The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-03-02 20:30:03

หลักธรรมชุดศิลาจารึก

วัดป่าดานวิเวก

200

ศีล ๕

ศีล ๕ ควรรักษาเวลาใด?

ศลี ๕ เปน็ นจิ ศลี ควรรกั ษาไดท้ กุ เวลา ไมต่ อ้ งหากาลสมยั
ไดย้ ิง่ ดี เป็นอกาลกิ ศลี คือไม่จ�ำกดั ว่า กลางคืน กลางวัน เชา้
สาย บ่าย เยน็ ได้ทัง้ นนั้

ศลี จะตง้ั ข้นึ ไดอ้ าศัยเหตุ ๒ อยา่ ง คือ ตัง้ ขึ้นจากการ
สมาทานว่าตามสกิ ขาบทนั้นๆ ตามผูบ้ อกให้ มภี ิกษุสามเณร
เป็นต้น และต้องศึกษาโทษ ๕ อย่างให้เข้าใจ เรียกว่า
สมาทานวิรัติ คือ ละเว้นด้วยการสมาทาน น้ีขอ้ ๑ ขอ้ ๒
ตง้ั ขนึ้ จาก สมั ปตั ตวริ ตั ิ คอื ละเวน้ โทษนนั้ ดว้ ยตนเอง ถงึ เวลา
ตอ้ งการรกั ษาใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ คดิ งดเวน้ เอาดว้ ยใจตนเองกไ็ ด้ นเ้ี รยี ก
วา่ สมั ปตั ตวริ ตั ิ เม่อื องค์ตงั้ ขน้ึ ได้ แลว้ มีความระวงั ส�ำรวม
ดว้ ยความละอายแลว้ รกั ษาไวไ้ มใ่ หข้ าด เรยี กวา่ สมจุ เฉทวริ ตั ิ
คือละเว้นโดยเด็ดขาด น้ี ๑

องคศ์ ลี จะต้งั อย่ไู ด้นน้ั อาศัยขันตธิ รรม ๑ เมตตาพรหม-
วหิ าร ๔ นี้ ๑ จงึ จะตงั้ อยบู่ รสิ ทุ ธไิ์ ด้ การรกั ษาดว้ ยขนั ติ คอื ตน
เคยฆา่ สัตว์มาแตก่ อ่ นแล้ว ถา้ ตง้ั ใจรักษาศีลแล้ว กอ็ ดทนอยู่

201

วันหน่ึงคนื หนึ่งบ้าง แต่ความละอายก�ำลงั นอ้ ย จึงอาศยั ขนั ติ
อย่างแข็งแรง ถ้าพ้นเขตท่ีตนต้ังใจแล้ว ก็ปล่อยไปตาม
ธรรมดานห้ี น่ึง รกั ษาด้วยขนั ตธิ รรม คือ อดกลน้ั ไมท่ ำ� ผดิ ใน
โทษนนั้ ๆ ทต่ี นเคยท�ำน้ีประการหนึ่ง

ถามว่ารักษาอย่างน้ี เป็นบุญเป็นกุศลหรือไม่ ตอบว่า
เปน็ บญุ เปน็ กศุ ลได้ ในวนั ทเี่ รารกั ษานนั้ แหละ นานวนั สวา่ งตา
หนหนง่ึ กย็ งั ดกี วา่ ไมไ่ ดร้ กั ษาเสยี เลย รกั ษาดว้ ยความเมตตานน้ั
คอื มจี ติ ปรารถนาความสขุ แกส่ ตั วอ์ นื่ คอื เหน็ อกของคนอน่ื วา่
ไมม่ ใี ครปรารถนาทุกข์ ล้วนแต่ต้องการความสขุ ปราศจาก
การเบยี ดเบยี นซง่ึ กนั และกนั ทง้ั สนิ้ เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ อยา่ งนแ้ี ลว้
เกิดความสงสารข้ึน ไม่กล้าท�ำผิดในองค์ศีลของตนนั้นๆ น้ี
รกั ษาศีลประกอบด้วยเมตตา มอี านสิ งส์แรงกล้า

จดจารกึ โดย พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(พระธมฺมธโร ทา่ นพ่อล)ี

วดั อโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
วันที่ ๑๕ ตลุ าคม พทุ ธศักราช ๒๔๘๐



203

หลกั ธรรมชุดศิลาจารึก

พระธรรมวิสุทธิมงคล

(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)

วธิ เี ดนิ จงกรมภาวนา
สำ� หรับผทู้ ่ียงั ตง้ั หลกั ไมไ่ ด้
สมาธิ
ปญั ญาอบรมสมาธิ
สมาธิ
ปญั ญา
ตดิ สมาธิ
จติ เสือ่ มทุกขห์ นัก
ปัญญาตอ้ งเปน็ ปจั จุบนั
ปัญหาเรื่องอวิชชา
พิสจู น์ตายเกดิ ตายสญู
ความดีรีบท�ำเสยี วันนี้



205

วธิ เี ดินจงกรมภาวนา

ทางเดินจงกรมตามท่ีท่านก�ำหนดรู้ไว้ และปฏิบัติตาม
เรื่อยมานนั้ มสี ามทศิ ด้วยกนั คอื ตรงไปตามแนวตะวันออก-
ตะวนั ตกหนง่ึ ไปตามแนวทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตห้ นง่ึ และไปตาม
แนวตะวันออกเฉียงเหนือหนึ่ง การเดินจงกรมก็เดินไปตาม
แนวทงั้ สามที่ก�ำหนดไวใ้ นแนวใดแนวหน่งึ

ความสน้ั ยาวของทางจงกรมแตล่ ะสายนนั้ ทา่ นวา่ ตามแต่
ควรสำ� หรับรายนนั้ ๆ ไม่ตายตวั ก�ำหนดเอาเองไดต้ ามสมควร
แต่อย่างสั้นท่านว่าไม่ควรให้ส้ันกว่าสิบก้าว ส�ำหรับเวลาอยู่
ในท่ีจำ� เปน็ หาทางเดนิ มไิ ด้ ทางจงกรมขนาดธรรมดายาวราว
ยี่สิบก้าว ขนาดยาวราวย่ีสิบห้าถึงสามสิบก้าว เป็นความ
เหมาะสมทว่ั ๆ ไปเฉพาะทศิ ทาง การเดนิ จงกรมจะครองผา้ กไ็ ด้
ไม่ครองก็ได้ ตามแตส่ ถานทคี่ วรปฏบิ ัตอิ ยา่ งไรเหมาะ

การเดินจงกรมกลับไปกลับมาไม่ช้านักไม่เร็วนัก
พองามตางามมรรยาท ตามเย่ียงอย่างประเพณีของพระ
ผู้ท�ำความเพียรท่าเดินในครั้งพุทธกาลเรียกว่า เดินจงกรม
ภาวนา เปลย่ี นจากวธิ นี ง่ั สมาธภิ าวนามาเปน็ เดนิ จงกรมภาวนา
เปลยี่ นจากเดนิ มายนื เรยี กวา่ ยนื ภาวนา เปลยี่ นจากยนื มาเปน็

206

ทา่ นอน เรยี กวา่ ทา่ สหี ไสยาสนภ์ าวนา เพราะฝงั ใจวา่ จะภาวนา
ด้วยอริ ิยาบถนอนหรือสหี ไสยาสน์ การทำ� ความเพยี รในท่าใด
ก็ตาม แต่ความหมายมั่นปั้นมือก็เพื่อช�ำระกิเลสตัวเดียวกัน
ด้วยเครอ่ื งมือชนิดเดียวกนั มิไดเ้ ปลี่ยนเคร่อื งมอื คอื ธรรมที่
เคยใชป้ ระจ�ำหน้าท่แี ละนสิ ัยเดิม

กอ่ นเดนิ จงกรม พงึ กำ� หนดหนทางทตี่ นจะพงึ เดนิ สนั้ หรอื
ยาวเพยี งไรกอ่ น วา่ เราจะเดินจากท่ีนีไ่ ปถงึ ท่นี ้ันหรอื ถึงทโี่ น้น
หรอื ตกแตง่ ทางจงกรมไวก้ อ่ นเดนิ อยา่ งเรยี บรอ้ ย สนั้ หรอื ยาว
ตามตอ้ งการ

วธิ ีเดนิ จงกรม

ผู้จะเดินกรุณาไปยืนที่ต้นทางจงกรมท่ีตนก�ำหนด
หรือตกแต่งไว้แล้วน้ัน พึงยกมือท้ังสองขึ้นประนมไว้เหนือ
ระหวา่ งคว้ิ ระลกึ ถงึ คณุ พระรตั นตรยั คอื พระพทุ ธเจา้ พระธรรม
และพระสงฆ์ ที่ตนถือเป็นสรณะคือท่ีพึ่งที่ยึดเหนี่ยวของใจ
และระลกึ ถงึ คณุ ของบดิ ามารดาอปุ ชั ฌายอ์ าจารย์ ตลอดทา่ น
ผ้เู คยมีพระคณุ แกต่ น จบลงแลว้ รำ� พงึ ถงึ ความมงุ่ หมายแห่ง
ความเพยี รทกี่ ำ� ลงั จะทำ� ดว้ ยความตงั้ ใจเพอื่ ผลนน้ั ๆ เสรจ็ แลว้
ปล่อยมือลง เอามือขวาทับมือซ้าย ทาบกันไว้ใต้สะดือตาม

207

แบบพุทธร�ำพึง เจริญพรหมวิหาร ๔ จบแล้ว ทอดตาลง
เบื้องต�่ำ ท่าส�ำรวม ตั้งสติก�ำหนดจิตและธรรมที่เคยน�ำมา
บรกิ รรมกำ� กบั ใจ หรอื พจิ ารณาธรรมทงั้ หลาย ตามแบบทเ่ี คย
ภาวนามาในทา่ อน่ื ๆ เสรจ็ แลว้ ออกเดนิ จงกรม จากตน้ ทางถงึ
ปลายทางจงกรมท่ีก�ำหนดไว้ เดินกลับไปกลับมาในท่าส�ำรวม
มสี ตอิ ยกู่ บั บทธรรม หรอื สง่ิ ทพี่ จิ ารณาโดยสมำ�่ เสมอ ไมส่ ง่ จติ
ไปอ่ืนจากงานที่กำ� ลังท�ำอย่ใู นเวลานน้ั

การเดนิ ไมพ่ งึ เดนิ ไกวแขน ไมพ่ งึ เดนิ เอามอื ขดั หลงั ไมพ่ งึ
เดนิ เอามอื กอดอก ไมพ่ งึ เดนิ มองโนน้ มองน้ี อนั เปน็ ทา่ ไมส่ ำ� รวม
การยืนก�ำหนดร�ำพึงหรือพิจารณาธรรมนั้น ยืนได้โดย
ไม่ก�ำหนดว่าเป็นหัวทางจงกรมหรือย่านกลางทางจงกรม
ยืนนานหรือไม่ ตามแต่กรณีที่ควรหยุดอยู่หรือก้าวต่อไป
เพราะการร�ำพึงธรรมน้ันมีความลึกต้ืนหยาบละเอียดต่างกัน
ท่ีควรอนุโลมตามความจ�ำเป็น จนกว่าจะเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
กา้ วเดนิ ต่อไป บางครัง้ ตอ้ งยนื พจิ ารณารว่ มช่วั โมงก็มี ถึงจะ
เขา้ ใจแจม่ แจง้ แลว้ กา้ วเดนิ ตอ่ ไป การเดนิ กำ� หนดคำ� บรกิ รรม
หรอื พจิ ารณาธรรมไมน่ ับก้าวเดิน นอกจากจะถือเอากา้ วเดิน
นัน้ เป็นอารมณ์แห่งความเพียรก็นับกา้ วได้

208

การท�ำความเพยี รในท่าใด สตเิ ป็นสง่ิ ส�ำคญั ประจำ� ความ
เพียรท่านั้นๆ การขาดสติไปจากงานที่ท�ำเรียกว่าขาดความ
เพียรในระยะนั้นๆ ผู้บ�ำเพ็ญพึงสนใจสติให้มากเท่ากับสนใจ
ตอ่ ธรรมทีน่ ำ� มาบริกรรม การขาดสติ แม้ค�ำบริกรรมภาวนา
จะยังติดต่อกันไปเพราะความเคยชินของใจก็ตาม แต่ผลคือ
ความสงบของจติ จะไมป่ รากฏตามความมุ่งหมาย

การเดนิ จงกรมจะเดนิ เปน็ เวลานานหรอื ไมเ่ พยี งไร ตามแต่
จะก�ำหนดเอง การท�ำความเพียรในท่าเดินก็ดี ท่ายืนก็ดี
ทา่ นอนก็ดี ทา่ นัง่ ก็ดี อาจเหมาะกับนิสัยในบางทา่ นท่ีต่างกนั
การทำ� ความเพียรในท่าตา่ งๆ นน้ั เพื่อเปลี่ยนอิรยิ าบถไปใน
ตวั ด้วย ไม่เพยี งมงุ่ กำ� จดั กเิ ลสโดยถา่ ยเดยี ว เพราะธาตุขนั ธ์
เปน็ เครอื่ งมอื ทำ� ประโยชน์ จำ� ตอ้ งมกี ารรกั ษา เชน่ การเปลยี่ น
อริ ยิ าบถทา่ ตา่ งๆ เปน็ ความเหมาะสมสำ� หรบั ธาตขุ นั ธท์ ใ่ี ชง้ าน
อยเู่ ปน็ ประจำ� ถา้ ไมม่ กี ารรกั ษาดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ ธาตขุ นั ธต์ อ้ งกลบั
มาเป็นข้าศึกแก่เจ้าของจนได้ คือต้องพิกลพิการไปต่างๆ
สุดท้ายกท็ ำ� งานไม่ถึงจดุ ที่มุง่ หมาย

209

วิธนี ึกคำ� บรกิ รรมภาวนา

การนกึ คำ� บรกิ รรมภาวนานน้ั จะนกึ กบั ธรรมบทใดบทหนงึ่
ตามนิสัยชอบดังกล่าวแล้วก็ได้ เช่น พุทโธ ธมั โม สงั โฆๆๆ
๓ จบ แลว้ กำ� หนดเอาเพยี งบทเดยี ว ตดิ ตอ่ กนั ไปดว้ ยความมสี ติ
แตจ่ ะกำ� หนดธรรมบทใดกต็ ามนอกจากสามบทน้ี กอ่ นจะเจรญิ
ธรรมบทนนั้ ๆ ทุกคร้งั ควรเจริญร�ำลกึ ธรรม ๓ บท คือ พุทโธ
ธมั โม สงั โฆ ๓ ครง้ั อนั เปน็ องคพ์ ระรตั นตรยั กอ่ น จากนนั้ คอ่ ย
บรกิ รรมบททต่ี นตอ้ งการตอ่ ไป เชน่ อานาปานสตฯิ หรืออัฐฯิ
หรอื ตโจฯ เปน็ ต้น การที่ท่านให้มคี �ำบรกิ รรมภาวนาเป็นบทๆ
ก�ำกับใจในเวลานั้นหรือเวลาอื่น ก็เพื่อเป็นอารมณ์เครื่องยึด
ของใจ ในเวลาตอ้ งการความสงบ เพราะใจเปน็ ของละเอยี ดตาม
ธรรมชาติ ทง้ั ยงั ไมส่ ามารถพงึ่ ตวั เองได้ เนอ่ื งจากจติ ยงั ไมเ่ ปน็
ตัวของตัวโดยสมบูรณ์ ดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน
จำ� ตอ้ งมบี ทเปน็ คำ� บรกิ รรมเพอ่ื ผกู ใจหรอื เพอื่ เปน็ อารมณข์ อง
ใจเวลานั้น

การบริกรรมภาวนาในธรรมบทใดก็ตาม กรุณาอย่า
คาดหมายผลทจี่ ะพงึ เกดิ ขนึ้ ในเวลานนั้ เชน่ ความสงบจะเกดิ ขน้ึ
ในลักษณะน้ัน นิมติ ต่างๆ จะเกิดขนึ้ ในเวลาน้นั หรืออาจจะ
เหน็ นรกสวรรคข์ มุ ใดหรอื ชน้ั ใดในเวลานน้ั เปน็ ตน้ นน้ั เปน็ การ
คาดคะเนหรอื ดน้ เดาซงึ่ เปน็ การกอ่ ความไมส่ งบใหแ้ กใ่ จเปลา่ ๆ

210

ไมเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไรจากการวาดภาพนนั้ เลย และอาจทำ� ใจให้
ท้อถอยหรือหวาดกลัวไปต่างๆ ซึง่ ผดิ จากความมงุ่ หมายของ
การภาวนาโดยถกู ทางทีท่ า่ นสอนไว้

ท่ีถูกควรตั้งจิตกับสติไว้เฉพาะหน้า มีค�ำบริกรรมเป็น
อารมณ์ของใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีใจกับสติสืบต่อ
อยู่กบั ค�ำบรกิ รรม เช่น พุทโธๆ สืบเนื่องกันไปดว้ ยความมสี ติ
และพยายามท�ำความรู้สึกตัวอยู่กับค�ำบริกรรมน้ันๆ อย่าให้
จติ เผลอตวั ไปสูอ่ ารมณ์อ่นื ระหว่างจิต สติ กบั คำ� บริกรรม
มคี วามสบื ตอ่ กลมกลนื กนั ไดเ้ พยี งไร ยง่ิ เปน็ ความมงุ่ หมายของ
การภาวนาเพียงนั้น ผลคือความสงบเย็นหรืออื่นๆ ที่แปลก
ประหลาดไม่เคยพบเคยเห็น อันจะพึงเกิดข้ึนให้ชมตามนิสัย
วาสนาในเวลาน้ัน จะเกิดขน้ึ เอง เพราะอ�ำนาจของการรกั ษา
จิตกับค�ำบริกรรมไว้ได้ด้วยสติน่ันแล จะมีอะไรมาบันดาลให้
เปน็ ข้ึนไมไ่ ด้

นแี่ หละใหพ้ ากนั จำ� เอานะ อยา่ งไรอยา่ ลมื พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ
ทเ่ี ปน็ ธรรมทเี่ ลศิ เลอทสี่ ดุ ขอใหท้ า่ นไดม้ าสถติ ในหวั ใจของเรา
ขณะที่เราระลึกถงึ ทา่ นเท่านน้ั กจ็ ะดนี ะ เป็นมงคลมใิ ชน่ อ้ ยนะ
พุทโธ นึกในใจเท่านี้กระเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ไมใ่ ชเ่ ลน่ ธมั โมก็เปน็ ธรรมธาตุ สงั โฆ ก็รวมอย่ใู นจดุ เดียวกัน

211

หมดเลย กระเทือนถงึ กันหมดเลย ให้พากันระลึก อยา่ ฟังแต่
เรอ่ื งกเิ ลสตณั หามากนะ กเิ ลสตณั หามนั พาคนใหล้ ม่ จมมามาก
ต่อมาก ผ้ทู ่ลี งแล้วกม็ ี ผทู้ เี่ ตรียมทา่ จะลงอย่กู ็เยอะ

วิธีนัง่ สมาธิภาวนา

น่ังขัดสมาธิตามแบบพระพุทธรูปองค์แทนศาสดา
เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมอื ซา้ ย วางมือทง้ั สองไวบ้ น
ตกั หรอื บนสมาธิ ต้ังกายให้ตรงธรรมดา อยา่ ให้ก้มนักเงยนัก
อย่าให้เอียงซ้ายเอียงขวาจนผิดธรรมดา ไม่กดหรือเกร็ง
อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นการบังคับกายให้ล�ำบาก
ปลอ่ ยวางอวัยวะทกุ ส่วนไว้ตามปกติธรรมดา

แต่เวลาท�ำหน้าท่ีภาวนาต่อไปแล้ว ไม่พึงกลับมากังวล
กับท่าสมาธิน้ี ระลึก พทุ โธ ธมั โม สังโฆ ๓ ครัง้ อนั เปน็
พระรตั นตรยั กอ่ น นกึ คำ� บรกิ รรมภาวนา โดยกำ� หนดเอาเพยี ง
บทเดยี วตดิ ตอ่ กนั ไปดว้ ยความมสี ติ เชน่ พทุ โธ พทุ โธ พทุ โธ ...
เปน็ ต้น พยายามท�ำความรสู้ ึกตวั อย่กู ับพุทโธ พทุ โธ พทุ โธ...
อย่าให้จิตเผลอตัวไปสู่อารมณ์อื่น และอย่าคาดหมายผลท่ี
เกดิ ขนึ้ ในเวลานน้ั จติ สติ กบั คำ� บรกิ รรม มคี วามสบื ตอ่ กลมกลนื
กันได้เพียงไร ยิ่งเป็นความมุ่งหมายของการภาวนาเพียงน้ัน
ผลคอื ความสงบเยน็ ใจหรอื อนื่ ๆ จะพงึ เกดิ ขนึ้ ตามนสิ ยั วาสนา

212

ข้อควรสังเกตและระวงั ในขณะภาวนา

โดยมากมักคิดและพูดกันเสมอว่า ภาวนาดูนรกสวรรค์
ดูกรรมดูเวรของตนและผู้อื่น ข้อนี้ท่านที่มุ่งต่ออรรถธรรม
ส�ำหรับตัวจริงๆ กรุณาสังเกตขณะภาวนาว่า จิตได้มีส่วน
เก่ียวข้องผูกพันกับเร่ืองดังกล่าวเหล่าน้ีบ้างหรือไม่ ถ้ามี
ควรระวังอย่าให้มีขึ้นได้ ส�ำหรับผู้ภาวนาเพ่ือความสงบเย็น
เห็นผลเป็นความสุขแก่ใจโดยถูกทางจริงๆ เพราะส่ิงดังกล่าว
เหลา่ นน้ั มใิ ชข่ องดดี งั ทเ่ี ขา้ ใจ แตเ่ ปน็ ความคดิ ทรี่ เิ รม่ิ จะไปทางผดิ
เพราะจิตเป็นสงิ่ ที่นอ้ มนึกเอาสงิ่ ต่างๆ ที่ตนชอบไดแ้ ม้ไมเ่ ป็น
ความจริง นานไปส่ิงท่ีน้อมนึกนั้นอาจปรากฏเป็นภาพขึ้นมา
ราวกับเป็นของจริงก็ได้ นี่รู้สึกแก้ยาก แม้ผู้สนใจในทางนั้น
อยู่แล้วจนปรากฏสิ่งที่ตนเข้าใจว่าใช่และชอบขึ้นมาด้วยแล้ว
กย็ งิ่ ทำ� ความมนั่ ใจหนกั แนน่ ขน้ึ ไมม่ ที างลดละ จะไมย่ อมลงกบั
ใครงา่ ยๆ เลย

จดจารกึ ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๑๖
พระธรรมวสิ ุทธิมงคล

(พระาณสมปฺ นฺโน หลวงตามหาบวั )

213

ส�ำหรับผูท้ ีย่ ังตงั้ หลกั ไมไ่ ด้

ถ้าจับจุดของความรู้ไม่ได้ ก็อย่าลืมค�ำบริกรรมภาวนา
ไปทไ่ี หนอยใู่ นทา่ อริ ยิ าบถใด คำ� บรกิ รรมใหต้ ดิ แนบกบั จติ ใหจ้ ติ
เกาะอยู่กับค�ำบริกรรมภาวนานั้นเสมอ เช่น พุทฺโธ ก็ตาม
อฏฺ€ิ ก็ตาม เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ บทใดก็ตาม
ให้จิตติดอยู่กับบทนั้น ไม่ให้จิตไปท�ำงานอื่น ถ้าปล่อยน้ีเสีย
จิตก็เถลไถลไปท�ำงานอ่ืนซ่ึงเป็นเร่ืองของกิเลสไปเสีย ไม่ใช่
เรือ่ งของธรรมที่เป็นความมุ่งหมายของเรา บทธรรมทเ่ี ราต้งั
ขึ้นมาน้ัน เพ่ือให้จิตเกาะอยู่กับค�ำบริกรรมบทนั้นๆ ซ่ึงเป็น
เร่ืองของธรรมท่ีเราเป็นผู้ก�ำหนดเอง อาศัยธรรมบทต่างๆ
เป็นเครื่องยึดเคร่ืองเกาะของจิต ขณะท�ำลงไปก็เป็นธรรม
จิตใจก็สงบ น่ีแลหลกั การปฏบิ ัติทีจ่ ะทำ� ให้จิตสงบเยอื กเย็นได้
โดยล�ำดับของนกั ภาวนาท้ังหลาย

การที่จะต้ังหลักต้ังฐานเบ้ืองต้นนี้ล�ำบากมากเหมือนกัน
แมล้ ำ� บากแคไ่ หนกอ็ ยา่ ถอื เปน็ อารมณ์ จะเปน็ อปุ สรรคแกก่ าร
ด�ำเนินเพ่ือมรรคเพื่อผลท่ีตนต้องการ จงถือความเพียรเพ่ือ
ความพ้นทุกข์น้ีเป็นธรรมจ�ำเป็นอย่างย่ิงที่จะเพ่ิมพูนให้มาก
สติ ซ่ึงเป็นธรรมส�ำคัญจะต้องเพิ่มพูนให้มาก เพื่อความ
เหนยี วแนน่ มนั่ คง เพอ่ื ความสบื ตอ่ แหง่ ความระลกึ รตู้ วั อยเู่ สมอ

214

ปญั ญา ในโอกาสทค่ี วรพิจารณา ก็ควรพิจารณาแยกแยะท้ัง
ภายนอกทงั้ ภายในเทยี บเทยี มกนั มรรคนน้ั เปน็ ไดท้ งั้ ภายนอก
และภายใน ถ้าท�ำให้เป็นปัญญาท่ีเรียกว่ามรรค แต่ในเวลา
ตอ้ งการความสงบ ใหต้ ้งั หนา้ ตั้งตาทำ� เพอ่ื ความสงบ ดว้ ยคำ�
บริกรรมบทใดหรืออานาปานสติ ได้ตามแต่จริตนิสัยชอบ
แต่ให้มีสติสืบเน่ืองอยู่เสมอ ความรู้จะได้สืบต่อกันกับงาน
เมื่อความรู้สืบต่อกัน จิตใจไม่มีเวลาส่ายแส่ไปภายนอกแล้ว
จติ กร็ วมตวั เขา้ มาๆ กระแสจติ ทงั้ หมดรวมเขา้ มาเปน็ ตวั ของตวั
กลายเปน็ จุดแหง่ ความสงบ

เม่ือจุดปรากฏเด่นข้ึนมาท่ีใจ เรียกว่า ใจเร่ิมสงบ
ความคิดปรุงก็เบาบางลงไปๆ กระทั่งความคิดปรุงในค�ำ
บริกรรมก็ค่อยเบาลงไปๆ กลายเป็นความรู้ท่ีเด่นข้ึนมา
จะบริกรรมหรือไม่บริกรรม ความรู้ก็เป็นความรู้อยู่อย่างนั้น
ทเ่ี รยี กวา่ จติ รวมตวั เขา้ เปน็ ตวั ของตวั แลว้ กอ็ ยกู่ บั ตรงนนั้ เสยี
คำ� บรกิ รรมก็ปล่อยวางกนั ในขณะนั้น นี่คอื จิตสงบ ใหต้ ้งั หนา้
ตั้งตาทำ� ใหเ้ กดิ ผลตามทีก่ ลา่ วมา

อบรมพระ ณ วัดปา่ บ้านตาด จงั หวัดอดุ รธานี
วันท่ี ๕ มิถนุ ายน พทุ ธศักราช ๒๕๒๒

215

ภาวนาไดก้ ำ� ลังใจผลจากการอดอาหาร

สำ� หรบั เรานจ่ี ะดว้ ยการอดอาหาร เราจงึ บกึ บนึ จนกระทงั่
ถึงพรรษาท่ี ๑๖ แลว้ ๙ ปีแล้ว จึงฉันจังหนั ธรรมดา ไม่อดอีก
ตงั้ แตน่ นั้ ตอ่ ไปไมอ่ ดอกี ตงั้ แตพ่ รรษา ๗ ถงึ พรรษา ๑๖ เอาตลอด
จนทอ้ งเสยี เอา เพราะมนั ไดส้ ติ พออดอาหารน่ี สตคิ อ่ ยดขี นึ้ ๆ
อดไปหลายวนั เทา่ ไหร่ สตติ ดิ แนบกบั ตวั เองตลอด ตนื่ ขน้ึ มาพลบ
จนกระทงั่ คำ�่ ไมป่ รากฏวา่ เผลอเลย นไี่ ดผ้ ลจากการอดอาหาร
งน้ั คนเรามันก็จะตาย เม่อื ไม่ได้กนิ ก็ต้องกนิ บา้ ง ถา้ กนิ อนั น้นั
ก็ลดลง มันก็มีอดบ้างอ่ิมบ้าง ซัดกันอยู่อย่างนี้เร่ือยไปละ
จนกระทง่ั ทอ้ งเสยี เสยี กเ็ สยี ทอ้ ง เราไดอ้ รรถไดธ้ รรมภายในใจ
เป็นคติเครื่องเตือนใจเพราะการอดการผ่อนอาหาร สติดีข้ึน
เพราะเหตนุ สี้ ำ� หรบั เราเอง องคอ์ นื่ กจ็ ะดไี ปคนละทาง เชน่ ทา่ น
เนสัชชินี่ บางรายก็ไม่นอน ไม่นอนไปหลายคืนเทา่ ไรจิตยง่ิ ดๆี
ท่านก็ต้องหนักทางนั้น ส�ำหรับเราที่อดนอน เราก็บอกแล้ว
ไมถ่ กู ๆ กบั เรา พออดอาหารนไ้ี ดด้ ๆี ปรากฏวา่ จบั ติด จากนนั้
จับติดจับติดว่างั้นไปเรื่อยๆ ยากขนาดไหนล�ำบากขนาดไหน
ก็ทนเอา เพราะไดผ้ ลดงั น้เี นยี่ วิธีการฝกึ ทรมานเจา้ ของ

216

เพียงแต่สักแต่ว่าท�ำแล้วท�ำ ท�ำแล้วท�ำ ท�ำลงไป ไม่มี
กฎเกณฑ์ไม่ได้เร่ืองนะ ต้องมีการพินิจพิจารณากฎเกณฑ์กับ
เจ้าของ แล้วก็ได้หลักได้เกณฑ์นี่แหละ พิจารณาเต็มก�ำลัง
ทกุ อย่างท่ีไดม้ าสอนโลกอยเู่ วลานี้ กไ็ ด้มาดว้ ยวธิ ีการนีแ้ หละ
พนิ จิ พจิ ารณาอะไรไมด่ แี กอ้ อกปดั ออก เอาอนั นเ้ี ขา้ มาทดลอง
ทดสอบ จนกระทงั่ ไดแ้ ลว้ จบั ตดิ เชน่ อดอาหาร ผอ่ นอาหารดี
นนู้ รๆู้ ชดั แลว้ สตดิ ี ดตี ลอด ปญั ญาดี ทนี เ้ี วลาจติ ไดภ้ มู เิ ขา้ ไป
เทา่ ไหร่ อดเท่าไหร่ย่ิงละเอียด จติ นะ ย่งิ กา้ วเข้าส่สู ติปญั ญา
อัตโนมัตินี้คล่องเลยนะ อดอาหารมันช่วยได้ทุกแบบ ต้ังแต่
ลม้ ลกุ คลกุ คลาน มสี ตดิ อี ยตู่ งั้ ไดแ้ บบนน้ั จนกระทงั่ สตปิ ญั ญา
อตั โนมตั ิ อดอาหารชว่ ยเขา้ ไปแลว้ ยง่ิ คลอ่ งตวั มนั ไมเ่ สยี สำ� หรบั
เราเอง อดอาหารช่วยทง้ั นน้ั แหละ

การอดอาหารส�ำหรับผู้ถูกกับนิสัยนะ ถ้าผู้ไม่ถูกกับนิสัย
กจ็ ะฝนื อดไปทำ� ไม แนะ่ กเ็ ราหาเหตหุ าผลนนี่ ะ พากนั จำ� เอาไว้
นะนักปฏิบัติ

เทศนอ์ บรม ณ วัดป่าบา้ นตาด จงั หวดั อุดรธานี
วันที่ ๒๓ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๔๙

217

กรรมฐาน ๔๐
เป็นไดท้ ั้งอารมณ์แห่งสมถะและวิปัสสนา

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ดี หรือนับตั้งแต่พระสาวก
ทั้งหลายลงมากด็ ี ท่านหลดุ พ้นด้วยอ�ำนาจแห่งกรรมฐาน ๔๐
นท้ี ง้ั นน้ั แหละ กรรมฐาน ๔๐ นแ้ี ลเปน็ ธรรมทสี่ รา้ งจติ ทา่ นใหม้ ี
ความสงบรม่ เยน็ ตอ่ จากนน้ั ไปกส็ รา้ งทางดา้ นปญั ญาใหร้ แู้ จง้
แทงทะลุไป ไมพ่ น้ จากกรรมฐานทก่ี ล่าวมาเหลา่ น้ีเลย เพราะ
กรรมฐาน ๔๐ นี้ไม่ใช่จะเป็นอารมณ์แห่งสมถะอย่างเดียว
ยงั เปน็ อารมณข์ องวปิ สั สนาไดด้ ว้ ย เมอ่ื จติ ควรแกว่ ปิ สั สนาแลว้
จะเป็นวิปสั สนาไปโดยไมต่ ้องสงสยั

ในขณะที่จติ ยงั ไมเ่ ป็นปัญญา จติ ยังไมเ่ ปน็ วิปสั สนา กเ็ อา
ธรรมเหลา่ นแ้ี ลมาอบรมจติ ใจดว้ ยความเปน็ สมถะ คอื เพอื่ ความ
เปน็ สมถะ ไดแ้ กค่ วามสงบของใจ พอจติ กา้ วเขา้ สปู่ ญั ญาแลว้
ธรรมที่เคยเป็นอารมณ์แห่งสมถะน้ีแล จะแปรสภาพเป็น
อารมณ์แห่งวิปัสสนาไปได้โดยไม่ต้องสงสัย นี่หลักใหญ่อยู่
ตรงนี้...

อบรมพระ ณ วดั ป่าบ้านตาด จงั หวดั อดุ รธานี
วนั ท่ี ๓ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๙

218

มีธุดงควตั รประจ�ำใจ

หลกั ปฏปิ ทา ทพี่ อ่ แมค่ รบู าอาจารยม์ น่ั พาดำ� เนนิ มา ซง่ึ ได้
สืบทอดมาถึงพวกเราเวลาน้ี เปน็ ปฏิปทาทถี่ กู ตอ้ งแม่นยำ�
ไมม่ เี งอ่ื นทจ่ี ะใหส้ งสยั แมแ้ ตน่ อ้ ย เพราะทา่ นดำ� เนนิ ตามแบบ
ฉบบั ของศาสดาทม่ี ไี วแ้ ลว้ ในตำ� ราจรงิ ๆ ไมใ่ ชแ่ บบแอบๆ แฝงๆ
หรือแผลงๆ ไปดงั ท่เี ห็นๆ กันท่ัวๆ ไปน้ี มีลักษณะอยากเดน่
อยากดังไม่เข้าร่องเข้ารอยอย่างน้ัน ไม่มีส�ำหรับหลวงปู่ม่ัน
เปน็ ปฏิปทาด้วยความเป็นธรรมลว้ นๆ จงึ ไม่มีแงใ่ ดท่นี า่ สงสัย

เทา่ ทพี่ าดำ� เนนิ มานก้ี พ็ อจะทราบเรอื่ งราวบา้ ง เชน่ ธดุ งควตั ร
การฉันม้ือเดียวหนเดียวนี่ก็มีอยู่แล้วในธุดงค์ ๑๓ ข้อ
การบณิ ฑบาตเป็นวตั ร คอื ไม่ให้ขาดเม่ือยังฉันอยู่ อันนกี้ ม็ ใี น
ธุดงค์ ๑๓ น่ันแล้ว การฉันในบาตรก็มีในธุดงค์น่ันแล้ว
ทปี่ ฏบิ ตั กิ นั อยนู่ ก้ี เ็ หน็ ไดอ้ ยา่ งชดั เจนไมม่ ลี ลี้ บั อนั ใดเลย เพราะ
ในตำ� รามไี วอ้ ยา่ งชดั เจนอยแู่ ลว้ ทา่ นดำ� เนนิ ตามตำ� รานนั้ จรงิ ๆ

พดู ถงึ ดา้ นภาวนา นเี่ ราพดู เพยี งแงธ่ ดุ งคเ์ พยี งเลก็ นอ้ ย เชน่
การอยใู่ นปา่ อยใู่ นปา่ ชา้ เหลา่ นมี้ ใี นธดุ งคห์ มดแลว้ ไมเ่ ปน็ ขอ้ ที่
นา่ สงสยั ในถำ�้ เงอื้ มผา เหลา่ นมี้ ใี นอนศุ าสนแ์ ละในธดุ งค์ ๑๓
อยู่แล้วน่ัน เป็นธรรมที่ตายใจได้จริงๆ ที่ท่านพาด�ำเนินมา

219

เราท้ังหลายได้ยึดเป็นแนวทางสืบกันมาจนปัจจุบันน้ี เพราะ
ท่านเป็นผพู้ าด�ำเนนิ

นพ่ี ดู ถงึ เรอ่ื งธดุ งค์ ๑๓ เราพดู เพยี งขอ้ ใดขอ้ หนงึ่ ไมพ่ ดู โดย
ตลอดทัว่ ถึงทุกขอ้ ไป เชน่ เนสัชชิ ก็สมาทานไมน่ อนเป็นวันๆ
หรอื คืนๆ ไป อย่างนีก้ ็มีในธดุ งค์

นอกจากนั้น วธิ ดี ำ� เนินทางดา้ นจิตตภาวนา ทา่ นก็ไมไ่ ด้
พาบำ� เพญ็ หรอื ปฏบิ ตั ใิ หน้ อกเหนอื ไปจากหลกั ธรรม ทพี่ ระองค์
ทรงสง่ั สอนไวแ้ ลว้ นนั้ เลย เชน่ สอนพทุ โธ หรอื สอนอานาปานสติ
หรอื อาการ ๓๒ นบั แตก่ รรมฐาน ๕ ขน้ึ ไป จนกระทงั่ ถงึ อาการ ๓๒
เหล่านี้มีในต�ำรับต�ำราโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่เป็นข้อสงสัย
ไมเ่ ป็นท่ีให้เกดิ ความระแวงอะไรทัง้ สน้ิ

ทท่ี า่ นพาดำ� เนนิ มา ไมไ่ ดม้ บี ทแปลกๆ ตา่ งๆ และเปน็ สง่ิ
ทผ่ี กู ขาดบา้ ง หรอื เปน็ ทอี่ ะไรขลงั ๆ บา้ ง อยา่ งนไี้ มป่ รากฏ ถา้ ขลงั
กข็ ลงั ด้วยความเป็นธรรมจรงิ ๆ คอื เอาจริงเอาจังประหนึง่ ว่า
ขลงั ไมใ่ ชข่ ลงั แบบโลกๆ ขลงั ดว้ ยความเปน็ ธรรม ขลงั ดว้ ยความ
แนใ่ จตวั เอง และทำ� ความอบอนุ่ แกต่ นเองดว้ ยความขลงั นน้ั จรงิ ๆ

อบรมพระ ณ วัดปา่ บ้านตาด จงั หวดั อุดรธานี
วันที่ ๑ สงิ หาคม พุทธศักราช ๒๕๒๙

พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบวั )

220

สมาธิ

ธรรมกรรมฐานทกุ บทเปน็ รว้ั ก้นั ความคะนองของใจ ใจที่
ไมม่ กี รรมฐานประจำ� และควบคมุ จงึ เกดิ ความคะนองไดท้ กุ วยั
ทัง้ เด็กเลก็ หนุม่ สาว เฒ่าแก่ชรา คนจน คนมี คนฉลาด
คนโง่ คนมีฐานะสงู ต�ำ่ ปานกลาง คนตาบอด หูหนวก ตาดี
หูดี ง่อยเปล้ียเสียขา พิกลพิการ และอื่นๆ ไม่มีประมาณ
ทางศาสนธรรมเรียกว่า ผู้ยังตกอยู่ในวัยความคะนองทางใจ
หมดความสง่าราศีทางใจ หาความสุขไม่ได้ อาภัพความสุข
ทางใจ ตายแลว้ ขาดทนุ ทงั้ ขนึ้ ทง้ั ลอ่ ง เชน่ เดยี วกบั ตน้ ไม้ จะมี
กง่ิ กา้ นดอกผลดกหนาหรอื ไม่ ไมเ่ ปน็ ประมาณ รากแกว้ เสยี หรอื
โคน่ ลงแลว้ ยอ่ มเสยี ความเปน็ สงา่ ราศแี ละผลประโยชนฉ์ ะนน้ั
แต่ล�ำต้นหรือก่ิงก้านของต้นไม้ ก็ยังอาจจะมาท�ำประโยชน์
อยา่ งอื่นไดบ้ ้างไมเ่ หมอื นมนุษย์ตาย

โทษแหง่ ความคะนองของใจทไ่ี มม่ ธี รรมะเปน็ เครอ่ื งรกั ษา
จะหาจุดความสุขไม่พบตลอดกาล แม้ความสุขจะเกิดเพราะ
ความคะนองของใจเป็นผู้แสวงหามาได้ ก็เป็นความสุขชนิด
เป็นบทบาทท่ีจะเพ่ิมความคะนองของใจให้มีความกล้าแข็งไป
ในทางท่ไี ม่ถกู มากกว่าจะเป็นความสุขท่ีพึงพอใจ

221

ฉะนนั้ สมาธิ คอื ความสงบหรอื ความตง้ั มนั่ ของใจ จงึ เปน็
ขา้ ศกึ ตอ่ ความคะนองของใจทไี่ มอ่ ยากรบั “ยา” คอื กรรมฐาน
ผู้ต้องการปราบปรามความคะนองของใจ ซ่ึงเคยเป็นข้าศึก
ตอ่ สตั วม์ าหลายกัปนบั ไม่ถว้ น จึงจ�ำเปน็ ตอ้ งฝนื ใจรับ “ยา”
คอื กรรมฐาน การรบั ยา หมายถงึ การอบรมใจของตนดว้ ย
ธรรมะ ไมป่ ลอ่ ยตามลำ� พงั ของใจซง่ึ ชอบความคะนองเปน็ มติ ร
ตลอดเวลา คอื นอ้ มธรรมเขา้ มากำ� กบั ใจ ธรรมกำ� กบั ใจ เรยี กวา่
กรรมฐาน มี ๔๐ หอ้ ง ตามจรติ นสิ ยั ของบรรดาสตั วไ์ มเ่ หมอื นกนั
มี กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนสุ สติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเร-
ปฏิกลู สัญญา ๑ จตุธาตวุ วัตถาน ๑ และ อรูป ๔ จะขอยก
มาพอประมาณท่ีใช้กันโดยมาก และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติเป็นที่
พงึ พอใจ คอื อาการของกาย ๓๒ มี เกสา (ผม) โลมา (ขน)
นขา (เลบ็ ) ทนตฺ า (ฟนั ) ตโจ (หนงั ) นท่ี า่ นเรยี กวา่ กรรมฐาน ๕
หรือ พุทฺโธ ธมโฺ ม สงฺโฆ ฯลฯ หรือ อานาปานสติ (ระลกึ
ลมหายใจเข้าออก) บทใดก็ได้ตามแต่จริตชอบ เพราะนิสัย
ไมเ่ หมอื นกนั จะใชก้ รรมฐานอยา่ งเดยี วกนั ยอ่ มเปน็ การขดั ตอ่
จริตไม่ได้ผลเท่าที่ควร เมื่อชอบบทใดก็ตกลงใจน�ำบทนั้นมา
บรกิ รรม เชน่ จะบรกิ รรมเกสา กน็ กึ วา่ เกสาซำ้� อยใู่ นใจ ไมอ่ อก
เสยี งเปน็ คำ� พดู ใหไ้ ดย้ นิ ออกมาภายนอก (แตล่ ำ� พงั นกึ เอาชนะ

222

ใจไมไ่ ด้ จะบรกิ รรมทำ� นองสวดมนต์ เพอ่ื ใหเ้ สยี งผกู ใจไวจ้ ะได้
สงบกไ็ ด้ ทำ� จนกวา่ ใจจะสงบไดด้ ว้ ยคำ� บรกิ รรมจงึ หยดุ ) พรอ้ ม
ทั้งใจให้ท�ำความรู้สึกไว้กับผมบนศีรษะ จะบริกรรมบทใด
ก็ให้ท�ำความรู้อยู่กับกรรมฐานบทน้ัน เช่นเดียวกับบริกรรม
บทเกสา ซงึ่ ทำ� ความรอู้ ย่ใู นผมบนศรี ษะฉะนน้ั

ส่วนการบรกิ รรมบท พุทโฺ ธ ธมฺโม สงฺโฆ บทใดๆ ใหท้ �ำ
ความรไู้ วจ้ ำ� เพาะใจ ไมเ่ หมอื นบทอน่ื ๆ คอื ใหค้ ำ� บรกิ รรมวา่ พทุ โฺ ธ
เปน็ ต้น สมั พันธก์ นั อย่กู บั ใจไปตลอดจนกว่าจะปรากฏ พทุ โฺ ธ
ในคำ� บรกิ รรมกบั ผรู้ คู้ อื ใจเปน็ อนั เดยี วกนั แมผ้ จู้ ะบรกิ รรมบท
ธมโฺ ม สงโฺ ฆ ตามจรติ กพ็ งึ บรกิ รรมใหส้ มั พนั ธก์ นั กบั ใจจนกวา่
จะปรากฏ ธมโฺ ม หรอื สงโฺ ฆ เปน็ อนั เดยี วกนั กบั ใจ ทำ� นองเดยี ว
กบั บท พุทโฺ ธ เถดิ ฯ

อานาปานสติภาวนา ถือลมหายใจเข้าหายใจออกเป็น
อารมณ์ของใจ มีความรู้และสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก
เบื้องต้นการต้งั ลม ควรต้ังท่ีปลายจมกู หรอื เพดานเพราะเป็น
ท่กี ระทบลมหายใจ พอถือเอาเป็นเครือ่ งหมายได้ เมื่อท�ำจน
ชำ� นาญและลมละเอยี ดเขา้ ไปเทา่ ไร จะคอ่ ยรหู้ รอื เขา้ ใจความ
สมั ผสั ของลมเขา้ ไปโดยลำ� ดบั จนปรากฏลมอยทู่ ที่ า่ มกลางอก

223

หรอื ลนิ้ ปี่แหง่ เดียว ทนี จ้ี งกำ� หนดลม ณ ที่นนั้ ไมต่ อ้ งกังวล
ออกมาก�ำหนดหรือตามรู้ลมทป่ี ลายจมูกหรอื เพดานอกี ตอ่ ไป

การกำ� หนดลมจะตามดว้ ย พุทฺโธ เปน็ ค�ำบรกิ รรมก�ำกับ
ลมหายใจเข้าออกด้วยก็ได้ เพ่ือเป็นการพยุงผู้รู้ให้เด่นจะได้
ปรากฏลมชัดขึ้นกับใจ เมื่อช�ำนาญในลมแล้ว ต่อไปทุกครั้ง
ที่ก�ำหนด จงก�ำหนดลงที่ลมหายใจท่ามกลางอกหรือล้ินปี่
โดยเฉพาะ ทงั้ นสี้ ำ� คญั อยทู่ ต่ี ง้ั สติ จงตง้ั สตกิ ำ� กบั ใจ ใหม้ คี วาม
รสู้ กึ ในลมทกุ ขณะทล่ี มเขา้ และลมออก สนั้ หรอื ยาว จนกวา่ จะ
รู้ชัดในลมหายใจ มีความละเอียดเข้าไปทุกที และจนปรากฏ
ความละเอยี ดของลมกบั ใจเป็นอันเดยี วกนั

ทนี ใ้ี หก้ ำ� หนดลมอยจู่ ำ� เพาะใจ ไมต่ อ้ งกงั วลในคำ� บรกิ รรม
ใดๆ ท้ังสน้ิ เพราะการกำ� หนดลมเขา้ ออกและส้นั ยาวตลอด
ค�ำบริกรรมน้ันๆ ก็เพ่ือจะให้จิตถึงความละเอียด เม่ือถึง
ลมละเอียดที่สุด จิตจะปรากฏมีความสว่างไสว เยือกเย็น
เปน็ ความสงบสขุ และรอู้ ยจู่ ำ� เพาะใจ ไมเ่ กยี่ วขอ้ งกบั อารมณใ์ ดๆ
แม้ท่ีสุดกองลมก็ลดละความเกี่ยวข้อง ในขณะน้ันไม่มีความ
กงั วล เพราะจติ วางภาระ มคี วามรอู้ ยจู่ ำ� เพาะใจดวงเดยี ว คอื
ความเป็นหน่ึง (เอกัคคตารมณ์) นี่คือผลท่ีได้รับจากการ

224

เจริญอานาปานสตกิ รรมฐาน ในกรรมฐานบทอืน่ พงึ ทราบวา่
ผภู้ าวนาจะตอ้ งได้รบั ผลเช่นเดยี วกนั กับบทน้ี

การบริกรรมภาวนา มีบทกรรมฐานนั้นๆ เป็นเคร่ือง
ก�ำกับใจด้วยสติ จะระงับความคะนองของใจได้เป็นล�ำดับ
จะปรากฏความสงบสุขข้ึนท่ีใจ มีอารมณ์อันเดียวคือรู้อยู่
จ�ำเพาะใจ ปราศจากความฟุ้งซ่านใดๆ ไม่มีส่ิงมากวนใจให้
เอนเอยี ง เปน็ ความสขุ จำ� เพาะใจ ปราศจากความเสกสรรหรอื
ปรงุ แตง่ ใดๆ ทั้งสน้ิ เพียงเทา่ นี้ผูป้ ฏิบัติจะเห็นความอศั จรรย์
ในใจทไ่ี มเ่ คยประสบมาแตก่ าลไหนๆ และเปน็ ความสขุ ทดี่ ดู ดมื่
ยิ่งกว่าความสุขอนื่ ใดทีเ่ คยผา่ นมา

อน่ึงพึงทราบ ผู้บริกรรมบทกรรมฐานน้ันๆ บางท่าน
อาจปรากฏอาการแห่งกรรมฐานที่ตนก�ำลังบริกรรมนั้นข้ึน
ท่ีใจ ในขณะท่กี ำ� ลังบรกิ รรมอยู่กไ็ ด้ เชน่ ปรากฏผม ขน เลบ็
ฟัน หนัง เนอื้ เอน็ กระดูก เป็นต้น อาการใดอาการหนงึ่
ประจักษก์ ับใจเหมอื นมองเห็นดว้ ยตาเนือ้ เมอ่ื ปรากฏอย่างน้ี
พึงก�ำหนดดูอาการที่ตนเห็นน้ันให้ชัดจนติดใจ และก�ำหนด
ให้ต้ังอยู่อย่างน้ันได้นานและติดใจเท่าไรยิ่งดี เม่ือติดใจแนบ
สนิทแล้ว จงท�ำความแยบคายในใจ ก�ำหนดส่วนท่ีเห็นนั้น

225

โดยเป็นของปฏิกูลโสโครก ท้ังอาการส่วนในและอาการส่วน
นอกของกายโดยรอบ และแยกสว่ นของกายออกเปน็ สว่ นๆ หรอื
เปน็ แผนกๆ ตามอาการนน้ั ๆ โดยเปน็ กองผม กองขน กองเนอ้ื
กองกระดูก ฯลฯ

เสร็จแล้วก�ำหนดให้เน่าเปื่อยลงบ้าง ก�ำหนดไฟเผาบ้าง
กำ� หนดให้ แรง้ กา หมา กินบา้ ง กำ� หนดใหแ้ ตกลงสู่ธาตเุ ดิม
ของเขา คือ ดิน น�้ำ ลม ไฟ บา้ งเป็นต้น การท�ำอยา่ งนี้เพื่อ
ความชำ� นาญคลอ่ งแคลว่ ของใจในการเหน็ กาย เพอื่ ความเหน็
จรงิ ในกายว่า มอี ะไรอยู่ในนั้น เพ่ือความบรรเทาและตดั ขาด
เสียได้ซึ่งความหลงกาย อันเป็นเหตุให้เกิดราคะตัณหา คือ
ความคะนองของใจ ท�ำอย่างนี้ได้ช�ำนาญเท่าไรยิ่งดี ใจจะ
สงบละเอยี ดเขา้ ทกุ ที ขอ้ สำ� คญั เมอ่ื ปรากฏอาการของกายขน้ึ
อยา่ ปลอ่ ยใหผ้ า่ นไปโดยไมส่ นใจ และอยา่ กลวั อาการของกาย
ทปี่ รากฏ จงกำ� หนดไวเ้ ฉพาะหนา้ ทนั ที กายนเ้ี มอื่ ภาวนาไดเ้ หน็
จนติดใจจริงๆ จะเกิดความเบอ่ื หนา่ ยสลดสังเวชตน จนเกดิ
ขนพองสยองเกล้า น้�ำตาไหลลงทันที อนง่ึ ผทู้ ่ีปรากฏกายข้ึน
เฉพาะหน้าในขณะภาวนา ใจจะเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็ว
และจะท�ำปัญญาให้แจ้งไปพร้อมๆ กันกับความสงบของใจที่
ภาวนาเหน็ กาย

226

ผทู้ ไ่ี มเ่ หน็ อาการของกาย จงทราบวา่ การบรกิ รรมภาวนา
ท้ังน้ีก็เป็นการภาวนาเพื่อจะยังจิตให้เข้าสู่ความสงบสุขเช่น
เดยี วกัน จงึ ไมม่ ขี ้อระแวงสงสยั ทตี่ รงไหนวา่ จติ จะไม่หย่งั ลง
สคู่ วามสงบ และเหน็ ภยั ดว้ ยปญั ญาในวาระตอ่ ไป จงทำ� ความ
มนั่ ใจในบทภาวนา และคำ� บรกิ รรมของตนอยา่ ทอ้ ถอย ผดู้ ำ� เนนิ
ไปโดยวธิ ใี ด พงึ ทราบวา่ ด�ำเนินไปสจู่ ดุ ประสงค์เชน่ เดยี วกัน
และจงทราบว่า บทธรรมท้ังหมดน้ี เปน็ บทธรรมท่ีจะนำ� ใจไป
ส่สู นั ตสิ ุข คือ พระนิพพาน อนั เป็นจุดสดุ ทา้ ยของการภาวนา
ทุกบทไป ฉะน้ัน จงท�ำตามหน้าที่แห่งบทภาวนาของตน
อย่าพะวกั พะวนในกรรมฐานบทอ่นื ๆ จะเป็นความลงั เลสงสัย
ตดั สนิ ใจลงไปสคู่ วามจรงิ ไมไ่ ด้ จะเปน็ อปุ สรรคแกค่ วามจรงิ ใจ
ตลอดกาล จงตั้งใจท�ำดว้ ยความมสี ตจิ ริงๆ และอย่าเรยี งศลี
สมาธิ ปัญญา ใหน้ อกไปจากใจ เพราะกเิ ลสคอื ราคะ โทสะ
โมหะ เปน็ ตน้ อยทู่ ใ่ี จ ใครไมไ่ ดเ้ รยี งรายเขา เมอื่ คดิ ไปทางผดิ
มันก็เกิดกิเลสข้ึนมาที่ใจดวงนั้น ไม่ได้ก�ำหนดหรือนัดกันว่า
ใครจะมากอ่ นมาหลงั มนั เปน็ กเิ ลสมาทเี ดยี ว กเิ ลสชนดิ ไหนมา
มันก็ท�ำให้เราร้อนได้เช่นเดียวกัน เรื่องของกิเลสมันจะต้อง
เป็นกิเลสเรื่อยไปอย่างน้ี กิเลสตัวไหนจะมาก่อนมาหลัง
เปน็ ไมเ่ สยี ผล ท�ำใหเ้ กิดความรอ้ นไดท้ ้ังนนั้ วิธีการแกก้ ิเลส

227

กอ็ ยา่ คอยใหศ้ ลี ไปกอ่ น สมาธมิ าทส่ี อง ปญั ญามาทส่ี าม นเ่ี รยี ก
วา่ ทำ� สมาธเิ รยี งแบบ เปน็ อดตี อนาคตเสมอไป หาความสงบสขุ
ไมไ่ ด้ตลอดกาล

จดจารกึ ปีพทุ ธศักราช ๒๕๐๑
พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล

(พระาณสมปฺ นฺโน หลวงตามหาบวั )

228

ปญั ญาอบรมสมาธิ

ความจรงิ การภาวนาเพอื่ ใหใ้ จสงบ ถา้ สงบดว้ ยวธิ ปี ลอบโยน
โดยทางบริกรรมไม่ได้ ต้องภาวนาด้วยวิธีปราบปรามขู่เข็ญ
คือค้นคิดหาเหตุผลในส่ิงท่ีจิตติดข้องด้วยปัญญา แล้วแต่
ความแยบคายของปัญญาจะหาอุบายทรมานจิตดวงพยศ
จนปรากฏใจยอมจ�ำนนตามปัญญาว่าเป็นความจริงอย่างน้ัน
แลว้ ใจจะฟงุ้ ซา่ นไปไหนไมไ่ ด้ ตอ้ งหยง่ั เขา้ สคู่ วามสงบ เชน่ เดยี ว
กับสัตว์พาหนะตัวคะนอง ต้องฝึกฝนทรมานอย่างหนักจึงจะ
ยอมจ�ำนนต่อเจา้ ของ

ฉะน้นั ในเรือ่ งนี้จะขอยกอุปมาเป็นหลักเทยี บเคยี ง เช่น
ตน้ ไมบ้ างประเภทตัง้ อย่โู ดดเด่ียวไมม่ ีสงิ่ เกยี่ วขอ้ ง ผู้ต้องการ
ไมต้ ้นนน้ั กต็ ้องตดั ด้วยมีดหรือขวาน เมอ่ื ขาดแลว้ ไม้ต้นนั้นก็
ลม้ ลงสจู่ ดุ ทห่ี มาย แลว้ นำ� ไปไดต้ ามตอ้ งการ ไมม่ คี วามยากเยน็
อะไรนกั แตไ่ มอ้ กี บางประเภทไมต่ งั้ อยโู่ ดดเดย่ี ว ยงั เกยี่ วขอ้ งอยู่
กบั กงิ่ แขนงของตน้ อน่ื ๆ อกี มาก ยากทจี่ ะตดั ใหล้ งสทู่ ห่ี มายได้
ต้องใช้ปัญญาและสายตาตรวจดูสิ่งที่เก่ียวข้องของต้นไม้
น้ันโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดต้นไม้นั้นให้ขาด พร้อมท้ังตัดสิ่ง
เกี่ยวขอ้ งจนหมดสนิ้ ไป ไม้ย่อมตกหรือลม้ ลงส่ทู ่ีหมายและนำ�
ไปได้ตามความต้องการฉันใด จรติ นสิ ัยของคนเรากฉ็ ันนน้ั

229

คนบางประเภทไม่ค่อยมีส่ิงแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วง
ใจมาก เพยี งใชค้ ำ� บรกิ รรมภาวนา พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ เปน็ ตน้
บทใดบทหนึ่งเข้าเท่านั้น ใจก็ได้รับความสงบเยือกเย็นเป็น
สมาธิลงได้ กลายเป็นต้นทุนหนุนปัญญาให้ก้าวหน้าต่อไปได้
อยา่ งสบาย ทเี่ รยี กวา่ สมาธอิ บรมปญั ญา แตค่ นบางประเภท
มีส่ิงแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก และเป็นนิสัยชอบคิด
อะไรมากอย่างนี้ จะอบรมด้วยค�ำบริกรรมอย่างท่ีกล่าวมา
แลว้ นน้ั ไมส่ ามารถทจ่ี ะยงั จติ ใหห้ ยง่ั ลงสคู่ วามสงบเปน็ สมาธไิ ด้
ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองเหตุผล ตัดต้นเหตุของความฟุ้งซ่าน
ด้วยปัญญา เม่ือปัญญาได้หว่านล้อมในส่ิงที่จิตติดข้องนั้นไว้
อย่างหนาแนน่ แล้ว จิตจะมีความรู้เหนือปญั ญาไปไมไ่ ด้ และ
จะหยง่ั ลงสคู่ วามสงบเปน็ สมาธไิ ด้ ฉะนน้ั คนประเภทนจ้ี ะตอ้ ง
ฝึกฝนจิตใหเ้ ปน็ สมาธไิ ดด้ ว้ ยปัญญา ท่ีเรียกว่า ปัญญาอบรม
สมาธิ ตามชอ่ื หวั เรอ่ื งทใ่ี หไ้ วแ้ ลว้ ในเบอื้ งตน้ นนั้ เมอ่ื สมาธเิ กดิ
มีขึ้นด้วยอ�ำนาจปัญญา อันดับต่อไปสมาธิก็กลายเป็นต้นทุน
หนุนปัญญาให้มีก�ำลังก้าวหน้า สุดท้ายก็ลงรอยเดียวกันกับ
หลักเดมิ ทว่ี า่ สมาธิอบรมปัญญา

ผู้ต้องการอบรมใจให้เป็นไปเพ่ือความฉลาด รู้เท่าทันกล
มายาของกเิ ลส อยา่ ยดึ ปรยิ ตั จิ นเกดิ กเิ ลส แตก่ อ็ ยา่ ปลอ่ ยวาง

230

ปริยัติจนเลยศาสดา ผิดพระประสงค์ของพระพุทธเจ้า
ทง้ั สองนยั คอื ในขณะทที่ ำ� สมาธภิ าวนา อยา่ สง่ ใจไปยดึ ปรยิ ตั ิ
จนกลายเปน็ อดตี อนาคตไป ใหต้ ง้ั จติ ลงสปู่ จั จบุ นั คอื เฉพาะหนา้
มีธรรมท่ีตนเก่ียวข้องเป็นอารมณ์เท่านั้น เมื่อมีข้อข้องใจ
ตัดสินใจลงไม่ได้ว่าถูกหรือผิด เวลาออกจากที่ภาวนาแล้ว
จงึ ตรวจสอบกบั ปรยิ ตั ิ แตจ่ ะตรวจสอบทกุ ขณะไปกผ็ ดิ เพราะ
จะกลายเปน็ ความรใู้ นแบบ ไมใ่ ชค่ วามรเู้ กดิ จากภาวนา ใชไ้ มไ่ ด้

สรปุ ความ ถา้ จติ สงบไดด้ ว้ ยอารมณส์ มถะ คอื คำ� บรกิ รรม
ดว้ ยธรรมบทใด กบ็ รกิ รรมบทนน้ั ถา้ จะสงบไดด้ ว้ ยปญั ญาสกดั กน้ั
โดยอบุ ายตา่ งๆ กต็ อ้ งใชป้ ญั ญาเปน็ พเ่ี ลยี้ งเพอ่ื ความสงบเสมอไป
ผลรายไดจ้ ากการอบรมทง้ั สองวธิ นี ้ี คอื ความสงบและปญั ญา
อันจะมีรศั มแี ฝงข้ึนจากความสงบน้นั ๆ

231

สมาธิ

สมาธิ วา่ โดยช่ือและอาการแหง่ ความสงบ มี ๓ คือ

ขณิกสมาธิ ต้ังมน่ั หรอื สงบชัว่ คราวแลว้ ถอนข้ึนมา

อุปจารสมาธิ ทา่ นวา่ รวมเฉียดๆ นานกวา่ ขณิกสมาธิ
แลว้ ถอนขนึ้ มา จากนขี้ อแทรกทศั นะของ “ธรรมปา่ ” เขา้ บา้ ง
เล็กน้อย อุปจารสมาธิ เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ไม่อยู่กับที่
ถอยออกมาเลก็ นอ้ ย แลว้ ตามรเู้ รอ่ื งตา่ งๆ ตามแตจ่ ะมาสมั ผสั ใจ
บางครงั้ กเ็ ปน็ เรอื่ งเกดิ จากตนเองปรากฏเปน็ นมิ ติ ขนึ้ มา ดบี า้ ง
ชวั่ บา้ ง แตเ่ บอ้ื งตน้ เปน็ นมิ ติ เกดิ กบั ตนมากกวา่ ถา้ ไมร่ อบคอบ
กท็ ำ� ใหเ้ สยี ได้ เพราะนมิ ติ ทจี่ ะเกดิ ขนึ้ จากสมาธปิ ระเภทน้ี มมี าก
เอาประมาณไม่ได้ บางครั้งก็ปรากฏเป็นรูปร่างของตัวเอง
นอนตายและเน่าพองอยู่ต่อหน้า เป็นผีตายและเน่าพองอยู่
ต่อหนา้ บ้าง มีแตโ่ ครงกระดกู บ้าง เป็นซากศพเขาก�ำลังหาม
ผา่ นมาตอ่ หนา้ บา้ ง เปน็ ตน้ ทปี่ รากฏลกั ษณะนี้ ผฉู้ ลาดกถ็ อื เอา
เป็นอุคคหนิมิตเพ่ือเป็นปฏิภาคนิมิตได้ เพราะจะยังสมาธิให้
แนน่ หนา และจะยงั ปญั ญาใหค้ มกลา้ ไดเ้ ปน็ ลำ� ดบั สำ� หรบั ผกู้ ลา้
ต่อเหตุผลเพื่อจะยังประโยชน์ตนให้สำ� เร็จ ย่อมได้สติปัญญา
จากนมิ ติ น้ันๆ เสมอไป

232

แต่ผู้ขี้ขลาดหวาดกลัวอาจจะท�ำใจให้เสีย เพราะสมาธิ
ประเภทนมี้ จี ำ� นวนมาก เพราะเรอ่ื งทน่ี า่ กลวั มมี าก เชน่ ปรากฏ
มคี น รปู รา่ ง สสี นั วรรณะ นา่ กลวั ทำ� ทา่ จะฆา่ ฟนั หรอื จะกนิ เปน็
อาหาร อยา่ งนเ้ี ปน็ ตน้ แตถ่ า้ เปน็ ผกู้ ลา้ หาญตอ่ เหตกุ ารณแ์ ลว้
กไ็ มม่ คี วามเสยี หายอะไรเกดิ ขนึ้ ยงิ่ จะไดอ้ บุ ายเพม่ิ ขนึ้ จากนมิ ติ
หรอื สมาธปิ ระเภทนเ้ี สยี อกี สำ� หรบั ผมู้ กั กลวั ปกตกิ แ็ สห่ าเรอ่ื ง
กลวั อยแู่ ลว้ ยงิ่ ปรากฏนมิ ติ ทนี่ า่ กลวั กย็ ง่ิ ไปใหญ่ ดไี มด่ อี าจจะ
เป็นบา้ ขึน้ ในขณะนนั้ กไ็ ด้

ส่วนนิมิตนอกที่ผ่านมา จะรู้หรือไม่ว่าเป็นนิมิตนอกหรือ
นมิ ติ เกดิ กบั ตวั นน้ั ตอ้ งผา่ นนมิ ติ ใน ซงึ่ เกดิ กบั ตวั ไปจนชำ� นาญ
แลว้ จงึ สามารถรไู้ ด้ นมิ ติ นอกนนั้ เปน็ เรอ่ื งทเี่ กย่ี วกบั เหตกุ ารณ์
ตา่ งๆ ของคนหรอื สัตว์ เปรต ภูตผี เทวบตุ ร เทวดา อนิ ทร์
พรหม ท่ีมาเก่ียวข้องกับสมาธิในเวลานั้น เช่นเดียวกับเรา
สนทนากนั กบั แขกทมี่ าเยย่ี ม เรอื่ งปรากฏขนึ้ จะนานหรอื ไมน่ นั้
แล้วแต่เหตุการณ์จะยุติลงเมื่อใด บางคร้ังเร่ืองหนึ่งจบลง
เรื่องอ่ืนแฝงเข้ามาต่อกันไปอีกไม่จบสิ้นลงได้ง่ายๆ เรียกว่า
สนั้ บ้างยาวบา้ ง เมอื่ จบลงแลว้ จิตก็ถอนขน้ึ มา บางครัง้ ก็กิน
เวลาหลายช่ัวโมง

233

สมาธปิ ระเภทนแ้ี มร้ วมนานเทา่ ใดกต็ าม เมอื่ ถอนขน้ึ มาแลว้
ก็ไม่มีก�ำลังเพิ่มสมาธิให้แน่นหนา และไม่มีก�ำลังหนุนปัญญา
ไดด้ ว้ ย เหมอื นคนนอนหลบั แลว้ ฝนั ไป ธาตขุ นั ธย์ อ่ มไมม่ กี ำ� ลงั
เตม็ ที่ สว่ นสมาธทิ รี่ วมลงแลว้ อยกู่ บั ที่ พอถอนขนึ้ มาปรากฏเปน็
กำ� ลงั หนนุ สมาธใิ ห้แน่นหนา เช่นเดียวกับคนนอนหลับสนิทดี
ไมฝ่ นั พอตนื่ ขนึ้ ธาตขุ นั ธร์ สู้ กึ มกี ำ� ลงั ดี ฉะนนั้ สมาธปิ ระเภทน้ี
ถา้ ยงั ไมช่ ำ� นาญและรอบคอบดว้ ยปญั ญา กท็ ำ� ใหเ้ สยี คน เชน่ เปน็
บา้ ไปได้ โดยมากนกั ภาวนาทเี่ ขาเลา่ ลอื กนั วา่ “ธรรมแตก” นน้ั
เป็นเพราะสมาธิประเภทน้ี แต่เม่ือรอบคอบดีแล้วก็เป็น
ประโยชนเ์ ก่ียวกบั เหตกุ ารณไ์ ด้ดี

ส่วนอุคคหนิมิตที่ปรากฏข้ึนจากจิต ตามท่ีได้อธิบายไว้
ข้างต้นนั้น เป็นนิมิตท่ีควรแก่การปฏิภาคในหลักภาวนาของ
ผตู้ อ้ งการอบุ ายแยบคายดว้ ยปญั ญาโดยแท้ เพราะเปน็ นมิ ติ ที่
เกย่ี วกบั อรยิ สจั นมิ ติ อนั หลงั ตอ้ งนอ้ มเขา้ หาจงึ จะเปน็ อรยิ สจั
ได้บ้าง แต่ทั้งนิมิตเกิดกับตนและนิมิตผ่านมาจากภายนอก
ถา้ เปน็ คนขลาดกอ็ าจเสยี ไดเ้ หมอื นกนั สำ� คญั อยทู่ ปี่ ญั ญาและ
ความกล้าหาญต่อเหตุการณ์ ผู้มีปัญญาจึงไม่ประมาทสมาธิ
ประเภทนโี้ ดยถา่ ยเดยี ว เชน่ งเู ปน็ ตวั อสรพษิ เขานำ� มาเลย้ี งไว้

234

เพ่ือถือเอาประโยชน์จากงูก็ยังได้ วิธีปฏิบัติในนิมิตท้ังสอง
ซึ่งเกิดจากสมาธิประเภทน้ี นิมิตที่เกิดจากจิตที่เรียกว่า
“นมิ ติ ใน” จงทำ� ปฏภิ าค มแี บง่ แยก เปน็ ตน้ ตามทไี่ ดอ้ ธบิ ายไว้
ข้างต้นแล้ว นิมิตที่ผ่านมาอันเกี่ยวแก่คนหรือสัตว์ เป็นต้น
ถ้าสมาธิยังไมช่ ำ� นาญ จงงดไวก้ อ่ นอย่าดว่ นสนใจ เมื่อสมาธิ
ชำ� นาญแลว้ จงึ ปลอ่ ยจติ ออกรตู้ ามเหตกุ ารณท์ ป่ี รากฏ จะเปน็
ประโยชนท์ เี่ กยี่ วกบั เรอ่ื งราวในอดตี อนาคตไมน่ อ้ ยเลย สมาธิ
ประเภทน้ีเป็นสมาธิท่ีแปลกมาก อย่าด่วนเพลิดเพลินและ
เสียใจในสมาธิประเภทนี้โดยถ่ายเดียว จงท�ำใจให้กล้าหาญ
ขณะทน่ี มิ ติ นานาประการเกดิ ขนึ้ จากสมาธปิ ระเภทน้ี เบอื้ งตน้
ให้นอ้ มลงส่ไู ตรลักษณ์ ขณะนมิ ติ ปรากฏขึ้นจะไม่ทำ� ให้เสีย

แตพ่ งึ ทราบวา่ สมาธปิ ระเภทมนี มิ ติ นไี้ มม่ ที กุ รายไป รายที่
ไมม่ กี ค็ อื เมอื่ จติ สงบแลว้ รวมอยกู่ บั ที่ จะรวมนานเทา่ ไร กไ็ มค่ อ่ ย
มีนิมติ มาปรากฏ หรอื จะเรียกงา่ ยๆ ก็คือ รายท่ปี ญั ญาอบรม
สมาธิ แมส้ งบรวมลงแลว้ จะอยนู่ านหรอื ไมน่ านกต็ ามกไ็ มม่ นี มิ ติ
เพราะเกยี่ วกบั ปญั ญาแฝงอยใู่ นองคส์ มาธนิ น้ั สว่ นรายทสี่ มาธิ
อบรมปัญญา มักจะปรากฏนิมิตแทบทุกรายไป เพราะจิต
ประเภทนรี้ วมลงอยา่ งเรว็ ทสี่ ดุ เหมอื นคนตกบอ่ ตกเหวไมค่ อ่ ย

235

ระวังตัว ลงรวดเดียวก็ถึงท่ีพักของจิต แล้วก็ถอนออกมารู้
เหตกุ ารณต์ า่ งๆ จงึ ปรากฏเปน็ นมิ ติ ขนึ้ มาในขณะนนั้ และกเ็ ปน็
นสิ ยั ของจติ ประเภทนแี้ ทบทกุ รายไป แตจ่ ะเปน็ สมาธปิ ระเภทใด
กต็ าม ปญั ญาเปน็ สงิ่ สำ� คญั ประจำ� สมาธปิ ระเภทนนั้ ๆ เมอ่ื ถอน
ออกมาแลว้ จงไตร่ตรองธาตขุ ันธด์ ้วยปัญญา เพราะปัญญา
กับสมาธิเป็นธรรมคู่เคียงกัน จะแยกจากกันไม่ได้ ถ้าสมาธิ
ไมก่ ้าวหน้า ต้องใช้ปญั ญาหนนุ หลงั ขอยตุ เิ รอ่ื งอุปจารสมาธิ
แต่เพียงเทา่ น้ี

อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิที่ละเอียดและแน่นหนาม่ันคง
ทงั้ รวมอยไู่ ดน้ าน จะใหร้ วมอยหู่ รอื ถอนขึ้นมาไดต้ ามตอ้ งการ
สมาธิทุกประเภทพึงทราบว่า เป็นเครื่องหนุนปัญญาได้ตาม
กำ� ลงั ของตน คอื สมาธอิ ยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง และอยา่ งละเอยี ด
กห็ นุนปญั ญาอยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง และอย่างละเอียดเป็น
ชนั้ ๆ ไป แลว้ แตผ่ มู้ ปี ญั ญาจะนำ� ออกใช้ แตโ่ ดยมากจะเปน็ สมาธิ
ประเภทใดก็ตามปรากฏขึ้น ผู้ภาวนามักจะติด เพราะเป็น
ความสงบสขุ ในขณะทีจ่ ติ รวมลงและพักอยู่ การทจี่ ะเรยี กว่า
จติ ตดิ สมาธหิ รอื ตดิ ความสงบไดน้ น้ั ไมเ่ ปน็ ปญั หา ในขณะทจี่ ติ
พกั รวมอยู่ จะพกั อยนู่ านเทา่ ไรกไ็ ดต้ ามขน้ั ของสมาธิ ทสี่ ำ� คญั

236

กค็ อื เมอ่ื จติ ถอนขนึ้ มาแลว้ ยงั อาลยั ในความพกั ของจติ ทง้ั ๆ ที่
ตนมคี วามสงบพอทจี่ ะใชป้ ญั ญาไตรต่ รอง และมคี วามสงบจน
พอตวั ซงึ่ ควรจะใช้ปญั ญาได้อยา่ งเตม็ ทแี่ ล้ว แต่ยงั พยายาม
ที่จะอยู่ในความสงบ ไม่สนใจในปัญญาเลย อย่างน้ีเรียกว่า
ตดิ สมาธิถอนตัวไม่ขึ้น

จดจารกึ ปพี ุทธศักราช ๒๕๐๑
พระธรรมวิสุทธมิ งคล

(พระาณสมปฺ นฺโน หลวงตามหาบวั )

237

ปัญญา

ทางท่ถี กู และราบรืน่ ของผปู้ ฏิบัตกิ ค็ ือ เมอ่ื จิตได้รบั ความ
สงบพอเหน็ ทางแลว้ ตอ้ งฝกึ หดั จติ ใหค้ ดิ คน้ ในอาการของกาย
จะเปน็ อาการเดยี วหรอื มากอาการกต็ าม ดว้ ยปญั ญาคลค่ี ลาย
ดูกายของตน เร่มิ ตงั้ แต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เน้ือ เอ็น
กระดกู เยอื่ ในกระดกู มา้ ม หวั ใจ ตบั พงั ผดื ไต ปอด ไสน้ อ้ ย
ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเกา่ ๆ ฯลฯ ที่เรยี กว่า อาการ ๓๒
ของกาย ส่ิงเหล่านต้ี ามปกติเตม็ ไปด้วยของปฏกิ ลู น่าเกลียด
ตลอดเวลา ไมม่ อี วยั วะสว่ นใดจะสวยงามตามโมหนยิ ม ยงั เปน็
อยกู่ ป็ ฏกิ ลู ตายแลว้ ยง่ิ เปน็ มากขน้ึ ไมว่ า่ สตั ว์ บคุ คลหญงิ ชาย
มคี วามเปน็ อยา่ งนท้ี ง้ั นน้ั ในโลกนเ้ี ตม็ ไปดว้ ยของอยา่ งนี้ หาสงิ่
ทแี่ ปลกกวา่ นไี้ มม่ ี ใครอยใู่ นโลกนต้ี อ้ งมอี ยา่ งน้ี ตอ้ งเปน็ อยา่ งนี้
ตอ้ งเห็นอยา่ งน้ี

ความเป็น อนจิ จฺ ํ ไม่เทย่ี งกก็ ายอันน้ี ทุกฺขํ ความลำ� บาก
ก็กายอันน้ี อนตฺตา ปฏเิ สธความประสงค์ของสัตวท์ ้ังหลายก็
กายอนั นี้ สงิ่ ทไ่ี มส่ มหวงั ทง้ั หมดกอ็ ยทู่ ก่ี ายอนั น้ี ความหลงสตั ว์
หลงสังขารก็หลงกายอันนี้ ความถือสัตว์ถือสังขารก็ถือกาย
อนั น้ี ความพลดั พรากจากสตั วแ์ ละสงั ขารกพ็ ลดั พรากจากกาย

238

อนั น้ี ความหลงรกั หลงชงั ก็หลงกายอันน้ี ความไม่อยากตาย
ก็ห่วงกายอันน้ี ตายแล้วร้องไห้หากันก็เพราะกายอันนี้
ความทุกข์ทรมานแต่วันเกิดจนถึงวันตายก็เพราะกายอันนี้
ทั้งสัตว์และบุคคลวิ่งว่อนไปมาหาอยู่หากิน ไม่มีวันไม่มีคืน
กเ็ พราะเรื่องของกายอนั เดยี วนี้ มหาเหตุมหาเรื่องอนั ใหญโ่ ต
ในโลกท่ีเป็นกงจักรผันมนุษย์และสัตว์ไม่มีวันลืมตาเต็มดวง
ประหนง่ึ ไฟเผาอยตู่ ลอดเวลา กค็ อื เรอ่ื งของกายเปน็ เหตุ กเิ ลส
ทว่ มหวั จนเอาตวั ไมร่ อดกเ็ พราะกายอนั น้ี สรปุ ความเรอ่ื งในโลก
คอื เรอ่ื งเพื่อกายอนั เดยี วนี้ทงั้ นัน้

เม่ือพิจารณากายพร้อมทั้งเรื่องของกายให้แจ้งประจักษ์
กบั ใจดว้ ยปญั ญาอยอู่ ยา่ งนไ้ี มม่ เี วลาหยดุ ยง้ั กเิ ลสจะยกกองพล
มาจากไหน ใจจงึ จะสงบลงไมไ่ ด้ ปญั ญาอา่ นประกาศความจรงิ
ให้ใจฟังอยู่อย่างน้ีตลอดเวลา ใจจะฝืนความจริงจากปัญญา
ไปไหน เพราะกเิ ลสกเ็ กดิ จากใจ ปญั ญากเ็ กดิ จากใจ เรากค็ อื ใจ
จะแก้กิเลสด้วยปัญญาของเราจะไม่ได้อย่างไร เมื่อปัญญา
เป็นไปในกายอยู่อย่างนี้ จะไม่เห็นแจ้งในกายอย่างไรเล่า?
เม่ือเห็นกายแจ้งประจักษ์ใจด้วยปัญญาอย่างน้ี ใจต้อง
เบอื่ หนา่ ยในกายตน และกายคนอนื่ สตั วอ์ น่ื ตอ้ งคลายความ
ก�ำหนัดยินดีในกาย แล้วก็ถอนอุปาทานความถือม่ันในกาย

239

โดย สมุจเฉทปหาน พรอ้ มทงั้ ความรู้เท่ากายทกุ ส่วน ไมห่ ลง
รกั หลงชังในกายใดๆ อีกตอ่ ไป

การทจี่ ติ ใชก้ ลอ้ ง คอื ปญั ญา ทอ่ งเทย่ี วในเมอื ง “กายนคร”
ย่อมเห็น “กายนคร” ของตน และ “กายนคร” ของคน
และสัตว์ทว่ั ไปได้ชัด ตลอดจนทางสามแพรง่ คอื ไตรลักษณ์
อนจิ ฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า และทางส่แี พร่ง คือ ธาตุสี่ ดนิ น้ำ�
ลม ไฟ ทัว่ ทัง้ ตรอกของทางสายต่างๆ คือ อาการของกาย
ทุกส่วน พรอ้ มท้ังหอ้ งนำ�้ ครวั ไฟ (ส่วนข้างในของรา่ งกาย)
แหง่ เมืองกายนคร จดั เป็น โลกวทิ ู ความเหน็ แจง้ ในกายนคร
ท่ัวท้ังไตรโลกธาตกุ ็ได้ด้วย ยถาภตู ญาณทัสสนะ ความเหน็
ตามเป็นจรงิ ในกายทุกสว่ น หมดความสงสยั ในเร่ืองของกาย
ที่เรยี กว่า รูปธรรม

ตอ่ ไปนจี้ ะอธบิ ายวปิ สั สนาเกยี่ วกบั นามธรรม คอื เวทนา
สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณ นามธรรมท้งั สน่ี เ้ี ป็นส่วนหนงึ่
ของขันธห์ ้า แตล่ ะเอียดไปกวา่ รูปขนั ธ์ คอื กาย ไม่สามารถ
มองเห็นดว้ ยตา แต่รู้ได้ทางใจ เวทนา คือ สง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งเสวย
ทางใจ สุขบ้าง ทุกขบ์ ้าง เฉยๆ บา้ ง สญั ญา คือ ความจ�ำ
เช่น จำ� ช่ือ จำ� เสียง จ�ำวตั ถสุ ่งิ ของ จำ� บาลคี าถา เป็นต้น
สงั ขาร คอื ความคิด ความปรุง เช่น คดิ ดี คดิ ชวั่ คิดกลางๆ

240

ไมด่ ี ไม่ชัว่ หรอื ปรุงอดีตอนาคต เป็นตน้ และ วญิ ญาณ
ความรบั รู้ คือ รับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส และ
ธรรมารมณ์ ในขณะทสี่ ่ิงเหลา่ น้มี ากระทบ ตา หู จมูก ลิน้
กาย และใจ นามธรรมทง้ั สน่ี เี้ ปน็ อาการของใจ ออกมาจากใจ
รู้ได้ที่ใจ และเป็นมายาของใจด้วย ถ้าใจยังไม่รอบคอบ
จงึ จดั วา่ เป็นเครอ่ื งปกปิดก�ำบังความจรงิ ได้ด้วย

การพิจารณานามธรรมทั้งสี่ ต้องพิจารณาด้วยปัญญา
โดยทาง ไตรลักษณ์ ลว้ นๆ เพราะขนั ธเ์ หลา่ น้มี ีไตรลกั ษณ์
ประจำ� ตนทกุ อาการทเี่ คลอื่ นไหว แตว่ ธิ พี จิ ารณาในขนั ธท์ ง้ั สนี่ ้ี
ตามแต่จริตจะชอบในขันธ์ใด ไตรลักษณ์ใด หรอื ทัว่ ไปในขนั ธ์
และไตรลักษณ์น้ันๆ จงพิจารณาตามจริตชอบในขันธ์และ
ไตรลักษณ์นั้นๆ เพราะขันธ์และไตรลักษณ์หนึ่งๆ เป็นธรรม
เกยี่ วโยงถงึ กนั จะพจิ ารณาเพยี งขนั ธห์ รอื ไตรลกั ษณเ์ ดยี ว กเ็ ปน็
เหตใุ หค้ วามเขา้ ใจหยง่ั ทราบไปในขันธ์และไตรลักษณอ์ ่ืนๆ ได้
โดยสมบรู ณ์ เชน่ เดยี วกบั พจิ ารณาไปพรอ้ มๆ กนั เพราะขนั ธแ์ ละ
ไตรลักษณ์เหล่าน้ีมีอริยสัจเป็นรั้วก้ันเขตแดนรับรองไว้แล้ว
เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารลงในท่ีแห่งเดียว
ย่อมซึมซาบไปทั่วอวัยวะน้อยใหญ่ของร่างกาย ซึ่งเป็น
ส่วนใหญร่ บั รองไวแ้ ลว้ ฉะนั้น

241

เพราะฉะนนั้ ผ้ปู ฏบิ ัตจิ งตงั้ สตแิ ละปญั ญาให้เขา้ ใกลช้ ิดตอ่
นามธรรม คือ ขนั ธ์สี่นี้ ทุกขณะท่ีขันธน์ ัน้ ๆ เคลอื่ นไหว คอื
ปรากฏขนึ้ ตงั้ อยู่ และดบั ไป และไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา
ประจ�ำตน ไมม่ ีเวลาหยุดยงั้ ตามความจริงของเขา ซึ่งแสดง
หรือประกาศตนอยู่อย่างน้ี ไม่มีเวลาสงบแม้แต่ขณะเดียว
ทง้ั ภายใน ทงั้ ภายนอก ทว่ั ทง้ั โลกธาตุ ประกาศเปน็ เสยี งเดยี วกนั
คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา ปฏิเสธความหวงั ของสัตว์
พดู งา่ ยๆ กค็ ือ ธรรมทั้งนไ้ี มม่ ีเจา้ ของ ประกาศตนอยู่อย่าง
อิสรเสรีตลอดกาล ใครหลงไปยึดเข้าก็พบแต่ความทุกข์ด้วย
ความเหี่ยวแห้งใจ ตรอมใจ หนักเข้ากินอยู่หลับนอนไม่ได้
น�ำ้ ตาไหลจนจะกลายเปน็ แมน่ ำ้� ล�ำคลอง ไหลนองตลอดเวลา
และตลอดอนันตกาลที่สัตว์ยังหลงข้องอยู่ ช้ีให้เห็นง่ายๆ
ขันธ์ทั้งห้าเป็นบ่อหลั่งน�้ำตาของสัตว์ผู้ลุ่มหลงนั่นเอง
การพิจารณาให้รู้ด้วยปัญญาชอบในขันธ์และสภาวธรรม
ท้ังหลาย ก็เพ่ือจะประหยัดน้�ำตาและตัดภพชาติให้น้อยลง
หรอื ใหข้ าดกระเดน็ ออกจากใจผเู้ ปน็ เจา้ ทกุ ข์ ใหไ้ ดร้ บั ความสขุ
อย่างสมบรู ณ์นน่ั เอง

สภาวธรรมมขี นั ธ์เป็นตน้ น้ี จะเป็นพษิ ส�ำหรบั ผยู้ ังล่มุ หลง
ส่วนผู้รู้เท่าทันขันธ์และสภาวธรรมท้ังปวงแล้ว สิ่งท้ังนี้จะ

242

สามารถท�ำพิษอะไรได้ และท่านยังถือเอาประโยชน์จากสิ่ง
เหล่านี้ได้เท่าที่ควร เช่นเดียวกับขวากหนามที่มีอยู่ทั่วไป
ใครไม่ร้ไู ปโดนเข้าก็เปน็ อนั ตราย แตถ่ า้ ร้วู า่ เปน็ หนามแล้วน�ำ
ไปทำ� รวั้ บ้านหรือก้ันสิ่งปลูกสรา้ ง ก็ได้รบั ประโยชนเ์ ทา่ ที่ควร
ฉะน้ัน เพราะฉะน้ันผู้ปฏิบัติจงท�ำความแยบคายในขันธ์และ
สภาวธรรมดว้ ยดี สงิ่ ทงั้ น้เี กิดดบั อยกู่ ับจิตทกุ ขณะ จงตามรู้
ความเป็นไปของเขาด้วยปัญญาว่าอย่างไรจะรอบคอบและรู้
เทา่ ทนั จงถอื เปน็ ภาระสำ� คญั ประจำ� อริ ยิ าบถ อยา่ ไดป้ ระมาท
นอนใจ

ธรรมเทศนาที่แสดงข้ึนจากขันธ์และสภาวธรรมทั่วไปใน
ระยะนี้ จะปรากฏทางสตปิ ญั ญาไมม่ เี วลาจบสนิ้ และเทศนไ์ มม่ ี
จ�ำนนทางส�ำนวนโวหาร ประกาศเร่ืองไตรลักษณ์ประจ�ำตัว
ตลอดเวลา ทง้ั กลางวนั กลางคนื ยืน เดิน น่งั นอน ท้งั เปน็
ระยะทปี่ ญั ญาของเราควรแกก่ ารฟงั แลว้ เหมอื นเราไดไ้ ตรต่ รอง
ตามธรรมเทศนาของพระธรรมกถึกอย่างสุดซึ้งน่ันเอง ขั้นนี้
นักปฏิบัติจะรู้สึกว่าเพลิดเพลินเต็มท่ีในการค้นคิดตาม
ความจรงิ ของขนั ธ์ และสภาวธรรมทปี่ ระกาศความจรงิ ประจำ� ตน
แทบจะไม่มีเวลาหลับนอน เพราะอ�ำนาจความเพียรในหลัก
ธรรมชาติ ไมข่ าดวรรคขาดตอนโดยทางปญั ญา สบื ตอ่ ในขนั ธ์

243

และสภาวธรรม ซงึ่ เปน็ หลกั ธรรมชาติเช่นเดยี วกัน กจ็ ะพบ
ความจรงิ จากขนั ธแ์ ละสภาวธรรมประจกั ษใ์ จขนึ้ มาดว้ ยปญั ญา
ว่า แม้ขันธ์ทั้งมวลและสภาวธรรมทั่วไปตลอดไตรโลกธาตุ
ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของเขาอย่างนั้น ไม่ปรากฏว่า
ส่ิงเหล่านีเ้ ปน็ กเิ ลสตณั หาตามโมหนิยมแต่อยา่ งใด

อุปมาเป็นหลักเทียบเคยี ง เชน่ ของกลางทถ่ี ูกโจรลกั ไป
ก็พลอยเป็นเร่ืองราวไปตามโจร แต่เม่ือเจ้าหน้าที่ได้สืบสวน
สอบสวนดถู ว้ นถ่ี จนไดพ้ ยานหลกั ฐานเปน็ ทพี่ อใจแลว้ ของกลาง
จับได้ก็ส่งคืนเจ้าของเดิม หรือเก็บไว้ในสถานท่ีควรไม่มีโทษ
แตอ่ ยา่ งใด เจา้ หนา้ ทกี่ ม็ ไิ ดต้ ดิ ใจในของกลาง ปญั หาเรอ่ื งโทษ
ก็ขึ้นอยู่กับโจร เจ้าหน้าที่จะต้องเกี่ยวข้องกับโจรและจับตัว
ไปสอบสวนตามกฎหมาย เม่ือได้ความตามพยานหลักฐาน
ถกู ตอ้ งตามกฎหมายวา่ เปน็ ความจรงิ แลว้ กล็ งโทษผตู้ อ้ งหาตาม
กฎหมาย และปล่อยตัวผู้ไม่มีความผิดและไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ออกไปเปน็ อสิ รเสรตี ามเดมิ ฉนั ใด เรอ่ื งอวชิ ชา จติ กบั สภาวธรรม
ท้ังหลายกฉ็ ันนัน้

ขันธแ์ ละสภาวธรรมท่วั ทงั้ ไตรโลกธาตไุ มม่ ีความผิด และ
เป็นกิเลสบาปธรรมแต่อย่างใด แต่พลอยเป็นเรื่องไปด้วย
เพราะจติ ผฝู้ งั อยใู่ ตอ้ ำ� นาจของอวชิ ชา ไมร่ ตู้ วั วา่ อวชิ ชาคอื ใคร

244

อวชิ ชากบั จติ จงึ กลมกลนื เปน็ อนั เดยี วกนั เปน็ จติ หลงไปทง้ั ดวง
เทย่ี วกอ่ เรอื่ งรกั เรอ่ื งชงั ฝงั ไวต้ ามธาตขุ นั ธ์ คอื ตามรปู เสยี ง
กลน่ิ รส เครื่องสัมผัส ตามตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ
และฝงั รกั ฝังชังไว้ตามรปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ
ตลอดไตรโลกธาตุ เปน็ สภาวะทถ่ี กู จบั จองและรกั ชงั ยดึ ถอื จาก
ใจดวงลมุ่ หลงนที้ งั้ สนิ้ เพราะอำ� นาจความจบั จองยดึ ถอื เปน็ เหตุ
ใจอวิชชาดวงนจ้ี ึงเท่ยี วเกิด แก่ เจ็บ ตาย หมนุ เวียนไปได้
ทกุ กำ� เนดิ ไม่วา่ สงู ต่�ำ ดี ชัว่ ในภพทั้งสามน้ี

แมจ้ ะแยกกำ� เนดิ ของสตั วท์ ต่ี า่ งกนั ในภพนนั้ ๆ ไวม้ ากเทา่ ไร
ใจดวงอวิชชานสี้ ามารถจะไปถอื เอากำ� เนิดในภพนั้นๆ ได้ตาม
แต่ปัจจัยเคร่ืองหนุนของจิตดวงนี้ มีก�ำลังมากน้อยและดีชั่ว
เทา่ ไร ใจดวงนต้ี อ้ งไปเกดิ ไดต้ ามโอกาสทจ่ี ะอำ� นวย ตามสภาวะ
ท้ังหลายที่ใจดวงนี้มีความเกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นเร่ืองผิด
จากความจริงของตนไปโดยล�ำดับ เพราะอ�ำนาจอวิชชา
อันเดียวเท่าน้ี จึงก่อเหตุร้ายป้ายสีไปท่ัวไตรโลกธาตุ
ใหแ้ ปรสภาพ คอื ธาตลุ ้วนๆ ของเดิมไป เป็นสตั ว์ เปน็ บคุ คล
และเปน็ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามโมหะ (อวชิ ชา) นิยม
เม่อื ทราบชดั ดว้ ยปญั ญาว่า ขันธห์ า้ และสภาวธรรมทงั้ หลาย
ไมใ่ ชต่ วั เรอ่ื งและตวั กอ่ เรอื่ ง เปน็ แตพ่ ลอยมเี รอื่ ง เพราะอวชิ ชา

245

เป็นผู้เรืองอ�ำนาจ บันดาลให้สภาวะทั้งหลายเป็นไปได้ตาม
อยา่ งนแี้ ลว้ ปญั ญาจงึ ตามคน้ ลงทตี่ น้ ตอ คอื จติ ดวงรู้ อนั เปน็
บ่อเกิดของเร่ืองทั้งหลายอย่างไม่หยุดย้ังตลอดอิริยาบถ คือ
ยนื เดิน นัง่ นอน โดยความไม่วางใจในความรอู้ นั นี้

เมอ่ื สตปิ ญั ญาทไี่ ดฝ้ กึ ซอ้ มเปน็ เวลานานจนมคี วามสามารถ
เตม็ ทไ่ี ดแ้ ผว่ งลอ้ มและฟาดฟนั เขา้ ไปตรงจดุ ใหญ่ คอื ผรู้ ทู้ เ่ี ตม็ ไป
ดว้ ยอวชิ ชาอย่างไมร่ รี อ ต่อยุทธก์ ันทางปญั ญา เมอ่ื อวิชชาทน
ตอ่ ดาบเพชรคอื สตปิ ญั ญาไมไ่ หว กท็ ลายลงจากจติ ทเ่ี ปน็ แทน่
บัลลังก์อันประเสริฐของอวิชชามาแต่กาลไหนๆ เม่ืออวิชชา
ไดถ้ กู ทำ� ลายตายลงไปแลว้ ดว้ ยอำ� นาจ “มรรคญาณ” ซงึ่ เปน็
อาวธุ ทันสมยั เพียงขณะเดยี วเท่านนั้ ความจรงิ ทั้งหลายทไ่ี ด้
ถกู อวชิ ชากดขบี่ งั คบั เอาไวน้ านเปน็ แสนกปั นบั ไมถ่ ว้ น กไ็ ดถ้ กู
เปิดเผยข้ึนมาเป็นของกลาง คือเป็นความจริงล้วนๆ ท้ังสิ้น
ธรรมที่ไม่เคยรู้ได้ปรากฏข้ึนมาในวาระสุดท้ายว่า “ยถาภูต-
ญาณทัสสนะ” เป็นความรู้เห็นตามเป็นจริงในสภาวธรรม
ทงั้ หลายอยา่ งเปิดเผย ไมม่ ีอะไรปดิ บังแมแ้ ตน่ ้อย

เม่ืออวิชชาเจ้าผู้ครองวัฏฏะตายไปแล้วด้วยอาวุธ คือ
ปญั ญาญาณ พระนพิ พานจะทนตอ่ ความเปดิ เผยของผทู้ ำ� จรงิ
รจู้ ริง เห็นจรงิ ไปไมไ่ ด้ แม้สภาวธรรมทั้งหลาย นับแต่ขนั ธ์หา้

246

อายตนะภายใน ภายนอก ทั่วทง้ั ไตรโลกธาตุ ก็ไดเ้ ปน็ ธรรม
เปดิ เผยตามความจริงของตน จึงไมป่ รากฏว่าจะมีอะไรทเี่ ปน็
ข้าศึกแก่ใจต่อไปอีก นอกจากจะปฏิบัติขันธ์ห้าพอให้ถึงกาล
อันควรอยคู่ วรไปของเขาเทา่ นนั้ กไ็ มเ่ หน็ มอี ะไร เรอื่ งทงั้ หมด
ก็มีอวิชชา คือความรู้โกหกอันเดียวเท่านั้น เที่ยวรังแกและ
กดี ขวางตอ่ สภาวะให้เปล่ียนไปจากความจรงิ ของตน

อวชิ ชาดบั อนั เดยี วเทา่ นน้ั โลก คอื สภาวะทวั่ ๆ ไปกก็ ลาย
เป็นปกติธรรมดา ไมม่ ีใครจะไปตำ� หนิติชมใหเ้ ขาเปน็ อย่างไร
ตอ่ ไปได้อกี แลว้

เชน่ เดยี วกบั มหาโจรผลู้ อื นามไดถ้ กู เจา้ หนา้ ทฆี่ า่ ตายแลว้
ชาวเมืองพากันอยู่สบายหายความระวังภัยจากโจรฉะน้ัน
ใจทรงยถาภูตญาณทัสสนะ คือความรู้เห็นตามเป็นจริงใน
สภาวธรรมทง้ั หลายอยา่ งสมบรู ณ์ และเปน็ ความรทู้ ส่ี มำ่� เสมอ
ไม่ล�ำเอียงตลอดกาล นับแต่วันอวิชชาได้ขาดกระเด็นไป
จากใจแล้ว ใจย่อมมีอิสรเสรีในการนึกคิดไตร่ตรองรู้เห็นใน
สภาวธรรมทเี่ กยี่ วกบั ใจไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ ตา หู จมกู ฯลฯ และ
รูป เสยี ง กลิ่น รส ฯลฯ ก็กลายเปน็ อิสรเสรีในสภาพของ
เขาไปตามๆ กัน ไมถ่ ูกกดขบี่ งั คับหรือส่งเสรมิ ใดๆ จากใจอีก
เชน่ เคยเปน็ มา ท้ังนเ้ี น่ืองจากใจเป็นธรรม มีความเสมอภาค

247

และให้ความเสมอภาคแก่ส่ิงทั้งปวง จึงหมดศัตรูต่อกันเพียง
เทา่ น้ี

เป็นอันว่าจิตกับสภาวธรรมท้ังหลายในไตรโลกธาตุ
ได้ประกาศสันติความสงบต่อกันลงในสัจจะความจริงด้วยกัน
อย่างสมบรู ณ์ ภาระของจิตและเรอื่ งวิปสั สนาของนามธรรม
ทเ่ี ก่ียวกบั จติ จงึ ขอยุตลิ งเพียงเท่านี้

ฉะนั้นจึงขออภัยโทษเผดียงท่านนักปฏิบัติท้ังหลาย
เพ่ือก�ำจัดกิเลสด้วยธรรมของพระพุทธเจ้า จงเห็นธรรมใน
คมั ภรี ท์ กุ ๆ คมั ภรี ์ ชตี้ รงเขา้ มาหากเิ ลสและธรรมในตวั ของเรา
อย่าเห็นว่ากิเลสและธรรมมีนอกไปจากตัวของเรา โดยไป
ซมุ่ ซอ่ นอยใู่ นทใ่ี ดทห่ี นง่ึ ผใู้ ดมี โอปนยกิ ธรรมประจำ� ใจ ผนู้ น้ั
จะเอาตวั รอดได้ เพราะศาสนธรรมสอนผฟู้ งั ใหเ้ ปน็ โอปนยกิ ะ
คอื นอ้ มเขา้ มาส่ตู วั ท้งั นั้น และอยา่ พงึ เหน็ ว่าศาสนธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ อดตี อนาคต โดยไปอยกู่ บั คนทล่ี ว่ งลบั ไปแลว้
และไปอยกู่ บั คนทย่ี งั ไมเ่ กดิ จงทราบวา่ พระพทุ ธเจา้ ไมไ่ ดส้ อน
คนตายแลว้ และไมส่ อนคนทย่ี งั ไมเ่ กดิ จงเหน็ วา่ พระองคส์ อน
คนเปน็ คอื ยงั มชี วี ติ อยู่ เชน่ พวกเราทง้ั หลาย สมกบั พระพทุ ธศาสนา
เปน็ ปจั จุบันทนั สมัยตลอดกาล

248

ขอความสวัสดีมงคล จงมีแดท่ ่านผอู้ า่ นผู้ฟังทั้งหลายโดย
ทั่วหน้ากันเถิด ฯ

จดจารกึ ปพี ุทธศักราช ๒๕๐๑
พระธรรมวิสุทธิมงคล

(พระาณสมปฺ นฺโน หลวงตามหาบัว)

249

ติดสมาธิ

เพราะสมาธนิ เี้ ปน็ ความสขุ ทพ่ี อจะใหต้ ดิ ได้ ถงึ ตดิ ไดค้ นเรา
ความสุขในสมาธิก็พออยู่พอกินแล้ว จิตใจไม่ฟุ้งซ่านร�ำคาญ
พอจติ หยงั่ เขา้ สคู่ วามรอู้ นั เดยี วแนว่ อยอู่ ยา่ งนน้ั ไมอ่ ยากออก
ยุง่ กบั อะไรเลย ตาไมอ่ ยากมองดู หูไมอ่ ยากฟัง มนั เป็นการ
ย่งุ กวน รบกวนจิตใจของเราให้กระเพอื่ มเปลา่ ๆ

เมอ่ื จติ ไดแ้ นว่ แนอ่ ยใู่ นสมาธนิ น้ั อยสู่ กั กชี่ ว่ั โมงกอ็ ยไู่ ด้ นลี่ ะ
มันติดได้อย่างนี้เอง สุดท้ายก็นึกว่าความรู้ท่ีเด่นๆ อยู่น้ีเอง
จะเป็นนิพพาน อันน้ีจะเป็นนิพพาน จ่อกันอยู่นั้นว่าจะเป็น
นิพพานๆ สุดท้ายมันก็เป็นสมาธิอยู่อย่างน้ันละจนกระทั่ง
วนั ตาย กจ็ ะตอ้ งเปน็ สมาธแิ ละตดิ สมาธจิ นกระทง่ั วนั ตาย ถา้ ไมม่ ี
ครูบาอาจารย์มาฉดุ มาลากออก ผมเองก็คอื หลวงปูม่ ่ันมาฉดุ
มาลาก เถยี งกนั เสยี จนตาดำ� ตาแดง จนกระทง่ั พระทงั้ วดั แตกฮอื
กนั มาเตม็ อยใู่ ตถ้ นุ นเี่ พราะฟงั การโตก้ บั หลวงปมู่ น่ั ไมใ่ ชโ่ ตด้ ว้ ย
ทฐิ มิ านะอวดรอู้ วดฉลาดนะ โตด้ ว้ ยความทเ่ี รากเ็ ข้าใจว่าจรงิ
อนั หนงึ่ ของเรา ทา่ นกจ็ รงิ อนั หนง่ึ ของทา่ น สดุ ทา้ ยกห็ วั เราแตก
เพราะทา่ นรนู้ ่ี เราพดู ทง้ั ๆ ทก่ี เิ ลสเตม็ หวั ใจ แตเ่ ขา้ ใจวา่ สมาธิ
น่ีมันจะเป็นนิพพาน แลว้ สดุ ทา้ ยก็ท่านมาไล่ออก


Click to View FlipBook Version