โองการตางๆ เหลา นี้ชีไ้ ปถงึ ใคร
เปา หมายพื้นฐานของโองการทีค่ ลา ยกันเหลาน้ีอยตู รงทวี่ า : หามการวงิ วอนของตามแบบ
ของพวกบูชาเจว็ด ซ่ึงไดนําเองรูปปนข้ึนมาเปนภาคีหนุ สว นกับอลั ลอฮในกิจการบริหารบางอยาง
หรอื เปนผทู รงสทิ ธใิ นการใหความอนุเคราะหน ่ันเองเปนอยา งนอย กลา วคือพวกเขากระทาํ การนบ
นอบและออ นวอน ขอความชว ยเหลือตอรูปปน เหลาน้ีโดยถอื วา มันเปน พระเจา ยอ ย อนั ไดร บั
มอบหมายซงึ่ อํานาจในกิจการดานบริหารจักรวาลและกจิ การในสว นของโลกน้แี ละโลกหนา
แลวโองการตา งๆ เหลา นจ้ี ะมาเกีย่ วของอะไรกับการขอความชวยเหลือตอวญิ ญาณของผู
บรสิ ทุ ธิใ์ นขณะท่วี า ผขู อดําเนินการกระทาํ ไปโดยมิไดออกหา งไปจากความเชอ่ื ถือท่วี า บุคคล
เหลานัน้ คือบา วผูท รงคุณธรรมของอัลลอฮแมแตน อ ย
สวนความหมายของโองการท่วี า “และแทจ รงิ มัสยิดทัง้ หลายของอัลลอฮน้ัน พวกเจาจง
อยาไดวงิ วอนขอกับสงิ่ ใดๆ ควบคูกับอัลลอฮ”
กบั โองการที่คลา ยๆ กนั กบั ท่ีผานมาแลว ในตอนแรกกห็ มายถึง การวงิ วอนในแงข องการ
เคารพภกั ดซี ึ่งพวกตงั้ ภาคไี ดก ระทาํ ตอ อลั ลาต, อซุ ซา, มะนาตและเทพเจา แหง ชั้นฟา ตลอดถึงกับมะ
ลาอิกะฮแ ละญิน ความหมายของโองการนก้ี เ็ หมอื นกับท่วี า :
“และสูเจา อยา เคารพสิ่งใดควบคูก ับอลั ลอฮ”
ดงั นั้น ถา อลั -กรุ อานหามปรามการต้ังภาคใี นการเคารพภกั ดีโดยยกสง่ิ อนื่ ขึน้ มาเคยี ง
กับอัลลอฮแลว ประเดน็ น้จี ะมีสว นเกยี่ วขอ งอะไรกบั ประเดน็ การขอตอบรรดาผูทรงคณุ ะรรมใน
เมื่อพวกเขาไดรบั สิ่งนั้นโดยอนุมตั ขิ องอัลลอฮและการจาํ กัดของพระองค
ดงั นั้น ในเม่ืออัล-กรุ อานมโี องการวา :
“และบรรดาส่ิงที่พวกเขาวงิ วอน นอกเหนือไปจากอลั ลอฮนน้ั พวกมันจะไมใ หการ
ตอบสนองเลยแมแตส่ิงใดแกพวกเขา”
(อัรเราะอด -ุ ๑๔)
“และทีส่ ูเจา วงิ วอนขอตอสิ่งท่ีนอกเหนือจากอลั ลอฮน้ัน พวกมันไมส ามารถใหความ
ชว ยเหลอื ใดๆ แกส เู จาเลย”
(อัล-อะอร อฟ-๑๙๗)
“แทจ รงิ บรรดาสง่ิ ทสี่ ูเจา วิงวอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮนั้น กเ็ ปน บา วเชน เดยี วกับสเู จา”
(อลั -อะรอฟ-๑๙๔)
“และบรรดาสิ่งทสี่ เู จา วงิ วอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮน้ัน มันมิไดม ีสิทธิครอบครองอะไร
เลยแมแตเปลือกเม็ดอินทผลัม”
(ฟาฏริ -๑๓)
“พวกเขากลาวววา : เราจะวงิ วอนขอตอ สง่ิ ทีไ่ มใ หคุณและไมใหโทษเรานอกเหนือไปจาก
อลั ลอฮกระนั้นหรือ”
(อลั -อนั อาม-๗๑)
“และเจา อยา วงิ วอนขอตอ สิ่งทีไ่ มใ หคณุ และไมใหโ ทษแกเ จา นอกเหนือไปจากอัลลอฮ
เลย”
(ยูนสุ -๑๐๖)
ตลอดถึงโองการอ่นื ๆ อกี ที่มีอยูใ นอลั -กุรอานอยางมากมาย กห็ มายความวา ทุกๆ โองการ
เหลานี้ เกยี่ วของกับการวงิ วอนขอ อันหมายถงึ การเคารพภักดีรปู ปน , ดวงดาว, มะลาอกิ ะฮแ ละญนิ
โดยถอื วา สง่ิ เหลา นั้นเปนพระเจา ตา งๆ ระดบั ยอย อกี ท้งั ถือวา สง่ิ ตา งๆ เหลา นัน้ เปนสิง่ ไดรับการ
เคารพและเปนผบู ริหารจกั รวาล อกี ทง้ั ใหก ารอนุเคราะหอยา งสมบรู ณ และจะหลกี เลย่ี งมิไดเ ลยวา
การวิงวอนขออยางใดกต็ ามที อันมีลักษณะเปน ไปเชนนี้แลว จะตอ งหมายถงึ การอบิ าดะฮ ดังนั้น
โองการตา งๆ เหลา นจ้ี ะเกีย่ วของอะไรกบั การวิงวอนตอ บรรดาผมู คี ุณธรรมตลอดภึงการขอ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลือจากพวกเขาพรอ มกบั ท่มี ีความเชื่อมั่นวา พวกเขาไมม ีความสามารถในส่ิง
ใดเลยโดยท่มี ิไดมาจากการอนุมตั ิของพระผูเปนเจาและพรอ มกับเชือ่ ม่นั วา พวกเขาไมม สี ทิ ธิ
ครอบครองในกจิ การแหง สภาพความเปนพระเจา และสภาพความเปน ผอู ภบิ าลและการบริหารและ
อนื่ ๆ เลย ดงั น้ันจะสามารถเอาการวงิ วอนขอในสองลักษณะนีม้ าเปรยี บเทยี บใหเ ขากนั ไดกระนั้น
หรอื ในขณะทท่ี ้งั สองอยางมีลกั ษณะท่แี ตกตา งกนั เหลอื เกิน?
หลักฐานทีช่ ดั เจนอันหนึ่งสําหรบั การใหความเขา ใจในระหวา งการวิงวอนขอสองลกั ษณะ
นี้ นั่นคอื กรณีท่ีวา พวกวะฮาบยี เ ชอ่ื ม่ันวาการวิงวอนขอจากบรรดานบผี ูทรงคุณธรรมอยา งนี้ เปน
การตั้งภาค,ี เปน ที่ตอ งหาม หลงั จากทที่ านเหลา น้นั ตายไปแลว เทา นั้น และเปนที่อนุญาตตาม
บทบญั ญตั ิสําหรบั การขอเมอ่ื ยามมชี ิวติ อยู แนน อนเราไดยืนยันไปแลววา ความตายและความเปน
มใิ ชตวั ตัดสนิ ที่เดด็ ขาด สาํ หรับเนื้อหาทแี่ ทข องการกระทาํ ตลอดภึงสาํ หรบั การจะใหเปนเรื่อง
อนญุ าตหรือไมอ นุญาต
ดงั ทไ่ี ดกลาวผา นมาแลว มอี ยูใ นหนงั สอื “ฟตหุล-มะญีด” ท่ีไดอธบิ ายวา :
คําวา “หรือพวกวิงวอนขอตอ สิ่งอ่นื นอกจากพระองค” หมายถึง : แนน อนอยา งยิง่ วา การ
วงิ วอนขอนัน้ มีอยสู องประเภท คอื การวิงวอนขอประเภททเ่ี ปน อิบาดะฮ และการวิงวอนขอ
ประเภทที่เปนมัซอะละฮ (เรื่องทีเ่ ปน ปญ หาใดปญหาหนง่ึ ) ในอลั -กุรอานมกี ารกลว ถงึ ความหมาย
ของการวิงวอนขอทง้ั สองอยางนไ้ี วเ ปนเร่ืองๆ และยังไดรวมความหมายท้งั สองนี้ใหเขา ดว ยกันอีก
ดวย
กลา วคือการวงิ วอนขอประเภทมัซอะละฮน น้ั คอื การขอในสงิ่ ท่จี ะใหบังเกิดผลแกผุขออัน
ไดแ ก การใหค ุณหรือใหโทษ การขอในลักษณะน้ี อัลลอฮทรงปฏเิ สธตอ ผทู ีว่ ิงวอนขอสิ่งใดๆ กต็ าม
จากผุที่ไมมีสทิ ธใิ นการใหโทษและไมมสี ทิ ธิในการใหค ุณนอกเหนอื จากอลั ลอฮดังโองการของ
พระองคท ่ีวา (จงกลาวเถดิ สเู จา จะเคารพภักดีสิ่งไมม อี ํานาจครอบครองการใหโทษแลไมใหคณุ แก
สเู จา นอกเหนือจากอลั ลอฮกระน้นั หรื อแนนอนอัลลอฮคือผทู รงไดย ิน ผูท รงรอบรู) และโองการ
ทวี่ า (๖-๗๖- “จงกลาวเถดิ เราจะวิงวอนขอตอ ส่ิงทไี่ มใหคณุ และไมใ หโทษแกเ ราและเราจะหวล
กลบั สูรอยเดิมของเราหลงั จากท่อี ัลลอฮทรงนําทางเราแลว เชน ผทู พ่ี วกมารในแผนดินไดล อลวงให
พรามัว ทงั้ ๆ ทเ่ี ขามีพรรคพวกทเี่ รียกรอ งยงั ทางนาํ อยวู า “จงมายังเราเถดิ ” กระน้ันหรือ? จงกลาวเถดิ
แทจริงทางนาํ ของอลั ลอฮ คือทางนําทแี่ ทแ ละเราถูกบัญชาใหย อมรบั ตอพระผูอ ภิบาลแหงสากล
โลก) และโองการที่วา (และเจา อยา วิงวอนขอตอ สงิ่ ท่ีไมใหคุณและไมใหโ ทษตอ เจา นอกเหนือจาก
อลั ลอฮเลย ดงั นั้นถาเจา กระทํากเ็ ทากบั วา เจา เปน ผอู ธรรมน่ันเอง
ทานชยั ค อิบนุตัยมยี ะฮไ ดก ลาววา : ดังนั้น การวงิ วอนขอประเภทท่ีเปน อิบาดะฮทกุ
ประการจึงหมายถึงการวิงวอนขอประเภทมัซอะละฮดว ย และการวงิ วอนขอประเภทมซั อะละฮท กุ
ประการกเ็ ปนสงิ่ ทชี่ ถี้ ึงการวงิ วอนขอประเภททเี่ ปนอบิ าดะฮ อลั ลอฮผูทรงสูงสดุ ดว ย ไดม ีโองการ
วา : (๗ : 55) สเู จาจงวิงวอนขอตอพระผอุ ภิบาลของสเู จา อยา งนอบนอ มและแผว เบาแทจริง
พระองคไมทรงรกั ผลู ะเมิด พระองคทรงมีโองการท่วี า : (๖ : 40, 41) “จงกลาวเถิด สูเจาพิจารณา
หรือไม ถาลงโทษของอลั ลอฮหรือยามอวสานไดม ีมายงั สเู จาแลว สเู จา จะวงิ วอนขอตอส่งิ ท่ี
นอกเหนือจากอัลลอฮกระนั้นหรอื ถา สูเจา เปน ผูสจั จริง” หากแตย งั พระองคเ ทาน้นั ทส่ี ูเจาจะวิงวอน
ขอ ดงั น้ันถา พระองคประสงคกจ็ ะทรงเปด ทางใหสาํ หรับสิง่ ทส่ี ูเจา ขอยังพระองคแ ละสูเจากจ็ ะลมื
สง่ิ ท่ีสูเจาเคยตง้ั ภาคี พระองคยังมโี องการอีกวา : (๗๒ : 18) และแทจ รงิ มัสยดิ ทงั้ หลายน้นั เปน
ของอลั ลอฮ ดังนัน้ จงอยา วงิ วอนขอตอ ผูใ ดควบคกู ับอลั ลอฮ) และพระองคทรงมีโองการอกี วา (๑๓
: ๑๔) การวงิ วอนขออันสัจจรงิ น้นั เปนของพระองค สว นบรรดาผูวิงวอนขอสง่ิ นอกเหนือจาก
พระองค มนั ยอมไมต อบสนองสิ่งใดแกพ วกเขาไดเลย นอกจากเสมือนผูที่ยนื ฝามือของตนท้งั สอง
ขางไปยังนา้ํ เพอ่ื ใหมันมาถึงปากของเขาแตมนั ไมถงึ ปากอยา งแนนอน และการวิงวอนขอของพวก
ปฏเิ สธนัน้ ไมใชอะไรอ่ืนนอกจากความหลงผดิ ) โองการตางๆ เหลาน้ีในอัล-กรุ อานใหค วามหมาย
ในแงของการวิงวอนประเภทมซั อะละฮ มรี ะบอุ ยูมากมายเกินกวาจะนาํ มาอา งใหห มดไดแ ละมนั
ยงั ใหความหมายช้ีไปยังลักษณะของการวงิ วอนประเภทอบิ าดะฮอ กี ดว ย เพราะผขู อไดร ะบใุ หก าร
ขอของตนบริสทุ ธใ์ิ จสาํ หรับอัลลอฮ ดว ยเหตนุ แี้ หละมันจงึ เปน ความประเสรฐิ สุดของการอบิ าดะฮ
ตางๆ
ทา นชัยคไ ดอ ธิบายโองการตา งๆ เหลาน้วี า การวิงวอนขอประเภทอบิ าดะฮน ัน้ ยอมหมายถึง
การวิงวอนขอประเภทมซั อะละฮ ทาํ นองเดียวกบั ทกี่ ารวิงวอนประเภทมซั อะละฮก็หมายถงึ การ
วงิ วอนขอประเภทอบิ าดะฮ( ๑)
ในการอธิบายตอนนี้จะกลา วถงึ เรือ่ งราวเกย่ี วกับการวงิ วอนท้งั สองประเภทและจะให
ทัศนะสาํ หรบั การวงิ วอนประเภทหนึ่งวา เปนเร่อื งอบิ าดะฮ แตอีกประเภทหนึ่งน้ันเปนเรือ่ งทอี่ ยุ
นอกเหนือไปจากเรื่องอบิ าดะฮ ดังจะไดอ ธิบายตอไปน้ี :
(๑) หนงั สือ ฟตหลุ -มะญีด หนา ๑๖๖
ประการทห่ี น่ึง : ทานอิบนุ อัยมียะฮใหความหมายโองการที่วา “สูเจาจงวงิ วอนขอตอพระ
ผอู ภิบาลของสูเจา อยา งนอบนอ มและอยางแผวเบา” กับโองการท่วี า “และแทจ ริงมสั ยดิ ทง้ั หลาย
เปน ของอัลลอฮ ดงั นั้น สูเจา จงอยา วงิ วอนขอตอ สิ่งใดควบคกู ับอลั ลอฮ” วาหมายความวา การขอ
ความชวยเหลอื ส่งิ ใดจากใครกต็ ามก็จะหมายถึง การวงิ วอนขอประเภทอบิ าดะฮทมี่ ตี อ ผูถูกขอ
ทั้งสนิ้ ! จะเปน ไปไดอยางไรกัน?
กลาวคอื ถาหากคาํ วา “สูเจา จงวงิ วอน” ในโองการที่วา “สูเจา จงวงิ วอนขอตอพระผอู ภิบาล
ของสเู จา อยา งนอบนอ ม” กบั คําวา “สเู จา จงอยา วิงวอนขอ” ในโองการนว้ี า “ดงั น้ันสูเจา จงอยา
วิงวอนขอตอส่งิ ใดควบคกู ับอลั ลอฮ” มคี วามหมายวา “การรอ งเรยี ก” แลว การวงิ วอนขอความ
ชว ยเหลือจะหมายถงึ การวิงวอนประเภทอิบาดะฮไดอยา งไร?
แนน อน ทั้งสองโองการน้ี ตามหลกั ฐานที่มีอยใู นตัว ยังมิไดใ หเหตุผลในเรื่องใดมากไป
กวาการหา มมใิ หทําการวิงวอนขอตอ สง่ิ อ่ืนทีน่ อกเหนอื จากอัลลอฮ สวนประเด็นทีว่ า การวิงวอน
ขอตอ พระองคจ ะหมายความวา เปน การอบิ าดะฮตอ พระองคด วยน้นั เนห้ื าของโองการยงั มิไดให
เหตุผลไวเลย ในฐานะทวี่ า การหา มมใิ หกระทาํ อยา งใดอยางหน่ึงน้นั มิใชห ลกั ฐานที่แสดงวา สาเหตุ
การหามในเร่ืองนน้ั ๆ จะตอ งเก่ียวขอ งกับเรอื่ งการอบิ าดะฮเสมอไป
ประการทส่ี อง : การวิงวอนขอความชว ยเหลือ จะหมายถงึ การวงิ วอนประเภทอบิ าดะฮไดก็
ตอ เม่อื ผูขอมคี วามเช่ือมนั่ ในสภาพความเปนพระเจา ของผูถ กู ขอในประเด็นตา งๆ กลา วคือการ
วงิ วอนขอในลักษณะอยา งนีเ้ ทาน้นั ท่จี ะหมายถึง : การวงิ วอนขอประเภทท่เี ปน อบิ าดะฮ ย่งิ ไปกวา
นน้ั การวงิ วอนขอประเภททเี่ ปน อบิ าดะฮแ ทๆ ที่มิไดแสดงลักษระออกมาในรปู ของอบิ าดะฮ ก็ยงั
ไมถือวา การวงิ วอนขอดังกลาวนี้ จะหมายถงึ การอิบาดะฮไปดว ย
แตถา หากวา ผขู อไดว งิ วอนขอตอผใู ดก็ตาม โดยปราศจากความเชอ่ื มน่ั ดังกลา ว การวิงวอน
ขอของเขาทีม่ ตี อผูน ั้น ก็ยังไมถ ือวาเปน การอิบาดะฮแ ตอ ยางใด
ประการทีส่ าม : ทีน่ าแปลกประหลาดอยางยง่ิ ก็คอื ประเด็นทว่ี า การขอความชวยเหลือตอ ผู
มีชีวติ เปน สิง่ ที่ถูกตอง และเปนไปตามบทบญั ญัตศิ าสนาอยางแนนอน โดยไมคํานงึ ถึงประเด็นทว่ี า
ถา การวิงวอนขอความชว ยเหลือตอสงิ่ อ่ืนนอกเหนือจากอัลลอฮ (แมกระท่งั มิไดป ระกอบดวยความ
เชอ่ื ตอ สภาพความเปน พระเจา หรอื ความเปน ผมู สี ทิ ธิครอบครองอํานาจในการชวยเหลอื ) เปน การ
ต้งั ภาคแี ลว ความตายและความเปนของผูถ ูกขอจะมผี ลกระทบอะไรข้ึนมาในสว นนี้ดว ยเลา?
มีรายงานจากทา นนบี ผทู รงเกียรติอยูบทหน่ึงวา แทจ รงิ การวิงวอนขอเปนสมองของอิบา
ดะฮ ก็หมายถึงวา การวิงวอนขอเฉพาะเรอ่ื ง อนั หมายถึง ถา เปนการวงิ วอนขอทปี่ ระกอบขน้ึ โดย
ความเชอ่ื ถือตอสภาพแหง ความเปน พระเจา ของผถู กู ขอ
อีกนัยหน่ึงก็คือ ความหมายของคําวา การวิงวอนขอในฮาดีษดงั กลาวหมายถงึ การวิงวอน
ขอท่ีมตี อ อัลลอฮเทา นัน้ กลาวคอื การวงิ วอนขอตอ อัลลอฮคอื สมองของอิบาดะฮ
แลวฮาดีษบทนี้ จะมีสวนเกยี่ วของอะไรกบั การวงิ วอนขอตอบรรดานบผี มู คี ณุ ธรรม ซ่งึ
มิไดประกอบข้ึนมาจากความเชอ่ื ทว่ี า ผถู ูกขอมีสภาพความเปน พระเจา แตอ ยา งใดเลย?
ใชแ ลว คาํ ถามหน่ึงท่ียงั คงมีอยูในเรื่องนี้ ก็คอื วา แมว า การวงิ วอนขอตอผูอื่น จะมิได
หมายถึงการอบิ าดะฮตอผูนั้น ตามท่เี ราไดใหก ารอธิบายอยางชดั แจงไปแลว กต็ าม แตม ันเปน เร่อื งที่
ตองหาม (ฮะรอม) ตามกฎเกณฑข องโองการตา งๆ เหลา นอ้ี ยูน่นั เอง กลาวคือการวงิ วอนขอตอ ผูมี
คุณธรรมทีต่ ายไปแลว เปนการวงิ วอนขอท่ตี องหา ม เพราะเหตุวา เปน การวิงวอนขอตอส่งิ อืน่ ท่ี
นอกเหนอื จากพระองค และการวิงวอนขอตอสงิ่ อนื่ นอกเหนือจากอลั ลอฮนัน้ เปนสงิ่ ทีต่ อ งหา มแต
ทั้งน้ีความหมายของโองการไมร วมไปถึงการวงิ วอนขอตอคนเปน เพราะเปนสง่ิ ท่อี นญุ าตใหกระทาํ
ไดในยามจาํ เปน ดังน้ันจงึ สรุปความไดว า หามมใิ หว งิ วอนขอตอ ผูมคี ุณธรรมท่ไี ดลว งลบั ไปแลว
แมว า จะไมเปน การตงั้ ภาคีกต็ าม
คาํ ตอบสาํ หรบั เรอื่ งนี้ จะเปน ทเี่ ขา ใจอยา งแจม ชัดได หลังจากพจิ ารณาอยางถี่ถวนตาม
เร่ืองราวทเี่ ราไดกลา วไปแลว เพราะวา โองการตางๆ ไดร ะบุไปยังการวงิ วอนขอเฉพาะสว นอัน
เกิดขึ้นโดยพวกตง้ั ภาคี น่นั คือการวงิ วอนขอตอพระเจา ตา งๆ และผูอ ภบิ าลตา งๆ ของพวกเขาทถ่ี ูก
อุปโลกขขึ้น การหามมใิ หวงิ วอนขอเฉพาะเรอ่ื งอยางน้ี มไิ ดหมายความวา เปน การหามมิใหวิงวอน
ขอในเรื่องตางๆทั้งหมด แมก ระทง่ั กบั การวงิ วอนขอท่ีมิไดเ ปนไปในรูปแบบนี้กต็ าม
หลกั ฐานอันแนชดั ตามทเ่ี ราไดกลา วมานี้ก็คอื วา ผูตงั้ คาํ ถามไดยอมรับวา ประเด็นของ
คําถามมิไดรวมไปถงึ การวงิ วอนขอความชว ยเหลือตอคนเปน ดงั น้ันการนาํ ประเด็นน้อี อกมาจงึ มใิ ช
เปน ความเขา ใจทอ่ี อกมาจากกฎเกณฑข องโองการจนกระทง่ั ใหถอื มาเปนขอ แมเฉพาะ
เพียงจะแสดงใหเ หน็ ถึงการอธบิ ายทม่ี าจากเร่อื งของโองการนั้นๆ กต็ ามและเปนเรื่องทีไ่ มมี
สวนเกี่ยวของกนั ต้ังแตต อนแรกอยูแลว และไมมีประเด็นใดอีกเลยทจ่ี ะถือวา ออกมาจากความหมาย
ของโองการ นอกจากตาม่ีเราไดกลา วไปแลว ในสวนท่วี า โองการตางๆ ไดระบถุ ึงการวิงวอนขอที่
พวกต้ังภาคไี ดก ระทําข้นึ ในการดาํ เนนิ ชีวติ ของพวกเขา นนั่ คือการวิงวอนขอตอ รปู ปน และเจวด็ ใน
ฐานะที่ถือวา มันเปน พระเจา ผูครอบครองสิทธกิ ารใหคุณและใหโทษ ตลอดถึงการอนเุ คราะห
ความชวยเหลอื และการอภยั โทษแกพวกเขา, ซ่ึงหลกั สําคญั ตา งๆ เหลา น้ีไมม อี ยใู นการวิงวอนขอ
ตอ บรรดาผมู ีคณุ ธรรม
โดยเหตทุ ว่ี า ใหความเชอื่ ถืออยางนไี้ วในสิทธิของพระเจายอ ยท้งั หลาย อลั ลอฮไดท รง
กลา วถึงพระเจา ที่ซามริ ยี ไดสรางขึน้ วา :
“นคี่ อื พระเจา ของพวกทา น และพระเจา ของมซู า แตเ ขาลืมเสียแลว” พวกเขาไมส งั เกตุหรือ
วา (รปู โค) น้ันมิไดโตตอบคําพดู กบั พวกเขาเลย และมนั ไมม ีอํานาจทจี่ ะใหโ ทษและใหคุณแกพวก
เขาดว ย”
(ฏอฮา-๘๘-๘๙)
หลักฐานอยา งหนึง่ ท่ีใหเ หตผุ ลตามทเี่ ราไดก ลาวไปแลว คือ การย้ําคําวา “นอกเหนือไปจาก
พระองค” ในโองการตา งๆ กลาวคอื มนั มไิ ดม ีความหมายคลมุ ไปถงึ การวิงวอนทกุ ๆ ประเภทที่มตี อ
สงิ่ อนื่ นอกจากอลั ลอฮ จนกระทัง่ เราถึงกบั จําเปน ตองวินจิ ฉัยความในบางสวนวา การวิงวอนขอ
ความชวยเหลือนนั้ มีไดกับคนเปน หรอื วา การวิงวอนขอตอ ผูตายนัน้ มใิ ชเ พอ่ื ความหวังความ
ชว ยเหลอื หากแตเ ปนเร่ืองแสวงหาความสมั พันธและขอการอนเุ คราะห แตทวา มคี วามหมายเฉพาะ
เพื่อเปน ความเขาใจสําหรับการวิงวอนขอเหลาน้ี น่ันคือ การวิงวอนขอตอ สง่ิ อนื่ โดยจติ สาํ นึกวา ส่งิ
น้ันดําเนนิ กจิ การไปโดยความมีอิสระนอกเหนือไปจากอลั ลอฮ ดังเชนจติ สํานกึ ที่ถูกอปุ โลกขขึ้นมา
สําหรับพวกต้ังภาคใี นพระเจา ตา งๆ ของพวกเขา
สวนการขอความชว ยเหลือจากผูท ไี่ มสามารถกระทําส่งิ ใดไดนอกจากโดยอนมุ ตั ขิ อง
พระองค และตามเจตนารมณข องพระองค (ในจิตสาํ นึกของผขู อ) ตลอดทง้ั การวิงวอนของเขาก็มไิ ด
ตดั ขาดจากการวงิ วอนขอตออลั ลอฮน้นั ยงั มิไดเ ปนไปตามความหมายของโองการทกี่ ลา ววา
“และบรรดาผูที่วิงวอนขอตอสิง่ อน่ื นอกเหนือจากอัลลอฮนัน้ พวกมันมิไดตอบสนองสิง่ ใด
เลย”
(อรั เราะอด -ุ ๑๔)
ภาคทส่ี าม
พวกวะฮาบยี กับประเดน็ ตางๆ ทส่ี าํ คัญของหลกั เอกภาพและการตัง้ ภาคี
๑- ความเชือ่ ทมี่ ีตอ อาํ นาจอนั เรน ลบั ของผูอน่ี นอกจากอลั ลอฮอยใู นขา ยของหลกั เอกภาพและการตง้ั
ภาคีดว ยหรอื ?
ไมต องสงสัยเลยวา การขอความชวยเหลือจากใครคนหน่ึง (ในลักษณะทีเ่ ปนไปได) น้ัน
มันจะมขี นึ้ ไดกต็ อ เมื่อ ผขู อความชว ยเหลือเชื่อมน่ั วาเขาผนู ้ันเปนผมู ีความสามารถทาํ ใหความ
ตอ งการของตนสมั ฤทธผิ์ ลได และความสามารถอนั นี้เปนความสามารถอันเปดเผยและตามสภาพ
วัตถกุ ม็ ี เชน การทเี่ ราขอนํา้ จากใครคนหน่ึงเพอื่ นํามาดืม่ เขากจ็ ะทาํ ตามทีเ่ ราตองการได และ
ความสามารถทเ่ี ปนไปอยางเรนลบั ก็มี โดยอยูนอกเหนอื วสิ ัยของกฎธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑท าง
สภาพวตั ถุ เชน การทค่ี นๆ หนง่ึ เชอ่ื วา ทา นอิมามอาลี (ความสนั ติสขุ พึงมแี ดท าน) เปดประตู
“คัยบรั ” ไดดว ยความสามารถอนั เรนลับ ดังทม่ี เี รือ่ งราวปรากฎอยูในฮาดีษ
หรือที่วา ทา นมะซหี (เยซู)-ความสนั ตสิ ขุ พงึ มีแดท า น- มีความสามารถอนั เรนลับโดย
บําบัดรกั ษาคนปวยใหห ายไดโดยไมใ ชยาหรอื ดาํ เนินวธิ กี ารทางแผลแตอยางใด
ความเชื่อถอื ทีม่ ตี อความสามารถอนั เรนลับเชน นถ้ี า วางอยูบนความเช่ือถือทว่ี า มนั เปน
ความสามารถทีเ่ ช่ือมโยงกบั การอนุมตั ขิ องพระผเู ปน เจา และความสามารถที่ไดร บั มาจากพระองค
ผูทรงบริสทุ ธ์ิ กลาวคือในกรณเี ชนน้ี มันกไ็ มแ ตกตา งไปจากความสามารถทางสภาพวตั ถุอันเปด เผย
ย่งิ ไปกวานัน้ มันยังเหมือนกับความสามารถทางสภาพวตั ถุซึ่งความเชอื่ ถอื ทมี่ ีตอกัน มิไดหมายถงึ
การตงั้ ภาคีเลย เพราะวา อัลลอฮคือผูป ระทานความสามารถทางสภาพวตั ถุใหแกบคุ คลนน้ั และ
ประทานความสามารถอนั เรนลับใหแ กบคุ คลนี้ โดยท่ียงั มิไดถือเอาผูถกู สรา งข้ึนมาอยใู นฐานะ
ผูสราง และยงั มไิ ดถือวา จะมใี ครทม่ี ง่ั คง่ั เหลือหลายนอกไปจากอลั ลอฮ
ดงั นั้น ถา หากใครไดทําการรักษาบาํ บดั โรคของคนปวยใหห ายไปโดยวธิ ีทใี่ ชอาํ นาจเรน ลบั
กห็ มายความวา เขาดาํ เนนิ ไปโดยพระบัญชาของอลั ลอฮโดยการอนมุ ัติและเจตนารมณข องพระองค
ความเชือ่ เชนน้ี ไมถือวาเปน การต้งั ภาคี การอธบิ ายถึงอํานาจทีเ่ ชอ่ื มโยงยังอัลลอฮวา เปน อาํ นาจโดย
อิสระ คือรากฐานที่สาํ คัญจนทาํ ใหอ ธบิ ายเรอื่ งหลักเอกภาพไปเปน เร่ืองการต้ังภาคี ดว ยเหตุนี้จงึ ทํา
ใหเ กิดความเขา ใจผดิ พลาดขึ้นอยางมากมายจากผทู ี่มิไดอธบิ ายแยกแยะระหวา งความเช่ือในเร่ือง
อํานาจอันเรนลับที่เชื่อมโยงกบั ความเชอื่ ในอํานาจอันเรนลับท่ีไมเ ชอ่ื มโยง
พวกเขากลาววา : ถาคนใดคนหนงึ่ ขอจากผูม ีคณุ ธรรม (ศอลฮิ ีน)คนหนง่ึ (ไมว า จะตายไป
แลว หรอื มชี วี ติ อย)ู วาใหเขาหายปว ย หรือใชของท่สี ูญหายไปกลบั คืนมา หรอื ใหป ลดเปล้ืองหนีส้ ิน
ได ดังนั้นการขอเชน นี้ เทา กับเชื่อถอื วา อาํ นาจอันเรน ลับอยใู นสทิ ธขิ องผมู ีคุณธรรมคนน้ัน และถือ
วา เขามีอาํ นาจในการจัดระบบของธรรมชาติ วางกฎเกณฑของจกั รวาลจนมคี วามสามารถเหนือ
ความเปน ไปแบบธรรมดาของมนั ได ความเช่ือถอื ทวี่ า อาํ นาจเชน นเี้ ปน ของผอู ื่นทน่ี อกเหนอื ไปจาก
อลั ลอฮ หมายถงึ การเชือ่ ถือวา ผูถูกขอคนนี้มีสภาพความเปนพระเจาและการขอความชว ยเหลือใน
ลกั ษณะเชน น้ีกเ็ ปนการตง้ั ภาคี
ดงั น้ัน ถาคนๆ หน่ึงขอน้ําด่ืมจากคนใช แลว คนใชก ท็ าํ ตามกฎของระบบธรรมชาติเพื่อทาํ
ใหสิง่ ท่ีคนๆ นั้นขอเปนจรงิ ขนึ้ มา สวนกรณที ่ถี า เขาขอนาํ้ จาอิมามหรือนบี ไมว านํา้ นนั้ จะอยูใต
พื้นดินหรืออยูในคูก็ตาม กลาวคอื ท่ีไดข อยางนี้ก็หมายถึงวา เชอ่ื มั่นตอ อาํ นาจอันเรนลับของนบี
หรืออมิ ามทานนี้โดยท่ีข้นึ อยูก ับอลั ลอฮ การขออยา งน้ี หมายถงึ เช่อื ถือวา ผถู ูกขอมีสภาพความเปน
พระเจา ดว ยหรอื ???
ผทู อ่ี ธิบายเรือ่ งนี้ไดอยางชัดเจนคอื ทานอะบอู ะลา เมาดดู ยี โดยทา นไดกลาวววา :
“เน้ือหาของคาํ อธิบายก็คอื วา ประเด็นทมี่ นุษยไดว ิงวอนขอความชว ยเหลือและนอบนอม
ตอ พระเจาเพอื่ ส่งิ น้ัน โดยถือวา พระองคท รงเปนผอู ภิสิทธิ์แหงอํานาจอนั เด็ดขาด เหนือกฎเกณฑ
ทางธรรมชาติ และเปนผูอ ภสิ ิทธิ์แหงความสามารถทอ่ี ยูนอกเหนอื วสิ ัยที่เปน ไปตามกฎเกณฑ
ธรรมชาต”ิ (๑)
คําอธิบายตอนนี้ ไดยืนยันอยางชัดเจนในประเดน็ ท่กี ําหนดใหความเชอ่ื ถอื ตออาํ นาจอนั
เด็ดขาด เปนประเดน็ หลักสําหรับความเชอื่ ถือตอสภาพความเปน พระเจา คือความเช่อื ถือทว่ี า ผูถ ูก
ขอเปน ผูมีความสามารถในอนั ท่จี ะใหคณุ หรือใหโทษได ตามลักษณะทอี่ ยูนอกเหนอื วสิ ัยของ
กฎเกณฑท างธรรมชาตทิ ่ัวๆ ไป ดงั ที่ทา นไดกลา ววา :
“ดังนั้น ผทู ่ีถอื เอาบคุ คลใดก็ตามข้นึ มาเปนผคู ุมครอง, ผชู วยเหลือ, และผขู จัดปด เปาความ
ช่ัวรายใหอ อกไปจากตน และเปนผกู าํ หนดส่งิ ทต่ี นเองตอ งการอกี ทัง้ เปน ผูตอบสนองการวงิ วอนขอ
ของตน และเปน ผูมีความสามารถในการใหค ณุ แกตนได โดยทคี่ วามเปนไปทุกอยา งนห้ี มายถงึ สง่ิ ที่
อยูนอกเหนอื วิสยั แหง กฎเกณฑท างธรรมชาติ อนั เปน เหตุใหเรามีความเช่อื ถืออยางนเี้ กิดขึ้นกับผูนนั้
วา เปน ผหู น่ึงท่ีมีอาํ นาจในการจัดระบบของโลกน้ี ทํานองเดียวกันกบั เขาเกรงกลวั คนใดคนหน่งึ
โดยยาํ เกรงตอ คนๆ นน้ั ในฐานะทว่ี า ถาทรยศกับเขาแลว ตนจะเกิดมอี ันตรายแตถา ทาํ ใหเขาพอใจ
แลวตนจะไดร ับผลประโยชน โดยทีค่ วามเช่อื และการกระทาํ อยางนี้ของเขายงั ไมเกดิ ขน้ึ นอกจากวา
ในจติ ใจของเขาตระหนกั วา คนผูนั้นมีอํานาจอยูอยางหนึ่งตอจกั รวาลนี้ หลังจากนนั้ สาํ หรบั ผูท่ี
วงิ วอนขอตอ สิ่งอืน่ นอกจากอลั ลอฮและไดขอในส่ิงท่ีตนตอ งการยงั เขาผูนัน้ หลงั จากที่เขามีความ
ศรัทธาตอ อัลลอฮ ผทู รงสงู สุดแลว ก็ไมอ าจเรียกกรณีเชนน้วี าเปนอยางอ่ืนได นอกจากวา ความเชอื่
ของเขาทีม่ ตี อสงิ่ น้ัน เปน การต้งั ภาคีตอ พระองคอยา งหน่ึง ในแงของการตั้งภาคีในประเภทของ
อํานาจแหง พระผูเปนเจา” (๒)
คาํ อธิบายตอนน้ีไดระบถุ ึงการยืนยันตอกันและกันระหวา งความสามารถในการใหคุณให
โทษ กับความเชอ่ื ถอื ตออาํ นาจแหง ความเปน พระเจา และถือวา ความสามารถทกุ ๆ ประการในการ
(๑) อัล-มศั ฏอลิหาตตลุ -อรั บะอะฮ หนา ๑๗
(๒) อัล-มศุ ฏอลาฮาตลุ อรั บะอะฮ หนา ๒๓
ใหคณุ ใหโ ทษอันมไิ ดเกิดข้ึนตามกฎธรรมชาติน้ัน เปนการช้ใี หเห็นถึงสภาพความเปนพระเจา โดย
อาศยั การยนื ยันซึง่ กนั และกัน
ดงั กลาวนคี้ อื เร่อื งทนี่ า แปลกเรื่องหนง่ึ จากทา นเมาดดู ีย
ในขณะทีม่ ันไปประกอบกบั ความเห็นที่วา ความเชือ่ ท่ีมีตอ สภาพของพระเจา นน้ั มไิ ด
หมายถึงความเชอื่ ทีม่ ีตอ อาํ นาจในดา นอน่ื หากแตมนั ครบถวนบรบิ รู ณอยูกบั ความเชอื่ ถือวา สภาพ
ของพระองคคือผูทรงครอบครองอํานาจแหง การอนเุ คราะหความชว ยเหลือและการอภยั โทษ
เหมือนกับความเช่ือถอื ของชาวอาหรบั ในยุคงมงายกลมุ หนงึ่ ทีพ่ วกเขาเชือ่ มนั่ ในคุณานุภาพของรูป
ปน ของพวกเขาวา เปนพระเจา ของพวกเขา ก็เพราะวา มันเปน ผูครอบครองอาํ นาจแหงการ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื และการอภัยโทษใหแกพ วกเขาได และเปน ที่รูกนั อยแู ลว อยา งดที ส่ี ดุ วา
ความเปน ผคู รอบครองอํานาจแหงการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือน้ัน เปนคนละสวนกันกบั การ
กลาวถึงความหมายของการมีอยแู หงอํานาจ น่ันคอื : อํานาจเหนือสากลจักรวาล
แทจรงิ ความเชือ่ ถือท่มี ตี ออาํ นาจอันเรนลับทีอ่ ยนู อกเหนอื กรอบของกฎธรรมชาติ มไิ ด
หมายถึงความเชอ่ื ในสภาพของความเปนพระเจา
ความเชื่อวา ใครจะมอี าํ นาจในการจดั ระบบของจักรวาลไมว า จะท้ังหมดหรือบางสว นก็ตาม
ถา มนั เปนไปโดยการกาํ หนดและการอนุมตั ิ จากพระองคแ ลวก็จะไมห มายถงึ วา ตองเชอ่ื วา เขามี
สภาพแหงความเปนพระเจา กลา วคอื เชนในกรณที วี่ า อัลลอฮทรงมอบสทิ ธพิ เิ ศษใหแกม นุษยซ ่ึง
ความสามารถอยา งหนึ่ง ในการดาํ เนินกิจการตามสภาพปกตแิ ละไดใหบางคนมีความสามารถใน
เรอ่ื งนั้นเหนือกวา อกี บางคน โดยไมม ขี อ แมใ ดๆ มาหา มพระองควา อยา มอบใหบุคคลใดบคุ คลหนึ่ง
หรือบรรดาบุคคลผมู คี ณุ ธรรมในปวงบา วของพระองค ซ่ึงความสามารถทสี่ มบูรณในการดําเนนิ
กิจการของจกั รวาลทั้งหมดไมว า ในสภาพทเี่ ปน ปกตวิ ิสัยหรือเหนอื ปกติวสิ ยั นี่ก็เชนเดียวกันคือยัง
ไมห มายความวา พวกเขามีสภาพแหง ความเปน พระเจา และสว นที่ถือวา อาจเกิดประเดน็ ข้ึนมาใน
การอธิบายก็คอื ประเด็นทีเ่ กียวกับความสามารถดังกลา วน้ัน วา อัลลอฮไดทรงประทานใหอยางน้ัน
หรอื ไมอ ัล-กรุ อานไดเปดเผยในเรอ่ื งน้ีไวหลายแหง เชน ตอนท่อี ธิบายถึงเรื่องราวของทานนบยี ูซุฟ
(ความสันตสิ ขุ พงึ มีแดท า น)
นบยี ซู ุฟกับอาํ นาจอันเรนลับ
ทา นนบยี ซู ุฟ (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มแี ดท าน) ไดสัง่ ใหพนี่ องของทานวา ใหเ อาเสอื้ ของทานไป
ใหบ ิดา และใหโยนเสื้อตวนน้ั ไปที่นัยนต าเพอ่ื จะไดกลบั มามองเหน็ ได ดังท่ีอลั -กรุ อาน อันทรง
เกียรติไดกลาวถึงเรอ่ื งนเี้ อาไวว า :
“ทานทัง้ หลายจงนาํ เสอ้ื ของฉันตัวนไี้ ปเถดิ และจงวางมนั ไปท่ีใบหนาบดิ าของฉัน ทา นจะ
ไดม องเห็น”
(ยูซุฟ-๙๓)
“ดังน้ัน เมอื่ ผูแจงขา วดีไดม าถงึ เขากไ็ ดว างมนั ลงบนใบหนาของเขา (นบยี ะอก ูบ) แลว เขาก็
กลับมองเห็น...”
(ยซู ุฟ-๙๖)
ลกั ษณะของโองการไดใหค วามหมายวา การกลบั มามองเห็นท่ีเกิดข้ึนแกนบียะอก บู นน้ั
เปนไปโดยเจตนารมณข องนบยี ูซุฟ กลาวคือ มไิ ดเ ปน การกระทาํ โดยเปดเผยในทันทที นั ใด
ของอลั ลอฮ เพียงแตว า นบียูซุฟไดก ระทําสิ่งน้ันไปโดยอํานาจที่รับมาจากพระองค ผทู รงบรสิ ุทธ์ิ
ซ่ึงถา หากวา การหายจากตาบอดของนบียะอกบู เปน งานท่ีเกีย่ วขอ งกบั อัลลอฮโดยตรงอยา ง
ทนั ทที นั ใด โดยไมพาดพิงมาเกยี่ วกับนบยี ูซุฟแลว แนน นอทา นก็ไมต องส่งั ใหพ่ีนองของทา นนาํ
เสือ้ ไปวางทีใ่ บหนาของผูเ ปนบดิ า หากแตใชดุอาอข องทา นก็พอ ทั้งๆทีอ่ ยไู กลนั่นแหละ และเร่ืองน้ี
ก็มิใชอ ื่นใด นอกจากเปนการดาํ เนินงานของวะลยี ลุ ลอฮ (บคุ คลผูเ ปนท่ีรกั ของอัลลอฮ) ทม่ี ีขึ้นใน
จักรวาล โดยการอนมุ ัตขิ องพระองคนั่นเอง
นบมี ูซากับอาํ นาจทีม่ เี หนอื จักรวาล
เรอื่ งเชนนี้ เราไดพบอยูในนบอี ื่นๆ ดวยเชน นบี มูซา (ความสันติสุขพึงมแี ดทาน) ในขณะ
ที่มกี ารกลา วแกทานวา :
“เจาจงตหี ินดวยไมเ ทา ของเจา เถดิ แลว ตอนาํ้ กแ็ ยกออกมาจากหินน้ันถึงสิบสองตานา้ํ ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๖๐)
กลา วคือ ถา การดขี องทา นดว ยไมเ ทา จากเจตนารมณข องทา นมิไดมีผลในการทําใหต าน้ํา
แยกออกมาจากหินแลวไซร แนนอน อลั ลอฮผทู รงความบริสุทธิจ์ ะไมบญั ชาแกทา นเลย
อาจมขี อแยงในลักษณะที่วา จริงอยู ทานนบีมูซาไดต ลี งดว ยไมเทาของทา น แตอ ัลลอฮคอื
ผทู ่ที าํ ใหส ายนํ้าแยกออกมา ดังน้ัน เรอ่ื งน้ี ยงั ไมแสดงวาอาํ นาจอันเรนลับเปนของทานนบีมูซา
ในขณะทค่ี วามสําเรจ็ ของกิจการอนั นอ้ี ยูต รงทว่ี าอลั ลอฮ ทรงทําใหสายน้ําแยกออกมาในขณะท่ที า น
ไดต ีลงไป แตขอ แยง นี้ไมม ีน้าํ หนกั เมอื่ นําไปพจิ ารณากบั สํานวนของคําสัง่ ท่วี า ใหเอาไมเ ทา ตี
กลา วคอื การตลี งไปกบั ไมเทา มใิ ชอยูใ นประเภทการวงิ วอนขอ (ดุอาอ) ท่อี ัลลอฮทรงกลา ววา จะ
ทรงสนองตอบการวงิ วอนขอเม่ือทานขอ และกลาวโดยสรปุ กค็ ือ จะตอ งไมป ฏเิ สธวา การตขี องทา น
กบั ไมเ ทา และเจตนารมณของอลั ลอฮอยูกต็ ามอกี ท้งั โองการนี้ ก็มไิ ดใหหลักฐานที่แสดงถึงสิง่ ที่
เพ่ิมเติมไปจากนี้ :
อยา งเชนโองการของพระองคทว่ี า :
“ดงั นั้นเราไดสั่งโดยการดล (วะหย ู) ยังมซู าวา จงตที ะเลดว ยไมเทาของเจา เถดิ แลว มนั ก็
แยกออกซ่ึงแตล ะชอ งทางนนั้ ประหน่งึ ภูเขาท่ใี หญโต”
(อัช-ชอุ ะรออ-๖๓)
หลกั ฐานในโองการนี้ ตามทีเ่ ราไดพ ิจารณากจ็ ะเหน็ ไดวา ไมมหี ยงิ่ หยอนไปกวา หลักฐาน
ในโองการทีผ่ านมาแลว
พวกของนบสี ุลยั มานกับอํานาจอนั เรนลับ
เรอ่ื งของอํานาจอันเรน ลบั ดงั ท่จี ะกลา วถึงน้ี ก็ไมยงิ่ หยอนไปกวา เรอื่ งท่เี ราไดกลา วถึงไป
แลว เชน กัน ย่งิ ไปกวานัน้ อัล-กุรอานยังไดยนื ยันวา มนั มแี กพรรคพวกของทา นนบสี ุลัยมาน ซ่ึง
ทานนบีสุลัยมานมคี วามมน่ั ใจวา เขาผูเ ปน เพอ่ื นสนิทของทานคนน้ันสามารถนําบลั ลงั คของราชินี
แหง ซาบาอม าใหไดกอนท่ีทานจะลกุ ไปจากทน่ี ั่งของทา นโดย อัลลอฮทรงมโี องการวา :
“เขาไดกลา ววา : โออ าํ มาตยทง้ั หลาย มีคนใดบา งในหมพู วกทานทสี่ ามารถไปนําบัลลังค
ของนางมาใหแกขา พเจา ไดกอ นท่ีพวกเขาจะมายังขา พเจา ในฐานะผูนอบนอม” อฟิ รตี ผเู ปน หนึง่ ใน
หมูญินไดกลาววา ขาพเจา ขออาสาไปนําบลั ลงั คน ั้นมาเองกอ นท่ที า นจะลุกออกไปจากทขี่ องทา นน่ี
แหละ และแทจ ริงขาพเจา มพี ลงั และซอ่ื สัตยใ นการนั้น”
(อันนัมลุ-๓๘-๓๙)
ย่งิ ไปกวา น้ัน ยงั ไดมที ปี่ รึกษาอกี คนหนึ่งของทา นรบั รองตอทานวา เขาจะนําบลั ลงั ค
ดังกลา วมาใหเรว็ ทสี่ ุดภายในกระพริบตาเปน อยา งนอ ย โดยกลาววา :
“ผมู คี วามรูในบางสวนของคัมภรี ไดก ลา ววา : ขา พเจา ขอเปนผูไปนํามนั มาใหแกทา น
กอนท่เี ปลือกตาของทา นกระพริบ ครน้ั เมื่อเขาไดม องเห็นบัลลงั คม าวางอยุตรงหนา เขาไดก ลาววา
น่คี อื สวนหนึ่งจากความโปรดปรานแหงพระผอู ภิบาลของฉัน”
(อนั นมั ลุ-๔๐)
จนถงึ ปจจุบันนี้ก็ยงั ไมเปนท่ีแนชดั วา อะไรคอื ความรูของคนพูดทเ่ี ปนถึงกบั ทําใหเขาพูด
ประโยคนวี้ า “ขาพเจา ขอเปน ผไู ปนํามนั มาใหแ กท า นกอนที่เปลือกตาของทา นกระพริบ” (๑)
อาจเปน ไปไดทง้ั นน้ั ไมว าจะเปน ความรูเฉพาะเรื่องของส่ิงเรนลบั และวธิ ีการนําบลั ลังคมา
จากสถานท่ที อ่ี ยูไกลไดเ รว็ ที่สุดอยา งนอ ยภายในชัว่ กระพรบิ ตาหรอื อาจหมายถึงความหมายอยา ง
อื่นอีกก็ได
จะอยา งไรก็แลวแต ความรนู จ้ี ะตอ งมใิ ชเ กดิ ขึ้นมาจากลักษณะของการศกึ ษาทางสตปิ ญญา
โดยทัว่ ไปที่ไดร บั และแสวงหามาไดด วยการเรยี นรู และถอื วาเรื่องนเี้ ปน เร่ืองทีผ่ ิดวิสยั ของ
ธรรมชาติโดยท่วั ไปกแ็ ลวกัน
อาจตีความกนั ไปไดอ ีกวา ถา ในเมือ่ การกระทาํ ของเขาถูกยอมรบั วา เปน การกระทําทีม่ ี
ความมหศั จรรยซ งึ่ ไมเปนทีเ่ ขาใจสําหรบั มนษุ ยแลว มันก็จะไมออกนอกประเภททว่ี า เปน การ
กระทําตามวิสัยของธรรมชาติ แตถ า หากถือวา มันเปนการกระทําทม่ี ีความมหัศจรรยและถือวาเขา
(๑) นักอถาธบิ ายอัล-กรุ อานทั้งหลายไดพิจารณาในเรอ่ื งนก้ี ันหลายประเด็นและหลายแงมุม โปรดดู
หนังสืออัล-มซี าน เลม ๑๕ หนา ๓๖๓
อาจมคี วามรปู ระเภทมหัศจรรยทพ่ี เิ ศษแลวละก็ แมจ ะเปน การตีความทไ่ี มม ีหลกั ฐาน แตก ถ็ อื ไดว า
มันกเ็ ปนการกระทําทไ่ี มอ อกไปอยูนอกเหนือวสิ ยั ของการสาํ แดงอภินหิ าร (มอุ ญชิ าต) ซงึ่ ไมม ีใคร
สามารถกระทาํ ไดน อกจากบรรดาวะลียของอัลลอฮเทาน้ัน
นบีสลุ ัยมานกับอํานาจในดานความเปนไปของจกั รวาล
อัล-กรุ อานไดย นื ยันถงึ อาํ นาจพเิ ศษของทา นนบีสุลยั มาน (ความสนั ติสุขพึงมีแดทา น) ไว
เชนเดียวกันน้ี ในลักษณะที่แตกตา งกนั คอื :
1- ทานนบสี ลุ ัยมานมีอาํ นาจเหนอื ญินและนก จนกระท่งั มันไดกลายมาเปนทหารของทาน
ดังน้ี :
“และไดถ ูกนํามาชุมนมุ แกสุลยั มานซ่ึงทหารของเขาอนั มาจากหมญู นิ มนุษยและนก...”
(อนั นมั ลุ-๑๗)
๒- ทา นมอี าํ นาจควบคุมโลกของสัตวจนกระท่งั วา ทา นพดู กับมันได สําทบั มันไดแ ละยงั
ขอรอ งใหม ันทําตามคาํ ส่งั ของทา นใหส ําเรจ็ ได ดังน้ี :
“และเขาขาดนกไปตัวหนง่ึ ดังน้นั เขาจึงกลา ววา : ฉันมิไดเ ห็นนกฮุดฮุดเลย หรอื วา มนั เปน
พวกท่หี ายลับไป” แนน อนฉันจะตอ งลงโทษมันอยางสาหัสแนหรือวาฉันจะตองเชอื ดมนั แน หรือ
วา มันจะตองนําหลักฐานอันชดั เจนมาใหฉ นั สักอยา ง”
(อันนุมลุ-๒๐-๒๑)
๓- ทานมอี าํ นาจเหนอื ญิน จะเหน็ ไดว าญนิ ไดท าํ งานตามคําสั่งของทานและตาม
จดุ ประสงคข องทา น
“และสว นหนึ่งจากญนิ มผี ูท่ที าํ งานกบั เขาโดยอนุมัติของพระผอู ภบิ าลของเขา...พวกทัน
ทาํ งานใหเ ขาตามท่เี ขาประสงค”
(ซาบาอ- ๑๒)
๔- ทานมอี าํ นาจควบคุมทศิ ทางของลม
“และสาํ หรบั สลุ ยั มานน้ันมีลมทีพ่ ัดแรง โดยมันเคลอื่ นไปตามคาํ ส่งั ของเขา”
(อัล-อัมบิยาอ- ๘๑)
อลั -มะซีห (เยซู) กบั อํานาจอนั เรนลับ
เรอ่ื งราวทีส่ าํ แดงออกมาจากทา นนบีอีซา อลั มะซีห (เยซ)ู (ความสันตสิ ขุ พึงมแี ดท า น) ใน
บทบาทของการแสดงออกมาใหเห็นถึงอํานาจทีเ่ หนอื ธรรมชาติก็เชน เดยี วกัน กลา วคือทานไดส ราง
รูปนกขึน้ มาจากดินและไดเปาเขา ไปขา งในทนั ใดนั้น มันก็กลายเปนนกทีเ่ คลือ่ นไหวและบินได
หรือการรักษาคนปวยเร้อื รงั ใหห ายจากโรคโดยไมตอ งใชย าใดๆ ดังท่อี ัล-กรุ อานไดบอกเลา ใหเรา
ทราบดงั น้ี :
“แทจ รงิ ฉันจะสรา งจากดนิ ข้ึนมาเปน รูปนกใหแกพวกทาน แลว ฉันจะเปา เขา ไปในมนั แลว
มันก็จะเปนนกโดยอนุมัติของอัลลอฮ ฉันรกั ษาคนตาบอดไดฉ ันรักษาคนเปน โรคผิวหนังตา งๆ ได
และฉนั ชุบชีวติ คนตายไดดว ยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ และฉันจะแจงแกพ วกทา นไดว าอะไรทพี่ วก
ทา นไดรบั ประทานและที่พวกทานเก็บสะสมไวใ นบา นของพวกทาน แทจริงในเร่อื งนนั้ ยอมเปน
สญั ญาณหนึง่ สําหรับพวกทานถาหากพวกทา นเปน ผูศรัทธา”
(อาลิ อิมรอน-๔๙)
ควรทจี่ ะกลา วไวดว ยวา อลั ลอฮไดท รงยืนยันไวในโองการอ่นื ๆ อีกวาความเปนไปใน
กจิ การตา งๆ เหลา นี้คอื ผลลัพธแ หง การกระทาํ ของทานนบอี ซี าเองที่เปด เผยออกมาจากอาํ นาจของ
พระองคโ ดยพระองคท รงมโี องการวา :
“และขณะท่เี จา สรา งรูปนกขึ้นมาจากดนิ โดยการอนมุ ัตขิ องฉัน แลวเจา ไดเปา ไปในมัน มนั
จึงเปนนกขึ้นมา โดยอนมุ ตั ิของฉนั และเจารักษาคนตาบอดและโรคเร้ือนไดโ ดยอนุมัติของฉนั และ
ขณะท่ีเจา ทาํ ใหคนตายฟนขึ้นมากโ็ ดยอนุมตั ิของฉัน”
(อัล-มาอิดะฮ- ๑๑๐)
สาเหตทุ ่โี องการตา งๆ เหลาน้ีไดย าํ้ คาํ วา “โดยอนุมตั ิของอลั ลอฮ” ก็หมายถึงวา การกระทํา
เหลา นนั้ เชื่อมโยงไปยังอาํ นาจของอัลลอฮ ซึ่งมใิ ชเ กิดข้ึนมาจากอํานาจอสิ ระของทา นนบีดีซาแต
อยางใดเลย เพื่อมนุษยจ ะไมเ กิดความสับสนในตัวของทา นโดยเชอื่ ถือวาทา นมีสภาพความเปนพระ
เจา และดวยเหตุนี้ ทานมะซหี (เยซ)ู ก็ไดกลา วไวใ นทกุ โองการท่ีกลาวถงึ การกระทาํ ของทานเชน
การสรา งการชบุ ชวี ติ วา “โดยอนุมตั ิของอลั ลอฮ” หลังจากนน้ั ทานกไ็ ดสรปุ คาํ พูดลงในอีกโองการ
หนงึ่ วา
“แทจ รงิ อัลลอฮ คอื พระผูอ ภบิ าลของฉนั และพระผูอภิบาลของพวกทา นดังนั้นพวกทานจง
เคารพภกั ดีพระองคเ ถดิ นแ่ี หละ หนทางอันเที่ยงตรง”
(อาลิ อิมรอน-๕๑)
ลักษณะคําพดู ของทานท่กี ลาววา : “แทจ ริงฉันจะสรางใหแ กพวกทาน” น้นั โองการเหลาน้ี
ไดแสดงเหตผุ ลเอาไวเปนเรอ่ื งภายนอก อีกทัง้ มไิ ดแ สดงความหมายถงึ การอทุ ธรณและการรองขอ
มาจากผูใด ซึ่งถาหากมนั หมายถงึ ลักษณะเชนนั้นแลว แนนอนทีเดยี ววา คําพูดของทา นจะตองเปน
ดังนี้ : ถาหากพวกทานขอรองหรือถาหากพวกทา นตอ งการ
ตามท่อี ลั ลอฮไดท รงเลา ถึงเรือ่ งราวของทา นและการตรสั ของพระองคทีม่ กี บั ทานในวันฟน
คืนชีพนั้น ไดใหเ หตผุ ลตรงตามโองการตา งๆ เหลาน้อี ยา งสมบูรณไปดวยหลักฐาน ดงั โองการที่วา :
“และขณะทีเ่ จา สรา งรปู นกขึ้นมาจากดินโดยการอนมุ ัติของฉนั แลว เจา ใหเปาไปในมัน มัน
จงึ เปน นกขึ้นมาโดยอนมุ ัติของฉนั และเจารักษาคนตาบอลและโรคเรอื้ นไดโ ดยอนุมตั ิของฉัน และ
ขณะที่เจา ชุบชวี ติ คนตาย...”
ไดมีคําถามขน้ึ มาในเรอ่ื งนี้วา ถาหากการบอกเรอื่ งราวทีอ่ ยูในความลับไดเปน สัญญาณหนง่ึ
ของการแสดงอภนิ หิ ารแลว ทาํ ไม จึงไมม คี าํ วา โดยอนุมัติของอัลลอฮตดิ ตามอยดู ว ย ใหเ หมือนกนั
ไปกับทีค่ าํ นี้ติดตามอยกู บั การกลา วถึงสญั ญาณอื่นๆ ในฐานะทวี่ า สญั ญาณใดๆ กต็ ามทบี่ รรดาศาสน
ทตู แสดงออกมานน้ั ลวนผูกพนั ธกบั การอนุมตั ิของอัลลอฮ ทั้งสนิ้ ดังโองการทว่ี า :
“มิใชเ ปนสทิ ธิของศาสนทตู ใดในอันทจ่ี ะแสดงสญั ญาณหนึ่งๆ ได นอกจากโดยอนุมตั ิ
ของอลั ลอฮ”
(ฆอฟร -๗๘)
คําตอบสาํ หรบั ปญ หาขอ นี้ชัดเจนมาก คือ : สาํ หรบั การบอกถึงประเภทของอาหารทคี่ น
รบั ประทานกด็ ี การบอกถงึ สิ่งของทีค่ นเก็บไวใ นบานก็ดี ไมเหมอื นกับการสราง, การชุบชีวติ , การ
ทาํ ใหตาบอดและโรคเรื้อนหาย กลาวคือพนื้ ฐานของจติ ใจมีสว นทจี่ ะยอมรับและนึกคิดในสภาพ
ความเปน พระเจา ของผทู ่ีสรางนกและผชู บุ ชวี ติ คนตายใหเปน ข้ึนมาอีกทง้ั ผทู ท่ี ําใหคนตาบอดและ
คนเปนโรคเร้ือนหายในฉบั พลัน ในลักษณะท่ไี ขวเ ขวและเขาใจผดิ ได โดยแตกตา งกันกับการทจ่ี ะ
ยอมรับในสภาพความเปนพระเจาของผูท่ีบอกเลาในส่งิ ทีเ่ ปน ความเรน ลบั กลาวคอื ไมม คี วามมั่นใจ
ไดอยา งเด็ดขาดวา ส่งิ เรน ลบั มผี ทู ่ลี ว งรูไดเ ฉพาะแตเ พียงอลั ลอฮหากแตย งั เชื่อม่ันวา มันเปนเรอื่ งที่ผู
ไดรบั ความโปรดปรานหรือนกั พยากรณมีโอกาสรับได ดว ยเหตนุ ้เี อง เรือ่ งนจี้ ึงไมจาํ เปนตอ งติดตาม
ดวยคําที่วา “โดยอนุมัติของอัลลอฮ” (๑)
ปญ หาตอ ไปก็คือ : คาํ กลาวของพระองคท ี่วา “(อีซาไดกลาววา ) แทจ รงิ ฉนั จะสรา งรปู นก
ขน้ึ มาจากดนิ ใหแกพวกทานแลว ฉนั จะเปา ไปในมัน ดังนั้นมันจะเปน นกโดยการอนมุ ัตขิ องอัลลอฮ”
เปน ประโยคท่ีประกอบดวยประเด็นตา งๆ ดงั น้ี :
1- การสรางรปู นกมาจากดนิ
2- การเปา เขา ไปในรปู นกน้ัน
3- การกลายสภาพมาเปน นกโดยอนุมตั ิของอัลลอฮ
สวนท่เี ปน การกระทาํ ของนบอี ีซา (ความสนั ติสุขพึงมีแดทา น) มเี พียงสองประเด็นแรก ซง่ึ
ประเด็นท่ีสามน้ันอยูนอกเหนือไปจากการกระทาํ ของทา น หากแตเ ปน การกระทาํ ของอัลลอฮ ใน
ฐานะท่ปี ระเดน็ ที่สามน้ีตดิ ตามมาดว ยคาํ วา โดยอนมุ ตั ขิ องอลั ลอฮ ซ่งึ ไมม ีประเดน็ ท่ีหนง่ึ และท่ีสอง
จึงสรุปความไดว า สาํ หรบั คาํ วา สรางในท่นี ้ี มอี ยสู องความหมายดวยกันคือ :
ก. ทําใหส งิ่ ทีย่ ังไมม ี ใหมขี ้ึน ( )
ข. การกะเกณฑ, ประมาณการ ( )
ที่ถูกตอ งอยา งแนนอนกค็ ือ ความหมายทส่ี อง สว นการทําใหส ่งิ ทยี่ ังไมมีมขี ้ึนน้ัน จะใชไดก ็
ตอเม่อื ท่ตี รงนั้นไมม วี ัตถใุ ดๆ แวดลอมอยูเลย และที่แนน อนก็คือ ณ ท่ีตรงนน้ั ตองมี “ดิน” อยแู ลว
และสิ่งทส่ี ําแดงออกมาจากนบีอีซากค็ อื การกะเกณฑ, ประมาณการ (ตักดรี ) คอื หมายถึงการเอาดนิ
(๑) หนังสือ “อลั -มีซาน” เลม ๓ หนา ๒๑๘
มากะเกณฑ, ประมาณการใหเ ปนรูปนกเทาน้ัน สวนประเดน็ ทีส่ ามทว่ี า มันกลายมาเปน นกจริงๆ ก็
คือการกระทาํ ของอัลลอฮ ที่สาํ แดงจากการอนุมตั ขิ องพระองค ฉะนน้ั ในเร่ืองนี้จึงมิใชเ ปนการ
กระทําทเ่ี หนอื ธรรมชาตทิ ่ีวามนั เกิดขน้ึ มาโดยพฤติกรรมของทา นมะซหี (เยซู) (ความสนั ตสิ ุขพึงมี
แดท าน)
เราจะขอใหค าํ ตอบดังน้ี : ประการแรกกค็ ือ เราไมถอื วาโองการของพระองคท วี่ า “โดย
อนุมัตขิ องอัลลอฮ” น้ัน หมายถงึ เฉพาะเพยี งสําหรบั ประเดน็ ทสี่ ามหากแตเปนที่แนนอนอยา งยิ่งวา
มันจะตองหมายถงึ เรอ่ื งราวทั้งสามประเดน็ หลักฐานดังกลา วนก้ี ็คือ การทคี่ าํ ๆ นี้ติดตามประเด็นที่
หน่งึ อยใู นซเู ราฮอ ัล-มาอดะฮด ังทพ่ี ระองคทรงมโี องการวา :
“และขณะทีเ่ จา สรา งรูปนกขึ้นมาจากดนิ โดยการอนุมัติของฉนั แลววเจา ไดเปาเขา ไปในมัน
มนั จึงเปนนกข้ึนมาโดยอนุมัตขิ องฉัน...”
(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๓)
ดว ยเหตุนีเ้ อง จึงระบุไมไ ดวา ประเดน็ ท่ีสามเทา นัน้ ท่ีติดตามดว ยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ
โดยท่ีสองประเดน็ แรกเปนการกระทําของนบีอีซาเอง สว นประเด็นท่ีสามเปนการกระทาํ
ของอลั ลอฮ แตท วา เรอ่ื งราวทง้ั หมดนนั้ เปนการกระทาํ ของทานนบีอีซา (ความสันติสุขพึงมแี ดท าน)
ดานหน่งึ และเปนการกระทําของอลั ลอฮอีกดานหน่ึง
ประการที่สอง : ถาหากเรายอมรบั ในเรอ่ื งการสรา งนกไปตามการอธิบายอยางนั้นแลว เรา
สามารถที่จะอธบิ ายไดอ ยา งไรอีกในกรณีของการรักษาคนตาบอดและคนเปน โรคเรื้อนใหหาย
ตลอดทงั้ การชุบชีวิตใหแ กคนตาย ในกรณีท่ใี หถอื วามนั เปนการกระทาํ ของอัลลอฮ เชนเดียวกบั ทาํ
ใหด ินกลายเปนนกขึ้นมา โดยทีอ่ ัลลอฮทรงถือวา เปน งานของพระองคเอง ขณะที่ทานนบอี ีซาได
กลาววา
“ฉนั ไดร ักษาคนตาบอดและโรคเรือ้ นใหหายและชุบชวี ิตคใหแ กค นตายไดโดยอนมุ ตั ิ
ของอัลลอฮ”
(อาลิ อมิ รอน-๓๙)
แมก ระท่งั อัลลอฮกย็ งั ถอื วา มันเปน งานของทา นมะซหี (เยซ)ู และพระองคท รงตรสั กับทาน
ถงึ เรอ่ื งนวี้ า :
“และเจา ไดท าํ ใหค นตาบอดและเปน โรคเรือ้ นหายโดยอนมุ ัตขิ องฉัน และขณะท่ีเจา ทาํ ให
คนตายฟนข้นึ มาไดโดยอนุมัตขิ องฉนั ”
(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๐)
ในกรณที ี่อัลลอฮทรงกลาวถงึ ลักษณะของมะลาอิกะฮพวกหน่งึ ของพระองคอีก เชน กนั วา มี
อํานาจดังกลาวน้ี โดยพระองคทรงกลา วถึง ญิบรออีลวา
“เปน ผทู รงพลังอนั เขม แข็งยิ่ง”
(อัจญม ุ-๕)
กลาวคอื พลังของทานมอี ยางเขมแข็งเหนือทกุ สว นของโลก เชนทา นรูและประกอบกิจการ (๑) ทา น
จะไมเ ปนเจา แหงพลงั ไดอยา งไร ในเมอ่ื กระชากเมอื งของพวกลูฏแลวยกขึ้นไปสูฟากฟา หลงั จาก
นั้นก็พลิกเมอื งน้นั ลงไป และสว นหนึง่ จากพลงั อนั เขม แข็งของทานกค็ ือ สุรเสียงของทา นทีมขี น้ึ แก
พวกษะมูดจนกระทงั่ วาคนพวกน้ันพินาศส้นิ (๒) และถา หากประโยคที่วา “เปนผูท รงพลงั อนั
เขม แขง็ ย่ิง” หมายถงึ “ญบิ รออลี ” แลวแนนอนอัลลอฮยังทรงสาธยายถงึ เรือ่ งของทานไดวใน
โองการอ่นื อีกน่ันคอื :
“ผูทรงพลังแหงบัลลังคอันสงู สง ”
(อัตตกั วรี -๒๐)
จากเรอื่ งนี้ แสดงใหเ ห็นวา ทา นมอี ํานาจอนั เรนลบั โดยอนุมตั ขิ องอลั ลอฮเก่ียวกบั ความ
เปนไปในจักรวาล
อาํ นาจอันเรนลับเหลา นเี้ ปน ทยี่ นื ยนั ไวโ ดยอลั -กรุ อานวา เปน ของสวนหนงึ่ จากผเู ปนบาว
ของอัลลอฮและผูใกลชิดของพระองค (บรรดาวะลยี ) ดวยกระน้ันหรอื กลา วคือถา หากความเช่ือถอื
วา อาํ นาจอันเรน ลับเปนของคนใดคนหนึ่งหมายถึงวา เปน ความเช่อื ถอื ในสภาพความเปน พระเจา
แลว ก็จะเปนอยางยง่ิ ทจี่ ะตอ งถอื วาบุคคลเหลา นั้นทั้งหมดเปน พระเจา ตามทัศนะของอัล-กรุ อาน
หากแตจาํ เปน ที่จะตองกลาววา การไดร ับอํานาจอนั เรน ลับเหลานี้ คอื เรือ่ งทเ่ี ปนไปได สําหรับ
บคุ คลตา งๆ ประเภทหอ่นื ๆ อกี (แมจะมใิ ชบ รรดานบี) โดยแนวทางของการอบิ าดะฮ
กลา วคือ การอบิ าดะฮ ท่คี นสว นใหญค ิดวา คุณภาพของมันจาํ กดั อยูแ ตเ พยี งในความโปรด
ปรานของอัลลอฮและปกปอ งจากความกรวิ้ ของพระองคเ ทาน้นั ยงั ชวยสรา งพลังอันใหญหลวงให
เกิดข้ึนแกจติ วิญญาณ และมคี วามหมายลึกซ้งึ ยิ่งไปกวาน้นั อีกดวย!
การอิบาดะฮ เปนส่งิ ท่ที รงอิทธพิ ลอยางใหญห ลวงสาํ หรบั ดานในและวิญญาณ
ในขณะทกี่ ารยับยัง้ ตนเองจากการกระทําในส่งิ ตอ งหา ม, สงิ่ ท่นี ารงั เกยี จมคี วามจรงิ จงั ใน
การกระทําสิ่งทเ่ี ปนขอบงั คับและที่เปน การกระทําทีช่ อบ มคี วามบรสิ ทุ ธ์ิใจในสิง่ น้ันๆ จะสง ผล
อยา งใหญห ลวงและลกึ ซงึ้ ในพลงั ทางดา นจติ วิญญาณและจะเปน ทม่ี าของความสามารถพิเศษทอ่ี ยู
เหนอื กฎเกณฑธ รรมชาติ โดยเหตุทีว่ า จติ วิญญาณคอื แหลงที่กอใหเ กิดความเปนไปทเี่ หนือวสิ ัย
ธรรมชาติ
ดังกลาวนี้ คือเรอ่ื งราวทฮี่ าดษี ตา งๆ ที่มีสายสืบชดั เจนแสดงหลักฐานไวอ ยางเชน : ตามทมี่ ี
โองการของอลั ลอฮ ดังปรากฏในรายงานฮาดีษอลั -กุดซียว า :
“ไมม ีอะไรท่ที ําใหผเู ปน บา วไดใ กลช ิดฉันยิ่งไปกวาสง่ิ ทฉี่ นั ไดกําหนดใหแ กเ ขา และ
แทจรงิ เขาจะสามารถอยอู ยางใกลชิดกบั ฉันไดโ ดยการทําความดพี ิเศษแบบอาสา (นาฟละฮ)
(๑) “มัจมอุ ลุ -บะยาน” เลม ๕ หนา๑๗๓
(๒) “มะฟาตหี ุล-ฆัยบ” ของทานอัรรอซี เลม ๗ หนา ๗๐๒
จนกระทั่งวา ฉันรักเขา ดงั น้ัน เมอื่ ฉันรักเขาแลว ฉันจะเปน ทรี่ บั ฟง ของเขาซ่ึงเขาไดย ินกับมัน และ
เปน ท่ีมองเห็นของเขาซงึ่ เขาไดมองเห็นกับมัน และเปน ล้ินของเขาซงึ่ เขาพูดดวยมนั และเปนมอื ของ
เขาซ่งึ เขาไดแ บกบั มนั (๑)
ดังนั้นขอ เท็จจริงจงึ มีอยวู า : อํานาจอันเรน ลับซึ่งพระองคไดท รงประทานแกบ าวที่
ประเสริฐของพระองค เพอ่ื ดําเนนิ กิจการในจักรวาลโดยอนมุ ัตแิ ละเจตนารมณของพระองค และ
พวกเขามีความสามารถเหนือธรรมชาติในแงตา งๆ โดยเฉพาะนั้น มิไดหมายความถงึ ความเชอื่ ถอื ตอ
สภาพความเปน พระเจา และผเู ปน เจาของอาํ นาจนน้ั ก็มิไดเปนภาคี คูเคียงกบั อลั ลอฮ ผูทรงสูงสุด
เลย
ใชแลว ความเชอื่ ถือทีม่ ีตอ อาํ นาจอนั เรนลับวา “เปนไปโดยอสิ ระ” อันมไิ ดเชอ่ื มโยงยงั
พระองค เปนการยืนยันถึงความเชื่อถือตอสภาพความเปน พระเจา และพระองคก็ไดทรงมโี องการใน
ประเดน็ น้วี า :
“และมใิ ชส ทิ ธิสาํ หรับศาสนทูตตอการทจี่ ะแสดงสญั ญาณใดออกมา นอกจากโดยอนมุ ตั ิ
ของอัลลอฮ”
(อรั เราะอด-ุ ๓๘)
คํากลา วอกี ตอนหนงึ่ ของทานเมาดดู ีย :
ทา นเมาดูดยี ไดสาธยายถงึ ความเชื่อถอื ของพวกทอ่ี ยใุ นยุคงมงายวา :
“ความเช่อื ถอื ท่ีแทจรงิ ของพวกเขาทม่ี ใี นเรอื่ งราวของพระเจา ยอ ยท้งั หลายกค็ ือวา พวกเจวด็
มีส่งิ หน่ึงที่เขา มาอยใุ นลกั ษณะแหงความเปนพระเจา ของพระเจา ผูทรงสงู สดุ นั้น และถอื วาคาํ พูด
ของพวกมันทั้งหลายเปนทีถ่ ูกยอมรับ ฉะน้ันความปลอดภยั ของเราอยางแทจริงจงึ ขน้ึ อยูกบั การเอา
พวกมันเปนสื่อกลาง และเราจะขอใหไดรับคุณ และขอใหหา งไกลจากเภทภัยไดก็โดยอาศยั การขอ
ความอนเุ คราะหชวยเหลอื ตอพวกมนั ” (๒)
(๑) หนังสอื อุศูลุลกาฟย เลม ๑ หนา ๓๕๒ ฮาดษี นมี ีสายสบื ท่ถี กู ตอ ง และเนื้อหาของรายงานฮา
ดษี อยุใ นแงท ่ถี ือวาการอิบาดะฮนนั้ สามารถสรางพลงั ท่ีเหนือธรรมชาตใิ หเ กิดขน้ึ แกจติ ใจไดอ ยาง
ไมตองสงสัย จงรไู วเถดิ วาการนมาซน้นั ไมว า จะเปน นมาซฟรฎหรือนะวาฟล ลวนกอ ใหเกิดพลงั ที่
แข็งแกรงข้ึนในจิตใจและจติ วญิ ญาณจนยกระดบั ของมนุษยใ หสูงสง ขึ้น ถงึ กับจะไดเปน
เครอื่ งหมายหนงึ่ สําหรบั การแสดงถงึ การรูแจง เห็นจริงของอัลลอฮ กลาวคอื เขามองเห็นสิ่งที่
พระองคมองเห็น เขาไดยินสง่ิ ทพ่ี ระองคไดย ิน ในขณะทส่ี ง่ิ น้ันๆ บุคคลอ่นื ๆ มองไมเห็นและฟง
ไมไ ดย นิ
(๒) อลั -มัศฏอลาฮาตลุ อัรบะอะฮ หนา ๑๙
ประเดน็ ท่ียอนกลับไปหาทา น ในฐานะทีท่ า นใหท ศั นะถึงความเช่ือถือของพวกทีอ่ ยใู นยคุ
งมงายทีม่ ตี อ เรอ่ื งราวของพระเจา ยอยทงั้ หลายทว่ี า “โดยถอื วา พวกเจวด็ เหลานั้น มสี ิ่งหน่งึ ทีเ่ ขามา
อยูใ นลักษณะแหง ความเปน พระเจาตามคณุ ลกั ษณะของพระเจาผทู รงสูงสุด” กลา วคือยังจําเปนตอ ง
อธิบายใหก ระจาง เพราะการถอื วา สงิ่ อ่ืนเขามาอยใู นลกั ษณะตางๆ ของพระองคน ั้น ตองแบง
ออกเปน สองประเภท
ประเภททหี่ น่ึง : โดยอาศยั ความเขา ใจที่วา สภาพของบคุ คลน้ัน มีความเปน อิสระในการ
กระทาํ และประกอบการงานของพวกเขาเอง นคี่ ือประเภทที่เปนการตั้งภาคี และนาํ เขา ไปสูฐานะ
ของพระเจา ซง่ึ การยอมรบั ตอ สง่ิ น้ัน คือการอิบาดะฮ
ประการที่สอง : ความเชอ่ื วา ผุน้ันไดรับอํานาจของพระองคเ ขาไปโดยการอนมุ ตั ิของ
พระองค ดังน้ันเราจะยอมรบั วา มันเปนความผดิ ไมได และการเช่อื ถอื ตอเรอ่ื งน้นั ก็มิใชเปนการตัง้
ภาคี การขอความชว ยเหลือก็มใิ ชเ ปน การอบิ าดะฮ ลองมาพจิ ารณาดูเถดิ วา อัล-กรุ อานไดยนื ยันถึง
มะลาอิกะฮ บรหิ ารกจิ การตางๆ ของโลกอยางไรบาง :
“ดังน้ัน สาํ หรับบรรดา (มะลาอิกะฮ) ทีเ่ ปน ผบู รหิ ารกิจการงาน”
(อันนาซอิ าด-๖)
แนน อนพวกเขาเหลานัน้ คอื ผทู ถ่ี อดวิญญาณและใหค วามพนิ าศเกิดขึ้นแกประชาชาตติ า งๆ
ที่ทรยศดงั ท่ีอัล-กรุ อานไดกลา วถึงถอ ยคําของพวกมะลาอิกะฮเ องท่ีวา :
“แทจริงเราไดถกู สง มายังพวกพอ งของลฏู ...
“ดงั นั้นเมื่อคําสั่งของเราไดม าถงึ เราก็ไดบันดาลใหส วนทอ่ี ยุส งู ของเมืองเปน สวนที่อยตู ํา่
และเราไดใหฝนเทลงมา”
(ฮูด-๗๐-๘๒)
กลาวคอื แนนอนทสี่ ุด เราสงั เกตอยางเห็นไดชัดเลยทเี ดียววา อลั ลอฮคอื ผทุ รงบันดาล แตผ ุ
ทท่ี ําใหเ กดิ ความพินาศในทันใดนัน้ ไดแ ก พวกมะลาอกิ ะฮ ดังนัน้ จงึ ไมม ที างเลี่ยงไดอกี ไมว า จะ
ดว ยเปล่ยี นคาํ พดู จากคาํ วา เปน การรับพลังของอัลลอฮเขา มา ออกไปโดยใชค ําวา เปนการมอบ
อํานาจให เขามาแทน ก็ยงั ไมทําใหถอื วา กจิ การตา งๆ ทเ่ี กิดขึ้น เปน เร่อื งที่อยนู อกเหนือการบญั ชา
การอนุมัติและเจตนารมณข องอัลลอฮได
สว นกรณที ่ีอางวา พวกงมงายมคี วามเชอื่ ถอื ในความเปน จริงแหง พระเจา ตา งๆ ของพวกเขา
วา “ความปลอดภยั ของพวกเขาเปน จริงไดกโ็ ดยการมีพวกมนั เปนส่อื เขาขอใหไ ดรบั คณุ และให
หางจากเภทภยั ก็โดยอาศยั การขออนุเคราะหความชว ยเหลือตอ พวกมัน” นัน้ ยงั เปน การใหทัศนะท่ี
ไมพนไปจากความบกพรอ ง (๑)
กลาวคือ ถา หากหมายถึงวา คณุ ประโยชนแ หงวันปรโลกและการหา งไกลจากเภทภัยแหง
วันปรโลก เปนเรอ่ื งที่ไมอนุญาตใหขอตอผูอืน่ นอกจากอลั ลอฮและการกระทาํ ดงั กลาวโตแ ยง ไว
อยา งชดั เจน ในขณะทีไ่ มเปนขอ สงสยั เลยวา การวงิ วอนขอทีท่ านศาสนทตู กระทาํ เพ่ือคนทีบ่ ริจาค
ซะกาตนน้ั ยืนยนั ถึงความสงบสขุ สาํ หรับพวกเขา และเปน ส่งิ ที่ลบลางภยั พบิ ตั อิ อกไปจากพวกเขา
ดังโองการของพระองคท่ีวา :
“และเจา จงวงิ วอนขอใหแ กพ วกเขาเถิด แทจ ริงการวงิ วอนขอของเจา จะเปนความสงบสขุ
แกพวกเขา”
เชนเดียวกันกับท่วี า การขออภัยโทษโดยทา นศาสนทตู ก็ยืนยันถึงการไดรับ การอภยั ใน
ความผิดความบาป ตามท่ีพระองคทรงมีโองการวา
“และถา หากพวกเขาไดอ ธรรมแกต ัวของพวกเขาเอง แลว มายงั เจา และขอใหเจาขออภยั
ตอ อัลลอฮให และศาสนทูตกไ็ ดข ออภยั แกพ วกเขา แนนอนท่ีสุดพวกเขาจักไดพบวา อลั ลอฮทรงรับ
การสารภาพ ทรงเมตตาย่งิ เสมอ”
(อัน-นิซาอ- ๖๔)
เชนเดยี วกบั การวิงวอนขอของนบยี ะอก ูบทีเ่ ปน ส่ิงยืนยนั ถึงการอภยั ในความผดิ บาปของ
ลูกๆ ของทาน โดยพวกเขากลา ววา : โอบ ดิ าขา โปรดขออภัยใหแกเราซงึ่ ความผดิ บาปของเราดว ย
เถิด” แลวทา นนบยี ะอก ูบ (ความสันตพิ งึ มีแดทาน) ก็ไดตอบพวกเขา โดยกลา ววา :
“ฉันจะขออภัยโทษตอ พระผูอภบิ าลของฉันใหแ กพวกเจา ”
(ยซู ุฟ-๙๘)
(๑) ถาหากชาวอาหรบั ยุคงมงายมเี พียงแคข อใหห างไกลจากเภทภัยโดยอาศยั การอนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลือของพวกเจวด็ เทา น้ี หมายถงึ วาพวกเขามีความเชอ่ื ในสภาพความเปน พระเจา ของเจวด็
และพวกเขาถกู จัดวา เปนพวกต้งั ภาคเี พราะสาเหตุนเ้ี ทา น้นั เองแลว จะมขี อแตกตา งอะไรกันนัก
ระหวาง : ๑. การขอใหหา งจากเภทภยั และขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ในกรณีท่ีขอกบั บาวผูทรง
เกียรตซิ ่งึ ใหการอนเุ คราะหไ ดโดยการอนุมตั ขิ องพระองค หรอื วา ท่เี ปน การตัง้ ภาคีนนั้ หมายถงึ :
๒. เชื่อวา เปน พระเจา ท่ีไดร ับการเคารพ และมีอสิ ระในการกระทาํ ของตน ทงั้ นี้โดยไมตองจําแนกวา
เปน เรือ่ งของ “เภทภยั แหง โลกนี้” หรอื “ปรโลก” ที่อนุญาตไดน้ันคอื ประเภทแรก และทไี่ มอนุญาต
เด็ดขาดคอื ประเภททีส่ อง และสําหรับคาํ อธบิ ายของทา นอสุ ตาซเมาดูดยี ท ี่ช้แี จงถงึ ความเช่ือถอื ของ
ผูขอทม่ี ตี อความเปนจริงของผูถูกขอวา สามารถใหคุณและสะกัดกั้นเภทภยั ไดนั้น จาํ เปนจะตอง
พจิ ารณาอีกดว ยวาเขาไดเช่อื ถอื ในความเปน พระเจา ผูถกู ขอ และความเปนอสิ ระในการใหคุณ และ
สะกดั ก้นั เภทภัยดวยหรือไม? หรือวาเขาเชอ่ื ในความเปนบาวของผูน้ันและเขาใหค ุณ หรอื ปด กั้น
เภทภัยก็ไมไ ด นอกจากโดยอนุมตั ิของพระองคจ าํ เปน ท่จี ะตองพจิ ารณาในแงน้ี มใิ ชพ จิ ารณาในแง
ขอ แตกตา งระหวาง “เภทภยั แหง โลกนี้” กับ “เภทภัยแหง ปรโลก”
นั่นหมายความวา ทา นเปน ผเู ปด เผยใหเ ห็นถึงความเปน ไปไดสําหรบั การขออภัยโทษของ
ทา น กลาวคอื ถา มิฉะนนั้ แลว ทา นจะไมส ญั ญากบั พวกลูกๆ เชน น้ัน และดงั กลาวนี้ก็แสดงวา
อนุญาตใหขอรอ งจากศาสนทตู เพื่อใหทา นวิงวอนขอและขอการอภยั โทษให และใหขอสิ่งท่ยี งั
ประโยชนใ นวันปกโลกได
ทานคดิ วา จะมีคณุ ประโยชนอันใดท่สี าํ คญั กอ นคณุ ประโยชนแหง วนั ปรโลกและการ
สะกดั ก้ันเภทภัยอะไรอีกที่สาํ คัญย่ิงไปกวา การสะกดั ก้ันเภทภัยแหงการลงโทษของอัลลอฮดว ยการ
วิงวอนขอของทา นนบี? และถาใครคนใดก็ตามไดข อความชว ยเหลอื จากศาสนทตู วา ใหว งิ วอนขอ
และขออภยั โทษใหแกเ ขาเพือ่ ใหไดคุณประโยชนอ ยา งนีเ้ ขาก็ยงั ไมเปนผตู ง้ั ภาคี และยงั ไมเปนบาว
ของนบแี ตอยางใดเลย
ยงั จะมีบทเรยี นทชี่ ดั เจนยิ่งไปกวานีอ้ ีก หรือท่ที ําใหถ ือวา ความเชอื่ มั่นตอ คณุ านุภาพของน
บีและของวะลใี นแงท ่สี ามารถสะกัดกั้นเภทภัยและอาํ นวยคณุ ประโยชนแหง วันปรโลกน้ัน หมายถึง
การตง้ั ภาคี ในขณะท่อี ัล-กุรอานไดยืนยนั อยา งเปดเผย ดวยสรุ เสยี งทีช่ ัดเจนเหนือหลักฐานใดๆ ถงึ
เร่ืองน้ีอยูแลว
ถาหากคาํ วา สงิ่ ใหคณุ และเปน เภทภัยตามคาํ อธบิ ายของทานมันหมายถึงสงิ่ ใหค ณุ และเปน
เภทภัยในสว นของโลกนี้ และถือวา การขอความชว ยเหลอื ในเรอ่ื งทง้ั สอง หมายถวึ การตง้ั ภาคแี ลว ก็
เทา กบั วา อัล-กรุ อานไดย อมรับถงึ เรือ่ งน้ีไวในโองการตางๆ มากมายเชน กัน
กลา วคอื พวกของทานนบีมูซา (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มีแดท าน) ไดขอนํา้ จากทา น ในขณะท่ี
พวกเขาพลัดหลงกลางทะเลทราย จะเหน็ ไดวา พวกเขาขอความชว ยเหลือจากทานในส่ิงที่ยัง
ประโยชนแ หงโลกน้ี โดยที่ทานนบมี ซู ากม็ ิไดยบั ยัง้ พวกเขายิ่งไปกวานั้น ทา นยังไดข อน้ํา
จากอลั ลอฮใหแกพวกของทา นในทันที
อัล-กรุ อานไดช ี้แจงถงึ เรอ่ื งน้ี โดยกลา ววา :
“แลวเมื่อมซู าไดข อน้าํ ใหแกพ วกของเขา...”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๖๐)
เชน เดยี วกบั ท่ีพวกเขาเหลา นนั้ ไดว ิงวอนขอความชว ยเหลอื จากทาน วา ใหม ีความโปรด
ปรานตางๆ ถกู ประทานมาจากฟากฟา ซึง่ ทานก็มไิ ดหามพวกเขาวา อยา ขอเร่อื งนี้ หากแตท า นยงั ได
วิงวอนขอใหแ กพ วกเขา
แนนอนยงิ่ วงศว านของฟร อาวน ไดขอความชว ยเหลอื จากทา นวา ใหช วยถอดถอนภัยพิบัติ
ออกไปจากพวกเขา (ภยั พบิ ัติทางโลกทม่ี กี ลาวไวใ นโองการกอน) วา :
“และเม่อื การลงโทษไดอุบัติข้ึนแกพวกเขา พวกเขาก็กลาววา โอมซู าทา นจงวงิ วอนขอจาก
พระผูอภบิ าลของทา นเพื่อพวกเราเถดิ ตามทพี่ ระองคท รงสัญญาไวก ับทาน แนนอนถาหากทา น
ปลดเปลื้องโทษทณั ฑใ หพ นไปจากเราไดแลวเราจะศรทั ธากบั ทา นอยา งแนนอน และเราจะยอมสง
พวกบะนีอิสรอเอลใหแ กทาน”
(อลั อะอร อฟ-๑๓๔)
ดงั นั้น ทุกอยางเหลา นี้ ลว นใหเ หตผุ ลวา การขอใหไดร บั คุณ และการขอใหส ะกัดกน้ั
เภทภัยในสวนของโลกน้จี ากผูอนื่ โดยอนุมัตขิ องอลั ลอฮ กเ็ ปนท่ีอนุญาตใหกระทาํ ไดเชน กัน
ในขณะทีถ่ าหากมิใชเชนน้ันแลว แนน อนทานนบีจะตองยบั ยงั้ และลําทับพวกเขาเหลา นน้ั ไปแลว ใน
ทุกๆ ประเด็นสาํ หรับการขอเหลา น้แี ละทา นจะตอ งใหก ารพจิ ารณาของพวกเขามุงไปยังอลั ลอฮ
เพือ่ ใหพ วกเขาขอตอ พระองคโดยตรง มิใชว า จะมาขอ และวิงวอนความชว ยเหลือในเรื่องน้ีจากทาน
ในขณะทท่ี านเปนสิง่ ถูกสรา งส่ิงหนึ่งมาจากอัลลอฮ และเปนบา วคนหน่ึงจากบรรดาบา วของ
พระองคเ ทา น้นั
ไมเปนท่ีนา สงั สยั เลยวา สําหรับทา นนบมี ซู าน้นั มีการไดรับในสวนของการอาํ นวย
คณุ ประโยชนและสะกัดกั้นเภทภัยแหงโลกนี้ดว ยเชน กัน
จงึ จาํ เปน สําหรบั ทา นอสุ ตาซเมาดูดยี ท จ่ี ะตองนําคาํ อธบิ ายของทานทห่ี า มมิใหขอในสิง่ ทย่ี ัง
คุณประโยชนและขอการสะกดั กั้นเภทภัย มาเชือ่ มติดกับคําอธิบายของเราตอไปดว ย น่ันคือ : โดย
ถือวามคี วามเปนอิสระและคณุ นภุ าพอืน่ ๆ จนถึงกบั วา สง่ิ ถูกขอ มคี วามเปน อสิ ระในเรอ่ื งนน้ั ๆ
คาํ อธิบายโดยสรปุ ก็คือ ทางแกไ ขปญ หานีก้ ค็ อื เราจะตอ งแยกแยะออกจากกนั ระหวา ง
ความเชือ่ ในอาํ นาจท่เี ชอื่ มโยงไปยงั เจตนารมณข องอลั ลอฮ, การอนุมตั ขิ องพระองค, ตลอดท้ัง
เจตนารมณข องพระองค, กับความเชอ่ื ในอาํ นาจทม่ี คี วามอิสระ, และจะตอ งไมนําท้งั สองประเด็น
เขา มาอธิบายปะปนกัน
สรปุ
ทศั นะตางๆ ทม่ี ีในเรือ่ งการสําแดงมุอญ ชิ าต (อภินิหาร) จากบาวของอลั ลอฮน้ันหนีไมพ น
ไปจากสี่ทัสนะดังตอไปน้ี
๑- มันมิไดเ ปนเรอ่ื งของความเกนิ เลยและความมีอาํ นาจอนั เหลือลนมาจากสภาพของพวก
เขาเองในฐานะของผมู ีความอสิ ระในงานสรา ง, งานบนั ดาล, งานใหช วี ติ , และใหมีความตาย
๒- แทจรงิ อลั ลอฮ ทรงบนั ดาลเร่อื งราวเหลานั้น โดยเกี่ยวพันกับความประสงคข องพวกเขา
สองทศั นะนี้ เราไดอ ธบิ ายผา นไปแลว ในเรอ่ื งที่เกยี่ วกบั การมอบอํานาจเดด็ ขาดให
๓- โองการตา งๆ ไดแ สดงเปนหลักฐานใหแกเราวา การกระทําน้นั ๆ เปน เรอ่ื งของพวกเขา
(บรรดานบี-อ-) โดยการอนมุ ตั ิของอัลลอฮ และโดยการกําหนดใหข องพระองค
๔- ทศั นะท่วี าดวยเรื่องของการควบคมุ เอาไวในอํานาจ ซง่ึ มรี ายงานฮะดษี กลาวถงึ ไว
นอกเหนือจากท่เี ราไดช ี้แจงไปแลว และทงั้ สามทัศนะหลังไมข ดั แยง กันเลย กลาวคอื ไมมปี ระเด็น
ใดที่เขากันไมได
ทัศนะหลงั สุดน้ี มีหลักเกณฑเ ปน พื้นฐานอยกู ับเรอื่ ง ความมอี ยูของความรสู กึ และความ
เขาใจในทกุ สรรพสง่ิ ทีม่ อี ยู ซงึ่ เร่อื งนี้เราอธบิ ายไปแลว อยา งชดั เจนในภาคทสี่ าม
สําหรบั เร่อื งนี้ ก็คอื การที่สง่ิ ตางๆ ในจักรวาลทาํ ตามคาํ สง่ั ของทา นนบีในเมอื่ ทานไดบัญชา
ส่งิ ใดไป และมโี องการของพระองคส นับสนุนเร่อื งนเ้ี อาไว คือ :
“แลว เราไดบันดาลใหล มอํานวยประโยชนแ กเ ขา มันจะเคลอ่ื นไปตามการบัญชาของเขา
อยา งเรยี บรอ ย ไมว าเขาจะมงุ ไปทางใด”
(ศอด-๓๖)
๒- ความเปนไปโดยปกตวิ ิสัยและเหนือปกตวิ สิ ยั ของเหตกุ ารณอ ยใุ นขายของหลกั เอกภาพและการ
ต้ังภาคีกระนน้ั หรอื ?
พวกศูฟยแ ละพวกตะรอวิชไดมีทัศนะตอ บรรดาหัวหนาและผูอาวโุ สแหง แนวทางของพวก
เขาเลยเถดิ ไปจนเขาขา ยของการตง้ั ภาคอี ยา งเหน็ ไดช ัด ดวยเหตุน้ีพวกเขาจึงทาํ ลายขอบเขตของหลัก
เอกภาพและการตัง้ ภาคอี ีกท้งั ยังไดเอาหลกั เกณฑของท้ังสองอยางมาทาํ ใหเ ขา กัน แรกเริ่มเดมิ ทีของ
เรื่องนีเ้ กิดขึ้นมาจากบทกวที ่ีประพนั ธข้ึนมาเทิดทูนบรรพชนของพวกเขา โดยที่เต็มไปดว ยกลิ่นไอ
ของการตง้ั ภาคอี ยา งสดุ เหลือที่จะกลาว เหลา น้ันคอื บทกวีทไ่ี มเ ขากันกับพืน้ ฐานตามความเปนจรงิ
(ของหลกั เอกภาพตามความหมายของอลั -กุรอาน) ถงึ แมพวกเขาบางคนพยายามทีจ่ ะพสิ ูจนว า บทกวี
และคาํ กกลอนตางๆ เหลา นั้นเปนเรือ่ งทอ่ี ยนู อกเหนอื เรื่องการต้งั ภาคี แตค วามจริงกไ็ ดพสิ ูจนให
เห็นวา ไมสมควรและไมอนญุ าตใหผ ูอยูในหลักเอกภาพเปลงคาํ พูดใดๆ ก็ตามท่ีไมเ ขา กันกบั หลัก
เอกภาพของอสิ ลามตามความหมายของอลั -กรุ อานออกมาเลยเปน อันขาด
โดยแนน อนย่ิง ทศั นะของคนพวกนท้ี ี่มตี อความหมายของการตงั้ ภาคนี ัน้ เปนทัศนะที่
จําเพาะและปลกี ยอยมาก จนถึงกับวา ไดจาํ กัดความใหเรอื่ งการต้ังภาคที ่แี นน อนประเภทตา งๆ
สวนมาก เปน เรือ่ งของหลักเอกภาพไปเสยี ?? ดว ยเหตนุ ี้พวกเขาจึงจาํ กดั ขอบเขตท่ีเปนแวดวงของ
การตั้งภาคีใหม นั แคบลงจนสดุ เหลือทจ่ี ะแคบ??
ในทางตรงกนั ขามกับคนพวกนีอ้ ยางสิ้นเชิงก็ไดแกพวกวะฮาบยี กลาวคอื พวกเขาขยาย
ขอบเขตความหมายที่แทจ รงิ ของเร่อื งการต้ังภาคใี หก วา งออกไปจนแทบจะถือไดวา ทุกๆ อิริยาบถ
ของการเคล่ือนไหวและหยุดนง่ิ อีกท้งั การแสดงออกทุกอยา งจากพวกท่ถี ือในหลักเอกภาพอนั มตี อ
บรรดาผูมีเกียรติสูงแหงอลั ลอฮ (เอาลยิ าอลุ ลอฮ) ท่มี ีจุดมงุ หมายไปในแงของการใหเกยี รต,ิ นอบ
นอม ลว นแตเ ปน เร่ืองที่พวกวะฮาบยี ถือวา เปน การตงั้ ภาคีและออกนอกขอบขา ยของหลักเอกภาพ
ทงั้ สิ้น?? พวกเขาเรียกคนทก่ี ระทาํ ส่งิ เหลานนั้ วา ผูต้งั ภาคี (มชุ รกิ ) จนถงึ กบั วาขา พเจา ไดพบกับสิ่ง
เหลานีด้ วยตัวเอง นนั่ คือในวนั หนง่ึ ที่มัสยิด อัล-ฮะรอม ขา พเจา ไดแ สดงความคารวะเพอ่ื เปน เกียรติ
แกผ ูทรงคณุ วุฒคิ นหน่งึ ท่ีมี “ลักษณะของความเปน ผสู ง่ั สอนคนใหกระทาํ ความดี” ดว ยการกม ศรี ษะ
ใหเ นื่องในการพบปะคราวนัน้ แตแ ลว ชายคนน้ันกลบั พดู ดวยลักษณะทีจ่ รงิ จังและเสยี งดงั ฟง ชัดวา :
“คุณอยาทาํ อยา งน้นั น่ันมันเปน ชริ ก (การตง้ั ภาค)ี เปนสิ่งตอ งหาม...คณุ อยา กม ศีรษะให
เพราะมนั เปน ชิรก !!
ความจรงิ แลว ถา หากความหมายของการตง้ั ภาคแี ละหลักเอกภาพเปน เหมือนอยางกบั ที่
พวกวะฮาบียใหทศั นะและกลา วไว ก็เปน อันวาทง้ั ใตน ภาและหนาแผนดินน้ี เราไมอาจจดั ใครสัก
คนขนึ้ มาใหเปน ผูอยใู นหลกั เอกภาพไดเลย และจะไมมใี ครเลยแมแตค นเดียวที่จะถูกจัดวามี
คุณสมบัติอันน้ันไดอยางแนนอน...
แนนอนทีส่ ุด เพ่ือนคนหนง่ึ ของขาพเจาทเ่ี ปน คนซอ่ื สตั ยม ากไดเ ลาใหฟง วา อมิ าม มสั ยิด
อลั -นะบะวยี ไ ดก ลาวคาํ ปราศรยั ในคฏุ บะฮว า : ชัยค อบั ดลุ อะซีซไดกลาวถงึ ขอบเขตของการตั้งภาคี
วา :
“ทกุ สิง่ ทุกอยา งทสี่ ัมพันธกบั ส่งิ อ่นื อันนอกเหนือไปจากอัลลอฮ ลวนเปนการต้ังภาคี
ท้งั ส้นิ ”...
ขาพเจา ขอกลาววา : ถาความหมายของการตงั้ ภาคี เปนไปอยางท่ีคนนี้พูดแลว ละก็ แนน อน
ท่ีสดุ เราจะตองถอื วามนษุ ยท ุกคนท่เี กดิ มาในโลกน้ี ลว นเปนผูต้งั ภาคี โดยไมมีการยกเวน แมแต
พวกวะฮาบียเอง เพราะพวกเขาประกอบกจิ การงานตา งๆ ที่จาํ เปนไดสาํ เร็จอยา งแทจ ริงก็โดยอาศยั
การสมั พนั ธแ ละการตดิ ตอ กับสิ่งที่เปน ตน เหตปุ ระเภทตา งๆ ท้งั ส้ิน โดยไมอ าจจะกลา วไดวา
ตน เหตตุ า งๆ และสาเหตหุ ลักเหลาน้ันคืออัลลอฮ หากแตมนั หมายถึงสิ่งท่นี อกเหนอื จากอลั ลอฮเม่ือ
เปน เชนนี้ จึงสรปุ ไดว า พวกเขามีความสมั พันธและการตดิ ตอ กับตนเหตุและส่ิงตา งๆ ทีเปนสาเหตุ
หลกั ท่ีนอกเหนอื ไปจากอลั ลอฮ และเปนการสมั พนั ธก ับสงิ่ อน่ื ท่ีนอกเหนือจากพระองค. ..
ในขณะเดยี วกับท่วี า ความสมั พนั ธแ ละการติดตอ ตางๆ เหลา น้มี ิไดเ ปนแตเ พยี ง การไมต ้งั
ภาคเี ทา นน้ั หากแตยงั เปนเนื้อหาของหลกั เอกภาพอันลึกซง้ึ อกี ดวย เพราะชวี ติ ของมนุษยในโลกน้ี
ยอมขึ้นอยูกบั สาเหตุหลักและสิง่ ตางๆ ท่ีเปน ตน เหตุทัง้ ส้ิน
ประเด็นสําคญั ทีส่ ุดอยูตรงที่วา เขาจะตอ งไมเชอ่ื ถือวา ตน เหตุตางๆ และสาเหตหุ ลักเหลา นี้
มีความเปนอิสระใดๆ แกต ัวเองและแยกตัวออกไปตา งหากจากเจตนารมณของพระผูเ ปนเจา ผุทรง
สูงสดุ หากแตจาํ เปน ทเี่ ขาจะตองเชอ่ื ถอื วาผลลัพธข องมันที่เกิดขนึ้ มานน้ั เปนไปตามเจตนารมณ
ของพระองคท ้ังสิน้ ใชแ ลวสําหรบั ประเด็นท่วี า ความสัมพันธก บั สิง่ ตา งๆ ทเ่ี ปน ตนเหตุและทีเ่ ปน
สาเหตุหลักประเภททเี่ ปน วตั ถุอยางเปด เผยนนั้ มันเปน เน้ือหาในเรื่องหลักเอกภาพดา นหนึ่งและเปน
เน้ือหาในเรื่องการตงั้ ภาคีอกี ดา นหนงึ่ กลาวคอื ตราบใดทเี่ รามไิ ดเชื่อถอื ...วา สง่ิ ตา งๆ ท่เี ปน ตน เหตุ
เหลาน้ีมคี วามเปน อสิ ระแกตัวของมันเอง (ในขณะทเี่ รามกี ารการตดิ ตอ กับมนั ) และเราก็มไิ ดถ ือวา
ผลลัพธอันเกิดข้นึ มาจากมนั อยใู นสภาพทพี่ นไปจากเจตนารมณของพระผูเ ปน เจา หากแตเ ราเชอ่ื มน่ั
วา มันอยใู นประเภททเ่ี ชอ่ื มโยงอยูกบั ความประสงคของอลั ลอฮ ตราบนนั้ เรากย็ ังไมออกไปจาก
กรอบของหลักเอกภาพ
ในเรื่องความเช่อื สําหรับหลักเอกภาพยอมจะไมม สี ิ่งใดเปน พ้ืนฐานรองรับได นอกจาก
ความเช่อื ถือเชนน้ีและดําเนินไปตามครรลองน้ี
สวนในกรณที ่ีหากเรามีความเหน็ วา สงิ่ ทีเ่ ปน ตน เหตุและสาเหตุหลักตา งๆ เหลา นีม้ คี วาม
เปนอิสระแกต วั ของมนั เอง และเช่ือถือวา ความเปน ไปแหงผลลัพธข องมนั เปนเร่ืองที่อยุนอกเหนอื
เจตนารมณข องพระผุเ ปน เจา โดยไมข ึ้นอยูกบั ความประสงคของพระผเู ปนเจา กเ็ ปน อนั วา ในความ
เชือ่ ถอื ลักษณะน้ีนเ่ี อง ที่เราจะเปนผทุ ่เี ชอื่ มัน่ ตอผสู รา งหลายองค...
เปนอันวา ผุยึดม่ันในหลักเอกภาพจะตอ งรักษาความเชอื่ ถือท่ีวา ในปรากฎการณต างๆ ของ
ธรรมชาตินั้น มีกฎเกณฑค วบคุม (ความเปน ไปบของสิง่ ทเี่ ปนตนเหตแุ ละสาเหตุหลกั ) อยแู ละตอ ง
เช่อื ถอื วา สงิ่ ทเ่ี ปนตนเหตุและสาเหตหุ ลกั เหลาน้ี ไมม อี ํานาจอิสระในการทาํ ใหเกิดผลลัพธใ ดๆ ท่ี
เดด็ ขาดได หากแตมันหมายถงึ สง่ิ ทีข่ ึน้ อยูกับอัลลอฮ ในการเกิดผลลัพธข องมัน เชนเดยี วกับในแง
การมีอยแุ ละการดํารงอยูของมันน่ันเอง
ผทุ ่ีอยใู นหลักเอกภาพนั้น ถึงแมเ ขาจะยอมรบั วา ชวี ติ นี้ จะตอ งดาํ เนนิ ไปตามพืน้ ฐานทว่ี า
เปน ผูจํานนอยูกับกฎเกณฑแหงความเปน ไปของสงิ่ ท่เี ปนสาเหตุก็ตามที แตอ ยา งไรกด็ ี เขาก็ยัง
พิจารณาตอไปอีกวา สง่ิ ทเ่ี ปนสาเหตุเหลาน้อี ยูใ นพน้ื ฐานที่วา การมีอยูของมนั กด็ ี การคงอยูของมนั
ก็ดี การเกิดผลลพั ธของมนั ก็ดีลวนเปนเร่ืองท่มี าจากอัลลอฮทัง้ สิน้
กลา วคอื ปฐมบทแหง เหตทุ งั้ ปวงคอื อัลลอฮ สว นสง่ิ อ่นื ๆ ท่เี ปนเหตุ คอื สรรพส่งิ ท่ถี ูกสราง
ของพระองค เปน สงิ่ ท่ยี อมจํานนอยกู บั เจตนารมณ โดยเปน ไปตามครรลองแหงความประสงคข อง
พระองค อนั มิไดขัดขืนแตประการใดเลย
แทจริง ขอ แตกตางขน้ั พน้ื ฐานระหวา ง ผูยึดถอื ในหลักเอกภาพกบั นักวตั ถนุ ยิ ม น้ันมีแฝงอยู
ในเรอ่ื งนี้
กลา วคือ ฝายที่สองเช่อื ถอื วา “วตั ถุเปนพ้ืนฐานหลักสําหรบั สงิ่ ทเ่ี ปน ตน เหตแุ ละมันมอี ิสระ
ในการทาํ ใหเ กิดผลลัพธ” ในขณะที่ผูยึดม่ันตอ หลักเอกภาพเชอ่ื ถือวา มนั เปน เรื่องของอลั ลอฮ ผุ
สรา งสรรพส่งิ พรอมๆ กบั ท่ีวา เขายอมรบั ตอกฎเกณฑแหง ความเปน ไปของสิง่ ท่ีเปน เหตซุ ึง่ เปนกฎ
ควบคมุ จกั รวาลนี้อยู
ขอ พิสจู นจ ากอลั -กรุ อาน
การพจิ ารณาในหวั ขอเรอ่ื งความเปนอิระ และความไมเปนอิสระของสิ่งที่เปน สาเหตแุ หง
กฎธรรมชาติทางดานวตั ถุ คอื ส่ิงท่ีจะแบง แยกระหวางหลกั เอกภาพกับการต้ังภาคี และเร่อื งนจี้ ะ
สามารถแยกแยะคนทอ่ี ยูในหลักเอกภาพออกไปจากคนต้ังภาคีไดอยา งชดั เจน สาํ หรับความจรงิ ใน
เร่อื งน้ีอลั -กรุ อานอนั ทรงเกียรตไิ ดช้แี จงไวในโองการตา งๆ มากมาย กลา วคอื มีคนอยูพวกหน่งึ เม่ือ
ถงึ คราวทีพ่ วกเขาประสบกับปญ หาใดๆ ทเี่ กดิ ขึ้นจนหมดหนทางแกไ ข พวกเขาก็จะยอมรับเอา
ความหายนะตา งๆ เหลานน้ั โดยถอื วา เปนเรอ่ื งท่ขี ้ึนอยูกับอัลลอฮ มอบหมายยังอลั ลอฮ และจะไม
พิจารณาไปยงั ส่งิ อื่นท่ีนอกเหนือจากอัลลอฮ ดว ยความจาํ ยอมและความบริสุทธิใ์ จ ครน้ั พอเขาไดรบั
ความปลอดภัย ก็หวลกลับไปสูส ภาพของผตู ้งั ภาคีอกี คร้งั หนงึ่ และนีค่ ือสภาพความเปน ไปของคน
พวกน้ี ซงึ่ ในอัล-กรุ อานมีอยหู ลายโองการทเี ดียวทชี่ ี้แจงเกี่ยวกับสภาพอยางนี้ ซึ่งเราจะกลาวถึงใน
บางสวน ในกรณีทเี่ ปน หวั ขอ สาํ คัญสาํ หรับการทจ่ี ะทาํ ใหเ ราเขา ใจวา อะไรคือความหมายของการ
ตัง้ ภาคตี ามท่ไี ดร บั การกลาวถงึ ไวในโองการตา งๆ เหลา นี้
เราขอใหทา นไดพิจารณาประเด็นตางๆ ของโองการตอ ไปนี้ :
“และเมื่อเภทภยั หนึ่งๆ ไดส ัมผัสมนุษย พวกเขากว็ งิ วอนขอตอพระผูอภบิ าลของพวกเขา
โดยมีจติ นอมกลบั สูพระองค แตแ ลว เม่ือพระองคใ หพวกเขาล้ิมรสความเมตตาจากพระองค
ขณะน้ันกจ็ ะมีกลมุ หนง่ึ จากพวกเขาทําการตัง้ ภาคตี อพระผุอ ภบิ าลของพวกเขา”
(อัรรมู -33)
“ครนั้ เม่ือพวกเขาไดข ่เี รอื อยู พวกเขากว็ ิงวอนขอตอ อลั ลอฮโดยเปนผูบรสิ ุทธใิ์ จนอบนอม
ตอพระองค คร้นั พอพระองคไ ดใหพวกเขาปลอดภยั จนถงึ บนบกพลนั พวกเขาก็ต้ังภาค”ี
(อัล-องั กะบตู -๖๕)
“จงกลาวเถดิ อลั ลอฮไดทําใหสูเจา ปลอดภัยจากสงิ่ เหลา นัน้ และจากทกุ ขภัยทกุ ประการ
หลงั จากน้นั สูเจา กต็ ัง้ ภาค”ี
(อลั -อันอาม-๖๔)
“หลงั จากน้ัน เม่ือพระองคท รงถอดถอนเอาเภทภัยออกไปจากสูเจา แลว ขณะน้นั ก็จะมีกลุม
หนึ่งจากพวกสูเจา ทีต่ ง้ั ภาคตี อ พระผอู ภิบาลของพวกเขา”
(อัน-นะฮัล-๕๔)
นีค่ ือบางโองการท่ีระบุถึงความเปน ไปในแงนี้ ความหมายท่ีเปนตัวบังคับท่อี ยใู นรปู ของ
ประโยคกค็ อื “ขณะนั้นเองพวกเขาก็ตัง้ ภาค”ี
แทจริง ความหมายของการตงั้ ภาคใี นโองการน้ี มไิ ดห มายความแตเ พียงวา เม่อื คนเหลานั้น
ขน้ึ ไปถึงบนบก หรอื ไดร ับความปลอดภยั แลว พวกเขาจะกมกราบกรานเจวด็ กนั เลย แตวา
ความหมายที่แทจรงิ จะตองกวา งออกไปกวาน้ี กลาวคือเมื่อพวกเขาไดรับความปลอดภยั แลว กก็ ลบั
กลายเปนลมื เหตกุ ารณในคร้ังกอนและมอบหมายเรือ่ งท้ังหมดไปใหแกส าเหตตุ า งๆ ตามวิสยั ของ
วัตถุ โดยคิดวา สง่ิ ตางๆ เหลานน้ั เปนสาเหตหุ ลักที่มีอิสระในการยืดชีวิตพวกเขาใหด ํารงอยโู ดยมิได
คํานึงวา มันเปน การสนับสนุนมาจากอลั ลอฮ และเปนผพุ ิจารณาไปยังส่ิงเหลา น้ันวา มนั คือเหตทุ ่ี
เปน ไปอยางมคี วามอิสระ โดยไมมสี วนพาดพิงไปยังอลั ลอฮเลย ไมต องสงสยั เลยวา การพจิ ารณา วา
มันเปน เรื่องของสาเหตทุ ่เี กิดมาจากธรรมชาติลวนๆ อนั หมายถงึ ความเปน อิสระในตัวของมันเอง
นั้น คือการตัง้ ภาคอี ยางหน่งึ เชน กัน ท่าํ จาํ เปน ตองหลีกเล่ยี ง และมนั คือจดุ ทเ่ี ปนขอ จําแนกออกจาก
กันระหวา งสํานกั ทางวิชาการท่ีเชือ่ ในพระเจา กบั สํานกั ทางวชิ าการแบบวัตถุนิยม และถาหากได
นําโองการเลหน ้ีมาศึกษาเกย่ี วกับเรอื่ งการตง้ั ภาคีและหลักเอกภาพกันในเชิงวชิ าการแลว ก็จะเหน็
ไดวา อลั -กุรอานไดเ นนไวอยา งไรบางในแงท ว่ี า ในโลกนี้ไมม ีอํานาจของส่ิงอ่ืนใดอีกแลว ทีเ่ ปน
อสิ ระออกไปจากอาํ นาจของพระผูเปนเจาและไมม เี จตนารมณข องผใู ดอกี ทส่ี ามารถขดั ขืน
เจตนารมณอ นั น้นั ไดเลย
ในเร่อื งนี้ยังชนี้ าํ ทานไปพจิ ารณาอีกวา อัล-กุรอานยืนยันวา พระองคผ ทู รงบรสิ ทุ ธค์ิ อื ผุนาํ
ทางในทา มกลางความมืดของบนบกและทะเล พระองคคอื ผูสงลมที่รําเพยพักเอาความเมตตาและ
หล่งั นาํ้ ฝนลงมา ดงั โองการทว่ี า :
“ยังมีผใุ ดอีกหรอื ทนี่ ําทางสูเจาในทากลางความมืดตางๆ ท้งั บนบกและทะเลและผูท ส่ี ง ลาํ
รําเพยพักเอาความเมตตาของพระองคม าประทานให ยังจะมีพระเจา ควบคกู บั อัลลอฮกระน้ันหรอื ?
อัลลอฮทรงสงู สดุ พนออกไปจากส่งิ ตา งๆ ทพี่ วกเขาต้ังภาค”ี
(อนั นัมลุ-๖๓)
พรอ มกบั ท่ีมนุษยยังมีและเขาก็จะหนีไมพ นจากการแสวงหาประโยชนจากสง่ิ ตา งๆ ทเี่ ปน
ตนเหตุและปจจัยทงั้ หลายทางธรรมชาติเชน ดาว, เสนรงุ , เสนแวง ซงึ่ เขาใชสิง่ เหลา นีน้ ําทศิ ทาง อกี
ทง้ั สงิ่ อ่ืนๆ ท่นี อกเหนือจากเรอ่ื งเหลานีอ้ นั ไดแ กเ คร่ืองมือทางวทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยี ทใ่ี ชในการ
เดนิ ทางทง้ั ทางบกและทางทะเล ส่ิงเหลานี้ท้งั หมดหาใชอน่ื ใดไม นอกจากแสดงใหเ ห็นวา ความ
เปน ไปแหงสาเหตุหลักน้ันมาจากอลั ลอฮ ผุท รงความบรสิ ทุ ธนิ์ ั่นเอง
เชน เดียวกบั ท่ีวา ลมและฝน ในกฎธรรมชาติอนั น้ีมันเกิดข้นึ มาจากกระบวนการตางๆ ท่ี
เปนผลมาจากปฏกิ ริ ยิ าของสาเหตหุ ลักแหง ระบบธรรมชาติท่สี งผลออกมาใหป รากฏในรูปของลม
หรือนา้ํ ฝน แตอลั -กรุ อานกลาวกับเรื่องนีว้ า :
“พระองคคอื ผุซึ่งไดสงลมราํ เพยพดั มาเปนความเมตตาของพระองค”
(อลั -อะอร อฟ-๕๗)
“พระองคคือผูทรงหลั่งฝนลงมาหลังจากท่ีพวกเขาทอ แท และไดทรงกระจายความเมตตา
ของพระองค”
(อชั ชูรอ-๒๘)
ท้ังหมดนม้ี ิใชเพราะเหตุใด นอกจากเปนเพราะวา อัลลอฮ ทรงอยูเ บ้ืองหลงั สาเหตุหลกั ตา งๆ
เหลา นั้น และสิง่ เหลาน้ันกเ็ ปน ไปตามบัญชาและการกําหนดของพระองค
อาจกลา วไดอีกนัยหน่งึ วา สาเหตุหลกั และตนเหตตุ างๆ เหลา นี้ แทท ี่จรงิ แลว มันหาไดมี
ความเปนอสิ ระในตัวของมนั เองไม มันไมมีท้งั อํานาจในการดาํ รงอยูและในการสาํ แดงผลลัพธของ
มันเองแตอ ยางใด หากแตมนั คือสงิ่ ท่ถี ูกสรา งมาทง้ั สน้ิ ไมว า จะเปน การเคล่อื นท่ีไปของมนั และการ
มีอยอู ยา งสมบูรณของมันและการเกิดผลลัพธข้ึนมาของมนั ลว นเปนของอลั ลอฮท้งั ส้ิน ดวยเหตุ
นอ้ี ัล-กุรอานจงึ ไดยืนยันวา พระองคทรงเปนผูนาํ ทางทา มกลางความมดื ทงั้ หลาย ท้งั บนบกและใน
ทะเลและทรงเปนผทุ ส่ี งลมมา อีกทัง้ เปน ผปู ระทานฝนมาใหหลงั จากทพี่ วกเขาทอแท
ความเปน จริงตางๆ เหลานี้ มีระบไุ วอ ยา งชัดเจนทสี่ ุดในโองการตางๆ ของซเู ราฮ อัล-วา
กอิ ะฮ
สงิ่ เหลาน้ี มไิ ดห มายความวา อลั -กุรอานปฏเิ สธกบั ส่ิงท่ีเปนตน เหตแุ ละสาเหตตุ า งๆ ทเ่ี ปน
หลักในทางธรรมชาติ อกี ทั้งมิไดป ฏิเสธความมอี ยู และพลงั ของมันตลอดจนมิไดป ฏิเสธตอ บทบาท
ของมันเลย หากแตมนั อยูใ นประเด็นท่ีวา ตน เหตุและสาเหตหุ ลักตา งๆ เหลา น้ี ไมมีอาํ นาจควบคมุ ตัว
ของมันเองโดยอสิ ระแตอยา งใด และมนั ขนึ้ อยูกับอาํ นาจของอลั ลอฮ ท้ังความหมายในแงข องการ
ผนั แปรและความหมายในแงของสรรพนาม โดยเหตุท่ีวา ถา มนั ตัดขาดออกไปจากเจตนารมณของ
พระองคแ ลว มนั จะเสยี หายและจะพนิ าศสน้ิ โลกกบั ทุกสงิ่ ทมี่ องเห็นอยูกจ็ ะกลับกลายเปนความ
มดื มนตมืดบอด ดวยเหตุนศี้ ิลปะในการอธบิ ายถึงปรากฏการณแ หงธรรมชาติจงึ มอี ยใุ นอัล-กรุ อาน
โดยทใ่ี นบางคร้ังก็อธิบายสรุปวา เปนเรอื่ งของอลั ลอฮ บางครงั้ กอ็ ธบิ ายไปหาสาเหตุหลกั ตา งๆ
บางคร้งั กจ็ ะอธิบายรวมท้ังสองอยา งเขา ดว ยกนั พระองคกลา ววา :
“และเจา หาไดขวา งไปไมในขณะท่เี จา ไดขวา ง แตอัลลอฮตางหากเลาทไ่ี ดขวาง”
(อัล-อันฟาล-๑๗)
ความสมั พนั ธกบั ปรากฏการณทอี่ ยูนอกเหนือกฎธรรมชาติ
บัดนี้ เปนที่เขาใจอยา งแจม ชัดแลววา ทัศนะท่มี ีตอ สง่ิ ที่เปน สาเหตุหลักประเภททเี่ ปน กฎ
ธรรมชาติน้นั ถาเปน การมองในแงท ่ีวา มนั เปน สาเหตุหลักทไ่ี มม คี วามเปน อิสระในตัวเอง มันกยัง
หมายถึงเร่อื งของหลักเอกภาพอยู สวนถามองในแงท ่ีวา มันมีความเปน อสิ ระในการทาํ ใหเกิดผล
ลพั ธ มันก็จะหมายถงึ การตัง้ ภาคไี ป และสําหรับกรณีของสิ่งที่เปนสาเหตปุ ระเภททอ่ี ยูนอกเหนือกฎ
ธรรมชาตนิ ้ันกฎเกณฑข องมนั กเ็ ปนไปตามกฎเกณฑของสิ่งทอี่ ยนู อกเหนอื กฎธรรมชาตนิ ้ัน
กฎเกณฑข องมันกเ็ ปน ไปตามกฎเกณฑข องส่ิงทอี่ ยูในประเภททเ่ี ปนกฎธรรมชาตนิ น่ั เอง โดยถือวา
ถาความสัมพนั ธเ ปน ไปตามการมองในแงทห่ี นง่ึ กจ็ ะหมายถงึ เรอื่ งของหลกั เอกภาพ และถา
ความสัมพนั ธเปนไปตามการมองในแงทหี่ นึง่ ก็จะหมายถงึ เรื่องของหลักเอกภาพ และถา
ความสัมพนั ธเ ปน ไปตามการมองในแงทสี่ อง ก็จะหมายถงึ การตั้งภาคชี นดิ คาํ ตอ คาํ แตอ ยา งไรก็ดี
พวกวะฮาบยี ย ังถอื วา ความสมั พนั ธที่มกี บั สิง่ ท่ีอยูเหนือกฎธรรมชาติน้นั เปน ความสมั พนั ธท่ีรวมอยู
ในประเภทการตง้ั ภาคที านเมาดูดียไ ดกลา วไวในเรื่องนีว้ า :
“ดงั นั้นในเมอื่ คนใดหิวนํา้ แลว เขาไดเ รียกคนใชข องตนมา และสั่งใหคนใชน ําน้ํามาให ก็
จะมไิ ดห มายความวา ชายคนน้ันทําการ “วิงวอนขอ” (ดอุ าอ) และมิไดห มายความวา ชายคนน้ันเอา
คนใชของตนข้ึนเปนพระเจา และใครกต็ ามที่ดาํ เนินไปตามกฎเกณฑน ้ีกับสิ่งท่เี ปนสาเหตุหลักตางๆ
ก็จะเปนไปตามนี้ แตถ าเขาขอความชว ยเหลือตอ วะลียแ ลว ไซร ก็ไมตองสงสยั เลยวา เขาไดวิงวอน
ขอเพ่ือปลดปลอยทกุ ขภ ยั และกาํ ลังเอาสิ่งนั้นข้ึนเปน พระเจา ”
“เพราะเปนเสมอื นหนึ่งวา เขาลงความเหน็ วาวะลยี นน้ั มคี ณุ ลกั ษณะเปนผูทรงไดยิน ทรง
มองเหน็ ทั้งสิ้นเสมอ และสําคญั วา วะลยี ม ีอํานาจประเภทหนึง่ ทอ่ี ยูเหนอื โลก เปนตนวา การทจี่ ะนํา
นา้ํ มาใหถึงเขา หรือทําใหเ ขาหายปวยไข”
“กลาวโดยสรุปแลว เหตผุ ลที่ทาํ ใหมนุษยวิงวอนขอตอ พระเจา ออ นวอนตอพระเจา นบ
นอบตอพระเจากค็ อื เหตผุ ลที่วา พระองคม สี ภาพเปนผทู รงอภสิ ิทธ์ใิ นอํานาจอยางเดด็ ขาดเหนือ
กฎเกณฑท างธรรมชาติ และเปน ผทุ รงสทิ ธิใ์ นพลังทอ่ี ยูนอกเหนือกรอบแหง กฎธรรมชาต”ิ
ขอความดงั กลาวมปี ญหาอยูส องประเด็นคือ :
ประเด็นทหี่ นึ่ง/ถาคนเราคดิ วา แทจ ริงสาํ หรับปรากฏการณทม่ี อี ยูน้ี เปนส่ิงที่มาจากสาเหตุ
สองประเภท คอื ประเภททเ่ี ปนไปตามกฎธรรมชาตแิ ละประเภททอ่ี ยูนอกเหนอื กฎธรรมชาติ
กลา วคือ ไมอยางใดอยา งหน่ึง จะถือวา ความคิดเชนนเ้ี ปนการต้ังภาคี หรือไม?
ประเดน็ ทสี่ อง/ถาคิดวา ใครสกั คนหน่งึ มอี ํานาจอันเรน ลับในจักรวาลโดยการอนมุ ตั ิของ
พระองค ผทู รงบรสิ ุทธ์ิ จะถือวา ความเช่อื อยางน้ี เปนความเช่อื ในสภาพความเปน พระเจา ของคน
น้ันหรอื ไม?
แนน อนเราไดวเิ คราะหความเปนไปเกย่ี วกบั ประเดน็ ทสี่ องไปแลว และตอไปนี้ เราจะมา
กลา วถึงประเด็นท่ีหนึง่ กัน :
ถาคนๆ หนง่ึ เชือ่ วา เขาจะหายจากโรคไดโดยสองวธิ ี วธิ ีหนึ่งคือเปนไปตามธรรมชาติ อกี
วิธหี นึ่งคอื วิธีทีน่ อกเหนอื กฎธรรมชาติ และเขาก็ไดด ําเนินการไปตามวิธีท่ีหน่ึงแลว แตก ็ไม
บรรลุผล ดงั น้ันเขาจึงกลับมาดําเนนิ การรักษาโดยยึดเอาวธิ ีท่สี อง เชน วธิ ที ท่ี านมะซีห (เยซู) ใชม ือ
ทัง้ สองขางมาสัมผัสเปนตน จะจดั วา ความเชือ่ อยา งนแี้ ละการขอความชว ยเหลอื อยางนเ้ี ปนการต้ัง
ภาคี และเปน การกระทําที่ออกนอกขอบขายของหลกั เอกภาพหรอื ไม
ถา ทา นไดพ ิจารณาอยางจรงิ จงั กบั หลักเกณฑต างๆ ตามที่ทา นรบั รมู าเก่ียวกับเรือ่ งการ
แยกแยะลกั ษระการต้ังภาคีกบั เร่ืองอื่นๆ ออกจากกนั แนนอนทานก็จะสามารถใหค าํ ตอบไดเ ลยวา
มนั มไิ ดขัดกับเอกภาพแตอ ยา งใด ยงิ่ ไปกวานัน้ ยังถอื วา อยใู นหลักเอกภาพอยา งบริบูรณ เพราะเขา
เชือ่ ถอื วา อลั ลอฮ ผูซ่งึ ไดประทานผลลัพธในทางบาํ บัดโรงตามกฎธรรมชาติ หรือผทู ่ไี ดทาํ ใหน้ําผ้งึ
เปนยาบาํ บดั โรคนั้น คอื ผูซ่งึ ประทานความสามารถใหแกทานมะซีห จนสามารถรกั ษาคนปวยให
หายไดโดยอนุมัติของพระองคเม่อื เปน เชนนีจ้ ะถือวา ความเชือ่ ของเขาเปนการต้ังภาคอี ยางไร?
ใชแ ลว คนใดคนหนึ่งอาจกลา วถงึ เรื่องของความเปนไปในสงิ่ ๆ หนึ่งใหผ ิดพลาดได และ
อาจกลา ววา อลั ลอฮไมท รงประทานความสามารถอันนั้น ไดแ กวะลยี คนน้ันโดยเฉพาะ หรอื จะ
กลา ววา เขาไมม ีความสามารถจะทําใหหายไดแ ตมันเปน เรอ่ื งทอ่ี ยูนอกเหนือขอบเขตการอธิบาย
ของเรา กลาวคอื เราต้งั หวั ขอ การอธบิ ายแยกแยะเรอ่ื งการตั้งภาคี ใหอ อกจากเรือ่ งอืน่ ๆ เทา นนั้ มิได
อธบิ ายในหัวขอที่วา ยนื ยันถึงความสามารถหรือปฏิเสธความสามารถของวะลียคนใดคนหนงึ่ และ
หวงั วา ผุทอี่ ธิบายวา ความเชอ่ื ถือและการขอความชว ยเหลืออยา งน้ีเปน การตั้งภาคีนนั้ ถาหากวา ได
พิจารณาแยกแยะประเด็นหลักของการต้งั ภาคีใหออกจากเรอ่ื งอน่ื ไดแ ลว กจ็ ะเปน การงา ยสาํ หรบั
พวกเขาในแงข องการจาํ แนกความจริงออกจากความไมเ ปน จริง ในขณะทีว่ า มีอะไรแตกตา งกันบาง
ระหวางความเช่อื ถอื ที่วา อลั ลอฮใหดวงอาทิตยข น้ึ ใหไฟเผาไหม ใหน้าํ ผึง้ เปน ยาบาํ บดั กับความ
เชอื่ ถือทว่ี า อัลลอฮใหดวงอาทติ ยขึน้ ใหไฟเผาไหม ใหน า้ํ ผง้ึ เปนยาบาํ บดั กบั ความเชอื่ ถอื ทีว่ า
พระองคน ีแ่ หละคอื ผซู ึง่ ใหอํานาจแกว ะลยี ของพระองคเชนทา นมะซหี และคนอืน่ ๆ ในการบาํ บัด
โรคใหห าย หรอื กับความเชอื่ ที่วา พระองคนีแ่ หละที่ใหอาํ นาจแกว ิญญาณอนั บริสุทธขิ์ องวะลีย
ท้งั หลายในการดําเนนิ กจิ การของจกั รวาลและอาํ นาจในการใหความชว ยเหลอื
แนนอนท่สี ุด ในอลั -กุรอานไดม ีการกลาวถงึ การมอบอาํ นาจทอ่ี ยุนอกเหนอื ธรรมชาตใิ หแ ก
คนบางคนโดยเฉพาะ ดังท่เี ราไดก ลา วไปแลว จึงขอใหท านพิจารณากับเรื่องเหลา นนั้ ดังตอ ไปน้ี :
1- อลั กุรอานไดกลา วถงึ ลกั ษณะววั ของซามิรยี ว า
“แลว เขา (ซามริ ีย) ก็นาํ รปู ววั ออกมาเปนตัวใหแกพ วกเขา อกี ท้งั ยังสง เสียงรอ ง ดังนั้นพวก
เขาจึงกลา ววา นีแ่ หละพระเจาของพวกทา น และพระเจา ของมซู าแตเ ขาลมื เสียแลว ”
(ฏอฮา-๘๘)
ครน้ั พอหลังจากท่ีทานนบีมูซากลับจากการเขาเฝา และไดเ ห็นสภาพเชนนั้นก็ถามซามริ ยี ถงึ
เรื่องการกระทาํ ของเขา วา มคี วามสามารถในการประดษิ ฐงานนีข้ ึน้ มาไดอยางไร ซามิรยี ก ็ตอบวา :
“เขาตอบวา ฉนั เห็นในสง่ิ ท่ีพวเขาไมเหน็ แลวฉันไดกําฝน จากรอยของทูต (ญิบรีล) กําหน่ึง
แลวฉนั ก็โปรยมนั ลงไป และตามนน้ั แหละท่ีจิตใจของฉนั คลอ ยตามไป”
(ฏอฮา-๙๖)
เปน อันวาตน เหตสุ าํ หรับการกระทาํ ของเขาคราวนค้ี อื ฝนุ กํามือหนึง่ ท่ีเอามาจากรอยของทูต
โดยไดนํามนั ไปใชในสิง่ ท่ีเขาตองการ แลวมนั ก็กลายมาเปน ววั ที่รอ งออกมาไดและน่ีกห็ มายความ
วา ดนิ ที่ถูนํามาจากรอยเทา ของทตู นน้ั มีประสทิ ธภาพพเิ ศษ แลวซามริ ยี ก ็มีความสัมพนั ธก ับดินน้ัน
๒- อลั -กรุ อานไดกลา วถึงลักษณะท่ีนบียะอก บู หายจากตาบอด วา สืบเนอ่ื งมาจากทา นนบี
ยซู ุฟ โดยไดกลาวดงั นี้ :
“พวกทานจงรําเสอื้ ของฉันตัวน้ไี ป แลววางมันลงไปทีบ่ นใบหนาบดิ าของฉนั แลว มันกจ็ ะ
ทําใหมองเหน และพวกทา นจงนาํ สมาชิกครอบครวั ของพวกทานท้งั หมดมาหาฉนั ”
(ยซู ฟุ -๙๓)
“ครน้ั เมือ่ ผูแ จง ขา วดีไดม าแลว เขาก็วางมนั ลงไปบนใบหนาของเขา (บิดา) พลันกก็ ลับมา
มองเหน็ เขาไดกลาววา ฉนั ยงั มิไดบอกพวกทา นอกี หรือวา แทจ ริงฉันรใู นสิ่งท่ีพวกทา นไมรมู า
จากอัลลอฮ”
(ยูซุฟ-๙๖)
ดงั นั้น ถาคนใดเชอื่ มน่ั วา ผูซ ึ่งไดท รงสรา งประสทิ ธิภาพพเิ ศษโดยเฉพาะไวในดนิ ท่ถี ูก
นาํ เอามาจากรอยของทตู ท่ีวาพอนําไปใหเ ขากบั สภาพหน่ึงๆ แลวกจ็ ะทําใหมนั มีเสียงรอ งออกมา
หรือเชื่อถอื วาผูทไ่ี ดใหประสทิ ธภิ าพอนั มหศั จรรยแกเ สื้อตัวน้ัน คือผูซงึ่ ไดใหป ระสิทธภิ าพพเิ ศษ
โดยเฉพาะแกส งิ่ ท่เี ปนสาเหตุหลักท้ังหลายประเภททอี่ ยูนอกเหนอื กฎธรรมชาติ จนมนุษยใ ช
ประโยชนกับมนั ไดในสง่ิ แวดลอมเฉพาะอยา งใดอยางหนึง่ แลว จะเปน ทอ่ี นุญาติใหเ ราโจมตคี นที่
เชือ่ อยางน้ีวา เขาเปนผตู ้งั ภาคีไดกระน้ันหรอื ? และจะมอี ะไรตางกันระหวา งการทซ่ี ามริ ียน าํ ดินมา
จากรอยของทตู ? หรอื เสอ้ื ของนบยี ซู ุฟ? กับสาเหตุหลักตางๆ ทง้ั หลายแมก ระทง่ั กับสาเหตุหลกั ท้งั
มวลทีน่ อกเหนือธรรมชาติ?
แทจริง การแสวงหาความสมั พันธก บั บรรดาวญิ ญาณอันบริสทุ ธทิ์ ่ีสถติ ยอ ยู ณ พระผู
อภบิ าลนั้น เปนการถือปฏบิ ัตติ อ สิง่ ที่เปนสาเหตุหลกั ชนิดหน่งึ ท่ีอยใู นหลักความเชอ่ื ดา นการถือ
ปฏิบัติ ดังทีพ่ ระองคไ ดมโี องการวา :
“โอบรรดาผศู รทั ธาทง้ั หลาย สเู จาจงยําเกรงอัลลอฮและจงแสวงหาสือ่ ในการเชือ่ มสมั พนั ธ
ยังพระองค”
(มาอิดะฮ- ๓๘)
สว นกรณที ่วี า บรรดาวิญญาณและตัวของบุคคลประเภทนี้ จะมคี วามสามารถในการ
ชวยเหลอื ผทู ่ีขอความชว ยเหลือหรอื ไมน้นั นับวาเปนเร่อื งท่อิ ยูนอกเหนือไปจากหัวขอ ท่เี รากาํ ลัง
อธบิ ายอยู
๓- การมีชวี ติ อยแู ละการตาย เขามาอยูในขายของหลักเอกภาพและการตัง้ ภาคีดว ยหรือ?
ไมต อ งสงสัยเลยวา การชว ยเหลือซง่ึ กนั และกัน การสนบั สนุนซ่ึงกันและกันระหวางมนษุ ย
น้นั เปนพื้นฐานของชีวติ ประวตั ศิ าสตรความเปนมาของมนุษยชาติก็หาใชอ ืน่ ใดไม นอกจากวา
เปนความสามารถของมวลมนษุ ยชาตทิ ส่ี ืบเนื่องมาจากการชวยเหลือซึ่งกนั และกัน การ
แบง สันปน สวน การแลกเปลี่ยนผลประโยชนซ่ึงกันและกันตามวสิ ยั ของมนษุ ย
อัล-กุรอานไดส อนบทเรยี นเรอ่ื งการชว ยเหลือเกื้อกูลกันของมนุษยไวอยางมากมาย ดงั
โองการที่วา :
“ดงั นั้น ผทู ่เี ปนพรรคพวกของเขากไ็ ดข อความชว ยเหลือจากเขาใหเอาชนะแกผ ทุ ี่เปน ศัตรู
ของเขา ดงั นั้นมูซากไ็ ดชกเขา จนความตายมแี กผ ุน ั้น”
(อัล-เกาะศอ็ ศ-๑๕)
เพราะฉะนน้ั การชว ยเหลอื เก้ือกูลกันของมนุษย เปนความจริงทป่ี รากฎอยอู ยางหนึง่ ใน
ชวี ิตอขงมนษุ ยชาติและเปนเรื่องท่ยี อมรบั กันอยูในทศั นะของมนุษยชาติทัง้ มวล เพยี งแตวา พวกวะ
ฮาบียนั้น ไดมีคําอธิบายใหร ายละเอียดตามความเหน็ วา ในประเดน็ ของสง่ิ ท่เี ปนไปตามธรรมชาติ
นั้น ไมเ ก่ียวกับในเรื่องหลักเอกภาพและการตัง้ ภาคี
กลาวคือพวกเขาไดกลาววา การแสวงหาสื่อสมั พันธกบั บรรดานบีและบรรดาวะลียนัน้
อนญุ าตใหก ระทาํ ไดใ นขณะทค่ี นเหลานั้นมีชีวติ อยู แตจะทาํ ไมไดในขณะที่คนเหลานน้ั ตายไปแลว
ทา นมฮุ มั มัด บิน อับดุลวะฮาบไดก ลาวในประเด็นน้วี า :
“นค่ี ือเร่ืองทอ่ี นญุ าตใหกระทาํ ได ไมวาจะขอเพื่อโลกน้ีเหรือเพอ่ื ปรโลกสาํ หรับกรณีท่ีวา
ไปหาคนมีคณุ ะรรมแลว กลา วกบั เขาวา : ชวยวิงวอนขอตอ อัลลอฮใหขาพเจาดวยเถิด ดังท่ีสาวกของ
ทานศาสนทตู (ศ) เคยขอตอ ทา นในขณะท่ที า นมีชีวติ อยู แตใ นกรณที ่หี ลงั จากตายไปแลว จะกระทาํ
มิได คือพวกเขาก็มิไดข ออยา งนัน้ อกี เลย แมแ ตผูอ าวโุ สในยุคกอนๆ ก็ปฏิเสธมิใหมีใครไปวิงวอน
ขอตออัลลอฮ ณ สสุ านของทาน กลาวคอื ทา นจะขอดว ยตัวของทา นไดอยา งไรกันอกี ” (๑)
สําหรบั เรอื่ งของหลักเอกภาพและการต้ังภาคนี ้ัน มเี ครื่องวัดทแี่ นนอนของมนั โดยสามารถ
แยกแยะเร่ืองหนึ่งออกจากเร่ืองหนึ่งได และอิสลามมิไดล ะเลยในการทีจ่ ะใหเ คร่อื งวดั เหลา น้ันแก
เรา ยง่ิ ไปกวา น้ัน ยังใหรายละเอียดทแ่ี นช ัดกบั ทุกแงทุกมมุ อีกดวย
แนน อนทสี่ ุด ในบทกอ นๆ เราไดเ ขาใจอยา งชดั เจนในเรือ่ งนไ้ี ปแลว แตเรายังมไิ ดก ลาวถึง
ในประเด็นของเครือ่ งวดั เหลานีว้ า การมชี วี ติ อยู และการตายไปมีความหมายสาํ หรับหลักเอกภาพ
และการตง้ั ภาคดี วยกันท้ังสองอยา งได
ทา นจะทราบไดเลยวา สําหรับการมชี วี ติ อยแู ละการตายไปของผทู ่ถี กู ขอความชว ยเหลือนั้น
มิไดเขามาอยูในขอบขา ยของการต้ังภาคหี รือหลักเอกภาพอยา งแนน อน นอกจากในกรณีทถ่ี าขอ
(๑) “กะชะฟุล-อรั ตีหยาบ” หนา ๒๗๑ อา งจาก “กะชะฟุชชบุ ฮาบ” รวบรวมโดย มฮุ ัมมัด บิน อบั ดุ
ลวะฮาบ พมิ พท ี่อียิปต หนา ๗๐
ความสนบั สนุนและขอความชว ยเหลือตอ ผูมีชีวติ พรอ มกบั มีความเช่ือถือวา เขามีความเปนอสิ ระใน
ตัวเองสาํ หรับการแสดงความสามารถและการใหง านสมั ฤทธผิ์ ลกจ็ ะหมายถงึ การตง้ั ภาคี ลักษณะ
การขอความชว ยเหลอื ตอ คนเปน ในกิจการใดๆ โดยใหความหวงั อยางเตม็ ทนี่ ้ัน ผมุ ีสตปิ ญญายอ ม
ไมถ อื วา เปนการถกู ตองถา หากเปนการขอความชว ยเหลอื ทป่ี ระกอบขึน้ กบั ความเช่อื ถอื วา ผไุ ดร บั
การขอรองมีความสามารถอสิ ระในการใหความชวยเหลือ เพราะเปนท่รี ูกนั ในหมผู มู ีสติปญญาวา
พน้ื ฐานของการขอความชว ยเหลอื ตอ ผมู ีชีวิตนนั้ จะตอ งไมถอื วา ผุถูกขอมีความเปน อิสระในการ
กระทาํ
กลา วคือ การขอความชว ยเหลอื ของพรรคพวกนบีมูซา จะไมถ ูกตอ งตามหลักของเอกภาพ
เลย นอกจากวา จะตอ งอยใู นรปู เดียวเทา นั้น คอื : ในขณะทข่ี อน้ันเขาจะตอ งไมเช่ือถอื วา นบีมูซามี
ความเปน อิสระแกตนเองในการทาํ ใหสัมฤทธผิ์ ล หากแตต อ งถือวา ความสามารถและผลลัพธข องมู
ซาทเี่ กิดขึน้ นั้น เชือ่ มโยงกับความสามารถของพระผเู ปนเจา และไดร ับการสนับสนุนมาจาก
พระองค
ความจรงิ อันเดยี วกันน้ีก็ดาํ เนินอยใู นกฎของการขอความเก้ือหนุนและขอความชว ยเหลอื
ตอ “บรรดาวญิ ญาณบริสุทธิ”์ ตามคาํ อธิบายของอัล-กรุ อาน และตามหลักวชิ าการฮาดีษดว ย
กลาวคอื ถา พรรคพวกของนบมี ูซาขอความชว ยเหลอื ตอทา น (ความสันตสิ ุขพงึ มแี ดทา น) หลังจากที่
วิญญาณออกจากรา งทา นไปแลว โดยมคี วามเช่อื ถอื อยา งน้อี ยุ การกระทาํ ของเขากจ็ ะไมเปน การต้ัง
ภาคี และยงั มไิ ดต ้งั ใหทานนบีมซู าเปนภาคกี ับอัลลอฮไมวา จะเปนในแงของสภาวะ, คณุ ลักษณะ,
การกระทํา หรือในแงข องการเคารพภักดีก็ตาม และเขายงั ไมเ คารพภักดีตอบชู าเพราะการขอความ
ชว ยเหลอื แบบนี้
สวนในกรณีที่ถาหากวา เขาขอความชว ยเหลอื จากทาน โดยเช่อื ถือวาวญิ ญาณของทา นมี
ความเปนอสิ ระในการใหค วามชว ยเหลอื และเชือ่ ม่ันวาเปนวิญญาณทีม่ ีความสามารถในการให
สมั ฤทธิ์ผลไดโดยไมเกี่ยวกับอาํ นาจของพระผเุ ปน เจา ก็เทา กับวา ผูขอความชวยเหลือคนนเี้ ปนผูตั้ง
ภาคี และความเชอ่ื ของเขาอยา งนคี้ ือการตัดสินวา มูซาอยใู นคุณสมบตั ิของพระผูเปน เจา
ถา หากวา เรอ่ื งการมชี วี ิตอยุและการตายไปของผูถ ูกขอใหช วยเหลือจะมีผลกระทบใน
สวนๆ ใดแลว ประการแรกมนั กจ็ ะมีผลกระทบในประเด็นที่วาความเปนไปได ของการใหค วาม
ชวยเหลอื คอื ไมอยุใ นขอบขายของการต้งั ภาคีและหลักเอกภาพ และสาํ หรับการกลา วถึงเรื่องความ
เปนไปได หรือไมก ็เปนประเด็นทอ่ี ยนุ อกเหนอื ไปจากหัวขอ เรื่องท่เี ราอธิบาย
นับวา เปน เรือ่ งแปลกสุดเหลือทจ่ี ะแปลก สําหรบั การตคี วามวา การหาสอื่ และการขอความ
ชวยเหลือตอคนเปนและการขออนุเคราะหจากเขาถูกจดั วา หมายถงึ หลักการเอกภาพ และการขอ
ความชวยเหลอื ขอการบาํ บดั อยา งเดียวกันนีใ้ นทุกๆ ขอแมกบั คนตายกลบั หมายถงึ การตง้ั ภาคี และ
ผูใดทท่ี าํ เชนน้ัน มกี ฎลงโทษทตี่ อ งถงึ กับใหประหารชวี ติ ทเี ดียว
พวกวะฮาบยี ย อมรบั วา อัลลอฮ ไดทรงมีบัญชาใหคนทําบาปไปหาทา นนบี(ศ) และขอให
ทานนบวี งิ วอนขอการอภัยโทษแกพวกเขา โดยถอื เอาตามความหมายของโองการ (อัน-นิซาอ-๖๔)
เชนเดยี วกันนี้พวกเขาก็ยอมรบั วา ลกู ๆของนบยี ะอกบู ขอใหบ ิดาวงิ วอนขอการอภยั โทษแกพวกเขา
(ยูซุฟ-๙๗-๙๘) อยา งไรกด็ ีพวกเขาก็ไดก ลา ววา ขอมลู สองประการนี้ มนั เขา กบั หลักเอกภาพไดก็
เพียงเพราะความมชี วี ติ อยขู องผูถกู ขอความชวยเหลอื เทา น้นั สว นถาขออยา งนีใ้ นขณะท่ีเขาไดตาย
ไปแลว จะตอ งถอื วา เปนการตงั้ ภาคี
อยา งไรกต็ าม ทานผูอ า นกย็ อมรูอยางดีท่ีสุดอยแุ ลววา การมีชีวติ อยูและการตายไปของ
ทา นศาสนทตู น้ันมิไดเปล่ยี นแปลงเนื้อหาทีแ่ ทจรงิ ของการงานแตอยางใดเลย กลา วคอื ถา หากวา
การแสวงหาส่อื สัมพันธ เปนการตงั้ ภาคที ่ีแทจริงแลว แนน อนที่สุดวามันจะตองเปนอยา งนี้ทงั้ ใน
สองสถานโดยไมมีขอแมระหวา งสถานภาพของคนเปนกบั คนตาย
ถา จะอา งวา การขอความชว ยเหลอื ตอคนตายเปน การกระทําที่ไรส าระในประการที่หน่งึ
และเปนการกระทาํ อตริ (บดิ อะฮ) ไมถูกยอมรับวาอยใู นบทบญั ญัตศิ าสนาเปนประการทสี่ องแลว
ละก็ จะขอกลาวคาํ ตอบดังน้ี
ประการท่ีหนึ่ง การกระทําอนั นจ้ี ะเปน ส่งิ อุตริ (บดิ อะฮ) ไดกต็ อเมอื่ ผูขอความชว ยเหลอื ได
ดาํ เนินไปในฐานะที่ถอื วา มนั เปน คาํ สงั่ หนึ่งทอ่ี ยใู นบทบัญญัตแิ ตถา หากกระทําสง่ิ ดังกลาวขึน้ มา
จากสวนของมนั เองตา งหากโดยมิไดถอื วาเปน เร่อื งของหลกั การ ก็จะไมเปน บิดอะฮแ ละไมเ ปน การ
ตั้งกฎเกณฑในศาสนาขึ้นมาใหมแ ตอ ยา งใด เพราะการกระทาํ ในสงิ่ อุตริ (บดิ อะฮ) นน้ั หมายถึงการ
นําส่ิงที่มใิ ชม าจากศาสนาเขา ไปในหลกั ศาสนา และไดถือปฏิบัติในส่ิงนัน้ ๆ ขึ้นมาในฐานะทีถ่ อื วา
เปน คําสัง่ ของศาสนา
ประการทสี่ อง/การอธบิ ายในทีน่ ี้ หมายถึงเพียงแตก ารจาํ กดั ความในเร่ืองหลกั เอกภาพกบั
การตง้ั ภาคเี ทา น้นั และมิไดเ กีย่ วขอ งกบั ประเด็นทวี่ าการกระทําอนั นเ้ี ปน สงิ่ ทเ่ี กิดผลหรือไมเกิดผล
หรือวา จะเปน เร่อื งบดิ อะฮไมบดิ อะฮ กลาวคือประเดน็ ตา งๆ เหลาน้ี ลวนอยูนอกเหนือหวั ขอ การ
อธิบายของเรา ประกอบกบั วา ตองการใหเ รอื่ งน้ี ดําเนินไปตามท่รี ะบมุ าในประเด็นทเ่ี ปนแงของ
บทบัญญตั อิ นั วา ดว ยการแสวงหาส่ือสมั พันธกับบรรดาวญิ ญาณอันบรสิ ุทธิ์ตามหลกั ฐานตางๆ ทถี่ กุ
นํามาอา งไวอ ยา งชดั เจนเทาน้นั (๑)
เหนอื สิ่งอ่ืนใดทกุ ประการ การขอความชว ยเหลือตอ ผุตาย ยังไมอาจถอื วา เปน การตง้ั ภาคี
ไดเลย ในเม่อื เขามไิ ดท าํ การต้งั ภาคี และอนั ทีจ่ รงิ แลว ความเช่อื ถือท่วี า ผกุ ระทาํ มคี วามเปนอิสระใน
ตัว และในการกระทํา อกี ทงั้ มอบหมายตนกบั เขาไปในลักษณะดังกลาวเชน เดียวกันกับการตง้ั ภาคี
ในการเคารพภกั ดนี ั่นแหละจึงจะถอื วา เปน การต้งั ภาคี ขณะเดยี วกนั กับท่เี ชอ่ื ถอื วา ผกู ระทาํ ไมม ี
ความเปน อิสระในตวั ในคณุ สมบัติตางๆ ในการกระทําตางๆ ของตนเลย อกี ทง้ั ยงั มีการยอมรบั ถึง
(๑) โปรดดกู ารอางหลักฐานน้นั ไดใ นหนงั สือ กะชะฟลุ อิรติยาบ หนา ๓๐๑
ฐานะความเปน บา วของผนู น้ั อยู และมอบหมายตนยงั ผูน้นั ในฐานะเปน การใหเ กียรตแิ ละยกยอง ก็
จะไมถ อื วา เปน การต้งั ภาคี แตถาหากเขาลืมกฎเกณฑอ ันนี้ไป แนน อนเหลือเกนิ วา * เราจะไม
สามารถพบวา ในโลกน้จี ะมผี ูท ี่อยใู นหลักเอกภาพไดเลย
ในลําดบั ตอไปจากนี้ เราขอนําทา นผุอ า นมาพจิ ารณาคาํ อธิบายของลูกศิษยทา นอบิ นตุ ัยมี
ยะฮในประเดน็ นีบ้ าง ทา นอบิ นุกอ็ ยยิมไดกลา ววา :
“สว นหน่ึงจากการต้ังภาคปี ระเภทตา งๆ กค็ อื การขอความชวยเหลอื จากผตุ ารยและน่ีคือ
รากเงา ของการต้งั ภาคีในโลก กลาวคอื ผตุ ายน้ัน การงานของเขาถกู ตดั ขาดเสียแลว และเขาไมม ี
อํานาจควบคมุ เภทภยั และสง่ิ ทเ่ี ปนคณุ ไวใ นตวั เองไดเ ลย...(๒)
เหตผุ ลตามที่เขาไดอา งมานั้น ไมตรงกับประเด็นทีเ่ ปน ขอหาของเขาเลย เพราะคาํ กลา วของ
เขาทวี่ า “กลาวคือผตุ ายนั้น การงานของเขาไดถูกตัดขาดไปเสยี แลว ” ใหเ หตุผลวา การขอความ
ชวยเหลอื ตอผุตายจะไมม ีผลประโยชนใดๆ เทานั้น ยังมิไดเปนเหตุผลท่ีแสดงวา เปน การต้ังภาคี ซ่งึ
เขามิไดแ บง แยกสองเรื่องน้ีออกจากกัน ที่แปลกยิง่ ไปกวานน้ั ก็คือคําหลาวของเขาทีว่ า : “และเขาไม
มีอํานาจควบคมุ เภทภยั และสงิ่ ทเ่ี ปนคุณไวในตัวเองไดเ ลย” ในขณะท่วี า ในประเด็นนไ้ี มมขี อ
แตกตางกันเลย ระหวางคนเปน และคนตาย กลาวคอื ตางก็ไมมีใครเลยท่ีมอี ํานาจในการควบคมุ
เภทภยั และส่งิ ท่ีเปน คุณไวในตวั เองไดโ ดยท่ีมไิ ดร ับการอนมุ ตั ิของอลั ลอฮ และมไิ ดเ ปน ไปตาม
ความประสงคข องพระองค ไมวาคนเปน หรือคนตาย แตถา เปน การอนมุ ัติของอัลลอฮแลว ทัง้ คน
เปน และคนตายก็จะมอี าํ นาจควบคุมส่ิงท่เี ปนครุ และสงิ่ ท่เี ปนเภทภยั ไดอยูดี
จากเรือ่ งเหลานน้แี สดงใหเ หน็ ถึงความเขา ใจท่คี ลอนแคลนของทานอิบนุตัยมียะฮใ นเรอื่ ง
ดงั กลา ว ขณะทที่ า นกลาววา :
“ทุกๆ คนท่ีเทิดทูนนบี หรือคนทมี่ ีคุณธรรมอยางเหลอื ลน และกระทาํ ในสิ่งทเ่ี กยี่ วกบั ความ
เปนพระเจา ประการใดๆ ขน้ึ มา เชน กลา ววา : ยาซัยยิดี (โอประมุขของขา ) พรอมกับ เอย ช่อื คนนัน้
คนน้ี โปรดชวยเหลอื ขาดวย หรอื สงเคราะหขา ดวย...ทกุ ส่ิงเหลานลี้ ว นเปน การต้งั ภาคี และหลงผดิ
คนกระทําตอ งทาํ การเตาบะฮ (ขอนิรโทษภยั ) ถามิเชน น้ัน ก็ตองประหารชีวิต” (๑)
ถา หากวา การขอความชว ยเหลอื ตอ “บรรดาวิญญาณของผบุ รสิ ทุ ธ์ิ” (บรรดาผุตายตาม
ทศั นะของพวกวะฮาบยี ) มนั คือการกระทําท่หี มายถึงความเชือ่ ถอื ในสภาพความเปน พระเจา ของ
บรรดาวญิ ญาณเหลา นั้นอยา งหนึง่ แลว ไซร ฉะนั้นก็จาํ เปน ทจ่ี ะตองถือวา การขอความชวยเหลอื ตอ
ใครสกั คนหน่ึง (ไมว าจะเปน หรอื ตาย) กย็ อมเปนการหมายถงึ ความเช่อื ถืออยา งน้ดี ว ย เพราะวา การ
มีชิวติ และการตายของผุถูกขอความชว ยเหลอื เม่ือประเด็นทใ่ี หท้ังความเปน ไปไดแ ละความเปน ไป
ไมไดข องการใหความชว ยเหลอื นนั้ มิไดเ ปน เร่ืองของหลกั เอกภาพ ในขณะเดยี วกันจะตองถือวา
(๒) ฟตหลุ มะญดี หนา ๖๘ พมิ พครง้ั ที่ ๖
(๑) เลมเดิน หนา ๑๖๗
การขอความชว ยเหลือตอ คนเปนอันไดเกิดขึ้นมาจากความเดอื ดรอ นในชีวิตสงั คมมนษุ ยชาติ และ
เกดิ ขึ้นจากสงิ่ ตางๆ ท่ีประชาชนในสงั คมดําเนนิ อยูก็เปนเร่อื งทีอ่ ยใุ นประเด็นของการต้ังภาคี
ขอใหทา นพิจารณาคาํ อธบิ ายทบ่ี กพรองอีกประการหน่งึ ในเรื่องน้ี ของทา นอิบนุตยั มียะฮ
น่นั คือ :
“และบรรดาผุซง่ึ วิงวอนขอตอ บรรดาพระเจายอ ยอื่นๆ ควบคกู ับอลั ลอฮ เชน ทานมะซหี
(เยซู) มะลาอกิ ะฮ รูปปน น้ัน พวกเขามิไดเ ชื่อถือวา สิง่ เหลา น้นั สรางสรรพส่งิ ตางๆ หรอื ประทาน
ฝนลงมาหรอก อันท่จี ริงแลว ท่ีคนเหลานนั้ เคารพภักดสี ิ่งเหลานน้ั หรือสสุ านของพวกเขาเหลา นั้น
หรอื เคารพภักดรี ูปภาพของพวกเขาเหลานน้ั พวกเขากลาววา เพอ่ื พวกเขาทาํ ใหเ ราไดเ ขาใกลช ดิ
อยา งย่งิ ตออลั ลอฮหรือจะกลา ววา พวกเขาเหลา นนั้ ใหการอนเุ คราะหชว ยเหลือเรา”
การนาํ เรือ่ งการขอความชว ยเหลือตอ บรรดาวะลียลุ ลอฮไปเปรยี บเทยี บกบั การถอื ปฏบิ ตั ิ
ของพวกคริสเตียนและพวกมูซาเจว็ดนั้น หา งไกลจากขอ เทจ็ จรงิ อยา งย่ิง เพราะพวกครสิ เตยี น
เช่ือถอื วาอลั -มะซีห (เยซู) มิสทิ ธิในความเปนพระเจาอยา งหน่งึ และพวกมูชาเจว็ดก็เช่ือถอื วา รูป
เจว็ดตา งๆ มีอาํ นาจควบคมุ การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือไดดว ยตวั ของมันเอง ยง่ิ ไปกวาน้นั บาง
พวก (ตามท่ีทานอิบนุฮิชามไดอางไว) เช่ือถือวา บรรดาเจวด็ คอื ผจุ ัดการในสากลจกั รวาล หรืออยาง
นอยท่สี ุดกถ็ อื วา เปน ผปุ ระทานฝนใหต กลงมา และเปนเพราะความเชอื่ ถืออนั นีเ้ องท่ีเปน เหตุใหก าร
ขอความชว ยเหลอื และขออนุเคราะหข องพวกเขาทีม่ ีตอ อลั -มะซีหก บั บรรดาเจว็ดเหลาน้นั มผี ล
เทากับเคารพภักดี (อิบาดะฮ) ตอสิง่ ดงั กลาว
ดว ยเหตนุ เี้ อง ถาหากวา การขอความชว ยเหลอื ประกอบขนึ้ มากบั ความเชือ่ ถอื วา ผถุ กู ขอมี
สภาพความเปน พระเจา ก็จะเปน การต้งั ภาคอี ยางส้นิ เชงิ แตก รณที ่ถี าหากการขอความชว ยเหลือไม
วา จากคนเปน หรือคนตายก็ตาม มไิ ดเกีย่ วขอ งใดๆ กับเงอื่ นไขอนั น้ี กจ ะไมเ ปน การตงั้ ภาคีและมไิ ด
เปนการอบิ าดะฮแตอ ยา งใดเลย หากแตเปนการขอความชวยเหลือตอบาวคนหนึ่งท่เี รารดู วี า เขาไม
สามารถดาํ เนินกจิ การใดๆ ได เวน แตดว ยการอนุมัติของอลั ลอฮ
ใชแ ลว ในการอธบิ ายถงึ เรื่องการขอความชว ยเหลือตอผตุ ายน้ัน ถาจําเปน จะตองถกกัน ก็
ตอ งถกกันในประเด็นทีว่ า ในการขอความชวยเหลอื อยา งน้จี ะเปนผลหรอื ไมเ ปน ผล โดยมใิ ชเ ปน
ประเด็นที่ตอ งถกกนั ในแงท่ีวา มันเปนการตงั้ ภาคีและการเคารพภกั ดสี ่ิงอ่นื ทีน่ อกเหนอื จากอลั ลอฮ
สวนคาํ อธิบายทงั้ สน้ิ มเี พียงประเดน็ ที่สองเทานน้ั โดยไมไดพูดถึงประเดน็ หนึ่งกันเลย
4- การมสี มรรถภาพ กับการไมม สี มรรถภาพเปนประเด็นหนงึ่ สาํ หรบั หลกั เอกภาพและการตงั้ ภาคี
ดว ยหรือ?
บางทีคาํ อธบิ ายของพวกวะฮาบียจ ะใหประโยชนอยุบางก็ตรงทว่ี า มเี ครื่องวัดอกี อยาง
สาํ หรับเร่อื งการต้ังภาคใี นการอบิ าดะฮ น่ันคือประเดน็ “ความมีสมรรถภาพของผูถกู ขอในการให
ความตอ งการเปน จรงิ ข้นึ มาและการไรซ่ึงสมรรถภาพในสง่ิ น้นั ” กลาวคือถาคนใดขอความ
ชว ยเหลอื จากใครก็ตามซึ่งส่ิงท่ีขอนน้ั ไมม ีใครสามารถจะทาํ ใหไ ดนอกจากอัลลอฮแลว กเ็ ทา กับวา
งานของเขาเปน การอิบาดะฮแ ละเปนการตง้ั ภาคทันที ทานอิบนุดับมียะฮไดเ ขียนในประเด็นน้เี อาไว
วา :
“ใครก็ตามท่ีไปยงั สุสานของนบี หรือคนมีคุณะรรม แลวขอความชว ยเหลือในส่ิงท่ตี น
ตอ งการ เชนขอวา ใหหายจากโรคภัย ใหหมดหน้ีสิน หรืออืน่ ๆ ในสว นท่ีไมม ใี ครสามารถจะใหเปน
เชน นั้นได นอกจากอลั ลอฮ ผทู รงสูงสุด ก็จะหมายถงึ วา เรอ่ื งนี้ เปนการตัง้ ภาคีอยา งชดั เจน จาํ เปน ที่
ตองใหผ ูน้ัน ขอการนิรโทษ (เตาบะฮ) ถาไมเ ชนน้ัน ก็ตอ งประหารชีวติ ” (๑)
แนนอนที่สุ ดในประเด็นนี้ไดถูกนาํ มาเปน เคร่ืองวดั อกี ประการหน่งึ สําหรบั เรอื่ งการต้งั ภาคี
นัน่ ก็คอื สมรรถภาพของผูถูกขอและการไมม สี มรรถภาพในอันท่จี ะตอบสนองคําขอรอ งของผูข อ
ถาหากวา เรอ่ื งนี้จะหมายถึงตราชทู ต่ี อ งนาํ มาวัดวา อะไรเปนการตงั้ ภาคแี ละอะไรเปน เรื่องของหลัก
เอกภาพแลว ทานอิบนุตยั มียะฮกค็ วรทจี่ ะไดกลา วเสริมไปขา งหลงั ประโยคที่วา “สุสานของนบหี รือ
ผมู คี ณุ ธรรม” สกั อีกประโยคหนึ่ง นั่นกค็ ือ “หรือจากวะลยี ทีม่ ชี วี ิตอยุ” เพือ่ จะอธิบายใหช ดั ไปเลยวา
ขอ พิสจู นท ีก่ ลาวถึงในที่นี้ มิใชอ ยุท่คี วามตายและความเปน ของผถู ูกขอความชว ยเหลอื หากขอ
พสิ ูจนใ นท่ีนี้ คือเรอ่ื งการมสี มรรถภาพในการตอบสนองส่ิงทต่ี องการและการไมมีสมรรถภาพใน
เร่ืองนน้ั อยางท่ที านอัศ-ศ็อนอานี (นกั เขียนชาววะฮาบยี ค นหน่งึ ) ไดต ้ังเปน ประเด็นไว โดยกลาววา
: “ไมว า จะขอจากคนตายหรือจะขอจากคนเปนก็ตาม”
ขอใหท านพิจารณาคาํ อธิบายในประเดน็ น้ีของทา นอัศ-ศ็อนอานี :
“การขอความชวยเหลือตอบรรดาสิ่งท่ถี ูกสรางทีม่ ชี ีวติ ในกรณที ี่พวกเขามสี มรรถภาพนน้ั
ไมมีใครปฏิเสธแมแ ตคนเดยี ว
แตปญ หามนั มีเพียงในเร่ืองการขอความชว ยเหลือตอชาวสสุ านและทน่ี อกเหนอื ไปจากนั้น
เชนขอกับบรรดาวะลียข องพวกเขา โดยทีผ่ ูข อไดข อจากเขาเหลานนั้ ในกิจการทีไ่ มมีใครสามารถทาํ
ใหไ ดนอกจากอลั ลอฮ เชน การขอใหห ายจากโรคภัยและอืน่ ๆ แนน อนทานอุมมุซาลีม ไดเคยกลา วว
วา : โอ ทา นศาสนทตู แหงอลั ลอฮอานัสเปนคนรบั ใชข องทาน โปรดขอดอุ าอจ ากอัลลอฮใหแ กเ ขา
ดวย
(๑) “การชิยาเราะฮสุสานและการขอตอสสุ าน” หนา ๑๕๖ “ริชาละฮ อัล-ฮะดยี ะฮ ซนุ นีย หนา ๔๐
แนนอน บรรดาสาวกไดเ คยขอรอ งตอ ทา น วา ใหทา นวิงวอนขอใหใ นขณะท่ที า นมีชีวติ อยู
ซึง่ น่ีก็หมายถึงเรอ่ื งที่เหน็ พอ งตองกันวา เปน เรอ่ื งอนุญาตใหกระทําได
ปญหาจึงอยใู นประเด็นการขอตอ ชาวสสุ าน ขอจากคนตายหรอื จากคนเปน เพอ่ื ใหหายจาก
โรคภยั ใหไ ดของท่หี ายไปกลบั คนื มาและสิ่งท่ีอยใู นจาํ พวกนี้นั้นนับเปน เรอื่ งทีไ่ มมีใครสามารถทํา
ใหไดนอกจากอัลลอฮ” (๑)
เม่ือเปน เชนน้ี เราก็จะรูไ ดเ ลยวา ขอพิสูจนส ําหรับในทีน่ ้ี มันมิใชเ รื่องเดียวกับท่กี ลา วไป
แลว
กลา วคอื ในการอธิบายบทกอน มีขอ พสิ ูจนอยตู รงทวี่ า : ความเปนและความตายของผถู ูก
ขอ คอื ถอื วา การขอความขว ยเหลอื จากคนมีชีวิตอยไู มเ ปน การต้ังภาคี ในขณะเดียวกันก็ถือวา การ
ขอความชว ยเหลอื จากผูตายเปน การตั้งภาคีแตในบทนี้ เรอ่ื งการมสี มรรถภาพหรืการไมมี
สมรรถภาพในการใหสง่ิ ที่ขอสัมฤทธิ์ผลไดถูกกาํ หนดขึ้นมาใหเ ปนตราชแู ละเคร่ืองวดั สาํ หรบั หลัก
เอกภาพและการต้งั ภาคี
กลา วคือถอื วา ถา หากคนใดไดข อในสิง่ ทตี่ นตองการจากบุคคลอน่ื (นอกจากอลั ลอฮ) และ
ปรากฏวา ความตอ งการอันนนั้ เปนสิง่ ที่ไมม ใี ครสามารถกระทําใหได นอกจากอัลลอฮ กจ็ ะ
หมายความตามขอ พสิ จู นอ นั ใหมน ้ีวา เปนผตู ั้งภาคี ไมว า ผถู กู ขอจะมีชวี ติ หรอื ตายไปแลว ก็ตอ งเปน
อยางนี้
เพราะฉะน้ัน ในขอพิสจู นดงั กลา วน้ี จึงไมเ ก่ียวกับประเด็นระหวา งความเปน และความตาย
ของผถู กู ขอ
ถกปญ หากบั ทัศนะอนั นี้
ความจริงมอี ยูว า ทศั นะดังกลา วน้แี ทบจะไมจ าํ เปนตองวจิ ารณและวิพากษแตอ ยา งใดเลย ท่ี
เปนเชนนเ้ี พราะวา ความมสี มรรถภาพหรือความไมมีสมรรถภาพของผูถูกขอน้ัน มันเปน เพียงขอ
พิสูจนสําหรับการมสี ตปิ ญ ญากับการไมมีสตปิ ญ ญาทีม่ ีตอ การขออยางนเ้ี ทาน้นั เอง คือมไิ ดเปนขอ
พสิ ูจนสาํ หรับเรื่องหลักเอกภาพและการตง้ั ภาคี กลาวคือสมมตวิ า คนหนึง่ ตกบอ ถา หากเขาขอ
ความชวยเหลอื กับหินดินทรายแลว ละก็ ในสามญั สาํ นึกของผมู ีสติปญญาก็ตอ งถือวา เปนคนไรสติ
แตถา ขอความชว ยเหลือจากคนท่ยี ืน อยูรมิ ปากบอเพื่อใหช ว ยเขา ก็ตองถอื วา การขอของเขา เปน
การกระทาํ ของคนมีสตปิ ญ ญา
เปน ท่ตี ระหนักชดั ไดด ที เี ดยี ววา ทัศนะของพวกวะฮาบียท ถี่ ือวา “เปน สิ่งทีไ่ มม ใี ครสามารถ
ใหไ ดนอกจากอลั ลอฮ” นนั้ มิไดหมายถึงขอจําแนกระหวาง “ผูมคี วามสามารถกับผไู ร
ความสามารถ” และมิใชว า ถาขอจากคนจาํ พวกท่ีสองก็จะเปน การตงั้ ภาคี สว นการขอจากคนจาํ พวก
ท่หี น่งึ กจ็ ะไมเ ปน แตถ า หากวา ประโยชนจ ากคําอธิบายของพวกเขาในเร่ืองนี้ มอี ยูบา ง ก็เปน
เพยี งแตค วามหมายอนั เกิดจากขอ สรุปดังกลาวนนั้ คือขอจําแนกทอ่ี ยูระหวา งการขอในส่งิ ทเี่ ปน งาน
ของอลั ลอฮและในส่งิ ทไ่ี มอยูใ นกจิ การเฉพาะของพระองค ดังนั้นขอสรุปจึงมอี ยูวา ถา คนใดขอ
ความชว ยเหลือจากผูอน่ื นอกเหนอื จากอัลลอฮ ในกรณที ่ีสงิ่ นั้นๆ เปน งานของอัลลอฮแลว ก็ตองถอื
วา เขาเปน ผูต ้ังภาคี เชน ในทศั นะของทา นอิบนุตยั มียะฮท ่ไี ดใ หใ นเรื่องนี้ไววา “ถา ขอตอเขาเพอ่ื ให
หายปวย ใหป ลดเปลอ้ื งหน้ีสนิ หรอื อ่ืนๆ อันเปนส่ิงท่ีไมมใี ครสามารถใหไ ดนอกจากอลั ลอฮ” และ
เชนเดียวกันนี้ ตามทศั นะของทา นอศั -ศอ็ นอานี ดังทที่ า นไดกลาววา : เชนขอใหหายปว ยและอน่ื ๆ
ไมตองสงสัยเลยวา การขอในสิง่ ทเ่ี ปน งานของอัลลอฮจากบคุ คลอ่ืนนัน้ เปนการต้งั ภาคี
ประการหนึ่ง และถอื วา ผขู อคนน้ัน ไดเ ปนบา วของผถู ูกขอแลว การกระทาํ อนั น้ันของเขากถ็ ือวา
เปนการอบิ าดะฮ แนนอนเราไดอธบิ ายถงึ การต้งั ภาคีในสว นน้ีไปแลว เมอื่ ตอนท่พี ูดถงึ คําจาํ กัด
ความประการท่ีสามของคาํ วา อบิ าดะฮซงึ่ เราและบรรดามสุ ลมิ ทง้ั มวลตา งกเ็ ห็นพอ งกับพวกเขาใน
ความจรงิ อันน้ี
อยา งไรก็ดี ปญหาทงั้ หมดมีอยเู พียงประเด็นทวี่ า การจาํ แนกแยกแยะเอากิจการของอลั
ลอฮออกไปเสียจากกิจการสว นอนื่ กลา วคอื ทานอบิ นุตัยมียะฮ ยอมรับวา การบาํ บดั โรค การปลด
เปล้อื งหน้ีสนิ เปน กิจการสว นของอัลลอฮอยางเดด็ ขาดและดวยเหตุนีเ้ องจงึ ไมอนญุ าตใหขอเรอ่ื งน้ี
จากผอู นี่ โดยเดด็ ขาด ทง้ั ๆ ท่ีความจรงิ แลว กจิ การเหลา น้ี มิไดเ ปนกจิ การในสว นของอัลลอฮโดย
เด็ดขาด หากแตมสี วนจําเพาะอยดู า นหนึง่ ท่ตี อ งถอื วา เปน กจิ การของพระองค และพระองคน่นั เอง
ที่บนั ดาลใหการขอสมั ฤทธผ์ิ ลได (เชน การบําบดั โรค การปลดเปลื้องหน้ีสนิ การไดของหายคอื มา
และกจิ การอน่ื ๆ ท้ังหลายโดยมีความเปน อสิ ระอยางชนดิ ทีไ่ มตอ งอาศัยความชวยเหลือของผใู ดเลย)
สวนในกรณีที่บุคคลอ่ืนไดด ําเนนิ การนัน้ ๆ ไปไดโดยการอนุมัติของพระองคและดว ยการ
กาํ หนดใหของพระองค ก็ยงั ไมถ อื วา มันเปนงานของคนคนนั้นโดยเฉพาะ ดว ยเหตนุ ีแ้ หละ ถาหาก
ใครไดข อกจิ การเหลานจ้ี ากบคุ คลอน่ื นอกเหนือจากอัลลอฮพรอมกบั มีความเชอ่ื ถือวา ผูถ ูกขอ
ดาํ เนนิ กิจการเหลาน้ไี ดก ็โดยการสนบั สนุนจากพลานุภาพของอัลลอฮ และเปน สงิ่ ท่เี กิดมาจากการ
อนมุ ัติของพระองค กไ็ มถ อื วา เปนการตง้ั ภาคี
จะไมใชไ ดอ ยางไร ในเมอ่ื อัล-กรุอานไดถือวา การทาํ ใหค นปวยและคนตาบอดหาย เปน
เร่อื งของอลั -มะซีห (อ) โดยการอนุมตั ิของอัลลอฮ ดงั ท่ีไดก ลาววา :
“และเจา ทาํ ใหคนตาบอดกับคนเปนโรคเร้ือนหายไดโดยอนมุ ตั ิของฉัน”
(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๓)
ทํานองเดยี วกันนี้ อัล-กรุ อานก็ยังถอื วา : การสรา ง, การบรหิ าร, การทําใหเปน , การทาํ ให
ตาย, การใหปจ จยั ยงั ชพี ตลอดถึงสิ่งอื่นอีกมากมาย เปน เรื่องของผเู ปน บาวได พรอ มกนั นั้น ก็ไม
ตองสงสัยเลยวา มนั หมายถึงการกระทาํ ของพระองคน่ันเอง ซึง่ ลว นแตเ ปนเร่อื งทีอ่ ยใู นประเดน็
ท่ีอบิ นตุ ัยมยี ะฮย กมาเปน ตัวอยางวา เปน การตั้งภาคี
การถือวา เปน เรื่องของผูอน่ื นอกจากอัลลอฮ มิไดหมายความเปนอยางอื่นนอกจากตามท่ีเรา
ไดชแ้ี จงไปแลวนใ้ี นฐานะทวี่ า กรณที จี่ ะตัดสินวา เปน กิจการของพระองคน นั้ มิไดห มายถงึ วา เปน ผู
เด็ดขาดเฉพาะในการสรางการใหปจจยั ยังชพี การจัดระบบบรหิ าร การใหเปน และการใหตาย จนถึง
กบั วา ไมอ าจมอบหมายใหแกผ ุอน่ื นอกจากพระองคไ ด (ตามท่ีมีอยูในหลายโองการ) หากแต
ประเดน็ สาํ คญั เฉพาะในเร่อื งน้ี อยูตรงทวี่ า ผกุ ระทาํ มไิ ดมีความเปนอสิ ระในการกระทาํ ของตน โดย
อยูในอาํ นาจทพ่ี ระองคทรงจํากัดใหอยู เชน เดียวกบั ทวี่ า การที่มสุ ลมิ คนใดขอกิจการเหลา นี้ โดย
ความคิดอยางนี้ กบั สง่ิ อื่นนอกจากอลั ลอฮ ก็ไมถงึ กับจนกระทั่งตองตดั สินวา การกระทําของเขา
เปนการตง้ั ภาคี และการขอของเขาเปน อิบาดะฮ
จงึ จาํ เปน สําหรบั นักศึกษาของทา นอิบนตุ ยั มียะฮท ่จี ะตอ งศึกษาเก่ียวกับกิจการในสวน
ของอลั ลอฮและการจาํ แนกกิจการนั้นๆ ออกมาจากกิจการในสว นของบุคคลอ่นื ใหไดเ สยี กอ น
เพราะมนั คือกุญแจอนั เดยี วเทา นัน้ สาํ หรบั คลคี่ ลายปญหา
๕- การขอในกจิ การท่ีผิดวสิ ัยธรรมชาติอยูในขา ยของการตงั้ ภาคีดว ยหรือ?
ไมตอ งสงสัยเลยวา เหตุการณท ุกอยางที่ปรากฎอยู ตามกฎเกณฑของเหตแุ ละผลน้ัน ไมอาจ
ดาํ เนนิ ขน้ึ มาได ถาหากไมมีเหตุท่ีมา กลาวคอื ไมมีส่ิงใดในโลกกวางจะสาํ แดงปรากฏการณขน้ึ มา
ไดโดยไมเ กยี่ วขอ งกบั เหตุและการแสดงปาฏหิ ารยิ ของบรรดานบี การสาํ แดงคณุ านุภาพตา งๆ ของ
บรรดาวะลยี ก ็มิไดเ ปนขอแมท ีอ่ ยนู อกเหนือไปจากกฎเกณฑอ นั นี้ กลาวคือจะเปนไปไมได โดยท่ีไม
มีเหตุ กลาวโดยสรปุ แลว ก็คือวา เหตุหลักของมนั มไิ ดมาจากรากเงาของสาเหตุแหงกฎธรรมชาติ
และไมอ าจกลาวไดเ ลยวา สภาพการณข องมันทป่ี รากฏอยู ไมม ีซึ่งสาเหตุหลกั ใดๆ อยา งเดด็ ขาด
ดังน้ัน การที่ไมเทา ของนบมี ซู าเปลี่ยนกลายเปน งู ที่เคลอ่ื นไหวได การทว่ี ญิ ญาณไดกลับสู
รา งคนตายดว ยปาฏหิ าริยของพระเยซู (ความสันติสุขพึงมีแดทาน) และการท่ดี วงจันทรไดแ ยก
ออกเปน สองสวนโดยปาฏหิ าริยข องประมุขแหงบรรดานบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ และ
ความสันตสิ ขุ แดทานและแดวงศว านของทา น) หรือการท่กี อนกรวดสนทนากบั ทา น หรือสดุดี
สรรเสริญในมือของทาน ก็มิไดหมายความวา ส่งิ เหลานี้ ไมเกี่ยวของกับเหตุ เชน เดยี วกับ
ปรากฏการณท งั้ หลายท่วั ๆ ไป หากแตมนั เกี่ยวของกับเหตหุ ลักจําเพาะ ซง่ึ อยูนอกเหนือเหตผุ ลแหง
กฎธรรมชาติ
สาํ หรบั กรณีท่ีวา ถาคนหนงึ่ ใหค วามชว ยเหลืออีกคนหน่ึง เพอื่ ใหเขาบรรลใุ นสิง่ ที่เขา
ตองการเกยี่ วกับเหตผุ ลตามกฎธรรมชาตกิ ็นบั วา เปน เรื่องทีด่ ําเนินไปตามกฎของเหตผุ ลสาํ หรบั
บรรดาผูมีสติปญ ญา แตปญ หาอยตู รงทีว่ า การใหค วามชว ยเหลอื เพอื่ ใหบรรลุถงึ ส่ิงตองการจาก
วธิ กี ารอนั เรน ลบั และเหตผุ ลท่ีอยูนอกเหนือกฎธรรมชาติ และเรือ่ งนเ้ี อง ท่ีไดถูกมองวา เปนเร่ืองการ
ต้งั ภาคี ทา นเมาดูดียก็ไดก ลา วไวในเรือ่ งนีว้ า ถาใครขอความตอ งการและกิจการใดเพอ่ื ใหไดแ กเ ขา
โดยนอกเหนอื วิสัยของธรรมชาตแิ ลวไซร กเ็ ทา กับการตง้ั ภาคีและเปน การหมายถงึ ความเชอ่ื ใน
สภาพความเปน พระเจา ของผถู กู ขออีกดา นหนง่ึ ดว ย” (๑)
(๑) ดหู นังสือ มุศฏอลหิ าตุล อรั บะอะฮ หนา ๑๔
อยา งไรก็ดีรายละเอยี ดของเรื่องนยี้ ังไมอ าจใหความเช่ือถือเชนน้ันได ในเมื่อผูม สี ติปญญา
ไดพจิ ารณาถึงการขอใหแ สดงปาฏิหารยิ แ ละกิจการที่อยูเหนือวสิ ัยธรรมชาติจากบรรดานบี และอลั -
กรุ อานก็ไดอา งเรือ่ งราวเหลานนั้ ไว เกี่ยวกับบรรดาคนในสมยั ของทา นนบีตา งๆ โดยที่มิไดคาดโทษ
เอาไวดว ยการโจมตแี ละติติงการกระทาํ อยา งน้นั เลย อัลลอฮไดท รงกลา วถงึ เรอ่ื งราวจากพวกเขาวา :
“เขา (ฟร เอาวน ) กลาววา “หากวาเจา นํามาซงึ่ สัญญาณแลว เจา จงนาํ มนั มาซิ ถา หากเจาเปน
หนึง่ ในผูสัจจรงิ ”
(อัล-อะอรอฟ-๑๐๖)
แนนอนบรรดานบเี องก็เรยี กประชาชนเพื่อมาประจกั ษกบั สงิ่ ทเี่ กดิ ข้ึนโดยฝม อื ของพวกเขา
ในเร่อื งตางๆ ทนี่ อกเหนอื ธรรมชาติ และดว ยเหตุนี้ คนจึงเขามายอมรบั การเรยี กรอ งเพราะได
ตระหนักชัดตอความจรงิ ทีผ่ มู าสอนอา ง เชน ทานมะซีห (เยซู) และคนอื่นๆ ในขณะท่เี ขามาขอให
ทา นชว ยรักษาคนตาบอด และใหค นเปน โรคเรอื้ นหาย โอยอนุมตั ขิ องอัลลอฮ(๑) เขาก็มไิ ดเ ปนผตู ัง้
ภาคี และเชน เดียวกันน้ีกับกรณีท่วี า ขออยา งน้ีจากทานหลงั จากทา นไดถูกยกไปยังอัลลอฮแลว คือจะ
ไมถ อื วาการขอทงั้ สองอยา งน้นั ตองแยกประเดน็ ไปวา ประเภททีห่ นึง่ คอื เร่ืองของหลักเอกภาพ
สวนประเภทท่สี องคอื เรื่องการต้งั ภาคี
ยง่ิ ไปกวานี้กค็ ือวา พวกบะนอี สิ รออีลขอน้ํา และนาํ้ ฝนจากนบีมูซา ในขณะทีพ่ วกเขาพลัด
หลง เพอื่ ชวยปลดปลอยความกระหายของพวกเขา ดังที่อัลลอฮทรงมีโองการวา :
“และจงไดดลมายงั มซู าในขณะท่พี วกของเขาขอนา้ํ ด่ืมจากเขาวา เจา จงตหี ินดวยไมเทา ของ
เจา ”
(อลั -อะรอฟ-๑๖๐)
แนน อน ทานนบสี ุลัยมานก็ไดข อรองใหผ ูที่อยูใ นที่ชุมนุมนาํ บลั ลังกข องสตรี ซงึ่ ปกครอง
คนของนางอยู ดงั ที่อลั ลอฮไดทรงบอกเลา ไวว า :
“เขากลา ววา : โออ าํ มาตยเ อย ผใู ดบา งในหมูพวกทา นทจ่ี ะนาํ บัลลงั กข องนางมายงั ฉนั ได
กอ นทพี่ วกเขาจะมายงั ฉันในฐานะผูนอบนอม ฆฟิ รีตญินตนหนง่ึ ฉันจะนาํ มันมายงั ทา นกอ นทที่ า น
จะลุกออกจากที”่
(อัน-นัมลุ ๓๗-๓๘)
ดังน้ัน ถาหากวา การขอในส่งิ ที่ผิดวสิ ยั ธรรมชาติตอผอู น่ื ที่นอกเหนอื ไปจากอลั ลอฮเปน การ
ตงั้ ภาคีแลว พวกบะนีอิสรอเอลจะขอรองจากมซู านบขี องพวกเขาในเรอื่ งนีอ้ ยา งไร หรอื วานบสี ลุ ัย
มานจะขอรอ งจากพรรคพวกวา ใหนาํ บัลลังกดังกลาว ซึง่ ต้งั อยทุ ีแ่ ดนไกลมาใหไดอยางไร ทุกสงิ่ ทุก
อยางเหลา นี้ไดช ี้ใหเ ห็นวา การขอในสิ่งท่ผี ิดวิสัยธรรมชาติ หรอื ขอสง่ิ หนึ่งสิง่ ใดท่นี อกเหนือกฎ
ธรรมชาติจากผูอื่นมิไดเ ปนประเดน็ ของการตัง้ ภาคดี วย ดงั น้ัน จึงไมอ าจกลา วไดว า การขอในสงิ่ ท่ี
(๑) ดเู ร่ืองปาฏหิ ารยิ ข องทานมะซีห (เยซู) ไดในซูเราะฮ อาลิ อิมรอน โองการท่ี ๒๓๙ และ ซูเราฮ
มาอิดะฮ โองการที่ ๑๑๐
ผิดธรรมชาติเปน เรอ่ื งท่อี นุญาตใหทาํ ไดใ นกรณีท่ีขอจากผเู ปน โดยไมอนญุ าตใหขอจากผูต าย และ
ดว ยเหตุนีเ้ องที่เราไดท าํ การวเิ คราะหเ จาะลึกกันในการหาความชัดเจนเก่ียวกบั ประเด็นตางๆ ทีเ่ ปน
เรือ่ งของการตง้ั ภาคีและหลกั เอกภาพ
ลักษณะท่ถี ือวา การขอในสง่ิ ท่ีผิดวสิ ยั ธรรมชาติเปนเรือ่ งของความเชอ่ื ถอื ทีม่ ตี ออํานาจอัน
เรนลบั อันหมายถงึ ความเช่ือสาํ หรบั สภาพความเปน พระเจา นน้ั แนนอน ทานก็ไดทราบคาํ ตอบของ
เรอ่ื งนโ้ี ดยละเอียดไปแลว
ลกั ษณะท่ีถือวา การขอใหห ายปวยและปลดเปลือ้ งหนส้ี ิน เปนการขอในกจิ การของอัลลอฮ
จากผอู นื่ นั้น ไดถูกผลักไสออกไปทันทที ่ีทานไดต ระหนกั ชัดวาประเด็นทเ่ี ปนสวนสาํ คญั ในการ
จําแนกแยกแยะวาอะไรเปนงานของอลั ลอฮกับอะไรที่เปน งานของผอู ่ืนนนั้ เรอ่ื งของมันมิไดอ ยูท ว่ี า
มนั มีลักษณะท่นี อกเหนอื กรอบของกฎเกณฑธ รรมชาติและผดิ วิสยั ธรรมดาสามญั ของกฎแหง
จกั รวาล จนถงึ กบั วา การขออยางน้จี ากผูอ ื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ เทา กับเปนการขอในกิจการของ
พระผูเปน เจาจากบคุ คลอ่ืน
แตท วา ขอ พิสนู ท ่จี ะช้ีชัดในเรือ่ งกิจการทเ่ี ปนสว นของพระผเู ปน เจา ก็คอื การที่ทรงเปน
ผูกระทาํ ทม่ี ีอิสระในการสราง, การบนั ดาลโดยมไิ ดเก่ียวขอ งกบั ผูใดเลย ไมวางานน้ัน จะเปนงาน
ประเภทที่เปน ไปตามกฎธรรมชาติหรือนอกเหนือกฎธรรมชาติ และจาํ เปน สําหรับผแู สวงหาความ
จรงิ จะตองศึกษาเกยี่ วกับงานของอลั ลอฮและงานของบคุ คลอนื่ ดวยการศึกษาอยางลึกซึ้งอันไดมา
จากคมั ภีรอ ลั กุรอานและแบบฉบบั (ซุนนะฮ) อกี ท้งั จากสตปิ ญ ญาที่ยอมรบั ความจริง
กลาวอีกนยั หน่งึ เร่ืองท้งั หมดมิใชจ ะช้ีขาดกันไดใ นขอสรปุ ท่ีวา งานใดทีเ่ กิดขึ้นตาม
แนวทางของกฎธรรมชาติแลว จะหมายถงึ งานในสว นของมนษุ ย และงานใดท่ีเกิดจากแนวทางท่อี ยู
นอกเหนอื กฎธรรมชาติกจ็ ะหมายถงึ งานของอัลลอฮ แตง านท้ังหมดมีอยูสองสวน กลาวคือ สว น
หน่งึ ท่ถี ือวา เปนงานของอลั ลอฮน้ันจะไมเปนที่อนมุ ัติใหขอจากผอู น่ื ไมวา จะเปน เรือ่ งปกติวิสัย
หรอื นอกเหนือปกตวิ ิสัยกบั อีกสวนหนงึ่ ที่ถือวา เปนงานของบุคคลอ่ืนนอกจากอัลลอฮ เปน ทอ่ี นมุ ัติ
ใหขอจากผูอนื่ ได ไมวาจะเปน เร่ืองปกติวิสัยหรือนอกเหนอื ปกตวิ สิ ัยอกี เชน กัน ดวยเหตนุ ี้จึง
เปนอันวา การขอใหหายปวยจากบรรดาวะลยี ตามแบบทเี่ ราไดอธบิ ายมาแลว จงึ ไมขัดแยงกับ
รากฐานของหลักเอกภาพแตอยางใด
ภาคท่สี ่ี
หลักความเชือ่ ถอื ของพวกวะฮาบีย
แทจ รงิ ผูท่ีไดศ ึกษาตาํ หรบั ตําราของพวกวะฮาบียแ ละท่ีไดอาศัยอยรู ว มสมั คมกบั พวกเขา
จะเห็นไดว า เรือ่ งการตง้ั ภาคไี ดถูกเนนหนักมากกวาเรอ่ื งใดๆ ไมว าจะเปนตํารา คาํ พูด คาํ ปราศรยั
ของพวกเขา กลา วคอื ไมว า จะผันไปทางขวาหรือซา ย กไ็ มแ คลวจะตองไดยินพวกเขาสาธยายกนั
เปนคุงเปนแคว วา อันน้ันเปนการตงั้ ภาคี อนั นี้เปนเรอ่ื งอุตริ (บิดอะฮ) ทั้งๆ ทกี่ ารกระทาํ อยา งน้ีก็
เปน เร่ืองอุตรเิ หมอื นกนั โดยเหตุท่ถี า หากวา ส่งิ ที่จะช้ีขาดหมายถึงสิง่ ที่พวกเขาพูด หรอื เขียนไวใ น
ตาํ ราตา งๆ ของพวกเขาแลว มุสลิมอีกสวนมากกจ็ ะไมส ามารถเขา มาอยใู นบัญชขี องผูอยใู นหลัก
เอกภาพไดเลย
ทานลองมาพิจารณาเถดิ วา ความคบั แคบทพี่ วกวะฮาบยี ไ ดพ ยายามสรางขน้ึ มาในสังคม
แหงประชาชาติอสิ ลามนีห้ มายถึงอะไร ส่งิ นี้ไดถูกผลกั ดันข้นึ มาจากนํา้ ใสใจจริงในการแสวงหาสัจ
ธรรมและการจําแนกแยกแยะหลกั เอกภาพออกไปจากเร่ืองการต้งั ภาคกี ระน้ันหรอื หรอื วาส่ิง
เหลานน้ั คอื เกมสก ารเมือง ท่บี รรดาจกั รวรรดน์ิ ิยมไดส รางข้นึ มาเพ่ือเปาหมายในการสรางความ
แตกแยกขัน้ ในระหวางบรรดามสุ ลิม ใหเกิดความระสา่ํ ระสายและสรา งความบัดสีขึ้นในหมูพวก
กนั เองเพอ่ื จะไดบรรลุถงึ แผนการณบ างอยางตามความตอ งการ...วลั ลอฮุอะลมั ...
อยา งไรก็ดี ในท่ีนเ้ี ราตอ งการยกเรื่องราวเหลานีม้ าพสิ ูจนกบั คัมภีรข องอัลลอฮและแบบ
ฉบับ (ซุนนะฮ) ของทา นศาสนทตู อีกท้ังแนวทางปฏิบัติของบรรดาคอลีฟะฮของทา น เพอ่ื เราจะ
พิสจู นว า คมั ภรี ของอลั ลอฮ แนวทางชวี ติ ของทานนบแี ละบรรดาคอลฟี ะฮข องทานนน้ั เปนไปตาม
ความคดิ แคบๆ อยา งน้ดี วยหรือไม? คาํ ตอบสาํ หรบั เรอ่ื งนี้ทา นสามารถบอกลว งหนาไดเ ลยวา ไม. ..
การโนม นาวคนใหเ ขามารับอิสลาม
ผูที่ศึกษาถึงประวตั ิศาสตรในสมยั ของทานศาสนทตู (ศ) และความเปน ไปตางๆ ในการ
เปลย่ี นแปลงหลักความเชอ่ื ถอื และแนวความคิดในตอนแรกเร่ิมนั้นเขาจะพบวา คนในเผา ตา งๆ ที่มี
ประเพณแี ละขนบธรรมเนยี มหลากหลายไดร ับการเชือ้ เชญิ ใหเ ขามารับอสิ ลามและคนเหลา น้ันเปน
จาํ นวนมากทไ่ี ดเขามายอมรบั ตอ ศาสนาน้ี อกี ทัง้ จะพบวาทานนบแี ละบรรดามสุ ลมิ ก็ยอมรับในการ
เขาอสิ ลามของพวกเขา และทา นไดข อใหพวกเขากลาวคาํ ปฏญิ าณสองประโยคเทานั้น โดยที่มิได
ส่ังยกเลิกขนบธรรมเนียมจากสังคมเดิมท่ีพวกเขาเคยมอี ยกู อนแตอ ยา งใดเลย และนาํ พวกเขาเขาสู
รปู แบบของสงั คมใหมอ นั แตกตางไปจากสังคมและประเพณีขนบธรรมเนียมดัง้ เดิมอยา งสิ้นเชิง
แนน อน เรอ่ื งของการใหเกยี รติผทู รงคุณวุฒิ (ท้งั มชี ีวิตอยแู ละตายไปแลว ) อีกทงั้ การรําลกึ
ถึงผูตาย การเยอื นสสุ าน และการแสดงออกถงึ ความสัมพนั ธกบั ส่งิ เหลานน้ั นับวา เปนกจิ กรรมท่ี
แพรห ลายกันอยูในหมูพวกเขา
จนปจ จุบนั นี้ เรากย็ งั พบวา ประชาชนในภูมภิ าคตา งๆ (ทั้งตะวักตกและตะวันออก) ยังมี
การใหเ กยี รติ เทดิ ทูนรําลกึ ถึงผทู รงคณุ วฒุ ขิ องพวกเขาอยุ มกี ารเยอื นสุสาน พลเมอื งของพวกเขา
และมีการกลับไปหาสุสานอยูเ สมอๆ อกี ทั้งมีการแสดงความโศกเศรา รอ งไหและแสดงออกใน
รปู แบบตา งๆ..โดยถือวา ทกุ สง่ิ ทกุ อยางท่กี ระทาํ ลงไป เปนการใหเกยี รติอยา งหนึ่ง ท่ีเกดิ ข้ึนมาจาก
ความรกั ความอาลัยและความสาํ นึกที่เกิดมาจากสว นลึกของความหว งถวิล
กลา วโดยสรุปแลว เราไมเ คยพบขอมลู ใดท่ีอางวา ทา นนบี(ศ) ไดย อมรบั การเขารบั อิสลาม
ของคนตา งถนิ่ และคนในถิ่นดวยวิธีการวางเงื่อนไขแกคนเหลานน้ั วา จะยอมรบั หลังจากที่พวกเขา
ไดสลัดทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีแหง สังคมเหลา น้ี... และหลงั จากทคี่ วามเชือ่ ถือของพวกเขาถกู
ชาํ ระสะสางหมดแลว แตท วา เราจะพบวา ทา นนบี(ศ) ไดขอคํามนั่ จากผเู ขามายอมรบั อิสลามใหมๆ
ดว ย การใหปฏิญาณสองประโยคและปฏิเสธบรรดาเจวด็
ถาหากวา ขนบธรรมเนียมประเพณีเหลานีเ้ ปน การตั้งภาคแี ลว แนนอน ทานนบีจะตองไม
ยอมรับการเขา อสิ ลามของคนในกลมุ ตา งๆ เหลา นน้ั เปน แน จนกวา ภายหลังจากไดเปนทีป่ ระจักษ
แกท า นถงึ การสลดั ทงิ้ ประเพณกี รรมตางๆ เหลา น้นั เสียกอ น
เปน อนั วา ถา การละทิง้ ความสัมพันธกบั บรรดาวะลยี ใ นฐานะเปนสอื่ (ตะวัซซุล) กับการหา
ความจาํ เรญิ ตอ รองรอยของพวกเขา และการเย่ียมเยอื นสุสานของพวกเขา มนั หมายถึงเง่อื นไข
อนั หนง่ึ สําหรับการสําแดงความจรงิ ของความศรทั ธาใหตรงกนั ขามกับการตงั้ ภาคี และเปนการ
สงวนไวซึ่งเลือดเนื้อและทรัพยสนิ แลว แนนอนวา จาํ เปนแกท านนบขี องอสิ ลามทจ่ี ะตอ งวาง
เง่ือนไขทุกอยางเหลานเ้ี สียกอน (คือใหละทง้ิ กจิ การเหลานี้) ในขณะทชี่ นเผา ตางๆ เขามารบั อิสลาม
และแนนอนวาจาํ เปนทีท่ านจะตองแถลงอยา งชัดเจนเกีย่ วกับเรื่องนีบ้ นมมิ บัรและตอ ประจักษพ ยาน
ใหค ร้ังแลว คร้ังเลา และถา หากทานไดแถลงใหชัดเจนเสยี อยางนีแ้ ลว กจ็ ะไมเปนทคี่ ลุมเครอื อยู
สาํ หรับบรรดามสุ ลมิ เพราะฉะน้นั ทุกสิง่ ทุกอยา งเหลานแี้ สดงใหเห็นวา ไมม กี ารวางเง่อื นไขใหล ะ
ทิ้งกิจการเหลานี้ นอกจากมนั จะมใิ ชเปน อยา งนีแ้ ลว มนั ก็ยงั แสดงวา การละท้งิ กิจการตา งๆ ดงั กลา ว
น้ัน มิไดเ ปนเงื่อนไขสําหรบั การสาํ แดงความเปนจริงของความศรัทธาและมิไดห มายความวา
ปฏเิ สธการตง้ั ภาคี อกี ทัง้ การปฏิบัตสิ งิ่ เหลา น้ัน ก็มิไดท ําใหเปนคนที่หา งไกลจากความศรทั ธาและ
จะทาํ ใหเ ปนผทู ่ีใกลชดิ การตัง้ ภาคีแตอยา งใดเลย
ถาหากวา การแสวงหาสื่อ, การแสวงหาความจาํ เริญ (อตั ตะบัรรกุ ), การเยือนสสุ านมัน
หมายถงึ ความเชือ่ ถอื ในสง่ิ เหลา น้นั วา มีสภาพความเปน พระเจา แลว แนนอนที่สุด เร่ืองเหลานี้
จะตอ งไมเปน ทคี่ ลุมเครอื ไวสําหรบั บรรดามุสลิม ซงึ่ พวกเขาทงั้ หลายไดดาํ เนินชวี ิตมาดวยการ
กระทําในส่ิงเหลา นจ้ี นถงึ กับวา การกระทาํ ของพวกเขาเปนส่งิ ทข่ี ัดแยงกนั กบั การยอมรับของพวก
เขาทมี่ ีตอ พระเจา องคเ ดยี ว
แนนอนท่สี ุด มรี ายงานบอกเลาทส่ี อดคลองตรงกนั ทง้ั หมดมาจากทานนบีและวงศวานของ
ทาน (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ ตอ พวกทา นทัง้ มวล) วา อสิ ลามไดส งวนชีวติ เลอื ดเน้ือ,
รักษาเกียรตยิ ศ, ทรัพยสนิ , และรักษาพันธะกรณ,ี ตลอดจนถึงเรือ่ งอื่นๆ อกี มากท่ีเปนกฎเกณฑวาง
ไวส าํ หรับอสิ ลาม
ขอใหทานผอู า น ไดพจิ ารณาดูในรายงานของทา นบุคอรี ทีบ่ นั ทกึ มาจากทา นอิบนุอับบาส
ทไ่ี ดเลา มาจากคําพูดของทา นศาสนทูตแหง อัลลอฮ (ศ) ก็พอ ทว่ี าทา นศาสนทตู แหงอลั ลอฮ(ศ) ได
กลา วแกทา นมุอาซ บิน ญะบัล ในขณะทีไ่ ดสงเขาไปยงั เมอื งยะมันวา :
“แทจริงเจา จะตองไปหาพวกอะฮล ิสกิตาบ ดังน้ันเมอ่ื เจาไปถึงพวกเขาแลว กจ็ งเชญิ ชวน
พวกเขาเขาสูประเดน็ ทว่ี า พวกเขาจะตอ งปฏญิ าณวา ไมมีพระเจาอ่ืนใดนอกจากอลั ลอฮ และแทจ รงิ
มฮุ มั มัดคอื ศาสนทตู ของอลั ลอฮ ดังนั้นถา พวกเขาเชื่อฟงปฏิบัตติ ามเจา อยางนัน้ แลว เจา กจ็ งแจง ให
พวกเขาทราบวา อัลลอฮไดวางบทบญั ญัติใหพวกเขาดํารงไวซ ึ่งการนมาซทง้ั หาในทุกวันทุกคืน
ดงั นั้นถา พวกเขาเช่อื ฟงปฏิบตั ติ ามเจา อยา งนนั้ แลว เจา ก็จงแจง ใหพ วกเขาทราบวา อัลลอฮไดวาง
บทบัญญัตใิ หพ วกเขาบรจิ าคทาน โดยเอามาจากคนร่ํารวยกลับไปจายใหคนยากจน ดังนั้นถาพวก
เขาเชื่อฟงปฏบิ ัติตามเจา อยา งน้ันแลว เปนหนา ที่ของเจาทีจ่ ะตองปกปองทรัพยสินของพวกเขา” (๑)
ทา นบุคอรีและทา นมสุ ลมิ ไดบันทึกไวใ นบทที่วา ดวยเกียรติศักดิ์ตางๆ ของอาลี (ความสนั ติ
สขุ พงึ มีแดท าน) (๑) วา ทา นศาสนทตู แหง อลั ลอฮ (ศ) ไดก ลา วในวนั ทาํ สงครามค็อยบัรวา :
“แนน อนท่ีสุด ฉนั จะตองมอบธงนแ้ี กช ายคนหนง่ึ ทีร่ ักอัลลอฮและศาสนทูตของพระองค
โดยอัลลอฮไดทรงใหช ยั ชนะปรากฎแกฝ มือของเขา”
ทานอมุ รั บนิ คอ็ ฏฏอ็ บไดกลา ววา : ทา นไมเ คยปรารถนาชัยชนะใหเหมือนกับวันน้ีมากอน
ทานกลา ววา : ฉนั มีความยนิ ดีกบั มัน จนฉันถึงกบั วงิ วอนขอไวส ําหรบั ธง ทานอมุ ัรไดกลา ววา : แลว
ทา นศาสนทตู แหงอลั ลอฮ(ศ) ก็ไดเรียกทานอาลี บนิ อาบีฏอลบิ เขา มา ดงั น้ันทานก็ไดม อบธงใหแ ก
ทานอาลี แลว กลาววา : “จงเดนิ ททาง และอยาหันเหจนกระท่งั อัลลอฮใหชัยชนะประสบแกเจา”
แลว ทา นอาลีกเ็ ดนิ ไปหนอ ยหนง่ึ หลงั จากน้ันก็หยุดแตไมหนั ตวั พลางตะโกนถามวา : โอท า นศาสน
ทูตแหง อัลลอฮ เพราะเหตอุ นั ใดทฉ่ี ันตอ งฆา คน? ทา นศาสนทูต (ศ) กลาววา :
“เจาจงฆา พวกเขาจนกระทง่ั พวกเขาไดป ฏญิ าณวา ไมมีพระเจา อนื่ ใด นอกจากอัลลอฮ และ
แทจ รงิ มุฮมั มดั เปน ศาสนทูตของอัลลอฮ คร้นั เมอ่ื พวกเขากระทาํ ตามนัน้ แลว ก็เทากับวา เลือดเนอ้ื
และทรัพยส ินของพวกเขาจะตอ งรอดพนไปจากเจา เวน แตโ ดยสิทธิอันชอบธรรม บัญชขี องพวกเขา
ข้นึ ตรงยังอัลลอฮ” (๒)
ทา นบคุ อรแี ละทา นมุสลิม ทานติรมซิ ีย ทา นมะซาอยี ไดรายงานมาจากทานอบั ดุลลอฮ บิน
อุมรั วา ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮ (ศ )ไดกลา ววา :
(๑) ศอฮีฮ บุคอรี เลม ๕ บทท่ีวา ดว ยการสงอะบมี ซู าและมอุ าซไปเมืองยะมนั หนา ๑๖๒
(๑) สํานวนประโยคตามบนั ทึกของทา นมสุ ลมิ ดูอัล-บุคอรี เลม ๒ หมวด มะนากบิ อาลี (อ)
(๒) ศอฮฮี มุสลมิ เลม ๖ บททว่ี า ดว ยเกียรติศักด์ิของอาลี บนิ อบีฏอลบิ
“อสิ ลามไดถูกตราไวก ับมลู ฐานหาประการ คอื :
การปฏิญาณตนวา ไมมีพระเจา อื่นใดนอกจากอลั ลอฮ
และแทจ ริงมุฮัมมัด เปน ศาสนทูตของอัลลอฮ
ดํารงการนมาซ
การบริจาคซะกาต
การบาํ เพญ็ ฮจั ญ
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน (๓)
ทานบคุ อรีไดรายงานไวอีกตอนหนึง่ จากทา นอบิ นอุ ุมัร วา ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮ (ศ)
ไดกลาววา :
“ฉนั ถูกส่งั มาวา ใหฆ า คนจนกระทั่งวา พวกเขาไดป ฏิญาณวาไมมพี ระเจาอื่นใดนอกจาก
อลั ลอฮและแทจ รงิ มุฮมั มดั เปน ศาสนทูตของอลั ลอฮ และพวกเขาดาํ รงการนมาซ และจา ยซะกาต
ดงั นั้นเม่ือพวกเขาไดก ระทาํ อยา งน้แี ลว เลือดและทรัพยสินของพวกเขากถ็ ูกปกปอ งพนไปจากฉัน
นอกจากโดยสิทธิอันชอบธรรมของอิสลาม บัญชีของพวกเขาขึน้ ตรงตอ อลั ลอฮ” (๑)
นอกจากนแี้ ลวกย็ งั มีฮาดษี ตางๆ ของทา นนบีปรากฏอยใู นกติ าบุล-อมี านในตาํ ราศิฮาฮแ ละ
สุนัขตา งๆ มากมาย
สวนทีถ่ กู รายงานมาโดยบรรดาอิมามแหงอะฮลุลยบัยตนั้น จะขอเสนอใหท านพจิ ารณา
เรื่องทีเ่ ลา มาโดยบคุ คลหน่ึงท่ไี ดฟงมาจากทา นอมิ ามศอดกิ (ความสันติสขุ พงึ มีแดท าน) ที่ทานได
กลา ววา :
“อสิ ลาม คอื การปฏิญาณตนวา ไมม พี ระเจา อน่ื ใดนอกจากอัลลอฮ และเช่ือมนั่ ตอ ทานศา
สนทูตของอัลลอฮ ปกปอ งการเสยี เลือดเน้ือ ดําเนนิ การแตง งานและสืบทอดมรดก” (๒)
ฮาดีษตา งๆ เหลานี้ทุกบทลวนยืนยันอยา งชัดเจนวา ส่ิงทป่ี กปองการเสียเลอื ดเน้อื รักษา
ทรพั ยสินเกยี รตยิ ศ และนํามนษุ ยเ ขาสสู ภาพของมสุ ลมิ น้ัน คือความเชอ่ื ถือตอเอกภาพของพระองค
และคาํ สอนของศาสนทตู
แบบฉบับ (ซนุ นะฮ) ของทานนบี(ศ) น้ัน ดําเนินไปอยางนี้ กลาวคอื ทานไดข อปฏิญญาจาก
บคุ คลตางๆ ดว ยการใหเปลง คําปฏิญาณสองประโยค และจะไมมีใครเหน็ วา ทานไดถามถึงสมาชิก
ใหมที่เปลง คาํ ปฏญิ าณสองประโยควา : พวกเขาไดถ อื เอาบรรดานบีและบรรดาวะลยี อ ีกท้งั สง่ิ
บริสุทธ์เิ ปน ส่ือหรอื ไม? พวกเขาไดแสวงหาความจาํ เริญตอรองรอยของบคุ คลเหลานน้ั หรือไม?
(๓) ดูอตั -ตาจญอ ลั ญามอิ ล ิล อศุ ูล ของชยั คมนั ศรู อาลี นาศฟิ เลม ๑ หนา ๒๐
(๑) ศอฮฮี บุคอรี เลม ๑ กติ าบบลุ อีมาน หมวดวา ดวย “ถาหากพวกเขากลับตวั และดํารงการนมาซ
ในศอฮีฮอ บิ นุมาญะฮ เลม ๒ บทท่วี า ดว ยปฏิญญาจากผกู ลาววา ลา อลิ าฮะ อิลลัลลอฮ หนา ๔๕๗
(๒) อัล-กาฟ เลม ๒ หนา ๒๕ บทท่ีวา ดว ย อีมานอยูใ นขายของอิสลาม แตอสิ ลามไมอยใู นขายของ
อีมาน ทานจะเห็นวา มีรายงานในเร่อื งน้ลี ะเอียดมาก
พวกเขาเย่ยี มเยือนสสุ านบรรดานบีหรอื ไมเ ปนอันดบั แรก เพอ่ื เปนเง่อื นไขแกพวกเขาวา ใหพ วกเขา
ละทงิ้ การแสวงหาส่ือ (ตะวซั ซลุ ) การแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบรั รกุ ) และการเยอื นสสุ านเสยี กอ น
ทกุ สิ่งทกุ อยา งเหลา นใี้ หเหตุผลวาส่งิ ทท่ี าํ ใหอ สิ ลามปกปกษรกั ษาเลือดเน้อื เกียรติยศ
ทรพั ยสนิ กค็ ือ การยอมรับคาํ ปฏิญาณท้งั สองและเปลง คาํ ทง้ั สองออกมาเทา น้ัน สวนสิ่งอื่นๆ ที่
นอกเหนอื ไปจากน้ี ไมเขา มาอยูใ นขา ยของการปกปก ษร ักษาเลือดเนอ้ื ทรัพยสนิ และเกียรตยิ ศเลย
ใช สําหรบั ประเดน็ ที่วา อัลลอฮไดกําหนดใหบ รรดามุสลิมนาํ เร่อื งน้นั ๆ ยอนกลบั ไป
หาอัลลอฮและศาสนทตู ในกรณที ่พี วกเขาขัดแยง กันหรอื มคี วามเหน็ แตกตางกนั ในเรื่องหนงึ่ ๆ ดงั ท่ี
พระองคท รงกลา ววา :
“ดงั นั้น ถา หากสเู จาขดั แยง กันในเรื่องใดเร่ืองหน่งึ ก็จงนาํ เร่อื งนัน้ ๆ กลับไปหาอัลลอฮ
และศาสนทูต หากสเู จาศรัทธาตออลั ลอฮและวันปรโลก”
(อนั นซิ าอ-๕๙)
พระองคม โี องการอีกวา :
“และถา หากวา พวกเขานาํ เรอ่ื งนน้ั ๆ กลบั ไปยังศาสนทูตและผูบังคบั บัญชาของพวกเขา
แลว แนนอนบรรดาผูท ส่ี ามารถวินจิ ฉัยตคี วามในหมูพวกเขาก็จะรูม นั ได”
(อันนิซาอ-๘๓)
ดวยเหตนุ ้ีเอง มุสลิมคนหนง่ึ คนใดก็ตามไมมีสิทธทิ จี่ ะประนามมุสลมิ อกี หมูหนงึ่ และไมมี
สทิ ธิทีจ่ ะดา จะโจมตี วา ชนหมูน้ันเปน ผปู ฏเิ สธ ผทู รยศ ตราบใดทีย่ ังมีการยึดมั่นอยูในคําปฏญิ าณ
ทัง้ สอง ยงั จายซะกาต ซึ่งจะกระทาํ อยางนน้ั เพียงเพราะการที่พวกเขาแสวงหาสื่อ (ตะวัซซุล) กับ
บรรดานบหี รือแสวงหาความจาํ เริญกบั รองรอยของทานเหลา นั้น หรอื อื่นๆ ทน่ี อกเหนอื ไปจากน้ี
อันไดแ กขอปลีกยอ ยตา งๆ ทางวชิ าการในสว นที่เปน รายละเอียด ซงึ่ บรรดานกั ปราชญและ
ผูท รงคณุ วุฒิในหมูพวกเขาไดล งมตใิ นเรอ่ื งนัน้ ๆ ไปแลว
ดังน้ัน ถา หากมกี ารประณาม หรอื โจมตีพวกเขาวา ทาํ การตง้ั ภาคี กเ็ ทากบั ออกนอก
ขอบเขตตามทอ่ี ลั ลอฮทรงประสงคไ วแกบ รรดามุสลิม ดังที่พระองคมโี ดงการวา
“แทจ ริง บรรดาผทู ่แี บงแยกศาสนาของพวกเขา และเปนพวกตา งๆ นน้ั พวกเขาจะไมไดอยู
ในสิง่ ใดเลย”
(อลั -อันอาม-๑๕๙)
พระองคก ลาวอกี วา :
“โอบรรดาผูศรัทธาทงั้ หลาย สูเจาจงยาํ เกรงอลั ลอฮ ดว ยการยําเกรงตอพระองคอยางแทจรงิ
และสูเจา อยาเพงิ่ ตายเดด็ ขาด นอกจากสูเจาเปนผนู อบนอมและสูเจา จงกระหวดั อยา งเหนียวแนนกับ
เชือกของอลั ลอฮโดยพรอมเพรยี งกันและจงอยา แตกแยกกัน”
(อาลิ อิมรอน ๑๐๒-๑๐๓)
ความหมายของคาํ วา สายเชอื กของอัลลอฮซึง่ จําเปน ตองทําการผูกมดั ตัวน้ันคือศาสนาของ
พระองค ทใี่ หความหมายไววา อิสลาม ดงั ท่ีพระองคท รงมีโองการวา :
“แทจ รงิ ศาสนาจากอัลลอฮคืออสิ ลาม”
(อาลอิ ิมรอน-๑๙)
อิสลาม คือการแสดงการปฏิญาณสองประโยคมาใหเปนทีป่ รากฏและในการมีอยขู องคํา
ปฏญิ าณนี้ในกลุมชนตา งๆ ของบรรดามุสลิมนั้นไมเ ปนส่ิงท่ตี อ งสงสัยนอกจากผูทย่ี อมรับสภาพ
ความเปนผปู ฏิเสธของพวกตนเชน พวกเคาะวารจิ ญแ ละพวกนะวาศบิ
จากการท่ีไดพ ิจารณาคมั ภีรอ ลั -กรุ อาน และเร่ืองราวในแบบฉบับของทานศาสดา (ซุนนะฮ)
จะพบวา ในหลักการของส่งิ ท้ังสองไดเรียกรองใหเ นนถึงความรกั ความเปนพ่ีนองกันระหวา งมวล
มสุ ลิม มิใหมีการแตกแยกกัน โจมตซี ่ึงกันและกันวา เปน ผูป ฏเิ สธ อกี ท้ังการปรักปรําประณาม
ตลอดจนเขนฆา ทาํ ลายกัน
ทา นบคุ อรี ไดรายงานไวห ลายกระแส เกี่ยวกับฮาดีษของทานนบี(ศ) ท่ีไดกลาวในวาระท่ี
ทาํ ฮจั ญครง้ั สดุ ทายวา :
“พวกทา นจงพิจารณาใหด ี และจงอยา ยอนกลับไปเปนผูปฏิเสธในภายหลังจากฉันโดยที่
ฝา ยหนึง่ ของพวกทา นโจมตอี ีกฝายหนึง่ ” (๑)
แลวเปนอยา งไรกันท่ีพวกวะฮาบียถึงไดยินยอมพรอมใจกันโจมตีบรรดามสุ ลมิ ผยู ึดในหลัก
เอกภาพวา ทาํ การตง้ั ภาคี ซง่ึ ก็มิใชเพราะสาเหตุอ่นื นอกจากการทพ่ี วกเขาไดม ีการแสดงออกมาซงึ่
ความรกั ที่มีตอ ทา นนบี (ศ) ดวยการจูบสุสานและดวยการใหเกยี รติแกทา นเทา น้นั เอง
พรอมๆ กับทกุ ส่ิงทุกอยางเหลา นี้ เราก็ไดนําหลักความเชื่อของพวกวะฮาบยี ม าพสิ จู น
กับอลั -กุรอานและกับซนุ นะฮอ ยา งละเอยี ด จนกระท่ังความจริงไดป รากฏออกมาอยางชัดเจนแลว
และเราจะสรปุ เร่อื งราวทม่ี ากมายเหลานนั้ มาสักเลก็ นอ ย
๑- การขอใหหายปว ยและการบาํ บัดโรคจากผอู ื่นนอกเหนือจากอัลลอฮเปน การตง้ั ภาคีดวย
หรือ?
๒- การขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือจากบาวของอัลลอฮ เปนการตั้งภาคดี วยหรือ?
๓- การขอความชว ยเหลือตอ บรรดาวะลยี ของอลั ลอฮเปน การตั้งภาคีดวยหรอื ?
4- การขอตอบรรดาผูมีคุณธรรมเปน การต้งั ภาคีดว ยหรือ?
5- การใหเ กียรติ การยกยองตอบรรดาวะลียข องอัลลอฮเปนการต้งั ภาคีดว ยหรอื ?
6- การแสวงหาความจาํ เริญตอ รอ งรอยของนบแี ละบรรดาวะลียเ ปนการตง้ั ภาคดี วยหรอื ?
7- การกอสรางสสุ านเปน การตัง้ ภาคดี ว ยหรือ?
๘-การเยอื นสุสานเปนการตั้งภาคีดว ยหรอื ?
9- การนมาซทส่ี สุ านของผมู ีคณุ ะรรมเปน การต้งั ภาคีดวยหรอื ?
(๑) อัล-บุคอรี เลม ๙ กิตาบบุลฟต ัน บทที่ ๗ ฮาดษี ท่ี ๑-๒ และอกี หลายฮาดษี
10- การสาบานดวยนามของส่ิงอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ และบนบานตอส่ิงถูกสรางหรอื
อางถึงสทิ ธขิ องสง่ิ น้ัน เปน การต้ังภาคดี วยหรอื ?
ในกรณที ี่พสิ ูจนไดวา เรอ่ื งราวเหลา น้ี ไมเ ปน การต้งั ภาคแี ลว มันเปน สิ่งท่ีอนญุ าตใหก ระทาํ
หรอื ไมน ั้น แนน อนเราก็ไดดําเนนิ การอธิบายไปแลว ในภาคแรกและในภาคทสี่ องเรากไ็ ดอธบิ าย
เพ่ือหาขอสรุปท่ีสมบูรณสาํ หรบั เรอื่ งราวที่เปน หนาทขี่ องหนังสือเลมนี้ นั่นคือ การวเิ คราะหหลกั
เอกภาพและการตัง้ ภาคี โดยมิไดว ิเคราะหว า สง่ิ ใดเปน ท่อี นุญาตและสง่ิ ใดเปนสงิ่ ท่หี ามมใิ หก ระทาํ
๑- การขอใหหายปวยและการบาํ บัดโรคจากผูอ น่ื นอกเหนือจากอัลลอฮ เปน การตั้งภาคดี ว ยหรือ?
สาํ หรับประเดน็ ทวี่ า โลกน้แี ละปรากฏการณตา งๆ ในจักรวาลทง้ั หมดเกดิ ข้ึนมาจากสาเหตุ
และตนเหตุซง่ึ มันเปนบทบาทหนง่ึ สาํ หรบั ส่งิ ถกู สรา งอยางหนึ่งของอลั ลอฮ และเหตผุ ลเหลานั้น
เปน ของอลั ลอฮ เปนประเด็นท่ไี มต อ งสงสัยแตป ระการใด
เปนอันวา ตนเหตแุ ละสาเหตตุ างๆ เหลา นีม้ นั ไมมีอํานาจในการควบคมุ สภาพการณใดๆ ท่ี
บรบิ รู ณไวแกตัวของมนั เองไดเ ลย หากแตม ันถูกบันดาลใหมขี ้นึ โดยเจตนารมณข องอัลลอฮ และมนั
มีพลงั ข้ึนมาในตัวไดก็โดยความประสงคข องอลั ลอฮ ดวยเหตนุ ้ี จงึ เปน เรื่องท่ีถูกตอ งถาจะกลา ว
วา อลั ลอฮทรงถอื วาพลังของสิ่งน้ันและการกระทาํ ของสิ่งน้ันเปนเรอื่ งของพระองค เชน เดียวกบั
ความถูกตอ งถาจะกลา ววา พลังอันนนั้ เปนเรือ่ งของสาเหตุของมัน
นคี่ อื เรือ่ งทเี่ ราไดเ ขาใจไปแลวในบทกอนอยางสมบรู ณ ดวยเหตนุ ีจ้ ึงถือวา การทาํ ใหห าย
จากโรคเปน เรอ่ื งของอลั ลอฮประการหนงึ่ และอกี ประการหนึง่ กเ็ ปน เรื่องของสาเหตุทอี่ ยใู กลตวั อัน
สําแดงพลังออกมาโดยการอนมุ ตั ขิ องพระองคดว ยเหตุนี้เองขอ พิสูจนพนื้ ฐานในหลายๆ โองการได
ถูกหยบิ ยกขึ้นมา เพอื่ เปน การชี้ใหเ หน็ วา อลั -กุรอานไดร ะบวุ า การทาํ ใหห ายเปน หนาทโี่ ดยตรง
ของอลั ลอฮ ดังท่พี ระองคท รงมโี องการวา :
“และในเมือ่ ฉนั ปวย พระองคก ท็ รงทาํ ใหฉ ันหาย”
(อชั -ชุอร ออ-๘๐)
ในขณะเดยี วกันการทําใหหายปวยกย็ งั ถกู ยกไปใหเปนเรื่องของสิ่งอ่นื นอกเหนอื จาก
พระองค เชน อลั -กรุ อาน และนํ้าผ้งึ คาํ ตอบในท่ีนี้ จะไมเ ปนไปตามความเปน จรงิ ได นอกจากอาศยั
หลักการเดียวเทาน้นั น่ันคอื การทําใหหายปว ยเปนหนา ท่ปี ระการหนึ่งของอัลลอฮในฐานะทที่ รง
เปนที่มาของสาเหตุและเปนหนา ท่ีของสิง่ อนื่ นอกเหนอื จากพระองคอ ันไดแกสาเหตุตา งๆ ตาม
ธรรมชาติ เชนนํ้าผ้งึ และยาบาํ บดั โรคและอน่ื ๆ ในคราวเดยี วกนั
กลา วคอื พระองคค อื ผูซ่งึ ประทาน ความสามารถในการทาํ ใหหายปว ย การบาํ บดั รกั ษาและ
การทําใหป ลอดภัยแกบ รรดานบแี ละบรรดาวะลยี ของพระองคไดท รงอนมุ ัตใิ หพวกเขาเหลานั้น ใช
ความสามารถท่ีถูกประทานมาเหลา น้ไี ปตามเงื่อนไขตา งๆ ท่ถี ูกกําหนดไวเปนการเฉพาะ
ดว ยเหตนุ ้ีในขณะที่อัล-กุรอานไดอธิบายเก่ียวกบั อัลลอฮวา ทรงเปน ผบู ําบดั โรคใหห าย
อยางแทจ รองตามทม่ี ปี รากฏหลกั ฐานอยูใน โองการที่ ๘๐ ซูเราะฮ อชั ชุอรออแ ลว ก็ยังไดอ ธิบายวา
นาํ้ ผ้งึ เปน ยาบาํ บดั โรคอกี ดวย ในขณะทที่ รงมีโองการวา :
“ในน้ัน เปน ยาบาํ บดั โรคสําหรบั มนุษย”
(อนั -นะฮัล-๖๙)
หรอื อกี แหงหนึ่งที่ทรงอธิบายวา อลั -กรุ อานเปนยาบาํ บดั โรคใหหายในโองการทก่ี ลาววา :
“และเราไดประทานมาจากอลั -กุรอาน ซงึ่ สงิ่ ท่ีเปน ยาบาํ บัดโรคและเปน ความเมตตา
สําหรับบรรดาผูศ รัทธา”
(อลั -อซั รออ-82)
วิธีการท่จี ะรวมสง่ิ ทเี ราไดอ างมาในทีน่ ้ี กเ็ ปน เชนเดียวกัน น่ันคือเราจะตองกลา ววา :
การทําใหห าย และการบาํ บัดโรคทีอ่ ิสระอยางแทจริงนัน้ มาจากการกระทาํ ของอัลลอฮเทา
นั้นเอง มิไดม าจากสงิ่ อื่น
สงิ่ ทีต่ ดิ ตามมาและสง่ิ ท่ีแยกตัวออกมาเปนอิสระจากการกระทาํ กจิ การเหลา น้กี ็ดี สาเหตุ
ตางๆ ก็ดี มันคือสง่ิ ที่พระองคไดสรา งมา และทรงบรรจุไวในสาเหตุตา งๆ เหลาน้ันซึ่งพลงั ตางๆ
ดงั นั้นมันจงึ ดําเนนิ งานไปโดยการอนุมตั ขิ องพระองค และสมั ฤทธผ์ิ ลขน้ึ มาตามเจตนารมณของ
พระองค
ดงั น้ัน ในรูปแบบอนั น้ี ถา หากคนใดขอการบําบัดโรคจากบรรดาวะลยี ข องอัลลอฮโดย
พิจารณาไปตามพนื้ ฐานอันน้ี (วา คณุ านุภาพของพวกเขาสามารถใหความสัมฤทธผ์ิ ลไดดว ยการ
อนุมตั ิ ดวยอํานาจและดว ยเจตนารมณข องอัลลอฮ) กจ็ ะถือวา งานอันน้ันของเขาเปน ทอ่ี นญุ าตและ
อยูในบทบญั ญตั อิ ีกทัง้ ถูกตองตามหลักเอกภาพที่ถกู กําหนดไวอยางสมบรู ณ
เพราะวา จดุ มุงหมายในการขอใหห ายจากโรคตอ บรรดาวะลยี นัน้ มันเหมือนกันอยาง
บริบรู ณก บั จุดมงุ หมายในการขอการบําบดั รักษาจากนา้ํ ผง้ึ และการรกั ษาทางยาโดยนายแพทย โดย
จุดมุงหมายสุดยอดอยใู นประเดน็ ท่ีวา นํ้าผง้ึ กด็ ี ยาบาํ บดั กด็ ี คุณภาพทเี่ กดิ ข้ึนมาของมนั มิไดเ ปน ส่ิง
ท่เี กิดขึ้นโดยความประสงคแ ละความสามารถของมันเลย กรณีเดยี วกับที่ถือวา นบีและบรรดาวะลีย
กม็ ไิ ดกระทาํ สง่ิ เหลาน้นั ไปตามเจตนารมณแ ละความเห็นชอบเองใดๆ กลา วคอื เปา หมายแหงการ
ขอการบาํ บัดจากนบีและจากวะลยี น ั้น มิไดเปน ไปในรูปอื่น นอกจากขอวา ใหท า นใชความสามารถ
ท่ถี ูกประทานมาใหแ กท า นนั้น และใหท านบําบัดโรคของคนปว ย โดยการอนุมตั ิของอลั ลอฮ เชน
การกระทาํ ของทานมะซหี (ความสนั ตพิ ึงมแี ดท าน) ทีไดท ําใหคนโรคเรื้อนหายไดโดยการอนมุ ัติ
ของอัลลอฮและโดยความสามารถท่ีถกู ประทานมาใหแกท า นจากอัลลอฮ
เปนท่ีเขาใจแลว วา การกระทาํ อยา งนี้ ไมเ ปนการตั้งภาคแี ตอ ยา งใด กลาวคอื การกระทํา
อยา งนี้ มิไดอยใู นขอบขา ยของการต้งั ภาคี หรอื พลาดออกมาจากกรอบของเอกภาพที่แทจ ริงแตอ ยา ง
ใด