ที่่�ระลึึกงานพระราชทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ.(หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)วัันอาทิิตย์์ที่่� ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙วััดป่่าสีีห์์พนมประชาราม จัังหวััดสกลนคร
“คััมภีีรธััมโม” ผู้้�มีีธรรมอัันลึึกซึ้้�ง นัับตั้้�งแต่่หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม ได้้เห็็นทุุกข์์จากการสููญเสีียน้้องสาวและภรรยาซึ่่�งเป็็นบุุคคลที่่�รัักในชีีวิิตไป จึึงทำให้้ท่่านตััดสิินใจออกบวชเพื่่�อหาทางพ้้นจากทุุกข์์ หลัังจากออกบวชแล้้ว ท่่านได้้มีีโอกาสอยู่่ใกล้้ชิิดกัับพระกรรมฐานผู้้เป็็นต้้นทางแห่่งการประพฤติิปฏิิบััติิในสายหลวงปู่่�มั่่�น ภููริิทััตตเถระทำให้้ท่่านได้้รัับการอบรมสั่่�งสอนในแง่่มุุมต่่างๆ ถึึงแม้้จะต้้องประสบชีีวิิตความเป็็นอยู่่ด้้วยความยากลำบากในด้้านปััจจััย ๔ และเผชิิญความทุุกข์์ยากมีีประการต่่างๆ นานา ตามยุุคสมััยที่่�เกิิดก่่อนปีี พ.ศ. ๒๕๐๐แต่่เงื่่�อนทุุกข์์เหล่่านี้้�กลัับเป็นปั็ ัจจััยให้้เกิดขัินติัธิรรม ทำให้ท่้ ่านเพีียรปฏิิบัติัิธรรมจนเกิิดความสััมฤทธิ์์�ผลประจัักษ์์ใจท่่านในกาลต่่อมา ในวัันที่่�๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ มหาวิิปโยคความพลััดพรากทางธาตุุขัันธ์์ของท่่านได้้มาถึึง ซึ่่�งคงไว้้แต่่ความอาลััย แม้้วาระสุุดท้้ายก่่อนละโลกท่่านยัังได้้ฝากธรรมไว้้ด้้วยความอดทนต่่อวิิบากขัันธ์์ มีีใจความว่่า“พุุทโธ ผู้้�รู้้� ผู้้�ตื่่�น ผู้้�เบิิกบาน รู้้�ละ รู้้�วาง ถููกทางปััญญา รู้้�แล้้วบ่่ให้้ยึึด รู้้�แล้้วบ่่ให้้ติิดจิิตหลุุดพ้้นคืือพุุทโธ” ในวาระสุุดท้้ายนี้้� ขอกราบแทบเท้้าหลวงปู่่�ด้้วยความเคารพอย่่างสููงสุุดคณะศิิษยานุุศิิษย์์นบน้้อมถวายสัักการะ
ชีีวประวััติิหลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม ๗ภาพเก่่าเล่่าเรื่่�อง ประมวลภาพเก่่า หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม ๑๔๙พระธรรมเทศนา หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม ๑๕๙๏ ปวารณา ๑๖๐๏ ข้้อวััตรคืือข้้อบุุญ ๑๖๑๏ ประโยชน์์การเที่่�ยววิิเวก ๑๖๓๏ ครููบาอาจารย์์เป็น็แบบอย่่าง ๑๖๔๏ บ่่แม่่นปฏิิปทา ๑๖๗๏ ข้้อวััตรคืือข้้อทรมานกิิเลส ๑๖๘๏ หรููๆ หราๆ สิ่่�งทำลายธรรม ๑๗๐๏ ให้้พากัันสำเหนีียกรัักษาไว้้ ๑๗๑๏ เหตุุของความเสื่่�อม ๑๗๓๏ ทำลายโกดัังกรรมฐาน ๑๗๓๏ จิิตใจนี่่�แหละคืือธรรมแท้้ ๑๗๔๏ ให้้คติิญาติิโยมเวลาไปอยู่่วััด ๑๗๕๏ อดนอน ผ่่อนอาหาร ๑๗๗๏ ถึึงแม้้จะเป็น็แม่่ ก็็จัับต้้องตััวพระลููกชายไม่่ได้้ ๑๗๗๏ การสวดมนต์์ ๑๗๘๏ ก้้อนปััจจััย ก้้อนปิิดใจ ก้้อนเปิิดใจ ๑๘๑๏ ทำความเห็็นให้้ตรงกัับความเป็น็จริิง ๑๘๒๏ มาเกิิดเพราะความหลง ๑๘๙๏ แก้้ไม่่ถููกจุุด ๑๙๔๏ กุุญแจทองคำ ๒๐๖มรณกาล หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม ๒๑๑
เป็นชื่อของบุญญาบารมีหมายถึงเชื้อแห่งคุณงามความดีภายในใจประเภทต่างๆมีคุณกำ�าลังเดชอากำารลักำษณะพิเศษมากำน้อยที่แตกำต่างกำันออกำไปตามกำ�าลังสติปัญญาของท่านผู้บา� เพ็ญที่ได้สร้างสมอบรมมาเป็นเวลายาวนาน จากำกำารให้ทาน รักำษาศีล เจริญเมตตาภาวนาจนเกำิดเป็นความเคยชินแนบแน่นกำับใจของท่านผู้นั้นสา� หรับองค์หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม จากำเหตุกำารณ์ที่ท่านได้รับฟังโอวาทธรรมของหลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นครั้งแรกำที่บนภูค้อ อ�าเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานีโอวาทธรรมเพียงไม่กำี่ประโยค กำลับท�าให้ท่านมีสติพลันเกำิดความสลดสังเวชใจในวัฏสงสารนี้ กำ�าลังใจในกำารประพฤติปฏิบัติเกำิดขึ้นเต็มที่ ไม่มีความท้อถอยในกำารประกำอบความพากำเพียรเพื่อปฏิบัติธรรม จนกำระทั่งผลจากำกำารประพฤติปฏิบัติบังเกำิดขึ้นเป็นล�าดับๆ จึงท�าให้ท่านเข้าใจว่า วาสนาในชีวิตกำารบวชนี้จักำเกำิดผลิงามได้ด้วยกำารบ�าเพ็ญ หากำวาสนาเรายังไม่เกำิดหรือยังเกำิดน้อยตัวเราเองเท่านั้นจะต้องเป็นผู้สร้างวาสนานี้ให้เกำิดขึ้นมีขึ้น มิใช่รอผู้นั้นผู้นี้มาเสกำสรรสร้างให้ นับจากำวันนั้นจนกำระทั่งถึงทุกำวันนี้ ค�าว่าสงสัยในวาสนาของตนกำ็ได้หมดสิ้นไปจากำใจของหลวงปู่อย่างสิ้นเชิง
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม10
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโมครอบครัวธิอัมพร หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม เกิดเมื่อวันจันทำร์ทำี่๑ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ตรงกับวันแรม ๓ ค�่า เดือน ๑๐ปีมะโรง ณ บ้านขาม หมู่ทำี่๕ ต�าบลค้อใต้ อ�าเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ทำ่านถือก�าเนิดในสกุลธิอัมพร ครอบครัวมีอาชีพทำ�านา บิดาชื่อ นายเข่ง และมารดาชื่อ นางชาดา ทำ่านเป็นบุตรคนโตของครอบครัวมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑๐ คน ๑. นายบุญมาธิอัมพร(หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม) ๒. นางโสภา ธิอัมพร (เสียชีวิตแล้ว) ๓. นางบุญตา ธิอัมพร (เสียชีวิตแล้ว) ๔. นายบุญเริ่ม ธิอัมพร (เสียชีวิตแล้ว) ๕. นายบุญเพิ่ม ธิอัมพร (เสียชีวิตแล้ว) ๖. นางขาร ธิอัมพร ๗. นางทำิพย์ธิอัมพร ๘. นางผาง ธิอัมพร (เสียชีวิตแล้ว) ๙. นางสาวจันทำร์ธิอัมพร (แม่ชีจันทำร์ธิอัมพร) ๑๐. นางสาวแพง ธิอัมพร (แม่ชีแพง ธิอัมพร) ต ่อมามารดาของหลวงปู ่ได้เสียชีวิตลง บิดาได้แต่งงานใหม่กับนางคูณ และมีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ ๑. นางบุญตา ธิอัมพร ๒. นายคา�ภาธิอัมพร(ภายหลังออกบวชได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระมหาณัฐชัย อภิวัฑฒโน ป.ธ.๗) ฉะนั้น หลวงปู่จึงมีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันทำั้งสิ้น๑๒ คน เป็นชาย ๔ คน และเป็นหญิง ๘ คนหลวงปู่เข่ง โฆสธัมโม (บิดา)พระมหาณัฐชัย อภิวัฑฒโน (น้องชายต่างมารดา)แม่ชีแพง ธิอัมพร - แม่ชีจันทร์ ธิอัมพร (น้องสาว)11ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
ปฐมวัย การศึกษา เมื่ออายุครบ ๑๐ ปีหลวงปู่บุญมาได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้านขาม จนเรียนจบชั้นประถมบริบูรณ์(ป.๔) ซึ่งสมัยนั้นถือว ่าเป็นการศึกษาระดับสูงสุดแล้วระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียน ท่านมีความสนใจและขยันเรียน ไม ่เป็นที่หนักอกหนักใจของคุณครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ท่านสนใจและเรียนได้ดีที่สุด ท่านเล่าว่า “อายุได้๑๐ ปีเป็นปีพ.ศ. ๒๔๘๐ ได้ไปเข้าโรงเรียนประชาบาลทีบ้านขาม่ชือโรงเรียนขามเขต-่วิทยา แต่ก่อนบ้านค้อ บ้านหนองแค บ่มีโรงเรียนได้มาเรียนนา� กันทีบ้านขาม่ตอนอยู่ประถม ๑ สอบได้ที่๑ วิชาทีเด่นที่สุดคือวิชาเลข่เรียนหนังสืออยู่๔ ปีพอจบชั้นประถม ๔ ก็ออกจากโรงเรียนไปช่วยพ่อแม่ท�านา สมัยนั้นฝรั่งเศสมาครองประเทศลาว ทีนี้มารบกับไทย ไทยรบเอาเสียมราฐ พระตะบอง จำ�าปาศักดิ์นครจำ�าปาศักดิ์แต่ก่อนเป็นป่าเป็นดงยามแล้งยามหนาวผู้ชายขุดหลุมเผาะ เรือบินฝรั่งมา เขาให้ลงหลุมเผาะโยนระเบิดลงเรื่อยเด้ไฟไหม้นา� ป่านา� โคก ว่าแต่เห็นไฟอยู่บ่อนได๋ฝรั่งโยนระเบิดลงเบิ้ด บางทีพวกที่อยากได้บ่อสระก็ไปก่อไฟไว้ฟาดระเบิดลงไปมันก็กลายเป็นบ่อในตัว โอ้เวลามันโยนระเบิดมันเล่นหนัก พวกเข็นฝ้ายทุกครัวเรือนพอได้ยินเสียงเครื่องบินเข้ามา มีพวกลาดตระเวนไปบอกกัน ใครที่ก่อไฟไว้ให้ปิด เข็นฝ้ายใช้ไฟฟืน พอได้ยินเสียงเครื่องบินก็ดับไฟ พวกยามในหมู่บ้านเทียวไปบอกกัน ได้ยินเสียงเครื่องบินขึ้นให้ดับไฟโลด แต่ปานนั้นมันจำ�าต�าแหน่งได้ มันไปโยนระเบิดลงคือกันเด้ ช่วงเรียนอยู่ประถม ๔ ได้ไปอยู่ยามสะพานกับครูพาที่บ้านค้อ ครูเป็นลูกเสือ ครูพาเป็นผู้สอนผูกเชือกมัดเชือกลากซุง ผูกตะกุดเบ็ด ผูกตะคดเบ็ด พวกคนใหม่สมัยใหม่ผูกบ่เป็น เกี้ยวหน้าเลี้ยวหลังโลด ผูกเชือกบ่เป็นผูกตะคดเบ็ดกะบ่เป็นผูกเจำ๊กลากซุงกะบ่เป็นผูกเจำ๊กลากซุงคือจำั่งเขาผูกเคาสนตะพายควาย ผูกเคาควายเกี้ยวๆจำั่งดึง นี่ล่ะเขาว่าเชือกลากซุง ท่อนไม้เรียกว่าไม้ซุงพอตัดไม้ออกจำากดงป่า บ่อนได๋รถไปบ่ได้เกวียนกะไปบ่ได้ ก็ต้องใช้ช้างใช้ควายลากออกมาไปใส่สนามไว้แล้วค่อยเอารถมาขนส่งต่อไป ปี๒๔๘๓ หรือ ๒๔๘๔ ปีสงครามอินโดจีนสงบปีนั้นบ่ได้สอบเลย ไผเรียนชั้นใด พวกเรียน ม.เรียนหยังคือกัน ให้ผ่านยกชั้นทั้งหมดเลย”ทำ�าบาปกรรมไม่รู้ตัว ชีวิตของคนสมัยก่อนในชนบทำทำี่ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงทำ้องในวิถีธรรมชาติสืบเนื่องกันมาโดยไม่ทำราบถึงบาปบุญคุณโทำษทำี่ตนได้กระทำ�าไว้ว่าจะส่งผลอย่างไรในอนาคตข้างหน้า หลวงปู่ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า“เป็นเด็กน้อยเข้าโรงเรียน ยามมื้อเช้ามาพากันพายตะกร้าไปเก็บเอาบักบกวัวกินล่อนเอาไปไว้ไปยามกลางคืนเดือนมืดๆ ไปโคมวัวน้อยอยู่นา�หนทาง บ่อนได๋บ่มีน�้า วัวมันออกจำากคอก วัวน้อยไปนอนอยู่ทางนอกทางเส้นออกมาแต่บ้านชุมพลต่อลงมาร้านอาหารเขานี้ข้างๆ ร้านอาหาร ตลาดสด ทางออกไปหั่น น�้ามันไหลลงมานา น�้าขี้วัวแดงจำึ่งคึ่งขาง่ามตีนเปื่อยพอปานหยังไปโรงเรียนขาเปื่อยง่ามตีนเปื่อยขาดา� เบิ้ด เอาบักโกทามาเผาแล้วใส่นา� ง่ามตีน ทาบักโกทามันฝาด จำะทา� ให้ขามันด�า สมัยนั้นบ่อนได๋มันเป็นตม เขาก็เอาขอนไม้ไปวางใส่ พาดให้พอย่างไปได้บ่มีเกิบใส่คือซูมื้อนี้ สิไปใส่จำั่งได๋ มันมีแต่ขี้ตม ยามเหยียบมันดีดใส่หลังเบิ้ดล่ะเกิบบ่มีดอก มีแต่ผู้เฒ่าเอาหนังแห้งๆ มาตัดใส่สายคีบใส่ยามแล้งยามฝนใส่บ่ได้ย่างไปมันสิดีดใส่อีกอย่างหนึ่งทางเมืองเลยเขาเรียกว่าเกิบไม้งิ้วยามแล้งเกิบผู้เฒ่ากะมีแต่เกิบหนังควายใส่ขึ้นโคกบ่ให้หนามปัก บ่ให้ตอเพ็กเสียบ แต่ว่าผู้เฒ่าแต่ก่อนขะเจำ้าอายุยืน เวลาเข้าป่าไปเหยียบตั้งแต่ก้อนขี้ไส้เดือนแห้ง เป็นการนวดฝ่าตีนไปในตัว หากินก็หากินของป่าพอฝนน�้าหลายๆยามนี้เขาไปไต้ปลาไปหาปลา พอปานไปหาบเอาน�้าเอามาเฮ็ดปลาร้าได้ผู้ละ ๓ ไห ๔ ไหฤดูปลาร้า ปล่อยทิ้งเปิดให้มันไป ปลาส�่าสิกินนิค้างหม้อไว้รอก่อนกะได้ยามกลางวันแดดๆปลาอยู่ในนา มันร้อนมันกะไปซ่นใบไม้ ปลามันสิเอาแต่หัวเข้าไปในใบไม้ทางหางไปอยู่พู้น หัวมึงอยู่ซือนี้มีดพร้าใส่โลด ๒-๓ บาดพอแล้ว กบอย่างนี้คือกัน บ่ได้ไปหาดอก ขี่ควายเลี้ยงนา�คันแทนาไปหน่อยหนึ่ง มันกะขะยาย(กระโดด) ฮึบลงไปลงไปมุดน�้าตื้นๆ ลงไปในน�้า มันกะหลับตาแม่นบ่ล่ะคนมองเห็นเพราะน�้ามันใส ไปกะลงไปจำับเอาโลด จำังว่ายามฝนตกยามกลางคืน ฝนตกแฮงๆ ยกดวงไฟขึ้นใส่เกิ้งเห็นกบคางขาวมาบๆ ไม้พายใส่หลังตั้ม เหยียดคิ่งนิ้งป่อนใส่ข้อง สิได้เอาตัวใหม่ทางหน้า โตเอาใส่ก่อนคืนมาเด้บาดนี้เต้นขะยะๆ อยู่ในข้อง ต่อมาได้ไปใส่เบ็ดอีกตามทุ่งนาเบ็ดเกาะปากปลาเจำ็บปากหว่างหั่น (ช่วงนี้ท่านเป็นแผลในปาก)ย่านแม่นกรรมอันนั้นอยู่กรรมไปใส่เบ็ด เบ็ดเกาะปากปลาดุกใหญ่เสียบออกมาตามัน มันคาเดือยมันบ่หลุด ดิ้นๆ ไปเกี่ยวกอข้าวเขาจำนมุ่นเบิ้ด ปลาดุกใหญ่ได้ใหญ่ท่อได๋แฮงดีใจำหลาย จำั่งว่าบ่คิดว่ามันสิเป็นบาปเป็นกรรม บ่เคยได้ยินผู้ได๋สิมาเว่าเรื่องบาปเรื่องกรรมให้ฟัง ผู้เฒ่าผู้แก่กะบ่เห็นเทศน์ให้ฟังว่าบาปเป็นจำั่งซั่น เป็นกรรมจำั่งซี่ บัดนี้เฒ่าทำิดเทำามาถามว่า “มึงย่านบาปอยู่บ้อ” เฮาตอบว่า “ย่านแล้ว” เฒ่าทำิดเทำาว่า “ขั่นมึงย่านบาป มึงมาเรียนคาถาน�ากูกูสิบอกคาถาป้องกัน” เฮาถามว่า “ว่าจำั่งได๋ล่ะ” เฒ่าทำิดเทำาว่า“เวลามึงตีสมมุติว่าฆ่าไก่ตีบาดนึงให้ว่า ทุกขัง ตีที่ ๒ ให้ว่า อนิจำจำัง ตีที่ ๓ ให้ว่า อนัตตาเฮ็ดจำั่งซี่ล่ะบ่บาป” โอ้ยเฮ็ดมาโดนอยู่เด้บ่แม่นธรรมดาขาดการได้ยินได้ฟังขาดการศึกษา บาดแรกยังว่าพอว่ามันจำมลึก บาดนี้เฮ็ดมาหลายทา� มาหลายเรื่องบาปเรื่องกรรมพวกนี้เรื่องเบียดเบียนสัตว์”12
ทำ�าบาปกรรมไม่รู้ตัว ชีวิตของคนสมัยก่อนในชนบทำทำี่ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงทำ้องในวิถีธรรมชาติสืบเนื่องกันมาโดยไม่ทำราบถึงบาปบุญคุณโทำษทำี่ตนได้กระทำ�าไว้ว่าจะส่งผลอย่างไรในอนาคตข้างหน้า หลวงปู่ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า“เป็นเด็กน้อยเข้าโรงเรียน ยามมื้อเช้ามาพากันพายตะกร้าไปเก็บเอาบักบกวัวกินล่อนเอาไปไว้ไปยามกลางคืนเดือนมืดๆ ไปโคมวัวน้อยอยู่นา�หนทาง บ่อนได๋บ่มีน�้า วัวมันออกจำากคอก วัวน้อยไปนอนอยู่ทางนอกทางเส้นออกมาแต่บ้านชุมพลต่อลงมาร้านอาหารเขานี้ข้างๆ ร้านอาหาร ตลาดสด ทางออกไปหั่น น�้ามันไหลลงมานา น�้าขี้วัวแดงจำึ่งคึ่งขาง่ามตีนเปื่อยพอปานหยังไปโรงเรียนขาเปื่อยง่ามตีนเปื่อยขาดา� เบิ้ด เอาบักโกทามาเผาแล้วใส่นา� ง่ามตีน ทาบักโกทามันฝาด จำะทา� ให้ขามันด�า สมัยนั้นบ่อนได๋มันเป็นตม เขาก็เอาขอนไม้ไปวางใส่ พาดให้พอย่างไปได้บ่มีเกิบใส่คือซูมื้อนี้ สิไปใส่จำั่งได๋ มันมีแต่ขี้ตม ยามเหยียบมันดีดใส่หลังเบิ้ดล่ะเกิบบ่มีดอก มีแต่ผู้เฒ่าเอาหนังแห้งๆ มาตัดใส่สายคีบใส่ยามแล้งยามฝนใส่บ่ได้ย่างไปมันสิดีดใส่อีกอย่างหนึ่งทางเมืองเลยเขาเรียกว่าเกิบไม้งิ้วยามแล้งเกิบผู้เฒ่ากะมีแต่เกิบหนังควายใส่ขึ้นโคกบ่ให้หนามปัก บ่ให้ตอเพ็กเสียบ แต่ว่าผู้เฒ่าแต่ก่อนขะเจำ้าอายุยืน เวลาเข้าป่าไปเหยียบตั้งแต่ก้อนขี้ไส้เดือนแห้ง เป็นการนวดฝ่าตีนไปในตัว หากินก็หากินของป่าพอฝนน�้าหลายๆยามนี้เขาไปไต้ปลาไปหาปลา พอปานไปหาบเอาน�้าเอามาเฮ็ดปลาร้าได้ผู้ละ ๓ ไห ๔ ไหฤดูปลาร้า ปล่อยทิ้งเปิดให้มันไป ปลาส�่าสิกินนิค้างหม้อไว้รอก่อนกะได้ยามกลางวันแดดๆปลาอยู่ในนา มันร้อนมันกะไปซ่นใบไม้ ปลามันสิเอาแต่หัวเข้าไปในใบไม้ทางหางไปอยู่พู้น หัวมึงอยู่ซือนี้มีดพร้าใส่โลด ๒-๓ บาดพอแล้ว กบอย่างนี้คือกัน บ่ได้ไปหาดอก ขี่ควายเลี้ยงนา�คันแทนาไปหน่อยหนึ่ง มันกะขะยาย(กระโดด) ฮึบลงไปลงไปมุดน�้าตื้นๆ ลงไปในน�้า มันกะหลับตาแม่นบ่ล่ะคนมองเห็นเพราะน�้ามันใส ไปกะลงไปจำับเอาโลด จำังว่ายามฝนตกยามกลางคืน ฝนตกแฮงๆ ยกดวงไฟขึ้นใส่เกิ้งเห็นกบคางขาวมาบๆ ไม้พายใส่หลังตั้ม เหยียดคิ่งนิ้งป่อนใส่ข้อง สิได้เอาตัวใหม่ทางหน้า โตเอาใส่ก่อนคืนมาเด้บาดนี้เต้นขะยะๆ อยู่ในข้อง ต่อมาได้ไปใส่เบ็ดอีกตามทุ่งนาเบ็ดเกาะปากปลาเจำ็บปากหว่างหั่น (ช่วงนี้ท่านเป็นแผลในปาก)ย่านแม่นกรรมอันนั้นอยู่กรรมไปใส่เบ็ด เบ็ดเกาะปากปลาดุกใหญ่เสียบออกมาตามัน มันคาเดือยมันบ่หลุด ดิ้นๆ ไปเกี่ยวกอข้าวเขาจำนมุ่นเบิ้ด ปลาดุกใหญ่ได้ใหญ่ท่อได๋แฮงดีใจำหลาย จำั่งว่าบ่คิดว่ามันสิเป็นบาปเป็นกรรม บ่เคยได้ยินผู้ได๋สิมาเว่าเรื่องบาปเรื่องกรรมให้ฟัง ผู้เฒ่าผู้แก่กะบ่เห็นเทศน์ให้ฟังว่าบาปเป็นจำั่งซั่น เป็นกรรมจำั่งซี่ บัดนี้เฒ่าทำิดเทำามาถามว่า “มึงย่านบาปอยู่บ้อ” เฮาตอบว่า “ย่านแล้ว” เฒ่าทำิดเทำาว่า “ขั่นมึงย่านบาป มึงมาเรียนคาถาน�ากูกูสิบอกคาถาป้องกัน” เฮาถามว่า “ว่าจำั่งได๋ล่ะ” เฒ่าทำิดเทำาว่า“เวลามึงตีสมมุติว่าฆ่าไก่ตีบาดนึงให้ว่า ทุกขัง ตีที่ ๒ ให้ว่า อนิจำจำัง ตีที่ ๓ ให้ว่า อนัตตาเฮ็ดจำั่งซี่ล่ะบ่บาป” โอ้ยเฮ็ดมาโดนอยู่เด้บ่แม่นธรรมดาขาดการได้ยินได้ฟังขาดการศึกษา บาดแรกยังว่าพอว่ามันจำมลึก บาดนี้เฮ็ดมาหลายทา� มาหลายเรื่องบาปเรื่องกรรมพวกนี้เรื่องเบียดเบียนสัตว์”13ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
พระวัดบ้าน พระกรรมฐาน สมัยก่อนการประพฤติปฏิบัติของพระเณรยังไม่ถูกต้องตามหลักธรรมวินัยมากนัก เนื่องจากขาดผู้นาทำ� ี่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาสั่งสอน จนกระทำั่งมาถึงรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระองค์ได้ทำรงมารื้อฟื้นและปฏิรูปขึ้นมาใหม่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาพระธรรมวินัยทำี่ถูกต้องมากขึ้น จนกระทำั่งมาถึงสมัยของหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น การประพฤติปฏิบัติแบบพระป่ากรรมฐานจึงได้ขยายออกไปทำั่วภาคอีสานดังปัจจุบันนี้ “แต่ก่อนมีวัดธาตุฯกับวัดประชานิยมบ้านชุมพลกะมาวัดธาตุบ้านขามกะไป แต่ก็บ่หลายดอก บ่เคยมีบ่เคยปฏิบัติพระกรรมฐาน มีแต่พระวัดบ้านอย่างพ่ อเฒ่าด�าหัวล้าน สมัยก่อนคนที่บวชอยู่เมืองอุบลฯ ยามหนาว ยามเขาไปจับเขียดน�าป่าเดือนได๋สมัยฮ้อนๆ อ้าวๆ พากันไปเลือยไม้เฮ็ดกุฏิ ่เอาผ้าจีวรส่อนเอาเขียดน้อยเอามาแกง แกงก็เอาบาตรเฮ็ดหม้อ บ่ธรรมดา อย่างสมัยก่อนบ้านขามกะคือกัน พวกไปตึกแหหาปลาในห้วยในหนองมาเวลาสิกลับเข้าบ้าน ผ่านทางหน้าวัด พระเพิ่นสิเอาคุมาห้อยไว้ที่ฮั้ววัด แล้วเอาผ้าเหลืองผูกติดไว้พวกโยมเขาเห็นแล้วกะสิเข้าใจำว่า“โอ้นี่คุปลาของครูบาเพิ่นตั้วนี้”แล้วกะจำกเอาปลาออกจำากข้องของเจำ้าของ แล้วใส่ลงไปในคุห้อยผ้าเหลืองเพื่อครูบาสิได้เอาปลาไปเฮ็ดกินเอง สมัยนั้นบ่ธรรมดาไกลกันพอปานหมาเห่าเครื่องบิน มาถึงสมัยสมเด็จำพระจำอมเกล้าฯช่วงเพิ่นบวชอยู่เพิ่นอธิษฐานว่า “หากว่าพระธรรมค�าสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจำ้ายังมีเหลืออยู่ ขอให้ข้าพเจำ้าได้เจำอหรือได้ยินข่าวภายในสามวันเจำ็ดวันด้วยเถิด” กะพอดีมีพระมอญที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตรงกับหลักธรรมวินัยมาประเทศไทย(ซาย พุทธวังโส ภิกษุชาวรามัญ) พระองค์เลยได้เข้าไปศึกษาน�าเพิ่น ต่อจำากนั้นกะได้รื้อฟื้นการประพฤติปฏิบัติของพระสมัยนั้นใหม ่ให้มันถูกกับพระธรรมวินัย ต่อมาสมเด็จำพระมหาสมณเจำ้าฯ (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จำั่งได้แต่งหนังสือพวกหลักนักธรรมนวโกวาท หลักบาลีส่งออกไปตามสา� นักต่างๆ ไว้ให้พระเณรได้ศึกษา สิได้รู้จำักพระธรรมวินัย บาดนี้พวกเจำ้าวัดเจำ้าอาวาสกะเอาหนังสือพวกนี้ไปเก็บไปซ่อนไว้บ่ให้ลูกศิษย์เห็น กลัวว่าถ้าลูกศิษย์เห็นแล้วเขาสิโจำมตีเพราะแต่ก่อนพวกนี้พาเขาประพฤติผิดเด้ในหนังสือนั่นบอกข้อห้ามเรื่องศีลเรื่องวินัยต่างๆ ไว้ ช่วงเจำ้าคุณอุบาลีฯ(สิริจำันโท จำันทร์) หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น กะมาพาฝึกกรรมฐาน ตอนนั้นหลวงปู่สมเด็จำพระมหาวีรวงศ์(ติสโส อ้วน) ออกไปตระเวนตรวจำการคณะสงฆ์ ถ้าไปเห็นพระเณรที่ไหนเก็บเกี่ยวข้าว เพิ่นกะจำะไล่สึกหมด หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม14
พบครูพบอาจารย์สายปฏิบัติ ในปีพ.ศ. ๒๔๘๖ ครอบครัวธิอัมพรได้ย้ายจากบ้านขามมาอยู่บ้านโคกกลางซึ่งตั้งอยู่ทำางทำิศตะวันออกของบ้านขาม และอยู่ใกล้ๆ กับวัดธาตุฝุ่น (สมัยนั้นยังไม่มีการสร้างวัดธาตุฝุ่น) พื้นทำี่ส่วนใหญ่ในสมัยนั้นยังเป็นป่าเป็นดงและมีบ้านเรือนอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน หลังจากทำี่ครอบครัวของหลวงปู่บุญมาได้ย้ายมาอยู่บ้านโคกกลางแล้วขณะนั้นพระอาจารย์สิงห์สหธัมโมได้พักภาวนาอยู่ทำี่วัดป่าประชานิยม บ้านหนองหลวงร่วมกับหลวงปู่พร สุมโน ซึ่งเพิ่งเดินทำางมาจากอ�าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีโดยองค์ทำ่านทำั้งสองต่างเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทำัตโต เช่นกัน ชาวบ้านโคกกลางนา� โดยเฒ่าจารย์สีและบิดาของหลวงปู ่บุญมา คือคุณพ ่อเข ่ง ต้องการพระเพื่อมาจ�าพรรษาทำี่บริเวณป่าโคกกลาง (บริเวณวัดธาตุฝุ่นในปัจจุบัน)จึงได้พากันไปกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่พรสุมโน ให้มาอยู่จ�าพรรษาทำี่นี่ เมื่อชาวบ้านไปถึงทำี่วัดป่าประชานิยม หลวงปู่พรสุมโน ได้พูดให้พระอาจารย์สิงห์รับนิมนต์ชาวบ้านไปอยู่ทำี่บริเวณป่าโคกกลางแทำนทำ่าน ดังเรื่องทำี่หลวงปู่บุญมาได้เล่าดังต่อไปนี้ “วัดธาตุฝุ่นทีแรกก็นิมนต์หลวงปู่หวามาอยู่ เฒ่าจำารย์สีบ้านหนองหลวง พาหมู่สร้างวัด บัดแล้วพอใกล้สิเข้าพรรษามา โยมทางอ�าเภอสูงเนิน เมืองโคราชมานิมนต์เอาหลวงปู่หวาลงไปพู้น ที่นี่บ่มีผู้อยู่ ตอนนั้นเพิ่นอาจำารย์สิงห์อยู่วัดประชานิยม บ้านหนองหลวง พอดีหลวงปู่พรขึ้นมาแต่อ�าเภอเขื่องในใหม่ๆ พวกขะเจำ้าได้ยินข่าวว่าหลวงปู่พรมาสกลนครจำึงพากันไปนิมนต์เพิ่น มีเฒ่าจำารย์สีเฒ่าพ่อเข่งพวกบ้านคา�เจำริญบ้านโคกดินแดงบ้านโคกกลางรวมกัน๓หมู่บ้านพากันไปนิมนต์เพิ่นหลวงปู่พรหลวงปู่พรว่า อาจำารย์สิงห์ท่านเคยอยู่จำ�าพรรษาวัดประชานิยมมาก่อนแล้ว ให้ท่านไปซะ บอกโยมให้นิมนต์เอาเพิ่นอาจำารย์สิงห์มาวัดธาตุฝุ่น เพิ่นกะเลยได้มาวัดธาตุฝุ่น หลวงปู่พรเลยได้จำ�าพรรษาวัดประชานิยมเพิ่นอาจำารย์สิงห์มาจำ�าพรรษาวัดธาตุฝุ่น นั่นล่ะ เฮากะอายุ ๑๔-๑๕ ปี”หลวงปู่พร สุมโน15ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
สังเขปประวัติ พระอาจารย์สิงห์ สหธัมโม พระอาจารย์สิงห์สหธัมโม เป็นพระกรรมฐานผู้เป็นสานุศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่สืบปฏิปทามาอย่างเข้มงวด เด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้ศิษย์ได้ศึกษาเป็นแนวทาง หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของท่าน ได้เคยมีโอกาสอยู่ศึกษาและปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์สิงห์จึงเปรียบเสมือนเบ้าหลอมที่ดีอันปรากฏผลได้แจ่มชัดในกาลต่อมา หลวงปู่บุญมาเมตตาเล่าถึงประวัติและปฏิปทาของพระอาจารย์สิงห์สหธัมโม ว่า 16
“ท่านพระอาจำารย์สิงห์มีนิสัยมาก่อนตั้งแต่เป็นโยม ตั้งแต่ไม่มีครอบครัว แต่ก่อนท่านก็เลี้ยงวัวตามป่าตามโคก มีอยู่วันหนึ่งเห็นเขียดมันตาย ท่านนึกได้ยังไง ก็เลยไปเอาใบตองมาเย็บเหมือนกับโลงเหมือนหีบศพ เอาเขียดวางใส่ในโลงศพใบตอง ธรรมดาท่านเคยได้ยินแต่พระสวดกุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา ทางนี้ก็สวดเหมือนกัน สวดแล้วก็ฝังไว้พอผ่านไปได้เจำ็ดวันก็ได้มาเปิดดูเอาใบตองออก ปรากฏว่าเนื้อมันละลายไปหมด เหลือแต่โครงกระดูก ทีนี้ท่านก็เลยก�าหนดมาดูตัวเอง ก็มาเห็นเป็นโครงกระดูกเหมือนกัน อันนี้มันก็ผีเหมือนกัน จำากนั้นมาถ้าในบ้านไม่มีไฟสว่าง ท่านก็ไม่กล้าเข้ามา กลัวเห็นโครงกระดูก ทีนี้ก็มีนิสัยกลัว กลัวเวลาคนตาย เวลาอยู่ในห้องมืดไม่กล้าเข้ามา ทีนี้เลยได้ไปถามลุงว่า“ไม่มีคาถากันผีบ้อ” ลุงก็เลยบอกว่า“มีให้เจำริญภาวนาสวด อะระหังอะระหัง” ท่านก็เลยมานึก อะระหัง อะระหัง ต่อมาท่านได้แต่งงานมีครอบครัว แต่ยังไม่มีบุตรวันหนึ่งเวลาจำะเข้าไปนอนกับภรรยา พอเข้าไปที่ไหนได้เห็นภรรยามันไม่ใช่คนแล้ว มีแต่โครงกระดูก นั่นล่ะคือสาเหตุท�าให้ท่านออกบวช บวชเข้ามาแล้วทีนี้ก็มาภาวนาพิจำารณาร่างกายก�าหนดเอาไส้ตัวเองลงไปในบาตร หน่อยหนึ่งก็ลากลงไปบิณฑบาต ลากไส้ไป ท่านเล่าว่ามันเป็นอยู่ในจำิตเรื่องอสุภะนี้ท่านเก่งมากๆ เลยเพราะฉะนั้นเวลาเทศน์ท่านก็เทศน์เรื่องจำิตกับอสุภะ จำะไม่หนีไปจำากนี้ ท่านพระอาจำารย์สิงห์รุ่นราวคราวเดียวกับหลวงปู่กงมาท่านบวชอายุ๒๙ปีพ.ศ.๒๔๗๐ท่านมีชื่อเหมือนกับหลวงปู่สิงห์ขันตยาคโม ครูบาอาจำารย์หมู่เพื่อนจำึงเรียกท่านว่า “สิงห์น้อย” ท่านเคยไปจำ�าพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น ในช่วงเข้าพรรษาตามปกติหลวงปู่มั่นจำะออกหนีจำากคณะใหญ่ที่มีครูบาอาจำารย์เยอะๆ๓๐-๔๐ รูป ปีที่ท่านอาจำารย์สิงห์ไปอยู่ด้วย หลวงปู่มั่นบอกว่า“ปีนี้ผมจำะออกไปจำ�าพรรษาข้างนอก จำะเอาพระ ๑ เณร ๑ ออกไปจำ�าพรรษาอยู่กับผม” ปีนั้นท่านจำึงได้ติดตามหลวงปู่มั่นไปอยู่จำ�าพรรษาสงสัยหลวงปู่มั่นเมตตาจำะเอาท่านไปทรมาน แรกๆ ท่านพระอาจำารย์สิงห์เข้าไปฝึกปฏิบัติในส�านักหลวงปู่มั่นกับเพื่อนพระรูปหนึ่ง ทั้งสองเข้าไปด้วยกัน เวลาปฏิบัติก็เล่าให้กันฟังว่าจำิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ให้ความคิดความเห็นกันเอง สนทนากันตอนกลางคืน ตอนเช้าขึ้นมาหลวงปู่มั่นก็สั่งว่า“ท่านสิงห์กับท่าน...พากันหนีนะวันนี้” ท่านอาจำารย์สิงห์ก็มาพิจำารณาว่า ถ้าเราจำะกลับไปแล้วเราจำะไปหาใคร จำะเอาใครเป็นครูเป็นอาจำารย์ของเรา ท่านเลยว่าไม่ต้องกลับ ต้องอยู่นี่ล่ะ อยู่กับท่านจำะท�าอะไรก็ให้ท ่านท�า ท ่านคิดท ่านพิจำารณาแล้วยอมเป็นผ้าเช็ดเท้า ยอมเป็นขอนหรือไม้ซุงให้ท่านงอย(เหยียบ) ถ่ายรดเลย ทีนี้องค์ที่ไปด้วยกันก็เผ่นกลับเลยไม่สู้เหลือท่านองค์เดียว นี่ล่ะหลวงปู่มั่นท่านรู้คนคิดอย่างไร มันผิดที่พากันตั้งใจำไปแล้วว่าจำะไปศึกษากับท่านปฏิบัติอยู่กับท่าน แต่เมื่อไปแล้วกลับไปปรึกษากันเอง ไปศึกษากันเอง ท�าไมไม ่ไปศึกษากับท ่าน มันผิดตรงนี้ล ่ะท่านก็เลยลองจำิตลองใจำว่ามันจำะมีทิฐิมานะไหมในช่วงจ�าพรรษากับหลวงปู่มั่น ๓ เดือนนี้ท่านไม่ได้นอนเลย ท่านจะนวดเส้นให้หลวงปู่มั่นตลอดคืน หลวงปู่มันท่านเลือดลมน้อย่ต้องอาศัยกา� ลังพระหนุ่มจับ กา � ให้ท่านชาร์ตไฟ สงสัยจะเป็นอย่างนั้น ไม่ได้นวดแรง ตอนเย็นพอเห็นท่านติดตะเกียงกระป๋องนม เมื่อเห็นแสงนั้นก็ขึ้นไปจับขาหลวงปู่มัน่ ท่านก็นอนตะแคง นวดตังแต่พลบ้คา�่ไปถึงเทียงคืน่พอถึงเทียงคืน่ ท่านก็พลิกอีกข้างหนึง่นวดไปจนถึงตีห้า พอตีห้าปุ๊บ ท่านจะปล่อยให้กลับไปหาผ้าครอง17ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
อยู่กับหลวงปู่มัน่ต้องระวังเด้อ เพราะท่านจะดูจิตเรา พอคิดไปอย่างไร ท่านรู้หมดต้องเตรียมตัวต้องระมัดระวัง ไม่กล้าคิดออกไปข้างนอก ทีนีพอ้มันกลัวท่าน มันไม่หลับ แต่ท่านอาจารย์สิงห์ก็ได้พักตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนไม่ได้พัก ทา� อย่างนี้ทุกวันตลอดเวลา ๓ เดือน พอออกพรรษาแล้วหลวงปู่มันค่อยกลับไปหาหมู่พระ่ ก็จะมีครูบาอาจารย์รูปอืนไปปฏิบัติแทน่ท่านอาจารย์สิงห์จึงมีโอกาสออกไปหาวิเวกภาวนาต่อ ปกติท่านอาจำารย์สิงห์จำะกลัวผีมาก กลัวซากศพกลัวหลุมเขาฝังคน มันกลัว ก็เลยไปภาวนาในป่าช้าเวลาไปภาวนาอยู่ป่าช้า มีญาติโยมเขาท�าแคร่อยู่ในป่าให้ท่านจำะกางกลดอยู่ข้างๆ ที่ไม่มีหลุมฝังศพ เวลาเดินจำงกรม พอเดินไปหาหลุมฝังศพ จำะเดินช้าๆ แต่พอหันหลังกลับ ท่านจำะเดินเร็ววับๆ แต่ละวันที่อยู่มีแต่ความกลัว สุดท้ายท่านก็เลยเคลื่อนกลดเอาไปกางใกล้กับหลุมเลยไปนั่งภาวนาให้ผีมันกินตาย นั่งอยู่คนเดียวพอนั่งอยู่ใกล้ๆ หลุม จำิตมันจำึงสงบรวมลงได้พอจำิตถอนขึ้นมาจำึงมานึกได้เกิดอัศจำรรย์ตัวเองว่า อานิสงส์ที่เราปฏิบัติหลวงปู่มั่น ๓ เดือน เราได้รับอานิสงส์แล้ววันนี้ เพราะฉะนั้นแล้วเวลาไปปฏิบัติ จำุดไหนที่มันน่ากลัวท่านจำะไปอยู่ที่นั่น ธรรมดาคนกลัวมันต้องหาที่พึ่ง หาไปหมดแล้วไม่มีที่พึ่งเห็นมีแต่พุทโธเท่านั้น ท่านจำึงว่าถ้ามันกลัวนั่นดีแล้ว ถ้ามันไม่กลัว มันจำะประมาท อยากนอนเท่าไรมันก็นอน บางทีมันไม่กลัว มันขี้เกียจำ บางวันไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่ท�าเพราะมันขี้เกียจำ ถ้ามันกลัวสวดมนต์มีเท่าไรเก็บมาสวดหมด ป้องกัน เวลานอนก็มีก�าหนดนอน จำะนอนกี่ชั่วโมงก็ก�าหนดไว้ฝึกเอาจำนมันรู้สึกตรงเป๊ะที่เราก�าหนดไว้ พระอาจำารย์สิงห์มีโอกาสได้จำ�าพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่นอีกพรรษาหนึ่งที่วัดป่าบ้านโคก ปีพ.ศ. ๒๔๘๕ในพรรษานั้นพระที่อยู่ด้วยกันก็มีหลวงปู่มั่น หลวงปู่กงมา ท่านพระอาจำารย์สิงห์ หลวงตาพระมหาบัวหลวงปู่เจำี๊ยะพระอาจำารย์พาพระอาจำารย์สวัสดิ์สามเณรอุ่น บ้านโคก หลานหลวงปู่กงมา ตามประวัติ ท่านเคยไปภาวนาอยู่ถ�้าพระเวสอ�าเภอนาแก เป็นไข้ป่ามาลาเรีย สงสัยมาลาเรียจำะขึ้นสมอง จำึงเกิดวิปลาส ท่านส�าคัญว่าตนได้ส�าเร็จำเป็นพระอรหันต์พอบิณฑบาตเข้าไปในหมู่บ้าน ท่านไปถามพวกญาติโยมที่เขาต�าข้าวเหยียบกระเดื่อง หรือเจำอคนที่ไหนก็ถามเขาว่า “ได้ส�าเร็จำหรือยัง” ถ้าเขาว่า “ยัง ยังไม่”ท่านจำะถามซ�้าอยู่นั่นล่ะว่า “ส�าเร็จำหรือยัง ส�าเร็จำหรือยัง” นานๆ เข้าจำนเขาต้องตอบว่า “ได้ส�าเร็จำแล้ว”ท่านจำึงไป พอไปเจำอคนข้างหน้า ก็ถามแบบเดียวกันอีกอยู่อย่างนั้น ท่านว่าจำิตวิปลาสอยู่๓ ครั้ง ครั้งสุดท้ายหนักมากขนาดผ้าจำีวรไม่ได้คลุม จำับลากไปเลยเรื่องจำิตวิปลาสนี้ไม่มีใครแก้ให้ท่าน ท่านว่าท่านหายเอง ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๘๘ หลวงพ่ อผั่นปาเรสโก เพิ่นสิเข้าไปปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่มั่นท่านอาจารย์สิงห์บอกว่า “ขันสิเข้าไปหาหลวงปู่มั่น่มาพักอยู่กับผมนีซะก่อน้ให้ผมเบิ่งซะก่อน ผมเบิ่งมันเรียบร้อยแล้ว ผมจั่งสิปล่อยให้ไป ขั่นไปแบบบ่เรียบร้อย กลัวหลวงปู่มั่นเพิ่นสิร�าคาญ” อาจำารย์ผั่นเลยอยู ่น�าท่านอาจำารย์สิงห์นานประมาณ๓-๔เดือนพอเพิ่นเบิ่งเรียบร้อยแล้ว อาจำารย์ผั่นกะได้ไปอยู่น�าหลวงปู่มั่น แต่เณรของพระอาจำารย์ผั่นมีเณรทองน้อยเณรทองใหญ่ เณรไสวเณรหนู๔ เณรนี้เพิ่นอาจำารย์สิงห์บ่ให้เอาเณรไป เพราะมันบ่เรียบร้อยในเรื่องข้อวัตรข้อวา กลัวหลวงปู่มั่นเพิ่นสิร�าคาญ เลยให้อยู่จำ�าพรรษาน�ากันกับท่านอาจำารย์สิงห์”18
วัดธาตุฝุ่น แต่ก่อนหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น เคยมาพักภาวนาแต่เพิ่นมาพักชั่วคราวแต่ก่อนเป็นป่าเป็นดงช่วงเขามาโค่นธาตุฝุ่นลงนี้ดังได้ยินฮอดบ้านขาม บ้านหนองหลวง ทางกรุงเทพฯ สั่งเอาของวัตถุโบราณเข้าพิพิธภัณฑ์พากันไปปล�้า โค่น) ลง เลยตายดับแนวเบิ้ดพวกที่มาโค่นพระธาตุนั้น เมื่อพระธาตุองค์เก่าถูกโค่นลงมาจะมีการนา�เอาของเก่าเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ เหลือไว้แต ่ดินกองอยู ่ ท ่านอาจารย์สิงห์จึงรื้อเอาดินออกพอรื้อออกได้ไปเจอพระอยู่ชั้นล่าง ท่านจึงเริ่มพาสร้างพระธาตุปิดไว้ในปีพ.ศ. ๒๔๙๔ การก่อสร้างนี้ท่านอาศัยพระเณรและชาวบ้านในหมู่บ้านให้มาช่วยกัน โดยจะทา�เมื่อถึงช่วงฤดูแล้งของทุกๆ ปีท่านจะพาชาวบ้านปั้นอิฐแดงเพื่อใช้ในการบูรณะพระธาตุฝุ่น แต่ละบ้านจะต้องปั้นดินเผาให้ได้สองร้อยก้อนเป็นอย่างต�่า ตอนนั้นเราก็ได้ช่วยท่านก่อสร้างอยู่ ทั้งเผาอิฐ ทั้งเผาปูนขาวแต่ก่อนมันบ่มีสตางค์สิซื้อ ปูนถุงละ ๒ บาท สมัยนั้นจะหาเงิน ๒ บาทมาซื้อปูนนี้ยากมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะไปถวายทาน ทานคนละ ๕ สตางค์๑๐ สตางค์คนที่ทาน ๑ บาท นี้หายากมาก ดังนั้นทั้งพระทั้งโยมจึงต้องได้ช่วยกันท�า ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เราได้กราบเรียนท่านเพื่อขอลา ไปเที่ยววิเวกกับท่านอาจารย์คำ�าบุท่านอาจารย์สิงห์บอกว่า “จะพากันไปทีไหน่ตัวผมนี้อยู่อีกไม่นานนะ” อาจารย์ค�าบุมานับดู มันยังไม่ถึงอายุที่ท่านเคยบอกไว้ว่าประมาณช่วง ๕๔-๕๕ ปีท่านจะละสังขารพวกเราเลยลาท่านไปภาวนาทางจังหวัดเลย ช่วงออกพรรษาปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านมาผ่าตัดมะเร็งล�าไส้ที่โรงพยาบาลสงฆ์ กรุงเทพฯ หมอได้ตัดช่วงที่เป็นมะเร็งออกและเอาส่วนที่เหลือมาเย็บต่อกันหลังจากผ่าตัดและพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล หมอให้ฉันอาหาร แต่คงให้ฉันไม่พอ ท่านสั่งให้น้องชายที่มาเฝ้าให้ไปซื้ออาหารมาถวาย น้องชายไม่รู้เรื่องอะไรก็ท�าตามที่ท่านบอก คือไปซื้ออาหารมาถวายเพิ่ม พอฉันเข้าไปจนอิ่ม ปรากฏว่าด้ายที่เย็บล�าไส้มันขาด เพราะมีอาหารเข้าไปมากเกินไป มันก็ทะลักออกมา ท่านดูอาการตนเองแล้วคงไม่น่าจะรอด จึงได้บอกให้น้องชายว่า “มามาติกาให้กูกุสลาให้กู” น้องชายตอบว่า “ไม่ได้ผมไม่ได้บวช” ดังนั้นท่านก็เลยได้สวดเอง ท่านนั่งขัดสมาธิพร้อมสวดมาติกา กุสลา เอง ปรากฏว่าคนป่วยที่เดินได้กับพวกหมอ พยาบาล ต่างมารุมดูท่านนั่งตาย ท่านไม่ได้นอนตายนะ ท่านนั่งตายสู้กับเวทนาจนวาระสุดท้าย ข่าวการมรณภาพของท่านอาจารย์สิงห์อาจารย์พวง สุวีโร เป็นผู้ส่งข่าวให้ทราบ ตอนนั้นเราอยู่บ้านกกกอกกับท่านอาจารย์ค�าบุ เลยไม่ทราบเรื่องเลยท่านสิ้นปลายปี๒๔๙๘ แต่เรามารู้ข่าวตอนเดือนเมษายน๒๔๙๙ ดังนั้นเราและท่านอาจารย์ค�าบุจึงได้ตัดผ้าและนิมนต์พระมาชักผ้าบังสุกุลอุทิศถวายท่าน ไม่ได้จัดงานอะไร มีแต่มาจัดชักผ้าป่าบังสุกุลเฉยๆ เท่านั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ สหธัมโม มีลูกศิษย์มาบวชเยอะอยู่กับท่าน แต่ไม่เหลือ สึกหมดเหลือตายกับผ้าเหลืองนี้มีแต่ท่านพระอาจารย์คำ�าบุธัมมธโร (วัดสันติวนาราม บ้านเหล่าขวาว อ�าเภอหัวตะพาน จังหวัดอา� นาจเจริญ) ท่านพระอาจารย์เต็ม ขันติโก (วัดป่าท่าวารี อ�าเภอน�า้โสม จังหวัดอุดรธานี) และ พระอาจารย์คำ�ามีชินวังโส (ลูกชายหลวงปู่ขาว อนาลโย)”19ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
วัดใหม่ โยมใหม่ ด้วยความทำี่ชาวบ้านคุ้นเคยแต ่กับธรรมเนียมพระวัดบ้าน ยังไม ่คุ้นเคยกับธรรมเนียมของพระป ่ากรรมฐานทำี่ชอบความสงบสงัดเพื่อประกอบการภาวนาผู้มาใหม่อย่างทำ่านพระอาจารย์สิงห์จึงต้องมีการอบรมสั่งสอนชาวบ้าน ดังเรื่องราวทำี่หลวงปู่เล่าต่อไปนี้ “คนกะยังบ่ทันเคยกับพระกรรมฐาน บ่เคยปฏิบัติพระกรรมฐาน มีแต่พระวัดบ้าน ปกติเฒ่าจารย์สีจะเอาวัวไปเลี้ยงในวัด เพราะเวลาไฟไหม้หญ้ามันจะขึนงามๆ้แกเคยเอาวัวไปเลียงในวัดบ้าน้ทีนี้แกเอาไปเลี้ยงที่วัดป่า พระอาจารย์สิงห์เอิ้นใส่เพิ่นสิบอกให้เอาวัวออกหนี เพิ่นว่าครูบาฉันแล้วเพิ่นเดินจงกรมภาวนาเด้ บ่ให้ไปกวน เพิ่นเลยเอิ้นใส่ พระอาจำารย์สิงห์ว่า “จำารย์ๆ” เฒ่าจำารย์สีขานตอบรับ “กู๊ก” พระอาจำารย์สิงห์ว่า “ฮ่วย มันคือลิงแท้มันคือเสี่ยวแท้แทนที่สิว่า“ครับผม” ก็บ่ว่าเรียกมาให้เห็นหน้าหน่อยนะเข่ง มันจำั่งได๋” ความทำี่ทำ่านพระอาจารย์สิงห์พักอยู ่รูปเดียวในวัด ไม ่มีสามเณรอยู ่ด้วย พอช่วงใกล้เข้าพรรษาพระอาจารย์สิงห์จึงเตรียมเดินทำางออกจากบ้านนี้เพื่อไปจา�พรรษาทำี่อื่น เนื่องจากไม่ต้องการรบกวนญาติโยมให้ล�าบากต้องคอยเข้ามาดูแลทำ่าน แต่ด้วยจิตศรัทำธาของคุณพ่อเข่ง จึงได้นิมนต์ขอให้ทำ่านอยู่จ�าพรรษาทำี่นี่หลวงปู่เล่าเรื่องต่อไปว่า “มาอยู่แรกๆ มีแต่อาจำารย์สิงห์อยู่รูปเดียว ทีนี้มันบ่มีคนไปวัด บ่มีผู้ประเคนของให้ยามมื้อเช้า พระอาจำารย์สิงห์ว่า “บัดนี้ขั่นโตสิให้เฮาอยู่น�า มื้อเช้าก็ให้มา มื้อแลงก็ให้มา” โยมพ่อเข่งถามว่า “ยามมื้อแลงมาเฮ็ดหยังครับ” พระอาจำารย์สิงห์ตอบว่า “ยามมื้อแลงมาต้มน�้าฮ้อนให้ฉัน” ยามมื้อเช้าไปจำังหัน เพิ่นเฮ็ดคักแท้เด้เพิ่นอาจำารย์สิงห์แกงหน่อไม้ก็บ่ให้ออกจำากหม้อ ให้หาบซากันกับก่องข้าวเอาไปวัด เวลาเพิ่นฉันจำั่งตักแกงใส่ปิ่นโต เพิ่นบ่ใช้ช้อน จำับปิ่นโตฮูบแล้ว บ่วางเด้ฮูบน�้าแกง เฮ็ดคักเป็นตาแซบตานัวคักคือหยัง พอประเคนของแล้ว พ่อเข่งสิฟ้าวไป สิลงมาเฮ็ดนา พระอาจำารย์สิงห์ว่า “ฮ่วย สิไปจำั่งได๋ไผ๋สิมาเก็บของหมู่นี้ อาหารเศษ ข้าวเศษ ไผ๋สิเอาไป บ่มีไผ๋เด้ให้มันแล้วเบิ้ดซะก่อนจำั่งค่อยไป” เพิ่นฉันแล้วเรียบร้อย ล้างบาตรล้างหยังเสร็จำแล้วจำังได้ลงนาข้าวก้นบาตรก็เอาลงมาแจำกเพื่อนตามทุ่งนากินกัน”20
อุบายหยั่งดูทำิฏฐิมานะลูกศิษย์ เช้าวันหนึ่งมีชาวบ้านใส ่บาตรซุปหน ่อไม้มาพระอาจารย์สิงห์เลยบอกคุณพ่อเข่งให้ไปพิจารณาหาใบเพกา (ใบลิ้นฟ้า) มาถวายทำ่าน เพื่อจะได้ฉันร่วมกับซุปหน่อไม้แต่ทำ่านไม่ได้บอกวิธีการในการน�ามา ตอนนั้นคุณพ่อเข่งทำ�าตามความเข้าใจของตนเองพอได้ใบเพกามาแล้ว ก็นา� มาห่อกับใบตองกล้วยแล้วก็น�าไปเผาไฟ เพราะคิดว่าจะทำ�าให้ความขมลดลง จะได้ฉันง่ายขึ้น และรสชาติก็อร่อยเหมือนทำี่เคยทำ�ากินทำี่บ้านหลวงปู่บุญมาเล่าเรื่องนี้ไว้ว่า “บัดนี้เพิ่นบอกให้ไปเอาใบลิ้นฟ้ายอดอ่อนมากับแกงหน่อไม้พอเก็บได้แล้ว โยมพ่อเข่งกะเอาไปซุเถ้าซะก่อน ท่านอาจำารย์สิงห์ว่า “แน้มันลืนครู (ท�าตัวรู้เกินครูบาอาจำารย์) ไผ๋บอกให้เอาไปซุเถ้า บ่ได้สั่งได้บอกไปซุเถ้า” โยมพ่อเข่งตอบว่า “แนวเฮากินจำั่งซั่นเนาะซุขี้เถ้าแล้วจำั่งมาฉัน” ท่านอาจำารย์สิงห์ว่า“เอามาเล่นกับครูบาอาจำารย์เฮ็ดกับครูบาอาจำารย์ต้องขอโอกาสเด้” โอ้วเพิ่นฝึกเอาคักอีหลีเด้บ่ธรรมดา บัดนี้มื้อลุนไป(วันต่อไป) ไปเก็บมาแล้ว เอามาน้อยกะอีกแนวนึงเด้เอามาหลายกะอีกแนวนึง บ่แม่นธรรมดา ท่านอาจำารย์สิงห์ว่า “ฮ่วย มันเอามาหยังหลวงหลายแท้มันสิกินเบิ้ดบ้อ มื้อลุนเอามา มันเอามาดมเอาบ้อ คือเอามาน้อยแท้ ความหมายเพิ่น เพิ่นอยากให้รู้จำักความพอดี จำังว่าเว่าให้พวกนี้ล่ะ มื้อเช้าเพิ่นใส่ถุงใส่บาตรจำนบ่มีบ่อนมัดปากมัน เอามาปานเพิ่นสิฉันเบิ้ด เฮ็ดแนวมันบ่พอดี”การทำี่ทำ่านพระอาจารย์สิงห์พูดอย่างนั้น เพราะอยากจะหยั่งดูทำิฐิของลูกศิษย์ว่ามันจะยอมให้ทำ่านสอนหรือไม่ หรือว่าแกล้งมาทำ�าดีเหมือนผักชีโรยหน้าเฉยๆการทำี่ทำ่านดุเพราะอยากให้ลูกศิษย์รู้จักใช้สติปัญญาพินิจพิจารณา เวลาทำ่านสั่งให้หาของแบบเดียวกัน แต่ต้องรู้จักมากน้อยตามเหตุตามผล ให้รู้จักเฉลียวฉลาดในการคิด การทำ�าและการพูด ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์นั้นๆ นักปฏิบัติจะต้องฝึกความฉลาดไปตั้งแต่ขั้นพื้นๆหยาบๆ นี่ก่อน เพราะในการภาวนาขั้นต่างๆ จะต้องมีการพลิกแพลงหลายสันพันคมเพื่อให้ทำันกับกิเลสทำี่จะแสดงออกมาอยู่ภายในจิตใจ หลวงปู่บุญมากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ครูบาอาจารย์สมัยก่อน ท่านเอาจริงเอาจังกับลูกศิษย์มาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายฆราวาสหรือฝ่ายบรรพชิต ท่านไม่มียกเว้นทังนั้น้ไม่เหมือนลูกศิษย์สมัยนี้พอโดนว่านิดว่าหน่อยก็ไม่ได้แล้ว ต้องโกรธไปต่างๆ นานา แบบนี้มันก็สอนกันไม่ได้ เพราะทิฐิมานะมันไม่ยอมรับกัน มันก็เลยห่างไกลกันเหมือนฟ้ากับดิน พวกเราเข้ามาหาครูบาอาจารย์ตั้งใจว่าจะมาขอเป็นลูกศิษย์เพื่ออยู่ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติจากท่าน แต่พอมาอยู่แล้ว บางคนมันไม่ได้มาเป็นลูกศิษย์ แต่มันจะมาเป็นอาจารย์สอนท่านเสียเอง พอท่านว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ฟัง อันนี้อันหนึ่ง หากเราจะไปอยู่กับครูบาอาจารย์รูปไหนเราก็ต้องศึกษาดูนิสัยของท่านให้ดีเสียก่อนว่าจะอยู่กับท่านได้หรือไม่ ถ้าดูแล้วนิสัยเข้ากันได้จึงค่อยตัดสินใจไปอยู่ศึกษากับท่าน พระเณรก็เหมือนกัน ตามหลักพระวินัยเวลาไปอยู่ศึกษากับครูบาอาจำารย์รูปไหนๆ ท่านก็จำะอยู่ศึกษาดูเสียก่อน ถ้าข้อวัตรปฏิบัติเข้ากันได้ไม่ผิดศีลผิดธรรมท่านจำึงให้ขอนิสัยได้แต่ถ้าข้อวัตรปฏิบัติเข้ากันไม่ได้ท่านก็ไม่ให้อยู่ ให้หลีกไปเสียที่อื่น”21ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
บิดาผู้ใฝ่ธรรม นายเข่ง บิดาผู้น�าครอบครัว ทำ่านเป็นผู้มีนิสัยใฝ่ธรรม คอยสั่งสอนให้ทำุกคนตั้งตนอยู ่ในพระไตรสรณคมน์ไม่ให้ด่างพร้อย ไม ่พากินของดิบ เช่นจ�าพวกลาบเนื้อสดเหล่านี้ ทำ่านห้าม แม้กระทำั่งปลาร้าก็ต้องต้มให้สุกเสียก่อนแล้วค่อยน�ามาประกอบอาหาร เรื่องการลักเล็กขโมยน้อย ห้ามไม่ให้มีเด็ดขาดหากมีคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเก็บของทำี่เขาทำ�าตกหล่นมาได้เช่น มีดพร้า หรือจะเป็นเงินก็ตาม บิดาก็จะให้น�าไปประกาศหาเจ้าของทำันทำีของทำี่ได้มาด้วยความไม ่บริสุทำธิ์และจะทำ�าให้เกิดโทำษ บิดาของทำ่านจะไม่รับไว้โดยเด็ดขาด แม้กระทำั่งน�าเงินไปซื้อสัตว์ทำี่มีชีวิตอยู่ มีวัว ควายเป็นต้น เพื่อมาฆ่าจ�าหน่ายขายเนื้อทำ่านก็ไม่พาทำ�า เรื่องเหล่านี้บิดาได้ทำ�าเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกๆ จึงทำ�าให้ลูกๆ แต่ละคนยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติเสมอมา หลวงปู่ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ว่า“ช่วงแม่ออกยังบ่ทันตาย ช่วงโยมพ่อเฮ็ดนา�อาจารย์สิงห์ปลาร้าต้มบ่สุกบ่พากิน บ่พากินดิบจั่งเฮ็ดอาหารต้องต้มหรือหมกซะก่อน ก้อยปูก้อยปลา บ่ได้กินเลยล่ะ ลาบด�าๆ แดงๆ ซกลกเซกเล็กหมู่นี่เอาเลือดแดงๆ ดา�ๆ กินลงไปปานทาลิปสติก ผู้เฒ่าบ่พาเฮ็ด แล้วกะบ่เคำยไปร่วมมือไปซือวัวซื้อ้คำวายมาฆ่า บ่เคำยเฮ็ด บ่เคำยเป็น เรื่องการลักเล็กขโมยน้อยนี้มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยเป็นเด็กน้อย หมู่เพื่อนเขาชวนไปขโมยเอาปลาของคนอื่นแต่เจำ้าของบ่รู้เรื่อง ตอนขากลับเขาได้แบ่งปลาขาวหนึ่งตัวให้เลยว่า โอ้ย ถ้ารู้ว่าจำะไปขโมยของเขาก็จำะไม่ไปโดยเด็ดขาด มีครั้งเดียวเท่านั้นแหละ”22
อานิสงส์การปฏิบัติครูบาอาจารย์ จิตใจทำี่เป็นกุศลอันประกอบด้วยการกระทำ�าทำี่ดีผลของกรรมดีจึงทำ�าให้เกิดอานิสงส์ผลบุญทำี่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ดังเรื่องทำี่หลวงปู่ได้เล่าต่อไปนี้“โยมพ่อหลวงปู่ซื้อควายมาคู่หนึ่ง ตัวผู้ตัวเมียคู่หนึ่งแต่วัวตัวเมียซื้อมาสิบตัวเพื่อจำะมาเลี้ยงเอาลูกมันสมัยก่อนมันจำะได้ขายตั้งแต่วัวตัวผู้วัวตัวเมียไม่มีใครสนใจำ ถ้าสนใจำก็มีแต่เขาเอาไปเลี้ยงเอาลูกมันขายขายเอาไปทา� อะไร สมัยนั้นวัวตัวผู้เอาไปเทียมเกวียน แต่สมัยทุกวันนี้เอารถเทียมเกวียน ทีนี้วัวควายที่เกิดมามันไม่ได้วัวตัวผู้ควายตัวผู้ได้แต่วัวตัวเมีย ควายตัวเมีย ทีนี้ท่านอาจำารย์สิงห์ได้แนะสอนว่า“ให้เธอปฏิบัติกับเราลองดูมันจำะเจำริญหรือมันจำะเสื่อม มันจำะจำนหรือมันจำะรวย” ท่านบอกว่าให้เอาที่มันออกหลังลูกมันทางอีสานเขาเรียกน้องวัว น้องควาย เอามาให้ท่านครูบาอาจำารย์ท่านจำะถือว่าอาหารอันนี้มันไม่มีชีวิตท่านถือว่าเป็นอาหารประณีต โยมพ่ อก็เลยว่า ผลจากการเอาอาหารประณีตไปถวายครูบาอาจารย์แล้ว ถ้ามันเป็นบุญจริง ก็อธิษฐานว่า วัวตัวเมียนีให้มันออกลูก้มาเป็นวัวตัวผู้ ตัวผู้นี้ให้มีสีนี้ให้เขาอย่างนี้และตัวนี้ให้เป็นสีนี้ ให้เขาเป็นอย่างนี้ต่อมาเวลาวัวตัวเมียคลอดลูกออกมา ปรากฏว่าตรงกับค�าอธิษฐานเป๊ะเลย หลังจากนั้นเรื่องการให้ทานยกให้เลย เพราะเชือแล้ว่ เห็นผลแล้ว ไม่ถอยเลยทีนี้เห็นอานิสงส์ของการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ แต่ก่อนสตังค์ไม่ค่อยมีช่วงหลวงปู่เข้าโรงเรียนได้ไปค้นดูเงินของพ่อแม่ คนโบราณเขาไปเจำาะที่นอนแล้วเอาเงินไปซ่อนในนั้นแล้วเย็บไว้ กันเวลาขโมยขึ้นบ้านไปเอาเงิน ถ้าเป็นเงินเหรียญ เขาจำะเอาไปซ่อนไว้ในขี้เถ้า เตาไฟ สมัยเป็นเด็กไปเห็นแม่ท�า แม่เอาไปเก็บไว้ทีนี้มีเงิน ๔๐ บาท แต่ก่อนมันก็ครึ่งชั่ง เพราะชั่งหนึ่ง๘๐ บาท หากบ้านหลังไหนมีเงิน ๘๐ บาท เขาไม่เรียกคนรวย เขาเรียกว่า คนมี ในรอบปีไม่ได้ใช้เงิน เพราะสมัยก่อนเจำ็บไข้ได้ป่วยก็ใช้ยาสมุนไพรไม่ต้องจำ่ายค่าหมอ คนที่เป็นหมอยาก็ไม่เอาเงิน”23ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
เสาหลักของครอบครัวความทำทำี่ ่านเป็นบุตรคนโต หน้าทำี่การงานทำุกอย่างทำี่พอจะช ่วยแบ ่งเบาภาระของบิดามารดาได้จึงเป็นหน้าทำี่ความรับผิดชอบของทำ่าน การงานทำุกอย่างไม ่ว ่าหนักหรือเบา ทำ่านทำ�าด้วยความขยันขันแข็งไม่ปล่อยปละละเลย มุ่งมั่นและจริงจังในการทำ�างานไม่กลัวความเหนื่อยยากล�าบาก จึงทำ�าให้บิดามารดาไว้วางใจและยังเป็นทำี่พึ่งพิงของน้องๆ ได้ดีหลวงปู่เล่าว่า“สมัยนั้นคำรอบคำรัวหลวงปู่มีที่นาทั้งหมด๖๐ ไร่ ผู้ทีท่�านาเป็นหลักก็มีพ่ อ แม่ และหลวงปู่เท่านั้น เพราะพวกน้องๆ ยังเป็นเด็กน้อย เขายังเฮ็ดบ่เป็น เวลาเกี่ยวข้าวนี้ ต้องได้ก้มเกี่ยวข้าวจำนหมดมื้อไม่ธรรมดาเด้เวลาไปมัดข้าว ผ้าเปียกหมดล่ะ เพราะตอนนั้นหน้าหนาว น�้าหมอกมันหลาย และก็เวลาฟาดข้าวตีข้าว ถ้าต้องตีผู้เดียวก็ใช้เวลาเกือบเป็นเดือนพู้นล่ะหลวงปู่จำะตีข้าวตอนหัวค�่าถึงกลางคืน ต้องท�าให้ได้๑๐๐-๒๐๐ มัด และพอตี๔ ก็ลุกไปตีอีก จำึงว่าวันหนึ่งรวมกันต้องตีข้าวได้๓๐๐ มัด ทีนี้เวลามาตา� ข้าว ทุกมื้อจำะต้องได้มื้อละกระบุง ถ้าไม่อย่างนั้นกินข้าวช่วงบ่ายบ่พอ ถ้าวันไหนไม่ได้ต�าข้าว วันนั้นต้องต�าเผื่อไว้สองกระบุง”24
ออกบรรพชาด้วยความรักของบิดา พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะทำี่หลวงปู่บุญมาอายุ ๑๘ ปีสงครามโลกครั้งทำี่สองยังไม่สิ้นสุด ช่วงนั้นทำางราชการจะเกณฑ์เอาคนหนุ่มไปร่วมฝึกทำหารเสรี คุณพ่อเข่งกลัวลูกชายจะไปตายในสนามรบ จึงคิดหาอุบายทำี่ไม่ให้ลูกชายถูกจับไปเป็นทำหารเกณฑ์ หลวงปู่บุญมาได้เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นว่า“ปีสงครามญี่ปุ่น เขาให้ไปฝึกทหารเสรีเป็นทหารของนายเตียงศิริขันธ์ไปนา�เขาพอ๗มื้ออยู่บ้อไปหนองกุงพู้นเด้หนองกุง นาเฒ่าโคก ห้วยก้านเหลือง บ่อนเขาฆ่าบักจำิตร ภูมิศักดิ์พู้นแล้ว ตอนนั้นไปฝึกยิงปืน นั่งยิงนอนยิง เอาไม้น�้าเกลี้ยงไปเฮ็ดปืน เวลาไปฝึก บ่เอาปืนจำริงเด้ทีแรก เวลายิงก็ซ้ายแทงไกล ขวาแทงใกล้ตรงหน้าแทงเสย แทงพรึ่บๆ น�ากัน คักขนาด ชุดทหารสมัยนั้นก็ใช้ผ้าธรรมดาเป็นผ้าบ้าน ใช้เปลือกสมอเขียวๆมาย้อมให้มันเขียว เพราะช่วงนั้นขาดแคลนผ้า ทีนี้พ่อย่านไปตายในสนาม เลยไปขอทางการเขาหาเรื่องว่าครูบาอาจำารย์เพิ่นบ่มีเณรรับใช้ เขาก็เลยอนุญาต จริงๆ เราก็ไม่ได้กลัวทีจะไปฝึกเป็นทหารเสรีนะ ่แต่นันเพราะความเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อ ่ท่านกลัวว่าจะเสียลูกชายไป นี่ล่ะความรักความห่วงของผู้เป็นพ่อแม่ทีมีต่อลูก่ยากแท้ทีจะมีเครื่องเปรียบ่เสมอเหมือน เพราะฉะนั้นบุญคุณของท่านจึงมีมากมายก่ายกอง ยากที่จะหาสิ่งอื่นสิ่งใดมาทดแทนกันได้ บุตรที่ดีควรเป็นผู้ที่เชื่อฟังถ้อยค�าของพ่อแม่ไม่ควรโต้เถียงหรือคัดค้านเกินสามหนเพราะบัณฑิตนักปราชญ์โบราณ ผู้เป็นปราชญ์ฉลาดรู้พาปฏิบัติมาอย่างนัน้มีพระพุทธเจ้าของเราทังหลายนี้ เป็นตัวอย่าง ้ถ้าใครทา� ให้พ่อแม่คับแค้นแน่นใจ เสียอกเสียใจจนน�า้ตาไหล มันก็จะเป็นบาปมหันต์ได้รับโทษอนันต์หาความสุขความเจริญไม่ได้ทั้งในชาตินีและชาติหน้า”้25ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
โกนผม ห่มขาว เมื่อทำางราชการอนุญาตแล้ว คุณพ ่อเข ่งจึงได้มอบลูกชายให้พระอาจารย์สิงห์เพื่อมาฝึกเป็นนาคทำี่วัดธาตุฝุ่น หลวงปู่เล่าเหตุการณ์ตอนทำี่พระอาจารย์สิงห์ฝึกนาคว่า“ช่วงไปฝึกนาคำ ซ้อมนาคำ เฮาว่าเว่าสิไวๆท่านอาจารย์สิงห์ว่า “มันคำือจั่งเว่าไวแท้เดี๋ยวนี้”พอเพิ่นว่าจังซั่น เฮาเลยเว่าช้าๆ เยิ้นๆ ช้าไปประมาณจัก ๒-๓ มือ้ ท่านอาจารย์ก็ว่า “มันเป็นหยังจังเว่าช้าแท้เดียวนี๋”้เลยได้เว่าไวคำือเก่า บ่ทันโดนอาจารย์เพิ่นก็ว่า “มันคำือเว่าไวแท้” ขันมันจั่ งซูมื ่ อนี้ ้บ่ได้บวช คำนซูมือนี้ก้อก้(บ่สู้) โลด บ่ได้สู้ปานนี้ท่านอาจารย์ ให้เฮ็ดเอาจนมันพอดี บัดสิเอาว่าเร็วโพด ว่าช้าโพด กะเอาเองว่าให้มันพอดีจังว่า่ไปฝึกไปหัดกับคำรูบาอาจารย์ สา�่เอาคำวายตัวหนึง่พู้ นล่ะ บ่รู้จักอิหยัง ซือๆ อยู่ ตอนไปทีแรกเพิ่นถามว่า“เจำ้ามาอยู่นา�ข่อย บอกให้เจำ้าย่าง เจำ้าสิย่างบ่” เฮาต้องรับเด้ เพิ่นก็ถามต่อว่า “บอกให้แล่น สิแล่นบ่” “บอกให้เข้าถ�้า สิเข้าบ่” “บอกเข้าฮูสิเข้าบ่” พู้นเด้เฮาต้องรับเอาเบิ้ดพู้นเด้จำั่งได้บ่ซั่นบ่เอาเด้”ค�าถามทำี่พระอาจารย์สิงห์ถามในแต ่ละข้อนั้นนาคบุญมาต้องตอบรับตามทำ่านทำุกๆ ค�า หากนาคไม่ตอบรับ พระอาจารย์สิงห์ถือว่าไม่เคารพครูบาอาจารย์ทำ่านก็จะไม่รับสอนนาคให้หลวงปู่บุญมาได้เล่าเพิ่มเติมว่า“พอเฮาเข้ามาโกนผมนุ่งขาวห่มขาวเป็นนาคำแล้ว ไม่ใช่ว่าท่านจะให้แล้วกันไปเฉยๆ นะ ท่านก็จะมาหาอุบายวิธีทดสอบอีกคำรังว่ามันรับ้“คำรับๆ” นัน้มันรับแต่ลมปากหรือเปล่า หรือว่ามันรับจริงๆ นีล่ะ่คำรูบาอาจารย์ในสมัยก่อน ท่านมีคำวามอุตสาหะพยายามสั่งสอนลูกศิษย์ด้วยคำวามเมตตาเพื่ออยากจะให้ได้ดิบได้ดี” เมื่อทำ่านฝึกทำ่องและปฏิบัติในข้อวัตรของนาคได้คล่องแคล่วดีแล้ว พระอาจารย์สิงห์จึงอนุญาตให้ทำ่านบรรพชาเป็นสามเณร และได้อยู่จ�าพรรษาทำี่วัดธาตุฝุ่นในปีนั้น26
เผลอหลับจนหม้อต้มแก่นขนุนไหม้ ช่วงทำี่เป็นสามเณรอยู่ศึกษากับพระอาจารย์สิงห์หนึ่งในงานทำี่รับผิดชอบของสามเณรบุญมา คือต้มน�้าแก่นขนุนใส่ตุ่ม พระอาจารย์สิงห์สั่งทำ่านทำ�าให้ได้มากๆประมาณตุ่มสองตุ่ม และให้เคี่ยวเป็นก้อนๆ ไว้ทำ�าสีแก่นขนุนสา� หรับเก็บไว้ย้อมผ้า หลวงปู่บุญมาเมตตาเล่าวิธีการทำ�าว่า“พอหาแก่นขนุนมาแล้ว ก็เอามีดสับให้เป็นชิ้นๆเตรียมเอาไว้ให้มันได้มากๆ แล้วก็น�ามาต้มให้น�้าเดือดจำนแก่นขนุนมันออกสีเข้มข้นแล้ว ก็ตักออกใส่ตุ่มเก็บเอาไว้แล้วก็เติมน�้าใส่หม้อต้มอีกจำนแก่นขนุนมันจำืดออกสีจำนหมด แล้วก็เก็บเอาแก่นขนุนเก่าที่มันจำืดออกเอาแก่นขนุนใหม่ใส่ลงไปอีก ท�าอยู่อย่างนั้นจำนได้น�้าแก่นขนุนมากเป็นตุ่มๆ จำากนั้นก็เอาน�้าแก่นขนุนที่ต้มเก็บเอาไว้ในตุ่มนั้นมาต้มเคี่ยวอีกครั้งให้มันเข้มข้นจำนท�าเป็นก้อน มันจำึงจำะจำบกระบวนการท�า แล้วก็เก็บเอาแก่นขนุนที่ทา� เป็นก้อนๆ เอาไว้ใช้ย้อมผ้าเวลาออกเดินธุดงค์” แต่เวลาทำ�าจริงๆ แล้ว กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดดังทำี่หลวงปู่เล่าต่อว่า“เวลาต้มน�้าแก่นขนุน ท่านจะให้ต้มทั้งวันทั้งคำืน มีคำรั้งหนึ่งน�้าแก่นขนุนมันก็ใกล้จะหมดหม้อ แต่เราเผลอนอนหลับไป พอรู้สึกตัวตืนขึ่นมา้ไฟไหม้หม้อที่ต้มแก่นขนุนหมดเลย เราคำิดในใจตายแน่ทีนี้แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ดุว่าอะไรมากนักท่านก็ให้เอาหม้อที่ไฟไหม้นั้นไปเก็บเอาไว้ก่อนเพราะว่ามันยังไม่ทะลุ”27ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
เจ้าทำี่เจ้าทำาง หลวงปู่บุญมาได้เล่าถึงความลี้ลับของวัดธาตุฝุ่นเมื่อครั้งบวชเป็นสามเณรในพรรษาแรกว่า“สมัยบวชเณรปีแรกอยู่ทีวัดธาตุฝุ่น่หลวงตาฮุดอยู่วัดธาตุฝุ่นกวนท่านอาจารย์สิงห์ กุฏิเพิ่นคำวามกว้างมันเป็นกุฏิห้องเดียว เฮ็ดเฉลียงใส่ทีนี้ผีมันมากวนเวลาเพิ่นนั่งภาวนา มันเอามือลูบกุฎีทั้งสองข้างของท่าน ลูบหลายเทือ เพิ่นกะฮ้องใส่เจ้าของ เพิ่นว่า ป่าช้า แนวภูเขาบ่อนได๋ไปมาเบิ้ดสิมาย่านมากลัวหยังอยู่นี้ บัดสิฮู้ธรรมดาเพิ่นสิหงายฝาไว้บัดนี้มื้อ ๓ ได้ยินเสียงดังก่องแก่งๆ มันอยากกินข้าวตั้วนี้ หลังจำากนั้นพอมันกวนเซาแล้ว เพิ่นกะออกจำากที่ เพิ่นลงไปศาลาไปตีระฆังนัดหมู่พระเณรมารวมกัน มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแต่สั่งห้ามเว่าให้โยมฟัง ปิด หมู่พระเณรเคารพครูบาอาจำารย์กลัวครูบาอาจำารย์เลยพากันเงียบ ทีนี้ตกกลางพรรษามาทางในบ้านตาย๕คนทางวัดตาย ๒ คน มันตายหลาย พวกผู้เฒ่าจำึงเข้าไปวัดหาท่านอาจำารย์สิงห์ โยมกราบเรียนว่า “พวกขะน้อยสิได้หนีมันตายหลายคน ๔-๕ คนแล้ว” พระอาจำารย์สิงห์ถามว่า “สิหนีไปไส” โยมกราบเรียนว่า “กลับไปบ้านเก่า บ้านขาม” พระอาจำารย์สิงห์ขู่ว่า “ถ้าไป สิให้อาตมาไปบิณฑบาตไส บ่ต้องไป บ่ฮอดมื้อตายมันบ่ตายดอก” สุดท้ายเพิ่นกะเลยมาปรึกษาหลวงปู่พร สุมโนบ้านหนองหลวง เพราะว่าแต่ก่อนเพิ่นอาจำารย์สิงห์เพิ่นอยู่วัดบ้านหนองหลวง หลวงปู่พรก็เลยถามว่า“เอ พวกไทยบ้านบ่ได้เอาดินธาตุฝุ่นไปเฮ็ดก้อนเสาบ้อ” อาจำารย์สิงห์เพิ่นกะตอบว่า“ขะน้อยกะบ่ได้ถามเขา” หลวงปู่พรถามว่า “ทางวัดเฮาเด้บ่ได้ใช้บ้อ” พระอาจำารย์สิงห์ตอบว่า“นี่มีแต่ขะน้อยเอามาเผารมตีน” (เพิ่นอาจำารย์สิงห์เป็นโรคเหน็บชา มีหมอเขามาบอกให้เอาเครือตาปลา(เถาวัลย์เปลือง) มาทุบๆ เอาไปตากแดด พอตากแดดให้มันแห้งยามมื้อเช้าเพิ่นสิสั่งให้พระเณรถ่ายปัสสาวะ แล้วเอากระโถนใส่น�้าเยี่ยวมาไว้ให้เพิ่น เวลานั่นกะเวลาเพิ่นสิโฮม ไปเอาดินอิฐมาเผาใส่เตาสูบให้มันแดง พอแดงแล้วกะเอาดินจำี่ที่เผาไฟแดงๆ วางลงใส่หลุมดิน แล้วกะเอาเครือตาปลานี่ทุบใส่น�้าเยี่ยว เทน�้าเยี่ยวลงรมไอมัน รมตีน) หลวงปู่พรจึงสังว่า่“เซาๆ ผู้ใดเอาดินอิฐ ดินจี่เข้าไปในบ้าน สั่งให้เขาเอากลับคืนมา เอากลับไปไว้ธาตุฝุ่นทีเก่า”่ พอเก็บพวกนี้เอามาเสร็จำแล้ว อยู่ต่อมาอาจำารย์สิงห์เลยบอกญาติโยมไปหาผักหาหญ้ามา เพิ่นว่ามาท�าบุญอุทิศให้พวกเจำ้าที่เจำ้าทาง เขาอยากอยู่อยากกินอยากบริโภคอาหาร ท่านอาจำารย์สิงห์ยังย�้ากับพระเณรในวัดว่า อย่าไปเว่าให้พวกโยมเขาฟังขั่นเว่าให้เขาได้ยินเขาสิย่าน จำากนั้นมาอาจำารย์สิงห์เลยบ่ให้นอนอีกเบิ้ดวัดทั้งพระทั้งเณรปีนั้นมัน ๑๑ หรือ ๑๒ เวลากลางคืนเพิ่นสิไปเลาะเบิ่งพระเณรประกอบความเพียร คืนหนึ่ง ๒-๓ เทือ ช่วงหัวค�่า ช่วง ๔ ทุ่มแล้วกะช่วงตี๔ ช่วงก่อนสว่างนี้ประมาณตี๒ หรือตี๓ เพิ่นจำะลงมาเดินจำงกรมก่อนแล้วขึ้นไปนั่งภาวนาต่อบนกุฏิพอถึงตี๔ เพิ่นจำั่งค่อยลงมาเลาะไปปลุกพระเณรตามกุฏิถ้าเพิ่นเลาะไปฮอดกุฏิเพิ่นเรียกครั้งที่๑ ครั้งที่๒ เรียกครั้งที่๓ ขั่นบ่มีเสียงตอบ เพิ่นสิลากเอาไม้ตาดที่สอดอยู่ใต้ถุนกุฏิหั่น ฟาดใส่ฝากุฏิฝากุฏิสมัยนั้นก็ฝาแถบตองบ่มีฝาไม้แป้น28
สมัยก่อนโถนก็มีแต่บั้งไม้ไผ่ กระบอกไม้ไผ่โถนนีธรรมดาก็บ่ได้ใช้ ้บ่มีแต่โถนของท่านอาจารย์สิงห์เป็นอะลูมิเนียม ทั้งเฮ็ดหม้อแกงก็ได้ ใช้ทั้งถ่ายหนักถ่ายเบากะได้คักเด้เพิ่นอาจารย์สิงห์ บัดนี้เพิ่นกะบังคับให้เรียนกายคตาฯ อะยัง โข เมกาโยฯ เกสา คือผมทั้งหลาย ทั้งมีอยู่ตามหนังศีรษะโลมา คือขนทั้งหลาย ที่งอกอยู่ตามขุมขน เว้นไว้แต่ฝ่ามือและฝ่าเท้าฯ เพิ่นบังคับให้ท่อง เวลาท่องแล้วเวลาภาวนาเพิ่นให้พิจารณาอาการ ๓๒ นี้เพิ่นบ่ให้นอนถ้าผู้ใดไปพักไปนอนกลางวัน กลางคืนเพิ่นบ่ให้นอนถ้านอนกลางคืน บ่ให้นอนกลางวัน แต่สุดท้ายเพิ่นกะบ่นอนคือกัน กลัวลายมือใหญ่มากวน กลัวมันจะไปเล่นงานลูกน้อง บัดนี้ถึงขนาดนั้นก็หลวงปู่ต๊ะ กระโถนบั้งไม้ไผ่ของท่าน พอเคี้ยวหมากแล้วสิแม่นบ่ทันเอาไปล้าง เจ้าของเข้าไปนอนก่อน แปลว่ามันสิผิดข้อวัตรกะบ่จัก ภูมิเจ้าที่หลวงตาฮุดเตะโถนน�้าหมากตกลงตะล่าง ต่อมาเพิ่นกะมาเป็นไข้พอเป็นไข้เพิ่นกะเลยตาย บัดนีกะทางแม่ชีมีผู้หนึ้งตาย่และในบ้านตายอีก ๕ คักอยู่เด้สมัยนั้น บัดนี้พวกมาขายของแต่ก่อนพวกเรณูนครโดยมากชอบไปพักวัด ท่านอาจารย์สิงห์ว่า“ขั่นไปพักวัด หมู่เจ้ามานี้ก่อนสิหลับสินอน ต้องไหว้พระสวดมนต์ซะก่อนเด้บ่ซั่นบ่ได้เด้” เกิดมาพวกมันกะบ่เคยไหว้พระจักเทือมันกะบ่ได้เฮ็ด บาดนี้กุฏิเพิ่นกะห ่างจากศาลาประมาณจัก๒๐ เมตร ตอนนั้นเพิ่นบ่ทันขึ้นกุฏิพอสักหน่อยกะได้ยินเสียงพวกมันฮ้องขึ้น ท่านอาจารย์สิงห์ว่า “โอ้ย บอกให้มันไหว้พระสวดมนต์เป็นหยังมันจั่งบ่ไหว้บ่เฮ็ด” พวกนั้นก็ว่า “พวกขะน้อยบ่เคยเฮ็ด พวกขะน้อยเฮ็ดบ่เป็น” เพิ่นเลยบอกว่า “ให้ขึ้นมาพร้อมกัน มานี่” เพิ่นกะพาว่า อิติปิโส อะระหัง สัมมาฯ จบแล้ว๓ จบ เพิ่นจั่งลงไป มิด บ่มีเสียง เงียบ ไผกะช่างเข้าไปอยู่หั่น พระเณรก็ตาม เข้าไปแล้วขั่นบ่ไหว้พระ มาถึงกะนอนโลด มันกะเอาโลดล่ะ สมัยหนึ่งหลวงปู ่มหาบุญมีลงมาแต ่ภูค้อจากหลวงปู่ขาวเพิ่นมานอน มันมาบายหูเพิ่น บายหูเย็นจ้าวเพิ่นเลยว่า โอ้ว มาบายหูพ่อแก่มันบ้อ เอาไปเอามาผมอยู่หั่น ลึ่งแล้วมันกะบ่ย่านเด้ล่ะ ลังเทือครูบาอาจารย์เพิ่นหนีไป เฮาก็อยู่คนเดียว ดังนั้นไหว้พระสวดมนต์ขาดบ่ได้ล่ะ มันบังคับในตัวเด้เพราะมันบ่เห็นตัว มีแต่ให้สัญญาณ ลังเทือกะมาตบกระท้อศาลา ที่ศาลามีกระท้อ เขาสิเอาเซ็นมาใส่เขาเอาฝากะเล่อมาใส่ แต่ก่อนฝาแบบนี้บ่มีดอก มีแต่ฝาแถบตอง กุฏิกะมุงหญ้า ทุกมื้อนี้ทางจงกรมกะเอามุ้งลวดใส่อย่างดีอยากไล่ยุง มันสุขโพด มันไกลจากความจริง มันกะเลยบ่เห็นธรรม กะเลยบ่เห็นทุกข์สมัยก่อนเพิ่นไปอยู่ในป่า เวลานั่นระวังมด ระวังปลวกระวังแมงงอด ระวังขี้เข็บ ระวังงูระวังเสือ ระวังช้างระวังสิ่งที่บ่เห็นตัว ต้องได้เตรียมพร้อม สวดมนต์มีทอได๋มาสวดเบิ้ด อันนี้ โอ้ย บ่ไหว้พระ อะระหัง กะบ่จบนอนโลด มันสิได้หยัง ได้แต่ไข่เป็ด มันขี้คร้าน บักขี้คร้านนี้ล่ะเป็นหัวหน้า บักขี้คร้านนี้ล่ะแม่ทัพใหญ่คือกิเลสนั่นล่ะ”29ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
พิจารณาทำี่ตั้งแห่งกรรมฐาน ครูบาอาจารย์สมัยก ่อนเมื่อปฏิบัติตนจนสมภูมิแล้ว ทำ่านจะอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยวิธีการสอนอย่างเข้มงวดจริงจัง ยิ่งเมื่อความรู้ความเห็นจากการภาวนาทำทำี่ ่านต้องแลกมาด้วยชีวิต ทำ่านยิ่งมองเห็นคุณค่าของความเพียรความอดทำน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ศึกษามาจากบุพพาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทำัตโต ย่อมได้แง่มุมอันแหลมคมเพื่อการสั่งสอนศิษย์ทำี่มีหลากหลายและทำันทำ่วงทำีดังทำี่หลวงปู่เล่าว่า “ในสมัยนั้น ท่านพระอาจำารย์สิงห์ท่านคุมเข้มนะเรื่องภาวนาไม่ใช่ธรรมดา คืนหนึ่งๆ ท่านจำะตระเวนไปดูลูกศิษย์คืนละสองสามครั้งว่าใครท�าความเพียรบ้างไม่ทา� ความเพียรบ้างช่วงที่เป็นเณรเราก็ไปทา�แคร่เล็กๆเสาสี่ต้น ใช้ไม้เป็นท่อนๆ พาดเรียงเป็นแนวกว้างยาวก็ประมาณสองเมตรคูณสองเมตร แล้วก็ปักกลดอยู่ตรงนั้น ยุงมันชุมมาก เพราะวัดธาตุฝุ่นสมัยนั้นมันเป็นป่าทึบ ต้องได้ไปหาฟืนมาก่อท�าเป็นกองไฟเพื่อไล่พวกยุงไป จำากนั้นก็ขึ้นไปนั่งภาวนาอยู่บนแคร่ พอนั่งนานๆ ไป มันเผลอหลับ ศีรษะมันก้มลงไปจำดแคร่โดยไม่รู้สึกตัว พอท่านอาจำารย์เดินตระเวนผ่านมาเจำอเข้าท่านร้องตะโกนใส่ว่า “มันจำะคอหักตายนะ” นั่นล่ะช่วงเราบวชเป็นสามเณร” จากเหตุการณ์ทำี่พระอาจารย์สิงห์ไปเห็นสามเณรบุญมานั่งหลับเวลานั่งภาวนาจึงทำ�าให้ทำ่านต้องไปคุมเข้มนั่งดูบ่อยๆ เมื่ออาจารย์มานั่งดูแบบนี้ ทำ่านก็ไม่กล้าเปลี่ยนอิริยาบถ พอนานๆ เข้าเลยเกิดเป็นโรคทำ้องผูกแต่เกิดผลดีคือเป็นเหตุให้ทำ่านได้พิจารณาธรรมะ “นั่งสมาธิภาวนา พอนานเข้าๆ มันไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือเปลี่ยนอิริยาบถไม่สมดุลกันก็อาจำจำะเป็นไปได้มันก็เกิดเป็นโรคท้องผูก เลยไปหาเพื่อนที่เป็นสามเณรด้วยกันบอกว่า “ผมไม่ถ่ายหนักมาหลายวันแล้ว” เพื่อนก็บอกให้ไปหายาสมุนไพรเอามาท�าเป็นยาระบาย มีใบคูณอ่อน ใบส้มลม และเกลือ น�ามาบดใส่กัน ปั้นเป็นก้อนๆ เท่าหัวแม่มือ แล้วฉันส�าหรับเป็นยาระบาย ฉันมากไม่ได้เพราะว่ามันจำะไม่เป็นยาระบายมันจำะกลายเป็นยาถ่าย เราก็ฉันก้อนหนึ่งขนาดเท่าหัวแม่มือ แต่มันก็ยังไม่ถ่าย สงสัยว่ามันคงจำะยังไม่ถึงเวลาถ่าย จำึงไปเอามาฉันเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง พอมันได้ถ่ายแล้ว มันถ่ายไม่ยอมหยุด สุดท้ายได้ไปนอนเฝ้าถานถ่ายจำนหมดเรี่ยวแรงนั่นละ สมัยก่อนท่านเรียกว่า “ถาน” คนสมัยใหม่เรียกว่า “ห้องน�า้” ที่ท่านเรียกว่าถาน ท่านเรียกทับศัพท์ฐาน ทีแปลว่า่ทีตั่ ้งแห่งกรรมฐาน มันก็ถูกแล้วที่ท่านใช้ชื่ออย่างนั้น เพราะเรามองลงไปในหลุมคูถ เห็นอีกพวกหนึ่งก�าลังกินกันอย่างสนุกสนาน มันก็ได้พิจารณา “อสุภะ อสุภัง” ให้น้อมเข้ามาใส่ตัวเรานีว่า้ในอัตภาพร่างกายอันนี้มันก็เป็นของบูดของเน่า เป็นของปฏิกูลทีเต็มไปด้วยมูตร ่คูถ ไม่มีของสวยของงามทีน่าจะพึงพอใจ่จึงน้อมเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐาน เพ่ งพิ จารณาให้มันเห็นจริงตามความเป็นจริง มันก็ถอนตัณหาอุปาทานได้อย่างนีล่ะที้ เป็นข้อ ่ส�าคัญในควาหมายของคา�ว่าฐานทีแปลว่าที่ตั่งแห่งกรรมฐาน้ เป็นอุบายของพระพุ ทธเจ้าที่ทรงมีเจตนาให้ภิกษุทั้งหลายเพ่งพินิจพิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูลอย่างนี้ ทุกวันนี้หมดแล้ว ถ่ายออกมาแล้วก็ไม่เห็นอะไรอยากดูของสกปรกโสโครกปฏิกูลก็ไม่ได้ดูเพราะกิเลสมันปิดมันบังเอาไว้มันกลัวว่าจำะเห็นหน้ามัน กลัวว่าเราจำะทิ้งมันไป มันหวงแหนเอาไว้พอถ่ายออกมาปุ๊บ มันก็รีบล้างลงไปเลย นี่ล่ะอุบายของกิเลส มันฉลาดแค่ไหนมันปกปิดเอาไว้ทุกอย่าง”30
31ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
เหตุทำี่ต้องสึกจากสามเณร ในระหว่างพรรษานั้น นอกจากเป็นโรคทำ้องผูกแล้ว สามเณรบุญมายังเป็นโรคเหน็บชาอีกด้วย โรคนี้เป็นสาเหตุให้ทำ่านต้องได้ลาสิกขาจากสามเณร หลวงปู่เมตตาเล่าดังนี้“หลังจากเป็นโรคำท้องผูก ก็เกิดเป็นโรคำเหน็บชาอีก ออกพรรษามาแล้วมันก็ยังไม่หายฉันยาอะไรลงไปมันก็ไม่หาย ยาก็มีแต่ยารากไม้ฉันเท่าไรมันก็ยังไม่ดีขึ้น พวกโยมได้ไปหายาสมุนไพรมาต้มให้ฉันอีก แต่ยาทีเอามาต้มให้ฉันนั่ ้นมีโยมคำนหนึ่งแกมาบอกว่ายานั้นก็เป็นยาถ่ายให้หยุดฉันนะ ตั้งแต่นั้นมาอาการมันก็ไม่ดีขึ้นร่างกายผอม เหลือง ทรุดลงทุกวันๆ ดีนะที่ยังไม่ตาย อีกอย่างหนึงก็ ่คำือ คำนมันเคำยท�างานหนักสู้งานหนักมา พอต้องมาฉันข้าวมือเดียว้มันจึงทา�ให้เกิดเป็นโรคำเหน็บชาอย่างนี้ก็อาจเป็นไปได้จา� เป็นก็ต้องได้ลาสิกขาออกมารักษาตัว รักษาตัวไม่นาน โรคำนั้นมันก็หายเป็นปกติ” แม้จะลาสิกขาออกมาแล้วแต่นิสัยและจิตใจทำี่ได้รับการปลูกฝังอบรมมา ยังคงแนบแน่นเป็นไปเพื่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ทำ่านเล่าว่า“ตั้งแต่บวชเป็นเณรแล้วสึกออกมา ได้ไปฟังธรรมครูบาอาจำารย์เพิ่นว่า อย่าไปกินเหล้า มันบาป สึกออกมาเฮาก็ไม่กินเด๊ะ ทีนี้เฮาไม่กินเหล้า เวลาไปเที่ยวไปงานไปการมันบ่มีหมู่มีกะมีหมู่คนที่บ่กินเหล้านา� กัน มันจำึงเข้ากันได้พอทา� ไร่ทา� นาเสร็จำแล้ว ฤดูพรรษาก็ไปรักษาศีลอุโบสถกับพวกผู้เฒ่าอยู่วัดธาตุฝุ่นทุกปีไม่เคยขาดรู้สึกจำะ ๕ ปีนี่แหละ จำนพวกผู้เฒ่าจำ�าศีลได้ถามว่าเป็นคนหนุ่มยังไงไม่ไปเที่ยวไปเล่นเหมือนคนอื่น กลับมาจำ�าศีลเหมือนคนเฒ่าคนแก่”ธรรมสังเวชปรากฏ เหตุแห่งการออกบวช ด้วยความทำี่เป็นลูกชายคนโตของบ้านและอายุได้๒๒-๒๓ ปีซึ่งเหมาะสมทำี่จะมีครอบครัวได้แล้ว พ่อแม่จึงได้หาผู้หญิงให้ทำ่านแต่งงานด้วย ทำ่านได้แต่งงานกับนางสาวลิน ใบภักดี อยู ่กันฉันสามีภรรยาจนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคือ ชื่อเด็กชายเจริญ (ปัจจุบันคือนายเจริญใบภักดี)จากนั้นวาสนาบารมีทำางธรรมได้ใกล้ทำ่านเข้ามาจึงดลบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากระทำบอารมณ์เป็นทำุกข์อย่างหนักในทำางโลก โดยในปีแรกน้องสาวทำ่านตาย ตอนนั้นจิตของทำ่านเกิดธรรมะได้คิดว่า ความตายมันได้ใกล้เข้ามาหาเรา ถ้าเราอยู่ต่อไปไม่กี่วันก็คงตายถ้าจะตายขอให้ได้สั่งสมความดีก่อนตายเพื่อจะได้เป็นทำี่พึ่งในอนาคต เป็นทำางออกทำี่ดีทำี่สุดก่อนความตายจะมาถึง แต่ไม่ทำันทำี่ทำ่านจะได้ออกบ�าเพ็ญความดีตามทำี่ทำ่านตั้งใจไว้พายุโลกโหมกระหน�่าซ�้าเติมในระยะเวลาไม่นาน คือเหตุการณ์ทำี่ภรรยาทำ่านได้เสียชีวิตหลังจากคลอดบุตรชาย หลวงปู่เมตตาเล่าเรื่องนี้ว่า“หลังจากทีภรรยา่คำลอดบุตรชายแล้ว อยู่มาได้ประมาณ ๕ เดือน ภรรยาก็ได้ผิดโรคำกรรม(กระบูน) พวกหยูกยาในสมัยก่อนมันก็ไม่คำ่อยมีมีแต่ยารากไม้สมุนไพร โรงพยาบาลก็อยู่ห่างไกลรถราก็ไม่คำ่อยมีการสัญจรไปมาก็ล�าบาก จะไปหาหมอก็คำงไปไม่ทัน เพราะฉะนั้นภรรยาจึงได้ถึงแก่กรรมสิ้นลมหายใจด้วยคำวามทรมาน ก่อนตายมีน�า้สีเขียวๆ เหมือนกับน�า้ใบย่านาง (นา�้หมากไม้จากไข้รากสาด) พุ่งออกมาจากปากจากจมูก แล้วก็สิ้นลม เราเองก็นึกสงสารภรรยา พลางในใจก็สังเวชในชีวิตคำนและสรรพสัตว์ทังหลายทั้ งปวงที ้ ่เกิดมาเป็นทุกข์เพราะคำวามแก่ คำวามเจ็บ คำวามตายคำวามพลัดพรากจากสิ่งของอันเป็นที่รักที่พอใจ32
และหึงหวง ไม่ว่าจะเป็นคำนชนชั้นใดก็ตาม ก็หนีไม่พ้นคำวามแก่ คำวามเจ็บ คำวามตาย นีได้สัก้คำนเดียวสมบัติทั้งหลายที่มีอยู่นี้จะมีมากมีน้อยสักเท่าไรก็ตาม พอหมดลมหายใจแล้วเท่านั้นก็หมดสิทธิ์ทันทีดูอย่างภรรยาของเรานี้เป็นตัวอย่างเถิดทิงสามีและลูกน้อยที ้เพิ่ ่งเกิดมาได้ไม่นาน ลูกน้อยนี้ไม่มีแม่เสียแล้ว แม่มาทิ้งไปทั้งๆ ทีไม่อยากจะทิ่ ้งสังขารทังหลายนี ้ ไม่เที้ยงหนอ่ เป็นทุกข์เป็นอนัตตาไม่อยู่ในโอวาทหรืออ�านาจใคำรทั้งสิ้น พอได้พิจำารณาเห็นอย่างนี้แล้ว จำิตก็เกิดสลดสังเวชขึ้นในใจำขณะนั้น ภายในใจำก็นึกว่า ถ้าเสร็จำงานศพของภรรยานี้เมื่อใด จำะต้องออกบวชเป็นแน่แท้พอนึกขึ้นมาในใจำอย่างนี้แล้ว อีกใจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า แล้วลูกชายของเรานี้จำะท�าอย่างไร ใครจำะเป็นคนเลี้ยงดู พอนึกใคร่ครวญอยู่ภายในใจำได้ไม่นาน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอีกว่า ถ้าไม่มีใครเลี้ยงจำริงๆ ก็จำะเอาไปให้ทานเสียคนทั้งคนมันต้องมีคนอยากได้เอาไปเลี้ยงแน่ มันไม่ตายหรอก นั่นก็เพราะว่าเรามีกรรมเป็นของๆตนมีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตามมีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วก็มาพิจำารณาเห็นว่ากบเขียด มันไข่ออกมาแล้ว พ่อแม่มันก็โดดหนีเข้าป่าไปหมดไม่มีใครเลี้ยงดูลูกของมัน มันก็ยังเป็นลูกกบ ลูกเขียดลูกอ๊อด ยังคงเหลือให้เราได้เห็นอยู่จำนมาถึงทุกวันนี้ พอจำิตมาพิจำารณาได้ความเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีข้อกังขาอะไร พอเสร็จำงานศพภรรยาแล้ว ก็เข้าไปบอกลาพ่อตาแม่ยายว่า “ผมจำะไปบวชนะ” พอท ่านทั้งสองได้ยินอย ่างนั้นแล้วก็พูดขึ้นว ่า“จำะไปบวชที่ไหน ลูกมึงจำะท�าอย่างไร ใครจำะเป็นคนเลี้ยงดูมัน” ได้ตอบพ่อตาแม่ยายว่า“ถ้าไม่มีใครเลี้ยง ผมก็จำะเอาไปให้ทานให้คนอื่นเขาเลี้ยง” พอพ่อตาแม่ยายได้ยินคา� พูดอย่างนั้น แกก็ร้องโอ้กขึ้นอย่างแรงเลยว่า“ไม่ต้องเอาไปหรอก หลานคนเดียวกูจำะเลี้ยงมันเอง” พอได้ยินพ่อตาแม่ยายยืนยันอย่างนั้นแล้ว เราก็ไม่ได้พูดอะไร จำากนั้นได้อ�าลาพ่อตาแม่ยายกลับบ้าน ช่วงจำัดงานศพให้ภรรยานั้น ทางบ้านได้นิมนต์พระอาจำารย์สิงห์ไปสวดบังสุกุลให้พระอาจำารย์สิงห์ได้ถามว่า “จำะบวชไหม” ก็ได้ตอบท่านไปว่า “บวชแน่นอนครับ” หลังจากทำี่หลวงปู่ตัดสินใจยกลูกชายให้แก่พ่อตาแม่ยายเป็นผู้เลี้ยงดูแทำน และจัดการงานศพของภรรยาเรียบร้อยแล้ว ทำ่านก็ลาบิดามารดาของทำ่านและพ่อตาแม่ยายไปวัดพระธาตุฝุ่นเพื่อเข้านาค ซึ่งตรงกับเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔33ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
นาคบุญมา หลวงปู่เล่าเรื่องช่วงเป็นนาคทำี่วัดธาตุฝุ่นไว้ว่า“ตอนไปฝึกนาคสอนนาค ท่านอาจำารย์สิงห์ไม่บอกเลยนะ ท่านให้รู้เองเห็นเองเวลาเราท่องไป พอเสร็จำแล้ว๒ วัน ๓ วัน ท่านว่า “ท�าไมมันพูดแรงแท้” พอเราท่องเสียงเบาลง เสียงน้อยลง พอ ๒ วัน ๓ วัน ท่านก็ว่า“เอ้าท�าไมมันท่องเสียงเบา” เราไม่ทราบตรงที่พอดีท่านก็ไม่บอก แปลกอยู่เด้สงสัยท่านจำะแหย่กิเลสของคนดูก่อนไปมอบนาค ท่านก็ถามนะ เคยลัก เคยปล้นเคยโกงไหม เคยโกรธเคยเคียดให้คนไหม ถามไปหมดล่ะพอถามแล้วก็แหย่ดู ทีนี้ก็ใส่ปัญหาให้อาจำารย์เต็ม ท่านบวชเป็นผ้าขาวพรรษาหนึ่ง ก่อนเราหนึ่งพรรษา ท่านอาจำารย์สิงห์จำะทดลองให้ใช้ความเพียร ท่านตีเหล็กเป็นมีดเป็นพร้าแต่ยังไม่ได้ลับคมมีด ท่านสั่งให้ไปลับคม ลับใส่หิน ทีนี้อาจำารย์เต็มก็ไม่ธรรมดา ท่านลับคมมีดเหมือนลับคมสิ่ว ท่านอาจำารย์สิงห์ถามว่า “ท�าไมไปลับเอาแต่คม” อาจำารย์เต็มตอบว่า“ถ้าไม่ลับอย่างนี้มันจำะคมบ้อ” อาจำารย์สิงห์ว่า“แน๊บักทิฐิใหญ่บ่ธรรมดาเถียงครูเถียงอาจำารย์”ทำดสอบความเพียรสมัยทำี่ทำ่านเป็นเณรแล้วเผลอหลับตอนต้มแก่นขนุนจนหม้อไหม้เมื่อทำ่านกลับมาเป็นนาคทำี่วัดอีกครั้ง ทำ่านอาจารย์สิงห์ได้มอบบทำทำดสอบใหม่ให้อีกครั้ง ดังทำี่ทำ่านเล่าไว้ว่า“พอโกนผมบวชเป็นตาผ้าขาวแล้วได้ไม่นานนักหม้อที่ใช้เป็นหม้อต้มแก ่นขนุนในตอนที่บวชเป็นสามเณรในครั้งก่อนโน้นที่ท่านให้เก็บเอาไว้มานานหลายปีท่านพระอาจำารย์สิงห์ก็บอกให้เอาหม้อที่ไหม้มาขัดที่ไฟไหม้นั้นให้ออกให้หมด แล้วท่านก็สั่งอีกว่าพอขัดเสร็จำให้นา� เอามาให้ท่านดูก่อน พอเรานา� หม้อไปขัดจำนคิดว่าน่าจำะใช้ได้แล้ว จำึงน�าไปให้ท่านตรวจำดู พอท่านพระอาจำารย์ตรวจำดูเรียบร้อยแล้ว ท่านก็สั่งให้เอามาขัดใหม่อีกครั้ง เราก็เอาหม้อนั้นมาขัดแล้วขัดอีกอยู่อย่างนั้นตั้งหลายครั้ง จำนเอาไปให้ท่านตรวจำดูสุดท้ายท่านดูว่า “เออ ใช้ได้” จำึงค่อยเสร็จำส�าหรับหม้อใบนั้น ท่านพระอาจำารย์สิงห์ใช้เป็นภาชนะส�าหรับเทข้าวก้นบาตร เพราะสมัยนั้นพวกภาชนะของใช้มันบ่มีมากอย ่างทุกมื้อนี้ สงสัยท ่านคงจำะลองทดสอบความเพียรของเราดูว่ามันจำะมีความพากเพียรไหม คงจำะเป็นอย่างนั้น” 34
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม35ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
อุปสมบทำ เมื่อฝึกนาคเป็นทำี่เรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์สิงห์จึงอนุญาตให้ทำ่านอุปสมบทำเป็นพระภิกษุหลวงปู่บุญมาได้รับการอุปสมบทำเมื่อวันทำี่๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๔เวลา ๑๔.๑๕ น. ขณะอายุได้๒๔ ปีณ วัดโพธิสมภรณ์ต.หมากแข้ง อ.เมืองจ.อุดรธานีโดยมีทำ่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์และพระครูสมุห์สวัสดิ์ขันติวิริโย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ได้รับฉายาว่า “คัมภีรธัมโม” ซึ่งแปลว่า ผู้มีธรรมอันลึกซึ้ง หลวงปู่บุญมาเล่าว่า“บวชกับเจ้าคำุณธรรมเจดีย์ สมัยก่อนนั่งรถมา รถกะรถตัวถังรวม ถนนก็ถนนลูกรัง เวลารถวิ่งไล่ตามๆ กัน มันมองไม่เห็นรถ มันเห็นแต่ฝุ่นตอนนั้นหลวงปู่บวชองคำ์เดียว ไม่ได้บวชรวมกับใคำร” หลังจากอุปสมบทำแล้ว ทำ่านได้กลับมาจา�พรรษาทำี่วัดพระธาตุฝุ่นเพื่ออยู่ศึกษาและปฏิบัติกับพระอาจารย์สิงห์สหธัมโม ต่อไปเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) พระอุปัชฌาย์36
หนังสือสุทธิหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม37ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
ข้อวัตรปฏิปทาสมัยก่อน พรรษาที่ ๑-๒ (พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๕) วัดพระธาตุฝุ่น อำ�าเภอำสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อบวชเรียบร้อยแล้ว ท ่านได้เข้ามาศึกษาฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์สิงห์สหธัมโม ซึ่งเป็นพระอาจารย์รูปแรกของท ่านตั้งแต ่ครั้งเป็นฆราวาสและตอนเป็นสามเณร ท่านอยู่จ�าพรรษาที่วัดพระธาตุฝุ่น ๒ พรรษาติดต่อกัน ความเข้มงวดกวดขันของอาจารย์ต่อลูกศิษย์ยังคงมีอย่างต่อเนื่องและเหมือนเดิม ดังที่หลวงปู่บุญมาเมตตาเล่าต่อไปนี้“พระอาจารย์สิงห์ท่านเคยไปจา� พรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่นสองพรรษา ดังนั้นเรืองข้อวัตรปฏิบัติ่จึงเข้มงวดกวดขันมาก ช่วงที่ได้อยู่จ�าพรรษากับท่านคือพรรษาแรกกับพรรษาที่สอง สองปีติดต่อกัน ในช่วงเข้าพรรษา ท่านจะคุมเข้มในเรื่องการปฏิบัติอบรมลูกศิษย์ให้เร่งทา� ความพากเพียรยืน เดิน นั่ง บ่ให้นอนในตอนกลางคืน ท่านเองก็ไม่นอนเหมือนกัน เวลาที่ท่านให้พักผ่อนได้บ้างก็เป็นช่วงตอนกลางวัน หลังจากฉันเช้าเสร็จแล้ว ท่านจะให้เดินจงกรมก่อน โน้น เดินไปจนถึงเวลาประมาณห้าโมงเช้าเป็นอย่างน้อย หรือใครจะเดินมากกว่านั้นก็ได้จากนั้นจึงค่อยให้พักได้ตื่นหนึ่งจะมากจะน้อยก็แค่วันละตื่น พอรู้สึกตัวก็ให้ลุกขึ้นมาทันทีไม่ให้นอนซ้�้าอีก ตื่นขึ้นมาแล้วก็ท�าความเพียรต่อถ้าไม่นั่งภาวนา ก็เดินจงกรม หรือไม่ก็ท่องหนังสือสา� หรับไหว้พระสวดมนต์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ปล่อยให้จิตว่างให้มันมีงานท�าอยู ่ตลอดเวลาจนกว ่าจะถึงเวลากวาดตาด จึงค่อยออกมาท�าข้อวัตร หลังจากตีตาดกวาดลานวัดเรียบร้อยแล้ว เณรก็ไปต้มน�้าร้อนเอาไว้สรงท่านพระอาจารย์และต้มน�้าร้อนส�าหรับฉันด้วย พวกพระก็ไปตักน�้าหาบน�้ามาใส่ตุ่มล้างบาตรใส่ถาน ใส่เขียงล้างเท้าที่กุฏิท่านพระอาจารย์เสร็จแล้วก็มาสรงน�้าท่านพระอาจารย์และมารวมกันฉันน�้าร้อน ของฉันมันก็ไม่มีอะไรมาก เป็นต้มน�้ารากไม้ธรรมดา น�้าอ้อย น�้าตาล โกโก้กาแฟ พวกเครื่องดื่มต่างๆ ในสมัยนั้นยังไม่มี น�้าตาลถ้ามีก็มีน้อยมาก ถ้าได้น�้าตาลมาส ่วนใหญ ่ก็จะเก็บไว้ถวายครูบาอาจารย์พระเล็กพระน้อยไม่ค่อยได้ฉัน ถ้ามันมีมากจริงๆ ถึงจะได้ฉัน ไม่เหมือนพระเณรในสมัยทุกวันนี้ ไม่รู้อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะวุ่นวายกันไปหมด บางอย่างของที่ไม่ควรฉันก็น�ามาฉันกัน ของที่ไม่ควรก็ว่าควร ที่ท่านอนุญาตให้ฉันได้เป็นยาหลักๆ ก็มีสมอ มะขามป้อมเท่านั้น พระเณรในสมัยทุกวันนี้อุปมาเหมือนกับต้นไม้ที่เขาใส่ปุ๋ยให้มันมากๆ และรดน�้าให้มันบ่อยๆ จนเกินไปผลสุดท้ายใบมันกูด จึงท�าให้รากเน่าตายอันนี้ฉันใดพระเณรที่เห็นแก่ปากท้องก็ฉันนั้น ถ้าเลี้ยงมันมากๆเดี๋ยวมันก็ออกฤทธิ์เหมือนเลี้ยงงูเห่างูจงอางเอาไว้ให้มันแว้งมากัดเจ้าของตายนั่นล่ะ”38
39ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
ไม่ทำิ้งวัตรปฏิบัติ ในสถานทำี่อันเป็นสัปปายะ ทำั้งอาจารย์และเพื่อนสหธรรมิกต ่างปรารภความเพียรกันอย ่างเข้มแข็งทำั้งกลางวันกลางคืน ระหว่างนี้แม้ใจมีก�าลังในการปฏิบัติมาก แต่เมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนสะสมกันมานานจึงทำ�าให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อน เลยได้หลับสนิทำกันทำั้งวัดหลวงปู่เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “พอปฏิบัติอยู่อย่างนั้นนานๆ เข้าทุกวันพอใกล้จะออกพรรษา ร่างกายมันไม่ได้พั กผ่อนเพียงพอ ต่างคนต่างก็อ่อนเพลีย พระอาจารย์ท่านก็คงจะอ่อนเพลียเหมือนกัน มีวันหนึ่ง พอฉันเสร็จำแล้วก็เข้าทางเดินจำงกรมพอได้เวลาพักแล้วก็ขึ้นมาพักผ่อน พอนอนหลับก็หลับสนิทเหมือนคนตายไม่มีใครรู้สึกตัวเลยทั้งวัด ท่านพระอาจำารย์ก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน โน้น ตั้งแต่เวลาประมาณห้าโมงกว่าจำนไปถึงเวลาประมาณสองทุ่มจำึงค่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พระเณรทั้งวัดไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักรูป พอตื่นก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกันทีนี้ก็ได้จำุดโคมไฟไปทา�ข้อวัตรพอทา�ข้อวัตรเสร็จำแล้ว ก็สรงน�้าและรวมกันมาฉันน�้าร้อนจำากนั้นก็แยกย้ายกันไปตั้งใจำทา� ความพากเพียรของใครของมันต่อเหมือนกับวันอื่นๆ ตามปกติ”40
ไม่ทำิ้งวัตรปฏิบัติ ในสถานทำี่อันเป็นสัปปายะ ทำั้งอาจารย์และเพื่อนสหธรรมิกต ่างปรารภความเพียรกันอย ่างเข้มแข็งทำั้งกลางวันกลางคืน ระหว่างนี้แม้ใจมีก�าลังในการปฏิบัติมาก แต่เมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนสะสมกันมานานจึงทำ�าให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อน เลยได้หลับสนิทำกันทำั้งวัดหลวงปู่เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “พอปฏิบัติอยู่อย่างนั้นนานๆ เข้าทุกวันพอใกล้จะออกพรรษา ร่างกายมันไม่ได้พั กผ่อนเพียงพอ ต่างคนต่างก็อ่อนเพลีย พระอาจารย์ท่านก็คงจะอ่อนเพลียเหมือนกัน มีวันหนึ่ง พอฉันเสร็จำแล้วก็เข้าทางเดินจำงกรมพอได้เวลาพักแล้วก็ขึ้นมาพักผ่อน พอนอนหลับก็หลับสนิทเหมือนคนตายไม่มีใครรู้สึกตัวเลยทั้งวัด ท่านพระอาจำารย์ก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน โน้น ตั้งแต่เวลาประมาณห้าโมงกว่าจำนไปถึงเวลาประมาณสองทุ่มจำึงค่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พระเณรทั้งวัดไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักรูป พอตื่นก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกันทีนี้ก็ได้จำุดโคมไฟไปทา�ข้อวัตรพอทา�ข้อวัตรเสร็จำแล้ว ก็สรงน�้าและรวมกันมาฉันน�้าร้อนจำากนั้นก็แยกย้ายกันไปตั้งใจำทา� ความพากเพียรของใครของมันต่อเหมือนกับวันอื่นๆ ตามปกติ”พระอาจารย์สิงห์เมตตาพาไปทรมาน ความเมตตาของครูบาอาจารย์นั้นมีมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อเกิดอุปสรรคในการภาวนาของลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ท ่านจะหาอุบายอันแนบเนียนมาแก้ไขจนทา� ให้ลูกศิษย์นั้นสามารถผ่านสิ่งที่เป็นอุปสรรคไปได้โดยคาดไม่ถึง หลวงปู่เมตตาเล่าว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ถามเราว่า “ภาวนาเป็นอย่างไร นั่งภาวนาได้นานเท่าไร” เราก็ตอบท่านว่า “ไม่รู้” ท่านก็ถามอีกว่า “ท�าไมมันจึงไม่รู้” เราก็ตอบท่านว่า “มันนั่งหลับ มันก็เลยไม่รู้ว่านั่งได้นานเท่าไร” ท่านอาจารย์ก็เลยสั่งว่า “หลังจากวันนีไปใน้ตอนหัวค่�า ่เมือท่านเดินจงกรม่นั่งสมาธิไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว ให้มาหาผม” ท่านสั่งอย่างนั้นเราเองก็ไม่รู้ว่าท่านจะให้มาท�าอะไรเพราะท่านไม่ได้บอก พอเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ทา�ข้อวัตรทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเวลาประมาณเที่ยงคืนจึงได้ขึ้นไปหาท่านที่กุฏิท่านก็สั่งให้ไปเอากระดานด�ากับชอล์กเขียนมาด้วย จะเอามาท�าอะไร ท่านก็ไม่บอก พอมาถึงแล้วนึกว่าจะให้ท�าอะไร ท่านให้สอนเลขคณิตศาสตร์เพราะท่านไม่ได้เรียนหนังสือ ให้สอนทุกอย่างตั้งแต่บวก ลบ คูณ หาร คืนเดียวเรียนทั้งสี่วิชาสอนกลับไปกลับมา ก็ไม่รู้ว่าท่านจะเข้าใจหรือเปล่าสอนจนไปถึงเวลาประมาณตีสี่กว่าๆ ท่านจึงให้เลิกและให้กลับไปเอาผ้าครอง แต่ละคืนท่านก็ให้สอนอยู่อย่างนั้นทุกวัน ไปวันไหนก็สอนวิชาเก่าๆ สอนเป็นเดือนหลังจากนั้นท่านก็สั่งให้เลิก ไม่ต้องมาแล้ว ทีนี้เวลาเราเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนามันก็ไม่หลับ เพราะมันไม่ได้หลับมาเป็นเดือน จึงค่่อยมาเข้าใจว่าท่านพระอาจารย์เอาไปทรมาน จากนั้นมาจนถึงออกพรรษา เราก็ไม่เค่ยนั่งภาวนาหลับอีกเลย”41ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
จิตเสื่อมจากธรรม ขึ้นชื่อว่า “กำิเลส” แล้ว มันไม่เคยยอมให้ใครได้ดีขนาดหลวงปู ่บุญมาทำ่านมีความพากเพียรในการปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้นแล้ว กิเลสตัวนี้ยังสามารถเข้ามาทำ�าให้จิตทำ่านเสื่อมจากธรรมได้ดังเรื่องทำี่หลวงปู่เล่าต่อไปนี้ “พอออกพรรษาที่สองได้ไม่นาน ประมาณเดือนสิบเอ็ดนีละ่ จิตเราก็เสือมจากธรรม่สาเหตุที่จิตมันเสื่อมนั้น เนื่องจากเราเป็นโรคำฝีที่หัวเข่าเดินจงกรมก็ไม่ได้ เดินไปบิณฑบาตก็ไม่ได้ทา� ข้อวัตรก็ไม่ได้เคำลือนไหวไปมาไม่สะดวก่ในช่วงที่ท�าคำวามเพี ยรไม่ได้นั่นล่ะ จิตมันก็เกิดวิตกวิจารณ์ว่า “เรานี้คำงจะไม่มีบุญวาสนาเสียแล้วถึงปฏิบัติท�าคำวามเพี ยรมันก็คำงไม่เป็นไป มันจึงมาเกิดเป็นโรคำฝีอย่างนี”้ พอจำิตคิดขึ้นมาอย่างนี้เท่านั้นเอง สมมุติว่าฝ่ามือของเรามันหงายอยู่อย่างนี้ดีๆ พอมันได้พลิกคว�่าลงไปเท่านั้น มันไม่ยอมพลิกกลับคืนขึ้นมาเหมือนอย่างเดิมไม่ว่าเราจำะท�าอย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ยอมพลิกกลับมาเพราะจำริงๆ แล้วกิเลสมันรอโอกาสที่จำะหาช่องทางอยู่แล้ว พอมันได้โอกาสเท่านั้น มันก็ลุกใหญ่เลยไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะ มันก็โหมกันมาตั้งแต่วันนั้น จำนกระทั่งถึงวันที่ฝีในหัวเข่ามันหายเป็นปกติดีแล้ว สามารถเดินไปบิณฑบาตมาฉันได้แต่สิ่งที่มันไม่หายเป็นปกตินั้นก็คือสังขารจำิตที่มันปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปในทางโลกๆ ในช่วงที่มันขึ้นแรงๆ คงจำะเป็นช่วงที่เขาก�าลังเก็บเกี่ยวข้าว แต่เราก็ยังดีอย่างหนึ่งที่จำิตเรามันไม่ถอยจำากการทา� ความพากเพียร พอฉันเสร็จำ เราก็เข้าไปอยู่ในป่าช้าเดินจำงกรมทั้งวัน มันก็ปรุงแต่งทั้งวัน พอระลึกสติได้ขึ้นมาแว๊บหนึ่ง มันก็ออกไปอีกแล้วโอ้มันปรุงแต่งไปจำนไม่มีที่จำะไป นึกคิดปรุงแต่งเอาทุกอย่างที่มันอยากได้ที่มันอยากมีไปตามเรื่องของกิเลส เรื่องโลกๆ ถ้าจำิตมันปรุงแต่งไปทางด้านกามคุณ ส่วนใหญ่มันจำะออกทางวัตถุกามก่อน วัตถุกามก็คือทรัพย์สมบ้ติข้าวของเงินทองบ้าน ที่สวนไร่นา ที่อยู่อาศัย ที่มีอยู่ในโลก มันคือวัตถุกามทั้งนั้น เราเข้าไปอยู่ในป่าช้าคนเดียว เดินจงกรมทุกวัน ในแต่ละวันเดินไปจนถึงเวลาท�าข้อวัตรพอได้ยินเสียงหมู่คณะกวาดตาดจึงค่อยเลิกเดินจงกรม ก็ได้ออกมากวาดตาดท�าข้อวัตรปฏิบัติอยู่อย่างนั้นนาน เป็น เดือนสอง เดือนจิตใจก็ยังกลับไม่ได้ แต่ไม่เลิกท�าความเพี ยรพยายามตั้งสติขึ้นมา พอตั้งขึ้นมาได้ชั่วขณะก็ออกไปอีกแล้ว อันนี้ท�าให้เราไม่ลืมนะ การต่อสู้กับกิ เลสที่มัน เกิดขึ้นภ าย ในจิต ใจของ เ ร าขออย่างเดียว อย่าถอยความพากเพี ยรเท่านั้นต้องมีขันติคือ ความอดทน มีศรัทธา ความเชือ่ความเลื่อมใส ตั้งขึ้นปลูกขึ้นให้มันเกิดให้มันมีให้ทา� ความเข้าใจว่า สิ่งไหนทีมันเกิดขึ่นมาได้้มันก็ต้องดับได้เหมือนกัน ถ้ามันจำะไม่ดับก็ให้มันรู้ไป ไม่ว่ามันจำะเป็นกิเลสประเภทใดๆ ก็ตาม มันอาศัยจำิตสังขารที่มีอวิชชาครอบอยู่ผลักดันพาให้นึกคิดปรุงแต่งต่างๆ นานาถ้าเราต่อสู้มันต้องผ่านไปได้แน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยมีพระพุทธเจำ้า เหล ่าพระสาวกและครูบาอาจำารย์ท่านเหล่านี้เป็นแบบอย่างให้เราเห็น เพราะท่านเป็นผู้ปฏิบัติมาก่อนเรา พวกเราเป็นผู้ปฏิบัติตามรอยท่านมันจำะผิดไปไหนถ้ามันไม่ปีนเกลียว ด้วยอ�านาจำของความพากความเพียร เดินจำงกรม นั่งสมาธิภาวนาไม่ลดละความเพียร มันก็เป็นเหตุเผากิเลสที่เร่าร้อนจำนจำิตมันก็กลับได้เอง42
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม43ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
ในวันที่จำิตใจำมันจำะกลับได้มันก็วาดมโนภาพขึ้นมาภายในจำิตในขณะที่ก�าลังเดินจำงกรมอยู ่นั้น นึกขึ้นภายในใจำว่า“เอาล่ะ มึงอยากได้สมบัติอะไรในโลกอันนี้”ลงมึงกูเลยนะคราวนี้เพราะว่ามันจำึงจำะถึงใจำของผู้ที่เคยต่อสู้กับกิเลสมาเหมือนกัน มันก็รู้ๆ กันอยู่ เพราะเคยปฏิบัติมาในการต่อสู้กับกิเลสที่มันจำะแสดงออกมาในแต่ละแง่ละมุมต่างๆ กันตามนิสัยของคนมาก�าหนดถามตัวเองดูว่า “มันอยากจำะได้ทรัพย์สมบัติอะไรในโลกอันนี้”จำิตก็บอกว่า“อยากได้เงิน” ก็กา� หนดเอาเงินมาให้มันมากๆมันอยากได้เท่าไรขนเอามากองไว้ให้มันมากๆจำนกองเท่าภูเขา แล้วก็ก�าหนดถามจำิตดูอีกว่า “อยากได้อะไรอีกยังขาดเหลืออะไรอีก”จำิตก็บอกว่า“อยากจำะได้ทองคา� ”แล้วก็กา�หนดเอาทองค�านั้นมากองไว้ให้มันมากๆ อีกจำนกองเท่าภูเขา แล้วก็ก�าหนดถามจำิตดูอีกว่า “อยากได้อะไรอีก”จำิตก็ตอบว่า “อยากเที่ยว” เอ้า มันอยากเที่ยวก็พามันไปเที่ยว จำะไปเที่ยวที่ไหนก็พามันเที่ยวจำนหมดทุกหนทุกแห่ง ปรากฏว่าจำนมีเครื่องบินส่วนตัวนั่งนะ ไม่ใช่ธรรมดา กิเลสมันหลอกเอา ก็ก�าหนดถามจำิตดูอีกว่า “อยากได้อะไรอีก” มันว่า “อยากได้เมีย” แล้ว “มันอยากได้กี่คน” ก็ก�าหนดจำิตเอาเมียมาให้มัน มันจำะเอากี่คนแม้ปรากฏมีเมียเป็นร้อยๆ แล้ว ก็กา�หนดจำิตถามตัวเองดูว่า “พอหรือยัง” ถ้ามันยังไม่พอ ก็กา� หนดหาเอามาให้มันอีกจำนกว่ามันจำะพอ เงินมันก็มีแล้ว ทองค�าก็มีแล้ว เที่ยวก็ไปแล้วเมียก็มีแล้ว ทีนี้พอวกมาหาไปสร้างโลก ก็คิดวิตกวิจำารณ์ครอบครัว ถ้าไปสร้างโลกก็ไม่อยากได้ลูก เพราะว่ามีลูกมันเป็นทุกข์ เห็นใครเป็นทุกข์ ก็เห็นแม่ตัวเองนั่นล่ะมีลูก ๙ คน ๑๐ คน วุ่นวาย สมัยนั้นผ้าไม่มีมีแต่ทอเข็นทีนี้เวลานอนตื่นขึ้นมาเห็นแต่แม่เข็นฝ้าย กลางคืนเข็นฝ้าย กลางวันทอผ้า ผ้าพอทอเสร็จำก็ตัดโน้นตัดนี้ลูกหลายๆ คน ทอก็ไม่ทัน เอ้แม่นอนเวลาไหน มันก็เป็นทุกข์มาก ช่วงที่มันไปสุดขีดแล้วทีนี้ก็ย้อนจำิตมาถามตัวเองดูว่า “ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ มันกันแก่ได้ไหม กันเจำ็บได้ไหม กันตายได้ไหม มีไหม คนเกิดมาในโลกกันแก่ กันเจำ็บ กันตาย ได้ไหม ยกตัวอย่างมาขนาดพระพุทธเจำ้าท่านดีกว่าโลกทั้ง๓ท่านก็ยังแก่ยังเจำ็บยังแตกตายท�าลายขันธ์” สรุปแล้วมันก็ตอบว่า “ไม่ได้” “เอ้า ถ้ามันไม่ได้แล้ว มึงจำะเอามันมาท�าอะไร” พอจิตโดนกระตุกขึนมาอย่างนี้แล้ว้ จิตมันก็กลับได้เอง พอจิตกลับได้แล้วจึงค่อยเห็นอานิสงส์การทา� ความพากเพียร การต่อสู้กับกิเลสโดยเอนกปริยาย ขันติคือความอดทน อันนีก็เป็นตบะเครื ้อง่แผดเผากิเลสอันหนึง่สมดังโอวาททีพระพุทธองค์่ได้ทรงแสดงไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์นั้นว่า ขันตีปะระมัง ตะโป ตีติกขา ขันติเป็นตบะเครื่องแผดเผากิเลสอย่างยิ่งอันหนึง่นั่นล่ะ การเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไหว้พระสวดมนต์โดยไม่ลดละถึงมันจะสงบหรือไม่สงบ มันก็มีอานิสงส์อยู่ ขอให้ทา� เท่านัน้อย่าไปคา� นึงถึงผลทีมันจะเกิดขึ่น้พอเหตุมันพอ มันก็ให้ผลเอง สังขารที่มันเกิดขึ้นภายในจิตใจเรา เราต่อสู้จนผ่านพ้นมันไปได้มันก็เป็นวิชาของเราอันหนึง”่44
ต้องออกวิเวกเทำ่านั้น ความพากเพียรพยายาม อดทำน สู้ไม ่ถอยเป็นสาเหตุทำ�าให้หลวงปู่บุญมาแก้จิตเสื่อมในขณะนั้นได้แต่การทำี่จะรักษาจิตดวงนี้ไม่ให้มันกา� เริบขึ้นมาอีก คงจะต้องหาวิธีอื่นในการแก้ไขอย่างถาวรต่อไป ทำ่านเมตตาเล่าต่อว่า“ทีนีก็มา ้คำิดว่า เราจะอยู่ทีนี่ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว่เพราะถ้าจิตมันกลับมาเสือมอีกมันจะ่ล�าบาก ถ้าเราจำะไปหาวิเวก ก็จำะไม ่มีพระเณรอยู ่กับครูบาอาจำารย์ เพราะตอนนั้นมีอยู่ด้วยกันแค่สามรูปเท่านั้น มีท่านพระอาจำารย์สิงห์ เรา และก็สามเณรถ้าเราจำะออกไป ท่านก็คงจำะไม่ให้ไป ดังนั้นจำึงคิดหาอุบายที่จำะออกไปหาวิเวก พอคิดหาอุบายได้แล้ว ก็ไปขออนุญาตจำากท่านพระอาจำารย์ว่า จำะชวนเอาสามเณรออกไปตัดไม้โกทามาทา� ไม้สีฟัน ท่านก็อนุญาตให้ไป จำึงได้ชวนสามเณรออกไปด้วยกัน แต่ในใจำจำริงๆ แล้ว ทางกกไปหาฝ้าย ทางปลายไปหาผู้บ่าว พอตัดเอาไม้โกทาได้พอประมาณแล้ว จำึงเข้าไปหาโยมที่เป็นเพื่อนกันกับโยมพ่อเพื่อที่จำะไปส่งข่าวให้โยมคนนั้นรู้ว่าอยากจำะสึกแล้ว แกก็จำะน�าข่าวไปพูดต่อให้โยมพ่อฟังเองเพราะแกเป็นเพื่อนสนิทกัน นี่เป็นอุบายที่ได้คิดเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ พอเจำอโยมคนนั้นจำึงบอกแกว่า “จำะลาสิกขาแล้วนะ” พอแกได้ยินคา� พูดอย่างนั้นแล้วแกก็ร้องโก้กออกมาเลย “ท�าไมจำึงอยากจำะลาสิกขา” เรายังไม่ได้ให้ค�าตอบแก แกก็พูดต่อไปอีกว่า“ขอก่อนเถอะโยมขอให้อยู่ก่อน เพราะถ้าจำะสึกออกมาช่วงนี้มันก็ไม่มีอะไรทา � เขาเก็บเกี่ยวข้าวกันเสร็จำหมดแล้วโยมขอนิมนต์ให้อยู่ก่อน ให้ไปเที่ยววิเวกดูก่อน บางทีมันอาจำจำะอยู่ได้โยมเคยรู้จำักครูบาอาจำารย์เวลาที่ท่านอยากจำะลาสิกขา ท่านก็ออกไปเที่ยวหาวิเวก จำากนั้นท่านก็อยู่ได้มาจำนถึงทุกวันนี้”แกว่านะเราเองก็ไม่ได้พูดอะไรพอคุยกันรู้เรื่องแล้ว เราก็เดินกลับวัด พอรุ่งเช้าขึ้นมา โยมพ่อเข่งก็มาจำังหันเช้า พอฉันบิณฑบาตเสร็จำ ล้างบาตรเสร็จำแล้วเรากา� ลังนั่งเช็ดบาตรอยู่ต่อหน้าท่านพระอาจำารย์สิงห์ซึ่งท่านก�าลังล้างมือหลังจำากเพิ่งฉันเสร็จำ โยมพ่อก็เข้ามาถามขึ้นใส่หน้าท่านพระอาจำารย์เลยว่า “ได้ยินข่าวว่าอยากจำะลาสิกขาใช่ไหม”พอดีท่านพระอาจารย์ได้ยินก็ร้องขึ้นก่อนเลยว่า “จะสึกก็สึก ตอนเข้ามาบวชเราก็ไม่ได้ขอนิมนต์ให้ใคำรเข้ามาบวช” แล้วท่านก็พูดต่ออีกว่า “มิน่าล่ะ วันหนึ่งเห็นมันมาเล่นตะเกียงเจำ้าพายุอยู่ในห้อง ก็ไม่ได้นึกอะไร ก็เห็นมันเร่งท�าความเพียรดีๆ อยู่ในป่าช้านะ” ท่านคงจำะได้อุบายเกี่ยวกับเราแล้วก่อนหน้านี้แล้ว โยมพ่อก็พูดขึ้นอีกว่า “ขอก่อน ขอให้ไปเที่ยววิเวกก่อน ถ้ามันอยู่ไม่ได้จำริงๆ พอถึงฤดูที่เขาท�านา จำึงค่อยสึกออกมาก็ได้”ท่านพระอาจารย์ก็พูดส่งต่อเลยว่า “เออ ดีถ้าอย่างนั้นก็ให้ไปพร้อมกับพ่ อออกดี แกจะเอาเสบียงไปส่งให้หลวงปู่ขาวทีถ่�า้ค้อวันพรุ่งนี้ มันเลยพอดีเข้ากันกับอุบายที่เราได้วางเอาไว้”45ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
46
นิมิตอันเป็นมงคล การออกธุดงค์หาสถานที่อันวิเวกเพื่อปฏิบัติภาวนา เป็นแนวทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในฝ่ายกรรมฐานยึดเป็นทางเดินปฏิบัติมาช้านาน แต่ส�าหรับผู้ที่ไม่เคยดา� เนินมาก่อน ย่อมถือเป็นเรื่องตื่นเต้นในประสบการณ์ใหม่เช่นนี้ หลวงปู่เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นว่า“จิตใจคิดหาอุบายจะไปเที่ยว แต่ไม่รู้จะไปทางไหนเพราะไม่เคยไป ขึ้นชื่อว่าภูเขา เราคิดว่าจะมีแต่ภูหิน ก้อนหิน คิดว่าจะไม่มีป่า พอโยมพ่อพูดว่าอยากให้ไปเที่ยววิเวกก่อน ท่านอาจารย์สิงห์ก็พูดว่า ถ้าจะไป ก็ไปหาหลวงปู่ขาว ถ�้าค้อ พอดีพ่อออกดีจะไปส่งเสบียงอาหาร ก็ให้ไปพร้อมพ่อออกดี มันก็เลยเป็นสาเหตุปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ประมาณเดือนพฤศจิกายน จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ออกเที่ยววิเวก หลังจากฉันจังหันและเสร็จภารกิจทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปกราบลาท่านพระอาจารย์สิงห์ จากนั้นก็เดินทางไปเจอพ่อออกดีที่ค�าวัว (ปัจจุบันคือวัดถ�้าภูมิดล บ้านโคกดินแดง อ�าเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร) เมื่อได้พบกันแล้วก็ออกเดินทาง สมัยก่อนจากบ้านชุมพลไปมีแต่ป่าทั้งนั้นนะ ไม่เป็นทุ่งแบบทุกวันนี้ สมัยนั้นป่ายังทึบ รถราก็ไม่ค่อยมี ใช้แต่เกวียนเมื่อเดินทางไปถึงบ้านภูตะคามก็จวนจะมืดพอดี จึงตกลงกันพักค้างคืนที่นั่น เราก็จัดเตรียมหาที่พักและที่ปักกลด พอพระอาทิตย์ตกแล้ว ก็นั่งไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา ก�าหนดจิตอธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะอยู่ได้ไปเป็นในพระศาสนา ก็ขอให้ได้สุบินนิมิตที่ดีด้วยเถิด” พอนั่งสมาธิภาวนาพอสมควรแล้วก็พักผ่อน เพราะมันเดินทางมาทั้งวัน ร่างกายมันก็อ่อนเพลีย เวลานอนก็ภาวนาพุทโธๆ จนหลับไป และก็ได้สุบินนิมิตปรากฏเห็นน้องชายคือสามเณรบุญเริ่ม ธิอัมพร ซึ่งได้เข้าไปอยู่กับหลวงปู่ขาวก่อนหน้านี้แล้ว ได้ตกน�้าอยู่ในแม่น�้าที่ไหลเชี่ยว แม่น�้าก็ไม่กว้างเท่าไร ประมาณหนึ่งเส้นนี่ล่ะ พอเห็นน้องชายตกอยู่กลางแม่น�้า เราก็ไม่นึกกลัวอะไร รีบกระโดดลงว่ายน�้าเข้าไปกอดเอาน้องชาย แล้วก็ว่ายข้ามแม่น�้าไป พอข้ามฝั่งได้แล้วก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พอดีจวนจะสว่าง เลยลุกขึ้นมาไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนาต่อจนสว่าง จึงเตรียมบริขาร บาตร จะออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้านพ่อออกดีแกก็เข้ามาถามว่า “ครูบา ครูบา สิไปหาหลวงปู่ ครูบาฝันดีบ่” เราก็ตอบแกว่า “ฝันดีอยู่” แกก็ถามต่ออีกว่า “ฝันดีจั่งได๋” ก็ได้เล่าให้แกฟัง แกก็พยากรณ์ขึนมาว่า้“ครูบาออกคราวนีแล้ว้ครูบา ไปรอดแน่นอน ครูบาบ่ ได้คืนมาดอก”หมายความว่า จะต้องอยู่ได้ ไปเป็น และเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา”47ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)
ธรรมะครูบาอาจารย์เปรียบเสมือนยาวิเศษ จิตใจทำี่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ทำี่แน่นอน ย่อมมีโอนเอนเป็นธรรมดา แต ่เมื่อได้โอกาสฟังโอวาทำจากครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงมาสะกิดใจดวงนี้ย่อมสร้างความมั่นคงของจิตใจให้เกิดขึ้นได้ หลวงปู ่ได้เล ่าถึงความประทำับใจในครั้งนั้นว่า“พอไปบิณฑบาตกลับมาฉันเสร็จำแล้ว ก็พากันออกเดินทางต่อ เดินไปนา� ทางคนหาของป่า สองข้างทางเป็นป่ารกชัฏเต็มไปด้วยหญ้าเพ็กสูงท่วมหัว สมัยก่อนจำากบ้านภูตะคามไปหาภูค้อไม่มีหมู่บ้านและก็ไม่มีที่จำะไปบิณฑบาต สมัยนั้นแถวดงหลุบหวาย พวกเก้งพวกกวาง พวกช้าง พวกเสือ ยังมีอยู่เยอะ ทุกวันนี้มีแต่ป่าอ้อยป่ายางไม่มีป่าทึบเหมือนสมัยก่อนแล้วที่จำะเหลือก็มีแต่ภูค้อ เพราะคนไปเอาไม้ไม่ได้อยู่นั่น คนไหนเริ่มจำะไปเอา จำะมีอันเป็นไปนะเจำ้าที่มันแข็ง คนไปเอาก็เลยกลัวที่อื่นเรียบร้อยหมดแล้ว เดินทางทั้งวัน กว่าจำะไปถึงภูค้อก็บ่ายสี่บ่ายห้านี่ล่ะ จำากนั้นก็เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาวไปขอนิสัยน�าเพิ่น พอท่านให้นิสัยเสร็จำแล้ว ก็นั่งรับฟังโอวาทจำากท่าน เราก็ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ท่านฟังเพราะเพิ่งเดินทางมาถึง แต่หลวงปู่ขาวคงจำะรู้แล้ว เพิ่นก็ถามว่า“มันเป็นจั่งได๋ จั่งอยากสึก” เว่าให้เพิ่นฟังว่า “มันสงสัยวาสนา” พอเพิ่นเทศน์ เพิ่นบ่ได้เทศน์ธรรมดาเด๊ข้ามภูข้ามเขาไปอยู ่กลางโคกภูโคก เพิ่นฮ้องใส ่ (พูดใส ่อย่างดัง)“ออก มันกะออกมาจากหม่องหั่น มันกะสิไปเข้าหม่องหั่นมันอีกบ้อ” ท่านร้องขึ้นอย่างแรงไม่ใช่ธรรมดา เพราะมันอยู่ในป่าในเขา แถวนั้นมันไม่มีบ้านคน มีแต่พระเณรอยู่ด้วยกัน นีพอเรามานึกถึงตรงนี่ขึ้นมาเมื้อใด่ มันก็เกิดสลดสังเวชใจขึ้นมาทุกที ธรรมป่าครูบาอาจารย์มันมากระตุ้นหัวใจอย่างแรง ท�าให้มีก�าลังใจขึนมา้ทันที นี่ล่ะธรรมของครูบาอาจารย์เปรียบเสมือนเป็นยาวิเศษรักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคใจให้หายได้ทันทีทันใดจำากนั้นท่านก็เทศนาให้โอวาทพอสมควร ก็กราบลาท่านมาหาที่พัก”48