The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaiislamlib.com, 2022-05-24 05:44:12

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

โองการตางๆ เหลา นี้ชีไ้ ปถงึ ใคร
เปา หมายพื้นฐานของโองการทีค่ ลา ยกันเหลาน้ีอยตู รงทวี่ า : หามการวงิ วอนของตามแบบ

ของพวกบูชาเจว็ด ซ่ึงไดนําเองรูปปนข้ึนมาเปนภาคีหนุ สว นกับอลั ลอฮในกิจการบริหารบางอยาง
หรอื เปนผทู รงสทิ ธใิ นการใหความอนุเคราะหน ่ันเองเปนอยา งนอย กลา วคือพวกเขากระทาํ การนบ
นอบและออ นวอน ขอความชว ยเหลือตอรูปปน เหลาน้ีโดยถอื วา มันเปน พระเจา ยอ ย อนั ไดร บั
มอบหมายซงึ่ อํานาจในกิจการดานบริหารจักรวาลและกจิ การในสว นของโลกน้แี ละโลกหนา

แลวโองการตา งๆ เหลา นจ้ี ะมาเกีย่ วของอะไรกับการขอความชวยเหลือตอวญิ ญาณของผู
บรสิ ทุ ธิใ์ นขณะท่วี า ผขู อดําเนินการกระทาํ ไปโดยมิไดออกหา งไปจากความเชอ่ื ถือท่วี า บุคคล
เหลานัน้ คือบา วผูท รงคุณธรรมของอัลลอฮแมแตน อ ย

สวนความหมายของโองการท่วี า “และแทจ รงิ มัสยิดทัง้ หลายของอัลลอฮน้ัน พวกเจาจง
อยาไดวงิ วอนขอกับสงิ่ ใดๆ ควบคูกับอัลลอฮ”

กบั โองการที่คลา ยๆ กนั กบั ท่ีผานมาแลว ในตอนแรกกห็ มายถึง การวงิ วอนในแงข องการ
เคารพภกั ดซี ึ่งพวกตงั้ ภาคไี ดก ระทาํ ตอ อลั ลาต, อซุ ซา, มะนาตและเทพเจา แหง ชั้นฟา ตลอดถึงกับมะ
ลาอิกะฮแ ละญิน ความหมายของโองการนก้ี เ็ หมอื นกับท่วี า :

“และสูเจา อยา เคารพสิ่งใดควบคูก ับอลั ลอฮ”
ดงั นั้น ถา อลั -กรุ อานหามปรามการต้ังภาคใี นการเคารพภกั ดีโดยยกสง่ิ อนื่ ขึน้ มาเคยี ง
กับอัลลอฮแลว ประเดน็ น้จี ะมีสว นเกยี่ วขอ งอะไรกบั ประเดน็ การขอตอบรรดาผูทรงคณุ ะรรมใน
เมื่อพวกเขาไดรบั สิ่งนั้นโดยอนุมตั ขิ องอัลลอฮและการจาํ กัดของพระองค
ดงั นั้น ในเม่ืออัล-กรุ อานมโี องการวา :
“และบรรดาส่ิงที่พวกเขาวงิ วอน นอกเหนือไปจากอลั ลอฮนน้ั พวกมันจะไมใ หการ
ตอบสนองเลยแมแตส่ิงใดแกพวกเขา”

(อัรเราะอด -ุ ๑๔)
“และทีส่ ูเจา วงิ วอนขอตอสิ่งท่ีนอกเหนือจากอลั ลอฮน้ัน พวกมันไมส ามารถใหความ
ชว ยเหลอื ใดๆ แกส เู จาเลย”

(อัล-อะอร อฟ-๑๙๗)
“แทจ รงิ บรรดาสง่ิ ทสี่ ูเจา วิงวอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮนั้น กเ็ ปน บา วเชน เดยี วกับสเู จา”

(อลั -อะรอฟ-๑๙๔)
“และบรรดาสิ่งทสี่ เู จา วงิ วอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮน้ัน มันมิไดม ีสิทธิครอบครองอะไร
เลยแมแตเปลือกเม็ดอินทผลัม”

(ฟาฏริ -๑๓)
“พวกเขากลาวววา : เราจะวงิ วอนขอตอ สง่ิ ทีไ่ มใ หคุณและไมใหโทษเรานอกเหนือไปจาก
อลั ลอฮกระนั้นหรือ”

(อลั -อนั อาม-๗๑)
“และเจา อยา วงิ วอนขอตอ สิ่งทีไ่ มใ หคณุ และไมใหโ ทษแกเ จา นอกเหนือไปจากอัลลอฮ
เลย”

(ยูนสุ -๑๐๖)
ตลอดถึงโองการอ่นื ๆ อกี ที่มีอยูใ นอลั -กุรอานอยางมากมาย กห็ มายความวา ทุกๆ โองการ
เหลานี้ เกยี่ วของกับการวงิ วอนขอ อันหมายถงึ การเคารพภักดีรปู ปน , ดวงดาว, มะลาอกิ ะฮแ ละญนิ
โดยถอื วา สง่ิ เหลา นั้นเปนพระเจา ตา งๆ ระดบั ยอย อกี ท้งั ถือวา สง่ิ ตา งๆ เหลา นัน้ เปนสิง่ ไดรับการ
เคารพและเปนผบู ริหารจกั รวาล อกี ทง้ั ใหก ารอนุเคราะหอยา งสมบรู ณ และจะหลกี เลย่ี งมิไดเ ลยวา
การวิงวอนขออยางใดกต็ ามที อันมีลักษณะเปน ไปเชนนี้แลว จะตอ งหมายถงึ การอบิ าดะฮ ดังนั้น
โองการตา งๆ เหลา นจ้ี ะเกีย่ วของอะไรกบั การวิงวอนตอ บรรดาผมู คี ุณธรรมตลอดภึงการขอ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลือจากพวกเขาพรอ มกบั ท่มี ีความเชื่อมั่นวา พวกเขาไมม ีความสามารถในส่ิง
ใดเลยโดยท่มี ิไดมาจากการอนุมตั ิของพระผูเปนเจาและพรอ มกับเชือ่ ม่นั วา พวกเขาไมม สี ทิ ธิ
ครอบครองในกจิ การแหง สภาพความเปนพระเจา และสภาพความเปน ผอู ภบิ าลและการบริหารและ
อนื่ ๆ เลย ดงั น้ันจะสามารถเอาการวงิ วอนขอในสองลักษณะนีม้ าเปรยี บเทยี บใหเ ขากนั ไดกระนั้น
หรอื ในขณะทท่ี ้งั สองอยางมีลกั ษณะท่แี ตกตา งกนั เหลอื เกิน?
หลักฐานทีช่ ดั เจนอันหนึ่งสําหรบั การใหความเขา ใจในระหวา งการวิงวอนขอสองลกั ษณะ
นี้ นั่นคอื กรณีท่ีวา พวกวะฮาบยี เ ชอ่ื ม่ันวาการวิงวอนขอจากบรรดานบผี ูทรงคุณธรรมอยา งนี้ เปน
การตั้งภาค,ี เปน ที่ตอ งหาม หลงั จากทที่ านเหลา น้นั ตายไปแลว เทา นั้น และเปนที่อนุญาตตาม
บทบญั ญตั ิสําหรบั การขอเมอ่ื ยามมชี ิวติ อยู แนน อนเราไดยืนยันไปแลววา ความตายและความเปน
มใิ ชตวั ตัดสนิ ที่เดด็ ขาด สาํ หรับเนื้อหาทแี่ ทข องการกระทาํ ตลอดภึงสาํ หรบั การจะใหเปนเรื่อง
อนญุ าตหรือไมอ นุญาต
ดงั ทไ่ี ดกลาวผา นมาแลว มอี ยูใ นหนงั สอื “ฟตหุล-มะญีด” ท่ีไดอธบิ ายวา :
คําวา “หรือพวกวิงวอนขอตอ สิ่งอ่นื นอกจากพระองค” หมายถึง : แนน อนอยา งยิง่ วา การ
วงิ วอนขอนัน้ มีอยสู องประเภท คอื การวิงวอนขอประเภททเ่ี ปน อิบาดะฮ และการวิงวอนขอ
ประเภทที่เปนมัซอะละฮ (เรื่องทีเ่ ปน ปญ หาใดปญหาหนง่ึ ) ในอลั -กุรอานมกี ารกลว ถงึ ความหมาย
ของการวิงวอนขอทง้ั สองอยางนไ้ี วเ ปนเร่ืองๆ และยังไดรวมความหมายท้งั สองนี้ใหเขา ดว ยกันอีก
ดวย
กลา วคือการวงิ วอนขอประเภทมัซอะละฮน น้ั คอื การขอในสงิ่ ท่จี ะใหบังเกิดผลแกผุขออัน
ไดแ ก การใหค ุณหรือใหโทษ การขอในลักษณะน้ี อัลลอฮทรงปฏเิ สธตอ ผทู ีว่ ิงวอนขอสิ่งใดๆ กต็ าม
จากผุที่ไมมีสทิ ธใิ นการใหโทษและไมมสี ทิ ธิในการใหค ุณนอกเหนอื จากอลั ลอฮดังโองการของ
พระองคท ่ีวา (จงกลาวเถดิ สเู จา จะเคารพภักดีสิ่งไมม อี ํานาจครอบครองการใหโทษแลไมใหคณุ แก
สเู จา นอกเหนือจากอลั ลอฮกระน้นั หรื อแนนอนอัลลอฮคือผทู รงไดย ิน ผูท รงรอบรู) และโองการ

ทวี่ า (๖-๗๖- “จงกลาวเถดิ เราจะวิงวอนขอตอ ส่ิงทไี่ มใหคณุ และไมใ หโทษแกเ ราและเราจะหวล
กลบั สูรอยเดิมของเราหลงั จากท่อี ัลลอฮทรงนําทางเราแลว เชน ผทู พ่ี วกมารในแผนดินไดล อลวงให
พรามัว ทงั้ ๆ ทเ่ี ขามีพรรคพวกทเี่ รียกรอ งยงั ทางนาํ อยวู า “จงมายังเราเถดิ ” กระน้ันหรือ? จงกลาวเถดิ
แทจริงทางนาํ ของอลั ลอฮ คือทางนําทแี่ ทแ ละเราถูกบัญชาใหย อมรบั ตอพระผูอ ภิบาลแหงสากล
โลก) และโองการที่วา (และเจา อยา วิงวอนขอตอ สงิ่ ท่ีไมใหคุณและไมใหโ ทษตอ เจา นอกเหนือจาก
อลั ลอฮเลย ดงั นั้นถาเจา กระทํากเ็ ทากบั วา เจา เปน ผอู ธรรมน่ันเอง

ทานชยั ค อิบนุตัยมยี ะฮไ ดก ลาววา : ดังนั้น การวงิ วอนขอประเภทท่ีเปน อิบาดะฮทกุ
ประการจึงหมายถึงการวิงวอนขอประเภทมัซอะละฮดว ย และการวงิ วอนขอประเภทมซั อะละฮท กุ
ประการกเ็ ปนสงิ่ ทชี่ ถี้ ึงการวงิ วอนขอประเภททเี่ ปนอบิ าดะฮ อลั ลอฮผูทรงสูงสดุ ดว ย ไดม ีโองการ
วา : (๗ : 55) สเู จาจงวิงวอนขอตอพระผอุ ภิบาลของสเู จา อยา งนอบนอ มและแผว เบาแทจริง
พระองคไมทรงรกั ผลู ะเมิด พระองคทรงมีโองการท่วี า : (๖ : 40, 41) “จงกลาวเถิด สูเจาพิจารณา
หรือไม ถาลงโทษของอลั ลอฮหรือยามอวสานไดม ีมายงั สเู จาแลว สเู จา จะวงิ วอนขอตอส่งิ ท่ี
นอกเหนือจากอัลลอฮกระนั้นหรอื ถา สูเจา เปน ผูสจั จริง” หากแตย งั พระองคเ ทาน้นั ทส่ี ูเจาจะวิงวอน
ขอ ดงั น้ันถา พระองคประสงคกจ็ ะทรงเปด ทางใหสาํ หรับสิง่ ทส่ี ูเจา ขอยังพระองคแ ละสูเจากจ็ ะลมื
สง่ิ ท่ีสูเจาเคยตง้ั ภาคี พระองคยังมโี องการอีกวา : (๗๒ : 18) และแทจ รงิ มัสยดิ ทงั้ หลายน้นั เปน
ของอลั ลอฮ ดังนัน้ จงอยา วงิ วอนขอตอ ผูใ ดควบคกู ับอลั ลอฮ) และพระองคทรงมีโองการอกี วา (๑๓
: ๑๔) การวงิ วอนขออันสัจจรงิ น้นั เปนของพระองค สว นบรรดาผูวิงวอนขอสง่ิ นอกเหนือจาก
พระองค มนั ยอมไมต อบสนองสิ่งใดแกพ วกเขาไดเลย นอกจากเสมือนผูที่ยนื ฝามือของตนท้งั สอง
ขางไปยังนา้ํ เพอ่ื ใหมันมาถึงปากของเขาแตมนั ไมถงึ ปากอยา งแนนอน และการวิงวอนขอของพวก
ปฏเิ สธนัน้ ไมใชอะไรอ่ืนนอกจากความหลงผดิ ) โองการตางๆ เหลาน้ีในอัล-กรุ อานใหค วามหมาย
ในแงของการวิงวอนประเภทมซั อะละฮ มรี ะบอุ ยูมากมายเกินกวาจะนาํ มาอา งใหห มดไดแ ละมนั
ยงั ใหความหมายช้ีไปยังลักษณะของการวงิ วอนประเภทอบิ าดะฮอ กี ดว ย เพราะผขู อไดร ะบใุ หก าร
ขอของตนบริสทุ ธใ์ิ จสาํ หรับอัลลอฮ ดว ยเหตนุ แี้ หละมันจงึ เปน ความประเสรฐิ สุดของการอบิ าดะฮ
ตางๆ

ทา นชัยคไ ดอ ธิบายโองการตา งๆ เหลาน้วี า การวิงวอนขอประเภทอบิ าดะฮน ัน้ ยอมหมายถึง
การวิงวอนขอประเภทมซั อะละฮ ทาํ นองเดียวกบั ทกี่ ารวิงวอนประเภทมซั อะละฮก็หมายถงึ การ
วงิ วอนขอประเภทอบิ าดะฮ( ๑)

ในการอธิบายตอนนี้จะกลา วถงึ เรือ่ งราวเกย่ี วกับการวงิ วอนท้งั สองประเภทและจะให
ทัศนะสาํ หรบั การวงิ วอนประเภทหนึ่งวา เปนเร่อื งอบิ าดะฮ แตอีกประเภทหนึ่งน้ันเปนเรือ่ งทอี่ ยุ
นอกเหนือไปจากเรื่องอบิ าดะฮ ดังจะไดอ ธิบายตอไปน้ี :

(๑) หนงั สือ ฟตหลุ -มะญีด หนา ๑๖๖

ประการทห่ี น่ึง : ทานอิบนุ อัยมียะฮใหความหมายโองการที่วา “สูเจาจงวงิ วอนขอตอพระ
ผอู ภิบาลของสูเจา อยา งนอบนอ มและอยางแผวเบา” กับโองการท่วี า “และแทจ ริงมสั ยดิ ทง้ั หลาย
เปน ของอัลลอฮ ดงั นั้น สูเจา จงอยา วงิ วอนขอตอ สิ่งใดควบคกู ับอลั ลอฮ” วาหมายความวา การขอ
ความชวยเหลอื ส่งิ ใดจากใครกต็ ามก็จะหมายถึง การวงิ วอนขอประเภทอบิ าดะฮทมี่ ตี อ ผูถูกขอ
ทั้งสนิ้ ! จะเปน ไปไดอยางไรกัน?

กลาวคอื ถาหากคาํ วา “สูเจา จงวงิ วอน” ในโองการที่วา “สูเจา จงวงิ วอนขอตอพระผอู ภิบาล
ของสเู จา อยา งนอบนอ ม” กบั คําวา “สเู จา จงอยา วิงวอนขอ” ในโองการนว้ี า “ดงั น้ันสูเจา จงอยา
วิงวอนขอตอส่งิ ใดควบคกู ับอลั ลอฮ” มคี วามหมายวา “การรอ งเรยี ก” แลว การวงิ วอนขอความ
ชว ยเหลือจะหมายถงึ การวิงวอนประเภทอิบาดะฮไดอยา งไร?

แนน อน ทั้งสองโองการน้ี ตามหลกั ฐานที่มีอยใู นตัว ยังมิไดใ หเหตุผลในเรื่องใดมากไป
กวาการหา มมใิ หทําการวิงวอนขอตอ สง่ิ อ่ืนทีน่ อกเหนอื จากอัลลอฮ สวนประเด็นทีว่ า การวิงวอน
ขอตอ พระองคจ ะหมายความวา เปน การอบิ าดะฮตอ พระองคด วยน้นั เนห้ื าของโองการยงั มิไดให
เหตุผลไวเลย ในฐานะทวี่ า การหา มมใิ หกระทาํ อยา งใดอยางหน่ึงน้นั มิใชห ลกั ฐานที่แสดงวา สาเหตุ
การหามในเร่ืองนน้ั ๆ จะตอ งเก่ียวขอ งกับเรอื่ งการอบิ าดะฮเสมอไป

ประการทส่ี อง : การวิงวอนขอความชว ยเหลือ จะหมายถงึ การวงิ วอนประเภทอบิ าดะฮไดก็
ตอ เม่อื ผูขอมคี วามเช่ือมนั่ ในสภาพความเปนพระเจา ของผูถ กู ขอในประเด็นตา งๆ กลา วคือการ
วงิ วอนขอในลักษณะอยา งนีเ้ ทาน้นั ท่จี ะหมายถึง : การวงิ วอนขอประเภทท่เี ปน อบิ าดะฮ ย่งิ ไปกวา
นน้ั การวงิ วอนขอประเภททเี่ ปน อบิ าดะฮแ ทๆ ที่มิไดแสดงลักษระออกมาในรปู ของอบิ าดะฮ ก็ยงั
ไมถือวา การวงิ วอนขอดังกลาวนี้ จะหมายถงึ การอิบาดะฮไปดว ย

แตถา หากวา ผขู อไดว งิ วอนขอตอผใู ดก็ตาม โดยปราศจากความเชอ่ื มน่ั ดังกลา ว การวิงวอน
ขอของเขาทีม่ ตี อผูน ั้น ก็ยังไมถ ือวาเปน การอิบาดะฮแ ตอ ยางใด

ประการทีส่ าม : ทีน่ าแปลกประหลาดอยางยง่ิ ก็คอื ประเด็นทว่ี า การขอความชวยเหลือตอ ผู
มีชีวติ เปน สิง่ ที่ถูกตอง และเปนไปตามบทบญั ญัตศิ าสนาอยางแนนอน โดยไมคํานงึ ถึงประเด็นทว่ี า
ถา การวิงวอนขอความชว ยเหลือตอสงิ่ อ่ืนนอกเหนือจากอัลลอฮ (แมกระท่งั มิไดป ระกอบดวยความ
เชอ่ื ตอ สภาพความเปน พระเจา หรอื ความเปน ผมู สี ทิ ธิครอบครองอํานาจในการชวยเหลอื ) เปน การ
ต้งั ภาคแี ลว ความตายและความเปนของผูถ ูกขอจะมผี ลกระทบอะไรข้ึนมาในสว นนี้ดว ยเลา?

มีรายงานจากทา นนบี ผทู รงเกียรติอยูบทหน่ึงวา แทจ รงิ การวิงวอนขอเปนสมองของอิบา
ดะฮ ก็หมายถึงวา การวิงวอนขอเฉพาะเรอ่ื ง อนั หมายถึง ถา เปนการวงิ วอนขอทปี่ ระกอบขน้ึ โดย
ความเชอ่ื ถือตอสภาพแหง ความเปน พระเจา ของผถู กู ขอ

อีกนัยหน่ึงก็คือ ความหมายของคําวา การวิงวอนขอในฮาดีษดงั กลาวหมายถงึ การวิงวอน
ขอท่ีมตี อ อัลลอฮเทา นัน้ กลาวคอื การวงิ วอนขอตอ อัลลอฮคอื สมองของอิบาดะฮ

แลวฮาดีษบทนี้ จะมีสวนเกยี่ วของอะไรกบั การวงิ วอนขอตอบรรดานบผี มู คี ณุ ธรรม ซ่งึ
มิไดประกอบข้ึนมาจากความเชอ่ื ทว่ี า ผถู ูกขอมีสภาพความเปน พระเจา แตอ ยา งใดเลย?

ใชแ ลว คาํ ถามหน่ึงท่ียงั คงมีอยูในเรื่องนี้ ก็คอื วา แมว า การวงิ วอนขอตอผูอื่น จะมิได
หมายถึงการอบิ าดะฮตอผูนั้น ตามท่เี ราไดใหก ารอธิบายอยางชดั แจงไปแลว กต็ าม แตม ันเปน เร่อื งที่
ตองหาม (ฮะรอม) ตามกฎเกณฑข องโองการตา งๆ เหลา นอ้ี ยูน่นั เอง กลาวคือการวงิ วอนขอตอ ผูมี
คุณธรรมทีต่ ายไปแลว เปนการวงิ วอนขอท่ตี องหา ม เพราะเหตุวา เปน การวิงวอนขอตอส่งิ อืน่ ท่ี
นอกเหนอื จากพระองค และการวิงวอนขอตอสงิ่ อนื่ นอกเหนือจากอลั ลอฮนัน้ เปนสงิ่ ทีต่ อ งหา มแต
ทั้งน้ีความหมายของโองการไมร วมไปถึงการวงิ วอนขอตอคนเปน เพราะเปนสง่ิ ท่อี นญุ าตใหกระทาํ
ไดในยามจาํ เปน ดังน้ันจงึ สรุปความไดว า หามมใิ หว งิ วอนขอตอ ผูมคี ุณธรรมท่ไี ดลว งลบั ไปแลว
แมว า จะไมเปน การตงั้ ภาคีกต็ าม

คาํ ตอบสาํ หรบั เรอื่ งนี้ จะเปน ทเี่ ขา ใจอยา งแจม ชัดได หลังจากพจิ ารณาอยางถี่ถวนตาม
เร่ืองราวทเี่ ราไดกลา วไปแลว เพราะวา โองการตางๆ ไดร ะบุไปยังการวงิ วอนขอเฉพาะสว นอัน
เกิดขึ้นโดยพวกตง้ั ภาคี น่นั คือการวงิ วอนขอตอพระเจา ตา งๆ และผูอ ภบิ าลตา งๆ ของพวกเขาทถ่ี ูก
อุปโลกขขึ้น การหามมใิ หวงิ วอนขอเฉพาะเรอ่ื งอยางน้ี มไิ ดหมายความวา เปน การหามมิใหวิงวอน
ขอในเรื่องตางๆทั้งหมด แมก ระทง่ั กบั การวงิ วอนขอท่ีมิไดเ ปนไปในรูปแบบนี้กต็ าม

หลกั ฐานอันแนชดั ตามทเ่ี ราไดกลา วมานี้ก็คอื วา ผูตงั้ คาํ ถามไดยอมรับวา ประเด็นของ
คําถามมิไดรวมไปถงึ การวงิ วอนขอความชว ยเหลือตอคนเปน ดงั น้ันการนาํ ประเด็นน้อี อกมาจงึ มใิ ช
เปน ความเขา ใจทอ่ี อกมาจากกฎเกณฑข องโองการจนกระทง่ั ใหถอื มาเปนขอ แมเฉพาะ

เพียงจะแสดงใหเ หน็ ถึงการอธบิ ายทม่ี าจากเร่อื งของโองการนั้นๆ กต็ ามและเปนเรื่องทีไ่ มมี
สวนเกี่ยวของกนั ต้ังแตต อนแรกอยูแลว และไมมีประเด็นใดอีกเลยทจ่ี ะถือวา ออกมาจากความหมาย
ของโองการ นอกจากตาม่ีเราไดกลา วไปแลว ในสวนท่วี า โองการตางๆ ไดระบถุ ึงการวิงวอนขอที่
พวกต้ังภาคไี ดก ระทําข้นึ ในการดาํ เนนิ ชีวติ ของพวกเขา นนั่ คือการวิงวอนขอตอ รปู ปน และเจวด็ ใน
ฐานะที่ถือวา มันเปน พระเจา ผูครอบครองสิทธกิ ารใหคุณและใหโทษ ตลอดถึงการอนเุ คราะห
ความชวยเหลอื และการอภยั โทษแกพวกเขา, ซ่ึงหลกั สําคญั ตา งๆ เหลา น้ีไมม อี ยใู นการวิงวอนขอ
ตอ บรรดาผมู ีคณุ ธรรม

โดยเหตทุ ว่ี า ใหความเชอื่ ถืออยางนไี้ วในสิทธิของพระเจายอ ยท้งั หลาย อลั ลอฮไดท รง
กลา วถึงพระเจา ที่ซามริ ยี ไดสรางขึน้ วา :

“นคี่ อื พระเจา ของพวกทา น และพระเจา ของมซู า แตเ ขาลืมเสียแลว” พวกเขาไมส งั เกตุหรือ
วา (รปู โค) น้ันมิไดโตตอบคําพดู กบั พวกเขาเลย และมนั ไมม ีอํานาจทจี่ ะใหโ ทษและใหคุณแกพวก
เขาดว ย”

(ฏอฮา-๘๘-๘๙)

หลักฐานอยา งหนึง่ ท่ีใหเ หตผุ ลตามทเี่ ราไดก ลาวไปแลว คือ การย้ําคําวา “นอกเหนือไปจาก
พระองค” ในโองการตา งๆ กลาวคอื มนั มไิ ดม ีความหมายคลมุ ไปถงึ การวิงวอนทกุ ๆ ประเภทที่มตี อ
สงิ่ อนื่ นอกจากอลั ลอฮ จนกระทัง่ เราถึงกบั จําเปน ตองวินจิ ฉัยความในบางสวนวา การวิงวอนขอ
ความชวยเหลือนนั้ มีไดกับคนเปน หรอื วา การวิงวอนขอตอ ผูตายนัน้ มใิ ชเ พอ่ื ความหวังความ
ชว ยเหลอื หากแตเ ปนเร่ืองแสวงหาความสมั พันธและขอการอนเุ คราะห แตทวา มคี วามหมายเฉพาะ
เพื่อเปน ความเขาใจสําหรับการวิงวอนขอเหลาน้ี น่ันคือ การวิงวอนขอตอ สง่ิ อนื่ โดยจติ สาํ นึกวา ส่งิ
น้ันดําเนนิ กจิ การไปโดยความมีอิสระนอกเหนือไปจากอลั ลอฮ ดังเชนจติ สํานกึ ที่ถูกอปุ โลกขขึ้นมา
สําหรับพวกต้ังภาคใี นพระเจา ตา งๆ ของพวกเขา

สวนการขอความชว ยเหลือจากผูท ไี่ มสามารถกระทําส่งิ ใดไดนอกจากโดยอนมุ ตั ขิ อง
พระองค และตามเจตนารมณข องพระองค (ในจิตสาํ นึกของผขู อ) ตลอดทง้ั การวิงวอนของเขาก็มไิ ด
ตดั ขาดจากการวงิ วอนขอตออลั ลอฮน้นั ยงั มิไดเ ปนไปตามความหมายของโองการทกี่ ลา ววา

“และบรรดาผูที่วิงวอนขอตอสิง่ อน่ื นอกเหนือจากอัลลอฮนัน้ พวกมันมิไดตอบสนองสิง่ ใด
เลย”

(อรั เราะอด -ุ ๑๔)

ภาคทส่ี าม
พวกวะฮาบยี กับประเดน็ ตางๆ ทส่ี าํ คัญของหลกั เอกภาพและการตัง้ ภาคี

๑- ความเชือ่ ทมี่ ีตอ อาํ นาจอนั เรน ลบั ของผูอน่ี นอกจากอลั ลอฮอยใู นขา ยของหลกั เอกภาพและการตง้ั
ภาคีดว ยหรอื ?

ไมต องสงสัยเลยวา การขอความชวยเหลือจากใครคนหน่ึง (ในลักษณะทีเ่ ปนไปได) น้ัน
มันจะมขี นึ้ ไดกต็ อ เมื่อ ผขู อความชว ยเหลือเชื่อมน่ั วาเขาผนู ้ันเปนผมู ีความสามารถทาํ ใหความ
ตอ งการของตนสมั ฤทธผิ์ ลได และความสามารถอนั นี้เปนความสามารถอันเปดเผยและตามสภาพ
วัตถกุ ม็ ี เชน การทเี่ ราขอนํา้ จากใครคนหน่ึงเพอื่ นํามาดืม่ เขากจ็ ะทาํ ตามทีเ่ ราตองการได และ
ความสามารถทเ่ี ปนไปอยางเรนลบั ก็มี โดยอยูนอกเหนอื วสิ ัยของกฎธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑท าง
สภาพวตั ถุ เชน การทค่ี นๆ หนง่ึ เชอ่ื วา ทา นอิมามอาลี (ความสนั ติสขุ พึงมแี ดท าน) เปดประตู
“คัยบรั ” ไดดว ยความสามารถอนั เรนลับ ดังทม่ี เี รือ่ งราวปรากฎอยูในฮาดีษ

หรือที่วา ทา นมะซหี  (เยซู)-ความสนั ตสิ ขุ พงึ มีแดท า น- มีความสามารถอนั เรนลับโดย
บําบัดรกั ษาคนปวยใหห ายไดโดยไมใ ชยาหรอื ดาํ เนินวธิ กี ารทางแผลแตอยางใด

ความเชื่อถอื ทีม่ ตี อความสามารถอนั เรนลับเชน นถ้ี า วางอยูบนความเช่ือถือทว่ี า มนั เปน
ความสามารถทีเ่ ช่ือมโยงกบั การอนุมตั ขิ องพระผเู ปน เจา และความสามารถที่ไดร บั มาจากพระองค
ผูทรงบริสทุ ธ์ิ กลาวคือในกรณเี ชนน้ี มันกไ็ มแ ตกตา งไปจากความสามารถทางสภาพวตั ถุอันเปด เผย
ย่งิ ไปกวานัน้ มันยังเหมือนกับความสามารถทางสภาพวตั ถุซึ่งความเชอื่ ถอื ทมี่ ีตอกัน มิไดหมายถงึ
การตงั้ ภาคีเลย เพราะวา อัลลอฮคือผูป ระทานความสามารถทางสภาพวตั ถุใหแกบคุ คลนน้ั และ
ประทานความสามารถอนั เรนลับใหแ กบคุ คลนี้ โดยท่ียงั มิไดถือเอาผูถกู สรา งข้ึนมาอยใู นฐานะ
ผูสราง และยงั มไิ ดถือวา จะมใี ครทม่ี ง่ั คง่ั เหลือหลายนอกไปจากอลั ลอฮ

ดงั นั้น ถา หากใครไดทําการรักษาบาํ บดั โรคของคนปวยใหห ายไปโดยวธิ ีทใี่ ชอาํ นาจเรน ลบั
กห็ มายความวา เขาดาํ เนนิ ไปโดยพระบัญชาของอลั ลอฮโดยการอนมุ ัติและเจตนารมณข องพระองค
ความเชือ่ เชนน้ี ไมถือวาเปน การต้งั ภาคี การอธบิ ายถึงอํานาจทีเ่ ชอ่ื มโยงยังอัลลอฮวา เปน อาํ นาจโดย
อิสระ คือรากฐานที่สาํ คัญจนทาํ ใหอ ธบิ ายเรอื่ งหลักเอกภาพไปเปน เร่ืองการต้ังภาคี ดว ยเหตุนี้จงึ ทํา
ใหเ กิดความเขา ใจผดิ พลาดขึ้นอยางมากมายจากผทู ี่มิไดอธบิ ายแยกแยะระหวา งความเช่ือในเร่ือง
อํานาจอันเรนลับที่เชื่อมโยงกบั ความเชอื่ ในอํานาจอันเรนลับท่ีไมเ ชอ่ื มโยง

พวกเขากลาววา : ถาคนใดคนหนงึ่ ขอจากผูม ีคณุ ธรรม (ศอลฮิ ีน)คนหนง่ึ (ไมว า จะตายไป
แลว หรอื มชี วี ติ อย)ู วาใหเขาหายปว ย หรือใชของท่สี ูญหายไปกลบั คืนมา หรอื ใหป ลดเปล้ืองหนีส้ ิน
ได ดังนั้นการขอเชน นี้ เทา กับเชื่อถอื วา อาํ นาจอันเรน ลับอยใู นสทิ ธขิ องผมู ีคุณธรรมคนน้ัน และถือ
วา เขามีอาํ นาจในการจัดระบบของธรรมชาติ วางกฎเกณฑของจกั รวาลจนมคี วามสามารถเหนือ
ความเปน ไปแบบธรรมดาของมนั ได ความเช่ือถอื ทวี่ า อาํ นาจเชน นเี้ ปน ของผอู ื่นทน่ี อกเหนอื ไปจาก

อลั ลอฮ หมายถงึ การเชือ่ ถือวา ผูถูกขอคนนี้มีสภาพความเปนพระเจาและการขอความชว ยเหลือใน
ลกั ษณะเชน น้ีกเ็ ปนการตง้ั ภาคี

ดงั น้ัน ถาคนๆ หน่ึงขอน้ําด่ืมจากคนใช แลว คนใชก ท็ าํ ตามกฎของระบบธรรมชาติเพื่อทาํ
ใหสิง่ ท่ีคนๆ นั้นขอเปนจรงิ ขนึ้ มา สวนกรณที ่ถี า เขาขอนาํ้ จาอิมามหรือนบี ไมว านํา้ นนั้ จะอยูใต
พื้นดินหรืออยูในคูก็ตาม กลาวคอื ท่ีไดข อยางนี้ก็หมายถึงวา เชอ่ื มั่นตอ อาํ นาจอันเรนลับของนบี
หรืออมิ ามทานนี้โดยท่ีข้นึ อยูก ับอลั ลอฮ การขออยา งน้ี หมายถงึ เช่อื ถือวา ผถู ูกขอมีสภาพความเปน
พระเจา ดว ยหรอื ???

ผทู อ่ี ธิบายเรือ่ งนี้ไดอยางชัดเจนคอื ทานอะบอู ะลา เมาดดู ยี  โดยทา นไดกลาวววา :
“เน้ือหาของคาํ อธิบายก็คอื วา ประเด็นทมี่ นุษยไดว ิงวอนขอความชว ยเหลือและนอบนอม
ตอ พระเจาเพอื่ ส่งิ น้ัน โดยถือวา พระองคท รงเปนผอู ภิสิทธิ์แหงอํานาจอนั เด็ดขาด เหนือกฎเกณฑ
ทางธรรมชาติ และเปนผูอ ภสิ ิทธิ์แหงความสามารถทอ่ี ยูนอกเหนอื วสิ ัยที่เปน ไปตามกฎเกณฑ
ธรรมชาต”ิ (๑)
คําอธิบายตอนนี้ ไดยืนยันอยางชัดเจนในประเดน็ ท่กี ําหนดใหความเชอ่ื ถอื ตออาํ นาจอนั
เด็ดขาด เปนประเดน็ หลักสําหรับความเชอื่ ถือตอสภาพความเปน พระเจา คือความเช่อื ถือทว่ี า ผูถ ูก
ขอเปน ผูมีความสามารถในอนั ท่จี ะใหคณุ หรือใหโทษได ตามลักษณะทอี่ ยูนอกเหนอื วสิ ัยของ
กฎเกณฑท างธรรมชาตทิ ่ัวๆ ไป ดงั ที่ทา นไดกลา ววา :
“ดังนั้น ผทู ่ีถอื เอาบคุ คลใดก็ตามข้นึ มาเปนผคู ุมครอง, ผชู วยเหลือ, และผขู จัดปด เปาความ
ช่ัวรายใหอ อกไปจากตน และเปนผกู าํ หนดส่งิ ทต่ี นเองตอ งการอกี ทัง้ เปน ผูตอบสนองการวงิ วอนขอ
ของตน และเปน ผูมีความสามารถในการใหค ณุ แกตนได โดยทคี่ วามเปนไปทุกอยา งนห้ี มายถงึ สง่ิ ที่
อยูนอกเหนอื วิสยั แหง กฎเกณฑท างธรรมชาติ อนั เปน เหตุใหเรามีความเช่อื ถืออยางนเี้ กิดขึ้นกับผูนนั้
วา เปน ผหู น่ึงท่ีมีอาํ นาจในการจัดระบบของโลกน้ี ทํานองเดียวกันกบั เขาเกรงกลวั คนใดคนหน่งึ
โดยยาํ เกรงตอ คนๆ นน้ั ในฐานะทว่ี า ถาทรยศกับเขาแลว ตนจะเกิดมอี ันตรายแตถา ทาํ ใหเขาพอใจ
แลวตนจะไดร ับผลประโยชน โดยทีค่ วามเช่อื และการกระทาํ อยางนี้ของเขายงั ไมเกดิ ขน้ึ นอกจากวา
ในจติ ใจของเขาตระหนกั วา คนผูนั้นมีอํานาจอยูอยางหนึ่งตอจกั รวาลนี้ หลังจากนนั้ สาํ หรบั ผูท่ี
วงิ วอนขอตอ สิ่งอืน่ นอกจากอลั ลอฮและไดขอในส่ิงท่ีตนตอ งการยงั เขาผูนัน้ หลงั จากที่เขามีความ
ศรัทธาตอ อัลลอฮ ผทู รงสงู สุดแลว ก็ไมอ าจเรียกกรณีเชนน้วี าเปนอยางอ่ืนได นอกจากวา ความเชอื่
ของเขาทีม่ ตี อสงิ่ น้ัน เปน การต้งั ภาคีตอ พระองคอยา งหน่ึง ในแงของการตั้งภาคีในประเภทของ
อํานาจแหง พระผูเปนเจา” (๒)
คาํ อธิบายตอนน้ีไดระบถุ ึงการยืนยันตอกันและกันระหวา งความสามารถในการใหคุณให
โทษ กับความเชอ่ื ถอื ตออาํ นาจแหง ความเปน พระเจา และถือวา ความสามารถทกุ ๆ ประการในการ

(๑) อัล-มศั ฏอลิหาตตลุ -อรั บะอะฮ หนา ๑๗
(๒) อัล-มศุ ฏอลาฮาตลุ อรั บะอะฮ หนา ๒๓

ใหคณุ ใหโ ทษอันมไิ ดเกิดข้ึนตามกฎธรรมชาติน้ัน เปนการช้ใี หเห็นถึงสภาพความเปนพระเจา โดย
อาศยั การยนื ยันซึง่ กนั และกัน

ดงั กลาวนคี้ อื เร่อื งทนี่ า แปลกเรื่องหนง่ึ จากทา นเมาดดู ีย
ในขณะทีม่ ันไปประกอบกบั ความเห็นที่วา ความเชือ่ ท่ีมีตอ สภาพของพระเจา นน้ั มไิ ด
หมายถึงความเชอื่ ทีม่ ีตอ อาํ นาจในดา นอน่ื หากแตมนั ครบถวนบรบิ รู ณอยูกบั ความเชอื่ ถือวา สภาพ
ของพระองคคือผูทรงครอบครองอํานาจแหง การอนเุ คราะหความชว ยเหลือและการอภยั โทษ
เหมือนกับความเช่ือถอื ของชาวอาหรบั ในยุคงมงายกลมุ หนงึ่ ทีพ่ วกเขาเชือ่ มนั่ ในคุณานุภาพของรูป
ปน ของพวกเขาวา เปนพระเจา ของพวกเขา ก็เพราะวา มันเปน ผูครอบครองอาํ นาจแหงการ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื และการอภัยโทษใหแกพ วกเขาได และเปน ที่รูกนั อยแู ลว อยา งดที ส่ี ดุ วา
ความเปน ผคู รอบครองอํานาจแหงการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือน้ัน เปนคนละสวนกันกบั การ
กลาวถึงความหมายของการมีอยแู หงอํานาจ น่ันคอื : อํานาจเหนือสากลจักรวาล
แทจรงิ ความเชือ่ ถือท่มี ตี ออาํ นาจอันเรนลับทีอ่ ยนู อกเหนอื กรอบของกฎธรรมชาติ มไิ ด
หมายถึงความเชอ่ื ในสภาพของความเปนพระเจา
ความเชื่อวา ใครจะมอี าํ นาจในการจดั ระบบของจักรวาลไมว า จะท้ังหมดหรือบางสว นก็ตาม
ถา มนั เปนไปโดยการกาํ หนดและการอนุมตั ิ จากพระองคแ ลวก็จะไมห มายถงึ วา ตองเชอ่ื วา เขามี
สภาพแหงความเปนพระเจา กลา วคอื เชนในกรณที วี่ า อัลลอฮทรงมอบสทิ ธพิ เิ ศษใหแกม นุษยซ ่ึง
ความสามารถอยา งหนึ่ง ในการดาํ เนินกิจการตามสภาพปกตแิ ละไดใหบางคนมีความสามารถใน
เรอ่ื งนั้นเหนือกวา อกี บางคน โดยไมม ขี อ แมใ ดๆ มาหา มพระองควา อยา มอบใหบุคคลใดบคุ คลหนึ่ง
หรือบรรดาบุคคลผมู คี ณุ ธรรมในปวงบา วของพระองค ซ่ึงความสามารถทสี่ มบูรณในการดําเนนิ
กิจการของจกั รวาลทั้งหมดไมว า ในสภาพทเี่ ปน ปกตวิ ิสัยหรือเหนอื ปกติวสิ ยั นี่ก็เชนเดียวกันคือยัง
ไมห มายความวา พวกเขามีสภาพแหง ความเปน พระเจา และสว นที่ถือวา อาจเกิดประเดน็ ข้ึนมาใน
การอธิบายก็คอื ประเด็นทีเ่ กียวกับความสามารถดังกลา วน้ัน วา อัลลอฮไดทรงประทานใหอยางน้ัน
หรอื ไมอ ัล-กรุ อานไดเปดเผยในเรอ่ื งน้ีไวหลายแหง เชน ตอนท่อี ธิบายถึงเรื่องราวของทานนบยี ูซุฟ
(ความสันตสิ ขุ พงึ มีแดท า น)

นบยี ซู ุฟกับอาํ นาจอันเรนลับ
ทา นนบยี ซู ุฟ (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มแี ดท าน) ไดสัง่ ใหพนี่ องของทานวา ใหเ อาเสอื้ ของทานไป

ใหบ ิดา และใหโยนเสื้อตวนน้ั ไปที่นัยนต าเพอ่ื จะไดกลบั มามองเหน็ ได ดังท่ีอลั -กรุ อาน อันทรง
เกียรติไดกลาวถึงเรอ่ื งนเี้ อาไวว า :

“ทานทัง้ หลายจงนาํ เสอ้ื ของฉันตัวนไี้ ปเถดิ และจงวางมนั ไปท่ีใบหนาบดิ าของฉัน ทา นจะ
ไดม องเห็น”

(ยูซุฟ-๙๓)

“ดังน้ัน เมอื่ ผูแจงขา วดีไดม าถงึ เขากไ็ ดว างมนั ลงบนใบหนาของเขา (นบยี ะอก ูบ) แลว เขาก็
กลับมองเห็น...”

(ยซู ุฟ-๙๖)
ลกั ษณะของโองการไดใหค วามหมายวา การกลบั มามองเห็นท่ีเกิดข้ึนแกนบียะอก บู นน้ั
เปนไปโดยเจตนารมณข องนบยี ูซุฟ กลาวคือ มไิ ดเ ปน การกระทาํ โดยเปดเผยในทันทที นั ใด
ของอลั ลอฮ เพียงแตว า นบียูซุฟไดก ระทําสิ่งน้ันไปโดยอํานาจที่รับมาจากพระองค ผทู รงบรสิ ุทธ์ิ
ซ่ึงถา หากวา การหายจากตาบอดของนบียะอกบู เปน งานท่ีเกีย่ วขอ งกบั อัลลอฮโดยตรงอยา ง
ทนั ทที นั ใด โดยไมพาดพิงมาเกยี่ วกับนบยี ูซุฟแลว แนน นอทา นก็ไมต องส่งั ใหพ่ีนองของทา นนาํ
เสือ้ ไปวางทีใ่ บหนาของผูเ ปนบดิ า หากแตใชดุอาอข องทา นก็พอ ทั้งๆทีอ่ ยไู กลนั่นแหละ และเร่ืองน้ี
ก็มิใชอ ื่นใด นอกจากเปนการดาํ เนินงานของวะลยี ลุ ลอฮ (บคุ คลผูเ ปนท่ีรกั ของอัลลอฮ) ทม่ี ีขึ้นใน
จักรวาล โดยการอนมุ ัตขิ องพระองคนั่นเอง

นบมี ูซากับอาํ นาจทีม่ เี หนอื จักรวาล
เรอื่ งเชนนี้ เราไดพบอยูในนบอี ื่นๆ ดวยเชน นบี มูซา (ความสันติสุขพึงมแี ดทาน) ในขณะ

ที่มกี ารกลา วแกทานวา :
“เจาจงตหี ินดวยไมเ ทา ของเจา เถดิ แลว ตอนาํ้ กแ็ ยกออกมาจากหินน้ันถึงสิบสองตานา้ํ ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๖๐)
กลา วคือ ถา การดขี องทา นดว ยไมเ ทา จากเจตนารมณข องทา นมิไดมีผลในการทําใหต าน้ํา

แยกออกมาจากหินแลวไซร แนนอน อลั ลอฮผทู รงความบริสุทธิจ์ ะไมบญั ชาแกทา นเลย
อาจมขี อแยงในลักษณะที่วา จริงอยู ทานนบีมูซาไดต ลี งดว ยไมเทาของทา น แตอ ัลลอฮคอื

ผทู ่ที าํ ใหส ายนํ้าแยกออกมา ดังน้ัน เรอ่ื งน้ี ยงั ไมแสดงวาอาํ นาจอันเรนลับเปนของทานนบีมูซา
ในขณะทค่ี วามสําเรจ็ ของกิจการอนั นอ้ี ยูต รงทว่ี าอลั ลอฮ ทรงทําใหสายน้ําแยกออกมาในขณะท่ที า น
ไดต ีลงไป แตขอ แยง นี้ไมม ีน้าํ หนกั เมอื่ นําไปพจิ ารณากบั สํานวนของคําสัง่ ท่วี า ใหเอาไมเ ทา ตี
กลา วคอื การตลี งไปกบั ไมเทา มใิ ชอยูใ นประเภทการวงิ วอนขอ (ดุอาอ) ท่อี ัลลอฮทรงกลา ววา จะ
ทรงสนองตอบการวงิ วอนขอเม่ือทานขอ และกลาวโดยสรปุ กค็ ือ จะตอ งไมป ฏเิ สธวา การตขี องทา น
กบั ไมเ ทา และเจตนารมณของอลั ลอฮอยูกต็ ามอกี ท้งั โองการนี้ ก็มไิ ดใหหลักฐานที่แสดงถึงสิง่ ที่
เพ่ิมเติมไปจากนี้ :

อยา งเชนโองการของพระองคทว่ี า :
“ดงั นั้นเราไดสั่งโดยการดล (วะหย ู) ยังมซู าวา จงตที ะเลดว ยไมเทาของเจา เถดิ แลว มนั ก็
แยกออกซ่ึงแตล ะชอ งทางนนั้ ประหน่งึ ภูเขาท่ใี หญโต”

(อัช-ชอุ ะรออ-๖๓)

หลกั ฐานในโองการนี้ ตามทีเ่ ราไดพ ิจารณากจ็ ะเหน็ ไดวา ไมมหี ยงิ่ หยอนไปกวา หลักฐาน
ในโองการทีผ่ านมาแลว

พวกของนบสี ุลยั มานกับอํานาจอนั เรนลับ
เรอ่ื งของอํานาจอันเรน ลบั ดงั ท่จี ะกลา วถึงน้ี ก็ไมยงิ่ หยอนไปกวา เรอื่ งท่เี ราไดกลา วถึงไป

แลว เชน กัน ย่งิ ไปกวานัน้ อัล-กุรอานยังไดยนื ยันวา มนั มแี กพรรคพวกของทา นนบสี ุลัยมาน ซ่ึง
ทานนบีสุลัยมานมคี วามมน่ั ใจวา เขาผูเ ปน เพอ่ื นสนิทของทานคนน้ันสามารถนําบลั ลงั คของราชินี
แหง ซาบาอม าใหไดกอนท่ีทานจะลกุ ไปจากทน่ี ั่งของทา นโดย อัลลอฮทรงมโี องการวา :

“เขาไดกลา ววา : โออ าํ มาตยทง้ั หลาย มีคนใดบา งในหมพู วกทานทสี่ ามารถไปนําบัลลังค
ของนางมาใหแกขา พเจา ไดกอ นท่ีพวกเขาจะมายังขา พเจา ในฐานะผูนอบนอม” อฟิ รตี ผเู ปน หนึง่ ใน
หมูญินไดกลาววา ขาพเจา ขออาสาไปนําบลั ลงั คน ั้นมาเองกอ นท่ที า นจะลุกออกไปจากทขี่ องทา นน่ี
แหละ และแทจ ริงขาพเจา มพี ลงั และซอ่ื สัตยใ นการนั้น”

(อันนัมลุ-๓๘-๓๙)
ย่งิ ไปกวา น้ัน ยงั ไดมที ปี่ รึกษาอกี คนหนึ่งของทา นรบั รองตอทานวา เขาจะนําบลั ลงั ค
ดังกลา วมาใหเรว็ ทสี่ ุดภายในกระพริบตาเปน อยา งนอ ย โดยกลาววา :
“ผมู คี วามรูในบางสวนของคัมภรี ไดก ลา ววา : ขา พเจา ขอเปนผูไปนํามนั มาใหแกทา น
กอนท่เี ปลือกตาของทา นกระพริบ ครน้ั เมื่อเขาไดม องเห็นบัลลงั คม าวางอยุตรงหนา เขาไดก ลาววา
น่คี อื สวนหนึ่งจากความโปรดปรานแหงพระผอู ภิบาลของฉัน”

(อนั นมั ลุ-๔๐)
จนถงึ ปจจุบันนี้ก็ยงั ไมเปนท่ีแนชดั วา อะไรคอื ความรูของคนพูดทเ่ี ปนถึงกบั ทําใหเขาพูด
ประโยคนวี้ า “ขาพเจา ขอเปน ผไู ปนํามนั มาใหแ กท า นกอนที่เปลือกตาของทา นกระพริบ” (๑)
อาจเปน ไปไดทง้ั นน้ั ไมว าจะเปน ความรูเฉพาะเรื่องของส่ิงเรนลบั และวธิ ีการนําบลั ลังคมา
จากสถานท่ที อ่ี ยูไกลไดเ รว็ ที่สุดอยา งนอ ยภายในชัว่ กระพรบิ ตาหรอื อาจหมายถึงความหมายอยา ง
อื่นอีกก็ได
จะอยา งไรก็แลวแต ความรนู จ้ี ะตอ งมใิ ชเ กดิ ขึ้นมาจากลักษณะของการศกึ ษาทางสตปิ ญญา
โดยทัว่ ไปที่ไดร บั และแสวงหามาไดด วยการเรยี นรู และถอื วาเรื่องนเี้ ปน เร่ืองทีผ่ ิดวิสยั ของ
ธรรมชาติโดยท่วั ไปกแ็ ลวกัน
อาจตีความกนั ไปไดอ ีกวา ถา ในเมือ่ การกระทาํ ของเขาถูกยอมรบั วา เปน การกระทําทีม่ ี
ความมหศั จรรยซ งึ่ ไมเปนทีเ่ ขาใจสําหรบั มนษุ ยแลว มันก็จะไมออกนอกประเภททว่ี า เปน การ
กระทําตามวิสัยของธรรมชาติ แตถ า หากถือวา มันเปนการกระทําทม่ี ีความมหัศจรรยและถือวาเขา

(๑) นักอถาธบิ ายอัล-กรุ อานทั้งหลายไดพิจารณาในเรอ่ื งนก้ี ันหลายประเด็นและหลายแงมุม โปรดดู
หนังสืออัล-มซี าน เลม ๑๕ หนา ๓๖๓

อาจมคี วามรปู ระเภทมหัศจรรยทพ่ี เิ ศษแลวละก็ แมจ ะเปน การตีความทไ่ี มม ีหลกั ฐาน แตก ถ็ อื ไดว า
มันกเ็ ปนการกระทําทไ่ี มอ อกไปอยูนอกเหนือวสิ ยั ของการสาํ แดงอภินหิ าร (มอุ ญชิ าต) ซงึ่ ไมม ีใคร
สามารถกระทาํ ไดน อกจากบรรดาวะลียของอัลลอฮเทาน้ัน

นบีสลุ ัยมานกับอํานาจในดานความเปนไปของจกั รวาล
อัล-กรุ อานไดย นื ยันถงึ อาํ นาจพเิ ศษของทา นนบีสุลยั มาน (ความสนั ติสุขพึงมีแดทา น) ไว

เชนเดียวกันน้ี ในลักษณะที่แตกตา งกนั คอื :
1- ทานนบสี ลุ ัยมานมีอาํ นาจเหนอื ญินและนก จนกระท่งั มันไดกลายมาเปนทหารของทาน

ดังน้ี :
“และไดถ ูกนํามาชุมนมุ แกสุลยั มานซ่ึงทหารของเขาอนั มาจากหมญู นิ มนุษยและนก...”
(อนั นมั ลุ-๑๗)
๒- ทา นมอี าํ นาจควบคุมโลกของสัตวจนกระท่งั วา ทา นพดู กับมันได สําทบั มันไดแ ละยงั

ขอรอ งใหม ันทําตามคาํ ส่งั ของทา นใหส ําเรจ็ ได ดังน้ี :
“และเขาขาดนกไปตัวหนง่ึ ดังน้นั เขาจึงกลา ววา : ฉันมิไดเ ห็นนกฮุดฮุดเลย หรอื วา มนั เปน

พวกท่หี ายลับไป” แนน อนฉันจะตอ งลงโทษมันอยางสาหัสแนหรือวาฉันจะตองเชอื ดมนั แน หรือ
วา มันจะตองนําหลักฐานอันชดั เจนมาใหฉ นั สักอยา ง”

(อันนุมลุ-๒๐-๒๑)
๓- ทานมอี าํ นาจเหนอื ญิน จะเหน็ ไดว าญนิ ไดท าํ งานตามคําสั่งของทานและตาม
จดุ ประสงคข องทา น
“และสว นหนึ่งจากญนิ มผี ูท่ที าํ งานกบั เขาโดยอนุมัติของพระผอู ภบิ าลของเขา...พวกทัน
ทาํ งานใหเ ขาตามท่เี ขาประสงค”

(ซาบาอ- ๑๒)
๔- ทานมอี าํ นาจควบคุมทศิ ทางของลม
“และสาํ หรบั สลุ ยั มานน้ันมีลมทีพ่ ัดแรง โดยมันเคลอื่ นไปตามคาํ ส่งั ของเขา”

(อัล-อัมบิยาอ- ๘๑)
อลั -มะซีห (เยซู) กบั อํานาจอนั เรนลับ

เรอ่ื งราวทีส่ าํ แดงออกมาจากทา นนบีอีซา อลั มะซีห (เยซ)ู (ความสันตสิ ขุ พึงมแี ดท า น) ใน
บทบาทของการแสดงออกมาใหเห็นถึงอํานาจทีเ่ หนอื ธรรมชาติก็เชน เดยี วกัน กลา วคือทานไดส ราง
รูปนกขึน้ มาจากดินและไดเปาเขา ไปขา งในทนั ใดนั้น มันก็กลายเปนนกทีเ่ คลือ่ นไหวและบินได
หรือการรักษาคนปวยเร้อื รงั ใหห ายจากโรคโดยไมตอ งใชย าใดๆ ดังท่อี ัล-กรุ อานไดบอกเลา ใหเรา
ทราบดงั น้ี :

“แทจ รงิ ฉันจะสรา งจากดนิ ข้ึนมาเปน รูปนกใหแกพวกทาน แลว ฉันจะเปา เขา ไปในมนั แลว
มันก็จะเปนนกโดยอนุมัติของอัลลอฮ ฉันรกั ษาคนตาบอดไดฉ ันรักษาคนเปน โรคผิวหนังตา งๆ ได
และฉนั ชุบชีวติ คนตายไดดว ยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ และฉันจะแจงแกพ วกทา นไดว าอะไรทพี่ วก
ทา นไดรบั ประทานและที่พวกทานเก็บสะสมไวใ นบา นของพวกทาน แทจริงในเร่อื งนนั้ ยอมเปน
สญั ญาณหนึง่ สําหรับพวกทานถาหากพวกทา นเปน ผูศรัทธา”

(อาลิ อิมรอน-๔๙)
ควรทจี่ ะกลา วไวดว ยวา อลั ลอฮไดท รงยืนยันไวในโองการอ่นื ๆ อีกวาความเปนไปใน
กจิ การตา งๆ เหลา นี้คอื ผลลัพธแ หง การกระทาํ ของทานนบอี ซี าเองที่เปด เผยออกมาจากอาํ นาจของ
พระองคโ ดยพระองคท รงมโี องการวา :
“และขณะท่เี จา สรา งรูปนกขึ้นมาจากดนิ โดยการอนมุ ัตขิ องฉัน แลวเจา ไดเปา ไปในมัน มนั
จึงเปนนกขึ้นมา โดยอนมุ ตั ิของฉนั และเจารักษาคนตาบอดและโรคเร้ือนไดโ ดยอนุมัติของฉนั และ
ขณะท่ีเจา ทาํ ใหคนตายฟนขึ้นมากโ็ ดยอนุมตั ิของฉัน”

(อัล-มาอิดะฮ- ๑๑๐)
สาเหตทุ ่โี องการตา งๆ เหลาน้ีไดย าํ้ คาํ วา “โดยอนุมตั ิของอลั ลอฮ” ก็หมายถึงวา การกระทํา
เหลา นนั้ เชื่อมโยงไปยังอาํ นาจของอัลลอฮ ซึ่งมใิ ชเ กิดข้ึนมาจากอํานาจอสิ ระของทา นนบีดีซาแต
อยางใดเลย เพื่อมนุษยจ ะไมเ กิดความสับสนในตัวของทา นโดยเชอื่ ถือวาทา นมีสภาพความเปนพระ
เจา และดวยเหตุนี้ ทานมะซหี  (เยซ)ู ก็ไดกลา วไวใ นทกุ โองการท่ีกลาวถงึ การกระทาํ ของทานเชน
การสรา งการชบุ ชวี ติ วา “โดยอนุมตั ิของอลั ลอฮ” หลังจากนน้ั ทานกไ็ ดสรปุ คาํ พูดลงในอีกโองการ
หนงึ่ วา
“แทจ รงิ อัลลอฮ คอื พระผูอ ภบิ าลของฉนั และพระผูอภิบาลของพวกทา นดังนั้นพวกทานจง
เคารพภกั ดีพระองคเ ถดิ นแ่ี หละ หนทางอันเที่ยงตรง”

(อาลิ อิมรอน-๕๑)
ลักษณะคําพดู ของทานท่กี ลาววา : “แทจ ริงฉันจะสรางใหแ กพวกทาน” น้นั โองการเหลาน้ี
ไดแสดงเหตผุ ลเอาไวเปนเรอ่ื งภายนอก อีกทัง้ มไิ ดแ สดงความหมายถงึ การอทุ ธรณและการรองขอ
มาจากผูใด ซึ่งถาหากมนั หมายถงึ ลักษณะเชนนั้นแลว แนนอนทีเดยี ววา คําพูดของทา นจะตองเปน
ดังนี้ : ถาหากพวกทานขอรองหรือถาหากพวกทา นตอ งการ
ตามท่อี ลั ลอฮไดท รงเลา ถึงเรือ่ งราวของทา นและการตรสั ของพระองคทีม่ กี บั ทานในวันฟน
คืนชีพนั้น ไดใหเ หตผุ ลตรงตามโองการตา งๆ เหลาน้อี ยา งสมบูรณไปดวยหลักฐาน ดงั โองการที่วา :
“และขณะทีเ่ จา สรา งรปู นกขึ้นมาจากดินโดยการอนมุ ัติของฉนั แลว เจา ใหเปาไปในมัน มัน
จงึ เปน นกขึ้นมาโดยอนมุ ัติของฉนั และเจารักษาคนตาบอลและโรคเรอื้ นไดโ ดยอนุมตั ิของฉัน และ
ขณะที่เจา ชุบชวี ติ คนตาย...”

ไดมีคําถามขน้ึ มาในเรอ่ื งนี้วา ถาหากการบอกเรอื่ งราวทีอ่ ยูในความลับไดเปน สัญญาณหนง่ึ

ของการแสดงอภนิ หิ ารแลว ทาํ ไม จึงไมม คี าํ วา โดยอนุมัติของอัลลอฮตดิ ตามอยดู ว ย ใหเ หมือนกนั

ไปกับทีค่ าํ นี้ติดตามอยกู บั การกลา วถึงสญั ญาณอื่นๆ ในฐานะทวี่ า สญั ญาณใดๆ กต็ ามทบี่ รรดาศาสน

ทตู แสดงออกมานน้ั ลวนผูกพนั ธกบั การอนุมตั ิของอัลลอฮ ทั้งสนิ้ ดังโองการทว่ี า :

“มิใชเ ปนสทิ ธิของศาสนทตู ใดในอันทจ่ี ะแสดงสญั ญาณหนึ่งๆ ได นอกจากโดยอนุมตั ิ

ของอลั ลอฮ”

(ฆอฟร -๗๘)

คําตอบสาํ หรบั ปญ หาขอ นี้ชัดเจนมาก คือ : สาํ หรบั การบอกถึงประเภทของอาหารทคี่ น

รบั ประทานกด็ ี การบอกถงึ สิ่งของทีค่ นเก็บไวใ นบานก็ดี ไมเหมอื นกับการสราง, การชุบชีวติ , การ

ทาํ ใหตาบอดและโรคเรื้อนหาย กลาวคือพนื้ ฐานของจติ ใจมีสว นทจี่ ะยอมรับและนึกคิดในสภาพ

ความเปน พระเจา ของผทู ่ีสรางนกและผชู บุ ชวี ติ คนตายใหเปน ข้ึนมาอีกทง้ั ผทู ท่ี ําใหคนตาบอดและ

คนเปนโรคเร้ือนหายในฉบั พลัน ในลักษณะท่ไี ขวเ ขวและเขาใจผดิ ได โดยแตกตา งกันกับการทจ่ี ะ

ยอมรับในสภาพความเปนพระเจาของผูท่ีบอกเลาในส่งิ ทีเ่ ปน ความเรน ลบั กลาวคอื ไมม คี วามมั่นใจ

ไดอยา งเด็ดขาดวา ส่งิ เรน ลบั มผี ทู ่ลี ว งรูไดเ ฉพาะแตเ พียงอลั ลอฮหากแตย งั เชื่อม่ันวา มันเปนเรอื่ งที่ผู

ไดรบั ความโปรดปรานหรือนกั พยากรณมีโอกาสรับได ดว ยเหตนุ ้เี อง เรือ่ งนจี้ ึงไมจาํ เปนตอ งติดตาม

ดวยคําที่วา “โดยอนุมัติของอัลลอฮ” (๑)

ปญ หาตอ ไปก็คือ : คาํ กลาวของพระองคท ี่วา “(อีซาไดกลาววา ) แทจ รงิ ฉนั จะสรา งรปู นก
ขน้ึ มาจากดนิ ใหแกพวกทานแลว ฉนั จะเปา ไปในมัน ดังนั้นมันจะเปน นกโดยการอนมุ ัตขิ องอัลลอฮ”
เปน ประโยคท่ีประกอบดวยประเด็นตา งๆ ดงั น้ี :

1- การสรางรปู นกมาจากดนิ

2- การเปา เขา ไปในรปู นกน้ัน

3- การกลายสภาพมาเปน นกโดยอนุมตั ิของอัลลอฮ
สวนท่เี ปน การกระทาํ ของนบอี ีซา (ความสนั ติสุขพึงมีแดทา น) มเี พียงสองประเด็นแรก ซง่ึ

ประเด็นท่ีสามน้ันอยูนอกเหนือไปจากการกระทาํ ของทา น หากแตเ ปน การกระทาํ ของอัลลอฮ ใน

ฐานะท่ปี ระเดน็ ที่สามน้ีตดิ ตามมาดว ยคาํ วา โดยอนมุ ตั ขิ องอลั ลอฮ ซ่งึ ไมม ีประเดน็ ท่ีหนง่ึ และท่ีสอง

จึงสรุปความไดว า สาํ หรบั คาํ วา สรางในท่นี ้ี มอี ยสู องความหมายดวยกันคือ :

ก. ทําใหส งิ่ ทีย่ ังไมม ี ใหมขี ้ึน ( )

ข. การกะเกณฑ, ประมาณการ ( )

ที่ถูกตอ งอยา งแนนอนกค็ ือ ความหมายทส่ี อง สว นการทําใหส ่งิ ทยี่ ังไมมีมขี ้ึนน้ัน จะใชไดก ็

ตอเม่อื ท่ตี รงนั้นไมม วี ัตถใุ ดๆ แวดลอมอยูเลย และที่แนน อนก็คือ ณ ท่ีตรงนน้ั ตองมี “ดิน” อยแู ลว

และสิ่งทส่ี ําแดงออกมาจากนบีอีซากค็ อื การกะเกณฑ, ประมาณการ (ตักดรี ) คอื หมายถึงการเอาดนิ

(๑) หนังสือ “อลั -มีซาน” เลม ๓ หนา ๒๑๘

มากะเกณฑ, ประมาณการใหเ ปนรูปนกเทาน้ัน สวนประเดน็ ทีส่ ามทว่ี า มันกลายมาเปน นกจริงๆ ก็
คือการกระทาํ ของอัลลอฮ ที่สาํ แดงจากการอนุมตั ขิ องพระองค ฉะนน้ั ในเร่ืองนี้จึงมิใชเ ปนการ
กระทําทเ่ี หนอื ธรรมชาตทิ ่ีวามนั เกิดขน้ึ มาโดยพฤติกรรมของทา นมะซหี  (เยซู) (ความสนั ตสิ ุขพึงมี
แดท าน)

เราจะขอใหค าํ ตอบดังน้ี : ประการแรกกค็ ือ เราไมถอื วาโองการของพระองคท วี่ า “โดย
อนุมัตขิ องอัลลอฮ” น้ัน หมายถงึ เฉพาะเพยี งสําหรบั ประเดน็ ทสี่ ามหากแตเปนที่แนนอนอยา งยิ่งวา
มันจะตองหมายถงึ เรอ่ื งราวทั้งสามประเดน็ หลักฐานดังกลา วนก้ี ็คือ การทคี่ าํ ๆ นี้ติดตามประเด็นที่
หน่งึ อยใู นซเู ราฮอ ัล-มาอดะฮด ังทพ่ี ระองคทรงมโี องการวา :

“และขณะทีเ่ จา สรา งรูปนกขึ้นมาจากดนิ โดยการอนุมัติของฉนั แลววเจา ไดเปาเขา ไปในมัน
มนั จึงเปนนกข้ึนมาโดยอนุมัตขิ องฉัน...”

(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๓)
ดว ยเหตุนีเ้ อง จึงระบุไมไ ดวา ประเดน็ ท่ีสามเทา นัน้ ท่ีติดตามดว ยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ
โดยท่ีสองประเดน็ แรกเปนการกระทําของนบีอีซาเอง สว นประเด็นท่ีสามเปนการกระทาํ
ของอลั ลอฮ แตท วา เรอ่ื งราวทง้ั หมดนนั้ เปนการกระทาํ ของทานนบีอีซา (ความสันติสุขพึงมแี ดท าน)
ดานหน่งึ และเปนการกระทําของอลั ลอฮอีกดานหน่ึง
ประการที่สอง : ถาหากเรายอมรบั ในเรอ่ื งการสรา งนกไปตามการอธิบายอยางนั้นแลว เรา
สามารถที่จะอธบิ ายไดอ ยา งไรอีกในกรณีของการรักษาคนตาบอดและคนเปน โรคเรื้อนใหหาย
ตลอดทงั้ การชุบชีวิตใหแ กคนตาย ในกรณีท่ใี หถอื วามนั เปนการกระทาํ ของอัลลอฮ เชนเดียวกบั ทาํ
ใหด ินกลายเปนนกขึ้นมา โดยทีอ่ ัลลอฮทรงถือวา เปน งานของพระองคเอง ขณะที่ทานนบอี ีซาได
กลาววา
“ฉนั ไดร ักษาคนตาบอดและโรคเรือ้ นใหหายและชุบชวี ิตคใหแ กค นตายไดโดยอนมุ ตั ิ
ของอัลลอฮ”

(อาลิ อมิ รอน-๓๙)
แมก ระท่งั อัลลอฮกย็ งั ถอื วา มันเปน งานของทา นมะซหี  (เยซ)ู และพระองคท รงตรสั กับทาน
ถงึ เรอ่ื งนวี้ า :
“และเจา ไดท าํ ใหค นตาบอดและเปน โรคเรือ้ นหายโดยอนมุ ัตขิ องฉัน และขณะท่ีเจา ทาํ ให
คนตายฟนข้นึ มาไดโดยอนุมัตขิ องฉนั ”

(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๐)
ในกรณที ี่อัลลอฮทรงกลาวถงึ ลักษณะของมะลาอิกะฮพวกหน่งึ ของพระองคอีก เชน กนั วา มี
อํานาจดังกลาวน้ี โดยพระองคทรงกลา วถึง ญิบรออีลวา
“เปน ผทู รงพลังอนั เขม แข็งยิ่ง”

(อัจญม ุ-๕)

กลาวคอื พลังของทานมอี ยางเขมแข็งเหนือทกุ สว นของโลก เชนทา นรูและประกอบกิจการ (๑) ทา น
จะไมเ ปนเจา แหงพลงั ไดอยา งไร ในเมอ่ื กระชากเมอื งของพวกลูฏแลวยกขึ้นไปสูฟากฟา หลงั จาก
นั้นก็พลิกเมอื งน้นั ลงไป และสว นหนึง่ จากพลงั อนั เขม แข็งของทานกค็ ือ สุรเสียงของทา นทีมขี น้ึ แก
พวกษะมูดจนกระทงั่ วาคนพวกน้ันพินาศส้นิ (๒) และถา หากประโยคที่วา “เปนผูท รงพลงั อนั
เขม แขง็ ย่ิง” หมายถงึ “ญบิ รออลี ” แลวแนนอนอัลลอฮยังทรงสาธยายถงึ เรือ่ งของทานไดวใน
โองการอ่นื อีกน่ันคอื :

“ผูทรงพลังแหงบัลลังคอันสงู สง ”
(อัตตกั วรี -๒๐)

จากเรอื่ งนี้ แสดงใหเ ห็นวา ทา นมอี ํานาจอนั เรนลบั โดยอนุมตั ขิ องอลั ลอฮเก่ียวกบั ความ
เปนไปในจักรวาล

อาํ นาจอันเรนลับเหลา นเี้ ปน ทยี่ นื ยนั ไวโ ดยอลั -กรุ อานวา เปน ของสวนหนงึ่ จากผเู ปนบาว
ของอัลลอฮและผูใกลชิดของพระองค (บรรดาวะลยี ) ดวยกระน้ันหรอื กลา วคือถา หากความเช่ือถอื
วา อาํ นาจอันเรน ลับเปนของคนใดคนหนึ่งหมายถึงวา เปน ความเช่อื ถอื ในสภาพความเปน พระเจา
แลว ก็จะเปนอยางยง่ิ ทจี่ ะตอ งถอื วาบุคคลเหลา นั้นทั้งหมดเปน พระเจา ตามทัศนะของอัล-กรุ อาน
หากแตจาํ เปน ที่จะตองกลาววา การไดร ับอํานาจอนั เรน ลับเหลานี้ คอื เรือ่ งทเ่ี ปนไปได สําหรับ
บคุ คลตา งๆ ประเภทหอ่นื ๆ อกี (แมจะมใิ ชบ รรดานบี) โดยแนวทางของการอบิ าดะฮ

กลา วคือ การอบิ าดะฮ ท่คี นสว นใหญค ิดวา คุณภาพของมันจาํ กดั อยูแ ตเ พยี งในความโปรด
ปรานของอัลลอฮและปกปอ งจากความกรวิ้ ของพระองคเ ทาน้นั ยงั ชวยสรา งพลังอันใหญหลวงให
เกิดข้ึนแกจติ วิญญาณ และมคี วามหมายลึกซ้งึ ยิ่งไปกวาน้นั อีกดวย!

การอิบาดะฮ เปนส่งิ ท่ที รงอิทธพิ ลอยางใหญห ลวงสาํ หรบั ดานในและวิญญาณ
ในขณะทกี่ ารยับยัง้ ตนเองจากการกระทําในส่งิ ตอ งหา ม, สงิ่ ท่นี ารงั เกยี จมคี วามจรงิ จงั ใน
การกระทําสิ่งทเ่ี ปนขอบงั คับและที่เปน การกระทําทีช่ อบ มคี วามบรสิ ทุ ธ์ิใจในสิง่ น้ันๆ จะสง ผล
อยา งใหญห ลวงและลกึ ซงึ้ ในพลงั ทางดา นจติ วิญญาณและจะเปน ทม่ี าของความสามารถพิเศษทอ่ี ยู
เหนอื กฎเกณฑธ รรมชาติ โดยเหตุทีว่ า จติ วิญญาณคอื แหลงที่กอใหเ กิดความเปนไปทเี่ หนือวสิ ัย
ธรรมชาติ
ดังกลาวนี้ คือเรอ่ื งราวทฮี่ าดษี ตา งๆ ที่มีสายสืบชดั เจนแสดงหลักฐานไวอ ยางเชน : ตามทมี่ ี
โองการของอลั ลอฮ ดังปรากฏในรายงานฮาดีษอลั -กุดซียว า :
“ไมม ีอะไรท่ที ําใหผเู ปน บา วไดใ กลช ิดฉันยิ่งไปกวาสง่ิ ทฉี่ นั ไดกําหนดใหแ กเ ขา และ
แทจรงิ เขาจะสามารถอยอู ยางใกลชิดกบั ฉันไดโ ดยการทําความดพี ิเศษแบบอาสา (นาฟละฮ)

(๑) “มัจมอุ ลุ -บะยาน” เลม ๕ หนา๑๗๓
(๒) “มะฟาตหี ุล-ฆัยบ” ของทานอัรรอซี เลม ๗ หนา ๗๐๒

จนกระทั่งวา ฉันรักเขา ดงั น้ัน เมอื่ ฉันรักเขาแลว ฉันจะเปน ทรี่ บั ฟง ของเขาซ่ึงเขาไดย ินกับมัน และ
เปน ท่ีมองเห็นของเขาซงึ่ เขาไดมองเห็นกับมัน และเปน ล้ินของเขาซงึ่ เขาพูดดวยมนั และเปนมอื ของ
เขาซ่งึ เขาไดแ บกบั มนั (๑)

ดังนั้นขอ เท็จจริงจงึ มีอยวู า : อํานาจอันเรน ลับซึ่งพระองคไดท รงประทานแกบ าวที่
ประเสริฐของพระองค เพอ่ื ดําเนนิ กิจการในจักรวาลโดยอนมุ ัตแิ ละเจตนารมณของพระองค และ
พวกเขามีความสามารถเหนือธรรมชาติในแงตา งๆ โดยเฉพาะนั้น มิไดหมายความถงึ ความเชอื่ ถอื ตอ
สภาพความเปน พระเจา และผเู ปน เจาของอาํ นาจนน้ั ก็มิไดเปนภาคี คูเคียงกบั อลั ลอฮ ผูทรงสูงสุด
เลย

ใชแลว ความเชอื่ ถือทีม่ ีตอ อาํ นาจอนั เรนลับวา “เปนไปโดยอสิ ระ” อันมไิ ดเชอ่ื มโยงยงั
พระองค เปนการยืนยันถึงความเชื่อถือตอสภาพความเปน พระเจา และพระองคก็ไดทรงมโี องการใน
ประเดน็ น้วี า :

“และมใิ ชส ทิ ธิสาํ หรับศาสนทูตตอการทจี่ ะแสดงสญั ญาณใดออกมา นอกจากโดยอนมุ ตั ิ
ของอัลลอฮ”

(อรั เราะอด-ุ ๓๘)

คํากลา วอกี ตอนหนงึ่ ของทานเมาดดู ีย :
ทา นเมาดูดยี ไดสาธยายถงึ ความเชื่อถอื ของพวกทอ่ี ยใุ นยุคงมงายวา :
“ความเช่อื ถอื ท่ีแทจรงิ ของพวกเขาทม่ี ใี นเรอื่ งราวของพระเจา ยอ ยท้งั หลายกค็ ือวา พวกเจวด็

มีส่งิ หน่ึงที่เขา มาอยใุ นลกั ษณะแหงความเปนพระเจา ของพระเจา ผูทรงสงู สดุ นั้น และถอื วาคาํ พูด
ของพวกมันทั้งหลายเปนทีถ่ ูกยอมรับ ฉะน้ันความปลอดภยั ของเราอยางแทจริงจงึ ขน้ึ อยูกบั การเอา
พวกมันเปนสื่อกลาง และเราจะขอใหไดรับคุณ และขอใหหา งไกลจากเภทภัยไดก็โดยอาศยั การขอ
ความอนเุ คราะหชวยเหลอื ตอพวกมนั ” (๒)

(๑) หนังสอื อุศูลุลกาฟย  เลม ๑ หนา ๓๕๒ ฮาดษี นมี ีสายสบื ท่ถี กู ตอ ง และเนื้อหาของรายงานฮา
ดษี อยุใ นแงท ่ถี ือวาการอิบาดะฮนนั้ สามารถสรางพลงั ท่ีเหนือธรรมชาตใิ หเ กิดขน้ึ แกจติ ใจไดอ ยาง
ไมตองสงสัย จงรไู วเถดิ วาการนมาซน้นั ไมว า จะเปน นมาซฟรฎหรือนะวาฟล ลวนกอ ใหเกิดพลงั ที่
แข็งแกรงข้ึนในจิตใจและจติ วญิ ญาณจนยกระดบั ของมนุษยใ หสูงสง ขึ้น ถงึ กับจะไดเปน
เครอื่ งหมายหนงึ่ สําหรบั การแสดงถงึ การรูแจง เห็นจริงของอัลลอฮ กลาวคอื เขามองเห็นสิ่งที่
พระองคมองเห็น เขาไดยินสง่ิ ทพ่ี ระองคไดย ิน ในขณะทส่ี ง่ิ น้ันๆ บุคคลอ่นื ๆ มองไมเห็นและฟง
ไมไ ดย นิ
(๒) อลั -มัศฏอลาฮาตลุ อัรบะอะฮ หนา ๑๙

ประเดน็ ท่ียอนกลับไปหาทา น ในฐานะทีท่ า นใหท ศั นะถึงความเช่ือถือของพวกทีอ่ ยใู นยคุ
งมงายทีม่ ตี อ เรอ่ื งราวของพระเจา ยอยทงั้ หลายทว่ี า “โดยถอื วา พวกเจวด็ เหลานั้น มสี ิ่งหน่งึ ทีเ่ ขามา
อยูใ นลักษณะแหง ความเปน พระเจาตามคณุ ลกั ษณะของพระเจาผทู รงสูงสุด” กลา วคือยังจําเปนตอ ง
อธิบายใหก ระจาง เพราะการถอื วา สงิ่ อ่ืนเขามาอยใู นลกั ษณะตางๆ ของพระองคน ั้น ตองแบง
ออกเปน สองประเภท

ประเภททหี่ น่ึง : โดยอาศยั ความเขา ใจที่วา สภาพของบคุ คลน้ัน มีความเปน อิสระในการ
กระทาํ และประกอบการงานของพวกเขาเอง นคี่ ือประเภทที่เปนการตั้งภาคี และนาํ เขา ไปสูฐานะ
ของพระเจา ซง่ึ การยอมรบั ตอ สง่ิ น้ัน คือการอิบาดะฮ

ประการที่สอง : ความเชอ่ื วา ผุน้ันไดรับอํานาจของพระองคเ ขาไปโดยการอนมุ ตั ิของ
พระองค ดังน้ันเราจะยอมรบั วา มันเปนความผดิ ไมได และการเช่อื ถอื ตอเรอ่ื งน้นั ก็มิใชเปนการตัง้
ภาคี การขอความชว ยเหลือก็มใิ ชเ ปน การอบิ าดะฮ ลองมาพจิ ารณาดูเถดิ วา อัล-กรุ อานไดยนื ยันถึง
มะลาอิกะฮ บรหิ ารกจิ การตางๆ ของโลกอยางไรบาง :

“ดังน้ัน สาํ หรับบรรดา (มะลาอิกะฮ) ทีเ่ ปน ผบู รหิ ารกิจการงาน”
(อันนาซอิ าด-๖)

แนน อนพวกเขาเหลานัน้ คอื ผทู ถ่ี อดวิญญาณและใหค วามพนิ าศเกิดขึ้นแกประชาชาตติ า งๆ
ที่ทรยศดงั ท่ีอัล-กรุ อานไดกลา วถึงถอ ยคําของพวกมะลาอิกะฮเ องท่ีวา :

“แทจริงเราไดถกู สง มายังพวกพอ งของลฏู ...
“ดงั นั้นเมื่อคําสั่งของเราไดม าถงึ เราก็ไดบันดาลใหส วนทอ่ี ยุส งู ของเมืองเปน สวนที่อยตู ํา่
และเราไดใหฝนเทลงมา”

(ฮูด-๗๐-๘๒)
กลาวคอื แนนอนทสี่ ุด เราสงั เกตอยางเห็นไดชัดเลยทเี ดียววา อลั ลอฮคอื ผทุ รงบันดาล แตผ ุ
ทท่ี ําใหเ กดิ ความพินาศในทันใดนัน้ ไดแ ก พวกมะลาอกิ ะฮ ดังนัน้ จงึ ไมม ที างเลี่ยงไดอกี ไมว า จะ
ดว ยเปล่ยี นคาํ พดู จากคาํ วา เปน การรับพลังของอัลลอฮเขา มา ออกไปโดยใชค ําวา เปนการมอบ
อํานาจให เขามาแทน ก็ยงั ไมทําใหถอื วา กจิ การตา งๆ ทเ่ี กิดขึ้น เปน เร่อื งที่อยนู อกเหนือการบญั ชา
การอนุมัติและเจตนารมณข องอัลลอฮได
สว นกรณที ่ีอางวา พวกงมงายมคี วามเชอื่ ถอื ในความเปน จริงแหง พระเจา ตา งๆ ของพวกเขา
วา “ความปลอดภยั ของพวกเขาเปน จริงไดกโ็ ดยการมีพวกมนั เปนส่อื เขาขอใหไ ดรบั คณุ และให
หางจากเภทภยั ก็โดยอาศยั การขออนุเคราะหความชว ยเหลือตอ พวกมัน” นัน้ ยงั เปน การใหทัศนะท่ี

ไมพนไปจากความบกพรอ ง (๑)

กลาวคือ ถา หากหมายถึงวา คณุ ประโยชนแ หงวันปรโลกและการหา งไกลจากเภทภัยแหง

วันปรโลก เปนเรอ่ื งที่ไมอนุญาตใหขอตอผูอืน่ นอกจากอลั ลอฮและการกระทาํ ดงั กลาวโตแ ยง ไว

อยา งชดั เจน ในขณะทีไ่ มเปนขอ สงสยั เลยวา การวงิ วอนขอทีท่ านศาสนทตู กระทาํ เพ่ือคนทีบ่ ริจาค

ซะกาตนน้ั ยืนยนั ถึงความสงบสขุ สาํ หรับพวกเขา และเปน ส่งิ ที่ลบลางภยั พบิ ตั อิ อกไปจากพวกเขา

ดังโองการของพระองคท่ีวา :

“และเจา จงวงิ วอนขอใหแ กพ วกเขาเถิด แทจ ริงการวงิ วอนขอของเจา จะเปนความสงบสขุ

แกพวกเขา”

เชนเดียวกันกับท่วี า การขออภัยโทษโดยทา นศาสนทตู ก็ยืนยันถึงการไดรับ การอภยั ใน

ความผิดความบาป ตามท่ีพระองคทรงมีโองการวา

“และถา หากพวกเขาไดอ ธรรมแกต ัวของพวกเขาเอง แลว มายงั เจา และขอใหเจาขออภยั

ตอ อัลลอฮให และศาสนทูตกไ็ ดข ออภยั แกพ วกเขา แนนอนท่ีสุดพวกเขาจักไดพบวา อลั ลอฮทรงรับ

การสารภาพ ทรงเมตตาย่งิ เสมอ”

(อัน-นิซาอ- ๖๔)

เชนเดยี วกบั การวิงวอนขอของนบยี ะอก ูบทีเ่ ปน ส่ิงยืนยนั ถึงการอภยั ในความผดิ บาปของ

ลูกๆ ของทาน โดยพวกเขากลา ววา : โอบ ดิ าขา โปรดขออภัยใหแกเราซงึ่ ความผดิ บาปของเราดว ย

เถิด” แลวทา นนบยี ะอก ูบ (ความสันตพิ งึ มีแดทาน) ก็ไดตอบพวกเขา โดยกลา ววา :
“ฉันจะขออภัยโทษตอ พระผูอภบิ าลของฉันใหแ กพวกเจา ”

(ยซู ุฟ-๙๘)

(๑) ถาหากชาวอาหรบั ยุคงมงายมเี พียงแคข อใหห างไกลจากเภทภัยโดยอาศยั การอนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลือของพวกเจวด็ เทา น้ี หมายถงึ วาพวกเขามีความเชอ่ื ในสภาพความเปน พระเจา ของเจวด็
และพวกเขาถกู จัดวา เปนพวกต้งั ภาคเี พราะสาเหตุนเ้ี ทา น้นั เองแลว จะมขี อแตกตา งอะไรกันนัก

ระหวาง : ๑. การขอใหหา งจากเภทภยั และขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ในกรณีท่ีขอกบั บาวผูทรง
เกียรตซิ ่งึ ใหการอนเุ คราะหไ ดโดยการอนุมตั ขิ องพระองค หรอื วา ท่เี ปน การตัง้ ภาคีนนั้ หมายถงึ :
๒. เชื่อวา เปน พระเจา ท่ีไดร ับการเคารพ และมีอสิ ระในการกระทาํ ของตน ทงั้ นี้โดยไมตองจําแนกวา
เปน เรือ่ งของ “เภทภยั แหง โลกนี้” หรอื “ปรโลก” ที่อนุญาตไดน้ันคอื ประเภทแรก และทไี่ มอนุญาต
เด็ดขาดคอื ประเภททีส่ อง และสําหรับคาํ อธบิ ายของทา นอสุ ตาซเมาดูดยี ท ี่ช้แี จงถงึ ความเช่ือถอื ของ
ผูขอทม่ี ตี อความเปนจริงของผูถูกขอวา สามารถใหคุณและสะกัดกั้นเภทภยั ไดนั้น จาํ เปนจะตอง
พจิ ารณาอีกดว ยวาเขาไดเช่อื ถอื ในความเปน พระเจา ผูถกู ขอ และความเปนอสิ ระในการใหคุณ และ
สะกดั ก้นั เภทภัยดวยหรือไม? หรือวาเขาเชอ่ื ในความเปนบาวของผูน้ันและเขาใหค ุณ หรอื ปด กั้น
เภทภัยก็ไมไ ด นอกจากโดยอนุมตั ิของพระองคจ าํ เปน ท่จี ะตองพจิ ารณาในแงน้ี มใิ ชพ จิ ารณาในแง

ขอ แตกตา งระหวาง “เภทภยั แหง โลกนี้” กับ “เภทภัยแหง ปรโลก”

นั่นหมายความวา ทา นเปน ผเู ปด เผยใหเ ห็นถึงความเปน ไปไดสําหรบั การขออภัยโทษของ
ทา น กลาวคอื ถา มิฉะนนั้ แลว ทา นจะไมส ญั ญากบั พวกลูกๆ เชน น้ัน และดงั กลาวนี้ก็แสดงวา
อนุญาตใหขอรอ งจากศาสนทตู เพื่อใหทา นวิงวอนขอและขอการอภยั โทษให และใหขอสิ่งท่ยี งั
ประโยชนใ นวันปกโลกได

ทานคดิ วา จะมีคณุ ประโยชนอันใดท่สี าํ คญั กอ นคณุ ประโยชนแหง วนั ปรโลกและการ
สะกดั ก้ันเภทภัยอะไรอีกที่สาํ คัญย่ิงไปกวา การสะกดั ก้ันเภทภัยแหงการลงโทษของอัลลอฮดว ยการ
วิงวอนขอของทา นนบี? และถาใครคนใดก็ตามไดข อความชว ยเหลอื จากศาสนทตู วา ใหว งิ วอนขอ
และขออภยั โทษใหแกเ ขาเพือ่ ใหไดคุณประโยชนอ ยา งนีเ้ ขาก็ยงั ไมเปนผตู ง้ั ภาคี และยงั ไมเปนบาว
ของนบแี ตอยางใดเลย

ยงั จะมีบทเรยี นทชี่ ดั เจนยิ่งไปกวานีอ้ ีก หรือท่ที ําใหถ ือวา ความเชอื่ มั่นตอ คณุ านุภาพของน
บีและของวะลใี นแงท ่สี ามารถสะกัดกั้นเภทภัยและอาํ นวยคณุ ประโยชนแหง วันปรโลกน้ัน หมายถึง
การตง้ั ภาคี ในขณะท่อี ัล-กุรอานไดยืนยนั อยา งเปดเผย ดวยสรุ เสยี งทีช่ ัดเจนเหนือหลักฐานใดๆ ถงึ
เร่ืองน้ีอยูแลว

ถาหากคาํ วา สงิ่ ใหคณุ และเปน เภทภัยตามคาํ อธบิ ายของทานมันหมายถึงสงิ่ ใหค ณุ และเปน
เภทภัยในสว นของโลกนี้ และถือวา การขอความชว ยเหลอื ในเรอ่ื งทง้ั สอง หมายถวึ การตง้ั ภาคแี ลว ก็
เทา กบั วา อัล-กรุ อานไดย อมรับถงึ เรือ่ งน้ีไวในโองการตางๆ มากมายเชน กัน

กลา วคอื พวกของทานนบีมูซา (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มีแดท าน) ไดขอนํา้ จากทา น ในขณะท่ี
พวกเขาพลัดหลงกลางทะเลทราย จะเหน็ ไดวา พวกเขาขอความชว ยเหลือจากทานในส่ิงที่ยัง
ประโยชนแ หงโลกน้ี โดยที่ทานนบมี ซู ากม็ ิไดยบั ยัง้ พวกเขายิ่งไปกวานั้น ทา นยังไดข อน้ํา
จากอลั ลอฮใหแกพวกของทา นในทันที

อัล-กรุ อานไดช ี้แจงถงึ เรอ่ื งน้ี โดยกลา ววา :
“แลวเมื่อมซู าไดข อน้าํ ใหแกพ วกของเขา...”

(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๖๐)
เชน เดยี วกบั ท่ีพวกเขาเหลา นนั้ ไดว ิงวอนขอความชว ยเหลอื จากทาน วา ใหม ีความโปรด
ปรานตางๆ ถกู ประทานมาจากฟากฟา ซึง่ ทานก็มไิ ดหามพวกเขาวา อยา ขอเร่อื งนี้ หากแตท า นยงั ได
วิงวอนขอใหแ กพ วกเขา
แนนอนยงิ่ วงศว านของฟร อาวน ไดขอความชว ยเหลอื จากทา นวา ใหช วยถอดถอนภัยพิบัติ
ออกไปจากพวกเขา (ภยั พบิ ัติทางโลกทม่ี กี ลาวไวใ นโองการกอน) วา :
“และเม่อื การลงโทษไดอุบัติข้ึนแกพวกเขา พวกเขาก็กลาววา โอมซู าทา นจงวงิ วอนขอจาก
พระผูอภบิ าลของทา นเพื่อพวกเราเถดิ ตามทพี่ ระองคท รงสัญญาไวก ับทาน แนนอนถาหากทา น
ปลดเปลื้องโทษทณั ฑใ หพ นไปจากเราไดแลวเราจะศรทั ธากบั ทา นอยา งแนนอน และเราจะยอมสง
พวกบะนีอิสรอเอลใหแ กทาน”

(อลั อะอร อฟ-๑๓๔)
ดงั นั้น ทุกอยางเหลา นี้ ลว นใหเ หตผุ ลวา การขอใหไดร บั คุณ และการขอใหส ะกัดกน้ั

เภทภัยในสวนของโลกน้จี ากผูอนื่ โดยอนุมัตขิ องอลั ลอฮ กเ็ ปนท่ีอนุญาตใหกระทาํ ไดเชน กัน
ในขณะทีถ่ าหากมิใชเชนน้ันแลว แนน อนทานนบีจะตองยบั ยงั้ และลําทับพวกเขาเหลา นน้ั ไปแลว ใน
ทุกๆ ประเด็นสาํ หรับการขอเหลา น้แี ละทา นจะตอ งใหก ารพจิ ารณาของพวกเขามุงไปยังอลั ลอฮ
เพือ่ ใหพ วกเขาขอตอ พระองคโดยตรง มิใชว า จะมาขอ และวิงวอนความชว ยเหลือในเรื่องน้ีจากทาน
ในขณะทท่ี านเปนสิง่ ถูกสรา งส่ิงหนึ่งมาจากอัลลอฮ และเปนบา วคนหน่ึงจากบรรดาบา วของ
พระองคเ ทา น้นั

ไมเปนท่ีนา สงั สยั เลยวา สําหรับทา นนบมี ซู าน้นั มีการไดรับในสวนของการอาํ นวย
คณุ ประโยชนและสะกัดกั้นเภทภัยแหงโลกนี้ดว ยเชน กัน

จงึ จาํ เปน สําหรบั ทา นอสุ ตาซเมาดูดยี ท จ่ี ะตองนําคาํ อธบิ ายของทานทห่ี า มมิใหขอในสิง่ ทย่ี ัง
คุณประโยชนและขอการสะกดั กั้นเภทภัย มาเชือ่ มติดกับคําอธิบายของเราตอไปดว ย น่ันคือ : โดย
ถือวามคี วามเปนอิสระและคณุ นภุ าพอืน่ ๆ จนถึงกบั วา สง่ิ ถูกขอ มคี วามเปน อสิ ระในเรอ่ื งนน้ั ๆ

คาํ อธิบายโดยสรปุ ก็คือ ทางแกไ ขปญ หานีก้ ค็ อื เราจะตอ งแยกแยะออกจากกนั ระหวา ง
ความเชือ่ ในอาํ นาจท่เี ชอื่ มโยงไปยงั เจตนารมณข องอลั ลอฮ, การอนุมตั ขิ องพระองค, ตลอดท้ัง
เจตนารมณข องพระองค, กับความเชอ่ื ในอาํ นาจทม่ี คี วามอิสระ, และจะตอ งไมนําท้งั สองประเด็น
เขา มาอธิบายปะปนกัน

สรปุ
ทศั นะตางๆ ทม่ี ีในเรือ่ งการสําแดงมุอญ ชิ าต (อภินิหาร) จากบาวของอลั ลอฮน้ันหนีไมพ น
ไปจากสี่ทัสนะดังตอไปน้ี
๑- มันมิไดเ ปนเรอ่ื งของความเกนิ เลยและความมีอาํ นาจอนั เหลือลนมาจากสภาพของพวก
เขาเองในฐานะของผมู ีความอสิ ระในงานสรา ง, งานบนั ดาล, งานใหช วี ติ , และใหมีความตาย
๒- แทจรงิ อลั ลอฮ ทรงบนั ดาลเร่อื งราวเหลานั้น โดยเกี่ยวพันกับความประสงคข องพวกเขา
สองทศั นะนี้ เราไดอ ธบิ ายผา นไปแลว ในเรอ่ื งที่เกยี่ วกบั การมอบอํานาจเดด็ ขาดให
๓- โองการตา งๆ ไดแ สดงเปนหลักฐานใหแกเราวา การกระทําน้นั ๆ เปน เรอ่ื งของพวกเขา
(บรรดานบี-อ-) โดยการอนมุ ตั ิของอัลลอฮ และโดยการกําหนดใหข องพระองค
๔- ทศั นะท่วี าดวยเรื่องของการควบคมุ เอาไวในอํานาจ ซง่ึ มรี ายงานฮะดษี กลาวถงึ ไว
นอกเหนือจากท่เี ราไดช ี้แจงไปแลว และทงั้ สามทัศนะหลังไมข ดั แยง กันเลย กลาวคอื ไมมปี ระเด็น
ใดที่เขากันไมได
ทัศนะหลงั สุดน้ี มีหลักเกณฑเ ปน พื้นฐานอยกู ับเรอื่ ง ความมอี ยูของความรสู กึ และความ
เขาใจในทกุ สรรพสง่ิ ทีม่ อี ยู ซงึ่ เร่อื งนี้เราอธบิ ายไปแลว อยา งชดั เจนในภาคทสี่ าม
สําหรบั เร่อื งนี้ ก็คอื การที่สง่ิ ตางๆ ในจักรวาลทาํ ตามคาํ สง่ั ของทา นนบีในเมอื่ ทานไดบัญชา
ส่งิ ใดไป และมโี องการของพระองคส นับสนุนเร่อื งนเ้ี อาไว คือ :
“แลว เราไดบันดาลใหล มอํานวยประโยชนแ กเ ขา มันจะเคลอ่ื นไปตามการบัญชาของเขา
อยา งเรยี บรอ ย ไมว าเขาจะมงุ ไปทางใด”

(ศอด-๓๖)

๒- ความเปนไปโดยปกตวิ ิสัยและเหนือปกตวิ สิ ยั ของเหตกุ ารณอ ยใุ นขายของหลกั เอกภาพและการ
ต้ังภาคีกระนน้ั หรอื ?

พวกศูฟยแ ละพวกตะรอวิชไดมีทัศนะตอ บรรดาหัวหนาและผูอาวโุ สแหง แนวทางของพวก
เขาเลยเถดิ ไปจนเขาขา ยของการตง้ั ภาคอี ยา งเหน็ ไดช ัด ดวยเหตุน้ีพวกเขาจึงทาํ ลายขอบเขตของหลัก
เอกภาพและการตัง้ ภาคอี ีกท้งั ยังไดเอาหลกั เกณฑของท้ังสองอยางมาทาํ ใหเ ขา กัน แรกเริ่มเดมิ ทีของ
เรื่องนีเ้ กิดขึ้นมาจากบทกวที ่ีประพนั ธข้ึนมาเทิดทูนบรรพชนของพวกเขา โดยที่เต็มไปดว ยกลิ่นไอ
ของการตง้ั ภาคอี ยา งสดุ เหลือที่จะกลาว เหลา น้ันคอื บทกวีทไ่ี มเ ขากันกับพืน้ ฐานตามความเปนจรงิ
(ของหลกั เอกภาพตามความหมายของอลั -กุรอาน) ถงึ แมพวกเขาบางคนพยายามทีจ่ ะพสิ ูจนว า บทกวี
และคาํ กกลอนตางๆ เหลา นั้นเปนเรือ่ งทอ่ี ยนู อกเหนอื เรื่องการต้งั ภาคี แตค วามจริงกไ็ ดพสิ ูจนให
เห็นวา ไมสมควรและไมอนญุ าตใหผ ูอยูในหลักเอกภาพเปลงคาํ พูดใดๆ ก็ตามท่ีไมเ ขา กันกบั หลัก
เอกภาพของอสิ ลามตามความหมายของอลั -กรุ อานออกมาเลยเปน อันขาด

โดยแนน อนย่ิง ทศั นะของคนพวกนท้ี ี่มตี อความหมายของการตงั้ ภาคนี ัน้ เปนทัศนะที่
จําเพาะและปลกี ยอยมาก จนถึงกับวา ไดจาํ กัดความใหเรอื่ งการต้ังภาคที ่แี นน อนประเภทตา งๆ
สวนมาก เปน เรือ่ งของหลักเอกภาพไปเสยี ?? ดว ยเหตนุ ี้พวกเขาจึงจาํ กดั ขอบเขตท่ีเปนแวดวงของ
การตั้งภาคีใหม นั แคบลงจนสดุ เหลือทจ่ี ะแคบ??

ในทางตรงกนั ขามกับคนพวกนีอ้ ยางสิ้นเชิงก็ไดแกพวกวะฮาบยี  กลาวคอื พวกเขาขยาย
ขอบเขตความหมายที่แทจ รงิ ของเร่อื งการต้ังภาคใี หก วา งออกไปจนแทบจะถือไดวา ทุกๆ อิริยาบถ
ของการเคล่ือนไหวและหยุดนง่ิ อีกท้งั การแสดงออกทุกอยา งจากพวกท่ถี ือในหลักเอกภาพอนั มตี อ
บรรดาผูมีเกียรติสูงแหงอลั ลอฮ (เอาลยิ าอลุ ลอฮ) ท่มี ีจุดมงุ หมายไปในแงของการใหเกยี รต,ิ นอบ
นอม ลว นแตเ ปน เร่ืองที่พวกวะฮาบยี ถือวา เปน การตงั้ ภาคีและออกนอกขอบขา ยของหลักเอกภาพ
ทงั้ สิ้น?? พวกเขาเรียกคนทก่ี ระทาํ ส่งิ เหลานนั้ วา ผูต้งั ภาคี (มชุ รกิ ) จนถงึ กบั วาขา พเจา ไดพบกับสิ่ง
เหลานีด้ วยตัวเอง นนั่ คือในวนั หนง่ึ ที่มัสยิด อัล-ฮะรอม ขา พเจา ไดแ สดงความคารวะเพอ่ื เปน เกียรติ
แกผ ูทรงคณุ วุฒคิ นหน่งึ ท่ีมี “ลักษณะของความเปน ผสู ง่ั สอนคนใหกระทาํ ความดี” ดว ยการกม ศรี ษะ
ใหเ นื่องในการพบปะคราวนัน้ แตแ ลว ชายคนน้ันกลบั พดู ดวยลักษณะทีจ่ รงิ จังและเสยี งดงั ฟง ชัดวา :

“คุณอยาทาํ อยา งน้นั น่ันมันเปน ชริ ก (การตง้ั ภาค)ี เปนสิ่งตอ งหาม...คณุ อยา กม ศีรษะให
เพราะมนั เปน ชิรก !!

ความจรงิ แลว ถา หากความหมายของการตง้ั ภาคแี ละหลักเอกภาพเปน เหมือนอยางกบั ที่
พวกวะฮาบียใหทศั นะและกลา วไว ก็เปน อันวาทง้ั ใตน ภาและหนาแผนดินน้ี เราไมอาจจดั ใครสัก
คนขนึ้ มาใหเปน ผูอยใู นหลกั เอกภาพไดเลย และจะไมมใี ครเลยแมแตค นเดียวที่จะถูกจัดวามี
คุณสมบัติอันน้ันไดอยางแนนอน...

แนนอนทีส่ ุด เพ่ือนคนหนง่ึ ของขาพเจาทเ่ี ปน คนซอ่ื สตั ยม ากไดเ ลาใหฟง วา อมิ าม มสั ยิด
อลั -นะบะวยี ไ ดก ลาวคาํ ปราศรยั ในคฏุ บะฮว า : ชัยค อบั ดลุ อะซีซไดกลาวถงึ ขอบเขตของการตั้งภาคี
วา :

“ทกุ สิง่ ทุกอยา งทสี่ ัมพันธกบั ส่งิ อ่นื อันนอกเหนือไปจากอัลลอฮ ลวนเปนการต้ังภาคี
ท้งั ส้นิ ”...

ขาพเจา ขอกลาววา : ถาความหมายของการตงั้ ภาคี เปนไปอยางท่ีคนนี้พูดแลว ละก็ แนน อน
ท่ีสดุ เราจะตองถอื วามนษุ ยท ุกคนท่เี กดิ มาในโลกน้ี ลว นเปนผูต้งั ภาคี โดยไมมีการยกเวน แมแต
พวกวะฮาบียเอง เพราะพวกเขาประกอบกจิ การงานตา งๆ ที่จาํ เปนไดสาํ เร็จอยา งแทจ ริงก็โดยอาศยั
การสมั พนั ธแ ละการตดิ ตอ กับสิ่งที่เปน ตน เหตปุ ระเภทตา งๆ ท้งั ส้ิน โดยไมอ าจจะกลา วไดวา
ตน เหตตุ า งๆ และสาเหตหุ ลักเหลาน้ันคืออัลลอฮ หากแตมนั หมายถึงสิ่งท่นี อกเหนอื จากอลั ลอฮเม่ือ
เปน เชนนี้ จึงสรปุ ไดว า พวกเขามีความสมั พันธและการตดิ ตอ กับตนเหตุและส่ิงตา งๆ ทีเปนสาเหตุ
หลกั ท่ีนอกเหนอื ไปจากอลั ลอฮ และเปนการสมั พนั ธก ับสงิ่ อน่ื ท่ีนอกเหนือจากพระองค. ..

ในขณะเดยี วกับท่วี า ความสมั พนั ธแ ละการติดตอ ตางๆ เหลา น้มี ิไดเ ปนแตเ พยี ง การไมต ้งั
ภาคเี ทา นน้ั หากแตยงั เปนเนื้อหาของหลกั เอกภาพอันลึกซง้ึ อกี ดวย เพราะชวี ติ ของมนุษยในโลกน้ี
ยอมขึ้นอยูกบั สาเหตุหลักและสิง่ ตางๆ ท่ีเปน ตน เหตุทัง้ ส้ิน

ประเด็นสําคญั ทีส่ ุดอยูตรงที่วา เขาจะตอ งไมเชอ่ื ถือวา ตน เหตุตางๆ และสาเหตหุ ลักเหลา นี้
มีความเปนอิสระใดๆ แกต ัวเองและแยกตัวออกไปตา งหากจากเจตนารมณของพระผูเ ปนเจา ผุทรง
สูงสดุ หากแตจาํ เปน ทเี่ ขาจะตองเชอ่ื ถอื วาผลลัพธข องมันที่เกิดขนึ้ มานน้ั เปนไปตามเจตนารมณ
ของพระองคท ้ังสิน้ ใชแ ลวสําหรบั ประเด็นท่วี า ความสัมพันธก บั สิง่ ตา งๆ ทเ่ี ปน ตนเหตุและทีเ่ ปน
สาเหตุหลักประเภททเี่ ปน วตั ถุอยางเปด เผยนนั้ มันเปน เน้ือหาในเรื่องหลักเอกภาพดา นหนึ่งและเปน
เน้ือหาในเรื่องการตงั้ ภาคีอกี ดา นหนงึ่ กลาวคอื ตราบใดทเี่ รามไิ ดเชื่อถอื ...วา สง่ิ ตา งๆ ท่เี ปน ตน เหตุ
เหลาน้ีมคี วามเปน อสิ ระแกตัวของมันเอง (ในขณะทเี่ รามกี ารการตดิ ตอ กับมนั ) และเราก็มไิ ดถ ือวา
ผลลัพธอันเกิดข้นึ มาจากมนั อยใู นสภาพทพี่ นไปจากเจตนารมณของพระผูเ ปน เจา หากแตเ ราเชอ่ื มน่ั
วา มันอยใู นประเภททเ่ี ชอ่ื มโยงอยูกบั ความประสงคของอลั ลอฮ ตราบนนั้ เรากย็ ังไมออกไปจาก
กรอบของหลักเอกภาพ

ในเรื่องความเช่อื สําหรับหลักเอกภาพยอมจะไมม สี ิ่งใดเปน พ้ืนฐานรองรับได นอกจาก
ความเช่อื ถือเชนน้ีและดําเนินไปตามครรลองน้ี

สวนในกรณที ่ีหากเรามีความเหน็ วา สงิ่ ทีเ่ ปน ตน เหตุและสาเหตุหลักตา งๆ เหลา นีม้ คี วาม
เปนอิสระแกต วั ของมนั เอง และเช่ือถือวา ความเปน ไปแหงผลลัพธข องมนั เปนเร่ืองที่อยุนอกเหนอื
เจตนารมณข องพระผุเ ปน เจา โดยไมข ึ้นอยูกบั ความประสงคของพระผเู ปนเจา กเ็ ปน อนั วา ในความ
เชือ่ ถอื ลักษณะน้ีนเ่ี อง ที่เราจะเปนผทุ ่เี ชอื่ มัน่ ตอผสู รา งหลายองค...

เปนอันวา ผุยึดม่ันในหลักเอกภาพจะตอ งรักษาความเชอื่ ถือท่ีวา ในปรากฎการณต างๆ ของ
ธรรมชาตินั้น มีกฎเกณฑค วบคุม (ความเปน ไปบของสิง่ ทเี่ ปนตนเหตแุ ละสาเหตุหลกั ) อยแู ละตอ ง
เช่อื ถอื วา สงิ่ ทเ่ี ปนตนเหตุและสาเหตหุ ลกั เหลาน้ี ไมม อี ํานาจอิสระในการทาํ ใหเกิดผลลัพธใ ดๆ ท่ี
เดด็ ขาดได หากแตมันหมายถงึ สง่ิ ทีข่ ึน้ อยูกับอัลลอฮ ในการเกิดผลลัพธข องมัน เชนเดยี วกับในแง
การมีอยแุ ละการดํารงอยูของมันน่ันเอง

ผทุ ่ีอยใู นหลักเอกภาพนั้น ถึงแมเ ขาจะยอมรบั วา ชวี ติ นี้ จะตอ งดาํ เนนิ ไปตามพืน้ ฐานทว่ี า
เปน ผูจํานนอยูกับกฎเกณฑแหงความเปน ไปของสงิ่ ท่เี ปนสาเหตุก็ตามที แตอ ยา งไรกด็ ี เขาก็ยัง
พิจารณาตอไปอีกวา สง่ิ ทเ่ี ปนสาเหตุเหลาน้อี ยูใ นพน้ื ฐานที่วา การมีอยูของมนั กด็ ี การคงอยูของมนั
ก็ดี การเกิดผลลพั ธของมนั ก็ดีลวนเปนเร่ืองท่มี าจากอัลลอฮทัง้ สิน้

กลา วคอื ปฐมบทแหง เหตทุ งั้ ปวงคอื อัลลอฮ สว นสง่ิ อ่นื ๆ ท่เี ปนเหตุ คอื สรรพส่งิ ท่ถี ูกสราง
ของพระองค เปน สงิ่ ท่ยี อมจํานนอยกู บั เจตนารมณ โดยเปน ไปตามครรลองแหงความประสงคข อง
พระองค อนั มิไดขัดขืนแตประการใดเลย

แทจริง ขอ แตกตางขน้ั พน้ื ฐานระหวา ง ผูยึดถอื ในหลักเอกภาพกบั นักวตั ถนุ ยิ ม น้ันมีแฝงอยู
ในเรอ่ื งนี้

กลา วคือ ฝายที่สองเช่อื ถอื วา “วตั ถุเปนพ้ืนฐานหลักสําหรบั สงิ่ ทเ่ี ปน ตน เหตแุ ละมันมอี ิสระ
ในการทาํ ใหเ กิดผลลัพธ” ในขณะที่ผูยึดม่ันตอ หลักเอกภาพเชอ่ื ถือวา มนั เปน เรื่องของอลั ลอฮ ผุ
สรา งสรรพส่งิ พรอมๆ กบั ท่ีวา เขายอมรบั ตอกฎเกณฑแหง ความเปน ไปของสิง่ ท่ีเปน เหตซุ ึง่ เปนกฎ
ควบคมุ จกั รวาลนี้อยู

ขอ พิสจู นจ ากอลั -กรุ อาน
การพจิ ารณาในหวั ขอเรอ่ื งความเปนอิระ และความไมเปนอิสระของสิ่งที่เปน สาเหตแุ หง

กฎธรรมชาติทางดานวตั ถุ คอื ส่ิงท่ีจะแบง แยกระหวางหลกั เอกภาพกับการต้ังภาคี และเร่อื งนจี้ ะ
สามารถแยกแยะคนทอ่ี ยูในหลักเอกภาพออกไปจากคนต้ังภาคีไดอยา งชดั เจน สาํ หรับความจรงิ ใน
เร่อื งน้ีอลั -กรุ อานอนั ทรงเกียรตไิ ดช้แี จงไวในโองการตา งๆ มากมาย กลา วคอื มีคนอยูพวกหน่งึ เม่ือ
ถงึ คราวทีพ่ วกเขาประสบกับปญ หาใดๆ ทเี่ กดิ ขึ้นจนหมดหนทางแกไ ข พวกเขาก็จะยอมรับเอา
ความหายนะตา งๆ เหลานน้ั โดยถอื วา เปนเรอ่ื งท่ขี ้ึนอยูกับอัลลอฮ มอบหมายยังอลั ลอฮ และจะไม
พิจารณาไปยงั ส่งิ อื่นท่ีนอกเหนือจากอัลลอฮ ดว ยความจาํ ยอมและความบริสุทธิใ์ จ ครน้ั พอเขาไดรบั
ความปลอดภัย ก็หวลกลับไปสูส ภาพของผตู ้งั ภาคีอกี คร้งั หนงึ่ และนีค่ ือสภาพความเปน ไปของคน
พวกน้ี ซงึ่ ในอัล-กรุ อานมีอยหู ลายโองการทเี ดียวทชี่ ี้แจงเกี่ยวกับสภาพอยางนี้ ซึ่งเราจะกลาวถึงใน
บางสวน ในกรณีทเี่ ปน หวั ขอ สาํ คัญสาํ หรับการทจ่ี ะทาํ ใหเ ราเขา ใจวา อะไรคือความหมายของการ
ตัง้ ภาคตี ามท่ไี ดร บั การกลาวถงึ ไวในโองการตา งๆ เหลา นี้

เราขอใหทา นไดพิจารณาประเด็นตางๆ ของโองการตอ ไปนี้ :

“และเมื่อเภทภยั หนึ่งๆ ไดส ัมผัสมนุษย พวกเขากว็ งิ วอนขอตอพระผูอภบิ าลของพวกเขา
โดยมีจติ นอมกลบั สูพระองค แตแ ลว เม่ือพระองคใ หพวกเขาล้ิมรสความเมตตาจากพระองค
ขณะน้ันกจ็ ะมีกลมุ หนง่ึ จากพวกเขาทําการตัง้ ภาคตี อพระผุอ ภบิ าลของพวกเขา”

(อัรรมู -33)
“ครนั้ เม่ือพวกเขาไดข ่เี รอื อยู พวกเขากว็ ิงวอนขอตอ อลั ลอฮโดยเปนผูบรสิ ุทธใิ์ จนอบนอม
ตอพระองค คร้นั พอพระองคไ ดใหพวกเขาปลอดภยั จนถงึ บนบกพลนั พวกเขาก็ต้ังภาค”ี

(อัล-องั กะบตู -๖๕)
“จงกลาวเถดิ อลั ลอฮไดทําใหสูเจา ปลอดภัยจากสงิ่ เหลา นัน้ และจากทกุ ขภัยทกุ ประการ
หลงั จากน้นั สูเจา กต็ ัง้ ภาค”ี

(อลั -อันอาม-๖๔)
“หลงั จากน้ัน เม่ือพระองคท รงถอดถอนเอาเภทภัยออกไปจากสูเจา แลว ขณะน้นั ก็จะมีกลุม
หนึ่งจากพวกสูเจา ทีต่ ง้ั ภาคตี อ พระผอู ภิบาลของพวกเขา”

(อัน-นะฮัล-๕๔)
นีค่ ือบางโองการท่ีระบุถึงความเปน ไปในแงนี้ ความหมายท่ีเปนตัวบังคับท่อี ยใู นรปู ของ
ประโยคกค็ อื “ขณะนั้นเองพวกเขาก็ตัง้ ภาค”ี
แทจริง ความหมายของการตงั้ ภาคใี นโองการน้ี มไิ ดห มายความแตเ พียงวา เม่อื คนเหลานั้น
ขน้ึ ไปถึงบนบก หรอื ไดร ับความปลอดภยั แลว พวกเขาจะกมกราบกรานเจวด็ กนั เลย แตวา
ความหมายที่แทจรงิ จะตองกวา งออกไปกวาน้ี กลาวคือเมื่อพวกเขาไดรับความปลอดภยั แลว กก็ ลบั
กลายเปนลมื เหตกุ ารณในคร้ังกอนและมอบหมายเรือ่ งท้ังหมดไปใหแกส าเหตตุ า งๆ ตามวิสยั ของ
วัตถุ โดยคิดวา สง่ิ ตางๆ เหลานน้ั เปนสาเหตหุ ลักที่มีอิสระในการยืดชีวิตพวกเขาใหด ํารงอยโู ดยมิได
คํานึงวา มันเปน การสนับสนุนมาจากอลั ลอฮ และเปนผพุ ิจารณาไปยังส่ิงเหลา น้ันวา มนั คือเหตทุ ่ี
เปน ไปอยางมคี วามอิสระ โดยไมมสี วนพาดพิงไปยังอลั ลอฮเลย ไมต องสงสยั เลยวา การพจิ ารณา วา
มันเปน เรื่องของสาเหตทุ ่เี กิดมาจากธรรมชาติลวนๆ อนั หมายถงึ ความเปน อิสระในตัวของมันเอง
นั้น คือการตัง้ ภาคอี ยางหน่งึ เชน กัน ท่าํ จาํ เปน ตองหลีกเล่ยี ง และมนั คือจดุ ทเ่ี ปนขอ จําแนกออกจาก
กันระหวา งสํานกั ทางวิชาการท่ีเชือ่ ในพระเจา กบั สํานกั ทางวชิ าการแบบวัตถุนิยม และถาหากได
นําโองการเลหน ้ีมาศึกษาเกย่ี วกับเรอื่ งการตง้ั ภาคีและหลักเอกภาพกันในเชิงวชิ าการแลว ก็จะเหน็
ไดวา อลั -กุรอานไดเ นนไวอยา งไรบางในแงท ว่ี า ในโลกนี้ไมม ีอํานาจของส่ิงอ่ืนใดอีกแลว ทีเ่ ปน
อสิ ระออกไปจากอาํ นาจของพระผูเปนเจาและไมม เี จตนารมณข องผใู ดอกี ทส่ี ามารถขดั ขืน
เจตนารมณอ นั น้นั ไดเลย
ในเร่อื งนี้ยังชนี้ าํ ทานไปพจิ ารณาอีกวา อัล-กุรอานยืนยันวา พระองคผ ทู รงบรสิ ทุ ธค์ิ อื ผุนาํ
ทางในทา มกลางความมืดของบนบกและทะเล พระองคคอื ผูสงลมที่รําเพยพักเอาความเมตตาและ
หล่งั นาํ้ ฝนลงมา ดงั โองการทว่ี า :

“ยังมีผใุ ดอีกหรอื ทนี่ ําทางสูเจาในทากลางความมืดตางๆ ท้งั บนบกและทะเลและผูท ส่ี ง ลาํ
รําเพยพักเอาความเมตตาของพระองคม าประทานให ยังจะมีพระเจา ควบคกู บั อัลลอฮกระน้ันหรอื ?
อัลลอฮทรงสงู สดุ พนออกไปจากส่งิ ตา งๆ ทพี่ วกเขาต้ังภาค”ี

(อนั นัมลุ-๖๓)
พรอ มกบั ท่ีมนุษยยังมีและเขาก็จะหนีไมพ นจากการแสวงหาประโยชนจากสง่ิ ตา งๆ ทเี่ ปน
ตนเหตุและปจจัยทงั้ หลายทางธรรมชาติเชน ดาว, เสนรงุ , เสนแวง ซงึ่ เขาใชสิง่ เหลา นีน้ ําทศิ ทาง อกี
ทง้ั สงิ่ อ่ืนๆ ท่นี อกเหนือจากเรอ่ื งเหลานีอ้ นั ไดแ กเ คร่ืองมือทางวทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยี ทใ่ี ชในการ
เดนิ ทางทง้ั ทางบกและทางทะเล ส่ิงเหลานี้ท้งั หมดหาใชอน่ื ใดไม นอกจากแสดงใหเ ห็นวา ความ
เปน ไปแหงสาเหตุหลักน้ันมาจากอลั ลอฮ ผุท รงความบรสิ ทุ ธนิ์ ั่นเอง
เชน เดียวกบั ท่ีวา ลมและฝน ในกฎธรรมชาติอนั น้ีมันเกิดข้นึ มาจากกระบวนการตางๆ ท่ี
เปนผลมาจากปฏกิ ริ ยิ าของสาเหตหุ ลักแหง ระบบธรรมชาติท่สี งผลออกมาใหป รากฏในรูปของลม
หรือนา้ํ ฝน แตอลั -กรุ อานกลาวกับเรื่องนีว้ า :
“พระองคคอื ผุซึ่งไดสงลมราํ เพยพดั มาเปนความเมตตาของพระองค”
(อลั -อะอร อฟ-๕๗)
“พระองคคือผูทรงหลั่งฝนลงมาหลังจากท่ีพวกเขาทอ แท และไดทรงกระจายความเมตตา
ของพระองค”
(อชั ชูรอ-๒๘)
ท้ังหมดนม้ี ิใชเพราะเหตุใด นอกจากเปนเพราะวา อัลลอฮ ทรงอยูเ บ้ืองหลงั สาเหตุหลกั ตา งๆ
เหลา นั้น และสิง่ เหลาน้ันกเ็ ปน ไปตามบัญชาและการกําหนดของพระองค
อาจกลา วไดอีกนัยหน่งึ วา สาเหตุหลกั และตนเหตตุ างๆ เหลา นี้ แทท ี่จรงิ แลว มันหาไดมี
ความเปนอสิ ระในตัวของมนั เองไม มันไมมีท้งั อํานาจในการดาํ รงอยูและในการสาํ แดงผลลัพธของ
มันเองแตอ ยางใด หากแตมนั คือสงิ่ ท่ถี ูกสรา งมาทง้ั สน้ิ ไมว า จะเปน การเคล่อื นท่ีไปของมนั และการ
มีอยอู ยา งสมบูรณของมันและการเกิดผลลัพธข้ึนมาของมนั ลว นเปนของอลั ลอฮท้งั ส้ิน ดวยเหตุ
นอ้ี ัล-กุรอานจงึ ไดยืนยันวา พระองคทรงเปนผูนาํ ทางทา มกลางความมดื ทงั้ หลาย ท้งั บนบกและใน
ทะเลและทรงเปนผทุ ส่ี งลมมา อีกทัง้ เปน ผปู ระทานฝนมาใหหลงั จากทพี่ วกเขาทอแท
ความเปน จริงตางๆ เหลานี้ มีระบไุ วอ ยา งชัดเจนทสี่ ุดในโองการตางๆ ของซเู ราฮ อัล-วา
กอิ ะฮ
สงิ่ เหลาน้ี มไิ ดห มายความวา อลั -กุรอานปฏเิ สธกบั ส่ิงท่ีเปนตน เหตแุ ละสาเหตตุ า งๆ ทเ่ี ปน
หลักในทางธรรมชาติ อกี ทั้งมิไดป ฏิเสธความมอี ยู และพลงั ของมันตลอดจนมิไดป ฏิเสธตอ บทบาท
ของมันเลย หากแตมนั อยูใ นประเด็นท่ีวา ตน เหตุและสาเหตหุ ลักตา งๆ เหลา น้ี ไมมีอาํ นาจควบคมุ ตัว
ของมันเองโดยอสิ ระแตอยา งใด และมนั ขนึ้ อยูกับอาํ นาจของอลั ลอฮ ท้ังความหมายในแงข องการ
ผนั แปรและความหมายในแงของสรรพนาม โดยเหตุท่ีวา ถา มนั ตัดขาดออกไปจากเจตนารมณของ

พระองคแ ลว มนั จะเสยี หายและจะพนิ าศสน้ิ โลกกบั ทุกสงิ่ ทมี่ องเห็นอยูกจ็ ะกลับกลายเปนความ
มดื มนตมืดบอด ดวยเหตุนศี้ ิลปะในการอธบิ ายถึงปรากฏการณแ หงธรรมชาติจงึ มอี ยใุ นอัล-กรุ อาน
โดยทใ่ี นบางคร้ังก็อธิบายสรุปวา เปนเรอื่ งของอลั ลอฮ บางครงั้ กอ็ ธบิ ายไปหาสาเหตุหลกั ตา งๆ
บางคร้งั กจ็ ะอธิบายรวมท้ังสองอยา งเขา ดว ยกนั พระองคกลา ววา :

“และเจา หาไดขวา งไปไมในขณะท่เี จา ไดขวา ง แตอัลลอฮตางหากเลาทไ่ี ดขวาง”
(อัล-อันฟาล-๑๗)

ความสมั พนั ธกบั ปรากฏการณทอี่ ยูนอกเหนือกฎธรรมชาติ
บัดนี้ เปนที่เขาใจอยา งแจม ชัดแลววา ทัศนะท่มี ีตอ สง่ิ ที่เปน สาเหตุหลักประเภททเี่ ปน กฎ

ธรรมชาติน้นั ถาเปน การมองในแงท ่ีวา มนั เปน สาเหตุหลักทไ่ี มม คี วามเปน อิสระในตัวเอง มันกยัง
หมายถึงเร่อื งของหลักเอกภาพอยู สวนถามองในแงท ่ีวา มันมีความเปน อสิ ระในการทาํ ใหเกิดผล
ลพั ธ มันก็จะหมายถงึ การตัง้ ภาคไี ป และสําหรับกรณีของสิ่งที่เปนสาเหตปุ ระเภททอ่ี ยูนอกเหนือกฎ
ธรรมชาตนิ ้ันกฎเกณฑข องมนั กเ็ ปนไปตามกฎเกณฑของสิ่งทอี่ ยนู อกเหนอื กฎธรรมชาตนิ ้ัน
กฎเกณฑข องมันกเ็ ปน ไปตามกฎเกณฑข องส่ิงทอี่ ยูในประเภททเ่ี ปนกฎธรรมชาตนิ น่ั เอง โดยถือวา
ถาความสัมพนั ธเ ปน ไปตามการมองในแงทห่ี นง่ึ กจ็ ะหมายถงึ เรอื่ งของหลกั เอกภาพ และถา
ความสัมพนั ธเปนไปตามการมองในแงทหี่ นึง่ ก็จะหมายถงึ เรื่องของหลักเอกภาพ และถา
ความสัมพนั ธเ ปน ไปตามการมองในแงทสี่ อง ก็จะหมายถงึ การตั้งภาคชี นดิ คาํ ตอ คาํ แตอ ยา งไรก็ดี
พวกวะฮาบยี ย ังถอื วา ความสมั พนั ธที่มกี บั สิง่ ท่ีอยูเหนือกฎธรรมชาติน้นั เปน ความสมั พนั ธท่ีรวมอยู
ในประเภทการตง้ั ภาคที านเมาดูดียไ ดกลา วไวในเรื่องนีว้ า :

“ดงั นั้นในเมอื่ คนใดหิวนํา้ แลว เขาไดเ รียกคนใชข องตนมา และสั่งใหคนใชน ําน้ํามาให ก็
จะมไิ ดห มายความวา ชายคนน้ันทําการ “วิงวอนขอ” (ดอุ าอ) และมิไดห มายความวา ชายคนน้ันเอา
คนใชของตนข้ึนเปนพระเจา และใครกต็ ามที่ดาํ เนินไปตามกฎเกณฑน ้ีกับสิ่งท่เี ปนสาเหตุหลักตางๆ
ก็จะเปนไปตามนี้ แตถ าเขาขอความชว ยเหลือตอ วะลียแ ลว ไซร ก็ไมตองสงสยั เลยวา เขาไดวิงวอน
ขอเพ่ือปลดปลอยทกุ ขภ ยั และกาํ ลังเอาสิ่งนั้นข้ึนเปน พระเจา ”

“เพราะเปนเสมอื นหนึ่งวา เขาลงความเหน็ วาวะลยี นน้ั มคี ณุ ลกั ษณะเปนผูทรงไดยิน ทรง
มองเหน็ ทั้งสิ้นเสมอ และสําคญั วา วะลยี ม ีอํานาจประเภทหนึง่ ทอ่ี ยูเหนอื โลก เปนตนวา การทจี่ ะนํา
นา้ํ มาใหถึงเขา หรือทําใหเ ขาหายปวยไข”

“กลาวโดยสรุปแลว เหตผุ ลที่ทาํ ใหมนุษยวิงวอนขอตอ พระเจา ออ นวอนตอพระเจา นบ
นอบตอพระเจากค็ อื เหตผุ ลที่วา พระองคม สี ภาพเปนผทู รงอภสิ ิทธ์ใิ นอํานาจอยางเดด็ ขาดเหนือ
กฎเกณฑท างธรรมชาติ และเปน ผทุ รงสทิ ธิใ์ นพลังทอ่ี ยูนอกเหนือกรอบแหง กฎธรรมชาต”ิ

ขอความดงั กลาวมปี ญหาอยูส องประเด็นคือ :

ประเด็นทหี่ นึ่ง/ถาคนเราคดิ วา แทจ ริงสาํ หรับปรากฏการณทม่ี อี ยูน้ี เปนส่ิงที่มาจากสาเหตุ
สองประเภท คอื ประเภททเ่ี ปนไปตามกฎธรรมชาตแิ ละประเภททอ่ี ยูนอกเหนอื กฎธรรมชาติ
กลา วคือ ไมอยางใดอยา งหน่ึง จะถือวา ความคิดเชนนเ้ี ปนการต้ังภาคี หรือไม?

ประเดน็ ทสี่ อง/ถาคิดวา ใครสกั คนหน่งึ มอี ํานาจอันเรน ลับในจักรวาลโดยการอนมุ ตั ิของ
พระองค ผทู รงบรสิ ุทธ์ิ จะถือวา ความเช่อื อยางน้ี เปนความเช่อื ในสภาพความเปน พระเจา ของคน
น้ันหรอื ไม?

แนน อนเราไดวเิ คราะหความเปนไปเกย่ี วกบั ประเดน็ ทสี่ องไปแลว และตอไปนี้ เราจะมา
กลา วถึงประเด็นท่ีหนึง่ กัน :

ถาคนๆ หนง่ึ เชือ่ วา เขาจะหายจากโรคไดโดยสองวธิ ี วธิ ีหนึ่งคือเปนไปตามธรรมชาติ อกี
วิธหี นึ่งคอื วิธีทีน่ อกเหนอื กฎธรรมชาติ และเขาก็ไดด ําเนินการไปตามวิธีท่ีหน่ึงแลว แตก ็ไม
บรรลุผล ดงั น้ันเขาจึงกลับมาดําเนนิ การรักษาโดยยึดเอาวธิ ีท่สี อง เชน วธิ ที ท่ี านมะซีห (เยซู) ใชม ือ
ทัง้ สองขางมาสัมผัสเปนตน จะจดั วา ความเชือ่ อยา งนแี้ ละการขอความชว ยเหลอื อยางนเ้ี ปนการต้ัง
ภาคี และเปน การกระทําที่ออกนอกขอบขายของหลกั เอกภาพหรอื ไม

ถา ทา นไดพ ิจารณาอยางจรงิ จงั กบั หลักเกณฑต างๆ ตามที่ทา นรบั รมู าเก่ียวกับเรือ่ งการ
แยกแยะลกั ษระการต้ังภาคีกบั เร่ืองอื่นๆ ออกจากกนั แนนอนทานก็จะสามารถใหค าํ ตอบไดเ ลยวา
มนั มไิ ดขัดกับเอกภาพแตอ ยา งใด ยงิ่ ไปกวานัน้ ยังถอื วา อยใู นหลักเอกภาพอยา งบริบูรณ เพราะเขา
เชือ่ ถอื วา อลั ลอฮ ผูซ่งึ ไดประทานผลลัพธในทางบาํ บัดโรงตามกฎธรรมชาติ หรือผทู ่ไี ดทาํ ใหน้ําผ้งึ
เปนยาบาํ บดั โรคนั้น คอื ผูซ่งึ ประทานความสามารถใหแกทานมะซีห จนสามารถรกั ษาคนปวยให
หายไดโดยอนุมัติของพระองคเม่อื เปน เชนนีจ้ ะถือวา ความเชือ่ ของเขาเปนการต้ังภาคอี ยางไร?

ใชแ ลว คนใดคนหนึ่งอาจกลา วถงึ เรื่องของความเปนไปในสงิ่ ๆ หนึ่งใหผ ิดพลาดได และ
อาจกลา ววา อลั ลอฮไมท รงประทานความสามารถอันนั้น ไดแ กวะลยี คนน้ันโดยเฉพาะ หรอื จะ
กลา ววา เขาไมม ีความสามารถจะทําใหหายไดแ ตมันเปน เรอ่ื งทอ่ี ยูนอกเหนือขอบเขตการอธิบาย
ของเรา กลาวคอื เราต้งั หวั ขอ การอธบิ ายแยกแยะเรอ่ื งการตั้งภาคี ใหอ อกจากเรือ่ งอืน่ ๆ เทา นนั้ มิได
อธบิ ายในหัวขอที่วา ยนื ยันถึงความสามารถหรือปฏิเสธความสามารถของวะลียคนใดคนหนงึ่ และ
หวงั วา ผุทอี่ ธิบายวา ความเชอ่ื ถือและการขอความชว ยเหลืออยา งน้ีเปน การตั้งภาคีนนั้ ถาหากวา ได
พิจารณาแยกแยะประเด็นหลักของการต้งั ภาคีใหออกจากเรอ่ื งอน่ื ไดแ ลว กจ็ ะเปน การงา ยสาํ หรบั
พวกเขาในแงข องการจาํ แนกความจริงออกจากความไมเ ปน จริง ในขณะทีว่ า มีอะไรแตกตา งกันบาง
ระหวางความเช่อื ถอื ที่วา อลั ลอฮใหดวงอาทิตยข น้ึ ใหไฟเผาไหม ใหน้าํ ผึง้ เปน ยาบาํ บดั กับความ
เชอื่ ถือทว่ี า อัลลอฮใหดวงอาทติ ยขึน้ ใหไฟเผาไหม ใหน า้ํ ผง้ึ เปนยาบาํ บดั กบั ความเชอื่ ถอื ทีว่ า
พระองคน ีแ่ หละคอื ผซู ึง่ ใหอํานาจแกว ะลยี ของพระองคเชนทา นมะซหี และคนอืน่ ๆ ในการบาํ บัด
โรคใหห าย หรอื กับความเชอื่ ที่วา พระองคนีแ่ หละที่ใหอาํ นาจแกว ิญญาณอนั บริสุทธขิ์ องวะลีย
ท้งั หลายในการดําเนนิ กจิ การของจกั รวาลและอาํ นาจในการใหความชว ยเหลอื

แนนอนท่สี ุด ในอลั -กุรอานไดม ีการกลาวถงึ การมอบอาํ นาจทอ่ี ยุนอกเหนอื ธรรมชาตใิ หแ ก
คนบางคนโดยเฉพาะ ดังท่เี ราไดก ลา วไปแลว จึงขอใหท านพิจารณากับเรื่องเหลา นนั้ ดังตอ ไปน้ี :

1- อลั กุรอานไดกลา วถงึ ลกั ษณะววั ของซามิรยี ว า
“แลว เขา (ซามริ ีย) ก็นาํ รปู ววั ออกมาเปนตัวใหแกพ วกเขา อกี ท้งั ยังสง เสียงรอ ง ดังนั้นพวก
เขาจึงกลา ววา นีแ่ หละพระเจาของพวกทา น และพระเจา ของมซู าแตเ ขาลมื เสียแลว ”

(ฏอฮา-๘๘)
ครน้ั พอหลังจากท่ีทานนบีมูซากลับจากการเขาเฝา และไดเ ห็นสภาพเชนนั้นก็ถามซามริ ยี ถงึ
เรื่องการกระทาํ ของเขา วา มคี วามสามารถในการประดษิ ฐงานนีข้ ึน้ มาไดอยางไร ซามิรยี ก ็ตอบวา :
“เขาตอบวา ฉนั เห็นในสง่ิ ท่ีพวเขาไมเหน็ แลวฉันไดกําฝน จากรอยของทูต (ญิบรีล) กําหน่ึง
แลวฉนั ก็โปรยมนั ลงไป และตามนน้ั แหละท่ีจิตใจของฉนั คลอ ยตามไป”

(ฏอฮา-๙๖)
เปน อันวาตน เหตสุ าํ หรับการกระทาํ ของเขาคราวนค้ี อื ฝนุ กํามือหนึง่ ท่ีเอามาจากรอยของทูต
โดยไดนํามนั ไปใชในสิง่ ท่ีเขาตองการ แลวมนั ก็กลายมาเปน ววั ที่รอ งออกมาไดและน่ีกห็ มายความ
วา ดนิ ที่ถูนํามาจากรอยเทา ของทตู นน้ั มีประสทิ ธภาพพเิ ศษ แลวซามริ ยี ก ็มีความสัมพนั ธก ับดินน้ัน
๒- อลั -กรุ อานไดกลา วถึงลักษณะท่ีนบียะอก บู หายจากตาบอด วา สืบเนอ่ื งมาจากทา นนบี
ยซู ุฟ โดยไดกลาวดงั นี้ :
“พวกทานจงรําเสอื้ ของฉันตัวน้ไี ป แลววางมันลงไปทีบ่ นใบหนาบดิ าของฉนั แลว มันกจ็ ะ
ทําใหมองเหน และพวกทา นจงนาํ สมาชิกครอบครวั ของพวกทานท้งั หมดมาหาฉนั ”

(ยซู ฟุ -๙๓)
“ครน้ั เมือ่ ผูแ จง ขา วดีไดม าแลว เขาก็วางมนั ลงไปบนใบหนาของเขา (บิดา) พลันกก็ ลับมา
มองเหน็ เขาไดกลาววา ฉนั ยงั มิไดบอกพวกทา นอกี หรือวา แทจ ริงฉันรใู นสิ่งท่ีพวกทา นไมรมู า
จากอัลลอฮ”

(ยูซุฟ-๙๖)
ดงั นั้น ถาคนใดเชอื่ มน่ั วา ผูซ ึ่งไดท รงสรา งประสทิ ธิภาพพเิ ศษโดยเฉพาะไวในดนิ ท่ถี ูก
นาํ เอามาจากรอยของทตู ท่ีวาพอนําไปใหเ ขากบั สภาพหน่ึงๆ แลวกจ็ ะทําใหมนั มีเสียงรอ งออกมา
หรือเชื่อถอื วาผูทไ่ี ดใหประสทิ ธภิ าพอนั มหศั จรรยแกเ สื้อตัวน้ัน คือผูซงึ่ ไดใหป ระสิทธภิ าพพเิ ศษ
โดยเฉพาะแกส งิ่ ท่เี ปนสาเหตุหลักท้ังหลายประเภททอี่ ยูนอกเหนอื กฎธรรมชาติ จนมนุษยใ ช
ประโยชนกับมนั ไดในสง่ิ แวดลอมเฉพาะอยา งใดอยางหนึง่ แลว จะเปน ทอ่ี นุญาติใหเ ราโจมตคี นที่
เชือ่ อยางน้ีวา เขาเปนผตู ้งั ภาคีไดกระน้ันหรอื ? และจะมอี ะไรตางกันระหวา งการทซ่ี ามริ ียน าํ ดินมา
จากรอยของทตู ? หรอื เสอ้ื ของนบยี ซู ุฟ? กับสาเหตุหลักตางๆ ทง้ั หลายแมก ระทง่ั กับสาเหตุหลกั ท้งั
มวลทีน่ อกเหนือธรรมชาติ?

แทจริง การแสวงหาความสมั พันธก บั บรรดาวญิ ญาณอันบริสทุ ธทิ์ ่ีสถติ ยอ ยู ณ พระผู
อภบิ าลนั้น เปนการถือปฏบิ ัตติ อ สิง่ ที่เปนสาเหตุหลกั ชนิดหน่งึ ท่ีอยใู นหลักความเชอ่ื ดา นการถือ
ปฏิบัติ ดังทีพ่ ระองคไ ดมโี องการวา :

“โอบรรดาผศู รทั ธาทง้ั หลาย สเู จาจงยําเกรงอัลลอฮและจงแสวงหาสือ่ ในการเชือ่ มสมั พนั ธ
ยังพระองค”

(มาอิดะฮ- ๓๘)
สว นกรณที ่วี า บรรดาวิญญาณและตัวของบุคคลประเภทนี้ จะมคี วามสามารถในการ
ชวยเหลอื ผทู ่ีขอความชว ยเหลือหรอื ไมน้นั นับวาเปนเร่อื งท่อิ ยูนอกเหนือไปจากหัวขอ ท่เี รากาํ ลัง
อธบิ ายอยู

๓- การมีชวี ติ อยแู ละการตาย เขามาอยูในขายของหลักเอกภาพและการตัง้ ภาคีดว ยหรือ?
ไมต อ งสงสัยเลยวา การชว ยเหลือซง่ึ กนั และกัน การสนบั สนุนซ่ึงกันและกันระหวางมนษุ ย

น้นั เปนพื้นฐานของชีวติ ประวตั ศิ าสตรความเปนมาของมนุษยชาติก็หาใชอ ืน่ ใดไม นอกจากวา
เปนความสามารถของมวลมนษุ ยชาตทิ ส่ี ืบเนื่องมาจากการชวยเหลือซึ่งกนั และกัน การ
แบง สันปน สวน การแลกเปลี่ยนผลประโยชนซ่ึงกันและกันตามวสิ ยั ของมนษุ ย

อัล-กุรอานไดส อนบทเรยี นเรอ่ื งการชว ยเหลือเกื้อกูลกันของมนุษยไวอยางมากมาย ดงั
โองการที่วา :

“ดงั นั้น ผทู ่เี ปนพรรคพวกของเขากไ็ ดข อความชว ยเหลือจากเขาใหเอาชนะแกผ ทุ ี่เปน ศัตรู
ของเขา ดงั นั้นมูซากไ็ ดชกเขา จนความตายมแี กผ ุน ั้น”

(อัล-เกาะศอ็ ศ-๑๕)
เพราะฉะนน้ั การชว ยเหลอื เก้ือกูลกันของมนุษย เปนความจริงทป่ี รากฎอยอู ยางหนึง่ ใน
ชวี ิตอขงมนษุ ยชาติและเปนเรื่องท่ยี อมรบั กันอยูในทศั นะของมนุษยชาติทัง้ มวล เพยี งแตวา พวกวะ
ฮาบียนั้น ไดมีคําอธิบายใหร ายละเอียดตามความเหน็ วา ในประเดน็ ของสง่ิ ท่เี ปนไปตามธรรมชาติ
นั้น ไมเ ก่ียวกับในเรื่องหลักเอกภาพและการตัง้ ภาคี
กลาวคือพวกเขาไดกลาววา การแสวงหาสื่อสมั พันธกบั บรรดานบีและบรรดาวะลียนัน้
อนญุ าตใหก ระทาํ ไดใ นขณะทค่ี นเหลานั้นมีชีวติ อยู แตจะทาํ ไมไดในขณะที่คนเหลานน้ั ตายไปแลว
ทา นมฮุ มั มัด บิน อับดุลวะฮาบไดก ลาวในประเด็นน้วี า :
“นค่ี ือเร่ืองทอ่ี นญุ าตใหกระทาํ ได ไมวาจะขอเพื่อโลกน้ีเหรือเพอ่ื ปรโลกสาํ หรับกรณีท่ีวา
ไปหาคนมีคณุ ะรรมแลว กลา วกบั เขาวา : ชวยวิงวอนขอตอ อัลลอฮใหขาพเจาดวยเถิด ดังท่ีสาวกของ
ทานศาสนทตู (ศ) เคยขอตอ ทา นในขณะท่ที า นมีชีวติ อยู แตใ นกรณที ่หี ลงั จากตายไปแลว จะกระทาํ
มิได คือพวกเขาก็มิไดข ออยา งนัน้ อกี เลย แมแ ตผูอ าวโุ สในยุคกอนๆ ก็ปฏิเสธมิใหมีใครไปวิงวอน
ขอตออัลลอฮ ณ สสุ านของทาน กลาวคอื ทา นจะขอดว ยตัวของทา นไดอยา งไรกันอกี ” (๑)
สําหรบั เรอื่ งของหลักเอกภาพและการต้ังภาคนี ้ัน มเี ครื่องวัดทแี่ นนอนของมนั โดยสามารถ
แยกแยะเร่ืองหนึ่งออกจากเร่ืองหนึ่งได และอิสลามมิไดล ะเลยในการทีจ่ ะใหเ คร่อื งวดั เหลา น้ันแก
เรา ยง่ิ ไปกวา น้ัน ยังใหรายละเอียดทแ่ี นช ัดกบั ทุกแงทุกมมุ อีกดวย
แนน อนทสี่ ุด ในบทกอ นๆ เราไดเ ขาใจอยา งชดั เจนในเรือ่ งนไ้ี ปแลว แตเรายังมไิ ดก ลาวถึง
ในประเด็นของเครือ่ งวดั เหลานีว้ า การมชี วี ติ อยู และการตายไปมีความหมายสาํ หรับหลักเอกภาพ
และการตง้ั ภาคดี วยกันท้ังสองอยา งได
ทา นจะทราบไดเลยวา สําหรับการมชี วี ติ อยแู ละการตายไปของผทู ่ถี กู ขอความชว ยเหลือนั้น
มิไดเขามาอยูในขอบขา ยของการต้ังภาคหี รือหลักเอกภาพอยา งแนน อน นอกจากในกรณีทถ่ี าขอ

(๑) “กะชะฟุล-อรั ตีหยาบ” หนา ๒๗๑ อา งจาก “กะชะฟุชชบุ ฮาบ” รวบรวมโดย มฮุ ัมมัด บิน อบั ดุ
ลวะฮาบ พมิ พท ี่อียิปต หนา ๗๐

ความสนบั สนุนและขอความชว ยเหลือตอ ผูมีชีวติ พรอ มกบั มีความเช่ือถือวา เขามีความเปนอสิ ระใน
ตัวเองสาํ หรับการแสดงความสามารถและการใหง านสมั ฤทธผิ์ ลกจ็ ะหมายถงึ การตง้ั ภาคี ลักษณะ
การขอความชว ยเหลอื ตอ คนเปน ในกิจการใดๆ โดยใหความหวงั อยางเตม็ ทนี่ ้ัน ผมุ ีสตปิ ญญายอ ม
ไมถ อื วา เปนการถกู ตองถา หากเปนการขอความชว ยเหลอื ทป่ี ระกอบขึน้ กบั ความเช่อื ถอื วา ผไุ ดร บั
การขอรองมีความสามารถอสิ ระในการใหความชวยเหลือ เพราะเปนท่รี ูกนั ในหมผู มู ีสติปญญาวา
พน้ื ฐานของการขอความชว ยเหลอื ตอ ผมู ีชีวิตนนั้ จะตอ งไมถอื วา ผุถูกขอมีความเปน อิสระในการ
กระทาํ

กลา วคือ การขอความชว ยเหลอื ของพรรคพวกนบีมูซา จะไมถ ูกตอ งตามหลักของเอกภาพ
เลย นอกจากวา จะตอ งอยใู นรปู เดียวเทา นั้น คอื : ในขณะทข่ี อน้ันเขาจะตอ งไมเช่ือถอื วา นบีมูซามี
ความเปน อิสระแกตนเองในการทาํ ใหสัมฤทธผิ์ ล หากแตต อ งถือวา ความสามารถและผลลัพธข องมู
ซาทเี่ กิดขึน้ นั้น เชือ่ มโยงกับความสามารถของพระผเู ปนเจา และไดร ับการสนับสนุนมาจาก
พระองค

ความจรงิ อันเดยี วกันน้ีก็ดาํ เนินอยใู นกฎของการขอความเก้ือหนุนและขอความชว ยเหลอื
ตอ “บรรดาวญิ ญาณบริสุทธิ”์ ตามคาํ อธิบายของอัล-กรุ อาน และตามหลักวชิ าการฮาดีษดว ย
กลาวคอื ถา พรรคพวกของนบมี ูซาขอความชว ยเหลอื ตอทา น (ความสันตสิ ุขพงึ มแี ดทา น) หลังจากที่
วิญญาณออกจากรา งทา นไปแลว โดยมคี วามเช่อื ถอื อยา งน้อี ยุ การกระทาํ ของเขากจ็ ะไมเปน การต้ัง
ภาคี และยงั มไิ ดต ้งั ใหทานนบีมซู าเปนภาคกี ับอัลลอฮไมวา จะเปนในแงของสภาวะ, คณุ ลักษณะ,
การกระทํา หรือในแงข องการเคารพภักดีก็ตาม และเขายงั ไมเ คารพภักดีตอบชู าเพราะการขอความ
ชว ยเหลอื แบบนี้

สวนในกรณีที่ถาหากวา เขาขอความชว ยเหลอื จากทาน โดยเช่อื ถือวาวญิ ญาณของทา นมี
ความเปนอสิ ระในการใหค วามชว ยเหลอื และเชือ่ ม่ันวาเปนวิญญาณทีม่ ีความสามารถในการให
สมั ฤทธิ์ผลไดโดยไมเกี่ยวกับอาํ นาจของพระผเุ ปน เจา ก็เทา กับวา ผูขอความชวยเหลือคนนเี้ ปนผูตั้ง
ภาคี และความเชอ่ื ของเขาอยา งนคี้ ือการตัดสินวา มูซาอยใู นคุณสมบตั ิของพระผูเปน เจา

ถา หากวา เรอ่ื งการมชี วี ิตอยุและการตายไปของผูถ ูกขอใหช วยเหลือจะมีผลกระทบใน
สวนๆ ใดแลว ประการแรกมนั กจ็ ะมีผลกระทบในประเด็นที่วาความเปนไปได ของการใหค วาม
ชวยเหลอื คอื ไมอยุใ นขอบขายของการต้งั ภาคีและหลักเอกภาพ และสาํ หรับการกลา วถึงเรื่องความ
เปนไปได หรือไมก ็เปนประเด็นทอ่ี ยนุ อกเหนอื ไปจากหัวขอ เรื่องท่เี ราอธิบาย

นับวา เปน เรือ่ งแปลกสุดเหลือทจ่ี ะแปลก สําหรบั การตคี วามวา การหาสอื่ และการขอความ
ชวยเหลือตอคนเปนและการขออนุเคราะหจากเขาถูกจดั วา หมายถงึ หลักการเอกภาพ และการขอ
ความชวยเหลอื ขอการบาํ บดั อยา งเดียวกันนีใ้ นทุกๆ ขอแมกบั คนตายกลบั หมายถงึ การตง้ั ภาคี และ
ผูใดทท่ี าํ เชนน้ัน มกี ฎลงโทษทตี่ อ งถงึ กับใหประหารชวี ติ ทเี ดียว

พวกวะฮาบยี ย อมรบั วา อัลลอฮ ไดทรงมีบัญชาใหคนทําบาปไปหาทา นนบี(ศ) และขอให
ทานนบวี งิ วอนขอการอภัยโทษแกพวกเขา โดยถอื เอาตามความหมายของโองการ (อัน-นิซาอ-๖๔)
เชนเดยี วกันนี้พวกเขาก็ยอมรบั วา ลกู ๆของนบยี ะอกบู ขอใหบ ิดาวงิ วอนขอการอภยั โทษแกพวกเขา
(ยูซุฟ-๙๗-๙๘) อยา งไรกด็ ีพวกเขาก็ไดก ลา ววา ขอมลู สองประการนี้ มนั เขา กบั หลักเอกภาพไดก็
เพียงเพราะความมชี วี ติ อยขู องผูถกู ขอความชวยเหลอื เทา น้นั สว นถาขออยา งนีใ้ นขณะท่ีเขาไดตาย
ไปแลว จะตอ งถอื วา เปนการตงั้ ภาคี

อยา งไรกต็ าม ทานผูอ า นกย็ อมรูอยางดีท่ีสุดอยแุ ลววา การมีชีวติ อยูและการตายไปของ
ทา นศาสนทตู น้ันมิไดเปล่ยี นแปลงเนื้อหาทีแ่ ทจรงิ ของการงานแตอยางใดเลย กลา วคอื ถา หากวา
การแสวงหาส่อื สัมพันธ เปนการตงั้ ภาคที ่ีแทจริงแลว แนน อนที่สุดวามันจะตองเปนอยา งนี้ทงั้ ใน
สองสถานโดยไมมีขอแมระหวา งสถานภาพของคนเปนกบั คนตาย

ถา จะอา งวา การขอความชว ยเหลอื ตอคนตายเปน การกระทําที่ไรส าระในประการที่หน่งึ
และเปนการกระทาํ อตริ (บดิ อะฮ) ไมถูกยอมรับวาอยใู นบทบญั ญัตศิ าสนาเปนประการทสี่ องแลว
ละก็ จะขอกลาวคาํ ตอบดังน้ี

ประการท่ีหนึ่ง การกระทําอนั นจ้ี ะเปน ส่งิ อุตริ (บดิ อะฮ) ไดกต็ อเมอื่ ผูขอความชว ยเหลอื ได
ดาํ เนินไปในฐานะที่ถอื วา มนั เปน คาํ สงั่ หนึ่งทอ่ี ยใู นบทบัญญัตแิ ตถา หากกระทําสง่ิ ดังกลาวขึน้ มา
จากสวนของมนั เองตา งหากโดยมิไดถอื วาเปน เร่อื งของหลกั การ ก็จะไมเปน บิดอะฮแ ละไมเ ปน การ
ตั้งกฎเกณฑในศาสนาขึ้นมาใหมแ ตอ ยา งใด เพราะการกระทาํ ในสงิ่ อุตริ (บดิ อะฮ) นน้ั หมายถึงการ
นําส่ิงที่มใิ ชม าจากศาสนาเขา ไปในหลกั ศาสนา และไดถือปฏิบัติในส่ิงนัน้ ๆ ขึ้นมาในฐานะทีถ่ อื วา
เปน คําสัง่ ของศาสนา

ประการทสี่ อง/การอธบิ ายในทีน่ ี้ หมายถึงเพียงแตก ารจาํ กดั ความในเร่ืองหลกั เอกภาพกบั
การตง้ั ภาคเี ทา น้นั และมิไดเ กีย่ วขอ งกบั ประเด็นทวี่ าการกระทําอนั นเ้ี ปน สงิ่ ทเ่ี กิดผลหรือไมเกิดผล
หรือวา จะเปน เร่อื งบดิ อะฮไมบดิ อะฮ กลาวคือประเดน็ ตา งๆ เหลาน้ี ลวนอยูนอกเหนือหวั ขอ การ
อธิบายของเรา ประกอบกบั วา ตองการใหเ รอื่ งน้ี ดําเนินไปตามท่รี ะบมุ าในประเด็นทเ่ี ปนแงของ
บทบัญญตั อิ นั วา ดว ยการแสวงหาส่ือสมั พันธกับบรรดาวญิ ญาณอันบรสิ ุทธิ์ตามหลกั ฐานตางๆ ทถี่ กุ
นํามาอา งไวอ ยา งชดั เจนเทาน้นั (๑)

เหนอื สิ่งอ่ืนใดทกุ ประการ การขอความชว ยเหลือตอ ผุตาย ยังไมอาจถอื วา เปน การตง้ั ภาคี
ไดเลย ในเม่อื เขามไิ ดท าํ การต้งั ภาคี และอนั ทีจ่ รงิ แลว ความเช่อื ถือท่วี า ผกุ ระทาํ มคี วามเปนอิสระใน
ตัว และในการกระทํา อกี ทงั้ มอบหมายตนกบั เขาไปในลักษณะดังกลาวเชน เดียวกันกับการตง้ั ภาคี
ในการเคารพภกั ดนี ั่นแหละจึงจะถอื วา เปน การต้งั ภาคี ขณะเดยี วกนั กับท่เี ชอ่ื ถอื วา ผกู ระทาํ ไมม ี
ความเปน อิสระในตวั ในคณุ สมบัติตางๆ ในการกระทําตางๆ ของตนเลย อกี ทง้ั ยงั มีการยอมรบั ถึง

(๑) โปรดดกู ารอางหลักฐานน้นั ไดใ นหนงั สือ กะชะฟลุ อิรติยาบ หนา ๓๐๑

ฐานะความเปน บา วของผนู น้ั อยู และมอบหมายตนยงั ผูน้นั ในฐานะเปน การใหเ กียรตแิ ละยกยอง ก็
จะไมถ อื วา เปน การต้งั ภาคี แตถาหากเขาลืมกฎเกณฑอ ันนี้ไป แนน อนเหลือเกนิ วา * เราจะไม
สามารถพบวา ในโลกน้จี ะมผี ูท ี่อยใู นหลักเอกภาพไดเลย

ในลําดบั ตอไปจากนี้ เราขอนําทา นผุอ า นมาพจิ ารณาคาํ อธิบายของลูกศิษยทา นอบิ นตุ ัยมี
ยะฮในประเดน็ นีบ้ าง ทา นอบิ นุกอ็ ยยิมไดกลา ววา :

“สว นหน่ึงจากการต้ังภาคปี ระเภทตา งๆ กค็ อื การขอความชวยเหลอื จากผตุ ารยและน่ีคือ
รากเงา ของการต้งั ภาคีในโลก กลาวคอื ผตุ ายน้ัน การงานของเขาถกู ตดั ขาดเสียแลว และเขาไมม ี
อํานาจควบคมุ เภทภยั และสง่ิ ทเ่ี ปนคณุ ไวใ นตวั เองไดเ ลย...(๒)

เหตผุ ลตามที่เขาไดอา งมานั้น ไมตรงกับประเด็นทีเ่ ปน ขอหาของเขาเลย เพราะคาํ กลา วของ
เขาทวี่ า “กลาวคือผตุ ายนั้น การงานของเขาไดถูกตัดขาดไปเสยี แลว ” ใหเ หตุผลวา การขอความ
ชวยเหลอื ตอผุตายจะไมม ีผลประโยชนใดๆ เทานั้น ยังมิไดเปนเหตุผลท่ีแสดงวา เปน การต้ังภาคี ซ่งึ
เขามิไดแ บง แยกสองเรื่องน้ีออกจากกัน ที่แปลกยิง่ ไปกวานน้ั ก็คือคําหลาวของเขาทีว่ า : “และเขาไม
มีอํานาจควบคมุ เภทภยั และสงิ่ ทเ่ี ปนคุณไวในตัวเองไดเ ลย” ในขณะท่วี า ในประเด็นนไ้ี มมขี อ
แตกตางกันเลย ระหวางคนเปน และคนตาย กลาวคอื ตางก็ไมมีใครเลยท่ีมอี ํานาจในการควบคมุ
เภทภยั และส่งิ ท่ีเปน คุณไวในตวั เองไดโ ดยท่ีมไิ ดร ับการอนมุ ตั ิของอลั ลอฮ และมไิ ดเ ปน ไปตาม
ความประสงคข องพระองค ไมวาคนเปน หรือคนตาย แตถา เปน การอนมุ ัติของอัลลอฮแลว ทัง้ คน
เปน และคนตายก็จะมอี าํ นาจควบคุมส่ิงท่เี ปนครุ และสงิ่ ท่เี ปนเภทภยั ไดอยูดี

จากเรือ่ งเหลานน้แี สดงใหเ หน็ ถึงความเขา ใจท่คี ลอนแคลนของทานอิบนุตัยมียะฮใ นเรอื่ ง
ดงั กลา ว ขณะทที่ า นกลาววา :

“ทุกๆ คนท่ีเทิดทูนนบี หรือคนทมี่ ีคุณธรรมอยางเหลอื ลน และกระทาํ ในสิ่งทเ่ี กยี่ วกบั ความ
เปนพระเจา ประการใดๆ ขน้ึ มา เชน กลา ววา : ยาซัยยิดี (โอประมุขของขา ) พรอมกับ เอย ช่อื คนนัน้
คนน้ี โปรดชวยเหลอื ขาดวย หรอื สงเคราะหขา ดวย...ทกุ ส่ิงเหลานลี้ ว นเปน การต้งั ภาคี และหลงผดิ
คนกระทําตอ งทาํ การเตาบะฮ (ขอนิรโทษภยั ) ถามิเชน น้ัน ก็ตองประหารชีวิต” (๑)

ถา หากวา การขอความชว ยเหลอื ตอ “บรรดาวิญญาณของผบุ รสิ ทุ ธ์ิ” (บรรดาผุตายตาม
ทศั นะของพวกวะฮาบยี ) มนั คือการกระทําท่หี มายถึงความเชือ่ ถอื ในสภาพความเปน พระเจา ของ
บรรดาวญิ ญาณเหลา นั้นอยา งหนึง่ แลว ไซร ฉะนั้นก็จาํ เปน ทจ่ี ะตองถือวา การขอความชวยเหลอื ตอ
ใครสกั คนหน่ึง (ไมว าจะเปน หรอื ตาย) กย็ อมเปนการหมายถงึ ความเช่อื ถืออยา งน้ดี ว ย เพราะวา การ
มีชิวติ และการตายของผุถูกขอความชว ยเหลอื เม่ือประเด็นทใ่ี หท้ังความเปน ไปไดแ ละความเปน ไป
ไมไดข องการใหความชว ยเหลอื นนั้ มิไดเ ปน เร่ืองของหลกั เอกภาพ ในขณะเดยี วกันจะตองถือวา

(๒) ฟตหลุ มะญดี หนา ๖๘ พมิ พครง้ั ที่ ๖
(๑) เลมเดิน หนา ๑๖๗

การขอความชว ยเหลือตอ คนเปนอันไดเกิดขึ้นมาจากความเดอื ดรอ นในชีวิตสงั คมมนษุ ยชาติ และ
เกดิ ขึ้นจากสงิ่ ตางๆ ท่ีประชาชนในสงั คมดําเนนิ อยูก็เปนเร่อื งทีอ่ ยใุ นประเด็นของการต้ังภาคี

ขอใหทา นพิจารณาคาํ อธบิ ายทบ่ี กพรองอีกประการหน่งึ ในเรื่องน้ี ของทา นอิบนุตยั มียะฮ
น่นั คือ :

“และบรรดาผุซง่ึ วิงวอนขอตอ บรรดาพระเจายอ ยอื่นๆ ควบคกู ับอลั ลอฮ เชน ทานมะซหี 
(เยซู) มะลาอกิ ะฮ รูปปน น้ัน พวกเขามิไดเ ชื่อถือวา สิง่ เหลา น้นั สรางสรรพส่งิ ตางๆ หรอื ประทาน
ฝนลงมาหรอก อันท่จี ริงแลว ท่ีคนเหลานนั้ เคารพภักดสี ิ่งเหลานน้ั หรือสสุ านของพวกเขาเหลา นั้น
หรอื เคารพภักดรี ูปภาพของพวกเขาเหลานน้ั พวกเขากลาววา เพอ่ื พวกเขาทาํ ใหเ ราไดเ ขาใกลช ดิ
อยา งย่งิ ตออลั ลอฮหรือจะกลา ววา พวกเขาเหลา นนั้ ใหการอนเุ คราะหชว ยเหลือเรา”

การนาํ เรือ่ งการขอความชว ยเหลือตอ บรรดาวะลียลุ ลอฮไปเปรยี บเทยี บกบั การถอื ปฏบิ ตั ิ
ของพวกคริสเตียนและพวกมูซาเจว็ดนั้น หา งไกลจากขอ เทจ็ จรงิ อยา งย่ิง เพราะพวกครสิ เตยี น
เช่ือถอื วาอลั -มะซีห (เยซู) มิสทิ ธิในความเปนพระเจาอยา งหน่งึ และพวกมูชาเจว็ดก็เช่ือถอื วา รูป
เจว็ดตา งๆ มีอาํ นาจควบคมุ การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือไดดว ยตวั ของมันเอง ยง่ิ ไปกวาน้นั บาง
พวก (ตามท่ีทานอิบนุฮิชามไดอางไว) เช่ือถือวา บรรดาเจวด็ คอื ผจุ ัดการในสากลจกั รวาล หรืออยาง
นอยท่สี ุดกถ็ อื วา เปน ผปุ ระทานฝนใหต กลงมา และเปนเพราะความเชอื่ ถืออนั นีเ้ องท่ีเปน เหตุใหก าร
ขอความชว ยเหลอื และขออนุเคราะหข องพวกเขาทีม่ ีตอ อลั -มะซีหก บั บรรดาเจว็ดเหลาน้นั มผี ล
เทากับเคารพภักดี (อิบาดะฮ) ตอสิง่ ดงั กลาว

ดว ยเหตนุ เี้ อง ถาหากวา การขอความชว ยเหลอื ประกอบขนึ้ มากบั ความเชือ่ ถอื วา ผถุ กู ขอมี
สภาพความเปน พระเจา ก็จะเปน การต้งั ภาคอี ยางส้นิ เชงิ แตก รณที ่ถี าหากการขอความชว ยเหลือไม
วา จากคนเปน หรือคนตายก็ตาม มไิ ดเกีย่ วขอ งใดๆ กับเงอื่ นไขอนั น้ี กจ ะไมเ ปน การตงั้ ภาคีและมไิ ด
เปนการอบิ าดะฮแตอ ยา งใดเลย หากแตเปนการขอความชวยเหลือตอบาวคนหนึ่งท่เี รารดู วี า เขาไม
สามารถดาํ เนินกจิ การใดๆ ได เวน แตดว ยการอนุมัติของอลั ลอฮ

ใชแ ลว ในการอธบิ ายถงึ เรื่องการขอความชว ยเหลือตอผตุ ายน้ัน ถาจําเปน จะตองถกกัน ก็
ตอ งถกกันในประเด็นทีว่ า ในการขอความชวยเหลอื อยา งน้จี ะเปนผลหรอื ไมเ ปน ผล โดยมใิ ชเ ปน
ประเด็นที่ตอ งถกกนั ในแงท่ีวา มันเปนการตงั้ ภาคีและการเคารพภกั ดสี ่ิงอ่นื ทีน่ อกเหนอื จากอลั ลอฮ
สวนคาํ อธิบายทงั้ สน้ิ มเี พียงประเดน็ ที่สองเทานน้ั โดยไมไดพูดถึงประเดน็ หนึ่งกันเลย

4- การมสี มรรถภาพ กับการไมม สี มรรถภาพเปนประเด็นหนงึ่ สาํ หรบั หลกั เอกภาพและการตงั้ ภาคี
ดว ยหรือ?

บางทีคาํ อธบิ ายของพวกวะฮาบียจ ะใหประโยชนอยุบางก็ตรงทว่ี า มเี ครื่องวัดอกี อยาง
สาํ หรับเร่อื งการต้ังภาคใี นการอบิ าดะฮ น่ันคือประเดน็ “ความมีสมรรถภาพของผูถกู ขอในการให
ความตอ งการเปน จรงิ ข้นึ มาและการไรซ่ึงสมรรถภาพในสง่ิ น้นั ” กลาวคือถาคนใดขอความ
ชว ยเหลอื จากใครก็ตามซึ่งส่ิงท่ีขอนน้ั ไมม ีใครสามารถจะทาํ ใหไ ดนอกจากอัลลอฮแลว กเ็ ทา กับวา
งานของเขาเปน การอิบาดะฮแ ละเปนการตง้ั ภาคทันที ทานอิบนุดับมียะฮไดเ ขียนในประเด็นน้เี อาไว
วา :

“ใครก็ตามท่ีไปยงั สุสานของนบี หรือคนมีคุณะรรม แลวขอความชว ยเหลือในส่ิงท่ตี น
ตอ งการ เชนขอวา ใหหายจากโรคภัย ใหหมดหน้ีสิน หรืออืน่ ๆ ในสว นท่ีไมม ใี ครสามารถจะใหเปน
เชน นั้นได นอกจากอลั ลอฮ ผทู รงสูงสุด ก็จะหมายถงึ วา เรอ่ื งนี้ เปนการตัง้ ภาคีอยา งชดั เจน จาํ เปน ที่
ตองใหผ ูน้ัน ขอการนิรโทษ (เตาบะฮ) ถาไมเ ชนน้ัน ก็ตอ งประหารชีวติ ” (๑)

แนนอนที่สุ ดในประเด็นนี้ไดถูกนาํ มาเปน เคร่ืองวดั อกี ประการหน่งึ สําหรบั เรอื่ งการต้งั ภาคี
นัน่ ก็คอื สมรรถภาพของผูถูกขอและการไมม สี มรรถภาพในอันท่จี ะตอบสนองคําขอรอ งของผูข อ
ถาหากวา เรอ่ื งนี้จะหมายถึงตราชทู ต่ี อ งนาํ มาวัดวา อะไรเปนการตงั้ ภาคแี ละอะไรเปน เรื่องของหลัก
เอกภาพแลว ทานอิบนุตยั มียะฮกค็ วรทจี่ ะไดกลา วเสริมไปขา งหลงั ประโยคที่วา “สุสานของนบหี รือ
ผมู คี ณุ ธรรม” สกั อีกประโยคหนึ่ง นั่นกค็ ือ “หรือจากวะลยี ทีม่ ชี วี ิตอยุ” เพือ่ จะอธิบายใหช ดั ไปเลยวา
ขอ พิสจู นท ีก่ ลาวถึงในที่นี้ มิใชอ ยุท่คี วามตายและความเปน ของผถู ูกขอความชว ยเหลอื หากขอ
พสิ ูจนใ นท่ีนี้ คือเรอ่ื งการมสี มรรถภาพในการตอบสนองส่ิงทต่ี องการและการไมมีสมรรถภาพใน
เร่ืองนน้ั อยางท่ที านอัศ-ศ็อนอานี (นกั เขียนชาววะฮาบยี ค นหน่งึ ) ไดต ้ังเปน ประเด็นไว โดยกลาววา
: “ไมว า จะขอจากคนตายหรือจะขอจากคนเปนก็ตาม”

ขอใหท านพิจารณาคาํ อธิบายในประเดน็ น้ีของทา นอัศ-ศ็อนอานี :
“การขอความชวยเหลือตอบรรดาสิ่งท่ถี ูกสรางทีม่ ชี ีวติ ในกรณที ี่พวกเขามสี มรรถภาพนน้ั
ไมมีใครปฏิเสธแมแ ตคนเดยี ว
แตปญ หามนั มีเพียงในเร่ืองการขอความชว ยเหลือตอชาวสสุ านและทน่ี อกเหนอื ไปจากนั้น
เชนขอกับบรรดาวะลียข องพวกเขา โดยทีผ่ ูข อไดข อจากเขาเหลานนั้ ในกิจการทีไ่ มมีใครสามารถทาํ
ใหไ ดนอกจากอลั ลอฮ เชน การขอใหห ายจากโรคภัยและอืน่ ๆ แนน อนทานอุมมุซาลีม ไดเคยกลา วว
วา : โอ ทา นศาสนทตู แหงอลั ลอฮอานัสเปนคนรบั ใชข องทาน โปรดขอดอุ าอจ ากอัลลอฮใหแ กเ ขา
ดวย

(๑) “การชิยาเราะฮสุสานและการขอตอสสุ าน” หนา ๑๕๖ “ริชาละฮ อัล-ฮะดยี ะฮ ซนุ นีย หนา ๔๐

แนนอน บรรดาสาวกไดเ คยขอรอ งตอ ทา น วา ใหทา นวิงวอนขอใหใ นขณะท่ที า นมีชีวติ อยู
ซึง่ น่ีก็หมายถึงเรอ่ื งที่เหน็ พอ งตองกันวา เปน เรอ่ื งอนุญาตใหกระทําได

ปญหาจึงอยใู นประเด็นการขอตอ ชาวสสุ าน ขอจากคนตายหรอื จากคนเปน เพอ่ื ใหหายจาก
โรคภยั ใหไ ดของท่หี ายไปกลบั คนื มาและสิ่งท่ีอยใู นจาํ พวกนี้นั้นนับเปน เรอื่ งทีไ่ มมีใครสามารถทํา
ใหไดนอกจากอัลลอฮ” (๑)

เม่ือเปน เชนน้ี เราก็จะรูไ ดเ ลยวา ขอพิสูจนส ําหรับในทีน่ ้ี มันมิใชเ รื่องเดียวกับท่กี ลา วไป
แลว

กลา วคอื ในการอธิบายบทกอน มีขอ พสิ ูจนอยตู รงทวี่ า : ความเปนและความตายของผถู ูก
ขอ คอื ถอื วา การขอความขว ยเหลอื จากคนมีชีวิตอยไู มเ ปน การต้ังภาคี ในขณะเดียวกันก็ถือวา การ
ขอความชว ยเหลอื จากผูตายเปน การตั้งภาคีแตในบทนี้ เรอ่ื งการมสี มรรถภาพหรืการไมมี
สมรรถภาพในการใหสง่ิ ที่ขอสัมฤทธิ์ผลไดถูกกาํ หนดขึ้นมาใหเ ปนตราชแู ละเคร่ืองวดั สาํ หรบั หลัก
เอกภาพและการต้งั ภาคี

กลา วคือถอื วา ถา หากคนใดไดข อในสิง่ ทตี่ นตองการจากบุคคลอน่ื (นอกจากอลั ลอฮ) และ
ปรากฏวา ความตอ งการอันนนั้ เปนสิง่ ที่ไมม ใี ครสามารถกระทําใหได นอกจากอัลลอฮ กจ็ ะ
หมายความตามขอ พสิ จู นอ นั ใหมน ้ีวา เปนผตู ั้งภาคี ไมว า ผถู กู ขอจะมีชวี ติ หรอื ตายไปแลว ก็ตอ งเปน
อยางนี้

เพราะฉะน้ัน ในขอพิสจู นดงั กลา วน้ี จึงไมเ ก่ียวกับประเด็นระหวา งความเปน และความตาย
ของผถู กู ขอ

ถกปญ หากบั ทัศนะอนั นี้
ความจริงมอี ยูว า ทศั นะดังกลา วน้แี ทบจะไมจ าํ เปนตองวจิ ารณและวิพากษแตอ ยา งใดเลย ท่ี

เปนเชนนเ้ี พราะวา ความมสี มรรถภาพหรือความไมมีสมรรถภาพของผูถูกขอน้ัน มันเปน เพียงขอ
พิสูจนสําหรับการมสี ตปิ ญ ญากับการไมมีสตปิ ญ ญาทีม่ ีตอ การขออยางนเ้ี ทาน้นั เอง คือมไิ ดเปนขอ
พสิ ูจนสาํ หรับเรื่องหลักเอกภาพและการตง้ั ภาคี กลาวคือสมมตวิ า คนหนึง่ ตกบอ ถา หากเขาขอ
ความชวยเหลอื กับหินดินทรายแลว ละก็ ในสามญั สาํ นึกของผมู ีสติปญญาก็ตอ งถือวา เปนคนไรสติ
แตถา ขอความชว ยเหลือจากคนท่ยี ืน อยูรมิ ปากบอเพื่อใหช ว ยเขา ก็ตองถอื วา การขอของเขา เปน
การกระทาํ ของคนมีสตปิ ญ ญา

เปน ท่ตี ระหนักชดั ไดด ที เี ดยี ววา ทัศนะของพวกวะฮาบียท ถี่ ือวา “เปน สิ่งทีไ่ มม ใี ครสามารถ
ใหไ ดนอกจากอลั ลอฮ” นนั้ มิไดหมายถึงขอจําแนกระหวาง “ผูมคี วามสามารถกับผไู ร
ความสามารถ” และมิใชว า ถาขอจากคนจาํ พวกท่ีสองก็จะเปน การตงั้ ภาคี สว นการขอจากคนจาํ พวก
ท่หี น่งึ กจ็ ะไมเ ปน แตถ า หากวา ประโยชนจ ากคําอธิบายของพวกเขาในเร่ืองนี้ มอี ยูบา ง ก็เปน
เพยี งแตค วามหมายอนั เกิดจากขอ สรุปดังกลาวนนั้ คือขอจําแนกทอ่ี ยูระหวา งการขอในส่งิ ทเี่ ปน งาน

ของอลั ลอฮและในส่งิ ทไ่ี มอยูใ นกจิ การเฉพาะของพระองค ดังนั้นขอสรุปจึงมอี ยูวา ถา คนใดขอ
ความชว ยเหลือจากผูอน่ื นอกเหนอื จากอัลลอฮ ในกรณที ่ีสงิ่ นั้นๆ เปน งานของอัลลอฮแลว ก็ตองถอื
วา เขาเปน ผูต ้ังภาคี เชน ในทศั นะของทา นอิบนุตยั มียะฮท ่ไี ดใ หใ นเรื่องนี้ไววา “ถา ขอตอเขาเพอ่ื ให
หายปวย ใหป ลดเปลอ้ื งหน้ีสนิ หรอื อ่ืนๆ อันเปนส่ิงท่ีไมมใี ครสามารถใหไ ดนอกจากอลั ลอฮ” และ
เชนเดียวกันนี้ ตามทศั นะของทา นอศั -ศอ็ นอานี ดังทที่ า นไดกลาววา : เชนขอใหหายปว ยและอน่ื ๆ

ไมตองสงสัยเลยวา การขอในสิง่ ทเ่ี ปน งานของอัลลอฮจากบคุ คลอ่ืนนัน้ เปนการต้งั ภาคี
ประการหนึ่ง และถอื วา ผขู อคนน้ัน ไดเ ปนบา วของผถู ูกขอแลว การกระทาํ อนั น้ันของเขากถ็ ือวา
เปนการอบิ าดะฮ แนนอนเราไดอธบิ ายถงึ การต้งั ภาคีในสว นน้ีไปแลว เมอื่ ตอนท่พี ูดถงึ คําจาํ กัด
ความประการท่ีสามของคาํ วา อบิ าดะฮซงึ่ เราและบรรดามสุ ลมิ ทง้ั มวลตา งกเ็ ห็นพอ งกับพวกเขาใน
ความจรงิ อันน้ี

อยา งไรก็ดี ปญหาทงั้ หมดมีอยเู พียงประเด็นทวี่ า การจาํ แนกแยกแยะเอากิจการของอลั
ลอฮออกไปเสียจากกิจการสว นอนื่ กลา วคอื ทานอบิ นุตัยมียะฮ ยอมรับวา การบาํ บดั โรค การปลด
เปล้อื งหน้ีสนิ เปน กิจการสว นของอัลลอฮอยางเดด็ ขาดและดวยเหตุนีเ้ องจงึ ไมอนญุ าตใหขอเรอ่ื งน้ี
จากผอู นี่ โดยเดด็ ขาด ทง้ั ๆ ท่ีความจรงิ แลว กจิ การเหลา น้ี มิไดเ ปนกจิ การในสว นของอัลลอฮโดย
เด็ดขาด หากแตมสี วนจําเพาะอยดู า นหนึง่ ท่ตี อ งถอื วา เปน กจิ การของพระองค และพระองคน่นั เอง
ที่บนั ดาลใหการขอสมั ฤทธผ์ิ ลได (เชน การบําบดั โรค การปลดเปลื้องหน้ีสนิ การไดของหายคอื มา
และกจิ การอน่ื ๆ ท้ังหลายโดยมีความเปน อสิ ระอยางชนดิ ทีไ่ มตอ งอาศัยความชวยเหลือของผใู ดเลย)

สวนในกรณีที่บุคคลอ่ืนไดด ําเนนิ การนัน้ ๆ ไปไดโดยการอนุมัติของพระองคและดว ยการ
กาํ หนดใหของพระองค ก็ยงั ไมถ อื วา มันเปนงานของคนคนนั้นโดยเฉพาะ ดว ยเหตนุ ีแ้ หละ ถาหาก
ใครไดข อกจิ การเหลานจ้ี ากบคุ คลอน่ื นอกเหนือจากอัลลอฮพรอมกบั มีความเชอ่ื ถือวา ผูถ ูกขอ
ดาํ เนนิ กิจการเหลาน้ไี ดก ็โดยการสนบั สนุนจากพลานุภาพของอัลลอฮ และเปน สงิ่ ท่เี กิดมาจากการ
อนมุ ัติของพระองค กไ็ มถ อื วา เปนการตง้ั ภาคี

จะไมใชไ ดอ ยางไร ในเมอ่ื อัล-กรุอานไดถือวา การทาํ ใหค นปวยและคนตาบอดหาย เปน
เร่อื งของอลั -มะซีห (อ) โดยการอนุมตั ิของอัลลอฮ ดงั ท่ีไดก ลาววา :

“และเจา ทาํ ใหคนตาบอดกับคนเปนโรคเร้ือนหายไดโดยอนมุ ตั ิของฉัน”
(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๓)

ทํานองเดยี วกันนี้ อัล-กรุ อานก็ยังถอื วา : การสรา ง, การบรหิ าร, การทําใหเปน , การทาํ ให
ตาย, การใหปจ จยั ยงั ชพี ตลอดถึงสิ่งอื่นอีกมากมาย เปน เรื่องของผเู ปน บาวได พรอ มกนั นั้น ก็ไม
ตองสงสัยเลยวา มนั หมายถึงการกระทาํ ของพระองคน่ันเอง ซึง่ ลว นแตเ ปนเร่อื งทีอ่ ยใู นประเดน็
ท่ีอบิ นตุ ัยมยี ะฮย กมาเปน ตัวอยางวา เปน การตั้งภาคี

การถือวา เปน เรื่องของผูอน่ื นอกจากอัลลอฮ มิไดหมายความเปนอยางอื่นนอกจากตามท่ีเรา
ไดชแ้ี จงไปแลวนใ้ี นฐานะทวี่ า กรณที จี่ ะตัดสินวา เปน กิจการของพระองคน นั้ มิไดห มายถงึ วา เปน ผู

เด็ดขาดเฉพาะในการสรางการใหปจจยั ยังชพี การจัดระบบบรหิ าร การใหเปน และการใหตาย จนถึง
กบั วา ไมอ าจมอบหมายใหแกผ ุอน่ื นอกจากพระองคไ ด (ตามท่ีมีอยูในหลายโองการ) หากแต
ประเดน็ สาํ คญั เฉพาะในเร่อื งน้ี อยูตรงทวี่ า ผกุ ระทาํ มไิ ดมีความเปนอสิ ระในการกระทาํ ของตน โดย
อยูในอาํ นาจทพ่ี ระองคทรงจํากัดใหอยู เชน เดียวกบั ทวี่ า การที่มสุ ลมิ คนใดขอกิจการเหลา นี้ โดย
ความคิดอยางนี้ กบั สง่ิ อื่นนอกจากอลั ลอฮ ก็ไมถงึ กับจนกระทั่งตองตดั สินวา การกระทําของเขา
เปนการตง้ั ภาคี และการขอของเขาเปน อิบาดะฮ

จงึ จาํ เปน สําหรบั นักศึกษาของทา นอิบนตุ ยั มียะฮท ่จี ะตอ งศึกษาเก่ียวกับกิจการในสวน
ของอลั ลอฮและการจาํ แนกกิจการนั้นๆ ออกมาจากกิจการในสว นของบุคคลอ่นื ใหไดเ สยี กอ น
เพราะมนั คือกุญแจอนั เดยี วเทา นัน้ สาํ หรบั คลคี่ ลายปญหา

๕- การขอในกจิ การท่ีผิดวสิ ัยธรรมชาติอยูในขา ยของการตงั้ ภาคีดว ยหรือ?
ไมตอ งสงสัยเลยวา เหตุการณท ุกอยางที่ปรากฎอยู ตามกฎเกณฑของเหตแุ ละผลน้ัน ไมอาจ

ดาํ เนนิ ขน้ึ มาได ถาหากไมมีเหตุท่ีมา กลาวคอื ไมมีส่ิงใดในโลกกวางจะสาํ แดงปรากฏการณขน้ึ มา
ไดโดยไมเ กยี่ วขอ งกบั เหตุและการแสดงปาฏหิ ารยิ  ของบรรดานบี การสาํ แดงคณุ านุภาพตา งๆ ของ
บรรดาวะลยี ก ็มิไดเ ปนขอแมท ีอ่ ยนู อกเหนือไปจากกฎเกณฑอ นั นี้ กลาวคือจะเปนไปไมได โดยท่ีไม
มีเหตุ กลาวโดยสรปุ แลว ก็คือวา เหตุหลักของมนั มไิ ดมาจากรากเงาของสาเหตุแหงกฎธรรมชาติ
และไมอ าจกลาวไดเ ลยวา สภาพการณข องมันทป่ี รากฏอยู ไมม ีซึ่งสาเหตุหลกั ใดๆ อยา งเดด็ ขาด

ดังน้ัน การที่ไมเทา ของนบมี ซู าเปลี่ยนกลายเปน งู ที่เคลอ่ื นไหวได การทว่ี ญิ ญาณไดกลับสู
รา งคนตายดว ยปาฏหิ าริยของพระเยซู (ความสันติสุขพึงมีแดทาน) และการท่ดี วงจันทรไดแ ยก
ออกเปน สองสวนโดยปาฏหิ าริยข องประมุขแหงบรรดานบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ และ
ความสันตสิ ขุ แดทานและแดวงศว านของทา น) หรือการท่กี อนกรวดสนทนากบั ทา น หรือสดุดี
สรรเสริญในมือของทาน ก็มิไดหมายความวา ส่งิ เหลานี้ ไมเกี่ยวของกับเหตุ เชน เดยี วกับ
ปรากฏการณท งั้ หลายท่วั ๆ ไป หากแตมนั เกี่ยวของกับเหตหุ ลักจําเพาะ ซง่ึ อยูนอกเหนือเหตผุ ลแหง
กฎธรรมชาติ

สาํ หรบั กรณีท่ีวา ถาคนหนงึ่ ใหค วามชว ยเหลืออีกคนหน่ึง เพอื่ ใหเขาบรรลใุ นสิง่ ที่เขา
ตองการเกยี่ วกับเหตผุ ลตามกฎธรรมชาตกิ ็นบั วา เปน เรื่องทีด่ ําเนินไปตามกฎของเหตผุ ลสาํ หรบั
บรรดาผูมีสติปญ ญา แตปญ หาอยตู รงทีว่ า การใหค วามชว ยเหลอื เพอื่ ใหบรรลุถงึ ส่ิงตองการจาก
วธิ กี ารอนั เรน ลบั และเหตผุ ลท่ีอยูนอกเหนือกฎธรรมชาติ และเรือ่ งนเ้ี อง ท่ีไดถูกมองวา เปนเร่ืองการ
ต้งั ภาคี ทา นเมาดูดียก็ไดก ลา วไวในเรือ่ งนีว้ า ถาใครขอความตอ งการและกิจการใดเพอ่ื ใหไดแ กเ ขา
โดยนอกเหนอื วิสัยของธรรมชาตแิ ลวไซร กเ็ ทา กับการตง้ั ภาคีและเปน การหมายถงึ ความเชอ่ื ใน
สภาพความเปน พระเจา ของผถู กู ขออีกดา นหนง่ึ ดว ย” (๑)

(๑) ดหู นังสือ มุศฏอลหิ าตุล อรั บะอะฮ หนา ๑๔

อยา งไรก็ดีรายละเอยี ดของเรื่องนยี้ ังไมอ าจใหความเช่ือถือเชนน้ันได ในเมื่อผูม สี ติปญญา
ไดพจิ ารณาถึงการขอใหแ สดงปาฏิหารยิ แ ละกิจการที่อยูเหนือวสิ ัยธรรมชาติจากบรรดานบี และอลั -
กรุ อานก็ไดอา งเรือ่ งราวเหลานนั้ ไว เกี่ยวกับบรรดาคนในสมยั ของทา นนบีตา งๆ โดยที่มิไดคาดโทษ
เอาไวดว ยการโจมตแี ละติติงการกระทาํ อยา งน้นั เลย อัลลอฮไดท รงกลา วถงึ เรอ่ื งราวจากพวกเขาวา :

“เขา (ฟร เอาวน ) กลาววา “หากวาเจา นํามาซงึ่ สัญญาณแลว เจา จงนาํ มนั มาซิ ถา หากเจาเปน
หนึง่ ในผูสัจจรงิ ”

(อัล-อะอรอฟ-๑๐๖)
แนนอนบรรดานบเี องก็เรยี กประชาชนเพื่อมาประจกั ษกบั สงิ่ ทเี่ กดิ ข้ึนโดยฝม อื ของพวกเขา
ในเร่อื งตางๆ ทนี่ อกเหนอื ธรรมชาติ และดว ยเหตุนี้ คนจึงเขามายอมรบั การเรยี กรอ งเพราะได
ตระหนักชัดตอความจรงิ ทีผ่ มู าสอนอา ง เชน ทานมะซีห (เยซู) และคนอื่นๆ ในขณะท่เี ขามาขอให
ทา นชว ยรักษาคนตาบอด และใหค นเปน โรคเรอื้ นหาย โอยอนุมตั ขิ องอัลลอฮ(๑) เขาก็มไิ ดเ ปนผตู ัง้
ภาคี และเชน เดียวกันน้ีกับกรณีท่วี า ขออยา งน้ีจากทานหลงั จากทา นไดถูกยกไปยังอัลลอฮแลว คือจะ
ไมถ อื วาการขอทงั้ สองอยา งน้นั ตองแยกประเดน็ ไปวา ประเภททีห่ นึง่ คอื เร่ืองของหลักเอกภาพ
สวนประเภทท่สี องคอื เรื่องการต้งั ภาคี
ยง่ิ ไปกวานี้กค็ ือวา พวกบะนอี สิ รออีลขอน้ํา และนาํ้ ฝนจากนบีมูซา ในขณะทีพ่ วกเขาพลัด
หลง เพอื่ ชวยปลดปลอยความกระหายของพวกเขา ดังที่อัลลอฮทรงมีโองการวา :
“และจงไดดลมายงั มซู าในขณะท่พี วกของเขาขอนา้ํ ด่ืมจากเขาวา เจา จงตหี ินดวยไมเทา ของ
เจา ”

(อลั -อะรอฟ-๑๖๐)
แนน อน ทานนบสี ุลัยมานก็ไดข อรองใหผ ูที่อยูใ นที่ชุมนุมนาํ บลั ลังกข องสตรี ซงึ่ ปกครอง
คนของนางอยู ดงั ที่อลั ลอฮไดทรงบอกเลา ไวว า :
“เขากลา ววา : โออ าํ มาตยเ อย ผใู ดบา งในหมูพวกทา นทจ่ี ะนาํ บัลลงั กข องนางมายงั ฉนั ได
กอ นทพี่ วกเขาจะมายงั ฉันในฐานะผูนอบนอม ฆฟิ รีตญินตนหนง่ึ ฉันจะนาํ มันมายงั ทา นกอ นทที่ า น
จะลุกออกจากที”่

(อัน-นัมลุ ๓๗-๓๘)
ดังน้ัน ถาหากวา การขอในส่งิ ที่ผิดวสิ ยั ธรรมชาติตอผอู น่ื ที่นอกเหนอื ไปจากอลั ลอฮเปน การ
ตงั้ ภาคีแลว พวกบะนีอิสรอเอลจะขอรองจากมซู านบขี องพวกเขาในเรอื่ งนีอ้ ยา งไร หรอื วานบสี ลุ ัย
มานจะขอรอ งจากพรรคพวกวา ใหนาํ บัลลังกดังกลาว ซึง่ ต้งั อยทุ ีแ่ ดนไกลมาใหไดอยางไร ทุกสงิ่ ทุก
อยางเหลา นี้ไดช ี้ใหเ ห็นวา การขอในสิ่งท่ผี ิดวิสัยธรรมชาติ หรอื ขอสง่ิ หนึ่งสิง่ ใดท่นี อกเหนือกฎ
ธรรมชาติจากผูอื่นมิไดเ ปนประเดน็ ของการตัง้ ภาคดี วย ดงั น้ัน จึงไมอ าจกลา วไดว า การขอในสงิ่ ท่ี

(๑) ดเู ร่ืองปาฏหิ ารยิ ข องทานมะซีห (เยซู) ไดในซูเราะฮ อาลิ อิมรอน โองการท่ี ๒๓๙ และ ซูเราฮ
มาอิดะฮ โองการที่ ๑๑๐

ผิดธรรมชาติเปน เรอ่ื งท่อี นุญาตใหทาํ ไดใ นกรณีท่ีขอจากผเู ปน โดยไมอนญุ าตใหขอจากผูต าย และ
ดว ยเหตุนีเ้ องที่เราไดท าํ การวเิ คราะหเ จาะลึกกันในการหาความชัดเจนเก่ียวกบั ประเด็นตางๆ ทีเ่ ปน
เรือ่ งของการตง้ั ภาคีและหลกั เอกภาพ

ลักษณะท่ถี ือวา การขอในสง่ิ ท่ีผิดวสิ ยั ธรรมชาติเปนเรือ่ งของความเชอ่ื ถอื ทีม่ ตี ออํานาจอัน
เรนลบั อันหมายถงึ ความเช่ือสาํ หรบั สภาพความเปน พระเจา นน้ั แนนอน ทานก็ไดทราบคาํ ตอบของ
เรอ่ื งนโ้ี ดยละเอียดไปแลว

ลกั ษณะท่ีถือวา การขอใหห ายปวยและปลดเปลือ้ งหนส้ี ิน เปนการขอในกจิ การของอัลลอฮ
จากผอู นื่ นั้น ไดถูกผลักไสออกไปทันทที ่ีทานไดต ระหนกั ชัดวาประเด็นทเ่ี ปนสวนสาํ คญั ในการ
จําแนกแยกแยะวาอะไรเปนงานของอลั ลอฮกับอะไรที่เปน งานของผอู ่ืนนนั้ เรอ่ื งของมันมิไดอ ยูท ว่ี า
มนั มีลักษณะท่นี อกเหนอื กรอบของกฎเกณฑธ รรมชาติและผดิ วิสยั ธรรมดาสามญั ของกฎแหง
จกั รวาล จนถงึ กบั วา การขออยางน้จี ากผูอ ื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ เทา กับเปนการขอในกิจการของ
พระผูเปน เจาจากบคุ คลอ่ืน

แตท วา ขอ พิสนู ท ่จี ะช้ีชัดในเรือ่ งกิจการทเ่ี ปนสว นของพระผเู ปน เจา ก็คอื การที่ทรงเปน
ผูกระทาํ ทม่ี ีอิสระในการสราง, การบนั ดาลโดยมไิ ดเก่ียวขอ งกบั ผูใดเลย ไมวางานน้ัน จะเปนงาน
ประเภทที่เปน ไปตามกฎธรรมชาติหรือนอกเหนือกฎธรรมชาติ และจาํ เปน สําหรับผแู สวงหาความ
จรงิ จะตองศึกษาเกยี่ วกับงานของอลั ลอฮและงานของบคุ คลอนื่ ดวยการศึกษาอยางลึกซึ้งอันไดมา
จากคมั ภีรอ ลั กุรอานและแบบฉบบั (ซุนนะฮ) อกี ท้งั จากสตปิ ญ ญาที่ยอมรบั ความจริง

กลาวอีกนยั หน่งึ เร่ืองท้งั หมดมิใชจ ะช้ีขาดกันไดใ นขอสรปุ ท่ีวา งานใดทีเ่ กิดขึ้นตาม
แนวทางของกฎธรรมชาติแลว จะหมายถงึ งานในสว นของมนษุ ย และงานใดท่ีเกิดจากแนวทางท่อี ยู
นอกเหนอื กฎธรรมชาติกจ็ ะหมายถงึ งานของอัลลอฮ แตง านท้ังหมดมีอยูสองสวน กลาวคือ สว น
หน่งึ ท่ถี ือวา เปนงานของอลั ลอฮน้ันจะไมเปนที่อนมุ ัติใหขอจากผอู น่ื ไมวา จะเปน เรือ่ งปกติวิสัย
หรอื นอกเหนือปกตวิ ิสัยกบั อีกสวนหนงึ่ ที่ถือวา เปนงานของบุคคลอ่ืนนอกจากอัลลอฮ เปน ทอ่ี นมุ ัติ
ใหขอจากผูอนื่ ได ไมวาจะเปน เร่ืองปกติวิสัยหรือนอกเหนอื ปกตวิ สิ ัยอกี เชน กัน ดวยเหตนุ ี้จึง
เปนอันวา การขอใหหายปวยจากบรรดาวะลยี ตามแบบทเี่ ราไดอธบิ ายมาแลว จงึ ไมขัดแยงกับ
รากฐานของหลักเอกภาพแตอยางใด

ภาคท่สี ่ี
หลักความเชือ่ ถอื ของพวกวะฮาบีย

แทจ รงิ ผูท่ีไดศ ึกษาตาํ หรบั ตําราของพวกวะฮาบียแ ละท่ีไดอาศัยอยรู ว มสมั คมกบั พวกเขา
จะเห็นไดว า เรือ่ งการตง้ั ภาคไี ดถูกเนนหนักมากกวาเรอ่ื งใดๆ ไมว าจะเปนตํารา คาํ พูด คาํ ปราศรยั
ของพวกเขา กลา วคอื ไมว า จะผันไปทางขวาหรือซา ย กไ็ มแ คลวจะตองไดยินพวกเขาสาธยายกนั
เปนคุงเปนแคว วา อันน้ันเปนการตงั้ ภาคี อนั นี้เปนเรอ่ื งอุตริ (บิดอะฮ) ทั้งๆ ทกี่ ารกระทาํ อยา งน้ีก็
เปน เร่ืองอุตรเิ หมอื นกนั โดยเหตุท่ถี า หากวา ส่งิ ที่จะช้ีขาดหมายถึงสิง่ ที่พวกเขาพูด หรอื เขียนไวใ น
ตาํ ราตา งๆ ของพวกเขาแลว มุสลิมอีกสวนมากกจ็ ะไมส ามารถเขา มาอยใู นบัญชขี องผูอยใู นหลัก
เอกภาพไดเลย

ทานลองมาพิจารณาเถดิ วา ความคบั แคบทพี่ วกวะฮาบยี ไ ดพ ยายามสรางขน้ึ มาในสังคม
แหงประชาชาติอสิ ลามนีห้ มายถึงอะไร ส่งิ นี้ไดถูกผลกั ดันข้นึ มาจากนํา้ ใสใจจริงในการแสวงหาสัจ
ธรรมและการจําแนกแยกแยะหลกั เอกภาพออกไปจากเร่ืองการต้งั ภาคกี ระน้ันหรอื หรอื วาส่ิง
เหลานน้ั คอื เกมสก ารเมือง ท่บี รรดาจกั รวรรดน์ิ ิยมไดส รางข้นึ มาเพ่ือเปาหมายในการสรางความ
แตกแยกขัน้ ในระหวางบรรดามสุ ลิม ใหเกิดความระสา่ํ ระสายและสรา งความบัดสีขึ้นในหมูพวก
กนั เองเพอ่ื จะไดบรรลุถงึ แผนการณบ างอยางตามความตอ งการ...วลั ลอฮุอะลมั ...

อยา งไรก็ดี ในท่ีนเ้ี ราตอ งการยกเรื่องราวเหลานีม้ าพสิ ูจนกบั คัมภีรข องอัลลอฮและแบบ
ฉบับ (ซุนนะฮ) ของทา นศาสนทตู อีกท้ังแนวทางปฏิบัติของบรรดาคอลีฟะฮของทา น เพอ่ื เราจะ
พิสจู นว า คมั ภรี ของอลั ลอฮ แนวทางชวี ติ ของทานนบแี ละบรรดาคอลฟี ะฮข องทานนน้ั เปนไปตาม
ความคดิ แคบๆ อยา งน้ดี วยหรือไม? คาํ ตอบสาํ หรบั เรอ่ื งนี้ทา นสามารถบอกลว งหนาไดเ ลยวา ไม. ..

การโนม นาวคนใหเ ขามารับอิสลาม
ผูที่ศึกษาถึงประวตั ิศาสตรในสมยั ของทานศาสนทตู (ศ) และความเปน ไปตางๆ ในการ

เปลย่ี นแปลงหลักความเชอ่ื ถอื และแนวความคิดในตอนแรกเร่ิมนั้นเขาจะพบวา คนในเผา ตา งๆ ที่มี
ประเพณแี ละขนบธรรมเนยี มหลากหลายไดร ับการเชือ้ เชญิ ใหเ ขามารับอสิ ลามและคนเหลา น้ันเปน
จาํ นวนมากทไ่ี ดเขามายอมรบั ตอ ศาสนาน้ี อกี ทัง้ จะพบวาทานนบแี ละบรรดามสุ ลมิ ก็ยอมรับในการ
เขาอสิ ลามของพวกเขา และทา นไดข อใหพวกเขากลาวคาํ ปฏญิ าณสองประโยคเทานั้น โดยที่มิได
ส่ังยกเลิกขนบธรรมเนียมจากสังคมเดิมท่ีพวกเขาเคยมอี ยกู อนแตอ ยา งใดเลย และนาํ พวกเขาเขาสู
รปู แบบของสงั คมใหมอ นั แตกตางไปจากสังคมและประเพณีขนบธรรมเนียมดัง้ เดิมอยา งสิ้นเชิง

แนน อน เรอ่ื งของการใหเกยี รติผทู รงคุณวุฒิ (ท้งั มชี ีวิตอยแู ละตายไปแลว ) อีกทงั้ การรําลกึ
ถึงผูตาย การเยอื นสสุ าน และการแสดงออกถงึ ความสัมพนั ธกบั ส่งิ เหลานน้ั นับวา เปนกจิ กรรมท่ี
แพรห ลายกันอยูในหมูพวกเขา

จนปจ จุบนั นี้ เรากย็ งั พบวา ประชาชนในภูมภิ าคตา งๆ (ทั้งตะวักตกและตะวันออก) ยังมี
การใหเ กยี รติ เทดิ ทูนรําลกึ ถึงผทู รงคณุ วฒุ ขิ องพวกเขาอยุ มกี ารเยอื นสุสาน พลเมอื งของพวกเขา
และมีการกลับไปหาสุสานอยูเ สมอๆ อกี ทั้งมีการแสดงความโศกเศรา รอ งไหและแสดงออกใน
รปู แบบตา งๆ..โดยถือวา ทกุ สง่ิ ทกุ อยางท่กี ระทาํ ลงไป เปนการใหเกยี รติอยา งหนึ่ง ท่ีเกดิ ข้ึนมาจาก
ความรกั ความอาลัยและความสาํ นึกที่เกิดมาจากสว นลึกของความหว งถวิล

กลา วโดยสรุปแลว เราไมเ คยพบขอมลู ใดท่ีอางวา ทา นนบี(ศ) ไดย อมรบั การเขารบั อิสลาม
ของคนตา งถนิ่ และคนในถิ่นดวยวิธีการวางเงื่อนไขแกคนเหลานน้ั วา จะยอมรบั หลังจากที่พวกเขา
ไดสลัดทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีแหง สังคมเหลา น้ี... และหลงั จากทคี่ วามเชือ่ ถือของพวกเขาถกู
ชาํ ระสะสางหมดแลว แตท วา เราจะพบวา ทา นนบี(ศ) ไดขอคํามนั่ จากผเู ขามายอมรบั อิสลามใหมๆ
ดว ย การใหปฏิญาณสองประโยคและปฏิเสธบรรดาเจวด็

ถาหากวา ขนบธรรมเนียมประเพณีเหลานีเ้ ปน การตั้งภาคแี ลว แนนอน ทานนบีจะตองไม
ยอมรับการเขา อสิ ลามของคนในกลมุ ตา งๆ เหลา นน้ั เปน แน จนกวา ภายหลังจากไดเปนทีป่ ระจักษ
แกท า นถงึ การสลดั ทงิ้ ประเพณกี รรมตางๆ เหลา น้นั เสียกอ น

เปน อนั วา ถา การละทิง้ ความสัมพันธกบั บรรดาวะลยี ใ นฐานะเปนสอื่ (ตะวัซซุล) กับการหา
ความจาํ เรญิ ตอ รองรอยของพวกเขา และการเย่ียมเยอื นสุสานของพวกเขา มนั หมายถึงเง่อื นไข
อนั หนง่ึ สําหรับการสําแดงความจรงิ ของความศรทั ธาใหตรงกนั ขามกับการตงั้ ภาคี และเปนการ
สงวนไวซึ่งเลือดเนื้อและทรัพยสนิ แลว แนนอนวา จาํ เปนแกท านนบขี องอสิ ลามทจ่ี ะตอ งวาง
เง่ือนไขทุกอยางเหลานเ้ี สียกอน (คือใหละทง้ิ กจิ การเหลานี้) ในขณะทชี่ นเผา ตางๆ เขามารบั อิสลาม
และแนนอนวาจาํ เปนทีท่ านจะตองแถลงอยา งชัดเจนเกีย่ วกับเรื่องนีบ้ นมมิ บัรและตอ ประจักษพ ยาน
ใหค ร้ังแลว คร้ังเลา และถา หากทานไดแถลงใหชัดเจนเสยี อยางนีแ้ ลว กจ็ ะไมเปนทคี่ ลุมเครอื อยู
สาํ หรับบรรดามสุ ลมิ เพราะฉะน้นั ทุกสิง่ ทุกอยา งเหลานแี้ สดงใหเห็นวา ไมม กี ารวางเง่อื นไขใหล ะ
ทิ้งกิจการเหลานี้ นอกจากมนั จะมใิ ชเปน อยา งนีแ้ ลว มนั ก็ยงั แสดงวา การละท้งิ กิจการตา งๆ ดงั กลา ว
น้ัน มิไดเ ปนเงื่อนไขสําหรบั การสาํ แดงความเปนจริงของความศรัทธาและมิไดห มายความวา
ปฏเิ สธการตง้ั ภาคี อกี ทัง้ การปฏิบัตสิ งิ่ เหลา น้ัน ก็มิไดท ําใหเปนคนที่หา งไกลจากความศรทั ธาและ
จะทาํ ใหเ ปนผทู ่ีใกลชดิ การตัง้ ภาคีแตอยา งใดเลย

ถาหากวา การแสวงหาสื่อ, การแสวงหาความจาํ เริญ (อตั ตะบัรรกุ ), การเยือนสสุ านมัน
หมายถงึ ความเชือ่ ถอื ในสง่ิ เหลา น้นั วา มีสภาพความเปน พระเจา แลว แนนอนที่สุด เร่ืองเหลานี้
จะตอ งไมเปน ทคี่ ลุมเครอื ไวสําหรบั บรรดามุสลิม ซงึ่ พวกเขาทงั้ หลายไดดาํ เนินชวี ิตมาดวยการ
กระทําในส่ิงเหลา นจ้ี นถงึ กับวา การกระทาํ ของพวกเขาเปนส่งิ ทข่ี ัดแยงกนั กบั การยอมรับของพวก
เขาทมี่ ีตอ พระเจา องคเ ดยี ว

แนนอนท่สี ุด มรี ายงานบอกเลาทส่ี อดคลองตรงกนั ทง้ั หมดมาจากทานนบีและวงศวานของ
ทาน (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ ตอ พวกทา นทัง้ มวล) วา อสิ ลามไดส งวนชีวติ เลอื ดเน้ือ,

รักษาเกียรตยิ ศ, ทรัพยสนิ , และรักษาพันธะกรณ,ี ตลอดจนถึงเรือ่ งอื่นๆ อกี มากท่ีเปนกฎเกณฑวาง
ไวส าํ หรับอสิ ลาม

ขอใหทานผอู า น ไดพจิ ารณาดูในรายงานของทา นบุคอรี ทีบ่ นั ทกึ มาจากทา นอิบนุอับบาส
ทไ่ี ดเลา มาจากคําพูดของทา นศาสนทูตแหง อัลลอฮ (ศ) ก็พอ ทว่ี าทา นศาสนทตู แหงอลั ลอฮ(ศ) ได
กลา วแกทา นมุอาซ บิน ญะบัล ในขณะทีไ่ ดสงเขาไปยงั เมอื งยะมันวา :

“แทจริงเจา จะตองไปหาพวกอะฮล ิสกิตาบ ดังน้ันเมอ่ื เจาไปถึงพวกเขาแลว กจ็ งเชญิ ชวน
พวกเขาเขาสูประเดน็ ทว่ี า พวกเขาจะตอ งปฏญิ าณวา ไมมีพระเจาอ่ืนใดนอกจากอลั ลอฮ และแทจ รงิ
มฮุ มั มัดคอื ศาสนทตู ของอลั ลอฮ ดังนั้นถา พวกเขาเชื่อฟงปฏิบัตติ ามเจา อยางนัน้ แลว เจา กจ็ งแจง ให
พวกเขาทราบวา อัลลอฮไดวางบทบญั ญัติใหพวกเขาดํารงไวซ ึ่งการนมาซทง้ั หาในทุกวันทุกคืน
ดงั นั้นถา พวกเขาเช่อื ฟงปฏิบตั ติ ามเจา อยา งนนั้ แลว เจา ก็จงแจง ใหพ วกเขาทราบวา อัลลอฮไดวาง
บทบัญญัตใิ หพ วกเขาบรจิ าคทาน โดยเอามาจากคนร่ํารวยกลับไปจายใหคนยากจน ดังนั้นถาพวก
เขาเชื่อฟงปฏบิ ัติตามเจา อยา งน้ันแลว เปนหนา ที่ของเจาทีจ่ ะตองปกปองทรัพยสินของพวกเขา” (๑)

ทา นบุคอรีและทา นมสุ ลมิ ไดบันทึกไวใ นบทที่วา ดวยเกียรติศักดิ์ตางๆ ของอาลี (ความสนั ติ
สขุ พงึ มีแดท าน) (๑) วา ทา นศาสนทตู แหง อลั ลอฮ (ศ) ไดก ลา วในวนั ทาํ สงครามค็อยบัรวา :

“แนน อนท่ีสุด ฉนั จะตองมอบธงนแ้ี กช ายคนหนง่ึ ทีร่ ักอัลลอฮและศาสนทูตของพระองค
โดยอัลลอฮไดทรงใหช ยั ชนะปรากฎแกฝ มือของเขา”

ทานอมุ รั บนิ คอ็ ฏฏอ็ บไดกลา ววา : ทา นไมเ คยปรารถนาชัยชนะใหเหมือนกับวันน้ีมากอน
ทานกลา ววา : ฉนั มีความยนิ ดีกบั มัน จนฉันถึงกบั วงิ วอนขอไวส ําหรบั ธง ทานอมุ ัรไดกลา ววา : แลว
ทา นศาสนทตู แหงอลั ลอฮ(ศ) ก็ไดเรียกทานอาลี บนิ อาบีฏอลบิ เขา มา ดงั น้ันทานก็ไดม อบธงใหแ ก
ทานอาลี แลว กลาววา : “จงเดนิ ททาง และอยาหันเหจนกระท่งั อัลลอฮใหชัยชนะประสบแกเจา”
แลว ทา นอาลีกเ็ ดนิ ไปหนอ ยหนง่ึ หลงั จากน้ันก็หยุดแตไมหนั ตวั พลางตะโกนถามวา : โอท า นศาสน
ทูตแหง อัลลอฮ เพราะเหตอุ นั ใดทฉ่ี ันตอ งฆา คน? ทา นศาสนทูต (ศ) กลาววา :

“เจาจงฆา พวกเขาจนกระทง่ั พวกเขาไดป ฏญิ าณวา ไมมีพระเจา อนื่ ใด นอกจากอัลลอฮ และ
แทจ รงิ มุฮมั มดั เปน ศาสนทูตของอัลลอฮ คร้นั เมอ่ื พวกเขากระทาํ ตามนัน้ แลว ก็เทากับวา เลือดเนอ้ื
และทรัพยส ินของพวกเขาจะตอ งรอดพนไปจากเจา เวน แตโ ดยสิทธิอันชอบธรรม บัญชขี องพวกเขา
ข้นึ ตรงยังอัลลอฮ” (๒)

ทา นบคุ อรแี ละทา นมุสลิม ทานติรมซิ ีย ทา นมะซาอยี ไดรายงานมาจากทานอบั ดุลลอฮ บิน
อุมรั วา ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮ (ศ )ไดกลา ววา :

(๑) ศอฮีฮ บุคอรี เลม ๕ บทท่ีวา ดว ยการสงอะบมี ซู าและมอุ าซไปเมืองยะมนั หนา ๑๖๒
(๑) สํานวนประโยคตามบนั ทึกของทา นมสุ ลมิ ดูอัล-บุคอรี เลม ๒ หมวด มะนากบิ อาลี (อ)
(๒) ศอฮฮี  มุสลมิ เลม ๖ บททว่ี า ดว ยเกียรติศักด์ิของอาลี บนิ อบีฏอลบิ

“อสิ ลามไดถูกตราไวก ับมลู ฐานหาประการ คอื :
การปฏิญาณตนวา ไมมีพระเจา อื่นใดนอกจากอลั ลอฮ
และแทจ ริงมุฮัมมัด เปน ศาสนทูตของอัลลอฮ
ดํารงการนมาซ
การบริจาคซะกาต
การบาํ เพญ็ ฮจั ญ
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน (๓)
ทานบคุ อรีไดรายงานไวอีกตอนหนึง่ จากทา นอบิ นอุ ุมัร วา ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮ (ศ)
ไดกลาววา :
“ฉนั ถูกส่งั มาวา ใหฆ า คนจนกระทั่งวา พวกเขาไดป ฏิญาณวาไมมพี ระเจาอื่นใดนอกจาก
อลั ลอฮและแทจ รงิ มุฮมั มดั เปน ศาสนทูตของอลั ลอฮ และพวกเขาดาํ รงการนมาซ และจา ยซะกาต
ดงั นั้นเม่ือพวกเขาไดก ระทาํ อยา งน้แี ลว เลือดและทรัพยสินของพวกเขากถ็ ูกปกปอ งพนไปจากฉัน
นอกจากโดยสิทธิอันชอบธรรมของอิสลาม บัญชีของพวกเขาขึน้ ตรงตอ อลั ลอฮ” (๑)
นอกจากนแี้ ลวกย็ งั มีฮาดษี ตางๆ ของทา นนบีปรากฏอยใู นกติ าบุล-อมี านในตาํ ราศิฮาฮแ ละ
สุนัขตา งๆ มากมาย
สวนทีถ่ กู รายงานมาโดยบรรดาอิมามแหงอะฮลุลยบัยตนั้น จะขอเสนอใหท านพจิ ารณา
เรื่องทีเ่ ลา มาโดยบคุ คลหน่ึงท่ไี ดฟงมาจากทา นอมิ ามศอดกิ (ความสันติสขุ พงึ มีแดท าน) ที่ทานได
กลา ววา :
“อสิ ลาม คอื การปฏิญาณตนวา ไมม พี ระเจา อน่ื ใดนอกจากอัลลอฮ และเช่ือมนั่ ตอ ทานศา
สนทูตของอัลลอฮ ปกปอ งการเสยี เลือดเน้ือ ดําเนนิ การแตง งานและสืบทอดมรดก” (๒)
ฮาดีษตา งๆ เหลานี้ทุกบทลวนยืนยันอยา งชัดเจนวา ส่ิงทป่ี กปองการเสียเลอื ดเน้อื รักษา
ทรพั ยสินเกยี รตยิ ศ และนํามนษุ ยเ ขาสสู ภาพของมสุ ลมิ น้ัน คือความเชอ่ื ถือตอเอกภาพของพระองค
และคาํ สอนของศาสนทตู
แบบฉบับ (ซนุ นะฮ) ของทานนบี(ศ) น้ัน ดําเนินไปอยางนี้ กลาวคอื ทานไดข อปฏิญญาจาก
บคุ คลตางๆ ดว ยการใหเปลง คําปฏิญาณสองประโยค และจะไมมีใครเหน็ วา ทานไดถามถึงสมาชิก
ใหมที่เปลง คาํ ปฏญิ าณสองประโยควา : พวกเขาไดถ อื เอาบรรดานบีและบรรดาวะลยี อ ีกท้งั สง่ิ
บริสุทธ์เิ ปน ส่ือหรอื ไม? พวกเขาไดแสวงหาความจาํ เริญตอรองรอยของบคุ คลเหลานน้ั หรือไม?

(๓) ดูอตั -ตาจญอ ลั ญามอิ ล ิล อศุ ูล ของชยั คมนั ศรู อาลี นาศฟิ เลม ๑ หนา ๒๐
(๑) ศอฮฮี  บุคอรี เลม ๑ กติ าบบลุ อีมาน หมวดวา ดวย “ถาหากพวกเขากลับตวั และดํารงการนมาซ
ในศอฮีฮอ บิ นุมาญะฮ เลม ๒ บทท่วี า ดว ยปฏิญญาจากผกู ลาววา ลา อลิ าฮะ อิลลัลลอฮ หนา ๔๕๗
(๒) อัล-กาฟ เลม ๒ หนา ๒๕ บทท่ีวา ดว ย อีมานอยูใ นขายของอิสลาม แตอสิ ลามไมอยใู นขายของ
อีมาน ทานจะเห็นวา มีรายงานในเร่อื งน้ลี ะเอียดมาก

พวกเขาเย่ยี มเยือนสสุ านบรรดานบีหรอื ไมเ ปนอันดบั แรก เพอ่ื เปนเง่อื นไขแกพวกเขาวา ใหพ วกเขา
ละทงิ้ การแสวงหาส่ือ (ตะวซั ซลุ ) การแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบรั รกุ ) และการเยอื นสสุ านเสยี กอ น

ทกุ สิ่งทกุ อยา งเหลา นใี้ หเหตุผลวาส่งิ ทท่ี าํ ใหอ สิ ลามปกปกษรกั ษาเลือดเน้อื เกียรติยศ
ทรพั ยสนิ กค็ ือ การยอมรับคาํ ปฏิญาณท้งั สองและเปลง คาํ ทง้ั สองออกมาเทา น้ัน สวนสิ่งอื่นๆ ที่
นอกเหนอื ไปจากน้ี ไมเขา มาอยูใ นขา ยของการปกปก ษร ักษาเลือดเนอ้ื ทรัพยสนิ และเกียรตยิ ศเลย

ใช สําหรบั ประเดน็ ที่วา อัลลอฮไดกําหนดใหบ รรดามุสลิมนาํ เร่อื งน้นั ๆ ยอนกลบั ไป
หาอัลลอฮและศาสนทตู ในกรณที ่พี วกเขาขัดแยง กันหรอื มคี วามเหน็ แตกตางกนั ในเรื่องหนงึ่ ๆ ดงั ท่ี
พระองคท รงกลา ววา :

“ดงั นั้น ถา หากสเู จาขดั แยง กันในเรื่องใดเร่ืองหน่งึ ก็จงนาํ เร่อื งนัน้ ๆ กลับไปหาอัลลอฮ
และศาสนทูต หากสเู จาศรัทธาตออลั ลอฮและวันปรโลก”

(อนั นซิ าอ-๕๙)
พระองคม โี องการอีกวา :
“และถา หากวา พวกเขานาํ เรอ่ื งนน้ั ๆ กลบั ไปยังศาสนทูตและผูบังคบั บัญชาของพวกเขา
แลว แนนอนบรรดาผูท ส่ี ามารถวินจิ ฉัยตคี วามในหมูพวกเขาก็จะรูม นั ได”

(อันนิซาอ-๘๓)
ดวยเหตนุ ้ีเอง มุสลิมคนหนง่ึ คนใดก็ตามไมมีสิทธทิ จี่ ะประนามมุสลมิ อกี หมูหนงึ่ และไมมี
สทิ ธิทีจ่ ะดา จะโจมตี วา ชนหมูน้ันเปน ผปู ฏเิ สธ ผทู รยศ ตราบใดทีย่ ังมีการยึดมั่นอยูในคําปฏญิ าณ
ทัง้ สอง ยงั จายซะกาต ซึ่งจะกระทาํ อยางนน้ั เพียงเพราะการที่พวกเขาแสวงหาสื่อ (ตะวัซซุล) กับ
บรรดานบหี รือแสวงหาความจาํ เริญกบั รองรอยของทานเหลา นั้น หรอื อื่นๆ ทน่ี อกเหนอื ไปจากน้ี
อันไดแ กขอปลีกยอ ยตา งๆ ทางวชิ าการในสว นที่เปน รายละเอียด ซงึ่ บรรดานกั ปราชญและ
ผูท รงคณุ วุฒิในหมูพวกเขาไดล งมตใิ นเรอ่ื งนัน้ ๆ ไปแลว
ดังน้ัน ถา หากมกี ารประณาม หรอื โจมตีพวกเขาวา ทาํ การตง้ั ภาคี กเ็ ทากบั ออกนอก
ขอบเขตตามทอ่ี ลั ลอฮทรงประสงคไ วแกบ รรดามุสลิม ดังที่พระองคมโี ดงการวา
“แทจ ริง บรรดาผทู ่แี บงแยกศาสนาของพวกเขา และเปนพวกตา งๆ นน้ั พวกเขาจะไมไดอยู
ในสิง่ ใดเลย”

(อลั -อันอาม-๑๕๙)
พระองคก ลาวอกี วา :
“โอบรรดาผูศรัทธาทงั้ หลาย สูเจาจงยาํ เกรงอลั ลอฮ ดว ยการยําเกรงตอพระองคอยางแทจรงิ
และสูเจา อยาเพงิ่ ตายเดด็ ขาด นอกจากสูเจาเปนผนู อบนอมและสูเจา จงกระหวดั อยา งเหนียวแนนกับ
เชือกของอลั ลอฮโดยพรอมเพรยี งกันและจงอยา แตกแยกกัน”

(อาลิ อิมรอน ๑๐๒-๑๐๓)

ความหมายของคาํ วา สายเชอื กของอัลลอฮซึง่ จําเปน ตองทําการผูกมดั ตัวน้ันคือศาสนาของ
พระองค ทใี่ หความหมายไววา อิสลาม ดงั ท่ีพระองคท รงมีโองการวา :

“แทจ รงิ ศาสนาจากอัลลอฮคืออสิ ลาม”
(อาลอิ ิมรอน-๑๙)

อิสลาม คือการแสดงการปฏิญาณสองประโยคมาใหเปนทีป่ รากฏและในการมีอยขู องคํา
ปฏญิ าณนี้ในกลุมชนตา งๆ ของบรรดามุสลิมนั้นไมเ ปนส่ิงท่ตี อ งสงสัยนอกจากผูทย่ี อมรับสภาพ
ความเปนผปู ฏิเสธของพวกตนเชน พวกเคาะวารจิ ญแ ละพวกนะวาศบิ

จากการท่ีไดพ ิจารณาคมั ภีรอ ลั -กรุ อาน และเร่ืองราวในแบบฉบับของทานศาสดา (ซุนนะฮ)
จะพบวา ในหลักการของส่งิ ท้ังสองไดเรียกรองใหเ นนถึงความรกั ความเปนพ่ีนองกันระหวา งมวล
มสุ ลิม มิใหมีการแตกแยกกัน โจมตซี ่ึงกันและกันวา เปน ผูป ฏเิ สธ อกี ท้ังการปรักปรําประณาม
ตลอดจนเขนฆา ทาํ ลายกัน

ทา นบคุ อรี ไดรายงานไวห ลายกระแส เกี่ยวกับฮาดีษของทานนบี(ศ) ท่ีไดกลาวในวาระท่ี
ทาํ ฮจั ญครง้ั สดุ ทายวา :

“พวกทา นจงพิจารณาใหด ี และจงอยา ยอนกลับไปเปนผูปฏิเสธในภายหลังจากฉันโดยที่
ฝา ยหนึง่ ของพวกทา นโจมตอี ีกฝายหนึง่ ” (๑)

แลวเปนอยา งไรกันท่ีพวกวะฮาบียถึงไดยินยอมพรอมใจกันโจมตีบรรดามสุ ลมิ ผยู ึดในหลัก
เอกภาพวา ทาํ การตง้ั ภาคี ซง่ึ ก็มิใชเพราะสาเหตุอ่นื นอกจากการทพ่ี วกเขาไดม ีการแสดงออกมาซงึ่
ความรกั ที่มีตอ ทา นนบี (ศ) ดวยการจูบสุสานและดวยการใหเกยี รติแกทา นเทา น้นั เอง

พรอมๆ กับทกุ ส่ิงทุกอยางเหลา นี้ เราก็ไดนําหลักความเชื่อของพวกวะฮาบยี ม าพสิ จู น
กับอลั -กุรอานและกับซนุ นะฮอ ยา งละเอยี ด จนกระท่ังความจริงไดป รากฏออกมาอยางชัดเจนแลว
และเราจะสรปุ เร่อื งราวทม่ี ากมายเหลานนั้ มาสักเลก็ นอ ย

๑- การขอใหหายปว ยและการบาํ บัดโรคจากผอู ื่นนอกเหนือจากอัลลอฮเปน การตง้ั ภาคีดวย
หรือ?

๒- การขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือจากบาวของอัลลอฮ เปนการตั้งภาคดี วยหรือ?
๓- การขอความชว ยเหลือตอ บรรดาวะลยี ของอลั ลอฮเปน การตั้งภาคีดวยหรอื ?
4- การขอตอบรรดาผูมีคุณธรรมเปน การต้งั ภาคีดว ยหรือ?
5- การใหเ กียรติ การยกยองตอบรรดาวะลียข องอัลลอฮเปนการต้งั ภาคีดว ยหรอื ?
6- การแสวงหาความจาํ เริญตอ รอ งรอยของนบแี ละบรรดาวะลียเ ปนการตง้ั ภาคดี วยหรอื ?
7- การกอสรางสสุ านเปน การตัง้ ภาคดี ว ยหรือ?
๘-การเยอื นสุสานเปนการตั้งภาคีดว ยหรอื ?
9- การนมาซทส่ี สุ านของผมู ีคณุ ะรรมเปน การต้งั ภาคีดวยหรอื ?

(๑) อัล-บุคอรี เลม ๙ กิตาบบุลฟต ัน บทที่ ๗ ฮาดษี ท่ี ๑-๒ และอกี หลายฮาดษี

10- การสาบานดวยนามของส่ิงอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ และบนบานตอส่ิงถูกสรางหรอื
อางถึงสทิ ธขิ องสง่ิ น้ัน เปน การต้ังภาคดี วยหรอื ?

ในกรณที ี่พสิ ูจนไดวา เรอ่ื งราวเหลา น้ี ไมเ ปน การต้งั ภาคแี ลว มันเปน สิ่งท่ีอนญุ าตใหก ระทาํ
หรอื ไมน ั้น แนน อนเราก็ไดดําเนนิ การอธิบายไปแลว ในภาคแรกและในภาคทสี่ องเรากไ็ ดอธบิ าย
เพ่ือหาขอสรุปท่ีสมบูรณสาํ หรบั เรอื่ งราวที่เปน หนาทขี่ องหนังสือเลมนี้ นั่นคือ การวเิ คราะหหลกั
เอกภาพและการตัง้ ภาคี โดยมิไดว ิเคราะหว า สง่ิ ใดเปน ท่อี นุญาตและสง่ิ ใดเปนสงิ่ ท่หี ามมใิ หก ระทาํ

๑- การขอใหหายปวยและการบาํ บัดโรคจากผูอ น่ื นอกเหนือจากอัลลอฮ เปน การตั้งภาคดี ว ยหรือ?
สาํ หรับประเดน็ ทวี่ า โลกน้แี ละปรากฏการณตา งๆ ในจักรวาลทง้ั หมดเกดิ ข้ึนมาจากสาเหตุ

และตนเหตุซง่ึ มันเปนบทบาทหนง่ึ สาํ หรบั ส่งิ ถกู สรา งอยางหนึ่งของอลั ลอฮ และเหตผุ ลเหลานั้น
เปน ของอลั ลอฮ เปนประเด็นท่ไี มต อ งสงสัยแตป ระการใด

เปนอันวา ตนเหตแุ ละสาเหตตุ างๆ เหลา นีม้ นั ไมมีอํานาจในการควบคมุ สภาพการณใดๆ ท่ี
บรบิ รู ณไวแกตัวของมนั เองไดเ ลย หากแตม ันถูกบันดาลใหมขี ้นึ โดยเจตนารมณข องอัลลอฮ และมนั
มีพลงั ข้ึนมาในตัวไดก็โดยความประสงคข องอลั ลอฮ ดวยเหตนุ ้ี จงึ เปน เรื่องท่ีถูกตอ งถาจะกลา ว
วา อลั ลอฮทรงถอื วาพลังของสิ่งน้ันและการกระทาํ ของสิ่งน้ันเปนเรอื่ งของพระองค เชน เดียวกบั
ความถูกตอ งถาจะกลา ววา พลังอันนนั้ เปนเรือ่ งของสาเหตุของมัน

นคี่ อื เรือ่ งทเี่ ราไดเ ขาใจไปแลวในบทกอนอยางสมบรู ณ ดวยเหตนุ ีจ้ ึงถือวา การทาํ ใหห าย
จากโรคเปน เรอ่ื งของอลั ลอฮประการหนงึ่ และอกี ประการหนึง่ กเ็ ปน เรื่องของสาเหตุทอี่ ยใู กลตวั อัน
สําแดงพลังออกมาโดยการอนมุ ตั ขิ องพระองคดว ยเหตุนี้เองขอ พิสูจนพนื้ ฐานในหลายๆ โองการได
ถูกหยบิ ยกขึ้นมา เพอื่ เปน การชี้ใหเ หน็ วา อลั -กุรอานไดร ะบวุ า การทาํ ใหห ายเปน หนาทโี่ ดยตรง
ของอลั ลอฮ ดังท่พี ระองคท รงมโี องการวา :

“และในเมือ่ ฉนั ปวย พระองคก ท็ รงทาํ ใหฉ ันหาย”
(อชั -ชุอร ออ-๘๐)

ในขณะเดยี วกันการทําใหหายปวยกย็ งั ถกู ยกไปใหเปนเรื่องของสิ่งอ่นื นอกเหนอื จาก
พระองค เชน อลั -กรุ อาน และนํ้าผ้งึ คาํ ตอบในท่ีนี้ จะไมเ ปนไปตามความเปน จรงิ ได นอกจากอาศยั
หลักการเดียวเทาน้นั น่ันคอื การทําใหหายปว ยเปนหนา ท่ปี ระการหนึ่งของอัลลอฮในฐานะทที่ รง
เปนที่มาของสาเหตุและเปนหนา ท่ีของสิง่ อนื่ นอกเหนอื จากพระองคอ ันไดแกสาเหตุตา งๆ ตาม
ธรรมชาติ เชนนํ้าผ้งึ และยาบาํ บดั โรคและอน่ื ๆ ในคราวเดยี วกนั

กลา วคอื พระองคค อื ผูซ่งึ ประทาน ความสามารถในการทาํ ใหหายปว ย การบาํ บดั รกั ษาและ
การทําใหป ลอดภัยแกบ รรดานบแี ละบรรดาวะลยี ของพระองคไดท รงอนมุ ัตใิ หพวกเขาเหลานั้น ใช
ความสามารถท่ีถูกประทานมาเหลา น้ไี ปตามเงื่อนไขตา งๆ ท่ถี ูกกําหนดไวเปนการเฉพาะ

ดว ยเหตนุ ้ีในขณะที่อัล-กุรอานไดอธิบายเก่ียวกบั อัลลอฮวา ทรงเปน ผบู ําบดั โรคใหห าย
อยางแทจ รองตามทม่ี ปี รากฏหลกั ฐานอยูใน โองการที่ ๘๐ ซูเราะฮ อชั ชุอรออแ ลว ก็ยังไดอ ธิบายวา
นาํ้ ผ้งึ เปน ยาบาํ บดั โรคอกี ดวย ในขณะทที่ รงมีโองการวา :

“ในน้ัน เปน ยาบาํ บดั โรคสําหรบั มนุษย”
(อนั -นะฮัล-๖๙)

หรอื อกี แหงหนึ่งที่ทรงอธิบายวา อลั -กรุ อานเปนยาบาํ บดั โรคใหหายในโองการทก่ี ลาววา :
“และเราไดประทานมาจากอลั -กุรอาน ซงึ่ สงิ่ ท่ีเปน ยาบาํ บัดโรคและเปน ความเมตตา
สําหรับบรรดาผูศ รัทธา”

(อลั -อซั รออ-82)
วิธีการท่จี ะรวมสง่ิ ทเี ราไดอ างมาในทีน่ ้ี กเ็ ปน เชนเดียวกัน น่ันคือเราจะตองกลา ววา :
การทําใหห าย และการบาํ บัดโรคทีอ่ ิสระอยางแทจริงนัน้ มาจากการกระทาํ ของอัลลอฮเทา
นั้นเอง มิไดม าจากสงิ่ อื่น
สงิ่ ทีต่ ดิ ตามมาและสง่ิ ท่ีแยกตัวออกมาเปนอิสระจากการกระทาํ กจิ การเหลา น้กี ็ดี สาเหตุ
ตางๆ ก็ดี มันคือสง่ิ ที่พระองคไดสรา งมา และทรงบรรจุไวในสาเหตุตา งๆ เหลาน้ันซึ่งพลงั ตางๆ
ดงั นั้นมันจงึ ดําเนนิ งานไปโดยการอนุมตั ขิ องพระองค และสมั ฤทธผ์ิ ลขน้ึ มาตามเจตนารมณของ
พระองค
ดงั น้ัน ในรูปแบบอนั น้ี ถา หากคนใดขอการบําบัดโรคจากบรรดาวะลยี ข องอัลลอฮโดย
พิจารณาไปตามพนื้ ฐานอันน้ี (วา คณุ านุภาพของพวกเขาสามารถใหความสัมฤทธผ์ิ ลไดดว ยการ
อนุมตั ิ ดวยอํานาจและดว ยเจตนารมณข องอัลลอฮ) กจ็ ะถือวา งานอันน้ันของเขาเปน ทอ่ี นญุ าตและ
อยูในบทบญั ญตั อิ ีกทัง้ ถูกตองตามหลักเอกภาพที่ถกู กําหนดไวอยางสมบรู ณ
เพราะวา จดุ มุงหมายในการขอใหห ายจากโรคตอ บรรดาวะลยี นัน้ มันเหมือนกันอยาง
บริบรู ณก บั จุดมงุ หมายในการขอการบําบดั รักษาจากนา้ํ ผง้ึ และการรกั ษาทางยาโดยนายแพทย โดย
จุดมุงหมายสุดยอดอยใู นประเดน็ ท่ีวา นํ้าผง้ึ กด็ ี ยาบาํ บดั กด็ ี คุณภาพทเี่ กดิ ข้ึนมาของมนั มิไดเ ปน ส่ิง
ท่เี กิดขึ้นโดยความประสงคแ ละความสามารถของมันเลย กรณีเดยี วกับที่ถือวา นบีและบรรดาวะลีย
กม็ ไิ ดกระทาํ สง่ิ เหลาน้นั ไปตามเจตนารมณแ ละความเห็นชอบเองใดๆ กลา วคอื เปา หมายแหงการ
ขอการบาํ บัดจากนบีและจากวะลยี น ั้น มิไดเปน ไปในรูปอื่น นอกจากขอวา ใหท า นใชความสามารถ
ท่ถี ูกประทานมาใหแ กท า นนั้น และใหท านบําบัดโรคของคนปว ย โดยการอนุมตั ิของอลั ลอฮ เชน
การกระทาํ ของทานมะซหี  (ความสนั ตพิ ึงมแี ดท าน) ทีไดท ําใหคนโรคเรื้อนหายไดโดยการอนมุ ัติ
ของอัลลอฮและโดยความสามารถท่ีถกู ประทานมาใหแกท า นจากอัลลอฮ
เปนท่ีเขาใจแลว วา การกระทาํ อยา งนี้ ไมเ ปนการตั้งภาคแี ตอ ยา งใด กลาวคอื การกระทํา
อยา งนี้ มิไดอยใู นขอบขา ยของการต้งั ภาคี หรอื พลาดออกมาจากกรอบของเอกภาพที่แทจ ริงแตอ ยา ง
ใด


Click to View FlipBook Version