The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอาจารย์บัณฑิต สุปัณฑิโต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-11-11 22:41:27

หนังสือ รอยธรรม สุปัณฑิโต

พระอาจารย์บัณฑิต สุปัณฑิโต

ครบอายบุ วชเรา มันไม่แนอ่ นาคตเผ่อื เป็นหมอแล้ว ทำ� งาน
ทำ� การยงุ่ ว่นุ วาย เพอ่ื นเขาปิดเทอมเขาไปเที่ยวเลน่ ชวนกัน
ไปภูเขาบ้าง ไปทะเลบ้าง อะไรบ้าง เราบอกเราจะไปบวช
เพ่ือนเขาก็งงกันหมดว่างั้นเถอะ พอเราบวชกลับมามันก็
“มหา ท่านมหาเป็นไงบ้าง” เพื่อนมันแซว คนนั้นก็เล่าไป
ทะเลนั้น ไปภูเขานน้ั ๆ เราไปบวช ไปบวชกบั หลวงปู่ มันกฝ็ งั
ลงไปอีก ฝงั ลงไปอีก นั่นแหละฝงั ลงไปเรอ่ื ยๆ มันเปน็ ความ
รูส้ กึ ลกึ ๆ ในใจว่าเสน้ ทางนยี้ อดเยย่ี ม ยอดเย่ียมจริงๆ

ในชีวิตเราถ้าไม่เป็นหมอ เราก็จะไปบวช สองอย่าง
เทา่ นนั้ เปน็ ความรสู้ กึ มนั เปน็ อะไร ทไ่ี มม่ ใี ครบอกนะ เปน็ อยู่
ในใจ โยมพอ่ โยมแมก่ ไ็ มไ่ ดบ้ งั คบั ไมไ่ ดอ้ ะไร แตร่ สู้ กึ วา่ ถา้ เรา
อยู่ทางโลก ถ้าเราเป็นแพทย์ เราได้ช่วยเหลือคน เราชอบ
เรารู้สึกว่าการได้ช่วยเหลือคนเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่
การได้เสียสละ การได้ช่วยคน แต่มองไปวิชาอ่ืน โอ้โห
เราวา่ เปน็ หมอนม้ี นั ตรงๆ อนั อน่ื มนั กอ็ อ้ ม จะออ้ มบา้ งอะไร
บ้าง ประโยชนม์ นั ก็มี แตแ่ พทยน์ ่ีมันโดยตรง ท�ำงานไปด้วย
ชว่ ยเขาไปดว้ ย ไดบ้ ญุ ไปดว้ ย เหน็ จติ เจา้ ของไปดว้ ย เราไมไ่ ด้
หวังว่าจะเป็นแพทย์ที่ร�่ำรวย เราเรียนเราบอกท่านไปว่า
ถ้าหวังให้เรารวย คงไม่ใช่ว่าง้ันเถอะ อยู่ข้างในความคิด
ออกมาเป็นแพทย์ชนบท เป็นแพทย์ต่างจังหวัด ไปอยู่ที่
กันดาร อยู่ที่ต่างจังหวัด เรารู้สึกว่ามันมีความสุข ความสุข
ทไี่ ดใ้ ห้ ความสุขทีไ่ ดเ้ สยี สละ ได้ช่วยคนเจบ็ ไขไ้ ด้ป่วย ให้เขา
ได้หายจากความทุกข์ท้ังหลาย ถึงเราจะล�ำบากเราก็ยินดี
เพราะเรารู้สึกว่าความทกุ ขข์ องเขามันยง่ิ ใหญ่

89

แตถ่ งึ วนั หนงึ่ มนั ปรากฏ เราพบวา่ จรงิ ๆ แลว้ วชิ าแพทย์
มีข้อจำ� กัด คือช่วยไมไ่ ด้ทงั้ หมด หลายคนท่เี ราคดิ ว่าควรจะ
รอดมันกลับตาย แต่คนท่ีเราคิดว่าเขาควรจะตาย เขากลับ
รอดกม็ ี เรยี นมายงั ไงละ่ วชิ าแพทยน์ ่ี เราไปเรียนต่อ เพราะ
รู้สึกว่าความรู้เราอาจจะไม่พอ ความรู้เราอาจจะไม่พอ
อาจจะรกั ษาไมไ่ ดเ้ ตม็ ที่ มนั จะมขี อ้ จำ� กดั หลายๆ ดา้ น ถา้ เรา
ไปเรียนต่อแล้วมนั อาจจะดีขึ้นกไ็ ด้

ศิษย์ : ท่านก็ต่อเฉพาะดา้ น
ท่าน : อาจารย์ไปเรียนต่อ แต่เรียนไม่จบ ยังไม่จบ
ก�ำลังเรียนอยู่ หลวงปู่บุญจันทร์ท่านมีบุญคุณมาก หลวงปู่
บญุ จันทร์ ทา่ นบอกใหห้ ยดุ เรยี น เป็นอะไรทีไ่ มล่ ืม อศั จรรย์
เราไมค่ ดิ วา่ ธรรมะของทา่ นจะพลกิ จติ ไดข้ นาดนี้ ไมน่ า่ เชอ่ื เลย
เดี๋ยวนี้ก็ยังงงเหมือนกัน งงเจ้าของอยู่ เราก็ได้ยินได้ฟัง
ตำ� รบั ตำ� รากไ็ ดอ้ า่ น อะไรกไ็ ดอ้ า่ น มนั ไมถ่ งึ ใจเหมอื นอยา่ งที่
ทา่ นพดู เรยี กวา่ ครง้ั นน้ั และครง้ั เดยี ว ครงั้ เดยี วมนั พลกิ เขา้ ไป
ท่ีจิต ถึงเช่ือว่าครั้งพุทธกาลท่ีเวลาพระพุทธเจ้าท่านเทศน์
ท่านเทศน์มันพลิกเข้าไปท่ีจิต ความเห็นมันเปลี่ยนออกไป
มันเปลี่ยนได้ เปล่ียนได้จริงๆ ที่ท่านนั่งฟังเทศน์ที่ท่าน
บรรลุธรรมอะไรต่างๆ เยอะแยะมากมาย ต้องเป็นได้
เปน็ ไดแ้ นๆ่ เพราะธรรมะของทา่ นมกี ำ� ลงั มอี ำ� นาจ ธรรมะที่
เขา้ ไปถกู จดุ ถกู เรอ่ื ง เขา้ ไปพลกิ จติ พลกิ จติ พลกิ ใจ พลกิ แพลง
ความเหน็ พลกิ ความรสู้ กึ พลกิ คนละโลกเลย คนละโลกไปเลย
ทงั้ ทเี่ รากม็ กี เิ ลส มคี วามหลงอยนู่ ะ แตค่ วามเชอ่ื มนั ลงไปมาก

90

มากจรงิ ๆ มากขนาดทว่ี า่ เราไมถ่ อยหลงั เราจะเอาหลงั พงิ ฝา
เราเอาหลังพงิ เชอื ก เราจะตายคาเวทีนนั้ เลย เพราะเราเชื่อ
แล้วว่าที่หลวงปู่ท่านบอกเรา แล้วเราปรากฏผลในใจเรา
ขณะเดียวตรงนั้นแหละ เราเชื่อว่ายิ่งใหญ่ ธรรมะของ
พระพุทธเจ้าเลิศเลอที่สุดแล้ว มีคุณค่าที่สุดแล้ว คุณค่าท่ี
เราจะทุ่มเททั้งชีวิตนี่เดินลงไปเลย เดินออกไปเลย โอ้โห
พระคุณท่าน ไม่ลืมเลย ไม่ลืมเลย หลวงปู่บุญจันทร์ ท่าน
ไม่ใหเ้ ราก็ไม่มวี ันนี้ เราอาจจะเรียนสนกุ ไป

ศษิ ย์ : แตก่ อ่ นหนา้ นน้ั ทา่ นไดม้ าฝกึ กบั หลวงปเู่ ปน็ ระยะ
หรือเปล่าคะ หรือว่าไปเรียนหนังสือก็คือเรียนหนังสือ
ท�ำหนา้ ทห่ี มอก็ทำ� เหมอื นอาชพี ทัว่ ไป

ทา่ น : จรงิ ๆ นะ่ ตอนทอ่ี าจารยท์ ำ� งาน เราอยทู่ ไี่ ชยวาน
เราอย่กู บั ท่านเลย อยกู่ บั หลวงปู่ อยใู่ กลห้ ลวงปู่ กไ็ ปอย่กู ับ
หลวงปู่ อย่ใู กลห้ ลวงปู่ เราก็ไปกับท่าน ท่านเทศน์ วนั พระ
เราก็น่ังฟงั ทา่ น

ศษิ ย์ : ลกู กไ็ ดม้ บี ญุ คะ่ ไดเ้ คยไปกราบทา่ น แลว้ กต็ อนนนั้
ภาวนาใหม่ๆ แล้วมันมุ่งมั่นอยากจะภาวนา ภาวนาแล้วมี
ความสุข ท่านเคยไปงานขึ้นร้านใหม่ท่ีกรุงเทพฯ ท่านฉัน
เรียบร้อยแล้ว ท่านก�ำลังจะลุกไป ไปถึงก็ไปกราบแล้วบอก
หลวงปู่ลูกขอพร ตอนนั้นยังท�ำไม่เป็น ท่านก็มองหน้า
แลว้ วา่ จะขออะไร ก็วา่ ขอใหล้ กู เจริญในธรรม ทา่ นย้ิมหวาน
แล้วท่านก็ ยถาฯ โอโ้ ห ลูกรอ้ งไห้แทบแยเ่ ลยคะ่ หลงั จากน้นั
กไ็ ดก้ ราบทา่ นทวี่ ดั เสมอๆ หลายปี จนทา่ นสนิ้ ไป ทา่ นเมตตา

91

มากค่ะ ประทับใจลูก ตอนน้ันภาวนาใหม่ๆ ก็ยังไม่เป็น
ไปวัดท่านอยู่วันหน่ึง ครั้งแรกเลย ก็เลยนึกถึงพระคุณของ
ท่านกเ็ ลย วนั นั้นเลยไมน่ อน ภาวนาท้งั คนื ถวายบูชาท่าน
คิดท�ำเองมีความรู้สึกอยากท�ำถวายท่าน ได้ไปกราบท่าน
หลายคร้งั

ท่าน : ตอนท่านมรณภาพ อาจารย์ได้อยู่กับท่าน
ตอนนั้นบวชใหม่ๆ บวชมาไม่นานท่านก็มรณภาพ บวชมา
ไม่นาน ใจหายเหมือนกัน ใจหายมาก วชิ าธรรม เราเสียใจ
ว่าง้ันเถอะ คิดว่าจะได้อยู่กับท่าน จะได้พ่ึงพาอาศัยท่าน
ก็เลยว้าเหว่มาก เราถึงบอกพวกเรา ถ้าเรามีครูมีอาจารย์
อยา่ ประมาท ตอ้ งเร่งรีบ เรง่ รบี ตักตวงความดงี าม ให้มนั
เตม็ เหนยี่ วในใจ อยา่ ให้มนั เสียใจเสยี ดาย เสียใจ วาสนา
เรามนั เป็นอย่างนั้น มันอาภพั อาภัพ ความรู้สกึ ประหนึง่ วา่
ทา่ น ทา่ น เราไม่ลมื ฝังลงไปลกึ มาก พระคุณทา่ น มนั ไม่ได้
อยทู่ สี่ มอง มันเข้าไปทีใ่ จ เขา้ ไปท่ีใจ ธรรมะนท้ี า่ นเปลีย่ นลง
ไปที่ใจ มนั เปลย่ี นอย่างยง่ั ยืน มันไม่ไดเ้ ปลย่ี นแต่ชน้ั สญั ญา
ช้นั ความจำ� มันเป็นความจริง ความจรงิ

ธรรมะของพระพทุ ธเจา้ จงึ ศกั ดส์ิ ทิ ธติ์ รงน้ี คำ� วา่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ
ก็คือว่ามันเปล่ียนความเห็นไปได้ แล้วมันเปล่ียนไปแล้วมัน
เปล่ียนเลย ท�ำถึงที่ถึงขีดมันแล้ว เปล่ียนแบบไม่กลับมาอีก
ไมก่ ลบั มาอกี ความคดิ เดมิ ๆ ทิ้งไป ความเหน็ เดมิ ๆ กท็ ิ้งไป
ทิ้งออกไปเรื่อยๆ ความทุกข์ก็เบาลงไปเรื่อยๆ ยันกับ
เจ้าของได้ ยันกับเจ้าของเป็นล�ำดับๆ ไป มันจะไปสงสัย

92

อะไร พระพุทธเจ้าสอนว่าตัวเราเองเป็นพยาน อ่ิมก็รู้จัก
หวิ หนาวกร็ จู้ กั รอ้ นกร็ จู้ กั จติ ใจเขา้ ไปเกยี่ วขอ้ งสมั ผสั ธรรมะ
ของพระพุทธเจ้าเลิศเลอที่สุด ท�ำให้มันจริงๆ จังๆ ให้มัน
เหน็ ประจกั ษใ์ จเจา้ ของ มนั จะเหน็ คณุ คา่ ขนึ้ มา เหน็ อานสิ งส์
สิ่งท่ีพวกเราคาดหมาย สิ่งที่พวกเราสงสัยมันถึงจะหมดไป
หมดไป จะเดินยังไง จะใช่ไม่ใช่ มันไม่ได้สงสัยว่านั้นเถอะ
นั่นแหละเหลือเชื่อจรงิ ๆ สิง่ ท่พี ะรุงพะรังทั้งหลาย ส่ิงท่ีเป็น
ความวนุ่ วายทง้ั หลาย สงิ่ ทมี่ นั เปน็ เรอ่ื งทแี่ บกหามขนึ้ มา ไมม่ ี
ทป่ี ลงวาง ไมร่ จู้ ะไปวางไวท้ ไี่ หน ไมร่ จู้ ะไปแกย้ งั ไงใหม้ นั หมด
ไม่รจู้ ะไปเอาวิชาไหนในโลกจะมาหาหนทางออก

ถ้าเราเชื่อมั่นอย่างนี้จริงๆ ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี้
ยงิ่ ใหญจ่ รงิ ๆ ยง่ิ ใหญจ่ รงิ ๆ เดนิ หนา้ เขา้ ไปเลย ทมุ่ เทเขา้ ไปเลย
หลงั พิงเชือก หลงั พงิ เชือก เดนิ หน้า ฝงั ลงไปใหม้ นั ลกึ เราจะ
เดนิ ออกไปใหไ้ ดใ้ นวฏั ฏะนี้ ยากกจ็ ะเดนิ งา่ ยกจ็ ะเดนิ ไมถ่ อย
หัวจิตหัวใจถวายเลยมอบเลย จากนี้จนลมหายใจสุดท้าย
เราจะปฏบิ ัติคาลงไปเลย ตายเขา้ ว่าไป บ่ย่ัน หัวใจมนั พงุ่ ลง
ไปเลย พุ่งลงไป การปฏิบัติเต็มเหนี่ยวเข้าไป ภาระหน้าที่
การงานตา่ งๆ ก็มกี นั ท้ังหมด แต่ว่ามันกจ็ ะจดั สรรเวลำ่� เวลา
แบ่งเวล�่ำเวลาของมัน เพราะว่ามันเห็นความส�ำคัญ เห็น
คุณค่า เวล�่ำเวลาก็จะจัดสรรแบ่งปันออกไปเรื่อยๆ สุดท้าย
มันก็จะเต็มต้ืนของมัน พอมันท�ำหน้าท่ีอย่างน้ี มันเต็มท่ี
ภาระทางโลกถ้าเรายังท�ำอยู่น้ีมันยาก ยากท่ีจะท�ำให้มัน
สะสางให้หมดสิ้น ถ้าเรายังเก่ียวข้องกับภาระทางโลกอยู่
ถา้ เปน็ กเ็ ปน็ เรยี กวา่ มวยสมคั รเลน่ ชกแลว้ มนั กช็ กไมไ่ ดเ้ ตม็ ท่ี

93

วดื วาดๆ ไป มนั นอ๊ คไมไ่ ดส้ กั ที ไอพ้ วกทม่ี นั ตอ้ งการ แบบเอา
ให้มนั น่ัน มันก็ออกมาเป็นมวยอาชพี เลย ชกกันจรงิ ๆ จงั ๆ
ท�ำกันอย่างเดียว เอากันอยู่อย่างน้ัน พวกน้ันมันเรียกว่า
อย่างว่าแหละหลังชนฝา เดินหน้า

แต่มันก็ต้องสมัครเล่นมาก่อน สมัครเล่นกันมาหมด
เพราะกิเลสมันจะล่อเราไว้ ล่อไว้ทุกท่าทุกทาง ล่อไว้
ด้วยอุบายต่างๆ อันน้ันก็ใช่ อันนี้ก็ดี อันน้ันก็ถูก อันน้ันก็
อย่าเพ่ิงเลย อะไรท�ำไม่ได้หรอก มันยังไม่ถึงเวลา สารพัด
ที่จะหาวิธีมาแก้ เจ้าของก็เอาไว้ก่อนเถอะ เราวาสนาน้อย
บุญน้อยเราไปไม่ได้หรอก เอาเข้าไปอยู่อย่างนั้นแหละ
เปน็ เจา้ ของกเ็ ปน็ เราตอ้ งรจู้ กั เรอ่ื งของมนั สงิ่ เหลา่ น้ี นแี่ หละ
ก็คือเล่ห์เหล่ียมของเขา เล่ห์เหลี่ยม อุบายต่างๆ กว่าที่เรา
จะไปบญุ กุศลหนุนเนอื่ งเตม็ ที่ๆ พอหนนุ เขา้ มาเต็มที่ๆ แลว้
มนั กจ็ ะบรบิ รู ณ์ในตัวมัน เพราะฉะน้ัน ถ้าเราจะท�ำเรากต็ ้อง
ฉลาดทำ� บญุ กุศล ฉลาดท�ำ ท�ำใหม้ นั มาก เพราะเวลาเรามัน
นอ้ ย โอกาสทเี่ ราจะมาทำ� มนั กไ็ มใ่ ชบ่ อ่ ยๆ เพราะฉะนนั้ ถงึ วา่
ต้องเลือกท�ำ ผู้ฉลาดต้องเลือกท�ำบุญ บุญในท่ีท่ีมีผลมาก
มีอานิสงสม์ าก ฉลาดเลอื ก หวา่ นพืชในนา หวา่ นไปน้อยๆ
ข้าวในนาเยอะ บุญกศุ ลมันเต็มบริบูรณแ์ ล้วนี่ เต็มต้ืนขนึ้ มา
มันก็จะดีดออกไป หว่านแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว มันก็ไม่ค่อยได้
อะไร ไม่ค่อยไดอ้ ะไร

อย่างนี้พวกเราก็ต้องกลับไปท�ำต่อ มีเวลาก็รักษาศีล
เป็นพ้ืนฐาน ศลี ๕ ศีล ๘ เป็นพนื้ ฐาน อนั นี้ไม่ตอ้ งพูดแล้ว

94

ต้องให้ได้เป๊ะ ความกังวลวุน่ วายท้ังหลาย ความพะรงุ พะรงั
ให้พยายามตัดออก พวกความเป็นอยู่ต่างๆ พวกเส้ือผ้า
เคร่ืองใช้ไม้สอย พวกเคร่ืองประทินโฉมท้ังหลาย พวกท�ำนุ
บ�ำรุงปรนเปรอร่างกายน่ันนะให้ตัดออก พยายามอยู่อย่าง
เรยี บง่าย ความสวยงาม ความสะดวกสบายทั้งหลายที่มอี ยู่
สบายๆ สมถะเรียบง่าย คลุกคลีให้น้อย เก่ียวข้องให้น้อย
มีแต่ไหว้พระสวดมนต์ภาวนา ท�ำไปเร่ือย ได้เวลาต้องท�ำ
ท�ำให้เปน็ นิสัย เชา้ เย็นทำ� ทำ� ได้เวลาแล้วทำ� เลย น้อยกท็ �ำ
มากกท็ ำ� ฝกึ ใหเ้ ปน็ นสิ ยั บญุ อะไรกไ็ มส่ บู้ ญุ ทเี่ รามาภาวนา ไมส่ ู้
ทำ� ทานเปน็ ๑๐๐นบั นนู่ แนะ่ ถงึ ดาวดงึ สก์ ต็ ามนนู่ แนะ่ เอาทรพั ย์
เข้าไปให้ถงึ ดาวดงึ สก์ ็ตาม สจู้ ติ สงบคร้ังเดียวไม่ได้ อานิสงส์
ผิดกันมากเลย มากเลย ฉะนั้นบุญกุศลพวกเราอย่าไปมอง
ท่ีอื่น มองที่อ่ืนนะ ใจเรานี่แหละเป็นแหล่งรวมเลยแหละ
แหลง่ สำ� คญั แหลง่ ใหญ่ พวกเราไปหาทอ่ี น่ื ไมเ่ จอเลยนะ ไมเ่ จอ
ของดี ค้นเข้าไปท่ีใจเราน่ี ค้นเข้าไป ค้นเข้าไป ทุ่มเทเข้าไป
จิตใจดวงนี้ถ้ามันนั่นขึ้นมา เป็นบุญกุศลข้ึนมา ยืนเดินน่ัง
นอนกเ็ ปน็ บญุ หมด บุญทง้ั หมด มแี ตบ่ ุญๆๆ ทัง้ หมด ไมไ่ ด้
เปน็ อนื่ ล่ะ บาปมนั ก็ละออกไปเรื่อย ตดั ไปเรอื่ ย ไม่เกีย่ วขอ้ ง

ส่ิงเปน็ โทษท้งั หลายละออกไป ไม่งั้นมนั รวั่ ไหล ภาชนะ
ถา้ มนั ไมม่ รี รู ว่ั เราเตมิ นำ�้ มนั กเ็ ตม็ นำ้� มนั กเ็ ตม็ นมี้ นั รว่ั ออกไป
มันรั่วแตกซึมลงไปจากไหน จากกามสุข กามคุณทางโลก
จะร่ัวออกไป ความเพลิดเพลินนั้นมันครอบง�ำ ความ
เกียจคร้านเข้ามา ความท้อแท้อ่อนแอเข้ามา ความวุ่นวาย
เข้ามา เคร่ืองล่อเขาแหละ ร่ัวไหลแตกซึมไป ความดีงาม

95

ผลุบเข้ามาแป๊บเดียวออกไปแล้ว เทปุ๊บก้นร่ัวออกไปแล้ว
มันไม่ขังเอาไว้ ถ้าจิตใจเราเป็นภาชนะท่ีมันไม่รั่ว อยู่ใน
ศลี ธรรม ศีล ๘ ศลี ๕ มันกป็ ดิ กัน้ จากส่ิงตา่ งๆ ทจ่ี ะท�ำใหเ้ รา
เพลิดเพลนิ ยินดี ก็อย่าไปเกย่ี วขอ้ งมนั คลกุ คลใี ห้นอ้ ย จิตใจ
เรากอ็ ยู่ในศลี ในธรรม มนั ก็ตะล่อมไว้ มันกไ็ มร่ ั่ว กลับไปเรา
ก็ท�ำต่อ ต่อเอา แตค่ วามเกย่ี วข้องมนั มอี ย่ใู นโลก มนั มเี ราก็
ต้องรผู้ ่าน มันเหน็ ไดย้ นิ รับรู้ ท�ำยังไงใจเราใหม้ นั เท่ยี งตรง
ตลอด ความดงี าม ไมใ่ หม้ นั สง่ั สมความโลภโกรธหลงขน้ึ มาอกี
กิเลสกระทบปุ๊บ สติเราไม่ทันก็โกรธเข้าไปแล้ว ดีใจบ้าง
เสยี ใจบา้ ง ฟงุ้ ซา่ นอนั ดบั หนง่ึ จติ ใจทรี่ กั ษาไวด้ ว้ ยดี แปบ๊ เดยี ว
แปบ๊ เดยี วกระทบ มนั บอบบาง จติ มันยังเปน็ เดก็ อยู่ ปุ๊บลม้
ปบุ๊ ลม้ ล้ม ต้องระวงั

ส�ำรวมอินทรีย์ให้มนั มาก พระทา่ นถงึ ใหส้ ำ� รวม ส�ำรวม
อนิ ทรยี ์ ๕ สำ� รวมทงั้ หมด อะไรไมค่ วรไดย้ นิ ไมไ่ ดย้ นิ ทำ� เปน็
คนหหู นวกตาบอด ทำ� เปน็ ตาบอด ไมร่ บั รู้ ไมร่ บั ทราบ ทำ� เปน็
คนหูหนวกตาบอด ปดิ ไวก้ อ่ น ก้นั ไว้กอ่ น ไม่ตอ้ งเอาเขา้ มา
ไมเ่ กดิ ประโยชน์ เพราะชว่ งนมี้ นั ยงั ไมใ่ ชช่ ว่ งทเ่ี ราจะรบั เขา้ มา
เป็นช่วงท่ีเราต้องฝึกปรือจิตใจเราให้มันเข้มแข็ง ตีออกไป
ตัดออกไป ถ้าไม่มีสติปัญญาไม่รู้จักส�ำรวมอินทรีย์แล้ว
ขอ้ งทง้ั หมด ร่ัว พอไปส่ใู จเราก็วุน่ วาย ปรงุ แตง่ อยนู่ ั่นแหละ
เรอ่ื งสารพดั ไดย้ นิ เขานนิ ทาอะไร ไดย้ นิ เขาวา่ กนั เรอ่ื งตา่ งๆ
นานา ในโลกนะ่ มนั นอ้ ยทไ่ี หน ถา้ พวกเราไมฉ่ ลาดไมแ่ ยกแยะ
ออกก็จะเป็นโทษ แต่ถ้าเราไม่รู้เร่ือง มันจะดีกว่า ถ้าเป็น
ผฝู้ กึ หัดใหม่ ไมต่ อ้ งเข้าไป เข้าไปเกยี่ วข้อง เกี่ยวขอ้ งแตเ่ รื่อง

96

กับศีลกับธรรม ได้ยินแต่ศีลธรรมอย่างเดียว อันไหนเป็น
ธรรมะ อนั ไหนไมใ่ ช่ปบุ๊ ปดั ออกๆ

อันนกี้ ค็ ือวธิ ที เ่ี ราจะฉลาด ที่จะประคับประคองใจเราให้
มันโตไปเรอ่ื ยๆ ถงึ เวลาก็ต้องฝึกหดั จริงจัง ออกมาฟังธรรม
๓ วนั ๕ วนั เขา้ ไปทมุ่ เทจริงๆ เรมิ่ หา่ งออกไปจรงิ ๆ จติ ไม่
เอาไม่ยุ่ง ปิดลงไปเลย ทุ่มลงไป ให้เหมอื นเนกขมั มะบารมี
ทมุ่ กนั จรงิ ๆ จงั ๆ หา่ งออกจากความเกยี่ วขอ้ งเพอ่ื จะชว่ ยเรา
ช่วยเรา ขนาดห่างออกไปอย่างนั้นน่ะ ใจเรามันก็ยังพัวพัน
มันก็ไม่ใช่ของง่าย ถึงข้ันจะเปล่ียนเพศไปเลย เป็นแม่ชี
อย่างน้ัน เป็นพระอย่างนั้น เปล่ียนอีกฐานะหนึ่งไปเลย
ถ้าอย่างน้ันความชัดเจนมันก็ยากที่จะมาเก่ียวข้อง เป็นคน
ละเพศแล้ว สามีก็ดี บุตรก็ดี ญาติพ่ีน้องก็ดี ก็รู้จักล่ะอันน้ี
มนั คนละเพศละวยั คนละฐานะกนั ความรสู้ กึ กจ็ ะหา่ งเหนิ ๆ
นน่ั นะ่ เนกขัมมะนั้นมีคณุ ค่า สงู สง่ ความเปล่ยี นออกไปมนั ก็
จะชดั เจนขน้ึ งา่ ยขน้ึ สะดวกขน้ึ อนั นน้ั คอื ลำ� ดบั ลำ� ดาของมนั
สุดทา้ ยก็จะเขา้ ไปท�ำความจริงใหป้ รากฏ

หนทางเส้นทางด�ำเนินก็ต้องอย่างน้ี อย่างน้ีแหละ
ท�ำทาน รกั ษาศีล ภาวนาไป น่แี หละ ท�ำความดีละความชั่ว
ความชั่วทั้งหลายอย่าไปท�ำ ช�ำระจิตใจเราให้มันบริสุทธ์ิ
สะอาด แต่ละคนก็มี เรียกว่ามีบุญกรรมแต่ละคนท�ำมา
บุญกรรมน่ีมันจะผลักไส ท�ำให้ไปตามวิบากที่เราท�ำ เหตุที่
เราท�ำไว้ งา่ ยก็ตาม ยากกต็ าม เราก็ต้องเผชญิ กับมัน ต้องสู้
ตอ้ งทำ� เรอ่ื งของเราเปน็ เรอื่ งของเรา เรอื่ งคนอน่ื กเ็ รอ่ื งคนอนื่
สุดท้ายเราต้องท�ำ เราต้องถือว่าทั้งหมดทั้งมวลมันต้องมา

97

ค้นท่ีตัวเราเอง ค้นดูท่ีตัวเราจึงจะหายความสงสัย ส่วนจะ
ภาวนาบทไหนดี จะบริกรรมอย่างไรดี จิตสงบเป็นอย่างไร
อันนี้ใช่ ไม่ใช่ อันนี้เป็นอย่างไร มันก็จะหมดความสงสัย
เพราะมันเป็นเร่ืองของเรา เป็นของท่านเราก็รู้จักอีก ใช่
น่ันคือเรื่องของท่าน ก็ไม่ทะเลาะกันอีก ไม่ใช่ เพราะความ
จริงแท้มันเห็นเหมือนกัน มันเห็นเหมือนกัน บทปริยายนี่
มันเปน็ เร่อื งปริยายลงไป ธรรมะพระพุทธเจา้ เข้าไปแลว้ เห็น
ความจรงิ ความจรงิ คอื อนั เดยี วกนั ความจรงิ นเี้ หน็ เขา้ ไปแลว้
ไมม่ ใี ครไปค้าน ไมม่ ใี ครไปทะเลาะ ไมม่ ใี ครจะไปทุ่มเถยี งกัน
ความจริงท่ีแท้ ความจริงท่ีพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้
ความจรงิ ทมี่ นั ไมก่ �ำเริบ ไมก่ ลบั กลอก ไมก่ บฏคืน ไมว่ ่าใคร
กต็ ามกเ็ หน็ ความจรงิ นไ้ี ด้ เหน็ สงิ่ เดยี วกนั เขา้ ใจเรอื่ งเดยี วกนั
มนั จะยอมรบั ค�ำสอนของพระพทุ ธเจ้า พระองค์ตรัสไว้ดแี ลว้
ชอบแลว้ จงึ จะหมอบราบเลยล่ะ พระพุทธเจา้ ท่าน ขนาดที่
มันไม่มีในบัญญัติ ที่มันไม่มีช่ือ ไม่มีตัวบอก ทรงเอาออก
มาบัญญัติได้ เอามาร้องบอกเราได้ เราก็ปฏิบัติจริงมันไม่มี
ช่ือหรอก มันไม่มีป้ายบอก มันไม่มีอะไรทั้งส้ิน พระองค์
เขา้ ไปเห็นตรงนน้ั ไดล้ ะเอยี ด ได้มาบัญญัตไิ ว้ ๑ ๒ ๓ ๔ ฯลฯ
อยา่ งนี้ อยา่ งน้ี สง่ิ ทเ่ี ราไปเหน็ บางที เรากย็ งั ไมอ่ าจจะไปลำ� ดบั
ลำ� ดาไดท้ งั้ หมดไดท้ พ่ี ระองคบ์ ญั ญตั ไิ ว้ความละเอยี ดความฉลาด
แยบคายของพระองค์ ความเป็นศาสดา ความเลิศเลอ
สาวกท้ังหลายเข้าไปเห็น โอ้โห หมอบ หมอบราบ กราบ
พระพทุ ธเจา้ ยง่ิ ใหญจ่ รงิ ๆ ทรงอบุ ตั ขิ นึ้ มาดว้ ยบญุ บารมขี อง
พระองคท์ ่สี ่งั สมมาดีแลว้ บริบรู ณ์แลว้ หมด ท้ังหมด

98

สามโลกธาตุนี่ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า ไม่มี ไม่มีเลย
มีหนึ่งเดียว สาวกทั้งหลาย ได้มาก็จริง แต่ตามนิสัย
วาสนาเจ้าของ สุดท้ายวาสนามันก็ละไม่ได้อีก ละไม่ได้อีก
มพี ระพทุ ธเจา้ ละนสิ ยั วาสนาได้ ละไดห้ มด พระองคส์ ามารถ
จะปรับเข้าไปกับพุทธบริษทั บคุ คล ทุกพระอาการ ทุกกิรยิ า
เพ่ือจะสงเคราะห์พุทธบริษัทน้ันเข้าถึงธรรมะได้ สาวกน่ะ
ไปไม่ได้ ไปได้แต่ติดนิสัยวาสนาเจ้าของ พระองค์ไม่เคยติด
ได้แค่นิสัยของเจ้าของ ต่างองค์ต่างปรารถนามาอย่างไร
สาวกซา้ ยขวา เลศิ ดว้ ยปญั ญา เลศิ ดว้ ยฤทธ์ิ ลดหลนั่ กนั ลงมา
สดุ ทา้ ยทงั้ หมดพระองคจ์ งึ สรปุ วา่ ไมใ่ หเ้ อาใครเปน็ เยยี่ งอยา่ ง
เอาพระองคเ์ ปน็ แบบอยา่ ง วางคำ� สอนศาสนาไว้ กไ็ มใ่ หส้ าวก
องค์ไหนเป็นศาสดาแทน ธรรมวินัยเป็นศาสดา ธรรมวินัย
ทว่ี างไว้ ใครไปจบั ใครมาปฏบิ ตั ไิ ด้ เลศิ เลอทงั้ หมด ดที ง้ั หมดเลย
ทงั้ หมดเลย ในธรรมวนิ ยั ในคำ� สอนของพระองค์ พุทธบริษทั
บางคนไปจับเอาสาวก บางคนไปเอาแบบอย่างไม่ได้ มัน
นิสัยท่าน ไม่ใช่นิสัยเรา ไปเอามาใช้ก็ไม่ได้อีก เป็นโทษอีก
มันคนละเร่ืองกัน แต่ถ้าพระพุทธเจ้าน้ีเอาธรรมวินัยวางไว้
ใครไปแตะ ใครไปจับ พอดีกับเจ้าของหมด พระองค์วางไว้
ครอบไว้ทั้งหมด ครอบคลุมพุทธบริษัทท้ังหมดของพระองค์
มันเหมือนกับสินค้าในห้างร้าน ถ้าเราไปชอบไปจับมาปุ๊บ
พอดีเรา สวมใส่แล้วพอดเี ปะ๊ เลย เป๊ะเลย ไม่ต้องตดั ไมต่ ้อง
อะไรอกี แลว้ แตส่ าวกเอามาน่ีบางทีตอ้ งมาตดั มนั ใหญม่ าก
มนั เลก็ มาก นน่ั นะ่ ของพระองคพ์ อดหี มดทกุ คน เขา้ ไปดแู ลว้
เออ อนั น้ีเลอื กมา อนั น้ีเลือกมา ธรรมะท้งั หลาย ถึงบอกว่า

99

พวกเราเข้าไปปฏิบัติ อะไรก็ตามที่เราชอบท�ำเข้าไปเถอะ
ท�ำเข้าไปเลย พระองค์บัญญัติไว้ วางไว้ให้หมด ดูเถอะ
กรรมฐาน ๔๐ หอ้ ง จะจบั อะไรกจ็ บั เถอะ จบั สกั อนั จบั ไปเลย
แล้วมันจะรวมลงมาที่เดียวกัน ไม่ไปอย่างอ่ืนเลย ไม่ไป
อย่างอื่น ไม่ต้องไปสงสัย ค�ำสอนของพระพุทธเจ้าวางไว้
ก็เพ่ือนิสัยวาสนาของสัตว์ จริตนิสัยยังไง วาสนากิเลสยังไง
เขา้ ไปยังไง เขา้ ไปช่องน้นั ท่านกจ็ ะหลอม จะหลอมรวมกัน
ท่ีเดียว เหมือนแม่น้�ำทุกสายไหลลงไปสู่มหาสมุทร ยืนยัน
ปฏิบตั ิเข้าไป ใครจะภาวนาพุทโธ ใครจะเอาลมหายใจ ใคร
จะพิจารณากายอสุภะเข้าไป เข้าไปก็ไปรวมลงไป เห็นจิตท่ี
มนั สงบ สงบแลว้ เขา้ ไปใครค่ รวญในความเปน็ จรงิ ใครค่ รวญ
ในอรยิ สัจ ก็จะไปเห็นความจริงในอรยิ สจั

ความจรงิ ในอรยิ สจั ไว้ช�ำระจติ ใจ อริยสัจ ๔ ก็คือเครื่อง
ซักฟอก ทุกอย่างที่เราจะเข้าไปด�ำเนินก็เพื่อจะเข้าไปเห็น
อริยสัจ ถ้าเรายังไม่เห็นอริยสัจแล้ว ก็ยังไม่ใช่สิ่งท่ีเราหยุด
อยู่ในระหว่างจุดท่ีว่าเราเข้าใจว่าเราพอแล้ว ตราบใดที่เรา
ยงั ไม่เห็นอรยิ สจั อรยิ สัจนเ่ี ปน็ เครอื่ งกล่ันกรอง อรยิ สจั ๔
ก็คือเครื่องที่จะวัด วัดจิตวัดใจเรา ถ้าเราเห็นอริยสัจ
เห็นบริบูรณ์ไมไ่ ดส้ งสัยวา่ อันน้คี ือทุกข์ ทกุ ข์กร็ จู้ กั เหตทุ ่เี กดิ
ทกุ ขก์ ร็ จู้ กั นโิ รธกร็ จู้ กั ความสงบระงบั เปน็ อยา่ งไร หนทางเดนิ
กร็ จู้ กั บอกเจ้าของวา่ ชดั ถ้ายังเขา้ ใจ ยงั ไมค่ รอบ ยงั ไม่รูจ้ กั
เร่ืองดี มันก็ยังไม่ใช่ ยังไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายท่ีพวกเราจะ
ด�ำเนินไป ต้องพยายาม พวกเราต้องพยายาม ใคร่ครวญ
และก็ด�ำเนินเร่ือยๆ ตรงทางเข้าไปเรื่อยๆ ท่านเรียกว่า

100

ทางสายกลาง ทางสายกลางนี่ทุกคนจะเดินไปได้ทั้งหมด
ท้ังหมดเลย ไม่มียกเว้น วางไว้พอดีกับทุกคน แต่ส่วน
ปริยายน้ันเปน็ เรื่องของแต่ละเจา้ ของ เจา้ ของ

ฉะนน้ั ทม่ี าทางสายกลางจรงิ ๆ กค็ อื ทางทจ่ี ะทำ� จติ ใหม้ นั
บริสุทธิ์ จงึ ไม่ใชร่ ัก ไม่ใชช่ ัง ความรกั กไ็ ม่ใช่ ความชงั กไ็ มใ่ ช่
จิตทลี่ ำ� เอียง มันก็จะไม่ตรงทาง ใหเ้ ราปฏิบัติเข้าไป ทงั้ หมด
ทั้งมวลก็เพื่อจะวางความรักความชัง ท�ำไมจึงไปเถียงท�ำไม
ครูบาอาจารย์ว่า ท�ำไมความอยากถึงไปด้วยไม่ได้ จิตมัน
ไม่สงบก็อยา่ งนี้ มันล�ำเอียง มันเอียง ฉะนนั้ เวลาเราปฏิบตั ิ
ไปกต็ าม เวลาปรากฏอะไรเกดิ ขน้ึ ให้รจู้ ัก อย่าไปยินดียินรา้ ย
กบั มัน ฝึกใหม้ ันเรื่อยๆ ความรู้จกั มนั กว็ างไว้ ทำ� ใจใหป้ กติ
เข้าไว้ ประหนง่ึ วา่ เดนิ เขา้ ไปชมสมบัติในหีบ ไมร่ ู้หรอกว่าใน
หบี ออกมามนั จะมอี ะไร เราไมร่ ู้ หบี สมบตั แิ ตล่ ะคนทสี่ รา้ งสม
ความดีมา เรายังไม่รู้หรอก อันนั้นสมบัติของคนอื่นท้ังส้ิน
ที่เราได้ยินได้ฟังมา สมบัติของคนอ่ืนท้ังน้ัน ไอ้หีบของเรา
ยงั ไมเ่ ปดิ ดู ใหด้ ใู นหบี ของเจา้ ของเอง ในใจของเราเอง มนั ถงึ
จะหายสงสัย ถ้าหีบสมบัติ เห็นสมบัติแล้วมาบอก มาเล่า
ให้ฟงั หน่อย

ท่าน : คนน้ันเขาได้ยินไหมน่ี เขาหลับหรือยังนะ
คนขา้ งหลัง

ศิษย์ : ฟังอยู่ค่ะ ได้ยินค่ะ
ท่าน : เขา้ ใจภาษาไทยหรอื
ศษิ ย์ : เข้าใจคะ่ คนไทย

101

ท่าน : คนไทยนะ หนา้ คลา้ ยฝร่ัง
ศิษย์ : ลกู ครง่ึ ค่ะ
ท่าน : หายากนะผู้หญงิ ที่สนใจ หายาก ยคุ นย้ี ิง่ หายาก
ผู้หญิงที่ภาวนาเกง่ ๆ หายาก ขนาดผชู้ ายออกมาเต็มๆ ก็ยัง
ยากเลย ออกมาสู้แบบสุดๆ ก็ไม่ใช่ของหาง่ายเลย ผู้หญิง
ย่ิงมีข้อจ�ำกัดหลายด้าน หายาก แต่ก็ดีแล้วล่ะ ถ้าเราทำ� ให้
ได้มนั จะดี ถือวา่ ดีมาก แบบน้ี ท�ำไปเรอ่ื ยๆ เคยอา่ นประวตั ิ
แม่ชีแก้วไหม อันนั้นแหละตัวอย่าง ตัวอย่างหายาก มีอยู่
ผู้หญิงที่ปฏิบัติได้ก็มี ไม่ใช่ไม่มี มีอยู่ พอเป็นพยานยืนยัน
มันไมเ่ ลอื กเพศ เลอื กวยั
มีอะไรสงสัยไหม เข้าใจไหมท่ีอาจารย์พูด เข้าใจไหม
ถา้ เขา้ ใจเอาไปพจิ ารณานะ เอาไปพจิ ารณา เราไดย้ นิ ไดฟ้ งั แลว้
มันยังเป็นสัญญาอยู่ มันเป็นสัญญา สัญญาได้ยินได้ฟัง
ยังเอาไปเป็นเรื่องจริงเรื่องจังไม่ได้ อาจารย์ถึงไม่อยาก
ให้อัดอะไรต่างๆ สิ่งท่ีเป็นสมบัติเราแท้ มันต้องอยู่ที่ใจ
ตวั ทเ่ี ขา้ ไปอยทู่ ใ่ี จนนั่ นะสมบตั แิ ท้ ตวั สญั ญาเอาประมาณ
ไมไ่ ด้ ถึงจะฟังรทู้ กุ กิทกุ กีก็ตาม มนั กไ็ ม่ใชข่ องเรา ไมใ่ ช่
มันจะอ่านได้ท้ังหมดท้ังมวลก็ตาม จ�ำได้หมดก็ไม่ใช่ของเรา
ไม่ใช่ มันเป็นการฟังธรรมะ ถา้ ฟงั รู้จกั ฟงั ต้งั จติ ไว้ดีจะได้
ประโยชน์ ไดป้ ระโยชนม์ ากๆ จติ เราจะตง้ั ใหม้ นั ถกู มนั ยาก
ขอใหต้ ง้ั จติ ไวใ้ หด้ แี ลว้ มนั กจ็ ะถอนขนึ้ ทกุ อยา่ ง ความรสู้ กึ มนั
ถอนลงไป ถอนลงไป ท่านไม่ได้กังวล ท่านไม่ได้กังวลเรื่อง
การอัดนน่ั นะ ฟงั ไปปุ๊บ มันเขา้ ไป เขา้ ไปในจิตไปเปลี่ยน

102

แลว้ มนั อยู่ มนั อย่นู าน มันเขา้ ไปนี่ เราตอ้ งตงั้ จติ ใหส้ งบ
ตัง้ จิตให้มั่นคง ให้ดี

ศิษย์ : ทีจ่ รงิ เม่ือกที้ ท่ี ่านอาจารยถ์ ามว่าเข้าใจไหม กจ็ ะ
ไมร่ ู้เร่อื งทเ่ี ทศน์มาคะ่ บางครง้ั กร็ ูส้ ึกว่าใจสงบจริงๆ เวลาฟัง
ธรรมนะคะ่ แล้วจริงๆ แลว้ เราจะตอ้ งแบบไหนคะ ต้องเขา้ ใจ
เนอื้ หาทเ่ี ทศนด์ ว้ ยหรอื เปลา่ คะ พอเราสงบเรากช็ อบไปดงึ มนั
ออกมาใหร้ ้ตู ัว มันจะนงิ่ ไปเลยค่ะ

ทา่ น : ไมไ่ ดห้ ลบั นะ
ศิษย์ : ไมห่ ลบั ค่ะ แตไ่ ม่ใชค่ ราวน้ีคะ่ ตอนนีก้ ฟ็ ้งุ อยูค่ ่ะ
ก็พยายามจะตงั้ สติไปเร่ือยๆ เพราะไมค่ อ่ ยได้เพยี รเท่าไหร่
ท่าน : จริงๆ แล้ว ธรรมะจริงๆ แล้วนี่ ธรรมะที่จริง
ของจริงแท้ ธรรมะทแ่ี ท้ๆ ของแท้มันจะไมเ่ ปลย่ี น สัจธรรม
ท่ีแท้จริง ดูเวลาใดก็ตาม ขณะใดก็ตาม ความจริงแท้นั้น
ไมเ่ ปลีย่ น สง่ิ ท่ไี มใ่ ช่ของจริงแท้มนั จะเปลี่ยน เปลีย่ น มนั จะ
แปรปรวน มันจะเปลีย่ นแปลง ไอท้ ่เี ราหาจริงๆ เปน็ สิ่งทม่ี นั
ไม่เปลี่ยน สิง่ ทม่ี ันเหนอื ความเปล่ียนแปลงทง้ั หลาย ฉะนั้น
อะไรท่ีมันไม่เปลี่ยน อะไรที่มันเข้าไปยั่งยืน มันคือสัจธรรม
คือส่ิงท่ีเราต้องการ เข้าไป เข้าไปสัมผัส เข้าไปเห็นจริงๆ
แต่ถ้านึกนั้นต้องอาศัยการได้ยินได้ฟัง ต้องอาศัยสัญญา
แต่ให้รู้จักว่าเราอาศัย อาศัย บางคนเอาจริงๆ จังๆ
หมายความว่าพอเกดิ ข้ึนแลว้ กเ็ อาไปเทียบ อนั นีท้ ่านพดู ใช่
พ้องเข้าไป ใช่ ท่านพูดเอาไว้ อาจารย์พูดไว้อย่างน้ีเราเป็น

103

อย่างนี้ ใช่ พอถึงตรงนั้นแล้ว ใช่ อันน้ีแหละเอาสัญญา
เปน็ จรงิ เปน็ จงั ไดย้ นิ รจู้ กั รจู้ กั รจู้ กั เรอื่ งกใ็ หร้ จู้ กั ใหร้ จู้ กั ใหร้ จู้ กั
วา่ อนั นนั้ กค็ อื เรอ่ื งของธรรมะคอื เรอ่ื งของธรรมะเรอ่ื งจรงิ ๆแทๆ้
นะมนั ตอ้ งเข้าไปท่ีใจ เข้าไปอกี ช้ันหนง่ึ เข้าใจหรอื ยัง

ศิษย์ : ไม่เข้าใจว่า ฟังไปแล้วก็พิจารณาไป คือยังไง
ตามไปด้วย

ท่าน : อันนั้นมันหมายถึงว่า ในจิตของท่านท่ีท่าน
ใครค่ รวญในธรรมะอยใู่ นขนั้ นน้ั การปฏบิ ตั ขิ องแตล่ ะคนกจ็ ะ
อยู่สูงต�ำ่ ต่างกนั ใครทอี่ ย่ตู รงไหนกอ็ ยู่ตรงน้นั อย่ตู รงน้นั นะ
อยตู่ รงธรรมะทเี่ ราอยู่ อยใู่ นความสงบ อยใู่ นความใครค่ รวญ
ให้อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนั้นปุ๊บน่ี ถ้าธรรมะที่มันพอดีกัน
เหมาะสมกัน มันก็จะเข้าไปพอดี เป็นไคลแมกซ์กันพอดี
จะแกใ้ หก้ ด็ ี จะสง่ เสรมิ กนั กด็ ี หรอื จะแกไ้ ขกด็ ี มนั กจ็ ะสง่ เสรมิ
กนั ไป แต่ส่วนทเ่ี กินมานัน้ นะ่ ก็เปน็ สว่ นเกินไป

อันน้ันคือจิตที่มันพอดี จิตที่ตั้งไว้พอดี พอดี สงบ
ระงบั พอดี มากไปก็ไมไ่ ด้ นอ้ ยไปกไ็ มไ่ ด้ ความพอดีอยา่ งน้ี
เป็นเร่ืองท่ี เป็นเรื่องท่ีส�ำคัญ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยเหตุพร้อม
ท่ีพระพุทธเจ้าท่ีท่านประทานพระโอวาทแล้วบรรลุธรรมกัน
มากมาย ทา่ นสมบรู ณด์ ว้ ยเหตพุ รอ้ มเลย พระองคท์ รงตกแตง่
ทรงประกอบทั้งหมดได้ทั้งหมดเลย ไม่ให้เห็นคนน้ัน ไม่ให้
ได้ยินตรงนี้ ใหเ้ ห็นภาพตรงนั้น ใหเ้ ห็นอยา่ งนี้ เขาเหน็ แลว้
จะเกดิ อยา่ งนนั้ อยา่ งนน้ั ขนึ้ ธรรมะจะเขา้ ไปตรงนนั้ พอดปี บ๊ั
พลิกความเห็นที่ผิดออกไปเลย ทรงตกแต่งทั้งหมด เพ่ือให้

104

เกิดความพอดีในขณะนั้นของแต่ละคน สาวกทั้งหลายท่าน
กจ็ ะอกี ระดับหนึง่ ข้นึ มา กจ็ ะลดหล่นั กนั ไป

ตรงน้ีแหละก็คือ การฟังที่ตั้งจิตไว้ให้ดีแล้วก็จะเกิด
ความเข้าใจท่ีแจ่มแจ้งขึ้น ทุกระยะๆ สติเราต้ังอยู่ใน
ธรรมะ ไมเ่ หมอื นการทเี่ ราไปเปดิ ฟงั ทหี ลงั มนั คนละแบบ
มันคนละแบบเลย มันเหมือนอาหารท่ีมันผ่านไปแล้ว
ผา่ นไปแล้ว เปน็ เร่ืองเฉพาะหนา้ เป็นเรอ่ื งปจั จบุ ัน ไอน้ ี่
มนั เปน็ อาหารสดๆ รอ้ นๆ เรอ่ื งเหตเุ รอื่ งผล เรอื่ งปจั จบุ นั
จิตปัจจุบันธรรม ขณะๆ เข้าไปได้รับรู้และก็แก้กัน
ตรงน้ัน ตรงนั้นเลย เป็นเร่ืองของเหตุปัจจัยที่พอดี
เหมาะสมขณะน้ัน

แต่นี้เรา ถึงเราไปเปิดใหม่ เหตุปัจจัยมันต่างกัน
ตา่ งกนั อกี แบบหนงึ่ ไดอ้ ยู่นะ่ ได้ ได้ แตจ่ ะลดหล่ันกันไป
ลดหล่นั กันไป แต่สดุ ยอดทีส่ ดุ กค็ ือ น่สี ดๆ รอ้ นๆ นีค่ อื
สดุ ยอดทสี่ ดุ ตง้ั จติ เอาไวใ้ หถ้ กู ตงั้ จติ เอาไวใ้ หด้ ี แลว้ เหตผุ ล
ที่ท่านแสดง มันจะเหมาะกันอีก ไม่เหมาะกับเวลาอ่ืน
ไปแล้วความเปลี่ยนแปลงของแต่ละกาล แต่ละโอกาส
นอ้ มจติ ไปกค็ นละแบบอกี คนละแบบ ความรสู้ กึ ไมเ่ หมอื น
เรามาฟังนี่ พอเราฟังเทศน์หลวงปู่ แต่ก่อนเราอยู่กับท่าน
เราฟัง พอท่านลว่ งไปแลว้ มาเปิดของทา่ นฟงั มนั ยงั ไง ยงั ไง
ไมร่ ู้ ยงั ไง มนั เหลอื แตเ่ สยี งทา่ น แตก่ อ่ นนมี้ ที า่ นจรงิ ๆ มกี ริ ยิ า
ทา่ นจรงิ ๆ มเี หตแุ วดลอ้ มทา่ นจรงิ ๆ มนั พรอ้ มบรบิ รู ณ์ พรอ้ ม
บรบิ รู ณ์ ศรทั ธาทเี่ ราพากเพยี รมาเพอ่ื จะมากราบทา่ น มาไหว้
ทา่ น มาท�ำบญุ ท�ำทานกับท่าน เวลาทพ่ี อเหมาะ

105

นแ่ี หละกค็ อื สงิ่ ทมี่ นั ผลมนั ถงึ ตา่ ง และบางอยา่ งทท่ี า่ น
พดู ออกไป ถา้ คนไมร่ จู้ กั เอาไปตคี วาม บางทกี เ็ ปน็ โทษอกี
ไมร่ ู้เร่ืองอีก เปน็ โทษกับเขาอกี บางทเี ราไปอยูก่ บั ครบู า
อาจารยบ์ างองค์ท่านถงึ ไม่ใหอ้ ดั ไม่ใหอ้ ัด ไม่ใหอ้ ัด

บางทคี นไปตคี วามแลว้ เปน็ โทษ หรอื วา่ ทท่ี า่ นพดู กบั
อะไรของท่าน พอออกไปแลว้ บางทคี นข้างนอกฟงั ก็อกี
แบบหนึ่ง เพราะฟังกันในฐานะของอาจารย์กับลูกศิษย์
มันอีกแบบหน่งึ อกี แบบหน่งึ

ศษิ ย์ : ให้เฉพาะพที่ ไ่ี ม่สามารถมาได้เจา้ คะ่
ท่าน : ไอ้เรามันก็ดื้อเหมือนกันนะ อาจารย์ก็ดื้อ
ดื้อเหมือนกัน แต่ก่อนท่านดุ เอาออกมาอัดแบบน้ี ท่านดุ
สมยั อยูก่ ับหลวงป่แู นน ท่ีถำ�้ ยา ดุ ไม่มใี ครกลา้ ไปอดั ดมุ าก
ศิษย์ : จากหลวงปบู่ ญุ จนั ทร์แล้ว ท่านอาจารย์กไ็ ปอยู่
กับหลวงปู่แนนเหรอเจา้ คะ
ทา่ น : ใช่ แตห่ ลวงปแู่ นนนดี้ ุ เอาเครอื่ งอดั เขา้ ไปปบุ๊ ทา่ น
กด็ เุ อาๆ หลังๆ เอาไปอีก ดุอกี สดุ ทา้ ย เรามนั ตวั ดื้อกเ็ ลย
ไดอ้ ัด ก็เลยเหลือเสยี งท่านเอาไว้ แต่กอ่ นกไ็ มเ่ หลอื พอทา่ น
อนุญาต แตพ่ อถงึ จงั หวะทา่ นบอกใหป้ ิดก็ปดิ ทา่ นไมใ่ ห้อดั
ก็ปิด ทา่ นกพ็ ูด แต่พอมาฟงั ทหี ลัง ความรสู้ ึกมันไมเ่ หมือน
ไม่เหมือนกับท่านมชี วี ติ อยู่ เมื่อเวลาท่านพดู สมั ผัสกับทา่ น
ตรงๆ ท่านก็ดุแล้วก็เข้มงวด เอาจริงเอาจังทีเดียว เราเห็น
บญุ คณุ ทา่ น นก่ี อ็ งคห์ นงึ่ ผทู้ ที่ า่ นบงั คบั เรา ทเ่ี คยบอกพวกเรา

106

เราไปกราบทา่ นอยทู่ แี รก ไปกราบทา่ นประโยคแรก ประโยคแรก
เคยได้ยนิ หรือยัง

ศิษย์ : ยังไม่เคยค่ะ ขอเมตตาคะ่
ทา่ น : เคยไดย้ นิ ได้ฟงั เสยี งทา่ นหรอื ยงั
ศิษย์ : ไม่เคยนะค่ะ มีแต่หลวงปู่บุญจันทร์ ไม่เคยฟัง
ท่านเลย เมตตาเลา่ ค่ะ
ทา่ น : ไมร่ จู้ ะมวี าสนาหรอื เปลา่ ไปขออยกู่ บั ทา่ น ขออยู่
กับท่าน ท่านก็เอ้อ อยู่ก็ได้ไม่เป็นไร แล้วท่านก็บอก
หาธรรมะหาทใี่ จ เทศน์แค่นี้ ท่านเทศนเ์ บาๆ นี่ก็เปน็ อะไร
ทเี่ ขา้ ไปถงึ ใจ มนั เหมอื นกบั วา่ เราอยากพบมนั มาตลอด แลว้ ก็
มคี นบอกใหเ้ ราละเอยี ดเลย คดิ ขน้ึ เลย เหมอื นกบั เราแสวงหา
มาทุกอย่าง หามาตลอด อยู่ปากช่องเราก็ไป ภูเขาเราก็ไป
อยู่ไหนล�ำบากเราก็จะไป เห็นทางไหนดีเราก็จะไป กันดาร
เรากจ็ ะไป ตระเวนไปทวั่ แตท่ ่านมาบอกว่าหาธรรมะหาทใ่ี จ
โอ้ แทงเข้าไปถงึ ใจ แทงเขา้ ไปถงึ ใจ ความปรงุ แตง่ ท้งั หลาย
ทเี่ คยอยากตะลอนๆ ไปตามทต่ี า่ งๆ ตะลอนไปตามอะไรตา่ งๆ
ท่ีว่าเลิศที่สุด วิเศษท่ีสุด เย่ียมท่ีสุด หยุดเลย หยุดเลย
มันหยุดเลย เหลือเชื่อจริงๆ หันเข้ามาเลย หันเข้ามาหาที่
ตวั เอง ความในสง่ิ ทเี รยี กวา่ ความกงั วลในเรอื่ งของการเดนิ ทาง
การแสวงหากด็ ี อันนก้ี ็ดี เป็นเรือ่ งละเอียดอ่อนจรงิ ๆ ทา่ น
เป็นคนมาร้องบอกเราอยา่ งนี้ เราหาไม่เจอ เราออกบวชมา
ก็เพ่อื มาหาส่ิงน้ี หารู้ไม่วา่ จรงิ ๆ ไมไ่ ด้หาทีอ่ ่นื เลย ไม่ได้อยู่

107

ทอ่ี น่ื มนั อยทู่ ใ่ี จ แตใ่ ครมนั จะมาบอกเรา แลว้ เราจะหยดุ ดมู นั
เมอ่ื เรารทู้ ห่ี า เมอ่ื เราตอ้ งการจะหา ทมุ่ เขา้ ไปเลย หาเขา้ ไปเลย
น่ีมันจงึ เปน็ เหมือนกับวา่ วนั หน่งึ กับคืนหน่ึง กค็ อื ท่านเทียบ
ว่าผู้มรี าตรเี ดยี ว ทำ� ให้เราตระหนัก ผมู้ ีราตรีเดียว ทำ� ไม่หยุด
ทำ� ไมห่ ยดุ ถงึ ใจ เพราะรทู้ ห่ี า เพราะรทู้ มี่ า ไมอ่ ยทู่ อ่ี นื่ จงึ เหน็
บุญคุณท่านมาก เห็นบุญคุณมาก ท่านแค่มาสะกิดเรา
มาร้องบอกเรา

จึงเหน็ พวกเราตะลอนๆ ไปท่ีตา่ งๆ เราก็เคยเป็น เราก็
เปน็ แบบนนั้ แตก่ อ่ น นนั่ คอื เรา หาไปเถอะพวกเรา เอาใหพ้ อ
ท�ำให้พอ มันถกู มันละ่ อนั นม้ี ันถูกอยู่ เห็นวา่ มนั ถกู อยู่ นี่ละ่
สุดท้ายท้ังหมดทั้งมวล ถึงไปที่ไหน ครูบาอาจารย์ทั้งหมด
เรามาคดิ ดแู ล้ว เราประมวลค�ำสอนทา่ น ท่านกช็ ้ีไปทต่ี ัวเอง
ท้ังหมดเลย ไม่มีองค์อื่นเลยท่ีจะชี้ไปที่โน่น ไปหาบนฟ้า
บนเดือน บนดาว ไม่มี สอนก็มาสอนลงท่ีใจ สอนมาที่นี่
ธรรมะค�ำสอนท้ังหมดเลย ครูบาอาจารย์องค์ไหนก็ตาม
ท�ำเขา้ ไปสิ ท�ำเขา้ ไปสิ องคไ์ หนทา่ นกบ็ อกอย่างน้ี เราได้ยนิ
กไ็ ดย้ นิ แตเ่ รากย็ งั รสู้ กึ วา่ ไมพ่ อ อยากไดย้ นิ อกี ไปอยกู่ บั ทา่ น
แลว้ กแ็ ลว้ เพราะวา่ จากตรงน้ันก็ไปอกี ไปอกี โอ้ท่านเทียบ
เหมอื นหมาขี้เรอ้ื น มันถูกจริงๆ มนั ถกู แล้ว มันถกู ตัวเราแล้ว
วา่ ง้ันเถอะ เกาไมถ่ กู ที่คัน มันจรงิ จริงเลย จริงๆ เป็นหมา
ข้เี รอ้ื นตวั หน่งึ วง่ิ วุน่ เหน่อื ยก็ไป ยากกไ็ ป ลำ� บากก็ไป ก็คิด
วา่ มนั จะดี คดิ วา่ มนั ใช่ อะไรกไ็ ป เออ้ ทา่ นอาจารยอ์ งคน์ กี้ ใ็ ช่
สักพักหนึ่งก็ไปอีก ตรงน้กี ไ็ มเ่ หมาะ อากาศกไ็ มด่ ี หมู่เพ่อื น
กไ็ มด่ ี ไป ไปอกี แลว้ ไป พอจะจำ� พรรษา เอามอื กา่ ยหนา้ ผาก

108

ไปท่ีไหนอีกแล้ว ตรงไหนล่ะดี ได้ยินได้ฟังตรงน้ีดี ได้ข่าว
โอ้ กลางป่าดี หูไววา่ งน้ั เถอะ หไู วจมูกไวเน้อ ไปๆ ไปก็ไป
อนั นน้ั อากาศดี อนั นนั้ อาหารดี อมื เขา้ ทา่ พออยสู่ กั ระยะหนง่ึ
ไปอีกแลว้ อย่างน้ี ตะลอนๆ แตถ่ ามวา่ ถกู ไหม ถูก มนั ใช่อยู่
ถกู เร่อื งมันอยู่

สุดท้ายท้ังหมดทั้งมวล อาจารย์ถึงบอกว่าให้คิดย้อนดู
กค็ อื วา่ ถา้ เราทำ� ดว้ ยตณั หา ทำ� ดว้ ยความอยาก มนั จะปดิ บงั
ไมร่ นู้ ะในสว่ นตวั เองนะ ถา้ ทำ� ดว้ ยตณั หา ทำ� ดว้ ยความอยาก
มนั อยากดกี จ็ รงิ มนั ถกู กด็ อี ยู่ มนั อยากดี แตค่ วามอยากดี
ตา่ งๆมนั ไมเ่ หน็ ตวั ดที แ่ี ทจ้ รงิ เพราะความอยากมนั บงั เอาไว้
มันคลา้ ยกนั ทางขวาบ้าง หนา้ บา้ ง หลังบา้ ง มนั ผลักเราไป
อย่างนั้น ท�ำอย่างไรจึงจะรู้ว่าไอ้ความอยากนี่ มันต้องวาง
ต้องวาง กว่าเราจะไปถึงตรงน้ันได้ มันหมดแรง หมดก�ำลัง
ของความอยากกม็ ี ไปจนสดุ กำ� ลงั ของความอยากแลว้ แหละ
โอ้ จึงมารู้ว่า มันสุดก�ำลังมันอย่างน้ีนี่เอง แต่ถ้าคนไม่รู้
ท่านร้องบอก ทา่ นก็บอก เรากไ็ มต่ อ้ งยาก เราก็ไม่ตอ้ งยาก
เราก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก ถึงบอกส�ำคัญครูบาอาจารย์
ส�ำคัญจริงๆ มีบุญมวี าสนาเกยี่ วโยง หรอื ว่า เคยอบรม เคย
สอนกนั มา มนั กม็ ี เคยอบรม เคยไดย้ นิ ไดฟ้ งั เคยเปน็ ลกู ศษิ ย์
ลกู หากนั มา เคยตกั เตอื นกนั มา เคยไปอยกู่ บั ทา่ น อาศยั ทา่ น
พวกเราอย่างนไ้ี ดย้ นิ ไดฟ้ ังท่าน เหน็ ท่านก็น่าเล่ือมใส ไดย้ ิน
ทา่ นหกู ผ็ งึ่ กางออก มารบั โอวาททา่ น แตถ่ า้ ทา่ นดกี ด็ หี มดละ่
แต่เรามันไม่ได้เก่ียวข้องกันมา อันน้ีมันก็เฉยๆ ฟังก็เฉยๆ
ดีจรงิ ๆ ดจี รงิ ๆ แตม่ ันกร็ ู้สึกว่ามันก็อย่างนัน้ อยู่ พูดถึงบญุ

109

วาสนาท่เี กย่ี วขอ้ งนนั้ สำ� คัญ ถา้ เราค้นหา มนั คิดของมันเอง
เหมอื นกนั ยอ้ นมาดแู ลว้

แต่ทั้งหมดท้ังมวลก็มาดูตรงนี้ว่า ท�ำอย่างไรเราจะ
ประพฤตปิ ฏิบตั ิดว้ ยความปลอ่ ยวาง ดว้ ยความปลอ่ ยวาง
ทำ� อย่างไร ถ้าเราท�ำได้อยา่ งนนั้ มันจะเปดิ ทางทีม่ นั เปน็
ทางสายกลางใหเ้ รา แตม่ นั ยาก ยาก มนั จะไปซา้ ย มนั จะไป
ขวา มนั จะไปหนา้ มนั จะไปหลงั มนั จะถลำ� ไปทง้ั หมด แตถ่ า้ เรา
มีคนที่ครูบาอาจารย์จะร้องบอกให้นี้ อย่างน้ี กลับตรงนั้น
เฮ้ยเอ็งอย่าไปไกลนะ มานี่มาอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าไม่มีก็ไปเลย
เตลิด อยา่ งเหน็ แล้วนา่ สงสารท่ีเตลิดไปไกลออกไป แล้วไป
เหน็ ส่ิงตา่ งๆ แลว้ เขา้ ใจวา่ ใชๆ่ ใช่ๆ แลว้ กห็ ยุดอยู่ หยุดอยู่
เพราะคิดว่าใช่ จะเป็นใครมาร้องบอกเราว่าน้ีอันน้ีไม่ใช่
ใหเ้ ดินต่อ

อันน้ีฟัง ฟังไว้เฉยๆ เป็นเรื่องเฉพาะ ฟังไว้เฉยๆ เป็น
เร่ืองเฉพาะ ไม่มีเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามันรวมลง
ท้ังหมด มันรู้ สุดท้ายเลย อย่าทำ� ดว้ ยตณั หา

110

111

112

๐๔

เทศนาธรรม

๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ วนั พระ ๑๕ ค่ำ� เดอื น ๖
ณ วัดป่าตอสีเสยี ด

ตอนแรกที่มา พวกเราคงได้เห็น พระท่านปลงอาบัติ
ภาษาพระท่านเรียกปลงอาบัติ ถัดมาก็เป็นบอกบริสุทธิ์
ถา้ พระสงฆอ์ ยกู่ นั ตง้ั แต่ ๔ รปู ถา้ ท่านลงปาฏโิ มกข์ วันน้ี
เป็นวนั ลงปาฏิโมกข์ ถ้าอยู่นอ้ ยกวา่ นัน้ ก็บอกบริสทุ ธ์ิ ท้งั
๒ อยา่ งเปน็ กจิ จำ� เปน็ ในเพศของนกั บวช พระพทุ ธเจา้ ทา่ น
ทรงบัญญัติไว้ ๑๕ วนั ครัง้ หน่ึง ปาฏิโมกข์ ความหมายของ
การลงปาฏโิ มกขค์ อื วา่ ทบทวนสกิ ขาบทของตน สกิ ขาบท
ก็คือธรรมวินัยข้อปฏิบัติ ยกขึ้นตรวจ ในท่ามกลางสงฆ์
สงฆแ์ ตล่ ะรปู กฟ็ งั ฟงั แลว้ กท็ บทวนตนเอง ซง่ึ กอ่ นเขา้ ฟงั
ทา่ นกใ็ หป้ ลงอาบตั ิ โทษทส่ี ามารถจะปลงอาบตั ไิ ด้ ทา่ นก็
อนญุ าตใหไ้ ดบ้ อกกลา่ ว ความหมายของการบอกกลา่ วนนั้
ก็คือให้เราได้ทบทวนดูตนเอง ท่ีผ่านมาเราได้มีข้อ
บกพรอ่ งอะไรบา้ งหรอื เปลา่ หากมขี อ้ บกพรอ่ งในสว่ นไหน

113

ก็ให้บอก แสดงให้กับหมู่เพื่อนให้รับทราบ เพื่อเป็นสิ่ง
ที่บ่งบอกว่าเราก็ได้ส�ำนึกผิด ส�ำนึกในความผิดและโทษ
อนั นน้ั และกจ็ ะสำ� รวมระวงั ต่อไป ความหมายที่การแสดง
อาบตั ิ ที่จริงโทษเหลา่ น้กี ไ็ มใ่ ช่วา่ มันจะหายไปหรอก ส่ิงท่ีท�ำ
แลว้ กแ็ ลว้ จบ ทำ� แลว้ กจ็ บแลว้ สบื เนอื่ งกนั แลว้ แตว่ า่ ผทู้ ท่ี า่ น
เห็นโทษ ส�ำนึกในความผิด แล้วกลับตัวได้ใหม่ นั่นท่านว่า
เป็นผู้เจริญในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า นี่คือชีวิตของพระ
ชวี ิตของพระ

สำ� หรบั ฆราวาสกม็ ศี ลี ๕ ศลี ๘ ใหเ้ หมาะกบั เพศ พวกเรา
ก็เหมือนกันต้องทบทวน ทบทวนศีลของตน ศีลท่ีเรารักษา
ไวน้ ะ มนั ครบถว้ นบรบิ รู ณห์ รอื เปลา่ ทผี่ า่ นมา ถา้ มนั ไมค่ รบถว้ น
ส่วนไหนบกพร่องอะไร เราจะได้ต้ังใจท่ีจะระวัง ไม่ให้มัน
เสยี หายขน้ึ อกี ทง้ั ปวงจติ กลวั โทษ กลวั บาปกรรมทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ
ฉะน้ันท่านท่ีมีศีลบริสุทธิ์ดีแล้วน่ี ท่านจะมีความละอาย
มีความเกรงกลัวต่อบาป ความละอายเกรงกลัวต่อบาป
เป็นเคร่ืองส่อแสดงให้เห็นถึงความสะอาดของศีล
ท่านใช้ค�ำว่า หิริโอตตัปปะ ตราบใดที่เรายังไม่มีหิริ
โอตตัปปะในใจเรา ที่แน่นหนาม่ันคงพอ การล่วงละเมิด
สิกขาบทหรือศีลก็เกิดขึ้นได้เร่ือยๆ ซ้�ำแล้วซ�้ำเล่าอยู่นั่น
จนสดุ ทา้ ยเปน็ เรอื่ งชาชนิ ทำ� แลว้ กป็ ระหนงึ่ วา่ จะไมไ่ ดร้ บั ผล
อะไร ท�ำแล้วก็ประหนึ่งว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท�ำไปเร่ือยๆ
ผลแห่งบาปความเดือดร้อนเกิดขึ้นแล้วก็โทษคนอื่นไป
โทษคนอื่นไป ไมไ่ ดย้ ้อนมองดู สิ่งเกา่ ๆ ท่เี ราเคยทำ� ไว้ อนั น้ี
คือความไมร่ ู้ ความหลง

114

สิกขาบทก็ดี ศีลก็ดี จึงเป็นส่ิงส�ำคัญท่ีเราต้อง
ตระหนัก ตระหนักจริงๆ ว่ามันเป็นโทษจริงๆ เป็นสิ่งท่ี
ทำ� ให้เดอื ดรอ้ นภายหลงั จรงิ ๆ ถ้าใครท�ำ ก็ตอ้ งรบั รับสงิ่ นั้น
มันถึงกลัวกัน สวดมนต์กัน ท่ีว่าเรามีกรรมเป็นของของตน
มีกรรมเปน็ ผูใ้ หผ้ ล มีกรรมเปน็ แดนเกิด มีกรรมเป็นเผา่ พนั ธุ์
ค�ำว่ากรรมหรือการกระท�ำท่ีเราท�ำไว้แล้วน้ีมันจะตาม
พวกเราไป เป็นรอย ล้อเกวียน ตดิ ตามเราไปอยา่ งนน้ั ตลอด
เมอ่ื ไดจ้ งั หวะเมอ่ื ไดโ้ อกาสมนั กจ็ ะใหผ้ ล สมควรกบั เหตทุ เ่ี รา
ท�ำไว้ ส่ิงเหล่านี้จึงเป็นส่ิงที่เราต้องระมัดระวังตลอด ค�ำว่า
ละอายให้เกิดข้ึนในใจแล้ว มันอาย มันอาย มันละอาย
มนั ไมก่ ลา้ จะทำ� ความละอาย ตอ่ หนา้ กบั ลบั หลงั ใครจะเหน็
หรอื ไมเ่ หน็ กต็ าม ผนู้ นั้ กไ็ มท่ ำ� ไมใ่ ชว่ า่ ตอ่ หนา้ ทำ� อยา่ งหนง่ึ
ไม่มคี นก็ท�ำอีกอย่างหนึง่ อันน้ันยังจดั วา่ เป็นสิง่ ท่ดี า่ งพร้อย
เป็นส่ิงที่ไม่บริสุทธิ์ ถ้าเราไม่คิดว่า ตัวเราก็เป็นคนๆ หน่ึง
เราท�ำน่ีตัวเราเองก็เห็นอยู่รู้อยู่ เราจะไปว่าไม่มีใครเห็น
แล้วตัวเองที่เห็นอยู่นั้นคืออะไร งั้นกรรมท่ีใครท�ำลงไป
แล้วจึงเป็นส่ิงที่เปิดเผยตลอด มันเปิดเผยอยู่ในใจของ
เจ้าของนั่นแหละ ระลึกได้ก็ตามระลึกไม่ได้ก็ตาม มันก็
ฝงั ไวใ้ นใจแล้ว

ฉะนั้นผู้ทสี่ �ำรวมดี มศี ีลบรสิ ทุ ธน์ิ ี้ ท่านกจ็ ะส�ำรวมตลอด
ตลอดเวลา จะอยลู่ ำ� พงั กต็ ามจะอยกู่ บั ผอู้ นื่ กต็ าม ระวงั ระวงั
ในสิกขาบท ระวังในศีลของตน ระมัดระวังกายระมัดระวัง
วาจาไม่ให้มันผิดพลาด มีแต่ส่ิงท่ีพระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้
ถ้าเราท�ำได้อย่างนั้นเราก็สบาย จิตใจเราก็สบาย มันก็ไม่มี

115

โทษเปน็ เหมอื นคนทไี่ มม่ โี ทษ เปน็ เหมอื นผา้ ขาวทมี่ นั ซกั แลว้
มันสะอาด เอามาสวมใส่ก็ดูสะอาดสะอ้าน เป็นเหมือนผ้า
ท่ีมันไม่ขาด มันไม่ปะไม่ผุไม่ขาด อานิสงส์ของศีลมีมาก
มากย่ิงนัก ศีลเป็นเบ้ืองต้น ศีลเป็นรากฐาน ศีลเหมือน
แผน่ ดนิ นแ่ี หละ ตน้ ไมก้ ด็ ี บา้ นชอ่ งกด็ ี ผคู้ นทง้ั หลายนะอาศยั
แผ่นดินน้ีทั้งหมด จึงอยู่ได้จึงต้ังอยู่ได้ ถ้าไม่มีแผ่นดินนี้จะ
ต้ังอยู่ไม่ได้ ต้นไม้เกิดข้ึนไม่ได้ บ้านช่องเกิดข้ึนไม่ได้หรอก
แผ่นดินจึงเป็นท่ีรองรับทุกอย่าง ฉะนั้นศีลจึงเป็นที่ก�ำเนิด
เกิดของความดีท้ังหลาย มันจะเกิดขึ้นบริบูรณ์งอกงาม
ก็ดว้ ยศีลทบี่ ริสุทธิ์ ศีลที่สะอาด ถา้ ศลี ดา่ งพร้อยเศร้าหมอง
นี่ก็เหมือนเราเป็นดินที่มันไม่ได้พรวน ดินที่มันรกมีวัชพืช
ปกคลมุ มหี ญ้า หญ้าคา เราจะปลกู ตน้ ไมล้ งไปพวกนน้ั มนั ก็
จะคลมุ ไว้หมด มันกไ็ มเ่ กิด เกิดไดย้ าก มันเป็นโทษ ท่านว่า
หญ้าหรือวัชพืชเหล่าน้ันมันเบียดเบียน วัชพืชก็เฉกเช่น
เดยี วกบั ศลี ทเ่ี ราร่ัวไหลไป ทเี่ ราท�ำผิดท�ำพลาดไป รั่วออกไป
เกิดความเศร้าหมองเกิดขึ้น มากเท่าไหร่เกิดมากเท่าไหร่
วัชพืชหนาแน่นเท่าไหร่ คนทุศีลจึงไปได้ยาก ก้าวหน้าใน
ความดีท้ังหลายได้ยาก มีแต่ตกต่�ำ ถอยหลังอย่างเดียว
ความดีไม่ข้ึน ไมง่ อกงามในจิตในใจ

คนที่หวังก้าวหน้า หวังความเจริญในธรรมวินัยนี้
ในศาสนาของพระองค์ จะต้องส�ำรวมในศีล ไม่รู้ก็ต้อง
ศึกษา ไม่เข้าใจก็ต้องถาม ท�ำโดยที่ไม่รู้ก็ผิด สิกขาบท
ทงั้ หลายพระพทุ ธเจา้ ลองแลว้ บางอยา่ งแมไ้ มเ่ จตนา บางอยา่ ง
ทำ� ดว้ ยความไมร่ ู้ ทำ� ดว้ ยความพลงั้ เผลอกผ็ ดิ เปน็ โทษ อนั น้ี

116

จ�ำเป็นต้องศึกษา พระวินัยเป็นเรื่องที่ส�ำคัญเลย ชีวิตของ
พระเลย ศึกษาไม่เข้าใจต้องไต่ถาม แล้วปฏิบัติให้มันได้
จนกระทั่งว่ามันซึมเข้าไปในกิจวัตรประจ�ำวัน ซึมเข้าไปใน
นสิ ยั เลย ปฏบิ ตั เิ ข้าไปแบบเป็นเร่ืองปกตเิ ลย จะกระท�ำอะไร
ต่างๆ ศีลก็วางไว้พร้อมแล้ว พร้อมแล้ว สติไปพร้อมแล้ว
พรอ้ มกบั ทค่ี วามระวงั ในกายในวาจา ในการกระทำ� ทกุ อยา่ ง
แรกๆ กพ็ ลง้ั เผลอ แรกๆ กด็ ว้ ยความไมช่ ำ� นาญ ถา้ พลง้ั เผลอ
ก็มีคนบอก มีคนเตือน มีครูบาอาจารย์ตักเตือน หมู่เพื่อน
ตกั เตอื น เห็นโทษละทนี ี้ ละอาย ส�ำรวม ไมท่ �ำซ�้ำ จากผิด
ก็เป็นถูก จากหลงทางก็มาตรงทางข้ึน สติท่ีเคยระวังเคย
ส�ำรวมอยู่ ในกายก็ดีในวาจาก็ดี ก็คลอ่ งตวั คล่องตัว น่ีคือ
หลักแห่งพ้นื ฐาน ยิ่งใครท�ำได้ละเอยี ดเทา่ ไหร่ ละเอียดลงไป
เทา่ ไหรก่ ต็ าม กน็ นั่ แหละคณุ ธรรมทงั้ หลายความดงี ามยงิ่ งอก
ยิง่ งอกเงย ยิ่งงอกงาม ยงิ่ โตเร็ว และกง็ อกงาม

ฉะนั้นศีลจึงเป็นของสูง เป็นของสูง ท่านว่าความหอม
ท้ังหลายก็สู้อะไรก็สู้ศีลไม่ได้ มันหอมทวนลม ผู้มีศีลแล้ว
จึงเป็นที่รักใคร่ คนท้ังหลายอยากเข้าใกล้ เพราะว่าอบอุ่น
เพราะว่าตายใจได้ ไว้ใจได้ ศีลท�ำให้เขาองอาจ เข้าไปใน
ที่ชุมชนที่อะไรก็ตามจึงไม่เก้อเขินไม่อาย เพราะว่าไม่ได้
ผิดพลาด ไม่มีอะไรเป็นเครื่องท�ำให้ใจเศร้าหมอง ไปที่ไหน
กอ็ งอาจ ศลี เราบริสุทธแ์ิ ลว้ ดีแลว้ สุคติเปน็ ท่หี วังได้ น่ีแหละ
อานิสงส์ของศีล จะเป็นมนุษย์เกิดมาก็เป็นผู้บริบูรณ์
ไม่ง่อยเปล้ียไม่เสียขาไม่บ้าใบ้ไม่หูหนวกตาบอด สุขภาพ
แข็งแรง อายุก็ยืนยาว ผิวพรรณก็ผ่องใส หน้าตาก็ดี สติ

117

ปญั ญากฉ็ ลาด โภคทรพั ย์กไ็ หลมา เพราะคนทม่ี ีศลี นี่แหละ
อานิสงส์ เกิดในภพใดชาติใด เป็นผู้บริบูรณ์ในส่ิงอันพึง
ปรารถนา ศีลจึงเป็นสิ่งท่ีบางทีเรามองเหมือนกับว่าพ้ืนๆ
มองเหมอื นกับว่าเปน็ ส่ิงพนื้ ๆ อยตู่ ่ำ� ๆ แตต่ รงน้มี นั เป็นย่าง
ท่ีจะก้าวข้ึนไป มันจะสูงไปหน้าจากอันน้ี จากขาอันน้ีท่ีมัน
แขง็ แกรง่ มนั มน่ั คง ถา้ ขาหนา้ ไมด่ ตี อ่ ขนึ้ ไปเทา่ ไหร่ สงู เทา่ ไหร่
ก็ลม้ ครนื นัน่ แหละ จรงิ ๆ แลว้ ถ้าเราดูตรงนีล้ ะเอียด ศีลน้ี
แล้วให้มันสมบูรณ์แล้ว มันหวังได้เลยว่าความสงบจะตาม
มาแนน่ อน ความสงบอยา่ งละเอยี ดจะตามมาเรือ่ ยๆ ลำ� พัง
แค่ศลี ๕ ถ้าเราใครค่ รวญให้ดีแลว้ จะปฏบิ ตั ใิ ห้ครบถ้วน
น่กี ็เป็นเรื่องไม่ใชข่ องงา่ ย ศีล ๕ ขอ้ ศีล ๘ น่กี เ็ หมอื นกัน
อย่างต่�ำน่ีกศ็ ีล ๕ ก็น่นั แหละศีลพระโสดาบัน ศลี ๘ กส็ ่ง
ให้ถึงพระอนาคามี อานิสงส์ศีลขนาดน้ัน ศีลท่ีบริสุทธิ์
ดแี ล้ว ถา้ ทุศีลแล้วไม่มที างหรอกไปไมไ่ ด้

อนั นกี้ ค็ อื สง่ิ ทเี่ ราควรรเู้ ปน็ วนั พระ วนั พระเปน็ วนั สำ� คญั
วันหนึ่ง พระทั้งหลายท่านก็มาทบทวนศีลของตน ฆราวาส
กเ็ หมอื นกนั เบอื้ งตน้ เบอื้ งแรกกม็ าชำ� ระศลี เราน้ี ชำ� ระใหม้ นั
สะอาด จากน้ันเมื่อเราตรวจตราเจ้าของดีแล้ว ช�ำระดีแล้ว
เรากม็ าทำ� สว่ นทลี่ ะเอยี ดขนึ้ ไป การไหวพ้ ระสวดมนตก์ เ็ ปน็ วธิ ี
อนั หนึ่ง เพื่อเป็นการระลกึ ถงึ ระลกึ ถึงคุณของพระรตั นตรัย
คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ บาลที งั้ หลายทกี่ ลา่ วขน้ึ นนั้
แท้จริงแลว้ ก็คือค�ำสอนพระพุทธเจา้ ในครัง้ พทุ ธกาลท่านใช้
คำ� นแ้ี หละ กค็ อื คำ� บอกทเ่ี ราพดู กนั ภาษาใจประสานกนั บง่ บอก
ความหมายกนั แตน่ นั้ ความศกั ดสิ์ ทิ ธนิ์ น้ั ไมไ่ ดอ้ ยทู่ ก่ี ารทอ่ งบน่

118

อยู่ทค่ี วามหมายที่เราเอาไปปฏบิ ัติ พระองคท์ รงกลา่ วเอาไว้
ดแี ล้ว ผู้รทู้ ้งั หลายกม็ าร้อยกรองข้นึ มารวมข้นึ เป็นบทตา่ งๆ
บทเหล่านีก้ เ็ ป็นบทที่สั้นๆ สัน้ ๆ แต่ละเรือ่ งละเร่ืองท่สี �ำคญั
แล้วก็ท่องบ่นนี้สืบต่อมาต้ังแต่คร้ังพุทธกาล เร่ือยมาจน
ตกทอดมาถึงปัจจบุ นั สูตรตา่ งๆ ก็ดี คาถาตา่ งๆ ก็ดี บรรจุ
อย่ใู นนน้ั นะ

ฉะนั้นการท�ำวัตร วัตรเช้าก็ดีวัตรเย็นก็ดี ศีลและธรรม
ต่างๆ ก็ดี ที่พาท�ำนี้ก็โดยย่อ แต่อันน้ันก็คือความส�ำคัญ
ความส�ำคัญคือหัวใจ หัวใจค�ำสอนท้ังหลาย ให้พวกเรา
รจู้ ัก ต้งั ใจเอาใจใส่ สวดจริงๆ จงั ๆ อานิสงส์ก็ท�ำใหเ้ รา
จิตใจเรากส็ งบเยือกเย็นอยู่ในบทสวดมนต์ พร้อมกันนั้น
เราก็รู้ความหมายไปด้วย ศึกษาความหมายไปด้วย
อนั ไหนมคี ำ� แปลเรากศ็ ึกษาให้เขา้ ใจความหมาย ไมใ่ ชส่ ักแต่
ว่าท่อง ความหมายมันอยู่ในนั้น เราก็จะเห็นคุณค่า เห็น
ความพิเศษของแต่ละบทที่ท่านร้อยเรียงมา มีความดีอันยิ่ง
ใหญ่ท่ีพระพุทธเจ้าท่านบ�ำเพ็ญความดีมาตลอดจนบังเกิด
เป็นพระพุทธเจ้าข้ึน ผู้รู้ทั้งหลายจะยกเอาคุณเหล่าน้ันมา
สรรเสริญ จิตท่ีจดจ่ออยู่กับค�ำสวดมนต์นั้นก็มีอ�ำนาจ
เพราะว่าอยู่ในธรรมะ จิตอยู่ในธรรมะ บางทา่ นบางองค์
น้ีจดจ่อไปกับสิ่งเหล่านั้นจิตสงบไปก็มี จดจ่อกับปาฏิโมกข์
อย่างน้ี จดจ่อท่องอยู่ตลอด จิตจดจ่ออยู่กับปาฏิโมกข์
ไมอ่ อกไปไหน จติ สงบได้ ฉะนนั้ สง่ิ เหล่าน้เี อง คาถาท่ีจับจิต
ทงั้ หลาย มนั เกดิ จากจติ ทม่ี นั หนกั แนน่ หนกั แนน่ อยกู่ บั คำ� สวด
และความดงี ามทมี่ พี ลงั ในจติ ในใจ มนั ถงึ จะเกดิ อานสิ งส์

119

สิง่ เหลา่ นจี้ งึ เปน็ สิ่งทีพ่ วกเรา ควรระลกึ ถึงเชา้ เยน็ ไมค่ วรขาด
ท�ำอยู่สม่�ำเสมอก่อนหลับก่อนนอน อย่างน้อยก็ต้องได้
ระลึกถึง สรรเสริญคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
มนั จะไดเ้ ปน็ เคร่อื งยึดเหนีย่ วจิตใจ

จากนั้นเราก็มาเอาความสงบของจิตใจต่อ มันก็จะง่าย
ครูบาอาจารย์ท้ังหลายที่ท่านสวดมนต์ พวกเราฟังประวัติ
ของท่าน อย่างหลวงปู่ม่ันท่านสวดเป็นชั่วโมง สูตรต่างๆ
ทา่ นจะยกขน้ึ มาหมนุ เวยี นกนั ไป บางทสี ูตรยาวๆ ธัมมจัก-
กปั ปวตั ตนสตู รอยา่ งนี้ มหาสมยั รตนสตู รอยา่ งน้ี สตู รยาวๆ
กาลามสตู ร ทา่ นก็สวด เป็นชวั่ โมง เราคงเคยได้ยนิ หลวงตา
ทา่ นเลา่ วา่ ทา่ นไปแอบฟงั หลวงปมู่ นั่ ทา่ นสวดมนต์ ทา่ นสวด
ของท่านเสยี งของทา่ นกด็ ังออกมา เปน็ ชัว่ โมง ท่านถึงหยดุ
นั่นนะดูสิ ครูบาอาจารย์ท่ีมีคุณธรรมอันเลิศ ท่านก็ท�ำ
ส่วนตัวของท่าน สูตรไหนบทไหนที่ท่านสบาย ท่านชอบ
ท่านจะทอ่ งบ่นและกส็ าธยายให้ลึก จติ มันก็อย่กู บั บทนน้ั นะ
บทธรรมอันน้ันนะ เสร็จแล้วท่านก็มาท�ำจิตท�ำใจ ท่านก็มา
นั่งภาวนา มันเสมอื นเดก็ นอ้ ยได้รบั การกล่อม กลอ่ ม เสยี ง
เห่กล่อมของบิดาของมารดา ไกวหูกไกวเปล แม่จะกล่อม
เห่ไปตะลอ่ ม เดก็ กห็ ลบั สบายเพราะเสียงกล่อม เสียงกล่อม
นกี้ เ็ หมอื นกนั จติ ใจทไี่ ดร้ บั ความกลอ่ มเกลาจากบทสวดมนต์
ทงั้ หลาย กลอ่ มจติ กลอ่ มใจ จติ ใจมนั กส็ งบระงบั มนั ไมฟ่ งุ้ ซา่ น
จากนนั้ เรากน็ งั่ ภาวนา กำ� หนดบรกิ รรมภาวนา จะเปน็ บท
ไหนทเี่ ราชอบกต็ าม กต็ ง้ั สตใิ หอ้ ยกู่ บั คำ� บรกิ รรม อยา่ ให้
พลง้ั เผลอออกไป

120

อันไหนท่ีเราท�ำแล้วมันถูกกับเรามันสบาย ก็ต้ังใจ
ท�ำจริงๆ ระลึกๆ อยู่กับค�ำบริกรรมอันน้ัน ไม่ให้จิตมัน
ส่งออกไปต่างๆ มันส่งออกไปก็ดึงมันมา ส่งออกไปก็รู้จัก
รจู้ กั เรอ่ื ง มนั ไปแลว้ นะ อยา่ ไปเพลนิ กบั มนั อยา่ ไปตามกบั มนั
ถ้ามนั ส่งออกไปขา้ งนอก นอกธรรมะ นอกคำ� บรกิ รรมท่ีเรา
ตั้งเอาไว้นะ มีสตจิ ดจ่อตลอด คำ� วา่ สติกค็ อื ความเอาใจใส่
ความจดจ่อตั้งใจ เอาใจไปตั้งเอาไว้ ใจคือความรู้
ผู้รู้ รู้สึกน่ีแหละ เรารู้อยู่ รู้ ได้ยินในความรับรู้ร้อนหนาว
เอาความรไู้ ปตง้ั ไว้ ตง้ั ไวก้ บั คำ� บรกิ รรม ตง้ั ไวก้ บั บทธรรม
อนั นนั้ อาศยั สตปิ ระคองเอาไว้ ประคองความรนู้ นั้ ไวด้ ว้ ย
ความเอาใจใส่ ตอนที่เราประคองความรู้อันน้ัน อาการ
อันนั้นแหละท่านให้ช่ือว่าสติ ถ้าเราไม่ประคองความรู้
อันนั้นไว้ ความรู้ไป แล้วแต่มันจะรู้ไง อาการของความรู้
มันแล้วแต่มัน น่ันแหละลักษณะของความรู้ ไปรู้ตรงไหน
แล้วแต่มัน เรื่องของมันฟุ้งออกไปเร่ือย ถ้าเราไม่มีสติดึงไว้
ทา่ นวา่ เผลอสติ ทา่ นวา่ เผลอสติ ไมม่ สี ติ พงุ่ ออกไปตามทตี่ า่ งๆ
สารพดั ไมร่ เู้ รอ่ื งรรู้ าว พลง้ั เผลอ เคยคดิ เคยปรงุ เคยอะไรตา่ งๆ
มนั กป็ รงุ ไปเรอ่ื ยๆ ไมร่ ถู้ กู รผู้ ดิ ไมร่ เู้ รอื่ งรรู้ าว ทง้ั ทเ่ี หตปุ จั จบุ นั
ทเ่ี ราทำ� อยคู่ อื ตอ้ งการความสงบ ตอ้ งการใหอ้ ยกู่ บั คำ� บรกิ รรม
มันก็พุ่งออกไป

อะไรที่มันผลักดันอยู่ในใจ นั่นแหละท่านให้ช่ือว่า
กิเลส ตัวผลักดันนี่แหละ ตัวมันปรุงแต่ง ตัวมันพาเราคิด
ไปในท่ีต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่เดือดร้อนอยู่น้ี ก็คือสิ่งนี้
ทมี่ นั ผลกั ดนั อยใู่ นใจเรา รวมยอ่ ลงสน้ั ๆ ทา่ นวา่ โลภ โกรธ

121

หลง มันจะคิดไปร้อยแปดพันเก้าก็ตามที ก็คือบริวารของ
ความโลภ ความโกรธ ความหลง มนั ฝงั อยใู่ นใจเรามาเนนิ่ นาน
จนคล่องช�ำนาญ เพราะเราเคยท�ำอย่างน้ีมาหลายภพ
หลายชาตติ ิดตอ่ กันเรื่อย ฉะนั้นการทอี่ ยดู่ ๆี เราจะมาฝกึ
ใหม้ ันหยดุ ให้มนั นง่ิ กเ็ ลยเป็นสง่ิ ทไ่ี ม่ใชท่ ำ� งา่ ย เปน็ สง่ิ ที่
ตอ้ งฝืน ต้องสู้ ตอ้ งอดทนจรงิ ๆ ต้องต้งั ใจจรงิ ๆ เท่าน้ัน
ตอ้ งทำ� จรงิ ๆ เหน็ ความสำ� คญั จรงิ ๆ ของการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ของธรรมะทเ่ี ราจะระลึก เหน็ คุณค่าจรงิ ๆ เอาใจใส่ จะยาก
กท็ ำ� จะเหนือ่ ยกต็ ามเถอะ ลำ� บากกจ็ ะฝืนสู้ ไมป่ ล่อยใจ
ให้มันร่อนเร่ไปเหมือนเดิม เพราะรู้แล้วว่า ความคิดอ่าน
ทเี่ ราเคยคิดมานะมันไมไ่ ดเ้ กดิ ประโยชนห์ รอก มนั ไม่ใชท่ ่ีพ่ึง
เราหรอก หรือคดิ ไปรอ้ ยแปดพนั เกา้ มนั ฉลาดเฉลียวแค่ไหน
วา่ มนั จะร้เู รือ่ งรูร้ าวตา่ งๆ แคไ่ หน มันก็เร่อื งสงั ขาร เปน็ เร่ือง
ที่เราเอาจริงเอาจังไม่ได้ เป็นเร่ืองที่ไม่น่าไว้ใจ เป็นเร่ืองที่
พกโทษกอ่ เกิดใหเ้ ราท้งั สิน้

ฉะนั้นต่อจากน้ีไป เราจะไม่ไปตามใจมันเหมือนเก่า
และจะไมป่ ลอ่ ยจติ ให้มนั รอ่ นเร่ไปเหมือนว่าวขาด เชือกขาด
พวกเราจงเห็น ถา้ สายวา่ ว ถา้ เชือกขาดมันเควง้ ไปหมด แลว้
แต่ลมจะพดั ไปไหน นน่ั แหละคอื คนทีข่ าดสติ กค็ นท่ีมีสตนิ น้ั
เหมือนสายว่าวประคองไว้ตลอด มันอยู่ในมือนะ ถึงมันจะ
พลกิ ไปพลกิ มาตรงไหน กอ็ ยกู่ บั มอื เรา นวี่ า่ วตวั นนั้ กไ็ มไ่ ปไหน
โต้ลมอยู่น่ันแหละ จิตเหมือนกัน ถ้ามีสติประคองอยู่กับ
ธรรมะ อาศัยสติประคองไว้น่ี มันก็ต้องอยู่กับธรรมะ
พอลมตีข้ึนเบื้องบนพอได้ระดับมันก็โต้ลมอยู่นั่นไม่ตก

122

น่ันแหละว่าวมันไม่ตก ติดลมบน ภาษาเขาว่าติดลมบน
ไม่ตกแล้ว จิตเหมือนกัน ประคองอยู่กับบทธรรมเรื่อยๆ
เรอื่ ยๆ เขา้ จติ กส็ งบระงบั ตวั ไปเรอ่ื ยไปเรอ่ื ย จากเดมิ ทฟ่ี งุ้ ซา่ น
จากเดิมท่ีวุ่นวาย อารมณ์ก็น้อยลงเร่ือยๆ ความเยือก
เย็นก็เข้ามา อาการของความสุขความเบา อาการของ
ความสบายท้ังหลายจะเกิดขึ้น ตอนนั้นให้รู้จัก อาการ
ตา่ งๆ มนั จะเกดิ ขน้ึ มายงั ไงกร็ จู้ กั ไว้ อยา่ ไปตนื่ เตน้ กบั มนั
อยา่ ไปหลงกบั มนั มนั จะเหาะเหนิ เดนิ ฟา้ มนั จะดำ� ดนิ บนิ วน
มนั จะใหญเ่ ลก็ มนั จะอะไรตา่ งๆ ใหร้ จู้ กั ใหร้ จู้ กั เรอื่ งมนั ทง้ั หมด
เกิดขึน้ ก็ใหร้ จู้ ัก รจู้ ักแล้วก็อย่าไปใหค้ วามส�ำคญั อะไร

หน้าท่ีเราคือเราจะเอาอยู่กับค�ำบริกรรม อยู่กับ
บทธรรมเราไป อยา่ ไปส่งอย่กู ับอาการเหล่านน้ั ถ้าเราไป
เพลดิ เพลนิ กบั มนั เหน็ ความประหลาดเหน็ ความละเอยี ดของ
อาการเหล่านั้นแล้ว จะเกิดความเพลิดเพลินเกิดความดีใจ
จิตไปอยู่ตรงน้ันจะไปกันใหญ่ อาการมันจะมากขึ้นเร่ือยๆ
สมัยก่อนท่านว่าปีติ ๕ น่ันแหละครูบาอาจารย์สมัยที่
ทา่ นโนน้ สมยั เมอ่ื บอกไปขนึ้ ปตี กิ นั ปตี ิ ๕ ขนึ้ แลว้ จะกระโดด
โลดเตน้ บา้ งนั่นแหละ บน่ เพ้อต่างๆ นานาบา้ ง และกส็ �ำคญั
วา่ เจ้าของวิเศษข้ึนมาแล้ว นน่ั แหละคอื อาการ ถ้าเราไม่รจู้ ัก
เรื่องมันไปให้ความส�ำคัญกับมัน มันก็ไปใหญ่ไปหน้า
เกดิ สารพดั ละ่ ตณั หากไ็ ปปรงุ แตง่ มนั เขา้ ไปอกี ฉะนน้ั สงิ่ เหลา่ น้ี
ให้รู้จักมันไว้ มันสงบเข้ามาละเอียดเข้ามาเร่ือย อาการ
เหล่านั้นพระพุทธเจ้า ท่านให้ช่ือว่าปีติ มันจะมีอะไรก็
แล้วแต่มันเถอะ ให้รู้จักเร่ืองมัน ก�ำหนดดูให้รู้จักแล้ว

123

ก็วางไว้ตลอด ไม่อะไรกับมัน อยู่กับค�ำบริกรรม ให้อยู่
กับค�ำบริกรรมตลอด จดจ่อกับมันไว้ ถ้าเราไม่ใส่ใจมัน
จิตละเอียดเข้าไปเรื่อย จิตมันละเอียดเข้าไป จะละเอียด
เขา้ ไปเรอื่ ย ความรตู้ า่ งๆ กห็ ดตวั เขา้ ไปเรอ่ื ย อยา่ ใหเ้ ผลอ
ท�ำประหนึ่งว่า เราจะไม่ได้อะไรทั้งส้ิน ท�ำจนเห็นว่าเรา
เดินเข้าไปในท่ีที่เราไม่เคยรู้จัก และก็ไม่ต้องไปหวังอะไร
ทง้ั สน้ิ สง่ิ ทเ่ี รารมู้ าสง่ิ ทเ่ี ราไดย้ นิ มามนั จะอะไรตา่ งๆ นานาน่ี
ให้ตั้งใจภาวนา ใคร่ครวญ อย่าไปคาดไปหมาย มันอาจจะ
เอาความอยากเข้าไปดว้ ย

ถ้าเราอยากสงบ เราอยากใหม้ ันหยดุ อยากใหม้ ันนง่ิ
ความอยากนี้แหละมันจะบังเราเอาไว้ จิตจะไม่ลงสู่
ความสงบทำ� ไปอยา่ งนนั้ แหละดมู นั ไปเรอ่ื ยอยกู่ บั คำ� บรกิ รรม
ไปเรอ่ื ย หรอื อยู่กบั ส่ิงทเี่ ราพิจารณา ใคร่ครวญอย่อู ยา่ งน้นั
เรอ่ื ยๆ ทำ� ไป ไมค่ าดไมห่ มายไมห่ วงั อะไรทงั้ สน้ิ ถงึ ความพอดี
มันแล้ว จติ ท่ไี ด้รับการอบรมกล่อมเกลาในบทธรรม มนั เป็น
เหมอื นเด็กนะ ถงึ จดุ ถงึ เวลามนั ก็จะหลับ สงั เกตดูเหมอื นกัน
ถา้ เราต้ังทา่ จะหลับมันไมห่ ลับหรอก แต่ตอนจะหลับน่เี ราจะ
ไมร่ ู้จกั คนจะเขา้ สคู่ วามหลับ สังเกตให้ดแี ล้วกัน มนั จะเผลอ
สติไปแล้วก็หลับไปเลย ไม่รู้จังหวะ อาการของความอยาก
มันต่างกัน บางทีเข้าไปแล้วนี่ ความสุขที่มันมาล่อเราไว้นี้
จิตท่ีมันไปนอนเน่ืองกับความสุขความสบาย มันเผลอ
เขาเรียกว่าหัวตอ สมาธิหัวตอมันเป็นอย่างน้ันนะ จิต
เข้าภวังค์หลวง เหมือนสงบแต่มันไม่ใช่ มันเผลอสติไป
มันหลับ นน่ั แหละเขาเรียกภวงั คห์ ลวง

124

อาการความสขุ ทมี่ นั เกดิ ขนึ้ จากการปฏบิ ตั ิ ตอ้ งรจู้ กั เรอ่ื ง
ของมนั อยา่ ไปทำ� อะไรทคี่ วามรสู้ กึ ยดึ มน่ั หมายมน่ั ใหม้ นั มาก
ต้ังสติให้ดี จะไปอยู่กับมันมากมันก็เผลอ เผลอจาก
ค�ำบริกรรม จิตไปห้อยอยู่ไปอิงแอบอยู่กับความสุข สักพัก
หนึ่งง่วง ง่วงก็หลับ น่ีแหละหลับ ก็เช้าเลยหลับไปยาวเลย
สปั หงก หวั โขกนนั่ แหละ ผงกหนา้ ผงกหลงั อยอู่ ยา่ งนน้ั แหละ
น่ีแหละท่านว่านี่แหละก็คือส่ิงที่เราต้องผ่านไปทั้งหมดเรื่อง
เหลา่ น้ี ถา้ เราไมร่ จู้ กั เรอ่ื งมนั แลว้ ปลอ่ ยมนั ซำ้� ๆๆๆ นนั่ แหละ
แกย้ าก เขา้ ไปละเอยี ดเขา้ ไป เขา้ ไปกห็ ลบั อกี แลว้ อกี แลว้ หลบั
อีกแล้ว อันน้ันจิตอันน้ันนะคนที่ไม่ได้ต้ังสติให้ดี พวกเผลอ
สตนิ ่นั แหละ มนั ชอบคดิ อา่ นนน่ั แหละ ฉะน้ันสตจิ ึงเปน็ สิ่ง
ส�ำคญั ทเี่ ราต้องเอาใจใสต่ ลอด ประคองตลอด ประคอง
สตไิ วก้ บั บทธรรม แลว้ เวลาจะเปน็ ยงั ไงกต็ าม จติ จะตอ้ งรจู้ กั
เรือ่ งของมนั ไว้ บางคนขณะทมี่ ันจะเกิดอะไรต่างๆ จติ มันไป
รวมมันกม็ ีอะไรตา่ งๆ อย่าสงสยั ให้รู้จักเรอ่ื งแลว้ ไมต่ อ้ งไป
ใส่ใจมัน มุ่งมั่นท�ำอยู่กับค�ำบริกรรมนะแหละ ความสงบให้
รจู้ ัก ความไม่สงบกร็ ู้จกั จติ สงบตัวเขา้ ไปเปน็ ยงั ไง ตอ้ งร้จู กั
ความรู้สกึ ทม่ี ันร้จู ะหลับ จิตท่ีมันรวมเขา้ ไป

ครูบาอาจารย์ท่านถึงเทียบ มันเป็นเหมือนกับจอมแห
สาวจอมแหเข้ามา เข้ามา ตีนแหที่มันซ่านไปในที่ต่างๆ
กระจายไปที่ต่างๆ จิตเวลามันหดตัวเข้ามามันจะไปรวม
เขา้ ไป รวมกับตีนแห ตนี รวบเขา้ รวบเขา้ รวบเข้า สุดทา้ ย
มากอง มันมารวมกนั ไอน้ ีจ่ ดุ ผู้รู้ จดุ แห่งความเดน่ จุดแหง่
ความอศั จรรยน์ น่ั แหละ พอมันสงบตวั ให้มันรู้จัก ใหร้ ู้จกั เหตุ

125

ของความสงบ ท�ำให้มันรู้จักให้หายสงสัย มันเป็นยังไง
ความสงบ ครูบาอาจารย์ท่านพูดให้ฟัง เจอเข้าไปกับตัวจะ
รจู้ กั หรอก ไอ้แบบน้ีมันสงบแบบนี้ สงบแบบพืน้ ๆ สงบแบบ
ปานกลาง สงบละเอียด อาการก่อนจะเข้าสู่ความสงบก็ให้
รู้จัก บางทีมีอาการอย่างน้ันๆ บางคนก็เกิดอาการต่างๆ
เหมอื นหวั ทม่ิ หวั ตำ� เหมอื นตกเหวตกบอ่ เหมอื นอะไรตา่ งๆ
บางทีอาการแต่ละคนท่ีจะเกิดข้ึนก็ให้รู้จัก จิตมันสงบตัว
เข้าไปแล้วก็พัก มันจะคลี่คลายมันก็เรื่องของมันเอง เร่ือง
ของมัน และถ้ามันสงบลงไปแล้วก็ให้จดจ�ำเอาไว้ คือจิต
มันละเอยี ดด้วยวิธใี ด จิตมันสบายด้วยวธิ ใี ด กพ็ ยายาม
ทบทวนกอ่ นทเี่ ราจะออกจากการภาวนา ทบทวน ทบทวน
ระลกึ ดเู ราตง้ั จติ ไวย้ งั ไง เรมิ่ ตน้ เราทำ� ยงั ไง ศลี เราบรสิ ทุ ธด์ิ ี
เรารู้จักควบคุมดี สติเราต่อเน่ืองดีน่ันแหละ ความไม่กังวล
ไม่ฟุ้งซ่าน เราตั้งค�ำบริกรรมไว้อย่างนี้ มันถี่มันห่าง มันเร็ว
มนั ชา้ นน่ั แหละมนั เปน็ ยงั ไง จติ มนั ถงึ สงบระงบั เขา้ ไปไดก้ ใ็ ห้
รู้จัก มันจะสบายนั่นแหละ จิตถ้ามันอยู่กับค�ำบริกรรมหรือ
สงิ่ ทมี่ นั ชอบ มนั เหมอื นเสยี งเหเ่ สยี งกลอ่ ม ไกวเปลนนั่ แหละ
นอนก็หลับสบาย แต่ถ้ามันไม่ถูกมันไม่ชอบ ยิ่งไกวเท่าไหร่
มันยงิ่ ด้นิ รน ฉะน้นั ตรงนีต้ อ้ งใหร้ ูจ้ ัก รู้จกั เร่อื ง

อุบายต่างๆ ของแต่ละคนจะเข้าไปคิดพิจารณา ถ้ามัน
ไมพ่ รอ้ ม ถา้ มนั ดน้ิ มนั ดนิ้ รนหลายนะ ทา่ นกท็ รมานมนั บางที
ก็อดนอนบา้ ง ผ่อนอาหารบา้ ง หรืออดไปเลยบา้ ง น่แี หละ
ฉนั แตน่ ้อย นอนแต่น้อย ชว่ งทรมานรา่ งกาย เร่ยี วแรงมนั จะ
เบาลงไป ทำ� งานทำ� การออ่ นลงไป จติ มนั จะไดไ้ มฟ่ งุ้ ซา่ นมาก

126

จิตมันเนื่องกับกายอยู่ ถ้ากายมีก�ำลังก็ไปท่ัวๆ ของมันล่ะ
ฉะนัน้ ตรงนกี้ ็ต้องรจู้ กั อบุ าย บางคนกร็ จู้ กั อาหารกต็ อ้ งรจู้ ัก
อนั ไหนมนั พอดกี บั เราอนั ไหนภาวนามนั เปน็ ไป อนั ไหนทานแลว้
มันโงกง่วง ทานแล้วมันตื้อ ทานแล้วมันข้ีเกียจ น่ันแหละ
มนั ไมอ่ ยากภาวนา ก็ให้ก�ำหนดรู้จักไว้ อย่าไปเอา อันไหน
ถ้ามันสบาย ภาวนาเหมอื นหวั ตอนัง่ ผงกๆ นนั่ กร็ จู้ ักอาหาร
แต่ละประเภท หรือการขบฉันก็ดี ขนาดไหนพอดีก็รู้จัก
การนอนก่ีชั่วโมงก็ให้รู้จัก รู้จักเร่ือง การพูดจาการคลุกคลี
อะไรต่างๆ อันไหนเป็นโทษ อันไหนเป็นสิ่งท่ีส่งเสริมให้
กับการปฏิบัตเิ รากใ็ หร้ ูจ้ ัก สปั ปายะทั้ง ๔ ทพ่ี ระพทุ ธเจ้า
ท่านตรสั เอาไว้ ให้มันพอดี พอดี มนั ก็เกิดมนั ก็บริบูรณ์
เหตปุ จั จัยทง้ั หลายจิตมันกเ็ ข้าสู่ความสงบได้

อันหน่ึงท่ีส�ำคัญ ก็คือเร่ืองของความเพียร ต้อง
พยายามๆ ทำ� ไมห่ ยดุ ไมถ่ อย ลมื ตาตนื่ ขน้ึ มากท็ ำ� ๆ ทำ� มนั
อยู่อย่างน้ันแหละ อย่าไปปล่อยจิต ไม่ใช่ว่าเวลาจะ
เดินจงกรมค่อยท�ำ เวลาเราไม่เดินจงกรมไม่น่ังภาวนาก็
ปลอ่ ยมันไปเลยหมด แลว้ แต่มนั จะคดิ อา่ นเรื่องต่างๆ บท
จะนงั่ จรงิ ๆ กย็ าก เพราะปลอ่ ยมนั ทง้ั วนั แลว้ ไมไ่ ดร้ ะมดั ระวงั
รกั ษาใจ ฉะนน้ั การระวงั รกั ษาใจตลอดๆ นี่ ไมว่ า่ เราจะทำ� อะไร
ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ตาม มีสติระวังตลอด ควบคุมไว้ตลอด
เหมอื นอยา่ งครบู าอาจารยท์ ท่ี า่ นเหน็ ไหมทที่ า่ นเลา่ นะ แมแ้ ต่
กวาดตาด แมแ้ ตท่ ำ� อะไรตา่ งๆ ทกุ อยา่ งอยกู่ บั พทุ โธๆ ตลอด
พทุ โธตลอดไมม่ เี ผลอเลย แมแ้ ตท่ า่ นปดั กวาดอยจู่ ติ ของทา่ น
ก็ยังจดจอ่ เข้าไป ยังรวมเขา้ ไป ทุกอย่างท�ำอะไรตา่ งๆ จดจ่อ

127

อยู่อยา่ งนนั้ ตลอด ฉะน้นั การกระท�ำทกุ อย่าง ทา่ นจึงเน้น
ความมสี ติ ไมว่ า่ ทำ� อะไรกต็ ามทที ำ� แบบสะเพรา่ ทำ� แบบ
สุกเอาเผากินนะ ท�ำแบบสักแตว่ า่ ทำ� นะ ทำ� แบบเผลอๆ
ไผลๆ นะ ทา่ นเหน็ ท่านกต็ ำ� หนิเอาเลยงน้ั แหละ กเ็ พราะ
มันคือเรื่องของการเผลอสติ เร่ืองของการขาดสติ เรื่อง
ของกิเลสท่ีจะเขา้ ไป

ฉะนนั้ การกระทำ� ทุกอยา่ งจึงตอ้ งต้งั ใจทำ� จรงิ ๆ ท�ำด้วย
ความตั้งใจ ท�ำด้วยความจดจ่อ ท�ำด้วยความส�ำรวมจริงๆ
รู้จักหนักรู้จักเบา รู้จักกาลเทศะ รู้จักว่าขณะน้ีเวลาน้ีเรา
ควรประพฤติแบบไหน ควรพูดยังไง ควรน่ิงหรือว่าควรพูด
ควรวางตัวแบบไหน นี่แหละสติก็จะรู้จัก ปัญญาก็เข้าไป
ใคร่ครวญ ทุกอย่างก็จะตกแต่งเจ้าของอยู่ตลอด สติท่ีมัน
รกั ษาไวด้ แี ลว้ นี่ตลอดเวลา มนั คอื ค�ำบริกรรม คอื ความเพยี ร
เวลามันพอตัวแล้วมันก็เข้าสู่ความสงบ เข้าสู่ความสงบ
พอรจู้ กั เรอื่ งทำ� บอ่ ยเขา้ บอ่ ยเขา้ รจู้ กั เรอื่ ง มนั งา่ ยเขา้ มนั งา่ ย
มนั ทำ� ไปเรื่อย รจู้ กั เรือ่ งมันแล้ว มันก็ไปได้ สู้ รู้จักใคร่ครวญ
อยา่ งสวดมนตท์ ที่ า่ นพดู อะยงั โข เม กาโย กายของเรานแี้ ล
เบื้องบนแต่พ้ืนเท้าข้ึนมา เบ้ืองล่างแต่ปลายผมลงไป
การภาวนาก็เหมือนกัน ก�ำหนดดูตั้งแต่หัวจรดเท้าเรา
พิจารณาให้เป็นธรรมะ ให้เห็นถึงของปฏิกูล เป็นของ
ไม่สวยไม่งาม เห็นถึงของไม่สะอาด เห็นถึงสิ่งที่ไม่ใช่
เราเขาสัตว์บุคคล เป็นสิ่งที่ประชุมกันขึ้นด้วยธาตุดินน�้ำ
ลมไฟ แปรปรวนเปล่ียนแปลง ประกอบด้วยความทุกข์
ไม่อยู่ในก�ำมือใคร อย่างที่ไปบังคับมันได้ดังใจหมาย

128

อาการต่างๆ เหล่านี้ มันปรากฏชัดอยู่ในตัวตลอด ดูให้
มันซึ้งเข้าไปเร่ือย ดูก็ดูความจริงอย่างนี้แหละ ไม่ต้องไปดู
อันอื่น ถ้าลงในความจริงเหล่าน้ีแล้วจิตมันก็จะยอมรับใน
เหตผุ ล ถา้ ไปดูนอกเหนอื จากน้ีแลว้ มนั กเ็ ป็นโลก ดูเปน็ โลก
จติ มนั กจ็ ะไมส่ ลดสงั เวช จติ กจ็ ะไมเ่ บอ่ื หนา่ ย จติ กจ็ ะฟงุ้ ซา่ น
มนั ถงึ จะไดค้ วามละเอยี ด เหมอื นหมอเขาดกู นั ไดห้ มดแหละ
เสน้ เลอื ดเสน้ เอน็ กลา้ มเนอ้ื ตบั ไต ทา่ นรลู้ ะเอยี ดทา่ นจำ� ไดห้ มด
จำ� ได้หมด ทกุ กระดูกทกุ ทอ่ น ชื่อแซค่ วามส�ำคัญทา่ นรู้หมด
แต่มันกเ็ ป็นโลกมนั ไม่เป็นธรรม จติ มันก็ไมเ่ บือ่ หนา่ ย มันไม่
สงั เวช มนั กไ็ มไ่ ดค้ ลายความหลง กย็ งั สำ� คญั วา่ เปน็ ตวั เราเขา
สตั วบ์ คุ คลอยู่ ถงึ จะผา่ ศพอยกู่ ต็ าม มันกย็ งั ส�ำคญั ว่าสวยอยู่
ตัวเองก็งามอยู่ตัวเองก็สวยอยู่ คลุกคลีอยู่กับศพนั่นแหละ
แต่ก็ไม่เห็นปฏิกูล ไม่เห็น เพราะจิตมันไม่ได้ใคร่ครวญให้
เปน็ ธรรม นัน่ แหละ

ฉะนนั้ สง่ิ ทเี่ ราสำ� คญั กค็ อื วา่ ตอ้ งตง้ั จติ ใหม้ นั ใครค่ รวญ
อยใู่ นธรรมะ ความเปน็ ปฏกิ ลู มนั ชดั อยแู่ ลว้ เอาตวั เราเองเปน็
พยาน ตัวเองชะล้างอยู่ทำ� ความสะอาดอยู่ ดแู ลรักษามันอยู่
ตั้งแต่หัวจรดเท้าน่ันแหละท้ังวันทั้งคืน ความไม่สะอาด
มันไหลหลั่งออกมาตลอดทวารท้ัง ๙ มันฟ้องอยู่ตลอด
นน่ั แหละ ดูมันเขา้ ไป มนั สะอาดตรงไหนนะ ทมี่ นั ออกมาให้
เราเห็นมันก็ชัดๆ อยู่แล้ว ไอ้ท่ีมันหมกอยู่ข้างในนะ ถ้าเรา
เลาะเนอ้ื เลาะผวิ หนงั มนั ออกไป มนั อาบดว้ ยเลอื ด นนั่ แหละ
เลือด ชุ่มเลือดอยู่อย่างนั้น มีทั้งเลือดมีท้ังน้�ำเหลือง มีท้ัง
น้�ำลาย น�้ำเสลด น้�ำดี เข้าไปในกระเพาะเราก็อาหารเก่า

129

กินเข้าไปแต่เช้ามันก็หมักอยู่ในนั้นแหละ อาหารเก่า
ลงไปเป็นมูตรเป็นคูถ ตัวเราก็เหมือนเป็นถังขยะนะแหละ
เป็นปฏิกูลดีๆ น่ีแหละ รับเข้าไปแล้วก็มีแต่ออกมาเป็นแต่
สกปรกท้งั นัน้ เลย ไมม่ อี ะไรเลย ผ่าเข้าไปตวั เราแล้วออกมา
ไปเปน็ ทองคำ� ขนึ้ มา หรอื เปน็ ของหอมขน้ึ มา เปน็ ของสะอาด
ขน้ึ มาได้ ไม่มีสกั ชิน้ ส่วนไมม่ สี กั แหง่ หนเลย ส่งิ ตา่ งๆ เขา้ ไป
เกลือกกลัว้ กับรา่ งกายนแ้ี ล้ว จะเป็นเสื้อผา้ ก็ดี จะเปน็ ทห่ี ลบั
ทน่ี อนกด็ ี หมอนมงุ้ กด็ ี สะอาดสะอา้ นซกั มาใหมอ่ ยา่ งดหี มด
นน่ั แหละสมั ผสั กบั รา่ งกายนไี้ ปแลว้ กส็ กปรก ตอ้ งซกั ตอ้ งลา้ ง
ท้งั น้นั แหละ ทกุ อย่างก็มาจากน้แี หละ ความเปน็ ปฏกิ ูลของ
รา่ งกายนแ้ี หละ มนั กเ็ รายงั สำ� คญั วา่ เรายงั สวยอยู่ มนั งามอยู่
น่ันแหละเพลดิ เพลินยนิ ดีกับมันอยู่ มนั ต้องเรยี กวา่ หลง

ถ้าเราหลงอย่างนี้แล้ว จิตมันก็ไม่สงบ จิตมันก็ฟุ้งซ่าน
ปรุงแต่งอยู่กับความสวยความงาม น่ันแหละพิถีพิถัน
ในร่างกายแล้วก็ออกไป มันออกไปเป็นส่วนประกอบต่างๆ
เป็นเสื้อผ้าเป็นเคร่ืองประดับ เป็นเคร่ืองลูบทาลูบไล้ เป็น
เครอ่ื งนำ้� หงนำ้� หอมเปน็ พวกแปง้ เปน็ พวกสารพดั ประดบั ประดา
แต่งแต้มให้มันสวย ซึ่งก็เทียบเหมือนกับหีบศพนะแหละ
ถึงจะวิจิตรแค่ไหนข้างนอก ประดับมุกก็ตาม ทาทองอะไร
กต็ าม ขา้ งในมนั กเ็ ปน็ ซากศพอยดู่ ี ถงึ จะวจิ ติ รพสิ ดารแคไ่ หน
ก็ตาม ทา่ นก็เทียบเหมอื นกบั โลงศพ ไอ้ท่เี ราเห็นอยู่น้ีก็ตาม
วิจิตรแค่ไหนก็ตามดูเหมือนอันน้ันก็ตาม มันก็คือโลงศพนะ
เปิดโลงออกไปก็มีแต่ศพนะ นั่นแหละเรียงร้อยให้เป็นเรื่อง
เปน็ ราวเปน็ ธรรมะ ถา้ จติ จดจอ่ อยกู่ บั สง่ิ เหลา่ นน้ั ตอ้ งเบอ่ื

130

ต้องหน่าย ต้องสะอิดสะเอียน ต้องเห็นโทษ เห็นความ
สกปรก พรอ้ มกนั นนั้ กเ็ หน็ ความทกุ ข์ ทกุ ขท์ เี่ ราตอ้ งแบก
หามภาระอนั น้ี ตั้งแต่เกดิ มาจนกระทั่งปจั จุบันนี้ ภาระไหน
ก็ไม่เท่าภาระที่แบกหามร่างกายนี้หรอก ป้อนข้าวป้อนน้�ำ
ดแู ลเชด็ ถูท�ำความสะอาดอย่ตู ลอด มนั ก็ไมฟ่ ังเรา มนั จะดื้อ
เดี๋ยวมันก็ป่วย เดี๋ยวมันก็ไม่สบาย เดี๋ยวมันก็แก่ มันก็หิว
กนิ แลว้ กห็ วิ อกี เดย๋ี วกห็ นาวเดย๋ี วกร็ อ้ น สารพดั ทมี่ นั จะแสดง
อาการของความทมี่ นั ไมส่ บายเกดิ ขนึ้ ความเดอื ดรอ้ นเกดิ ขน้ึ
ประคบประหงมทะนบุ �ำรุง สารพดั ด้วยปจั จยั ๔ ดว้ ยเคร่ือง
วเิ ศษ เสอื้ ผา้ อาภรณ์ อาหารการกนิ ทอ่ี ยทู่ อี่ าศยั บำ� รงุ บำ� เรอ
มันดีสุด มันก็ไม่ฟังเรา นั่นแหละ จะเด็กจะน้อยอยู่ในท้อง
แม่คืบคลานออกมา โตใหญ่ข้ึนมา เปล่ียนไปเรื่อย ถ้าดูให้
ดแี ล้วท่านถงึ ว่า มนั ไมใ่ ช่ตัวเราจริงๆ แหละ มันเปล่ียนของ
มนั ไปเรอ่ื ย มนั แกไ่ ปขา้ งหนา้ แลว้ สดุ ทา้ ยมนั กไ็ ปตายจากกนั ไป
พลัดพรากจากกันไป ท่ีเรายึดมั่นหมายมั่นว่ามันเป็นตัวเรา
ของเรา ท่านว่าท่ีเราทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะตรงนี้แหละ
เพราะว่าความหลงความไม่รู้ของเรา ส�ำคัญม่ันหมายว่ามัน
เป็นตัวเราเปน็ ของเรา

ฉะน้ันกรรมฐาน ๕ ถึงเราจะพิจารณาทั้งหลายท้ังปวง
มันก็ท้ิงลงตรงนี้ ท้ิงลงตรงความเห็นท่ีมันถูกต้อง ทิ้งลงใน
ความเปน็ ปฏกิ ลู ในความทมี่ นั ไมใ่ ชเ่ ราเขาสตั วบ์ คุ คล ทงิ้ ลงใน
ความทกุ ข์ ทิ้งลงในความเปล่ียนแปลง ทง้ิ อยูอ่ ย่างนัน้ แหละ
ซ�้ำๆ อยู่อย่างน้ันแหละ ให้มันดูอยู่เร่ือยๆ อย่างน้ันแหละ
ดแู ลว้ ดูเลา่ อยอู่ ย่างน้ันแหละ เห็นคร้งั หนึง่ ก็เหมอื นเหน็ แลว้

131

หรือรู้จักแล้ว แต่อย่าไปวาง ดูอย่างนั้นแหละดูไปเร่ือย จะ
ไปถึงไหนก็ช่างมัน ไม่ต้องข้ีเกียจไม่ต้องหยุด ถ้ามันเกิด
อาการตา่ งๆ ขนึ้ มาสารพดั ทมี่ นั จะแสดงอาการ กช็ ำ� ระเขา้ ไป
ละเอยี ดเขา้ มนั ก็มีอาการอยา่ งทีว่ า่ ปตี ิ มนั จะร้องหม่ ร้องไห้
มันจะสลดสังเวชใจ มันจะเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา
เกดิ แสงเกิดเสียงเกิดอะไรขึน้ มา ก็ใหร้ ู้จกั เร่อื งมนั นั่นแหละ
อย่าไปส�ำคัญมั่นหมายว่ามันถึงท่ีถึงทางแล้ว ส�ำคัญว่ามัน
ใช่แล้ว ก็ให้รู้จักเรื่องมัน ว่าอาการ ให้รู้จักเรื่องมัน ไม่ไป
สำ� คญั มนั รจู้ กั แลว้ กท็ ำ� ตอ่ นนั่ แหละ ทำ� อยอู่ ยา่ งนน้ั แหละไม่
ตอ้ งหยดุ มันจะหยุดมันจะพอมนั เองแหละ กร็ ูจ้ ักเองแหละ
ตราบใดถ้ามันยังไม่ถึงความพอแล้วก็อย่าไปหยุด อย่าไป
ปล่อยไม้ปลายมอื ในความพากความเพยี ร ถ้ามนั ยังมีความ
สงสัยอยู่ก็ดี ยังมีความทุกข์อยู่ก็ดี ก็ยกประโยชน์ไว้เลยว่า
มันไมใ่ ช่ ยังไม่ถึงท่หี มาย ท�ำอย่อู ย่างนั้นแหละ ถา้ มนั ยังมี
ความกงั ขาอยู่ ยงั มคี วามทกุ ขเ์ หลอื อยู่ ยงั มคี วามไมเ่ ขา้ ใจ
เหลอื อยู่ นนั่ กไ็ มใ่ ช่ ซง่ึ ทงั้ หมดทงั้ มวลทง้ั หลาย ตวั ตดั สนิ กนั
จริงๆ แล้วคืออริยสัจ อริยสัจ ๔ น้ี การปฏิบัติทั้งหลาย
ถา้ เรายงั ไมเ่ ข้าใจอรยิ สัจ ๔ มันยงั ไม่เห็นชัด ยงั ไม่เหน็ รอบ
มนั กย็ งั เปน็ ความรทู้ เ่ี ปน็ บางสว่ น มนั กไ็ มพ่ อเพยี งทป่ี ระหาร
กิเลสให้ขาดสะบั้น มันก็ไปบั่นทอนไปตัดก�ำลัง ไปท�ำให้มัน
อ่อนก�ำลังลง ท�ำซ�้ำๆ น้ีที่มันอ่อนก�ำลังเรื่อยๆๆ สุดท้าย
ก็ขาดออกไป ด้วยสตปิ ัญญาด้วยความเพยี ร

ฉะนั้นศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันจะเป็นอุปกรณ์
ส�ำคัญ มันจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ สิ่งนี้แหละ ศีลท่ีบริสุทธิ์

132

ดแี ลว้ ความสงบกจ็ ะมากขนึ้ ความสงบทด่ี แี ลว้ กก็ ลบั ไปทำ� ให้
ศีลละเอียดขึ้นไปอีก พร้อมท้ังความสงบก็ท�ำให้เกิดปัญญา
อันแท้จริง เห็นตามความเป็นจริง ไม่ได้เห็นด้วยสัญญา
ไม่ได้เห็นด้วยความจ�ำ ปัญญาอันแท้จริงเกิดข้ึนก็จะไป
ประหารกเิ ลส เหน็ ไตรลกั ษณญ์ าณเกดิ ขนึ้ สงิ่ ทปี่ ระหารกเิ ลส
ได้แล้ว จิตท่ีเปล่ียนไปท่ีมันไม่กบฏคืนนะ มันไม่กลับกลอก
จิตไม่เส่ือม ซึ่งมันไม่ต้องท�ำซ้�ำ จิตท่ีมันวางความทุกข์ชัด
วางความสงสยั ไดช้ ดั ภาวะจติ ทเ่ี ปลยี่ นไป ภาวะจติ ทม่ี นั เขา้ ถงึ
ความจริงทั้งหลาย เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับธรรมชาติ
ทงั้ หลาย ตวั เราเองกเ็ ปน็ พยานตวั เองได้ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นใช้
ค�ำว่า “สันทิฐิโก” ครูบาอาจารย์ท้ังหลายท่านถึงพูดตลอด
ใหม้ นั ไดห้ ลกั ใหม้ นั ไดห้ ลกั ใหม้ นั ไดเ้ กณฑ์ จติ ใจมหี ลกั มเี กณฑ์
หลกั แหง่ ศลี แห่งธรรม หลักแหง่ ความดงี ามนฝ่ี ังลงไป

ข้อประพฤติปฏิบัติทั้งหลายจึงเป็นสิ่งส�ำคัญ ส่ิงส�ำคัญ
ที่จะหลอมรวมทั้งหมด มันคือรากฐานอันย่ิงใหญ่ มันก็จะ
กา้ วไปขา้ งหนา้ ถา้ เราไมม่ สี งิ่ เหลา่ นแ้ี ลว้ มนั กา้ วไปยาก ฉะนนั้
ความดีแม้แต่น้อยอย่าประมาท ให้ท�ำเลย อย่าไปเห็นว่า
มนั เลก็ นอ้ ย ความชวั่ นอ้ ยๆ ตอ้ งเหน็ วา่ ใหส้ ละเสยี ใหเ้ หน็ โทษ
อยา่ ไปทำ� ฉะนนั้ การปฏบิ ตั มิ นั จงึ ไมใ่ ชเ่ รอื่ งทเ่ี ราจะไปหลบั หู
หลบั ตาทำ� เอาแบบอยา่ งนน้ั เรอ่ื ยๆ ลมื ตามนั กเ็ ปน็ การปฏบิ ตั ิ
ทุกอย่างที่เก่ียวข้องให้มันเป็นศีลเป็นธรรม ให้มันเป็นการ
ปฏิบัติ ทุกอย่างก็อยู่ในเหตุในผล ในความถูกต้องดีงาม
เหล่านี้ก็คือสิ่งที่เราต้องด�ำเนิน ฉะนั้นเวลาต่างๆ ท่ีควร
จะใช้ไป ให้มันใช้ให้มันคุ้มค่า เพราะส่ิงเหล่าน้ีมันล่วงไป

133

ล่วงไปแล้ว โอกาสที่เราจะได้กลับมาน่ี มันก็หมดไปพร้อม
เวลาที่เสียไปก็ผ่านไปพร้อมเลย มันผ่านไปไม่ผ่านเปล่า
มันเอาชีวิตเราไปด้วย มันเอาเร่ียวแรงเราไปด้วย มันเอา
กำ� ลังเราไปพร้อม อายุเราไม่ได้มากขนึ้ หรอกวนั คืนท่ีผ่านไป
อายเุ รานอ้ ยลงไปเรอื่ ยสน้ั ลงไปเรอ่ื ย เวลาเรามจี ำ� กดั ทกุ คนนะ
ฉะนนั้ ขณะทเ่ี ราจะทำ� ประโยชนส์ ว่ นตน สว่ นตนได้ จงึ เปน็ สงิ่
ที่เราต้องเตือนเจ้าของตลอดว่าไม่ประมาท วันหน่ึงคืนหน่ึง
ของผู้ปฏิบัติแล้วจึงเป็นวันท่ีมีคุณค่ามาก ผู้ปฏิบัติท่ีท�ำจน
กระทง่ั วา่ วนั และคนื ผมู้ รี าตรเี ดยี ว ทา่ นใชค้ ำ� วา่ “ราตรเี ดยี ว”
ท่านหมายความว่า กลางวันกต็ ามกลางคืนก็ตาม จิตมันจะ
หมนุ วนอยตู่ ลอด จิตมันจะฝักใฝ่กับธรรมะตลอด จติ มนั ตนื่
อยตู่ ลอด ท่านใชค้ ำ� ว่า “ผู้มีราตรีเดยี ว” ผทู้ อี่ ยดู่ ว้ ยความ
ไม่ประมาท ผู้ที่พากเพียรตลอด ประหนึ่งว่าเขามี
ราตรเี ดยี ว วนั หนงึ่ คนื หนงึ่ เขามคี วามหมายมาก มคี ณุ คา่ มาก
จิตใจเขาจะหมุนอยู่กับธรรมะ สิ่งอื่นๆ ท้ังหลายทั้งปวง
บนโลกน้ีหมดคณุ ค่าหมดราคา

โลกท้ังหลายก็เป็นเหมือนหลุมถ่านเพลิง หลุม
ถ่านเพลิงลุกโชนอยู่อย่างนั้นนะ นักปฏิบัติทั้งหลายก็ต้อง
เห็นว่า เราจะออกจากกองเพลิงน้ีให้ได้เร็วที่สุด ให้เร็วท่ีสุด
ก่อนท่ีไฟมันจะไหม้เรา ผู้ที่มีความรู้สึกอยู่อย่างนั้นแหละ
ด้วยสติปัญญาที่เห็นโทษจริงๆ และเห็นคุณจริงๆ ของการ
ปฏบิ ัติ คนเหล่าน้จี ะอยไู่ ม่ได้ จะอยเู่ ฉยไมไ่ ด้ ไม่มที างท่เี ขา
จะมานอนเล่น ไม่มีทางท่ีจะมากินเล่น ไม่มีทางท่ีจะอยู่
แบบปล่อยจิตปล่อยใจอย่างน้ัน ไม่ต้องไปควบคุมกันหรอก

134

ไมต่ อ้ งไปบังคบั กันหรอก ไม่ตอ้ งไปเคีย่ วเขญ็ กนั หรอก ทา่ น
เทยี บเหมือนววั ครบู าอาจารย์ท้ังหลายทา่ นเทียบเหมือนวัว
มันมีหญ้ามันมีทุ่งหญ้าอยู่ ทุ่งหญ้า หญ้าขึ้นงดงามเขียว
มันปล่อยวัวไปแล้ว ถ้ามันเป็นวัวถ้ามันรู้จักความ มันต้อง
ไปกินหญา้ ไปกนิ หญา้ ถา้ มนั ไมไ่ ปกนิ หญ้า มันปล่อย เลน่
มนั เที่ยวเลน่ เทีย่ วเพลิดเพลนิ หญ้าก็จะหมดไป มันกจ็ ะอด
ตวั อนื่ เอาไปกนิ หมดกต็ าม หรอื หญา้ มนั ตายกต็ าม ไอต้ วั นน้ั
ก็อด ไม่ได้กินหญ้า นักปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้าเราปล่อยตัว
ปลอ่ ยเวลา ปลอ่ ยความรสู้ กึ เรา ปลอ่ ยทงิ้ ปลอ่ ยขวา้ ง กไ็ มเ่ กดิ
ประโยชนอ์ ะไร ถงึ จะอยใู่ นสนามหญา้ กต็ าม กไ็ มเ่ กดิ ประโยชน์
ถึงจะอยู่ในท่ีวิเวกก็ตาม ความสงบนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์
ไม่เกิดประโยชนอ์ ะไร ถงึ ไมค่ ลุกคลกี ต็ าม ตรงกนั ข้าม ถ้าเขา
พากเพยี รเขาขยนั เขาเอาใจใสแ่ ละเหน็ โทษเหน็ ภยั เหน็ คณุ คา่
จรงิ ๆ ป่านัน้ ก็เปน็ ทรี่ ม่ รื่น สถานทีน่ น้ั กเ็ ป็นท่รี ม่ เย็น สถานท่ี
นั้นเป็นที่ๆ มบี ญุ คณุ เปน็ ท่ๆี ทำ� ให้เราได้รบั รสแห่งธรรมะ
มนั เปน็ ประเภทคนเลย้ี งววั แตไ่ มไ่ ดก้ นิ นมววั รดี นมนนั่ แหละ
เอาไปขาย ขายให้คนอื่นเขากิน เจ้าของก็เป็นเจ้าของวัว
รดี นมววั อยแู่ ตก่ ็ไมไ่ ดก้ ินนม

พวกเรานักปฏิบัติท้ังหลายก็เฉกเช่นเดียวกัน เราอยู่ใน
ศาสนา เราอยใู่ นโอวาทคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ เรามโี อกาส
มโี อกาสทจี่ ะลม้ิ รสแหง่ พระสจั ธรรมทงั้ หลาย แตเ่ ราปลอ่ ยให้
โอกาสน้ีหลุดลอยไป เราไม่ลิ้มรสในพระธรรมค�ำสอนของ
พระพุทธเจ้าน้ัน ก็น่าเสียดาย น่าเสียดาย ต้องใช้ค�ำว่า
“โมฆบรุ ษุ ” กด็ ี หรอื ใชค้ ำ� วา่ “วา่ งเปลา่ ” วา่ งเปลา่ วา่ งเปลา่

135

จากคุณงามความดีท้ังหลาย ให้ผ่านวันผ่านคืนไปเรื่อยๆ
ย้อนกลับไม่ได้อีกแล้ว ระลึกย้อนหลังก็ โอ้เสียดาย เรา
ไม่เร่งรีบ เราไม่รีบเร่ง เราไม่ท�ำประโยชน์ตนให้มันบริบูรณ์
กอ็ ย่าให้มันเสยี ใจภายหลังละ่

ตรงน้ีก็คือส่ิงท่ีพวกเราจะต้องเตือนตนของตน เตือน
ตวั เองตลอด ไมม่ ใี ครจะมาเตอื นเราไดต้ ลอด ทพ่ี ง่ึ อนั แทจ้ รงิ
กค็ อื ตนจะตอ้ งเตอื นตน เอาธรรมะเปน็ ทพ่ี ง่ึ เอาธรรมะเตอื น
ตนตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดสถานท่ีใด ให้มันเป็นประโยชน์
เป็นประโยชน์ น่ีก็ฝาก ฝากเอาไปพิจารณาเอาไปท้ังหมด
ทงั้ หมด วนั นว้ี นั พระ เอาความคดิ ความเหน็ เอาไปใครค่ รวญ
อันไหนเป็นประโยชน์ก็เอาไปปฏิบัติ อันไหนท่ีมันไม่นั่น
กว็ างไว้ กว็ างไว้ อย่างทม่ี นั เปน็ ประโยชน์กเ็ อาไป

ศิษย์ : ตอนแรกจะถามในเร่ืองของท่ีหลวงปู่ดูลย์ ท่าน
พจิ ารณาแบบดจู ติ นะเจา้ คะ กบั แบบอยา่ งทล่ี กู ทำ� เหมอื นทำ�
สมถะแล้วถ้ามีความสงบแล้วก็พิจารณาปัญญาไปด้วยอะไร
อยา่ งนี้ ตอนแรกลกู เขา้ ใจวา่ มนั สามารถใชด้ ว้ ยกนั ได้ เวลาเรา
อยู่ในอิริยาบถย่อยอย่างน้ี คือแบบว่าไม่ได้น่ังสมาธิหรือ
เดินจงกรมนี่ ก็จะพยายามใชว้ ิธีการดูจิตบ้าง เราก็ให้รูส้ กึ ตัว
อะไรทำ� นองนน้ั ตอนแรกเขา้ ใจวา่ เปน็ เหมอื นกบั วา่ ใหม้ สี ตอิ ยู่
กบั ตวั ไปตลอดเวลา ทนี ตี้ อนนนั้ เผอญิ หลวงปสู่ ขุ เอาหนงั สอื
มาให้แลว้ ไดอ้ า่ นอกี ทหี นง่ึ กเ็ ลยมคี วามสบั สนวา่ จรงิ ๆ ของ
หลวงปู่ดูลย์ไม่ได้ให้ดูจิตแบบน้ี คือถ้าดูจิตมันจะต้องเป็น
ลกั ษณะท่วี า่ รสู้ กึ ตวั มีตัวรไู้ ปตลอด ก็เลยทำ� ให้สับสน

136


Click to View FlipBook Version