โดยทั่วไปอาหารเสริมชีวนะเป็นสารกลุ่มคาร์ไบโฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ที่เรียกว่า โอลิโกแชคคาไรด์ (Oligosaccharide) อาหารเสริมชีวนะที่พบได้ในพืชที่มีฟรุกแทน (Fructan) เป็น องค์ประกอบ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง กระเทียม หัวหอม และอาติโซ๊ค โดยอาหารเสริมชีวนะที่พบมากที่สุด คือ อินนูลิน (Inulin) ประโยชน์ที่ได้จากการบริโภคอาหารที่มีสารเสริมชีวนะ และอาหารเสริมชีวนะจะมีผลต่อระบบ ทางเดินอาหาร โดยจะทนต่อการย่อยในระบบทางเดินอาหารส่วนบนของสัตว์เมื่ออาหารเสริมชีวนะ มาถึงลำไส้ใหญ่จะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่แบคทีเรียที่ใช้อาหารเสริมชีวนะเป็น อาหารจะสร้างพลังงาน และสารสำคัญบางอย่างให้แก่ร่างกาย ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์สุขภาพ อีกทั้งใน สภาวะความเป็นกรดที่เกิดขึ้นจะช่วยยับยั้งการเจริญของ Escherichai coli, Clostridium perfringens และ Salmonella spp. ในลำไส้ ดังนั้นจึงช่วยป้องกันท้องเสียท้องเดินที่เกิดจาการติดเชื้อได้ และคุณสมบัติ คล้ายใยอาหารจะช่วยบรรเทาอาการท้องผูก จึงช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น ณัฐพร และกรณิการ์ (2557) ได้ศึกษาการปรับปรุงฝุ่นข้าวโพดด้วยเอนไซม์เพื่อใช้เป็น อาหารเสริมชีวนะ โดยวางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design (CRD) โดยศึกษา องค์ประกอบทางเคมี (เถ้า, ความชื้น และเยื่อใย) และปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ที่เกิดขึ้น จากการศึกษาใน ครั้งนี้พบว่า ฝุ่นข้าวโพดที่ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ที่ระดับ 0.8 เปอร์เซ็นต์มีองค์ประกอบทางเคมี คือ ปริมาณเยื่อใยหยาบ 22.087 เปอร์เซ็นต์, ปริมาณเถ้า 1.566 เปอร์เซ็นต์, วัตถุแห้ง 24.358 เปอร์เซ็นต์, ความชื้น 75.642 เปอร์เซ็นต์มีความแตกต่างจากฝุ่นข้าวโพดที่ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ที่ระดับอื่นอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และพบว่าปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์เพิ่มขึ้นเป็น 6,152.609 µg/ml หลังจากนั้น นำมาทำการทดสอบโอลิโกแซคคาไรด์ซึ่งในการทดสอบ พบว่าเอนไซม์ทุกระดับสามารถย่อยให้ได้ ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตาลราฟฟิโนสซึ่งเป็นโอลิโกแซคคาไรด์ชนิดหนึ่ง จากนั้นนำฝุ่นข้าวโพดที่ถูกย่อยด้วย เอนไซม์ที่ระดับ 0.8 เปอร์เซ็นต์มาทำการทดสอบ โดยศึกษาคุณสมบัติในการเป็นอาหารเสริมชีวนะ พบว่าฝุ่นข้าวโพดที่ย่อยด้วยเอนไซม์สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อ Lactobacillus acidophilus ได้ทุกระดับความเข้มข้น โดยที่ระดับความเข้มข้น 600 µg/ml มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าการ ทดลองอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และมีความสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Escherichia coli ที่ระดับความเข้มข้น 700 µg/ml สูงกว่าการทดลองอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) 7.7.3 ซินไบโอติก (Synbiotic) ซินไบโอติกเป็นการรวมกันของจุลินทรีย์ที่เป็นสารแสริมชีวนะ และอาหารเสริมชีวนะที่ร่างกาย ไม่สามารถย่อยได้นำมาเสริมร่วมกัน ซึ่งการเสริมในรูปแบบนี้ ทำให้สารแสริมชีวนะ สามารถรอดชีวิต และมีการเพิ่มจํานวนได้มากกว่าการเสริมสารแสริมชีวนะในอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมี อาหารที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตร่วมด้วย และมีการไหลผ่านของสารแสริมชีวนะไปสู่ลําไส้เล็กเพื่อทํา หน้าที่ได้เพิ่มมากขึ้น (Tuohey และคณะ, 2003)
ในปัจจุบันได้มีการนำซินไบโอติกมาประยุกต์ใช้ในการเติมในอาหารประเภทต่าง ๆ เพื่อเพิ่ม คุณค่า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมผลิตภัณฑ์ น้ำผลไม้ และผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ และการนำมาเสริมในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ โดยสัตว์จะได้รับประโยชน์ คือจะทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้ ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรง ไม่เกิดโรค หรือมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบ ทางเดินอาหารโดยช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และมีการดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น (วรรณพร, 2557) อีกทั้งยังลดความสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการใช้ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีที่มีราคาสูง ไม่ก่อให้เกิด สารตกค้างในสัตว์ และปัญหาการดื้อยาได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่าระดับที่กําหนดแน่นอน ว่าที่ระดับซินไบโอติกเท่าไรจึงจะดีที่สุด เพราะในสัตว์แต่ละชนิดต่างก็มีระดับความต้องการที่แตกต่าง กันไป แต่มีการศึกษาระดับที่ปลอดภัยไว้มาก เพราะการได้รับสารเสริมชีวนะที่มากเกินไปนั้นอาจมีผล ทําให้สัตว์ท้องเสียได้ โดยปกติผู้ผลิตอาหารสัตว์แต่ละชนิดจะมีการศึกษา และทดสอบถึงระดับ ปลอดภัยในการเติมในสูตรอาหารนั้น ๆ อยู่แล้ว ส่วนอาหารเสริมชีวนะแม้เสริมในระดับสูง ๆ ก็ยังไม่พบ ผลต่อการท้องเสียแต่อย่างใด เพราะลักษณะอาหารเป็นตัวกำหนดอยู่แล้ว นั่นคือหากเสริมมากเกินไป จะไม่สามารถผลิตเป็นอาหารเม็ดสําเร็จรูปได้ ซึ่งระดับมากที่สุดที่ยังสามารถอัดเม็ดได้นั้น ยังพบว่า ปลอดภัยต่อสัตว์อยู่มาก (วรรณพร, 2557) พัชรวรรณ (2552) ได้ศึกษาการรอดชีวิตของจุลินทรีย์ที่เป็นสรเสริมชีวนะที่ผ่านการทำแห้ง แบบแช่เยือกแข็งเมื่อเก็บรักษาในอุณหภูมิ และบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างกันโดยใช้เชื้อ L. plantarum ที่ผ่าน การเลี้ยงในอาหารที่สกัดจากถั่วเหลือง เติม Crude fiber จากถั่วเขียวตะกอนละเอียด pH 6.5 เลี้ยงที่ อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เก็บเกี่ยวเซลล์ที่เวลา24 ชั่วโมง และทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งโดยใช้น้ำตาล ซูโครส และสารสกัดจากข้าวโพดเป็นสาร Cryoprotectant นำเซลล์ผงมาบรรจุในถุงลามิเนตในสภาวะ สุญญากาศ และบรรจุในขวดแก้วมีการเติมก๊าซไนโตรเจนลงไป แล้วนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิห้องเป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยเก็บตัวอย่างทุก 2 สัปดาห์ เพื่อดูการรอด ชีวิต และปริมาณความชื้นที่เกิดขึ้น พบว่าที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส โดยเชื้อ L. plantarum ที่เก็บ รักษาในถุงลามิเนตมีการรอดชีวิตลดลง 0.84 log CFU/มล. ส่วนเชื้อที่มีการเก็บรักษาในขวดแก้วมีการ รอดชีวิตลดลง 1.17 log CFU/มล. ซึ่งได้สอดคล้องกับปริมาณความชื้นที่เพิ่มขึ้น คือ 6.54 และ 12.51 เปอร์เซ็นต์ และที่อุณหภูมิห้องเชื้อที่เก็บในถุงลามิเนตมีการรอดชีวิตลดลง 5.81 log CFU/มล. ส่วนเชื้อที่เก็บในขวดแก้วมีการรอดชีวิตลดลง 6.37 log CFU/มล. ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณความชื้นที่ เพิ่มขึ้น 15.56 และ18.78 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพิจารณาในส่วนของอุณหภูมิ พบว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส มีการรอดชีวิตได้ดีกว่าการเก็บรักษาเชื้อที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งอุณหภูมิที่สูงกว่ามีผลต่อ ปริมาณความชื้นที่สูงขึ้น และความชื้นที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อการลดลงของเชื้อ และเมื่อพิจารณาในส่วนของ ภาชนะที่ใช้บรรจุ พบว่าการเก็บรักษาในถุงลามิเนตเชื้อมีการรอดชีวิตมากกว่าการเก็บรักษาในขวดแก้ว เนื่องจากขวดแก้วที่ใช้เป็นแบบฝาเกลียว จึงมีการส่งผ่านออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ภายในภาชนะได้
ดีกว่าถุงลามิเนตซึ่งมีการเคลือบถึง 3 ชั้น เป็นผลให้ปริมาณความชื้นของเชื้อที่บรรจุในขวดแก้วสูงกว่า เชื้อที่บรรจุในถุงลามิเนตที่อยู่ในสภาวะสุญญากาศ ณัฐพร (2554) กล่าวว่าซินไบโอติกเป็นสารเสริมที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์กลุ่มสารเสริมชีวนะ และสารอาหารเสริมกลุ่มชีวนะ ที่มีความสมารถในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในระบบทางเดิน อาหารของสัตว์น้ำได้อย่างจำเพาะโดยไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหลังจากบริโภค จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ของเกษตรกรที่สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้เองโดยมีขั้นตอนการผลิตแบบง่าย ๆ โดย สามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมี และยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้าง และ ปัญหาการดื้อยาของสัตว์น้ำสามารถจำหน่ายสัตว์น้ำในราคาที่ดีการศึกษาในครั้งนี้ผลิตซินไบโอติกจาก กากถั่วเหลืองเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พบว่าปริมาณเชื้อเริ่มต้น ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ปริมาณ ความชื้นเริ่มต้นที่ 5 % ทำการหมัก 48 ชั่วโมงในสภาวะปิด ทำให้ปริมาณกรดทั้งหมดอยู่ในช่วง 1.5 – 2.5 % และ pH 4–5 จะได้ซินไบโอติกจากถั่วเหลืองที่เหมาะสมต่อการใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ศิริขวัญ (2552) ได้ศึกษาการผลิตซินไบโอติกจากกากถั่วเหลืองเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ จากการ ทดลองพบว่าที่ศึกษาปริมาณเชื้อเริ่มต้นที่ 4 % ระยะเวลาในการหมักเป็นเวลา 48 ชั่วโมงในสภาวะปิด จะได้ซินไบโอติกจากกากถั่วเหลืองที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นอาหารสัตว์ส่วนปริมาณกากน้ำตาลไม่มีผล ต่อค่าความเป็นกรด-ด่างของการหมักกากถั่วเหลืองที่ทำให้ปริมาณกรดอยู่ในช่วง 1.5 – 2.5 % และ pH 4-5 ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมต่อการนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ 7.8 วัตถุเติมแต่งในอาหารสัตว์ วัตถุเติมแต่งในอาหารสัตว์ คือวัตถุหรือสารใด ๆ จะเป็นชนิดเดียวกัน หรือหลายชนิดรวมกันก็ ได้ที่ใช้เติมเข้าไปในอาหารสัตว์ที่ผสมจากวัตถุดิบหลัก (Basic feedstuffs) หรือผสมจากส่วนอื่นเพื่อให้ ได้ผลตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะใช้ผสมลงไปในอาหารสัตว์ในปริมาณที่ น้อยมาก ๆ เป็นปริมาณของส่วนในล้านส่วน เป็นต้น การใช้ผสมสาร หรือวัตถุเหล่านี้ ต้องมีการ ควบคุมวิธีการผสมด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษนอกจากจะเน้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าแล้ว การ เพิ่มเติมสารเข้าไปในอาหารสัตว์แล้ว Additive ว่า สารเสริมอาหารสัตว์ หรือ อาหารเสริมสำหรับสัตว์ พวกอาหารหลัก เช่น กรดอะมิโนที่บริสุทธิ์แร่ธาตุ และวิตามินต่าง ๆ และอาหารที่ไม่จัดเป็นพวกอาหาร หลัก แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมีที่เติมลงไปเพื่อใช้ในการเร่งการ เจริญเติบโตหรือป้องกันการติดเชื้อจุลชีพ สารเคมีพวกนี้ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ สารป้องกันการติดเชื้อ จุลชีพ (Chembiotics) ฮอร์โมน เอนไซม์ ยาถ่ายพยาธิ เภสัชเคมีภัณฑ์ สารอัดเม็ด สารถนอมคุณภาพ อาหาร สารปรุงแต่งกลิ่นรสต่าง ๆ ยาและเภสัชเคมีภัณฑ์อื่น ๆ เป็นต้น 7.8.1 สารแต่งกลิ่นและรสชาติ (Flavors) ผลิตภัณฑ์เสริมกลิ่น และรสชาติของอาหาร ให้เป็นที่พอใจของสัตว์แต่ละชนิด กระตุ้นให้สัตว์ บริโภคอาหารได้มากขึ้น สามารถช่วยกลบรสชาติ หรือลดความแตกต่างของรสชาติ และกลิ่น
เนื่องจากการเปลี่ยนสูตรอาหาร หรือช่วยรักษากลิ่นรสของอาหารสัตว์ได้ดี ผลิตภัณฑ์มีความคงตัวสูง ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน และความดันจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์หรือจากการเก็บรักษาใน สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ในปัจจุบันสารเติมแต่งกลิ่นอาหารมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อรสชาติ และความอร่อยของ ผลิตภัณฑ์อาหาร สารเติมแต่งกลิ่นอาหารสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลิ่นผลไม้, กลิ่น อาหาร และกลิ่นหลากประเภท 1. กลิ่นผลไม้ มีกลิ่นจำพวกนี้อยู่มากมายเช่น กลิ่นส้ม มะนาว สับปะรด กล้วย ลิ้นจี่ องุ่น ทุเรียน มะพร้าว แอปเปิ้ล ลูกเกด เชอร์รี่ มะม่วง แตงไทย พีช อะพริคอท ลำไย แพร์และราสเบอร์รี่ เป็นต้น 2. กลิ่นอาหาร สารเติมแต่งกลิ่นอาหารที่จัดแบ่งเป็นประเภทตามชนิดของผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ กลิ่นถั่ว ได้แก่ แอลมอนด์ถั่วฮาเซล (Hazel Nut) กาแฟ โกโก้ ช็อคโกแล็ต และพีนัท กลิ่นนม ได้แก่ นมสด นมควบแน่น เนย นมเปรี้ยว นมหมัก และชีส ฯลฯ กลิ่นสัตว์ปีก ได้แก่ กลิ่นไก่ และไข่ เป็นต้น กลิ่นเนื้อ ได้แก่ เนื้อโค เนื้อสุกร แฮม ไส้กรอก และกลิ่นสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อ กลิ่นอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปูหอย ปลา และอาหารทะเลอื่น ๆ กลิ่นผัก เช่น เห็ด มะเขือเทศ มันฝรั่ง พริกไทยสด และหัวหอม 3. กลิ่นหลากประเภทอื่น ๆ สำหรับใช้เติมแต่งในอาหารสามารถแบ่งตามชนิดเฉพาะของ ผลิตภัณฑ์ เช่น กลิ่นไวน์กลิ่นถั่ว กลิ่นผลไม้อื่น ๆ กลิ่นจากพืชหอม และกลิ่นอื่น ๆ ดังนี้ กลิ่นไวน์ เช่น บรั่นดี วิสกี้ ยีน เหล้าจีน รัม และโทนิค เป็นต้น กลิ่นถั่ว เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วดำ เป็นต้น กลิ่นผลไม้ (Preserved fruit) เช่น พลัม และมะกอก เป็นต้น กลิ่นของพืชหอม เช่น ตะไคร้ สะระแหน่ ขิง ข่า และยี่หร่า เป็นต้น กลิ่นของดอกไม้ เช่น กลิ่นกุหลาบ มะลิ และเบญจมาศ เป็นต้น กลิ่นอื่นๆ เช่น กลิ่นของชาดำ ข้าว ข้าวโพด โคล่า และน้ำผึ้ง เป็นต้น ปัจจุบันมีการใช้สารให้กลิ่นรสในระดับอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากระหว่าง กระบวนการผลิต และการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารจะเกิดการสูญเสียสารให้กลิ่นรสซึ่งการสูญเสียนี้ สามารถทดแทนได้โดยการเติมสารให้กลิ่นรสเลียนแบบธรรมชาติ หรือสารให้กลิ่นสังเคราะห์ลงใน ผลิตภัณฑ์ เพื่อทดแทนกลิ่นรสในผลิตภัณฑ์อาหารที่สูญเสียไประหว่างกระบวนการแปรรูป และยังแต่ง กลิ่นรสให้กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีกลิ่นรสให้มีกลิ่นรสตามต้องการ
7.8.2 สารให้ความหวาน (Sweeteners) ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความขม หรือขื่นของยาปฏิชีวนะหรือวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพิ่มความ เอร็ดอร่อยของอาหารสัตว์ ทำให้สัตว์กินอาหารได้มากขึ้น เช่น ในกรณีที่มีการใช้ยา หรือใช้วัตถุดิบ อาหารสัตว์ที่มีรสขม และต้องการเพิ่มการกินได้ของสัตว์ให้สูงขึ้น แอสพาแตม (Aspartame) จัดเปนสารใหความหวานสังเคราะหที่มีความหวานมาก กวาน้ำตาล 200 เทา โดยใหพลังงานเหมือนกับน้ำตาลคือ 4 kcal/g แตใชในปริมาณที่นอยกวามาก จนใหพลังงานเทากับศูนย ในป ค.ศ. 1981 สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาแหงสหรัฐ (FDA) ได ประกาศอนุญาตใหใชไดในผลิตภัณฑจําพวกกัม อาหารเชาจากธัญพืช และอาหารแหงอื่น ๆ ยกเวน เครื่องดื่มผสมน้ำโซดา (ป ค.ศ. 1983) จนกระทั่งป ค.ศ.1996 จึงประกาศอนุญาตใหใชไดกับอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิดกอนที่จะมีการประกาศ FDA ไดทําการทดสอบมากกวา 100 ครั้งเพื่อพิสูจนวา แอสพาแตมไมกอใหเกิดโรคมะเร็งและผลขางเคียงอื่น ๆ กับสัตวทดลองและมนุษย จนถือวาปลอดภัย ตอการบริโภค แตในป ค .ศ. 2005 The European RamazziniFoundation (ERF) ไดตีพิมพผลการศึกษา ใหมของการบริโภคแอสพาแตม ระยะยาวในหนูทดลอง โดยนักวิทยาศาสตรสรุปผลวา แอสพาแตม เปนสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Leukemia) และ โรคมะเร็งตอมน้ำเหลือง (Lymphoma) ทําใหการใชแอสพาแตมในปจจุบัน ตองมีการประเมินคากันใหม และจากการทบทวนผล การศึกษาใหมเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 โดย The European Food SafetyAuthority (EFSA) พบวาไมมีขอมูลมาสนับสนุนผลการศึกษาของ ERF ในขณะที่สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา แหงสหรัฐ (FDA) ก็ไดพิจารณาและรับสวนหนึ่งของขอมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ ค.ศ. 2006 โดย FDA สรุปผลภายหลังจากการทบทวนเสร็จสิ้น (มยุรา, 2549 ) จากการศึกษาพบวาเมื่อบริโภคแอสพาแตมเขาไปรางกายจะเปลี่ยนแอสพาแตมใหเปน Methanol,t wo amino acids--aspartic acid และ กรดอะมิโน Phenylalanine โดยปริมาณ ของกรด อะมิโน Phenylalanine ที่มากขึ้นนี้เปนอันตรายตอผูปวยโรคฟนิลคีโตนยูเรีย (Phenylketonuria) ซึ่ง รางกายมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทําใหไมสามารถเผาผลาญกรดอะมิโน Phenylalanineได ทําใหมี ปริมาณของกรดอะมิโน Phenylalanine ในกระแสเลือดมากกวาปกติ ดังนั้น FDA จึงกําหนดใหอาหารที่ มีสวนผสมของแอสพาแตมตองระบุคําเตือนผูปวยโรคฟนิลคีโตนยูเรียไวบนฉลากอาหาร 7.8.3 สารดึงดูดการกินของสัตว์(Attractants) ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มสีสัน กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัสของอาหารให้เป็นที่พึงพอใจของสัตว์แต่ ละชนิด ดึงดูดให้สัตว์อยากเข้ามากินอาหาร และเมื่อสัตว์เริ่มกินอาหาร สิ่งเร้าเหล่านี้จะกระตุ้นประสาท สัมผัสให้สัตว์รับรู้ได้ถึงความเอร็ดอร่อย ของอาหาร ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชักนำให้สัตว์กิน อาหารได้มากขึ้นหรือกินจนถึงข้อจำกัดทางสรีรวิทยาความน่ากินของอาหารกุ้ง ปลาป่นเป็นแหล่งโปรตีนหลักในการผลิตอาหารสัตว์ ด้วยภาวะที่ปลาป่นมีปริมาณลดลง และ ราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้พยายามหาแหล่งโปรตีนทางเลือกเพื่อทดแทนปลาป่น ทั้งกระดูกป่น
ชิ้นส่วนไก่ป่น เครื่องในทูน่า ตัวอ่อนแมลง Maggot หรือโปรตีนจากพืช เช่น กากถั่วเหลือง ปาล์ม และ แหล่งโปรตีนใหม่ในอนาคต สาหร่ายเซลล์เดียว (Microalgae) จัดเป็นแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) มีความแตกต่างกัน ของคุณสมบัติด้านขนาด การย่อยได้ (Digestibility) และคุณค่าทางโภชนาการ แต่คุณค่าทางโภชนาการ ในสาหร่ายเซลล์เดียว นั้นขึ้นกับองค์ประกอบทางเคมีในสาหร่ายเซลล์เดียวเอง และความต้องการ สารอาหารของสัตว์น้ำ ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่กัน เนื่องจากสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีความต้องการ สารอาหารแตกต่างกัน ดังนั้นความมีคุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเซลล์เดียวชนิดนั้น ได้นำไปใช้ เป็นอาหารแก่สัตว์น้ำชนิดใด และช่วงอายุใด ให้ผลการเจริญเติบโต และอัตรารอดตายที่ดีสำหรับสัตว์ ชนิดหนึ่ง แต่อาจมีคุณค่าทางอาหารที่ไม่เหมาะสมต่อสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเลือกใช้ สาหร่ายที่มีองค์ประกอบทางเคมีสอดคล้องกับความต้องการของสัตว์น้ำแต่ละชนิด และในแต่ละช่วง อายุของการเจริญเติบโต จึงมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่สำคัญต่อสัตว์น้ำนอกจากเป็นแหล่งโปรตีน อย่าง วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ เทคโนโลยีไบโอฟลอค (Biofloc technology) คือ การใช้ตะกอนจุลินทรีย์ (Biofloc) มาช่วยใน การย่อยสลายซากของเสีย (แอมโมเนีย) เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นของดีเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ไบโอฟลอคสามารถเกิดได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้านํ้าไม่หมุนเวียนหรือเคลื่อนไหวฟลอคนั้นก็จะ ตกตะกอนสะสมที่พื้นก้นบ่อกลายเป็นของเสียเช่นเดิม ไบโอฟลอค (Biofloc) จะเกิดเมื่อเกิดความสมดุล ของอัตราส่วนของคาร์บอนและไนโตรเจนในนํ้า ถ้ามีการปล่อยของเสียจำพวกสารอินทรีย์ซึ่งมี ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบได้แก่ กรดอะมิโน (Amino acid) โปรตีน (Protein) ซึ่งจะกลายไปเป็น แอมโมเนียม (NH4+) และสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต (แหล่งคาร์บอน) ได้แก่ แป้ง (Starch) นํ้าตาล (Sugar) เซลลูโลส (Cellulose) และพวกกากใย (Fiber) ลงไปในนํ้าของเสียนี้จะถูกเปลี่ยนไปเป็นตะกอน จุลินทรีย์ (Biofloc) โดยตะกอนจุลินทรีย์นี้จะเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์จำพวกเฮทเทอโรโทรฟิค (Heterotrophic bacteria) ที่มารวมตัวกันเป็นตะก อนแขวนลอย ขนาดของก ลุ่มฟลอคอยู่ที่ 0.2-2.0 มิลลิเมตร ถ้ามีการเติมสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตลงไปอีกมันจะไปกระตุ้นให้ ไบโอฟลอคดึงไนโตรเจน (แอมโมเนีย) มาใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่มากขึ้นจำนวนจุลินทรีย์ก็จะเพิ่มมาก ขึ้น ปริมาณแอมโมเนียในนํ้าก็จะลดลง ซึ่งเนื้อเซลล์ใหม่ที่ว่านี้ก็คือสารพวกโปรตีน เมื่อสัตว์นํ้ากิน จุลินทรีย์ที่รวมตัวเป็นฟลอคเข้าไปก็เท่ากับว่าสัตว์นํ้าได้กินอาหารที่มีโปรตีนนั่นเอง การใช้กลุ่มฟลอคใน การกำจัดแอมโมเนียนี้จะเร็วกว่าการเกิดกระบวนการไนตริฟิคเคชั่น (Nitrification) เนื่องจาก Heterotropic bacteria จะเจริญเติบโตเร็วกว่า Nitrifying bacteria ประมาณ 10 เท่า ทำให้นํ้าที่ใช้เลี้ยง สัตว์นํ้ามีคุณภาพดี การเปลี่ยนถ่ายนํ้าน้อยลงและส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพดีตามไปด้วย แบคทีเรีย และยีสต์ ช่วยเสริมในเรื่องภูมิคุ้มกันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าโปรไบโอติกมีประโยชน์ มากมายไม่ว่าจะช่วยให้จุลินทรีย์ในลำไส้เกิดความสมดุล ช่วยป้องกันหรือทำให้อวัยวะในร่างกายที่ สัมพันธ์กับทางเดินอาหารทำงานอย่างถูกต้อง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะสารเสริมชีวนะสาย
พันธุ์ Lactic Acid Bacteria (LAB) ให้ผลดีในการตอบสนองระบบภูมิคุ้มกันทั้งแบบไม่จำเพาะและแบบ จำเพาะ ปัญหาที่นำวัตถุดิบอื่นมาทดแทนปลาป่น เช่น ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง จะทำให้อาหารสัตว์ ขาดกรดเมทไธโอนีนอีกทั้งวัตถุดิบจากพืชไร่ ทำให้อาหารสัตว์ขาดกรดอะมิโนไลซีน ข้อจำกัดของแหล่งโปรตีนจากพืชแทนการใช้ปลาป่น พืชที่นำมาใช้ทดแทนปลาป่นที่มีราคาสูงนั้นมีกรดอะมิโนที่จำเป็นบางชนิดไม่เพียงพอ และไม่ สมดุลกับความต้องการของกุ้ง มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง (HUFA) อยู่ในระดับต่ำ มีสารต้านการใช้ อาหาร (Anti-nutritional factor) หรือสารพิษ (Toxin) มีปริมาณเยื่อใยสูง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติของความ น่ากินน้อยเมื่อใช้ในอาหารกุ้ง สารที่กระตุ้น/ดึงดูดให้กุ้งกินอาหาร ในการกินอาหารของกุ้งจำเป็นต้องเติมสารกระตุ้นเพื่อดึงดูดการน่ากินของอาหาร โดยเปปไทด์ เป็นโปรตีนสายสั้น เช่น น้ำนึ่งปลา ซึ่งกรดอะมิโนทุกชนิดช่วยให้กุ้งกินอาหารเพิ่มได้ดี ส่วนเอมีนมี ไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ คือ กลิ่นคาวในอาหารทะเลทุกชนิด รวมทั้งนิวคลีโอไทด์และวัตถุดิบจาก ธรรมชาติ เช่น หอย เคย หมึก และหัวกุ้ง ทั้งหลายเหล่านนี้สามารถช่วยกระตุ้นให้กุ้งกินอาหารได้ดีขึ้น ชุติมา (2556) ได้กล่าว หมึก และตับหมึกป่น มีสารดึงดูดการกินอาหารของกุ้งทุกชนิดที่กล่าว มาข้างต้น จึงนิยมใช้หมึกป่นเป็นส่วนประกอบในอาหารกุ้งการใช้วัตถุดิบที่ไม่ดี/ไม่มีคุณภาพ แม้จะใช้ สารดึงดูดก็ไม่ดึงดูดให้กุ้งกิน เช่น ผลิตภัณฑ์จากเลือด เช่น เลือดป่นที่สูญเสียกรดอะมิโนมาก แม้จะ เคลือบด้วยทูน่าไฮโดรไลเสส (สารดึงดูดที่สกัดจากเครื่องในทูน่า) ผลการทดลองปรากฏว่าอัตราการ เจริญเติบโตของกุ้งลดลง อัตราแลกเนื้อเพิ่มขึ้น ปลาป่นที่เก็บไว้เป็นเวลานาน และใส่สารกันหืน มีผล ต่อการกินอาหารของกุ้ง จากผลการทดลอง อาหารที่มีความหืนมากที่สุด กุ้งเจริญเติบโตโตน้อย แต่ อาหารที่มีความหืนปานกลาง แต่ใส่สารกันหืนอย่างอีท็อกซิควิน (Ethoxy quin) ปรากฏว่าอัตราการ เจริญเติบโตของกุ้งเพิ่มขึ้นน้อยมาก และอัตราแลกเนื้อสูงขึ้น 7.8.4 สารส่งเสริมการย่อยในอาหารสัตว์ (Acidulate) ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปรับความเป็นกรด-ด่างในระบบทางเดินอาหารให้เหมาะสมกับการทำงานของ เอนไซม์ ทำให้เอนไซม์สามารถย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัตว์จึงสามารถดูดซึมโภชนะ และ นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารสัตว์จึงช่วย ป้องกันการเกิดอาการท้องเสียอีกด้วย จึงจัดเป็นสารส่งเสริมการย่อยในอาหารสัตว์ (Acidulate) สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (Acid regulator) ควบคุมความเป็นกรด-ด่างของอาหาร เช่น กรด ด่าง และบัฟเฟอร์เพื่อควบคุมความเป็นกรด-ด่างของอาหาร เช่น การเติมกรดลงไปในอาหาร เพื่อให้ อาหารมีค่า pH เป็นกรด จะช่วยลดอุณหภูมิ และระยะเวลาในการฆ่าเชื้ออาหาร การใช้กรดเพื่อช่วย ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในผงฟูเพื่อให้ขนมอบมีลักษณะของผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ
การใชสารปรับสภาพกรด-ดาง มุงเนนเพื่อระดับ pH ในกระเพาะหมักใหอยูในระดับ 6.5 ซึ่ง จะชวยใหจุลลินทรียที่ยอยสลายสารอาหารเยื่อใยดํารงชีพอยูได การผลิตกรดไขมันโดยเฉพาะ C2 อยูใน ระดับปกติ ซึ่งชวยใหเปอรเซ็นตไขมันน้ำนมอยูในเกณฑปกติ สารเคมีที่นิยมนํามาใช ไดแก โซเดียมคารบอเนต (Na2CO3) โซเดียมไบคารบอเนต (NaHCO3) แคลเซียมคารบอเนต (CaCO3) และ แคลเซียมออกไซด (CaO) โดยใชที่ระดับ 0.5% การใชสารกลุมนี้จะทําใหรสชาติของอาหารมีความนา กินนอยลง ซึ่งอาจมีผลตอการกินไดของโคดวย โดยจะใชสารเสริมนี้ในกรณีที่ใหอาหารขนมากหรือ กรณีคา NDF (Non-deliverable forward) ในสูตรอาหารต่ำกวาเกณฑ์ที่สัตว์ต้องการ 7.8.5 สารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ในกลุ่มสารกันหืน (Antioxidants) สารป้องกันการเหม็นหืนจะช่วยป้องกันการเกิด Oxidation ของไขมันในอาหาร ทำให้คุณค่าทาง โภชนาการของไขมัน และวิตามินที่สำคัญลดลง มีการใช้วิตามิน อี หรือซีลิเนียมเพิ่ม เพื่อช่วยลดการ เกิด Oxidation ในไขมันเพิ่มในอาหารสัตว์ สารกันหืนตามธรรมชาติ ได้แก่ Ascorbic acid และ a-Tocopherol แต่สารกลุ่มนี้มีความคงตัวไม่ นาน ส่วนใหญ่นิยมใช้สารสังเคราะห์ที่มีความคงตัวต่อความร้อน และแสงสว่าง เช่น LAscorbyl-2- phosphate, a-Tocopherol acetate สารป้องกันการเหม็นหืนสังเคราะห์ ได้แก่ BHA (Butylated hydroxyanisole) และ BHT (Butylated hydroxytoluene) และ Ethoxyquin (1 ,2-dihydro-6-ethoxy2,2,4-trimethyl quinoline) ปริมาณที่ใช้การป้องกันการเหม็นหืนสังเคราะห์ในอาหารไม่ควรเกิน 0.02 เปอร์เซ็นต์สำหรับ BHA และ BHT และ 1.50 mg/kg สำหรับ Ethoxyquin 7.8.6 สารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ในกลุ่มสารป้องกันเชื้อรา (Anti-molds) สารป้องกันเชื้อรา และต่อต้านการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์จะชะลอการเจริญเติบโตหรือทำลาย จุลินทรีย์ จึงช่วยลดการเน่าเสียของอาหารที่เกิดจากจุลินทรีย์ กลไกในการทำงานของสารต่อต้านการ เจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ประกอบด้วยการทำให้สมบัติของผนังเซลล์ของจุลินทรีย์เปลี่ยนไปทำให้ จุลินทรีย์ชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด การทำให้ประสิทธิภาพของเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการ เจริญของจุลินทรีย์เสียไป จุลินทรีย์จึงไม่เจริญ และตายได้ การมีผลต่อกลไกทางพันธุกรรมของ จุลินทรีย์ ทำให้จุลินทรีย์หยุดชะงักการแบ่งเซลล์ จุลินทรีย์จึงไม่เพิ่มปริมาณ และจุลินทรีย์ที่มีอยู่จะ ตาย จึงมีจำนวนจุลินทรีย์ลดลง ประสิทธิภาพของสารต่อต้านการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้เติมลงใน อาหาร โดย ทั่วไปถ้าใช้ปริมาณมากขึ้นประสิทธิภาพก็จะมากขึ้น ปกติจะใช้ในปริมาณที่เพียงพอแก่การ ชะลอการเจริญของจุลินทรีย์ ชนิดจำนวน และอายุของเชื้อจุลินทรีย์เพราะจุลินทรีย์ชนิดต่างกันจะ ตอบสนองต่อสารแต่ละชนิดแตกต่างกัน อุณหภูมิของอาหาร สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดเพราะสารที่ใช้บาง ชนิดสลายตัวที่อุณหภูมิสูง และสมบัติทางเคมีและกายภาพของการ เช่น อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะทำ ให้สารเคมีบางชนิด เช่น กรดเบนโซอิคมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอต ใช้เป็นวัตถุกันเสียในอาหาร เกิดตามธรรมชาติในพบใน แครนเบอร์รี่ ลูกพรุน อบเชย และกานพลู กรดนี้ในรูปที่ไม่แตกตัวจะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ และมี
ฤทธิ์สูงสุดเมื่อ pH อยู่ในช่วง 2.5-4.0 จึงใช้ได้ดีในอาหารที่เป็นกรด เช่น น้ำผลไม้ เครื่องดื่มคาร์บอเนต ของหมักดอง ฟรุตสลัด และเนยเทียม เป็นต้น เกลือโซเดียมของกรดเบนโซอิกละลายน้ำได้ดีจึงมักถูก นำมาใช้ในรูปของเกลือ เมื่อละลายเกลือโซเดียมของกรดเบนโซอิกในผลิตภัณฑ์อาหารบางส่วนจะถูก เปลี่ยนเป็นกรดและจะมีผลต่อยีสต์และแบคทีเรีย แต่มีผลน้อยมากต่อรา กรดเบนโซอิกมักจะใช้ควบคู่ กับกรดซอร์บิก หรือพาราเบนส์ และระดับที่ใช้มักจะอยู่ในช่วง 0.05-0.1 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก กรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอตไม่เป็นอันตรายถ้าใช้ในปริมาณน้อยจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย โดยรวมกับไกลซีนไปเป็นกรดฮิปปุริค (Hippuric acids) หรือเบนโซอิลไกลซีน (Benzoyl glycine) ดังภาพที่ 7.4 วิธีนี้จะช่วยกำจัดออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น จึงช่วยมิให้มีการสะสมกรดเบนโซอิกใน ร่างกาย อย่างไรก็ตามปริมาณ ที่ประกาศกระทรวงสาธารณ สุขอนุญาตให้ใช้ได้คือไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาหาร ภาพที่ 7.4: การรวมตัวของกรดเบนโซอิกกับไกลซีน ที่มา : กรดเบนโซอิกกับไกลซีน (2536 : ออนไลน์) 7.8.7 สารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ในกลุ่มสารป้องกันซัลโมเนลล่า (Antisalmonellas) ผลิตภัณฑ์สกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อซัลโมเนลล่าที่อยู่ในระบบ ทางเดินอาหารของสัตว์ โดยการขัดขวางการยึดเกาะของซัลโมเนลล่ากับผนังเซลล์ในระบบทางเดิน อาหารโดยไม่มีผลเสียต่อจุลินทรีย์สุขภาพดี และลดการปนเปื้อนเชื้อซัลโมเนลล่าในผลิตภัณฑ์สัตว์ สารป้องกันจุลินทรีย์ ได้แก่ Propionic acid, Sodium propionate, Calcium propionate, Benzoic acid และ Sodium benzoate ถ้าหากต้องการใช้สารจุลินทรีย์ร่วมกัน ให้ใช้ได้โดยเมื่อตรวจวิเคราะห์ อาหารผสมสำเร็จรูปแล้ว จะต้องมีอัตราส่วนหรือปริมาณไม่เกินปริมาณสูงสุดของสารป้องกันจุลินทรีย์ ที่กำหนดให้ได้สูงสุดที่ผสมร่วมอยู่ด้วย คือ ไม่เกินร้อยละ 0.3 ตัวอย่างได้แก่ Benzoic Acid + Sodium benzoate ให้ใช้ได้ไม่เกิน 0.1 เปอร์เซ็นต์(พวงทอง,2555)
7.8.8 แร่ธาตุอินทรีย์ (Organic minerals) แร่ธาตุ หมายถึง วัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ที่อยู่ในรูปของเกลือของแร่ธาตุ ๆ และให้ใช้เป็น ส่วนผสมในการผลิตอาหารสัตว์ได้ทุกชนิด โดยเมื่อใช้เป็นส่วนผสมทำเป็นอาหารสัตว์สำเร็จรูปแล้วต้อง มีชนิดของแร่ธาตุบางชนิดได้ไม่เกินปริมาณตามที่กำหนดไว้ วัตถุประเภทนี้ ได้แก่ โคบอลต์ ทองแดง คลอรีน ไอโอดีน แมงกานีส แคลเซียม ซิลีเนียม ฟลูออรีน เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส กำมะถัน และ โพแทสเซียม แร่ธาตุ บ่งออกเป็น 4 พวก ดังนี้ 1. แร่ธาตุที่จำเป็น (Essential หรือ Indispensible elements) ต้องมีในอาหาร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1.1 Macro elements หรือ Major minerals ร่างกายต้องการในปริมาณที่ค่อนข้างมากมี 7 ตัวคือ แคลเซียม (Calcium, Ca) คลอรีน (Chloline, Cl) แมกนีเซีม (Magnesium, Mg) ฟอสฟอรัส (Phosphorus, P) โปแตสเซียม (Potassium, K) โซเดียม (Sodium, Na) และซัลฟอร์ (Sulphur, S) 1.2 Micro elements หรือ Tracc minerals ร่างกายต้องการน้อยแต่ขาดไม่ได้ มี 7 ตัว คือ ไอโอดีน (Iodine, I) แมงกานีส (Manganese, Mn) เหล็ก (Iron, Fe) สังกะสี (Zinc, Zn) ทองแดง (Copper, Cu) โคบอลต์ (Cobalt, Co) และโมลิบดินัม (Molibdinum, Mo) 2. แร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาในร่างกายบางปฏิกิริยา และยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเป็นต้องกิน เข้าไปหรือไม่ เช่น ลิเทียม (Litium, Li) นิคเกิล (Nickle, Ni) และแคดเมียม (Cadmium, Cd) เป็นต้น 3. แร่ธาตุไม่จำป็น ไม่มีบทบาทต่อสัตว์ แต่พบว่าในร่างกายสัตว์ เช่น อะลูมิเนียม (Aluminium, Al) อาร์เซนิค (Arsenic, As) และตะกั่ว (Lead, Pd) เป็นต้น 4. แร่ธาตุที่เป็นพิษ (Toxic elements) ร่างกายอาจต้องการในบางครั้ง แต่ถ้ามากเกินไปจะทำให้ เป็นพิษ เช่น ฟลูออไรด์ (Fluorine, F) ซีลีเนียม (Selenium, Se) เป็นต้น (พวงทอง, 2555) 7.8.9 สารปรับปรุงคุณภาพไข่ (Egg quality improvements) ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพของไข่ขาว ความสดของไข่ และความแข็งแรงของเปลือกไข่ ทำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการสามารถเก็บไข่ไว้ได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึม สารอาหารเข้าสู่ร่างกายของสัตว์อีกด้วย นิยมใช้ในไก่ไข่ ไก่พันธุ์ และเป็ดไข่ โสภณ และจุฑามาศ (มปป) ได้ศึกษาการเสริมขมิ้นชันในอาหารไก่ไข่ที่มีผลต่อสมรรถภาพการ ผลิตไข่ และคุณภาพไข่ พบว่าการใช้ขมิ้นชันในอาหารไก่ไข่ ในการผสมในอาหารที่ระดับสูงกว่า 10 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ส่วนการใช้ขมิ้นชันในอาหารไก่ไข่ที่ระดับ 10, 20, 30 และ 40 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ตามลำดับ มีสีไข่แดงเพิ่มขึ้นตามระดับขมิ้นชันที่เพิ่มขึ้น (P<0.01) เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ เสริมขมิ้นชันในอาหาร กุษุมา และคณะ (2553) ได้จากศึกษาการเสริมสมุนไพรในอาหารให้ไก่ไข่เป็นระยะเวลา 60 วัน พบว่าผลการวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ผลผลิตไข่ของกลุ่มที่ใช้สมุนไพร มีอัตราเพิ่มขึ้น และปริมาณการกินได้ ของไก่ไข่ต่อตัวต่อวัน พบว่าอัตราการกินได้ของกลุ่มที่เสริมสมุนไพรมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบ
กับกลุ่มที่ไม่ได้เสริมสมุนไพร แต่สำหรับผลวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยน้ำหนักไข่ไก่ ความสูงไข่ขาวความหนาของ เปลือกไข่ เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเปลือกต่อน้ำหนักไข่ ความแข็งเปลือก สีของไข่แดง และเปอร์เซ็นต์ ความชื้นในมูลไก่ การเสริมสมุนไพรไม่มีผลต่อการเพิ่มคุณภาพ 7.8.10 สารสกัดจากสมุนไพรจากธรรมชาติ (Plant extracts) คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัติยา หมายถึง “ยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ ซึ่งยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือเปลี่ยนสภาพ” เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ฯลฯ ซึ่งยังไม่ได้ผ่าน ขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ แต่ในทางการค้าสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปต่าง ๆ เช่น ถูกหั่นให้เป็นชิ้น เล็กลงบดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็นแท่ง อย่างไรก็ตามในความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไปเมื่อกล่าวถึง สมุนไพรมักจะนึกถึงเฉพาะต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นยาเท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าสัตว์ หรือแร่ มีการ นำมาใช้น้อย และใช้ในโรคบางชนิดเท่านั้น พืชสมุนไพร หมายถึงพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ปรุงหรือประกอบเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพร่างกายได้ (นิตยา, 2540) ประโยชน์ของพืชสมุนไพร พืชสมุนไพรมีขึ้นอยู่ทั่วไปเป็นประโยชน์ทั้งทางยา และอาหาร โดยเฉพาะประชากรทางภาคใต้ นิยมกินพืชผักพื้นบ้านเป็นอาหาร เนื่องจาก 1. หาได้ง่าย พบทั่วไปทุกหนทุกแห่ง และสามารถใช้ทดแทนกันได้หลายชนิด พืชเหล่านี้ส่วน ใหญ่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น เป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือเป็นไม้ดอกไม้ประดับ การปลูก การดูแลรักษาก็ง่าย เพราะเป็นพืชท้องถิ่นที่ได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี 2. ราคาถูก เนื่องจากเป็นพืชที่หาง่าย และใช้กันตามปกติในชีวิตประจำวัน 3. ความปลอดภัยในการใช้ยาสมุนไพร หากใช้อย่างถูกต้องจะไม่เป็นพิษต่อร่างกายโดยเฉพาะ พืชชนิดที่ได้ผ่านการตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แล้วซึ่งมีมากมายหลายชนิด 4. เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ห่างไกลการคมนาคม การเดินทางไปโรงพยาบาลต้องเสียเวลาและ ค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นพืชสมุนไพรช่วยรักษาโรคไม่ร้ายแรงได้ เช่น เป็นไข้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องผูก เป็นต้น 5. ช่วยให้สามารถพึ่งตนเองได้ ในภาวะวิกฤตต่าง ๆ เช่น การขาดแคลนยารักษาโรคซึ่งต้อง นำเข้าจากต่างประเทศ จึงต้องพึ่งพืชสมุนไพรเป็นยารักษาโรค 6. เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ร้านขายยาแผนโบราณต้องการพืชสมุนไพรเป็นวัตถุดิบในการ ผลิตยา เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย ยาที่เคยหาได้ง่ายก็ขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น การเลือกปลูกพืชสมุนไพร ให้ตรงกับชนิดที่ตลาดต้องการจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง การใช้สมุนไพรในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน พืชสมุนไพรหลายชนิดได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่ามีความสามารถในการกระตุ้นระบบ ภูมิคุ้มกัน (Immune system) ของปลา ซึ่งส่งผลทำให้ปลามีความต้านทานต่อโรคสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคที่
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตัวอย่างของสมุนไพรที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถการ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลา ได้แก่ 1. หวงฉี (Astragalus radix) ดังภาพที่ 7.5 เป็นพืชสมุนไพรชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรจีน จาก การทดลองโดย Yin และคณะ (2006) พบว่าเมื่อนำสาร Astragalus polysaccharide ซึ่งสกัดได้จาก A. radix สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลานิล (Oreochromis niloticus) ได้ โดยปลานิลที่เลี้ยงด้วย อาหารที่ผสมสารดังกล่าวในอัตราส่วน 1 เปอร์เซ็นต์(w/w) และ 1.5 เปอร์เซ็นต์(w/w) เป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะมีภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (Nonspecific immune response) สูงกว่าปลานิลที่เลี้ยงด้วย อาหารที่ไม่มีส่วนผสมของสารดังกล่าว ภาพที่7.5: แสดงลักษณะของต้น หวงฉี (Astragalus radix) ที่มา : Astragalus radix (2558 : ออนไลน์) 2. ผักติ้ว (Cratoxylum formosum) ดังภาพที่ 7.6 เป็นพืชสมุนไพรชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพร พื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นิยมใช้รับประทานเป็นเครื่องเคียง หรือใช้ในการ ประกอบอาหาร จากการทดลองโดย Rattanachaikunsopon และ Phumkhachorn (2010a) พบว่าสาร สกัดด้วยน้ำ (Aqueous extract) ของผักติ้วสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลานิล (Oreochromis niloticus) ได้โดยปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมสารสกัดด้วยน้ำของผักติ้วในอัตราส่วน 1.5 เปอร์เซ็นต์ (w/w) เป็นเวลา 30 วัน จะมีภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (Nonspecific immune response) สูงกว่าปลานิลที่
เลี้ยงด้วยอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของสารสกัดด้วยน้ำของผักติ้ว นอกจากนี้การทดลองดังกล่าวยังพบว่า ปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมสารสกัดด้วยน้ำของผักติ้วในอัตราส่วน 1.5 เปอร์เซ็นต์(w/w) เป็นเวลา 30 วัน จะมีความต้านทานต่อการติดเชื้อ Streptococcus agalactiae สูงกว่าปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ ไม่มีส่วนผสมของสารสกัดด้วยน้ำของผักติ้ว ภาพที่7.6: แสดงลักษณะของดอกผักติ้ว (Cratoxylum formosum) ที่มา : Cratoxylum formosum (2558 : ออนไลน์) นอกจากสมุนไพรดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถกระตุ้นระบบ ภูมิคุ้มกันของปลาได้ เช่น Glycyrrhizin ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลา Rainbow trout อีกทั้ง Oncorhynchus mykiss (Walbaun) aloe หรือว่านหางจระเข้ ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลา Rockfish (Sebastesschlegeli) azadirachtin ซึ่ งส าม ารถ ก ระตุ้ น ระบ บ ภู มิ คุ้ ม กั น ขอ งป ล า Oreochromis mossambicus (Peters) Achyranthe aspera และสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลา Indian major carp (Labeo rohita) รากหมวก (Scutellaria radix) ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลานิล (Oreochromis niloticus) Azadirachtaindica และOcimum sanctum ได้ และ ขมิ้นชัน (Curcuma longa) สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของปลา Crassius auratus ได้เป็นต้น
3. ฝรั่ง (Psidium guajava) ดังภาพที่ 7.7 จากผลการศึกษาพบว่าสารสกัดด้วยเอธานอล (Ethanol extract) ของใบฝรั่งที่มีความเข้มข้นเท่ากับ 62.5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการ เจริญของ Aeromonas hydrophila ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ นอกจากนี้แล้วยังพบว่าปลานิล (Oreochromis niloticus) ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมด้วยสารสกัดดังกล่าวในอัตราส่วนระหว่างสารสกัดต่ออาหารเท่ากับ 1:24 (w/w) มีอัตราการตายเนื่องจากการติดเชื้อ A. hydrophila ต่ำกว่าปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ไม่ได้ ผสมด้วยสารสกัดดังกล่าว (Pachanawan. et al. 2008) ภาพที่ 7.7: แสดงลักษณะผลของฝรั่ง ที่มา : ฝรั่ง (2558 : ออนไลน์) 4. ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) ดังภาพที่ 7.8 จากผลการศึกษาพบว่าสาร สกัดด้วยน้ำ (Aqueous extract) ของฟ้าทะลายโจรที่มีความเข้มข้นเท่ากับ 31.25 ไมโครกรัมต่อ มิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Stretococcus agalactiae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้นอกจากนี้แล้วยัง พบว่าปลานิล (Oreochromis niloticus) ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมด้วยสารสกัดดังกล่าวในอัตราส่วน ระหว่างสารสกัดต่ออาหารเท่ากับ 4:36 (w/w) และ 5:35 (w/w) มีอัตราการตายเนื่องจากการติดเชื้อ S. agalactiae ต่ำ ก ว่ า ป ล า นิ ล ที่ เลี้ ย ง ด้ ว ย อ า ห า ร ที่ ไม่ ได้ ผ ส ม ด้ ว ย ส า ร ส กั ด ดั ง ก ล่ า ว (Rattanachaikunsopon and Phumkhachorn, 2009a)
ภาพที่7.8: แสดงลักษณะของต้นฟ้าทะลายโจร ที่มา : ฟ้าทะลายโจร (2558 : ออนไลน์) 5. กุยช่าย (Allium tuberosum) ดังภาพที่ 7.9 อยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae วงศ์ย่อย Allioideae เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าเล็กและแตกกอ ใบแบน เรียงสลับ รูปขอบขนาน โคนเป็นกาบบางซ้อน สลับกัน ช่อดอกแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมโดยปรกติจะยาวกว่าใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ออกในระดับ เดียวกันที่ปลายก้านช่อดอก ก้านดอกยาวเท่ากัน มีใบประดับหุ้มช่อดอก เมื่อดอกเจริญขึ้นจะแตก ออกเป็นริ้วสีขาว กลีบดอก 6 กลีบ สีขาว โคนติดกัน ปลายแยก กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้น สีเขียวอ่อนจากโคนกลีบไปหาปลาย เกสรเพศผู้ 6 อัน อยู่ตรงข้ามกับกลีบดอก เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ผลกลม ภายในมี 3 ช่อง มีผนังกั้นตื้น ๆ เมื่อแก่แตกตามตะเข็บ มีเมล็ดช่องละ 1-2 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลแบน และขรุขระ
ภาพที่7.9: แสดงลักษณะของต้นกุยช่าย (Allium tuberosum) ที่มา : กุยช่าย (2558 : ออนไลน์) Rattanachaikunsopon and Phumkhachorn (2009b) รายงานว่าน้ำมันสกัดจากต้นกุยช่าย (Chinese chive oil) ที่มีความเข้มข้นเท่ากับ 80 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Flavobacterium columnaris ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้นอกจากนี้แล้วยังพบว่าปลานิล (Oreochromis niloticus) ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมด้วยน้ำมันสกัดดังกล่าวในอัตราส่วนระหว่างน้ำมันสกัดต่ออาหาร เท่ากับ 800 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีอัตราการตายเนื่องจากการติดเชื้อ F. columnaris ต่ำกว่าปลานิลที่ เลี้ยงด้วยอาหารที่ไม่ได้ผสมด้วยน้ำมันสกัดดังกล่าว 6. ใบบัวบก (Centella asiatica) ดังภาพที่ 7.10 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อย่างภาคใต้จะเรียกว่า “ผักแว่น” ส่วนภาคเหนือจะเรียกว่า “ผักหนอก” ส่วนชื่ออื่น ๆ “กะโต่” เป็นต้น จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มี ต้นกำเนิดในแถบเอเชีย เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน มีสรรพคุณมากมาย รักษาโรค ได้หลายชนิด อย่างโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กล่อม ประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ และช่วยลดความอ่อนล้าของสมอง Rattanachaikunsopon and Phumkhachorn (2010b) รายงานว่าสารสกัดด้วยน้ำ (Aqueous extract) ของใบบัวบกที่มีความเข้มข้นเท่ากับ 31.25 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Flavobacterium columnaris ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้นอกจาก นี้แล้วยังพบว่าก ารเลี้ยงปลานิล (Oreochromis niloticus) ในบ่อเลี้ยงปลาที่มีการเติมสารสกัดด้วยน้ำของใบบัวบกในอัตราส่วน 100 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตรจะทำให้ปลานิลมีอัตราการตายเนื่องจากการติดเชื้อ F. columnaris ต่ำลง
ภาพที่7.10: แสดงลักษณะใบบัวบก (Centella asiatica) ที่มา : ใบบัวบก (2558 : ออนไลน์) 7. กานพลู (Syzygium aromaticum) ดังภาพที่ 7.11 จัดเป็นไม้ยืนต้น และเป็นสมุนไพรชนิด หนึ่งที่น่าใจที่มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ด โดยมี การเพาะปลูกและเกี่ยวมากที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา เป็นต้น นิยม นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วนไม่ว่าจะเป็น ดอกตูม ผล ต้น เปลือก ใบ รวมไปถึงน้ำมันหอมระเหย ใน บัญชียาสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลูเป็นยารักษาอาการทาง ระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) โดยปรากฏอยู่ในตำรับยาหลายชนิด ซึ่งได้แก่ ยาหอมเทพจิตร ซึ่งจะมี ส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยแก้ลมวิงเวียน อาหารหน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน และยังมีการใช้กานพลูเป็นยารักษากลุ่มอาการทางระบบ อาหาร ซึ่งประกอบไปด้วย ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ซึ่งจะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาหารไม่ย่อย เป็นต้น Rattanachaikunsopon and Phumkhachorn (2009c) รายงานว่าน้ำมันสกัดจากกานพลู(Clove oil) ที่มีความเข้มข้นเท่ากับ 30 ไมโครกรัมต่อ มิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ นอกจากนี้ยังพบว่าปลานิล (Oreochromis niloticus) ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ ผสมด้วย น้ำมันสกัดดังกล่าวในอัตราส่วน 3 เปอร์เซ็นต์(w/w) มีอัตราการตายเนื่อง จากการติดเชื้อ L. garvieae ต่ำกว่าปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ไม่ได้ผสมด้วยน้ำมันสกัดดังกล่าว
ภาพที 7.11: แสดงลักษณะดอกของกานพลู (Syzygium aromaticum) ที่มา : กานพลู (2558 : ออนไลน์) 8. อบเชย (Cinnamomum verum) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ไม่ผลัดใบ เปลือก ลำต้นเป็นสีเทา และหนา กิ่งขนานกับพื้น และตั้งชันขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันตามลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ มีเส้นใบ 3 เส้น ใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียมเข้ม ดังภาพที่ 7.12 ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกมี ขนาดเล็กเป็นสีเหลืองและมีกลิ่นหอม ผลเป็นสีดำมีลักษณะคล้ายรูปไข่ ผิวเปลือกเรียบบาง หนา ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ชนิดนี้มาจากประเทศอินเดียและศรีลังกา อบเชยศรีลังกา คนไทยเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่า “อบเชยเทศ” เป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด Rattanachaikunsopon and Phumkhachorn (2010c) รายงานว่าน้ำมันสกัดจากเปลือกของ ต้นอบเชย (Cinnamon oil) ที่มีความเข้มข้นเท่ากับ 40 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญ ของ Streptococcus iniae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ และยังพบว่าปลานิล (Oreochromis niloticus) ที่เลี้ยง ด้วยอาหารที่ผสม ด้วยน้ำมันสกัดดังกล่าวในอัตราส่วน 0.4% (w/w) มีอัตรา การตายเนื่องจากการติด เชื้อ S. niae ต่ำกว่าปลานิลที่ เลี้ยงด้วยอาหารที่ไม่ได้ผสมด้วยน้ำมันสกัดดังกล่าว นอกจากนี้การ ทดลองนี้ยังแสดงให้เห็นว่าสารในน้ำมันสกัดจากเปลือกของต้นอบเชยที่มีส่วนสำคัญต่อการยับยั้งการ เจริญของ S. iniae คือ Cinnamaldehyde
ภาพที่7.12: แสดงลักษณะดอกของอบเชย (Cinnamomum verum) ที่มา : อบเชย (2558 : ออนไลน์) 7.8.11 สารเสริมชีวนะ (Probiotics) จุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ซึ่งเมื่อเข้าไปในลำไส้สัตว์แล้ว จะแย่งพื้นที่ และอาหาร กับจุลินทรีย์ก่อโรคเพื่อเข้าเกาะจับกับผนังลำไส้ทำให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี ช่วยลดปริมาณ ซึ่งเมื่อ สัตว์ได้รับแล้วจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติ และสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารให้เหมาะสม และเป็น ประโยชน์ต่อสัตว์เพิ่มขึ้น 7.8.12 อาหารเสริมชีวนะ (Prebiotics) อาหารเสริมชีวนะ คือสารหรือองค์ประกอบที่ไม่ถูกย่อยสลายในทางเดินอาหารมีประโยชน์คือ ช่วยทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร (สารเสริมชีวนะ) สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทำ ให้สัตว์ได้รับประโยชน์โดยไม่จำเป็นต้องเสริมสารเสริมชีวนะโดยตรงในอาหารสัตว์ในปริมาณมากอย่าง ต่อเนื่องเพราะอาหารเสริมชีวนะที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารนั้นสัตว์ไม่สามารถถูกย่อยด้วย เอนไซม์ในร่างกายสัตว์ แต่สามารถถูกย่อยได้โดยจุลินทรีย์กลุ่มเสริมชีวนะ ช่วยเป็นแหล่งอาหาร และ กระตุ้นการเจริญเติบโตให้กับแบคทีเรียที่เป็นมิตรเหล่านี้ได้ดี ทำให้ลำไส้เกิดความสมดุลและยังช่วยใน การผลิตสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่เป็นกรดไขมันสายสั้น (Short chain fatty acid) อีกด้วย นอกจากนั้นแล้วอาหารเสริมชีวนะบางชนิดยังมีตำแหน่งจับจำเพาะสำหรับจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค
(Pathogenic bacteria) เช่น Salmonella และ E. coli ทำให้สามารถขับแบคทีเรียที่เป็นอันตรายเหล่านี้ ออกจากระบบทางเดินอาหารไปกับอุจจาระได้ ประเภทของอาหารเสริมชีวนะ สารที่สามารถจัดเป็นอาหารเสริมชีวนะได้นั้น จะต้องมีลักษณะอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1) สารนั้นจะต้องไม่ถูกย่อยหรือดูดซับในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก 2) สารนั้นจะต้องมี ความจำเพาะในการส่งเสริมเฉพาะการเจริญของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ เช่น Bifidobacterium เท่านั้น และ 3) สามารถถูกหมักย่อย (Fermentation) ได้โดยจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารของคนและสัตว์ สามารถแบ่งย่อย ชนิดของอาหารเสริมได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ 1. Alcohol sugar จัดเป็นคาร์โบไฮเดรทที่มีดัชนีการสังเคราะห์โพลิเมอร์ (Degree of polymerization) หรือความยาวของหน่วยย่อยที่เป็นส่วนประกอบ เพียง 1-2 ตัว ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ เช่น Maltitol, Sorbitol, Isomalt, และ Xylitol เป็นต้น ในบางครั้งจะเรียก Alcohol sugar ว่า Polyols สาร ประเภทนี้สามารถใช้เป็น สารให้ความหวานได้ โดยมีความหวานประมาณ 3 ใน 4 หรือ ครึ่งหนึ่งของ น้ำตาลทั่วไป และยังดูดซับได้ช้าในลำไส้เล็กเมื่อเทียบกับน้ำตาล จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น อย่างช้าๆ ด้วย เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน 2. Resistant starch จัดเป็นสารประเภทแป้ง Polysaccharides ที่ไม่ถูกดูดซับในลำไส้เล็ก ประกอบด้วย Amylase ประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ 3. Non-starch polysaccharides (NSP) เป็นสารที่ไม่ใช่แป้ง เตรียมได้จากพืชหลายชนิด เช่น Pectin, Cellulose, Hemicellulose, Guar และ Xylan 4. Insulin เป็นสาร Polysaccharides ประเภท Fructans เพราะประกอบด้วยน้ำตาล Fructose เป็นหลัก พบเป็นส่วนของอาหารสะสมในพืชมากกว่า 36,000 ชนิด เช่น Chicory root แก่นตะวัน เห็ด หัวหอม หัวกระเทียม และกล้วย เป็นต้น 5. Oligosaccharides สำหรับอาหารเสริมชีวนะในกลุ่มนี้จัดเป็น Polysaccharide สายสั้น ป ระก อ บ ด้ วย น้ ำต าล ตั้ งแต่ 2 ถึ ง 20 ห น่ วย ตั วอ ย่ างเช่ น Raffinose, Stachyose, Fructo Oligosaccharides (FOS), Lactose, Galacto Oligosaccharide (GOS), Manno Oligosaccharide (MOS), Soybean oligosaccharide, Lactosucrose, Isomalto Oligosaccharide, Gluco Oligosaccharides, Xylo Oligosaccharides และ Palatinose 6. Mucin glycoproteins เป็นสารที่ถูกสร้างโดย Goblet cells ที่อยู่ในเยื่อบุผิวลำไส้และเป็นสาร ตั้งต้น หลักสำหรับกระบวนการหมักในลำไส้ 7. Mucopolysaccharides อื่นๆ ตัวอย่างเช่น Chondroitin sulphate, Heparin และสารคัดหลั่ง จากตับอ่อน และโดยแบคทีเรีย ชนิดต่างๆ สารเหล่านี้เป็นสารที่มีไว้สำหรับให้จุลินทรีย์ในลำไส้ใช้เป็น แหล่งอาหาร และพลังงาน
8. โปรตีน และเปบไทด์ สารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของอาหาร สร้างโดยการหลั่งจากตับอ่อน หรือสร้างโดยแบคทีเรียเหมือน Mucopolysaccharides แต่จะมีปริมาณน้อยกว่า (พรีไปโอติก, 2558) 7.8.13 สารดูดซับสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxin binders) ผลิตภัณฑ์ดูดซับสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Aflataxin, Zearaienone, Ochratoxin, Fumonisin ที่ปนเปื้อนมากับอาหารสัตว์ หรือ ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ รวมถึงสารพิษจากเชื้อ โรคด้วย ผลิตภัณฑ์จะดูดซับสารพิษจะถูกพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในทางเดินอาหารแล้วพาออกไปนอกร่างกาย พร้อมกับอุจจาระจึงลดโอกาสที่สารพิษจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด Simple binders ผลิตภัณฑ์ชื่อ Binders มีความสามารถในการดูดซับ Mycotoxin เพื่อที่จะ กำจัด Mycotoxin ที่ถูกจับออกทางอุจจาระ สารบางชนิด เช่น ซิลิกา ผงถ่านและ อนุพันธ์ของกลูแคน พบว่ามีความสามารถในการเข้าจับสารพิษนั้น อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเข้าจับสารพิษของ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังมีความหลากหลายสูงผลิตภัณฑ์สามารถวิเคราะห์ได้ในตัวอย่างที่ใช้สัตว์เป็น แบบจำลอง ซึ่งมีผลตอบสนองที่เชื่อถือได้ (ตรงข้ามกับตัวอย่างที่ทำในหลอดทดลอง ซึ่งสามารถใช้ ตรวจสอบเพียงเบื้องต้น แต่ผลการทดลองกลับพบผลบวกลวงหรือผลลบลวงที่สูง) ดังนั้น Neovia มีการจัดทำต้นแบบของการใช้สัตว์เป็นแบบจำลอง โดยใช้เป็ดอายุน้อย บน พื้นฐานของอัตราพลาสมาโปรตีนของสัตว์เหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของการปนเปื้อน Mycotoxin เพื่อคัดกรองผลผลิตจากการต้านสารพิษจากเชื้อรา โดยตัวจับสารพิษประสิทธิภาพสูงถูกเลือกมาใช้ใน แบบจำลองนี้ นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการค้า คือ T5X range โดยประสิทธิภาพของ T5X range ได้ถูก ทดสอบอย่างน่าเชื่อถือโดยหน่วยอ้างอิงระดับนานาชาติ เช่น LAMIC ในประเทศบราซิล (พิษณุ, มปป) 7.8.14 สารเพิ่มความน่ากิน (Palatability enhancers) ผลิตภัณฑ์เสริมกลิ่น และรสชาติ เช่นความหวาน และความหอมของอาหารให้เข้มข้นเพื่อดึงดูด ให้สัตว์เข้ามากินอาหาร เมื่อสัตว์ได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์จะเข้าไปจับกับปุ่มรับรสในช่องปากแล้วกระตุ้นให้ สัตว์กินอาหารได้มากขึ้นนิยมใช้ในอาหารสัตว์น้ำ สุนัข และแมว เป็นสารช่วยเพิ่มกลิ่น และรสของอาหารให้มีความน่ากินมากขึ้น กลิ่นในอาหารที่สัตว์น้ำชอบ มักเป็นกลิ่นที่มีในอาหารตามธรรมชาติของมัน เช่น อาหารปลาที่กินเนื้อเป็นอาหารจะชอบกลิ่นของเนื้อ กุ้ง หอย ปู ปลา และปลาหมึก ฯลฯ ซึ่งกลิ่นเหล่านี้ สามารถหาได้จากเศษชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ที่ แปรรูปแล้วของสัตว์ต่างๆ ดังกล่าว เช่น น้ำมันปลา น้ำมันปลาหมึก หัวและเปลือกกุ้งป่น เศษปลาหมึก ป่น และตับวัวป่น (สารช่วยเพิ่มกลิ่น, 2558) จีรรัตน์ และคณะ (มปป) ได้ศึกษาการใช้โปรตีนไฮโดรไลเสตจากเศษทิ้งหัวกุ้งเป็นสารดึงดูดการ กิน และแหล่งโปรตีนในอาหารสำเร็จรูปของกุ้งขาว เพื่อทดแทนปลาป่นในสัดส่วนต่างกัน โดยการนำ โปรตีนไฮโดรไลเสตจากเศษทิ้งของกุ้ง มาแทนที่ปลาป่นด้วย 30 เปอร์เซ็นต์เป็นระดับที่น่ายอมรับได้ใน การส่งเสริมการเจริญเติบโตของกุ้งขาว และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โปรตีน ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่ม ความอยากกินอาหารได้อีกด้วย
อีกทั้งกำลังมีงานวิจัยที่ได้พยายามศึกษาถึงการนำใบพลูคาวซึ่งมีกลิ่นคล้ายกับคาวของปลามา ผสมในอาหารสัตว์น้ำจำพวกกุ้งเพื่อดึงดูดการน่ากินของอาหารทดแทนการใช้กลิ่นที่ได้จากสัตว์ เป็นต้น 7.8.15 สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunostimulants) สารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ใช้จะอยู่ในกลุ่ม Nonspecific immune responses สารที่มีการใช้ใน ปลาได้แก่ Glucans, Chitin หรือ Complex polysaccharides วิธีการใช้ โดยการฉีด การแช่ และผสม อาหาร โดยมีรายงานสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันช่วยเพิ่มความต้านทานการติดเชื้อแบคทีเรียของปลา Rainbow trout สารกลุ่มนี้มีบทบาทในขึ้นตอนแรกในกลไกการตอบสนองภูมิคุ้มกันในกุ้ง โดยทำหน้าที่จำแนก สิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำแนกจุลินทรีย์บุกรุกหรือจุลินทรีย์ก่อโรคในขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ ของเม็ดเลือดซึ่งอาหารโมเลกุลของสารที่มีความสามารถในการรับรู้โครงสร้างว่าเป็นผนังเซลล์ของ จุลินทรีย์บุกรุกเมื่อตรวจจับได้แล้วจะกระตุ้นกลไกการท างานของเม็ดเลือดทั้งขบวนการที่จะเข้าไปจับ กำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่นิยมใช้ในอาหารกุ้ง แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ 1. ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย คือ Lip polysaccharide (LPS) 2. สารสกัดจากราหรือยีสต์ (Saccharomyces cerevisiae) หรือสาหร่ายบางชนิด คือ ß-1, 3- glucans และ Peptioglycan (Burgents et al., 2004) 7.9 บทสรุป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับ อุตสาหกรรมอาหาร การผลิตอาหารสัตว์บางประเภทยังใช้วัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตในอุตสาหกรรม อาหาร วัตถุดิบเกษตรที่สำคัญอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง ปลาป่น กระดูกป่น และมันสำประหลังอัดเม็ด เป็นต้น อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันนี้ได้มีการ นำสัตว์ที่มีศักยภาพพันธุกรรมสูงเข้ามาเลี้ยงในฟาร์มมีการรักษาสุขอนามัยที่ดี การใช้ยาปฏิชีวนะ และ สารเคมีที่เติมลงในอาหารสัตว์ เพื่อทำให้สัตว์สามารถให้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผลของการใช้ ยา และสารเคมีนี้ ทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ จึงมีการหาแนวทาง ใหม่ ๆ ที่ทำให้สัตว์สามารถเจริญเติบโตได้ดี และมีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโตสูงสุดเท่าเดิม และ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ หนึ่งในแนวทางคือ การใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การใช้ เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ วัตถุดิบทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ในการทำวัตถุดิบใน อาหารสัตว์ ช่วยในการเร่งการเจริญเติบโต และสารสี การใช้สารเสริมชีวนะ อาหารเสริมชีวนะ และ ซินไบโอติก ทดแทนยาปฏิชีวนะ และยังช่วยเพิ่มโภชนะให้กับสัตว์ในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ได้อีกด้วย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตอาหารสัตว์ได้มีการนำเอาความรู้ทางด้านจุลชีววิทยา เข้ามาประกอบในการผลิต มีการคิดค้นเอนไซม์ และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสัตว์ให้เป็นส่วนหนึ่งใน อาหารสัตว์ทำให้เพิ่มคุณประโยชน์ในอาหารสัตว์ นอกจากผลิตเอนไซม์ และจุลินทรีย์ ยังนำเอา
เทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปรับปรุงพัฒนาวัตถุดิบต่าง ๆ การทำหญ้าหมัก เพิ่มปริมาณ โภชนะอาหารประเภท โปรตีน และพลังงาน เพื่อใช้ในกระบวนการสืบพันธุ์ สัตว์เจริญเติบโตดี และ ให้ผลผลิตสูง ถ้าได้รับอาหารคุณภาพดี และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คุณภาพอาหารสัตว์ สามารถตรวจสอบได้ เช่น การตรวจสอบรสชาติ การเกิดเชื้อรา การมีสารพิษเจือปน ในอาหาร ส่วนมากอาหารสำเร็จรูปจะเพิ่มวัตถุเติมแต่งในอาหารสัตว์อยู่แล้ว เช่น สารแต่งกลิ่นสี และรสชาติ สารให้ความหวาน สารดึงดูดการกินของสัตว์ ก็ช่วยให้สัตว์มีความต้องการอาหารมากขึ้น และยังมีสาร กันหืน ป้องกันเชื้อรา และสารส่งเสริมการย่อยในอาหารสัตว์ เพื่อสัตว์ได้รับประทานอาหารที่มี ประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
7.10 แบบทดสอบท้ายบท 1. การผลิตหญ้าหมักเพื่อเป็นอาหารสัตว์มีกี่แบบ ? อะไรบ้างอธิบายมาพอสังเขป ? ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... 2. จงบอกวัตถุเติมแต่งในอาหารสัตว์ มาอย่างน้อย 5 ตัวอย่าง ? พร้อมทั้งอธิบาย ? ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... 3. อาหารฟังก์ชั่น มีอะไรบ้าง ? อธิบายมาพอสังเขป ? ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... 4. การผลิตสารสีเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ผลิตจากอะไร ? จงอธิบาย ? ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... 5. การผลิตเอนไซม์ในอาหารสัตว์ เพื่ออะไร ? พร้อมยกตัวอย่างเอนไซม์ทาง อาหารสัตว์มา 1 ชนิด พร้อมทั้งอธิบายถึงความสำคัญของเอนไซม์ชนิดนั้น ? ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................
7.11 เอกสารอ้างอิง กรดเบนโซอิกกับไกลซีน. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://coursewares.mju.ac.th:81/e-learning 50/FT320/082.htm. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. ขรรค์ชัย ดั้นเมฆ. (2557). งานวิจัยเพื่อเกษตรกร. ฉบับวันที่ 13 มีนาคม. หน้า 21. สาขาวิชา เทคโนโลยีชีวภาพ คณะเกษตรศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ. มหาวิทยาลัยพะเยา. ณัฐพร จันทร์ฉาย. (2554). การผลิตซินไบโอติกจากกากถั่วเหลืองเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ. วารสารวิจัยเทคโนโลยีการประมง ปีที่ 5 ฉบับที่ 1. ณัฐพร จันทร์ฉาย. (2552).เทคโนโลยีชีวภาพทางสัตว์. เอกสารประกอบการสอน.สาขาวิชา เทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ. ณัฐพร จันทร์ฉาย. (2557). ปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางสัตว์. สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ. ณั ฐ พ ร จั น ท ร์ฉ าย. (2547). ผ ล ขอ งรงค วัต ถุ แค โรที น อ ยด์ ที่ ได้ จ าก ใบ ก ระถิ น ต่ อ ก าร เปลี่ยนสีของปลาแฟนซีคาร์พ .การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับบัณ ฑิตศึกษา แห่งชาติ ครั้งที่ 4. เชียงใหม่. หน้า 387-387. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. ณัฐพร จันทร์ฉาย และกรณิการ์ ดิษฐสุวรรณกุล. (2557). การปรับปรุงฝุ่นข้าวโพดด้วยเอนไซม์เพื่อใช้ เป็นพรีไบโอติก.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ. ณัฐพร จันทร์ฉาย และเยาวพา พุกการะเวก. (2558). การผลิตอาหารหยาบจากเศษข้าวโพดอาหาร สัตว์ (Haylage) อัดแท่งด้วยหัวเชื้อจากน้ำนม. สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่ โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ. ทวิภา ประเสริฐ และสิริรัตน์ หมวดเมืองกลาง. (2550). การผลิตน้ำหมักชีวภาพจากไข่ตายโคมเพื่อใช้ เป็นอาหารสัตว์. สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ. เทียนทิพย์ ไกรพรม และศรเทพ ธัมวาสร. (2557).ผลขอการใช้เปลือกและซังข้าวโพดหมักร่วมกับฟาง ข้าวงในอาหารโคนมรุ่น. ภาควิชาเทคโนโลยีและการอุตสาหกรรม. คณะวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์. ปัตตานี. นิตยา มากทรัพย์. (2540). ตำรายาสมุนไพร. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ: พิมพ์สวย จำกัด. นิสารัตน์ เหย้าภักดี, ยุวเรศ เรื่องพานิชม และเสกสม อาตมางกูร. 2556. ผลการเสริมเอนไซม์สอง รูปแบบต่อสมรรถภาพการผลิตของไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่ มีกากเนื้อในเมล็ดปาล์ม ที่ระดับ ต่าง ๆ. ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บุญล้อม ชีวะอิสระกุล, สุชน ตั้งทวีวิพัฒน์, รุ่งนภา ลิ้มเจริญพร และสุรภี ทองหลอม. (2540). การ เสริมเอนไซม์ไฟเตสในอาหารไก่เนื้ออาหารที่มีกากเรปซีดหรือกากทานตะวันหรือโปรตีนและ ฟอสฟอรัสระดับต่ำ. ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
เผชิญ วงศ์ลังกา. 2548. The effects of citric acid on phytaic phosphorus Utilization in chicks. สาขา สัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. เชียงใหม่. ฝ รั่ ง . ( 2558). [อ อ น ไ ล น์ ] . เ ข้ า ถึ ง จ า ก http://prayod.com/wpcontent/uploads/2014/04/%E0%B8%9D%E 0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.jpg. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. พัชรวรรณ รัตนอุบล. (2552). การรอดชีวิตของโปรไบโอติกโดยใช้สารพรีไบโอติกในการผลิตภัณฑ์ ซินไบโอติก. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. พ รี ไ ป โ อ ติ ก . ( 2558). [อ อ น ไ ล น์ ] . เ ข้ า ถึ ง จ า ก http://personal.sut.ac.th/montarop/2013%20WBSITE/Schoolf_Biotech/Blog/Entries/2013/9/14 _%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89_% E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%8B_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0 %B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8 .html. วันที่สืบค้น 18 กรกฎาคม 2558. แพรววดี อนิวรรตสถิต, ยุวเรศ เรืองพานิช, เสกสม อาตมางกรู และสุกัญญา รัตนทับทิมทอง. 2557. ผลการเสริมเอนไซม์โปรติเอสร่วมกับ โซเดียมไบคาร์บอเนตต่อสมรรถภาพการผลิตไก่เนื้อ, ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ฟ้าทะลายโจร. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://herbariam.com/wp-content/uploads/2015/06 /%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0 %B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A31.jpg. วั น ที่ สื บ ค้ น 22 มิถุนายน 2558. ภรณี ต่างวิวัฒน์, บุญล้อม ชีวะอิสระกุล และเสาวคนธ์ โรจนสถิต. (2546). หลักโภชนศาสตร์และ อาหารสัตว์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, นนทบุรี. มยุรา ปรารถนาเปลี่ยน. (2549). สารให้ความหวานสังเคราะห์ (Artificial Sweeteners) ที่อนุญาตให้ ใช้ได้ในอาหารสัตว์. ฐานข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานอาหารต่างประเทศ. ลักษณ์ เพียซ้าย และ ศุภนุช ใจดำ. (2548). ระบบการผลิต และการจัดการฟาร์มแพะ-แกะ. ศูนย์วิจัย และพัฒนาสัตว์เคียวเอื้องขนาดเล็ก. สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ มก. นครปฐม. วรรณพร ทะพิงค์แก. (2557). ทางเลือกในการทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโต สำหรับปศุสัตว์. ภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ. คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ศิริขวัญ บุตรรัตน์. (2552). การผลิตซินไบโอติกจากกากถั่วเหลืองเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์. วิชาสัมมนา. สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ. ศิริลักษ์ สาวิสิทธิ์. (2552). การศึกษาการผลิตโปรตีนเซลล์เดียวจากซังข้าวโพดใช้ยีสต์ Rhodotorula rubra. วิชาสัมมนา. สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ.
สารช่วยเพิ่มกลิ่น. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.fisheries.go.th/if-inland_feed/distri bute/rawmat.htm. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. สารเสริมชีวนะ. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.thailovehealth.com/words/health960.html.วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. สารอาหาร. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.krusarawut.net/wp/wp-content/uplo ads/2014 /10/iStock_000013115572XSmall1.jpg. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. สุพจน์ นวลละออง. (2552). รายงานการวิจัยเรื่อง การสกัดสารพรีไบโอติกจากพืชเกษตร, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สุภาพร อิสริโยดม, ประทีป ราชแพทยาคม, ครวญ บัวคีรี และวิไล สันติโสภาศรี. (มปป). การเสริมสาร ส รจ าก ธ ร รม ช าติ บ างช นิ ด ใน อ าห ารไก่ ไข่ . ภ า ค วิช าสัต ว บ า ล . ค ณ ะ เก ษ ต ร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หญ้าแห้ง. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.rakbankerd.com/ckfinder/userfiles/images/ PLANT /Farm%20Management/DSCF3266.JPG. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. หญ้าหมัก. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.rakbankerd.com/ckfinder/userfiles/images /ANIMAL/Feed/1001Grass.jpg. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. อรพิน ภูมิภมร และบุญเรียง ล้ำชัยภูมิ. (มปป). การผลิตจุลินทรีย์ที่เป็นสารเสริมชีวนะเพื่อใช้ในการ เลี้ยงไก่. ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ. คณะอุตสาหกรรมเกษตร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อุทัย เก้าเอี้ยน. (2549). โปรไบโอติก . ภาควิชาอายุรศาสตร์. สงขลานครินทร์เวชสาร. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ปีที่ 24. ฉบับที่ 4. อัจฉรา นิยมเดชา และมงคล คงเสน. (2556). เมทาบอลิซึมและคุณประโยชน์ของแคโรทีนอย์ในการ เพิ่มความเข้มสีไข่แดง. คณะเกษตรศาสตร์. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์. อัจฉรา นิยมเดชา และมงคล คงเสน. (2557). วิตามินและแร่ธาตุต่อบทบาทการเป็นสารแอนติออกซิ แดนท์และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโรคสำหรับสัตว์. คณะเกษตรศาสตร์. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์. Astragalus radix. (2558). [อ อน ไลน์ ]. เข้าถึ งจาก http://herb.daegu.go.kr/data/material/A_0101 _1701_295.jpg. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558. Burgents J. E., Burnett K. G. and Burnett L. E. (2004). Disease resistance of Pacific white shrimp, Litopenaeus vannamei, following the dietary administration of a yeast culture food supplement. Aquaculture 231: 1 – 8. Cratoxylum formosum. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก https://pictures4.files.wordpress.com/2011/03 /cratoxylum-formosum-jack-dyer-flower-2.jpg. วันที่สืบค้น 22 มิถุนายน 2558.
Jian, J. and Wu, Z. (2 0 0 4). Effects of traditionalmedicine on nonspecific immunity anddisease resistance of lare yellow croaker, Pseudomonas crocea (Richardson). Aquaculture 2 18 : 1 -9. Pachanawan, A., Phumkhachorn P. and Rattanachaikunsopon P. (2 0 0 8 ). Potential of Psidium guajava supplemented fish diets incontrolling Aeromonas hydrophila infection intilapia(Oreochromis niloticus). Journal of Bioscience and Bioengineering 106(5): 419-422. Phianphank, W., S. Piyatirativarakul, P. Menasveta and S. Rengpipat. (1997). Use of Probiotics in Penaeus monodon. Abstract of poster session, 2nd Asia-Pacific Marine Biotechnology Conference 1997. Phuket. Thailand. 116p. Rattanachaikunsopon, P. and Phumkhachorn P. 2009a. “Prophylactic effect of Andrographis paniculata extracts against Streptococcus agalactiae infection in Nile tilapia (Oreochromis niloticus).” Journal ofBioscience and Bioengineering 107(5): 579- 582. Rattanachaikunsopon, P. and Phumkhachorn P. (2009b). Potential of Chinese chive oil as anatural antimicrobial for controlling Flavobacterium columnare infection in Niletilapia oreochromis iloticus. Fisheries Science 75:1431 -1437. Rattanachaikunsopon, P. and Phumkhachorn P. (2009c). Protective effects of clove oil supplemented fish diets on experimental Lactococcus garvieae infection in tilapia. Bioscience, Biotechnology and Biochemistry 73(9): 2085-2089. Rattanachaikunsopon, P. and Phumkhachorn P. (2010a). Effect of Cratoxylum formosum oninnate immune response and diseaseresistance against Streptococcus agalactiae intilapia Oreochromis niloticus. Fisheries Science 76: 653-659. Rattanachaikunsopon, P. and Phumkhachorn P. (2010b). Use of Centella asiatica aqueous extract as bath treatment to control columnaris in tilapia (Oreochromis niloticus). Journal of Aquatic Animal Health 22:14-20. Rattanachaikunsopon, P. and Phumkhachorn P. (2010c). Potential of cinnamon (Cinnamomum verum) oil in controlling Streptococcus iniae infection in tilpia (Oreochromis niloticus). Fisheries Science 76:287-293. Tuohy, K. M., Probert, H. M., Smejkal, C. W. and Gibson, G. R. (2 0 0 3 ). Using probiotics and prebiotics to improve gut health. Drug Discov. Today 8: 692-700. Yin, G. (2006). Effect of two Chineseherbs (Astragalus radix and Scutellaria radix) on non-specific immune response of tilapia (Oreochromis niloticus). Aquaculture 253:39-47.
วิธีสอนและกิจกรรม - บรรยายประกอบเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะด้วยโปรแกรม Power point - ซักถามให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น - สรุปบทเรียน - เฉลยการบ้านคำถามท้ายบทเรียน สื่อการสอน หนังสืออ้างอิง ตามเอกสารท้ายบทเรียน เอกสาร ประกอบ ตำรา รายวิชา ชว421 เทคโนโลยีชีวภาพทางสัตว์เรียบเรียง โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. ณัฐพร จันทร์ฉาย วัสดุโสทัศน์ CD E-learning วิชา ชว421 เทคโนโลยีชีวภาพทางสัตว์ งานที่มอบหมาย - ศึกษาเนื้อหาบทเรียนด้วยตนเองและค้นคว้าเพิ่มเติม - อ่านหนังสือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตอาหารสัตว์ - ตอบคำถามท้ายบทเรียน - ค้นคว้ารายงานเกี่ยวกับการปรับปรุงวัตถุดิบอาหารสัตว์ การวัดผล - ตั้งคำถามขณะบรรยาย - สังเกตความสนใจ - พิจารณาจากงานที่มอบหมาย - ทดสอบรวมในห้องเรียน และทำการสอบในการสอบปลายภาค หมายเหตุ : .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ...........................................................................................................................................
จุดประสงค์ 9.1 อธิบายของเสียที่เกิดจากการผลิตสัตว์ได้ 9.1.1 บอกถึงมูล และปัสสาวะสัตว์ที่เกิดจากการผลิตสัตว์ได้ 9.1.2 บอกน้ำเสียที่เกิดจากการผลิตสัตว์ได้ 9.1.3 บอกก๊าซและกลิ่นที่เกิดจากการผลิตสัตว์ได้ 9.1.4 ซากสัตว์ที่เกิดจากการผลิตสัตว์ได้ 9.1.5 ขยะ อื่น ๆ ที่เกิดจากการผลิตสัตว์ได้ 9.2 อธิบายการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์โดยใช้หลัก 3R’s ได้ 9.3 อธิบายเทคโนโลยีชีวภาพกับการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ได้ 9.3.1 อธิบายการจัดการของเสียในฟาร์มโดยใช้ผลิตปุ๋ยได้ 9.3.2 อธิบายการจัดการของเสียในฟาร์มโดยใช้ผลิตก๊าซชีวภาพได้ 9.3.2 อธิบายการจัดการของเสียในฟาร์มโดยใช้ผลิตอาหารสัตว์ได้ เนื้อหา 9.1 บทนำ การจัดการฟาร์มมีบทบาท และความสำคัญต่อตัวเกษตรกรโดยตรง ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรจะ เป็นผู้ผลิตโดยตรง หากเกษตรกรมีความรู้ด้านการจัดการฟาร์มที่ดีแล้วการดำเนินกิจการเลี้ยงสัตว์ก็จะ ประสบผลสำเร็จตามที่ต้องการ หากเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีแล้วย่อมนำผลกำไรมาให้ อย่างแน่นอน ความสำคัญของการจัดการฟาร์มต่อตัวเกษตรกร คือ ช่วยปรับแผนการผลิตของ เทคโนโลยีชีวภาพกับการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ Biotechnology for Livestock Farm Management บทที่ : 9
เกษตรกรให้สอดคล้องกับสภาวะของตลาด ทั้งในด้านผลผลิตและปัจจัยการผลิตสามารถปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงแผนการผลิตตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สังคมวัฒนธรรม กฎหมาย และ นโยบายของรัฐบาลหากเกษตรกรมีการจัดการฟาร์มที่ดีก็จะทำให้เกิดผลกำไรจากการทำฟาร์ม ฐานะ ความเป็นอยู่ของเกษตรกรจะดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นตามไปด้วยสามารถดำเนินการ ใช้ปัจจัยการผลิตอย่างได้ผล ถูกต้อง และประหยัด (การจัดการฟาร์มและการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงที่สำคัญ ทางเศรษฐกิจ, 2558) ในการดำเนินกิจการฟาร์มปศุสัตว์ทั่วไปมักจะเกิดปัญหาหลักคือการจัดการน้ำเสียจากการ ชำระล้างคอกมูลสัตว์ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะด้านสุขอนามัย กลิ่นรบกวน ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นภาระ ทั้งด้านการเงิน และสังคมที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบยังเป็นแหล่งเพาะเชี้อโรคแมลงวันและยุง ซึ่ง จะเป็นอันตราย ดังนั้นผู้ที่จะก่อตั้งฟาร์มนอกจากจะต้องเลือกทำเลที่จะตั้งฟาร์มให้เหมาะสม ยังจะต้อง กำหนดแผนและนโยบายการจัดการเกี่ยวกับของเสียต่าง ๆ จากฟาร์มให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา กับสภาพแวดล้อม และในชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย ปัจจุบันได้มีการนำเทคนิคทางเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยแก้ไขปัญหาของการเกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากมูลสัตว์ น้ำทิ้ง และของเสียต่าง ๆ ตลอดจนการคิดค้นหาแนวทางในการ แก้ไขหรือนำกระบวนการที่ใช้สิ่งมีชีวิตมาช่วย เช่น จุลชีพ ในการบำบัดน้ำเสีย และรักษาสภาพแวดล้อม การนำของเสียจากสิ่งมีชีวิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำไปทำปุ๋ย และทำแก๊สชีวภาพ เป็นต้น 9.2 ของเสียที่เกิดจากการผลิตสัตว์ ของเสีย (Waste) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตใด ๆ ก็ตาม อันเป็นผลมาจากความไม่ สามารถเปลี่ยนปัจจัยการผลิตเป็นผลผลิตที่ต้องการได้ สำหรับกระบวนการผลิตสัตว์นั้น ของเสียที่เกิด จากกระบวนการผลิตที่สำคัญได้แก่ มูลและปัสสาวะสัตว์ น้ำเสีย ซากสัตว์ ก๊าซ และขยะ เนื่องจากของ เสียเหล่านี้มีหลากหลายชนิดทั้งในรูปของแข็ง ของเหลวและก๊าซที่สัตว์ขับถ่ายออกมาและที่เกิดจากการ หมักเน่าของของเสียอื่นที่มีการจัดการกำจัดที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการมีความรู้และเข้าใจถึงชนิดของของ เสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตสัตว์ จะช่วยให้ฟาร์มมีการจัดการกำจัดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 9.2.1 มูล และปัสสาวะสัตว์ มูลและปัสสาวะสัตว์ เป็นสิ่งที่สัตว์ขับถ่ายออกมา เป็นส่วนของกากอาหารหรืออาหารที่ไม่ถูก ย่อย และอาหารบางส่วนที่ถูกย่อยแล้วแต่ร่างกายสัตว์ไม่สามารถดูดซึมไปใช้รวมทั้งเซลล์ของจุลินทรีย์ และเศษเนื้อเยื่อบุผนังลำไส้ในระบบทางเดินอาหารที่หลุดปะปนออกมาด้วย ทั้งนี้ปริมาณ และลักษณะ ของมูลสัตว์ จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ชนิด ขนาดอายุของสัตว์ อาหารที่สัตว์กิน สภาพแวดล้อมและการจัดการเลี้ยงดู เป็นต้น ดังตัวอย่าง - ชนิดสัตว์ มูลไก่มีลักษณะค่อนข้างเหลวเมื่อเทียบกับสัตว์อื่น เนื่องจากไก่ไม่มีกระเพาะ ปัสสาวะจึงขับของเสียที่เป็นน้ำออกมาพร้อมกับมูล หรือโคและกระบือเป็นสัตว์กระเพาะรวมจะกิน
อาหารที่มีเยื่อใยสูง มูลที่ขับออกมาก็จะมีกากหรือเยื่อใยสูงกว่ามูลสุกรและสัตว์ปีกซึ่งเป็นสัตว์กระเพาะ เดี่ยวที่กินอาหารข้นที่มีเยื่อใยต่ำ - ขนาดตัวสัตว์มูลไก่ มีปริมาณวันละ 0.1กิโลกรัม ส่วนสุกรขับถ่ายมูลวันละ 7 กิโลกรัมแต่เมื่อ เทียบกับน้ำหนักตัวแล้ว ปริมาณมูลที่ไก่ขับถ่ายออกมาคิดเป็น 4.5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว มากกว่า สุกรถึงกว่าสองเท่า และใกล้เคียงกับโคเนื้อและโคนม 9.2.2 น้ำเสีย น้ำเสีย หมายถึง น้ำทิ้งจากกิจกรรมต่าง ๆ ของการเลี้ยงสัตว์ เช่น น้ำล้างคอกน้ำทำความ สะอาดตัวสัตว์ น้ำล้างอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ และน้ำที่ใช้ในการระบายความร้อนให้แก่สัตว์ เป็นต้น ซึ่งจะมีปัสสาวะ และเศษมูลสัตว์ปะปนมาด้วย น้ำเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์มจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิด จำนวน และขนาดของสัตว์ ลักษณะ อาหาร และวิธีการให้อาหาร ลักษณะโรงเรือน และระบบจัดการของเสีย วิธีการท้าความสะอาดคอก และปริมาณน้ำที่ใช้ล้างหรือทำความสะอาด ปัญหาด้านปริมาณน้ำเสียของฟาร์มสัตว์แต่ละประเภทมีระดับความรุนแรงของปัญหาแตกต่าง กันโดยฟาร์มสัตว์ปีก มีปัญหาด้านน้ำเสียน้อยกว่าฟาร์มสัตว์ชนิดอื่นๆ เนื่องจากวัสดุรองพื้นคอก เช่น ขี้ เลื่อย หรือแกลบ ได้ช่วยดูดซับสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ ดังภาพที่ 9.1 รวมทั้งการทำความสะอาดจะไม่ใช้น้ำ จึงมีน้ำเสียในปริมาณน้อย ส่วนฟาร์มสุกรจะมีการใช้น้ำปริมาณมากทำให้มีน้ำเสียจำนวนมาก ใน ทำนองเดียวกับฟาร์มโคนม ภาพที่ 9.1 : แสดงคอกสัตว์ที่มีวัสดุรองพื้นคอก ที่มา : วัสดุรองพื้นคอกสัตว์ (2558 : ออนไลน์)
9.2.3 ก๊าซและกลิ่น ก๊าซที่เป็นของเสียจากการผลิตสัตว์ มีทั้งที่เกิดจากการขับถ่ายของสัตว์โดยตรง และเกิดจาก การตกค้างของเศษอาหาร มูลและปัสสาวะที่สัตว์ขับถ่ายออกมาในคอกหรือรางระบายน้ำ หรือกองไว้ เพื่อรอการกำจัดออกจากฟาร์มได้เกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์หรือมีการสลายตัว ทำให้มีก๊าซ เกิดขึ้น ดังภาพที่ 9.2 ก๊าซที่เกิดขึ้นจากการผลิตสัตว์บางชนิดไม่มีกลิ่น เช่น มีเทน (CH4 ) คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) และหลายชนิดมีกลิ่นเหม็นเช่น แอมโมเนีย (NH3) ไฮโดรเจนซัลไฟด์(H2S) หรือก๊าซไข่เน่า ถ้าฟาร์มมีการจัดการระบายอากาศที่ดีภายในโรงเรือน ก๊าซที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปจะไม่ถึง ขั้นทำอันตรายต่อตัวสัตว์แต่จะรบกวนสุขภาพ และประสิทธิภาพทางการผลิตของสัตว์ ภาพที่ 9.2 : แผนผังกระบวนการเกิดกลิ่นของฟาร์มสุกร ที่มา : ความรู้เบื้องต้นเรื่องกลิ่น (2558 : ออนไลน์) 9.2.4 ซากสัตว์ ซากสัตว์ หมายถึง ร่างกายสัตว์ที่ตาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อโรคและสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เชื้อโรค นอกจากนี้สัตว์พิการหรืออ่อนแอที่พิจารณาแล้วว่าอาจไม่มีชีวิตรอด หากปล่อยไว้อาจเป็นพาหะนำโรค ก็จะต้องทำการคัดทิ้งและทำลาย ฟาร์มจะต้องมีบริเวณเฉพาะสำหรับทำลายซากสัตว์ โดยเป็นพื้นที่ที่ ห่างจากบริเวณโรงเรือนที่อาศัยของสัตว์ และไม่ใช่ทางผ่านประจำของบุคลากรของฟาร์ม อย่างไรก็ดี แม้ว่าสัตว์จะตายจากสาเหตุที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ ก็ไม่ควรนำซากสัตว์นั้นมาใช้เป็นอาหารบริโภค ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซากสัตว์ที่ป่วยตายจากการติดเชื้อโรคและไม่รู้สาเหตุห้ามนำมา รับประทานเด็ดขาด
9.2.5 ขยะอื่น ๆ ขยะ หมายถึง เศษวัสดุ เศษอาหาร ภาชนะที่ใช้บรรจุปัจจัยการผลิต เช่น ขวดแก้ว ขวด พลาสติกกระป๋องใส่ยา ถุงใส่อาหารและวัตถุดิบอาหาร เป็นต้น ฟาร์มต้องมีการแยกประเภทของขยะ นอกจากจะเป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดแล้ว ขยะบางชนิดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือ นำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ บางชนิดสามารถขายเป็นรายได้พิเศษของแรงงานในฟาร์ม 9.3 การจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์โดยใช้หลัก 3R’s ปัจจุบันการจัดการของเสียของฟาร์มเป็นสิ่งที่ท้าได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากปริมาณของเสียที่ต้อง กำจัดเมื่อเทียบต่อพื้นที่การผลิตของฟาร์มจะมีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ทรัพยากรที่ใช้ในการกำจัดของ เสียกลับมีปริมาณจำกัด และไม่ได้สัดส่วนกับปริมาณของเสียที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การขาดพื้นที่ที่ใช้ใน การกำจัด และบำบัดของเสีย การขาดแรงงานฟาร์ม น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง และค่าใช้จ่ายในการ ขนส่งมีราคาสูงขึ้นซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มต้นทุนการผลิตฯลฯ ดังนั้นจึงมีการนำหลักการดำเนินงาน 3R’s ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) มาใช้ เพื่อลดปริมาณ ของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดของเสียของฟาร์ม นอกจากนี้หากการกำจัดของเสียนั้น สามารถสร้างประโยชน์ต่อฟาร์มในแง่ของการสร้างรายได้ ย่อมเป็นสิ่งจูงใจให้ฟาร์มมีการกำจัดของเสีย ของฟาร์มอย่างถูกต้อง การกำจัดของเสียโดยนำหลักการดำเนินงาน 3R’s ในการปฏิบัติงานฟาร์ม (ศิริลักษณ์, มปป) มี แนวทางดังนี้ 1. Reduce คือการลดปริมาณของเสียที่จะเกิดขึ้นจากการผลิตสัตว์โดยฟาร์มต้องมีการใช้ปัจจัย การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิต ตลอดจนมีการปรับปรุงด้าน เทคนิคและวิธีการในกระบวนการการผลิต เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เลือกพันธุ์สัตว์มาเลี้ยงต้องสอดคล้อง กับความพร้อมของทรัพยากรฟาร์ม หากเลี้ยงสัตว์พันธุ์ดี แต่สัตว์ไม่ได้รับอาหารที่มีคุณภาพและ ปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการสัตว์ก็ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ตามมาตรฐานของพันธุ์สัตว์ได้ นั่น หมายถึงความไม่มีประสิทธิภาพของการใช้ปัจจัยการผลิตและเกิดความสูญเสียด้านการผลิตและใน การล้างคอกสัตว์ควรมีการใช้น้ำอย่างประหยัด เป็นต้น 2. Reuse คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดของเสีย ต้องพิจารณาเลือกวิธีการกำจัดของเสีย ให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับลักษณะของของเสียนั้น เพื่อให้ของเสียที่ต้องกำจัดมีปริมาณน้อยที่สุด เช่น การบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ มีการคัดแยกวัสดุเหลือใช้ออกจากของเสีย และกำจัดที่ เหมาะสมกับลักษณะสมบัติของของเสีย 3. Recycle คือการเพิ่มมูลค่าของเสียโดยการนำของเสียไปใช้ให้เกิดประโยชน์ของเสียจากการ ผลิตสัตว์หลายชนิดยังมีคุณค่าที่จะนำไปใช้ประโยชน์ จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ
ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากของเสียแพร่หลายมากขึ้น เช่น การใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ผลิตก๊าซ ชีวภาพ และการใช้เป็นอาหารสัตว์เป็นต้น 9.4 เทคโนโลยีชีวภาพกับการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ ปัจจุบันประเทศไทยนับได้ว่าเป็นแหล่งเกษตรกรรม มีผู้ประกอบการปศุสัตว์อยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าในการทำฟาร์มปศุสัตว์นอกจากผลผลิตทางการเกษตรกรรมที่จะได้รับแล้ว ของเสียที่ เกิดจากการประกอบกิจการคือ น้ำเสีย และมูลสัตว์ เป็นผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ สร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้มี การนำของเสียไปใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี และ นวัตกรรมต่าง ๆ ทำให้สามารถมีการใช้ประโยชน์จากของเสียได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น 9.4.1 การจัดการของเสียในฟาร์มโดยใช้ผลิตปุ๋ย มูลสัตว์และน้ำเสียของฟาร์มสามารถใช้ทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก น้ำสกัดจากปุ๋ยหมัก และกากมูล หมัก ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม ลดกลิ่นเหม็น และแมลงวัน ลดปริมาณของเสียทำให้ลด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ขนย้ายและเก็บรักษา ทั้งนี้กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ จะเปลี่ยนรูป อินทรีย์สารที่เป็นองค์ประกอบของของเสียเป็นอนินทรีย์สารที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ แม้ว่าปุ๋ยมูลสัตว์จะให้ธาตุอาหารหลักไม่เข้มข้นเช่นปุ๋ยเคมี (ตารางที่ 9.1) แต่จะให้ธาตุอาหาร รอง และธาตุอาหารปลีกย่อยที่ปุ๋ยเคมีไม่มี ประกอบกับปุ๋ยจากมูลสัตว์ ทำให้ดินมีการระบายน้ำ และ อากาศดีขึ้น จะช่วยให้จุลินทรีย์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ใน ดินอีกด้วย ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการ เจริญเติบโตของพืช ช่วยเพิ่มความคงทนให้แก่เม็ดดินเป็นการลดการชะล้างพังทลายของดิน และช่วย รักษาหน้าดินไว้ ตารางที่9.1 : แสดงคุณค่าของธาตุอาหารสำหรับพืชในมูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ ชนิดมูลสัตว์ pH ธาตุอาหารหลัก (%) ธาตุอาหารรอง (%) N P K Ca Mg S มูลวัวใหม่ 10.4 1.95 1.76 0.43 1.82 0.56 0.07 มูลวัวเก่า 8.7 1.73 0.49 0.30 0.55 0.22 0.05 มูลกระบือ (เก่า) 8.7 1.82 1.92 0.12 2.06 0.74 0.52 มูลสุกร (เก่า) 6.9 2.83 16.25 0.11 8.11 2.42 0.14 มูลไก่ไข 7.5 2.28 5.91 3.02 12.10 1.07 0.67 มูลไก่เนื้อ (ใหม่) 8.0 2.65 2.69 1.85 2.18 0.51 0.18 มูลไก่เนื้อ (เก่า) 8.2 2.09 6.07 0.42 11.30 0.86 0.68 ที่มา : สถาบันพัฒนาและส่งเสริมปัจจัยการผลิต (2544)
ของเสียจากการผลิตสัตว์ของฟาร์ม สามารถนำไปใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าโดยใช้ทำปุ๋ยได้ หลายรูปแบบ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก น้ำสกัดจากปุ๋ยหมัก และกากมูลหมัก ในกรณีการน้ามูลสัตว์มา ทำ “ปุ๋ยหมัก” จำเป็นต้องปรับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับจุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายอินทรีย์ สารที่มีอยู่ในมูลสัตว์ให้เปลี่ยนเป็นอนินทรียสารที่พืชดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ หากสภาพแวดล้อม เปลี่ยนไปหรือไม่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ดังกล่าว ก็จะทำให้การย่อยสลายเกิดอย่างช้า ๆ หรือหยุดชะงักได้ สภาพแวดล้อมที่ต้องพิจารณาในการทำปุ๋ยหมัก ได้แก่ ความสมดุลของธาตุอาหาร ความชื้น อุณหภูมิ ออกซิเจน ความเป็นกรด-ด่างและขนาดของชิ้นส่วนวัสดุทำปุ๋ยหมักโดยปกติมูลสัตว์ จะมีโปรตีนระดับสูง ดังนั้นการทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์จึงต้องมีการปรับสัดส่วนด้วยวัสดุที่มีพลังงานสูง หรือมีโปรตีนต่ำ เช่น เศษต้นพืช และฟางข้าว เป็นต้น ดังตารางที่ 9.2 การปรับค่าความสมดุลของธาตุ อาหาร (C:N) ในการทำปุ๋ยหมักจากมูลสุกร ตารางที่9.2 : แสดงการปรับค่าความสมดุลของธาตุอาหาร (C:N) ในการทำปุ๋ยหมักจากมูลสุกร* วัสดุที่ใช้ปรับค่าความสมดุลของธาตุอาหาร (C: N) ปริมาณวัสดุที่ใช้ (กิโลกรัม) ปริมาณมูลสุกรที่ ใช้ (กิโลกรัม) ฟางข้าว ผักตบชวา หญ้าแห้ง 1 2.5 ขุยมะพร้าว แกลบ กากอ้อย ใบอ้อย ต้นข้าวโพด 1 4 ขี้เลื่อย ใบไม้แห้ง กิ่งไม้ เปลือกไม้ เปลือกถั่วลิสง 1 5 *ค่า C: Nของปุ๋ยหมักมีค่าประมาณ 30:1 ที่มา: สมชัย (2552) จุไรรัตน์และคณะ (2554) ศึกษาการผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากมูลสัตว์เพื่อใช้ในการเกษตรโดย การใช้จุลินทรีย์ EM 10 มิลลิลิตรมูลสัตว์ 1 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร และใช้ปริมาณกากน้ำตาลที่ 25, 50 และ 75 มิลลิลิตร ซึ่งทำการหมัก 3 สูตรใส่ลงในถังพลาสติก แล้วทำการกวนให้เข้ากันแล้วปิดฝาไว้ 5-7 วัน หรือจนกว่าจะมีฝ้าสีขาวเกิดขึ้น แล้วทำการกรองเอาน้ำหมักที่ได้ใส่ขวดไว้ใช้ต่อไป จากการ วิเคราะห์ธาตุอาหารหลักในปุ๋ยน้ำชีวภาพจากมูลสัตว์พบว่าผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช จากปุ๋ย 3 สูตร คือ ไนโตรเจน (N) มีค่าเฉลี่ย 0.91, 1.36 และ1.55 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ฟอสฟอรัส (P) มีค่าเฉลี่ย 0.65, 0.69 และ0.73 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และโพแทสเซียม (K) มีค่าเฉลี่ย 0.83, 0.85 และ0.89 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ จากปุ๋ยสูตร 1-3 มีค่าเฉลี่ยของธาตุอาหารที่แตกต่างกันทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณกากน้ำตาลที่ใช้ในการผสมในการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากมูลสัตว์จากนั้นนำไปศึกษาการ เจริญเติบโตของคะน้า โดยใช้ปุ๋ยแต่ละสูตรในการรดผักคะน้าทุก 7 วัน พบว่าปุ๋ยสูตรที่ 3 ทำให้การ เจริญเติบโตของคะน้าดีสุด และมีน้ำหนักของคะน้ามากสุด
เสาวภา (2554) ศึกษากระบวนการผลิต และคุณภาพปุ๋ยน้ำหมักมูลสุกรของเกษตรอินทรีย์ ตําบลกองทูล อําเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ปุ๋ยน้ำหมักมูลสุกรจากเกรียงไกรฟาร์มได้มาจากการ เลี้ยงสุกรแบบระบบปิดเลี้ยงปีละ 2 ครั้งครั้งละ 5 เดือน ต่อจํานวนสุกร 1,250 ตัว น้ำเสียมูลสุกร น้ำ ปัสสาวะและเศษอาหารถูกนํามาเติมกากน้ำตาลและจุลินทรีย์EM แล้วผ่านระบบไบโอก๊าซบ่อหมักแบบ โดมคงที่ ใช้เวลาในการหมักเป็นเวลาประมาณ 30-45 วัน จะได้ปุ๋ยน้ำหมักมูลสุกร โดยทำการเก็บ ตัวอย่างปุ๋ย 2 บริเวณ คือ บริเวณบ่อแยกตะกอน และบริเวณบ่อพักปุ๋ยน้ำหมักมูลสุกรและนํามา วิเคราะห์คุณภาพปุ๋ยทั้งหมด 8 พารามิเตอร์ได้แก่ ปริมาณร้อยละไนโตรเจนทั้งหมด ปริมาณร้อยละ ฟอสเฟตทั้งหมด ปริมาณร้อยละโพแทสเซียมทั้งหมดอินทรีย์คาร์บอน อินทรียวัตถุ อัตราส่วนคาร์บอน ต่อไนโตรเจน ความเป็นกรด-ด่าง (pH) และค่าการนําไฟฟ้าผลการวิเคราะห์พบว่ามี 2 พารามิเตอร์ที่ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรคือค่าความเป็นกรดด่าง (7-8) และค่านําไฟฟ้า (ไม่เกิน 10 เดซิเมนต์ต่อเมตร) จากการที่เกษตรกรได้นําปุ๋ยน้ำหมักมูลสุกรไปใช้แทนปุ๋ยเคมีในไร่ มันสําปะหลัง ไร่อ้อยและแปลงเกษตรผสมผสาน พบว่าให้ผลผลิตทางการเกษตรดีและช่วยลดต้นทุน การผลิตได้อีกด้วย สายชล และคณะ (มปป) ศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยมูลวัว ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีต่อการผลิตผักบุ้งจีน โดยทำการ เปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักบุ้งจีนเมื่อใช้ปุ๋ยมูลวัว ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี ในอัตราต่าง ๆ เปรียบเทียบผลตอบแทนของการใช้ปุ๋ยในระดับต่าง ๆ ทำการวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) มี 8 ทรีตเมนต์ๆ ละ 3 ซ้ำ ทรีตเมนต์ได้แก่ 1) ไม่ใส่ปุ๋ย 2) ใส่ปุ๋ยหมัก 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ 3) ใส่ปุ๋ยมูลวัว 2,000กิโลกรัมต่อไร่ 4) ใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนา จากค่าวิเคราะห์ดิน คือ N–P2O5–K2O = 20-5-10 กิโลกรัม/ไร่ 5) ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมัก 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ 6) ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมัก 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ 7) ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยมูลวัว 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ 8) ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยมูลวัว 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ทำการวัดการเจริญเติบโตของผักบุ้งจีน เมื่อผักบุ้งจีนมีอายุ 7, 15, 21 และ25 วันหลังปลูก โดย วัดความสูงของลำต้น ความยาวใบ ความกว้างใบ ความเข้มใบ เก็บข้อมูลน้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง และ ผลผลิตเมื่ออายุ25 วันหลังปลูก ทดสอบสมมติฐานด้วย F –test (ANOVA) เปรียบเทียบหาความ แตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในแต่ละสิ่งทดลองโดยใช้ค่า Least Significant Difference (LSD) และหาต้นทุน ผลตอบแทน ผลการทดลองพบว่าแปลงที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีได้แก่ ทรีตเมนต์ที่ 1, 2 และ 3 มีการเจริญเติบโตต่ำ กว่าทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งได้แก่ ทรีตเมนต์ที่ 4,5, 6, 7 และ 8 โดยทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ย
มูลวัว 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ เจริญเติบโตสูงที่สุด ผลผลิตเฉลี่ยของทรีตเมนต์ที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี คือ 494 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตเฉลี่ยของทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยเคมี คือ 2,564 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อคำนวณต้นทุน เฉลี่ย พบว่าทรีตเมนต์ที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีมีต้นทุนเฉลี่ย 17.78 บาท/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ ทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยเคมี (4.71 บาท/กิโลกรัม) ในกรณีที่ราคาผลผลิต 20 บาท/กิโลกรัม กำไรเฉลี่ยของ ทรีตเมนต์ที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 1,370 บาท/ไร่ ขณะที่กำไรเฉลี่ยของทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 39,269 บาท/ไร่ 9.4.2 การจัดการของเสียในฟาร์มโดยใช้ผลิตก๊าซชีวภาพ โดยปกติตามธรรมชาติ จะเกิดการย่อยสลายของเสียจากการทำงานของจุลินทรีย์ทั้งที่ใช้ ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจนอยู่แล้ว แต่กระบวนการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนหรือการหมักนั้น จะ มีก๊าซมีเทน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งให้พลังงาน เพราะมีคุณสมบัติติดไฟ และให้ความ ร้อนได้ดี ดังนั้นหากอาศัยการกำจัดมูลสัตว์และบำบัดน้ำเสียของฟาร์มเพื่อการผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับ ใช้เป็นแหล่งให้พลังงานสำหรับผลิตความร้อนไฟฟ้าการทำงานของเครื่องกล ฯลฯ ก็จะเป็นการเพิ่ม มูลค่าของเสียของฟาร์ม และสามารถให้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่าต่อการจัดการบำบัดน้ำเสียของฟาร์ม การผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียมีหลายระบบหรือแบบการเลือกใช้เทคโนโลยีแบบใด ก็ต้อง พิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของฟาร์ม ปริมาณของเสียที่เกิดจากการผลิตสัตว์ และ ความสามารถในการลงทุน และบางระบบก็สามารถใช้ได้กับฟาร์มทุกขนาด โดยอาจมีการปรับอุปกรณ์ บางอย่างเพิ่มเติม ซึ่งสามารถจำแนกบ่อที่ใช้ผลิตก๊าซชีวภาพตามลักษณะการทำงานและลักษณะของ ของเสียที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ได้เป็น 2 แบบ ดังนี้ 1. บ่อหมักช้าหรือบ่อหมักของแข็ง สำหรับใช้ย่อยสลายมูลสัตว์ หรือน้ำเสียที่มีสารแขวนลอยสูง หรือมีมูลสัตว์ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียสูง โดยทั่วไป มี 3 แบบ ได้แก่ 1) แบบยอดโดมหรือแบบฟิกซ์โดม (Fixed Dome Digester) ดังภาพที่ 9.3 ลักษณะเป็น ทรงกลมฝังอยู่ใต้ดิน ส่วนที่กักเก็บก๊าซมีลักษณะเป็นโดม แบบนี้เหมาะสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก
ภาพที่ 9.3 : แสดงบ่อหมักแบบยอดโดม (Fixed dome) ที่มา : ศิริลักษณ์(มปป) 2) แบบฝาครอบลอย (Floating Drum Digester) ดังภาพที่ 9.4 มีที่เก็บก๊าซท้าด้วยเหล็ก ครอบบ่อหมัก ฝาเหล็กครอบจะลอยขึ้นลงตามปริมาณก๊าซที่สะสม มีอายุการใช้งานสั้น เพราะมักเกิด การรั่วของก๊าซ จึงไม่พบเห็นการนำมาใช้ในปัจจุบัน ภาพที่ 9.4 : แสดงบ่อหมักแบบฝาครอบลอย (Floating Drum Digester) ที่มา : การผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียฟาร์มปศุสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม (2558 : ออนไลน์)
3) แบบปลั๊กโฟลว์(Plug Flow Digester) หรือแบบพลาสติกคลุมราง ดังภาพที่ 9.5 มี ลักษณะเป็นบ่อยาว น้ำเสียจะไหลตามแนวยาวของบ่อ ระยะเวลาในการหมักมูลใช้เวลามากขึ้น ระบบที่ มีลักษณะการทำงานแบบนี้ได้แก่บ่อ Cover Lagoon และ บ่อหมักราง (Channel Digester) ภาพที่ 9.5 : แสดงบ่อหมักแบบปลั๊กโฟลว์ (Plug Flow Digester) หรือแบบพลาสติกคลุมราง ที่มา : การผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียฟาร์มปศุสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม (2558 : ออนไลน์) นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการผลิตก๊าซชีวภาพ แบบบ่อหมักช้าสำหรับเกษตรกรรายย่อย คือ “ถุงหมักก๊าซชีวภาพ” ซึ่งมีต้นทุนในการจัดสร้างต่ำ และสร้างได้ง่าย เพื่อการผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับใช้ ในการหุงต้มประกอบอาหารในครัวเรือน 2. บ่อหมักเร็ว สำหรับใช้ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ละลายปนเปื้อนในน้ำเสีย หรือน้ำเสียที่มีสาร แขวนลอยต่ำ แบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ 1) แบบบรรจุตัวกลางในสภาพไร้ออกซิเจน (Anaerobic Filter) หรือแบบเอเอฟ (AF) ดังภาพ 9.6 ลักษณะของบ่อหมักเร็วแบบนี้จุลินทรีย์จะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนบนตัวกลางที่ถูกตรึง อยู่กับที่ โดยตัวกลางที่ใช้เช่นพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ไม้ไผ่ตัดเป็นท่อน เป็นต้น
ภาพที่ 9.6 : แสดงบ่อหมักแบบบรรจุตัวกลางในสภาพไร้ออกซิเจน (Anaerobic Filter) หรือแบบเอเอฟ (AF) ที่มา : บ่อบำบัดน้ำเสียแบบ Anaerobic Filter (2558 : ออนไลน์) 2) แบบยูเอเอสบีหรือแบบไร้อากาศที่มีชั้นตะกอนแบคทีเรียลอยอยู่ (UASB หรือ Upflow Anaerobic Sludge Blanket) ดังภาพ 9.7 ลักษณะการทำงานของบ่อหมักเร็ว โดยการควบคุม ความเร็วของน้ำเสียให้ไหลเข้าบ่อหมักจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน ตะกอนส่วนที่เบาจะลอยตัวไปพร้อมกับ น้ำเสียที่ไหลล้นออกนอกบ่อ ตะกอนส่วนที่หนักจะจมลงก้นบ่อ ทั้งนี้ตะกอนของสารอินทรีย์(Sludge) ที่ เคลื่อนไหวภายในบ่อหมักเป็นตัวกลางให้จุลินทรีย์เกาะ และผลิตก๊าซมีเทน
ภาพที่ 9.7 : แสดงบ่อหมักแบบยูเอเอสบีหรือระบบไร้อากาศที่มีชั้นตะกอนแบคทีเรียลอยอยู่ (Upflow Anaerobic Sludge Blanket :UASB) ที่มา : ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบยูเอเอสบี (UASB) (2558 : ออนไลน์) ตัวอย่างบ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบถุงหมัก PVC หรือถุงหมักก๊าซชีวภาพสำหรับเกษตรกร รายย่อย เป็นขนาดที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยซึ่งเลี้ยงสัตว์ประมาณ10-20 ตัว สำหรับสัดส่วนของ มูลและน้ำที่ใช้ คือ 1:1 ถึง 1:4 ส่วน หากใช้มูลสุกรซึ่งมีของแข็งประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์จะเติมมูลสัตว์ วันละ 24 ลิตร และใช้น้ำวันละ 24-96 ลิตร หรือเท่ากับการเลี้ยงสุกรอย่างน้อย จำนวน 6 ตัว สามารถ ผลิตก๊าซชีวภาพวันละประมาณ2 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้กับเตาหุงต้มสำหรับใช้ทำอาหาร ในครัวเรือนได้พอดี (ใช้ก๊าซ 0.15 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง) ลักษณะทั่วไป 1) ใช้ถุงพลาสติกพีวีซี ความยาว 6 เมตร เส้นรอบวง 5.25 เมตร (ขนาดของบ่อดินมีความกว้าง 2 x 4 x 1 เมตร)มีปริมาณรวม 7.8 ลูกบาศก์เมตร แยกเป็นส่วนของเหลว 5.9 ลูกบาศก์เมตร ก๊าซ 1.7 ลูกบาศก์เมตร 2) สำหรับพื้นที่ที่จะทำการสร้างบ่อหมัก ดังภาพ 9.8 ควรเป็นพื้นที่ลาดเอียงต่ำกว่าระดับคอก สัตว์เล็กน้อย เพื่อให้มูลสัตว์ไหลระบายเข้าบ่อเอง หรือจะทำเป็นบ่อชนิดตักมูลสัตว์มาเติมก็ได้ โดย ขนาดของหลุมที่จะขุดควรมีขนาดกว้างด้านบน 2 เมตร ยาว 4 เมตร ลึก 1 เมตร (สำหรับการเลี้ยงสุกร ขนาดเฉลี่ยปานกลางจำนวน 10-15 ตัว หรือเท่ากับบ่อเก็บมูลปริมาณ 7-8 ลูกบาศก์เมตร) บ่อหมัก ควรขุดเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ให้ฐานของบ่อมีพื้นที่หน้าตัดที่แคบกว่าเล็กน้อย ควรขุดด้านหัว และท้าย
ของบ่อเป็นแนวสำหรับวางท่อรับ และระบายมูลด้วยโดยให้ทางเข้ามูลมีระดับสูงกว่าทางระบายมูลออก เล็กน้อย ภาพที่ 9.8 : แสดงบ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบถุงหมักพลาสติกพีวีซี ที่มา: สุชน (2554) มยุรา และรุ่งทิพย์ (2556) ศึกษาการผลิตก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำทิ้งฟาร์มสุกรโดยใช้ กระบวนการหมักแบบ 2 ขั้นตอน ทําการปรับสภาพตะกอนหัวเชื้อโดยการใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 100°C เป็นเวลา 30 นาที ทําการออกแบบถังปฏิกรณ์ที่ใช้ในการผลิตก๊าซไฮโดรเจนโดยกระบวนการ หมักแบบ 2 ขั้นตอน ประกอบด้วยถังผลิตกรด และถังผลิตก๊าซไฮโดรเจน ขนาด 60 ลิตร ทําการศึกษา ระยะเวลาการกักเก็บ (HRT) ที่ 12, 24, 36 และ48 ชั่วโมง ต่อการผลิตก๊าซไฮโดรเจนทําการหมักที่มี การควบคุมค่า pH ที่5.0 พบว่าระยะเวลาการกักเก็บที่24 ชั่วโมง สามารถผลิตก๊าซไฮโดรเจนได้สูงสุด คือ 540 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากนั้นศึกษาความเข้มข้นของน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรที่ 25, 50, 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์(v/v) ต่อการผลิตก๊าซไฮโดรเจน พบว่าความเข้มข้นของน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร 100 เปอร์เซ็นต์(v/v) สามารถผลิตกรดอินทรีย์ระเหยง่าย (VFA) ได้แก่ กรดอะซิติก กรดโพรไพโอนิก กรดบิวทิริก และกรดคาโพรอิก 274.34, 113.29, 47.73 และ 46.75 mg/l ผลิตก๊าซไฮโดรเจนได้สูงสุด คือ 540 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ชนะ และคณะ (2554) ศึกษาผลของการเสริมกลีเซอรีนต่อการเกิดก๊าซชีวภาพจากมูลโค โดย ศึกษาระยะเวลาการเกิดก๊าซชีวภาพที่ได้จากการเติมสารกลีเซอรีน และศึกษาระดับของสารกลีเซอรีน
ที่เหมาะสมที่ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพสูงสุด ซึ่งใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ทำการเตรียมหน่วย ทดลองโดยใช้โอ่งขนาด 2,000 ลิตร จำนวน 12 ใบ โอ่งแต่ละใบบรรจุมูลโค 500 ลิตร และน้ำ 500 ลิตร หมักไว้ 7 วันจากนั้นสุ่มออกเป็น 3 ทรีตเมนต์ๆ ละ 4 ซ้ำ แต่ละซ้ำได้รับสารกลีเซอรีนใน ปริมาณที่แตกต่างกันดังนั้นทรีตเมนต์ที่ 1 มูลโคผสมน้ำ (กลุ่มควบคุม) ทรีตเมนต์ที่ 2 มูลโคผสมน้ำ และเติมสารกลีเซอรีน 1 เปอร์เซ็นต์และทรีตเมนต์ที่ 3 มูลโคผสมน้ำ และเติมสารกลีเซอรีน 3เปอร์เซ็นต์หลังจากนั้นหมักต่ออีก 3 วัน ทำการบันทึกระยะเวลาที่ก๊าซชีวภาพเต็มถัง 100 ลิตรเติม มูลโคและน้ำในอัตรา40 : 40 และเติมกลีเซอรีนตามปริมาณที่กำหนดทุก 3 วัน และบันทึกระยะเวลาที่ ก๊าซชีวภาพเต็มถัง 100 ลิตรทุกวันบันทึกต้นทุนการผลิตทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ความ แปรปรวน และเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะเวลาก๊าซชีวภาพเต็มถัง 100 ลิตรของแต่ละกลุ่ม โดยใช้วิธี Duncan’s new multiple range test ผลการศึกษาพบว่า ทรีตเมนต์ที่ 3 ที่เติมกลีเซอรีน 3 เปอร์เซ็นต์มีผลทำให้ระยะเวลาในการเกิดก๊าซชีวภาพจากการหมักมูลโคเต็มถัง 100 ลิตร มี ระยะเวลาเฉลี่ยสั้นที่สุดเท่ากับ 0.57 นาที รองลงมาคือทรีตเมนต์ที่ 2 ที่เติมกลีเซอรีน 1 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 2.08 นาที และทรีตเมนต์ที่ 1 มีระยะการเกิดก๊าซชีวภาพนานที่สุดเท่ากับ 22.14 นาที สำหรับ ต้นทุนการผลิตพบว่าทรีตเมนต์ที่ 1 มีต้นทุนเท่ากับ 5,000 บาท ทรีตเมนต์ที่ 2 เท่ากับ 5,125 บาท และทรีตเมนต์ที่ 3 เท่ากับ 5,375 บาท ฐปน และคณะ (2556)การออกแบบและพัฒนาถังหมักไร้อากาศแบบกวนผสมต้นแบบสําหรับ ผลิตก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรขนาดเล็กงาน โดยศึกษาผลของการกวนที่มีต่อการหมักแบบไร้อากาศ ในการผลิตก๊าซชีวภาพและการบําบัดน้ำเสียจากฟาร์มสุกรในระดับอุตสาหกรรม โดยใช้ถังหมักขนาด 1,000 ลิตร โดยแบ่งชุดการทดลองออกเป็น 4 ชุดคือ กวนวันละ 2, 4 และ8 ครั้ง (ครั้งละ 30 นาที ) และ (ชุดควบคุม) ไม่มีการกวน จากนั้นเติมน้ำเสียจากฟาร์มสุกรหมักจนเกิดแก๊สจึงเริ่มเติมน้ำเสียวันละ 100 ลิตรทุกถังตลอดการทดลอง จากนั้นทําการตรวจวัดปริมาณแก๊สชีวภาพ ค่าซีโอดี ค่า pH ของแข็ง แขวนลอย ของแข็งระเหยง่าย และสัดส่วนก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นผลการศึกษา พบว่าถังปฏิกรณ์ที่มีการ กวนวันละ 8 ครั้ง มีประสิทธิภาพในลดค่าซีโอดีสูงสุดร้อยละ 79.3 และผลิตก๊าซชีวภาพได้ 202 ลิตร ต่อวัน โดยมีสัดส่วนของก๊าซมีเทนร้อยละ 80.6 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า การกวนผสมมีผลต่อการ ผลิตก๊าซชีวภาพและการบําบัดนําเสียจากฟาร์มสุกร 9.4.3 การจัดการของเสียในฟาร์มโดยใช้ผลิตอาหารสัตว์ ของเสียจากสัตว์ เช่น ซากสัตว์ เศษอาหารตกหล่นจากคอกและมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลสัตว์ปีก และมูลสุกร สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ในรูปมูลสดและมูลตากแห้งหรือมูลอัดเม็ด ส่วนมูลโคนั้นไม่ นิยมนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีเยื่อใยในปริมาณสูง ประกอบกับเกษตรกรจะใช้ประโยชน์ เป็นปุ๋ยบำรุงดินและให้ธาตุอาหารพืชอาหารสัตว์สำหรับเป็นอาหารเลี้ยงโค อนึ่งจะไม่ใช้มูลสัตว์นั้นเป็น อาหารเลี้ยงสัตว์ชนิดนั้น เช่น ไม่ใช้มูลไก่ไข่ผลิตอาหารไก่ไข่ หรือมูลสุกรผลิตอาหารสุกร เป็นต้น เพื่อ
ป้องกันวงจรการเจริญและแพร่กระจายของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเชื้อ และอาจส่งผลต่อ ความปลอดภัยของผลผลิตที่ผู้บริโภคจะนำมาใช้บริโภคอีกด้วย ของเสียบางชนิด เช่น น้ำเสียได้ใช้ผลิตสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น สาหร่ายสไปรูลินา และไรแดง เป็นต้น ซึ่งสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้จะใช้ธาตุอาหารที่มีในของเสียในการเจริญเติบโตและเพาะขยายแพร่ จำนวนเพิ่มขึ้น จากนั้นสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นอาหารต่อไป เช่น สาหร่ายสไปรูลินา เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ให้วิตามิน และกรดไขมันจำเป็นหลายชนิด ใช้เป็นอาหารในการอนุบาลลูกกุ้งวัย อ่อน และผสมในอาหารสำหรับปลาสวยงาม เพื่อเร่งสีในปลาสวยงาม เป็นต้น ตารางที่ 9.4 : แสดงส่วนประกอบทางโภชนะที่มีอยู่ในมูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ (เปอร์เซ็นต์) ชนิดของส่วนประกอบ (เปอร์เซ็นต์) มูลไก่เนื้อ มูลไก่ไข่ มูลสุกร ยอดโภชนะย่อยได้* 73 52 48 โปรตีนหยาบ 31 28 24 เยื่อใย 17 13 15 แคลเซียม 2.4 8.6 0.7 ฟอสฟอรัส 1.8 2.5 2.1 แมกนีเซียม 0.4 0.7 0.9 โปตัสเซียม 1.8 2.3 1.3 *ยอดโภชนะย่อยได้ (Total Digestible Nutrients : TDN) หมายถึง ปริมาณโภชนะที่ย่อยได้ทั้งหมดที่มีใน มูลสัตว์ ที่มา : L. W. Smith and W. E. Wheeler (1979) จากตารางที่ 9.4 แสดงถึงส่วนประกอบทางโภชนะที่มีอยู่ในมูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ โดยในมูลไก่เนื้อ พบยอดโภชนะย่อยได้สูงสุด ถึง 73 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 31 เปอร์เซ็นต์ แต่มูลไก่ ไข่พบปริมาณแคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปตัสเซียมสูงถึง 8.6, 2.5 และ2.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และมูลสุกรพบแมกนีเซียมสูงสุด 0.9 เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างการใช้เป็นอาหารสัตว์โดยตรง เช่น การเลี้ยงไก่หรือเป็ดหรือสุกรร่วมกับการเลี้ยง ปลา นอกจากมูลสัตว์ยังมีเศษอาหารตกหล่นที่ปลาใช้เป็นอาหารได้โดยตรง มูลสัตว์และเศษอาหารยัง เป็นปุ๋ยหรืออาหารสำหรับแพลงก์ตอน จุลินทรีย์ สัตว์และพืชน้ำเล็ก ๆ ในบ่อที่เป็นวงจรห่วงโซ่อาหาร ปลาต่อไป ช่วยลดปริมาณอาหารสมทบ ลดค่าใช้จ่าย แรงงานและเวลาในการหาอาหารให้ปลา สำหรับ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโรงเรือนบนบ่อปลาจะได้ประโยชน์จากบ่อปลาในด้านการช่วยลดอุณหภูมิภายใน โรงเรือนให้ต่ำลง สัตว์ไม่เครียด ทำให้กินอาหารได้มากขึ้นโตเร็วและต้านทานโรคได้ดีทั้งยังดูแลรักษา
ความสะอาดได้ง่าย ประหยัดแรงงาน ข้อเสียคือต้นทุนค่าสร้างโรงเรือนสูงขึ้น เนื่องจากต้องใช้ไม้ทำเสา และวัสดุปูพื้นเพิ่มขึ้นแต่ผลตอบแทนในระยะยาวจะคุ้มค่าเพราะประหยัดพื้นที่และประหยัดแรงงาน มากกว่า ข้อสังเกตในการใช้ประโยชน์มูลสัตว์ในรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ร่วมกับการเลี้ยงปลา เนื่องจากลักษณะการผลิตเป็นการเกษตรแบบผสมผสานที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ผลสำเร็จของการใช้มูล สัตว์เป็นอาหารเลี้ยงปลาโดยการเลี้ยงสัตว์ทั้งสองกลุ่มร่วมกัน ขึ้นอยู่กับการควบคุมปริมาณของมูล สัตว์ให้เหมาะสมกับการรักษาคุณภาพของน้ำภายในบ่อเลี้ยง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับชนิดและจำนวน ปลาที่เลี้ยง ทั้งนี้เพื่อทำให้ปลาใช้อาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้พอดี ดังนั้นในการเตรียมการและวางแผน จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตของสัตว์ที่เลี้ยงร่วมกันและมีความสอดคล้องเอื้อ ประโยชน์ต่อกัน (ศิริลักษณ์, มปป.) ดังนี้ 1) ขนาดพื้นที่ดินที่ต้องสัมพันธ์กับจำนวนสัตว์ที่เลี้ยง 2) ชนิดของปลาที่เลี้ยง โดยพิจารณาด้านชีววิทยาและนิเวศวิทยา เช่น ชนิดและลักษณะอาหาร ที่ขึ้นอยู่กับสรีระวิทยาการย่อยและใช้อาหารของปลา แหล่งพื้นที่อาศัยของปลา 3) ช่วงเวลาการเลี้ยงและการจำหน่ายผลผลิต เช่น การเก็บเกี่ยวผลผลิตปลาให้อยู่ในฤดูแล้งซึ่ง ปลาจะมีราคาดีหลีกเลี่ยงการเลี้ยงปลาและไก่ในฤดูหนาว เนื่องจากเป็นฤดูที่มีโรคระบาด สุนีรัตน์ และคณะ (2553) ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณรงควัตถุของ Spirulina platensisที่เลี้ยงในปุ๋ยผสมมูลสุกรโดยศึกษาผลของการใช้มูลสุกรผสมในปุ๋ยสําหรับเลี้ยงไซยาโน แบคทีเรีย Spirulina platensisต่อ คุณค่าทางโภชนาการและการสร้างรงควัตถุ โดยการเลี้ยง S. platensisในอาหารผสมมูลสุกร 0 (ชุดควบคุม), 0.5,2 และ 7.5 กรัมต่อลิตร ภายใต้การได้รับแสง ธรรมชาติประมาณ 12 ชั่วโมง พบว่า S. platensis ที่เลี้ยงในอาหารผสมมูลสุกร 0.5 กรัมต่อลิตร มีการ สร้างโปรตีนสูงที่สุดคือ 69.73±0.14 เปอร์เซ็นต์ไขมันพบมากที่สุดในอาหารสูตรปุ๋ยผสมมูลสุกรที่ความ เข้มข้น 7.5 กรัมต่อลิตร คือ 1.86±0.02 เปอร์เซ็นต์และพบปริมาณแคลเซียม และฟอสฟอรัสสูงที่สุด เมื่อเลี้ยงในอาหารผสมมูลสุกร 7.5 กรัมต่อลิตร ส่วนแคโรทีนอยด์พบสูงเมื่อเลี้ยงในอาหารผสมมูลสุกร 0.5 กรัมต่อลิตร คือมีปริมาณ 3.14±0.03 มิลลิกรัมต่อลิตร ไฟโคไซยานินพบสูงที่สุด 3.52±0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อเลี้ยง S. platensis ในอาหารผสมมูลสุกร 7.5 กรัมต่อลิตร วุฒิพงษ์ และคณะ (2556) ศึกษาผลผลิตของไรแดงที่เพาะเลี้ยงโดยการใช้มูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ โดยศึกษาประสิทธิภาพของมูลสัตว์ในการเพาะเลี้ยงไรแดง ได้แก่ มูลไก่ไข่ มูลโคเนื้อ มูลสุกร มูลเป็ดไข่ มูลนกกระทา มูลแพะ มูลแกะ มูลม้า และมูลค้างคาว ซึ่งใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วย 10กลุ่ม กลุ่มละ 10 ซ้ำ ซ้ำละ 5 ตัว ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 95 วัน จากผลการศึกษา พบว่ามูลม้าสามารถผลิตไรแดงได้มากที่สุด รองลงมาคือ มูลสุกร มูลโคเนื้อ มูลแพะ และสูตรของ กรมประมง ส่วนมูลค้างคาว มูลไก่ไข่ มูลเป็ดไข่ และมูลนกกระทาไม่สามารถผลิตไรแดงได้
จารุวรรณ และลักขณา (2557) ศึกษาเทคโนโลยีสะอาดของการจัดการของเสียในฟาร์มโคนมจังหวัด ราชบุรีโดยการสัมภาษณ์และการรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำของการจัดการของเสียใน ฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นฟาร์มโคนมขนาดกลาง (แบบผูกยืนโรง) จํานวน 1 ฟาร์ม และขึ้นทะเบียนกับ กรมปศุสัตว์ อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นการศึกษาในเชิงปริมาณซึ่งนําหลักการเทคโนโลยี สะอาดมาใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในฟาร์มโคนมโดยดําเนินการตรวจประเมินจากการเก็บรวบรวม ข้อมูลครอบคลุม และเลือกวิธีมาใช้ในฟาร์ม คือ 1) ไม่กองสะสมมูลโคบนพื้นคอกและเก็บกวาดมูลโคให้เหลือตกค้างบนพื้นคอกน้อยที่สุด และ เพิ่มความถี่ในการทําความสะอาดรางระบายน้ำ 2) สร้างโรงเรือน/อาคารเก็บมูลโค สําหรับจัดเก็บมูลโคในแต่ละวัน และมูลโคสําหรับเตรียม จําหน่าย 3) ปรับปรุงพื้นที่บริเวณลานตากมูลโคไม่ให้ มีวัสดุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหรือวัชพืชขึ้นรกร้าง และ เพิ่มความถี่ในการพลิกกลับมูลโคอย่างสม่ำเสมอ 4) ฝาปิดท่อระบายน้ำของรางอาหาร และเติมน้ำเลี้ยงโคในรางน้ำให้ต่ำกว่าระดับท่อระบายน้ำ จากการศึกษาพบว่าปริมาณน้ำใช้ในการล้างทําความสะอาดของคอก/โรงเรือนลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ระยะเวลาการล้างทําความสะอาดลดลง 20-30 นาทีต่อครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการใช้ ไฟฟ้าลดลงร้อยละ 23 ปริมาณน้ำเสียลดลงและคุณภาพน้ำทิ้งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบาย น้ำทิ้งจากแหล่งกําเนิดมลพิษ ประเภทการเลี้ยงสุกรมาตรฐาน ข นอกจากนี้การจัดการมูลโคยังพบว่า การตากมูลโคให้แห้งบนลานตากแบบพื้นปูนใช้ระยะเวลาน้อยกว่าลานตากแบบพื้นดินประมาณ 2-3 วัน สามารถลดความชื้นและเก็บมูลโคแห้งบรรจุถุงเตรียมขายในราคากิโลกรัมละ 4-5 บาท Tookwinas (1998) ได้ศึกษาประเมินประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยใช้การกรองชีวภาพ (Biofiltering treatment system) เป็นวิธีการใช้แบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนสารอินทรีย์ให้กลายเป็น แอมโมเนีย (NH3) ไนไตรท์(NO2) และไนเตรท (NO3 - ) โดยกระบวนการ Nitrification ในการบำบัดน้ำทิ้ง จากบ่อเลี้ยงกุ้ง ขนาด 2.5 ไร่ โดยปล่อยกุ้งลงเลี้ยงที่อัตราความหนาแน่น 40 ตัวต่อตารางเมตร โดยมี ส่วนประกอบของระบบกรองชีวภาพ คือ 1) ระบบกรองน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งจะถูกกรองผ่านถุงกรองแพลงก์ตอนขนาดตา 30 ไมครอน เพื่อกำจัดสารแขวนลอยก่อนนำไปเก็บในถังพัก 2) Aerobic Bacteria Tank น้ำทิ้งในถังพักจะถูกส่งไปยัง Aerobic Bacteria Tank เพื่อกำจัด แอมโมเนีย และไนไตรท์ในน้ำ แบคทีเรียจะเปลี่ยนแอมโมเนีย และไนไตรท์ให้กลายเป็นไนเตรท 3) Anaerobic Bacteria Tank น้ำทิ้งที่ผ่านมาจาก Aerobic Bacteria Tank จะถูก ส่งไปยัง Anaerobic Bacteria Tank เพื่อกำจัดไนเตรทในน้ำ ผลการทดลองพบว่าระบบกรองมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณไนโตรเจนรวม แอมโมเนีย และบีโอดี เท่ากับ 18.62, 1.42, และ33.46 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ สำหรับ Aerobic Process มี
ประสิทธิภาพในการลดไนโตรเจนรวม แอมโมเนีย บีโอดี และไนเตรท เท่ากับ 43.48, 91.15, 45.22 และ72.88 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แต่ Anaerobic Process จะมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณ ไนโตรเจนรวม แอมโมเนีย บีโอดี และไนเตรทได้น้อยกว่า ระบบบำบัดน้ำทิ้งโดยวิธีทางชีวภาพ (Biological Treatment System) จะใช้สิ่งมีชีวิต เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม ไรสีน้ำตาล สาหร่ายผมนาง หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยหอยแมลงภู่ หอยนางรม หรือไรสีน้ำตาลจะทำหน้าที่กรองเอาสารอินทรีย์ที่แขวนลอยอยู่ในน้ำเป็นอาหาร ส่วนสาหร่ายผมนางจะ ใช้ไนเตรทในน้ำเพื่อการเจริญเติบโต คณิต และดุสิต (2535) ได้ใช้หอยแมลงภู่ และสาหร่ายผมนาง (Gracilaria fisheri) น้ำหนัก 400 กรัม และ340 กรัม ตามลำดับ บำบัดน้ำทิ้งจากถังเลี้ยงกุ้งไฟเบอร์กลาส ขนาด 200 ลิตร ผลการศึกษาพบว่า ภายในเวลา 48 ชั่วโมง สามารถใช้ได้ทั้งหอยแมลงภู่ และสาหร่ายผมนางเพียงชนิด เดียวได้ และการใช้หอยแมลงภู่ร่วมกับสาหร่ายผมนางจะสามารถลดค่าบีโอดีได้ถึง 73-100 เปอร์เซ็นต์ และการใช้สาหร่ายผมนางชนิดเดียวจะลดค่าแอมโมเนีย และไนเตรทได้ถึง 66-100 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และเสนอให้มีการจัดทำบ่อพักน้ำทิ้งโดยใช้หอยแมลงภู่ และสาหร่ายผมนางร่วมกับการให้ อากาศ จะสามารถลดปริมาณแอมโมเนีย ไนเตรท และสารแขวนลอยได้ดียิ่งขึ้น ดุสิต และสิริ (2534) ได้ศึกษาการใช้อาร์ทีเมีย หรือไรสีน้ำตาลบำบัดน้ำทิ้งจากการเลี้ยงกุ้ง โดยดำเนินการทดลองเลี้ยงอาร์ทีเมียในน้ำเสียจากนากุ้งนาน 23 วัน ในถังคอนกรีตกลมความจุ 350 ลิตร ปล่อยอาร์ทีเมียขนาดความยาวเฉลี่ย 1.86 มิลลิเมตร โดยมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำตามระยะเวลาที่ทำ ให้มลสารลดลง จนอยู่ในระดับใกล้เคียงกันระบบนิเวศน์ของแหล่งน้ำปกติ (โดยที่ค่า BOD ลดต่ำลงกว่า 4 มก./ล) เพื่อศึกษาอัตราการบำบัดน้ำเสียของอาร์ทีเมีย พบว่าค่าอัตราการบำบัดน้ำเสียซึ่งแทนด้วยค่า BOD มีค่า 0.0348, 0.0410ม 0.0651ม 0.1100 และ 0.0244 มก.BOD/ตัว/วัน ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำครั้ง ที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 ตามลำดับค่าอัตราการบำบัดน้ำเสียด้วยคลอโรฟิลล์ เอ มี ค่า 0.3414, 1.6894, 1.2076, 1.3080 และ 4.8335 ไมโครกรัม/ตัว/วัน ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 ตามลำดับ อาร์ทีเมียมีอัตราบำบัดน้ำเสียในช่วงระยะเต็มวัย ดีกว่าช่วงชีวิตอื่น ๆ ซึ่งอาจเนื่องจากระบบการกรองกินอาหารและการเคลื่อนที่ได้พัฒนาขึ้น อย่างไรก็ ตาม การเลี้ยงอาร์ทีเมียในน้ำเสียเป็นเวลานานจะมีศัตรูในบ่อเลี้ยงมากขึ้น มีอัตราตายสูงถึง 38.44 เปอร์เซ็นต์ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำครั้งที่ 5 (เมื่อเลี้ยงนาน 23 วัน) เก็บเกี่ยวผลผลิตสดเฉลี่ยหลังจากการ ทดลอง 19.74 กรัม/ถัง และอาร์ทีเมียมีความยาวเฉลี่ย 5.81 มิลลิเมตร 9.5 บทสรุป ปัจจุบันได้มีการดำเนินกิจการฟาร์มปศุสัตว์จำนวนมากขึ้นทุกปี ซึ่งมักจะเกิดปัญหาหลัก คือ น้ำเสียจากการชำระล้างคอกมูลสัตว์ ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะด้านสุขอนามัย กลิ่นรบกวน ปัญหา สิ่งแวดล้อม เป็นภาระทั้งด้านการเงิน และสังคมที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบยังเป็นแหล่งเพาะเชี้อ
โรคแมลงวัน และยุง ซึ่งจะเป็นอันตราย ดังนั้นผู้ที่จะก่อตั้งฟาร์มนอกจากจะต้องเลือกทำเลที่จะตั้ง ฟาร์มให้เหมาะสม ยังจะต้องกำหนดแผน และนโยบายการจัดการเกี่ยวกับของเสียต่าง ๆ จากฟาร์มให้ เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับสภาพแวดล้อม และในชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย จึงได้มีการนำเทคนิค ทางเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนการคิดค้นหานวัตกรรม หรือ แนวทางในการแก้ไขต่าง ๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้อีกด
9.6 แบบทดสอบท้ายบท 1. จงอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพกับการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์มาพอเข้าใจ ? ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ 2. ของเสีย (Waste) คืออะไร ? และของเสียที่เกิดจากการผลิตสัตว์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ? ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ 3. จงยกตัวอย่างการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์โดยใช้หลัก 3 R’s มีอะไรบ้าง ? ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ 4. บ่อที่ใช้ผลิตก๊าซชีวภาพตามลักษณะการทำงาน และลักษณะของของเสียที่ใช้เป็นวัตถุดิบ แบ่งออกเป็นกี่แบบ ? อะไรบ้าง ? ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ 5. การใช้ประโยชน์มูลสัตว์ในรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ร่วมกับการเลี้ยงปลาควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง ? ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................