The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร พระราชมงคลวชิรธรรม วิ. (หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2026-05-11 21:48:44

วาสนาผลิงามด้วยบำเพ็ญ

หนังสือพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร พระราชมงคลวชิรธรรม วิ. (หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม)

หลวงปู่ขาว อนาลโย


ธุดงค์นอนบนภูครั้งแรก สมัยก ่อนการธุดงค์ในป ่าในเขานั้นเสี่ยงต ่ออันตรายชนิดต่างๆ ไม่ว่าจากสัตว์ป่านานาชนิดหรือจากสิ่งลี้ลับทำี่มองไม่เห็น หากผู้ปฏิบัติไม่มีสติไม่ระมัดระวังก็อาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตขึ้นมาได้หลวงปู่เล่าไว้เป็นคติเตือนใจแก่ลูกหลานว่า“มันบ่มีกุฏิเด๊ หลวงปู่เพิ่นก็อยู่ในถ�้า ผู้ไปอยู่ก่อนก็ไปอยู่น�าแงบน้อยๆ ก็มี ถ�า้น้อยๆ แล้วก็หลังดานโลดช่วงนันเป็นฤดูหนาว ้ฝนไม่ตก ให้เณรเอาใบเป้ามาปูรองพื้น แล้วก็เอาผ้าอาบนา�้ปูทับอีกทีท�าเป็นทีนอน่เพราะอยู่บนภูมันไม่มีเสือ่ส่วนกลดก็แขวนกับเชือกที่ขึงไว้กับต้นไม้ เป็นคำรั้งแรกที่เราออกธุดงคำ์ไม่เคำยอยู่บนภูเขาป่าแบบนี้และยิ่งหลวงปู่คำ�ามี(พระลูกชายหลวงปู่ขาว บวชปีเดียวกับหลวงปู่บุญมา แต่ท่านอายุมากกว่า) ท่านพูดขู่ว่า “ระวังให้ดีเด้อ เสือก็มีผีก่องก่อยก็มีให้ระวังข้อวัตรปฏิบัติให้ดีเด๊”พอตกกลางคืน เสียงสัตว์ต่างๆ พวกนก ชะมด หมูสารพัดอย่างวิ่งหากิน มันวิ่งเหยียบใบไม้เสียงควกๆคากๆ ตอนนั้นบทสวดมนต์มีเท่าไรเอาเก็บมาสวดหมดกลัวตาย คนขี้ย่าน ก่อนจำะนอนก็เตรียมพร้อมอยู่นะแต่พอได้ยินเสียงก็อกๆ แก็กๆ ต้องได้ลุกขึ้นปุ๊บปั๊บลุกขึ้นมานั่งภาวนา แต่ว่าเข้าไปในมุ้งกลด มุ้งผ้าหนาคือจำีวร เราอยู ่ข้างในแต ่เห็นข้างนอกอยู ่ แต ่ผู้อยู ่ข้างนอกเหลียวเข้าไปบ่เห็นดอกดังนั้นสมัยก่อนพระเณรต้องระมัดระวัง จำะไปท�าผิดข้อวัตรไม่ได้สิ่งที่มองไม่เห็นตัวนั้นมันเล่นงานเอาจำริงๆ ข้อวัตรก็คือศีลสังวรนั่นละ ถ้ามีศีลแล้วอุ่นใจำ อยู่ที่ไหนก็อุ่นใจำ ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถึงกลัวก็อยู่ได้เพราะนึกถึงศีล แต่ว่าคนกลัวมันดีกว่าคนไม่กลัว ทา� ไมจำึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าคนที่กลัวมันจำะได้หาที่พึ่งทางใจำ กลัวมากๆ ก็บริกรรมพุทโธๆ อัดเข้าไป พอจำิตสงบลงความกลัวมันก็หายไปเอง มันก็ดีอย่างนี้ ถ้าคนกลัวมันก็ไม ่ขี้เกียจำไหว้พระสวดมนต์ นอนอยู ่กลางป ่ากลางเขา บทสวดมนต์ที่เราท่องจำ�ามาได้มีกี่สูตรๆ ก็เก็บมาสวดจำนหมด มันก็ดีอย่างนี้ นี่ล่ะการที่เราได้ไปเที่ยววิเวกตามสถานที่ต่างๆได้ความวิเวกสงัด ก็มีส่วนช่วยในการเจำริญสมณธรรมได้เป็นอย่างดีที่ครูบาอาจำารย์ท่านออกไปหาเที่ยวธุดงคกรรมฐาน ท่านก็ไปเที่ยวหาสถานที่มันน่ากลัวๆอย่างนี้ล่ะ”50


อยู่ศึกษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นภูริทำัตโต รูปหนึ่งทำี่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นทำี่รู้จักในแวดวงพระกรรมฐาน หากมีโอกาสได้อยู่ศึกษากับทำ่านแม้จะเป็นเวลาอันน้อยนิด แต่ก็ถือว่าได้ประโยชน์มาสร้างหลักจิตหลักใจให้กับตนเองได้ ดังทำี่หลวงปู่เล่าต่อไปนี้“เราไปช่วงนั้นมีพระและเณรอยู่กับท่านประมาณ๗รูปสมัยก่อนแถวภูค้อไม่มีหมู่บ้านเลยไม่มีวัวไม่มีควายคนก็ไม่มีเงียบ ไม่มีสถานที่ออกไปรับบิณฑบาต ท่านจำึงต้องอาศัยอาหารจำากแม่ชีซึ่งเป็นหลานของท่านเป็นผู้ทา�ถวายเท่านั้น ระหว่างที่พักอยู่ ได้ช่วยกันกับหมู่เพื่อนหามน�้าขึ้นไปใส่ตุ่มที่อยู่กลางลานหินดานไว้ให้หลวงปู่ได้สรงเราได้พักศึกษาข้อวัตรปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ขาว ๗ วันใจำเราอยากจำะอยู่นานๆ กว่านี้แต่ก็ไม่ได้เพราะอาหารบิณฑบาตไม่พอฉัน ครูบาโทน พระที่เข้ามาอยู่ก่อนจำึงได้ชวนหมู่เพื่อนไปภาวนาที่อื่น โดยให้เหตุผลว่า “ถ้าพวกเรายังอยู่กับครูบาอาจารย์ มันก็เหมือนกับเรามาขูดเนือเถือหนังท่าน้เกรงว่ามันจะหนักครูบาอาจารย์” พอฟังเหตุผลอย่างนี้แล้ว จำึงตกลงกันเข้าไปกราบลาหลวงปู่ขาวว่าจำะไปอยู่บ้านทุ่งเชือก โดยขออนุญาตว่าถ้าเป็นวันอุโบสถ ก็จำะมาลงอุโบสถกับท่าน แต่พอเอาจำริงๆ สถานที่มันไกลกันมาก มันมาไม่ถึง ก็เลยไม่ได้กลับมาเลย ตอนนั้นหมู่พระเณรที่แยกไปวิเวกมี๔ รูปด้วยกันคือ ครูบาโทน ครูบาบุญมีฐิตปุญโญ (พระราชญาณมุนีวัดป่าประชานิยม มรณภาพแล้ว) เรา (หลวงปู่บุญมา)และสามเณรบุญเริ่ม รวมพระ ๓ รูป เณร ๑ รูป ส่วนที่อยู่กับหลวงปู่ขาว มีคณะอาจำารย์พิมพ์ หลวงปู่ค�ามีและเณร ๑ รูป”ภูค้อ จังหวัดอุดรธานี51ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ศึกษากันเอง ไม่เหมือนอยู่กับครูบาอาจารย์ ประสบการณ์และความรู้จริงของครูบาอาจารย์เป็นประโยชน์อย ่างยิ่งส�าหรับผู้เพิ่งเริ่มฝึกหัดภาวนาเพราะเวลาเกิดปัญหาหรือเกิดผลจากการภาวนาบางอย่าง ครูบาอาจารย์นี้จะช่วยชี้แจงอธิบายให้แก่เราแต ่ถ้าเราไม ่ได้มีโอกาสอยู ่กับท ่าน เวลาภาวนาแล้วเกิดผลบางอย่าง จึงท�าให้เกิดการคาดเดาตีความเองซึ่งจะทา� ให้การภาวนานั้นล่าช้ากว่าปกติหลวงปู่เมตตาเล่าว่า “คณะเราหลังจากแยกออกมาจากหลวงปู่ขาวแล้ว ได้มาพักอยู่ที่ถ้�้ำาป่อง ตอนอยู่ที่นี่ได้เสบียงอาหารและข้าวสารจากบ้านชุมพล พ่อออกดีเป็นคนเอามาส่งให้แม่ขาวสาที่เป็นหลานหลวงปู่ขาวเป็นคนจัดท�าอาหารถ้วาย โดยส่วนมากอาหารได้มาจากป่า จ�าพวกเห็ดป่าบ้าง หน่อไม้ป่าบ้าง ที่พักภาวนานั้ำนอยู่กลางป่า ไกลจากหมู่บ้าน ไม่มีคนพลุกพล่าน ได้ยินแต่เสียงไก่ป่า หมูป่า สัตว์ป่านานาชนิดที่อาศัยอยู่แถ้วนั้ำน จากนั้ำนได้ย้ายไปภาวนาอยู่ที่บ้านทุ่งเชือก จะมีบ้านอยู่ ๕ หลังคา ไปบิณฑบาตก็ไปยืนเอาหมดทุกหลังจนครบ ๕ หลัง แต่ปานนั้ำนมันฉันไม่หมด มันก็ไม่เยอะเท่าไร เพราะมันไม่มีกับ มันก็ดีเด้ล่ะ พอประทังชีวิตอยู่ได้ ช่วงนั้ำนเอาน�้ำาตาลท�าของหวาน แต่ก็ไม่ท�าทุกวันหรอก ส่วนผลไม้เหมือนทุกวันนี้ำไม่มีหรอก ผลไม้ก็มีแต่ผลไม้ธรรมชาติ พวกกล้วย เขาใส่บาตรมีไม่กี่ใบ เปลือกไม่ได้ทิง ้ำเอาเปลือกเป็นผักสมัยก่อนชาวบ้านเขาจับอึ่งอ่างเอาไปกิน เวลาฝนตก อึ่งอ่างมันร้อง เวลาเขาเอาอึ่งต้มใส่บาตร เวลาฉันไม่รู้สึกว่ามันคาว พอฉันเสร็จแล้วไปเปิดบาตร เหม็นคาว อึ่งอ่างมันคาวจัด มันผิดโรค พักภาวนาอยู่ที่นั้ำนประมาณเดือนกว่าถ้ึงสองเดือน ช่วงที่ไปยังเป็นฤดูหนาว อากาศจึงหนาวเย็นมาก บริเวณที่พักด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน จึงท�าให้ได้รับลมหนาวที่มาจากภูค้อ ภูอ่างศอเต็มๆต่างคนต่างเร่งทา� ความเพียรอยู่ที่นั่น พอฉันเสร็จ ต่างคนก็ขึ้ำนไปบนภูเขา เดินจงกรม นั่งสมาธิ ท�าทั้ำงวัน ช่วงเย็นจึงค่อยลงมาเจอกัน ในตอนกลางคืนเวลาจะเดินจงกรม ทางเดินมันอยู่ตรงหน้าผา จึงได้ก่อกองไฟ เวลาเดินจงกรมจะเดินจากหน้ากองไฟออกไปทางหน้าผา เดินไปมาหากัน ไม่มีการนอน ต่างพากันเร่งทา�ความเพียรกันตลอดคืนตอนนันจิตสงบลงแต่เราไม่รู้จัก เลยไปถามหมู่ ้เพิ่นตอบว่า “นั่นแหละจิตมันสงบ มันมีก�าลัง ให้เร่งเข้า” แต่ก็ยังไม่เข้าใจในคำ�าตอบของท่าน เพราะว่าเราออกมาปฏิบัติไม่มีคำรูบาอาจารย์อยู่ด้วย มีแต่พระใหม่ๆ ที่อยู่ด้วยกัน คำรูบาโทนก็เพิ่งได้สีพรรษา ่คำรูบาบุญมีก็สามพรรษา เราเองก็เพิ่งได้สองพรรษา พอจิตสงบก็ไม่รู้จะไปศึกษาใคำร ศึกษากันเอง มันก็ไม่เหมือนกับเราอยู่ศึกษากับคำรูบาอาจารย์ นี่ล่ะ คำรูอาจารย์จึงส�าคำัญมากในการปฏิบัติธรรม เราจะขาดผู้ชีแนะแนวทางและวิธีปฏิบัติ้นีไม่ได้”้52


ไม่สงสัยในวาสนาอีกต่อไป ผลจากการพากเพียรในการบา� เพ็ญภาวนา คา� ว่าสงสัยในวาสนาของตนในการบวชนี้ก็ได้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจได้ดังทำี่หลวงปู่ได้เล่าว่า“ช่วงพักภาวนาอยู่ที่บ้านทุ่งเชือก พระเณรจำะพูดคุยปรึกษากันในตอนเย็นเท่านั้น มีวันหนึ่งครูบาโทนได้ถามเราว่า “ท�าไมจำึงเกิดความกระสันอยากจำะสึก” เราตอบว่า “ผมสงสัยวาสนา” ท่านก็ถามกลับคืนมาว่า“วาสนามันคืออะไรหรือ”เราก็ให้ค�าตอบท่านไม่ได้ ท ่านก็เฉลยว ่า “วาสนามันไม ่ใช ่การกระท�าหรอกหรือ มันไม่มีก็ท�าให้มันมีได้มันมีน้อยก็ท�าให้มันมากได้” พอท่านพูดขึ้นมาอย่างนี้แล้ว มันก็เข้ากันได้กับความเพียรที่เราได้ต่อสู้กับกิเลสมา มันก็ถึงใจำดี ใจำที่คิดจำะสึกได้หมดตั้งแต่ปี๒๔๙๖ หลังจำากนั้นก็ไม่มีอีกเลย”หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโมบ้านทุ่งเชือก53ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


หลงป่า การเดินทำางในป่าในเขา หากไม่ช�านาญทำางก็มักจะเกิดการหลงทำางได้ หลวงปู่เล่าเป็นคติเตือนใจแก่ลูกหลานดังนี้“ออกจำากบ้านทุ่งเชือกจำะไปบ้านท่าต่างหล่างก็พากันเดินไปตามทางที่เขาเดินขึ้นไปตักน�้ามันยางแต่ไปไม่ถูก เลยเดินหลงเข้าไปในดงหลุบหวายซึ่งเป็นกลางป่า ตอนนั้นสามเณรบุญเริ่มก็ป่วยเป็นไข้มาลาเรียเดินไปไข้ไป ยิ่งท�าให้การเดินทางช้ามาก พระก็ไม่ได้สนใจำเณร ต่างองค์ต่างเดินให้เร็วเพื่อจำะได้เข้าหมู่บ้านทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน พอเดินพ้นดงหลุบหวายแล้วค่อยหยุดให้สามเณรพักเอาแรงบ้าง พอมีเรี่ยวแรงแล้วก็ออกเดินทางต่อไป ขณะเดินทางมาถึงกลางโคก ต่างคนก็เดินภาวนาไม่มีใครหันกลับมามองดูกันเลย เพราะมันใกล้ที่จำะมืดแล้ว สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงพวกโงดร้องนั่นก็แสดงว่ามันใกล้ที่จำะถึงแหล่งน�้าแล้ว เพราะโงดนี้มันชอบอาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น�้า เลยได้หันกลับมามองดูกัน จำึงไม่พบเณรบุญเริ่ม เลยถามหมู่ด้วยกันว่า “เอ้า สามเณรหายไปไหน” เราก็บอกว่าเห็นแกเดินตามหลังมาอยู่นี่ จำึงได้ร้องเรียกหาเณร“บุญเริ่มๆๆ”เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ เราเลยบอกครูบาว่าเดี๋ยวจำะไปตามหาเณรเองจำากนั้นก็วางบริขารลง แล้วออกตามหาเณรส่วนพระอีกรูปหนึ่งก็ไปส�ารวจำหาแหล่งน�้า เรากลับไปตามหาสามเณร เดินไปพลาง ร้องเรียกไปพลาง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จำนไปถึงปากดงที่ออกมาทีแรกโน้นประมาณสามสี่กิโลเมตร จำึงค่อยเจำอแก ก็ถามแกว่า“มัวไปท�าอะไรอยู่บุญเริ่ม ท�าไมเดินชักช้าจำัง” แกตอบว่า “ก็เดินมาอย่างนี้ล่ะ” มันก็อาจำจำะเป็นไปได้เพราะคนเป็นไข้ป่ามาลาเรียแขนขามันคงไม่มีเรี่ยวแรงที่จำะเดิน จำึงได้ถือเอาบริขารจำากแก แล้วก็ให้แกเดินน�าหน้าไปจำนมาถึงที่พัก พอจำัดเตรียมที่พักเสร็จำแล้ว ครูบาโทนได้เตือนว่า“คืนนี้ให้ระมัดระวังนะ แถวนี้พวกเสือพวกช้างยังมีอยู่พวกสัตว์ป่ายังคงเหลืออยู่มาก ให้พากันระวังตัว”จำากนั้นก็เข้าที่ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาพอสมควรแก่เวลาก็พักผ่อนเพราะเดินทางมาทั้งวันแล้ว”54


ภัยต่อเพศบรรพชิต ถึงจะออกบวชเป็นพระแล้วแต่เรื่องโลกๆโดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง ก็ยังต้องประสบพบเจอกันอยู่ ดังเหตุการณ์ทำี่หลวงปู่เคยประสบต่อไปนี้ “จำวนใกล้จำะสว่างได้ยินเสียงแต่ไก่ป่าขัน ไม่ได้ยินเสียงไก่บ้านเลยสักตัวเดียว ทา� ให้รู้ว่าสถานที่ที่เราพักอยู่ตอนนี้มันห่างไกลจำากหมู่บ้านมาก พอสว่างแล้ว จำึงเก็บบริขารและออกเดินทางต่อเดินทางตั้งแต่เช้ามาถึงหมู่บ้านหนองกุงทับม้า(ปัจำจำุบันอยู่ใน อ.วังสามหมอ) ตอนเวลาเพล เพราะได้ยินเขาตีเพลตึ้งๆ ตอนถึงบ้านเขา จำากนั้นก็วางบริขารจำัดเตรียมเฉพาะบาตรเพื่อออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้านโดยบอกให้เณรก่อไฟรออยู่ตรงที่พัก ตอนพระออกไปบิณฑบาต เขาก็มาใส่บาตรกันนะเรานึกว่าไปบิณฑบาตสายๆ แบบนี้ จำะไม่มีใครมาใส่วันนั้นเขาใส่แต่ข้าวเปล่าๆ แต่ขากลับออกมามีคนหนึ่งเอาเนื้อตากแดดแห้งๆ มาใส่ให้มัดหนึ่งประมาณเท่าแขนนี่ ก็พอดีได้อันนั้นล่ะฉันคู่กับแจำ่วปลาร้า พอมาถึงที่พัก ก็ให้เณรจำัดการย่างไฟให้สุก แล้วก็แบ่งกันฉัน เวลาฉันก็ต้องรีบๆเพราะมันใกล้จำะเที่ยงแล้วฉันเสร็จำแล้วก็ออกเดินทางต่อ เดินกันจน ไปถึงล านหินใกล้บ้ านน า แก(ปัจจุบันอยู่ใน อ.วังสามหมอ) ได้แยกย้ายกันหาที่พั กภาวนา อยู่ที่นั่นประมาณสิบกว่าวัน เพราะสามเณรบุญเริมยังเป็นไข้มาลาเรียไม่สร่าง ่ จึงต้องได้พั กรักษาตัวก่อน ระหว่างที่อยู่บ้านนี้ก็มีพวกสาวภูไทพากันมาหาตัดฟืนอยู่รอบๆ บริเวณนั้นพวกเขาพากันมาร้องรา� เกียวพาราสีใส่้มันเลยทา� ให้สถานทีไม่สงบ่ไม่เหมาะทีจะเจริญสมณธรรม่จึงได้พากันรีบหนีจากหมู่บ้านนี”้55ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เพราะความเสียดาย เรื่องการประหยัดมัธยัสถ์ในสิ่งของทำี่ญาติโยมถวายเป็นสิ่งทำี่ดีแต่หากมันมากเกินไปจนกระทำบกับธาตุขันธ์ ก็อาจจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ดังเรื่องต่อไปนี้“ออกจำากบ้านนาแกก็เดินทางไปพักบ้านนายางเป็นบ้านญาติของครูบาโทน โยมที่เป็นญาติของครูบาโทนนิมนต์ให้รอ เพราะเขาจำะฝากลูกชายของเขาให้ไปบวชด้วยพวกเราจำึงได้พักอยู่ที่บ้านนี้ประมาณหนึ่งเดือน ในช่วงนั้นพวกโยมเขาเอาอ้อยมาปลูกใหม่ๆ อ้อยโรงน�้าตาล เขาก็หีบน�้าอ้อยมาถวายไม่เว้นแต่ละวันในตอนเช้าก็เอาปี๊บน�้าอ้อยที่หีบใหม่ๆ มาและเอาปี๊บเก่าเอากลับไป เปลี่ยนสลับอย่างนี้ทุกวัน มีวันหนึ่งเขาเอามามากเกินไป ฉันไม่หมด จำะเททิ้งก็เสียดายของ ก็เลยให้สามเณรต้มเก็บเอาไว้ฉันอีก พอฉันบิณฑบาตเสร็จำ เขาก็เอาปี๊บน�้าอ้อยใหม่มาเปลี่ยนอีก น�้าอ้อยที่ให้เณรต้มเก็บไว้มันก็ไม่มีที่ๆ จำะเก็บใส่เอาไว้ก็เลยให้แกเทใส่แก้วได้ประมาณสามแก้วนี่ละมั้ง เอาให้ใครฉันก็ไม่มีใครฉัน ถ้าจำะเททิ้งก็เสียดายเราก็เลยเหมาคนเดียวหมดทั้งสามแก้ว โอ๊ยบอกลูกบอกหลานนะ นา�้อ้อยนัน่มันร้อนในจะอาเจียน มันก็ไม่อาเจียน มีแต่น�้าลายไหลออกไม่ขาดปาก แต่ไม่มีใครรู้นะ ได้ไปนอนหลบก่องนา�้ลายอยู่คนเดียว นีไม่เคยพูดให้ใครฟังนะ่หลังจากวันนันมา้เราเบือ่นา�้อ้อยอยู่เป็นเดือนๆ เลย พอมองเห็นน�า้อ้อยแล้วไม่อยากฉันเลยช่วงนั้น”56


ชีวิตพระกรรมฐาน การที่จะหาสถานที่พักภาวนานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะบางสถานที่อาจจะเหมาะสม แต่ก็อาจจะพบกับอุปสรรคเรื่องอื่นที่ท�าให้ไม ่สามารถอยู ่พักภาวนาได้ดังเรื่องที่หลวงปู่เล่าต่อไปนี้“ตอนที่ออกมาจากหมู่บ้านนายางนี้ มีเด็กติดตามมาด้วยอีกคนหนึ่งมาช่วยถือปัจจัยให้ ชื่อ อินทร์ เป็นหลานครูบาโทน ออกจากบ้านนายางแล้ว พวกเราก็เดินหาถ�้าที่จะไปพักภาวนา ตกลงกันว่าไปถ�้าพระภูโน พอไปถึงที่นั่นแต่ยังไม่ได้ขึ้นไปดูถ�้าเพราะมันมืดแล้ว เลยได้พักอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านก่อน พอรุ่งเช้าพวกโยมบอกว่าฤดูแล้งขึ้นไปอยู่ไม่ได้หรอก เพราะมันไม่มีน�้าสุดท้ายก็ไม่ได้ขึ้นไปพอฉันเสร็จเลยออกเดินทางข้ามดงมูล (เขตติดต่อจังหวัดอุดรธานีกับกาฬสินธุ์) แต่ก่อนนั้นมีแต่ป่าทึบเป็นแถวๆ ดงมูลป่าทึบมาก (ปัจจุบันเป็นทุ่งไร่อ้อยไปหมดแล้ว) เดินข้ามดงมูลมาถึงบ้านยางเลาะ กุดเสถียร (ทุกวันนี้น่าจะเป็นวัดถ�้าไทรทอง) คิดว่าจะอยู่พักภาวนาที่บ้านนี้สักหน่อย พอออกไปบิณฑบาตกลับมาฉันเสร็จแล้ว เจอพวกหวย พวกบัตร พวกเบอร์ มันรุมกันเข้ามาขอหวย ก็เลยไม่ทันได้ดูสถานที่วิเวกแม้กระทั่งถ�้า เพราะถ้าตัดสินใจอยู่พักที่นี่ พวกเขาก็คงจะขึ้นไปรบกวนความสงบแน่ๆ จึงตัดสินใจไม่อยู่ ออกเดินทางต่อจนไปถึงบ้านหัวนาค�า (ปัจจุบัน อ.กระนวน จ.ขอนแก่น)พวกญาติโยมที่บ้านหัวนาค�านี้ พอเขาเห็นพระกรรมฐานมาพัก พวกเขาก็พากันมานิมนต์ให้ไปพักอยู่ที่นาของเขาเพราะพวกภูมิเจ้าที่มันแรง ใครจะไปทา�นาแถวนั้นไม่ได้เลย ต้องปล่อยทิ้งให้เป็นที่ร้างมานานหลายปี พวกเราจึงได้เข้าไปดูที่นาของเขา ก็เห็นว่ายังพอเป็นป่าอยู่บ้าง จึงตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ พวกชาวบ้านจึงพากันมาท�าแคร่ให้พักภาวนา เวลาพักก็แยกย้ายอยู่ห่างๆ กัน ตอนนั้นได้พักอยู่ประมาณสิบห้าวัน ครูบาบุญมีท่านได้ขอพักภาวนาอยู่ที่นี่ต่อ ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย จึงเหลือครูบาโทน เรา เณรบุญเริ่ม และเด็กชายอินทร์จากนั้นออกเดินทางข้ามเขาสวนกวางลงมาบ้านทมป่าข่า (ปัจจุบันอยู่ในเขตต�าบลทมนางาม อ�าเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี) พักอยู่ที่วัดของหมู่บ้านนี้ประมาณเดือนกว่า วัดตั้งอยู่กลางโคก ในวัดมีน�้าซับอยู่ด้วย ออกบิณฑบาตสองหมู่บ้าน ที่วัดนี้มีพระอาจารย์สอนเป็นเจ้าอาวาสหลังจากนั้นครูบาโทน เรา สามเณรบุญเริ่ม และเด็กหนุ่มหนึ่งคน ได้เดินทางต่อไปอ�าเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยได้ขึ้นรถไฟที่เขาสวนกวางไปลงที่ขอนแก่น จากนั้นเดินเท้าต่อไปยังภูพานค�า จังหวัดขอนแก่น เพื่อไปกราบหลวงปู่คา� ดี ปภาโส ซึ่งช่วงนั้นท่านพักอยู่ที่นั่น”57


หลวงปู่ค�าดีทำ่านงดงามมาก ถึงแม้หลวงปู ่บุญมาจะไม ่มีโอกาสได้ศึกษากับหลวงปู่มั่น ภูริทำัตโต แต่ครูบาอาจารย์ผู้เป็นลูกศิษย์ผู้สืบปฏิปทำาจากองค์ทำ่าน หลวงปู่ได้มีโอกาสเข้าไปพักศึกษา แม้จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ได้สร้างความประทำับใจมิรู้ลืม “หลวงปู่ค�าดีปภาโส ท่านพักอยู่บนภูพานค�า แต่พวกเราได้ไปพักแถวตีนเขาที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่าแก้งหมากปาน สาเหตุที่ต้องได้ไปพักคนละที่กับหลวงปู่ค�าดีเนื่องจำากที่พักไม่พอ สมัยบวชแรกๆ หลวงปู่ไม่รู้จักครูบาอาจารย์รูปอืนๆ่เลย รู้จักแต่เพิ่นอาจารย์สิงห์หลวงปู่พรหลวงปู่ขาว พอมาเจอหลวงปู่ท่านชือ่ค�าดีเราดูๆท่านแล้ว ท่านดีสมชือจริงๆ่กิริยามารยาทของท่านงดงาม เรียบร้อยทุกอย่าง ได้ทัศนาแล้วน่าเลือมใส่ศรัทธาในปฏิปทาของท่านจริงๆ ช ่วงอยู ่ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับท ่าน ท่านให้คติธรรมว่า “การภาวนานั้น จิตนี้มันสอนยาก แต่ก็สอนง่าย สอนง่ายแต่ก็สอนยาก มันโง่เขลานั่นก็เพราะมันไม่รู้เท่าทันสังขาร” ตัวหลวงปู่นี้สมัยก่อนแม้แต่คา� ว่า“สังขาร” กะยังบ่รู้จำักความหมายเพราะไม่ได้ศึกษา ค�าว่า “ขันธ์ ๕”อย่างนี้ กะจำักแม่นหยัง เพิ่นเทศน์ให้ฟังเลยบ่เข้าใจำ ส�่าเป่าปี่ใส่หูควาย มันบ่ฮู้จำักความหมายเลย พวกเราอยู่ศึกษากับท่าน ๑๕ วัน จำากนั้นได้กราบลาท่านไปภาวนาที่อื่นต่อ”58


หลวงปู่ค�าดี ปภาโส59ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เหตุเพราะอยู่ไกลจากทำ่านผู้รู้ ชีวิตพระธุดงคกรรมฐานในสมัยก ่อนไม ่เหมือนกับยุคสมัยนี้การเดินทำางวิเวกไปแต่ละสถานทำี่จะต้องประสบกับความยากล�าบากมิใช่น้อย ดังเรื่องทำี่หลวงปู่เมตตาเล่าไว้ว่า“ออกจำากหลวงปู่ค�าดีแล้ว ก็เดินทางไปถ�้ากวางภูเวียง พักที่นั่นประมาณ ๑๕ วัน จำากนั้นเดินทางข้ามภูเวียงไปพักที่ชุมแพ ๑ คืน ออกจำากชุมแพได้ขึ้นรถบรรทุกฝ้ายบรรทุกพริกไปกับเขา ได้บอกคนขับรถว่า“จำะไปถ�้าผาบิ้ง มีปัจำจำัยติดตัวมาด้วย ๓๐ บาท นั่งไปด้วยสี่คน มันคุ้มค่าน�้ามันตรงไหน ก็ให้จำอดตรงนั้นได้เลย”คนขับรถมาจำอดให้ลงตรงทางขึ้นถ�้าผาบิ้ง และยังบอกเส้นทางเดินถึงถ�้าผาบิ้งอีกด้วย จากนั้นพวกเราก็เดินเท้าขึนไป้สองข้างทางขึนไปล้วนเต็มไปด้วยป่าไผ่ต้นใหญ่ๆ ้สูงๆ เป็นร่มครึ้มไปตลอดสองข้างทาง พอตกกลางคืนก็มีนกขีถี้ ่๒ ตัวมาร้องรับกันอยู่ต้นไม้ตัวละต้น ตัวหนึง่มันร้อง “ขีถี้”่อีกตัวหนึงก็ร้องรับกันว่า ่“ทึงๆ”้เสียงดังสลับกันไปมา และยังมีเสียงบ่างใหญ่มันร้องก้องไปทั่วป่า ถ้าคนที่ไม่รู้จักเสียงพวกนี้ก็จะกลัวมาก เพราะฟังเสียงแล้วขนลุกน่ากลัวพวกมันร้องอยู่อย่างนั้นทั้งคืน ฟังดูแล้วก็ได้บรรยากาศวิเวกดีรุ่งเช้าหลังจำากฉันเสร็จำ ก็พากันเดินสา�รวจำเที่ยวดูรอบๆ ภูเขา เห็นต้นไม้คล้ายต้นผักหวาน เห็นยอดผักกา� ลังอ่อนๆ จำึงบอกเณรให้พิจำารณาเอามาเก็บไว้สา� หรับแกงพรุ่งนี้ พอดีมีโยมมาเห็นเข้า เขาจำึงว่าผักนี้ไม่ใช่ผักหวาน ต้นและใบของมันคล้ายกันเฉยๆ แต่กินไม่ได้ถ้ากินเข้าไปแล้วมันจำะเบื่อจำะเมาถ้�้ำาผาบิ้ำง จังหวัดเลย60


พักอยู่ทีถ่�า้ผาบิ้งได้๔-๕ คืน จึงได้คุยกันว่า“นี่มันก็เดือน ๗ ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ถ้าพวกเราอยู่ทีนี่เพียง่ลา� พัง มันจะมาอวดดิบอวดดีแท้มาอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์” ดังนั้นจำึงตัดสินใจำไม่จำ�าพรรษาที่นี่ได้พากันลงมาจำากถ�้าผาบิ้ง พากันมาที่บ้านห้วยไผ่ มีอาจำารย์มหาสุดเพิ่นกา� ลังให้ญาติโยมจำัดเตรียมเสนาสนะเพื่อจำ�าพรรษานึกว่าครูบาโทนจำะพาจำ�าพรรษาที่นี่ก็ไม่ได้จำ�าพรรษาอีกสุดท้ายอาจำารย์มหาสุดเลยด่า แล้วก็เดินทางต่อมายังถ�้ามโหฬาร บ้านหินร่อง เป็นถ�้าน�้า มีลักษณะเป็นโพรงเข้าไปลึกๆ ข้างในมีน�้าหยดจำากหินที่มันย้อยลงมา หรือเรียกว่านมผาเวลาน�้ามันหยดลงมาถูกกับพื้น จำะมีเสียงดังกังวานกึกก้องไปทั่วถ�้า พักอยู่ถ�้าน�้าได้หนึ่งคืน เช้ามาบิณฑบาตพอฉันเสร็จำแล้วก็เดินทางต่อไปบ้านเพิ่มผาขาวเป็นหมู่บ้านที่แห้งแล้งมาก ไม่มีฝนตกเลย ชาวบ้านจำึงไม่ได้ท�านา พวกเราได้เข้าไปพักที่วัดของหมู่บ้าน วัดนี้ไม่มีพระอยู่ ริมรั้ววัดติดกับบ้านคน พอมืดค�่าลงได้เวลาประมาณสัก ๒-๓ ทุ่ม ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ตลอดทั้งคืน เช้าขึ้นมาได้สอบถามโยมว่าเสียงร้องนี่อะไร โยมบอกว่าเป็นเสียงของโยมผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกลูกสาวด่าว่าให้เพราะความหิวข้าวไม่มีข้าวจำะให้ลูกกิน ไม่ได้ท�านาเพราะมันแห้งแล้งมาก กินแต่ต้มเผือกต้มมันก็ไม่อิ่มท้อง เป็นครอบครัวที่ยากจำนน่าสงสาร พอได้ฟังเรื่องราวแล้ว เมื่อออกบิณฑบาตกลับมาได้ข้าวประมาณเท่าสองก�าปั้นนี่ล่ะ พวกเด็กๆพากันตามมาล้อมดู จำึงได้พากันฉันนิดหน่อย ที่เหลือได้แจำกจำ่ายให้พวกเด็กไปหมดจำากนั้นได้เดินทางต่อข้ามดงขาชี้ผ่านบ้านช้างคล้องถึงบ้านพวยเด้ง ฝนก็กระหน�่าตกลงมาอย่างหนัก เราได้เข้าไปหลบฝนอยู่ในวัดบ้าน ส่วนหมู่ที่ไปด้วยก็ได้พลัดหลงทางกันเพราะเดินทิ้งระยะห่างๆ กัน พอฝนหยุดตกแล้ว ต่างคนก็ต่างไปคนละทิศละทาง หากจำะสังเกตจำากรอยเท้าที่เดินไปก็ไม่ได้แล้ว เพราะฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ ไม่ทราบว่ารอยเท้าใครเป็นรอยเท้าใคร ทั้งของชาวบ้าน ทั้งของหมู่เพื่อน ดังนั้นจำึงได้เดินไปคนเดียว เดินไปจำนถึงบ้านดอนเกล็ด เราก็ไม่เจำอหมู่เพื่อนจำึงได้เดินทางกลับมาบ้านช้างคล้องที่เดิมอีกครั้ง ที่ย้อนกลับมาเพราะว่าผ้าครองของครูบาโทนอยู่กับเรา แต่ก็ไม่เจำอกันอีก มีแต่ชาวบ้านฝากข้อความของครูบาโทนไว้ว่า“ให้ไปคนเดียวก่อน และไปเจำอกันที่หนองบัวลา�ภูวัดมหาชัยเจำ้าคุณมหาไข(อุปติสโส)”ช่วงระหว่างพักที่บ้านช้างคล้อง ตอนเช้าบิณฑบาต เขาเอาเนื้อเก้งที่นายพรานไปล่ามาได้ท�าเป็นอาหารมาถวายจำังหันฉันเสร็จำก็เดินต่อมาพักบ้านดอนเกล็ด ซึ่งเป็นบ้านตั้งใหม่ วัดก็สร้างใหม่ พอกลางคืนมา ฝนตกกระหน�่าลงมาอย่างหนัก ท้องก็เสียด้วยเพราะไปฉันเนื้อเก้งเมื่อเช้านี้เวลาไปถานก็กางกลดไป เช้าขึ้นมาได้เดินทางต่อระหว่างทางที่เดินก็มองเห็นแต่เห็ดขึ้นเต็มไปหมด พวกเห็ดโคน เห็ดระโงก เห็ดผึ้ง ออกเป็นหมู่ๆ เห็ดมันเกิดดีเพราะฝนตกดีแถวนี้ เดินจำนถึงตัวเมืองหนองบัวล�าภู ได้เข้าไปพักวัดท่านเจำ้าคุณมหาไข (พระศรีธรรมคุณาธาร) เข้าไปแล้วก็ไม่เห็นหมู่เพื่อนมาสักคน พักที่วัดนี้คืนหนึ่ง เช้ามาท่านเจำ้าคุณมหาไขถามว่า “จำะไปทางไหนต่อ”พระศรีธรรมคุณาธาร (เจ้าคุณมหาไข อุปติสโส)61ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ


หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เราได้เรียนท่านว่า “จะไปทางอุดรฯ ทราบข่าวว่าหลวงปู่อ่อนท่านมาอยู่ที่บ้านหนองบัวบานครับ” (พ.ศ.๒๔๙๖ หลวงปู่อ่อนเพิ่งเริ่มสร้างวัดป่านิโครธารามขึ้น) ท่านถามว่า “จะไปยังไง” ได้กราบเรียนว่า “จะเดินไปอย่างนี้แล้วครับ”ท่านก็เลยเมตตาพาไปฝากขึ้นรถประจ�าทางให้เพื่อจะไปทางเมืองอุดร พอรถมาถึงปากทางขึ้นวัดดอยฯของพระอาจารย์สมก็เห็นหมู่เพื่อนยืนอยู่ แต่เราก็ไม่ได้ลงจากรถไปหาหมู่เพราะได้ขึ้นนั่งมาแล้ว นั่งรถมาถึงหนองวัวซอจึงได้ลงจากรถ และได้ไปพักรอหมู่เพื่อนกับหลวงปู่ค�าอ้ายเพิ่นพาเข้าไปพักในป่าไม่ให้อยู่ใกล้บ้าน พักได้หลายวันหมู่เพื่อนจึงตามมาถึง จากนั้นครูบาโทนได้พาไปวัดหนองบัวบาน ไปถึงก็เข้ากราบหลวงปู่อ่อนญาณสิริเราคิดว่าจะได้จา�พรรษาที่วัดนี้เพราะเห็นครูบาโทนกราบเรียนเพิ่น หลวงปู่อ่อนเพิ่นว่า “ผมสิไปธุระเมืองโคราช ให้รออยู่ที่นี่ก่อนไปอย่างช้าก็๑๕ วัน อย่างเร็วก็๗ วัน ผมก็จะได้กลับมา”แต่บ่ทันได้๑๕ วัน ครูบาโทนพาหนีออกมา ที่พาหนีออกมาเพราะช่วงนั้นแกป่วย แกก็เลยนึกเอาเองว่าถ้าจะจ�าพรรษาที่นี่ก็จะเป็นการรบกวนครูบาอาจารย์เลยพาหนีออกมาช่วงที่ครูบาโทนพาเราหนีออกมาจากวัดหนองบัวบานนั้น เราก็ไม่เห็นด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะท�าอย่างไรดีเพราะพรรษาเราก็อ่อนกว่าแก ทีนี้ก็พาไปพักที่วัดทิพย์(วัดทิพยรัฐนิมิต) ในตัวเมืองอุดรฯ พอดีไปเจอหลวงปู่อ่อนอยู่ที่นั่น ก็เลยพากันจะเข้าไปกราบเพิ่น พอหลวงปู่อ่อนเห็น เพิ่นบ่รับไหว้เลยเพิ่นว่า“ผมไม่เคยเห็นพวกท่าน ไม่รู้จักพวกท่าน ครูบาอาจารย์ของพวกท่านมีอยู่ที่ไหนให้รีบไป ผมไม่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพวกแสวงหาอาบัติอย่างพวกท่านนี้ไป พากันไป” พอหลวงปู่อ่อนไปแล้วช่วงนั้นก็จะใกล้วันอุโบสถหลวงปู่ถิร (ฐิตธัมโม) เพิ่นเห็นอย ่างนั้น เพิ่นเลยเมตตากักตัวเอาไว้ก ่อนเพิ่นว ่า “ให้ลงอุโบสถสังฆกรรมให้เรียบร้อยเสียก่อนจั่งค่อยไป กลัวว่าพวกท่านจะเดือดร้อนใจในภายหลัง” แต่มันก็เกิดความเดือดร้อนจนได้เมื่อพอถึงวันอุโบสถ หลวงปู่ถิรเพิ่นว่า“ไปๆ พากันไปแสดงอาบัติให้มันหายสงสัย” เมื่อลงอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพิ่นถามว่า“จะพากันไปทางไหนต่อ” ครูบาโทนตอบว่า“จะไปทางพังโคน บ้านตาลเลียน” ท่านก็เลยส่งขึ้นรถจากอุดรมาลงพังโคน รถสมัยนั้นเป็นรถตัวถังรวม พอไปถึงบ้านตาลเลียนแล้ว ครูบาอาจารย์ที่ท่านพักอยู่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชาเป็นคนละนิกาย ครูบาโทนก็เลยพาออกไปอีก ทีนี้จึงได้ไปจ�าพรรษากับหลวงปู่หา หลวงปู่หานี้เป็นคนบ้านนาดินจี่เพิ่นเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น พรรษาของท่านจะอ่อนกว่าอาจารย์สิงห์สหธัมโม”6363


ต้องเข้าหาครูบาอาจารย์พรรษาที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๖) บ้านหนองบัว อ�าเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร พรรษานี้อยู่จำ�าพรรษาร่วมกับหลวงปู่หา ครูบาโทนและสามเณรบุญเริ่ม ด้วยความที่ไม่มีครูบาอาจำารย์เป็นผู้แนะน�าพร�่าสอน นักปฏิบัติผู้ยังใหม ่จำึงมักประสบปัญหาในการภาวนาเสมอ หลวงปู่บุญมาได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า“ครูบาโทนผู้น�าไปนี่ได้ ๔ พรรษา สมัยเพิ่นอยู่กับหลวงปู่ขาวที่ถ้�้ำาค้อ เพิ่นเคยกราบเรียนถ้ามปัญหาธรรมะที่มันผุดขึ้ำนมาให้หลวงปู่ขาวท่านเฉลยให้ เพิ่นกราบเรียนถ้ามว่า “มันขึนมาว่า “คี คา โค.. มันคือหยังหลวงปู่” ้ำหลวงปู่ขาวว่า “ท่านระวังเด้อ ระวังให้ดี ระวังมันจะคี มันจะตีกลับ” มันกะแม่นความเพิ่นอีหลี พอตกสิเข้าพรรษา ฮ่วย มันตีขึนกลับ จิตมันเคยสงบ มันบ่สงบคือเก่า ทางจงกรม้ำเฮ็ดใส่กกไม้ ว่าสิแล่นใส่ต�ากกไม้ให้คอหักตาย หักกะหักซือๆ แม่นบ่ เอาไปเอามาบ่กล้าเข้าไปหาครูบาอาจารย์ ปล่อยแต่พวกเรากลับมาหาครูบาอาจารย์อยู่วัดธาตุ ตัวเองเปิดออกหนีไปทางนอก บ่กล้าเข้ามาหาครูบาอาจารย์ สรุปแล้วกะกลายเป็นครูบาประสาท เอาไปเอามาจึงสึก เลยไปกันใหญ่เลยหลวงปู่ขาว อนาลโย โอ้ย พอมันกำ�ำเริบขึ้นมำแล้วบ่ไปหำหมอมันกำะตำยลูกำเดียว จึงว่ำเรื่องจั่งซี่มันปิดแท้เด้กำิเลส มันย่ำนครูบำอำจำรย์เห็นหน้ำเห็นตำมันมันบ่อยำกำเข้ำไปเด้สุดท้ำยกำ็ตำยอีหลีจั่งว่ำระวังพวกำที่ไปผู้เดียว โดดเดี่ยว มันต้องเข้ำหำครูบำอำจำรย์ แกำ้บ่อยๆ มันจั่งได๋ ถ้ำบ่ซั่นมันไปบ่รอด ขีเหงื้อเข้่ำตำเจ้ำของเนำะ ยำกำแท้เด้สิควักำออกำได้ง่ำยๆ”64


ต้องเข้าหาครูบาอาจารย์พรรษาที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๖) บ้านหนองบัว อ�าเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร พรรษานี้อยู่จำ�าพรรษาร่วมกับหลวงปู่หา ครูบาโทนและสามเณรบุญเริ่ม ด้วยความที่ไม่มีครูบาอาจำารย์เป็นผู้แนะน�าพร�่าสอน นักปฏิบัติผู้ยังใหม ่จำึงมักประสบปัญหาในการภาวนาเสมอ หลวงปู่บุญมาได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า“ครูบาโทนผู้น�าไปนี่ได้ ๔ พรรษา สมัยเพิ่นอยู่กับหลวงปู่ขาวที่ถ้�้ำาค้อ เพิ่นเคยกราบเรียนถ้ามปัญหาธรรมะที่มันผุดขึ้ำนมาให้หลวงปู่ขาวท่านเฉลยให้ เพิ่นกราบเรียนถ้ามว่า “มันขึนมาว่า “คี คา โค.. มันคือหยังหลวงปู่” ้ำหลวงปู่ขาวว่า “ท่านระวังเด้อ ระวังให้ดี ระวังมันจะคี มันจะตีกลับ” มันกะแม่นความเพิ่นอีหลี พอตกสิเข้าพรรษา ฮ่วย มันตีขึนกลับ จิตมันเคยสงบ มันบ่สงบคือเก่า ทางจงกรม้ำเฮ็ดใส่กกไม้ ว่าสิแล่นใส่ต�ากกไม้ให้คอหักตาย หักกะหักซือๆ แม่นบ่ เอาไปเอามาบ่กล้าเข้าไปหาครูบาอาจารย์ ปล่อยแต่พวกเรากลับมาหาครูบาอาจารย์อยู่วัดธาตุ ตัวเองเปิดออกหนีไปทางนอก บ่กล้าเข้ามาหาครูบาอาจารย์ สรุปแล้วกะกลายเป็นครูบาประสาท เอาไปเอามาจึงสึก เลยไปกันใหญ่เลยหลวงปู่ขาว อนาลโย โอ้ย พอมันกำ�ำเริบขึ้นมำแล้วบ่ไปหำหมอมันกำะตำยลูกำเดียว จึงว่ำเรื่องจั่งซี่มันปิดแท้เด้กำิเลส มันย่ำนครูบำอำจำรย์เห็นหน้ำเห็นตำมันมันบ่อยำกำเข้ำไปเด้สุดท้ำยกำ็ตำยอีหลีจั่งว่ำระวังพวกำที่ไปผู้เดียว โดดเดี่ยว มันต้องเข้ำหำครูบำอำจำรย์ แกำ้บ่อยๆ มันจั่งได๋ ถ้ำบ่ซั่นมันไปบ่รอด ขีเหงื้อเข้่ำตำเจ้ำของเนำะ ยำกำแท้เด้สิควักำออกำได้ง่ำยๆ”กลับวัดธาตุฝุ่นช่วยบูรณะพระธาตุ ด้วยความเคารพครูบาอาจำารย์ของท ่านคือพระอาจำารย์สิงห์สหธัมโม เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้กลับไปช่วยงานบูรณะเจำดีย์พระธาตุฝุ่น“๒๔๙๖ ช่วงออกพรรษาแล้ว ออกจากหนองบัว พังโคน ครูบาพาไปเที่ยวบ้านดอนส้มโฮง ขึ้ำนไปพักอยู่ถ้�้ำาพระกับหลวงปู่พุฒ (ยโส) ต่อจากนั้ำนเรากลับไปวัดธาตุฝุ่นเพื่อมาช่วยงานท่านอาจารย์สิงห์ในการบูรณะเจดีย์พระธาตุฝุ่น อยู่ช่วยท�าจนถ้ึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ เพราะอากาศเริ่มร้อนแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ก็จะให้หยุดงาน เราจึงชักชวนอาจารย์เต็มออกไปหาวิเวกอาจารย์เต็มมีพรรษาเท่ากัน บวชปีเดียวกัน แต่ท่านบวชก่อน อาจารย์เต็มบวชเป็นตาผ้าขาวอยู่พรรษาหนึ่ง แต่ก่อนอยู่เป็นตาผ้าขาวเป็นพรรษา ครูบาอาจารย์ท่านจึงบวชให้ เว้นไว้แต่คนเก่า เรานีเคยฝึกตั้ำ งแต่เป็นเณรมา ้ำจึงไม่ต้องบวชผ้าขาว เพราะเป็นคนเก่ารู้จักข้อวัตรอยู่ จึงได้บวชเราอายุมากกว่าอาจารย์เต็ม อาจารย์เต็มเกิดปีมะเมียหรือเกิดมะแมนี่แหละ เป็นน้อง อาจารย์เต็มบวชกับหลวงปู่พุฒ (ยโส) อุปัชฌาย์บ้านค�าตานา บ้านหนองดินด�า มันจะมีหนองน�้ำา ไปบวชสิมน�้ำา ธรรมดาสิมนา�้ำเขาก็เอาไม้ธรรมดาแหย่ลงไป ไปปลูกขึนเป็นหลัง ้ำแล้วก็เอาหญ้ามามุงธรรมดา บรรจุพระได้ประมาณ ๒๐ รูป สะพานก็สักเป็นเสา แล้วก็เอาไม้พาดพอเดินเข้าไปได้ สิมบ้านหนองแวง ครูบาอาจารย์ที่บวชสมัยนัน ้ำอายุพรรษา ๕๐-๖๐-๗๐ ขึ้ำนไป อุปัชฌาย์ผู้บวชลูกศิษย์เยอะเหมือนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์อนุญาตแล้ว พวกเราก็เดินทางไปหาหลวงปู่ขาว ตอนนันท่านอยู่ดงหม้อทอง” ้ำเจดีย์ธาตุ วัดพระธาตุฝุ่น จังหวัดสกลนครหลวงปู่พุฒ ยโส หลวงปู่เต็ม ขันติโก65ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


โดนทำดสอบทำี่ดงหม้อทำอง “ดงหม้อทำอง” สมัยก ่อนสถานทำี่นี้เต็มไปด้วยอันตรายนานาชนิด เป็นอีกสถานทำี่หนึ่งทำี่ครูบาอาจารย์จะเดินทำางไปพักภาวนาเพื่อต่อสู้กับกิเลสภายในจิตใจ “สมัยนั้นดงหม้อทอง พวกเสือ ช้าง สัตว์ป่ายังมีอยู่เยอะนะเสือมันอาศัยอยู่ที่ถ�้าข้างล่าง กุฏิหลวงปู่ขาวก็อยู่ฟากถ�้าที่เสือมันอาศัยอยู่ศาลาอยู่ด้านบนถ�้าเสือนี่จำะต้องเดินลงไปผ่านหน้าถ�้าที่เสือมันอาศัยอยู่เดินข้ามร่องภูเขาไปกุฏิหลวงปู่ขาว พอถึงวันลงอุโบสถ จำะต้องมารวมกันที่ศาลาเพื่อทา� อุโบสถสังฆกรรมในช่วงเย็น ตอนนั้นท่านพระอาจำารย์จำวน กุลเชฏโฐ ก็อยู่ที่นั่นกับหลวงปู่ขาวด้วย พอเสร็จำแล้วท่านพระอาจำารย์จำวนคงจำะนึกทดสอบเราเพราะขณะนั้นเสียงเสือมันหยอกเล่นกันอยู่ในถ�้า ส่งเสียงดังได้ยินขึ้นมาถึงด้านบนศาลาที่ท�าอุโบสถ ท่านเลยบอกให้เราเอาผ้าสังฆาฏิไปส่งให้หลวงปู่ขาวที่กุฏิเวลาท่านบอกเราเราก็เฉยๆ ไม่พูดอะไร จำะไปก็ไม่พูด ไม่ไปก็ไม่พูด เฉยๆท่านก็ถามซ�้าอีกว่ากลัวไหม เราก็เฉย ไม่ให้ค�าตอบท่านอีก ท่านก็ว่าจำะไปไม่ไป ถ้าไม่ไป งั้นพ่อแก่มันไปเองว่าแล้วท่านก็หยิบผ้าสังฆาฏิเดินไปเอง เราพักอยู่กับหลวงปู่ขาวประมาณเดือนหนึ่งนี่ล่ะที่ไม่ได้อยู่นานเพราะมันปวดหัว พอตื่นเช้ามามันจำะเริ่มปวด พอพระอาทิตย์แก่ขึ้น มันจำะปวดขึ้นโดยลา� ดับดงหม้อทองมันอยู่ในกลางดงทึบจำริงๆ เราปวดศีรษะไม่หยุด จำึงได้ไปลาหลวงปู่ขาว ท่านถามว่า “จำะไปที่ไหน” ตอบท่านว่า “จำะไปตามหาท่านอาจำารย์ค�าบุ” ท่านก็เลยบอกว่า “เอ้อ ท่านบุก็พอศึกษาได้” เราก็เลยออกเดินทางคนเดียวจำากดงหม้อทองมาตามหาท่านอาจำารย์ค�าบุ”ดงหม้อทอง66


หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ67ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


สังเขปประวัติพระอาจารย์ค�าบุ ธัมมธโรทำ่านถือก�าเนิดในสกุล ระติเดช เมื่อวันทำี่๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ตรงกับวันขึ้น ๑ ค�่า เดือน ๖ ปีจอ ณ บ้านเหล่าขวาว ต�าบลโพนเมืองน้อยอ�าเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานีโดยมีนายอินทำร์ระติเดช เป็นบิดานางไฮ ระติเดช เป็นมารดา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๖ คน ต่อมาบิดาได้เสียชีวิตลง มารดาจึงได้แต่งงานใหม่กับนายลา บุตรจันทำร์มีบุตรธิดาทำี่เกิดกับบิดาใหม่อีก ๔ คน68


หลังจากทำ่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีทำี่๔ ทำี่โรงเรียนประชาบาลบ้านเหล่าขวาวแล้วได้ช่วยครอบครัวประกอบอาชีพทำ�านาทำ�าไร่อยู่ระยะหนึ่ง พออายุได้๑๕ ปีทำ่านมีจิตศรัทำธาอยากออกบวช บิดามารดาจึงพาไปมอบถวายกับพระอธิการคา � อิณมุตโต เพื่อบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านชะแงะ อ�าเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานีบรรพชาได้๓พรรษา สอบได้นักธรรมชั้นโทำ หลังจากนั้นก็ได้ลาสิกขาบทำออกมา หลวงปู่บุญมาได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนท่านบวชเป็นเณรอยู่อุบลฯ เป็นมหานิกาย สอบได้นักธรรมโท ทีนีต่อมาท่านไม่ไปเรียนต่อ้อยากจะสึกเพราะกลัวว่าถ้าขืนอยู่ต่อไปมันจะเป็นบาปเป็นกรรมหนักขึนไปกว่าเดิม้เนืองจากอาจารย์ที่สอนหนังสือ่พาประพฤติไม่ดีไม่ตรงกับหลักธรรมวินัยทีร่า�่เรียนท่านกลัวบาปจึงสึกออกมา”อยู ่ต ่อมาครอบครัวได้พาอพยพจากบ้านเหล่าขวาว มาตั้งถิ่นฐานใหม่ ณ บ้านดงเค็ง ต�าบลหนองสองห้อง อ�าเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่นในปีพ.ศ. ๒๔๘๘ ทำ่านได้เดินทำางไปเยี่ยมญาติพี่น้องทำี่บ้านชุมพล ต�าบลค้อใต้ อ�าเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นเหตุให้ทำ่านได้พบกับพระอาจารย์สิงห์สหธัมโม ซึ่งเป็นพระฝ่ายปฏิบัติกรรมฐานทำี่วัดธาตุฝุ่น หลวงปู่บุญมาได้เล่าให้ฟังว่า “พอสึกแล้วก็เที่ยวไปเรื่อย จำนไปเจำอเพิ่นอาจำารย์สิงห์นี่ล่ะเจำอที่วัดธาตุฝุ่นสาเหตุที่ได้เจำอก็เพราะว่าท่านไปเยี่ยมน้องแม่ ไปเยี่ยมทิดจำารย์ขัน บ้านชุมพล ช่วงนั้นบ้านชุมพลยังบ่มีวัดแถวนั้นมีแต่วัดธาตุฝุ่น พอดีมีหมู่รุ่นเดียวกันเป็นคนบ้านนั้นไปท�างานขุดป่าท�านาให้เขา เพื่อนก็เลยชวนไปรักษาศีลอุโบสถนา� กัน ตอนนั้นเพิ่นอาจำารย์คา� บุอายุได้๒๔ ปีอาจำารย์สิงห์เพิ่นเห็นอาจำารย์ค�าบุมารักษาศีลอุโบสถที่วัดบ่อยๆ เลยถามว่า“เอ้า บ่คิดอยากบวชบ้อ”ท่านอาจำารย์ค�าบุตอบว่า “คิดอยู่เหมือนกัน” ท่านไปครั้งที่ ๑ ก็ถาม ครั้งที่ ๒ ก็ถาม ครั้งที่ ๓ก็ยังถาม ตอนครั้งที่ ๓ นี้ เพิ่นอาจำารย์สิงห์ก็ว ่า“ถ้าอยากบวช ก็ให้ญาติโยมนา� มาฝาก”พอเขาเอามาฝากเพิ่นก็เลยบวชเป็นตาผ้าขาวตอนกลางพรรษา โดยมีพระอาจำารย์สิงห์เป็นผู้สอนฝึกนาคให้ มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งขณะท่านยังเป็นตาผ้าขาวอยู่ที่วัดธาตุฝุ่นนั้น ท่านนึกถึงคนที่เขาใช้ขวานสับหัวท่านคือสมัยเป็นฆราวาส อาจำารย์ค�าบุท่านไปเที่ยวงานบุญก�าลังยืนดูเขาเล่นลิเกอยู่ ไม่ทราบว่าใครถือขวานมาด้านหลังแล้วสับลงที่ศีรษะของท่าน ช่วงนั้นท่านไว้ผมจำอนตัดเรียบๆ หู พอถูกสับแล้ว เส้นผมมันก็ไปติดปิดปากแผลเอาไว้เลือดมันก็เลยไม่ออก เส้นผมเป็นผ้าปิดแผลไปในตัว นึกว่าฟันไม่เข้า พอให้เพื่อนมาดูที่ไหนได้แผลนี่ยาวมากท่านก็เลยมานึกดูว่า คนที่มาลอบทา� ร้ายนี้น่าจำะเป็นครูสอนอยู ่โรงเรียนที่มาแอบชอบผู้หญิงคนเดียวกัน เขาก็เลยมาดักท�าร้าย หลังจำากนั้นท่านก็เที่ยวไปเรียนวิชาแก้มือเพื่อจำะมาฆ่ามัน ลงไปถึงสระบุรีไม่ธรรมดา ไปหาเรียนวิชามวย ครูคนไหนเก่งก็ไปขอเรียนกับเขา พอเจำริญวิชาขึ้นมา มันจำะเกิดเองเป็นเองเก่ง ใครสู้ไม่ได้ตอนนันท่านคิดว่าจะสึกออกจากตาผ้าขาวไป้แก้แค้นแล้วค่อยกลับมาบวชใหม่พอดีไปเดินอยู่ใต้ร่มมะกอก คิดกลับไปกลับมา จะสึกดีไม่สึกดีพอดีลูกมะกอกหล่นลงมาโดนหัวเปรียง้จิตมันจึงกลับได้ถ้าไม่งั้นสงสัยจะสึกออกไปจริงๆ ท่านว่าช่วงมาบวชนี้ท่านเขียนวิชาพวกนี้ทั้งหมดแล้วทิ้งลงไปในหลุมถาน โดยส่วนมากเวลาท่านไปจำ�าพรรษาที่ไหน ไปหมู่บ้านไหน ถ้าโยมคนไหนเป็นนักเลง คนนั้นล่ะเป็นลูกศิษย์ท่าน เพราะนิสัยมันเข้ากัน”หลังจากฝึกนาคจนเป็นทำี่ช�านาญแล้ว หลังฤดูพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ทำ่านพระอาจารย์สิงห์ได้พาทำ่านไปอุปสมบทำ ณ วัดชัยมงคล ต�าบลโพนสูง อ�าเภอ69ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


สว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมีพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู ่พร สุมโนเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่พุฒ ยโส เป็นพระอนุสาวนาจารย์จากนั้นก็ได้กลับมาศึกษาปฏิบัติทำี่วัดธาตุฝุ่นกับทำ่านพระอาจารย์สิงห์สหธัมโมทำ่านพระอาจารย์คา� บุได้ร่วมจา� พรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย ทำี่วัดธาตุฝุ่น ประมาณปีพ.ศ. ๒๔๙๑-๒๔๙๒จากนั้นก็ได้ติดตามศึกษาอบรมกับหลวงปู ่ขาวอยู ่เรื่อยๆ ครูบาอาจารย์รูปอื่นทำี่ทำ่านพระอาจารย์ค�าบุมีความสนิทำสนมคุ้นเคยด้วย คือทำ่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏโฐ นอกเหนือจากการเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานีเหมือนกันแล้ว ทำ่านทำั้งสองยังเคยร่วมธุดงค์เทำี่ยววิเวกด้วยกันแถวดงหม้อทำอง ภูสิงห์ภูวัว เป็นต้น ดังความบางตอนจากหนังสือประวัติของทำ่านพระอาจารย์จวนว่า “ฤดูแล้ง ปีพ.ศ. ๒๔๙๕ ข้าพเจำ้าพักภาวนาอยู่ที่ถ�้าค้อกับหลวงปู่ขาวเป็นเวลาประมาณ ๒ เดือน จำึงได้กราบลาท่านออกเที่ยววิเวก เพราะเห็นว่าที่นั่นถ้าอยู่กันหลายองค์จำะลา� บากเรื่องอาหารขบฉัน เพราะอยู่ห่างไกลจำากหมู่บ้านมาก ไม่มีที่บิณฑบาต ข้าพเจำ้าได้ลาจำากท่านไปกับท่านอาจำารย์คา�บุธัมมธโรไปหาที่วิเวกต่อไปเรามุ่งหน้าออกไปทางอ�าเภอวานรนิวาส ตั้งใจำจำะไปดูป่าบริเวณที่เรียกกันว่าดงหม้อทอง ต�าบลบ้านม่วง ซึ่งได้ข่าวว่ายังมีสภาพป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์มีแมกไม้สูงใหญ่มีสัตว์ป่านานาชนิด มีถ�้า มีพลาญหิน เหมาะเป็นที่ภาวนา เมื่อไปถึงชายดงหม้อทองแล้ว ก็พากันไปอาศัยหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกันอยู่เพียง ๓ หลังคาเรือนชาวบ้าน ๓ ครอบครัวนี้ก็เพิ่งอพยพเข้าไปอยู่ที่นั่นใหม่ๆเหมือนกัน เป็นคนจำังหวัดยโสธรญาติโยม ๓ หลังคาเรือนนี้เป็นผู้มีศรัทธาดีมาก เขาช่วยกันปลูกกระต๊อบเป็นเสนาสนะให้ท่านอาจำารย์คา� บุและข้าพเจำ้าอยู่คนละหลังตอนนั้นเป็นเดือนมิถุนายน เดือนเจำ็ดแล้ว พักภาวนาอยู่ที่นี่ด้วยกัน ๒ รูปตลอดมาเมื่อเวลาใกล้ๆ จำะเข้าพรรษาท่านอาจำารย์ค�าบุ ธัมมธโร ก็ลาข้าพเจำ้ากลับคืนไปจำ�าพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย คงเหลือข้าพเจำ้าอยู่จำ�าพรรษาที่ดอนกระพุง ชายป่าดงหม้อทอง ต่อไปตามล�าพัง เป็นปี๒๔๙๕” ในระยะทำทำี่ ่านพระอาจารย์คา�บุเทำี่ยววิเวกภาวนาในเขตจังหวัดเลย หลวงปู่บุญมาได้ติดตามออกวิเวกไปกับทำ่านด้วย ดังเรื่องทำี่หลวงปู่บุญมาได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนเที่ยววิเวกด้วยกันมาทางจำังหวัดเลย ท่านได้อุบายของท่านที่บ้านกกกอกว่า ท่านเคยเป็นเจำ้าเมืองเลยอยู่ ๕ ชาติแล้วก็เคยเกิดเป็นกบใหญ่อยู่ล�าห้วยบ้านกกกอก ๗ ชาติและได้อุบายเรื่องกรรมที่เขาเอาขวานสับศีรษะท่าน ชาติที่ออกมาบวชในปัจำจำุบันชาตินี้เป็นชาติที่๕๐๐ ที่ถูกเขาฟันศีรษะเพราะโทษของไฟคือโทสะที่มีต่อพระอรหันต์แล้วพูดว่าจำะเอามีดสับศีรษะพระอรหันต์ตายจำากชาตินั้นก็ได้ตกนรกอยู่ ๕๐๐ ชาติท่านนั่งภาวนาปรากฏนิมิตเห็นเป็นสุนัขหัวบากมาหมอบศีรษะลงบนตักของท่าน ทีหัวของ่สุนัขตัวนันมีหนอนตัวใหญ่ๆ ้ซอนไซอยู่แล้วปรากฏมีเสียงทิพย์บอกขึนมาว่า้“นีล่ะ่โทษทีประกาศว่าจะ่เอามีดสับหัวพระอรหันต์” พูดเฉยๆ ไม่ได้ทา� อย่างทีพูดนะ่ตกนรก ๕๐๐ ชาติพ้ นจากนั้นมาเกิดเป็นสุนัข พ้นจากสุนัขมาเกิดเป็นมนุษย์ชาตินีเป็นชาติ ้ที่๕๐๐ ทีถูกเขาสับหั่ว” ในปีพ.ศ. ๒๕๐๙ ทำ่านได้ย้อนกลับมาจ�าพรรษาทำี่ดอนปู่ตาบ้านเหล่าขวาว ภายหลังได้สร้างเป็นส�านักปฏิบัติธรรมเพื่อสงเคราะห์ญาติโยมทำี่ถิ่นฐานบ้านเกิดชื่อว่า วัดสันติวนาราม และได้พ�านักจ�าพรรษา ณ ทำี่นี้ตลอดมา วันทำี่๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ทำ่านได้อาพาธด้วยโรคถุงน�้าดีอักเสบอย ่างรุนแรง และได้รับการ70


ผ่าตัดทำี่โรงพยาบาลสรรพสิทำธิประสงค์ในตัวจังหวัดอุบลราชธานีในวันทำี่๙ ตุลาคมแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น และในทำี่สุด ทำ่านได้ถึงแก่มรณภาพในเวลา ๐๖.๕๐ น. ของวันทำี่๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ สิริอายุรวม ๖๔ ปี๔๐ พรรษา คณะศิษย์ได้จัดบ�าเพ็ญกุศลถวายทำี่วัดสันติวนาราม ครบ ๗ วันจึงได้ถวายเพลิงศพ หลังจากนั้นอัฐิของทำ่านบางส ่วนได้แปรสภาพเป็นพระธาตุอย ่างสวยงามคณะศิษย์จึงได้ทำ�าการก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นทำี่ประดิษฐานพระธาตุของทำ่านณ วัดสันติวนาราม เพื่อให้พุทำธศาสนิกชนได้มาบ�าเพ็ญกุศลกราบไหว้สืบไปอัฐิธาตุ พระอาจารย์ค�าบุ ธัมมธโร71ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ผู้น�าทำาง ความทำี่เป็นศิษย์ในอาจารย์รูปเดียวกัน ความคุ้นเคยและมั่นใจในข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์คา�บุจึงทำ�าให้หลวงปู่บุญมาเชื่อมั่นทำี่จะออกตามหาทำ่านเพื่อเป็นผู้น�าต่อไป“หลังจำากออกจำากดงหม้อทองแล้ว ได้ตามหาท่านอาจำารย์คา�บุได้ข่าวว่าท่านอยู่ถ�้าป่อง บ้านทุ่งเชือกพอไปถึงที่ถ�้าก็ไม ่เจำอ ได้ข่าวว่าท่านย้ายไปบ้านห้วยเหล็กไฟ พอตามไปก็ไม่เห็นอีก สุดท้ายตามไปเจำอท่านที่บ้านหนองบัว พังโคน ตอนนั้นท่านพักอยู่กับหลวงปู่มหาบุญมีสิริธโรและโยมคนแก่คนหนึ่งที่ตามไปปฏิบัติหลวงปู่มหาบุญมี ท่านอาจำารย์ค�าบุไปพักอยู่กับหลวงปู่มหาบุญมีไม่ทราบว่าได้กี่วันพอเราไปพักอยู่ด้วย๒คืนอาจำารย์คา�บุบอกว่า สงสัยหลวงปู่ท่านจำะไม่ชอบเพื่อนเยอะ กลัวว่าจำะรบกวนท่าน ก็เลยพากันลาหลวงปู่มหาบุญมีไปวิเวกที่ภูลังกา(ภายหลังได้พบกับหลวงปู่มหาบุญมีท่านได้ต่อว่าหลวงปู่บุญมากับพระอาจำารย์ค�าบุว่า ท�าไมตอนนั้นรีบหนีจำากท่านไป) ตอนที่ออกจำากบ้านหนองบัว ตรงกับเดือนเมษายน ๒๔๙๗ เดินทั้งวัน เลยไปพักบ้านศรีวิชัย ๑ คืนพอวันที่ ๒ เดินจำากบ้านศรีวิชัยไปพักบ้านกุดเรือใหญ่ออกจำากบ้านกุดเรือใหญ่ไปพักบ้านซาง แถวนั้นยังไม่มีวัด เดินจำากบ้านซางไปพักบ้านโพธิ์หมากแข้ง ตรงกับเดือน ๖ เพ็ญ พวกญาติโยมเขามานิมนต์ให้พาท�าพิธีวิสาขบูชา พอเสร็จำพิธีแล้วชาวบ้านบอกว่าจำะพาขึ้นไปภูลังกา ตรงด้านหลังเขาภูลังกาจำะเป็นถ�้าของหลวงปู่วัง พอฉันบิณฑบาตแล้วก็พากันเดินออกจำากบ้านโพธิ์หมากแข้ง พอไปถึงตีนเขาประมาณ ๕ โมงเช้าหรือเกือบเที่ยง ขึ้นไปพักแรก เดินไปอีกมันจำะเป็นที่ราบ เดินไป เดินขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ทั้งหมดไปถึงหลังเขาเป็น ๔ พักด้วยกัน หลังเขาจำะเห็นแม่น�้าโขง เราไปเจำอเลียงผาอยู่ที่นั่น ไม่เคยเห็น นึกว่ามันจำะวิ่งไปตามที่ราบพอมันยืนอยู่ใกล้เหว มันกระโดดลงเลย นึกว่ามันขาหักตายแล้วแต่ไม่เห็นเลยแต่อย่างว่าธรรมชาติมันอยู่กับหน้าผาสูงๆ หน้าผาที่มันกระโดดนี้ลึกสามถึงสี่เมตรถ้าเป็นคนมันเสียว แต่เลียงผาไม่เสียว ตอนนั้นพวกญาติโยมจำะเอาเป้ใส่หลังบรรทุกเสบียงไป ได้ไปพักอยู่บนภูลังกา ๓ คืน เขาพูดกันว่าภูลังกานี้ถ้าลงแล้วไม่อยากขึ้น มันสูง แต่ว่าขึ้นไปแล้วไม่อยากลง แต่ต้องได้ลงมาเนื่องจำากเสบียงอาหารที่เตรียมไปไม่พออยู่ต่อได้ท่านอาจำารย์วังจำ�าพรรษาอยู่ที่นั่น ท่านอาศัยชาวบ้านบ้านโพธิ์หมากแข้ง โดยทุก๗ วัน เขาจำะเอาอาหารขึ้นไปถวาย เพราะที่บนภูลังกาไม่มีที่บิณฑบาต ลงจำากภูลังกาแล้วก็ได้มาดงหนองแอกมาจำ�าพรรษากับอาจำารย์ค�าบุ”หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร หลวงปู่วัง ฐิติสาโร72


ผู้น�าทำาง ความทำี่เป็นศิษย์ในอาจารย์รูปเดียวกัน ความคุ้นเคยและมั่นใจในข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์คา�บุจึงทำ�าให้หลวงปู่บุญมาเชื่อมั่นทำี่จะออกตามหาทำ่านเพื่อเป็นผู้น�าต่อไป“หลังจำากออกจำากดงหม้อทองแล้ว ได้ตามหาท่านอาจำารย์คา�บุได้ข่าวว่าท่านอยู่ถ�้าป่อง บ้านทุ่งเชือกพอไปถึงที่ถ�้าก็ไม ่เจำอ ได้ข่าวว่าท่านย้ายไปบ้านห้วยเหล็กไฟ พอตามไปก็ไม่เห็นอีก สุดท้ายตามไปเจำอท่านที่บ้านหนองบัว พังโคน ตอนนั้นท่านพักอยู่กับหลวงปู่มหาบุญมีสิริธโรและโยมคนแก่คนหนึ่งที่ตามไปปฏิบัติหลวงปู่มหาบุญมี ท่านอาจำารย์ค�าบุไปพักอยู่กับหลวงปู่มหาบุญมีไม่ทราบว่าได้กี่วันพอเราไปพักอยู่ด้วย๒คืนอาจำารย์คา�บุบอกว่า สงสัยหลวงปู่ท่านจำะไม่ชอบเพื่อนเยอะ กลัวว่าจำะรบกวนท่าน ก็เลยพากันลาหลวงปู่มหาบุญมีไปวิเวกที่ภูลังกา(ภายหลังได้พบกับหลวงปู่มหาบุญมีท่านได้ต่อว่าหลวงปู่บุญมากับพระอาจำารย์ค�าบุว่า ท�าไมตอนนั้นรีบหนีจำากท่านไป) ตอนที่ออกจำากบ้านหนองบัว ตรงกับเดือนเมษายน ๒๔๙๗ เดินทั้งวัน เลยไปพักบ้านศรีวิชัย ๑ คืนพอวันที่ ๒ เดินจำากบ้านศรีวิชัยไปพักบ้านกุดเรือใหญ่ออกจำากบ้านกุดเรือใหญ่ไปพักบ้านซาง แถวนั้นยังไม่มีวัด เดินจำากบ้านซางไปพักบ้านโพธิ์หมากแข้ง ตรงกับเดือน ๖ เพ็ญ พวกญาติโยมเขามานิมนต์ให้พาท�าพิธีวิสาขบูชา พอเสร็จำพิธีแล้วชาวบ้านบอกว่าจำะพาขึ้นไปภูลังกา ตรงด้านหลังเขาภูลังกาจำะเป็นถ�้าของหลวงปู่วัง พอฉันบิณฑบาตแล้วก็พากันเดินออกจำากบ้านโพธิ์หมากแข้ง พอไปถึงตีนเขาประมาณ ๕ โมงเช้าหรือเกือบเที่ยง ขึ้นไปพักแรก เดินไปอีกมันจำะเป็นที่ราบ เดินไป เดินขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ทั้งหมดไปถึงหลังเขาเป็น ๔ พักด้วยกัน หลังเขาจำะเห็นแม่น�้าโขง เราไปเจำอเลียงผาอยู่ที่นั่น ไม่เคยเห็น นึกว่ามันจำะวิ่งไปตามที่ราบพอมันยืนอยู่ใกล้เหว มันกระโดดลงเลย นึกว่ามันขาหักตายแล้วแต่ไม่เห็นเลยแต่อย่างว่าธรรมชาติมันอยู่กับหน้าผาสูงๆ หน้าผาที่มันกระโดดนี้ลึกสามถึงสี่เมตรถ้าเป็นคนมันเสียว แต่เลียงผาไม่เสียว ตอนนั้นพวกญาติโยมจำะเอาเป้ใส่หลังบรรทุกเสบียงไป ได้ไปพักอยู่บนภูลังกา ๓ คืน เขาพูดกันว่าภูลังกานี้ถ้าลงแล้วไม่อยากขึ้น มันสูง แต่ว่าขึ้นไปแล้วไม่อยากลง แต่ต้องได้ลงมาเนื่องจำากเสบียงอาหารที่เตรียมไปไม่พออยู่ต่อได้ท่านอาจำารย์วังจำ�าพรรษาอยู่ที่นั่น ท่านอาศัยชาวบ้านบ้านโพธิ์หมากแข้ง โดยทุก๗ วัน เขาจำะเอาอาหารขึ้นไปถวาย เพราะที่บนภูลังกาไม่มีที่บิณฑบาต ลงจำากภูลังกาแล้วก็ได้มาดงหนองแอกมาจำ�าพรรษากับอาจำารย์ค�าบุ”หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร หลวงปู่วัง ฐิติสาโรดงหนองแอก สถานทำี่ห้ามลบหลู่พรรษาที่ ๔ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ดงหนองแอกำ อ�าเภอบ้านม่วง จังหวัดสกำลนคร ดงหนองแอก สถานทำจี่า� พรรษาปีทำี่๔ ของหลวงปู่บุญมา ทำ่านได้เล่าถึงความลี้ลับและความน่ากลัวของดงหนองแอกไว้ดังนี้ “ปลายปีพ.ศ.๒๔๙๖หลวงปู่ขาวพักอยู่ดงหม้อทองเรากับพระอาจำารย์ค�าบุอยู่ดงหนองแอก ก่อนจำะเข้าพรรษา ได้มาคารวะหลวงปู่ขาวเพื่อมารับโอวาทฟังธรรมจำากนั้นได้ลากลับไปยังดงหนองแอกเพื่อจำ�าพรรษาสถานที่นี้อาจำารย์ค�าบุเคยมาพักแล้วตอนปีพ.ศ.๒๔๙๖ ท่านมาตอนหน้าแล้ง ดงหนองแอกนี้แรกๆ เลยเขาเรียกว่าเหล่าผีแปง เวลาที่นายพรานมาล่าสัตว์พวกเก้ง พวกกวาง พวกหมูป่า ไปยิง ไม่ได้ยิงล่ะ ถ้าเจำ้าของเขาไม่ให้ถึงอยู่ใกล้ๆ ก็ยิงไม่ถูก ชื่อเสียงที่นี่โด่งดังมาก ดงหนองแอกจำะมีโขดหินก้อนหนึ่งเป็นถ�้าเล็กๆก่อนหน้านั้นท่านอาจำารย์ค�าบุเอาพระตามไปรูปหนึ่งพอช่วงประมาณบ่ายสี่โมง ผู้ใหญ่บ้านไปถามครูบาที่ไปกับท่านว่า “กลัวมั้ย” ครูบาถามว่า “กลัวอะไร” เขาตอบว่า “กลัวบักมือไม่ล้างคือเสือ” แกเลยพูดขึ้นมาว่า “มันจำะไม่มีอะไร ไปกลัวมันท�าไม ให้มันร้องให้ฟังมันจำะสนุกดี” พอพูดไม่กี่ค�าไม่ถึงห้านาทีเสือมันร้องขึ้นมาเลยพอมันร้องแล้วทีนี้มันร้องไม่หยุด เสียงร้องขยับใกล้มาเรื่อยๆ ดังเข้ามาๆ ใกล้จำะพลบค�่าแล้ว ไฟก็ไม่มีตะกงตะเกียงก็ไม่มีคราวนี้กลัวเสือมันจำะมาหาเลยพากันรีบไปหาไม้แห้งมาไว้ก่อไฟกันเสือ ไม่ให้เสือเข้ามาใกล้ ดงหนองแอก จังหวัดสกลนคร73ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


พอพลบค่�่ำำมืดแล้ว ผู้ใหญ่บ้ำนไปนิมนต์อำจำรย์ค่�ำบุว่ำ “อำจำรย์เสือมันบ่ใช่พ่อแม่ใค่ร ทำ�ำไงดีล่ะถ้ำจะพำกันกลับออกไป”ทำ่ำนอำจำรย์ค่�ำบุว่ำ “ไม่ต้องไปล่ะ ไม่ถึงวันตำยมันไม่ตำยหรอก” ชำวบ้ำนจึงพำกันหำฟืนมำกันเสือเข้ำมำใกล้ๆห่ำงจำกทำอยู่ประม ี่ำำณ๒๐๐ เมตร อำจำรย์ค่�ำบุไปภำวนำทำเขี่ำำทำ�ำร้ำนให้ไหว้พระสวดมนต์เสือมันก็ร้องจนสว่ำงไม่ธรรมดำ ทำ่ำนเดินลงมำถำมโยมสี่ำห้ำค่น จนได้ทำรำบเรื่ำองว่ำมีโยมทำี่ำกลับเข้ำบ้ำนไปทำ�ำผิด ไปเอำปลำอยู่ในแอ่งหินเอำใส่กระป๋องมำทำ่ำนจึงพูดว่ำ “ใค่รเอำของนี้มำไม่ได้นะ มันทำ�ำผิดแล้วโยมเพิงเจอกันวันนั้นก็ไม่รู้เรื ่ำ องรู้ร ่ำำวอะไรยังไม่รู้จักศีลจักธรรมอะไรไม่รู้จักบำปจักบุญอะไรเอำกลับค่ืนไปไว้ทำเดิมนะ” ี่ำแต่สุดทำำ้ยเขำก็เอำเข้ำบ้ำน และมำบวกกับเหตุอันหนึ่ำงค่ือค่รูบำขี้คุ่ยค่ืนนั้นพอประมำณสี่ำทำุ่มห้ำทำุ่ม ทำำ่ นก็เดินมำดูและถำมว่ำ “อยำกหลับอยำกนอนมั้ยล่ะ” ก็ไม่มีใค่รตอบทำำ่ นก็เลยว่ำ “ถ้ำอยำกนอนก็พำกันพักนะเดี๋ยวจะเฝ้ำให้” เพรำะพวกนั้นทำ�ำงำนทำั้งวันมันก็เหนื่ำอย ทำีนี้ก็พำกันนอนหลับ พอหลับแล้วทำ่ำนก็เลยถำมว่ำ “กลัวมั้ย กลัวมั้ยกลัวมั้ย” ๓ ค่รั้ง ไม่มีใค่รกลัวเพรำะหลับกันหมดแล้วทำ่ำนก็กลับไปทำี่ำพักทำ่ำน แต่ทำ่ำนไม่นอน ทำ่ำนนั่ำงสมำธิตลอดค่ืน เสียงเสือมันก็ร้องตลอดค่ืน พอวันรุ่งขึ้น พวกญำติโยมอยู่ใกล้ๆ เขำไม่มีพระพอได้ยินข่ำวว่ำมีพระมำพักอยู่ในดง เขำเลยมำนิมนต์ให้ไปทำ�ำบุญ พอออกไป ทำำ่ นก็เลยถือโอกำสออกไปเลยโดยหำอุบำยจะไปเยี่ำยมโยมแม่ทำี่ำเมืองพล พอกลับไปอีกค่รั้ง ทำ่ำนไปรูปเดียว โยมก็ไม่เอำไป พระก็ไม่เอำไปไปรูปเดียวในปีนั้นล่ะ พอกลับไปก็ทำ�ำค่วำมสะอำดปัดกวำดเรียบร้อยสรงน�้ำสรงทำ่ำ ขึ้นไปไหว้พระสวดมนต์ อธิษฐำนจิตว่ำ “สถำนทำี่ำนี้มีเจ้ำของหวงแหนอยู่บ้อ ถ้ำมีให้ร้องขึ้น”พอพูดจบร้องขึ้นจริงๆทำำ่ นเลยพูดต่อว่ำ “เอ้ำ เอำให้ถึงสำมค่รั้ง” ปรำกฏว่ำร้องจนทำ่ำนต้องบอกว่ำ “เอำล่ะพอ” พอหยุดแล้วทำำ่ นก็เลยว่ำ “มำทำนีี่ำ ไม่ต้องก ่ำำรอะไรทำั้งสิ้น มำเพือวิเวก่ำภำวนำ มำแสวงหำโมกขธรรมต่ำงหำก แล้วก็ไม่ได้มำเบียดเบียนใค่ร” จำกนั้นก็สงบจนทำ่ำนกลับออกไปพระอาจารย์คำ�าบุ ธัมมธโร74


จ�าพรรษาครั้งแรกกับทำ่านอาจารย์ค�าบุ หลวงปู่เมตตาเล่าถึงชีวิตพระกรรมฐานของทำ่านทำี่ดงหนองแอกให้ฟังว่า “ไปอยู่ดงหนองแอกกับอาจำารย์ค�าบุปีนั้นฝนตกปกติอยู่กลางดงมันบ่มีน�้า มื้อนั้นฝนตกกลางคืนลงหนักขนาด บัดนี้ลงไปหยั่งลงไป เพียงกกขา หื้อผ้าแล้วกะปล่อย หยั่งขึ้นจำ�าขี้แฮ้ยกบาตรขึ้นทั้งเทิงลอยน�้าไปข้ามไปบิณฑบาตเข้าไปในบ้านเขา เขาเลยนิมนต์ให้ฉันอยู่วัดบ้าน แต่ว่าบ่มีพระ ยกให้ฉันอยู่นี้ในวัด ให้เขาหาผ้าอาบน�้ามา เอามาเฮ็ดหยัง เอามาเฮ็ดบ่อนตั้งบาตรมาเฮ็ดรองแทนตีนบาตร ให้เขามาข้วนๆ แล้วมาตั้งถลกบาตรเปียกเบิ้ด ฉันแล้วเขานิมนต์ลงเรือ เอาเรือไปจำั่งสิได้ไปพู้น ให้มันหวิดห้วยนี้จำั่งไป จำั่งค่อยเข้าไปวัดได้ วัดกะอยู่ในกลางดง บ่มีคนไปดอก จำั่งว่ามื้อได๋เขาใส่อาหารเยอะ ฉันบ่เบิ้ดคิดเสียดาย ปลาร้ามีแต่ปลาร้าใหญ่ เขาหมกใส่บาตร ฉันได้นิดๆ หน่อยๆ มีบักถั่วพูอุ่มหนึ่งอยู่หั่น มันกะบ่ได้ฉันแล้วโยมบ่ไป บ่มีผู้เอาให้เด้ขะเจำ้าสิไปแต่มื้อวันพระ ไปอยู่หั่นมีพ่อออก ๓-๔ คนแม่ออกบ่มีมันบ่มีบ่อนพักขะเจำ้า”75ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เสือดงหนองแอก พระกรรมฐานท ่านมีชีวิตเกี่ยวข้องกับสัตว์ป ่าน้อยใหญ่ประเภทต่างๆ อยู่เสมอ เนื่องจากท่านต้องเที่ยววิเวกภาวนาตามป่าตามเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าเหล่านี้ มีบางครั้งที่ท่านเกิดความกลัว แต่ก็ต้องอาศัยความกลัวสัตว์ป่าเหล่านี้เพื่อเป็นการสร้างสติให้เกิดขึ้น “ที่เสือมันอยู่ประมาณถนนหน้าบ้าน ท่านอาจารย์คำ�าบุกลัวเราจะกลัว ก่อนมันจะออกหากิน มันร้องหลอกกวาง กวางมีเยอะ ทั้งกวาง ทั้งหมูป่า พวกสัตว์ป่า พอเราเดินไปดูต้นกระท้อน หมากต้อง เห็นรอยช้างมากินหมากต้อง มันเข้ามาเสากุฎีเอาไม้พาดๆเอาฟากไม้ไผ่ปูถ้าช้างมายันลงเลยแหละ เสือได้ยินแต่เสียง เห็นแต่รอยมัน เวลาออกไปบิณฑบาตตอนเช้า ขากลับมาเห็นแต่รอยมันเหยียบมันเอาวัวเขาไปกิน พวกชาวบ้านเขาก็พากันออกไปเอาฆ้องเอากลองมาตีเฮกันไป จะไปเอาซากวัว อยู่ที่ดงหนองแอกนี้ท่านอาจารย์คำ�าบุจะพาเดินจงกรมตังแต่บ่ายสามโมง้ พอมืดแล้วก็ขึนกุฏิ้เพราะสัตว์มันเยอะ กลัวอันตราย กลัวหมูป่า กลัวหมูแม่ลูกอ่อน เพราะว่าลูกตัวเล็กมันจะไม่รู้จักคำนมันจะเข้ามา แม่มันจะมาป้องกันลูกมัน เวลามืดแล้วต้องขึนกุฏิ้ พวกกวาง พวกเก้ง อยู่ใกล้ๆ ขนาดนี้ยิงมันไม่ได้เด้ถ้าเจ้าทีไม่ให้่ยิงไม่ถูก แปลกอยู่” เรียนปาฏิโมกข์จบ การฝึกหัดท่องปาฏิโมกข์ถือเป็นหลักที่พระภิกษุที่บวชเข้ามาแล้วต้องหัดฝึกฝน องค์หลวงปู่ได้เล่าเรื่องตอนท่านฝึกท่องปาฏิโมกข์ไว้ว่า “ช่วงจำ�ำพรรษำทีนี่ ่เรำมำเรียนปำฏิโมกข์จำบโดยเรำแบ่งเวลำท่องไว้อยู่สองเวลำ คือ ตอนออกไปบิณฑบำตเวลำหนึ่ง และในตอนบ่ำยเวลำหนึ่งเวลำเดินบิณฑบำตมันไกลประมำณสองหรือสำมกิโลเมตร เวลำเดินก็ท่องปำฏิโมกข์ไปด้วย ขำกลับก็ทวนอันทีเพิ่ ่งท่องได้ใหม่ๆ กลับมำด้วย”ออกพรรษาแล้ว ก็ได้ออกจากดงหนองแอกกลับมาวัดธาตุฝุ่นมาช่วยงานอาจารย์สิงห์อีก ช่วยงานไปฮอดเดือน ก่อเจดีย์ช่วยเพิ่นอาจารย์สิงห์ ทั้งเราทั้งอาจารย์คำ�าบุอยู่นา� กัน พอเข้าเดือนเมษาก็เลยพากันลาเพิ่นไปเมืองเลย เพิ่นก็เลยว่า “พากันไปอยู่บ้อ อายุผม๕๔-๕๕ ต่อกันเองเด้สิไปอยู่บ้อ” บัดนี้อาจารย์คำ�าบุเพิ่นว่ามาไล่เบิ่งแล้ว มันบ่ใกล้สิถึง จึงได้พากันออกเที่ยววิเวกไปแถวเมืองเลย”76


พระปรอทำหลวงปู่พร หลวงปู่พร สุมโน เป็นพระกรรมฐานลูกศิษย์ขององค์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทำ่านมีจริยวัตรเรียบง่ายไม่แสดงตน เป็นผู้มีอา� นาจจิตสูง คุณธรรมของทำ่านเป็นทำี่ยอมรับในหมู่เพื่อนครูบาอาจารย์ด้วยกัน หลวงปู่บุญมาได้เล่าถึงอ�านาจจิตทำี่ฝึกมาดีแล้วของหลวงปู่พรว่า “ปี๒๔๙๘ จำ�าพรรษาบ้านม่วงท่าแพ เมืองเลย กับอาจำารย์คา�บุพอออกพรรษาแล้วเฮากะลาอาจำารย์คา�บุเพราะเพิ่นจำะไปทางบ้านป่งเสือ บ้านน�้า... ส่วนเฮาจำะไปทางบ้านถ�้ามูล พอไปพักบ้านถ�้ามูล ไปพักอยู่วัดบ้านเขาบ่มีพระ บ่มีแนวแอ้ม ตอนนั้นก็กางกลดไว้ทางเทิงกะทางหัวกะเอาหมอนใส่ไว้ทางตีนก็หาแนวมาใส่ ท�าท่าคือเฮานอนขึงอยู่หั่น คนมาเขากะสิว่าเฮานอนอยู่หั่นของก็เก็บเข้าไว้ในมุ้ง เจำ้าของออกไปอยู่ป่าพู้น ไปหยังในป่า พาเขาไปเฮ็ดกุฏิน้อยพอได้พักอยู่ในป่า สิย้ายหนีจำากนี่ อยู่นี่มันติดอยู่กับบ้าน บัดนี้พอไปแล้ว ไปพักอยู ่ได้จำักมื้อ ออกมาบิณฑบาต ยามมื้อเช้ามีหมาตัวหนึ่งขู่ผู้หนึ่งว่า หมาเห่าอย่าไปหัวซา ยางเสยไปโลด แต่ว่าหมอนี่มันบ่เห่าไปมื้อได๋ขู่แฮ่ๆ เอาอีหลีเลยใส่ขานี้โฮ่ แต่ว่ามันบ่เข้าสาเหตุที่บ่เข้านี้ ผ้าจำีวรตัดใหม่นี้ ผ้าริมเขียวมันหนาหนักๆ กัดบ่เข้า แต่บ่เข้ามันกะปวด พอตอนเดินบิณฑบาตมันปวด ก็เลยนึกได้ว่ามีพระปรอทของหลวงปู่พรไปน�า เพิ่นว่าเวลาถูกพิษงูพิษหยังแล้ว เพิ่นให้เอานา�้บักนาวมาทา ทาแล้วเอาพร ะปรอทแป ะตรงแผลแล้วเอาผ้าพั น ไว้พระปรอทจะช่วยดูดพิษออก จึงได้บอกให้โยมเขาไปหาบักนาวมาให้พอได้บักนาวมากะมาทา แล้วเอาผ้าอาบน�า้มาพันพระปรอททับแผลไว้เวลานอนมันสิมีแฮง มันกะหลับ พอมันหลับไปแล้วรู้สึกตัวเองขึนมา้ เย็นขึนมาฮอดเอว้ ขาเย็นหมด ปวดนีกะหาย้พระปรอทนีก็ดี ้ เนื้อพระปรอทของหลวงปู่พรนี้ เพิ่นสร้างด้วยตะกั่วสังฆวานรเพิ่นได้มาจำากวัดธาตุฝุ่นนี่แหละ สมัยนั้นพ่อเข่งไปเฮ็ดสวนปลูกอ้อยใกล้ๆ วัด เพิ่นไปขุดหลุมฝังเสารั้วป้องกันพวกสัตว์ พอขุดลงไปกะไปถูกไหที่เขาฝังไว้เอาขึ้นมาเบิ่งกะมีแต่ปรอทสังฆวานร คนอื่นรู้กะมาขอแบ่งไป พ่อเข่งกะแจำกแบ่งให้เอาไปแล้วกะปรากฏว่านอนบ่ได้ หมามันเห่าหมดคืน เขากะเลยเอามาคืนเฒ่าพ่อเลยเอาไปถวายเพิ่นอาจำารย์สิงห์ อาจำารย์สิงห์กะได้เอาไปถวายหลวงปู่พร บาดนี้หลวงปู่พรจำั่งได้หล่อเฮ็ดพระปรอทนี่แหละ”77ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


น�้าผึ้งยาถอนพิษ หลวงปู ่เมตตาเล ่าถึงสรรพคุณของน�้าผึ้งทำี่ใช้ส�าหรับรักษาโรคเมื่อถึงคราวคับขันไว้ว่า “ช่วงนั้นโยมบ้านกกบก บ้านเขาเดือด (เดือดร้อนวุ่นวาย) มีคนตาย ได้หามออกไปมื้อละสองมื้อละสามกะมีชาวบ้านเลยมาตามเอาเฮาไป แล้วไปตามอาจำารย์ค�าบุมาด้วย เพราะเขาจำะท�าบุญบ้านเขา เพิ่นอาจำารย์ค�าบุกะเลยพามาสวดมาท�าบุญบ้าน บัดนี้เขาเอาหญ้าคามาเฝีย ๓ เฝีย ๔ ต่อกันรอบบ้านเลย บัดนี้เพิ่นให้เขาเอาขี้ทรายไปตั้งประทายไปเขียนอิหยังของเพิ่น เฮากะบ่รู้จำัก เขียนตัวธรรม เพิ่นได้เรียนตัวธรรมมา อาจำารย์คา� บุเพิ่นพาไปสวด สวดชัยฯนี่ล่ะ สวดชยันโตกับสวดกรณียเมตตสูตร แต่ว่าสวดอย่างละ ๗ จำบ แต่ละจำบบ่ให้สุด เซาหว่างได๋กะได้แต่ว่าให้ถึง ๓ จำบ ให้ถึง ๗ จำบ ทั้ง ๔ ทิศ กลับไป สงบเด้ล่ะมิดอิ้งติ้ง พอเสร็จำแล้วชาวบ้านก็เลยขอร้องให้เฮาอยู่เขาเอาไปพักอยู่โนนกกน่อง (บ้านกกบก) มันมีกกน่องใหญ่อยู่หั่น เขาว่าให้พักอยู่นา�เขาจำัก ๙ มื้อ ๑๐ มื้อแหน่อยู่ให้อบอุ่นซะก่อน เขาไปปลูกกุฏิไปเฮ็ดโรงฉันให้ทีแรกเขาเอาเฮาไปพักอยู่ผีป่าช้าผู้เดียว พอดึกมาประมาณจำัก๒ ทุ่ม หรือ ๓ ทุ่ม พวกโยมเขาออกไปหาเขาย่านเฮากลัวตอนนั้นเฮาก็กลัวอยู่แต่ในใจำหากสู้ พวกโยมเขาไปถาม “ครูบาๆ ครูบาบ่กลัวบ้อ บ่ย่านบ้อ” เฮากะเลยเว่าเชิงบังคับเจำ้าของว่า“อาตมาบ่ได้เอาตายไปไว้ทางหน้า เอาตายไปไว้ทางหลัง” แท้ที่จำริงมันกลัวคือกันล่ะ ส่วนอาจำารย์ค�าบุเพิ่นพาเณรออกไปพู้น ไปทางบ้านน�้าพร พอไปฮอดบ้านอิหยัง บ้านนั้นก็เป็นบ้านเดือดคือกัน ตายหลาย เขาก็เลยย้ายจำากหั่นไปสร้างบ้านใหม่ แต่ว่าบ้านเฮือนเขาบ่เฮ็ดถาวรดอก เฮือนกะปูฟาก เสากะเสาไม้โมกธรรมดา บัดนี้เพิ่นไปพักอยู่วัดบ่มีพระ อยู่บ้านใหม่ที่ว่าเขาตายนี้เสร็จำแล้วไปฮ้อนๆน�้ามันไหลมาแต่ภูเขามาในร่องนี้เอาธัมมกรกไปกรองพอกรองแล้วฉัน แล้วก็ไปพักอยู่นั่น พอฉันแล้วสักพักน�้าแร่มันตีขึ้น มันหายใจำบ่ติด หายใจำหลวมๆ เพิ่นว่าเหมือนมันสิไปอีหลี เพิ่นเลยเอามุ้งกลดมากาง เข้านั่งสมาธิภาวนาก�าหนดจำิต พอก�าหนดจำิตไปแล้ว เพิ่นพูดขึ้นมาภายในว่า “น�้าผึ้งๆ” พอว่าจำั่งซั่น เพิ่นก็เลยเปิดมุ้งออกมา เอิ้นพวกผ้าขาวน้อยให้พากันเข้าไปในบ้านไปถามหาซื้อน�้าผึ้ง เพิ่นสั่งให้เอามาไวๆ ขั่นมี เข้าไปกะได้มาอีหลีได้มาฉัน มาฮอดแล้วแก้วน�้าแก้วน้อยธรรมดา รินใส่แก้วรุ่นน้อยครึ่งแก้ว ซัดลงไปประมาณจำักกี่นาทีเหงื่อซัดออก หายโล่ง เพราะฉะนั้นจำึงว่าน�้าผึ้งบ่ให้มันขาด มันแก้พิษได้ อาจารย์ค�าบุเพิ่นว่าบ้านเขาร้างเพราะอาศัยกินนา�้พวกนีล่ะ้ นา�้แร่ นา�้ไหลออกมาจากภูเขา แล้วก็กินส่างรองรับ คนตายหลาย บัดนีคนตายหลายก็ไป ้โทษตั้งแต่ผีเฮ็ด บ่แม่นผีเฮ็ด น�า้นีแหล่ะ่ น�า้แร่ เฮากะมาถูกคือกัน ถูกหยังติ ถูกไปโดนอยู่วัดบ้านผาบ ช่วงญาพ่อสิงห์ตายเขาเอาผ้าปิดหน้าไว้พอไปฮอด เฮาไปเปิดเบิ่ง เบิ่งว่าหน้าเป็นจำั่งได๋ พอเปิดเบิ่งยาฉีดศพเขาเข้าดัง(จำมูก) เฮา พอเข้าดัง บัดนี้ไปฮอดกะประมาณ ๖ โมงแลง กะอยู่น�าขะเจำ้าอยู่น�าโยม อยู่หั่นประมาณ๔ ทุ่ม หรือ ๕ ทุ่มนี้อันนี้กะหายใจำบ่ติด เอ้า คือเป็นจำั่งซี่สงสัยสิเป็นนา�ถูกยาเลยบอกให้เณรไปบ้านแม่ชีเผื่อเขามีน�้าผึ้ง เอามาเด้อ เอามา เฮากะเอามารินใส่คือกันกับเพิ่นนี่ล่ะ มันกะหายเพราะฉะนั้นจำึงว่าน�้าผึ้งนี้บ่ให้ขาด เมื่อเวลามันสิได้กิน ครึ่งแก้วเหงื่อซัดออกเลยอันนี้เกี่ยวกับน�้าผึ้งกับอาจำารย์ค�าบุ”78


ทำราบข่าวพระอาจารย์สิงห์มรณภาพการดับกายทำ�าลายขันธ์นี้ เป็นคติธรรมดาของบรรดาสรรพสัตว์ทำี่ยังทำ่องเทำี่ยวถือเอาก�าเนิดในภพทำั้งสาม แต่สา� หรับการแตกดับขันธ์ของทำ่านผู้รู้นั้น แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนสัตว์โลกทำั่วไป แต่ผลทำี่เกิดมาตามหลังนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ด้วยเหตุว่าสัตว์โลกนี้ได้ขาดประทำีปธรรมน�าทำางลงไปอีกดวงหนึ่งทำ่านพระอาจารย์สิงห์สหธัมโมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของพระอาจารย์คา�บุและหลวงปู่บุญมา ทำ่านได้ทำราบชัดถึงมรณกาลของทำ่านว่าจะเกิดมีขึ้นในเวลาไม่ช้า ทำ่านได้กล่าวเตือนลูกศิษย์ไว้ล่วงหน้าแต่ลูกศิษย์กลับไม่เฉลียวใจจนกระทำั่งทำ่านได้มรณภาพจากไปจริงๆ ดังทำี่หลวงปู่เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า “ช่วงที่พักอยู่ที่โนนกกน่องได้หว่างเดือนนี่แหละเดือนเมษาบ้อ อาจำารย์พวง(สุวีโร) จำังได้ไปพักนา �กะเลยได้ทราบข่าวอาจำารย์สิงห์เพิ่นมรณภาพอยู่พู้น กรุงเทพฯประมาณเดือนธันวา ตอนนั้นบ่ได้สนใจำบ่ได้เขียนไว้มันก็เลยเป็น ๕๔-๕๕ ต่อกันคือเพิ่นว่าอีหลีอายุเพิ่น ๕๕อาจำารย์สิงห์ หลังจำากได้ยินข่าวแล้ว อาจำารย์คา� บุก็เลยพากลับมาท�าบุญอุทิศถวายเพิ่น ได้มานิมนต์ครูบาอาจำารย์ชักผ้าบังสุกุลถวาย ช่วงกลับมาท�าบุญอุทิศถวายนี้ จำั่งได้มีโอกาสกราบเรียนหลวงปู่พรว่า “พระปรอทของหลวงปู่นี้ดีหลาย” เมื่อทา� บุญอุทิศถวายแล้ว อาจำารย์คา� บุได้พากลับไปจำ�าพรรษาที่บ้านกกกอก จำังหวัดเลยหลวงปู่พวง สุวีโรหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป หลวงปู่พวง สุวีโร และหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม79ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ตั้งสัจจะ ทำ่องให้จบบทำสวดมนต์ ด้วยนิสัยทำี่ขยัน อดทำน และมุ่งมั่นของหลวงปู่ จึงทำ�าให้เวลาทำี่ทำ่านคิดจะทำ�าการงานสิ่งใด ทำ่านก็จะพยายามทำ�าให้ได้ตามจุดมุ่งหมายนั้นเสมอ ดังเรื่องต่อไปนี้ “ก่อนจำ�าพรรษา ท่านอาจำารย์ค�าบุได้ไปเยี่ยมโยมแม่ที่เมืองพล ขอนแก่น บอกว่าจำะกลับมาจำ�าพรรษาด้วยให้เรารออยู่ที่นี่” ช่วงอยู่บ้านกกกอกพักรอท่านอาจำารย์คา�บุมันได้จำังหวะว่างๆก็เลยมาตั้งสัตย์ว่า ๓ สูตรนี้ตั้งสัตย์ไว้๗วัน มันจำะจำบไหมอาทิตตฯ อนัตตฯธัมมจำักฯ ตั้งใจำเรียน พอฉันเสร็จำเอาทั้งวันเลยนะ ท่องจำนน�้าลายเป็นฟอด ท่องไปจำนถึงเวลากวาดลานวัดจำึงหยุดแต่ละวัน ไม่ถึง ๗ วัน คือ ๕ วันจำบ เพราะว่า อาทิตตฯอนัตตฯ พอๆ กัน บางทีไม่เกิน ๒ หรือไม่เกินวันหนึ่งเพราะว่าพูดค�าเดียวกัน อาทิตตปริยายสูตรนี้ตา หู จำมูก ลิ้น กาย ใจำ เอาตาออกก็เอาหูเข้าใส่เอาหูออกก็เอาจำมูกเข้าใส่เอาจำมูกออกก็เอาลิ้นเข้าใส่ เอาลิ้นออกก็เอากายเข้าใส่ เอากายออกก็เอาจำิตเข้าใส่ มันก็จำบแล้ว เรามาดูก่อน ดูให้มันเข้าใจำก่อนจำึงไปท่องจำ�า แต่ว่าท่องยากคือธัมมจำักฯ อิติหะเตนะขะเณนะเตนะมุหุตเตนะ มันไม่จำ�า มันพูดยาก แต่ว่าตรงไหนที่มันพูดยากตรงนั้นมันจำะไม่ลืม ตรงไหนที่จำ�าได้ง่ายๆ มันลืมเร็ว จำ�าง่ายลืมเร็ว” บ้านกกกอก จังหวัดเลย80


ตั้งสัจจะ ทำ่องให้จบบทำสวดมนต์ ด้วยนิสัยทำี่ขยัน อดทำน และมุ่งมั่นของหลวงปู่ จึงทำ�าให้เวลาทำี่ทำ่านคิดจะทำ�าการงานสิ่งใด ทำ่านก็จะพยายามทำ�าให้ได้ตามจุดมุ่งหมายนั้นเสมอ ดังเรื่องต่อไปนี้ “ก่อนจำ�าพรรษา ท่านอาจำารย์ค�าบุได้ไปเยี่ยมโยมแม่ที่เมืองพล ขอนแก่น บอกว่าจำะกลับมาจำ�าพรรษาด้วยให้เรารออยู่ที่นี่” ช่วงอยู่บ้านกกกอกพักรอท่านอาจำารย์คา�บุมันได้จำังหวะว่างๆก็เลยมาตั้งสัตย์ว่า ๓ สูตรนี้ตั้งสัตย์ไว้๗วัน มันจำะจำบไหมอาทิตตฯ อนัตตฯธัมมจำักฯ ตั้งใจำเรียน พอฉันเสร็จำเอาทั้งวันเลยนะ ท่องจำนน�้าลายเป็นฟอด ท่องไปจำนถึงเวลากวาดลานวัดจำึงหยุดแต่ละวัน ไม่ถึง ๗ วัน คือ ๕ วันจำบ เพราะว่า อาทิตตฯอนัตตฯ พอๆ กัน บางทีไม่เกิน ๒ หรือไม่เกินวันหนึ่งเพราะว่าพูดค�าเดียวกัน อาทิตตปริยายสูตรนี้ตา หู จำมูก ลิ้น กาย ใจำ เอาตาออกก็เอาหูเข้าใส่เอาหูออกก็เอาจำมูกเข้าใส่เอาจำมูกออกก็เอาลิ้นเข้าใส่ เอาลิ้นออกก็เอากายเข้าใส่ เอากายออกก็เอาจำิตเข้าใส่ มันก็จำบแล้ว เรามาดูก่อน ดูให้มันเข้าใจำก่อนจำึงไปท่องจำ�า แต่ว่าท่องยากคือธัมมจำักฯ อิติหะเตนะขะเณนะเตนะมุหุตเตนะ มันไม่จำ�า มันพูดยาก แต่ว่าตรงไหนที่มันพูดยากตรงนั้นมันจำะไม่ลืม ตรงไหนที่จำ�าได้ง่ายๆ มันลืมเร็ว จำ�าง่ายลืมเร็ว” บ้านกกกอก จังหวัดเลยพระอาจารย์ค�าดีวงศ์เข็มมา การทำี่จะปรากฏเห็นภาพนิมิตต่างๆ ทำี่แน่นอนนั้นต้องเป็นผลมาจากการฝึกหัดสมาธิทำี่ช�านาญ ดังเรื่องทำี่ทำ่านพระอาจารย์ค�าบุได้นิมิตเห็นพระอาจารย์ค�าดีเมื่อครั้งทำี่จิตของทำ่านสงบรวมลงทำี่บ้านกกกอกแห่งนี้“ช่วงจำ�าพรรษาอยู่น�ากันกับอาจำารย์ค�าบุที่บ้านกกกอก เวลาอาจำารย์คา� บุท่านภาวนาเมื่อจำิตสงบรวมลงเพิ่นเห็นในสมาธิเพิ่นไปเห็นอาจำารย์ที่เพิ่นมรณะอยู่ที่วัดบ้านกกกอก อาจำารย์คา� บุกะเลยเว่าให้ผมฟังว่า จำังแม่นงามหลาย สีสิว่าแดงกะบ่แม่น สิว่าเหลืองกะบ่แม่นขานกพิราบเป็นจำั่งได๋งามบ่สีขานกพิราบ ผิวพรรณของอาจำารย์ผู้ตายนี้ อาจำารย์ค�าบุกะบ่รู้จำักชื่ออีก วันหลังได้ถามโยมว่า “โยม วัดนี้มีครูบาอาจำารย์มามรณะอยู่นี้มีจำักรูปบ่” โยมว่า “มี” อาจำารย์ค�าบุถามว่า “ไผ๋” โยมตอบว่า “ท่านอาจำารย์ค�าดี” โยมได้เล่าให้เพิ่นฟังว่าช่วงนั้นหลวงตาเอียยังเป็นตาผ้าขาวอยู่กับอาจำารย์คา� ดีวงศ์เข็มมา(น้องชายหลวงปู่สิม พุทธาจำาโร) ผู้ตาย สาเหตุที่ตายนั้น กุฏิแต่ก่อนมันเป็นฝาเพิก ประตูเข้าอยู่ทาง หน้าต่างอยู่ทางหนึ่งเป็นฝาเพิกเหมือนกัน เวลาสิเปิดหน้าต่างนี้ใช้ไม้ค�้าเพิกออกตอนนั้นเพิ่นเข้าใจำว่าทางหน้าต่างเป็นประตู จำะเพิกออกไปไล่ควายอีตู้ ควายมันไปเหยียบต้นกล้วยอยู่ในวัดพอเพิ่นเพิกขึ้น มันบ่แม่นประตูมันเป็นหน้าต่าง พอย่างออกไปกะเลยตกลงเอาทางอกนี้ใส่ลงใส่พื้น ตับแตกตาย แต่ก่อนหน้านั้นประมาณ ๓ มื้อ ญาพ่อเอียได้นิมิตแปลกๆ ว่าให้หนีออกจำากที่นี่ซะก่อนภายใน ๓ วัน บัดนี้ถ้าบ่หนีภัยสิเกิดขึ้น พอมื้อเช้ามา ตาเอียไปกราบเรียนอาจำารย์คา� ดีว่า“ขอโอกาส ข้าน้อยได้อุบายมื้อคืน เขาบอกว่าจำะมีภัยอันตรายสิเกิดขึ้น ให้หนีจำากนี้ภายใน ๓ วัน” อาจำารย์ค�าดีเพิ่นกะบ่ไป ตาเอียถามอีกว่า “อาจำารย์บ่ไปบ้อ” อาจำารย์ค�าดีว่า “บ่” ตาเอียว่า “ขั่นบ่ไป ขะน้อยไปเด้” อาจำารย์ค�าดีว่า “เอ้อ ไปกะไป” พอตาเอียออกไปได้๓ วัน อาจำารย์คา� ดีท่านก็ตาย”บ้านกกกอก จังหวัดเลยบ้านกกกอก จังหวัดเลย81ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ทำุกข์นี่แหละคือธรรม หลวงปู่เคยพูดให้ฟังเสมอว่า ทำุกข์นี่แหละคือธรรมเมื่อเวลาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ทำ่านว่าอย่าไปกลัวตายให้มีสติพิจารณาก�าหนดดูทำุกข์ตัวนี้ ค�าพูดทำี่หลวงปู ่บอกไว้ ทำ่านพูดตามประสบการณ์ในชีวิตจริงของทำ่านทำี่เคยผ่านมา ดังเรื่องทำี่ทำ่านเล่าต่อไปนี้ “ออกพรรษาแล้วกะเที่ยวอยู่แถวนี้ เที่ยวแถวเมืองเลย ใกล้ๆ ภูแปก ภูหลวง แถวนั้น ออกจำากหั่นก็พากันเดินทางลงไปเพชรบูรณ์ว่าสิไปเชียงใหม่ ไปถึงเพชรบูรณ์บ้านหนองหญ้าไซ บ้านห้วยหอย ทีนี้โยมบ้านขี้นาคได้ข่าวว่าครูบาอาจำารย์ไปเที่ยวอยู่หั่น เขาก็เลยไปนิมนต์พักอยู่บ้านขี้นาค บ่อนหั่นมันสิเป็นที่ไร่เขาเป็นไร่ร้างเขา พักอยู่หั่นล่ะ มันมีกอไผ่ ๓-๔ กอ พอได้ซ้นฮ่ม (เข้าพักใต้ร่มไม้) อยู่หั่น กับกกไม้ใหญ่กับมีกอไม้ซางใหญ่กอหนึ่งเฮ็ดกุฏิขึ้นกุฏิกา� มะลอนี่ล่ะ สร้างขึ้นแล้วไปเฮ็ดเอาลงเบิ้ด ตั้งแต่เดือนเมษาจำนเข้าพรรษาเดือน ๖เบิ้ดเดือนเดือน๗เบิ้ดเดือนเดือน๗สงสัยแม่นเฮ็ดศาลาเฮ็ดศาลากะบ่มีไม้เด้เอาไม้สีเสียดมาเฮ็ด ก็เลยได้อยู่จำ�าพรรษา ปีนั้นทีแรกอาจำารย์บัวค�า มหาวีโร ว่าสิอยู่น�ากันสุดท้ายก็บ่ได้อยู่ ปีนั้นจำ�าพรรษาน�ากันก็มีอาจำารย์ค�าบุอาจำารย์ลีภูผาแดง ผู้รองเพิ่น ออกจำากจำารย์ลีก็มาเฮาออกจำากเฮาก็ไปจำารย์สีนวน ท่านบุญชู ท่านบุญกองนอกนั้นก็พระที่บ้านเขามาบวชรวมทั้งหมด ๑๑ หรือ ๑๒กับตาผ้าขาวสังข์ปีนั้นสมัยที่เป็นไข้หนักอยู่เพชรบูรณ์นั้นว่าสิตายพู้นล่ะเพิ่นอาจำารย์ลีเอายาฉันไปไว้ให้แต่บ่ได้บอกว่าให้ฉันจำั่งใด๋เฮากะบ่ได้ถามเพิ่น นึกว่าให้ฉันทั้งหมดเลยเพราะมันมียาหลายตัว มีซาโลติน ชาลีดอน สองตัวนี้ฉันตัวได๋ตัวหนึ่งกะได้เพราะมันมีฤทธิ์พอๆ กัน แต่เฮาบ่รู้แล้วกะยาเม็ดสีชมพู๒ เม็ด ยาแก้ปวดเม็ดสีขาวอีก ๒ เม็ดรวมเป็น ๖ เม็ด บาดฉันลงไปแล้วมันเลยเผาเด๊ะทีนี้บวกกับไข้ในตัว มันออกฤทธิ์แฮงจำนนั่งกะบ่ได้นอนกะบ่ได้เดี๋ยวนั่งเดี๋ยวนอน ตกลงได้ปิดประตูลงกลอนกลัวหมู่เพื่อนสิมารบกวน ตั้งใจำเสียสละชีวิตทั้งหมดลงไปตัดสินใจำว่า๑.บ่ลุก๒.บ่ตีง(กระดุกกระดิก)เป็นได๋เป็นกันตายกะให้มันตายเลย นอนก�าหนดพิจำารณาเบิ่งอยู่หั่นเหมือนกับหมูอยู่ในคอก อึกอักๆ ไม่ทราบว่ากี่ชั่วโมงมันสิพอหว่างชั่วโมงหรือสองชั่วโมงนี่แหละเวลาเวทนามันเกิดขึ้นนี้ มันบ่ได้สู้กับโรคดอกโรคหยังสิไปสู้มันได้มันบ่มีตัว เบิ่งเวทนาที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้านี่ล่ะ เห็นความจำริงมันก็วางเองของมันเรื่องเวทนาโดยธรรมชาติความจำริงมันก็แยกกันอยู่แล้วมันกะบ่มีตนมีตัวคือเก่านั่นล่ะ จำิตใจำก็บ่มีตนมีตัวเวทนาก็บ่มีตนมีตัว บ่มีหยังเด้ล่ะ มีแต่น�้ากับดิน ๒ อย่างทอนั้นนอกนั้นมันก็บ่มีอิหยังเด้ล่ะโลกนี้มันอุปาทานความยึดต่างหาก ความหลงต่างหาก จำริงๆ แล้วผู้ที่ตาย จำิตใจำมันบ่ได้ตาย บ่ได้แตกบ่ได้ดับ จำิตใจำมันย้อนกลับมาเกิดอีกเท่านั้นแล้วขั่นมันบ่เข็ดหลาบ ขั่นมันเข็ดหลาบ มันทุกข์หลายๆมันกะเบื่อหน่ายมันกะถอนออกมันกะบ่มีปัญหามันกะเบิ้ดเด้สิให้มันเป็นหยัง บ่มีแนวเป็น แต่ว่ามันเป็นของละเอียด คา� ที่ว่ามันละเอียด ของมันบ่มีตนมีตัว จำิตใจำหลวงปู่ลี กุสลธโร82


บ่มีท้องบ่มีไส้บ่มีกิน บ่มีถ่าย มีแต่จำิตล้วนๆ บ่มีหยังสรุปแล้วมันมีแต่หลง หลงไปยึดตัวเหตุตัวปัจำจำัยที่ให้ทุกข์เกิด เข้าไปยึดมันก็เลยเป็นทุกข์ ตัวทุกข์ก็ไม่มีตนมีตัวคือเก่าล่ะ สรุปแล้วมันหลงลมๆ แล้งๆ ซือๆ นี่ล่ะกา�หนดถามกายกายกะบ่รู้เรือง่ กา�หนดถามจิตจิตกะบ่รู้เรื่อง มันอยู่ที่ไหนตัวทุกข์ ได้ความว่าทุกข์เป็นตัวอุบาทว์ ตัวอุบาทว์กะไม่มีตัวมีตนมันเกิดขึนได้้มันกะดับลงของมันเองได้ ทีนีเวลา้เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาอีกทีไรมันกะบ่กลัว เพราะมันเคยพิจารณาผ่านมาแล้ว ถ้าจิตของเราอ่อนแอแล้วทุกข์มันถึงจะเหยียบคอเรา ดีไม่ดีตายด้วยซ�้าไปจึงว่า ทุกข์นีแหละคือธรรม่ของดีอันวิเศษ”บ้านขี้ำนาค จังหวัดเพชรบูรณ์83ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


งานครบรอบหลวงปู่ขาว บ่อยครั้งทำี่ร่างกายของนักภาวนาทำี่ผ่านการฝึกหัดเคี่ยวเข็ญมาอย่างหนัก จะต้องเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มากก็น้อยบ้าง เพราะสมัยก่อนโรคภัยทำี่เกิดจากการอยู่ป่ายังมีอยู่มาก ประกอบกับหยูกยาในสมัยนั้นก็ไม่มีแพร่หลายมากดังในปัจจุบัน ทำ่านจึงต้องใช้ความอดทำนอย่างมากถึงจะผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ “พอออกพรรษาแล้ว ออกเดินทางย่างมาบ้านศิลาสงเปลือย มาพักอยู่บ้านอาจำารย์น�า ให้พักรอรับกฐินช่วย พอรับกฐินแล้วก็ออกเดินทางย่างมาทั้งไข้พร้อมไข้ป่ามาลาเรีย มาข้ามภูเวียง ลงมาใส่บ้านหนองเขียดเลยวังโส ลงมาแถวภูฮ้อง ช่วงกลับมานี้เขายังบ่ทันได้เกี่ยวข้าวข้าวยังบ่ทันแก่ข้าวงามแถวนั้น ออกจำากนั้นมาย่างมาพักมาเบิ้ดมื้อ มาพักอยู่บ้านนาซา � พักอยู่หั่นบ่ได้นอนเบิ้ดคืน หมามันเห่ามันหอน ออกจำากหั่นมากะย่างเบิ้ดมื้อ มานอนบ้านหนองบง ใกล้ๆ วังสะพุง ออกจำากบ้านหนองบงแล้วออกเดินทางมาขึ้นรถอยู่บ้านหินร่องมาลงขอนแก่น ตอนมาน�ากันกับอาจำารย์ค�าบุ แล้วก็บักจำารย์นวนผู้หนึ่งแล้วก็บักผ้าขาวสังข์ผู้หนึ่ง บุญชูนี้บ้อผู้หนึ่งมาน�ากัน นึกบ่ได้ ออกจำากขอนแก่นแล้ว ก็มาท�าบุญครบรอบหลวงปู่ขาวอยู่บ้านชุมพล หมู่เพิ่นเฮ็ดงาน เจำ้าของไปนอนไข้หนาวสั่น ห่มผ้าเดือน ๕ หนาวสั่นๆ แม่ทิพย์(ผู้ถวายที่ดินสร้างวัดทิพยรัฐนิมิต) ไปเอาขนมเปี๊ยะมาให้เล็กๆ ๑๐ ก้อนเท่านี้หมู่ฉันเสร็จำแล้วเหลือแต่เราคนเดียว เขาเอามาถวายให้ฉันคักๆ พอเดินไปถึงที่พักอาเจำียนครั้งเดียวออกหมดเลย เรียบร้อยจำากนั้นมาเป็นไข้เรื้อรัง ปีนั้นเลยได้จำ�าพรรษาอยู่วัดธาตุฝุ่น กับอาจำารย์เพ็ง (เตชพโล) และอาจำารย์เต็ม(ขันติโก)”ธรรมชาติของหนามค�าพูดแต ่ละค�าของครูบาอาจารย์ผู้ซืึ่งรู้จริงเห็นจริงมาแล้ว มันเป็นแง่คิดให้เกิดประโยชน์แก่ลูกศิษย์ผู้ยังติดข้องอยู่เสมอ ดังเรื่องทำี่หลวงปู่เล่าต่อไปนี้“ก่อนจำะมาวัดธาตุฝุ่น อาจำารย์เต็มเที่ยววิเวกเมืองเลยช่วงนั้นท่านไปเรียนนักธรรม พอกลับจำากเมืองเลยก็ไปหนองคายต่อ ไปเรียนนักธรรม ได้นักธรรมเอกมาจำากนั้นช่วงปีพ.ศ. ๒๕๐๑ ๒๕๐๒ ท่านกลับมาจำ�าพรรษาวัดธาตุฝุ่น ท่านเลยแนะน�าให้ไปเรียนนักธรรมด้วยกัน ปี๒๕๐๑ ก่อนเข้าพรรษาได้ไปเข้าโรงเรียน ไปท่องหลักนักธรรม แล้วก็ไปฟังครูเพิ่นสอนอธิบาย อาจำารย์เต็มก็ช่วยสอนหนังสือให้เราอยู่ที่วัดธาตุฝุ่น ไปท่องหนังสือนวโกวาท หนังสือพระวินัยจำบ แต่ธรรมยังไม่จำบ พอจำะเข้าพรรษาก็เลยหยุด บ่ไปฟังครูเพิ่นสอน ไม่ไปเข้าเรียนหมายความว่ามันไม่เชื่อใจำตน ถ้าเรียนแล้วกลัวว่าตนเองจำะอยู่ไม่รอดในศาสนาเห็นหมู่เพื่อนเขาไปเรียนกันมันไม่มีใครกลับมาปฏิบัติมีแต่ไปเลย อย่างมหาที่อยู่บ้านขามเป็นพระมหานิกายยังไปทา� ลายธรรมวินัยขนาดเรียนจำบมหามาแล้ว มันก็ยังเป็นอย่างนั้นไปได้เรามาพิจำารณาดูพวกที่เรียนปริยัติธรรมส่วนมากไม่เห็นมีใครรอด มีแต่ไปเลย สึกเลยเว้นไว้แต่เรียนแล้วออกไปปฏิบัติจำึงอยู่ได้ ช ่วงหลวงปู ่ขาวกลับจำากดงหม้อทองไปบ้านชุมพล เราก็เลยไปกราบเรียนท่านเรื่องจำะไปศึกษาเล่าเรียน ท่านให้ความเห็นว่า“ธรรมดาหนาม ใครจะไปแหลมให้มัน ถ้ามันจะแหลม มันก็แหลมของมันเอง”คา� ว่าแหลมนี้ก็หมายถึงปัญญา ธรรมดาของปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประพฤติปฏิบัติของเราเอง จึงจะรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมค�าสั่งสอนของพระพุ ทธเจ้า ไม่มีใครจะสามารถยกเอามาให้กันได้ สรุปแล้วเราก็เลยตัดสินใจไม่กลับไปเรียนหนังสืออีกเลย”84


ภาพวงกลม หลวงปู่จันทา ถ้าวโร และหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ขณะฉันภัตตาหารที่วัดถ้�้ำากลองเพล จังหวัดหนองบัวล�าภูหลวงปู่ขาว อนาลโย85ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เห็นคุณของบิดาทำ่านผู้ใดเมื่อได้พากเพียรประพฤติปฏิบัติภาวนาจนเกิดผล คือเริ่มเข้าใจสภาพความเป็นจริงของตนบุคคลอื่น และสิ่งต่างๆ โดยถ่องแทำ้แล้ว ทำ่านผู้นั้นย่อมรู้ซึ้งถึงคุณค่าคา�สอนของพระพุทำธเจ้าอย่างแทำ้จริงและจักเกิดความเมตตาต่อหมู่เพื่อนทำี่ร่วมการเกิด แก่ เจ็บตาย นี้ด้วยกันทำุกดวงจิตดวงใจ ความข้างต้น อุปมาเปรียบกับบุคคลทำี่พยายามแหวกเอาจอกเอาแหนออกจากบึงบ่อ แล้วได้พบเจอน�้าทำี่ใสสะอาดบริสุทำธิ์ พร้อมกับได้ลิ้มรสบริโภคน�้าในบ่อนั้นด้วยความพอใจ จากนั้นได้เกิดจิตเมตตาอยากจะให้คนอื่นได้ลิ้มรสสิ่งวิเศษดังทำี่ตนได้ลิ้มรสมาแล้วบ้างจึงได้ประกาศชักชวนให้คนอื่นได้รู้ดังเรื่องทำี่หลวงปู่เล่าต่อไปนี้ “หน้าแล้งปี๒๕๐๑ ได้ออกไปพักภาวนากับบักทิดโฮม ที่ถ�้าเป็ดบนภูเขา เป็นวัดเก่าของครูบาอาจำารย์สมัยก ่อนครูบาอาจำารย์มักจำะไปพักตามถ�้าตามผาอย่างนั้น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริหลวงปู่ขาว อนาลโยท่านก็เคยไปพักจำ�าพรรษาที่ถ�้าเป็ดนี้พอดีเราไปก็ตั้งใจำประพฤติปฏิบัติ มีครั้งหนึ่งจำิตสงบลงไปเห็นภพภูมิของจำิต ทีนี้พอจำิตมันถอนขึ้นมาจำึงมาทบทวนว่า ที่จำิตมันสงบลงไปมันเกิดอัศจำรรย์ขึ้นมา ก็เลยมาทวนว่า ร่างกายที่ได้มาปฏิบัติมาจำากไส ทวนย้อนคืน ย้อนหาบุคคลที่มีบุญคุณแก่เจำ้าของ ทั้งคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์คุณบิดามารดา ไล่ไปเบิ้ด แล้วบัดนี้กะมาสังเวชพวกติเตียนกันดูถูกดูหมิ่นกันเรื่องการปฏิบัติว่ามันบ่มีประโยชน์ต่างคนก็ต่างมุ่งจำุดหมายปลายทางอย่างเดียวกัน ผู้หนึ่งไปทางโค้ง ผู้หนึ่งไปทางตรง ผู้โค้งมันใช้เวลานานวาซั่นจำั่งพวกมหานิกายเขาปฏิบัติเขาก็มุ่งอันเดียวกัน ถ้าหากว่าใจมันเคยสงบลงรวมสักครั้งแล้วมันจะรู้เองหรอกเรื่องนี้ไม่ต้องมีคนบอก มันก็รู้จะรู้ว่า โอ้ นับแต่วันที่เราได้ถือเกิดออกมาจนมาถึงวันนี้ จิตใจก็เพิ่งจะได้พักจริงๆ จังๆ เพิ่งจะมีก�าลังก็วันนีนี้แหละ่ทีผ่านมาไม่ใช่เลย่มันจะรู้เองจะอัศจรรย์ใจเอง มันจะไม่อยากออกจากความสงบนั้นเลยล่ะ อยากอยู่เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ เลยเพราะมันสุขมันสบายส�าคัญที่กิเลสของเรามันปิดไว้ไม่ให้เข้าไปเห็นถ้าเห็นภพภูมิของจำิต มันจำะรู้ว่าร่างกายกับดวงจำิตดวงใจำของเรานี้มันเป็นคนละส่วนกัน ไม่ใช่อันเดียวกันถึงร่างกายจำะแตกดับไป แต่ดวงจำิตดวงใจำนี้ไม่มีทางดับเพราะใจำเป็นนามธรรม ใครเป็นมันจำะรู้โอ้บ่อทองค�าอยู่ตรงนี้ของดีมันอยู่ตรงนี้ คราวหลังมันจำะหาทางเข้าไปเอาของดีของมันเองไม่ต้องบอก ทีนี้ก็มาคิดถึงโยมพ่อ อยากจำะให้ท่านมีโอกาสประพฤติปฏิบัติและอยากจำะให้รับรู้ความอัศจำรรย์ของจำิตอย่างที่เกิดกับเราอยู่ที่ถ�้าเป็ด ใจำมันก็เริ่มคิดอยากจำะให้ท่านออกบวชภาวนา เพราะอายุก็มากแล้ว”ถ้�้ำาเป็ด จังหวัดสกลนคร86


เทำี่ยววิเวกค�าว่า “เทำี่ยววิเวก” เป็นค�าเฉพาะทำี่ใช้ในวงพระกรรมฐาน หมายถึงการแสวงหาทำี่หลีกเร้นบ�าเพ็ญภาวนาไม่ได้หมายถึงการทำ่องเทำี่ยวไปตามสถานทำี่ต่างๆ เพื่อความเพลิดเพลินอย่างทำี่โลกๆ เขาทำ�ากัน หลวงปู ่เมตตาเล ่าประสบการณ์การเทำี่ยววิเวกกับหลวงปู่เพ็ง เตชพโล ให้ฟังว่า“กลับลงมาจำากถ�้าเป็ดแล้ว ได้มาสอบนักธรรมตรีที่สนามสอบวัดป่าบ้านหนองดินด�า อ�าเภอสว่างแดนดินจำากนั้นออกเที่ยววิเวกกับอาจำารย์เพ็ง ทิดสา แล้วก็เณรธรรม ไปถ�้าจำันทร์ทีแรก ย่างไปบ้านโคกสีโคกคอน ไปพักอยู่บ้านดงบัง น�้าหมอกแฮงๆ พากันเป็นหวัด ไอ บ่แม่นเกือบเดือนพู้นบ้ออยู่บ้านดงบัง สิแม่นบ่อนวัดท่านลองอยู่ซูมื้อนี้ออกจำากบ้านดงบังก็ไปพักอยู่บ้านเหล่า บ้านถ่อนจำังว่าไปเห็นบักหน้าด�าใหญ่อยู่บ้านเหล่า บ้านถ่อน กับอาจำารย์เพ็งนี่ล่ะ กับบักทิดตุ๊บักมอน บักสา บ้านขี้เหล็กมาบวชน�าอาจำารย์เพ็ง ๓-๔ ราย บักหน้าด�าใหญ่อยู่หั่นคือสิแม่นเปรต เฮานั่งอยู่นี่มันมาโผล่ปรากฏหน้าให้เห็นใกล้ๆ หน่วยตาของมันเหมือนกับถูกมีดสับแล้วเวิกแผลออก ตาเหลือกใหญ่หมู่เพื่อนที่ไปด้วยกันนี่ก็เห็นด้วยกันหมดทุกคน จำั่งว่าเณรตุ๊แกกลัวหลาย แกไปตัดล�าไม้ไผ่มาแล้วผ่ากลางท�าเป็นรางปัสสาวะต่อออกมาจำากกลด เวลาปวดปัสสาวะกลางคืนกะใส่รางไม้ไผ่เลย เช้ามาเณรตุ๊ไปรับเอาบาตรครูบาอาจำารย์มาตั้งไว้ที่ฉัน ที่ฉันกะใช้ฟางข้าวปูกับพื้นดินธรรมดานี่แหละ กะเลยถามเณรว่า“เณรเมื่อคืนบักหน้าดา� ใหญ่บ่ไปหาบ้อ” จำักเพิ่นอาจำารย์เพ็งมายืนอยู่ด้านหลังแต่เมื่อใด๋เพิ่นว่า“เฮ้ย อย่าพูดเดี๋ยวเขาจำะกลัว” ดูเหมือนว่าจำะยังมีอยู่นะทุกวันนี้ยังอยู่เหมือนเดิมหลวงปู่เพ็ง เตชพโลหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม87ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ออกจำากบ้านเหล่า บ้านถ่อน กกข่าใหญ่คือสิยังอยู่ดอกมั้ง ขั่นเขาบ่ไปเฮ็ด มันมีตูบปู่ตาเขาอยู่หั่น ออกเดินทางไปพู้น สิเข้าไปถ�้าจำันทร์ไปบ้านดู่บ้านมายแล้วกะเข้าไปไส พู้นน่ะเข้าไปบ้านหนองหญ้าฮังกา ไปบ้านขี้เหล็ก เพิ่นบ่ให้พักอยู่ในวัดเขาเพิ่นไล่เข้าป่าพู้น พากันไปกางกลดกางมุ้งอยู่ในป่า กลางคืนมามดกวน ออกจำากบ้านขี้เหล็กย่างบัดนี้ จำั่งไปฮอดถ�้าจำันทร์อาจำารย์จำวนเพิ่นอยู่ผู้เดียว ไปพักอยู่น�าอาจำารย์จำวนประมาณ ๑๐ กว่ามื้อ ไปให้เณรขุดดินออกจำากถ�้าสิเฮ็ดฮ้านเฮ็ดหยังอยู่นาถ� �้านา� แงบอยู่ถ�้าจำันทร์แต่ก่อนเขายังบ่มีบ้านคนเด้มีแต่เขาถางไฮ่สิเฮ็ดไฮ่ สิใส่ข้าวกิน แล้วเฮือนอยู่เขาก็เฮ็ดเฮือนก�ามะลอ เอากาบแคนแอ้มประมาณ๔-๕ หลัง บ่ทันถึง ๑๐ หลังยังว่าช่วงเข้าพรรษาจำั่งว่าอาจำารย์เต็มไปเข้าพรรษาน�าเพิ่น พวกบักจารย์เหง้า กับแม่ขาวสา ทั้งแม่ขาวทังนั้นตั้ว้จา�ทีแรกยังว่ามือ้๑๔ คา �่กุฏิก็เฮ็ดเบิดแล้ว้เตรียมไปอยู่ โรงครัวโรงหยัง เฮ็ดแล้วเรียบร้อยเบิ้ด มือ้๑๔ คา�่แล้วโยมบ้านตับเต่ามาบอกอาจารย์ๆข้าวพวกขะน้อยเบิดแล้วเด้้ อาจารย์สิอยู่จา�พรรษาอยู่บ้อ มื้อเข้าพรรษาจริงๆ เพิ่นถามเบิ้ดตั้งแต่หางแถวไปฮอดทางเหง้า “ผมสิอยู่ผู้เดียว ให้พากันหนีไปจา� พรรษาทางอืน่สิอยู่ตายผู้เดียว” บัดเลยว่า“อาจารย์บ่ไป พวกผมกะบ่ไป” ก็เลยพากันอยู่พอเข้าพรรษา เขาได้เอาข้าวสารไป ๓ กระสอบใส่เรือไป ไปนา� แม่นา�้คอง ตกกลางพรรษามามันเบิด้แล้วกะบ่ได้ฉันข้าวนึง่ได้ต้มใส่ข้าวโพดหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐถ้�้ำาจันทร์ จังหวัดบึงกาฬ88


ออกจำากถ�้าจำันทร์ พากันออกเดินทางไปภูวัวเพิ่นย่างออกไป ไปฮอดบ้านอิหยังก๊อ บ้านดงบาก พอไปฮอดบ้านดงบาก โยมบ้านดงบากเขาเลยนิมนต์ไว้ไปทา� บุญบ้าน ไปพักอยู่นา� เขาบ่แม่นครึ่งเดือนพู้น จำั่งว่าไปพักอยู่ในป่าดง บักเห็บแปหลายๆ อาจำารย์เพ็งชอบอยู่ในป่าฮกๆ ดอก พองานเขาแล้ว ออกเดินทางย่างไปพู้นเป็นเดือนได๋ฝนตก แม่นเดือน ๓ หรือแม่นเดือน ๔ ไปฮอดบ้านห้วยดอกไม้ หรือบ้านอิหยัง ฝนตกหน�่าลงกลางคืน เปียกเบิ้ดอยู่ในป่า ออกจำากบ้านห้วยดอกไม้พากันย่างไปขึ้นภูวัวไปกะบ่ไปขึ้นเขาหว่างได๋น้อ บ้านทรายจำก ให้ผู้หนึ่งขึ้นไปก่อนทางเทิงหลังเขาเอาเชือกผ้ามาผูกบาตรดึงชักขึ้นทางเทิงพู้น ขึ้นน�าฮากไฮ ขึ้นไปหลังเขาจำักไปจำั่งได๋อาจำารย์เพ็งพาไป ออกจำากหั่นแล้วกะจำั่งไปถ�้าบูชา ขึ้นเขาไปหลังถ�้าบูชาแต่ว่าไปพักภาวนาอยู่ถ�้าแก้วก่อน ไปบิณฑบาตอยู่บ้านทรายจำกจำักมื้ออยู่หั่น แล้วก็ออกจำากหั่นไปถ�้าบูชา พอไปถ�้าบูชาก็เลยลงไปเบิ่งทางไปบิณฑบาตไปถามหมู่อยู่หั่นแม่นจำักกิโล หมู่ว่า ๗ กิโล พอกลับคืนมามันมืดทุกวันนี้ตัดทางแล้ววัดอาจำารย์คา � (กาญจำนวัณโณ)รถขึ้นไปได้แล้ว ๗ กิโล บ่แม่นธรรมดาถ้�้ำาบูชา จังหวัดบึงกาฬ89ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ออกจากถ้�้ำาบูชาลงมาฉันบิณฑบาตบ้านดอนสีเสียดออกจากบ้านดอนสีเสียดก็ย่างไปบ้านโสกก่าม พอไปบ้านโสกก่ามแล้วก็หนองปลาดุก มันมีชื่อเสียง มีภูมิจั่งว่าอาจารย์เพ็งเพิ่นอยากพาไปจา� พรรษาหั่น ให้เขาเฮ็ดผมไปพักอยู่น�าเพิ่น มันเป็นดงขี้ำหินแห่ ปวดหัวคือกันกับดงหม้อทอง เลยลาเพิ่น ผมไปกับบักทิดตุ๊แต่พวกบักทิดสีพวกทิดสา ไปอยู่น�าเพิ่น ๔-๕ รูป เพิ่นก็เลยจ�าพรรษาอยู่หั่น หนองปลาดุก พอกลางพรรษา พวกภูมิมันมาร้องไห้ใส่เพิ่น๒-๓ คืน คืนที่๓ มันจั่งบอกไปเอาของอยู่ถ้�้ำาอยู่กลางโคกตะวันออก หนองปลาดุก จั่งว่าไปขุดไปได้พระได้หยังขึ้ำนมา พวกปลัดดีไปเอาน�าเพิ่น ปีนั้ำนเฮาว่าจะได้จ�าพรรษาบ้านท่าส�าราญ เขานิมนต์ให้ย้ายวัดออกจากฝั่งแม่น�้ำาสงคราม มันน�้ำาท่วมไปโนนหนองฮีซูมื้ำอนี้ำ พอย้ายไปแล้ว มันไปเดือนได๋ขะเจ้าย้ายยามหนาวเดือน ๓ เดือน ๔ นี่ล่ะ ปีนันมันแล้ง ้ำจั่งว่าอาจารย์ค�าบุเพิ่นพาสวดขอฝน เพิ่นเอาไปตั้ำงไว้กลางหนองฮีเอาคันจ้องไปตัง้ำ เฮ็ดจั่งได๋วิธีเฮ็ด บ่ได้จื่อบ่ได้จา �พาสวด ฝนมันก็หน�่าลงคืนนันโลด ้ำว่าแม่นเดือน๖เดือน ๗ หรือแม่นเดือน ๘ ออกใหม่”90


ตู้ตุ่นกรรม คือ การกระทำ�าทำี่เกิดแต่กาย วาจา ใจ ของแต่ละบุคคล จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม เมื่อผู้ใดได้กระทำ�าลงไปแล้ว ผลคือวิบากกรรมดีชั่วทำี่ได้กระทำ�าลงไปย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นทำันทำี “บัดนี้วัดธาตุฝุ่นบ่มีพระเพิ่นไปนิมนต์มา ปี๒๕๐๒จำ�าพรรษาปีนั้นพระ๓เณร๔มีเฮาญาพ่อสิงห์ญาพ่อเต้าและกะเณรตา เณรเบย เณรรวย เณรตุ๊ มาจำ�าพรรษาอยู่นี่ปีที่เขาฆ่าตู้ตุ่น ปี๒๕๐๒ นั่นล่ะผู้ร้ายใช้มีดฟันคอซ้ายขวาเข้าหากัน แล้วใช้มีดแทงตรงร่องคออีก ตายเลย สาเหตุนี่คงเป็นกรรมที่ไปล่วงเกินท่านอาจำารย์เต็ม (ขันติโก) เรื่องมีอยู่ว่า ตู้ตุ่นผู้ตายนี่แกมีตา� แหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นชาวบ้านจำะพากันท�าบุญประจำ�าหมู่บ้าน คงเป็นเดือนสองเดือนสามนี่แหละ แกก็เลยใช้ให้คนไปนิมนต์พระที่วัดมาร่วมงาน พอดีคนที่ไปนิมนต์ก็เป็นคนไม่รู้จำักธรรมเนียมอะไร เวลานิมนต์ก็พูดไม่ถูกไม่เป็น แกพูดว่า“นิมนต์ไปฉันข้าวบ้าน” (ผู้นิมนต์ไประบุชื่ออาหารให้พระฟัง หากพระรับนิมนต์แล้วฉันอาหารที่ระบุชื่อนั้น เป็นอาบัติ) พระท่านฟังแล้วก็ตอบว่า “ไม่ไปล่ะ” โยมคนนั้นก็เลยกลับเข้าไปในหมู่บ้าน พอตู้ตุ่นเห็นแกเลยถามว่า “เป็นยังไงไปนิมนต์พระ ท่านว่ายังไง” คนที่ไปนิมนต์ตอบว่า “เพิ่นบ่มา” ตู้ตุ่นแกได้ยินก็เลยโมโหมาก ด้วยอ�านาจความหลง แกก็เลยพูดว่า “บ่มา ก็อย่าเอาข้าวไปให้มันซิแตก พระนีจะนิมนต์ไปฆ่าทิ่ ้งก็ยังได้” พอถึงเดือนสิงหาคมนี่มั้ง วันที่แกจะถูกฆ่าวันนั้นมีอีกามันบินมาร้อง “โลเลๆๆๆ” เสียงดังทีนี้เณรเบยแกเคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเณรเลยพูดว่า “แนวนีเขาเรียกว่ากาตอมเหว้ ถ้าเป็นอย่างนีจะมีคนตายโหง”้ ช่วงนันเป็นฤดูปัก ้ดา � ชาวบ้านจะปล่อยควายกินหญ้าหลังจากใช้คลาดไถเสร็จแล้วตอนเย็นๆก็เลยมีคนไปเจอศพของตู้ตุ่น แล้วได้มาตามญาติพี่น้องออกไปดู สมัยก่อนนั้นหากเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพแล้ว จะเคลื่อนย้ายก็ไม่ได้ต้องรอก่อน จึงได้พากันเอาผ้ายางมาคลุมศพเอาไว้ไม่ให้อุจาดตา”91ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


หลักใจเกิดขึ้นได้เพราะการปฏิบัติ การงานภายนอกต่างๆ จะสำ�าเร็จได้ด้วยการเอาใจใสำ่ ขวนขวายไม่วางธุระ งานจึงสำ�าเร็จได้ด้วยดี งานภาวนาก็เหมือนกัน ผลจะเกิดขึ้นได้ด้วยการบำ�าเพ็ญเพียรอย ่างต ่อเนื่องด้วยความมีสำติอยู ่ตลอดเวลา ผลมีประเภทต่างๆ เช่น ความสำงบำบำ้าง สำมาธิบำ้างปัญญาบำ้าง วิมุตติบำ้าง วิมุตติญาณทัสำสำนะบำ้าง ย่อมบำังเกิดตามกา� ลังสำติปัญญาความสำามารถของท่านผู้นั้นแน่นอน หลวงปู่เล่าว่า “ในพรรษาปี๐๒นั้นแหละญาพ่อสิงห์ว่าจะสึกปีนั้นจะสึกไปเลี้ยงลูก ทีนี้ได้พาเร่งความเพียรแกได้กา� ลังใจเหตุสิเร่งความเพียรนี้มันเกี่ยวกับเฒ่าตุ่นตาย มันไปกวนอยู่ข้างล่างกุฏิญาพ่อสิงห์ทุกวันๆ จะได้ยินเสียงกุกกักๆอยู่ข้างล่างกุฏิ“มันเป็นอิหยัง บ่แม่นเฒ่านั่นไปบ่ได้บ้อ” เลยสั่งญาติพี่น้องของเฒ่าตุ่นออกมาวัด จะได้ถามเบิ่งว่า“บ่ได้เอาของวัดของวาไปเก็บไปกา� ไว้บ้อ มันข้องมันไปบ่ได้” ขะเจ้าตอบว่า “มี” “แล้วแม่นหยังล่ะ” ขะเจ้าตอบว่า “ปัจจัยงานฉลองธาตุ ๒๐๐ บาท” สมัยก่อนบ่มีธนาคาร เพิ่นให้เอาเงินไปเก็บไว้พอฉลองธาตุแล้ว ปี๐๑ ตายกะทันหัน บ่หลายปัจจัยเงินไม่กี่พัน แบ่งมัคคทายกคนละ ๒๐๐ ให้เอาไปเก็บรักษาไว้เราก็เลยบอกญาติเฒ่าตุ่นมาทำบุญอุทิศส่วนบุญให้แล้วก็บอกข่าวพวกญาติของเฒ่าตุ่นนั้นมารับผิิดชอบปัจจัย ๒๐๐ แทน เร่่องเฒ่าตุ่นเลยสงบลง จากนันเราก็พาเร่งทำ� ้าความเพียร ญาพ่อสิงห์ได้หลักจิตหลักใจปีนันล่ะ้ ทำ�าความเพียรปีนันฝึกเอา้แบบทำหารเลย เอาด้วยกันทำุกองค์กลางวันอย่างตา�่ำก็ถึง ๕ โมงเช้า หรือเทำยงวัน ี่ำนอกนันผู้ขยันเอาเบิ้ด้มือกะได้้ กลางคืนก็เอาถึง ๕ ทำุ่ม ผู้สิพัก ผู้บ่พักกะเอาตลอดคืนทำ้ังพรรษา ออกพรรษาแล้ว ผู้เฒ่าสิงห์อุทำานว่า “แต่ก่อนผมว่าจะสึกอยู่เด้บัดนีบ่สึกล่ะ”้ เฒ่าได้ก�าลังใจปีนั้น”93ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


เณรเบย ธรรมชาติของความรักทำี่บิดามารดามีต ่อบุตรธิดานั้น เป็นความอบอุ่นแน่นแฟ้นทำี่บุตรทำุกคนสามารถรับรู้ได้เป็นความรักทำี่เรียกได้ว่าแม้กายจะอยู่ห่างไกลกันแต่ใจนั้นรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กันเสมอ หลวงปู่ได้เล่าถึงความผูกพันทำี่สื่อถึงกันได้ระหว่างโยมพ่อและลูกเณร ดังนี้“พอออกพรรษาแล้ว ญาพ่อเต้าจำะกลับบ้านที่ร้อยเอ็ด สิไปกับเณรเบยเณรเบยไปฮอดบ้านเลื่อม อุดรฯเณรคิดฮอดพ่อมันแฮง เลยขโมยหนีจำากญาพ่อเต้ากลับบ้านท่าส�าราญ บึงกาฬ พ่อมันเป็นโรคบ้าหมูไปตึกแห(ไปหาปลา)ชักตายอยู่ในหนองน�้า เณรว่าคิดถึงฮอดพ่อมันแฮง กลับไปแล้วแม่นพ่อมันตาย ตกกลางคืนนั้น ญาพ่อสิงห์พูดให้ฟังว่าเทวดามาปรากฏบนขื่อที่กุฏิหัวขวัญ (หัวเราะ) ญาพ่อเต้า “เฮ่อๆ อยากหัวๆ ญาพ่อตามหาเณร” ๓ ครั้ง “ญาพ่อแล่นน�าเณร” (หลวงพ่อวิ่งตามหาเณร) หน่อยหนึ่งมาเห็นญาพ่อเต้ากลับมาวัดธาตุฝุ่นถามหาเณรเบย ตอบว่า “บ่เห็นมาเด้ล่ะ” บัดแล้วลักหนีออกจำากบ้านเลื่อม บ้านดานพายบาตรบ่ไปนา�ทางข้ามทุ่งนาตัดขึ้นย่างผ่าเมืองอุดรฯมาถนนหมากแข้ง บัดนี้พวกตา�รวจำเขาเห็น เขาเลยมาถาม เณรใหญ่๑๘-๑๙ “ครูบาสิไปไส” เณรเบยตอบว่า “เมือบ้าน”ต�ารวจำถามว่า “บ้านอยู่ไส” เณรเบยว่า “พู้นล่ะ อ�าเภอเซกา”ต�ารวจำถามต่อว่า “ครูบาไปจำั่งได๋” เณรตอบว่า “ย่างจำังซี่แล้ว” เขากะเลยไปฝากรถประจำ�าทางให้แต่ก่อนเรียกว่ารถบัส แม่นรถทัวร์สมัยนี้รถประจำ�าทาง แต่ก่อนมันมีรถอุดร-บึงกาฬ กลับเมือบ้านไปฮอดจำั่งว่าพ่อตาย”94


พาบิดาออกบวช ความตั้งใจของหลวงปู่ทำี่อยากให้บิดาออกบวชนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ดังเรื่องทำี่ทำ่านเล่าไว้ว่า“ออกพรรษา ๐๒ โยมพ่อว่า “ถ่าพ่อแน่เด้อ พ่อสิออกปีนี้แหละ”แม่นนัดกันงานเผาศพพระอาจำารย์สีลา(เทวมิตโต) เพิ่นเสียกลางพรรษาที่ผ่านมา เพิ่นอาจำารย์วัน (อุตตโม) ว่าให้มาเผาเดือนห้า สงกรานต์ ผมเลยออกเที่ยวไปทางบ้านกุดเรือใหญ่ ไปเห็นแก่นขนุนงาม เลยให้โยมส่งมาถวายหลวงปู่ขาวที่วัดบ้านชุมพล (วัดป่าแก้วชุมพล) พอเดือนเมษาฯ จำั่งมาช่วยงานศพอาจำารย์สีลา(วัดโชติการาม บ้านโพนสว่าง) โยมพ่อจำั่งไปหาอยู่หั่น โอ๊ยช่วงนั้นอดอยาก เป็นฤดูแล้งแถวอา�เภอวานรอา� เภอสว่างแดนดิน ผู้เฒ่าก็เลยบ่นว่าตั้งแต่สมัยเป็นเด็กอายุ๑๐ ขวบกว่า เป็นทุกข์หลาย หิวข้าวหิวน�้า เพราะคนสมัยนั้นท�านานิดเดียว ปีไหนแล้งมา ข้าวไม่พอกินก็เลยอดอยาก สุดท้ายได้ต้มข้าวกิน ต้มใส่เผือกใส่มันใส่ฟักทอง พอข้าวสุกแล้วเอามาผสมคลุกกับข้าวเม่าแล้วจำึงค่อยกิน นั่นล่ะ ท่านก็เลยมาบ่นทุกข์ยากล�าบาก เป็นเด็กก็ล�าบาก บัดมาแก่ออกมาบวชแล้ว ก็ให้มาทุกข์ยากล�าบากอีก ออกจำากงานเพิ่นอาจำารย์สีลาแล้วได้พาผู้เฒ่ามาพักกับหลวงปู่ค�า (ยสกุลปุตโต) วัดป่าพังโคน พอดีมาพบกับท่านอาจำารย์ค�าบุอีก เพิ่นมาจำากบ้านท่าส�าราญอาจำารย์คา� บุว่าสิพาไปจำ�าพรรษาบ้านขี้นาค เมืองหล่มอีกเพิ่นเลยโทรเลขไปหาโยมบ้านขี้นาคส่งปัจำจำัยค่ารถมา ระหว่างรอปัจำจำัยอยู่นั่น กะช่วยงานหลวงปู่ค�าไปพร้อม เพิ่นกา� ลังสร้างประตูโขง จำนงานเสร็จำก็ยังบ่ได้รับโทรเลขปัจำจำัยจำากทางบ้านขี้นาค เพิ่นอาจำารย์ค�าบุเลยพากราบลาหลวงปู่คา � ไปหาที่จำ�าพรรษาทางอา�เภอบ้านผือ บ้านกลางใหญ่ พอพวกเราออกจำากวัดหลวงปู่คา� ตอนเช้า ตอนเย็นวันนั้นโยมบ้านขี้นาคก็ไปถึงวัดหลวงปู่คา � เลยไม่ได้พบกันเขาก็ไม่บอกว่าจำะมารับเอง ทางเราก็ไม่ได้บอกพระที่วัดนั้นว่าจำะไปทางไหน ตกลงปีนั้นอาจำารย์คา� บุก็เลยพาไปจำ�าพรรษาที่บ้านกลางใหญ่ อา� ภอบ้านผือ โยมพ่อเข่งก็ตามไปด้วย ท่านอาจำารย์คา� บุก็เลยพาไปบวชกับหลวงปู่พระครูสีลขันธ์สังวร(อ่อนสีสุเมโธ)วัดพระงามศรีมงคลอา� เภอท่าบ่อ จำังหวัดหนองคายเราได้๑๐พรรษาโยมพ่อค่อยออกบวช”หลวงปู่ค�า ยสกุลปุตโตหลวงปู่สีลา เทวมิตโต95ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


ถูกฟ้องร้อง ความอาลัยในสามีผู้ออกบวชของภรรยาทำี่เพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นานนั้น เป็นความทำุกข์ทำี่ทำับถมจิตใจอย่างมาก เพราะขาดผู้นา� ครอบครัวไป ภรรยาจึงต้องหาวิธีการต่างๆ ทำี่จะดึงเอาผู้เป็นหลักของครอบครัวคืนกลับมาดังเดิม “ก่อนโยมพ่อเข่งจำะตัดสินใจำออกบวชเพิ่นป่วยหนักก็เลยบนไว้ว่า “ถ้าหายจำากป่วยจำะบวช” เมื่อหายดีแล้วจำึงว่าจำะออกบวช เมื่อภรรยาใหม่เขาได้ยินก็ท้าทายว่า“อย่างพ่อเข่งจำะบวชได้หรือ” เพราะตอนนั้นมหาค�าภา(น้องชายคนสุดท้องต่างมารดาของหลวงปู่) เพิ่งคลอดได้เดือนเดียว เมื่อเพิ่นออกบวชแล้ว พอตอนกลางพรรษาภรรยาเก่าหลวงปู่เข่งก็เข้าไปร้องเรียนกับเจำ้าคณะจำังหวัดอุดรธานีคือหลวงปู่จำูม พันธุโล วัดโพธิสมภรณ์หลวงปู่จำูมได้สั่งให้พระครูอุดรคณานุศาสตร์ (สวัสดิ์ขันติวิริโย) เขียนจำดหมายไปแจำ้งเราที่บ้านผือว่า “มีคนเขากล่าวหาว่าท่านทั้งสองนี้ไปเอาผัวเขาไปบวชโดยไม่ได้รับอนุญาต” ในจำดหมายหมายถึงอาจำารย์คา� บุกับเราโดนภรรยาเก่าของหลวงปู่เข่งกล่าวหา”96


บ่สึกดอกขะน้อย ธรรมเป็นธรรมชาติทำี่เข้ากันได้ดีกับใจ ครั้นเมื่อปรากฏขึ้นในจิตใจของทำ่านผู้ใดแล้ว ทำ่านผู้นั้นย่อมรู้ด้วยตนเองว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะสมบูรณ์แบบเทำียบเทำ่ากับธรรมแทำ้ได้เลย ทำ่านผู้นั้นจึงเป็นผู้หนักแน่นในธรรมของตนด้วยตนเอง“ออกพรรษาแล้ว ท่านอาจำารย์คา�บุออกจำากบ้านกลางใหญ่ขึ้นไปถ�้าผึ้งกับเณรลีคนบ้านหนองบัวบานส่วนเฮาพาหลวงปู่เข่งและท่านหนูหยาดเที่ยวไปแถวพู้นถ�้าพระ บ้านนาผักฮี ถ�้าม่วง บ้านหนองแวง ปากช่องถ�้าพระบ้านนาสี ถ�้าหีบบ้านนาอ่างแถวภูพระบาทบัวบกพอฮอดเดือน๕อาจำารย์หนูหยาดเพิ่นสิไปคัดเลือกทหารไปรอ คัดเลือกแล้วบ่เห็นขึ้นไปหา ก็เลยไปพักอยู่พู้นบ้านสว่างปากราง พักได้บ่นาน หลวงปู่เข่งในใจำเกิดคิดถึงเป็นห่วงลูกผู้หญิง ๒-๓ คนที่กา� ลังเป็นสาว กะเลยขอลากลับไปเยี่ยมบ้านทางสกลนคร เฮาเลยบอกว่า “ขั่นสิกลับบ้าน ให้แวะไปกราบลาอาจำารย์ค�าบุที่ถ�้าผึ้งก่อน” หลวงปู่เข่งจำึงได้ย้อนกลับมาหาท่านอาจำารย์ค�าบุถ�้าผึ้งนี่อยู่ไกลจำากหมู่บ้านมาก บิณฑบาตที่ไหนก็ไปบ่ถึง มันอยู่กลางภูเขาโยมบ้านกลางใหญ่จำั่งได้พากันจำัดเสบียงส่งให้เณรลีเป็นผู้เฮ็ดอาหารถวายเพิ่น ความที่ถ�้าผึ้งมันอยู่ไกลหมู่บ้าน สิไปกลับมื้อเดียวบ่ได้หลวงปู่เข่งกะเลยต้องพักค้างคืนน�าเพิ่น อาจำารย์ค�าบุกะเลยให้หลวงปู่เข่งไปกางกลดพักตรงแวบผาน้อยๆ สมัยหลวงปู่เข่งเป็นฆราวาส เพิ่นเป็นคนขีย่าน้จักหน่อย ตกคืนนั้นบ่รู้ว่ามีเสียงอิหยังมารบกวนเพิ่นหมดคืน เพิ่นย่านหลาย เลยตังอธิษฐานในใจว่า้“ถ้าหากว่าข้าพเจ้าจะอยู่ได้ไปเป็นในพระศาสนาแล้วขอจงปรากฏสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นภายในจิตใจของข้าพเจ้าภายในคืนนี”้จำากนั้นเพิ่นกะเลยตั้งสติภาวนาสู้ความกลัวของเจำ้าของ บ่นานจำิตใจำได้เกิดความสงบรวมลงเป็นอัศจำรรย์เกิดบ่กลัวขึ้น หายจำากความกลัว เช้าวันต่อมา หลวงปู่เข่งจำึงได้เข้าไปกราบลาอาจำารย์ค�าบุเพื่อจำะกลับไปเยี่ยมบ้านเพราะเป็นห่วงลูกสาว อาจำารย์ค�าบุว่า “ไปนี่สิบ่ไปลาสิกขาดอกหรือหากว่าสิลาสิกขาแล้ว บ่ให้ไป” หลวงปู่เข่งเรียนว่า “บ่สึกดอกขะน้อย” อาจำารย์คา� บุกะเลยอนุญาตให้หลวงปู่เข่งกลับมาบ้านได้ หลวงปู่เข่งกลับมาบ้านแล้ว กะมาอยู่วัดธาตุฝุ่นกับอาจำารย์เต็ม โยมภรรยาเก่าทราบข่าวว่าหลวงปู่เข่งกลับมา แกเลยอุ้มเอาลูกน้อย (พระมหาค�าภา) เข้ามาในวัดธาตุฝุ่น ตอนนั้นอายุยังบ่ครบปีแกกะแขวนอู่เลี้ยงลูกกับเสากุฏิของหลวงปู่เข่ง เพื่อให้หลวงปู่เข่งเกิดความสงสาร โดยท�าอย่างนี้๓ วันติดต่อกัน อาจำารย์เต็มกะเบิ่งอยู่ทุกมื้อเพิ่นว่า“เอาล่ะแม่ออกพอล่ะ กลับบ้านซะขั่นเพิ่น (หลวงปู่เข่ง) สิสึกแล้วเพิ่นบ่บวชดอก เอาลูกกลับบ้านซะ”แต่ตัวหลวงปู่เข่งนั้นบ่ได้ว่าจำั่งได๋ พอวันที่สาม อาจำารย์เต็มกะว่าคือเก่า “เอาล่ะแม่ออก ขั่นเพิ่นสิสึกแล้ว เพิ่นบ่บวชดอก กลับบ้านซะ” พอหลวงปู่เข่งได้ยินกะเลยว่าตามคา�พูดของอาจารย์เต็ม “ขันผู้นี่สิสึก่ผู้นีบ่บวช่กลับบ้านซะเถอะ”พอภรรยาเก่าได้ยินจำั่งซั่น แกกะเลยแก้อู่ อุ้มลูกกลับเข้าบ้านเลย”97ที่่ระลึึกงานพระราช�ทานเพลิิงสรีีระสัังขารพระราชมงคลวชิิรธรรม วิิ. (หลวงปู่่�บุุญมา คััมภีีรธััมโม)


มหาค�าภาหลวงปู่เล่าประวัติพระน้องชายของทำ่านว่า “มหาค�าภานี่ (พระมหาณัฐชัย อภิวัฑฒโน) ตามประวัติแล้วน่าจำะเป็นเฒ่าหลวงพ่อจำารย์ลีกลับชาติมาเกิด หลวงพ่อจำารย์ลีนี้แต่ก่อนบวชเป็นพระวัดบ้านแล้วภายหลังได้ลาสิกขาออกไปแต่งงานมีครอบครัวพวกนี้แล้วเป็นลูก ทิดชุ่ม ทิดบุญตา เฒ่าจำารย์อั้วแม่เคนน้อย แม่สีหมู่นี่อยู่มาๆ พอลูกใหญ่แล้ว ได้พาลูกชายออกบวชอีก คราวนี้บวชในฝ่ายปฏิบัติประวัติแกคงจำะเคยเข้าอบรมกับหลวงปู่มั่นสมัยเพิ่นมาอยู่ทางสกลฯ ต่อมาพวกลูกชายพากันลาสิกขา ส่วนตัวหลวงพ่อจำารย์ลีนี้บ่ได้ลาสิกขา หมดลมในเพศพรหมจำรรย์เลย ทิดบุญตานี่แก่ตัวมาได้ออกมาถือศีลปฏิบัติธรรมภาวนาเวลาสิหมดลม หมู่เพื่อนไปเยี่ยม แกพูดกับเขาว่า“เก่งบ้อเขานี่” หมายถึงจำิตใจำแกบ่ได้หวาดหวั่นในความตายเลย เฒ่าจำารย์อั้วนี่เวลาสิตาย อาจำารย์คา� บุเข้าไปเยี่ยมแล้วถามว่า “เป็นจำั่งได๋พ่อออก” แกตอบว่า“บ่เป็นจำั่งได๋ตอนนี้กา� ลังเดินมรรคอยู่”พูดจำาฉะฉานเด้ จำิตใจำกล้าหาญ แสดงว่ามีสติสตังดีเวลาจำวนสิตาย ก่อนแม่ใหม่สิตังครรภ์มหา้คา�ภา เฒ่าพ่อเข่งฝันว่าหลวงพ่อจารย์ลีมาขออยู่นา� ว่า “ทิดๆ พ่อขอมาอยู่น�าแหน่เด้อ พ่ อสิมาอยู่น�า” จั่งได้ตั้งท้องคลอดออกมาเป็นมหาค�าภา เพราะฉะนั้นแกจึงมีนิสัยทางบวช พ.ศ. ๒๕๑๔ อายุได้๑๐ ขวบ แกบวชเป็นเณรแล้วมาฝึกหัดนั่งภาวนา มีเณรค�าภา เณรไพบูลย์เณรโล เณรไพบูลย์กับเณรโลนังได้แป๊บเดี ่ยวกะลุก๋ไปเล่นแกล้งกัน ส่วนเณรค�าภานีสงสัยจิตของแก่จะสงบ เพราะว่านั่งภาวนาได้นาน พอออกพรรษาน้าชายชื่อมหาเปบวชเรียนเป็นมหาอยู่วัดโพธิสมภรณ์อุดรธานีได้มาดึงเอาหลานคือเณรคา� ภานี่ไปเรียนหนังสือนา � บ่แม่นสอบได้นักธรรมโทบ้อจำังพากันลงไปเรียนบาลีอยู่วัดหนองน�้าขาว (วัดอริยวงศาราม)ราชบุรีอยู่กับหลวงปู่มหาปิ่น (ชลิโต) สอบได้๗ ประโยค ตอนนี้อยู่วัดอรัญญิกาวาส จำ.ราชบุรีและได้รับเอาโยมแม่ท่านไปอยู่น�าอยู่พู้นด้วย”98


Click to View FlipBook Version