The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศิรินทิพย์, 2023-10-13 02:06:16

วิจัย

เล่ม

Keywords: Chompoo

รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน อุตรดิตถ์ดรุณีโดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model โดย นางสาวเรณุกา ศรสีดา รหัสนักศึกษา 64031040157 นางสาวปริฉัตร สว่างเมฤฆ รหัสนักศึกษา 64031040159 Section 08 นางสาวศิรินทิพย์ ทิพย์พรหม รหัสนักศึกษา 64031040127 นางสาวสุทธิ์ภาธร เปี้ยจันทร์ รหัสนักศึกษา 64031040132 Section 31 รายงานการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ รหัสวิชา 1043412 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566


รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน อุตรดิตถ์ดรุณีโดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model โดย นางสาวเรณุกา ศรสีดา รหัสนักศึกษา 64031040157 นางสาวปริฉัตร สว่างเมฤฆ รหัสนักศึกษา 64031040159 Section 08 นางสาวศิรินทิพย์ ทิพย์พรหม รหัสนักศึกษา 64031040127 นางสาวสุทธิ์ภาธร เปี้ยจันทร์ รหัสนักศึกษา 64031040132 Section 31 รายงานการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ รหัสวิชา 1043412 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566


ก กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้โดยความกรุณาเป็นอย่างยิ่งจากอาจารย์ ดร.อิสระ ทับสีสด ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ ปรึกษาที่กรุณาให้คำปรึกษางานวิจัย ซึ่งท่านได้สละเวลาอันมีค่า เพื่อให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อ ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานวิจัยฉบับนี้คณะผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งและขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ดร.สุรเชษฐ์ บุญยรักษ์ , อาจารย์ ผศ.ดร.วรินสินี จันทะคุณ, อาจารย์ ดร. ดิเรก บัวหลวง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่กรุณาสละเวลาในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ โดยให้ คำปรึกษา แนะนำ ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของงานวิจัยฉบับนี้ ขอขอบพระคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ผู้ให้ความช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน และให้ความอนุเคราะห์ แก่คณะผู้วิจัยจนประสบผลสำเร็จ และขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสาร ตำรา วิทยานิพนธ์ งานวิจัยทุกท่านที่ คณะผู้วิจัยนำมาอ้างอิงในงานวิจัยนี้ สุดท้ายนี้คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่กล่าวไว้ ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง นางสาวศิรินทิพย์ ทิพย์พรหม นางสาวสุทธิ์ภาธร เปี้ยจันทร์ นางสาวเรณุกา ศรสีดา นางสาวปริฉัตร สว่างเมฆฤทธ์


ข การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี นางสาวศิรินทิพย์ ทิพย์พรหม นางสาวสุทธิ์ภาธร เปี้ยจันทร์ นางสาวเรณุกา ศรสีดา นางสาวปริฉัตร สว่างเมฆฤทธิ์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้กระทำกับกลุ่มตัวอย่างเดียว คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มโดยอาศัยหลักการความน่าจะ เป็นอย่างง่ายจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอ เมือง จังหวัด อุตรดิตถ์ วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1)ประยุกต์ใช้นวัตกรรม SAKORN Model ในการจัดการเรียนการสอน เรื่องสถิติ 2)เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่ มีต่อการประยุกต์ใช้ SAKORN Model ระเบียบวิธีการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือการวิจัยซึ่งผ่าน การหาประสิทธิภาพแล้วประกอบด้วย แบบทดสอบวัดระดับความพึงพอใจ แบบทดสอบวัดความ เหมาะสมของนวัตกรรมและแบบทดสอบวัดความคิดเห็นแบบทดสอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One - Sample t Test ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรม SAKORN Model สร้างขึ้นตามแนวคิด วิธีการของศักดิ์ชาย ขวัญ สินนั้น เมื่อนำมาทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสถิติ กลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่ระดับดี ตามเกณฑ์ของโรงเรียน มีการพัฒนาผลการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์เปรียบเทียบของภาคเรียนที่ผ่านมา อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % และมีความพึงพอใจต่อเฉพาะการทดลอง ใช้นวัตกรรม SAKORN Model ที่ระดับดี คำสำคัญ: * นักศึกษาวิชาเอกสาขาคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อกิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง บทที่ 1 บทนำ 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา 1 คำถามการวิจัย 4 วัตถุประสงค์ 4 ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 ขอบเขตการวิจัย 5 คำศัพท์นิยามเฉพาะ 6 บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10 การวิจัยในชั้นเรียน 10 นวัตกรรมทางการศึกษา SAKORN Model 13 นวัตกรรมเฉพาะ 15 วิธีการสร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม 17 เครื่องมือการวิจัย 20 ระดับความพึงพอใจ 25 ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 28 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 32 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 34 ระเบียบวิธีวิจัย 34 แหล่งข้อมูลการวิจัย 34 เครื่องมือการวิจัย 34 การดำเนินการรวบรวมข้อมูล 38 การวิเคราะห์ข้อมูล 40 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 40


ค บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 41 ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model 41 การพัฒนาผลการเรียนรู้ 44 ระดับความพึงพอใจ 48 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะผลการวิจัย 50 สรุปผลการวิจัย 50 อภิปรายผลการวิจัย 51 ข้อเสนอแนะ 53 อ้างอิง 54 นวัตกรรม (แผนการจัดการเรียนรู้) 57 ภาคผนวกที่ 1 เอกสารเชิญผู้เชี่ยวชาญประเมินเครื่องมือวิจัย 136 ภาคผนวกที่ 2 ผลการวิเคราะห์เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 153 ประวัตินักวิจัย 217


ง สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงรายการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านสถิติของ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model จาก ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน 42 2 แสดงคะแนนผลการเรียนรู้เรื่อง สถิติศาสตร์เชิงพรรณนาและสถิติศาสตร์เชิง อนุมาน จาก การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้ นวัตกรรม SAKORN Model กับกลุ่มตัวอย่าง คะแนนเต็มเท่ากับ 80 คะแนน 44 3 สถิติศาสตร์เชิงพรรณนาและสถิติศาสตร์เชิงอนุมานของกลุ่มตัวอย่างซึ่งถูกจัด กิจกรรมการ เรียนรู้โดยทดลองใช้นวัตกรรม SAKORN Model กับค่าร้อยละค่า คะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ร้อยละ 70 ซง่ึ เกณฑ์ดังกล่าวตามเกณฑ์มาตรฐานของ โรงเรียน เมื่อ α = 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และ คะแนนเต็มของ ร้อยละค่าเฉลี่ย 70 คะแนน 46 3.1 One-Sample Statistics 46 4 แสดงความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 30 คน ที่ มีต่อการใช้นวัตกรรม SAKORN Model เรื่อง สถิติ เพื่อพัฒนาผลการ เรียนรู้ด้านสถิติ 48


บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการ ศึกษาต้องยึดหลักว่า นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนทุกคนมี ความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็ม ตามศักยภาพ และตามมาตรา 24 บัญญัติว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียนโดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล และความตอนหนึ่งของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ครูสามารถใช้การวิจัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนา กระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ครูสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่ เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความว่า ภายหลังที่ครูจัด กิจกรรมการเรียนรู้ใดๆ ด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้แล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใด อย่างหนึ่งคือ จำนวนนักเรียนระดับชั้นเรียน จำนวนนักเรียนส่วนมากของชั้นเรียน จำนวนนักเรียน ส่วนนมากของชั้นเรียนมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ประเมินในระดับดี สู่เกณฑ์การประเมินในระดับดีมาก ของชั้นเรียน จำเป็นต้องสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมเรียนรู้ที่เหมาะสมมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้แทน นวัตกรรมการเรียนรู้เดิมเพื่อปรับปรุงผลการเรียนรู้ของนักเรียนให้ผ่านเกณฑ์ประเมินในระดับดีมาก (อิสระ ทับสีสด. 2565) สถิติหมายถึง ค่าที่คำนวณขึ้นมาเพื่อแสดงถึงคุณลักษณะบางอย่างของข้อมูลชุดนั้น โดยทั่วไป จะนำค่าสถิติไปใช้ในการประมาณค่าต่างๆ ประกอบด้วย ค่ากลางคือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต หมายถึง ค่า กลางที่ได้จากการนำข้อมูลที่เรามีมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล พอทราบค่าเฉลี่ยแล้วจะนำไปสู่ การหา ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งหมายถึง ค่าที่ใช้แสดงความแม่นยำของการทดลองซ้ำๆหลายๆครั้ง (การพัฒนาระบบสถิติในประเทศไทย. 2566) และหาการแปลผลข้อมูล คือ เป็นการแปลความและ ตีความหมายข้อมูล เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าการวิจัยได้ข้อค้นพบอะไรบ้าง ผลของงานวิจัยที่เราได้ค้นพบ เป็นอย่างไร (https://www.thetsis.com/blank-11. 2566) สถิติเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเพื่อ แก้ปัญหาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติทางวิทยาศาสตร์ ทาง สังคม การบริหารธุรกิจ และการ ปกครอง จัดเป็นเทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาโดยการวินิจฉัยข้อมูล ช่วยให้เกิดการ ตัดสินใจจากพื้นฐานความไม่ แน่นอน เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยในการตัดสินใจในรูปของตัวเลข การ รวบรวมข้อความจริงมา ศึกษา จึงกล่าวได้ว่าสถิติเป็นเทคนิคเกี่ยวกับตัวอย่าง ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ทุกสาขาคือ สถิติ นั่นคือต้องมี การทดลองทางวิทยาศาสตร์ทุกแขนง ผลที่ได้จัดเป็นเพียงสถิติที่ใช้อ้างอิง ปัจจุบัน กระบวนการทาง


2 วิทยาศาสตร์ใช้วิธีการสรุปผลงานที่ได้จากการทดลองในรูปของตัวอย่างและนำมากล่าวโดย อ้างหลักของ ความน่าจะเป็นหรือโอกาส (probability) โดยใช้หลักการตัดสินใจทางสถิติ (statistical decision) (https://doa.go.th. 2566) สำหรับการเรียนรู้เรื่องสถิติ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นกำหนดตัวชี้วัด ที่ ค. 3.1 ม. 6/1 ว่าเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายของค่าสถิติ เพื่อประกอบการตัดสินใจ สำหรับหลักสูตรแกนกลางระบุว่า สถิติประกอบไปด้วย ข้อมูล ตำแหน่งที่ของ ข้อมูล ค่ากลาง (ฐานนิยม มัธยฐาน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต) ค่าการกระจาย (พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวน) การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณและการแปลความหมายของค่าสถิติ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2560) จากนั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี ปีการศึกษาก่อนหน้า พบว่าเฉพาะผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ ครูพี่ เลี้ยงจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม Passive learning และ Metacognition (นิยามศัพท์ เฉพาะ)สำหรับการวัดและประเมินผลนั้น กำหนดเป็น 3 ด้านคือ ด้านความรู้ (K) ด้านทักษะ/ กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) กำหนดระดับและเกณฑ์ประเมินผลการเรียนรู้ แต่ละด้านตามเกณฑ์ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560) เป็น 4 ระดับคือ ดีมาก มีช่วงร้อย ละของคะแนน 80 –100 ดีมาก ช่วงร้อยละของคะแนน 65 –79 ดี ช่วงร้อยละของคะแนน 55–64 พอใช้ และต้องปรับปรุง ช่วงร้อยละต่ำกว่า 54 สำหรับเกณฑ์ประเมินผ่านผลการเรียนรู้เป็นรายบุคคลนั้น นักเรียนแต่ละคนต้องมีผลการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับ ดี ส่วนเกณฑ์ประเมินผ่านระดับชั้นเรียนนั้น ต้องมีค่า ร้อยละของคะแนนรวมอย่างน้อยร้อยละ 70 การที่เราจะจัดการเรียนรู้แบบ Passive learning และ Metacognition เราจำเป็นที่จะต้อง ออกแบบเครื่องมือในการเรียนการสอน Passive learning และ Metacognition ว่าแบบประเมินเพื่อ วัดผู้เรียนให้ได้ว่านักเรียนสามารถทำได้จริงๆหรือไม่ ซึ่งกระบวนการค่อนข้างลึก เพราะฉะนั้นเครื่องมือ เป็นปัจจัยในการวัดนักเรียน ว่าเราจะออกแบบเครื่องมือได้ดีมากน้อยแค่ไหน จากการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านสถิติเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย,ส่วนเบี่ยงเนมาตรฐานของตัวชี้วัดที่ ค. 3.1 ม. 6/1 โดยใช้Passive learning และ Metacognition เมื่อทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านพบว่าแต่ละด้านคือ ด้านความรู้ ด้านทักษะ/กระบวนการ และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นักเรียนมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ประเมินผ่านระดับชั้นเรียนแต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านพบว่าจำนวน นักเรียนที่ผลการเรียนรู้ด้านด้านความรู้,ด้านทักษะการคิดและด้านกระบวนการการแปลผลข้อมูลต่ำกว่า ผลการเรียนรู้ระดับดี เมื่อวิเคราะห์สาเหตุพบว่ารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้(วิธีการสอน) มาจาก


3 การสัมภาษณ์ครู ครูผู้สอนเคยใช้รูปแบบการสอนแบบ Passive learning และ Metacognition ทำให้ ระดับอยู่ในเกณฑ์ระดับดี ซึ่งจะพัฒนาให้ระดับสูงขึ้นนำไปสู่ระดับดีมาก ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยข้อบกพร่อง ข้อเสียของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้(วิธีการสอน) นักศึกษาจึงมีแนวคิดที่จะ สร้าง/พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ระดับชั้นเรียนด้านความรู้,ด้าน ทักษะการคิดและด้านกระบวนการการแปลผลข้อมูลให้สูงขึ้น จากความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์เรื่องสถิติจึงสามารถกล่าวได้ว่าการพัฒนาการเรียนรู้ของ ผู้เรียน ในเรื่องสถิติ ครูผู้สอนต้องหาวิธีการสอน เทคนิคการสอน นวัตกรรมสื่อการสอน เพื่อให้ผู้เรียน สามารถ เรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเดิมทีนั้นครูผู้สอนใช้รูปแบบการสอนแบบ Passive learning ในการจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราจะต้องการพัฒนา ผลการเรียนไปรู้ไปสู่ระดับ ดีมาก โดยนำนวัตกรรม SAKORN Model ประกอบด้วยการดำเนินการเป็น ลำดับขั้นตอน 6 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่1 S ; Search ขั้นตอนค้นหาข้อมูลเป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับ ปัญหาและการแยกแยะประเด็นปัญหา การแสวงหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ขั้นที่2 A ; Active learning ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ขั้นที่3 K ; Knowledge Management ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อประมวลเป็นองค์ ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มสามมารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นที่4 O ; Obtain ขั้นตอนการนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทำการเผยแพร่ ความรู้สู่ครอบครัว ชุมชนและสังคม โดยใช้สื่อออนไลน์หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขั้นที่5 R ; Reporting ขั้นตอนการจัดทำรายงานรูปเล่มและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วย วิธีการจัดนิทรรศการ ขั้นที่6 N ; Network ขั้นตอนการสร้างเครือข่ายวิชาการโดยมีการติดต่อ สนับสนุนให้มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างการร่วมมือทางวิชาการทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการ การจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเน้นให้นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหา ใช้กระบวนการคิด อย่างมีเหตุผล มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นเพียงผู้นำเสนอปัญหาและเป็นผู้กระตุ้นให้ นักเรียนคิดและค้นคว้าด้วยตนเอง รวมทั้งมุ่งเน้นให้นักเรียนเผชิญกับสถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ สถานการณ์ วางแผน ดำเนินการแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบของปัญหา


4 โดยกำหนดระดับผลการเรียนรู้เป็น 4 ระดับคือ ดีมาก ดี พอใช้และต้องปรับปรุง แต่ละระดับกำหนดช่วง ร้อยละของคะแนนคือ ระดับดีมาก มีช่วงร้อยละของคะแนนจากการวัดและประเมินผล 80 -100 ของ คะแนนเต็ม ระดับดี มีช่วงร้อยละของคะแนนจากการวัดและประเมินผล 65 – 79 ของคะแนนเต็ม ระดับ พอใช้ ช่วงร้อยละของคะแนน 55 – 64 และต้องปรับปรุง ช่วงร้อยละต่ำกว่า 54ซึ่งเราจะต้องพัฒนาไปสู่ใน ระดับเกณฑ์ประเมิน ดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม จึงจะตัดสิน ว่า นักเรียนระดับชั้นเรียนมีการพัฒนาผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ประเมินในระดับชั้นเรียน ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา ที่ 22 มาตรา ที่ 24 วงเล็บ 5 มาตราที่ 30 และจากข้อบกพร่องหรือข้อเสียของนวัตกรรมการเรียนรู้เดิม(อิสระ ทับสีสด) และความสำคัญของผลการเรียนรู้ด้านการคิดวิเคราะห์ของมาตรฐาน ค. 3.1 ตัวชี้วัด ม 6/1 เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลการประเมิน โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model มาทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษาก่อน หน้า ผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนระดับชั้นดังกล่าวมีผลการเรียนรู้ด้านการคิดวิเคราะห์ของมาตรฐาน ค.3.1 ตัวชี้วัด ม 6/1 เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผ่านเกณฑ์ประเมินไปสู่ระดับดี มากในชั้นเรียน คำถามการวิจัย 1. การใช้นวัตกรรม SAKORN Model มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระดับผล การเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติจากเรื่องค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทำอย่างไร 2. ผลการทดลองการใช้นวัตกรรม SAKORN Model จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระดับผล การเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติจากเรื่องค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นอย่างไร 3. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีต่อการใช้นวัตกรรม SAKORN Model เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติจากเรื่องค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อประยุกต์ใช้ SAKORN Model ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6


5 3. เพื่อศึกษาความพอใจที่มีต่อการประยุกต์ใช้ SAKORN Model ในการจัดการเรียนการสอน คณิตศาสตร์ เรื่องสถิติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ครูผู้สอนสามารถใช้นวัตกรรม SAKORN Model สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติ จากเรื่องค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน ได้ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติ เรื่อง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผ่านเกณฑ์ประเมินไปสู่ระดับดีมาก ด้วยนวัตกรรม SAKORN Model 3. ทราบระดับความพึงพอใจของผู้เรียนว่ามีความเข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติ จากเรื่องค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้องเรียนที่ 1 จำนวน 30 คน 2. ขอบเขตด้านตัวแปร 2.1 ตัวแปรอิสระ ประกอบไปด้วย 2 ตัวแปรคือ 2.1.1. การจัดการกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระดับผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้ นวัตกรรมการเรียนรู้เดิม กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.1.2. การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระดับผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้นวัตกรรมการ เรียนรู้SAKORN Model กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.2 ตัวแปรตาม ประกอบด้วย 3 ตัวแปรคือ 2.2.1. ระดับผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้นวัตกรรมเดิมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 2.2.2. ระดับผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ SAKORN Model กับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.2.3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SAKORN Model จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ


6 3.ขอบเขตด้านเนื้อหา ค.3.1 ม.6/1: เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนำเสนอข้อมูลและ แปลความหมายของค่าสถิติเพื่อประกอบการตัดสินใจ 4.ขอบเขตด้านสถานที่และระยะการทำวิจัย ทําการวิจัย ณ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อําเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 คำศัพท์นิยามเฉพาะ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 2. การจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม SAKORN Model หมายถึงกิจกรรมของนักเรียนที่มีขั้นตอนดังนี้ 1. Search ขั้นตอนค้นหาข้อมูลเป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหา และการแยกแยะประเด็นปัญหา การแสวงหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2. Active learning ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน 3. Knowledge Management ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อประมวลเป็นองค์ความรู้ที่มี อยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนา ตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. Obtian ขั้นตอนการนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทำการเผยแพร่ความรู้สู่ ครอบครัว ชุมชนและสังคม โดยใช้สื่อออนไลน์หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม 5. Reporting ขั้นตอนการจัดทำรายงานรูปเล่มและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการจัด นิทรรศการ 6. Network ขั้นตอนการสร้างเครือข่ายวิชาการโดยมีการติดต่อ สนับสนุนให้มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความรู้มือทางวิชาการทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน 2.1 เน้นความเชื่่อมโยงประสบการณ์เดิมของนักเรียนกับประสบการณ์ใหม่ 2.2 นักเรียนเข้าใจและใช้ความรู้สถิติ เรื่องค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผ่าน นวัตกรรม SAKORN Model 2.3 นักเรียนสามารถนำเสนอผลการเรียนรู้ที่แตกต่างจากประสบการณ์เดิม 3. นวัตกรรมการเรียนรู้เดิม หมายถึง นวัตกรรมที่ครูนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนการทดลองใช้นวัตกรรม SAKORN Model โดยมีลำดับขั้นการจัดกิจกรรมประกอบด้วย


7 3.1 ค้นหาข้อมูล 3.2 ลงมือปฏิบัติ 3.3 รวบรวมข้อมูล 3.4 นำเสนอผลการเรียนรู้ 3.5 ทำรูปเล่มรายงาน 3.6 สร้างเครือข่ายวิชาการ 4. คำนวณหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต หมายถึง การคำนวณหาค่าเฉลี่ยของชุดข้อมูลนั้นๆ จากนั้นค่าเฉลี่ยไป หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5. SAKORN Model หมายถึง นวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาระดับผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและ ใช้ความรู้สถิติ เรื่อง ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยกิจกรรมแต่ ละชุดจะจัดตามนวัตกรรม SAKORN Model 6. ผลการเรียนรู้ หมายถึง 6.1 ค่าเฉลี่ยคะแนนรวมของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สถิติ โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้เดิม 6.2 ค่าคะแนนเฉลี่ยรวมของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องสถิติที่ใช้ SAKORN Model เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ 7. ระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดับผลการเรียนรู้สําหรับประเมินผลการวัดและประเมินผล จากการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ ที่ใช้SAKORN Model กับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลการเรียนรู้กําหนดเป็น 4 ระดับ โดยกําหนดระดับและช่วงร้อยละค่าคะแนนเฉลี่ย รวมดังนี้ ระดับดีมาก ช่วง ร้อยละค่าคะแนนเฉลี่ยรวม 80 - 100 ดี ร้อยละ 65 - 79 พอใช้ ร้อยละ 50 - 64 และต้องปรับปรุง ร้อยละ 0 - 49 8. เกณฑ์ประเมินผ่านระดับชั้นเรียน หมายถึง เกณฑ์ประเมินผ่านผลการเรียนรู้ระดับดีมากของชั้น เรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ความรู้ทางสถิติ เรื่องการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากการทดลองใช้นวัตกรรม SAKORN Model กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยเกณฑ์ดีมาก ดังกล่าวกำหนดที่ร้อยละ 80 ของค่าเฉลี่ยรวม 9. การพัฒนาระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง การพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและใช้ความรู้ทาง สถิติ เรื่องการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้ผ่าน เกณฑ์ประเมินจากระดับดีไปสู่ระดับดีมาก เมื่อทดลองใช้นวัตกรรม SAKORN Model


8 10. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจด้านเอกสาร กิจกรรม ตัวครู บรรยากาศ และด้านความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาของนักเรียนชั้นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจจกรมเพื่อพัฒนาผลการ เรียนรู้ด้านความเข้าใจและการใช้ความรู้สถิติ เรื่องการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยนวัตกรรม SAKORN Model 11. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อ นวัตกรรม SAKORN Model จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระดับผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจและ ใช้ความรู้สถิติ เรื่องการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยระดับความพึงพอใจแต่ละ ด้านดังกล่าวข้อ 10 จะอ้างอิงตามเกณฑ์ระดับคะแนนเฉลี่ยของบุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมากสุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อยสุด สมมติฐานวิจัยที่ 1 ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสถิติกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้นวัตกรรมความรู้เดิมพบว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ประเมินผ่านระดับชั้นเรียนแต่เมื่อ วิเคราะห์เป็นรายด้านพบว่า จำนวนนักเรียนที่ผลการเรียนรู้ด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการคิดและ ด้านกระบวนการการแปลผลข้อมูลต่ำกว่าผลการเรียนรู้ระดับดี กล่าวคือ ต้องการพัฒนาผลการเรียนรู้ไป ยังระดับที่สูงขึ้นหรือนำไปสู่ระดับดีมาก ซึ่งมีค่าร้อยละเฉลี่ยรวมที่ 80 ด้วยปัญหาดังกล่าวครูจึงมีแนวคิด ที่จะพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนให้ไปสู่ระดับดีมากระดับชั้นเรียน ผลการทบทวนเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ของเรื่องสถิติเบื้องต้น มีความสอดคล้องกับนวัตกรรม SAKORN Model และผลการวิจัยของคุรุสภาวิทยาจารย์ พบว่านักเรียนผลการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากเดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ แอลฟ่า = 0.70 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน จากการสนับสนุนด้วยแนวคิดและผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว (คุรุสภา วิทยาจารย์ 2564 ) จากแนวคิด ทฤษฎี หลักการ หรือวิธีการที่เกี่ยวกับ SAKORN Model ผู้วิจัยจึง กำหนดมาตฐานที่1 ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสถิติโดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model มีผลต่อ การเรียนรู้เรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ระดับดีมาก 2.สมมติฐานวิจัยที่2 จากผลการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว แล้วสมมติฐานที่1 ผลการวิจัยของคุรุสภาวิทยาจารย์ (2564) พบว่า ภายหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสถิติเบื้องต้น พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ระดับมาก (3.83 - 4.22) จากการสนับสนุน


9 ด้วยผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ผู้วิจัยจึงกำหนดสมมติฐานการวิจัยที่ 2 ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วย SAKORN Model มีผลต่อระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ระดับดี


บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวน เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยหัวข้อหลักตามลำดับดังนี้ 1. การวิจัยในชั้นเรียน 2. ความจำเป็นที่ครูต้องทำวิจัยในชั้นเรียน 3. นวัตกรรมทางการศึกษา 4. เครื่องมือการวิจัย 5. ความพึงพอใจ 6. ผลการเรียนรู้ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ละหัวข้อหลักดังกล่าว นำเสนอรายละเอียดตามลำดับขั้น ดังนี้ การวิจัยในชั้นเรียน 1. ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง การวิจัยปฏิบัติการที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการ เรียนรู้ของผู้เรียน โดยครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนแก้ปัญหาโดยศึกษาสภาพการณ์หรือ ปัญหาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและครูแสวงหาวิธีการหรือนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการ เรียนรู้ ปฏิบัติการแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังเกตผลหรือตรวจสอบผลการแก้ปัญหาและสะท้อนผลกลับต่อ การแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อหาทางปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนบรรลุผล สำเร็จของการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (พิชิต ฤทธิ์จรูญ 2557) 2. ประเภทของการวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนหรือ CAR สามารถแบ่งตามลักษณะของข้อมูลการวิจัยได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ดังรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) หมายถึง การวิจัยที่มุ่งวัดและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็น ตัวเลขเพื่อช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล แบ่งการวิจัยที่ไม่ใช่ทดลองและการวิจัยเชิงทดลอง ดังนี้ 1) การวิจัยที่ไม่ใช่การทดลอง (Non-experimental Research) จำแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้


11 1.1 การวิจัยที่ศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว (EX-post Facto Research) เป็นการศึกษา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเพื่อสืบค้นหาสาเหตุที่ทาให้เกิดปรากฏการณ์นั้น มีลักษณะการวิจัยเชิง ทดลอง เพียงแต่ไม่ต้องควบคุมตัวแปรอิสระที่เกิดขึ้น 1.2 การวิจัยเชิงหาความสัมพันธ์ (Core-relational Research) เป็นการหาความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป โดยวัดสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในอดีต 1.3 การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เป็นการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูลในเรื่องหรือ ลักษณะต่างๆจากกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา โดยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็น เจตคติ หรือบุคลิกของ กลุ่มเป้าหมาย 2) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) หมายถึงการวิจัยที่จัดกระทำโดยการสร้าง เงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่จะทดลอง และควบคุมตัวแปรต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้อง หรืออาจเรียกว่าเป็น การศึกษาตัวแปรหนึ่ง (สาเหตุ) ที่เรียกว่าตัวแปรต้น และอีกตัวแปรหนึ่ง (ผลลัพธ์) ซึ่งเรียกว่าตัวแปรตาม มีหลายลักษณะ เช่น Pre-experimental Research แบบ One-shot Case , แบบ One-group PrePost Design หรือการวิจัยแบบ Quasi Experimental Research ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ผู้วิจัยสามารถ ศึกษารายละเอียดจากตำราวิจัยทางการศึกษาได้ซึ่งมีอยู่ทั่วไป การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการศึกษาที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมที่ เกิดขึ้นจากมุมมองของมนุษย์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะ ของการบรรยาย การวิจัยเชิงคุณภาพนั้นมีหลายประเภท แต่ที่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการวิจัยปฏิบัติการ ในชั้นเรียนได้แก่ การศึกษารายกรณี (Case Study) ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาเชิงลึกของหน่วยหรือกลุ่มเดียว องค์การเดียวโปรแกรมเดียว ซึ่งการศึกษารายกรณีจะมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ 1) ขั้นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับบุคคล (Collecting of the Necessary Data) ซึ่งจะ ช่วยให้รู้จักนักเรียนที่ถูกทำการศึกษา ตลอดจนช่วยทราบภาวะความเป็นไปในปัจจุบันของนักเรียนนั้น อีกด้วย 2) ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) เป็นการนำเอาข้อมูลที่ได้รวบรวมเอาไว้มาวิเคราะห์หา ข้อเท็จจริงต่างๆ และจำแนกออกเป็นด้านๆเพื่อสะดวกในการตีความหมาย 3) ขั้นตรวจวินิจฉัยปัญหา (Diagnosis) เป็นการนำเอาผลการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นที่สองเป็น พื้นฐานประกอบการพิจารณาเพื่อวินิจฉัยว่าอะไรน่าจะเป็นสาเหตุของปัญหาเป็นพื้นฐานการ สังเคราะห์ ข้อเท็จจริงขั้นต่อไป 4) ขั้นสังเคราะห์ข้อมูลหรือรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม (Synthesis) คือการศึกษาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปัญหานั้นเพิ่มด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สังเกต สัมภาษณ์ ทดสอบ ฯลฯ แล้วนำข้อเท็จจริงที่ค้นพบ มา สังเคราะห์เข้าด้วยกันกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละด้านเกิด เป็นภาพรวมทางบุคลิกของบุคคลนั้น


12 5) ขั้นให้ความช่วยเหลือ (Treatment) เมื่อผู้ศึกษารายกรณีแน่ใจว่าการตรวจวินิจฉัย ปัญหา ของตนถูกต้องแล้วก็ควรคิดหามาตรการต่างๆที่จะนำมาช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนในการแก้ปัญหา 6) ติดตามผล (Follow-up) เพื่อให้ทราบว่าการศึกษากรณีประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงไร มีข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และต้องให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่ 3. ความจำเป็นที่ครูต้องทำการวิจัยในชั้นเรียน มาตรา๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (๕) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวย ความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่ง มาตรา๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา (พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542) 4. ประโยชน์/ความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน ความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน คือ 1. เป็นเครื่องมือสำคัญของครูในการพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นครูไปสู่ความเป็นครูมืออาชีพเพราะ การวิจัยในชั้นเรียนจะช่วยให้ครูเป็นนักแสวงหาความรู้และวิธีการใหม่ ๆ อยู่เสมอซึ่งจะช่วยให้ครูมี ความรู้อย่างกว้างขวางและลุ่มลึก ทำงานอย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และเป็นระบบ 2. เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้งาน ของครูมีลักษณะเป็นพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่และเกิด นวัตกรรมที่ทันสมัย นำไปใช้ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้ทันท่วงที่ 3. เป็นเครื่องมือสำคัญที่จรรโลงวิชาชีพครูให้มีความเข้มแข็ง เพราะผลจากการวิจัยในชั้นเรียน จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการทำงานของครูได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือการเปลี่ยนแปลงไปในทาง ที่พึงประสงค์ ของผู้เรียนตามที่ครูต้องการและเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมทั้งตัวครูและผู้เรียน (ครุรักษ์ ภิรมย์รักษ์ 2544)


13 นวัตกรรมทางการศึกษา SAKORN Model 1. ความหมาย นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง แนวคิด วิธีการ กระบวนการหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ นำมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมายของหลักสูตร (สำนักงาน สภาสถาบันราชภัฏ 2544 : 32) นวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยชันเรียน หมายถึง รูปแบบใหม่ ๆ ของสื่อการเรียนการสอนเทคนิควิธี กิจกรรม หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้สอนนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ นวัตกรรมที่นำมาใช้อาจเป็นนวัตกรรมที่ผู้สอนคิดขึ้นใหม่หรืออาจ เป็นสิ่งที่มีผู้อื่นคิดค้นขึ้น หรือมีการใช้ทั่วไปในที่แห่งหนึ่งแล้วหากนำมาปรับปรุงแก้ไข และสามารถใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลในที่อีกแห่งหนึ่งก็ถือว่าเป็นนวัตกรรม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 - 2546: 565 -566) 2. การจำแนกประเภท ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษามีผู้จำแนกประเภทนวัตกรรมทางการศึกษาไว้หลายท่านได้ แบ่งนวัตกรรมทางการศึกษา ดังนี้ 1) แบ่งตามผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง ได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.1 นวัตกรรมสำหรับครู เช่น แผนการสอน คู่มือครู เอกสารประกอบการสอน ชุดการสอน หนังสืออ้างอิง เครื่องมือวัดผลและอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 1.2 นวัตกรรมสำหรับนักเรียน เช่น บทเรียนสำเร็จรูป เอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกปฏิบัติ ใบงาน หนังสือเสริมประสบการณ์ ชุดเพลง ชุดเกม และการ์ตูน เป็นต้น 2) แบ่งตามลักษณะของนวัตกรรม ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 2.1 สื่อการเรียนการสอน เช่น บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอน ชุดสื่อการสอนบทเรียนโมดุล วีดิทัศน์ สไลด์ประกอบเสียง ภาพยนตร์ เพลง เกม การ์ตูน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใบงาน แผ่นโปร่งใส บัตรคำ แผ่นพับ ภาพพลิก และแผ่นป้ายแม่เหล็ก เป็นต้น 2.2 เทคนิคและวิธีการ เช่น บทบาทสมมติ การสอนเป็นคณะ การสอนแบบศูนย์การเรียน การ เรียนเพื่อรอบรู้ การสอนแบบโครงการ การสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัย การสอนซ่อมเสริม การ เรียนตามความสามารถ การศึกษาเป็นรายบุคคล การฝึกทักษะการทำงานกลุ่ม และการสอนแบบ แก้ปัญหา เป็นต้น (สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ 2544: 33) 3. ความสำคัญ นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาหลายประการ ทั้งนี้เนื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ Globalization มีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าทั้งด้าน เทคโนโลยีและสารสนเทศ การศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากระบบการศึกษาที่มีอยู่


14 เดิม เพื่อให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งเพื่อ แก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลง ทางด้านการศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมการศึกษาที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา ทางด้านการศึกษาในบางเรื่อง เช่น ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนผู้เรียนที่มากขึ้น การพัฒนาหลักสูตรให้ ทันสมัย การผลิตและพัฒนาสื่อใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองการเรียนรู้ของมนุษย์ให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ระยะเวลาที่สั้นลง การใช้นวัตกรรมมาประยุกต์ในระบบการบริหารจัดการด้านการศึกษาก็มีส่วนช่วยให้ การใช้ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 1) เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาในเรื่องการเรียนการสอน เช่น 1.1 ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ปัญหาที่มักพบอยู่เสมอ คือ ครูส่วนใหญ่ยังคงยึดรูปแบบการสอน แบบบรรยาย โดยมีครูเป็นศูนย์กลางมากกว่าการสอนในรูปแบบอื่น การสอนด้วยวิธีการแบบนี้เป็นการ สอนที่ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในบั้นปลาย เพราะนอกจากจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อ หน่าย ขาดความสนใจแล้ว ยังเป็นการปิดกั้นความคิด และสติปัญญาของผู้เรียนให้อยู่ในขอบเขตจำกัด อีกด้วย 1.2 ปัญหาด้านเนื้อหาวิชา บางวิชาเนื้อหามากและบางวิชามีเนื้อหาเป็นนามธรรมยากแก่การ เข้าใจจึงจำเป็นจะต้องนำเทคนิคการสอนและสื่อมาช่วย 1.3 ปัญหาเรื่องอุปกรณ์การสอน บางเนื้อหามีสื่อการสอนเป็นจำนวนน้อยไม่เพียงพอต่อการ นำไปใช้เพื่อทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคิด ค้นหาเทคนิควิธีการสอนและผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ทำให้การเรียนการสอนบรรลุ เป้าหมายได้ 2) เพื่อนำนวัตกรรมไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา โดยการนำสิ่งประดิษฐ์หรือ แนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรียนการสอนนั้นเผยแพร่ไปสู่ครู อาจารย์ท่านอื่นๆ หรือเพื่อเป็นตัวอย่างอีก รูปแบบหนึ่งให้กับครู อาจารย์ที่สอนในวิชาเดียวกัน ได้นำแนวความคิดไปปรับปรุงใช้หรือผลิตสื่อการ สอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป 3) เพื่อนำไปใช้ในการบริหารการศึกษา เพื่อให้เป็นไปด้วยความสะดวกและมีประสิทธิภาพซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะนำไป ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงขึ้นต่อไป (เว็บไซต์ innovationforeducation.weebly.com)


15 นวัตกรรมเฉพาะ นวัตกรรม SAKORN Model ซึ่งกล่าวโดยละเอียด ดังนี้ 1. แนวคิด/ทฤษฎี/หลักการ/วิธีการ นวัตกรรม SAKORN Model สร้างขึ้นโดยอาศัย กระบวนการเรียนการสอนตามแนวการสอน ใหม่โดยจำเป็นต้องนำสื่อหรือเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมเข้ามาช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ความ เข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน ครูผู้สอนจะต้องใช้ความรู้ความสามารถและเทคนิคต่างๆ ในการจูงใจ ให้ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น (แสงเดือน ทวีสิน,2545: น.173) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้สามารถตอบสนองความสนใจความ แตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเรียนเนื้อหาดังกล่าวไม่น่าเบื่อวิธีการสอนวิธีหนึ่งที่ สามารถตอบสนองความสนใจของนักเรียนได้ดีคือ การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ SAKORN Model (ศกรโมเดล) ประกอบด้วยการดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอน 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 S: Search ขั้นตอนค้นหาข้อมูล ขั้นที่ 2 A: Active Learning ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ขั้นที่ 3 K: Knowledge Management ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 4 O: Obtain ขั้นตอนการนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ขั้นที่ 5 R: Reporting ขั้นตอนการจัดทำรายงานรูปเล่มและนำเสนอ ขั้นที่6 N: Networkขั้นตอนการสร้างเครือข่ายวิชาการ ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจโดยเน้นให้นักเรียนฝึกทักษะการ แก้ปัญหา ใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นเพียงผู้นำเสนอ ปัญหาและเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนคิดและค้นคว้าด้วยตนเองรวมทั้งมุ่งเน้นให้นักเรียนเผชิญกับ สถานการณ์ปัญหาวิเคราะห์สถานการณ์วางแผน ดำเนินการแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหา คำตอบของปัญหา 2. องค์ประกอบ/โครงสร้าง/ลำดับขั้น นวัตกรรม SAKORN Model ประกอบด้วยการดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอน 6 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่1 S ; Search ขั้นตอนค้นหาข้อมูลเป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับ ปัญหาและการแยกแยะประเด็นปัญหา การแสวงหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ขั้นที่2 A ; Active learning ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน


16 ขั้นที่3 K ; Knowledge Management ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อประมวลเป็นองค์ ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นที่4 O ; Obtain ขั้นตอนการนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทำการเผยแพร่ความรู้ สู่ครอบครัว ชุมชนและสังคม โดยใช้สื่อออนไลน์หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขั้นที่5 R ; Reporting ขั้นตอนการจัดทำรายงานรูปเล่มและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการ จัดนิทรรศการ ขั้นที่6 N ; Network ขั้นตอนการสร้างเครือข่ายวิชาการโดยมีการติดต่อ สนับสนุนให้มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างการร่วมมือทางวิชาการทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการ การจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเน้นให้นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหา ใช้กระบวนการคิด อย่างมีเหตุผล มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นเพียงผู้นำเสนอปัญหาและเป็นผู้กระตุ้นให้ นักเรียนคิดและค้นคว้าด้วยตนเอง รวมทั้งมุ่งเน้นให้นักเรียนเผชิญกับสถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ สถานการณ์ วางแผน ดำเนินการแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบของปัญหา (คุรุสภา วิทยาจารย์JOURNAL OF TEACHER PROFESSIONAL DEVELOPMENT : 2564) 3. ข้อดี/ข้อเสีย ข้อดีของนวัตกรรม SAKORN Model 1. การจัดสาระการเรียนรู้โดยมีการลำดับเนื้อหาใหม่จะทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่าง ต่อเนื่องเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหานั้นๆ และสอดคล้องกับบริบทของนักเรียน 2. ลำดับขั้นตอนของนวัตกรรม SAKORN Model มีการวางแผนร่วมวางระบบที่มีประสิทธิภาพ สร้างเจตคติที่ดีที่ต่อการทำงานอย่างเป็นระบบ และการสร้างพลัง ‘ระเบิดจากข้างใน’ ร่วมกับการ ทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3. สามารถสะท้อนปัญหา/อุปสรรค ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา และสร้างเครือข่ายการ ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆได้ ข้อเสียของนวัตกรรม SAKORN Model 1. การศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model ใช้ได้ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว 2. ไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model บูรณาการกับวิธีการสอนอื่นเพื่อพัฒนารูปการการสอนให้มีความหลากหลายเกิดสิ่งใหม่มาพัฒนาการ เรียนการสอนให้มีประสิทธิผลมากขึ้น


17 3. ไม่มีการศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะร่วมกับบทเรียนออนไลน์ในหน่วยการเรียนรู้อื่นๆและ การศึกษาผลการเรียนรู้ด้วยสื่อประเภทแบบฝึกทักษะร่วมกับบทเรียนออนไลน์เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ ของนักเรียนด้านอื่น เช่น ทักษะการคิด ทักษะทางปัญญา ความรับผิดชอบ และความคงทนในการ เรียนรู้เป็นต้น 4. วิธีการใช้ นวัตกรรม SAKORN Model สามารถนำแต่ละขั้นตอนของนวัตกรรมทั้ง 6 ขั้นตอน ไป ประยุกต์ใช้กับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยเป็นการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยนักเรียนจะต้องแยกแยะประเด็นปัญหาและข้อมูลต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิด แนวทางในการแก้ปัญหา เป็นการฝึกให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี ครูเป็นเพียงผู้แนะนำและให้ความช่วยเหลือนักเรียน และครูสามารถนำรูปแบบการสอนแบบ SAKORN Model ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในขั้นของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาครูเป็นผู้กำหนดให้ นักเรียนที่ออกมานำเสนอผลงานการแก้ปัญหาของกลุ่มตนเองในแต่ละครั้งไม่ให้ซ้ำนักเรียนคนเดิม เพื่อ เปิดโอกาสให้กับนักเรียนทุกคนได้แสดงความสามารถในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลและ วิธีการแก้ปัญหาและมีการนำผลงานไปจัดนิทรรศการในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนที่ตามไม่ทันจะได้มา ศึกษาเพิ่มเติม วิธีการสร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม 1. วิธีการสร้าง ศักดิ์ชาย ขวัญสิน (2564) ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติเบื้องต้น โดยใช้ รูปแบบ SAKORN Mode กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ โดยมี วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติเบื้องต้น และมีลำดับ ขั้นตอนของนวัตกรรม ดังต่อไปนี้ ขั้นที่1 S ; Search ขั้นตอนค้นหาข้อมูลเป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับ ปัญหาและการแยกแยะประเด็นปัญหา การแสวงหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ขั้นที่2 A ; Active learning ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ขั้นที่3 K ; Knowledge Management ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อประมวลเป็นองค์ ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มสามมารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


18 ขั้นที่4 O ; Obtain ขั้นตอนการนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทำการเผยแพร่ความรู้ สู่ครอบครัว ชุมชนและสังคม โดยใช้สื่อออนไลน์หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขั้นที่5 R ; Reporting ขั้นตอนการจัดทำรายงานรูปเล่มและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการ จัดนิทรรศการ ขั้นที่6 N ; Network ขั้นตอนการสร้างเครือข่ายวิชาการโดยมีการติดต่อ สนับสนุนให้มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างการร่วมมือทางวิชาการทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการ การจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเน้นให้นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหา ใช้กระบวนการคิด อย่างมีเหตุผล มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นเพียงผู้นำเสนอปัญหาและเป็นผู้กระตุ้นให้ นักเรียนคิดและค้นคว้าด้วยตนเอง รวมทั้งมุ่งเน้นให้นักเรียนเผชิญกับสถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ สถานการณ์ วางแผน ดำเนินการแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหาคำตอบของปัญหา 2. การหาคุณภาพ 2.1 การหาคุณภาพเชิงเหตุผล 2.1.1 ความหมาย การหาคุณภาพเชิงเหตุผลกระบวนการนี้เป็นการหาประสิทธิภาพโดยใช้หลักของ ความรู้และเหตุผลในการตัดสินคุณค่าของสื่อการเรียนการสอน โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ (Panel of Experts) เป็นผู้พิจารณาตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และ ความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้(Usability) ผลจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ ละคนจะนำมาหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตร = 2 − 1 2.1.2 วิธีการ 1) ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกี่ยวข้อง 2) สร้างฉบับร่างของนวัตกรรมโดยอ้างอิงจากผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง 3) สร้างแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิง เหตุผล 4) สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง ( Index of Item –Objective Congruence: IOC) ของแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่า


19 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแต่ละข้อคำถาม (Item) ของแต่ละประเด็น แบบประเมินค่า IOC 5) นำแบบประเมินค่า IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการประเมิน ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็น แต่ละข้อคำถามที่ประเมินต้อง มีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามีความตรง จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเที่ยงตรง 6) นำนวัตกรรมที่สร้างฉบับร่างแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา ด้าน ภาษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 3 คน ทำการ ประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมิน แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมี ค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 3.50 จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามที่ประเมินมีความเหมาะสม 7) นำนวัตกรรมที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 6 มาแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ 8) จัดทำรูปเล่มของนวัตกรรมที่ผ่านการสร้างและหาคุณภาพเชิงเหตุผลแล้ว 2.2 การหาคุณภาพเชิงประจักษ์ 2.2.1 ความหมาย การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์(Empirical Approach) ประสิทธิภาพของ สื่อการ เรียนการสอน ที่วัดออกมาจะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์ในการทำแบบฝึกหัดหรือ กระบวนการปฏิสัมพันธ์ กับเปอร์เซ็นต์การทำแบบทดสอบเมื่อจบบทเรียนแสดงค่าตัวเลข 2 ตัว E1/ E2 เช่น 80/80, 85/85, 90/90 โดยตัวแรกคือเปอร์เซ็นต์ของการทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยถูกต้อง โดยถือเป็น ประสิทธิภาพของกระบวนการและตัวเลขตัวหลังคือ เปอร์เซ็นต์ของการทำแบบทดสอบถูกต้อง โดยถือ เป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 2.2.2 วิธีการ 1) นำนวัตกรรมที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับ นักเรียน ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มเป้าหมายการวิจัย การหาประสิทธิภาพจะใช้วิธีการเทียบกับเกณฑ์ ประสิทธิภาพ E 1 /E 2 เมื่อ E 1 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อย ระหว่างการทดลองใช้นวัตกรรม E 2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุด การทดลองใช้นวัตกรรม


20 การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้นวัตกรรม เมื่อเทียบกับเกณฑ์ ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E 1 = เกณฑ์ประเมินผ่าน ±2.55 แสดง ว่า ประสิทธิภาพของ E 1 เป็นไปตามเกณฑ์แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า เกณฑ์ประเมินผ่าน ±2.5 แสดง ว่า ประสิทธิภาพของ E 1 สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างให้เท่ากับ เกณฑ์ที่ตั้ง ส่วนการตัดสินประสิทธิภาพของ E 2 ทำเช่นเดียวกับ E 1 และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E 1 และ E 2 ต่างกันมากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม มีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตาม เกณฑ์ต้องทำการปรับปรุงใหม่ 2) จัดทำรูปเล่มของนวัตกรรมให้พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัย เครื่องมือการวิจัย (ให้ทบทวนเฉพาะเครื่องมือการวิจัยที่ใช้กับทางด้านการศึกษา หรือทางด้าน สังคมศาสตร์) 1. ความหมาย รัตนะ บัวสนธ์(2556: 109) ได้ให้ความหมายของเครื่องมือวิจัย หมายถึง เอกสารสิ่งพิมพ์ที่ ทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้าโดยให้บุคคลอ่านแล้วตอบคำถามโดยการเขียนหรือทำเครื่องหมายตอบ ซึ่ง แบ่งเป็นหลายประเภท ได้แก่ 1) แบบสำรวจรายการ 2) มาตราส่วนประมาณค่า 3) แบบสอบถาม และ 4) แบบทดสอบ พรรณี ลีกิจวัฒนะ (2559: 169) ได้ให้ความหมายของเครื่องมือวิจัย หมายถึง สิ่งที่ใช้ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย ซึ่งเครื่องมือวัดที่ใช้ในการวิจัยทางการศึกษามีลักษณะที่หลากหลายมาก อาจจัดเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบวัดเจตคติ การสัมภาษณ์ และการ สังเกต ไพศาล วรคา (2559: 237) ได้ให้ความหมายของเครื่องมือวิจัย หมายถึง วัสดุ ครุภัณฑ์และ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งตามความหมายนี้อาจแบ่งเครื่องมือวิจัยออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ ครุภัณฑ์การวิจัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีสภาพคงทนถาวร เช่น เครื่องกลั่นสาร เครื่องบันทึกวีดิโอ เครื่อง บันทึกเสียง เป็นต้น วัสดุประกอบการวิจัย เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือมีสภาพไม่คงทนถาวร และใช้ ประกอบการดำเนินการวิจัย เช่น บทเรียนสำเร็จรูป แผนการสอน แบบฝึกหัด และเครื่องมือที่ใช้ รวบรวมข้อมูล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดค่าของตัวแปรและสำรวจข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์ ซึ่งได้แก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบรายการ จากความหมายของเครื่องมือวิจัยที่กล่าว มาสรุปได้ว่า เครื่องมือวิจัย หมายถึง เอกสารที่นักวิจัยสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือ เพื่อวัดค่าตัวแปรที่ทำการศึกษา เครื่องมือวิจัยจำแนกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม


21 แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต ทั้งนี้นักวิจัยจะเลือกใช้เครื่องมือชนิดใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับตัวแปรที่ ต้องการวัดเพื่อนำมาสู่ข้อมูลที่ตอบข้อค้นพบของงานวิจัย 2. การจำแนกประเภท เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน โดยทั่วไปมี 2 ประเภท คือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง (Experimental tool หรือ research tool) สำหรับการวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเครื่องมือประเภทนี้เป็น “นวัตกรรม (innovation)” สำหรับพัฒนาตัวแปร ตามหรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดกระทำ (treatment) เพื่อพัฒนาตัวแปรตาม 2. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล (Data collection instrument) สำหรับการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนการสอนเครื่องมือประเภทนี้เป็นเครื่องมือวัดตัวแปรตาม (สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 2554) 3. ขั้นตอนการหาคุณภาพ 3.1 การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) 3.1.1 ความหมาย การวัดนั้นสามารถวัดได้ครอบคลุมเนื้อหา และวัดได้ครบถ้วนตาม จุดประสงค์ของการวัดในทางปฏิบัติมักจะต้องทำตารางจำแนกเนื้อหา จุดประสงค์ตามที่ต้องการก่อนจะ ทำการออกข้อสอบหรือแบบวัด (เว็บไซต์ https://ams.kku.ac.th/) 3.1.2 วิธีการหาค่าความเที่ยงตรง วิธีที่ 1 จากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น ๆ จำนวน 3 -7 คน เพื่อลงสรุป โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์(Index of Item Objective Congruence : IOC) ที่มีเกณฑ์ในการพิจารณาให้คะแนน ดังนี้ ให้ +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์หรือไม่ -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ หลังจากนั้นนำคะแนนของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องฯ โดยใช้สูตรของโรวิเนลลี และแฮม เบิลตัน มีสูตรการคำนวณ (Rovinelli and Hambleton, 1977 : 49-60) IOC = ∑ โดยที่ IOC เป็นค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ R เป็นผลรวมของคะแนนจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ N เป็นจำนวนผู้เชี่ยวชาญ โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณาระดับค่าดัชนีความสอดคล้องฯ ของข้อคำถามที่ได้จาก การ คำนวณจากสูตรที่จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.00 ถึง 1.00 มีรายละเอียดของเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้


22 มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป คัดเลือกข้อสอบข้อนั้นไว้ใช้ได้แต่ถ้าได้ค่า IOC ต่ำกว่า 0.5 ควรพิจารณา แก้ไขปรับปรุง หรือตัดทิ้งโดยกำหนดรูปแบบของแบบตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของ แบบทดสอบ วิธีที่ 2 วิธีการหาดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ เป็นวิธีการที่ประยุกต์จากแฮม เบลตันและคณะ (บุญใจ ศีรสถิตย์นรากูล,2547 : 224-225) มีดังนี้ ขั้นที่ 1 นำแบบทดสอบพร้อมเนื้อหาสาระ / โครงสร้างที่ต้องการวัดไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้ พิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหาสาระ / โครงสร้างที่กำหนดเกณฑ์เพื่อแสดงความ คิดเห็น ดังนี้ ให้ 1 เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามไม่สอดคล้องกับเนื้อหาสาระ/โครงสร้าง 2 เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างมาก 3 เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามจะต้องได้รับแก้ไขปรับปรุงเล็กน้อย 4 เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามมีความสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ/โครงสร้าง ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาการแจกแจงเป็นตาราง ขั้นที่ 3 รวมจำนวนข้อคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่ให้ความคิดเห็นในระดับ 3 และ 4 ขั้นที่ 4 หาดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากสูตรคำนวณ CVI = ∑ 3,4 เมื่อ CVI เป็นดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 3,4 เป็นจำนวนข้อที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนให้ระดับ 3 และ4 N เป็นจำนวนข้อสอบทั้งหมด โดยมีเกณฑ์การพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่ใช้ได้ ตั้งแต่ 0.8 ขึ้นไป (Davis 1992:104) และควรนำข้อคำถามที่ได้จากข้อที่ 1 และ 2 ไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เครื่องมือวิจัยมีความครอบคลุมตัว แปรที่ต้องการศึกษา วิธีที่ 3 การหาคุณภาพเชิงเหตุผลกระบวนการนี้เป็นการหาประสิทธิภาพโดยใช้หลัก ของความรู้และเหตุผลในการตัดสินคุณค่าของสื่อการเรียนการสอน โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ (Panel of Experts) เป็นผู้พิจารณาตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และ ความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้(Usability) ผลจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ ละคนจะนำมาหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตร = 2 − 1


23 3.2 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) 3.2.1 ความหมาย แบบทดสอบที่ต้องมีความเชื่อมั่นได้ว่าผลจากการวัดคงที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนไปมา การวัดครั้งแรกเป็นอย่างไร เมื่อวัดซ้ำอีกโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิมผู้ถูกทดสอบกลุ่มเดิม จะวัดกี่ครั้งก็ตามผลการวัดควรจะเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงเดิม สอดคล้องกัน แบบทดสอบที่เชื่อมั่นได้ จะสามารถให้คะแนนที่คงที่แน่นอน ปกติการสอบแต่ละครั้งคะแนนที่ได้มักไม่คงที่ แต่ถ้าอันดับของผู้ที่ ทำข้อสอบยังคงที่เหมือนเดิมก็ยังถือว่าแบบทดสอบนั้นมีความเชื่อมั่นสูง ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ หมายถึงความคงที่ของคะแนนที่จากการสอบของคนกลุ่มเดิมหลายๆครั้ง การหาค่าความเชื่อมั่นได้จึงยึด หลักการสอบหลายๆครั้ง แล้วหาความสัมพันธ์ของคะแนนที่ได้จากการสอบหลายๆครั้งนั้น ถ้าคะแนน ของผู้สอบแต่ละคนคงที่หรือขึ้นลงตามกัน แสดงว่าแบบทดสอบนั้น มีควาความเชื่อมั่นสูง (reliability) ค่าความเชื่อมั่นคำนวณได้จากการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนทั้ง 2 ชุด จากการสอบ ผู้สอบกลุ่มเดิม 2 ครั้ง โดยใช้แบบทดสอบเดียวกัน ความเชื่อมั่นมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1.00 วิธีการหาค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบสามารถทำได้หลายวิธี(เว็บไซต์ https://ams.kku.ac.th/) 3.2.2 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น วิธีการสอบซ้ำ (Test – Retest Method) เป็นการหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีการสอบซ้ำ เป็นการหาค่าความเชื่อมั่นโดยนำเอาแบบทดสอบฉบับหนึ่ง ไปทาการทดสอบกับนักเรียนกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่ง 2 ครั้ง ในเวลาที่ต่างกัน โดยเว้นระยะเวลาในการสอบทั้ง 2 ครั้ง ให้ห่างกันพอสมควร (2อาทิตย์ขึ้น ไป) เมื่อทำการสอบซ้ำครั้งที่ 2 แล้วจะทำให้นักเรียนแต่ละคนมีคะแนนผลการสอบของแบบทดสอบ ฉบับนั้นคนละ 2 ค่า คือคะแนนจากการสอบครั้งที่ 1 และคะแนนจากการสอบครั้งที่ 2 จากนั้นจึงนำค่า คะแนนทั้ง 2 ชุดไปหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรของเพียร์สัน ( Pearson Product Moment Correlation ) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ได้คือค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบฉบับนั้น วิธีการแบบคู่ขนาน (Parallel Form Method) เป็นแบบทดสอบอีกฉบับหนึ่งที่มีลักษณะ เหมือนกับแบบทดสอบฉบับที่ต้องการหาค่าความเชื่อมั่น ซึ่งไม่ใช่แบบทดสอบฉบับเดียวกันหรือมีข้อ คำถามเหมือนกัน แต่เป็นแบบทดสอบที่มีค่าคุณลักษณะต่าง ๆ ประจำตัว (Parameter) เหมือนกัน เช่น เป็นแบบทดสอบที่วัดในเนื้อหาเดียวกัน มีจำนวนข้อเท่ากัน ข้อสอบแต่ละข้อมีค่าความยากง่ายเท่ากัน มี ค่าอำนาจจำแนกเท่ากัน มีค่าเฉลี่ยและค่าความแปรปรวนเท่ากัน มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานใน การวัดเท่ากันและอื่น ๆ เมื่อได้แบบทดสอบคู่ขนานกับแบบทดสอบที่จะหาค่าความเชื่อมั่นมาแล้ว ก็จะ นำแบบทดสอบทั้งสองฉบับไปสอบนักเรียนกลุ่มเดียวกัน ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน หรืออาจจะทิ้งช่วงสัก ระยะเวลาหนึ่งก็ได้เมื่อได้คะแนนออกมาซึ่งจะมี2 ชุด ก็จะนำคะแนนทั้ง 2 ชุด ไปหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation ) ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ ดังกล่าวจะเป็นค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบที่ต้องการ ใช้สูตรเดียวกันกับวิธีการสอบซ้ำ แต่วิธีนี้ไม่ นิยมใช้เนื่องจากมีข้อจำกัดคือ การสร้างแบบทดสอบให้มีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนานกันจริง ๆ ซึ่ง


24 เป็นการยากมาก และเมื่อแบบทดสอบทั้งสองฉบับไม่ใช่ แบบทดสอบที่คู่ขนานกันอย่างจริง ๆ แล้ว ย่อม ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการหาค่าความเชื่อมั่น วิธีการแบบแบ่งครึ่งฉบับ (Split – Half Method) โดยนำเครื่องมือไปทดสอบเพียงครั้งเดียว แล้วนำเครื่องมือนั้นมาแบ่งครึ่งเพื่อทำการวิเคราะห์ เช่น เครื่องมือมี20 ข้อ ให้แบ่งครึ่งแรก 10 ข้อ ครึ่ง หลัง 10 ข้อ หรือข้อคี่ 10 ข้อ ข้อคู่ 10 ข้อ จากนั้นจึงคำนวณหาค่าสหสัมพันธ์ของคะแนนรวม ครึ่งแรก – ครึ่งหลัง หรือคะแนนรวมข้อคู่ ข้อคี่ ผ่านสูตรของ Spearman-Brown , Horst , Rulon , Guttman , สำเริง บุญเรืองรัตน์ - Spearman-Brown เป็นการหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีแบ่งครึ่งข้อสอบมีความคิดพื้นฐานมา จากการหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้แบบทดสอบคู่ขนาน กล่าวคือ จะนำแบบทดสอบที่ต้องการหาค่าความ เชื่อมั่นไปทดสอบกับนักเรียนเพียงครั้งเดียว แล้วแบ่งแบบทดสอบนั้นออกเป็น 2 ฉบับย่อย ๆ โดย พยายามทำให้แบบทดสอบทั้งสองฉบับย่อยมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ทั้งนี้อาจแยก ข้อคำถามข้อคู่รวมเป็นฉบับหนึ่ง และนำข้อคำถามข้อคี่รวมเป็นอีกฉบับหนึ่ง หรืออาจจะแบ่ง แบบทดสอบออกเป็นครึ่งฉบับแรกและครึ่งฉบับหลัง หรืออาจแบ่งโดยการสุ่มข้อคำถามก็ได้จากนั้นจึงนำ คะแนนของแบบทดสอบย่อยทั้ง 2 ฉบับ มาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) ได้ค่าความเชื่อมั่นครึ่งฉบับ จากนั้นจึงนำมาปรับขยายค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบให้เต็มฉบับ โดยนำสูตรการประมาณค่าความเชื่อมั่นเมื่อเพิ่มจำนวนข้อ คำถามของ สเปียร์แมน-บราวน์(Spearman-Brown) - Horst ได้เสนอสูตรการปรับขยายค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบในกรณีที่แบบทดสอบย่อย ทั้ง 2 ฉบับมีจำนวนข้อไม่เท่ากัน (หรือเท่ากันก็ใช้ได้) - Rulon ได้ใช้วิธีการคำนวณหาค่าความเชื่อมั่นโดยไม่ต้องหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ครึ่งฉบับก่อนแต่เป็นการทั้งฉบับโดยการหาค่าความแปรปรวน - Guttman ใช้วิธีแบ่งครึ่งแบบทดสอบในระยะต่อมามีผู้เสนอสูตรการคำนวณหาค่าความ เชื่อมั่นโดยไม่ต้องหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบครึ่งฉบับก่อน แต่เป็นการทั้งฉบับ โดยการหาค่า ความแปรปรวน - สำเริง บุญเรืองรัตน์ได้เสนอสูตรการคานวณค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใหม่ โดยไม่ต้อง คำนึงถึงเงื่อนไขที่ว่าแบบทดสอบย่อยทั้ง 2 ฉบับ จะต้องมีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนานกัน วิธีการของคูเดอร์-ริชาดสัน (Kuder – Richardson) เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการใช้ เครื่องมือ 1 ชุด ใช้ทดสอบเพียงครั้งเดียว และไม่ต้องแบ่งครึ่งแบบทดสอบ โดยมีสมมติฐานที่ว่าข้อ คำถามในเครื่องมือชุดเดียวกันจะวัดในองค์ประกอบเดียวกัน นั่นคือ เนื้อหา ข้อคำถามแต่ละข้อภายใน ฉบับจะต้องมีความเป็นเอกพันธ์ดังนั้น การหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีการนี้จึงเป็นการวัดความสอดคล้อง ภายในของเครื่องมือ (Internal Consistency) แบ่งออกเป็น สูตร KR-20 และ สูตร KR-21


25 - KR-20 ข้อจำกัดที่สำคัญคือ ข้อคำถาม จะต้องมีระบบการให้คะแนนเป็นแบบ 0 หรือ 1 กล่าวคือ ข้อที่ตอบถูกให้1 คะแนน ตอบผิดให้0 คะแนน เท่านั้น - KR-21 ข้อจำกัดที่สำคัญคือ ข้อคำถาม จะต้องมีระบบการให้คะแนนเป็นแบบ 0 หรือ 1 กล่าวคือ ข้อที่ตอบถูกให้1 คะแนน ตอบผิดให้0 คะแนน เท่านั้น และข้อคำถามแต่ละข้อมีระดับความ ยาก ไม่แตกต่างกันมากนัก ถ้าข้อสอบทุกข้อในแบบทดสอบมีระดับความยากระดับเดียวกัน ความ เชื่อมั่นของแบบทดสอบฉบับเดียวกัน ที่คำนวณได้จากสูตร KR - 21 จะเท่ากับค่าที่คำนวณได้จากสูตร KR - 20 วิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟา (α- Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) สูตรนี้ใช้สำหรับหา สัมประสิทธิ์ของความเที่ยงของแบบทดสอบที่มีระบบการให้คะแนนแบบอื่นที่ไม่ใช่ 0 กับ 1 หรือ แบบ 0 /1 ก็ได้ซึ่งเป็นการวัดที่ให้ข้อมูลในลักษณะต่อเนื่อง ได้แก่ แบบทดสอบอัตนัย แบบเรียงความ (essay type tests) แบบวัดทัศนคติแบบประเมินผลสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ที่ต้องประเมินตามสเกล และ แบบสอบถามชนิดประมาณค่า (rating scale) จึงให้ชื่อว่า ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า ระดับความพึงพอใจ 1. ความหมาย ทวีพงษ์หินคำ (2541) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าเป็นความชอบของบุคคลที่ มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งสามารถลดความดึงเครียดและตอบสนองความต้องการของบุคคลได้ทำให้ เกิดความพึงพอใจต่อสิ่งนั้น ธนียา ปัญญาแก้ว (2541) ได้ให้ความหมายว่า สิ่งที่ทำให้เกิด ความพึงพอใจที่เกี่ยวกับ ลักษณะของงาน ปัจจัยเหล่านั้นนำไปสู่ความพอใจในงานที่ทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยกย่อง ลักษณะงาน ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้า เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่า จะทำให้เกิดความไม่ พอใจงานที่ทำ ถ้าหากงานให้ความก้าวหน้า ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความสำเร็จและการยก ย่องแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว พวกเขาจะพอใจและมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างมาก วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม (2541) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความพอใจ การทำให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหนำใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาปการแก้ แค้นสิ่งที่ชดเชย วิรุฬ พรรณเทวี (2542) ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจ ของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหมายกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไร ถ้า คาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่ในทาง ตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อย


26 กาญจนา อรุณสุขรุจี(2546) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออก ทางพฤติกรรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้การที่เราจะทราบว่า บุคคลมี ความพึงพอใจหรือไม่สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ตรง ต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็น แรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจในงานนั้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคลที่มีอยู่ภายใน จิตใจของมนุษย์ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อ สิ่งนั้น ตรงกันข้ามหากความต้องการของตนไม่ได้รับการตอบสนองความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย เรียงลำดับจากระดับมากที่สุด ถึง น้อยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มีความพึงพอใจปานกลาง มีความ พึงพอใจค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละระดับดังกล่าวกำหนดโดยเกณฑ์ช่วงค่าเฉลี่ย ของบุญชม ศรีสะอาด (2554) ดังนี้ ความพึงพอใจที่ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 ความพึงพอใจที่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 ความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 ความพึงพอใจที่ระดับมากน้อย มีค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 ความพึงพอใจที่ระดับน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 2. เครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ สุเทพ (2541) ได้สรุปว่า สิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ มีด้วยกัน 4 ประการ ดังนี้ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ (material inducement) ได้แก่ เงิน สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่ให้แก่ ผู้ประกอบกิจกรรมต่างๆ 2. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา (desirable physical condition) คือ สิ่งแวดล้อมในการ ประกอบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งอันก่อให้เกิดความสุขทางกาย 3. ผลประโยชน์ทางอุดมคติ (ideal benefaction) หมายถึง สิ่งต่างๆที่สนองความต้องการของ บุคคล 4. ผลประโยชน์ทางสังคม (association attractiveness) หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับ ผู้ร่วมกิจกรรม อันจะทำให้เกิดความผูกพัน ความพึงพอใจและ สภาพการร่วมกัน อันเป็นความพึงพอใจ ของบุคคลในด้านสังคมหรือความมั่นคงในสังคม ซึ่งจะทำให้รู้สึกมีหลักประกันและมีความมั่นคงในการ ประกอบกิจกรรม


27 ปรียากร (2535) ได้มีการสรุปว่า ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ใช้เป็นเครื่องมือบ่งชี้ถึงปัญหาที่ เกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานนั้นมี 3 ประการ คือ 1. ปัจจัยด้านบุคคล (personal factors) หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ งาน ได้แก่ ประสบการณ์ในการทำงาน เพศ จำนวนสมาชิกในความรับผิดชอบ อายุ เวลาในการทำงาน การศึกษา เงินเดือน ความสนใจ เป็นต้น 2. ปัจจัยด้านงาน (factor in the Job) ได้แก่ ลักษณะของงาน ทักษะในการทำงาน ฐานะทาง วิชาชีพ ขนาดของหน่วยงาน ความห่างไกลของบ้านและที่ทำงาน สภาพทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น 3. ปัจจัยด้านการจัดการ (factors controllable by management) ได้แก่ ความมั่นคงในงาน รายรับ ผลประโยชน์ โอกาสก้าวหน้า อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ สภาพการทำงาน เพื่อนร่วมงาน ความ รับผิด การสื่อสารกับผู้บังคับบัญชา ความศรัทธาในตัวผู้บริหาร การนิเทศงาน เป็นต้น 3. วิธีการสร้างเครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ การสร้างแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2556) แบบสอบถามความพึงพอใจให้ความสำคัญต่อ ข้อความคําถามที่ต้องมีความครอบคลุมในช่วงของความพึงพอใจทั้งหมด แต่ละข้อความจะระบุความพึง พอใจที่มีอยู่ วิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ มีดังนี้ 1. กําหนดเป้าหมายของความพึงพอใจว่าคืออะไร มีโครงสร้างลักษณะใด ซึ่งควรกําหนด เป้าหมายให้ชัดเจนเป็นเรื่อง ๆ ลงไป ว่าจะประเมินความพึงพอใจด้านใดบ้าง จากนั้นให้ความหมาย ของความพึงพอใจว่าหมายถึงอะไรบ้างต่อไปจึงกําหนดโครงสร้างของความพึงพอใจว่าประกอบด้วย ด้านใดบ้าง แต่ละด้านจะประกอบด้วยตัวแปรอะไรบ้าง ซึ่งอาจกําหนดประเด็นกว้าง ๆ เป็นข้อ ๆ 2. รวบรวมข้อคําถามเกี่ยวกับความพึงพอใจที่มีต่อเป้าหมาย หลีกเลี่ยงข้อความกํากวม ไม่ น้อยกว่า 20 ข้อ โดยกําหนดข้อคําถามจากโครงสร้างความพึงพอใจที่ได้กําหนดไว้แล้ว แบ่งเป็นด้าน ๆ แล้วสร้างและรวบรวมข้อคําถามแต่ละด้านตามประเด็นที่กําหนดไว้ 3. นําข้อคําถามที่สร้างแล้วไปทดลองใช้เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข้อคําถามว่าตรงตาม โครงสร้างของการประเมินความพึงพอใจตามที่ได้กําหนดไว้แล้วในแต่ละด้าน และในแต่ละประเด็น ย่อยหรือไม่ หากมีความคลุมเครือหรือไม่ชัดเจนจะได้แก้ไขก่อนสร้างเป็นแบบสอบถาม จากนั้นทดลอง ใช้กับผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 10 เท่าของจำนวนข้อในพื้นที่ที่คล้ายคลึงกัน หรือใกล้เคียงกับพื้นที่ ในการเก็บข้อมูลจริง 4. กําหนดน้ำหนักในการตอบแต่ละตัวเลือกโดยกําหนดน้ำหนักคะแนนเป็น 5, 4, 3, 2, 1 4. การประเมินระดับความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย การหาค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างหาได้โดยการเฉลี่ยจากค่าน้ำหนักของข้อมูลที่ได้ เพราะข้อมูลที่ ได้มีค่าน้ำหนัก ต่างกัน จึงต้องใช้สูตรจากการคำนวณทางสถิติ คือ


28 Mean x = สูตรการหาร้อยละ = คะแนนที่ได้×100 คะแนนเต็ม ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 1. ความหมาย นงลักษณ์ เขียวมณี(2562) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นแบบ ทดสอบที่วัดสมรรถภาพทางสมองของผู้เรียนซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ ผู้สอนสร้างขึ้นมาเองกับแบบทดสอบมาตรฐานโดยแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถ แบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือการทดสอบแบบอิงกลุ่มและการทดสอบแบบอิงเกณฑ์ ซึ่งแบบทดสอบแต่ละ ประเภทจะมุ่งเน้นวัดผลสัมฤทธิ์ด้านที่แตกต่างกันออกไป นฤมิต พงษ์พานิช (2561) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าเป็น แบบทดสอบที่ใช้ในการวัดความรู้ของผู้เรียนด้านทักษะต่าง ๆ และด้านความสามารถของผู้เรียนทำให้ ผู้เรียนทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของตนว่ามีการพัฒนาจากเดิมมากน้อยเพียงใด หรือควรพัฒนา ฝึกฝนทางเรื่องใดเพิ่มเติม พรพรรณ เสาร์คําเมืองดี(2562) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็น เครื่องมือที่ผู้สอนใช้ในการตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียน จากการที่ผู้สอนได้จัดการเรียนการสอน เพื่อประเมินตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยมี แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบแบบอัตนัยและแบบทดสอบแบบปรนัย แบบทดสอบ มาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านต่าง ๆ ของผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบบสอบถาม จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้ ในการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียน แบบทดสอบที่ใช้วัดสมรรถภาพทางสมอง แบบทดสอบที่ผู้สอน สร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน การวัดด้านความรู้ความสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ การทดสอบแบบอิง กลุ่มและการทดสอบแบบอิงเกณฑ์ การวัดผลสัมฤทธิ์ที่ได้ทำให้ผู้เรียนรู้ว่าตนเองควรฝึกฝนในเรื่องใด 2.2 การจำแนกประเภท พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2551) กล่าวว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูใช้กันโดยทั่วไปในสถานศึกษามีลักษณะเป็นแบบทด


29 สอบข้อเขียน แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ 1.1 แบบทดสอบอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่กําหนดคําถามหรือปัญหาให้แล้วให้ผู้ตอบเขียนหรือ แสดงความรู้ ความคิด เจดคติ ได้อย่างเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนัย เป็นแบบทดสอบที่กําหนดให้ผู้สอบเขียนตอบแบบสั้นๆ หรือมีคำตอบ ให้เลือกตอบแบบจำกัดคำตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนทั่วๆ ไปซึ่งสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์ และมีการปรับปรุงกันอย่างดีจนมีคุณภาพ และมีมาตรฐาน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะ ถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนําไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียน ในชั้นเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ - แบบถูกผิด (True False) - แบบจับคู่ (Matching) - แบบเติมคําให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) - แบบเลือกตอบ (Multiple choice) 1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ - แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) - แบบไม่จำกัดความตอบ หรือตอบอย่างเสรี (Extended response items) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญที่มี ความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคํา ชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย มีความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่น แบบทดสอบมาตรฐาน สมนึก ภัททิยธนี (2558) กล่าวว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเภทที่ครูสร้าง ขึ้นมีหลายแบบแต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคําถามแล้วให้นักเรียนเขียนตอบ อย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้ และข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก–ผิด เป็นข้อสอบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบ คงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก–ผิด, ใช่–ไม่ใช่, จริง–ไม่จริง, เหมือนกัน–ต่างกัน เป็นต้น


30 3. ข้อสอบแบบเติมคํา เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้ว ให้ผู้ตอบเติมคําหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ เป็นข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบแบบเติมคําแต่แตกต่างกันที่ข้อสอบ แบบตอบสั้นๆ เขียนเป็นประโยคคําถามสมบูรณ์(ข้อสอบแบบเติมคําเป็นประโยคหรือข้อความที่ยังไม่ สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบคำตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่ เป็นการบรรยายข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคําหรือข้อความแยกออกจากกัน เป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับคําหรือข้อความใดในอีก ชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกําหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ จะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนําหรือคําถามกับตอนเลือกใน ตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ให้นักเรียนพิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดูเผินๆ จะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมดแต่ความจริงมีน้ำหนักถูกมากน้อย ต่างกัน กล่าวโดยสรุป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ ที่ใช้ในการจำแนก เช่น ตามลักษณะการสร้างแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐานซึ่งสร้าง จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภท หนึ่งคือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียนหรืออาจแบ่งตามเกณฑ์อื่นแตกต่าง กันไปตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด ซึ่งแบบทดสอบแต่ละชนิดต่างมีข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ออกไป 2.2.1 ด้านความรู้(Knowledge: K) พุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมด้านความสามารถทางสติปัญญาของบุคคล ลักษณะการวัดจึง เป็นการวัดทางอ้อม จากพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้ถูกวัดภายใต้เครื่องมือวัดหรือสถานการณีที่ผู้สอบ กำหนดซึ่งมีการจำแนก ความสามารถออกเป็น 6 ระดับ เรียงจากความสามารถขั้นต่ำไปสูง ดังนี้ 1) ความรู้ความจำ 2) ความเข้าใจ 3) การนำไปใช้ 4) การวิเคราะห์ 5) การสังเคราะห์ 6) การประเมินค่า 2.2.2 ด้านทักษะกระบวนการ (Process/Product: P) ทักษะพิสัยเป็นความสามารถในเชิงปฏิบัติการหรือการกระทำให้เกิดผลอย่างใดอย่าง


31 หนึ่ง ทักษะพิสัย สามารถจำแนกออกเป็น 7 ระดับ ดังนี้ 1) การรับรู้ 2) เตรียมความพร้อม 3) การตอบสนองตามแนวทางที่กำหนดให้ 4) ความสามารถด้านกลไก 5) การตอบสนองที่ซับซ้อน 6) ความสามารถในการดัดแปลง 7) ความสามารถในการริเริ่ม 2.2.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A) จิตพิสัย เป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ อารมณ์ และคุณธรรมของ บุคคล ซึ่งสามารถ จำแนกออกได้เป็น 5 ระดับ ดังนี้ 1) การรับรู้ 2) การตอบสนอง 3) การสร้างคุณค่า 4) การจัดระบบคุณค่า 5) การสร้างลักษณะนิสัย 2.3 วิธี/เครื่องมือวัดและประเมินผล 2.3.1 ด้านความรู้(Knowledge: K) ลักษณะเครื่องมือวัดและประเมินผลด้านความรู้ (Knowledge : K) แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังนี้ 1. ข้อสอบแบบถูก - ผิด (True-false) 2. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching) 3. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice) 4. ข้อสอบแบบความเรียง (Essay) การใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลด้านความรู้ (Knowledge : K) แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 1. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement test) 2. แบบทดสอบวินิจฉัย (Diagnostic test) 3. แบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญาและความถนัด (Intelligence and aptitude test) 2.3.2 ด้านทักษะกระบวนการ (Process/Product: P) เครื่องมือวัดและประเมินผลด้านทักษะกระบวนการ (Process/Product: P) จะวัดได้ ใน 2 ส่วนดังนี้ 1. วัดกระบวนการทำงาน (Process)


32 2. วัดผลผลิต (Product) 2.3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A) ลักษณะเครื่องมือวัดและประเมินผลด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attribute: A) แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 1. แบบมาตรวัดประมาณค่า (Rating scale) 2. แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) 3. แบบบันทึกพฤติกรรม (Anecdotal record) การใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A) แบ่ง ออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1. แบบสำรวจความสนใจ (Interest inventory) 2. แบบวัดเจตคติ (Attitude test) วิธีวัดและประเมินผลพฤติกรรมด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A) จะ สามารถวัดได้ 2 วิธี คือ 1. ให้ผู้อื่นเป็นผู้ประเมิน เช่น การสังเกตโดยครู เพื่อน หรือผู้ปกครอง 2. การประเมินด้วยตนเอง เช่น การตอบแบบวัดเจตคติ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยที่ทำการทบทวน การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โดยใช้ SAKORN Model ของโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี ผู้วิจัยทำการทบทวนงานเฉพาะวิจัยที่ เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ นำมาใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องสถิติ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน อุตรดิตถ์ดรุณี ผลการทบทวนดังกล่าวนำเสนอ ตามลำดับ ดังนี้ 1.1 ศักดิ์ชาย ขวัญสิน (2564). ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สถิติเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบ SAKORN Mode กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ โดยมี วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพื่อประเมินประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน เรื่องสถิติเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model


33 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สถิติเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model ผลการวิจัยพบว่า 3.1) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model มีค่า 0.6126 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 61.26 3.2) ความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน เท่ากับร้อยละ 26.37 3.3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องสถิติเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบ SAKORN Model อยู่ในระดับปานกลาง 2. การสรุปประเด็น จากงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำการทบทวนทั้งสิ้นจำนวน 1 เรื่อง ขอสรุปประเด็นความรู้เกี่ยวกับผล การทบทวนดังกล่าวเป็นรายข้อ ดังนี้ 1. นำวิธีการสอนมาพัฒนาเพื่อการสอนของกลุ่มผู้วิจัยเพื่อให้นักเรียนเกิดผลการพัฒนา ทางการเรียนรู้มากขึ้น 2. นำรูปแบบการสอนไปพัฒนาเรื่องสถิติเบื้องต้น ให้กับนักเรียนของกลุ่มผู้วิจัยเพื่อให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้นและพัฒนา 3. ประเด็นที่ทำการวิจัยต่อยอด จากการสรุปประเด็นความรู้เกี่ยวกับผลการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นรายข้อ ก่อนหน้าแล้วพบว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ SAKORN Model ของโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี มีประเด็นความรู้ที่แตกต่างจากการสรุปประเด็นดังกล่าวคือ 1. วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้SAKORN Model ของโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน เรื่อง สถิติโดยใช้รูปแบบ SAKORN Model ไปสู่ผลการเรียนรู้ของชั้นเรียนในระดับ ดีมาก (เกณฑ์คะแนน 80-100) 3. จากการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านรวมกัน คือ ด้านความรู้ ด้าน ทักษะ/กระบวนการ และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียน อุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ระหว่างปีการศึกษาก่อนหน้า พบว่า มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวม ของผลการประเมินผ่านระดับชั้นเรียนระดับดีผู้วิจัยจึงได้จัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนเฉพาะด้าน


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง พัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องสถิติ ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามกรอบของ หัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ ระเบียบวิธีวิจัย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) ร่วมกับ วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative Data) ร่วมกับ ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Quantitative Data) แหล่งข้อมูลการวิจัย 1. ประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัด อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษาก่อนหน้า จำนวน 30 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัด อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษาก่อนหน้า จำนวน 30 คน วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่ม แบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัด อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษาก่อนหน้า ห้องที่ 1จำนวน 30 คน คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย 1. นวัตกรรม 1.1 เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม พัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องสถิติเพื่อทดลองใช้จัดกิจกรรมการ เรียนรู้สำหรับการพัฒนาผลการเรียนรู้ในระดับดีไปสู่ระดับดีมากสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ รูปแบบการสอนแบบ passive learning


35 1.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล (Rational Approach)และเชิงประจักษ์(Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจระการ (2544) ดังนี้ การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลให้ดำเนินการตามลำดับขั้น 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 1.1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรังปรุง พ.ศ.2560) เกี่ยวกับเนื้อหาสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยเน้นเรื่องสถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 1.2 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสถิติโดยประยุกต์ใช้ SAKORN Model ในการจัดการเรียน การสอนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 1.3 ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้ SAKORN Model ในการจัดการ เรียนการสอน 1.4 นำแผนการจักการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยประยุกต์ใช้จาก SAKORN Model ในการจัดการ เรียนการสอนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน คือ 1. อาจารย์ ดร. ดิเรก บัวจันทร์ 2. อาจารย์ ดร.สุรเชษฐ์ บุญยรักษ์ 3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรินสินี จันทะคุณ การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล 1. นำ SAKORN Model ที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์กับนักเรียนระดับชั้น ม.6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นคนละกลุ่ม กับกลุ่มเป้าหมายการวิจัย การหาประสิทธิภาพจะใช้วิธีการเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E 1 /E 2 = 80/80 เมื่อ E 1 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อย ระหว่างการทดลองใช้SAKORN Model ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่านคือ ร้อยละ 80 E 2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุด การทดลองใช้SAKORN Model ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่านคือ ร้อยละ 80 การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้SAKORN Model เมื่อเทียบกับเกณฑ์ ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E 1 = 80 ±2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพ ของ E 1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า 80 ±2.5 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ


36 E 1 สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้าง ให้เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งคือ80 ส่วน การตัดสินประสิทธิภาพของ E 2 ทำเช่นเดียวกับ E 1 และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E 1 และ E 2 ต่างกัน มากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของ SAKORN Model มีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ต้อง ทำการปรับปรุงใหม่ 2. จัดทำรูปเล่ม SAKORN Model พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียน ระดับชั้น ม.6 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมายการวิจัย ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือ โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งสำหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วเปิดการเรียนการสอน 6 ชั้นเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ห้อง 1 มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 30 คน จะทำให้ผู้วิจัยนำ SAKORN Model มาทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น เดียวกันเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ โดยมีปัจจัยในการพัฒนาระดับผลการเรียนรู้ ดังนั้น ด้วยปัจจัยจำกัดดังกล่าว จึงสร้างข้อตกลงว่า การทำวิจัยครั้งนี้จะขอละเว้นการหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษ์ของ SAKORN Model 2. เครื่องมือรวบรวมข้อมูล 2.1 ชนิดของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามวัดระดับ ความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรม แบบสอบถามวัดความคิดเห็น แบบทดสอบ 2.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล และเชิงประจักษ์ดังนี้ การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลดำเนินการตามลำดับขั้น 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของ นวัตกรรม แบบสอบถามวัดความคิดเห็น แบบทดสอบ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎีหลักการ วิธีการต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของ นวัตกรรม แบบสอบถามวัดความคิดเห็น สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการทางการของคุรุ สภาวิทยาจารย์ 2564 นำมาใช้สำหรับสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลตามที่กล่าวถึง 1.2 แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรม สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการทางการของคุรุสภาวิทยาจารย์ 2564 จะนำมาใช้สำหรับสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล ตามที่กล่าวถึง


37 2. สร้างฉบับร่างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดความเหมาะสม ของนวัตกรรม แบบสอบถามวัดความคิดเห็น โดยอ้างอิงผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวข้อย่อยข้อ1 ก่อนหน้า 3. สร้างแบบประเมินค่า IOC เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด แบบประเมินค่า IOC ของ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดกล่าวแล้วในภาคผนวก 4. นำแบบประเมินค่า IOC ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างฉบับร่างไป ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละ ข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามีความตรง จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินพบว่า 4.1 แต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบมีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 70 ถึง 80 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แต่ละข้อของแบบทดสอบสอบ มีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบแสดงแล้วดังภาคผนวก ที่ 2 4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความ สอดคล้องระหว่าง 70 ถึง80 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามวัดระดับ ความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบถามวัดระดับ ความพึงพอใจแสดงแล้วดังภาคผนวก 5.นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ4 มาแก้ไขปรับปรุง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 6.จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแล้วตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล 1. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความ เชื่อมั่น (Reliability) โดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนอุตรดรุณี อำเภอ เมือง จังหวัด อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อมั่นใช้วิธีการหาค่า สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านทั้งฉบับ ที่ 0.7 ถ้าน้อยกว่าต้องทำการปรับปรุงเครื่องมือใหม่ 2. ปรับปรุงเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดหากพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาต่ำ กว่า 0.7


38 3.ยกเว้นแบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด พร้อมสำหรับ การนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่ง เป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัย สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ก่อน นำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมายการวิจัย ต้องดำเนินการต่อ จากข้อ 3 เพื่อหาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจ การจำแนกต่อดังนี้ 4. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป ข้อคำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี จันทร์ชะลอ. 2542) ถ้าเป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อ้างถึงใน เยาวดี รางชัยกุลวิบูลย์ศรี. 2552) 5. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 6. จัดทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจัย ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเช่นเดียวกับดังกล่าวแล้วในหัวข้อ “วิธีการ สร้างและหาคุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยครั้งนี้จะละเว้นการหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษ์ซึ่งประกอบด้วย การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทุกชนิด การหาค่าความ ยากง่าย และค่าอำนาจการจำแนกซึ่งเฉพาะสำหรับแบบทดสอบ การดำเนินการรวบรวมข้อมูล เมื่อแหล่งข้อมูลการวิจัยเป็นประชากร และเป้าหมายการวิจัยเป็นผลการเรียนรู้ตามตัวชี้วัด เมื่อแหล่งข้อมูลการวิจัยเป็นกลุ่มเป้าหมาย และถูกคัดเลือกแบบเจาะจงตามรูปแบบที่ 1 หรือ ที่ 2 ดังกล่าวหัวข้อแหล่งข้อมูลการวิจัยแล้ว 1) ผลการเรียนรู้ที่ต้องการพัฒนาเป็นเฉพาะด้าน ทักษะและกระบวนการด้านความรู้ 2)ผลการวิจัยไม่ต้องการอ้างอิงจากกลุ่มเป้าหมายไปยังประชากร 3) ระดับผลการเรียนรู้มาจากการทดลองใช้SAKORN Model และจากพื้นฐานผลการเรียนรู้ที่มีอยู่เดิม 4) การพัฒนาผลการเรียนรู้จะวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วยค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่างการทำแบบทดสอบก่อน และ หลัง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างหรือพัฒนา และ 5) ใช้ One -Sample t Test วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ย


39 นักศึกษาอาจเขียนเขียนการดำเนินการรวบรวมข้อมูลตามรูปแบบเสนอแนะ ดังนี้ 1. ทำหนังสือถึงคณบดีคณะครุศาสตร์เพื่อร้องขอให้ออกหนังสือราชการถึงผู้อำนวยการโรงเรียน อุตรดิตถ์ดรุณีที่จะไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทดลองใช้นวัตกรรมกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาผลการเรียนรู้ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตที่จะทดลองใช้นวัตกรรมกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาผลการ เรียนรู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 2. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวการทดลองใช้ พัฒนาผลการเรียนรู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติกับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติกับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6โดยทดลองใช้พัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องสถิติ 4. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภายหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติโดยทดลองใช้พัฒนาผลการเรียนรู้ 5. ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติโดยทดลองใช้พัฒนาผลการเรียนรู้ นักศึกษาอาจเขียนเขียนการดำเนินการรวบรวมข้อมูลตามรูปแบบเสนอแนะ ดังนี้ 1. ทำหนังสือถึงคณบดีคณะครุศาสตร์เพื่อร้องขอให้ออกหนังสือราชการถึงผู้อำนวยการโรงเรียน อุตรดิตถ์ดรุณีที่จะไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นวัตกรรม SAKORN Model อำเภอ เมือง จังหวัด อุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตที่จะทดลองใช้นวัตกรรม SAKORN Model จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือ พัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวการทดลองใช้ SAKORN Model จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ 3. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) เพื่อวัดและประเมินผลการเรียนรู้เดิมด้าน ทักษะและกระบวนการด้านความรู้ 4. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการด้านความรู้ กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยทดลองใช้SAKORN Model 5. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภายหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้(post-test)เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะและกระบวนการด้านความรู้โดย ทดลองใช้SAKORN Model


40 6. ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อผลพัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะและกระบวนการด้านความรู้โดยทดลองใช้ SAKORN Model การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือการวิจัย 1.1 ความเหมาะสมของพัฒนาผลการเรียน เรื่องสถิติ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.2 ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติวิเคราะห์ด้วยเกณฑ์ ประสิทธิภาพ E1/E2 วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.3 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าดรรชนี ความสอดคล้องหรือ IOC วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.4 ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.5 ความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 1.6 ค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป 2. การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย 2.1 ผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.2 ระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบร้อยละของค่าคะแนน เฉลี่ยกับระดับผลการเรียนรู้ตามประเมินผ่านระดับชั้นเรียน 2.3 ผลการทดลองใช้พัฒนาผลการเรียนเรื่องสถิติ วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิต ด้วย วิธีการรูปแบบ One -Sample t Test ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 2.4 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 2.5 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตาม เกณฑ์ของ SAKORN Model การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตาราง พร้อมทั้งบรรยายเป็นความเรียงประกอบ


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model ผู้วิจัยเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลตาม ประเด็นของวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1.เพื่อประยุกต์ใช้ SAKORN Model ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่6 3.เพื่อศึกษาความพอใจที่มีต่อการประยุกต์ใช้ SAKORN Model ในการจัดการเรียนการสอน คณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model 1. นวัตกรรมที่สร้าง การจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม SAKORN Model หมายถึงกิจกรรมของนักเรียนที่มีขั้นตอน ดังนี้ 1.Search ขั้นตอนค้นหาข้อมูลเป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหา และการแยกแยะประเด็นปัญหา การแสวงหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.Active learning ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน 3.Knowledge Management ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อประมวลเป็นองค์ความรู้ที่มี อยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนา ตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.Obtian ขั้นตอนการนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทำการเผยแพร่ความรู้สู่ ครอบครัว ชุมชนและสังคม โดยใช้สื่อออนไลน์หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม 5. Reporting ขั้นตอนการจัดทำรายงานรูปเล่มและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการจัด นิทรรศการ 6.Network ขั้นตอนการสร้างเครือข่ายวิชาการโดยมีการติดต่อ สนับสนุนให้มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความรู้มือทางวิชาการทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน


42 มีแผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน ประกอบด้วยการทำกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แบบทดสอบก่อนเรียน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความหมายของสถิติศาสตร์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง คำสำคัญในสถิติ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ประเภทของข้อมูลตามแหล่งที่มาของข้อมูล ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การแบ่งประเภทของข้อมูลตามระยะเวลาที่จัดเก็บ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การแบ่งประเภทของข้อมูลตามของข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง สถิติศาสตร์เชิงพรรณนาและสถิติศาสตร์เชิงอนุมาน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง แบบทดสอบหลังเรียน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง รายละเอียดนวัตกรรม SAKORN Model แสดงแล้วดังตัวนวัตกรรม 2. การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 2.1 การหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล(Rational Approach) เมื่อประเมินความเหมาะสม ของการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องสถิติ โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model ด้วยแบบประเมินความ เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผลการประเมินแสดงดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 : แสดงรายการประเมินความเหมาะสมของการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านสถิติของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้นวัตกรรม SAKORN Model จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ประเด็นที่ประเมิน รายการประเมิน ̅ . มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2561) 5.00 0.00 ความสอดคล้องมาตรฐานการเรียนรู้ สาระสำคัญและ กิจกรรมการเรียนรู้ 4.67 0.58 การวิเคราะห์มาตรฐานสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.67 0.58 ตัวชี้วัด ความสอดคล้องตัวชี้วัด สาระสำคัญและกิจกรรมการเรียนรู้ 4.67 0.58 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.67 0.58 สาระสำคัญ การเขียนสาระสำคัญในการเขียนแผนมีความถูกต้อง 4.67 0.58 สาระสำคัญมีความสอดคล้องกับเนื้อหาการเรียนรู้ 4.67 0.58 จุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ระบุพฤติกรรมชัดเจน สามารถวัดได้ 4.67 0.58 จุดประสงค์การเรียนรู้ถูกต้องและครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน 4.67 0.58


Click to View FlipBook Version