ภาพที่3.11 : แสดงลักษณะของปลากระเบนที่ลำตัวแบน ที่มา : ปลากระเบน (2557 : ออนไลน์) ภาพที่3.12 : แสดงปลาปักเป้าที่มีลำตัวค่อนข้างกลม และมีหนามแหลมยื่นออกตาผิวหนัง ที่มา : ปลาปักเป้า (2557 : ออนไลน์)
ภาพที่3.13 : แสดงม้าน้ำที่มีหางม้วนงอสำหรับจับยึดกิ่งไม้หรือปะการังใต้น้ำได้ด้วย ที่มา : ม้าน้ำ (2557 : ออนไลน์) ปลาเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำมีจำนวนมากมายหลากหลายสายพันธุ์บางชนิดมีเกล็ด และ ไม่มีเกล็ด ปลาส่วนมากมีการผสมพันธุ์นอกร่างกาย แต่บางชนิดก็จะมีการผสมพันธุ์ภายในร่างกายของ ปลาตัวเมีย มีลักษณะลำตัวด้านซ้าย และขวาเท่ากัน สามารถแบ่งกลุ่มทางอนุกรมวิธานของปลาได้เป็น ชั้นใหญ่ ๆ ดังนี้ ปลาไม่มีขากรรไกร (Agnatha) แบ่งเป็น แฮคฟิช (Hagfish) พบในปัจจุบันประมาณ 65 ชนิด และปลาแลมป์เพรย์(Lamprey) พบในปัจจุบันประมาณ 40 ชนิด (ภาพที่ 3.14) ปลากระดูกอ่อน (Cartilaginous fish) ได้แก่ ปลาโรนัน (ภาพที่ 3.15), ปลาฉนาก, ปลากระเบน และปลาฉลาม พบในปัจจุบันประมาณ 400 ชนิด ปลากระดูกแข็ง (Bony fish) คือปลาอื่น ๆ ที่เหลือทั้งหมด ปลากระดูกแข็งเป็นปลาส่วนใหญ่ ของโลก พบในปัจจุบันประมาณ 21,000 ชนิด (ภาพที่ 3.16) ปลาครีบเป็นพู่ (Lobe-finned fish) คือ ปลาที่มีครีบต่าง ๆ เป็นพู่หรือกลีบ ใช้ในการเคลื่อนไหว ใต้น้ำเหมือนเดิน ได้แก่ ปลาซีลาแคนท์(Coelacanth) และปลาปอด (ภาพที่ 3.17)
ภาพที่3.14 : แสดงปลาไม่มีขากรรไกร (Agnatha) แฮคฟิช (a) และปลาแลมป์เพรย์(b) ที่มา : ปลาไม่มีขากรรไกร (2557 : ออนไลน์) ภาพที่3.15 : แสดงปลาโรนันซึ่งเป็นปลากระดูกอ่อน (Cartilaginous fish) ที่มา : ปลาโรนัน (2557 : ออนไลน์) ภาพที่ 3.16 : แสดงปลาปลาอะโรวาน่า (Arowana) ซึ่งเป็นปลากระดูกแข็ง (Bony fish) ที่มา : ปลาปลาอะโรวาน่า (2557 : ออนไลน์)
ปลามีเกราะ (Armoured fish) เป็นปลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ถือเป็นบรรพบุรุษของปลา ทั้งหมด ปัจจุบันสูญพันธุ์หมดแล้ว มีเกล็ดหนาหุ้มตลอดลำตัวเหมือนชุดเกราะ (ภาพที่ 3.18) ภาพที่ 3.17 : แสดงปลาครีบเป็นพู่ (Lobe-finned fish) ใช้ในการเคลื่อนไหวใต้น้ำเหมือนเดิน ได้แก่ ปลา ซีลาแคนท์(ภาพบน) และปลาปอด (ภาพล่าง) ที่มา : ปลาครีบเป็นพู่ (2557 : ออนไลน์)
ภาพที่ 3.18 : แสดงปลา Satyrichthys welchi เป็นปลามีเกราะ (Armoured fish) เป็นปลาในยุคก่อน ประวัติศาสตร์ถือเป็นบรรพบุรุษของปลาทั้งหมด ปัจจุบันสูญพันธุ์หมดแล้ว มีเกล็ดหนา หุ้มตลอดลำตัวเหมือนชุดเกราะ ที่มา : ปลามีเกราะ (2557 : ออนไลน์) ปลาเป็นสัตว์น้ำที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสภาพของดินฟ้าอากาศที่มีความแปรปรวน และ แตกต่างกันอย่างมาก ตราบใดที่ในบริเวณนั้นยังคงมีแหล่งน้ำอยู่ เนื่องจากปลาในแต่ละชนิดจะมี คุณสมบัติเฉพาะตัวในการปรับสภาพของตัวเองให้สามารถมีชีวิตต่อไปได้ เช่น ปลาที่อาศัยใน มหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง และอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง จึงต้องปรับสภาพ ร่างกายของตัวเองโดยการสร้างความต้านทานของเม็ดเลือด หรือปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูง แหล่งน้ำที่จืดสนิท จนถึงแหล่งน้ำที่มีความเค็มค่อนข้างมาก ก็จะปรับสภาพการดำรงชีพที่แตกต่างกัน รวมไปถึงวิธีการว่ายน้ำด้วยลักษณะวิธีการที่แตกต่างกัน การปรับตัว และการดิ้นรนเพื่อการดำรงชีพ ของปลา ทำให้ลักษณะทางสรีรวิทยารวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปลาเป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ด้วยใช้เนื้อเป็นอาหาร หลัก มีหลักฐานทางโบราณคดีต่าง ๆ มากมาย ที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มีการ จับหรือล่าปลาเป็นอาหาร เช่น อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ในจังหวัดอุบลราชธานี ของประเทศไทย มี ภาพเขียนสีที่เป็นรูปปลาบึก (ภาพที่ 3.19)
ภาพที่ 3.19 : แสดงภาพเขียนสีที่เป็นรูปปลาบึก ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ในจังหวัดอุบลราชธานี ที่มา : ภาพเขียนสีที่เป็นรูปปลาบึก (2557 : ออนไลน์) เนื้อปลายังถือได้ว่าเป็นโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์อุดมไปด้วยสารอาหารอย่าง ครบถ้วน เช่น เกลือแร่, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และวิตามินชนิดต่าง ๆ ทั้ง วิตามินดี และวิตามินเอ เป็นต้น อีกทั้งไขมันในเนื้อปลายังถือว่าเป็นไขมันที่ไม่ก่อให้เกิดเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด เพราะ เป็นกรดไขมันประเภท โอเมกา 3 ซึ่งช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ อีกทั้งยังถือว่าเป็นโปรตีนที่ ย่อยได้ง่าย จึงเหมาะมากโดยเฉพาะกับทารกและผู้สูงอายุ ความที่ปลาผูกพันกับมนุษย์มานาน จนเกิดเป็นประเพณีและความเชื่อในวัฒนธรรมของชนชาติ ต่าง ๆ อาทิ ชาวอีสานหรือชาวลาวก่อนจะทำการล่าปลาบึกจะมีการทำพิธีบวงสรวงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นปกรณัมต่าง ๆ เช่น พระวิษณุที่อวตารเป็นปลากรายทองเพื่อทำการปราบทุกข์เข็ญ ในจักรวาล ตามความเชื่อของพุทธศาสนา เชื่อว่าปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเพราะมีปลาใหญ่ที่หนุนโลกอยู่ ขยับตัว คือ ปลาอานนท์ซึ่งความเชื่อนี้คล้ายคลึงกับความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อว่ามีปลาดุกขนาดใหญ่ ชื่อ “นะมะสุ” เคลื่อนตัว เป็นต้น ปลายังถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจมาอย่างยาวนานแล้ว ตั้งแต่ยุค สุเมเรียน คือ ปลาไนที่เพาะเลี้ยงกันในบ่อ และยังมีการเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลินใจด้วย ได้แก่ ปลาสวยงามชนิดต่าง ๆ เช่น ปลากัด, ปลาทอง, ปลาปอมปาดัวร์และปลาการ์ตูน เป็นต้น
ปลาเศรษฐกิจ ปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ หมายถึง ปลาที่มีการซื้อขายกันทั่วไปในท้องตลาด สามารถ ทำรายได้ให้กับผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องถึงขั้นประกอบอาชีพได้ ตัวอย่างปลาที่มีความสำคัญทาง เศรษฐกิจของไทยแสดงดังตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 ตัวอย่างปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ที่มา : กรมประมง (2540) 3.2.1.2 สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ โดยทั่วไปสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกจะมีผิวหนังเรียบไม่มีเกล็ด และเปียก ชื้นอยู่ตลอดเวลา เพราะมีต่อมสร้างน้ำเมือกคอยขับน้ำเมือกออกมาถ้าผิวหนังแห้ง บางพวกอาจมีต่อม พิษอยู่ตามผิวหนังที่ขรุขระ สัตว์พวกนี้ในระยะตัวอ่อนจะมีหาง และมีรูปร่างคล้ายปลาอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก เรียกว่า “ลูกอ๊อด” ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง โดยเหงือกค่อย ๆ หายไป และปอดใช้หายใจแทนเหงือก ขาเริ่มงอก หางหดสั้นลงจนมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยแต่มีขนาดเล็ก โดย ขึ้นมาอาศัยบนบก และเจริญเติบโต นอกจากหายใจด้วยปอดแล้วยังสามารถแลกเปลี่ยนก๊าชผ่านทาง ผิวหนังที่บาง และชุ่มชื้นได้อีกทางหนึ่งด้วยทำให้สามารถอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานานในฤดูหนาวและฤดู ร้อนสัตว์พวกนี้จะหลบความแห้งแล้ง และขาดแคลน อาหารไปอยู่ที่ชุ่มชื้นโดยขุดรูหรือฝังตัวอยู่ใต้ดิน เรียกว่า “การจำศีล” ในช่วงนี้จะไม่กินอาหารโดยจะใช้อาหารที่สะสมไว้ในร่างกายอย่างช้า ๆ เพื่อรอ ประเภท ที่ ชื่อไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ ปลาน้ำกร่อย 1 ปลากะพงขาว กะพงน้ำจืด Lates calcarifer 2 ปลาช่อนทะเล Rachycentron canadus ปลาน้ำจืด 1 ปลากดเหลือง Mystus nemurus 2 ปลาช่อน Channa striatus 4 ปลาดุกด้าน Clarias batrachus 5 ปลานิล Oreochromis niloticus 6 ปลาบึก Pangasianodon gigas 7 ปลายี่สกเทศ Labeo rohita 8 ปลาสลิด Trichogaster pectoralis 9 ปลาสวาย Pangasius sutchi 10 ปลาหมอไทย Anabas testudineus
ฤดูฝนจะออกมากินอาหารตามปกติ เหงือก ปอด และผิวหนัง ใช้หายใจ ปาก ใช้กินอาหาร ตา ใช้ในการ มองเห็น หูใช้รับฟังเสียง และการทรงตัว จมูก ใช้ดมกลิ่น และเท้า ใช้เคลื่อนที่ สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกพวกนี้ เป็นสัตว์เลือดเย็นเหมือนกับปลา อาหารที่กินจะเป็นตัวหนอน และ แมลง โดยใช้ลิ้นตวัดเข้าปาก ตอนเป็นตัวอ่อนจะอาศัยอยู่ในน้ำ เมื่อโตเต็มวัยจะขึ้นมาอาศัยอยู่บนบก แต่สามารถยังอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน ได้แก่ กบ อึ่งอ่าง คางคก เขียด ปาด และจงโคร่ง ซึ่งมีลักษณะ คล้ายกับคางคก ภาพที่ 3.20 : แสดงตัวอย่างสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่มา : สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (2557 : ออนไลน์) สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่สำคัญทางเศรษฐกิจ กบเป็นสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ ที่นิยมบริโภคกันมาก เพราะเนื้อกบเป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าสูง สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง ถ้ากบมีขนาดใหญ่ จะนำมาแยกเอาส่วนขาหลังซึ่งมีน้ำหนัก ประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักตัว สำหรับหนังกบนิยมนำมาตากแห้งและทอดกรอบ ทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องดนตรี และของชำร่วยต่าง ๆ ส่วนหัว อวัยวะระบบทางเดินอาหาร และกระดูกที่ตัดชำแหละแล้ว นำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ กบที่พบในประเทศไทยมี 38 ชนิด แต่ที่พบทั่ว ๆ ไป มี กบนา, กบจาน, กบภูเขา หรือ เขียดแลว และกบบูลฟร็อก กบนา (Rana tigerina Daudin.) เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาว ประมาณ 5 นิ้วขนาดประมาณ 6 ตัว ต่อกิโลกรัม ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตาม แหล่งที่ อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่วๆ ไปสังเกตได้คือ ขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตา ปุ่มกระดูกเท้าล่าง ไม่แหลมคม มีสีคล้ำและมีลายพาดสีจาง ๆ ตรงริมฝีปาก ใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้วตรงคอหอย ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำเป็นจำนวนมาก (ภาพที่ 3.21)
ภาพที่ 3.21 : แสดงกบนา (Rana tigerina Daudin.) ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่มา : กบนา (2557 : ออนไลน์) กบจาน (Rana rugulosa Wiegmann.) เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้วขนาดประมาณ 4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ผิวสีน้ำตาลปนดำ อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่ อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปที่สังเกตได้คือ ขาหน้าและขาหลังมีขนาดยาวปานกลาง ส่วนนิ้วมีแผ่น หนัง ระหว่างนิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ปลายนิ้วเท้ามีปุ่มเล็กน้อย ไม่มีปุ่มที่กระดูก ฝ่าเท้า ด้านหลังมีแถบสีดำขาดเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 แถว ขอบในดวงตาแคบกว่าเปลือกตาบน (ภาพที่ 3.22)
ภาพที่ 3.22 : แสดงกบจาน (Rana rugulosa Wiegmann.) ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่มา : กบจาน (2557 : ออนไลน์) ปัจจุบันกบจานกลายเป็นที่นิยมของผู้บริโภคกันมาก เนื่องจากเนื้อเยอะ ทั้งยังมี โปรตีนที่มี คุณค่าทางอาหารสูง ทุกส่วนของร่างกายสามารถนำไปทำประโยชน์ได้หลากหลายชนิด เช่น หนัง สามารถนำไปทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องดนตรี และ ของชำร่วยต่าง ๆ ส่วนหัวอวัยวะระบบทางเดิน อาหารและ กระดูกที่ตัดชำแหละ แล้ว นำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ ประโยชน์ทางอ้อมเป็นการรักษา ระบบนิเวศวิทยาโดยช่วยทำลายแมลงศัตรูพืช, บุ้ง และยุง เป็นต้น กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer.) เป็นกับพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัว ที่โตเต็มที่ขนาดปริมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง ตามแหล่งอาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ที่สังเกตได้คือ ปลายนิ้วโป้งนิ้วขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่ง ไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทาง มากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยืนยาว ส่วนเพศเมียจะสั้น กว่า มีตาโต ในบางท้องที่อาจมีเส้นพาดกลางหลัง จากริมฝีปากถึงส่วนก้น บางแหล่งไม่มี ที่ขามีลาย พาดสีน้ำตาลเข้มตลอด ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือดำ ใต้คาง ใต้ท้องมีสีขาว-เหลือง ริมฝีปากบนและ ล่างมีจุดสีดำ พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้ (ภาพที่ 3.23)
ภาพที่ 3.23 : แสดงกบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer.) ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่มา : กบภูเขา . (2557 : ออนไลน์) กบบูลฟร็อก (Rana catesbeiana show.) เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัว กว้าง ส่วนหัวสีเขียว ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็ก ๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีเส้นข้างตัวแต่จะมีเส้นตรงด้านหลังของแก้วหู ที่ขามีจุดสีน้ำตาลประปราย บางท้องที่ อาจมีสีคล้ำหรือดำ (ภาพที่ 3.24)
ภาพที่ 3.24 : แสดงกบบูลฟร็อก (Rana catesbeiana show.) ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่มา : กบบูลฟร็อก (2557 : ออนไลน์) 3.2.1.3 สัตว์เลื้อยคลาน โดยทั่วไปสัตว์เลื้อยคลานจัดเป็นสัตว์ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่บนบกได้ ลักษณะภายนอกคือ ผิวหนังแห้ง ลำตัวมีเกล็ดหุ้ม สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีการปฏิสนธิภายในออกลูก เป็นไข่ วางไข่บนบก ไข่มีจำนวนไม่มากนัก ไข่มีขนาดใหญ่ และมีเปลือกแข็งหรือเปลือกหุ้ม มีขา 4 ขา สัตว์เลื้อยคลานจะอาศัยบนบก แต่บางชนิดหากินในน้ำ ปอด ใช้หายใจ ปาก ใช้กินอาหาร ตา ใช้ในการ มองเห็น หูใช้รับฟังเสียง และการทรงตัว จมูก ใช้ดมกลิ่น และเท้า ใช้เคลื่อนที่ สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์เลือดเย็น อาศัยอยู่บนบกเป็นส่วนใหญ่ จะลงไปหาอาหารในน้ำ เวลา พักผ่อนจะขึ้นมาอยู่บนบกหรือริมน้ำ ยังพบว่าสัตว์พวกนี้ มีอุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตาม อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับพวก ปลา และสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก ได้แก่ จระเข้ เต่า ตะพาบ งู กิ้งก่า และจิ้งจก ลักษณะสำคัญ มีผิวหนังหนา และแห้ง มักมีเกล็ดแข็งปกคลุมร่างกาย หายใจด้วยปอด มีขา ปลายนิ้วมีเล็บช่วยจิกในการเคลื่อนที่ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะให้เหมาะสมกับการเคลื่อนที่ เช่น เปลี่ยนไปเป็นใบพายสำหรับว่ายน้ำ เช่น เต่าทะเล โดยเต่า และตะพาบน้ำ เกล็ดจะเชื่อมติดต่อกัน เป็นแผ่นใหญ่เรียกว่า " กระดอง " บางชนิดไม่มีขาจึงเคลื่อนที่โดยการใช้วิธีการเลื้อย เช่น งู
สัตว์เลื้อยคลานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ จระเข้ (Crocodile) เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในตระกูล “โครโคดีเลียน” (Crocodylia) แม้จะเป็นสัตว์น้ำที่ดุร้ายและชอบล่ามนุษย์แต่หลายส่วนของร่างกายของจระเข้ ล้วนเป็น สิ่งที่มนุษย์ชอบ และมีการไล่ล่าเพื่อหามาสนองความต้องการ การล่าจระเข้ทำให้จำนวนจระเข้ลดลง รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ ขึ้น และกำหนดให้ “จระเข้น้ำ จืดพันธุ์ไทย จระเข้น้ำเค็ม และตะโขง ทั้ง ๓ ชนิด” เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ ได้มีการอนุญาตและส่งเสริมให้ประชาชน “ทำการเพาะเลี้ยงและค้าขายสัตว์ป่าคุ้มครอง” นี้ได้ โดยให้ เลี้ยง “ในเชิงพาณิชย์” ซึ่งมีการกำหนดให้ “จระเข้” เป็น “สัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ถูกต้องตาม กฎหมาย”โดย “ไซเตส” (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauan and Flora : CITES) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ มีหน้าที่คุ้มครองพืชพันธุ์และสัตว์ป่า เป็นผู้ออก ใบรับรองใน “การจำหน่ายเนื้อจระเข้” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายสากล จระเข้เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของสัตว์เลื้อยคลานที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ของร่างกาย ไม่มีเศษสิ่งเหลือทิ้งที่ไปกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงมีตลาดรองรับเป็นอย่างดี ทั้งในและ ต่างประเทศ สามารถจำหน่ายได้ทั้งแบบมีชีวิตเพื่อนำไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์หรือแบบชำแหละ โดยเนื้อ ใช้สำหรับบริโภค เลือดใช้สกัดทำยารักษาโรคส่วนหนังสามารถสร้างมูลค่าโดยผลิตเป็นเครื่องหนัง ชนิด ต่างๆ และเครื่องในยังสามารถนำกลับไปผสมกับอาหารเพื่อเลี้ยงจระเข้ได้อีกด้วย สร้างรายได้ให้แก่ ประเทศได้ เช่น “หนังจระเข้” สามารถนำมาทำเป็นเครื่องหนังชั้นดี เป็นที่ต้องการของตลาดระดับสูง ที่ ประเทศไทยมีสินค้าหนังจระเข้ เป็นสินค้าส่งออกในระดับดี ส่วน “เนื้อจระเข้” ก็มีการนำมาบริโภคและ เป็นที่นิยมของชาวเอเชีย เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการ และทางการแพทย์ โดยเป็นเนื้อที่มีไขมันต่ำ โปรตีนสูง รสชาติดี สามารถใช้เป็นยาบำรุงนำมาช่วยรักษาสุขภาพให้แข็งแรงได้ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพราะเชื่อกันว่า “เนื้อจระเข้” จะช่วยทำให้กลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ดีขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกัน โรคภัยไข้เจ็บได้ สามารถนำไปบำรุงเลือดลม ทำให้กระดูกและเอ็นแข็งแรง ช่วยปรับสภาพความสมดุล ของร่างกาย และช่วยทำให้อายุยืน เหมาะกับคนที่เป็น โรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหอบ หืด และโรคภูมิแพ้ เป็นต้น คุณประโยชน์ของจระเข้ จระเข้ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจมากกว่า 60 ปีแล้ว โดยที่จระเข้จะถูกนำมาแปรรูป หนังจระเข้ได้ กลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง รวมทั้งเนื้อจระเข้ที่นำมาบริโภคจนเป็นที่นิยมของชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาว จีน ตามประวัติศาสตร์จีนกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ที่ชาวจีนบริโภคเนื้อจระเข้ ปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์ เนื้อจระเข้ พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการดังตารางที่ 3.2
ตารางที่ 3.2 เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อจระเข้กับเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ เนื้อสัตว์ คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อจระเข้ โปรตีน (เปอร์เซ็นต์) ไขมัน (เปอร์เซ็นต์) พลังงาน (แคลอรี) เนื้อจระเข้ 21.1 1.9 102 เนื้อวัว 19.3 16.0 221 เนื้อหมู 20.8 18.5 250 เนื้อไก่ 20.2 10.2 173 เนื้อจระเข้เป็นเนื้อขาว ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ เนื่องจากจระเข้ที่นำมาฆ่าเป็นจระเข้เลี้ยงที่อายุ 3-4 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่จระเข้ยังไม่มีฮอร์โมนเพศ จึงยังไม่มีกลิ่นสาบ ในประเทศไทย นิยมนำเนื้อสดมาปรุง อาหาร เช่น ผัด นึ่ง ตุ๋น ทอด และย่าง ได้เหมือนเนื้อไก่ โดยมาทำเป็น “เนื้อจระเข้สด” แช่แข็งจำหน่าย อีกทั้งเนื้อจระเข้ สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบเข้ากับตัวยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคหอบหืด จากตารางที่ 3.2 พบว่า เนื้อจระเข้มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ผู้ที่เคยบริโภคเนื้อจระเข้กล่าวเป็นเสียง เดียวกันว่า รสชาติดี โดยเฉพาะเนื้อบริเวณโคนหางชื่อเรียกว่า "บ้องตัน" เป็นเนื้อส่วนที่อร่อยมากที่สุด และราคาแพงที่สุดด้วย (แพงกว่าเนื้อบริเวณอื่น ๆ) โดยมีความเชื่อว่า การบริโภคเนื้อจระเข้จะทำให้ กลไกการทำงานของร่างกายดีขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บ เนื่องจากเนื้อจระเข้มีคุณสมบัติ ในการเป็นยารักษาโรค โดยใช้เป็นส่วนประกอบผสมกับตัวยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน ตลอดจนช่วยบำรุงเลือดลม ทำให้กระดูกและเอ็นแข็งแรง ช่วยปรับสภาพ ความสมดุลของร่างกาย และยังช่วยให้อายุยืนด้วย (ภาพที่ 3.25)
ภาพที่ 3.25 : แสดงส่วนของเนื้อจระเข้ในส่วนต่าง ๆ ที่ขายในท้องตลาดเพื่อการบริโภค ที่มา : เนื้อจระเข้ (2557 : ออนไลน์) สำหรับคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า จระเข้จะมีประโยชน์เฉพาะส่วนหนังเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วทุก ส่วนของจระเข้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น กระดูกและฟันจระเข้นำไปใช้เป็นส่วนผสมของ “ยากวาดคอ” เด็กอ่อน ไขมันจระเข้นำไปใช้เป็น “น้ำมัน” ทา ถู และนวด ตรงรอยฟกช้ำ น้ำร้อนลวก ไฟลวก และใช้ ทำยารักษาโรคผิวหนัง และรักษาแผลสด อุ้งมืออุ้งเท้าจระเข้นำมาตุ๋นทำเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ (ภาพที่ 3.26) ช่วยป้องกันโรคตับแข็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ “ไต”
ภาพที่ 3.26 : แสดงอุ้งมืออุ้งเท้าจระเข้ นำมาตุ๋นทำเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ ที่มา : อุ้งมืออุ้งเท้าจระเข้ (2557 : ออนไลน์) หางจระเข้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ “ไต” และ “ตับ” ช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ อวัยวะเพศจระเข้เพศผู้มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต และเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ คงความ เป็นหนุ่มสาว ไข่จระเข้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคตับ โรคความจำเสื่อม และช่วยชะลอความแก่ เลือดจระเข้จากการศึกษาของวิน (2542) กล่าวว่าเลือดจระเข้มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และโปรโตซัว โดยในจีนนำมาตากแห้งทำเป็นผง (ภาพที่ 3.27) นำไปให้นักกรีฑาทาน แต่ไม่สะอาดอีก อย่างอีกข้อสังเกตจากนักวิทยาศาสตร์พบแผลที่เกิดจากการกัดกันเองของจรเข้มีแผลขนาดใหญ่เท่าฝ่า มือ พบว่าใน 1 สัปดาห์แผลปิดสนิท ถ้าเป็นคนตายแน่นอน อีกทั้งได้แสดงผลของความสามารถบรรเทา เรื่องมะเร็ง เพราะคนเป็นมะเร็งปัญหาคือเม็ดเลือดแตก เกล็ดเลือดตก คนที่เป็นหอบหืด รวมทั้งคนที่ เป็นเอดส์และโลหิตจาง ทำให้อาการที่เกิดจากโรคดังกล่าวดีขึ้น ทั้งนี้เพราะในเลือดจระเข้มีโปรตีนอยู่ 83% วิตามิน B1 แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส ในหลักวิชาการคือเมื่อเสริมสร้างร่างกาย เลือดลมดี ร่างกายก็จะแข็งแรง ส่งผลให้เซลล์สร้างไข่ และสร้างสเปิร์ม ถ้าสมบูรณ์โอกาสที่จะมีลูกก็
เป็นไปได้สูง ปัจจุบันมีงานวิจัยเพิ่มเติมการรักษาโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากการเสีย เลือด โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีรอบเดือนแล้วต้องเสียเลือด ภาพที่ 3.27 : แสดงลักษณะเลือดจระเข้ผงที่ขายตามท้องตลาด ที่มา : เลือดจระเข้ผง (2557 : ออนไลน์) ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าสามารถเพาะพันธุ์จระเข้ที่ใหญ่ที่สุดใน โลก และจระเข้ กลายเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ระดับชาติ และสากลที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง กลุ่มผู้เลี้ยงจระเข้ เป็นสัตว์เศรษฐกิจนำรายได้เข้าประเทศ จึงได้พากันรณรงค์เพื่อหันมาสนใจ “ศักยภาพของจระเข้” ที่ สามารถสร้างรายได้และนำความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่ประชากรไทยได้และได้ชี้แนะว่าคนไทยควรหันมาสนใจ “เนื้อจระเข้” ที่มีคุณประโยชน์นานัปการ และน่าจะหันมารับประทาน “เนื้อจระเข้” กันมากขึ้น การนำเนื้อจระเข้มารับประทาน จะช่วยป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นดังกล่าว และทำให้ร่างกาย ได้รับคุณค่าทางอาหารสูงสุด สำหรับกระแสการรับประทานเนื้อจระเข้ในประเทศไทยเกิดขึ้นสองครั้งด้วยกันคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูมาก คนมีฐานะดีจะสรรหาอะไรแปลก ๆ มารับประทานกัน ส่วนครั้งที่สองคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 เกิดมีปัญหาเรื่องโรควัวบ้า กับโรคไข้หวัดไก่ ถ้าไม่ รับประทานเนื้อสัตว์สองชนิดนี้แล้ว จะรับประทานเนื้ออะไรทดแทน ทำให้เนื้อจระเข้เข้ามามีบทบาทใน การบริโภคเช่นกัน ในปัจจุบันได้มีบริษัทแห่งหนึ่งผลิตเนื้อจระเข้เพื่อจำหน่าย โดยใช้จระเข้อายุ 3-4 ปี ซึ่งยังไม่มี ฮอร์โมนเพศ ได้นำเนื้อจระเข้สดมาแช่แข็งจำหน่าย ซึ่งเป็นเนื้อจระเข้น้ำจืดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ได้รับ การรับรองจากกรมประมง และจดทะเบียนกับ CITES โดยเนื้อจระเข้จะถูกนำมาแช่แข็งในอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส และบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ (ภาพที่ 3.28) จึงสะอาดปลอดภัยสามารถนำไป ประกอบอาหารได้โดยไม่เสียคุณค่าทางโภชนาการ มีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าบางแห่งใน กรุงเทพมหานคร โดยบรรจุถุง 250 กรัม และ 500 กรัม
ภาพที่ 3.28 : แสดงเนื้อจระเข้ที่บรรจุถุงขายตามท้องตลาด ที่มา : เนื้อจระเข้ที่บรรจุถุงขายตามท้องตลาด (2557 : ออนไลน์) อย่างไรก็ตาม เนื้อจระเข้ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการ และทางการแพทย์ที่หลายคนอาจมองข้าม ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยในการ บริโภคเนื้อจระเข้ แต่เมื่อได้ศึกษาลงไปจะเห็นว่า เนื้อจระเข้มีคุณประโยชน์นานัปการที่เป็นเหตุผลที่ทำ ให้ชาวไทยอาจจะหันมารับ ประทานเนื้อจระเข้กันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ 3.2.1.4 สัตว์ปีก เป็นสัตว์ที่มีลักษณะแตกต่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ๆ โดยมี ลักษณะภายนอก คือ มีขาคู่หน้าพัฒนาเป็นปีก เพื่อใช้สำหรับบิน มีขา 2 ขา มีเกล็ดที่ขา และนิ้วเท้า มี ปีก 2 ปีก มีขนเป็นแผงแบบขนนก ขนปกคลุมทั่วทั้งลำตัว สัตว์ปีกหายใจด้วยปอด สืบพันธุ์แบบอาศัย เพศ มีการปฏิสนธิภายใน โดยออกลูกเป็นไข่ วางไข่บนบก ไข่มีจำนวนไม่มากนัก ไข่มีเปลือกแข็งหุ้ม สัตว์ปีกไม่มีฟัน แต่จะมีจะงอยปากแข็งแรงมีรูปแบบแตกต่างกัน ปีกใช้บิน ปากใช้กินอาหาร ตาใช้ใน การมองเห็น หูใช้รับฟังเสียงและการทรงตัว จมูกใช้ดมกลิ่น โดยมีขาและเท้าใช้ในการทรงตัวและ เคลื่อนที่
สัตว์ปีกเป็นสัตว์เลือดอุ่น มีอุณหภูมิของร่างกายคงที่ไม่เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เป็นสัตว์ที่ มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานแต่เนื่องจากขาหน้าของสัตว์ปีกเปลี่ยนแปลงไปเป็นปีกเพื่อช่วยใน การบิน จึงเรียกสัตว์กลุ่มนี้ว่า “สัตว์ปีก” โดยสามารถแบ่งสัตว์ปีกตามลักษณะการบินได้ 2 พวก คือ พวกบินได้ส่วนใหญ่มีปีกเจริญดี สามารถใช้ในการบินไปมาในอากาศได้อย่างรวดเร็ว แต่มี บางพวกปรับโครงสร้างของร่างกาย ให้เหมาะสมกับสถานที่อยู่อาศัย จึงบินได้ต่ำ เช่น ไก่, เป็ด, นกยูง และนกขุนทอง เป็นต้น พวกบินไม่ได้ส่วนใหญ่จะมีปีกขนาดเล็กมาก จึงไม่สามารถบินได้ การเคลื่อนที่จะอาศัยขาเดิน และวิ่งอย่างรวดเร็ว เช่น นกกระจกเทศ, นกอีมู และนกเพนกวินพวกบินไม่ได้ สัตว์ปีกที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ไก่เนื้อ (Broiler) หรือ ไก่กระทงนิยมเลี้ยงกันมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว โดยทั่วไปนิยมบริโภค ไก่ใหญ่ที่เป็นไก่พื้นเมืองหรือไก่ตอน เนื้อไก่จะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับเนื้อสัตว์อื่น ๆ เป็นที่นิยม รับประทานกันมาก เพราะนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนแล้วยังมีเกลือแร่ ปริมาณไขมันต่ำ เนื้อส่วนอกจะมี วิตามินบี 1 สูง โดยส่วนต่าง ๆ ของไก่ก็เป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นส่วนเท้าไก่ ปีก น่อง คอ และเครื่องใน (ภาพที่ 3.28) ภาพที่ 3.28 : แสดงเนื้อไก่ส่วนต่าง ๆ ที่นิยมบริโภค ที่มา : เนื้อไก่ (2557 : ออนไลน์) ปัจจุบันตลาดโลกมีความต้องการบริโภคไก่เนื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับไก่เนื้อโดยเฉลี่ย เป็นไก่ที่มีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ มีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม เป็นพันธุ์ไก่ที่ใช้อาหารน้อย มี ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูง เนื้อไก่นุ่ม ไม่เหนียว มีรสชาติตามแบบฉบับของไก่เนื้อ ซึ่ง สามารถใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพในการพัฒนาสายพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด
ได้ อีกทั้งระบบการเลี้ยงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหาร และยารักษาโรค ซึ่งปัจจุบันการเลี้ยงไก่ที่ปลอด สารเคมี หรือการเลี้ยงด้วยระบบอินทรีย์กำลังเป็นที่นิยมของผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้บริโภครู้สึก เชื่อมั่นถึงความปลอดภัยต่อสารตกค้างต่าง ๆ ที่ใช้ในการเลี้ยง รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยีชีวภาพสามารถนำมาใช้ในระบบการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี การเลี้ยงไก่เนื้อได้กลายเป็นอุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์ที่สำคัญยิ่ง มีระบบการจัดการผลิตที่มี ประสิทธิภาพ ซึ่งระบบการผลิตไก่เนื้อนั้นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายด้วย กัน คือ ฝ่ายเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ไก่เพื่อ ผลิตลูกไก่ โดยจะรวมถึงโรงฟักไข่ด้วย และฝ่ายเลี้ยงลูกไก่เพื่อผลิตไก่เนื้อส่งตลาด กล่าวคือ การเลี้ยง พ่อ-แม่พันธุ์ไก่เพื่อผลิตลูกไก่นับเป็นงานที่ต้องใช้ทุน และใช้วิชาการที่ค่อนข้างสูง ผู้เลี้ยงผสมพันธุ์ จะต้องใช้พ่อ-แม่พันธุ์ไก่ที่ดีที่เหมาะสม ต้องทดสอบพันธุ์ไก่ที่จะใช้ผสมพันธุ์ว่ามีคุณภาพ และ ประสิทธิภาพในการผลิตเนื้อสูงเพียงใด และจะต้องจัดการผสมพันธุ์ไก่เพื่อผลิตไข่มาฟัก ซึ่งอาจ ดำเนินการด้านโรงฟัก และจัดจำหน่ายลูกไก่ด้วย ปัจจุบันมีพันธุ์ไก่ที่ผ่านการคัดเลือก และปรับปรุงด้วย องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพ โดยมีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว กินอาหารน้อย และมีความต้านทาน ต่อโรคต่าง ๆ ได้ดี ทั้งยังมีปัจจัยการผลิตซึ่งประกอบขึ้นเป็นอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อที่สมบูรณ์ ไก่ไข่ (Layer) เป็นสัตว์ปีกที่เลี้ยงเป็นจำนวนมาก เพราะผลผลิตคือไก่ไข่ เป็นอาหารโปรตีนที่มี คุณค่าทางอาหารสูง และราคาไม่สูงนัก ทำให้ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศยากจนยังมีความ ต้องการโปรตีนราคาถูกจากไข่ไก่ ฉะนั้นผลผลิตประมาณร้อยละ 65 จึงผลิตในประเทศแถบเอเชีย โดย มีประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย และของโลก ผลผลิตประมาณ ร้อยละ 50 ของผลผลิตไข่ไก่ของโลกผลิตในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีประชากรมากที่สุดใน โลก รองลงมาในเอเชีย คือ ประเทศญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไทย และไต้หวัน เป็นต้น โดย สายพันธุ์ของไก่ไข่ที่สำคัญทางเศรษฐกิจมี ดังนี้ Rhode Island Red หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ไก่Rhode มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus เป็นไก่ พันธุ์เก่าแก่พันธุ์หนึ่ง มีอายุกว่า 100 ปี โดยการผสม และคัดเลือกพันธุ์มาจากพันธุ์มาเลย์แดง ไก่เซี่ยงไฮ้แดง ไก่ Leghorn สีน้ำตาล และไก่ Wyadotte ซึ่งไก่พันธุ์Rhode Island Red มี 2 ชนิดคือ ชนิดหงอนกุหลาบ และหงอนจักร (ภาพที่ 3.29) แต่ชนิดที่นิยมเลี้ยง คือ ชนิดหงอนจักร
ภาพที่ 3.29 : แสดงลักษณะของไก่พันธุ์Rhode Island Red ชนิดหงอนจักร ที่มา : ไก่พันธุ์Rhode Island Red (2557 : ออนไลน์) ไก่พันธุ์Rhode Island Red มีรูปร่างค่อนข้างยาว และลึก เหมือนสี่เหลี่ยมยาว ขนสีน้ำตาล แกมแดง ผิวหนัง และแข้งสีเหลือง แผ่นหูมีสีแดง เปลือกไข่สีน้ำตาล โดยลักษณะนิสัยเชื่อง แข็งแรง สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เริ่มให้ไข่เมื่ออายุ5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน ให้ไข่ ปีละประมาณ 280-300 ฟอง น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้หนัก 3.1-4.0 กิโลกรัม และเพศเมียหนัก 2.2-4.0 กิโลกรัม Barred Plymouth Rock หรือที่เรียกกันว่า “ไก่บาร์ (Barred)” ซึ่งเป็นไก่พันธุ์Plymouth Rock ที่มีผิวหนังสีเหลือง ขนสีบาร์(Barred) คือมีสีดำสลับกับขาวตามขวางของขน หงอนจักร (ภาพที่ 3.30) ให้ไข่เปลือกสีน้ำตาล และเริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน
ภาพที่ 3.30 : แสดงลักษณะของไก่พันธุ์Barred Plymouth Rock ที่มา : ไก่พันธุ์Barred Plymouth Rock (2557 : ออนไลน์) Leghorn ขาวหงอนจักร จัดเป็นไก่พันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายมากที่สุดในบรรดาไก่ Leghorn ด้วยกัน ปัจจุบันนิยมผสมข้ามสายพันธุ์ตั้งแต่สองสายพันธุ์ขึ้นไป เพื่อผลิตเป็นไก่ไข่ลูกผสมเพื่อ การค้า รูปร่างลักษณะ มีขนาดเล็ก ขนสีขาว (ภาพที่ 3.31) ให้ไข่เร็ว ให้ไข่ดก ไข่เปลือกสีขาว มี ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารค่อนข้างสูง เพราะมีขนาดเล็ก ทนร้อนได้ดี เริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 4 เดือนครึ่ง ถึง 5 เดือน ให้ไข่ปีละประมาณ 300 ฟอง โดยเพศผู้มีน้ำหนักโตเต็มที่ 2.2-2.9 กิโลกรัม และเพศเมียมีน้ำหนักโตเต็มที่ 1.8-2.2 กิโลกรัม
ภาพที่ 3.31 : แสดงลักษณะของไก่พันธุ์Leghorn ขาวหงอนจักร ที่มา : ไก่พันธุ์Leghorn. (2557 : ออนไลน์) ไก่ลูกผสม (Hybrid breeds) เป็นไก่ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างไก่พันธุ์แท้ 2 พันธุ์ โดยมี จุดประสงค์เพื่อให้ได้ไก่ที่ให้ไข่ดก เพื่อเป็นการผลิตไข่ในราคาที่ถูกที่สุด ส่วนมากแล้วการผสมพันธุ์ไก่ ประเภทนี้ลูกผสมที่ได้จะมีลักษณะบางอย่างที่ดีกว่าพ่อ-แม่พันธุ์ โดยเฉพาะความทนทานต่อโรค ไก่ลูกผสมที่ยังมีผู้นิยมเลี้ยงอยู่บ้าง ได้แก่ ไก่ลูกผสมระหว่างพ่อพันธุ์Rhode ผสมกับแม่พันธุ์Barred, พ่อพันธุ์Barred ผสมกับแม่พันธุ์Rhode, พ่อพันธุ์Leghorn ผสมกับแม่พันธุ์Rhode, พ่อพันธุ์Rhode ผสมกับแม่พันธุ์ Hi-bred และลูกผสม 3 สาย เลือด คือ ลูกตัวเมียที่ได้จากลูกผสมพ่อพันธุ์ผสมกับแม่ พันธุ์Barred นำไปผสมกับพ่อไก่อู ลูกผสมที่ได้จะมีเนื้อดี โตเร็ว และไข่ดีพอสมควร เหมาะสำหรับนำไป เลี้ยงเป็นรายได้เสริม ด้วยเหตุนี้ที่ไก่ลูกผสมส่วนใหญ่มีการผสมพันธุ์ที่ดำเนินการโดยผู้ผลิตพันธุ์ไก่เป็นการค้า ซึ่งจะ รักษาไก่ต้นพันธุ์และระบบการผสมพันธุ์ไว้เป็นความลับเพื่อผลประโยชน์ ในทางการค้าจึงมีชื่อแตกต่าง กันออกไปตามแต่ผู้ผลิตจะตั้งขึ้น ไก่ลูกผสมทางการค้าสายพันธุ์ไก่ไข่ ที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทย ได้แก่ พันธุ์อาร์เบอร์ เอเคอร์(Arbor Acre), ดีคาล์บ (Dekalb), ซุปเปอร์ฮาร์โก้ (Super Harco), เอ-เอบราวน์(AA brown), เชฟ เวอร์(Shaver), อีซ่า บราวน์ (Isa Brown) และไฮเซกบราวน์(Hisex brown) เป็นต้น ไก่ลูกผสมทางการค้าสายพันธุ์ไก่เนื้อ ที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทย ได้แก่ พันธุ์อาร์เบอร์ เอเคอร์(Arbor Acre), ฮับบาร์ด (Hubbard), รอส (Rose) และซี.พี (C.P.) เป็นต้น
ไก่ Hybrid เป็นไก่พันธุ์ไข่ที่มีผู้นิยมเลี้ยงมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นพันธุ์ไก่ที่ผสมขึ้นเป็นพิเศษ คือ ไก่ที่มีการผสมข้ามเลือดชิด (Crossing inbreed lines) อย่างน้อยตั้งแต่ 2 พันธุ์ขึ้นไป โดยการผสมพี่น้อง ท้องเดียวกัน (Full-sib mating) อย่างน้อย 3 ชั่วรุ่น (Generation) จากนั้นจึงรวมเอาสายพันธุ์เลือดชิดเข้า ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ ทำให้ผล Heterosis เกิดขึ้นสูงสุด ดังภาพที่ 3.32 ภาพที่ 3.32 : แสดงแผนผังตัวอย่างการผลิตลูกผสมจากสายพันธุ์เลือดชิด จากการผสมข้ามซึ่งผู้ผลิตลูกไก่พันธุ์จำหน่ายได้มีการพัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ ไก่พันธุ์ที่ ให้ผลผลิตไข่สูง และมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด คือ ให้ไข่ดก เปลือกไข่สีน้ำตาล ไข่ฟองโต และเปลือกไข่ทนต่อการแตก ไก่ Hybrid จะมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์และมีข้อมูลประจำพันธุ์อย่าง ละเอียด เช่น อัตราการเจริญเติบโต เปอร์เซ็นต์การไข่ ระยะเวลาในการให้ไข่ ขนาดของแม่ไก่ อัตราการ เลี้ยงรอด ขนาดของฟองไข่ สีของเปลือกไข่ และปริมาณอาหารที่กิน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไก่ Hybrid นี้ต้องเลี้ยงด้วยอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีการจัดการที่ถูกต้อง เช่น การควบคุมน้ำหนักตัว การ ควบคุมการกินอาหาร การควบคุมแสงสว่าง ตลอดทั้งการสุขาภิบาล และการป้องกันโรคที่ดี การที่จะให้ได้ไข่ที่ดีมีคุณภาพนั้นโดยเฉพาะสีของไข่แดงนิยมไข่ที่มีแดงสด ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยง นิยมเสริมอาหารจำพวกแคโรทีนอยด์ที่ได้จากพืชต่าง ๆ เช่น กระถินป่น และกลีบดอกดาวเรื่อง เป็นต้น แต่โดยปัจจุบันนิยมใช้สารสีทางเคมีในกลุ่มแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ที่อาจมีผลตกค้างในเนื้อไก่ ในไข่และ สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีชีวภาพเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยผลิตสารกลุ่ม แคโรทีนอยด์ ซึ่งอาจได้จากจุลินทรีย์กลุ่มต่าง ๆ เช่น สาหร่าย แบคทีเรีย หรือแม้กระทั่งยีสต์ สามารถ
นำมาใช้ในระบบการเลี้ยงไก่เพื่อเพิ่มคุณภาพของสีของไข่แดงได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยในด้านลด ปริมาณคลอเรสเตอรอลในไข่แดง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้สามารถทำให้การ ผลิตไก่ไข่ในระดับอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนได้สืบไป เป็ด เป็นสัตว์ปีกในวงศ์ Anatidae (วงศ์นกเป็ดน้ำ) ปากแบน ตีนแบน ระหว่างนิ้วมีพังผืดยึด ติดกันเพื่อสะดวกในการว่ายน้ำ ตัวมีหลายสี เช่น น้ำตาล ขาว เขียว ชมพู ม่วง ขนาดเล็กกว่าห่าน ว่าย น้ำเก่ง กินปลา พืชน้ำ และสัตว์เล็ก ๆ มีต้นตระกูลมาจากเป็ดป่า หรือเป็ด (Mallard) มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Anas platyrhynchos เป็นสัตว์ปีกน้ำ (Water fowl) ที่มีขนาดเล็กกว่าหงส์และห่าน และสามารถพบ ได้ทั้งในน้ำจืด และน้ำเค็ม มีผู้นิยมเลี้ยงเป็ดกันมากในหลายประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย และไต้หวัน เป็นต้น โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อการบริโภคเนื้อ และไข่ สำหรับประเทศไทยก็ เช่นกัน มีการเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่บรรพ บุรุษ โดยจะมีการเลี้ยงกันมากในจังหวัดแถบชายทะเล หรือตามบริเวณที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อจะได้ นำอาหารจากธรรมชาติ เช่น ปลา ปู กุ้ง และหอย มาใช้เลี้ยงเป็ด เป็นการลดต้นทุน เช่น ชลบุรี สมุทรสาคร นครปฐม อ่างทอง และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น สำหรับพันธุ์เป็ดที่เลี้ยงในประเทศไทย แบ่งได้ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์คือเป็ดพันธุ์เนื้อ และเป็ดพันธุ์ไข่ เป็ดไข่ พันธุ์ที่ให้ผลผลิตไข่เป็นหลัก มีขนาด และน้ำหนักตัวไม่ใหญ่นัก ตัวเมียจะหนักประมาณ 1.5–1.8 กิโลกรัม มีหลายสายพันธุ์ เช่น เป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์ (Khaki Campbell), เป็ดพันธุ์อินเดียน รันเนอร์ (Indian Runner), เป็ดพันธุ์พื้นเมือง เช่น เป็ดพันธุ์นครปฐม เป็ดพันธุ์กบินทร์บุรี และเป็ดพันธุ์ ปากน้ำ และเป็ดพันธุ์โซมาเลีย โดยสายพันธุ์เป็ดไข่ที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย คือ เป็ดพันธุ์กากีแคมป์เบลล์ (Khaki Campbell) ประเทศ ไทยนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษเป็น เป็ดไข่ที่ให้ผลผลิตไข่ดกมาก ประมาณปีละไม่น้อยกว่า 280 ฟองต่อตัว เพศผู้มีขนลำตัวสีน้ำตาล ขน หน้าอกสีน้ำตาลเข้มกว่าขนลำตัว หัวสีเขียว ขนปลายหางม้วนงอ มีวงแหวนสีน้ำตาลอ่อนรอบคอ ปากสี เขียวแกมน้ำเงินแข้ง และเท้าสีส้ม และเพศเมียขนสีน้ำตาลตลอดลำตัว หัวสีน้ำตาลเข้ม ปากสีดำ แข้ง และเท้าสีน้ำตาล (ภาพที่3.32)
ภาพที่ 3.33 : แสดงลักษณะของเป็ดพันธุ์กากีแคมป์เบลล์ (Khaki Campbell) เพศเมีย (a) และเพศผู้ (b) ที่มา : เป็ดพันธุ์กากีแคมป์เบลล์(2557 : ออนไลน์) แต่เนื่องจากเป็ดกากีแคมป์เบลล์มาจากภูมิภาค และอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทย ตลอดจนวิธีการเลี้ยง และการจัดการที่แตกต่างกัน ประกอบกับเป็ดจะต้องปรับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อม และการจัดการของไทย จึงทำให้มีอัตราการสูญเสียสูง ผู้เลี้ยงจึงนำไปผสมกับเป็ด ปากน้ำ ผลิตเป็นเป็ดลูกผสมเพื่อหวังจะให้ลูกผสมที่มีความต้านทานต่อสภาพแวดล้อม ทนโรค เลี้ยง ง่ายและไข่ดก ซึ่งผู้เลี้ยงเป็ดไข่จะพึงพอใจมากกับเป็ดลูกผสมที่ได้จนทำให้เป็ดปากน้ำ พันธุ์แท้ลด จำนวนลงไปอย่างรวดเร็ว เป็ดพันธุ์พื้นเมือง เป็นเป็ดพื้นเมืองไทย แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ ตามแหล่งที่เลี้ยง ซึ่งใน ปัจจุบันจะมีเฉพาะกรมปศุสัตว์เท่านั้นที่ยังคงเก็บรักษาสายพันธุ์เป็ด ปากน้ำ และพันธุ์นครปฐมไว้ ได้แก่ เป็ดพันธุ์ปากน้ำ (Pak Nam) เป็นเป็ดพื้นเมืองที่มีขนาดเล็ก (ภาพที่ 3.34) ให้ไข่ดกแต่ฟอง เล็ก เพศเมียมีขนสีดำตลอดลำตัว หน้าอกสีขาว ปาก แข้ง และเท้าสีดำ ส่วนเพศผู้ มีหัวสีเขียวเข้มเป็น มัน ส่วนอื่น ๆ เหมือนเพศเมีย (a) (b)
ภาพที่ 3.34 : แสดงลักษณะของเป็ดพันธุ์ปากน้ำ (Pak Nam) ที่มา : เป็ดพันธุ์ปากน้ำ (2557 : ออนไลน์) เป็ดพันธุ์นครปฐม มีขนาดตัวใหญ่กว่าเป็ดกากีแคมเบลล์ (ภาพที่ 3.35) แต่ผลผลิตไข่ไม่มาก เท่ากับสายพันธุ์ปากน้ำ โดยให้ไข่ช้า ฟองใหญ่ เพศเมียมีสีน้ำตาลลายกาบอ้อย เพศผู้หัวมีสีเขียวเข้ม คอควั่นเป็นวงแหวนสีขาว ปากสีเทา เท้าและแข้งสีส้ม ภาพที่ 3.35 : แสดงลักษณะของเป็ดพันธุ์พันธุ์นครปฐม ที่มา : เป็ดพันธุ์พันธุ์นครปฐม (2557 : ออนไลน์)
การเลี้ยงเป็ดไข่ของไทยจะนิยมนำไปปล่อยเลี้ยงตามแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง โดยทำการต้อน หรือขนย้ายจากทุ่ง หรือพื้นที่หนึ่งไปเลี้ยงในอีกทุ่งหนึ่ง เพื่อให้หา อาหารจากธรรมชาติ รวมถึงข้าวเปลือกที่ตกหล่นหลังการเก็บเกี่ยว เป็นการลดต้นทุนการผลิต ตั้งแต่ เมื่อปี 2547 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งโรคไข้หวัดนกสามารถติดต่อได้ถึงมนุษย์และสามารถทำให้เกิดการตายได้ ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้อง ปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เหมาะสม เข้าสู่โรงเรือนในระบบฟาร์มเพื่อลดความเสี่ยงในการ เกิดโรคและการแพร่ระบาด ของโรค ปลอดภัยต่อทั้งผู้เลี้ยงผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เป็ดพันธุ์เนื้อ หมายถึง เป็ดที่ให้ผลผลิตเนื้อ เช่น เป็ดพันธุ์ปักกิ่ง (Pekin), เป็ดเทศ (Muscovy), เป็ดพันธุ์บาบารี่ (Barbary) และเป็ดพันธุ์ปั๊วฉ่าย (Mule duck) เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาพันธุ์ เป็ดขึ้นมาใหม่เพื่อให้ผลผลิตเนื้อมากขึ้น เช่น เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ และพันธุ์กบินทร์บุรี เป็นต้น เป็ดปั๊วฉ่าย (Mule duck) ในประเทศไทยเรามีการผลิตและเลี้ยงกันนานมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็น การผลิตและผสมพันธุ์โดยชาวจีน เพราะการเลี้ยงเป็ดปั๊วฉ่ายเป็นเทคโนโลยีของชาวจีนแผ่นดินใหญ่มา ตั้งแต่โบราณ อุตสาหกรรมการเลี้ยงเป็ดปั๊วฉ่ายในประเทศไทยอยู่ในแถบจังหวัดนครปฐม อ่างทอง สิงห์บุรี สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ โดยเฉพาะแถบจังหวัดนครปฐมจะมีมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ภาพที่ 3.36 : แสดงลักษณะของเป็ดปั๊วฉ่าย (Mule duck) ที่มา : เป็ดปั๊วฉ่าย (2557 : ออนไลน์)
เป็ดปั๊วฉ่ายเป็นเป็ดที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศตัวผู้กับเป็ดพันธุ์ไข่ หรือ พันธุ์เนื้อทั่ว ๆ ไป (ภาพที่ 3.36) ลูกผสมที่เกิดมาจะเป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ เนื่องจากว่าเป็ด เทศ และเป็ดพันธุ์ไข่หรือเป็ดพันธุ์เนื้อทั่ว ๆ ไป เป็นคนละสกุล (Genus) จึงมีจำนวนโครโมโซมไม่เท่ากัน ลูกผสมที่ได้จึงเป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่เหมาะที่จะเป็นเป็ดเนื้อเพราะว่าลูกผสมมีการ เจริญเติบโตสูงกว่าเป็ดพื้นเมือง หรือเป็ดพันธุ์ไข่ทั่ว ๆ ไป เราไม่สามารถผลิตลูกเป็ดปั๊วฉ่ายได้มากตาม ความต้องการทั้งนี้ เพราะว่าการผสมพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์เป็นไปด้วยความลำบาก และการผสมติดต่ำ เพราะว่าเป็ดเทศพ่อพันธุ์มีขนาด และน้ำหนักใหญ่กว่าแม่พันธุ์มากถึง 45-50 เปอร์เซ็นต์ทำให้การขึ้นผสมของพ่อพันธุ์ลำบาก จึงทำให้การผสมติดต่ำ สำหรับเป็ดเทศพันธุ์แท้มีการเจริญเติบโตสูง แต่มีข้อจำกัดคือ ตัวเมียมีไข่ไม่มากปีละ 60-70 ฟอง ไม่เหมาะที่จะทำเป็นกิจการใหญ่โต หรือทำเป็นการค้าแต่ว่าถ้าใช้เป็ดเทศ (Muscovy) เป็น สายพ่อพันธุ์และใช้แม่พันธุ์พื้นเมืองแล้วจะผลิตลูกผสมออกได้พอกับความต้องการของตลาดได้ ภาพที่ 3.37 : แสดงลักษณะของเป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ ที่มา : เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ (2557 : ออนไลน์) เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ เป็นเป็ดที่กรมปศุสัตว์โดยศูนย์วิจัย และบำรุงสัตว์ท่าพระเริ่มเลี้ยง และ พัฒนาสายพันธุ์ในปี พ.ศ. 2526 โดยซื้อเป็ดเทศพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์สายสีดำซึ่งเป็นสัตว์ปีกที่โตเร็ว ตัวใหญ่ ฟักไข่ได้เองโดยธรรมชาติ และร้องเสียงไม่ดังจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 8 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เลย หนองคาย นครพนม สุรินทร์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และ
นครราชสีมา นำมาเลี้ยงโดยแยกขังคอกละตัว ติดเบอร์พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ทำการเก็บสถิติการออกไข่ ของแม่เป็ดเทศเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งแม่เป็ดเทศไข่ได้ 77 ฟอง/ปี ไข่ 1 ชุด เฉลี่ย 17 ฟอง และไข่ปีละ 4-5 ชุด หลังจากได้สถิติการไข่แล้ว จึงเก็บลูกที่เกิดจากการฟักจากแม่เป็ดเทศที่ไข่ดก เลี้ยง และเก็บข้อมูลสถิติ การไข่ของลูก รุ่นที่ 1 (F1) ซึ่งไข่ได้ 90 ฟอง/ตัว/ปี ไข่ 1 ชุด เฉลี่ย 20 ฟอง ไข่ปีละ 4-5 ชุด ปัจจุบัน สามารถเก็บสถิติการไข่ของเป็ดเทศในรุ่นที่ 3 (F3) โดยจะพัฒนาเป็ดเทศให้ไข่ได้ถึง 180 ฟอง/ตัว/ปี และเจริญเติบโตสามารถทำน้ำหนักตัวได้ 3,500 กรัม/ตัว ในเวลา 70 วัน (ภาพที่ 3.37) เป็ดเทศพันธุ์กบินทร์บุรี เป็นเป็ดเทศพันธุ์เนื้อพันธุ์แท้ที่กรมปศุสัตว์ได้วิจัยพัฒนา และ ปรับปรุงพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 โดยปรับปรุงพันธุ์มาจากเป็ดพันธุ์บาร์บารี (Barbary) จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนพันธุ์จากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นลูกเป็ด แรกเกิด จำนวน 80 ตัว แยกเป็นเพศผู้ 30 ตัว เพศเมีย 50 ตัว กรมปศุสัตว์โดยสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ บางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และสถาบันวิจัยและพัฒนาสัตว์ปีกแห่งชาติ อำเภอ กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำการขยายพันธุ์คัดเลือก และปรับปรุงพันธุ์ให้สามารถเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้ดี เติบโตเร็ว ต้านทานต่อโรค ปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ อีกทั้งสามารถผลิตได้จำนวนมากในเชิงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเป้าหมายของการปรับปรุงพันธุ์ (ภาพที่ 3.38) ภาพที่ 3.38 : แสดงลักษณะของเป็ดเทศพันธุ์กบินทร์บุรี ที่มา : เป็ดเทศพันธุ์กบินทร์บุรี (2557 : ออนไลน์)
ในปี พ.ศ. 2536-2540 กรมปศุสัตว์ได้เริ่มทดสอบนำพันธุ์เป็ดเทศพันธุ์นี้ ส่งเสริมโดยจำหน่าย ให้เกษตรกรทั่วไป พบว่า เกษตรกรนิยมมากเนื่องจากโตเร็ว เลี้ยงส่งตลาดได้ในระยะเวลาสั้น 10-12 สัปดาห์ถอนขนง่ายขนสีขาวตลาดต้องการมากเนื้อมาก และราคาลูกเป็ดไม่แพงเกินไปเมื่อ เปรียบเทียบกับพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศความต้องการมีสูงมากซึ่งคาดว่า ในอนาคตเป็ดเทศพันธุ์นี้ จะเป็นเป็ดที่ผลิตเพื่อบริโภคเนื้อภายในประเทศทดแทน เป็ดพันธุ์เนื้ออื่น ๆ ทั้งนี้เพราะมีกล้ามเนื้อมาก ไขมันน้อย หนังบาง กล้ามเนื้อมีสีแดง และโคเรสเตอรอลต่ำเหมาะที่จะบริโภคเพื่อสุขภาพ ที่สำคัญคือ สามารถเลี้ยงได้ทั่วไปไม่ว่าจะเลี้ยงจำนวนมากในเชิงพาณิชย์หรือเลี้ยงหลังบ้านในชนบท เป็ดเทศ และเป็ดปั๊วฉ่ายใช้ในการผลิตตับเป็ดได้เป็นอย่างดี เพราะมีปริมาณตับมากกว่าเป็ด พันธุ์อื่น ๆ ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ และถ้าหากให้อาหารทีมีพลังงานสูง ๆ จะทำให้มีการสะสมไขมันตับมากขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดผู้บริโภคตับเป็ด (วิรัตน์ และคณะ 2543) การเลี้ยงเป็ดเพื่อการค้านั้นการเลี้ยงแบบนี้จะต้องทำการเลี้ยงเป็นจำนวนมาก การเลี้ยงดู จะต้องทำเป็นระบบ จะต้องมีการจัดหาพันธุ์เป็ด และการจัดเตรียมอาหาร และจะต้องพิจารณาถึง แหล่งของวัตถุดิบในท้องที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายไว้ด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต ในทุก ๆ ขั้นตอนของระบบการเลี้ยงสามารถใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการจัดการได้อย่างครอบคลุมทั้งระบบไม่ว่า จะเป็นการปรับปรุงพันธุ์ อาหาร ยารักษาโรค และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ดังนั้นระบบการเลี้ยงเป็ดที่ ทันสมัย และเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อมเพื่อให้ได้ระบบการเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงเป็ดซึ่งเป็น สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งให้ได้ปริมาณสูง คุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ต้นทุน การผลิตต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นกกระทา หรือ นกคุ่ม (Quail) เป็นชื่อสามัญของนกในอันดับไก่ (Galliformes) หลายชนิด นกกระทา โดยมากจะเป็นไก่ขนาดเล็ก ตัวป้อม สั้นอ้วน สีสันไม่สวยงาม ตามลำตัวมักมีลายเป็น จุดกระ ๆ ปีก และหางสั้น ทำให้บินได้เฉพาะระยะใกล้ ๆ เหมือนไก่ จึงมักหากินเมล็ดพืช และแมลงอยู่ ตามพื้นดิน (ภาพที่ 3.39) นกกระทากระจายพันธุ์ไปในทุกทวีป เป็นนกที่มนุษย์นิยมเลี้ยงเป็นการค้าเพื่อบริโภคเนื้อ และ ไข่เป็นอาหาร ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีน และญี่ปุ่น ในหลายประเทศได้พัฒนา รูปแบบการเลี้ยง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทั้งเนื้อ และไข่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีบางส่วนที่เลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เช่น นกกระทาญี่ปุ่น (Coturnix japonica) ที่แต่เดิมเลี้ยงเพื่อฟัง เสียงร้องคล้ายนกเขา แต่ต่อมาได้มีการพัฒนามาเลี้ยงเพื่อบริโภคเนื้อ และไข่ ซึ่งนกกระทาที่นิยม บริโภคกันในประเทศไทยก็เป็นนกกระทาชนิดนี้ ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์จนได้นกกระทาที่ให้ไข่ ดกสำหรับประเทศไทยเรามีนกกระทาพันธุ์พื้นเมืองอยู่ไม่น้อยกว่า 12 ชนิดแต่ให้ไข่ และเนื้อน้อยกว่า นกกระทาญี่ปุ่นจึงได้มีการนำนกกระทาจากญี่ปุ่นมาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายถึงแม้จะไม่กว้างขวาง มากมายเท่ากับการเลี้ยงไก่ หรือเป็ดก็ตามแต่การเลี้ยงนกกระทาก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอาชีพหลักของ เกษตรกรได้ดี เพราะระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น ให้ผลตอบแทนได้เร็วกว่า
ภาพที่ 3.39 : แสดงลักษณะของนกกระทา หรือ นกคุ่ม (Quail) ที่มา : นกกระทา (2557 : ออนไลน์) ภาพที่ 3.40 : แสดงลักษณะของเนื้อนกกระทา ที่มา : เนื้อนกกระทา (2557 : ออนไลน์)
นกกระจอกเทศ (Ostrich ; ชื่อวิทยาศาสตร์: Struthio camelus) จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีกระดูก สันหลัง เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2–2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65–75 ปี หัวเล็ก คอ ยาว ตาโต ขนตายาว และมีขาใหญ่แข็งแรง บินไม่ได้แต่วิ่งได้เร็ว ลูกนกอายุเพียง 2-3 วันสามารถวิ่งได้ แล้ว หากินในทุ่งกว้างเป็นฝูงใหญ่ การต่อสู้ป้องกันตัวของนกกระจอกเทศจะกระโดดเตะได้ มีความ ระวังตัวสูง จึงหลบหลีกสัตว์กินเนื้อได้ดี ไข่ของนกกระจอกเทศเป็นไข่นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยนกกระจอกเทศกินพืช, เมล็ดพืช, ผลไม้สุก และสัตว์ตัวเล็ก ๆ โดยใช้ปากงับแล้วกระดกเข้าลำคอ จากนั้นยืดคอให้ตรงให้อาหารไหลลงไป ตามหลอดอาหารในลำคอ นกกระจอกเทศเมื่อมีอายุประมาณ 10–14 เดือนน้ำหนักประมาณ 90–110 กิโลกรัม เป็นวัยที่มี อัตราการเจริญเติบโตสูงสุด แต่ต้นทุนการผลิตต่ำสุด เมื่อนกกระจอกเทศอายุมากขึ้น อัตราการเปลี่ยน อาหารให้เป็นเนื้อก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้องกินมากแต่ได้เนื้อน้อย ต้นทุนในการผลิตก็จะยิ่ง มากขึ้นด้วย นกตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีก และขนหางจะเป็นสีขาวสวยงาม (ภาพที่ 3.41) ภาพที่ 3.41 : แสดงลักษณะของนกกระจอกเทศ เพศผู้ และเพศเมีย ที่มา : นกกระจอกเทศ (2557 : ออนไลน์) เพศเมีย เพศผู้
ตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมีลักษณะแบน และกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็กมีขนอ่อนบางสีเทา สีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีครีมหรือผลมะอึก คอยาว และมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขนสำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงาม เท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน (ภาพที่ 3.41) นกตัวผู้มีลำคอหย่อนยานกว่าตัวเมีย (ภาพที่ 3.42) จึงโป่งคอ และทำเสียงร้องเลียนแบบสิงโตได้ นกตัวผู้ 1 ตัวจะคุมนกตัวเมียหลายตัว ภาพที่ 3.42 : แสดงลักษณะของนกกระจอกเทศ (Struthio camelus) ที่มา : นกกระจอกเทศ (2557 : ออนไลน์) ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว (ภาพที่ 3.42) โดยบริเวณใต้นิ้ว เป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลาง และนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือ นิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกอย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ
คือเท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรูธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้ นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียงนิ้ว เดียว เช่น เท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า โดยทั่วไปแล้วนกกระจอกเทศชอบที่จะอาศัยอยู่ในสภาพพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นจน ถึงร้อน มี ความชื้นต่ำ ในเวลากลางวันที่แดดร้อนจะหลบเข้าตามร่มเงาของต้นไม้ ดังนั้นการเลี้ยงนกกระจอกเทศ จะให้ประสบความสำเร็จควรจะเลี้ยงในพื้นที่ที่มี อากาศอบอุ่น ไม่มีฝนตกชุกมากนัก ความชื้นต่ำ ซึ่งใน ประเทศไทยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนล่าง เป็นต้น ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนในหลายประเทศ นกกระจอกเทศถูก นำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในปลายสมัยอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศ ตามบันทึกใน พงศาวดารคำให้การชาวกรุงเก่าระบุว่า ราชทูตชาวอังกฤษนำนกกระจอกเทศพร้อมสิงโต และม้าเทศ จากแอฟริกาเข้ามาถวายเป็นบรรณาการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ในพระราชวัง นกกระจอกเทศหนึ่งตัวสามารถให้ผลผลิตต่าง ๆ มากมายและมีคุณภาพดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ หนัง ขนหรือไข่เพราะการผลิตแต่ละชนิดมีความสามารถเฉพาะตัว ดังนี้ 1. หนัง (Leather) ถือว่าเป็นส่วนที่มีค่าและราคาแพงที่สุดเพราะหนังนกกระจอกเทศมี คุณภาพดีเยี่ยม ดีกว่าหนังจระเข้เสียอีก นกกระจอกเทศ 1 ตัว จะให้หนังที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน ไปถึง 3 แบบคือ หนังส่วนแข้ง จะมีลักษณะเป็นเกล็ดคล้ายหนังของสัตว์เลื้อยคลานบางประเภท หนังบริเวณต้นขา จะเป็นหนังเรียบคล้ายหนังวัว หนังบริเวณหลัง จะมีเม็ดตุ่มนูนขึ้นมา ซึ่งตุ่มนี้คือรูขุมขนนั่นเอง หนังของนกกระจอกเทศสามารถนำไปใช้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ๊คเก็ต กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด หรือบู๊ตก็ตาม นกกระจอกเทศอายุ 10–14 เดือน จะให้หนังที่มีคุณภาพดีที่สุดขนาด 1.1 – 1.5 ตารางเมตร 2. เนื้อ (Meat) เนื้อนกกระจอกเทศจะมีสีแดงเหมือนเนื้อวัว (ภาพที่ 3.43) แต่รสชาติจะอ่อน นุ่มคล้ายเนื้อไก่ มีไขมัน และคลอเลสเตอรอลต่ำมาก จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันในเส้นเลือดสูง หรือผู้ที่บริโภคเนื้อวัวก็สามารถหันมาบริโภคเนื้อนกกระจอกเทศได้ อายุที่ควรส่งโรงงานแปรรูปคือ 10–14 เดือน มีน้ำหนัก ระหว่าง 90–110 กิโลก รัม ซึ่งเมื่อชำแหละแล้วจะได้น้ำหนัก ซาก 50–55 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยจะเป็นเนื้อที่ขาเสีย 33–35 เปอร์เซ็นต์นอกจากนั้นก็เป็นเนื้อจากส่วน ต่าง ๆ ของร่างกาย จากการวิเคราะห์ พบว่าเนื้อนกกระจอกเทศมีคุณค่าทางอาหารที่ดี มีไขมันต่ำ (1.2 เปอร์เซ็นต์) คลอเลสเตอรอลน้อยประมาณ 600 มิลลิกรัม โปรตีนสูงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำ 75.4 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ในเนื้อนกกระจอกเทศ 100 กรัม จะมี แมกนีเซียม 21.5 มิลลิกรัม ฟอสเฟต 208 มิลลิกรัม และโพแทสเซียม 351.4 มิลลิกรัม ซึ่งโภชนะในเนื้อ นกกระจอกเทศเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ แสดงดังตารางที่ 3.3
ภาพที่ 3.43 : แสดงสีของเนื้อนกกระจอกเทศในส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีสีแดงทุก ๆ ส่วน ที่มา : สีของเนื้อนกกระจอกเทศ (2557 : ออนไลน์) ตารางที่ 3.3 แสดงโภชนะในเนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ (คำนวณจากสัตว์ชนิดละ 85 กรัม) ชนิดของเนื้อ โปรตีน (กรัม) ไขมัน (กรัม) แคลอรี่ (มิลลิกรัม) คอเลสเตอรอล (มิลลิกรัม) เนื้อนกกระจอกเทศ 22.0 2.0 96.9 58.0 เนื้อนกอีมู 22.8 4.0 94.4 52.6 เนื้อวัว 23.0 15.0 240.0 77.0 เนื้อไก่ 27.0 3.0 140.0 73.0 เนื้อไก่งวง 25.0 3.0 135.0 59.0 เนื้อแกะ 22.0 13.0 205.0 78.0 เนื้อหมู 24.0 19.0 275.0 84.0
3. ขน (Feathers) พัฒนาการของขนนกกระจอกเทศ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงโตเต็มที่ จะแบ่งออก ได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะแรกเกิดเข้าสู่ระยะลูกนก แล้วเป็นนกรุ่น และไปสิ้นสุดที่นกโตเต็มวัย (Adult) ใช้เวลานาน 16 เดือน จนเมื่อนกกระจอกเทศอายุ2 ปีขึ้นไป ขนนกจะไม่มีการพัฒนารูปแบบอีกเลย นก ตัวผู้จะมีขนสีดำปลายปีกและหางจะมีสีขาว ส่วนตัวเมียจะมีขนสีน้ำตาลเทาตลอดลำตัว ขนสีขาว บริเวณปลายปีกและหางจะมีราคาแพงที่สุด ผู้เลี้ยงสามารถตัดขนนกระยะห่างกันทุก 6 เดือน จะได้ขน นกประมาณ 1.5–2 กิโลกรัม โดยนำไปใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งเสื้อผ้า และที่สำคัญที่สุดคือ ทำ เป็นไม้ปัดฝุ่นสำหรับใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่บอบบางต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ในความเป็นจริงแล้วนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนหลายอย่างที่มีประโยชน์ เช่น หนังมีคุณภาพเยี่ยมซึ่งดีกว่าหนังจระเข้เสียอีก เนื้อรสชาติอร่อยเหมือนเนื้อวัว แต่ไขมัน และ คลอเลสเตอรอลต่ำกว่ามาก ขนทำเครื่องประดับ อีกทั้งไข่ยังใช้แกะสลัก หรือวาดลวดลายเป็น เครื่องประดับได้อีกด้วย ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวเป็นคุณลักษณะของสัตว์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง ในประเทศไทยการบริโภคสัตว์ปีกได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะสัตว์ปีกมีความหลากหลายชนิด ให้ผู้บริโภคเลือก (ภาพที่ 3.44) และมีราคาถูก ดังนั้นอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกกำลังพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง โดยในบรรดาสัตว์ปีกเศรษฐกิจ “ไก่” ถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคมาก ที่สุด เพราะเป็นสัตว์ที่สามารถเลี้ยง และขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว ราคาไม่สูงมาก มีคุณค่าทาง โภชนาการ โปรตีนสูง ไขมัน และคลอเลสเตอรอลต่ำ และให้พลังงานต่ำกว่าสัตว์ปีกประเภทอื่น ๆ โดย อัตราการบริโภคเนื้อไก่ของคนไทยในช่วง 2551-2555 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.77 ต่อปี โดยในปี 2555 มีปริมาณการบริโภคเนื้อไก่ 947,458 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ร้อยละ 1.25 และคาดว่าในปี 2556 จะมี การบริโภคเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.60
ภาพที่ 3.44 : แสดงลักษณะของสัตว์ปีกเศรษฐกิจที่นิยมบริโภคในไทย เช่น ไก่งวง (1) ห่าน (2) เป็ดเทศบาบารี่ (3) ไก่ต๊อก (4) เป็ดน้ำมอลลาร์ด (5) ไก่รุ่น (6) นกคุ่ม (7) นกกระทา (8) นกพิราบ (9) ไก่ฟ้า (10) ไก่ใหญ่ (11) และเป็ดเนื้อพันธุ์เอลส์เบอรี่ (12) ที่มา : สัตว์ปีกเศรษฐกิจ (2557 : ออนไลน์) การผลิตไก่เนื้อของไทยนั้นมีการจัดการฟาร์มที่ได้ มาตรฐาน และมีระบบการผลิตที่ปลอดภัย ทำให้ปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อไก่ของไทยทั้งตลาดภายใน และต่างประเทศ เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคา ไก่เนื้อในปี 2555 เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 41.91 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 46.81 บาทในปี 2554 เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้นรองรับการบริโภคเนื้อไก่จากต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่เปิดตลาดไก่สดแช่แข็งให้ไทยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งคาดว่าจะส่งสินค้าเข้าอียูได้ ประมาณ 3.2 หมื่นตัน และตลาดสิงคโปร์ที่กลับมาเปิดตลาดให้ไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ปีก ทั้งพันธุ์ที่มีความโดดเด่นในการ ให้เนื้อ และพันธุ์ที่มีความสามารถในการผลิตไข่ เพื่อให้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีสำหรับประชากรไทย ต่อไป เนื่องจากความนิยมในการบริโภคเนื้อ และไข่ของสัตว์ปีกยังคงมีอยู่ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กวัยก่อนเรียน และเด็กวัยเรียน ถึงแม้ว่าจะมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณคอเรสเตอรอล แต่ผู้ใหญ่ที่โตเต็มที่แล้วก็สามารถ รับประโยชน์จากการบริโภคไข่ได้โดยจำกัดการบริโภคไว้ที่สัปดาห์ละ 3-5 ฟอง นวัตกรรมทาง
เทคโนโลยีชีวภาพสามารถช่วยพัฒนาระบบการเลี้ยงทุก ๆ ขั้นตอน เช่น ผลิตอาหารสัตว์ปีกที่ช่วยใน การลดปริมาณคอเรสเตอรอลได้ หรือทำการปรับปรุงสายพันธุ์สัตว์ปีกให้มีคุณภาพที่ดีเป็นประโยชน์ต่อ ผู้บริโภคมากที่สุด หรือแม้กระทั้งส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ปีกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ขน หนัง หรือเปลือกไข่ ซึ่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีชีวภาพพร้อมที่จะพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพให้ตรงกับ ความต้องการของผู้บริโภค สัตว์ปีกที่สำคัญทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีกที่มีขนาดเล็กยกเว้นนกกระจอกเทศ ส่วน ใหญ่มีช่วงชีวิตสั้น ทำให้มีต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการจัดการต่ำ อีกทั้งยังสะดวกในการจัดการ จึงมี ความเหมาะสมที่จะเผยแพร่ให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในชนบทเพื่อเป็นอาชีพเสริม ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวพระราชดำริในการดำรงชีพด้วยเศรษฐกิจแบบพอเพียง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยัง สามารถพัฒนาการเลี้ยงขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมทั้งแบบรายย่อย และอุตสาหกรรมรายใหญ่เพื่อการ ส่งออกและนำเงินตราเข้าสู่ประเทศได้ 3.2.2 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammalians) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีวิวัฒนาการสูงที่สุด ในบรรดาสิ่งมีชีวิต ลักษณะเด่นคือ มีต่อมน้ำนม สำหรับผลิตนมใช้เลี้ยงลูกในระยะแรกเกิด มีสมอง ขนาดใหญ่จึงมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าสัตว์กลุ่มอื่น ๆ เป็นสัตว์เลือดอุ่นสามารถ ปรับอุณหภูมิของ ร่างกายให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีขนขึ้นที่ผิวหนังปกคลุมร่างกาย เพื่อช่วยในการรักษา อุณหภูมิให้ร่างกาย เพื่อช่วยในการรักษาอุณหภูมิให้ร่างกาย แต่บางชนิดเช่น ตัวลิ่นมีขนขึ้นใต้เกล็ดแข็ง ที่หุ้มตัว ต้นกำเนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกิดในยุค Triassic เมื่อประมาณ 215 ล้านปี ซึ่งมี วิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด ซึ่งหลังจากที่ยุคไดโนเสาร์เริ่มสูญพันธุ์ เมื่อ 65 ล้านปี คุณสมบัติพิเศษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่น คือ สัตว์เลี้ยง ลูกด้วยน้ำนมจะออกลูกเป็นตัว และมีน้ำนมให้ลูกกิน คำว่า “Mammal” มาจากภาษาละตินว่า “Mamma” ซึ่งหมายถึง เต้านม หรือ หน้าอก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เป็นสัตว์ประเภทมีกระดูกสันหลัง ลักษณะภายนอกคือ ผิวหนังเรียบ มี ขนเป็นเส้นแบบเส้นผมปกคลุมทั้งลำตัว มีแขน และขาไม่เกิน 2 คู่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีการปฏิสนธิภายในและออกลูกเป็นตัว เพศเมียมีต่อมสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยง ลูกอ่อน จึงเรียกว่า “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม” ซึ่งสัตว์กลุ่มนี้อาศัยทั้งในน้ำ และบนบกซึ่งมีความ หลากหลายชนิดมาก (ภาพที่ 3.45) ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก เช่น ช้าง โค สุกร และโลมา เป็นต้น
ภาพที่ 3.45 : แสดงตัวอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดต่าง ๆ ที่มา : สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (2557 : ออนไลน์) สัตว์พวกนี้ เป็นสัตว์เลือดอุ่น สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ อุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย เป็นสัตว์ที่มีการวิวัฒนาการสูงสุด เราสามารถแบ่งสัตว์เลี้ยง ลูกด้วยน้ำนมตามลักษณะของการออกลูกและเลี้ยงลูกได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ออกลูกเป็นไข่ กลุ่มที่มีถุง หรือกระเป๋าบริเวณหน้าท้อง และกลุ่มที่มีรก ลักษณะที่สำคัญ มีขนลักษณะเป็นเส้นสั้น ๆ ปกคลุมลำตัว ตัวเมียมีต่อมผลิตน้ำนมสำหรับ เลี้ยงตัวอ่อน หายใจด้วยปอด มีหัวใจ 4 ห้อง มีแขน ขา ไม่เกิน 2 คู่ ออกลูกเป็นตัว ยกเว้นบางชนิด ออกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด และตัวกินมด บางชนิดยังอาศัยอยู่ในน้ำ เช่น วาฬ โลมา และพะยูน บาง ชนิดบินได้ เช่น ค้างคาว ขนใช้ปกคลุมร่างกาย ให้ความอบอุ่น และรับความรู้สึก ปากใช้กินอาหาร ตา ใช้ในการมองเห็น หูใช้รับฟังเสียง และการทรงตัว จมูกใช้ดมกลิ่น โดยมีขาและเท้า ใช้ในการทรงตัว และเคลื่อนที่
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 1. สุกร สุกรที่เลี้ยงเพื่อให้เนื้อสำหรับรับประทาน หรือทำผลิตภัณฑ์มักจะเลือกจากชนิดที่ให้ เนื้อ (Meat type) และพันธุ์เบคอน (Bacon type) นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์พื้นเมือง (Lard type) แต่มักไม่ นิยมเลี้ยงเพื่อให้เนื้อเนื่องจากมีไขมันค่อนข้างมาก สายพันธุ์สุกรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปมีดังนี้ 1.1 พันธุ์ลาร์จไวต์(Large White or Yorkshire) เป็นพันธุ์ที่มีสีขาวทั้งตัว หูตั้งตรง หน้าหัก เล็กน้อย (ภาพที่ 3.46) พันธุ์นี้เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นพันธุ์แท้ และเมื่อผสมข้ามพันธุ์จะให้เปอร์เซ็นต์ ซากสูงพันธุ์ลาร์จไวต์จัดเป็นชนิด เบคอน ภาพที่ 3.46 : แสดงลักษณะของสุกรพันธุ์ลาร์จไวต์(Large White or Yorkshire) ที่มา : สุกรพันธุ์ลาร์จไวต์(2557 : ออนไลน์) 1.2 พันธุ์แลนด์เรซ (Landrace) มีสีขาวทั้งตัวเหมือนลาจไวต์แต่อาจมีสีดำที่ผิวหนังบ้าง ลำตัวยาว สะโพกใหญ่ ขาสั้น หูใหญ่และปรกมาข้างหน้า (ภาพที่ 3.47) ตัวเมียจะให้ลูกดก และเลี้ยง ลูกเก่ง ให้ซากคุณภาพดี สุกรพันธุ์นี้จัดเป็นชนิดเบคอน
ภาพที่ 3.47 : แสดงลักษณะของสุกรพันธุ์แลนด์เรซ (Landrace) ที่มา : สุกรพันธุ์แลนด์เรซ (2557 : ออนไลน์) 1.3 พันธุ์ดูรอก (Duroc) มีผิวสีแดงอ่อนถึงเข้ม ใบหูใหญ่ปานกลางพุ่งไปข้างหน้า (ภาพที่ 3.48) เจริญเติบโตเร็ว กินอาหารประหยัดและทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี แต่ซากมีมันค่อนข้างมาก สุกร พันธุ์นี้เป็นประเภทเนื้อ ภาพที่ 3.48 : แสดงลักษณะของสุกรพันธุ์ดูรอก (Duroc) ที่มา : สุกรพันธุ์ดูรอก (2557 : ออนไลน์)
1.4 พันธุ์แฮมเชียร์(Hampshire) มีลักษณะตัวสีดำ แต่มีสีขาวคาดรอบอก และส่วนขาหน้า ลักษณะขายาว ลำตัวค่อนข้างบาง (ภาพที่ 3.49) การเติบโตไม่ค่อยดี ไม่เป็นที่นิยมมากนักในประเทศ ไทย ภาพที่ 3.49 : แสดงลักษณะของสุกรพันธุ์แฮมเชียร์(Hampshire) ที่มา : สุกรพันธุ์แฮมเชียร์(2557 : ออนไลน์) 1.5 พันธุ์เบอร์กเชียร์(Berkshire) มีลักษณะสีดำ และจุดขาว 6 แห่ง ที่ส่วนหน้า และ ปลายหาง จมูกสั้น หน้าหัก หน้าผากกว้าง หูเล็กตั้งตรงแต่อายุมากหูจะปรกไปด้านหน้าเล็กน้อย คางใหญ่ย้อยมาถึงลำคอ (ภาพที่ 3.50) เป็นสุกรขนาดกลางตะโพกใหญ่ บึกบึน ใช้เป็นสุกรสายพ่อพันธุ์ ให้เนื้อมากจัดเป็นประเภทเนื้อที่ทนต่อสภาพแห้งแล้วได้ดีแต่การเติบโตไม่ดี
ภาพที่ 3.50 : แสดงลักษณะของสุกรพันธุ์เบอร์กเชียร์(Berkshire) ที่มา : สุกรพันธุ์เบอร์กเชียร์(2557 : ออนไลน์) 1.6 พันธุ์โปแลนด์ไชนา (Poland China) มีลักษณะสีดำ และขาว 6 แห่ง คล้ายกับพันธุ์ เบอร์กเชียร์ ที่หน้าขาและปลายหาง หูปรกเล็กน้อย (ภาพที่ 3.51) ทนแล้งได้ดี แต่จะให้ลูกไม่ดก ภาพที่ 3.51 : แสดงลักษณะของสุกรพันธุ์โปแลนด์ไชนา (Poland China) ที่มา : สุกรพันธุ์โปแลนด์ไชนา (2557 : ออนไลน์)
สุกรพันธุ์ลาร์จไวต์ พันธุ์แลนด์เรซ และพันธุ์ดูรอกเป็นที่นิยมเลี้ยงมากกว่าพันธุ์อื่น ส่วนสุกร พันธุ์ไทย หรือพันธุ์พื้นเมืองนั้นมีหลายพันธุ์ด้วยกัน โดยทั่วไปจะมีลักษณะตัวเล็ก โตช้า ท้องหย่อน หลังแอ่น หนังหนา สะโพกเล็ก และสร้างเนื้อช้า ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 12-15 เดือน จึงจะได้น้ำหนัก 90 กิโลกรัม แต่มีข้อดีที่สามารถเลี้ยงแบบปล่อยได้ สุกรพันธุ์ดังกล่าวนี้ ได้แก่ พันธุ์ไหหลำ พันธุ์ควาย พันธุ์ราด และพันธุ์พวง ซึ่งส่วนมากเป็นสุกรพันธุ์มัน และได้เนื้อน้อย สุกรเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทางด้านอาหารเนื้อสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย การเลี้ยงสุกรทำ กันทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน หรือที่เรียกว่าผู้เลี้ยงรายย่อย จนถึงระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้ เพียงพอต่อความต้องการของตลาด สุกรที่เลี้ยงในปัจจุบันเป็นสุกรพันธุ์ดีเทียบเท่ากับสุกรที่เลี้ยงใน ประเทศอื่น ๆ เป็นพันธุ์ที่นำมาจากต่างประเทศ และสามารถปรับปรุงพันธุ์เลือดผสมสำหรับเป็นสุกรขุน แพร่กระจายไปทุกแห่งที่มีการเลี้ยงสุกรเป็นการค้า สุกรเลือดผสมนี้ใช้เวลา 6-7 เดือน ได้น้ำหนัก 90-100 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ต้องการของตลาด ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสุกรที่ได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชียเนื่องจากมีแหล่งวัตถุดิบ ที่เป็นอาหารสุกรที่อุดมสมบูรณ์มาก เช่น รำละเอียด ปลายข้าว ข้าวโพด กากถั่ว และปลาป่น เป็นต้น ในปัจจุบันฟาร์ม และบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ขยายตลาดเนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรส่งออกไป จำหน่ายในต่างประเทศแล้ว เชื่อแน่ว่าในอนาคตเมื่อปัญหาเรื่องโรคระบาดของสุกรได้รับการแก้ไข สุกร มีชีวิต เนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรจากประเทศไทยจะเป็นสินค้าส่งออกทางเกษตรที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพทางการผลิตสัตว์ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ การค้นหาเครื่องหมาย ยีน (Gene marker) ที่ควบคุณลักษณะทางเศรษฐกิจ การพัฒนาและปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ การพัฒนา อาหารสุกร การควบคุมและรักษาโรคในสัตว์ด้วยผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีชีวภาพ หรือแม้แต่การ พัฒนากระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ โดยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีชีวภาพนับเป็นหัวใจ สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตสุกรอย่างแท้จริง 2. โค (Cattle) เป็นสัตว์เลี้ยงสำคัญ ให้ประโยชน์แก่มนุษย์อย่างกว้างขวาง ทั้งแรงงาน เนื้อ นม หนัง อีกทั้งกระดูก และเลือดยังใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง มุลโคยังใช้ทำปุ๋ย ใช้ทำเชื้อเพลิง โคเป็นสัตว์ที่มนุษย์นำมาเลี้ยงนานกว่า 7,000 ปี ในปัจจุบันมีโคในโลกไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านตัว การ เลี้ยงโคในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปโคถูกแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตาม วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ เช่น โคเนื้อ (Beef cattle), โคนม (Dairy cattle) และโคอเนกประสงค์ โคชนิดให้เนื้อ (Beef type) ได้แก่ พันธุ์อะเบอร์ดีน แองกัส (Aberdeen Angus), เดนเวอร์ (Devon), เฮียร์ฟอร์ด (Hereford), เวสต์ไฮแลนด์ (West Highland) และกัลโลเวย์ (Galloway) โคพันธุ์ เหล่านี้เป็นชนิดที่ให้เนื้อในประเทศอังกฤษ ส่วนในอเมริกามีหลายพันธุ์ด้วยกัน ได้แก่ ชอร์ตฮอร์น (Shorthorn), อะเบอร์ดีน แองกัส บราห์มัน (Brahman) และเฮียร์ฟอร์ด นอกจากนี้ยังมีพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งไม่
เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากนัก ได้แก่ พันธุ์เรดโพล (Red Poll), สกอตไฮแลนด์ (Scotch Highland), บีฟมาสเตอร์(Beefmaster) และชาร์เบรย์ (Charbray) 2.1 พันธุ์อเมริกันบราห์มัน (American Brahman) พันธุ์อเมริกันบราห์มันหรือเรียกสั้น ๆ ว่า “บราห์มัน” เดิมเป็นโคที่เลี้ยงในประเทศอินเดียแต่ถูกนำไปเลี้ยง และปรับปรุงพันธุ์ในประเทศ อเมริกาจนกลายเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับเลี้ยงการในแถบร้อน (ภาพที่ 3.52) ผู้เลี้ยงในประเทศไทยส่วน ใหญ่ รู้จักหรือคุ้นเคยกับโคพันธุ์นี้อย่างดีและเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทยเกือบทั่วประเทศ ภาพที่ 3.52 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน (American Brahman) ที่มา : โคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน (2557 : ออนไลน์) 2.2 พันธุ์ฮินดูบราซิล (Indu Brazil) พันธุ์ฮินดูบราซิลมีลักษณะทั่วไปคล้ายโคพันธุ์บราห์มัน มีขายาวกว่าและมีส่วนกว้างของลำตัวแคบกว่าพันธุ์บราห์มันแต่ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า (ภาพที่ 3.53) โดยตัวผู้มีน้ำหนัก 900-1,000 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนัก 600-700 กิโลกรัม ในสมัยหนึ่งได้รับ ความนิยมเลี้ยงมากและมีการรับซื้อลูกโคพันธุ์ในราคาค่อนข้างสูงแต่ใน ปัจจุบันราคาต่ำลง
ภาพที่ 3.53 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์ฮินดูบราซิล (Indu Brazil) ที่มา : โคพันธุ์ฮินดูบราซิล (2557 : ออนไลน์) ภาพที่ 3.54 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์ชอร์ตฮอร์น (Shorthorn) ที่มา : โคพันธุ์ชอร์ตฮอร์น (2557 : ออนไลน์)
2.3 พันธุ์ชอร์ตฮอร์น (Shorthorn) พันธุ์ชอร์ตฮอร์นมีถิ่นกำเนิดในภาคเหนือของประเทศ อังกฤษ พันธุ์นี้เป็นต้นกำเนิดของโคเนื้อพันธุ์อื่น ๆ (ภาพที่ 3.54) ตัวผู้โตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 900-1,000 กิโลกรัม ตัวเมียที่โตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 800 กิโลกรัม 2.4 พันธุ์เฮียร์ฟอร์ด (Hereford) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคกลางของประเทศอังกฤษ เป็นพันธุ์ที่ รู้จักกันดีทั่วโลก และได้รับความนิยมจากประเทศต่างๆ เนื่องจากมีลักษณะของโคเนื้อที่สมบูรณ์จึง มัก เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมโคเนื้อ เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยมีขนาดใหญ่เป็นที่สองรอง จากโคพันธุ์ชอร์ตฮอร์น ลักษณะของโคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ด แสดงดังภาพที่ 3.55 ภาพที่ 3.55 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ด (Hereford) ที่มา : โคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ด (2557 : ออนไลน์) 2.5 พันธุ์กำแพงแสน โคพันธุ์กำแพงแสนได้จากการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองของไทย ซึ่งมี คุณสมบัติที่ดีเลิศในเรื่องความสมบูรณ์พันธุ์คือเป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ได้ลูกทุกปี ทั้ง ๆ ที่ได้รับอาหาร ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก แต่เนื่องจากโคพื้นเมืองของไทยไม่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนในระบบธุรกิจได้ เพราะมีขนาดตัวเล็ก และโตช้าจึงมีการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมือง โดยการนำโคบราห์มันมาผสมเพื่อให้ ได้ลูกที่มีขนาดใหญ่ และโตเร็วขึ้น ลักษณะของโคพันธุ์กำแพงแสน แสดงดังภาพที่ 3.56
ภาพที่ 3.56 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์กำแพงแสน ที่มา : โคพันธุ์กำแพงแสน (2557 : ออนไลน์) ภาพที่ 3.57 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์(Charolais) ที่มา : โคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์(2557 : ออนไลน์)
2.6 พันธุ์ชาร์โรเล่ส์(Charolais) โคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศส ประเทศที่ นิยมเลี้ยงมาก ได้แก่ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ขนาดตัวผู้เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนัก 800-850 กิโลกรัม ลักษณะของโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ แสดงดังภาพที่ 3.57 2.7 พันธุ์ซานต้า เกอทรูตีส (Santa Gertrudis) โคพันธุ์ซานตาเกอทรูดีสจัดเป็นโคเนื้อ พันธุ์ใหม่ที่ผสมขึ้นเพื่อเลี้ยงในเขตที่มีอากาศร้อน โคพันธุ์นี้มีกำเนิดในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา การผสมพันธุ์ใช้โคพันธุ์อินเดียที่มีอยู่ในอเมริกาผสมข้ามพันธุ์กับโคพันธุ์ชอร์ตฮอร์น พันธุ์นี้ได้รับความ นิยมในประเทศไทยพอประมาณ และสามารถหาซื้อพันธุ์ได้ไม่ยากนัก แต่เกษตรกรไทยยังไม่ยอมรับ พันธุ์นี้มากเท่ากับพันธุ์บราห์มัน ซึ่งโคพันธุ์ซานต้า เกอทรูตีส แสดงดังภาพที่ 3.58 ภาพที่ 3.58 : แสดงลักษณะของโคพันธุ์ซานต้า เกอทรูตีส (Santa Gertrudis) ที่มา : โคพันธุ์ซานต้า เกอทรูตีส (2557 : ออนไลน์) 2.8 พันธุ์เดราท์มาสเตอร์(Drouhhtmaster) พันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดในตอนเหนือของประเทศ ออสเตรเลีย ลักษณะและสีของลำตัวโดยทั่วไปคล้ายกับโค พันธุ์ซานตาเกอทรูดีส ทนร้อนแห้งแล้งได้ดี พอสมควร แต่ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้นมาก พันธุ์เดราท์มาสเตอร์มีเลือดของพันธุ์บราห์มัน ประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นโคพันธุ์อื่น ๆ ลักษณะของโคพันธุ์เดราท์มาสเตอร์แสดงดังภาพที่ 3.59