ภาพที่ 3.59 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์พันธุ์เดราท์มาสเตอร์(Drouhhtmaster) ที่มา : โคพันธุ์พันธุ์เดราท์มาสเตอร์(2557 : ออนไลน์) 2.9 พันธุ์แองกัส (Angus) พันธุ์แองกัสมีถิ่นกำเนิดในประเทศสกอตแลนด์แต่ประเทศที่เลี้ยง กันมากคือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ขนาดโตเต็มที่ตัวผู้หนัก 900 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียหนักประมาณ 750 กิโลกรัม ลักษณะของโคพันธุ์แองกัส แสดงดังภาพที่ 3.60 ภาพที่ 3.60 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์แองกัส (Angus) ที่มา : โคพันธุ์แองกัส (2557 : ออนไลน์)
2.10 พันธุ์พื้นเมืองของไทย โคพันธุ์พื้นเมืองของไทยแต่เดิมคาดว่าจะมีรูปร่างลักษณะเป็น แบบเดียวกัน และมีสันนิษฐานว่าอยู่ ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย โคพันธุ์ไทยเติบโต ค่อนข้างช้า และจะโตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 5-6 ปี โคไทยที่เลี้ยงทั่วไปมีขนาดเล็กจึงไม่นิยมเลี้ยงกัน ลักษณะของโคพันธุ์พื้นเมืองของไทย แสดงดังภาพที่ 3.61 ภาพที่ 3.61 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์พื้นเมืองของไทย ที่มา : โคพันธุ์พื้นเมืองของไทย (2557 : ออนไลน์) สำหรับโคนม (Dairy type) พันธุที่สำคัญ ได้แก่ พันธุ์เจอร์นซี (Guernsey) แสดงในภาพที่ 3.62 พันธุ์เจอร์ซี (Jersey) แสดงในภาพที่ 3.63 และพันธุ์ฟรีเชียน (Friesian) แสดงในภาพที่ 3.64 ส่วนโค ชนิดอเนกประสงค์(Dual-purpose type) นั้นเป็นโคซึ่งเลี้ยงเพื่อให้นม เมื่อปลดจากการให้นมจะ สามารถขุนเป็นโคเนื้อเพื่อให้เนื้อได้ ได้แก่ พันธุ์เดกซ์เตอร์(Dexter) แสดงในภาพที่ 3.65, พันธุ์เซาต์ เดนเวอร์ (South-Devon), พันธุ์ชอร์ตฮอร์นเรด (Shorthorn Red) และพันธุ์อเมริกันบราห์มัน (American Brahman)
ภาพที่ 3.62 : แสดงลักษณะของโคนมพันธุ์เจอร์นซี (Guernsey) ที่มา : โคนมพันธุ์เจอร์นซี. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.dairycowdaily.com/WestlynnTom-Dee.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 ภาพที่ 3.63 : แสดงลักษณะของโคนมพันธุ์เจอร์ซี (Jersey) ที่มา : โคนมพันธุ์เจอร์ซี (2557 : ออนไลน์)
ภาพที่ 3.64 : แสดงลักษณะของโคนมพันธุ์ฟรีเชียน (Friesian) ที่มา : โคนมพันธุ์ฟรีเชียน (2557 : ออนไลน์) ภาพที่ 3.65 : แสดงลักษณะของโคนมพันธุ์เดกซ์เตอร์(Dexter) ขุนเป็นโคเนื้อเพื่อให้เนื้อได้ ที่มา : โคนมพันธุ์เดกซ์เตอร์(2557 : ออนไลน์)
3.2.3 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) สัตว์พวกนี้ไม่มีโครงกระดูกเป็นแกนของ ร่างกายเหมือนสัตว์ที่มีกระดูก สันหลัง แต่บางชนิดอาจมีโครงร่างที่ไม่ใช้กระดูกอยู่ในลำตัว เพื่อช่วยคำ จุนร่างกายและบางชนิดมีเปลือกหุ้มอยู่ภายนอก เพื่อป้องกันอันตราย และใช้เป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อ สัตว์พวกนี้มีจำนวนมากว่าสัตว์พวกมีกระดูกสันหลัง แบ่งเป็น 3.2.3.1 พวกฟองน้ำ พวกฟองน้ำมีลักษณะลำตัวเป็นโพรง มีรูพรุน ทำให้น้ำและอาหาร สามารถไหลผ่านเข้าไปในโพรงลำตัว เพื่อดูดซึมก๊าซออกซิเจนและอาหาร แล้วปล่อยน้ำและกากอาหาร ออกทางช่องน้ำออก ฟองน้ำทุกชนิดอาศัยอยู่ในน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลมากกว่าน้ำจืด โดยจะ เกาะติดกับหินใต้ท้องทะเล ไม่เคลื่อนที่ ดูมีลักษณะคล้ายพืช ไม่มีหัว ไม่มีปาก และไม่มีทางเดินอาหาร ฟองน้ำแต่ละชนิด มีสีและขนาดแตกต่างกัน การสืบพันธุ์ โดยใช้วิธีการแตกหน่อ ฟองน้ำบางชนิดนำมาใช้ประโยชน์ในการถูตัวเวลาอาบน้ำ จึงเรียกว่า ฟองน้ำถูตัว 3.2.3.2 พวกแมงกะพรุน (พวกลำตัวมีโพรง) พวกสัตว์ลำตัวมีโพรงหรือลำตัวกลวงสัตว์พวก นี้สัตว์พวกนี้จะมีช่องกลวงภายใน ลำตัวโดยมีลักษณะเป็นช่องเปิดปลายตันช่องนี้จะทำหน้าที่เป็นทั้ง ปากและทวารหนัก คือให้น้ำ และอากาศเข้ามาภายในช่อง หลังจากแลกเปลี่ยนก๊าซ และกินอาหารแล้ว จะดันน้ำ และของเสียผ่านทางช่องปิดนี้ออกสู่ภายนอก สัตว์พวกนี้ทุกชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำจืด เช่น ไฮดรา โดยบริเวณหนวดของ สัตว์พวกนี้จะมีเข็มพิษไว้ฆ่าเหยื่อก่อนที่จะเหยื่อเข้าช่องปาก บางชนิดมีหนวดจำนวนมาก เช่น แมงกะพรุน และดอกไม้ทะเล บางพวกมีเปลือกแข็งหุ้มเป็นหินปูน เช่น ปะการัง บางพวกมีกิ่งก้าน เหมือนต้นไม้ เช่น กัลปังหา เป็นต้น การสืบพันธุ์ของสัตว์กลุ่มนี้ บางชนิดจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ เช่น ไฮดรา ปะการัง และกัลปังหา บางชนิดสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น แมงกะพรุน เป็นต้น 3.2.3.3 พวกที่มีลำตัวเป็นข้อปล้องไม่มีขา พวกลำตัวเป็นปล้อง สัตว์พวกนี้จะมีลำตัวกลม ยาวเหมือนพยาธิตัวกลม แต่จะมีลักษณะเป็นปล้อง ๆ เหมือนวงแหวนหลาย ๆ อัน เรียงซ้อนกัน มี ผิวหนังเปียกชื้นช่วยแลกเปลี่ยนแก๊สในการหายใจ ส่วนใหญ่หากินอิสระ และอาศัยในทะเล เช่น แม่ เพรียง บางชนิดอาศัยในน้ำจืด เช่น ตัวสงกรานต์(ตัวร้อยขา) บางชนิดเป็น ปรสิต ดูดเลือดสัตว์อื่น เป็นอาหาร เช่น ปลิงน้ำจืด และปลิงบก (ทาก) บางชิดอาศัยอยู่ในดิน เช่น ไส้เดือนดิน เป็นต้น การสืบพันธุ์ของสัตว์พวกนี้ มีทั้ง 2 เพศอยู่ในตัวเดียวกัน และแยกเพศคนละตัว จะอาศัยเพศใน การสืบพันธุ์ 3.2.3.4 พวกพยาธิและหนอนตัวกลมหรือตัวแบน พวกหนอนตัวแบน สัตว์กลุ่มนี้มีรูปร่าง คล้ายตัวหนอน แต่มีลักษณะลำตัวแบน บางชนิดมีปาก และทวารหนักเป็นช่องเปิดเดียวกัน เช่น พลานา เรีย บางชนิดดูดกินเลือดสัตว์อื่นที่มันเข้าไปอาศัยอยู่เป็นอาหาร เช่น พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวตืดจึง เรียกว่าพวกนี้ว่า “ปรสิต”
การสืบพันธุ์ของสัตว์พวกนี้มีทั้งแบบอาศัยเพศ และแบบไม่อาศัยเพศ บางชนิดมีสองเพศในตัว เดียวกัน เช่น พยาธิบางชนิดผสมพันธุ์กันเองในตัวแล้วปล่อยไข่ออกมา เช่น พยาธิตัวตืด บางชนิดใช้ วิธีการงอกใหม่ ซึ่งจะแบ่งร่างกายเป็น 2 ส่วน แล้วเจริญกลายเป็นตัวใหม่ เช่น พลานาเรีย 3.2.3.5 พวกสัตว์ทะเลผิวขรุขระ พวกมีผิวขรุขระเป็นหนามสัตว์พวกนี้ตามผิวหนังจะมี ลักษณะเป็นปุ่มปมขรุขระ บางชนิดเป็นหนาม บางชนิดมีเปลือกหุ้มลำตัวรูปทรงกลม หรือกลมแบน เช่น ดาวทะเล และหอยเม่น เป็นต้น การสืบพันธุ์ของสัตว์พวกนี้มีการสืบพันธุ์ได้ทั้ง 2 แบบ คือ แบบอาศัยเพศโดยการปฏิสนธิ ภายนอก ตัวเมียจะมีการผลิตไข่ครั้งละมากเพื่อให้มีโอกาสอยู่รอดได้มาก ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศจะใช้วิธีการงอกใหม่ ซึ่งจะพบในพวกดาวทะเล 3.2.3.6 พวกหอย และหมึก พวกหอย และหมึกทะเลสัตว์จำพวกนี้ จะมีลักษณะลำตัวอ่อน นิ่ม บางชนิดมีเปลือกแข็งซึ่งเป็นสารพวกหินปูนหุ้มลำตัว เช่น หอยต่าง ๆ ใช้กล้ามเนื้อท้องในการ เคลื่อนที่ บางชนิดจะไม่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว แต่มีเนื้อลำตัวเหนียวมาก เช่น หมึกธรรมดา และหมึก ยักษ์ใช้หนวดโบกพัดเพื่อว่ายน้ำเคลื่อนที่ไป ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก บางชนิด อาศัยอยู่บนบก และหายใจด้วยปอด เช่น หอยทาก การสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ มีเพศแยกกันคนละตัว ส่วนใหญ่มีการปฏิสนธิภายใน แต่บางชนิด มีการปฏิสนธิภายนอก โดยการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกไปผสมกันในน้ำ 3.2.3.7 พวกสัตว์มีขาเป็นข้อเป็นปล้อง พวกมีขาเป็นข้อสัตว์พวกนี้จะมีขาเป็นข้อ ๆ ต่อกัน ทุกชนิดมีเปลือกแข็งหุ้มลำตัวด้านนอกแบ่งเป็นปล้องๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตราย และทำให้ร่างกายคง รูปอยู่ได้ เมื่อร่างกายภายในเจริญเติบโตจะดันเปลือกให้แตกออกแล้วสร้างเปลือกใหม่เรียกว่า “ลอกคราบ” ระหว่างลอกคราบ น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขนาดจะคงที่ จะพบสัตว์พวกนี้ทั้งบนบก ในน้ำจืด และในน้ำเค็ม เนื่องจากสัตว์พวกนี้ไม่มีกระดูกสันหลัง และมีจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ได้ แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ได้ดังนี้ พวกแมลง เป็นสัตว์ที่มีมากที่สุดกว่ากลุ่มอื่น ลำตัวแบ่งออกเป็นส่วนหัว อก และท้อง มีขา 3 คู่ ที่บริเวณอกส่วนใหญ่มีปีกช่วยในการบิน 1-2 คู่แมลงจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างการเจริญเติบโต โดย การลอกคราบ พวกแมงมุม สัตว์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนบก มีขา 4 คู่ เช่นแมงมุม บึ้ง และแมงป่อง พวกตะขาบ สัตว์พวกนี้จะมีลำตัวเรียวยาว และแบนเล็กน้อยลำตัวแบ่งเป็นปล้อง ๆ แต่ละ ปล้องจะมีขา 1 คู่ เช่น ตะขาบ ซึ่งมีเขี้ยวพิษที่บริเวณปากไว้ป้องกันตัว และฆ่าเหยื่อ กิ้งกือ สัตว์พวกนี้มีลำตัวเป็นทรงกระบอก และ แบ่งเป็นปล้อง ๆ แต่ละปล้องมีขา 2 คู่ เช่น กิ้งกือ แม้จะมีขามากแต่เดินได้อย่างเชื่องช้าเมื่อมีสิ่งใดมากระทบจะม้วนลำตัวเป็นวงกลม พวกกุ้งและปูสัตว์พวกนี้จะอาศัยอยู่ในน้ำเป็นส่วนใหญ่ จะพบทั้งในน้ำจืด และน้ำเค็ม เช่น ปู กุ้ง กั้ง และไรน้ำ
การสืบพันธุ์ มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีเพศแยกกันคนละตัว ส่วนใหญ่มีการปฏิสนธิภายใน มีการวางไข่ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นกลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก มีประมาณ 96 เปอร์เซ็นต์ของสัตว์โลกทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นพวกสัตว์ขาปล้อง 85 เปอร์เซ็นต์ และบางกลุ่ม สามารถพบได้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งทั้งในน้ำ บนดิน ใต้ดิน และในอากาศ นักวิทยาศาสตร์และ นักวิชาการไทยที่ทำการศึกษาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังใน ประเทศไทยมีจำนวนน้อยมาก และศึกษากัน อยู่ในวงแคบ ๆ เพียงไม่กี่กลุ่มของสัตว์พวกนี้ โดยเฉพาะจะทำการศึกษาเฉพาะกลุ่มที่มีคุณค่าทาง เศรษฐกิจเกี่ยวกับการประมง และตลอดจนนำมาใช้เป็นอาหารของประชาชน และที่เกี่ยวข้องทาง การแพทย์เท่านั้น ที่จะศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานทางด้านการสอน และการวิจัยนั้นมีเป็นจำนวนน้อย เพราะ ไม่มีข้อมูล และเอกสารในการศึกษาได้เพียงพอ ประกอบกับยังไม่มีการเก็บตัวอย่างสัตว์ครอบคลุมทั่ว ประเทศ ปัจจุบันแม้จะมีหน่วยงานที่สนับสนุนให้ทำงานด้านนี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจำเป็นต้อง สนับสนุนให้เต็มที่จึงจะได้ข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ กุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว กุ้งกุลาลาย กุ้งแชบ๊วย กุ้งตะกาด กุ้งเคย หมึกชนิดต่าง ๆ ปูม้า ปลิงทะเล และหอยบางชนิด เป็นต้น กุ้ง (Shrimp) ที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบันของภาคใต้ กว่า 90% เป็นกุ้งขาว รองลงมาคือกุ้งกุลาดำ สำหรับแชบ๊วยมักเป็นการเลี้ยงในนาธรรมชาติ ส่วนกุ้งก้ามกรามมีการเลี้ยงมากในจังหวัดพัทลุง ภาพที่ 66 : แสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ของกุ้งก้ามกราม ที่มา : กุ้งก้ามกราม (2557 : ออนไลน์)
กุ้งก้ามกราม เป็นสัตว์น้ำจืด มีชื่อสามัญว่า Giant Freshwater Prawn, Freshwater Prawn และ Giant Tiger Prawn มีวัฎจักรดำรงชีพตามธรรมชาติคือ วางไข่ในเขตน้ำกร่อย แล้วไปโตในแหล่งน้ำ จืด ดังนั้นจึงพบกุ้งก้ามกรามธรรมชาตินี้ในแม่น้ำที่มีทางไหลออกสู่ทะเล เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำตาปี เป็นต้น กุ้งก้ามกรามที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีรสชาติดี มีราคาแพง เป็นที่ต้องการของตลาดและมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอกับการบริโภค จากการที่กุ้งก้ามกรามเป็นที่ต้องการของตลาด มีราคาแพงและกุ้งก้ามกรามตามธรรมชาติมี ปริมาณน้อย ทำ ให้เกิดการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขึ้น ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามนิยมเลี้ยงในทุกภาค ของประเทศ โดยพื้นที่ภาคกลางจะเป็นแหล่งเลี้ยงและแหล่งเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีแหล่งน้ำที่มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ จังหวัด ที่มีการเพาะเลี้ยงมากที่สุดคือ จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลี้ยงที่จังหวัดกาฬสินธุ์ร้อยเอ็ด ภาคเหนือเลี้ยงที่จังหวัดเชียงราย ปริมาณการผลิตกุ้งก้ามกรามส่วนใหญ่มาจากการเพาะเลี้ยงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ มีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ มาจากธรรมชาติ ปริมาณผลผลิตกุ้งก้ามกรามมาจากการเพาะเลี้ยง ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้ บริโภคภายในประเทศถึง 90 เปอร์เซ็นต์มีการส่งออกไปตลาดต่างประเทศประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการส่งออกกุ้งก้ามกรามในรูปกุ้งแช่เย็นจนแข็งมากที่สุด รองลงมา คือ กุ้งสดหรือแช่เย็น ถึงแม้กุ้ง ก้ามกรามจะเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในและต่างประเทศ มีตลาดรองรับปริมาณการผลิต และราคาที่ เกษตรกรได้รับอยู่ในเกณฑ์ดี นำรายได้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาอย่างยาวนาน แต่เนื่องจากว่าตลาดกุ้งก้ามกราม มีลักษณะ เฉพาะตัวอยู่ที่ขายตามเพศ อายุ โครงร่าง ขนาด และอื่น ๆ จึงมีข้อจำกัดในการจัดการเลี้ยง เชิงอุตสาหกรรม ประกอบกับการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต้องใช้พื้นที่ในเขตเกษตรกรรมน้ำจืด ซึ่งมี การเกษตรอื่นหลากหลายอยู่แล้ว และผลตอบแทนโดยเฉลี่ยไม่มากเมื่อเทียบกับกุ้งกุลาดำ (ทั้งขั้นตอน การผลิตและการตลาด) และได้เกิดช่วงอุปสรรคบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดการชะงักในกระบวนการพัฒนา ต่อเนื่อง ทั้งนี้ปัจจุบันภาวะที่ "กุ้ง" ได้เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ด้วยมูลค่าตลาดจากต้นทางถึง ผู้บริโภครวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท อีกทั้งประชากรโลกนิยมบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมี ตลาดผู้บริโภคกุ้งหลากหลายสายพันธุ์ ประเทศผู้ผลิตกุ้งส่งออกจึงแสวงหา และศึกษาวิจัยการผลิตกุ้ง สายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในทางธุรกิจมากขึ้น ให้ก้าวหน้าสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.3 อุตสาหกรรมสัตว์เศรษฐกิจของไทย มนุษย์ใช้สัตว์แบบทุกชนิดเป็นอาหาร มนุษย์สมัยโบราณล่าจับสัตว์มาเป็นอาหาร นับแต่สัตว์ที่ ล่าหรือจับได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น งู แย้ ฯลฯ จนกระทั่งคิดเครื่องมือจับสัตว์ที่มี ขนาดใหญ่และล่าได้ยากขึ้น จนสามารถล่าและจับสัตว์มาเป็นอาหารได้มากขึ้น เมื่อเหลือจากการ บริโภคก็กักขังสัตว์ไว้ใช้เป็นอาหารในวันต่อไป ปัจจุบันเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นอาหารที่ สำคัญของมนุษย์ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ซึ่งให้สารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายมนุษย์โดยเฉพาะโปรตีน ดังนั้น เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จึงเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ตราบใดที่มนุษย์ยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ การเลี้ยงสัตว์ให้ประโยชน์ต่อผู้เลี้ยงมากมายหลายประการ ผู้ที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ สามารถสร้างฐานะจนร่ำรวยได้ เป็นอาชีพที่ได้ผลตอบแทนสูง หากมองในภาพรวมตั้งแต่ผู้ประกอบ อาชีพเลี้ยงสัตว์ ชุมชน สังคม และประเทศชาติได้รับประโยชน์จากการเลี้ยงสัตว์ทั้งสิ้น ซึ่งพอสรุป ประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์ได้ 4 ประการใหญ่ ๆ ดังนี้ ประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ สัตว์เลี้ยงจำพวกโคกระบือ สุกร ไก่และเป็ด ล้วนมีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็น อย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าจำหน่ายเพื่อการบริโภค เนื้อ นม ไข่ โดยตรงแล้ว ยังมีผลพลอยได้ หลายชนิดทำเป็นเครื่องอุปโภคและเครื่องใช้ได้หลาย ๆ ประเภท สินค้าบางชนิด มีปริมาณมาก จนกระทั่งสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย นับว่าผลผลิตจากสัตว์นี้ ช่วยลดการเสีย ดุลการค้าได้ประการหนึ่ง (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545) ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของ ประชากรไทยมีอาชีพทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แม้ว่าจำนวนผู้ประกอบอาชีพเกษตรจะมีแนวโน้ม ลดลงอันเป็นผลมาจากทิศทางของระบบเศรษฐกิจไทยมุ่งไปสู่การประกอบการด้านอุตสาหกรรม การ เลี้ยงสัตว์นับเป็นอาชีพที่สำคัญของเกษตรกรไทย จากการสำรวจข้อมูล พบว่าในประเทศที่มีการบริโภคเนื้อสัตว์จนถึงจุดอิ่มตัว ประชากรบริโภค เนื้อสัตว์น้อยลง โดยมุ่งเน้นคุณภาพเนื้อสัตว์เป็นอย่างมาก และเป็นที่น่าสังเกตว่าเนื้อสัตว์ ที่ได้รับความ นิยมบริโภคกันมาก คือ เนื้อสุกร ซึ่งในบางประเทศบริโภคเนื้อสุกรสูงถึงระดับ 50 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในขณะที่คนไทยบริโภคเนื้อสุกรเพียง 12 กิโลกรัมต่อคนต่อปี การเลี้ยงสัตว์ให้ผลพลอยได้ (By–product) ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันของมนุษย์ผล พลอยได้ที่มนุษย์ได้รับจากสัตว์ ได้แก่ เครื่องในสัตว์ (Offals) หมายถึง ส่วนที่กำจัดออกจากซากสัตว์ตายในขั้นตอนการฆ่าและ ชำแหละซาก ไม่รวมหนัง (Hide) ในประเทศอังกฤษอนุญาต ให้นำเครื่องในสัตว์มาทำอาหารได้ ได้แก่ กระบังลม เนื้อจากส่วนหัว หัวใจ ลิ้น เนื้อส่วนหาง ส่วนเครื่องในที่ห้ามไม่ให้นำมาทำอาหาร ได้แก่ เลือด สมอง ลำไส้ใหญ่ ปอด ตับ ม้าม และกระเพาะ เลือด (Blood) ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ ที่เรียกว่า “เลือดป่น” (Blood meal) ซึ่งจัดเป็นวัตถุดิบ อาหารสัตว์กลุ่มโปรตีน โดยมีกรรมวิธีการทำแบบต่าง ๆ เช่น นำเลือดใส่กระทะ ทำให้แห้งแล้ว
บดละเอียด (Pan dry) หรือนำเลือดมาพ่นเป็นฝอยผ่านอุโมงค์ลมร้อน เลือดจะตกมาเป็นเม็ดฝอยเล็ก ๆ ทำให้แห้งอีกครั้ง (Spray dry) กระดูก (Bone) นำมาทำเป็นอาหารสัตว์ที่เรียกว่า “กระดูกป่น” (Bone meal) จัดเป็นอาหาร แร่ธาตุที่สำคัญที่ให้ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสแก่สัตว์ ขนสัตว์ปีก (Feather) เช่น ขนไก่ สามารถนำมาผ่านขบวนการสลายตัว ทำให้ได้ “ขนไก่ป่นที่ สลายตัวแล้ว” (Hydrolyzed feather meal) จัดเป็นอาหารสัตว์กลุ่มโปรตีนชนิดหนึ่ง ไขมัน (Fat) นำไปผ่านความร้อนจะได้น้ำมันเพื่อนำไปใช้ทำขนม และอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ต่อมและเนื้อเยื่อ (Gland and tissues) นำไปสกัดเอาฮอร์โมนหรือสารอื่น ๆ ออกมาเพื่อ ประโยชน์แก่วงการแพทย์ หนัง (Hide) นำมาทำเป็นเครื่องหนังต่าง ๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ฯลฯ ผลพลอยได้จาก สัตว์ถูกนำไปผ่านขบวนการผลิตที่มีเทคนิคสูง ใช้ความรู้ทางวิชาการตั้งแต่การรวบรวม การเก็บรักษา การจัดเกรด ตามคุณภาพ การแปรรูป จนถึงด้านการตลาด การเลี้ยงสัตว์ทำให้เกิดอุตสาหกรรมลูกโซ่ กล่าวคือ เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ก็จะเกิดอุตสาหกรรมที่ เกี่ยวข้องอีกมากมาย เช่น โรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานปลาป่น โรงงานแปรรูปสัตว์ โรงงานผลิตภัณฑ์นม เกิดธุรกิจการขนส่ง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้คนมีงานทำมากขึ้นเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของ ประเทศโดยส่วนรวม การเลี้ยงสัตว์ทำให้เกิดรายได้จากการส่งสินค้าออกทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น และใน ขณะเดียวกัน ทำให้สงวนเงินตราในการที่จะต้องซื้อเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์สัตว์จากต่างประเทศ ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งสัตว์มีชีวิต ผลิตภัณฑ์จากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมออกต่างประเทศ และสั่งสินค้าจำพวกเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์สัตว์เข้ามาบริโภคในประเทศ ซึ่งถ้าหากประเทศไทยเรา มีการเลี้ยงสัตว์มากขึ้นจะทำให้รายได้จากการส่งสินค้าออกทวีขึ้น และลดเงินตราที่จะต้องซื้อเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์จากต่างประเทศให้เหลือน้อยลง (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2537) การเลี้ยงสัตว์ช่วยลดค่าขนส่งพืชผลทางการเกษตร เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ประเทศไทยมีการ ปลูกพืชจำพวกธัญพืช มัน ถั่ว เป็นจำนวนมาก ซึ่งพืชเหล่านี้สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้ดี เท่าที่ผ่านมา เกษตรกรขายสินค้าพวกนี้ในรูปวัตถุดิบ ซึ่งต้องเสียค่าขนส่งจำนวนมาก หากเรานำวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ เลี้ยงเสียก่อน ก็จะทำให้วัตถุดิบถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์ นม ไข่ ซึ่งมีน้ำหนักน้อยลง แต่มีราคาสูงขึ้น แล้ว นำเอาผลผลิตเหล่านี้ไปขายแทน ก็จะช่วยลดค่าขนส่งหลายเท่า ซ้ำยังขายได้ราคาดีกว่าขายวัตถุดิบอีก ด้วย การเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่ช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ มูลค่าที่อยู่ในตัวสัตว์จะแปรผันตามภาวะ เศรษฐกิจ ไม่ลดค่าลงเหมือนการเก็บรักษาเงินสด ยิ่งไปกว่านั้นในระบบเกษตรผสมผสานมักพบเสมอ ว่าสัตว์เลี้ยงมีบทบาทเกื้อกูลรายได้ให้เกษตรกรเมื่อราคาพืชผลตกต่ำหรือผลผลิตพืช ล้มเหลวจากภัย
ธรรมชาติต่างๆ สัตว์เลี้ยงจึงเป็นแหล่งทุนสำรองที่มั่นคงของเกษตรรายย่อยในชนบท (บุญเสริม และ บุญล้อม, 2542) การเลี้ยงสัตว์มีความสัมพันธ์กับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านอื่น ๆ หลายด้าน ซึ่งล้วนแต่มี ความสัมพันธ์ทั้งสิ้น คือ การใช้แรงงานจากสัตว์ประเทศไทยมีเนื้อที่ในการทำนาในปัจจุบันประมาณ 75 ล้านไร่ ซึ่งถ้า หากใช้รถแทรกเตอร์ไถนาเป็นเครื่องทุ่นแรงในการทำนาจะต้องใช้รถแทรกเตอร์ไถนาไม่ต่ำกว่า 2 แสนคัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสภาวะทางเศรษฐกิจและระดับความรู้ทางเทคนิคของเกษตรกรไทยยัง ไม่อำนวย อีกทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเป็นอุปสรรคต่อการที่เกษตรกรจะใช้เครื่องทุนแรงให้ แพร่หลายได้ ดังนั้น แรงงานที่ใช้ในการเกษตรกรรมส่วนใหญ่จึงมาจากการเลี้ยงโค กระบือนั่นเอง การเลี้ยงสัตว์ช่วยเปลี่ยนแปลงผลผลิตในฟาร์ม ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถที่จะใช้ผลิตผลนั้นได้ โดยตรง มาเป็นอาหารที่มีคุณค่าและมนุษย์ชอบ นอกจากนั้น สัตว์ยังเปลี่ยนผลผลิตที่เหลือจากมนุษย์ กินมาเป็น เนื้อซึ่งได้ราคาสูงกว่าการขายผลิตผลนั้นโดยตรง จึงอาจกล่าวได้ว่า สัตว์เปรียบเสมือนตลาด รับซื้อพืชผลซึ่งมีราคาถูกแล้วเปลี่ยนเป็นเนื้อเพื่อให้ขายได้ราคาแพง หรือถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่งคือ การ เลี้ยงสัตว์ช่วยทำให้ผลผลิตที่เกษตรกรผลิตได้มีราคาสูงขึ้น ย่อมเป็นผลทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าหากเอาผลิตผลเหล่านั้นเลี้ยงมนุษย์อย่างเดียว การเลี้ยงสัตว์ช่วยลดต้นทุนการผลิตทางด้านเกษตรอื่น ๆ เช่น การเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยง สุกร โดยใช้มูลสุกรเป็นอาหารของปลา การใช้มูลไก่แห้งตั้งแต่ 10-40 เปอร์เซ็นต์ของอาหารผสมเป็น อาหารของไก่ไข่และวัวเนื้อได้ ในภาคใต้ของประเทศไทยนิยมเลี้ยงวัวในสวนมะพร้าว เพื่อให้วัวกำจัด หญ้าในสวนมะพร้าว และให้มูลแก่มะพร้าว ทำให้มะพร้าวเจริญเติบโตและให้ผลดกขึ้น (สุวิทย์, 2526) สัตว์ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ทั้งนี้ เพราะมูลของสัตว์ประกอบด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นปุ๋ยแก่พืชสัตว์จะให้มูลซึ่งนับเป็นปุ๋ยคอก (Manure) หรือปุ๋ยอินทรีย์(Organic fertilizer) ที่ทำให้ดิน มีความอุดมสมบูรณ์สูง แม้ว่าจะเป็นปุ๋ยที่มีอัตราการสลายตัว (Decompose rate) ช้า แต่ปุ๋ยคอกจะช่วย ทำให้โครงสร้างของดินดี ขึ้น มูลสัตว์ต่างๆ มีไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโปตัสเซียม (K) ดังนี้ มูล โครุ่นมีค่าเท่ากับ 1.7 , 1.6 และ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ มูลสุกรมีค่าเท่ากับ 3.8 , 2.1 และ 1.3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ มูลไก่มีค่าเท่ากับ 6.5 , 1.8 และ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ ส่วนมูลกระบือเชื่อว่ามีค่าใกล้เคียงกับมูลโค นักวิชาการจึงได้เน้นอยู่เสมอ ว่าเกษตรกรจะต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่เพาะปลูกพืชอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการ เพิ่มผลผลิตพืชมากขึ้น ๆ สัตว์เลี้ยงพวกโค–กระบือ จะถ่ายมูลสดไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ต่อวัน การประมาณมูลสดที่ได้จากสัตว์ชนิดต่าง ๆ
3.4 สถานการณ์อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์เศรษฐกิจของไทย การเลี้ยงสัตว์นับได้ว่าเป็นวิชาชีพเกษตรกรรมที่เก่าแก่ เป็นวิชาการที่รวมทั้งศิลป์และศาสตร์ เข้าด้วยกัน เอื้อประโยชน์ให้กับมนุษย์ชาติหลายประการ ได้แก่ ให้อาหาร แรงงาน เครื่องนุ่มห่ม เครื่องมือเครื่องใช้ เภสัชภัณฑ์ ปุ๋ย และเชื้อเพลิง นอกจากนี้สัตว์ยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการทดลอง ยา เครื่องสำอาง เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ตลอดจนผลิตวัคซีนป้องกันโรคให้กับมนุษย์และสัตว์ ด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นสัตว์ยังให้ความเป็นเพื่อน ความเพลิดเพลินใจ และถูกใช้เป็นเครื่องประกอบ พิธีกรรมตามความเชื่อของมนุษย์อีกทั้งการเลี้ยงสัตว์ยังเป็นการใช้ที่ดินบางประเภทให้เกิดประโยชน์ เช่น พื้นที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ลาดชัน พื้นที่ใช้ปลูกพืชไม่ได้ เช่น สันเขื่อน ที่สาธารณะ บริเวณ ใต้สายไฟแรงสูง พื้นที่เหล่านี้มีข้อจำกัดในการเพาะปลูก แต่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้ดี นอกจากนี้สัตว์ยังคอยเก็บ เศษอาหารเศษเหลือจากการเก็บเกี่ยวพืชผล เช่น ฟาง ตอ ซัง เปลือก ใบ และเศษเหลือจาก อุตสาหกรรม มาใช้เป็นอาหารของมันแล้วเปลี่ยนเป็น เนื้อ นม ไข่ สำหรับมนุษย์ต่อไป (บุญเสริม และ บุญล้อม, 2542) สำหรับบทบาทและความสำคัญของการเลี้ยงสัตว์มีดังต่อไปนี้ สัตว์เป็นอาหารสำคัญของมนุษย์ อาหารนับว่าเป็นหนึ่งในสี่ของความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีพของมนุษย์นอกเหนือจาก เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อาหารนับว่าเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการทุกวันเพื่อ ให้ชีวิตดำรง อยู่ได้เพราะในอาหารมีสารอาหารที่มีคุณค่าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเจริญเติบโต การสร้างผลิตผล และการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผลิตผลจากสัตว์ เช่น เนื้อ นม และไข่ เป็นแหล่งอาหารที่บริบูรณ์ด้วย โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุและอื่นๆ ค่อนข้างครบถ้วน คุณภาพของผลิตผลจากสัตว์เหล่านี้ จึงมี ความเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งอาหารเสริมสำหรับเด็กและทารกได้เป็นอย่างดี ในท้องถิ่นชนบทจึงควร จะเน้นในเรื่องความเข้าใจและความสำคัญของโภชนาการ และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ในทุกครัวเรือนเพิ่ม มากขึ้น ให้เป็นเรื่องใกล้ตัวเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไก่ เป็ด และสัตว์ปีกอื่น ๆ อยู่แล้ว ควรจะได้ ส่งเสริมให้บริโภคมากขึ้นพร้อม ๆ กับแนะนำการป้องกันโรคระบาดสัตว์ปีกในหมู่บ้านเพื่อลดจำนวน สัตว์ปีกเป็นโรคและตายลง จะได้เพิ่มปริมาณสัตว์ปีกให้มากขึ้น เกษตรกรจะได้นำเนื้อสัตว์มาบริโภค บ้างโดยไม่รู้สึกเสียดาย เพราะในสภาพชนบทสัตว์ปีกจะหากินและเลี้ยงตัวเองโดยเกษตรกรไม่ต้อง ยุ่งยากหาซื้ออาหารเสริมใด ๆ สำหรับเนื้อจากโค กระบือ และสุกร เกษตรกรไม่ค่อยได้บริโภคมากนัก เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ต้องส่งโรงฆ่าสัตว์ หรือเมื่อฆ่าแล้วจำหน่ายได้ยากมาก ยกเว้นกรณีงานมงคลหรือ งานฉลองต่าง ๆ เกษตรกรจึงจะ ล้มสัตว์ใหม่เหล่านี้ และบริโภคเนื้อสัตว์กัน ตามปกติแล้วโคกระบือจะ เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากในการทำมาหากินของเกษตรกร ทำให้ยิ่งมีโอกาสในการบริโภค เนื้อโคกระบือได้น้อยมาก นอกจากนั้นน้ำนมยังเป็นเรื่องห่างไกลที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรทั่วไปได้ใช้ บริโภค เพราะมีราคาแพงและเป็นแหล่งทำรายได้ให้แก่เกษตรกร สรุปได้ว่าสัตว์สามารถให้เนื้อ นม ไข่ เป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ ในวัยเด็ก มีความต้องการสูงเพื่อการเจริญเติบโตทางร่างกายและสมอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ
ทำให้ร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงในการดำเนินชีวิตประจำวัน ปัญหาคือชาวบ้านใน ท้องถิ่นชนบทไม่ได้บริโภคอาหารจากสัตว์ที่มีอยู่แล้วในครัวเรือน เนื่องจากสัตว์บางชนิดที่เลี้ยง เช่น โค กระบือเปรียบเสมือนเป็นคู่ทุกข์คู่ยากในการทำมาหากิน โค กระบือ สุกร เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ ไม่เหมาะ สำหรับการบริโภคในหมู่บ้าน นอกจากนั้นคนไทยส่วนใหญ่ทั้งในเมืองและชนบทยังขาดความรู้ทางหลัก โภชนาการที่ดีพอ ไม่เข้าใจคุณค่าของเนื้อ นม ไข่ ต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง จึง รับประทานอาหารเพื่อให้หายหิว ไม่ได้รับประทานเพื่อพลานามัยของตนเองและครอบครัว จึงสมควร ส่งเสริมให้ผลิตสัตว์เป็นอาหารเลี้ยงประชากรโดยเฉพาะชาวชนบทให้ได้บริโภคอาหารคือ เนื้อ นม และ ไข่ กันมากขึ้น นอกเหนือจากเนื้อ นม และไข่ จะเป็นผลผลิตจากสัตว์แล้ว ผลพลอยได้จากสัตว์อีกหลาย ประการยังนำมาใช้ทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคของประชากรไทยบางกลุ่ม สำหรับพลเมืองในบางประเทศแถบทวีปยุโรปและอเมริกาไม่นิยมบริโภคประเภท เครื่องในสัตว์และ เลือด จึงมักนำไปทำอาหารสัตว์ต่อไป ผลพลอยได้จากสัตว์ยังนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารได้อีก อาทิ เครื่องในสัตว์จำพวก หัวใจ ตับ ไต ม้าม ลำไส้ใหญ่ ลิ้น สมอง และเลือด ใช้ประกอบอาหาร หางโคใช้ ทำน้ำซุป แก้มและหัวใช้ทำส่วนผสมในไส้กรอก น้ำย่อยในกระเพาะของลูกโคอ่อนใช้ในกระบวนการทำ ให้นมแข็งตัวเป็นก้อน (Curd) และทำเนยเหลว กระเพาะของสุกร และโคใช้ทำที่หุ้มภายนอกของไส้ กรอก ในกระดูกมีน้ำเยลาติน (Gelatin) นำไปทำลูกกวาด ไอศกรีม และเยลลี่ ไขมันของสัตว์ใช้ทำแบบ ลูกกวาด และหมากฝรั่ง ลำไส้เล็กใช้ทำที่บรรจุไส้กรอก หนังสุกรและหนังลูกโคใช้ทำ ไอศกรีม เยลลี่ หนังสุกรทอดกรอบ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545) สัตว์ให้เครื่องใช้และเครื่องอุปโภคแก่มนุษย์ นอกเหนือจากประโยชน์จากสัตว์ที่มนุษย์ได้รับเป็นหลักคือ เนื้อ นม และไข่ แล้วมนุษย์ยังได้รับ ประโยชน์เป็นผลพลอยได้จากสัตว์ภายหลังจากการฆ่าชำแหละนำเนื้อสัตว์มาบริโภค ผลพลอยได้ ดังกล่าวได้แก่ หนังโค กระบือ หนังสุกร ขนสัตว์ ไขมัน กระดูก เขา ฟัน หรือเท้าโคกระบือ ต่อมต่าง ๆ ในร่างกาย ปอด และเครื่องในต่าง ๆ มนุษย์ได้นำไปประกอบการแปรรูปผ่านกรรมวิธีทั้งแบบง่าย ๆ และแบบสลับซับซ้อน รวมทั้งออกแบบอย่างเหมาะสมให้มาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ได้อีกหลายหลากชนิด การค้นคว้าประดิษฐ์คิดค้น ทำเครื่องใช้เครื่องอุปโภคจาก ผลพลอยได้จากสัตว์นี้ยังดำเนินการอยู่ตลอดเวลาเพื่อพยายามหาวิธีใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดและเกิด ประโยชน์สูงที่สุด ในขณะที่ผลิตภัณฑ์จากวัตถุหรือสารอื่น ๆ พยายามประดิษฐ์หรือทำเลียนแบบหรือ สามารถแทนที่ผลพลอยได้จากสัตว์อยู่เป็นอย่างมาก เช่น วัสดุหนังเทียม สารพลาสติก เป็นต้น ผล พลอยได้จากสัตว์นี้มีการนำไปทำเป็นเครื่องจักร กาว ขนสัตว์ น้ำมัน และอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องใช้ใน ชีวิตประจำวันบ้าง เป็นวัสดุหลักในอุตสาหกรรมต่อเนื่องบ้าง เช่น ปุ๋ย และอาหารสัตว์ เป็นต้น
สัตว์เป็นแรงงานในชนบท ในสมัยก่อนเกษตรกรที่อยู่ตามชนของประเทศไทยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานจากสัตว์เพื่อใช้ทำงาน ในไร่นา สัตว์ที่นิยมมาใช้งานได้แก่ โค กระบือ ช้าง ม้า ลา และล่อ เป็นต้น ซึ่งสัตว์เหล่านี้ นอกจากใช้ แรงงานกับเกษตรแล้วมูลของสัตว์เหล่านี้ยังนำมาใช้เป็นปุ๋ยใส่ให้กับพืชได้อีกด้วย เกษตรกรแทบไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้กินหญ้าซึ่งในชนบทมีอยู่อย่างมากมาย ต่อมามีการนำเข้าเครื่องจักรเครื่องกลเพื่อนำมาใช้ในไร่ นา เกษตรกร ส่วนใหญ่จึงได้ขายโค กระบือ หรือสัตว์อื่นที่ใช้แรงงานไปแล้วนำเงินไปซื้อเครื่องจักรเครื่องยนต์มาใช้ทำงานแทนสัตว์ทำให้เกษตรมี ต้นทุนในการทำการเกษตรเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องซื้อน้ำมันมาใช้กับเครื่องยนต์และต้องคอยซ่อมบำรุง เครื่องยนต์อยู่ตลอดเวลา ทำให้รายได้ลดลง ปัจจุบันเกษตรกรบางพื้นที่โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ได้ตระหนักถึงต้นทุน และผลเสียที่เกิดจาก การใช้เครื่องยนต์และได้รวมตัวกันหันกลับไปใช้สัตว์เพื่อเป็นแรงงานในไร่นาเหมือนเดิมโดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรนิยมใช้กระบือไถนา ในบางท้องถิ่นของประเทศไทยใช้โคไถนาแทนกระบือซึ่งอาจจะพบเห็นได้ ในแถบตะวันตกของประเทศ กระบือมีรูปร่างใหญ่ บึกบึน เป็นสัตว์ซึ่งชอบน้ำ มีกีบใหญ่สามารถเดินใน โคลนตมได้สะดวก จึงเป็นที่นิยมของเกษตรกรในการใช้ไถนา การลากเข็นนั้นกระบือสู้โคไม่ได้ โคมี ความปราดเปรียวและเดินเร็วกว่า ลากเข็นในที่เรียบได้ดีกว่าแต่กระบือลากเข็นของหนักได้ดีกว่าและใช้ งานได้ดีในที่ขรุขระ ไม่ราบเรียบ การทำงานของกระบือตัวผู้ขนาดโตเต็มที่อายุ 7 –15 ปี จะทำงานได้เนื้องานมากที่สุด หาก เทียบเท่ากับ 1 หน่วยงานแล้ว กระบือตัวเมียอายุเท่ากันจะทำงานได้เนื้องานเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ กระบือตัวผู้อายุ 4 –6 ปี จะทำงานได้เนื้องานประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ กระบือตัวเมียจะทำงานได้เนื้อ งาน 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโคพื้นเมืองตัวผู้อายุ 4 –11 ปี จะทำงานได้เนื้องาน 60 เปอร์เซ็นต์ของกระบือ ตัวผู้อายุ 7–15 ปี หากจะคิดเทียบกำลังเป็นแรงม้า แรงฉุดลากของกระบือที่มีน้ำหนักระหว่าง 900 กิโลกรัม หรือของโคตัวผู้ขนาด 900 กิโลกรัม จะเทียบได้กับ 1.1 แรงม้า ส่วนโคตัวเมียน้ำหนัก 475 กิโลกรัม ฉุดลากได้แรงงาน 0.5 แรงม้า อย่างไรก็ตาม กำลังความสามารถในการฉุดลากของ โค-กระบือยังขึ้นอยู่กับลักษณะของเครื่องเทียบหรือแอกด้วย (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545) การใช้แรงงานสัตว์มีความเหมาะสมกับการเกษตรในชนบทเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเกษตรกรแต่ ละรายมีพื้นที่เพาะปลูกเพียงเล็กน้อย โดยเฉลี่ยขนาดพื้นที่ถือครองเพียงครอบครัวละ 26.7 ไร่ การ ลงทุนทำได้จำกัด เพราะมักขาดเงินสดที่จะซื้อเครื่องจักรทุ่นแรง การเดินทางไม่สะดวก ที่จะว่าจ้างรถ ไถเพราะอยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชนใหญ่ ๆ แต่การใช้แรงงานจากสัตว์สามารถลงมือไถเตรียมดินเพื่อ การเพาะปลูกได้ทันที ช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์นำมาใช้แรงงาน งานหนัก เช่น การทำไม้ ขน ย้าย ท่อนซุง ได้แรงงานจากช้างคอยช่วยเหลือ ในการทำสงครามสมัยโบราณ ช้างศึกมีบทบาทสำคัญ นอกจากนี้ ช้างยังสามารถช่วยงานทางด้านการเกษตร บรรทุกสิ่งของ แม้กระทั่งไถนา การใช้ช้างไถนา ปรากฏในหลายพื้นที่ในภาคเหนือ เป็นต้นว่า ที่บ้านนาเกียน ต. นาเกียน อ. อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ม้าเป็น
สัตว์ที่ถูกใช้งานอย่างหนัก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป และอเมริกา สมัยก่อนคนที่ขยันและทำงานหนัก ถูก เปรียบเปรยว่าทำงานอย่างม้า ม้าถูกนำมาใช้ไถนา ลากจูง และเป็นสัตว์ พาหนะ สัตว์ในกลุ่มนี้ที่ให้ ประโยชน์ด้านแรงงานในลักษณะเดียวกัน ได้แก่ ลา และล่อ ช้างคอยช่วยเหลือ ในการทำสงครามสมัยโบราณ ช้างศึกมีบทบาทสำคัญ นอกจากนี้ ช้างยัง สามารถช่วยงานทางด้านการเกษตร บรรทุกสิ่งของ แม้กระทั่งไถนา การใช้ช้างไถนา ปรากฏในหลาย พื้นที่ในภาคเหนือ เป็นต้นว่า ที่บ้านนาเกียน ต. นาเกียน อ. อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ม้าเป็นสัตว์ที่ถูกใช้งาน อย่างหนัก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป และอเมริกา สมัยก่อนคนที่ขยันและทำงานหนัก ถูกเปรียบเปรยว่า ทำงานอย่างม้า ม้าถูกนำมาใช้ไถนา ลากจูง และเป็นสัตว์ พาหนะ สัตว์ในกลุ่มนี้ที่ให้ประโยชน์ด้าน แรงงานในลักษณะเดียวกัน ได้แก่ ลา และล่อ สัตว์ให้ปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยคอก) ปุ๋ยคอกได้แก่ส่วนที่เป็นมูลของสัตว์เลี้ยงในไร่นา ซึ่งได้แก่ โค กระบือ สุกร เป็ด และไก่ ซึ่งมี ประโยชน์ในการบำรุงดินได้ดีเช่นเดียวกันปุ๋ยวิทยาศาสตร์หรือปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง ปุ๋ยคอก ประกอบด้วยส่วนที่เป็นอินทรีย์ วัตถุที่มีค่าซึ่งไม่มีในปุ๋ยเคมี อินทรีย์วัตถุมีคุณสมบัติทำให้ดินร่วน ดิน ดูดซับน้ำได้ดีขึ้น ลดการพังทลายของดินทำให้ดินโปร่ง ช่วยในการระบายอากาศ ทำให้พืชเจริญได้ดี ปุ๋ย คอก 1 ตัน จะมีอินทรีย์วัตถุประมาณ 200 กิโลกรัม นอกจากจะมีอินทรีย์วัตถุแล้ว ปุ๋ยคอกยังประกอบ ไปด้วยธาตุอาหารรองและธาตุอาหารปลีกย่อย ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และโบรอน ปุ๋ยคอกจะมีธาตุอาหารพืชแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอาหารที่สัตว์กิน ชนิดของสัตว์ และอายุของสัตว์ โดยเฉลี่ยแล้วพบว่าปุ๋ยคอกแห้ง 1 ตัน จะมีธาตุไนโตรเจน 5 กิโลกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 2.5 กิโลกรัม ธาตุโพแทสเซียม 5 กิโลกรัม หรือมีคุณค่าทางอาหารพืชเทียบเท่ากับปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 10-5-10 จำนวน 50 กิโลกรัม การเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการทำการเกษตรกรรม ในแต่ละปีสัตว์ขับถ่ายมูลออกมา เป็นจำนวนมาก โคกระบือถ่ายมูลสดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวต่อวัน สุกรขุนระยะกำลัง เจริญเติบโตจะถ่ายมูลสดวันละประมาณร้อยละ 5 – 6 ของน้ำหนักตัว สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คำนวณว่า การขับถ่ายของเสียของโคประมาณตัวละ 7 ตันต่อปี กระบือ ประมาณตัวละ 10 ตันต่อปี สุกรประมาณตัวละ 1 ตันต่อปี เป็ดไก่ประมาณตัวละ 0.009 ตันต่อปี เมื่อ คิดรวมมูลสัตว์ทั้งประเทศจะมีปริมาณเฉลี่ย 92 ล้านตันต่อปี และถ้าคิดเป็น น้ำหนักแห้งโดยประมาณ ว่าน้ำหนักลดลงร้อยละ 75 จะเป็นปุ๋ยมูลสัตว์ประมาณ 23 ล้านตัน จากการประเมินการใช้ปุ๋ย ธรรมชาติในประเทศไทยพบว่าใช้ปุ๋ยธรรมชาติได้เพียงประมาณ 6 ล้านตันเท่านั้น นับว่ายังนำปุ๋ยมูล สัตว์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ยังไม่เต็มที่ นักวิชาการจึงได้เน้นอยู่เสมอว่า เกษตรกรจะต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ใน พื้นที่เพาะปลูกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน (จรัส, 2539 ; มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมธิราช, 2545)
การเลี้ยงสัตว์มีบทบาทต่อเสถียรภาพของสังคมชนบท คนในชนบทมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ ช้าง และม้า ทั้งในด้านจิตใจและทั้งในด้านทำให้เกิดรายได้กับตนเอง ดังนั้นสัตว์เลี้ยงกับคนชนบทจึงแยกออกจากกัน ไม่ได้ ซึ่งเราพอที่จะบอกบทบาทของสัตว์ที่มีต่อคนชนบทได้ดังนี้ แก้ปัญหาการว่างงาน หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เกษตรกระจะต้องรอฤดูฝนในปีต่อไป จึง มักจะมีเวลาว่างนานกว่า 6 เดือน การเลี้ยงสัตว์จะช่วยให้เกษตรกรมีงานทำอย่างต่อเนื่อง และเป็นการ เพิ่มรายได้อีกด้วย ให้ประโยชน์ด้านสังคมความเป็นอยู่ในชนบท ชีวิตของคนชนบทมีความผูกพันกับสัตว์อย่าง แน่นแฟ้ม เช่น โค–กระบือเป็นสัตว์เลี้ยงที่เกษตรกรถือว่าเป็นสมาชิกของครอบครัว เป็นเพื่อนร่วมชีวิต ในการประกอบกสิกรรม เป็นมรดกให้แก่ลูกหลาน เป็นธนาคารประจำบ้านหรือเป็นแหล่งทุนทรัพย์ใน ยามขัดสนเงินทอง ใช้ในพิธีการสำคัญ ๆ เช่น พิธีแรกนาขวัญ สู่ขวัญควาย และการกีฬา เช่น แข่งควาย วัวลาน ไก่ชน เป็นต้น แก้ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของคนในชนบท ถ้าเกษตรกรทำการเลี้ยงสัตว์มีรายได้เพิ่มขึ้น การ ที่เกษตรกรจะละทิ้งถิ่นฐานไปหางานใหม่ก็จะไม่เกิดขึ้น ความสำคัญของการเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ เป็นอีกอาชีพหนึ่งในภาคเกษตรกรรม ที่ควบคู่กับอาชีพการเพาะปลูก และ เป็นอาชีพที่มีความสำคัญทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ความสำคัญของการเลี้ยงสัตว์แบ่งออกได้ 4 ด้านคือ 1. ด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีรายได้ในระดับครัวเรือน ประเทศชาติมีรายได้จากการ ส่งออกและเก็บภาษี ประชาชนประหยัดเงินในการซื้ออาหารโปรตีนมาบริโภค และลดค่าใช้จ่ายใน การขนส่งสินค้าไปจำหน่าย 2. ด้านสังคม ประชาชนมีสุขภาพดีเพราะมีอาหารที่มีคุณภาพบริโภค เกิดสร้างลักษณะ นิสัยและเกิดการเรียนรู้จากการเลี้ยงสัตว์และประชาชนมีงานทำไม่เป็นปัญหาของสังคม 3. ด้านการเกษตร ได้มูลสัตว์ทำปุ๋ย ใช้แรงงานสัตว์ในการเกษตรและคมนาคม ใช้ที่ว่าง เปล่าที่เพาะปลูกไม่ได้เลี้ยงสัตว์ได้ สัตว์สามารถใช้ผลผลิตพลอยได้จากไร่นามาเป็นอาหารสัตว์ได้ และกระดูก ขนและหนัง สามารถนำมาทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ได้ 4. ด้านอื่น ๆ ใช้ในงานทดลองทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์นำมูลสัตว์มาผลิตพลังงาน ทดแทน ใช้งานในราชการทหาร ตำรวจ และเลี้ยงเป็นงานอดิเรก และการกีฬา การเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศทางการเกษตรซึ่งมีทั้งการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์หรือการทำปศุ สัตว์การเลี้ยงสัตว์แม้จะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่เท่ากับการปลูกพืช แต่ปัจจุบันมีความสำคัญเพิ่ม มากขึ้น เพราะมีการทำไร่นาสวนผสม ซึ่งจะมีทั้งการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กัน
การเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. การเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งาน สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อใช้งาน เช่น โค กระบือ ช้าง และม้า เป็นต้น 2. การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร เช่น ปลา สุกร เป็ด ไก่ แพะ แกะ โค และกระบือ 3. การเลี้ยงสัตว์เพื่ออุตสาหกรรม เช่น เนื้อสุกรนำไปทำไส้กรอก กุนเชียง แฮม และแหนม เป็นต้น น้ำนมจากโคนมนำไปผลิตเป็นนมสด นมผง หนังสัตว์ เช่น โค กระบือหมู แกะ แพะ งู และ จระเข้ นำไปผลิตเป็นกระเป๋า รองเท้า และเข็มขัด เป็นต้น 4. การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นสินค้าออก เช่น โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ และห่าน เป็นต้น 5. การเลี้ยงสัตว์เพื่อความสวยงาม เช่น ปลา นก สุนัข แมว กระต่าย และไก่ เป็นต้น สัตว์เลี้ยงที่สำคัญในประเทศไทย กวาง เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เกษตรกรเริ่มให้ความสนใจ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ในการเลี้ยง เชิงการค้า เพราะกวางให้ผลผลิตได้หลายอย่าง เช่น เขาอ่อน เนื้อที่มีโปรตีนสูง คลอเลสเตอรอลต่ำ หนังเมื่อฟอกแล้วมีความนิ่มมากและมีความเหนียวทนทาน หางและเอ็นสามารถขายได้ ซึ่งมีคุณสมบัติ รองจากเขาอ่อน เกษตรกรที่เลี้ยงกวางเพื่อตัดเขาอ่อนจำหน่ายได้ราคาสูงถึง 12,000 บาทต่อกิโลกรัมกวางพันธุ์ รูซ่าน่าจะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงขยายพันธุ์ในประเทศไทยเพราะเป็นกวางที่มีถิ่นกำเนิดในเขต ร้อนและสามารถผสมข้ามพันธุ์กับกวางป่าได้ ในอนาคต “กวาง” จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ โค เป็นสัตว์ที่ทนต่อลักษณะอากาศแห้งแล้งได้ดีกว่ากระบือ สามารถเลี้ยงได้ในบริเวณที่ดอนด้านที่เป็น อาหารคนไทยนิยมบริโภคเนื้อโคเป็นอาหารมากกว่าเนื้อกระบือ และปัจจุบัน รัฐบาลส่งเสริมให้ เกษตรกรเลี้ยงโคนมทุกจังหวัด เพื่อนำน้ำนมมาผลิตเป็นนมสดและนมผงให้ประชาชนได้ดื่มบำรุง ร่างกายฟาร์มเลี้ยงโคนมและโคเนื้อที่สำคัญ มีดังนี้ ฟาร์มโชคชัย ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นฟาร์มเลี้ยงโคเนื้อที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศ ประกอบด้วยพันธุ์ต่าง ๆ เช่น พันธุ์แซนตาเกอร์ทรูดิส และโคพันธุ์ผสม นอกจากนี้ยังเลี้ยงโค นมเพื่อผลิตน้ำนมออกจำหน่ายทั้งนมสดและนมผง ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก ตั้งอยู่ตำบลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมอยุธยา ประกอบด้วยผู้เลี้ยงโคนมรายย่อย สถานีส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโค ที่อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เป็นโครงการของกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงโคเพื่อจำหน่าย กลุ่มศูนย์รวมโคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วยผู้เลี้ยงโคนมเอกชน ในเขตนี้มีการ เลี้ยงโคนมเป็นจำนวนมาก กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเชียงใหม่ กลุ่มนี้เป็นเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยโคนมไทยเยอรมัน
เป็ด เป็นสัตว์ปีกที่เลี้ยงง่าย ชอบน้ำและทนต่อความชื้น เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจึงเหมาะสม กับภูมิประเทศของไทยซึ่งส่วนมากเป็นที่ลุ่ม ลำคลองหนองบึง เป็ดที่เลี้ยงในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ ในการเลี้ยง 2 ประการคือ เลี้ยงเพื่อขายเนื้อและไข่เป็ดพันธุ์ไข่ ที่สำคัญมีดังนี้ พันธุ์กากีแคมเบลล์พันธุ์ อินเดียนรันเนอร์ พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ลูกผสมกากีแคมเบลล์กับพื้นเมือง พันธุ์ลูกผสมไฮ-บริด เป็นต้น เป็ดพันธุ์เนื้อ ที่สำคัญมีดังนี้ พันธุ์ปักกิ่ง เป็ดเทศ พันธุ์ปั๊วฉ่าย พันธุ์ลูกผสม ไฮ-บริด และพันธุ์พื้นเมือง ห่าน เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายไม่ค่อยเป็นโรค ทนต่อสภาพแห้งแล้ง จึงเหมาะอย่างยิ่งกับสภาพ โดยทั่วไปของประชาชนในต่างจังหวัดที่จะนำมาเลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหารประเภทโปรตีน แต่การเลี้ยงห่าน ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ทั้งนี้เพราะปัญหา เกี่ยวกับความเชื่อถือในการบริโภคเนื้อห่านว่าเป็นอาหารแสลง อย่างเช่น ผู้ชายเมื่อบริโภคแล้วจะเป็นโรคเรื้อน หรือผู้หญิงบริโภคแล้วจะเป็นโรคผิดกระบูน หรือพิษแม่ ลูกอ่อน เป็นต้น ซึ่งแท้จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้นพันธุ์ห่านที่นิยมเลี้ยงกันมาก ได้แก่ พันธุ์จีน พันธุ์เอ็นเด็น พันธุ์โทเลาซ์ พันธุ์พิลกริม พันธุ์อาฟริกัน พันธุ์แคนาดา พันธุ์อิยิปต์เชียน เป็นต้น นอกจากพันธุ์ดังกล่าว แล้ว ยังมีการผสมข้ามพันธุ์เพื่อผลิตห่านลูกผสมสำหรับการค้าโดยเฉพาะ ไก่ เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายให้ผลตอบแทนในระยะสั้น นิยมเลี้ยงกันมากเพราะมีข้อจำกัดในด้านภูมิ ประเทศน้อยกว่าเป็ดโดยสามารถเลี้ยงในที่ใดก็ได้ที่น้ำท่วมไม่ถึงและมีน้ำสะอาดเพียงพอก็สามารถเลี้ยง ไก่ได้ดี ดังนั้นการเลี้ยงไก่จึงทำอย่างกว้างขวางทั่วไป แหล่งที่มีการเลี้ยงไก่มากมักจะขึ้นอยู่กับจำนวน ผู้บริโภคโดยทั่วไปการเลี้ยงไก่ในประเทศไทยมี 2 วิธี คือ 1. การเลี้ยงแบบเก่าหรือการแบบพื้นบ้าน โดยปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเอง ผู้เลี้ยงก็จะให้ ข้าวเปลือก ปลายข้าวหรือรำข้าวปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นเพราะไก่พื้นบ้านมีเนื้อรสชาติอร่อย และเนื้อแน่น เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วไป มีแนวโน้มว่าจะสามารถส่งออกขายต่างประเทศได้แต่ ปัญหาคือปริมาณไก่บ้านยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ 2. การเลี้ยงแบบใหม่หรือการเลี้ยงแบบการค้า ต้องมีโรงเรือนและมีการให้อาหารอย่างดีมีการ ผสมพันธุ์ ฉีดยาป้องกันโรคระบาด เป็นต้น เช่นการเลี้ยงไก่สามสายพันธุ์ มีคุณสมบัติให้ลูกดก เจริญเติบโตเร็ว เนื้อหน้าอกเต็ม รสชาติเหมือนไก่พันธุ์พื้นบ้านและเป็นที่ต้องการของตลาดโดยทั่วไป จำนวนมาก การเลี้ยงอูฐ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการที่จะส่งเสริมให้มีการเลี้ยง สัตว์เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่และเห็นว่าอูฐนมเป็นสัตว์ที่น่าจะส่งเสริมให้กับเกษตรกรในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือหรือในที่แห้งแล้ง เนื่องจากอูฐเป็นสัตว์ที่สามารถอยู่ในสภาพแห้งแล้ง ใช้อาหารที่มี คุณภาพต่ำได้เป็นอย่างดี ความต้องการพลังงานในการสร้างน้ำนมต่ำกว่าโคมาก นอกจากนี้อูฐยังเป็น สัตว์ที่มีอายุการใช้งานยาวดังนั้นจึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ได้นำอูฐนมจากประเทศออสเตรเลียเข้า มาเลี้ยง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการเลี้ยง และสายพันธุ์ที่เหมาะสมทั้งด้านเนื้อ และนม โดย ให้ทำการศึกษาวิจัยพันธุ์เพื่อทราบสมรรถภาพการผลิตของอูฐเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้สนใจต่อไป
การเลี้ยงนกอีมูซึ่งเป็นสัตว์ประเภทนกที่บินไม่ได้ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก นกกระจอกเทศ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลียปัจจุบันหลายประเทศได้หันมาสนใจตั้งฟาร์มนก อีมูกันมาก เนื่องจากนกอีมูให้ประโยชน์หลายอย่างคือ เนื้อรสชาติคล้ายเนื้อวัว แต่คลอเลสเตอรอลต่ำ กว่าน้ำมันใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง และยาบางชนิด ไข่มีสีสรรสวยงามสำหรับในประเทศไทย ก็มีการเลี้ยงนกอีมูกันหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่จะเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์สวยงามตามสวนสาธารณะต่าง ๆ เท่านั้น และในขณะเดียวกันก็มีผู้ที่สนใจจะตั้งฟาร์มนกอีมูกันมาก การเลี้ยงแกะและแพะในประเทศไทยไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีการเลี้ยงกันเป็นบางส่วน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ เช่น กองบำรุงพันธุ์สัตว์ในภาค ต่าง ๆ เป็นต้น จุดประสงค์ในการเลี้ยงเพื่อกินเนื้อ (แกะ) กินน้ำนม (แพะ)แต่คนไทยส่วนมากไม่ค่อย นิยมการบริโภคเนื้อแพะแกะเท่าไร่นัก การเลี้ยงแพะแกะจึงมีน้อย นกกระจอกเทศ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอัฟริกา สำหรับคนไทยแล้วจะพบเห็นนกกระจอกเทศก็ เฉพาะตามสวนสัตว์เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนหลาย อย่างที่มีประโยชน์ เช่น หนังคุณภาพเยี่ยมดีกว่าหนังจระเข้ เป็นที่นิยมของผู้ผลิตชั้นนำ เช่น คริสเตียนดิออร์เทสท์โตนี ฯลฯ เพื่อใช้ผลิตรองเท้าบู๊ต เข็มขัด และกระเป๋าถือ เป็นต้น เนื้อรสชาติอร่อย เหมือนเนื้อวัว แต่ไขมันและคลอเลสเตอรอลต่ำ ขนทำเครื่องประดับแถมไข่ยังใช้แกะสลักหรือวาด ลวดลายเป็นเครื่องประดับอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวเป็นคุณลักษณะของสัตว์เศรษฐกิจ การเลี้ยงสัตว์ปีกโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ข้อดีของการเลี้ยงด้วยวิธีทางเกษตรธรรมชาติ คือไม่ก่อให้เกิดกลิ่น สัตว์ไม่บินหนี ไม่ต้องทำ ความสะอาดคอก และจัดการมูลสัตว์ในคอกมีต้นทุนในการเลี้ยงต่ำสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดีระยะเวลาใน การให้ผลลิตยาวนานอัตราการออกไข่ดีขึ้น ไม่มีการใช้สารเคมี หรือยาในฟาร์ม และใช้แรงงานในการ ดูแลน้อยลงเล้าไก่ที่เลี้ยงด้วยวิธีทางเกษตรธรรมชาติหลังคาและฝาผนังควรมีช่องที่แสงแดดสามารถ ส่องผ่านเข้าไปในเล้าได้และแสงแดดส่องถึงพื้น 1/3 ของพื้นที่คอกตลอดทั้งวันจะทำให้มีการ ฆ่าเชื้อใน ฟาร์มโดยแสงอาทิตย์ทุกวันพื้นที่เล้า ไก่ต้องสัมผัสกับดิน ใช้ฟางข้าวตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ใส่บนพื้นที่ให้หนาประมาณ 7 เซนติเมตร (หนา 3 เซนติเมตร สำหรับไก่เนื้อ) และควรมี การพ่นน้ำเล้าไก่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม จุลินทรีย์บนพื้นเล้าจะ ทำหน้าในการย่อยสลายมูลไก่ทำให้เล้าไก่ไม่มี่กลิ่นและไก่จะได้อาหารเพิ่มจากมูลไก่ที่ผ่านกระบวนการ หมักโดยจุลินทรีย์ในฟาร์มไก่จะมีท่อหรือรางน้ำโดยไก่ 1 ตัวจะดื่มน้ำจาก 1 ช่องพอดีตัวทำให้ไม่เกิดการ แก่งแย่ง และมีคอนสำหรับให้ไก่เกาะซึ่งมีลักษณะโค้งและตรงส่วนกลางควรสูงกว่าด้านข้างเล็กน้อย เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ไก่ชนกันเมื่อนอนพักผ่อนที่ใส่อาหารควรวางห่างที่เกาะของไก่และรางน้ำซึ่งจะช่วย ทำให้ไก่ได้มีการเคลื่อนที่ได้สะดวกและสามารถไปดื่มน้ำได้ง่ายและควรมีกล่องสำหรับกกลูกไก่และพัก ไข่ด้วยอาหารไก่ในระบบเกษตรธรรมชาติจะเน้นการให้อาหารไก่ที่ผลิตขึ้นเองโดยพยายามจะลดการให้
อาหารไก่สำเร็จรูปจากท้องตลาดให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะใช้จากวัตถุดิบทั่วๆไป ที่มีอยู่รอบๆฟาร์ม เช่น ข้าวกล้องและใบไม้ หญ้าสด เป็นต้น การเลี้ยงสุกรโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ การเลี้ยงสุกรด้วยวิธีเกษตรธรรมชาติก็เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์ปีกด้วยวิธีทางเกษตรธรรมชาติ ซึ่งเป็นการจัดการคอกสุกรที่เป็นแบบอย่างที่ดีโดยจะไม่ก่อให้เกิดกลิ่นและน้ำเสียสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก คอกสุกรในระยะแรกเกษตรธรรมชาติจะ มีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนเล้าไก่ ในคอกสุกร 1 คอก จะมี สุกรอยู่ร่วมกัน 25 ตัว รางน้ำและรางอาหารจะแยกกันคนละด้าน เพื่อส่งเสริมให้สุกรได้ออกกำลังกาย พื้นคอกจะทำโดยการขุดลึกประมาณ 1 เมตร เติมขี้เลื่อยผสมเปลือกไม้และดินอีก 10 เปอร์เซ็นต์เติม เกลือทะเล 0.3 เปอร์เซ็นต์ใช้น้ำหมักพืชสีเขียว แบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติก จุลินทรีย์ท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อช่วยในการหมักมูลสุกรบนพื้นคอกของมันเองทำให้ไม่ต้องทำความสะอาดและล้างมูลสุกรออกไปไม่ มีกลิ่นเหม็น ไม่มีการใช้ยา และไม่ก่อให้เกิดเสียงรบกวน สรุปสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม เฉลี่ยระดับประเทศ เดือนธันวาคม 57 สรุปภาพรวม ข้อมูลราคาสินค้าปศุสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม ประจำเดือน ธันวาคม 2557 ซึ่งทำการสำรวจโดยสำนักงานปศุสัตว์แต่ละจังหวัด พบว่า สินค้าปศุสัตว์ที่มีราคา เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ไข่เป็ด แพะ กระบือ แกะ เป็ดเทศ โคเนื้อ ไก่พื้นเมือง และ เป็ดเนื้อ โดยไข่เป็ดมีราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ 3.42 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ แพะ กระบือ แกะ เป็ดเทศ โคเนื้อ ไก่พื้นเมือง และเป็ดเนื้อ โดยราคาเพิ่มขึ้น 2.47, 1.90, 1.82, 1.31, 0.33, 0.13 และ 0.06 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนสินค้าปศุสัตว์อื่น ๆ ที่เหลือได้แก่ สุกร ไข่ไก่ ไก่เนื้อ และโคขุน มีราคา ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยสุกรมีราคาลดลงมากที่สุดคือ 8.53 เปอร์เซ็นต์รองลงมา คือ ไข่ไก่ ไก่เนื้อ และโคขุน โดยลดลง 4.58, 2.53 และ 1.11 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ แต่ความต้องการในการ บริโภคเนื้อสุกรสูงสุด รองลงมาคือไข่ไก่ โคเนื้อ ราคาโคเนื้อมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 48.98 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.16 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.33 โดยที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงมีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลาง และภาคใต้มีราคาลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 50.92 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา กิโลกรัมละ 0.44 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.86 รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคากิโลกรัมละ 50.80 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.61 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.21 ภาคเหนือราคา กิโลกรัมละ 49.28 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.85 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.76 ในขณะที่ภาคกลางมีราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 46.26 บาท ซึ่งลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.20 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.44
โคขุน ราคาโคขุนมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 52.83 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.59 บาท หรือลดลงร้อยละ 1.11 โดยที่ ภาคเหนือมีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคอื่นๆที่เหลือมีราคาลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 59.47 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.15 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.25 รองลงมาคือภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 53.50 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ ผ่านมากิโลกรัมละ 0.42 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.79 ภาคใต้ราคากิโลกรัมละ 53.21 บาท ลดลง จากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.40 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.57 ส่วนภาคกลางมีราคาต่ำสุดคือ กิโลกรัมละ 47.69 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.02 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.10 กระบือ ราคากระบือมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 49.41 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.92 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.90 โดย ที่ภาคเหนือมีราคาลดลง ส่วนภาคอื่นๆที่เหลือมีราคาเพิ่มขึ้น พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้มี ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 54.90 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 3.10 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อย ละ 5.97 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีราคาเท่ากันคือกิโลกรัมละ 49.71 บาท โดยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีราคาเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.96 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อย ละ 1.97 ส่วนภาคเหนือราคาลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.64 บาท หรือลดลงร้อยละ 1.27 และภาคกลางมีราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 45.36 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.49 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.10 บาท สุกร ราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 39.11 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 3.65 บาท หรือลดลงร้อยละ 8.53 ซึ่งทุก ภาคมีราคาลดลงพิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 40.58 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.14 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.73 รองลงมาคือ ภาคใต้ราคากิโลกรัมละ 39.33 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 6.03 บาท หรือลดลงร้อยละ 13.30 ภาคกลางราคากิโลกรัมละ 38.95 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 4.51 บาท หรือ ลดลงร้อยละ 10.38 ในขณะที่เหนือมีราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 37.66 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา กิโลกรัมละ 2.48 บาท หรือลดลงร้อยละ 6.17 แพะ ราคาแพะมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 65.12 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.57 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.47 ซึ่ง ความแตกต่างของราคาค่อนข้างสูงกว่าปศุสัตว์ชนิดอื่น โดยมีราคาเพิ่มขึ้นในทุกภาค พิจารณาเป็นราย ภาคได้ดังนี้ ภาคใต้มีราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 99.07 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 4.59 บาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.86 รองลงมาคือภาคกลางราคากิโลกรัมละ 63.04 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ ผ่านมากิโลกรัมละ 1.37 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.22 ภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 51.62 บาท เพิ่มขึ้น จากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.22 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.43 ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี
ราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 47.78 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.19 บาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.39 แกะ ราคาแกะมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 61.77 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.10 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.82 ซึ่ง ความแตกต่างของค่อนข้างสูงกว่าปศุสัตว์ชนิดอื่น โดยในภาคกลางและภาคเหนือราคาเพิ่มสูงขึ้นใน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีราคาลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้มีราคา สูงสุดกิโลกรัมละ 91.67 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโล 0.28 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.30 รองลงมาคือภาคกลางราคากิโลกรัมละ 61.44 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 2.59 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.40 ภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 50.00 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 2.58 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.44 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 44.15 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.23 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.71 ไก่เนื้อ ราคาไก่เนื้อมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 33.94 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.88 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.53 โดยที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีราคาเพิ่มขึ้นในขณะที่ภาคอื่นๆมีราคาลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคะวันออกเฉียงมีราคาสูงสุดคือกิโลกรัมละ 36.62 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.09 รองลงมาคือภาคใต้ราคากิโลกรัมละ 36.18 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่าน มากิโลกรัมละ 1.48 บาท หรือลดลงร้อยละ 3.92 ภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 35.21 บาท ลดลงจาก เดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.57 บาท หรือลดลงร้อยละ 4.27 ส่วนภาคกลางราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 29.81 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.11 บาท หรือลดลงร้อยละ 3.59 ไก่พื้นเมือง ราคาไก่พื้นเมืองมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือน ธันวาคมกิโลกรัมละ 53.82 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยคือเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.07 บาท โดยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคเหนือและภาคกลางมีราคา ลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 57.61 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่าน มากิโลกรัมละ 0.95 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.68 รองลงมาคือภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 55.95 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลก รัมละ 1.16 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.04 ส่วนภาค ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีราคาเท่ากันคือกิโลกรัมละ 51.46 บาท ซึ่งราคาในภาคตะวันเฉียง เหนือเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.34 บาท หรือเพิ่มขึ้นน้อยละ 2.68 และราคาในภาคกลาง ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.55 บาท หรือลดลงร้อยละ 1.05 เป็ดเนื้อ ราคาเป็ดเนื้อมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคม กิโลกรัมละ 44.67 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยคือเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.03 บาท โดย ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลางและภาคเหนือมีราคาลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 47.42 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา
กิโลกรัมละ 1.12 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคากิโลกรัมละ 46.53 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.24 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.74 ภาคกลางราคา กิโลกรัมละ 42.88 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 1.12 บาท หรือลดลงร้อยละ 2.54 ส่วน ภาคเหนือราคาต่ำสุดกิโลกรัมละ 42.74 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.56 บาท เป็ดเทศ ราคาเป็ดเทศมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือน ธันวาคมกิโลกรัมละ 46.79 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.60 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.31 โดยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลางและภาคใต้มีราคา ลดลง พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 51.11 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา กิโลกรัมละ 0.41 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.80 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคากิโลกรัมละ 49.85 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 2.95 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.28 ภาคกลางราคากิโลกรัมละ 44.54 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.16 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.35 ส่วนภาคเหนือมีราคา ต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 42.80 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมากิโลกรัมละ 0.42 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.99 ไข่ไก่ราคาไข่ไก่คละที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคมฟองละ 2.15 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาฟองละ 0.10 บาท หรือลดลงร้อยละ 4.58 โดยราคาลดลงทุกภาค ทั่วประเทศ พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้ราคาสูงสุดฟองละ 2.27 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่าน มาฟองละ 0.18 บาท หรือลดลงร้อยละ 7.47 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคาฟองละ 2.24 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาฟองละ 0.14 บาท หรือลดลงร้อยละ 6.03 ภาคเหนือราคาฟองละ 2.20 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาฟองละ 0.11 บาท หรือลดลงร้อยละ 4.82 ส่วนภาคกลางราคาต่ำสุดคือ ฟองละ 1.98 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยคือลดลงฟองละ 0.02 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.88 ไข่เป็ด ราคาไข่เป็ดคละที่เกษตรกรขายได้ ณ หน้าฟาร์ม เฉลี่ยทั้งประเทศในเดือนธันวาคมฟอง ละ 2.72 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยคือเพิ่มขึ้นฟองละ 0.09 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อย ละ 3.42 โดยที่ภาคกลางและภาคใต้มีราคาเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงมีราคาลดลง ส่วน ภาคเหนือมีราคาคงที่ พิจารณาเป็นรายภาคได้ดังนี้ ภาคใต้ราคาสูงสุดฟองละ 2.84 บาท เพิ่มขึ้นจาก เดือนที่ผ่านมาฟองละ 0.04 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.53 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคา ฟองละ 2.79 บาท ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยคือฟองละ 0.02 บาท หรือลดลงร้อยละ 0.58 ภาคกลางราคาฟองละ 2.74 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาฟองละ 0.25 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.19 ส่วนภาคเหนือราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่แล้วที่ราคาฟองละ 2.49 บาท สถานการณ์การตลาดและการค้า สินค้าปศุสัตว์และสัตว์ปีกของโลกปี 2556 ปี 2557 การค้าเนื้อสัตว์สีแดง และสัตว์ปีกคาดว่ามีปริมาณมากขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านการค้าที่ เกี่ยวกับโรคระบาดสัตว์ลดลง การค้าสัตว์ปีกและเนื้อสัตว์สีแดงในประเทศสำคัญยังคงมีปริมาณ
มากในปี 2556 การส่งออกเนื้อโค เนื้อสุกร และเนื้อไก่ของผู้ส่งออกสำคัญจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5, ร้อย ละ 2.6 และ ร้อยละ 4.1 ตามลำดับ คาดว่าการค้ากำลังฟื้นตัวต่อเนื่องภายหลังการเกิดโรคระบาดสัตว์ ทั้งโรควัวบ้า โรคปากและเท้าเปื่อยและโรคไข้หวัดนก การส่งออกเนื้อสัตว์ของสหรัฐฯ 1. เนื้อสุกร การส่งออกเนื้อสุกรของสหรัฐฯ คาดว่าเติบโตเป็นอย่างมากในปี 2557 ปริมาณ การส่งออกคาดว่าเป็น 1.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นสองเท่าจากปี 2545 เนื่องจากได้เปรียบในเรื่องคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ราคาที่แข่งขันได้ อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง และ ความต้องการในตลาดต่างประเทศที่ เพิ่มขึ้น 2. เนื้อสัตว์ปีก การส่งออกเนื้อไก่ของสหรัฐฯ คาดว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ในปี 2550 เป็น 2.5 ล้านตัน สำหรับการส่งออกไก่งวงของสหรัฐฯ คาดว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.9 เป็น 261,000 ตัน 3. เนื้อโค ตลาดเนื้อโคของสหรัฐฯ ฟื้นตัวเนื่องจากการยกเลิกข้อจำกัดโรควัวบ้าในประเทศผู้ นำเข้าสำคัญ คาดว่าการส่งออกในปี 2550 เป็น 680,000 ตัน โดยในปี 2546 สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกเนื้อ โคที่ครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 18 ของผู้ส่งออกสำคัญ หลังจากนั้นในปี 254 ก า ร ส่ ง อ อ ก เพิ่ ม ขึ้ น เนื่ อ ง จ า ก ข้ อ จ ำ กั ด ก า ร ค้ า ด้ า น โร ค ติ ด ต่ อ ล ด ล ง ปริมาณการขายเนื้อโคถูกทำให้ลดลงด้วยผลกระทบด้านลบจากโรควัวบ้าและโรคปากและ เท้าเปื่อย คาดว่าการส่งออกเนื้อโคของประเทศสำคัญในปี 2550 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ในขณะที่ผู้ค้าเนื้อโค สำคัญบางราย ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย อินเดีย และ นิวซีแลนด์ซึ่งไม่เกิดโรคระบาดดังกล่าว แต่ได้รับผลดีจากการลดข้อจำกัดการค้า ส่วนปริมาณการส่งออกเนื้อโคของสหรัฐฯ และ แคนาดายัง ฟื้นตัวไม่เต็มที่ คาดว่าในปี 2550 ปริมาณการส่งออกเนื้อโคของประเทศทั้งสองจะลดลงร้อยละ 28 และ ร้อยละ 39 จากปี 2545 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามการส่งออกเนื้อโคของสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวอย่าง ต่อเนื่อง และ คาดว่าในปี 2550 ปริมาณการส่งออกจะเป็น 680,000 ตัน ปริมาณการผลิตและการบริโภคเติบโตในปี 2550 คาดว่าปริมาณการผลิตและการบริโภคเนื้อโคของประเทศสำคัญในปี 2550 จะเพิ่มขึ้นมากกว่า ร้อยละ 2 โดยประเทศจีน บราซิลและสหรัฐฯ จะผลิตเนื้อโคมากที่สุด ทั้งนี้การผลิตเนื้อโคของจีนเติบโต ร้อยละ 5 – 7 ต่อปี ตั้งแต่ ปี 2545 เป็นต้นมา และคาดว่าในปี 2550 จะเติบโตเกินร้อยละ 5 เนื่องจาก การขยายขนาดฝูงโค ปริมาณการผลิตเนื้อโคของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยปัจจัยความต้องการ บริโภคภายในประเทศที่สูงขึ้นจากรายได้ที่ใช้จ่ายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น และ ผู้บริโภคที่เคยบริโภคเนื้อ ไก่หันมาบริโภคเนื้อโคแทนเนื่องจากเกิดโรคไข้หวัดนก ในทำนองเดียวกัน การผลิตเนื้อโคของบราซิล คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 3 ในปี 2550 ด้วยปัจจัยความต้องการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่า
ยังคงเกิดโรคปากและเท้าเปื่อยในบราซิล แต่เกษตรกรยังคงขยายฝูงโคเนื้อ โดยการลงทุนด้าน พันธุกรรมและการสนับสนุนของรัฐบาลเพื่อปรับปรุงการผลิต การส่งออกเนื้อโคของบราซิลขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดโรคปากและเท้าเปื่อยลดลง คาดว่าการส่งออกเนื้อโคของบราซิลในปี 2550 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เนื่องจากการยกเลิก ข้อกำหนดห้ามนำเข้าเนื้อโคด้วยสาเหตุโรคปากและเท้าเปื่อย บราซิลสูญเสียการส่งออกในรัสเซียซึ่ง เป็นตลาดหลักและสูญเสียตลาดชิลีและสหภาพยุโรปในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 อย่างไรก็ตาม การ ส่งออกเนื้อโคของบราซิลในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 ยังไม่ลดลงเนื่องจากสามารถขยายตลาดเนื้อโคใน ประเทศอียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย อิสราเอล โรมาเนียและประเทศที่มีตลาดเล็ก ซึ่งบราซิลยังคงใช้กลยุทธ์ การขยายในตลาดที่มิใช่ตลาดหลักในช่วงครึ่งหลังปี 2549 จนถึง ปี 2550 ญี่ปุ่น ผู้ชนะและผู้สูญเสีย คาดว่าในปี 2550 ปริมาณการนำเข้าเนื้อโคของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ด้วยราคาเนื้อโคภายในประเทศที่สูงส่งผลให้การบริโภคเนื้อโคภายในประเทศญี่ปุ่นลดลง แต่เนื้อโค จากสหรัฐฯ ที่ส่งมาขายในญี่ปุ่นได้อีกครั้งอาจช่วยทำให้ราคาเนื้อโคในญี่ปุ่นลดลงแต่การเริ่มต้นส่งออก เนื้อโคสหรัฐฯ มายังญี่ปุ่นอาจล่าช้า เนื่องจากราคาเนื้อโคในสหรัฐฯยังคงสูง ประกอบกับความกังวล ของผู้บริโภค และ ความเข้มงวดในการตรวจสอบที่ท่าเรือ นอกจากนั้น การส่งออกเนื้อโคของสหรัฐฯ ยังคงมีข้อจำกัดจากการกำหนดอายุโคเชือดต้องไม่เกิน 21 เดือน บรรดาร้านอาหารที่ทำอาหารประเภท Beef bowl และ Barbeque ซึ่งได้เปลี่ยนมาใช้เนื้อโคจากออสเตรเลียในช่วงก่อน พบว่าเนื้อโค ออสเตรเลียไม่เหมาะสมกับการปรุงอาหารดังกล่าว และน่าจะกลับมาใช้เนื้อโคจากสหรัฐฯ เช่นเดิม และคาดว่าการที่เนื้อโคสหรัฐฯ สามารถขายได้ในญี่ปุ่น จะส่งผลให้การส่งออกเนื้อโคออสเตรเลียมา ญี่ปุ่นลดลง คาดการณ์สถานการณ์เนื้อสุกรปี 2550 ปริมาณการผลิตและการบริโภคเนื้อสุกรในปี 2550 การผลิตเนื้อสุกรของประเทศสำคัญในปี 2550 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 4 เป็น 103 ล้านตัน เนื่องจากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีสัดส่วนปริมาณการผลิตประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณ การผลิตทั้งหมด มีปริมาณการผลิตเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น การผลิตเนื้อสุกรของจีนขยายตัวอย่างช้า ๆ ใน ปี 2550 แต่ยังคงมี ปริมาณ ม าก คาดว่าในปี 2550 ปริมาณการผลิตและการบริโภคเนื้อสุกรของจีนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เป็น 55.8 และ 55.3 ล้านตัน ตามลำดับ โดยการผลิตเนื้อสุกรในช่วงปี 2550–2551 คาดว่าจะเติบโตช้า เนื่องจากราคาที่ต่ำ อย่างไรก็ตามการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วยสาเหตุการขยายเมือง
(urbanization) และรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นการบริโภคเนื้อสุกรในประเทศจีนยังได้รับ ประโยชน์จากการระบาดของโรคไข้หวัดนกซึ่งผู้บริโภคเปลี่ยนการบริโภคเนื้อไก่เป็นบริโภคเนื้อสุกรแทน ในปี 2550 การส่งออกเนื้อสุกรของบางประเทศเพิ่มขึ้น คาดว่าการส่งออกเนื้อสุกรในปี 2550 เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 3 เป็น 5.3 ล้านตัน ซึ่งแต่เดิมในปี 2549 คาดว่าจะลดลงร้อยละ 1 โดยการ ส่งออกเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายปริมาณการส่งออกฯ ของประเทศสหรัฐฯ และบราซิล ผลกระทบจากการเปิดตลาดอีกครั้งให้เนื้อโคสหรัฐฯ ต่อประเทศญี่ปุ่น การนำ เข้าเนื้อสุกรของญี่ปุ่นคาดว่าจะลดลงร้อยละ 2 เป็น 1.2 ล้านตัน โดยการเปิดตลาดอีกครั้งให้เนื้อโค สหรัฐฯจะยังไม่มีผลต่อการนำเข้าเนื้อสุกรของญี่ปุ่นก็ตาม แต่ปริมาณสต็อกที่เพิ่มขึ้นและการใช้ มาตรการรุนแรงกับการค้าแบบผิดกฎหมายจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าลดลง การส่งออกเนื้ อสุกรของบราซิลฟื้ นตัวขึ้นในปี 2550 แต่ การค้ากับ รัสเซียลดลง การฟื้นตัวจากปริมาณการผลิตที่ลดลงใน ปี 2549 ทำให้คาดว่าปริมาณการผลิตเนื้อสุกรในปี 2550 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เป็น 2.9 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการ ส่งออกที่ฟื้นตัวจากการเกิดโรคปากและเท้าเปื่อยเมื่อตอนปลายปี 2549 โดยประเทศรัสเซียเป็นตลาด หลักสำหรับการส่งออกเนื้อสุกรของบราซิลด้วยสัดส่วนปริมาณการส่งออกร้อยละ 67 ของปริมาณการ ส่งออกทั้งหมด ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2549 การส่งออกเนื้อสุกรของบราซิลไปรัสเซียลดลง ร้อยละ 44 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2548 อย่างไรก็ตามการส่งออกไปยังประเทศที่เป็นตลาดรอง เพิ่มขึ้นได้แก่ ประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ และ ยูเครน คาดว่าการส่งออกเนื้อสุกรของบราซิลในปี 2549 จะลดลงร้อยละ 29 แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดรองซึ่งไปชดเชยตลาดหลัก จะทำให้ปริมาณการ ส่งออกเนื้อสุกรของบราซิลในปี 2550 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เป็น 570,000 ล้านตัน ป ริ ม า ณ ก า ร ส่ ง อ อ ก เนื้ อ สุ ก ร ข อ ง ส ห รั ฐ ฯ มี จ ำ น ว น ม า ก เป็ น ป ร ะ วั ติ ก า ร คาดว่าการส่งออกเนื้อสุกรของสหรัฐฯ ในปี 2550 จะเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการจนทำให้ ปริมาณการส่งออกเกิน 1.4 ล้านตัน ทั้งนี้ปริมาณเนื้อสุกรที่ส่งออกของสหรัฐฯ ในปี 2548 มีสัดส่วน เพียงร้อยละ 12.8 ของปริมาณการผลิตเท่านั้น แต่คาดว่าในปี 2550 สัดส่วนปริมาณการส่งออกจะ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.3 โดยปริมาณการส่งออกเนื้อสุกรของสหรัฐฯ ไปรัสเซียจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก บราซิลยังคงติดปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อยและไม่สามารถส่งออกไปตลาดรัสเซียได้ ซึ่งทำให้ประเทศ ที่ได้รับผลประโยชน์คือ สหรัฐฯ แคนาดา และ สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดเนื้อสุกร รัสเซียรองจากบราซิล คาดการณ์สถานการณ์เนื้อไก่ ปี 2550 การส่งออกเนื้อไก่ในปี 2550 กลับสู่สภาพเดิม คาดว่าในปี 2550 ปริมาณการส่งออกเนื้อไก่ของประเทศสำคัญ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เป็น
6.7 ล้านตัน หลังจากลดลงในปี 2548 แต่ส่วนแบ่งการตลาดของประเทศสำคัญยังคงเหมือนเดิม ไม่มี ประเทศใดครองส่วนแบ่งการตลาดแตกต่างจากเดิม แต่คาดว่าส่วนแบ่งการตลาดของสหรัฐฯจะเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 37 และ ส่วนแบ่งการตลาดของบราซิลลดลงเหลือร้อยละ 38 ในขณะที่สหภาพยุโรปยังมี ส่วนแบ่งการตลาดเท่าเดิมเป็นร้อยละ 10 ถึงแม้ว่าการส่งออกเนื้อไก่ของสหภาพยุโรปจะลดลงในปี 2547 แต่คาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวในปี 2550 หลังจากประเทศฝรั่งเศสถูกห้ามการส่งออกเนื้อไก่เป็น การชั่วคราวในปี 2549 เนื่องจากเกิดโรคไข้หวัดนกในฟาร์มสัตว์ปีกเพื่อการค้า การส่งออกเนื้อไก่ของบราซิลในปี 2550 ปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ประเทศบราซิลประสบ ความสำเร็จในการส่งออกเนื้อไก่ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปี 2548 แต่คาดว่าการส่งออกเนื้อไก่ในปี 2549 จะลดลงเนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อไก่ในประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักลดลง ซึ่งเกิดจากค่าเงิน real ของบราซิลที่แข็งค่าขึ้นและการเกิดโรคไข้หวัดนกซึ่งทำให้ประเทศผู้นำเข้าเปลี่ยนไปบริโภคเนื้อสัตว์ชนิด อื่นแทนเนื้อไก่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้บราซิลต้องประสบกับภาวะเนื้อไก่ล้นตลาด คาดว่าการส่งออก เนื้อไก่ของบราซิลในปี 2550 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เป็น 2.6 ล้านตันเนื่องจากความต้องการบริโภคที่ เพิ่มขึ้นจากภาวะโรคไข้หวัดนกที่ลดลง โดยส่งออกไปประเทศรัสเซียเพิ่มขึ้นด้วยการทำตลาดแนวรุก การนำเข้าของประเทศสำคัญเพิ่มขึ้นในปี 2550 ถึงแม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าการนำเข้า เนื้อไก่ของรัสเซียและญี่ปุ่นจะลดลงในปี 2550 แต่คาดว่าปริมาณการนำเข้าของประเทศสำคัญทั้งหมด จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เป็น 5.3 ล้านตัน คาดว่าปริมาณการนำเข้าเนื้อไก่ของจีนในปี 2550 จะใกล้เคียงกับ ปี 2547 เนื่องจากไม่มีผลกระทบจากโรคไข้หวัดนก สำหรับการนำเข้าเนื้อไก่ของเม็กซิโกคาดว่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6 ถึงแม้ว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ความต้องการเนื้อไก่สดเพื่อแปรรูปเพิ่มขึ้นใน เม็กซิโกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังคาดว่าปริมาณการนำเข้าเนื้อ ไก่ของญี่ปุ่นในปี 2550 จะลดลงเนื่องจากปริมาณการผลิตที่มีเสถียรภาพและมีปริมาณสต็อกมาก สหภาพยุโรปนำเข้าเนื้อไก่เพิ่มขึ้น คาดว่าปริมาณการนำเข้าเนื้อไก่ของสหภาพยุโรปในปี 2550 จะ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 8 เป็น 645,000 ตัน ขณะที่สหภาพยุโรปได้นำมาตรการโควตาภาษี(TRQ) มาใช้ กับกับเนื้อไก่ที่นำเข้าจากบราซิลและไทย แต่ในเดือนมิถุนายนต้องพ่ายแพ้ในข้อร้องเรียนต่อองค์การ การค้าโลกเรื่องการนำเข้าเนื้อไก่แช่เกลือโดยต้องนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลและไทยเพิ่มขึ้นในอัตราภาษีที่ ต่ำลง การนำเข้าเนื้อไก่ของรัสเซียลดลง รัสเซียเป็นผู้นำเข้าเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่คาด ว่าในปี 2550 ปริมาณนำเข้าเนื้อไก่จะลดลงร้อยละ 7 เป็น 1.2 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณการผลิตเนื้อ ไก่ของรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ประเทศสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าเนื้อ ไก่ที่สำคัญโดยครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 60 ที่เหลือเป็นการนำเข้าจากบราซิล
3.5 บทสรุป 3.6 แบบทดสอบท้ายบท 3.7 เอกสารอ้างอิง กบจาน . (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://chm-thai.onep.go.th/chm/data_province/suratthani/an. html. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ก บ น า. (2557). [อ อ น ไ ล น์]. เข้ า ถึ ง จ า ก http://nanasarakaset.blogspot.com/2012/07/blogpost_22.html. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 กบบูลฟร็อก . (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.fcps.edu/islandcreekes/ecolobullfrog.htm. วันที่สืบค้น7 พฤษภาคม 2557 กบภูเขา . (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.การเกษตร.com/%E0%B8%81%E0%B8%9A/. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 กิตติพงษ์ จารุธานินทร์. 2547. ปลากะพงแดง. นิตยสารฟิชโซน 5 (46- 48):78 – 79. กุ้งก้ามกราม. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.emeraldparkfarm.com/Broodcows.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 ไก่พันธุ์Barred Plymouth Rock. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://student.st.ac.th/37233/spi.html. วันที่สืบค้น 16 พฤษภาคม 2557 ไก่พันธุ์Leghorn. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://student.st.ac.th/37233/spicy.html. วันที่สืบค้น 16 พฤษภาคม 2557 ไก่พันธุ์Rhode Island Red. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://student.st.ac.th/37233/spicy.html. วันที่สืบค้น 16 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์กำแพงแสน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.yimwhan.com/board/show.php?user. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์ชอร์ตฮอร์น. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.เลี้ยงสัตว์.com/. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://tc242_1.igetweb.com/index.php?mo=12&ca. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม โคพันธุ์ซานต้า เกอทรูตีส. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.benelkaysantas.com.au/benel. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคนมพันธุ์เจอร์ซี. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.dairy.edu.au/discoverdairy/Students/F. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557
โคนมพันธุ์เจอร์นซี. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.dairycowdaily.com/Westlynn-TomDee.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคนมพันธุ์เดกซ์เตอร์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.emeraldparkfarm.com/Broodcows. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์พันธุ์เดราท์มาสเตอร์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.sainampeung.ac.th/chal.htm. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์พื้นเมืองของไทย. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://breeding.dld.go.th/th/b/Ready/Nahtml. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคนมพันธุ์ฟรีเชียน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.farminguk.com/news/Young-BritishFriesian-sire-offered-sexed-to-meet-growing-demand-for-robust-and-sustainable.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.pornchaiinter.com/Cattle.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์แองกัส. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.thailivestock.com/forum. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์ฮินดูบราซิล. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://board.kobalnews.com/view.php?category. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ด. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก https://mbasic.facebook.com/Siamindu. วันที่ สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 โค รงร่างภ าย น อ ก แ ล ะภ าย ใน ขอ งสั ต ว์จ ำพ วก ป ล า. (2557). [อ อ น ไล น์]. เข้าถึ งจ าก http://www.arowanaboy.com/. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 เจนจิตต์ คงกำเนิด และคณะ. 2542. การเพาะและการอนุบาลปลาเห็ดโคน. เอกสารวิชาการฉบับที่ 2/2542. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดสงขลา. 29 น. จูอะดี พงศ์มณีรัตน์, พิชญา ชัยนาค, ทวี จินดามัยกุล และ ชูศักดิ์ บริสุทธิ์. 2545. ระดับโปรตีนที่ เหมาะสมในอาหารปลากะพงแดง. วารสารการประมง 55 ( 5) : 413-421. ชวลิต วิทยานนท์. 2531. พันธุ์ปลากระบอกของน่านน้ำไทย. 2531. ข่าวกรมประมง 12 (6) : 18. ชอบ ประพันธ์เนติวุฒิ. 2518. การเลี้ยงปลาช่อนที่ลงทุนน้อยแต่กำไรมาก. วารสารการประมง 28 (1): 21-24. ดาวทะเล. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก https://plus.google.com/photos/11615826128904703270. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ทองพูล วรรณโพธิ์ และอัมพา คำวงษา. 2546. ปลาทับทิมในกระชัง. หนังสือเฉพาะกิจในเครือนิตยสาร ไม่ลองไม่รู้ บริษัท นาคา อินเตอร์มีเดีย จำกัด , กรุงเทพฯ. 80 น.
นกกระจอกเทศ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.exploringnature.org/db/detail.php?dbID. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 นกกระจอกเทศ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.exploringnature.org/db/detail.php?dbID. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 นกกระทา . (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.birdslover.com/forum/view.php?gid=7&id=. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 นวลมณี พงศ์ธนา. 2537. การควบคุมเพศปลาดุกอุยให้เป็นเพศเมียทั้งหมด. เอกสารวิชาการฉบับที่ 6/2537.สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง 17 หน้า. รหัสทะเบียนวิจัย 135- 13402-2111-041 นวลมณี พงศ์ธนา และพุทธรัตน์ เบ้าประเสริฐกุล. 2538. การทดลองเพาะเลี้ยงปลานิลเพศผู้ GMT . เอกสารวิชาการฉบับที่ 7/2538.สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง 9 หน้า. นิเวศน์ เรืองพานิช, เรณู ยาชิโร และ วิชัย วัฒนกุล. 2536. การเพาะและอนุบาลลูกปลากระบอกดำ (Liza subviridis). เอกสารวิชาการฉบับที่ 18/2536. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง. 13 น. นิรนาม. 2544. การเลี้ยงปลาช่อน. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 17 น. นิรนาม. 2549. ปลาบู่-บิ๊กเผาะ เลี้ยงได้ตลาดดีราคาสูง. นิตยสารสัตว์น้ำ 18(207):158-162 เนื้ อ ไก่ . (2557). [อ อน ไล น์]. เข้าถึ งจาก http://german.alibaba.com/product-free/halal-frozenchicken-and-parts-137675210.html. วันที่สืบค้น10 พฤษภาคม 2557 เนื้อจระเข้. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://s2.uppic.mobi/share-D437_5080DF32.html. วันที่ สืบค้น10 พฤษภาคม 2557 เนื้อจระเข้ที่บรรจุถุงขายตามท้องตลาด. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://s2.uppic.mobi/share10BA_5080DF32.html. วันที่สืบค้น 10 พฤษภาคม 2557 เนื้อนกกระทา. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.birdslover.com/forum/view.php?gid=7&i. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 ปลากระดูกแข็ง และปลากระดูกอ่อน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.myfirstbrain.com/s. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลากระเบน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.fisheries.go.th/it-database/fish/product.php. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลาครีบเป็นพู่. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.arohouse.com/wbs/?action=view&id=0. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลาช่อน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.siamfishing.com/content/view.php?nid=15012. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557
ปลาปักเป้า. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.fisheries.go.th/mf-emdec/mainweb/k.html. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลาไม่มีขากรรไกร. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://pantip.com/topic/30021656. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลาโรนัน. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.siamfishing.com/board/view.php?tid=631752. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลาไหล. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.gotoknow.org/posts/351816. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ปลาปลาอะโรวาน่า. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://ornnami.exteen.com/20100706/arowanafish. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 เป็ดเทศพันธุ์กบินทร์บุรี. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://alangcity.blogspot.com/2012/08/blogpost_1131.html. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.p. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 เป็ ด พั นธุ์ก ากี แค มป์ เบ ล ล์. (2557). [ออน ไลน์]. เข้าถึ งจ าก http://poultrykeeper.com/duckbreeds/campbell-ducks. วันที่สืบค้น 16 พฤษภาคม 2557 เป็ดพันธุ์พันธุ์นครปฐม. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://theduck54.wordpress.com/. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 เป็ดพันธุ์ปากน้ำ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://theduck54.wordpress.com/, 22 พฤษภาคม 2557 เป็ดปั๊วฉ่าย . (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://theduck54.wordpress.com/. วันที่สืบค้น 22 พฤษภาคม 2557 เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต. 2536. ปลากระบอกกับการปรับปรุงสภาวะแวดล้อมในบ่อ เลี้ยงกุ้งทะเล.ประมง เศรษฐกิจ 2 (14) : 18 พายัพ ยังปักษี. 2544. การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังในเขื่อนลำปะทาวตอนบน. วารสารสัตว์น้ำ 12(141):73-78 . พูนสิน พานิชสุข และ สุพจน์ จึงแย้มปิ่น. 2519. การเลี้ยงปลากะพงแดงน้ำกร่อย. วารสารการ ประมง 29 ( 2 ) : 167-172. ภาณุ เทวรัตน์มณีกุล, สุจินต์ หนูขวัญ และวีระ วัชรกรโยธิน. 2545. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด. สำนักงานฝ่ายฝึกอบรม ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. 175 น. ภาพเขียนสีที่เป็นรูปปลาบึก. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.manager.co.th/Travel/ViewN. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557
ภาสกร ถมพลกรัง และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร.2542. การสำรวจพื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและ สภาวะคุณภาพน้ำในบริเวณทะเลสาบสงขลาและบริเวณใกล้เคียง โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม และระบบเอกสารเผยแพร่. การเลี้ยงปลานิลในกระชัง. กองส่งเสริมการประมง, กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 24 น. ม้าน้ำ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://natkamon.mystudent.in/2014/01/page/4/. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 ยุพินท์ วิวัฒนชัยเศรษฐ์. 2536. การเลี้ยงปลาช่อนที่สุพรรณบุรี. วารสารการประมง 46 (4): 315- 319. ยุพินท์ วิวัฒนชัยเศรษฐ์. 2541. ปลาช่อนไทยครองใจผู้บริโภค. วารสารการประมง 51(6): 563- 570. ลิลา เรืองแป้น. 2540. การเลี้ยงปลากะพงแดง. นิตยสารสัตว์น้ำ 8 ( 89 – 92) : 113-118. เลือดจระเข้ผง. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.อาหารเสริมเลือดจระเข้.com/. วันที่สืบค้น 10 พฤษภาคม 2557 โลมา และวาฬที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://lomaplanet.blogshtml. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 วัชรินทร์ รัตนชู และ ไพบูลย์ วัฒนกิจ. 2545. การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินที่มีความหนาแน่น ต่างกัน. วารสารการประมง 55 (1):33-46. วันเพ็ญ มีนกาญจน์. 2528. ปลาไทยในสถานแสดงพันธุ์น้ำจืด. สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ กรม ประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 81 น. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี. 2543. การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ. เอกสารประกอบการ ฝึกอบรม. กองวิทยาลัยเกษตรกรรม กรมอาชีวศึกษา. 12 น. วินัย จั่นทับทิม, จำเรียง สงวนงาม และ ชุติมา ธวัชสุภา. 2545. การผลิตลูกปลาช่อนจากพ่อแม่พันธุ์ที่ เลี้ยงในบ่อซีเมนต์. วารสารการประมง 55(5):395-399 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง. 2536. เอกสารวิชาการฉบับที่ 18/2536. กรมประมง. 13 น. สมปอง หิรัญวัฒน์ และภานุ เทวรัตน์มณีกุล. 2537. การเลี้ยงปลาในกระชังในประเทศไทย.เอกสาร วิชาการ ฉบับที่ 157. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด, กรมประมง 125 น. สมพงษ์ สุวรรณทศ และ วินัย จั่นทับทิม. 2546. การเพาะพันธุ์และอนุบาลปลาช่อนเชิงพานิชย์. วารสารการประมง 56(3):241-259 สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.myfirstbrain.com/student_vie69041. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 สัตว์จำพวกปลา. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.globalrecruitingroundtable.com/. วันที่ สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 สัตว์มีกระดูกสันหลัง. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.vcharkarn.com/vcafe/18492. วันที่ สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557)
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.flagfrog.com. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สารสนเทศทางภูมิศาสตร์. เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 1/2542. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, กรมประมง 53 น. สิ่ ง มี ชี วิ ต ใ น อ า ณ า จั ก ร สั ต ว์ (Kingdom Animalia). (2557). [อ อ น ไ ล น์]. เข้ า ถึ ง จ า ก http://cmapspublic.ihmc.Zoology%20Breakdown.cmap, (วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557) สี ข อ ง เ นื้ อ น ก ก ร ะ จ อ ก เ ท ศ . (2557). [อ อ น ไ ล น์]. เ ข้ า ถึ ง จ า ก http://writer.dekd.com/JiPpieZz/story/viewlongc.php?id=687461&chapter=179. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุกรพันธุ์ดูรอก. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.alliancegeneticscanada.ca/productsservices/products/terminal-line/duroc/. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุกรพันธุ์เบอร์กเชียร์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://pigpigblog.wordpress.com/category/speci. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุกรพันธุ์โปแลนด์ไชนา . (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://mukatey.blogspot.com/2011_01_.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุกรพันธุ์ลาร์จไวต์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.betagro.com/products_detail_en.ph_i. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุกรพันธุ์แลนด์เรซ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.alliancegeneticscanada.ca/productsservices/products/maternal-line/landrace/. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุกรพันธุ์แฮมเชียร์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://pornchaiinter.com/S_Fresh_Thai-H0.html. วันที่สืบค้น 23 พฤษภาคม 2557 สุขุม เร้าใจ, เรืองวิชญ์ ยุ้นพันธ์ และสุทิน สมบูรณ์. 2548. การอนุบาลลูกปลาสลิดในกระชังแขวนลอย ในบ่อดิน. วารสารการประมง 58(1):71-75 สุธีร์ พจน์ศิลปชัย. 2544. ปลาช่อนสุพรรณบุรี. วารสารการประมง 54 (5): 441-443. โสภา อารีรัตน์, จารุวรรณ สมศิริ และประสิทธิ์ พัฒนุช. 2527. การป้องกันโรคระบาดปลาช่อนที่ สุพรรณบุรี. วารสารการประมง 37(6): 529-532 หมึกเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก http://www.oknation.net/=653670. วันที่สืบค้น 7 พฤษภาคม 2557 อุธร ฤทธิลึก. 2550. การเลี้ยงปลาเพื่อการค้า. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ. 248 น. อุ้ ง มื อ อุ้ ง เ ท้ า จ ร ะ เ ข้ . (2557). [อ อ น ไ ล น์]. เ ข้ า ถึ ง จ า ก http://s2.uppic.mobi/shareA47B_5080DF32.html. วันที่สืบค้น10 พฤษภาคม 2557
วิธีสอนและกิจกรรม - บรรยายประกอบเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะด้วยโปรแกรม Power point - ซักถามให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น - สรุปบทเรียน - เฉลยการบ้านคำถามท้ายบทเรียน สื่อการสอน หนังสืออ้างอิง ตามเอกสารท้ายบทเรียน เอกสาร ตำรา รายวิชา ชว421 เทคโนโลยีชีวภาพทางสัตว์เรียบเรียง
ประกอบ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐพร จันทร์ฉาย วัสดุโสทัศน์ CD E-learning วิชา ชว421 เทคโนโลยีชีวภาพทางสัตว์ งานที่มอบหมาย - ศึกษาเนื้อหาบทเรียนด้วยตนเองและค้นคว้าเพิ่มเติม - อ่านหนังสือเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัตว์เศรษฐกิจของไทย - ตอบคำถามท้ายบทเรียน - ค้นคว้ารายงานเกี่ยวกับสถานการณ์สัตว์เศรษฐกิจของไทย การวัดผล - ตั้งคำถามขณะบรรยาย - สังเกตความสนใจ - พิจารณาจากงานที่มอบหมาย - ทดสอบรวมในห้องเรียน และทำการสอบในการสอบกลางภาค หมายเหตุ : .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ...........................................................................................................................................
จุดประสงค์ 7.1 อธิบายเทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ 7.2 อธิบายการผลิตพืชหมักเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ 7.2.1 อธิบายการทำหญ้าแห้ง (Haylage) ได้ 7.2.2 อธิบายการทำหญ้าหมัก (Silage) ได้ 7.3 อธิบายการใช้เอนไซม์ในอาหารสัตว์ได้ 7.4 อธิบายการผลิตสารสีเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้ 7.5 อธิบายเทคโนโลยีชีวภาพกับการผลิตวิตามินในอาหารสัตว์ได้ 7.6 อธิบายอาหารฟังก์ชั่นในอาหารสัตว์ได้ 7.6.1 บอกสารเสริมชีวนะ (Probiotics) ได้ 7.6.2 บอกอาหารเสริมชีวนะ (Prebiotics) ได้ 7.6.3 บอกซินไบโอติก (Synbiotic) ได้ 7.7 อธิบายวัตถุเติมแต่งในอาหารสัตว์ได้ 7.7.1 บอกชนิดสารแต่งกลิ่นและรสชาติ (Flavors) ได้ 7.7.2 บอกชนิดสารให้ความหวาน (Sweeteners) ได้ 7.7.3 บอกชนิดสารดึงดูดการกินของสัตว์ (Attractants) ได้ 7.7.4 บอกชนิดสารส่งเสริมการย่อยในอาหารสัตว์(Acidulate) ได้ 7.7.5 บอกชนิดสารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ในกลุ่มสารกันหืน (Antioxidants) ได้ เทคโนโลยีชีวภาพกับการผลิตอาหารสัตว์ Biotechnology for Animals Feeding Production บทที่ : 7
7.7.6 บอกชนิดสารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ในกลุ่มสารป้องกันเชื้อรา (Antimolds) ได้ 7.7.7 บอกชนิดสารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ในกลุ่มสารป้องกันซัลโมเนลล่า (Anti-salmonellas) ได้ 7.7.8 บอกชนิดแร่ธาตุอินทรีย์ (Organic minerals) ได้ 7.7.9 บอกชนิดสารปรับปรุงคุณภาพไข่ (Egg quality improvements) ได้ 7.7.10 ยกตัวอย่างสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ (Plant extracts) ได้ 7.7.11 ยกตัวอย่างสารเสริมชีวนะ (Probiotics) ได้ 7.7.12 ยกตัวอย่างอาหารเสริมชีวนะ (Prebiotics) ได้ 7.7.13 ยกตัวอย่างสารดูดซับสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxin binders) ได้ 7.7.14 ยกตัวอย่างสารเพิ่มความน่ากิน (Palatability enhancers) ได้ 7.7.15 ยกตัวอย่างสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunostimulants) ได้ เนื้อหา 7.1 บทนำ อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำสัตว์ที่มีศักยภาพทางพันธุกรรมสูงเข้ามา เลี้ยงในฟาร์ม มีระบบป้องกันรักษาสุขภาพอนามัยที่ดี มีการใช้ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีที่เติมลงใน อาหารสัตว์เพื่อทำให้สัตว์สามารถให้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ผลของการใช้ยา และสารเคมี ทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ลดการใช้ยา ปฏิชีวนะ และสารเคมีต่าง ๆ ลง ตลอดจนเกิดปัญหาการกีดกันทางการค้าที่ต่างประเทศตั้งข้อ กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ส่งออกจากประเทศไทย เช่น เนื้อไก่ และเนื้อกุ้ง ต้องไม่มีสารเคมี และยา ปฏิชีวนะตกค้าง ดังนั้นจึงมีการหาแนวทางใหม่ ๆ ที่ทำให้สัตว์สามารถเจริญเติบโตได้ดี และมี ประสิทธิภาพในการเจริญเติบโตสูงสุดเท่าเดิม และไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ อีกทั้ง ตกค้างในสภาพแวดล้อมที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ และหนึ่งในแนวทางนั้นคือ การใช้ผลิตภัณฑ์จาก ธรรมชาติ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ในการปรับปรุงพันธุ์ช่วยในการเร่งการเจริญเติบโต และการ ให้ผลผลิตทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ช่วยเพิ่มการย้อยโภชนะในอาหารเพื่อลดปริมาณโภชนะที่ย่อย ไม่ได้ให้น้อยลง เป็นการลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สัตว์เลี้ยงต้องการอาหารเพื่อดำรงชีวิต การเจริญเติบโต และการให้ผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์เลี้ยงเพื่อให้ผลผลิตด้านเนื้อ และนม ย่อมต้องการอาหารที่สมบูรณ์ โค และกระบือเป็นสัตว์ เคี้ยวเอื้องที่กินอาหารหยาบเป็นอาหารหลัก แต่อาหารหยาบในเขตร้อน เช่น ประเทศไทยส่วนมากจะมี คุณค่าทางอาหารต่ำ โดยเฉพาะในช่วงแล้ง แม้จะให้สัตว์กินเต็มที่ก็ยังได้รับโภชนะไม่เพียงพอต่อความ ต้องการ จำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ มาทดแทน เช่น วัสดุเหลือใช้ และผลพลอยได้ทาง
การเกษตร รวมทั้งการเสริมอาหารข้นแก่สัตว์เพื่อเพิ่มผลผลิต เกษตรกรผู้เลี้ยงจึงควรมีความเข้าใจและ รู้ถึงคุณสมบัติวัตถุดิบอาหารสัตว์แต่ละชนิด อาหารของสัตว์โดยทั่วไปส่วนใหญ่มาจากพืช เช่น หญ้า เมล็ดข้าวโพด และกากถั่วเหลือง หรือผลพลอยได้ต่าง ๆ จากพืช แต่ยังมีอาหารบางส่วนมาจากสัตว์ เช่นปลาป่น หรือหางนมผง เป็นต้น สารอาหารที่สัตว์ต้องการ สารอาหารที่สัตว์ต้องการนั้น แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทที่สัตว์ต้องการ (ภาพที่ 7.1) คือ 1. โปรตีน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต พวกปลากินพืชมีความต้องการโปรตีน 18-25 เปอร์เซ็นต์ ปลาประเภทกินเนื้อมีความต้องการโปรตีนประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์ ปลาประเภทกินพืช และกินเนื้อมีความต้องการโปรตีน 25-32 เปอร์เซ็นต์ ปลาส่วนใหญ่ต้องการ โปรตีนจากพืช และสัตว์ สัตว์มีความต้องการอาหารโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนทั้ง 10 อย่างใน ระดับเดียวกับสัตว์ชั้นสูงกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต 2. ไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง เป็นองค์ประกอบของเยื่อเซลล์ เป็นแหล่งพลังงาน และแหล่งสะสมพลังงานของร่างกาย 3. คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานที่สัตว์สามารถใช้ได้ทันที และเก็บสะสมไว้ในรูป ไขมันเพิ่มเป็นพลังงานสำรอง ภาพที่ 7.1: แสดงลักษณะของสารอาหาร 5 ประเภทที่สัตว์ต้องการ ที่มา : สารอาหาร (2558 : ออนไลน์)
4. เกลือแร่ และวิตามิน เป็นกลุ่มสารอาหารที่ควบคุมกิจกรรม ช่วยควบคุมการทำงานของ หัวใจระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบของเหลวภายในตัวสัตว์ สัตว์มีความต้องการเกลือแร่ และ วิตามินไม่มากนัก แต่ถ้าขาดธาตุอาหารเหล่านี้จะมีผลต่อการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ และขบวนการ ต่าง ๆ ทางชีวเคมีของร่างกาย วิตามิน 12 ช่วยเพิ่มผลิต และการกินอาหารของสัตว์ สัตว์ที่ขาดวิตามิน จะเกิดโรคหลายอย่าง 5. น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์ของร่างกาย ช่วยในการขนส่งอาหาร และออกซิเจน ช่วยในการขับถ่าย ลำเลียงของเสียตั้งแต่ในระดับเซลล์จนถึงอวัยวะ นอกจากนี้น้ำเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา ต่าง ๆ ทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายอีกด้วย จากปัญหาดังกล่าวในการผลิตอาหารสัตว์ ทำให้มีการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสิ่งต่าง ๆ มาทดแทน ยาปฏิชีวนะ ซึ่งสารเสริมชีวนะ และอาหารเสริมชีวนะ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากมี ความปลอดภัยในการใช้สูงแต่อาจเห็นผลช้า อันเนื่องมาจากความจำเพาะระหว่างชนิดสัตว์กับสายพันธุ์ ของจุลินทรีย์ รวมถึงความเครียดของสัตว์จากปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย และงานวิจัยได้พัฒนาองค์ ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตพืชหมัก การผลิตเอนไซม์ในการผลิตอาหารสัตว์การผลิต สารสี การผลิตวิตามิน การใช้สารเสริมชีวนะ อาหารเสริมชีวนะ ซินไบโอติกในการผลิตอาหาร และยัง มีการเพิ่มสารแต่งสี กลิ่นรสชาติ และสารป้องกันเชื้อรา จุลินทรีย์ต่าง ๆ ในอาหารสัตว์ และใช้ใน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ 7.2 เทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำหรับในปัจจุบันประเทศไทยต้องประสบกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวน ทำให้หลายหน่วยงานทันมา สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน วัตถุดิบหลักในการผลิต เช่น อ้อย มันสำประหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งพืช เหล่านี้ นอกจากจะเป็นพืชที่ให้พลังงานแล้ว ยังเป็นพืชที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์อีกด้วย และ พัฒนาสายพันธุ์หญ้าให้ได้โภชนะที่สูงขึ้นโดยการปรับปรุงพันธุ์ ปรับปรุงแปลงปลูกหญ้า ซึ่งเป็น แปลงหญ้าที่เกษตรกรจัดหาพื้นที่ในการปลูกหญ้าขึ้นเองทำให้มีความสะดวกในการควบคุมคุณภาพ ของแปลงหญ้าได้ โดยการเลือกชนิดของหญ้าที่มีคุณค่า มีความน่ากินสูง เช่น หญ้าเนเปียร์หญ้ากินนี หญ้าขน และหญ้าซิกแนล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มคุณค่าของแปลงหญ้าได้ รวมถึงควรจะมี การจัดการแปลงหญ้าให้มีอายุการใช้งานนาน โดยการจัดพื้นที่ในการเก็บเกี่ยวให้เป็นสัดส่วน หรือจะ ถนอม แปลงหญ้าไวโดยการตัด 1. หญ้าขน (Brachiaria mutica) เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ลักษณะล้าต้นเป็นแบบกึ่งเลื้อย ต้นสูง ประมาณ 1 เมตร ล้าต้นทอดขนานไปกับพื้นดิน มีรากขึ้นตามข้อ มีระบบรากเป็นรากฝอย และตื้น ไม่ ติดเมล็ดขยายพันธุ์ด้วยเหง้า และล้าต้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูงในที่มีฝนชุก ทนต่อ
สภาพพื้นที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำท่วมขังการปลูกใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร อาจปลูกโดยหว่านท่อน พันธุ์แล้วไถกลบหรือปลูกแบบปักดำข้าวเหมาะสำหรับบริเวณพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวโดยไม่ใส่ปุ๋ยจะได้ ผลผลิต 3,100 กิโลกรัมต่อไร่ และผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,370 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อใส่ปุ๋ยยูเรีย 40 กิโลกรัม/ไร่ร่วมกับปุ๋ยคอก 1 ตัน/ไร่ ปริมาณโปรตีนเฉลี่ยประมาณ 7.2 เปอร์เซ็นต์การขยายพันธุ์ ด้วยการใช้ส่วนต่าง ๆ ของลำต้น (Vegetative propagation) มีระบบการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ หญ้าอาหารสัตว์ต้นใหม่ที่ได้จะเกิดจากส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นเดิมที่ไม่ใช่อวัยวะเพศ โดยส่วนที่ใช้ใน การขยายพันธุ์เรียก สายยีนเดิม หรือโคลน (Clone) ซึ่งต้นใหม่จะยังคงมีลักษณะเหมือนต้นแม่ โดยทั่วไป หญ้าอาหารสัตว์สามารถใช้หน่อในการขยายพันธุ์ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของพืชกลุ่มนี้ เมื่อต้นหญ้า เจริญเติบโตสมบรูณ์จะมีการแตกหน่อ (Tillering) โดยหน่อใหม่ที่เกิดมาสามารถนำมาใช้ในการ ขยายพันธุ์ได้ การแตกหน่อใหม่ของหญ้าอาหารสัตว์มีสองลักษณะคือ 1.1 หญ้าอาหารสัตว์ที่มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบกอตั้ง หน่อที่เกิดใหม่จะอยู่ชิดกับ ต้นแม่ภายในกาบหุ้ม โดยปลายยอดจะโผล่ขึ้นมาระหว่างกาบใบกับลำต้น 1.2 หญ้าอาหารสัตว์ที่มีลักษณะลำต้นแบบเลื้อย มีทั้งลำต้นใต้ดินที่ขนานไปกับผิวดิน เรียกว่า เหง้า (Rhizome) และลำต้นเลื้อยไปบนดิน เรียกว่า ไหล (Stolon) เช่น หญ้าแพรก หญ้าโร้ด หญ้าขน และหญ้าแพงโกล่า โดยหน่อที่เกิดใหม่จะอยู่ห่างจากต้นแม่ ปลายยอดของหน่อใหม่จะแทง ทะลุกาบใบไปทางด้านข้างใบหน่อใหม่จะเกิดจากข้อเจริญเติบโตขึ้นมา 2. หญ้าเนเปียร์ ปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์ คือ เนเปียร์ธรรมดา (Pennisetum purpureum) เนเปียร์แคระ (P. purpureum cv. Mott.) เนเปียร์ยักษ์ (King grass; P. purpureum cv. Kinggrass) เนเปียร์ใต้หวันหรือเนเปียร์ปากช่อง เป็นการผสมพันธุ์หญ้า 2 สวายพันธุ์ คือ P. purpureum c]tt Pennisetum americanum เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกในแต่ละภูมิภาค และมี คุณค่าทางโภชนะสูงขึ้น โดยหญ้าเนเปียร์มีทรงต้นเป็นกอค่อนข้างตั้งตรงคล้ายอ้อย หญ้าเนเปียร์แคระ มี ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มค่อนข้างตั้ง (Bunch type) สูงเพียง 1.60 เมตรแต่มีสัดส่วนของใบต่อต้น และ แตกกอดี ส่วนหญ้าเนเปียร์ธรรมดาสูงประมาณ 3 เมตร และหญ้าเนเปียร์ยักษ์เมื่อโตเต็มที่จะสูง ประมาณ 3.80 เมตร หญ้าเนเปียร์ไต้หวัน เป็นหญ้าข้ามปี ล้าต้นมีลักษณะตั้งตรงสูง 2.5-3.5 เมตร และเมื่อออก ดอกมีความสูงถึงปลายช่อดอก 3.5-4.5 เมตรให้ผลผลิตน้ำหนักสด 12-15 ตัน/ไร่/รอบ 60 วัน และ น้ำหนักแห้ง 2-2.5 ตัน/ไร่/รอบ หญ้าเนเปียร์สายพันธุ์ต่าง ๆ มีเหง้า (Rhizome) อยู่ใต้ดิน เป็นหญ้าอายุ หลายปีเจริญเติบโตได้ในดินหลายชนิดที่มีการระบายน้ำค่อนข้างดี ตอบสนองต่อความอุดมสมบูรณ์ ของดินและน้ำได้ดีเหมาะสำหรับปลูกบริเวณพื้นที่ที่มีฝนชุก ทนแล้งได้พอสมควร ไม่ทนน้ำท่วมขังและ ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำของสัตว์ ติดเมล็ดน้อยและมีความงอกต่ำ จึงต้องปลูกขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ 2–3 ท่อนต่อหลุม ระยะระหว่างหลุม 75x75 เซนติเมตร ต้นพันธุ์หญ้าเนเปียร์ 1 ไร่ สามารถปลูก ขยายพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ การบำรุงรักษาใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 40 กิโลกรัม/ไร่/ปี โดยใส่ครึ่งหนึ่ง
ก่อนปลูกหญ้า ส่วนที่เหลือแบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังจากตัดหญ้าครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สำหรับในพื้นที่ดินร่วน ปนทรายถึงดินทรายความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 40–80 กิโลกรัม/ไร่/ปี นอกจากนี้ยัง จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกด้วย ควรตัดหญ้าเลี้ยง สัตว์ครั้งแรกหลังปลูก 60 วัน และตัดครั้งต่อไปทุก ๆ 30 วัน จะได้ผลผลิตน้ำหนักแห้งประมาณ 2–4.2 ตันต่อไร่/ปี มีโปรตีนประมาณ 8–10 เปอร์เซ็นต์ การจัดการแปลงหญ้ามีหลักการที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้ 1. ควรปลูกหญ้าไว้หลาย ๆ ชนิดเพื่อเพิ่มความน่ากิน และท้าให้มีคุณค่าทางอาหารที่ หลากหลายในแปลงหญ้าหรืออาจเพิ่มคุณค่าทางอาหารของแปลงหญ้าโดยการ ปลูกพืชตระกูลถั่วผสม กับหญ้า 2. ทำการใส่ปุ๋ยลงในแปลงหญ้าเพื่อการบำรุง และเร่งการเจริญเติบโตให้พืชอาหารสัตว์ที่ปลูก ไว้ เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 (ใส่ภายหลังการตัดแต่ละครั้ง) 3. มีการจัดการปล่อยให้แพะลงแทะเล็มในแปลงหญ้าอย่างถูกเวลา คือ เน้นปล่อยใน ช่วงที่ หญ้ามีการเจริญเติบโตที่ดี มีคุณค่าทางอาหารสูงหรืออยู่ในระยะก่อนออก ดอก รวมถึงต้นพืชมีความ แข็งแรงพอที่จะทนต่อสภาวะการถูกเหยียบย่ำได้ 4. ควรทำการไถ คราด พรวนดินแปลงหญ้าเป็นครั้งคราวเพื่อบำรุงรักษาหน้าดินและ เกลี่ยมูล แพะให้ทั่วแปลงช่วยให้เป็นปุ๋ยใส่แปลงหญ้าไปด้วยในตัว ดังนั้นพันธุ์หญ้าแต่ละชนิดสามารถใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพหรือใช้เทคนิคการ ปรับปรุงพันธุ์ในการผสมข้ามสายพันธุ์เพื่อให้ได้หญ้าที่มีคุณค่าทางโภชนะที่สูงขึ้นโดยเฉพาะโปรตีนซึ่ง เป็นธาตุอาหารหลักที่สัตว์ต้องการ และเหมาะกับการปลูกในแต่ละภูมิประเทศ 7.3 การผลิตพืชหมักเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ พืชหมักจัดทำเพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วงที่ขาดแคลนหญ้าสด ทำได้ 2 วิธี คือ ทำหญ้าแห้ง (Haylage) และทำหญ้าหมัก (Silage) 7.3.1 การทำหญ้าแห้ง (Haylage) หญ้าแห้งเป็นอาหารสัตว์ที่ทำจากหญ้าหรือฟาง ดังภาพที่ 7.2 โดยการไล่ความชื้นออกจนเหลือ ไม่เกินร้อยละ 15 เป็นการรักษาคุณภาพของหญ้าไว้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ในยามที่ขาดแคลนหญ้าสด ในการทำทุ่งหญ้าหรือปลูกพืชอาหารสัตว์
ภาพที่ 7.2: แสดงลักษณะของหญ้าแห้ง ที่มา : หญ้าแห้ง (2558 : ออนไลน์) การทำหญ้าแห้ง เป็นวิธีการถนอมอาหารหยาบไว้ให้มีใช้ได้นาน ๆ โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่มี สภาวะการขาดแคลนพืชอาหารสัตว์วิธีทำหญ้าแห้งไว้ใช้เลี้ยงสัตว์อาจทำได้หลายรูปแบบ คือ การทำ หญ้าแห้งชนิดตากแดด จะใช้เวลานานประมาณ 2-3 วันแล้วแต่ชนิดของหญ้าหรือพืชที่นำ มาตากแห้ง ว่ามีความหนาบางของลำต้น และใบมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพ อากาศและ แสงแดดเอง หญ้าแห้งที่ดีจะสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียหายหรือบูดเน่านั้น ควรจะต้องลด ความชื้นให้ เหลือน้อยที่สุดโดยให้มีความชื้นได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 15 หญ้าแห้งที่เก็บไว้ในโรงเก็บหญ้าที่มีอากาศชื้น เกินไปอาจทำให้หญ้าแห้งขึ้นรา และเสียหายจนใช้เป็นอาหารสัตว์ไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตที่ได้ของ การทำหญ้าแห้งจะขึ้นอยู่กับชนิดของคือพืชที่นำมาใช้ควรเป็นพืชที่มีคุณภาพดี มีคุณค่าทางอาหารสูง หรืออยู่ในช่วงก่อนออก ดอกออกผล ซึ่งจะเป็นช่วงอายุที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีปริมาณเยื่อใยที่ มากพอ นอกจากนี้ถ้าใช้พวกพืชตระกูลถั่วผสมก็จะได้หญ้าแห้งที่มีคุณภาพดีกว่าพืชตระกูลหญ้าอย่าง เดียวหญ้าแห้งที่มีคุณภาพสูงควรมีลักษณะดังนี้คือ เป็นหญ้าแห้งที่มีคุณภาพดี และมีคุณค่าทาง อาหารสูง เช่น มีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสูง และใช้พืชที่อยู่ในช่วงออกดอก (ลักษณ์และศุภนุช, 2548)
เศษเหลือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำมาหมักเพื่อเป็นอาหารสำหรับโค เป็นวัสดุที่หาได้ง่าย และมี ราคาถูกในท้องถิ่นจังหวัดที่ทำการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ หรืออาหารสัตว์อื่น ๆ โดยสามารถผลิตเป็น อาหารสัตว์โปรตีนสูง คือ อาหารหยาบ (Haylage) ที่ต้นทุนต่ำลง และสามารถทดแทนหญ้าสดในฤดู แล้งได้จุดเด่นก็คือการใช้ประโยชน์จากข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยวทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ลด ปัญหาการเผาไหม้ และใช้ทดแทนปลาป่นที่มีราคาแพงได้ จะได้อาหารหยาบหมักคุณภาพดีสำหรับการ เลี้ยงโคเนื้อ และโคนม เศษเหลือจากข้าวโพดมีปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้นจากเดิมต่ำกว่า 2.0 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 4-10 เปอร์เซ็นต์ สามารถช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้ประมาณ 40-50 บาท/ตัว/วัน (ขรรค์ชัย, 2557) ณัฐพร และเยาวพา และ (2558) ได้ศึกษาการผลิตอาหารหยาบจากเศษข้าวโพดอาหารสัตว์ (Haylage) อัดแท่งด้วยหัวเชื้อจากน้ำนมหมัก โดยทำการหมัก 28 วัน จากการทดลองพบว่าระยะเวลา ในการหมักที่ดีที่สุด คือ 14 วัน ที่ความเข้มข้นของหัวเชื้อจากน้ำนมหมัก 5 เปอร์เซ็นต์(v/w) โดยพบว่า อัตราส่วนระหว่างซัง ฝุ่น และเปลือกข้าวโพด คือ 1 : 2 : 0 โดยมีปริมาณโปรตีน 5.4585 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก มีปริมาณกรดแลกติก 0.0898 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก มีปริมาณกรดอะซิติก 0.27 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก มีค่าความเป็นกรด-ด่างที่ 5.90 มีปริมาณความชื้นร้อยละ 7.3289 โดยน้ำหนัก มีสีน้ำตาลกลาง และมีกลิ่นของเศษข้าวโพด ซึ่งเป็นอาหารหยาบ (Haylage) ที่มีคุณภาพที่ดี 7.3.2 การทำหญ้าหมัก (Silage) หญ้าหมัก หรือ พืชหมัก (Silage) เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีจัดการเพื่อให้สามารถ เก็บถนอมหญ้า หรือพืชนั้นไว้ในสภาพอ่อนนิ่มคล้ายกับหญ้าที่ยังสดอยู่หญ้าหมักมีประโยชน์ดี ในหลายประการนั่นคือ หญ้าหมักสามารถที่จะจัดทำขึ้นได้ทุกโอกาสแม้ในฤดูที่สภาพอากาศไม่อำนวยให้ทำหญ้าแห้งเพื่อการ เก็บไว้ใช้นาน ๆ ซึ่งหญ้าหมักสามารถใช้พืชได้หลายชนิด เช่น ต้นข้าวโพด พืชผัก หญ้าชนิดต่าง ๆ หรือ อาจใช้เศษพืชทิ้งเปล่ารวมถึงเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร การทำพืชหมักเพื่อเป็นอาหารเสริมมีหลากหลายสูตร เช่น สูตรใช้เกลือ 1 กิโลกรัมต่อหญ้าสับ 100 กิโลกรัม สูตรใช้กากน้ำตาล 4 ต่อน้ำ 5 ลิตร ต่อหญ้าสับ 100 กิโลกรัม และสูตรใช้เกลือ 500 กรัม กากน้ำตาล 1 กิโลกรัมต่อหญ้า 100 กิโลกรัม และสูตรไม่มีการเสริมอาหารเลย ใช้หญ้าสดพันธุ์ที่ อวบน้ำ หรือต้นข้าวโพดสดสับผสมกับอาหารเสริมหรือไม่ผสมอาหารเสริม บรรจุภาชนะเป็น ถุงพลาสติกอย่างหนาใส่ในถุงพลาสติก หรือหลุม อัดให้แน่นอย่าให้อากาศเข้า หมักเป็นเวลา 21 วันก็ เริ่มเปิดให้สัตว์กินได้ หญ้าหมักที่ได้จะมีกลิ่นของกรดเกิดขึ้น โดยกลิ่นกรดที่ดีควรมีความหอม และมี รสชาติที่ออกเปรี้ยว เล็กน้อย ซึ่งความเปรี้ยวนี้เองที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความน่ากิน ดังภาพที่ 7.3 (ลักษณ์และศุภนุช, 2548)
ภาพที่7.3: แสดงลักษณะหญ้าหมัก ที่มา : หญ้าหมัก (2558 : ออนไลน์) เทียนทิพย์ และศรเทพ (2557) ได้ศึกษาผลการใช้เปลือก และซังข้าวโพดหมักร่วมกับฟางข้าว เป็นอาหารหยาบสำหรับโคนมรุ่นลูกผสมพันธุ์โฮสไตน์ฟรีเชี่ยน 87.5 เปอร์เซ็นต์เพศเมีย อายุเฉลี่ย 10-12 เดือน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 208 ± 31 กิโลกรัม จำนวน 16 ตัว ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design; CRD) โดยสุ่มให้โคได้รับเปลือก และซังข้าวโพดหมักร่วมกับฟางข้าว ในระดับ 40:60, 50:50 60:40 และฟางข้าวเพียงอย่างเดียว ผลการทดลองพบว่าปริมาณการกินได้ ของอาหารหยาบ (6.37 kg/d) และปริมาณการกินได้รวมของโคนมรุ่นที่ได้รับฟางข้าวอย่างเดียว (9.53 kg/d and 3.84 เปอร์เซ็นต์BW) เป็นอาหารหยาบมีค่าสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับเปลือก และซังข้าวโพด หมักร่วมกับฟางข้าว อย่างไรก็ตามการใช้เปลือก และซังข้าวโพดหมักร่วมกับฟางข้าวในระดับ 50:50 และ 60:40 บนฐานวัตถุแห้งมีค่าการย่อยได้ของวัตถุแห้ง โปรตีนรวม ผนังเซลล์ และลิกโนเซลลูโลส สูงสุดแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โคนมรุ่นที่ได้รับเปลือกและซังข้าวโพดหมักร่วมกับ ฟางข้าวมีค่ากลูโคส ยูเรียไนโตรเจนและฮอร์โมนไตรโอโดไธโรซีนอยู่ในช่วงปกติ ดังนั้นจึงสามารถใช้ เปลือกและซังข้าวโพดหมัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ร่วมกับการเสริมฟางข้าวเป็นอาหารโคนมรุ่นได้ ศิริลักษ์ (2552) ได้ศึกษาการผลิตโปรตีนเซลล์เดียว จากซังข้าวโพดโดยใช้ยีสต์ Rhodotorula rubra ให้เป็นอาหารสัตว์ จากการทดลองพบว่าการผลิตโปรตีนเซลล์เดียวของเชื้อ Rhodotorula rubra โดยใช้เชื้อเริ่มต้น 10 % เลี้ยงบนซังข้าวโพด พบว่าที่ความชื้อ เท่ากับ 7 % ที่ความเป็นกรด – ด่าง 7.5
และทำการเลี้ยงเชื้อที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 72 ชั่วโมง ทำให้ได้ปริมาณโปรตีนสูงสุดเท่ากับ 3.7394 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร 7.4 การใช้เอนไซม์ในอาหารสัตว์ เอนไซม์เป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการย่อยอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารอาหาร ที่มีโมเลกุลเล็กลงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารนั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถใช้อาหารได้ทั้งหมด (เผชิญ, 2548) โมเลกุลของเอนไซม์จะเรียงต่อกันเป็นสายยาวด้วยพันธะเปปไทด์ (Peptide bond) มีคุณสมบัติ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี โดยทำหน้าที่ย่อยสลายสารที่มีโมเลกุลใหญ่ ๆ ให้ เป็นสารโมเลกุลเล็ก ๆ โดย เอนไซม์แต่ละชนิดมีความจำเพาะกับสารตั้งต้น และปฏิกิริยา ที่มันจะเร่ง โดยขึ้นอยู่กับบริเวณที่เรียกว่า Active site หากเอนไซม์ไม่สูญเสียสภาพ ในปฏิกิริยาเคมีนั้น ๆ ปฏิกิริยาเคมีก็สามารถเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ เอนไซม์พบ และสร้างได้จากเซลล์ของสิ่งชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชมนุษย์สัตว์ และจุลินทรีย์ต่าง ๆ แม้จะเป็นเอนไซม์ชนิดเดียวกันแต่ก็มีคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น pH และอุณหภูมิ เราจึงต้องเลือกใช้เอนไซม์ให้เหมาะสมกับสภาวะที่ต้องการ ชนิดของเอนไซม์ เอนไซม์สามารถแบ่งออกมาได้เป็นกลุ่มหลัก 3 กลุ่ม (ภรณี และคณะ, 2546) ได้แก่ 1. กลุ่มที่มีหน้าที่ในการย่อยสลายอาหาร (Digestive enzyme) เอนไซม์กลุ่มนี้จะถูกหลั่งออก จากต่อมน้ำลายกระเพาะอาหารตับอ่อน และลำไส้เอนไซม์ ทำหน้าที่ย่อยอาหารจากโมเลกุลใหญ่ให้ เล็กลง ทำให้ถูกดูดซึมได้ และมีการสร้าง และปล่อยพลังงานสารอาหารเหล่านั้นควบคู่ไปกับนำ พลังงานที่ได้ไปสร้างสารพลังงานพร้อมกับสังเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเซลล์เพื่อการ เจริญเติบโตต่อไป 2. กลุ่มที่มีหน้าที่เผาผลาญพลังงาน (Metabolic enzyme) คือเอนไซม์ที่ผลิตในเลือด ในเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะภายในต่าง ๆ ของร่างกายมีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อช่วยในการเผาผลาญ สารอาหาร และสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ความเจริญเติบโตให้กับร่างกาย รวมไปถึงการช่วย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะภายใน และช่วยบำบัด และรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ของร่างกาย 3. กลุ่มที่มีอยู่ในอาหาร (Food enzyme) เอนไซม์กลุ่มนี้ที่มีอยู่ในอาหารแต่เมื่อนำอาหารไปปรุง สุกแล้วจะทำให้สูญเสียสภาพธรรมชาติของเอนไซม์ไป เอนไซม์จะมีอยู่ในอาหารสดในเซลล์สัตว์ และ เซลล์พืชบรรจุอยู่ในไลโซโซม เมื่อถุงแตกออกก็จะย่อยสลายสารอาหารให้กลายเป็นโมเลกุลเล็กเพื่อ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ และสัตว์ได้ง่ายขึ้น (ภรณี และคณะ, 2546) นิสารัตน์ และคณะ (2556) ทดลองเสริมเอนไซม์ในสูตรอาหารไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่มีกากเนื้อ ในเมล็ดปาล์ม พบว่าการใช้กากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมันในระดับสูงส่งผลให้การกินอาหารเพิ่มขึ้น และ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้กากเนื้อในเมล็ดปาล์มใน
ระดับต่ำส่วนการเสริมเอนไซม์ทั้ง 2 รูปแบบ คือ เอนไซม์รวม (อะไมเลส โปรติเอส และไซลาเนส) และ การเสริมเอนไซม์แมนนาเนสไม่สามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพการผลิตของไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่มี กากเนื้อในเมล็ดปาล์ม บุญล้อม และคณะ (2540) ทดลองนำเอนไซม์ไฟเตสเสริมลงในอาหารไก่เนื้อที่มีกากเรปซีด ทดแทนกากถั่วเหลืองที่ระดับ 50 และ 70 เปอร์เซ็นต์พบว่าการใช้เอนไซม์ไฟเตส ในอาหารที่มี ฟอสฟอรัสใช้ประโยชน์ได้ และโปรตีนทั้งหมดในอาหารต่ำมีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กินอาหารน้อยลง และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักมีแนวโน้มดีขึ้น เป็นการชี้ให้เห็นว่า ไฟเตสสามารถปลอดปล่อยฟอสฟอรัส หรือโปรตีนซึ่งรวมตัวกับไฟติกออกมาใช้ประโยชน์ได้ แพรววดี และคณะ (2557) ทดลองเสริมเอนไซม์โปรติเอสในอาหารไก่เนื้อ พบว่าการลดระดับ โปรตีนออกจากอาหาร 3.75 และ7.5 เปอร์เซ็นต์โดยเพิ่มเอนไซม์โปรติเอสในอาหารแต่ละสูตรส่งผลให้ สมรรถภาพการผลิตไก่เนื้อลดลง การลดระดับโปรตีนออกจากอาหาร 7.5 เปอร์เซ็นต์สามารถช่วย ปรับปรุงสมรรถภาพการผลิตเฉพาะในไก่เนื้อระยะเล็กเท่านั้น 7.5 การผลิตสารสีเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารปลาสวยงาม และอาหารสัตว์ปีกในปัจจุบัน จำเป็นต้องทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และผลผลิตตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยใน อุตสาหกรรมไก่ไข่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสีของไข่แดง ซึ่งผู้บริโภคนิยม และพอใจสีไข่แดงที่มีสี เหลืองอมส้ม ส่วนปลาสวยงามที่มีสีสดใสเด่นชัดย่อมเป็นที่ต้องการของตลาดจึงทำให้ผู้ผลิตแก้ปัญหา โดยใช้สารสีสังเคราะห์ และวัตถุดิบอาหารบางชนิดเสริมลงในอาหาร เพื่อให้สีสวยสดตรงตามลักษณะ ตามความต้องการของผู้บริโภค และต้องนำเข้าสารสีสังเคราะห์จากต่างประเทศมักจะมีราคาแพงทำให้ เป็นการสูญเสียเงินตราภายนอกประเทศเป็นจำนวนมากต่อเนื่องกันทุกปี ดังนั้นจึงได้หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยการเสริมสารให้สีจากแหล่ง วัตถุดิบธรรมชาติลงในอาหารซึ่งมีราคาถูก มีคุณค่าทางอาหาร และยังช่วยในการเพิ่มคุณภาพทางด้าน ของสีไข่แดงอีกด้วย และไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และหนึ่งในแนวทางนั้นคือ การ ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพโดยการใช้สารสีจุลินทรีย์จัดว่าเป็นสีที่ได้จาก ธรรมชาติชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ การผลิตรงควัตถุแคโรทีนอยด์ 7.5.1 แคโรทีนอยด์(Carotenoids) แคโรทีนอยด์เป็นสารสีที่มีความสำคัญในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งสารสีอาจได้จากสังเคราะห์ด้วยวิธี ทางเคมี หรือธรรมชาติ แต่ในวิธีทางเคมีทำให้แคโรทีนอยด์มีราคาแพง และมีสารตกค้างในสัตว์ และ สิ่งแวดล้อม จึงได้มีการใช้สารสีจากธรรมชาติเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ ในปี 2374 ได้มีการค้นพบ รงควัตถุสีเหลืองส้มใน หัวแครอทจึงตั้งชื่อสารให้สอดคล้องกับแครอท ว่าแคโรทีน ได้มีการศึกษา และ วิจัยจนสามารถรู้โครงสร้างโมเลกุล และสังเคราะห์ขึ้นมาได้สารประกอบแคโรทีนอยด์เป็นรงควัตถุที่พบ
มากในผัก และผลไม้มีตั้งแต่สีเหลืองจนถึงสีแดงซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และยังได้นำแคโรทีนอยด์มาใช้ ประโยชน์ในการผสมอาหารสัตว์ที่ต้องการเพื่อเพิ่มสีสันในเนื้อสัตว์ สุภาพร และคณะ (มปป) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเสริมสารสีจากธรรมชาติบางชนิดในอาหารไก่ไข่ โดยวางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design ใช้ไก่ไข่พันธุ์ เอ เอ บราวน์ จำนวน 144 ตัว แบ่งไก่ไข่ออกเป็น 9 กลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบด้วย 4 กลุ่มย่อย กลุ่มย่อยละ 4 ตัว โดยไก่ไข่แต่ ละกลุ่มได้รับอาหารที่มีแหล่งสารสี ดังนี้ ใบกระทินแช่น้ำ ดอกดาวเรืองแห้ง สารสีสกัดจากดอก ดาวเรือง และสารสีสังเคราะห์ ผลการทดลองปรากฏว่า การเสริมสารสีสกัดจากดอกดาวเรือง ได้ 0.012 เปอร์เซ็นต์ในอาหารไก่ไข่สามารถปรับปรุงสีของไข่แดงดีกว่าการเสริมดอกเรืองแห้ง 1 เปอร์เซ็นต์ ณัฐพร (2547) ได้ศึกษาผลของรงควัตถุแคโรทีนอยต์ที่ได้จากยีสต์Rhodotorula rubra และใบ กระถินต่อการเปลี่ยนสีของปลาแฟนซีคาร์พ (Cyprinus carpio Linn.) โดยการนำ Rhodotorula rubra และใบกระถิน ไปผสมกับสูตรอาหารเพื่อเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พ จากการทดลองพบว่าปลาที่เลี้ยงด้วย สูตรอาหารจากกระถินให้ค่าสีเหลือง ให้ปริมาณแคโรทีนอยด์ในเนื้อปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าสูตรอื่น และ สูตรอาหารที่ได้จากยีสต์ ให้ค่าสีแดง และสีเขียวในเกล็ดปลา และเนื้อปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าสูตรอาหาร อื่น ๆ อัจฉรา และมงคล (2556) ได้ศึกษาเมทาบอลิซึมและคุณประโยชน์ของแคโรทีนอยด์ในการเพิ่ม ความเข้มสีไข่แดงของไข่ไก่เมทาบอลิซึมของแคโรทีนอยด์ คุณสมบัติ ชนิดและโครงสร้าง การย่อยและ การดูดซึมปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึม บทบาทต่อการป้องกันโรค และคุณประโยชน์ของแคโรทีนอยด์ ที่ ช่วยป้องกันการถูกทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระ (Free radical) ปกป้องผลกระทบจากแสงแดด และ บทบาทสำคัญของแคโรทีนอยด์ในการช่วยเพิ่มความเข้มสีของไข่แดงของไข่ไก่ได้ เพื่อตอบสนองความ ต้องการของผู้บริโภคได้ 7.6 เทคโนโลยีชีวภาพกับการผลิตวิตามินในอาหารสัตว์ วิตามิน เป็นสารที่ร่างกายสัตว์ต้องการในปริมาณที่น้อยแต่ขาดไม่ได้ วิตามินมีหน้าที่ช่วยในการ ย่อยอาหารดูดซึมอาหาร ช่วยในการสืบพันธุ์เป็นไปอย่างสมบูรณ์ วิตามิน มีอยู่ในพืชอาหารสัตว์ทั่วไป เราอาจเสริมวิตามินได้ในอาหารผสม หรืออาจให้ในรูปของการฉีดก็ได้ หากคิดว่าสัตว์จะขาดวิตามิน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ในสวนปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมการสกัด และการทำบริสุทธิ์น้ำมัน ปาล์ม มีผลผลิต และผลพลอยได้จากปาล์มน้ำมัน ที่สามารถนำไปเลี้ยงสัตว์แบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด 1. ใบปาล์มน้ำมัน โดยทางใบเป็นแหล่งของเส้นใยและวิตามินอีที่สำคัญสามารถสับทางใบปาล์ม น้ำมันมาเลี้ยงสัตว์ 2. น้ำมันปาล์มดิบ การผสมน้ำมันปาล์มในอาหารสัตว์ สัตว์ปีก และสุกร จะให้พลังงานวิตามิน เอ และอี ที่ช่วยให้สัตว์มีสุขภาพที่ดีขึ้น และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสัตว์
3. เมล็ดปาล์มน้ำมัน ในการผลิตน้ำมันจากเมล็ดปาล์ม จะได้ Palm kernel pellets และ Palm kernel cake ซึ่งนำไปผสมในอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงได้ 4. PFAD และ PKFAD (Palm และ Palm kernel fatty acid distillates) จากโรงงานกลั่นน้ำมัน ปาล์ม และแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง และสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์ Calcium soap จาก PFAD และ PKFAD ดังกล่าวสามารถนำไปเลี้ยงโคนมได้ เปาหมายโดยทั่วไปในการเพิ่มวิตามินในอาหารสัตวพอสรุปไดดังนี้ 1. เพื่อใหสัตวไดรับวิตามินครบถวนตามความตองการในการดํารงชีพ และสรางผลผลิต ตามปกติ 2. ปองกันการชาดวิตามิน ในการที่จะไปเปนตัวชวยเรงปฏิกิริยาของระบบยอยอาหาร และการ เปลี่ยนแปลงพลังงานในรางกาย (Coenzyme, Metabolic catalyst) 3. เพิ่มความตานทานตอโรคตาง ๆ เชน โรคบิด การเคลื่อนยายสัตวพยาธิ์ภายในตาง ๆ 4. เพิ่มผลผลิต เชน เพิ่มน้ำหนัก รวมถึงการเจริญเติบโต การใหผลผลิตทางการสืบพันธุ์และ สุขภาพของสัตวดวย 5. ลดอาการเครียด เนื่องจากสภาพอากาศหรือการสุขาภิบาลไมดี 6. ใชประกอบกับการรักษาในกรณีสัตวปวย จะทําใหสัตวฟื้นตัวไดเร็วขึ้น อัจฉ รา และ มงคล (2557) ได้ศึกษาวิตามิน และแร่ธาตุต่อบทบาทการเป็นสาร ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidaant) และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโรคสำหรับสัตว์ การสร้าง ผลผลิตที่มีความน่าสนใจในโภชนะในเชิงการส่งเสริมสุขภาพหรือโภชนะบำบัด โดยเฉพาะการเสริม โภชนะที่บทบาทในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อ ร่างกายสัตว์มีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นโภชนะที่อยู่ในความสนใจของนักโภชนศาสตร์สัตว์ คือ กลุ่มของวิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารกันหืน ได้แก่ สารกัน หืนที่ได้จากธรรมชาติ สารกันหืนที่ได้จากสังเคราะห์ และสารกันหืนที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และยังให้ความสนใจในสารอาหารกลุ่มของวิตามิน และแร่ธาตุที่มีบทบาทกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน โรคในร่างกายสัตว์ ได้แก่วิตามิน เอ วิตามิน อี และแร่ธาตุสังกะสี 7.7 อาหารฟังก์ชั่นในอาหารสัตว์ อาหารฟังก์ชัน อาหารเชิงหน้าที่ หรือ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ (อังกฤษ: Functional food) เป็น อาหารที่มีการเติมส่วนผสมใหม่ หรือเพิ่มส่วนผสมที่มีอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มความสามารถของกลไกใน ร่างกายในการดูแลสุขภาพหรือป้องกันโรค อาหารฟังก์ชันเป็นอาหารต่อเนื่องชนิดหนึ่งซึ่งสัตว์ที่บริโภค สามารถเสริมสุขภาพหรือเพื่อบรรเทาโรคได้ อาหารฟังก์ชันสามารถแบ่งได้เป็นอาหารจำพวกจัดเตรียมเพื่อความสะดวกในการกิน หรือ อาหารที่มีการเพิ่มคุณค่าทางอาหารเพื่อเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามิน
สารเสริมชีวนะ (Probiotic) อาหารเสริมชีวนะ (Prebiotic) ซินไบโอติก (Synbiotic) อาหารหมักที่มีเชื้อมี ชีวิตที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ทั้งนี้ไม่นับอาหารที่เพิ่มส่วนผสมหนึ่ง ๆ เข้าไปเพื่อให้เป็นไปตาม ระเบียนปฏิบัติของทางราชการ และไม่มีการแสดงข้อมูลส่วนผสมที่เพิ่ม เพื่อประโยชน์ในการลดปัญหา สาธารณสุข เช่น โรคกระดูกอ่อน อาหารที่เติมส่วนผสมแต่ไม่นับเป็นอาหารฟังก์ชัน อาทิเช่นเกลือเสริม ไอโอดีน และการเติมวิตามินดีในนม เป็นต้น 7.7.1 สารเสริมชีวนะ (Probiotics) สารเสริมชีวนะ หมายถึง จุลินทรีย์ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ในรูปที่เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร เมื่อรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค เช่น โยเกิร์ต และ นมเปรี้ยวหลากหลายชนิดในท้องตลาด แต่ไม่นับรวมถึงนมเปรี้ยวพร้อมดื่นประเภทยูเอชที เพราะไม่มี แบคทีเรียกรดนมเหลืออยู่ เนื่องจากผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อที่ความร้อนสูง นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับ คนแล้ว ในปัจจุบัน ยังมีโปรไบโอติกสำหรับเสริมสุขภาพของปศุสัตว์ และประมงเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เป็น อาหารเสริมแทนยาปฏิชีวนะด้วย (อุทัย, 2549) ชนิดของจุลินทรีย์ในสารเสริมชีวนะส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียที่อยู่ในกลุ่มของแบคทีเรีย กรดแลคติก ได้แก่ Lactobacillus, Bifidobacterium และ Streptococcus อย่างไรก็ตาม ยังมีการศึกษาถึง จุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นสารเสริมชีวนะที่มีความสำคัญเช่นกัน ได้แก่ ยีสต์ แต่สำหรับสารเสริมชีวนะ ที่นิยมนำมาใช้กันมากได้แก่ Lactobacillus เนื่องจากเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ลำไส้เล็ก อาหารเป็นปัจจัยหลักของสิ่งมีชีวิตคน และสัตว์ทุกชนิดที่มีความต้องการอาหารเพื่อการบริโภค ในชีวิตประจำวันโดยอาหารที่มีคุณภาพดี และเหมาะสมกับชนิดของสัตว์จะช่วยให้สัตว์นั้นมีการ เจริญเติบโตตามธรรมชาติได้ดี ปัจจุบันอาหารสัตว์น้ำถือได้ว่ามีการพัฒนา และมีความสำคัญทางด้าน ธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอาหารปลาสวยงามจะมีความหลากหลาย มากกว่าอาหารสัตว์น้ำ ประเภทอื่นเพราะลักษณะการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่แคบ ๆ สภาพแวดล้อมไม่ เหมือนธรรมชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของการได้รับแสงแดดค่อนข้างน้อยการขาดดิน และขาดอาหาร ธรรมชาติทำให้อาหารจำเป็นต้องมีส่วนประกอบต่าง ๆ ครบถ้วนตั้งแต่สารอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน อีกทั้งยังต้องมีขนาดที่เหมาะสมที่ปลาจะกินได้ไม่จมตัวง่ายไม่ทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงเร็ว รวมทั้งปลาสามารถย่อย และใช้ประโยชน์จากอาหารชนิดนั้นได้ดี นอกจากนั้นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยง ยังมีความหลากหลายทั้งในเรื่องของนิสัยการกินอาหาร และขนาดของปลาจึงทำให้มีรูปแบบของ อาหารปลา สวยงามออกมาหลายชนิด และค่อนข้างมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับอาหารสัตว์น้ำ ชนิดอื่น ๆ Phianphak et al. (1997) ทำการทดลองนำ Bacillus spp. มาผสมกับอาหารกุ้งเพื่อทำเป็นสาร เสริมชีวนะให้แก่ลูกกุ้งกุลาดำกินในอัตราส่วนต่าง ๆ กัน พบว่า ลูกกุ้งที่ได้รับสารเสริมชีวนะมีอัตราการ รอดตายจากการเหนี่ยวนำให้เกิดโรค Vibiro harveyi สูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยกุ้งทดลองมีสุขภาพ
แข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี ขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการรอดเพียง 26 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการ ผิดปกติในตับ ตับอ่อน และลำไส้ อรพิน และบุญเรียง (มปป) ได้ศึกษาการผลิตจุลินทรีย์ที่เป็นสารเสริมชีวนะเพื่อใช้ในการ เลี้ยงไก่ พบว่าเชื้อสารเสริมชีวนะทั้ง 4 สายพันธุ์ที่แยกได้ คือ L. acidophilus, Pediococcus KUL2, S. cerevisiae Y77 และ B. subtilis B31 สามารถอยู่รอดได้ในลำไส้ไก่ และเมื่อนำไปทดลองเลี้ยงไก่ กระทง พบว่าไก่กระทงที่ได้รับสารเสริมชีวนะมีเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับสาร เสริมชีวนะ นอกจากนี้ ยังลดจำนวนเชื้อ E. coli ในลำไส้ไก่ได้อีกด้วย ผลจากการที่ไก่กระทงอยู่รอดสูง ส่งผลดีต่อการเลี้ยงไก่กระทงในเชิงอุตสาหกรรม เพราะเกิดการสูญเสียผลผลิตน้อย และการให้สาร เสริมชีวนะในการเลี้ยงไก่ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่าการใช้สารปฏิชีวนะ ทวิภา และสิริรัตน์ (2550) ได้ศึกษาการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากไข่ตายโคมเพื่อใช้เป็นอาหาร สัตว์ ซึ่งเป็นของเสียจากอุตสาหกรรมการฟักไข่ มาเป็นแหล่งวัตถุดิบหรืออาหารโปรตีน แหล่ง แคลเซียม และเป็นแหล่งจุลินทรีย์โปรไบโอติกเพื่อใช้กับอาหารสัตว์ จะได้น้ำหมักชีวภาพทั้งหมด 5 สูตร แล้วนำมาตรวจคุณภาพของน้ำหมักชีวภาพจากไข่ตายโคม จากการศึกษาพบว่าน้ำหมักสูตรที่ 1 ใช้ ระยะเวลาในการหมักที่เหมาะสม คือ วันที่ 15 ให้ปริมาณแบคทีเรียแลกติกที่เป็นสารเสริมชีวนะได้มาก ที่สุด 6.30×105 CFU/ml มีปริมาณกรดอินทรีย์มากที่สุด 0.74 เปอร์เซ็นต์(w/v) pH น้อยที่สุด pH 3.85 ยังไม่พบแบคทีเรียก่อโรค จึงทำให้ปลอดภัยต่อสัตว์ และเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุด และน้ำหมักชีวภาพ สูตรที่ 3 เหมาะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ใช้ในอาหารสัตว์ เพราะประกอบไปด้วยเปลือกไข่ตายโคมบดล้วน ๆ จึงทำให้มีปริมาณแคลเซียมที่สูง 3.09 เปอร์เซ็นต์ใช้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการหมัก คือ 20 วันมี ปริมาณแบคทีเรียแลกติกที่เป็นโปรไบโอติกมากที่สุด 5.50×105 CFU/ml ส่งผลให้มีปริมาณกรดอินทรีย์ มากที่สุด 0.74 เปอร์เซ็นต์(w/v) pH อยู่ในช่วงแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์อยู่ได้ และไม่พบแบคทีเรียก่อ โรคเช่นกัน 7.7.2 อาหารเสริมชีวนะ (Prebiotics) อาหารเสริมชีวนะ เป็นสารประกอบพวกโอลิโกแซคคาไรด์ (Oligosaccharide) ซึ่งเป็น สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร และสามารถ ผ่านไปสู่บริเวณลำไส้ใหญ่ได้ในสภาพสมบูรณ์ มีผลช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์กลุ่มสาร เสริมชีวนะในลำไส้ใหญ่ และส่งเสริมสุขภาพของเจ้าบ้าน (Host) จากการที่จุลินทรีย์กลุ่มสารเสริมชีวนะ ย่อยสารกลุ่มนี้จะได้สารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ซึ่งร่างกายของสัตว์นำกลับไปใช้ประโยชน์ได้หลายชนิด เช่น กรดไขมันสายสั้น (Short Chain Fatty Acid, SCFA) และผลจากการย่อยยังทำให้ค่าความเป็น กรด-ด่างในลำไส้ลดลง ผลดังกล่าวยังช่วยลด และยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งใน ลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (Beneficial bacteria) เช่น Bifidobacteria และ Lactobacillus กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค (Pathogenic bacteria) เช่น Escherichia coli, Salmonella และ Clostridium เป็นต้น (สุพจน์, 2552)