4) ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งรัฐกับประชาชน
5) ความรพู้ น้ื ฐานเกย่ี วกบั กฎหมาย
6) กระบวนการยุตธิ รรมในคดแี พง่ และคดีอาญา
7) ความรพู้ ้นื ฐานเกยี่ วกับกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
8) ความรู้พนื้ ฐานเก่ยี วกับกฎหมายอาญา
9) กฎหมายในชีวติ ประจาวันทีค่ วรรู้
10) ความรู้เบ้ืองต้นเกยี่ วกับสทิ ธิมนุษยชน
14. ประมวลกำรเรียนรำยวิชำ (Course Outline)
14.1 วัตถุประสงค์ทั่วไปและ/หรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ( Learning Objectives /
Behavioral Objectives)
ศึกษาความหมายของรัฐ องค์ประกอบของรัฐ ตลอดจนเปรียบเทียบรูปแบบของรัฐ วิเคราะห์ระบบ
การเมืองการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยและระบอบเผด็จการ ศึกษาโครงสร้างของระบอบการเมือง
การปกครองไทย วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรฐั กับประชาชน หน้าที่ของรัฐต่อประชาชน และหน้าที่
ของประชาชนที่มตี อ่ รัฐ
ศึกษาพฒั นาการทางการเมอื งการปกครองของไทยตั้งแต่สมยั สโุ ขทยั จนถึงปัจจุบนั ตระหนักถึงความสาคัญ
ของมีสว่ นรว่ มทางการเมืองการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษัตรยิ ์เป็นประมุข
วิเคราะห์ปัญหาการเมืองท่ีสาคัญ และแนวทางแก้ไข การรวมกลุ่มและการประสานประโยชน์ทาง
การเมืองการปกครอง การมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมืองการปกครองตลอดจนการตรวจสอบการ
ใชอ้ านาจรฐั
ศึกษาความหมาย ความสาคัญของกฎหมาย ตลอดจนท่ีมา ประเภทและการจัดทากฎหมาย รวมท้ัง
อธิบายข้ันตอนของการดาเนินกระบวนการยุติธรรมท้ังทางแพ่งและอาญา อานาจและหน้าที่เก่ียวกับศาล
ปกครอง ศาลรัฐธรรมนญู และศาลทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการดาเนินชวี ติ
ศึกษาเก่ียวกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอาญา ท่ีสาคัญในชีวิตประจาวันและการ
นาไปใชอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
14.2 เนื้อหำรำยวชิ ำต่อสัปดำห์ (Learning Contents)
14.3 วิธีจัดกำรเรยี นกำรสอน (Method)
การบรรยาย (Lecture) 10 ชว่ั โมง/เทอม / ร้อยละ 25
การบรรยายเชิงอภิปราย (Lecture and discussion) 10 ชั่วโมง/เทอม / ร้อยละ 25
การระดมสมอง และการอภิปรายกรณศี ึกษา 10 ชั่วโมง/เทอม / ร้อยละ 25
เพื่อให้รู้จักการวิเคราะห์ และการแกป้ ัญหา
(Brainstorming and discussion of case study so that
students learn to analyze and solve problems)
การสรุปประเดน็ สาคัญ หรือการนาเสนอ 10 ชั่วโมง/เทอม / ร้อยละ 25
ผลของการสืบคน้ หรอื ผลของงานท่ีได้รับมอบหมาย (hour/time/period/percent)
(Making a summary of the main points or presentation
of the results of researching or the assigned tasks)
14.4 สื่อกำรสอน (Media)
แผน่ ใสและแผน่ ทบึ (Transparencies and opaque sheets)
สือ่ นาเสนอในรปู แบบ (Powerpoint media)
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ / เวบ็ ไซต์ (Electronics and website media)
อ่นื ๆ (Others) .........................................................
1 14.5 กำรมอบหมำยงำน ผ่ำนระบบเครอื ข่ำย (Assigment through Network System)
14.5.1 ขอ้ กาหนดวธิ กี ารมอบหมายงาน และสง่ งาน (Assigning and Submitting Method)
1) การมอบหมายงานตามท่ีกาหนดในใบงาน ทีจ่ ะปรากฏในท้ายแบบเรียน
2) การส่งงานทางคอมพวิ เตอร์ /e-mail / ไฟล์ข้อมูล
14.5.2 ระบบจดั การการเรยี นรทู้ ่ีใช้ (Learning Management System) ---
15. กำรวัดผลกำรเรยี น (Evaluation)
15.1 การประเมนิ ความรทู้ างวชิ าการ ร้อยละ 70
(Assessment of academic knowledge) (percent)
15.2 การประเมนิ การทางานหรือกจิ กรรมในช้นั เรยี น ร้อยละ 10
(Assessment of work or classroom activities) (percent)
15.3 การประเมนิ ผลงานท่ไี ด้มอบหมาย รอ้ ยละ 20
(Assessment of the assigned tasks) (percent)
15.4 อ่นื ๆ (Others) ร้อยละ -
(percent)
24.รำยชอื่ หนงั สอื อำ่ นประกอบ (Reading List)
24.1หนงั สอื บงั คบั (Required Text)
เอกสารประกอบการเรยี นเพิ่มเตมิ ส 31102 หน้าที่พลเมอื งและวฒั นธรรมการดาเนนิ ชีวติ
24.2หนงั สอื อา่ นเพิ่มเติม (Supplementary Texts)
แบบเรียน ส 31102 หนา้ ทพ่ี ลเมอื งและวัฒนธรรมการดาเนนิ ชวี ิต สานกั พิมพ์ครุ ุสภา ทางโรงเรยี น
แจกใหก้ ับนักเรียน
24.3บทความวจิ ัย/บทความวิชาการ (ถา้ ม)ี Research Articles / Academic Articles (If any)
1) ความร้เู บ้ืองต้นเกย่ี วกบั การเมอื งการปกครอง
2) ความรเู้ บื้องตน้ เกี่ยวกับกฎหมาย
24.4สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรอื เว็บไซต์ท่เี กีย่ วข้อง (Electronic Media or Websites)
1) เว็บไซตข์ องสถาบันพระปกเกล้าฯ
2) เว็บไซตข์ องรฐั สภา
3) เว็บไชต์ของศาลยตุ ิธรรม
ตัวอย่ำงข้อสอบสำหรับกำรวัดผล/ประเมนิ ผล
ส 31102 หนำ้ ทีพ่ ลเมอื งและวัฒนธรรมกำรดำเนินชีวติ
คำช้ีแจง ให้เลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งทสี่ ุดเพยี งคาตอบเดียว
1. การรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ทาให้รัฐชายฝั่งมีอานาจอธิปไตย
เหนือทะเลอาณาเขตในระยะความกวา้ งไมเ่ กินเท่าใด
1. 12 ไมลท์ ะเล 2. 15 ไมลท์ ะเล
3. 18 ไมล์ทะเล 4. 20 ไมลท์ ะเล
2. ฮ่องกงเป็นรัฐหรือไม่ เพราะเหตุผลใด
1. เปน็ รัฐ เพราะมีการปกครองตนเองอยา่ งอิสระ 2. เป็นรฐั เพราะมดี นิ แดนที่มีอาณาเขตแนน่ อน
3. ไม่เป็นรัฐ เพราะไม่มีรัฐบาลเป็นของตนเอง 4. ไม่เปน็ รัฐ เพราะไมม่ อี านาจอธปิ ไตย
3. หลกั การท่มี คี วามสาคัญมากทีส่ ดุ ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย คือ ข้อใด
1. หลกั เหตุผลในการตดั สินใจ 2. หลักความเสมอภาคทางการเมอื ง
3. หลกั สทิ ธเิ สรีภาพของพลเมอื ง 4. หลกั อานาจอธปิ ไตยเป็นของประชาชน
4. วิธีการได้มาซึ่งบุคคลในตาแหน่งใดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภากับ
ระบบประธานาธบิ ดี
1. สมาชกิ วุฒิสภา 2. หัวหน้าฝา่ ยบริหาร
3. หวั หนา้ ฝ่ายตลุ าการ 4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
5. เผด็จการอานาจนิยมและเผดจ็ การเบ็ดเสร็จนิยมมคี วามแตกตา่ งกนั ในเร่ืองใดมากทสี่ ดุ
1. ที่มาของผ้ปู กครอง 2. อานาจของผู้ปกครอง
3. ความเสมอภาคของประชาชน 4. สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
6. ข้อใดไม่สมควรกาหนดไว้เปน็ คณุ สมบตั ขิ องผูม้ ีสิทธเ์ิ ลือกตงั้
1. อายุ 2. สัญชาติ
3. ภูมลิ าเนา 4. การศกึ ษา
7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่โทษทางอาญา
1. ปรบั 2. กักกัน
3. รบิ ทรัพย์สิน 4. ประหารชวี ติ
5. จาคกุ
8. ผู้เยาวส์ ามารถกระทากจิ การใดได้ดว้ ยตนเองอยา่ งสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย ยกเว้นขอ้ ใด
1. ทาพนิ ยั กรรมเม่อื อายุ 14 ปี 2. การรับรองบุตร
3. การใช้จา่ ยสมแกฐ่ านะ 4. การรับของท่มี ีบคุ คลให้
9. ข้อใดมใิ ช่เง่อื นไขของการสมรส
1. ชายและหญงิ ตอ้ งยินยอมเปน็ สามีภรยิ ากนั 2. ชายหรอื หญงิ ต้องไมเ่ ปน็ คนวกิ ลจรติ
3. ชายและหญิงทาการหมั้นกันก่อนสมรส 4. ชายและหญิงต้องมีอายคุ รบ 17 ปบี ริบรู ณ์
10. ตามกฎหมายวา่ ด้วยมรดก ใคร คือ ทายาทโดยธรรมลาดบั แรก
1. คสู่ มรส 2. บิดามารดา
3. ผู้สบื สันดาน 4. ผรู้ บั พนิ ยั กรรม
5. พน่ี อ้ งร่วมบดิ ามารดาเดียวกนั
ประมวลรำยวิชำ (Course Syllabus) ม.5
วชิ ำ ส 32101 ภมู ิศำสตร์
1. รหสั วชิ ำ (Course Number) ส 32101
2. จำนวนหน่วยกิต (Course Credit) 1.0 หน่วยกิต
3. ชอื่ วิชำ (Course Title) ภูมศิ าสตร์
4. กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ (Department) สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. ภำคกำรศกึ ษำ (Semester) ตน้
6. ปกี ำรศกึ ษำ (Academic Year) 2563
7. ชอื่ ผู้สอน (Instructor / Academic Staff) วชิ าบังคบั (Required)
1) ครจู นิ ตนา อนิ ทเศียร
2) ครูประพิศ ฝาคา
3) ครนู าโชค อนุ่ เวยี ง
4) ครธู ีรศักด์ิ เครอื สวุ รรณกุล
5) ครสู ริ ินาถ พงษ์ธนู
6) ครูจฑุ ามาศ กันภยั
8. สถำนภำพของวิชำ (Status)
9. ชือ่ หลักสตู ร (Curriculum) สงั คมศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย
10. วิชำระดบั (Degree) มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
11. จำนวนช่ัวโมงท่ีสอน/สัปดำห์ (Hours / Week) 2 คาบ
12. เนื้อหำรำยวชิ ำ (Course Description)
1) เครื่องมอื ทางภมู ศิ าสตร์
2) ภมู ศิ าสตรก์ ายภาพ
3) ภูมศิ าสตรเ์ ศรษฐกิจและวัฒนธรรม
4) ภมู ศิ าสตรป์ ระชากรและเมือง
5) ภูมิศาสตร์ภยั พบิ ัตแิ ละการจัดการ
6) ภมู ิศาสตรส์ ิ่งแวดลอ้ มกับการพัฒนาทย่ี ัง่ ยืน
7) ภูมศิ าสตร์ประเทศไทย
13. ประมวลกำรเรียนรำยวิชำ (Course Outline)
13.1 ผลการเรยี นร้ทู คี าดหวัง (Learning Objectives / Behavioral Objectives)
1. มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจและสามารถประยุกต์ใชเ้ ครื่องมือทางภูมศิ าสตรไ์ ด้อย่างเหมาะสม
2. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจปฏิสมั พันธท์ างภมู ิศาสตรด์ า้ นธรณีวิทยา
3. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจปฏสิ ัมพันธ์ทางภมู ิศาสตรด์ า้ นอากาศภาค
4. มีความรู้ความเข้าใจปฏสิ มั พนั ธท์ างภมู ศิ าสตร์ดา้ นอทุ กภาค
5. มีความรคู้ วามเข้าใจปฏิสมั พนั ธท์ างภูมิศาสตร์ด้านชวี ภาค
6. มคี วามร้คู วามเขา้ ใจปฏสิ มั พันธท์ างภูมิศาสตรใ์ นประเทศไทย
7. มคี วามรู้ความเขา้ ใจวิกฤตการณ์ดา้ นทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม กับบทบาทขององค์กร
สง่ เสริมคณุ ภาพและแกป้ ัญหาส่ิงแวดล้อม ตระหนักในปัญหาของสง่ิ แวดล้อม และอนรุ ักษ์สง่ิ แวดล้อม
ได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม
13.2 การวดั และประเมนิ ผลรายวชิ า ส 32101
กำรวัดประเมินผล คะแนน เนอื้ หำ ลักษณะกำรประเมิน หมำยเหตุ
ท่สี อบ ปรนยั อตั นัย กจิ กรรม
การสอบก่อนกลางภาค 10 บทท่ี 1 - - แบบทดสอบ
การสอบกลางภาค 30 บทที่ 2 - - แบบทดสอบ
-
การสอบหลงั กลางภาค 20 บทที่ 3-4 แบบทดสอบ 10 คะแนน
- กจิ กรรม 1-2
คะแนนคณุ ลกั ษณะ 10 - -
- - พฤตกิ รรมพงึ ประสงค์
การสอบปลายภาค 30 บทท่ี 5-7 - - - แบบทดสอบ
รวมคะแนน 100
13.3 วธิ ีจดั การเรียนการสอน (Method) สอนโดยอธิบาย ใช้สอื่ ตามความเหมาะสมของเนอื้ หา การปฏิบัติ
จรงิ การทางานเป็นกลุ่ม การศึกษาเรยี นรูด้ ้วยตนเอง
* สอ่ื Powerpoint ตามเนอื้ หา
* ส่ืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ / เว็บไซต์ (Electronics and website media)
13.4 การมอบหมายงาน กจิ กรรม 2 กิจกรรม
13.5 ขอ้ กาหนดวิธกี ารมอบหมายงาน และสง่ งาน (Assigning and Submitting Method)
1. สง่ ตรงเวลา
2. ความถกู ต้องของเนือ้ หา
3. ความเรยี บร้อย สวยงาม
4. ความสามัคคี
5. ความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์ ความต้ังใจ
13.6 กิจกรรมเสรมิ หลักสูตร แบบทดสอบ ทาสอ่ื Power คาศัพทภ์ มู ิศาสตร์
14. รำยชอ่ื หนังสืออำ่ นประกอบ (Reading List)
ภูมศิ าสตรก์ ายภาพ
เวบ็ ไซตท์ เ่ี กี่ยวข้อง
ตัวอยำ่ งแบบทดสอบ
1. จงเปรียบเทียบรูปถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม
2. จงพจิ ารณารูปถา่ ยทางอากาศของโรงเรียนเตรียมอดุ มศึกษาและบริเวณใกล้เคยี ง
แลว้ หาสถานที่ต่อไปน้ี ว่าอยู่บรเิ วณใด ลกั ษณะทส่ี งั เกตได้เปน็ อยา่ งไร
1.1 สวนลุมพนิ ี 1.2 ราชกรีฑาสโมสร
1.3 สนามกีฬาแห่งชาติ 1.4 โรงเรียนเตรยี มอดุ มศึกษา
3. ใหน้ ักเรยี นจบั กลุ่มกบั เพ่อื น กลมุ่ ละ 3 คน หาพิกัดของสถานที่ทก่ี าหนดใหต้ ่อไปนี้ โดยใชร้ ะบบ
กาหนดตาแหน่งบนพื้นโลก (GPS) ท่มี ีในโทรศัพทม์ ือถือ
สถำนท่ี พกิ ดั
สนำมฟตุ บอล
นำ้ พสุ ยำมพำรำกอน
วัดปทุมวนำรำม
จำมจรุ สี แควร์
เสำธง
ตึกคุณหญงิ หร่ัง ฯ
ศนู ย์หนังสือจุฬำ
สยำมสแควร์
4. จงอธิบำยศัพทภ์ ูมิศำสตรต์ ่อไปนี้
1.เนนิ ตะกอนรูปพัด (Alluvian Fan) 2. กมุ ภลักษณ์ (Pothole)
3. หุบผาชนั (Canyon) 4. หบุ เขาแขวน (hanging valley)
5.สันทรายพระจนั ทรเ์ สย้ี ว ( Barchans ) 6. คนั ดินธรรมชาติ (Natural levee)
7. ชายฝั่งทะเลยบุ จม ( Submerged Shoreline ) 8. แก่ง (Rapid)
9. ตะพกั ลานา้ (River terrace) 10. โกรกธาร (Gorge)
ประมวลรำยวิชำ (Course Syllabus) ม.5
วิชำ ส 32102 เศรษฐศำสตร์
1. รหัสวิชำ (Course Number) ส 32102
2. จำนวนหน่วยกติ (Course Credit) 1.0 หน่วยกิต
3. ช่ือวิชำ (Course Title) เศรษฐศาสตร์
4. กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้ (Department) สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
5. ภำคกำรศึกษำ (Semester) ปลาย
6. ปกี ำรศกึ ษำ (Academic Year) 2563
7. ชื่อผูส้ อน (Instructor / Academic Staff) วิชาบังคบั (Required)
1) ครจู นิ ตนา อินทเศยี ร
2) ครปู ระพิศ ฝาคา
3) ครนู าโชค อุ่นเวยี ง
4) ครธู ีรศักด์ิ เครือสวุ รรณกุล
5) ครสู ริ ินาถ พงษ์ธนู
6) ครูจฑุ ามาศ กนั ภัย
8. สถำนภำพของวิชำ (Status)
9. ช่ือหลกั สตู ร (Curriculum) สังคมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
10. วชิ ำระดบั (Degree) มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
11. จำนวนช่ัวโมงที่สอน/สัปดำห์ (Hours / Week) 2 คาบ
12. เนื้อหำรำยวชิ ำ (Course Description)
1) วิชาเศรษฐศาสตร์ (Economics)
2) กระบวนการทางเศรษฐกิจ
3) ระบบเศรษฐกิจ
4) การเงนิ การคลัง การธนาคาร
5) เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
6) การพฒั นาเศรษฐกิจ
7) กจิ กรรมทางเศรษฐกิจ
8) การคมุ้ ครองผบู้ ริโภค
13. ประมวลกำรเรยี นรำยวิชำ (Course Outline)
13.1 การวดั และประเมนิ ผลรายวิชา ส 32102
กำรวดั ประเมินผล คะแนน เนอ้ื หำ ลกั ษณะกำรประเมนิ หมำยเหตุ
ทส่ี อบ ปรนัย อัตนยั กิจกรรม
การสอบก่อนกลางภาค 10 บทที่ 1-2 - - แบบทดสอบ
การสอบกลางภาค 30 บทท่ี 1-3 - - แบบทดสอบ
แบบทดสอบ 10 คะแนน
การสอบหลงั กลางภาค 20 บทที่ 4 - - กจิ กรรม 1-2
-
คะแนนคณุ ลักษณะ 10 - - - - พฤติกรรมพึงประสงค์
การสอบปลายภาค 30 บทที่ 4-8 - - แบบทดสอบ
รวมคะแนน 100
13.2 วธิ ีจดั การเรยี นการสอน (Method)
สอนโดยอธิบาย ใช้สอ่ื ตามความเหมาะสมของเนื้อหา การทางานเป็นกลุ่ม การศึกษาเรยี นรู้ด้วยตนเอง
* สอ่ื Powerpoint ตามเนอื้ หา
* สอื่ อิเลก็ ทรอนิกส์ / เวบ็ ไซต์ (Electronics and website media)
13.3 การมอบหมายงาน กิจกรรม 2 กจิ กรรม
13.4 ขอ้ กาหนดวิธกี ารมอบหมายงาน และส่งงาน (Assigning and Submitting Method)
1. ส่งตรงเวลา
2. ความถูกต้องของเน้ือหา
3. ความเรียบร้อย สวยงาม
4. ความสามัคคี
5. ความคิดรเิ ร่ิมสร้างสรรค์ ความตัง้ ใจ
14. รำยช่ือหนงั สืออำ่ นประกอบ (Reading List)
หนงั สอื เรยี นวชิ าเศรษฐศาสตร์ จัดทาโดย กลมุ่ สาระสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม โรงเรียน
เตรยี มอดุ มศึกษา
ตัวอยำ่ งแบบทดสอบ
คำชีแ้ จง จงตอบคำถำมตอ่ ไปน้ี
1. เศรษฐศาสตรเ์ ปน็ ศาสตรแ์ ขนงหนึ่งของวิชาอะไร
..............................................................................................................................................................
2. การพาครอบครัวไปพักผอ่ นเพ่ือคลายเครียดเปน็ การใชจ้ า่ ยเงินในฐานะใด
...................................................................................... ...................................................... ..................
3. ในทางเศรษฐศาสตรถ์ ือว่าสง่ิ ใดมีอยจู่ ากดั
............................................................................................................................. .................................
4. วชิ าเศรษฐศาสตรส์ าขาใดทศี่ ึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของครอบครัว..............................................
5. วชิ าเศรษฐศาสตร์สาขาใดที่ศึกษาเร่ืองรายไดป้ ระชาชาติ.......................................................................
6. การทีร่ ฐั บาลออกกฎหมายเพ่ือควบคมุ การเคลื่อนย้ายสินค้าเปน็ ความสัมพันธ์ระหวา่ งวชิ าศรษฐศาสตร์
กับวชิ าใด .............................................................................................................................................
7. ความหมายของการผลติ ตรงกับคาใดมากทสี่ ุด ( การประกอบการ , การสร้างเศรษฐทรัพย์, การ
บรหิ าร) ........................................................................................................................................... ......
8. ผู้ผลิตท่ีดีควรมคี ณุ ธรรมอะไรบ้าง ..........................................................................................................
9. การผลิตเปน็ การสรา้ งสง่ิ ใดให้แกป่ ัจจัยการผลติ ตา่ งๆ ...........................................................................
10.สง่ิ ทเ่ี ปน็ ตน้ ทนุ การผลิตและมีอยู่จากดั เม่อื เทยี บกับความต้องการของมนุษย์เรยี กว่าอะไร
............................................................................................................................. ..................................
11.อะไรเป็นสนิ ค้าและบรกิ ารขนั้ สุดท้าย (สนิ คา้ ทนุ , สนิ ค้าเพื่อการบริโภค ) ...........................................
12.สบั ปะรด เงาะ ลาไย ทโี่ รงงานซอื้ ไปผลิตผลไมก้ ระป๋องจัดเป็นสินค้าประเภทใด
(สินคา้ และบริการขน้ั สุดท้าย, สนิ คา้ และบริการขั้นกลาง, สนิ ค้าและบริการขั้นต้น)
............................................................................................................................. .................................
13.กระบวนการบรรจลุ าไยประป๋องในโรงงานถอื เป็นการผลิตในขัน้ ........................................................
14.กจิ การประเภทใดท่ีกฎหมายบงั คบั ว่าตอ้ งซอ้ื ผา่ นนายหนา้ ...................................................................
15.ปจั จยั การผลิตมีอะไรบา้ ง 1.........................................................
2..................................................... 3............................................................................
4............................................................................
ประมวลรำยวชิ ำ (Course Syllabus) ม.6
วชิ ำ ส 33101 ประวตั ิศำสตรแ์ ละเหตุกำรณป์ จั จบุ ัน 1
1. รหัสวชิ ำ (Course Number) ส33101
2. จำนวนหนว่ ยกิต (Course Credit) 1 หน่วยกติ
3. ช่อื วิชำ (Course Title) ประวัติศาสตร์และเหตกุ ารณ์ปัจจบุ นั 1
4. กลมุ่ สำระ สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. ภำคกำรศึกษำ ตน้
2563
6. ปีกำรศึกษำ
7. ชือ่ ผู้สอน
1) ครเู ตือนใจ ใจสิงห์
2) ครมู นตฤ์ ดี จติ รากร
3) ครสู ยมภู รณชติ พานชิ ยกิจ
4) ครนู ติ ยา พมุ่ เพมิ่
5) ครธู ัณตวธั ทบั จนั ทร์
6) ครชู วลิต แวงวรรณ
7) ครูชยั ภทั ร แก้วจรสั
8. สถำนภำพของวิชำ วชิ าบงั คบั
9. ช่ือหลกั สูตร (Curriculum) สงั คมศึกษา มธั ยมศึกษาตอนปลาย
10.วิชำระดับ (Degree) มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
11.จำนวนชว่ั โมงทสี่ อน/สัปดำห์ 2 คาบ/สปั ดาห์
12.เน้อื หำรำยวชิ ำ (Course Description)
- พ้ืนฐานความร้ทู างประวัตศิ าสตร์
- การนบั เวลาและการแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์
- พัฒนาการอารยธรรมตะวันตก
- ความขดั แย้งและความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศ
- พฒั นาการอารยธรรมตะวนั ตก
13.ประมวลกำรเรยี นรำยวชิ ำ (Course Outline)
13.1วัตถุประสงค์ทั่วไปและ/หรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Learning Objectives / Behavioral
Objectives)
ศึกษา วิเคราะห์ และทาความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและการนับเวลาและ
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งพัฒนาการของมนุษย์ชาติต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เปน็ ตน้ ว่า อารยธรรมยุคหิน ยคุ โลหะ อารยธรรมอยี ิปต์ เมโสโปเตเมีย กรกี โรมัน การ
ปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ การปฏิรูปทาง
ศาสนา การปฏิวัติอุตสาหกรรม ตลอดจนสามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ มาวิเคราะห์
เหตุการณ์ต่างๆของโลกปัจจุบันอย่างเป็นระบบและสามารถกาหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ตามกระบวนการอยา่ งมีเหตผุ ล รวมท้งั สามารถศึกษา วเิ คราะหป์ ระเด็นสาคญั ของอารยธรรมนุษย์
ตั้งแต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ท้ังทางดา้ นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การ
เปลย่ี นแปลงทางสงั คม เศรษฐกจิ การเมืองการปกครอง
13.2เนือ้ หารายวชิ าตอ่ สปั ดาห์ (Learning Contents) ½ บทต่อสปั ดาห์
13.3วธิ จี ัดการเรียนการสอน (Method)
13.3.1 การบรรยาย (Lecture) ช่ัวโมง/ครั้ง/คาบ/รอ้ ยละ 50
13.3.2 การบรรยายเชงิ อภิปราย (Lecture and discussion) ชั่วโมง/ครงั้ /คาบ/ร้อยละ 20
13.3.3 การระดมสมอง และการอภปิ รายกรณศี ึกษา ชว่ั โมง/คร้ัง/คาบ/รอ้ ยละ 10
13.3.4 การสรุปประเด็นสาคญั หรอื การนาเสนอ ชวั่ โมง/คร้งั /คาบ/ร้อยละ 15
ผลของการสบื ค้นหรือผลของงานทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
(Making a summary of the main points
or presentation of the results of researching or the assigned tasks)
13.3.5 อน่ื ๆ (Others) ทัศนศกึ ษา ชว่ั โมง/คร้ัง/คาบ/ร้อยละ 5
13.4สอ่ื การสอน (Media)
ส่อื นาเสนอในรูปแบบ (Powerpoint media)
สอื่ อิเลก็ ทรอนิกส์ / เว็บไซต์ (Electronics and website media)
อ่นื ๆ (Others) .........................................................
13.5การมอบหมายงาน ผา่ นระบบเครอื ข่าย (Assigment through Network System)
13.5.1 ข้อกาหนดวธิ กี ารมอบหมายงาน และส่งงาน (Assigning and Submitting Method)
13.5.2 ระบบจดั การการเรยี นรูท้ ่ใี ช้ (Learning Management System)
13.6 กจิ กรรมเสริมหลักสตู ร
13.6.1 การทศั นศึกษานอกสถานท่ี อทุ ยาประวตั ิศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา
13.7 การวัดผลการเรยี น (Evaluation) คะแนน คดิ เป็น
กำรวัดผลกำรเรยี น (Evaluation)
70%
กำรประเมินควำมรูท้ ำงวชิ ำกำร
5%
(Assessment of academic knowledge) 20%
5%
1.การสอบวดั รายจดุ ประสงค์ ครง้ั ท่ี 1 10 คะแนน
2.การสอบวดั ผลกลางภาคเรียน 30 คะแนน
3.การสอบวัดผลปลายภาคเรียน 30 คะแนน
กำรประเมนิ กำรทำงำนหรอื กจิ กรรมในช้ันเรยี น
(Assessment of work or classroom activities)
1.กำรส่งแบบฝกึ หดั 5 คะแนน
2.ใบงำนกจิ กรรมในคำบเรยี น
กำรประเมนิ ผลงำนท่ีไดม้ อบหมำย
(Assessment of the assigned tasks)
1.กำรวัดรำยจุดประสงค์ ครั้งท่ี 2 (ใบงำนทศั นศึกษำ) 20 คะแนน
อื่นๆ (Others)
1.จิตพิสัย 10 คะแนน
14.รำยช่อื หนงั สืออำ่ นประกอบ (Reading List)
14.1หนังสือบงั คับ (Required Text)
14.1.1 ตารา ส31101 ประวตั ิศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน 1 โรงเรียนเตรียมอดุ มศึกษา
14.2หนงั สืออ่านเพม่ิ เตมิ (Supplementary Texts)
14.2.1 อารยธรรม (Civilization) / ภาควชิ าประวตั ิศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั
14.2.2 รวมอารยธรรมตะวนั ออก / ศรสี ุรางค์ พลู ทรพั ย์ สานกั พมิ พ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.2.3 อารยธรรมตะวนั ตก / เพ็ชรี สมุ ิตร สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
14.2.4 ประวัตศิ าสตร์และอารยธรรมโลกสมยั ใหม่ / นนั ทนา กปลิ กาญจน์ สานักพมิ พ์โอเดยี นสโตร์
14.2.5 ประวตั ิศาสตร์ยุโร: เวยี นนา ค.ศ.1815-เบอรล์ ิน 2 นคร (ฉบับปรบั ปรุง) / สปุ ราณี มุขวชิ ิต
14.2.6 The Times Atlas of World History / Richard Overy Time Book Limited 2010
14.3บทความวิจัย/บทความวชิ าการ Research Articles / Academic Articles (If any)
14.4สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ หรือ เว็บไซตท์ ่ีเกย่ี วข้อง (Electronic Media or Websites)
ตวั อย่ำงแบบฝึกหดั
วชิ ำประวตั ศิ ำสตรแ์ ละเหตุกำรณป์ ัจจุบัน 1
1.วิธีการทางประวตั ิศาสตรห์ มายถึงข้อใด
1. กระบวนการเรียนรู้ผลงานของนักประวัติศาสตร์
2. กระบวนการในการค้นควา้ หาขอ้ เทจ็ จรงิ ทางประวัติศาสตร์
3. กระบวนการวเิ คราะห์เหตุการณท์ างประวัตศิ าสตร์
4. กระบวนการผลิตผลงานทางด้านประวัติศาสตร์
2. กจิ กรรมใดถือวา่ เปน็ การ “ปฏิวตั ทิ างเศรษฐกิจ” คร้งั แรกของมนุษยชาติ
1. การคน้ พบไฟ 2. การรวมตวั กนั เปน็ ชุมชน
3. การร้จู กั ลา่ สตั ว์ เก็บของป่า 4. การรู้จักเพาะปลูก
3. ขอ้ ใดไม่ใช่ มรดกที่อารยธรรมโรมนั ถ่ายทอดสูช่ นชาติตา่ งๆในจนถงึ ปจั จบุ ัน
1. ระบบตวั อักษร 2. ระบบคณิตศาสตร์
3. ระบบการปกครอง 4. ระบบศาสนา
4. ข้อใดกล่าวผดิ เกี่ยวกบั สมัยกลาง (Middle Age)
1. ชนเผ่าต่างๆในทวปี ยุโรปต่างแยง่ ชิงดินแดนท่เี คยเปน็ ของจักรวรรดิโรมัน
2. เกิดระบบการปกครองแบบเผดจ็ การทเี่ รียกว่า ศักดินาสวามภิ กั ดิ์
3. ศูนยก์ ลางของการปกครอง คือ กรงุ วาติกัน
4. พระในคริสตศ์ าสนาสามารถเปน็ เจ้าของทด่ี นิ และมีข้าตดิ ที่ดนิ ได้
5. การสถาปนากรงุ สุโขทัย ในปี พ.ศ. 1792 เกดิ ขึน้ ใกลเ้ คียงกบั เหตุการณ์ในประวตั ิศาสตรส์ ากลใดมากทสี ุด
1. การค้นพบหมเู่ กาะแคริเบียนของโคลมั บสั
2. การปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม
3. การลม่ สลายของจักรวรรด์ิไบเซนไทม์
4. การปฏิวัตฝิ ร่ังเศส
6. ข้อใดกลา่ วถูกเก่ยี วกบั การฟนื้ ฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance)
1. การนาเอาความรู้และความเจรญิ ของโลกยคุ มืดมาต่อยอดและพฒั นาใหม่
2. มศี นู ย์กลางบรเิ วณเมืองคอนแสตนตโิ นเปิล
3. เปน็ ผลโดยตรงจากความเสือ่ มในศาสนจกั รคาทอลกิ
4. การค้าเปน็ ปจั จัยสาคัญในความก้าวหนา้ ของการฟนื้ ฟศู ิลปะวทิ ยาการ
7. ความขัดแย้งใดเปน็ เรื่องท่ีมีสาเหตุต่างจากพวก
1. สงคราม 100 ปี 2. สงครามนโปเลยี น
3. สงครามญี่ปนุ่ -รสั เซยี 4. สงครามฝิน่
8. แนวคดิ การปกครองใดเกดิ ขึ้นมีสาเหตุจากการปฏิวัติอตุ สาหกรรม
1. เผดจ็ การนิยม 2. สงั คมนิยม
3. ทุนนิยม 4. เสรีนิยม
9. สัญลักษณ์ของการสน้ิ สุดสงครามเย็น คือ เหตกุ ารณใ์ ด
1. การทาลายกาแพงเบอรล์ ิน 2. การล่มสลายของสหภาพโซเวยี ต
3. การรวมชาตเิ กาหลี 4. ขอ้ ตกลง SALT
10. องค์กรที่มบี ทบาทมากท่ีสดุ ในการช่วยเหลอื ผูท้ ่ีได้รับผลกระทบจากความขัดแยง้ ในปจั จุบนั
1. CARE 2. UNHCR
3. FAO 4. WHO
ประมวลรำยวิชำ (Course Syllabus) ม.6
วิชำ ส 33102 ประวัตศิ ำสตรแ์ ละเหตุกำรณป์ จั จบุ ัน 2
1. รหัสวชิ ำ (Course Number) ส33102
2. จำนวนหนว่ ยกติ (Course Credit) 1 หนว่ ยกติ
3. ชอ่ื วิชำ (Course Title) ประวตั ิศาสตรแ์ ละเหตุการณ์ปัจจุบัน 2
4. กลุม่ สำระ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. ภำคกำรศึกษำ ปลาย
6. ปีกำรศึกษำ 2563
7. ชือ่ ผสู้ อน
1) ครเู ตือนใจ ใจสิงห์
2) ครูมนตฤ์ ดี จิตรากร
3) ครสู ยมภู รณชิตพานิชยกจิ
4) ครูนิตยา พุ่มเพม่ิ
5) ครูธณั ตวธั ทบั จันทร์
6) ครชู วลิต แวงวรรณ
7) ครชู ยั ภัทร แก้วจรสั
8. สถำนภำพของวชิ ำ วิชาบังคับ
9. ช่อื หลักสตู ร (Curriculum) สงั คมศกึ ษา มัธยมศึกษาตอนปลาย
10.วชิ ำระดับ (Degree) มัธยมศึกษาตอนปลาย
11.จำนวนช่ัวโมงที่สอน/สัปดำห์ 2 คาบ/สปั ดาห์
12.เนอื้ หำรำยวิชำ (Course Description)
- ความเป็นมาของชนชาติไทยและอาณาจกั รโบราณในดินแดนสุวรรณภูมิ
- การสถาปนาอาณาจักรไทยและสถาบันพระมหากษัตริยใ์ นสงั คมไทย
- การเปล่ียนแปลงสงั คมไทย
- ศลิ ปะไทย วฒั นธรรมไทย ประเพณไี ทย ภูมิปัญญาไทย
- การเปลีย่ นแปลงการเมืองการปกครองไทย
- ประวัตศิ าสตร์บคุ คลสาคัญ
13.ประมวลกำรเรียนรำยวิชำ (Course Outline)
13.1วัตถุประสงค์ทั่วไปและ/หรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Learning Objectives / Behavioral
Objectives)
ศึกษา วิเคราะห์ และทาความเข้าใจในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจบุ ัน ทงั้ ทางด้านสังคม เศรษฐกจิ การเมอื งการปกครอง ศาสนา ศิลปวฒั นธรรมรวมทั้ง
สามารถนาองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ท่ีศึกษามาวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดข้ึนในโลกปัจจุบัน
จนสามารถกาหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามขั้นตอนบนพื้นฐานของเหตุผลและความ
เป็นจริง ตลอดจนมีความตระหนักถึงความสาคัญของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาของคนไทย
ความเป็นมาของชนชาติไทย และมีทักษะในการวางแผนเพื่อกาหนดแนวทางในการสืบทอดการ
อนุรักษ์และเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย ต่อชาวโลกในภูมิภาคอื่นๆ และสามารถ
นาผลงานสร้างสรรค์ของบุคคลสาคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีส่วนในการสร้างสรรค์
วัฒนธรรมไทยและประวัติศาสตร์ไทยมาเป็นแบบอย่างท่ีดีในการดาเนินชีวิต รวมท้ังมีการตระหนัก
ถึงความสาคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการสร้างสรรค์ และธารงความเป็นเอกราชของชาติ
ไทยนบั ตง้ั แตอ่ ดตี จนถึงปัจจบุ นั
13.2เนือ้ หารายวิชาตอ่ สปั ดาห์ (Learning Contents) ½ บทตอ่ สัปดาห์
13.3วิธีจัดการเรียนการสอน (Method)
13.3.1 การบรรยาย (Lecture) ชัว่ โมง/ครั้ง/คาบ/ร้อยละ 50
13.3.2 การบรรยายเชิงอภปิ ราย (Lecture and discussion) ช่ัวโมง/ครั้ง/คาบ/รอ้ ยละ 20
13.3.3 การระดมสมอง และการอภปิ รายกรณศี กึ ษา ชวั่ โมง/คร้งั /คาบ/ร้อยละ 10
(Brainstorming and discussion of case study)
13.3.4 การสรุปประเด็นสาคัญ หรอื การนาเสนอ ชัว่ โมง/ครัง้ /คาบ/รอ้ ยละ 15
ผลของการสบื คน้ หรือผลของงานท่ีได้รับมอบหมาย
(Making a summary of the main points
or presentation of the results of researching or the assigned tasks)
13.3.5 อืน่ ๆ (Others) ทศั นศึกษา ชวั่ โมง/ครง้ั /คาบ/รอ้ ยละ 5
13.4สอ่ื การสอน (Media)
สอ่ื นาเสนอในรูปแบบ (Powerpoint media)
สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ / เว็บไซต์ (Electronics and website media)
อ่นื ๆ (Others) .........................................................
13.5การมอบหมายงาน ผา่ นระบบเครือข่าย (Assigment through Network System)
13.5.1 ขอ้ กาหนดวธิ ีการมอบหมายงาน และส่งงาน (Assigning and Submitting Method)
13.5.2 ระบบจดั การการเรียนรทู้ ีใ่ ช้ (Learning Management System)
13.6 กจิ กรรมเสรมิ หลักสูตร
13.6.1 การทศั นศึกษานอกสถานท่ี แหลง่ ประวัติศาสตร์ทอ้ งถิน่ เขตปทมุ วัน
13.7 การวัดผลการเรยี น (Evaluation)
กำรวดั ผลกำรเรียน (Evaluation) คะแนน คิดเป็น
70%
กำรประเมนิ ควำมรทู้ ำงวิชำกำร
(Assessment of academic knowledge)
1.การสอบวัดรายจดุ ประสงค์ คร้ังท่ี 1 10 คะแนน
2.การสอบวัดผลกลางภาคเรียน 30 คะแนน
3.การสอบวัดผลปลายภาคเรียน 30 คะแนน
กำรประเมนิ กำรทำงำนหรือกิจกรรมในช้ันเรยี น
(Assessment of work or classroom activities)
1.กำรสง่ แบบฝึกหดั 5 คะแนน 5%
2.ใบงำนกจิ กรรมในคำบเรยี น
20%
กำรประเมินผลงำนที่ไดม้ อบหมำย 5%
(Assessment of the assigned tasks)
1.กำรวดั รำยจุดประสงค์ คร้ังท่ี 2 20 คะแนน
(ใบศกึ ษำประวัตศิ ำสตรท์ ้องถนิ่ )
อนื่ ๆ (Others)
1.จิตพิสัย 10 คะแนน
14.รำยชอ่ื หนงั สืออำ่ นประกอบ (Reading List)
14.1หนงั สอื บงั คบั (Required Text)
14.1.1 ตำรำ ส31102 ประวัติศำสตรแ์ ละเหตกุ ำรณป์ ัจจุบนั 2 โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษำ
14.2หนังสืออ่านเพม่ิ เตมิ (Supplementary Texts)
14.1.2 ประวตั ิศำสตร์ไทย / วลิ าสวงศ์ พงศะบุตร
14.1.3 ปญั หำในประวัตศิ ำสตรไ์ ทย / คณะกรรมกำรชำระประวตั ิศำสตรไ์ ทย สานกั เลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี
14.1.4 ขุนนำงกรมท่ำขวำ : กำรศึกษำบทบำทและหน้ำทีใ่ นสมัยอยธุ ยำ ถึงสมยั รัตนโกสนิ ทร์
พ.ศ. 2153-2435 / จุฬิศพงศ์ จุฬำรัตน์ ภำควิชำประวัติศำสตร์ จุฬำลงกรณ์
มหำวิทยำลัย
14.1.5 จ้ิมกอ้ งและกำไร : กำรค้ำไทย-จนี 2195-2396/ สารสิน วีระผล
14.1.6 ประวตั ศิ ำสตร์ไทยสมัยใหม่ (ตั้งแต่กำรทำสนธิสญั ญำบำวริง ถงึ "เหตุกำรณ์ 14 ตุลำคม
พ.ศ. 2516) / ปยิ นาถ บุนนาค
14.1.7 ควำมเปล่ียนแปลงของสังคมไทยในทัศนะของ / ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ภาควิชา
สงั คมศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์ วิทยาลัยเกรกิ
14.1.8 แผนชิงชำตไิ ทย : ว่ำดว้ ยรฐั และกำรต่อตำ้ นรฐั สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครำม คร้งั ที่สอง
(พ.ศ.2491-2500) / สุธำชยั ยิม้ ประเสรฐิ
14.3บทความวจิ ัย/บทความวิชาการ Research Articles / Academic Articles (If any)
14.3.1 ปยิ ำจำรย์ : ครบ 60 ปี ศำสตรำจำรย์ ดร.ปิยนำถ บุนนำค / สานักพิมพ์ วชั รินทร์ พี.พี.
14.3.2 คลองในกรงุ เทพฯ : ควำมเปน็ มำ กำรเปลี่ยนแปลงและผลกระทบตอ่ กรุงเทพฯ ในรอบ
200 ปี (พ.ศ. 2325-2525) / โดย ปยิ นาถ บนุ นาค
14.4ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์ หรอื เวบ็ ไซต์ทเี่ กย่ี วขอ้ ง (Electronic Media or Websites)
ตัวอยำ่ งแบบฝกึ หดั
วิชำประวตั ศิ ำสตรแ์ ละเหตกุ ำรณ์ปัจจุบนั 2
1. นักวชิ าการ ไดใ้ ช้หลักฐานด้านใดยนื ยนั ความเช่ือเรอื่ งคนไทยมีถ่นิ ฐานดั้งเดมิ บริเวณทเ่ี ป็นประเทศไทยใน
ปจั จบุ นั
1. ระบบภาษาและตัวอักษร 2. เอกสารของจีน
3. โครงกระดูกโบราณ 4. หลกั ฐานทางพนั ธุศาสตร์
2. ในสมัยสุโขทยั เมอื งที่มีความสาคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ รองจากกรุงสุโขทัย คือเมืองใด
1. เมืองศรีสชั นาลัย 2. เมืองสองแคว
3. เมืองชากงั ราว 4. เมืองสระหลวง
3. ขอ้ ใดเป็นจุดอ่อนทส่ี าคญั ของอาณาจักรสโุ ขทัย
1. ตงั้ อยู่บรเิ วณพนื้ ท่ีราบท่ีไม่อุดมสมบรู ณ์ 2. เปน็ เส้นทางคมนาคมจากหลายทิศทาง
3. ขาดแนวปราการธรรมชาติ 4. ถูกรายลอ้ มด้วยอาณาจักรที่เข้มแข็งกว่า
4. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้องเกีย่ วกบั ประวัติศาสตร์สมยั กรุงศรีอยุธยา
1. กรุงศรีอยุธยาต้ังอยู่บริเวณทร่ี าบต่าของคาบสมทุ รอนิ โดจีน
2. ในรัชสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช อย่ใู นช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
3. เปน็ ครัง้ แรกท่ีสถาปนาความสัมพันธท์ างการค้าและการฑตู กบั จีน
4. ราชวงศป์ ราสาททองถือว่าเป็นยุคทองการเมอื งการปกครอง
5. ความสาคัญของพระราชกาหนดศกั ดินา คืออะไร
1. แบง่ แยกระหวา่ งกิจการทหารกับกิจการพลเรือน
2 กาหนดขอบเขตการใหก้ ารคุมครองทางกฎหมาย
3. แบ่งแยกฐานะและความรับผิดชอบของคนในสงั คม
4. กาหนดสทิ ธิและหน้าทขี่ องพลเมือง
6. สถาปตั ยกรรมของกรงุ ศรีอยธุ ยาที่ไดร้ บั อิทธิพลจากศลิ ปะพมา่ คือสง่ิ ใด
1. เจดยี ์วดั ไชยมงคล 2. เจดยี ์ภเู ขาทอง
3 ปราสาทนครหลวง 4. พระพทุ ธมหามุนยี ์
7. หนว่ ยงานทท่ี าหน้าทค่ี ล้าย บริษทั การค้าของพระมหากษัตริย์ คือหนว่ ยงานใด
1. กรมคลงั 2. กรมท่า
3. พระคลังมหาสมบัติ 4. พระคลงั สนิ ค้า
8. สิง่ ใดไม่ไดเ้ กิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น 2. อนั นัม-สยามยทุ ธ์
1. ธรรมยตุ ินิกาย
3. ระบบเจา้ ภาษีนายอากร 4. พระราชนิพนธพ์ ระราชประเพณี 12 เดอื น
9. เหตุการณ์ทน่ี าไปสู่การเปล่ียนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทยมากที่สุด คือเหตุการณใ์ ด
1. การปฏิรูปการปกครองในสมยั พระบรมไตรโลกนาถ 2. การเสียกรงุ ศรอี ยธุ ยาครั้งท่ี 2
3. การทาสนธสิ ญั ญาเบาวร์ ง่ิ 4. การเลกิ ระบบไพร่และทาส
10. เหตกุ ารณ์ 14 ตลุ าคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตลุ าคม 2519 มคี วามเหมือนกันในประเดน็ ใด
1. การต่อตา้ นการปกครองประเทศของคณะทหาร 2. การสนับสนุนของประชาชนทัว่ ไป
3. แกนนาในการเคล่ือนไหว 4. เปน็ ผลพวงมาจากภาวะสงครามเยน็
กลุม่ สำระกำรเรียนรศู้ ลิ ปะ
วิชำ ม.4 ม.5
ภำคเรียนที่ 1 ภำคเรยี นที่ 2 ภำคเรยี นที่ 1 ภำคเรียนที่ 2
ทศั นศลิ ป์ สายวิทย์-คณติ สายภาษา
1 จานวน 1 หน่วยกิต 18 ห้อง ทั้งหมดและ
2 คาบ/ สัปดาห์ วทิ ย์-คณติ 5
หอ้ งเรยี น ตกึ 55 ปี ชน้ั 2 หอ้ ง
ดนตรีไทย สายภาษา สายวทิ ย์-คณิต
2 จานวน 0.5 หนว่ ยกิต ทัง้ หมดและ 18 หอ้ ง
1 คาบ/ สปั ดาห์ วิทย์-คณิต 5
หอ้ งเรียน ตึก 55 ปี ชนั้ 2 ห้อง
ดนตรีสากล สายภาษา สายวทิ ย์-คณติ
3 จานวน 0.5 หนว่ ยกิต ทง้ั หมดและ 18 หอ้ ง
1 คาบ/ สัปดาห์ วทิ ย์-คณิต 5
ห้องเรียน ตึก 50 ปี ชนั้ 4 หอ้ ง
นาฏศลิ ป์ไทย สายภาษา สายวทิ ย์-คณิต
4 จานวน 0.5 หนว่ ยกิต ทั้งหมดและ 17 หอ้ ง
1 คาบ/ สัปดาห์ สายวิทย์-คณติ
หอ้ งเรยี น ตกึ 50 ปี ชน้ั 3 6 ห้อง
นาฏศิลปส์ ากล สายวทิ ย์-คณิต สายภาษา
5 จานวน 0.5 หนว่ ยกติ 17 ห้อง ท้งั หมดและ
1 คาบ/ สปั ดาห์ สายวทิ ย์-คณติ
หอ้ งเรียน ตกึ 50 ปี ชน้ั 3 6 ห้อง
1. วชิ ำทัศนศิลป์
ทศั นศิลป์
ทัศนธาตุ
แสงและเงา
องค์ประกอบศิลป์
ศลิ ปวิจารณ์
การบูรณาการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
ศลิ ปะไทย
ประวตั ิศาสตรศ์ ลิ ปะสากล
ภมู ิปญั ญาไทย
2. วิชำดนตรไี ทย
ทฤษฎดี นตรีไทย
ปฏบิ ตั เิ ครอื่ งตี ได้แก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ และฆ้องวงเล็ก
ปฏบิ ตั ิเพลงสองชน้ั จานวน 2 เพลง
ทางฆ้องวงใหญแ่ ละทางระนาดเอก
ปฏิบตั ริ วมวง
นักเรียนสามารถฝึกซ้อมเคร่ืองคนตรีไทยได้ทุกชนิด ในช่วงเช้า กลางวัน และหลังเลิกเรียนได้จนถึง
เวลา 20.30 น. การประกวดเครื่องเดี่ยวดนตรีไทยทุกชนิด เริ่มซ้อมต้ังแต่ 16.30 – 20.30 น.
วนั จันทร์ – วนั พฤหสั บดี
3. วชิ ำดนตรสี ำกล
ประเภทของเครอื่ งดนตรีสากล Music instrument
ประเภทของวงดนตรีสากล
บูรณาการงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน
การรวมวงเพ่อื แสดงในวิชาดนตรีสากล
4. วิชำนำฏศิลปไ์ ทย
ประวัตนิ าฏศิลป์ไทย
นาฏยศัพท์
ราวงมาตรฐาน
การละครไทย
นาฏศิลปไ์ ทย 4 ภาค
เรียนปฏบิ ตั ริ าไทย
5. วชิ ำนำฏศลิ ป์สำกล
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศลิ ป์อาเซยี น พนื้ ฐานการเต้น
การละครสากล
กลุ่มสาระการเรียนร้กู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ดาเนินงานตามนโยบายกลมุ่ บริหารวิชาการ และแผนแม่บทการ
บริหารของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยมีหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ฯ เป็นกรรมการบริหารโรง เรียนโดยมีวิสัยทัศน์
วัตถปุ ระสงค์ พันธกิจ เปา้ หมายและภารกจิ ดังน้ี
พฒั นาผเู้ รียนใหม้ คี ณุ ภาพ ประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยตี ามมาตรฐานสากล
ดารงตนบนพืน้ ฐานความเป็นไทย
1. พัฒนาระบบงานให้มปี ระสทิ ธภิ าพโดยเน้นการมสี ่วนร่วม
2. พฒั นาบคุ ลากรใหเ้ ปน็ บคุ คลแห่งการเรยี นรู้
3. บรหิ ารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและนวัตกรรม ตลอดจน อปุ กรณก์ ารศกึ ษาให้ทนั สมยั และมปี ระสทิ ธิภาพ
4. จัดหลักสูตรท่ีทันสมัย หลากหลาย ตอบสนองความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนและพัฒนากระบวนการเรียนการ
สอนทม่ี ุ่งเน้นผเู้ รยี น
5. สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้โดยจัดส่ิงแวดล้อม ภูมิทัศน์ ให้ร่มร่ืน และสวยงามปลูกฝังจิตสานึกให้ผู้เรียนรักษ์ความ
เป็นไทย และมคี ณุ ลักษณะตามมาตรฐานนักเรยี น โรงเรียนเตรียมอดุ มศกึ ษา
ห้องปฏบิ ตั ิกำรคอมพวิ เตอรท์ ่ใี ชส้ ำหรับกำรเรียนกำรสอนมที ้งั หมด 7 หอ้ ง
1. ห้องปฏบิ ตั ิการคอมพวิ เตอร์ 1 ตึก 9 ชั้น 1 ครผู รู้ บั ผดิ ชอบ คือ ครูวชิ ัย พร้งิ มาดี
2. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ 2 ตึก 9 ชน้ั 1 ครูผ้รู ับผิดชอบ คอื ครูชุตนิ นั ท์ พ่วงขาว
3. ห้องปฏบิ ัตกิ ารคอมพวิ เตอร์ 3 ตึก 9 ชน้ั 2 ครผู รู้ ับผิดชอบ คือ ครูอภุ ัยภัทร บญุ เพ็ง
4. หอ้ งปฏิบัตกิ ารคอมพวิ เตอร์ 4 ตกึ 55 ปี ชน้ั 3 ครผู รู้ บั ผดิ ชอบ คอื ครูอารมณ์ จุลมณฑล
5. ห้องปฏิบัตกิ ารคอมพิวเตอร์ 5 ตึก 50 ปี ชนั้ 2 ครผู ้รู บั ผดิ ชอบ คอื ครศู วิษฐ์ วีระยทุ ธวฒั นะ
6. ห้องปฏบิ ตั ิการคอมพิวเตอร์ 6 ตึกเฉลมิ พระเกยี รติ 72 พรรษา ชน้ั 2 ครผู ้รู ับผิดชอบ คอื ครชู ชั นี หวังทางมี
7. หอ้ งปฏบิ ัติการคอมพิวเตอร์ 7 (Smart School) ตกึ 3 ครผู ูร้ บั ผิดชอบ คือ ครูนรากรณ์ จนิ พุทธ
8. ห้องปฏิบัตกิ ารคอมพิวเตอร์ 8 หอ้ งสมุดโรงเรยี น ครผู รู้ บั ผดิ ชอบ คือ ครศู ศิวิมล มฤี ทธ์ิ
นำยพฒั นำ สุทธริ อด
หัวหน้ำกลุ่มสำระกำรเรียนรู้
นำงภัคพชิ ำมญช์ุ ทมิ ำ นำงสำวสุดำรัตน์ วิริยำธิปัตย์ นำงชัชนี หวงั ทำงมี
นำงฉวีวรรณ แววแสง นำงพริ ัลรัตน์ ร่วมวงษว์ ณิช นำงสำวสำยณั ห์ ช่ืนศรีทอง
นำงสำวอำรมณ์ จลุ มลฑล นำยวิชัย พรง้ิ มำดี นำงศศวิ มิ ล มฤี ทธิ์
นำงสำวอังคณำ ปรชี ำเมตตำ นำงสำวพัชรนิ ทร์ กลัน่ ประสม นำยศวษิ ฐ์ วีระยุทธวฒั นะ
นำงสำวรพพี ร ภ่ภู ูษติ วำ่ ที่รอ้ ยตรปี ฏิพัทธ์ ประสงค์ดี นำงสำวกิตยิ ำ อนิ ทรข์ ำวงค์
น.ส.สำยสนุ ีย์ วงศส์ วัสด์ิ นำยนรำกรณ์ จนิ พทุ ธ นำงสำวยุพิน ผลเจริ ญ
นำยสฤษฎิ์ สขุ ำภิรมย์ นำงสำวชตุ ินันท์ พ่วงขำว นำยอุภยั ภัทร บุญเพ็ง
นำยกติ ตพิ ศ ไชยคำภำ นำงสำววรรณภำ โต๊ะมีเลำะ นำยกฤตภำส เชี่ยวชำญกลุ
ชน้ั ภำคเรยี นที่ 1 ภำคเรียนท่ี 2 นก.
ม.4 รหสั วิชำ/รำยวชิ ำ นก. รหัสวชิ ำ/รำยวิชำ
พ้ืนฐำน 1.0
เลือกเสรี ว 31103 วทิ ยาการคานวณ พื้นฐำน
ม.5 เพิม่ เติม 1.0 ว 31104 การออกแบบและเทคโนโลยี 1.0
ง 30267 สารนเิ ทศเพื่อการค้นควา้ 1
ม.6 (ภาษา) เพิ่มเตมิ 1.0
ง 30261 การบัญชี 1 (ภาษา-คณติ ) 1.0 ง 30267 สารนเิ ทศเพ่อื การคน้ คว้า 1 1.0
ง 30265 พรรณพชื กบั คุณภาพชวี ติ
(ภาษา) (ภาษา) 1.0
ง 30276 อาหารไทยเบื้องตน้ 1.0 ง 30262 การบญั ชี 2 (ภาษา-คณิต) 1.0
ง 30277 เบเกอร่เี บอ้ื งต้น 1.0 ง 30265 พรรณพืชกับคณุ ภาพชีวติ 1.0
ง 30224 การผลิตส่อื ดจิ ทิ ัลมีเดยี 1.0
ง 30278 การเป็นผูป้ ระกอบการธรุ กิจ (ภาษา)
พ้นื ฐำน 1.0 ง 30276 อาหารไทยเบือ้ งตน้ 1.0
ง 32101 พน้ื ฐานการดารงชีวติ 1.0 ง 30277 เบเกอร่เี บอ้ื งต้น
เพิม่ เติม 1.0 ง 30224 การผลิตสือ่ ดจิ ิทลั มีเดยี 1.0
ง 30221 การเขยี นโปรแกรม 1 1.0 ง 30278 การเปน็ ผู้ประกอบการธุรกิจ
(วทิ ย-์ คณติ -คอม) 1.0
ง 30274 วทิ ยาการเกษตร 1 พน้ื ฐำน
(วิทย-์ คณิต-บริหารฯ) 1.0 ง 32101 พืน้ ฐานการดารงชีวติ 1.0
ง 30272 การจัดการคณุ ภาพชีวติ 1
(วทิ ย-์ คณิต-คุณภาพฯ) เพิ่มเติม 1.0
ง 30281 คอมพิวเตอรธ์ รุ กจิ 1 1.0 ง 30222 การเขยี นโปรแกรม 2
(ภาษา-คณติ ) 1.0
เพมิ่ เตมิ (วทิ ย-์ คณิต-คอม)
ง 30268 สารนเิ ทศเพอื่ การศึกษาค้นคว้า 2 1.0 ง 30275 วทิ ยาการเกษตร 2
(ภาษา)
(วิทย-์ คณติ -บริหารฯ)
1.0 ง 30273 การจดั การคณุ ภาพชีวติ 2
(วทิ ย-์ คณติ -คณุ ภาพฯ)
1.0 ง 30282 คอมพวิ เตอรธ์ รุ กจิ 2
(ภาษา-คณิต)
เพิม่ เติม
1.0 ง 30269 สารนเิ ทศเพอื่ การศกึ ษาคน้ คว้า 3
(ภาษา)
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สำระกำรเรยี นรู้ พื้นฐาน
จำนวน 1.0 หน่วยกิต
รำยวชิ ำ วิทยาการคานวณ รหสั วิชำ ว31103 เวลำเรยี น 40 ชว่ั โมง
ชั้นมธั ยมศึกษำปีที่ 4 ภำคเรยี นที่ 1-2
ศึกษาหลักการของแนวคิดเชิงคานวณ การแยกส่วนประกอบและการย่อยปัญหา การหารูปแบบ
การคิดเชิงนามธรรม ข้ันตอนวิธี ตัวอย่างและประโยชน์ของแนวคิดเชิงคานวณเพ่ือกา รแก้ปัญหาใน
ชีวิตประจาวัน ศึกษาตัวอย่างโครงงานทางเทคโนโลยี การกาหนดปัญหา ศึกษา วางแผน ดาเนินงาน สรุปผล
และเผยแพร่ ในการพัฒนาโครงงานที่มีการบูรณาการร่วมกับวิชาอื่นอย่างสร้างสรรค์และเชื่อมโยงกับ
ชีวติ ประจาวนั
โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้
แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project – based Learning) ประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงคานวณ รวมถึงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารในการออกแบบข้ันตอนวิธีสาหรับแก้ปญั หา ออกแบบสร้างหรือพฒั นาโครงงานด้วย
คอมพิวเตอร์ สามารถระบุข้อมูลเข้า ข้อมูลออก และเง่ือนไขของปัญหา ออกแบบข้ันตอนวิธี การทาซ้า การ
จัดเรยี งและคน้ หาขอ้ มลู อยา่ งเปน็ ระบบ
เพื่อให้เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณแก้ปัญหาที่พบในชีวิตประจาวันอย่างเป็นขั้นตอนและมี
ประสิทธิภาพ รู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ ทางานและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
และเป็นผู้ท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่าง
สรา้ งสรรค์
ตวั ชว้ี ัด
ว 4.2 ม.4/1 ประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงคานวณในการพัฒนาโครงงานท่ีมีการบูรณาการกับวิชาอื่น
อย่างสร้างสรรค์ และเช่ือมโยงกับชวี ติ จริง
แบบวเิ ครำะหโ์ ครงสรำ้ งเน้อื หำสำระของรำยวิชำ วิทยำกำรคำนวณ ว31103
กลมุ่ สำระกำรเรยี นร้กู ำรงำนอำชีพและเทคโนโลยี ระดับชั้น มัธยมศกึ ษำปีท่ี 4 ภำคเรียนที่ 1 หรือ 2
บทที่ หัวข้อเรอ่ื ง จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1 1.1 ขนั้ ตอนวธิ ี 1.1 อธิบายข้ันตอนวิธี
แนวคิดเชงิ คานวณ 1.2 การแยกส่วนประกอบและ 1.2 สามารถแยกส่วนประกอบและ
รายการย่อยปัญหา รายการยอ่ ยปญั หา
1.3 การหารปู แบบของปัญหา 1.3 จาแนกรปู แบบของปัญหาได้
1.4 การคดิ เชงิ นามธรรม 1.4 อธิบายการคิดเชิงนามธรรมได้
2 2.1 การแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์ 2.1 สามารถแกป้ ญั หาดว้ ยคอมพวิ เตอร์
2.2 อธบิ ายขนั้ ตอนวิธีการระบุข้อมูลเขา้
การแกป้ ัญหาและ 2.2 การระบุข้อมูลเข้า ข้อมลู ออก
ขอ้ มูลออก และเง่ือนไขของปญั หาได้
ข้ันตอนวิธี และเงือ่ นไขของปัญหา
2.3 การออกแบบขั้นตอนวธิ ี 2.3 สามารถออกแบบข้ันตอนวิธี
2.4 การทาซ้า 2.4 อธบิ ายขนั้ ตอนการทาซา้ ได้
2.5 การจดั เรยี งและคน้ หาขอ้ มลู 2.5 สามารถจัดเรยี งและค้นหาขอ้ มูล
2.6 รหสั แทนข้อมลู ในคอมพิวเตอร์ 2.6 อธิบายรหสั แทนข้อมลู ในคอมพวิ เตอร์
2.7 โครงสร้างข้อมลู 2.7 อธิบายโครงสร้างข้อมูลได้
3 3.1 การกาหนดปญั หา 3.1 สามารถการกาหนดปัญหา
การพัฒนาโครงงาน 3.2 การศกึ ษาและกาหนดขอบเขตของปญั หา 3.2 สามารถกาหนดขอบเขตของปญั หา
3.3 การวางแผนและออกแบบโครงงาน 3.3 สามารถวางแผนและออกแบบโครงงาน
3.4 การดาเนินงาน 3.4 อธิบายการดาเนินงานได้
3.5 การพัฒนาโครงงาน 3.5 สามารถพัฒนาโครงงาน
3.6 การสรปุ ผลและการเผยแพรผ่ ลงาน 3.6 สามารถสรุปผลและเผยแพรผ่ ลงาน
วิชาวิทยาการคานวณ มีจุดประสงค์ ให้ผู้เรียนแกป้ ัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและเปน็ ระบบ ดังนั้นหนังสอื เรียนและกจิ กรรม
การเรียนรสู้ าหรบั ผเู้ รยี นจึงเน้นไปทกี่ ิจกรรม Unplugged ท่ีใหผ้ ู้เรยี นคิดแกป้ ญั หาโดยไม่ตอ้ งใชเ้ ครื่องคอมพวิ เตอร์ เชน่ ถา้ ผเู้ รียน
จะวางแผนเดินทางจากโรงเรยี นไปบ้านเพ่ือนใหไ้ ปถึงก่อนคา่ แต่มเี งนิ อย่ไู ม่มากนกั ผเู้ รยี นจะต้องวางแผนว่าจะขึน้ รถเมล์สาย
ใดจึงจะประหยัดทั้งเงินและเวลา อีกประเด็นท่ีกังวลกันมากคือ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งที่จริงแล้วความหมายของ
การเขยี นโปรแกรมตามหลักสตู รใหม่นัน้ ตีความกวา้ งกว่าทีเ่ ขา้ ใจกนั ทัว่ ไป การเขียนโปรแกรมทภี่ าษาองั กฤษเรียก coding หรือ
programming น้นั ไม่จาเปน็ ต้องเป็นการใชภ้ าษาคอมพิวเตอร์อยา่ ง Python เสมอไป “วิทยาการคานวณ” ไม่ยากอยา่ งท่เี ข้าใจผิด
เรียนรู้เพื่อป้ันนักคิด นักแก้ปัญหา พัฒนาสมวัย มีเป้าหมายในระยะยาวส่วนหน่ึงเพ่ือเปล่ียนบทบาทคนไทยจากผู้ใช้
เทคโนโลยีใหเ้ ป็นผ้สู ร้างเทคโนโลยีไดใ้ นอนาคต
ข้อมูลจากการวิจัยของ สสวท. ท่ีสัมภาษณ์ครูและนักเรียนในโรงเรียนทั้งในเมืองและในพื้นที่ห่างไกล พบว่าครูและ
นักเรียนยืนยันว่าวิทยาการคานวณไม่ได้ยากอย่างที่คิด ผู้เรียนๆ สนุกกับการแก้ปัญหา แม้บางคนจะผิดคาดที่ไม่ได้จับเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ในคาบแรก ๆ แต่หลายคนก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเป็นวิชาท่ีเน้นการคิดและการแก้ปัญหา ไม่ได้เน้นเทคโนโลยีล้าๆ
เพยี งอย่างเดียว (ขอขอบคุณ ดร.ชลติ า ธัญญะคุปต์)
คำอธิบำยรำยวชิ ำ
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สำระกำรเรยี นรู้ พนื้ ฐาน
จำนวน 1.0 หน่วยกิต
รำยวิชำ การออกแบบและเทคโนโลยี รหสั วิชำ ว31104 เวลำเรยี น 40 ชวั่ โมง
ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 4 ภำคเรยี นที่ 1-2
ศึกษาแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับศาสตร์อ่ืนโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์
หรือคณิตศาสตร์ รวมท้ังประเมินผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นต่อมนุษย์ สังคม เศรษฐกิจ และส่ิงแวดล้อม เพ่ือเป็น
แนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยี ศึกษาการระบุปัญหาหรือความต้องการที่มีผลกระทบต่อสังคม รวบรวม
วิเคราะหข์ อ้ มูลและแนวคิดท่ีเกีย่ วข้องกบั ปัญหาท่ีมีความซับซ้อนเพื่อสังเคราะห์วธิ ีการ เทคนิคในการแก้ปัญหา
โดยคานึงถึงความถูกต้องด้านทรัพย์สินทางปัญญา ศึกษาการออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลท่ีจาเป็นภายใต้เง่ือนไขและทรัพยากรท่ีมีอยู่ นาเสนอแนวทางการ
แก้ปัญหาให้ผู้อ่ืนเข้าใจด้วยเทคนิคหรือวิธีการที่หลากหลาย โดยใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ วางแผน
ขั้นตอนการทางานและดาเนินการแก้ปัญหา การทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์และให้เหตุผลของปัญหาหรือ
ข้อบกพร่องที่เกิดข้ึนภายใต้กรอบเง่ือนไข หาแนวทางการปรับปรุงแก้ไข พร้อมทั้งเสนอแนวทางการพัฒนาต่อ
ยอด ใช้ความรู้และทักษะเกย่ี วกับวสั ดุ อปุ กรณ์ เครื่องมอื กลไกไฟฟา้ อเิ ล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีท่ีซับซ้อน
ในการแกป้ ัญหาหรือพฒั นางานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั
โดยอาศยั กระบวนการเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้
แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project – based Learning) เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ
สถานการณก์ ารแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน
เพื่อให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการวิเคราะห์ปัญหา นาไปสู่การสร้างต้นแบบ
ตลอดจนสามารถนากระบวนการเทคโนโลยี สร้างเทคโนโลยี วิธีการ เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการดารงชีวิต
รวมทั้งคานงึ ถึงทรัพยส์ ินทางปัญญา ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใช้ให้
เกิดประโยชน์ตอ่ สังคม และการดารงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถใน
การแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ท่ีมีจิตวิทยา
ศาสตร์ มคี ุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใชว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์
ตัวชีว้ ดั
ว 4.1 ม.4/1 วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์
หรือคณิตศาสตร์ รวมทั้งประเมินผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นต่อมนุษย์ สังคม เศรษฐกิจ และส่ิงแวดล้อม เพ่ือเป็น
แนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยี
ม.4/2 สามารถระบุปัญหาหรือความต้องการที่มีผลกระทบต่อสังคม รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และ
แนวคิดท่ีเกี่ยวข้องกับปัญหาท่ีมีความซับซ้อนเพื่อสังเคราะห์วิธีการเทคนิคในการแก้ปัญหาโดยคานึงถึงความ
ถกู ต้องดา้ นทรัพยส์ ินทางปญั ญาได้
ม.4/3 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลที่จาเป็น ภายใต้
เงอ่ื นไขและทรัพยากรที่มีอยู่ นาเสนอแนวทางการแกป้ ญั หาให้ผ้อู ่ืนเข้าใจด้วยเทคนคิ หรอื วิธีการทห่ี ลากหลาย โดย
ใชซ้ อฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ วางแผนข้นั ตอนการทางาน และดาเนนิ การแกป้ ัญหา
ม.4/4 ทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์ และให้เหตุผลของปัญหาหรือข้อบกพร่องท่ีเกิดขึ้นภายใต้กรอบ
เงอ่ื นไข หาแนวทางการปรบั ปรงุ แก้ไข และนาเสนอผลการแกป้ ัญหา พร้อมทั้งเสนอแนวทางการพัฒนาต่อยอด
ม.4/5 ใช้ความรู้และทักษะเก่ียวกับวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ
เทคโนโลยที ี่ซบั ซอ้ นในการแกป้ ัญหา หรือพฒั นางาน ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง เหมาะสม และปลอดภยั
ตำรำงกำรจัดทำหน่วยกำรเรียนรู้
รำยวิชำกำรออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ว31104
ชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี 4 ภำคเรยี นท่ี 1-2 เวลำ 40 ช่ัวโมง
หนว่ ยท่ี ชอ่ื หน่วย สำระกำรเรยี นรู้
1 ระบบทางเทคโนโลยีที่ซบั ซ้อน 1. เทคโนโลยมี ีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาต้ังแตอ่ ดตี
จนถึงปจั จุบนั ซึ่งมสี าเหตหุ รือปัจจยั มาจากหลายดา้ น
เช่นปัญหา ความต้องการ ความกา้ วหนา้ ของศาสตร์
ตา่ ง ๆ เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม สงิ่ แวดล้อม
2. ระบบทางเทคโนโลยี เปน็ กล่มุ ของสว่ นตา่ ง ๆ
ตั้งแต่สองสว่ นข้นึ ไปประกอบเขา้ ดว้ ยกันและทางาน
รว่ มกันเพอ่ื ใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์ โดยในการทางาน
ของระบบทางเทคโนโลยจี ะประกอบไปดว้ ย ตัวปอ้ น
กระบวนการและผลผลติ ท่สี มั พันธ์กัน นอกจากนี้
ระบบทางเทคโนโลยี อาจมีขอ้ มลู ยอ้ นกลับ เพอื่ ใช้
ปรับปรงุ การทางานไดต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ โดยระบบทาง
เทคโนโลยีอาจมีระบบย่อยหลายระบบ ท่ที างาน
สมั พนั ธ์กันและหากระบบยอ่ ยใดทางานผิดพลาดจะ
ส่งผลต่อการทางานของระบบอืน่ ดว้ ย
2 การเปลี่ยนแปลงของ 1. เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่อดีต
เทคโนโลยี จนถงึ ปัจจุบัน ซ่ึงมีสาเหตุหรือปจั จัยมาจากหลายดา้ น
เชน่ ปัญหา ความต้องการ ความก้าวหน้าของศาสตร์
ต่างๆ เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมและสิง่ แวดลอ้ ม
3 ผลกระทบของเทคโนโลยี 1. ผใู้ ช้ ผูพ้ ัฒนา และผูส้ รา้ งเทคโนโลยีจาเป็นตอ้ งมกี าร
คานึงถงึ และวเิ คราะหถ์ งึ ผลกระทบของเทคโนโลยที ้งั
ในทางดา้ นบวกและด้านลบท่สี ง่ ผลตอ่ มนุษย์ สงั คม
เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมรวมทงั้ การเสนอแนวทางการ
ปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหา
4 วสั ดุและเครื่องมอื พ้นื ฐาน 1. วัสดแุ ต่ละประเภทมสี มบตั ิแตกต่างกัน เชน่ ไม้ โลหะ
พลาสติก เซรามิก จึงต้องมีการวิเคราะหส์ มบัติเพ่ือ
เลอื กใช้ให้เหมาะสมกับลกั ษณะของงาน
2. อปุ กรณ์และเครอ่ื งมือในการสรา้ งชน้ิ งานหรอื พฒั นาวธิ ีการมี
หลายประเภทตอ้ งเลอื กใช้ให้ถกู ต้อง เหมาะสม
และปลอดภยั รวมท้งั รจู้ ักเกบ็ รักษา
หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วย สำระกำรเรียนรู้
5 กลไก ไฟฟา้ อิเลก็ ทรอนกิ ส์ 1. การสรา้ งช้นิ งานอาจใชค้ วามรู้ เร่อื งกลไก ไฟฟา้
อิเลก็ ทรอนิกส์ เช่น LDR sensor เฟอื ง รอก คาน วงจร
6 กระบวนการออกแบบเชงิ สาเรจ็ รปู ตลอดจนอุปกรณ์และเคร่ืองมือในการสร้างช้ินงาน
วิศวกรรม หรอื พฒั นาวธิ ีการมหี ลายประเภท ตอ้ งเลอื กใช้ให้ถูกต้อง
เหมาะสม และปลอดภัย รวมท้ังร้จู ักเก็บรักษา
1. กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรมเป็นกระบวนการแก้ปญั หา
หรือพัฒนางาน เพื่อสร้างแนวทางทีเ่ หมาะสมในการแกป้ ัญหา
หรือสนองความต้องการตามทก่ี าหนดไว้ การทางานตาม
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมนน้ั สามารถย้อนขั้นตอน
กลบั ไปมาได้ และอาจมกี ารทางานซา้ ในบางข้ันตอนหากต้องการ
พัฒนาหรอื ปรบั ปรุงผลงานให้ดขี นึ้
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2560 วำ่ ดว้ ยกำรกระทำควำมผดิ เกย่ี วกับคอมพิวเตอร์ (http://gg.gg/ratchakitcha)
เหตผุ ลในการประกาศใชพ้ ระราชบัญญตั ิฉบับนี้ คอื เน่อื งจากในปจั จุบันระบบคอมพวิ เตอร์ไดเ้ ป็นส่วน
สาคัญ ของการประกอบกิจการ และการดารงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทาด้วยประการใด ๆ ให้ระบบ
คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทางานตามคาส่ังที่กาหนดไว้ หรือทาให้การทางานผิดพลาดไปจากคาส่ังท่ีกาหนดไว้
หรือใช้วธิ ีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมลู แกไ้ ข หรือทาลายข้อมูลของบุคคลอืน่ ในระบบคอมพวิ เตอรโ์ ดยมิชอบ หรอื
ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อม
กอ่ ใหเ้ กิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกจิ สังคม และความม่ันคงของรฐั รวมทัง้ ความสงบสุขและ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกาหนดมาตรการเพ่ือป้องกันและปราบปรามการกระทาดังกล่าว จึง
จาเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
มำตรำ 14 ผู้ใดกระทำควำมผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่
เกินหน่ึงแสนบำท หรอื ทงั้ จำท้งั ปรบั
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือ
ปลอมไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่
ประชาชน อนั มใิ ช่การกระทาความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
(2) นาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายต่อการรักษาความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ
ของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนก
แก่ประชาชน
(3) นาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเก่ียวกับความม่ันคงแห่ง
ราชอาณาจักรหรอื ความผดิ เก่ยี วกบั การกอ่ การร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นาเข้าสรู่ ะบบคอมพิวเตอรซ์ ึง่ ขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลกั ษณะอันลามกและข้อมลู คอมพิวเตอร์
น้ันประชาชนทัว่ ไปอาจเข้าถงึ ได้
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3)
หรือ (4)
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหน่ึง (1) มิได้กระทาต่อประชาชน แต่เป็นการกระทาต่อบุคคลใดบุคคลหน่ึง
ผู้กระทา ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน
หกหมน่ื บาท หรือท้งั จาท้ังปรบั และให้เป็นความผดิ อนั ยอมความได้
มำตรำ 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ท่ีมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และ
มาตรการน้ันมิได้มีไว้สาหรับตน ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท หรือทั้งจา
ทงั้ ปรับ
มำตรำ 6 ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ท่ีผู้อ่ืนจัดทาข้ึนเป็นการเฉพาะ ถ้า
นามาตรการดังกล่าวไปเปดิ เผยโดยมชิ อบ ในประการทนี่ า่ จะเกิดความเสยี หายแกผ่ ู้อืน่
ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกนิ หนง่ึ ปี หรอื ปรบั ไม่เกินสองหม่นื บาท หรือท้งั จาทง้ั ปรับ
มำตรำ 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ท่ีมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และ
มาตรการนนั้ มิไดม้ ีไว้สาหรบั ตน ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ไมเ่ กนิ สองปีหรือปรบั ไม่เกินส่ีหม่นื บาทหรอื ท้ังจาทั้งปรับ
มำตรำ 8 ผู้ใดกระทาด้วยประการใดโดยมิชอบ ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซ่ึง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพ่ือ
ประโยชน์สาธารณะหรือเพอ่ื ให้บุคคลทวั่ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี หรอื ปรบั ไม่เกินหก
หม่นื บาท หรอื ท้ังจาทง้ั ปรับ
มำตรำ 9 ผู้ใดทาให้เสียหาย ทาลาย แก้ไข เปล่ียนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน ซึ่ง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหน่ึงแสนบาท หรือท้ัง
จาทง้ั ปรับ
มำตรำ 10 ผู้ใดกระทาด้วยประการใดโดยมิชอบ เพ่ือให้การทางานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทางานตามปกติได้ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือ
ปรับไม่เกนิ หนงึ่ แสนบาท หรือทัง้ จาท้งั ปรับ
มำตรำ 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) แก่บุคคลอ่ืน โดยปกปิด
หรือปลอมแปลงแหล่งทมี่ าของการสง่ ข้อมลู ดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพวิ เตอร์ของบุคคลอื่น
โดยปกติสุข ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ หน่งึ แสนบาท
มำตรำ 16 ผู้ใดนาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ท่ี
ปรากฏเป็นภาพของผู้อ่นื และภาพนัน้ เปน็ ภาพที่เกดิ จากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทาง
อิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอ่ืนใด ท้ังนี้ โดยประการท่ีน่าจะทาให้ผู้อื่นน้ันเสียชื่อเสียง ถูกดูหม่ิน ถูกเกลียดชัง
หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกหม่ืนบาท หรือท้ังจาทั้งปรับ ถ้า
การกระทาตามวรรคหน่งึ เปน็ การนาเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจรติ ผู้กระทาไมม่ ีความผดิ
ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหน่ึงตาย
เสยี ก่อนร้องทุกข์ ให้บดิ า มารดา คู่สมรส หรอื บตุ รของผ้เู สียหายรอ้ งทุกข์ได้ และให้ถือว่าเปน็ ผเู้ สยี หาย
กำรศึกษำค้นควำ้ ดว้ ยตนเอง (Independent Study : IS )
การให้ผู้เรียนได้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง “Independent Study : IS” นับเป็นวิธีการท่ีมี
ประสทิ ธิภาพวิธหี นง่ึ ท่ใี ช้กันอย่างกว้างขวางในการพฒั นาผ้เู รยี น เพราะเป็นการเปิดโลกกว้างใหผ้ เู้ รียนได้ศึกษา
ค้นคว้าอย่างอิสระในเร่ืองหรือประเด็นท่ีตนสนใจ เร่ิมต้ังแต่การกาหนดประเด็นปัญหา ซึ่งอาจเป็น Public
Issue และGlobal Issue และดาเนนิ การคน้ ควา้ แสวงหาความรจู้ ากแหลง่ ข้อมูลที่หลากหลาย มกี ารวิเคราะห์
สังเคราะห์ การ อภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็น เพื่อนาไปสู่การสรุปองค์ความรู้ จากน้ันก็หาวิธีการที่
เหมาะสมในการส่ือสารนาเสนอให้ผู้อ่ืนได้รับทราบ และสามารถนาความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าไปทา
ประโยชน์แก่สาธารณะ ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีเป็นกระบวนการท่ี เชื่อมโยงต่อเนื่องกันตลอดแนว ภายใต้ “การศึกษา
ค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)” ซ่งึ จัดแบง่ เป็นสาระการเรียนรู้ 3 สาระ ประกอบด้วย
IS 1- การศกึ ษาคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เปน็ สาระที่
มุ่งให้ผู้เรียนกาหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์
สงั เคราะห์ และสรา้ งองค์ความรู้
S 2- การสื่อสารและการนาเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียน
นาความร้ทู ่ีได้รบั มาพัฒนาวิธีการการถ่ายทอด/สื่อสารความหมาย/แนวคิด ข้อมลู และองคค์ วามรู้ ดว้ ยวิธี การ
นาเสนอทีเ่ หมาะสม หลากหลายรูปแบบ และมปี ระสทิ ธภิ าพ
IS 3- การนาองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) เป็นสาระท่ีมุ่งให้ผู้เรียน นา/
ประยุกต์องค์ความรู้ไปสูก่ ารปฏบิ ัติ หรือนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดบริการสาธารณะ โรงเรียนต้อง
นาสาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS ) ไปสู่การเรียนการสอน ใน
ลักษณะของหนว่ ยการเรยี นรู้ รายวชิ าเพิ่มเตมิ หรือกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ตามแนวทางที่กาหนด โดยพิจารณา
ให้สอดคล้องกับบริบทและพัฒนาการ วัยของผู้เรียน ซ่ึงอาจแตกต่างกันในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา
ตอนต้นและมธั ยมศึกษาตอนปลาย
การพัฒนาผู้เรียนผ่านการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study) นั้น ครูผู้สอนจะต้อง
พิจาณาให้เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของผู้เรียน กิจกรรมการเรียนรู้ ความยาก-ง่ายของช้ินงานหรือภาระ
งานทปี่ ฏิบัติจะตอ้ ง เหมาะสม เป้าหมายคุณภาพผเู้ รยี นแตล่ ะระดบั ที่กาหนดนี้ เป็นเปา้ หมายและกรอบทิศทาง
ทีค่ รูจะใชใ้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนและการประเมนิ ผล
คำอธบิ ำยรำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ IS1
ศึกษา วิเคราะห์ ฝึกทักษะต้ังประเด็นปัญหา /ตั้งคาถามเก่ียวกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลก
ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลที่สนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นความรู้ โดยใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาต่างๆและมี
ทฤษฎีรองรับ ออกแบบวางแผน รวบรวม ข้อมูล ค้นคว้าแสวงหาความรู้เก่ียวกับสมมติฐานที่ต้ังไว้จากแหล่ง
เรียนรู้ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ และสารสนเทศ อย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาความน่าเช่ือถือของแหล่ง
เรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณเพ่ือให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้วิธีการท่ีเหมาะสม
สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้และร่วมกัน มีกระบวนการกลุ่มในการการวิพากษ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้
ความรู้จากสาขาวิชาต่างๆ เสนอแนวคิด วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิด กระบวนการ
แก้ปัญหา กระบวนการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ สังเคราะห์สรุป อภิปราย
ผลเปรียบเทียบเช่ือมโยงความรู้ ความเป็นมาของศาสตร์ เข้าใจหลักการและวิธีคิดในส่งิ ท่ีศึกษา เห็นประโยชน์
และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเองเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบด้วยองค์ความรู้จาก
การค้นพบ
ผลกำรเรียนรู้
1. ต้งั ประเด็นปญั หา จากสถานการณป์ ัจจบุ นั และสังคมโลก
2. ตัง้ สมมติฐานและใหเ้ หตุผลท่สี นับสนนุ หรอื โต้แย้งประเด็นความร้โู ดยใชค้ วามรจู้ ากสาขาวิชาตา่ งๆและมี
ทฤษฎีรองรับ
3. ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
4. ศกึ ษา คน้ คว้า แสวงหาความรู้เก่ียวกบั ประเด็นทเ่ี ลอื ก จากแหล่งเรยี นรทู้ ม่ี ปี ระสิทธิภาพ
5. ตรวจสอบความนา่ เช่ือถอื ของแหลง่ ท่มี าของข้อมลู
6. วิเคราะห์ข้อคน้ พบดว้ ยสถติ ิทเ่ี หมาะสม
7. สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ดว้ ยกระบวนการกลมุ่
8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอยา่ งเป็นระบบดว้ ยองคค์ วามรจู้ ากการคน้ พบ
กำรศึกษำและสร้ำงองคค์ วำมรู้
จากหลักการและเหตุผลของการจัดโรงเรียนมาตรฐานสากล ได้กล่าวว่า สาหรับความพร้อมในการ
เข้าสู่ศตวรรษท่ี 21 และศกั ยภาพ
ในการแข่งขันในเวทีโลกของแต่ละประเทศ ประเทศท่ีจะอยู่รอดได้หรือคงความได้เปรียบก็คือ
ประเทศท่ีมีอานาจ ทางความรู้และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งในยุคโลกไร้พรมแดนคนต่างชาติจะเข้ามา
ทางาน และประกอบอาชีพในประเทศไทยมากขึ้นขณะเดียวกันคนไทยก็มโี อกาสไปทางานและ ประกอบอาชีพ
ในต่างประเทศมากข้นึ ด้วยเช่นกนั
สังคมไทยในอนาคตจะเป็นสังคมฐานความรู้ ท่ีการเรียนรู้และนวัตกรรมเป็นปัจจัยสาคัญในการ
พัฒนา จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องส่งเสริมและสร้างสภาพการณ์ เพ่ือให้คนไทยทุกคนมีสิทธิและความ
เสมอภาคในการเรียนรู้อย่างตอ่ เนือ่ งตลอดชีวติ
โครงงำน เรือ่ ง......
เสนอ
ครู…………………………..
รำยช่อื สมำชิกในกลมุ่ ห้อง …..
1. ...... เลขท่ี ...
2. ...... เลขที่ ...
3. ...... เลขที่ ..
4. ...... เลขที่ ..
5. ...... เลขที่ ..
รำยงำนโครงงำนน้เี ป็นกำรบรู ณำกำร
รำยวชิ ำ วิทยำกำรคำนวณ ว31103
และรำยวชิ ำกำรศกึ ษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (IS)
ระดับช้นั มธั ยมศึกษำปที ี่ 4 ภำคเรยี นที่ … ปกี ำรศึกษำ 256...
1.ชื่อโครงงำน ……………..……………ของชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ห้อง.........
2.ชือ่ ผทู้ ำ 1………………………………… เลขที.่ ... หนา้ ท.่ี ...................... ลงช่ือ..............................
2……………………………………… เลขท.่ี ... หน้าท่ี....................... ลงชือ่ ..............................
3. ชื่อครูท่ีปรกึ ษำโครงงำน ................
4. ทมี่ ำและควำมสำคญั …………………………………………………………………...………………
5. วัตถุประสงค์ (อย่ำงนอ้ ย 3 ขอ้ )
1.เพือ่ ศึกษา…………………………………………………………………………………
2.เพอ่ื ศกึ ษา…………………………………………………………………………………
3.เพ่ือนาเสนอ...............................................
6. ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ (อยำ่ งน้อย 3 ขอ้ )
1. …………………………………………………………………………………
7. เอกสำรท่เี ก่ยี วข้อง (ใสเ่ นอ้ื หำท่สี อน)
………………………………………………………………………………………………………………
8. แผนปฏิบัตงิ ำน (บอกกาหนดเวลาเรมิ่ ตน้ และเวลาเสร็จของการดาเนินงาน)
1. กาหนดหวั ข้อ……………………………
2. ระบหุ น้าทสี่ มาชกิ ในกลุ่ม ……………………………
3. วางแผนประชมุ การดาเนนิ งาน ……………………………
4. กาหนดหรือเลือกสถานทีท่ ี่จะไปศกึ ษา ……………………………
5. มอบหมายหนา้ ที่แกส่ มาชิกในกลุ่ม ……………………………
6. นดั หมายสมาชิกในกลุ่ม ……………………………
7. ปฏิบัตงิ านภาคสนาม ……………………………
9. ระยะเวลำกำรดำเนนิ งำน เร่ิม มิถุนายน – (กอ่ นวันสอบปลายภาคเรียน) กันยายน 2562
10. วิธีดำเนินกำร (บรรยำยให้เห็นภำพวำ่ ทำอะไรมำบำ้ งดว้ ยภำษำเขียนระหวำ่ งเรื่องคำสะกด)
1. กาหนดหัวข้อ …………………………………………………………………
2. ระบหุ น้าทสี่ มาชิกในกลุ่ม …………………………………………………………………………………
3. วางแผนประชมุ การดาเนนิ งาน …………………………………………………………………………………
4. กาหนดหรอื เลือกสถานทีท่ ่ีจะไปศึกษา …………………………………………………………………………………
5. มอบหมายหน้าทแี่ กส่ มาชิกในกลุม่ …………………………………………………………………………………
6. นดั หมายสมาชกิ ในกลมุ่ …………………………………………………………………………………
7. ปฏิบัตงิ านภาคสนาม ………………………………………………………………… (หรือจะมากวา่ 7 ขอ้ ก็ได้)
10. ภำพขณะปฏิบตั ิงำน (ภำพกจิ กรรมนักเรียนและครทู ี่ปรกึ ษำ ภำพที่หลำกหลำยอย่ำงน้อย 6 ภำพ )
11. ผลกำรดำเนนิ งำน ………………………………………………………………………………………………………………
12. ประโยชนท์ ีไ่ ด้รบั จำกกำรทำโครงงำน (อย่ำงนอ้ ย 3 ขอ้ )
13. ขอ้ เสนอแนะ (อยำ่ งน้อย 3 ขอ้ )
บรรณำนุกรม
กำรเขียนบรรณนกุ รม
ทม่ี ำ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=657681
ตัวอย่ำงกำรลงรำยกำรบรรณำนุกรม 1. ตัวอยำ่ งกำรเขยี นบรรณำนกุ รม หนังสอื เล่ม
ชื่อผแู้ ตง่ .ชอื่ หนงั สอื . สถำนท่พี ิมพ์.สำนักพิมพ.์ ปที ่พี มิ พ์.
วิทยากร เชยี งกลู . ฉนั จงึ มาหาความหมาย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2544.
คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช, ม.ร.ว. หลายชีวิต. กรงุ เทพฯ: ดอกหญ้า, 2548.
2. ตวั อย่ำงกำรเขยี นบรรณำนกุ รมจำกบทควำมในสำรสนเทศอเิ ลก็ ทรอนิกส์
ช่อื ผแู้ ตง่ . “ชอ่ื บทควำม/แหล่งช่ือ/เรือ่ งวิชำ/คลปิ /” [ประเภทของสอ่ื ท่ีเขำ้ ถงึ ] <เข้ำถึงได้จำก>
(วนั ทค่ี น้ ข้อมูล)
ตวั อยำ่ ง Pasguier, Roger F. edtech goals. (Feb. 8, 2006). [Online].Available:
http://www.thinkquest.org
ชอื่ ผู้แต่ง.//(วนั เดอื นปที ่ีสืบค้น).//ช่ือเร่ือง.//แหลง่ ท่ีมำ(เว็บไซต)์
เฉลิม ศรีสวรรค์. (1 เมษำยน 2548). ระบบเครือข่ำยหลัก. http://www.chandra.ac.th
หลนิ . (14 ตลุ ำคม 2547). ควำมเส่ยี งของเยำวชนกบั พ่อแม่ท่ีมลี ูกเป็นเกย.์
http://www.bangkokrainbow.org.com
3. ตวั อยำ่ งกำรเขียนบรรณำนกุ รมที่มีผแู้ ต่ง 2 คน
ชือ่ ผู้แตง่ ทั้งสองคน. ชือ่ หนังสือ. สถานท่ีพิมพ์: สานกั พิมพ์, ปที พ่ี ิมพ.์
สมบัติ จาปาเงิน และ สาเนยี ง มณีกาญจน์. หลกั นักอา่ น. กรงุ เทพฯ: เรอื นแก้ว, 2531.
4.ตัวอยำ่ งกำรเขียนบรรณำนุกรมหนงั สือท่ีมผี ู้แตง่ มำกกว่ำ 2 คน
ชอ่ื ผ้แู ตง่ และผแู้ ต่งคนอนื่ ๆ.ช่อื หนังสอื . ครง้ั ที่พิมพ.์ สถานท่ีพิมพ์: สานักพิมพ์, ปีท่ีพิมพ.์
อธษิ กานต์ ไกรภักดี และคนอื่นๆ. การเมืองและการปกครองไทย. พมิ พ์คร้ังท่ี 4. นนทบรุ ี: ปานเทวาการพมิ พ์,
2541.
5. ตวั อยำ่ งกำรเขยี นบรรณำนกุ รมหนังสอื แปล
ชอื่ ผแู้ ต่ง.ชื่อหนังสือ.ชอื่ ผแู้ ปล.สถานที่พิมพ์: สานกั พมิ พ์, ปีทีพ่ ิมพ.์
วิลเล่ียม, สตีเวนสัน. นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ. ทรงแปลโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย
เดช. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชง่ิ , 2539.
6. ตัวอยำ่ งกำรเขยี นบรรณำนุกรมจำกบทควำมในวำรสำรหรือนติ ยสำร
ชอ่ื ผู้เขยี นบทความ “ชือ่ บทความ” ชอื่ วารสาร. ปที ี่, ฉบับที.่ (เดอื น ป)ี : เลขที่หนา้ อา้ งอิง.
อลั ยา นฤชานนท.์ “ได้อะไรบา้ งจากการอ่านสารคดีการท่องเทยี่ ว.” เที่ยวรอบโลก. 45, 4 (เมษายน 2540) : 36-40.
7. ตวั อยำ่ งกำรเขียนบรรณำนุกรมจำกบทควำมในสำรำนุกรม
ช่อื ผู้เขียนบทความ, “ชื่อบทความ,” ชือ่ สารานกุ รม เล่มท่.ี (ปีทพ่ี มิ พ)์ : เลขหนา้ ท่อี ้างองิ .
วิชำพืน้ ฐำนกำรดำรงชีวติ ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี 5 ภำคเรยี นที่ 1 - 2
จดุ ประสงคก์ ำร เนอ้ื เรือ่ ง สง่ิ ทนี่ ักเรยี นไดร้ บั ส่งิ ที่นักเรยี นนำไปใช้ใน หมำยเหตุ
เรยี นรู้ ชีวิตประจำวัน
1.ความหมาย และ มีความรเู้ กี่ยวกบั
1. สามารถนา ความสาคญั ของบ้าน ครอบครัว กฎหมาย สามารถปรับตวั ใหเ้ ข้ากับ
ความรู้เกี่ยวกับ 2.ความหมาย และ ครอบครัว การวางตัว บุคคลในครอบครัว และมี
บา้ นและ ความสาคญั ของ และการดแู ลทาความ ความรู้ ความเข้าใจ
ครอบครวั ไปใช้ ครอบครัว เข้าใจ ความ สมั พันธ์กับ เกี่ยวกับงาน คหกรรม
ในชีวติ ประจาวนั กฎหมายครอบครัว การ บคุ คลในครอบครวั รจู้ กั สามารถปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ ง
ได้ วางตวั และการดูแลทา เข้าใจ และปรบั ตัวได้กับ เขา้ ใจ
ความเข้าใจ บคุ คลในครอบครวั ทุกวัย
2. รู้จกั วางแผน ความสัมพนั ธ์กับบุคคล มีความรเู้ กี่ยวกบั งาน วางแผนการเงนิ ของตนเอง
การใชจ้ า่ ยเงิน ในครอบครวั คหกรรม ของครอบครัว และมี
ภายในครอบครวั 3.มีความร้เู กยี่ วกบั งาน ความรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกับ
ได้อยา่ งเหมาะสม บ้านหรืองานคหกรรม มีความรคู้ วามเขา้ ใจ งานธุรกิจเบ้อื งต้น สามรถ
1.ความหมายของการ เกยี่ วกับการวางแผน บริหารจดั การได้
3. สามารถ วางแผน ความหมายของ และมคี วามรู้ความเข้าใจ
ประดษิ ฐ์ช้นิ งาน การวางแผนใชจ้ ่ายเงนิ เก่ยี วกบั งานธุรกจิ นาส่ิงประดษิ ฐ์ไปใช้
จากสิ่งของต่างๆ 2.วิธีการวางแผนใช้ เบ้ืองตน้ ประโยชนใ์ นบา้ นได้
เพื่อใหเ้ กดิ จา่ ยเงินของตนเอง และ
ประโยชนใ์ ชส้ อย เพ่อื ครอบครวั พร้อมทง้ั นกั เรียนมคี วามรู้ ความ
ได้ นาไปใช้วางแผนการทา เข้าใจ และสามารถ
ธรุ กจิ ประดษิ ฐ์ชิ้นงานตาม
3.ความรู้เกยี่ วกับธรุ กจิ ความสนใจจากวสั ดุใหม่
เบื้องตน้ หรือวสั ดเุ หลือใช้ไดต้ าม
1.ความหมาย ความต้องการ
ความสาคญั ของงาน
ประดษิ ฐ์ นกั เรียน
สามารถประดษิ ฐช์ ้นิ งาน
ตามความสนใจจากวสั ดุ
ใหม่ หรอื วัสดเุ หลือใช้
จดุ ประสงค์กำร เนือ้ เรือ่ ง สิ่งทีน่ ักเรียนไดร้ บั สง่ิ ท่นี ักเรียนนำไปใช้ใน หมำยเหตุ
เรียนรู้ ชีวติ ประจำวนั
ความหมาย และ 1.มคี วามรู้ความเขา้ ใจ
4. สามารถนา ความสาคญั ของงานชา่ ง เกยี่ วกบั ความหมาย และ สามารถซื้อหา นาไปใช้
ความรเู้ กยี่ วกบั และเคร่อื งมอื ชา่ ง ความสาคญั ของงานชา่ ง และเก็บรักษาเคร่ืองมอื
งานชา่ งไปใชใ้ น เบอ้ื งตน้ ที่ควรมไี ว้ใช้ใน 2.เครอื่ งมอื ช่างเบอื้ งต้นท่ี ช่างเบ้อื งตน้ ได้ตรงกบั งาน
ชีวิตประจาวนั ได้ บ้าน การดูแลรักษา ควรมไี วใ้ ชใ้ นบา้ น การ ชา่ งต่างๆ
เคร่ืองมอื ดแู ลรกั ษาเคร่อื งมอื
5. สามารถนา 1.ความหมาย และ 1.มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ สามรถจัดการเก่ยี วกบั งาน
ความรู้เกี่ยวกับ ความสาคญั ของงาน ความหมาย และ เกษตรภายในบา้ นให้
การทางานให้ เกษตร ความสาคญั ของงาน เหมาะสมกับสภาพของ
สัมพันธก์ ับงาน 2.นกั เรยี นสามารถ เกษตร บา้ น และให้สมั พันธก์ ับ
เกษตรและงาน ปฏิบตั เิ กยี่ วกบั งาน 2.นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ิ งานอื่นๆได้
อื่นๆได้ เกษตรภายในบ้านตาม เกี่ยวกับงานเกษตร
ความสนใจ เชน่ สวน ภายในบ้านตามความ
ครวั สวนหย่อม สวน สนใจ เชน่ สวนครวั
ถาด สวนแก้วเป็นตน้ สวนหยอ่ ม สวนถาด สวน
เพอ่ื ประโยชนต์ า่ งๆตาม แก้วเปน็ ต้นเพ่ือประโยชน์
ความเหมาะสมของ ต่างๆตามความเหมาะสม
สถานท่แี ละความ ของสถานทแ่ี ละความ
ต้องการใช้ประโยชน์ ตอ้ งการใชป้ ระโยชน์
เคร่อื งมอื ชา่ งเบอ้ื งตน้ ท่ี 3.เคร่อื งมือชา่ งเบื้องตน้ ท่ี
ควรมีไวใ้ ช้ในบ้าน การ ควรมีไวใ้ ชใ้ นบา้ น และ
ดูแลรกั ษาเคร่อื งมอื การดแู ลรกั ษาเครื่องมือ
รำยวชิ ำ วิทยำกำรเกษตร ระดับชัน้ มธั ยมศึกษำปีท่ี 5
หนว่ ย เนอ้ื หำ กำรเช่ือมโยงนำไปใช้ กำรบรู ณกำรกบั โครงงำน
ท่ี
1 1 ความหมายและความสาคัญ 1. เห็นคณุ คา่ และประโยชนข์ อง การบรู ณการกบั งานสวน
ของการปลูกพชื พชื พฤกษศาสตร์
2. สามารถแยกประเภทของพืช
2 2. การจาแนกพชื แต่ละชนดิ ในชวี ิตประจาวนั ได้ โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษา
3. เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการผลิตพืช 3. สามารถเลือกใช้เครื่องมือให้
4. ปจั จัยในการเจรญิ เติบโตของ เหมาะสมกบั งานแตล่ ะประเภท
พืช. 4. สามารถเลือกพชื ท่จี ะนามา
5. การขยายพนั ธุ์พชื ปลกู ในแตล่ ะสภาพแวดล้อมได้
5.สามารถเลอื กใชว้ ธิ กี าร
6. การปลกู และการดแู ลพืช ขยายพนั ธ์ุพชื มาใชใ้ น
ชีวิตประจาวัน
7. การจดั การผลผลติ และการ 6. สามารถปลูกและดูแลพชื ใน
จาหน่ายผลผลิต ชีวติ ประจาวนั ได้ เชน่ ไมด้ อก
พืชผกั สวนครัว
3 การผลิตสตั ว์ 7. เขา้ ใจวธิ ีการจดั การผลผลิต
4 การอนรุ ักษท์ รัพยากรและ และสามารถเลือกซื้อผลผลติ
ทางการเกษตรมาบรโิ ภคใน
พลงั งาน ชีวิตประจาวันได้
รำยวิชำ พรรณพชื กับคณุ ภำพชีวติ ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 4 ภำคเรียนท่ี 1-2
จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้ เน้ือเร่ือง สิง่ ทีน่ กั เรียนได้รบั ส่งิ ทน่ี กั เรยี นนำไปใช้
ในชวี ติ ประจำวนั
1. อธิบาย ความหมาย ความหมาย ความสาคญั ของ เห็นความสาคัญของพชื นักเรยี นนาความสาคญั ของพืช
ไปใช้ประโยชน์
ความสาคญั ของพรรณพืชกับ พรรณพชื กับคณุ ภาพชวี ิต
คุณภาพชีวิต
2.อธิบายและจาแนก จาแนกประเภทพรรณพืช รู้ชอ่ื รู้จัก ร้ลู กั ษณะของพชื นักเรยี นสามารถเขยี นชือ่
ประเภทพรรณพชื ได้ วทิ ยาศาสตรไ์ ดถ้ ูกต้อง
3.อธิบายถึงโครงสรา้ ง โครงสรา้ งภายนอกของพชื รจู้ กั สังเกตลกั ษณะความ นกั เรยี นอธิบายลักษณะของ
ภายนอกของพชื ได้ เหมอื นและความตา่ งของพชื สว่ นตา่ งๆของพชื ได้
4. อธบิ ายประโยชนแ์ ละ หลกั การใชส้ มนุ ไพรจากพชื รูก้ ารใช้ประโยชน์และหลักการ นักเรียนเลอื กใชส้ มนุ ไพรใน
หลกั การใชส้ มุนไพรจากพชื ใช้สมุนไพรจากพชื ชีวติ ประจาวนั ไดถ้ ูกต้อง
และนาภมู ปิ ัญญาชาวบา้ นมา
ประยกุ ต์ใช้ตามสรรพคณุ ของ
พรรณพชื ได้
5.อธบิ ายการอนรุ กั ษ์ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช รคู้ วามเป็นมาของโครงการ นกั เรยี นมจี ติ สานกึ ในการ
อนุรักษ์พนั ธุกรรมพืชอัน อนุรักษ์พันธกุ รรมพชื และนา
พันธุกรรมพืช และโครงการ อันเนอื่ งมาจากพระราชดารไิ ด้ เนื่องมาจากพระราชดารไิ ด้ พืชไปใชอ้ ย่างมีคณุ ค่า
อนุรกั ษ์พนั ธกุ รรมพชื อัน
เนือ่ งมาจากพระราชดารไิ ด้
6.อธบิ ายวิธีการศกึ ษาข้อมลู วิธกี ารศกึ ษาข้อมูลและเกบ็ รจู้ กั เกบ็ ตวั อยา่ งพรรณพชื นกั เรียนสามารถจดั เก็บข้อมลู
ได้อย่างมีขั้นตอน
และเกบ็ ตวั อย่างพรรณพืชได้ ตวั อย่างพรรณพืชได้
7.อธิบายการเขียนโครงงาน การเขยี นโครงงาน การค้นคว้า รู้จกั สบื ค้น และวเิ คราะห์ นักเรียนสามารถทาผลติ ภณั ฑ์
การค้นควา้ ขอ้ มลู การ ข้อมูล การวิเคราะหข์ ้อมลู ขอ้ มูล จนนามาศึกษาทดลอง ตา่ งๆทใ่ี ช้ในชวี ติ ประจาวัน ได้
วิเคราะหข์ ้อมูล ศึกษา ศกึ ษาทดลองใช้ และนาเสนอ ใช้ ด้วยตนเอง
ทดลองใช้ และนาเสนอ ผลงานในรูปแบบตา่ งๆ
ผลงานในรปู แบบต่างๆ
รำยวชิ ำ กำรเขยี นโปรแกรม 1
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี และเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ เพ่ิมเตมิ
รหัสวชิ า ง30221
รายวชิ า การเขยี นโปรแกรม 1 เวลา 40 ช่วั โมง
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษาภาษาคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม เครื่องมือการออก
แบบโปรแกรม ประเภทของข้อมูลและตัวดาเนินการ โครงสร้างของภาษาคอมพิวเตอร์ การควบคุมแบบเลือก
การควบคมุ แบบวนซ้าและฟังก์ชันประเภทต่าง ๆ
โดยใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างเป็นระบบ การอภิปราย ความคิด
สร้างสรรค์การฝึกปฏิบัติ การช่วยเหลือผู้อื่น การแสวงหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล เพื่อให้เกิดความรู้ ควา ม
เข้าใจและสามารถปฏิบตั ิ วิเคราะห์โจทย์ปญั หาและเขียนโปรแกรมแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้อยา่ ง
สร้างสรรค์ มีความขยัน อดทน มุ่งม่ันในการทางานให้สาเร็จอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสานึกและใช้
ทรพั ยากรได้อยา่ งคุม้ ค่า
รำยวชิ ำ กำรเขยี นโปรแกรม 2
กลุม่ สาระการเรียนรูก้ ารงานอาชพี และเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ เพมิ่ เติม
รหสั วชิ า ง30222
รายวชิ า การเขยี นโปรแกรม 2 เวลา 40 ชั่วโมง
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 จานวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาฟังก์ชันและแบบของตัวแปร ตัวแปรแถวลาดับหลายมิติ พอยน์เตอร์ ข้อมูลเชิงโครงสร้าง
แฟ้มข้อมลู โครงงานและการนาเสนอโครงงานโดยใช้กระบวนการกลุ่ม การอภิปราย กจิ กรรมเรียนดีมสี ุข การ
ช่วยเหลือซึ่งกนั และกนั ความสามัคคี การคดิ อยา่ งเป็นระบบ การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ การคน้ พบด้วยตนเอง
ความคิดสร้างสรรค์ การสืบค้นและการแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การปฏิบัติโครงงาน
และนาเสนอโครงงาน เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติสร้างโครงงานและนาเสนอโครงงาน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการบูรณการความรู้ ความคดิ อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ มีความขยัน อดทน
มีความมุ่งม่ันในการทางานให้สาเร็จ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม รู้จักช่วยเหลือผู้อ่ืน มีความ
ภาคภูมใิ จในตนเอง มีจติ สานึกทีด่ ีและใช้ทรพั ยากรท่ีมอี ยู่ให้เกดิ ประโยชน์สูงสดุ
ขอ้ แนะนำในกำรเตรียมควำมพร้อมสำหรบั กำรเรยี น
คำแนะนำในกำรเรยี น
สิ่งท่ีจะช่วยให้นักเรียนเรียนวิชาการเขียนโปรแกรมได้ดีและง่าย คือ นักเรียนต้องคิดวิเคราะห์เก่ง
คิดอย่างเป็นระบบทีเ่ ปน็ ขัน้ ตอนท่สี ามารถปฏิบตั งิ านได
สิ่งท่ีเป็นปัญหากับการเรียนวิชานี้คือ นักเรียนไม่ต้ังใจเรียนและไม่ไปทาแบบฝึกหัดด้วยตนเอง
ทาใหเ้ รยี นร้เู นือ้ หาขน้ั ตอ่ ๆไป ไมเ่ ขา้ ใจ เพราะเป็นวชิ าท่ตี ้องใชท้ ักษะในการฝกึ ปฏบิ ัติ ทกั ษะการคดิ แก้ปัญหา
อย่างเป็นระบบ รวมทั้งภาษาที่ใช้ในการส่ือสารกับคอมพิวเตอร์ก็เป็นภาษาท่ีนักเรียนยังไม่รู้มาก่อน ทาให้
นักเรียนตามบทเรียนไม่ทัน ไม่สามารถาทาแบบฝึกหัดขั้นต่อ ๆ ไปด้วยตนเองได้ นักเรียนจึงอาจเกิด
ความเครยี ดในการเรยี นเพราะเรมิ่ เรยี นไม่เขา้ ใจ วิธีการแก้ปัญหา คือนกั เรยี นต้องต้ังใจเรยี นและทาแบบฝึกหัด
ด้วยตนเองทุกคร้ัง จนเม่ือนักเรียนเข้าใจและมีทักษะในการปฏิบัติในระดับหนึ่ง นักเรียนจะสามารถต่อยอด
ความรู้ได้ด้วยตนเอง นักเรียนจะสามารถทาโครงงานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างสร้างสรรค์ตามท่ี
ต้องการ นักเรียนจะเกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง นอกจากน้ีสิ่งที่จะ
ปลูกฝังในตัวนักเรียนคือ การคิดวิเคราะห์งานอย่างเป็นระบบ สามารถคิดแก้ปัญหาได้ตั้งแต่เริ่มจนจบอย่างมี
ขนั้ ตอนทส่ี มารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสงู สดุ
ตวั อย่ำงข้อสอบ ง 30221 กำรเขียนโปรแกรม 1
คำส่งั ขอ้ สอบมีท้งั หมด 2 ข้อ ข้อละ 10 คะแนน
ให้นักเรยี นเขียนผงั งาน (Flowchart) และลงรหสั โปรแกรมดว้ ยภาษา C
1. เขยี นโปรแกรมรบั ตวั เลขจานวนเตม็ (N) จาก Keyboard และพิมพต์ ัวเลขแต่ละตวั เร่ิมจากตัวสดุ ท้าย
จนถึงตวั แรกของ N เป็นคาๆ เชน่ 0:Zero, 1:One, 2:Two, 3:Three, 4:Four, 5:Five, 6:Six, 7:Seven,
8:Eight, 9:Nine โดยใชค้ าสง่ั switch และ do-while แนะนา การหาตวั เลขตวั สุดท้ายของเลขจานวนเตม็
ใด
ตวั อยา่ ง INPUT 294 ตวั อย่าง INPUT 120
OUTPUT 4: Four OUTPUT 0 : Zero
9: Nine 2 : Two
2:Two 1 : One
2. เขียนโปรแกรมรับคา่ N จากคยี ์บอร์ด และแสดงการพิมพ์ตารางการคานวณค่า n, n2 และ n4 เม่อื n =
1, 2, 3, … , N
ตวั อย่าง INPUT : 4
OUTPUT ---------------------------------------------
n n^2 n^4
---------------------------------------------
111
2 4 16
3 9 81
4 16 256
ตวั อยำ่ งข้อสอบ ง 30222 กำรเขยี นโปรแกรม 2
คำสั่ง ข้อสอบมีทง้ั หมด 2 ข้อ ขอ้ ละ 10 คะแนน
ใหน้ ักเรยี นเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C ตั้งชอื่ แฟ้มข้อมูล testone.c และ testtwo.c ตามลาดบั
1. จงเขยี นโปรแกรมกาหนดรปู แบบข้อมลู เป็นข้อมูลชนดิ โครงสรา้ งท่ีประกอบดว้ ย
- เลขประจาตัว - ชอ่ื - นามสกลุ -
- เกรดวิชาคณิตศาสตร์ - เกรดวิชาชวี ทิ ยา - เกรดวชิ าเคมี
- เกรดวชิ าฟสิ ิกส์ - เกรดวชิ าคอมพิวเตอร์
โดยกาหนดให้แต่ละวชิ ามีจานวน 2 หน่วยกิต แล้วให้รับข้อมูลเข้าไปเก็บไว้จานวนกี่คนก็ได้แลว้ แต่
ผใู้ ช้โปรแกรมกาหนด(ไมเ่ กิน 50 คน) จากนน้ั ให้คานวณหาเกรดเฉลี่ยของแต่ละคนพร้อมท้ังแสดงผล
ขอ้ มลู ของแต่ละคน ว่าได้เกรดแตล่ ะวิชาและเกรดเฉลย่ี เทา่ ใด
1. จงเขยี นฟังก์ชันเปลย่ี นจากองศา C(Celsius) เป็น F(Fahrenheit) มีสูตรดังนี้ F = (9/5) C +32
ดงั นี้
ตวั อย่าง Input CTOF(100)
Output 212 F
กำรสมัครสอบคัดเลือกเพื่อเข้ำค่ำยของศูนย์ส่งเสริ มโอลิมปิกวิชำกำรและพัฒนำมำตรฐำน
วิทยำศำสตร์ศึกษำในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้ำพ่ีนำงเธอเจ้ำฟ้ำกัลยำณิวัฒนำ กรมหลวงนรำธิวำสรำช
นครินทร์ (สอวน.) สำขำวิชำ คอมพวิ เตอร์
สาหรบั นกั เรียนที่สนใจสมัครสอบเข้าแข่งขัน วิชา คอมพิวเตอร์ ของศนู ยส์ ง่ เสรมิ โอลมิ ปิกวิชาการและ
พัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง
นราธวิ าสราชนครินทร์ (สอวน.) เพ่อื เป็นผ้แู ทนประเทศไปแขง่ ขนั ระหว่างประเทศ ทางกลุม่ สาระการงานอาชีพ
และเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้เปิดรับสมัคนักเรียนท่ีสนใจในภาคเรียนท่ี 1 ซ่ึงจะประกาศรับ
สมัครผ่านทาง INTERCOM ของโรงเรียน และได้จัดให้มีการสอนเสริมให้ในช่วงตอนเย็นหลังเลิกเรียน เวลา
16.00 – 18.00 น. ณ ห้องปฏิบัติคอมพิวเตอร์ช้ัน1 ตึก 9 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยรุ่นพี่ที่มี
ประสบการณ์ในการแขง่ ขันระดบั ชาติและระดับระหว่างประเทศมาแล้ว
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศท่ี 2
แนวทางการเรียนในโรงเรียนเตรยี มอดุ มศึกษาในระยะเวลา 3 ปี
แนวทางการเรียนภาษาต่างประเทศท่ี 2 มุ่งเน้นการเรียนภาษาและวัฒนธรรมของภาษาตลอดจนภูมิ
ปัญญา ท้องถ่ินของเจ้าของภาษา รวมท้ังการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสารเพื่อติดต่อสื่อสารกันอย่างเข้าใจท้ังภาษา
และวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจึงวางแนวทางการเรียนภาษาต่างประเทศท่ี ให้
ผู้เรียนมีโอกาสเลือกเรียน ภาษาฝร่ังเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาสเปน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน และภาษาเกาหลี
ตามความถนัด ความสนใจ และศักยภาพของตน เพราะภาษาเป็นเครื่องมือของการแสวงหาความรู้ที่
หลากหลาย รวมถึงวิทยาการของศาสตร์ ทุกสาขา อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโลกทัศน์กวา้ งไกล มีความ
รอบรู้ทั้งโลกตะวันออก และตะวันตก โดยผ่านการเรียนรู้ภาษา ความคิด รวมถึงวัฒนธรรมของโลกทั้งสองฝั่ง
และเป็นการสรา้ งบรรยากาศ ทางวิชาการที่หลากหลาย
สิง่ ทผี่ ูเ้ รียนควรปฏบิ ัติตามเพือ่ วางแนวทางการเรียนภาษาตา่ งประเทศที่ 2
ในชว่ งเวลา 3 ปี ตั้งแต่ระดับมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 – 6
ระดบั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 : ระยะเร่ิมตน้ พ้ืนฐาน
1. ผู้เรียนควรสร้างทัศนคตทิ ี่ดตี อ่ การเรียนภาษาต่างประเทศที่ 2 โดยศึกษาประโยชนข์ องการเรยี น
และตงั้ เปา้ หมายในการเรียน เพอ่ื นาไปใช้ในการสอ่ื สาร
2. ผ้เู รียนควรมคี วามม่งุ ม่ันในการฝกึ ฝนทักษะทงั้ 4 คอื การฟัง พดู อา่ น เขียน เบอื้ งตน้ โดยเน้น
การฟัง และพูด เนื่องจากการเรียนรภู้ าษาต้องมกี ารฝึกฝนอย่างสมา่ เสมอ เพอื่ ใหเ้ กิดทักษะและ
ความชานาญในการนาไปใช้ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง และการฝกึ ฝนเบ้ืองตน้ ท่ีถูกต้องและมปี ระสิทธิภาพ
เป็นสง่ิ สาคญั อยา่ งยิ่ง
ระดบั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 : ระยะก้าวหน้า
1. ผู้เรยี นควรหมั่นทบทวนคาศัพท์ สานวน ไวยากรณ์ ความรู้ดา้ นวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา และ
พฒั นาทกั ษะการฟัง พูด อา่ น เขียน ใหม้ ีประสิทธิภาพมากข้ึน
2. ผู้เรยี นควรรู้จักคน้ ควา้ และเรียนรูด้ ว้ ยตนเองจากแหลง่ เรยี นรทู้ ห่ี ลากหลาย ทงั้ หนังสอื เสริมความรู้
นอกเหนือแบบเรียน และแหล่งความรู้จากเวบ็ ไซต์ อกี ทัง้ สามารถเป็นผูน้ าการจัดกจิ กรรมสง่ เสริม
การเรียนรทู้ ่หี ลากหลายได้
ระดบั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 : ระยะต่อยอด
1. ผู้เรียนควรมีทักษะภาษาที่มีความชานาญและพร้อมใช้ความรู้ภาษาต่างประเทศที่ 2 เพ่ือเข้าสู่
กระบวนการคัดเลอื กบคุ คลเข้าศึกษาในสถาบนั อดุ มศึกษา
2. ผู้เรียนควรวางแผนต่อยอดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ 2 ให้เป็นผู้ที่มีความรู้และทักษ ะ
ภาษาต่างประเทศที่ 2 ตามมาตรฐานสากล ซ่ึงจะเป็นโอกาสท่ีดีในการศึกษาระดับสูงขึ้นและการ
ประกอบอาชีพในอนาคต
กจิ กรรมสง่ เสริมความเปน็ เลิศทางวิชาการ
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่อื พฒั นาผูเ้ รียนใหม้ คี วามรูด้ ้านวิชาการในระดบั มาตรฐานสากล
2. เพือ่ พัฒนาผเู้ รียนใหส้ ามารถสอบเข้าเรยี นตอ่ ในระดับอุดมศึกษา
3. เพ่อื พัฒนาศักยภาพผู้เรยี นในด้านวิชาการเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม/การแข่งขันภายนอกโรงเรยี น
4. เพ่อื พัฒนาศกั ยภาพผูเ้ รยี นเพ่อื เขา้ ร่วมการแข่งขนั โอลิมปกิ วิชาการระดับประเทศและระหวา่ ง
ประเทศ
5. เพอ่ื พฒั นาศกั ยภาพผู้เรียนเพือ่ สอบชิงทุนการศึกษา
กิจกรรมส่งเสรมิ ความเป็นเลิศทางวิชาการทีโ่ ดดเดน่
1. การแขง่ ขันภาษาเยอรมันโอลมิ ปกิ วชิ าการระดบั ประเทศและระหว่างประเทศ
2. การแข่งขนั ทกั ษะภาษาฝร่งั เศส เยอรมนั ญ่ปี ุ่น จนี เกาหลี ในงานศิลปหัตกรรม
นกั เรียน
3. การแข่งขนั เพชรยอดมงกุฎภาษาญปี่ นุ่ ภาษาจีน
4. การสอบวัดระดับความรแู้ ละทักษะภาษาทง้ั 6 ภาษา
ภาษาฝร่ังเศส (DELF) ระดบั A1, A2 และ B1
ภาษาเยอรมัน (Fit in Deutsch) ระดับ A1, A2 และ B1
ภาษาสเปน (DELE) ระดับ A1, A2 และ B1
ภาษาญีป่ ุ่น (JLPT) ระดับ N3-N5
ภาษาจีน (HSK) ระดับ 1-5
ภาษาเกาหลี (TOPIK) ระดับ 1-6
5. การแข่งขันทักษะภาษาต่างๆ จัดโดย สถาบนั สมาคม และหนว่ ยงานภายนอก