คำนำ
โครงกำรอบรมเตรียมควำมพร้อมสู่ควำมเป็นเลิศทำงวิชำกำร (PAE = Preparation
for Academic Excellence) เป็นกระบวนการบริหารจัดการทางด้านวิชาการ ของโรงเรียน
เตรียมอุดมศึกษา เพ่ือการพัฒนานักเรียนด้านวิชาการของโรงเรียน และการพัฒนานักเรียนก่อน
เปิดปีการศึกษา ก็เป็นส่วนหน่ึงของโครงการในการพัฒนานักเรียน ตั้งแต่ต้นทาง คือ กระบวนการ
รับนักเรียน แนวทางการเรียนในโรงเรียนตลอด 3 ปี การจัดการเรียนการสอน การส่งเสริม
สนับสนุนนักเรียน การพัฒนานักเรียนทุกด้าน ๆ และเป้าหมายของโครงการ คือ คุณภาพนักเรียน
และผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ทจ่ี ะสง่ ผลตอ่ ความสาเรจ็ ของนกั เรยี นในการไปศึกษาตอ่ ในสถาบันท่ีมี
ชื่อเสียงต่างๆทั้งภายในประเทศและตา่ งประเทศตามความถนัด และศักยภาพของนักเรียน เพื่อให้
กลบั มารบั ใชส้ ังคมประเทศชาตติ ่อไป
กลุ่มบริหารวิชาการ ขอขอบพระคุณท่านโสภณ กมล ผู้อานวยการโรงเรียน
เตรยี มอดุ มศึกษา คณะผบู้ รหิ าร กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ตึกเรียน ฝา่ ย/งานตา่ ง ๆ และทา่ นผ้ปู กครอง
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2563 ท่ีได้ให้ความร่วมมือ ในการสนับสนุนโครงการ
เป็นอย่างดียิ่ง และกลุ่มบรหิ ารวชิ าการหวงั เปน็ อยา่ งยิ่งว่า เอกสารฉบับน้ี จะเปน็ แนวทางการเรียน
ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตลอด 3 ปี ของนักเรียนจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนในการ
วางแผนการเรียน เพ่ือวางแผนการศึกษาต่อในอนาคตอันใกล้ของนักเรียน หากในเอกสารเล่มนี้มี
ขอ้ ผดิ พลาดประการใดกลุ่มบรหิ ารวชิ าการ ขออภัยมา ณ ทนี่ ้ี และจะมกี ารปรบั ปรุงพฒั นาเอกสาร
ใหด้ ยี ิ่งๆ ขน้ึ ตอ่ ไป
กลุม่ บรหิ ำรวชิ ำกำร
โรงเรียนเตรียมอุดมศกึ ษำ
กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้คณติ ศำสตร์
1. หลกั สูตรกลุ่มสำระกลุ่มกำรเรยี นร้คู ณิตศำสตร์ แยกตามระดบั ช้นั ดังน้ี
ช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 4
1. สำระกำรเรียนรู้พน้ื ฐำน กาหนดใหน้ กั เรยี นทกุ คนตอ้ งเรียน
ภาคเรยี นที่ 1 รายวิชาท่เี รียน ค31101 คณติ ศาสตร์ 1 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หนว่ ย
ภาคเรยี นท่ี 2 รายวชิ าที่เรยี น ค31102 คณิตศาสตร์ 2 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ย
2. สำระกำรเรียนรู้เพิม่ เตมิ กาหนดให้นักเรียนท่เี รยี นแผน วิทย์-คณติ และ ภาษา-คณิต เรยี น
ภาคเรียนท่ี 1 รายวชิ าที่เรียน ค30201 คณิตศาสตรเ์ สริม 1 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 2 หนว่ ย
ภาคเรยี นท่ี 2 รายวชิ าทเ่ี รียน ค30202 คณติ ศาสตรเ์ สริม 2 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 2 หนว่ ย
ชน้ั มัธยมศึกษำปที ี่ 5
1. สำระกำรเรยี นรู้พื้นฐำน กาหนดให้นักเรยี นทกุ คนตอ้ งเรยี น
ภาคเรยี นท่ี 1 รายวชิ าทเ่ี รยี น ค32101 คณิตศาสตร์ 3 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หน่วย
ภาคเรียนท่ี 2 รายวชิ าที่เรียน ค32102 คณติ ศาสตร์ 4 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หน่วย
2. สำระกำรเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ กาหนดใหน้ กั เรียนที่เรียนแผน วิทย์-คณิต และ ภาษา-คณิต เรยี น
ภาคเรียนท่ี 1 รายวชิ าทเี่ รยี น ค30203 คณิตศาสตร์เสริม 3 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 2 หน่วย
ภาคเรียนท่ี 2 รายวิชาทเ่ี รยี น ค30204 คณิตศาสตร์เสริม 4 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 2 หน่วย
ชน้ั มัธยมศึกษำปที ่ี 6
1. สำระกำรเรยี นรูพ้ ื้นฐำน กาหนดใหน้ ักเรยี นทุกคนตอ้ งเรยี น
ภาคเรียนท่ี 1 รายวชิ าท่ีเรียน ค33101 คณิตศาสตร์ 5 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วย
ภาคเรียนที่ 2 รายวชิ าทีเ่ รียน ค33102 คณติ ศาสตร์ 6 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วย
2. สำระกำรเรียนรู้เพม่ิ เตมิ กาหนดใหน้ กั เรียนทเี่ รยี นแผน วทิ ย์-คณิต และ ภาษา-คณิต เรียน
ภาคเรยี นท่ี 1 รายวชิ าที่เรียน ค30205 คณิตศาสตร์เสริม 5 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 2 หนว่ ย
ภาคเรยี นท่ี 2 รายวชิ าท่ีเรยี น ค30206 คณิตศาสตร์เสริม 6 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 2 หนว่ ย
2. ขอบเขตเนอ้ื หำ ควำมรูพ้ นื้ ฐำนทค่ี วรรู้
ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 4
1. คณิตศำสตร์ 1 (ค31101) จานวน 1 หนว่ ยกติ - ความรู้รอบตัวท่ัวไป
- สมบัตเิ บ้ืองตน้ เกีย่ วกบั จานวนจรงิ
หัวข้อ - การแกส้ มการ
1. เซต - การแกโ้ จทยป์ ัญหาเก่ยี วกบั สมการ
- ควำมรเู้ บอ้ื งต้นและสัญลักษณ์พนื้ ฐำนเกี่ยวกับเซต
- ยเู นยี น อินเตอรเ์ ซกชนั และคอมพลเี มนต์ของเซต - ความร้เู ก่ียวกบั เซต
- ใช้สมบัติของจานวนจรงิ ในการ
2. ตรรกศำสตร์เบ้อื งตน้ แกป้ ญั หาได้
- ประพจนแ์ ละตัวเชื่อม
(นิเสธ และ หรอื ถำ้ ... แล้ว ...กต็ อ่ เมอื่ )
ปัญหำท่พี บ
- นกั เรยี นแก้โจทย์ปญั หาเรอื่ ง เซต ไม่ได้ นาสมบัติของเซตมาใช้ไมเ่ ป็น
- นกั เรียนหาค่าความจริงของประพจน์ไม่ได้
- นกั เรียนไม่ทาแบบฝึกหัด ไมท่ บทวนเน้อื หาที่เรยี น ขาดการคน้ ควา้ เพิ่มเตมิ
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศกึ ษาเน้ือหาเรื่อง เซต และตรรกศาสตรเ์ พื่อเป็นพื้นฐานก่อนเรยี น
- ควรทบทวนความรูพ้ ื้นฐานในเรอื่ งการแก้สมการ การแยกตวั ประกอบพหนุ าม และสมบัติ
เกย่ี วกบั เลขยกกาลงั เปน็ ตน้
- หลงั เรียนเน้อื หาแตล่ ะหัวข้อควรกลับไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎทีส่ าคัญ เพ่ือเปน็ พื้นฐาน
สรา้ งความเขา้ ใจในการทาโจทย์ฝกึ ทักษะ
เอกสำรเพม่ิ เติม
- หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 1 ของ สสวท.
- หนังสอื คูม่ อื คณิตศาสตรพ์ ้ืนฐานระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เทอม 1 ของสานกั พิมพ์ตา่ งๆ
2. คณติ ศำสตร์เสริม 1 (ค30201) จานวน 2 หนว่ ยกิต
หัวข้อ ควำมรูพ้ ืน้ ฐำนท่คี วรรู้
- สมบตั เิ บ้ืองต้นของจานวนจรงิ
1. เซต - การแกส้ มการและโจทย์ปัญหาสมการ
- ควำมรเู้ บ้ืองต้นและสญั ลกั ษณพ์ นื้ ฐำนเกยี่ วกับเซต - การพสิ ูจน์
- ยูเนยี น อนิ เตอรเ์ ซกชัน และคอมพลีเมนต์ของเซต - การใหเ้ หตุผลทางคณิตศาสตร์อย่างงา่ ย
- สมบตั ิเรอ่ื งเซต
2. ตรรกศำสตร์ - สมบัติการเท่ากัน
- ประพจนแ์ ละตัวเช่อื ม - การพิสูจน์
- ประโยคที่มีตัวบง่ ปริมำณตัวเดียว - สมบตั เิ บอ้ื งต้นของจานวนจรงิ
- กำรอำ้ งเหตผุ ล - การแยกตวั ประกอบพหนุ าม
- การแกส้ มการกาลังสองตวั แปรเดียว
3. จำนวนจรงิ และพหุนำม โดยวธิ ีแยกตวั ประกอบหรอื ใชส้ ตู ร
- จำนวนจรงิ และสมบัตขิ องจำนจรงิ - การแกส้ มการเศษส่วนของพหุนาม
- คำ่ สมั บูรณข์ องจำนวนจริงและสมบัติของคำ่ สมั บูรณข์ อง - การแกป้ ญั หาโดยใช้ ห.ร.ม และค.ร.น
จำนวนจรงิ
- จำนวนจรงิ ในรูปกรณฑ์ และจำนวนจรงิ ในรูปเลขยกกำลงั - สมบตั ิของจานวนจริง
- ตัวประกอบของพหุนำม - พหุนามและการแกส้ มการพหนุ าม
- สมกำรและอสมกำรพหุนำม - กราฟของสมการเชิงเส้นสองตัวแปร
- สมกำรและอสมกำรเศษส่วนของพหุนำม - การแก้ระบบสมการเชงิ เสน้ สองตัวแปร
- สมกำรและอสมกำรคำ่ สัมบูรณ์ของพหนุ ำม
4. เมทรกิ ซ์
- เมทริกซ์ และเมทริกซ์สลับเปล่ยี น
- กำรบวกเมทริกซ์ กำรคณู เมทรกิ ซ์กับจำนวนจริง กำรคูณ
ระหว่ำงเมทริกซ์
- ดีเทอรม์ ิแนนต์
- เมทรกิ ซ์ผกผัน
- กำรแก้ระบบสมกำรเชิงเส้นโดยใช้เมทริกซ์
ปัญหำท่พี บ
- แกโ้ จทย์ปัญหาเรื่อง เซต , ตรรกศาสตร์ จานวนจริงและพหนุ าม และเมทริกซ์ ไม่ได้
- ไมเ่ ข้าใจสมบตั ิ และกฎสาคญั ต่างๆ ในเร่ืองเซต ตรรกศาสตร์ จานวนจรงิ และพหนุ าม
และเมทริกซ์
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศกึ ษาเนื้อหาเรื่อง เซต , ตรรกศาสตร์ จานวนจริงและพหุนาม และเมทรกิ ซ์
เป็นพนื้ ฐานก่อนเรยี น
- เมอ่ื พบปัญหาการเรยี นควรจับกลุม่ เพื่อนแลกเปลี่ยนความรู้ หรอื รีบปรึกษาครูผ้สู อน
- หลงั เรียนเนอ้ื หาแต่ละหวั ข้อควรกลับไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎทีส่ าคัญ เพื่อเป็นพ้ืนฐาน
สร้างความเขา้ ใจในการทาโจทยฝ์ กึ ทักษะ
เอกสำรเพม่ิ เติม
- หนังสือเรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมคณิตศาสตร์ เล่ม 1 ของ สสวท.
- หนงั สอื คมู่ ือคณติ ศาสตร์เพ่ิมเติมระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 เทอม 1 ของสานักพมิ พ์ต่างๆ
3. คณิตศำสตร์ 2 (ค31102) จานวน 1 หนว่ ยกิต
หัวข้อ ควำมรพู้ ้นื ฐำนท่คี วรรู้
1. ควำมสมั พันธ์และฟังก์ชัน - คู่อนั ดบั และกราฟ
- ผลคณู คำรท์ ีเชยี น ควำมหมำยควำมสมั พันธ์ - สมบตั ิเรอ่ื งเซต
- โดเมนและเรนจข์ องควำมสมั พนั ธ์ - การแกส้ มการพหุนามและเศษส่วน
- ตวั ผกผันของควำมสัมพนั ธ์ และกรำฟของ พหุนาม
ควำมสมั พันธ์ - การแปรผนั
- ฟังก์ชนั และกรำฟของฟังกช์ ัน
(ฟังกช์ นั เชงิ เสน้ ฟงั ก์ชนั กำลงั สอง ฟงั ก์ชนั ข้ันบนั ได
ฟังก์ชนั เอกซ์โพเนนเชียล)
ปญั หำท่พี บ
- เขียนเซตตวั ผกผันความสมั พันธ์ ไมไ่ ด้
- หาโดเมนและเรนจข์ องความสัมพันธ์และฟงั ก์ชัน ไม่ได้
- แกโ้ จทยป์ ัญหาโดยใช้กราฟของความสัมพันธแ์ ละฟังก์ชัน ไมไ่ ด้
- เขยี นกราฟความสัมพันธแ์ ละกราฟของตัวผกผนั ของความสัมพนั ธ์ไมไ่ ด้
แนวทำงกำรเรยี นและข้อเสนอแนะ
- นกั เรียนควรศกึ ษาเนื้อหาเร่ือง ความสัมพนั ธ์และฟังกช์ ัน เพ่ือเปน็ พ้ืนฐานก่อนเรยี น
- ควรทบทวนความรูพ้ ้นื ฐานในเรื่อง การแจกแจงสมาชกิ ของเซต และการแก้สมการพหนุ าม
- เม่อื พบปัญหาการเรยี นควรจบั กลมุ่ เพ่ือนแลกเปล่ียนความรู้ หรือรีบปรกึ ษาครผู ู้สอน
- หลงั เรียนเนอื้ หาแตล่ ะหัวข้อควรกลบั ไปทบทวน หลักการทฤษฎี กฎทส่ี าคัญ เพ่ือเปน็ พื้นฐาน
สร้างความเขา้ ใจในการทาโจทยฝ์ ึกทกั ษะ
เอกสำรเพม่ิ เติม
- หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานคณิตศาสตร์ เลม่ 2 ของ สสวท.
- หนงั สือคมู่ อื คณติ ศาสตร์พื้นฐานระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 เทอม 2 ของสานักพมิ พ์ต่างๆ
4. คณิตศำสตรเ์ สรมิ 2 (ค30202) จานวน 2 หนว่ ยกติ
หัวข้อ ควำมรพู้ ้นื ฐำนที่ควรรู้
- ความรูเ้ กยี่ วกบั เซตและจานวนจริง
1. ฟังก์ชนั - คอู่ นั ดบั และกราฟ
- ฟงั ก์ชนั และกรำฟ - พหนุ ามและเศษสว่ นพหนุ าม
- กำรบวก กำรลบ กำรคณู กำรหำรฟงั กช์ ัน - การพสิ จู น์
- ฟังก์ชันประกอบ
- ฟังกช์ นั ผกผนั - พน้ื ฐานทางเรขาคณติ และการแปลง
- กราฟเส้นตรงกับการนาไปใช้
2. เรขำคณติ วเิ ครำะหแ์ ละภำคตัดกรวย - ทฤษฎบี ทปที าโกรสั
- จดุ และเส้นตรง
- วงกลม
- พำรำโบลำ
- วงรี
- ไฮเพอรโ์ บลำ
ปัญหำที่พบ
- พสิ จู น์ฟังก์ชันต่างๆ ไม่ได้ ทาโจทย์ปัญหาเร่อื ง ฟังกช์ ัน ไม่ได้
- แกโ้ จทย์ปญั หาเรือ่ งเรขาคณติ วิเคราะห์ วงกลม พาราโบลา วงรี และไฮเพอรโ์ บลา ไมไ่ ด้
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศกึ ษาเนือ้ หาเรื่อง ฟังกช์ ัน เรขาคณิตวิเคราะห์ และภาคตดั กรวย
เพอื่ เปน็ พืน้ ฐานก่อนเรียน
- ควรทบทวนความร้พู ืน้ ฐานในเรอ่ื งการพิสจู น์ เรขาคณติ วเิ คราะหเ์ บ้ืองตน้ การแก้สมการ
การแยกตัวประกอบพหุนาม การแก้ระบบสมการเชงิ เสน้ สองตัวแปร เปน็ ต้น
- เมอ่ื พบปัญหาการเรยี นควรจบั กลุม่ เพื่อนแลกเปลีย่ นความรู้ หรอื รีบปรกึ ษาครผู ู้สอน
- หลังเรยี นเนือ้ หาแต่ละหวั ข้อควรกลับไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎทสี่ าคัญ เพ่ือเป็นพ้ืนฐาน
สรา้ งความเขา้ ใจในการทาโจทยฝ์ ึกทกั ษะ
เอกสำรเพ่มิ เติม
- หนงั สือเรยี นรายวชิ าเพิม่ เติมคณติ ศาสตร์ เลม่ 2 ของ สสวท.
- หนังสอื คมู่ ือคณิตศาสตร์เพ่ิมเติมระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 เทอม 2 ของสานักพมิ พ์ต่างๆ
ช้นั มธั ยมศึกษำปที ี่ 5
1. คณิตศำสตร์ 3 (ค32101) จานวน 1 หนว่ ยกติ
หวั ข้อ ควำมรพู้ ื้นฐำนทค่ี วรรู้
1. เลขยกกำลัง - สมบัตขิ องจานวนเต็มและเลขยกกาลงั
- รำกทn่ี ของจำนวนจรงิ เมื่อnเปน็ จำนวนนับทมี่ ำกกว่ำ1 - ความร้เู บ้อื งต้นเกี่ยวกับจานวนจริง
- เลขยกกำลังที่มีเลขช้ีกำลังเป็นจำนวนตรรกยะ - กรณฑท์ ่ีสอง
- การแกส้ มการกาลังสองตัวแปรเดียว
2. ฟังกช์ นั เอ็กซโ์ ปเนนเชียล -เลขยกกาลงั
-กำรแก้สมกำรและอสมกำรเอก็ ซโ์ ปเนนเชยี ล -การแก้สมการโดยใชก้ ราฟ
ปัญหำทีพ่ บ
- แกโ้ จทยป์ ญั หาเร่ือง เลขยกกาลัง และแกส้ มการเลขยกกาลัง ไมไ่ ด้
- แกโ้ จทยห์ าอัตราสว่ นตรโี กณมติ ขิ องมุม ไม่ได้
- ทาโจทย์ประยุกตเ์ รือ่ งอัตราตรโี กณมิติ ไม่ได้
- ไม่ทาแบบฝึกหัด ไม่ทบทวนเน้อื หาที่เรยี น ไม่ค้นควา้ เพ่ิมเติม
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นักเรยี นควรศึกษาเน้ือหาเรื่อง เลขยกกาลัง เพื่อเปน็ พ้นื ฐานก่อนเรียน
- ควรทบทวนความรู้พืน้ ฐานในเร่อื ง สมบตั จิ านวนเตม็ และเลขยกกาลัง
- เมอื่ พบปัญหาการเรียนควรจับกลุ่มเพื่อนแลกเปลีย่ นความรู้ หรอื รบี ปรึกษาครูผ้สู อน
- หลังเรยี นเนอื้ หาแตล่ ะหัวขอ้ ควรกลบั ไปทบทวน หลักการทฤษฎี กฎทีส่ าคญั เพ่ือเป็นพ้ืนฐาน
สร้างความเขา้ ใจในการทาโจทยฝ์ กึ ทกั ษะ
เอกสำรเพิม่ เติม
- หนงั สือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 ของ สสวท.
- หนงั สอื คมู่ อื คณิตศาสตร์พื้นฐานระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 เทอม 1 ของสานกั พมิ พ์ต่างๆ
2. คณติ ศำสตรเ์ สรมิ 3 (ค30203) จานวน 2 หนว่ ยกิต
หวั ข้อ ควำมรูพ้ ้ืนฐำนท่ีควรรู้
1. ฟังกช์ นั เอกซ์โพเนนเชียลและฟังกช์ นั ลอการริทึม
- ฟังก์ชนั เอกซ์โพเนนเชยี ล - สมบตั ขิ องจานวนเตม็ และเลขยกกาลัง
- ฟังก์ชนั ลอกำรทิ ึม - ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับจานวนจรงิ
- สมกำรเอกซโ์ พเนนเชยี ล และสมกำรลอกำริทมึ - กรณฑ์ที่สอง
- พหุนามและเศษส่วนพหนุ าม
2. ฟงั กช์ ันตรโี กณมติ ิ - การแก้สมการและอสมการพหุนาม
- ฟังกช์ ันตรโี กณมิติ
- ฟังกช์ ันตรีโกณมิติผกผนั - สมบตั ขิ องสามเหลีย่ มคลา้ ย
- เอกลักษณ์และสมกำรตรโี กณมติ ิ - การแกป้ ญั หาโดยใชท้ ฤษฎบี ทปที าโกรสั
- กฎของโคไซนแ์ ละกฎของไซน์ และบทกลับ
3. เวกเตอรใ์ นสามมิติ - การพิสจู น์เอกลักษณ์
- เวกเตอร์ นิเสธของเวกเตอร์ - การแก้โจทย์สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี ว
- กำรบวก กำรลบเวกเตอร์ กำรคูณเวกเตอร์ดว้ ยสเกลำร์
- ผลคูณเชิงสเกลำร์ ผลคณู เชิงเวกเตอร์ - ความร้เู รื่องตรีโกณมติ ิ
- ความรูเ้ ร่ืองเมทรกิ ซ์
- ความรู้เกยี่ วกบั เรขาคณิตวิเคราะห์
ปัญหำทพ่ี บ
- แกโ้ จทย์ปญั หาเรื่อง ฟงั ก์ชันเอกซ์โพเนนเชยี ลและฟังกช์ ันลอการริทึม ไม่ได้
- แก้โจทย์ปญั หาเร่อื ง การหาคา่ ตรีโกณมิติของมุม ไม่ได้ พสิ ูจน์เอกลักษณ์ ไม่ได้
- แก้โจทย์ปญั หาเรอ่ื ง เวกเตอร์ในสามมิติ และโจทยป์ ระยุกต์ ไม่ได้
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศึกษาเน้ือหาเร่ือง ฟงั ก์ชนั เอกซ์โพเนนเชียลและฟงั ก์ชนั ลอการริทมึ ฟังก์ชันตรโี กณมติ ิ
เวกเตอรใ์ นสามมิติ เพอ่ื เป็นพ้นื ฐานก่อนเรียน
- ควรทบทวนความรูพ้ นื้ ฐานในเรอื่ งการแกส้ มการและอสมการ สมบตั ิสามเหลีย่ มมุมฉาก ความรู้
เกีย่ วกับเรขาคณิตวเิ คราะห์ เปน็ ตน้
- หลงั เรียนเนอื้ หาแต่ละหัวข้อควรกลบั ไปทบทวน หลักการทฤษฎี กฎท่สี าคัญ เพื่อเปน็ พื้นฐาน
สรา้ งความเข้าใจในการทาโจทยฝ์ กึ ทกั ษะ
เอกสำรเพิ่มเติม
- หนังสอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เติมคณิตศาสตร์ เลม่ 3 ของ สสวท.
- หนงั สือคมู่ อื คณติ ศาสตรเ์ พิ่มเติมระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 เทอม 1 ของสานักพมิ พ์ต่างๆ
3. คณติ ศำสตร์ 4 (ค32102) จานวน 1 หนว่ ยกิต ควำมรพู้ ืน้ ฐำนทคี่ วรรู้
- ความรู้เบือ้ งต้นเกยี่ วกับจานวนจรงิ
หัวข้อ - สมบัตเิ ลขยกกาลัง
1. ลาดบั และอนุกรม - พหนุ ามและการแกส้ มการพหุนาม
- ลำดับเลขคณิตและลำดับเรขำคณติ - ความรู้เก่ยี วกับเลขยกกาลัง
- อนกุ รมเลขคณิตและอนกุ รมเรขำคณติ - อัตราสว่ นและร้อยละ
2. ดอกเบยี้ และมลู ค่ำของเงิน
- ดอกเบ้ยี
- มูลค่ำของเงิน
- คำ่ รำยงวด
ปัญหำที่พบ
- หาพจน์ทวั่ ไปของลาดบั และอนุกรม ไม่ได้
- หาผลบวก n พจน์แรกของอนุกรม ไม่ได้
- จาสูตรผลบวกของอนุกรมไม่ได้
- ทาโจทย์ปัญหาเรอื่ ง ลาดบั และอนุกรม ไมไ่ ด้
- ไมท่ าแบบฝกึ หัด ไม่ทบทวนเน้ือหาท่เี รยี น ไมค่ ้นคว้าเพิ่มเติม
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศึกษาเน้อื หาเรื่อง ลาดบั อนุกรม ผลบวก n พจนแ์ รกของอนุกรมเพื่อเป็นพนื้ ฐาน
กอ่ นเรยี น
- ควรทบทวนความรูพ้ ืน้ ฐานในเร่ือง สมบตั เิ กย่ี วกับจานวนจรงิ และเลขยกกาลงั การแก้สมการ
สญั ลักษณ์แทนการบวก เปน็ ต้น
- เม่ือพบปัญหาการเรียนควรจบั กลมุ่ เพ่ือนแลกเปลี่ยนความรู้ หรอื รีบปรึกษาครผู ูส้ อน
- หลังเรียนเนอื้ หาแตล่ ะหวั ข้อควรกลบั ไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎทีส่ าคัญ เพ่ือเปน็ พ้ืนฐาน
สร้างความเขา้ ใจในการทาโจทยฝ์ กึ ทักษะ
เอกสำรเพ่ิมเติม
- หนงั สอื เรียนรายวชิ าพน้ื ฐานคณิตศาสตร์ เลม่ 2 ของ สสวท.
- หนังสอื คมู่ ือคณิตศาสตรพ์ ้ืนฐานระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 เทอม 2 ของสานกั พมิ พ์ต่างๆ
4. คณิตศำสตร์เสรมิ 4 (ค30204) จานวน 2 หนว่ ยกิต
หวั ข้อ ควำมรูพ้ น้ื ฐำนทคี่ วรรู้
- กราฟของความสัมพนั ธ์
1. ลำดบั และอนกุ รม - พหุนามและเศษส่วนพหุนาม
- ลำดบั จำกดั และลำดบั อนันต์ - การแกส้ มการพหุนาม
- ลำดบั เลขคณิตและลำดับเรขำคณติ - ความรเู้ ก่ยี วกบั เลขยกกาลัง
- ลมิ ติ ของลำดบั อนันต์ - อัตราสว่ นและรอ้ ยละ
- อนกุ รมจำกัดและอนุกรมอนนั ต์
- อนกุ รมเลขคณิตและอนุกรมเรขำคณติ - ลาดบั อนันต์และอนกุ รมอนันต์
- ผลบวกของอนุกรมอนันต์ - การแกป้ ญั หาหรือสถานการณโ์ ดยใช้
- กำรนำควำมรู้เกยี่ วกับลำดับและอนกุ รมไปใชใ้ นกำร ความร้เู กี่ยวกับปริมาตรและพืน้ ท่ีผิว
แกป้ ัญหำมูลคำ่ ของเงินและค่ำรำยงวด - เรขาคณิตวเิ คราะหเ์ บ้ืองตน้
- กราฟความสมั พนั ธ์และกราฟฟงั ก์ชัน
2. แคลคูลสั เบอื้ งตน้ - พชี คณติ ของฟังกช์ นั
- ลมิ ติ และควำมต่อเนื่องของฟงั กช์ นั
- อนุพันธ์ของฟังก์ชนั พีชคณิต
- ปริพันธข์ องฟงั ก์ชนั พีชคณิต
ปญั หำที่พบ
- แก้โจทย์ปัญหาเรื่อง ลมิ ิตของลาดบั อนันต์ ผลบวกของอนกุ รมอนันต์ ไม่ได้
- หาคา่ อนพุ นั ธอ์ ันดบั สงู ของฟังก์ชัน ไม่ได้
- แกโ้ จทย์ประยกุ ต์เกย่ี วกบั ค่าสูงสดุ และค่าต่าสดุ พ้นื ทปี่ ดิ ล้อมดว้ ยเสน้ โค้ง ไม่ได้
แนวทำงกำรเรยี นและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศึกษาเน้อื หาเร่ือง ลาดับและอนุกรม และแคลคลู สั เพือ่ เป็นพื้นฐานก่อนเรยี น
- ควรทบทวนความรู้พ้นื ฐานในเร่อื ง ลาดบั จากดั อนุกรมจากดั เรขาคณิตวเิ คราะห์เบอื้ งต้น เป็นตน้
- หลังเรียนเน้อื หาแต่ละหัวข้อควรกลับไปทบทวน หลักการทฤษฎี กฎท่สี าคัญ เพ่ือเปน็ พื้นฐาน
สรา้ งความเข้าใจในการทาโจทยฝ์ ึกทกั ษะ
เอกสำรเพ่ิมเติม
- หนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ คณติ ศาสตร์ เล่ม 4 ของ สสวท.
- หนงั สือคมู่ อื คณิตศาสตรเ์ พ่ิมเติมระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5 เทอม 2 ของสานักพิมพ์ต่างๆ
ช้นั มธั ยมศึกษำปีท่ี 6
1. คณิตศำสตร์ 5 (ค33101) จานวน 1 หนว่ ยกิต
หัวข้อ ควำมรูพ้ นื้ ฐำนท่ีควรรู้
- ความรูเ้ รื่องลาดับและอนุกรม
1. หลักกำรนบั เบอ้ื งต้น - ความรเู้ รื่องเซตและจานวนจรงิ
- หลักกำรบวกและกำรคณู - แผนภาพต้นไม้
- กำรเรียงสับเปล่ียนเชิงเสน้ กรณขี องแตกต่ำงกันท้ังหมด
- กำรจดั หมู่กรณขี องแตกตำ่ งกันท้งั หมด - หลกั การนบั เบอื้ งต้น
2. ควำมนำ่ จะเป็น - แผนภาพตน้ ไม้
- กำรทดลองสมุ่ และเหตกุ ำรณ์ - ความรูเ้ รอื่ งเซตและคุณสมบัติของเซต
- ควำมนำ่ จะเป็นของเหตกุ ำรณ์
ปญั หำที่พบ
- แกโ้ จทยป์ ญั หาเรื่อง กฎเกณฑ์เบ้ืองตน้ เก่ยี วกับการนบั ไม่ได้
- แกโ้ จทย์ปญั หาเรอ่ื งการเรียงสับเปล่ียน และการจัดหมู่ ความนา่ จะเป็น ไมไ่ ด้
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- นกั เรยี นควรศกึ ษาเนือ้ หาเรื่อง หลักการนับเบ้ืองต้น ความนา่ จะเปน็ เพอ่ื เป็นพืน้ ฐานก่อนเรยี น
- ควรทบทวนความร้พู ้นื ฐานในเรื่อง กฎการบวก และกฎการคณู การทดลองสุม่ เปน็ ต้น
- เมอื่ พบปัญหาการเรียนควรจบั กลุ่มเพ่ือนแลกเปล่ียนความรู้ หรอื รบี ปรกึ ษาครผู ู้สอน
- หลงั เรียนเนื้อหาแต่ละหัวข้อควรกลบั ไปทบทวน หลักการทฤษฎี กฎท่ีสาคัญ เพ่ือเป็นพื้นฐาน
สร้างความเขา้ ใจในการทาโจทย์ฝกึ ทกั ษะ
เอกสำรเพ่ิมเติม
- หนังสือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐานคณติ ศาสตร์ เลม่ 3 ของ สสวท.
- หนงั สอื ค่มู อื คณิตศาสตร์พื้นฐานระดับช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6 เทอม 1 ของสานกั พมิ พ์ตา่ งๆ
2. คณติ ศำสตร์เสรมิ 5 (ค30205) จานวน 2 หน่วยกิต
หวั ข้อ ควำมรูพ้ น้ื ฐำนทค่ี วรรู้
- สมบัตขิ องจานวนจรงิ
1. จำนวนเชิงซ้อน - พหนุ ามและเศษส่วนพหนุ าม
- จำนวนเชิงซ้อน และสมบัติของจำนวนเชิงซ้อน - การแก้สมการกาลังสองโดยใชส้ ูตร
- จำนวนเชิงซ้อนในรูปเชงิ ข้ัว - การแยกตัวประกอบพหนุ ามดกี รมี าก
- รำกที่ n ของจำนวนเชงิ ซ้อน เม่ือ n เปน็ จำนวนนบั ที่ กวา่ สอง
มำกกว่ำ 1 - การหาคา่ ตรีโกณมติ ขิ องมุม
- สมกำรพหนุ ำมตัวแปรเดียว - ความรู้เรือ่ งลาดับและอนุกรม
- ความรเู้ รื่องเซตและจานวนจริง
2. หลักกำรนบั เบือ้ งต้น - แผนภาพตน้ ไม้
- หลักกำรบวกและกำรคูณ
- กำรเรียงสบั เปลี่ยน - หลกั การบวก และการคูณ
- การเรียงสับเปล่ียน และการจัดหมู่
๐ กำรเรยี งสับเปลี่ยนเชงิ เสน้ - ความรูเ้ รื่องเซตเบ้ืองต้น
๐ กำรเรียงสับเปล่ียนเชิงวงกลมกรณีที่ส่ิงของแตกต่ำง
กันท้ังหมด
- กำรจัดหมู่
- ทฤษฎีบททวนิ ำม
3. ควำมนำ่ จะเป็น
- กำรทดลองสุ่มและเหตกุ ำรณ์
- ควำมน่ำจะเป็นของเหตุกำรณ์
ปญั หำท่ีพบ
- แก้โจทยป์ ัญหา เรอื่ ง จานวนเชงิ ซ้อน ความน่าจะเปน็ และการแจกแจงความน่าจะเป็น ไมไ่ ด้
- ไม่ทาแบบฝกึ หัด ไมท่ บทวนเน้ือหาทเี่ รียน ไม่คน้ คว้าเพิ่มเตมิ
แนวทำงกำรเรยี นและข้อเสนอแนะ
- นักเรยี นควรศกึ ษาเนอื้ หาเรื่อง จานวนเชงิ ซ้อน ความน่าจะเป็นและการแจกแจงความน่าจะเปน็
เพอื่ เปน็ พนื้ ฐานก่อนเรียน
- ควรทบทวนความร้พู ืน้ ฐานในเรอ่ื ง การแยกตัวประกอบพหนุ าม ตรีโกณมิติของมุม
- หลงั เรยี นเนอ้ื หาแตล่ ะหัวข้อควรกลบั ไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎท่สี าคัญ เพ่ือเป็นพื้นฐาน
สรา้ งความเขา้ ใจในการทาโจทยฝ์ ึกทักษะ
เอกสำรเพมิ่ เตมิ
- หนงั สอื เรียนรายวิชาเพ่ิมเติมคณติ ศาสตร์ เลม่ 5 ของ สสวท.
- หนังสือคมู่ ือคณิตศาสตรเ์ พิ่มเติมระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 เทอม 1 ของสานักพิมพ์ต่างๆ
3. คณติ ศำสตร์ 6 (ค33102) จานวน 1 หน่วยกิต
หัวข้อ ควำมรู้พื้นฐำนท่คี วรรู้
- การนาเสนอและการวเิ คราะหข์ ้อมลู
1. สถติ ิ เบอื้ งตน้
- ข้อมลู - ความรเู้ รอ่ื งจานวนจริง และเซต
- ตำแหน่งทข่ี องข้อมูล - ความรู้เร่อื งความน่าจะเปน็
- ค่ำกลำง (ฐำนนยิ ม มัธยฐำน ค่ำเฉลยี่ เลขคณิต)
- คำ่ กำรกระจำย (พสิ ัย ส่วนเบยี่ งเบนมำตรฐำน ควำม
แปรปรวน)
- กำรนำเสนอข้อมูลเชงิ คุณภำพและเชิงปรมิ ำณ
- กำรแปลควำมหมำยของคำ่ สถิติ
ปัญหำที่พบ
- จาสตู รสถิติ ไมไ่ ด้ หรอื เลือกใช้สูตรสถติ ไิ ม่ถูกต้อง
- ไม่ทาแบบฝกึ หัด ไม่ทบทวนเนอ้ื หาทีเ่ รยี น ไม่คน้ ควา้ เพ่ิมเตมิ
แนวทำงกำรเรียนและข้อเสนอแนะ
- ควรทบทวนความรพู้ ้นื ฐานในทกุ เรอ่ื งทงั้ หมด
- เม่ือพบปัญหาการเรยี นควรจบั กลุม่ เพื่อนแลกเปล่ยี นความรู้ หรอื รีบปรึกษาครูผ้สู อน
- หลังเรียนเนอ้ื หาแต่ละหัวข้อควรกลบั ไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎท่ีสาคัญ เพื่อเป็นพื้นฐาน
สร้างความเข้าใจในการทาโจทย์ฝกึ ทักษะ
เอกสำรเพิ่มเตมิ
- หนงั สอื เรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เลม่ 4 ของ สสวท.
- หนังสือคู่มอื คณติ ศาสตรพ์ ้ืนฐานระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 6 เทอม 2
- แนวขอ้ สอบของสถาบันต่างๆ
4. คณิตศำสตร์เสริม 6 (ค30206) จานวน 2 หนว่ ยกติ ควำมรู้พ้ืนฐำนท่คี วรรู้
- การนาเสนอและการวเิ คราะห์ข้อมูล
หวั ข้อ เบ้อื งต้น
1. สถติ ิ - ความรู้เรือ่ งจานวนจรงิ และเซต
- ข้อมลู - ความรู้เร่ืองความน่าจะเป็น
- ตำแหน่งทขี่ องข้อมูล
- คำ่ กลำง (ฐำนนิยม มธั ยฐำน ค่ำเฉลีย่ เลขคณิต) - ความรู้เกี่ยวกับลาดับ อนุกรม
- ค่ำกำรกระจำย (พสิ ัย ส่วนเบีย่ งเบนมำตรฐำน ควำม - ความรเู้ ก่ยี วกบั ทวนิ าม
แปรปรวน) - ความรู้เกีย่ วกบั สถติ ิเบื้องต้น
- กำรนำเสนอข้อมูลเชิงคณุ ภำพและเชิงปริมำณ
- กำรแปลควำมหมำยของคำ่ สถติ ิ
2. กำรแจกแจงควำมน่ำจะเปน็ เบื้องต้น
- กำรแจกแจงเอกรปู
- กำรแจกแจงทวนิ ำม
- กำรแจกแจงปกติ
ปัญหำที่พบ
- จาสตู รสถิติ ไม่ได้ หรอื เลือกใชส้ ตู รสถติ ิไม่ถูกตอ้ ง
- เน้ือหาบางเรื่องยังไม่มีความรูค้ วามเข้าใจในหลักการทฤษฎี และกฎทสี่ าคัญ
- ไม่ทาแบบฝึกหัด ไม่ทบทวนเน้ือหาท่เี รยี น ไมค่ น้ คว้าเพ่ิมเติม
แนวทำงกำรเรยี นและข้อเสนอแนะ
- ควรศึกษาและฝึกทกั ษะการทาโจทย์จากขอ้ สอบต่างๆ
- เมอ่ื พบปัญหาการเรียนควรจับกลุม่ เพ่ือนแลกเปลี่ยนความรู้ หรือรีบปรกึ ษาครผู สู้ อน
- หลงั เรียนเนือ้ หาแตล่ ะหวั ข้อควรกลับไปทบทวน หลกั การทฤษฎี กฎท่ีสาคัญ เพ่ือเป็นพื้นฐาน
สร้างความเข้าใจในการทาโจทยฝ์ ึกทักษะ
เอกสำรเพิ่มเตมิ
- หนังสือเรียนรายวิชาเพิม่ เติมคณติ ศาสตร์ เลม่ 6 ของ สสวท.
- หนังสอื ค่มู อื คณิตศาสตร์เพิ่มเติมระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 เทอม 2 ของสานักพมิ พ์ต่างๆ
- แนวขอ้ สอบของสถาบนั ต่างๆ
3. กำรจัดกำรเรียนกำรสอน
มกี ารจดั การเรยี นร้ทู ่หี ลากหลาย ส่งเสรมิ การเรียนร้ใู หน้ กั เรยี นศึกษาคน้ คว้าหาความรดู้ ว้ ยตนเอง โดยมแี หล่งเรียนรู้
เชน่ ห้องสมดุ ห้องสมดุ กลมุ่ สาระฯ คอมพิวเตอรส์ าหรบั การคน้ คว้าหาความรู้ มรี ะบบการเรยี นรู้รว่ มกันแบบเพื่อนชว่ ยเพ่อื น
ตลอดจนฝกใหนกั เรยี นทางานอยางเปนระบบ มรี ะเบยี บวนิ ยั รอบคอบ มีความรับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณ และมีความเช่ือมนั่
ในตนเองรวมท้ังส่งเสรมิ ความรูค้ วามสามารถของนกั เรียนโดยจดั สง่ แขง่ ขนั ทงั้ ในโรงเรยี นและนอกโรงเรียน
4. กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้
เนน้ วิธกี ารประเมินทีห่ ลากหลายตรงตามสภาพจรงิ เชน่ ประเมินจากการตอบคาถาม การทาใบงาน การทาแบบฝึก
ทักษะ การทารายงาน และจากการทดสอบโดยจดั เกบ็ คะแนนการประเมินระหวา่ งภาคเรียนกบั ปลายภาคเรยี น เทา่ กับ 70 :
30 เปน็ ดงั น้ี
1. คะแนนระหว่างภาคเรยี น 70 คะแนน แบง่ เปน็
- คะแนนก่อนกลางภาค (FOR1) 10 คะแนน โดยวิธี การทดสอบ
- คะแนนกลางภาค (SUM) 40 คะแนน โดยวธิ ี การทดสอบ
ลกั ษณะของแบบทดสอบ เป็นขอ้ สอบอัตนยั เน้นการเขยี นแสดงวธิ ที า
- คะแนนหลังกลางภาค (FOR2) 10 คะแนน โดยการทาชิ้นงานหรือรายงาน
- คะแนนคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 10 คะแนน
2. คะแนนปลายภาคเรยี น30 คะแนน โดยวิธีทดสอบ ลักษณะของแบบทดสอบ เป็นข้อสอบปรนยั
5. กำรจัดกิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตรม์ กี ารจัดกิจกรรมเพ่อื เพม่ิ พูนความรแู้ ละพัฒนาศกั ยภาพให้กบั นักเรยี น มี
รายละเอียดดังนี้
1. สอนเสรมิ เตรยี มสอบเข้ามหาวทิ ยาลยั ตวิ GAT-PAT และ O-net
2. จัดสง่ นกั เรียนแขง่ ขนั ทางวชิ าการ เช่น สมาคมคณิตศาสตรแ์ ห่งประเทศไทย ,
แขง่ ขันความสามารถทางคณิตศาสตร์ชิงถ้วยรางวลั พระราชทานสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกมุ ารี , แขง่ ขันงานศลิ ปหัตถกรรม เป็นต้น
3. จดั กจิ กรรมโครงการสรรหาผมู้ ีความสามารถพเิ ศษทางคณิตศาสตร์(TUGMOs & TUGSELA)
ฯลฯ
ความร้พู นื้ ฐานทค่ี วรรู้
พหนุ าม (Polynomail)
สตู รกำรคณู พหนุ ำมและกำรแยกตัวประกอบ
1. กำลังสองสมบรู ณ์
A B2 A2 2AB B2
A B C 2 A2 B2 C2 2AB 2BC 2CA
2. ผลต่ำงกำลงั สอง
A B A B A2 B2
A2 B2 A BA B
3. กำลงั สำมสมบูรณ์
A B3 A3 3A2B 3AB2 B3
A B C 3 A3 B3 C3 3 A BB C C A
4. ผลบวกกำลงั สำม
A3 B3 A B A2 AB B2
5. ผลต่ำงกำลงั สำม
A3 B3 A B A2 AB B2
6. สตู รอ่ืนๆ A B C A2 B2 C2 AB BC CA
A3 B3 C3 3ABC
An Bn A B An1 An2B An3B2 ... A2Bn3 ABn2 Bn1
7. ทฤษฎีเศษเหลือ
7.1 พหนุ ำม P x ถกู หำรด้วย xc จะเหลือเศษ P c เสมอ
7.2 พหนุ ำม P x จะมี xc เปน็ ตัวประกอบกต็ อ่ เม่ือ P c 0
7.3 พหนุ ำม P x จะมี axc เป็นตวั ประกอบกต็ ่อเม่อื P c 0
a
ตัวอย่างโจทย์ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
1. จากการสารวจผ้ใู ช้บรกิ ารรา้ น F-Coffee เกี่ยวกับความชอบดื่มเคร่ืองดม่ื 3 ชนิด ได้แก่ กาแฟ ,ชาเขยี ว
และโกโก้ จานวน 950 คน พบวา่
มีผทู้ ีไ่ ม่ชอบด่ืมเครอ่ื งดื่มชนดิ ใดเลย 30 คน
มีผู้ทช่ี อบดื่มกาแฟ 453 คน
มผี ชู้ อบดมื่ โกโก้ 287 คน
มีผทู้ ช่ี อบด่ืมกาแฟและชาเขยี ว 103 คน
มผี ู้ท่ชี อบดื่มกาแฟและโกโก้ 87 คน
มผี ู้ที่ชอบดม่ื ชาเขยี วและโกโก้ 79 คน
มผี ู้ที่ชอบด่มื เครอื่ งดื่มสองอย่าง 170 คน
จงหาผทู้ ชี่ อบด่ืมกาแฟหรือโกโก้แต่ไมช่ อบด่ืมชาเขยี วมีทงั้ หมดกี่คน
2. กาหนดให้ n P A B C 8 , n A B C 108 , n A B 45 และ
nC A 28 แล้วจงหาค่าของ n B C
3. กาหนดให้ U xI / x 3 5 และ A x / x2 4x 4 x2 12 0
x2 6x 9 x3
ผลบวกสมาชกิ ทุกตวั ในเซต A มีค่าเท่าไร
4. กาหนด f (x) ax 8 และ g(x) ax 11 ถา้ a คอื จานวนจริงทีท่ าให้
g f (x) f g (x) แลว้ จงหาคา่ ของ 3a 5
5. กาหนดให้ g x 2 g x 5x 1 และ f 2x 3 3x 2 และ g 0 5
ค่าของ f 1g 2 เทา่ กบั เท่าไร
6. กาหนดพาราโบลา P มีจดุ ยอดอยู่ในจตภุ าคท่ี 1 ละจุดปลายเลตสั เรกตมั อยู่ทีโ่ ฟกสั ทั้งสองของ
ไฮเพอร์โบลา H ที่มีสมการเป็น 9x2 16y2 18x 64y 89 0 จงหาสมการไดเรกตรกิ ซ์
ของพาราโบลา P
2 5 5 x 17
7. กาหนด A 1 2 3 , B y , C 9 ถา้ AB C
1 3 0 z 4
จงหาค่าของ det x z x2
x y z
y
8. กาหนด A เปน็ นอนซิงกูลาร์เมทริกซ์ เมื่อ k เปน็ คา่ คงที่ ถา้ A2 A และ
I A3 I kA จงหาคา่ ของ k
9. กาหนดให้ A เป็นเซตคาตอบของ x 799 x2 3x 4
x 2 x 399 0
และ B เป็นเซตคาตอบของ x 5 0
x 1 x 3
ถา้ A B คือชว่ ง a,b แล้วค่าของ a b มคี า่ เท่ากบั เท่าไร
10. ถ้ากราฟ y x 4 5 ตดั กราฟของ y 3 x x 2 ทจ่ี ุด A และจุด B แลว้
ระยะหา่ งระหว่าง จดุ Aและจุด B มคี ่าเทา่ ไร
11. กาหนด P q r s r มคี า่ ความจริงเป็นเท็จ จงหาคา่ ความจริงของประพจน์
p,q,r และ s
ตัวอย่างโจทย์ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5
12. กาหนดให้ x เปน็ จานวนเต็ม ถ้า 9x 4x 2 2 3x 2x 3x 2x
แลว้ จงหาคา่ ของ 43x 2x
13. จงหาเซตคาตอบของอสมการ 1 1
243 2x
log3 3 x log3 4 2
14. กาหนดให้ A sin8 sin 7 sin 2 sin เมื่อ
cos8 cos 7 cos 2 cos
12
และ B sin 72 cos72 ค่าของ A B เท่ากบั เท่าไร
cos 27
15. กาหนด u , v เปน็ เวกเตอรใ์ นระนาบโดยที่ u v i 2 j k และ u v 34
ถา้ 3u 2v u 2v แลว้ จงหาคา่ ของ u 2v u
16. จงหาคา่ ของ 20 k 2
4n 2
k 3 n1
17. ในการปลูกมะนาว 50 ต้น พบวา่ ได้ผลผลติ เฉลยี่ 120 ผลตอ่ ตน้ แตถ่ ้าลดจานวนการปลกู มะนาวลง
จะทาให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขน้ึ อีกตน้ ละ 5 ผลตอ่ จานวนตน้ มะนาวท่ีลดลง ชาวสวนต้องปลกู มะนาวก่ีตน้
จงึ จะได้ผลผลิตมากท่สี ุด
ตัวอย่ำงโจทยช์ ้นั มัธยมศึกษำปที ี่ 6
18. จากตัวอกั ษร “คคคสสสชช” ต้องการจดั เรียงอักษรทกุ ตวั โดยไม่คานึงความหมาย จะไดก้ ว่ี ธิ ี
โดยตัวอักษร ค แตล่ ะตวั อยูแ่ ยกกนั และตัวอักษร ช แต่ละตวั อยแู่ ยกกัน
19. กาหนด A 1, 2,3, 4,5,6 , B a , b , c ตอ้ งการสร้างฟงั ก์ชนั จาก A ไป B แบบ
ทัว่ ถึงจะเกดิ ฟังก์ชนั ทั้งหมดกฟี่ ังกช์ ัน
20. จงหาสัมประสทิ ธิ์ของ x5 จากการกระจาย x2 2 3 2x6
21. กาหนดให้ z เป็นจานวนเชิงซ้อน ซงึ่ z12 512i และ z1 1 2 5 และ z22 2 3 2i
จงหา z1 z2 ในรูป a bi
22. ผลการสอบวชิ าสถติ ิของนกั เรียนกลมุ่ หน่ึงซงึ่ มี 6 คน ปรากฏวา่ มี 3 คนเทา่ นนั้ ทไ่ี ดค้ ะแนนเท่ากนั
และไดค้ ะแนนมากกวา่ อีก 3 คนทเ่ี หลือ ถา้ ควอไทลท์ ี่ 1 , มธั ยฐาน , ฐานนิยมและพิสยั ของคะแนนสอบ
ของนกั เรยี นกลุ่มนเ้ี ปน็ 6 , 8, 5 , 9 และ 6 คะแนนตามลาดับ จงหาความแปรปรวนของคะแนนสอบของ
เดก็ กลุม่ น้ี
23. ข้อมลู ประชากร 6 จานวน มคี ่ามธั ยฐาน, ค่าก่ึงกลางพสิ ัย และค่าสว่ นเบ่ยี งเบนควอไทลเ์ ท่ากับ
33, 29 และ 4.5 ตามลาดับ ถา้ มจี านวน 3 จานวนของข้อมลู ชดุ น้มี ีค่าเฉล่ียเลขคณิตเปน็ 35 และ
สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเป็น 0 แลว้ จงหาสว่ นเบี่ยงเบนเฉลีย่ ของข้อมลู ทง้ั 6 จานวนน้ี
ตัวอยำ่ งโจทย์เพิ่มเตมิ
24. กาหนดให้ x, y และ z เป็นจานวนเตม็ บวกซึ่ง 1000 x y z และสอดคลอ้ งกบั สมการ
1 1 1 1 1 1 1 1 แลว้ ค่าของ x y z เทา่ กบั เท่าใด
2 3 7 45 x y z
25. จานวนเฉพาะที่มคี ่ามากทสี่ ดุ ซงึ่ เป็นตวั ประกอบของ
1 2 3 2 3 4 3 4 5 . . . 994995 996 เท่ากับเทา่ ใด
26. จานวนเต็มบวก n ซงึ่ มคี ่าน้อยทส่ี ดุ ซึ่งทาให้ 17n n ถูกหารดว้ ย 307 มคี ่าเทา่ กับเทา่ ใด
27. กาหนดให้ a และ b เปน็ จานวนเตม็ บวกซึ่ง 43 a 17 แล้ว b มคี า่ น้อยทีส่ ุดเทา่ กบั เท่าใด
197 b 77
โครงกำรเตรียมควำมพร้อมสู่ควำมเป็นเลิศ
รำยวชิ ำภำษำไทย
สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
คำอธบิ ำยรำยวิชำกลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
โรงเรยี นเตรียมอุดมศกึ ษำ
ตำมหลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำขนั้ พน้ื ฐำน
พุทธศักรำช ๒๕๕๑
ตำมหลกั สตู รโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
ควำมสำคัญ
ภาษาไทยอยู่คู่ประเทศชาติและคนไทยมานานหลายร้อยปี คนไทยใช้ภาษาไทยในการส่ือสาร การ
สร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจกันในสังคม การค้นคว้าหาความรู้ และประสบการณ์เพื่อพัฒนาตัวเอง
พัฒนาองค์กร ภาษาไทยทาให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและสันติ คนไทยใช้ภาษาไทยในการดารงชีวิต
ในการประกอบอาชีพ ประกอบกิจกรรมอ่ืน ๆ ท่ีทาให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจาก
ภาษาไทยจะมเี อกลักษณ์ในตัวเองในด้านความหลากหลายของถอ้ ยคาแลว้ ภาษาไทยยังสรา้ งเอกลักษณ์ให้คน
ไทยและชาติไทยอีกด้วย กล่าวคือ ภาษาไทยเป็นส่ือที่แสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้สร้างสรรค์งาน
ทางด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสอดแทรกความนึกคิดที่มีคุณค่าโดยบันทึกเป็นวรรณคดีและวรรณกรรมที่
ควรแกก่ ารศกึ ษา ภาษาไทยจึงเป็นมรดกของคนไทยที่คนไทยทกุ คนควรหวงแหนไว้เปน็ สมบัติอันลา้ ค่าของเรา
ธรรมชำต/ิ ลักษณะเฉพำะ
ภาษาไทยมีลักษณะท่ัวไปเช่นเดียวกับภาษาอ่ืนๆ กล่าวคือ เป็นภาษาท่ีใช้ระบบเสียงเพ่ือสื่อ
ความหมาย แต่ในเรื่องของเสียงนั้น ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะในเร่ืองของระดับเสียงสูงต่าของเสียง
วรรณยุกต์ ซ่ึงเป็นส่วนประกอบส่วนหน่ึงของตัวอักษรไทยนอกเหนือไปจากพยัญชนะและสระ นอกจากนี้
ภาษาไทยยังมีการสร้างคาโดยการนาคามารวมกัน มีความหมายหลากหลายของคา หลักเกณฑ์การสร้าง
ประโยคในภาษาไทยชัดเจน การใช้คาต้องเลือกสรรคาที่เหมาะแก่กาลเทศะ และฐานะของบุคคล ภาษามี
การเกิด การตาย มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมท่ีผันแปรไปตามกระแสสังคมและวัฒนธรรม
การใช้ภาษาให้ถูกตอ้ งและคล่องแคลว่ ไม่วา่ จะเป็นการดู การฟัง การอ่าน หรือการเขยี นน้ันตอ้ งเรียนรู้หลัก
หรือวิธีการที่ถูกต้อง อาศัยการฝึกฝนอยู่เสมอๆ จนกระท่ังเกิดความชานาญหรือทักษะ นอกจากนี้การใช้
ภาษายงั ตอ้ งคานึงถงึ มารยาทและคณุ ธรรมตา่ งๆ อีกด้วย
คณุ ภำพผเู้ รยี น
คุณภาพของผเู้ รียนวิชาภาษาไทย เม่อื จบชว่ งชน้ั ท่ี 4
1. ฟังได้ ฟังเป็น และรู้จักเลือกฟงั สารที่เปน็ ประโยชนต์ ่อตนเอง
2. ใช้วิจารณญาณในการฟัง จับประเด็นเร่ืองท่ีฟังได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องที่ฟังได้
อย่างมีเหตุผล
3. เลอื กดสู อ่ื ตา่ งๆ ทเ่ี ป็นประโยชนต์ ่อตนเอง และนาสง่ิ ทด่ี ูนั้นมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
4. รู้จักเลือกอ่านหนังสือหรือสื่อเอกสารอ่ืนๆ ท่ีมีคุณค่า ตีความ แปลความได้ถูกต้อง
ร้จู กั ใช้วิจารณญาณในการอา่ น วเิ คราะหว์ ิจารณ์เร่ืองทอ่ี ่านได้อยา่ งสมเหตุสมผล
5. พูดในโอกาสต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการได้ เช่น การพูดสนทนา การพูดต่อหน้า
ประชุมชน
6. พูดได้ตรงตามจดุ ประสงค์ เชน่ การพดู เลา่ เรื่อง พูดแสดงความคิดเห็น พดู อธบิ าย พูดโนม้ นา้ ว
ใจ
7. เขยี นรายงานเชงิ วิชาการ โดยเขียนอา้ งอิงขอ้ มลู บรรณานุกรมและสารสนเทศได้ถูกต้อง
8. เขียนเชิงสร้างสรรค์ เช่น การเขียนเรียงความ บทความ การเขียนอภิปรายแสดงทรรศนะ
การเขียนอธิบาย การเขียนบรรยาย การเขียนพรรณนา และการเขียนอื่นๆ ได้ตรงตาม
จุดประสงค์
9. เขียนบทร้อยกรองได้ตามศักยภาพ ทงั้ โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน ร่าย
10. ใช้ภาษาในการสื่อสารได้ตามความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ มีมารยาทในการสื่อสาร
ตามสากลนิยม
11. เขา้ ใจหลกั เกณฑ์การใช้ภาษาไทย และนาไปใชไ้ ด้ในชีวติ ประจาวนั อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม
12. ใชภ้ าษาไทยเปน็ เครอ่ื งมอื ศกึ ษาคน้ ควา้ ความรูใ้ นสาขาวชิ าตา่ งๆ เพอ่ื พัฒนาตนเองและสงั คม
13. เข้าใจวรรณคดีและวรรณกรรมแต่ละยุค ด้านประวัติและจุดมุ่งหมายการแต่ง รู้จักเลือกอ่าน
วรรณกรรมท่ีมีคณุ คา่ และวิเคราะหว์ ิจารณต์ ามหลกั เกณฑก์ ารวจิ ารณ์วรรณคดเี บื้องตน้ ได้
14. สนใจศึกษาวรรณกรรมพื้นบ้าน ภาษาถิ่น สานวน สุภาษิต วิเคราะห์คุณค่าด้านภาษา
และสังคม รู้สึกซาบซ้ึงสะเทือนอารมณ์ เกิดสุนทรียภาพ เมื่อรับส ารที่มีพลังของภาษา
และมคี ณุ คา่ ความงามด้านวรรณศลิ ป์
ตวั ชีว้ ัดและสำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
สำระที่ 1 กำรอำ่ น
มำตรฐำน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนินชีวิต และมนี สิ ยั รักการอา่ น
สำระท่ี 2 กำรเขยี น
มำตรฐำน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวใช้
รูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
สำระท่ี 3 กำรฟงั กำรดู และกำรพูด
มำตรฐำน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ
ความรู้สึกในโอกาสตา่ ง ๆ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและสร้างสรรค์
สำระที่ 4 หลกั กำรใชภ้ ำษำไทย
มำตรฐำน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลัง
ของภาษา ภมู ปิ ัญญา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องชาติ
สำระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มำตรฐำน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า
และนามาประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ จริง
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำภำษำไทย
ท 31101 ภำษำไทย 1 ภำคเรียนที่ 1
ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี 4 เวลำ 40 ชัว่ โมง
จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศึกษาสาระสาคัญเร่ืองการเพ่ิมคา การสื่อสารของมนุษย์ การรับสารด้วยการอ่าน อ่านเพื่อพัฒนา
ตน ส่งสารด้วยการอ่าน ส่งสารด้วยการเขียน ผังมโนภาพ โวหารภาพพจน์ วรรณศิลป์ รสวรรณคดี
การอ่านวรรณคดี เร่อื งอิเหนาตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ นิทานเวตาลเรือ่ งที่ 10 ทุกข์ของชาวนาในบทกวี
ประวตั วิ รรณคดสี มยั สโุ ขทัย ศึกษาวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ เร่อื งสมบัติของผู้ดีและมารยาทเลม่ น้อย
โดยใช้ทกั ษะกระบวนการทางด้านภาษา การฟงั การพูด การอา่ น การเขียน และการสบื คน้ ข้อมูล
มีทกั ษะในการใชภ้ าษาไทย ศึกษาค้นควา้ ความรู้ และทฤษฎีความรเู้ กย่ี วกบั ภาษาไทยและวรรณกรรมของไทย
เปรียบเทียบกับความเป็นจริง สามารถใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องตามหลักภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดใน
การเขียนรายงาน การเขียนความเรียงขั้นสูงและสร้างโครงงานที่สามารถปฏิบัติได้จริงอันเป็นประโยชน์ต่อ
ตนเอง ต่อผู้อื่น รวมทั้งสังคมด้วย และมีมารยาทในการฟัง พูด อ่าน เขียน สามารถพิจารณารูปลักษณ์
ของคาและคาภาษาต่างประเทศ รวมท้ังภาษาถ่ิน วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากส่ิงพิมพ์หรือสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ และประเมินแนวคิดการใช้ถ้อยคาสานวนโวหาร กลวิธีในการเขียนของผู้อ่ืนมาพัฒนางาน
เขียนของตนเองได้ มีความสามารถในการเขียนและนาถ้อยคามาเรียบเรียงได้ถูกต้องตามหลักการเขียน
ตรงตามวัตถุประสงค์ สามารถอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองได้อย่างถูกต้องไพเราะ อ่านแปลความ
ขยายความ ตีความ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องท่ีอ่านได้อย่างมีเหตุผลและจับประเด็นสาคัญของเรื่องที่อ่านได้
เห็นคุณค่าของบทร้อยกรองท่ีกาหนดท่องเป็นบทอาขยาน วิเคราะห์กลวิธีในการแต่ง จุดมุ่งหมาย
ความไพเราะในดา้ นวรรณศิลป์ ภาพพจน์ รส วรรณคดขี องวรรณคดี และวรรณกรรมที่ศึกษารวมทง้ั วิเคราะห์
ลักษณะเด่น ข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและนามา
ประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวันได้ ผเู้ รยี นมศี กั ยภาพเปน็ พลโลกทีด่ ี
ท 31102 ภำษำไทย 2 ภำคเรยี นท่ี 2
ชนั้ มัธยมศกึ ษำปีที่ 4 เวลำ 40 ชว่ั โมง
จำนวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาสาระสาคัญเร่ือง การออกเสียงคา การสะกดคา การใช้คา รับสารด้วยการฟัง ส่งสาร
ดว้ ยการพดู การสง่ สารเพ่ือกิจธุระ การคน้ ควา้ หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เรียงความเร่อื งเก่ียวกบั โลกส่วนตัว
ฝึกแต่งบทร้อยกรอง หัวใจชายหนุ่ม โคลงนิราศนรินทร์ มงคลสูตรคาฉันท์ บทนมัสการมาตาปิตุคุณ
และอาจาริยคุณ ประวัติวรรณคดีสมยั กรงุ ศรอี ยุธยาตอนต้น ศกึ ษาวรรณกรรมท้องถิน่ เรอ่ื งหางวา่ ว
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางด้านภาษา การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน และการสืบค้นข้อมูล
ศึกษาค้นคว้าความรู้ และทฤษฎีความรู้เก่ียวกับภาษาไทยและวรรณกรรมของไทยเปรียบเทียบกับความเป็น
จริง สามารถถ่ายทอดความคิดในการเขียนรายงานการเขียนความเรียงข้ันสูงและสร้างโครงงานที่สามารถ
ปฏบิ ัติได้จริงอันเป็นประโยชนต์ ่อตนเอง ต่อผอู้ ื่น รวมทงั้ สงั คมดว้ ย มมี ารยาทในการเขยี น เขยี นโวหารรอ้ ย
แก้วในรูปแบบต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เขียนสะกดคา อ่านออกเสียงคาและสามารถใช้คาได้ถูกต้อง
ตรงตามความหมาย ใช้ถ้อยคาในการเรียบเรียงสานวนโวหารและกลวิธีในการเขียนได้ถูกต้องตามหลักการ
เขยี นและสาระสาคัญชัดเจน มมี ารยาทในการฟัง การดู และการพดู มวี ิจารณญาณในการเลือกเรื่องท่ีจะฟัง
และดูเพื่อนาแนวทางมาใช้ประยุกต์ในการดาเนินชีวิต สามารถพูดต่อประชุมชนในโอกาสต่างๆ มี
ความสามารถในการแต่ง โคลงสี่สุภาพและคาประพันธ์ชนิดอื่นๆ นาข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมมา
ปรับใช้กับชวี ิตประจาวันได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ สามารถใช้ทักษะการฟงั การอา่ น การพูด และ การเขียน
มาใช้ติดต่อส่ือสารกับบุคคลต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาไทย และวิถีชีวิต
ไทยอย่างแท้จริง ผูเ้ รยี นมศี กั ยภาพเปน็ พลโลกทด่ี ี
ท 30201 ประวัติวรรณคดี 1 ภำคเรยี นท่ี 1
ชัน้ มธั ยมศึกษำปที ่ี 4 เวลำ 40 ชวั่ โมง
จำนวน 1 หน่วยกติ
ศึกษาความหมายของวรรณคดีและวรรณกรรม วิวัฒนาการของวรรณคดีและวรรณกรรม
ปัจจัยแวดล้อมท่ีทาให้เกิดวรรณคดี ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์กับความเจริญ
และความเสอื่ มของวรรณคดี ศกึ ษาประวัติของวรรณคดีสาคัญในสมัยกรุงสโุ ขทัยและสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด และการสืบค้นข้อมูลเพ่ือให้เกิด
ความรคู้ วามเขา้ ใจถึงวถิ ชี ีวิตและสภาพสงั คมของคนไทยในอดีต มีนิสยั รักการอ่านและการเขียน มีค่านิยมที่ดี
ตอ่ วรรณคดีไทย มคี วามภมู ใิ จในความเป็นไทย รสู้ ึกรักและหวงแหนวรรณคดีซึ่งเปน็ สมบัติล้าคา่ ของชาติ
ท 30202 ประวตั วิ รรณคดี 2 ภำคเรียนที่ 2
ชัน้ มัธยมศึกษำปที ่ี 4 เวลำ 40 ชัว่ โมง
จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศึกษาประวัติของวรรณคดีที่สาคัญในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงวรรณกรรม
ปัจจุบัน ให้ทราบถงึ ปจั จยั แวดล้อมที่ทาให้เกิดวรรณคดี ความสมั พันธ์ระหว่างเหตกุ ารณท์ างประวัตศิ าสตร์กับ
ความเจริญและความเสื่อมของวรรณคดี
โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด และการสืบค้นข้อมูลเพ่ือให้เกิด
ความรคู้ วามเขา้ ใจถึงวิถีชีวิตและสภาพสังคมของคนไทยในอดตี มีนสิ ัยรกั การอ่านและการเขยี น มีค่านิยมที่ดี
ตอ่ วรรณคดีไทย มีความภูมิใจในความเป็นไทย รสู้ กึ รกั และหวงแหนวรรณคดีซ่ึงเป็นสมบตั ลิ า้ ค่าของชาติ
ท 32101 ภำษำไทย 3 ภำคเรียนท่ี 1
ช้ันมธั ยมศึกษำปที ี่ 5 เวลำ 40 ชวั่ โมง
จำนวน 1 หน่วยกติ
ศึกษาสาระสาคัญเร่ืองความเกี่ยวข้องระหว่างวัฒนธรรมกับภาษา ส่วนประกอบของภาษา คุณธรรม
และมารยาทในการสื่อสาร การพูดต่อประชุมชน การถามและการตอบ การอ่านวรรณคดี การพิจารณา
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ และด้านสังคมของวรรณคดีเรื่องลลิ ิตตะเลงพ่าย บทละครพูดคาฉันท์เรื่องมัทนะพาธา
บทร้อยกรองเร่ืองสมเด็จพระปิยมหาราช โดยใช้ทักษะกระบวนการทางด้านภาษา การฟัง การพูด การอ่าน
การเขียน และการสืบค้นข้อมูล เพ่ือให้เห็นความสาคัญของภาษาไทย และมีทักษะการใช้ภาษา ศึกษา
ค้นคว้าความรู้ และทฤษฎีความรู้เก่ียวกับภาษาไทยและวรรณกรรมของไทยเปรียบเทียบกับความเป็นจริง
สามารถใช้ภาษาเขียนท่ีถูกต้องตามหลักภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดในการเขียนรายงานการเขียนความ
เรียงข้ันสูงและสร้างโครงงานที่สามารถปฏิบัติได้จริงอันเป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อผู้อ่ืน รวมทั้งสังคมด้วย
สามารถถาม-ตอบอย่างมีคุณธรรม และมีมารยาทในการฟัง อ่าน เขียน พูดต่อหน้าประชุมชนได้หลาย
รูปแบบ ตระหนักในคุณค่าและความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม สามารถอ่านบทร้อยกรองได้อย่าง
ถูกต้อง ไพเราะ และเหมาะสมกับเร่ืองที่อ่าน วิเคราะห์สานวนโวหารภาพพจน์ และคุณค่าที่ได้รับจากการ
อ่านแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์แนวคิดจากเรื่องที่ได้ฟังหรืออ่านได้ มีความสามารถในการแต่งร่าย
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีนิสัยรัก การอ่าน และมีรสนิยมในการเลือกอ่านหนังสือผู้เรียนมีศักยภาพ
เปน็ พลโลกทดี่ ี
ท 32102 ภำษำไทย 4 ภำคเรียนท่ี 2
ช้นั มัธยมศกึ ษำปที ่ี 5 เวลำ 40 ชั่วโมง
จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศึกษาสาระสาคัญเร่ือง การเขียนเชิงวิชาการ เขียนเชิงกิจธุระ เรียงความเก่ียวกับเร่ือง
ของโลกสาธารณะ วิธีสื่อสารในที่ประชุม การฟังและการอ่านให้เกิดวิจารณญาณ ความคิดกับภาษา
คาและสานวน การอ่านวรรณคดีร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ฉันทศาสตร์แพทยศาสตร์สงเคราะห์
ความนิยมเปน็ เสมยี น
โดยใช้ทกั ษะกระบวนการทางด้านภาษา ฟัง พูด อา่ น เขียน การสืบค้นข้อมลู ภาษา ศกึ ษาค้นคว้า
ความรู้ และทฤษฎีความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยและวรรณกรรมของไทยเปรยี บเทียบกับความเป็นจริง สามารถใช้
ภาษาเขียนท่ีถูกต้องตามหลักภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดในการเขียนรายงานการเขียนความเรียงข้ันสูง
และสรา้ งโครงงานท่สี ามารถปฏิบัตไิ ดจ้ ริงอันเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ตอ่ ผ้อู ื่น รวมทงั้ สังคมด้วย สามารถเขียน
ส่ือสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ภาษาเรียบเรียงได้ถูกต้อง มีข้อมูลและสาระสาคัญชัดเจน เขียน
รายงานการศึกษาค้นคว้าเรื่องท่ีสนใจตามหลักการเขียนเชิงวิชาการ และใช้ข้อมูลสารสนเทศอ้างอิงได้อย่าง
ถูกต้อง สามารถฟังและอ่านได้อย่างมีวิจารณญาณ ตระหนักถึงความสาคัญของการฝกึ คิด และคิดไปในทาง
สร้างสรรค์ โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ใช้คาได้ถูกต้อง เหมาะสมกับกาลเทศะและ
บุคคล และรจู้ ักใช้คาทม่ี คี วามหมายนยั ตรง และความหมายโดยนยั รวมทง้ั รู้จกั ใชส้ านวนไทยได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม รู้จักเลือกอ่านหนังสืออย่างหลากหลาย นาเรื่องท่ีอ่านมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวนั และศึกษา
วรรณกรรมของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยความภูมิใจ วิเคราะห์ลักษณะเด่นของวรรณคดีท่ีสะท้อนวิถีชีวิต
ของสังคมไทย และวิเคราะห์ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาวรรณคดีและวรรณกรรมเพ่ือนามาประยุกต์ใช้ใ น
ชวี ติ ประจาวัน ผ้เู รียนมศี กั ยภาพเปน็ พลโลกทดี่ ี
ท 30203 วรรณคดมี รดก 1 ภำคเรียนท่ี 1
ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 5 เวลำ 40 ช่ัวโมง
จำนวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น และนามาใช้ศึกษาวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีมรดก
เร่ืองรามเกียรต์ิ รัชกาลท่ี ๑ ขุนช้างขุนแผน อิเหนา และพระอภัยมณี ด้านประวัติผู้แต่ง จุดมุ่งหมายการ
แต่ง รูปแบบคาประพันธ์ การดาเนินเรื่อง เน้ือเร่ือง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก กลวิธีการแต่ง การใช้คา
การใช้กวีโวหาร รสวรรณคดี ทัศนะของผู้แต่ง องค์ประกอบของวรรณศิลป์ คุณค่าของวรรณคดีด้านเนื้อ
เร่อื ง ดา้ นวรรณศิลป์ ด้านสังคมและวัฒนธรรม ศึกษาคน้ ควา้ ความรแู้ ละทฤษฎคี วามรู้เกีย่ วกบั ภาษาไทยและ
วรรณกรรมไทยเปรยี บเทยี บกบั ความเปน็ จริง
โดยใช้กระบวนการคิด กระบวนการอ่านเพ่ือความเข้าใจ การอ่านวิเคราะห์ การอ่านอย่างมี
วิจารณญาณ การค้นหาความรู้และข้อมูล การอภิปรายตามประเด็นต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ การเขยี นแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ ประเมนิ คา่ วรรณคดีที่อ่านได้
อย่างมีเหตุผล เห็นคุณค่าของวรรณคดีด้านความงดงามของภาษา และด้านให้ความรู้เรื่องราวของสังคมไทย
วิถีชีวิตไทย ข้อคิด คติธรรม ความเชื่อ ค่านิยมของคนไทยในอดีต จดจาคาประพันธ์ นาข้อคิด คติธรรม
เหตุการณ์จากวรรณคดี มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม
ผูเ้ รียนมศี ักยภาพเปน็ พลโลกทีด่ ี
ท 30204 วรรณคดมี รดก 2 ภำคเรียนที่ 2
ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 5 เวลำ 40 ช่ัวโมง
จำนวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบ้ืองต้นและนามาใช้ศึกษาวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีมรดกเรื่องนิราศ
เมืองแกลง นิราศภูเขาทอง อิลราชคาฉันท์ ร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก ด้านประวัติผู้แต่ง จุดมุ่งหมายการ
แต่ง รูปแบบคาประพันธ์ การดาเนินเรื่อง เน้ือเร่ืองและโครงเร่ือง แนวคิด ตัวละคร ฉาก กลวิธีการแต่ง
การใช้คา การใช้กวีโวหาร รสวรรณคดี ทัศนะของผู้แต่ง องค์ประกอบของวรรณศิลป์ คุณค่าของวรรณคดี
ด้านเนื้อเร่ือง ด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคมและวัฒนธรรม ศึกษาค้นคว้าความรู้และทฤษฎีความรู้เก่ียวกับ
ภาษาไทยและวรรณกรรมไทยเปรียบเทียบกบั ความเปน็ จริง
โดยใช้กระบวนการคิด กระบวนการอ่านเพ่ือความเข้าใจ การอ่านวิเคราะห์ การอ่านอย่างมี
วิจารณญาณ การค้นหาความรู้และข้อมูล การอภิปรายตามประเด็นต่างๆ เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด
ความเข้าใจ การนาไปใช้ การเขียนแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ ประเมินค่าวรรณคดีท่ีอ่านได้
อย่างมีเหตุผล เห็นคุณค่าของวรรณคดีด้านความงดงามของภาษา และด้านให้ความรู้เร่ืองราวของสังคมไทย
วิถีชีวิตไทย ข้อคิด คติธรรม ความเชื่อ ค่านิยมของคนไทยในอดีต จดจาคาประพันธ์ นาข้อคิด คติธรรม
เหตุการณ์จากวรรณคดี มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
ผ้เู รียนมศี ักยภาพเปน็ พลโลกทีด่ ี
ท 33101 ภำษำไทย 5 ภำคเรยี นท่ี 1
ช้ันมธั ยมศกึ ษำปีท่ี 6 เวลำ 40 ช่ัวโมง
จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศึกษาวิเคราะห์พันธกิจของภาษา ธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษาต่างประเทศและภาษาถ่ิน
การเปลี่ยนแปลงของภาษา ระดับภาษา ราชาศัพท์ การอธิบาย บรรยาย พรรณนา ใช้ภาษาให้งดงาม
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับความคิด เรียงความ เหตุผลกับภาษา ภาษาแสดงทรรศนะ ภาษาเพื่อการ
โต้แย้ง ภาษาเพ่ือโน้มน้าวใจ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ และคุณค่าด้านสงั คมเร่ืองกาพย์เห่เรือ สามก๊ก ขุนช้าง
ขุนแผน
โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด และการสืบค้นข้อมูล ศึกษา
ค้นคว้าความรู้ และทฤษฎีความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยและวรรณกรรมของไทยเปรียบเทียบกับความเป็นจริง
สามารถใช้ภาษาเขียนท่ีถูกต้องตามหลักภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดในการเขียนรายงานการเขียนความ
เรียงขั้นสูงและสร้างโครงงานที่สามารถปฏิบัติได้จริงอันเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อ่ืน รวมทั้งสังคมด้วย
เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจภาษา สามารถสื่อสารส่ิงที่เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ มี
ความสามารถในการตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิต มีนิสัยรักการอ่าน มีวิจารณญาณและสร้างสรรค์
เห็นคุณค่าของการนาความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มีจิตสาธารณะ
จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม รักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัตขิ องชาติ ผู้เรียนมีศักยภาพเปน็ พล
โลกทีด่ ี
ท 33102 ภำษำไทย 6 ภำคเรียนที่ 2
ชั้นมัธยมศึกษำปที ี่ 6 เวลำ 40 ชวั่ โมง
จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษาวเิ คราะห์พลังของภาษา ภาษากบั วฒั นธรรม บทความ สารคดี ขา่ วสารจากส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
หลักการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดี วรรณกรรมเบื้องต้น การแต่งฉันท์ชนิดต่าง ๆ สามัคคีเภทคาฉันท์
ไตรภมู พิ ระร่วง ประวตั วิ รรณคดสี มัยรชั กาลที่ 1 ถงึ รัชกาลท่ี 6
โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน คิด วิเคราะห์ กระบวนการเขียน สื่อสาร การสืบค้นข้อมูล การฟัง
การดู และการอภิปราย ศึกษาค้นคว้าความรู้ และทฤษฎีความรู้เก่ียวกับภาษาไทยและวรรณกรรมของไทย
เปรียบเทียบกับความเป็นจริง สามารถใช้ภาษาเขียนท่ีถูกต้องตามหลักภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดใน
การเขียนรายงานการเขียนความเรียงขั้นสูงและสร้างโครงงานท่ีสามารถปฏิบัติได้จริงอันเป็นประโยชน์ต่อ
ตนเอง ต่อผู้อื่น รวมทั้งสังคมด้วย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ได้
เหมาะสมแก่โอกาส กาลเทศะ และบุคคล มีความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไป
ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มีจิตสาธารณะ คุณธรรม จริยธรรม และ
คา่ นิยมอันพึงประสงค์ รักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ขิ องชาติ ผ้เู รยี นมีศกั ยภาพเปน็ พลโลกที่ดี
ท 30205 หลกั ภำษำไทย ภำคเรียนที่ 1
ชั้นมัธยมศกึ ษำปีท่ี 6 เวลำ 40 ชว่ั โมง
จำนวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาหลักภาษาไทยโดยแบ่งเน้ือหาออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนท่ี 1 ลักษณะภาษาไทย เป็นเรื่อง
ความรู้เกี่ยวกับภาษา ลักษณะภาษาไทย ระบบเสียงในภาษาไทยและอักษรไทย และการเขียนคาใน
ภาษาไทย ตอนท่ี 2 การเพิม่ คาในภาษาไทย เปน็ เร่อื งการยืมคาภาษาอน่ื มาใชใ้ นภาษาไทย การนาวธิ ีการของ
ภาษาอื่นมาใช้ในการเพิ่มคา การสร้างคาไทยและการบัญญัติศัพท์ ตอนที่ 3 ชนิดของคา การวิเคราะห์คา
กลุ่มคา ประโยคและการใช้ถ้อยคา การวิเคราะห์กลุ่มคาและประโยค เน้ือหาของแต่ละบทจะช้ีให้เห็นถึงการ
วิเคราะหก์ ารใชภ้ าษา เพ่อื ใหเ้ ข้าใจหลกั ภาษาและการนาไปใชไ้ ด้อยา่ งถูกต้อง
โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด และการสืบค้นข้อมูล เพ่ือให้นักเรียน
สามารถอธิบายธรรมชาติของภาษา พลังของภาษา และลักษณะของภาษา, สามารถใช้คา และกลุ่มคาสร้าง
ประโยคตรงตามวัตถุประสงค์, สามารถใช้ภาษาเหมาะสมแก่โอกาส กาลเทศะ และบุคคล รวมท้ังคาราชาศัพท์
อย่างเหมาะสม, สามารถแต่งบทร้อยกรอง, สามารถวิเคราะห์อิทธิพลของภาษาต่างประเทศและภาษาถิ่น,
สามารถอธบิ ายและวเิ คราะหห์ ลักการสรา้ งคาในภาษาไทย, สามารถวิเคราะห์และประเมนิ การใชภ้ าษาจากสื่อ
ส่ิงพิมพ์และส่ืออิเล็กทรอนิกส์, สามารถใช้ภาษาเขียนท่ีถูกต้องตามหลักภาษา, สามารถถ่ายทอดความคิดใน
การเขียนรายงาน การเขยี นเรียงความขน้ั สงู ผเู้ รยี นมศี ักยภาพเป็นพลโลกที่ดี
ท 30206 กำรเขยี น ภำคเรียนที่ 2
ช้ันมธั ยมศึกษำปที ี่ 6 เวลำ 40 ชวั่ โมง
จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศึกษาและฝึกฝนทักษะการเขียนตามรูปแบบต่าง ๆ โดยแบ่งเน้ือหาเป็น 3 ตอน คือ ตอนท่ี 1
ว่าด้วยหลักการเขียน และความรู้พ้ืนฐานประกอบการเขียน ได้แก่ การสะกด และระดับของภาษา ,
คา ประโยค และย่อหน้า, โวหาร และท่วงทานองการเขียน ตอนท่ี 2 ว่าด้วยการเขียนตามรูปแบบต่าง ๆ
ได้แก่ การเขียนประกาศ, การเขียนจดหมาย, การเขียนย่อความ, การเขียนบันทึก, การเขียนเรียงความ,
และการเขียนรายงานเชิงวิชาการ ตอนที่ 3 ว่าด้วยการเขียนร้อยกรอง ได้แก่ กาพย์, กลอนสุภาพ,
โคลงสสี่ ุภาพ, และฉันท์
โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด และการสืบค้นข้อมูล เพ่ือให้นักเรียน
สามารถเขียนส่ือสารในรูปแบบต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ภาษาเรียบเรียงถูกต้อง มีข้อมูล และ
สาระสาคัญชัดเจน, สามารถเขียนเรียงความ, สามารถใช้ภาษาเขียนท่ีถูกต้องตามหลักภาษา, สามารถ
ถ่ายทอดความคิดในการเขียนรายงาน การเขียนเรียงความขั้นสูง, สามารถเขียนย่อความจากส่ือที่มีรูปแบบ
และเน้ือหาหลากหลาย, สามารถผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่างๆ, สามารถประเมินงานเขียนของ
ผู้อ่ืนแล้วนามาพัฒนางานเขียนของตนเอง, สามารถเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเร่ืองที่สนใจตามหลักการ
เขียนเชิงวิชาการ และใช้ข้อมูลสารสนเทศอ้างอิงอย่างถูกต้อง, สามารถบันทึกการศึกษาค้นคว้าเพ่ือนาไป
พัฒนาตนเองอยา่ งสม่าเสมอ, และมมี ารยาทการเขียน ผเู้ รยี นมศี ักยภาพเป็นพลโลกท่ดี ี
ท 30291 เพมิ่ พูนประสบกำรณ์ 1 ภำคเรยี นท่ี 1
ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 4 เวลำ 40 ช่ัวโมง
จำนวน 1 หน่วยกติ
การพฒั นาผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษดา้ นภาษาไทยในระดบั ท่ียากและลึกซ้งึ กว่าหลักสูตรปกติโดย
เน้นกระบวนการฝึกทักษะจากประสบการณ์ตรงท้ังการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน รวมทั้งการคิด
วิเคราะห์ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีการวางแผนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ สามารถนามาใช้ให้เป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ผ้เู รยี นมีศักยภาพเปน็ พลโลกทด่ี ี
ผลการเรยี นรู้
เม่ือผู้เรียนจบหลักสูตรลดระยะเวลาเรียนและหลักสูตรเพ่ิมพูนประสบการณ์ในเวลา 4 ภาคเรียน
หลักสตู รน้มี ุง่ เน้นให้ผเู้ รียนมีคณุ ภาพ ดังนี้
1. มีความสามารถในการฟัง รู้จักเลือกฟังสารท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ใช้วิจารณญาณในการฟัง
สามารถจบั ประเด็นเร่อื งท่ฟี งั ได้อย่างถูกต้อง วเิ คราะห์ วจิ ารณ์เรือ่ งที่ฟังไดอ้ ย่างมีเหตุผล
2. เลือกดูสื่อต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง สามารถนาส่ิงท่ีดูน้ันมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ได้ รู้จักเลือกอ่านหนังสือหรือสื่อเอกสารอื่น ๆ ท่ีมีคุณค่า สามารถพัฒนาความเร็วในการอ่าน
สามารถตีความ แปลความไดถ้ ูกต้อง ร้จู ักใชว้ ิจารณญาณในการอ่านวิเคราะห์วิจารณเ์ รื่องที่อ่าน
ไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผล
3. มีความสามารถในการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การพูดสนทนา
การพดู ตอ่ หนา้ ประชมุ ชน พดู เพ่อื นาเสนอผลงาน สามารถพดู ไดต้ รงตามจุดประสงค์
4. มีความสามารถในการเขียนเชงิ วชิ าการประเภทต่าง ๆ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ เขียนร้อยกรอง
และเขียนประเภทอ่ืน ๆ ได้ สามารถใช้ทกั ษะการเขียนไปใช้ในประโยชน์ด้านตา่ งๆได้
5. เข้าใจหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย สามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้ตามความต้องการอย่างมี
ประสิทธิภาพ มีมารยาทในการสื่อสารตามสากลนิยม สามารถใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใน
การศกึ ษาค้นควา้ ความรแู้ ขนงต่าง ๆ เพอื่ พฒั นาตนเองและสังคม
6. เข้าใจวรรณคดีและวรรณกรรมในแต่ละยุค วรรณคดีมรดก วรรณกรรมพื้นบ้าน ภาษาถ่ิน
สานวนภาษิต และสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ตามหลักเกณฑ์ท่ีถูกต้องได้ มีความรู้สึกซาบซึ้ง
สะเทือนอารมณ์ เกดิ สุนทรียภาพเมื่อรับสารที่มีความงดงามทางภาษาและมีคุณคา่ ทางวรรณศิลป์
7. มีความสามารถทางการคดิ ไดแ้ ก่ คดิ เชงิ โครงสร้าง คดิ อย่างมวี ิจารณญาณ คดิ อย่างสร้างสรรค์
คิดอยา่ งเออื้ อาทร เป็นตน้
8. มีความฉลาดทางอารมณ์ ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
มที ักษะทางสังคม และความสามารถในการควบคมุ ความเครยี ด
9. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม มคี วามเออื้ เฟ้ือเผ่ือแผ่ต่อเพื่อนร่วมงานและผูอ้ ืน่ เหน็ อกเหน็ ใจและพร้อม
ทีจ่ ะให้ความช่วยเหลอื เพ่ือนมนษุ ย์
10. มีหลักการในการเรียนรู้ รู้จักศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีการวางแผนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
สามารถนาผลการเรียนรมู้ าใช้เปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและสังคมได้
ท 30292 เพ่ิมพนู ประสบกำรณ์ 2 ภำคเรยี นท่ี 1
ช้ันมธั ยมศกึ ษำปที ี่ 5 เวลำ 40 ชัว่ โมง
จำนวน 1 หน่วยกิต
การพัฒนาผเู้ รียนที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษาไทยในระดบั ท่ียากและลึกซ้ึงกว่าหลักสูตรปกติโดย
เน้นกระบวนการฝึกทักษะจากประสบการณ์ตรงท้ังการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน รวมท้ังการคิด
วิเคราะห์ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีการวางแผนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ สามารถนามาใช้ให้เป็น
ประโยชน์ตอ่ ตนเองและสงั คม ผู้เรยี นมีศักยภาพเปน็ พลโลกทดี่ ี
ผลการเรียนรู้
เม่ือผู้เรียนจบหลักสูตรลดระยะเวลาเรียนและหลักสูตรเพิ่มพูนประสบการณ์ในเวลา 4 ภาคเรียน
หลกั สตู รนี้มุ่งเนน้ ให้ผเู้ รียนมคี ุณภาพ ดังน้ี
1. มีความสามารถในการฟัง รู้จักเลือกฟังสารท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ใช้วิจารณญาณในการฟัง
สามารถจับประเดน็ เรอื่ งทีฟ่ งั ได้อยา่ งถูกต้อง วิเคราะห์ วจิ ารณเ์ รอ่ื งทฟี่ งั ได้อยา่ งมีเหตผุ ล
2. เลือกดูสื่อต่างๆท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเอง สามารถนาส่งิ ที่ดนู ั้นมาประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาวันได้
รู้จักเลือกอ่านหนังสือหรือสื่อเอกสารอื่น ๆ ท่ีมีคุณค่า สามารถพัฒนาความเร็วในการอ่าน
สามารถตีความ แปลความไดถ้ ูกต้อง รูจ้ ักใชว้ ิจารณญาณในการอ่านวิเคราะห์วจิ ารณเ์ ร่ืองที่อ่าน
ไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล
3. มีความสามารถในการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การพูดสนทนา
การพดู ตอ่ หน้าประชมุ ชน พูดเพือ่ นาเสนอผลงาน สามารถพดู ได้ตรงตามจุดประสงค์
4. มีความสามารถในการเขียนเชิงวิชาการประเภทต่าง ๆ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ เขียน
ร้อยกรอง และเขียนประเภทอ่ืน ๆ ได้ สามารถใช้ทักษะการเขียนไปใช้ในประโยชน์ด้านต่าง ๆ
ได้
5. เข้าใจหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย สามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้ตามความต้องการอย่างมี
ประสิทธิภาพ มีมารยาทในการส่ือสารตามสากลนิยม สามารถใช้ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือใน
การศกึ ษาค้นควา้ ความร้แู ขนงตา่ ง ๆ เพ่ือพัฒนาตนเองและสงั คม
6. เข้าใจวรรณคดีและวรรณกรรมในแต่ละยุค วรรณคดีมรดก วรรณกรรมพ้ืนบ้าน ภาษาถ่ิน
สานวนภาษิต และสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ตามหลักเกณฑ์ท่ีถูกต้องได้ มีความรู้สึกซาบซ้ึง
สะเทอื นอารมณ์ เกิดสุนทรยี ภาพเมื่อรับสารทมี่ คี วามงดงามทางภาษาและมีคณุ ค่าทางวรรณศิลป์
7. มคี วามสามารถทางการคิด ได้แก่ คดิ เชงิ โครงสร้าง คิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณ คดิ อย่างสรา้ งสรรค์
คิดอยา่ งเอื้ออาทร เปน็ ต้น
8. มีความฉลาดทางอารมณ์ ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
มที กั ษะทางสังคม และความสามารถในการควบคุมความเครยี ด
9. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม มีความเอือ้ เฟ้ือเผ่ือแผต่ ่อเพื่อนรว่ มงานและผู้อื่น เห็นอกเห็นใจและพร้อม
ทจ่ี ะให้ความชว่ ยเหลอื เพื่อนมนษุ ย์
10. มีหลักการในการเรียนรู้ รู้จักศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีการวางแผนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
สามารถนาผลการเรยี นรู้มาใช้เปน็ ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้
ประมวลรำยวิชำภำษำไทย ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษำปที ี่ 4 ปีกำรศกึ ษำ 2562
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรภู้ ำษำไทย
1. ภาคเรียนท่ี 1 รหสั วชิ า : ท 31101 ชอื่ วิชา : ภำษำไทย 1
2. ภาคเรยี นท่ี 2 รหัสวชิ า : ท 31102 ชื่อวชิ า : ภำษำไทย 2
3. จานวนหน่วยกติ : วชิ าละ 1 หน่วยกิต
4. สถานภาพของวชิ า เปน็ รายวิชาสาระพื้นฐาน นักเรยี นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทกุ คนต้องเรียนและ
สอบผ่าน
5. จานวนเวลาเรียน 2 คาบ/สปั ดาห์ นักเรยี นต้องมเี วลาเรียนตลอดภาคเรียนไม่นอ้ ยกวา่ 80 % จงึ จะมี
สทิ ธิ์สอบปลายภาค
6. ครูผสู้ อน
1. นางฐิตาพร วภิ ววาณิชย์ 2. นายอรรคราวุฒิ ประชานันท์ 3. นางสาวสุธาสนิ ี พลอยขาว
4. นางสาวน้าทิพย์ ชัยวงศ์ 5. นายณัฐพชั ร์ เพ็ชรสิมาลยั 6. นายคมชาญ สุนทรวงศ์
7. นางธัญจติ รา หงษ์พญา
7. เน้อื หารายวชิ า
ตอนที่ 1 ความรูเ้ กย่ี วกบั หลักภาษา : ความรู้และขอ้ น่าสังเกตเกี่ยวกบั ภาษา, เสยี ง, อกั ษร, คา
ตอนที่ 2 การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร : การสื่อสารของมนุษย์, รับสารด้วยการฟัง, รับสารส่งสารด้วย
การอ่าน
และอ่านเพื่อพัฒนาตนเองส่งสารด้วยการพูด, ส่งสารด้วยการเขียน, การส่ือสารเพื่อกิจธุระ, ผังมโนภาพ ,
ภาษาเพื่อการส่ือสารผ่านอินเทอร์เน็ต, เรียงความเร่ืองเก่ียวกับโลกส่วนตัว, ฝึกแต่งร้อยกรอง,การเขียน
โครงงานเพื่อการเรียนรู้
ตอนท่ี 3 วรรณคดีวิจักษ์ : การอ่านวรรณคดี, นมัสการมาตาปิตุคุณและนมัสการอาจริยคุณ, อิเหนา
ตอนศึก กะหมังกุหนิง, นิทานเวตาลเร่ืองที่ 10, นิราศนรินทร์คาโคลง, หัวใจชายหนุ่ม, ทุกข์ของชาวนา
ในบทกวี มงคลสูตรคาฉันท์, มหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก
8. กำรวดั ผล ประเมินผล
อตั ราสว่ นคะแนนระหวา่ งภาค : คะแนนปลายภาค = 70 : 30
1. การวดั ผลรายจุดประสงค์การเรยี นรูค้ ร้ังท่ี 1 10 คะแนน
2. การสอบวัดผลกลางภาค 30 คะแนน
3. การวดั ผลรายจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ครงั้ ที่ 2 20 คะแนน
4. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 10 คะแนน
5. การสอบวดั ผลปลายภาค 30 คะแนน
9. รายชอื่ หนังสืออา่ นประกอบ
1. หนังสือหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร, หนังสือวรรณคดีวิจักษ์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่
๔
2. หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสือประวัติวรรณคดี หนังสือทักษะการส่ือสาร หนังสือหลักภาษาไทย
หนังสืออา่ นอยา่ งไรเขียนอย่างไร หนงั สอื อา่ นนอกเวลาเร่ืองอยูก่ ับก๋ง และเร่อื งกามนิต
3. สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์ หรอื เวบ็ ไซต์ที่เกี่ยวข้อง
แนวขอ้ สอบวชิ ำภำษำไทย ระดับชน้ั ม. 4
1. ตามธรรมชาติของภาษา ข้อใดไมใ่ ช่ลักษณะท่วั ไปของภาษา
1. ครูประจาชนั้ กวักมือเรยี กเดก็ นักเรียนไปเข้าแถวทีส่ นาม
2. คาว่า “บัตรเติมเงิน” เป็นคาประสมที่ใชใ้ นภาษาไทยไม่นานนัก
3. คุณวมิ ลเล่าวา่ ลูกสาวอายุ 2 ขวบพูดเกง่ ข้นึ ใช้ประโยคได้ยาวกวา่ เมอ่ื กอ่ นมาก
4. เด็กชายทองออกเสยี งคาภาษาอังกฤษทีม่ เี สยี งตวั s สะกดไม่ได้ เพราะเสยี งสะกดนีไ้ มม่ ีในภาษาไทย
2. ขอ้ ใดใชอ้ วัจนภาษา
1. นาวาเอียงเสียงกุกลกุ ขึ้นร้อง มนั ดาลอ่ งนา้ ไปชา่ งไวเหลือ
2. ตลง่ิ เบ้ืองบูรพาศาลาลาน เรือขนานจอดโจษกันจอแจ
3. ถงึ วดั แจง้ แสงจันทรจ์ ารัสเรอื ง แลชาเลืองเหลยี วหลังหล่งั น้าตา
4. พเี่ รง่ เตอื นเพื่อนชายพายกระโชก ถงึ สามโคกต้องแดดย่ิงแผดแสง
ใช้คำประพนั ธน์ ตี้ อบคำถำม ขอ้ 3–7
ก. โบราณว่าเปน็ ข้าจอมกษตั รยิ ์ ข. ราชสวัสดิต์ ้องเพยี รเรียนรกั ษา
ค. ทา่ นกาหนดจดไวใ้ นตารา ง. มมี าแต่โบราณชา้ นานพลัน
3. ข้อใดมีเสยี งสระประสม
1. ข้อ ก 2. ขอ้ ข 3. ข้อ ค 4. ข้อ ง
4. ขอ้ ใดมีอกั ษรควบ
1. ขอ้ ก 2. ข้อ ข 3. ข้อ ค 4. ขอ้ ง
5. ขอ้ ใดมีเสียงวรรณยุกตค์ รบ 5 เสียง
1. ข้อ ก 2. ข้อ ข 3. ขอ้ ค 4. ข้อ ง
6. ข้อใดมอี ักษรต่าน้อยท่สี ุด (ไม่นบั เสยี งที่ซา้ กนั )
1. ขอ้ ก 2. ข้อ ข 3. ข้อ ค 4. ขอ้ ง
7. ข้อใดมอี ักษรนา
1. ขอ้ ก และ ข 2. ข้อ ข และ ค 3. ขอ้ ค และ ง 4. ข้อ ง และ ก
8. คาในข้อใดอ่านออกเสยี งจานวนพยางค์เท่ากบั คา “พนั ธกรณ”ี
1. เทวนาครี นมิ มานรดี สัตบรภิ ณั ฑ์ 2. บดีวรดา นิคหกรรม จตรุ พธิ พร
3. ทาสปญั ญา นกั ษัตรบดี ปัจจัยนาค 4. ฉกามาพจร ญาณวทิ ยา สวุ รรณภมู ิ
9. ขอ้ ใดมคี าสะกดผิด
1. แม่ครัวซอ้ื ปลากะพงมาทอดน้าปลา 2. ดอกอุตพิดเวลาบานจะสง่ กลนิ่ เหม็น
3. สมเสร็จเป็นสัตวป์ า่ หายากในปัจจุบนั 4. ชาวตา่ งประเทศบางคนชอบเลีย้ งแมวสสี วาท
10. ขอ้ ใดมคี าสะกดผิด
1. เขากนิ มงั สวิรตั ิทกุ วันพุธมาสามปแี ล้ว 2. ท่ีปากทางเข้าหม่บู า้ นมยี ามรกั ษาการอยู่
3. คนทซี่ อื้ ทองรปู พรรณต้องจ่ายเงินค่ากาเหน็จดว้ ย 4. เพ่ือนเห็นเขานง่ั หลับจึงถามว่าเข้าฌานถึงขั้น
ไหนแล้ว
11. คาทุกคาในขอ้ ใดใช้ได้ทั้งความหมายตามตวั และความหมายเชิงอุปมา
1. ตกเบ็ด ปลดแอก ยกยอ 2. เดนิ เร่ือง ตีปกี ข้ึนใจ
3. ลอยแพ รูดซิป แข็งใจ 4. ล้วงกระเปา๋ ออกโรง ตาฝาด
12. คาทกุ คาในขอ้ ใดใช้ไดท้ ้งั ความหมายตามตัวและความหมายเชงิ อปุ มา
1. ปนี เกลยี ว ปิดฉาก ถูกขา 2. ปิดตา ฝากไข้ เปลีย่ นมือ
3. วางใจ เป่าปี่ แก้เคลด็ 4. ปัน่ หวั กินตะเกยี บ ลงคอ
13. ข้อใดใชค้ าถูกต้อง
1. เธอไดร้ ับคาชมว่าทางานเกง่ มากจนใคร ๆ ยกมอื ให้
2. การแสดงดนตรกี ว่าจะยกเลิกกเ็ กอื บสองทุม่
3. ผู้มรี ายได้ตา่ ไดร้ บั ยกเวน้ ไม่ตอ้ งเสียภาษีเงนิ ได้
4. ผู้ตอ้ งขังท่มี ีความประพฤติดจี ะไดร้ ับการยกโทษลงครึง่ หนึง่
14. ข้อใดใชค้ าฟมุ่ เฟือย
1. ทหารในขบวนสวนสนามเดินอกผายไหล่ผ่ึง
2. คณุ ยายขอให้ฉันกบั ญาตทิ ่บี ุกรุกทด่ี นิ เลิกแลว้ ตอ่ กัน
3. ฉนั ตอ้ งทนฟังเขาช้ีแจงเหตผุ ลแมจ้ ะไม่มีสว่ นไดส้ ว่ นเสีย
4. พอ่ แม่ช่นื ชมปีตยิ ินดที ี่ลกู สาวสาเร็จการศกึ ษาระดับปริญญาเอก
15. ขอ้ ความตอ่ ไปนี้มคี าสนั ธานและคาบุพบทก่ีคา (นับคาซา้ )
“น้าเปน็ องคป์ ระกอบสาคัญตอ่ รา่ งกายของมนุษยแ์ ละทาให้เราสามารถดาเนินชีวิตอยู่ได้ ถา้ ร่างกายขาดนา้
เราจะไม่สามารถดารงชวี ิตอยไู่ ดเ้ ลย”
1. สันธาน 2 คา บพุ บท 1 คา 2. สนั ธาน 2 คา บุพบท 2 คา
3. สนั ธาน 1 คา บพุ บท 2 คา 4. สนั ธาน 1 คา บุพบท 1 คา
16. ขอ้ ใดใชล้ ักษณนามไมถ่ ูกตอ้ ง
1. เขาสามารถปฏิบตั ิตามเง่ือนไขของหนว่ ยงานไดค้ รบทกุ ข้อ
2. นักวิชาการเสนอข้อคดิ เห็นไวใ้ นบทสรุปของรายงานหลายประการ
3. รฐั บาลมปี ญั หาเรง่ ด่วนทีต่ ้องรบี แกไ้ ขหลายเรอื่ ง
4. คณะกรรมการกาลงั พิจารณาคาขวญั ทีส่ ง่ เข้าประกวด 50 บท
17. ข้อความต่อไปนีม้ ีคานามและคากรยิ าหลักอย่างละก่ีคา (ไมน่ ับคาซ้า)
“กิจกรรมน้ันเป็นของดีแต่สถาบันอุดมศึกษาไม่ได้ตั้งขึ้นสาหรับรับนักศึกษาเพ่ือทากิจกรรม กิจกรรมมีไว้
ให้นกั ศกึ ษาใชเ้ วลาวา่ งทาประโยชนแ์ ละเปล่ยี นบรรยากาศ”
1. คานาม 7 คา คากรยิ า 8 คา 2. คานาม 6 คา คากริยา 8 คา
3. คานาม 7 คา คากริยา 7 คา 4. คานาม 6 คา คากริยา 6 คา
18. ข้อความต่อไปนี้ส่วนใดใช้ภาษาตำ่ งระดบั กบั ส่วนอื่น
1) สัตว์หลายชนิดมีประสาทสัมผัสพิเศษที่สามารถรับรู้ภัยธรรมชาติล่วงหน้าได้/2) ฝูงมดท่ีกรูเกรียวกัน
ข้นึ มาจากพื้นดนิ บอกให้เรารู้วา่ ฝนจะตกหนักในไมช่ า้ น/้ี 3) ถา้ ฝูงแมลงสาบพากนั ไต่ออกมาจากท่ีซ่อนวิง่ พล่าน
ไปทุกทิศทุกทาง/ 4) เป็นสัญญาณว่าจะมีพายแุ ละฝนฟา้ คะนองตามมาแน่ ๆ
1. สว่ นที่ 1 2. ส่วนท่ี 2 3. ส่วนท่ี 3 4. สว่ นที่ 4
19. ขอ้ ใดไม่ใช่ความรสู้ ึกของผพู้ ดู ข้อความต่อไปน้ี
“พอมปี ระสบการณต์ กงานบอ่ ยเขา้ ทัง้ ๆ ทเี่ รยี นจบปรญิ ญาเอก เรากเ็ ริ่มเข้าใจชวี ิตแล้ววา่
คนเราไม่ควรยึดติดกบั วฒุ กิ ารศึกษา จากเดิมท่เี คยลาพองกไ็ ม่เหลอื แลว้ คดิ เพียงว่าทางานอะไรกไ็ ด้
ทไ่ี ม่ผิดกฎหมายได้เงนิ มาประทังชีวติ ”
1. เคยี ดแคน้ 2. ขมขน่ื 3. ปลงตก 4. ผิดหวงั
20. วินัยฟังรายการวิทยุ มีข้อความตอนหน่ึงว่า "ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราจะรู้สึกว่าเรายังมีไม่พอต้องมีนั่นมีน่ี
เสียก่อนแล้วเราจะอิ่มจะเต็มส่ิงหนึ่งที่เราไม่เคยได้รับการสอนก็คือ ไม่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถในการหา
เงินทอง หาของ หาความรักให้ได้มากสักเท่าไหร่ก็ตาม น้าในแก้วไม่มีวันเต็ม เพราะความอยากในใจเราไม่เคย
หยุด" หลังจากฟังแล้ว เขาบอกกับตนเองว่า ผู้พูดต้องการให้คนเราลดความต้องการของตัวเองลงเพื่อความสขุ
ในชวี ติ จาก
สถานการณ์ในข้อความข้างต้นแสดงวา่ วนิ ัยมีสัมฤทธิผลในการฟงั ระดบั ใด
1. เขา้ ใจจดุ ประสงค์ของผพู้ ูด 2. รบั รู้ข้อความได้ครบถว้ น
3. บอกไดว้ ่าสิง่ ทฟี่ งั น่าเช่ือถือ 4. ประเมนิ ได้ว่าสิ่งท่ฟี ังมีประโยชน์
21. จากข้อความต่อไปน้เี รอื่ งใดสาคัญที่สดุ
“การศกึ ษาระดับมหาวิทยาลัยนั้น ผู้เรียนจะตอ้ งใชท้ กั ษะทางภาษาอย่เู สมอนักศกึ ษาต้องฟังคาบรรยาย
ถ้ามีทักษะการฟังดีก็จะกลั่นกรองความรู้ได้ดี สามารถจดบันทึกสาระความรู้ที่ได้ฟังพร้อมแสดงความ
คิดเห็นได”้
1. การจดบันทึก 2. การฟังให้เป็น 3. การกลั่นกรองความรู้ 4. การแสดงความ
คดิ เหน็
22. ขอ้ ใดเป็นการบรรยาย
1. จังหวดั กาญจนบรุ ีเชญิ ชวนให้ไปชมงาน"เมอื งประวตั ศิ าสตร์ ธรรมชาติอัศจรรย์ สวรรค์นกั ผจญภัย"
2. พลพายต่างโล้ตวั อย่างสะพรึบพร้อม เรา้ เรง่ ให้เรอื พุ่งโลดไปในสายนา้ อนั เช่ยี วกราก
3. ประชาชนปล่อยใจให้ไหลเล่ือนไปกับกระแสน้า ความปราดเปรียวของเรือระดับพระกาฬ และเสียง
พากยอ์ นั เรา้ ระทึก
4. สายฝนกระหน่าหนาวจนเจ็บหน้า แต่ไม่สามารถสยบเสียงเฮท่ีเป็นจังหวะของคนดู ผสานกับเสียงฮุย
เสียงจ้วงของพลพาย
23. ข้อความต่อไปน้ีเหมาะจะเปน็ สว่ นใดของเรยี งความเรื่อง "อุดมการณข์ องชาวจีนในเมืองไทย"
“ในบรรดากลุ่มชาวจีนที่อพยพมาตั้งถ่ินฐานอยู่ในเมืองไทยดังกล่าว ชาวจีนแต้จ๋ิวนับเป็นกลุ่มท่ีมีจานวน
มากที่สุด รองลงมาเป็นชาวจนี ฮกเกีย้ น รองลงมาอีกคอื ชาวจนี ไหหลาและชาวจนี กวางตุ้ง ส่วนชาวจีนแคะน้นั มี
จานวนนอ้ ยสดุ ”
1. สว่ นนาเรอ่ื ง 2. ประเดน็ สาคญั ของเรอื่ ง 3. ส่วนขยายความ 4. ส่วนสรปุ เรือ่ ง
24. ข้อความส่วนใดในจดหมายกิจธุระตอ่ ไปนี้ไม่จาเป็นตอ้ งกล่าวถึง
1) ด้วยชมรมวิทยาศาสตร์จะจัดการแข่งขันโต้วาทีระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเน่ืองในงานสัปดาห์
วิทยาศาสตร์ ระหว่างวันท่ี 20 - 22 สิงหาคม 2551 / 2) ซ่ึงการแข่งขัน จาเป็นต้องมีคณะกรรมการการ
ตัดสินเพื่อหาผู้ชนะ /3) ในการน้ีจึงขอเรียนเชญิ ท่านเป็นคณะกรรมการตดั สินโต้วาทีรอบชิงชนะเลิศ / 4) ใน
วนั พุธที่ 22 สิงหาคม 2551 เวลา 13.00 - 14.00 น. ณ หอ้ งประชมุ
1. สว่ นที1่ 2. สว่ นท่2ี 3. สว่ นท่3ี 4. ส่วนที4่
25. ขอ้ ใดไม่ไดก้ ล่าวถึงอาวุธในการตอ่ สู้
1. พวกพลพาชตี ีกระทบ ราทวนสวนประจบโถมแทง
2. นายกองแกวง่ ดาบวาบวบั ต่างขบั พลวง่ิ เข้าชิงชัย
3. โรมรกุ บุกไปแต่ลาพัง ไลห่ ลงั พวกพลเขา้ รณรงค์
4. บ้างเปา่ ชดุ จดุ ยิงปืนใหญ่ ฉัตรชยั มณฑกนกสบั
เฉลย 1. (2) 2. (3) 3. (2) 4. (4) 5. (2) 6. (1) 7. (2) 8. (1) 9. (4)
10. (2)
11. (1) 12. (1) 13. (3) 14. (4) 15. (2) 16. (4) 17. (3) 18. (1) 19. (1)
20. (1)
21. (2) 22. (1) 23. (3) 24. (2) 25. (3)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวขอ้ สอบรำยวิชำประวตั ิวรรณคดี 1 – 2
1. ขอ้ ใดหมายถึงวรรณคดเี รื่องลิลิตโองการแชง่ นา้
1. มีคุณคา่ ตอ่ ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตย
2. แตง่ ขนึ้ ตามพระราชประสงคข์ องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
3. ใช้คาประพนั ธห์ ลายชนิด เป็นแบบอยา่ งได้
4. มลี กั ษณะคล้ายมหากาพย์ สรรเสรญิ วีรบรุ ุษ
2. ขอ้ ใดกล่าวถึงลกั ษณะของวรรณคดสี มยั กรุงศรีอยุธยาตอนตน้ ไม่ถกู ต้อง
1. มเี นอ้ื หาปลุกใจให้รักชาติบา้ นเมือง
2. เนน้ ใหม้ ีความจงรกั ภกั ดตี อ่ พระมหากษัตริย์
3. สามารถระบผุ ู้แต่งและสมัยท่ีแต่งชดั เจน
4. มุง่ อบรมจิตใจและส่ังสอนให้ยึดม่ันในศาสนา
3. วรรณคดีเร่ืองใดผู้แต่งถือหลักว่ามนุษย์มีท้ังรัก โลภ โกรธ หลง อยู่เป็นวิสัยของปุถุชนท่ัวไป
และแสดงความเชือ่ เรื่องกฎแห่งกรรม
1. ลลิ ติ ยวนพ่าย 2. ลลิ ติ พระลอ 3. โคลงกาสรวล 4. โคลงนริ าศหริภุญชัย
4. วรรณคดีเรอ่ื งเสือโคคาฉันทใ์ หค้ ติสอนใจดา้ นใดเป็นสาคัญ
1. ความรกั ระหวา่ งแม่กบั ลกู 2. ความโลภ
3. ความซื่อสตั ยต์ ่อคามนั่ สัญญา 4. ความเสียสละ
5. โคลงเร่ืองใดแตง่ เพ่ือแสดงพระราชจรยิ วัตรของพระมหากษตั รยิ แ์ ละหลักทศพิธราชธรรม
1. โคลงทศรถสอนพระราม 2. โคลงราชสวัสด์ิ
3. โคลงทวาทศมาส 4. โคลงพาลสี อนนอ้ ง
6. บทละครนอกเรื่องใดเปน็ ยอดแหง่ ละครนอกให้ข้อคดิ เร่ืองโทษของความหลงเพราะกเิ ลสตณั หา
1. สังขท์ อง 2. มณพี ชิ ยั 3. คาวี 4. ไชยเชษฐ์
7. ข้อใด ไมถ่ กู ต้อง เก่ยี วกับผลงานของพระสนุ ทรโวหาร (ภู่)
1. เสภาพระราชพงศาวดาร แต่งสมัยรัชกาลท่ี 4 เพือ่ ใชเ้ ล่นมโหรีหลวง
2. เพลงยาวถวายโอวาท แตง่ ถวายเจ้าฟา้ กลางและเจ้าฟา้ ปิ๋ว
3. นิราศสพุ รรณ เป็นนิราศเรือ่ งสุดท้าย
4. นิทานคากลอนเร่อื งแรก คือ โคบตุ ร
8. วรรณคดเี รอื่ งใดทน่ี าวรรณคดีในสมยั กรุงธนบรุ ี มาปรับปรุงแก้ไขขึ้นใหม่
1. ลิลิตตะเลงพา่ ย 2. สรรพสิทธิ์คาฉันท์
3. สมทุ รโฆษคาฉันท์ 4. กฤษณาสอนน้องคาฉันท์