The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-03-02 20:30:03

หลักธรรมชุดศิลาจารึก

วัดป่าดานวิเวก

250

ทีแรกไปหาทา่ นเมือ่ ไร ท่านถามวา่ “สบายดเี หรอ สงบ
ดีเหรอ” “สงบดีอยู่” เราก็ว่าอย่างน้ี ท่านก็ไม่ว่าอะไร
พอนานเข้าๆ ก็อยา่ งว่านน่ั แหละ “เปน็ ยงั ไงทา่ นมหาสบายดี
เหรอใจ” “สบายดอี ยู่ สงบดอี ย”ู่ “ทา่ นจะนอนตายอยนู่ นั้ เหรอ”
ฟงั ซิ ทีนข้ี น้ึ ละนะ พลิกเปลยี่ นไปหมดสหี นา้ สตี าอะไร แสดง
ท่าทางออกหมดแล้วนะน่ี จะเอาเต็มที่ละ จะเขกเต็มท่ีละ
“ทา่ นจะนอนตายอยนู่ น้ั เหรอ” ทา่ นวา่ “ทา่ นรไู้ หม สขุ ในสมาธิ
เหมอื นกบั เน้อื ตดิ ฟนั ทา่ นร้ไู หม สมาธกิ ็เหมอื นกบั เนอ้ื ตดิ ฟัน
นัน้ แหละ มันสุขขนาดไหน เนอ้ื ติดฟัน ทา่ นรู้ไหมๆ” นี้เรา
ไม่ลืมนะ จากน้ันมา “ท่านรู้ไหมว่าสมาธิท้ังแท่งน้ันละคือ
ตัวสมทุ ัยทง้ั แทง่ ท่านรไู้ หมๆ” นัน่

ตรงนี้มันก็ต่อยกับท่านอีก ดูซิ “ถ้าหากว่าสมาธิเป็นตัว
สมทุ ยั แลว้ สมั มาสมาธจิ ะใหเ้ ดนิ ทไ่ี หน” นน่ั เอาซโิ ตท้ า่ น “มนั ก็
ไมใ่ ชส่ มาธติ าย นอนตายอยูอ่ ย่างนีซ้ ิ สมาธิของพระพทุ ธเจา้
สมาธติ อ้ งรูส้ มาธิ ปัญญาตอ้ งรู้ปัญญา อนั นี้มันเอาสมาธเิ ป็น
นพิ พานเลย มนั บา้ สมาธนิ ”ี่ นนั่ เหน็ ไหม ทา่ นใสเ่ ขา้ ไป “สมาธิ
นอนตายอยู่น้ีเหรอเป็นสัมมาสมาธิน่ะ เอ้าๆ พูดออกมาซิ”
มันกย็ อมละซิ

อบรมพระ ณ วัดป่าบา้ นตาด จังหวดั อดุ รธานี
วันที่ ๑๒ เมษายน พุทธศกั ราช ๒๕๓๐

251

พอออกทางดา้ นปญั ญาเทา่ นน้ั มนั กร็ เู้ รอ่ื งรรู้ าว ฆา่ กเิ ลส
ตัวนั้นได้ ตดั กิเลสตัวนไี้ ด้โดยล�ำดับๆ เกดิ ความตน่ื เน้ือต่ืนตวั
ขนึ้ มา โธ่ เราอยใู่ นสมาธิ เรานอนตายอยูเ่ ฉยๆ มากี่ปีก่ีเดอื น
แล้วไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร คราวนี้ก็เร่งทางปัญญาใหญ่
หมนุ ตวิ้ ทงั้ กลางวนั กลางคนื ไมม่ หี า้ มลอ้ บา้ งเลย แตผ่ มมนั นสิ ยั
โลดโผนนะ่ ถา้ ไปแง่ไหนมันไปแง่เดียว พอดำ� เนินทางปญั ญา
แลว้ มนั กม็ าตำ� หนสิ มาธวิ า่ นอนตายอยเู่ ปลา่ ๆ ความจรงิ สมาธิ
ก็เปน็ เครือ่ งพักจติ ถา้ พอดจี รงิ ๆ กเ็ ปน็ อยา่ งนั้น นมี่ นั กลบั มา
ตำ� หนิสมาธิว่านอนตายอยู่เปล่าๆ กปี่ ีไม่เหน็ เกดิ ปญั ญา

อบรมพระ ณ วดั ป่าบา้ นตาด จังหวดั อดุ รธานี
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๑

252

ค�ำว่าสมาธินีเ้ ปน็ อย่างไร

อัปปนาสมาธิ น้ันคือความแนบแน่นของใจ อยู่เฉยๆ
ก็ตาม ทา่ นเรียกว่า อัปปนาสมาธิ คอื มีความมั่นคงอยู่ตลอด
แม้เราจะคิดอ่านไตร่ตรองเร่ืองใดอยู่ก็ตาม ท้ังๆ ที่เราไม่ได้
เขา้ สมาธิ แตจ่ ติ นน้ั มคี วามแนน่ ปง๋ึ เหมอื นภเู ขาทงั้ ลกู อยภู่ ายใน
ตวั เอง ขอใหพ้ ดู เตม็ ปากเถดิ วา่ อยใู่ นทา่ มกลางอก ไมไ่ ดอ้ ยบู่ น
สมอง สมองนัน้ เปน็ ที่ทำ� งานของความจำ� แตเ่ รือ่ งความจริง
ทางภาคปฏิบัติธรรมแล้ว จิตจะท�ำงานอยู่ที่ตรงกลางคือ
ทรวงอกของเราน้ี จะตรงไหนก็ตามให้พึงเข้าใจเอาไว้ว่า
ตรงกลางอกของเรา จติ เปน็ สมาธกิ เ็ รมิ่ ผอ่ งใสเรมิ่ สงบทหี่ วั อก
ของเรา ผอ่ งใสมากนอ้ ยเพยี งไร เหน็ อยตู่ รงนๆ้ี ไมข่ นึ้ บนสมอง
เหมอื นภาคความจำ� เลย นที่ า่ นเรยี กวา่ จติ เปน็ สมาธิ แมธ้ รรม
ทุกข้ันทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนา ก็จะพึงเกิดข้ึนเป็นข้ึนใน
ท่ามกลางอกเช่นเดียวกันน้ีแล ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติจะพึงทราบด้วย
ตัวเอง

ทนี เี้ วลาจติ เปน็ สมาธเิ ตม็ ทขี่ องตวั เองแลว้ เราจะคดิ จะอา่ น
อะไรอยู่ก็ตาม ไม่ได้เข้าสมาธิ แต่จิตนั้นย้อนมาดูเมื่อไรจะ
แน่นปึ๋งๆ อยู่ตลอดเวลา นี้คือฐานแห่งสมาธิได้คงตัวแล้ว

253

ได้สร้างฐานข้ึนเต็มที่แล้ว ทีนี้พอเราย้อนเข้ามาสู่สมาธิ
จะภาวนาเพอ่ื ระงบั ดบั อาการของความคดิ ความปรงุ ทงั้ หลาย
ซง่ึ เป็นแขนงของจติ จิตนี้กจ็ ะสงบตวั เขา้ มาๆ แลว้ สงบอย่าง
รวดเรว็ เพราะความชำ� นาญของผมู้ สี มาธขิ นั้ นี้ กำ� หนดเมอ่ื ไร
ไดเ้ มอ่ื นนั้ แนน่ ปง๋ึ เลย อาการทงั้ หลายทเ่ี คยคดิ เคยปรงุ นนั้ หมด
เงยี บ เหลอื แตค่ วามรทู้ อ่ี ศั จรรย์ แนว่ อยเู่ พยี งอนั เดยี วเทา่ นนั้
นี้ประการหน่ึง อีกประการหน่ึง พอเข้าถึงท่ีแล้วปล่อยหมด
โลกธาตุนี้เหมือนไม่มี แม้ที่สุดร่างกายของเจ้าของก็หมด
ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง เหลือสักแต่ว่ารู้เท่าน้ัน น่ันก็เป็น
สมาธปิ ระเภทหน่ึง ซ่ึงจะเปน็ ข้ึนตามจรติ นิสัยของแต่ละราย
ไม่เหมือนกันทกุ รายไปในวงปฏิบัติ

ให้เห็นในหัวใจเจ้าของซิ มีแต่เราเรียนตามต�ำรับต�ำรา
ต�ำรับต�ำราท่านรู้แล้วท่านเห็นแล้ว ท่านบอกสอนเราแต่เรา
ไม่ได้ท�ำจึงไม่รู้ไม่เห็น ความรู้ในสมาธิเลยไปอยู่ในต�ำราเสีย
ปญั ญาก็อยูใ่ นตำ� ราเสยี อยใู่ นคมั ภีรเ์ สยี วิมุตตหิ ลุดพ้นอย่ใู น
คัมภีร์เสีย แต่การตกนรกอเวจีเป็นเราไปตกเอง ใช้ได้เหรอ
อยา่ งนนั้ จงึ ตอ้ งปฏบิ ตั ิ ธรรมะพระพทุ ธเจา้ ไมใ่ ชธ่ รรมะของเลน่ ๆ
ร-ู้ รจู้ รงิ ๆ ขวนขวายจรงิ ๆ ตรสั รๆู้ ธรรมของเลศิ ของประเสรฐิ
จริงๆ พระองค์เลศิ แล้วในหวั ใจ ไมม่ ีหัวใจใดเลิศยิง่ กวา่ หวั ใจ

254

ของผู้ส้ินกิเลส เลิศอยู่ในหลักธรรมชาติ เป็นอยู่ในหลัก
ธรรมชาตนิ น่ั เราปฏบิ ตั ทิ ำ� ไมจะไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ในเมอื่ ธรรมเปน็ ของ
มอี ยู่

เทศน์อบรม ณ วดั ราชบพธิ ฯ กรงุ เทพมหานคร
วันที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน พุทธศักราช ๒๕๓๑

การออกจากสมาธภิ าวนา

เวลาจะออกจากทภ่ี าวนา พงึ ออกดว้ ยความมสี ตปิ ระคองใจ
ถ้าจิตยังสงบอยู่ในภวังค์น้ัน มิใช่ฐานะจะบังคับให้ถอนขึ้นมา
แล้วออกจากท่ีภาวนา แม้ถึงเวลาจะต้องไปท�ำงานการหรือ
ออกบิณฑบาตก็ไม่ควรรบกวน ปล่อยให้รวมสงบอยู่จนกว่า
จะถอนขึ้นมาเอง งานภายนอกแม้จ�ำเป็นก็ควรพักไว้ก่อน
ในเวลาเช่นนั้น เพราะงานของภวังคจิตส�ำคัญกว่ามากมาย
จนน�ำมาเทียบกันไม่ได้ หากไปบังคับให้ถอนขึ้นมาทั้งที่จิตยัง
ไม่ช�ำนาญในการเข้าการออก จะเป็นความเสียหายแก่จิตใน
วาระต่อไป คอื จิตจะไม่รวมสงบลงได้อกี ดงั ทเ่ี คยเป็น แลว้ จะ
เสียใจภายหลัง เพราะเรื่องท�ำนองนี้เคยมีเสมอในวงปฏิบัติ
จึงควรระมัดระวังอย่าให้เร่ืองซ�้ำรอยกันอีก การออกถ้าจิต

255

รวมสงบอยกู่ ต็ อ้ งออกในเวลาทจี่ ติ ถอนขนึ้ มาแลว้ หรอื เวลาที่
รูส้ กึ เหนื่อย ขณะออกก็ควรมสี ติ ไมค่ วรออกแบบพรวดพราด
ไรส้ ตสิ มั ปชญั ญะซง่ึ เปน็ ธรรมประดบั ตวั ตามกริ ยิ าทเี่ คลอ่ื นไหว
กอ่ นออกควรนกึ ถงึ วธิ ที ำ� ทต่ี นเคยไดผ้ ลในขณะทท่ี ำ� สมาธกิ อ่ น
วา่ ไดต้ งั้ สตกิ ำ� หนดจติ อยา่ งไร นกึ คำ� บรกิ รรมบทใด ชา้ หรอื เรว็
ขนาดใด ใจจึงรวมสงบลงได้ หรือเราพิจารณาอย่างไร
ด้วยวิธีใด ใจจงึ มีความแยบคายได้อย่างนี้ เมื่อก�ำหนดจดจำ�
ท้ังเหตุและผลที่ตนท�ำผ่านมาได้ทุกระยะแล้ว ค่อยออกจาก
สมาธิภาวนา การท่ีก�ำหนดอย่างน้ีเพ่ือวาระหรือคราวต่อไป
จะท�ำให้ถกู ต้องตามรอยเดมิ และงา่ ยขึ้น

จดจารึก ปพี ุทธศักราช ๒๕๑๖
พระธรรมวิสุทธิมงคล

(พระาณสมปฺ นฺโน หลวงตามหาบวั )

256

จิตเส่ือมทุกขห์ นัก

จติ เสอ่ื มนที้ กุ ขม์ ากจรงิ ๆ จนหาประมาณไมไ่ ดเ้ ลยไมม่ วี นั ลมื
แม้แต่ทุกวันน้ียังไม่ลืม จะว่าอะไรกันเพราะมันถึงใจจริงๆ
จนกลายเปน็ สจั ธรรมขน้ึ มา ดว้ ยจำ� ความทวี่ า่ จติ เสอ่ื มนน้ั ไมล่ มื
มันกลายเป็นสัจธรรมข้ึนมา ไม่ใช่ความจ�ำเสียแล้ว มันเป็น
ความจริงขึ้นมากบั ตัวเอง

อบรมพระ ณ วัดปา่ บ้านตาด จงั หวดั อุดรธานี
วนั ที่ ๑ สงิ หาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๙

บางทนี �ำ้ ตาร่วงกดั ฟนั ... แตก่ อ่ นจิตเขา้ ไดส้ นิทๆ เหมอื น
หนิ นะ เวลาจติ เปน็ สมาธแิ นน่ เหมอื นหนิ สดุ ทา้ ยมนั กม็ าเสอื่ ม
เพราะความไม่รอบคอบของตวั เอง ไม่รู้จกั วธิ รี กั ษา

เวลาจติ เสอ่ื มน้ี แหม รอ้ นเปน็ ฟนื เปน็ ไฟ อยไู่ หนหาความ
สะดวกสบายไมไ่ ด้ แตด่ อี ยา่ งหนง่ึ ทน่ี า่ ชมกค็ อื วา่ ไมถ่ อย จะเอา
ใหไ้ ดๆ้ เคยี ดแคน้ ๆ เพอ่ื สู้

เคยี ดแค้นในทางธรรมจะเปน็ อะไรไป เคียดแคน้ ทางโลก
เปน็ กเิ ลส เคยี ดแคน้ ดว้ ยอรรถดว้ ยธรรมเปน็ ธรรม ไมง่ นั้ ไมท่ นั
กเิ ลส ก�ำลังของจติ ดา้ นธรรมะไมม่ ี สกู้ เิ ลสไมไ่ ด้ กิเลสมกี ำ� ลงั
ธรรมะไม่มีก�ำลัง สู้กันไม่ได้ ความเคียดแค้นของกิเลสมา

257

แบบหนงึ่ ความเคยี ดแคน้ ของธรรมเปน็ อกี แบบหนง่ึ ฆา่ กเิ ลส
น่ัน มันแก้กันอย่างนี้ เช่นว่ามรรคแก้สมุทัย ชะล้างสมุทัย
เปน็ อยา่ งน้ี ธรรมะแกก้ เิ ลสแกอ้ ยา่ งนี้ ใหท้ า่ นทง้ั หลายเขา้ ใจนะ
นพ้ี ดู ดว้ ยความแนใ่ จทเี ดยี ว ไมไ่ ดม้ คี วามสงสยั ในการปฏบิ ตั ขิ อง
ตวั เอง เพราะไดผ้ า่ นมาแล้วเปน็ อย่างน้ี

อบรมพระ ณ วัดป่าบา้ นตาด จังหวดั อดุ รธานี
วันที่ ๒๕ มนี าคม พุทธศักราช ๒๕๒๙

ทา่ นพระอาจารยม์ ่นั ให้อุบาย

เม่ือไปหาท่าน (พระอาจารย์ม่ัน) คือเวลาไปกราบท่าน
ท่านถามว่า “จิตเป็นอย่างไร” ถ้าเป็นขณะที่จิตก�ำลังเจริญ
กเ็ รยี นทา่ นวา่ “ระยะนก้ี ำ� ลงั เจรญิ ” ทา่ นกใ็ หอ้ บุ ายวา่ “นน่ั ดแี ลว้
จงพยายามให้เจริญมากๆ จะได้พ้นทุกข์เร็วๆ” ถ้าเวลาจิต
ก�ำลังเส่ือมไปหาท่าน ท่านถามว่า “จิตเป็นอย่างไรเวลาน้ี”
เราเรยี นทา่ นตามตรงวา่ “วนั นจ้ี ติ เสอื่ มไปเสยี แลว้ ไมม่ รี อ่ งรอย
แหง่ ความสขุ เหลอื อยเู่ ลย” ทา่ นแสดงเปน็ เชงิ เสยี ใจไปดว้ ยวา่
“นา่ เสยี ดาย มนั เสอื่ มไปทไี่ หนกนั นา เอาเถอะ ทา่ นอยา่ เสยี ใจ
จงพยายามทำ� ความเพยี รเขา้ มากๆ เดยี๋ วมนั จะกลบั มาอกี แนๆ่
มนั ไปเทย่ี วเฉยๆ พอเราเรง่ ความเพยี รมนั กก็ ลบั มาเอง หนจี าก
เราไปไมพ่ น้

258

เพราะจิตเป็นเหมือนสุนัขน่ันแล เจ้าของไปไหนมันต้อง
ติดตามเจ้าของไปจนได้ นี่ถ้าเราเร่งความเพียรเข้าให้มาก
จติ กต็ อ้ งกลบั มาเอง ไมต่ อ้ งตดิ ตามมนั ใหเ้ สยี เวลา มนั หนไี ปไหน
ไมพ่ น้ เราแนๆ่ จงพยายามทำ� ความเพยี รเขา้ ใหม้ ากเชยี ว มนั จะ
กลับมาในเร็วๆ น่ีแล ไม่ต้องเสียใจให้มันได้ใจ เด๋ียวมันว่า
เราคดิ ถงึ มนั มาก มนั จะไมก่ ลบั มา จงปลอ่ ยความคดิ ถงึ มนั เสยี
แลว้ ให้คดิ ถึงพุทโธติดๆ กนั อย่าลดละ พอบรกิ รรมพุทโธถี่ยบิ
ตดิ ๆ กนั เขา้ มนั วงิ่ กลบั มาเอง คราวนแ้ี มม้ นั กลบั มากอ็ ยา่ ปลอ่ ย
พทุ โธ มนั ไมม่ อี าหารกนิ เดยี๋ วมนั กว็ ง่ิ กลบั มาหาเรา จงนกึ พทุ โธ
เพอ่ื เปน็ อาหารของมนั ไวม้ ากๆ เมอ่ื มนั กนิ อมิ่ แลว้ ตอ้ งพกั ผอ่ น
เราสบายขณะทม่ี นั พักสงบตวั ไม่วง่ิ วนุ่ ข่นุ เคืองเทย่ี วหาไฟมา
เผาเรา ทำ� จนไลม่ นั ไม่ยอมหนไี ปจากเรา นน่ั แลพอดีกบั ใจตวั
หวิ โหยอาหารไมม่ วี นั อมิ่ พอ ถา้ อาหารพอกบั มนั แลว้ แมไ้ ลห่ นี
ไปไหนมันก็ไม่ยอมไป ท�ำอย่างน้ันแลจิตเราจะไม่ยอมเสื่อม
ตอ่ ไป คอื ไมเ่ สอื่ มเมอ่ื อาหารคอื พทุ โธพอกบั มนั จงทำ� ตามแบบ
ที่สอนนี้ ท่านจะได้ไม่เสียใจเพราะจิตเสื่อมแล้วเส่ือมเล่า
อีกต่อไป”

จดจารึก ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๑๔

259

ไมถ่ อยจงึ ตั้งหลักได้

น่ีสอนธรรมมาเพื่อเป็นคติแก่ทุกคนๆ น่ันฟังซิ พิสูจน์
พนิ จิ พจิ ารณาทกุ อยา่ ง มนั ทำ� ไมมนั ถงึ เสอ่ื มไดๆ้ พยายามหนนุ
ขนึ้ เอง กแ็ หมจะเปน็ จะตายนะ ประมาณสัก ๑๕ วันแลว้ ข้ึน
พอไปถึงนัน้ อยู่ได้เพียง ๒ คืน ดดี ผึงเหมอื นกล้ิงครกลงจาก
ภูเขานั้นนะ ตูมเลยไมม่ ีอะไรคา้ ง ขาดสะบ้นั ลงไปหมด อนั นี้
ความเส่ือมมันเหมือนครกกลิ้งทับหัวใจเราลงไป ถึงที่เต็มท่ี
มนั แลว้ เหลอื แตอ่ ตี าบวั ไมม่ อี ะไรตดิ ตวั เลยนะ แลว้ กนั น่ี เอาอกี
ตงั้ ข้นึ อกี ฟัดขึน้ ไปแลว้ แล้วลงอีก น่ีหน่ึงปีกบั หา้ เดอื น

จึงได้พิจารณา มนั จะเปน็ เพราะเหตใุ ดเหตุใด เพราะเรา
กำ� หนดเฉพาะสตกิ บั จติ เทา่ นน้ั เราไมไ่ ดม้ คี ำ� บรกิ รรมบงั คบั มนั มี
เผลอไปไดน้ นั่ เสอ่ื มไปตรงนนั้ แหละ เราจงึ มาตงั้ ใหมล่ ะ เอาอนั น้ี
เปน็ ขอ้ สงั เกต คดิ สงสยั ตรงน้ี อาจจะขาดคำ� บรกิ รรม มแี ตจ่ อ่ ดู
จติ ดว้ ยสตเิ ฉยๆ มนั อาจจะเผลอไปไดก้ าลใดกาลหนงึ่ คราวนจ้ี ะ
เอาอยา่ งนี้ นนั่ คราวนจี้ ะเอาละนะ เอาคำ� บรกิ รรม จติ จะใหต้ ดิ
อยกู่ ับคำ� บรกิ รรม สติติดกันอย่นู ้ัน เอ้า ทีน้ีมันจะเผลอไปไหน
ไมใ่ หเ้ ผลอ ซดั กนั ตง้ั แตต่ นื่ นอนถงึ หลบั ไมใ่ หเ้ ผลอเปน็ แมเ้ พยี ง
ขณะเดียว ทุกข์ไหมตรงนน้ี ะ ฟังซิ ไม่ยอมใหเ้ ผลอเลยเน่ีย

260

อะไรจะทกุ ขย์ งิ่ กวา่ ตง้ั สตไิ มใ่ หเ้ ผลอ นไ่ี ดต้ ง้ั มาแลว้ เนย่ี สงั ขาร
คือความคิดปรุงเป็นเรื่องของกิเลส เรื่องของสมุทัย มันดัน
ออกมา มนั อยากคิดอยากปรงุ นี้ ดนั ออกมาจนอกจะแตกนะ
ทางนบี้ ังคับเอาคำ� บริกรรมปิดช่องมนั ไว้ ชอ่ งมันเคยเกิดจาก
สังขาร เอาสงั ขารนม้ี าใชเ้ ป็นสงั ขารธรรม บ�ำเพ็ญหลกั ธรรม
จบั ตดิ เลย ไมย่ อมใหเ้ ผลอ เอา้ มนั อยากคดิ อะไรไมใ่ หไ้ ป ไมใ่ หอ้ อก
วันแรก โถ เหมอื นอกจะแตก ซัดกันไม่ถอย

ท่านทั้งหลายจ�ำเอานะ เรื่องต้ังสติไม่ยอมให้เผลอนี่เป็น
เครอ่ื งบงั คบั ควบคมุ กนั อยา่ งหนกั ทเี ดยี ว ซดั กนั สองวนั สามวนั
คอ่ ยเบาลง ผลกั ดนั ออกมา นบี่ งั คบั เอาธรรมบงั คบั ไว้ พทุ โธ พทุ โธ
เราชอบพุทโธ เอาพุทโธปิดช่องไว้เลย สติติดแนบเลยนะ
ไมย่ อมใหเ้ ผลอ ทนี พ้ี อมนั เบาลงกท็ ราบแลว้ วา่ ทนี ไี้ ดผ้ ลนะ ไดผ้ ล
กย็ ่ิงหนักเลยเร่อื งสติ เผลอสติเปน็ ไมไ่ ด้นะ น่นั เอาขนาดนนั้
ทีน้มี นั ก็ค่อยๆ เจริญขน้ึ ๆ ทนี กี้ ค็ ่อยขน้ึ คอ่ ยขยับข้ึนเรือ่ ยๆๆ
ทนี มี้ นั่ คงถงึ ขน้ั มน่ั คง ทราบไดช้ ดั วา่ ออ๋ จติ เราเสอื่ มเพราะ
ขาดค�ำบริกรรมกับสติบังคับอย่างแน่นหนาฝาคั่ง น่ีเอา
อยา่ งน้แี ล้ว มันไม่เส่ือมละทนี ้ี

เทศนอ์ บรม ณ วดั ปา่ บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
วนั ท่ี ๒๓ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๔๙

261

ควบคุมรักษาจิต

หลงั จากนนั้ จติ จงึ เปน็ เหมอื นนกั โทษ ถกู คมุ แจตลอดเวลา
ไม่ยอมให้พรากสายตาคือสติไปได้ ไม่เพียงแต่ว่าพูดเฉยๆ
ความระมดั ระวงั ตวั น้ี ระมดั ระวงั มากยงิ่ กวา่ ครง้ั ใดๆ ทผี่ า่ นมา
นบั แตไ่ ดท้ ราบเรอื่ งจติ เสอื่ มนนั้ แลว้ ไดส้ อนตนใหร้ ใู้ หเ้ ขด็ หลาบ
อยา่ งถงึ ใจ การระมดั ระวงั กร็ ะมดั ระวงั อยา่ งถงึ ใจ เวลาจติ เจรญิ
ขึ้นมาเตม็ ภมู ิ ไมป่ รากฏวา่ เส่ือมอีก แลว้ ก็ขยับความเพยี รลง
ให้เต็มท่ี เอ้า ตายกต็ าย ราวกับว่ากัดเข้ยี วกัดฟนั ใสก่ นั นั่นแล
เพราะความเคียดแค้นอย่างถึงใจ นี่คือความเคียดแค้นให้
ตนเอง หรอื เคยี ดแคน้ ใหก้ เิ ลสทด่ี ดั สนั ดานตน ความเคยี ดแคน้
ประเภทน้ี คอื มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ทเี่ ดด็ กับกิเลสคู่อริ จึงไมจ่ ัดว่า
เป็นกิเลส (แตจ่ ัดเปน็ มรรคของธรรมปา่ พระปา่ )

อบรมพระ ณ วัดปา่ บ้านตาด จังหวดั อุดรธานี
วนั ท่ี ๖ มิถนุ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑

262

เอา้ พดู ใหช้ ัด กามราคะน้มี นั หนกั อยู่นะในนเี้ รอ่ื งร่างกาย
ทนี เี้ วลาพจิ ารณารา่ งกายนช้ี ำ� นชิ ำ� นาญ ราคะ ตณั หา ขาดไปแลว้
ทีน้ี อันนี้มันปล่อย น่ัน เห็นไหมละ ทั้งๆ ท่ีพิจารณาอยู่
อย่างน้นั นะ แตพ่ อเวลามันอิม่ ตัวแล้ว เรอื่ งรา่ งกายอม่ิ ตัวแล้ว
มนั ปลอ่ ย เหน็ นามธรรมไปแลว้ เขา้ สใู่ จ รปู ธรรมคอื รา่ งกายเปน็
สำ� คญั สรา้ งกเิ ลสตณั หากส็ รา้ งทน่ี ี่ รเู้ ทา่ นแี้ ลว้ ละกเิ ลสตณั หา
ก็ละที่ตรงน้ี พอหมดปัญหานี้ มันอ่ิมตัวมันก็ปล่อยอันน้ีนะ
ปลอ่ ยรา่ งกาย กามราคะหมดแลว้ ปลอ่ ยรา่ งกายซำ�้ เรยี กไดว้ า่
เป็นการฝึกซ้อมท่ยี ังไมเ่ ต็มภูมิ สอบได้ ๕๐ เปอรเ์ ซน็ ต์ ทนี ้ี
กฝ็ กึ ซ้อม เอานแ่ี หละ เอารา่ งกายนแี่ หละฝึกซอ้ มจนกระท่ัง
รา่ งกายวา่ งไปหมด ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะเกดิ วา่ อสภุ ะ อสภุ งั พจิ ารณานี่
ไม่ทัน เกิดพับดับพร้อม ดับพร้อม จะแยกธาตุแยกขันธ์ได้
อยา่ งไงนี่ มนั กร็ มู้ นั ชดั ๆ จนกระทงั่ แยบ็ ๆ ดบั พรอ้ ม ดบั พรอ้ ม
จากน้นั พรบึ เข้าหาจติ น่นั แลว้ เหลา่ น้ไี ม่มแี ลว้ เอาอะไรมาเปน็
กรรมฐาน แลว้ ปลอ่ ยวางหมดแลว้ ดว้ ย กรรมฐานมาจากทไี่ หน
ยดึ กย็ ดึ กรรมฐาน ตดิ กรรมฐาน ผา่ นกรรมฐานไปแลว้ ตดิ อะไร
น้นั มันชัดๆ อยา่ งนน้ั ซ่ี ผ้พู จิ ารณาปฏบิ ตั ิ น่พี ูดมาตามเรื่อง
ที่ได้เคยผ่านพิจารณามาอย่างนี้ กรรมฐานน่ีผ่านหมด
พอเลยสมมตุ ไิ ปแลว้ ไมม่ กี รรมฐาน พระอรหนั ตท์ า่ นๆ ไมม่ ี

263

กรรมฐานนะ ก็กรรมฐานเหล่าน้ีเป็นทางผ่านเข้าใจไหม
ทางเหยยี บไป พอพ้นไปแลว้ จะกอดหนทางเหรอ

เทศน์อบรม ณ วัดป่าบา้ นตาด จงั หวัดอุดรธานี
วันที่ ๒๓ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๔๙

สมั มาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิแบบหัวตอ

สมั มาสมาธิ คอื สมาธทิ ช่ี อบ ไดแ้ กส่ มาธทิ ส่ี มั ปยตุ ปญั ญา
ไมใ่ ช่สมาธแิ บบหัวตอ และไม่ใชส่ มาธิท่ีตดิ แน่นทัง้ วนั ทงั้ คืน
ไมย่ อมพจิ ารณาทางดา้ นปญั ญาเลย โดยเหน็ วา่ สมาธเิ ปน็ ธรรม
ประเสริฐพอตัว จนเกิดความต�ำหนิติโทษปัญญา หาว่าเป็น
ของเก๊ไปเสีย สมาธิประเภทนเี้ รยี กวา่ มจิ ฉาสมาธิ ไม่จดั เปน็
สมาธทิ จ่ี ะทำ� บคุ คลใหพ้ น้ จากทกุ ขไ์ ปโดยชอบธรรม สว่ นสมาธิ
ทจ่ี ะเปน็ ไปเพอื่ ความพน้ ทกุ ขน์ นั้ ตอ้ งกำ� หนดลงไปในหลกั ธรรม
หรือบทธรรมตามจริตชอบ ดว้ ยความมสี ติกำ� กบั รักษา จนจติ
รวมลงเปน็ สมาธไิ ด้ และจะเปน็ สมาธปิ ระเภทใดกต็ าม เมอ่ื รสู้ กึ
จิตของตนสงบ หรือหยุดจากการคิดปรุงต่างๆ รวมอยู่เป็น
เอกเทศอันหนึ่งจากส่ิงแวดล้อมท้ังหลายจนกว่าจะถอนข้ึนมา
จดั เปน็ สมาธทิ ช่ี อบ และไมเ่ หมอื นสมาธซิ ง่ึ รวมลงไปแลว้ ไมท่ ราบ
กลางวันกลางคืน เปน็ ตายไม่ทราบทั้งน้นั เหมอื นคนตายแล้ว

264

พอถอนขน้ึ มาจึงระลกึ ยอ้ นหลงั ว่า จติ รวมหรือจิตไปอย่ทู ่ีไหน
ไม่ทราบ นี่เรียกว่าสมาธิหัวตอ เพราะรวมลงแล้วเหมือน
หวั ตอ ไมม่ คี วามรสู้ กึ สมาธปิ ระเภทนจ้ี งพยายามละเวน้ แมท้ ี่
เกิดขึ้นแล้วรีบดัดแปลงเสียใหม่ สมาธิที่กล่าวนี้เคยมีในวง
นักปฏบิ ตั ดิ ว้ ยกัน วิธแี ก้ไขคือหักหา้ มอย่าใหร้ วมลงตามทีเ่ คย
เปน็ มา จะเคยตวั ตลอดกาล จงบงั คบั ใหท้ อ่ งเทย่ี วในสกลกาย
โดยมสี ตบิ งั คบั เขม้ แขง็ บงั คบั ใหท้ อ่ งเทยี่ วกลบั ไปกลบั มาและ
ขน้ึ ลงเบอื้ งบนเบอื้ งลา่ ง จนควรแกป่ ัญญาและมรรคผลตอ่ ไป

อบรมพระ ณ วัดปา่ บา้ นตาด จงั หวดั อดุ รธานี
วันที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๕
พระธรรมวิสทุ ธมิ งคล
(พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบัว)

265

ปญั ญาต้องเปน็ ปัจจุบัน ไมใ่ ชส่ ัญญาอดตี

ตอนที่เห็นความอัศจรรย์ก็เห็นตอนนั่งภาวนาตลอดรุ่ง
ตงั้ แตเ่ ริม่ คนื แรกเลยพิจารณาทกุ ขเวทนา แหม มนั ทุกขแ์ สน
สาหัสนะ ทแี รกกไ็ ม่นกึ ว่าจะน่ังสมาธิภาวนาตลอดรุง่ น่งั ไปๆ
ทกุ ขเวทนาเกดิ ขนึ้ ๆ พจิ ารณายงั ไงกไ็ มไ่ ดเ้ รอ่ื ง เอะ๊ มนั ยงั ไงกนั นี่
เอา้ วนั นต้ี ายกต็ าย เลยตง้ั สจั อธษิ ฐานในขณะนนั้ เรมิ่ นงั่ ตง้ั แต่
บดั นไ้ี ปจนถงึ สวา่ งถงึ จะลกุ เอา้ เปน็ กเ็ ปน็ ตายกต็ าย ฟาดกนั
เลยทีเดียว จนกระท่ังจิตซ่ึงไม่เคยพิจารณาปัญญายังไม่เคย
ออกแบบนน้ั นะ แตพ่ อเวลามนั จนตรอกจนมมุ จรงิ ๆ โอย๋ ปญั ญา
มนั ไหวตวั ทนั เหตกุ ารณท์ กุ แงท่ กุ มมุ จนกระทงั่ รเู้ ทา่ ทกุ ขเวทนา
รเู้ ทา่ กาย รเู้ รอ่ื งจติ ตา่ งอนั ตา่ งจรงิ มนั พรากกนั ลงอยา่ งหาย
เงยี บเลย ทงั้ ๆ ทเี่ ราไมเ่ คยเปน็ อยา่ งนน้ั มากอ่ นเลย กายหายใน
ความรสู้ กึ ทกุ ขเวทนาดบั หมด เหลอื แตค่ วามรทู้ ส่ี กั แตว่ า่ รู้ ไมใ่ ช่
รเู้ ดน่ ๆ ชนดิ คาดๆ หมายๆ ไดน้ ะ คอื สกั แตว่ า่ รเู้ ทา่ นนั้ แตเ่ ปน็
สง่ิ ทลี่ ะเอยี ดออ่ นทส่ี ดุ อศั จรรยท์ ส่ี ดุ ในขณะนน้ั พอถอนขน้ึ มา
ก็พิจารณาอีก แต่การพิจารณาเราจะเอาอุบายต่างๆ ท่ีเคย
พิจารณามาแลว้ มาใชใ้ นขณะน้นั ไม่ได้ผล มนั เป็นสัญญาอดีต
ไปเสยี ตอ้ งผลติ ขน้ึ มาใหมใ่ หท้ นั กบั เหตกุ ารณใ์ นขณะนน้ั จติ กล็ ง
ไดอ้ กี คนื นนั้ ลงไดถ้ งึ ๓ ครงั้ กส็ วา่ ง โอย๋ อศั จรรยเ์ จา้ ของละซิ

อบรมพระ ณ วดั ป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๑

266

แต่เราจะไปเอาอุบายอันเก่ามาพิจารณาไม่ได้นะ อันนี้
ส�ำคัญมาก เป็นอุบายสติปัญญาอะไรท่ีเราเคยพิจารณา
พลกิ แพลงเปลย่ี นแปลงยงั ไงใหเ้ กดิ สตปิ ญั ญา หรอื ใหไ้ ดถ้ อดได้
ถอนกนั จนกระทงั่ ไดร้ สู้ งิ่ เหลา่ นวี้ า่ เปน็ ของจรงิ แตล่ ะอยา่ งๆ นนั้
เราจะยึดเอาอุบายเหล่าน้ันมาเป็นเครื่องสอนให้เป็นอย่างน้ัน
ไม่ได้นะ แล้วแต่อุบายของสติปัญญา เกิดจากอุบายของ
สตปิ ญั ญา ทเ่ี ปน็ ขนึ้ สดๆ รอ้ นๆ จะไปพาดไปพงิ ไปซำ�้ กนั กต็ าม
ถา้ เปน็ วงปจั จบุ นั ๆ กใ็ ชไ้ ด้ เปน็ อบุ ายใหมท่ ง้ั นน้ั หาใหมๆ่ หมด
ในวงปัจจุบนั ๆ

อบรมพระ ณ วดั ป่าบา้ นตาด จังหวดั อุดรธานี
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๘

ความรสู้ ึกอศั จรรย์

จิตเม่ือเข้าถึงข้ันนี้แล้ว มันแยกได้สองอย่าง อย่างหน่ึง
เวลาจติ รอบแลว้ เวทนากเ็ ป็นเวทนา ต่างอันตา่ งจริง กายก็
สกั แตว่ า่ กาย เวทนาสกั แตว่ า่ เวทนา จติ กเ็ ปน็ ความจรงิ ของจติ
ตา่ งอนั ตา่ งจรงิ ไมก่ ระทบกนั นอ่ี นั หนงึ่ อนั หนงึ่ พอจติ รอบของ
มนั แลว้ เวทนากด็ บั วบู ลงไมม่ เี หลอื เลย กายกห็ ายพรอ้ มกนั เลย
ในความรู้สึก มันเห็นเป็นสองอย่างส�ำหรับเรา แต่จะเป็น

267

อย่างไหนก็ตามเราไม่ได้ปรุงได้แต่ง มันเป็นผลอย่างน้ันของ
มนั เอง เปน็ ความรสู้ กึ อศั จรรยบ์ อกไมถ่ กู และเปน็ สกั ขพี ยานซิ
เพราะมันเป็นความจริงด้วยกันนี่ มันดับหมดก็เป็นความจริง
อนั หนงึ่ มนั ยงั คงอยแู่ ตต่ า่ งอนั ตา่ งจรงิ กเ็ ปน็ ความจรงิ อนั หนง่ึ

อบรมพระ ณ วดั ปา่ บ้านตาด จังหวัดอดุ รธานี
วันท่ี ๓๑ กรกฎาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๕

บทเวลามนั ไดช้ ยั ชนะและรวมสงบลง มนั ผา่ นขนั ธไ์ ดห้ มด
ด้วยอ�ำนาจของปัญญาฟาดฟันกันลงไปๆ จนไม่มีอะไรเกาะ
เกยี่ วกนั แลว้ หายเงยี บไปเลย นซี่ มิ นั อศั จรรย์ และมนั หมดจรงิ ๆ
ปรากฏวา่ ไมม่ อี ะไรเหลอื เลย มแี ตผ่ รู้ อู้ นั เดยี ว และคำ� วา่ ผรู้ อู้ นั น้ี
จะวา่ รเู้ ดน่ ๆ อยา่ งนก้ี ไ็ มไ่ ดน้ ะ เราเอาออกมาพดู ไดอ้ ยา่ งเตม็ ปาก
ก็คือสักแตว่ า่ ร้แู ละอัศจรรยเ์ กนิ คาด ท้งั ๆ ท่ีเวลาน้ันอวิชชา
ยงั ครอบหวั มันอย่นู ะ

อบรมพระ ณ วดั ปา่ บ้านตาด จังหวดั อุดรธานี
วนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

268

ท่านพระอาจารยม์ น่ั ให้กำ� ลงั ใจอีกคร้งั

พอไดท้ แี ลว้ จากนน้ั มากก็ า้ วขนึ้ สนู่ ง่ั ภาวนาตลอดรงุ่ ๆ มาได้
ตลอดรุ่ง จิตลงผึงๆ เลย ต้ังแต่คืนแรกเลยล่ะ เอาละทีน้ี
ฟดั กนั ไปถงึ เกา้ คนื สบิ คนื นะ แตเ่ วน้ เปน็ คนื หนงึ่ เวน้ สองคนื บา้ ง
สามคืนบ้าง น่งั ตลอดรุ่งเรอ่ื ยๆๆ จนกระทง่ั พ่อแม่ครจู ารย์มา
กระตุกเอาน่แี หละ เพราะไปเลา่ ความแปลกประหลาดอศั จรรย์
ของตวั เองใหท้ า่ นฟงั นะซิ มนั ไมเ่ คยเปน็ ไมเ่ คยรู้ มนั มารมู้ าเปน็
ตอนนง่ั ตลอดรงุ่ เวลามนั จะเปน็ จะตายจรงิ ๆ สตปิ ญั ญามนั จะ
อยไู่ ดอ้ ยา่ งไง ไมใ่ ชท่ นเอาเฉยๆ นะทนทกุ ข์ สตปิ ญั ญาหมนุ ตว้ิ
ทกุ ขม์ ากเทา่ ไรยง่ิ หมนุ นะ นม่ี นั กร็ กู้ นั ตรงนแี้ ลว้ จติ กล็ งผงึ เลย
พอลงกถ็ งึ แดนอัศจรรย์ ได้เป็นพยานแล้วน่ี จากนนั้ กเ็ ลา่ ให้
พอ่ แมค่ รจู ารยฟ์ ัง ทา่ นกย็ แุ ลว้ เอา้ เอาเลย ไดห้ ลกั แลว้
อัตภาพน้ีมันไม่ตายถึงห้าหนนะ มันตายหนเดียวเท่านั้น
ทนี ไี้ ดห้ ลกั แลว้ เอาเลยนะวา่ ทา่ นยอมรบั ใหแ้ ลว้ วา่ เอาละ
ถกู ตอ้ งแล้ว

มนั เปน็ กำ� ลงั ใจอยา่ งมาก พอออกจากทา่ นไปแลว้ ใบไมแ้ หง้
ใบไมส้ ดรว่ งลงมานเ่ี หมอื นขา้ ศกึ ๆ มาตอ่ สกู้ บั เรา ทงั้ เหา่ ทงั้ กดั
วา่ งน้ั เอาอกี ๆ นนั้ จนกน้ แตก คนื แรกมนั กไ็ มแ่ ตก ออกรอ้ นเปน็ ไฟ

269

ไปเลย พอคนื ทส่ี องทส่ี ามเขา้ ไปนน่ี ะ ออกจากออกรอ้ นมนั กพ็ อง
จากพองแลว้ กแ็ ตก จากแตกกเ็ ลอะ นน่ั เหน็ ไหมละ เปน็ อยา่ งไร
การภาวนา ทา่ นทงั้ หลายฟงั ซนิ ะ ถอดออกมาจากความจรงิ ของ
ตวั เองทไี่ มเ่ คยเปน็ มนั เปน็ ขนึ้ มา กราบเรยี นทา่ นอยา่ งอาจหาญ
ชาญชัยทีเดียว ท่านเห็นสมควรแล้วทีน่ีท่านก็กระตุกแล้วนะ
เออ้ สารถฝี กึ มา้ ถา้ มา้ ตวั ใดมนั ผาดโผนโจนทะยาน มนั พยศมาก
สารถีเขาจะต้องฝึกม้าของเขาอย่างรุนแรง เอาอย่างหนัก
ไมค่ วรกนิ หญา้ ไมใ่ หก้ นิ ไมค่ วรกนิ นำ�้ ไมใ่ หก้ นิ แตก่ ารฝกึ ไมถ่ อย
วา่ ง้นั เอาจนกว่ามา้ นมี่ ันค่อยลดพยศลงๆ การฝึกเขากล็ ดลง
ตามๆ กนั จนกระทงั่ มา้ นใี่ ชก้ ารใชง้ านไมม่ พี ยศแลว้ การฝกึ เชน่ นนั้
เขาก็งดไปน่ี แต่ท่านไม่ได้ย้อนมาไอ้หมาตัวนี่มันฝึกอย่างไร
อยากใหท้ า่ นวา่ เราไมล่ มื ทา่ นไมว่ า่ วา่ เทา่ นน้ั เรามนั เขา้ ใจแลว้
เหล่าน้ีมันผ่านปริยัติมาหมด มันมีอยู่ในปริยัติหมดแล้วน่ี
ตั้งแต่น้ันมาเราก็ไม่นั่งตลอดรุ่ง ท่านกระตุกแล้วก็ไม่นั่ง
ไม่เชน่ น้นั มันจะเอาอกี นั่นนะ มนั ของง่ายเม่อื ไหร่ ก้นแตกกเ็ อา
แตกซะ กเิ ลสยงั ไมแ่ ตกยงั ไมถ่ อยนนี่ ะ่ ฟงั ซิ เอาจนกระทง่ั ผา่ นไปได้
นเ้ี ปน็ คติเครอ่ื งเตือนใจ การภาวนาเป็นอย่างนัน้ นะ ไม่ใช่
ทำ� เหยาะๆ แหยะๆ ถงึ คราวหนกั ๆ ถงึ คราวเบามนั เบาของ
มันเอง เพราะมันอยากเบาอยู่แลว้ ถึงคราวหนักๆ เอามัน

270

เตม็ ทซ่ี ิ นไี่ ดท้ ำ� มาแลว้ มาสอนจงึ ไมส่ งสยั ในการสอนนะ ไดอ้ บุ าย
วิธีการจากวิธีใดได้น�ำวิธีการนั้นมาสอน ใครจะได้มากน้อย
เพยี งใด อนั นเ้ี ปน็ คตแิ ลว้ จะไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใดกเ็ ปน็ เรอื่ งของ
ตวั เอง

เทศน์อบรม ณ วัดปา่ บา้ นตาด จังหวดั อุดรธานี
วันที่ ๒๓ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๔๙

ตอ่ สูก้ ับกเิ ลส

เรอ่ื งของจติ ทอ่ี ยใู่ นวงลอ้ มของกเิ ลสแลว้ อยา่ งไรมนั ตอ้ ง
ฉุดต้องลากให้หาความสงบร่มเย็น ให้หาความเป็นอิสระอยู่
โดยลำ� พังตนเองไม่ได้อยู่โดยดี จติ ดวงใดกจ็ ะตอ้ งเป็นเชน่ น้นั
จงึ ตอ้ งไดใ้ ชส้ ติทกุ เวล�ำ่ เวลาทุกกาลสถานท่ี ส�ำหรบั นกั ปฏิบตั ิ
แลว้ ตอ้ งเปน็ เหมอื นนกั มวยทตี่ อ่ ยกนั บนเวที เผลอไมไ่ ด้ ตอ้ งเอา
ให้เต็มเม็ดเตม็ หน่วย สตปิ ญั ญากำ� ลงั วังชามเี ทา่ ไร ทุ่มกนั ลง
หมดในเวลาน้นั นกี่ เ็ หมือนกัน การต่อสู้กับกิเลสจงึ ไมใ่ ช่เปน็
เร่อื งเล็กน้อย

ส�ำหรับผมเองท่ีได้มาแสดงให้เพื่อนฝูงฟังน้ี ถ้าจะพูดว่า
อำ� นาจวาสนาของเราหยาบ นสิ ยั วาสนาของเราหยาบ อยา่ งน้ี

271

ผมก็ยอมรับ เพราะท�ำยากจริงๆ ท�ำยากถึงขนาดน�้ำตาร่วง
เพราะสตกิ ็มีปญั ญาก็มี แต่สู้กเิ ลสไมไ่ ด้ ให้กิเลสฉุดลากหวั ใจ
ไปสู่อารมณ์ต่างๆ อันเป็นพิษเป็นภัยอยู่ต่อหน้าต่อตา สติมี
แตก่ ำ� ลงั ไมพ่ อ ปญั ญามแี ตก่ ำ� ลงั ไมพ่ อ กใ็ หม้ นั ฉดุ ลากไปตอ่ หนา้
ตอ่ ตา นลี่ ะในขนั้ เรม่ิ แรก ขนั้ ลม้ ลกุ คลกุ คลานเปน็ อยา่ งน้ี มตี ง้ั แต่
การตอ่ สทู้ า่ ต่อสูถ้ ่ายเดยี ว แตก่ �ำลงั สตปิ ญั ญาไมพ่ อ

อบรมพระ ณ วัดปา่ บ้านตาด จังหวัดอดุ รธานี
วันท่ี ๕ มิถนุ ายน พทุ ธศักราช ๒๕๓๒

สตเิ ป็นของส�ำคญั มาก

สตติ งั้ ใหด้ ี สตเิ ปน็ ของสำ� คญั มากในวงความเพยี ร ถา้ ขาด
สติไปเสีย ก็เท่ากับขาดความเพียรไปพร้อมในขณะเดียวกัน
ขาดไประยะส้ันยาวเพียงไร ก็ช่ือว่าความเพียรขาดไประยะ
สัน้ ยาวเพียงน้ัน แมจ้ ะนัง่ อยู่หรือเดนิ จงกรมอยู่ กไ็ มใ่ หช้ ื่อว่า
ความเพยี ร เพราะขาดประโยคแห่งงานทสี่ บื ตอ่ กัน มสี ตเิ ป็น
ผูค้ วบคุมส�ำคัญปราศจากไมไ่ ด้

สติเป็นส�ำคัญนะ เร่ืองธรรมท่ีจะแก้กิเลสทุกประเภท
สตกิ บั ปญั ญาจงึ เปน็ เครอื่ งมอื ชน้ั เอกเลยขาดไมไ่ ด้ ทเ่ี ปน็ พนื้ ฐาน

272

ของธรรมทุกข้ันก็คือสติเป็นพ้ืนฐาน จากนั้นปัญญาก็รอบ
สตธิ รรม คนมสี ตกิ เ็ ปน็ คนธรรมดาเรา คนไมม่ สี ตกิ พ็ ลง้ั ๆ เผลอๆ
คนไม่มสี ติจริงๆ ก็คือคนบา้ ไมม่ ีผิดมีถกู

ทำ� สมาธกิ ส็ งบงา่ ยถา้ สตดิ ี สตเิ ปน็ ของสำ� คญั มาก แมเ้ รา
จะไมเ่ ขา้ บทภาวนากต็ าม เราทำ� อะไรๆ อยนู่ ใ้ี หม้ สี ตปิ ระจำ� ตวั
เรียกว่ามีธรรมประจ�ำตัว ท่านให้ช่ือว่าผู้มีสติอยู่ตลอด
ทกุ อริ ยิ าบถนเี้ รยี กวา่ สมั ปชญั ญะ ความรตู้ วั อยตู่ ลอดเวลา
สติจดจ่อตรงนี้ สัมปชญั ญะซา่ นไปหมด เรียกวา่ รตู้ ัวไปหมด
สติรู้อยู่จ�ำเพาะ เช่นอย่างเราก�ำหนดพุทโธ รู้อยู่กับพุทโธ
พอย้ายจากพุทโธมาแล้ว เราจะเคลื่อนไหวไปมาท�ำหน้าที่
การงานอะไร ความรู้คือสติน้ีจะซ่านไปตามความเคล่ือนไหว
ของเรา นเ้ี รียกวา่ สมั ปชญั ญะ แยกมาจากสติ

เอาให้เห็น ลบล้างกิเลสเหล่าน้ีออกให้ได้ด้วยความ
พากเพยี รอยา่ งเขม้ แขง็ บงั คบั บญั ชาดว้ ยสตใิ หด้ ี ทำ� ไมจะไมร่ ู้
พระพุทธเจ้ารู้มาแท้ๆ สาวกทั้งหลายรู้มาแท้ๆ เป็นมาแท้ๆ
ดว้ ยสมาธเิ ปน็ พนื้ ฐานเบอ้ื งตน้ ทำ� ไมเราจะไมร่ ู้ จติ แทๆ้ เปน็ ผจู้ ะ
รบั รองธรรมทง้ั หลาย ไมว่ า่ สมาธธิ รรม ปญั ญาธรรม วมิ ตุ ตธิ รรม
นอกเหนือไปจากจติ จากสตินไ้ี ปไมไ่ ดเ้ ลย

273

การบ�ำเพ็ญของเราก็บ�ำเพ็ญโดยถูกทางอยู่แล้ว ท�ำไม
จะรู้ไม่ได้ เม่ือสมาธิปรากฏเป็นความสงบข้ึนมาให้เห็นอย่าง
ประจกั ษ์ ตอ้ งหายสงสยั ทนั ที วา่ สมาธอิ ยทู่ ไี่ หนแน่ อยใู่ นตำ� รบั
ตำ� ราหรอื อยดู่ นิ ฟา้ อากาศแบบลมๆ แลง้ ๆ ทไี่ หน จะหมดปญั หา
ไปทนั ที เพราะความสงบประจักษ์อยกู่ ับใจดวงสงบสุขนีแ้ ล้ว
เวลานี้

อบรมพระ ณ วดั ปา่ บ้านตาด จังหวัดอดุ รธานี
วันท่ี ๒๐ กรกฎาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๓
พระธรรมวิสุทธมิ งคล
(พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบัว)

274

ปญั หาเรอ่ื งอวชิ ชา

ปัญหาเรื่องอวิชชานี้ มันท�ำให้งงอยู่นานเหมือนกัน คือ
ขณะน้ันจิตมันสว่างจนตัวเองเกิดความอัศจรรย์ในความ
สวา่ งไสว ทกุ ส่งิ ทุกอย่างท่จี ะเปน็ เหตุใหอ้ ศั จรรยน์ น้ั รูส้ ึกมา
รวมตัวอยู่ในจิตน้ันหมด จนเกิดความอัศจรรย์ในตัวเองว่า
แหม จติ ของเราท�ำไมถงึ ได้อัศจรรย์ถงึ ขนาดน้นี ะ มองดกู าย
ทั้งกายไม่เหน็ มันเปน็ อากาศธาตเุ สียหมด วา่ งไปหมด จิตมี
ความสวา่ งไสวอยา่ งเต็มท่ี

แตเ่ ดชะนะ พอเวลาเกดิ ความอศั จรรยต์ วั เองขน้ึ มา ถงึ กบั
อทุ านในใจในเวลานน้ั ดว้ ยความหลงไมร่ สู้ กึ ตวั ถา้ พดู ถงึ ธรรมะ
ส่วนละเอียด มันเป็นความหลงอันหนึ่ง มันอัศจรรย์ตัวเอง
ท�ำไมจิตของเราถึงได้เป็นขนาดนี้ พอว่าอย่างน้ันก็มีธรรมะ
บนั ดาลขน้ึ มา อนั นกี้ ไ็ มค่ าดไมฝ่ นั เหมอื นกนั ผดุ ขน้ึ มาเหมอื นกบั
มคี นพดู อยู่ภายในจิตนี้ แตไ่ ม่ใช่คนพูด ผุดขึ้นมาเป็นบทๆ ว่า
“ถา้ มีจุดมตี ่อมแห่งผูร้ อู้ ยทู่ ่ีไหน นัน้ แลคือตวั ภพ” วา่ อย่างนนั้

ธรรมชาตนิ น้ั มนั เปน็ จดุ จรงิ ๆ จดุ ของความรู้ จดุ ของความ
สวา่ งนน้ั มนั มจี ุดจริงๆ ดังอบุ ายผดุ ข้นึ มาบอก ทีน้เี ราก็ไมไ่ ด้
คำ� นึงว่าอะไรมนั เป็นจดุ เลยงงไปเสีย

275

ทีนี้ถึงเวลามันจะรู้นะ ก็พิจารณาจิตอันเดียวไม่ได้กว้าง
ขวางอะไร เพราะสง่ิ ตา่ งๆ ทเ่ี ปน็ สว่ นหยาบมนั รหู้ มด รปู เสยี ง
กลิ่น รส เครอื่ งสัมผัสทั่วโลกธาตุ มันรูห้ มดเข้าใจหมด และ
ปล่อยวางหมดแล้ว มันไม่สนใจพจิ ารณา แมแ้ ตร่ ปู เวทนา
สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ยงั ไมย่ อมสนใจพจิ ารณาเลย มนั สนใจ
อยู่เฉพาะความรู้ที่เด่นดวงกับเวทนาส่วนละเอียดภายในจิต
เท่าน้ัน สติปัญญาสัมผัสสัมพันธ์อยู่กับอันน้ี พิจารณาไป
พิจารณามา แต่กพ็ งึ ทราบวา่ จุดท่วี ่าน้มี นั ยังเป็นสมมตุ ิ มันจะ
สง่าผ่าเผยขนาดไหน ก็สง่าผ่าเผยอยู่ในวงสมมุติ จะสว่าง
กระจา่ งแจง้ ขนาดไหนกส็ วา่ งกระจา่ งแจง้ อยใู่ นวงสมมตุ ิ เพราะ
อวชิ ชายังมีอยู่ในน้ัน

พอสติปัญญาเร่ิมหันความสนใจเข้ามาพิจารณาจิตดวงน้ี
ความรู้ชนิดหนึ่งท่ีไม่คาดไม่ฝันก็ผุดขึ้นมาภายในใจว่า
ความเศรา้ หมองกด็ ี ความผอ่ งใสก็ดี ความสุขกด็ ี ความทุกข์
กด็ ี เหล่านเี้ ป็นสมมุติทงั้ ส้นิ และเป็นอนตั ตาท้ังมวลนะ

บอกเปน็ เงอื่ นๆ สอนขนึ้ มาในน้ี เปน็ เองนะ แยบ็ ๆๆ คำ� วา่
สุขก็ดี ค�ำว่าทุกข์ก็ดี ค�ำว่าเศร้าหมองก็ดี ค�ำว่าผ่องใสก็ดี
ธรรมเหลา่ นเี้ ปน็ อนตั ตานะ ลกั ษณะเปน็ เหมอื นกบั วา่ สองเงอ่ื น
อตั ตากบั อนตั ตา เปน็ ลกั ษณะสองเงอ่ื น ธรรมเหลา่ นเี้ ปน็ สมมตุ ิ

276

เปน็ อนตั ตา จากน้ันมันมว้ นไปเลย เป็นลักษณะอยา่ งนน้ั นะ
ถา้ เปน็ มะพรา้ วก็ ๒ หนอ่ มนั ควำ่� ไปเลย เปน็ ลกั ษณะอยา่ งนนั้

เท่านั้นแล สติปญั ญากห็ ยั่งทราบจติ ที่ถูกอวิชชาครอบงำ�
อยนู่ นั้ วา่ เปน็ สมมตุ ทิ ค่ี วรปลอ่ ยวางโดยถา่ ยเดยี ว ไมค่ วรยดึ ถอื
เอาไว้ หลงั จากความรทู้ ผี่ ดุ ขน้ึ บอกเตอื นสตปิ ญั ญาผทู้ ำ� หนา้ ท่ี
ตรวจตราอยขู่ ณะนนั้ ผา่ นไปครเู่ ดยี ว จติ และสตปิ ญั ญาเปน็ ราว
กบั วา่ ตา่ งวางตวั เปน็ อเุ บกขามธั ยสั ถ์ ไมก่ ระเพอื่ มตวั ทำ� หนา้ ที่
ใดๆ ในขณะนนั้ จติ เปน็ กลางๆ ไมจ่ ดจอ่ กบั อะไร ไมเ่ ผลอสง่ ใจ
ไปไหน ปัญญากไ็ ม่ท�ำงาน สตกิ ร็ อู้ ยู่ธรรมดาของตนไม่จดจอ่
กับสง่ิ ใด

ขณะจิต สติ ปญั ญา ท้ังสามเป็นอุเบกขามธั ยสั ถ์นั้นแล
เป็นขณะที่โลกธาตุภายในจิตอันมีอวิชชาเป็นผู้เรืองอ�ำนาจได้
กระเทอื น และขาดสะบน้ั บรรลยั ลงจากบลั ลงั กค์ อื ใจ กลายเปน็
วิสุทธิจิตขึ้นมาแทนที่ ในขณะเดียวกันกับอวิชชาขาดสะบ้ัน
ห่ันแหลกแตกกระจายหายซากลงไปด้วยอ�ำนาจสติปัญญา
ทเ่ี กรยี งไกร ขณะทฟ่ี า้ ดนิ ถลม่ โลกธาตหุ วนั่ ไหว (โลกธาตภุ ายใน)
แสดงมหัศจรรย์ข้ันสุดท้ายปลายแดนระหว่างสมมุติกับวิมุตติ
ตดั สินความบนศาลสถติ ยตุ ธิ รรม โดยวิมุตติญาณทัสสนะเป็น
ผตู้ ดั สนิ คคู่ วาม โดยฝา่ ยมชั ฌมิ าปฏปิ ทา มรรคอรยิ สจั เปน็ ฝา่ ย

277

ชนะโดยสิ้นเชิง ฝ่ายสมุทัยอริยสัจเป็นฝ่ายแพ้น็อกแบบหาม
ลงเปล ไม่มที างฟน้ื ตัวตลอดอนนั ตกาลสิน้ สดุ ลงแลว้

เจา้ ตวั เกดิ ความอศั จรรยล์ น้ โลก อุทานออกมาว่า โอโ้ หๆ
อัศจรรย์หนอๆ แต่ก่อนธรรมนี้อยู่ท่ีไหนๆ มาบัดน้ีธรรมแท้
ธรรมอัศจรรยเ์ กินคาด (เกนิ โลก) มาเป็นอยู่ที่จิต และเป็น
อันหน่ึงอันเดียวกนั กบั จติ ไดอ้ ยา่ งไร และแต่ก่อนพระพุทธเจา้
พระสงฆส์ าวกอยู่ทไี่ หน มาบัดนอ้ี งค์สรณะที่แสนอัศจรรย์มา
เป็นอันหน่ึงอันเดียวกับจิตดวงน้ีได้อย่างไร โอ้โห ธรรมแท้
พุทธะแท้ สังฆะแทเ้ ปน็ อย่างนีห้ รอื ไมอ่ ยู่กับความคาดหมาย
ดน้ เดาใดๆ ท้ังส้นิ แต่เปน็ ความจรงิ ล้วนๆ อยกู่ ับความจริง
ล้วนๆ อยา่ งเดยี ว

อบรมพระ ณ วดั ปา่ บา้ นตาด จงั หวัดอดุ รธานี
วนั ที่ ๓๑ ตลุ าคม พุทธศกั ราช ๒๕๒๑

278

นิพพานคอื นพิ พาน
นิพพานมใิ ช่อตั ตา มิใชอ่ นัตตา

พระนิพพานนั้นคือพระนิพพาน ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า
มรรค ๔ ผล ๔ นพิ พาน ๑ มรรค ๔ นน้ั ไดแ้ ก่ โสดาปตั ตมิ รรค
โสดาปัตตผิ ล สกทิ าคามิมรรค สกทิ าคามิผล อนาคามมิ รรค
อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล นีเ่ รียกวา่ มรรค ๔ ผล ๔
นิพพาน ๑ คือพ้นจาก ๘ ภมู ิน้ไี ปแล้วเป็นนพิ พาน ๑ นิพพาน
มีหนึ่งเท่าน้ันไม่เคยมีสอง ไม่มีสองกับอัตตา ไม่มีสามกับ
อนัตตา นพิ พานคอื นพิ พาน อตั ตา อนัตตา นัน้ เปน็ ทางเดิน
เพ่อื พระนพิ พานล้วนๆ เปน็ พระนพิ พานไปไมไ่ ด้

พระองคแ์ สดงไวแ้ ลว้ วา่ สญุ ฺ โต โลกํ อเวกขฺ สสฺ ุ โมฆราช
สทา สโต แลว้ ก็ อตตฺ านุทฏิ ฺ€ึ อหู จฺจ เอวํ มจฺจตุ ฺตโร สิยา
เอวํ โลกํ อเวกขฺ นตฺ ํ มจจฺ รุ าชา น ปสสฺ ติ คอื ดกู อ่ นโมฆราช
เธอจงเปน็ ผมู้ สี ติ ดโู ลกใหเ้ หน็ เปน็ ของวา่ งเปลา่ ถอนอตั ตานทุ ฏิ ฐิ
เสยี ได้ อตั ตาฟงั ซิ ถอนอตั ตานทุ ฏิ ฐิ อตั ตานทุ ฏิ ฐกิ เ็ ปน็ ทางเดนิ
ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พญามัจจุราชจะติดตามเธอไม่ทัน
อกี แล้ว น่นั ทา่ นใหถ้ อนอตั ตานทุ ฏิ ฐิ แล้วยังทำ� ไมอตั ตาจะมา
เปน็ นพิ พานเสยี เอง เอาพจิ ารณาซิ ยนั กนั อยา่ งนน้ั ซิ อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ

279

อนตตฺ า กเ็ ปน็ ทางเดนิ เพอื่ กา้ วสพู่ ระนพิ พาน อตั ตาความยดึ มนั่
ถือมั่น ก็ต้องพิจารณาอัตตาน้ีเพ่ือให้ผ่านอัตตานี้ไปได้แล้ว
จงึ ไปเปน็ พระนพิ พานได้ เหตุใดพระนพิ พานจึงจะมาเป็นอตั ตา
เป็นอนัตตาเสียเอง เอาพิจารณาซิ

ภาคปฏิบัติเทา่ นนั้ จะตดั สินศาสนาพุทธได้นะ เพยี งภาค
ปริยัติตัดไม่ได้ว่างี้เลย ยันได้เลย... ถ้าศาสนามีทั้งปริยัติท้ัง
ปฏบิ ตั แิ ลว้ ปฏเิ วธไมต่ อ้ งถาม... อนั นม้ี แี ตภ่ าคปรยิ ตั ิ เรยี นจำ� ได้
เฉยๆ กเิ ลสไม่ได้ถลอกปอกเปิกจากการเรยี นนะ ต้องถลอก
ปอกเปิกหรอื ขาดสะบ้ันไปจากการปฏิบัติตา่ งหาก

ค�ำว่านพิ พาน นิพพาน มีลักษณะยังไงนนั่ ?

นิพพานไม่มีลักษณะ ถ้ามีรูปร่างข้ึนมาก็ต้องมีลักษณะ
พระนพิ พานไมม่ รี ปู มรี า่ ง เปน็ นามธรรม แตน่ ามธรรมพน้ จาก
ความสมมุติโดยประการทั้งปวง ท่านต้ังช่ือขึ้นมาว่านิพพาน
นกี่ เ็ ปน็ สมมตุ อิ นั หนงึ่ เหมอื นกนั ธรรมธาตหุ ลกั ธรรมชาตนิ น้ั เปน็
อนั หนงึ่ อนั นตี้ งั้ ชอ่ื ขนึ้ มา เมอื่ ตงั้ ชอ่ื ขนึ้ มานกี้ แ็ ยกแยะไปขดั แยง้
กนั ไปทั่ว แลว้ หาวา่ นพิ พานเปน็ อตั ตาบา้ ง เป็นอนัตตาบ้าง

ที่ว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาน้ี เราต้องดูหัวใจของ
ผู้ปฏิบัติ ผู้น้ีละเป็นผู้ตัดสินเอง จิตที่จะเป็นวิมุตติบริสุทธิ์

280

เตม็ ทนี่ นั้ จติ ตอ้ งปลอ่ ย อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า นที้ งั้ หมดเสยี กอ่ น
อนั นเ้ี ปน็ สมมตุ ิ ความหลดุ พน้ นนั้ เปน็ วมิ ตุ ติ จติ ตอ้ งปลอ่ ยนห้ี มด
สลดั นอี้ อกแลว้ จติ กเ็ ปน็ นพิ พาน เพราะฉะนน้ั คำ� วา่ นพิ พานกบั
อตั ตากบั อนตั ตา จึงเขา้ กันไม่ไดใ้ นภาคปฏบิ ัติ เรายันไดเ้ ลย
ในหัวใจหลวงตาบัว สามแดนโลกธาตุน้ี หลวงตาบัวไม่เคย
หว่นั ไหวกบั อะไรท้ังน้ัน เพราะเปน็ สมมุติ จิตดวงน้ีเป็นวิมตุ ติ
เรยี บรอ้ ยแลว้ ไมม่ อี ะไรเขา้ มาเออื้ มถงึ เราจงึ เอาจติ ทไ่ี มม่ อี ะไร
มาเอื้อมถึงนี้มาพิจารณา แยกออกไปให้สมมุติท้ังหลายได้
พจิ ารณาไดฟ้ งั กนั บา้ ง นคี่ อื ผลแหง่ การปฏบิ ตั ติ ามพทุ ธศาสนา
เห็นประจักษ์อยูท่ ีใ่ จน้ี

เทศนอ์ บรม ณ เขื่อนภมู พิ ล จังหวัดตาก
วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๒

ท่านผู้ใดบ�ำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติให้สมบูรณ์เต็มภูมิ ดังที่
พระพทุ ธเจา้ ไดส้ ง่ั สอนไวแ้ ลว้ ธรรมชาตนิ ไ้ี มต่ อ้ งมใี ครมาบอก
จะรเู้ องเหน็ เอง เพราะอำ� นาจแห่งมชั ฌมิ าปฏปิ ทาเป็นเครื่อง
บกุ เบกิ ทำ� ลายสงิ่ ทรี่ กรงุ รงั พวั พนั อยภู่ ายในใจ จะแตกกระจาย
ออกไปหมด เหลอื แต่ธรรมลว้ นๆ จิตล้วนๆ ทเ่ี ป็นจิตบรสิ ุทธิ์
จากนัน้ จะเอาอะไรมาเปน็ ภยั ตอ่ จิตใจ แม้สงั ขารร่างกายจะมี
ความทกุ ขค์ วามลำ� บากแค่ไหน กส็ ักแต่วา่ สังขารรา่ งกายเป็น

281

ทุกข์เท่านั้น ไม่สามารถที่จะทับถมจิตใจให้บอบช้�ำให้ขุ่นมัว
ไดเ้ ลย เพราะธรรมชาตนิ น้ั ไมใ่ ชส่ มมตุ ิ ขนั ธท์ งั้ หมดนเี้ ปน็ สมมตุ ิ
ลว้ นๆ ธรรมชาตนิ น้ั เปน็ วิมตุ ติ หลุดพน้ จากสิ่งกดขที่ ั้งหลาย
ซึ่งเป็นตัวสมมุติแล้ว แล้วจะเกิดความเดือดร้อนได้อย่างไร
เปน็ กเ็ ปน็ ตายกต็ าย เรอ่ื งของขนั ธส์ ลายลงไปตามสภาพของ
มันที่ประชมุ กนั เท่านน้ั

อบรมพระ ณ วัดปา่ บา้ นตาด จังหวัดอดุ รธานี
วันท่ี ๖ มถิ ุนายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑
พระธรรมวิสุทธมิ งคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)

282

พสิ ูจน์ตายเกดิ ตายสญู

การสั่งสอนโลกน้นั พระองค์สั่งสอนดว้ ยพระเมตตาจริงๆ
ไมไ่ ดม้ โี ลกามสิ ใดๆ เขา้ เคลอื บแฝงเลย เพราะพระทยั ทา่ นบรสิ ทุ ธ์ิ
ไมม่ งุ่ ประสงคส์ ง่ิ ใดนอกจากหวั ใจของสตั วโ์ ลกไดร้ บั ผลประโยชน์
มคี วามรม่ เยน็ เปน็ สขุ และรเู้ หตรุ ผู้ ล รดู้ รี ชู้ ว่ั รบู้ ญุ รบู้ าป รนู้ รก
สวรรค์ ประจกั ษต์ ามพระโอวาททท่ี รงสง่ั สอนนนั้ เทา่ นนั้ นน้ั เปน็
สงิ่ ทพี่ ระองคต์ ้องการอย่างยงิ่

เราอย่าเชื่อเราจนเกินไป เรามีกิเลสเหมือนคนตาบอด
เชื่อตัวเองไม่เชื่อคนตาดี เดินไปท่ีไหนชนแต่ไม้ โดนแต่ไม้
เจบ็ แขง้ เจบ็ ขา กเ็ จบ็ แขง้ เจบ็ ขาคนตาบอดนน้ั แล ไมใ่ ชเ่ จบ็ แขง้
เจ็บขาคนตาดี การเชื่อคนตาดี ดีกว่าเช่ือตัวเองซ่ึงเป็นคน
ตาบอด คนโงค่ วรจะเชื่อคนฉลาดเปน็ ของดี

ถา้ เราเชอื่ เรามากจนเกนิ ไป โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ วา่ ผใู้ ดบา้ งทจ่ี ะ
มคี วามฉลาดแหลมคมยง่ิ กวา่ เรา ถอื วา่ เราเปน็ ผฉู้ ลาดเหนอื ใครๆ
หรอื ว่าฉลาดเต็มตัวนัน้ มักจะโงเ่ ตม็ ตวั อยทู่ ุกขณะ การทเี่ ชอื่
ยอ่ มมเี ชอื่ หลายดา้ นหลายทาง เชน่ เชอื่ วา่ ตายแลว้ สญู กม็ ี นเี่ ชอื่
อย่างจมไปเลย ความที่ว่าตายแล้วสูญนั้น เราค้นหาสาเหตุ
อนั ใดมา มเี หตมุ ผี ลอยา่ งไรพอทจี่ ะยนื ยนั ไดว้ า่ ตายแลว้ สญู เลา่

283

ตายแลว้ เกดิ นม่ี หี ลกั มเี หตผุ ลเปน็ เครอื่ งยนื ยนั ดงั พระพทุ ธเจา้
ทรงแสดงไวแ้ ลว้ เกดิ แลว้ ตาย ตายแลว้ เกดิ ทา่ นเรยี กวา่ วฏั วน
วนไปเวียนมาอยู่ในก�ำเนิดต่างๆ แล้วแต่กรรมที่มีอยู่ภายใน
จิตใจจะพาให้ไปเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ช้ันสูงช้ันต�่ำช้ันใดๆ
ไมเ่ ลอื ก สำ� คญั อยทู่ ่ีกรรมซงึ่ มีอยูภ่ ายในใจ กรรมดีกรรมชวั่
นเ่ี ปน็ เชอื้ อนั สำ� คญั ทจี่ ะยงั สตั วท์ ง้ั หลายใหไ้ ปเกดิ และมคี วามสขุ
ความทกุ ข์ มอี ำ� นาจวาสนา โงฉ่ ลาดตา่ งกนั มอี ยทู่ ตี่ รงน้ี ไมไ่ ด้
มอี ยูท่ ี่ความสำ� คัญเอาเฉยๆ

ผู้ท่ีว่าตายแล้วสูญนั้นแล เป็นเหตุที่จะให้ท�ำความช่ัวช้า
ลามกตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ผลวา่ จะเปน็ อยา่ งไร
ความเชอ่ื ตัวเองนนั้ แลเป็นเหตุให้เกดิ ความทกุ ข์ เราส�ำคัญวา่
ตายแลว้ สญู แตค่ วามจรงิ มนั ไมส่ ญู เมอ่ื ไปเกดิ ในภพตา่ งๆ เพราะ
อ�ำนาจแห่งการท�ำกรรมหนัก ก็จะได้รับความทุกข์แก่ตัวเอง
นน้ั แล เชน่ เดยี วกบั คนตาบอดไมเ่ ชอื่ คนตาดี ความเจบ็ กจ็ ะตอ้ ง
ตัวเองเปน็ คนเจบ็ โดนไม้โดนอะไรกต็ าม ความไมเ่ ช่ือคนตาดี
ผลสุดท้ายก็คนตาบอดนั้นแลเป็นผู้ได้รับความทุกข์ เพราะ
ความเชือ่ ตัวเอง

ผทู้ ไ่ี มไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิ ประเภททสี่ ดุ วสิ ยั หมู ี ตามี อวยั วะทง้ั หมด
มแี ตบ่ อดหมดหนวกหมด ไมส่ นใจในศลี ในธรรม ในบาปในบญุ

284

แต่แล้วสร้างแต่บาปวันยังค�่ำคืนยันรุ่ง ผู้นี้เองเป็นผู้ท่ีจะ
รับเหมาในเร่อื งกองทุกขท์ ้ังหลาย

คำ� วา่ บญุ และบาปนนั้ ลบไมส่ ญู ใครจะวา่ บญุ และบาปไมม่ ี
กต็ าม กเ็ หมอื นกบั วา่ ตายแลว้ สญู นน่ั แหละ สง่ิ ทมี่ อี ยยู่ อ่ มเปน็
สง่ิ ทเี่ ปดิ เผยดว้ ยความมอี ยขู่ องตน แตล่ ลี้ บั สำ� หรบั คนทไี่ มเ่ หน็
เช่นหนามที่ขวางทางอยู่ เป็นความเปิดเผยด้วยความมีอยู่
ของมนั แต่เราไม่เห็นไปเหยยี บเขา้ หนามที่เราไม่เหน็ นัน่ แล
มนั ปกั เทา้ เราใหเ้ จบ็ ได้ คำ� วา่ บาปหรอื บญุ นี้ เราเทยี บกนั ไดอ้ ยา่ ง
ชดั เจนก็คอื ว่า สุขกับทุกข์ เคยหนีจากร่างมนุษยแ์ ละร่างสัตว์
เมื่อใด สุขทกุ ขม์ ีมาด้งั เดมิ บาปก็คอื ความช่วั อนั เปน็ สาเหตุ
ใหเ้ กดิ ความทกุ ข์ บญุ กค็ อื ความดอี นั เปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ ความสขุ
เราจะลบล้างได้อย่างไร

เรอื่ งเหลา่ นมี้ แี ตก่ เิ ลสกลอ่ มใจสตั วท์ ง้ั นน้ั แหละ ธรรมะทา่ น
ไมไ่ ดก้ ลอ่ ม สง่ิ ใดจรงิ สง่ิ ใดแท้ ทา่ นบอกไวต้ ามความจรงิ เชน่ วา่
บาปมีอยา่ ทำ� บาปนะ การท�ำบาปเป็นความทุกข์ ท่านก็บอก
เพราะพระองคเ์ คยทกุ ขเ์ พราะการทำ� บาปมาแลว้ จงึ นำ� มาสอน
โลก โลกทย่ี งั ไมร่ ู้ พระองคก์ ร็ บี สง่ั สอนแนะนำ� ดว้ ยความถงึ ใจๆ
ถงึ พระทยั เหมอื นกบั วา่ ใจหาย รบี แนะนำ� สง่ั สอนสตั วโ์ ลกดว้ ย
ความเหน็ โทษจรงิ ๆ ไมใ่ ชธ่ รรมดา เหมอื นกบั ไฟไหมบ้ า้ นไหมเ้ รอื น

285

รีบไปฉุดไปลากคนที่กำ� ลังจะถูกไฟเผาอยู่ในบ้านเรือนน้ันออก
มาอยา่ งไมร่ จู้ ักเปน็ จกั ตาย

พระพทุ ธเจา้ องคส์ น้ิ กเิ ลสวเิ ศษวโิ สเลศิ โลก เปน็ ผทู้ รงแสดง
ไวแ้ ลว้ สง่ิ เหลา่ นี้ กเิ ลสมนั วเิ ศษวโิ สทต่ี รงไหน ตง้ั แตเ่ กดิ มามนั เคย
ไปเหน็ สวรรคน์ พิ พานทไี่ หน มแี ตม่ นั เผาหวั ใจคน เหยยี บยำ่� อยู่
บนหวั ใจคนตลอดเวลาเท่าน้นั นั่นคือสวรรคน์ พิ พานของมัน

ถา้ หากวา่ ตายแลว้ สญู จรงิ ๆ กเิ ลสอยกู่ บั อะไรพจิ ารณากนั ซิ
ถา้ วา่ ตายแลว้ สญู กเิ ลสตอ้ งสญู ไปดว้ ยซิ เพราะกเิ ลสอยกู่ บั ใจ
ใจสูญกิเลสก็ต้องสูญไปด้วยซิ จึงจะตรงกับความจริง แต่น่ี
เหน็ ไหม ความทกุ ขค์ วามลำ� บาก ความอยากความทะเยอทะยาน
ราคะตัณหา ยิ่งพอกยิ่งพูนย่ิงมากมูนขึ้นไปโดยล�ำดับล�ำดา
ไมเ่ หน็ หรอื ในหวั ใจเรานแ่ี หละ ไมต่ อ้ งไปดหู วั ใจคนอน่ื มนั เหมอื น
กนั หมดในโลกธาตุซงึ่ เต็มไปดว้ ยสงิ่ เหล่านี้

เทศนอ์ บรม ณ วดั ปา่ อดุ มสมพร จังหวัดสกลนคร
วันท่ี ๒๑ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑

286

พิสูจน์ตวั เราทางภาคปฏบิ ตั ิ

ทีนี้ขอย้อนเข้ามาถึงเร่ืองการปฏิบัติที่จะให้เห็นสิ่งเหล่าน้ี
ปิดไม่อยู่ขอให้ปฏิบัติเถิด อุปนิสัยสามารถท่ีจะรู้กว้างแคบ
ขนาดไหนในสง่ิ ภายนอก นอกจากอริยสจั ท่จี ะทำ� ใจให้บริสุทธิ์
ได้แล้ว ยังสามารถทจี่ ะร้ไู ด้เห็นไดร้ องพระพุทธเจา้ ลงมาเป็น
ลำ� ดบั ลำ� ดา นลี่ ะพระสาวกอรหนั ตท์ า่ นเปน็ เครอ่ื งยนื ยนั พระพทุ ธเจา้
หรอื เปน็ ผยู้ นื ยนั พระพทุ ธเจา้ ไมเ่ พยี งแตย่ นื ยนั ในความบรสิ ทุ ธ์ิ
วา่ บริสุทธ์ิมาจากอะไร บรสิ ทุ ธ์ิมาจากอริยสัจ ๔ อรยิ สัจ ๔
เปน็ เครื่องกล่ันกรองจิตใจให้บรสิ ุทธิ์โดยแทอ้ ย่างเดียว

เราอยากจะใหเ้ ห็นเรอ่ื งของเรา เรากพ็ ยายามท�ำใจของ
เราให้สงบลองดูเป็นยังไง เพียงใจสงบเท่านั้นก็เป็นเร่ือง
ประเสริฐแล้ว สำ� หรบั เราทไี่ ม่เคยพบเคยเห็นธรรมท่ีสูงกวา่ นี้
วนั หนง่ึ เชน่ อยา่ งเราไปทำ� งานอยนู่ ี้ ขอใหส้ มมตุ วิ า่ ในขณะนเี้ รา
ทำ� ภาวนาของเรา จติ ใจของเราไดเ้ กดิ ความสงบแปลกประหลาด
อัศจรรย์ขนึ้ มา วนั พร่งุ นไี้ ปทำ� งาน จิตจะประหวดั อยกู่ ับธรรม
ทงั้ วนั จะประหวดั อยกู่ บั สมาธทิ งั้ วนั อมิ่ เอบิ อยตู่ ลอดเวลานน่ั
ความสขุ ทเี่ กดิ จากสมาธนิ ท้ี ำ� ใหเ้ ราอม่ิ เอบิ ตลอดเวลา ไมเ่ หมอื น
กบั สงิ่ ทงั้ หลายทคี่ ดิ ไปเทา่ ไรรอ้ นเทา่ นนั้ คดิ ไปเทา่ ไรรอ้ นเทา่ นน้ั

287

ชอบเทา่ ไรยงิ่ รอ้ น ชอบเทา่ ไรยงิ่ รอ้ น ทง้ั รกั ทง้ั สงวน ทง้ั ยงุ่ เหยงิ
วนุ่ วายทั้งกังวลวุ่นไปหมด มแี ต่กองทุกข์เผาเจ้าของ

ส่วนสมาธิธรรมท่านไม่เป็นอย่างนั้น มีแต่ความรักใคร่
ความใฝใ่ จ มแี ตค่ วามอาลยั เสยี ดาย อยากจะทำ� อยตู่ ลอดเวลา
น่ันแหละรสแห่งธรรมแทรกเข้าถึงใจแล้ว จะเร่ิมชนะกิเลส
เราจะเรมิ่ เหน็ ความฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญของใจ ซงึ่ เปน็ เรอ่ื งของกเิ ลส
ผลติ ขน้ึ มาโดยล�ำดบั ลำ� ดา ย่ิงจติ มคี วามสงบ ค�ำวา่ สงบๆ นี้
สงบครั้งหนึง่ ๆ นนั้ สามารถท่จี ะสรา้ งรากฐานจติ ใจให้มคี วาม
แน่นหนาม่ันคงขึ้นเป็นล�ำดับล�ำดา จนกระท่ังว่าเป็นสมาธิ
ค�ำว่าสมาธิคือความแน่นหนามั่นคงของใจอันเป็นฐานส�ำคัญ
ซงึ่ ความสงบนั้นแลเป็นผู้หนนุ ๆ ให้เกิดข้นึ มา

ค�ำว่าความสงบน้ี กรุณาอย่าได้คาดนะ ขอให้เป็นใน
จิตใจของท่านผู้ปฏิบัติเอง การคาดการหมายไม่เกิด
ประโยชน์อะไร ให้เป็นข้ึนในเจา้ ของเอง

เทศนอ์ บรม ณ วัดราชบพธิ ฯ กรงุ เทพมหานคร
วนั ท่ี ๒๘ พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๑
พระธรรมวิสุทธมิ งคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)

288

ความดีรีบทำ� เสียวนั นี้

พุทธศาสนานี้ เป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมืองคู่โลกคู่สงสาร
มาตลอดก่ีกัปก่ีกัลป์แล้ว พระพุทธเจ้าของเราส้ินพระชนม์
ลงไปแลว้ ศาสนากต็ อ่ ไปอกี ๕,๐๐๐ ปหี มด คำ� วา่ ศาสนาหมด
คือมนุษย์ท้ังหลายเป็นสัตว์นรกเราดีๆ นี่เอง ไม่รู้ว่าบุญว่า
บาปวา่ สวรรคน์ พิ พานอะไรๆ ไมอ่ าจระลกึ ไดเ้ ชน่ เดยี วกบั สตั ว์
แต่การท�ำความช่ัวน้ัน ความอยากพาให้ท�ำเองไม่มีใครสอน
ความอยากความทะเยอทะยานความดนิ้ รนของใจนี้ เปน็ อำ� นาจ
ของกิเลสมันผลักมันดันออกไปให้ท�ำๆ สิ่งท่ีท�ำเหล่านั้นมีแต่
บาปกรรม บญุ ไมม่ เี พราะไมม่ คี รสู อน กเิ ลสเปน็ หลกั ธรรมชาติ
ไม่มีใครสอนมนั ก็เป็นไปไดโ้ ดยอตั โนมตั ขิ องมนั

ตอนทศ่ี าสนาหมด โลกทงั้ หลายนท้ี า่ นบอกวา่ รอ้ นเปน็ ฟนื
เป็นไฟ ไม่มสี ถานทใ่ี ดเปน็ ที่ปลงที่วางเลย น่เี รยี กว่าสญุ ญกัป
ในศาสนาทา่ นแสดงไวอ้ ยา่ งนี้ สญุ ญกปั เปน็ กปั ทวี่ า่ งเปลา่ จาก
ค�ำว่าบาปว่าบุญ ไม่ปรากฏในหัวใจของสัตว์และค�ำพูดของ
สัตว์เลย สัตว์นรกเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสาร
มองเหน็ กนั มแี ตจ่ ะกดั กนั ฉกี กนั ถา่ ยเดยี วเทา่ นน้ั ไมม่ คี ำ� วา่ ใหอ้ ภยั
มองดูเส้นหญ้าก็เป็นดาบไปเลย เพราะจิตใจเป็นฟืนเป็นไฟ

289

เป็นหอกเป็นดาบ จึงหาทางระบายออกด้วยการท�ำลายกัน
ไม่มีท่ีจะท�ำความดีต่อกัน สุญญกัปนี้เป็นช่วงระยะที่สัตว์โลก
ร้อนทส่ี ุด ไมม่ ีกาลใดสมัยใดจะร้อนยิ่งกวา่ หลังจากน้นั แล้ว
ก็มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เช่นต่อจากพระพุทธเจ้าของเราน้ี
กจ็ ะมีพระอริยเมตไตรยท่านมาตรสั รู้

ระหวา่ งพทุ ธนั ดรหรอื ระหวา่ งพระพทุ ธเจา้ องคน์ ก้ี บั องคน์ ี้
จะมาตอ่ กนั ทา่ นเรยี กวา่ สญุ ญกปั แลว้ อกี นานเทา่ ไรทา่ นถงึ จะ
มาตรสั รู้ เราจะมานอนใจไดเ้ หรอ เวลามชี วี ติ อยู่ ลมหายใจมอี ยู่
หัวใจเราระลึกได้อยู่ว่ามีบาปมีบุญอยู่แล้ว ท�ำไมจึงไม่วิ่งเต้น
ขวนขวายเสียในเวลาท่คี วรนี้ จะไปรออะไรกปั นน้ั กปั น้ี ใหเ้ รา
ยน่ เข้ามาพิจารณาอยา่ งน้ีซิ ทจ่ี ะตักตวงผลประโยชนใ์ ห้ไดใ้ น
เวลาเรามชี วี ติ อยู่ เรากท็ ำ� เสยี กวา่ พระอรยิ เมตไตรยทา่ นจะมา
ตรสั รู้ กต็ อ้ งผา่ นสญุ ญกปั ไปเสยี กอ่ น สญุ ญกปั กค็ อื กองไฟใหญ่
นนั่ แหละใครจะกลา้ ผา่ น เพยี งแตเ่ ตาไฟเลก็ ๆ อยคู่ รวั นี้ ใครเกง่
กล็ องดซู ิ สญุ ญกปั ยงิ่ เกง่ กวา่ นอ้ี กี แลว้ ใครจะไปกลา้ หาญผา่ น
สญุ ญกปั นี้ เพอ่ื ไปหาพระอรยิ เมตไตรย มนั ควรเสยี่ งแลว้ เหรอ
เวลาน้เี ปน็ เวลาท่เี หมาะสมอยา่ งยิ่ง

เทศนอ์ บรม ณ วัดปา่ บา้ นตาด จงั หวัดอดุ รธานี
วนั ท่ี ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๕

290

การทำ� บญุ

การทำ� บญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหท้ า่ นผลู้ ว่ งลบั นน้ั เปน็ ประเพณี
ของทา่ นผู้ประเสรฐิ มพี ระพทุ ธเจ้าเปน็ ประธาน ท่พี าด�ำเนิน
มาอย่างน้ีอยู่ธรรมดาผู้ตายแม้แต่ยังมีชีวิตอยู่ก็หวังพ่ึงพิง
คนอื่นอยูต่ ลอดมา ตง้ั แต่อย่ใู นท้องตกคลอดออกมา เป็นเดก็
เปน็ ผ้ใู หญ่ จนกระทงั่ เฒา่ แก่ชรา มีแตค่ วามหวงั พงึ่ ผู้อื่นเปน็
ประจำ� ตลอดนิสยั คอื มีนสิ ัย อย่างนัน้ มาตลอด

ทนี กี้ ารลม้ การตายไปความหวงั ไมไ่ ดห้ มด มนั สดุ วสิ ยั แลว้
ก็ยอมตาย แต่ความหวังพ่ึงพิงผู้อ่ืนน้ันมีอยู่เต็มหัวใจด้วยกัน
เพราะฉะนั้นในฐานะที่ควรจะเป็นไปได้ ท่านจึงท�ำบุญอุทิศ
ส่วนกศุ ลไปใหท้ ่านผู้ทล่ี ่วงลับไปแลว้ ซ่งึ มีความหวงั และพอที่
จะได้รับส่วนกุศลอยู่ก็ให้ได้รับไป น่ีปราชญ์ท้ังหลายท่านท�ำ
มาอย่างนี้ เรียกว่าท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านผู้ล้มผู้ตายไป
เวลาทำ� บุญผู้ท่ีจะอทุ ิศส่วนกุศลก็เร่ิมตง้ั ใจอุทศิ

อทุ ิศ แปลวา่ เฉพาะเจาะจง ท่านผ้ใู ดมญี าติมีพนี่ ้องอะไร
กม็ งุ่ ตอ่ ทา่ นผนู้ นั้ ๆ เรยี กวา่ อทุ ศิ ถงึ ทา่ นผทู้ ล่ี ว่ งลบั ผมู้ บี ญุ มคี ณุ
ท้ังหลาย ผู้ท่ีอยู่ในฐานะที่รับไม่ได้ก็มีเยอะ เช่นไปตกนรก
หมกไหมเ้ สยี แลว้ อยา่ งนร้ี บั กไ็ มไ่ ด้ สว่ นบญุ สว่ นกศุ ลนนั้ กย็ อ้ น

291

เขา้ มาสตู่ วั เองผบู้ ำ� เพญ็ นล่ี ะความมงุ่ หมายทท่ี า่ นพาดำ� เนนิ มา
ทำ� บญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหท้ า่ นผทู้ ลี่ ว่ งลบั ซง่ึ สดุ วสิ ยั แลว้ ทจ่ี ะชว่ ย
ตวั เองได้ ก็อาศัยผูอ้ ื่นมญี าตมิ ิตรทัง้ หลาย

เทศนอ์ บรม ณ วดั ป่าบ้านตาด จงั หวดั อดุ รธานี
วันท่ี ๒๑ มิถนุ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๕

กรรมใหผ้ ล

ยกตัวอยา่ งใหเ้ ห็นเลยเพราะเรอ่ื งเป็นมาแลว้ พวกน้เี ปน็
พวกเศรษฐี เศรษฐมี เี งนิ มที องมาก ถา้ ไมม่ ธี รรมะแลว้ ลมื ตวั และ
พวกนกี้ ค็ อื พวกลืมตัว มเี งินมที องขา้ วของแลว้ ไปจ้างไปอะไร
ทุกประเภทว่างั้นเถอะนะ คนท�ำไมเขาจะไม่ต้องการเงิน
จ้างทไ่ี หนกไ็ ดซ้ ีเงิน นี่ละท�ำความเสียหายแกต่ น ไม่วา่ ลูกใคร
เมยี ใครไปเอาหมดเลย ทีนม้ี ันทำ� ลายจิตใจของคนขนาดไหน
ผัวใครเมียใครใครไม่รัก ไปท�ำลายเมียเขาไปท�ำลายผัวเขา
นัน้ คือไปท�ำลายจติ ใจของเขา จะหนกั มากขนาดไหน แลว้ ผัว
คนนเ้ี มยี คนนก้ี ท็ ำ� ลาย คนนน้ั กท็ ำ� ลายๆ ทำ� ลายไปหมด ตา่ งคน
ต่างท�ำลายอย่างนี้ ต่างคนจึงต่างเจ็บต่างแสบ ความเจ็บ
ความแสบทง้ั หมดรวมเขา้ มาหาผทู้ ท่ี ำ� นที้ งั้ หมด เพราะนเี้ ปน็ ผทู้ ำ�
เปน็ ผสู้ ร้างกรรม กรรมจะไปไหนกม็ าหาผู้นีท้ ัง้ นั้น

292

ทีน้เี วลาตายแล้ว เราจะยกตัวอยา่ งให้ฟงั นะ ท่ีเคยกลา่ ว
คาถายอ่ ๆ ทุ สะ นะ โส น่เี ปน็ ภาษาย่อ ภาษายาว ทุ คือ

ทชุ ฺชวี ิตมชีวมิ หฺ า เยสํ โน น ททามฺห เส
วชิ ชฺ มาเนสุ โภเคสุ ทปี ํ นากมหฺ อตตฺ โนต.ิ

พวกเราทง้ั หลายเหลา่ ใด ในเมอื่ ยงั มโี ภคทรพั ยอ์ ยู่ กไ็ มไ่ ด้
ท�ำบญุ ใหท้ าน ไม่ไดท้ ำ� ทพี่ ึ่งแก่ตน พวกเราทั้งหลายเหล่านั้น
จัดวา่ เปน็ ผู้มชี วี ติ อันชัว่ ชา้ ลามกทส่ี ดุ

สะ นี่หมายถึง

สฏฺ€ี วสสฺ สหสสฺ านิ ปริปณุ ฺณานิ สพฺพโส
นริ เย ปจฺจมานานํ กทา อนโฺ ต ภวิสสฺ ตตี ิ.

เมอ่ื พวกเราทง้ั หลายถกู ไฟไหมอ้ ยใู่ นนรกตงั้ ๖ หมน่ื ปบี รบิ รู ณ์
เมือ่ ไรที่สุดแห่งทุกขเ์ หลา่ น้ี จะปรากฏแก่พวกเรา

นะ คอื ว่า

นตถฺ ิ อนโฺ ต กุโต อนฺโต น อนโฺ ต ปฏิทิสฺสติ
ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตยุ หฺ ญจฺ มาริสาต.ิ

293

ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ท้ังหลาย ท่ีสุดแห่งทุกข์ของเรานั้น
ยอ่ มไมม่ ี ทสี่ ดุ แหง่ ทกุ ขน์ จ้ี ะมมี าจากทไี่ หน เพราะวา่ กรรมชว่ั ชา้
ลามกเหล่านัน้ พวกเราและทา่ นทัง้ หลายได้ทำ� ไว้เต็มท่แี ล้ว

โส คือ

โสหํ นนู อโิ ต คนฺตวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญญฺ ู สลี สมฺปนโฺ น กาหามิ กสุ ลํ พหนุ ฺต.ิ

เรานน้ั เมอื่ ไดพ้ น้ จากนรกนแ้ี ลว้ จะเปน็ ผไู้ มป่ ระมาท เปน็ ผมู้ ี
ปัญญาถึงพร้อมด้วยศีลด้วยทาน จะกระท�ำกุศลให้มากมูน
แน่นอน

เราอยา่ เพลนิ กับฟนื กับไฟ ธรรมะของพระพทุ ธเจ้านส่ี ดๆ
ร้อนๆ ว่าไฟก็ไฟแท้ๆ รอ้ นกร็ อ้ นแท้ๆ ไม่ใชว่ ่าไฟนรี่ อ้ นแล้ว
ตั้งแต่กัปน้ันกัลป์น้ี เดี๋ยวน้ีกลายเป็นของเย็นสบายไปแล้ว
ไม่เคยมี บาปเปน็ ของรอ้ นมาต้ังแต่ไหนแต่ไร บญุ เป็นของดี
มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และเป็นของดีมาตลอดกาลจนกระท่ังถึง
บดั น้ี จงึ วา่ อกาลโิ ก ไม่มีกาลสถานที่เวล่�ำเวลาเข้าไปทำ� ลาย
ไดเ้ ลย สงิ่ ใดทเี่ ปน็ ยงั ไงกต็ อ้ งเปน็ อยอู่ ยา่ งนนั้ เพราะฉะนน้ั เรา
จงึ อยา่ ดอ้ื อยา่ ดา้ น อยา่ หาญทำ� ดว้ ยความทะเยอทะยาน หรอื
ด้วยความลมื เนื้อลมื ตัว ด้วยความคกึ คะนอง ท�ำลงไปเหน็ วา่

294

เปน็ ความสนกุ สนานรน่ื เรงิ นนั้ แหละคอื ไฟจะเผาเรา ทุ สะ นะ โส
น้ีกล่าวไม่จบนะ พวกไหนพวกจะกลา่ ว ทุ สะ นะ โส จบล่ะ
ไปกนั นี้กจ็ ะกล่าว ทุ สะ นะ โส ไมจ่ บเช่นกนั ดว้ ยความเพลนิ
กับสิ่งช่วั ชา้ ลามกเหล่าน้ี จึงพาให้เป็นเชน่ น้นั

เทศน์อบรม ณ วดั ป่าบา้ นตาด จังหวดั อดุ รธานี
วนั ท่ี ๑๔ มีนาคม พทุ ธศักราช ๒๕๓๒
พระธรรมวสิ ุทธิมงคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)

หมายเหตุ เทศนอ์ บรมพระและฆราวาสทกุ กณั ฑข์ องพระธรรม-
วสิ ุทธิมงคล (พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบวั ) ท่ไี ดน้ �ำมา
ลงในหนงั สือเล่มนี้ คัดเฉพาะบางตอน

295

หลักธรรมชุดศิลาจารึก

คติธรรมค�ำสอน

พระอุบาลคี ุณปู มาจารย์ (พระสริ ิจนฺโท จนั ทร)์
พระภรู ทิ ตฺตเถร หลวงปูม่ ่ัน
พระราชวฒุ าจารย์ (พระอตุโล หลวงปู่ดลู ย์)
พระโพธญิ าณเถร (พระสุภทฺโท หลวงปชู่ า)
พระจิตตฺ วโร หลวงพอ่ มหาจิต
พระ€ิตธมโฺ ม หลวงปู่ค�ำตัน

296

คตธิ รรมค�ำสอน

พระอุบาลคี ณุ ปู มาจารย์ (สิรจิ นโฺ ท จันทร)์

กาพย์ หลานสอนปู่

 ไผอย่าเกินค�ำสอนนักปราชญ์ เผิ่นฉลาดชี้ช่องทางดี
พระมนุ ีส่ังสอนต่อไว้

ไผเปนขนุ หำ่� เพงิ ใหฮ่ อด ไผคดึ สอดแมน่ ยอดคองบญุ ใหค่ อ่ ย
นอ่ มหาเจา้ บณั ฑติ ย์ อยา่ ใหผ่ ดิ ฝงู คนนกั ปราชญ์ อยา่ ปากกา้ ขม่
ท่านยอโต ลกู หลานกบู ุญไผแก่ก้า เมอื ภายหน่าใหข่ ่อยจำ� เอา
ยากปานนี่อย่าว่ายากหลาย ยากแต่อธิบายสนธ์ินามจ่ายไป
เมือหนา่ ยากถ่วนหนา่ บ่มีถ่อในคอง ไผสา่ งปองใจเพยี รจงิ ได้
ไผขคี่ า่ นบญุ เจา่ เสอื่ มลง เฮาประสงคส์ อนคนภายซอ่ ย ความฮู่
นอ่ ยแก้กาพยค์ ำ� หา แกว้ ดวงตาลาวเปนคูเคา่ เฮาจงิ เวา่ หา
ตมื่ หาแถม หาส่อมแซมคำ� ผดิ ค�ำถืก ค�ำลึกลน่ เฮาเว่นบ่เขียน
เฮาจกั เพยี งลงพมิ พไ์ วอ้ า่ น เฮาเปนทา่ นเมอื งนอกเมอื งใน มใี จ
ใสศรัทธาแผ่กว้าง คึดฮอดเจ่าคนต้นแต่งกอน เปนค�ำสอน
ถกื คองเฮาฮู่ เฮาจงิ ส่อู ดหลับอดนอน แกก้ าพย์กลอนลงพิมพ์
เปน็ แบบ ไผพบพอ่ บุญส่างแต่หลังเจา่ เอยฯ

297

สริ ิจนั โทวาท ยอดค�ำสอน

บัดนี้เฮาจักแปลสารซ่ี ไขกระบวนบนบอก แนะส่องให้
พอฮู่ห่อมทาง อันท่ีพากันสร่างเฮือนซานตุ้มลูกอ่อน บ่ห่อน
คึดให้หยุ่งลุงลังเขี่ยวขุ่นกันนา ให้พากันมีสติต้ัง ประสงค์
เส่ยี งกองบุญ คือวา่ ศีลทานสรา่ ง บารมแี ตป่ างก่อน ขอให้มา
ส่อยคำ�่ จูงซเ่ี ข่าใส่ทาง

อนึ่งให้เจ้าคึดห่�ำฮู่ คนิงฮอดคุณพระ คือพุทธัง ธัมมัง
สงั ฆงั อยา่ ขาดวนั เยน็ เซา่ เหตพุ ระมคี ณุ ลน่ จงู คนจนใหพ้ น้ โศก
คนเกิดโรคทุกข์ยากไฮ่ เผิน่ เพียรซ่โี ผดให้เย็น

อนึ่งราชาไท่ ตนประเสริฐเจ้าชีวิต บ่แหม่นของดูแคน
ใหฮ้ ำ�่ เพงิ คณุ เจา้ เหตวุ า่ เผน่ิ กอ่ สรา่ ง ศลี ทานบไ่ ดข้ าด นบั ชาติ
บ่อา่ นได้ บุญลน่ ยงิ่ กวา่ คนแทแ่ ลว่ เหตวุ ่าบุญเผิน่ มเี หลอื ล่น
เกนิ คนในประเทศ เทวบตุ เทวดาจึงนอ่ ม เชิญทา่ วใหห้ ลว่ งลง
มาเกิดข้ึน ในชาติเปนมนุษย์จึงได้บริสุทธ์ิพร้อม วงษ์วาน
เซ่อื ซาติ ความฉลาดล�ำ่ ปัญญากวา้ งนง่ั แตง่ การแทแ่ ลว่

298

เหตุพระมีบุญล่น ทศราชคลองธรรม คนจึงย�ำเยงย่าน
เกรงฤทธกี ลวั เดช เหตเุ พอื่ บญุ เผน่ิ กวา้ ง ควรตมุ้ ไผเ่ มอื งเจา้ เอย

พระอุบาลีคุณปู มาจารย์ (สิรจิ นโฺ ท จันทร)์
คดั เปน็ บางตอนจาก ภาษาไทยอสี าน สิรจิ นั ทรนพิ นธ์

ฉบบั พมิ พ์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๗ วัดเขาพระงาม

299

คติธรรมค�ำสอน

พระภูรทิ ตฺตเถร หลวงปมู่ ัน่

 คุณธรรม ยังผู้เข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่อง
ระบือ มีความฉลาดกว้างขวางในอุบายวิธี ไม่มีความ
คับแคบจนมมุ

 ความไม่ยง่ั ยนื เป็นสิ่งท่ยี ่งิ ใหญ่และแนน่ อน
ความยิง่ ใหญ่ คอื ความไมย่ ่ังยนื
ชวี ิตที่ย่ิงใหญ่ คอื ชีวติ ที่อยูด่ ้วย ทาน ศีล เมตตา และ

กตญั ญู

 ชีวิตที่มคี วามดี อาจมใิ ช่ความยิง่ ใหญ่ แต่ชีวติ ทีย่ ิง่ ใหญ่
ตอ้ งอาศยั คณุ ธรรมความดเี ท่านั้น

 คนทีม่ วี าสนาในทางท่ดี ีมาแลว้ แตค่ บคนพาล วาสนาก็
อาจเปน็ เหมอื นคนพาลได้ บางคนวาสนายงั ออ่ น เมอื่ คบ
บัณฑิต วาสนาก็เลอื่ นขั้น ขนึ้ เป็นบัณฑิต ฉะนน้ั บคุ คล
ควรพยายามคบแตบ่ ณั ฑติ เพอื่ เลอ่ื นภมู วิ าสนาของตนให้
สูงข้นึ


Click to View FlipBook Version