๒๖ มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น (มาตรา ๗๐) รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชน มีความสามารถในการท างานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและวัยและให้มีงานท า และคุ้มครอง ผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการท างาน ได้รับรายได้สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การด ารงชีพ (มาตรา ๗๔) มาตรา ๗๗ “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จําเป็น และยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจําเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรค ต่อการดํารงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดําเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมาย ได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของผู้เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และน ามา ประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่ก าหนดโดยรับฟังความ คิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสม กับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณี ที่จ าเป็น พึงก าหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการด าเนินการ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และพึงก าหนดโทษอาญาเฉพาะความผิด ร้ายแรง” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ นี้ได้บัญญัติก าหนด แนวคิด ความจ าเป็น และกระบวนการในการจัดให้มีกฎหมาย รวมทั้งการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมาย ๒.๓.๒ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองเด็กได้ก าหนดให้ “เด็ก” หมายความว่า บุคคลที่มีอายุต่ ากว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กนี้ได้ก าหนดการคุ้มครองเด็กไว้ใน มาตรา ๒๖ ดังนี้ “มาตรา ๒๖ ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงกฎหมายอื่น ไมวาเด็ก จะยินยอมหรือไม หามมิใหผูใดกระท าการ ดังตอไปนี้ (๑) กระทําหรือละเวนการกระทําอันเปนการทารุณกรรมตอรางกายหรือ จิตใจของเด็ก
๒๗ (๒) จงใจหรือละเลยไมใหสิ่งจ าเปนแกการด ารงชีวิตหรือรักษาพยาบาล แกเด็กที่อยูในความดูแลของตน จนนาจะเกิดอันตรายแกรางกายหรือจิตใจของเด็ก (๓) บังคับ ขูเข็ญ ชักจูง สงเสริม หรือยินยอมใหเด็กประพฤติตน ไมสมควรหรือนาจะท าใหเด็กมีความประพฤติเสี่ยงตอการกระท าผิด (๔) โฆษณาทางสื่อมวลชนหรือเผยแพรดวยประการใด เพื่อรับเด็กหรือ ยกเด็กใหแกบุคคลอื่นที่มิใชญาติของเด็ก เวนแตเปนการกระท าของทางราชการหรือไดรับ อนุญาตจากทางราชการแลว (๕) บังคับ ขูเข็ญ ชักจูง สงเสริม ยินยอม หรือกระท าดวยประการใด ใหเด็กไปเป็นขอทาน เด็กเรรอน หรือใชเด็กเปนเครื่องมือในการขอทานหรือการกระท าผิด หรือ กระท าดวยประการใดอันเปนการแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากเด็ก (๖) ใช้ จ้าง หรือวานเด็กใหท างานหรือกระท าการอันอาจเปนอันตราย แกรางกายหรือจิตใจมีผลกระทบตอการเจริญเติบโต หรือขัดขวางตอพัฒนาการของเด็ก (๗) บังคับ ขูเข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง สงเสริม หรือยินยอมใหเด็กเลนกีฬา หรือใหกระทําการใดเพื่อแสวงหาประโยชนทางการคาอันมีลักษณะเปนการขัดขวางตอการ เจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเปนการทารุณกรรมตอเด็ก (๘) ใชหรือยินยอมใหเด็กเลนการพนันไมวาชนิดใดหรือเขาไปในสถานที่ เลนการพนันสถานคาประเวณีหรือสถานที่ที่หามมิใหเด็กเขา (๙) บังคับ ขูเข็ญ ใชชักจูง ยุยง สงเสริม หรือยินยอมใหเด็กแสดง หรือกระท าการอันมีลักษณะลามก อนาจาร ไมวาจะเปนไปเพื่อใหไดมาซึ่งคาตอบแทนหรือ เพื่อการใด (๑๐) จ าหนาย แลกเปลี่ยน หรือให สุราหรือบุหรี่แกเด็ก เวนแต การปฏิบัติทางการแพทย์ ถาการกระท าความผิดตามวรรคหนึ่งมีโทษตามกฎหมายอื่นที่หนักกว่า ก็ใหลงโทษตามกฎหมายนั้น” โดยมีบทก าหนดโทษไว้ในมาตรา ๗๘ ว่าผูใดฝาฝนมาตรา ๒๖ ตองระวางโทษจ าคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับไมเกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ๒.๓.๓ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยจ้างแรงงานและว่าด้วยจ้างท่าของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า ลูกจ้างตกลงจะท างานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้าง ตลอดเวลาที่ท างานให้” มาตรา ๕๘๗ “อันว่าจ้างทําของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับจ้าง ตกลงจะทําการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสําเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสําเร็จแห่งการที่ทํานั้น”
๒๘ อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันมวยไทย นักมวย (ผู้ซึ่งเข้าแข่งขันกีฬามวย) ที่แข่งขันเพื่อเงินรางวัล(เงินที่ให้เป็นค่าตอบแทนแก่นักมวยในการแข่งขันกีฬามวยแต่ละครั้ง ตามที่ได้ท าความตกลงไว้) ย่อมถือเป็นการท างานของนักมวยคนนั้น ไม่ว่านักมวยจะเป็นชาย หญิง หรือเด็กก็ตาม ส าหรับนิติสัมพันธ์ของนักมวยกับบุคคลในวงการกีฬามวยอื่น อาทิ ผู้จัดการ นักมวย หัวหน้าค่ายมวย นายสนามมวย ผู้จัดรายการแข่งขันมวย ว่าจะเป็นไปตามสัญญาจ้าง แรงงาน หรือสัญญาจ้างท าของย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ๆ ไป เพราะสัญญาทั้งสองประเภทมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการจ้างให้ท างาน โดยให้ค่าจ้างเช่นเดียวกัน เพียงแต่สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่ลูกจ้างตกลงจะท างานให้แก่ นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ท างานให้ ซึ่งแตกต่างกับสัญญาจ้างท าของ ที่ผู้รับจ้างตกลงจะท างานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนส าเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้ค่าจ้าง เพื่อผลส าเร็จแห่งการที่ท านั้น กรณีเทียบเคียงหากข้อเท็จจริงเป็นไปในท านองเดียวกัน๕ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๒๐๒/๒๕๕๙ “เมื่อพิจารณาว่าจ้างนักกีฬา ฟุตบอลระหว่างโจทก์กับจ าเลยแล้ว แม้สัญญาดังกล่าวข้อ ๓.๑ และ ๓.๒ จะได้ความว่า โจทก์ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของจ าเลย ทั้งที่ก าหนดไว้แล้วในขณะท าสัญญาหรือก าหนดขึ้นใหม่ ในภายหน้า ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา โจทก์ต้องใช้ความสามารถ อย่างเต็มที่ในการฝึกซ้อมแข่งขัน และปฏิบัติตามค าสั่งของผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทีม หรือผู้บริหาร ทีมของจ าเลยอย่างเคร่งครัด แต่ก็ปรากฏวัตถุประสงค์หลักของสัญญาในข้อ ๘ ว่า คู่สัญญา ทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของสัญญาฉบับนี้ถูกต้องตรงกันแล้วว่า ผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง มีความผูกพันในความส าเร็จของงาน ไม่ว่าจะเป็นความส าเร็จทางการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างตามนโยบายของผู้ว่าจ้างเท่านั้น ประกอบกับระเบียบปฏิบัติ แนบท้ายสัญญาข้อ ๓ ถึงข้อ ๕ ที่ก าหนดการจ่ายโบนัสการแข่งขัน โดยพิจารณาจากผล การแข่งขัน เฉพาะผลการแข่งขันที่ชนะหรือเสมอว่า หากลงแข่งขันชนะจะได้รับโบนัส รวม ๖,๐๐๐ บาทต่อคน แต่หากผลการแข่งขันเสมอจะได้รับโบนัสรวม ๓,๕๐๐ บาทต่อคน ก าหนดการประเมินผลและเงินรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันและเงินรางวัลผู้ท าประตูสูงสุด โดยคิดค านวณจากการให้คะแนนจัดกลุ่มซึ่งค านึงถึงการลงแข่งขันและการฝึกซ้อม แสดงให้เห็น ถึงวัตถุประสงค์หลักตามสัญญาว่า มุ่งถึงผลการแข่งขันและการมีชื่อเสียงของจ าเลย จึงได้ ก าหนดค่าตอบแทนในความส าเร็จดังกล่าวไว้ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างนักกีฬาฟุตบอลระหว่างโจทก์ กับจ าเลย จึงเป็นสัญญาที่โจทก์ว่าจ้างจ าเลยให้ฝึกซ้อม แข่งขัน ตลอดจนการปฏิบัติตามค าสั่ง ของผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทีม หรือผู้บริหารทีมของจ าเลย โดยมุ่งประสงค์ต่อความส าเร็จของงาน ที่รับจ้างซึ่งก็คือ ผลการแข่งขันและน าไปสู่การมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างอันเป็นเป้าหมายส าคัญ ของจ าเลย สัญญาระหว่าง โจทก์และจ าเลยดังกล่าว จึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงานตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ หากแต่เป็นสัญญาในทางแพ่งประเภทหนึ่ง” ๕ ที่มา ระบบสืบค้นค าพิพากษา ค าสั่ง ค าร้อง และค าวินิจฉัย ศาลฎีกา, ออนไลน์, ๒๕๕๙.
๒๙ ๒.๓.๔ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่ก าหนดมาตรฐานขั้นต่ าในการจ้างงานระหว่างนายจ้าง และลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน โดยได้ก าหนดนิยามศัพท์ค าว่า “นายจ้าง” “ลูกจ้าง” และ “สัญญาจ้าง”ไว้ดังนี้ มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้ “นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าท างานโดยจ่าย ค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (๑) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ท างานแทนนายจ้าง (๒) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอ านาจ กระท าการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอ านาจกระท าการแทนนิติบุคคลให้ ท าการแทนด้วย “ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงท างานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร “สัญญาจ้าง” หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจา ระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะท างานให้แก่บุคคล อีกบุคคลหนึ่งเรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ท างานให้ และได้ก าหนดหมวด ๔ การใช้แรงงานเด็ก ไว้เป็นการเฉพาะ ดังนี้ “มาตรา ๔๔ ห้ามมิให้นายจ้างเด็กอายุต่ ากว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง” โดยมีบทก าหนดโทษไว้ในมาตรา ๑๔๘/๑ ว่านายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๔ หรือกฎกระทรวง ที่ออกตามมาตรา ๒๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับการจ้างเด็กอายุต่ ากว่าที่ก าหนดในกฎกระทรวง เป็นลูกจ้างหรือการรับเด็กซึ่งมีอายุต่ ากว่าที่ก าหนดในกฎกระทรวงเข้าท างาน ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงแปดแสนบาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจ าคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับ ทั้งจ า ๒.๓.๕ กฎหมายว่าด้วยกีฬามวย พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือกฎหมายว่าด้วยกีฬามวย ได้ก าหนดให้ค าว่า “กีฬามวย” หมายความว่า การแข่งขันชกมวยตามกติกาของศิลปะมวยไทย หรือกีฬามวยสากล และ“นักมวย” หมายความว่า ผู้ซึ่งเข้าแข่งขันกีฬามวย (มาตรา ๓) ทั้งก าหนดให้มีคณะกรรมการกีฬามวย ประกอบด้วยรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้แทน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทน กระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวงแรงงาน นายกสมาคมกีฬามวย อาชีพแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจ านวนไม่เกินเจ็ดคน และให้ผู้อ านวยการ ส านักงานคณะกรรมการกีฬามวยเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้นายกรัฐมนตรีโดยค าแนะน า ของประธานกรรมการและกรรมการโดยต าแหน่งแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ซึ่ง
๓๐ มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับกีฬามวย ในจ านวนนี้ให้แต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีภูมิล าเนาในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศอย่างน้อยสี่คน (มาตรา ๕) มาตรา ๙ ก าหนด “ให้คณะกรรมการมีอ านาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์และเผยแพร่กีฬามวย (๒) วางแผนและก าหนดมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับกีฬามวย เพื่อ คุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักมวย (๓) พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการออกกฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่และจรรยาบรรณของบุคคลในวงการกีฬามวย (๔) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ค าสั่งของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม อ านาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ตลอดจนออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุม และการด าเนินงานของคณะกรรมการ (๖) ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นก าหนดให้ เป็นอ านาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (๗) ปฏิบัติการอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการกีฬา แห่งประเทศไทย” มาตรา ๑๖ ก าหนด “ให้คณะกรรมการจัดให้มีระเบียบและกติกา มาตรฐานส าหรับการแข่งขันกีฬามวยเพื่อใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬามวย ทั้งนี้โดยค านึงถึงอายุ เพศ ความปลอดภัยของนักมวย และจารีตประเพณีในการแข่งขันกีฬามวย” มาตรา ๒๖ ก าหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจัดแข่งขันกีฬามวย โดยไม่ได้ รับอนุญาตจากนายทะเบียนเว้นแต่ในกรณีการจัดการแข่งขันกีฬามวยบางประเภทตามที่ก าหนด ในกฎกระทรวง การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้จัดการ แข่งขันกีฬามวย สําหรับนักมวยที่มีอายุต่ํากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์จะกําหนดได้เฉพาะเมื่อมี อุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยในการแข่งขัน ในการออกใบอนุญาต นอกจากต้องปฏิบัติตามวรรคสองแล้ว นายทะเบียนอาจก าหนดเงื่อนไขอื่น ๆ ได้เท่าที่จ าเป็นเพื่อให้การจัดการแข่งขันกีฬามวยเป็นไป ตามระเบียบและกติกาที่คณะกรรมการก าหนด การจัดการแข่งขันกีฬามวยที่ไม่ต้องขออนุญาตตามวรรคหนึ่ง ต้องแจ้งให้ นายทะเบียนทราบก่อน และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ก าหนดตามมาตรา ๑๖” สภาพบังคับทางอาญาได้ก าหนดไว้ตามมาตรา ๕๕ ว่าผู้ใดจัดการ แข่งขันกีฬามวยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๒๖ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ ไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ
๓๑ มาตรา ๒๗ ก าหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจัดตั้งสนามมวยโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่ก าหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ให้น ามาตรา ๒๖ วรรคสาม มาใช้ บังคับโดยอนุโลม” มาตรา ๒๙ ก าหนด “นักมวยที่จะจดทะเบียนได้ต้อง (๑) มีอายุไม่ต่ ากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ (๒) ไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นโรค ที่คณะกรรมการก าหนด (๓) ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสียหาย ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะน ามา ซึ่งความเสื่อมเสียแก่วงการกีฬามวย ผู้เยาว์ที่จดทะเบียนเป็นนักมวยแล้ว อาจท านิติกรรมอันเกี่ยวกับการ เข้าแข่งขันกีฬามวยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมอีก” มาตรา ๓๒ ก าหนด “ให้นักมวย ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน และหัวหน้า ค่ายมวยมาจดทะเบียนต่อนายทะเบียน และขอมีบัตรประจ าตัวนักมวย ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน หรือ หัวหน้าค่ายมวย แล้วแต่กรณีตามระเบียบที่คณะกรรมการก าหนด ผู้ที่จดทะเบียนเป็นนักมวยด้านศิลปะมวยไทย นักมวยด้านมวยสากล ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสินและหัวหน้าค่ายมวย ต้องมีสัญชาติไทย และมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการ ก าหนด การจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นนักมวย ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือ จากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน” มาตรา ๓๕ ก าหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการนักมวย นายสนามมวย และผู้จัดรายการแข่งขันมวย เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาต คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต การออก ใบอนุญาต และแบบใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข ที่ก าหนดในกฎกระทรวง” สภาพบังคับทางปกครองได้ก าหนดไว้ตามมาตรา ๓๙ ในกรณีที่ปรากฏ ต่อนายทะเบียนว่า นักมวย ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน หรือหัวหน้าค่ายมวยผู้ได้รับจดทะเบียน ตามมาตรา ๓๒ หรือผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งสนามมวยตามมาตรา ๒๗ (๖) (๗) และ (๘) หรือ ผู้จัดการนักมวย นายสนามมวย หรือผู้จัดรายการแข่งขันมวยตามมาตรา ๓๕ (๑) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือ กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้หรือ (๒) ไม่ปฏิบัติตามค าสั่งของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ นายทะเบียนหรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ให้นายทะเบียนมีอ านาจ
๓๒ เพิกถอนทะเบียนเป็นการชั่วคราว หรือสั่งพักใช้ใบอนุญาต ได้โดยมีก าหนดระยะเวลาตามที่ เห็นสมควรแต่ไม่เกินครั้งละหกเดือน ผู้ได้รับจดทะเบียนหรือผู้รับใบอนุญาตซึ่งถูกเพิกถอนทะเบียนเป็นการ ชั่วคราวหรือถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต จะกระท าการใด ๆ ตามที่ได้รับจดทะเบียนหรือได้รับ อนุญาตในระหว่างนั้นไม่ได้(มาตรา ๓๙ วรรคสาม) สภาพบังคับทางอาญาได้ก าหนดไว้ตามมาตรา ๕๘ ว่าผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา ๓๙ วรรคสาม ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจ าทั้งปรับ ๒.๓.๖ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความใน พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑ ก าหนด “ให้การจัดการแข่งขันกีฬามวย ดังต่อไปนี้ไม่ต้องขออนุญาตนายทะเบียน (๑) การแข่งขันกีฬามวยไทยสมัครเล่น หรือมวยสากลสมัครเล่น ที่จัดการแข่งขันโดยสมาคมที่มีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือการส่งเสริมกีฬาโดยตรง ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย (๒) การแข่งขันกีฬามวยที่จัดเป็นการสาธิตศิลปะมวยไทย การแสดง ในงานประจําปีหรืองานเทศกาลประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ โดยมิได้จัดเก็บค่าผ่านประตู เข้าชมการแข่งขันและไม่มีเงินรางวัลสําหรับผู้สาธิตหรือผู้แสดง (๓) ก ารแข่งขันกีฬ าม วยที่จัดขึ้นต ามหลักสูต รก า รศึกษาซึ่ง สถาบันการศึกษาของรัฐหรือสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการให้การรับรองเป็นผู้จัดการ แข่งขัน (๔) การแข่งขันกีฬามวยในสถานบริการหรือสถานบันเทิงที่มี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหรือเพื่อความบันเทิง โดยมิได้จัดเก็บ ค่าผ่านประตูเข้าชมการแข่งขัน (๕) การแข่งขันกีฬามวยที่คณะกรรมการกีฬามวยมอบหมายหรือ เห็นชอบให้มีการแข่งขันเป็นกรณีเฉพาะคราว โดยการแข่งขันดังกล่าวมิได้มีการตัดสินผล แพ้ชนะ ให้ผู้จัดการแข่งขันกีฬามวยตามวรรคหนึ่ง แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนก าหนดการแข่งขันไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และต้องปฏิบัติตามระเบียบและกติกามาตรฐาน ส าหรับการแข่งขันกีฬามวยที่คณะกรรมการกีฬามวยก าหนด” ข้อ ๘ ก าหนดให้“ผู้ได้รับใบอนุญาตจัดการแข่งขันกีฬามวย ต้องด าเนินการจัดการแข่งขันให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และรายละเอียดอื่นที่ก าหนด ในค าขอรับใบอนุญาต
๓๓ ในกรณีที่มีนักมวยอายุต่ํากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์เข้าแข่งขัน ผู้ได้รับ ใบอนุญาตต้องจัดให้มีอุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยในการแข่งขันตามที่ระบุไว้ใน คําขอด้วย” ๒.๓.๗ ระเบียบคณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยความปลอดภัยส่าหรับนักมวย พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๓ นายสนามมวยและผู้จัดรายการแข่งขันมวยต้องจัดให้มีมาตรการ เพื่อความปลอดภัยส าหรับนักมวยในการแข่งขันกีฬามวยต่าง ๆ ดังนี้ (๑) มาตรการการรักษาพยาบาล (๑.๑) จัดให้มีห้องปฐมพยาบาลภายในบริเวณที่มีการแข่งขันโดย มีระยะห่างจากเวทีแข่งขันไม่เกิน ๑๐๐ เมตร พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และแพทย์ แผนปัจจุบัน หรือพยาบาลวิชาชีพตามมาตรฐานการรักษาพยาบาลเบื้องต้นตลอดระยะเวลาที่มี การแข่งขันมวย (๑.๒) จัดให้มีที่นั่งติดกับเวทีแข่งขัน ส าหรับแพทย์แผนปัจจุบัน หรือพยาบาลวิชาชีพตลอดเวลาที่มีการแข่งขัน และในการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์แผนปัจจุบัน หรือพยาบาลวิชาชีพดังกล่าวต้องจัดให้มียา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อการ รักษาพยาบาลเบื้องต้นอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บของนักมวยอย่างเพียงพอด้วย (๑.๓) จัดให้มียานพาหนะส าหรับส่งผู้บาดเจ็บ โดยให้จัด เตรียมการไว้ตลอดเวลาที่มีการแข่งขัน ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันอย่างน้อย ๓๐ นาที และหลังจาก เสร็จสิ้นการแข่งขันกีฬามวยคู่สุดท้ายของรายการไม่น้อยกว่า ๓๐ นาที (๒) มาตรการเกี่ยวกับน้ าหนักตัวนักมวยและการตรวจสุขภาพ (๒.๑) เว้นแต่การแข่งขันกีฬามวยที่มีองค์กรกีฬามวยโลกให้การ รับรองอย่างเป็นทางการซึ่งต้องเป็นไปตามกติกาการแข่งขันดังกล่าวเป็นการเฉพาะแล้ว การแข่งขันกีฬามวยอื่นต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพนักมวยและชั่งน้ าหนักตัวนักมวยผู้นั้น อย่างน้อยสามชั่วโมง แต่ไม่เกินสิบสองชั่วโมงก่อนมีการแข่งขัน (๒.๒) โดยปกติให้แพทย์ท าการตรวจสุขภาพร่างกายนักมวยก่อน ท าการชั่งน้ าหนักตัวและเมื่อนักมวยท าการชั่งน้ าหนักตัวเสร็จแล้ว แพทย์ผู้ท าการตรวจอาจท า การตรวจสุขภาพร่างกายผู้นั้นอีกครั้งก็ได้ (๒.๓) การตรวจสุขภาพนักมวยให้แพทย์ท าการตรวจนักมวย อย่างน้อยต้องตรวจตามมาตรฐาน ดังต่อไปนี้ (๒.๓.๑) อุณหภูมิของร่างกาย (๒.๓.๒) ความดันโลหิต (๒.๓.๓) ชีพจร (๒.๓.๔) การเต้นของหัวใจ (๒.๓.๕) ตา หู จมูก คอ และช่องปาก (๒.๓.๖) ตับ ม้าม
๓๔ (๒.๓.๗) แขน ขา กระดูกข้อมือ ข้อเท้า ซี่โครง มือ เท้า (๒.๓.๘) การตอบสนองต่อระบบประสาท (๒.๓.๙) และสภาพทั่ว ๆ ไป (๒.๔) ให้แพทย์ผู้ตรวจสุขภาพนักมวยแจ้งผลการตรวจหรือ ค ารับรองการตรวจสุขภาพให้นักมวยและนายสนามมวยทราบทุกครั้ง นักมวยที่ไม่ผ่านการ รับรองความสมบูรณ์จากแพทย์ผู้ตรวจจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าท าการแข่งขัน (๒.๕) ในกรณีที่เห็นสมควร แพทย์สนามผู้ท าการตรวจสุขภาพ นักมวย อาจให้มีการตรวจสารต้องห้ามในนักมวยก็ได้ และหากผลการตรวจพบว่ามีการใช้สาร ต้องห้ามในนักมวยคนใดให้แพทย์เสนอต่อนายสนามมวยเพื่อรายงานนายทะเบียนพิจารณา ลงโทษตามกรณีทันที (๓) มาตรการเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขัน (๓.๑) จัดให้มีอุปกรณ์เพื่อใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬามวย ตามมาตรฐานและกติกาการแข่งขันก าหนด (๓.๒) นายสนามต้องตรวจสอบและควบคุมการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ ในการแข่งขันให้มีความเหมาะสม ส าหรับนักมวยที่มีอายุต่ ากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ต้องค านึงถึงความปลอดภัยของนักมวยเป็นส าคัญ (๓.๓) การแข่งขันชกมวย ซึ่งมีนักมวยคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน มีอายุต่ ากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์เข้าแข่งขัน เว้นแต่การแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นหรือมวยสากล สมัครเล่น ต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อความปลอดภัยตามกติกาการแข่งขัน และใช้นวมที่มีขนาด น้ าหนักตามที่ก าหนดดังนี้ (๓.๓.๑) กรณีที่นักมวยมีน้ าหนักตัวไม่เกิน ๑๐๐ ปอนด์ ให้ใช้นวมที่มีขนาดน้ าหนัก ๖ ออนซ์ (๓.๓.๒) กรณีที่นักมวยมีน้ าหนักตัวเกิน ๑๐๐ ปอนด์ แต่ไม่เกิน ๑๒๖ ปอนด์ ให้ใช้นวมที่มีขนาดน้ าหนัก ๘ ออนซ์ (๓.๓.๓) กรณีที่นักมวยมีน้ าหนักตัวเกิน ๑๒๖ ปอนด์ขึ้นไป ให้ใช้นวมที่มีขนาดน้ าหนัก ๑๐ ออนซ์ ส าหรับการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นหรือมวยสากล สมัครเล่นให้ถือปฏิบัติตามกติกาการแข่งขันว่าด้วยเรื่องมาตรการป้องกันความปลอดภัยในการ แข่งขันซึ่งองค์กรกีฬาที่เกี่ยวข้องก าหนด (๔) มาตรการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพี่เลี้ยงนักมวย (๔.๑) ต้องจัดให้มีการอบรม หรือปฐมนิเทศความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลและมาตรการความปลอดภัยของนักมวย แก่พี่เลี้ยงนักมวย พี่เลี้ยง นักมวยที่มิได้ผ่านการฝึกอบรม หรือมิได้ผ่านการปฐมนิเทศจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าว
๓๕ (๔.๒) ในระหว่างการแข่งขัน หรือกรณีที่นักมวยได้รับบาดเจ็บ ถึงหมดสติห้ามมิให้พี่เลี้ยงนักมวยใช้ยาเวชภัณฑ์ หรือสารอื่นใดให้นักมวยรับประทาน สูด ดม เพื่อให้นักมวยผู้นั้นฟื้นสภาพ เว้นแต่จะได้รับค าแนะน าจากแพทย์ (๕) มาตรการป้องกันการกระทบกระเทือน ระบบประสาท สมอง และชีวิต (๕.๑) กรณีนักมวยได้รับผลกระทบจากการชกของคู่แข่งขัน จนหมดสติให้แพทย์ หรือผู้ท าหน้าที่แพทย์ประจ าสนาม และผู้ห้ามบนเวทีเท่านั้นที่จะเข้าไป ตรวจอาการและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นักมวยได้ ส าหรับบุคคลอื่นที่จะไปท าหน้าที่ดังกล่าวนี้ ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากแพทย์เท่าที่จ าเป็น (๕.๒) จัดให้มีการรักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพแก่นักมวย ที่ถูกน็อกเอ๊าท์ หรือเทคนิเกิลน็อกเอ๊าท์โดยละเอียดทันที (๕.๓) ให้นักมวยได้รับการหยุดพักผ่อนร่างกายเป็นการถนอม ระบบประสาท สมอง และชีวิต ภายหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง โดยปกติไม่น้อยกว่า ๒๑ วัน เว้นแต่กรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๕.๓.๑) นักมวยนั้นเป็นผู้ชนะในยกแรก ให้หยุดพัก ร่างกายไม่น้อยกว่า ๗ วัน จึงจะท าการแข่งขันใหม่ (๕.๓.๒) นักมวยนั้นเป็นผู้ชนะภายในยกที่ ๓ ให้หยุดพัก ร่างกายไม่น้อยกว่า ๑๘ วัน จึงจะท าการแข่งขันใหม่ (๕.๔) นักมวยที่แพ้น็อกเอ๊าท์ หรือแพ้เทคนิเกิลน็อคเอ๊าท์ ต้องหยุดพักร่างกายไม่น้อยว่า ๓๐ วัน จึงจะท าการแข่งขันใหม่ นักมวยที่จะท าการแข่งขันใหม่ ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยร่างกายจากแพทย์ก่อน ข้อ ๔ ให้นายสนามมวยและผู้จัดรายการแข่งขันมวยตามที่ ตกลงกัน จัดให้มีการประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลอันเนื่องจากการแข่งขันกีฬามวย ส าหรับ นักมวยในรายการแข่งขันนั้นให้แล้วเสร็จ และมีผลคุ้มครองการสูญเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ และพิการทางสมอง การรักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ สิทธิในการรับเงินชดเชยรายสัปดาห์ และอื่น ๆ ทันทีที่มีการแข่งขัน ๒.๓.๘ ระเบียบคณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยระเบียบและกติกาส่าหรับ การแข่งขันกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๕ ระเบียบนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๗๐ ง วันที่ ๒๙ สิงห าคม ๒๕๔๕ ออกโดยอ าศัยอ าน าจต ามม าต ร า ๙(๕) และม าต ร า ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบด้วย ภาค ๑ กีฬามวยไทย หมวด ๑ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยไทย หมวด ๒ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยไทยส าหรับ นักมวยหญิง
๓๖ หมวด ๓ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยไทยสําหรับ นักมวยที่มีอายุต่ํากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ภาค ๒ กีฬามวยสากล หมวด ๑ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยสากล หมวด ๒ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยสากลส าหรับ นักมวยหญิง หมวด ๓ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยสากลส าหรับ นักมวยที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ภาค ๓ กีฬามวยที่รับรองโดยองค์กรกีฬามวย หมวด ๑ การแข่งขันกีฬามวยสมัครเล่น หมวด ๒ การแข่งขันกีฬามวยอาชีพ ภาค ๔ กีฬามวยอื่นๆ ทั้งนี้ นายสนามมวย ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวย ผู้ได้รับอนุญาต จัดรายการแข่งขันกีฬามวยเฉพาะคราว ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวยที่ไม่ต้องขออนุญาต หรือ การแข่งขันอื่นที่มีลักษณะของการแข่งขันกีฬามวย ต้องด าเนินการจัดการแข่งขันให้เป็นไปตาม ระเบียบและกติกา ส าหรับการแข่งขันตามที่ก าหนดไว้ท้ายระเบียบนี้โดยเคร่งครัด ในท้ายระเบียบมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับอายุของนักมวยกีฬามวยไทย ดังนี้ ภาค ๑ กีฬามวยไทย หมวด ๑ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยไทย ข้อ ๘ นักมวยต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ๘.๑ อายุไม่ต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ๘.๒ น้ าหนักตัวตั้งแต่ ๑๐๐ ปอนด์ ๘.๓ ไม่เป็นโรคที่ต้องห้ามตามที่ระบุไว้ในคู่มือแพทย์ หมวด ๓ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยไทยส าหรับ นักมวยที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬามวยไทยส าหรับนักมวยที่มี อายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ให้ใช้ตามระเบียบและกติกาการแข่งขันมวยไทยโดยอนุโลมโดยมี ข้อก าหนดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ นวม ๑.๑ นักมวยตั้งแต่รุ่นเปเปอร์เวทถึงรุ่นพินเวท ให้ใช้นวม ขนาด ๖ ออนซ์ (๑๓๒ กรัม) ๑.๒ นักมวยตั้งแต่รุ่นมินิฟลายเวทถึงรุ่นเฟเธอร์เวท ให้ใช้ นวมขนาด ๘ ออนซ์ (๒๒๗ กรัม) ๑.๓ นักมวยตั้งแต่รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวทขึ้นไป ให้ใช้นวม ขนาด ๑๐ ออนซ์ (๒๘๔ กรัม)
๓๗ ข้อ ๒ การจ าแนกรุ่น และการชั่งน้ าหนักตัว ในการจ าแนกรุ่นของนักมวยไทยส าหรับนักมวยที่มีอายุ ต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ให้เพิ่มรุ่นในการแข่งขันจากเดิม ๓ รุ่น คือ ๒.๑ รุ่นเปเปอร์เวท น้ าหนักตัวไม่เกิน ๙๐ ปอนด์ (๔๐.๙๐๙ กก.) ๒.๒ รุ่นค็อกเวท น้ าหนักตัวต้องเกิน ๙๐ ปอนด์ (๔๐.๙๐๙ กก.) และไม่เกิน ๙๕ ปอนด์(๔๓.๑๘๑ กก.) ๒.๓ รุ่นพินเวท น้ าหนักตัวต้องเกิน ๙๕ ปอนด์ (๔๓.๑๘๑ กก.) และไม่เกิน ๑๐๐ ปอนด์ (๔๕.๔๕๔ กก.) ข้อ ๓ จ านวนยก ให้แข่งขันกัน ๓ หรือ ๕ ยก ยกละ ๒ นาที หยุดพัก ระหว่างยก ๒ นาที การหยุดการแข่งขันเพื่อเตือน ตัดคะแนน จัดเครื่องแต่งกายของนักมวย ให้เรียบร้อยหรือด้วยสาเหตุอื่น ๆ ไม่นับรวมอยู่ในเวลาแข่งขัน ๒ นาที ข้อ ๔ กรณีอื่น ๆ นักมวยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ เข้าร่วมการแข่งขันกับนักมวยที่มีอายุเกิน ๑๕ ปีบริบูรณ์แล้วนั้น ต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อความ ปลอดภัยตามระเบียบ และกติกาการแข่งขันมวยไทยส าหรับนักมวยที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ คณะกรรมการ กีฬามวยได้ออกระเบียบและกติกามาตรฐานส าหรับการแข่งขันกีฬามวย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ ยกเลิกภาค ๑ กีฬามวยไทย ภาค ๒ กีฬามวยสากล ภาค ๓ กีฬามวยที่รับรอง โดยองค์กรกีฬามวย ภาค ๔ กีฬามวยอื่น ๆ ซึ่งก าหนดท้ายระเบียบเดิม และให้ใช้หลักเกณฑ์การ แข่งขันกีฬามวย ซึ่งก าหนดแนบท้ายระเบียบนี้ ๒.๓.๙ กติกากีฬามวยสากลสมัครเล่น สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย เนื่องจากสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย เป็นสมาชิกของ สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ (AIBA) โดยใช้กฎกติกา ระเบียบการแข่งขันของสหพันธ์มวย สากลนานาชาติ (AIBA) สรุปสาระส าคัญ ดังนี้ (๑) การจ าแนกอายุและประเภทชาย – หญิง (๑.๑) ระดับประชาชนอายุ ๑๙ – ๔๐ ปี (นับตามปี พ.ศ. ที่เกิด) (๑.๒) ระดับเยาวชน ชาย – หญิง อายุ ๑๗ – ๑๘ ปี (นับตาม ปี พ.ศ. ที่เกิด) (๑.๓) ระดับยุวชน ชาย – หญิง อายุ ๑๕ – ๑๖ ปี (นับตาม ปี พ.ศ. ที่เกิด) (๑.๔) ระดับนักเรียน ชาย – หญิง หรือในระดับอื่น ๆ นักมวยที่มี อายุน้อยกว่าข้อ (๑.๓) ในแต่ละรุ่นช่วงวัยอายุจะต้องห่างกันไม่เกิน ๒ ปี
๓๘ (๒) การจ าแนกประเภทน้ าหนัก (๒.๑) นักมวยส าหรับประชาชนชายและเยาวชน (ชาย) มีทั้งหมด ๑๐ รุ่น คือ ๔๖ – ๔๙ กก. ๕๒ กก. ๕๖ กก. ๖๐ กก. ๖๔ กก. ๖๙ กก. ๗๕ กก. ๘๑ กก. ๙๑ กก. ๙๑+ กก. (๒.๒) นักมวยส าหรับประชาชนหญิงและเยาวชน (หญิง) มีทั้งหมด ๑๐ รุ่น คือ ๔๕ – ๔๘ กก. ๕๑ กก. ๕๔ กก. ๕๗ กก. ๖๐ กก. ๖๔ กก. ๖๙ กก. ๗๕ กก. ๘๑ กก. ๘๑+ กก. (๒.๓) นักมวยยุวชน (ชาย – หญิง) มีทั้งหมด ๑๓ รุ่น ดังนี้๔๔ – ๔๖ กก. ๔๘ กก. ๕๐ กก. ๕๒ กก. ๕๔ กก. ๕๗ กก. ๖๐ กก. ๖๓ กก. ๖๖ กก. ๗๐ กก. ๗๕ กก. ๘๐ กก. ๘๑+ กก. การแข่งขัน มวยสากลเป็นกีฬาสมัครเล่น เป็นกีฬาต่อสู้ตัวต่อตัว เป็นกีฬาปะทะโดยใช้อาวุธอย่างเดียวคือหมัดที่ชกให้เข้าเป้าหมาย คือใบหน้าและล าตัว ทั้งด้านหน้าด้านข้าง เหนือแนวเข็มขัด จึงจะนับเป็นหมัดที่มีคะแนน (๓) อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันเพื่อป้องกันอันตราย (๓.๑) ผ้าพันมือ (BAND AGEES) ต้องยาวไม่เกิน ๔.๕ เมตร และ ไม่สั้นกว่า ๒.๕ เมตร (๓.๒) นวม (GLOVES) ส าหรับนักมวยชาย – หญิง ประชาชน เยาวชน ยุวชน จะใช้นวมขนาด ๑๐ ออนซ์ (๓.๓) เครื่องป้องกันศีรษะ (HEAD GUARDS) การแข่งขัน มวยสากลทุกประเภทต้องใช้เครื่องป้องกันศีรษะ ยกเว้นประชาชนชายเท่านั้นที่ไม่ใช้ เครื่องป้องกันศีรษะ (๓.๔) ยางกันฟัน (GUMSHIELD) นักมวยทุกคนต้องสวมฟันยาง เข้าแข่งขัน (๓.๕) กระจับ (CUPPROTECTOR) ป้องกันอวัยวะเพศชาย – หญิง (๓.๖) เกราะอก เครื่องป้องกันหน้าอกส าหรับนักมวยหญิง (๔) จ านวนยก (๔.๑) ประชาชน เยาวชน (ชาย – หญิง) แข่งขัน ๓ ยก ๆ ละ ๓ นาทีพักระหว่างยก ๑ นาที (๔.๒) ยุวชน (ชาย – หญิง) แข่งขัน ๓ ยก ๆ ละ ๒ นาที พักระหว่างยก ๑ นาทีในการแข่งขันทุกระดับ ต้องมีการควบคุมการแข่งขันโดยผู้ชี้ขาดบนเวที ซึ่งมีหน้าที่ ดังนี้ (๔.๒.๑) ต้องป้องกันและดูแลนักมวยที่อ่อนแอกว่าไม่ให้ บอบช้ าเกินความจ าเป็น (๔.๒.๒) ให้นักมวยปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัด
๓๙ (๔.๒.๓) ควบคุมการแข่งขันบนเวทีในทุกขั้นตอนอย่าง ใกล้ชิด เลขาธิการสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย (พลต ารวจโท ชัยวัฒน์ โชติมา) มีหนังสือสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ที่ สมท ๐๐๓/ ๒๕๖๓ ลงวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๓ แจ้งประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ว่าการ ชกมวยเด็กในการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเพราะกติกา กฎ ระเบียบ ได้ครอบคลุมป้องกันอันตรายไว้แล้วในกติกาการแข่งขันของสหพันธ์มวยสากลนานาชาติ (AIBA) ๒.๓.๑๐ กติกาการชกมวยเปรียบเทียบต่างประเทศ ตารางที่ ๖ กติกาการชกมวยของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ๖ International Boxing Association, Amateur แคนาดา ออสเตรเลีย ไทย คู่ชกอายุ ๑๑ – ๑๔ ปี ๑.๕ นาที x ๓ ยก คู่ชกอายุ ๑๑ – ๑๒ ปี ๑ นาที x ๓ ยก คู่ชกอายุ ๑๐ ปี ๑.๕ นาที x ๓ ยก ตั้งแต่อายุ ๒-๓ ปี ขึ้นไป ซึ่งชกมวย อาชีพ คู่ชกอายุ ๑๔ – ๑๕ ปี (ไม่พบข้อมูลอื่น ๆ) ๒ นาที x ๓ ยก หรือ ๒ นาที x ๔ ยก หรือ ๓ นาที x ๓ ยก (เฉพาะผู้ชาย) แล้วแต่ การตกลง คู่ชกอายุ ๑๓ – ๑๔ ปี ๑.๕ นาที x ๓ ยก คู่ชกอายุ ๑๕ – ๑๖ ปี ๒ นาที x ๓ ยก คู่ชกอายุ ๑๓ – ๑๖ ปี ๑.๕ นาที x ๓ ยก หรือ ๒ นาที x ๓ ยก พัก ๑ นาที ระหว่างทุกยก ไม่พบข้อมูล ห้ามนักมวยขึ้นชกเป็นเวลา ๓ สัปดาห์ หลังจากการชกครั้งสุดท้าย นักมวยเด็กประมาณ ร้อยละ ๓๐ ขึ้นชก สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง นักมวยต้องสวมรองเท้า ถุงเท้า ผ้าพันมือ ฟันยาง กระจับ นวมชก ขนาดมาตรฐานและมีเครื่องป้องกันศรีษะ (head guard) ตลอดการ ชกทุกครั้ง นักมวยต้องมีเครื่อง ป้องกันศีรษะ ตามที่ระเบียบ คณะกรรมการกีฬา ๖ อ้างอิงจากผลการวิจัยสมองของนักมวยเด็กจากโครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็กของ ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ไอแมค AIMC)
๔๐ International Boxing Association, Amateur แคนาดา ออสเตรเลีย ไทย มวยว่าด้วยความ ปลอดภัยส าหรับ นักมวยก าหนด โดยการชกจะสิ้นสุดลงเมื่อนักมวยโดนชกจนเครื่องป้องกันศรีษะ (head guard) เบี้ยวหรือหลุดจ านวน ๓ ครั้ง ไม่พบข้อมูล หากนักมวยถูกน็อค ๑ ครั้ง จะต้องห้ามขึ้นชกอย่างน้อย ๓๐ วัน , หากนักมวยถูกน็อค ๒ ครั้ง ภายในระยะเวลา ๙๐ วัน จะต้องห้ามขึ้น ชกอีกอย่างน้อย ๙๐ วัน นับจากการน็อคครั้งที่ ๒ และ หากนักมวยถูกน็อค ๓ ครั้ง ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือน จะต้องห้าม ขึ้นชกอีกอย่างน้อย ๓๖๐ วัน นับจากการถูกน็อคครั้งที่ ๓ นักมวยได้รับการ หยุดพักผ่อนร่างกาย รายละเอียดเป็นไป ตามที่ระเบียบ คณะกรรมการกีฬา มวยว่าด้วยความ ปลอดภัยส าหรับ นักมวยก าหนด ๒.๓.๑๑ กติกาของสมาคมฟุตบอลแห่งสหรัฐอเมริกา กติกาและข้อบังคับเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลในประเทศสหรัฐอเมริกา มีสาระส าคัญเกี่ยวกับการโหม่งของนักฟุตบอล ดังนี้ (๑) การโหม่งของนักฟุตบอลยุวชนและเยาวชน ชาย – หญิง ของประเทศสหรัฐอเมริกาก าหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัย และเพื่อสุขอนามัยที่ดีของนักฟุตบอล รุ่นเยาว์ (๒) ห้ามเด็กอายุต่ ากว่า ๑๐ ปีบริบูรณ์ใช้วิธีการโหม่งในการฝึกซ้อม และการแข่งขันอย่างเด็ดขาด (๓) เด็กอายุระหว่าง ๑๑ – ๑๓ ปีบริบูรณ์ ห้ามใช้วิธีโหม่งในการ แข่งขันทุกรายการอย่างเด็ดขาด ส่วนการฝึกซ้อมนั้นสามารถกระท าได้ตามความเหมาะสม (๔) เด็กอายุ ๑๓ ปีบริบูรณ์ขึ้นไปอนุญาตให้ใช้วิธีการโหม่งในการ แข่งขันและการฝึกซ้อมได้อย่างเป็นทางการ
๔๑ ๒.๓.๑๒ ค่าแนะน่าในการโหม่งของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The Football Association) หรือ (FA)๗ (๑) หัวเรื่อง (๑.๑) ไม่มีการโหม่งในการฝึกซ้อมในระยะการปูพื้นฐาน (เด็กประถม) (๑.๒) แนวทางการจัดการศึกษาในการโหม่งส าหรับเด็กในระยะ การพัฒนา U12 - U16 (๑.๓) ควรลดการฝึกการโหม่งใน U18 โดยค านึงถึงการโหม่ง ที่เกิดขึ้นจริงในการแข่งขัน (๑.๔) ห้ามเติมลมลูกฟุตบอลมากจนเกินไป ควรใช้ความดัน ต่ าสุดจากที่ได้รับอนุญาตตามกฎและกติกาของการแข่งขัน ตารางที่ ๗ ค่าแนะน่าในการโหม่งของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The Football Association) หรือ (FA) กลุ่มอายุ ความถี่ของการโหม่ง U7, U8, U9, U10, U11 ไม่แนะน าให้มีการโหม่งส าหรับการฝึกซ้อมในวัยนี้ U12 การโหม่งยังคงมีความส าคัญในระดับน้อย – การฝึกซ้อม ๑ ครั้งต่อเดือนและโหม่งสูงสุดไม่เกิน ๕ ครั้ง U13 การโหม่งยังคงมีความส าคัญในระดับน้อย – การฝึกซ้อม ๑ ครั้งต่อสัปดาห์และโหม่งสูงสุดไม่เกิน ๕ ครั้ง U14, U15, U16 การโหม่งยังคงมีความส าคัญในระดับน้อย – การฝึกซ้อม ๑ ครั้งต่อสัปดาห์และโหม่งสูงสุดไม่เกิน ๑๐ ครั้ง U18 ควรลดการฝึกซ้อมการโหม่งเท่าที่เป็นไปได้ โดยค านึงถึงการ โหม่งที่เกิดขึ้นจริงในการแข่งขัน (๒) สมาคมฟุตบอลอังกฤษร่วมกับสมาคมฟุตบอลไอร์แลนด์ และสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ได้แถลงเกี่ยวกับค าแนะน าเกี่ยวกับการโหม่งฉบับปัจจุบัน ส าหรับนักฟุตบอลในรุ่นอายุต่ ากว่า ๖ ปี และต่ ากว่า ๑๘ ปี๘ ค าแนะน าเกี่ยวกับการโหม่งฉบับปัจจุบันจะถูกน าเสนอในเร็ว วันนี้และจะถูกจัดส่งไปยังสโมสร ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาในระดับท้องถิ่นพร้อมกับค าแนะน า ที่ควรปฏิบัติเกี่ยวกับการโหม่งในช่วงของการฝึกซ้อม โดยค าแนะน าดังกล่าวนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง วิธีการในการแข่งขัน ๗ ข้อมูลจาก HEADING GUIDANCE., The Football Association ๘ FA guidelines: Children to no longer head footballs during training., 24 February 2020 ., ที่มา : https://www.bbc.com/news/uk-scotland-51614088
๔๒ ตามเอกสารเผยแพร่ของสมาคมฟุตบอลฯ และสมาคมนัก ฟุตบอลอาชีพซึ่งได้ร่วมกันท าการศึกษาภาคสนามโดยได้รับทุนสนับสนุนเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ นั้น สมาคมฟุตบอลฯ ได้ด าเนินการจัดท าการวิจัยอิสระเพื่อแนะน าการสอน การโหม่ง การทบทวนเกี่ยวกับการจัดการเมื่อสมองถูก กระทบกระเทือน และแนะน าเกี่ยวกับโครงการวิจัยในอนาคต แม้ว่าจะไม่พบหลักฐานใด ๆ ในการวิจัยภาคสนามที่จะสะท้อนให้เห็นว่าการโหม่งลูกฟุตบอลเป็นสาเหตุอันเชื่อมโยงกับ โรคระบบประสาทสมองเสื่อม แต่เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจึงได้มีการเผยแพร่ ค าแนะน าเกี่ยวกับ การโหม่งฉบับปัจจุบันนี้ควบคู่กันกับที่คณะกรรมการการแพทย์ ของสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) พยายามที่จะเผยแพร่แนวทางปฏิบัติทั่วทั้งยุโรป ในปลายปีนี้ สมาคมฟุตบอลไอร์แลนด์และสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ เตรียมน าค าแนะน าด้านการโหม่งมาใช้โดยมีรายละเอียด ดังนี้ : *ค าแนะน าด้านการโหม่ง ในช่วงการฝึกซ้อมส าหรับนักฟุตบอลในรุ่นอายุต่ ากว่า ๖ ปี และต่ ากว่า ๑๘ ปี * ไม่ให้มีการโหม่งฝึกซ้อมในช่วงการปรับพื้นฐาน (ช่วงเด็กประถม) * แนวทางการฝึกซ้อมการโหม่งในช่วงการฝึกซ้อมเพื่อการพัฒนา ที่แบ่งตามระดับในรุ่นอายุต่ ากว่า ๑๒ ปี จนถึง รุ่นอายุต่ ากว่า ๑๖ ปี * ขนาดลูกบอลส าหรับการฝึกซ้อมและจ านวนการแข่งขัน ต้องเหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุ * ไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการโหม่งในการแข่งขัน แต่ควรค านึงถึง การจ ากัดจ านวนการโหม่งในการแข่งขันระดับเยาวชน นายมาร์ค บุลลิ้งแฮม ประธานบริหารสหพันธ์ฟุตบอลระหว่าง ประเทศ (FIFA) ได้อธิบายว่า “ค าแนะน าเกี่ยวกับการโหม่งฉบับนี้คือความก้าวหน้าของแนวทาง ปัจจุบันและจะช่วยผู้ฝึกสอนและครูอาจารย์เพื่อลดการโหม่งโดยไม่จ าเป็นในฟุตบอลระดับ เยาวชน” “จากการวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าการใช้ศีรษะโหม่งฟุตบอล ในระดับเยาวชนเกิดได้น้อยครั้งในการแข่งขัน ดังนั้นค าแนะน าดังกล่าวนี้ถือเป็นการพัฒนา ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อการฝึกสอนในระดับท้องถิ่นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความ สนุกสนานของเด็กทุกช่วงอายุในเกมส์การแข่งขันฟุตบอล” นายแพทริค เนลสัน ประธานบริหารสมาคมฟุตบอลไอร์แลนด์ แสดงความเห็นว่า “คณะกรรมการฟุตบอลของเราได้ด าเนินการทบทวนและเห็นชอบค าแนะน า ฉบับใหม่นี้ ในฐานะสมาคม เราเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องและมั่นใจว่าแนวทางดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ดีในเกมส์การแข่งขันและส าหรับผู้เล่น
๔๓ นายเอียน แมกเวล ประธานสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์เน้นว่า “ถึงแม้จะไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการใช้ศีรษะโหม่งในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นปัจจัยผลักดัน และส่งผลต่อการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อเยาวชน ผู้ปกครอง และรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของนักฟุตบอลระดับเยาวชน” “ค าแนะน าฉบับปัจจุบันนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ฝึกสอน ลดการโหม่งโดยไม่จ าเป็นในฟุตบอลระดับเยาวชนในช่วงปีแรกๆ ด้วยค าแนะน าดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสมมากที่สุดส าหรับเยาวชน ค าแนะน าดังกล่าวถือว่ามีความส าคัญที่จะท าให้มั่นใจว่าการโหม่งลูกฟุตบอลจะเกิดขึ้นได้ น้อยครั้งในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน แต่เราเชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะลดความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้น” “ผมขอขอบคุณสมาคมฟุตบอลอังกฤษส าหรับความร่วมมือ ในกระบวนการดังกล่าวนี้และคณะกรรมการการแพทย์ของยูฟ่าส าหรับค าแนะน าของพวกเขา” ๒.๓.๑๓ ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยเด็ก รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง สภาพปัญหาและผลกระทบ ที่เกิดจากการเล่นกีฬาในกลุ่มเด็ก กรณีศึกษาการเล่นกีฬามวยในกลุ่มเด็ก โดยคณะอนุกรรมาธิการ กิจการเด็ก และเยาวชนในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับฟังความคิดเห็นและข้อมูลจากบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกีฬามวยในกลุ่มเด็ก ได้แก่ คณะผู้วิจัยจากโครงการวิจัย และติดตามกลุ่มนักมวยเด็กของศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ไอแมค AIMC) ศูนย์วิจัยเพื่อสร้าง เสริมความปลอดภัยในเด็ก (CSIP)คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมมวยไทยสมัครเล่น แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย สมาคมมวย สากลแห่งป ระเทศไทย ก ระทร วง วัฒน ธร รม และคณะอนุกร รม า ธิก ารก า รกีฬ า ในคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมทั้งได้รวบรวมข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ผลการวิจัย กฎหมาย ระเบียบ กติกาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว สามารถ วิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของการชกมวยเด็ก ดังนี้ ข้อดี (๑) เป็นการส่งเสริมศิลปะแม่ไม้มวยไทยซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมประจ าชาติไทย ที่ควรค่าแห่งการอนุรักษ์ (๒) เป็นกีฬาที่ช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจ ในเรื่องของความกล้าหาญความเข้มแข็ง การฝึกทักษะการป้องกันตัว และเพื่อความสนุกสนาน และเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมกันโดยทั่วไป (๓) เป็นการสร้างเสริมคุณลักษณะการมีวินัย และให้เด็กรู้จักใช้ เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และห่างไกลจากปัญหายาเสพติด (๔) เป็นการสร้างอาชีพ และรายได้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ที่ไม่พร้อมในการดูแลเด็กเนื่องจากมีผลตอบแทนจากการเข้าแข่งขันชกมวยในแต่ละครั้ง
๔๔ ข้อเสีย (๑) การน าเด็กมาแข่งขันชกมวยขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) และเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยเคยถูกจัดล าดับให้อยู่ใน Tier 3 ในรายงาน สถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons – TIP) ด้วยเหตุผลว่า “รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติ ตามอย่างสมบูรณ์ต่อมาตรฐานขั้นต่ าสุดเพื่อก าจัดการค้ามนุษย์” (๒) เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดแข่งขันชกมวยเด็ก เช่น การพนันขันต่อ (๓) จากผลการวิจัยสมองของนักมวยเด็กจากโครงการวิจัยและ ติดตามกลุ่มนักมวยเด็กของศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ไอแมค AIMC) ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริม ความปลอดภัยในเด็ก (CSIP) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์(หัวหน้าโครงการ) และรองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ (ผู้ร่วมวิจัย) ซึ่งน านักมวยเด็กและเด็กทั่วไปที่ถูกคัดกรอง แล้วมาสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI เพื่อตรวจเปรียบเทียบโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็ก ที่มาจากสภาพแวดล้อมด้านการเป็นอยู่ เศรษฐกิจ ฐานะทางครอบครัว และการศึกษาเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน โดยศึกษาเปรียบเทียบผลการอ่านค่าต่าง ๆ ที่ได้รับการสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI และตรวจวัดระดับความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) ซึ่งภาพรวมของสมองนักมวยเด็ก จ านวน ๓๒๓ คนเปรียบเทียบกับสมองเด็กทั่วไป จ านวน ๒๕๓ คน พบว่า เด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีที่ก้าวเข้ามาสู่วงการมวยไทยตั้งแต่ยังเล็กได้รับการบาดเจ็บต่อสมองอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ ดังต่อไปนี้ (๓.๑) มีเลือดออกในสมองจากการถูกชกท าให้มีธาตุเหล็กสะสม ในร่างกายซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื้อสมองและการเคลื่อนไหวของร่างกายของนักมวยเด็กมีปริมาณ มากกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งมีระดับของธาตุเหล็กสะสมในปริมาณที่สูงส่งผลต่อการท าลายเนื้อเยื่อ สมองและท าให้สมองฝ่อ (๓.๒) เซลสมองและใยประสาทฉีกขาดและถูกท าลาย ท าให้ สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ(เซลสมองสร้างสัญญาณที่เดินทางผ่านใยประสาทเพื่อส่งไป สั่งการส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเปรียบเสมือนกับเครื่องกระจายเสียง) (๓.๓) การท างานด้านทักษะในการใช้กล้ามเนื้อและมือด้านที่ ไม่ถนัดของนักมวยเด็กดีกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกฝนจากการชกมวยอย่างต่อเนื่อง (๓.๔) การท างานของสมองด้านความจ าลดลง ซึ่งสามารถน าไปสู่ อาการบกพร่องทางปัญญาหรือภาวะสมองเสื่อมได้ (๓.๕) ระดับสติปัญญา (IQ) ของเด็กที่ชกมวยน้อยกว่าของเด็ก ทั่วไปเกือบ ๑๐ คะแนนและยังพบว่ามีระดับที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาในการชก โดยระดับ IQ ของเด็กทั่วไปในประเทศไทยอยู่ระหว่าง ๙๐ – ๑๑๐ ซึ่งสามารถเรียนจบระดับ
๔๕ อนุปริญญาหรือปริญญาตรี ส่วนนักมวยเด็กที่ขึ้นชกมากกว่า ๕ ปี มีระดับ IQ ๘๔ คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง ๘๐ – ๘๙ จะสามารถเรียนจบระดับมัธยมปลายเท่านั้น จึงสรุปได้ว่า หากเด็กเริ่มชกมวยตั้งแต่ในวัยเด็กย่อมส่งผล กระทบต่อการท างานของอวัยวะสมองและส่งผลต่อการพัฒนาด้านสติปัญญา การควบคุม กล้ามเนื้อและการทรงตัว การเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และยังส่งผลต่อการเจริญเติบโต ของสมองและสติปัญญาที่อาจลดต่ าลง ซึ่งผลการบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กดังกล่าวจะส่งผล ต่อการศึกษาและการด ารงชีวิตของเด็กในอนาคต อีกทั้งอาจส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคทางระบบ ประสาท เช่น อัลไซเมอร์ (โรคหลงลืม) หรือพาร์กินสัน (โรคสั่น) ซึ่งจะเป็นภาระต่อคนรอบข้าง ที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ ผลงานวิจัยยังยืนยันว่า “ไม่มีอายุที่ปลอดภัยส าหรับการชกมวย” เนื่องจากพบว่า การชกแต่ละครั้งผู้ชกจะได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างน้อย ๒๐ หมวด ตลอดการชก ๑ ไฟต์จากการตรวจสมองด้วยเครื่องมือ MRI พบว่า มีการฉีกขาด ของเส้นใยประสาท (axon) ที่บริเวณเนื้อขาวของสมอง (white matter) ซึ่งส่งผลให้เกิดความ ผิดปกติของสมองในระยะยาว ๒.๓.๑๔ ความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยเด็ก ในบทความเรื่องมวยเด็ก : ปัญหาสิทธิเด็กใต้เงาวัฒนธรรม บ น ป ร ะโ ย ช น์ ธุ ร กิ จ แ ส น ล้ า น โ ด ย วั ช ชี ร า น นท์ ท อง เ ทพ ผู้ สื่ อ ข่ า ว บี บี ซีไ ท ย (http://www.bbc.com/thai/thailand-46218196) กล่าวถึงการเสียชีวิตของนักมวยเด็กวัย ๑๓ ปีเพชรมงคล ป. พีณภัทร หรือเด็กชายอนุชา ทาสะโก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ จากสาเหตุเลือดคั่งในสมองหลังขึ้นชกมวยในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นบทสะท้อนปัญหา สิทธิเด็กที่สังคมยอมหลับตาข้างหนึ่งด้วยข้ออ้างว่าเป็นเหตุผลทางวัฒนธรรม เพื่อแก้ปัญหา ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ขณะที่กลไกธุรกิจมวยไทยมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปียังไม่ สามารถรับประกันความปลอดภัยให้กับนักมวยเด็กได้ (๑) ดร.ปริยากร รัตนสุบรรณ นายกสมาคมกีฬามวยไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการผู้จัดการบริษัท วันทรงชัย จ ากัด ให้ความเห็นว่า “ในฐานะ ที่เป็นผู้หญิงที่มีความเป็นแม่ที่อยู่ในวงการมวยมากว่า ๓๐ ปี รู้สึกเสียใจสิ่งที่เกิดขึ้นหากมีลูก ก าลังอยู่ในวัยเติบโตแบบนั้น แต่ก็พอเข้าใจได้สังคมแบบนี้ว่าการฝึกมวยเป็นสิ่งที่ดี เป็นการ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การรักกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่อยู่บนการขาด องค์ความรู้ การฝึกมวยเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๕ – ๖ ปี แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เรียนรู้เร็ว แต่หาก ไม่มีใครช่วยให้แนวทางที่ถูกต้องและปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่น่าห่วง หากมองในภาพรวมระบบ ของมวยไทย ยังมีช่องโหว่ตรงที่ว่าให้เด็กขึ้นชก โดยไม่มีการเข้มงวดมากนัก ทั้งในเรื่องกฎกติกา การก าหนดระยะพักฟื้น การขออนุญาตในการแข่งขันและการขึ้นทะเบียนนักมวย” (บทความ เรื่องมุมมองต่างอย่างเข้ าใจ “แก้ พ.ร.บ.มวยเด็ก” ใครควรได้ประโยชน์สูงสุด? (http://www.mainstand.co.th>1-Feature)) (๒) นายทวี อัมพรมหา หรือขาวผ่อง สิทธิชูชัย เลขาธิการสมาคม กีฬามวยไทยนายขนมต้ม ให้ความเห็นว่า “จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่วงการมวยต้องตื่นตัว โดยเฉพาะเรื่องของการตัดสิน การใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและอุปกรณ์ป้องกัน
๔๖ อย่างเหมาะสม รวมถึงการท าหน้าที่ของแพทย์สนามและผู้ท าหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินว่า มีความสามารถในการประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือป้องกันนักมวยที่เสียชีวิตเพียงพอ หรือไม่ ความไม่ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของเด็กอาจจะมาจากความต้องการเอาผลประโยชน์ จากการแข่งขันมากเกินไปหรือไม่ และยังเห็นว่าร้อยละ ๙๙ ของนักมวยไทยและนักมวย โอลิมปิกเริ่มชกตั้งแต่อายุยังน้อย มวยไทยเป็นกีฬาที่เข้าถึงได้ส าหรับผู้มีฐานะยากจน ทั้งนี้ เป็นผลของการกระจายเรื่องความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม มวยเด็กชกกันหากอายุน้ าหนักตัวเท่ากัน ผมยังเชื่อว่าไม่เป็นอันตรายหรอก แม้กระทั่งเด็กผู้หญิงก็ยังชกกับเด็กผู้ชายได้เลย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพวกผู้ใหญ่เห็นแก่ตัว เหล่านี้ที่ท าให้เกิดปัญหา เราต้องเอาใจใส่ให้มากกว่านี้ไม่ใช่แต่จะเอาผลประโยชน์ ความได้เปรียบของตัวเองเป็นหลักวงการมวยก็เจ๊งกันหมดเพราะแบบนี้ ปัจจุบันเขาใช้ วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าช่วย แต่บางค่ายมวยยังไม่น ามาใช้” (บทความเรื่องสลด ! มวยเด็กดับ โดนน็อก-เลือดคั่งในสมอง คู่ชกเศร้าขอขมาอย่าจองเวรนะเพื่อน (http://www.khaosod.co.th/specialstories/news_1822328)) (๓) นายณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ ผู้จัดการค่ายมวยเพชรยินดี ให้ความเห็นว่า “เรามีกฎหมายก็จริง แต่คนบังคับใช้กฎหมายไม่มีอ านาจเพียงพอจะดูแลควบคุม ได้ทั่วทั้งประเทศ ควบคุมได้แค่กรุงเทพฯ ในเวทีมาตรฐานอย่าง ลุมพินี หรือราชด าเนิน เท่านั้น แต่ละจังหวัดก็จะมีเจ้าหน้าที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเพียงจังหวัดละ ๑ คน ของส านักงาน กีฬามวยซึ่งไม่เพียงพออยู่แล้วที่คน ๑ คนจะดูแล ๑ จังหวัด การชกมวยก็ไม่ขออนุญาตจัดชก กันไปนั่นคือปัญหา” (บทความเรื่องมุมมองต่างอย่างเข้าใจ “แก้ พ.ร.บ.มวยเด็ก” ใครควร ได้ประโยชน์สูงสุด? (http://www.mainstand.co.th>1-Feature)) (๔) นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “มูลค่าของมวยไทยที่เกิดขึ้นทั้งในด้าน กีฬาอาชีพ กีฬาเพื่อสุขภาพ สินค้าสนับสนุน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท ต่อปี” (บทความเรื่องมวยเด็ก : ปัญหาสิทธิเด็กใต้ร่มเงาวัฒนธรรม บนประโยชน์ธุรกิจแสนล้าน โดย วัชชีรานนท์ ทองเทพ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย (http://www.bbc.com/thai/thailand-46218196)) (๕) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ท าหน้าที่ทูตสันถวไมตรี แถลงว่า “เราต้องมองว่าเขาเป็นเด็ก มากกว่า เป็นนักมวย องค์การยูนิเซฟขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียของครอบครัวน้องอนุชา และขอเรียกร้องให้ผู้มีอ านาจก าหนดนโยบายให้ออกกฎหมายที่จะช่วยปกป้องประโยชน์สูงสุด ของเด็ก” (บทความเรื่อง #มวยเด็ก (https://twitter.com/hashtag/มวยเด็ก)) (๖) นายบุญเยี่ยม พลเศษ เจ้าของค่ายมวยศิษย์ครูเยี่ยม ผู้ซึ่งได้รับ ฉายาว่าเป็น “เจ้าพ่อมวยเด็ก” สอนเด็กหลายร้อยคนให้เป็นนักมวยอาชีพ กล่าวว่า “เด็กต่อย กันจริง มันอยากชนะเลยสนุก คนเล่นก็สบายใจ ไม่มีอ่อนข้อคู่ต่อสู้ แต่ถ้าโตแล้วพอรู้ว่าแพ้ รู้ว่าชนะก็ยอมกัน เด็กส่วนใหญ่ทางบ้านยากจนและเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเด็กก าพร้า ในแต่ละวันจะได้รับการติดต่อจากโปรโมเตอร์มวยหรือผู้จัดการแข่งขันมวยให้น าเด็กในค่าย ไปชกมวยตามเวทีต่าง ๆ นอกจากจะเป็นคนคัดเลือกตัวนักมวยแล้ว โปรโมเตอร์มวยจะเป็นคน
๔๗ ก าหนด “ค่าตัว” หรือเงินรางวัลของนักมวยที่ขึ้นชก โดยค่าตัวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชื่อเสียง ของนักมวยและรูปแบบการชกว่ามีเสน่ห์หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีการก าหนดค่าเดิมพันซึ่งเป็น เงินพนันของสองค่ายมวย กีฬามวยเป็นหนึ่งในกีฬาที่รัฐบาลอนุญาตให้มีการพนัน ซึ่งการขอ อนุญาตเล่นพนันมวยจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ๒๐๐ บาทต่อวัน” (บทความเรื่องมวยเด็ก : กีฬาสร้างรายได้ หรือท าลายสมอง ? โดย นันท์ชนก วงษ์สมุทร ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย (http://www.bbc.com/thai/thailand-46300679)) (๗) พลเอก อดุลยเดช อินทะพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ การกีฬา แห่งประเทศไทย พยายามผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ห้ามนักมวยไทยที่อายุไม่ถึง ๑๒ ปีขึ้นชกโดยเด็ดขาด ส่วนเด็กที่มีอายุ ๑๕ ปีต้องได้รับความ ยินยอมจากผู้ปกครอง หัวหน้าค่าย และขออนุญาตจากคณะกรรมการกีฬามวยเสียก่อน โดยกฎหมายฉบับเดิมระบุไว้ที่อายุ ๑๕ ปี ซึ่งเป็นข้อเสนอจากแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดีนั้น ประเด็นดังกล่าวท าให้คนวงการมวยไทยไม่พอใจอย่างมากและออกมาต่อต้านอย่างหนักถึงขั้น อาจมีการนัดรวมตัวกันเดินถนนเพื่อประท้วงหากมีการเดินหน้าในการแก้กฎหมายดังกล่าว” (บทความเรื่องสลด ! มวยเด็กดับ โดนน็อค-เลือดคั่งในสมอง คู่ชกเศร้าขอขมาอย่าจองเวร นะเพื่อน (http://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1822328) (๘) พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิค แห่งประเทศไทย กล่าวว่ายังไม่เห็นร่างแก้ไขแต่ทราบว่ามีการผลักดันกันอยู่ แต่ยังไม่ได้บรรจุ เข้าวาระพิจารณา เรื่องนี้ตนเข้าใจเหตุผลของทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายแพทย์ท าวิจัยกันมาเป็น ๑๐ ปี ว่าหากเด็กได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองจะท าให้ความเจริญเติบโตไม่ปกติ ซึ่งเรา ต้องเคารพในแง่ของแพทย์ แต่ขณะเดียวกันตนก็เข้าใจพวกกลุ่มคนมวยไทย ทั้งค่ายมวย นักมวย ซึ่งต้องมีภาระหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ ประเด็นนี้มีการพูดกันมานานแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้ อยากเสนอว่าทั้งสองฝ่ายต้องหาทางออกที่ดีร่วมกัน เช่นคุยกันได้ไหมเจอกันครึ่งทางให้นักมวย ใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายทั้งเฮดการ์ด สนับศอก สนับแข้ง คุยกันให้ลงตัวเข้าใจว่าทางแพทย์ ก็น่าจะยอมรับฟังเหตุผลของคนมวย ขณะเดียวกันคนมวยไทยก็ต้องเข้าใจความหวังดีของแพทย์ ด้วยเช่นกัน” (บทความเรื่องสลด ! มวยเด็กดับ โดนน็อค-เลือดคั่งในสมอง คู่ชกเศร้าขอขมา อย่าจองเวรนะเพื่อน (http://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1822328)) (๙) นายแพทย์อี๊ด ลอประยูร ผู้อ านวยการบริหารโรงพยาบาล ปิยะเวท และแพทย์ที่ดูแลอาการบาดเจ็บของนักกีฬาทีมชาติไทย กล่าวว่า “เมื่อถูกกระแทก ด้านหน้า ศีรษะจะถูกดันเอียงไปทางด้านหลังอย่างเร็ว เนื้อสมองก็จะถูกเหวี่ยงไปกระทบ กระโหลกศีรษะด้านหน้าอย่างแรง จากนั้นเมื่อศีรษะเหวี่ยงก้มกลับมาทางด้านหน้าอย่างเร็ว สมองด้านหลังก็จะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับกะโหลกศีรษะด้านหลังอย่างแรงอีกครั้ง การที่สมอง ทั้งหมดถูกกระแทกเหวี่ยงไปมาก็จะเกิดการบาดเจ็บจะน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับแรงหรือการ กระแทกที่เกิดขึ้นว่ารุนแรงหรือต่อเนื่องอยู่นานเท่าใด การใส่เฮดการ์ดจะช่วยลดการบาดเจ็บ ของใบหน้า เช่น การเกิดแผลแตก การมีใบหน้าช้ า การแตกของกระดูกใบหน้า เป็นต้น" (บทความเรื่อง “มวยเด็ก” แค่เฮดการ์ดยังไม่พอ-แนะปรับกติกาเลิกทรมานเด็ก (www.voicetv.co.th/read/HynJdg3p7))
๔๘ (๑๐) นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อ านวยการสถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ความร่วมมือวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ ๒๑ ก็จะมีเรื่อง มวยเด็กด้วยซึ่งจริง ๆ แล้วไม่สนับสนุน เพราะหากไปดูต่างประเทศก็ไม่มีเรื่องของมวยเด็กเลย หรือหากเทียบอย่างกังฟู แม้แต่คนที่มีชื่อเสียงด้านกังฟูระดับโลกอย่างเจ็ท ลี ก็เป็นการร ากังฟู มาตั้งแต่เด็ก เป็นศิลปะเพื่อการแสดง จึงมองว่าต่อไปมวยเด็กของไทยควรเป็นเรื่องการส่งเสริม ในทางศิลปะ ร ามวย การชกเป้า การแข่งขันความแม่นย า มากกว่าจะมาชกกันจนเกิดการ บาดเจ็บเช่นทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงตั้งแต่เด็กด้วย (บทความเรื่อง ผอ. สถาบัน เด็กฯ สุดเซ็ง ก.ท่องเที่ยวฯ ท าแท้งร่าง กม.ห้ามเด็กต่ ากว่า ๑๒ ปีชกมวย (๒๘ ธ.ค.๒๕๖๑) (csip.org/wordpress/2018/12/28/ผอ-สถาบันเด็กฯ-สุดเซ็ง-ก#more-10639)) (๑๑) นายวันชัย รุจนวงศ์ ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการอาเซียน ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก ระบุว่าการชกมวยเด็กละเมิดข้อตกลง ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงเป็นการทารุณกรรมเด็กเหมือนไก่ชน ไก่ชนมันดีกับไก่ แต่เพื่อ ประโยชน์ของใครในสนามมวยทุกแห่งเป็นที่มีการพนันโดยถูกกฎหมาย การที่เอาเด็กมาชกมวย ก็เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจทั้งนั้น คุณเอาผู้ใหญ่มาเราไม่ว่าแต่เอาเด็กมาต่อยกันอย่างดุเดือด หากเป็นลูก ผู้อ านวยการโรงเรียน ลูกโปรโมเตอร์ จะเอาลูกมาชกมวยไหม คุณเอาลูกคนจน คนไม่มีทางเลือกมาชกมวยที่อ้างว่าเป็นประเพณีมันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เมื่อก่อนเด็กก็ท างาน แต่ที่เราไม่ให้ท าเพราะมันเสี่ยงกับการบาดเจ็บ แต่นี่ท าไมเราท าการพนันมีอิทธิพลสูงมาก เราพยายามผลักดันมานานมาก จนต้องรอให้ตายก่อนพอโตไปเด็กก็ไอคิวต่ า เขาก็ไม่มีทางไป อย่างอื่นนอกจากชกจนหมดสภาพกลุ่มการพนันและสมาคมมวยมีอิทธิพล อยากให้มาช่วยกัน รณรงค์ไม่ให้เด็กต่ ากว่า ๑๒ ชกมวยด้วย (บทความเรื่อง “มวยเด็กท าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ” ผู้แทนไทยในอาเซียนฟันธง โดย PPTV Online เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑,๑๖.๔๙ น.) (๑๒) รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อ านวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงการจัดท า ร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. .... ที่ห้ามเด็กอายุต่ ากว่า ๑๒ ปี ชกมวยว่า “การที่ ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เท่ากับว่าเป็นการ ปิดตายร่างกฎหมายนี้ไปแล้ว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพราะไม่ทันต่อการพิจารณา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติดังนั้น ก็ต้องใช้พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ก าหนด เรื่องของนักมวยเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีที่จะต้องมีการลงทะเบียนนักมวยเด็ก การเซ็นสัญญา ระหว่างผู้ปกครองและค่ายมวย และการจัดชกมวยเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีต้องขออนุญาตทุกครั้ง และต้องมีอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย แม้ทางวิทยาศาสตร์จะบอกว่าไม่ได้ช่วยป้องกันมาก แต่กฎหมายก าหนดไว้ แต่ที่น่าห่วงคือ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการปฏิบัติตามแต่อย่างใด หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่เคยบังคับใช้และปล่อยให้เกิดกระท าผิดมาตลอด อย่างนักมวยเด็กอายุ ๑๓ ปี ที่เสียชีวิตไปก็ชัดเจนว่าไม่เคยมีการขออนุญาตจัดชกมวยและไม่มีอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย ที่ห่วงที่สุดและเป็นสาเหตุการตาย คือ การชกโดยไม่มีช่วงเว้นว่างการพักที่เพียงพอ ซึ่งระเบียบ
๔๙ ที่ก าหนดไว้แม้แต่ของผู้ใหญ่ยังก าหนดช่วงพักไว้ที่ ๒๑ วัน แต่นักมวยเด็กรายที่เสียชีวิตชกไป ๑๗๐ ครั้ง ขั้นต่ าในเวลา ๕ ปี ตั้งแต่อายุ ๘ – ๑๓ ปี เฉลี่ย ๑๐ วันต่อครั้ง เป็นไปได้อย่างไรกับ เด็กอายุ ๘ ปี ซึ่งเราเคยศึกษานักมวยโดยการท าเอ็มอาร์ไอ ๒๐๐ – ๓๐๐ กว่าคน พบว่า แต่ละคนขึ้นชก ถ้ามีฝีมือดีพักไม่เกิน ๒ สัปดาห์ก็ชกแล้วไม่มีการพักถึง ๒๑ วัน ส านักงาน การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ซึ่งเป็นจุดลงทะเบียนก็ไม่เคยตรวจสอบเลย นอกจากนี้กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ไม่เคยใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาใช้ดูแลเลย ทั้งที่มาตรา ๒๖ (๖) (๗) และ (๘) ก าหนดว่าไม่ว่าเด็กจะยินยอม หรือไม่ ห้ามน าเด็กไปเล่นกีฬาที่มีอันตรายและมีการใช้ผลประโยชน์กับเด็ก หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ต้องลงมาคุมเข้มเรื่องนี้มากขึ้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป คือ การให้ความรู้แต่ก็ ไม่ใช่ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เพราะค่ายมวยหลายค่าย ก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ไม่ได้จัด มวยเด็กขึ้นชก ท าแต่มวยผู้ใหญ่ แล้วซ้อมมวยเด็กอย่างถูกวิธี จัดเป็นงาน SME ให้คนมาเรียน เข้าค่าย นอนพัก จัดอาหารการกิน ฝึกมวยในเชิงกีฬา ซึ่งการท าธุรกิจเช่นนี้กลับได้ดีกว่ามีรายได้ สูงกว่ามีชาวต่างประเทศเดินทางมาทั้งครอบครัวเพื่อมาเรียนหรือส่งเด็กมาเรียน โดยขอให้ ท าค่ายมาตรฐานเหมือนกับค่ายพักแรม ท าให้หลายค่ายมวยก็ไม่มาเถียงด้วยแล้วว่ายังจะต้อง ชกมวยเด็กเพราะเขาพัฒนาไปแล้ว ส่วนที่แชมป์มวยหลายคนมาบอกว่าเป็นแชมป์เพราะ ชกตั้งแต่เด็กถึงเก่ง ตรงนี้ก็ยอมรับ แต่ถามกลับว่า คนที่ไม่เก่ง คนที่แพ้ เขาก็ชกตั้งแต่ตอนเด็ก หรือไม่ ซึ่งคนที่ชนะจนเป็นแชมป์ก็ต้องผ่านคนที่แพ้ ซึ่งก็เป็นเด็กเป็นจ านวนมากใช่หรือไม่ แล้วกระดูกมวยแข็งคืออะไร อย่างนักฟุตบอลอาชีพก็ไม่ได้เล่นตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันยังมีประเด็นที่สับสนระหว่าง “มวยอาชีพ” กับ “มวยสมัครเล่น”ในพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ กฎหมายค้ามนุษย์และอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก “ตามพระราชบัญญัติ กีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๙ ระบุว่า นักมวยที่จะจดทะเบียนได้ต้องมีอายุไม่ต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ แต่ในความเป็นจริง คือ ทุกวันนี้มีนักมวยเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีมากกว่า หนึ่งแสนคน แต่มีการลงทะเบียนกับส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย ไม่ถึงร้อยละ ๑ เท่านั้น ซึ่งการชกมวยเด็กก็เป็นลักษณะมวยอาชีพ ได้รับค่าตอบแทน จึงถือว่า ผิดกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๒๖ ระบุว่า ห้ามไม่ให้จ้าง บังคับ ขู่เข็ญ ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กกระท าการอันอาจเป็นอันตราย แก่ร่างกายและจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก เล่นกีฬา เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าหรือเข้าไปในสถานที่เล่นพนันขณะเดียวกันในต่างประเทศ ถือว่ามวยเด็กเป็นการทารุณกรรม เป็นการใช้แรงงานเด็กขั้นเลวร้ายที่สุด ที่ผ่านมามีสื่อต่างชาติ รายงานข่าวเรื่องมวยเด็กในไทยออกมาในเชิงลบอยู่เป็นประจ านี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ท าให้ไทย เคยถูกจัดอยู่ในระดับ Tier 3 จากรายงานสถ านการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของประเทศสหรัฐอเมริกา”
๕๐ สิ่งที่ต้องการมิใช่ให้เด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีเลิกชกมวย เด็ดขาดแต่แค่ปรับเปลี่ยนกฎกติกาที่ค านึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กมากขึ้น ไม่ให้บอบช้ า หรือได้รับการบาดเจ็บรุนแรงอันจะส่งผลเสียต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็ก“๔ ข้อเสนอ เพื่อให้มวยไทยปลอดภัยส าหรับเด็ก” คือ (๑๒.๑) นักมวยเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ต้องเป็นเพียง วัฒนธรรมและกีฬาสมัครเล่นโดยมีกฎกติกาที่เหมาะสมตามอายุ ไม่ใช่เป็นอาชีพ ไม่ทดแทนคุณ ไม่ทารุณกรรม และไม่เป็นการพนัน (๑๒.๒) มีการก าหนดเกณฑ์อายุ เช่น อายุต่ ากว่า ๙ ปี ให้แค่ร ามวยแสดงท่าทางอันหลากหลายของแม่ไม้มวยไทย เน้นสวยงาม เตะต่อยเป้า อายุ ๙ – ๑๒ ปีแข่งแบบปะทะได้แต่ห้ามชกศีรษะ ถ้าชกที่ศีรษะจะไม่ได้คะแนน แถมถูกตัดคะแนน หรือจับแพ้ ที่ส าคัญต้องใส่บอดี้การ์ด หรือเฮดการ์ดด้วย ส่วนอายุ ๑๓ – ๑๕ ปี แข่งแบบ ปะทะได้ มุ่งเป้าศีรษะได้ แต่ต้องชกแบบเบา เน้นเข้าเป้า การได้คะแนนจะวัดจากความแม่นย า ไม่ใช่การต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนที่เป็นอยู่ (๑๒.๓)ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ กฎหมายค้ามนุษย์และอนุสนธิสัญญา สิทธิเด็กนั่นคือ ป้องกันไม่ให้เด็กได้รับอันตราย ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ เดิมพัน พนัน ให้กีฬา มวยไทยเด็กเป็นแค่มวยสมัครเล่นเท่านั้น เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ว่านักมวยเด็กเขาต่อยกันแบบนักมวย ผู้ใหญ่เลย มีค่าตัว ถอดเสื้อ ตัวเปล่า ชกกันแบบรุนแรง โดยไม่มีการสวมอุปกรณ์ป้องกันเหมือน มวยสมัครเล่น และ (๑๒.๔) ในการแข่งขันกีฬาให้ก าหนดชก ๓ ยก ยกละ ๑ – ๑.๕ นาทีก าหนดช่วงพักระหว่างการชกแต่ละครั้ง หากมีการบาดเจ็บสมอง ต้องพักนานขึ้น แต่ละอายุจะมีข้อแนะน าการพักที่แตกต่างกัน (บทความเรื่อง “เน้นสวยงาม-จ ากัดอายุ- แก้กฎกติกา”.ถึงเวลา (http://posttoday.com/politic/report/47170)) (๑๓) น ายสมค ว ร สิงห์พลีอดีตนักม วยไทยผู้ใช้น าม บนสังเวียนว่า “น้องรัก สิงห์กรุงธน” เล่าว่า เริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีและกล่าวว่า “ชกนาน ๆ สมองเสียหายกระทบกระเทือนจริง สมัยหนุ่มๆ ร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง ว่องไว แต่ตอนนี้ภรรยาบอกว่าเวลาถามอะไรจะตอบสนองช้า ไม่ทันท่วงทีกว่าจะพูดตอบ กลับมาได้ใช้เวลาพอสมควร” (บทความเรื่อง “เน้นสวยงาม-จ ากัดอายุ-แก้กฎกติกา”.ถึงเวลา (http://posttoday.com/politic/report/47170)) (๑๔) นายวีระ ทิพย์แก้ว อดีตนักมวยอีกรายบอกว่า “วงการ มวยสมัยนี้การพนันเข้ามามีอิทธิพลสูง เซียนมวย หัวหน้าค่าย จึงไม่ค่อยเน้นศิลปะแม่ไม้ มวยไทยอันสวยงามเหมือนแต่ก่อน เดี๋ยวนี้ทราบว่าวงเงินพนันเป็นล้าน ๆ พวกเซียนมวยก็ไม่มา สนใจความสวยงามหรอก หัวหน้าค่ายก็เน้นสอนแต่ให้นักมวยชกแบบหนักหน่วงรุนแรง ไม่เน้น สวยงามกันแล้ว ตรงนี้ที่ผมเป็นห่วง” (บทความเรื่อง “เน้นสวยงาม-จ ากัดอายุ-แก้กฎกติกา” ถึงเวลา (http://posttoday.com/politic/report/47170))
๕๑ (๑๕) นายนพฤทธิ์ ยูฮันเงาะ ครูสอนมวยไทย บอกอีกว่า “แต่ไหนแต่ไรมาการจะสร้างนักมวยเก่ง ๆ ขึ้น สักคนต้องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โตขึ้นร่างกาย จะสะสมความแข็งแกร่ง ฝีไม้ลายมือและประสบการณ์ นี่เป็นเหตุผลส าคัญที่ท าให้ต้องชกมวย ตั้งแต่ยังเด็ก ผมอยากเน้นย้ าเรื่องการดูแลนักมวยหลังหยุดชก ที่ผ่านมาช่วงนักมวยรุ่ง ๆ หัวหน้า ค่ายประคบประหงมอย่างดีอย่างกับซูเปอร์สตาร์ พอแขวนนวมเลิกชกก็ไม่ดูแล นักมวยหลายคน จึงตกอับ เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ไม่มีเงินรักษา ไม่มีงานท า ไม่มีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือ” (บทความเรื่อง “เน้นสวยงาม-จ ากัดอายุ-แก้กฎกติกา” ถึงเวลา(http://posttoday.com/ politic/report/47170)) กระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปวงการนักมวยเด็กครั้งนี้ ไม่ใช่ เป็นการห้ามเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีเลิกชกมวยอย่างถาวร เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกฎกติกา ที่ค านึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กมากขึ้น เน้นความสวยงามของศิลปะแม่ไม้มวยไทยมากกว่า จะต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายอย่างที่ผ่านมา ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๑๘๒ ว่าด้วยการห้ามและการด าเนินการโดยทันที เพื่อขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็กเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นผลให้ มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ โดยถือว่าเป็นภารกิจ เร่งด่วนของประเทศภาคีสมาชิก ซึ่งตามมาตรา ๓ (ง) ได้ก าหนดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการ ใช้แรงงานเด็กที่เกี่ยวกับงานอันตรายว่าเป็นงานซึ่งโดยลักษณะงานหรือโดยสภาพแวดล้อม ในการท างานมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือศีลธรรมของเด็ก และมาตรา ๔ ให้ประเทศภาคีสมาชิกก าหนดบัญชีประเภทงานอันตรายตาม ๓ (ง) โดยกฎหมายหรือกฎระเบียบของประเทศ หรือโดยหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่ หลังจากหารือ กับองค์การนายจ้าง และองค์การลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรคสามและวรรคสี่ เรื่องงานอันตรายของ ข้อแนะองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๑๙๐ ว่าด้วยการห้าม และการด าเนินการโดยทันทีเพื่อขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็กน ามาปฏิบัติ ตามความเหมาะสม โดยต้องระบุว่าประเภทงานอันตรายที่ก าหนดขึ้นมีอยู่ที่ใด และมีการ พิจารณาปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะตามที่จ าเป็น คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบนโยบายและแผนระดับชาติ เพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒ และกระทรวงแรงงานโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มีค าสั่ง กระทรวงแรงง ที่ ๗๒/๒๕๕๓ แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้ แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ซึ่งคณะกรรมการโดยความร่วมมือขององค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ องค์การนายจ้าง องค์การลูกจ้าง องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ได้ก าหนดประเภทงานอันตรายส าหรับแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายของประเทศไทย เพื่อให้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถือเป็นหลักปฏิบัติและเพื่อให้การบริหารจัดการขับเคลื่อนภารกิจการขจัด การใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ได้มีค าสั่งกระทรวงแรงงาน เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้
๕๒ แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย อีก ๒ ฉบับ ได้แก่ ค าสั่งที่ ๑๓๘/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ แล้วได้ยกเลิก โดยออกเป็นค าสั่งที่ ๑๕๓/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (ฉบับปัจจุบัน) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ และให้มีอ านาจ หน้าที่ ดังนี้รายละเอียดตามภาคผนวก ข ๑) ก ากับ ดูแล การด าเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย และแผนปฏิบัติการตามแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย รวมทั้ง ติดตามงานและประเมินผล ๒) พิจารณาปรับปรุงนโยบาย แผน และยุทธศาสตร์ให้ทัน สถานการณ์ ๓) ให้ความเห็นและค าแนะน าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๔) ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ และหน่วยงานต่างประเทศ ๕) พิจ า รณ า แน วท าง ก า ร ชี้ แ จงเ กี่ย ว กับ ก า รปฏิบั ติ ตามอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๑๘๒ ว่าด้วยการห้ามและ การด าเนินการโดยทันทีเพื่อขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก ๖) น าเสนอสถานการณ์และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เป็นประจ าทุกปี หรือเมื่อมีความจ าเป็นเร่งด่วน ๗) แต่งตั้งคณะอนุก ร รมก า รห รือคณ ะท าง านต ามที่ เห็นสมควร ๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานกรรมการมอบหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็ก ในรูปแบบที่เลวร้าย ได้ออกเป็นประกาศคณะกรรมการระดับชาติ ฯ เรื่อง ประเภทงานอันตราย ส าหรับแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายของประเทศไทย โดยประกาศฉบับปัจจุบัน คือ ประกาศ ฉบับลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังต่อไปนี้รายละเอียดตามภาคผนวก ค ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการ ใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย เรื่อง ประเภทงานอันตรายส าหรับแรงงานเด็กในรูปแบบที่ เลวร้ายของประเทศไทย ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ๒ ในประกาศนี้ “เด็ก” หมายความว่า บุคคลที่มีอายุต่ ากว่าสิบแปดปี “งานอันตราย” หมายความว่า งานซึ่งโดยลักษณะงาน หรือโดยสภาพแวดล้อมในการท างานมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือศีลธรรมของเด็ก
๕๓ ข้อ ๓ ประเภทงานอันตรายส าหรับแรงงานเด็ก มีดังต่อไปนี้ (๑) งานซึ่งมีลักษณะของงานที่เป็นอันตรายส าหรับเด็ก ดังนี้ (๑.๑) งานยก แบก หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนัก ที่มีอัตราน้ าหนักโดยเฉลี่ยส าหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กหญิงเกินกว่ายี่สิบกิโลกรัม และเด็กชาย เกินกว่ายี่สิบห้ากิโลกรัม (๑.๒) งานที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ เครื่องยนต์ เครื่องมือ และเครื่องจักร ดังนี้ (ก) งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่นที่ใช้ พลังงานเครื่องยนต์หรือไฟฟ้าไม่ว่าการขับหรือบังคับจะกระท าในลักษณะใด (ข) งานขับรถบรรทุก หรือยานพาหนะที่ใช้ บริการสาธารณะ (ค) งานที่ใช้เครื่องเจาะกระแทก (ง) งานที่ต้องท าด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ท าได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย (จ) งานส ารวจ ขุดเจาะ กลั่น บรรจุ หรือ ขนถ่ายน้ ามันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ เว้นแต่งานในสถานีบริการน้ ามันเชื้อเพลิง (ฉ) งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือ เครื่องยนต์ (ช) งานท าความสะอาดเครื่องจักรหรือ เครื่องยนต์ขณะที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ก าลังท างาน (ซ) งานหลอม เป่า หล่อ รีดโลหะ หรืองาน เชื่อมโลหะ (ฌ) งานปั๊มโลหะ (ญ) งานที่เกี่ยวกับหม้อน้ า (๑.๓) งานที่สัมผัสกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้อโรค ดังนี้ (ก) งานที่ท าในห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค (ข) งานดูแลผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อ (ค) ง านท าค ว ามสะอ าดเค รื่องใช้แล ะ เครื่องนุ่งห่มผู้ป่วยในสถานพยาบาล (ง) งานเก็บ ขน ก าจัดมูลฝอยหรือสิ่งปฏิกูล ในสถานพยาบาล
๕๔ (๑.๔) งานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย วัตถุระเบิด และรังสี ดังนี้ (ก) งานผลิต ขนส่ง หรือสัมผัสสารก่อมะเร็ง ตามที่กฎหมายก าหนด (ข) งานผลิต ขนส่ง หรือสัมผัสสารเคมี อันตรายตามที่กฎหมายก าหนด (ค) งานที่เกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์ (ง) งานที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีทุกชนิด (จ) งานผลิตหรือขนส่งพลุ ดอกไม้เพลิง หรือ วัตถุระเบิดอื่น ๆ (๑.๕) งานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล เว้นแต่งานท าความสะอาดเรือ งานผูกมัด หรือจัดเรียง นายจ้างอาจรับเด็กอายุตั้งแต่สิบหกปี ขึ้นไปท างานดังกล่าวได้ (๒) งานซึ่งมีสภาพแวดล้อมในการท างานที่เป็นอันตราย ส าหรับเด็ก ดังนี้ (๒.๑) งานที่ท าในสภาพแวดล้อมเกินกว่ามาตรฐาน ที่กฎหมายก าหนด ดังนี้ (ก) งานที่ท าในสภาพแวดล้อมที่มีระดับ ความร้อนเกินกว่าค่ามาตรฐานเมื่อพิจารณาตามภาระงาน ตามที่กฎหมายก าหนด (ข) งานที่ท าในห้องเย็นในอุตสาหกรรม การผลิตหรือการถนอมอาหารโดยการท าเยือกแข็ง (ค) งานที่ท าในสภาพแวดล้อมที่มีระดับเสียง ที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันตลอดเวลาการท างานเกินกว่าที่กฎหมายก าหนด (ง) งานที่ต้องท าบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน ตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป (๒.๒) งานที่ต้องท าใต้ดิน ใต้น้ า ในถ้ า อุโมงค์ ปล่อง ภูเขา หรือในที่อับอากาศ (๒.๓) งานที่ต้องท าในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมส าหรับเด็ก ดังนี้ (ก) โรงฆ่าสัตว์ (ข) สถานที่เล่นการพนัน (ค) สถ านบริการ ตามกฎหมายว่าด้วย สถานบริการ (ง) สถานประกอบกิจการที่ประกอบการ เกี่ยวกับแปรรูปสัตว์น้ าตามกฎหมายว่าด้วยการประมง
๕๕ (จ) โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ า ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน (ฉ) เรือประมงทะเล เว้นแต่การให้บุคคล ที่เป็นทายาทซึ่งมีสัญชาติไทย และมีอายุไม่ต่ ากว่าสิบหกปีฝึกงานด้านการท าการประมง ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล (๓) งานที่ใช้เวลานาน หรืองานที่ท าในระหว่างเวลา กลางคืน ดังนี้ (๓.๑) งานที่ท าประจ ามีชั่วโมงการท างานเกินกว่า แปดชั่วโมงต่อวันหรือสี่สิบแปดชั่วโมงต่อสัปดาห์ (๓.๒) งานที่ท าล่วงเวลา หรืองานที่ท าในวันหยุด (๓.๓) งานที่ท าประจ าในระหว่างเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา เห็นได้ว่าประกาศฉบับนี้ไม่ได้ก าหนดเกี่ยวกับการชกมวยไทย อาชีพเป็นงานอันตรายส าหรับแรงงานเด็กแต่อย่างใด กับทั้งประกาศไม่มีสภาพบังคับ ตามกฎหมายด้วย เป็นเพียงหลักปฏิบัติในการห้ามให้เด็กท างานข้างต้นเท่านั้น
บทที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา การจัดท ารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการคุ้มครองและป้องกัน การท างานในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก” เป็นการศึกษา เชิงเอกสารและน าเสนอข้อมูลข้อคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง โดยใช้การประชุมกลุ่ม (Focus Group) และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการประชุม (Content Analysis) โดยเป็นการศึกษาข้อมูล เชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการการแรงงาน คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และคณะท างานจัดท ารายงานการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน เพื่อจัดท าข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการพิจารณาศึกษา คณะกรรมาธิการการแรงงาน ได้ก าหนดการพิจารณาศึกษา ดังนี้ ๓.๑ คณะกรรมาธิการการแรงงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการที่ใช้ในการพิจารณาศึกษา ได้แก่ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ ๓.๒ คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและบุคคล ที่เกี่ยวข้อง คณะอนุกรรมาธิการที่ใช้ในการพิจารณาศึกษา ได้แก่ คณะอนุกรรมาธิการ ด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการ และคณะท างานจัดท ารายงานการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการศึกษา ค้นคว้าข้อมูล ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ระหว่างเดือนมกราคม - กันยายน ๒๕๖๓ โดยสามารถจ าแนกการด าเนินการ ออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ ๓.๓.๑ ขั้นตอนที่ ๑ การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยใช้การหารือเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ คณะท างาน การเชิญบุคคล ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การเดินทางไปร่วมประชุมหารือร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จ านวน ๑ ครั้ง และการจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น จ านวน ๑ ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาและแนวทางการคุ้มครองและป้องกัน การท างานในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group) การบันทึกการประชุม สรุปผลการเดินทาง และสรุปผลการสัมมนาฯ เพื่อสรุป ประเด็นในการประชุมแต่ละครั้ง โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกที่อยู่ในกลุ่มร่วมกันแสดงความคิดเห็น ร่วมกัน ดังนี้
๕๘ (๑) การจัดประชุมของคณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานได้พิจารณาศึกษา เรื่อง “แนวทางการคุ้มครองและป้องกันการท างาน ในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อ เด็กท างาน : กรณีมวยเด็ก” โดยมีการจัดประชุมไปจ านวน ๒๕ ครั้ง ดังนี้ (๑.๑) ครั้งที่ ๓/๒๕๖๒ วันศุกร์ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ (๑.๒) ครั้งที่ ๔/๒๕๖๒ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ (๑.๓) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๓ (๑.๔) ครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ (๑.๕) ครั้งที่ ๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ (๑.๖) ครั้งที่ ๖/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ (๑.๗) ครั้งที่ ๗/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ (๑.๘) ครั้งที่ ๘/๒๕๖๓ วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๓ (๑.๙) ครั้งที่ ๙/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (๑.๑๐) ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (๑.๑๑) ครั้งที่ ๒๓/๒๕๖๓ วันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ (๑.๑๒) ครั้งที่ ๒๔/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ (๑.๑๓) ครั้งที่ ๒๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ (๑.๑๔) ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ (๑.๑๕) ครั้งที่ ๒๗/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๓ (๑.๑๖) ประชุมแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรม Cisco Webex Meetings วันอังคารที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๔ (๑.๑๗) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔ (๑.๑๘) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ (๑.๑๙) ครั้งที่ ๓/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ (๑.๒๐) ครั้งที่ ๗/๒๕๖๔ วันพุธที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ (๑.๒๑) ครั้งที่ ๘/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ (๑.๒๒) ครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ (๑.๒๓) ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ (๑.๒๔) ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ (๑.๒๕) ครั้งที่ ๓/๒๕๖๕ วันพฤหัสบดีที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
๕๙ (๒) การเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล โดยคณะอนุ กรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณา ครั้งที่ ๔/๒๕๖๒ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ และครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ดังนี้ (๒.๑) นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ผู้อ านวยการกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะ มวยไทย กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ (๒.๑.๑) เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับเรื่องปัญหาแรงงานเด็ก และการค้ามนุษย์ที่พ่วงตามมา คือการบังคับใช้กฎหมายของส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย สังกัดการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นผู้ก ากับดูแลในการที่จะดูแลโปรโมเตอร์มวยผู้จัดการ แข่งขัน (๒.๑.๒) ประเด็นของผู้ฝึกสอน แยกเป็น ๒ ลักษณะ คือ แบบอนุรักษนิยม และแบบการแข่งขัน กรมพลศึกษามีหน้าที่ในการอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย ประเด็นนี้ไม่กระทบกระเทือนเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของเด็ก ในส่วนการแข่งขันกรม พลศึกษาดูแลในเรื่องขั้นพื้นฐาน โดยการแข่งขันหรือการชกจะมีเครื่องป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ในระดับเยาวชนแห่งชาติ หรือกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งการชกมวยที่กรมพลศึกษา ดูแลจะมีเครื่องป้องกันทั้งหมด ในส่วนนี้จะไม่กระทบกับสวัสดิการของเด็ก เนื่องจากการส่ง แข่งขันจะส่งในนามของโรงเรียน ซึ่งครูผู้ฝึกสอนมีความสามารถที่จะพัฒนาทักษะเพื่อป้องกัน การถูกชกซึ่งเป็นศิลปะการป้องกันเป็นหลักก่อน โดยในทางกลับกันในเรื่องของการหารายได้จะอยู่ในภารกิจ ของการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือกีฬาอาชีพ โดยส านักงานคณะกรรมการกีฬามวยเป็นผู้รับผิดชอบ ตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ในส่วนความคืบหน้าการเสนอแก้ไขอยู่ระหว่าง ด าเนินการ สิ่งที่ต้องเน้นย้ าคือการให้ความรู้ครูผู้ฝึกสอนหรือกับชุมชนถึงวิธีการป้องกัน หรือวิธีการฝึกที่ถูกต้องถึงจะน าไปสู่ทิศทางการพัฒนามวยไทยเพื่อลบค าสบประมาท ที่ว่าปัจจุบันนี้ฝรั่งชกมวยไทยเก่งกว่าคนไทยโดยต่างชาติได้น าวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามา เกี่ยวข้อง ในส่วนของหลักสูตรกรมพลศึกษาได้จัดท าหลักสูตรเตรียมไว้แล้ว แต่ว่าในส่วน ความพร้อมแต่ละโรงเรียนซึ่งยังขาดครูพลศึกษาและความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์และเวที ในการฝึกซ้อม บริบทรอบโรงเรียนเพื่อป้องกันมิให้เด็กไปติดยาเสพติด มีการฝึกซ้อม การขึ้นชก โดยกติกาที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากมวยอาชีพ ในส่วนนี้จะเป็น การพัฒนาพื้นฐานเพื่อส่งต่อไปที่การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยหลักเกณฑ์ของสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ หรือ IFMA ซึ่งสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ในความดูแลของการกีฬา แห่งประเทศไทยเป็นสมาชิกได้ตั้งหลักเกณฑ์ไว้ทั้งหมดต้องมีการใส่เครื่องป้องกันและกติกา ที่เหมาะสมกับเด็ก โดยจะเริ่มตั้งแต่รุ่น ๑๐ ปีถึง ๑๑ ปี รุ่น ๑๒ ปีถึง ๑๓ ปี รุ่น ๑๔ ปีถึง ๑๕ ปี รุ่น ๑๖ ปีถึง ๑๗ ปีรุ่นประเภทต่ ากว่าความเป็นเลิศชาย ตั้งแต่ ๑๗ ปีถึง ๒๕ ปี และสุดท้ายคือ รุ่นประเภทความเป็นเลิศ อายุไม่น้อยกว่า ๑๗ ปีแต่ไม่เกิน ๔๐ ปี ซึ่ง IFMA มีความพยายาม จะผลักดันกีฬามวยไทยสมัครเล่นเข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกให้ได้ต่อไป
๖๐ การจัดการแข่งขันกรมพลศึกษาจะแจ้งกับนักกีฬามวยที่ส่ง เข้าร่วมว่าจะมีการใช้กติกาใด แต่ก่อนมีของกรมพลศึกษาแต่หลังจากนั้นมา เมื่อมีการแยกตัว จากกระทรวงศึกษาธิการมาอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทางสหพันธ์มวยไทย สมัครเล่นนานาชาติ หรือ IFMA จะเริ่มเข้ามาด าเนินการ โดยนายศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ นายกสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และด ารงต าแหน่งเป็นประธานสหพันธ์ มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ หรือ IFMA เข้ามาให้ความช่วยเหลือเพื่อผลักดันกีฬามวยไทย ให้กว้างไกลไปในระดับโลก ขณะนั้นมีรายได้จากการเข้าชมมวยและการขายอุปกรณ์มวย เป็นจ านวนมาก เนื่องจากศิลปะการชกมวยไทยเป็นที่ชื่นชอบของทั่วโลก จึงสะท้อนกลับมาว่า กรมพลศึกษาเมื่อมีการจัดมวยจะใช้กติกาของ IFMA ซึ่งจะต้องสวมเครื่องป้องกัน และในแต่ละ รุ่นอายุและในแต่ละน้ าหนักจะมีน้ าหนักของนวมที่มีขนาดแตกต่างกันออกไป จ านวนยก จ านวนเวลาในการพัก จะมีความแตกต่างกันออกไปให้สอดคล้องกับผู้ชก ยกตัวอย่างเช่นกรณี สมรักษ์ ค าสิงห์ นักชกเหรียญทองโอลิมปิก เดิมจะต้องชกให้โดนเต็ม ๆ แต่เมื่อกติกาเปลี่ยนไป สไตล์การให้คะแนนมีการเปลี่ยน แค่สัมผัสเต็ม ๆ ได้คะแนนแล้ว ประเด็นนี้คือส่วนหนึ่งของ กีฬามวยที่จะต้องไปพิจารณาว่าต้องการจะลดปัญหาจากการกระทบกระทั่งของคู่ชก ในเรื่อง ของสาธารณสุข หากจะเพิ่มประสิทธิภาพในกฎหมายแรงงาน ควรจะมีมาตรการบูรณาการ ร่วมกันแล้ว น าไปสู่การออกกฎกติกาที่เหมาะสม กับมวยไทยไม่ว่าจะเป็น มวยไทยอาชีพ หรือมวยไทยสมัครเล่น เด็กที่ชกมวยในโรงเรียนจะมี ๒ สถานะ หนึ่งเป็นนักเรียนชกในนามโรงเรียน สวมเฮดการ์ด อีกสถานะหนึ่งนอกเวลาเรียน ชกในรูปแบบของมวยไทยอาชีพ ในขณะเดียวกัน เด็กบางคนไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักมวยอาชีพ และซ้อมมวยอยู่ในค่ายและชกไม่ใส่เฮดการ์ด ไม่ใส่เครื่องป้องกันและได้เงินรางวัล อีกสถานะหนึ่งก็สามารถมาชกมวยสมัครเล่นได้เหมือนกัน แต่มีการใส่เครื่องป้องกันนี้คือสภาพข้อเท็จจริงที่แฝงอยู่ในปัญหาที่เกิดขึ้น กรณีไม่ว่าจะเป็นในส่วนของมวยไทยสมัครเล่นหรือมวยไทย อาชีพ มวยสากลสมัครเล่นหรือมวยสากลอาชีพ ตัวแปรคือวิธีการให้คะแนน ตามที่ กรมพลศึกษาได้จัดการแข่งขันมาในลักษณะของมวยไทยสมัครเล่นและมวยสากลสมัครเล่น ยังมีข้อโต้แย้งหรือโต้เถียงกันในกลุ่มของผู้ตัดสินว่าจะใช้ระบบแบบใดในการให้คะแนน วิธีที่ ๑ คือ กรรมการที่อยู่รอบสนาม ๕ คน ถ้า ๓ คนเห็นว่าชกโดนและกดพร้อมกันถือเป็น ๑ คะแนน โดยวิธีนี้จะเป็นการเพิ่มความพยายามให้กับนักมวยต้องเร่งชกมากขึ้นหากตกเป็นฝ่ายตามคู่ต่อสู้ วิธีที่ ๒ เมื่อจบเป็นยกจะมีการให้คะแนนแบบยังไม่เปิดเผย วิธีที่ ๒ การจบยกแล้วให้คะแนนนั้น จะเกิดข้อกังขาบางส่วนในเชิงการพนันหรือกับโค้ชนักกีฬามวย ดังนั้น กรณีวิธีที่ ๒ นักมวย จะชกกันอย่างดุเดือดเพื่อให้มั่นใจว่ายกนั้นคะแนนน าซึ่งเป็นเชิงเทคนิคในการแข่งขันเพื่อให้ได้ ชัยชนะ แม้กระทั่งเรื่องของเฮดการ์ดสมัยก่อนให้เปิดแก้มปัจจุบันให้ปิดแก้มซึ่งเป็นเชิงเทคนิค ในเรื่องอุปกรณ์ป้องกันที่ใช้ในการแข่งขันและน าไปสู่การก าหนดกติกา
๖๑ ประเด็นการจัดระดับตามที่ผู้แทนส านักงานคณะกรรมการ กีฬามวยได้แสดงความคิดเห็นนั้น ซึ่งด าเนินการอยู่แล้วโดยใช้บ๊อกเซอร์บุ๊ค รายการประกบคู่ ถึงประวัติการชก การแพ้ชนะ หรือเสมอ จึงจะสามารถประกบคู่มวยไทย ซึ่งหากเปรียบเทียบ กับสายคาดเอวของกีฬาเทควันโดในสีต่าง ๆ ซึ่งจะไม่มีการต่อสู้ข้ามสีแต่อย่างไรก็ดียังมีช่องโหว่ ที่โปรโมเตอร์ผู้จัดการแข่งขันมวยจะไปติดต่อกับโค้ชของนักกีฬามวยมาประกบคู่มวยซึ่งมี ประเด็นเรื่องการพนันแฝงอยู่ โดยตนเห็นด้วยกับการก าหนดอายุตามที่สหพันธ์มวยไทย สมัครเล่นนานาชาติ หรือ IFMA ก าหนดไว้ ในส่วนการก าหนดอายุขั้นต่ าจะก าหนดเท่าไร ขึ้นอยู่กับการวางรากฐานของเด็กไทยว่าปัจจุบันเด็กไทยมีทักษะในการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ การเตะหรือวิธีการหลบหลีกที่ถูกต้องหรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการฝึกสอนซึ่งเป็นตัวแปร ที่ปัจจุบันนักกีฬามวยต่างประเทศเริ่มชนะนักมวยไทยโดยการใช้วิทยาศาสตร์ทางการกีฬา การบ่มเพาะนักกีฬามวยไทยกับต่างประเทศมีความแตกต่างกัน ประเทศไทยผู้ที่จะมาเป็น นักกีฬามวย เกิดมาครอบครัวที่มีฐานะยากจนเป็นส่วนใหญ่ (๒.๒) นายยงยศ แย้มงามเหลือ นิติกร ๓ ส านักงานคณะกรรมการ กีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ ตามข้อเท็จจริงลักษณะของมวยอาชีพ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น นักกีฬาอาชีพแม้ว่าจะเป็นเด็กหรือเยาวชนเส้นทางการเดินเรือจะแตกต่างกับที่กรมพลศึกษา ดูแลรับผิดชอบอยู่ ส่วนใหญ่เด็กที่เข้าสู่วงการมืออาชีพจะเป็นเด็กที่มีฐานะยากจน มีปัญหา ทางครอบครัว โดยเด็กต้องชกมวยเพื่อหาเลี้ยงตนเองและเรียนหนังสือและฝากตัวอยู่ ตามค่ายมวย ลักษณะของมวยอาชีพจะเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพจริง ๆ ไม่มีเรื่องของ ศิลปะมวยไทยมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันมาตั้งแต่แรก คือไม่สามารถจะน าเด็กที่ กรมพลศึกษาดูแลรับผิดชอบอยู่ไปต่อยอดกีฬามวยอาชีพได้ประเด็นข้อกฎหมายตาม พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ก าหนดในเรื่องของการขึ้นทะเบียนนักมวยไว้ว่าต้องมี อายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป ทางปฏิบัตินักมวยจะฝึกชกมวยตั้งแต่ก่อนอายุ ๑๕ ปี โดยจะเริ่มชก ต่างจังหวัดก่อนเพื่อเป็นการสร้างกระดูกมวยจากนั้นจะมีแมวมองจากค่ายมวยในกรุงเทพฯ มาเสาะหาเด็กนักมวยที่มีสถิติการชกดีแนะน าเข้าค่ายที่ใหญ่ขึ้นต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เด็กเริ่มชกมวยไทยอายุที่ต่ าเกินไป ซึ่งไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ าก าหนดไว้ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้เคยมีการหารือกับส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นนี้หลายครั้ง ในส่วนการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. …. ล่าสุดทราบว่ามีระงับออกไปก่อน แต่อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ๕ ประเด็น เพื่อขอความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องกีฬามวย ดังนี้ (๒.๒.๑) อายุที่เหมาะสมของนักกีฬามวยที่จะต้องจดทะเบียน (๒.๒.๒) การแข่งขันของนักมวยบนเวทีจะก าหนดอายุขั้นต่ า เท่าใด (๒.๒.๓) การจดทะเบียนผู้ฝึกสอนและหัวหน้าค่ายมวย มีความจ าเป็นหรือไม่ หรือมีผลในการควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ (๒.๒.๔) ประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องสัญชาติ
๖๒ (๒.๒.๕) การชกมวยของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้แทนโดยชอบธรรมทุกครั้งหรือไม่ การกีฬาแห่งประเทศไทยจะต้องน ากลับมาทบทวนอีกครั้ง ก่อนจะมีการน าเสนอแก้ไขกฎหมาย โดยอาจต้องด าเนินการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง ในวงกว้างอีกครั้ง กรณีนักมวยที่จดทะเบียนได้อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปนั้นความใน มาตรา ๒๖ มีความมุ่งหมายว่าเมื่ออายุ ๑๕ ปี สามารถเข้าสู่การเป็นนักมวยอาชีพ ซึ่งก่อนนั้น จะเป็นลักษณะของการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมจะเป็นนักมวยอาชีพ แต่ในทางปฏิบัติ นักมวยจะเข้าสู่ การเป็นนักมวยอาชีพตั้งแต่ก่อนอายุ ๑๕ ปี แต่ถามว่าอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีกฎหมายก็ไม่ได้ห้าม เรื่องของการแข่งขันเพียงแต่ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยและมีระเบียบที่ก าหนด เฉพาะ ปัญหาคือไม่มีการก าหนดอายุขั้นต่ าของผู้ที่จะเข้าสู่กันเป็นนักกีฬามวยได้ ซึ่งประเด็น ดังกล่าวน่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ประเด็นเรื่องเครื่องป้องกันพิจารณาตามกฎหมาย เห็นว่ายังไม่รัดกุมเท่าที่ควร ซึ่งส านักงานคณะกรรมการกีฬามวยต้องไปพิจารณาในประเด็นนี้อีก ครั้งว่าควรมีการเสนออนุบัญญัติหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอุปกรณ์เครื่องป้องกันต่าง ๆ ที่จะสามารถป้องกันความปลอดภัยให้แก่เด็กนักกีฬาที่อายุน้อยได้ ซึ่งปัจจุบันมีการก าหนดไว้ อาจแต่อาจจะยังไม่มีความครอบคลุมหรือตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนซึ่งยังมีความแตกต่าง กลับกรมพลศึกษา ระเบียบการแข่งขันกีฬามวยอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีก็สามารถท า การแข่งขันได้ เพียงแต่ว่าการจดทะเบียนก าหนดไว้ต้องมีอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีระเบียบ รองรับฯ ในหมวด ๓ การแข่งขันที่ต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ จะมีการก าหนดเรื่องของยกที่แตกต่างกัน ขนาดของนวม เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และระเบียบที่ก าหนดไว้ไม่ได้ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติ กีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ เนื่องจากนักมวยตามบทนิยามในมาตรา ๓ “นักมวย” หมายความว่า ผู้ซึ่งเข้าแข่งขันกีฬามวย ซึ่งนักมวยมิได้หมายความว่าผู้ซึ่งจดทะเบียนเป็นนักมวยแล้ว ดังนั้น เมื่อเข้าแข่งขันกีฬามวย ตามนิยามจึงถือเป็นนักมวย จึงเกิดเป็นกรณีมีทั้งนักมวยที่จดทะเบียน และนักมวยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนแต่เข้าแข่งขันกีฬามวยทั้งคู่ โดยยังไม่ได้ก าหนดเรื่อง เครื่องป้องกันไว้ โดยมีระเบียบเรื่องความปลอดภัยจะก าหนดในเรื่องของยก คือ ให้มีระยะเวลา การชกและพักยกแตกต่างจากผู้ใหญ่ ขนาดนวมที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันความปลอดภัยเท่านั้น กรณีดังกล่าวนี้เป็นลักษณ ะของมวยอาชีพ กรณีก าหนดให้ต้องใส่เฮดการ์ดเป็นของ มวยสมัครเล่น โดยมากจะเป็นลักษณะของมวยไทยมากกว่าวงการมวย ค่อนข้างจะปรับเปลี่ยนได้ยาก คนในวงการมวยไทยเห็นว่าเคยมีการด าเนินการมาอย่างนี้ การหยิบยื่นสิ่งใหม่เพื่อให้เกิดการยอมรับก็ต้องต้องสอบถามความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องด้วย ในวงการมวยไทย การให้ใส่สนับแข้งหรือเครื่องป้องกันต่าง ๆ ไม่มีใครประสงค์ที่จะท าตามแม้ว่า ข้อเสนอจะเป็นสิ่งที่ดี แต่คนในวงการมวยจะยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
๖๓ กรณี“เพชรมงคล” นักม วยเด็กที่เสียชีวิตนั้น ต ามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงว่า กฎหมายดีอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้มีการ บังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งตามกฎหมายก าหนดให้นักมวยต้องมีการพักอย่างน้อย ๒๑ วัน เว้นแต่ เป็นฝ่ายชนะระยะเวลาพักจะลดน้อยลงตามล าดับ กรณีเพชรมงคลไม่มีการตรวจสอบเรื่อง วันพักที่ชัดเจน ประเด็นนี้ถือเป็นความหละหลวมของการปฏิบัติหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ตามรายงานแพทย์มีความเห็นว่าเพชรมงคลเป็นเด็กที่มีกะโหลกศีรษะบางเป็นพิเศษ การเสียชีวิตเกิดจากการที่มีกะโหลกบางเป็นพิเศษซึ่งเป็นมาตั้งแต่ก าเนิดตามข้อมูลทราบ จากพนักงานสอบสวนและกรรมการผู้ตัดสินบนเวทีมีการยุติการแข่งขันที่เกินช้าไป เนื่องจาก คู่ชกอีกฝ่ายได้ชี้บอกกรรมการแล้วว่าเพชรมงคลมีอาการตาลอย แต่กรรมการไม่หยุดการแข่งขัน จึงตามชกซ้ าและเกิดการเสียชีวิตดังกล่าว รวมทั้งความหละหลวมของแพทย์สนาม การลงโทษตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยได้ ด าเนินการพักใบอนุญาตของผู้จัดการแข่งขัน และลงโทษกรรมการผู้ตัดสินโดยการเพิกถอน ใบอนุญาตทางทะเบียนเป็นการชั่วคราว ในส่วนของการด าเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวน สรุปส านวนและมีความเห็นว่ากรรมการผู้ตัดสินกระท าการโดยประมาทและได้มีการส่งฟ้อง ไปยังพนักงานอัยการตามล าดับ และกรณีไม่ได้ก าหนดอายุขั้นต่ าตามกฎหมายก าหนดให้เป็น อ านาจดุลพินิจของนายทะเบียนในการพิจารณาคู่ชกว่ามีความเหมาะสมกันหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นผู้อ านวยการส านักงาน คณะกรรมการกีฬามวยในฐานะเป็นนายทะเบียน ได้มีหนังสือ สั่งการและก าชับให้นายทะเบียน ผู้ท าหน้าที่เกี่ยวกับการขอรับอนุญาตการจัดการแข่งขันโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ให้พิจารณาการประกบคู่มวยในการแข่งขัน โดยไม่ให้มีน้ าหนักที่มีความแตกต่างกัน ห้ามเด็กชก เกินเวลาที่ก าหนด ห้ามชกในเวลาที่ดึกเกินไป โดยเป็นการก าชับให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตาม พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒.๓) นายจรัญชัย ก่อศรีพิทักษ์กุล ผู้อ านวยการกองคุ้มครอง แรงงาน และพันจ่าตรี พีระ โชคบุญเจริญ ผู้อ านวยการกลุ่มงานแรงงานหญิง เด็ก และเครือข่ายการคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ ประเทศไทยรับอนุสัญญ าฉบับที่ ๑๘๒ เมื่อปี ๒๕๔๔ ในอนุสัญญาดังกล่าวมีการระบุเรื่องการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายใน ๔ ประเภท ดังนี้ (๒.๓.๑) เรื่องของแรงงานทาส (๒.๓.๒) การค้าประเวณีเด็ก (๒.๓.๓) การน าเด็กเข้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด (๒.๓.๔) ลักษณะงานหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย ในส่วนของกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ ประเภท ที่ ๔ ค าว่า “เด็ก” ตามอนุสัญญาฉบับที่ ๑๘๒ หมายถึงเด็กที่มีอายุต่ ากว่า ๑๘ ปีเพราะฉะนั้น ในกฎหมายแรงงานถือเป็นลูกจ้าง คือ อายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป สามารถท างานได้ เนื้อหาของ อนุสัญญาระบุค าว่า “คนท างาน” คือ คนที่มีงานท าทุกคน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหลาย
๖๔ หน่วยงาน ซึ่งในแต่ละปีประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะออกรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การใช้ แรงงานของประเทศไทยประจ าปี ซึ่งย้อนหลังไปเมื่อ ๒ ปี ประเทศไทยได้รับการประเมิน ในระดับที่มีความก้าวหน้าสูงสุด ในปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ถูกปรับลดระดับลงมา ๑ อันดับ สาเหตุ ในรายงานระบุว่า เนื่องจากมีส านักข่าวภายในประเทศและส านักข่าวต่างประเทศได้มีการ รายงานว่ามีนักมวยเด็กอายุ ๑๓ ปีเสียชีวิต จากการแข่งขันชกมวย และอีกประเด็นคือ อายุขั้นต่ า ของการจ้างงานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายของประเทศไทย จบการศึกษาอายุ ๑๖ ปี แต่มีการจ้างงานตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไป (๒.๔) แพทย์หญิงสาริษฐา สมทรัพย์ นายแพทย์ช านาญพิเศษ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ ตนท างานเกี่ยวกับระบบประสาทของเด็กซึ่งยิ่งอายุน้อย การเจริญเติบโตของระบบประสาทและสมองยิ่งไม่ดีปัญหาเกิดการบาดเจ็บซ้ าซ้อนจากการ ชกมวยเป็นแรงเหวี่ยงที่เดิมก็อาจเกิดความเสียหายได้มากขึ้น ทั้งในส่วนระบบเส้นเลือด และเซลล์สมองของเด็ก มีความเปราะบางมากกว่าผู้ใหญ่ และจะเกิดความชอกช้ าของสมอง ไปทั่ว ตามที่ที่ประชุมอภิปรายมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าควรมีการก าหนดกฎกติกาการชก มวยเด็ก ในรูปแบบใหม่ ซึ่งหากยังคงต้องการให้เป็นกีฬาที่สากลยอมรับ ไม่ควรที่จะมีการชก ที่ศีรษะหรือหากชกโดนควรมีการตัดแต้ม เทียบเคียงกีฬาเทควันโดเด็กจะไม่มีการให้กระทบ กับศีรษะ โดยข้อเสนอจากกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้ (๒.๔.๑) ควรยกระดับระดับกีฬามวยให้เป็นมาตรฐานสากล สู่ระดับโลกการชกมวยในเด็กควรก าหนดกฎกติกาที่มีความแตกต่าง ทั้งนี้ แม้กระทั่งนักกีฬามวย ผู้ใหญ่ อายุ ๓๕ ปีขึ้นไป จากผลการตรวจสอบ MRI สมองก็พบว่ามีความเสื่อมเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการสะสมตั้งแต่ยังเป็นเด็กต่อเนื่องไปยังผู้ใหญ่ หากมีการป้องกันตั้งแต่ต้นนักกีฬามวยเด็ก ห้ามชกศีรษะถือเป็นสิ่งส าคัญที่สุด (๒.๔.๒) การชกมวยมีการชกอยู่ในทุกพื้นที่ซึ่งเป็นการชกโชว์ ในเด็กอายุระหว่าง ๑๓ – ๑๕ ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกของนักมวยไทย เมื่อมีการจัดชกมวยขึ้น ไม่ว่าจะจัดโดยภาครัฐหรือภาคเอกชน ควรต้องก าหนดห้ามมิให้นักมวยอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีขึ้นชก รวมทั้งไม่ควรมีการฝึกมวยเด็กต่ ากว่า ๑๕ ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เจริญเติบโตและมีการพัฒนาการ ของสมองเมื่อสมองถูกท าลายจากการชก เมื่อเลิกอาชีพชกมวยไปแล้วจะมีผลกระทบระดับ ระดับสติปัญญาที่น้อยลง ดังนั้นควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และก าหนดกฎกติกา ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น (๒.๔.๓) ในส่วนช่วงอายุ ๑๕ ปีถึง ๑๗ ปี กฎหมายก าหนดให้ ผู้เยาว์ที่อายุ ๑๗ ปีขึ้นไปสามารถท างานได้ ตามกฎหมายแรงงาน ดังนั้นหากมีการจ่ายเงิน เป็นค่าตอบแทนจะมีความขัดแย้งกันในเกณฑ์อายุขั้นต่ าในการขึ้นชกมวย ๑๕ ปี และ การท างานของเด็กที่อายุต่ ากว่า ๑๗ ปี ดังนั้นควรที่จะก าหนดอายุขั้นต่ าของนักกีฬามวยอาชีพ ควรเพิ่มขึ้นเป็น ๑๗ ปี เพื่อลดระยะเวลาเจ็บและการกระทบกระเทือนของสมองให้น้อยลง
๖๕ จากข้อมูลของ Word Safety 2018 ก าหนดอายุขั้นต่ า ๑๐ ปี สามารถเริ่มฝึกมวยได้ โดยห้ามชกศีรษะ ซึ่งการเล่นกีฬาในลักษณะนี้จะต้องมีการตรวจ ร่างกายความพร้อมของร่างกายทุก ๖ เดือน โดยอายุพี่สามารถเริ่มฝึกชกมวยได้คือ ๑๕ ปี และเป็นนักมวยอาชีพอายุขั้นต่ าประมาณ ๑๗ – ๑๘ ปีแล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศ (๒.๕) รองศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หั วห น้ าศู น ย์ วิจัยเพื่ อ ส ร้างเส ริม ค ว ามป ลอ ดภั ยแ ล ะป้ องกัน ก ารบ าดเจ็บใน เด็ ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ ประเด็นความคืบหน้าของการแก้ไขพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามประเด็นที่ได้ศึกษาวิจัยมานั้นได้เคยมีการน าเสนอก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ นักมวยเด็กเสียชีวิต ซึ่งมีการน าเสนอผ่านทาง คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน ของคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จากนั้นได้มีการน าเสนอต่อไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษาและ การกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้มีการเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งพลเอก อดุลยเดช อินทะพงษ์ และคณะเป็นผู้เสนอ โดยผ่านการจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๑ ซึ่งหลายฝ่ายเห็นด้วย ในการที่จะก าหนดให้มีความปลอดภัยกับนักมวยเด็ก สรุปประเด็นปัญหาตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนี้ (๒.๕.๑) มาตรา ๒๖ เรื่องการชกในเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ก าหนดไว้ชัดเจนต้องมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยในการแข่งขัน รวมทั้งต้องมีการจด ทะเบียนก่อนที่จะมีการแข่งขัน ซึ่งจากข้อเท็จจริงไม่มีการปฏิบัติในประเด็นดังกล่าวขึ้น (๒.๕.๒) มาตรา ๑๙ ส านักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลซึ่งขาดการดูแล (๒.๕.๓) ส่วนใหญ่นักมวยเด็กไม่ได้จดทะเบียนกับการกีฬา แห่งประเทศไทยตามมาตรา ๒๙ การจัดชกแข่งขันส่วนใหญ่เป็นเวทีที่ไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๒๖ (๒.๕.๔) มาตรา ๒๙ มีปัญหาการเขียนกฎหมายที่ขัดแย้ง กันเอง คือตาม (๑) นักมวยที่จะจดทะเบียนได้ต้องมีอายุไม่ต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ และวรรคท้าย ก าหนดให้“ผู้เยาว์ที่จดทะเบียนเป็นนักมวยแล้ว อาจท านิติกรรมอันเกี่ยวกับการเข้าแข่งขัน กีฬามวยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมอีก” หากตีความค าว่าผู้เยาว์ คือ บุคคลที่มิใช่ตาม (๑) คือ อายุต่ ากว่า ๑๕ ปี ชกมวยได้ นักมวยตามกฎหมายต้องสังกัด ค่ายมวย แม้ว่าชื่อว่าพระราชบัญญัติกีฬามวย ๒๕๔๒ แต่ในทางข้อเท็จจริงเป็นกีฬามวยอาชีพ ซึ่งมีการก าหนดเรื่องเงินรางวัลรวมทั้งไม่มีการก าหนดอายุขั้นต่ าของเด็กที่จะสามารถชกมวยได้ (๒.๕.๕) เหตุผลส าคัญที่ครอบครัวเด็ก ค่ายมวย ผู้ประกอบ ธุรกิจมวย สมาคมมวย การกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้น าท้องถิ่น อ้างเหตุผลที่ต้องสนับสนุน เด็กชกมวย คือ แก้ปัญหาความยากจนเด็กสามารถหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แก้ปัญหาเด็ก
๖๖ ติดยาเสพติด และต้องฝึกฝนตั้งแต่เล็กเพื่อให้เป็นนักมวยที่เก่งในอนาคต จริง ๆ แล้วการฝึกฝน ร่างกายที่ดีต้องเกิดขึ้นในช่วงวัยที่เหมาะสมที่นักมวยต่างชาติชนะนักมวยไทยเกิดขึ้นมาจากการ น าวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาร่วมในการฝึกซ้อมที่ถูกต้อง (๒.๕.๖) ข้อทักท้วงในเรื่องการน าเด็กก่อนวัยอันควรมาชกมวย โดยละเมิดมาตรการความปลอดภัยและมีผลประโยชน์เกิดขึ้นกับผู้จัดเป็นการละเมิดต่อการ คุ้มครองเด็กขั้นรุนแรงทั้งโดยกฎหมายไทยและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (๒.๕.๗) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๒๖ (๖) (๗) และ (๘) ความว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดกระท าการบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระท าการใดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมี ลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรม ต่อเด็ก” ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถใช้บังคับได้จริง (๒.๕.๘) ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการรายงานปัญหาการใช้ แรงงานเด็กที่เลวร้าย หนึ่งในหลายปัญหา คือ การชกมวยเด็ก ซึ่งระบุในรายงานดังกล่าวด้วย จากรายงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีการเขียนว่าน าเด็กอายุต่ ากว่า ๗ ปี มาชกมวยไทย และเป็น การชกแบบหารายได้ ซึ่งถือเป็นการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย (๒.๕.๙) ปัญหาดังกล่าวมีการหารือกันในหลายเวทีในส่วน กระทรวงแรงงานจะชี้แจงว่าการน าเด็กมาใช้ชกมวยไม่เข้าข่ายการใช้แรงงานเด็ก เนื่องจากไม่ได้ มีฐานะเป็นลูกจ้างและนายจ้าง เป็นการหารายได้ เจ้าของค่ายมวยไม่ใช่นายจ้าง จึงไม่ใช่ปัญหา ของกระทรวงแรงงาน (๒.๕.๑๐) ร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งพลเอกอดุลยเดช อินทะพงษ์ และคณะเป็นผู้เสนอ มีข้อความส าคัญคือ ไม่ให้จัดการแข่งขัน มวยไทยเด็กแบบมีการปะทะในเด็กอายุต่ ากว่า ๑๒ ปี และการก าหนดมาตรฐานการจัดการ แข่งขันต่าง ๆ (๒.๕.๑๑) นักวิชาการมีข้อเสนอ โดยสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่น นานาชาติ หรือ IFMA ได้ก าหนดระเบียบการแข่งขันของเด็กซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ทั่วโลกไว้แล้ว ซึ่งก าหนดไว้ชัดเจนว่าเด็กอายุต่ ากว่า ๑๐ ปีต้องแข่งขันแบบไม่ปะทะเท่านั้น คือ สามารถแข่งขันไหว้ครูได้เท่านั้น เด็กอายุ ๑๐ – ๑๒ ปีแข่งขันแบบปะทะกันได้แต่ไม่ชกหัว อายุ ๑๓ – ๑๕ ปี กติกาไม่อนุญาตให้กระท าที่ศีรษะแบบรุนแรง โดยมีลักษณะคล้ายเทควันโด คือ สัมผัสแล้วได้คะแนน ดังที่กล่าวมานี้เป็นกติกาของมวยไทยสมัครเล่น เป็นต้น ซึ่งกติกา ดังกล่าวอาจน ามาใช้เป็นมาตรฐานในการร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. …. ซึ่งจะท าให้ วงการกีฬาสากลยอมรับมวยไทยว่ามีความศิวิไลซ์เพียงพอที่จะเป็นกีฬาโอลิมปิกได้ (๒.๕.๑๒) ประเด็นปัญหาการเสียชีวิตของ “เพชรมงคล” นักมวยเด็กอายุ ๑๓ ปี เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๖๑ และปัญหาการเสนอร่างพระราชบัญญัติ กีฬามวย พ.ศ. …. ท้ายสุดสะดุดอยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีการให้ความเห็นว่า พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ เขียนไว้ดีแล้ว เพียงแต่ไม่มีการปฏิบัติหรือการบังคับใช้
๖๗ ตามมาตรา ๒๖ โดยให้ไปด าเนินการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ไปก่อน ท้ายสุดก็ไม่ได้มีการ น าเสนอเข้ามาพิจารณา และสิ้นอายุของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประเด็นที่ส าคัญกรณีเพชรมงคลมีการชกมวยมาตั้งแต่อายุ ๗ ปี ทั้งนี้ เห็นว่าพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังมีข้อบกพร่องหลายประเด็น อาทิ การก าหนดอายุขั้นต่ านักมวยที่สามารถชกได้ยังไม่มีความชัดเจนและกฎหมายไม่ได้ดีอยู่แล้ว ตามที่มีการชี้แจง รวมทั้งยังไม่มีการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด (๒.๖) นายแพทย์วิทยา สังขรัตน์ รักษาการหัวหน้าศูนย์รังสีวินิจฉัย ก้าวหน้า คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ จากงานวิจัยเกี่ยวกับสมองในการติดตามนักมวยเด็กอายุ ต่ ากว่า ๑๕ ปีเทียบเคียงกับเด็กปกติจากการสแกนสมองนักมวยเด็กพบว่าเซลล์สมอง และใยประสาทมีความเสียหาย ความสามารถด้านความจ าลดลงมากกว่าเด็กปกติทั่วไป ซึ่งโอกาสผิดพลาดจากงานวิจัยเกิดขึ้น ได้น้อยมาก รวมทั้งได้มีการติดตามการชกของนักมวย เด็กคนเดิมมาประมาณ ๒ ปี พบว่าความสมบูรณ์ของใยประสาทและเซลล์ประสาทแย่ลง จากภาพที่น าเสนอพบว่ามีเลือดสะสมเพิ่มขึ้นจากการสแกน MRI ซึ่งเป็นผลจากการที่เลือดออก ในสมอง ซึ่งจากงานวิจัยมีความผิดพลาดน้อยมากเพียง ดังนั้นหากงานวิจัยตีพิมพ์ดังกล่าว ผลเสียก็จะเกิดกับประเทศไทย หรือแม้แต่มวยสมัครเล่นที่มีการใส่เฮดการ์ด ผลจากการถูกชก หรือแรงกระแทกจากการชกผ่านเฮดการ์ดไปสู่กะโหลกและผ่านเข้าสู่สมองก็ไม่สามารถป้องกัน แรงกระแทกได้มากนัก ป้องกันเพียงแผลแตก ในทางการแพทย์การสวมใส่เฮดการ์ดก็ไม่สามารถ ป้องกันแรงกระแทกได้เป็นไปตามกฎฟิสิกส์ ปัญหาว่าจะมีการป้องกันอย่างไร ยกตัวอย่าง กีฬาเทควันโด ซึ่งมีการสวมใส่เฮดการ์ดเช่นเดียวกันแต่การก าหนดกฎกติกามีความแตกต่างกัน ซึ่งน่าจะน ามา เป็นทางออกในการป้องกันนักมวยเด็กในการถูกกระทบกระแทกทางสมองซึ่งเกิดความเสียหาย ดังที่กล่าวไป ซึ่งความเสียหายของสมองระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่มีความแตกต่างกันเนื่องจากผู้ใหญ่ มีขนาดสมองที่โตแล้ว มีความแข็งแรงมากกว่าเด็กและการเสื่อมของสมองก็จะน้อยกว่า และนักมวยผู้ใหญ่มีการป้องกันตัวเองที่ดีกว่า ดังนั้นแรงกระท าต่อสมองที่เกิดซ้ า ๆ และเรื้อรัง ก็จะเกิดความเสียหายต่อเนื้อสมองเด็ก สะท้อนถึงระดับสติปัญญาของนักมวยเด็กที่น้อยกว่าเด็ก ปกติทั่วไป (๒.๗) นางดารารัตน์ สุเทศ ผู้อ านวยการกลุ่มการคุ้มครองและ พิทักษ์สิทธิกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มีการด าเนินการ ดังนี้ (๒.๗.๑) ส่วนที่ ๑ การเฝ้าระวังอยู่ระหว่างการผลักดัน คณะกรรมการคุ้มครองเด็กระดับต าบล เพื่อสอดส่องตามโปรแกรม ๓๒ ข้อ ว่ามีกลุ่มเด็กที่ถูก กระท าหรือถูกล่อลวงหรือถูกยุยงส่งเสริมในการกระท าความผิดหรือมีการแสวงหาประโยชน์
๖๘ จากการชกมวยหรือไม่ หรือมีพฤติกรรมหรือปัญหาในการเลี้ยงดู ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างด าเนินการ ใน ๘๕๐ พื้นที่ทั่วประเทศ (๒ .๗ .๒ ) ส่วนที่ ๒ ก ารป ระชาสัมพัน ธ์ให้กับสภ าเด็ก และเยาวชนจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรับทราบ ซึ่งกรณีมวยเด็กถือเป็นปัญหาที่มีความเลวร้าย ส าหรับเด็ก ซึ่งเด็กทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน (๒.๗.๓) ส่วนที่ ๓ การผลักดันเพื่อแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิด ความชัดเจนยิ่งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ล่าสุดอยู่ระหว่างการเสนอ ร่างกฎหมายในชั้นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งจะมีการปรับแก้ไข ความในมาตรา ๒๖ ด้วย โดยเพิ่มเป็นร่างมาตรา ๘๙ โดยสาระส าคัญจะก าหนดเกี่ยวกับการ บังคับ ขู่เข็ญ เรื่องการยินยอมให้เด็กเล่นเกมหรือกีฬา ที่กระท าการใด ๆ เพื่อแสวงหาประโยชน์ ในทางการค้าอันเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก” ซึ่งถือเป็นการ กระท าที่เป็นความผิดไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตามประเด็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติไว้กว้างโดยมิได้เจาะจงรายละเอียดเรื่อง มวยเด็ก ยกตัวอย่างเช่น “มาตรา ๒๓ ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น...” สังคมไทยโดยส่วนใหญ่มองว่าการชกมวยของเด็กเป็นเรื่อง การกีฬา ที่ผ่านมาด าเนินการตามสถานการณ์เป็นรายกรณี ตามที่ ที่ประชุมยกตัวอย่างกรณีเพชรมงคล จะมี“พนักงานเจ้าหน้าที่” เข้าด าเนินการคุ้มครอง สวัสดิภาพเด็กโดยเร่งด่วนเป็นรายกรณี ในส่วนกรณีมาตรา ๒๖ (๖) (๗) และ (๘) เข้าข่ายเป็นการ แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กรณีตามมาตรา ๒๖ (๖) (๗) และ (๘) ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย การด าเนินการที่ผ่านเคยมีกรณีคลิปเด็กนักมวยที่ขึ้นชกและ โดนผู้ปกครองตบศีรษะผ่านทางสื่อออนไลน์ ส่วนกลางแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งขณะนั้นตนด ารงต าแหน่งหัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา ได้เข้าตรวจสอบ พบเด็กคนดังกล่าวอาศัยอยู่กับครอบครัว จากนั้นได้น าเสนอข้อมูล ต่อคณะอนุกรรมการคุ้มครอง เด็กและเยาวชนจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดมีค าสั่งให้ปิดสนามมวยเป็นเวลาสามเดือน ก่อนช่วงเกิดเหตุโควิด – ๑๙ และสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปด าเนินการพูดคุยในครอบครัว และสอบถามจะให้เด็กชกมวยต่อหรือไม่ ได้รับค าตอบว่าต้องการจะชกมวยต่อ โดยพนักงาน เจ้าหน้าที่ก็ได้ติดตามมิให้ชกในเวลาเรียน เป็นต้น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ขอรับข้อเสนอแนะไปด าเนินการ เสนออธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เนื่องจากกรมกิจการเด็กฯ มีหน่วยงานในสังกัด คือ บ้านพักเด็กและเยาวชน โดยจะขอให้ส ารวจข้อมูลในพื้นที่รับผิดชอบว่ามีการเล่นกีฬาประเภท ใดที่เข้าข่ายเป็นการทารุณกรรมเด็ก
๖๙ (๒.๘) นายพีรพงษ์ ใจหาญ นักสังคมสงเคราะห์กรมกิจการเด็ก และเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ การด าเนินการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งได้ให้ความส าคัญ กับประเด็นด้านกีฬาโดยเฉพาะมวยเด็ก หรือกรณีกีฬาที่มีการน าเด็กมาแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบ ซึ่งจะไปเขียนเพิ่มเติมไว้ “ร่างมาตรา ๘๙ (๗) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นเกมหรือกีฬา หรือให้กระท าการใดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า อันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการ ทารุณกรรมต่อเด็ก” และเพิ่มความเป็น “ร่างมาตรา ๘๙ (๑๒) จัดให้เด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี บริบูรณ์ ชกมวย และการจัดชกมวยเด็กซึ่งมีอายุเกินกว่า ๑๕ ปี ที่ไม่มีการก าหนดเงื่อนไข กติกา และอุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยส าหรับเด็กโดยเฉพาะ” ซึ่งทั้งสองกรณีข้างต้นเป็นการ ก าหนดเพิ่มเติมจากมาตรา ๒๖ กฎหมายปัจจุบัน กรณีการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันมีการด าเนินการเป็น รายกรณี หากเจ้าพนักงานพบเห็นหรือผู้พบเห็นสามารถแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จะมีการ สืบเสาะพินิจ และด าเนินการโดยสหวิชาชีพ ที่ผ่านมาพบเด็กบางกลุ่มมีการชกมวยจริง แต่มีการ ใช้เครื่องป้องกันหรือมีผู้ปกครอง ครู ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่มีกรณีที่ไม่ปรากฏต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ซึ่งอาจมีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือการทารุณกรรมต่อเด็ก กรณีเพชรมงคลนักมวยเด็กซึ่งเสียชีวิตจากการชกมวย ได้ด าเนินการถึงขั้นสืบพยานต่อพนักงานสอบสวนซึ่งด าเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน ที่ผ่านมาในช่วงสามถึงสี่ปีหลังจะด าเนินการโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ซึ่งประกอบด้วย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กองต่อต้านการค้ามนุษย์ และกรมกิจการเด็กและเยาวชน ในส่วนเฉพาะการด าเนินการของกรมกิจการเด็กและเยาวชน มีการจัดอบรมสภาเด็กและเยาวชนเพื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ให้รับรู้รับทราบปัญหา หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในด้านต่าง ๆ และเน้นย้ าว่าหากพบเห็น การด าเนินการหรือพบพฤติการณ์การเลี้ยงดูของผู้ปกครองโดยมิชอบ สามารถแจ้งข้อมูล จากเพื่อนสู่เพื่อน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบข้อมูลจะเข้าด าเนินการตรวจสอบต่อไป โดยจะใช้ สภาเด็กและเยาวชนเป็นแกนหลัก ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและผู้แทนชุมชนต่าง ๆ กรณีของเพชรมงคลได้ด าเนินการจนพนักงานสอบสวนได้เรียก เจ้าของสนามมวย พ่อแม่ หรือผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมสืบสวนประกอบการด าเนินคดีแล้ว กรมกิจการ เด็กและเยาวชนได้ให้ความส าคัญโดยช่วงปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา กรมกิจการเด็กและเยาวชนได้มี หนังสือถึงหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ประเด็นการชกมวยเด็กโดยตรงให้มีการเฝ้าระวัง และแจ้งข้อมูลการด าเนินการเกี่ยวกับมวยเด็กที่ผ่านมาทั้งหมดให้ทราบ ซึ่งกรณีเด็กจะสามารถ ชกมวยได้ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง หรือครู อาจารย์ ควบคุมดูแล โดยให้เฝ้าระวัง และหากพบเห็นจะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองเด็กหรือเข้าข่ายการค้ามนุษย์ก็สามารถด าเนินการ ร่วมกับสหวิชาชีพในการบังคับใช้กฎหมายได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีกรณีเพชรมงคลที่เสียชีวิตเพียง กรณีเดียวเท่านั้น
๗๐ (๓) การเดินทางไปร่วมประชุมและศึกษาดูงาน โดยคณะกรรมาธิการ การแรงงาน วุฒิสภา ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน เดินทางไปร่วมประชุมและศึกษาดูงาน จ านวน ๑ ครั้ง ดังนี้ ภาพที่ ๓.๑ การร่วมประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย และผู้แทน สมาคมกีฬามวย เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ การกีฬาแห่งประเทศไทย ก า รศึ กษ าดูงาน แ ล ะ ร่ วมห า รือ แ ล กเป ลี่ ยน ข้ อคิ ด เห็ น ข อง คณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา วันพฤหัสบดีที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๔ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ มีผู้แทนบุคคลในวงการกีฬามวย เข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็น ดังนี้
๗๑ (๓.๑) นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิ ประโยชน์การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ กีฬามวยไทยมีหลากหลายมิติเป็นศิลปะการต ่อสู้ที ่มีมา อย่างช้านานและเป็นวัฒนธรรม แต ่ละภูมิภาคก็จะมีแม ่ไม้มวยไทยที ่แตกต ่างกันออกไป ขณะเดียวกันก็ถือว่ามวยไทยเป็นเรื่องของกีฬาที่มีการแข่งขัน และปัจจุบันได้เติบโตเป็นที่สนใจ ทั่วโลก การพัฒนามวยไทยนอกจากที่เล่นกันมาตั้งแต่สมัยเด็กเรื่อยมาจนถึงการเข้าสู่ระบบ การฝึกซ้อมอย่างจริงจัง กีฬาทุกชนิดถ้าไม่เริ่มต้นตั้งแต่เด็กโอกาสที่จะพัฒนาก็เป็นไปได้ยาก ในขณะที่ต่างชาติเริ่มฝึกฝนแล้ว ถ้าคนไทยไม่เริ่มต้นฝึกก่อนโดยทะนงว่าเป็นประเทศแรก และกีฬามวยไทยเป็นศิลปะของคนไทย ๆ ก็มีโอกาสพ่ายแพ้ได้ ขณะเดียวกันในเชิงของกีฬา ต้องมีการฝึกฝน แต่อีกมิติหนึ่งคือเชิงธุรกิจเมื่อเติบโตมากขึ้นก็มีช่องทางแตกแขนงออกไป เป็นมวยไทยแท้หรือมวยไทยประยุกต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นจ านวนมาก และมีองค์กรเกิดขึ้น มากมาย ความยากของการกีฬาแห่งประเทศไทย คือ ต้องท าหน้าที่เป็นผู้ก ากับดูแลภายใต้ พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเมื่อนับถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า ๒๑ ปี โดยต้อง ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการร่างกฎหมายเพราะหากเคร่งครัดจนเกินไปก็อาจขัดกับวัฒนธรรม หรือสิ่งที่เคยปฏิบัติ และอาจก่อให้เกิดการลักลอบ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้คือวิถีชีวิต การกีฬา แห่งประเทศไทยต้องการที่จะสร้างมาตรการต่าง ๆ ขึ้นมา การร้องเรียนกรณีมวยเด็กมีความ พยายามที่จะแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยกีฬามวย โดยได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา และมีการน ากลับมาทบทวน กล่าวโดยสรุปว่าถือเป็นประโยชน์ทั้งสองมุมมอง สิ่งที่การกีฬา แห่งประเทศไทย กล่าวถึงในมุมมองหรือมิติทางด้านกีฬา และข้อมูลที่คณะกรรมาธิการน าเสนอ ต้องยอมรับว่ามองกว้างไปกว่าเรื่องกีฬา เนื่องจากพิจารณาภาพรวมทั้งประเทศ ดังนั้น ภาพที่ เกิดขึ้นมิใช่เพียงแค่เรื่องวงการกีฬาในระดับนานาชาติที่มองมา เนื่องจากประเทศไทยอยู่ใน สังคมโลก มีค าพูดว่า “อย่ามองว่าเราเป็นอะไร แต่ให้มองว่าเค้ามองเราอย่างไรมากกว่า” หากทราบได้ว่าเค้ามองเราอย่างไร และสามารถแก้ไขตรงนั้นได้ เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ดี ประเด็นที่คณะกรรมาธิการมีข้อกังวล แม้ว่าวงการกีฬา ภายในประเทศมีความเข้าใจดีแต่สังคมโลกก าลังเพ่งเล็งประเด็นนี้อยู่ หากเกิดปัญหาขึ้นไม่ได้ กระทบเฉพาะด้านกีฬาเท่านั้นจะกระทบเศรษฐกิจ และภาพรวมด้านอื่น ๆ เช่นเดียวกับ กรณี IUU ซึ่งประเทศไทยต้องด าเนินการแก้ไขฯ ทั้งนี้การกีฬาแห่งประเทศไทย น้อมรับ
๗๒ ไปพิจารณาว่าจะสามารถด าเนินการช่วยอย่างไรได้บ้าง ซึ่งไม่ประสงค์ที่จะให้ตัวกีฬาเป็นตัวจุด ประกายข้อกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีการละเมิดใช้แรงงานเด็ก แต่ในการปรับปรุงแก้ไขตามที่เสนอทั้งเรื่องเฮดการ์ด เรื่องช่วงอายุ จะท าได้มากน้อยเพียงใด คนในวงการมวยจะต้องพิจารณาร่วมกัน และขอให้สรุปประเด็นที่มี การแก้ไขและข้อแตกต่างไปจากเดิม เพื่อเป็นข้อมูลชี้แจงนานาชาติว่าประเทศไทยได้ด าเนินการ แก้ไขในเรื่องดังกล่าวแล้ว เมื่อก่อนเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบันมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการแก้ไขปัญหา (๓.๒) นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้อ านวยการฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิ ประโยชน์ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทยได้รับทราบปัญหาและปรับโครงสร้าง หรือปรับลดวิธีการท างานลดลงเหลือ ๕ คณะ เพื่อเกิดความกระชับยิ่งขึ้น รวมถึงประเด็น การแก้ไข กฎ ระเบียบ ตามที่กล่าวถึงในวันนี้ (๓.๒.๑) ประเด็นการแก้ไข กฎ กติกา การชกปะทะต่าง ๆ ช่วงอายุ เรื่องการชกปะทะศีรษะทางคณะท างานได้เริ่มท างานและมีการประชุมกันแล้ว หลายรอบ (๓.๒.๒) ประเด็นการก ากับดูแล การบังคับใช้กฎหมาย มีข้อจ ากัดเรื่องบุคลากรซึ่งเป็นข้อเท็จจริง โดยมี ผอ.กกท.จังหวัด ๑ คน ผู้ช่วย จังหวัดละ ๑ คน (ซึ่งผู้ช่วยมวยยังขาดความมั่นคงในอาชีพเนื่องจากท าสัญญาจ้างปีต่อปี) ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ยกตัวอย่างเช่น ช่วงเทศกาลส าคัญ หากมีการจัดงานทุกจังหวัดทุกอ าเภอจัดมวยพร้อมกัน หลายแห่งก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั่วถึง
๗๓ (๓.๒.๓) ประเด็นเอกสารใบปลิว “ศึกยอดมวยเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าตากฯ โปรแกรมออกมาเมื่อถึงหน้างานอาจมีการเปลี่ยนแปลง” การตรวจสอบ เรื่องการขึ้นชกของนักมวยเพิ่งท าได้เมื่อตนมาด ารงต าแหน่ง อดีตที่ผ่านมาตรวจสอบเฉพาะ เอกสารเท่านั้น ปลอมบ้าง จริงบ้าง ปัจจุบันมีการน าระบบไอทีแบบออนไลน์เข้ามาสนับสนุน สามารถตรวจสอบและทราบข้อมูลการขึ้นชกของนักมวยได้ทันที (๓.๒.๔) ประเด็นการก ากับดูแล และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านมาการกีฬาแห่งประเทศไทยด าเนินการลงโทษไปแล้วหลายกรณี ทั้งถอดถอนใบอนุญาต ผู้ตัดสิน พักการท าหน้าที่ มีการด าเนินการอยู่แล้ว ซึ่งในโอกาสหน้าจะรายงานข้อมูลให้ทราบ (๓.๓) นายวิบูลย์ จ าปาเงิน ผู้อ านวยการส านักงานคณะกรรมการ กีฬามวย ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้ ภารกิจของส านักงานคณะกรรมการกีฬามวย มีดังนี้ (๓.๓.๑) ส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์กีฬามวยไทย และเผยแพร่ กีฬามวย (๓.๓.๒) วางแผนและก าหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครอง ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักมวย รวมทั้งการด าเนินการตามมาตรฐานด้านต่าง ๆ (๓.๓.๓) พิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อออก กฎกระทรวงก าหนดมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่และจรรยาบรรณของบุคคลในวงการกีฬามวย (๓.๓.๔) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ค าสั่งของนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัตินี้ (๓.๓.๕) ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเพื่อปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามอ านาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ ตลอดจนออกข้อบังคับ ว่าด้วยการประชุมและการด าเนินงานของคณะกรรมการ (๓.๓.๖) ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น ก าหนดให้เป็นอ านาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (๓ .๓ .๗ ) ป ฏิ บั ติ ก า รอื่น ต าม ที่ได้ รับ ม อบ ห ม าย จ าก คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย กรณีมวยเด็กตามที่คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าเป็นการใช้ แรงงาน และจากข้อเท็จจริงที่ รองผู้ว่าการฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์ ได้กล่าวไว้ ในตอนต้น คือ กีฬาทุกชนิดประเภทจะต้องมีการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กเพราะโอกาสสร้าง ความเข้มแข็งเจริญเติบโตและความก้าวหน้า เช่น ไทเกอร์วู๊ด นักกอล์ฟสัญชาติอเมริกันได้เริ่ม ฝึกซ้อมกีฬากอล์ฟตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ ๖ – ๗ ปี เป็นต้น ส าห รับป ระเด็นปัญห าก รณีม วยเด็กตนเห็น ว ่าไม ่เข้า หลักเกณฑ์การจ้างแรงงานตามกฎหมาย เพราะการจ้างงานต้องมีสัญญาจ้าง มีการให้ เงินเดือน แต่กรณีมวยเด็กเป็นการขึ้นเวทีชกต่อยเพียงครั้งคราวและได้รับเงินรางวัล จากนั้น ก็ให้พักเป็นระยะเวลา ๒๑ วัน จึงเห็นว่ากรณีนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์การจ้างแรงงานแต่อย่างใด
๗๔ การบังคับใช้พระราชบัญญัติกีฬามวยเกี่ยวกับนักมวยที่มีอายุ ต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ แบ่งออกเป็น ๒ มิติ ได้แก่ มิติที่ ๑ การคุ้มครองและควบคุม ๑) คุ้มครองด้านการจดทะเบียนนักมวย ดังนั้น นักมวยจะต้องเข้าสู่ระบบในการจดทะเบียนเพื่อจัดท าเป็นฐานข้อมูล ๒) คุ้มครองด้านการได้รับความยินยอมจากผู้แทน โดยชอบธรรม ผู้ปกครอง หรือผู้รับอุปการะ ๓) คุ้มครองด้านการดูแลและการศึกษาในขณะสังกัด ค่ายมวย ดังนั้น นักมวยทุกคนจะต้องได้รับการดูแลในด้านการศึกษาจากค่ายมวยที่สังกัดทุกคน ๔ ) คุ้มค รองด้ านก ารท าสัญ ญ าสังกัดค่ ายม วย แต่ไม่รวมถึงค่าจ้าง มิติที่ ๒ การแข่งขัน ๑ ) ม าต รก ารป้ องกัน อันต ราย ก ารใช้อุปก รณ์ ที่เหมาะสม ๒) มาตรการทางการแพทย์ตรวจร่างกายก่อนการ แข่งขัน ๓) มาตรการการก าหนดวันพักหลังจากแข่งขัน ๔) มาตรการด้านกติกาการแข่งขัน เช่น จ านวนยก จ านวนพักระหว่างยกที่แตกต่างจากนักมวยปกติ
๗๕ การคุ้มครองและควบคุมการจดทะเบียน พระราชบัญญัติ กีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ก าหนดคุณสมบัติของนักมวยไว้ในมาตรา ๒๙ กล่าวคือ ต้องมีอายุ ไม่ต่ ากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ ไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ การคุ้มครองและควบคุมสัญญาสังกัดค่ายมวย ตามระเบียบ คณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยการสังกัดและย้ายสังกัดค่ายมวย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๗ กล่าวไว้ว่า “สัญญาสังกัดค่ายมวย ให้มีก าหนดอายุสัญญาได้ตามที่ตกลงกันแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๘ ปี เว้นแต่ นักมวยที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ในวันท าสัญญาให้ก าหนดอายุสัญญาได้ไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ได้ลงนามในสัญญา” เหตุผลคือเป็นสัญญาเพื่อแสดงเจตนาเข้าสังกัดค่ายมวย เพื่อฝึกซ้อมและแข่งขันกีฬามวย ไม่มีนิติสัมพันธ์ลักษณะนายจ้าง ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน และไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง หากชนะการแข่งขันก็จะได้รับรางวัลตอบแทนซึ่งไม่ถือ ว่าเป็นการจ้างแรงงาน การแข่งขันกีฬามวยมาตรฐานความปลอดภัย นายสนามมวย และผู้จัดการการแข่งขันมวยต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อความปลอดภัยส าหรับนักมวยในการ แข่งขันกีฬามวยต่าง ๆ แต่ปัจจุบันที่เกิดเหตุการณ์เพราะผู้จัดการการแข่งขันละเลยไม่ปฏิบัติ ตามที่กฎหมายก าหนดไว้ เช่น มาตรการเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขัน มาตรการป้องกัน การกระทบกระเทือนระบบประสาท สมอง และชีวิต หรือกรณีที่ผู้เข้าแข่งขันหมดสติระหว่าง การแข่งขันแพทย์สนามจะต้องด าเนินการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนการรักษาพยาบาลและ ตรวจสุขภาพ รวมทั้งต้องจัดให้นักมวยได้รับการหยุดพักผ่อนร่างกายภายหลังการแข่งขัน แต่ละครั้ง เป็นต้น ระเบียบคณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยระเบียบและกติกา ส าหรับการแข่งขันกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีข้อก าหนดส าหรับนักมวยที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปี บริบูรณ์ตามระเบียบและกติกาการแข่งขันมวยไทยโดยอนุโลม ดังนี้ ข้อ ๑ นวม ๑) นักมวยตั้งแต่รุ่นเปเปอร์เวทถึงรุ่นพินเวท ให้ใช้นวม ขนาด ๖ ออนซ์ (๑๓๒ กรัม) ๒) นักมวยตั้งแต่รุ่นมินิฟลายเวทถึงรุ่นเฟเธอร์เวท ให้ใช้ นวมขนาด ๘ ออนซ์ (๒๒๗ กรัม) ๓) นักมวยตั้งแต่รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวทขึ้นไป ให้ใช้นวม ขนาด ๑๐ ออนซ์ (๒๘๔ กรัม) ข้อ ๒ การจ าแนกรุ่นและการชั่งน้ าหนักตัว ในการจ าแนกรุ่น ของนักมวยไทย ส าหรับนักมวยที่มีอายุต่ ากว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ให้เพิ่มรุ่นในการแข่งขันจากเดิม ๓ รุ่น คือ ๑) รุ่นเปเปอร์เวท น้ าหนักตัวไม่เกิน ๙๐ ปอนด์ (๔๐.๙๐๙ กก.) ๒) รุ่นค็อกเวท น้ าหนักตั วต้องเกิน ๙๐ ปอนด์ (๔๐.๙๐๙ กก) และไม่เกิน ๙๕ ปอนด์ (๔๓.๑๘๑ กก.)