The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร พระราชมงคลวชิรธรรม วิ. (หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2026-05-11 21:48:44

วาสนาผลิงามด้วยบำเพ็ญ

หนังสือพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร พระราชมงคลวชิรธรรม วิ. (หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม)

ความไม่เคารพในธรรมวินัย มีหลักฐานปรากฏในต�ารับต�าราอยู่หลายแห่งว่าในสมัยครั้งพุทำธกาลนั้น พวกกายทำิพย์กายละเอียดจะเลื่อมใสศรัทำธาต่อภิกษุผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติเป็นอย่างมาก และพวกนี้จักคอยช่วยเหลือหรือปกปักรักษาเภทำภัยต่างๆ แก่ทำ่านผู้ปฏิบัติดีนั้น แต่หากมีใครทำี่ปฏิบัตินอกเหนือจากหลักธรรมวินัยแล้ว ก็มักจะพบเจอภัยทำี่ไม่คาดฝัน หลวงปู่เล่าว่า “พอโยมภรรยาเก่าคือแม่มหาคำภานี่อุ้มเอาลูกกลับเข้าบ้านแล้ว อาจำารย์เต็มกะเลยบอกหลวงปู่เข่งว่า “ไป ไปเตรียมของแล้วหนีไปที่อื่นเสียก่อน เดี๋ยวเขากลับมาอีกมันสิยุ่งยาก” หลวงปู่เข่งจำึงได้หลีกไปพักอยู่กับอาจำารย์เพ็งที่ดงค�าชะโนด บ้านวังทอง อ�าเภอบ้านดุง จำ.สกลนคร ช่วงทีหลวงปู่เข่งพักอยู่่คา� ชะโนด ก็มีหลวงตาองค์หนึ่งไปพั กอยู่น�า มันเป็นฤดูฟ้าใหม่ฝนใหม่มื้อนั่นเกิดฝนตกลมพั ดอย่างแรง แรงลมพั ดเอาต้นไม้หักโค่นทับกุฏิหลวงตาองค์นั้น ท�าให้แกมรณภาพอยู่กับที่เลย พอหมู่เพื่อนไปดูก็ไปเจอปัจจัยเป็นเหรียญบาทอยู่ในย่ามของผู้ตาย อาจารย์เพ็ งเลยว่า “สงสัยจะวิบัติด้วยเหตุนีแหละจึงเป็นอย่างนี ้”้เพราะแถวนันภพภูมิเขาแรง้พวกพญานาคศรีสุทโธก็อยู่แถวนีแหละ”้99ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


สถานทำี่ไม่สัปปายะสัปปายะหมายถึงสิ่งสถานทำี่บุคคลธรรม ทำี่ส่งเสริมต่อการบา� เพ็ญภาวนาให้เจริญอย่างเหมาะสมภายในใจไม่ได้หมายถึงความสะดวกสบายด้วยการกินอยู่หลับนอนทำางกายอย่างทำี่คนส่วนมากเข้าใจ บางแห่งแร้นแค้นกันดารแต่ธรรมเจริญง่าย ทำ่านก็ทำนอยู่ บางแห่งสะดวกสบายทำุกเรื่องแต่ภายในไม่ดีกิเลสมีก�าลัง ทำ่านก็หนี บางทำี่สะดวกสบายทำุกอย่าง จิตใจก็เป็นไปได้ดีทำ่านก็พักนาน บางแห่งภายนอกก็แย่ ภายในก็ไม่ได้เรื่อง ทำ่านก็รีบแสวงหาทำี่อื่นทำันทำี หลวงปู่เล่าว่า“พอหลวงปู ่เข ่งลาอาจำารย์ค�าบุกลับบ้านทางสกลนครแล้ว แม่นเดือน ๗ บ้อ อาจำารย์ค�าบุกับเณรลีจำั่งได้ออกจำากถ�้าผึ้งขึ้นไปหาเฮาที่บ้านสว่างปากรางว่าสิข้ามไปอ�าเภอเชียงคาน ไปพักอยู่บ้านวังบง เณรลีไปไข้อยู่หั่น ไข้บ่แม่นเดือนหนึ่งพู้นบ้อ ไข้หายแล้วจำั่งพากันเดินทางข้ามภูหลวง ฝนหน�่าลง เห็ดปลวกวาซั่น โอ้ย ไปบ่อนได๋น�าหนทาง เห็ดปลวกมันออก ย่างข้ามภูหลวงไปลงบ้านโพนสา บ้านผายอด บ้านสงเปลือยไปฮอดออกบ้านโพนบ้านนาซ่าว จำังว่าไปพักอยู่บ้านโพน วัด ๒ ไร่ช่วงไปพักอยู่บ้านโพน อา� เภอเชียงคาน ตอนนั้นอยู่ด้วยกันมีอยู่๓รูปมีท่านอาจำารย์คา�บุเฮาและหลวงตาเคนพอใกล้จำะเข้าพรรษา ทางผู้ใหญ่ศรีเขามานิมนต์ให้จำ�าพรรษาที่บ้านโพนนี้บัดนี้บ่อนสิอยู่ความกว้างว่าแม่นไร่หนึ่ง ทางนั้นกะสวนป่าสับปะรด ป่ามะม่วง ที่อาศัยทา�ทางจำงกรมวิเวกอยู่ในสวนเขา ทางทิศเหนือเป็นนาเขาเขามาดา� นาอยู่ใกล้ๆ ฉันข้าวกับบักม่วงสุก ยามเดือน ๗อดอยากขนาดอาหาร ผู้ใหญ่ศรีมานิมนต์อาจำารย์ค�าบุว่า “นิมนต์ให้อยู่น�ากันพรรษานี้” อาจำารย์ค�าบุบอกเขาว่า “ให้ไปลองนิมนต์ครูบาเพิ่นสิอยู่บ้อ ขั่นเพิ่นอยู่ เฮากะจำะอยู่” พอเขามานิมนต์เฮาก็ว่า “เอาแต่เพิ่นสิอยู่ ครูบาบ่รับ” พอเฮาบ่อยู่อาจำารย์คา� บุเพิ่นกะบ่อยู่คือกัน เพิ่นไปจำ�าพรรษาบ้านกกกอก เฮาเลยไปจำ�าพรรษาบ้านคกมาดปี๒๕๐๔”หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม100


ผู้ใหญ่วัน บ้านคกมาด ผลจากการบำ�าเพ็ญภาวนา เป็นของสาธารณะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับำนักภาวนาทุกคน หากผู้นั้นประพฤติปฏิบำัติได้ตรงตามพระสัทธรรมซึ่งทรงตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ใหญ ่วันก็เป็นอีกบำุคคลหนึ่งที่สามารถปฏิบำัติภาวนาจนบำังเกิดผลอันน่าพอใจ ในสมัยที่หลวงปู่ไปจ�าพรรษาที่บำ้านคกมาดปีนั้น หลวงปู่เล่าว่า “ไปจำ�ำพรรษำบ้ำนคกมำดปีนัน้มีเฒ่ำหนึงชื่อ่วัน สมัยนั้นแกเพิ่งออกจำำกตำ�ำแหน่งผู้ใหญ่บ้ำนใหม่ๆ อำยุนีกะประม่ำณ ๖๐ ปีกว่ำๆ ทุกวันนีแกก็ ้น่ำจำะตำำยแล้วล่ะ เฒ่านี่ภาวนาเก่ง คือแกเคยไปหัดนั่งภาวนามาจากหลวงพ่อสอน เวลาวันศีลวันพระนี่หลวงพ่อสอนจะพาญาติโยมบ้านคกมาดนั่งภาวนาตลอดรุ่ง บางพวกก็นั่งได้บางพวกก็บ่สู้ พวกบ่สู้นี่บอกว่า “พวกขะน้อยบ่สู้ดอกนั่งภาวนา บ่เอาบุญน�านั่งดอก สิหาของมาทำ�าทำานเอาบุญแทำนนั่งดอก” วาซั่น ส่วนผู้เฒ่าวันนี้แกนั่งภาวนาตลอดรุ่งได้เวลาแกภาวนาจิตสงบรวมลงโลด มิดแอนแซน จิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิเลย บาดนี่เวลาเอาควายไปผูกเลี้ยงอยู่ทำุ่งนาแกเข้าไปนั่งภาวนาอยู่ใต้ร่มไม้จิตสงบรวมลงบ่ถอน เวลาผ่านไปหลายๆ ชั่วโมง ควายมันเลยสิตายเพราะมันตากแดดเด้มันกินหญ้าแถวนั้นหมดแล้ว บ่ได้กินน�้า ทีนีเวล้ำเฮำไปจำ�ำพรรษำ เลยได้เตำำะผู้เฒ่ำออกมำจำำกสมำธิว่ำ “ผู้เฒ่ำ ให้พอแล้วล่ะควำมสงบมันสมควรแล้ว ตำ่อไปนีให้พิ้จำำรณำกำย ให้ม้ำงกำยรือก้ำยถอนกำยออกจำำกจำิตำให้ได้”101ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


นิมิตโยมเอาผ้าขี้ริ้วเช็ดหัว คนพาลที่ไม ่รู้จักบาปบุญคุณโทษนั้นมีอยู ่ทุกที่หลวงปู่ยกตัวอย่างเรื่องนี้ไว้ว่า “ช่วงจำ�ำพรรษำอยู่บ้ำนคกมำด ได้ไปลงอุโบสถที่วัดศรีพนมมำศ เมืองเชียงคำน ทั้งพรรษำ เพรำะไม่มีพระสวดปำฏิโมกข์เขำจำึงนิมนต์เรำไปสวดทุกวันพระตลอดพรรษำ ปีนั้นได้ล่องเรือแม่น�้ำโขงไปสวดปำฏิโมกข์พอถึงวันออกพรรษากะมาสวดปวารณาพอดีผู้ใหญ่ศรี บ้านโพน แกมาถามว่า “ครูบาไปจำ�าพรรษาบ้านคกมาดได้ส�าเร็จำแล้วบ้อ” จำ่ังว่าเฒ่าศรีเคียดแฮง ก่อนแกสิมาเว่าจำงซี่ั ยามกลางคืน่ได้อุบายแล้ว ได้อุบายว่าผู้ใหญ่บ้านเฒ่าศรี ไปเอาผ้าเช็ดเท้ามาเช็ดหัวเฮา โอ้ คือแก่แท้เฒ่านี บัดมื้อเช้า้มาเว่าจำ่ังซั่นอีหลี ออกพรรษำจำำกบ้ำนคกมำด กะย่ำงมำถำผ�้ำปู่หำหลวงปู่ค�ำดีรออยู่ฮอดมื้อแลง บ่มีครูบำองค์ได๋มำถำมมำแต่ไส บ่มำถำมเลย พู้น จำนไปกรำบหลวงปู่จำั่งจำัดที่ให้ไปพัก มื้อเช้ำมำกะออกบิณฑบำต บ้ำนนำอ้อ ส�่ำกันกับบ้ำนเรำ ๒ กิโลฯ คือกัน พอฉันแล้วเข้ำไปลำเพิ่น หลวงปู่ค�ำดีเพิ่นว่ำ “ฮ่วย ไปแล้วบ้อ สิไปไสล่ะ” ได้ตอบท่ำนว่ำ “ไปบ้ำนกกกอกขะน้อย ไปหำอำจำำรย์ค�ำบุ” วัดถ้�้ำำผำปู่ จังหวัดเลยวัดศรีพนมมำศ จังหวัดเลย102


นิมิตโยมเอาผ้าขี้ริ้วเช็ดหัว คนพาลที่ไม ่รู้จักบาปบุญคุณโทษนั้นมีอยู ่ทุกที่หลวงปู่ยกตัวอย่างเรื่องนี้ไว้ว่า “ช่วงจำ�ำพรรษำอยู่บ้ำนคกมำด ได้ไปลงอุโบสถที่วัดศรีพนมมำศ เมืองเชียงคำน ทั้งพรรษำ เพรำะไม่มีพระสวดปำฏิโมกข์เขำจำึงนิมนต์เรำไปสวดทุกวันพระตลอดพรรษำ ปีนั้นได้ล่องเรือแม่น�้ำโขงไปสวดปำฏิโมกข์พอถึงวันออกพรรษากะมาสวดปวารณาพอดีผู้ใหญ่ศรี บ้านโพน แกมาถามว่า “ครูบาไปจำ�าพรรษาบ้านคกมาดได้ส�าเร็จำแล้วบ้อ” จำ่ังว่าเฒ่าศรีเคียดแฮง ก่อนแกสิมาเว่าจำงซี่ั ยามกลางคืน่ได้อุบายแล้ว ได้อุบายว่าผู้ใหญ่บ้านเฒ่าศรี ไปเอาผ้าเช็ดเท้ามาเช็ดหัวเฮา โอ้ คือแก่แท้เฒ่านี บัดมื้อเช้า้มาเว่าจำ่ังซั่นอีหลี ออกพรรษำจำำกบ้ำนคกมำด กะย่ำงมำถำผ�้ำปู่หำหลวงปู่ค�ำดีรออยู่ฮอดมื้อแลง บ่มีครูบำองค์ได๋มำถำมมำแต่ไส บ่มำถำมเลย พู้น จำนไปกรำบหลวงปู่จำั่งจำัดที่ให้ไปพัก มื้อเช้ำมำกะออกบิณฑบำต บ้ำนนำอ้อ ส�่ำกันกับบ้ำนเรำ ๒ กิโลฯ คือกัน พอฉันแล้วเข้ำไปลำเพิ่น หลวงปู่ค�ำดีเพิ่นว่ำ “ฮ่วย ไปแล้วบ้อ สิไปไสล่ะ” ได้ตอบท่ำนว่ำ “ไปบ้ำนกกกอกขะน้อย ไปหำอำจำำรย์ค�ำบุ” วัดถ้�้ำำผำปู่ จังหวัดเลยวัดศรีพนมมำศ จังหวัดเลยแม่น�้ำาโขงแถ้บจังหวัดเลย103ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


คติธรรมจากสุนัข พระพุทำธศาสนาทำ่านแบ่งระดับของปัญญาไว้๓ ขั้นคือ สุตมยปัญญาจินตามยปัญญาและ ภาวนามยปัญญา สุตมยปัญญา ปัญญาอันเกิดขึ้นได้จากการได้ยินได้ฟัง จากการศึกษาเล่าเรียน จินตามยปัญญาปัญญาอันเกิดแต่การพินิจพิจารณาสิ่งทำี่เกิดขึ้นด้วยเหตุด้วยผลจากการได้ยินได้ฟัง และจากการศึกษาเล่าเรียนนั้น ภาวนามยปัญญา ปัญญาอันเกิดจากภาวนาล้วนๆเป็นปัญญาประเภทำฆ่ากิเลส เกิดขึ้นได้ในทำ่านผู้ภาวนาเทำ่านั้นทำ่านผู้ภาวนานั้น เมื่อประสบพบเห็นเหตุการณ์อะไรๆ ก็ตาม ย่อมมีสติปัญญาแนะน�าพร�่าสอนจิตใจตัวเองอยู่เสมอ ธรรมจึงเกิดขึ้นภายในใจของทำ่านผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา ครั้งพุทำธกาลมีตัวอย่างเช่น มีภิกษุรูปหนึ่งก�าลังมองเห็นใบไม้ทำี่ถูกลมพัดแล้วก�าลังหลุดจากขั้วลงมาสู่พื้นดิน เมื่อทำ่านน้อมเข้ามาพิจารณา ภิกษุรูปนั้นสามารถบรรลุธรรมได้ทำันทำีเพราะสติปัญญาของทำ่านในขณะนั้นตั้งอยู่ในระดับภาวนามยปัญญาแล้ว ในระหว่างทำางทำี่หลวงปู่กา� ลังเดินทำางเพื่อทำี่จะไปหาทำ่านพระอาจารย์คา� บุนั้น ทำ่านได้คติธรรมอันเกิดจากสุนัข ดังทำ่านเล่าว่า “ย่างออกมาจากถ�้าผาปู่แล้ว กะมาฮอดบ้านม่วง ท่าแพ เดินไปผู้เดียว พิจารณาไป ภาวนาไปไปเห็นหมามันเซิงกัน มันยันคิงนิ่ง มันบ่หลุดออกจากกัน บัดนีจิตมันผุดขึ้นมาว่า้ “โป้งหมามันบ่สา� คัญ มันบ่คือโป้งคน โป้งคนมันจังโป้งใหญ่่หมายันไปยันมามันกะหลุด โป้งคนมันบ่หลุด โป้งคนแม่นหยังแหน่ เว่ากันไปน�าทางย่างไปพายบาตรไป โป้งคนนีมันคาไว้่มันยันบ่หลุดลูกมีจักคน เงินมันมีจักบาท ทีดินมีจักแปลง่ไล่ไปทรัพย์สมบัติอิหยังแหน่มันมาบวกกัน คนมันโป้งใหญ่ ยันทอได๋กะบ่หลุด มันเกิดปัญญาน�าหมามันยันคากัน”104


ชีวิตชาวไทำยด่าน หลวงปู่เล่าเรื่องความเป็นอยู่กับชาวบ้านกกกอกไว้ว่า “ไปพักอยู่บ้านม่วง ท่าแพ ได้จำักคืน เลยเดินข้ามภูเขาไปหาอาจำารย์ค�าบุ เพิ่นอยู่บ้านกกกอก บ้านนี้เขาเฮ็ดไร่ข้าวไร่พริกอยู่บนไหล่เขาเฮ็ดแล้วหาบข้ามภูเขาไปขายทางเมืองเลย มื้อหนึ่งหาบได้๒ เที่ยวกะมีเที่ยวเดียวกะมีหาบไปขายอยู่เป็นเดือนๆ ไปเบิ่งเขาเฮ็ดไร่ข้าวข้าวนี่เฮ็ดแล้วบ่ได้ขายเก็บไว้ในเล้าข้าวข้าวซุมเก่าๆ อยู่ติดพื้นด้านล่างเล้าจำนออกสีเหลืองแดง แต่ไปอยู่ทีแรกอาจำารย์เพิ่นว่า “โอ้พวกไทยด่านนี่ ข้าวแข็งแกงข้น”ข้าวเหนียวนึ่งปั้นบ่ติดกัน มันแข็ง อยู่ที่นั่นบ่มีปลาร้ากิน บ่มีน�้าปลากิน มีแต่เกลือแกงหน่อไม้กะบ่เป็น หมกหน่อไม้กะบ่เป็น มีแต่ต้มหน ่อไม้กินกับแจำ่ว แจำ่วนี่กะหมากเขือเครือน้อยๆบ้านเฮาเรียกว่าหมากเลน เขาปลูกประจำ�าทั้งแล้งทั้งฝนเอาหมากพริกมาโขกๆ เอาเกลือใส่แล้วเอาหมากเลนมานวดๆ ใส่กัน เฮ็ดส�่านั่นแจำ่ว บัดนี้พวกแกงนี่ใส่น�้าบ่เป็น เขาเรียกว่าอ่อมข้นๆทางเฮาเรียกว่าอ่อมบ่มีน�้า เฮ็ดจำั่งซั่น บาดนี้กะมีเนื้อไก่ใส่ลงไป เนื้อฟาน เนื้ออ่อง ผัก แล้วอ่อมใส่กับข้าวหม่านึ่งเนื้อกับผักนี่แม่นส�่าๆ กัน เอาข้าวมานวดๆ แล้วเทลงใส่ด้วยกัน คล้ายๆ กับเฮาเฮ็ดข้าวเบือใส่แกงหน่อไม้นี่ล่ะแต่ว่ามันข้าวหลาย จำั่งว่าข้าวแข็งแกงข้น บ้านมี๒๐ หลังคา บ้านเฮือนเขาอยู่ฟากห้วยติดกับวัดเลยใกล้ๆเสียงบ่มีมิดอิ้งติ้ง บ้านป่าเนาะเวลาสรงน�้ากะสรงอยู่ในห้วยขี้หิน โอ้ย เย็นคือจำั่งอิหยัง ได้ต้มสรงเอาจำั่งได้บาดนี้เวลาหน้าฝน ฝนตกมา น�้ามันไหลลงมาแต่ภูเขา พัดเอาก้อนหินส�่ากระถางดอกไม้นี้กลิ้งลงมากระทบกัน เสียงดังตึงตังตึงตังกลบทีป หมดมื้อบ่ได้ยินเสียงหยังดอก เสียงคนกะบ่ได้ยิน ดีไปอย่างหนึ่ง ต่อมาได้ข่าวว่าหลวงปู่ชอบเพิ่นไปพักอยู่บ้านถ�้ามูลกะเลยพากันไป”105ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ธุดงค์กับหลวงปู่ชอบหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นหนึ่งในลูกศิษย์รูปสา� คัญของหลวงปู่มั่น ภูริทำัตโต ทำ่านมีคุณธรรมสูงส่งและยังเป็นทำี่เคารพเลื่อมใสของบรรดาทำวยเทำพทำั้งหลายยากทำี่จะมีผู้เสมอเหมือน จึงนับว่าเป็นมงคลในชีวิตนักบวชของหลวงปู ่บุญมาทำี่ได้มีโอกาสติดตามหลวงปู ่ชอบเทำี่ยวธุดงค์ ทำ่านเล่าว่า “ออกจำากบ้านกกกอกไปบ้านถ�้ามูล จำั่งว่าไปพบหลวงปู่ชอบ จำั่งว่าได้ไปเที่ยวน�ากับหลวงปู่ชอบ ขึ้นไปบ้านป่งกวาง ขึ้นไปอยู่ภูสูงๆ ไปเห็นเขาปล่อยหมูหมู่บ้านเขาบ่ขังหมูคือหมูบ้านเฮา หมูหยังอยู่หลังเขามีแต่ขี้หมูโนนภูเขา บ้านเขาอยู่หลังเขา ภูเขาน้อยๆ เว่าพะโล มาเบิ่งเมืองสวรรค์มีแต่ขี้หมูซั่นดอก เพิ่นกะเลยพาไปวัดบ้านอิหยังต่อไปหั่น มันบ่เป็นตาอยู่เพิ่นกะเลยบ่พาอยู่ไปกับหลวงปู่ชอบขนาดทุ่มหนึ่งยังบ่ทันพาเซาย่างแต่เว็นมาพายบาตรเบิ้ดมื้อ ย่างตากแดด บัดแลงมาไปฮอดบ้านนี้ว่าสิพาเซาบ้านนี้กะบ่เซาไปอีกบ้านหน้า ทุ่มหนึ่งเกือบสิถึงสองทุ่มจำั่งไปพักอยู่บ้านโพธิ์ จำั่งว่าไปอาบน�้ากับเณรบ้านหนองบัวบาน บ่อนอาบน�้าหนาวจำัดแท้ๆ เด้มันสินอนได้บ้อ ได้เอาไม้ไผ่มาดังไฟ เวลาลงไปอาบน�้าทอนั้นล่ะ ลูบหน้าลูบหลังคราวเดียว มันเย็น มันขึ้นตุ่มหนาวกากซาก หนาวสั่นสะบั้น มาขางไฟ มันหนาวอีหลี บัดไปนอนนี่ติมันคัก เขาเอาผ้าห่มฝ้าย เอาฝ้ายเฮ็ดไส้หนามันจำั่งอยู่ ผ้าหมู่นี้บ่เป็นยาเด้หนาวพู้นแล้ว ออกจำากบ้านโพธิ์แล้วพากันเที่ยว จำั่งว่าไปพักอยู่หั่นถ�้าบ้านโคกหางวัง พักอยู่ว่าแม่น ๑๐ กว่ามื้อ ๑๔-๑๕ มื้อภูสูง เทียวขึ้นเทียวลง เวลาลงมาหอบผ้าห่มลงมาเวลากลับขึ้นไปม้างเบิ้ดทั้งผ้าห่มทั้งจำีวรแบกเอา มันเหงื่อออก ต่อมาเพิ่นก็เลยพาลงไปพักอยู่ลุ่ม อยู่ฝั่งแม่น�้าสายนั้น ไปเฮ็ดที่พักให้เพิ่น เฮ็ดตะแคร่ เฮ็ดหยังให้เรียบร้อยแล้ว เพิ่นกะสั่งให้หนีไปพักที่อื่น เพิ่นบ่ให้อยู่นา� เด้เพิ่นว่ามื้ออุโบสถจำั่งให้มารวมกัน แต่ว่าเฮาไปแล้วก็ไปเลยเด้บาดนี้ จำั่งว่าได้มาพักอยู่บ้านวังบง ไปพักอยู่บ้านวังบง มันมีถ�้าอยู่นั่น เป็นรูลงไปลึกๆอยู่กลางโคก กะเลยพากันไปเที่ยวเบิ่ง บาดสิออกมาจำากถ�้า เหลียวเห็นแสงพระอาทิตย์เหมือนกับแสงไฟนีออนนี่แหละ บาดนี่กะไข้จำับสั่นขึ้นทันทีเลยในถ�้าคงจำะมีเชื้อหรือเป็นเพราะอากาศกะบ่รู้กลับมาที่พักกะฉีดยาเลยฉีดเอง ยาควินินบลูสีออกด�าๆ ฉีดเข้าเส้น เข็มฉีดยาเบอร์ ๒๔ ปานกันบั้งข้าวหลาม พอยาแล่นเข้าท่อนั้นโอ้ย คันหมดตนหมดตัวเลย เช้ากะฉีด มื้อแลงกะฉีดทั้งยาบา� รุงทั้งยาแก้ไข้ฉีดให้ตัวเองแล้วไปฉีดให้หมู่นา� ”ถ้�้ำามูล จังหวัดเลย106


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม107ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


สถานทำี่วิเวกและจ�าพรรษาพระกรรมฐานทำี่มุ่งอรรถมุ่งธรรมเป็นชีวิตจิตใจส่วนมากทำ่านจะหลีกเร้นแสวงหาทำี่บ�าเพ็ญภาวนาอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นว่าสถานทำี่ใดช่วยส่งเสริมการภาวนาของทำ่านแล้ว ทำ่านก็จะพ�านักในทำี่นั้นๆ แม้สถานทำี่นั้นจะอัตคัดอดอยากมากเพียงไรก็ตาม หลวงปู่เมตตาเล่าว่า “ออกจำากบ้านวังบงก็กลับมาทางสกลนครเหตุสิได้กลับมานี่เพราะปรากฏนิมิตเป็นอุบายว่าแขนด้านซ้ายของหลวงปู่เข่งนีเปื่ ่อยเน่า กะเลยมาคิดว่า “เอ้มันจะเป็นเรืองอะไรหนอนี่”่ ก็เลยได้กราบลาอาจารย์ค�าบุกลับมาบ้าน ขามาอาศัยรถโยมมารถสมัยก่อนตัวเครื่องถังลมตั้งอยู่ด้านหน้ารถ บ่มีอิหยังปิด เปิดไว้อย่างนั้น บาดทีนี้เวลานั่งรถลมกะพัดมาตีขาโอ๊ยเย็นไปหมดขาตัวร่างกายนี่แข็งทื่อไปหมดเลยพอนั่งไปๆ จำากหนาวๆกลับมาเป็นร้อนจำังซั่น พอรถมาถึงตลาดในตัวเมืองเลยได้นั่งรถทัวร์จำากเมืองเลยมาลงขอนแก่น ต่อจำากขอนแก่นมาลงอุดรมาถึงอุดร รถคิวมันหมดแล้ว พอดีไปพบกับพวกโยมบ้านขาม เขามารับเอาพระพุทธรูปพระประธานไปไว้ที่วัด เขาเลยนิมนต์ให้นั่งรถกลับมากับเขา พอมาถึงบ้านจึงทราบว่า พวกเด็กน้อยหมู่นี่(น้องๆ) สิพากันย้ายครอบครัวไปท�ามาหากินทางบ้านดงเกษม เขาเลยนิมนต์ให้ไปกับเขา ท�าให้เข้าใจว่า อ๋อ แขนด้านซ้ายกะคือลูกหลานหลวงปู่เข่งหมู่นีเอง่ ปีพ.ศ. ๒๕๐๕ จำึงได้มาจำ�าพรรษาบ้านหนองชัยวาน บึงกาฬ108


หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ขณะพายเรืออยู่หนองน�้ำาหน้าวัดบ้านหนองชัยวาน อ�าเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ 109ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


กุฏิพระอาจารย์ค�าบุ ธัมมธโร ที่วัดสันติวนาราม บ้านเหล่าขวาว จังหวัดอ�านาจเจริญหนองน�้ำาวัดสันติวนาราม บ้านเหล่าขวาว ปีพ.ศ. ๒๕๐๖ ไปจำ�าพรรษาถ�้าจำันทร์กับญาพ่อพรหม ญาพ่อยม พวกนั้นอายุ ๖๐ แล้ว สมัยนั้นมีแต่เฮาล่ะหนุ่ม อยู่น�ากัน ๓ คน บ้านถ�้าจำันทร์มีประมาณ ๑๐ หลังคา จำั่งว่าไปอยู่ถ�้าจำันทร์ฉีดยาไว้ฉีดยาเอบีซีน ๑๕ มื้อแทงเทือหนึ่งแทงเอง พ่อสอน พ่อเคน ย่านผมไข้มีแต่คนอยู่ทุ่งเข้าไปจำ�าพรรษา ญาพ่อพรหมกะบ่ไข้บ่ได้ฉีดยา ก�าลังเฒ่าดีญาพ่อยม ออกพรรษาแล้วจำั่งไข้ไข้แล้ว ท่านสนามลูกศิษย์อาจำารย์ทองพูนไปตั้งแต่บ้านเดื่อ หรือไปจำากภูดิน เอาผ้าไปให้เฮาเย็บให้ผ้าสบง ญาพ่อยมไข้แล้วไปเว่า เป็นไข้เป็นหนาวก็บ่มีลูกมีหลานมาบีบแข้งบีบขาให้เว่าไปเว่ามาแล้วไปเยาะให้ผู้เฒ่าฮ้องไห้(ร้องไห้) บัดนี้ท่านสนามมาบอกเฮา นิมนต์ไปเบิ่งญาพ่อยมเป็นไข้ฮ้องไห้เฮาไปกะเลยว่า ฮ่วยสิไปให้จังได๋่กรรมฐานเป็นไข้กะเบิงแหน่ล่ะ ่ไผ๋เป็นไข้กันแหน่ไผ๋เป็นผู้ไข้ผู้หนาว บัดห่าเทศน์ให้หมู่เทศน์ให้โยมคือเทศน์เป็นอยู่ บัดเจ้าของเป็นไข้มาจะไปไห้จังได๋่ปุบปับขึนมา้เอ้อ โตหากเป็นบ้า เขากะเป็นพอเขา พลิกบ่ถูกเหลียม่มันไปบักใหญ่ ปีพ.ศ. ๒๕๐๗ ไปจำ�าพรรษาบ้านบ่อบักโมง (บ้านดงเกษม จำังหวัดบึงกาฬ) ปีพ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๐๙ บ้านเหล่าอีแหลว (บ้านหนองชัยวาน จำังหวัดบึงกาฬ) ยามแล้งไปเที่ยวภูสิงห์ภูวัว แถวนั้นล่ะ ปีพ.ศ. ๒๕๑๐ ลงไปอุบลฯ ไปจำ�าพรรษาอยู่บ้านบ่อชะเนง อันนั่นกะไข้หนักคือกันเด้ สิตายคือกันพอๆ กันกับอยู่บ้านขี้นาค เพชรบูรณ์อยู่บ้านบ่อชะเนงเป็นไข้รากสาด ไข้หมากไม้ ปีพ.ศ. ๒๕๑๑ จำ�าพรรษาบ้านเหล่าขวาว (อ�าเภอหัวตะพาน จำังหวัดอ�านาจำเจำริญ) กับอาจำารย์ค�าบุ ออกพรรษาแล้วไปเที่ยววัดดอนธาตุวัดหลวงปู่เสาร์ไปเถียงกันกับพวกนักเรียนปริยัติพวกปริยัติพวกเรียนหนังสือไปเถียงกันอยู่อา� เภอพิบูลฯเพิ่นว่าอวิชชาแปลว่าผู้ไม่รู้แต่เราว่า อวิชชาแปลว่า ผู้รู้พวกปริยัติว่ามันบ่แม่นอวิชชาคือความไม่รู้มันจำะเป็นตัวรู้ได้ยังไงเถียงกันตาดา�ตาแดง บ่ธรรมดา110


บ้านดงเกษม จังหวัดบึงกาฬวัดบ้านบ่อชะเนง จังหวัดอ�านาจเจริญ111ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ปีพ.ศ. ๒๕๑๒ มาจำ�าพรรษาวัดบ้านผาบ (วัดป่าสุจำินต์ประชาราม) พอออกพรรษาแล้วไปหาตัวไม้ไปเลื่อยไม้ทา�ศาลาพาเขาไปยกศาลาที่บ้านดงเกษม จำังหวัดบึงกาฬ พอยกศาลาเสร็จำ ตกเดือนมิถุนายน เดือน ๗ เข้าพรรษาเป็นไข้มาลาเรียไข้รากสาด ปีนั้นว่าจำะตายเหมือนกัน ๒ เดือนเต็มๆ ไข้มาลาเรียกับรากสาดขึ้นพร้อมกัน มันขึ้นคนละจำังหวะ พอเป็นไข้มาลาเรีย ช่วงที่มันสงบลงไป ทีนี้กะต่อไปไข้รากสาด หมอว่าไข้รากสาด แต่อีสานเขาเรียกว่าไข้หมากไม้ มันจำะเป็นไข้ร้อนใน มันจำับไข้ บางวันก็๑ โมงเช้า ๒ โมงเช้า มันจำะไปสร่างเอาตอนตี๕ นอนบนกระดานอย่างนี้ปูเสื่อก็ไม่ได้ปูผ้าก็ไม่ได้มันร้อน แต่ฉันข้าวได้ฉันแต่ข้าวไม่ให้ฉันกับ ขนาดข้าวโพดก็ไม่ได้เอาข้าวโพดมาฉันกับข้าว พอฉันข้าวโพดเข้าไป มันจำะอาเจำียนอ้วกออกมาหมดเลย พวกปลาเอาลงไปไม่ได้เลยพอเอาลงไป อาเจำียนออกหมด สุดท้ายฉันได้แต่ข้าวเรียกว่า “นึ่งข้าวถ้วย” เขาเอาข้าวใส่ภาชนะแล้วเขาเอาไปนึ่ง ฉันข้าวถ้วยนี้เขาใส่ปิ่นโตไป หมดวันละปิ่นโตไข้ฉันได้แต่มันไม่หายง่าย ไม่เหมือนที่มันเหม็นข้าวขิวข้าวจำากนั้นจำะกลับไปอ�าเภอสว่างฯ สกลนคร พอดีน�้าขึ้นแล้ว จำากบ้านดงเกษมจำึงได้นั่งเกวียนมา จำะข้ามน�้าห้วยที่มันไหลผ่านบ้านนาสแบง เกวียนลอยน�้าเลย วัวลอยน�้า เป็นไข้ จำับไข้ พอมาถึงศรีวิไล มีพวกทหารเขาไป พวกโยมเลยไปขอยาเขียวใหญ่แก้โรคไข้รากสาดเอามาให้ฉัน พอมาฉันเสร็จำแล้ว นั่งรถมาถึงศรีวิไล ห่างกันประมาณ ๒๐ กิโลมาถึงพรเจำริญอาเจำียนออกหมดในรถ ไข้มาจำนถึงพังโคนรถมาจำากบึงกาฬมาถึงแค่พังโคน มันไม่มาถึงอุดรฯมาเปลี่ยนรถอีก เปลี่ยนรถอยู่พังโคน แล้วก็ลงมาบ้านหนองพะเนา ลงอา� เภอสว่างฯเข้าไปหนองพะเนาไปหาหมออยู่บ้านหนองพะเนา หมอคนนี้เคยรักษาไข้รากสาดศาลาวัดบ้านดงเกษม จังหวัดบึงกาฬ112


ทีนี้ไปอยู่นั่น ๗ วัน ฉีดยาทุกวันๆ ไข้ทุกวัน สุดท้ายพอถึง ๗ วัน หมอฉีดยามาบอกว่า โรคของอาจำารย์มีที่หลบแล้วยาผมมันไม่ถูกเลย พวกโยมเขาไปเยี่ยม ก็เลยกลับไป ช่วงนั้นอาจำารย์คล้ายยังอยู่อาจำารย์คล้ายเลยให้โยมไปรับมาจำากบ้านหนองพะเนามาวัดป่าบ้านผาบบ้านขาม พอมาถึงบ้านขาม แพทย์ประจำ�าต�าบลเขามาฉีดยาลดไข้ให้พอฉีดลงไปปุ๊บ บ่ถึงชั่วโมงแต่ก่อนมันไม่ได้หลับ มันจำับไข้พอฉีดยาแล้วหลับเงียบเลย ไม่ทราบว่ากี่ชั่วโมงจำึงรู้สึกขึ้นมา พอรู้สึกขึ้นมา ก็รู้สึกว่ามันถูกกับยานี้แล้วก็เลยเอายาแก้ไข้รากสาดมาฉีดให้มันก็เลยสงบ ช่วงจำะเข้าพรรษากลับมาวัดธาตุฝุ่น อาจำารย์เต็มอยู่ได้มาช่วยรักษาไข้มาลาเรีย ไข้รากสาด ตอนนั้นเบื่ออาหาร ท่านเอากลอยมาให้ฉันแทนข้าว ปีพ.ศ. ๒๕๑๓ จำ�าพรรษาวัดธาตุฝุ่น ปีพ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๑๗ จำั่งมาอยู่นี้(วัดป่าสีห์พนมฯ)ออกพรรษาแล้ว ปีพ.ศ. ๒๕๑๔ กะไปหาไม้มาเฮ็ดศาลาหลังนี้ นา� หมู่มายกศาลา ปีพ.ศ. ๒๕๑๕ ยกเดือน ๓ พู้นพวกช่างเฮ็ดไปฮอดเดือน ๖ ยกโครงมุงหลังคา แต่กระดานพื้นบ่ได้ปูปีแรกจำ้างช่าง ๓,๐๐๐ บาท ผลงานที่เฮ็ดศาลาก็มีศาลาบ้านดงเกษม กับหลังนี้เท่านั้น แต่ก่อนว่าสิบ่เฮ็ด ชาวบ้านเขามาตาม ตอนปี๒๕๑๒ อยู่บ้านผาบ ที่ว่าสิบ่เฮ็ดเพราะไปเบิ่งครูบาอาจำารย์ไปเฮ็ดแล้ว บาปกับบุญน�ากันเบิ้ด ห่านั่นมาด่ากันซะซู้ซะซาย มีทั้งบาปทั้งบุญ บ่เฮ็ดดอกวาซั่น เอาไปเอามากรรมน�าทัน เว่ากับอาจำารย์แหงว่า “ผมนี้บ่เฮ็ดดอก” อาจำารย์แหงว่า “อาจำารย์อย่าเว่า เดี๋ยวกรรมมันสิน�าทัน” เลยแม่นอีหลี ปีพ.ศ. ๒๕๑๘ บ้านไทยเจำริญ (อ.ส่องดาว จำังหวัดสกลนคร) ปีพ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๒๒ กลับมาวัดสีห์พนมฯ ที่เดิม ปีพ.ศ. ๒๕๒๓ จำ�าพรรษาบ้านไทยเจำริญ(อ.ส่องดาวจำังหวัดสกลนคร) หลังจำากกลับมาจำากบ้านไทยเจำริญ ก็เข้ามาอยู่ที่นี่(วัดป่าสีห์พนมฯ) จำนถึงทุกวันนี้”วัดป่าสุจินต์ประชาราม จังหวัดสกลนคร วัดพระธาตุฝุ่น จังหวัดสกลนคร113ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม คณะภิกษุสามเณร และญาติโยมถ้่ายภาพหน้าศาลาการเปรียญฝั่งทิศตะวันออกก่อนการต่อเติมพื้ำน วัดป่าสีห์พนมประชาราม114


ความเป็นมาของวัดป่าสีห์พนมประชารามสำ�ำนักกรรมฐำนแห่งนี้เดิมเรียกว่ำ“ป่าโคกคา�หมู”ตั้งอยู่ในเขตบ้ำนหนองกุง ต�ำบลบงใต้ อ�ำเภอสำว่ำงแดนดิน จังหวัดสำกลนคร เริ่มก่อสำร้ำงเมื่อรำวปี พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยหลวงปู่พร สำุมโน วัดป่ำประชำนิยม บ้ำนหนองหลวง ได้สำ่งพระ ๒ รูป และสำำมเณร ๑ รูปมีหลวงตำพำ พร้อมพระบวชใหม่ คือครูบำเสำนและสำำมเณรตัน มำพักภำวนำจ�ำพรรษำสำร้ำงเป็นสำ�ำนักขึ้นครั้งแรก เสำนำสำนะสำมัยแรกมีศำลำชั่วครำว ๑ หลัง กุฏิ๓ หลังพอออกพรรษำแล้วก็ว่ำงจำกพระเณรที่อยู่ประจ�ำ มีเพียงพระธุดงค์เที่ยววิเวกผ่ำนไปมำได้เข้ำมำพักภำวนำไม่เคยขำด บำงรูปก็พัก ๗ วัน บำงรูป ๑๕ วัน บำงรูปก็พักเป็นเดือน โดยอำศัยบิณฑบำตในหมู่บ้ำนหนองกุง สำมัยก่อนมีประมำณ ๔๐-๕๐ หลังคำเรือน จำกนั้นก็ได้ร้ำงไปเป็นระยะหลำยปีเพรำะไม่มีพระอยู่ประจ�ำต่อมำมีพระมหำนิกำยได้มำสำร้ำงวัดบ้ำนขึ้นให้เป็นวัดประจ�ำหมู่บ้ำนหนองกุง ชำวบ้ำนมีควำมเห็นว่ำที่สำ�ำนักวัดป่ำไม่มีพระเณรอยู่ประจ�ำแล้ว เสำียดำยกุฏิที่อยู่ในป่ำ พวกเรำควรจะรื้อเอำไม้มำสำร้ำงเป็นกุฏิที่วัดประจ�ำหมู่บ้ำนจะได้มีประโยชน์กว่ำ เมื่อชำวบ้ำนตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ก็เลยพำกันไปรื้อเอำไม้มำสำร้ำงเสำนำสำนะถวำยวัดบ้ำน ต่อมำวัดบ้ำนนั้น บำงปีก็มีพระอยู่จ�ำพรรษำ บำงปีก็ไม่มีพระอยู่จ�ำพรรษำเหมือนกันจนกระทั่งถึงปีพ.ศ. ๒๕๑๒ ชำวบ้ำนหนองกุงได้ไปนิมนต์หลวงปู่บุญมำเพื่อมำอยู่ประจ�ำที่พักสำงฆ์แห่งนี้ ขณะนั้นท่ำนจ�ำพรรษำที่วัดป่ำสำุจินต์ประชำรำมกับหลวงปู่มหำบุญมีสำิริธโรจนกระทั่งปีพ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่บุญมำจึงได้เข้ำมำพักจ�ำพรรษำเป็นปีแรกเหตุที่ได้เปลี่ยนชื่อจำก “วัดป่ำค�ำหมู” มำเป็น “วัดป่ำสำีห์พนมประชำรำม” ดังปัจจุบันนี้ เนื่องจำกช่วงนั้นนำยอ�ำเภอสำว่ำงแดนดิน ท่ำนมีศรัทธำมำช่วยอุปถัมภ์กำรก่อสำร้ำงเสำนำสำนะของวัด ชื่อของท่ำนคือ พ.ต.สำีห์พนม วรสำำร (ด�ำรงต�ำแหน่ง ๓๐ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๓๐ มิถุนำยนพ.ศ. ๒๕๑๔) ชำวบ้ำนจึงขอชื่อของท่ำนมำตั้งเป็นชื่อวัดเพื่อเป็นเกียรติและเป็นอนุสำรณ์แก่นำยอ�ำเภอท่ำนนั้น ที่ได้ร่วมกับชำวบ้ำนสำร้ำงวัดถวำยไว้ในพระพุทธศำสำนำจึงให้ชื่อว่ำ“วัดป่าสีห์พนมประชาราม”115ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


จ�าพรรษาประจ�าทำี่วัดป่าสีห์พนมประชาราม ในปีพ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่บุญมาทำ่านมีอายุได้๔๓ ปี๒๐ พรรษา ถือว่าอยู่ในช่วงเวลาทำกี่า� ลังเหมาะสมสา� หรับการพา� นักอยู่ประจาทำ� ี่เหมือนกับครูบาอาจารย์รูปอื่นๆและในช ่วงนั้นเสนาสนะป ่าโคกค�าหมูก็ว ่างจากพระพอดีชาวบ้านหนองกุงจึงได้ปรึกษาและเห็นตรงกันว่าควรไปกราบนิมนต์หลวงปู่บุญมาให้ทำ่านเมตตาเข้ามาพา� นักอยู่เป็นทำี่พึ่งทำางใจแก่ชาวบ้านบริเวณนั้น ดังเรื่องทำี่หลวงปู่เล่าไว้ว่า “พวกญ าติ โยมเข าม านิมนต์ให้ ไปช่วงออกพรรษา แต่จริงๆ แล้ว เขาก็มานิมนต์ตั้งแต่กลางพรรษาปี๒๕๑๒ ทีเขาไปทาบทาม่ปีแรกที่จำ�าพรรษาด้วยกันมีหลวงปู่ ญาพ่อสิงห์ญาพ่อเมือง พระจำ่อย พระเอก พระชื่น พระส�ารองเณรค�าภา เณรไพบูลย์และเณรโล รวมเป็นพระเจำ็ดเณรสาม ชาวบ้านได้พากันสร้างกุฏิให้๑๐ หลัง เท่ากันกับจำ�านวนพระเณรในพรรษานั้น ศาลาโรงฉันทีแรกอยู่พู้น อยู่บ่อนกุฏิบ้านพักโยมหลังต�่า แถวต้นกกบก มาอยู่ทีแรกแต่ก่อนหญ้าเพ็กแถวนี้สูงท่วมหัวชาวบ้านเขาเลี้ยงควายอยู่ในโคกนี้ เจำ้าของควายอยู่ด้านนอกริมป่าริมโคก พระต้องไล่ควายให้ออกไป บ่ให้มันมารบกวนความสงบในวัด ไล่ออกไปแล้วมันกะกลับเข้ามาอีก เป็นหยังมันจำั่งกลับเข้ามาเพราะเจำ้าของควายมันต้อนเข้ามาอีก บาดนี้เลยพากันเอาไม้มาเฮ็ดรั้วกันล้อมไว้บ่ให้ควายมันเข้ามากวนอีก ปีแรกเวลาออกไปบิณฑบาตนี่ย่างตัดทุ่งนาไปไต่คันแทนาไป บ่ได้ย่างนา�ถนน มื้อได๋ฝนตกหนักนี้ น�้ามันไหลมาแต่หนองไผ่สระ มันมาท่วมแถวนี้หมด ทางไปบิณฑบาตนี่น�้าสูงเท่าเข่า ลา� บากญาพ่อเฒ่าสิงห์หลาย”หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม116


หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม บนศาลาการเปรียญวัดป่าสีห์พนมฯศาลาการเปรียญวัดป่าสีห์พนมฯหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม คณะพระเณร และชาวบ้าน117ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ถ้นนลูกรังทางเข้าวัด ที่เก็บแบบพิมพ์ปูนช่วงท�าก�าแพงรอบวัดฝั่งทิศตะวันออก118


หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม กับ หลวงปู่ผัน ถ้่ายรูปที่ประตูหน้าวัดกุฏิเก่าหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม119ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ปฏิปทำาเข้มข้นของหลวงปู่เมื่อถึงฤดูพรรษาในแต ่ละปี หลวงปู ่จะสั่งห้ามการก่อสร้างใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้พระเณรได้มีเวลาประกอบความพากเพียรได้อย ่างเต็มทำี่ทำ่านว ่าเป็นปฏิปทำาทำี่ครูบาอาจารย์สมัยก่อนพาด�าเนินมา เพราะทำ่านผู้บวชใหม่หรือทำ่านผู้บวชเฉพาะพรรษาสามเดือนจะได้ประโยชน์เต็มทำี่ มีพระบางรูปภาวนาไปๆ จิตใจได้รับความสงบ เกิดความสุขในจิตในใจขึ้นมา ทำี่ว่าจะสึกเมื่อออกพรรษาแล้ว ทำ่านกลับอยู่ได้ไปเป็น เจริญในศาสนธรรมค�าสอนของพระพุทำธเจ้าถึงทำุกวันนี้ก็มี ครูบาอาจารย์สมัยก่อนนั้น ทำ่านเมตตาให้ความสนใจกับการประกอบความพากเพียรของลูกศิษย์ลูกหาทำี่เข้ามาอยู่ร่วมส�านักของทำ่านจริงๆ ในยุคทำี่หลวงปู ่เคี่ยวเข็ญฝึกหัดพระเณรอย ่างหนักนั้น ทำ่านจะเป็นผู้ก�าหนดเวลาการประกอบความเพียรให้แก่หมู่พระเณรเอง กล่าวคือ ในช่วงเย็นหลังจากสรงน�้าทำ�ากิจอื่นๆ เสร็จแล้ว ทำ่านจะให้เดินจงกรมตามทำี่พักของตนจนถึงเวลาประมาณ๒๑.๐๐น.เป็นอย่างน้อยจากนั้นค่อยขึ้นกุฏิแล้วไหว้พระสวดมนต์ของแต่ละบุคคลเสร็จแล้วให้นั่งภาวนาต ่อไปพอสมควร จนถึงเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. หากพระรูปใดจะพักผ่อนก็พักได้โบราณอาจารย์ทำ่านว่าวันหนึ่งๆ พักผ่อนเพียงสี่ชั่วโมงก็พอ เมื่อได้เวลา ๐๒.๐๐ - ๐๓.๐๐ น. ให้ลุกขึ้นทำ�ากิจส่วนตัว เสร็จแล้วหากยังมีความง่วงอยู่ ทำ่านจะให้ลงเดินจงกรมเสียก่อนแล้วค่อยขึ้นกุฏิทำ�าวัตรเช้าเสร็จแล้วนั่งภาวนาต่อไปจนถึงเวลาทำ�าข้อวัตรรวม หากพระรูปใดจะประกอบความพากเพียรให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ยิ่งดีแก่ทำ่านผู้นั้น โดยให้พิจารณาตามความเหมาะสมเอาเอง120


ปฏิปทำาเข้มข้นของหลวงปู่เมื่อถึงฤดูพรรษาในแต ่ละปี หลวงปู ่จะสั่งห้ามการก่อสร้างใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้พระเณรได้มีเวลาประกอบความพากเพียรได้อย ่างเต็มทำี่ทำ่านว ่าเป็นปฏิปทำาทำี่ครูบาอาจารย์สมัยก่อนพาด�าเนินมา เพราะทำ่านผู้บวชใหม่หรือทำ่านผู้บวชเฉพาะพรรษาสามเดือนจะได้ประโยชน์เต็มทำี่ มีพระบางรูปภาวนาไปๆ จิตใจได้รับความสงบ เกิดความสุขในจิตในใจขึ้นมา ทำี่ว่าจะสึกเมื่อออกพรรษาแล้ว ทำ่านกลับอยู่ได้ไปเป็น เจริญในศาสนธรรมค�าสอนของพระพุทำธเจ้าถึงทำุกวันนี้ก็มี ครูบาอาจารย์สมัยก่อนนั้น ทำ่านเมตตาให้ความสนใจกับการประกอบความพากเพียรของลูกศิษย์ลูกหาทำี่เข้ามาอยู่ร่วมส�านักของทำ่านจริงๆ ในยุคทำี่หลวงปู ่เคี่ยวเข็ญฝึกหัดพระเณรอย ่างหนักนั้น ทำ่านจะเป็นผู้ก�าหนดเวลาการประกอบความเพียรให้แก่หมู่พระเณรเอง กล่าวคือ ในช่วงเย็นหลังจากสรงน�้าทำ�ากิจอื่นๆ เสร็จแล้ว ทำ่านจะให้เดินจงกรมตามทำี่พักของตนจนถึงเวลาประมาณ๒๑.๐๐น.เป็นอย่างน้อยจากนั้นค่อยขึ้นกุฏิแล้วไหว้พระสวดมนต์ของแต่ละบุคคลเสร็จแล้วให้นั่งภาวนาต ่อไปพอสมควร จนถึงเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. หากพระรูปใดจะพักผ่อนก็พักได้โบราณอาจารย์ทำ่านว่าวันหนึ่งๆ พักผ่อนเพียงสี่ชั่วโมงก็พอ เมื่อได้เวลา ๐๒.๐๐ - ๐๓.๐๐ น. ให้ลุกขึ้นทำ�ากิจส่วนตัว เสร็จแล้วหากยังมีความง่วงอยู่ ทำ่านจะให้ลงเดินจงกรมเสียก่อนแล้วค่อยขึ้นกุฏิทำ�าวัตรเช้าเสร็จแล้วนั่งภาวนาต่อไปจนถึงเวลาทำ�าข้อวัตรรวม หากพระรูปใดจะประกอบความพากเพียรให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ยิ่งดีแก่ทำ่านผู้นั้น โดยให้พิจารณาตามความเหมาะสมเอาเองงานกฐินวัดป่าสีห์พนมฯ จัดที่ศาลาการเปรียญของวัด121ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


พระเณรในยุคก ่อนเล ่าว ่า สมัยนั้นหลวงปู ่เดินตรวจดูพระเณรประกอบความเพียรอย่างเข้มงวดมากทำ่านเดินตรวจดูตั้งแต่สามทำุ่มจนถึงใกล้สว่างไม่ทำราบว่าองค์หลวงปู่นั้นทำ่านพักเมื่อไร ตื่นเมื่อไร เพราะเห็นแต่หลวงปู่คอยเดินตรวจดูพระเณรทำ�าความเพียร ช่วงเวลา ๐๓.๐๐ - ๐๓.๓๐ น. ทำ่านจะเดินตรวจดูตามกุฏิทำี่พักของพระเณรรอบสุดทำ้าย หากกุฏิหลังไหนทำ่านไม่เห็นแสงเทำียนตรงทำางจงกรมแล้ว ทำ่านจะค่อยๆเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ ฝากุฏิแล้วฟังเสียงลมหายใจของเจ้าของกุฏิหลังนั้น ปกติแล้วคนทำี่นอนหลับสนิทำมักมีเสียงหายใจดังกว่าคนทำี่ไม่หลับ บางคนก็อาจจะกรนเสียงดังด้วย หากว่าทำ่านได้ยินเสียงลมหายใจแรงหรือเสียงกรน แสดงว่าทำ่านรูปนั้นยังหลับอยู่ หลวงปู่จะเรียกเบาๆ สามครั้ง เรียกแต่ละครั้งจะเพิ่มเสียงขึ้นเรื่อยๆถ้ายังไม่มีเสียงขานตอบ ทำ่านจะเอาด้ามไม้ตาดฟาดทำี่ฝาของกุฏิพร้อมพูดว่า“มันตายแล้วบ้อ” พระเณรรูปนั้นก็จะรู้ตัวได้สติตื่นขึ้นมาแล้วรีบลุกขึ้นประกอบความเพียรทำันทำี กุฏิพระเณรสมัยก่อน ส่วนใหญ่จะปูด้วยฟากไม้ไผ่หากอย่างดีหน่อยก็ปูด้วยแผ่นกระดานไม้เลื่อย กั้นฝาด้วยใบไม้เช่นใบตองกุงใบตองจิกใบตองชาดเป็นต้นเรียกว่าฝาแถบตอง หรือไม่ก็เป็นกระดาษถุงปูน แต่ละหลังจะตั้งกระจัดกระจายหลีกเร้นอยู่ตามบริเวณป่าห่างกันพอสมควร ในช่วงเช้ามืดของทำุกวัน เสียงปลุกพระเณรของหลวงปู่จะดังก้องได้ยินไปทำั่ววัด พระเณรรูปอื่นๆ ต่างคิดในใจว่า “ท่านรูปนั้น เณรรูปนั้น โดนเข้าแล้ว” ในช่วงพรรษากาล หลวงปู่จะพาพระเณรสมาทำานธุดงค์ข้อฉันตกบาตร ไม่รับอาหารตามส่ง ญาติโยมก็จะพากันไปรอใส่บาตรอยู่ทำี่หน้าวัด ถ้าเป็นวันอุโบสถ หลวงปู่จะพาลงศาลาเวลา ๐๔.๐๐ น. น�าหมู่พระเณรไหว้พระสวดมนต์ทำ�าวัตรเช้าจนกระทำั่งได้อรุณของวันใหม่จากนั้นทำ่านจะพาลงอุโบสถต่อเลย การทำี่หลวงปู่เคี่ยวเข็ญพระขนาดนี้เนื่องจากทำ่านมุ่งหวังอยากจะให้ลูกศิษย์ได้ดีแต่เหตุการณ์ช่วงนั้นกลับผิดไปจากทำี่ตั้งใจไว้คือเมื่อออกพรรษาแล้ว พระทำี่อยู่ปฏิบัติกับทำ่านกลับลาสิกขากันไปหมด เนื่องจากไม่มีความอดทำนในการฝึกปฏิบัติดังทำี่หลวงปู่เคยกล่าวไว้ว่า “ช่วงไปอยู่ใหม่ๆ ฝึกแบบทหาร พาเดินจงกรมพานังสมาธิภาวนา่ถ้าใครไม่ทา� ไล่หนีเห็นตัวอย่างหลวงตามหาบัวไล่หลวงปู่ลีหนีเราก็เลยลองเลียนแบบดู บอกพระว่า “ไปเลยนะ” แต่มันไปจริงๆมันไม่เหมือนสมัยก่อนที่ทนที่ยอมครูยอมอาจารย์ท่านจะว่ากล่าวสั่งสอนอย่างไรก็ยอมท่านทั้งหมดอันนีมันหนีเลย้ สมัยนีมันแปลก้ให้เดินจงกรม นังสมาธิภาวนา่กลับไม่ท�า เลยว่า “ถ้าใครไม่ท�า ไม่ต้องอยู่” ก็ได้พากันหนีไปจริงๆ” หลายต่อหลายครั้งหลวงปู่จึงน�ามาพิจารณาว่าขนาดทำ่านเมตตาเคี่ยวเข็ญพระเณรประพฤติปฏิบัติแล้ว หากบางคนยังไม่มีวาสนาปฏิบัติได้ก็คงต้องปล่อยไปตามบุญวาสนาของแต่ละคน ปัจจุบันนี้หลวงปู่จึงแค่แนะน�าแนวทำางสั่งสอนให้โดยผู้ทำี่สนใจประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับประโยชน์และจะเป็นหนทำางเพื่อสร้างทำี่พึ่งอันเกษมให้แก่ตนต่อไป ส่วนผู้ทำี่หลวงปู่พิจารณาเห็นว่าจะสร้างภาระเป็นทำี่หนักใจแก่วัดวาและหมู่คณะครูบาอาจารย์แล้ว ทำ่านก็จะนิมนต์ไปอยู่ทำี่อื่น ทำ่านว่า “ท่าน...ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ส�านักอื่นซะ ผมไม่มีวาสนาที่จะสอนท่านได้” อย่างนี้เป็นต้น122


ความเด็ดเดี่ยวของหลวงปู่ บัวสี่เหล่าในทางพระพุทธศาสนานั้นได้แก่ ๑. บัวที่อยู่พ้นน�้า ๒. บัวที่อยู่ปริ่มน�้า ๓. บัวที่อยู่ใต้น�้า และ ๔. บัวที่จมอยู ่กับโคลนตม จะว ่าไปแล้วก็มีเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยไม่เคยว่างเว้น บุคคลที่เปรียบเหมือนกับเหล่าบัวในสามกลุ่มแรกนี้ ก็ยังมีหนทางที่จะก้าวเดินไปได้ในพระพุทธศาสนาแต่ว่าบัวเหล่าสุดท้ายนี้ที่เป็นประเภทไม่อยากจะเจริญเติบโต กลับชอบใจที่จะไปเป็นอาหารของหมู่ปลาและเต่านี่สิเป็นเรื่องที่ยากต่อการท�าความเข้าใจ ลูกศิษย์ที่เป็นบัวประเภทดังกล่าวที่เคยอยู่กับหลวงปู่ก็มีดังเรื่องเล่าต่อไปนี้มีปีหนึ่งได้มีโยมนา� บุตรหลานมามอบถวายตัวเป็นลูกศิษย์แก่หลวงปู่ ท่านได้เมตตารับไว้แล้วโยมคนนั้นก็ได้ลากลับไป ต่อมาไม่นานโยมคนนั้นก็ได้กลับมาเยี่ยมที่วัดอีก แล้วได้ถามหลวงปู่ว่า“เมื่อไรถึงจะบวชให้กับลูกหลานที่น�ามาฝาก” มาวันไหนก็ถามอย่างนี้หลายครั้งหลายหน หลวงปู่ก็ว่า“คืออยากบวชคักแท้เอ้าไปบวช” พอบวชได้ยังไม่ครบเดือนดีพระบวชใหม่รูปนั้นได้จัดแจงเก็บบาตรแต่งบริขารแล้วมาขอลาหลวงปู่ว่า“จะขอลาไปเที่ยว” หลวงปู่พูดว่า“เอ้า ก็เพิ่งจะบวชได้ไม่นานยังไม่รู้จักธรรมวินัยอะไรเลย ยังไม่เรียนข้อวัตรปฏิบัติอะไรเลย แล้วจะไปได้ยังไง ไม่ควรไปหรอก ไม่ให้ไป ไม่ต้องไป” ท่านได้ห้ามปรามพระรูปนั้นด้วยเหตุผลที่ไม่ควรไปหลายๆ อย่างให้ฟัง แต่พระบวชใหม่รูปนั้นก็ยังดื้อขออย่างนั้นว่า “ยังไงก็จะไป” หลวงปู่ตอบว่า“ถ้าชี้แจงด้วยเหตุผลแล้วยังไม่ยอมฟังกัน ท่านจะไปก็ไป ผมไม่ห้ามล่ะแต่นับจากนี้ ท่านอย่ามานับว่าผมเป็นครูเป็นอาจารย์ของท่านนะ แล้วเวลาไปแล้วอย่าได้กลับมาที่สำ�านักนี้อีก ท่านจะไปที่ไหนก็ได้ ต่อไปนี้ให้ขาดกันเลย”123ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


หลวงปู ่ให้ข้อคิดทักท้วงหวังจะให้พระรูปนั้นมีสติคิดพิจารณาได้แต่พระบวชใหม่รูปนั้นก็ยังคิดไม่ได้ยังอยากจะไปตามความอยากของตนอยู่คือต้องการจะไปให้ได้เมื่อเป็นเช่นนี้หลวงปู่ก็ปล่อยลงในอุเบกขาธรรม พระรูปนั้นออกไปแล้ว ก็ไปอยู่ที่วัดธาตุฝุ่น แต่อยู่ได้๓-๔ วัน จากนั้นก็ออกไปพักที่บ้านเลื่อม บ้านดานอุดรธานีอยู่ได้๒-๓ วัน ก็เดินทางกลับมาวัดป่าสีห์พนมฯขณะนั้นเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น หลวงปู่บุญมากับพระเณรจ�านวนหนึ่งก�าลังช่วยกันเทปูนซิเมนต์ท�าพื้นบันไดฝั่งทิศตะวันตกของศาลา พระรูปนั้นจึงได้เข้าไปกราบหลวงปู่พอท่านเห็นพระรูปนั้นท่านก็ถามว่า“เอ้า กลับมาทำ�าไม ก็ตกลงกันแล้ว ขาดกันไปแล้ว” พระตอบว่า “คิดถึงทำ่านอาจารย์” หลวงปู่ว่า“บ่ต้องมาคิดถึง ไป ออกไปเดี๋ยวนี้ บ่ให้อยู่แล้ว” พระใหม่รูปนั้นก็ได้เดินออกมาจากหลวงปู่แล้วไปเจอหมู่พระที่ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ หมู่พระนั้นเข้าใจว่าหลวงปู่อนุญาตให้พักได้จึงได้จัดที่พักให้ วันนั้นหลังจากที่เทพื้นบันไดเสร็จ พระเณรก็จัดเตรียมน�้าร้อนเพื่อสรงน�้าถวายหลวงปู่ พระใหม่รูปนั้นก็มาร่วมสรงน�้าถวายด้วย พอหลวงปู่เห็นพระรูปนั้นอีกท่านก็ว่า “เอ้า ก็ให้ไปแล้ว ทำ�าไมยังไม่ไปอีกล่ะ” พระใหม่ตอบว่า “ขอพักด้วยสักคืน พรุ่งนี้เช้าถึงจะไป” หลวงปู่ว่า “ไม่ได้ๆ ไปเดี๋ยวนี้เลย” ตกลงพระใหม่รูปนั้นก็ต้องไปในขณะที่เวลามืดๆนั้นเลย พอถึงกาลพรรษาพระใหม่รูปนั้นได้เข้าไปจา�พรรษาที่วัดธาตุฝุ่นกับหลวงปู่เต็ม แล้วก็ไปพูดตา� หนิหลวงปู่เต็มว่า“ครูบาอาจารย์นี่เอาเปรียบพระผู้น้อย ของดิบๆ ดีๆ อาหารดีๆ ก็เอาก่อนพระผู้น้อยหมด” พอหลวงปู่เต็มทราบเรื่อง ท่านก็ไม่รับอาหารตามส่งที่โยมนา� มาประเคนในตอนเช้า ท่านรับเฉพาะอาหารตกบาตรเมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณครึ่งเดือนญาติโยมสังเกตเห็นว่าหลวงปู่เต็มไม่รับอาหารตามส่ง จึงพากันจัดแยกอาหารใส ่ห ่อแบ ่งใส ่บาตรถวายท ่านต ่างหากตลอดพรรษา ส่วนพระใหม่รูปนั้น นอกจากจะไม่รู้เรื่องอะไรแล้วยังประพฤติผิดธรรมผิดวินัยอีก หมู ่เพื่อนตักเตือนก็ไม่ฟัง แถมยังพูดว่า “จะมาเตือนกันทำ�าไม ก็มีศีล ๒๒๗ เทำ่ากันทำั้งนั้น” ดังนั้นจึงเทียบได้กับบัวประเภทสุดท้ายคือไปที่ไหนเกิดที่ไหน ก็มีแต่คอยสร้างความเดือดร้อนให้แก่ที่นั่น สุดท้ายก็หาความเจริญในพระศาสนาไม่ได้พอออกพรรษาแล้วก็ได้สึกออกไป แท้จริงแล้วพระรูปนั้นไม่ใช่ลูกหลานบ้านคา� เจริญเพราะปกติแล้วคนบ้านคา� เจริญจะสั่งสอนลูกหลานให้มีความเคารพต่อครูบาอาจารย์เสมอ แต่พระรูปนี้เป็นคนที่อื่น จึงไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องมีความเคารพและนอบน้อมต่อครูบาอาจารย์124


125ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


126


ผมไม่ได้ดุด้วยความเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับกิเลสทำี่มีอยู่ภายในใจตลอดเวลา บวกกับลักษณะนิสัยของทำ่านทำี่เป็นผู้มีนิสัยใจร้อน บุคลิกภายนอกทำี่แสดงออกมานั้นเหมือนทำ่านดุจนเป็นเหตุให้คนอื่นกลัว หลวงปู่บุญมาทำ่านเคยพูดให้พระเณรฟังว่า“ผมเป็นคนโทสะจริตนะ อย่าได้ถือสาหาความกับกิริยาภายนอกของผมนะ ให้ถือเอาตรงเหตุผลเป็นส�าคัญ และอีกอย่างหนึง่แต่ก่อนผมไม่ได้พูดเสียงดังเหมือนอย่างทุกวันนี้มีอยู่พรรษาหนึง่มีพระผู้เฒ่าร่วมจา�พรรษาอยู่ด้วยท่านเป็นคนหูตึงเวลาพูดเบาๆค่อยๆ แกจะไม่ได้ยิน เวลามีกิจธุระทีจะต้องพูดด้วย่จะต้องใช้เสียงดังๆ บางทีต้องพูดตะโกนจึงพูดกันรู้เรือง่คนอืนฟังนี่เหมือนว่าด่ากัน่ทะเลาะกัน พอครบพรรษาเท่านั้นได้เรื่องเลย ผมกลายเป็นคนพู ดเสียงดังเลย ติดนิสัยมาแต่ครั้งนั้นแหละ เหมือนดุแต่ทีจริงผมไม่ได้ดุ่” และเมื่อถึงคราวได้มาปกครองดูแลหมู ่เพื่อนพระเณร บุคลิกดังกล่าวของหลวงปู่จึงทำ�าให้พระเณรและญาติโยมกลัวทำ่านกันหมดทำุกคนค�าว่า “กำลัว” นี้ พระเณรไม่ได้หมายถึงเกลียดแต่หมายถึงความเคารพยา�เกรงทำี่มีต่อธรรมของหลวงปู่ ตัวอย่างเช่น ตัวต่อทำี่อยู่ในวัด มันจะพากันสร้างรังใกล้ๆ บริเวณทำี่ผู้คนไปมา หลวงปู่เกรงว่าตัวต่อจะทำ�าอันตรายแก่คนอื่นทำี่ไม่รู้ มีอยู่คืนหนึ่ง ทำ่านจึงพาสามเณร ๑ รูป ไปช่วยย้ายรังต่อด้วยกัน เพราะตอนค�่าเป็นเวลาทำี่ตัวต่อเข้านอนทำี่รังทำ่านบอกให้เณรเอาอุปกรณ์คือกระสอบถุงปุ๋ยเปล่าๆ ใบหนึ่งและมีดไปด้วย ทำ่านพาเดินไปตรงบริเวณทำี่ตัวต่อสร้างรัง โดยมีการแบ่งหน้าทำี่กัน คือหลวงปู่เป็นคนส่องไฟฉายให้ส่วนสามเณรจะใช้กระสอบถุงปุ๋ยคลุมรังต่อแล้วรวบปากถุงไว้อย่าให้ตัวต่อออกมาได้และให้สามเณรเป็นผู้ตัดกิ่งไม้นั้น เพราะว่าในพระวินัยมีบัญญัติห้ามพระตัดไม้เอง เมื่อสามเณรตัดกิ่งไม้ทำี่ตัวต ่อสร้างรังขาดแล้วสามเณรก็หิ้วกระสอบถุงปุ๋ยทำี่มีรังต่ออยู่ในนั้นเดินไปทำิ้งไกลๆ ส่วนหลวงปู่เป็นผู้ถือไฟฉายคอยส่องทำางเดินให้ หลวงปู่ถามว่า “เณร ตัวต่อมันไม่ต่อยบ้างหรือ” สามเณรตอบว่า“ต่อยครับมีสามสี่ตัวมันต่อยตั้งแต่ตอนที่ตัดกิ่งไม้โน้นแล้วครับ” หลวงปู่พูดว่า “เอ้า มันต่อยเจำ้าแล้ว ท�าไมบ่วางกระสอบลงล่ะ” สามเณรเมื่อได้ยินหลวงปู่พูดอย่างนั้น จึงได้วางกระสอบรังต่อลง แล้วรีบเดินออกมาจากทำี่นั่นการทำี่สามเณรไม่ได้บอกกับหลวงปู่ว่าถูกตัวต่อต ่อยตั้งแต ่ทำีแรกนั้น ก็เพราะสามเณรกลัว (เคารพ)หลวงปู่มาก สามเณรรูปนันกล่าวในหมู่พระเณรด้วยกันว่า้“หลวงปู่ท่านน่ากลัวยิ่งกว่าถูกตัวต่อต่อยเสียอีก”127ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


พิจารณาหยุดฉันหมากหลวงปู่เล่าเรื่องตอนทำี่หยุดฉันหมากให้ลูกหลานไว้เป็นคติดังนี้ว่า “สมัยก่อนสูบบุหรี่วันหนึ่ง ๓ ซอง ฉันหมากนี้ก็วันละ๓๐-๔๐มวนใส่ถุงฉันต่อๆกันเลยเวลาเคี้ยวหมากนี้นะ บางทีเอาหมากเข้าไปมันฝาด ก็เลยเอามวนพลูต่อเข้าไป พอต่อเข้าไปทีนี้ปูนมันเลยอีก มันก็แถมเข้าไปเรื่อยๆ ตลอด ขนาดเวลานอนก็ยังมีอยู่นอนหลับพอตื่นขึ้นมาเคี้ยวต่อ ยิ่งมีรสชาติดีกว่าเก่า โอ้ย บ่ธรรมดา มีช่วงหนึ่งไปงานหลวงปู่แหวน เขาเช่ารถไป ทีนี้เวลานั่งอยู่ในรถ พวกญาติโยมเขาอยู่ด้านหลัง พอเราผินหน้าออกไป พวกโยมเขามองเห็นปากเราแดงๆ เขาก็มวนพลูส่งมาเรื่อยๆ พอรถไปแวะพักเข้าห้องน�้าอยู่อา� เภอเด่นชัย ตรงปั้มน�้ามันที่เขาปลูกต้นไม้ทีนี้เราก็เอากระป๋องตั้งไว้ข้างๆ รถ แล้วกะไปเข้าห้องน�้า พอกลับมามีรถคันหนึ่งเขารีบขับมา เลยมาเหยียบกระป๋องหมากมันแตก มีพระรูปหนึ่งพูดว่า “ธรรมชาติมันให้สัญญาณนั่นแล้ว” เราก็ถามว่า “ให้สัญญาณอะไร” พระรูปนั้นก็ว่า “สัญญาณให้หยุดฉันหมาก” เราตอบว่า “เออ ให้มันถึงวันก่อน มันยังไม่ถึงวันหยุด” ต่อมาปีพ.ศ. ๒๕๒๙ มันไม่ได้ท�าก�าแพงที่วัดต่อเพราะปัจำจำัยไม่พร้อม เลยไปช่วยทาก�า�แพงอยู่วัดหลวงปู่บุญจำันทร์(วัดป่าสันติกาวาส อ�าเภอไชยวาน จำังหวัดอุดรธานี) หลวงปู่บุญจำันทร์นี่ท่านทั้งสูบบุหรี่และทั้งฉันหมาก ท่านบอกเราว่า “เซาซะกินหมาก” ได้ตอบท่านว่ายังไม่ถึงวันหยุดหรืออย่างไรนี่ล่ะ พอพูดไปแล้วมันเกิดวิตก เราพูดค�านี้กับครูบาอาจำารย์ได้ยังไงเนี่ยพอผ่านไปแล้วพิจำารณาย้อนหลัง มันไม่ใช่พูดกับครูบาอาจำารย์แบบนี้มันประมาทเด้ หลังจำากนั้นมา เวลาฉันของเปรี้ยวๆ มันเสียวมันเข็ดฟัน ก็เลยเอากระจำกมาส่องดูเห็นตรงกลางมันดา�แล้ว มันจำะทะลุตรงกลางฟันข้างใน เลยถามตนเองว่า“จะกินหมากหรือจะกินข้าว” สองอย่างนี้จำะเอาอะไรถ้ากินหมาก ไม่นานมันจำะกินข้าวไม่ได้มันจำะเคี้ยวไม่ได้รากฟันมันจำะไม่เหลือ ตัดสินใจำเดี๋ยวนี้เลยตัดสินใจำหยุดฉันหมาก หยุดเลย นี่ก็หยุดฉันหมากมาได้๒๐ กว่าปีแล้ว”หลวงปู่เทศน์ในงานครบรอบวันมรณภาพ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโลที่วัดป่าสันติกาวาส จังหวัดอุดรธานี128


จั่งซี่แหน่แม๊จั่งบ่เสียเทำี่ยว เมื่อหลวงปู ่บุญมาตัดสินใจอยู ่ประจ�าทำี่วัดป ่าสีห์พนมฯ และได้สร้างเสนาสนะเรียบร้อยแล้ว ทำ่านจึงได้นา� หลวงปู่เข่ง โฆสธัมโม ซึ่งเป็นพ่อของทำ่าน ให้มาอยู่กับทำ่านทำี่วัดป่าสีห์พนมฯแห่งนี้เพื่อสะดวกในการดูแลเพราะตอนนั้นหลวงปู่เข่งก็มีอายุมากแล้ว(ก่อนหน้านั้นหลวงปู่เข่งพักอยู่ที่วัดป่าชุมชัยพัฒนา บ้านชุมชัย ตา�บลบงใต้ อ�าเภอสว่างแดนดิน จำังหวัดสกลนคร) ในปีพ.ศ. ๒๕๓๔หลวงปู่เข่ง อายุ๘๗ปีธาตุขันธ์อยู่ในช่วงปัจฉิมวัย กา� ลังวังชาเรี่ยวแรงถดถอยลงเป็นลา� ดับการเดินเหินไปมาไม่สะดวกเหมือนก่อนๆ หูก็ตึง เวลาพระเณรมีธุระพูดคุยด้วย ก็จะต้องใช้เสียงดังๆทำ่านถึงจะได้ยิน ระยะนั้นทำ่านทำ�ากิจวัตรข้อวัตรบางอย่างร่วมกับหมู่พระได้บ้างเช่น ลงอุโบสถ และร่วมฉันน�้าร้อนได้ตามปกติเป็นแต่เพียงว่าสามเณรอุปัฏฐาก ๓ รูป จะคอยผลัดเปลี่ยนกันเข็นรถเข็นไปรับทำ่านมาจากกุฏิเพราะกุฏิของทำ่านอยู่ไกลจากศาลาอยู่พอสมควร ข้อวัตรปฏิบัติทำี่ทำ่านยังคงรักษาไว้มิให้ขาดก็คือข้อถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือในแต่ละวันจะมีโยมไปคอยใส่บาตรทำ่านทำี่กุฏิจากนั้นสามเณรจะจัดทำี่ฉันถวายทำ่านทำี่กุฏิเพราะถ้าจะให้มานั่งฉันร่วมกับหมู่พระทำี่ศาลาเหมือนก่อน ก็จะลา� บากธาตุขันธ์ของผู้เฒ่าเนื่องจากอายุมากแล้ว หลวงปู่เข่งจะให้ความเคารพต่อหลวงปู่บุญมาเป็นอย่างมาก ทำ่านไม่ได้ถือตนว่าเป็นพ่อ แต่ทำ่านจะถือหลักของอาวุโส ภันเต ตามพระธรรมวินัยเป็นสา� คัญเวลาทำ่านจะทำ�าอะไรจะพูดอะไรก็ตาม ทำ่านจะเกรงใจหลวงปู ่บุญมาเสมอ ข้อนี้พระเณรยุคนั้นทำราบดี ส่วนหลวงปู่บุญมาเองก็หวังจะสงเคราะห์หลวงปู่เข่งทำั้งภายนอกภายในอย่างเต็มทำี่ไม่ให้ขาดตกบกพร่องโดยในแต่ละวันหากหลวงปู ่บุญมาไม ่มีกิจธุระนอกวัดแล้ว หลังฉันจังหันเสร็จ ทำ่านจะเดินไปเยี่ยมหลวงปู่เข่งทำี่กุฏิเสมอพร้อมกับคอยแนะน�าสิ่งทำี่ยังบกพร ่องแก ่สามเณรผู้อุปัฏฐาก มีเหตุการณ์วันหนึ่ง ขณะทำี่หลวงปู่เข่งก�าลังนั่งล้างปากชา� ระฟันอยู่หลังจากฉันจังหันเสร็จ พอดีตรงกับเวลาทำี่หลวงปู่บุญมาเข้าไปเยี่ยมทำ่านทำี่กุฏิพอทำ่านเห็นหลวงปู่บุญมาเดินมา ทำ่านกลับเปลี่ยนอิริยาบถเป็นทำ�าทำีว่านั่งหลับไป พอหลวงปู่บุญมาเห็นเช่นนั้น ทำ่านก็จะมองดูนั่นดูนี่แต่ไม่พูดอะไร สักพักทำ่านก็เดินลงจากกุฏิไปจากนั้นหลวงปู่เข่งก็ลืมตามองดูแล้วนั่งชา� ระล้างฟันต่อสามเณรผู้อุปัฏฐากสังเกตเห็นเรื่องนี้จึงคิดว่าเป็นเพราะทำ่านเกรงใจหรือเป็นเพราะความเคารพ ไม่อยากให้หลวงปู ่บุญมากังวลกับทำ่านหรืออย ่างไรก็ไม ่อาจจะทำราบแน่ชัดได้ ปลายปีพ.ศ.๒๕๓๖หลวงปู่เข่งอาพาธหนักหลวงปู่บุญมาได้ไปซื้อหีบศพมาเตรียมไว้ ทำ่านว่า“ไม่รู้ยังไง ผู้เฒ่าป่วยคราวนี้ในใจำรู้สึกว่าท่านคงจำะไปแน่ๆ” อาการของหลวงปู่เข่งนั้นมีแต่ทำรุดลงๆ ทำ่านเกิดวิตกขึ้นภายในใจ จึงได้พูดกับหลวงปู่บุญมาว่า“มันปวดหลาย อยากจำะลงไปหาหมออวยที่กรุงเทพฯ”หลวงปู่เข่ง โฆสธัมโม129ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


หลวงปู่บุญมาเล่าว่า “เฮานี่บ่อยากให้ไป แต่เพิ่น(หลวงปู่เข่ง) อยากจำะไป เลยว่า “เอ้า ไปก็ไป” ช่วงนั้นทำี่วัดมีรถตู้นิสสันอยู่คันหนึ่ง ทำ่านสั่งให้โยมน�ารถมา แล้วนิมนต์หลวงปู่เข่งขึ้นนั่งรถ ผู้ร่วมเดินทำางในวันนั้น มีหลวงปู่บุญมา สามเณร ๒ รูป และโยมติดตาม๓-๔ คน คณะของทำ่านเดินทำางออกจากวัดในเวลาประมาณ ๕-๖ โมงเย็นของวันนั้น หลวงปู่บุญมาเล่าเพิ่มเติมว่าฝ่ายหลวงปู่เข่งนั้น พอได้ขึ้นนั่งบนรถแล้วบ่ได้ยินฮอดเสียงคราง นังภาวนาเงียบเลย่เมือรถ่จอดพักแถวมวกเหล็ก สระบุรีนีล่ะ่เพิ่นจังว่า่“เฮ้ยมันเพิ่งสิวางลงได้”เมือเฮาได้ยินอย่างนั่น้จึงพูดว่า “จังซี่ แหน่แม๊่จั่งบ่เสียเทียว”่อัฐิธาตุหลวงปู่เข่ง โฆสธัมโมพิธีสรงน�้ำาศพหลวงปู่เข่ง โฆสธัมโม ณ วัดป่าสีห์พนมฯ130


หลวงปู่เข่งมรณภาพเมื่อเดินทำางมาถึงกรุงเทำพฯ แล้ว หลวงปู่บุญมาได้พาหลวงปู่เข่งเข้ารักษาทำี่โรงพยาบาลคลองตัน เวลาผ่านไปได้ราวสิบกว่าวัน อาการหลวงปู่เข่งยังไม่ดีขึ้นบริเวณด้านหลังเริ่มเกิดแผลกดทำับเพราะว่าทำ่านนอนทำ่าเดียวเป็นเวลานาน ทำ�าให้ทำ่านล�าบากมาก หลวงปู ่บุญมาจึงตัดสินใจย้ายทำ่านไปรักษาต ่อทำี่โรงพยาบาลกรุงเทำพ แต่อยู่รักษาได้เพียงแค่ ๔ วันเนื่องจากทำ่านไม่มีปัจจัยเพียงพอในการรักษา จากนั้นหลวงปู ่บุญมาได้ย้ายหลวงปู ่เข ่งไปรักษาอาการต ่อทำี่โรงพยาบาลจุฬาฯ หลวงปู่บุญมาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า“บาดมาอยู่โรงพยาบาลจำุฬาฯ นี้เพิ่นว่าอยากกลับวัด เวลาหมอเขามาสอดสายออกซิเจำน สายอาหารนี่เพิ่นปวดทรมานหมอได้มัดมือเพิ่นไว้เขากลัวว่าผู้เฒ่าสิถอดดึงออก เวลาเฮาเข้าไปเยี่ยมเบิ่งในห้องนี่ ผู้เฒ่าเหลียวมองตามเลยความหมายกะคืออยากให้ถอดสายยางออก เพิ่นอยากกลับแล้ว เหตุที่เฮาบ่อยากให้ผู้เฒ่ากลับออกมาทีแรก เกี่ยวกับคุณวิภาเพราะเขาบอกว่า“แม่ของข้าน้อยกะเป็นจำั่งซี่ล่ะเดี๋ยวกะหาย” เอาไปเอามามันบ่หายเด้ล่ะ สุดท้ายหมอกะเลยสั่งให้รถโรงพยาบาลมาส่งกลับฮอดวัด สรุปแล้วมันบ่ควรไปดอกโรงพยาบาล ไปให้เขาเจาะคอเจาะคาง เจ้าของผู้ไปเป็นผู้เจ็บ ทังเจ็บตัว ้ทั้งเสียเงินพร้อม”ทำางโรงพยาบาลจุฬาฯได้จัดรถโรงพยาบาลส่งตัวหลวงปู่เข่งกลับมาถึงวัดป่าสีห์พนมฯ เวลาประมาณเทำี่ยงคืน หลวงปู่บุญมาได้สั่งให้จัดทำี่พักถวายหลวงปู่เข่งทำี่ชั้นล่างของศาลา ส่วนหลวงปู่บุญมาทำ่านพักทำี่ชั้นบนของศาลาเพื่อจะได้สะดวกในการดูแล เพราะขณะนั้นทำี่ตัวของหลวงปู่เข่งยังคงมีสายอาหารและสายออกซิเจนติดอยู่ เมื่อกลับมาทำี่วัดได้๓วันหลังจากฉันจังหันเสร็จแล้วหลวงปู่บุญมาได้เข้าไปยืนพิจารณาดูหลวงปู่เข่งใกล้ๆทำ่านยืนก�าหนดสักพักหนึ่ง จากนั้นจึงได้สั่งให้ถอดสายออกซิเจนออก พร้อมกับสั่งห้ามใครรบกวนหลวงปู่เข่ง เวลาบ่ายของวันนั้น พระเณรและญาติโยมทำี่เฝ้าดูอาการของหลวงปู่เข่งนั้นต่างก็อ่อนเพลียและบางส่วนก็ได้หลับไป เพราะเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันมาได้หลายวันส่วนหลวงปู่เข่งนั้นทำ่านมีสติรับรู้อยู่ตลอดเวลาขณะนั้นมีเพียงสามเณรสาทำรูปเดียวทำี่นั่งเฝ้าอยู ่ข้างๆ เตียงหลวงปู่เข่งได้มองมายังสามเณรสาทำ จากนั้นทำ่านก็ได้หลับตาลง ลมหายใจขณะนั้นเริ่มแผ่วเบาและช้าลงไปเป็นลา� ดับ แต่อีกไม่นานลมหายใจกลับหยุด แล้วสักพักก็มีลมหายใจกลับคืนมาใหม่เป็นอย่างนี้๒ ครั้งพอครั้งทำี่๓ลมหายใจของหลวงปู่เข่งก็ดับลงไปอย่างสนิทำ ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายสองโมงตรงพอดี หลวงปู่บุญมาได้เล่าถึงเหตุการณ์นั้นว่า“อยู่วัดได้พอสามมื้ออยู่บ้อ ผู้เฒ่ากะเสียเป็นต้นปีพ.ศ. ๒๕๓๗ ได้เจ็ดมือแล้วกะเผาเลย้อายุได้๙๐ พรรษา ๓๔”131ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


นี่หรือกระต่าย วันทำี่๒๖ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๔๕ หลวงปู่บุญมาได้รับนิมนต์จากหลวงปู่เจี๊ยะจุนโทำ ให้มาร่วมงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกยอดฉัตรภูริทำัตตเจดีย์ ณวัดป่าภูริทำัตตปฏิปทำาราม จังหวัดปทำุมธานี ในวันนั้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ได้เมตตารับเป็นองค์ประธานในพิธีและเป็นองค์แสดงพระธรรมเทำศนา โดยมีครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานได้เดินทำางมาร่วมงานเป็นจ�านวนมาก ในงานนี้ลูกศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ขององค์หลวงตามหาบัวได้แก่ หลวงปู่บุญมีปริปุณโณ หลวงปู่เพียรวิริโย หลวงปู่ลีกุสลธโร ได้มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เป็นทำทำี่ ราบกันเป็นอย่างดีในหมู่พระเณรกรรมฐานว่า ศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ขององค์หลวงตามหาบัวทำั้งสามรูปนี้ต่างให้ความเคารพนอบน้อมต่อองค์หลวงตามหาบัวเป็นชีวิตจิตใจมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยแสดงตน ไม่เคยอวดดิบอวดดีมักใหญ่ใฝ่สูง คอยแซงหน้าแซงหลังพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของตนเองแต่ทำ่านทำั้งสามรูปนี้จะก้าวเดินตามธรรม ยอมใจยอมตนตั้งหน้าตั้งตาศึกษาประพฤติปฏิบัติตามธรรมโอวาทำค�าสั่งสอนขององค์หลวงตามหาบัวตลอดมาจนในทำี่สุดดวงใจของพวกทำ่านต่างก็ได้ดิบได้ดีกันทำั้งหมด แม้ว่าดวงใจของพวกทำ่านจะผ่านพ้นจากดงหนาป่าทำึบของบรรดากิเลสน้อยใหญ่ทำั้งปวงแล้วแต่พวกทำ่านก็ยังคงปฏิบัติตนต่อองค์หลวงตามหาบัวผู้เป็นอาจารย์เฉกเช่นเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย มิหน�าซ�้าในใจกลับยิ่งนอบน้อมลึกลงไปมากกว่าเดิมเสียอีก ทำั้งนี้เพราะผู้บริสุทำธิ์ย ่อมเห็นคุณของทำ่านผู้บริสุทำธิ์ได้ดียิ่งกว ่าพวกเราทำี่ยังคงมีกิเลสหนาปัญญาหยาบเป็นไหนๆ หลวงปู่บุญมาก็เป็นอีกทำ่านหนึ่งทำี่รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีในใจของทำ่านพลอยอนุโมทำนาชื่นชมยินดีกับครูบาอาจารย์ทำั้งสามรูปนั้นเสมอมา ครั้งนั้นทำ�าให้ทำ่านได้ย้อนระลึกมาถึงตัวทำ่านเองเป็นทำ�านองกล่าวเตือนใจว่า “ไอ้เรานี้ยังไม่เป็นเหมือนพวกท่าน เรายังมีกิจำที่ยังค้างคาที่ยังแก้ไม่ได้อยู่” ในปีถัดมา เป็นปีมหามงคลในวาระเจริญอายุครบรอบ ๙๐ ปีขององค์หลวงตามหาบัวซึ่งตรงกับวันทำี่๑๒ สิงหาคมพ.ศ. ๒๕๔๖ คณะศิษยานุศิษย์จึงได้รวบรวมเสียงบันทำึกการแสดงพระธรรมเทำศนาอบรมพระขององค์หลวงตามหาบัว ตั้งแต่กัณฑ์แรกทำี่มีการบันทำึก คือวันทำี่๒๕มีนาคมพ.ศ. ๒๕๐๔ถึงปีพ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อถวายบรรดาพระเณรทำี่มาร่วมงานในวันดังกล่าวและยังมีการจัดส่งไปยังสา� นักกรรมฐานต่างๆ ทำั่วประเทำศ โดยให้ชื่อพระธรรมเทำศนาชุดนี้ว่า“หลักของใจ” เพื่อเป็นแนวทำางแก่ผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติด้านจิตตภาวนาโดยเฉพาะ หลังจากนั้นได้มีผู้น�าชุดพระธรรมเทำศนา “หลักของใจ” พร้อมกับเครื่องเล่นซีดีมาถวายหลวงปู่บุญมาทำี่วัดป่าสีห์พนมฯ โดยปกติหลวงปู่บุญมาทำ่านจะอ่านและฟังเทำศนาธรรมขององค์หลวงตามหาบัวเป็นประจา�อยู่เสมอ หากจะพูดในทำางภาคปฏิบัติแล้วจิตของทำ่านขณะนั้นคงจะเรียกได้ว่ามหาสติมหาปัญญา คงจะไม่ผิด วันหนึ่งขณะทำทำี่ ่านกา� ลังนั่งภาวนาพร้อมกับเปิดฟังเทำศนาธรรมขององค์หลวงตามหาบัวอยู่นั้น ปรากฏว่ากระแสจิตกับกระแสเนื้อธรรมของพระธรรมเทำศนาได้หมุนตัวไปพร้อมๆ กันโดยอัตโนมัติจิตของทำ่านไหลไปตามกระแสธรรมะไม่ก่อนไม่หลังจากนั้นความรู้ทำี่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้เปิดเผยขึ้นในใจเกิดความอัศจรรย์ขึ้นเกินความคาดหมายอย่างไม่มีอะไรในโลกนี้จะเปรียบได้ทำ่านกล่าวว่า132


หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน133ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


“ให้จำิตมันสงบเสียก่อนให้มันผ่านตัวนี้เข้าไปให้มันมีแต่จำิต ให้มันมีแต่ดวงรู้เสียก่อน จำึงค่อยมาพิจำารณา ทีนี้มันจำึงจำะรู้พอย้อนเข้ามาดูกายดูจำิต ดูเข้าไปจำริงๆ แล้วตัวทุกข์นั่นมันไม่ได้อยู่ในก้อนกายนะ มันเข้ามาหาจำิตถ้าไม่มีจำิต มีแต่กายเฉยๆ กายเขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเหมือนตอไม้เหมือนจำอมปลวกตั้งอยู่โด่เด่ๆนี่แหละ มีแต่ก้อนดิน ก้อนน�้า ก้อนไฟ ก้อนลม มันรวมกันอยู่แล้วมีจำิตเข้าไปถือเอาไปยึดเอามาเป็นเจำ้าของ มันจำึงรู้สุขรู้ทุกข์ขึ้นมาเป็นเรื่องของใจำที่หลง สรุปแล้วมันมารวมที่ดวงจำิตเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ก็เหมือนกัน มันมารวมอยู่ที่จำิต แล้วก็ตามเข้าไปหาจำิต ทีนี้อะไรคือจำิต อะไรคือใจำ มันอยู่ที่ไหน มันรู้อยู่ที่ท้องฟ้าอากาศนั่นหรือ หรือมันรู้อยู่ที่ไหน มันรู้อยู่ตรงไหนก็กา� หนดเข้าไปหาตรงนั้น มันจำึงจำะรู้นั่น ดวงรู้พอเข้าไปถึงดวงรู้แล้วในดวงรู้นั้นมันมีอะไรอยู่ที่นั่น ไล่หาตัวมันทีนี้ใครเป็นผู้รู้ใครเป็นผู้เห็น ไม่ให้ส่งออกไปข้างนอกนะให้ย้อนเข้ามาหาจำิตพอย้อนเข้ามาหาจำิตตัวนี้ธรรมดาจำิตมันไม่มีอะไร มันว่างนะ มันว่างมาแต่ไหนแต่ไรว่างั้นเถอะแต่ว่ามันไม่ว่างมันอาศัยความหลงคืออวิชชาตัณหามันก็เลยไปกว้านเอาแต่ของไม่ดิบไม่ดีของที่ต้องแก่ต้องบูดต้องเน่าของที่ท่านทิ้งแล้วมาทับถมจำิตใจำ เอามากองใส่ไว้ในดวงใจำ มันก็เลยหนาแน่น มันก็เลยมืดตึ๊ดตื๋อ ทีนี้ก็ตามเข้าไปอีกว่าใครเป็นคนมืด ตาหรือเป็นคนมืดหูหรือเป็นคนมืด จำมูกหรือเป็นคนมืด ลิ้นหรือเป็นคนมืดกายหรือเป็นคนมืด ใจำหรือเป็นคนมืด ไล่หาตัวมัน มันมืดอยู่ที่ไหน มันหลงอยู่ที่ไหน ตามเข้าไปๆ ใครเป็นผู้ว่าหลงอยู่นี่ ตามเข้าไปๆ อุปมาเหมือนกับนายพรานล่าเนือ้ล่ากระต่ายกระต่ายมันหมอบอยู่ในพุ่มไม้ถ้านายพรานยังมองไม่เห็นตัวมัน ถึงแม้นายพรานจะเดินเข้าไปใกล้มันแค่ไหน มันก็ไม่ยอมออกจากพุ่มไม้แต่ถ้านายพรานเหลือบเห็นมันเมือไร่โฮ้มันอยู่นีหรือกระต่าย่พอไปทักว่ากระต่ายเท่านันแหละ้กระต่ายตัวนีมันก็กระโดด ้ออกเลยนะ พอกระต่ายตัวนี้กระโดดออกแล้วมันว่างหมด มันไม่มีอะไรเลย โอ้อันนีเรียกว่า้อกาลิโก มันไม่มีกาลไม่มีเวลาปัจจัตตัง ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้เฉพาะตน มันใช่จริงๆใช่อย่างที่พระพุ ทธเจ้าท่านว่าไว้จริงๆ ใช่อย่างที่พระอริยเจ้าท่านว่าไว้จริงๆ ใช่อย่างทีครูบาอาจารย์่ท่านว่าไว้จริงๆ เพราะฉะนันเหมือนที้ท่านว่า่เส้นผมมันบังภูเขา เดียวนี๋มันอยู่ใกล้ๆ้นี่มันอยู่กับเรานีล่ะ่แต่เรามองข้ามมันไปเฉยๆ” ใจของทำ่านได้เปิดโลกธาตุให้เห็นอย ่างชัดเจนเกิดปีติยินดีในธรรม เกิดอัศจรรย์ใจเหนือสิ่งคาดหมายน�้าตาของทำ่านร่วงออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ พร้อมกับเกิดความสลดสังเวชเรื่องการเกิดตายของตนทำี่เคยเป็นมาด้วยอ�านาจของกิเลสทำี่เคยมีไม ่มีสมมุติบัญญัติใดๆเข้าไปเจือปนกับธรรมชาตินั้นได้อีก จากนั้นทำ่านได้ลุกนั่งกราบพระพุทำธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระอริยสงฆ์กราบครูบาอาจารย์กราบองค์หลวงตามหาบัว อย่างถึงจิตถึงใจเห็นบุญคุณของพวกทำ่านมากล้นจนไม่สามารถจะพรรณนาออกมาได้ หากไม ่มีพวกทำ่านเหล ่านี้มาเปิดเผยและพาปฏิบัติมาแล้ว เราก็คงจะไม่ได้พบกับธรรมชาติทำี่วิเศษนี้ หลังจากนั้นหลวงปู่บุญมาได้รับนิมนต์ไปเทำศน์อยู่ทำี่บ้านต้าย โดยงานวันนั้น หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโมวัดป่าแก้วชุมพล ได้มาร่วมงานด้วยวันนั้นหลวงปู่บุญมาได้แสดงพระธรรมเทำศนาเรื่องอวิชชาเปรียบเหมือนกับกระต่ายนี้ เมื่อพิธีในงานจบลงแล้ว หลวงปู่อุ่นหล้าได้ตามหลวงปู ่บุญมากลับมาทำี่วัดป ่าสีห์พนมฯ เนื่องจากทำี่ผ ่านมาหลวงปู ่อุ ่นหล้าว ่า ทำ่านไม ่เคยได้ยินหลวงปู ่บุญมาเทำศน์ลักษณะนี้มาก่อน จึงทำ�าให้ทำ่านสนใจเป็นอย่างมาก หลวงปู่บุญมาจึงได้เมตตาเทำศน์ให้ฟังอีกครั้งเฉพาะแก่หลวงปู่อุ่นหล้าทำี่กุฏิของทำ่าน134


135ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


พระนิพพานคือความเบื่อ หลวงปู ่บุญมาเมตตาเทำศน์ให้กับคณะหลวงปู ่อุ่นหล้าฐิตธัมโม ในช่วงทำี่คณะของทำ่านมากราบคารวะทำี่วัดป่าสีห์พนมฯ ปีพ.ศ. ๒๕๕๖ ว่า “ฟังเทศน์เพิ่นอยู่บ้อซูมื้อนี้ปู่บ้านตาดเพิ่นเทศน์ โอ้ มันถึงใจแท้เด้ แต่ก่อนผมกะมาพิจารณาย้อนหลังเนาะ บวชเข้ามา ครูบาอาจารย์พาสร้างพาเฮ็ดธาตุ ออกไปเทียวกะไปกับอาจารย์่ค�าบุ เข้าป่าเข้าดง บ่ได้เข้าไปหาเพิ่นจักเทือ มีแต่อาจารย์คา� บุพาไปกราบเทือหนึง่ช่วงเข้าไป มันกะบ่เข้าใจ หังก็มาเข้าใจ ่มาเกิดสลดสังเวชช่วงกัณฑ์ที่เพิ่นเทศน์เพิ่นไห้พร้อม ร้องไห้เรืองสลดสังเวชกับ่ธรรม มันบ่เข้ากัน มันคนละอัน แต่ก่อนมันเข้าใจลึกไปโพด มันบ่เข้าใจ แล้วก็มาเกียวถึงว่าเพิ่ ่นรู้พิสดารของเพิ่น อันนั้นบุญบารมีของเพิ่น บารมีของเพิ่นมันแก่กล้า สรุปแล้วเฮาทั้งหลายบ่ถึงเพิ่นก็ได้ดอกผมว่าว่าแต่ทิ้งกายนี้ได้หนึ่ง สองให้มาปฏิบัติทาจำ� ิตใจำของตนให้เป็นตนของตนโดยสมบูรณ์มันก็จำบแล้ว นอกนั้นมันเกี่ยวกับบุญบารมีของเพิ่นสร้างมาหลายกว่าเฮา นา� มานานกว่าเพราะฉะนั้นเวลาเพิ่นไปเรียน ขณะเรียนนา� กันทั้งหลายแหล่พอเพิ่นอ่านไป เพิ่นสนใจำในการปฏิบัติเพิ่นภาวนาลองเบิ่งไปนั่งเบิ่งจำิตใจำมันกะสงบเพิ่นบ่บอกหมู่กลางคืนเพิ่นลักไปเดินจำงกรม ผู้มันเคยสงบ มันเกิดปีติมันอยากรู้อยากเห็น ผู้บ่เป็นนี่ติพอไปเห็นกะไปเย้ยกัน เพิ่นจำะไปพระนิพพานอีหลีหมู่ไปเย้ยเพิ่นกะเซาเพิ่นบ่เฮ็ดมันเป็นมาตั้งแต่เพิ่นศึกษาไปเรียน แต่ว่าเรียน ไปเรียนหยังเพิ่นเอาจำริงเอาจำังเด้เพิ่นบ่เฮ็ดเลาะๆคือเฮาเอาตายเป็นแดนจำั่งซั่นมันผิดกันเป็นหยังเพิ่นจำั่งสละได้มันกะพลังศรัทธาของเก่าเพิ่นที่สร้างมาแต่อดีตพู้นแล้ว ผมว่ามันเกิดเองเป็นเองได้มันผลักดันขึ้นมาเอง มันกล้าเองเป็นเอง เว่าเรื่องความเห็นของผมนี่เนาะ มันคือบ่หลายบ่อนสิแยกของมัน ธาตุดิน ขั่นย่นเข้ามาให้เห็นชัดสั้นเข้ามา น้อยเข้ามา ก็มีเหลือเม็ดเดียวเท่านั้นล่ะ กับจำิตใจำดวงเดียว สรุปแล้ว กะให้มาปฏิบัติ มาท�าตนของตนให้สมบูรณ์เท่านั้นล่ะ ให้มันผ่านพ้นพวกนี้ ท�าจำิตใจำให้มันอยู่เหนือสมมุติหลวงปู่เพิ่นเทศน์ผมมาพิจำารณาเบิ่งสรุปความลงแล้ว มันบ่แม่นหลงอย่างอื่นดอก มันหลงเจำ้าของก่อนเดี๋ยวนี้ มันบ่เห็นเจำ้าของก่อนนี่ล่ะ มันจำังไปยึดของภายนอก นอกไปเบิ้ด สัตว์โลกทั้งหลายแหล่มันนอกจำิตนอกใจำเฮา จำั่งว่าสัตว์โลก แปลว่า โลก โลกก็แปลว่าหมู่สัตว์หมู่สัตว์ก็ทั้งสัตว์เดรัจำฉาน สัตว์ทั้งหลายแหล่ที่มีวิญญาณ ทั้งสัตว์มนุษย์อีกล่ะ รวมกันเรียกว่าสัตว์โลกเรียกว่าโลก ขั่นมันบ่ผ่านบ่พ้น มันจำั่งมาเกิดอีก มันกะหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม สวดมนต์งานท�าบุญเก็บอัฐิเข้าธาตุ วัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร136


คือเก่านี่ล่ะ มันสิมาแบกมาหามอันเก่า มีรูป มีเวทนา ความสุข ความทุกข์ มีสัญญา ความจำ�าได้หมายรู้ มีสังขาร ความปรุงความแต่ง ความคิดความนึก มีวิญญาณ ความรับทราบทาง ตา หู จำมูก ลิ้น กาย ใจำ ตา หู จำมูก ลิ้น กาย ใจำ นี้ หลวงปู่เพิ่นว่ามันมาขี้ตั๋วเจำ้าของ ตามันก็ขี้ตั๋ว หูมันก็ขี้ตั๋ว จำมูกมันก็ขี้ตั๋ว กายขี้ตั๋ว ใจำกะขี้ตั๋วเจำ้าของ จำั่งว่ามาปฏิบัติให้จำิตใจำมันเป็นเอกเทศ บ่ให้มันเป็นอย่างอื่น บ่ให้มันเป็นรูป บ่ให้มันเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เฮ็ดจำั่งได๋มันสิเบื่อหน่าย เฮ็ดจำั่งได๋มันสิทิ้งได้ สรุปแล้ว พวกเฮาจะปรารถนาพระนิพพานปรารถนาพระนิพพาน แปลว่า ปรารถนาให้มันเบือ่พระนิพพานกะคือนิพพิทา นิพพิทาก็คือความเบือ่เบื่อหน่าย คลายความก�าหนัดยินดี ขั่นมันบ่เบื่อกะคือมันบ่เบือ่ถ้ามันเบือกะคือมันเบื่อ่ จำั่งว่าท่านสงบเพิ่นเทศน์ โรคยา ปรมา ลาภา ผู้มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง มันใกล้ความจำริง ผู้บ่เป็นโรค มันเพลิน มันลืมเนื้อลืมตัวบ่เป็นหยังตั้ว อาจำารย์อุ่นบ่ได้ป่วยได้เจำ็บหยัง ร่างกายเขาเป็นต่างหาก มันสบายอยู่นะ เอาล่ะ มันสบาย ปล่อยมัน ให้มันเป็นไปโลด มันอยากไป ให้มันไปโลด จำิตใจำสบายมันกะดีล่ะ”หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม แสดงธรรมในงานประชุมเพลิงหลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร137ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่บุญมากล่าวถึงครูบาอาจารย์ทำทำี่ ่านเคยอยู่ศึกษาปฏิบัติว่า “ท่านอาจำารย์สิงห์(สหธัมโม) นี้เราอยู่กับท่านสองพรรษา ปีพ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๕ ส่วนมากท่านอาจำารย์สิงห์ท่านไม่อธิบายไม่บอก ท่านเน้นให้ภาวนาเอาเองอย่างเราถามว่า “เวลาจำิตสงบนี้เป็นอย่างไร” ท่านก็ไม่บอก ไม่เปิดให้ฟังเพียงว่า“ก็เหมือนเวลาเอาเด็กน้อยเข้านอนในอู่นี่แหละ ก�าหนดตั้งแต่หัวค�่า สว่างเช้าค่อยก�าหนดออก” ท่านพูดให้ฟังเพียงเท่านี้ เข้าอย่างไรอยู่อย่างไร ท่านไม่เปิดไม่แง้มให้ฟังเลยเวลาท่านเทศน์ท่านก็จำะเน้นเรื่องกายคตาฯ เรื่องอสุภะ เป็นหลักโดยมากส่วนครูบาอาจารย์ที่เคยเข้าไปกราบเยี่ยมขอฟังอรรถฟังธรรมอบรมตั้งแต่ออกปฏิบัติก็มีหลวงปู่ค�าดี(ปภาโส) หลวงปู่อ่อน (ญาณสิริ)หลวงปู่ขาว (อนาลโย) หลวงปู่พร (สุมโน) หลวงปู่ชอบ (ฐานสโม)ได้ฟังเทศน์ที่เพิ่นใส่หนักๆก็เป็นหลวงปู่ขาว ที่ภูค้อส่วนที่ถ�้ากลองเพลนั้นเข้าๆ ออกๆ ไม่เคยจำ�าพรรษาสา� หรับหลวงปู่ฝั้น (อาจำาโร) เคยฟังธรรมของท่านในเวลามีงาน ไม่ได้ฟังเป็นการส่วนตัวเหมือนองค์อื่นเพราะไม่เคยเข้าไปพักกับท่าน ท่านอาจำารย์จำวน (กุลเชฏโฐ) นี้เคยพักกับท่านเป็นช่วงๆ ไม่เคยร่วมจำ�าพรรษากับท่านสักครั้ง เคยพักกับท่านที่ดงหม้อทอง ต่อมาก็ถ�้าจำันทร์และอีกครั้งก็ที่ถ�้าบูชา ภูวัว เดือนหนึ่งหรือเกือบจำะสองเดือนนี่แหละไปช่วยท่านตัดทางลงมาบิณฑบาตบ้านทรายจำกกับท่านอาจำารย์สอน (อุตตรปัญโญ)หลวงปู่อ่อน ญาณสิริหลวงปู่ชอบ ฐานสโม138


หลวงปู่ขาว อนาลโยหลวงปู่ค�าดี ปภาโส แต่ครูบาอาจำารย์ที่ได้ติดตามท่านเป็นเวลานานก็เป็นพระอาจำารย์ค�าบุ (ธัมมธโร) ติดตามท่านตั้งแต่ดงหนองแอก พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๒๕๑๑ บ้านเหล่าขวาว แต่จำ�าพรรษากับท่านจำริงๆ ๖ ปีมีดงหนองแอก ๑ บ้านม่วงท่าแพ ๑ บ้านกกกอก ๑ บ้านขี้นาค ๑ บ้านกลางใหญ่๑บ้านเหล่าขวาว ๑ นอกนั้นก็เที่ยวด้วยกันตลอด ส่วนธรรมะของครูบาอาจารย์ที่ท�าให้จิตใจของเราได้หลัก ให้จิตใจของเราเข้าใจในธรรมะอย่างลึกซึงนี้ ้เป็นธรรมะของหลวงตามหาบัว เทศน์ของท่านนี้มันถึงจิตถึงใจ มันกระแทกถึงจิตใจดีตังแต่โน้นล่ะ้ตังแต่หนังสือเล่มแรกของ้ท่านทีออกเผยแพร่ออกมาชื่อ่ปัญญาอบรมสมาธิเป็นต้นมา”หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน139ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เรื่องกรรมของหลวงปู่ หลวงปู่ได้เมตตาเล่าให้คณะศิษย์ฟังถึงกรรมเก่าของท่านว่า ๑. กรรมเกี่ยวกับการปวดหลังและแผลในปาก(ร้อนใน) ในสมัยก่อนชีวิตผู้คนในชนบทต้องพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติที่มีอยู่มากมายเพื่อเลี้ยงชีวิต ต้องจับสัตว์ฆ่าสัตว์เพื่อนา� มาเป็นอาหารและค้าขายประกอบอาชีพชีวิตของหลวงปู ่ในสมัยที่เป็นฆราวาสก็เช ่นเดียวกันท่านเล่าว่าเมื่อฝนเริ่มตกใหม่ๆ ก็จะมีสัตว์จ�าพวกกบเขียด ออกมาหากิน เวลาจับสัตว์พวกนี้ท่านจะส่องไฟและใช้ไม้ไผ่ที่ผ่าเป็นริ้วใหญ่ๆ และเหลาให้แบนๆ นา� ไปตีกบตีเขียดเหล่านั้น เวลาไปตีบางทีก็มีตายบ้าง บางทีก็ไม่ตายเพียงแค่สลบไปบ้างก็มีการทา� กรรมเช่นนี้ส่งผลให้ท่านมีอาการปวดหลังอยู่บ่อยๆ และอีกเรื่องหนึ่งสมัยท่านเป็นฆราวาส ท่านต้องไปตกเบ็ดและปักเบ็ดตามทุ่งนาอยู่เป็นประจ�า เวลาปลาติดเบ็ดแล้ว เบ็ดจะเกี่ยวปากปลาทะลุออกมาบริเวณขอบปากบ้าง ทะลุออกมาบริเวณตาบ้าง ปลาจะเจ็บปวดทรมานมาก มันจะดิ้นจนสายเบ็ดไปเกี่ยวกับกอข้าวจนแน่น ทา� ให้มีเลือดไหลออกมาเต็มปากของปลาการทา�กรรมเช ่นนี้ ส ่งผลให้ท ่านมักจะเป็นแผลในปากหรือร้อนในอยู่บ่อยๆ และเวลาที่ท่านเป็นแต่ละครั้ง มักจะเป็นนานและหายช้ากว่าคนปกติทั่วไป๒. กรรมเกี่ยวกับนิ้วมือข้างขวาสองนิ้ว คือนิ้วกลางและนิ้วนางของท่าน ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านเลื้อยไม้ทา� กุฏิที่บ้านอุบโมงเวลาเลื่อยไม้จะยกมาเลื่อยเป็นไม้ขอนใหญ่ๆ ประมาณหนึ่งคนโอบ และยาวสิบกว่าเมตรเพื่อเลื่อยเปิดไม้ออกทั้งสามด้าน เมื่อเลื่อยเปิดปีกไม้ออกแล้ว ก็จะตีเส้นตามขนาดของความหนาของแผ่นไม้ที่ต้องการทั้งสองด้านที่ตรงกัน จากนั้นก็จะท�าการเลื่อยเลื่อยที่ใช้สมัยก่อนจะเป็นเลื่อยชนิดดึงสองคนซึ่งอยู่คนละข้างเมื่อเลื่อยเข้าไปได้ระยะหนึ่งแผ่นไม้กระดานจะแอ่นลงหนีบเลื่อยซึ่งจะท�าให้เลื่อยไม้ฝืดหรือบางครั้งดึงเลื่อยไม่ได้เลย ซึ่งจะต้องใช้ไม้หมอนเล็กๆ รองไม้ไว้เรื่อยๆ เมื่อเลื่อยไปได้พอประมาณ ก็จะเปลี่ยนไม้รองให้ใหญ่ขึ้น เมื่อหลวงปู่จะเปลี่ยนไม้รองอันเล็กออกและใส่ไม้ตัวใหญ่ขึ้น หลวงปู่ได้ใช้นิ้วมือสองนิ้ว(นิ้วกลางและนิ้วนาง) ดันไม้รองนั้นออก และเมื่อไม้รองนั้นหลุดออก แผ่นไม้กระดานหนาๆได้ทับนิ้วหลวงปู่จนเล็บแตกและหลุดออกมา140


หลวงปู่เล่าว่า เมื่อตอนมันทำับใหม่ๆ ไม่มีอาการเจ็บเลย ทำ�าให้ทำ่านหวนระลึกถึงกรรมเก่าทำทำี่ ่านเคยทำ�าไว้กับแมวตัวหนึ่ง ตอนนั้นทำ่านใช้ล�าเพ็กตีแมวจนล�าเพ็กหักเป็นสองทำ่อน (ลักษณะล�าเพ็กจะเหมือนกับแขนงไม้ไผ่ แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ขนาดใหญ่เทำ่ากับขนาดหลอดกาแฟ) สาเหตุทำี่ทำ่านตีแมวตัวนั้น เพราะว่ามันดื้อมากเวลาพระก�าลังนั่งฉันบิณฑบาตอยู่ มันชอบมารบกวนหลวงปู่ต้องการสั่งสอนให้มันรู้จักเวลากินของมัน โดยทำ่านคิดว่าจะตีมันแค่ครั้งเดียวให้มันรู้สึกเข็ดหลาบและจะได้ไม่กล้าเข้ามารบกวนพระเวลานั่งฉันอีก ทำ่านจึงใช้ลา� เพ็กตีแมวตัวนั้นขณะทำี่มันเข้ามารบกวนอย่างเต็มแรงจนไม้ลา� เพ็กหักเป็นสองทำ่อนในคราวเดียวกัน เมื่อแมวตัวนั้นโดนตีแล้ววันต่อมามันก็ไม่กล้าเข้ามารบกวนพระอีกเลยเวลามันจะกินอาหาร มันจะไปนอนรอตรงทำี่พระเคยให้อาหารมันทำุกครั้งหลังจากพระฉันเสร็จ ต่อมาหลวงปู่ได้บอกให้โยมเอาแมวตัวนี้ไปปล่อยทำี่อื่น เพราะทำ่านไปเจอมันจับลูกกระแตกินเป็นอาหาร๓. กำรรมที่โดนรถชนและกำระดูกำแขนข้างซ้ายช่วงบนหักำ มีอยู ่ครั้งหนึ่งหลวงปู ่รับกิจนิมนต์ไปกรุงเทำพฯคณะของทำ่านออกจากวัดตั้งแต ่เช้าประมาณตีสี่ตีห้าเมื่อมาถึงเขตอ�าเภอกุมภวาปี ทำ้องฟ้ายังไม่ทำันสว่างนักได้มีรถคันหนึ่งวิ่งข้ามเลนถนนตรงมายังรถของหลวงปู่ด้วยความเร็วมาก คนขับรถของหลวงปู่จึงตัดสินใจเร่งความเร็วของรถเพื่อให้พ้นจากรถคันนั้น ชั่วอึดใจเดียวรถคันทำี่วิ่งข้ามเลนมาได้ชนปะทำะกับรถของทำ่านบริเวณด้านหน้าของคนขับอย่างแรงจนทำ�าให้ด้านหน้ารถยุบเข้ามาหนีบเทำ้าคนขับ และตัวองค์ทำ่านเองก็โดนแรงกระแทำกเข้าอย่างจัง ทำ�าให้แขนซ้ายกระดูกทำ่อนบนหัก หลวงปู ่ได้เข้ารับการรักษาทำี่โรงพยาบาลในอุดรธานี๓ คืน จากนั้นหมอให้ทำ่านกลับไปพักฟื้นทำี่วัดโดยหมอให้ยาแก้ปวดและเข้าเฝือกทำี่แขนให้ทำ่าน เมื่อทำ่านกลับไปถึงวัด หมอพื้นบ้านได้มาทำ�าการรักษาให้หลวงปู่โดยถอดเฝือกออก และใช้น�้ามันรักษาแทำน วันต่อมาบริเวณแขนทำี่หักได้บวมขึ้นและใหญ ่มาก เนื่องจากบริเวณทำี่กระดูกหักเกิดการอักเสบและมีรอยต่อกระดูกเคลื่อน หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ไปหาหมอทำี่อุดรธานีเมื่อหมอเห็นอาการเช ่นนั้น หมอได้ถามว่าจะเข้าเฝือกแบบเดิมหรือจะเข้าเฝือกแข็ง หลวงปู่ก็ไม่ตอบ หมอจึงเข้าเฝือกแข็งชนิดถอดไม่ได้(เป็นเฝือกปูนปลาสเตอร์)ให้ทำ่าน โดยเฝือกนั้นยาวตั้งแต่หัวไหล่จนเลยข้อศอกทำ�าให้ทำ่านต้องใช้ผ้าผูกห้อยคอไว้นานเป็นเดือน เมื่อกระดูกต่อติดสนิทำดีแล้วจึงได้เอาออก เมื่อหมอถอดเฝือกออกให้แล้ว ทำ่านว่าแขนของทำ่านนี้ลีบหมดเลยเหยียดแขนก็ไม่ได้เพราะงอแขนไว้นานร่วมเดือน จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำ�าให้ทำ่านระลึกได้ว ่าเป็นกรรมสมัยตอนเป็นฆราวาสทำี่ทำ่านเคยก�าคอไก่จนตายเรื่องมีอยู่ว่า หลังจากทำทำี่ ่านตีไก่เสร็จและนึกว่าไก่คงจะตายแล้ว ทำ่านเลยวางไก่ตัวนั้นลง พอวางไก่ลงไปแล้วไก่มันยังไม่ตาย มันยังดิ้นอยู่ ทำ่านเห็นเช่นนั้น จึงได้ตีหัวไก่อีกเป็นครั้งทำี่สองแต่ไก่มันก็ยังไม่ตายอีก ทำ่านโมโหทำี่ไก่ยังไม่ตาย ทำ่านจึงจับคอไก่ก�าไว้แน่นเพื่อให้มันตายเมื่อเห็นมันไม่ดิ้นแล้ว ทำ่านจึงปล่อยไก่ตัวนั้นลง พอหลวงปู่เล่าจบท่านจึงปรารภต่อว่า “นีแหละ่กรรม เราท�ากรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาปเราจะเป็นทายาท คือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนัน้สืบไป”141ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


พระภิกษุสามเณรลงทำ�าข้อวัตรทำี่ศาลาเวลาตี๕โดยจะช่วยกันปัดกวาดบริเวณรอบศาลา ปูอาสนะจัดเตรียมทำี่ฉัน จัดเตรียมบาตร จากนั้นรวมกันไปกวาดตาดตามถนนตั้งแต่หน้าศาลาไปจนถึงหน้าประตูเข้าวัด พระภิกษุ ๓-๔ รูป รอทำ�าข้อวัตรถวายหลวงปู่ทำี่หน้ากุฏิโดยจัดเตรียมน�้าร้อน น�้าเย็น ส�าหรับล้างหน้าบ้วนปาก แปรงฟัน ถวายหลวงปู่ หลวงปู่จะออกจากกุฏิประมาณ ๐๕.๓๐-๐๖.๐๐ น. เมื่อหลวงปู ่ออกจากกุฏิแล้ว ทำ่านจะล้างหน้าแปรงฟัน ช ่วงนั้นพระก็จะเข้าไปในกุฏิ น�ากระโถนปัสสาวะไปช�าระ แล้วน�ามาเก็บทำี่สถานเดิมไม ่ให้คลาดเคลื่อน พร้อมกับพับผ้าห่ม ผ้าปลอกหมอน และผ้าปูทำี่นอนให้เรียบร้อย เมื่อปฏิบัติข้อวัตรเกี่ยวกับหลวงปู่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินออกจากวัดเข้าไปหมู่บ้านเพื่อบิณฑบาตพร้อมกับหมู ่คณะทำี่เดินไปล ่วงหน้าก่อนแล้ว โดยมีระยะทำางประมาณ ๒ กิโลเมตรสา� หรับองค์หลวงปู่ สมัยก่อนทำี่ธาตุขันธ์ยังแข็งแรงทำ่านจะเดินน�าหมู ่คณะบิณฑบาตในหมู ่บ้าน แต่ในปัจจุบันเนื่องจากทำ่านอายุมากแล้ว ทำ่านจึงเดินบิณฑบาตเฉพาะในศาลาแต่หากอยู่ในระยะพรรษากาลทำ่านจะเดินบิณฑบาตหน้าประตูวัดข้้อวััตรปฏิิบััติข้องพระเณร วััดป่าสีีห์์พนมประชารามพระภิกษุจัดเตรียมเสนาสนะ ตั้งน�้าฉัน ก่อนออกบิณฑบาตพระภิกษุสามเณรเดินเข้าหมู่บ้านเพื่ิอรับบิณฑบาต142


หลวงปู่และคณะสงฆ์เดินบิณฑบาต143ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เมื่อคณะพระเณรบิณฑบาตกลับเข้ามาในวัดแล้วญาติโยมจะเริ่มทำยอยประเคนอาหารในศาลาโดยมีพระหนึ่งรูปคอยช่วยหลวงปู่รับประเคนอาหาร เมื่อคณะพระเณรฉันจังหันเสร็จแล้ว ก็จะช่วยกันเก็บอาสนะเสื่อและทำ�าความสะอาดทำี่ฉันในศาลายกเว้นพระทำี่ทำ�าข้อวัตรถวายหลวงปู่ คือเมื่อหลวงปู่ฉันเสร็จพระรูปหนึ่งจะนา� บาตรไปล้างทำ�าความสะอาด อีกสองรูปจะเทำน�้าดื่มน�้าล้างมือน�้าแปรงฟันถวายหลวงปู่เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะนา� กระโถนไปล้างและเก็บอาสนะเข้าทำี่เดิม หลังจากนั้นต ่างก็แยกย้ายกันกลับเข้ากุฏิเพื่อปฏิบัติความเพียร คือเดินจงกรม และนั่งสมาธิภาวนาจะมีเฉพาะองค์หลวงปู่ทำี่จะอยู่รับแขกญาติโยมทำี่ศาลาเทำ่านั้น ยกเว้นมีเหตุจ�าเป็นบางประการทำี่ทำ่านต้องการให้พระรูปไหนอยู่ด้วย ทำ่านก็จะแจ้งเป็นครั้งคราว หากทำ่านเห็นพระหรือเณรรูปใดทำี่ไม่มีกิจเกี่ยวข้องออกมาแถวบริเวณศาลา ทำ่านจะดุทำันทำี144


เมื่อคณะพระเณรบิณฑบาตกลับเข้ามาในวัดแล้วญาติโยมจะเริ่มทำยอยประเคนอาหารในศาลาโดยมีพระหนึ่งรูปคอยช่วยหลวงปู่รับประเคนอาหาร เมื่อคณะพระเณรฉันจังหันเสร็จแล้ว ก็จะช่วยกันเก็บอาสนะเสื่อและทำ�าความสะอาดทำี่ฉันในศาลายกเว้นพระทำี่ทำ�าข้อวัตรถวายหลวงปู่ คือเมื่อหลวงปู่ฉันเสร็จพระรูปหนึ่งจะนา� บาตรไปล้างทำ�าความสะอาด อีกสองรูปจะเทำน�้าดื่มน�้าล้างมือน�้าแปรงฟันถวายหลวงปู่เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะนา� กระโถนไปล้างและเก็บอาสนะเข้าทำี่เดิม หลังจากนั้นต ่างก็แยกย้ายกันกลับเข้ากุฏิเพื่อปฏิบัติความเพียร คือเดินจงกรม และนั่งสมาธิภาวนาจะมีเฉพาะองค์หลวงปู่ทำี่จะอยู่รับแขกญาติโยมทำี่ศาลาเทำ่านั้น ยกเว้นมีเหตุจ�าเป็นบางประการทำี่ทำ่านต้องการให้พระรูปไหนอยู่ด้วย ทำ่านก็จะแจ้งเป็นครั้งคราว หากทำ่านเห็นพระหรือเณรรูปใดทำี่ไม่มีกิจเกี่ยวข้องออกมาแถวบริเวณศาลา ทำ่านจะดุทำันทำี ข้อวัตรช่วงบ่ายจะเริ่มตอนบ่ายสองโมง พระเณรแม่ชีจะช่วยกันกวาดตาดจากกุฏิมาทำี่ศาลาจนถึงบริเวณหน้าประตูวัด หากวันนั้นหลวงปู่ไม่มีกิจธุระใดๆ ทำ่านจะร่วมทำ�าข้อวัตรนี้กับหมู่คณะเสมอมิได้ขาด จากนั้นพระเณรจะรวมกันฉันน�้าปานะ ต่อมาก็จะช่วยกันปัดกวาดถูพื้นศาลา เข็นน�้าล้างบาตรล้างห้องน�้า ส่วนพระบางรูปทำี่ต้องทำ�าข้อวัตรถวายหลวงปู่ตอนเย็นก็จะเตรียมน�้าสรงหลวงปู่ เมื่อสรงน�้าถวายหลวงปู่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันกลับกุฏิเพื่อสรงน�้าทำ�าภารกิจส่วนตัวเช่นทำ่องหนังสือ และทำ�าวัตรสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนานั่งสมาธิเดินจงกรม ต่อไปหลวงปู่และคณะสงฆ์ท�าข้อวัตรกวาดตาดภายในวัดพระภิกษุและนาค ช่วยกันเข็นน�้ำาใส่ตุ่มพระภิกษุซักผ้า ย้อมผ้า145ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เวลาเข้ากำราบนมัสกำารหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ที่วัดป่าสีห์พนมฯ คือช่วงเช้า หลังฉันจังหันเสร็จ จนถึงเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.ช่วงบ่าย เริ่มตั้งแต่ ๑๔.๐๐ น. จนถึง ๑๘.๐๐ น.หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป กราบนมัสการหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม กับ หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโรหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม เมตตาญาติโยมที่ศาลา146


147ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ลำ�ำดับกำรจำ�ำพรรษำ หลำวงปู่บุญมำ คัมภีรธัมโมพ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕ วััดพระธาตุุฝุุ่�น อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๔๙๖ บ้้านหนองบ้ัวั อำเภอพังโคน จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๔๙๗ ดงหนองแอก อำเภอวัานรนิวัาส จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๔๙๘ บ้้านไร่ม่่วัง ตุำบ้ลน้ำหม่าน อำเภอเม่ือง จัังหวััดเลย (ปััจัจัุบ้ัน วััดปั�าอัม่พวััน)พ.ศ. ๒๔๙๙ บ้้านกกกอก อำเภอวัังสะพุง จัังหวััดเลย (ปััจัจัุบ้ัน วััดปัริตุตุบ้รรพตุ)พ.ศ. ๒๕๐๐ บ้้านขี้้้นาค อำเภอหล่ม่เก่า จัังหวััดเพชรบู้รณ์์ (ปััจัจัุบ้ัน วััดบุ้ญญานุสรณ์์)พ.ศ. ๒๕๐๑ - ๒๕๐๒ วััดพระธาตุุฝุุ่�น อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๕๐๓ บ้้านกลางใหญ่ อำเภอบ้้านผืือ จัังหวััดอุดรธาน้พ.ศ. ๒๕๐๔ บ้้านคกม่าด อำเภอเช้ยงคาน จัังหวััดเลย (ปััจัจัุบ้ัน วััดไชยม่าศ)พ.ศ. ๒๕๐๕ บ้้านหนองชัยวัาน อำเภอเซกา จัังหวััดหนองคาย (ปััจัจัุบ้ัน วััดไชยาราม่ จัังหวััดบ้ึงกาฬ)พ.ศ. ๒๕๐๖ ถ้้ำจัันทร์ อำเภอบ้ึงกาฬ จัังหวััดหนองคาย (ปััจัจัุบ้ัน จัังหวััดบ้ึงกาฬ)พ.ศ. ๒๕๐๗ บ้้านดงเกษม่ อำเภอศร้วัิไล จัังหวััดหนองคาย (ปััจัจัุบ้ัน วััดปั�าดงเกษม่ปัระชาราม่ จัังหวััดบ้ึงกาฬ)พ.ศ. ๒๕๐๘ - ๒๕๐๙ บ้้านหนองชัยวัาน อำเภอเซกา จัังหวััดหนองคาย (ปััจัจัุบ้ัน วััดไชยาราม่ จัังหวััดบ้ึงกาฬ)พ.ศ. ๒๕๑๐ บ้้านบ้่อชะเนง อำเภอม่่วังสาม่สิบ้ จัังหวััดอุบ้ลราชธาน้ (ปััจัจัุบ้ัน วััดบ้่อชะเนง ตุำบ้ลหนองแก้วั อำเภอหัวัตุะพาน จัังหวััดอำนาจัเจัริญ)พ.ศ. ๒๕๑๑ บ้้านเหล่าขี้วัาวั อำเภอหัวัตุะพาน จัังหวััดอุบ้ลราชธาน้ (ปััจัจัุบ้ัน วััดสันตุิวันาราม่ จัังหวััดอำนาจัเจัริญ)พ.ศ. ๒๕๑๒ วััดปั�าสุจัินตุ์ปัระชาราม่ อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๕๑๓ วััดพระธาตุุฝุุ่�น อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๗ วััดปั�าคำหมู่ อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนคร (ปััจัจัุบ้ัน วััดปั�าส้ห์พนม่ปัระชาราม่)พ.ศ. ๒๕๑๘ บ้้านไทยเจัริญ อำเภอส่องดาวั จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๒ วััดปั�าคำหมู่ อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนคร (ปััจัจัุบ้ัน วััดปั�าส้ห์พนม่ปัระชาราม่)พ.ศ. ๒๕๒๓ บ้้านไทยเจัริญ อำเภอส่องดาวั จัังหวััดสกลนครพ.ศ. ๒๕๒๔ - ๖ พฤษภาคม่ ๒๕๖๙ (ม่รณ์ภาพ) วััดปั�าคำหมู่ อำเภอสวั่างแดนดิน จัังหวััดสกลนคร (ปััจัจัุบ้ัน วััดปั�าส้ห์พนม่ปัระชาราม่)148


Click to View FlipBook Version