอาการคัน อาการเหล่านี้เกิดขึ้น หลังจากการใช้ยาทาครีมไพลในครั้งที่ 2 บริเวณเกิดผื่นสัมพันธ์กับบริเวณที่ใช้ยา และเมื่อหยุดยาผื่นลดลง และอาการคันลดลง ส าหรับการประเมินการแพ้ยามีคะแนนระดับ 5 แปลผลว่าน่าจะมีการแพ้ยานี้ในส่วน ของการรักษาแพทย์ได้ให้ยาแอนติฮิสตามีน และยาทาสเตียรอยด์หลังให้การรักษาผื่นและอาการคันหายใน เวลา 16 วัน
80 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐาน ทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ได้น าเสนอมี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุของต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร 2) เพื่อศึกษาและพัฒนาศักยภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และ 3) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมส่งเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพร พื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร มีวิธีด าเนินวิจัยตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 3.1 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล และการตรวจสอบ ข้อมูล 3.3 รายละเอียดของขั้นตอนการด าเนินงานจริงตามแผนงาน 3.1 เครื่องมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล กำรวิเครำะห์และสังเครำะห์ข้อมูล และกำรตรวจสอบข้อมูล เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูล โดยศึกษาข้อเท็จจริงจากการสังเกต การสัมภาษณ์ รวมถึงปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการวิจัย มุ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ศักยภาพการผลิต และการใช้ประโยชน์พืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน การออกแบบโมเดลการจัดการพื้นที่แปลงปลูกพืชสมุนไพรท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน การ คาดการณ์แนวโน้มด้านสมุนไพรในอนาคต ตลอดการส่งเสริม สนับสนุน และการจัดการพืชผัก สมุนไพร พื้นบ้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุผ่านเครื่องมือ ดังนี้ 1) เครื่องมือในการศึกษาบริบทชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ เครื่องมือชุดที่ 1 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ สภาพเศรษฐกิจของสมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอ นิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ร่ายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สิน และการออม เพื่อน ามาวิเคราะห์การก าหนดกลุ่มตามเส้นความยากจนของกลุ่มเป้าหมาย จ านวน 50 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มเป้ำหมำยหลักเพื่อกำรลดควำมเลื่อมล้ ำ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นความยากจนน้อยกว่า 40 % ที่จนที่สุด กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40 % ที่จนที่สุดน้อยกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่ กลุ่มเป้ำหมำยรองเพื่อหนุนเสริมกำรลดควำมเหลื่อมล้ ำ กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อวิเคราะห์ผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากร พืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ในการด าเนินงานได้มีการ สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลด้านเศรษฐกิจร่วมกับ โครงการวิจัยในชุดโครงการ ยกระดับการจัดการ ห่วงโซ่เศรษฐกิจด้วยงานวิชาการเพื่อท้องถิ่นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อได้ชุดเครื่องมือที่สมบูรณ์ได้ ด าเนินการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนต าบลโชคชัย ร่วม
81 เก็บข้อมูล มีเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายหลักเกิดการเปลี่ยนแปลงด้าน รายได้ที่เพิ่มขึ้นและการลดความเลื่อมล้ าโดยมีขั้นตอนการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากแบบสอบถาม ขั้นตอนที่ 2 รวมรายได้ของโครงการให้เป็นหมวด 6 หมวด หน่วย บาท/ครัวเรือน/ปี ขั้นตอนที่ 3 รวมข้อมูลรายได้ของแต่ละโครงการจาก 6 หมวดให้เป็นรายได้รวมของครัวเรือน หน่วย บาท/ครัวเรือน/ปี ขั้นตอนที่ 4 น ารายได้รวมของครัวเรือนของแต่ละโครงการ มาหารด้วยจ านวนสมาชิกที่มีอยู่จริงให้ เป็นรายได้ต่อคน หน่วย บาท/คน/ปี ขั้นตอนที่ 5ค านวณจ านวนตัวอย่างที่มีรายได้ต่อคน (หน่วย บาท/คน/ปี) ตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นความยากจนน้อยกว่า 40 % ที่จนที่สุด กลุ่มที่ 3กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40 % ที่จนที่สุดน้อยกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่เป้าหมาย กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่มีรายได้มากกว่าเส้นมัธยฐานในพื้นที่เป้าหมาย ขั้นตอนที่ 6 ค านวณสัดส่วนของครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์ตามขั้นตอนที่ 5 เป็นร้อยละ เครื่องมือชุดที่ 2 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สุขภาพ สังคม วัฒนธรรมและประเพณี ข้อมูล แหล่งทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรในท้องถิ่น การปลูกพืชผัก สมุนไพร การใช้ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพร ของกลุ่มสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ จ านวน 50 คน จาก 9 หมู่บ้าน เป็นการลงพื้นที่ตามทีอยู่อาศัยเป็น รายบุคคล เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ตามจริง ทั้งเรื่องสภาพที่อยู่อาศัย สถานการณ์สุขภาพ สังคม วัฒนธรรมและประเพณี ข้อมูลแหล่งทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรในท้องถิ่น การปลูกพืชผัก สมุนไพร การใช้ ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพร เพื่อให้ได้มาซึ้งโจทย์การวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยการวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา สาเหตุ และออกแบบวิธีการกระบวนการในการแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนโดยชุมชนเป็นแกนน าหลัก ในการด าเนินการ ตลอดเพื่อจนการสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนในชุมชนและภาคีเครือข่ายในมิติ เศรษฐกิจ มิติทรัพยากร และมิติสังคม ภูมิปัญญา วัฒนธรรม เช่น แผนที่ประวัตศาสตร์ (แผนที่ทรัพยากร แผนผังผู้รู้/ภูมิปัญญาชุมชน, แผนที่ชุมชน) ปฏิทินการผลิต ปฏิทินวัฒนธรรม ตารางวิเคราะห์เชื่อมโยง สาเหตุ แนวโน้มการพัฒนา และวิเคราะห์ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบจากการด าเนินงาน ตลอดจน กลุ่มเป้าหมายหลัก เป้าหมายรอง และกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์หรือได้รับประโยชน์จากการด าเนินงาน 2) การสัมภาษณ์แบบลึก (In-Depth Interview) เพื่อศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์สุขภาพ สังคม วัฒนธรรมและประเพณี ข้อมูลแหล่งทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรในท้องถิ่น การ ปลูกพืชผัก สมุนไพร การใช้ประโยชน์จากพืชผัก สมุนไพร เพื่อน าข้อมูลที่ได้จากการด าเนินงานมาสู่การจัด ระเบียบข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ผ่าน โปรแกรมส าเร็จรูป 3) ก า ร สังเกตแบบมีส่ วน ร่ วมแล ะไม่มีส่ วน ร่ วม (Participant and Non-Participation Observation) เพื่อศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบของการด าเนินงาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการด าเนินงาน เช่น ปฏิกิริยาของผู้เข้าร่วมเวที ทักษะของผู้ร่วม อุปนิสัย บุคลิกภาพ การแสดงออกทางด้านสังคมที่เกี่ยวกับ บุคคลคนหรือความสัมพันธ์กับผู้คน และการเก็บประเด็นและสรุปประเด็นที่ตกหล่นระหว่างการด าเนินงาน เพื่อน ามาปรับปรุงแก้ไข และเพื่อสรุปผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อน ระหว่าง และหลังการด าเนินงาน ทุกขั้นตอน
82 การแบ่งระดับการมีส่วนร่วมในการด าเนินการวิจัยเพื่อท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ 1 น้อย ที่สุดไปจนถึง 5 สมบูรณ์ที่สุดตามการมีส่วนร่วมในการท าการวิจัย (Hacker, 2013) ดังนี้ ค่า 1 คะแนน หมายถึง นักวิจัย (นักวิชาการ) เป็นผู้ขับเคลื่อนการวิจัย (InvestigatorDriven Research) ค่า 2 คะแนน หมายถึง ชุมชนหรือภาคีเป็นสถานที่ท าวิจัย (Community-Placed Research) ค่า 3 คะแนน หมายถึง ชุมชนหรือภาคีร่วมคิด ร่วมท า ร่วมออกแบบการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research) ค่า 4 คะแนน หมายถึง ชุมชนหรือภาคีมีส่วนร่วมคิด ร่วมท า ร่วมออกแบบวิจัยเพื่อ ท้องถิ่นในทุก ๆ ขั้นตอน (Community-Based Participatory Research) ค่า 5 คะแนน หมายถึง ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน/ด าเนินงานวิจัยด้วยตนเอง (CommunityDriven Research) 4) การจัดเสวนากลุ่ม (Group Discussion) เพื่อเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วมเพื่อเก็บข้อมูลจาก กลุ่มเป้าหมาย จ านวน 50 คน และภาคีเครือข่าย ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัย 5 ระดับ ตามแนวคิดของ Hacker การระดมความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็น ในประเด็นต่าง ๆ ตลอดจนการออกแบบวาง แผนการด าเนินงาน ปฏิบัติการ หรือ สื่อสารข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันอย่างชัดเจน ตลอดการด าเนินงาน เช่น การประชุม จัดท าแผน อบรมเชิงปฏิบัติการ การสรุปงาน เป็นต้น การแบ่งระดับการมีส่วนร่วมในการด าเนินการวิจัยเพื่อท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ 1 น้อย ที่สุดไปจนถึง 5 สมบูรณ์ที่สุดตามการมีส่วนร่วมในการท าการวิจัย (Hacker, 2013) ดังนี้ ในการด าเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ ภาคีกลุ่มที่ 1 คือกลุ่มมีเจตนาดีหรือกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการวิจัย ภาคีกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ ภาคีกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือชุมชนที่ร่วมปฏิบัติการวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งแบ่งระดับการมีส่วนร่วมในการด าเนินการวิจัยเพื่อท้องถิ่นของภาคหุ้นส่วนทั้ง 3 กลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ 1 น้อยที่สุดไปจนถึง 5 สมบูรณ์ที่สุดตามการมีส่วนร่วมในการท าการวิจัยตาม หลักคิดของ Hacker, 2013 ดังนี้ ค่า 1 คะแนน หมายถึง Investigator-Driven Research (ผู้ให้ข้อมูล) ค่า 2 คะแนน หมายถึง Community-Placed Research (ผู้ให้ข้อมูล และผู้ร่วมคิด) ค่า 3 คะแนน หมายถึง Community-Based Research (ผู้ร่วมคิด และร่วมท า) ค่า 4 คะแนน หมายถึง Community-Based Participatory Research (ผู้ร่วมคิด และผู้ ร่วมท า และผู้ร่วมออกแบบ) ค่า 5 คะแนน หมายถึง Community-Driven Research (ผู้ร่วมคิด และผู้ร่วมท า และผู้ ร่วมออกแบบ และผู้ร่วมต่อยอด) 5) การจัดเวทีชุมชน (Public Forum) เพื่อเป็นการคืนข้อมูลผลการวิจัยต่อชุมชนและภาคีเครือข่าย ให้ได้รับทราบ รับรู้ และน าผลการวิจัยไปต่อยอดพัฒนา ซึ่งอาจจะออกมาในลักษณะของการจัดเวที สาธารณะหรือเวทีการประชุม สื่อสารข้อมูลการด าเนินงานโครงการให้กับสาธารณะได้รับทราบและสร้าง
83 การรับรู้ร่วมกันทุกภาคส่วน เช่น การลงมติในการจัดการร่วมกันระดับชุมชน และ การน าเสนอผลงานวิจัย เป็นต้น 3.2 รำยละเอียดของขั้นตอนกำรด ำเนินงำนจริงตำมแผนงำน แผนปฏิบัติการโครงการวิจัย ดังนี้ 1. ประชุมทีมวิจัยเพื่อทบทวนเป้าหมาย ตัวชี้วัด แบ่งบทบาทหน้าที่ พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ ข้อมูล 2. ประชุมสร้างความเข้าใจและรับฟังข้อเสนอแนะต่อการด าเนินโครงการวิจัยร่วมกับ กลุ่มเป้าหมาย ชาวบ้านและภาคีหุ้นส่วน 3. เวทีเสริมความรู้และเพิ่มทักษะการใช้เครื่องมือและออกแบบการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยก าหนด เนื้อหาเบื้องต้น ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางวิชาการ ได้แก่ 3.1 สภาพเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย 40%ล่าง ต าบลโชคชัย และต าบลใกล้เคียง เพื่อให้ได้ข้อมูลสภาพแวดล้อมของผู้สูงอายุ (องค์ประกอบแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง บทบาท และศักยภาพของผู้สูงอายุ) และข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ (รายรับ รายจ่าย หนี้สิน เงินออม) โดยการเสริม ความรู้ทางวิชาการการบริหารจัดการรายรับรายจ่ายในครัวเรือนเข้าไปในกระบวนการ 3.2 ทุนเดิมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การตลาดสมุนไพรของผู้สูงอายุ และการ Mapping เครือข่ายหุ้นส่วน โดยการเสริมความรู้ทางวิชาการด้านการวางแผนการจัดการพื้นที่การผลิต การ เพิ่มการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรซึ่งเป็นทรัพยากรท้องถิ่นในเชิงเศรษฐกิจในการสร้างมูลค่าตั้งแต่การผลิต การ แปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรส าคัญ และช่องทางการสร้างอาชีพ-หลักการบริหารจัดการตลาดที่เกี่ยวข้องกับ สมุนไพรอย่างหลากหลาย 4. การสรุป วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เห็นเหตุ ปัจจัยฉุดรั้ง/ ความเหลื่อมล้ าที่เกิดขึ้น และแนวทาง สร้างรายได้และมีเงินออมส าหรับใช้เป็นกันชนทางการเงินของครัวเรือนให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบันและ เพียงพอส าหรับอนาคตมากกว่า 3 เดือนเป็นอย่างน้อยโดยการต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากต้นทุนเดิมที่ มีในเรื่องสมุนไพร 5. การประชุมทีมวิจัย/ การสรุปบทเรียนและผลการวิจัยระยะที่ 2 6. จัดท ารายงานระยะที่ 2 และรายงานการเงิน โครงการวิจัย การพัฒนากลุ ่มผู้สูงอายุโดยการส ่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร แผนการด าเนินงาน ดังนี้ ตำรำงที่ 2 แผนงานโครงการวิจัย การพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากร พืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร กิจกรรม ต.ค 2563 – ก.ค 2564 (10 เดือน) ต.ค พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค กิจกรรมที่ 1 พัฒนาโครงการวิจัย การ พัฒนากลุ่มผู้สูงอายุโดยการส่งเสริม
84 กิจกรรม ต.ค 2563 – ก.ค 2564 (10 เดือน) ต.ค พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค เศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ต าบลโชคชัย อ าเภอ นิคมค าสร้อย จังหวัดมุกดาหาร กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาแนวทางความ ร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สถาบันการศึกษา กิจกรรมที่ 3 เวทีชี้แจงและท าความเข้าใจ โครงการวิจัยแบบมุ่งเป้าในประเด็นลด ความเหลื่อมล้ าในมิติเศรษฐกิจ กิจกรรมที่ 4 การท าความเข้าใจการเขียน ข้อเสนอโครงการวิจัย กิจกรรมที่ 5 การรายงานความก้าวหน้า การด าเนินงานโครงการวิจัย รอบ 2 เดือน กิจกรรมที่ 6 ลงพื้นที่เก็บข้อมูลสภาพ สังคมของผู้สูงอายุต าบลโชคชัย 6.1) ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเครื่องมือชุดที่ 1 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ สภาพเศรษฐกิจของ ลุ่มผู้สูงอายุ ต าบลโชคชัย อ าเภอนิคมค า สร้อย จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 50 คน กิจกรรมที่ 6 6.2) ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเครื่องมือชุดที่ 2 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ ฐานข้อมูล ทุนเดิมการด าเนินงาน เช่น ชนิด ปริมาณ จ านวน พื้นที่ ขนาดพื้นที่ ระบบการ จัดการ การใช้ประโยชน์จ านวน 50 คน กิจกรรมที่ 7 การวิเคราะห์ข้อมูลสภาพ เศรษฐกิจเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ และศักยภาพทุนในชุมชนเพื่อการพัฒนา เชิงพื้นที่ กิจกรรมที่ 8 เข้าร่วมการอบรมเชิง ปฏิบัติการ หลักการออกแบบรายละเอียด ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพื่อตอบเป้าหมาย
85 กิจกรรม ต.ค 2563 – ก.ค 2564 (10 เดือน) ต.ค พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ของโครงการ และแนวทางในการเก็บ ข้อมูล กิจกรรมที่ 9 วิเคราะห์ข้อมูลสภาพ เศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุ/ศักยภาพ การ ผลิต การแปรรูป การตลาดและผลิตภัณฑ์ จากพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้าน ก่อนการ ปฏิบัติการ กิจกรรมที่ 10 เข้าร่วมอบรมเชิง ปฏิบัติการความรู้ เรื่อง“ความรู้ความ เหลื่อมล้ ากับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR.)” ของพี่เลี้ยงศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อ ท้องถิ่น (Node) ภาคอีสาน จัดโดย ส านักงานกลไกสนับสนุนงานวิจัยเพื่อ ท้องถิ่นภาคอีสาน (สกว.อ) กิจกรรมที่ 11 เวทีคืนข้อมูลสู่ชุมชนข้อมูล สภาพเศรษฐกิจและสังคม กับ กลุ่มเป้าหมาย จ านวน 50 คน กิจกรรมที่ 12 การปฏิบัติการหลักสูตร การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ สมุนไพรพร้อมบริโภค จ านวน 75 ชั่วโมง ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการ การผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพร และ การตลาด กิจกรรมที่ 13 สรุปผลการด าเนินการ/ ปฏิบัติการและติดตามความก้าวหน้า กิจกรรมที่ 14 เวทีเผยแพร่ผลการวิจัยต่อ ชุมชน/ภาคีเครือข่าย กิจกรรมที่ 15 เขียนรายงานผลการวิจัย หมำยเหตุ : ระบุเดือนที่เริ่มด าเนินการวิจัยตามสัญญารับทุน