The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-12-18 20:23:22

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและป้องกันการทำงานในรูปแบบ ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กทำงาน : กรณีมวยเด็ก

กมธ.3

สำนักกรรมาธิการ ๓ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แนวทางการคุ้มครองและป้องกันการทำงานในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กทำงาน : กรณีมวยเด็ก


รายงานการพิจารณาศ ึ กษา เร ื่อง แนวทางการคุ้มครองและป้ องกันการทํางานในร ู ปแบบ ท ี่อาจเป็ นอันตรายตอเด่ ็ กทํางาน : กรณ ี มวยเด ็ ก ของ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา สํานักกรรมาธิการ ๓ สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา


ก รายนามคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแกว้ ประธานคณะกรรมาธิการ พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นายจรินทร์ จักกะพาก รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม พลตํารวจโท ศานิตย์ มหถาวร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขานุการคณะกรรมาธิการ นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ นายจิรชัย มูลทองโร่ย โฆษกคณะกรรมาธิการ นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกลู ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ


ข พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์ กรรมาธิการ นายประมาณ สว่างญาติ กรรมาธิการ นางมณฑาทิพย์ กรีมหา ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ


ค รายนามคณะอนุกรรมาธการดิ ้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ พลเรือเอก วรรณพล กล่อมแกว้ อนุกรรมาธิการ นางนันทิยา อุ่นประเสริฐ อนุกรรมาธิการ นายมนัส โกศล อนุกรรมาธิการ นางวลัยพร เหล่าวานิช อนุกรรมาธิการ นายสุวรรณ สขประเสรุิฐ อนุกรรมาธิการ นายชาตรี ตั้งเธียรกลุ อนุกรรมาธิการ นายศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา อนุกรรมาธิการ นายอดิศร ดีปานธรรม อนุกรรมาธิการ นายสมภพ ปราบณรงค์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ นางสาวอุษา หาสุข อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ


ง ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธการิ พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย นายจุมพล สงวนสิน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา นายสุทธิพงษ์ แสงเงิน นางไหมแพร โลเยน นายดนัย จิรฤดี นางสาวสุพัชรา มั่นพลศรี นายมนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร นางสาวสุนีย์ วรวุฒางกูร นาวาเอก นันทิพัฒน์ วงศ์ยะลา นายวิวัฒน์ ตังหงส์


จ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและป้องกันการท างานในรูปแบบ ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก ของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ด้วยในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๕) ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภ า เป็นคณ ะก ร รม า ธิก า รส ามัญป ร ะ จ าสภ า มีหน้ าที่และอ าน าจพิจ า รณ า ร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวในประเทศ แรงงานไทยในต่างประเทศ ผู้ประกอบอาชีพ อิสระ การให้สวัสดิการ การประกันสังคม ความปลอดภัยในการท างาน อาชีวอนามัย การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานอย่างยั่งยืน รวมทั้งประสานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศและนานาชาติเกี่ยวกับงานด้านแรงงาน พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ใน หน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ด าเนินการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการคุ้มครอง และป้องกันการท างานในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก” เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวต่อวุฒิสภา ตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ ดังนี้ ๑. การด าเนินงาน ๑.๑ คณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานท าหน้าที่พิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการคุ้มครองและป้องกันการท างาน ในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการด้านการ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีหน้าที่และอ านาจ ดังนี้ ๑.๑.๑ ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ด้านแรงงาน และแนวโน้มผลกระทบ ด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ๑.๑.๒ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการให้สวัสดิการ คุ้มครองแรงงานในระบบและ นอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ความปลอดภัยในการท างาน อาชีวอนามัย การปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงานและสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน รวมทั้ง การพัฒนากฎหมายสู่มาตรฐานสากล ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย แรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงาน ไปท าที่บ้าน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน


ฉ กฎหมายว่าด้วยแรงงานทางทะเล กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานประมง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ๑.๑.๓ ประสานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศ และนานาชาติเกี่ยวกับงานด้านแรงงาน ๑.๑.๔ ช่วยรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการก่อนการสอบหาข้อเท็จจริง หรือเรื่องอื่นใด ตามที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน มอบหมาย ทั้งนี้ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๙ ซึ่งคณะอนุ กรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ คณะนี้ ประกอบด้วย (๑) พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๓) พลเรือเอก วรรณพล กล่อมแก้ว อนุกรรมาธิการ (๔) นางนันทิยา อุ่นประเสริฐ อนุกรรมาธิการ (๕) นายมนัส โกศล อนุกรรมาธิการ (๖) นายสุวรรณ สุขประเสริฐ อนุกรรมาธิการ (๗) นายศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา อนุกรรมาธิการ (๘) นางวลัยพร เหล่าวานิช อนุกรรมาธิการ (๙) นายชาตรี ตั้งเธียรกุล อนุกรรมาธิการ (๑๐) นายอดิศร ดีปานธรรม อนุกรรมาธิการ (๑๑) นายสมภพ ปราบณรงค์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๑๒) นางสาวอุษา หาสุข อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ (๑๓) พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๑๔) นายจุมพล สงวนสิน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๑๕) พลต ารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๑๖) นายสุทธิพงษ์ แสงเงิน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๑๗) นายดนัย จิรฤดี ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๑๘) นายมนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๑๙) นางไหมแพร โลเยน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๒๐) นางสาวสุพัชรา มั่นพลศรี ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๒๑) นางสาวสุนีย์ วรวุฒางกูร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๒๒) นาวาเอก นันทิพัฒน์ วงศ์ยะลา ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (๒๓) นายวิวัฒน์ ตังหงส์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ


ช ในการนี้ คณะกรรมาธิการได้แต่งตั้ง “คณะท างานจัดท ารายงานการพิจารณา ศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน” ขึ้นคณะหนึ่ง ภายใต้ คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกอบด้วย (๑) นายวิวัฒน์ ตังหงส์ เป็นหัวหน้าคณะท างาน (๒) นายสมภพ ปราบณรงค์ เป็นรองหัวหน้าคณะท างาน คนที่หนึ่ง (๓) นางนันทิยา อุ่นประเสริฐ เป็นรองหัวหน้าคณะท างาน คนที่สอง (๔) พลเรือเอก วรรณพล กล่อมแก้ว เป็นคณะท างาน (๕) นางวลัยพร เหล่าวานิช เป็นคณะท างาน (๖) นายศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา เป็นคณะท างาน (๗) นาวาเอก นันทิพัฒน์ วงศ์ยะลา เป็นคณะท างาน (๘) นายมนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร เป็นคณะท างาน (๙) นางมณฑาทิพย์ กรีมหา เป็นคณะท างาน (๑๐) นางสาวอุษา หาสุข เป็นคณะท างานและเลขานุการ คนที่หนึ่ง (๑๑) นายภัทรินทร์ พนมชัยชยวัฒน์ เป็นคณะท างานและเลขานุการ คนที่สอง (๑๒) นางสาววีณา แย้มนาม เป็นคณะท างานและผู้ช่วยเลขานุการ ๑.๒ คณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้งนางมณฑาทิพย์ กรีมหา ผู้บังคับบัญชากลุ่มงาน คณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม ส านักกรรมาธิการ ๓ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา ท าหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๗ วรรคสี่ ๒. วิธีการพิจารณาศึกษา ๒.๑ จัดประชุม จ านวน ๒๕ ครั้ง ดังนี้ ๒.๑.๑ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๒ วันศุกร์ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๒.๑.๒ ครั้งที่ ๔/๒๕๖๒ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๒.๑.๓ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๔ ครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๕ ครั้งที่ ๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๒.๑.๖ ครั้งที่ ๖/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๒.๑.๗ ครั้งที่ ๗/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๒.๑.๘ ครั้งที่ ๘/๒๕๖๓ วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๙ ครั้งที่ ๙/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๑๐ ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๑๑ ครั้งที่ ๒๓/๒๕๖๓ วันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓


ซ ๒.๑.๑๒ ครั้งที่ ๒๔/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ๒.๑.๑๓ ครั้งที่ ๒๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ๒.๑.๑๔ ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๑๕ ครั้งที่ ๒๗/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๒.๑.๑๖ ประชุมแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรม Cisco Webex Metings วันอังคารที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๑๗ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๑๘ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๑๙ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ๒.๑.๒๐ ครั้งที่ ๗/๒๕๖๔ วันพุธที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๒๑ ครั้งที่ ๘/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๒๒ ครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ ๒.๑.๒๓ ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๒๔ ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ ๒.๑.๒๕ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๕ วันพฤหัสบดีที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ๒.๒ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้ ๒.๒.๑ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา - นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ผู้อ านวยการกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะ มวยไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย - นายยงยศ แย้มงามเหลือ นิติกร ๓ ส านักงานคณะกรรมการ กีฬามวย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ - นายปภินวิชตฏ์ โพธิ์กาศ ผู้อ านวยการส านักกีฬา ๒.๒.๒ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (๑) นางดารารัตน์ สุเทศ ผู้อ านวยการกลุ่มการคุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิ (๒) นายพีรพงษ์ ใจหาญ นักสังคมสงเคราะห์


ฌ ๒.๒.๓ กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงแรงงาน (๑) นายจรัญชัย ก่อศรีพิทักษ์กุล ผู้อ านวยการกองคุ้มครองแรงงาน (๒) พันจ่าตรี พีระ โชคบุญเจริญ ผู้อ านวยการกลุ่มงานแรงงาน หญิง เด็ก และเครือข่าย การคุ้มครองแรงงาน ๒.๒.๔ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี (๑) รองศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริม ความปลอดภัยและป้องกัน การบาดเจ็บในเด็ก (๒) นายแพทย์วิทยา สังขรัตน์ รักษาการหัวหน้าศูนย์รังสี วินิจฉัยก้าวหน้า ๒.๒.๕ กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย - แพทย์หญิงสาริษฐา สมทรัพย์ นายแพทย์ช านาญการพิเศษ ๒.๓ ศึกษาดูงานและร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จ านวน ๑ ครั้ง วันพฤหัสบดีที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๔ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ มีผู้แทนบุคคล ในวงการกีฬามวย เข้าร่วมประชุม ๒.๔ จัดการสัมมนาร่วมกับคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา จ านวน ๑ ครั้ง คือ การสัมมนา เรื่อง “กฎกติกามวยไทย เพื่อความปลอดภัยส าหรับเด็กท างาน” วันจันทร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๓ ณ ห้องบอลรูม ๑ ชั้น ๓ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมสัมมนา ๑๒๐ คน จากผู้เกี่ยวข้องในวงการ กีฬามวย อาทิ หัวหน้าค่ายมวย ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน แพทย์สนามมวย และนักมวย ผู้แทน ส่วนราชการ ผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการ ผู้แทนองค์กรฝ่ายแรงงาน ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ๒.๕ พิจารณาศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริง กฎหมาย ระเบียบ เอกสารจากหน่วยงาน เอกสารวิชาการ บทความ รายงานการวิจัยต่าง ๆ และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการ พิจารณาศึกษาที่มีความถูกต้อง ชัดเจน และมีรายละเอียดสมบูรณ์มากที่สุด


ฎ บทสรุปผบรู้หาริ (Executive Summary) รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการคุ้มครองและป้องกันการทํางานในรูปแบบที่เป็น อันตรายต่อเด็กทํางาน : กรณีมวยเด็ก” นี้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจาก การแข่งขันชกมวยไทยในกลุ่มเด็กที่ขาดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจนนําไปสู่การหยิบยกขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้าง ขององค์กรด้านแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็ก ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดในประเทศไทยของกระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๑ (Findings on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๑๘) ที่ได้ประกาศลดระดับความสําเร็จ ในการขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย หลังจากที่การแก้ไขปัญหาการชกมวยเด็ก ของประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และเห็นว่าการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย ในการชกมวยของเด็กไทยยังมีไม่เพียงพอ รวมทั้ง รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดในประเทศไทย ของกระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๒ (Finding on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๑๙) และรายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในประเทศไทยของกระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๓ (Finding on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๒๐) ซึ่งเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นในการประเมิน ได้ประกาศผลการ ประเมินการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของประเทศไทย ซึ่งปรากฏว่าประเทศไทย ได้รับการประเมินอยู่ในระดับที่มีความคืบหน้าปานกลาง (Moderate Advancement) โดยกรณี มวยเด็กเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกอ้างอิงว่าไม่มีความคืบหน้าในการบัญญัติหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวกับการชกมวยไทยของเด็ก ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา เห็นว่าหากปล่อย ให้สถานการณ์ยังคงดําเนินอยู่ต่อไปเช่นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ประเด็นการกีดกัน ทางการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ ดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบมาในกรณีปัญหาการทํา ประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหาย และเสียโอกาสทางธุรกิจ กระทบต่อ การพฒนาเศรษฐกั ิจของประเทศในภาพรวม การศึกษาวิเคราะห์ภายใต้รายงานฉบับนี้พบว่า ปัจจุบันมีนักมวยเด็กที่ได้ขึ้นทะเบียนสังกัด ค่ายมวยและชกมวยไทยเป็นจํานวนมาก โดยในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๕๓ – พ.ศ. ๒๕๖๐ มีจํานวนถึง ๑๗,๕๐๘ คน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบของการชกนั้นยังขาดเครื่องป้องกัน อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย รวมถึงการกําหนดระยะเวลาพักฟื้นที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อพัฒนาการ ด้านสติปัญญาของเด็กอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและยังคงมีการปล่อยปละละเลยต่อประเด็นปัญหา ดังกล่าว ควบคู่ไปกับการแสวงหาประโยชน์จากการจัดการแข่งขันอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ รวมถึงพระราชบัญญัติกีฬามวย พ. ศ. ๒๕๔๒ ออกมาควบคุมดูแลและใช้บังคับอยู่แล้ว ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงกฎหมายหรือพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ยังไม่สามารถนํามาใช้คุ้มครองนักมวย ที่เป็นเด็กและแก้ไขปัญหานักมวยเด็กที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม


ฏ ในขณะที่ยังมีการสนับสนุนเยาวชนให้ขึ้นชกมวยไทยด้วยเหตุผลทั้งในเรื่องของความเป็นเลิศทางกีฬา การสืบสานวัฒนธรรมไทย หรือแม้แต่ความจําเป็นทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัว คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา เห็นว่าการแก้ไขปัญหาให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ในการ ปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยให้กับเด็กนั้นจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหลัก ๓ ประการคือ ๑. เด็กต้องมีความพร้อมและมีพัฒนาการทางด้านร่างกายตามเกณฑ์มาตรฐานของช่วงอายุ มีความพร้อมทางด้านจิตใจและวินัย และต้องได้รับการคุ้มครองด้านความปลอดภัยในการทํางาน รวมทั้งการชกมวย ๒. ต้องมีกฎหมายลําดับรองเพื่อกําหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทํางานของเด็ก ในทุกรูปแบบการทํางาน โดยเฉพาะการชกมวยต้องมีกฎหมายลําดับรองกําหนด ระเบียบ กติกา สําหรบมวยเดั ็กเป็นการเฉพาะ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ๓. มีการบังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ กติกาที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการ การทํางานให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองและ พัฒนาเด็กให้เป็นกําลังแรงงานที่มีคุณภาพ รวมทั้งยกระดับมาตรฐานมวยไทยไปสู่การเป็นกีฬาที่มี มาตรฐานในระดับสากล โดยเห็นว่าเพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาวงการกีฬามวยไทย เห็นควรพิจารณา ดําเนินการใน ๒ ระยะ ดังนี้ ๑. ระยะเร่งด่วน ๑.๑ มีความจําเป็นต้องตัดความเชื่อมโยง และแยกเด็กออกจากวงการมวยอาชีพ อย่างเด็ดขาด โดยออกประกาศคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กรูปแบบที่เลวร้าย เพิ่มเติมมวยอาชีพในกลุ่มงานที่เป็นอันตรายสําหรับเด็ก ซึ่งจะส่งผลให้นักมวยอาชีพ ต้องมี อายุ๑๘ ปีขึ้นไป ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะห้ามผู้มีอายุต่ํากว่า ๑๘ ปีขึ้นชกมวยแต่อย่างใด เพียงแต่ จะต้องกําหนดรูปแบบการขึ้นชกมวยของนักมวยที่มีอายุต่ํากว่า ๑๘ ปีไม่ให้มีลักษณะเป็นการขึ้นชก มวยอาชีพเพื่อตัดความเชื่อมโยงดังกล่าว และจะต้องกําหนดมาตรการป้องกันอันตรายต่าง ๆ แก่ร่างกายให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยของนักมวยด้วย ๑.๒ แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ กติกา มาตรฐานการแข่งขันกีฬามวย โดยห้ามนักมวยเด็ก อายุต่ํากว่า ๑๘ ปีเข้าแข่งขันมวยอาชีพ และให้ใช้กติกามวยไทยสมัครเล่นระดับนานาชาติของ สภามวยไทยโลก (IFMA) สําหรับการแข่งขันของเด็กอายุต่ํากว่า ๑๕ ๑.๓ แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ และ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ เพิ่มเติม โดยแต่งตั้งจากข้าราชการในส่วนภูมิภาค และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มความสามารถในการเฝ้าระวังดูแลการบังคับใช้ กฎหมายอย่างเคร่งครัด ๑.๔ กระจายอํานาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือ เทศบัญญัติเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามระเบียบ กติกา และมาตรฐานที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ รวมถึงห้ามเด็กอายุต่ํากว่า ๑๘ ปีขึ้นชกมวยอาชีพ


ฐ ๑.๕ เงินจากกองทุนคุ้มครองเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ เห็นว่าควร นํามาใช้เพื่อช่วยเหลือนักมวยเด็กอายุต่ํากว่า ๑๘ ปีในกรณีที่เด็กอยู่ในสภาพที่ยากลําบากซึ่งไม่ สามารถขึ้นชกมวยอาชีพได้ ๒. ระยะยาว ๒.๑ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ครอบคลุมการห้ามนักมวยเด็ก อายุต่ํากว่า ๑๘ ปีเข้าแข่งขันมวยอาชีพ เพื่อความยั่งยืนของวงการกีฬามวยไทย ๒.๒ ควรส่งเสริมโรงเรียนสอนมวยไทยให้ใช้แนวทางการฝึกที่เป็นสากล สร้างภาพลักษณ์ ให้ผู้ปกครองยอมรับ และส่งบุตรหลานเข้าฝึกมวยไทย ในทํานองเดียวกับกีฬาต่างประเทศประเภทอื่น เช่น เทควันโด ยูโด คาราเต้เป็นต้น ๒.๓ สร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยขอให้คณะกรรมการ กีฬามวย ที่จัดตั้งขึ้นและมีอํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกีฬามวย พิจารณาปรับปรุง ระเบียบคณะกรรมการ กีฬามวยว่าด้วยระเบียบและกติกามาตรฐานสําหรับการแข่งขันกีฬามวย (ฉบับที่๒) พ.ศ.๒๕๕๖, ภาค ๑ กีฬามวยไทย หมวด ๓ “ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยสําหรับนักมวยที่มีอายุต่ํากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์” ในรายละเอียดเพื่อเป็นระเบียบกติกาบังคับใช้กับนักมวยที่มีอายุต่ํากว่า ๑๕ ปีเป็นการเฉพาะ และใช้บังคับการจัดแข่งขันชกมวยที่มีเด็กอายุต่ํากว่า ๑๕ ปีเข้าร่วมการแข่งขัน โดยไม่มีข้อยกเว้น และให้สามารถกําหนดระเบียบกติกาการแข่งขันเป็นการเฉพาะได้ทั้งนี้คณะกรรมการฯ ควรนํา ระเบียบกติกาของ IFMA (International Federation of Muaythai Association) ซึ่งได้รับการ ยอมรับเป็นสากลแล้วมาใช้ในการพิจารณา จากข้อมูลความจริงเชิงประจักษ์ที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยผ่านการศึกษาวิเคราะห์ ของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา “มวยเด็ก” ยังคงเป็นประเด็นสําคัญที่องค์กรระหว่าง ประเทศด้านแรงงาน และประเทศคู่ค้าหลักท่ีสําคัญของไทยกําลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า หากประเทศไทยไม่มีการแก้ไขปัญหาและพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น กว่าเดิมย่อมจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางการค้าและการส่งออกสินค้าของประเทศไทย ในฐานะ ที่ไทยเป็นประเทศที่ใช้นโยบายพึ่งพาการส่งออก หรือตลาดโลกเป็นที่มาสําคัญของการพัฒนา ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ประเทศไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในวงการกีฬามวยจะได้หันมาให้ความสนใจและ แก้ไขปัญหากรณีของมวยเด็กกันอย่างจริงจัง แนวทางและข้อเสนอแนะที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้จัดทํา และนําเสนอมาพร้อมนี้ได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและ เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ภายใต้การยึดโยงกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติและ ประชาชนเป็นสําคัญ จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่สังคมไทยส่วนหนึ่งกําลังประสบอยู่ก่อนที่ จะกลายเป็นปัญหาลุกลามบานปลาย ขยายวงไปสู่ปัญหาระหว่างประเทศ จึงถือเป็นโอกาสอันดี ที่รัฐบาลจะได้เล็งเห็นถึงความสําคัญ พร้อมทั้งเร่งผลักดันให้แนวทางและข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการ การแรงงาน วุฒิสภา นําไปสู่การปฏิบัติให้เห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพื่อการคุ้มครองเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติให้ได้รับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรวมของพี่น้องประชาชนชาวไทย


ฑ อันเป็นส่วนสําคัญส่วนหนึ่งที่จะนําพาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไปสู่อนาคตอย่างมีทิศทางและ เป้าหมายที่แน่นอน


ฒ สารบัญ หน้า รายนามคณะกรรมาธิการ…………....................................................................................................... ก รายนามคณะอนุกรรมาธิการ………………………………………………………………………………………………... ค รายนามที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ............................................................................................... ง รายงานการพิจารณาศึกษา………………………………………………………………………………………………….. จ บทสรุปผู้บริหาร………………………………………………………………………………………………………………….. ฎ สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………………….. ฒ สารบัญตาราง..................................................................................................................................... ต สารบัญภาพ........................................................................................................................................ ถ บทที่ ๑ บทน า…………………………………………………………………………………………………………………….. ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของการพิจารณาศึกษา……………………………………………. ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของการศึกษา........................................................................................... ๓ ๑.๓ ขอบเขตการพิจารณาศึกษา.......................................................................................... ๓ ๑.๔ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ........................................................................................... ๔ ๑.๕ กรอบการพิจารณาศึกษา.............................................................................................. ๔ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง……….…………………………………………………………………. ๕ ๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………….... ๕ ๒.๑.๑ งานที่มีคุณค่า (Decent Work) .................................................................... ๕ ๒.๑.๒ ยุทธศาสตร์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)................................. ๖ ๒.๑.๓ อนุสัญญาและข้อแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง กับการใช้แรงงานเด็ก..................................................................................... ๗ ๒.๑.๔ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก......................................................... ๙ ๒.๒ ข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง....................................................................................... ๑๑ ๒.๒.๑ รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา.............................................................. ๑๑ ๒.๒.๒ รายงานประจ าปีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report – TIP Report).................................................................................................. ๑๘ ๒.๒.๓ สถานการณ์การแข่งขันกีฬาชกมวยเด็กในประเทศไทย……………………………. ๒๑ ๒.๓ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (กับการแข่งขันกีฬาชกมวยเด็ก)…………………………………………… ๒๕ ๒.๓.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย................................................................. ๒๕ ๒.๓.๒ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก.................................................................... ๒๖ ๒.๓.๓ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยจ้างแรงงานและว่าด้วยจ้างท าของ............. ๒๗


ณ สารบัญ (ต่อ) หน้า ๒.๓.๔ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน.............................................................. ๒๙ ๒.๓.๕ กฎหมายว่าด้วยกีฬามวย................................................................................ ๒๙ ๒.๓.๖ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติ กีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒.................................................................................... ๓๒ ๒.๓.๗ ระเบียบคณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยความปลอดภัยส าหรับนักมวย พ.ศ. ๒๕๔๓................................................................................................... ๓๓ ๒.๓.๘ ระเบียบคณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยระเบียบและกติกาส าหรับการแข่งขัน กีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๕.................................................................................... ๓๕ ๒.๓.๙ กติกากีฬามวยสากลสมัครเล่น สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย......... ๓๗ ๒.๓.๑๐ กติกาการชกมวยเปรียบเทียบต่างประเทศ.................................................. ๓๙ ๒.๓.๑๑ กติกาของสมาคมฟุตบอลแห่งสหรัฐอเมริกา................................................ ๔๐ ๒.๓.๑๒ ค าแนะน าในการโหม่งของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The Football Association) หรือ (FA).…………………..………………………………………………. ๔๑ ๒.๓.๑๓ ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยเด็ก.................................................. ๔๓ ๒.๓.๑๔ ความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยเด็ก.................................................... ๔๕ บทที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา........................................................................................................... ๕๗ ๓.๑ คณะกรรมาธิการการแรงงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง..................................................... ๕๗ ๓.๒ คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง..... ๕๗ ๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................. ๕๗ ๓.๓.๑ ขั้นตอนที่ ๑ การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................... ๕๗ (๑) การจัดประชุมของคณะอนุกรรมาธิการ................................................... ๕๘ (๒) การเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล...................................... ๕๙ (๓) การเดินทางไปร่วมประชุมและศึกษาดูงาน.............................................. ๗๐ (๔) การจัดสัมมนาของคณะกรรมาธิการ........................................................ ๘๕ ๓.๓.๒ ขั้นตอนที่ ๒ การวิเคราะห์เพื่อจัดท าข้อเสนอ................................................. ๙๔ บทที่ ๔ ผลการพิจารณาศึกษา.......................................................................................................... ๙๕ ๔.๑ ข้อมูลทั่วไป................................................................................................................... ๙๕ ๔.๒ การวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................... ๙๕ ๔.๒.๑ ผลจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง........................................... ๙๗ ๔.๒.๒ ผลจากการศึกษาดูงาน................................................................................... ๙๘ ๔.๒.๓ ผลจากการสัมมนา.......................................................................................... ๙๙


ด สารบัญ (ต่อ) หน้า ๔.๓ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................................... ๑๐๐ ๔.๓.๑ มิติด้านแรงงาน............................................................................................... ๑๐๐ ๔.๓.๒ มิติด้านสาธารณสุข......................................................................................... ๑๐๒ ๔.๓.๓ มิติด้านกีฬา.................................................................................................... ๑๐๒ ๔.๔ การเพิ่มระดับความเข้มข้นของประเด็นมวยเด็ก............................................................. ๑๐๔ ๔.๕ ปัญหาอุปสรรค............................................................................................................... ๑๐๖ ๔.๕.๑ ความจ าเป็นทางเศรษฐกิจของครอบครัวนักมวยเด็ก..................................... ๑๐๖ ๔.๕.๒ แนวคิดการสร้างนักมวย และการยอมรับการเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในวงการมวย................................................................................................. ๑๐๖ ๔.๕.๓ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง.............................................. ๑๐๗ บทที่ ๕ สรุปผล เงื่อนไขส าคัญ และข้อเสนอแนะ............................................................................... ๑๑๕ ๕.๑ สรุปผล............................................................................................................................ ๑๑๕ ๕.๒ เงื่อนไขส าคัญ.................................................................................................................. ๑๑๗ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... ๑๑๗ ภาคผนวก.............................................................................................................................................. ๑๒๓ ก รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในประเทศไทย ของกระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๖๑..................................................................................................................... ๑๒๕ ข ค าสั่งกระทรวงแรงงาน เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการ ใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย..................................................................................... ๑๕๓ ค ประกาศคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย เรื่อง ประเภทงานอันตรายส าหรับแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายของประเทศไทย ๑๕๙ ง สรุปผลการสัมมนา เรื่อง “กฎกติกามวยไทย เพื่อความปลอดภัยส าหรับเด็กท างาน” วันจันทร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๓........................................................................................ ๑๖๕ จ รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในประเทศไทย ของกระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๖๒..................................................................................................................... ๑๘๓ ฉ รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในประเทศไทย ของกระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๖๓..................................................................................................................... ๑๙๙ ฝ่ายเลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา


ต สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ ๑. สถิติเกี่ยวกับการท างานของเด็กและการศึกษา................................................................. ๑๕ ตารางที่ ๒. ภาพรวมของการท างานของเด็กแยกตามภาคและกิจกรรม………………………………………. ๑๕ ตารางที่ ๓. จ านวนนักมวยที่ขึ้นทะเบียนไว้ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๐..................................... ๒๑ ตารางที่ ๔. จ านวนนักมวยที่ขึ้นทะเบียนไว้ระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๕๓ – ปี ๒๕๖๓ (ปีปัจจุบัน)............... ๒๒ ตารางที่ ๕. จ านวนนักมวยที่คงเหลือสถานะปัจจุบัน แยกรายจังหวัด (จ านวน ๗๗ จังหวัด)............... ๒๒ ตารางที่ ๖. กติกาการชกมวยของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ........................................ ๓๙ ตารางที่ ๗. ค าแนะน าในการโหม่งของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The Football Association) หรือ (FA).......................................................................................................................... ๔๑


ถ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ๒.๑ ฟันยาง………………………………………………………………………………………………………………………….. ๒.๒ อุปกรณ์ป้องกัน……………………………………………………………………………………………………………… ๑๖ ๑๖ ๓.๑ การร่วมประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย และผู้แทนสมาคมกีฬามวย เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ การกีฬาแห่งประเทศไทย........................................................ ๗๐ ๓.๒ การรับฟังความคิดเห็นของบุคคลในวงการกีฬามวยของการกีฬาแห่งประเทศไทย..................... ๗๗ ๓.๓ การรับฟังความคิดเห็นของบุคคลในวงการกีฬามวยของการกีฬาแห่งประเทศไทย..................... ๗๘ ๓.๔ การรับฟังความคิดเห็นของบุคคลในวงการกีฬามวยของการกีฬาแห่งประเทศไทย..................... ๗๘ ๓.๕ ภาพตัวอย่าง ๑. บัตรประจ าตัวนักมวย แบบ ก. นักมวย (อายุไม่ต่ ากว่า ๑๕ ปี)....................... ๘๑ ๓.๖ ภาพตัวอย่าง ๒. สมุดประจ าตัวนักมวย (BOXER BOOK) (ซึ่งอายุไม่ถึง ๑๕ ปี).......................... ๘๒ ๓.๗ การสัมมนา เรื่อง “กฎกติกามวยไทย เพื่อความปลอดภัยส าหรับเด็กท างาน” เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๓.................................................................................................................... ๘๕


บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของกำรพิจำรณำศึกษำ “มวย” จัดเป็นกีฬาที่รู้จักกันแพร่หลายทั้งในรูปแบบของมวยไทย และมวยสากล โดยเฉพาะ “มวยไทย” ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณกาล เป็นมรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติไทยที่มีเอกลักษณ์การต่อสู้ที่มีชื่อเสียงเฉพาะตัว ปัจจุบัน กีฬาชนิดนี้แพร่หลายมาก มีการเรียน การฝึกซ้อม ที่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จนเป็นอาชีพที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ของผู้คนจ านวนมาก ทั้งนี้ เดิมกีฬามวย จะมีการแข่งขันโดยผู้ที่ได้รับการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ ผ่านการการฝึกซ้อม มีความพร้อม มาแล้วเป็นอย่างดีเพื่อที่จะใช้แสดงออกถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ เป็นทั้งศิลปะ และการต่อสู้ ที่ตื่นเต้นสนุกสนาน และมีความรุนแรง ในเชิงทักษะการป้องกันตัว ในปัจจุบันผู้ที่สนใจเข้าสู่ วงการกีฬามวยมีอายุลดต่ าลงเรื่อย ๆ โดยได้ถูกใช้ตั้งแต่ในการแสดงศิลปะ ท่าทางร่ายร า ที่เรียกว่า “การไหว้ครู” จนถึงการแข่งขันอย่างจริงจังบนเวทีที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรง โดยกลุ่มเด็กทั้งเพศหญิงและเพศชายที่อายุต่ าลงเรื่อย ๆ จนถึง ๓ ปี การเข้าสู่วงการของ มวยเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีนี้เริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่องมากขึ้นในระยะ ๒๐ ปีหลัง ซึ่งมีพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬา แห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัตินี้เป็นผู้ขึ้นทะเบียนและ ก ากับดูแล กีฬามวยในกลุ่มเด็กเริ่มเป็นที่นิยมอันสืบเนื่องมาจากสังคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิการแพร่ระบาดของยาเสพติดเข้ามายังกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อย การใช้กีฬามวยเข้ามาช่วยขจัด ปัญหาให้เด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ห่างไกลจากปัญหาการใช้สารเสพติด ส่งเสริมให้หัน เข้ามาสู่การออกก าลังกาย พัฒนาความสามารถและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ที่มีการ ลงทุนที่ต่ า สร้างเสริมการเป็นผู้อดทน มีวินัย และการเข้ามาสู่วงการมวยของเด็กที่มีฐานะ ทางบ้านยากจน การเข้ามาฝึกซ้อมในค่ายมวยต่าง ๆ เพื่อหารายได้ โดยการเข้าแข่งขัน ชิงเงินรางวัลเป็นวิถีทางที่กลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้สามารถท าได้ แม้ว่าคณะกรรมาธิการ สังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ศึกษาถึงสภาพปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการเล่นกีฬามวยในกลุ่มเด็กขึ้นเพื่อหาทาง ป้องกันแก้ไขการบาดเจ็บในเด็กอันเกิดจากการชกมวย และได้สรุปว่าในช่วงปี๒๕๕๓ – ๒๕๖๐ มีนักมวยเด็กได้ขึ้นทะเบียนสังกัดค่ายมวยและชกมวยไทยจ านวนถึง ๑๗,๕๐๘ คน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้สรุปผลการวิจัยสมองของนักมวยเด็กที่ขึ้นชก บนเวทีและมีการปะทะอย่างรุนแรงของกลุ่มนักมวยเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี เมื่อเด็กได้รับ บาดเจ็บจากการปะทะอย่างรุนแรงนั้นส่งผลต่อสมองของเด็กอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ กล่าวคือ มีผลให้การพัฒนาการด้านสติปัญญา การควบคุมกล้ามเนื้อ และการทรงตัว ตลอดจนการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะสติปัญญาของเด็กเหล่านี้ลดต่ าลงอีกทั้งได้ชี้ประเด็นว่าการปล่อยปละ


๒ ละเลยต่อประเด็นปัญหาด้านความปลอดภัยของเด็กที่เข้ามาสู่กีฬาชกมวยนี้ ยังก่อให้เกิดปัญหา การแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดการแข่งขันและขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐ และ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child ) หลายปีที่ผ่านมาได้มีการเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎ กติกา ระเบียบ และกฎหมาย โดยให้ความส าคัญในเรื่องความปลอดภัยส าหรับเด็ก เน้นให้แก้ไขพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ระเบียบคณะกรรมการมวยว่าด้วย ความปลอดภัยส าหรับนักมวย พ.ศ. ๒๕๔๓ และระเบียบคณะกรรมการมวยว่าด้วยความ ปลอดภัยส าหรับนักมวย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔ นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการก าหนด กฎ กติกา เพื่อเป็นกติกาการชกมวยไม่น้อยกว่าที่ก าหนดในกติกาการชกมวยสมัครเล่นระดับ สากลของ International Boxing Association, Amateur (สมาคมมวยสากลสมัครเล่น) พร้อมทั้งขอให้ก าหนดบทลงโทษที่เหมาะสม กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อีกทั้งได้ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมความปลอดภัยในการเล่นกีฬาและนันทนาการของเด็กและ เยาวชน พ.ศ. .... รวม ๔๔ มาตรา เพื่อเป็นมาตรการ ส่งเสริมให้ค านึงถึงความปลอดภัยในการ เล่นกีฬาและนันทนาการของเด็กและเยาวชน ในการฝึกสอน ซ้อม การเล่น และการแข่งขัน รวมทั้งมาตรฐานอุปกรณ์การกีฬา ส าหรับเด็กให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก การสนับสนุนอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม และกีฬาในเด็ก ควรมีกฎ กติกา ที่เหมาะสมตามอายุในการแข่งขันชกมวยไทย และสามารถท าได้โดยการบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่ง ในหลักสูตรหรือกิจกรรมพิเศษของโรงเรียน โดยต้องก ากับ ควบคุมดูแล ที่ต้องให้ความส าคัญ และค านึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นส าคัญ นอกจากนี้การคุ้มครองสิทธิเด็ก การปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กทั้งในด้าน การท างานหรือการเล่นกีฬาในกลุ่มเด็ก ก็ได้ถูกจับตามองและมีการน าไปใช้ในการส่งเสริม หรือลงโทษในทางการค้าระหว่างประเทศด้วย อาทิเช่น แรงกดดันเพื่อให้มีการปรับปรุง แก้ไข กฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครองและขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด อย่างจริงจังของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาได้ประกาศจัดให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีการขจัดปัญหาการใช้แรงงานแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดได้เป็น ผลส าเร็จในระดับสูงสุด คือ Significant Advancement เป็นเวลาติดกัน ๒ ปีซ้อน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ และพ.ศ. ๒๕๖๐ ยังผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องการใช้แรงงานเด็ก การรักษาสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร รวมถึงการสร้างการยอมรับของประเทศต่างๆ ที่ประเทศไทย ร่วมค้าด้วย ต่อมารายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ในประเทศไทยของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๑ (Findings on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๑๘) รายละเอียดตามภาคผนวก ก ได้ประกาศลดระดับ ความส าเร็จในการขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดลงหนึ่งระดับเป็น Moderated advancement หลังจากที่การแก้ไขปัญหาการชกมวยเด็กไม่มีความก้าวหน้าที่


๓ เป็นรูปธรรมประกอบกับมีกรณีเด็กอายุ ๑๓ ปี เสียชีวิตขณะขึ้นชกแข่งขันเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๑ รวมทั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้แสดงความห่วงใยและท้วงติงในเรื่องการปกป้อง คุ้มครองด้านความปลอดภัยในการชกมวยเด็กที่ยังไม่เพียงพอ ตามที่ปรากฏในรายงาน สถานการณ์การค้ามนุษย์โดยระบุให้ประเทศไทยยังคงถูกจัดระดับให้อยู่ในกลุ่ม Tier 2 มาเป็น ระยะเวลา ๒ ปีติดต่อกัน และปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดระดับให้อยู่ในกลุ่ม Tier 2 Watch List ในรายงาน TIP (Trafficking in Persons Report) ปัญหาเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ และอาจเป็นผลต่อเนื่องถึง เศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมได้ ทั้งที่มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สมควร แก่การอนุรักษ์ เป็นความภาคภูมิใจที่ควรสืบสานส่งต่อให้แก่อนุชนรุ่นหลัง และเป็นงานที่มี คุณค่า สามารถที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นกีฬาและอาชีพที่ท ารายได้ มีความมั่นคง เป็นที่ ยอมรับในระดับสากล จึงเห็นสมควรที่จะได้หยิบยกขึ้นศึกษา เพื่อช่วยกันหาแนวทางในการ ด าเนินงานปกป้อง แก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย ให้ถูกต้องเหมาะสมกับวัยของเด็กต่อไป ๑.๒ วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ๑.๒.๑ เพื่อศึกษาการชกมวยของเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ในเรื่องของการคุ้มครอง ความปลอดภัย ตั้งแต่การฝึกซ้อม กฎเกณฑ์ กติกาในการอนุญาตการชกมวยของผู้ปกครอง อุปกรณ์การป้องกันร่างกายที่จ าเป็นและส าคัญที่ควรพิจารณาก าหนดในขณะขึ้นชกมวยแข่งขัน ๑.๒.๒ เพื่อศึกษากฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง ประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการ ให้ความคุ้มครองเด็กที่ชกมวยไทยโดยได้รับค่าตอบแทน และข้อก าหนดเพื่อปกป้อง ในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัยที่เหมาะสมกับวัยของเด็กในการฝึกซ้อมและแข่งขันกีฬามวย เพื่อสนับสนุนให้กีฬามวยเป็น Decent work ส าหรับเด็กท างานและได้รับการยอมรับ อย่างเป็นสากล ๑.๒.๓ เพื่อจัดท าเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมให้กีฬามวยในกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี เป็นกิจกรรมที่เหมาะสม ยกระดับคุณภาพชีวิตและ ความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ ส่งเสริมภาวะการเจริญเติบโต เพื่อเป็นก าลังแรงงานที่มีคุณภาพ ๑.๓ ขอบเขตกำรพิจำรณำศึกษำ ๑.๓.๑ ศึกษาข้อกฎหมาย ระเบียบ กฎ กติกา ที่เป็นสากลและในประเทศไทย รวมทั้ง ศึกษาข้อเท็จจริงและความเห็นกลุ่มต่าง ๆ เกี่ยวกับการชกมวยของเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี โดยมีขอบเขตพิจารณาด้านความปลอดภัยทางสุขภาพของเด็ก เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายในการส่งเสริมให้การชกมวยในกลุ่มเด็กเป็นกีฬาที่ควรส่งเสริมให้รักษา สืบสาน เป็นศิลปะชั้นสูงของชาติ และเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล ๑.๓.๒ รวบรวมศึกษาข้อมูล และวิเคราะห์ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ และน าเสนอ ต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕


๔ ๑.๔ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ได้ข้อมูลที่เป็นสถานการณ์ข้อเท็จจริงในด้านการดูแลความปลอดภัยของเด็กที่มี อายุต่ ากว่า ๑๕ ปีทั้งในด้านของการใช้เป็นกีฬาทางเลือกที่เหมาะสมกับวัย การส่งเสริมให้เป็น กีฬาที่ใช้แก้ไขปัญหาทางสังคม ทั้งปัญหายาเสพติดหรือปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ๑.๔.๑ เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มีความเข้าใจและตระหนัก ถึงสภาพปัญห าการชกมวยของเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ในเรื่องของการคุ้มครอง ความปลอดภัย ตั้งแต่การฝึกซ้อม กฎเกณฑ์ กติกาในการอนุญาตการชกมวยของผู้ปกครอง อุปกรณ์การป้องกันร่างกายที่จ าเป็นและส าคัญที่ควรพิจารณาก าหนดในขณะขึ้นชกมวยแข่งขัน ๑.๔.๒ ท าให้ทราบถึงสถานการณ์ ข้อมูล ข้อเท็จจริง และสภาพปัญหาในด้านการดูแล ความปลอดภัยของเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ทั้งในด้านของการใช้เป็นกีฬาทางเลือกที่เหมาะสม กับวัยการส่งเสริมให้เป็นกีฬาที่ใช้แก้ไขปัญหาทางสังคม ทั้งปัญหายาเสพติด หรือปัญหาทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม ๑.๔.๓ เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาข้อจ ากัด และกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้กีฬามวยในกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี เป็นกิจกรรมที่เหมาะสม ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ ส่งเสริมภาวะการเจริญเติบโต เพื่อเป็นก าลังแรงงานที่มีคุณภาพ ๑.๕ กรอบกำรพิจำรณำศึกษำ คณะอนุกรรมาธิการด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ก าหนดกรอบการพิจารณา การชกมวยของเด็กในกลุ่มที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี เพื่อให้มีการคุ้มครองด้านความปลอดภัย ในด้านการก าหนดเป็นกฎหมาย กฎ กติกาของกีฬามวย มาตรฐานที่ยอมรับได้ เมื่อเปรียบเทียบ กับกีฬาอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางการส่งเสริมให้กีฬามวยเด็กมีความเหมาะสม เป็นงานที่มี คุณค่าและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล


บทที่ ๒ เอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง การศึกษาแนวทางการคุ้มครองและป้องกันการท างานในรูปแบบที่อาจเป็นอันตราย ต่อเด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก ได้อ้างอิงแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดเรื่องงานที่มี คุณค่า ยุทธศาสตร์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ อนุสัญญาและข้อแนะขององค์การ แรงงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็ก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย สิทธิเด็กและอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงาน เด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา รายงานประจ าปีของกระทรวง การต่างประเทศเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ สถานการณ์การแข่งขันกีฬาชกมวยเด็ก ในประเทศไทย รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬามวยเด็ก ได้แก่ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย จ้างแรงงานและว่าด้วยจ้างท าของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยกีฬามวย และกฎกระทรวง รวมทั้งระเบียบคณะกรรมการกีฬามวย กติกากีฬามวยสากลสมัครเล่น ของสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย กติกาการชกมวยเปรียบเทียบ กติกาของสมาคม ฟุตบอลแห่งสหรัฐอเมริกา ค าแนะน าในการโหม่งของสมาคมฟุตบอลอังกฤษผลการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยเด็กของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ชกมวยเด็ก รวมทั้งค าสั่งกระทรวงแรงงานที่แต่งตั้งที่ปรึกษา และคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายและก าหนดประเภทงานอันตรายส าหรับแรงงาน เด็กในรูปแบบที่เลวร้ายของประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ๒.๑.๑ งานที่มีคุณค่า (Decent work) อังคณา เตชะโกเมนท์ นักวิชาการแรงงานช านาญการ ส านักพัฒนา มาตรฐานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดท ารายงานเรื่อง งานที่มีคุณค่า (Decent work) โดยมีสาระส าคัญดังนี้ แนวคิดเรื่อง “งานที่มีคุณค่า” เป็นแนวคิดที่ได้น าเสนอต่อรัฐสมาชิก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization – ILO) เป็นครั้งแรก ในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) ครั้งที่ ๘๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมีความเชื่อมั่นว่า งานที่มีคุณค่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตในการท างานให้ดีขึ้น และส่งเสริมให้มีการพัฒนาแรงงานที่ยั่งยืน


๖ “งานที่มีคุณค่า” หมายถึง งานซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการ เกี่ยวกับชีวิตการท างานของมนุษย์ได้ ความต้องการเกี่ยวกับชีวิตการท างานของมนุษย์ประกอบด้วย (๑) การมีโอกาสและรายได้ (Opportunity and Income) (๒) การมีสิทธิในด้านต่าง ๆ (Rights) โดยการรองรับและคุ้มครองสิทธิ พื้นฐานในการท างาน (Fundamental rights at work) ให้แก่ลูกจ้าง (๓) การได้แสดงออก (Voice) โดยการรับรองและส่งเสริมสิทธิในการ รวมตัว และเสรีภาพในการยื่นข้อเรียกร้องและการร่วมเจรจาของลูกจ้าง (๔) การได้รับการยอมรับ (Recognition) (๕) ความมั่นคงของครอบครัว (Family stability) (๖) การได้พัฒนาตนเอง (Personal development) (๗) การได้รับความยุติธรรม (Fairness) โดยการคุ้มครองให้ลูกจ้างมีสภาพ การท างานและได้รับผลตอบแทนจากการท างานอย่างยุติธรรม และไม ่ถูกเลือกปฏิบัติหรือ มีสภาพการท างานที ่ไม ่เป็นธรรม อันมีสาเหตุจากสัญชาติ เชื้อชาติ พื้นฐานทางสังคม ความคิดเห็นทางการเมือง ทัศนคติในเรื่องเพศ การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ฯลฯ และ (๘) การมีความเท่าเทียมทางเพศ (Gender equality) ๒.๑.๒ ยุทธศาสตร์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เสนอว่า การสร้างงานที่มีคุณค่า จะบรรลุผลส าเร็จได้ด้วยยุทธศาสตร์ส าคัญ ๔ ประการ คือ (๑) การส่งเสริมหลักการและสิทธิพื้นฐานในการท างาน (Fundamental rights at work) ประกอบด้วย (๑.๑) การรับรองสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง ตามหลักการของอนุสัญญา ฉบับที่ ๘๗ ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิ ในการรวมตัวและฉบับที่ ๙๘ ว่าด้วยสิทธิในการตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง (๑.๒) การยกเลิกการใช้แรงงานเด็ก ตามหลักการของอนุสัญญา ฉบับที่ ๑๓๘ ว่าด้วยอายุขั้นต่ า และฉบับที่ ๑๘๒ ว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้ แรงงานเด็ก (๑.๓) การขจัดการใช้แรงงานบังคับ ตามหลักการของอนุสัญญา ฉบับที่ ๒๙ ว่าด้วยแรงงานบังคับ และฉบับที่ ๑๐๕ ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ (๑.๔) การขจัดการเลือกปฏิบัติ ตามหลักการของอนุสัญญา ฉบับที่ ๑๐๐ ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่ากัน และฉบับที่ ๑๑๑ ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติการจ้างงานและ การประกอบอาชีพ


๗ (๒) การส่งเสริมโอกาสในการมีงานท าและสร้างรายได้ เพื่อให้คนหางาน ทุกคนมีโอกาสในการท างานตามความรู้ความสามารถของตน (๓) ก า รให้ค ว ามคุ้มค รองท างสังคม เพื่อให้คนท าง านทุกคน มีหลักประกันในการท างาน ทั้งที่จัดหาให้โดยภาครัฐหรือภาคเอกชน และ (๔) การส่งเสริมการเจรจาทางสังคม การเจรจาทางสังคมตามบริบท ทั่วไปนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความหมายครอบคลุมหลายประเด็นทางสังคม แต่ “การเจรจา ทางสังคม” ในความหมายของ ILO หมายถึง การต่อรอง การปรึกษาหารือและการแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารในทุกรูปแบบระหว่างผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายคนงานในประเด็น ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เป้าหมายหลักในการเจรจา คือ การสนับสนุนให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ ส่วนเสียในประเด็นที่ท าการเจรจาสามารถเข้ามีส่วนร่วมได้อย่างมีประชาธิปไตยและบรรลุถึง ข้อตกลงด้วยเสียงส่วนใหญ่ซึ่งการเจรจาทางสังคมที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับ (๔.๑) การเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านเสรีภาพในการสมาคม และการร่วมเจรจาต่อรอง (๔.๒) องค์กรของนายจ้างและของคนงานที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ พร้อมทั้งมีความรู้และความสามารถเฉพาะทางที่จ าเป็นต่อการมีส่วนร่วมในการเจรจาทางสังคม (๔.๓) การที่ทุกภาคส่วนยอมรับภาระผูกพันที่เกิดจากการเจรจา ทางสังคม (๔.๔) การสนับสนุนให้มีการเจรจาทางสังคมโดยใช้รูปแบบองค์กร ดังนั้น การที่รัฐบาลสามารถก าหนดมาตรฐานแรงงานขั้นต่ า ภายในประเทศได้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานของ ILO ได้ครบทุกประเด็นที่ส าคัญ และสามารถรองรับสิทธิขั้นพื้นฐานในการท างานให้แก่คนท างานได้อย่างครบถ้วน คือเป้าหมาย ส าคัญในการปฏิบัติงานในฐานะรัฐสมาชิกของ ILO แต่เป้าหมายที่อยู่เหนือกว่าการปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานของ ILO ก็คือ การสามารถสร้างงานที่มีคุณค่า (Decent work) ให้แก่คนท างานได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น ทิศทางการพัฒนามาตรฐานแรงงานในอนาคต จึงก้าวไกลไปกว่าเรื่องการคุ้มครองแรงงานและการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานในการท างาน โดยมี เป้าหมายอยู่ที่การส่งเสริมให้คนท างานทุกคนได้ท างานที่มีคุณค่าเพื่อการมีคุณภาพชีวิตในการ ท างานที่ดี ๒.๑.๓ อนุสัญญาและข้อแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง กับการใช้แรงงานเด็ก (๑) อนุสัญญา ฉบับที่ ๑๓๘ ว่าด้วยอายุขั้นต่ าที่อนุญาตให้จ้างงานได้ พ.ศ. ๒๕๑๖ (ค.ศ. ๑๙๗๓) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแล้วเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีสาระส าคัญ คือ สมาชิกแต่ละประเทศซึ่งอนุสัญญานี้ใช้บังคับ ต้องรับรองที่จะ ด าเนินนโยบายแห่งชาติที่ก าหนดขึ้นมา เพื่อประกันการยกเลิกการใช้แรงงานเด็กอย่างมี


๘ ประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มอายุขั้นต่ าที่ยอมให้จ้างงาน หรือท างานได้ให้สูงขึ้นจนถึงระดับที่ สอดคล้องกับการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์ที่สุดของผู้เยาว์ อายุขั้นต่่าที่ก่าหนดไว้ ต้องไม่ต่่ากว่าอายุที่ส่าเร็จการศึกษาภาคบังคับ และในกรณีใด ๆ ก็ตาม ต้องไม่ต่่ากว่า ๑๕ ปี (๒) ข้อแนะ ฉบับที่ ๑๔๖ ว่าด้วยอายุขั้นต่ าที่อนุญาตให้จ้างงานได้ พ.ศ. ๒๕๑๖ (ค.ศ. ๑๙๗๓) เป็นส่วนเพิ่มเติมของอนุสัญญาว่าด้วยอายุขั้นต่ าในการจ้างงาน และควรน ามาปฏิบัติควบคู่กัน โดยมีข้อแนะที่เกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก ดังนี้ ข้อ ๖ อายุขั้นต่่าต้องเป็นอายุที่คงที่ในทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ข้อ ๗ ประเทศสมาชิกต้องก าหนดอายุขั้นต่ า ๑๖ ปีในงานที่มีลักษณะ ตามมาตรา ๒ ของอนุสัญญา ฉบับที่ ๑๓๘ นี้ (สมาชิกแต่ละประเทศซึ่งให้สัตยาบันอนุสัญญานี้ ต้องก าหนดอายุขั้นต่ าที่ให้จ้างงานหรือท างานได้และห้ามมิให้รับผู้ที่มีอายุต่ ากว่านั้น ในการจ้างงานหรือท างานในอาชีพใด ๆ อายุขั้นต่ าที่ก าหนดต้องไม่ต่ ากว่าอายุที่ส าเร็จการศึกษา ภาคบังคับ และในกรณีใด ๆ ก็ตาม ต้องไม่ต่ ากว่า ๑๕ ปี) ข้อ ๙ ประเทศสมาชิกต้องก าหนดอายุขั้นต่ า ๑๘ ปีในงานที่น่าจะ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือศีลธรรมของเยาวชน ข้อ ๑๒ ประเทศสมาชิกต้องก าหนดสภาพการท างานแก่แรงงานเด็ก อายุต่ ากว่า ๑๘ ปีตามมาตรฐานแรงงาน (๓) อนุสัญญา ฉบับที่ ๑๘๒ ว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้ แรงงานเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔ มีสาระส าคัญคือ อนุสัญญานี้ ค าว่า “เด็ก” หมายถึงบุคคลทุกคน ที่อายุต่ ากว่า ๑๘ ปี และ “รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก” ประกอบด้วย (๓.๑) ทุกรูปแบบของการใช้ทาส หรือแนวปฏิบัติที่คล้ายกับการ ใช้ทาส เช่น การขายและการขนส่งเด็ก แรงงานขัดหนี้ แรงงานไพร่ติดที่ดิน แรงงานบังคับ หรือเรียกเกณฑ์ ซึ่งรวมถึงการบังคับหรือเรียกเกณฑ์เด็ก เพื่อใช้ในการสู้รบ (๓.๒) การใช้ จัดหาหรือเสนอเด็กเพื่อการค้าประเวณีเพื่อการผลิต สื่อลามก หรือเพื่อการแสดงลามก (๓.๓) การใช้ จัดหาหรือเสนอเด็กเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเพื่อการผลิต และขนส่งยาเสพติดตามที่นิยามไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้อง (๓.๔) งานซึ่งโดยลักษณะของงาน หรือโดยสภาพแวดล้อมในการ ท่างานมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือศีลธรรมของเด็ก อนึ่ง ประเภทงานที่กล่าวถึงตามข้อ (๓) ต้องก าหนดโดยกฎหมาย หรือกฎระเบียบของประเทศ หรือโดยหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่หลังจากหารือกับองค์การ นายจ้าง และองค์การคนงานที่เกี่ยวข้อง โดยค านึงถึงมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง


๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรค ๓ และวรรค ๔ ของข้อแนะว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของ แรงงานเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) ทั้งนี้ หลังจากปรึกษาหารือกับองค์กรของนายจ้าง และคนท างานที่เกี่ยวข้องแล้ว (๔) ข้อแนะ ฉบับที่ ๑๙๐ ว่าด้วยรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้ แรงงานเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) มีสาระส าคัญคือ ในการพิจารณาก าหนดประเภทงาน ซึ่งโดยลักษณะของงาน หรือโดยสภาพแวดล้อมในการท างานมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือศีลธรรมของเด็ก ตามอนุสัญญา ฉบับที่ ๑๘๒ นั้น ควรได้พิจารณาถึง ประเด็นต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน (๔.๑) งานที่ท าให้เด็กต้องถูกละเมิดทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือทางเพศ (๔.๒) งานใต้ดิน งานใต้น้ า งานในที่สูงในระดับที่เป็นอันตราย หรือ ในพื้นที่อับอากาศ (๔.๓) งานที่ต้องใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เป็น อันตราย หรืองานเกี่ยวข้องกับการขนย้ายหรือควบคุมสิ่งของหนักด้วยแรงกาย (๔.๔) งานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจท าให้เด็ก ต้องสัมผัสกับสารวัตถุหรือกระบวนการที่เป็นอันตราย หรืออยู่ในอุณหภูมิ ระดับเสียง หรือความ สั่นสะเทือนที่เป็นภัยต่อสุขภาพ เป็นต้น (๔.๕) งานภายใต้สภาพที่ยากล าบากเป็นการเฉพาะ เช่น งานที่ใช้ เวลานาน หรืองานในระหว่างเวลากลางคืน หรืองานที่เด็กถูกจ ากัดให้อยู่แต่ในอาณาบริเวณ ของนายจ้างโดยไม่มีเหตุอันควร ส าหรับงานประเภทต่าง ๆ ตามที่กล่าวแล้วนั้นกฎหมายหรือ ข้อบังคับภายในประเทศหรือหน่วยงานที่ทรงอ านาจควรมีอ านาจก าหนดให้การจ้างงานหรือ การท างานของผู้มีอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีขึ้นไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าสุขภาพอนามัย ความปลอดภัย และศีลธรรมของเด็กที่เกี่ยวข้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่และเด็กนั้นได้รับการศึกษา เฉพาะด้านที่เพียงพอหรือได้รับการฝึกอาชีพในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หลังจากการปรึกษาหารือ กับองค์กรของนายจ้างและของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องแล้ว ๒.๑.๔ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็กเป็นสนธิสัญญาเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน ซึ่งก าหนดสิทธิในทางพลเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และวัฒนธรรม ของเด็ก ซึ่งข้อตกลงระหว่างประเทศที่จัดท าขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ และได้รับการรับรองมากที่สุด ในโลกถึง ๑๙๖ ประเทศ โดยประเทศไทยลงนามภาคยานุวัติรับรองเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์นี้คือการที่ผู้น าทั่วโลกได้มาร่วมให้สัญญากับเด็ก ๆ ทุกคน ทุกรุ่นว่าจะให้ความคุ้มครองดูแลอย่างเต็มความสามารถและเท่าเทียมกัน แม้กระนั้นก็ยังคงมี เด็ก ๆ และเยาวชนหลายล้านคนทั่วโลกที่ยังตกหล่น ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่นานาประเทศได้ให้


๑๐ สัญญาไว้จากปัจจัยต่าง ๆ มากมาย เช่น ความยากจน ความรุนแรงต่อเด็ก รวมถึงความไม่ เท่าเทียม เด็กและเยาวชนเป็นจ านวนมากยังไม่ได้รับโอกาสที่จะมีบทบาทเข้ามามีส่วนร่วม หรือ ได้รับการรับฟัง แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง “เด็ก” คือ บุคคลที่มีอายุต่ ากว่า ๑๘ ปี (เว้นแต่กฎหมายของประเทศ จะก าหนดไว้เป็นอย่างอื่น) เป็นผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลมีพันธะผูกพันที่จะด าเนินการให้เด็ก ๆ ทุกคน ในประเทศไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันตามอนุสัญญาฯ รวมทั้งรายงาน ความก้าวหน้าการด าเนินงานต่อคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติด้วย อนุสัญญาฯ ทั้งหมด ๕๔ ข้อ จะประกอบไปด้วยสาระส าคัญเรื่องสิทธิ ของเด็ก ๔ ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการ พัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม และตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ และถือประโยชน์สูงสุด ของเด็กเป็นหลัก (๑) สิทธิที่จะมีชีวิตรอด เริ่มตั้งแต่เมื่อแรกเกิด เด็กๆ มีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด ได้รับการ จดทะเบียนเกิดมีสิทธิที่จะมีชื่อ ได้สัญชาติ และได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดาของตน ไม่ถูกแยกจากครอบครัว รวมทั้งได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสม โดยรัฐมีหน้าที่ประกัน สิทธิเหล่านี้ และจัดหาบริการพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีชีวิตรอด และเติบโตขึ้น อย่างแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานในยามเจ็บป่วย ในด้านโภชนาการ ก็ต้องมีอาหารที่ดีมีประโยชน์ที่เหมาะส าหรับเด็ก มีน้ าดื่มที่สะอาด ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชน ที่สะอาด ตลอดจนโอกาสเข้าถึงการพัฒนาต่อไปในอนาคต (๒) สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง เมื่อเด็ก ๆ ได้เกิดและรอดชีวิตมาแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรได้รับคือการ ปกป้องคุ้มครอง คือ ได้รับความคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ และยัง รวมไปถึงการคุ้มครองจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย การท างานอันตราย หรือขัดขวาง การศึกษาในเรื่องสารเสพติดก็เช่นกันเด็ก ๆ จะต้องได้รับการคุ้มครองจากสารอันตราย สารมีพิษ และสิ่งเสพติดต่าง ๆ อีกหนึ่งการให้ความคุ้มครองที่ส าคัญยิ่ง ก็คือ คุ้มครองจาก การค้ามนุษย์ การขายและการลักพาเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และการแสวงประโยชน์ กับเด็กในทุกรูปแบบ โดยรัฐจะมีหน้าที่ต้องฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้กลับคืนสู่สังคมอย่างมี ศักดิ์ศรีอีกด้วย ในแง่ของกระบวนการกฎหมาย แม้จะเป็นเด็กก็มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจาก กระบวนการยุติธรรมเช่นกัน และมีลักษณะเฉพาะตัวอีกด้วยนั่นคือ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การให้ ปากค า ตลอดจนถึงการพิจารณาคดี จะต้องถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นส าคัญ ส าหรับเด็ก ที่ถูกพรากจากครอบครัว จะต้องได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเหมาะสม ตามภูมิหลังทาง ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมของเด็กในภาวะสงครามเด็ก ๆ ต้องได้รับการคุ้มครอง


๑๑ จากภัยสงคราม ไม่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร หรือมีส่วนร่วมในการสู้รบ ในกรณีที่เด็กเป็นผู้ลี้ภัย จะได้รับการช่วยเหลือ และได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ (๓) สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา เพราะเด็กในวันนี้คืออนาคตของชาติในวันข้างหน้า การศึกษาและ พัฒนาการจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความส าคัญ เริ่มตั้งแต่ที่เด็ก ๆ จะต้องได้รับบริการพัฒนา ปฐมวัย และได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่หลากหลาย โดยมี พ่อแม่เป็นผู้คอยช่วยแนะน า ขณะที่เด็กที่มีความจ าเป็นพิเศษ เช่น เด็กพิการ ก็ต้องได้รับ การดูแลให้มีชีวิตที่ปกติสุข ได้รับโอกาสพัฒนาและการศึกษาที่เหมาะสม ให้สามารถเติบโต พึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในชุมชน สิทธิด้านการพัฒนานี้ ยังหมายรวมถึงการต่อยอดไปสู่ทักษะเฉพาะต่าง ๆ การพัฒนาความสามารถทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ ที่จะท าให้เด็ก ๆ ได้ก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต (๔) สิทธิที่จะมีส่วนร่วม เด็ก ๆ ก็คือสมาชิกคนหนึ่งในสังคม มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัว ทั้งการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หรือเข้ามามีบทบาทในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะกับเรื่องที่ ส่งผลกระทบ หรือมีส่วนโดยตรงกับตัวเด็กและเยาวชนเอง โดยความคิดเห็นดังกล่าวของเด็ก จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังตามสมควรแก่อายุและวุฒิภาวะของเด็กคนนั้น เด็กและ เยาวชนแทบทุกคนมีศักยภาพที่ไม่สามารถมองข้าม ในขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่ที่จะเอื้ออ านวย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับชุมชนเป็นต้นไป ทุกภาคส่วนก็ควรจะมี บทบาทส่งเสริมสนับสนุนให้เด็ก ๆ และเยาวชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ได้แสดงความคิดเห็น มีพื้นที่ในการใช้ศักยภาพของตนเอง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคม ๒.๒ ข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑ รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบ ที่เลวร้ายที่สุดของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ในวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๐ พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาได้ประกาศรายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็ก ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด พ.ศ. ๒๕๕๙ (Findings on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๑๖) เลื่อนอันดับการด าเนินงานของประเทศไทยจากระดับที่มีความส าเร็จปานกลาง (Moderate Advancement) เป็นระดับที่มีความส าเร็จมาก (Significant Advancement) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เนื่องจากประเทศไทยมีการด าเนินการต่าง ๆ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เช่น การแก้ไขกฎหมายอาญาเพิ่มโทษส าหรับผู้กระท าความผิด การจัดตั้งคณะท างานสืบสวน อาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง การด าเนินโครงการใหม่ในการป้องกันและลดการใช้แรงงานเด็กและ


๑๒ แรงงานบังคับในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และการท างานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ (ILO) ในการรวบรวมข้อมูลและจัดท าสถิติจ านวนแรงงานเด็กภายในประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ได้มีข้อแนะน า บางประการ เช่น จ านวนพนักงานตรวจแรงงานที่ไม่เพียงพอ การจ้างและฝึกอบรมล่ามเพื่อช่วย ในการสื่อสาร ซึ่งกระทรวงแรงงานได้มีการด าเนินการตามข้อแนะน าแล้ว อาทิ การเพิ่มจ านวน พนักงานตรวจแรงงานจ านวน ๑๘๖ อัตรา การจัดท าหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อบังคับใช้กฎหมายแรงงานร่วมกับ ILO การจัดจ้างล่ามพร้อมจัดอบรมล่ามเพื่อช่วยสื่อสาร ระหว่างการตรวจแรงงาน นอกจากนี้จะร่วมมือกับ ILO ในการส ารวจสถานการณ์เด็กท างาน ของประเทศ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาระดับความส าเร็จของการด าเนินการได้ อย่างต่อเนื่องในปีต่อไป” ส าหรับรายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ เลวร้ายที่สุด (Findings on the Worst Forms of Child Labor) เป็นรายงานที ่กระทรวง แรงงานสหรัฐอเมริกาจัดท าเป็นประจ าทุกปี โดยจัดอันดับประเทศที ่มีการใช้แรงงานเด็ก ในรูปแบบที ่เลวร้ายที ่สุด เพื ่อแก้ไขและป้องกันปัญหาการใช้แรงงานเด็กทั ่วโลก และแบ ่ง เกณฑ์การประเมินเป็น ๕ ระดับ ได้แก ่ (๑) ระดับที ่มีความส าเร็จมาก (Significant Advancement) คือ มีความก้าวหน้าของการด าเนินการในเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้ กฎหมายการประสานงาน นโยบาย และแผนงานทางสังคมต่าง ๆ (๒) ระดับที่มีความส าเร็จ ปานกลาง (Moderate Advancement) คือ มีความก้าวหน้าของการด าเนินการบางประเด็น (๓) ร ะ ดับ ค ว า ม ส า เ ร็จน้อ ย (Minimal Advancement) คือ มีค ว า ม ก้า ว ห น้า ข อง การด าเนินการเพียงเล็กน้อย (๔) ไม่มีความก้าวหน้าในการด าเนินการ (No Advancement) (๕) ไม ่ได้รับการประเมิน (No Assessment) เนื ่องจากไม ่มีปัญหา หรือประชากรน้อย จนแรงงานเด็กไม่ใช่ปัญหาของประเทศ จากสถิติผลส ารวจการท างานของเด็กในประเทศไทย ปีพ.ศ. ๒๕๖๑ พบว่า ประเทศไทยมีประชากร ๖๖.๔ ล้านคน มีสัดส่วนประชากรที่เป็นเด็ก ๑๐.๔๗ ล้านคน ซึ่งในส่วนนี้มีเด็กท างาน ๔.๐๙ แสนคน (ร้อยละ ๓.๙) เป็นแรงงานเด็ก ๑.๗๗ แสนคน (ร้อยละ ๑.๗) และมีเด็กท างานอันตราย ๑.๓๓ แสนคน (ร้อยละ ๑.๓) ซึ่งเด็กจะท างานในส่วน ของภาคเกษตรกรรมมากที่สุด ๑.๘๙ แสนคน (ร้อยละ ๔๖.๓) รองลงมา ภาคการค้าและ การบริการ ๑.๖๑ แสนคน (ร้อยละ ๓๙.๕) และภาคการผลิต ๕.๘ หมื่นคน (ร้อยละ ๑๔.๒) ส่วน ๓ อันดับแรก ที่ท าให้เด็กต้องท างาน คือ ช่วยธุรกิจครัวเรือน ร้อยละ ๖๐.๑ รายได้เสริม ของครอบครัว ร้อยละ ๒๐.๐ และไม่ได้สนใจเรียน ร้อยละ ๑๑.๔ ผลส ารวจดังกล่าว ถือเป็นครั้งที่ ๒ ของประเทศไทยที่ได้ด าเนินการ หลังจากมีการส ารวจไปเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าแรงงานเด็กในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ลดลงจากปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยขณะนั้นมีแรงงานเด็กมากกว่า ๓ แสนคน


๑๓ และเนื่องด้วยวันที่ ๑๒ มิถุนายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กสากล กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมมือกับส านักงานสถิติแห่งชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการท าการประมงผิดกฎหมาย จัดวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เปิดเผยผลส ารวจ พร้อมจัดท าเป็น ฐานข้อมูลน าเสนอรัฐบาลในการก าหนดนโยบายแผนต่อต้าน เพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ไม่ให้ถูกใช้ แรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย และยุติการกดขี่หรือข่มขู่บังคับใช้แรงงานในเด็กไทย เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๒ นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในขณะนั้น กล่าวว่า “ผลส ารวจดังกล่าวเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง เดือนกรกฎาคม – กันยายน ๒๕๖๑ จากครัวเรือนตัวอย่างที่มีเด็กอายุ ๕ – ๑๗ ปี ๒๖,๖๔๓ ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้จ านวนแรงงานเด็กในประเทศไทยลดลง เมื่อเทียบกับ การส ารวจ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ และลดลงทั้งในด้านจ านวน และลักษณะงานอันตราย โดยปัจจัย ที่ท าให้แรงงานเด็กลดลงนั้น เกิดจากการป้องกันและการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างจริงจัง มีนโยบายชัดเจน มีกฎหมายเข้มงวด มีการตรวจสอบกวดขัน และมีหลายกระทรวงเข้ามาช่วย สร้างความตระหนักรู้ เห็นความส าคัญในปัญหาการใช้แรงงานเด็ก จากการส ารวจสรุปได้ว่า สาเหตุที่เด็กต้องมาท างานก่อนวัยอันควร หรือมาท างานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑๘ ปีนั้น ส่วนหนึ่ง เกิดจากปัญหาความยากจน ปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว เด็กต้องออกจากโรงเรียน มาช่วยครอบครัวหารายได้ ซึ่งเมื่อพวกเขาออกมาจากโรงเรียนแล้ว พบว่าร้อยละ ๕๕.๑ ไม่เรียน หนังสือ มีเพียงร้อยละ ๔๔.๙ เท่านั้น ที่ท างานไปด้วยเรียนไปด้วย อีกทั้งยังพบปัญหาสุขภาพ ร่างกายมีการเจริญเติบโตได้อย่างไม่เต็มที่ ยิ่งในสภาพการท างานที่อันตราย ไม่ว่าจะเป็นยกของหนัก งานที่เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ท างานในที่มีความร้อนจัด เย็นจัด และเสียงดัง หรือท างาน ในช่วงเวลาดึกไปจนถึงเช้ามืด ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก ส าหรับการแก้ปัญหาการใช้แรงงานเด็กไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ เพียงอย่างเดียว เพราะต่อให้หน่วยงานรัฐมีการวางระบบ ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย เผยแพร่ ข้อมูลสร้างความตระหนักรู้ หลังจากนี้ทางกระทรวงแรงงานจะสรุปผลการส ารวจ และข้อเสนอแนะจากความคิดเห็นทางด้านวิชาการเสนอรัฐบาล เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล แนวทาง ในการก าหนดนโยบายแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในการต่อต้านและการช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานเด็ก อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในเรื่องดังกล่าว ต้องเกิดจากความร่วมมือของ ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ปกครอง ตัวเด็กเอง และหน่วยงานจากภาคประชาสังคม ที่ต้องเข้ามา มีบทบาทไม่ผลักดันให้เด็กไปท างาน เพียงเพราะความยากจนในครอบครัว รวมถึงถ้าพบเห็น การใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายหรือไม่เหมาะสม ควรจะแจ้งให้มีการตรวจสอบ ส่วนผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ อย่ามองว่าต้องการช่วยเด็ก เพราะการช่วยและการท าตาม กฎหมายต้องควบคู่กัน อีกทั้งเด็กเป็นวัยเจริญเติบโต พวกเขาควรจะได้เรียนหนังสือ ได้แข็งแรง ตามพัฒนาการที่ดี อยากให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน”


๑๔ จนกระทั่งในปลายปีพ.ศ. ๒๕๖๒ กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ได้รายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดในประเทศไทย ของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๑ (Findings on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๑๘) รายละเอียดตามภาคผนวก ก โดยจัดอันดับประเทศไทยที่มีการใช้แรงงานเด็ก ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด โดยลดอันดับประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าระดับปานกลาง (Moderate Advancement) ในความพยายามที่จะขจัดรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด แม้ว่ารัฐบาลเพิ่มงบประมาณการตรวจแรงงานโดยร้อยละ ๔๗ และจัดสรรทรัพยากรมากขึ้น เพื่อตรวจสอบสถานที่ท างานที่มีความเสี่ยงสูง อัตราการเข้าถึงการศึกษาและการลงทะเบียน ส าหรับเด็กผู้อพยพได้พิ่มขึ้น รัฐบาลยังสนับสนุนการฝึกอบรมอาสาสมัครแรงงาน ๗,๒๕๕ คน ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก รัฐบาลได้ว่าจ้างพนักงานตรวจแรงงานเพิ่มอีก ๓๙๔ คน รวมถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ข้าราชการและพนักงานของรัฐอื่น ๆ และล่ามเพิ่มเติม ๒๒ คน ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และศูนย์ตรวจสอบท่าเรือ ประมง รัฐบาลยังคงท าข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลกับประเทศสหรัฐอเมริกา ศูนย์แห่งชาติ เพื่อการสูญหายและการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กเพื่อต่อสู้กับการแสวงหาประโยชน์ ทางเพศจากเด็กเชิงพาณิชย์ออนไลน์ในที่สุดรัฐบาลยังคงท างานโดยตรงกับองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อเปิดศูนย์สนับสนุนเด็กเพิ่มเติมอีกสองแห่งซึ่งรวมเป็นห้าแห่งในประเทศไทย แต่เด็ก ในประเทศไทยมีส่วนร่วมในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก รวมถึงการแสวงหา ประโยชน์ทางเพศในเชิงพาณิชย์ซึ่งบางครั้งเป็นผลมาจากการค้ามนุษย์และเด็กยังมีส่วนร่วม ด้วยการแข่งขันมวยไทยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอย่างมีความหมาย ในทุกด้านที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาการรายงาน แต่ก็ไม่ได้มาตรฐานสากลส าหรับอายุขั้นต่ า ของการท างานการบังคับใช้กฎหมายแรงงานเด็กยังคงเป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากมีพนักงาน ตรวจแรงงานจ านวนไม่เพียงพอ เด็กในประเทศไทยมีส่วนร่วมในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในเชิงพาณิชย์ ซึ่งบางครั้งเป็นผลมาจากการค้ามนุษย์ เด็กมีส่วนร่วมในการแข่งขันมวยไทยโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน ณ สิ้นรอบระยะเวลารายงาน รัฐบาลท างานร ่วมกับ ILO ได้ออกแบบแบบสอบถามส ารวจและรวบรวมข้อมูลเกี ่ยวกับ เด็กท างาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผยผลการส ารวจระดับชาติเรื่องการเพิ่มขึ้น ของการท างานของเด็กซึ่งจ าเป็นต้องด าเนินการตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัด รูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่แย่ที่สุด ระยะที่สอง (ค.ศ. ๒๐๑๕ – ๒๐๒๐) ตารางที่ ๑ เป็นตัวชี้วัด ที่ส าคัญส าหรับการท างานของเด็กและการศึกษาในประเทศไทย


๑๕ ตารางที่ ๑ สถิติเกี่ยวกับการท่างานของเด็กและการศึกษา๒ เด็ก อายุ เปอร์เซ็นต์ ท างาน (ร้อยละ และประชากร) ๕ ถึง ๑๔ ๑๓.๐ (๑,๓๐๒,๒๖๗) เข้าเรียนที่โรงเรียน (ร้อยละ) ๕ ถึง ๑๔ ๙๖.๓ การรวมงานและโรงเรียน (ร้อยละ) ๗ ถึง ๑๔ ๑๔.๔ อัตราการส าเร็จหลัก (ร้อยละ) ๙๓.๔ จากการตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ตารางที่ ๒ ให้ภาพรวมของการท างานของเด็ก ตามภาคและกิจกรรม ตารางที่ ๒ ภาพรวมของการท่างานของเด็กแยกตามภาคและกิจกรรม ภาค / อุตสาหกรรม กิจกรรม การเกษตร แปรรูปกุ้งและอาหารทะเล การตกปลารวมถึงงานที่ท าบนเรือเดินทะเล การปลูกและเก็บเกี่ยวอ้อย การผลิตยางและสับปะรด อุตสาหกรรม การผลิตรวมถึงการผลิตเสื้อผ้า ท างานในโรงงานสัตว์ปีกและฟาร์มสุกร การก่อสร้างรวมถึงการขนส่งปูนซีเมนต์และอิฐ บริการ งานบ้าน ท างานในร้านอาหารร้านซ่อมรถจักรยานยนต์และปั๊มน้ ามัน งานถนนรวมถึงขอทานและจ าหน่าย การต่อสู้มวยไทย รูปแบบเลวร้ายที่สุดของ การใช้แรงงานเด็ก การแสวงประโยชน์ทางเพศเชิงพาณิชย์รวมถึงการใช้ในการ ผลิตสื่อลามกบางครั้งเป็นผลมาจากการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงานในการขายขอทานและท างานบ้าน บางครั้งเป็นผลมาจากการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับในการผลิตเสื้อผ้าการเกษตรและการแปรรูปกุ้ง และอาหารทะเล การจับปลาเนื่องจากการค้ามนุษย์ ใช้ในการผลิตและการค้ายาเสพติดรวมถึงยาบ้า, กระท่อมและ กัญชา ๒ แหล่งข้อมูลส าหรับอัตราการส าเร็จขั้นต้น : ข้อมูลจาก ปี ค.ศ. ๒๐๑๗ จัดพิมพ์โดย UNESCO Institute for Statistics, ๒๐๑๙ (๙).


๑๖ เด็กไทยรวมถึงเด็กจากเมียนมาร์ลาว และกัมพูชายังถูกเอารัดเอาเปรียบ ทางเพศในเชิงพาณิชย์ในร้านนวดแผนไทย บาร์เลานจ์คาราโอเกะ โรงแรมและที่พักส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีการล่อลวงเด็ก รวมถึงผ่านทางอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์และถูกบังคับ ให้ผลิตสื่อลามกและท ากิจกรรมทางเพศเพื่อถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ต เด็กโดยเฉพาะผู้อพยพจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขงท างานที่เป็นอันตราย ในการแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล แม้ว่าเหตุการณ์การใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้ง และอาหารทะเลลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีรายงานว่าเด็กจ านวนน้อยยังคงท างาน อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เด็กที่ท างานเกี่ยวกับการแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล ท างานท าความสะอาด และยกอาหารทะเลจ านวนมาก เด็กเหล่านี้หลายคนประสบปัญหาสุขภาพ เช่น การบาดเจ็บ และโรคเรื้อรัง เด็กที่ท างานในภาคเกษตรเผชิญกับความเสี่ยงต่อสุขภาพ จากการได้รับสารก าจัด ศัตรูพืชแสงแดดและความร้อนมักจะท างานเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึง กลางคืน นอกเหนือจากการยกของหนักแล้วยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการ ใช้เครื่องจักรที่เป็นอันตรายและการใช้อุปกรณ์ที่มีความคมและอันตรายจากการท างานอื่น ๆ เด็กไทยและเด็กผู้ย้ายถิ่นฐานมากับพ่อแม่ที่ท างานในภาคการก่อสร้าง มีการใช้แรงงานเด็ก ในสถานที่ก่อสร้างรวมถึงงานก่อสร้าง ท างานบ้านหรือท างานที่ร้านอาหารใกล้เคียงเด็กก็มี ส่วนร่วมในอันตรายเช่นกันการแข่งขันมวยไทยโดยไม่ใช้รูปแบบของอุปกรณ์ป้องกันที่เป็น ที่ต้องการโดยทั่วไปของสมาคมและสมาคมมวยไทยนานาชาติรวมถึงการบังคับใช้โล่เหงือก (ฟันยาง) อุปกรณ์ป้องกันขาหนีบ หน้า หน้าแข้งและข้อศอก และอุปกรณ์ป้องกันร่างกายเด็กที่มี ส่วนร่วมในการแข่งขันมวยไทยต้องรักษาอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง รวมถึงอาการ ตกเลือดในสมองและเส้นใยประสาทที่เสื่อมสภาพรอบ ๆ ก้านสมอง ภาพที่ ๒.๑ ฟันยาง ภาพที่ ๒.๒ อุปกรณ์ป้องกัน แม้ว่าค าสั่งที่ ๒๘/๒๕๕๙ ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะจัด การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายส าหรับเด็กทุกคนในประเทศไทย แต่เด็กบางคน โดยเฉพาะผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเพื่อนบ้านและชนกลุ่มน้อยยังมีข้อจ ากัดเพื่อเข้าถึง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากขาดความตระหนักในเด็กอพยพ สิทธิในการศึกษาของรัฐ


๑๗ อุปสรรคทางภาษาและการขนส่งไม่เพียงพอสู่โรงเรียน แม้ว่าเด็กที่ไม่มีเอกสารแสดงตัวตนหรือ ที่อยู่ที่ลงทะเบียนแล้วไม่สามารถปฏิเสธการลงทะเบียนได้ แต่การสมัครเข้าเรียนในโรงเรียน ของรัฐมีให้บริการในภาษาไทยเท่านั้นซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็ก ๆ ในช่วงระยะเวลาที่รายงานข่าวในประเทศและระหว่างประเทศรายงาน อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเด็กชายอายุ ๑๓ ปี ที่เสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่าง การแข่งขันมวยไทยในงานการกุศลที่โรงเรียน ความตายที่ได้รับการเผยแพร่อย่างมากนี้ท าให้ รัฐบาลเริ่มร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจะห้าม เด็กอายุต่ ากว่า ๑๒ ปี จากการเข้าร่วมการแข่งขันมวยไทย และให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันส าหรับ เด็กอายุ ๑๒ ปีขึ้นไป ณ สิ้นปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ร่างกฎหมายไม่ได้ถูกน าเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา การวิจัยไม่สามารถยืนยันได้ว่าร่างกฎหมายจะอนุญาตให้พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จัดหมวดหมู่ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นเด็กในมวยไทยหรือไม่ นอกจากนี้การวิจัย ยังไม่สามารถระบุได้ว่ารัฐบาลบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือไม่ ซึ่งห้าม บุคคลที่บังคับ ขู่เข็ญใช้กระตุ้น ชักชวน ส่งเสริมหรืออนุญาตให้เด็กเล่นกีฬาเพื่อวัตถุประสงค์ ทางการค้า ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่ขัดขวางการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ในการแข่งขันมวยไทยหรือการชกมวยไทยนั้น การร ามวยไทยถือเป็น องค์ประกอบที่ส าคัญ มักเริ่มต้นด้วยการร ามวยไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาตั้งแต่ สมัยสุโขทัย โดยมีที่มาของการที่นักมวยต้องไปพักอาศัยอยู่กับครูมวยเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้ เพื่อให้ครูมวยแน่ใจว่าลูกศิษย์ของตนเป็นคนมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความมานะพยายาม และมีความเคารพศรัทธาต่อครูผู้สอน จึงจะมีการอนุญาตให้ท าพิธีขึ้นครู หรือในบางท้องถิ่น เรียกว่า พิธียกครู เพื่อแสดงถึงการยอมรับซึ่งกันและกันทั้งครูและศิษย์ ส่วนการไหว้ครูร ามวย เป็นการแสดงความเคารพต่อครู บิดา มารดา รวมทั้งเป็นการขอพรต่ออ านาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อให้คุ้มครองตนให้ได้รับความปลอดภัย จากการชกมวย โดยแสดงออกเป็นท่าร าต่าง ๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูมวย รวมทั้งอาจมี การบริกรรมคาถาตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ซึ่งให้ประโยชน์ทั้งการเสริมสร้างสุขภาพกาย และใจให้เข้มแข็ง ตลอดจนปลูกฝังด้านธรรมะซึ่งแท้จริงแล้วการไหว้ครูมวยไทย ท่าร ามวยไทย ท่าแม่ไม้ ท่าลูกไม้ และการชกลมเล่นเชิงมีประโยชน์ในการเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจ และแฝงถึงความส าคัญด้านคุณธรรม และมีส่วนส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทยประการหนึ่ง การไหว้ครูร ามวยเป็นแต่เพียงการปฏิบัติที่มิได้สื่อถึงการแสดงการขอบคุณต่อครูมวย หรือเพียง การอบอุ่นร่างกายเท่านั้น หากแต่เป็นการระลึกถึงสิ่งส าคัญที่ครูมวยได้สอนมาด้วย ทั้งนี้ จากรายงานสถานการณ์และการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ เลวร้ายที่สุดในประเทศไทยของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๑ (Findings on the Worst Forms of Child Labor ค.ศ. ๒๐๑๘) รายละเอียดตามภาคผนวก ก ได้มีข้อเสนอใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมวยเด็ก ดังนี้ (๑) น าก าหนดอายุขั้นต่ ามาใช้กับการท างานของเด็กที่ไม่มีนิติสัมพันธ์ ตามสัญญาจ้างแรงงาน


๑๘ (๒) สร้างการคุ้มครองทางกฎหมาย เพื่อห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ ากว่า ๑๘ ปี เข้าร่วมชกมวยไทยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน และห้ามสัมผัสกับศีรษะของฝ่ายตรงข้ามทุกกรณี ๒.๒.๒ รายงานประจ่าปีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์(Trafficking in Persons Report – TIP Report) (๑) Trafficking in Persons Report หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า TIP Report เป็นรายงานประจ าปีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องจัดท าตามกฎหมาย คุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Act – TVPA) ค.ศ. ๒๐๐๐ โดยประเมินสถานการณ์และการด าเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวม ๑๘๘ ประเทศ กฎหมาย TVPA ได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภาสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการจัดตั้งส านักงานเพื่อการตรวจสอบและต่อสู้กับการค้ามนุษย์Office to Monitor and Combat Trafficking in Persons (J/TIP) ขึ้นภายใต้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มี หน้าที่หลักในการตรวจสอบและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ทั้งภายในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ โดยหนึ่งในหน้าที่หลักของส านักงาน TIP Office ก็คือ การจัดท ารายงาน เพื่อเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกาในเดือนมิถุนายนของทุกปี (๒) ประเทศสหรัฐอเมริกาจัดระดับประเทศต่าง ๆ ใน TIP Report ตามเกณฑ์ในกฎหมาย TVPA เป็น ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับที่ ๑ (Tier 1) คือ ประเทศที่ด าเนินการสอดคล้องกับมาตรฐาน ขั้นต่ าตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งด้านการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายต่อต้าน การค้ามนุษย์และการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ ระดับที่ ๒ (Tier 2) คือ ประเทศที่ด าเนินการไม่สอดคล้องกับ มาตรฐานขั้นต่ าตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มีความพยายามปรับปรุงแก้ไข ระดับที่ ๒ ซึ่งต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Tier 2 Watch List) คล้ายกับ Tier 2 โดยมีจ านวนเหยื่อการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้นหรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาล เพิ่มความพยายามด าเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์ ระดับที่ ๓ (Tier 3) คือ ระดับต่ าสุด หมายถึงประเทศที่ด าเนินการ ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ าตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่มีความพยายาม แก้ไข ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาอาจพิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือที่มิใช่ความช่วยเหลือ เพื่อมนุษยธรรมและการค้าได้นอกจากนี้ยังอาจไม่ให้งบประมาณสนับสนุนแก่ลูกจ้างของรัฐบาล ประเทศ Tier 3 ในการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม รวมทั้งอาจ คัดค้านความช่วยเหลือที่รัฐบาลประเทศนั้น ๆ อาจได้รับจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนก า รเงิน ร ะห ว่ างป ระเทศ ( International Monetary Fund – IMF) แล ะ ธนาคารโลก (World Bank) ได้ด้วย อย่างไรก็ดีมาตรการระงับความช่วยเหลือดังกล่าวจะมิได้เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติทันทีประเทศใดประเทศหนึ่งได้รับการประเมินให้อยู่ใน Tier 3 เนื่องจาก ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถใช้สิทธิในการยกเว้น (Presidential Waiver)


๑๙ มาตรการระงับความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ได้รับการประเ มินให้อยู่ใน Tier 3 ได้ หากประธานาธิบดีพิจารณาแล้วว ่าเป็นผลประโยชน์แก ่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเพื ่อ หลีกเลี่ยงผลกระทบทางอ้อมต่อประชากรกลุ่มที่มีความเปราะบางซึ่งรวมถึงสตรีและเด็ก กฎหมาย TVPA ที่ปรับปรุงเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๘ ก าหนดเพิ่มด้วยว่า ประเทศที่ถูกจัดระดับในTier 2 Watch List ติดต่อกันเป็นเวลา ๒ ปี ในปีถัดไปอาจถูกปรับลด ระดับลงสู่ Tier 3 โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะสามารถแสดงหลักฐานได้ว่า ในรอบปีที่ผ่านมา มีพัฒนาการที่ส าคัญที่สมควรได้รับการปรับระดับขึ้นจาก Tier 2 Watch List ให้เป็น Tier 2 หรือ Tier 1 หรือมีคุณสมบัติที่เหมาะสมส าหรับการได้รับยกเว้นจากการถูกปรับลดระดับ โดยอัตโนมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประเทศดังกล่าว จะต้องสามารถแสดงแผนงานที่จะใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นในการต่อต้านการค้ามนุษย์และทุ่มเท ทรัพยากรเพียงพอที่จะด าเนินการตามแผนงาน (๓) มาตรฐานขั้นต่ าที่ใช้ประเมินประเทศต่าง ๆ ใน TIP Report วัดจาก เกณฑ์ในการจัดระดับประเทศต่าง ๆ ใน TIP Report อ้างอิงถึงมาตรฐานขั้นต่ าในการขจัดการค้า มนุษย์ตามมาตรา ๑๐๘ ของกฎหมาย TVPA ได้แก่ (๓.๑) รัฐบาลห้ามไม่ให้มีการค้ามนุษย์ และมีการลงโทษหากมี การค้ามนุษย์เกิดขึ้น (๓.๒) รัฐบาลก าหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและเพียงพอต่อการค้า มนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการแสวงประโยชน์ทางเพศ การค้ามนุษย์ที่มีเหยื่อเป็นเด็ก หรือการค้า มนุษย์ที่มีการข่มขืน การลักพาตัว หรือที่มีเหยื่อเสียชีวิต (๓.๓) รัฐบาลก าหนดบทลงโทษที่รุนแรงเพียงพอต่อการป้องกัน ไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์และสะท้อนความร้ายแรงของความผิด (๓.๔) รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งหลักเกณฑ์ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามอย่างจริงจังและ ต่อเนื่องในการขจัดการค้ามนุษย์มีดังนี้ (๓.๔.๑) มีการสืบสวนและด าเนินคดีต่อผู้กระท าผิด (๓.๔.๒) มีการคุ้มครองเหยื่อและช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการ สืบสวนและด าเนินคดี (๓.๔.๓) มีการก าหนดมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์ เช่น การให้ข้อมูลและความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสาเหตุและผลจากการค้ามนุษย์ การก าหนด อัตลักษณ์ของบุคคล (การจดทะเบียนการเกิดและการให้สัญชาติ เป็นต้น) และการป้องกัน การใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานเด็ก (๓.๔.๔) มีการร่วมมือกับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพื่อสืบสวน และด าเนินคดีต่อผู้กระท าผิด (๓.๔.๕) มีการส่งผู้กระท าผิดฐานค้ามนุษย์ข้ ามแดน ตามกฎหมายและความตกลงระหว่างประเทศ


๒๐ (๓.๔.๖) มีการเฝ้าระวังรูปแบบการเข้าออกเมืองเพื่อหาหลักฐาน กรณีการค้ามนุษย์และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ใช้ประโยชน์จากหลักฐานที่ได้รับในการ สืบสวนและด าเนินคดีต่อผู้กระท าผิด โดยคุ้มครองสิทธิของเหยื่อในการเดินทางเข้าออกประเทศ ของตน (๓.๔.๗) มีการสืบสวน ด าเนินคดี และลงโทษเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการค้ามนุษย์รวมทั้งมีมาตรการที่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เพิกเฉยต่อการค้ามนุษย์ (๓.๔.๘) จ านวนเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ไม่ใช่ประชากรของ ประเทศนั้น ๆ มีจ านวนน้อย (๓.๔.๙) มีการติดตามประเมินความพยายามตามข้อ (๓.๔.๑) – (๓.๔.๘) และแจ้งผลการประเมินให้สาธารณชนทราบเป็นระยะ (๓.๔.๑๐) มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์จาก ปีที่แล้ว (๓.๔.๑๑) มีความพยายามอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อลด ความต้องการของการค้าเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศและลดการมีส่วนร่วมของประชากร ของประเทศนั้น ๆ ในการท่องเที่ยวเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ (๔) ประเทศไทยถูกลดระดับมาอยู่ Tier 3 ใน TIP Report เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นการปรับลดระดับโดยอัตโนมัติเนื่องจากไทยอยู่ใน Tier 2 Watch List มา ๔ ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓) โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และ พ.ศ. ๒๕๕๖ ประเทศไทยได้รับ การยกเว้นไม่ถูกลดระดับลงโดยอัตโนมัติแต่ข้อยกเว้นในการปรับลดระดับโดยอัตโนมัติ ตามกฎหมาย TVPA นั้น สามารถท าได้ไม่เกิน ๒ ครั้งต่อเนื่อง ดังนั้น ในรายงาน TIP Report ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ประเทศไทยจึงถูกลดระดับลงมาที่ Tier 3 ทั้งนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นว่า ประเทศไทยยังด าเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ าตามกฎหมาย TVPA โดยการบังคับใช้ กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ยังมีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาการคอรัปชั่น ในทุกระดับยังเป็นอุปสรรคส าคัญ การแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับและภาวะแรงงานขัดหนี้ ของแรงงานต่างชาติในภาคส่วนการค้าและประมงยังไม่เพียงพอ โดยไม่สามารถสืบสวน และด าเนินคดีต่อผู้กระท าผิด ซึ่งรวมถึงเจ้าของเรือและผู้บังคับเรือที่ใช้แรงงานต่างชาติ เป็นแรงงานบังคับ การขาดแคลนล่ามของหน่วยงานภาครัฐยังเป็นอุปสรรคต่อการคัดแยก และคุ้มครองเหยื่อ โดยทางการไทยคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติได้น้อยกว่า ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังปรากฏรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ มีความเกี่ยวข้องกับการแสวงประโยชน์จากผู้แสวงหาที่พักพิงชาวโรฮีนจาจากเมียนมาร์ และบังกลาเทศด้วย ซึ่งกองทัพเรือปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยฟ้องร้องด าเนินคดีต่อผู้สื่อข่าว ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เลื่อน สถานะของประเทศไทยในรายงานการค้ามนุษย์จาก Tier 3 ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ขึ้นมาเป็น Tier 2 ที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) และปี พ.ศ. ๒๕๖๐ คงสถานะเดิม Tier 2 ที่ต้อง จับตามอง (Tier 2 Watch List) และปี พ.ศ. ๒๕๖๑ เลื่อนขึ้นมาเป็น Tier 2


๒๑ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๒ กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์พ.ศ. ๒๕๖๒ (TIP Report 2019) โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับการจัดระดับให้อยู่ใน Tier 2 ซึ่งเป็นการคงอันดับเดิมจากปี พ.ศ. ๒๕๖๑ การคงระดับของประเทศไทยให้อยู่ใน Tier 2 สะท้อนว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ตระหนักถึงความมุ่งมั่นพยายามของประเทศไทย ตลอดจนความคืบหน้าที่รัฐบาลไทยและ ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกันสร้างขึ้นในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ โดยในปี ที่ผ่านมาประเทศไทยมีพัฒนาการส าคัญทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการด าเนินคดี กับผู้กระท าผิด การคุ้มครองดูแลผู้เสียหาย และการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความส าคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในประเทศ ทั้งภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ตลอดจนภาคส่วนในต่างประเทศทั้งองค์การระหว่าง ประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่น ๆ ที่สนใจซึ่งรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ การด าเนินการของประเทศไทยเกิดผลส าเร็จในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นและ อย่างต่อเนื่องต่อไป ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดระดับให้อยู่ใน Tier 2 Watch List ซึ่งต้องจับตา มองเป็นพิเศษ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนากรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพิ่มพูนประสิทธิภาพ การท างานของทุกส่วนราชการที่รับผิดชอบ และจะแก้ไขสิ่งที่ยังเห็นบกพร่องอยู่ในขณะนี้ โดยมี เป้าหมายส าคัญเพื่อขจัดการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ และปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ๒.๒.๓ สถานการณ์การแข่งขันกีฬาชกมวยเด็กในประเทศไทย ตารางที่ ๓ จ่านวนนักมวยที่ขึ้นทะเบียนไว้ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๐๓ ระหว่างปี ๒๕๕๓ – ๒๕๖๐ นักมวยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป (คน) นักมวยอายุต่่ากว่า ๑๕ ปี (คน) ส่วนกลาง ๕,๑๐๗ ๑,๗๖๗ ส่วนภูมิภาค ๑๒,๔๐๑ ๘,๖๐๖ รวมทั้งหมด ๑๗,๕๐๘ ๑๐,๓๗๓ ผลการส ารวจของส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬา แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยง านที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อท าหน้ าที่เป็นน ายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ จากข้อมูล ณ วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๐ พบว่า ในแต่ละปีมีนักมวยเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีขึ้นทะเบียนเป็นนักมวยจ านวนมากและมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นทุกปี โดยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๐ มีนักมวยเด็กขึ้นทะเบียนไว้กว่า ๑๐,๓๗๓ คน ๓ ที่มา ตารางสรุปการขึ้นทะเบียนบุคคลในวงการกีฬามวยตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๐ (ข้อมูล ณ วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๐)


๒๒ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่ห่างจากนักมวยที่มีอายุเกิน ๑๕ ปีที่ขึ้นทะเบียนไว้๑๗,๕๐๘ คนซึ่งเป็น ตัวเลขอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนักมวยเด็กน่าจะมีจ านวนมากกว่านี้ ตารางที่ ๔ จ่านวนนักมวยที่ขึ้นทะเบียนไว้ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๓ (ปีปัจจุบัน)๔ ประเภท จ่านวน (คน) (คงเหลือสถานะปัจจุบัน) จ่านวน (คน) (บัตรหมดอายุ) นักมวย ๕,๔๔๘ ๑๔,๘๑๑ รวมจ่านวนทั้งสิ้น ๒๐,๒๕๙ ตารางที่ ๕ จ่านวนนักมวยที่คงเหลือสถานะปัจจุบัน แยกรายจังหวัด (จ่านวน ๗๗ จังหวัด) จังหวัด นักมวย อายุมากกว่า ๑๕ ปี (ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย) นักมวย อายุมากกว่า ๑๕ ปี (แจ้งการสังกัดค่ายมวย) กระบี่ ๖๐ ๔๑ กรุงเทพมหานคร ๔๕๘ ๑๕๓ กาญจนบุรี ๒๔ ๘ กาฬสินธุ์ ๔๑ ๔๙ ก าแพงเพชร ๒๐ ๕ ขอนแก่น ๒๘๓ ๑๖๙ จันทบุรี ๔ ๒๑ ฉะเชิงเทรา ๕๘ ๒๔ ชลบุรี ๘๐ ๓๘ ชัยนาท ๑๕ ๑๐ ชัยภูมิ ๓๘ ๒๔ ชุมพร - - ตรัง - - ตราด ๑๙ ๙ ตาก ๑๒ ๕ นครนายก ๔ - นครปฐม ๖ ๒ ๔ ที่มา ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓) **หมายเหตุ เป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ปัจจุบัน ไม่รวมทะเบียนทางเอกสารที่รอการตรวจสอบ ความถูกต้องก่อนน าเข้าระบบสารสนเทศ**


๒๓ จังหวัด นักมวย อายุมากกว่า ๑๕ ปี (ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย) นักมวย อายุมากกว่า ๑๕ ปี (แจ้งการสังกัดค่ายมวย) นครพนม - ๑ นครราชสีมา ๖๖๑ ๗๒๐ นครศรีธรรมราช - - นครสวรรค์ ๕ ๒ นนทบุรี ๓๔ ๓ นราธิวาส - - น่าน ๑๘ ๑๐ บึงกาฬ ๑ - บุรีรัมย์ ๒๑๒ ๑๕๙ ปทุมธานี ๖ ๑ ประจวบคีรีขันธ์ ๓๑ ๑๔ ปราจีนบุรี - - ปัตตานี - - พระนครศรีอยุธยา ๖ ๕ พะเยา ๑๕ ๕ พังงา ๘ ๑๐ พัทลุง ๒ ๑ พิจิตร ๖๐ ๒๘ พิษณุโลก ๑๖ ๔ ภูเก็ต - ๑ มหาสารคาม ๑๔ ๑ มุกดาหาร ๓ - ยะลา ๒๓ ๑ ยโสธร ๑ ๑ ระนอง ๖ ๔ ระยอง - - ราชบุรี ๒๗ ๒๓ ร้อยเอ็ด ๕๐ ๓๕ ลพบุรี ๓ - ล าปาง ๑๑๑ ๓๖ ล าพูน ๖๓ ๑๖ ศรีสะเกษ ๑๐๔ ๖๒


๒๔ จังหวัด นักมวย อายุมากกว่า ๑๕ ปี (ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย) นักมวย อายุมากกว่า ๑๕ ปี (แจ้งการสังกัดค่ายมวย) สกลนคร ๖ - สงขลา ๔๒ ๒๖ สตูล ๑๓ ๑๔ สมุทรปราการ ๘ ๙ สมุทรสงคราม ๒ - สมุทรสาคร ๓๘ ๔๔ สระบุรี ๑๑ ๕ สระแก้ว - - สิงห์บุรี ๑ ๑ สุพรรณบุรี - ๓ สุราษฎร์ธานี - - สุรินทร์ - ๖ สุโขทัย ๘ ๖ หนองคาย ๖ ๒ หนองบัวล าภู ๔๒ ๒๘ อ านาจเจริญ ๐ ๐ อุดรธานี ๙ ๒๑ อุตรดิตถ์ ๒๓ ๖ อุทัยธานี ๒๘ ๑๗ อุบลราชธานี ๑๑๑ ๑๕๕ อ่างทอง ๑ - เชียงราย ๒๐๗ ๕๑ เชียงใหม่ ๑ - เพชรบุรี ๗ ๑๐ เพชรบูรณ์ ๓๓ ๓๖ เลย - - แพร่ ๘ ๒ แม่ฮ่องสอน ๑๔ ๘๔ รวมจ่านวน ๓,๒๒๑ ๒,๒๒๗


๒๕ ๒.๓ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (กับการแข่งขันกีฬาชกมวยเด็ก) ๒.๓.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและ ร่างกาย” มาตรา ๔๐ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจ ากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระท ามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอ านาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่าง เป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครอง ผู้บริโภค การจัดระเบียบการ ประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จ าเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ อย่างอื่น การตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา” มาตรา ๗๑ “รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็น องค์ประกอบพื้นฐานที่ส าคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและ พัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอด ทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ และความสามารถสูงขึ้น รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถด ารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าว ถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบ าบัด ฟื้นฟูและเยียวยา ผู้ถูกกระท าการดังกล่าว ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงค านึงถึงความจ าเป็นและความต้องการ ที่แตกต่างกันของเพศ วัยและสภาพของบุคคล ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรม” มาตรา ๗๔ “รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทํางาน อย่างเหมาะสมกับศักยภาพและวัยและให้มีงานทํา และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความ ปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทํางาน ได้รับรายได้สวัสดิการ การประกันสังคมและสิทธิ ประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดํารงชีพ และพึงจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดํารงชีพ เมื่อพ้นวัยทํางาน รัฐพึงจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการ ด าเนินการ” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยถือเป็นกฎหมายสูงสุดและ เป็นแม่บทแห่งกฎหมายของประเทศ ฉบับปัจจุบันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการท างานของบุคคลไว้ให้ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย (มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง) มีเสรีภาพในการ ประกอบอาชีพ (มาตรา ๔๐) ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชน


Click to View FlipBook Version