The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaiislamlib.com, 2022-05-24 05:44:12

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

หลักเอกภาพ
และการต้งั ภาคี
ในทัศนะอัล-กุรอาน

ภาษาอาหรบั

ภาษาอาหรับ
จดั ทาํ โดย
ศูนยว ฒั นธรรม สถานเอกอัครราชทตู
สาธารณรัฐอสิ ลามแหง อหิ รา น ประจาํ กรุงเทพ

PUBLISHED BY
CULTURAL CENTER
EMBASSY OF THE ISLAMIC REPUBLIC OF IRAN
IN BANGKOK.

ภาษาอาหรบั

ผูเรียบเรยี ง.........อลั ลามะฮ ชัยค ญะอฟ ร ซุบฮานยี 
ผแู ปล.................อัยยูบ ยอมใหญ

สารบญั หนา
เรอื่ ง
แรงบนั ดาลใจใหเ รียบเรียงหนงั สอื เลม นี้
หมวดวา ดว ยเรอื่ งหลักเอกภาพ
1- หลักเอกภาพในสภาวะการดาํ รงอยู
2- หลักเอกภาพในความเปน ผทู รงสรา ง
3- หลักเอกภาพในฐานะผูท รงอภิบาลและบรหิ าร
4- หลักเอกภาพในการวางกฎและระเบียบแบบแผน
5- หลกั เอกภาพในการเชอ่ื ฟง ปฏิบตั ิตาม
6- หลักเอกภาพในความเปนผูปกครอง
7- หลักเอกภาพในเรอ่ื งของการเคารพภกั ดี

ภาคท่หี นึง่ -สิง่ สําคญั
อันดบั แรกสบิ ประการ

1- การตอ ตา นการต้ังภาคี เปนรากฐานแหง งานเผยแพรของบรรดานบี
2- แหลงท่ีมาของการตง้ั ภาคีและการบชู าเจวด็
3- วงจาํ กดั ของหลักเอกภาพในการเคารพภกั ดตี ออัลลอฮฺ
4- แรงผลกั ดนั ท่ีกอ ใหเกิดการต้งั ภาคีในการเคารพภักดี
ก- ความเชอ่ื ท่ีวา มีผสู รางหลายองค
ข- ทัศนะคติท่วี า “ผสู รา ง” อยูหางจากสง่ิ ถูกสราง
ค- มอบงานดาน “การบริหาร” ใหเปนหนาท่ขี องพระเจายอย
5- การอธบิ าย “หลกั เอกภาพแหงความเปนพระเจา ” และ “ความเปนผอู ภิบาล”
6- การเคารพภกั ดีหมายถึง “การนบนอบ” และ “การใหเกยี รต”ิ กระนั้นหรือ?
7- การนอนอบมิใชอบิ าดะฮ (เคารพภกั ด)ี
8- แยกความหมายทีแ่ ทจรงิ ออกไปจากความหมายเปรียบปราย
9- คาํ สัง่ ของพระผูเ ปน เจาทาํ ใหก ารตงั้ ภาคีเปน เรื่องท่ีมิใชการตงั้ ภาคีไดหรอื ?
10- ความหมายของคําวา “พระผูเปนเจา” และคาํ วา “พระผอู ภิบาล”
ก- อลั -อิลาฮ หมายถงึ รูปเคารพกระนั้น หรอื ?
ข- ความหมายของอรั -ร็อบ และอัรรุบบู ียะฮ
ค- คาํ วา “รอ็ บ” มีหลายความหมายจริงหรือ?

บทสรปุ

ภาคที่สอง-การกาํ จัด
ความหมายที่แทจรงิ ของ

คําวา “อิบาดะฮ”

1- คําจาํ กดั ทง้ั สามอยางของคําวา “อิบาดะฮ”
2- “การยกอาํ นาจความให” หมายความวา อยา งไร?
3- การแบงพระเจา ออกเปน สว นยอ ยกบั การปฏเิ สธพระเจาสงู สดุ มใิ ชป ระเดน็ เดยี ว
4- เนื้อหาโดยสรุป
5- ทัศนะของเรากับทศั นะของเจาของตาํ รา อลั -มะนาร
6- ความเช่ือถอื ของชาวอาหรบั ยุคงมงายและพวกบูชาเจวด็
1- พวกตง้ั แทน บูชา
2- พวกจาํ แนกประเภทของแทน บูชา
3- ความเช่อื ถือของชาวอาหรับยคุ งมงาย

ภาคทส่ี าม-พวกวะฮาบียก บั
ประเดน็ ตางๆ ที่สําคัญของ
หลักเอกภาพและการตง้ั ภาคี

1- ความเชอ่ื ทมี่ ีตอ อาํ นาจอนั เรน ลับของผูอ่นื นอกจากอัลลอฮอ ยูใ นขายของหลักเอกภาพและ
การต้งั ภาคีดวยหรอื ?
นบียูซุฟกับอาํ นาจเรน ลับ
นบีมซู ากบั อาํ นาจเรน ลับ
พวกของนบีสุลัยมานกับอํานาจเรน ลับ
นบีสลุ ัยมานกับอํานาจในความเปนไปของจกั รวาล
อัล-มะซหี  (เยซู) กบั อาํ นาจเรน ลับ
คาํ กลา วอกี ตอนหนึ่งของทานเมาดูดีย
สรปุ

2- ความเปน ไปโดยปกติวสิ ยั และเหนือปกติวิสยั ของเหตุการณตา งๆ อยูใ นชว งของหลกั
เอกภาพและการตั้งภาคีกระน้นั หรอื ?
ขอ พสิ จู นจากอลั -กุรอาน
การสมั พันธก ับปรากฏการณท ่ีอยูเหนือกฏธรรมชาติ

3- การมีชีวิตและการตาย เขา มาอยใู นขา ยของหลกั เอกภาพและการต้งั ภาคดี ว ยหรอื

4- การมสี มรรถภาพกบั การไมม ีสมรรถภาพเปนประเดน็ หนึ่งสาํ หรับหลกั เอกภาพและการตง้ั
ภาคี ดวยหรอื ?

5- การขอในกจิ การท่ีผิดวสิ ยั ธรรมชาติอยใู นขายของการต้ังภาคดี ว ยหรือ?

ภาคท่ีสี-่ หลักความเช่อื ถอื
ของพวกวะฮาบีย

การโนมนา วคนใหเ ขา มารับ
อิสลาม

1- การขอใหห ายปวยและการบาํ บดั โรคจากผูอ ่ืนนอกเหนือจากอลั ลอฮ เปนการต้ังภาคีดว ย
หรอื ?

2- การขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือจากสงิ่ อน่ื นอกเหนอื จากอัลลอฮเปน การตง้ั ภาคหี รอื ?
พวกวะฮาบยี ก ับการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือ

3- การขอความชว ยเหลอื ตอผอู ื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮ เปนการตัง้ ภาคหี รือ?
ทศั นะของเจา ของตําราอัล-มะนาร ในการอธิบายเรือ่ งขอบขา ยของการขอความชว ยเหลือ
วพิ ากษทัศนะทสี่ าม

4- การวงิ วอนขอตอคนมีคุณธรรม เปนการเคารพภักดีตอพวกเขากระน้นั หรือ?

ถาม-ตอบ
สรุปคําอธิบาย

5- การเทิดเกยี รติบรรดาเอาลยิ าอข องอลั ลอฮและสดดุ ีราํ ลกึ ถึงพวกเขาเปน การต้งั ภาคีกระน้นั
หรอื

ก- การจัดใหม ีการราํ ลึกถงึ นบี เทากบั เปน การใหความจงรักภกั ดีและสนบั สนุนทาน
ข- การจัดใหมีการราํ ลึกถึงนบี เทากบั เปน การเชิดชูเกยี รติคุณของนบี
ค- การประทานอาหารมาจากฟากฟา และการถอื เอาเหตกุ ารณน ั้นเปนวันฉลอง
6- การแสวงหาความจาํ เรญิ กบั รอ งรอยของทานนบีและบรรดาเอาลิยาอ เปนการต้งั ภาคหี รือ
7- การกอสรางบนสุสานพวกวะฮาบยี  กบั รายงาน อะบี อลั -ฮยั ยาจ
8- การเยือนสุสาน
9- การเศาะลาฮ (นมาซ) ที่สสุ าน
10- การสาบานตอสิ่งอืน่ นอกจากอลั ลอฮและการเอยอา งถงึ ส่ิงถูกสรา งหรือเอยถงึ สิทธิของ

บุคคลผูน ้ัน

1- การสาบานตอ ส่ิงอ่ืนนอกจากอัลลอฮ ผทู รงมหาบรสิ ุทธ์ยิ ิง่
2- การเอยอางถึงส่งิ ถูกสรางและสิทธขิ องสง่ิ ถูกสราง

ภาษาอาหรบั
ดวยพระนามของอลั ลอฮผทู รงกรณุ าปรานี ผูท รงเมตตายง่ิ เสมอ

แรงบันดาลใจใหเ รยี บเรียงหนังสอื เลมน้ี

สภาพโดยท่ัวไปของประชาชาตอิ ิสลามยุคปจ จุบนั น้ี ไดป ระสบกบั ภาวะท่กี อ ใหเ กิดความ
เสยี หายและความแตกแยกระหวา งกลมุ ตา งๆ ของอสิ ลาม ตลอดจนการตงั้ ขอกลา วหาซ่ึงกันและกัน
อยา งมากมาย อกี ทั้งยังไดทาํ ใหประจกั ษถ ึงกระบวนขอกลาวหา และการแทรกแซงอยางกวา งขวาง
ทมี่ ตี อ ชอี ะฮ อมิ ามียะฮ โดยพัวพันไปถึงหลกั การศรัทธาตออิสลามของพวกเขาตลอดจนเรือ่ งราว
ตางๆ ทเี่ กิดข้นึ มาจากหลกั การอนั น้ัน และการโจมตีสิง่ เหลา นั้นเปนไปอยา งไรจ ริยธรรมและเมตตา
ธรรม จนกระทง่ั วา ประชาชนสามารถเห็นไดว า ในรอบหาปท ี่ผา นมาน้ี ปฏิกิริยาคดั คา นหลกั
ศรัทธาของกลุมชนอสิ ลามอันย่ิงใหญกลมุ น้ี ซง่ึ เปน กลมุ ชนที่มีปริมาณมากถึงหนึ่งในหา ของ
ประเทศอิสลามท้ังหมด และเปนประชาชาตทิ ี่ถกู ยอมรับวา ไดทาํ หนาที่รับใชอยา งใหญห ลวงตอ
อารยธรรมอสิ ลาม ภายใตการนําของบรรดาผูนาํ นกั ปราชญ และมวลชนระดับตางๆ ของคนกลมุ
นน้ั เปนปฏิกริ ิยาคดั คานท่ีไดรบั การแพรหลายเพ่ิมขึน้ มากกวาปฏกิ ริ ยิ าคัดคา นท่ีเคยแพรหลายใน
รอบหนึง่ รอ ยทผี่ า นมาหลายเทา นกั

กลาวคอื ในขณะทใ่ี นรอบหนงึ่ รอยปทป่ี านมาน้นั ไมค อ ยจะปรากฏวา มปี ฏกิ ิริยาใดตอ หลัก
ศรทั ธาของชอี ะฮ อิมามยี ะฮ มากนัก นอกจากปฏกิ ิรยิ าคัดคานจากหนังสือจํานวนหกหรือเจด็ เลม
เทา นนั้ ซึ่งไดแก :

1- มุฮาเฏาะรอต ฟ ตารีค อลั อมุ ะมุล อสิ ลามยี ะฮ- โดย ค็อฏรี
2- อซั ซุนนะตุ วชั ชีอะฮ- โดย รอชีด ริฎอ
3- อศั ศริ ออุ บัยนัล วะษะนยี ะตุ วัล อสิ ลาม- โดย กุศ็อยมี
4- ฟจ รุลอิสลาม วะฎิฮาฮ วะ เซาะฮรฮิ - โดย อะหม ัด อามนี
5- เญาละฮ ฟ รุบอู ชิ ชัรกิล อะอลา-โดย มฮุ มั มัด ษาบิต มศิ รี
6- อัลวะชอี ะตุ นกั ดิ อะกออิด ชอี ะฮ- โดย มูซา ญาร็อลลอฮ
7- อลั -คุฎฎ ล -อะรเี ฎาะฮ- โดย มุฮบิ บุดดีน อลั -คอฏบี
8- ตับดีด อัซซุลาม วะตนั บฮี นุ นิยาม-โดย ญับฮาน และอื่นๆ อกี
ซึ่งก็ไมแ ตกตา งกนั สกั เทา ใด และนับเปน เร่อื งธรรมดาของผทู ่ยี งั รเู ทาไมถ งึ การณก บั หลักความ
เช่อื ถือของพี่นองและแนวทางของเขา...
สิง่ เหลา น้ี เกิดขึน้ โดยประกอบกับเหตผุ ลท่วี า สว นมากของปฏกิ ริ ิยาคัดคา นเหลานม้ี ิได
อา งองิ ตาํ ราใด นอกจากตาํ ราของนกั บุรพคดแี ละศตั รูของชอี ะฮต ลอดจนบรรดามสุ ลิม เมื่อเปน
เชนน้ี จึงทําใหบ คุ คลเหลา นั้นบางทา น เขียนเร่อื งราวเก่ยี วกับ ชีอะฮ อิมามยี ะฮแ ละเก่ยี วกับหลัก

ศรทั ธาของชีอะฮใหผดิ พลาดไปแลวพวกเขาก็ไดขอขมา(1) และแสดงความเสียใจในสง่ิ ทต่ี นเขียน
ไป อีกท้ังยังไดแ กไ ขเร่ืองทเี่ ขาไดก ลา วไปแลวดว ย

แนน อนท่สี ุด บรรดานกั ปราชญช อี ะฮและปญญาชนในหมพู วกเขากไ็ ดมกี ารวิพากษ
หนังสือและปฏกิ ิรยิ าเหลานี้ ตลอดจนไดทําการอธบิ ายถึงหลักศรัทธาของชีอะฮ เรื่องราวเกี่ยวกับ
พน้ื ฐานและขอ ปลีกยอยของมนั นบั เปนจํานวนสิบๆ เลม ซง่ึ เราจะกลา วถึงช่อื ของบางเลมมาเปน
ตัวอยาง ดังน้ี :

1- อัศลชุ ชอี ะฮ วะอศุ ลู ุฮา-โดย อมิ าม ชยั ค มุฮัมมัด ฮเุ ซน กาชฟิ ฆฏิ ออ
2- อัล มุรอญอิ าต- โดย อิมาม มญุ าฮิด ซัยยิด ชรั ฟุดดีน
3- ตะหตะ เราะยะตลุ ฮกั -โดยอัลลามะฮ อบั ดุลลอฮ อัซซะบตี ี
4- อลั ฆอดรี เลมทีส่ าม โดย อลั ลามะฮ อัลฮุจญะฮ ชัยค อะมีนี
5- อะกออิดลุ อิมมามียะฮ- โดย อลั ลามะฮ อลั ฮุจญะฮ มุซ็อฟฟร
6- อัจญว ะบะตุล มูซา ญารุลลอฮ-โดย อิมมา มญุ าฮดิ ซยั ยิด ชัรฟุดดีน
7- มะอลั คอฏีบ ฟ คฏุ ฏิฮ อะรีเฏาะฮ โดยอลั ลามะฮ อัลฮจุ ญะฮ ศอฟย
8- มะอลั คอฏบี ฟ คุฏฏิฮ- โดย อัลลามะฮ ชัยค ซุลยั มาน อัลคอกอนี

(๑) ดงั เชนท่ี อะหม ดั อามนี เจาของหนังสอื ฟจรุล อสิ ลาม ไดกระทําไปแลว ตาท่ีอิมาม ชัยค มุฮัม
มัด ฮุเซน กาชฟิ อลั ฆิฎออ ไดก ลาวไวใ นหนังสอื ของทาน (อัศลชุ ชีอะฮว ะอุศลู ุฮา) : หนา ๘๒ พมิ พ
ที่ไคโร ฮ.ศ. ๑๓๗๗ / ค.ศ. ๑๙๕๘ ครงั้ ทสี่ ิบวา : นับเปนการพบกันทีไ่ มน าเช่อื คอื อะหม ดั อามนี
ผเจาของหนงั สอื ฟจรุลอิสลาม) นนั้ หลังจากท่ีหนังสอื ของเขาไดเผยแพรใ นป ฮ.ศ.๑๓๔๙ ทผี่ านมา
และนกั ปราชญแหง เมอื งนะญัฟกลมุ หน่ึง ไดป ระทวงตอ เขา แลว เขาไดมาเยือนในฐานะตัวแทน
นกั เขียนชาวอยี ปิ ตอันประกอบดวยคณะครแู ละนักศึกษาราวสามสิบคน เขากบั คณะไดมาเยยี่ มเรา
และพกั กบั เราในงานเล้ยี งของคืนหนึง่ ในเดอื นรอมฎอนแลวเราก็ไดกลาวตาํ หนิเขาเก่ยี วกบั เรอื่ งราว
ท่ีเกิดขึ้น โดยการตําหนอิ ยา งสภุ าพและเราไดยนิ ดีอภัยใหเ ขาอยา งดีงาม... ปรากฏวา เขาไดพรรณา
การขอขมาอยา งยืดยาวโดยไมมขี อโตแ ยงและขอ เสนอใดๆ อกี เลยแมแ ตนอ ย แลว เราไดกลาววา :
เร่ืองน้ยี ังไมจบ ดังน้ันถา ใครตองการเขยี นเรือ่ งใด กจ็ าํ เปน ท่ีเขาจะตองเตรยี มพรอมใหเ พียงพอและ
ตองศึกษากระทัง่ เขา ใจอยา งถองแทเสียกอ น มฉิ ะนัน้ จะไมอนญุ าตใหเ ขาลงมอื และเสนอสิง่ ดังกลา ว
เปนไฉนทีห่ องสมดุ ท้งั หลายของชีอะฮ และจากจาํ นวนเหลาน้นั คอื หองสมุดของเราทีเ่ ตม็ ไปดวย
หนงั สือมากถึงหา พนั เลม สวนมากจะเปนหนังสือของนักปราชญฝ า ยซนุ นะฮ และนั่นคือในเมอื ง
อยางนะญัฟท่ีขาดแคลนทกุ สง่ิ ทุกอยา งนอกจากความรแู ละการสรางสรรค อินชาอัลลอฮ สว น
หอ งสมุดในไคโรอันย่งิ ใหญน้นั ไมม ีหนังสอื ชอี ะฮเลย มหิ นําซํ้ายงั เปน ส่ิงที่ไมไดร ับการกลา วถึงอีก
ดวย ใชแ ลว พวกทไ่ี มม ีความรใู ดๆ เกย่ี วกับชอี ะฮเลย แตเ ขยี นถึงชีอะฮไดไปเสียทุกเร่อื ง

นอกเหนอื จากนี้ก็ยังมีตาํ ราและหนงั สือตางๆ ในแนวนอ้ี ีกมาก
จงึ กลา วไดว าในชว งศตวรรษท่ผี า นมา ไมมีปฏกิ ริ ยิ าคดั คา นใดๆ ตอ หลักศรัทธาของชอี ะฮ
อิมามียะฮ นอกเหนอื จากหนังสอื จํานวนเลก็ นอ ยนี้เทา น้นั ในขณะที่พอหลังจากการปฏวิ ัตอิ สิ ลาม
ในอิหรานไดประสบชัยชนะแลว จาํ นวนของปฏิกิรยิ าคดั คา นและหนังสอื ตา งๆ ทโี่ จมตีชนอสิ ลาม
กลุมนี้ในดา นหลกั ศรัทธาและแนวทางปฏบิ ตั อิ ยา งรนุ แรงแขง็ ขนั มถี ึงส่สี ิบเลม รวมท้ังหนงั สือและ
เอกสาร
สวนหน่ึงกเ็ ปนหนงั สอื ประเภทโจมตหี ลกั ศรทั ธา
อีกสว นหนง่ึ ก็โจมตีนักปราชญแ ละบคุ คลสาํ คญั
ประเภททส่ี ามกโ็ จมตีรายงานฮาดษี และหนงั สอื ทเี่ กี่ยวกับฮาดีษ
ประเภททสี่ ก่ี ็โจมตีทศั นะของนกั วชิ าการทางศาสนาท่ไี ดรบั การถายทอด
มาจากคมั ภรี แ ละแบบฉบับของทานศาสดา (ซุนนะฮ)
บางประเภทกโ็ จมตีวา เปนพวกปฏิเสธ (กาฟร) ไปเลย
อีกบางประเภทกโ็ จมตรีวาเปนพวกบชู าไฟ (มะซู ี)
บางกส็ รุปใหวา เปนพวกต้งั ภาคี (มชุ ริก)
มนั เปนเสียอยางนั้น...
ในขณะท่ีหลักศรัทธาของกลุมชนชาวมสุ ลิม อนั ยงิ่ ใหญกลมุ น้ีกด็ ี ทัศนะของนักวชิ าการ
ทางศาสนาในหมูชนกลุมนีก้ ็ดี ลวนเกิดข้ึนมาจากเน้อื หาของคมั ภรี อ นั ทรงเกียรติและแบบฉบับของ
ศาสดาอนั บรสิ ุทธิ์ (ชุนนะฮ) โดยไดรบั การอา งถึงจากนักรายงานฮาดษี ทดี่ ีเดน และนกั เผยแพรที่ดี
เยีย่ ม(๑) นักปราชญท ง้ั มวลตา งยนื ยันถึงความซ่ือสตั ยแ ละความแนนอนในสว นมากของคนเหลาน้ัน
อกี ทั้งยังไดยืนยันถึงหลกั ศรัทธาทถี่ กู ตอ งและสภาพความเปนอยางเท่ียงธรรมของคนเหลา น้นั และ
พนื้ ฐานทางดานวิชาการของคนเหลา น้ันคือ บรรดาอะฮลลุ บยั ตของทานนบีผบู ริสทุ ธ์ิซ่งึ บรรดา
บรรพชนของมุสลิมตา งไดยืนยันถึงความดเี ดน ความสะอาดบริสทุ ธิข์ องพวกเขามาแลว และได
บนั ทึกเร่ืองราวเก่ยี วกับพวกเขาไวใ นหนังสือนบั จาํ นวนเปนพันๆ เลม...
ทานทราบหรอื ไมว า อาจมอี ะไรซอนอยูเบื้องหลังบาง? มนั มเี บอื้ งหลังซอนเบอ้ื งหลงั อยู
หรือไม?
ทาํ ไม การโจมตอี ยางขนานใหญเหลาน้ีจงึ มีขึน้ มาในเวลาเดยี วกนั กบั พลังอนั รุงโรจนของ
อิสลามไดสาํ แดงขึ้นเปนครั้งลา สุดในโลกอิสลาม และไดใชว ิธกี ารแพรโจมตี ราวกับไฟไหมฟ าง
กับทนั ท่พี ลงั อิสลามไดสรา งความหวาดวิตกใหแกพวกจกั รวรรดินยิ มและไดช ้ใี หเหน็ วา อาํ นาจของ

(๑) หนงั สือฮาดษี ตา งๆ ทีถ่ กู ยอมรบั กันในฝายชอี ะฮก ็เหมือนกับรายงานศอฮฮี และสุนขั ตา งๆ ทถ่ี ูก
ยอมรับกันในฝา ยอะฮล ซิ ซนุ นะฮ กลาวคอื เปนหลักฐานที่มีนํ้าหนักในกรณที มี่ ีสายสืบและ
หลักฐานถกู ตองสมบูรณแ ละไมสามารถอุทธรณต อ ความเชื่อม่ันใดๆ ของเจา ของตาํ ราเหลาน้ันโดย
รายงานปลกี ยอยหรอื ออ นหลักฐานหรือที่ขดั แยงกันได

พวกเขากําลังอยใู นอันตราย?
ทําไม ความพยายามอยา งหนกั หนว งเพ่อื สรางความแตกแยกและการขดั แยง กันตลอดจนถึง

การตอ สูก ันระหวา งกลมุ ชนตา งๆ ในประชาชาติน้ีไดเกิดข้นึ ในเวลาเดยี วกนั กบั ทมี่ วลมสุ ลิมไดเรมิ่
เขา ใจเกยี่ วกับสภาพความเปน จรงิ ของพวกเขาท่ลี า หลงั และนาอดสู อกั ทงั้ ไดรู ปญหาพื้นฐานนั้น
ข้ึนอยูกับความแตกแยกของพวกเขานัน่ เอง แลวเสยี งเรียกรอ งหาความเปนเอกภาพและความใกลชดิ
กนั ระหวางมวลมุสลมิ ไดป ระกาศขนึ้ และไดป ระจกั ษแลว วา เสน ทางอนั จําเรญิ น้ัน มอี ยูใ นวถิ ที าง
อันน้ี?

ทําไม ความอตุ สาหะในดา นของการโจมตชี นดิ ท่ีนา บดั สีของมวลมุสลิมดว ยการโจมตีชน
กลุมนี้หรอื กลุมนน้ั วา เปน พวกปฏิเสธ(กาฟร) พวกตง้ั ภาคี(มุชริก) พวกบชู าไฟ(มะูซ)ี และขอห
อืน่ ๆ อีกไดเ กิดขนึ้ ในเวลาทพี่ รอมๆ กันกับการแถลงอยางเปด เผยของตา งชาตวิ า กลมุ ฟนฟอู ิสลาม
ในตะวนั ออกกลางและแถบอาวอาหรบั นั้นเปน อันตรายอยางย่งิ สําหรับอาํ นาจของโลกตะวันตก?

และในท่ีสุด ทําไมปฏบิ ตั กิ ารจองเวรกับชอี ะฮ อิมามยี ะเหลา นีจ้ งึ ไดเ กิดขน้ึ ในเวลาเดยี วกัน
กับมกี ารประชุมวิเคราะห “ชอี ะฮ” ขน้ึ ในประเทศอิสราเอลหลงั จากทที่ หารของอิสราเอลไดถูก
บาํ ราบโดยกองกําลงั ของชอี ะฮทางภาคใตข องเลบานอน การประชมุ ในครั้งนี้ ไดย ุติลงดวยการลง
มติใหม ีการลมลางพวกชอี ะฮ ทงั้ แนวความคดิ และการดํารงอยู โดยถือวา พวกเขาคอื อันตรายอยา ง
ยง่ิ ยวดสําหรบั พวกไซออนสิ มจอมโจรแหง อสิ ราเอล

ถงึ แมก ารโจมตจี ะมแี ตพวกชอี ะฮ แตน ีค่ อื พวกท่อี ะฮลุลบยั ตเ ปนผชู ้ีนาํ อยู “บรรดาผซู ่ึง
ความเปนเลิศในดานความเขา ใจศาสนาของพวกเขาน้นั เปนเลศิ ในดานความยตุ ิธรรมและความ
ถกู ตอง และดวยความปลอดภัยจากความหลงผิด และดวยคัมภีรข องอัลลอฮท ผี่ กู มัดอยูจนกระทง่ั เขา
สูสวนสวรรค” ดงั ที่ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (อลั ลอฮทรงประทานความอัษษะเกาะลยั น) ซ่ึงทง้ั
ชีอะฮแ ละซุนนะฮตา งก็ไดรายงานเอาไวดว ยกัน

ถึงแมการโจมตจี ะมแี กกลมุ ชนแหง ประวตั ิศาสตรดงั้ เดิมของอสิ ลามเมื่อวันปฐมฤกษ
ทา นศาสนทูตก็เคยไดกลาวไวว า : อาลี และชีอะฮของเขา (พวกของเขา) เปน ผูมชี ัยชนะ(๑)

ถงึ แมก ารโจมตีจะมตี อ กลมุ ชนแหงอิสลามกลุม น้แี ตในจํานวนคนเหลานก้ี ็มนี ักวชิ าการ
และนกั ปราชญเปนจาํ นวนนับลานคน และเปน กลมุ ชี้นําทางดา นแนวความคดิ สติปญ ญา ความ
ยตุ ธิ รรมและวัฒนธรรม

น่ีคอื พวกที่มปี ระวตั คิ วามเปน มาทีด่ ีเลศิ ในการตอ สูเพ่อื ปอ งกันเสถยี รภาพของอสิ ลามและ
มสุ ลมิ

จงึ กลาวไดวา ถาการโจมตคี นกลมุ น้ีเกดิ ขึ้นดว ยแรงผลักดันจากความเครงศาสนาแลว
แนนอน สิง่ แรกท่ีสาํ คัญย่งิ ไปกวา ก็คือ จะตอ งตอ สกู ับลัทธมิ ารกและสงั คมนิยม ซง่ึ มนั เปนอันตราย

(1) ตฟั ลีร ดุรรุล มันษูร ของทานซะยูฏี ในตอนอธิบายโองการ “แทจรงิ บรรดาผศู รทั ธาและ
ประกอบการดีนน้ั เปนพวกประเสริฐยง่ิ ” หนา ๓๗๙ เลม ๖ พมิ พที่เบรตุ

แกป ระเทศอิสลามอยางใหญหลวง ไมวาทงั้ ภายในและภายนอก จนกระท่ังวา กบั ผูทไ่ี ดให
การชว ยเหลือและสนับสนุนอยูในทกุ ประเทศแมแ ตรัฐบาลตา งๆ ในอาณาจกั รอสิ ลาม
ไมเ คยมใี ครคิดทีจ่ ะกลา โจมตีลทั ธิบอนทาํ ลายที่เปน อันตรายเหลา น้เี ลย ถงึ แมม นั จะตอ ตา น
กับทกุ ส่งิ ทุกอยางนบั ตั้งแตหลกั ศรัทธา ไปจนถึงจริยธรรมสวสั ดภิ าพ อสริ ภาพและในทสี่ ุดก็คือ
เสรภี าพ (อาจเปนสง่ิ แรกดวยซ้าํ ) และเปน ลัทธทิ ไ่ี มศรัทธาตอสิง่ ใดเลยท่ีดาํ เนนิ บทบาทไปยงั เรอื่ ง
ของศาสนาใชห รือไม?
ไมมผี ูกลา หาญคนใดโดยเฉพาะในบรรดาผทู ่ีประกาศตนวาเครง ครดั ศาสนาแลวทมุ เทเงนิ
เปนลา นๆ เหรียญดอลลารเพื่อสรางความแตกแยกระหวา งกลุมชนตางๆ ของอสิ ลามและทําลาย
ความเปน พ่นี องในอิสลามภายใตขอหาท่มี าในรูปตา งๆ คดิ ที่จะประชมุ บรรดานักปราชญ
ผทู รงคณุ วุฒิและนกั วชิ าการของมวลมุสลมิ เพอ่ื ดาํ เนินการปรกึ ษาหารอื กนั อยางแทจ ริงเพอ่ื ท่ีจะได
เปน งานทตี่ อสกู ับขบวนการมารกซิสม ซ่งึ มนั ไดแ พรหลายอยแู มกระท่งั ในดนิ แดนหะรอมทั้งสอง
แหงและมันไดครอบงําจิตใจแมแ ตกับคนหนุมๆ ในมกั กะฮอ นั ทรงเกียรติและนครมะดีนะฮแ ละ
ดินแดนอันศกั ดส์ิ ิทธิ์สว นอนื่ ๆ ใชห รอื ไม?
ทาํ ไมคนเหลา น้นั ไมคิดบางเลย (ถา เขามีความสจั จริง) วา ในประเทศอสิ ลามบางประเทศ
ซ่ึงเคยเปนที่มาของประวัติศาสตรอันยาวนานสําหรับอิสลามแตม าบดั น้ีมนั ไดก ลายไปเปน ท่ีต้งั ของ
ลัทธิมารกซไปเสยี แลว กลาวคือในบางประเทศถงึ กับไดประกาศกฎหมายตามระบอบสังคมนิยมไป
แลว บา งกย็ อมใหท าํ งานโดยไมตอ งถือศีลอด บางก็ยํา่ ยีแบบฉบบั (สุนนะฮ) อันบรสิ ทุ ธขิ์ องทา นน
บี ไปจนถึงเรือ่ งอ่ืนๆ อีกทีบ่ อนทําลายอิสลามในรปู ตางๆ?
บดั น้ีไดมปี ญ หาพ้ืนฐานทีเปนอนั ตรายสําหรับเสถยี รภาพของมวลมุสลิมและการดํารงอยู
ของพวกเขาสองประการ คอื :
1- ยวิ ไซออนสิ มและโลกคายตะวนั ตกที่สนับสนุนอยใู นทุกวถิ ีทางของแผนชัว่ ราย
2- ลทั ธิคอมมิวนิสมและโลกคา ยตะวนั ออกผูบอ นทําลายท่ีใหก ารสนับสนุนในทกุ ๆ
ดา นอยูเบ้ืองหลัง
ศตั รูตัวฉกาจทง้ั สองฝายนไ้ี ดยึดหลักการดงั ตอ ไปน้ี
1- เผยแพรความเสียหายทางดา นจริยธรรมระหวางมวลมสุ ลิมโดยเฉพาะในหมคู นหนุม
สาว
2- แพรหลายสภาพจติ ใจท่ีตกตํ่าใหเ ขา ไปสูจติ ใจของคนเหลานัน้
3- คงสภาพของพวกเขาไวก ับความลา หลังทางดา นวชิ าการ อารยธรรม เศรษฐกจิ และ
การเกษตร ฯลฯ
4- ลบลางความศรัทาของพวกเขาทีม่ ีตอศาสนา ตออลั ลอฮ ตอวันปรโลก ซง่ึ พวกเขามี
ความเชอ่ื ตอสงิ่ ดังกลาวอยุในทุกวนั นี้ และตรงึ พวกเขาไวกบั พายุรายทีพ่ ดั กระหนาํ่
ไปจนถึงเร่อื งอืน่ ๆ

แลวทาํ ไมพอหลังจากท่ชี ีอะฮและประชาชนมุสลิมชาวอิหรานไดสําแดงพลังการตอ สอู นั
ย่งิ ใหญต อ ประเทศจักรวรรดินิยมและสมนุ ของมนั พวกเขาเหลา น้นั กไ็ ดล งมอื จดั การโจมตคี นกุลม
นี้ อะไรบางที่พวกเขาไดทําไปเพ่อื เปนการตอสกู ับภัยอันตรายทง้ั สองอยางนี้ ในขณะทีพ่ วกเขามี
ความสามารถซ่ึงไมมใี ครรูซ ้ึงไดนอกจากอัลลอฮ?

มีบา งไหมท่พี วกเขาไดกระทําการใดๆ ทส่ี รา งความลาํ บากใหแ กอิสราเอลในฐานะทไ่ี ดยา่ํ ยี
มวลมสุ ลิมและชาวอาหรบั มาหลายครัง้ หลายคราว โดยไมหยดุ หยอ น หรอื วา พวกเขาเปนตัวต้ังตวั ตี
ในการจัดประชุมเรยี กรอ งสันตภิ าพกับอสิ ราเอลและดาํ เนินการเพื่อแกปญ หาดวยการยอมจาํ นน
และยอมรบั ตอประเทศอสิ ราเอลใหท าํ สงครามขึน้ อยางยดื เย้ือในโลกอิสลาม?

หรอื วาพากเขาเคยแสดงความองอาจตอโลกตะวนั ตก ตอบโต และสรู บตลอดจนตัด
สัมพันธไมตรี ใหเ หมอื นกบั ท่ีพวกเขาตอบโตกับโลกตะวนั ออกและตดั สัมพันธบ างส่ิงบางอยา งไป
แลว?

ทําไมพวกเขาจึงมงุ กนั แตจ ะใชเ คร่ืองมอื โจมตีมาตอสูกับหลักศรัทธาของชีอะฮอันสืบทอด
มาจากพ้นื ฐานของอสิ ลาม อนั ไดรับมาจากบรรดาอะฮลุลบัยตข องนบีผูบรสิ ทุ ธ์ิ?

ชอี ะฮใชห รือไม ทข่ี บั ไลอเมริกาออกจากอหิ รา นและโจมตีสมนุ ของมันที่สรางความตกตาํ่
ใหแกอาหรบั และสนนั สนุนอสิ ราเอล?

ชอี ะฮใชหรอื ไม ที่ขบั ไลอิสราเอลออกไปจากภาคใตเ ลบานอนและตดิ ตามไปกระหนํ่าการ
โจมตีและสอนบทเรยี นชนิดท่ีพวกมันไมอาจลืมได?

การโจมตรชี อี ะฮในทกุ วนั น้ี มไิ ดม ีสาเหตุใดๆ เลยใชหรือไม นอกจากเพราะวา พวกชอี ะฮ
ไดโจมตโี ลกตะวันตกและโลกตะวันออกใหเกิดความตกต่าํ และเสียหายอยางน้นั และไดสําแดงถงึ
การกระทําทเี่ ปนอันตรายอยา งยง่ิ สาํ หรบั อทิ ธิพลของตางชาตทิ ีม่ อี ยูในประเทศอิสลาม?

ชอี ะฮใชห รือไม ท่ีสาํ แดงตนวา เปน อันตรายอยางยง่ิ ตอ อทิ ธพิ ลของอเมรกิ าในซาอูดี แถบ
อา วอาหรบั อียปิ ต เลบานอนและอิรกั และไมวา เมอื งใดทช่ี อี ะฮมอี ยู หรอื เมอื งท่มี ผี ูสนบั สนนุ
แนวทางของชอี ะฮใ นดานการปฏวิ ัติซึง่ ปฏเิ สธความตกตา่ํ และการถูกย่ํายอี กี ทง้ั การยอมจํานน และ
ปฏเิ สธรัฐบาลตางๆ ท่เี ปน สมุนและเปนอาชญากร ตลอดจนไดต อ สูกบั ความอธรรม, การกดข่ี ขม
เหงทกุ รปู แบบและประกาศคําขวญั วา : ออกไปจากเราเสียเถิด ความตกตา่ํ และ “และจงอยา
สนับสนุนพวกอธรรมไ และ “ทาํ ไมสูเจา จึงไมตอสูในวถิ ที างของอลั ลอฮแฺ ละบรรดาผถู กู กดข่ี” และ
คาํ ขวัญทว่ี า “ชวี ติ อยูก บั หลักศรัทธาและการเสียสละ” และคําขวญั ท่วี า “คนตายทัง้ เปน ในหมูพวก
ทานคอื คนแพ คนเปนทงั้ ๆ ท่ีตายไปแลว ในหมูพวกทานคือคนชนะ?”

ทําไมจงึ มหี นงั สือ “วะญาอะ ดรู ุล มะูส” ออกมาโจมตพี วกเขาเหลานนั้ ?
แลวใครเลา ทถี่ กู หมายถึงวา เปนพวกมะูซี (บูชาไฟ) ? มนั จะหมายถงึ ชาวอหิ รา นที่
พยายามนําหลักการอิสลาม เชิดชูธงอสิ ลาม อรรถาธบิ ายคมั ภรี ข องอิสลามรวบรวมรายงานฮาดีษ

ตา งๆ ท่ีถูกยอมรับในสายอะฮลซิ ซุนนะฮอ อกมา เชน ทา นอมิ ามบคุ อรี อิมาม มสุ ลิมตริ มิซีย นะซาอี
และอิบนุมาญะฮ กระนั้นหรือ?

หรอื วา พวกเขาใหความหมายวามะูซี คอื ชอี ะฮ (พวก) ของทานอาลี (ความสันติสุขพงึ มี
แดท า น) ที่บนั ทึกรายงานฮาดีษตางๆ ของทานรซลู ผูทรงเกียรติและบรรดาอะฮล ุลบัยตผูบรสิ ทุ ธ์ินับ
จาํ นวนเปนรอ ยๆ เลม อกี ทัง้ ยังไดเ ขยี นตําราอธบิ ายอัลกรุ อาน อันทรงเกียรตินับจาํ นวนรอยๆ เลม
ทง้ั เลม เลก็ เลม ใหญ ตลอดทัง้ ยงั ไดรวบรวมตาํ ราทเ่ี ก่ียวกบั หลักศรทั ธาของอสิ ลามอกี นบั รอยเลม
และใหความบรสิ ทุ ธิ์ตออลั ลอฮจนพนความบกพรอ งในทกุ ๆ อยา ง ใหความบรสิ ุทธ์ิใจตอ บรรดานบี
วา พนจากขอตาํ หนิในทุกๆ ประการ และยนื ยันถึงความยุติธรรมของอมิ ามและคอลฟี ะฮตลอด
จนถงึ ผูปกครองและผดู แู ลประชาชาตอิ สิ ลามเพอ่ื จะไดช ี้นาํ ไปดวยความซอ่ื สัตยแ ละความเทย่ี ง
ธรรม

ถา พวกทโ่ี จมตชี ีอะฮก บั พวกท่เี ชื่อมน่ั โดยจรงิ ใจตามหลกั การของอิสลามวา ชอี ะฮค อื พวกที่
หลงผิด พลกิ แพลง ก็ควรจัดใหม กี ารประชมุ โดยเสรีและรวมเองบรรดานักปราชญม ุสลิมทงั้ ซุนนะฮ
และชีอฮมาพิจารณา อภิปรายทางวชิ าการของอซั ฮับ และควรจะเสนอกระทไู ปยงั นักปราชญชอี ะฮ
และนกั วชิ าการในหมูพวกเขาเกีย่ วกับขอผดิ พลาดทีเ่ ปนขอสงสัยและท่ีเปน ปญ หา อกี ทั้งควรจะ
ขอใหช ีอะฮเสนอหลักฐานที่เปน ขอ พิสูจนตามมัซฮับของพวกเขา เชนเดียวกบั บรรดาทนี่ กั ปราชญ
ทงั้ ของชอี ะฮและซนุ นะฮก ระทาํ อยา งน้ันมาแลว ในอดตี จนพวกเขาไดประชุมกันในสถานท่ี
เดียวกัน และถกปญหา พจิ ารณากัน จนไดรับขอ สรุปทด่ี ีหลงั จากไดขจดั เมฆทบึ ที่บดบังอยใู หพ น
ไป และยกเลิกขอสงสัยตา งๆ ออกไปอีกทง้ั ยังไดก ระชบั ความสมั พันธกันอยางใกลช ิด และได
รว มกนั ยอมรับในความเปน จริงหลงั จากไดถ กเถยี งกนั ดวยวธิ ีการท่ดี ีงามและสนทนากันในเชงิ
วิชาการแบบพน่ี อ งทีส่ ัมพนั ธกนั อยางแนน แฟน ในลักษณะอยา งน้ชี อี ะฮก ็จะไดใ ชชีวติ อยูอยา งพ่ี
นอ งกับอะฮล ิซซุนนะฮ ในลักษณะทค่ี นกลมุ ใหญไมบ ีบค้ันคนสวนนอ ยหรอื วา คนสวนนอ ยจะ
หวาดผวาคนสวนใหญ แตค วามสมั พันธข องพวกเขาจะเปน ไปในลักษณะท่ีชว ยเหลอื เกอื้ กูลกัน
จนถึงขนึ้ ท่แี ตละฝา ยไดเขา ใจหนังสอื ของฝา ยหนง่ึ และไดยอมรบั ในทัศนะของฝายหนง่ึ ตลอดจน
สามารถสนับสนุนความพยายามของอกี ฝายหนึ่งและภูมใิ จในการท่ีฝา ยหนงึ่ ประสบความสาํ เรจ็ ใน
การกระทาํ อยางใดอยา งหนง่ึ

แลว ทาํ ไมการตอ สูก นั ระหวา งชอี ะฮกบั ซุนนะฮซึง่ กอ ใหเ กิดความเสยี หายและมแี นวโนม
ไปสคู วามแตกแยกระหวางมสุ ลมิ นั้น มิไดดําเนินไปตามลกั ษณะการประชมุ รว มกันอยางท่ีวานี้ซง่ึ
เคยกระทาํ ในบรรยากาศของการสนทนาเชงิ วชิ าการทถ่ี กู ตอ งจนประสบความสาํ เรจ็ อยา งดีเลิศ
ระหวา งคนสองฝายทัง้ ซุนนะฮและชอี ะฮ ในอดตี น่ันคือ : อิมาม ซรั ฟดุ ดนี และอิมาม ซะลมี บะชะ
รี อดตี อธิการบดีมหาวทิ ยาลัย อลั อัซฮัร เพอ่ื สกดั กั้นความมืดมน และขจัดเมหหมอกอนั มืดทึบท่ี
ครอบงําสายตาอยู จนทําใหมองมติ รเปน ศตั รู และมองพีน่ องวา เปนคนแปลกหนาท่นี ากลวั ?

ไมตอ งสงสัยวา นกั ปราชญชีอะฮนน้ั มีความพรอ มอยูทุกเมือ่ สาํ หรับการจดั ใหม กี ารประชมุ
ในลักษณะนีเ้ พื่อเสนอขอพิสจู นต า งๆ ของพวกเขา ถา อกี ฝา ยหนึ่งแสดงความปรารถนาดว ย
เปาหมายเพื่อสรางความเปน เอกภาพของมวลมสุ ลิมและผกู มัดความสมั พันธข องพวกเขาใหแนน
แฟน แนนอนที่สดุ เราท้ังหลายมีความจาํ เปน อยางยิ่งสาํ หรับการสรา งความใกลช ดิ อยางนี้ และ
จําเปนอยา งย่งิ ท่ีเราตอ งมีความเปน เอกภาพแทนความเปนเอนกภาพ

นแ่ี หละที่ทา นรซลู ลุ ลอฮ ผทุ รงเกียรติไดสอนใหร วมตวั กนั และมใิ หแ ตกแยกกัน ทานได
รวมคนใหเขากนั มใิ หแ ยกกันอยู ทานสมานสมั พันธไมตรแี ละไมผละหนใี คร ทา นไดก ลา ววา
“แทจ รงิ อาํ นาจของอลั ลอฮ อยูทก่ี ารรวมตวั เปนหมคู ณะ”

อสิ ลามอนุญาตใหก ระนั้นหรอื ในกรณีทเ่ี ราจะถอื เอาขอแตกตา งของชอี ะฮท ่ีผดิ ไปจากฝาย
ผ่ืนๆ ในบางแงมุมของทัศนะทางวิชาการศาสนาทถี่ อื วา ไมถูกตอ งนั้น (แนนอนที่สุดวา เปนสง่ิ ท่ี
ถูกตองเพราะวา ไดน าํ มาจากทางนาํ ของทา นนบีและคาํ สอนของเชื้อสายผูบ รสิ ุทธ์ิ) มาเปนขออางใน
การทําลายพวกเขา หล่ังเลอื ดพวกเขาและตัดสนิ วา แนวทางของพวกเขาเปน โมฆะ ยินยอม (บางครั้ง
ถงึ กับคบคิดกัน) เผามสั ยิดของพวกเขาซ่ึงมนั ก็เปนบานของอัลลอฮ อยางเชน ทเ่ี กิดขึ้นในประเทศ
ปากสี ถาน ในขณะเดียวกันทวี่ า ระหวา งมซั ฮับทัง้ ส่นี ้ันก็ยังมคี วามแตกตางกนั ในหลายส่งิ หลายอยง
มากกวาความแตกตา งท่มี รี ะหวา งมซั ฮับ ของชอี ะฮ อมิ ามยี ะฮ กับระหวา งมซั ฮับตา งๆ ของอิสลาม
เสียดว ยซ้ํา แตพรอ มกันนั้นก็ไมมกี ารกลา วหาแกกนั และกนั วาเปน พวกปฏเิ สธ อกี ทง้ั ไมมกี ารเชือด
เฉือนเลอื ดเน้อื ของใครกันเลย?

มาเถิดทา นทง้ั หลาย ขอใหเ รามาสลดั ความโงเขลาตา งๆ เหลา น้ีออกไปและเราอยา ได
สมยอมไปกบั ความมงุ หวัง ของยวิ ไซออนิสมและเจา นายของมันในอเมรกิ าและโลกตะวนั ตก
ตลอดจนถงึ ผูสนบั สนุนพวกมนั ทอ่ี ยูในรัสเซยี และสมุนของมนั

ทา นทง้ั หลายจงมาสูถอ ยคาํ ทเี่ สมอเหมือนกันเถิด เพราะวา สิ่งท่ีเรารวมกนั ไดน้นั มีมากกวา
สง่ิ ท่ีเราแตกตา งกัน

ขอใหท า นทง้ั หลายมาตัดสินกนั ดวยเหตุผลของสติปญ ญา และมาใชว ิธกี ารสนทนากัน
เพือ่ ทเ่ี ราจะไดม เี สรภี าพอยางแทจริง อยางนอยกเ็ พือ่ โลก (ดุนยา) น้ีของเราและนคี่ อื ระดบั ของความ
ศรทั ธา (อมี าน) ท่อี อ นแอ ยง่ิ ไปกวา นนั้ ยังเปนระดับของสตปิ ญญาท่ีออนแออกี ดวย แนนอนท่ีสุด
ทา นอมิ าม ฮเุ ซนหลานของทา นนบผี ทู รงเกียรติ (ความสนั ตสิ ขุ และความจาํ เริญพงึ ประสบแกพ วก
เขา) ไดกลา ววา “ถาพวกทานไมมีศาสนาและไมก ลัวการคืนกลับไปสปู รโลกกนั แลว ก็ขอใหพ วก
ทา นเปนผมู เี สรภี าพในโลกนีข้ องพวกทา นกันเถิด”

ขอใหเ รามายกยอ งอะฮลุลบยั ตของทานนบผี บู รสิ ทุ ธ์ซิ ง่ึ อัลลอฮไดขจัดความมลทนิ ออกไป
จากพวกเขาและชาํ ระขดั เกลาใหพ วกเขาสะอาดบริสทุ ธแิ์ ละขอใหเรามายกยอ งบรรดาบคุ คลทไ่ี ด
ปฏบิ ตั ติ ามพวกเขาดวยความจรงิ จัง มใิ ชด วยการถอื ทฐิ แิ บงพรรคแบงพวก หรือถือดีพวกทอี่ ยูใน
สมยั งมงาย (ญาฮิลยี ะฮ)

เปน การกระทาํ ทีถ่ กู ตอ งแลวหรอื สาํ หรบั การตอบแทนคนกลุมน้ีซ่ึงดาํ เนนิ ชวี ติ ตามแบบ
ของอะฮลุลบัยตดว ยการตง้ั ขอ กลาวหาและประนามในลัษณะตา งๆ

เพื่อท่จี ะใหส ิ่งทีเ่ รากลาวถึงมหี ลักฐานยืนยนั วา หนงั สอื เหลานกี้ ระทําการโจมตีชอี ะฮ อิมามี
ยะฮในยคุ ปจ จุบัน เราจะขออา งถงึ คาํ พูดสัง้ ๆ จากบุคคลเหลาน้ัน ดังทเ่ี ราจะกลาววา :

คนลา สดุ ในหมูของพวกท่สี รา งความแตกแยก ตอ ตานการรวมตวั กันของบรรดามซั ฮบั
ตา งๆ ในอสิ ลาม เปนคนโกหกตัวฉกาจ และเปนคนเลวท่อี วดดี นั่นคือผูท่ีถกู เรียกวา “อิหซาน อลิ าฮี
ซอฮีร” ซึง่ เขาตองการบงั คบั เอาความเปน ศตั รแู หง เอกภาพของอิสลามที่สูญหายไปในอดีต
คนื กลับมาโดยพยายามท่จี ะยนื ยนั วา หลักศรัทธาของชอี ะฮน้นั ผิดพลาดดว ยการตอบโตหนงั สือ
ตา งๆ ของพวกเหลานั้นกลา วคอื เขาไดกลาวเท็จและกุเรื่องเท็จตา งๆ ขึน้ มาทุกวิถที างกบั ความรูทีเขา
ไดมาจากหลักศรทั ธาของชอี ะฮและตาํ ราของพวกเขา ในทนี่ ้ีเราจะชแ้ี จงถึงการกลาวเทจ็ ของเขา
เพยี งขเดยี ว คือเขากลา ววา :

“สําหรบั เรอื่ งอมิ ามทสี่ บิ สองท่ถี กู สมมติขึ้นนั้น ในหนังสอื ของพวกเขาเองไดแถลงไวอยา ง
เปด เผยเลยทีเดียววา ไมย นื ยันและไมเชอ่ื ตาม และไมมหี ลกั ฐานใดๆ ท่มี ไี วตรวจสอบหรอื พิสูจนได
เลย...” (๑)

เราจะขอถามจอมโกหกคนนี้ ในทีน่ ้ีวา : เขาไดค ําพดู นม้ี าจากไหน? หนังสอื อะไร? ท่ยี ืนยัน
ในคาํ แอบอา งขอนี้ กลาวคอื ชอี ะฮน ัน้ นบั มาต้งั แตสมัยบิดาของพวกเขามาโนน แลว ทย่ี อมรับอยาง
สอดคลองเกย่ี วกับการเกิดของอมิ ามท่ีสบิ สอง คอื อิมามมะฮดี มนุ ตะชิร ซึ่งทา นประมขุ ของ
มนษุ ยชาติคอื ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ และความสันติสขุ แด
ทาน) ไดบอกเร่อื งทเี่ ก่ยี วกับทานไว ทา นเกดิ เมอื่ วนั นิศฟู ซะอบาน ฮ.ศ. ๒๕๕ มบี ุคคลตา งๆ ได
กลา ววา เคยเหน็ ทาน ณ บา นของผเู ปน บิดา ในมัยทที่ า นยังเปน เดก็ หลังจากน้นั ก็ไดกลา วถงึ เร่ือง
ตัวแทนและทตู ของทา นในชว งของการหายตัวในระยะสั้น คอื จากป ฮ.ศ. ๒๖๐ ไปจนถงึ ฮ.ศ. ๓๒๙

ขณะเดยี วกนั ผรู ักษาเอกสาร อาลกั ษณแ ละผูทไี่ ดมโี อกาสเย่ยี มเยียนทา นก็ไดก ลา วถึง
รายละเอียดเก่ียวกับอิมามมะฮดี โดยเฉพาะไวใ นตาํ ราของพวกเขา นบั จาํ นวนมากกวา รอยเลม

ไมใ ชช ีอะฮพ วกเดียวเทา น้ันทย่ี ึดหลักศรทั ธาขอนี้ (หลักศรัทธาทว่ี า ดวยการเกดิ ของอมา
มะฮด ี มนุ ตะซอ็ ร) แตยงั มีกลุมนักปราชญผูอาวุโสของอะฮลซิ ซุนนะฮอีกจํานวนหนง่ึ ที่ยอมรบั อยาง
สอดคลองกับพวกเขาเหลานั้น โดยไดแ ถลงไวอยา งเปด เผยเก่ียวกับการเกิดของอิมามะฮด ีในปน ้นั
จํานวนของผทู ี่แถลงอยางเปด เผยเกี่ยวกับการเกดิ ของทา นมีมากกวา หนึ่งรอ ยคนทเี่ ปนนักปราชญ
นักเขียนผูมคี วามสามารถ เราพรอ มเสมอที่จะแสดงรายชอ่ื ของคนเหลานน้ั ตลอดถึงหนงั สอื ตา งๆ
ไดอยางละเอยี ด ในเมอื่ ถือเอาการยอมรับรวมกนั ของบรรดานกั ปราชญท ัง้ ซนุ นะฮแ ละชีอะฮมี
พจิ ารณาแลว กส็ ามารถตัดสนิ แกนักเขยี นผกู เุ ร่ืองเท็จคนนไ้ี ดเลยวา เปน คนหลอกลวงอิสลามและ
บรรดามุสลมิ

(๑) หนงั สอื ชีอะฮและอะฮลลุ บัยต หนา ๒๙๔ และโปรดยอนไปดูหนา ๒๔๔ ดวย

เรอื่ งน้ี และเรื่องที่วา ดว ยการปรากฏตัวของอมิ าม มะฮด ที ่มี รี ายงานจากสายสบื ท่สี อดคลอ ง
ตรงกนั เปนเอกฉนั ทท้ังในตําราฮาดีษและมสุ นัดตางๆ นนั้ เลา กไ็ มอาจมใี ครปฏิเสธไดอ ีกหลงั จากที่
ยอมรบั ในเร่งื อแบบฉบับตางๆ ของทา นนบที ถี่ กู รายงานไวใ นตําราเหลาน้ี ถึงแมวา จะมีการขัดแยง
กันบางในเรื่องการเกดิ ของทา น

นักเขียนคนน้ีรบี ดว นสรปุ อะไรๆ เรว็ เกนิ ไป เขาจงึ โงเขลาในทุกสิง่ ทกุ อยา งแมกระทั่งใน
กรณที ีเ่ ขาเห็นวา ตวั เองเปน อาจารย เปนนกั เขยี นยอดเยี่ยมในเรื่องนั้นแลว กด็ ี

ทานก็เหน็ แลว วา เขาไดตงั้ ขอกลาวหาทีเ่ ปนเทจ็ แกประชาชาติอสิ ลามท่ียงิ่ ใหญเ พราะมี
รายงานฮาดษี ทค่ี ัดคา น กับส่งิ เหลานัน้ ในตาํ ราของพวกเขา

ถาพจิ ารณากันโดยมาตรการแหง ความเปนธรรมกันแลว จะถือวา มนั เปน เร่ืองที่ถูกตอ งหรอื
ทใ่ี ครสกั คนหน่ึงจะกลา วหาคนกลุม ใหญท ่เี ปนมสุ ลมิ วา ผดิ พลาด(โมฆะ) ดว ย หลักฐานรายงาน
แสดงไวอยา งน้นั ในตาํ ราของพวกเขาโดยไมมีการวิเคราะหถ ึงสายสืบ ตัวบทหรือการอถาธิบาย
เกี่ยวกบั เร่อื งท่ีเขาไดคัดคานมัน

ถาการกระทําเชนนัน้ เปน เรื่องทถี่ กู ตอ ง (ความจรงิ แลว ไมถูกตองอยางเดด็ ขาด) แนนอน
มนั ก็ยอมเปน การกระทาํ ทีถ่ กู ตอ งสําหรับเราทีจ่ ะโจมตอี ะฮลิซซนุ นะฮด ว ยการต้งั ขอหาวา มีการพลิก
แพลงรายงานฮาดีษตา งๆ ทแ่ี สดงไวในเร่ืองน้ี ในตําราของพวกเขา และเพยี งอา งหลักฐานเรอื่ งนี้ไป
ยงั ขอ เขียนของทานกุรฏบใี นหนงั สอื ตัฟซีรของ ทา นก็พอแลว ในตอนทอี่ ธบิ ายซเู ราะฮอ ลั -บะเกาะ
เราะฮวา มีโองการวา ดว ยการขวา ง (อายะตรุ รอ็ จม ความวา “ชายสงู อายแุ ละหญิงสงู อายนุ นั้ ถา ทง้ั
สองลวงประเวณกี ัน ก็จงขวางเขาทั้งสองเปนการตอบแทนจากอัลลอฮและอลั ลอฮ คือผูทรง
อานุภาพ ผูทรงปรชี าญาน” ผูกลว ถึงเรือ่ งน้คี ือ อะบบู ักรอนั บารี รายงานมาจาก อบุ ยั บิน กะอับ (๑)

ถา การอทุ ธรณต อ อะกดี ะฮ (หลักศรัทธา) ของคนพวกหนึ่งดว ยรายงานฮาดษี บทหนึ่ง
ถกู ตองมันก็ยอมจะถกู ตองดวยสําหรบั การอุทธรณโ ดยรายงานบทนีแ้ ละอน่ื ๆ ท่ีมมี ากมายใน
หนงั สือตางๆ ท้งั ฮาดีษและตฟั ซรี วามีการพลิกแพลงกันในหมูอ ะฮล ซิ ซุนนะอ

เปลา เลย เรามใิ ชบรรดานกั เขียนรับจางเหลนั้นทข่ี ายปรดลกของตนไปเพ่อื ความสขุ บนโลก
นีข้ องคนอ่นื และการกลาวอยางนกี้ ็มิไดห มายความวา เราจะถือเอาหลกั ฐานตา งๆ เหลา นั้นมาเปน ขอ
ยนื ยันวา อะฮล ซิ ซนุ นะฮมีการพลิกแพลงยิ่งไปกวา นัน้ เรากย็ กใหเ รือ่ งทั้งหมดที่พวกเขากลาวไป
เชนนั้น เปนเรื่งอของลมปากและไมม สี าระใดๆ ที่สาํ คญั เลยสําหรบั คาํ พดู พวกเขา

มันมใิ ชเรอื่ งทจ่ี ะซอนเรน ผูอานไดหรอกวาสว นมากของหนังสอื ประเภทนี้ลวนเรยี บเรยี ง
มาจากวชิ าการของเพวกวะฮาบียและความชว ยเหลอื ทางการเงินของพวกเขาตลอดจนการจัดพมิ พ
และแจกจา ยฟรี เพ่ือผดุงไวซ ่ึงอาํ นาจของพวกขไวท่มี ันไมสามารถดาํ รงอยไู ดนอกจากตองอาศยั
วิธกี ารโจมตขี องมสุ ลมิ ที่มีตอกันและกัน

โดยเหตุผลทวี่ า สวนมากในหนังสือเหลา นห้ี รือทั้งหมดน้ัน จะตองโจมตีชอี ะฮ อิมามยี ะฮ
วา เปนพวกภาคี (มุชรกิ ) ในการเคารพภกั ดตี อ อัลลอฮ และยกเอาบรรดาอิมามข้ึนเปน พระเจา โดยถือ

วา พวกเขาเองมคี วามลกึ ซง้ึ ในเร่ืองหลักเอกภาพของอลั ลอฮ (เตาฮดี ) เหนอื กวามุสลิมท้งั หลาย เราจึง
พยายามใหค วามหมายของเรอื่ งหลักเอกภาพ (เตาฮดี ) และเรื่องการตัง้ ภาคี (ชริ ก) ในหนังสือเลม น้ี
และเราจะพยายามแกปญ หาอันนี้ซงึ่ คนกลุมดงั กลาว ไดส ับสนกันอยูนานนบั สองศตวรรษครง่ึ เพื่อ
จะเปน ประโยชนแกบ รรดามุสลิม และแกบ รรดาบุคคลผูทไี่ ดร บั ผลกระทบจากแนวความคิดอนั นี้
เราจะไมขอรางวัลใดๆ เลยเวน แตก ารปรับปรุงท่ีดีงามอยางเตม็ ความสามารถ แนน อน อัลลอฮทรง
อยูเบอ้ื งหลงั ความสาํ เรจ็

๒๘ ชะอบ าน ๑๔๐๕

หมวดวาดว ยเร่อื งหลักเอกภาพ (เตาฮดี )
หลักเอกภาพ (เตาฮดี ) พน้ื ฐานแหงงานเผยแพรข อง

บรรดานบี

หลักเอกภาพ (เตาฮีด) และการปฏิเสธเรือ่ งต้ังภาคี (ซริ ก) นั้น นบั เปนเรื่องท่ีสาํ คัญท่สี ดุ ใน
บรรดาหลักศรัทธาวา ดว ยเร่อื งตางๆ ซ่งึ ทาํ ใหเกิดความเขา ใจและความรใู นดา นตา งๆ เก่ียวกับพระผู
เปนเจา อยา งถูกตอ ง และไดถกู จดั วาเปนพน้ื ฐานของความรูและความเขา ใจเกีย่ วกบั พระผูเปนเจา ผู
ทรงสูงสุด ซึง่ บรรดานบีและศาสนทูตของอลั ลอฮไดนาํ มาส่งั สอนตามทม่ี ปี รากฏอยใู นคัมภีรต า งๆ
ทพี่ วกเขาไดร บั มา

เรอ่ื งของหลกั เอกภาพ (เตาฮดี ) และการตั้งภาคี (ชริ ก ) ก็ยังเปนเรอ่ื งทม่ี ุสลิมท้ังมวลมคี วาม
เชอื่ ถอื ตรงกันโดยมิไดม ใี ครขัดแยงกันในเรื่องนีเ้ ลยแมแ ตค นเดียว กลา วคอื นบั จากบรรพชนของ
พวกเขามา ก็เชอ่ื ในความเปน หนึ่งของอัลลอฮมาโดยตลอด ไมว า จะเปน ในแงข องสภาวะการดาํ รง
อย,ู พฤตกิ รรมและการเคารพภักดี (อิบาดะฮ)

ในทัศนะของพวกเขาทั้งหมดถอื วา อัลลอฮ ผูทรงความบรสิ ทุ ธย์ิ ิ่งน้ันเปนเอกะในสภาวะ
การดาํ รงอยู พระองคไมม ภี าคี ไมม ผี ใู ดเสมอเหมือน ขณะเดยี วกนั พระองคค อื ผูท รงใหบ งั เกิด ทรง
สําแดงพฤตกิ รรมอยา งแทจรงิ และเปนผสู รางท่แี ทจ รงิ ในทกุ ๆ สิ่งท่เี ราเรียกวา ผูสราง ผูกระทาํ
กลา วคอื ถึงแมว า จะมผี ูก ระทาํ หรอื ผูส รา งน้นั ๆ แตกเ็ ปน เพียงวาเขาไดกระทาํ และไดสรางไปตาม
อํานาจและเจตนารมณของผูพระองค ผูทรงสงู สุด

ขณะเดียวกัน พระองคค อื ผูไดรับการเคารพภักดีแตเพียงผเู ดียว ไมมีผูไ ดร บั การเคารพภกั ดี
อ่นื ใดนอกเหนือจากพระองคอกี และการเคารพภกั ดี (อิบาดะฮ) น้ัน ไมเ ปน ที่อนมุ ตั ิใหแ กผอู ่นื
นอกเหนือจากพระองคอยงเด็ดขาด ทุกอยางเหลา นี้ ลวนเปน สิง่ ที่ไดร บั มาจากคาํ สอนของคมั ภีรอ ลั -
กรุ อาน แบบฉบับ (ซุนนะฮ) ของทา นนบี, เหตผุ ลโดยสติปญญา (อักล) และมตโิ ดยสวนรวม (อลั -อิ
มาอ) ของบรรดานกั ปราชญ

ดว ยเหตผุ ลดงั กลา วนี้ กับกรณที ี่วา หลักเอกภาพ (เตาฮดี ) มหี มวดอธิบายท่ีบรรดา
นกั ปราชญของอสิ ลามไดใ หรายละเอียดเอาไวในตาํ ราเชงิ วชิ าการและหลกั การศรทั ธาเอาไวแลว เรา
จงึ นาํ มาอธบิ ายในทีน่ ี้พอเปนสงั เขป และเราจะนําเอารายละเอียดในสวนตา งๆ ทุกๆ แงเหลา นน้ั มา
ประกอบกับหลกั ฐานท่ยี นื ยันไวจ ากอลั -กุรอาน นอกจากนเ้ี รายังไดร วบรวมเอาคาํ อธบิ ายเกยี่ วกับ
“หลักเอกภาพในการเคารถภกั ดี” ซึง่ เปน เครือ่ งมือสําหรับคนบางกลมุ อยุ เราจะกลา วถงึ เรอื่ งหลกั
เอกภาพโดยอธบิ ายเปน หมวดๆ ดงั น้ี คอื :

๑- หลักเอกภาพในสภาวะการดํารงอยู
หมายความวา พระองคผูทรงความบริสทุ ธยิ์ ่ิงนั้น ทรงเอกะ ไมมีภาคใี ดๆ สาํ หรับพระองค

บุคคลใดก็ตามไมเสมอเหมอื นพระองค ยิ่งไปกวาน้นั ไมอาจมใี ครเปน ภาคี และเสมอเหมือนกับ
พระองคไ ดอ กี ดวย

โองการของพระองค ผทู รงความบริสทุ ธยิ์ ิ่งไดยืนยันในเร่ืองนี้ ประกอบหลักฐานทาง
สติปญ ญาไววา

“ผทู รงเนรมิตชัน้ ฟา ท้ังหลายแผนดนิ พระองคไดทรงบันดาลจากตวั ของสูเจาใหเ ปนคูครอง
ของสเู จา และ (ทรงบนั ดาล) จากสตั วทัง้ หลายใหเ ปน คูๆ พระองคท รงใหสูเจาสบื เผา พันธกุ ันในน้ัน
ไมม สี ิ่งใดเสมอเหมอื นพระองค และพระองคค อื ผทู รงไดยิน ผทู รงมองเห็น”

(อชั ชูรอ-๑๑)
“จงกลา วเถิด พระองคค ืออัลลอฮ ผูท รงเอกะ อัลลอฮทรงเปน ที่พง่ึ พระองคม ิไดป ระสูตใิ คร
และพระองคม ิไดถูกประสูติ และไมมคี ูเคียงใดๆ เลย สาํ หรบั พระองค” (อลั -อคิ ลาศ-๑-)
“พระองคคืออัลลอฮ ผูท รงเปนหนึง่ แหง อาํ นาจ”
(อัซซมุ รั -4)
และพระองคค ือ ผทู รงเอกะแหงอํานาจ”
(อรั เราะอดุ-)
นอกจากนีก้ ็ยงั มอี กี หลายโองการทย่ี นื ยันวา พระองคผ ทู รงสูงสดุ น้ัน ทรงเอกะไมม ีภาคี
และผเู สมอเหมือนกบั พระองค พระองคไมมีคูและไมม ีหนุ สว น
สวนหลักฐานทางสตปิ ญญาในเรอ่ื งนี้ และขอลบลา งความเช่อื เกีย่ วกบั “ทวิภาค” และ
“ไตรภาค”ี วา เปน โมฆะนั้น เปนเร่ืองทีต่ องศกึ ษากนั ในตําราตา งๆ ทีเ่ ขยี นถงึ เรือ่ งน้ี (1)

2- หลักเอกภาพในความเปน ผทู รงสราง
หมายความวา ในสภาวะของการดาํ รงอยูท่แี ทจริงของผสู รา งนั้น ไมม ใี ครอีกแลว นอก

จากอัลลอฮ และไมม ผี ูสาํ แดงพฤติกรรมใดๆ อยา งอสิ ระนอกเหนือจากพระองคผ ทู รงบรสิ ุทธิ์ และ
ทกุ สงิ่ ทกุ อยา งในจักรวาล นบั จากดวงดาวตา งๆ แผน ดนิ ภเู ขา ทะเล แรธ าตตุ างๆ กอ นเมฆ ฟา รอ ง
ฟา ลน่ั ฟาผา พืชพันธุ ตนไม มนษุ ยและสัตวตา งๆ รวมทงั้ มะลาอิกะฮแ ละญิน และทุกส่ิงทเ่ี รียกมัน
ไดว าคือผูกระทาํ และตน เหตุนั้น ทีแ่ ทคือ สภาวะการดาํ รงอยูตา งๆ ท่ีไมม อี ิสระในการกระทําโดย
แท และทกุ สิง่ ทกุ อยางที่ถกู อา งวา เปน ตนเหตุ ก็มิไดเปนเหตุทแี่ ทจ รงิ โดยอิสระแตอยา งใดเลย อัน
ท่จี ริงเปน เพียงแตวา ปรากฏการณท เ่ี กดิ ขึ้นโดยตนเหตตุ า งๆ เหลาน้ไี ปสิ้นสุดยุติลงท่อี ัลลอฮ ผทู รง
ความบริสทุ ธิ์ ดังน้ันตน เหตุและผลลัพธตางๆ เหลา น้ีท้ังหมด แมจ ะมีสวนในความสมั พันธซ ึง่ กัน.

(1) รายละเอยี ดเกย่ี วกับหลักเอกภาพในแงน ม้ี เี รียบเรียงไวใ นหนังสือ “มะฟาฮีม อัล-กุรอาน”

และกนั มันกค็ ือสรรพสิง่ ทถ่ี ูกสรา งมาโดยอลั ลอฮ(มัดลูก) พระองคคอื ทย่ี ุติสูงสดุ พระองคค อื
จดุ เรม่ิ ตนแหง สาเหตุ พระองคืคอื ผทู รงบันดาลใหก ับส่ิงตา งๆ และถา พระองคป ระสงคก ็ยอมใหส่ิง
ตางๆ พลาดพนไปจากเหตทุ ี่จะทาํ ใหมนั เกิดได

โองการของพระองคผทู รงความบริสทุ ธ์ไิ ดยนื ยันเรอื่ งนี้ สนับสนุนเหตุผลทางสติปญ ญา
ดงั นี้ :

“จงกลา วเถิด อลั ลอฮคอื ผูสรา งทุกสรรพส่ิง และพระองคค ือผทู รงเอกะแหงอาํ นาจ”
(อัรเราะอด ุ-๑๖)

“อัลลอฮคอื ผูสรางทกุ สรรพส่ิงและทรงเปน ผูค รอบครองเหนือทุกสรรพสง่ิ ”
(อซั ซมุ รั -๖๒)

“นัน่ แหละ อัลลอฮพระผอู ภิบาลของสเู จา ผสู รา งสรรพส่ิง ไมมพี ระเจา อน่ื ใดนอกจาก
พระองค”

(อัลมอุ มิน-๖๒)
“น่ันแหละ อลั ลอฮพระผูอ ภิบาลของสเู จา ไมมีพระเจาอน่ื ใดนอกจากพระองคผ ูสรา งทกุ ๆ
สรรพส่งิ ดงั นั้นสูเจา จงเคารพภักดีพระองค. ..”

(อลั อันอาม-๑๐๒)
“พระองคค อื อัลลอฮ ผสู รา ง ผบู รสิ ุทธิ์ ผทู รงกาํ หนดรปู แบบ พระนามอนั ดเี ลศิ เปนของ
พระองค”

(อัลหะชรั -๒๔)
“พระองคจ ะทรงมบี ตุ รไดไ ฉนขณะทพี่ ระองคไมม มี เหสี และไดส รางทกุ สรรพสง่ิ ”

(อลั อันอาม-๑๐๑)
“มนุษยท ้งั หลายเอย จงรําลึกถงึ ความโปรดปรานของอัลลอฮเหนือสูเจา ยังมีผูส รางอน่ื
นอกเหนือจากอลั ลอฮกระนั้นหรอื ...”

(ฟาฎิร-๓)
“จงรเู ถิดวา งานสรา งและการบัญชานั้นเปน ของพระองค อลั ลอฮ ผูท รงจําเรญิ พระผอู ภิบาล
แหง สากลดลก”

(อัลอะรอฟ-๕๔)

3- หลกั เอกภาพในฐานะผูท รงอภบิ าลและบริหาร (๑)
หมายความวา สําหรับจกั รวาลนั้นมผี ูบริหารองคเ ดยี ว และเปนผจู ัดการในกิจการบรหิ ารแต

เพียงผูเดียวไมมภี าคีใดๆ กลาวคือพระองคเ ปนผูท รงบริหารโลกและแทจ ริงงานบรหิ ารของมะลาอิ
กะฮต ลอดจนถงึ สิ่งท้งั หลายที่เปนตน เหตุของกนั และกันน้ัน เปนเพียงกิจการของพระองคผ ทู รง
บรสิ ุทธิ์ ความเช่อื อยา งน้ผี ดิ กันกับทศั นะของพวกตงั้ ภาคี (มชุ ริก) บางกลมุ ทเี่ ชอ่ื ม่ันวาส่งิ ที่เกี่ยวของ
กบั อลั ลอฮนั้นมแี ตเพียงการสราง การวางแนว และการริเร่ิมเทานน้ั สวนการบริหารสรรพสง่ิ และ
เสถยี รภาพตา งๆ แหง ผนื แผนดินนัน้ ไดถูกมอบหมายใหเปน เรือ่ งของพระพรมเบื้องบน มะลาอิก
ระฮ ญนิ และสรรพวิญญาณท่มี อี ยูซง่ึ สาํ แดงออกมาทางรูปปน สําหรบั บูชา และพระองคไมมสี ว น
ใดๆ เขา ไปเหี่ยวขอ งในการบรหิ ารจกั รวาลกิจการและการจัดระเบยี บงานสรา งสรรคของพระองค
เลย

อัล-กรุ อานอันทรงเกียรติไดทรงระบุไวอยางเปด เผยทสี่ ุดวา อัลลอฮคือผทู รงบริหารของ
โลก และปฏิเสธการบริ หารโดยอิสระของสิ่งใดๆ นอกเหนือจากผทู รงบรสิ ทุ ธ์ิ คือหมายความวา ถา
จะมผี ูบ ริหารอน่ื ๆ อยู ก็หมายความแตเ พยี งวา เขาไดบ รหิ ารไปตามบญั ชาของพระองค

มโี องการวา
“แทจ รงิ พระผอู ภิบาลของสูเจา คอื อัลลอฮ ซงึ่ สรางชัน้ ฟา ทัง้ หลายและแผนดนิ ในหกวนั
ตอ มาทรงหวลไปสบู ัลลังคทรงบรหิ ารกิจการไมมีผูชว ยเหลอื ใดๆ นอกจากโดยอนุมตั ิของพระองค
นัน่ แหละ อัลลอฮ พระผอู ภิบาลของสูเจา ดงั น้ันจงเคารพและภกั ดีพระองค แลวสเู จา มิไดรําลกึ ดอก
หรือ”

(ยูนุส-3)
“อลั ลอฮไดยกช้นั ฟาทงั้ หลายโดยไมมเี สาใหส ูเจา ไดเ ห็นมนั แลว พระองคห วลสบู ลั ลังคแ ละ
ทรงบรหิ ารดวงอาทิตยแ ละดวงจนั ทร ทกุ อยา งลวนดําเนนิ ไปกบั กาลเวลาทแ่ี นนอนทรงบรหิ าร
กจิ การ ทรงสาธยายสัญญาณตางๆ เพ่ือสูเจา มั่นใจในการพบพระผูอ ภิบาลของสูเจา ”

(อัรเราะหด-ุ ๒)
ดังนั้น เมื่อพระองคเ ปน ผบู ริหารองคเ ดียวแลว ก็เปนไปตามความหมายในโองการของ
พระองค ผูทรงบริสทุ ธทิ์ ่วี า

(1) นกั เขียนสายวะฮาบยี ไดอธบิ าย “หลักเอกภาพในความเปน ผูสราง” ไปในแงของ “หลักเอกภาพ
แหง ความเปน ผอู ภบิ าล” ทัง้ ๆ ทป่ี ระเด็นทสี่ องกับประเด็นทหี่ นึง่ มใิ ชเปน ประเดน็ เดียวกัน กลา วคอื
ประเด็นทส่ี องหมายถงึ เรือ่ งราวของการบริหารการจดั ระบบ สวนประเดน็ ท่ีหน่งึ หมายถึง เรอ่ื งราว
ของการสรา งและบนั ดาลใหม ีและปรากฏวา พวกตัง้ ภาคมี คี วามเช่อื ในเอกภาพของประเด็นทห่ี น่ึง
คอื หลักเอกภาพในความเปน ผูส ราง แตม ีบางสว นทต่ี ้ังภาคีในประเดน็ ทส่ี อง คอื หลักเอกภาพใน
ความเปนผูบ ริหารและจัดระบบ

“แลวบรรดาผูบรหิ ารซงึ่ กจิ การ”
(อนั นาซอิ าต-๕)

“แลพระองคค ือ ผูท รงอํานาจเหนือบา วของพระองคแ ละสง ผูพทิ ักษใ หแกส เู จา ”
(อัลอันอาม-๖๑)

บรรดาผูบรหิ ารตา งๆ นน้ั ขึ้นอยูกบั บัญชาและเจตนารมณข องพระองคจ ึงปฏิเสธไมไ ด กบั
ที่วา สง่ิ เหลาน้ีลวนเปน งานบรหิ ารโดยอิสระแหง อัลลอฮ ผทู รงความบรสิ ทุ ธ์ิ

ผทู มี่ ีความรูในเร่ืองราวของอลั -กุรอานไดต ระหนักวา พระองคไดท รงอา งวา กิจการตา งๆ
สว นมากนนั้ เปนเรื่องของพระองคใ นขณะเดียวกนั ในอีกสภาพการณหนึ่งก็ทรงอา งวา เปน เรอื่ งของ
สง่ิ อืน่ นอกเหนอื จากพระองค สิ่งเหลาน้มี ิไดหมายความวา จะขัดแยงกันหรอื คดั คา นในระหวางการ
ปฏเิ สธอยา งนน้ั กับการยนื ยันอยา งนี้ไม เพราะวา ในสภาวะการดํารงอยขู องพระองคน้ัน พระองค
ทรงมีไวซง่ึ ความอสิ ระ และในกิจการอันนมี้ ไิ ดป ฏิเสธสิง่ อ่ืนในการมสี ว นรวม โดยเหตผุ ลท่วี าเปน
ผูส าํ แดงกจิ การของพระองคผูทรงความบรสิ ทุ ธิ์และเปนผูรับสนองเจตนารมณ ของพระองค
เพื่อท่จี ะใหความกระจา งเก่ียวกบั ความเขา ใจในสวนนี้ เราจะขอยกตวั อยางมาเสนอดังน้ี :

๑- ในอัล-กุรอานบางโองการ ไดระบุวา การดึงวญิ ญาณของผูตายนั้นเปน การกะรทํา
ของอัลลอฮ และไดเปดเผยอยางชัดเจนวา อัลลอฮคอื ผทู รงเก็บชวี ติ ในเม่อื ชีวิตน้นั ตาย ดังมโี องการ
วา

“อลั ลอฮ ทรงเกบ็ ชวี ิตทัง้ หลาย เมอื่ มีการตายของมนั ...”
(อัซซุรมัร-๔๒)

ขณะเดยี วกนั ในอกี แหงหนึ่งพระองคก ท็ รงอางวา การเก็บชีวิตนั้นเปนหนา ท่ขี องผูอ น่ื ดงั น้ี
“จนกระทง่ั ในเม่อื ความตายไดม าถึงคนใดคนหนง่ึ ในหมูสูเจา แลว บรรดาทตู ของเรากไ็ ด
เก็บชวี ิตของเขา”

(อลั อันอาม-๖๑)

๒- ในซูเราะฮ อัลฟาติมะห อลั -กรุ อานไดส่ังใหข อความชวยเหลอื กบั อัลลอฮองคเดียว โดย
มีโองการวา :

“และเฉพาะกบั พระองคเทา นนั้ ทเี่ ราขอความชว ยเหลือ”
ในขณะที่เราไดพบวาอกี ในโองการหนึ่งพระองคไ ดสัง่ ใหข อความชวยเหลือกบั ความ
อดทนและกับการนมาซ โดยมีโองการวา :
“และสเู จา จงขอความชว ยเหลอื กับความอดทนและกบั การนมาซ”

(อลั บะเกาะเราฮ- ๔๕)

๓- อัล-กุรอานถือวา การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือ (ชะฟาอะฮ) นั้นเปนสทิ ธพิ ิเศา
ของอลั ลอฮแตผูเดียว โดยกลาววา :

“จงกลา วเถิดสําหรบั อลั ลอฮน้นั คือการอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ท้ังมวล”
(อัซซมุ ัร-44)

ในขณะท่ีโองการอน่ื เปด เผยแกเราวาผใู หก ารอนุเคราะหชว ยเหลอื น้ัน นอกเหนอื
จากอัลลอฮแลวยังมีอกี เชน มะลาอกิ ะฮ เปน ตน :

“แลวมีมะลักต้งั เทาไหรใ นชั้นฟาทง้ั หลายซ่งึ การอนเุ คราะหชว ยเหลอื ของพวกเขาไมอาจ
ใชไ ดกับส่ิงใดๆ นอกจากภายหลงั จากทอี่ ัลลอฮทรงอนุมัต”ิ

(อนั นจั ม-26)

4- อลั -กรุ อานถือวา ความรอบรูในสง่ิ เรน ลับและวชิ าการน้นั ถกู จาํ กัดอยู ณ อัลลอฮ โดย
พระองคต รสั วา :

“จงกลาวเถิดผูท่ีอยูในชั้นฟาทั้งหลายและแผน ดินน้ัน ไมรใู นส่งิ เรน ลับนอกจากอลั ลอฮ”
ในขณะทีอ่ ลั -กุรอานอันทรงเกียรติไดกลาวไวในโองการหนึ่งวา อลั ลอฮทรงเลือกบาวของ
พระองคบ างคนไวสาํ หรับใหพ วกเขาเขาใจตอส่ิงเรน ลบั โดยกลา ววา :
“และมิใชว า อลั ลอฮจะใหส ูเจา เขาใจตอสง่ิ เรนลบั แตอัลลอฮทรงคัดเลือกจากบรรดาศาสน
ทูตของพระองคท่ที รงประสงค

(อาลิ อมิ รอน-๑๗๙)

๕- อัล-กุรอานไดอ างถงึ ทานนบอี ิบรอฮีม (ความสนั ติสขุ พึงมแี ดท าน) ท่ีกลาววา อัลลอฮได
ทําใหท า นหายเมอ่ื ทานปวย โดยกลาววา :

“และเม่ือฉนั ปว ย พระองคก ็ทําใหฉ ันหาย”
(อัชชอุ ร ออ-๘๐)

หลักฐานจากโองการนีก้ ค็ อื วาอาํ นาจในการทําใหหายปวยนั้นอยทู ี่อัลลอฮในขณะเดียวกันอลั ลอฮก็
กลา วถงึ อัลกรุ อานและผ้งึ วา ในสิ่งทั้งสองน้ันเปนยาบําบดั โรคอีกดว ย โดยมโี องการวา :

“ในนั้นเปน สง่ิ บําบัดโรคสาํ หรบั มนุษย”
(อันนะฮลั -๖๙)

“และเราไดประทานจากอลั -กุรอานซ่งึ สิง่ ทีเปน ยาบําบดั โรค”
(อลั -อซั รออ- ๘๒)

6- ในทัศนะของอัล-กุรอานถือวา อัลลอฮ ผทู รงสงู สุดองคเดียวเทานนั้ ที่ทรงเปน ผูประทาน
ปจจยั ยงั ชพี โดยกลา ววา :

“แทอลั ลอฮ คือผูประทานปจ จัยยงั ชีพ ผทู รงพลานภุ าพ อันเขม แข็งย่งิ ”
(อัซซารยิ าต-๕๘)

ขณะเดยี วกนั เราก็พบวาอลั -กุรอานไดสง่ั แกผูมอี ันจะกินและมีฐานะดีวา ใหเล้ียงตนท่ีตกตา่ํ
และบรรดาผอู อ นแอกวา วา :

“และสูเจา จงเลย้ี งดู (ใหริซกี) แกพวกเขาและจงใหเ คร่ืองนุงหม แกพวกเขา”
(อันนิซาอ-๕)

๗- ตามทัศนะของอลั -กุรอานถอื วา ผูเพาะปลูกที่แทจริงคืออัลลอฮ ดังทีไ่ ดกลา ววา :
“สูเจาไดเ หน็ ส่ิงทส่ี เู จา ไถหวานแลวหรอื ไม สเู จาไดเพาะปลูกมันหรือวาเราเปน ผเู พาะปลูก”

(อัล-วา กิอะฮ- ๖๓-๖๔)
ในขณะเดยี วกันอลั -กุรอาน อนั ทรงเกียรติไดใ หความหมายไวใ นโองการอน่ื อกี วาผหู วาน
ไถนนั่ แหละทีเ่ ปนผูเ พาะปลูก โดยกลา ววา :
“สรางความชน่ื ชมแกผูเพาะปลกู ทีท่ รงทําใหพวกปฏเิ สธแคนเคอื งพวกเขา”

(อัล-ฟต ห-29)

๘- แทจ ริงอลั ลอฮคือผจู ดบันทกึ การงานของปวงบา ว โดยมีโองการวา :
“แทจรงิ อลั ลอฮทรงจดบันทึกสิ่งที่พวกเขาวางแผนลับยามคา่ํ ”

(อนั นซิ าอ- ๘๑)
ในขณะเดยี วกันอัล-กุรอานก็ถอื วา มะลาอิกะฮ เปนผถู ูกส่ังใหจดบันทึกการงานของปวง
บา ว ในโองการอน่ื โดยกลาววา :
“แนนอน และทูตของเราบนั ทกึ เรอ่ื งของพวกเขา”

(อัซซุครฟุ -80)

๙- ในโองการหนึ่งไดอ า งวา การประดบั การงานใหแ กพ วกปฏิเสธน้ันเปน เรื่องของพระองค
ผูทรงเอาความบริสทุ ธิ์ โดยกลา ววา :

“แทจริงบรรดาผไู มศ รัทธาตอ วันปรโลกนั้น เราไดประดบั การงานของพวกเขาใหแกพ วก
เขา”

(อันนมั ลุ-๔)
ในเวลาเดยี วกนั พระองคก ็อางวา เปน เรอื่ งของชยั ฏอน :

“และขณะทช่ี ยั ฏอนไดป ระดบั แกพวกเขาซ่งึ การงานของพวกเขา และกลา ววา ไมมใี คร
ชนะพวกทา นไดเลยในวันนี้”

(อลั อันฟาล-๔๘)
ในอกี โองการหน่ึง พระองคก อ็ างวา มนั เปน เรื่องของอีกฝายหนงึ่ โดยกลา ววา :
“และเราไดจดั มิตรสนทิ ใหแกพวกเขา และมติ รพวกน้ันก็ประดับสิง่ ท่ีมีอยูตอ หนาพวกเขา
ใหแกพ วกเขา (ในโลกนี)้

(ฟศุ ศิลตั -๒๕)
10- ในการอธิบายวา อาํ นาจบริหารนัน้ มีจํากัดอยทู อี่ ลั ลอฮ เปน เร่ืองทีย่ อมรับกันอยา งทั่วถึง
แมก ระทง่ั พวกต้ังภาคเี องบางคน ในเม่อื ถูกถามเกย่ี วกับบรหิ ารกจ็ ะกลาวตอบวา : อลั ลอฮดังท่ี
พระองคท รงตรสั ไวในโองการที่ ๓๑ จากซเู ราะฮย นู ุส วา :
“และผูใ ดบรหิ ารกิจการเลา ดังนัน้ พวกเขาจะกลา ววา อลั ลอฮ”
ในขณะเดยี วกันอลั -กุรอานก็ยอมรบั อยา งเปดเผยสําหรบั โองการอน่ื ๆ เก่ียวกับเรือ่ ง
ผบู ริหารอนื่ ๆ ท่นี อกเหนือจากอัลลอฮ โดยกลาววา :
“แลว บรรดาผูบริหารซึง่ กิจการ”
(อนั นาซอิ าต-5)
ดังน้ัน ในสวนของผทู ีม่ ีความรูอ ยา งลึกซ้งึ ตอคมั ภีรอ ลั -กรุ อาน ยอมตระหนกั ดมี าต้ังแตแรก
เลยทเี ดยี ววา ความเปน จริงในส่ิงตา งๆ เหลา น้ี (ความเปน ผใู หปจ จัยยังชีพผบู าํ บดั อาการของโรคให
หาย) และอื่นๆ นั้น เปน งานท่ขี ้นึ ตรงตอัลลอฮ โดยไมม ีภาคใี ดๆ ในเรอื่ งนี้สาํ หรับอัลลอฮเลย
กลา วคือพระองคท รงดาํ เนินกิจการเหลา น้นั ในแงข องมูลฐานท่แี ทและอิสระ ในขณะที่สิง่ อืน่ ลวน
จาํ เปน ตอ งพ่งึ พิงพระองค ในสภาวะการดํารงอยูและการกระทําของตน ดงั นั้น ส่งิ อ่ืนๆ ท่ี
นอกเหนอื จากพระองคตา งก็ดําเนินการตา งๆ เหลา นไี้ ปในแงของ “ผูคลอ ยตาม” และอยูในหวงแหง
อาํ นาจของพระผเู ปน เจา
เพราะวา โลกน้ีคอื โลกแหง เหตุและผล ปรากฏการณข องทุกสง่ิ ลว นสาํ แดงออกมาจาก
แหลง ของมันโดยเฉพาะ สาํ หรบั ปรากฏการณน ั้นๆ ในโลก อลั -กุรอานไดอ างวา ความเปนไปเหลานี้
มีกฎธรรมชาตเิ ปน สาเหตโุ ดยไมคัดคา นกับความเปนผูสรางของอัลลอฮในเรื่องนั้น เพราะเหตวุ า
ความเปนไปท่ีเกิดข้ึนโดยส่งิ ตา งๆ เหลา น้ี คือ การกระทําของอัลลอฮ ในขณะเดยี วกับทว่ี า ในแง
หนึง่ มันก็เปนการกระทําของสรรพสิง่ ตา งๆ ท่มี ีอยู สรปุ ไดว า ความเปน ไปของเรือ่ งน้ีท่ีเกิดขึ้นโดย
กฎธรรมชาตนิ ้นั มันไดแ สดงใหเ ห็นถึง “เหตผุ ลทางธรรมชาต”ิ ในขณะเดียวกบั ที่วาความเปน ไป
ของมันท่ีเก่ียวกับอลั ลอฮน้ัน แสดงใหเห็นในแงข อง “ความสัมพันธระหวางเหตแุ ลผล”
“อลั -กรุ อานไดชแี้ จงถงึ ความเปน ไปทั้งสองแบบนีไ้ วในโองการหนง่ึ ของพระองค ผูทรง
ความบรสิ ุทธิ์วา :
“ขณะที่เจา ขวา งไปน้นั เจาหาไดขวางไม แตอ ัลลอฮคอื ผูขวา ง”

(อลั อันฟาล-๑๗)

กลาวคอื ในขณะที่ทา นนบี ผทู รงเกยี รติ ไดข วา งออกไปแลว พระองคไ ดกลาวอยา งเปดเผย
วา “ขณะทเี่ จา ขวา งไปน้ัน” เราจะพบวา อลั ลอฮทรงถือวาพระองคคือผูขวา งทแ่ี ทจริง ทีเ่ ปนเชน น้กี ็
เพราะวา ทา นนบีเพียงแตด าํ เนินกิจการไปตามอาํ นาจท่ีอลั ลอฮทรงอาํ นวยใหแกท า น เพราะฉะนั้น
การกระทาํ ของทานจงึ กเปน การกระทําของอัลลอฮไปดวย ย่ิงไปกวาน้นั เรายังกลา วไดอีกวา “การ
กระทาํ นน้ั เปน เร่ืองของอัลลอฮ (ซ่งึ การมีอยขู องบา ว กําลงั และอาํ นาจนน้ั ลวั้ นมาจากอลั ลอฮ)
มากกวาทีจ่ ะถอื วา เปนเร่อื งของผูเปนบาวจนถือไดวา การกระทํานัน้ เปนของอัลลอฮเทานน้ั แต
ความเปน ไปเหลา น้ี มิไดเปนเหตใุ หถ ือวา อลั ลอฮ เปนผูรับผิดชอบตอการกระทําของบา ว ถึงแมว า
จริงอยู สาํ หรับมูลฐานขัน้ แรกของปรากฏการณนัน้ มันสัมพนั ธกบั อัลลอฮและเกดิ ขน้ึ มาจาก
พระองค ในเมอื่ สวนที่ทาํ ใหเหตุเปนจริงข้นึ มาอยา งสมบูรณ คือเจตนารมณข องมนษุ ยและความพึง
พอใจของเขาเอง เพราะถา ไมมสี ิง่ นี้ดว วยแลว ปรากฏการณก จ็ ะไมเ กดิ ขึ้น จึงถอื ไดว า เขาคอื
ผูรับผิดชอบตอการกระทาํ นน้ั ๆ

ทีเ่ ราไดอ ธบิ ายมาทงั้ หมดในบทน้ี เปนการอธิบายถึงมาตรการระหวา งหลกั เอกภาพและการ
ตง้ั ภาคใี นทศั นะของอัล-กุรอาน ดว ยเหตุนี้เราจงึ ละเวนโดยไมกลาวถงึ หลกั ฐานทางสติปญ ญาที่
เกย่ี วกบั เรื่องนี้จากหลักเอกภาพ อยา งไรก็ดีอลั -กรุ อานไดช แ้ี จงในสองหัวขอ น้ีโดยเสนอหลักฐาน
ดงั ท่เี ราจะกลา วเพือ่ ความกระจา งโดยสรุปดังตอ ไปนี้ :

อัล-กรุ อาน ไดแสดงหลักฐานเกี่ยวกบั ความเปน เอกะของผูบ ริหารในโลกดวยหลักฐานที่
ชัดเจน คือมหี ลักฐานที่ชัดเจนอยูสองโองการดังน้ี :

“ถาหากในสงิ่ ท้ังสองยังมีพระเจา อื่นนอกเหนอื จากอัลลอฮแลว แนน อนทัง้ สองอยางกจ็ ะ
เสยี หาย ดงั นั้นอัลลอฮพระผูอภบิ าลแหงบัลลงั คทรงบรสิ ทุ ธิย์ ิ่งจากสิ่งท่ีพวกเขากลาวอา ง”

(อัลอันบยิ าอ- ๒๒)
“และไมมีพระเจา อ่นื ใดรว มกบั พระองค (หากสมมตุ ิวา ม)ี แนน อนทีเดยี วพระเจา ทกุ องค
ตอ งสลายไปกับสง่ิ ที่เขาไดสรา งขน้ั และจะตองมีอาํ นาจเหนอื กวากนั และกนั มหาบรสิ ทุ ธิ์แดอ ัลลอฮ
พน จากสิ่งท่ีพวกเขากลา วไว”

(อัล-มมุ นิ ุน-๙๑)
“ขอใหท านไดพจิ ารณาเก่ยี วกบั ความหมายของหลักฐานทเี่ ดด็ ขาดดังกลา ว :
ถา ผูบ รหิ ารโลกนม้ี ีจํานวนมากแลว กจ็ ะเปน ดังตอไปน้ี
๑- พระเจาทกุ องคท่ีเปน ผูบริหารโลกก็จะบริหารไปดว ยความอิสระของตนกลา วคอื ทุกองค
กจ็ ะทํางานไปตามท่ีตนเองตอ งการในโลกอยางไมมีใครยอมใคร ดังน้ันในลักษณะดังกลาวนกี้ จ็ ะทํา
ใหง านบรหิ ารมจี ํานวนมากเพราะวา ผูบ รหิ ารมีจาํ นวนมากและมีพลงั ที่แตกตางกนั เมือ่ เปน เชนนี้ก็

จะประสบกบั ความเสียหายแกโ ลก และความเปนเอกภาพทแี่ นนอนกจ็ ะไมม ี นี่คือลักษณะที่โองการ
ของพระองคผ ูทรงความบริสทุ ธไ์ิ ดกลา วไววา :

“ถา หากในสงิ่ ทง้ั สองยงั มีพระเจา อน่ื นอกเหนือจากอัลลอฮแลว แนน อนทัง้ สองอยางกจ็ ะ
เสยี หาย ดังน้ันอลั ลอฮพระผอู ภิบาลแหง บัลลงั คทรงความบริสุทธยิ์ ่งิ จากสิ่งท่ีพวกเขากลา วอา ง”

๒- ถา หากพระเจา ทกุ องคต า งบรหิ ารสว นของจักรวาลทต่ี นไดส รางมันขน้ึ มาแลว ก็เทากับ
วา ทุกๆ สว นของโลกกจ็ ําเปน จะตองมีระบระเบยี บท่ีมอี สิ ระโดยเฉพาะไมข น้ึ ระบบระเบียบของ
สวนอ่ืนๆ และจะไมม สี ว นเก่ียวขอ งกนั เลย และเทา กบั วา ความสัมพนั ธและความเปน เอกภาพของ
จกั รวาลก็จะตอ งถกู ตัดขาดและสูญสลายไป และเมอ่ื เปน เชน น้ันแลว เราก็จะไมส ามารถมองเห็น
ระเบียบใดๆ ในจกั รวาลท่คี วบคุมอยางเด็ดขาดอยูไ ดเ ลยในทุกๆ สวนของจกั รวาลตัง้ แตเร่อื งอานุ
ภาคไปถงึ ปรมาณทู ีเ่ ล็กท่ีสดุ

แลวจะเปน ไปตามความหมายของโองการท่สี องดงั นี้ :
“แนน อนทเี ดียวพระเจา ทุกองคก็จะตอ งสลายไปกบั สงิ่ ที่ทรงสรางไว”
๓- หน่งึ ในพระเจา เหลา นก้ี จ็ ะมอี าํ นาจเหนอื องคอ ื่นๆ ทีเ่ หลือ และจะเปนผูปกครองพระเจา
เหลานนั้ อีกทั้งรวมเอาความสามารถและการงานของพระเจา เหลา น้นั มาเปน อันหนึง่ อันเดียวกนั
และควบคุมใหเกิดความเปน เอกภาพแกส ิ่งเหลานน้ั และเม่ือเปน เชน นี้ก็เปนอันวา พระเจา ทแี่ ทจ รงิ ก็
คือผูปกครองดังกลาวนน้ี ั่นเอง หาใชพระเจาองคอ ่ืนๆ ไม
ดังความหมายทชี่ ี้แจงโดยโองการของพระองคดงั นี้ :
“และจะตอ งมอี าํ นาจเหนอื กวา กันและกนั ”
ดงั น้ัน จึงสรปุ ไดว า โองการท้ังสองน้ีไดช้ีแจงไปยังหลักฐานเดียวกันที่มคี วามหมายเดด็ ขาด
โดยที่แตละโองการกอ็ ธิบายแยกออกไปเปนการเฉพาะ

๔- หลักเอกภาพในการวางกฏและระเบียบแบบแผน
ผูมสี ติปญญายอมไมม คี วามสงสยั เลยวาชวี ิตทางดานสังคมของมนษุ ยนนั้ จาํ เปน ทีจ่ ะตองมี

กฎหมายมาจดั ระบบความเปน ไปของสงั คมแหง มนุษยชาตแิ ละนําไปสคู วามสมบูรณทถ่ี ูกสราง
ใหแกเขา (ทกุ อยางลว นดาํ เนินไปตามท่ีถูกสราง)

อยา งไรก็ดี อลั -กุรอานไมยอมรับการวางกฎโดยมนษุ ยนอกเหนอื จากการวางกฎ
โดยอัลลอฮ ผูทรงความบริสทุ ธิ์ และไมม กี ฎหมายอ่นื ใดนอกเหนือจากกฎหมายของพระองค ดงั น้ัน
พระองคคือผูทรงวางกฎแตผ ูเดยี วท่ีทรงสทิ ธใิ นการวางระเบียบแบบแผน นอกเหนอื จากพระองคก็
คอื ผูทีจ่ ะตอ งดาํ เนินไปตามกฎหมายของพระผูเ ปน เจาและปฏบิ ัติตามบทบญั ญัติของพระองค

ในขอ มลู ดงั กลาวน้ี ไดม ีโองการตา งๆ ในคมั ภรี อันทรงเกียรติกลา วถึงไวซ่งึ เราจะหยิบยก
มาเปนลาํ ดบั สกั สว นหน่งึ ดงั น้ี :

“สเู จามิไดเคารพภกั ดีสง่ิ ท่ีนอกเหนอื จากพระองคเวนแตบ รรดานามตา งๆ ที่สูเจา เรยี กขาน
มนั ไป ท้ังสเู จา และบรรพบรุ ุษของสูเจา ทั้งๆ ที่อัลลอฮมไิ ดประทานหลักฐานใดๆ ในสิ่งนั้นเลยไป
ไมม กี ารตัดสินนอกจากอลั ลอฮ พระองคบัญชาวา พวกทา นอยาเคารพภักดีนอกจากพระองค นัน่ เปน
ศาสนาแหงคณุ ธรรม แตส วนมากมนุษยไมร ู”

(ยซู ุฟ-๔๐)
ความหมายท่วี า อาํ นาจแหงการตดั สนิ เปน ของอัลลอฮนั้น หมายถงึ อาํ นาจแหง การวาง
บทบัญญตั ิเปนเร่อื งของพระองค ดังน้ันความหมายของโองการจึงชใ้ี นประเด็นทีว่ าทกุ คนไมม สี ิทธิ
ในการท่จี ะส่งั , ยับยั้ง, หาม, อนญุ าต เลยนอกจากอัลลอฮ ผูท รงความบรสิ ทุ ธิ์ดวยเหตุนพ้ี ระองคจ ึงมี
โองการตรสั ตอ จากนนั้ อกี วรรคหนงึ่ คือ :
“ไมม ีการตดั สินนอกจากอลั ลอฮ “พระองคบ ัญชาวา จงอยา เคารพภกั ดีนอกจากพระองค”
ดงั น้ัน ถา มีใครสกั คนถามวาในเม่อื การออกคาํ สง่ั เปน เร่อื งพระองคโดยตรงแลว อลั ลอฮได
ส่งั อยางไรในเรื่องการเคารพภักดีบา ง พระองคก ็ทรงตอบในทันทีวา :
“พระองคท รงบญั ชาวา อยา เคารพภกั ดีนอกจากเฉพาะพระองค”
และทรงกลาววา :
“การตดั สนิ แบบพวกงมงาย (ญาฮิลียะฮ) กระน้นั หรอื ที่พวกเขาแสวงหากนั และใครเลาทีจ่ ะ
ดกี วา อลั ลอฮในแงของการตัดสิน สาํ หรบั หมูชนผเู ชื่อมั่น”

(อัลมาอดิ ะฮ- ๕๐)
โองการนไ้ี ดแบง กฎหมายของการปกครองสําหรับมนุษยอ อกเปนสองประเภท คอื การ
ตดั สินของพระผูเปน เจาและการตัดสินแบบพวกงมงาย ฉะนัน้ ส่ิงทีเกิดขน้ึ มาจากความคดิ โดยมนุษย
ยอมมิใชเปน ของพระผูเ ปน เจา กลาวคือมนั เปน กฎของพวกงมงายโดยแท
อลั ลอฮ ทรงมีโองการอกี วา :
“...และผใู ดทมี่ ิไดใชกฎตามที่อลั ลอฮทรงประทานมา พวกเขากคอื ผูปฏเิ สธ”
“...และผใู ดท่ีมไิ ดใ ชกฎตามท่อี ลั ลอฮทรงประทานมา พวกเขาก็คอื ผอู ธรรม”
“...และผุใ ดทม่ี ไิ ดใ ชกฎตามที่อัลลอฮทรงประทานมา พวกเขาก็คอื ผฝู าฝน”

(อัลมาอิดะฮ-๔๔, ๔๕, ๔๗)
โองการตางๆ เหลาน้ี ถงึ แมจะอธบิ ายวาผูปกครองทใี่ ชสิง่ อน่ื นอกจากท่ีอลั ลอฮทรง
ประทานมานัน้ มีลักษณะสามประการ อนั มิใชล ักษณะของผูออกกฎหมายและตราบัญญตั แิ หง
มนุษยแ ลว โองการนก้ี ็ยงั แสดงใหเห็นถึงความหมายท่ีวา หา มมใิ หอ อกกฎหมายโดยมิไดรบั การ
อนมุ ัติจากพระองคดวยเพราะเหตุวา นโยบายที่ไดม าจากการวางกฎเกณฑืและการออกกฎหมายน้ัน
ถือวา ไดถกู นํามาเปนเคร่ืองมือในการปกครองและตัดสินกิจการทั้งปวง มิฉะนั้นแลว การออก
กฎหมายและวางระเบียบแบบแผนใดๆ โดยไมมีผลในการบังคบั ใช ก็จะไมม ีความหมายใดสาํ หรับ
ผมู ีสติปญญา

สามเงือ่ นไขดังกลา วนไี้ ดแสดงใหเห็นวาหา มมใิ หมีการออกกฎหมายและวางระเบยี บเพ่อื
การตัดสนิ ทปี่ รากฎวา ในเรอ่ื งน้นั ๆ มีบทบัญญตั ิแหงพระผูเปนเจา วางไวก อนแลวอีกเชน เดียวกนั ที่
เปน เชนนก้ี ็เพอ่ื วา ประการทหี่ นึง่ การออกกฎหมาย ประการทส่ี องการตัดสินนั้น เปนสิทธิ
โดยเฉพาะของอลั ลอฮ ผทู รงความบรสิ ุทธ์ิ ซงึ่ ไมม ีมนษุ ยคนใดเขาไปมีสว นดวยได และเพราะเหตนุ ้ี
เองท่ีพระองคทรงกลา ววา ผทู ี่บดิ เบอื นระเบยี บของพระองคค อื ผปู ฏิเสธในครั้งหนง่ึ และวาเปนผู
อธรรม อีกคร้ังหน่ึง อีกทั้งยังไดกลาววา เปน ผฝู าฝน เปนครัง้ ทีสาม

กลา วคือพวกเขาเปนผปู ฏเิ สธกเ็ พราะวา ขัดแยงกฎบญั ญัติแหงพระผูเ ปนเจา ดวยการทรยศ
ปฏเิ สธ และขดั ขนื

พวกเขาเปน ผอู ธรรมกเ็ พราะวา มอบหมายสิทธใิ นการออกกฎหมายทเี่ ปน ของอลั ลอฮ
โดยเฉพาะใหแ กผูอื่น

พวกเขาเปน พวกฝา ฝน กเ็ พราะอาศัยพฤตกิ รรมดังกลาวน้ีออกนอกกฎแหงการเชอ่ื ฟง ปฏบิ ตั ิ
ตามอัลลอฮ ผูทรงความบรสิ ทุ ธิ์

สว นในกรณีท่ีบรรดานกั ปราชญและนักนิติศาสตรท างศาสนบญั ญัตกิ ระทาํ อนั หมายถึง
แบบแผนทุกประการที่สงั คมอิสลามมีความตองการนั้น เปนเร่อื งทอี่ ยใู นกรอบของกฎหมายและ
การยอมรับโดยพระผเู ปนเจาและหลกั การอิสลามและการกระทาํ เชน นไี้ มถือวา เปนการออก
กฎหมายหรอื การวางบทบญั ญตั ิ

๕- หลักเอกภาพในการเชอ่ื ฟงปฏบิ ัตติ าม
หมายความวา ไมมผี ใู ดอีกแลว ท่ีการเช่อื ฟงปฏบิ ัติ เปนเรอื่ งท่ีจําเปนนอกเหนือจากอลั ลอฮ

กลาวคือพระองคแ ตเพียงผเู ดียวท่ีจาํ เปนจะตองปฏบิ ตั ิตามและพระองคผเู ดยี วท่ีจาํ เปนตองไดรบั การ
ทําตามคาํ สง่ั สว นกรณีของการเชอ่ื ฟง ปฏบิ ัตติ ามผอู ื่น กจ็ ําเปนตอ งไดร บั อนุญาตและคําสั่งของ
พระองค มิฉะน้ันแลว ถอื วา เปนเร่อื งตอ งหาม มคี า เทา กบั การต้ังภาคี (ชิรืก)

ดวยเหตนุ ้ี เราจึงไดพบวาอัล-กุรอานเสนอเร่อื งของการเชอ่ื ฟงปฏิบตั ติ ามใหเปนเรอื่ ง
ของอัลลอฮองคเดียว โดยเนนถงึ การจาํ กัดวา มนั เปนเร่อื งของพระองค ดังมีโองการท่ีวา :

“ดังนั้นจงยําเกรงตอ อลั ลอฮใหม ากเทา ทสี่ ูเจา มคี วามสามารถ และจงรับฟง และจงเชือ่
ปฏบิ ตั ิตาม และจงบริจาคสวนทด่ี เี พือ่ ตวั ของสเู จา”

(อัต-ตะฆอบนุ -๑๖)
ตอมาอัล-กรุ อาน อนั ทรงเกยี รติก็ไดกลาวอยา งเปดเผยวา นบนี ั้นมิไดร บั การเชื่อฟงปฏิบตั ิ
ตาม นอกจากวา โดยอนมุ ตั ิของอลั ลอฮ โดยกลาววา :
“และเรามิไดสง ศาสนทตุ คนใดมานอกจากเพอ่ื ไดร บั การปฏิบตั ติ ามโดยการอนมุ ตั ิ
ของอัลลอฮ”

(อนั นซิ าอ-๖๔)

โดยเหตนุ ้ีสําหรบั ศาสนทูตทกุ คนนั้น อลั ลอฮไดท รงวางกฎวาตอ งเชอ่ื ฟงปฏิบตั ิตามทาน
ตอ งดาํ เนินตามคาํ สง่ั ตา งๆ ของทา น และตอ งหยุดยั้งจากสิ งทีท่ า นหา ม เพื่อสนองตอบการอนุมตั ิ
ของพระองค

ดังน้ันการปฏมิ บตั ิตามทา นนบีแบะอลุ ลิ อัมร (ผูม ีอํานาจปกครอง) และบิดามารดาตลอดถงึ
บุคคลอ่ืนๆ น้ัน เปน เพียงการสนองตอบขออนุมัตขิ องพระองคแ ละตามคาํ สัง่ ของพระองคเ ทา นั้น
และถา หากวา ไมเ พราะเชน นน้ั กจ็ ะไมอนุญาตใหป ฏบิ ัตติ ามพวกเขา ตลอดถงึ การดําเนินตามคาํ ส่งั
ตางๆ ของพวกเขาเลย

ในท่ีนี้ พอจะสรุปไดว า ผพู ึงไดรับการปฏบิ ัตติ ามโดยแทน น้ั ไดแกอัลลอฮมหาบริสทุ ธิย์ ิง่
แดพ ระองค สวนผอู น่ื ท่ีนอกเหนอื จากพระองคนัน้ คือผูพึงไดร บั การปฏบิ ัตติ ามโดยการสนับสนุน
และโดยคําส่ังของพระองค สาํ หรับเร่อื งของเหตุผลของความจาํ เปน เพาะแหงการเชื่อฟง ปฏิบัติตาม
พระองคน ั้น มีรายละเอยี ดทีอ่ ธิบายอยแู ลว ในหนังสอื วชิ าการตา งๆ

๖- หลักเอกภาพในความเปน ผปู กครอง
ผูม ีสติปญ ญายอมตองไมม ีความสงสัยเลยวา รฐั บาลนนั้ มคี วามจาํ เปนโดยแทในการทํา

หนาทรี่ กั ษาระเบียบในสังคมแหงมนุษยชาติ และดาํ รงไวซ ึง่ อารยธรรม วฒั นธรรมของบานเมือง
ตลอดจนใหบ ุคคลในสังคมมสี วนไดร บั สิทธิตามหนาทแ่ี ละความจาํ เปนในดา นตางๆ

ในเมื่องานของรัฐบาลและความเปนผปู กครองในสงั คมไมอ าจแยกตัวออกจากการบริหาร
ในเร่ืองของชีวิตและทรพั ย ตลอดจนการรกั ษาและจาํ กดั เสรภี าพในบางครงั้ อีกทง้ั การใชอาํ นาจใน
เรอื่ งดงั กลา วแลว ส่งิ เหลาน้ีจึงจาํ เปนตอ งอาศยั การยอมรบั ในอํานาจโดยประชาชน หากไมเปน
เชน น้ันแลว การบรหิ ารกจ็ ะกลับกลายเปน วิธีการแบบศตั รไู ป

โดยเหตทุ ่ีวามนุษยท ้ังหมดตางมีความเสมอภาคกันในทัศนะของอลั ลอฮคนทุกคนลวนเปน
สรรพสิง่ ทีถ่ ูกพระองคส รางมาเหมือนกันโดยไมมีการจําแนก ดงั น้ันอาํ นาจของคนหนง่ึ จึงไมเ หนือ
ไปกวา อกี คนหนงึ่ แตอํานาจน้นั เปนของอลั ลอฮ ผูท รงเปนเจา ที่แทจ รงิ ของมนุษย และจักรวาล
พระองคผ ูทรงใหการดาํ รงอยแู ละใชชวี ติ แกเ ขา ดงั นัน้ จงึ ไมเ ปน ส่งิ ถกู ตองสาํ หรับคนใดคนหน่ึงท่ี
จะมีอาํ นาจเหนือปวงบาวนอกจากดว ยการอนุมัตจิ ากอลั ลอฮเทาน้นั

สําหรับบรรดานบี บรรดานกั ปราชญทางศาสนา บรรดาผูศรัทธาน้นั เปนผูไดรบั การอนมุ ตั ิ
มาจากพระองคผูท รงความบรสิ ทุ ธิ์ในการท่ีจะใชอาํ นาจการปกครองในสวนของพระองคแ ละ
ดําเนนิ กิจการทางดา นรฐั แกป ระชาชน กลา วคือ อํานาจรฐั นนั้ เปนสทิ ธิของอลั ลอฮ ผูทรงความ
บรสิ ุทธ์ิโดยเฉพาะ และอํานาจคอื สง่ิ ทไี่ ดรับการอํานวยมาจากอัลลอฮ

พระองคท รงมีโองการวา :
“ไมมีการตดั สินใดๆ นอกจากเปน อลั ลอฮพระองคทรงบัญชาวา อยา เคารพภักดีนอกจาก
เฉพาะพระองค น่ันคอื ศาสนาแหงดุลยธรรม แตค นสว นมากไมรู”

(ยูนฟุ -๔๐)
“อัล-ทุกม”-การตัดสิน, อํานาจการปกครอง-เปนคาํ ที่มคี วามหมายกวางมากกวาการวางกฎ
วางบทบัญญัติ และการออกกฎหมาย คอื รวมท้ังการใชอ าํ นาจและการปกครองอยางเดด็ ขาด
พระองคไดอธิบายจาํ กดั ไวโดยโองการของพระองคว า :
“ไมมีการตัดสินใดๆ นอกจากเปน ของอัลลอฮพระองคทรงจํากดั สทิ ธแิ ละพระองคค อื ผู
จําแนกท่ดี ีเลิศ”

(อัลอันอาม-๕๗)
“แนนอนการตัดสนิ น้ันเปน ของพระองค และพระองคค อื ผทู รงคํานวณท่รี วดเรว็ ยิง่ ”

(อลั อันอาม-๖๒)
จรงิ อยู การเจาะจงวา สิทธแิ หง ความเปนผปู กครองเปน ของอลั ลอฮน้ันมิไดหมายความวา
พระองคดํารงอยูในฐานะเปนบุคคลท่ีทําหนา ทสี่ ั่งงาน หากแคห มายความวา ผทู ําหนา ทีต่ วั แทนใน
การสัง่ งานในสังคมมนุษยนั้นจําเปน ตองไดรบั การอนุมัตจิ ากพระองคสําหรบั การบรหิ ารงานตา งๆ
และดาํ เนนิ กจิ การท้ังในเรอื่ งของชีวติ และทรัพยสนิ
ดว ยเหตุนเี้ องเราจะเห็นไดพ ระองคไ ดทรงมอบสิทธใิ์ นการจัดตง้ั รัฐบาลปกครองประชาชน
ใหแ กน บบี างทาน โดยมีโองการวา :
“โอด าวดู แทจรงิ เราไดแ ตงตง้ั เจา ใหเ ปนผูท ําหนาทป่ี กครองแทน (คอลีฟะฮ) ในหนา
แผนดิน ดงั น้ันเจาจงตดั สนิ ระหวางมนษุ ยด วยความเปน ธรรม และเจา อยาปฏิบัติตามอารมณเ พราะ
มันจะทําใหเจา หลงจากวถิ ีทางของอลั ลอฮ”

(ซูเราะฮ ศอด-๒๖)
ดวยเหตุนีเ้ องอาํ นาจรัฐในสังคมแบบอิสลามจึงจาํ เปนทจ่ี ะตอ งไดรบั อนมุ ตั มิ าจากอลั ลอฮ
หาไมเ ชนน้ันแลว มันก็จะเปนการใชอ ํานาจของพวกมารรา ย (ฏอฆูต) ซงึ่ อลั -กุรอานไดป ระนามไว
ในหลายโองการ

๗- หลักเอกภาพในเรอ่ื งของการเคารถภกั ดี
หมายถงึ การจาํ กัดใหการเคารพภักดีเปน ของอลั ลอฮ ผทู รงความบริสทุ ธ์แิ ตเพียงผเู ดียว และ

นค่ี ือ พื้นฐานท่ยี อมรับกันระหวา งบรรดามสุ ลมิ ท้ังมวลโดยไมมกี ารขดั แยงกันเลยนับมาตงั้ แตเ ดมิ
และในสมัยน้ี ดงั นั้น มสุ ลิมจะเปน มสุ ลมิ ไมไดนอกจากวา จะตองยอมรับในพ้ืนฐานดังกลาวน้ี

อยา งไรก็ดีการยอมรบั กนั ในพ้ืนฐานอนั นี้ มไิ ดมีการยอมรับอยางลงเอยกนั ในบางกรณีซึ่ง
เกดิ ปญหาขัดแยงกันในประเด็นทวี่ า มนั เปน การเคารพภกั ดตี อสิง่ อ่นื นอกเหนอื จากอลั ลอฮ ผูทรง
ความบรสิ ทุ ธ์ิ หรอื วาเปน เรื่องของการใหเ กยี รตแิ ละการยกยอ ง เทิดเกียรติ หรือแสดงความนับถือ

ประเด็นสําคญั ทวี่ า การเคารพภกั ดีเปนของอลั ลอฮ โดยเฉพาะไมม ีภาคใี ดๆ ในสิง่ ดงั กลา ว
เลยนั้น นบั วาเปน เรอ่ื งท่ีไมมีการขดั แยงกันเปนสองฝาย หากแตในสว นของขอปลกี ยอยท่ีถกเถียง

กนั อยนู ้ัน มอี ยูในสวนท่ีวา งานของคนๆ หนง่ึ น้ัน เปน การเคารพภกั ดีตอสิ่งอื่นนอกเหนือจาก
อัลลอฮจนกระทงั่ เปนงานประเภทตั้งภาคไี ปเลย และผูกระทาํ งานนน้ั กเ็ ปนผตู ้ังภาคีโดยออกนอก
กรอบอสิ ลาม และหลกั เอกภาพไปเลยหรือไม อยางน้เี ปน ตน หรอื วาเขากระทําการใหเกยี รติ แสดง
ความนับถอื โดยยังไมเขาใจอยูในขายของความอิบาดฮแตอยางใดเลย

พ้ืนฐานเหลาน้ี คือสงิ่ ทเ่ี ราจะเนน ถงึ ในหนงั สอื เลมนีโ้ ดยมีการอธิบายและทาํ ความเขา ใจ
อยางแจงแจง เพราะวา พวกวะฮาบยี ส ว นมากมกั จะถือเอง “การตัง้ ภาคใี นการเคารพภักดี” มาเปน
ขอหาเพอ่ื ยดั เยียดใหบรรดามสุ ลิมสวนมากเปน ผปู ฏิเสธ และตั้งใหค นเหลา น้นั อยใู นฐานะผูตัง้ ภาคี
ในการเคารพภักดี และเพือ่ ทจ่ี ะไดม าทาํ ความเขาใจกนั ในหวั ขอนี้ เราจะขอกลา วดังนี้ :

แนน อนที่สุด พ้ืนฐานที่เราจาํ เปน ตอ งทาํ ความเขา ใจกอนเรื่องอ่นื ทงั้ หมดก็คือ การทาํ ความ
เขา ใจในคาํ จาํ กัดความ “การเคารพภกั ด”ี ในแงของอลั -กรุ อานและแบบฉบับ (ซุนนะฮ) อนั บรสิ ุทธิ์
จนกระทั่งวา ไดมีมาตรการท่ีแนนอนในการจําแนกความหมายของ “การเคารพภักดี” ออกมาจาก
เรอ่ื งอนื่ ๆ ใหแนช ัดเสียกอนหากไมเ ปน เชนนั้นแลว การอธบิ ายก็ไมบงั เกิดผล การถกปญ หา
อภิปรายก็ไมลงเอยแตอยา งใดเลย

ดังน้ัน น่ีคือพื้นฐานที่จําเปนซง่ึ นักเขยี นฝายวะฮาบียมกั จะมองขาม โดยอธบิ ายเรื่อยเปอ ยไป
วา การงานสวนมากของบรรดามุสลิมน้ัน เปน การตงั้ ภาคใี นแงของการเคารพภกั ดี โดยมไิ ดจํากัด
ขอบเขตท่แี นนอนตามความหมายของอลั -กุรอานใหช ัดเจนเสยี กอนท่ีจะทาํ อยางนน้ั อยา งไรก็ดี
กอ นท่ีเราจะเขา มสูการจาํ กดั ความหมายทแ่ี นนอนเหลาน้ี เราจะขอเรมิ่ กลาวถงึ เรอ่ื งราวเหลาน้ี
เสยี กอน...

ภาคทห่ี นึ่ง
สงิ่ สําคัญอันดับแรกสิบประการ
๑- การตอ ตานการต้งั ภาคี เปน รากฐานแหงงานเผยแผข องบรรดานบี

ส่งิ ทีเ่ ปนรากฐานแหงงานเผยแผข องบรรดานบใี นสาระสาํ คญั ท้ังหมดของคําสอนอนั สูงสดุ
นัน้ คือ : การเรยี กรองมนษุ ยชาติไปสกู ารเคารพภกั ดี (อัลลอฮองคเ ดียว) และใหหนั หางจากการ
เคารพภกั ดีสิง่ อนื่

ดังน้ันหลักเอกภาพในการเคารพภกั ดีและการทําลายพนั ธนาการแหง การตัง้ ภาคแี ละเจวด็
นน้ั เปนหลกั คําสอนทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ ซึ่งครอบคลมุ พ้ืนฐานท้ังปวงแหง คาํ สอนตา งๆ ของบรรดานบี
(ขอความสนั ตสิ ุขพึงมแี ดท าน) จนกระทงั่ วา บรรดานบีและศาสนทูตท้ังหลายนั้นเปรียบประหนง่ึ วา
มิไดถกู สงมาเพื่ออ่ืนใดเลย นอกจากวา เพอ่ื เปา หมายอนั เดยี ว น่ันคือยืนยนั ถึงหลักการเอกภาพและ
ตอสูก ับการตง้ั ภาคี

โดยแนนอนที่สุดอัล-กรุ อาน ไดกลา วถงึ ความเปน จรงิ ในขอ นี้วา :
“และโดยแนนอนยงิ่ เราไดส งศาสนทูตมาในทุกๆ ประชาชาติเพอื่ (ประกาศวา ) สเู จา จง
เคารพภกั ดตี อ อัลลอฮและหันหา งจากพวกมารเถิด”
(อันนะฮล ุ-๓๖)
“และเรามิไดส งศาสนทูตคนใดกอ นหนาเจา มานอกจากเราจะไดดลใจแกเ ขาในขอที่วา ไม
มพี ระเจา อื่นใดนอกจากฉัน ดังนั้นสเู จา จงเคารพภกั ดีน้ันเถดิ ”
(อัล-อมั บยิ าอ- ๒๕)
ตอมาในที่อีกแหงหนึ่ง อัล-กรุ อานอนั ทรงเกียรติไดอธิบายวา : หลกั เอกภาพในการเคารพ
ภักดีน้ันเปน มูลฐานรวมระหวา งบทบญั ญตั ทิ ัง้ มวลแหง พระผูเปน เจา โดยท่ีพระองคกลาววา :
“จงกลา วเถิด โอช าวคัมภีรเ อยทานท้งั หลายจงมาสูถ อยคาํ อนั เสมอเหมือนกันเถิดระหวา ง
เราและระหวา งพวกทา น น่ันคอื เราจะไมเคารพภกั ดสี งิ่ อ่ืนนอกจากอัลลอฮและเราจะไมต ้ังส่ิงอ่ืนใด
เปน ภาคกี ับพระองค”
(อาลิอมิ รอน-๖๔)
ถา ทา นตองการทีจ่ ะรวู า อลั -กุรอานอันทรงเกียรตอิ ธบิ ายเรอื่ งของการตั้งภาคใี นแงข องการ
เคารถภักดอี และระดบั ตา งๆ ทง้ั หมดตลอดจนลกั ษณะของผตู ังภาคีไวอ ยางไรบาง ในแงที่วา เขา
หมดสิ้นส่งิ ยึดเหน่ียวใดๆ ในชวี ติ ก็ลองพิจารณาดูในโองการดงั ตอ ไปน้ี เม่อื พระองคต รสั วา :
“และผใู ดต้ังภาคตี ออลั ลอฮ ดงั น้ันกเ็ ทากับเขาหลน มาจากฟา แลวนกกไดเ ฉ่ียวเขาไป หรอื
ลมไดพ ัดพาเขาไปยังสถานท่ีท่ีอันตราย”
(อัล-ฮจั ญ- ๓๑)

ไมมขี อ เปรียบเทยี บอนั ใดที่จะใหภาพพจนเกีย่ วกับความผิดพลาดของการตง้ั ภาคแี ละความ
เสยี หายของการต้งั ภาคีตลอดถึงความเลวรา ยของมนั ไดอ ยางชดั เจนมากไปกวาโองการอนั ทรง
เกยี รตินี้

๒- แหลงทีม่ าของการตง้ั ภาคแี ละการบชู าเจว็ด
นบั เปน เรอ่ื งท่ีลาํ บากอยางย่ิงในอนั ทจ่ี ะใหความเหน็ ในเร่ืองของรากเหงา แหงการบชู าเจวด็

และแหลง ท่มี าของหลกั ศรทั ธาอันผิดพลาดนแี้ ละววิ ัฒนาการของมนั ทา มกลางมนษุ ยชาติ โดยเหตุ
ที่วา เร่อื งราวของการบชู าเจวด็ มไิ ดเ ปน ของชนกลมุ เดยี วหรือสองกลุม และมไิ ดม ลี ักษณะเดยี วหรือ
สองลกั ษณะ และมิไดอ ยใู นพนื้ ท่ีเดยี วกันหรอื สองพ้ืนที่ เพ่อื ทีว่ า จะเปน เร่ืองงายแกก ารอธิบายให
ทัศนะท่แี นนอนในเรอื่ งราวความเปน มาของมนั

กลาวคอื การบูชาเจวด็ ในทัศนะของ “อาหรับยคุ มืด” ก็มีความแตกตา งไปจากทัศนะของ
พวกพราหม และการบูชาในทศั นะของชาวพุทธ กแ็ ตกตา งไปจากทศั นะในเรอ่ื งน้ีของพวกฮนิ ดู
อยา งนเ้ี ปน ตน ดังนั้นจะเหน็ ไดว าหลกั ศรัทธาตา งๆ ของชนชาตเิ หลา นีม้ คี วามแตกตา งกนั ในแงข อง
การตั้งภาคจี นยากท่จี ะอธิบายถงึ ขอมลู ที่มีรวมอยุระหวา งมันได

สําหรับชาวอาหรับเบดอู ิน อยางเชนพวกอาด พวกษะมูด : ประชาชาตขิ องนบฮี ูด กับนบีศอ
ลิฮ และอยงเชน ซักนะฮ มดั ยัน และซะบาอ : ประชาชาติของนบีชุอยั บและนบซี ุลัยมานน้ัน ปรากฏ
วา อยูก ับการบชู าเจวด็ สองประเภท

และการเคารพบูชาดวงอาทติ ย( ๑) และแนนอนท่สี ุดหลักศรทั ธาของพวกเขาเหลานั้นตลอด
ถึงแนวความคดิ ของพวกเขาเหลา นั้นไดถูกนํามากลา วถึงไวใ นอลั -กรุ อานอนั ทรงเกียรติ

โดยแนน อนย่ิงชาวอาหรับยุคมืดน้ันมาจากบรรดาลกู หลานของนบีอิสมาอลี เปนพวกท่ยี ึด
มนั่ ในเอกภาพของพระผเู ปน เจา มานาน พวกเขาปฏิบัติตามคาํ สง่ั สอนของนบีอบิ รอฮีมและนบอี สิ
มาอีล (ความสนั ติสขุ พึงมแี ดทานทั้งสอง) แตว า เมื่อเวลาไดลวงเลยมานานและประกอบกับไดมีการ
ตดิ ตอ สัมพนั ธกบั ประชาชาตติ า งๆ และชนชาติทบี่ ูชาเจวด็ สภาพของการบชู าเจวด็ จึงเขามาแทนท่ี
ในสงั คมของชาวอาหรับยุคมดื ทลี ะขึ้นทลี ะตอน(๒)

สภาพของประชาชาตอิ าหรับเหลานใี้ ชชวี ติ อยใู นประเพณีของการไวทุกข สว นประชาชนที่
อาศัยอยใู นมักกะฮจนใกลจ ะมาถึงสมยั ของทา นศาสนทูตน้นั นักประวตั ศิ าสตรไ ดอางวา คนแรกที่นาํ
ลทั ธิการบชู าเจว็ดเขาในเมืองมกั กะฮน ั้นคือ “อัมร บนิ ละฮย ี”

(1) ดังโองการที่วา “และไดพบวา นางกับพวกของนางกราบดวงอาทิตยน อกเหนอื จากการ
กราบอัลลอฮ” (อนั นัมลุ-๒๔)
(๒) เรื่องนแ้ี สดงใหเ ห็นวาลทั ธิการบูชาเจว็ดไดเ ขา ไปสูสงั คมของชาวอาหรบั ยุคมดื มานานแลว
จนกวา จะมาถึงเมอื งมกั กะฮต ามท่ที า นอบิ นุฮิชามไดอ างไวในหนงั สอื ประวตั ิศาสตรร วมทัง้ นกั
ประวัตศิ าสตรค นอืน่ ๆ

กลา วคอื ในตอนท่ีเขาเดนิ ทางเมอื งซเี รยี น้ันเขาไดพบกับประชาชนท่ีเคารพบูชาเจวด็ เขาได
ถามคนเหลานั้นถึงสง่ิ ท่ีพวกเขาไดกระทาํ อยวู า :

“ที่ขาพเจา ไดเห็นพวกทานเคารพรปู ปน เหลา น้ี หมายความวา อยา งไร?”
พวกเขาตอบวา : รปู ปน เหลา น้ี ท่ีเราไดเ คารพมันก็เพราะวา เวลาท่เี ราตองการฝน มนั ก็ให
ฝนแกเรา เวลาเราขอใหมนั ชวยเหลอื มันก็ชว ยเหลอื เรา”
เขาไดก ลาวกบั คนเหลาน้ันวา : ทานจะมอบมนั ใหแ กขาพเจา บา งจะไดไ หม เพ่ือที่วาขา พเจา
จะไดนาํ มันไปประเทศอาหรบั แลวพวกเขาจะไดเคารพมนั ?
เม่อื เปนเชน น้ีการปฏบิ ตั ิของพวกเขากับชายคนนั้นกเ็ ปนไปดวยดแี ละไดใ หเขานาํ รูปปนตัว
ใหญไปไวท เี่ มอื งมักกะอ มีช่ือวา “ฮะบัล” โดยไวว างมนั ไวต รงบรเิ วณสถานกะบะฮอนั ทรงเกียรติ
และเรียกรองประชาชนใหม าทาํ การเคารพ(๑)
ตอมาเม่อื มุสลมิ ประสบปญ หาเร่ืองฝนตกไมพ อเปย กรองเทา ของพวกเขาเลยไมวา คนื ใด
ทานศาสนทูตกไ็ ดอ อกประกาศวา “พวกทานรหู รือเปลา วา พระผอู ภบิ าลของพวกทานกลา ววา
อยา งไร? คนเหลานนั้ กลาววา “อัลลอฮและศาสนทูตของพระองคเ ทา น้ันทจ่ี ะรู” ทานกลา ว
วา อลั ลอฮไดต รสั วา :
“สาํ หรบั ในหมูปวงบา วของฉันน้ัน สามารถแยกไดเลยวาใครเปน ผศู รทั ธาตอ ฉนั และใครท่ี
เปนผปู ฏเิ สธตอฉัน กลาวคือผูทีก่ ลาววา : ฝนตกลงมาแกเ ราดว ยความเมตตาแหงอัลลอฮและความ
โปรดปรานของพระองคน้ัน ไดแ ก ผูศรัทธาตอ อลั ลอฮและปฏเิ สธตอการบูชาดวงดาว สวนผทู ่ีกลา ว
วา : ฝนตกมาแกเราโดยเทพเจา นน้ั เทพเจา น้ี เขากค็ อื ผศู รัทธาตอดวงดาวและปฏิเสธตอ ฉัน” (๒)
ขอมูลทางประวตั ิศาสตรส องประการดังกลาวนี้ ตางยืนยันในเวลาเดียวกนั วาชาวอาหรับ
แหงยคุ งมงายนัน้ บางสว นหรอื ทั้งหมดลวนเปนผตู ้งั ภาคใี นแงข องการดแู ลอภบิ าล และเปนผู
เชื่อมั่นวาฝนตกเพราะอาํ นาจของรูปน้ัน ดังน้นั พวกเขาจึงขอฝนจากสิง่ ดังกลา วและตา งพากันอางวา
มันสามารถใหฝ นแกพวกเขา ขอไดนาํ เร่ืองน้ีไวเ ปน ขอ มูลที่สาํ คญั สําหรบั ในบทตอๆ ไป
นักวิชาการอีกสว นหน่ึงไดใ หทัศนะวา “เจวด็ ” เกดิ ข้ึนมาจากการใหเ กยี รติและเทดิ ทูน
บคุ คลสําคัญๆ ครั้นเมือ่ เขาตายลง คนเหลา นัน้ เทิดทูนเขาขนึ้ เปน ปชู นียบุคคลเพ่อื เตอื นความทรงจาํ
และฝงความเคารพไวในจิตใจ แตครน้ั กาลเวลาไดผา นพนไป ประชาชนในรุนหลังก็ไดเปล่ียนให
สภาพของปูชนยี บุคคลน้ีเปน เครอ่ื งบชู าของพวกเขาไปเลย
บอยครงั้ ทีป่ รากฏวา หัวหนาครอบครวั เปนผูท ไ่ี ดรับเกียรตแิ ละการยกยองวา เปนผูอาวุโสใน
ขณะท่ีมีชีวติ คร้ันเม่อื ไดตายไปพวกเขากน็ ําเอารูปภาพมาประดษิ ฐานและพากนั เคารพบูชา

(1) หนังสอื ซีเราะตบุ นุ ฮชิ าม เลม ๑ หนา ๗๙
(๒) หนงั สือ ซเี ราะตลุ ฮะละบยี ะฮ เลม ๓ หนา ๒๙

ในสมยั กรกี และสมยั โรมันปรากฏวา ประมขุ ของครอบครัวไดร บั ความเคารพจากบริวาร
ของตน คร้ันเมอ่ื ตายไปแลว พวกเขากพ็ ากันเคารพบูชารปู ภาพของเขา

ในยคุ ปจ จุบนั น้ไี ดม รี ูปปนและอนสุ าวรยี ข องนักศาสนาและบคุ คลสําคญั ตา งๆ ตั้งอยูตาม
พิพิธภัณฑซ งึ่ คนเหลาน้ันหรอื รูปปน ของเขาไดร ับการเคารพเชน พระเจา

ในการสนทนาของนบอี ิบรอฮมี (ความสนั ตสิ ุขพงึ มีแกทา น) กบั ผอู าวุโสประจาํ หมชู น (นมั
รูด) ก็ไดเปนที่อธิบายอยางชดั แจงแลว วา นัมรูดนั้นเปนทีเคารพบูชาของหมชู นของเขา แตเขากย็ ังมี
รปู ปนไวเคารถโดยเฉพาะอีกดวย ซึ่งเปนลักษณะประจาํ ตวั ของบคุ คลตา งๆ ทีอ่ ยูในตําแหนง เปนฟร
เอาวนในยคุ กอนๆ ดงั ทีอ่ ัล-กุรอานไดเปด เผยใหเ ราทราบวา

“และชนชัน้ เจา นานแหงพวกพอ งของฟรเอาวน กลา ววา ทา นจะปลอ ยใหม ูซาและพรรค
พวกของเขากอความเสียหายในหนา แผนดนิ และดูแคลนตอทานและพระเจา ของทา นกระน้นั หรอื ”
(อัล-อะรอฟ-๑๒๗)

สรุปไดวา ความเปนมาของรูปปนของอนสุ าวรยี ตา งๆ กค็ ือ การเทิดทนู บุคคลสาํ คญั ทาง
ศาสนาและหัวหนา เผา ตา งๆ ตลอดจนบุคคลผูอาวโุ ส แตพ อกาลเวลาหมุนเวยี นเปลี่ยนไป เร่ืองราว
เหลาน้ันกไ็ ดเปล่ียนแปลงไปเรอื่ ยๆ จนผิดแผกไปจากเจตนาเดมิ ภาพเหลาน้นั จึงกลายไปเปน ส่งิ
เคารพบูชา และรปู ปนเหลานี้ก็ไดกลายเปนพระเจาไปเสยี เลย

๓- วงจาํ กดั ของหลักเอกภาพในการเคารถภกั ดีตออัลลอฮ
ความหมายของหลักเอกภาพในดา นนค้ี ือใหเ ราเคารพภักดตี อผสู รางจกั รวาลอยางเดยี วและ

ใหเ ราหลกี หา งจากการเคารถภักดีสง่ิ อ่ืนนอกจากพระองค เนื่องจากวา มนั เปนส่งิ ถูกสรางของ
พระองค และการกระทําอยางนถ้ี อื เปนการตงั้ ภาคใี นการเคารพภกั ดที ี่หมายความวา มนุษยเ คารพสิ่ง
ท่ีถกู สราง ถึงแมเขาเชอ่ื มนั่ วา พระเจา องคเ ดยี วเทา นนั้ คอื ผูสรางจักรวาล เนอ่ื งจากสาเหตอุ ันหนงึ่
ยอ มมาจากสาเหตุท้งั หลาย

สิง่ เหลา นีพ้ วกวะฮาบียใหช่ือเรยี กวา “หลกั เอกภาพในความเปน พระเจา” ขณะเดียวกันกับที่
ใหช่ือเรียก “หลกั เอกภาพแหงสภาวะการดาํ รงอย”ู วา “หลกั เอกภาพในดา นการดแู ลอภบิ าล” การ
จํากดั ความทง้ั สองอยางลว นผดิ พลาดในเม่ือทานจะไดร ูจักความหมายของความเปน พระเจา ไป
ตามที่ทา นจะไดรจู ักวาความหมายของมันมไิ ดหมายถงึ รูปเคารถ ยง่ิ ไปกวาน้ัน ทั้งคาํ วา “อิลาฮ” กับ
“อัลลอฮ” ตา งกเ็ สมอเหมือนกันในแงของพ้นื ฐานและความหมาย เพียงแตว า ประการแรกคอื สวน
ท้ังหมด ประการท่ีสองคือ ความเปน เอกะ จากความจิรงท้งั หลายของสวนทง้ั หมดดังกลา วนนั้

สวนในแงข อง “การดแู ลอภบิ าล” กจ็ ะมีความหมายวา “บริหารและจดั ระบบ” ในจักรวาล
มใิ ชหมายถึง “ความเปน ผสู ราง” ถึงแมวา การบริหารน้ันตามความหมายทางปรชั ญา จะไมส ามารถ
แยกออกจากความเปนผูสรางไดเลยกต็ าม

ประการแรก ถงึ แมจะเปน การยนื ยนั วาเรายอมรับใหเรื่องหลกั เอกภาพแหงสภาวะการดํารง
อยูเ ปนเรอ่ื งของเอกภาพในความเปน พระเจาก็มิไดห มายความวา น่ันยังมพี ระเจา อน่ื นอกเหนือจาก
อัลลอฮ มไิ ดหมายความวา มพี ระเจา สงู สุดอยู น่ันคืออัลลอฮ สว นพระเจายอ ยกท็ ําหนาทด่ี ูแลรกั ษา
กจิ การบางอยา งของพระองค เปนตน วา การอนเุ คราะหช วยเหลอื (ชะฟาอะฮ) การนิรโทษให ดงั ที่
พวกอาหรบั สมยั งมงายเช่ือถือกัน

ทาํ นองเดียวกับการยนื ยันวา เราถือวา “หลักเอกภาพในการสรางสรรค” เปน “หลักเอกภาพ
ในความเปนผสู รา ง” โดยถอื วา มิใช “หลักเอกภาพในการดูแลอภบิ าล” โดยทเี่ ราไดรวู า พระผูอภิบาล
(ร็อบ) นั้นมใิ ชความหมายเดียวกันกบั พระผูสราง (คอลกิ ) ถึงแมว า ในพื้นฐานของภาวะวสิ ัยเพยี งขอ
พสิ ูจนท างสติปญ ญากม็ ิอาจแยกความหมายออกจากกันไดก ็ตาม

ทาํ นองเดียวกับการยนื ยันวาเราถอื เอา “หลักเอกภาพในการเคารพภักดี” ตามความหมาย
ของคําน้ี โดยมิใหเ ปน เรอื่ งของ “หลักเอกภาพแหง ความเปนพระเจา” ในเมื่อเปน ทีร่ ูอ ยูแลว วา “พระ
เจา ” มใิ ชความหมายของสิ่งท่เี ปน “รปู เคารพ”

เปน อนั วาในแงน้กี ารตั้งภาคมี ไิ ดเปนสง่ิ ทเี่ กดิ มาเพราะการมพี ระเจาหลายองคแ ละมิไดเ กิด
ขึ้นมาเพราะเชอื่ มั่นวา มีพระเจาอื่นทีร่ วมในการสรา งโลกกบั อลั ลอฮเปนตนวา พระเจา ตา งๆ ที่แอบ
อางขึ้นมา แตถ งึ แมจ ะยอมรบั อยา งนี้แลว กต็ ามที การเคารพภกั ดตี อพระเจา องคเ ดียวยังอาจถกู ละเลย
ได และพระเจา อ่นื อาจไดรับการเคารพภักดกี ็ได

แรงผลกั ดันที่กอใหเ กิด “การเคารพภกั ดสี ่ิงถกู สรา ง” ในหมูป ระชาชาตทิ ัง้ หลายน้ันมีข้นึ ใน
ลักษณะตา งๆ บางทีอาจเกิดขน้ึ มาจากเหตุผลอนั เรียบงา ย และมีอยูบอยครัง้ ทีเกิดข้ึนโดยเหตผุ ลทาง
ปรชั ญา และในลําดับจากนไี้ ปเราจะเปด เผยถงึ ประเด็นสําคญั ทีเ่ ปน สวนทาํ ใหเ กดิ การตัง้ ภาคี

๔- แรงผลกั ดันที่กอ ใหเ กิดการตัง้ ภาคีในการเคารถภกั ดี
ในขณะทีแ่ รงผลกั ดันทกี่ อ ใหเ กิดการต้ังภาคีมีอยมู ากมาย แตเ ราจะขอเสนอเพยี งสาม

ประเด็น คอื :

(ก) ความเช่อื ทว่ี า มีผูสรา งหลายองค
พวกบูชาเจว็ดและผูท ่ียึดมั่นในไตรภาคตี ามลักษณะของพวกเขามีกฎเกณฑท างดานความ
เชื่อถือตอเจวด็ และไตรภาคอี ยางเด็ดขาดในเรอื่ งการเคารถภักดตี อพระเจา มากกวา องคเ ดยี ว
กลาวคอื ในศาสนาพทุ ธมคี วามเช่อื ถือตอพระเจา ที่เปนนริ ันดรอยสู ามองคหรือสามสรรพ
นาม ดังนี้
1- พระพรหม หมายถึงพระเจา ผูทรงดาํ เนินอยู
2- พระวิษณุ หมายถึงพระเจา ผทู รงปกปก รักษา
3- พระศวิ ะ หมายถงึ พระเจา ผทู รงเสกสรร

ในหมชู าวครสิ เตียนกป็ รากฎมรี ายนามดงั นี้
1- พระบดิ า
2- พระบตุ ร
3- พระจิตวิญญาณบริสุทธ์ิ
ในศาสนาโซโรเอสเตอรม ีความเชือ่ ในดานของ “อะฮวัร มซุ ดา” เปนพระเจา สององคไ ปอกี
ตางหาก คือ
1- ยุซดาน
2- อะฮร มี นั
ถึงแมค วามเชอื่ ของชาวโซโรเอสเตอรจะมอี ยูกับพระเจา สององคนอี้ ยูกต็ าม สภาพของ
ความเช่อื กย็ ังเปนไปอยางมืดมนซอ นเรน

อยา งไรกต็ ามความเชอ่ื ถอื ทางดา นจิตใจทมี่ ตี อพระเจา หลายองคน ้นั นับเปน แรงผลกั ดัน
อันหนึง่ ทีอ่ ยูเ บ้อื งหลงั การเคารถภักดีสิง่ อื่นนอกจากอัลลอฮ และเปนสาเหตุสาํ หรบั การตั้งภาคขี ้ึน
ในการเคารพภักดี แนน อนอลั -กรุ อานไดตาํ หนพิ น้ื ฐานของความเชือ่ ถอื อยา งนดี้ ว ยหลกั ฐานอันชัด
แจงจาํ นวนมาก และการอธบิ ายในหลกั ฐานเหลาน้ันก็ไดดําเนนิ ไปแลวเมอ่ื ตอนทอี่ ธิบายเก่ียวกบั
“หลักเอกภาพในฐานะทรงอภิบาลและบรหิ าร”

(ข) ทศั นะคติท่ีวา “ผสู รา ง” อยูหางจาก “สิ่งถกู สราง”
แรงผลักดันประการทส่ี องท่ที าํ ใหเกดิ การเคารถภกั ดสี ง่ิ อ่ืนนอกจากอลั ลอฮคือทศั นคตทิ วี่ า
อัลลอฮทรงหา งไกลจากสิง่ ถูกสราง ตามความคิดท่ีวา อลั ลอฮทรงหางไกลจากสรรพส่งิ ท่ีถกู สราง
ไมไดยนิ และไมหย่ังรูการเรยี กรอ งของพวกเขาดวยเหตุนพี้ วกเขาจงึ สรรหาส่ือกลางที่พวกเขาคิดวา
มนั จะชว ยรบั ชว งการเรียกรองของพวกเขาสพู ระองค ราวกับวา ตาํ แหนง ของพระผูอภิบาลน้ัน
เปรียบเสมอื นตาํ แหนง ของมนุษยทไี่ มอ าจเขาถึงไดเ ลยโดยไมม สี ื่อกลาง ดว ยเหตุนี้พวกเขาจึงพากนั
เคารพบชู าส่งิ ศกั ดิ์สทิ ธิ์ มะลาอิกะฮ ญินและดวงวญิ ญาณเพอื่ นาํ ขอเรียกรอ งของเขาไปยังพระผู
อภบิ าล
แนนอนที่สุดอัล-กุรอานไดต ําหนทิ ัศนะคติอยางนีด้ วยหลักบานตา งๆ อนั ชัดแจง โดยกลา ว
วา แทจ รงิ อัลลอฮนนั้ ทรงอยใู กลยิ่งกวาความใกลทุกสงิ่ ทุกอยาง
แทจริงอลั ลอฮทรงไดยินการซอนเรน และการกระซบิ ของพวกเขารวมทัง้ การแสดงออกที่
เปด เผยของพวกเขา
แทจ รงิ อลั ลอฮทรงโอบลอ มส่ิงทพี่ วกเขาปดบงั และเปด เผย
ดวยเหตนุ จี้ ึงไมจําเปน ตอ งยดึ ถอื พระเจา เทยี มเหลา น้นั และไมจ าํ เปน ตอ งเคารพภกั ดีส่ิงนั้น
แมเพียงวตั ถปุ ระสงคทว่ี า จะเอามันมาเปน ส่ือกลางสาํ หรบั นาํ ขอเรียกรอ งของพวกเขาไปสอู ัลลอฮก็

ตาม เพราะอลั ลอฮทรงรอบรูในสิง่ ท้ังมวลและพระองคคือผูซ ่ึงไมมีส่ิงใดหา งไกลจากพระองคไ ด
เลย

ความหมายเหลา นี้ทกุ อยาง มีปรากฏอยใู นโองการดงั ตอ ไปน้ี
“และเราใกลช ดิ เขายิ่งกวา เสน เลือดที่คอหอย”

(กอฟ-๑๖)
“อัลลอฮใชห รือไมท ีเปนทเ่ี พียงพอแลวสาํ หรับบา วของพระองค”

(อัซซมุ รั -๓๖)
“จงวงิ วอนขอตอฉันเถิด แลวฉนั จะตอบสนองแกส ูเจา”

(ฆอฟร-๖๐)
“จงกลา วเถดิ (มุฮมั มัด) ถา สเู จา ปด บังส่งิ ทอ่ี ยูในจิตใจหรอื เปดเผยมันอัลลอฮก็ทรงรูกับมนั ”

(อาลิ อมิ รอน-๒๙)
“ไมม ีใครกระซิบกันไดสามคนโดยไมมีพระองคเปนบุคคลที่สี่ และไมมหี า คนนอกจากวา
พระองคทรงเปน บคุ คลท่ีหก”

(อัล/มญุ าดลิ ะฮ-๗)
กับโองการตางๆ เหลา นี้และโองการอ่ืนๆ อกี ทอ่ี ัล-กุรอานไดตาํ หนคิ วามคิดเหลา นี้ที่
กอ ใหเกิดการบชู าเจวด็ และการต้งั ภาคี

(ค) มอบงานดาน “การบรหิ าร” ใหเ ปนหนาทข่ี อง “พระเจา ยอย”
มนุษยท ุกคนยอมจะพบวา ในสว นลึกของจติ ใจคนเรานนั้ มีความยอมจาํ นนตออํานาจท่ี
เหนอื กวา และถือวา ตนเปนผูนอ ยในยามเผชญิ กับสิง่ นั้น นค่ี อื ความรูสึกโดยธรรมชาติ ถึงแมจ ะยงั
ไมสําแดงออกมาทางวาจาและอวัยวะสว นอ่นื ๆ แตภ ายในสว นลึกของจิตใจนั้น ยอมจะมคี วามรูสึก
ยอมจาํ นนอยางนอ้ี ยดู า นหน่ึงสว นอีกดานหนง่ึ ก็จะดาํ เนนิ ไปตามความรูสึกน้นั
ตามพนื้ ฐานเหลานี้ ผูต้งั ภาคจี ึงตอ งการท่ีจะนาํ เอาอาํ นาจลกึ ลับเขา มาอยใู นเรือนรา งที
เปด เผย ย่งิ ไปกวานน้ั เพือ่ เปนการจาํ กัดความคดิ หรอื เพ่อื สรา งมโนภาพวา ทุกสิง่ ทบี่ ังเกิดขึ้นใน
จกั รวาลนล้ี วนมีพลังท้งั ๆ ที่มนั ก็คอื สิ่งทถี่ ูกสรา งโดยอลั ลอฮ เชน พระมหาสมทุ ร, (พระเจา แหง
ทะเล) พระเจาแหงการสงคราม, พระเจาแหงความสันติ ราวกับวา รฐั บาลแหงจกั รวาลน้ัน เปน
เหมอื นอยา งรัฐบาลทงั้ หลายในโลกทม่ี อบหมายหนาทีเ่ ก่ยี วกบั ชวี ติ ในดานตางๆ ไวแ กคนหน่งึ ๆ
แลว ผมู ีอาํ นาจเหลา นีก้ จ็ ะเปนผูพจิ ารณาไปตามทตี่ นตองการ และกระทาํ ไปตามทตี่ นประสงค
ดวยเหตนุ จ้ี งึ มีการเคารถบชู าตามสถานท่ีต้งั แถบชายฝง ทะเล (พระเจา แหงทะเล) เพ่ือ
เพิ่มพูนผลประโยชนจากทะเลใหแ กพวกเขาและเพอ่ื ปกปอ งพวกเขาใหพนจากภัยพิบตั ิ เชน การเกิด
อุทกภยั สวนในกรณีของการเคารพบูชาแผน ดนิ และทะเลทราย (พระเจา แหงพ้ืนบก) กเ็ พือ่ พวกเขา

จะไดรับผลประโยชนทางบก และปกปองภยั พบิ ตั ิทางบก เชน แผนดนิ ไหว และอ่ืนๆ เปนตน วาภัย
จากทะเลทรายบาง ภยั ธรรมชาติอยา งอื่นบาง

แตถึงแมพ วกเขาจะสามารถสรางจินตนาการเกยี่ วกบั พระเจา ตา งๆ ข้ึนมาไวแ ลวกต็ าม พวก
เขากถ็ ือวา พระเจา เหลา นไ้ี มมีตวั จน จึงเปน ปญหาทย่ี ุงยากในการสรางมโนภาพ พวกเขาจึงพยายาม
สรางรปู ภาพและรูปปนขนึ้ มาตามความศรทั ธาและไดพากันเคารพบชู ารปู ปนเหลานี้ท่ีถกู สรางขึน้
ทดแทนการเคารพภกั ดี อํานาจลึกลับซึง่ ก็ถือวา ไดท ดแทนไปกบั รูปปนเหลา นี้ ตามมโนภาพของ
พวกเขา

ดว ยเหตนุ ้ีในหมูชาวอาหรับยุคงมงายจงึ มีพวกหนงึ่ บูชามะลาอกิ ะฮ, อีกพวกหนงึ่ บูชาญิน,
พวกทส่ี ามจะบชู าดวงดาว, และเปา หมายในการเคารถทง้ั หมดกค็ ือขอใหไ ดรับความดแี ละ
คณุ ประโยชน และขอใหหางไกลจากความชัว่ รา ยและทกุ ขภยั ตางๆ

แนน อนท่สี ุดพวกเขาเหลานั้น มีความสุขอยใู นวงจาํ กดั โดยเฉพาะกบั การสรางภาพ
อนสุ าวรียแ ละรปู ปน แตพ วกเขากย็ งั มิไดม่นั ใจวา จะสรางไดตรงกับรูปท่ีเปน จรงิ ของสงิ่ ตางๆ
เหลานั้น ดวยเหตนุ ้เี องพวกเขาจึงสรา งพระเจา ขึ้นแตละองคื เปนรูปปนทไ่ี มเ หมือนกันเลย เชน พระ
เจา แหง ทะเล, พระเจาแหงสนั ติภาพ, พระเจา แหง สงคราม, พระเจา แหงความรกั , แตใ นทุกสงิ่ ทุก
อยางเหลา นี้ มตี น เหตอุ ยา งเดียวคอื สนองความรูสึกท่ีผกู พนั กับส่ิงเรนลับ แมว า พระเจา ยอ ยเหลา นี้ยัง
มใิ ชส่งิ ทเี่ ขากบั ความรูส กึ ก็ตาม คอื ดวงดาวก็มขี น้ึ มีตก แตถึงกระนั้นก็ขอใหไ ดเ คารพบชู า

แนนอนท่ีสดุ อัล-กุรอานไดดําเนินการวิพากษแ ละประณามอยา งรนุ แรงตอ แนวความคิดที่
มอบหมายใหงานดานการบรหิ ารจักรวาลเปน หนา ท่ีของพระเจายอ ยทีไดช่อื วาส่ิงถูกสราง
ของอลั ลอฮ อัลลอฮทรงอธิบายไวในหลายแหงวา พระองคเปนผบู ริหารแตเพียงผเู ดียวสําหรับ
กิจการแหงจักรวาล โดยมโี องการวา

“หลงั จากน้ันพระองคทรงใชอํานาจเหนือบัลลงั คทรงบริหารกจิ การตา งๆ”
(ยูนสุ -๓)

แนน อนท่ีสดุ อัล-กรุ อานไดก ลา วไวใ นโองการตา งๆ อยา งมากมายวา การสราง, การใหช วี ิต,
การใหต าย, การบงั คบั ใหดวงดาวและจกั รวาลโคจรไป, การจัดระบบใหแ กดวงอาทิตย, ดวงจันทร
และเคร่อื งปจ จัยยงั ชพี น้ัน เปน การกระทําของอัลลอฮโดยเฉพาะ และอลั -กุรอานยงั ไดป ระณามอยา ง
รุนแรงเกี่ยวกับทุกแนวความคิดทถ่ี ือวายังมอี ํานาจอื่นมามีสวนรวมกบั อลั ลอฮ และทุกๆ
แนวความคิดทกี่ ลาววา การบรหิ ารกิจการแหง จักรวาลเปนเรื่องของส่ิงถูกสรา งของพระองค

อัล-กุรอานอนั ทรงเกียรติไดแถลงในเรือ่ งน้เี อาไวอยางมากมายจนเปน ทลี่ ําบากแกเราใน
การนาํ มาอา งถึงในทีน่ ้ีไดห มด แตจะเสนอเพียงบางโองการ

“แทจ ริงพระผูอภบิ าลของสูเจา คอื อลั ลอฮ ผูซ ง่ึ ไดสรา งชัน้ ฟาและแผนดนิ ในหกวัน จากนน้ั
ทรงใชอํานาจการปกครองเหนือบัลลังก ทรงใหกลางคนื ครอบคลมุ กลางวนั ซง่ึ มันตามติดกันมา
อยา งรวดเร็ว และดวงอาทิตย ดวงจนั ทร และดวงดาว ซงึ่ ถูกควบคุมอยูภายใตบ ัญชาของพระองค

พงึ สงั วรณเถิดวา การสรางและการบญั ชาเปนของพระองค อัลลอฮ พระผอู ภบิ าลแหง สากลโลกทรง
จาํ เรญิ ยิง่

(อัล-อะรอฟ-๕๔)
“จงกลา วเถดิ (มฮุ มั มัด) ผูใดเลา ที่ใหเครื่องปจจัยยงั ชพี แกสเู จา มาจากชั้นฟาและแผน ดนิ มี
ใครหรอื ท่คี วบคุมการไดยนิ และการมองเหน็ และใครทนี่ าํ การมีชีวิตออกมาจากความตาย และนาํ
ความตายออกมาจากการมีชวี ติ และใครเลาท่บี รหิ ารกิจการ ดังน้ันพวกเขาจะกลาววา อลั ลอฮ กจ็ ง
กลา วเถดิ (มฮุ ัมมัด) สูเจามไิ ดยําเกรงหรอื ดังน้ันสูเจาเอย อลั ลอฮคอื พระผอู ภบิ าลของสูเจาท่ีแทจ รงิ
ดงั นั้น ยังจะมอี ะไรอกี ภายหลงั ความจริงถา มใิ ชความหลงผิด ดังนั้นสูเจาจะจดั การอยางใด”

(ยูนสุ -๓๑-๓๒)
บดั นีเ้ ราไดอ ธิบายเก่ยี วกับแรงผลักดันท่ีกอใหเกิดการต้งั ภาคี ตอ อัลลอฮในเรอ่ื งการเคารพ
ภกั ดไี ปแลว สามประการ และเราจะไมข อกลาวอยา งเดด็ ขาดวา ไมมปี ระเดน็ อ่ืนอีกแลวที่เปน
แรงผลกั ดนั ในการกอ ใหเ กิดการต้ังภาคนี อกเหนือจากท่เี ราไดกลาวถงึ แตว า ประเดน็ ท่อี ลั -กุรอาน
ไดวิพากษเอาไวน นั้ ยอมเปน พื้นฐานทีม่ าของการตง้ั ภาคี และการแพรห ลายเรอ่ื งนี้ข้ึนมาในโลก
แนน อนมสุ ลมิ คือผเู ชื่อมน่ั ตอ พระเจาของจักรวาล พระเจา องคเดยี ว พระเจา ทค่ี วบคมุ อยูใน
ทุกสถานท่ี ใกลชดิ ย่ิงตอ บา วของพระองค พระเจา ทก่ี ารสรา ง การบรหิ ารจกั รวาลอยใู นอาํ นาจของ
พระองค ซงึ่ ไมยินยอมมอบกจิ การของพระองคใหแ กผ ูใดทง้ั สิ้น
มสุ ลมิ กบั ความเชื่อมน่ั อยางน้ี ไมอาจจะยดึ ถือส่ิงเคารพอื่นใดไดนอกเหนือจากอัลลอฮ แต
การเคารพภกั ดีของเขาที่มีตอ พระองคยงั ไมเปน ทเี่ พยี งพอหากแตจาํ เปน ทเี่ ขาจะตอ งตอ ตานกับ
หลกั การของการต้ังภาคีและการบชู าเจว็ดและจะตองไมพ อใจทจ่ี ะออกหางจากแวดวงของหลัก
เอกภาพแมน ิดเดียวกตาม
เก่ยี วกบั ประเด็นทีส่ ามเราใครจ ะกลาวถงึ ขอ สงั เกตทสี่ ําคัญคือ มันเปน เรื่องท่ีเปน ไปไดวา
คนๆ หนงึ่ อาจเช่อื มน่ั วา กิจการในจักรวาลนนั้ ทุกอยางลวนเปน ของอลั ลอฮ และไมย ินยอมที่จะถือ
วา เร่ืองเหลา น้ีเปน หนา ที่ของผูอ ืน่ นอกเหนือจากพระองค แตเขาเช่ือม่นั วา ภารกิจที่แทจ ริงซึง่ ผกู พนั
อยกู ับงานของปวงบา ว เชน การใหความอนุเคราะห (ชะฟาอะฮ) และการใหอภัยโทษ อันเปน
กจิ การเฉพาะของอลั ลอฮนั้น ยงั เปนไปไดท ีอ่ ัลลอฮจะทรงมอบใหเปน หนาท่ีของบุคคลตา งๆ และน่ี
กค็ ือประเด็นหนง่ึ ทน่ี ําไปสูการเคารพภกั ดีสิ่งอืน่ นอกเหนือจากอัลลอฮ แนน อนท่สี ุดอลั -กรุ อานได
ถอื วา การใหค วามอนุเคราะหที่แทจ รงิ นัน้ เปน สิทธิ โดยเฉพาะของอัลลอฮ ดังน้ันบุคคลใดๆ กต็ ามมิ
อาจใหความอนเุ คราะหผูใ ดโดยปราศจากการอนมุ ัติของพระองคได ในขณะทท่ี รงกลา ววา
“จงกลา วเถิด (มุฮัมมัด) สาํ หรบั อัลลอฮนน้ั คือการใหความอนุเคราะหทั้งมวล”
(อซั ซุมัร-๔๔)
ในทํานองเดยี วกนั อัล-กรุ อานก็ไดถอื วาการใหอ ภัยและนริ โทษแกความบาปของบา วแหง
พระองคนั้น เปน สิทธโิ ดยเด็ดขาดของพระองค ไมม ีภาคใี นเรือ่ งน้เี ลยแมแตค นเดียว ผใู ดก็ตามทอ่ี า ง

วา การใหอ ภัยอยใู นอํานาจของผูอื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮแลว เทา กับเขาไดต้งั ภาคี พระองคท รงมี
โองการวา

“ดังน้ัน พวกเขาก็ไดข ออภัยสําหรบั ความบาปของพวกเขา และผใู ดเลาทอ่ี ภยั ความผิดบาป
นอกจากอัลลอฮ”
(อาลิ อิมรอน-๑๓๕)

แนน อนทส่ี ดุ ชาวบูชาเจวด็ พวกหนงึ่ ในสมยั แรกๆ ทอ่ี สิ ลามไดรบั การเผยแผเคารพบชู ารปู
ปน ท่ีพวกเขาเชือ่ ถอื วามันมอี ํานาจพเิ ศษในการเขา ถงึ อลั ลอฮและมนั มีหนา ทใี่ นกจิ การดานการให
ความอนเุ คราะหและใหอ ภยั

ในบทตอไปเราจะอธบิ ายเกยี่ วกับการต้ังภาคีชนดิ ทมี่ ีลักษณะออ นแออนั นี้ และเพอ่ื จะให
ประเด็นนี้เปนท่กี ระจางชัดและเพื่อเราจะเขา ใจอยา งชดั เจนตอ ลักษณะการวพิ ากษที่อลั -กุรอานมตี อ
เร่ืองนี้ กจ็ าํ เปนที่เราตองหนั ไปพิจารณาขอเขยี นที่ไดรบั การยกยองของนกั เขียนวะฮาบยี ท่ีได
กลา วถึงเรื่องน้ีไวในตาํ ราของพวกเขา

๕- การอธบิ าย “หลักเอกภาพแหง ความเปนพระเจา ” และ “ความเปนผูอ ภบิ าล”
นกั เขียนสายวะฮาบียยงั คงยอมรบั ตอ หลักเอกภาพวา มีสองประเภท และไดใหชอ่ื เรียกหลัก

เอกภาพประเภททหี่ นึ่งวา “หลักเอกภาพแหง ความเปน ผอู ภิบาล” และใหช ือ่ เรียกประเภทที่สองวา
“หลักเอกภาพแหงความเปน พระเจา ” หลังจากนนั้ ก็ไดกลาววา “หลักเอกภาพแหง ความเปนผู
อภิบาล” และการยึดม่ันตอ ความเปน เอกะของผสู รา งน้ัน โดยลาํ พังแลว ยังไมเปนท่ีเพยี งพอสําหรับ
หลกั เอกภาพท่ไี ดทรงประทานสงบรรดานบแี ละศาสนทตู มาโดยเฉพาะอยา งยิง่ ในแงข องการคงอยู
และแพรห ลายในสังคมมนุษย จงึ จาํ เปน ที่จะตองยกหลักเอกภาพแหงความเปน ผอู ภบิ าลข้นึ มา เพ่อื
จะไดใ หก ารเคารพภักดีเปน ของอัลลอฮแตผ ูเดียว และจะไดไมมภี าคีใดๆ สําหรับพระองค เพราะวา
พวกมุชริก (ต้ังภาค)ี ชาวอาหรับนั้นทงั้ ๆ ทเี่ ชอ่ื มน่ั ใน “ความเปนเอกะ” ของผูส รางจักรวาลอยูแ ลววา
ไมมีมากกวาพระองคองคเ ดยี ว แตก ระน้ัน อัล-กรุ อานก็ยังถือวาพวกเขายงั เปน ผตู ้ังภาคีอยดู ัง
โองการทว่ี า

“และสวนมากพวกเขามิไดศ รัทธาตออัลลอฮดอก ยกเวน แตพ วกเขาเปน ผตู งั้ ภาค”ี
(ยูซุฟ-๑๐๖)(๑)

ในขอเสนออันนไี้ มมขี อขัดแยงใดๆ และไมม ีมสุ ลิมคนใดท่เี ปน ไปถงึ ขนาดปฏเิ สธวา หลัก
เอกภาพแหงความเปนผูอภิบาลอยา งเดียวนนั้ เปน ทีเ่ พยี งพอแลว ย่งิ ไปกวา น้ัน หลักเอกภาพยงั มถี งึ สี่
ขน้ั ตอน ดังท่เี ราไดกลา วผานไปแลว ถึงแมว า พวกวะฮาบียจ ะสรปุ ออกเปนสองขนั้ ตอนโดยละเลย
หรือทาํ เปน ลมื ไปเสียถงึ สองข้นั ตอนกต็ ามที

(๑) หนังสอื “ฟตหุล-มะญีด” ของ ชยั คอ บั ดรุ เราะหม าน บนิ ฮะซัน บิน มฮุ ัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ
ตายเมือ่ ฮ.ศ.๑๒๘๕ หนา ๑๒, ๒๐

อยางไรก็ตามสง่ิ ทคี่ วรกลาวถึงก็คือ : ในปญหาท่เี ปน สว นท้งั หมดนี้ไมมคี วามขดั แยงกนั เลย
ในระหวา งมวลมุสลมิ กลา วคือทงั้ หมดตา งมีความเห็นพองตอ งกนั วาจาํ เปนจะตองหลกี หา งจากการ
เคารพภกั ดสี ิง่ อ่ืนนอกเหนอื จากอลั ลอฮ แตป ระเด็นสําคัญอยูท่ีวา พวกวะฮาบียถือวา การใหเกียรติ
(ตะอซ ีม) ตอบรรดานบีและบรรดาเอาลยิ า (บคุ คลผูเ ปน ที่รกั ) ของอัลลอฮ น้ัน เปนการเคารพภักดี
อยางหน่ึง (อบิ าดะฮ) ในขณะเดยี วกบั ทวี่ า ในทัศนะของฝายอ่ืนๆ ถอื วา ระหวา งความหมายของ
“การใหเกยี รติ” (ตะอซ ีม) และ “การเคารพภักดี” (อิบาดะฮ) นั้นหางไกลลิบลบั เหลือเกนิ

กลา วโดยอีกนัยหน่งึ คือ : ในหมมู ุสลิมทั้งหลายนน้ั ไมมคี วามขัดแยง กันเลยในรากฐาน
หลกั ท่ีเปนสว นท้ังหมดของเรื่องน้ี นัน่ คือไมอ นุญาตใหมกี ารเคารพภกั ดีสิ่งอื่นนอกเหนอื จากอลั
ลอฮอยางเด็ดขาด สวนทข่ี ดั แยง กนั อยูกม็ ีเพยี งประเด็นที่วา ในทรรศนะของพวกวะฮาบียถอื วา การ
กระทําบางประเภท เชน “การเยย่ี มเยือน” (ซิยาเราะฮ) เปน เร่อื งของ “การเคารพภกั ดี” ในขณะท่ี
ทรรศนะของฝายอน่ื ๆ ไมถ ือวา การกระทาํ อยา งน้ี “เปนการเคารพภกั ดี”

ในแงของวชิ าการจาํ เปนท่ีเราจะตองกลาววา : ไมม ีความขดั แยง กันในประเดน็ รวมทเ่ี ปน
สว นท้งั หมด เพยี งแตท่ีขดั แยง กค็ ือ ในแงของรายละเอียดแหงขอเทจ็ จรงิ กนั เทาน้ัน

เพื่อเปน การคล่คี ลายปญหานี้ ประการแรกจาํ เปนทจี่ ะตอ งทําความเขา ใจตอ ความหมายท่ี
แทจ ริงของคาํ วา “การเคารพภกั ดี” (อบิ าดะฮ) เสยี กอนเพื่อทวี่ า ในข้ันนี้เราจะไดแ ยกแยะคําวา “การ
เคารพภกั ดี” (อิบาดะฮ) ออกไปจากความหมายอนื่ ไดถูก

และใหมกี ารพสิ จู นความจรงิ อยา งนีเ้ ชนกันกบั ประเดน็ อื่นๆ ทีน่ อกเหนอื จากเรือ่ ง “การ
เยี่ยมเยือน” (ซิยาเราะฮ) ตามท่พี วกวะฮาบยี ถอื วา เปน การเคารพภักดี (อิบาดะฮ) เชน “การติดตอ
สมั พันธ” (ตะวซั ซุล) กับบรรดาเอาลิยาฮ (บุคคลผูเปน ที่รกั ของอัลลอฮ) และ “การขอ” ในสงิ่ ที่
จําเปนจากพวกเขาในฐานะท่ีมวลมุสลิมแตกตา งกบั พวกเขาในสภาพดังกลาว กลา วคือ พวกเขา
อนมุ ตั ิใหม ีการติดตอ สมั พันธอ ยางนี้ และถอื วามันเปน การยดึ มือและทาํ ตามคาํ สงั่ ทร่ี ะบุอยูใน
บทบญั ญตั ิอันบริสุทธ์ิ

๖- การเคารพภกั ดีหมายถงึ “การใหค วามนบนอบ” และ “การใหเ กียรต”ิ กระนั้นหรือ?
สาํ หรบั นักวิชาการทางดา นภาษาอาหรับนน้ั ตา งไดใหคําจาํ กัดความคาํ วา การเคารพภกั ดี (อิ

บาดะฮ) ไวในความหมายทีใ่ กลเคยี งกัน กลาวคือพวกเขาไดอ ธบิ ายคาํ วา อบิ าดะฮว า หมายถึง “การ
นบนอบและการถอ มตน” (อัลคฎุ ฎอ วัตตซุ ลั ลลุ ) ในลาํ ดับตอจากนี้ขอใหท านไดพิจารณาคาํ อธิบาย
ของพวกเขาได

๑- ทานอิบนุมันซูร ไดกลาวไวใ นหนังสอื “ลซิ านุลอรับ” วา : รากศพั ทของคําวา “การ
เคารพภกั ดี” คือ : “การนบนอบและการถอมตน”

๒- ทานรอฆิบไดกลา วไวในหนังสือ “อัลมุฟรอดาด” วา

“สภาพความเปน บาว คือ “การแสดงออกถึงความถอ มตน” สว นการอบิ าดะฮย งั มี
ความหมายลึกซงึ้ ไปกวานนั้ เพราะวา มนั เปน จดุ หมายอันสูงสุดของความถอ มตน ไมมีใครไดร ับ
สทิ ธนิ ี้ได นอกจากผทู ่ีมเี กียรตอิ ยา งสูงสุด นั่นคือ อัลลอฮ ดวยเหตนุ ้ีพระองคท รงมโี องการวา : สูเจา
จงอยา เคารพภกั ดีนอกจากตอ พระองคเทาน้นั ”

๓- ในหนงั สอื (อัลกอมสู อัลมุฮีฎ” ของทา นฟยรซู อาบาดีย ไดอธิบายวา “อบิ าดะฮ
หมายถึง การเช่อื ฟง ปฏบิ ตั ิตาม (ฏออะฮ)”

๔- ทา นอบิ นฟุ าริส ไดก ลาวในหนังสอื อัลมะกอยีซ วา
“ผูเ ปนบาว (อบั ดุน) มีลักษระของรากฐานสองประการ เสมอื นหนึ่งวาท้ังสองอยางนี้
ขัดแยง กัน ประการแรกคือพ้นื ฐานสองอยา งทแี่ สดงถงึ ความนิ่มนวลและถอมจน อกี ประการหนึ่ง
คอื ตง้ั อยบู นความรุนแรงและขงึ ขัง” จากนั้นก็ยังไดอ ธิบายตอ ไปวา ประเด็นท่ีหนึง่ นั้นคือ ลักษณะ
ของอูฐทีย่ อมสยบอยางสิ้นเชงิ และน่ีกอ็ กี เชนกันที่แสดงเหตผุ ลไปตามทเ่ี ราไดก ลา วไปแลว
เพราะวา ลกั ษณะอยา งน้ันคือการถอมตนและนอบนอม
ลักษณะของบา วคอื ความถอ มตนตามลกั ษณะท่ีอฐู แสดงอาการออกมาเชน กนั
ประเด็นท่สี องคือ : วิธกี ารของผเู ปน บาว นนั่ คือแนวทางปฏบิ ัตขิ องผถู อมตน

๗- การนบนอบมิใชอ บิ าดะฮ (เคารพภักดี)
โดยเหตทุ ่วี า การเคารพภกั ดี (อิบาดะฮ) นั้น แมพ วกเขาจะอธิบายวา มนั หมายถงึ การเชอื่ ฟง

ปฏิบตั ิตาม การนบนอบ การถอ มตัวหรือแสดงออกถึงความถอ มตวั อยา งท่สี ุดก็ตาม แตค ําจาํ กัด
ความทง้ั ความทง้ั หมดนี้ก็มิใชอ ่นื ใด นอกจากเปนคําจาํ กดั ความดา นหน่ึงของความหมายโดยทวั่ ไป
เพราะเหตุวา การเชอ่ื ฟง ปฏิบตั ติ ามการนบนอบและการแสดงออกถงึ ความถอมตนนนั้ มิใชการอบิ า
ดะฮอ ยา งแนน อนเลยทเี ดียว เพราะวา การนบนอบของบตุ รทมี่ ตี อ บิดาก็ดี ของศิษยทม่ี ีตอครบู า
อาจารยก็ดี ของทหารท่มี ีตอ ผบู งั คับบญั ชากด็ ี ยงั ไมถงึ ขึ้นที่จะเปน การอิบาดะฮอ ยา งเด็ดขาด แมจ ะ
อยใู นลักษณะการนบนอบและการถอ มจนอยางสดุ ซงึ้ ก็ตาม โองการตางๆ ไดอธบิ ายอยางชดั เจนวา
การนบนอบและการถอมตนอยางสูงสุดนน้ั เปน ความสงู สุดยอดในแงข องการนบนอบอยางแทจรงิ
หาใชเปน อิบาดะฮไ ม ขอใหทา นพจิ ารณาโองการตา งๆ เหลา นัน้

๑- การสญู ด (กราบ) ของมะลาอิกะฮท่มี ตี อ อาดมั ซง่ึ ถือวาเปน การแสดงออกถึงความนบ
นอบอยางสูงโดยพระองคไ ดกลา ววา

“และเราไดกลาวแกม ะลาอิกะฮว า พวกเจา จงสญุ ดตออาดัม”
(อัลบะเกาะเราะฮ- ๓๔)

กลา วคือโองการน้ีไดแ สดงใหเ ห็นวา อาดมั เปนผไู ดร บั การสญุ ดของมะลาอกิ ะฮ และการ
สญุ ดของพวกเขากไ็ มถ ือวาเปน การตงั้ ภาคแี ละการเคารถภักดีสิ่งอื่นนอกเหนอื จากอัลลอฮและมะ
ลาอิกะฮก ็ไมถูกจัดวาเปน ผตู ้งั ภาคีดว ยการกระทาํ เชน นนั้ อกี ทัง้ พวกเขาไมถ อื วาการกระทําของพวก

เขาเปนการต้งั ภาคแี ละหนุ สวนในการทาํ ความเคารพภักดีตออลั ลอฮ แตปรากฏวา การกระทาํ ของ
พวกเขาคอื การใหเ กยี รติ (ตะอซ มี ) และใหก ารยกยอ งตออาดมั

เรอ่ื งนี้โดยตัวของมันเองคอื หลักฐานทดี่ ีที่สุดอันหนึ่ง ที่แสดงวา การใหเ กียรติ (ตะอซมี )
ทกุ ๆ ประเภทท่มี ตี อสง่ิ อนื่ นอกเหนอื จากอลั ลอฮนั้น มิใชเปน อบิ าดะฮแกสิง่ น้นั ๆ และสําหรบั
ประโยคที่วา “พวกเจา จงสญุ ดตอ อาดมั ” น้ัน ถงึ แมจ ะเปน ความหมายเดยี วกับประโยคทวี่ า “พวกเจา
จองสุญดอลั ลอฮ” แตก ระนน้ั ประโยคแรกก็ยงั ไมถ ือวา เปน คําส่ังใหเ คารพภกั ดสี ิ่งอื่นนอกเหนอื จาก
อลั ลอฮ สว นประโยคท่ีสองน้ันถือวาเปน คําสง่ั ใหเคารพภักดีตออลั ลอฮ

อาจคดิ กนั ไดวาในจุดนี้ (“การสญุ ดแกอาดัม” ตามความหมายของโองการน้ี คือการนบ
นอบตออาดมั หาไดเปนการสุญดตามความหมายทเ่ี ปนจริงและท่รี จู กั กนั ไม และเปน ท่ีรกู ันอยวู าการ
นบนอบทแ่ี ทจริงนน้ั มิใชอ ิบาดะฮ หากแต “สดุ ยอดของการนบนอบนนั้ คือการสุญด ซงึ่ มันหมายถึง
การอบิ าดะฮ”

หรืออาจเปน ไปไดท ีจ่ ะคดิ วา ความหมายของการสุญดตอ อาดมั คอื การต้ังใหอ าดัมเปน “กิบ
ละฮ” (ทศิ ที่ตองหนั ไปสู) มิใชวา การสญุ ดท่มี ตี อเขาน้ัน จะเปน สญุ ดที่แทจริง

แตค วามคิดทั้งสองอยางลวนผิดพลาดโดยสิ้นเชงิ
กลา วคอื ความคดิ ทีห่ น่งึ นนั้ เปน การอถาธบิ ายความหมายของคําวาสุญดที่มอี ยูใ นโองการนี้
วา เปน เพยี งการนบนอบ ซึ่งเปนความผิดพลาดอยางชดั เจนและตามความหมายทปี่ รากฏชัดเจนจาก
คําคาํ น้ีในแงข องภาษาและวชิ าการ นน่ั คอื เปนการสญุ ดอันเปนท่รี จู ักกันโดยแทน ั่นเอง หาใชเปน
เพียงการนบนอบไม กรณีเดียวกับทวี่ า ความคิดแบบทส่ี องกเ็ ปนความผดิ พลากอีกเชน กัน เพราะเหตุ
วา เปนการตีความโดยทไ่ี มม ีท่มี าและไมม หี ลักฐาน
น่คี อื คาํ ตอบสาํ หรับประเดน็ ท่วี า ถา หากอาดัม (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มแี กท าน) เปน ทศิ ททาง
(กิบละฮ) สําหรับมะลาอิกระฮแ ลว แนนอนที่สุด กจ็ ะไมม ปี ญ หาโตแยงของชยั ฎอนในขณะทมี่ ัน
กลา ววา
“ฉันจะสญุ ดแกผูที่พระองคไดสรา งมาจากดินกระนน้ั หรอื ”

(อลั -อัซรออ-๖๑)
เพราะเหตุวา ไมจาํ เปน แตอยา งใดเลย ทวี่ า ทิศทาง (กิบละฮ) จะตองประเสริฐกวาผสู ุญดจน
ถึงกับจะเกดิ ประเดน็ ใดๆ ข้ึนมาเพอ่ื ขัดแยง แตค วามจาํ เปนกค็ ือวา : สภาพของผูถูกสญุ ด น้ันยอม
ประเสรฐิ กวา ผูสุญด ในขระทตี่ ามทรรศนะของชัยฎอนนัน้ อาดัมมิไดประเสรฐิ กวา และนีค่ ือความ
จรงิ ท่แี สดงใหเ หน็ วา การสญุ ดน้ันมีขนึ้ ตอหนา ผไู ดร บั การสญุ ด
ทา นญิศอศไดก ลา ววา : มีบางคนกลาววา การสุญดนั้นเปน ของอัลลอฮ สวนอาดมั อยูใน
ตาํ แหนง เปน ทิศทาง (กบิ ละฮ) สําหรับพวกเขา เรอ่ื งน้ไี มม ีอะไรสําคญั เลย เพราะวา ในเรอ่ื งน้ถี ือวา
มไิ ดเ ปนการใหเ กยี รติพิเศษและการยกยอ งแตประการใด แตห ลักฐานปรากฎอยา งชดั เจนในเรอ่ื งที่
แสดงวาอาดมั เปนผูที่ไดร บั เกียรติและการยกยอ งพิเศษ และแสดงใหเห็นวาคาํ สั่งที่ใหท ําการสญุ ด

นั้นมีจุดมงุ หมายในการใหเกยี รติแกอาดัม (ความสันติสขุ พงึ มแี ดท าน) ก็คอื คํากลา วของอิบลสี
ทอ่ี ัลลอฮไดท รงบอกเลา ไวค อื

“ฉนั จะสุญดตอผทู ี่พระองคสรางขึน้ มาจากดินกระนน้ั หรอื พระองคเ ห็นวา ส่ิงนเี้ ปน ที่
พระองคไดใ หเกยี รตเิ หนือกวา ฉันกระนั้นหรอื ”

(อัล-อซั รออ- ๖๑-๖๒)
อิบลีสไดแ สดงใหเ หน็ วา สาเหตุทตี่ นยับย้งั จากการสญุ ดก็เพราะวา การใหเกยี รติและการยก
ยอ งตออลั ลอฮตามคาํ สั่งของพระองคน้ันคือการสุญดโดยเฉพาะ แกพระองค และถา หากวา เปน
คาํ สงั่ ใหสญุ ดตอพระองคโดยทพ่ี ระองคตงั้ ทิศทาง (กบิ ละฮ) ข้ึนมาสําหรบั ผสู ุญดโดยมิใชเ พ่ือเปน
การใหเกยี รติและการยกยอ งใดๆ แกผูน นั้ แลว ไซร แนนอนทีเดียวในเร่ืองน้ีกจ็ ะไมมีความพเิ ศษและ
ความดเี ดนอันใดท่นี าอิจฉาแกอาดัม อยา งเชนอาคารกะอบ ะฮทถ่ี ูกตงั้ ขน้ึ เพื่อเปนทิศทาง(๑)
ตามความหมายของโองการนคี้ อื มะลาอกิ ะฮน้นั ไดส ุญดตออาดัมตามคาํ สงั่ ของอลั ลอฮ อนั
เปนการสญุ ดจรงิ ๆ และแนน อนอาดมั เปนผูไดต ระหนักโดยตัวของพวกเขาเองวา ไดทาํ การนบนอบ
อยางสงู สดุ ตออาดมั แตใ นขณะเดยี วกนั นี้ก็มิไดห มายความวา พวกเขา “เคารพภกั ดี” ตอ อาดัมแต
อยา งใด
๒- แทจรงิ อัล-กรุ อานไดเ ปด เผยวา บิดามารดาของยซู ฟุ และพน่ี องของทา นไดส ุญดตอทาน
โดยอัล-กรุ อา นไดกลาววา
“และเขาไดเชญิ บดิ าของเขาขึ้นมาบัลลงั ก และพวกเขาไดทรดุ กายตอ เขาเปนการสุญด และ
เขาไดก ลา ววา โอบ ิดาขา น่คี อื การทํานายฝนของขา ทีไ่ ดฝน ในคร้ังกอ น แนน อนย่ิงพระผอู ภิบาล
ของฉนั ไดท าํ ใหมนั เปนความจริงแลว ”

(ยซู ุฟ-๑๐๐)
ความฝนของทานนบียซู ุฟท่ีอลั -กรุ อานไดชี้แจงไวใ นโองการนกี้ ค็ ือเรื่องราวทีก่ ลาวไวใ น
ตอนตน ๆ ของซเู ราะห คือ
“แทจรงิ ฉันไดฝน เห็นดาวสบิ เอด็ ดวง ดวงอาทิตยและดวงจันทร โดยฉันไดฝ น เห็นวา พวก
เขาเหลาน้ันเปน ผูส ญุ ดแกฉ ัน”

(ยูซุฟ-๔)
นับจากน้ันมาเปน เวลาหลายปค วามฝน อนั นีก้ เ็ ปนจรงิ ขึน้ ในกรณีการสุญดของพน่ี องและ
บิดามารดาท่มี ตี อ ทา น และอลั -กุรอานก็ไดใชค ําวา สญุ ดในทกุ แงข องเร่ืองน้แี กยูซฟุ
จากการอถาธิบายเรอื่ งนที้ ําใหเขาใจไดว า ลําพงั เพียงแตการสญุ ดตอ คนคนหนง่ึ ตาม
ทรรศนะทมี่ องอยา งลกึ ซ้ึงในแงของผูเ ปนบิดาดว ยแลว แนนอนทีส่ ุดวาจะตองมใิ ชเ ปน “การอบิ า
ดะฮ” แตการสุญดในที่นีต้ ามความเขา ใจของเราก็คอื การนบนอบและการถอ มตนอยา งสุดซึ้ง

(1) หนังสือ อะหกามุล-กุรอาน เลม ๑ หนา ๓๐๒

นกั อถาธิบายอลั -กรุ อานบางทา นไดอธบิ ายคาํ วา “อิบาดะฮ” (การเคารพภกั ดี) วา หมายถงึ
การนบนอบอยางสุดซ้งึ แลวไดใหเ หตุผลเก่ียวกับโองการเหลา นี้วา การสุญดตออาดัมหรือตอ ยูซฟุ
นัน้ เปนไปตามคาํ สง่ั ของอัลลอฮ เพราะฉะนน้ั ในประเด็นนี้จึงอยูนอกเหนอื จากวสิ ยั ของการตง้ั ภาคี
เราจะยอ นกลับมาอธบิ ายในเร่ืองนอ้ี ีกในหัวขอ เร่อื งทว่ี า “คําสงั่ ของพระผเู ปนเจา ทาํ ใหก ารตั้งภาคี
เปน เรอื่ งท่ีมิใชก ารตั้งภาคมี ดี ว ยหรือไม”

๓- อลั ลอฮทรงมคี ําส่งั ใหทาํ การนบนอบตอบิดามารดา และใหนอบนอ มอยา งที่สุดตอคน
ทง้ั สอง ซึ่งน่ันก็หมายความวา ใหม ลี กั ษณะความนบนอบอยา งถึงท่สี ุดนั่นเอง ดงั โองการท่วี า

“และเจา จงนอบนอมถอ มตนอยางสดุ ซึ้งตอ เขาท้ังสองอนั แสดงออกจากความเมตตา”
(อลั -อซั รออ-24)

ถงึ กระนั้นก็ตามการนอบนอมในท่นี กี้ ็ยังมิใชเ ปน “การฮิบาดะฮ” (เคารพภักดี)
๔- มุสลมิ ทัง้ มวลตอ งวนรอบอาคารบยั ตุลลอฮ ในพิธีการบาํ เพ็ญฮจั ญ ซ่ึงอาคารน้นั มิใชอืน่
ไกลนอกจากเปน เพียงหินและดนิ เทานั้น และพวกเขาตอ งพยายามเดินเหยาะยา งระหวา งอัศศอฟา
กบั อัลมรั วะฮ แนนอนอลั -กรุ อานไดส่ังใหท าํ อยา งนต้ี ามโองการทว่ี า
“และพวกเขาตองวนรอบอาคารอนั เกาแก”

(อัล-ฮจั ญ- ๒๙)
“แนน อนอศั ศอฟากบั อลั มรั วะฮน ้นั เปนเอกลักษณอยา งหนึ่งแหงอลั ลอฮ ดังน้ันผใู ดบาํ เพญ็
ฮัจญท่ีอาคารหรือทาํ พธิ อี มุ เราะฮ กไ็ มเปนบาปแกเ ขาเลยทจ่ี ะวนรอบมนั ทั้งสองแหง”

(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๑๕๘)
ทานคดิ วาการวนรอบดิน หิน ภเู ขา เทา กับเปนการอบิ าดะฮสิง่ เหลา นีก้ ระนน้ั หรอื ?
และถาหากวาการนบนอบอยางสุดซง้ึ คือการอบิ าดะฮแลว กจ็ ําเปน อยา งยิง่ วา การกระทาํ
ทง้ั หมดเหลานเ้ี ทากบั เปนการตั้งภาคอี ยางหนึ่งท่ีไดรับการผอนผนั อนุโลมใหกระทําได อัลลอฮทรง
สูงสุด ทรงเกรียงไกรย่งิ กวา เรื่องเหลา นี้
แทจรงิ บรรดามสุ ลิมทุกคนตางแสดงความคารวะตอหนิ ดาํ ในการบําเพญ็ ฮจั ญ และถอื วา
การคารวะหนิ ดาํ เปน การกระทาํ ท่ชี อบอยา งหนงึ่ ของการบําเพญ็ ฮจั ญและการกระทาํ อยา งนโ้ี ดย
รูปแบบแลวมนั คลายกับการกระทําของพวกต้ังภาคที ่มี ุง หนาไปยงั รูปเคารถของพวกตนในขณะที่
ถือวา การกระทาํ เชนน้ีตองเปนการต้ังภาคี (แตในความเปน จริงแลวไมใ ช) แตอกี ดา นหนง่ึ ไมถ อื วา
เปน การต้ังภาคี ย่งิ ไปกวา น้ันยังถือวา เปน การกระทาํ ของผูศรทั ธาทย่ี ึดม่นั ในเอกภาพ น่คี อื ประเด็นที่
เราไดก ลา วถึงไปแลววา พน้ื ฐานของมนั ตองมองทเี่ จตนาและเน้อื หาทแ่ี ทจ รงิ มใิ ชมองทีร่ ปู แบบและ
การแสดงออก ถามิฉะนนั้ แลวการกระทาํ อยา งน้ตี ามรูปแบบของมันทแี่ สดงออกมากไ็ มมอี ะไร
แตกตา งไปจากการกระทําของพวกบูชาเจวด็
๕- แนน อนอัล-กรุ อานอนั ทรงเกียรติสัง่ ใหเราเอามะกอมอบิ รอฮีมเปน ทนี่ มาซ โดยกลาววา
“และสูเจา จงเอาบริเวณมะกอมอิบรอฮีมเปน สถานท่ีนมาซ”


Click to View FlipBook Version