9. กวีทา่ นใดนาเร่ืองสามญั ชนมาเขียน โดยใชค้ าราชาศพั ทเ์ หมอื นกษัตรยิ ์
1. คุณพมุ่ 2. คุณสวุ รรณ
3. พระมหามนตรี (ทรพั ย)์ 4. หมืน่ พรหมสมพัตสร (นายมี)
10. วรรณคดีเรอื่ งใดมีลกั ษณะการแตง่ แตกตา่ งจากข้ออ่ืน
1. มณีพิชัย 2. อุณรทุ รอ้ ยเรอ่ื ง
3. พระอภัยมณี 4. อภยั นรุ าช
เฉลย 1. (1) 2. (3) 3. (2) 4. (3) 5. (1) 6. (3) 7. (3) 8. (4) 9. (3)
10. (3)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวขอ้ สอบรำยวชิ ำหลกั ภำษำไทย – กำรเขียน
1. ข้อใดประสมสระหลัง
1. ตะโพน 2. ฆ้องวง 3. จะเข้ 4. ระนาด
2. คาบาลใี นขอ้ ใด ไม่ มีการตัดตวั สะกดออกไป
1. รัฐ 2. ยตุ ิ 3. มติ ิ 4. กัป
3. ขอ้ ใดเป็นคาลงอปุ สรรค (เติมหน่วยเสยี งหนา้ ศัพท)์ แบบเขมร
1. บารงุ 2. บาเพญ็ 3. บาราศ 4. บาเรอ
4. ข้อใดเปน็ รปู ประโยคกรรตุ (เน้นประธาน)
1. ปรากฏเหตกุ ารณป์ ระหลาดขน้ึ บรเิ วณสแ่ี ยกน้บี ่อยๆ
2. โรงเรียนของเรามีเนื้อท่ีรวมท้ังส้ิน 80 ไร่เศษ
3. หนังสือเลม่ นี้เขยี นขนึ้ เม่อื ปี พ.ศ. 2493
4. ขา้ วในนาต้องดาใหเ้ สรจ็ กอ่ นฤดฝู น
5. ข้อความตอ่ ไปน้ีประกอบดว้ ยประโยคชนดิ ใด
“สนุ ทรภเู่ ป็นสามัญชนคนธรรมดาท่ีมพี รสวรรคแ์ ละความสามารถในการแต่งกลอนทาให้ไดเ้ ปน็ กวสี าคัญ
คน หนึง่ ของชาติไทย”
1. ความรวมแบบเหตผุ ลและความซอ้ นคณุ านปุ ระโยค
2. ความรวมแบบขดั แย้งและความซอ้ นวิเศษณานปุ ระโยค
3. ความรวมแบบคล้อยตามและความซอ้ นนามานุประโยค
4. ความรวมแบบเลือกเอาอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงและความเดียว
6. คาใด มไิ ด้ เขยี นผดิ จากการอิงแนวเทยี บผิด
1. ผาสขุ 2. มคั ทายก 3. เผลอเรอ 4. เบีย้ ใบ้รายทาง
7. ข้อใดใชร้ าชาศพั ท์ผดิ
1. พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงโปรดการดนตรี โดยเฉพาะอย่างย่งิ ดนตรีแจ๊ส
2. สมเดจ็ พระสงั ฆราชประทานพระวโรกาสใหป้ ระชาชนเข้าเฝา้ ในวนั คลา้ ยวนั ประสตู ิ
3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารเี สดจ็ ฯ ไปทอดพระเนตรการแสดงดนตรไี ทย
ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
4. ประชาชนไปร่วมงานพระราชพธิ พี ระราชทานเพลงิ พระศพสมเดจ็ พระเจ้าพน่ี างเธอ เจ้าฟา้ กัลยา
ณิวฒั นากรมหลวงนราธวิ าสราชนครินทร์
8. ประโยคใดมีความหมายครบตามประโยคขนาดส้นั ท่กี าหนด
“สามารถเป็นวิศวกร, สามารถทางานทโี่ รงงานนี,้ สามารถเปน็ เพื่อนกบั พชี่ ายฉนั ”
1. สามารถเปน็ เพ่อื นกับพช่ี ายฉันซง่ึ เป็นวศิ วกรทท่ี างานโรงงานน้ี
2. สามารถซ่งึ เป็นวิศวกรทที่ างานโรงงานนีเ้ ป็นเพอ่ื นกบั พ่ีชายฉนั
3. สามารถซงึ่ ทางานโรงงานนี้เป็นเพอ่ื นกับวิศวกรท่เี ป็นพช่ี ายฉนั
4. สามารถซงึ่ เปน็ เพอื่ นกบั วิศวกรทที่ างานโรงงานนเี้ ปน็ พ่ชี ายฉัน
9. คาใดแปลความหมายวา่ “ห่วงหน้าห่วงหลัง”
1. พะรุงพะรัง 2. พะว้าพะวงั
3. พะวกั พะวน 4. พะอืดพะอม
เฉลย 1. (2) 2. (3) 3. (2) 4. (2) 5. (1) 6. (4) 7. (1) 8. (2) 9. (2)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน
ทุกแผนการเรียนโดยแยกเป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานตามการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวช้ีวัด
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560 ) ท่ีกาหนดให้เป็นรายวิชาพน้ื ฐานมี 4 สาระดงั นี้
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
สาระที่ 3 วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ดาเนินการจัดหลักสูตรสอดคล้องกับสาระที่ 1 สาระที่ 2
และสาระที่ 3 เป็นรายวิชาพื้นฐาน ส่วนสาระท่ี 4 เทคโนโลยี เป็นสาระที่สอดคล้อง เชื่อมโยงกับมาตรฐาน
การเรียนรู้ และตัวช้ีวัดสาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี และสาระท่ี 3 เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสาร ซึ่งเป็นสาระพื้นฐานของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงได้ประสานงาน
กับกลุม่ สาระการเรยี นรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยเี พื่อบรู ณาการหลักสตู ร ในรายวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศ
สาหรับสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม คือ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์
และอวกาศ เป็นการจัดตามผลการเรียนรู้ ซึ่งจัดตามความพร้อม จุดเน้น และความถนัดของนักเรียน
และสถานศกึ ษา โรงเรียนเตรียมอดุ มศึกษาจงึ จัดทาหลกั สูตร ใหม้ ีความยืดหยุ่นระหวา่ งช้ันปี
โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้
1. หลักสตู รสำหรับนักเรยี นกลุ่มสำระกำรเรียนรทู้ เี่ น้น วิทย์-คณิต แยกตำมระดบั ชั้นดงั นี้
1.1 ช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 4
1.1.1 สำระกำรเรียนรู้พื้นฐำน
ภาคเรียนท่ี 1 รายวิชาท่ีเรียน ว31101 วิทยาศาสตร์ 1 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หนว่ ยกิต
ภาคเรียนท่ี 2 รายวชิ าท่เี รยี น ว31102 วทิ ยาศาสตร์ 2 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกติ
1.1.2 สำระกำรเรียนรูเ้ พิม่ เตมิ
ภาคเรียนท่ี 1 รายวชิ าทเี่ รียน ว30201 ฟิสกิ ส์ 1 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
ว30221 เคมี 1 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1.5 หน่วยกติ
ว30241 ชวี วิทยา 1 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หนว่ ยกติ
นกั เรียนความสามารถพิเศษดา้ นวิทยาศาสตร์เรียนเพ่มิ เติมตามความสนใจ คือ
นกั เรยี นท่ีสนใจด้านสาขาฟิสกิ ส์ ลงทะเบียนเรียน
วิชาพัฒนาศักยภาพทางฟิสิกส์ 1 (ว30216) จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หน่วยกิต
นักเรียนท่ีสนใจดา้ นสาขาเคมี ลงทะเบียนเรยี น จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกิต
วชิ าพัฒนาศักยภาพทางเคมี 1 (ว30236)
นักเรียนที่สนใจด้านสาขาชีววทิ ยา ลงทะเบียนเรียน
วชิ าพัฒนาศกั ยภาพทางชวี วทิ ยา 1 (ว30256) จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกิต
นักเรยี นทีส่ นใจด้านโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ลงทะเบยี นเรียน
วชิ าพฒั นาศกั ยภาพทางโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1 (ว30294) จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
ภาคเรียนที่ 2 รายวิชาที่เรยี น ว30202 ฟสิ ิกส์ 2 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1.5 หน่วยกติ
ว30222 เคมี 2 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
ว30242 ชีววิทยา 2 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
นักเรียนความสามารถพเิ ศษด้านวิทยาศาสตร์เรยี นเพ่ิมเติมตามความสนใจ คอื
นักเรยี นทสี่ นใจดา้ นสาขาฟิสิกส์ ลงทะเบยี นเรียน
วิชาพัฒนาศกั ยภาพทางฟิสกิ ส์ 2 (ว30217) จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
นกั เรียนทส่ี นใจด้านสาขาเคมี ลงทะเบียนเรยี น
วชิ าพัฒนาศักยภาพทางเคมี 2 (ว30237) จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกิต
นกั เรียนที่สนใจดา้ นสาขาชีววทิ ยา ลงทะเบยี นเรียน จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หน่วยกิต
วชิ าพฒั นาศักยภาพทางชีววทิ ยา 2 (ว30257)
นักเรียนทีส่ นใจด้านโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ลงทะเบยี นเรยี น
วิชาพัฒนาศักยภาพทางโครงงานวิทยาศาสตร์ 2 (ว30295) จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หน่วยกติ
1.2 ชน้ั มัธยมศึกษำปีที่ 5
1.2.1 สำระกำรเรียนรพู้ นื้ ฐำน
ภาคเรียนที่ 1 รายวชิ าที่เรยี น ว32101 วทิ ยาศาสตร์ 3 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกติ
ภาคเรียนท่ี 2 รายวชิ าทเ่ี รยี น ว32102 วทิ ยาศาสตร์ 4 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
1.2.2 สำระกำรเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ
ภาคเรียนที่ 1 รายวิชาทเ่ี รยี น ว30203 ฟสิ กิ ส์ 3 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 2 หนว่ ยกติ
ว30223 เคมี 3 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
ว30243 ชวี วทิ ยา 3 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หน่วยกิต
ว30281 พ้ืนฐานเมแคนกิ ส์และหุน่ ยนต์ จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกติ
เฉพาะนกั เรียนกลุ่มวทิ ย์-คณิต(ประยกุ ต์) 1 หอ้ ง
นกั เรียนความสามารถพเิ ศษด้านวทิ ยาศาสตรเ์ รียนเพ่ิมเตมิ ตามความสนใจ คือ
นักเรยี นที่สนใจด้านสาขาฟิสิกส์ ลงทะเบียนเรยี น
วิชาพัฒนาศักยภาพทางฟิสิกส์ 3 (ว30218) จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกติ
นักเรยี นท่ีสนใจด้านสาขาเคมี ลงทะเบยี นเรียน จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หน่วยกิต
วิชาพฒั นาศักยภาพทางเคมี 3 (ว30238) จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หนว่ ยกติ
นกั เรียนทส่ี นใจดา้ นสาขาชวี วทิ ยา ลงทะเบียนเรียน
วชิ าพัฒนาศักยภาพทางชวี วิทยา 3 (ว30258)
นกั เรยี นที่สนใจด้านโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ลงทะเบียนเรยี น
วชิ าพฒั นาศกั ยภาพทางโครงงานวิทยาศาสตร์ 3 (ว30296) จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกติ
ภาคเรยี นที่ 2 รายวชิ าที่เรยี น ว30204 ฟสิ ิกส์ 4 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1.5 หนว่ ยกติ
ว30224 เคมี 4 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกติ
ว30244 ชีววทิ ยา 4 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1.5 หน่วยกติ
นกั เรียนความสามารถพเิ ศษด้านวิทยาศาสตรเ์ รยี นเพ่ิมเตมิ ตามความสนใจ คือ
นักเรยี นที่สนใจดา้ นสาขาฟิสิกส์ ลงทะเบยี นเรยี น
วิชาพัฒนาศกั ยภาพทางฟิสิกส์ 4 (ว30219) จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
นักเรียนที่สนใจด้านสาขาเคมี ลงทะเบยี นเรียน จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกิต
วชิ าพฒั นาศกั ยภาพทางเคมี 4 (ว30239)
นกั เรียนที่สนใจดา้ นสาขาชีววิทยา ลงทะเบียนเรยี น
วิชาพัฒนาศักยภาพทางชวี วิทยา 4 (ว30259) จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หน่วยกติ
นกั เรียนทีส่ นใจด้านโครงงานวิทยาศาสตร์ ลงทะเบยี นเรยี น
วชิ าพฒั นาศักยภาพทางโครงงานวิทยาศาสตร์ 4 (ว30297) จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
1.3 ชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี 6
1.3.1 สำระกำรเรยี นรูพ้ ้นื ฐำน
ภาคเรยี นที่ 1 รายวิชาทเี่ รยี น ว33101 วทิ ยาศาสตร์ 5 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกติ
ภาคเรยี นท่ี 2 รายวชิ าทเ่ี รยี น ว33102 วิทยาศาสตร์ 6 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
1.3.2 สำระกำรเรียนรู้เพม่ิ เติม
ภาคเรียนที่ 1 รายวชิ าที่เรียน ว30205 ฟิสกิ ส์ 5 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 2 หนว่ ยกิต
ว30225 เคมี 5 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1.5 หน่วยกติ
ว30245 ชีววทิ ยา 5 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1.5 หน่วยกติ
ภาคเรยี นท่ี 2 รายวิชาทเ่ี รยี น ว30206 ฟสิ กิ ส์ 6 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 2 หน่วยกติ
ว30226 เคมี 6 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1.5 หน่วยกิต
ว30246 ชวี วิทยา 6 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1.5 หน่วยกิต
2. หลกั สตู รสาหรบั นักเรียนกลุม่ สาระการเรยี นรู้ทีเ่ น้น ภาษา-คณติ และ ภาษา-ภาษา แยกตามระดับช้นั ดังน้ี
2.1 ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ่ี 4
2.1.1 สำระกำรเรียนรพู้ น้ื ฐำน
ภาคเรยี นท่ี 1 รายวิชาทเ่ี รยี น ว31101 วิทยาศาสตร์ 1 จานวนหน่วยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกิต
ภาคเรยี นที่ 2 รายวิชาทเ่ี รียน ว31102 วทิ ยาศาสตร์ 2 จานวนหน่วยการเรียนรู้ 1 หน่วยกิต
2.2 ชั้นมธั ยมศกึ ษำปีท่ี 5
2.2.1 สำระกำรเรยี นรพู้ นื้ ฐำน
ภาคเรียนที่ 1 รายวชิ าที่เรียน ว32101 วทิ ยาศาสตร์ 3 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หนว่ ยกิต
ภาคเรียนท่ี 2 รายวชิ าทเ่ี รียน ว32102 วทิ ยาศาสตร์ 4 จานวนหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยกติ
2.3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 6
2.3.1 สำระกำรเรยี นรู้พืน้ ฐำน
ภาคเรยี นที่ 1 รายวิชาท่ีเรยี น ว33101 วทิ ยาศาสตร์ 5 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หนว่ ยกติ
ภาคเรียนที่ 2 รายวชิ าทเี่ รยี น ว33102 วทิ ยาศาสตร์ 6 จานวนหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หนว่ ยกติ
กำรเตรยี มควำมพร้อมสำหรับกำรเรยี นวิชำวิทยำศำสตร์พ้นื ฐำน
ในโรงเรียนเตรยี มอดุ มศึกษำ
วิชาวิทยาศาสตรพ์ ืน้ ฐานเปน็ การจดั หลกั สูตรสาหรับนกั เรียนทุกคน ทุกระดับชน้ั ทงั้ สายวิทย์-คณิต
สายภาษา-คณิต และ สายภาษา-ภาษา ประกอบด้วยรายวิชา
ว 31101 วิทยาศาสตร์ 1, ว 31102 วทิ ยาศาสตร์ 2, ว 32101 วิทยาศาสตร์ 3, ว 32102
วิทยาศาสตร์ 4, ว 33101 วิทยาศาสตร์ 5, ว 33102 และ วิทยาศาสตร์ 6
ตามรายละเอียดหลักสตู รดังน้ี
ช่อื รำยวชิ ำ เนอื้ หำสำระ ควำมรพู้ น้ื ฐำน รปู แบบกำรประเมิน
ม4 หน่วยท่ี 1 กำรเคลอ่ื นท่ี - ความรูเ้ รือ่ งเวกเตอรแ์ ละ 1. การประเมนิ ผลก่อน
ภำคเรยี นท่ี 1 การเคลือ่ นท่ีแนวตรง สเกลาร์ สอบกลางภาคเรียน
ว 31101 - คานิยามของความเรว็ (20 คะแนน)
วทิ ยาศาสตร์ 1 1.1 อัตราเรว็ และความเร็ว ความเรง่ ประกอบด้วยเร่ืองการ
1.2 ความเร่ง - ความสมั พันธ์และความ เคลอื่ นทีใ่ นแนวตรง และ
1.3 แรงจากสนามโนม้ ถ่วง เชือ่ มโยงของตวั แปร เซลล์ การลาเลียงสารผ่าน
1.4 แรงในนวิ เคลยี ส ท่ีเปล่ียนแปลงไป เซลล์ แรงจากสนามโน้มถ่วง
- แรง ชนิดของแรง แรงในนวิ เคลียส
หนว่ ยท่ี 2 เซลล์ กำรลำเลียงสำร
ผำ่ นเซลล์ - โครงสรา้ งพื้นฐานของ 2. ประเมนิ ผลสอบกลาง
เซลล์ ภาคเรียน(20 คะแนน)
2.1 องค์ประกอบของเซลล์
2.2 การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ - หน้าท่แี ละส่วนประกอบ 3. การประเมนิ ผลหลงั
ของเซลล์เบ้ืองต้น สอบกลางภาคเรียน
2.2.1 การแพร่ (20 คะแนน) โครงสรา้ ง
2.2.2 การลาเลียงแบบ - ความแตกต่างของเซลลพ์ ืช อะตอมและตารางธาตุ
ฟาซลิ ิเทต และเซลล์สัตว์ งานบูรณาการ
2.2.3 การลาเลยี งแบบ สวนพฤกษศาสตร์ใน
ใช้พลงั งาน - หลักการลาเลยี งสาร โรงเรยี น
2.2.4 การลาเลยี งสาร เบอื้ งตน้ 4. คุณลักษณะอัน
แบบไม่ผ่านเยอื่ ห้มุ เซลล์ พงึ ประสงค(์ 10 คะแนน)
5. ประเมนิ ผลสอบปลาย
ภาคเรยี น (30 คะแนน)
ชื่อรำยวชิ ำ เนอ้ื หำสำระ ควำมรู้พ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมิน
ม4 หน่วยที่ 3 โครงสรำ้ งอะตอม - ววิ ัฒนาการของโครงสร้าง 1. การประเมนิ ผลก่อนสอบ
ภำคเรียนที่ 2 และตำรำงธำตุ อะตอม กลางภาคเรยี น(10 คะแนน)
ว 31102 ประกอบด้วยเรือ่ ง
วทิ ยำศำสตร์ 2 3.1 โครงสรา้ งอะตอม - การคน้ พบของแบบจาลอง สารชวี โมเลกุล
3.1.1 เลขอะตอม อะตอม 2. ประเมนิ ผลสอบกลาง
เลขมวล และไอโซโทป ภาคเรยี น (30 คะแนน)
3.1.2 การจดั ตัวของ - ความสมั พันธข์ องเลขมวล 3. การประเมนิ ผลหลังสอบ
และเลขอะตอม กลางภาคเรยี น
อเิ ลก็ ตรอนในอะตอม - สมบัติของธาตใุ นตาราง (20 คะแนน) ประกอบด้วย
3.1.3 ธาตหุ มู่ I A และ II เรอื่ งดลุ ยภาพ อยู่อยา่ ง
ธาตุ ปลอดภยั และพันธะเคมี
A ธาตุหมู่ VII A ธาตุ หมู่ - หลกั การใหอ้ ิเล็กตรอน 4. คุณลักษณะ
VIII A อันพึงประสงค์(10 คะแนน)
โลหะแทรนซชิ นั ธาตกุ ึง่ และรบั อิเล็กตรอน 5. ประเมินผลสอบปลาย
โลหะ ภาคเรยี น (30 คะแนน)
ธาตกุ ัมมนั ตรังสี ครึ่งชวี ิต - สารอนิ ทรีย์และ
ของธาตุกมั มันตรังสี สารอนนิ ทรีย์
ประโยชน์ของธาตุ
กัมมนั ตรงั สแี ละสมบตั ิของ - ยกตวั อยา่ งสารอนิ ทรียแ์ ละ
ธาตุ สารอนินทรีย์
3.2 ตารางธาตุ
3.3 เวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอน - สมบตั ขิ องธาตุในตาราง
ธาตุ
หน่วยที่ 4 สำรชีวโมเลกลุ
4.1 ไขมันและนา้ มัน - ประเภทของพันธะเคมี
4.1.1 องคป์ ระกอบและ - ประเภทของหมู่ฟงั ก์ชนั ใน
โครงสร้างของไขมันและ
กรดไขมัน ไขมนั ในเลือด สารชวี โมเลกุล
4.1.2 การใช้ประโยชน์ - แหลง่ ท่มี าของสาร
จากไขมนั ชวี โมเลกลุ ประเภทตา่ งๆ
4.2 โปรตนี
4.2.1 องค์ประกอบและ
โครงสรา้ งของโปรตีน
4.2.2 โปรตนี ในร่างกาย
4.2.3 คุณค่าของโปรตีน
4.3 คาร์โบไฮเดรต
4.3.1 มอโนแซ็คคาไรด์
(นา้ ตาลโมเลกุลเด่ียว)
4.3.2 ไดแซ็คคาไรด์
(นา้ ตาลโมเลกุลคู่)
ช่อื รำยวชิ ำ เนื้อหำสำระ ควำมรพู้ ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมิน
4.3.3 พอลิแซค็ คาไรด์ - โครงสร้างพ้นื ฐานของ
4.4 กรดนิวคลีอิก สิ่งมีชีวติ
- การทางานของระบบ
หนว่ ยที่ 5 กำรรักษำดลุ ยภำพ ต่างๆในร่างกาย
ระบบภูมคิ มุ้ กัน - การตอบสนองของ
5.1 กลไกการรกั ษาดุลยภาพ สิง่ มีชวี ิตต่อส่ิงเร้า
- ความแตกตา่ งของสิง่ เร้า
5.1.1 การรักษาดลุ ยภาพ ภายในและภายนอก
ของนา้ ในพืช - โรคท่ีเกิดจากเชอ้ื
5.1.2 การรักษาดุลยภาพ แบคทเี รยี หรือไวรัส
ของนา้ และสารตา่ งๆ - กลไกการทางานของ
ในรา่ งกาย รา่ งกายเม่ือเกิดการ
5.1.3 การรักษาดลุ ยภาพ บาดเจบ็
ของกรด – เบสในรา่ งกาย
5.1.4 การรกั ษาดลุ ยภาพ - โครงสร้างพนั ธะทางเคมี
ของนา้ และแรธ่ าตใุ น
ส่ิงมชี วี ติ
อ่ืนๆ
5.1.5 การรักษาดุลยภาพ
ของ
อุณหภูมภิ ายในร่างกาย
5.2 ภมู คิ ุ้มกันของรา่ งกาย
5.2.1 การป้องกันและ
ทาลาย
เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม
5.2.2 ความผดิ ปกติของ
ระบบ
ภูมิคมุ้ กัน
หนว่ ยที่ 6 พันธะเคมี
6.1 พนั ธะเคมี
ช่อื รำยวิชำ เน้ือหำสำระ ควำมร้พู ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
ม5 หนว่ ยที่ 7 สง่ิ มชี ีวติ กบั
ภำคเรียนท่ี 1
ว 32101 สิง่ แวดล้อม - ระดบั ของความสัมพันธ์ใน 1. การประเมนิ ผลก่อนสอบ
วิทยาศาสตร์ 3 กลางภาคเรียน
7.1ระบบนิเวศ ระบบนเิ วศ (20 คะแนน)
2. ประเมินผลสอบกลาง
7.1.1 ความสัมพันธ์ของ - องค์ประกอบของระบบ ภาคเรียน (30 คะแนน)
3. การประเมนิ ผลหลงั สอบ
องค์ประกอบในระบบนเิ วศ นิเวศ กลางภาคเรยี น
(10 คะแนน)
7.1.2วฏั จักรสารในระบบนิเวศ - การหมนุ เวียนสารในวฏั 4. คณุ ลักษณะ
อนั พึงประสงค์
7.1.3การเปล่ยี นแปลงแทนที่ จักร (10 คะแนน)
5. ประเมินผลสอบปลาย
7.2 ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ ภาคเรียน (30 คะแนน)
ส่งิ แวดลอ้ ม
หน่วยท่ี 8 กำรเคลอ่ื นที่ - ความรูเ้ รอ่ื งเวกเตอรแ์ ละ
8.1การเคลื่อนทแ่ี บบโพรเจกไทล์ สเกลาร์
8.2การเคลอื่ นทแ่ี บบวงกลม - แนวคดิ หลกั การเคล่ือนที่
8.3 การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนิก ในแนวตรง
อย่างง่าย - ความสัมพันธ์และความ
เชอ่ื มโยงของตัวแปรท่ี
เปล่ียนแปลงไป
หนว่ ยที่ 9 ปฏิกริ ยิ ำเคมี
9.1การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี - สมบัติของธาตใุ นตาราง
9.2สมการเคมี ธาตุ
9.3 ปฏกิ ริ ิยาเคมใี นชีวติ ประจาวนั - โครงสรา้ งพนั ธะทางเคมี
และผลกระทบตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม - ความสัมพันธข์ องเลขมวล
9.4สารเคมีในชวี ิตประจาวนั และเลขอะตอม
อัตราการเกดิ ปฏิกิริยา - หลกั การใหอ้ เิ ล็กตรอน
และรับอิเล็กตรอน
ชื่อรำยวิชำ เนื้อหำสำระ ควำมรูพ้ ื้นฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
ม5 หนว่ ยที่ 10 แรงในธรรมชำติ - สนามแม่เหลก็ เส้นแรง 1. การประเมนิ ผลก่อนสอบ
ภำคเรยี นที่ 2 10.1 แรงจากสนามแมเ่ หลก็ แมเ่ หลก็ กลางภาคเรียน
ว 32102 10.2 แรงจากสนามไฟฟา้ - ปริมาณทางไฟฟา้ และการ (20 คะแนน)
วิทยาศาสตร์ 4 10.3 บรรยากาศ คานวณ 2. ประเมนิ ผลสอบกลาง
- การหมนุ เวียนของระบบ ภาคเรียน (20คะแนน)
ลมของโลกและการ 3. การประเมินผลหลัง
หมนุ เวยี นของนา้ ใน กลางภาคเรียน (10
มหาสมทุ ร คะแนน)
- พายแุ ละมรสุม 4. คณุ ลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์
หน่วยที่ 11 ปิโตรเลยี ม (10 คะแนน)
5. ประเมินผลสอบปลาย
11.1 การเกดิ และแหล่ง - สารอินทรีย์ ภาคเรยี น (40 คะแนน)
ปโิ ตรเลียม - การแยกสารเน้ือเดยี ว
11.2 การกล่นั นา้ มนั ดิบและ สารเนือ้ ผสม
ผลติ ภัณฑ์ - สมบตั ิธาตุ
11.3 การแยกแกส๊ ธรรมชาติ
และผลติ ภัณฑ์
11.4 เชื้อเพลิงใน
ชีวิตประจาวัน
11.5 ผลของผลติ ภัณฑป์ โิ ตรเลยี ม
ต่อสิง่ มชี ีวติ และสิ่งแวดล้อม
หน่วยท่ี 12 พอลเิ มอร์ - สมบัติและตารางธาตุ
12.1 พอลิเมอรธ์ รรมชาตแิ ละ - พันธะเคมีและ
พอลิเมอร์สงั เคราะห์ สารประกอบ
12.2 การเกดิ พอลิเมอร์
12.2.1 โครงสร้างพอลเิ มอร์
12.2.2 ผลติ ภัณฑจ์ ากพอลิ
เมอร์
เชน่ พลาสตกิ ยาง เส้นใย
12.2.3 ผลทเ่ี กดิ จากการผลิต
และใช้พอลเิ มอรต์ ่อส่งิ มชี วี ิตและ
สิ่งแวดล้อม
ช่อื รำยวชิ ำ เนอ้ื หำสำระ ควำมร้พู นื้ ฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
ม6 หน่วยที่ 13 โครงสรำ้ งโลก
ภำคเรียนที่ 1
ว 33101 13.1 การศกึ ษาโครงสรา้ งโลก - โครงสร้างโลก แบ่งตาม 1. การประเมินผลก่อนสอบ
วทิ ยาศาสตร์ 5 กลางภาคเรียน
(ตามสมบตั ิทางกายภาพและเคมี สมบัตขิ องหนิ (20 คะแนน)
2. ประเมนิ ผลสอบกลาง
ของหนิ และคลื่นไหวสะเทอื น) - ประเภทของหิน ภาคเรียน(30 คะแนน)
3. การประเมนิ ผลหลงั สอบ
หนว่ ยที่ 14 คล่ืน กลางภาคเรียน (10
คะแนน)
14.1 สว่ นประกอบคลนื่ - สว่ นประกอบคลื่น 4. คุณลกั ษณะ
อนั พึงประสงค์
14.2 สมบัตคิ ลื่นกล - คณุ สมบตั คิ ลนื่ 4 (10 คะแนน)
5. ประเมนิ ผลสอบปลาย
ประการ ภาคเรยี น (30 คะแนน)
หนว่ ยที่ 15 กำรเคลอ่ื นท่ีของ
แผน่ ธรณี - รูปแบบการเคลือ่ นทีข่ อง
15.1 ทฤษฎีทวปี เลือ่ นของเวเก แผน่ ธรณี
เนอร์ - ชนิดและจานวนของแผ่น
15.2 หลักฐานและข้อมลู ทาง ธรณใี นโลก
ธรณีวทิ ยาท่ีสนบั สนุนการเคลื่อนท่ี
ของทวีป(หลักฐานจากรอยต่อทวปี
หลกั ฐานจากความคลา้ ยคลึงกัน
ของกลุม่ หนิ และแนวภเู ขา
หลกั ฐานจากหินทีเ่ กิดจากการ
สะสมตัวของตะกอนธารนา้ แขง็
ซากดกึ ดาบรรพ์ เทือกสันเขาใต้
สมุทร และรอ่ งลึกกน้ สมุทร อายุ
บริเวณพืน้ มหาสมุทร ภาวะ
แมเ่ หล็กโลกบรรพกาล)
15.3 กระบวนการทที่ าใหเ้ กิดการ
เคลื่อนที่ของแผน่ ธรณี
15.4 ลักษณะการเคลอ่ื นท่ีของ
แผ่นธรณี (แผน่ ธรณีเคล่ือนที่แยก
ออกจากกนั แผน่ ธรณีเคลือ่ นท่ีเข้า
หากนั แผน่ ธรณเี คลือ่ นที่ผา่ นกัน
หรือเคล่ือนทีเ่ ฉือนกนั )
15.5 การเปลย่ี นแปลงของเปลอื ก
โลก (ชั้นหินคดโค้ง รอยเลอื่ น)
ช่อื รำยวชิ ำ เนอ้ื หำสำระ ควำมรู้พืน้ ฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
หน่วยท่ี 16 ปรำกฏกำรณท์ ำง - ส่วนประกอบของโลก
ธรณีวทิ ยำ - การเปลีย่ นแปลงทางธรณี
16.1 แผน่ ดนิ ไหว (การเกิด
แผน่ ดินไหว แนวแผ่นดนิ ไหว - ประเภทของหนิ
ขนาดและความรนุ แรงของ - ตัวอยา่ งซากดึกดาบรรพ์ใน
แผ่นดินไหว ประเทศไทยกบั ประเทศไทย
ปรากฏการณ์แผน่ ดนิ ไหว)
16.2 ภเู ขาไฟ (แนวภูเขาไฟ - การเกิดคล่นื เสยี ง
การระเบิดของภูเขาไฟ ผลของ - ความสัมพนั ธข์ อง
ภูเขาไฟระเบดิ ที่มตี ่อลักษณะภูมิ ความเรว็ กับความถี่คล่นื
ประเทศ ภเู ขาไฟในประเทศไทย - ผลจากการรวมคลื่น
โทษและประโยชนจ์ ากภเู ขาไฟ)
หนว่ ยที่ 17 ธรณีประวัติ
17.1 อายุทางธรณวี ทิ ยา
17.2ซากดกึ ดาบรรพ์ (ซากดึกดา
บรรพด์ ัชนซี ากดึกดาบรรพใ์ น
ประเทศไทย)
17.3 การลาดบั ชัน้ หนิ
หนว่ ยที่ 18 เสียงและกำรได้ยนิ
18.1 การเคลือ่ นท่ขี องเสยี ง
18.2 ความเร็ว ความถี่ ของเสียง
18.3 ลกั ษณะทางกายภาพของ
เสียง
18.4 การเกิดบีตส์
ชื่อรำยวชิ ำ เน้อื หำสำระ ควำมรู้พ้นื ฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
ภำคเรียนท่ี 2 หนว่ ยที่ 19 เอกภพ - กาเนดิ และการ 1. การประเมนิ ผลก่อน
ว 33102 19.1 เอกภพวิทยาในอดีต เปล่ยี นแปลงของเอกภพ สอบกลางภาคเรยี น
วิทยาศาสตร์ 6 (แบบจาลองเอกภพของชาวสเุ ม - กาแล็กซีและระบบดาว (20 คะแนน)
เรียนและแบบจาลองเอกภพของ ฤกษ์ 2. ประเมินผลสอบกลาง
ชาว บาบโิ ลน ภาคเรยี น
แบบจาลองเอกภพของกรีก - กาแลก็ ซีและระบบดาว (30 คะแนน)
แบบจาลองเอกภพของเคพเลอร์ ฤกษ์ 3. การประเมนิ ผลหลงั
แบบจาลองเอกภพของกาลิเลโอ) - พลงั งานของดาวฤกษ์ สอบกลางภาคเรยี น
19.2 กาเนิดเอกภพ (แนวคิด (10 คะแนน)
เบอื้ งตน้ ของบิกแบง หลกั ฐาน ระบบสรุ ยิ ะ 4. คณุ ลกั ษณะอันพึง
สนับสนุนทฤษฎบี ิกแบง การ ประสงค(์ 10 คะแนน)
ประมาณอายุของเอกภพ) 5. ประเมินผลสอบปลาย
19.3 กาแล็กซี ภาคเรียน
(30 คะแนน)
หน่วยที่ 20 ดำวฤกษ์
20.1 ววิ ัฒนาการดาวฤกษ์
20.2 กาเนิดและววิ ฒั นาการของ
ดวงอาทิตย์
20.3 ความสอ่ งสวา่ งและโชติ
มาตรของดาวฤกษ์
20.4 สีและอณุ หภูมิของดาว
ฤกษ์
20.5 ระยะห่างของดาวฤกษ์
20.6 เนบิวลา แหล่งกาเนิดดาว
ฤกษ์
20.7 ระบบดาวฤกษ์มวลของดาว
ฤกษ์
หนว่ ยท่ี 21 ระบบสุริยะ
21.1 การกาเนิดระบบสุริยะ
21.2 เขตบรวิ ารของดวงอาทิตย์
(ดาวเคราะห์ชน้ั ใน แถบดาว
เคราะหน์ ้อย ดาวเคราะห์ช้ันนอก
ดงดาวหางของออรต์ สะเกด็ ดาว
วัตถุในแถบ คอยเปอร์)
21.3 ดวงอาทิตย์ (โครงสรา้ ง
ภายในดวงอาทิตย์ ชัน้ บรรยากาศ
ท่ีห่อหมุ้ ดวงอาทติ ย์ พายุสรุ ิยะ)
ช่อื รำยวชิ ำ เนอ้ื หำสำระ ควำมรู้พ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมิน
หน่วยที่ 22 เทคโนโลยีอวกำศ - เทคโนโลยีอวกาศและ
22.1 กลอ้ งโทรทรรศน์ (กลอ้ ง การสารวจ
โทรทรรศน์แบบหกั เหแสง กล้อง
โทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง กลอ้ ง
โทรทรรศนแ์ บบผสม)
22.2 การขนสง่ และการโคจรของ
ดาวเทียม
22.3 ระบบขนสง่ อวกาศ
22.4 การใช้ประโยชนจ์ าก
เทคโนโลยีอวกาศ (ดาวเทยี ม
ส่อื สาร ดาวเทยี มอุตนุ ิยมวิทยา
ดาวเทียมสารวจ
ทรัพยากร ดาวเทยี มสงั เกตการณ์
ดาราศาสตร์ และกลอ้ งโทรทรรศน์
อวกาศฮบั เบลิ )
หน่วยที่ 23 พนั ธุกรรม
23.1 ลักษณะพนั ธกุ รรม - การแบ่งเซลล์
23.2 โครโมโซมและการถา่ ยทอด - สารพนั ธุกรรม
ลักษะพันธุกรรม - ยีน
23.3 การถา่ ยทอดลักษณะ - พนั ธุกรรมหมูเ่ ลอื ด
พนั ธกุ รรม
หนว่ ยที่ 24 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ำ
24.1 ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง - สนามแม่เหล็ก
สนามไฟฟา้ และสนามแม่เหล็ก - สนามไฟฟ้า
24.2 การเกิดคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า - สมบตั ขิ องคลนื่ แมห่ ล็ก
24.3 สเปกตรมั ของคลืน่ ไฟฟา้
แม่เหลก็ ไฟฟา้
หนว่ ยท่ี 25 พลงั งำนนิวเคลยี ร์
25.1 คร่งึ ชวี ติ - การคานวนคา่ คร่ึงชีวติ
25.2 ปฏิกิรยิ านวิ เคลยี ร์ -นวิ เคลียร์ฟิชชนั นิวเคลยี ร์
25.3 การประยุกตใ์ ชพ้ ลงั งาน ฟวิ ช่ัน
นวิ เคลยี ร์ - ประโยชน์และผลกระทบ
25.4 โรงไฟฟ้านิวเคลยี ร์ ของพลังงานนวิ เคลยี ร์
แนวทำงในกำรเรียนวชิ ำวทิ ยำศำสตร์ให้ประสบควำมสำเร็จ
1. การเขา้ เรียนสม่าเสมอ และปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงของการเรยี นการสอนอยา่ งเครง่ ครดั
2. การสง่ งานตรงต่อเวลา มีการตรวจสอบคณุ ภาพของชนิ้ งาน
3. ศกึ ษาและทบทวนเนื้อหาในบทเรยี นใหม้ ีความเข้าใจ
เอกสำรกำรสอน
1. หนังสือเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐาน ฟสิ ิกส์ เคมี ชีววิทยา และโลก ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ ของ สสวท.
2. เอกสารที่คณะครูวทิ ยาศาสตร์ ม.5 จัดทาขึน้ เพอ่ื ใชใ้ นการเรยี นการสอน
สิ่งที่เป็นปญั หำและอปุ สรรคในกำรเรยี น
1. เวลาเรียนไม่ครบร้อยละ 80 เน่ืองจากนักเรียนหยุดเรียนเพ่ือเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ
เขา้ มหาวทิ ยาลยั
2. การส่งงาน นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทางานส่งโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเวลาทาเพราะต้องอ่านหนังสือ
เตรียมสอบ
3. การสอบวัดผลกลางภาค นักเรียนไม่ทาข้อสอบส่วนที่เป็นอัตนัย เนื่องจากไม่ได้อ่านหนังสือ
และขาดความใส่ใจในการทบทวนบทเรยี น
4. ในภาคเรียนที่ 2 นักเรียนช้ัน ม.6 ส่วนใหญ่ไม่ใช้ผลการเรียนในการสมัครสอบระดับอุดมศึกษา
จงึ ไมใ่ หค้ วามสาคญั ในการเขา้ เรยี น
เอกสำรเพิ่มเตมิ
คน้ ควา้ เพมิ่ เติมจากเว็บไซต์ เชน่ www.geo.sc.chula.ac.th , www.narit.or.th
รำงวัลสำหรบั ผู้ทำคะแนนยอดเยี่ยม
นักเรียนทีท่ าคะแนนปลายภาคไดส้ งู สุด จากท้งั 2 ภาคเรียน จะได้รบั โล่วิชาวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์มีโครงกำรส่งเสริมควำมเป็นเลิศด้ำนวิชำกำรทุกสำขำวิชำ
นักเรียนผู้สนใจ ในสำขำวิชำโลก ดำรำศำสตร์ และอวกำศ สำมำรถสมัครเข้ำรับกำรคัดเลือกเพ่ือเข้ำค่ำย
สอวน.ค่ำย 1 และ สอวน.ค่ำย 2 และคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้ำแข่งขันระดับชำติ และระดับโลกตำมลำดับ
ซงึ่ ไดแ้ ก่
1. กำรแข่งขันโลกและอวกำศโอลิมปิกระหว่ำงประเทศ ( International Earth Science
Olympiad; IESO)
2. ดำรำศำสตร์และฟิสิกส์ดำรำศำสตร์โอลิมปิกระหว่ำงประเทศ (International Olympiad
on Astronomy and Astrophysics; IOAA)
แบบฝึกหดั วชิ ำวิทยำศำสตร์พ้นื ฐำน
1. สายใยอาหารขา้ งล่างนี้ ค. และ ง. เป็นสิ่งมีชวี ติ กล่มุ ใด ตามลาดับ
ข
แสง ก คง
1. ผู้ผลิต และ ผบู้ ริโภค
2. ผบู้ รโิ ภคทงั้ พชื และ สัตว์ และผู้ย่อยสลายอินทรียสาร
3. ผ้บู รโิ ภคพชื และ ผูบ้ รโิ ภคสตั ว์
4. ผูบ้ รโิ ภคทง้ั พชื และ สตั ว์ และผูบ้ ริโภคสัตว์
2. ปลาท่ีกินหญ้าสดเป็นอาหารจะเติบโตขึ้นเป็นน้าหนักโดยเฉลี่ยได้ประมาณกี่กรัมหลังจากใช้หญ้าเล้ียงไป
แล้ว 1 กโิ ลกรมั
1. 25 2. 50 3. 100 4. 200
3. Green house effect มีสาเหตมุ าจากอะไร
1. การทาลายโอโซนในบรรยากาศทีม่ ากเกินไป
2. การลดปรมิ าณของสารคลอโรฟลอู อโรคารบ์ อนในบรรยากาศ
3. การเพ่มิ ปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์ และมเี ทนในบรรยากาศ
4. การเกิดหมอกควนั เมื่อเชื้อเพลิงธรรมชาติถูกเผาไหมข้ ณะที่มีแสงแดดจัด
4. เมื่อเกิดปรากฎการณ์ท่ีพืชน้าเจริญคลุมผิวน้าอย่างรวดเร็ว เพราะได้รับสารฟอสเฟต จากการซักล้าง
ทาให้ O2 ละลายลงในนา้ น้อยลง น้าในแหลง่ น้าน้นั จะมีสภาพเชน่ ไร
1. มีค่า DO สงู แตม่ ีค่า BOD ตา่ 2. มคี า่ DO ตา่ แต่มคี ่า BOD สงู
3. ทง้ั DO และ BOD มีค่าสงู 4. ทั้ง DO และ BOD มคี า่ ต่า
5. ขอ้ ใดเปน็ การเคล่ือนทแี่ บบโพรเจกไทล์
1. เตะลกู บอล 2. ขว้างวัตถุออกไปในอากาศ
3. ยิงลูกธนไู ปยังเป้า 4. ถกู ทกุ ข้อ
6. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ ง
1. วตั ถุเคล่ือนท่แี บบวงกลมตอ้ งมีแรงกระทาในทิศพงุ่ เขา้ สศู่ ูนย์กลางเสมอ
2. วตั ถุผกู เชอื กแล้วเหวี่ยง แรงสศู่ ูนย์กลาง คอื แรงที่วตั ถุดึงเชอื ก
3. ดาวเทียมโคจรรอบโลกแรงสศู่ ูนยก์ ลาง คอื แรงโน้มถ่วงของโลกทก่ี ระทาตอ่ ดาวเทยี ม
4. โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ได้ เพราะดวงอาทติ ยม์ แี รงสูศ่ ูนยก์ ลางกระทาต่อโลก
7. ถ้าการแกว่งของนอตแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายจากตาแหน่ง A ไป B ใช้เวลา 0.5 วินาที คาบการแกว่งจะ
มคี า่ ก่วี นิ าที
1. 0.5
C A 2. 1.0
B 3. 1.5
4. 2.0
8. พิจารณาปรากฏการณต์ ่อไปนี้
ก. การเกิดน้าค้าง
ข. การบรู ระเหิดในตู้เสื้อผ้า
ค. การระเบดิ ของดินปืน
ง. ไอศกรมี ละลายเมอื่ วางทง้ิ ไว้
จ. การสงั เคราะห์แสงของพชื
ฉ. โซเดยี มไฮดรอกไซดล์ ะลายน้าในบกี เกอร์ แลว้ บีกเกอร์ร้อนข้ึน
ข้อใดเปน็ ปรากฏการณ์ที่คายความร้อน
1. ก ค และ ฉ 2. ก ง และ จ 3. ข ค และ ง 4. ข ง และ ฉ
9. การกระทาในขอ้ ใดไม่มผี ลตอ่ อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
1. การนาเนอื้ หมแู ช่ในชอ่ งแขง็
2. ใชแ้ คลเซียมคารไ์ บด์ชว่ ยในการบ่มมะม่วง
3. การเคยี้ วยาลดกรดชนดิ เมด็ ให้ละเอียดก่อนกลนื
4. การเปล่ยี นขนาดภาชนะที่บรรจสุ ารละลายทท่ี าปฏกิ ิรยิ า
10.การเคย้ี วอาหารใหล้ ะเอียดกอ่ นกลนื จะช่วยให้ปฏกิ ริ ิยาการย่อยอาหารเร็วขนึ้ เพราะเหตุในข้อใด
1. เปน็ การเพ่มิ ความเข้มขน้ ของอาหาร 2. เปน็ การเพ่มิ พน้ื ท่ผี วิ ของอาหาร
3. เป็นการเพ่ิมอุณหภูมิของอาหาร 4. เปน็ การเพิ่มตวั เร่งปฏกิ ิรยิ าการย่อย
11. ข้อใดตอ่ ไปน้ีเป็นเคร่ืองใช้ไฟฟ้าท้งั หมดท่ตี ้องใชส้ นามแมเ่ หลก็
1. เตารีดไฟฟ้า พัดลมไฟฟา้ เคร่อื งป่นั ผสมอาหาร
2. มอเตอรไ์ ฟฟา้ สวา่ นไฟฟา้ เตาไฟฟ้า
3. สว่านไฟฟา้ เครอ่ื งป่นั ผสมอาหาร เตาไฟฟา้
4. สวา่ นไฟฟ้า เครอื่ งปน่ั ผสมอาหาร พัดลมไฟฟา้
12. สนามแม่เหลก็ โลกมปี ระโยชนใ์ นดา้ นใด
1. ทาให้เกดิ ฤดกู าลตา่ งๆ บนโลก 2. ทาให้เกิดกลางวันและกลางคนื
3. ชว่ ยปอ้ งกันความร้อนจากดวงอาทติ ย์ 4. ช่วยป้องกันอันตรายจากลมสุรยิ ะ
13.เครือ่ งฟอกอากาศใชห้ ลกั การใดของแรงชนิดใด
1. แรงระหวา่ งมวล 2. แรงระหว่างประจุ
3. แรงนิวเคลียร์ 4. แรงโน้มถว่ ง
14.วัตถกุ อ้ นหน่งึ ช่งั น้าหนักบนโลกได้ 240 นวิ ตัน ถา้ ขึน้ ไปชั่งนา้ หนักบนดวงจนั ทร์ซ่งึ มีค่าสนามโนม้ ถว่ งเป็น
1 ใน 6 ของสนามโนม้ ถว่ งบนโลก จะอา่ นคา่ น้าหนักของวตั ถุไดเ้ ท่าใด
1. 40 N 2. 60 N 3. 120 N 4. 24 N
15.ในการกล่นั ลาดบั สว่ นของปิโตรเลียม ส่วนตา่ งๆ ท่อี อกมาจะมีจุดเดอื ดเรียงตามลาดับจากน้อยไปหามาก
ดงั ขอ้ ใด
1. แกส๊ หุงตม้ นา้ มนั ก๊าด น้ามันดเี ซล เบนซนิ
2. นา้ มนั ดเี ซล นา้ มันก๊าด เบนซิน แกส๊ หงุ ต้ม
3. แกส๊ หุงต้ม เบนซนิ นา้ มันก๊าด นา้ มันดีเซล
4. แกส๊ หุงต้ม เบนซิน นา้ มันดีเซล นา้ มันกา๊ ด
16.พจิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปนี้
ก. LPG เปน็ แก๊สหงุ ตม้ และสามารถปรบั ใช้แทนนา้ มนั เบนซินได้
ข. เลขออกเทนใช้บอกคุณภาพของนา้ มนั เบนซนิ สว่ นเลขซีเทน ใชบ้ อกคุณภาพของน้ามันดเี ซล
ค. แก๊สโซฮอล์เป็นเช้อื เพลิงทีไ่ ด้จาการผสมเมทานอล (แอลกอฮอล์ชนดิ หนง่ึ ) กับน้ามนั เบนซนิ
ในอตั ราส่วน 1: 9
ง. MTBE เปน็ สารท่ีเติมลงในน้ามันเบนซนิ เพอื่ เพ่มิ ประสิทธภิ าพการเผาไหม้และเรียกวา่ นา้ มนั ไร้สาร
ตะก่ัว
ขอ้ ใดถูก
1. ก และ ข เท่าน้ัน 2. ค และ ง
3. ก ข และ ค 4. ก ข และ ง
17.ประชาชนทอ่ี าศัยอยูใ่ กล้โรงงานอตุ สาหกรรมไม่ควรเก็บน้าฝนไวเ้ พื่อการบริโภคเพราะเหตุใด
1. มีฝนุ่ ละอองมากไมเ่ หมาะกบั การบรโิ ภค 2. มีตะกรนั มากใช้บรโิ ภคอาจเป็นโรคนิ่วได้
3. มกี รดคารบ์ อนกิ และกรดไฮโดรคลอรกิ ปนอยู่ 4. มกี รดกามะถนั และกรดไนตรกิ ปนอยู่
18.พลาสตกิ ชนดิ หน่งึ มสี มบตั ดิ ังน้ี
ก. ประกอบด้วยมอนอเมอร์เพียงชนิดเดยี ว
ข. เปน็ เทอร์มอพลาสตกิ
ค. เมอื่ ไหม้ไฟจะเกิดควนั สขี าว กลิน่ คลา้ ยกรดเกลอื
ง. ใชท้ ารองเทา้ กระดาษตดิ ผนงั
พลาสติกชนิดใดมสี มบตั ิดงั กล่าว
1. พอลยิ เู รียฟอรม์ าลดไี ฮต์ 2. พอลไิ วนิลคอลไรด์
3. พอลโิ พรพิลีน 4. พอลสิ ไตรนี
19.ข้อใดถูกตอ้ ง
1. ยางธรรมชาตมิ กี ามะถันเจอื ปน ทาให้ไม่เหมาะกบั การใชง้ านบางประเภท
2. พอลิไอโซปรนี เปน็ ยางธรรมชาติที่ดี คอื มคี วามทนทานต่อตวั ทาละลายสูง
3. จกุ นมยางทาจากยางไอโซปรนี เป็นยางสังเคราะห์มสี งิ่ เจือปนนอ้ ย คุณภาพสมา่ เสมอทง้ั กอ้ นมีสีขาว
4. ยางสังเคราะห์ท่เี กิดจากซลิ ิคอนทาปฏิกิรยิ ากบั สารบางชนิด ทาให้ทนตอ่ สารเคมีไดส้ งู กวา่ ยางชนิด
อน่ื ๆ
20.เสน้ ใยชนดิ ใดเปน็ พอลิเมอร์กง่ี สงั เคราะห์
1. อาร์เนล-60 2. ลินิน 3. ไหม 4. ไนลอน
21. “แนวแบง่ เขตโมโฮโรวิซิก” เป็นรอยต่อระหว่างโครงสร้างโลกสว่ นใด
1. เปลือกโลก – เน้ือโลก 2. เนอ้ื โลก – แกน่ โลก
3. เปลือกโลกทวีป – เปลือกโลกมหาสมุทร 4. แกน่ โลกชัน้ นอก – แกน่ โลกชั้นใน
22. ขอ้ ใดถกู ตอ้ งเก่ยี วกบั หินบริเวณพ้นื มหาสมุทร
1. เปน็ หนิ ท่มี ีความหนาแน่นน้อย
2. ประกอบดว้ ยธาตุซลิ กิ อนและอะลูมิเนียม
3. หินบะซอลตท์ ีบ่ ริเวณเทอื กสันเขาใตส้ มุทรมีอายมุ ากทีส่ ุด
4. หนิ บะซอลต์ท่อี ยไู่ กลจากรอยแยกมีอายุมากกวา่ หนิ บะซอลต์ที่อยูใ่ กลห้ ุบเขาทรดุ
23. บริเวณใดเกิดจากการเคล่ือนที่ของแผ่นธรณีท่แี ตกตา่ งจากข้ออืน่
1. เทือกเขาแอลป์ 2. เทือกสันเขากลางสมุทร
3. เทือกเขาหิมาลยั 4. เทือกเขาแอนดสี
24. ข้อใดผดิ
1. ขนาดของแผ่นดนิ ไหว กาหนดจากพลังงานที่ปลดปลอ่ ยมาจากศูนย์เกิดแผ่นดินไหว
2. คลนื่ ไหวสะเทอื น เป็นรูปแบบของการปลดปลอ่ ยพลังงานเมอื่ เกิดแผ่นดินไหว
3. ประเทศพมา่ ตง้ั อย่ใู นแนววงแหวนแหง่ ไฟ (Ring of fire)
4. ไซโมกราฟเปน็ เคร่ืองมอื วัดความไหวสะเทือน
25. ขอ้ ใดไม่ใชห่ นิ อคั นีพุ Extrusive igneous rock
1. หนิ บะซอลต์ 2. หนิ แกบโบร 3. หินไรโอไลต์ 4. หินแอนดีไซต์
26. จากภาพจงเรยี งลาดับชน้ั หินจากอายุมากไปอายุนอ้ ย
1. D-C-B-A D
2. C-A-B-D
3. A-B-C-D C
4. A-B-D-C B
A
27. จากข้อมลู ต่อไปนี้ ข้อใดเรยี งลาดับเหตุการณ์ท่เี กดิ ขึน้ หลังจากบิกแบงได้ถกู ต้อง
1. เกดิ อะตอมของไฮโดรเจนและฮีเลียม
2. ควาร์กรวมตวั กนั เป็นนวิ เคลยี สของไฮโดรเจนและนวิ ตรอน
3. โปรตอนและนิวตรอนรวมกันเป็นนิวเคลยี สของฮเี ลียม
4. เกดิ กาแลก็ ซีทมี่ ธี าตไุ ฮโดรเจนและฮีเลยี ม
1. 1-2-3-4 2. 2-3-1-4 3. 4-3-2-1 4. 3-2-1-4
4. ดาวปาริชาตสแี ดง
28. ดาวฤกษด์ วงใดมอี ุณหภมู ิสงู ทส่ี ดุ 4. ไฮโดรเจน
4. ปาลาปา
1. ดาวเซตาสนี ้าเงนิ 2. ดวงอาทติ ยส์ ีเหลือง 3. ดาวหางหงสส์ ขี าว
29. ธาตุทม่ี ีมากที่สดุ ในเอกภพคอื ธาตุใด
1. ออกซเิ จน 2. คารบ์ อน 3. ฮเี ลียม
30. ดาวเทยี มในขอ้ ใดเป็นดาวเทยี มสารวจทรัพยากร
1. ไทยโชติ 2. อินเทลแซท 3. ไทยคม
***********************************************
เฉลยแบบทดสอบวชิ ำวทิ ยำศำสตรพ์ นื้ ฐำน
ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
คำตอบ 4 3 3 2 4 2 4 1 4 2 4 4 2 1 3
ข้อ 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30
คำตอบ 4 4 2 3 1 1 4 2 3 2 3 2 1 4 1
กำรเตรียมควำมพร้อมสำหรับวชิ ำฟสิ ิกส์ในโรงเรยี นเตรียมอดุ มศกึ ษำ
วิชาฟิสกิ สเ์ ป็นวชิ าสาหรบั นักเรยี นสายวิทย์-คณิตทีต่ ้องเรยี นตลอดระยะเวลา 3 ปกี ารศึกษา
เน้อื หำหลกั สตู รวชิ ำฟสิ ิกสส์ ำหรบั นักเรียนสำยวิทย์-คณิต
รำยวิชำ เนอื้ หำ ควำมรูพ้ ื้นฐำน รูปแบบกำรประเมิน
อตั ราส่วนคะแนน
ม. 4 หน่วยที่ 1 กำรวัด - คณิตศาสตรพ์ ื้นฐาน ระหวา่ งภาค : ปลายภาค = 60 :
40
ภำคเรยี นท่ี 1 1.1 หน่วย - ตรโี กณมิติ Formative 1 (15 คะแนน)
- แบบทดสอบอตั นยั
ว 30201 1.2 เคร่อื งมือวัด - เวกเตอร์ - ชน้ิ งาน
Summative (20 คะแนน)
ฟสิ ิกส์ 1 1.3 เลขนยั สาคัญ - แบบทดสอบอัตนัย
Formative 2 (15 คะแนน)
1.4 ความคลาดเคล่อื น - แบบทดสอบอตั นยั
- ช้ินงาน
1.5 การบนั ทึกผลและแปรความหมาย คุณลักษณะอันพึงประสงค์
(10 คะแนน)
ข้อมลู สอบปลายภาค (40 คะแนน)
- แบบทดสอบปรนัย
หน่วยที่ 2 เวกเตอร์
อัตราสว่ นคะแนน
2.1 การบวก ลบ เวกเตอร์ ระหว่างภาค : ปลายภาค = 60 :
40
2.2 การแยกเวกเตอร์ Formative 1 (15 คะแนน)
- แบบทดสอบอัตนยั
หน่วยท่ี 3 กำรเคลื่อนท่ีแนวตรง - ชิน้ งาน
Summative (20 คะแนน)
3.1 ตาแหนง่ การกระจดั และระยะทาง - แบบทดสอบอตั นัย
Formative 2 (15 คะแนน)
3.2 ความเร็วและอตั ราเรว็ - แบบทดสอบอตั นัย
- ชิน้ งาน
3.3 ความเรง่ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
3.4 การเคลื่อนท่ีแนวตรงด้วยความเรง่ คงที่
หน่วยท่ี 4 แรงและกฎกำรเคล่ือนทีข่ อง
นวิ ตนั
4.1 มวลและแรง
4.2 กฎการเคล่ือนท่ีของนิวตนั
4.3 การนากฎการเคลอื่ นท่ีของนิวตันไปใช้
ในการคานวณ
4.4 แรงดึงดดู ระหว่างมวล
หน่วยที่ 5 สภำพสมดลุ
5.1 สมดลุ ตอ่ การเคลื่อนที่
5.2 สมดลุ ต่อการหมนุ
ม. 4 หน่วยท่ี 6 งำนและพลังงำน - คณติ ศาสตรพ์ น้ื ฐาน
ภำคเรียนท่ี 2 6.1 งาน และกาลัง - ตรโี กณมติ ิ
ว 30202 6.2 พลงั งาน - เวกเตอร์
ฟิสกิ ส์ 2 6.2.1 พลังงานจลน์ - การเคล่อื นที่แนวตรง
6.2.2 พลังงานศกั ย์ - กฎการเคลอ่ื นทข่ี องนวิ
6.3 งานลพั ธบ์ นวตั ถุกับการเปลยี่ นแปลง ตนั
พลงั งานจลน์
6.4 กฎการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน
หน่วยท่ี 7 โมเมนตมั และกำรชน
7.1 โมเมนตมั เชงิ เส้น
7.2 แรงและการเปลีย่ นโมเมนตมั
7.3 การดลและแรงดล
รำยวิชำ เนือ้ หำ ควำมรู้พนื้ ฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
(10 คะแนน)
ม. 5 7.4 การชนและกฎการอนรุ ักษ์ - คณติ ศาสตรพ์ ื้นฐาน สอบปลายภาค (40 คะแนน)
ภำคเรยี นท่ี 1 โมเมนตมั - เวกเตอร์ - แบบทดสอบปรนยั
ว 30203 หนว่ ยท่ี 8 กำรเคลอ่ื นทแี่ บบโพรเจกไทล์ - กฎการเคล่ือนที่ของนวิ
หนว่ ยที่ 9 กำรเคลอ่ื นทแี่ บบวงกลม ตนั อตั ราส่วนคะแนน
ฟิสกิ ส์ 3 - ความรพู้ ้ืนเกีย่ วกับไฟฟ้า ระหว่างภาค : ปลายภาค = 60 :
9.1 การเคลอ่ื นทแ่ี บบวงกลม และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 40
ระนาบระดับ เบือ้ งต้น Formative 1 (15 คะแนน)
- แบบทดสอบอัตนัย
9.2 การเคลอ่ื นทแี่ บบวงกลมระนาบดง่ิ - ชิ้นงาน
หนว่ ยที่ 10 กำรเคลอ่ื นทีแ่ บบฮำร์มอนกิ Summative (20 คะแนน)
- แบบทดสอบอตั นัย
อย่ำงงำ่ ย Formative 2 (15 คะแนน)
10.1 ลกั ษณะของการเคล่ือนท่แี บบ - แบบทดสอบอตั นยั
ซิมเปลิ ฮารโ์ มนิก
10.2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งการกระจัด-
เวลา ความเรว็ -เวลา
และความเร่ง-เวลา
10.3 การส่ันของมวลติดสปรงิ และการ
แกว่งลกู ตมุ้ นาฬกิ า
หนว่ ยท่ี 11 กำรเคล่ือนทแี่ บบหมนุ
11.1 การกระจดั เชงิ มมุ ความเรว็ เชิงมมุ
ความเร่งเชงิ มุม
11.2 ความสมั พนั ธ์ระหว่างความเรง่
เชงิ เสน้ และความเรง่ เชิงมุม
11.3 สมการการเคลื่อนทีแ่ บบหมนุ
11.4 การประยกุ ต์ใชแ้ ละการคานวณคา่
ตา่ งๆทเ่ี กย่ี วข้อง
11.5 พลังงานจลน์ในการหมุน
11.6 โมเมนตค์ วามเฉ่อื ย
ทอรก์ ของแรง กาลัง
11.7 งานและพลงั งานจลนใ์ นการหมนุ
ทเี่ ปลี่ยนไป
11.8 การกลิ้ง
11.9 โมเมนตัมเชิงมมุ
11.10 หลกั อนุรักษโ์ มเมนตมั เชิงมุม
หน่วยท่ี 12 ไฟฟ้ำสถติ
12.1 ประจไุ ฟฟา้
12.1.1 การทาให้วัตถเุ ปน็ กลางมี
ประจอุ สิ ระ
12.1.2 อเิ ลก็ โตรสโคป
12.1.3 กฎการอนรุ กั ษ์ประจไุ ฟฟา้
12.2 แรงระหวา่ งประจแุ ละ
กฎของคูลอมบ์
12.3 สนามไฟฟา้
12.4 งานและพลังงานศกั ยไ์ ฟฟ้า
รำยวชิ ำ เนอ้ื หำ ควำมรู้พ้นื ฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
12.4.1 งานในการเคลื่อนประจไุ ฟฟ้า - ช้ินงาน
12.4.2 ศักย์ไฟฟา้ และ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
(10 คะแนน)
พลังงานศักย์ไฟฟา้ สอบปลายภาค (40 คะแนน)
12.4.3 ความต่างศักยไ์ ฟฟา้ ระหวา่ ง - แบบทดสอบปรนัย
2 ตาแหนง่
12.4.4 สนามไฟฟา้ และศักยไ์ ฟฟา้ ของ
ตัวนาทรงกลม
12.5 ความสามารถในการเกบ็ ประจุ
12.5.1 ความจไุ ฟฟา้ ในตัวนาทรง
กลม
12.5.2 แผน่ ตัวนาคูข่ นาน
12.5.3 พลังงานสะสมในตัวเก็บประจุ
12.5.4 วงจรตัวเก็บประจุ
หน่วยที่ 13 ไฟฟำ้ กระแสตรง
13.1 กระแสไฟฟา้
13.2 กฎของโอห์ม
13.2.1 ความตา้ นทานและความ
นาไฟฟา้
13.2.2 สภาพต้านทานและสภาพ
นาไฟฟ้า
13.2.3 ผลของอณุ หภมู ิทม่ี ีตอ่
ความต้านทาน
13.3 พลงั งานในวงจรไฟฟ้า
13.3.1 แรงเคลื่อนไฟฟ้าและ
ความต่างศกั ย์ไฟฟา้
13.3.2 กาลงั ไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟ้า
13.4 การตอ่ ตัวต้านทานและแบตเตอร่ี
13.4.1 การต่อตัวตา้ นทาน
13.4.2 การต่อแบตเตอรี่
13.5 การวเิ คราะห์วงจรไฟฟา้ กระแสตรง
13.6 เคร่อื งวัดไฟฟา้
แอมมิเตอร์ โวลต์มเิ ตอร์ โอห์มมิเตอร์
หน่วยท่ี 14 แม่เหล็กไฟฟำ้
14.1 สนามแม่เหล็กและฟลักซแ์ ม่เหลก็
14.2 แรงกระทาต่ออนุภาคไฟฟ้าซ่งึ
เคล่อื นทใ่ี นสนามแมเ่ หลก็ สม่าเสมอ
14.3 แรงกระทาตอ่ ลวดตัวนาทมี่ กี ระแส
ไฟฟา้ ผา่ นและวางตัวในสนามแม่เหล็ก
14.4 แรงระหว่างลวดตัวนาสองเสน้ ที่
ขนาน
กนั และมีกระแสผา่ น
14.5 โมเมนต์ของแรงคู่ควบท่กี ระทาต่อ
ขดลวดท่มี กี ระแสไฟฟา้ ผา่ นและวาง
รำยวิชำ เนอ้ื หำ ควำมรู้พื้นฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
ม. 5 ในสนามแมเ่ หล็ก - คณติ ศาสตรพ์ ืน้ ฐาน อัตราสว่ นคะแนน
ภำคเรียนท่ี 2 14.6 มอเตอร์กระแสตรงและ - เวกเตอร์ ระหวา่ งภาค : ปลายภาค = 60 :
ว 30204 - กฎอนุรักษพ์ ลงั งาน 40
แกนแวนอมิเตอร์ - แรง Formative 1 (15 คะแนน)
ฟิสกิ ส์ 4 14.7 แรงเคลือ่ นไฟฟา้ เหนย่ี วนา และ - สภาพสมดลุ - แบบทดสอบอตั นัย
เครือ่ งกาเนดิ ไฟฟ้า - ชน้ิ งาน
14.8 หมอ้ แปลงไฟฟ้าศักยไ์ ฟฟ้า Summative (20 คะแนน)
- แบบทดสอบอตั นยั
หนว่ ยที่ 15 สมบตั ิของแขง็ Formative 2 (15 คะแนน)
15.1 สภาพยืดหยนุ่ และสภาพพลาสตกิ - แบบทดสอบอัตนัย
15.2 ความเค้นตามยาว ความเครียด - ชิ้นงาน
15.3 คา่ มอส์ดูลสั ของยงั คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หน่วยท่ี 16 สมบัตขิ องของเหลว (10 คะแนน)
16.1 ความหนาแน่นและความหนาแน่น สอบปลายภาค (40 คะแนน)
- แบบทดสอบปรนัย
สัมพัทธ์
16.2 ความดัน และแรงดนั ในของเหลว
16.2.1 ความดนั เกจ ความดนั สมบรู ณ์
และการประยกุ ต์ใช้
16.2.2 เครอ่ื งมือวัดความดัน
16.2.3 แรงดนั ของเหลวทีก่ ระทาตอ่
ผนงั
16.3 กฎของพาสคลั และเคร่อื งวดั ไฮดรอ
ลคิ
16.4 แรงลอยตัวหลกั ของอาร์คมิ ดิ สิ
16.5 ความตึงผิว
16.6 การซมึ ตามรูเลก็
16.7 ความหนดื และกฎของสโตกส์
16.8 พลศาสตร์ของของไหล
16.8.1 ของไหลอุดมคติ
16.8.2 สมการความตอ่ เนอ่ื ง
16.8.3 สมการแบร์นูลลแี ละการ
ประยกุ ต์ใช้
หนว่ ยท่ี 17 บรรยำกำศ
17.1 การหมุนเวยี นระบบลม
17.2 การหมนุ เวียนระบบน้า
17.3 การพยากรณ์ station model
หน่วยที่ 18 ควำมรอ้ นและแก๊ส
18.1 พลงั งานความร้อนและสมดลุ ความ
รอ้ น
18.2 การขยายตัวเชงิ ความร้อน
18.3 สมบตั ิของแก๊สอดุ มคติ
18.4 แบบจาลองของแก๊ส
18.5 ทฤษฎจี ลน์ของแก๊ส
18.6 พลงั งานภายในระบบ
รำยวชิ ำ เนอ้ื หำ ควำมรู้พ้นื ฐำน รปู แบบกำรประเมิน
18.7 กฎขอ้ ทศี่ นู ย์และขอ้ ทีห่ นึ่ง -คณิตศาสตรพ์ ้ืนฐาน อัตราส่วนคะแนน
- เวกเตอร์ ระหว่างภาค : ปลายภาค = 60 :
ของเทอรโ์ มไดนามกิ ส์ -การเคลื่อนที่แบบฮารม์ อ 40
นิก Formative 1 (15 คะแนน)
18.8 การประยกุ ต์ใช้ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ อยา่ งงา่ ย - แบบทดสอบอัตนยั
-กฎอนุรักษ์พลังงาน - ช้ินงาน
ม. 6 หนว่ ยท่ี 19 ไฟฟำ้ กระแสสลบั Summative (20 คะแนน)
- แบบทดสอบอตั นัย
ภำคเรยี นท่ี 1 19.1 ไฟฟา้ กระแสสลบั เบ้อื งต้น Formative 2 (15 คะแนน)
- แบบทดสอบอัตนัย
ว 30205 19.2 วงจรไฟฟา้ ทปี่ ระกอบด้วยตวั R, L, - ชน้ิ งาน
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
ฟสิ ิกส์ 5 C (10 คะแนน)
สอบปลายภาค (40 คะแนน)
19.2.1 การต่อ R, L, C แบบอนกุ รม - แบบทดสอบปรนยั
19.2.2 การตอ่ R, L, C แบบขนาน
19.2.3 การต่อ R, L, C แบบผสม
19.3 กาลังไฟฟา้ เฉล่ยี
หน่วยที่ 20 สมบัตขิ องคลน่ื
20.1 ประเภทของคลน่ื
20.2 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วคล่นื
ความยาวคลืน่ และความถ่ีคลน่ื
20.3 สมบตั ิของคลืน่
20.3.1 การสะท้อน
20.3.2 การหกั เห
20.3.3 การแทรกสอด
20.3.4 การเลยี้ วเบน
หน่วยที่ 21 เสยี งและกำรไดย้ นิ
21.1 สมบตั ิความเป็นคล่นื ของเสียงและ
การเกดิ บีตส์
21.2 การส่ันพ้องของเสียง
21.3 ความเข้มและระดบั ความเข้มเสยี ง
21.4 ระดบั เสยี งและคณุ ภาพเสยี ง
21.5 ปรากฏการณด์ อปเพลอร์
21.6 คล่นื กระแทก
หน่วยท่ี 22 สมบตั ิแสงเชิงเรขำคณติ
22.1 การสะทอ้ นของแสง
22.1.1 กระจกเงาราบ
22.1.2 กระจกเงาโค้ง
22.2 การหกั เหของแสง
22.2.1 กฎของสเนลล์
22.2.2 ความลึกปรากฏ
22.2.3 การสะทอ้ นกลับหมด
22.2.4 การกระจายของแสง
22.2.5 เลนส์
22.3 ความสว่าง
22.4 การเห็นสี
รำยวชิ ำ เนื้อหำ ควำมร้พู น้ื ฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
ม. 6 หน่วยท่ี 23 คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้ำ - คณติ ศาสตรพ์ น้ื ฐาน อตั ราสว่ นคะแนน
ภำคเรยี นที่ 2 ระหว่างภาค : ปลายภาค = 60 :
ว 30206 23.1 ทฤษฎีคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ ของ - เวกเตอร์ 40
Formative 1 (15 คะแนน)
ฟสิ ิกส์ 6 แมกซเวลล์ - ไฟฟา้ - แบบทดสอบอตั นัย
- ชิ้นงาน
23.2 สเปกตรมั คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า - โครงสรา้ งอะตอม Summative (20 คะแนน)
- แบบทดสอบอตั นยั
หน่วยที่ 24 สมบตั ิแสงเชงิ ฟิสกิ ส์ Formative 2 (15 คะแนน)
- แบบทดสอบอัตนัย
24.1 การแทรกสอดของแสง - ช้ินงาน
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
24.2 การเล้ยี วเบนของแสง (10 คะแนน)
สอบปลายภาค (40 คะแนน)
24.3 แสงโพลาไรซ์ - แบบทดสอบปรนยั
24.4 การกระเจิงแสง
หนว่ ยที่ 25 ฟสิ กิ สอ์ ะตอม
25.1 การคน้ พบอเิ ล็กตรอน
25.1.1 อะตอมและโครงสร้างสสาร
25.1.2 การทดลองของทอมสัน
25.1.3 การทดลองของมลิ ลิแกน
25.2 ปรากฏการณโ์ ฟโตอิเล็กตรกิ
25.2.1 ปรากฏการณโ์ ฟโตอิเลก็ ตรกิ
25.2.2 การเกิดกระแสไฟฟา้ จาก
ปรากฏการณโ์ ฟโตอิเลก็ ตริก
25.2.3 ผลการทดลองปรากฏการณ์
โฟโตอเิ ลก็ ตริก
25.2.3 ส่งิ ท่ไี ดจ้ ากกราฟและสมั พนั ธ์
ระหว่างความตา่ งศกั ยห์ ยุดย้ัง
กบั ความถี่แสง
25.2.4 ปรากฏการณค์ อมปต์ นั
25.3 แบบจาลองอะตอม
25.3.1 สเปกตรมั อะตอม
25.3.2 แบบจาลองอะตอมของทอมสัน
25.3.3 แบบจาลองอะตอมของ
รัทเทอรฟ์ อร์ด
25.3.4 ทฤษฎอี ะตอมไฮโดรเจนของ
โบร์
25.3.5 การทดลองของแฟรงค์และเฮ
ริตซ์
25.3.6 รังสเี อก็ ซ์
25.3.7 สมมุติฐานของเดอบรอยล์
25.3.8 กลศาสตร์ควอนตัม
25.3.9 หลกั การสร้างเลเซอร์
หนว่ ยที่ 26 ฟสิ กิ ส์นิวเคลียร์
26.1 กัมมันตภาพรงั สี
26.1.1 การค้นพบกัมมนั ตภาพรงั สี
26.1.2 ชนิดของกมั มันตภาพรังสี
26.1.3 การสลายนวิ เคลยี สของธาตุ
กมั มันตภาพรงั สี
รำยวิชำ เน้ือหำ ควำมรูพ้ ืน้ ฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
26.2 เสถยี รภาพนิวเคลยี สและ
ปฏกิ ิรยิ านิวเคลียร์
26.2.1 เสถยี รภาพนิวเคลียส
26.2.2 ปฏิกริ ิยานวิ เคลยี ร์
26.2.3 ประโยชน์และโทษจาก
กัมมันตภาพรงั สแี ละ
พลังงานนวิ เคลียร์
แบบฝึกหดั วชิ ำฟสิ ิกส์
1. ผลการทดลองการเคล่ือนท่ีแนวตรงได้แถบกระดาษ ดังรูป ขนาดความเร็ว ณ จดุ ที่ 5 มีค่ามากกวา่ คา่
ความเร็ว ณ จุด
ที่ 3 บนแถบกระดาษน้ี อย่กู ี่ cm/s กาหนดให้เครอ่ื งเคาะสัญญาณเวลาได้ 50 ครั้ง/วนิ าที
จดุ ที่ 1 2 3 4 5 6 ทิศการ
ของแถบ
4.0 6.2 cm
เคลอ่ื นท่ี 9.2
กระดาษ
0 1.0 2.4
2. วตั ถเุ คลือ่ นที่โดยมีความเรว็ เป็นช่วงๆตามทแ่ี สดงในกราฟ v-t ความเร็วเฉล่ียตลอดเวลาท่ีเคลื่อนที่ไดใ้ น 4
วินาที
มคี า่ เท่าไร V (m/s)
6
4
2
0 1 2 3 4 t(s)
3. วัตถมุ วล m ผูกตดิ กับเชือกยาว L เรม่ิ ปลอ่ ย 4 4 O 1
จากตาแหน่ง 1 ซ่งึ อยใู่ นแนวระดับ 30°30°
และแนวเดียวกับจุดทผี่ ูกเชอื ก O วตั ถุ 3
จะแกวง่ ไปหยดุ ท่ตี าแหน่ง 4 พอดี L
จงหาวา่ ขณะวัตถผุ า่ นตาแหน่ง 3 อตั ราสว่ น
พลงั งานศักยโ์ นม้ ถ่วงต่อพลังงานจลนเ์ ป็นเทา่ ใด 2
4. ทาใหว้ ตั ถุไถลข้นึ พืน้ เอียงฝืดมมุ ขณะวัตถุเหลือความเรว็ เปน็ 1/3 ของความเร็วต้น วตั ถจุ ะมี
พลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วง
เปน็ กเี่ ท่าของพลงั งานจลน์ กาหนดสัมประสิทธ์คิ วามเสียดทานจลนร์ ะหว่างวัตถุกับพ้ืนเปน็ a
v
3
v
B 5. ชายตนหนง่ึ ออกแรงคงที่ 300 นิวตัน ดงึ เชอื กที่ผกู มวลหนัก 20 kg
ซง่ึ อยนู่ ิ่งทจี่ ดุ A ไปตามรางโคง้ ลื่นยาว 1 ใน 4 ของวงกลมซง่ึ
0.5 m ติดต้งั ไว้ในแนวดิง่ ดังรปู เม่ือมวลเคล่ือนทจ่ี าก A ถงึ B โด
ใช้เวลา 1 นาที จงหากาลังของชายคนน้ีและหาความเร็ว
300 N60 ของ
มวล A เม่อื เคล่ือนที่ผา่ นจดุ B
A
2 m 20 kg
6. ปล่อยวตั ถุเลก็ ๆจากทีส่ งู 8.0 เมตร ลงมาตามรางโคง้ ลน่ื ระหว่างรางโคง้ ลน่ื เป็นพื้นราบฝืด มี
สัมประสทิ ธค์ิ วามเสียดทานจลน์ 0.5 จงหาว่าเมื่อวตั ถุหยดุ จะหยุดห่างจากจุดก่งึ กลางทางราบกี่เมตร
8.0 m
1.5 m
7. จากรปู กาหนดให้ เวกเตอร์ A มีขนาด 2 หน่วย , เวกเตอร์ B มขี นาด 5 หนว่ ย , เวกเตอร์ C มีขนาด 15
หนว่ ย และเวกเตอร์ D มีขนาด 10 หนว่ ย จงหาเวกเตอร์ลัพธ์ของเวกเตอรท์ ้ังสม่ี ีขนาดเท่าใดและทิศใด
y
CB
37 A x
53
D
8. ปลอ่ ยมวลใหไ้ ถลโดยไมม่ ีความฝืดจากหยุดนง่ิ ทจ่ี ดุ A ไปสดุ ราง AB จะใช้เวลาเปน็ กเ่ี ท่าของการไถลไปสดุ
ราง AC ท้งั นี้กาหนดว่ามุม 90 (ตอบในรูปของ )
g
A
B
C
9. ยงิ วัตถุขึน้ ไปด้วยความเร็วต้น 20 เมตรตอ่ วนิ าที ทามุม 53 องศากับแนวระดบั โดยยงิ ข้ึนไปบนพ้ืนเอยี ง
ซงึ่ เอียง 37 องศากบั แนวระดบั ดังรูป วตั ถุจะตกบนพื้นเอียงได้ระยะความยาวตามพนื้ เอยี งเทา่ ใด
?
53 37
10. วัตถสุ องกอ้ นมวล m และ M (โดย M > m) ผกู ตดิ กันดว้ ยเชอื กเบาและคล้องผา่ นรอกลนื่ ที่ยอดของพน้ื
เอยี งทรงสามเหลย่ี มหน้าจว่ั ดังรูป หากคา่ สมั ประสิทธแิ์ รงเสียดทานจลน์ระหวา่ งพน้ื เอียงกับมวลท้ังสอง
กอ้ นเทา่ กบั จงหาค่า ท่ที าให้ก้อนมวลมกี ารเคลอ่ื นที่ด้วยอตั ราเรว็ คงที่
T
mM
11. จงหาคา่ มมุ ท่ีทาให้แรงดงึ ในสายเคเบิล AC ทีเ่ กิดจากแรงดึง 100 นวิ ตนั มคี ่านอ้ ยทส่ี ดุ
A
C 100 N
48
B
เฉลยแบบฝกึ หดั วชิ ำฟิสกิ ส์
1. 55 2. 2.5 เมตร/วินาที
3. (2 - 3 ) : 2 4. 8
5. 15 วตั ต์, 5 เมตร/วนิ าที 9a cot
6. 0.15
7. แรงลัพธข์ นาดประมาณ 17 หน่วย และมที ิศทามมุ arctan 0.375 กนั ทิศ –x 8. 1
9. 10.5 เมตร 10. M m t an cos
m
M 11. 42
กำรเตรียมควำมพรอ้ มสำหรบั กำรเรียนวิชำเคมีในโรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษำ
วชิ าเคมี ทนี่ ักเรียนสายวทิ ย์ – คณติ ต้องเรียนตลอดระยะเวลา 3 ปี ในโรงเรียนเตรียมอดุ มศกึ ษา
ดังน้ี นักเรียนสายวิทย์ – คณิตทั่วไป เรียนท้ังหมด 6 รายวิชา ได้แก่ รายวิชา ว30221 เคมี 1 , ว30222
เคมี 2 , ว30223 เคมี 3 , ว30224 เคมี 4 , ว30225 เคมี 5 และ ว30226 เคมี 6
หลักสูตรวิชำเคมีสำหรับนกั เรียนสำยวิทย์ – คณิต
เน้ือหำ ควำมรพู้ ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมิน
หน่วยท่ี 1 ควำมปลอดภัยและทกั ษะใน อตั รำสว่ นคะแนนระหวำ่ งภำค :
ห้องปฏบิ ตั ิกำรเคมี ปลำยภำค = 60 : 40
สัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายของ - ทักษะปฏิบัติการเคมี Formative 1 (15 คะแนน)
สารเคมใี นระบบ GHS และ NFPA ขอ้ ควรปฎิบัติ เบ้อื งตน้ - แบบทดสอบอตั นยั
ในการทาปฎิบัติการเคมี ทั้งก่อนทาปฏิบัติการ - ทักษะการอ่านเครื่องมือ - สอบปฏิบตั ิการการทดลอง
ขณะทาปฏบิ ตั ิการและหลงั ทาปฏิบตั ิการ การ วิทยาศาสตร์ - แบบฝกึ หัด
กาจัดสารเคมี และการปฐมพยาบาล เม่ือ - ทกั ษะการจัดกระทา - ช้ินงาน
ได้รับอุบัติเหตุจากสารเคมี การพิจารณาความ ข้อมลู
น่าเช่ือถือของข้อมูลท่ีได้จากการวัดจากความ Summative (20 คะแนน)
เท่ียงและความแม่น การเลือกใช้อุปกรณ์ วัด -แบบทดสอบอตั นยั
ปริมาตรและวัดมวลได้อย่างเหมาะสม เลข
นัยสาคัญ หน่วยวัดในระบบเอสไอ แฟกเตอร์ Formative 2 (15 คะแนน)
เปลี่ยนหน่วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ - บูรณาการสวนพฤกษศาสตร์
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และ - สอบปฏบิ ตั กิ ารการทดลอง
จติ วิทยาศาสตร์ - แบบฝึกหดั
หนว่ ยที่ 2 อะตอมและสมบัตขิ องธำตุ - ชิ้นงาน
แบบจาลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน - เนื้อหาเคมีระดับชั้นม.ต้น คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
รัทเทอร์ฟอร์ด โบร์และแบบกลุ่มหมอก อนุภาค แบบจาลองอะตอม รูปแบบ (10 คะแนน)
มูลฐานของอะตอม สญั ลกั ษณน์ ิวเคลียร์ ต่าง ๆ
เลขอะตอม เลขมวล ไอโซโทป เขียนการจัดเรียง - โครงสร้างอะตอม เร่ือง สอบปลำยภำค (40 คะแนน )
อิเล็กตรอนในอะตอม ระดับพลังงานของ จานวนอนภุ าคมลู ฐาน -แบบทดสอบปรนัย
อิเล็กตรอน ออร์บิทัล และเวเลนซ์อิเล็กตรอน เลขอะตอม เลขมวล
วิวัฒนาการของการสร้างตารางธาตุและตาราง การจดั เรยี งอเิ ล็กตรอน
ธาตุในปัจจุบัน แนวโน้มสมบัติบางประการของ - เนื้อหาเคมรี ะดับช้นั
ธาตุในตารางธาตุตามหมู่และตามคาบเกี่ยวกับ ม.ต้น เร่ืองแนวโน้มสมบัติ
ขนาดอะตอม ขนาดไอออน IE EN และ EA ข อ ง ธ า ตุ ใ น ต า ร า ง ธ า ตุ
สมบตั ิของธาตแุ ทรนซิชัน ธาตุกัมมันตรังสี สมบัติของธาตุตามแนวหมู่
การเกิดกัมมันตภาพรังสี การสลายตัวและ แ ล ะ ค า บ ร ว ม ทั้ ง ธ า ตุ
อันตรายจากไอโซโทปกัมมันตรังสี คานวณครึ่ง กั ม มั น ต รั ง สี ไ อ โ ซ โ ท ป
เนือ้ หำ ควำมรู้พ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
ชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี ปฏิกิริยานิวเคลียร์และ กัมมันตรังสี รังสีแอลฟา
เทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องกับการใช้สารกัมมันตรังสี รังสีบีตารังสีแกมมา สมการ
การนาธาตุไปใช้ประโยชน์และผลกระทบต่อ นิวเคลียร์ ครึ่งชีวิตของ
สิ่งมชี วี ติ และส่ิงแวดล้อม ไ อ โ ซ โ ท ป กั ม มั น ต รั ง สี
ป ฏิ กิ ริ ย า นิ ว เ ค ลี ย ร์ แ ล ะ
อันตรายและประโยชน์ของ
ไอโซโทปกมั มนั ตรังสี
หน่วยที่ 3 โมลและสูตรเคมี - เน้อื หาเคมรี ะดับชนั้ ม.ตน้
คานวณมวลอะตอม มวลอะตอมเฉลี่ย โมล ปริมาณสารสัมพันธ์ เรื่อง
ม ว ล ต่ อ โ ม ล ม ว ล โ ม เ ล กุ ล แ ล ะ ม ว ล สูตร ความสัมพันธ์ระหว่างโมล
ความสัมพันธ์ระหว่างจานวนโมล อนุภาค มวล กับปริมาณสารในหน่วยอนื่
และปรมิ าตรของแกส๊ ที่ STP สูตรเคมแี ละการหา - ทักษะการคานวณทาง
มวลเป็นร้อยละจากสูตร กฎทรงมวล กฎสัดสว่ น คณิตศาสตร์ การคานวณ
คงที่ สูตรอยา่ งง่าย สตู รโมเลกลุ ทั่วไป เรอื่ งเลขยกกาลังและ
ราก (กรณฑ)์
หน่วยท่ี 4 พันธะเคมี
สัญลักษณ์แบบจดุ ของลิวอสิ และกฎออกเตต - การทอ่ งตาราง
การเกิดพันธะโคเวเลนต์ โครงสรา้ งลิวอสิ จาสญั ลักษณธ์ าตุ บอกหมู่
สูตรโมเลกุลและชอื่ ของสารโคเวเลนต์ ความยาว และคาบในตารางธาตุได้
และพลงั งานพนั ธะ เรโซแนนซ์ การคานวณ
พลงั งานพันธะและพลังงานของปฏิกิริยา รูปรา่ ง
และสภาพขัว้ ของโมเลกลุ โคเวเลนต์
แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลและสมบัติของสาร
โคเวเลนต์ สารโคเวเลนต์โครงรา่ งตาขา่ ย
การเกิดพันธะไอออนิก สตู รเคมี และช่อื ของ
สารประกอบไอออนิก พลังงานกับการเกิด
สารประกอบไอออนกิ สมบัติของสารประกอบ
ไอออนิก สมการไอออนกิ และสมการไอออนิก
สทุ ธิ การเกดิ พันธะโลหะ สมบัติของโลหะ และ
การนาสารประกอบชนดิ ตา่ งๆไปใชป้ ระโยชน์
เนอ้ื หำ ควำมรู้พื้นฐำน รปู แบบกำรประเมนิ
หนว่ ยที่ 5 แกส๊ และสมบตั ิของแกส๊
สมบัติของแก๊ส กฎต่าง ๆ ของแก๊ส กฎของ - ความรูเ้ รือ่ งโมลของสาร
บอยล์ กฎของชาร์ล กฎรวมแกส๊ กฎแกส๊ สมบรู ณ์ - การคานวณทาง
ทฤษฎจี ลน์ของแกส๊ การแพรข่ องแกส๊ คณติ ศาสตร์ เนน้ ทักษะการ
คานวณท่ัวไป
หน่วยท่ี 6 สำรละลำย
ความเข้มข้นของสารละลายในหนว่ ยต่างๆ - การคานวณโดยใช้หน่วย
การเตรียมสารละลาย การหาจุดเดือด จุดเยือก- นาทาง
แข็งหรือจุดหลอมเหลวของสารละลายท่ีแตกตา่ ง -ความรู้เร่อื งโมลของสาร
จากสารบรสิ ุทธ์ิ
หน่วยที่ 7 ปรมิ ำณสมั พันธ์
ปริมาณสัมพนั ธ์ของแกส๊ ตามกฎของ -ทกั ษะการคานวณทาง
เกย์–ลูสแซก และกฎอาโวกาโดร สูตรเอมพิริคัล คณติ ศาสตร์ทว่ั ไป
สูตรโมเลกุล มวลขององค์ประกอบจากสูตรเคมี -สมการเคมี
ปรมิ าณสัมพนั ธ์ของสารในสมการเคมี
หนว่ ยท่ี 8 อตั รำกำรเกดิ ปฏริ ยิ ำเคมี
อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี แนวคิดเกี่ยวกับการ - การเกิดปฏิกิริยาเคมี
เกิดปฏิกิริยาเคมี พลังงานกับการดาเนินไปของ -ทักษะการคานวณทาง
ปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยท่ีมีผลต่ออัตรา การ คณิตศาสตร์ทัว่ ไป
เกิดปฏิกิริยาเคมี ได้แก่ ความเข้มข้น พ้ืนท่ีผิว
อุณหภูมิ ความดันของแก๊ส ตัวเร่งปฏิกิริยา
และตวั หนว่ งปฏิกิริยา
หน่วยที่ 9 สำรอนิ ทรยี ์
โครงสร้างสารอินทรีย์ สูตรโครงสร้างแบบลิวอสิ -กฎออกเตด
แบบย่อ แบบลิวอิสผสมแบบย่อ แบบเส้นและ -การเขยี นสตู รโครงสรา้ ง
มุม สูตรโครงสร้างแบบโซ่เปิด และแบบวง แบบเส้น
ปรากฏการณ์ไอโซเมอริซึม สารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน หมู่ฟังก์ชัน ปฏิกิริยาเคมีของ
แอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ เอสเทอร์ แอลดีไฮด์
คีโตน เอมีนและเอไมด์ สารประกอบอินทรีย์
น า ไ ป ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วั น แ ล ะ
อตุ สาหกรรม
เนอื้ หำ ควำมรูพ้ ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
หน่วยที่ 10 พอลิเมอร์
ชนิดและประเภทปฏิกิริยาของพอลิเมอร์ ชนิด การแยกปิโตรเลียม และ
สมบัติ ประโยชน์ของพลาสติก เส้นใยและยาง การนา ไปใช้ประโยชนท์ า
มลพษิ แนวทางแกไ้ ขและการป้องกันสิ่งแวดล้อม เปน็ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น
การประหยัดพลังงานและการใชพ้ ลงั งานทดแทน พลาสตกิ เสน้ ใย
ยาง
หนว่ ยที่ 11 สมดลุ เคมี
ศึกษาเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ - อตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
ความหมายและสมบัติของภาวะสมดุล สมดุล - การคานวณเกย่ี วกับโมล
ระหว่างสถานะ สมดุลในสารละลายอ่ิมตัว และปรมิ าณสมั พันธ์
สมดุลในปฏิกิริยาเคมี ความสัมพันธ์ระหว่าง - การคานวณทาง
ความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุล คณิตศาสตร์การคานวณ
ค่าคงที่สมดุลกับสมการเคมี การคานวณเกี่ยวกับ ท่ัวไป เนน้ เร่อื งเลขยกกาลงั
ค่าคงที่สมดุล ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล การ และรากที่ 2
เปล่ียนแปลงภาวะสมดุล หลักของเลอชาเตอลเิ อ
การใช้หลักของเลอชาเตอลิเอในอุตสาหกรรม
สมดลุ เคมใี นสิ่งมีชวี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม
หนว่ ยท่ี 12 กรด – เบส
ศึกษาเก่ียวกับสารละลายอิเล็กโทรไลต์และ - กรด – เบส ระดับม.ตน้
สารละลายนอนอิเล็กโทรไลต์ ไอออนใน - สมดุลเคมี
สารละลายกรด-เบส ทฤษฎีกรด – เบส คู่กรด - การคานวณเกี่ยวกับโมล
– เบส การแตกตัวของ กรด – เบส การ และปริมาณสมั พนั ธ์
คานวณหาไอออนในสารละลาย กรดแก่ – เบส - การคานวณทาง
แก่ คา่ คงที่สมดลุ กรด-เบส การคานวณหาไอออน คณิตศาสตร์การคานวณ
ในสารละลายกรดอ่อน – เบสอ่อน การแตกตัว ท่วั ไป เนน้ เร่ืองเลขยกกาลงั
เป็นไอออนของน้าและการเปล่ียนแปลงความ รากที่ 2 และลอการทิ มึ
เข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์
ไอออนในน้า การคานวณหา pHของสารละลาย
อินดิเคเตอร์สาหรับกรด – เบส ปฏิกิริยา
ระหว่างกรดกับเบส ปฏิกิริยาสะเทิน ปฏิกิริยา
ของกรดหรือเบสกับสารบางชนิด เกลือและ
ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส กระบวนการและ การ
เลือกอินดิเคเตอร์ในการไทเทรตกรด -เบส
การคานวณหา pH ของสารละลายในการ
ไทเทรตตั้งแต่เริ่มต้นการไทเทรตจนถึงจุดสมมูล
สารละลายบัฟเฟอร์และสมบัติของสารละลาย
บฟั เฟอร์
เน้อื หำ ควำมรู้พืน้ ฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
หนว่ ยท่ี 13 เคมไี ฟฟ้ำ
ศึกษาเกี่ยวกับปฏิกิริยารีดอกซ์และนอนรีดอกซ์ - เซลล์ไฟฟ้าระดับม.ต้น
ปฏิกริ ยิ า-ออกซิเดชนั ปฏกิ ริ ิยารดี ักชนั ตัวรดี ิวซ์ - สมบัติของธาตใุ นตาราง
ตัวออกซิไดส์ การเปรียบเทียบความสามารถใน ธาตุ
การถ่ายโอนอิเล็กตรอนของสารจากข้อมูลการ - การคานวณเก่ยี วกับโมล
ทดลอง การเขียนและการดุลสมการรีดอกซ์โดย และปรมิ าณสัมพันธ์
ใช้เลขออกซิเดชันที่เปลี่ยนไปและโดยวิธีคร่ึง - การคานวณทาง
ปฏิกิริยา เซลล์ไฟฟ้าเคมี เซลล์กัลวานิก การ คณติ ศาสตร์ทัว่ ไป
เขียนแผนภาพเซลล์กัลวานิก การหาค่า
ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์และศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของ
ครึง่ เซลล์ การเปรยี บเทียบความสามารถในการ
ทาหน้าท่ีตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์ของสารจาก
ค่าศักย์ไฟฟ้า เซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภูมิ
บางชนิด เซลล์อิเล็กโทรไลติก การแยกสารไอ
ออนิกที่หลอมเหลวและการแยกสารละลายด้วย
กระแสไฟฟ้า การชุบโลหะ การทาโลหะให้
บริสุทธ์ิโดยใช้เซลล์อิเล็กโทรไลติก การกัดกร่อน
ของโลหะและการป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ
ความก้าวหน้าและเทคโนโลยีท่ีเกี่ยวข้องกับเซลล์
เคมไี ฟฟ้า
หน่วยที่ 14 บูรณำกำร
การแก้ปัญหาจากสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน - ความรวู้ ิชาเคมีทุก
ชีวิตประจาวัน การประกอบอาชีพ หรือ ระดับชัน้
อุตสาหกรรมโดยใช้ความรู้ทางเคมี โดยมีการบรู - ความรวู้ ทิ ยาศาสตร์ใน
ณาการความรู้วิชาเคมีในแตล่ ะระดับช้ัน รวมทั้ง สาขาต่างๆ
บูรณาการความรู้วิชาเคมีร่วมกับสาขาวิชาอื่น มี - การคานวณทาง
การใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรร มเ พ่ือ - การใชเ้ ทคโนโลยี
แก้ปัญหา และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ สารสนเทศ
นาเสนอผลงาน
** อำจปรับเปลยี่ นได้ตำมควำมเหมำะสม
แนวทำงในกำรเรยี นวิชำเคมใี ห้ประสบควำมสำเรจ็
1. นกั เรยี นต้องมีความรู้และความเขา้ ใจเร่ือง ตารางธาตแุ ละสมบัติของธาตุเป็นอย่างดี มีพ้นื ฐานปริมาณ
สารสมั พันธ์ เพราะตอ้ งนาไปใช้ในการเรียนเคมีทกุ เร่ือง
2. การทดลองเป็นหัวใจสาคัญของการเรียนวิชาเคมี เพราะทาให้นักเรียนเข้าใจทฤษฎีท่ีเป็นรูปธรรมมาก
ขึน้
โดยไม่เนน้ การจา
3. การทาแบบฝกึ หดั และทบทวนอยา่ งต่อเนือ่ งจะช่วยใหน้ ักเรียนสามารถทาคะแนนไดด้ ี
4. นักเรียนควรศึกษาบทเรียน วางแผนการเรียนและการเตรียมตัวในการสอบล่วงหน้า
ประมาณ 2 สัปดาห์
5. ควรทากิจกรรม ใบงาน หรืองานที่ครูมอบหมายอย่างต่อเน่ืองและส่งตรงเวลา รวมทั้งมาเรียน
ในคาบเรียน อย่างสมา่ เสมอจะทาให้คะแนนเกบ็ ของนักเรยี นดีและไดผ้ ลการเรียนอยใู่ นระดับทีด่ ีมาก
เอกสำรประกอบกำรสอน
1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรส์ าระการเรียนรู้เพม่ิ เติม(เคมี) ของสสวท. เลม่ 1 – เล่ม 5
2. เอกสารประกอบการเรียนการสอนท่ีคณะครผู ู้สอนแตล่ ะระดบั ช้นั จดั ทาข้ึน นกั เรยี นสามารถสอบถาม
จากครผู ูส้ อนประจาวิชา
3. หนังสือแบบฝึกหัดเพิ่มเติมที่คณะครูผู้สอนแต่ละระดับชั้นจัดทาข้ึน นักเรียนสามารถสอบถาม
จากครูผ้สู อนประจาวชิ า
สง่ิ ท่เี ปน็ ปญั หำและอุปสรรคในกำรเรยี น
1. นกั เรยี นต้องเขา้ เรยี นสมา่ เสมอ เพื่อใหไ้ ดร้ บั ความรู้ครบถ้วนและเขา้ ใจเน้อื หาอยา่ งต่อเน่อื ง
2. ติดตามงานที่ต้องปฏิบัติ เช่น การทาการทดลอง การส่งช้ินงานและแบบฝึกหัด เพราะแสดงถึง
ความรบั ผิดชอบและการรักการเรียนรู้ในวชิ าเคมี
3. ติดตามข้อมูลข่าวสารการสอบเข้ามหาวิทยาลัยล่วงหน้า เพ่ือนามาวางแผนการเตรียมความพร้อม
ในการสอบท้งั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
เอกสำรเพมิ่ เติม
1. หนงั สอื เคมีภาษาองั กฤษ
2. หนังสือเคมใี นระดับมหาวิทยาลยั
3. เว็บไซต์ทางวิทยาศาสตร์ท่ีน่าสนใจ
4. Dictionary ศัพทว์ ิทยาศาสตร์
รำงวัลสำหรบั ผทู้ ำคะแนนยอดเย่ียม
นักเรียนทสี่ อบไดค้ ะแนนปลายภาคสูงสดุ ของแต่ละระดับชัน้ ใน 1 ปกี ารศกึ ษา ( 2 ภาคเรียน)
จะไดร้ ับโล่คะแนนสูงสดุ ของระดบั ชนั้
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์มีโครงกำรส่งเสริมควำมเป็นเลิศด้ำนวิชำกำรทุกสำขำวิชำ
นักเรียนที่สนใจวิชำเคมี สำมำรถสมัครเข้ำรับกำรคัดเลือก เพ่ือเข้ำอบรม สอวน. ค่ำย 1 ค่ำย 2 และ
คดั เลือกเป็นตัวแทนไปแข่งขนั ระดับชำติ และระดบั โลกตำมลำดับ
แบบฝกึ หดั วชิ ำเคมี
1. ในการเตรยี มสารละลายกรดแอซตี ิกความเข้มข้น 1.00 mol/dm3 ปริมาตร 250 cm3 จากกรดแอซตี กิ
บรสิ ทุ ธ์ิที่มคี วามหนาแนน่ 1.10 g/cm3 จะตอ้ งใชก้ รดแอซตี ิกบริสทุ ธก์ิ ่ี cm3
1. 13.6 2. 15.0 3. 16.5 4. 25.0
2. สารละลาย HX ท่มี เี น้ือ HX ร้อยละ x โดยมวล มีความหนาแน่น y g/cm3 จะมคี วามเขม้ ขน้ ก่ี
mol/dm3 ถา้ HX มมี วลโมเลกลุ A
1. 10 y/xA 2. 10 A/xy 3. 10 /xyA 4. 10 xy/A
3. ในการตรวจสอบคุณภาพของนา้ ประปาตัวอย่างพบวา่ มสี ารอนิ ทรีย์มวลโมเลกุลเท่ากบั 250 เจือปน
อยู่
4 10–7 mol/dm3 ถา้ ในแตล่ ะวันประชาชนด่มื น้าประปานเ้ี ขา้ ไป 2,000 cm3 ตอ่ วันต่อคน
ปริมาณของสารอินทรียท์ ีร่ ่างกายรับเข้าไปต่อวนั มกี ี่ mg
1. 1 10–4 2. 2 10–4 3. 1 10–1 4. 2 10–1
4. ในหอ้ งปฏบิ ัติการมนี ้าสม้ สายชขู วดหนึง่ ทีส่ ลากเขยี นว่า นา้ ส้มสายชูบริสทุ ธ์ิ 5 % โดยมวล
ความหนาแนน่ ของสารละลาย 1.2 g/cm3 ปริมาตรสุทธิ 700 cm3 ถา้ ตอ้ งการเตรยี มนา้ ส้มสายชู
เข้มข้น 0.1 mol/dm3 ปรมิ าตร 500 cm3 จะต้องทาอย่างไรจากนา้ ส้มสายชูขวดนั้น
1. แบง่ มา 50 cm3 เตมิ นา้ ลงไปอีกจนได้สารละลายมีปรมิ าตร 500 cm3
2. แบง่ มา 50 cm3 เติมนา้ ลงไปอีกจนไดส้ ารละลายมีปรมิ าตร 1000 cm3
3. นานา้ ส้มสายชูขวดนั้นมาเตมิ นา้ อีกเท่าตัวแลว้ แบ่งมาเพียง 500 cm3
4. นานา้ ส้มสายชขู วดนั้นมาเตมิ นา้ อีก 2 เทา่ ตวั แล้วแบง่ มาเพยี ง 1000 cm3
5. น้าทะเลมีไอโอดีนรอ้ ยละ 2.54 โดยมวล จงหาปรมิ าตรของนา้ ทะเลในหนว่ ย dm3 ท่ีมไี อโอดีนในรูป
ของไอโอไดด์ไอออนอยู่ 1.21 1024 อนภุ าค กาหนดให้ความหนาแน่นของน้าทะเลเท่ากับ 1.5 g/cm3
1. 4.3 2. 6.7 3. 10.0 4. 13
6. ในการวิเคราะหผ์ ักบุ้ง 100 g พบวา่ มีตะกว่ั 0.208 สว่ นในล้านส่วน ผักบุ้งจานวนนีม้ ตี ะกว่ั อยู่กี่อะตอม
1. 6.02 1014 2. 6.02 1016 3. 6.02 1020 4. 6.02 1022
7. สารละลาย A เกดิ จากการละลาย Na2CO3 31.8 g ในน้าจนไดส้ ารละลาย 500 cm3 ถา้ ต้องการเตรียม
สารละลาย Na2CO3 0.2 mol/dm3 180 cm3 จากสารละลาย A จะต้องแบ่งสารละลาย A มากี่ cm3
1. 60 2. 90 3. 120 4. 150
8. สารละลาย A เตรยี มจากการละลาย Na2CO3 5.3 g ในน้า 250 cm3 ถ้าทา่ นตอ้ งการเตรยี ม
สารละลาย Na2CO3 เขม้ ขน้ 0.01 mol/dm3 จานวน 500 cm3 จะตอ้ งนาสารละลาย A มาก่ี cm3
1. 15 2. 20 3. 25 4. 30
9. ถา้ ต้องการเตรยี มกรดไฮโดรคลอรกิ เข้มขน้ 0.50 mol/dm3 จานวน 100 cm3 จากกรดเข้มขน้
36.0 % m ซึง่ มีความหนาแนน่ 1.20 g/cm3 จะต้องใชก้ รดนี้กี่ cm3
1. 4.22 2. 5.07 3. 5.52 4. 6.08
10. จะตอ้ งเติมน้าลงในสารละลายคอปเปอร์(II)ซลั เฟต (CuSO4) ที่มีความเข้มขน้ 16 g/dm3 จานวน
200 cm3 กี่ cm3 เพือ่ ให้ได้สารละลายคอปเปอร์(II)ซัลเฟต ที่มีความเข้มขน้ เปน็ 0.01 mol/dm3
1. 2,200 2. 2,0000 3. 1,800 4. 200
11. กาหนดใหค้ ่าคงทีส่ มดลุ ของปฏกิ ริ ิยาตอ่ ไปน้ี ทอ่ี ุณหภมู ิ 250 C มคี า่ a,bและ c ดงั น้ี
2N2O(g) 2N2(g) + O2(g) K1 = a
2N2O4(g) 4NO2(g) K2 = b
N2(g) + 2O2(g) 2NO2(g) K3 = c
2N2O(g) + 3O2(g) 2N2O4(g) K4 = ………
K4 มคี ่าเท่าใดในเทอม a , b และ c 4. ac2/b
1. ac2b
2. c/ab 3. ac/b
12. เผา NaHCO3ได้แกส๊ CO2ดงั สมการ
2NaHCO3(s) Na2CO3(s) + CO2(g) + H2O(g)
ท่อี ุณหภูมิ 1000C มีค่าคงท่ีสมดุลเทา่ กับ 0.04 mol2 dm¯6 ถา้ เผา NaHCO3หนัก 80 g ในภาชนะปิด
ขนาด 2dm3 ทภ่ี าวะสมดุล NaHCO3สลายตวั ไปรอ้ ยละเท่าใดโดยน้าหนัก
(Na = 23 , C = 12 , O = 16)
1. 10.5 2. 21 3. 42 4. 84
13. จงพจิ ารณาปฏกิ ิรยิ า N2O4(g) + 58.0 kJ 2NO2(g)
มีการเปลี่ยนแปลงใดบ้างที่ทาให้สมดลุ เลื่อนไปทางขวา
ก) เตมิ N2O4 ข) ลด N2O4 ค) ลด NO2
ฉ) ลดอณุ หภมู ิ
ง) เพม่ิ ความดันโดยการเติม N2(g) จ) เพิม่ ปรมิ าตร
1. ก , ค และ ง 2. ก , คและ จ
3. ค , จ และ ฉ 4. ข , ค และ จ
14. สารละลายเบสออ่ นเข้มข้น 0.05 mol dm¯3 ปริมาตร 250 cm3 แตกตัวร้อยละ 0.01
จะมี pH และคา่ คงท่สี มดลุ ของเบสอ่อนเทา่ ใดตามลาดบั
1. 8.7 , 5 x 10¯9 2. 10 , 2 x 10¯8
3. 8.7 , 5 x 10¯10 4. 12 , 2 x 10¯8
15. สารละลายในข้อใดเปน็ สารละลายบัฟเฟอร์
1. 10 cm3 1.0 mol dm¯3 NH3 + 10 cm3 1.0 mol dm¯3 NH4OH
2. 10 cm3 1.0 mol dm¯3 NaOH + 20 cm3 1.0 mol dm¯3 CH3COOH
1.0 mol dm¯3 Na2S
3. 10 cm3 1.0 mol dm¯3 H2S + 10 cm3 1.0 mol dm¯3 NaCN
4. 10 cm3 1.0 mol dm¯3 CH3COOH + 20 cm3
16 จากข้อมลู ตอ่ ไปน้ี
อนิ ดิเคเตอร์ ช่วง pH ทเี่ ปลยี่ นสี สีทเี่ ปลย่ี น สขี องสำรละลำยตัวอยำ่ ง
เมทลิ ออเรนจ์ 3.2 – 4.4 แดง – เหลือง เหลอื ง
คองโกเรด 3.0 – 5.0 น้าเงิน – แดง แดง
ฟนี อลเรด 6.8 – 8.4 เหลือง – แดง เหลอื ง
พจิ ารณาสารละลายต่อไปนี้
ก. สารละลาย H2SO4 2 x 10¯ 6 mol . dm¯ 3
ข. สารละลาย HA 0.1 mol dm¯3 ผสมกบั NaA 0.1 mol dm¯3 (Ka ของ HA เทา่ กบั 5 x 10¯5)
ค. สารละลายท่มี แี กส๊ HCl ท่ี 270C จานวน 0.001 โมล ละลายในน้า 50 dm3
สารละลายในข้อใด เปลีย่ นสอี ินดเิ คเตอร์เช่นเดยี วกบั สารละลายตวั อยา่ ง
(กาหนด log 2 = 0.3 , log 5 = 0.7)
1. ก เทา่ น้ัน 2. ข เทา่ น้ัน 3. ก และ ข เท่าน้ัน 4. ก ข และ ค
17. ข้อใดเปน็ ปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซ์ท่ีตัวออกซไิ ดส์มีการเปลย่ี นแปลงค่าเลขออกซเิ ดชนั มากที่สุด
1. KClO3 + 6 HCl + 3 SnCl2 KCl + 3 SnCl4 + 3 H2O
2. Cr2O72– + 14 H+ + 3 S2– 2 Cr3+ + 7 H2O + 3 S
3. 2CuSO4 + 4 KI 2 CuI + 2 K2SO4 + I2
4. NH3 + H+ NH4+
18. จากค่าEOของครง่ึ ปฏิกิริยาต่อไปนี้
ปฏกิ ิริยำรดี กั ชนั E0, V
– 0.83
2H2O + 2e¯ H2 + 2OH¯
2H+ + 2e¯ H2 0.00
+0.40
4e¯ O2 + 2H2O + 4OH¯ +1.09
+1.23
Br2 + 2e¯ 2Br¯
4. ค เทา่ น้นั
O2 + 4H+ + 4e¯ 2H2O
ปฏิกริ ยิ าอิเล็กโทรลิซสิ ของสารละลาย HBrเข้มข้น 1 mol/dm3
ก. ผลิตภัณฑท์ ่ีเกิดข้นึ ที่ขัว้ แอโนดและแคโทด คือ O2และ H2ตามลาดับ
ข. ศักย์ไฟฟ้าภายนอกทท่ี าให้เกิดปฏิกริ ิยาเท่ากับ 1.23โวลต์
ค. pHของสารละลายจะค่อยๆเพ่ิมข้นึ
ข้อใดถูกต้อง
1. ก ข 2. ก ค 3. ข ค
19. ในการถลงุ แรส่ ตบิ ไนตม์ ีสมการทเี่ กี่ยวขอ้ ง 2 ขน้ั ตอนคอื
ข้นั ตอนท่ี 1 การยา่ งแร่เพ่ือเปลี่ยนสารประกอบซลั ไฟด์ของพลวงให้เปน็ สารประกอบออกไซด์
ขน้ั ตอนที่ 2 รดี ิวซ์สารประกอบออกไซด์ของพลวงด้วย CO(g) เพื่อให้ได้โลหะพลวง
ในการถลงุ โลหะพลวงจากแร่สติบไนตห์ นกั 136 กรมั พบวา่ ไดอ้ อกไซดข์ องพลวงซ่ึงนาไปเผากับถา่ น
ไม้ จึงจะได้โลหะพลวงหนัก 24.4 กรัม แรส่ ติบไนตท์ น่ี ามาถลงุ มีปรมิ าณของ Sb2S3 อยูร่ อ้ ยละเทา่ ใด
(ให้Sb = 122, S = 32, O = 16)
1. 12.5 % 2. 20 %
3. 25 % 4. 50 %
20. ขอ้ ใดถกู ต้องเกีย่ วกบั การผลติ โซเดียมไฮดรอกไซด์โดยใชเ้ ยื่อแลกเปล่ยี นไอออน
ก. เป็นเซลลอ์ ิเลก็ โทรไลต์
ข. เกิดปฏิกริ ิยารดี อกซ์
ค. เยอ่ื แลกเปล่ยี นไอออนจะยอมให้เฉพาะไอออนลบผา่ นไดเ้ ท่านนั้
ง. โซเดยี มไฮดรอกไซด์ท่ีไดจ้ ะมีความเขม้ ข้นมากกวา่ ท่ีไดจ้ ากเซลล์ปรอท
จ. ทแี่ คโทดเกิดปฏิกิริยา 2H2O(l) + 2e– H2(g) + 2OH–(aq)
1. ก , ข , ค 2. ก , ข , จ
3. ข , ค , ง 4. ค , ง , จ
เฉลยแบบฝึกหดั วิชำเคมี
ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
คำตอบ 2 4 4 1 2 2 1 3 1 3 4 4 2 3 2 1 1 4 3 2
กำรเตรยี มควำมพร้อมสำหรับกำรเรียนวิชำชวี วิทยำในโรงเรียนเตรยี มอดุ มศกึ ษำ
วิชาชีววิทยาที่นักเรียนสายวิทย์ – คณิตต้องเรียนตลอดระยะเวลา 6 ภาคเรียน ในโรงเรียน
เตรยี มอุดมศึกษาจะต้องลงทะเบยี นเรยี นทัง้ สิน้ 6 รายวิชา ได้แก่ รายวิชา ว30241 ชีววิทยา 1, ว30242
ชีววทิ ยา 2, ว30243 ชวี วทิ ยา 3 , ว30244 ชวี วทิ ยา 4, ว30245 ชีววทิ ยา 5 และ ว30246 ชวี วิทยา
6
โดยมหี ลกั สูตรดังนี้
รำยวิชำ เนื้อหำ ควำมรู้พื้นฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
ม.4 หนว่ ยที่ 1 สิ่งมชี ีวิตและกำร 1. ความรู้เรื่องการใช้ 1. Formative 1 (15
ภำคเรยี นที่ ดำรงชีวิต กลอ้ งจุลทรรศน์ คะแนน)
– การสอบกล้องจลุ ทรรศน์
1 1.1 ธรรมชาตขิ องส่งิ มชี ีวิต 2. ความรเู้ รื่อง (5 คะแนน) ,
ว30241 - ความหมายและเกณฑค์ ณุ สมบตั ิ กระบวนการทาง – ช้นิ งานและปฏบิ ัติการ
ชวี วิทยา 1 ของสงิ่ มชี วี ติ วิทยาศาสตร์ (10 คะแนน)
- ชวี จริยธรรม 1. ความรูเ้ รื่องเซลล์ 2. Summative (20
1.2 การศึกษาชีววทิ ยา การลาเลียงสาร คะแนน)
- การศกึ ษาชวี วทิ ยา กระบวนการ ผา่ นเซลล์
ทางวิทยาศาสตร์ 3. Formative 2
- สว่ นประกอบของกล้องจุลทรรศน์ (15 คะแนน)
– การสอบอาณาจักร
หนว่ ยที่ 2 เซลล์ของสิ่งมชี ีวิต สตั ว์
2.1 เซลล์ของสิ่งมีชีวติ (5 คะแนน)
- เซลล์และทฤษฏีเซลล์ – ชน้ิ งานและปฏิบัติการ
- การศึกษาโครงสรา้ งของเซลล์ ( 10 คะแนน)
ภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสง
และอิเล็กตรอน 4. ปลายภาค (40 คะแนน)
- การรักษาดลุ ยภาพของเซลล์ – สอบเนือ้ หาทงั้ หมด
- การลาเลยี งและสื่อสารระหวา่ ง
เซลล์ 5. คุณลกั ษณะอันพึง
- การเปล่ียนแปลงของเซลล์ และการ ประสงค์ (10 คะแนน)
ชราภาพของเซลล์
หน่วยที่ 3 ควำมหลำกหลำยทำง 1. รู้จักความ
ชวี ภำพ หลากหลายทาง
3.1 การศกึ ษาความหลากหลาย ชีวภาพ
ทางชวี ภาพ 2. รจู้ ักระบบนเิ วศ
3.2 การจดั หมวดหมู่ของสง่ิ มีชวี ิต 3. จาแนกสิง่ มีชวี ติ ได้
3.3 อาณาจักรของส่งิ มชี ีวติ
รำยวิชำ เนอื้ หำ ควำมรพู้ นื้ ฐำน รูปแบบกำรประเมิน
ม.4 หน่วยท่ี 4 เคมพี ื้นฐำนของ
ภำคเรียนที่ สง่ิ มีชวี ิต
2 4.1 โครงสรา้ งของพนั ธะเคมี 1. เชอื่ มโยงกับ 1. Formative 1 (15
ว30242 ประเภทของหมู่ฟังก์ชัน ความรู้เร่ือง คะแนน)
ชีววทิ ยา 2 4.2 ประเภทและความแตกต่าง โครงสร้าง – การสอบเคมีพ้นื ฐานของ
ระหว่างสารอนิ ทรยี ์ สารอนินท ทางเคมขี องสารเคมี ส่ิงมชี วี ิต (5 คะแนน)
รียแ์ ละ สารชวี ท่ีเปน็ อนิ ทรยี ส์ าร – ชิน้ งาน (10 คะแนน)
โมเลกุล 2. ชนิดของ 2. Summative(20
- โครงสร้างและหน้าทีข่ อง สารอาหาร คะแนน)
คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ลิพิด – การสอบเรอื่ งการย่อย
วิตามิน และกรดนิวคลีอิก อาหาร
4.3 ปฏกิ ิริยาเคมีภายในเซลลข์ อง 3. Formative
สิ่งมชี ีวิต 2(15คะแนน)
หนว่ ยที่ 5 ระบบย่อยอำหำร – การสอบระบบหมนุ เวยี น
5.1 ความหมายและอวยั วะที่ 1. ระบบการ (5 คะแนน)
เกีย่ วขอ้ งของระบบย่อยอาหาร ยอ่ ยอาหารใน – ชน้ิ งานและปฏบิ ตั กิ าร
ของส่งิ มีชวี ิต คน (10 คะแนน)
5.2 การลาเลียงและการดูดซึม 2 ชนดิ ของสารอาหาร 4. ปลายภาค (40 คะแนน)
3. ระบบ – สอบเน้ือหาทัง้ หมด
สารอาหาร หมนุ เวยี นโลหิต 5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ
หนว่ ยที่ 6 กำรรักษำดุลยภำพ ประสงค์ (10 คะแนน)
6.1 การรกั ษาดุลยภาพในร่างกาย
ของสิ่งมีชีวติ เซลล์เดยี วและ 1. ระบบหมุนเวียน
ส่งิ มีชวี ติ โครงสรา้ งซบั ซอ้ น โลหติ
6.2 ระบบหายใจและโครงสร้างท่ี 2. ระบบหายใจ
ใชใ้ นการแลกเปล่ยี นแกส๊ ของ 3. ระบบขับถา่ ย
สงิ่ มีชวี ิต 4. การรกั ษาดุลย
6.3 ระบบขับถ่ายและการรกั ษา ภาพของร่างกาย
สมดุลนา้ ในรา่ งกาย
6.4 ระบบหมนุ เวียนเลือด
6.5 ระบบน้าเหลอื งและระบบ
ภมู ิค้มุ กัน
รำยวิชำ เนอื้ หำ ควำมรพู้ น้ื ฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
ม.5 หนว่ ยท่ี 7 ระบบนเิ วศ 1. ความหลากหลาย 1. Formative 1 (15
ภำคเรียนท่ี 7.1 องคป์ ระกอบของระบบนิเวศ ของสงิ่ มชี วี ติ คะแนน)
– การสอบเกบ็
1 7.2 บทบาทของส่งิ มชี ีวติ ในระบบ 2. ระบบนิเวศ คะแนน
ว30243 นเิ วศ 3. อาณาจักรของ (5 คะแนน)
ชีววิทยา 3 7.3 การถา่ ยทอดพลงั งานและการ – ชนิ้ งาน/งานท่มี อบหมาย
สงิ่ มชี ีวติ (10 คะแนน)
หมนุ เวยี นพลงั งานในระบบนเิ วศ
7.4 ประชากรและการ 1. อาณาจกั รพืช 2. Summative (20
2. การลาเลยี งสาร คะแนน)
เปล่ยี นแปลงแทนท่ี ผ่านเซลล์
3. Formative 2 (15
หน่วยที่ 8 โครงสร้ำงของพืช คะแนน)
8.1 ชนิดและหน้าท่ีสาคัญของ – ใบงานและงานที่
มอบหมาย (15 คะแนน)
เนอ้ื เย่อื พชื
8.2 โครงสรา้ งส่วนประกอบต่างๆ 4. ปลายภาค (40 คะแนน)
– สอบเนื้อหาท้ังหมด
ของพืช 5. คณุ ลกั ษณะอันพึง
8.3 กลไกการลาเลยี งนา้ และการ
ประสงค์ (10 คะแนน)
ลาเลียงธาตอุ าหารและ
สารอาหารของพชื
หนว่ ยท่ี 9 กระบวนกำรสังเครำะห์ 1. อาณาจักรพชื
ดว้ ยแสง 2. ระบบนิเวศ
3. ปฏกิ ิริยาเคมี
9.1 ปฏกิ ิรยิ าแบบใช้แสงใน
กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง
และกระบวนการตรงึ CO2 ของ
พชื C3 C4 CAM
9.2 ปัจจัยทีม่ ีผลตอ่ กระบวนการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสงและ
การปรบั ตัวของพชื เพอื่ รับแสง
หน่วยท่ี 10 กระบวนกำรหำยใจ 1. ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ระดบั เซลล์ 2. ชนิดของ
10.1 ปฏกิ ิริยาการสลายสารอาหาร สารอาหาร
แบบใช้ออกซิเจน 3. อาณาจักรของ
10.2 ปฏิกิริยาการสลายสารอาหาร สิ่งมีชีวติ
แบบไม่ใช้ออกซเิ จน
รำยวิชำ เนื้อหำ ควำมรู้พ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมิน
ม.5 หน่วยท่ี 11 กำรแบ่งเซลล์ 1. โครงสร้างของ 1. Formative 1
ภำคเรียนที่ 11.1 การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิส เซลล์ (15 คะแนน)
2. ชนิดและหนา้ ท่ี
2 11.2 การแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ – การสอบเก็บคะแนน
ว30244 ของเซลล์ (5 คะแนน)
ชีววทิ ยา 4
– ชิน้ งาน/งานที่มอบหมาย
หนว่ ยท่ี 12 กำรสืบพันธ์ุของพืช 1. การแบ่งเซลล์ (10 คะแนน)
และการเจริญเตบิ โต 2. อวยั วะสืบพันธ์ุ
2. Summative (20
12.1 การสบื พนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศ ของพืช คะแนน)
12.2 การสืบพนั ธ์แุ บบอาศัยเพศ 3. โครงสร้างพชื
12.3 โครงสร้างของดอก ผล และ 3. Formative 2
(15 คะแนน)
เมลด็ – ใบงานและงานท่ี
12.4 การงอกและปัจจัยทีเ่ ก่ียวข้อง มอบหมาย (15 คะแนน)
กับการงอกของเมลด็ 4. ปลายภาค (40 คะแนน)
– สอบเน้ือหาทั้งหมด
หน่วยที่ 13 กำรสบื พันธข์ุ องสตั ว์ 5. คณุ ลกั ษณะอนั พึง
และกำรเจรญิ เตบิ โต 1. การแบ่งเซลล์ ประสงค์ (10 คะแนน)
13.1 การสืบพนั ธุแ์ บบไม่อาศยั เพศ 2. อวยั วะสบื พันธ์ุ
ของสัตว์ ของสตั ว์
13.2 การสืบพนั ธ์แุ บบอาศัยเพศ 3. ระบบหมุนเวียน
และโครงสรา้ งระบบสบื พันธใ์ุ น เลอื ด
คน 4. ชนิดของ
13.3 การตัง้ ครรภ์ การคลอด และ สารอาหาร
ความผิดปกติในการสืบพันธุ์ 5. ระบบการหายใจ
13.4 การเจริญเติบโตของสัตว์หลัง
การปฏิสนธิ
13.5 การเจริญเติบโตของคนและ
ปจั จยั ท่เี กีย่ วขอ้ ง
รำยวิชำ เนอ้ื หำ ควำมร้พู นื้ ฐำน รูปแบบกำรประเมิน
ม.6 หน่วยที่ 14 กำรรบั รู้และกำร 1. Formative 1 (15
คะแนน)
ภำคเรียนที่ ตอบสนอง
– การสอบเก็บ
1 14.1 โครงสรา้ งและการทางานของ 1. โครงสร้างเซลล์ คะแนน
(5 คะแนน)
ว30245 เซลล์ประสาท – ใบงาน/งานที่
มอบหมาย (10 คะแนน)
ชวี วทิ ยา 14.2 โครงสร้างและหนา้ ที่ของ
2. Summative (20
สมอง และไขสันหลงั คะแนน)
14.3 โครงสร้างและหนา้ ที่ของตา 3. Formative 2 (15
คะแนน)
หู จมูก ลนิ้ และ ผวิ หนงั – โครงงานการทดลอง
ฮอร์โมนพืช
หน่วยที่ 15 ระบบต่อมไร้ท่อ
– รายงาน power point ใน
15.1 หนา้ ท่ี ตาแหนง่ และอิทธิพล 1. ประเภทของ เนอ้ื หาท่ีครูมอบหมาย
ต่างๆของฮอรโ์ มนมนุษย์ สารชีวโมเลกลุ - ใบงาน
4. ปลายภาค (40 คะแนน)
15.2 ประเภทของฮอร์โมน 2. ระบบตา่ งๆใน – สอบเนือ้ หาทั้งหมด
5. คณุ ลกั ษณะอันพึง
15.3 การควบคมุ การทางานของ รา่ งกาย
ประสงค์ (10 คะแนน)
ฮอร์โมน หมำยเหตุ
15.4 ความผดิ ปกติต่างๆทเ่ี กิดจาก ถ้านักเรยี นขาดเรยี น
3 ครงั้ โดยไมม่ เี หตุอนั ควร
ระดับฮอรโ์ มนผิดปกติ และไม่มีหลักฐานการขาด
เรยี นชดั เจน จะตัดคะแนน
15.5 กลไกการควบคุมระดบั คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1 คะแนน
ฮอรโ์ มนในรา่ งกาย (ทกุ 3 ครง้ั ตัดคะแนน
1 คะแนน)
หน่วยที่ 16 ฮอรโ์ มนพืชและกำร
เคลื่อนไหวของพืช 1. ระบบประสาท
16.1 อทิ ธิพลของสารควบคุมการ 2. โครงสร้างเซลล์
เจริญเตบิ โตของพืช
16.2 การเคลอ่ื นไหวของพชื ท่ี
ตอบสนองตอ่ สงิ่ แวดล้อม
หน่วยท่ี 17 กำรเคลอ่ื นที่ของ
สิ่งมีชวี ติ โครงสรา้ งของสัตว์
17.1 การเคล่ือนท่ีของสงิ่ มีชวี ิต
เซลล์เดียว
17.2 การเคลื่อนทขี่ องสตั ว์ไมม่ ี
กระดูก สันหลงั
17.3 การเคลือ่ นที่ของสตั วม์ ีกระดูก
สนั หลังบางชนิด
รำยวชิ ำ เนื้อหำ ควำมรู้พ้ืนฐำน รูปแบบกำรประเมนิ
หน่วยที่ 18 พฤติกรรมของสตั ว์
18.1 ความหมายของพฤติกรรมท่ี การทางานของระบบ
สาคญั ประสาทและระบบ
18.2 พฤติกรรมท่ีมมี าแต่กาเนดิ ต่อมไรท้ ่อ
18.3 พฤติกรรมทเ่ี กดิ จากการ
เรยี นรู้
ม.6 หน่วยท่ี19 กำรถำ่ ยทอดทำง 1.Formative 1
ภำคเรยี นท่ี 2 พันธุกรรม 1. โครงสรา้ งของ (15 คะแนน)
ว 30246 19.1 การถา่ ยทอดลักษณะทาง เซลล์ – การสอบเกบ็ คะแนน
ชวี วิทยา 6 พนั ธกุ รรมท่ีเปน็ ไปตามกฎของ 2. การแบ่งเซลล์ (5 คะแนน)
เมนเดล 3. การสบื พันธุ์ – ช้ิ น ง า น / ง า น ที่
19.2 การถ่ายทอดลักษณะทาง มอบหมาย
พันธกุ รรมทเ่ี ปน็ สว่ นขยายกฎ (10 คะแนน)
ของเมนเดล 2. Summative (20 คะแนน)
หน่วยที่ 20 ยนี และโครโมโซม 3. Formative 2
20.1 โครงสร้างของโครโมโซม และ 1. โครงสรา้ งของ (15 คะแนน)
DNA เซลล์ – การศกึ ษานอกสถานที่
20.2 คณุ สมบตั ิของสารพนั ธุกรรม 2. การแบง่ เซลล์ – ชน้ิ งาน/งานทม่ี อบหมาย
3. การสืบพันธ์ุ 4. ปลายภาค (40 คะแนน)
20.3 มวิ เทชนั – สอบเนือ้ หาทั้งหมด
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
หนว่ ยที่ 21 พนั ธุศำสตรแ์ ละ
(10 คะแนน)
เทคโนโลยที ำง DNA 1. โครงสร้างของ หมำยเหตุ
21.1 พันธุวศิ วกรรม DNA ถ้านกั เรยี นขาดเรยี น
3 คร้ัง โดยไมม่ ีเหตุอนั ควรและ
21.2การใชป้ ระโยชน์จากพนั ธุ ไมม่ ีหลกั ฐานการขาดเรียน
วศิ วกรรม21.3 ความปลอดภัยของ
เทคโนโลยที าง DNA
หนว่ ยที่ 22 วิวฒั นำกำรสิ่งมชี วี ติ 1. ประชากร ชดั เจน จะตัดคะแนน
และมนษุ ย์ 2. การสร้างเซลล์ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
22.1 แนวคิดและทฤษฎีวิวัฒนาการ 1 คะแนน
22.2 กาเนดิ สปีชีส์ สืบพนั ธ์ุ (ทกุ 3 ครั้งตดั คะแนน
22.3 ววิ ัฒนาการของมนุษย์
1 คะแนน)
22.4 ความหลากหลายทางชีวภาพ
ใน
ประเทศไทย
หมำยเหตุ
การประเมินและเน้ือหาอาจปรับเปลี่ยนไดต้ ามความเหมาะสมโดยครผู ้สู อนจะแจ้งให้นกั เรยี นทราบลว่ งหนา้
แนวทำงในกำรเรียนวิชำชีววทิ ยำให้ประสบควำมสำเรจ็
1. นกั เรียนควรมีพ้นื ฐานด้านชวี วิทยาในระดับมธั ยมศึกษาตอนต้นเป็นอย่างดี เนอื่ งจากการศกึ ษาเนื้อหา
ด้านชีววิทยาในระดับชั้นม.ปลายจะเป็นการลงรายละเอียดและขยายความรู้ที่นักเรียนได้รับทราบ
มาแล้วในระดบั มัธยมศึกษาต้นให้ลกึ ข้นึ
2. ควรทาความเข้าใจในสภาพความจริงของวิชาชีววิทยาว่า “เป็นการเรียนรู้ตัวเราและสิ่งมีชีวิตท่ี
เกี่ยวข้องกับตัวเรา” การเรียนวิชาชีววิทยาไม่ใช่เป็นการเรียนด้วยการท่องจา แต่เป็นการสร้างความ
เขา้ ใจกบั ตัวของเราเองใหม้ ากข้ึน
3. การอ่านหนังสืออย่างต่อเน่ืองและทาความเข้าใจหลังเรียนในแต่ละคร้ังจะช่วยให้นักเรียนสามารถทา
คะแนนได้ดี
4. เนื้อหาชีววิทยาในแต่ละเรื่องมีความเกี่ยวเนื่องและโยงใยซ่ึงกันและกัน ดังน้ันหากทาความเข้าใจใน
เบอื้ งตน้ ได้ เนอื้ หาเรอื่ งอนื่ ๆจะสามารถทาความเขา้ ใจต่อเน่ืองกนั ได้
5. โดยท่ัวไปแล้วเน้ือหาวิชาชีววิทยาที่ค่อนข้างทาความเข้าใจได้ยากคือเน้ือหาท่ีเก่ียวข้องกับวิชาเคมี ที่
เรียกว่า biochemistry ได้แก่เร่อื งการหายใจระดบั เซลล์ และเรือ่ งการสงั เคราะห์แสง จึงเป็นเน้ือหา
ท่ีนกั เรยี นต้องอาศยั การอา่ นและทาความเขา้ ใจใหม้ าก
6. การทากิจกรรม ใบงาน งานที่ครูมอบหมายอย่างต่อเน่ืองและตรงเวลา รวมทั้งการมาเรียนอย่าง
สม่าเสมอจะทาใหค้ ะแนนเก็บของนักเรยี นดแี ละได้ผลการเรยี นอย่ใู นระดับทด่ี ี
เอกสำรกำรสอน
ชีววทิ ยาทุกระดบั ชน้ั ใช้หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์สาระการเรียนรเู้ พม่ิ เตมิ (ชีววทิ ยา) ของสสวท. และ
เอกสารที่คณะครูผู้สอนแตล่ ะระดับชั้นจดั ทาขนึ้ นกั เรียนสามารถสอบถามจากครผู ูส้ อนประจาวิชา
สิ่งทเี่ ป็นปญั หำและอุปสรรคในกำรเกบ็ คะแนน
4. นักเรียนตอ้ งรับผดิ ชอบการสง่ งานท่ีไดร้ ับมอบหมายใหต้ รงเวลาและครบถ้วนตามงานนั้นๆ
5. ครูผสู้ อนแตล่ ะระดับชั้นสามารถให้คาปรึกษานักเรยี นทางด้านเนื้อหาวิชาการได้ ขอให้นักเรียน
สอบถามครผู ้สู อนถึงสถานทต่ี ิดต่อว่าอยหู่ ้องใด ตึกใด เนื่องจากครกู ลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
จะกระจายอยูต่ ามตึกตา่ งๆ
เอกสำรเพม่ิ เตมิ
5. CAMPBELL BIOLOGY ควรศึกษาจาก edition ทไ่ี ม่เกา่ เกนิ ไป
6. หนงั สือชีววิทยาของกระทรวง หรือ มหาวทิ ยาลัยตา่ งๆ
รำงวัลสำหรบั ผทู้ ำคะแนนยอดเย่ียม
นักเรียนท่ีสอบได้คะแนนปลายภาคสูงสุดในแต่ละรายวิชาของแต่ละระดับช้ันใน 1 ปีการศึกษา
(2 ภาคเรียน)จะได้รบั โลค่ ะแนนสูงสดุ ของวชิ าน้ันและระดบั ช้ันนั้น
กลุม่ สำระกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตรม์ ีโครงกำรสง่ เสริมควำมเป็นเลศิ ดำ้ นวิชำกำรทกุ สำขำวิชำ
นักเรียนที่สนใจวชิ ำชวี วิทยำ สำมำรถสมัครเขำ้ รบั กำรคดั เลอื กเพื่อเขำ้ อบรม สอวน. ค่ำย 1 คำ่ ย 2 และ
คดั เลอื กเป็นตวั แทนไปแข่งขันระดับชำติ และระดับโลกตำมลำดับ
แบบฝกึ หดั วชิ ำชีววิทยำ
1. ขอ้ ใดคอื วธิ กี ารลาเลียงสารผา่ นเย่ือเลือกผา่ นแบบไม่อาศยั พลงั งานแต่อาศัยสารตัวพา
1. Osmosis
2. Active transport
3. Simple diffusion
4. Facilitate diffusion
2. สาขาชวี วิทยาในขอ้ ใดทศี่ ึกษาเกีย่ วกบั โครงสรา้ งของลาตน้ จามจุรี
1. กายวภิ าคศาสตร์ 2. คพั ภะวิทยา 3. กฏี วทิ ยา 4. สรรี วทิ ยา
3. ออรแ์ กเนลลข์ อ้ ใดต่อไปนี้ มเี ยื่อห้มุ สองชน้ั ทงั้ หมด
A. ไมโทคอนเดรีย B. เซนทริโอล C. คลอโรพลาสต์ D. ไรโบโซม
1. A,B 2. A,C 3. B,C 4. C,D
4. ขอ้ ใดเป็นการใช้กล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง(Compound light microscope)ไม่ถูกต้อง
1. การใชเ้ ลนสใ์ กลว้ ัตถกุ าลังขยาย 100X ตอ้ งใชน้ ้าเป็นส่ือกลางในการส่องผา่ น
2. การเปล่ยี นเลนส์ใกลว้ ัตถุ ควรหมนุ ทจี่ านหมุนเลนสท์ ุกครัง้
3. การปรับความเขม้ แสง สามารถเพ่มิ ลดไดเ้ มื่อปรับไดอะเฟรม
4. เม่ือต้องการเหน็ ภาพที่ละเอียดขน้ึ ต้องหมุนปุ่มปรับภาพละเอียด
5. การแบง่ เซลล์ของปลายรากต้นทานตะวัน ระยะใดมกี ระบวนการจาลองดีเอน็ เอเกิดข้นึ
1. เทโลเฟส 2. แอนาเฟส 3. เมทาเฟส 4. อินเตอร์เฟส
6. ขอ้ ใดไม่ใชเ่ กณฑ์ท่ีกาหนดคุณสมบตั ิของสิง่ มีชีวิต
1. การสบื พนั ธุ์ 2. การตอบสนองต่อส่ิงเร้า
3. การเคลอื่ นที่ 4. การมลี กั ษณะที่จาเพาะ
7. ขอ้ ใดเรียงลาดบั ความสมั พันธ์จากเล็กไปใหญ่ใหถ้ ูกต้อง
1. ส่ิงมีชวี ติ ประชากร กล่มุ ส่งิ มชี วี ติ ระบบนิเวศ โลกของส่ิงมีชีวติ
2. สิ่งมชี ีวติ ประชากร กลมุ่ สิง่ มีชีวติ โลกของส่งิ มีชีวิต ระบบนเิ วศ
3. สิ่งมชี ีวิต กล่มุ ส่ิงมชี ีวติ ประชากร ระบบนิเวศ โลกของส่ิงมชี ีวิต
4. ส่งิ มีชวี ิต กลุ่มส่ิงมชี ีวติ ประชากร โลกของสิง่ มชี ีวติ ระบบนเิ วศ
8. สารในข้อใดที่ไม่พบในปสั สาวะของคนปกติ
1. โซเดียม 2. กลโู คส 3. โปรตีน 4. ยเู รยี
1. 1 และ 2 2. 2 และ 3 3. 3 และ 4 4. 1 และ 4
9. เมอ่ื นาเซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดงของสัตวเ์ ล้ียงลกู ด้วยน้านม ไปแช่ในสารละลายทมี่ คี วามเขม้ ข้นมากกวา่ ภายใน
เซลลจ์ ะเกดิ การเปลย่ี นแปลงของเซลล์อยา่ งไร
1. เซลล์เหีย่ ว 2. เซลล์เตง่ 3. เซลล์แตก 4. ไม่เปลีย่ นแปลง
10. ปรากฏการณ์ข้ปี ลาวาฬ (red tide) เกดิ จากการเจรญิ ของสิ่งมชี วี ติ ในข้อใด
1. ไตรโคโมแนส 2. ไดโนแฟลกเจลเลต 3. ยกู ลีโนซัว 4. วอลตเิ ซลลา
11. ความเร็วของการนากระแสประสาทผา่ นแอกซอนเก่ยี วข้องกับข้อใด เฉลย 1
ก) ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลางของแอกซอน ข) การมีเย่ือไมอิลนิ หุ้ม ค) จานวนเดนไดรต์
1. ก) ข) 2. ก) ค) 3. ข) ค) 4. ก) ข) ค)
12. ถุงบรรจสุ ารสือ่ ประสาทพบมากทีใ่ ด
1. ปลายเดนไดรต์ 2. ตวั เซลลป์ ระสาท 3. ปลายแอกซอน 4. บรเิ วณไซแนปส์
13. ฮอรโ์ มนในข้อใดเป็นสารเคมกี ลมุ่ เดยี วกบั ฮอรโ์ มนเทสโทสเทอโรน
1. แอลโดสเตอโรน คอรต์ ิโซน 2. อีสโตรเจน กลคู ากอน
3. ไทรอกซนิ ลูตไิ นซิง ฮอรโ์ มน 4. โพรเจสเตอโรน แคลซิโตนนิ
14. ข้อใดถูกต้องเกีย่ วกบั ต่อมใต้สมองสว่ นหลงั
ก. หลั่งแอนตไิ ดยเู รติกฮอร์โมน และโพรแลกติน
ข. ฮอร์โมนสร้างจากนิวโรซคี รที อรีเซลล์ในไฮโพทาลามสั
ค. ฮอร์โมนถูกลาเลยี งจากไฮโพทาลามัสมาตามกระแสเลอื ดไปยงั ต่อมใตส้ มองสว่ นหลงั
1. ก 2. ข 3. ก และ ข 4. ก ข และ ค
15. สตั ว์ในขอ้ ใดเคลื่อนทโี่ ดยการใช้แรงดนั นา้ บบี พน่ ออกมาจากร่างกาย เฉลย 3
1. ไส้เดอื นดนิ ทากทะเล พลานาเรีย 2. ปลิงทะเล พยาธติ ัวตืด ไฮดรา
3. นอติลสุ หมึก แมงกะพรุน 4. ไส้เดือนดิน หนอนตวั กลม หอยเชลล์
16. สามภี รรยาคู่หนึง่ มีบุตร 4 คน และมีจีโนไทป์เปน็ aaBBCc , AaBbcc , aaBBcc และ AabbCC
จโี นไทปข์ องสามีภรรยาคนู่ ีค้ ือขอ้ ใด เฉลย 2
1. aaBBCc และ AabbCc 2. AaBbCc และ aaBbCc
3. AaBBCc และ AabbCc 4. AabbCc และ AabbCc
17. เบสคู่หน่ึงของ DNA จะอยู่หา่ งจากค่ถู ดั ไปประมาณ 3.4 องั สตรอม จงหาวา่ DNA แผนภาพน้ีจะมี
ความยาวประมาณกี่อังสตรอม (3)เฉลย 3
1. 17 2. 34
3. 51 4. 120
18. ในกระบวนการ DNA replication สายพอลินิวคลโี อไทด์ ทงั้ สองสายจะแยกกนั ตรงพันธะเคมีระหวา่ ง
สารใด เฉลย 1
1. เบส – เบส 2. ฟอสเฟต – ฟอสเฟต 3. น้าตาล – ฟอสเฟต 4. น้าตาล – เบส
19. ขอ้ ใดคอื สง่ิ ท่ีต้องคานึงถึงความปลอดภยั ของเทคโนโลยที าง DNA ทมี่ ีตอ่ มนุษยม์ ากทส่ี ุด เฉลย 3
1. การผลิตวิตามินที่ขาดแคลนโดยพชื 2. การสร้างสารพษิ สาหรบั แมลงศัตรพู ืช
3. การถา่ ยยีนต้านยาปฏิชวี นะไปยงั เชื้อโรคอ่นื ๆ 4. การติดเครื่องหมายทางพันธุกรรมในส่ิงมชี วี ติ
20. อวัยวะใดท่ีเหมือนกันในหนา้ ที่การทางานแตม่ โี ครงสรา้ งจากต้นกาเนดิ แตกต่างกัน เฉลย 4
1. แขนคน – ฟลปิ เปอร์เต่าทะเล 2. ขาหนา้ จ้งิ จก – ขาหนา้ กบ
3. ปีกคา้ งคาว – ปกี ไก่ 4. ปกี แมลง - ปีกนก
หลกั สตู รรำยวิชำ ว30281 พืน้ ฐำนเมแคนิกส์และหุ่นยนต์
วิชาพ้ืนฐานเมแคนิกส์และหุ่นยนต์เป็นวิชาเพ่ิมเติมตามความสนใจท่ีจัดให้กับนักเรียนระดับ
ชั้นมัธยมศึกษา ปีท่ี 5 สายวิทย์ – คณิต ท่ีมีความสนใจด้านพ้ืนฐานวิศวกรรม โดยมุ่งหวังให้นักเรียนมีความรู้
ความเข้าใจในเร่ืองพ้ืนฐานของโครงสร้างและส่ิงก่อสร้าง ด้านการรองรับน้าหนัก ความคงรูป ความมั่นคง
พน้ื ฐานและประโยชน์ของเคร่ืองกลที่ใช้ในด้านการผ่อนแรง การเคลอ่ื นที่ การเปลยี่ นความเรว็ โดยใช้อุปกรณ์
ต่างๆของเครื่องกลเช่น เฟือง เพลา คาน รอก ลูกเบ้ียว ดอกจอก และกว้าน การควบคุมการทางาน
ของเคร่ืองกลโดยการเขียนคาส่งั ผ่านระบบคอมพวิ เตอร์ภายใตโ้ ปรแกรม Robopro สามารถนาความรู้ท่ีได้รับ
มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ พัฒนา และประกอบแบบจาลองเครื่องกลต่างๆอย่างเป็นระบบ สามารถใช้
ความคิดสร้างสรรค์ในการจินตนาการแบบจาลอง และสร้างแบบจาลองเคร่ืองกล ระบบเมแคโทรนิกส์
หรอื ห่นุ ยนตท์ ี่ทางานไดเ้ สมอื นจรงิ
หัวข้อวิชำ (Course outline)
หนว่ ยท่ี 1 พนื้ ฐานด้านโครงสร้าง
หน่วยที่ 2 เครอื่ งกล
หน่วยท่ี 3 ระบบไฟฟ้ากบั เคร่อื งกล
หน่วยที่ 4 การออกแบบและสร้างระบบควบคมุ ด้วยคอมพิวเตอร์
จดุ ประสงคข์ องรำยวิชำ (Objective)
1. ระบุความสาคัญของโครงสรา้ ง
2. อธบิ ายความสาคญั ของความคงรูปและความม่ันคงของโครงสร้าง
3. อธิบายผลของน้าหนกั และแรงกดท่กี ระทาต่อโครงสร้าง
4. สรา้ งแบบจาลองและอธิบายกลไกการเคลื่อนท่ีแบบหมนุ โดยใช้เฟืองแบบตา่ งๆ
5. สร้างแบบจาลองและอธิบายกลไกการเปลีย่ นลักษณะการเคล่ือนท่ีได้
6. สร้างแบบจาลองและอธิบายการทางานของรอก สายพาน กว้าน คานงัด และเฟอื งทด
7. สร้างแบบจาลองและอธิบายการทางานของสวิตซ์ มอเตอร์ และวงจรสวติ ซ์
8. สรา้ งแบบจาลองและอธบิ ายการทางานของระบบไฟฟา้ ที่ควบคมุ การทางานของเคร่ืองกล
9. สร้างแบบจาลองและอธิบายกลไกการใช้ โฟโตทรานซิสเตอร์ สวิตซ์กด ตัวอ่านแม่เหล็ก
สาหรับงานควบคมุ
10. เขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ พื่อควบคุมระบบงานได้
วิธีกำรสอน
1. จัดการเรยี นการสอนแบบ STE(A)M โดยเริ่มต้นใหค้ วามรู้พืน้ ฐานด้าน โครงสรา้ ง ระบบเครอื่ งกล
ระบบควบคุมด้วยการบรรยายพรอ้ มสือ่ power point และตวั อย่างการประกอบเคร่ืองกลบางชิน้
2. นกั เรียนประกอบแบบจาลองตามใบกจิ กรรม โดยใช้กิจกรรมการเรยี นรูด้ ้วยตนเองอย่างหลากหลาย
เช่น
- การเรยี นรเู้ ปน็ กลมุ่ (small group)
- การเรยี นรู้โดยการแกป้ ญั หา (problem based learning)
- การอภิปรายภายในกลุม่ (discussion)
- การเรยี นแบบร่วมมือ (cooperative learning)
3. การนาเสนอแบบจาลองเพอ่ื การประเมนิ และปรบั ปรงุ แก้ไข
4. บนั ทกึ ผลงานที่ทาขนึ้ ลงในใบกิจกรรมรายสัปดาห์
กำหนดกำรสอน
กาหนดการสอนมีความชดั เจนในแตล่ ะสัปดาห์ ตามตวั อย่างดังน้ี
สปั ดำห์ วัน/เดือน/ปี เน้ือหำกำรเรยี นกำรสอนโดยสังเขป กำรประเมินผล คะแนน
ท่ี (หอ้ งที่เรียน)
1 4 พ.ย.57 (813) ความแขง็ แรงของโครงสรา้ ง 1. แบบจาลองท่ี 4
6 พ.ย.57 (931) เคร่ืองกลอย่างง่าย ประกอบขน้ึ ใน
- เฟอื งแบบต่างๆ เช่นเฟืองทด เฟืองตวั หนอน แต่ละสปั ดาห์
เฟืองมงกฎุ เฟอื งราง ดอกจอก 2. ใบงาน
2 11 พ.ย.57 เครอื่ งกลอยา่ งงา่ ย 1. แบบจาลองท่ี 4
(813) - เฟอื งแบบต่างๆ เช่นเฟืองทด เฟืองตวั หนอน ประกอบขน้ึ ใน
13 พ.ย.57 เฟอื งมงกุฎ เฟอื งราง ดอกจอก (ต่อ) แตล่ ะสปั ดาห์
(931) - การผอ่ นแรงและการเปลย่ี นความเรว็ โดยใช้ 2. ใบงาน
เคร่อื งกลบางชนดิ เช่น คาน รอก เปน็ ต้น
อปุ กรณ์ส่ือกำรสอน
เอกสารประกอบการเรยี นการสอนพน้ื ฐานเมแคนกิ ส์และหุ่นยนต์ power point ประกอบการสอน
อุปกรณ์การเรยี นรขู้ อง Fischertechnik