หลักเอกภาพ
และการต้งั ภาคี
ในทัศนะอัล-กุรอาน
ภาษาอาหรบั
ภาษาอาหรับ
จดั ทาํ โดย
ศูนยว ฒั นธรรม สถานเอกอัครราชทตู
สาธารณรัฐอสิ ลามแหง อหิ รา น ประจาํ กรุงเทพ
PUBLISHED BY
CULTURAL CENTER
EMBASSY OF THE ISLAMIC REPUBLIC OF IRAN
IN BANGKOK.
ภาษาอาหรบั
ผูเรียบเรยี ง.........อลั ลามะฮ ชัยค ญะอฟ ร ซุบฮานยี
ผแู ปล.................อัยยูบ ยอมใหญ
สารบญั หนา
เรอื่ ง
แรงบนั ดาลใจใหเ รียบเรียงหนงั สอื เลม นี้
หมวดวา ดว ยเรอื่ งหลักเอกภาพ
1- หลักเอกภาพในสภาวะการดาํ รงอยู
2- หลักเอกภาพในความเปน ผทู รงสรา ง
3- หลักเอกภาพในฐานะผูท รงอภิบาลและบรหิ าร
4- หลักเอกภาพในการวางกฎและระเบียบแบบแผน
5- หลกั เอกภาพในการเชอ่ื ฟง ปฏิบตั ิตาม
6- หลักเอกภาพในความเปนผูปกครอง
7- หลักเอกภาพในเรอ่ื งของการเคารพภกั ดี
ภาคท่หี นึง่ -สิง่ สําคญั
อันดบั แรกสบิ ประการ
1- การตอ ตา นการต้ังภาคี เปนรากฐานแหง งานเผยแพรของบรรดานบี
2- แหลงท่ีมาของการตง้ั ภาคีและการบชู าเจวด็
3- วงจาํ กดั ของหลักเอกภาพในการเคารพภกั ดตี ออัลลอฮฺ
4- แรงผลกั ดนั ท่ีกอ ใหเกิดการต้งั ภาคีในการเคารพภักดี
ก- ความเชอ่ื ท่ีวา มีผสู รางหลายองค
ข- ทัศนะคติท่วี า “ผสู รา ง” อยูหางจากสง่ิ ถูกสราง
ค- มอบงานดาน “การบริหาร” ใหเปนหนาท่ขี องพระเจายอย
5- การอธบิ าย “หลกั เอกภาพแหงความเปนพระเจา ” และ “ความเปนผอู ภิบาล”
6- การเคารพภกั ดีหมายถึง “การนบนอบ” และ “การใหเกยี รต”ิ กระนั้นหรือ?
7- การนอนอบมิใชอบิ าดะฮ (เคารพภกั ด)ี
8- แยกความหมายทีแ่ ทจรงิ ออกไปจากความหมายเปรียบปราย
9- คาํ สัง่ ของพระผูเ ปน เจาทาํ ใหก ารตงั้ ภาคีเปน เรื่องท่ีมิใชการตงั้ ภาคีไดหรอื ?
10- ความหมายของคําวา “พระผูเปนเจา” และคาํ วา “พระผอู ภิบาล”
ก- อลั -อิลาฮ หมายถงึ รูปเคารพกระนั้น หรอื ?
ข- ความหมายของอรั -ร็อบ และอัรรุบบู ียะฮ
ค- คาํ วา “รอ็ บ” มีหลายความหมายจริงหรือ?
บทสรปุ
ภาคที่สอง-การกาํ จัด
ความหมายที่แทจรงิ ของ
คําวา “อิบาดะฮ”
1- คําจาํ กดั ทง้ั สามอยางของคําวา “อิบาดะฮ”
2- “การยกอาํ นาจความให” หมายความวา อยา งไร?
3- การแบงพระเจา ออกเปน สว นยอ ยกบั การปฏเิ สธพระเจาสงู สดุ มใิ ชป ระเดน็ เดยี ว
4- เนื้อหาโดยสรุป
5- ทัศนะของเรากับทศั นะของเจาของตาํ รา อลั -มะนาร
6- ความเช่ือถอื ของชาวอาหรบั ยุคงมงายและพวกบูชาเจวด็
1- พวกตง้ั แทน บูชา
2- พวกจาํ แนกประเภทของแทน บูชา
3- ความเช่อื ถือของชาวอาหรับยคุ งมงาย
ภาคทส่ี าม-พวกวะฮาบียก บั
ประเดน็ ตางๆ ที่สําคัญของ
หลักเอกภาพและการตง้ั ภาคี
1- ความเชอ่ื ทมี่ ีตอ อาํ นาจอนั เรน ลับของผูอ่นื นอกจากอัลลอฮอ ยูใ นขายของหลักเอกภาพและ
การต้งั ภาคีดวยหรอื ?
นบียูซุฟกับอาํ นาจเรน ลับ
นบีมซู ากบั อาํ นาจเรน ลับ
พวกของนบีสุลัยมานกับอํานาจเรน ลับ
นบีสลุ ัยมานกับอํานาจในความเปนไปของจกั รวาล
อัล-มะซหี (เยซู) กบั อาํ นาจเรน ลับ
คาํ กลา วอกี ตอนหนึ่งของทานเมาดูดีย
สรปุ
2- ความเปน ไปโดยปกติวสิ ยั และเหนือปกติวิสยั ของเหตุการณตา งๆ อยูใ นชว งของหลกั
เอกภาพและการตั้งภาคีกระน้นั หรอื ?
ขอ พสิ จู นจากอลั -กุรอาน
การสมั พันธก ับปรากฏการณท ่ีอยูเหนือกฏธรรมชาติ
3- การมีชีวิตและการตาย เขา มาอยใู นขา ยของหลกั เอกภาพและการต้งั ภาคดี ว ยหรอื
4- การมสี มรรถภาพกบั การไมม ีสมรรถภาพเปนประเดน็ หนึ่งสาํ หรับหลกั เอกภาพและการตง้ั
ภาคี ดวยหรอื ?
5- การขอในกจิ การท่ีผิดวสิ ยั ธรรมชาติอยใู นขายของการต้ังภาคดี ว ยหรือ?
ภาคท่ีสี-่ หลักความเช่อื ถอื
ของพวกวะฮาบีย
การโนมนา วคนใหเ ขา มารับ
อิสลาม
1- การขอใหห ายปวยและการบาํ บดั โรคจากผูอ ่ืนนอกเหนือจากอลั ลอฮ เปนการต้ังภาคีดว ย
หรอื ?
2- การขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือจากสงิ่ อน่ื นอกเหนอื จากอัลลอฮเปน การตง้ั ภาคหี รอื ?
พวกวะฮาบยี ก ับการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือ
3- การขอความชว ยเหลอื ตอผอู ื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮ เปนการตัง้ ภาคหี รือ?
ทศั นะของเจา ของตําราอัล-มะนาร ในการอธิบายเรือ่ งขอบขา ยของการขอความชว ยเหลือ
วพิ ากษทัศนะทสี่ าม
4- การวงิ วอนขอตอคนมีคุณธรรม เปนการเคารพภักดีตอพวกเขากระน้นั หรือ?
ถาม-ตอบ
สรุปคําอธิบาย
5- การเทิดเกยี รติบรรดาเอาลยิ าอข องอลั ลอฮและสดดุ ีราํ ลกึ ถึงพวกเขาเปน การต้งั ภาคีกระน้นั
หรอื
ก- การจัดใหม ีการราํ ลึกถงึ นบี เทากบั เปน การใหความจงรักภกั ดีและสนบั สนุนทาน
ข- การจัดใหมีการราํ ลึกถึงนบี เทากบั เปน การเชิดชูเกยี รติคุณของนบี
ค- การประทานอาหารมาจากฟากฟา และการถอื เอาเหตกุ ารณน ั้นเปนวันฉลอง
6- การแสวงหาความจาํ เรญิ กบั รอ งรอยของทานนบีและบรรดาเอาลิยาอ เปนการต้งั ภาคหี รือ
7- การกอสรางบนสุสานพวกวะฮาบยี กบั รายงาน อะบี อลั -ฮยั ยาจ
8- การเยือนสุสาน
9- การเศาะลาฮ (นมาซ) ที่สสุ าน
10- การสาบานตอสิ่งอืน่ นอกจากอลั ลอฮและการเอยอา งถงึ ส่ิงถูกสรา งหรือเอยถงึ สิทธิของ
บุคคลผูน ้ัน
1- การสาบานตอ ส่ิงอ่ืนนอกจากอัลลอฮ ผทู รงมหาบรสิ ุทธ์ยิ ิง่
2- การเอยอางถึงส่งิ ถูกสรางและสิทธขิ องสง่ิ ถูกสราง
ภาษาอาหรบั
ดวยพระนามของอลั ลอฮผทู รงกรณุ าปรานี ผูท รงเมตตายง่ิ เสมอ
แรงบันดาลใจใหเ รยี บเรียงหนังสอื เลมน้ี
สภาพโดยท่ัวไปของประชาชาตอิ ิสลามยุคปจ จุบนั น้ี ไดป ระสบกบั ภาวะท่กี อ ใหเ กิดความ
เสยี หายและความแตกแยกระหวา งกลมุ ตา งๆ ของอสิ ลาม ตลอดจนการตงั้ ขอกลา วหาซ่ึงกันและกัน
อยา งมากมาย อกี ทั้งยังไดทาํ ใหประจกั ษถ ึงกระบวนขอกลาวหา และการแทรกแซงอยางกวา งขวาง
ทมี่ ตี อ ชอี ะฮ อมิ ามียะฮ โดยพัวพันไปถึงหลกั การศรัทธาตออิสลามของพวกเขาตลอดจนเรือ่ งราว
ตางๆ ทเี่ กิดข้นึ มาจากหลกั การอนั น้ัน และการโจมตีสิง่ เหลา นั้นเปนไปอยา งไรจ ริยธรรมและเมตตา
ธรรม จนกระทง่ั วา ประชาชนสามารถเห็นไดว า ในรอบหาปท ี่ผา นมาน้ี ปฏิกิริยาคดั คา นหลกั
ศรัทธาของกลุมชนอสิ ลามอันย่ิงใหญกลมุ น้ี ซง่ึ เปน กลมุ ชนที่มีปริมาณมากถึงหนึ่งในหา ของ
ประเทศอิสลามท้ังหมด และเปนประชาชาตทิ ี่ถกู ยอมรับวา ไดทาํ หนาที่รับใชอยา งใหญห ลวงตอ
อารยธรรมอสิ ลาม ภายใตการนําของบรรดาผูนาํ นกั ปราชญ และมวลชนระดับตางๆ ของคนกลมุ
นน้ั เปนปฏิกริ ิยาคดั คานท่ีไดรบั การแพรหลายเพ่ิมขึน้ มากกวาปฏกิ ริ ยิ าคัดคา นท่ีเคยแพรหลายใน
รอบหนึง่ รอ ยทผี่ า นมาหลายเทา นกั
กลาวคอื ในขณะทใ่ี นรอบหนงึ่ รอยปทป่ี านมาน้นั ไมค อ ยจะปรากฏวา มปี ฏกิ ิริยาใดตอ หลัก
ศรทั ธาของชอี ะฮ อิมามยี ะฮ มากนัก นอกจากปฏกิ ิรยิ าคัดคานจากหนังสือจํานวนหกหรือเจด็ เลม
เทา นนั้ ซึ่งไดแก :
1- มุฮาเฏาะรอต ฟ ตารีค อลั อมุ ะมุล อสิ ลามยี ะฮ- โดย ค็อฏรี
2- อซั ซุนนะตุ วชั ชีอะฮ- โดย รอชีด ริฎอ
3- อศั ศริ ออุ บัยนัล วะษะนยี ะตุ วัล อสิ ลาม- โดย กุศ็อยมี
4- ฟจ รุลอิสลาม วะฎิฮาฮ วะ เซาะฮรฮิ - โดย อะหม ัด อามนี
5- เญาละฮ ฟ รุบอู ชิ ชัรกิล อะอลา-โดย มฮุ มั มัด ษาบิต มศิ รี
6- อัลวะชอี ะตุ นกั ดิ อะกออิด ชอี ะฮ- โดย มูซา ญาร็อลลอฮ
7- อลั -คุฎฎ ล -อะรเี ฎาะฮ- โดย มุฮบิ บุดดีน อลั -คอฏบี
8- ตับดีด อัซซุลาม วะตนั บฮี นุ นิยาม-โดย ญับฮาน และอื่นๆ อกี
ซึ่งก็ไมแ ตกตา งกนั สกั เทา ใด และนับเปน เร่อื งธรรมดาของผทู ่ยี งั รเู ทาไมถ งึ การณก บั หลักความ
เช่อื ถือของพี่นองและแนวทางของเขา...
สิง่ เหลา น้ี เกิดขึน้ โดยประกอบกับเหตผุ ลท่วี า สว นมากของปฏกิ ริ ิยาคัดคา นเหลานม้ี ิได
อา งองิ ตาํ ราใด นอกจากตาํ ราของนกั บุรพคดแี ละศตั รูของชอี ะฮต ลอดจนบรรดามสุ ลิม เมื่อเปน
เชนน้ี จึงทําใหบ คุ คลเหลา นั้นบางทา น เขียนเร่อื งราวเก่ยี วกับ ชีอะฮ อิมามยี ะฮแ ละเก่ยี วกับหลัก
ศรทั ธาของชีอะฮใหผดิ พลาดไปแลวพวกเขาก็ไดขอขมา(1) และแสดงความเสียใจในสง่ิ ทต่ี นเขียน
ไป อีกท้ังยังไดแ กไ ขเร่ืองทเี่ ขาไดก ลา วไปแลวดว ย
แนน อนท่สี ุด บรรดานกั ปราชญช อี ะฮและปญญาชนในหมพู วกเขากไ็ ดมกี ารวิพากษ
หนังสือและปฏกิ ิรยิ าเหลานี้ ตลอดจนไดทําการอธบิ ายถึงหลักศรัทธาของชีอะฮ เรื่องราวเกี่ยวกับ
พน้ื ฐานและขอ ปลีกยอยของมนั นบั เปนจํานวนสิบๆ เลม ซง่ึ เราจะกลา วถึงช่อื ของบางเลมมาเปน
ตัวอยาง ดังน้ี :
1- อัศลชุ ชอี ะฮ วะอศุ ลู ุฮา-โดย อมิ าม ชยั ค มุฮัมมัด ฮเุ ซน กาชฟิ ฆฏิ ออ
2- อัล มุรอญอิ าต- โดย อิมาม มญุ าฮิด ซัยยิด ชรั ฟุดดีน
3- ตะหตะ เราะยะตลุ ฮกั -โดยอัลลามะฮ อบั ดุลลอฮ อัซซะบตี ี
4- อลั ฆอดรี เลมทีส่ าม โดย อลั ลามะฮ อัลฮุจญะฮ ชัยค อะมีนี
5- อะกออิดลุ อิมมามียะฮ- โดย อลั ลามะฮ อลั ฮุจญะฮ มุซ็อฟฟร
6- อัจญว ะบะตุล มูซา ญารุลลอฮ-โดย อิมมา มญุ าฮดิ ซยั ยิด ชัรฟุดดีน
7- มะอลั คอฏีบ ฟ คฏุ ฏิฮ อะรีเฏาะฮ โดยอลั ลามะฮ อัลฮจุ ญะฮ ศอฟย
8- มะอลั คอฏบี ฟ คุฏฏิฮ- โดย อัลลามะฮ ชัยค ซุลยั มาน อัลคอกอนี
(๑) ดงั เชนท่ี อะหม ดั อามนี เจาของหนังสอื ฟจรุล อสิ ลาม ไดกระทําไปแลว ตาท่ีอิมาม ชัยค มุฮัม
มัด ฮุเซน กาชฟิ อลั ฆิฎออ ไดก ลาวไวใ นหนังสอื ของทาน (อัศลชุ ชีอะฮว ะอุศลู ุฮา) : หนา ๘๒ พมิ พ
ที่ไคโร ฮ.ศ. ๑๓๗๗ / ค.ศ. ๑๙๕๘ ครงั้ ทสี่ ิบวา : นับเปนการพบกันทีไ่ มน าเช่อื คอื อะหม ดั อามนี
ผเจาของหนงั สอื ฟจรุลอิสลาม) นนั้ หลังจากท่ีหนังสอื ของเขาไดเผยแพรใ นป ฮ.ศ.๑๓๔๙ ทผี่ านมา
และนกั ปราชญแหง เมอื งนะญัฟกลมุ หน่ึง ไดป ระทวงตอ เขา แลว เขาไดมาเยือนในฐานะตัวแทน
นกั เขียนชาวอยี ปิ ตอันประกอบดวยคณะครแู ละนักศึกษาราวสามสิบคน เขากบั คณะไดมาเยยี่ มเรา
และพกั กบั เราในงานเล้ยี งของคืนหนึง่ ในเดอื นรอมฎอนแลวเราก็ไดกลาวตาํ หนิเขาเก่ยี วกบั เรอื่ งราว
ท่ีเกิดขึ้น โดยการตําหนอิ ยา งสภุ าพและเราไดยนิ ดีอภัยใหเ ขาอยา งดีงาม... ปรากฏวา เขาไดพรรณา
การขอขมาอยา งยืดยาวโดยไมมขี อโตแ ยงและขอ เสนอใดๆ อกี เลยแมแ ตนอ ย แลว เราไดกลาววา :
เร่ืองน้ยี ังไมจบ ดังน้ันถา ใครตองการเขยี นเรือ่ งใด กจ็ าํ เปน ท่ีเขาจะตองเตรยี มพรอมใหเ พียงพอและ
ตองศึกษากระทัง่ เขา ใจอยา งถองแทเสียกอ น มฉิ ะนัน้ จะไมอนญุ าตใหเ ขาลงมอื และเสนอสิง่ ดังกลา ว
เปนไฉนทีห่ องสมดุ ท้งั หลายของชีอะฮ และจากจาํ นวนเหลาน้นั คอื หองสมุดของเราทีเ่ ตม็ ไปดวย
หนงั สือมากถึงหา พนั เลม สวนมากจะเปนหนังสือของนักปราชญฝ า ยซนุ นะฮ และนั่นคือในเมอื ง
อยางนะญัฟท่ีขาดแคลนทกุ สง่ิ ทุกอยา งนอกจากความรแู ละการสรางสรรค อินชาอัลลอฮ สว น
หอ งสมุดในไคโรอันย่งิ ใหญน้นั ไมม ีหนังสอื ชอี ะฮเลย มหิ นําซํ้ายงั เปน ส่ิงที่ไมไดร ับการกลา วถึงอีก
ดวย ใชแ ลว พวกทไ่ี มม ีความรใู ดๆ เกย่ี วกับชอี ะฮเลย แตเ ขยี นถึงชีอะฮไดไปเสียทุกเร่อื ง
นอกเหนอื จากนี้ก็ยังมีตาํ ราและหนงั สือตางๆ ในแนวนอ้ี ีกมาก
จงึ กลา วไดว าในชว งศตวรรษท่ผี า นมา ไมมีปฏกิ ริ ยิ าคดั คา นใดๆ ตอ หลักศรัทธาของชอี ะฮ
อิมามียะฮ นอกเหนอื จากหนังสอื จํานวนเลก็ นอ ยนี้เทา น้นั ในขณะที่พอหลังจากการปฏวิ ัตอิ สิ ลาม
ในอิหรานไดประสบชัยชนะแลว จาํ นวนของปฏิกิรยิ าคดั คา นและหนังสอื ตา งๆ ทโี่ จมตีชนอสิ ลาม
กลุมนี้ในดา นหลกั ศรัทธาและแนวทางปฏบิ ตั อิ ยา งรนุ แรงแขง็ ขนั มถี ึงส่สี ิบเลม รวมท้ังหนงั สือและ
เอกสาร
สวนหน่ึงกเ็ ปนหนงั สอื ประเภทโจมตหี ลกั ศรทั ธา
อีกสว นหนง่ึ ก็โจมตีนักปราชญแ ละบคุ คลสาํ คญั
ประเภททส่ี ามกโ็ จมตีรายงานฮาดษี และหนงั สอื ทเี่ กี่ยวกับฮาดีษ
ประเภททสี่ ก่ี ็โจมตีทศั นะของนกั วชิ าการทางศาสนาท่ไี ดรบั การถายทอด
มาจากคมั ภรี แ ละแบบฉบับของทานศาสดา (ซุนนะฮ)
บางประเภทกโ็ จมตีวา เปนพวกปฏิเสธ (กาฟร) ไปเลย
อีกบางประเภทกโ็ จมตรีวาเปนพวกบชู าไฟ (มะซู ี)
บางกส็ รุปใหวา เปนพวกต้งั ภาคี (มชุ ริก)
มนั เปนเสียอยางนั้น...
ในขณะท่ีหลักศรัทธาของกลุมชนชาวมสุ ลิม อนั ยงิ่ ใหญกลมุ น้ีกด็ ี ทัศนะของนักวชิ าการ
ทางศาสนาในหมูชนกลุมนีก้ ็ดี ลวนเกิดข้ึนมาจากเน้อื หาของคมั ภรี อ นั ทรงเกียรติและแบบฉบับของ
ศาสดาอนั บรสิ ุทธิ์ (ชุนนะฮ) โดยไดรบั การอา งถึงจากนักรายงานฮาดษี ทดี่ ีเดน และนกั เผยแพรที่ดี
เยีย่ ม(๑) นักปราชญท ง้ั มวลตา งยนื ยันถึงความซ่ือสตั ยแ ละความแนนอนในสว นมากของคนเหลาน้ัน
อกี ทั้งยังไดยืนยันถึงหลกั ศรัทธาทถี่ กู ตอ งและสภาพความเปนอยางเท่ียงธรรมของคนเหลา น้นั และ
พนื้ ฐานทางดานวิชาการของคนเหลา น้ันคือ บรรดาอะฮลลุ บยั ตของทานนบีผบู ริสทุ ธ์ิซ่งึ บรรดา
บรรพชนของมุสลิมตา งไดยืนยันถึงความดเี ดน ความสะอาดบริสทุ ธิข์ องพวกเขามาแลว และได
บนั ทึกเร่ืองราวเก่ยี วกับพวกเขาไวใ นหนังสือนบั จาํ นวนเปนพันๆ เลม...
ทานทราบหรอื ไมว า อาจมอี ะไรซอนอยูเบื้องหลังบาง? มนั มเี บอื้ งหลังซอนเบอ้ื งหลงั อยู
หรือไม?
ทาํ ไม การโจมตอี ยางขนานใหญเหลาน้ีจงึ มีขึน้ มาในเวลาเดยี วกนั กบั พลังอนั รุงโรจนของ
อิสลามไดสาํ แดงขึ้นเปนครั้งลา สุดในโลกอิสลาม และไดใชว ิธกี ารแพรโจมตี ราวกับไฟไหมฟ าง
กับทนั ท่พี ลงั อิสลามไดสรา งความหวาดวิตกใหแกพวกจกั รวรรดินยิ มและไดช ้ใี หเหน็ วา อาํ นาจของ
(๑) หนงั สือฮาดษี ตา งๆ ทีถ่ กู ยอมรบั กันในฝายชอี ะฮก ็เหมือนกับรายงานศอฮฮี และสุนขั ตา งๆ ทถ่ี ูก
ยอมรับกันในฝา ยอะฮล ซิ ซนุ นะฮ กลาวคอื เปนหลักฐานที่มีนํ้าหนักในกรณที มี่ ีสายสืบและ
หลักฐานถกู ตองสมบูรณแ ละไมสามารถอุทธรณต อ ความเชื่อม่ันใดๆ ของเจา ของตาํ ราเหลาน้ันโดย
รายงานปลกี ยอยหรอื ออ นหลักฐานหรือที่ขดั แยงกันได
พวกเขากําลังอยใู นอันตราย?
ทําไม ความพยายามอยา งหนกั หนว งเพ่อื สรางความแตกแยกและการขดั แยง กันตลอดจนถึง
การตอ สูก ันระหวา งกลมุ ชนตา งๆ ในประชาชาติน้ีไดเกิดข้นึ ในเวลาเดยี วกนั กบั ทมี่ วลมสุ ลิมไดเรมิ่
เขา ใจเกยี่ วกับสภาพความเปน จรงิ ของพวกเขาท่ลี า หลงั และนาอดสู อกั ทงั้ ไดรู ปญหาพื้นฐานนั้น
ข้ึนอยูกับความแตกแยกของพวกเขานัน่ เอง แลวเสยี งเรียกรอ งหาความเปนเอกภาพและความใกลชดิ
กนั ระหวางมวลมุสลมิ ไดป ระกาศขนึ้ และไดป ระจกั ษแลว วา เสน ทางอนั จําเรญิ น้ัน มอี ยูใ นวถิ ที าง
อันน้ี?
ทําไม ความอตุ สาหะในดา นของการโจมตชี นดิ ท่ีนา บดั สีของมวลมุสลิมดว ยการโจมตีชน
กลุมนี้หรอื กลุมนน้ั วา เปน พวกปฏิเสธ(กาฟร) พวกตง้ั ภาคี(มุชริก) พวกบชู าไฟ(มะูซ)ี และขอห
อืน่ ๆ อีกไดเ กิดขนึ้ ในเวลาทพี่ รอมๆ กันกับการแถลงอยางเปด เผยของตา งชาตวิ า กลมุ ฟนฟอู ิสลาม
ในตะวนั ออกกลางและแถบอาวอาหรบั นั้นเปน อันตรายอยางย่งิ สําหรับอาํ นาจของโลกตะวันตก?
และในท่ีสุด ทําไมปฏบิ ตั กิ ารจองเวรกับชอี ะฮ อิมามยี ะเหลา นีจ้ งึ ไดเ กิดขน้ึ ในเวลาเดยี วกัน
กับมกี ารประชุมวิเคราะห “ชอี ะฮ” ขน้ึ ในประเทศอิสราเอลหลงั จากทที่ หารของอิสราเอลไดถูก
บาํ ราบโดยกองกําลงั ของชอี ะฮทางภาคใตข องเลบานอน การประชมุ ในครั้งนี้ ไดย ุติลงดวยการลง
มติใหม ีการลมลางพวกชอี ะฮ ทงั้ แนวความคดิ และการดํารงอยู โดยถือวา พวกเขาคอื อันตรายอยา ง
ยง่ิ ยวดสําหรบั พวกไซออนสิ มจอมโจรแหง อสิ ราเอล
ถงึ แมก ารโจมตจี ะมแี ตพวกชอี ะฮ แตน ีค่ อื พวกท่อี ะฮลุลบยั ตเ ปนผชู ้ีนาํ อยู “บรรดาผซู ่ึง
ความเปนเลิศในดานความเขา ใจศาสนาของพวกเขาน้นั เปนเลศิ ในดานความยตุ ิธรรมและความ
ถกู ตอง และดวยความปลอดภัยจากความหลงผิด และดวยคัมภีรข องอัลลอฮท ผี่ กู มัดอยูจนกระทง่ั เขา
สูสวนสวรรค” ดงั ที่ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (อลั ลอฮทรงประทานความอัษษะเกาะลยั น) ซ่ึงทง้ั
ชีอะฮแ ละซุนนะฮตา งก็ไดรายงานเอาไวดว ยกัน
ถึงแมการโจมตจี ะมแี กกลมุ ชนแหง ประวตั ิศาสตรดงั้ เดิมของอสิ ลามเมื่อวันปฐมฤกษ
ทา นศาสนทูตก็เคยไดกลาวไวว า : อาลี และชีอะฮของเขา (พวกของเขา) เปน ผูมชี ัยชนะ(๑)
ถงึ แมก ารโจมตีจะมตี อ กลมุ ชนแหงอิสลามกลุม น้แี ตในจํานวนคนเหลานก้ี ็มนี ักวชิ าการ
และนกั ปราชญเปนจาํ นวนนับลานคน และเปน กลมุ ชี้นําทางดา นแนวความคดิ สติปญ ญา ความ
ยตุ ธิ รรมและวัฒนธรรม
น่ีคอื พวกที่มปี ระวตั คิ วามเปน มาทีด่ ีเลศิ ในการตอ สูเพ่อื ปอ งกันเสถยี รภาพของอสิ ลามและ
มสุ ลมิ
จงึ กลาวไดวา ถาการโจมตคี นกลมุ น้ีเกดิ ขึ้นดว ยแรงผลักดันจากความเครงศาสนาแลว
แนนอน สิง่ แรกท่ีสาํ คัญย่งิ ไปกวา ก็คือ จะตอ งตอ สกู ับลัทธมิ ารกและสงั คมนิยม ซง่ึ มนั เปนอันตราย
(1) ตฟั ลีร ดุรรุล มันษูร ของทานซะยูฏี ในตอนอธิบายโองการ “แทจรงิ บรรดาผศู รทั ธาและ
ประกอบการดีนน้ั เปนพวกประเสริฐยง่ิ ” หนา ๓๗๙ เลม ๖ พมิ พที่เบรตุ
แกป ระเทศอิสลามอยางใหญหลวง ไมวาทงั้ ภายในและภายนอก จนกระท่ังวา กบั ผูทไ่ี ดให
การชว ยเหลือและสนับสนุนอยูในทกุ ประเทศแมแ ตรัฐบาลตา งๆ ในอาณาจกั รอสิ ลาม
ไมเ คยมใี ครคิดทีจ่ ะกลา โจมตีลทั ธิบอนทาํ ลายที่เปน อันตรายเหลา น้เี ลย ถงึ แมม นั จะตอ ตา น
กับทกุ ส่งิ ทุกอยางนบั ตั้งแตหลกั ศรัทธา ไปจนถึงจริยธรรมสวสั ดภิ าพ อสริ ภาพและในทสี่ ุดก็คือ
เสรภี าพ (อาจเปนสง่ิ แรกดวยซ้าํ ) และเปน ลัทธทิ ไ่ี มศรัทธาตอสิง่ ใดเลยท่ีดาํ เนนิ บทบาทไปยงั เรอื่ ง
ของศาสนาใชห รือไม?
ไมมผี ูกลา หาญคนใดโดยเฉพาะในบรรดาผทู ่ีประกาศตนวาเครง ครดั ศาสนาแลวทมุ เทเงนิ
เปนลา นๆ เหรียญดอลลารเพื่อสรางความแตกแยกระหวา งกลุมชนตางๆ ของอสิ ลามและทําลาย
ความเปน พ่นี องในอิสลามภายใตขอหาท่มี าในรูปตา งๆ คดิ ที่จะประชมุ บรรดานักปราชญ
ผทู รงคณุ วุฒิและนกั วชิ าการของมวลมุสลมิ เพอ่ื ดาํ เนินการปรกึ ษาหารอื กนั อยางแทจ ริงเพอ่ื ท่ีจะได
เปน งานทตี่ อสกู ับขบวนการมารกซิสม ซ่งึ มนั ไดแ พรหลายอยแู มกระท่งั ในดนิ แดนหะรอมทั้งสอง
แหงและมันไดครอบงําจิตใจแมแ ตกับคนหนุมๆ ในมกั กะฮอ นั ทรงเกียรติและนครมะดีนะฮแ ละ
ดินแดนอันศกั ดส์ิ ิทธิ์สว นอนื่ ๆ ใชห รอื ไม?
ทาํ ไมคนเหลา น้นั ไมคิดบางเลย (ถา เขามีความสจั จริง) วา ในประเทศอสิ ลามบางประเทศ
ซ่ึงเคยเปนที่มาของประวัติศาสตรอันยาวนานสําหรับอิสลามแตม าบดั น้ีมนั ไดก ลายไปเปน ท่ีต้งั ของ
ลัทธิมารกซไปเสยี แลว กลาวคือในบางประเทศถงึ กับไดประกาศกฎหมายตามระบอบสังคมนิยมไป
แลว บา งกย็ อมใหท าํ งานโดยไมตอ งถือศีลอด บางก็ยํา่ ยีแบบฉบบั (สุนนะฮ) อันบรสิ ทุ ธขิ์ องทา นน
บี ไปจนถึงเรือ่ งอ่ืนๆ อีกทีบ่ อนทําลายอิสลามในรปู ตางๆ?
บดั น้ีไดมปี ญ หาพ้ืนฐานทีเปนอนั ตรายสําหรับเสถยี รภาพของมวลมุสลิมและการดํารงอยู
ของพวกเขาสองประการ คอื :
1- ยวิ ไซออนสิ มและโลกคายตะวนั ตกที่สนับสนุนอยใู นทุกวถิ ีทางของแผนชัว่ ราย
2- ลทั ธิคอมมิวนิสมและโลกคา ยตะวนั ออกผูบอ นทําลายท่ีใหก ารสนับสนุนในทกุ ๆ
ดา นอยูเบ้ืองหลัง
ศตั รูตัวฉกาจทง้ั สองฝายนไ้ี ดยึดหลักการดงั ตอ ไปน้ี
1- เผยแพรความเสียหายทางดา นจริยธรรมระหวางมวลมสุ ลิมโดยเฉพาะในหมคู นหนุม
สาว
2- แพรหลายสภาพจติ ใจท่ีตกตํ่าใหเ ขา ไปสูจติ ใจของคนเหลานัน้
3- คงสภาพของพวกเขาไวก ับความลา หลังทางดา นวชิ าการ อารยธรรม เศรษฐกจิ และ
การเกษตร ฯลฯ
4- ลบลางความศรัทาของพวกเขาทีม่ ีตอศาสนา ตออลั ลอฮ ตอวันปรโลก ซง่ึ พวกเขามี
ความเชอ่ื ตอสงิ่ ดังกลาวอยุในทุกวนั นี้ และตรงึ พวกเขาไวกบั พายุรายทีพ่ ดั กระหนาํ่
ไปจนถึงเร่อื งอืน่ ๆ
แลวทาํ ไมพอหลังจากท่ชี ีอะฮและประชาชนมุสลิมชาวอิหรานไดสําแดงพลังการตอ สอู นั
ย่งิ ใหญต อ ประเทศจักรวรรดินิยมและสมนุ ของมนั พวกเขาเหลา น้นั กไ็ ดล งมอื จดั การโจมตคี นกุลม
นี้ อะไรบางที่พวกเขาไดทําไปเพ่อื เปนการตอสกู ับภัยอันตรายทง้ั สองอยางนี้ ในขณะทีพ่ วกเขามี
ความสามารถซ่ึงไมมใี ครรูซ ้ึงไดนอกจากอัลลอฮ?
มีบา งไหมท่พี วกเขาไดกระทําการใดๆ ทส่ี รา งความลาํ บากใหแ กอิสราเอลในฐานะทไ่ี ดยา่ํ ยี
มวลมสุ ลิมและชาวอาหรบั มาหลายครัง้ หลายคราว โดยไมหยดุ หยอ น หรอื วา พวกเขาเปนตัวต้ังตวั ตี
ในการจัดประชุมเรยี กรอ งสันตภิ าพกับอสิ ราเอลและดาํ เนินการเพื่อแกปญ หาดวยการยอมจาํ นน
และยอมรบั ตอประเทศอสิ ราเอลใหท าํ สงครามขึน้ อยางยดื เย้ือในโลกอิสลาม?
หรอื วาพากเขาเคยแสดงความองอาจตอโลกตะวนั ตก ตอบโต และสรู บตลอดจนตัด
สัมพันธไมตรี ใหเ หมอื นกบั ท่ีพวกเขาตอบโตกับโลกตะวนั ออกและตดั สัมพันธบ างส่ิงบางอยา งไป
แลว?
ทําไมพวกเขาจึงมงุ กนั แตจ ะใชเ คร่ืองมอื โจมตีมาตอสูกับหลักศรัทธาของชีอะฮอันสืบทอด
มาจากพ้นื ฐานของอสิ ลาม อนั ไดรับมาจากบรรดาอะฮลุลบัยตข องนบีผูบรสิ ทุ ธ์ิ?
ชอี ะฮใชห รือไม ทข่ี บั ไลอเมริกาออกจากอหิ รา นและโจมตีสมนุ ของมันที่สรางความตกตาํ่
ใหแกอาหรบั และสนนั สนุนอสิ ราเอล?
ชอี ะฮใชหรอื ไม ที่ขบั ไลอิสราเอลออกไปจากภาคใตเ ลบานอนและตดิ ตามไปกระหนํ่าการ
โจมตีและสอนบทเรยี นชนิดท่ีพวกมันไมอาจลืมได?
การโจมตรชี อี ะฮในทกุ วนั น้ี มไิ ดม ีสาเหตุใดๆ เลยใชหรือไม นอกจากเพราะวา พวกชอี ะฮ
ไดโจมตโี ลกตะวันตกและโลกตะวันออกใหเกิดความตกต่าํ และเสียหายอยางน้นั และไดสําแดงถงึ
การกระทําทเี่ ปนอันตรายอยา งยง่ิ สาํ หรบั อทิ ธิพลของตางชาตทิ ีม่ อี ยูในประเทศอิสลาม?
ชอี ะฮใชห รือไม ท่ีสาํ แดงตนวา เปน อันตรายอยางยง่ิ ตอ อทิ ธพิ ลของอเมรกิ าในซาอูดี แถบ
อา วอาหรบั อียปิ ต เลบานอนและอิรกั และไมวา เมอื งใดทช่ี อี ะฮมอี ยู หรอื เมอื งท่มี ผี ูสนบั สนนุ
แนวทางของชอี ะฮใ นดานการปฏวิ ัติซึง่ ปฏเิ สธความตกตา่ํ และการถูกย่ํายอี กี ทง้ั การยอมจํานน และ
ปฏเิ สธรัฐบาลตางๆ ท่เี ปน สมุนและเปนอาชญากร ตลอดจนไดต อ สูกบั ความอธรรม, การกดข่ี ขม
เหงทกุ รปู แบบและประกาศคําขวญั วา : ออกไปจากเราเสียเถิด ความตกตา่ํ และ “และจงอยา
สนับสนุนพวกอธรรมไ และ “ทาํ ไมสูเจา จึงไมตอสูในวถิ ที างของอลั ลอฮแฺ ละบรรดาผถู กู กดข่ี” และ
คาํ ขวัญทว่ี า “ชวี ติ อยูก บั หลักศรัทธาและการเสียสละ” และคําขวญั ท่วี า “คนตายทัง้ เปน ในหมูพวก
ทานคอื คนแพ คนเปนทงั้ ๆ ท่ีตายไปแลว ในหมูพวกทานคือคนชนะ?”
ทําไมจงึ มหี นงั สือ “วะญาอะ ดรู ุล มะูส” ออกมาโจมตพี วกเขาเหลานนั้ ?
แลวใครเลา ทถี่ กู หมายถึงวา เปนพวกมะูซี (บูชาไฟ) ? มนั จะหมายถงึ ชาวอหิ รา นที่
พยายามนําหลักการอิสลาม เชิดชูธงอสิ ลาม อรรถาธบิ ายคมั ภรี ข องอิสลามรวบรวมรายงานฮาดีษ
ตา งๆ ท่ีถูกยอมรับในสายอะฮลซิ ซุนนะฮอ อกมา เชน ทา นอมิ ามบคุ อรี อิมาม มสุ ลิมตริ มิซีย นะซาอี
และอิบนุมาญะฮ กระนั้นหรือ?
หรอื วา พวกเขาใหความหมายวามะูซี คอื ชอี ะฮ (พวก) ของทานอาลี (ความสันติสุขพงึ มี
แดท า น) ที่บนั ทึกรายงานฮาดีษตางๆ ของทานรซลู ผูทรงเกียรติและบรรดาอะฮล ุลบัยตผูบรสิ ทุ ธ์ินับ
จาํ นวนเปนรอ ยๆ เลม อกี ทัง้ ยังไดเ ขยี นตําราอธบิ ายอัลกรุ อาน อันทรงเกียรตินับจาํ นวนรอยๆ เลม
ทง้ั เลม เลก็ เลม ใหญ ตลอดทัง้ ยงั ไดรวบรวมตาํ ราทเ่ี ก่ียวกบั หลักศรทั ธาของอสิ ลามอกี นบั รอยเลม
และใหความบรสิ ทุ ธิ์ตออลั ลอฮจนพนความบกพรอ งในทกุ ๆ อยา ง ใหความบรสิ ุทธ์ิใจตอ บรรดานบี
วา พนจากขอตาํ หนิในทุกๆ ประการ และยนื ยันถึงความยุติธรรมของอมิ ามและคอลฟี ะฮตลอด
จนถงึ ผูปกครองและผดู แู ลประชาชาตอิ สิ ลามเพอ่ื จะไดช ี้นาํ ไปดวยความซอ่ื สัตยแ ละความเทย่ี ง
ธรรม
ถา พวกทโ่ี จมตชี ีอะฮก บั พวกท่เี ชื่อมน่ั โดยจรงิ ใจตามหลกั การของอิสลามวา ชอี ะฮค อื พวกที่
หลงผิด พลกิ แพลง ก็ควรจัดใหม กี ารประชมุ โดยเสรีและรวมเองบรรดานักปราชญม ุสลิมทงั้ ซุนนะฮ
และชีอฮมาพิจารณา อภิปรายทางวชิ าการของอซั ฮับ และควรจะเสนอกระทไู ปยงั นักปราชญชอี ะฮ
และนกั วชิ าการในหมูพวกเขาเกีย่ วกับขอผดิ พลาดทีเ่ ปนขอสงสัยและท่ีเปน ปญ หา อกี ทั้งควรจะ
ขอใหช ีอะฮเสนอหลักฐานที่เปน ขอ พิสูจนตามมัซฮับของพวกเขา เชนเดียวกบั บรรดาทนี่ กั ปราชญ
ทงั้ ของชอี ะฮและซนุ นะฮก ระทาํ อยา งน้ันมาแลว ในอดตี จนพวกเขาไดประชุมกันในสถานท่ี
เดียวกัน และถกปญหา พจิ ารณากัน จนไดรับขอ สรุปทด่ี ีหลงั จากไดขจดั เมฆทบึ ที่บดบังอยใู หพ น
ไป และยกเลิกขอสงสัยตา งๆ ออกไปอีกทง้ั ยังไดก ระชบั ความสมั พันธกันอยางใกลช ิด และได
รว มกนั ยอมรับในความเปน จริงหลงั จากไดถ กเถยี งกนั ดวยวธิ ีการท่ดี ีงามและสนทนากันในเชงิ
วิชาการแบบพน่ี อ งทีส่ ัมพนั ธกนั อยางแนน แฟน ในลักษณะอยา งน้ชี อี ะฮก ็จะไดใ ชชีวติ อยูอยา งพ่ี
นอ งกับอะฮล ิซซุนนะฮ ในลักษณะทค่ี นกลมุ ใหญไมบ ีบค้ันคนสวนนอ ยหรอื วา คนสวนนอ ยจะ
หวาดผวาคนสวนใหญ แตค วามสมั พันธข องพวกเขาจะเปน ไปในลักษณะท่ีชว ยเหลอื เกอื้ กูลกัน
จนถึงขนึ้ ท่แี ตละฝา ยไดเขา ใจหนังสอื ของฝา ยหนง่ึ และไดยอมรบั ในทัศนะของฝายหนง่ึ ตลอดจน
สามารถสนับสนุนความพยายามของอกี ฝายหนึ่งและภูมใิ จในการท่ีฝา ยหนงึ่ ประสบความสาํ เรจ็ ใน
การกระทาํ อยางใดอยา งหนง่ึ
แลว ทาํ ไมการตอ สูก นั ระหวา งชอี ะฮกบั ซุนนะฮซึง่ กอ ใหเ กิดความเสยี หายและมแี นวโนม
ไปสคู วามแตกแยกระหวางมสุ ลมิ นั้น มิไดดําเนินไปตามลกั ษณะการประชมุ รว มกันอยางท่ีวานี้ซง่ึ
เคยกระทาํ ในบรรยากาศของการสนทนาเชงิ วชิ าการทถ่ี กู ตอ งจนประสบความสาํ เรจ็ อยา งดีเลิศ
ระหวา งคนสองฝายทัง้ ซุนนะฮและชอี ะฮ ในอดตี น่ันคือ : อิมาม ซรั ฟดุ ดนี และอิมาม ซะลมี บะชะ
รี อดตี อธิการบดีมหาวทิ ยาลัย อลั อัซฮัร เพอ่ื สกดั กั้นความมืดมน และขจัดเมหหมอกอนั มืดทึบท่ี
ครอบงําสายตาอยู จนทําใหมองมติ รเปน ศตั รู และมองพีน่ องวา เปนคนแปลกหนาท่นี ากลวั ?
ไมตอ งสงสัยวา นกั ปราชญชีอะฮนน้ั มีความพรอ มอยูทุกเมือ่ สาํ หรับการจดั ใหม กี ารประชมุ
ในลักษณะนีเ้ พื่อเสนอขอพิสจู นต า งๆ ของพวกเขา ถา อกี ฝา ยหนึ่งแสดงความปรารถนาดว ย
เปาหมายเพื่อสรางความเปน เอกภาพของมวลมสุ ลิมและผกู มัดความสมั พันธข องพวกเขาใหแนน
แฟน แนนอนที่สดุ เราท้ังหลายมีความจาํ เปน อยางยิ่งสาํ หรับการสรา งความใกลช ดิ อยางนี้ และ
จําเปนอยา งย่งิ ท่ีเราตอ งมีความเปน เอกภาพแทนความเปนเอนกภาพ
นแ่ี หละที่ทา นรซลู ลุ ลอฮ ผทุ รงเกียรติไดสอนใหร วมตวั กนั และมใิ หแ ตกแยกกัน ทานได
รวมคนใหเขากนั มใิ หแ ยกกันอยู ทานสมานสมั พันธไมตรแี ละไมผละหนใี คร ทา นไดก ลา ววา
“แทจ รงิ อาํ นาจของอลั ลอฮ อยูทก่ี ารรวมตวั เปนหมคู ณะ”
อสิ ลามอนุญาตใหก ระนั้นหรอื ในกรณีทเ่ี ราจะถอื เอาขอแตกตา งของชอี ะฮท ่ีผดิ ไปจากฝาย
ผ่ืนๆ ในบางแงมุมของทัศนะทางวิชาการศาสนาทถี่ อื วา ไมถูกตอ งนั้น (แนนอนที่สุดวา เปนสง่ิ ท่ี
ถูกตองเพราะวา ไดน าํ มาจากทางนาํ ของทา นนบีและคาํ สอนของเชื้อสายผูบ รสิ ุทธ์ิ) มาเปนขออางใน
การทําลายพวกเขา หล่ังเลอื ดพวกเขาและตัดสนิ วา แนวทางของพวกเขาเปน โมฆะ ยินยอม (บางครั้ง
ถงึ กับคบคิดกัน) เผามสั ยิดของพวกเขาซ่ึงมนั ก็เปนบานของอัลลอฮ อยางเชน ทเ่ี กิดขึ้นในประเทศ
ปากสี ถาน ในขณะเดียวกันทวี่ า ระหวา งมซั ฮับทัง้ ส่นี ้ันก็ยังมคี วามแตกตางกนั ในหลายส่งิ หลายอยง
มากกวาความแตกตา งท่มี รี ะหวา งมซั ฮับ ของชอี ะฮ อมิ ามยี ะฮ กับระหวา งมซั ฮับตา งๆ ของอิสลาม
เสียดว ยซ้ํา แตพรอ มกันนั้นก็ไมมกี ารกลา วหาแกกนั และกนั วาเปน พวกปฏเิ สธ อกี ทง้ั ไมมกี ารเชือด
เฉือนเลอื ดเน้อื ของใครกันเลย?
มาเถิดทา นทง้ั หลาย ขอใหเ รามาสลดั ความโงเขลาตา งๆ เหลา น้ีออกไปและเราอยา ได
สมยอมไปกบั ความมงุ หวัง ของยวิ ไซออนิสมและเจา นายของมันในอเมรกิ าและโลกตะวนั ตก
ตลอดจนถงึ ผูสนบั สนุนพวกมนั ทอ่ี ยูในรัสเซยี และสมุนของมนั
ทา นทง้ั หลายจงมาสูถอ ยคาํ ทเี่ สมอเหมือนกันเถิด เพราะวา สิ่งท่ีเรารวมกนั ไดน้นั มีมากกวา
สง่ิ ท่ีเราแตกตา งกัน
ขอใหท า นทง้ั หลายมาตัดสินกนั ดวยเหตุผลของสติปญ ญา และมาใชว ิธกี ารสนทนากัน
เพือ่ ทเ่ี ราจะไดม เี สรภี าพอยางแทจริง อยางนอยกเ็ พือ่ โลก (ดุนยา) น้ีของเราและนคี่ อื ระดบั ของความ
ศรทั ธา (อมี าน) ท่อี อ นแอ ยง่ิ ไปกวา นนั้ ยังเปนระดับของสตปิ ญญาท่ีออนแออกี ดวย แนนอนท่ีสุด
ทา นอมิ าม ฮเุ ซนหลานของทา นนบผี ทู รงเกียรติ (ความสนั ตสิ ขุ และความจาํ เริญพงึ ประสบแกพ วก
เขา) ไดกลา ววา “ถาพวกทานไมมีศาสนาและไมก ลัวการคืนกลับไปสปู รโลกกนั แลว ก็ขอใหพ วก
ทา นเปนผมู เี สรภี าพในโลกนีข้ องพวกทา นกันเถิด”
ขอใหเ รามายกยอ งอะฮลุลบยั ตของทานนบผี บู รสิ ทุ ธ์ซิ ง่ึ อัลลอฮไดขจัดความมลทนิ ออกไป
จากพวกเขาและชาํ ระขดั เกลาใหพ วกเขาสะอาดบริสทุ ธแิ์ ละขอใหเรามายกยอ งบรรดาบคุ คลทไ่ี ด
ปฏบิ ตั ติ ามพวกเขาดวยความจรงิ จัง มใิ ชด วยการถอื ทฐิ แิ บงพรรคแบงพวก หรือถือดีพวกทอี่ ยูใน
สมยั งมงาย (ญาฮิลยี ะฮ)
เปน การกระทาํ ทีถ่ กู ตอ งแลวหรอื สาํ หรบั การตอบแทนคนกลุมน้ีซ่ึงดาํ เนนิ ชวี ติ ตามแบบ
ของอะฮลุลบัยตดว ยการตง้ั ขอ กลาวหาและประนามในลัษณะตา งๆ
เพื่อท่จี ะใหส ิ่งทีเ่ รากลาวถึงมหี ลักฐานยืนยนั วา หนงั สอื เหลานกี้ ระทําการโจมตีชอี ะฮ อิมามี
ยะฮในยคุ ปจ จุบัน เราจะขออา งถงึ คาํ พูดสัง้ ๆ จากบุคคลเหลาน้ัน ดังทเ่ี ราจะกลาววา :
คนลา สดุ ในหมูของพวกท่สี รา งความแตกแยก ตอ ตานการรวมตวั กันของบรรดามซั ฮบั
ตา งๆ ในอสิ ลาม เปนคนโกหกตัวฉกาจ และเปนคนเลวท่อี วดดี นั่นคือผูท่ีถกู เรียกวา “อิหซาน อลิ าฮี
ซอฮีร” ซึง่ เขาตองการบงั คบั เอาความเปน ศตั รแู หง เอกภาพของอิสลามที่สูญหายไปในอดีต
คนื กลับมาโดยพยายามท่จี ะยนื ยนั วา หลักศรัทธาของชอี ะฮน้นั ผิดพลาดดว ยการตอบโตหนงั สือ
ตา งๆ ของพวกเหลานั้นกลา วคอื เขาไดกลาวเท็จและกุเรื่องเท็จตา งๆ ขึน้ มาทุกวิถที างกบั ความรูทีเขา
ไดมาจากหลักศรทั ธาของชอี ะฮและตาํ ราของพวกเขา ในทนี่ ้ีเราจะชแ้ี จงถึงการกลาวเทจ็ ของเขา
เพยี งขเดยี ว คือเขากลา ววา :
“สําหรบั เรอื่ งอมิ ามทสี่ บิ สองท่ถี กู สมมติขึ้นนั้น ในหนังสอื ของพวกเขาเองไดแถลงไวอยา ง
เปด เผยเลยทีเดียววา ไมย นื ยันและไมเชอ่ื ตาม และไมมหี ลกั ฐานใดๆ ท่มี ไี วตรวจสอบหรอื พิสูจนได
เลย...” (๑)
เราจะขอถามจอมโกหกคนนี้ ในทีน่ ้ีวา : เขาไดค ําพดู นม้ี าจากไหน? หนังสอื อะไร? ท่ยี ืนยัน
ในคาํ แอบอา งขอนี้ กลาวคอื ชอี ะฮน ัน้ นบั มาต้งั แตสมัยบิดาของพวกเขามาโนน แลว ทย่ี อมรับอยาง
สอดคลองเกย่ี วกับการเกิดของอมิ ามท่ีสบิ สอง คอื อิมามมะฮดี มนุ ตะชิร ซึ่งทา นประมขุ ของ
มนษุ ยชาติคอื ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ และความสันติสขุ แด
ทาน) ไดบอกเร่อื งทเี่ ก่ยี วกับทานไว ทา นเกดิ เมอื่ วนั นิศฟู ซะอบาน ฮ.ศ. ๒๕๕ มบี ุคคลตา งๆ ได
กลา ววา เคยเหน็ ทาน ณ บา นของผเู ปน บิดา ในมัยทที่ า นยังเปน เดก็ หลังจากน้นั ก็ไดกลา วถงึ เร่ือง
ตัวแทนและทตู ของทา นในชว งของการหายตัวในระยะสั้น คอื จากป ฮ.ศ. ๒๖๐ ไปจนถงึ ฮ.ศ. ๓๒๙
ขณะเดยี วกนั ผรู ักษาเอกสาร อาลกั ษณแ ละผูทไี่ ดมโี อกาสเย่ยี มเยียนทา นก็ไดก ลา วถึง
รายละเอียดเก่ียวกับอิมามมะฮดี โดยเฉพาะไวใ นตาํ ราของพวกเขา นบั จาํ นวนมากกวา รอยเลม
ไมใ ชช ีอะฮพ วกเดียวเทา น้ันทย่ี ึดหลักศรทั ธาขอนี้ (หลักศรัทธาทว่ี า ดวยการเกดิ ของอมา
มะฮด ี มนุ ตะซอ็ ร) แตยงั มีกลุมนักปราชญผูอาวุโสของอะฮลซิ ซุนนะฮอีกจํานวนหนง่ึ ที่ยอมรบั อยาง
สอดคลองกับพวกเขาเหลานั้น โดยไดแ ถลงไวอยา งเปด เผยเก่ียวกับการเกิดของอิมามะฮด ีในปน ้นั
จํานวนของผทู ี่แถลงอยางเปด เผยเกี่ยวกับการเกดิ ของทา นมีมากกวา หนึ่งรอ ยคนทเี่ ปนนักปราชญ
นักเขียนผูมคี วามสามารถ เราพรอ มเสมอที่จะแสดงรายชอ่ื ของคนเหลานน้ั ตลอดถึงหนงั สอื ตา งๆ
ไดอยางละเอยี ด ในเมอื่ ถือเอาการยอมรับรวมกนั ของบรรดานกั ปราชญท ัง้ ซนุ นะฮแ ละชีอะฮมี
พจิ ารณาแลว กส็ ามารถตัดสนิ แกนักเขยี นผกู เุ ร่ืองเท็จคนนไ้ี ดเลยวา เปน คนหลอกลวงอิสลามและ
บรรดามุสลมิ
(๑) หนงั สอื ชีอะฮและอะฮลลุ บัยต หนา ๒๙๔ และโปรดยอนไปดูหนา ๒๔๔ ดวย
เรอื่ งน้ี และเรื่องที่วา ดว ยการปรากฏตัวของอมิ าม มะฮด ที ่มี รี ายงานจากสายสบื ท่สี อดคลอ ง
ตรงกนั เปนเอกฉนั ทท้ังในตําราฮาดีษและมสุ นัดตางๆ นนั้ เลา กไ็ มอาจมใี ครปฏิเสธไดอ ีกหลงั จากที่
ยอมรบั ในเร่งื อแบบฉบับตางๆ ของทา นนบที ถี่ กู รายงานไวใ นตําราเหลาน้ี ถึงแมวา จะมีการขัดแยง
กันบางในเรื่องการเกดิ ของทา น
นักเขียนคนน้ีรบี ดว นสรปุ อะไรๆ เรว็ เกนิ ไป เขาจงึ โงเขลาในทุกสิง่ ทกุ อยา งแมกระทั่งใน
กรณที ีเ่ ขาเห็นวา ตวั เองเปน อาจารย เปนนกั เขยี นยอดเยี่ยมในเรื่องนั้นแลว กด็ ี
ทานก็เหน็ แลว วา เขาไดตงั้ ขอกลาวหาทีเ่ ปนเทจ็ แกประชาชาติอสิ ลามท่ียงิ่ ใหญเ พราะมี
รายงานฮาดษี ทค่ี ัดคา น กับส่งิ เหลานัน้ ในตาํ ราของพวกเขา
ถาพจิ ารณากันโดยมาตรการแหง ความเปนธรรมกันแลว จะถือวา มนั เปน เร่ืองที่ถูกตอ งหรอื
ทใ่ี ครสกั คนหน่ึงจะกลา วหาคนกลุม ใหญท ่เี ปนมสุ ลมิ วา ผดิ พลาด(โมฆะ) ดว ย หลักฐานรายงาน
แสดงไวอยา งน้นั ในตาํ ราของพวกเขาโดยไมมีการวิเคราะหถ ึงสายสืบ ตัวบทหรือการอถาธิบาย
เกี่ยวกบั เร่อื งท่ีเขาไดคัดคานมัน
ถาการกระทําเชนนัน้ เปน เรื่องทถี่ กู ตอ ง (ความจรงิ แลว ไมถูกตองอยางเดด็ ขาด) แนนอน
มนั ก็ยอมเปน การกระทาํ ทีถ่ กู ตอ งสําหรับเราทีจ่ ะโจมตอี ะฮลิซซนุ นะฮด ว ยการต้งั ขอหาวา มีการพลิก
แพลงรายงานฮาดีษตา งๆ ทแ่ี สดงไวในเร่ืองน้ี ในตําราของพวกเขา และเพยี งอา งหลักฐานเรอื่ งนี้ไป
ยงั ขอ เขียนของทานกุรฏบใี นหนงั สอื ตัฟซีรของ ทา นก็พอแลว ในตอนทอี่ ธบิ ายซเู ราะฮอ ลั -บะเกาะ
เราะฮวา มีโองการวา ดว ยการขวา ง (อายะตรุ รอ็ จม ความวา “ชายสงู อายแุ ละหญิงสงู อายนุ นั้ ถา ทง้ั
สองลวงประเวณกี ัน ก็จงขวางเขาทั้งสองเปนการตอบแทนจากอัลลอฮและอลั ลอฮ คือผูทรง
อานุภาพ ผูทรงปรชี าญาน” ผูกลว ถึงเรือ่ งน้คี ือ อะบบู ักรอนั บารี รายงานมาจาก อบุ ยั บิน กะอับ (๑)
ถา การอทุ ธรณต อ อะกดี ะฮ (หลักศรัทธา) ของคนพวกหนึ่งดว ยรายงานฮาดษี บทหนึ่ง
ถกู ตองมันก็ยอมจะถกู ตองดวยสําหรบั การอุทธรณโ ดยรายงานบทนีแ้ ละอน่ื ๆ ท่ีมมี ากมายใน
หนงั สือตางๆ ท้งั ฮาดีษและตฟั ซรี วามีการพลิกแพลงกันในหมูอ ะฮล ซิ ซุนนะอ
เปลา เลย เรามใิ ชบรรดานกั เขียนรับจางเหลนั้นทข่ี ายปรดลกของตนไปเพ่อื ความสขุ บนโลก
นีข้ องคนอ่นื และการกลาวอยางนกี้ ็มิไดห มายความวา เราจะถือเอาหลกั ฐานตา งๆ เหลา นั้นมาเปน ขอ
ยนื ยันวา อะฮล ซิ ซนุ นะฮมีการพลิกแพลงยิ่งไปกวา นัน้ เรากย็ กใหเ รือ่ งทั้งหมดที่พวกเขากลาวไป
เชนนั้น เปนเรื่งอของลมปากและไมม สี าระใดๆ ที่สาํ คญั เลยสําหรบั คาํ พดู พวกเขา
มันมใิ ชเรอื่ งทจ่ี ะซอนเรน ผูอานไดหรอกวาสว นมากของหนังสอื ประเภทนี้ลวนเรยี บเรยี ง
มาจากวชิ าการของเพวกวะฮาบียและความชว ยเหลอื ทางการเงินของพวกเขาตลอดจนการจัดพมิ พ
และแจกจา ยฟรี เพ่ือผดุงไวซ ่ึงอาํ นาจของพวกขไวท่มี ันไมสามารถดาํ รงอยไู ดนอกจากตองอาศยั
วิธกี ารโจมตขี องมสุ ลมิ ที่มีตอกันและกัน
โดยเหตุผลทวี่ า สวนมากในหนังสือเหลา นห้ี รือทั้งหมดน้ัน จะตองโจมตีชอี ะฮ อิมามยี ะฮ
วา เปนพวกภาคี (มุชรกิ ) ในการเคารพภกั ดตี อ อัลลอฮ และยกเอาบรรดาอิมามข้ึนเปน พระเจา โดยถือ
วา พวกเขาเองมคี วามลกึ ซง้ึ ในเร่ืองหลักเอกภาพของอลั ลอฮ (เตาฮดี ) เหนอื กวามุสลิมท้งั หลาย เราจึง
พยายามใหค วามหมายของเรอื่ งหลักเอกภาพ (เตาฮดี ) และเรื่องการตัง้ ภาคี (ชริ ก) ในหนังสือเลม น้ี
และเราจะพยายามแกปญ หาอันนี้ซงึ่ คนกลุมดงั กลาว ไดส ับสนกันอยูนานนบั สองศตวรรษครง่ึ เพื่อ
จะเปน ประโยชนแกบ รรดามุสลิม และแกบ รรดาบุคคลผูทไี่ ดร บั ผลกระทบจากแนวความคิดอนั นี้
เราจะไมขอรางวัลใดๆ เลยเวน แตก ารปรับปรุงท่ีดีงามอยางเตม็ ความสามารถ แนน อน อัลลอฮทรง
อยูเบอ้ื งหลงั ความสาํ เรจ็
๒๘ ชะอบ าน ๑๔๐๕
หมวดวาดว ยเร่อื งหลักเอกภาพ (เตาฮดี )
หลักเอกภาพ (เตาฮดี ) พน้ื ฐานแหงงานเผยแพรข อง
บรรดานบี
หลักเอกภาพ (เตาฮีด) และการปฏิเสธเรือ่ งต้ังภาคี (ซริ ก) นั้น นบั เปนเรื่องท่ีสาํ คัญท่สี ดุ ใน
บรรดาหลักศรัทธาวา ดว ยเร่อื งตางๆ ซ่งึ ทาํ ใหเกิดความเขา ใจและความรใู นดา นตา งๆ เก่ียวกับพระผู
เปนเจา อยา งถูกตอ ง และไดถกู จดั วาเปนพน้ื ฐานของความรูและความเขา ใจเกีย่ วกบั พระผูเปนเจา ผู
ทรงสูงสุด ซึง่ บรรดานบีและศาสนทูตของอลั ลอฮไดนาํ มาส่งั สอนตามทม่ี ปี รากฏอยใู นคัมภีรต า งๆ
ทพี่ วกเขาไดร บั มา
เรอ่ื งของหลกั เอกภาพ (เตาฮดี ) และการตั้งภาคี (ชริ ก ) ก็ยังเปนเรอ่ื งทม่ี ุสลิมท้ังมวลมคี วาม
เชอื่ ถอื ตรงกันโดยมิไดม ใี ครขัดแยงกันในเรื่องนีเ้ ลยแมแ ตค นเดียว กลา วคอื นบั จากบรรพชนของ
พวกเขามา ก็เชอ่ื ในความเปน หนึ่งของอัลลอฮมาโดยตลอด ไมว า จะเปน ในแงข องสภาวะการดาํ รง
อย,ู พฤตกิ รรมและการเคารพภักดี (อิบาดะฮ)
ในทัศนะของพวกเขาทั้งหมดถอื วา อัลลอฮ ผูทรงความบรสิ ทุ ธย์ิ ิ่งน้ันเปนเอกะในสภาวะ
การดาํ รงอยู พระองคไมม ภี าคี ไมม ผี ใู ดเสมอเหมือน ขณะเดยี วกนั พระองคค อื ผูท รงใหบ งั เกิด ทรง
สําแดงพฤตกิ รรมอยา งแทจรงิ และเปนผสู รางท่แี ทจ รงิ ในทกุ ๆ สิ่งท่เี ราเรียกวา ผูสราง ผูกระทาํ
กลา วคอื ถึงแมว า จะมผี ูก ระทาํ หรอื ผูส รา งน้นั ๆ แตกเ็ ปน เพียงวาเขาไดกระทาํ และไดสรางไปตาม
อํานาจและเจตนารมณของผูพระองค ผูทรงสงู สุด
ขณะเดียวกัน พระองคค อื ผูไดรับการเคารพภักดีแตเพียงผเู ดียว ไมมีผูไ ดร บั การเคารพภกั ดี
อ่นื ใดนอกเหนือจากพระองคอกี และการเคารพภกั ดี (อิบาดะฮ) น้ัน ไมเ ปน ที่อนมุ ตั ิใหแ กผอู ่นื
นอกเหนือจากพระองคอยงเด็ดขาด ทุกอยางเหลา นี้ ลวนเปน สิง่ ที่ไดร บั มาจากคาํ สอนของคมั ภีรอ ลั -
กรุ อาน แบบฉบับ (ซุนนะฮ) ของทา นนบี, เหตผุ ลโดยสติปญญา (อักล) และมตโิ ดยสวนรวม (อลั -อิ
มาอ) ของบรรดานกั ปราชญ
ดว ยเหตผุ ลดงั กลา วนี้ กับกรณที ี่วา หลักเอกภาพ (เตาฮดี ) มหี มวดอธิบายท่ีบรรดา
นกั ปราชญของอสิ ลามไดใ หรายละเอียดเอาไวในตาํ ราเชงิ วชิ าการและหลกั การศรทั ธาเอาไวแลว เรา
จงึ นาํ มาอธบิ ายในทีน่ ี้พอเปนสงั เขป และเราจะนําเอารายละเอียดในสวนตา งๆ ทุกๆ แงเหลา นน้ั มา
ประกอบกับหลกั ฐานท่ยี นื ยันไวจ ากอลั -กุรอาน นอกจากนเ้ี รายังไดร วบรวมเอาคาํ อธบิ ายเกยี่ วกับ
“หลักเอกภาพในการเคารถภกั ดี” ซึง่ เปน เครือ่ งมือสําหรับคนบางกลมุ อยุ เราจะกลา วถงึ เรอื่ งหลกั
เอกภาพโดยอธบิ ายเปน หมวดๆ ดงั น้ี คอื :
๑- หลักเอกภาพในสภาวะการดํารงอยู
หมายความวา พระองคผูทรงความบริสทุ ธยิ์ ่ิงนั้น ทรงเอกะ ไมมีภาคใี ดๆ สาํ หรับพระองค
บุคคลใดก็ตามไมเสมอเหมอื นพระองค ยิ่งไปกวาน้นั ไมอาจมใี ครเปน ภาคี และเสมอเหมือนกับ
พระองคไ ดอ กี ดวย
โองการของพระองค ผทู รงความบริสทุ ธยิ์ ิ่งไดยืนยันในเร่ืองนี้ ประกอบหลักฐานทาง
สติปญ ญาไววา
“ผทู รงเนรมิตชัน้ ฟา ท้ังหลายแผนดนิ พระองคไดทรงบันดาลจากตวั ของสูเจาใหเ ปนคูครอง
ของสเู จา และ (ทรงบนั ดาล) จากสตั วทัง้ หลายใหเ ปน คูๆ พระองคท รงใหสูเจาสบื เผา พันธกุ ันในน้ัน
ไมม สี ิ่งใดเสมอเหมอื นพระองค และพระองคค อื ผทู รงไดยิน ผทู รงมองเห็น”
(อชั ชูรอ-๑๑)
“จงกลา วเถิด พระองคค ืออัลลอฮ ผูท รงเอกะ อัลลอฮทรงเปน ที่พง่ึ พระองคม ิไดป ระสูตใิ คร
และพระองคม ิไดถูกประสูติ และไมมคี ูเคียงใดๆ เลย สาํ หรบั พระองค” (อลั -อคิ ลาศ-๑-)
“พระองคคืออัลลอฮ ผูท รงเปนหนึง่ แหง อาํ นาจ”
(อัซซมุ รั -4)
และพระองคค ือ ผทู รงเอกะแหงอํานาจ”
(อรั เราะอดุ-)
นอกจากนีก้ ็ยงั มอี กี หลายโองการทย่ี นื ยันวา พระองคผ ทู รงสูงสดุ น้ัน ทรงเอกะไมม ีภาคี
และผเู สมอเหมือนกบั พระองค พระองคไมมีคูและไมม ีหนุ สว น
สวนหลักฐานทางสตปิ ญญาในเรอ่ื งนี้ และขอลบลา งความเช่อื เกีย่ วกบั “ทวิภาค” และ
“ไตรภาค”ี วา เปน โมฆะนั้น เปนเร่ืองทีต่ องศกึ ษากนั ในตําราตา งๆ ทีเ่ ขยี นถงึ เรือ่ งน้ี (1)
2- หลักเอกภาพในความเปน ผทู รงสราง
หมายความวา ในสภาวะของการดาํ รงอยูท่แี ทจริงของผสู รา งนั้น ไมม ใี ครอีกแลว นอก
จากอัลลอฮ และไมม ผี ูสาํ แดงพฤติกรรมใดๆ อยา งอสิ ระนอกเหนือจากพระองคผ ทู รงบรสิ ุทธิ์ และ
ทกุ สงิ่ ทกุ อยา งในจักรวาล นบั จากดวงดาวตา งๆ แผน ดนิ ภเู ขา ทะเล แรธ าตตุ างๆ กอ นเมฆ ฟา รอ ง
ฟา ลน่ั ฟาผา พืชพันธุ ตนไม มนษุ ยและสัตวตา งๆ รวมทงั้ มะลาอิกะฮแ ละญิน และทุกส่ิงทเ่ี รียกมัน
ไดว าคือผูกระทาํ และตน เหตุนั้น ทีแ่ ทคือ สภาวะการดาํ รงอยูตา งๆ ท่ีไมม อี ิสระในการกระทําโดย
แท และทกุ สิง่ ทกุ อยางที่ถกู อา งวา เปน ตนเหตุ ก็มิไดเปนเหตุทแี่ ทจ รงิ โดยอิสระแตอยา งใดเลย อัน
ท่จี ริงเปน เพียงแตวา ปรากฏการณท เ่ี กดิ ขึ้นโดยตนเหตตุ า งๆ เหลาน้ไี ปสิ้นสุดยุติลงท่อี ัลลอฮ ผทู รง
ความบริสทุ ธิ์ ดังน้ันตน เหตุและผลลัพธตางๆ เหลา น้ีท้ังหมด แมจ ะมีสวนในความสมั พันธซ ึง่ กัน.
(1) รายละเอยี ดเกย่ี วกับหลักเอกภาพในแงน ม้ี เี รียบเรียงไวใ นหนังสือ “มะฟาฮีม อัล-กุรอาน”
และกนั มันกค็ ือสรรพสิง่ ทถ่ี ูกสรา งมาโดยอลั ลอฮ(มัดลูก) พระองคคอื ทย่ี ุติสูงสดุ พระองคค อื
จดุ เรม่ิ ตนแหง สาเหตุ พระองคืคอื ผทู รงบันดาลใหก ับส่ิงตา งๆ และถา พระองคป ระสงคก ็ยอมใหส่ิง
ตางๆ พลาดพนไปจากเหตทุ ี่จะทาํ ใหมนั เกิดได
โองการของพระองคผทู รงความบริสทุ ธ์ไิ ดยนื ยันเรอื่ งนี้ สนับสนุนเหตุผลทางสติปญ ญา
ดงั นี้ :
“จงกลา วเถิด อลั ลอฮคอื ผูสรา งทุกสรรพส่ิง และพระองคค ือผทู รงเอกะแหงอาํ นาจ”
(อัรเราะอด ุ-๑๖)
“อัลลอฮคอื ผูสรางทกุ สรรพส่ิงและทรงเปน ผูค รอบครองเหนือทุกสรรพสง่ิ ”
(อซั ซมุ รั -๖๒)
“นัน่ แหละ อัลลอฮพระผอู ภิบาลของสเู จา ผสู รา งสรรพส่ิง ไมมพี ระเจา อน่ื ใดนอกจาก
พระองค”
(อัลมอุ มิน-๖๒)
“น่ันแหละ อลั ลอฮพระผูอ ภิบาลของสเู จา ไมมีพระเจาอน่ื ใดนอกจากพระองคผ ูสรา งทกุ ๆ
สรรพส่งิ ดงั นั้นสูเจา จงเคารพภักดีพระองค. ..”
(อลั อันอาม-๑๐๒)
“พระองคค อื อัลลอฮ ผสู รา ง ผบู รสิ ุทธิ์ ผทู รงกาํ หนดรปู แบบ พระนามอนั ดเี ลศิ เปนของ
พระองค”
(อัลหะชรั -๒๔)
“พระองคจ ะทรงมบี ตุ รไดไ ฉนขณะทพี่ ระองคไมม มี เหสี และไดส รางทกุ สรรพสง่ิ ”
(อลั อันอาม-๑๐๑)
“มนุษยท ้งั หลายเอย จงรําลึกถงึ ความโปรดปรานของอัลลอฮเหนือสูเจา ยังมีผูส รางอน่ื
นอกเหนือจากอลั ลอฮกระนั้นหรอื ...”
(ฟาฎิร-๓)
“จงรเู ถิดวา งานสรา งและการบัญชานั้นเปน ของพระองค อลั ลอฮ ผูท รงจําเรญิ พระผอู ภิบาล
แหง สากลดลก”
(อัลอะรอฟ-๕๔)
3- หลกั เอกภาพในฐานะผูท รงอภบิ าลและบริหาร (๑)
หมายความวา สําหรับจกั รวาลนั้นมผี ูบริหารองคเ ดยี ว และเปนผจู ัดการในกิจการบรหิ ารแต
เพียงผูเดียวไมมภี าคีใดๆ กลาวคือพระองคเ ปนผูท รงบริหารโลกและแทจ ริงงานบรหิ ารของมะลาอิ
กะฮต ลอดจนถงึ สิ่งท้งั หลายที่เปนตน เหตุของกนั และกันน้ัน เปนเพียงกิจการของพระองคผ ทู รง
บรสิ ุทธิ์ ความเช่อื อยา งน้ผี ดิ กันกับทศั นะของพวกตงั้ ภาคี (มชุ ริก) บางกลมุ ทเี่ ชอ่ื ม่ันวาส่งิ ที่เกี่ยวของ
กบั อลั ลอฮนั้นมแี ตเพียงการสราง การวางแนว และการริเร่ิมเทานน้ั สวนการบริหารสรรพสง่ิ และ
เสถยี รภาพตา งๆ แหง ผนื แผนดินนัน้ ไดถูกมอบหมายใหเปน เรือ่ งของพระพรมเบื้องบน มะลาอิก
ระฮ ญนิ และสรรพวิญญาณท่มี อี ยูซง่ึ สาํ แดงออกมาทางรูปปน สําหรบั บูชา และพระองคไมมสี ว น
ใดๆ เขา ไปเหี่ยวขอ งในการบรหิ ารจกั รวาลกิจการและการจัดระเบยี บงานสรา งสรรคของพระองค
เลย
อัล-กรุ อานอันทรงเกียรติไดทรงระบุไวอยางเปด เผยทสี่ ุดวา อัลลอฮคือผทู รงบริหารของ
โลก และปฏิเสธการบริ หารโดยอิสระของสิ่งใดๆ นอกเหนือจากผทู รงบรสิ ทุ ธ์ิ คือหมายความวา ถา
จะมผี ูบ ริหารอน่ื ๆ อยู ก็หมายความแตเ พยี งวา เขาไดบ รหิ ารไปตามบญั ชาของพระองค
มโี องการวา
“แทจ รงิ พระผอู ภิบาลของสูเจา คอื อัลลอฮ ซงึ่ สรางชัน้ ฟา ทัง้ หลายและแผนดนิ ในหกวนั
ตอ มาทรงหวลไปสบู ัลลังคทรงบรหิ ารกิจการไมมีผูชว ยเหลอื ใดๆ นอกจากโดยอนุมตั ิของพระองค
นัน่ แหละ อัลลอฮ พระผอู ภิบาลของสูเจา ดงั น้ันจงเคารพและภกั ดีพระองค แลวสเู จา มิไดรําลกึ ดอก
หรือ”
(ยูนุส-3)
“อลั ลอฮไดยกช้นั ฟาทงั้ หลายโดยไมมเี สาใหส ูเจา ไดเ ห็นมนั แลว พระองคห วลสบู ลั ลังคแ ละ
ทรงบรหิ ารดวงอาทิตยแ ละดวงจนั ทร ทกุ อยา งลวนดําเนนิ ไปกบั กาลเวลาทแ่ี นนอนทรงบรหิ าร
กจิ การ ทรงสาธยายสัญญาณตางๆ เพ่ือสูเจา มั่นใจในการพบพระผูอ ภิบาลของสูเจา ”
(อัรเราะหด-ุ ๒)
ดังนั้น เมื่อพระองคเ ปน ผบู ริหารองคเ ดียวแลว ก็เปนไปตามความหมายในโองการของ
พระองค ผูทรงบริสทุ ธทิ์ ่วี า
(1) นกั เขียนสายวะฮาบยี ไดอธบิ าย “หลักเอกภาพในความเปน ผูสราง” ไปในแงของ “หลักเอกภาพ
แหง ความเปน ผอู ภบิ าล” ทัง้ ๆ ทป่ี ระเด็นทสี่ องกับประเด็นทหี่ นึง่ มใิ ชเปน ประเดน็ เดียวกัน กลา วคอื
ประเด็นทส่ี องหมายถงึ เรือ่ งราวของการบริหารการจดั ระบบ สวนประเดน็ ท่ีหน่งึ หมายถึง เรอ่ื งราว
ของการสรา งและบนั ดาลใหม ีและปรากฏวา พวกตัง้ ภาคมี คี วามเช่อื ในเอกภาพของประเด็นทห่ี น่ึง
คอื หลักเอกภาพในความเปน ผูส ราง แตม ีบางสว นทต่ี ้ังภาคีในประเดน็ ทส่ี อง คอื หลักเอกภาพใน
ความเปนผูบ ริหารและจัดระบบ
“แลวบรรดาผูบรหิ ารซงึ่ กจิ การ”
(อนั นาซอิ าต-๕)
“แลพระองคค ือ ผูท รงอํานาจเหนือบา วของพระองคแ ละสง ผูพทิ ักษใ หแกส เู จา ”
(อัลอันอาม-๖๑)
บรรดาผูบรหิ ารตา งๆ นน้ั ขึ้นอยูกบั บัญชาและเจตนารมณข องพระองคจ ึงปฏิเสธไมไ ด กบั
ที่วา สง่ิ เหลาน้ีลวนเปน งานบรหิ ารโดยอิสระแหง อัลลอฮ ผทู รงความบรสิ ทุ ธ์ิ
ผทู มี่ ีความรูในเร่ืองราวของอลั -กุรอานไดต ระหนักวา พระองคไดท รงอา งวา กิจการตา งๆ
สว นมากนนั้ เปนเรื่องของพระองคใ นขณะเดียวกนั ในอีกสภาพการณหนึ่งก็ทรงอา งวา เปน เรอื่ งของ
สง่ิ อืน่ นอกเหนอื จากพระองค สิ่งเหลาน้มี ิไดหมายความวา จะขัดแยงกันหรอื คดั คา นในระหวางการ
ปฏเิ สธอยา งนน้ั กับการยนื ยันอยา งนี้ไม เพราะวา ในสภาวะการดํารงอยขู องพระองคน้ัน พระองค
ทรงมีไวซง่ึ ความอสิ ระ และในกิจการอันนมี้ ไิ ดป ฏิเสธสิง่ อ่ืนในการมสี ว นรวม โดยเหตผุ ลท่วี าเปน
ผูส าํ แดงกจิ การของพระองคผูทรงความบรสิ ทุ ธิ์และเปนผูรับสนองเจตนารมณ ของพระองค
เพื่อท่จี ะใหความกระจา งเก่ียวกบั ความเขา ใจในสวนนี้ เราจะขอยกตวั อยางมาเสนอดังน้ี :
๑- ในอัล-กุรอานบางโองการ ไดระบุวา การดึงวญิ ญาณของผูตายนั้นเปน การกะรทํา
ของอัลลอฮ และไดเปดเผยอยางชัดเจนวา อัลลอฮคอื ผทู รงเก็บชวี ติ ในเม่อื ชีวิตน้นั ตาย ดังมโี องการ
วา
“อลั ลอฮ ทรงเกบ็ ชวี ิตทัง้ หลาย เมอื่ มีการตายของมนั ...”
(อัซซุรมัร-๔๒)
ขณะเดยี วกนั ในอกี แหงหนึ่งพระองคก ท็ รงอางวา การเก็บชีวิตนั้นเปนหนา ท่ขี องผูอ น่ื ดงั น้ี
“จนกระทง่ั ในเม่อื ความตายไดม าถึงคนใดคนหนง่ึ ในหมูสูเจา แลว บรรดาทตู ของเรากไ็ ด
เก็บชวี ิตของเขา”
(อลั อันอาม-๖๑)
๒- ในซูเราะฮ อัลฟาติมะห อลั -กรุ อานไดส่ังใหข อความชวยเหลอื กบั อัลลอฮองคเดียว โดย
มีโองการวา :
“และเฉพาะกบั พระองคเทา นนั้ ทเี่ ราขอความชว ยเหลือ”
ในขณะที่เราไดพบวาอกี ในโองการหนึ่งพระองคไ ดสัง่ ใหข อความชวยเหลือกบั ความ
อดทนและกับการนมาซ โดยมีโองการวา :
“และสเู จา จงขอความชว ยเหลอื กับความอดทนและกบั การนมาซ”
(อลั บะเกาะเราฮ- ๔๕)
๓- อัล-กุรอานถือวา การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือ (ชะฟาอะฮ) นั้นเปนสทิ ธพิ ิเศา
ของอลั ลอฮแตผูเดียว โดยกลาววา :
“จงกลา วเถิดสําหรบั อลั ลอฮน้นั คือการอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ท้ังมวล”
(อัซซมุ ัร-44)
ในขณะท่ีโองการอน่ื เปด เผยแกเราวาผใู หก ารอนุเคราะหชว ยเหลอื น้ัน นอกเหนอื
จากอัลลอฮแลวยังมีอกี เชน มะลาอกิ ะฮ เปน ตน :
“แลวมีมะลักต้งั เทาไหรใ นชั้นฟาทง้ั หลายซ่งึ การอนเุ คราะหชว ยเหลอื ของพวกเขาไมอาจ
ใชไ ดกับส่ิงใดๆ นอกจากภายหลงั จากทอี่ ัลลอฮทรงอนุมัต”ิ
(อนั นจั ม-26)
4- อลั -กรุ อานถือวา ความรอบรูในสง่ิ เรน ลับและวชิ าการน้นั ถกู จาํ กัดอยู ณ อัลลอฮ โดย
พระองคต รสั วา :
“จงกลาวเถิดผูท่ีอยูในชั้นฟาทั้งหลายและแผน ดินน้ัน ไมรใู นส่งิ เรน ลับนอกจากอลั ลอฮ”
ในขณะทีอ่ ลั -กุรอานอันทรงเกียรติไดกลาวไวในโองการหนึ่งวา อลั ลอฮทรงเลือกบาวของ
พระองคบ างคนไวสาํ หรับใหพ วกเขาเขาใจตอส่ิงเรน ลบั โดยกลา ววา :
“และมิใชว า อลั ลอฮจะใหส ูเจา เขาใจตอสง่ิ เรนลบั แตอัลลอฮทรงคัดเลือกจากบรรดาศาสน
ทูตของพระองคท่ที รงประสงค
(อาลิ อมิ รอน-๑๗๙)
๕- อัล-กุรอานไดอ างถงึ ทานนบอี ิบรอฮีม (ความสนั ติสขุ พึงมแี ดท าน) ท่ีกลาววา อัลลอฮได
ทําใหท า นหายเมอ่ื ทานปวย โดยกลาววา :
“และเม่ือฉนั ปว ย พระองคก ็ทําใหฉ ันหาย”
(อัชชอุ ร ออ-๘๐)
หลักฐานจากโองการนีก้ ค็ อื วาอาํ นาจในการทําใหหายปวยนั้นอยทู ี่อัลลอฮในขณะเดียวกันอลั ลอฮก็
กลา วถงึ อัลกรุ อานและผ้งึ วา ในสิ่งทั้งสองน้ันเปนยาบําบดั โรคอีกดว ย โดยมโี องการวา :
“ในนั้นเปน สง่ิ บําบัดโรคสาํ หรบั มนุษย”
(อันนะฮลั -๖๙)
“และเราไดประทานจากอลั -กุรอานซ่งึ สิง่ ทีเปน ยาบําบดั โรค”
(อลั -อซั รออ- ๘๒)
6- ในทัศนะของอัล-กุรอานถือวา อัลลอฮ ผทู รงสงู สุดองคเดียวเทานนั้ ที่ทรงเปน ผูประทาน
ปจจยั ยงั ชพี โดยกลา ววา :
“แทอลั ลอฮ คือผูประทานปจ จัยยงั ชีพ ผทู รงพลานภุ าพ อันเขม แข็งย่งิ ”
(อัซซารยิ าต-๕๘)
ขณะเดยี วกนั เราก็พบวาอลั -กุรอานไดสง่ั แกผูมอี ันจะกินและมีฐานะดีวา ใหเล้ียงตนท่ีตกตา่ํ
และบรรดาผอู อ นแอกวา วา :
“และสูเจา จงเลย้ี งดู (ใหริซกี) แกพวกเขาและจงใหเ คร่ืองนุงหม แกพวกเขา”
(อันนิซาอ-๕)
๗- ตามทัศนะของอลั -กุรอานถอื วา ผูเพาะปลูกที่แทจริงคืออัลลอฮ ดังทีไ่ ดกลา ววา :
“สูเจาไดเ หน็ ส่ิงทส่ี เู จา ไถหวานแลวหรอื ไม สเู จาไดเพาะปลูกมันหรือวาเราเปน ผเู พาะปลูก”
(อัล-วา กิอะฮ- ๖๓-๖๔)
ในขณะเดยี วกันอลั -กุรอาน อนั ทรงเกียรติไดใ หความหมายไวใ นโองการอน่ื อกี วาผหู วาน
ไถนนั่ แหละทีเ่ ปนผูเ พาะปลูก โดยกลา ววา :
“สรางความชน่ื ชมแกผูเพาะปลกู ทีท่ รงทําใหพวกปฏเิ สธแคนเคอื งพวกเขา”
(อัล-ฟต ห-29)
๘- แทจ ริงอลั ลอฮคือผจู ดบันทกึ การงานของปวงบา ว โดยมีโองการวา :
“แทจรงิ อลั ลอฮทรงจดบันทึกสิ่งที่พวกเขาวางแผนลับยามคา่ํ ”
(อนั นซิ าอ- ๘๑)
ในขณะเดยี วกันอัล-กุรอานก็ถอื วา มะลาอิกะฮ เปนผถู ูกส่ังใหจดบันทึกการงานของปวง
บา ว ในโองการอน่ื โดยกลาววา :
“แนนอน และทูตของเราบนั ทกึ เรอ่ื งของพวกเขา”
(อัซซุครฟุ -80)
๙- ในโองการหนึ่งไดอ า งวา การประดบั การงานใหแ กพ วกปฏิเสธน้ันเปน เรื่องของพระองค
ผูทรงเอาความบริสทุ ธิ์ โดยกลา ววา :
“แทจริงบรรดาผไู มศ รัทธาตอ วันปรโลกนั้น เราไดประดบั การงานของพวกเขาใหแกพ วก
เขา”
(อันนมั ลุ-๔)
ในเวลาเดยี วกนั พระองคก ็อางวา เปน เรอื่ งของชยั ฏอน :
“และขณะทช่ี ยั ฏอนไดป ระดบั แกพวกเขาซ่งึ การงานของพวกเขา และกลา ววา ไมมใี คร
ชนะพวกทา นไดเลยในวันนี้”
(อลั อันฟาล-๔๘)
ในอกี โองการหน่ึง พระองคก อ็ างวา มนั เปน เรื่องของอีกฝายหนงึ่ โดยกลา ววา :
“และเราไดจดั มิตรสนทิ ใหแกพวกเขา และมติ รพวกน้ันก็ประดับสิง่ ท่ีมีอยูตอ หนาพวกเขา
ใหแกพ วกเขา (ในโลกนี)้
(ฟศุ ศิลตั -๒๕)
10- ในการอธิบายวา อาํ นาจบริหารนัน้ มีจํากัดอยทู อี่ ลั ลอฮ เปน เร่ืองทีย่ อมรับกันอยา งทั่วถึง
แมก ระทง่ั พวกต้ังภาคเี องบางคน ในเม่อื ถูกถามเกย่ี วกับบรหิ ารกจ็ ะกลาวตอบวา : อลั ลอฮดังท่ี
พระองคท รงตรสั ไวในโองการที่ ๓๑ จากซเู ราะฮย นู ุส วา :
“และผูใ ดบรหิ ารกิจการเลา ดังนัน้ พวกเขาจะกลา ววา อลั ลอฮ”
ในขณะเดยี วกันอลั -กุรอานก็ยอมรบั อยา งเปดเผยสําหรบั โองการอน่ื ๆ เก่ียวกับเรือ่ ง
ผบู ริหารอนื่ ๆ ท่นี อกเหนือจากอัลลอฮ โดยกลาววา :
“แลว บรรดาผูบริหารซึง่ กิจการ”
(อนั นาซอิ าต-5)
ดังน้ัน ในสวนของผทู ีม่ ีความรูอ ยา งลึกซ้งึ ตอคมั ภีรอ ลั -กรุ อาน ยอมตระหนกั ดมี าต้ังแตแรก
เลยทเี ดยี ววา ความเปน จริงในส่ิงตา งๆ เหลา น้ี (ความเปน ผใู หปจ จัยยังชีพผบู าํ บดั อาการของโรคให
หาย) และอื่นๆ นั้น เปน งานท่ขี ้นึ ตรงตอัลลอฮ โดยไมม ีภาคใี ดๆ ในเรอื่ งนี้สาํ หรับอัลลอฮเลย
กลา วคือพระองคท รงดาํ เนินกิจการเหลา น้นั ในแงข องมูลฐานท่แี ทและอิสระ ในขณะที่สิง่ อืน่ ลวน
จาํ เปน ตอ งพ่งึ พิงพระองค ในสภาวะการดํารงอยูและการกระทําของตน ดงั นั้น ส่งิ อ่ืนๆ ท่ี
นอกเหนอื จากพระองคตา งก็ดําเนินการตา งๆ เหลา นไี้ ปในแงของ “ผูคลอ ยตาม” และอยูในหวงแหง
อาํ นาจของพระผเู ปน เจา
เพราะวา โลกน้ีคอื โลกแหง เหตุและผล ปรากฏการณข องทุกสง่ิ ลว นสาํ แดงออกมาจาก
แหลง ของมันโดยเฉพาะ สาํ หรบั ปรากฏการณน ั้นๆ ในโลก อลั -กุรอานไดอ างวา ความเปนไปเหลานี้
มีกฎธรรมชาตเิ ปน สาเหตโุ ดยไมคัดคา นกับความเปนผูสรางของอัลลอฮในเรื่องนั้น เพราะเหตวุ า
ความเปนไปท่ีเกิดข้ึนโดยส่งิ ตา งๆ เหลา น้ี คือ การกระทําของอัลลอฮ ในขณะเดยี วกับทว่ี า ในแง
หนึง่ มันก็เปนการกระทําของสรรพสิง่ ตา งๆ ท่มี ีอยู สรปุ ไดว า ความเปน ไปของเรือ่ งน้ีท่ีเกิดขึ้นโดย
กฎธรรมชาตนิ ้นั มันไดแ สดงใหเ ห็นถึง “เหตผุ ลทางธรรมชาต”ิ ในขณะเดียวกบั ที่วาความเปน ไป
ของมันท่ีเก่ียวกับอลั ลอฮน้ัน แสดงใหเห็นในแงข อง “ความสัมพันธระหวางเหตแุ ลผล”
“อลั -กรุ อานไดชแี้ จงถงึ ความเปน ไปทั้งสองแบบนีไ้ วในโองการหนง่ึ ของพระองค ผูทรง
ความบรสิ ุทธิ์วา :
“ขณะที่เจา ขวา งไปน้นั เจาหาไดขวางไม แตอ ัลลอฮคอื ผูขวา ง”
(อลั อันฟาล-๑๗)
กลาวคอื ในขณะที่ทา นนบี ผทู รงเกยี รติ ไดข วา งออกไปแลว พระองคไ ดกลาวอยา งเปดเผย
วา “ขณะทเี่ จา ขวา งไปน้ัน” เราจะพบวา อลั ลอฮทรงถือวาพระองคคือผูขวา งทแ่ี ทจริง ทีเ่ ปนเชน น้กี ็
เพราะวา ทา นนบีเพียงแตด าํ เนินกิจการไปตามอาํ นาจท่ีอลั ลอฮทรงอาํ นวยใหแกท า น เพราะฉะนั้น
การกระทาํ ของทานจงึ กเปน การกระทําของอัลลอฮไปดวย ย่ิงไปกวาน้นั เรายังกลา วไดอีกวา “การ
กระทาํ นน้ั เปน เร่ืองของอัลลอฮ (ซ่งึ การมีอยขู องบา ว กําลงั และอาํ นาจนน้ั ลวั้ นมาจากอลั ลอฮ)
มากกวาทีจ่ ะถอื วา เปนเร่อื งของผูเปนบาวจนถือไดวา การกระทํานัน้ เปนของอัลลอฮเทานน้ั แต
ความเปน ไปเหลา น้ี มิไดเปนเหตใุ หถ ือวา อลั ลอฮ เปนผูรับผิดชอบตอการกระทําของบา ว ถึงแมว า
จริงอยู สาํ หรับมูลฐานขัน้ แรกของปรากฏการณนัน้ มันสัมพนั ธกบั อัลลอฮและเกดิ ขน้ึ มาจาก
พระองค ในเมอื่ สวนที่ทาํ ใหเหตุเปนจริงข้นึ มาอยา งสมบูรณ คือเจตนารมณข องมนษุ ยและความพึง
พอใจของเขาเอง เพราะถา ไมมสี ิง่ นี้ดว วยแลว ปรากฏการณก จ็ ะไมเ กดิ ขึ้น จึงถอื ไดว า เขาคอื
ผูรับผิดชอบตอการกระทาํ นน้ั ๆ
ทีเ่ ราไดอ ธบิ ายมาทงั้ หมดในบทน้ี เปนการอธิบายถึงมาตรการระหวา งหลกั เอกภาพและการ
ตง้ั ภาคใี นทศั นะของอัล-กุรอาน ดว ยเหตุนี้เราจงึ ละเวนโดยไมกลาวถงึ หลกั ฐานทางสติปญ ญาที่
เกย่ี วกบั เรื่องนี้จากหลักเอกภาพ อยา งไรก็ดีอลั -กรุ อานไดช แ้ี จงในสองหัวขอ น้ีโดยเสนอหลักฐาน
ดงั ท่เี ราจะกลา วเพือ่ ความกระจา งโดยสรุปดังตอ ไปนี้ :
อัล-กรุ อาน ไดแสดงหลักฐานเกี่ยวกบั ความเปน เอกะของผูบ ริหารในโลกดวยหลักฐานที่
ชัดเจน คือมหี ลักฐานที่ชัดเจนอยูสองโองการดังน้ี :
“ถาหากในสงิ่ ท้ังสองยังมีพระเจา อื่นนอกเหนอื จากอัลลอฮแลว แนน อนทัง้ สองอยางกจ็ ะ
เสยี หาย ดงั นั้นอัลลอฮพระผูอภบิ าลแหงบัลลงั คทรงบรสิ ทุ ธิย์ ิ่งจากสิ่งท่ีพวกเขากลาวอา ง”
(อัลอันบยิ าอ- ๒๒)
“และไมมีพระเจา อ่นื ใดรว มกบั พระองค (หากสมมตุ ิวา ม)ี แนน อนทีเดยี วพระเจา ทกุ องค
ตอ งสลายไปกับสง่ิ ที่เขาไดสรา งขน้ั และจะตองมีอาํ นาจเหนอื กวากนั และกนั มหาบรสิ ทุ ธิ์แดอ ัลลอฮ
พน จากสิ่งท่ีพวกเขากลา วไว”
(อัล-มมุ นิ ุน-๙๑)
“ขอใหท านไดพจิ ารณาเก่ยี วกบั ความหมายของหลักฐานทเี่ ดด็ ขาดดังกลา ว :
ถา ผูบ รหิ ารโลกนม้ี ีจํานวนมากแลว กจ็ ะเปน ดังตอไปน้ี
๑- พระเจาทกุ องคท่ีเปน ผูบริหารโลกก็จะบริหารไปดว ยความอิสระของตนกลา วคอื ทุกองค
กจ็ ะทํางานไปตามท่ีตนเองตอ งการในโลกอยางไมมีใครยอมใคร ดังน้ันในลักษณะดังกลาวนกี้ จ็ ะทํา
ใหง านบรหิ ารมจี ํานวนมากเพราะวา ผูบ รหิ ารมีจาํ นวนมากและมีพลงั ที่แตกตางกนั เมือ่ เปน เชนนี้ก็
จะประสบกบั ความเสียหายแกโ ลก และความเปนเอกภาพทแี่ นนอนกจ็ ะไมม ี นี่คือลักษณะที่โองการ
ของพระองคผ ูทรงความบริสทุ ธไ์ิ ดกลา วไววา :
“ถา หากในสงิ่ ทง้ั สองยงั มีพระเจา อน่ื นอกเหนือจากอัลลอฮแลว แนน อนทัง้ สองอยางกจ็ ะ
เสยี หาย ดังน้ันอลั ลอฮพระผอู ภิบาลแหง บัลลงั คทรงความบริสุทธยิ์ ่งิ จากสิ่งท่ีพวกเขากลา วอา ง”
๒- ถา หากพระเจา ทกุ องคต า งบรหิ ารสว นของจักรวาลทต่ี นไดส รางมันขน้ึ มาแลว ก็เทากับ
วา ทุกๆ สว นของโลกกจ็ ําเปน จะตองมีระบระเบยี บท่ีมอี สิ ระโดยเฉพาะไมข น้ึ ระบบระเบียบของ
สวนอ่ืนๆ และจะไมม สี ว นเก่ียวขอ งกนั เลย และเทา กบั วา ความสัมพนั ธและความเปน เอกภาพของ
จกั รวาลก็จะตอ งถกู ตัดขาดและสูญสลายไป และเมอ่ื เปน เชน น้ันแลว เราก็จะไมส ามารถมองเห็น
ระเบียบใดๆ ในจกั รวาลท่คี วบคุมอยางเด็ดขาดอยูไ ดเ ลยในทุกๆ สวนของจกั รวาลตัง้ แตเร่อื งอานุ
ภาคไปถงึ ปรมาณทู ีเ่ ล็กท่ีสดุ
แลวจะเปน ไปตามความหมายของโองการท่สี องดงั นี้ :
“แนน อนทเี ดียวพระเจา ทุกองคก็จะตอ งสลายไปกบั สงิ่ ที่ทรงสรางไว”
๓- หน่งึ ในพระเจา เหลา นก้ี จ็ ะมอี าํ นาจเหนอื องคอ ื่นๆ ทีเ่ หลือ และจะเปนผูปกครองพระเจา
เหลานนั้ อีกทั้งรวมเอาความสามารถและการงานของพระเจา เหลา น้นั มาเปน อันหนึง่ อันเดียวกนั
และควบคุมใหเกิดความเปน เอกภาพแกส ิ่งเหลานน้ั และเม่ือเปน เชน นี้ก็เปนอันวา พระเจา ทแี่ ทจ รงิ ก็
คือผูปกครองดังกลาวนน้ี ั่นเอง หาใชพระเจาองคอ ่ืนๆ ไม
ดังความหมายทชี่ ี้แจงโดยโองการของพระองคดงั นี้ :
“และจะตอ งมอี าํ นาจเหนอื กวา กันและกนั ”
ดงั น้ัน จึงสรปุ ไดว า โองการท้ังสองน้ีไดช้ีแจงไปยังหลักฐานเดียวกันที่มคี วามหมายเดด็ ขาด
โดยที่แตละโองการกอ็ ธิบายแยกออกไปเปนการเฉพาะ
๔- หลักเอกภาพในการวางกฏและระเบียบแบบแผน
ผูมสี ติปญญายอมไมม คี วามสงสยั เลยวาชวี ิตทางดานสังคมของมนษุ ยนนั้ จาํ เปน ทีจ่ ะตองมี
กฎหมายมาจดั ระบบความเปน ไปของสงั คมแหง มนุษยชาตแิ ละนําไปสคู วามสมบูรณทถ่ี ูกสราง
ใหแกเขา (ทกุ อยางลว นดาํ เนินไปตามท่ีถูกสราง)
อยา งไรก็ดี อลั -กุรอานไมยอมรับการวางกฎโดยมนษุ ยนอกเหนอื จากการวางกฎ
โดยอัลลอฮ ผูทรงความบริสทุ ธิ์ และไมม กี ฎหมายอ่นื ใดนอกเหนือจากกฎหมายของพระองค ดงั น้ัน
พระองคคือผูทรงวางกฎแตผ ูเดยี วท่ีทรงสทิ ธใิ นการวางระเบียบแบบแผน นอกเหนอื จากพระองคก็
คอื ผูทีจ่ ะตอ งดาํ เนินไปตามกฎหมายของพระผูเ ปน เจาและปฏบิ ัติตามบทบญั ญัติของพระองค
ในขอ มลู ดงั กลาวน้ี ไดม ีโองการตา งๆ ในคมั ภรี อันทรงเกียรติกลา วถึงไวซ่งึ เราจะหยิบยก
มาเปนลาํ ดบั สกั สว นหน่งึ ดงั น้ี :
“สเู จามิไดเคารพภกั ดีสง่ิ ท่ีนอกเหนอื จากพระองคเวนแตบ รรดานามตา งๆ ที่สูเจา เรยี กขาน
มนั ไป ท้ังสเู จา และบรรพบรุ ุษของสูเจา ทั้งๆ ที่อัลลอฮมไิ ดประทานหลักฐานใดๆ ในสิ่งนั้นเลยไป
ไมม กี ารตัดสินนอกจากอลั ลอฮ พระองคบัญชาวา พวกทา นอยาเคารพภักดีนอกจากพระองค นัน่ เปน
ศาสนาแหงคณุ ธรรม แตส วนมากมนุษยไมร ู”
(ยซู ุฟ-๔๐)
ความหมายท่วี า อาํ นาจแหงการตดั สนิ เปน ของอัลลอฮนั้น หมายถงึ อาํ นาจแหง การวาง
บทบัญญตั ิเปนเร่อื งของพระองค ดังน้ันความหมายของโองการจึงชใ้ี นประเด็นทีว่ าทกุ คนไมม สี ิทธิ
ในการท่จี ะส่งั , ยับยั้ง, หาม, อนญุ าต เลยนอกจากอัลลอฮ ผูท รงความบรสิ ทุ ธิ์ดวยเหตุนพ้ี ระองคจ ึงมี
โองการตรสั ตอ จากนนั้ อกี วรรคหนงึ่ คือ :
“ไมม ีการตดั สินนอกจากอลั ลอฮ “พระองคบ ัญชาวา จงอยา เคารพภกั ดีนอกจากพระองค”
ดงั น้ัน ถา มีใครสกั คนถามวาในเม่อื การออกคาํ สง่ั เปน เร่อื งพระองคโดยตรงแลว อลั ลอฮได
ส่งั อยางไรในเรื่องการเคารพภักดีบา ง พระองคก ็ทรงตอบในทันทีวา :
“พระองคท รงบญั ชาวา อยา เคารพภกั ดีนอกจากเฉพาะพระองค”
และทรงกลาววา :
“การตดั สนิ แบบพวกงมงาย (ญาฮิลียะฮ) กระน้นั หรอื ที่พวกเขาแสวงหากนั และใครเลาทีจ่ ะ
ดกี วา อลั ลอฮในแงของการตัดสิน สาํ หรบั หมูชนผเู ชื่อมั่น”
(อัลมาอดิ ะฮ- ๕๐)
โองการนไ้ี ดแบง กฎหมายของการปกครองสําหรับมนุษยอ อกเปนสองประเภท คอื การ
ตดั สินของพระผูเปน เจาและการตัดสินแบบพวกงมงาย ฉะนัน้ ส่ิงทีเกิดขน้ึ มาจากความคดิ โดยมนุษย
ยอมมิใชเปน ของพระผูเ ปน เจา กลาวคือมนั เปน กฎของพวกงมงายโดยแท
อลั ลอฮ ทรงมีโองการอกี วา :
“...และผใู ดทมี่ ิไดใชกฎตามที่อลั ลอฮทรงประทานมา พวกเขากคอื ผูปฏเิ สธ”
“...และผใู ดท่ีมไิ ดใ ชกฎตามท่อี ลั ลอฮทรงประทานมา พวกเขาก็คอื ผอู ธรรม”
“...และผุใ ดทม่ี ไิ ดใ ชกฎตามที่อัลลอฮทรงประทานมา พวกเขาก็คอื ผฝู าฝน”
(อัลมาอิดะฮ-๔๔, ๔๕, ๔๗)
โองการตางๆ เหลาน้ี ถงึ แมจะอธบิ ายวาผูปกครองทใี่ ชสิง่ อน่ื นอกจากท่ีอลั ลอฮทรง
ประทานมานัน้ มีลักษณะสามประการ อนั มิใชล ักษณะของผูออกกฎหมายและตราบัญญตั แิ หง
มนุษยแ ลว โองการนก้ี ็ยงั แสดงใหเห็นถึงความหมายท่ีวา หา มมใิ หอ อกกฎหมายโดยมิไดรบั การ
อนมุ ัติจากพระองคดวยเพราะเหตุวา นโยบายที่ไดม าจากการวางกฎเกณฑืและการออกกฎหมายน้ัน
ถือวา ไดถกู นํามาเปนเคร่ืองมือในการปกครองและตัดสินกิจการทั้งปวง มิฉะนั้นแลว การออก
กฎหมายและวางระเบียบแบบแผนใดๆ โดยไมมีผลในการบังคบั ใช ก็จะไมม ีความหมายใดสาํ หรับ
ผมู ีสติปญญา
สามเงือ่ นไขดังกลา วนไี้ ดแสดงใหเห็นวาหา มมใิ หมีการออกกฎหมายและวางระเบยี บเพ่อื
การตัดสนิ ทปี่ รากฎวา ในเรอ่ื งน้นั ๆ มีบทบัญญตั ิแหงพระผูเปนเจา วางไวก อนแลวอีกเชน เดียวกนั ที่
เปน เชนนก้ี ็เพอ่ื วา ประการทหี่ นึง่ การออกกฎหมาย ประการทส่ี องการตัดสินนั้น เปนสิทธิ
โดยเฉพาะของอลั ลอฮ ผทู รงความบรสิ ุทธ์ิ ซงึ่ ไมม ีมนษุ ยคนใดเขาไปมีสว นดวยได และเพราะเหตนุ ้ี
เองท่ีพระองคทรงกลา ววา ผทู ี่บดิ เบอื นระเบยี บของพระองคค อื ผปู ฏิเสธในครั้งหนง่ึ และวาเปนผู
อธรรม อีกคร้ังหน่ึง อีกทั้งยังไดกลาววา เปน ผฝู าฝน เปนครัง้ ทีสาม
กลา วคือพวกเขาเปนผปู ฏเิ สธกเ็ พราะวา ขัดแยงกฎบญั ญัติแหงพระผูเ ปนเจา ดวยการทรยศ
ปฏเิ สธ และขดั ขนื
พวกเขาเปน ผอู ธรรมกเ็ พราะวา มอบหมายสิทธใิ นการออกกฎหมายทเี่ ปน ของอลั ลอฮ
โดยเฉพาะใหแ กผูอื่น
พวกเขาเปน พวกฝา ฝน กเ็ พราะอาศัยพฤตกิ รรมดังกลาวน้ีออกนอกกฎแหงการเชอ่ื ฟง ปฏบิ ตั ิ
ตามอัลลอฮ ผูทรงความบรสิ ทุ ธิ์
สว นในกรณีท่ีบรรดานกั ปราชญและนักนิติศาสตรท างศาสนบญั ญัตกิ ระทาํ อนั หมายถึง
แบบแผนทุกประการที่สงั คมอิสลามมีความตองการนั้น เปนเร่อื งทอี่ ยใู นกรอบของกฎหมายและ
การยอมรับโดยพระผเู ปนเจาและหลกั การอิสลามและการกระทาํ เชน นไี้ มถือวา เปนการออก
กฎหมายหรอื การวางบทบญั ญตั ิ
๕- หลักเอกภาพในการเชอ่ื ฟงปฏบิ ัตติ าม
หมายความวา ไมมผี ใู ดอีกแลว ท่ีการเช่อื ฟงปฏบิ ัติ เปนเรอื่ งท่ีจําเปนนอกเหนือจากอลั ลอฮ
กลาวคือพระองคแ ตเพียงผเู ดียวท่ีจาํ เปนจะตองปฏบิ ตั ิตามและพระองคผเู ดยี วท่ีจาํ เปนตองไดรบั การ
ทําตามคาํ สง่ั สว นกรณีของการเชอ่ื ฟง ปฏบิ ัตติ ามผอู ื่น กจ็ ําเปนตอ งไดร บั อนุญาตและคําสั่งของ
พระองค มิฉะน้ันแลว ถอื วา เปนเร่อื งตอ งหาม มคี า เทา กบั การต้ังภาคี (ชิรืก)
ดวยเหตนุ ้ี เราจึงไดพบวาอัล-กุรอานเสนอเร่อื งของการเชอ่ื ฟงปฏิบตั ติ ามใหเปนเรอื่ ง
ของอัลลอฮองคเดียว โดยเนนถงึ การจาํ กัดวา มนั เปนเร่อื งของพระองค ดังมีโองการท่ีวา :
“ดังนั้นจงยําเกรงตอ อลั ลอฮใหม ากเทา ทสี่ ูเจา มคี วามสามารถ และจงรับฟง และจงเชือ่
ปฏบิ ตั ิตาม และจงบริจาคสวนทด่ี เี พือ่ ตวั ของสเู จา”
(อัต-ตะฆอบนุ -๑๖)
ตอมาอัล-กรุ อาน อนั ทรงเกยี รติก็ไดกลาวอยา งเปดเผยวา นบนี ั้นมิไดร บั การเชื่อฟงปฏิบตั ิ
ตาม นอกจากวา โดยอนมุ ตั ิของอลั ลอฮ โดยกลาววา :
“และเรามิไดสง ศาสนทตุ คนใดมานอกจากเพอ่ื ไดร บั การปฏิบตั ติ ามโดยการอนมุ ตั ิ
ของอัลลอฮ”
(อนั นซิ าอ-๖๔)
โดยเหตนุ ้ีสําหรบั ศาสนทูตทกุ คนนั้น อลั ลอฮไดท รงวางกฎวาตอ งเชอ่ื ฟงปฏิบตั ิตามทาน
ตอ งดาํ เนินตามคาํ สง่ั ตา งๆ ของทา น และตอ งหยุดยั้งจากสิ งทีท่ า นหา ม เพื่อสนองตอบการอนุมตั ิ
ของพระองค
ดังน้ันการปฏมิ บตั ิตามทา นนบีแบะอลุ ลิ อัมร (ผูม ีอํานาจปกครอง) และบิดามารดาตลอดถงึ
บุคคลอ่ืนๆ น้ัน เปน เพียงการสนองตอบขออนุมัตขิ องพระองคแ ละตามคาํ สัง่ ของพระองคเ ทา นั้น
และถา หากวา ไมเ พราะเชน นน้ั กจ็ ะไมอนุญาตใหป ฏบิ ัตติ ามพวกเขา ตลอดถงึ การดําเนินตามคาํ ส่งั
ตางๆ ของพวกเขาเลย
ในท่ีนี้ พอจะสรุปไดว า ผพู ึงไดรับการปฏบิ ัตติ ามโดยแทน น้ั ไดแกอัลลอฮมหาบริสทุ ธิย์ ิง่
แดพ ระองค สวนผอู น่ื ท่ีนอกเหนอื จากพระองคนัน้ คือผูพึงไดร บั การปฏบิ ัตติ ามโดยการสนับสนุน
และโดยคําส่ังของพระองค สาํ หรับเร่อื งของเหตุผลของความจาํ เปน เพาะแหงการเชื่อฟง ปฏิบัติตาม
พระองคน ั้น มีรายละเอยี ดทีอ่ ธิบายอยแู ลว ในหนังสอื วชิ าการตา งๆ
๖- หลักเอกภาพในความเปน ผปู กครอง
ผูม ีสติปญ ญายอมตองไมม ีความสงสัยเลยวา รฐั บาลนนั้ มคี วามจาํ เปนโดยแทในการทํา
หนาทรี่ กั ษาระเบียบในสังคมแหงมนุษยชาติ และดาํ รงไวซ ึง่ อารยธรรม วฒั นธรรมของบานเมือง
ตลอดจนใหบ ุคคลในสังคมมสี วนไดร บั สิทธิตามหนาทแ่ี ละความจาํ เปนในดา นตางๆ
ในเมื่องานของรัฐบาลและความเปนผปู กครองในสงั คมไมอ าจแยกตัวออกจากการบริหาร
ในเร่ืองของชีวิตและทรพั ย ตลอดจนการรกั ษาและจาํ กดั เสรภี าพในบางครงั้ อีกทง้ั การใชอาํ นาจใน
เรอื่ งดงั กลา วแลว ส่งิ เหลาน้ีจึงจาํ เปนตอ งอาศยั การยอมรบั ในอํานาจโดยประชาชน หากไมเปน
เชน น้ันแลว การบรหิ ารกจ็ ะกลับกลายเปน วิธีการแบบศตั รไู ป
โดยเหตทุ ่ีวามนุษยท ้ังหมดตางมีความเสมอภาคกันในทัศนะของอลั ลอฮคนทุกคนลวนเปน
สรรพสิง่ ทีถ่ ูกพระองคส รางมาเหมือนกันโดยไมมีการจําแนก ดงั น้ันอาํ นาจของคนหนง่ึ จึงไมเ หนือ
ไปกวา อกี คนหนงึ่ แตอํานาจน้นั เปนของอลั ลอฮ ผูท รงเปนเจา ที่แทจ รงิ ของมนุษย และจักรวาล
พระองคผ ูทรงใหการดาํ รงอยแู ละใชชวี ติ แกเ ขา ดงั นัน้ จงึ ไมเ ปน ส่งิ ถกู ตองสาํ หรับคนใดคนหน่ึงท่ี
จะมีอาํ นาจเหนือปวงบาวนอกจากดว ยการอนุมัตจิ ากอลั ลอฮเทาน้นั
สําหรับบรรดานบี บรรดานกั ปราชญทางศาสนา บรรดาผูศรัทธาน้นั เปนผูไดรบั การอนมุ ตั ิ
มาจากพระองคผูท รงความบรสิ ทุ ธิ์ในการท่ีจะใชอาํ นาจการปกครองในสวนของพระองคแ ละ
ดําเนนิ กิจการทางดา นรฐั แกป ระชาชน กลา วคือ อํานาจรฐั นนั้ เปนสทิ ธิของอลั ลอฮ ผูทรงความ
บรสิ ุทธ์ิโดยเฉพาะ และอํานาจคอื สง่ิ ทไี่ ดรับการอํานวยมาจากอัลลอฮ
พระองคท รงมีโองการวา :
“ไมมีการตดั สินใดๆ นอกจากเปน อลั ลอฮพระองคทรงบัญชาวา อยา เคารพภักดีนอกจาก
เฉพาะพระองค น่ันคอื ศาสนาแหงดุลยธรรม แตค นสว นมากไมรู”
(ยูนฟุ -๔๐)
“อัล-ทุกม”-การตัดสิน, อํานาจการปกครอง-เปนคาํ ที่มคี วามหมายกวางมากกวาการวางกฎ
วางบทบัญญัติ และการออกกฎหมาย คอื รวมท้ังการใชอ าํ นาจและการปกครองอยางเดด็ ขาด
พระองคไดอธิบายจาํ กดั ไวโดยโองการของพระองคว า :
“ไมมีการตัดสินใดๆ นอกจากเปน ของอัลลอฮพระองคทรงจํากดั สทิ ธแิ ละพระองคค อื ผู
จําแนกท่ดี ีเลิศ”
(อัลอันอาม-๕๗)
“แนนอนการตัดสนิ น้ันเปน ของพระองค และพระองคค อื ผทู รงคํานวณท่รี วดเรว็ ยิง่ ”
(อลั อันอาม-๖๒)
จรงิ อยู การเจาะจงวา สิทธแิ หง ความเปนผปู กครองเปน ของอลั ลอฮน้ันมิไดหมายความวา
พระองคดํารงอยูในฐานะเปนบุคคลท่ีทําหนา ทสี่ ั่งงาน หากแคห มายความวา ผทู ําหนา ทีต่ วั แทนใน
การสัง่ งานในสังคมมนุษยนั้นจําเปน ตองไดรบั การอนุมัตจิ ากพระองคสําหรบั การบรหิ ารงานตา งๆ
และดาํ เนนิ กจิ การท้ังในเรอื่ งของชีวติ และทรัพยสนิ
ดว ยเหตุนเี้ องเราจะเห็นไดพ ระองคไ ดทรงมอบสิทธใิ์ นการจัดตง้ั รัฐบาลปกครองประชาชน
ใหแ กน บบี างทาน โดยมีโองการวา :
“โอด าวดู แทจรงิ เราไดแ ตงตง้ั เจา ใหเ ปนผูท ําหนาทป่ี กครองแทน (คอลีฟะฮ) ในหนา
แผนดิน ดงั น้ันเจาจงตดั สนิ ระหวางมนษุ ยด วยความเปน ธรรม และเจา อยาปฏิบัติตามอารมณเ พราะ
มันจะทําใหเจา หลงจากวถิ ีทางของอลั ลอฮ”
(ซูเราะฮ ศอด-๒๖)
ดวยเหตุนีเ้ องอาํ นาจรัฐในสังคมแบบอิสลามจึงจาํ เปนทจ่ี ะตอ งไดรบั อนมุ ตั มิ าจากอลั ลอฮ
หาไมเ ชนน้ันแลว มันก็จะเปนการใชอ ํานาจของพวกมารรา ย (ฏอฆูต) ซงึ่ อลั -กุรอานไดป ระนามไว
ในหลายโองการ
๗- หลักเอกภาพในเรอ่ื งของการเคารถภกั ดี
หมายถงึ การจาํ กัดใหการเคารพภักดีเปน ของอลั ลอฮ ผทู รงความบริสทุ ธ์แิ ตเพียงผเู ดียว และ
นค่ี ือ พื้นฐานท่ยี อมรับกันระหวา งบรรดามสุ ลมิ ท้ังมวลโดยไมมกี ารขดั แยงกันเลยนับมาตงั้ แตเ ดมิ
และในสมัยน้ี ดงั นั้น มสุ ลิมจะเปน มสุ ลมิ ไมไดนอกจากวา จะตองยอมรับในพ้ืนฐานดังกลาวน้ี
อยา งไรก็ดีการยอมรบั กนั ในพ้ืนฐานอนั นี้ มไิ ดมีการยอมรับอยางลงเอยกนั ในบางกรณีซึ่ง
เกดิ ปญหาขัดแยงกันในประเด็นทวี่ า มนั เปน การเคารพภกั ดตี อสิง่ อ่นื นอกเหนอื จากอลั ลอฮ ผูทรง
ความบรสิ ทุ ธ์ิ หรอื วาเปน เรื่องของการใหเ กยี รตแิ ละการยกยอ ง เทิดเกียรติ หรือแสดงความนับถือ
ประเด็นสําคญั ทวี่ า การเคารพภกั ดีเปนของอลั ลอฮ โดยเฉพาะไมม ีภาคใี ดๆ ในสิง่ ดงั กลา ว
เลยนั้น นบั วาเปน เรอ่ื งท่ีไมมีการขดั แยงกันเปนสองฝาย หากแตในสว นของขอปลกี ยอยท่ีถกเถียง
กนั อยนู ้ัน มอี ยูในสวนท่ีวา งานของคนๆ หนง่ึ น้ัน เปน การเคารพภกั ดีตอสิ่งอื่นนอกเหนือจาก
อัลลอฮจนกระทงั่ เปนงานประเภทตั้งภาคไี ปเลย และผูกระทาํ งานนน้ั กเ็ ปนผตู ้ังภาคีโดยออกนอก
กรอบอสิ ลาม และหลกั เอกภาพไปเลยหรือไม อยางน้เี ปน ตน หรอื วาเขากระทําการใหเกยี รติ แสดง
ความนับถอื โดยยังไมเขาใจอยูในขายของความอิบาดฮแตอยางใดเลย
พ้ืนฐานเหลาน้ี คือสงิ่ ทเ่ี ราจะเนน ถงึ ในหนงั สอื เลมนีโ้ ดยมีการอธิบายและทาํ ความเขา ใจ
อยางแจงแจง เพราะวา พวกวะฮาบยี ส ว นมากมกั จะถือเอง “การตัง้ ภาคใี นการเคารพภักดี” มาเปน
ขอหาเพอ่ื ยดั เยียดใหบรรดามสุ ลิมสวนมากเปน ผปู ฏิเสธ และตั้งใหค นเหลา น้นั อยใู นฐานะผูตัง้ ภาคี
ในการเคารพภักดี และเพือ่ ทจ่ี ะไดม าทาํ ความเขาใจกนั ในหวั ขอนี้ เราจะขอกลา วดังนี้ :
แนน อนที่สุด พ้ืนฐานที่เราจาํ เปน ตอ งทาํ ความเขา ใจกอนเรื่องอ่นื ทงั้ หมดก็คือ การทาํ ความ
เขา ใจในคาํ จาํ กัดความ “การเคารพภกั ด”ี ในแงของอลั -กรุ อานและแบบฉบับ (ซุนนะฮ) อนั บรสิ ุทธิ์
จนกระทั่งวา ไดมีมาตรการท่ีแนนอนในการจําแนกความหมายของ “การเคารพภักดี” ออกมาจาก
เรอ่ื งอนื่ ๆ ใหแนช ัดเสียกอนหากไมเ ปน เชนนั้นแลว การอธบิ ายก็ไมบงั เกิดผล การถกปญ หา
อภิปรายก็ไมลงเอยแตอยา งใดเลย
ดังน้ัน น่ีคือพื้นฐานที่จําเปนซง่ึ นักเขยี นฝายวะฮาบียมกั จะมองขาม โดยอธบิ ายเรื่อยเปอ ยไป
วา การงานสวนมากของบรรดามุสลิมน้ัน เปน การตงั้ ภาคใี นแงของการเคารพภกั ดี โดยมไิ ดจํากัด
ขอบเขตท่แี นนอนตามความหมายของอลั -กุรอานใหช ัดเจนเสยี กอนท่ีจะทาํ อยางนน้ั อยา งไรก็ดี
กอ นท่ีเราจะเขา มสูการจาํ กดั ความหมายทแ่ี นนอนเหลาน้ี เราจะขอเรมิ่ กลาวถงึ เรอ่ื งราวเหลาน้ี
เสยี กอน...
ภาคทห่ี นึ่ง
สงิ่ สําคัญอันดับแรกสิบประการ
๑- การตอ ตานการต้งั ภาคี เปน รากฐานแหงงานเผยแผข องบรรดานบี
ส่งิ ทีเ่ ปนรากฐานแหงงานเผยแผข องบรรดานบใี นสาระสาํ คญั ท้ังหมดของคําสอนอนั สูงสดุ
นัน้ คือ : การเรยี กรองมนษุ ยชาติไปสกู ารเคารพภกั ดี (อัลลอฮองคเ ดียว) และใหหนั หางจากการ
เคารพภกั ดีสิง่ อนื่
ดังน้ันหลักเอกภาพในการเคารพภกั ดีและการทําลายพนั ธนาการแหง การตัง้ ภาคแี ละเจวด็
นน้ั เปนหลกั คําสอนทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ ซึ่งครอบคลมุ พ้ืนฐานท้ังปวงแหง คาํ สอนตา งๆ ของบรรดานบี
(ขอความสนั ตสิ ุขพึงมแี ดท าน) จนกระทงั่ วา บรรดานบีและศาสนทูตท้ังหลายนั้นเปรียบประหนง่ึ วา
มิไดถกู สงมาเพื่ออ่ืนใดเลย นอกจากวา เพอ่ื เปา หมายอนั เดยี ว น่ันคือยืนยนั ถึงหลักการเอกภาพและ
ตอสูก ับการตง้ั ภาคี
โดยแนนอนที่สุดอัล-กรุ อาน ไดกลา วถงึ ความเปน จรงิ ในขอ นี้วา :
“และโดยแนนอนยงิ่ เราไดส งศาสนทูตมาในทุกๆ ประชาชาติเพอื่ (ประกาศวา ) สเู จา จง
เคารพภกั ดตี อ อัลลอฮและหันหา งจากพวกมารเถิด”
(อันนะฮล ุ-๓๖)
“และเรามิไดส งศาสนทูตคนใดกอ นหนาเจา มานอกจากเราจะไดดลใจแกเ ขาในขอที่วา ไม
มพี ระเจา อื่นใดนอกจากฉัน ดังนั้นสเู จา จงเคารพภกั ดีน้ันเถดิ ”
(อัล-อมั บยิ าอ- ๒๕)
ตอมาในที่อีกแหงหนึ่ง อัล-กรุ อานอนั ทรงเกียรติไดอธิบายวา : หลกั เอกภาพในการเคารพ
ภักดีน้ันเปน มูลฐานรวมระหวา งบทบญั ญตั ทิ ัง้ มวลแหง พระผูเปน เจา โดยท่ีพระองคกลาววา :
“จงกลา วเถิด โอช าวคัมภีรเ อยทานท้งั หลายจงมาสูถ อยคาํ อนั เสมอเหมือนกันเถิดระหวา ง
เราและระหวา งพวกทา น น่ันคอื เราจะไมเคารพภกั ดสี งิ่ อ่ืนนอกจากอัลลอฮและเราจะไมต ้ังส่ิงอ่ืนใด
เปน ภาคกี ับพระองค”
(อาลิอมิ รอน-๖๔)
ถา ทา นตองการทีจ่ ะรวู า อลั -กุรอานอันทรงเกียรตอิ ธบิ ายเรอื่ งของการตั้งภาคใี นแงข องการ
เคารถภักดอี และระดบั ตา งๆ ทง้ั หมดตลอดจนลกั ษณะของผตู ังภาคีไวอ ยางไรบาง ในแงที่วา เขา
หมดสิ้นส่งิ ยึดเหน่ียวใดๆ ในชวี ติ ก็ลองพิจารณาดูในโองการดงั ตอ ไปน้ี เม่อื พระองคต รสั วา :
“และผใู ดต้ังภาคตี ออลั ลอฮ ดงั น้ันกเ็ ทากับเขาหลน มาจากฟา แลวนกกไดเ ฉ่ียวเขาไป หรอื
ลมไดพ ัดพาเขาไปยังสถานท่ีท่ีอันตราย”
(อัล-ฮจั ญ- ๓๑)
ไมมขี อ เปรียบเทยี บอนั ใดที่จะใหภาพพจนเกีย่ วกับความผิดพลาดของการตง้ั ภาคแี ละความ
เสยี หายของการต้งั ภาคีตลอดถึงความเลวรา ยของมนั ไดอ ยางชดั เจนมากไปกวาโองการอนั ทรง
เกยี รตินี้
๒- แหลงทีม่ าของการตง้ั ภาคแี ละการบชู าเจว็ด
นบั เปน เรอ่ื งท่ีลาํ บากอยางย่ิงในอนั ทจ่ี ะใหความเหน็ ในเร่ืองของรากเหงา แหงการบชู าเจวด็
และแหลง ท่มี าของหลกั ศรทั ธาอันผิดพลาดนแี้ ละววิ ัฒนาการของมนั ทา มกลางมนษุ ยชาติ โดยเหตุ
ที่วา เร่อื งราวของการบชู าเจวด็ มไิ ดเ ปน ของชนกลมุ เดยี วหรือสองกลุม และมไิ ดม ลี ักษณะเดยี วหรือ
สองลกั ษณะ และมิไดอ ยใู นพนื้ ท่ีเดยี วกันหรอื สองพ้ืนที่ เพ่อื ทีว่ า จะเปน เร่ืองงายแกก ารอธิบายให
ทัศนะท่แี นนอนในเรอื่ งราวความเปน มาของมนั
กลาวคอื การบูชาเจวด็ ในทัศนะของ “อาหรับยคุ มืด” ก็มีความแตกตา งไปจากทัศนะของ
พวกพราหม และการบูชาในทศั นะของชาวพุทธ กแ็ ตกตา งไปจากทศั นะในเรอ่ื งน้ีของพวกฮนิ ดู
อยา งนเ้ี ปน ตน ดังนั้นจะเหน็ ไดว าหลกั ศรัทธาตา งๆ ของชนชาตเิ หลา นีม้ คี วามแตกตา งกนั ในแงข อง
การตั้งภาคจี นยากท่จี ะอธิบายถงึ ขอมลู ที่มีรวมอยุระหวา งมันได
สําหรับชาวอาหรับเบดอู ิน อยางเชนพวกอาด พวกษะมูด : ประชาชาตขิ องนบฮี ูด กับนบีศอ
ลิฮ และอยงเชน ซักนะฮ มดั ยัน และซะบาอ : ประชาชาติของนบีชุอยั บและนบซี ุลัยมานน้ัน ปรากฏ
วา อยูก ับการบชู าเจวด็ สองประเภท
และการเคารพบูชาดวงอาทติ ย( ๑) และแนนอนท่สี ุดหลักศรทั ธาของพวกเขาเหลานั้นตลอด
ถึงแนวความคดิ ของพวกเขาเหลา นั้นไดถูกนํามากลา วถึงไวใ นอลั -กรุ อานอนั ทรงเกียรติ
โดยแนน อนย่ิงชาวอาหรับยุคมืดน้ันมาจากบรรดาลกู หลานของนบีอิสมาอลี เปนพวกท่ยี ึด
มนั่ ในเอกภาพของพระผเู ปน เจา มานาน พวกเขาปฏิบัติตามคาํ สง่ั สอนของนบีอบิ รอฮีมและนบอี สิ
มาอีล (ความสนั ติสขุ พึงมแี ดทานทั้งสอง) แตว า เมื่อเวลาไดลวงเลยมานานและประกอบกับไดมีการ
ตดิ ตอ สัมพนั ธกบั ประชาชาตติ า งๆ และชนชาติทบี่ ูชาเจวด็ สภาพของการบชู าเจวด็ จึงเขามาแทนท่ี
ในสงั คมของชาวอาหรับยุคมดื ทลี ะขึ้นทลี ะตอน(๒)
สภาพของประชาชาตอิ าหรับเหลานใี้ ชชวี ติ อยใู นประเพณีของการไวทุกข สว นประชาชนที่
อาศัยอยใู นมักกะฮจนใกลจ ะมาถึงสมยั ของทา นศาสนทูตน้นั นักประวตั ศิ าสตรไ ดอางวา คนแรกที่นาํ
ลทั ธิการบชู าเจว็ดเขาในเมืองมกั กะฮน ั้นคือ “อัมร บนิ ละฮย ี”
(1) ดังโองการที่วา “และไดพบวา นางกับพวกของนางกราบดวงอาทิตยน อกเหนอื จากการ
กราบอัลลอฮ” (อนั นัมลุ-๒๔)
(๒) เรื่องนแ้ี สดงใหเ ห็นวาลทั ธิการบูชาเจว็ดไดเ ขา ไปสูสงั คมของชาวอาหรบั ยุคมดื มานานแลว
จนกวา จะมาถึงเมอื งมกั กะฮต ามท่ที า นอบิ นุฮิชามไดอ างไวในหนงั สอื ประวตั ิศาสตรร วมทัง้ นกั
ประวัตศิ าสตรค นอืน่ ๆ
กลา วคอื ในตอนท่ีเขาเดนิ ทางเมอื งซเี รยี น้ันเขาไดพบกับประชาชนท่ีเคารพบูชาเจวด็ เขาได
ถามคนเหลานั้นถึงสง่ิ ท่ีพวกเขาไดกระทาํ อยวู า :
“ที่ขาพเจา ไดเห็นพวกทานเคารพรปู ปน เหลา น้ี หมายความวา อยา งไร?”
พวกเขาตอบวา : รปู ปน เหลา น้ี ท่ีเราไดเ คารพมันก็เพราะวา เวลาท่เี ราตองการฝน มนั ก็ให
ฝนแกเรา เวลาเราขอใหมนั ชวยเหลอื มันก็ชว ยเหลอื เรา”
เขาไดก ลาวกบั คนเหลาน้ันวา : ทานจะมอบมนั ใหแ กขาพเจา บา งจะไดไ หม เพ่ือที่วาขา พเจา
จะไดนาํ มันไปประเทศอาหรบั แลวพวกเขาจะไดเคารพมนั ?
เม่อื เปนเชน น้ีการปฏบิ ตั ิของพวกเขากับชายคนนั้นกเ็ ปนไปดวยดแี ละไดใ หเขานาํ รูปปนตัว
ใหญไปไวท เี่ มอื งมักกะอ มีช่ือวา “ฮะบัล” โดยไวว างมนั ไวต รงบรเิ วณสถานกะบะฮอนั ทรงเกียรติ
และเรียกรองประชาชนใหม าทาํ การเคารพ(๑)
ตอมาเม่อื มุสลมิ ประสบปญ หาเร่ืองฝนตกไมพ อเปย กรองเทา ของพวกเขาเลยไมวา คนื ใด
ทานศาสนทูตกไ็ ดอ อกประกาศวา “พวกทานรหู รือเปลา วา พระผอู ภบิ าลของพวกทานกลา ววา
อยา งไร? คนเหลานนั้ กลาววา “อัลลอฮและศาสนทูตของพระองคเ ทา น้ันทจ่ี ะรู” ทานกลา ว
วา อลั ลอฮไดต รสั วา :
“สาํ หรบั ในหมูปวงบา วของฉันน้ัน สามารถแยกไดเลยวาใครเปน ผศู รทั ธาตอ ฉนั และใครท่ี
เปนผปู ฏเิ สธตอฉัน กลาวคือผูทีก่ ลาววา : ฝนตกลงมาแกเ ราดว ยความเมตตาแหงอัลลอฮและความ
โปรดปรานของพระองคน้ัน ไดแ ก ผูศรัทธาตอ อลั ลอฮและปฏเิ สธตอการบูชาดวงดาว สวนผทู ่ีกลา ว
วา : ฝนตกมาแกเราโดยเทพเจา นน้ั เทพเจา น้ี เขากค็ อื ผศู รัทธาตอดวงดาวและปฏิเสธตอ ฉัน” (๒)
ขอมูลทางประวตั ิศาสตรส องประการดังกลาวนี้ ตางยืนยันในเวลาเดียวกนั วาชาวอาหรับ
แหงยคุ งมงายนัน้ บางสว นหรอื ทั้งหมดลวนเปนผตู ้งั ภาคใี นแงข องการดแู ลอภบิ าล และเปนผู
เชื่อมั่นวาฝนตกเพราะอาํ นาจของรูปน้ัน ดังน้นั พวกเขาจึงขอฝนจากสิง่ ดังกลา วและตา งพากันอางวา
มันสามารถใหฝ นแกพวกเขา ขอไดนาํ เร่ืองน้ีไวเ ปน ขอ มูลที่สาํ คญั สําหรบั ในบทตอๆ ไป
นักวิชาการอีกสว นหน่ึงไดใ หทัศนะวา “เจวด็ ” เกดิ ข้ึนมาจากการใหเ กยี รติและเทดิ ทูน
บคุ คลสําคัญๆ ครั้นเมือ่ เขาตายลง คนเหลา นัน้ เทิดทูนเขาขนึ้ เปน ปชู นียบุคคลเพ่อื เตอื นความทรงจาํ
และฝงความเคารพไวในจิตใจ แตครน้ั กาลเวลาไดผา นพนไป ประชาชนในรุนหลังก็ไดเปล่ียนให
สภาพของปูชนยี บุคคลน้ีเปน เครอ่ื งบชู าของพวกเขาไปเลย
บอยครงั้ ทีป่ รากฏวา หัวหนาครอบครวั เปนผูท ไ่ี ดรับเกียรตแิ ละการยกยองวา เปนผูอาวุโสใน
ขณะท่ีมีชีวติ คร้ันเม่อื ไดตายไปพวกเขากน็ ําเอารูปภาพมาประดษิ ฐานและพากนั เคารพบูชา
(1) หนังสอื ซีเราะตบุ นุ ฮชิ าม เลม ๑ หนา ๗๙
(๒) หนงั สือ ซเี ราะตลุ ฮะละบยี ะฮ เลม ๓ หนา ๒๙
ในสมยั กรกี และสมยั โรมันปรากฏวา ประมขุ ของครอบครัวไดร บั ความเคารพจากบริวาร
ของตน คร้ันเมอ่ื ตายไปแลว พวกเขากพ็ ากันเคารพบูชารปู ภาพของเขา
ในยคุ ปจ จุบนั น้ไี ดม รี ูปปนและอนสุ าวรยี ข องนักศาสนาและบคุ คลสําคญั ตา งๆ ตั้งอยูตาม
พิพิธภัณฑซ งึ่ คนเหลาน้ันหรอื รูปปน ของเขาไดร ับการเคารพเชน พระเจา
ในการสนทนาของนบอี ิบรอฮมี (ความสนั ตสิ ุขพงึ มีแกทา น) กบั ผอู าวุโสประจาํ หมชู น (นมั
รูด) ก็ไดเปนที่อธิบายอยางชดั แจงแลว วา นัมรูดนั้นเปนทีเคารพบูชาของหมชู นของเขา แตเขากย็ ังมี
รปู ปนไวเคารถโดยเฉพาะอีกดวย ซึ่งเปนลักษณะประจาํ ตวั ของบคุ คลตา งๆ ทีอ่ ยูในตําแหนง เปนฟร
เอาวนในยคุ กอนๆ ดงั ทีอ่ ัล-กุรอานไดเปด เผยใหเ ราทราบวา
“และชนชัน้ เจา นานแหงพวกพอ งของฟรเอาวน กลา ววา ทา นจะปลอ ยใหม ูซาและพรรค
พวกของเขากอความเสียหายในหนา แผนดนิ และดูแคลนตอทานและพระเจา ของทา นกระน้นั หรอื ”
(อัล-อะรอฟ-๑๒๗)
สรุปไดวา ความเปนมาของรูปปนของอนสุ าวรยี ตา งๆ กค็ ือ การเทิดทนู บุคคลสาํ คญั ทาง
ศาสนาและหัวหนา เผา ตา งๆ ตลอดจนบุคคลผูอาวโุ ส แตพ อกาลเวลาหมุนเวยี นเปลี่ยนไป เร่ืองราว
เหลาน้ันกไ็ ดเปล่ียนแปลงไปเรอื่ ยๆ จนผิดแผกไปจากเจตนาเดมิ ภาพเหลาน้นั จึงกลายไปเปน ส่งิ
เคารพบูชา และรปู ปนเหลานี้ก็ไดกลายเปนพระเจาไปเสยี เลย
๓- วงจาํ กดั ของหลักเอกภาพในการเคารถภกั ดีตออัลลอฮ
ความหมายของหลักเอกภาพในดา นนค้ี ือใหเ ราเคารพภักดตี อผสู รางจกั รวาลอยางเดยี วและ
ใหเ ราหลกี หา งจากการเคารถภักดีสง่ิ อ่ืนนอกจากพระองค เนื่องจากวา มนั เปนส่งิ ถูกสรางของ
พระองค และการกระทําอยางนถ้ี อื เปนการตงั้ ภาคใี นการเคารพภกั ดที ี่หมายความวา มนุษยเ คารพสิ่ง
ท่ีถกู สราง ถึงแมเขาเชอ่ื มนั่ วา พระเจา องคเ ดยี วเทา นนั้ คอื ผูสรางจักรวาล เนอ่ื งจากสาเหตอุ ันหนงึ่
ยอ มมาจากสาเหตุท้งั หลาย
สิง่ เหลา นีพ้ วกวะฮาบียใหช่ือเรยี กวา “หลกั เอกภาพในความเปน พระเจา” ขณะเดียวกันกับที่
ใหช่ือเรียก “หลกั เอกภาพแหงสภาวะการดาํ รงอย”ู วา “หลกั เอกภาพในดา นการดแู ลอภบิ าล” การ
จํากดั ความทง้ั สองอยางลว นผดิ พลาดในเม่ือทานจะไดร ูจักความหมายของความเปน พระเจา ไป
ตามที่ทา นจะไดรจู ักวาความหมายของมันมไิ ดหมายถงึ รูปเคารถ ยง่ิ ไปกวาน้ัน ทั้งคาํ วา “อิลาฮ” กับ
“อัลลอฮ” ตา งกเ็ สมอเหมือนกันในแงของพ้นื ฐานและความหมาย เพียงแตว า ประการแรกคอื สวน
ท้ังหมด ประการท่ีสองคือ ความเปน เอกะ จากความจิรงท้งั หลายของสวนทง้ั หมดดังกลา วนนั้
สวนในแงข อง “การดแู ลอภบิ าล” กจ็ ะมีความหมายวา “บริหารและจดั ระบบ” ในจักรวาล
มใิ ชหมายถึง “ความเปน ผสู ราง” ถึงแมวา การบริหารน้ันตามความหมายทางปรชั ญา จะไมส ามารถ
แยกออกจากความเปนผูสรางไดเลยกต็ าม
ประการแรก ถงึ แมจะเปน การยนื ยนั วาเรายอมรับใหเรื่องหลกั เอกภาพแหงสภาวะการดํารง
อยูเ ปนเรอ่ื งของเอกภาพในความเปน พระเจาก็มิไดห มายความวา น่ันยังมพี ระเจา อน่ื นอกเหนือจาก
อัลลอฮ มไิ ดหมายความวา มพี ระเจา สงู สุดอยู น่ันคืออัลลอฮ สว นพระเจายอ ยกท็ ําหนาทด่ี ูแลรกั ษา
กจิ การบางอยา งของพระองค เปนตน วา การอนเุ คราะหช วยเหลอื (ชะฟาอะฮ) การนิรโทษให ดงั ที่
พวกอาหรบั สมยั งมงายเช่ือถือกัน
ทาํ นองเดียวกับการยนื ยันวา เราถือวา “หลักเอกภาพในการสรางสรรค” เปน “หลักเอกภาพ
ในความเปนผสู รา ง” โดยถอื วา มิใช “หลักเอกภาพในการดูแลอภบิ าล” โดยทเี่ ราไดรวู า พระผูอภิบาล
(ร็อบ) นั้นมใิ ชความหมายเดียวกันกบั พระผูสราง (คอลกิ ) ถึงแมว า ในพื้นฐานของภาวะวสิ ัยเพยี งขอ
พสิ ูจนท างสติปญ ญากม็ ิอาจแยกความหมายออกจากกันไดก ็ตาม
ทาํ นองเดียวกับการยนื ยันวาเราถอื เอา “หลักเอกภาพในการเคารพภักดี” ตามความหมาย
ของคําน้ี โดยมิใหเ ปน เรอื่ งของ “หลักเอกภาพแหง ความเปนพระเจา” ในเมื่อเปน ทีร่ ูอ ยูแลว วา “พระ
เจา ” มใิ ชความหมายของสิ่งท่เี ปน “รปู เคารพ”
เปน อนั วาในแงน้กี ารตั้งภาคมี ไิ ดเปนสง่ิ ทเี่ กดิ มาเพราะการมพี ระเจาหลายองคแ ละมิไดเ กิด
ขึ้นมาเพราะเชอื่ มั่นวา มีพระเจาอื่นทีร่ วมในการสรา งโลกกบั อลั ลอฮเปนตนวา พระเจา ตา งๆ ที่แอบ
อางขึ้นมา แตถ งึ แมจ ะยอมรบั อยา งนี้แลว กต็ ามที การเคารพภกั ดตี อพระเจา องคเ ดียวยังอาจถกู ละเลย
ได และพระเจา อ่นื อาจไดรับการเคารพภักดกี ็ได
แรงผลกั ดันที่กอใหเ กิด “การเคารพภกั ดสี ่ิงถกู สรา ง” ในหมูป ระชาชาตทิ ัง้ หลายน้ันมีข้นึ ใน
ลักษณะตา งๆ บางทีอาจเกิดขน้ึ มาจากเหตุผลอนั เรียบงา ย และมีอยูบอยครัง้ ทีเกิดข้ึนโดยเหตผุ ลทาง
ปรชั ญา และในลําดับจากนไี้ ปเราจะเปด เผยถงึ ประเด็นสําคญั ทีเ่ ปน สวนทาํ ใหเ กดิ การตัง้ ภาคี
๔- แรงผลกั ดันที่กอ ใหเ กิดการตัง้ ภาคีในการเคารถภกั ดี
ในขณะทีแ่ รงผลกั ดันทกี่ อ ใหเ กิดการต้ังภาคีมีอยมู ากมาย แตเ ราจะขอเสนอเพยี งสาม
ประเด็น คอื :
(ก) ความเช่อื ทว่ี า มีผูสรา งหลายองค
พวกบูชาเจว็ดและผูท ่ียึดมั่นในไตรภาคตี ามลักษณะของพวกเขามีกฎเกณฑท างดานความ
เชื่อถือตอเจวด็ และไตรภาคอี ยางเด็ดขาดในเรอื่ งการเคารถภักดตี อพระเจา มากกวา องคเ ดยี ว
กลาวคอื ในศาสนาพทุ ธมคี วามเช่อื ถือตอพระเจา ที่เปนนริ ันดรอยสู ามองคหรือสามสรรพ
นาม ดังนี้
1- พระพรหม หมายถึงพระเจา ผูทรงดาํ เนินอยู
2- พระวิษณุ หมายถึงพระเจา ผทู รงปกปก รักษา
3- พระศวิ ะ หมายถงึ พระเจา ผทู รงเสกสรร
ในหมชู าวครสิ เตียนกป็ รากฎมรี ายนามดงั นี้
1- พระบดิ า
2- พระบตุ ร
3- พระจิตวิญญาณบริสุทธ์ิ
ในศาสนาโซโรเอสเตอรม ีความเชือ่ ในดานของ “อะฮวัร มซุ ดา” เปนพระเจา สององคไ ปอกี
ตางหาก คือ
1- ยุซดาน
2- อะฮร มี นั
ถึงแมค วามเชอื่ ของชาวโซโรเอสเตอรจะมอี ยูกับพระเจา สององคนอี้ ยูกต็ าม สภาพของ
ความเช่อื กย็ ังเปนไปอยางมืดมนซอ นเรน
อยา งไรกต็ ามความเชอ่ื ถอื ทางดา นจิตใจทมี่ ตี อพระเจา หลายองคน ้นั นับเปน แรงผลกั ดัน
อันหนึง่ ทีอ่ ยูเ บ้อื งหลงั การเคารถภักดีสิง่ อื่นนอกจากอัลลอฮ และเปนสาเหตุสาํ หรบั การตั้งภาคขี ้ึน
ในการเคารพภักดี แนน อนอลั -กรุ อานไดตาํ หนพิ น้ื ฐานของความเชือ่ ถอื อยา งนดี้ ว ยหลกั ฐานอันชัด
แจงจาํ นวนมาก และการอธบิ ายในหลกั ฐานเหลาน้ันก็ไดดําเนนิ ไปแลวเมอ่ื ตอนทอี่ ธิบายเก่ียวกบั
“หลักเอกภาพในฐานะทรงอภิบาลและบรหิ าร”
(ข) ทศั นะคติท่ีวา “ผสู รา ง” อยูหางจาก “สิ่งถกู สราง”
แรงผลักดันประการทส่ี องท่ที าํ ใหเกดิ การเคารถภกั ดสี ง่ิ อ่ืนนอกจากอลั ลอฮคือทศั นคตทิ วี่ า
อัลลอฮทรงหา งไกลจากสิง่ ถูกสราง ตามความคิดท่ีวา อลั ลอฮทรงหางไกลจากสรรพส่งิ ท่ีถกู สราง
ไมไดยนิ และไมหย่ังรูการเรยี กรอ งของพวกเขาดวยเหตุนพี้ วกเขาจงึ สรรหาส่ือกลางที่พวกเขาคิดวา
มนั จะชว ยรบั ชว งการเรียกรองของพวกเขาสพู ระองค ราวกับวา ตาํ แหนง ของพระผูอภิบาลน้ัน
เปรียบเสมอื นตาํ แหนง ของมนุษยทไี่ มอ าจเขาถึงไดเ ลยโดยไมม สี ื่อกลาง ดว ยเหตุนี้พวกเขาจึงพากนั
เคารพบชู าส่งิ ศกั ดิ์สทิ ธิ์ มะลาอิกะฮ ญินและดวงวญิ ญาณเพอื่ นาํ ขอเรียกรอ งของเขาไปยังพระผู
อภบิ าล
แนนอนที่สุดอัล-กุรอานไดต ําหนทิ ัศนะคติอยางนีด้ วยหลักบานตา งๆ อนั ชัดแจง โดยกลา ว
วา แทจ รงิ อัลลอฮนนั้ ทรงอยใู กลยิ่งกวาความใกลทุกสงิ่ ทุกอยาง
แทจริงอลั ลอฮทรงไดยินการซอนเรน และการกระซบิ ของพวกเขารวมทัง้ การแสดงออกที่
เปด เผยของพวกเขา
แทจ รงิ อลั ลอฮทรงโอบลอ มส่ิงทพี่ วกเขาปดบงั และเปด เผย
ดวยเหตนุ จี้ ึงไมจําเปน ตอ งยดึ ถอื พระเจา เทยี มเหลา น้นั และไมจ าํ เปน ตอ งเคารพภกั ดีส่ิงนั้น
แมเพียงวตั ถปุ ระสงคทว่ี า จะเอามันมาเปน ส่ือกลางสาํ หรบั นาํ ขอเรียกรอ งของพวกเขาไปสอู ัลลอฮก็
ตาม เพราะอลั ลอฮทรงรอบรูในสิง่ ท้ังมวลและพระองคคือผูซ ่ึงไมมีส่ิงใดหา งไกลจากพระองคไ ด
เลย
ความหมายเหลา นี้ทกุ อยาง มีปรากฏอยใู นโองการดงั ตอ ไปน้ี
“และเราใกลช ดิ เขายิ่งกวา เสน เลือดที่คอหอย”
(กอฟ-๑๖)
“อัลลอฮใชห รือไมท ีเปนทเ่ี พียงพอแลวสาํ หรับบา วของพระองค”
(อัซซมุ รั -๓๖)
“จงวงิ วอนขอตอฉันเถิด แลวฉนั จะตอบสนองแกส ูเจา”
(ฆอฟร-๖๐)
“จงกลา วเถดิ (มุฮมั มัด) ถา สเู จา ปด บังส่งิ ทอ่ี ยูในจิตใจหรอื เปดเผยมันอัลลอฮก็ทรงรูกับมนั ”
(อาลิ อมิ รอน-๒๙)
“ไมม ีใครกระซิบกันไดสามคนโดยไมมีพระองคเปนบุคคลที่สี่ และไมมหี า คนนอกจากวา
พระองคทรงเปน บคุ คลท่ีหก”
(อัล/มญุ าดลิ ะฮ-๗)
กับโองการตางๆ เหลา นี้และโองการอ่ืนๆ อกี ทอ่ี ัล-กุรอานไดตาํ หนคิ วามคิดเหลา นี้ที่
กอ ใหเกิดการบชู าเจวด็ และการต้งั ภาคี
(ค) มอบงานดาน “การบรหิ าร” ใหเ ปนหนาทข่ี อง “พระเจา ยอย”
มนุษยท ุกคนยอมจะพบวา ในสว นลึกของจติ ใจคนเรานนั้ มีความยอมจาํ นนตออํานาจท่ี
เหนอื กวา และถือวา ตนเปนผูนอ ยในยามเผชญิ กับสิง่ นั้น นค่ี อื ความรูสึกโดยธรรมชาติ ถึงแมจ ะยงั
ไมสําแดงออกมาทางวาจาและอวัยวะสว นอ่นื ๆ แตภ ายในสว นลึกของจิตใจนั้น ยอมจะมคี วามรูสึก
ยอมจาํ นนอยางนอ้ี ยดู า นหน่ึงสว นอีกดานหนง่ึ ก็จะดาํ เนนิ ไปตามความรูสึกน้นั
ตามพนื้ ฐานเหลานี้ ผูต้งั ภาคจี ึงตอ งการท่ีจะนาํ เอาอาํ นาจลกึ ลับเขา มาอยใู นเรือนรา งที
เปด เผย ย่งิ ไปกวานน้ั เพือ่ เปนการจาํ กัดความคดิ หรอื เพ่อื สรา งมโนภาพวา ทุกสิง่ ทบี่ ังเกิดขึ้นใน
จกั รวาลนล้ี วนมีพลังท้งั ๆ ที่มนั ก็คอื สิ่งทถี่ ูกสรา งโดยอลั ลอฮ เชน พระมหาสมทุ ร, (พระเจา แหง
ทะเล) พระเจาแหงการสงคราม, พระเจาแหงความสันติ ราวกับวา รฐั บาลแหงจกั รวาลน้ัน เปน
เหมอื นอยา งรัฐบาลทงั้ หลายในโลกทม่ี อบหมายหนาทีเ่ ก่ยี วกบั ชวี ติ ในดานตางๆ ไวแ กคนหน่งึ ๆ
แลว ผมู ีอาํ นาจเหลา นีก้ จ็ ะเปนผูพจิ ารณาไปตามทตี่ นตองการ และกระทาํ ไปตามทตี่ นประสงค
ดวยเหตนุ จ้ี งึ มีการเคารถบชู าตามสถานท่ีต้งั แถบชายฝง ทะเล (พระเจา แหงทะเล) เพ่ือ
เพิ่มพูนผลประโยชนจากทะเลใหแ กพวกเขาและเพอ่ื ปกปอ งพวกเขาใหพนจากภัยพิบตั ิ เชน การเกิด
อุทกภยั สวนในกรณีของการเคารพบูชาแผน ดนิ และทะเลทราย (พระเจา แหงพ้ืนบก) กเ็ พือ่ พวกเขา
จะไดรับผลประโยชนทางบก และปกปองภยั พบิ ตั ิทางบก เชน แผนดนิ ไหว และอ่ืนๆ เปนตน วาภัย
จากทะเลทรายบาง ภยั ธรรมชาติอยา งอื่นบาง
แตถึงแมพ วกเขาจะสามารถสรางจินตนาการเกยี่ วกบั พระเจา ตา งๆ ข้ึนมาไวแ ลวกต็ าม พวก
เขากถ็ ือวา พระเจา เหลา นไ้ี มมีตวั จน จึงเปน ปญหาทย่ี ุงยากในการสรางมโนภาพ พวกเขาจึงพยายาม
สรางรปู ภาพและรูปปนขนึ้ มาตามความศรทั ธาและไดพากันเคารพบชู ารปู ปนเหลานี้ท่ีถกู สรางขึน้
ทดแทนการเคารพภกั ดี อํานาจลึกลับซึง่ ก็ถือวา ไดท ดแทนไปกบั รูปปนเหลา นี้ ตามมโนภาพของ
พวกเขา
ดว ยเหตนุ ้ีในหมูชาวอาหรับยุคงมงายจงึ มีพวกหนงึ่ บูชามะลาอกิ ะฮ, อีกพวกหนงึ่ บูชาญิน,
พวกทส่ี ามจะบชู าดวงดาว, และเปา หมายในการเคารถทง้ั หมดกค็ ือขอใหไ ดรับความดแี ละ
คณุ ประโยชน และขอใหหางไกลจากความชัว่ รา ยและทกุ ขภยั ตางๆ
แนน อนท่สี ุดพวกเขาเหลานั้น มีความสุขอยใู นวงจาํ กดั โดยเฉพาะกบั การสรางภาพ
อนสุ าวรียแ ละรปู ปน แตพ วกเขากย็ งั มิไดม่นั ใจวา จะสรางไดตรงกับรูปท่ีเปน จรงิ ของสงิ่ ตางๆ
เหลานั้น ดวยเหตนุ ้เี องพวกเขาจึงสรา งพระเจา ขึ้นแตละองคื เปนรูปปนทไ่ี มเ หมือนกันเลย เชน พระ
เจา แหง ทะเล, พระเจาแหงสนั ติภาพ, พระเจา แหง สงคราม, พระเจา แหงความรกั , แตใ นทุกสงิ่ ทุก
อยางเหลา นี้ มตี น เหตอุ ยา งเดียวคอื สนองความรูสึกท่ีผกู พนั กับส่ิงเรนลับ แมว า พระเจา ยอ ยเหลา นี้ยัง
มใิ ชส่งิ ทเี่ ขากบั ความรูส กึ ก็ตาม คอื ดวงดาวก็มขี น้ึ มีตก แตถึงกระนั้นก็ขอใหไ ดเ คารพบชู า
แนนอนท่ีสดุ อัล-กุรอานไดดําเนินการวิพากษแ ละประณามอยา งรนุ แรงตอ แนวความคิดที่
มอบหมายใหงานดานการบรหิ ารจักรวาลเปน หนา ท่ีของพระเจายอ ยทีไดช่อื วาส่ิงถูกสราง
ของอลั ลอฮ อัลลอฮทรงอธิบายไวในหลายแหงวา พระองคเปนผบู ริหารแตเพียงผเู ดียวสําหรับ
กิจการแหงจักรวาล โดยมโี องการวา
“หลงั จากน้ันพระองคทรงใชอํานาจเหนือบัลลงั คทรงบริหารกจิ การตา งๆ”
(ยูนสุ -๓)
แนน อนท่ีสดุ อัล-กรุ อานไดก ลา วไวใ นโองการตา งๆ อยา งมากมายวา การสราง, การใหช วี ิต,
การใหต าย, การบงั คบั ใหดวงดาวและจกั รวาลโคจรไป, การจัดระบบใหแ กดวงอาทิตย, ดวงจันทร
และเคร่อื งปจ จัยยงั ชพี น้ัน เปน การกระทําของอัลลอฮโดยเฉพาะ และอลั -กุรอานยงั ไดป ระณามอยา ง
รุนแรงเกี่ยวกับทุกแนวความคิดทถ่ี ือวายังมอี ํานาจอื่นมามีสวนรวมกบั อลั ลอฮ และทุกๆ
แนวความคิดทกี่ ลาววา การบรหิ ารกิจการแหง จักรวาลเปนเรื่องของส่ิงถูกสรา งของพระองค
อัล-กุรอานอนั ทรงเกียรติไดแถลงในเรือ่ งน้เี อาไวอยางมากมายจนเปน ทลี่ ําบากแกเราใน
การนาํ มาอา งถึงในทีน่ ้ีไดห มด แตจะเสนอเพียงบางโองการ
“แทจ ริงพระผูอภบิ าลของสูเจา คอื อลั ลอฮ ผูซ ง่ึ ไดสรา งชัน้ ฟาและแผนดนิ ในหกวัน จากนน้ั
ทรงใชอํานาจการปกครองเหนือบัลลังก ทรงใหกลางคนื ครอบคลมุ กลางวนั ซง่ึ มันตามติดกันมา
อยา งรวดเร็ว และดวงอาทิตย ดวงจนั ทร และดวงดาว ซงึ่ ถูกควบคุมอยูภายใตบ ัญชาของพระองค
พงึ สงั วรณเถิดวา การสรางและการบญั ชาเปนของพระองค อัลลอฮ พระผอู ภบิ าลแหง สากลโลกทรง
จาํ เรญิ ยิง่
(อัล-อะรอฟ-๕๔)
“จงกลา วเถดิ (มฮุ มั มัด) ผูใดเลา ที่ใหเครื่องปจจัยยงั ชพี แกสเู จา มาจากชั้นฟาและแผน ดนิ มี
ใครหรอื ท่คี วบคุมการไดยนิ และการมองเหน็ และใครทนี่ าํ การมีชีวิตออกมาจากความตาย และนาํ
ความตายออกมาจากการมีชวี ติ และใครเลาท่บี รหิ ารกิจการ ดังน้ันพวกเขาจะกลาววา อลั ลอฮ กจ็ ง
กลา วเถดิ (มฮุ ัมมัด) สูเจามไิ ดยําเกรงหรอื ดังน้ันสูเจาเอย อลั ลอฮคอื พระผอู ภบิ าลของสูเจาท่ีแทจ รงิ
ดงั นั้น ยังจะมอี ะไรอกี ภายหลงั ความจริงถา มใิ ชความหลงผิด ดังนั้นสูเจาจะจดั การอยางใด”
(ยูนสุ -๓๑-๓๒)
บดั นีเ้ ราไดอ ธิบายเก่ยี วกับแรงผลักดันท่ีกอใหเกิดการต้งั ภาคี ตอ อัลลอฮในเรอ่ื งการเคารพ
ภกั ดไี ปแลว สามประการ และเราจะไมข อกลาวอยา งเดด็ ขาดวา ไมมปี ระเดน็ อ่ืนอีกแลวที่เปน
แรงผลกั ดนั ในการกอ ใหเ กิดการต้ังภาคนี อกเหนือจากท่เี ราไดกลาวถงึ แตว า ประเดน็ ท่อี ลั -กุรอาน
ไดวิพากษเอาไวน นั้ ยอมเปน พื้นฐานทีม่ าของการตง้ั ภาคี และการแพรห ลายเรอ่ื งนี้ข้ึนมาในโลก
แนน อนมสุ ลมิ คือผเู ชื่อมน่ั ตอ พระเจาของจักรวาล พระเจา องคเดยี ว พระเจา ทค่ี วบคมุ อยูใน
ทุกสถานท่ี ใกลชดิ ย่ิงตอ บา วของพระองค พระเจา ทก่ี ารสรา ง การบรหิ ารจกั รวาลอยใู นอาํ นาจของ
พระองค ซงึ่ ไมยินยอมมอบกจิ การของพระองคใหแ กผ ูใดทง้ั สิ้น
มสุ ลมิ กบั ความเชื่อมน่ั อยางน้ี ไมอาจจะยดึ ถือส่ิงเคารพอื่นใดไดนอกเหนือจากอัลลอฮ แต
การเคารพภกั ดีของเขาที่มีตอ พระองคยงั ไมเปน ทเี่ พยี งพอหากแตจาํ เปน ทเี่ ขาจะตอ งตอ ตานกับ
หลกั การของการต้ังภาคีและการบชู าเจว็ดและจะตองไมพ อใจทจ่ี ะออกหางจากแวดวงของหลัก
เอกภาพแมน ิดเดียวกตาม
เก่ยี วกบั ประเด็นทีส่ ามเราใครจ ะกลาวถงึ ขอ สงั เกตทสี่ ําคัญคือ มันเปน เรื่องท่ีเปน ไปไดวา
คนๆ หนงึ่ อาจเช่อื มน่ั วา กิจการในจักรวาลนนั้ ทุกอยางลวนเปน ของอลั ลอฮ และไมย ินยอมที่จะถือ
วา เร่ืองเหลา น้ีเปน หนา ที่ของผูอ ืน่ นอกเหนือจากพระองค แตเขาเช่ือม่นั วา ภารกิจที่แทจ ริงซึง่ ผกู พนั
อยกู ับงานของปวงบา ว เชน การใหความอนุเคราะห (ชะฟาอะฮ) และการใหอภัยโทษ อันเปน
กจิ การเฉพาะของอลั ลอฮนั้น ยงั เปนไปไดท ีอ่ ัลลอฮจะทรงมอบใหเปน หนาท่ีของบุคคลตา งๆ และน่ี
กค็ ือประเด็นหนง่ึ ทน่ี ําไปสูการเคารพภกั ดีสิ่งอืน่ นอกเหนือจากอัลลอฮ แนน อนท่สี ุดอลั -กรุ อานได
ถอื วา การใหค วามอนุเคราะหที่แทจ รงิ นัน้ เปน สิทธิ โดยเฉพาะของอัลลอฮ ดังน้ันบุคคลใดๆ กต็ ามมิ
อาจใหความอนเุ คราะหผูใ ดโดยปราศจากการอนมุ ัติของพระองคได ในขณะทท่ี รงกลา ววา
“จงกลา วเถิด (มุฮัมมัด) สาํ หรบั อัลลอฮนน้ั คือการใหความอนุเคราะหทั้งมวล”
(อซั ซุมัร-๔๔)
ในทํานองเดยี วกนั อัล-กรุ อานก็ไดถอื วาการใหอ ภัยและนริ โทษแกความบาปของบา วแหง
พระองคนั้น เปน สิทธโิ ดยเด็ดขาดของพระองค ไมม ีภาคใี นเรือ่ งน้เี ลยแมแตค นเดียว ผใู ดก็ตามทอ่ี า ง
วา การใหอ ภัยอยใู นอํานาจของผูอื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮแลว เทา กับเขาไดต้งั ภาคี พระองคท รงมี
โองการวา
“ดังน้ัน พวกเขาก็ไดข ออภัยสําหรบั ความบาปของพวกเขา และผใู ดเลาทอ่ี ภยั ความผิดบาป
นอกจากอัลลอฮ”
(อาลิ อิมรอน-๑๓๕)
แนน อนทส่ี ดุ ชาวบูชาเจวด็ พวกหนงึ่ ในสมยั แรกๆ ทอ่ี สิ ลามไดรบั การเผยแผเคารพบชู ารปู
ปน ท่ีพวกเขาเชือ่ ถอื วามันมอี ํานาจพเิ ศษในการเขา ถงึ อลั ลอฮและมนั มีหนา ทใี่ นกจิ การดานการให
ความอนเุ คราะหและใหอ ภยั
ในบทตอไปเราจะอธบิ ายเกยี่ วกับการต้ังภาคีชนดิ ทมี่ ีลักษณะออ นแออนั นี้ และเพอ่ื จะให
ประเด็นนี้เปนท่กี ระจางชัดและเพื่อเราจะเขา ใจอยา งชดั เจนตอ ลักษณะการวพิ ากษที่อลั -กุรอานมตี อ
เร่ืองนี้ กจ็ าํ เปนที่เราตองหนั ไปพิจารณาขอเขยี นที่ไดรบั การยกยองของนกั เขียนวะฮาบยี ท่ีได
กลา วถึงเรื่องน้ีไวในตาํ ราของพวกเขา
๕- การอธบิ าย “หลักเอกภาพแหง ความเปนพระเจา ” และ “ความเปนผูอ ภบิ าล”
นกั เขียนสายวะฮาบียยงั คงยอมรบั ตอ หลักเอกภาพวา มีสองประเภท และไดใหชอ่ื เรียกหลัก
เอกภาพประเภททหี่ นึ่งวา “หลักเอกภาพแหง ความเปน ผอู ภิบาล” และใหช ือ่ เรียกประเภทที่สองวา
“หลักเอกภาพแหงความเปน พระเจา ” หลังจากนนั้ ก็ไดกลาววา “หลักเอกภาพแหง ความเปนผู
อภิบาล” และการยึดม่ันตอ ความเปน เอกะของผสู รา งน้ัน โดยลาํ พังแลว ยังไมเปนท่ีเพยี งพอสําหรับ
หลกั เอกภาพท่ไี ดทรงประทานสงบรรดานบแี ละศาสนทตู มาโดยเฉพาะอยา งยิง่ ในแงข องการคงอยู
และแพรห ลายในสังคมมนุษย จงึ จาํ เปน ที่จะตองยกหลักเอกภาพแหงความเปน ผอู ภบิ าลข้นึ มา เพ่อื
จะไดใ หก ารเคารพภักดีเปน ของอัลลอฮแตผ ูเดียว และจะไดไมมภี าคีใดๆ สําหรับพระองค เพราะวา
พวกมุชริก (ต้ังภาค)ี ชาวอาหรับนั้นทงั้ ๆ ทเี่ ชอ่ื มน่ั ใน “ความเปนเอกะ” ของผูส รางจักรวาลอยูแ ลววา
ไมมีมากกวาพระองคองคเ ดยี ว แตก ระน้ัน อัล-กรุ อานก็ยังถือวาพวกเขายงั เปน ผตู ้ังภาคีอยดู ัง
โองการทว่ี า
“และสวนมากพวกเขามิไดศ รัทธาตออัลลอฮดอก ยกเวน แตพ วกเขาเปน ผตู งั้ ภาค”ี
(ยูซุฟ-๑๐๖)(๑)
ในขอเสนออันนไี้ มมขี อขัดแยงใดๆ และไมม ีมสุ ลิมคนใดท่เี ปน ไปถงึ ขนาดปฏเิ สธวา หลัก
เอกภาพแหงความเปนผูอภิบาลอยา งเดียวนนั้ เปน ทีเ่ พยี งพอแลว ย่งิ ไปกวา น้ัน หลักเอกภาพยงั มถี งึ สี่
ขน้ั ตอน ดังท่เี ราไดกลา วผานไปแลว ถึงแมว า พวกวะฮาบียจ ะสรปุ ออกเปนสองขนั้ ตอนโดยละเลย
หรือทาํ เปน ลมื ไปเสียถงึ สองข้นั ตอนกต็ ามที
(๑) หนังสอื “ฟตหุล-มะญีด” ของ ชยั คอ บั ดรุ เราะหม าน บนิ ฮะซัน บิน มฮุ ัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ
ตายเมือ่ ฮ.ศ.๑๒๘๕ หนา ๑๒, ๒๐
อยางไรก็ตามสง่ิ ทคี่ วรกลาวถึงก็คือ : ในปญหาท่เี ปน สว นท้งั หมดนี้ไมมคี วามขดั แยงกนั เลย
ในระหวา งมวลมุสลมิ กลา วคือทงั้ หมดตา งมีความเห็นพองตอ งกนั วาจาํ เปนจะตองหลกี หา งจากการ
เคารพภกั ดสี ิง่ อ่ืนนอกเหนอื จากอลั ลอฮ แตป ระเด็นสําคัญอยูท่ีวา พวกวะฮาบียถือวา การใหเกียรติ
(ตะอซ ีม) ตอบรรดานบีและบรรดาเอาลยิ า (บคุ คลผูเ ปน ที่รกั ) ของอัลลอฮ น้ัน เปนการเคารพภักดี
อยางหน่ึง (อบิ าดะฮ) ในขณะเดยี วกบั ทวี่ า ในทัศนะของฝายอ่ืนๆ ถอื วา ระหวา งความหมายของ
“การใหเกยี รติ” (ตะอซ ีม) และ “การเคารพภักดี” (อิบาดะฮ) นั้นหางไกลลิบลบั เหลือเกนิ
กลา วโดยอีกนัยหน่งึ คือ : ในหมมู ุสลิมทั้งหลายนน้ั ไมมคี วามขัดแยง กันเลยในรากฐาน
หลกั ท่ีเปนสว นท้ังหมดของเรื่องน้ี นัน่ คือไมอ นุญาตใหมกี ารเคารพภกั ดีสิ่งอื่นนอกเหนอื จากอลั
ลอฮอยางเด็ดขาด สวนทข่ี ดั แยง กนั อยูกม็ ีเพยี งประเด็นที่วา ในทรรศนะของพวกวะฮาบียถอื วา การ
กระทําบางประเภท เชน “การเยย่ี มเยือน” (ซิยาเราะฮ) เปน เร่อื งของ “การเคารพภกั ดี” ในขณะท่ี
ทรรศนะของฝายอน่ื ๆ ไมถ ือวา การกระทาํ อยา งน้ี “เปนการเคารพภกั ดี”
ในแงของวชิ าการจาํ เปนท่ีเราจะตองกลาววา : ไมม ีความขดั แยง กันในประเดน็ รวมทเ่ี ปน
สว นท้งั หมด เพยี งแตท่ีขดั แยง กค็ ือ ในแงของรายละเอียดแหงขอเทจ็ จรงิ กนั เทาน้ัน
เพื่อเปน การคล่คี ลายปญหานี้ ประการแรกจาํ เปนทจี่ ะตอ งทําความเขา ใจตอ ความหมายท่ี
แทจ ริงของคาํ วา “การเคารพภกั ดี” (อบิ าดะฮ) เสยี กอนเพื่อทวี่ า ในข้ันนี้เราจะไดแ ยกแยะคําวา “การ
เคารพภกั ดี” (อิบาดะฮ) ออกไปจากความหมายอนื่ ไดถูก
และใหมกี ารพสิ จู นความจรงิ อยา งนีเ้ ชนกันกบั ประเดน็ อื่นๆ ทีน่ อกเหนอื จากเรือ่ ง “การ
เยี่ยมเยือน” (ซิยาเราะฮ) ตามท่พี วกวะฮาบยี ถอื วา เปน การเคารพภักดี (อิบาดะฮ) เชน “การติดตอ
สมั พันธ” (ตะวซั ซุล) กับบรรดาเอาลิยาฮ (บุคคลผูเปน ที่รกั ของอัลลอฮ) และ “การขอ” ในสงิ่ ที่
จําเปนจากพวกเขาในฐานะท่ีมวลมุสลิมแตกตา งกบั พวกเขาในสภาพดังกลาว กลา วคือ พวกเขา
อนมุ ตั ิใหม ีการติดตอ สมั พันธอ ยางนี้ และถอื วามันเปน การยดึ มือและทาํ ตามคาํ สงั่ ทร่ี ะบุอยูใน
บทบญั ญตั ิอันบริสุทธ์ิ
๖- การเคารพภกั ดีหมายถงึ “การใหค วามนบนอบ” และ “การใหเ กียรต”ิ กระนั้นหรือ?
สาํ หรบั นักวิชาการทางดา นภาษาอาหรับนน้ั ตา งไดใหคําจาํ กัดความคาํ วา การเคารพภกั ดี (อิ
บาดะฮ) ไวในความหมายทีใ่ กลเคยี งกัน กลาวคือพวกเขาไดอ ธบิ ายคาํ วา อบิ าดะฮว า หมายถึง “การ
นบนอบและการถอ มตน” (อัลคฎุ ฎอ วัตตซุ ลั ลลุ ) ในลาํ ดับตอจากนี้ขอใหท านไดพิจารณาคาํ อธิบาย
ของพวกเขาได
๑- ทานอิบนุมันซูร ไดกลาวไวใ นหนังสอื “ลซิ านุลอรับ” วา : รากศพั ทของคําวา “การ
เคารพภกั ดี” คือ : “การนบนอบและการถอมตน”
๒- ทานรอฆิบไดกลา วไวในหนังสือ “อัลมุฟรอดาด” วา
“สภาพความเปน บาว คือ “การแสดงออกถึงความถอ มตน” สว นการอบิ าดะฮย งั มี
ความหมายลึกซงึ้ ไปกวานนั้ เพราะวา มนั เปน จดุ หมายอันสูงสุดของความถอ มตน ไมมีใครไดร ับ
สทิ ธนิ ี้ได นอกจากผทู ่ีมเี กียรตอิ ยา งสูงสุด นั่นคือ อัลลอฮ ดวยเหตนุ ้ีพระองคท รงมโี องการวา : สูเจา
จงอยา เคารพภกั ดีนอกจากตอ พระองคเทาน้นั ”
๓- ในหนงั สอื (อัลกอมสู อัลมุฮีฎ” ของทา นฟยรซู อาบาดีย ไดอธิบายวา “อบิ าดะฮ
หมายถึง การเช่อื ฟง ปฏบิ ตั ิตาม (ฏออะฮ)”
๔- ทา นอบิ นฟุ าริส ไดก ลาวในหนังสอื อัลมะกอยีซ วา
“ผูเ ปนบาว (อบั ดุน) มีลักษระของรากฐานสองประการ เสมอื นหนึ่งวาท้ังสองอยางนี้
ขัดแยง กัน ประการแรกคือพ้นื ฐานสองอยา งทแี่ สดงถงึ ความนิ่มนวลและถอมจน อกี ประการหนึ่ง
คอื ตง้ั อยบู นความรุนแรงและขงึ ขัง” จากนั้นก็ยังไดอ ธิบายตอ ไปวา ประเด็นท่ีหนึง่ นั้นคือ ลักษณะ
ของอูฐทีย่ อมสยบอยางสิ้นเชงิ และน่ีกอ็ กี เชนกันที่แสดงเหตผุ ลไปตามทเ่ี ราไดก ลา วไปแลว
เพราะวา ลกั ษณะอยา งน้ันคือการถอมตนและนอบนอม
ลักษณะของบา วคอื ความถอ มตนตามลกั ษณะท่ีอฐู แสดงอาการออกมาเชน กนั
ประเด็นท่สี องคือ : วิธกี ารของผเู ปน บาว นนั่ คือแนวทางปฏบิ ัตขิ องผถู อมตน
๗- การนบนอบมิใชอ บิ าดะฮ (เคารพภักดี)
โดยเหตทุ ่วี า การเคารพภกั ดี (อิบาดะฮ) นั้น แมพ วกเขาจะอธิบายวา มนั หมายถงึ การเชอื่ ฟง
ปฏิบตั ิตาม การนบนอบ การถอ มตัวหรือแสดงออกถึงความถอ มตวั อยา งท่สี ุดก็ตาม แตค ําจาํ กัด
ความทง้ั ความทง้ั หมดนี้ก็มิใชอ ่นื ใด นอกจากเปนคําจาํ กดั ความดา นหน่ึงของความหมายโดยทวั่ ไป
เพราะเหตุวา การเชอ่ื ฟง ปฏิบตั ติ ามการนบนอบและการแสดงออกถงึ ความถอมตนนนั้ มิใชการอบิ า
ดะฮอ ยา งแนน อนเลยทเี ดียว เพราะวา การนบนอบของบตุ รทมี่ ตี อ บิดาก็ดี ของศิษยทม่ี ีตอครบู า
อาจารยก็ดี ของทหารท่มี ีตอ ผบู งั คับบญั ชากด็ ี ยงั ไมถงึ ขึ้นที่จะเปน การอิบาดะฮอ ยา งเด็ดขาด แมจ ะ
อยใู นลักษณะการนบนอบและการถอ มจนอยางสดุ ซงึ้ ก็ตาม โองการตางๆ ไดอธบิ ายอยางชดั เจนวา
การนบนอบและการถอมตนอยางสูงสุดนน้ั เปน ความสงู สุดยอดในแงข องการนบนอบอยางแทจรงิ
หาใชเปน อิบาดะฮไ ม ขอใหทา นพจิ ารณาโองการตา งๆ เหลา นัน้
๑- การสญู ด (กราบ) ของมะลาอิกะฮท่มี ตี อ อาดมั ซง่ึ ถือวาเปน การแสดงออกถึงความนบ
นอบอยางสูงโดยพระองคไ ดกลา ววา
“และเราไดกลาวแกม ะลาอิกะฮว า พวกเจา จงสญุ ดตออาดัม”
(อัลบะเกาะเราะฮ- ๓๔)
กลา วคือโองการน้ีไดแ สดงใหเ ห็นวา อาดมั เปนผไู ดร บั การสญุ ดของมะลาอกิ ะฮ และการ
สญุ ดของพวกเขากไ็ มถ ือวาเปน การตงั้ ภาคแี ละการเคารถภักดีสิ่งอื่นนอกเหนอื จากอัลลอฮและมะ
ลาอิกะฮก ็ไมถูกจัดวาเปน ผตู ้งั ภาคีดว ยการกระทาํ เชน นนั้ อกี ทัง้ พวกเขาไมถ อื วาการกระทําของพวก
เขาเปนการต้งั ภาคแี ละหนุ สวนในการทาํ ความเคารพภักดีตออลั ลอฮ แตปรากฏวา การกระทาํ ของ
พวกเขาคอื การใหเ กยี รติ (ตะอซ มี ) และใหก ารยกยอ งตออาดมั
เรอ่ื งนี้โดยตัวของมันเองคอื หลักฐานทดี่ ีที่สุดอันหนึ่ง ที่แสดงวา การใหเ กียรติ (ตะอซมี )
ทกุ ๆ ประเภทท่มี ตี อสง่ิ อนื่ นอกเหนอื จากอลั ลอฮนั้น มิใชเปน อบิ าดะฮแกสิง่ น้นั ๆ และสําหรบั
ประโยคที่วา “พวกเจา จงสญุ ดตอ อาดมั ” น้ัน ถงึ แมจ ะเปน ความหมายเดยี วกับประโยคทวี่ า “พวกเจา
จองสุญดอลั ลอฮ” แตก ระนน้ั ประโยคแรกก็ยงั ไมถ ือวา เปน คําส่ังใหเ คารพภกั ดสี ิ่งอื่นนอกเหนอื จาก
อลั ลอฮ สว นประโยคท่ีสองน้ันถือวาเปน คําสง่ั ใหเคารพภักดีตออลั ลอฮ
อาจคดิ กนั ไดวาในจุดนี้ (“การสญุ ดแกอาดัม” ตามความหมายของโองการน้ี คือการนบ
นอบตออาดมั หาไดเปนการสุญดตามความหมายทเ่ี ปนจริงและท่รี จู กั กนั ไม และเปน ท่ีรกู ันอยวู าการ
นบนอบทแ่ี ทจริงนน้ั มิใชอ ิบาดะฮ หากแต “สดุ ยอดของการนบนอบนนั้ คือการสุญด ซงึ่ มันหมายถึง
การอบิ าดะฮ”
หรืออาจเปน ไปไดท ีจ่ ะคดิ วา ความหมายของการสุญดตอ อาดมั คอื การต้ังใหอ าดัมเปน “กิบ
ละฮ” (ทศิ ที่ตองหนั ไปสู) มิใชวา การสญุ ดท่มี ตี อเขาน้ัน จะเปน สญุ ดที่แทจริง
แตค วามคิดทั้งสองอยางลวนผิดพลาดโดยสิ้นเชงิ
กลา วคอื ความคดิ ทีห่ น่งึ นนั้ เปน การอถาธบิ ายความหมายของคําวาสุญดที่มอี ยูใ นโองการนี้
วา เปน เพยี งการนบนอบ ซึ่งเปนความผิดพลาดอยางชดั เจนและตามความหมายทปี่ รากฏชัดเจนจาก
คําคาํ น้ีในแงข องภาษาและวชิ าการ นน่ั คอื เปนการสญุ ดอันเปนท่รี จู ักกันโดยแทน ั่นเอง หาใชเปน
เพียงการนบนอบไม กรณีเดียวกับทวี่ า ความคิดแบบทส่ี องกเ็ ปนความผดิ พลากอีกเชน กัน เพราะเหตุ
วา เปนการตีความโดยทไ่ี มม ีท่มี าและไมม หี ลักฐาน
น่คี อื คาํ ตอบสาํ หรับประเดน็ ท่วี า ถา หากอาดัม (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มแี กท าน) เปน ทศิ ททาง
(กิบละฮ) สําหรับมะลาอิกระฮแ ลว แนนอนที่สุด กจ็ ะไมม ปี ญ หาโตแยงของชยั ฎอนในขณะทมี่ ัน
กลา ววา
“ฉันจะสญุ ดแกผูที่พระองคไดสรา งมาจากดินกระนน้ั หรอื ”
(อลั -อัซรออ-๖๑)
เพราะเหตุวา ไมจาํ เปน แตอยา งใดเลย ทวี่ า ทิศทาง (กิบละฮ) จะตองประเสริฐกวาผสู ุญดจน
ถึงกับจะเกดิ ประเดน็ ใดๆ ข้ึนมาเพอ่ื ขัดแยง แตค วามจาํ เปนกค็ ือวา : สภาพของผูถูกสญุ ด น้ันยอม
ประเสรฐิ กวา ผูสุญด ในขระทตี่ ามทรรศนะของชัยฎอนนัน้ อาดัมมิไดประเสรฐิ กวา และนีค่ ือความ
จรงิ ท่แี สดงใหเ หน็ วา การสญุ ดน้ันมีขนึ้ ตอหนา ผไู ดร บั การสญุ ด
ทา นญิศอศไดก ลา ววา : มีบางคนกลาววา การสุญดนั้นเปน ของอัลลอฮ สวนอาดมั อยูใน
ตาํ แหนง เปน ทิศทาง (กบิ ละฮ) สําหรับพวกเขา เรอ่ื งน้ไี มม ีอะไรสําคญั เลย เพราะวา ในเรอ่ื งน้ถี ือวา
มไิ ดเ ปนการใหเ กยี รติพิเศษและการยกยอ งแตประการใด แตห ลักฐานปรากฎอยา งชดั เจนในเรอ่ื งที่
แสดงวาอาดมั เปนผูที่ไดร บั เกียรติและการยกยอ งพิเศษ และแสดงใหเห็นวาคาํ สั่งที่ใหท ําการสญุ ด
นั้นมีจุดมงุ หมายในการใหเกยี รติแกอาดัม (ความสันติสขุ พงึ มแี ดท าน) ก็คอื คํากลา วของอิบลสี
ทอ่ี ัลลอฮไดท รงบอกเลา ไวค อื
“ฉนั จะสุญดตอผทู ี่พระองคสรางขึน้ มาจากดินกระนน้ั หรอื พระองคเ ห็นวา ส่ิงนเี้ ปน ที่
พระองคไดใ หเกยี รตเิ หนือกวา ฉันกระนั้นหรอื ”
(อัล-อซั รออ- ๖๑-๖๒)
อิบลีสไดแ สดงใหเ หน็ วา สาเหตุทตี่ นยับย้งั จากการสญุ ดก็เพราะวา การใหเกยี รติและการยก
ยอ งตออลั ลอฮตามคาํ สั่งของพระองคน้ันคือการสุญดโดยเฉพาะ แกพระองค และถา หากวา เปน
คาํ สงั่ ใหสญุ ดตอพระองคโดยทพ่ี ระองคตงั้ ทิศทาง (กบิ ละฮ) ข้ึนมาสําหรบั ผสู ุญดโดยมิใชเ พ่ือเปน
การใหเกยี รติและการยกยอ งใดๆ แกผูน นั้ แลว ไซร แนนอนทีเดียวในเร่ืองน้ีกจ็ ะไมมีความพเิ ศษและ
ความดเี ดนอันใดท่นี าอิจฉาแกอาดัม อยา งเชนอาคารกะอบ ะฮทถ่ี ูกตงั้ ขน้ึ เพื่อเปนทิศทาง(๑)
ตามความหมายของโองการนคี้ อื มะลาอกิ ะฮน้นั ไดส ุญดตออาดัมตามคาํ สงั่ ของอลั ลอฮ อนั
เปนการสญุ ดจรงิ ๆ และแนน อนอาดมั เปนผูไดต ระหนักโดยตัวของพวกเขาเองวา ไดทาํ การนบนอบ
อยางสงู สดุ ตออาดมั แตใ นขณะเดยี วกนั นี้ก็มิไดห มายความวา พวกเขา “เคารพภกั ดี” ตอ อาดัมแต
อยา งใด
๒- แทจรงิ อัล-กรุ อานไดเ ปด เผยวา บิดามารดาของยซู ฟุ และพน่ี องของทา นไดส ุญดตอทาน
โดยอัล-กรุ อา นไดกลาววา
“และเขาไดเชญิ บดิ าของเขาขึ้นมาบัลลงั ก และพวกเขาไดทรดุ กายตอ เขาเปนการสุญด และ
เขาไดก ลา ววา โอบ ิดาขา น่คี อื การทํานายฝนของขา ทีไ่ ดฝน ในคร้ังกอ น แนน อนย่ิงพระผอู ภิบาล
ของฉนั ไดท าํ ใหมนั เปนความจริงแลว ”
(ยซู ุฟ-๑๐๐)
ความฝนของทานนบียซู ุฟท่ีอลั -กรุ อานไดชี้แจงไวใ นโองการนกี้ ค็ ือเรื่องราวทีก่ ลาวไวใ น
ตอนตน ๆ ของซเู ราะห คือ
“แทจรงิ ฉันไดฝน เห็นดาวสบิ เอด็ ดวง ดวงอาทิตยและดวงจันทร โดยฉันไดฝ น เห็นวา พวก
เขาเหลาน้ันเปน ผูส ญุ ดแกฉ ัน”
(ยูซุฟ-๔)
นับจากน้ันมาเปน เวลาหลายปค วามฝน อนั นีก้ เ็ ปนจรงิ ขึน้ ในกรณีการสุญดของพน่ี องและ
บิดามารดาท่มี ตี อ ทา น และอลั -กุรอานก็ไดใชค ําวา สญุ ดในทกุ แงข องเร่ืองน้แี กยูซฟุ
จากการอถาธิบายเรอื่ งนที้ ําใหเขาใจไดว า ลําพงั เพียงแตการสญุ ดตอ คนคนหนง่ึ ตาม
ทรรศนะทมี่ องอยา งลกึ ซ้ึงในแงของผูเ ปนบิดาดว ยแลว แนนอนทีส่ ุดวาจะตองมใิ ชเ ปน “การอบิ า
ดะฮ” แตการสุญดในที่นีต้ ามความเขา ใจของเราก็คอื การนบนอบและการถอ มตนอยา งสุดซึ้ง
(1) หนังสือ อะหกามุล-กุรอาน เลม ๑ หนา ๓๐๒
นกั อถาธิบายอลั -กรุ อานบางทา นไดอธบิ ายคาํ วา “อิบาดะฮ” (การเคารพภกั ดี) วา หมายถงึ
การนบนอบอยางสุดซ้งึ แลวไดใหเ หตุผลเก่ียวกับโองการเหลา นี้วา การสุญดตออาดัมหรือตอ ยูซฟุ
นัน้ เปนไปตามคาํ สง่ั ของอัลลอฮ เพราะฉะนน้ั ในประเด็นนี้จึงอยูนอกเหนอื จากวสิ ยั ของการตง้ั ภาคี
เราจะยอ นกลับมาอธบิ ายในเร่ืองนอ้ี ีกในหัวขอ เร่อื งทว่ี า “คําสงั่ ของพระผเู ปนเจา ทาํ ใหก ารตั้งภาคี
เปน เรอื่ งท่ีมิใชก ารตั้งภาคมี ดี ว ยหรือไม”
๓- อลั ลอฮทรงมคี ําส่งั ใหทาํ การนบนอบตอบิดามารดา และใหนอบนอ มอยา งที่สุดตอคน
ทง้ั สอง ซึ่งน่ันก็หมายความวา ใหม ลี กั ษณะความนบนอบอยา งถึงท่สี ุดนั่นเอง ดงั โองการท่วี า
“และเจา จงนอบนอมถอ มตนอยางสดุ ซึ้งตอ เขาท้ังสองอนั แสดงออกจากความเมตตา”
(อลั -อซั รออ-24)
ถงึ กระนั้นก็ตามการนอบนอมในท่นี กี้ ็ยังมิใชเ ปน “การฮิบาดะฮ” (เคารพภักดี)
๔- มุสลมิ ทัง้ มวลตอ งวนรอบอาคารบยั ตุลลอฮ ในพิธีการบาํ เพ็ญฮจั ญ ซ่ึงอาคารน้นั มิใชอืน่
ไกลนอกจากเปน เพียงหินและดนิ เทานั้น และพวกเขาตอ งพยายามเดินเหยาะยา งระหวา งอัศศอฟา
กบั อัลมรั วะฮ แนนอนอลั -กรุ อานไดส่ังใหท าํ อยา งนต้ี ามโองการทว่ี า
“และพวกเขาตองวนรอบอาคารอนั เกาแก”
(อัล-ฮจั ญ- ๒๙)
“แนน อนอศั ศอฟากบั อลั มรั วะฮน ้นั เปนเอกลักษณอยา งหนึ่งแหงอลั ลอฮ ดังน้ันผใู ดบาํ เพญ็
ฮัจญท่ีอาคารหรือทาํ พธิ อี มุ เราะฮ กไ็ มเปนบาปแกเ ขาเลยทจ่ี ะวนรอบมนั ทั้งสองแหง”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๑๕๘)
ทานคดิ วาการวนรอบดิน หิน ภเู ขา เทา กับเปนการอบิ าดะฮสิง่ เหลา นีก้ ระนน้ั หรอื ?
และถาหากวาการนบนอบอยางสุดซง้ึ คือการอบิ าดะฮแลว กจ็ ําเปน อยา งยิง่ วา การกระทาํ
ทง้ั หมดเหลานเ้ี ทากบั เปนการตั้งภาคอี ยางหนึ่งท่ีไดรับการผอนผนั อนุโลมใหกระทําได อัลลอฮทรง
สูงสุด ทรงเกรียงไกรย่งิ กวา เรื่องเหลา นี้
แทจรงิ บรรดามสุ ลิมทุกคนตางแสดงความคารวะตอหนิ ดาํ ในการบําเพญ็ ฮจั ญ และถอื วา
การคารวะหนิ ดาํ เปน การกระทาํ ท่ชี อบอยา งหนงึ่ ของการบําเพญ็ ฮจั ญและการกระทาํ อยา งนโ้ี ดย
รูปแบบแลวมนั คลายกับการกระทําของพวกต้ังภาคที ่มี ุง หนาไปยงั รูปเคารถของพวกตนในขณะที่
ถือวา การกระทาํ เชนน้ีตองเปนการต้ังภาคี (แตในความเปน จริงแลวไมใ ช) แตอกี ดา นหนง่ึ ไมถ อื วา
เปน การต้ังภาคี ย่งิ ไปกวา น้ันยังถือวา เปน การกระทาํ ของผูศรทั ธาทย่ี ึดม่นั ในเอกภาพ น่คี อื ประเด็นที่
เราไดก ลา วถึงไปแลววา พน้ื ฐานของมนั ตองมองทเี่ จตนาและเน้อื หาทแ่ี ทจ รงิ มใิ ชมองทีร่ ปู แบบและ
การแสดงออก ถามิฉะนนั้ แลวการกระทาํ อยา งน้ตี ามรูปแบบของมันทแี่ สดงออกมากไ็ มมอี ะไร
แตกตา งไปจากการกระทําของพวกบูชาเจวด็
๕- แนน อนอัล-กรุ อานอนั ทรงเกียรติสัง่ ใหเราเอามะกอมอบิ รอฮีมเปน ทนี่ มาซ โดยกลาววา
“และสูเจา จงเอาบริเวณมะกอมอิบรอฮีมเปน สถานท่ีนมาซ”