ใช อาจวจิ ารณกนั ไดเก่ียวกับประเด็นทีว่ า พวกเขาเหลานนั้ สามารถใหส่ิงเหลาน้ันได
หรือไม กับประเด็นทว่ี า ความสามารถอยา งนนั้ ไดถูกประทานแกพวกเขาหรอื ไม? แตอ ยางไรก็ตาม
หัวขอในการอธบิ ายไดถูกกาํ หนดข้ึนมาพดู กนั ในประเดน็ ทีว่ า การขออยางนัน้ เปนเร่อื งของหลัก
เอกภาพหรอื อยูนอกเหนือเรื่องเอกภาพเทา น้นั
สง่ิ ท่ยี ืนยันในเร่ืองน้อี ีกประการหนง่ึ กค็ ือวา เรื่องท่ีพวกฟรเอาวน ไดขอตอทานนบีมซู าวา
ใหช วยปลดเปล้อื งเภทภัย ดงั ท่อี ัลลอฮไดกลา วถึงเรอื่ งทพ่ี วกเขาไดกลาววา :
“โอ มซู า ทาจงวงิ วอนขอจากพระผูอ ภิบาลของทา นใหแกเราเถิด แนนอนถา หากวา เภทภยั
ไดถูกปลดเปล้อื งไปจากเราแลว เราจะตอ งศรทั ธากบั ทานอยา งแนน อน และเราจะตอ งสงชาวบะนี
อิสรอเอลใหแ กทา นอยางแนน อน”
(อลั -อะอร อฟ-๑๓๔)
เราไมตอ งการจะแสดงดึงหลักฐานท่เี กย่ี วกับการขอของฟรเอาวน และพรรคพวกของเขา
หากแตเราตอ งการแสดงหลักฐานแตเ พยี งวา ทา นนบมี ซู าไมปริปากวา กลา วใดๆ สาํ หรับคําขออยาง
น้ี
โดยสรปุ แลว ถาชายคนหนงึ่ ขอความชว ยเหลอื จากทานมะซหี โดยกลาวแกท า นวา แทจ ริง
ทา นไดกลา ววา :
“และฉันสามารถรักษาคนตาบอดและคนเปนโรคเรือ้ นได และทําใหคนตายมีชีวิตขน้ึ มาได
ดว ยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ”
(อาลิ อิมรอน-๔๙)
แลวลูกของฉันคนน้ี ปว ยเปนโรคท่ีหายยากเหลือเกิน ก็ขอใหทา นรักษาใหห ายโดยการ
อนมุ ัติของอลั ลอฮดว ยเถิด และพี่ชายของฉนั คนนีต้ ายเสียแลว ดังน้นั ฉันขอใหท า นชว ยทาํ ใหเขามี
ชวี ิตข้ึนมาดว ยเถดิ เมอ่ื เปนเชนน้ันแลว ฉันกับสมาชกิ ในครอบครัวทัง้ หมดจะเปนผูศรัทธากบั ทา น
และศรทั ธากบั คาํ สอนของทา น
ทา นจะเหน็ ดวยหรือ กับการทว่ี า ทา นมะซหี จ ะถอื วา การขอแบบน้เี ปน เรอ่ื งการตัง้ ภาคี
และจะถือวา คนขอเปนผตู ้งั ภาคี โดยการกลา ววา สาํ หรบั การรกั ษาบาํ บดั และการทาํ ใหมีชวี ติ น้นั
เปนงานของอลั ลอฮ หรือทานจะเสนอขอ เทจ็ จริงใหแ กชายคนน้ี และขอใหไดร ับทางนาํ ที่ถูกตอ ง
และบอกวา การบาํ บัดรกั ษา และการทาํ ใหเ ปน (มชี วี ติ ) ขึ้นมาน้ัน มันเพียงแตเปน งานของอัลลอฮ
ถาผขู อถอื วา ผถู ูกขอมีความเปน อสิ ระในการสําแดงความสามารถแลว ไซร ก็เทากบั เชอื่ ถอื วา เขามี
สภาพความเปน พระเจา และการขอนั้นก็เทากบั เปน การเคารพภักดแี กผ ูถกู ขอ
สวนกรณที ่ีถือวา การบาํ บัดโรคใหห าย และการทาํ ใหมีชวี ติ ขนึ้ มา เปน อํานาจที่ไดม า
จากอลั ลอฮ เปนเรื่องของการอนมุ ัติ และเปนเจตนารมณจากพระองคทที่ าํ ใหม ผี บู าํ บัดโรคใหหาย
ทําใหมีผูชุบชวี ิตคนตายใหเปนข้นึ มา โดยทวี่ า บุคคลเหลาน้ี คือเครือ่ งมอื สาํ หรบั งานของพระองค
และเปนสาเหตุท่ีทาํ ใหจ ุดประสงคของพระองคบ รรลเุ ปาหมาย และเปน ผสู ําแดงบทบาทไปตาม
ความตองการของพระองค กไ็ มถอื วา ความเชือ่ ถืออยางนเ้ี ปนความเชอ่ื ถอื วา บคุ คลผูน้ันมีสภาพ
ความเปนพระเจา และไมถ อื วา การขออยา งนี้เปน การเคารพภักดบี ุคคลนนั้
2- การขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จากสิง่ อ่ืนนอกจากอัลลอฮ เปน การตัง้ ภาคีหรือ?
เปน เรือ่ งทหี่ ลีกเลยี่ งไมได ในกรณที ่ีวา การใหอ นุเคราะหความชว ยเหลอื (ชะฟาอะฮ) น้ัน
เปน สทิ ธเิ ฉพาะของอัลลอฮ กลาวคือโองการตา งๆ ในอลั -กรุ อานประกอบกับเหตุผลโดยสตปิ ญ ญา
ตางไดใหเ หตุผลในเรอื่ งนี้ ดังเชนโองการท่ีวา :
“จงกลาวเถดิ การอนเุ คราะหชวยเหลือท้ังหมดนัน้ เปนสิทธิของอัลลอฮ”
(อซั ซมุ รั -๔๔)
อยางไรกต็ ามเกีย่ วกบั ประเด็นน้ี มีโองการอืน่ ๆ อกี เปนจํานวนมากไดใหเหตผุ ลวา อลั ลอฮ
ทรงอนุมตั ิใหบา วของพระองคพ วกหนง่ึ ใชส ทิ ธ์อิ ันนี้ และพวกเขาอนุเคราะหใ หความชวยเหลอื ได
(ในกรณแี ละเงอื่ นไขจําเพาะ) จนกระท่งั วา บางสว นของโองการเหลา น้ี ยืนยันอยา งชดั แจง ถึง
ลกั ษณะเฉพาะและชือ่ ของพวกเหลา นัน้ ทเ่ี ปนผูอ นเุ คราะหใ หความชว ยเหลือ ดงั โองการของ
พระองคท วี่ า :
“และมวลมะลาอิกะฮต ั้งเทา ไหรในชั้นฟาทงั้ หลาย ทกี่ ารอนุเคราะหชวยเหลอื ของพวกเขา
ไมอาจอาํ นวยสิง่ ใดๆ ได นอกจากภายหลงั ที่อัลลอฮไดอ นุมัตใิ หแกผ ทู ่ีพระองคท รงประสงคและ
ทรงรกั ”
(อนั นัจญมุ-26)
เชนเดยี วกบั ท่ีอลั -กุรอานไดยนื ยันวา นบีแหง อสิ ลามอยใู นฐานะเปน “อัลมะกอม มะฮมูด”
(ฐานะผไู ดรับการสรรเสริญ) โดยทรงกลา ววา :
“บางทีพระผูอภิบาลของเจา จะทรงแตง ต้งั เจา มฐี านะภาพผรู ับการสรรเสรญิ ”
(อัล-อัซรออ-79)
บรรดานกั อถาธบิ ายอัล-กุรอานไดกลา วถงึ ความหมายของฐานะภาพผูรบั การสรรเสริญวา
หมายถงึ ฐานะภาพของการใหอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื (ชะฟาอะฮ) โดยหลักเกณฑท ไ่ี ดมาจากฮา
ดีษตางๆ ทีร่ ายงานมาในลักษณะนี้
ทกุ สิง่ ทุกอยา งเหลา นี้ คอื สิ่งท่บี รรดามสุ ลิมมีความเหน็ ตรงกนั วา อันทจ่ี รงิ แลวปญ หาใน
ประเด็นทวี่ า การขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือ (ชะฟาอะฮ) จากผูที่ไดรบั สิทธใิ นการใหอนุเคราะห
ความชวยเหลือ (ชะฟาอะฮ) เชน การที่จะกลาววา “ยา รอซลู ลุ ลอฮ อชิ ฟะอ ละนา” (โอศาสนทูต
โปรดอนเุ คราะหความขว ยเหลือเราดวย) เปนการต้ังภาคหี รอื ไม
เหมอื นกบั บทท่เี ราไดผา นมาแลวเชน กนั สําหรบั ประเดน็ วา การขอนี้ สัมฤทธิ์ผลหรอื ไม คือ
จะไมมีคาํ อธิบายในแงน้ี เราเพยี งแตจ ะอธบิ ายวา การขออยา งนีเ้ ปนการอิบาดะฮหรอื ไม เทานนั้ เอง
เราจงึ กลา วไดวา : ตามทีเ่ ราไดอ ธิบายไปแลวน้นั ใหค าํ ตอบทช่ี ัดเจนมากกลา วคือถา หากเรา
เชอ่ื ถอื วา ผทู เี่ ราขอการชะฟาอะฮจากพวกเขาน้นั พวกเขาจะใหก ารอนุเคราะหความชว ยเหลอื แกผ ทู ่ี
พวกเขาตอ งการ คือถา พวกเขาตอ งการข้นึ มาเมื่อไหรแลวก็ตองไดต ามน้ัน โดยไมเก่ียวของกับการ
อนมุ ัติของพระผเู ปนเจา หรอื ไมมคี วามจาํ เปนสําหรบั จุดน้ัน กเ็ ปน ทแ่ี นน อนเหลือเกินวา การขอ
อนเุ คราะหความชว ยเหลอื อยา งน้ี เปนการเคารพภักดี และผขู อกจ็ ะเปนผตู ง้ั ภาคี หลดุ พนไปจาก
แนวทางของหลักเอกภาพเพราะวา เขาขอในกจิ การของพระผเู ปน เจาและเร่อื งที่อยูในอํานาจของ
พระองคจ ากผูอื่น
สวนกรณีที่ถา หากวา เราไดขออนุเคราะหค วามชวยเหลือตอ คนใดคนหนึ่งในบรรดาผทู ี่ให
อนุเคราะหความชว ยเหลือได โดยทเ่ี ราเชื่อถือวา เขาเปน ผูถูกสรางถูกจาํ กดั ขอบเขต ไวโ ดยอัลลอฮ
เขาไมอาจใหก ารอนุเคราะหความชวยเหลอื แกใครได นอกจากโดยการอนมุ ตั ขิ องพระองค การขอ
ดงั กลา วนี้กจ็ ะไมต า งอะไรกับการขอในกิจการปกตธิ รรมดา และมไิ ดเปนเร่ืองทอ่ี ยนู อกเหนือหลกั
เอกภาพแตอ ยา งใดเลย
ถาคนใดถือวา การกระทําอยางนี้ (การขออนเุ คราะหค วามชวยเหลอื จากบรรดาวะลีย
ของอลั ลอฮ) คลา ยกับการกระทาํ ของพวกตง้ั ภาคี และคลา ยกับการทพ่ี วกเขาขออนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลอื ตอรปู ปนของพวกเขา แลว ไซร ก็เปน การคาดการณทผี่ ิดพลาดออกจากความเปนจริงอยาง
ไกลลบิ
เพราะสภาพท่คี ลายกันในรูปแบบภายนอก มิใชเคร่อื งวดั สาํ หรบั การวางกฎเกณฑแ ตอยาง
ใดเลยเปน อันขาด ย่ิงไปกวา น้ัน เครอื่ งวัดทีแ่ ทจริงสําหรบั การวางกฎเกณฑ อยตู รงทีว่ า :
จุดประสงคของผขู อ และลักษณะของความเชอื่ ถือท่มี ีตอ สิทธิของผูใหความชว ยเหลือ เปนทชี่ ดั เจน
อยางยิ่งวา เครอ่ื งวัดอันน้ันคือ จติ เจตนา (อนั นียะฮ) และสวนลกึ ของจิตใจเทา นน้ั เอง มิใชลกั ษณะ
ทา ทางและรูปแบบภายนอก พรอ มกนั นี้ ขอจาํ แนกระหวางการกระทาํ ทัง้ สองอยาง กเ็ ปน ทช่ี ดั เจน
ไดโดยอาศยั หลักการดังนี้ :
ประการทห่ี นึ่ง : สง่ิ ทไี่ มอ าจหลกี เลย่ี งไดเลย นั้นคอื กรณีทว่ี า ความเชอื่ ถือของผยู ึดหลกั
เอกภาพท่ีมีตอ บรรดาวะลยี ข องอัลลอฮ จะตอ งแตกตา งไปจากความเชอื่ ถอื ของพวกตัง้ ภาคีทีม่ ีตอ รปู
ปน อยา งสิ้นเชิง
กลาวคอื รูปปน และเจวด็ ในความเชื่อถือของพวกตง้ั ภาคนี นั้ คือพระเจายอยทีม่ อี าํ นาจอยาง
เดยี วกันกับอาํ นาจในสว นทเ่ี ปน ของพระผเู ปนเจา ในดานการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือและการนิร
โทษ โดยแตกตางกับพวกที่ยึดในหลักเอกภาพทีเ่ ชือ่ ถือวา ผุท่ีอนเุ คราะหความชว ยเหลอื ใหแกพ วก
เขาน้นั เปน บาวผูไดรบั เกยี รติไมข ดั ขืนตออัลลอฮ คอื พวกเขากระทําตามบญั ชาของพระองค และ
พวกเขาไมมีอาํ นาจใดๆ ในการควบคุมการอนเุ คราะหความชวยเหลอื และไมสามารถใหก าร
อนเุ คราะหความชว ยเหลอื ได เวนแตโดยอนมุ ตั ิท่ีอัลลอฮใหแกพ วกเขาเพอื่ พวกเขาจะไดอนเุ คราะห
ไปตามสิทธิของผูท ไ่ี ดรับความโปรดปรานจากพระองค
โดยสรุปแลว การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือจะสัมฤทธิผ์ ลจากพวกเขาไดน้ัน ขึ้นอยูกบั เหตุ
สองประการ คอื :
1- จะตอ งเปน การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ทไ่ี ดรบั อนุมัติในการอนุเคราะหค วาม
ชว ยเหลอื น้ัน
2- ผูไดรบั การอนุเคราะหความชว ยเหลือจะตองเปนผไู ดรบั ความโปรดปรานจากอัลลอฮ
ดว ย
ดงั น้ัน ถาหากมสุ ลิมคนใด กลาวแกค นมีคุณธรรมคนหน่ึงวา “โปรดอนุเคราะหความ
ชวยเหลือจากอัลลอฮแกฉันดว ยเถดิ ” เขากจ็ ะไมกระทาํ ตามน้ันนอกจากจะไดพจิ ารณาไปตาม
เงอ่ื นไขสองประการดงั กลาวนนั้ เสยี กอ น
ประการที่สอง พวกตั้งภาคเี คารพภกั ดรี ปู ปนประกอบกบั การขออนเุ คราะหความชวยเหลือ
ของพวกเขาทม่ี ตี อรปู ปน โดยถอื วาพวกเขาไดท ําใหการวงิ วอนขอของพวกเขาและการขอความ
ชวยเหลือของพวกเขาเปน ที่ถูกตอบรับ จนถอื ไดวา สงิ่ ตา งๆ ทีพ่ วกเขาไดด ําเนินไปตอรูปปน นั้น
เปน การเคารพภักดีตอรูปปน ซึ่งแตกตางกับพวกทย่ี ึดถอื หลกั เอกภาพ กลาวคอื พวกเขามิไดเคารพ
ภกั ดีสงิ่ อ่ืนใดนอกเหนอื จากอัลลอฮเลยอยางเดด็ ขาด
สวนกรณขี องการขออนเุ คราะหค วามชวยเหลอื ที่พวกเขามตี อบรรดาผทู ่ีใหก ารอนุเคราะห
ความชว ยเหลือนัน้ ไมมคี วามหมายในแงอ นื่ ใดนอกจาก แสวงหาประโยชนจ ากผทู ่ีมีฐานะเปนท่ี
ไดรับการสรรเสรญิ ตามทอ่ี ลั ลอฮไดท รงมอบใหแกน บขี องพระองค ในลักษณะท่ีหมายความวา
อลั ลอฮทรงอนุมตั ิใหแกท าน ดงั นั้นการนําเอาการขออนุเคราะหความชวยเหลือของผูศรทั ธาไป
เปรียบเทยี บกับส่งิ ทพ่ี วกตั้งภาคกี ระทาํ จึงหาใชอื่นใดไม นอกจากความผดิ พลาด แนนอนเราได
กลาวผานไปแลวหลายคร้งั วา สภาพภายนอกทค่ี ลายคลงึ กันนนั้ ถา หากมันจําเปน ทจี่ ะตองถอื วา
เหมือนกันแลวละ ก็ แนน อนทีส่ ุดเราก็ตองถือวา การเวียนฏอวาฟ บัยตุลลอฮ การจบู หนิ ดาํ การเดนิ
สะอยู ระหวา งศอฟาและมัรวะฮเปน การต้งั ภาคีและเปน การเคารพภกั ดีหนิ ดว ยเชน เดียวกนั
พวกวะฮาบียกับการขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื (ชะฟาอะฮ)
พวกวะฮาบียถอื วา การขอชะฟาอะฮ เปน การต้งั ภาคแี ละการอบิ าดะฮโดยเด็ดขาด อีกทั้งยัง
คิดวา อลั -กุรอานมไิ ดร ะบุวา พวกบูชาเจว็ดทําการตง้ั ภาคเี พราะสาเหตุอน่ื นอกเหนือจากการทีพ่ วก
เขาขอชะฟาอะฮตอบรรดารูปปน ของพวกเขา ดงั ท่ีอลั ลอฮทรงมีโองการวา :
“และพวกเขาเคารพภักดสี ่ิงที่มไิ ดใ หโทษและมิไดใ หคุณแกพวกเขา นอกเหนอื จากอลั ลอฮ
แลวกลา ววา พวกเหลา นีแ้ หละที่เปน ผใู หการอนเุ คราะหแ กเ รา ณ อลั ลอฮ”
(ยูนุส-๑๘)
ดังน้ัน โดยเหตนุ ีเ้ องการขออนเุ คราะหความชวยเหลอื (ชะฟาอะฮ) ถา หากถอื วา มนั เปน
สิทธทิ ่แี นนอนสาํ หรับผูใหการอนเุ คราะหความชว ยเหลือแลวมันกเ็ ปนอยา งอืน่ ไปไมไ ดนอกจากวา
ไมอ นุญาตใหข ออยางนนั้ จากพวกเขา เพราะมนั เปน การเคารพภักดตี อพวกเขา ทานมุฮัมมัด บนิ อับ
ดลุ วะฮาบไดกลา ววา
“ถึงแมจ ะกลา ววา : บรรดาผมู คี ณุ ธรรมไมมอี ํานาจในส่ิงใดๆ เลย แตฉันตองการและหวัง
การอนเุ คราะหข องพวกเขาจากอัลลอฮ คําตอบกค็ อื วา นี่คอื คําพดู ของผุปฏเิ สธฉันใดก็ฉันน้ัน และ
ขา พเจา ขออา งโองการเสนอแกพวกเขาดังน้ี” :
“และบรรดาผซู ง่ึ ถอื เอาส่งิ อนื่ นอกเหนือจากพระองคเ ปนผูคุม ครอง (กลา ววา ) เรามไิ ด
เคารพภักดพี วกเขาเพ่อื เหตอุ น่ื นอกจากเพื่อพวกเขานาํ เราเขา ใกลชดิ อยางย่ิงยังอลั ลอฮ”
(อัซซมุ รั -๓)
“และพวกเขาเคารพภักดสี ิง่ ท่มี ไิ ดใหโทษและมิไดใ หค ุณแกพวกเขานอกเหนือจากอัลลอฮ
แลวกลาววา พวกเหลา นีแ้ หละที่เปนผูใหการอนเุ คราะหช ว ยเหลือแกเรา ณ อัลลอฮ”
(ยูนสุ -๑๘) (๑)
และถาหากเขากลา ววา : แทจรงิ นบีใหการอนุเคราะหความชวยเหลอื (ชะฟาอะฮ)ได และฉันกข็ ออา
รชะฟาอะฮน ัน้ จากผทู ีอ่ ัลลอฮใหแ กเขา คาํ ตอบกค็ อื วา แทจ รงิ อลั ลอฮนั้น ใหการชะฟาอะฮแกทา น
แตพระองคไ ดหามทา นวา อยางไดขอสง่ิ น้ันจากทา นนบี โดยพระองคท รงมีโองการวา :
“ดงั นั้น สเู จาจงอยา วงิ วอนขอตอส่งิ ใดควบคกู บั อลั ลอฮเลย”
(อับ-ญนิ -๑๘)
และก็อีกเชนกัน กลา วคือการอนุเคราะหค วามชวยเหลอื นัน้ ไดถูกมอบหมายแกผ ูอ่นื
นอกจากนบีดวย คอื ถกู ตอ งทีว่ า บรรดามะลาอกิ ะฮ ผูบริสุทธ์ิ และบรรดาวะลียนน้ั ใหการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือได แตถา ทา นกลา ววา อัลลอฮใหอาํ นาจการอนุเคราะหแกพ วกเขา
เหลา น้นั แลว ฉันกข็ อมันจากพวกเขา ถาทานกลาวอยา งน้ี มันกห็ มายความวา ทา นใหก ารเคารพภกั ดี
แกบ า วผทู รงคณุ ธรรมตามทอ่ี ัลลอฮกลาวไวในคมั ภรี ข องพระองค” (๑)
ทา นอิบนุ อับดลุ วะฮาบไดย กหลักฐานมาในเร่อื งการหามมใิ หขออนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลอื โดยสามโองการ คอื
โองการแรก ทอ่ี ลั ลอฮกลา ววา :
“และพวกเขาเคารพภกั ดีส่งิ ที่มไิ ดใ หโทษและมไิ ดใ หคุณแกพ วกเขานอกจากอลั ลอฮ แลว
กลาววา พวกเหลาน้แี หละทีเ่ ปนผูใหการอนุเคราะหช ว ยเหลอื แกเรา ณ อัลลอฮ”
ขณะเดยี วกนั เขาก็กลา ววา ทวี่ า พวกตงั้ ภาคี เคารพภกั ดตี อ บรรดาเจว็ดอยา งแทจริงน้นั ก็โดย
การขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือตอ ส่ิงเหลานน้ั น่ันเอง มใิ ชเปนเพราะสาเหตุอ่นื
โองการทีส่ อง ความวา
“และบรรดาผซู ง่ึ ถอื เอาสง่ิ อืน่ นอกเหนอื จากพระองคเปน ผคุ ุม ครอง (กลาววา ) เรามไิ ด
เคารพภกั ดพี วกเขาเพ่ือเหตุอ่ืน นอกจากเพ่ือพวกเขานําเราเขา ใกลชิดอยางยง่ิ อยางอัลลอฮ
(๑) กะชะฟชุ ชะบะฮาต หนา ๗-๙ พมิ พท ี่ไคโร
(อซั ซมุ ัร-๓)
เปน การใหห ลักฐานวา ท่วี า พวกต้ังภาคี เคารพภักดตี อ บรรดาเจว็ดอยา งแทจรงิ ไดก ็เพราะ
การขออนุเคราะหความชวยเหลือจากสิง่ เหลานนั้ ของพวกเขาน่ันเอง
โองการท่ีสาม ความวา
“ดังนั้น สูเจาจงอยา วิงวอนขอตอสง่ิ ใดควบคูกับอัลลอฮเลย”
(อัล-ญิน-๑๘)
จาํ เปน ทจ่ี ะตองอธบิ ายเกี่ยวกับโองการเหลานี้ซ่ึงผกู ลาวหาไดห ยิบยกมาเปนหลักฐานทีช่ ้วี า
การขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จากใครก็ตามทมี่ สี ิทธใิ นการใหอนุเคราะหความชว ยเหลอื แลว จะ
เปนการเคารพภักดตี อผูนัน้ คอื เราจะกลาววา :
สําหรับการเสนอหลกั ฐานโดยอางโองการแรกมาประกอบนน้ั มีคําตอบอยูสองประการ
เกย่ี วกับเรอื่ งนี้ :
1- ในคําตรัสของอัลลอฮทีว่ า “และพวกเขาเคารพภักดสี งิ่ ทีม่ ิไดใ หโทษและส่ิงท่มี ไิ ดใหคุณ
นอกเหนือจากอลั ลอฮ...” นั้น มไิ ดเปนหลกั ฐานใดๆ สาํ หรับจุดมุง หมายท่ีพวกวะฮาบียห มายถงึ
และถา เราพจิ ารณาอลั -กุรอานที่ไดกลาวถงึ ลกั ษณะการตง้ั ภาคีของพวกเขาเหลา นนั้ กจ็ ะเหน็ ไดว า
พวกเขามิไดถูกถือวา เปน ผตู ้ังภาคเี พราะสาเหตุทข่ี ออนุเคราะหค วามชว ยเหลือจากบรรดาเจว็ด
หากแตเปน ผตู ั้งภาคีกเ็ พราะสาเหตุที่วา พวกเขาเคารพภกั ดเี จว็ดเพื่อใหเจว็ดอนเุ คราะหค วาม
ชวยเหลือแกพวกเขาในฐานะเปน ทพ่ี ่ึงสุดทา ย
ในฐานะทว่ี า รปู ปนเหลาน้ีเปนสงิ่ ท่ีไรความสามารถในอันท่จี ะขานรบั การขอความ
ชว ยเหลอื จากพวกบชู า จงึ ทาํ ใหพฤติกรรมอยางนี้ของพวกเขา เปนพฤติกรรมที่โงง ม กลา วคอื มใิ ช
พฤติกรรมการตัง้ ภาคี
ดงั นั้น เหตุผลและขอสังเกตตา งๆ ในความหมายของโองการจงึ มอี ยวู า เหลาบรรดาผตู ง้ั
ภาคนี นั้ ดําเนินงานไปโดยสองพฤติกรรม คอื (การเคารพภกั ดีและการขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื
ดังปรากฏในโองการทว่ี า : และพวกเขาเคารพภกั ดี กับ และพวกเขากลา ววา ...) แสดงใหเห็นวา
เหตุผลที่ระบถุ ึงคณุ สมบตั ิของพวกเขาวา เปน การต้ังภาคีอยา งแทจ รงิ ก็ไดแก การเคารพภกั ดที ี่พวก
เขามีตอ รปู ปน คอื มใิ ชเ หตผุ ลจากในสวนของการขออนุเคราะหความชว ยเหลืออยา งแนน อน โดยมิ
ตอ งสงสัย
กลา วคอื ถาหากวา การขออนเุ คราะหค วามชวยเหลือ (ชะฟาอะฮ) ตอรปู ปนเปนการเคารพ
ภกั ดตี อรปู ปน ในความหมายที่แทจรงิ แลว แนนอนในโองการนกี้ ็ไมจาํ เปน แตประการใดที่จะมี
ประโยคอนื่ พวงเขา มาอีก น่ันก็คอื คาํ ตรัสท่วี า และพวกเขากลาววา สิง่ เหลานเ้ี ปน ผอู นเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลือแกเรา หลังจากคําตรสั ท่ีวา และพวกเขาเคารพภกั ดี เพราะเหตวุ า เปน คาํ ตรัสทีซ่ ํ้าอยใู น
ความหมายเดยี ว
ถา หากถอื วา วรรคที่สองขยายความวรรคแรก ก็แสดงใหเหน็ ถึงความหมายท่ตี า งกันของทงั้
สองวรรค เพราะฉะนั้น สําหรบั โองการน้ี จึงมใิ ชห ลกั ฐานที่จะมาแสดงเหตผุ ลวา การขออนุเคราะห
ความชวยเหลือตอ บรรดาวะลียผใู กลชิดของอัลลอฮน้ัน ก็เทา กับเปน การเคารพภักดีตอพวกเขาดวย
แนนอนทสี่ ดุ วาการขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื ตอรปู ปนน้ัน เทากับเปน การเคารพภกั ดตี อ สงิ่
เหลานั้นแนๆ แตตองเปน เพราะมเี หตุผลอยางอน่ื
๒- มันมขี อ แตกตา งกนั อยรู ะหวา งการขออนุเคราะหค วามชวยเหลือสองแบบน้ี กลาวคือ
พวกบูชาเจวด็ ถือวา รูปปน เปนร็อบ (ผูอภิบาล) และเปน ผทู รงสทิ ธิในอํานาจ สาํ หรบั การ
อนุเคราะหใ หความชวยเหลือแกใ ครกไ็ ดตามท่ีมนั ตอ งการไมว า จะใหแ กใคร ก็ยอ มจะใหได การขอ
อนุเคราะหความชว ยเหลอื ตอรปู ปน โดยมีความเช่อื ถืออยา งน้ี เปนการตัง้ ภาคี และดว ยเหตนุ ี้เองที่
พระองคทรงกลาวสาํ หรับพวกที่มีความเชอ่ื ถืออยา งน้วี า
“จงกลาวเถดิ วา การอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ทั้งมวลนั้นเปนสทิ ธขิ องอัลลอฮ”
(อซั ซมุ รั -44)
ในขณะที่บรรดามสุ ลมิ มิไดเ ช่อื ถอื วา บรรดาวะลยี ของพวกเขาควบคมุ ฐานภาพอนั น้ีเอาไว
เพราะพวกเขาอา นโองการของอัลลอฮอยูทกุ เชา คา่ํ วา :
“ผใู ดเลา ท่ีจะใหก ารอนเุ คราะหชว ยเหลือ จากพระองคไ ด เวน แตโดยการอนมุ ตั ขิ อง
พระองค”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
เมอื่ ไดพจิ ารณาถึงขอแตกตา งและขอ จาํ แนกอยา งชดั เจนแลว จะเห็นไดเลยวาการ
เปรียบเทียบอยางน้ัน มันเปนเรื่องทถ่ี ูกตอ งไดท ีไหนกนั ?
หลักฐานท่ีแสดงวา พวกต้ังภาคี มีความเชอื่ ถือวา รูปปน ของพวกเขาเปนผทู รงสทิ ธิใน
อาํ นาจการใหอ นุเคราะหความชว ยเหลือน้ัน มอี ยสู องประการคือ :
ประการท่หี นึ่ง : อัล-กุรอานยนื ยนั ไวในโองการตา งๆ วา การอนุเคราะหความชว ยเหลอื
ของผูท ําการอนุเคราะหใ หไ ดน ้ัน ถูกกาํ หนดเง่อื นไขไวกบั การอนุมัติและความโปรดปรานของ
พระองค ดงั นี้ :
“และผูใดเลา ท่จี ะใหการอนุเคราะหชว ยเหลอื จากพระองคได เวนแตโดยอนุมตั ขิ อง
พระองค”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
“วันนน้ั การอนเุ คราะหความชว ยเหลือจะยังผลไมด นอกจากผูท พ่ี ระผุมเี มตตาอนมุ ัตใิ หเขา
เทา นน้ั ”
(ฏอฮา-๑๐๙)
“การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ของพวกเขาไมเ ปนท่ีเพยี งพอแตป ระการใด นอกจาก
ภายหลงั ทอ่ี ลั ลอฮจะทรงอนมุ ัตใิ หแกผ ูทพ่ี ระองคท รงประสงค”
(อนั นจั ญมุ-๒๖)
“และพวกเขาจะไมอนเุ คราะหความชวยเหลือให ยกเวนแกผุท ี่ไดรับความโปรดปราน”
(อลั -อัมบยิ าอ- ๒๘)
ประการทีส่ อง : อัล-กุรอานยืนยันวา รปู ปน ไมม ีอํานาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วาม
ชวยเหลอื หากแตมันเปนสิ่งที่มีผูค วบคุมมนั อยู
พระองคทรงมีโองการวา :
“บรรดาผซู ึง่ พวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากพระองคน้ัน มนั มิไดควบคมุ อํานาจการ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ไวเ ลย ยกเวน ผูทีไ่ ดป ระจักษตอสัจธรรม”
(อซั ซุครฟุ -๘๖)
“พวกเขาไมมีอาํ นาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือได นอกจากผูที่ไดรบั เอาพันธะ
สญั ญาจากพระผูทรงเมตตาเทานัน้ ”
(มัรยมั -๘๗)
ดงั น้ัน จะเห็นวา การอนเุ คราะหค วามชวยเหลือจึงเปน เรื่องของสิทธโิ ดยเฉพาะสําหรบั ผู
เปนเจาของมนั เทา น้ัน และผุน ั่นก็มิใชใ ครอืน่ นอกจากอลั ลอฮ ดงั ท่ีโองการตา งๆ เหลาน้ีไดใหค วาม
กระจางไปแลว ในตอนตน สวนผตู ง้ั ภาคนี น้ั พวกเขาเช่อื ถือวา รูปปนของพวกเขามอี าํ นาจในการ
ควบคมุ สทิ ธอิ ันน้ี และดว ยเหตดุ งั กลา วนเ้ี อง พวกเขาจึงเคารพภักดสี ิง่ เหลา นั้นเปนอันดับแรก และ
ขอการอนเุ คราะหความชวยเหลือของอัลลอฮจากสิ่งเหลา นัน้ เปน อันดับทสี่ อง
ถูกแลว เพราะมีโองการทีช่ ัดแจง ของพระองคท ี่วา :
“พวกเขาไมมีอํานาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ได นอกจากผูที่ไดร บั เอาพันธะ
สญั ญาพระผทู รงเมตตาเทา น้นั ”
(มรั ยมั -๘๗)
กับโองการที่วา
บรรดาผูซ ่ึงพวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากอัลลอฮนั้น มนั มไิ ดค วบคุมอํานาจการ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลือไวเ ลย ยกเวน ผูท่ไี ดป ระจกั ษตอสจั ธรรม”
(อัซซุครุฟ-๘๖)
ประเด็นทวี่ า : ผูที่ไดรบั เอาพนั ธะสญั ญา และผุท่ไี ดประจกั ษต อสจั ธรรมมอี ํานาจควบคมุ
การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือไดน้ัน คือประเด็นท่ีอยใู นกฎขอแม
“การอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ของพวกเขาไมเปนที่เพยี งพอแตป ระการใด นอกจาก
ภายหลังท่ีอัลลอฮจะทรงอนมุ ตั ใิ หแ กผทู พี่ ระองคท รงประสงค”
(อนั นจั ญมุ-๒๖)
“และพวกเขาจะไมอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ให ยกเวนแกผูที่ไดรับความโปรดปราน”
(อัล-อมั บยิ าอ- ๒๘)
ประการทีส่ อง : อัล-กุรอานยืนยันวา รูปปนไมมอี ํานาจควบคุมการอนุเคราะหความ
ชว ยเหลอื หากแตม นั เปนสิ่งทม่ี ีผคู วบคมุ มนั อยู
พระองคทรงมีโองการวา :
“บรรดาผซู ึ่งพวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากพระองคนั้น มันมิไดควบคุมอํานาจการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือไวเลย ยกเวน ผูทไ่ี ดประจกั ษต อ สจั ธรรม”
(อัซซคุ รฟุ -๘๖)
“พวกเขาไมม อี ํานาจควบคมุ การอนเุ คราะหความชว ยเหลอื ได นอกจากผทู ี่ไดรับเอาพันธะ
สญั ญาจากพระผูทรงเมตตาเทา นนั้ ”
(มัรยัม-๘๗)
ดงั น้ัน จะเหน็ วา การอนเุ คราะหความชว ยเหลอื จงึ เปน เรื่องของสิทธโิ ดยเฉพาะสําหรบั ผุ
เปนเจาของมนั เทา น้ัน และผูนั้นก็มใิ ชใ ครอ่นื นอกจากอลั ลอฮดังท่ีโองการตา งๆ เหลา นไี้ ดใหความ
กระจางไปแลว ในตอนตน สว นผูตัง้ ภาคนี นั้ พวกเขาเชื่อถือวา รูปปน ของพวกเขามอี ํานาจในการ
ควบคมุ สิทธิอนั น้ี และดว ยเหตุดังกลาวนีเ้ อง พวกเขาจึงเคารพภักดีสง่ิ เหลา นน้ั เปนอันดบั แรก และ
ขอการอนุเคราะหความชว ยเหลอื ของอัลลอฮจากสงิ่ เหลา นั้น เปน อนั ดับที่สอง
ถูกแลว เพราะมโี องการที่ชัดแจง ของพระองคท่ีวา :
“พวกเขาไมมอี ํานาจควบคมุ การอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ได นอกจากผทู ี่ไดรับเอาพนั ธะ
สญั ญาพระผเู มตตาเทา น้นั ”
(มรั ยมั -๘๗)
กบั โองการท่ีวา
บรรดาผูซึ่งพวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากอัลลอฮนั้น มนั มไิ ดควบคุมอํานาจการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือไวเ ลย ยกเวน ผูทีไ่ ดประจักษตอ สัจธรรม”
(อซั ซุครุฟ-๘๖)
ประเด็นทว่ี า : ผูท่ไี ดร บั เอาพนั ธะสัญญา และผทู ไ่ี ดประจักษตอ สจั ธรรมมอี ํานาจควบคุม
การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือไดน้ัน คอื ประเดน็ ทอี่ ยใู นกฎขอ แม
แตค วามหมายของคําวา ความเปนผมู ีอํานาจในสองโองการนค้ี อื : ฐานะของผไู ดร บั อนมุ ตั ิ
ตามทมี่ ีกลาวอยูในโองการอื่นๆ มใิ ชค วามเปนผูมอี าํ นาจตามความหมายของการไดร ับตัฟวฎี (การ
ยกอํานาจให) เพราะมิฉะนน้ั แลวจะทาํ ใหค วามหมายระหวา งโองการตา งๆ อธบิ ายขดั แยง กันเอง
และตามคาํ บอกเลา ในรายงานประวตั ิศาสตรเก่ียวกบั พวกตงั้ ภาควี า พวกเขาไดกลาวในขณะอหิ ร อม
และฏอวาฟวา “ภาคตี า งๆ นนั้ เปน ของพระองค พระองคควบคุมเขา และส่งิ ท่เี ขาครอบครองอยู”
ดว ยเหตนุ ้ีการอางโองการทสี่ องขึน้ มาเปนหลักฐานจึงเปนการใหเ หตุผลทฟี่ ง ไมข ้ึน โดย
โองการท่ีวา “เรามไิ ดเ คารพภกั ดสี ิง่ เหลา นนั้ เพอ่ื อืน่ ใด นอกจากเพอ่ื พวกเขานาํ เราเขา ใกลช ิดอยา งย่ิง
...) ในขณะทท่ี านอบิ นอุ บดลุ วะฮาบใหความหมายวา คาํ ตรสั ที่วา “เรามไิ ดเคารพภักดีสงิ่ เหลานั้น”
หมายถึงการขอนุเคราะหความชว ยเหลือ ในขณะทวี่ า โองการแรกไดอธบิ ายยนื ยันในลักษณะท่ี
จําแนก ระหวา งการเคารพภกั ดี กบั การอนุเคราะหความชวยเหลือ
สวนกรณีท่ีทา นอิบนุอับดลุ วะฮาบยอมรบั อยอู ยางหน่ึง (คาํ พูดของทานอา งมาจากคนรนุ
กอน) ทีว่ า อลั ลอฮใหก ารชะฟาอะฮแกนบขี องพระองคจ ริง แตอ ลั ลอฮหา มมใิ หประชาชนขอสงิ่ นั้น
จากทา นนบี ซึ่งนับวา เปนเรอ่ื งท่แี ปลกมาก ในขณะทไ่ี มมีโองการใดและไมม ีแบบฉบบั (ซุนนะฮ)
ใดๆ ทีเ่ ปนหลักฐานวา หา มมใิ หข อในเร่อื งน้ี แปลกย่งิ ไปกวา อีกก็คือ มนั คา นกบั เหตุผลทาง
สตปิ ญญา กลาวคอื ยกตวั อยางวา พระองคใ หน้ํามาเพ่อื ดมื่ แตห ามมใิ หคนขอนํา้ จากเขา หรือให
ความดงี ามแกท านนบีอยา งมากมาย แตหามมใิ หป ระชาชาติขอความดงี ามน้นั จากทา น
สาํ หรับคาํ กลาวของอลั ลอฮท่วี า “ดงั นน้ั สูเจา จงอยา วิงวอนขอตอสิ่งใดควบคกู บั อลั ลอฮ”
นน้ั คือโองการท่ีสาม ซงึ่ ทา นอิบนุอับดุลวะฮาบไดอ า งมาเปนหลักฐานในเรอื่ งน้ี กลาวคอื ทา น
สามารถจะทราบรายละเอียดของโองการนี้ไดใ นตอนใกลนแ้ี หละ ในขณะท่เี ราจะอธบิ ายวา คาํ วา
วงิ วอนขอตามความหมายในโองการดังกลาว หมายถึง : การเคารพภกั ดี ฉะนั้น ความท่วี า “ดงั นั้นจง
อยา วิงวอนขอ” จึงหมายถึง “ดังนั้นสเู จา จงอยา เคารพภกั ดสี ิ่งใดควบคูกับอัลลอฮเลย” กลา วคือ สง่ิ
ตอ งหาม (ฮะรอม) ที่ถูกกาํ หนดใหละเวนก็คือ การเคารพภกั ดีส่ิงอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ มิใชก าร
วิงวอนขอตอ สง่ิ อื่นนอกจากอัลลอฮโดยเดด็ ขาด และการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือนน้ั มิใชส ิ่ง
อ่นื ใด นอกจากการขอใหผูอ ่ืนชวยวิงวอนขอดอุ าอใหเ ทานนั้ มใิ ชเ ปนการเคารพภกั ดีตอ สิ่งอ่ืน ขอ
จําแนกระหวา งเรอื่ งทั้งสองมีใหเ หน็ อยอู ยางชัดเจน
จากเรื่องราวเหลา นี้ ชใี้ หเหน็ ถงึ เหตุผลที่ออนแอประการทีส่ ่ีของทา นมฮุ มั มดั บนิ อบั ดลุ วะ
ฮาบตามท่ปี รากฏอยูในหนงั สือ กะชะฟุชชุบฮาต ดงั ขอ ความทว่ี า :
“การขออนเุ คราะหช ว ยเหลือน้ัน เปน สิ่งท่ีคา นกันกบั ความบรสิ ุทธใิ์ จในหลกั เอกภาพ และ
ขอบังคบั สําหรบั การเคารพภักดใี นโองการทีว่ า
“เปน ผูนอบนอมโดยบรสิ ทุ ธิ์ใจตอ พระองค”
การวงิ วอนขอเพือ่ ใหอนุเคราะหความชว ยเหลือนน้ั หลังจากท่ียอมรบั กันวา ขึน้ อยกู บั การ
อนมุ ตั ิและความโปรดปรานของอัลลอฮแลว กต็ องมใิ ช การเคารพภกั ดีตอ ผอู นเุ คราะหความ
ชว ยเหลอื ท่ีถึงกับทาํ ใหค านตอความบรสิ ุทธิใ์ จในการเคารพภักดตี อ อัลลอฮ หากแต มันเปนการ
ขอใหเ ขาชว ยวงิ วอนขอดอุ าอจากพระองคใหด ว ยซ้าํ ไป อันท่จี ริงสงิ่ ที่ทาํ ใหเ กดิ ความบรสิ ุทธิ์ในการ
เคารพภักดีน้ัน มไิ ดอ ยใู นเรือ่ งการขอจากผอู ื่นใหชว ยวงิ วอนขอดุอาอใ ห เชน เดียวกบั ทว่ี ามนั ก็มิได
ขดั แยง กันกับการขอดอุ าอตออัลลอฮ ขณะเดยี วกันการขอความชว ยเหลอื ใหม กี ารอนเุ คราะห จาก
ผูช วยเหลือและการขอความชวยเหลือใหอ นเุ คราะหจ ากผขู อการอนเุ คราะหใหม ันกม็ ิไดม อี ะไร
แตกตา งกนั เลย ในความหมายท่ีวา ผขุ อไดวิงวอนใหผูขอการอนุเคราะหความชว ยเหลือชว ยวิงวอน
ขอตอ อลั ลอฮพรอ มกับการขอของตนรวมกนั ดังน้ันการขอของผูตองการความชว ยเหลอื ตอ ผุ
อนเุ คราะหความชว ยเหลือจงึ มใิ ชอ น่ื ใดเลย นอกจากเปน การวงิ วอนขอของบคุ คลที่สองทีข่ อ
ตออัลลอฮเทานั้นเอง มิไดเ ปนอยา งอ่นื ท่ีมากไปกวาน.้ี ..แลว ทา นเห็นวา มนั มีอะไรท่ีนาอนั ตรายนกั
หรอื ?
ความนาประหลาดอีกอยา งหน่ึง คอื การอธิบายวา “การขออนุเคราะหความชวยเหลอื ” จาก
ทานนบแี ละบคุ คลอ่นื ๆ น้ัน หมายถึงการวงิ วอนขอตอ นบคี วบคูกบั อลั ลอฮ ดงั ปรากฏอยใู นคาํ ถาม
ของทาชัยค อบิ นุ บลั ฮัยด : หวั หนา คณะผูพิพากษาประจํานกั วิชาการเมืองมะดีนะฮ ความวา :
“และสิง่ ตา งๆ ท่ีพวกเบาปญญากระทาํ ณ สุสานแหงน้ี เปน ตนวา การลบู ไลสสุ านและการ
วงิ วอนขอตอสสุ านควบคกู บั อลั ลอฮ” ไมตองสงสัยเลยวา ในประโยคน้ี มีเหตุผลท่ีนาตาํ หนอิ ยูอยาง
ทว มทน กลาวคอื :
สําหรบั ประการท่ีหนึง่ /ดวยเหตทุ ่พี วกแสวงหาส่อื (ทําตะวัซซลุ ) ณ สสุ านมไิ ดต ง้ั ภาคแี ต
ประการใดในการวิงวอนขอ (ซึ่งการวิงวอนขอนั้น เปนสมองของการเคารพภกั ด)ี และพวกเขามไิ ด
วิงวอนขอตอ สงิ่ ใด นอกจากตอ อัลลอฮ ผุทรงอาํ นาจสงู สุดแตเ พยี งองคเดียวพวกเขาเพียงแตขอ
จากบรรดาวะลยี ข องพวกเขาวา ใหร วมกนั กบั คําวงิ วอนของเขาในฐานะของคาํ วงิ วอนขอผูเ ปน ส่อื
กลาวคอื พวกเขารวมกันกบั คําวิงวอนของเขาในฐานะของคาํ วิงวอนขอผูเปน สือ่ กลาวคอื พวกเขา
รวมกนั กับบรรดาวะลียในการวงิ วอนขอตออัลลอฮ เพื่อใหส ิ่งท่ีพวกเขาตองการสัมฤทธิผ์ ล และถา
หากไมเปน เชนน้ีแลว การขอดงั กลา วกจ็ ะไมเรียกวา การวงิ วอนขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื
(ชะฟาอะฮ) กลาวคือ การอนุเคราะหค วามชวยเหลือหมายถึง สิง่ ที่ไดรับมาจากความชว ยเหลืออีกที
หนงึ่ ดงั ทีเ่ ราไดกลา วไปแลว ซง่ึ ตรงขา มกนั สภาพโดดเด่ยี ว เพราะฉะน้ัน เขาจงึ ขอจากวะลียของ
เขาวา ใหร วมกนั กบั เขาในการวิงวอนขอและในการกระทาํ เมอ่ื เปนเชน น้แี ลว จะหมายถงึ การตง้ั
ภาคีโดยยึดเอาส่ิงอน่ื นอกเหนอื จากอัลลอฮมาเปนทวี่ ิงวอนขอรวมกบั พระองคไดอ ยางไรกนั
สวนประการที่สอง/แทจ รงิ บรรดามุสลมิ มิไดว งิ วอนขอดุอาอตอสสุ านหากแตขอรองจากผู
ที่อยใู นสุสาน วา ใหทาํ การวงิ วอนขอรวมกนั กับพวกตน เนอ่ื งจากฐานะภาพของเขา ณ อลั ลอฮน้ัน
สงู สงยงิ่ และถงึ แมว า เขาจะวางวายไปแลว แตเขายังมชี วี ติ อยู โดยรับปจ จัยยงั ชพี อยู ณ อัลลอฮ
ตามทมี่ ีระบุไวในคมั ภรี อันทรงเกยี รติ และแนน อน การวิงวอนขอของเขานัน้ จะไมถูกปฏเิ สธโดย
คาํ กลาวของอลั ลอฮ ท่ไี ดระบุถงึ สิทธิของทา นนบ(ี ศ) เชน โองการท่วี า :
“และถา หากวา พวเขาไดสรา งความอธรรมตอ ตัวเอง แลว ไดม าหาเจา ดงั นั้นพวกเขาขอให
เจา ชวยขออภยั โทษตออลั ลอฮให และศาสนทูตก็ไดข ออภัยโทษใหแ กพ วกเขา แนน อนพวกเขาก็ได
พบวา อัลลอฮเปน ผูทรงนริ โทษ ทรงเมตตาย่งิ เสมอ”
(อันนิซาอ-๖๔)
“และเจา จงขอพรใหแ กพวกเขา แทจ รงิ การขอพรของเจา น้ัน ยังความสงบมนั แกพ วกเขา
ได”
(อัตเตาบะฮ- ๑๐๓)
หลังจากนีแ้ ลว ก็ยังมขี อเขียนในบางเรื่องของทา นอบิ นุตยั มยี ะฮ( ๑) และสานุศิษยแหง
สาํ นักของทา น น่ันคอื ทา นมฮุ ัมมัด บิน อับดลุ วะฮาบเขยี นไวใ นหนังสือ “อรั บะอะอ เกาะวาอิด”
(๑) โดยทา นทั้งสองใหเหตุผลวา การขออนุเคราะหความชวยเหลอื จากผอู ่ืนนอกเหนือจากอลั ลอฮ
น้นั เปนท่ีตอ งหาม ตามโองการทว่ี า :
“จงกลาวเถิด การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือท้งั ปวงนน้ั เปนสทิ ธขิ องอลั ลอฮ”
(อัซซมุ ัร-๔๔)
ราวกับวา จะใหเ หตุผลทตี่ ายตวั วา ความหมายในโองการน้ีคอื “การขออนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลือมไิ ดสาํ หรับอัลลอฮเทา นั้น
แตค วามหมายของโองการมิไดเปนไปตามความหมายดานนอกของมัน กลา วคือ โองการนี้
มไิ ดหมายความวา อลั ลอฮองคเ ดยี วเทา นัน้ คอื ผูว่งึ ใหก ารอนุเคราะหไ ดสวนผอู นื่ ใหก ารอนุเคราะห
ไมไ ด เพราะอลั ลอฮมิไดใหการอนุเคราะหไวเ ปนของผูใดเลย แตความจริงนน้ั มโี องการยืนยันวา
บรรดานบี คนมีคุณธรรมและมะลาอกิ ะฮ ยงั ใหก ารอนเุ คราะหไ ดใ นทัศนะของพระองค
ทํานองเดยี วกัน โองการนกี้ ็มไิ ดหมายความวา ไมอนุญาตใหขออนเุ คราะหค วามชวยเหลือ
นอกจากจะตอ งขอจากพระองค หากแตค วามหมายของโองการน้คี อื วา อัลลอฮ ทรงเปนผมู ีอาํ นาจ
ในการดาํ เนนิ กจิ การอันน้ี ดงั นน้ั จะไมมีใครใหก ารอนุเคราะหชวยเหลือผูใดได เวน แตโ ดยอนุมัติ
ของพระองค
พระองคทรงมีโองการวา : “ผูใดเลา ทใ่ี หก ารอนุเคราะหความชวยเหลือ ณ อลั ลอฮได
นอกจากดว ยการอนมุ ตั ขิ องพระองค” และทพี่ ระองคท รงมโี องการวา “และพวกเขาจะไม
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือใหได นอกจากแกผ ไู ดรับความโปรดปราน”
คาํ อธิบายท่เี ราไดกลาวมาแลว จะชัดเจนยิง่ ขึน้ ถาหากเราสังเกตใจความของโองการน้ัน
นัน่ คือ :
“หรอื วา สเู จา ถอื เอาผูอ่นื นอกเหนือจากอัลลอฮ เปนผูอ นเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ให จงกลาว
เถิด ถึงแมว าพวกมนั ไมมอี ํานาจควบคุมสงิ่ ใดเลย และไมมีสตปิ ญ ญากระนั้นหรือ จงกลา วเถิด การ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ทั้งมวลนัน้ เปน สิทธขิ องอลั ลอฮ”
(อัซซุมรั -๔๓-๔๔)
ดังน้ัน ขอ ความชวงทา ยของโองการจงึ เปนประเดน็ ตอบโตกบั บรรดาผทู ถี่ อื เอารูปปน และ
แทน หินมาเปน ผูอนุเคราะหขอความชว ยเหลอื สาํ หรบั ตนยงั อัลลอฮ แลว พวกเขาไดกลาววา ส่ิง
(๑) ริซาละฮ “ซิยาเราะฮ อลั -กบุ รู วลั -อซิ ตฆิ อษะฮ บลิ กบุ รู ” หนา ๑๕๖
เหลา น้ีเปน ผูอนเุ คราะหชวยเหลือเรายังอัลลอฮทัง้ ๆ ทีส่ ิ่งน้นั ไมม อี ํานาจควบคมุ สิ่งใดเลย ดงั นั้น จะ
เปนไปไดอยา งไรท่มี ันจะมามอี าํ นาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ให ในเม่ือมันไมมี
สติปญ ญาแมแ ตจ ะใหค วามชว ยเหลือ
ทานซะมคั ชะรียไ ดกลาวไวใ นตัฟซีร กชิ าฟ ของทานวา -:
“คาํ วา นอกเหนือจากอัลลอฮในท่ีน้ี หมายถงึ นอกเหนือจากการอนุมตั ขิ องอัลลอฮ วรรค
ที่วา จงกลา วเถดิ การอนุเคราะหค วามชวยเหลือทั้งมวลน้ันเปน สิทธขิ องอัลลอฮ” หมายถงึ ทรงมี
อํานาจควบคมุ ส่งิ นั้น กลาวคอื ไมมใี ครไดร ับการอนุเคราะหช ว ยเหลือเลย นอกจากโดยเงอ่ื นไขสอง
ประการ คอื :
ผูไดร บั การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือจะตองเปน ท่โี ปรดปรานของพระองคแ ละผูใ หการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จะตองเปน ผไู ดรบั อนุมตั ิ สว นความหมายในโองการน้ี จะเห็นไดว า
เงื่อนไขสองประการไมม เี ลย” (๑)
สว นการอธบิ ายของทา นอบิ นุ อบั ดุลวะฮาบ และทางดา นของทานอบิ นุตัยมียะฮอ ีกทง้ั
บรรดาสานศุ ิษยข องคนทัง้ สองทถี่ ือวา โองการนี้ใหเ หตผุ ลวา การขออนเุ คราะหความชวยเหลือ จะ
กระทําตอ ใครมไิ ดเลย นอกจากตออัลลอฮองคเดียวเทานน้ั โดยมิใหขอจากผุทถ่ี กู สรา งถงึ แมวา ผุ
นนั้ จะมสี ทิ ธใิ นการอนุเคราะหความชวยเหลือกต็ าม เปน คาํ อธบิ ายท่ีไมเคยมนี ักอถาธิบายอลั -กุ
รอานคนใดอธิบายไวเ ลย
ตอ มา การจาํ แนกขอ แตกตา งระหวา งการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จากคนมีชวี ิต กับ
การขอจากคนตายจะเปน ไปไดอยางไร ท่ีจะถอื วา อนญุ าตใหสาํ หรบั การขอจากบุคคลประเภทแรก
เทา น้นั โดยหลกั ฐานในโองการของอัลลอฮที่วา :
“และถา หากพวกเขาสรา งความอธรรมแกตนเองแลวมายงั เจา ดังนัน้ พวกเขาไดขอใหเจาขอ
อภยั โทษตออัลลอฮใหและศาสนทูตกไ็ ดขอการอภัยโทษแกพวกเขา แนน อนพวกเขาไดพบวา
อัลลอฮเปนผูทรงนิรโทษ ทรงเมตตาย่ิงเสมอ”
(อันนิซาอ-๗๔)
กบั หลักฐานที่บตุ รของนบียะอกบู ไดขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือจากบดิ าโดยพวกเขา
กลา ววา :
“โอบ ิดาเรา ขอไดโปรดขออภัยโทษแกเราดว ยเถิด”
(ยูซฟุ -๙๗)
ทานนบียะอก ูบ (อ) ก็ไดสญั ญาตอ พวกเขาถงึ การขออภัยโทษใหแกพ วกเขา ใน
ขณะเดยี วกันกับทมี่ กี ารแสดงคําอธิบายวา การขอในประเภททสี่ อง (ขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือ
ตอคนตาย) ไมเปน ที่อนุญาตกระน้ันหรือ?
(๑) ตัฟซีร “อลั -กิชาฟ” เลม ๓ หนา ๓๔
มนั เปนไปไดหรอื ไม สําหรับกรณีท่ีวา การมีชีวิต กับความตาย เปน สิง่ ทีส่ ง ผลกระทบใน
เน้ือหาของการงาน และแนน อน ไดมีการอธบิ ายผานไปแลว วา การมชี วี ิตอยู และความตายนนั้ มิใช
เคร่ืองวดั สาํ หรับหลักเอกภาพและการตั้งภาคแี ละมไิ ดเปน ขอสรุปการอนญุ าตใหขออนเุ คราะห
ความชว ยเหลือ หรอื ไมอนุญาตใหข อ
ถา หากทา นไดสังเกตตาํ ราของพวกวะฮาบียแ ลว แนนอน ทานจะเหน็ ไดวา ส่งิ ทีท่ ําใหพ วก
เขาตกอยใู นความผิดพลากและความสับสนนั้น กค็ อื ความละมา ยคลา ยคลงึ กันระหวา งการกระทํา
ของผยู ึดหลักเอกภาพในแงข องการขออนุเคราะหความชว ยเหลอื ตอ คนตายและการแสวงหาการ
เปนส่ือกับพวกเขากับการกระทําของพวกตง้ั ภาคีทีม่ ีตอรปู ปน ของพวกเขา ที่เปน เชนน้ีก็หมายถึงวา
พวกวะฮาบยี ถ ือเอารูปแบบและการแสดงออกทางภายนอกเปน สําคัญ โดยลมื คํานงึ ไปถึงเร่ืองของ
จติ เจตนา และความสํานึกในจติ ใจของคนสองพวก
ถา ทา นผอู านไดตรึกตรองดรู ายละเอียดตา งๆ ในภาคน้ีแลว แนนอนทานจะเหน็ ไดว า ขอ
แตกตา งระหวา งการกระทาํ ทั้งสองนั้น มีปรากฏอยมู ากมาย ซงึ่ เราจะขอกลา วสรุปดงั ตอไปน้ี :
๑- พวกตงั้ ภาคกี ลาวถึงสภาพความเปน พระเจา ของรปู ปน ตามความหมายท่ีอธบิ ายไปแลว
โดยแตกตา งกับพวกท่ียึดในหลกั เอกภาพ
๒- บรรดาเจวด็ และรูปปน ไรสมรรถภาพในการขานรับคําวิงวอนของพวกเขา และนคี่ ือ
สิ่งทีแ่ ตกตา งไปจากบรรดาวญิ ญาณของผูบ ริสุทธิ์ กลา วคอื พวกเขายังมีชีวติ อยตู ามท่คี ัมภรี อนั ทรง
เกยี รติไดระบไุ ว และเปน ผมู คี วามสามารถในการวิงวอนขอใหตามท่เี ขาขอใหวิงวอนได
๓- บรรดาเจวด็ และรปู ปน ไมไดรับการอนุมตั ิจากอลั ลอฮในเรือ่ งนี้ ซงึ่ แตกตางกบั นบีผุท รง
เกียรติ กลา วคอื ทานเปนผทู ีอ่ ัล-กุรอานระบุวา ไดร ับอนุมตั ิ :-
พระองคท รงมีโองการวา :
“บางที พระผอู ภิบาลของเจา จะไดแตง ตง้ั เจา ใหอ ยใู นฐานผูไดรบั การสรรเสรญิ ”
(อัล-อซั รออ- ๗๙)
๓- การขอความชว ยเหลอื ตอผอู นื่ นอกจากอัลลอฮ เปน การต้ังภาคหี รอื ?
เร่อื งการขอความชว ยเหลือตอผอู นื่ นอกจากอัลลอฮนี้ จาํ เปนตอ งวิเคราะหถ งึ สองลักษณะ
ดว ยกัน กลา วคือ :
1- อาศยั ความชวยเหลอื ของพลังงาน (ไมวาจะเปน เรอ่ื งท่ีอยใู นกฎธรรมชาติหรือนอกเหนือ
กฎธรรมชาต)ิ พรอ มกับมีความเชอื่ ถอื วา การกระทาํ ของมันน้ันข้ึนตรงตออลั ลอฮ ในความหมาย
ทีว่ า มันเปนส่ิงทสี่ ามารถชวยเหลือปวงบา วและขจัดปญหาของพวกเขาเหลานั้นได โดย
ความสามารถของมันที่ไดร ับมาจากอัลลอฮและจากการอนุมตั ขิ องพระองค
การอาศยั ความชวยเหลือประเภทนี้ ในแงข องความเปนจรงิ มนั ยังมิไดตดั ขาดออกไปจาก
การขอความชว ยเหลือตออัลลอฮโดยตรง เพราะเขาดาํ เนนิ ไปดวยการยอมรบั วา พระองคค ือผูทรง
อํานวยผลและการอนุมัติของพระองคใ หแกพลงั งานเหลา นัน้ และถาพระองคประสงคท่ีจะให
ในทางลบและพลาดไปเสียจากมนั พระองคก็ยอ มกระทําได
กลา วคอื ถาชาวเกษตรอาศยั ความชว ยเหลือของพลงั งานธรรมชาติ เชน แสงอาทิตย น้าํ
พนื้ ที่เพาะปลกู ก็เทา กบั วา ในความเปนจรงิ น้ันเขาอาศยั ความชว ยเหลือของอัลลอฮอยูน่ันเอง
เพราะวา พระองคเปนผปู ระทาน ความสามารถใหแ กพลังงานเหลา นี้ ในอันท่ีจะสรา งความ
เจรญิ เติบโต แกส ิ่งทถ่ี ูกเพาะอยใู นดินเปนตนวา เมล็ดพนั ธุต า งๆ แลว หลงั จากนน้ั มันกง็ อกเงยข้ึนมา
และเขา สสู ภาพที่สมบรู ณ
๒- แตถา อาศยั ความชว ยเหลือของมนุษยห รือของพลงั งานธรรมชาตหิ รือนอกเหนอื
ธรรมชาติ พรอมกับมคี วามเชือ่ ถือวา ผนู น้ั หรอื ส่ิงนัน้ มีความเปนอสิ ระในการดาํ รงอยูของตนเอง
หรอื ในการกระทาํ ของตนเองโดยไมขึ้นตออลั ลอฮแลวก็ไมตองสงสยั เลยวา ความเชื่อถืออยา งน้ัน
ยอมกลายเปนการตัง้ ภาคี และการขอความชว ยเหลอื นั้น ก็เปนการเคารพภักดี
กลาวคือ ถา ชาวเกษตรอาศยั ความชว ยเหลือของพลังงานตา งๆ ดังกลา วในขณะท่เี ขาเชอื่ ม่นั
วา พลังงานอนั น้ัน มีอสิ ระในการกอ ใหเกิดผลลพั ธโดยตวั ของมนั เอง หรือเชื่อถอื วา มนั มีความเปน
อสิ ระในสภาพการดาํ รงอยู และในการกระทาํ อกี ท้ัง ในความสามารถของมันเองแลว ก็เปน อนั วา
ความเชื่อม่ันอนั นน้ั คอื การต้งั ภาคี และการอาศัยความชว ยเหลืออันน้ัน คอื การเคารพภกั ดี
ทศั นะของเจา ของตําราอลั -นะมาร ในการอธิบายขอบขายของการขอความชวยเหลอื
ทานเจา ของตาํ ราอลั -มะนาร ไดกาํ หนดขอบเขตของหลักเอกภาพไววา : เราจะตองขอความ
ชว ยหลอื ตอความสามารถของเรา และชวยเหลอื ซ่ึงกันและกันระหวางเรากนั เอง ในข้นั ท่หี นง่ึ
หลังจากนนั้ เราก็ตองมอบหมายงานสว นทเี่ หลอื ไปใหแกอัลลอฮ ผทู รงปรชี าสามารถเหนอื ทุกส่งิ
โดยเราตองขอตอพระองค แตเพียงผูเ ดยี วเทานนั้ ทา นกลาวในเรอ่ื งนี้วา :
“จาํ เปนทีเ่ ราจะตอ งดาํ เนนิ งานไปตามความสามารถของเราในเรือ่ งนั้น และใหเราทมุ เท
ความสามารถในกิจการงานของเราจนสดุ กาํ ลังในทุกๆ หนทาง และเราตองขอความชว ยเหลือซง่ึ กัน
และกันระหวางเรา หลงั จากน้ันแลว เรากต็ องมอบหมายงานทีอ่ ยูน อกเหนือจากสว นทเ่ี ราสามารถ
ทําไดใหแกพ ระองคผ ูทรงสามารถเหนอื ทุกส่งิ และมอบหมายยงั พระองคแ ตเ พียงผูเดียว กลา วคอื
เราขอความชว ยเหลอื แกการงานและการบรรลผุ ลสําเร็จของงานจากพระองคองคเ ดียวเทา นน้ั ” (๑)
ถาจะใหถ กู ก็คือ เราจาํ เปนตอ งหาประโยชนจ ากความสามารถของเราหรือจากพลงั งาน
ธรรมชาตเิ สียกอนแตจําเปนอยางย่งิ ทเี่ ราจะตอ งไมม คี วามเช่อื มน่ั วา สงิ่ นั้นๆ มนั มีความสามารถของ
มันเองโดยแท และมีความอสิ ระในตัวเองหาไมเชน นั้นแลว เราก็ตอ งออกไปจากขอบเขตของหลัก
เอกภาพ
(๑) อัลมะนาร เลม ๑ หนา ๕๙
กลาวคอื ถา คนใดเชื่อถือวา กระบวนการแหง เหตุผลท่ีนอกเหนือธรรมชาติ แมกระทัง่
พลังงานธรรมชาติตา งๆ น้ัน ลว นเปน บาวของอลั ลอฮทัง้ หมด ซง่ึ สงิ่ เหลานน้ั สามารถใหค วาม
ชว ยเหลอื แกผ ูทข่ี อความชว ยเหลอื ตอ ตนได (๒) โดยมีเงอื่ นไขจาํ เพาะและโดยการอนุมัติ
ของอลั ลอฮ ซ่ึงส่งิ เหลา นัน้ ไมมีความเปน อิสระ แตประการใดในตนเองเลย ไมวาในแงข องสภาพ
การดําเนนิ อยู หรือการสงผลลพั ธใดๆ แนนอนถา คนๆ น้ี อาศัยพลงั งานท่อี ยูเหนือธรรมชาติพรอม
กับมคี วามเช่ือถืออยางนีแ้ ลว (ไมเพยี งแตถ ือวา การอาศยั ความชว ยเหลอื ของเขาเปนงานที่ถกู ตอง
อยางเดียวเทาน้ัน) ก็ถอื วา ยงั อยูในภาคของการขอความชว ยเหลอื ตอ อัลลอฮโดยตรงอยนู ั่นเอง
ทํานองเดียวกันนี้ การอาศยั สองประเภท (การอาศัยความชว ยเหลอื ของพลังงานตามธรรมชาติ กับ
การอาศัยความชว ยเหลือของปวงบา วผูท รงคุณธรรม) ก็ไมมีขอแตกตา งกนั แตป ระการใดโดย
เด็ดขาด)
ดงั น้ัน ถาหากวา การอาศัยความชว ยเหลือของปวงบา วผทู รงคุณธรรมในลักษณะดงั กลา ว
เปน การตัง้ ภาคีแลว แนน อนกต็ องถอื วา การอาศยั ความชวยเหลือในรปู แบบประการแรกน้ัน เปนส่งิ
ท่ีถกู กําหนดวา อยูใ นกรอบของการตงั้ ภาคีดว ยเชนเดียวกัน
ขอ จําแนกที่อยรู ะหวา ง (การอาศยั ความชว ยเหลือจากพลังงานตามธรรมชาติ) กับ (การ
อาศัยความชว ยเหลอื จากพลังงานที่อยูนอกเหนือธรรมชาติ) น้ัน ตา งก็วางอยบู นขอ พิสจู นเดียวกัน
ในแงท่วี า มันสบื ทอดมาจากอํานาจของอลั ลอฮ และการอนุมตั ขิ องพระองค อีกท้งั ความประสงค
ของพระองคโ ดยมีสภาพท่สี อดคลอ งตอ หลกั เอกภาพในประเด็นทหี่ นึ่งของรปู แบบทั้งสอง และมัน
จะมีสภาพที่ขัดแยง กบั หลักเอกภาพกใ็ นประเด็นท่ีสองของรูปแบบท้งั สอง โดยมิไดมีขอ แมเปน
อยา งอ่ืนอกี
จากคาํ อธิบายเหลาน้ี ไดเปนทก่ี ระจางชัดถงึ เปา หมายสองดานจากโองการตา งๆ ท่ีกลา วถึง
ในเร่ืองการขอความชว ยเหลือ กลา วคอื :
ดา นที่หนึ่ง : การขอความชว ยเหลือถกู กาํ จดั ไวส าํ หรบั อัลลอฮเทานนั้ และถือวา พระองคค อื
ผูช วยเหลือ แตเ พียงองคเ ดียวเทา นั้น ไมมีผูอน่ื อีกเลย
ดานที่สอง : ชใี หเราเห็นวา มกี ระบวนการของการใหความชวยเหลอื นอกเหนอื ไปจาก
อัลลอฮและถือวา สง่ิ เหลาน้ัน เปนผูชว ยเหลอื ทีอ่ ยูในสว นของอัลลอฮ
กลา วไดวา : การอธิบายทผ่ี า นมาแลว ไดช ี้ใหเ ห็นอยางชัดเจนถึงลักษณะทร่ี วมกันระหวา ง
ขอ มลู สองประการน้ีจากโองการตางๆ และอธบิ ายใหเหนวา ระหวา งประเด็นทงั้ สองน้ี ไมมคี วาม
ขดั แยง ตอ กันเลย นอกจากวา จะมคี นบางพวกที่เราพบวา พวกเขายึดถอื เอาประเด็นแรกจากโองการ
ตา งๆ อยา งเดียวเทาน้ันจึงทําใหเขาเขา ใจผดิ พลาดตอ การขอประเภทตา งๆ ตอ ส่งิ อน่ื ท่ีนอกจาก
(๒) การอธิบายของเราอยูในประเดน็ ท่ีวา การขอความชว ยเหลอื และความเปนไปอยางนี้ เปนการต้งั
ภาคีหรือไม? สวนความสามารถในการใหค วามชว ยเหลอื ถกู ประทานแกส ่ิงเหลาน้นั หรอื ไมนัน้ อยู
นอกเหนือจากหวั ขอทเี่ รากําหนดมาอธบิ ายในท่นี ้ี
อลั ลอฮ ตอ มาพวกเขาก็จาํ เปนเสนอให (การอาศยั ความชว ยเหลือโดยความสามารถของมนษุ ยแ ละ
สาเหตุหลกั ตางๆ ทางธรรมชาติ) เปนกฎเกณฑทว่ั ไปสําหรับโองการตางๆ เหลานนั้ ทจ่ี าํ กดั การขอ
ความชวยเหลือไวส าํ หรบั อลั ลอฮโดยมขี อแมเฉพาะตามความหมายท่พี วกเขากลาววา :
“แทจริงการขอความชว ยเหลอื น้ัน ไมเปนท่อี นุญาตนอกจากตองขอตอ อลั ลอฮเทา นน้ั
ยกเวน กรณีทอ่ี ัลลอฮทรงอนุมัตใิ หขอได และอนุญาตใหข อตอ ส่ิงอื่น นอกจากพระองคได กลา วคอื
การอาศัยความชว ยเหลอื จากความสามารถของมนษุ ยและพลงั งานตามธรรมชาติ (ท้ังๆ ทม่ี นั เปน
การอาศัยความชว ยเหลอื จากสิ่งท่ีนอกเหนอื จากอัลลอฮ) เปน ส่งิ ทอ่ี นญุ าตและถูกตองตาม
บทบัญญตั โิ ดยมขี อ แมเ ฉพาะ และนี่คือสง่ิ ทีผ่ ูท ยี่ ดึ ในหลักเอกภาพไมพึงพอใจ
ในขณะท่ีวา ความหมายของโองการตา งๆ มิไดเปนไปในลักษณะน้เี ลย กลาวคือสาระ
ทั้งหมดของโองการตา งๆ เหลานั้น ช้ีไปยงั เรื่องเดียวเทานั้น คือ : มีใหขอความชว ยเหลอื ตอ สิ่งอื่น
นอกเหนอื จากอัลลอฮ และแทจริงการอาศยั ความชว ยเหลือตอ พลงั งานตา งๆ นั้น จําเปนอยางย่ิงที่
จะตองถอื วา ไมขดั แยงกันกับขอบเขตการขอความชว ยเหลอื ตออัลลอฮ ย่ิงไปกวาน้ัน ยงั ถือไดว า
เปนการขอความชว ยเหลือตอ อลั ลอฮเทานั้น มิใชอ าศัยความชว ยเหลอื ของสงิ่ อ่นื เลย
หรอื อีกนัยยะหนง่ึ : โองการตา งๆ เหลาน้ัน มจี ุดประสงคทจ่ี ะอธบิ ายวา ผใู หค วามชว ยเหลอื
องคเ ดยี ว และผซู ง่ึ กุมอํานาจของผูชว ยเหลือทุกคนไวน้ันมิใชใ ครอื่นนอกเหนอื จากอลั ลอฮ พระองค
เปนผกู มุ อํานาจของผูชวยเหลอื ทุกคนไวนั้น มใิ ชอ าํ นาจทง้ั ปวง แตพรอ มกันนั้น จกั รวาลนกี้ ถ็ กู วาง
อยูบนกระบวนการแหงเหตุและผลซึง่ มันดาํ เนินงานไปตามอาํ นาจและการบัญชาของพระองค ที่
มนั ยึดกง่ิ กานสาขาออกมาจากรากเหงา ดว ยเหตนุ ้ี การอาศยั ความชว ยเหลือจากส่ิงเหลานน้ั จงึ
เหมอื นกับการขอความชว ยเหลอื ตออัลลอฮ นก่ี เ็ ปนเพราะวา การอาศัยความชวยเหลือจาก
กง่ิ กา นสาขา คอื การขอความชว ยเหลือตอ รากเหงานัน่ เอง
ขอใหท านพจิ ารณาลักษณะสองดา นของบางโองการตอ ไปน้ี :
“และการชว ยเหลอื นนั้ ไมม ีมาจากผูใดเลย เวนแตม มี าจากอลั ลอฮผทู รงเดชานุภาพ ผทู รง
วทิ ยปญ ญาเทา นั้น”
(อาลิ อิมรอน-๑๒๖)
“เราเคารพภักดีตอ พระองคเทา นนั้ และเราขอความชว ยเหลือตอพระองคเทา นน้ั ”
(อัล-ฮมั ดุ-๔)
“และการชวยเหลือน้นั ไมม ีมาจากผูใด เวน แตมมี าจากอลั ลอฮ ผูทรงเดชานภุ าพ ผทู รงวทิ ย
ปญ ญาเทา นั้น”
(อัล-อนั ฟาล-๑๐)
โองการเหลานีใ้ หก ฎเกณฑไปตามลักณะดา นท่หี นึ่ง และขอใหท านสังเกตดลู ักษณะของอกี
ดานหน่ึงซ่งึ ช้ีนําเราใหข อความชว ยเหลือตอ สงิ่ อน่ื นอกจากอลั ลอฮเชน พลังงาน และสาเหตหุ ลัก
ตา งๆ กลา วคอื :
“และสูเจา จงขอความชว ยเหลือกบั ความอดทนและกับการนมาซ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๔๕)
“และสูเจา จงชว ยเหลอื กันโดยมคี ณุ ธรรมและความสํารวมตน”
(อัล-มาอดิ ะฮ- ๒)
“...ท่พี ระผอู ภบิ าลของฉนั ไดป ระทานอํานาจแกฉนั ในส่งิ น้ัน ยอมเปนการดีกวา ดงั นน้ั
พวกทา นจงชว ยฉนั อยา งเขมแข็งเถดิ ”
(อลั -กะฮฟ-ุ ๙๕)
“และถา หากวา สเู จา ชว ยเหลือกันในศาสนาแลว ชยั ชนะกจ็ ะประสบแกส ูเจา”
(อลั -อันฟาล-๗๒)
กญุ แจทีจ่ ะไขความขดั แยงท่ีมอี ยูร ะหวางความหมายสองลักษณะจากโองการตางๆ ดังกลา ว
น้ีก็ไดแก คาํ อธิบายตามทเ่ี ราไดกลาวไปแลว และขอสรุปของมันก็คอื :
แทจ รงิ ในสากลจักรวาลมผี กู อ ปฏิสนธิท่ีสมบูรณ และเปนผูมคี วามเปน อิสระแตผูเ ดียวโดย
ไมม สี ว นเก่ียวขอ งกบั ผูอื่น ไมว า จะอยูในแงข องสภาวะการดํารงสภาพและการกระทาํ ของตนกต็ าม
ผนู ้ัน คอื อัลลอฮผูท รงบริสุทธิ์
สว นพลงั งานอน่ื ๆ ทงั้ หมด ลวนเปน สิ่งท่ีขึ้นอยูกบั พระองค ทัง้ ในดานสภาวะการดํารงอยู
และการกระทาํ ใดๆ ของมันก็ดี และมันทําหนาท่ีไปตามท่ไี ดรับการมอบหมาย โดยการอนุมัติ และ
โดยเจตนารมณ อกี ทงั้ การกาํ หนดของพระองคและถาหากพระองคมิไดทรงประทานความสามารถ
ใดแกพ ลงั งานตางๆ เหลาน้นั และถา หากมนั มไิ ดดาํ เนินไปตามเจตนารมณของพระองคโ ดยตรง
แลว แนน อนทสี่ ดุ พลังงานเหลา น้ันมันก็จะไมมอี านภุ าพในสิ่งหนงึ่ ส่ิงใดเลย
ดงั นั้น ผูช ว ยเหลอื ทแ่ี ทจ รงิ ในทุกๆ สภาวะ (ในลักษณะเบ็ดเสร็จอยางน้)ี กค็ อื อัลลอฮ
ดงั น้ันจงึ ไมอาจขอความชว ยเหลือตอผูใดในลักษณะที่ถอื วา ผนู น้ั เปนผูช วยเหลือทม่ี ีความเปนอสิ ระ
แกต นเองได เน่ืองจากรูปแบบของการขอความชวยเหลืออยา งนี้ หมายถงึ รูปแบบของการขอท่ีมีไว
เฉพาะกบั อัลลอฮ องคเ ดยี วเทา น้ัน แตน่ีมไิ ดห มายความวา หา มการอาศยั ความชว ยเหลือของสิง่ อ่ืน
นอกจากอลั ลอฮอยางส้นิ เชงิ ในลกั ษณะท่ีถือวา สง่ิ น้ัน มไิ ดม คี วามเปน อสิ ระแกตนเอง (โดยถอื วาผู
ชว ยเหลอื มสี วนเก่ียวพนั กบั อาํ นาจของพระผเู ปนเจา ) และเปนท่รี ูก นั ดีอยูแลว วา การขอความ
ชวยเหลือ (อยางน)ี้ มิไดข ดั กับลักษณะของการขอความชว ยเหลือตออลั ลอฮ ผูทรงบริสทุ ธแิ์ ตอยาง
ใด โดยสาเหตุสองประการคอื :
ประการทห่ี นึ่ง – เพราะการขอความชว ยเหลอื ท่ีเจาะจงเฉพาะกบั อัลลอฮน้ัน หมายถึงมใิ ช
การขอความชว ยเหลอื ตอพลังงานอืน่ ๆ ดงั นั้น การขอความชว ยเหลือที่เจาะจงเฉพาะกับอลั ลอฮ คือ
: “การขอท่ีเกดิ ขึน้ โดยความชวยเหลือของสง่ิ อนื่ นอกจากพระองคน ั้น ก็หมายความแตเ พยี งวา มนั
เปน การขอในอีกลักษณะหนึ่ง คือการขอท่ปี ระกอบกับความเชือ่ ถือท่ีวา ผุชวยเหลอื มคี วามสามารถ
ในการใหความชวยเหลือไดโดยอาศัยการไดรับอาํ นาจของพระผูเปน เจาเทา นัน้ เอง คอื มิใช
ชวยเหลือไปไดโดยลําพงั สวนตัวในลกั ษณะท่ีมคี วามเปน อิสระ ดังนั้น ถาหากวา การขอความ
ชว ยเหลือตามลกั ษณะของประเด็นแรก หมายถึง ลกั ษณะการขอทชี่ ี้เฉพาะกับอลั ลอฮ ผทู รงสงู สุด
แลว ดงั นนั้ ในเรื่องนีก้ ็มิไดห มายความวา การขอความชว ยเหลอื ในรูปแบบของประเดน็ ท่สี อง จะ
เปน ลักษณะการขอทช่ี ้เี ฉพาะกบั สง่ิ น้ันๆ เชนเดียวกันน่ันเอง
ประการที่สอง – การขอความชว ยเหลือ (อยางน้ี) มิไดเปนสงิ่ ท่ีแยกออกไปจากการขอความ
ชว ยเหลอื ตออัลลอฮ อยูน่ันเอง และตามทศั นะของผทู ย่ี ึดในหลักเอกภาพ (ซ่งึ ถอื วา ทกุ สวนของ
จักรวาลมาจากการกระทําของอลั ลอฮและพ่งึ พาอาศัยพระองคท ้งั สนิ้ ) ก็ยอมไมอาจหลกี เล่ียงความ
จรงิ ในขอ น้ไี ปได
จากการอธิบายท่ผี านมาแลว สามารถใหความเขา ใจแกทา นผูอา นไดเ ก่ียวกบั ปญหาทม่ี ีอยู
ในขอเขยี นของทาอบิ นุตัยมียะฮ คือทท่ี า นไดกลาววา :
“สําหรับผทู ย่ี ึดหลักการตามคัมภีรแ ละแบบฉบับ (ซุนนะฮ) ไดยืนยันถงึ เรอื่ งการขอ
อนเุ คราะหความชว ยเหลือตอ ทาน (ศ) และการแสวงหาสอ่ื (วะซลี ะฮ) ตอทาน และอ่นื ๆ อกี แตเขา
กลาววา : จะขอมิไดเ วนแตต องขอจากอัลลอฮและกิจการท่ีไมม ีใครสามารถใหไ ดนั้น กจ็ งอยาขอตอ
ผอู ืน่ นอกจากขอตอพระองค เชน การอภยั โทษในความผดิ บาป การนาํ ทางท่ถี ูกตองแกจ ิตใจ การ
ทําใหฝนตก การทาํ ใหพชื งอกเงยและอื่นๆ กลา วคอื มนั เปนงานในสว นนี้ ย่งิ ไปกวานั้น เรือ่ งนิ้มิได
เปน ทข่ี ดั แยง กันในระหวา งบรรดามุสลิมอีกดวย ดงั ทอี่ ัลลอฮทรงมโี องการวา :
“และใครเลา ทจ่ี ะอภยั โทษในความผดิ บาปไดนอกจากอลั ลอฮ”
และทรงกลา ววา “แทจรงิ เจา ไมอ าจช้ีนําคนทเี่ จา รักชอบได แตอ ัลลอฮทรงชนี้ ําผทู ่พี ระองค
ทรงประสงค”
พระองคท รงกลา วอีกวา : โอม วลมนุษยเอย จงรําลึกถงึ ความโปรดปรานของอัลลอฮที่มแี ก
สูเจา ยังมีผใู ดอีกหรอื ทเ่ี ปนผูส รา งนอกเหนือจากอลั ลอฮทีไ่ ดป ระทานปจจัยยงั ชีพแกส เู จามาจาก
ฟากฟาและแผน ดิน”
พระองคทรงกลา วอกี วา : อลั ลอฮมไิ ดท าํ ใหส่งิ นั้นมมี าเพอ่ื อ่ืนใด นอกจากเปน ขาวดแี กสู
เจา และเพื่อจติ ใจของสูเจา จะสงบมน่ั กบั พระองค และความชว ยเหลือจะไมมีมาเวน แตมา
จากอลั ลอฮ”
พระองคม ีโองการวา : “ถึงแมส ูเจามไิ ดชว ยเหลอื เขา แนน อนอัลลอฮทรงชว ยเหลอื เขา
ในขณะทพ่ี วกปฏิเสธขับเขาออกไปเปนครั้งท่ีสองของทง้ั สองในขณะที่ทงั้ สองอยใู นถํ้าเมอ่ื ตอนที่
เขากลาวแกส หายของเขาวา จงอยา เศรา แทจ รงิ อลั ลอฮทรงอยูกบั เรา” (๑)
(๑) มจั มอู ุล ริซาอลิ กุบรอ ของ อิบนุตัยมียะฮ รซิ าละฮท ่ี ๒ หนา ๔๘๒
แนนอนทานอิบนตุ ัยมยี ะฮ ลืมนกึ ไปถงึ เรอื่ งราวเหลาน้บี างอยางท่สี ามารถขอจากผูอื่น
นอกจากอลั ลอฮได พรอมกับมคี วามเช่ือถือวา ส่ืงอนื่ ๆ เหลานไี้ มม ีความเปนอิสระในการทําใหเกดิ
ความสาํ เรจ็ แตอ ยางใด และการขอแบบนกี้ ม็ ไิ ดขัดกันกบั การขอตอ อัลลอฮ พรอ มกบั ที่เชอ่ื ถือตอ
ความเปน อิสระและความม่งั คงั่ อยางเหลอื หลายของพระองคในการทาํ ใหส ่ิงน้ันเกิดความสาํ เร็จ
ขึ้นมา
ใชอ าจเปนได ในกรณที ี่วา การขอความชว ยเหลือเหลาน้ี ไมอ าจบังเกดิ ผลใดๆ เลย
นอกจากมนั จะตรงตามความสามารถของสิง่ อ่นื ท่ีนอกจากอัลลอฮอนั น้ัน ทจ่ี ะทําใหก ารขอสัมฤทธ์ิ
ผลได แตม นั เปนเรือ่ งทอ่ี ยูนอกเหนอื ขอบเขตการอธบิ ายของเรา กลา วคอื คําอธบิ ายไดว างอยบู น
เรือ่ งราวทวี่ า งานน้ีเปน การตงั้ ภาคหี รือไม สว นกรณที ีว่ า ผูถกู ขอมีความสามารถหรอื ไมน ั้น เปน
ประเด็นทอี่ ยูนอกเหนอื เปา หมายในขน้ั น้ี
บางทอี าจมีการเขาใจกันวา การขออยา งน้ี ไมอ าจมผี ลอกี เชน กัน นอกจากวา สิ่งอนื่ ดังกลา ว
น้ี ไดร บั การอนุมัติมาจากอัลลอฮในการใหความชวยเหลือเชน เดยี วกันกับทว่ี า การกลา วอยา งนี้ ได
ระบุถึงการอนญุ าตใหมีการขอความชว ยเหลืออยางแทจรงิ และเปนการถอื วา ไมใชเรอ่ื งการตั้งภาคี
แตม นั เปน เรื่องทีถ่ กู ผลกั ไสทั้งสิ้น เพราะวา การประทานอํานาจใหน ั้นมหี ลักฐานอยูท่ี มผี ู
ไดรับการอนุมัติในการดําเนนิ งานน้ันอยา งสมบูรณแ บบ กลาวคือมิไดหมายความวา เพราะอลั ลอฮ
ประทานอาํ นาจให แตพระองคท รงหามเขามใิ หใ ชอาํ นาจนน้ั อยา งเดด็ ขาด หรอื ท่ีวา พระองคทรง
ประทานอาํ นาจใหแกเขา แตทรงมิใหขอการดาํ เนนิ งานในสวนนน้ั ๆ ตอเขาในฐานะที่เปนสิ่งอืน่
ในแงของการอนญุ าตใหก ระทาํ นัน้ มีเหตุผลเพียงพอโดยสภาพความเปนจริงในการงาน
ของปวงบา ว ในแงข องการอนญุ าตและอนโุ ลม โดยมิไดเปนเรือ่ งของการหวงหา ม ยกเวน ในกรณที ่ี
กระทําลงไปในกิจการงานท่อี ยูในขอแมท ว่ี า ตองหา มตามบทบญั ญตั ศิ าสนา
ในตอนทา ยนี้ เราขอนาํ ทา นผูอา นมาพิจารณาดวู า เจา ของหนงั สืออลั มะนารมไิ ดกลา วถงึ
เร่ืองการขอความชว ยเหลอื ตอบรรดาวิญญาณแตอยา งใดเลย นอกจากกลาวอยา งเดียวเทา น้นั วาเรอ่ื ง
นท้ี า นถือวา มนั หมายถึง การตั้งภาคี โดยทา นกลา ววา :
ในเร่อื งนี้ ทา นทงั้ หลายทราบดีอยูแลววา : บรรดาผูทีข่ อความชวยเหลือตอ ตนที่อยใู นสสุ าน
เพ่อื ใหชว ยจัดการส่ิงตางๆ ทต่ี นตองการ และบําบัดอาการปว ยของพวกตนใหห าย ใหพืชผลเจรญิ
งอกงาม ใหศัตรผู ปู องรายพบกับความวบิ ตั แิ ละอ่ืนๆ นอกเหนอื จากนี้ ถือไดเ ลยวา พวกเขาอยูกับ
แนวทางเอกภาพอยางอปั ยศและอยูกับการรําลึกถึงอัลลอฮ อยา งผูปฏิเสธ” (๑) ความไมถ ูกตองของ
ทา นที่มีตอการวเิ คราะหเร่ืองการขอความชวยเหลือตอส่ิงทีน่ อกเหนอื จากอลั ลอฮ(เชน การอาศัย
ความชวยเหลอื ของพลังงานธรรมชาต)ิ กจ็ ะตองมอี ยูสองประการอยา งมิตองสงสัย
(๑) อลั -มะนาร เลม ๑ หนา ๕๙
ประการหนึ่งถือวา อยูในหลักเอกภาพ แตอ กี ประการหน่งึ ถือวา เปนการตั้งภาคี ประการ
หนึง่ ถอื วา เปน ผูราํ ลึกตอ อัลลอฮ แตอกี ประการหนึ่งถอื วาเปน ผหู า งไกลจากอัลลอฮ
แทจ รงิ แลว สง่ิ ทีก่ ําหนดถึงหลกั แหงเอกาภพและการตง้ั ภาคีน้ัน มิไดอ ยูที่เร่อื งของสาเหตุ
หลกั ตามธรรมชาตอิ ันเปด เผย หรอื สาเหตหุ ลกั ที่อยูนอกเหนอื กฎธรรมชาติอันเปด เผยหรอก
เพยี งแตวา เรอื่ งของมนั อยทู ่ีความเชอ่ื ถอื ทว่ี า มนั เปนสิ่งท่ีมคี วามเปน อสิ ระกับความเชื่อถือที่วา มัน
เปนส่ิงทไี่ มม ีความเปน อสิ ระ ความม่ังค่ังเหลือหลายกบั ความเปนสงิ่ ทต่ี องพง่ึ พาอาศยั ความเปน
ของแทกบั ความเปนของไมแ ทเ ทานนั้ เอง
การขออาศัยความชว ยเหลอื ของพลังงานโดยถือวามนั ไมม คี วามเปนอสิ ระในฐานะท่ีมนั
ตองขน้ึ ตรงตอ อัลลอฮ ซ่ึงมันทําอะไรไมไ ดและกอ ใหเ กิดผลกระทบใดๆ ก็ไมไดนอกจากอาศัยการ
อนุมตั ขิ องอลั ลอฮน้ัน มิใชห มายความถงึ แตเ พยี งการไมลืมอลั ลอฮอยางเดยี วเทา นัน้ หากแตม ัน
หมายถึงการเปน ผูนอบนอ มท่ีดเี ลศิ และเปน ผูร ําลึกถึงอัลลอฮ ในขณะทม่ี ันหมายถงึ วา : ไดตดั สิน
และไดสรุปแลววา สาเหตุหลักตางๆ ทกุ ประการลวนข้ึนตรงตอ พระองค
เมือ่ เปนเชน นี้ เจา ของหนงั สืออัล-มะนาร จะกลาวไดอยางไรวา : “พวกเขาเหลา น้นั อยูกับ
การราํ ลึกถงึ อลั ลอฮอยางผูปฏเิ สธ” และถา หากวา การขอความชวยเหลือชนิดนี้ หมายความถงึ การ
ลมื เลอื นอัลลอฮและเมนิ เฉยจากพระองคแลว แนนอนมันกจ็ าํ เปน จะตอ งถือวา การอาศยั ความ
ชว ยเหลอื ของสาเหตุหลกั ตางๆ ตามกฎของธรรมชาติวตั ถุ หมายถงึ ความเมินเฉยจากพระองคดว ย
เชน เดยี วกัน
เรือ่ งที่นาแปลกใจเสยี ยิง่ ไปกวา น้ีกค็ อื ทานชัยคข องมหาวทิ ยาลัยอลั อซั ฮัร มูฮมั มัด ชลั ฎต
ซ่ึงทา นไดอา งถอยแถลงตางๆ ของทา นมฮุ มั มดั อบั ดฮุ โ ดยไมมีการตัดตอ และเพิ่มเติมในเร่ืองนี้ อีก
ท้งั ทานยงั ไดสรปุ ไปตามน้ัน และทา นยงั ไดอางหลกั ฐานตามความหมายดา นนอกของโองการทวี่ า
“ตอพระองคเ ทา นั้น ทเี่ ราเคารพภักดี” มาประกอบโดยลมื คํานงึ ไปถงึ ความหมายทเ่ี ปนจริงของ
โองการนี้ และโองการอื่นๆ ทแ่ี สดงหลักฐานในเรอ่ื งการขอความชว ยเหลือ (๑)
วพิ ากษท ศั นะทส่ี าม
ยังมอี กี ทัศนะหนึ่ง ท่ีอยกู ง่ึ กลางระหวา งทศั นะท้ังสอง นั่นคือ ทัศนะท่ีถอื วา อนุญาตให
อาศัยความชว ยเหลอื ของสาเหตหุ ลักตางๆ ตามกฎธรรมชาตไิ ดในกรณีของความจาํ เปน ตา งๆ แหง
การดํารงชวี ิต แตไมอนญุ าตใหอาศยั ความชวยเหลือตอ สาเหตุหลกั ตางๆ ที่อยนู อกเหนอื กฎ
ธรรมชาติ เวน แตจะเปน ไปตามรปู แบบของการแสวงหาสอ่ื (ตะวัซซุล) และการขออนเุ คราะหความ
ชวยเหลือ (ชะฟาอะฮ) ยงั อัลลอฮเทานัน้
(๑) โปรดดู หนงั สอื ตัฟซีร ของทานชลั ฎต หนา ๓๖-๓๙
ท่วี า หามมใิ หอาศัยความชว ยเหลือของสาเหตุหลักตางๆ ทอ่ี ยนู อกเหนือกฎธรรมชาตนิ ัน้
เปน เพราะเหตใุ ด? หากเปนเพราะเหตทุ ีถ่ ือวา มันเปน การสรา งภาคี กแ็ นนอนอยูแ ลว วา ไมมีทาง
เปน ไปได ในขณะทผ่ี ขู อความชว ยเหลอื ไดขอไปดวยความเชื่อถอื ท่ีวา ผูถ กู ขอน้ัน จะชวยเหลือไดก็
เพียงแตโ ดยอาศยั อาํ นาจท่ถี กู ประทานมาจากอัลลอฮใหแกเ ขา และเขากก็ ระทําการน้ันๆ ไปโดยการ
อนุมตั ิและเจตนารมณของพระองค การขอความชว ยเหลอื ทมี่ ีความเช่ือถืออยางนี้ ไมถอื วาเปนการ
ตงั้ ภาคี โดยพิจารณาถึงหลักเกณฑของมันแลว จะมีขอแตกตางอะไรระหวา งขอหาม (การขอความ
ชว ยเหลือ) กบั ขออนญุ าตในขณะทีอ่ ยูในรูปของการแสวงหาส่ือ (ตะวซั ซุล) และการขออนุเคราะห
ความชว ยเหลือ (ซะฟาอะฮ)
ถา หากวา สาเหตุที่ไดหามน้ัน เปนเพราะพวกเขาเหลา นน้ั ไรซ ่งึ สมรรถภาพในการใหความ
ชวยเหลือ มันกต็ องวากนั ไปในอกี ประเด็นหนึง่ กลา วคอื มนั เปน ประเด็นทรี่ องลงไป โดยอยู
นอกเหนอื ประเด็นท่เี ราไดอ ธิบายอยู กลาวคอื หวั ขอการอธิบายอยใู นเพียงประเดน็ ท่ยี อมรบั ถงึ ความ
มีสมรรถภาพของพวกเขา
ถา หากวา สาเหตุที่ไดหา มนน้ั เปน เพราะวา พื้นฐานการกระทาํ ใดๆ ของผปู ฏบิ ัติศาสนกิจ
ยอ มเปนทตี่ อ งหา มอยเู สมอ จนกระท่งั จะมีหลักฐานระบุวา อนุญาตเสียกอ น กเ ปน ท่ีรูกนั อยแู ลว วา ผู
มคี วามเดือดรอนนั้น อยูในฐานะที่ไดรับการอนโุ ลมเสมอตราบใดทไี่ มมีหลกั ฐานระบหุ ามมิให
กระทําในเรอื่ งนั้ ๆ อยางเด็ดขาด สาเหตุเพยี งการที่ไมมีรายละเอียดสาํ หรบั การขอความชวยเหลอื
ประเภทนีป้ รากฏอยูในบทวิงวอนขอดุอาอเพอ่ื ยืนยันความถูกตอ งน้ัน มิไดแสดงวาเปน เรอ่ื งที่
ตองหา ม
อีกทง้ั ถาหากวา สาเหตทุ ่ไี ดหามน้นั เปน เพราะวา มีโองการของพระองคทีว่ า “เราขอความ
ชวยเหลือตอพระองคเ ทา น้นั ” ครอบคลุมมาถงึ การขอความชว ยเหลอื ประเภทนโ้ี ดยที่จะแยกออกไป
จากการขอความชว ยเหลอื ตอพระองคไ มได ดงั ท่เี ราไดก ลาวอธิบายไปแลว ก็เปน อนั วา ไมค วรแยก
เรอื่ งของการขอเพ่อื การแสวงหาส่ือ (ตะวซั ซลุ ) และการขออนเุ คราะหค วามชวยเหลอื (ชะฟาอะฮ)
ออกมาเปนกรณพี ิเศษ ทงั้ น้ีก็เพราะวา สาํ นวนของโองการครอบคลุมไปถงึ การตั้งขอแมแ ละไมเขา
กนั อยแู ลวดวย
๔- การวิงวอนขอตอ คนมคี ุณธรรม (ศอลหิ ) เปนการเคารพภักดีตอพวกเขาดวยกระนน้ั หรอื ?
รายละเอียดในบทกอ นไดเ ปนทเี่ ขาใจชดั เจนแลววา การขอความชว ยเหลือตอสิ่งอน่ื
นอกจากอัลลอฮ โดยมคี วามเชอื่ ถือวา เขาไมม อี าํ นาจควบคุมกิจการในสว นของพระผเู ปน เจาแต
อยางใด และพระองคก็มิไดท รงมอบอํานาจเด็ดขาดในส่ิงใดใหแกเขา แตถา หากวา เขาไดดําเนิน
กิจการใดๆ ลงไป กม็ ิใชวาเขาดําเนนิ การไปดวยตัวเขาเอง นอกจากดว ยการอนมุ ัติของอัลลอฮ การ
ขออยางนี้ ไมเ ปน การต้งั ภาคี
ในประเดน็ น้ยี ังมปี ญ หาอยอู ีกประการหนง่ึ นน่ั คือ : อัล-กุรอาน ไดหามไวหลายตอน
เกี่ยวกบั การวงิ วอนขอตอ สิ่งอนื่ นอกจากอลั ลอฮ นอกจากนั้นแลว พวกทถี่ ือแนวทางวะฮาบยี กย็ ังได
สรปุ จากโองการตา งๆ เหลานโี้ ดยนาํ คาํ วา การวิงวอนขอมาใชเ ปนคําวา การเคารพภักดี
ขอใหท า นพจิ ารณาดโู องการที่ระบถุ ึงเนอ้ื หาทช่ี ัดเจนของปญ หาน้ี :
“และแทจ ริงมสั ยิดทั้งหลายนนั้ เปนของอัลลอฮ ดงั น้ันสูเจา จงอยา วิงวอนขอตอส่ิงใดควบคู
ส่ิงใดควบคกู ับอลั ลอฮเลย”
(อลั -ญนิ -๑๘)
“และบรรดาสงิ่ ซึ่งสเู จาไดว งิ วอนขอน้ัน พวกเขาไมสามารถใหความชวยเหลอื แกสูเจา ได
และพวกเขากไ็ มส ามารถชว ยเหลือตัวของพวกเขาเอง”
(อัล-อะอร อฟ-๑๙๔)
“สําหรบั พระองคคอื สิทธิอันแทจ รงิ ของการวิงวอนขอ และบรรดาผูทพ่ี วกเขาวงิ วอนขอตอ
ส่งิ อน่ื นอกจากพระองคนัน้ พวกเขาเหลาน้นั จะไมตอบรับแกพวกเขาเลยแมแตสง่ิ เดียว”
(อรั เราะอดุ-๑๔)
แทจริงบรรดาสงิ่ ท่ีสเู จา วิงวอนขอนอกเหนอื จากอลั ลอฮนน้ั เปนปวงบา วเชนเดยี วกับสูเจา ”
(อลั -อะอร อฟ-๑๙๔)
“และบรรดาส่งิ ท่สี ูเจาวิงวอนขอนอกจากพระองคน ้ัน พวกเขามิไดค วบคมุ อนั ใดไวเลย
แมแ ตเปลอื กอนิ ทผลมั ”
(ฟาฏริ -๑๓)
“จงกลา วเถดิ พวกทา นจงวงิ วอนขอตอ บรรดาผูท ่ีสเู จาแอบอา งขึน้ มานอกเหนอื จาก
พระองคเ ถดิ แตพวกนั้นไมมีอาํ นาจคลคี่ ลายเภทภัยจากพวกทา นไดและไมม อี ํานาจผนั แปรได”
(อัล-อซั รออ-๕๖)
“พวกเหลานัน้ เองก็ยงั วงิ วอนขอโดยแสวงหาสื่อทีจ่ ะนาํ ไปสูพระผอู ภบิ าลของพวกเขา”
(อัล-อซั รออ-๕๗)
“และเจา จงอยาวงิ วอนขอตอสงิ่ อ่นื นอกจากอลั ลอฮ ซ่ึงสิ่งท่ีมไิ ดใ หคณุ และมิไดใ หโทษแก
เจา ”
(ยูนสุ -๑๐๖)
“ถึงแมสูเจา วิงวอนขอตอพวกเขาเหลานน้ั พวกเขากไ็ มไดย ินการวงิ วอนขอของสเู จา ”
(ฟาฏิร-๑๔)
“และใครเลา จะหลงผิดยง่ิ กวาผทู ว่ี ิงวอนตอสง่ิ อืน่ นอกจากอลั ลอฮ โดยท่มี นั ไมต อบสนอง
แกเ ขาเลยจนถึงวนั ฟน คืนชีพ”
(อัล-อะหกอฟ-๕)
แนนอนที่สดุ ในโองการเหลานี้ ไดกลาวถงึ การวงิ วอนขอตอ สิง่ อนื่ ในลักษณะทีเ่ สมอ
เหมอื นกับการวิงวอนขอทพ่ี ึงมตี อ อัลลอฮ และผลสรปุ จากลกั ษณะ เชนนก้ี ค็ อื วา การวงิ วอนขอตอ
สิ่งอืน่ นัน้ เทากับเปน การเคารพภักดตี อสง่ิ ดงั กลาวจากโองการตางๆ เหลา น้ี พวกวะฮาบียจึงสรุปวา
ลกั ษณะของการวิงวอนขอตอบรรดาวะลียและผมู ีคณุ ธรรม (หลงั จากท่พี วกเขาวายชนมแลว)
เทา กับเปนการเคารพภกั ดีตอผทู ถ่ี ูกขอ
ขอสรุปจากคาํ กลาวหาท่ีพวกเขามีตอผทู ีเ่ ปลง ถอยคําในการแสวงหาสือ่ ท่วี า “ยามฮุ มั มัด” ก็
คือวา การเรยี กรอง และการวงิ วอนของคนผูนั้น มีความหมายเทากบั การเคารพภักดีตอผถู กู ขอเลย
ทเี ดยี ว
ทานศ็อนอานีย ไดก ลา วไวใ นประเดน็ นี้วา :
“แนน อนที่สุดอลั ลอฮทรงเรียกการวงิ วอนขอวา : การเคารพภักดี โดยโองการของพระองค
ท่ีวา “สเู จา จงวงิ วอนขอตอฉันแลว ฉนั จะตอบรบั สเู จา แทจ รงิ บรรดาผซู ่งึ ทําโอหังไปจากการเคารพ
ภกั ดตี อ ฉนั ” และใครท่เี อย อื่ นบหี รอื ช่ือใดๆ ของผูม ีคุณธรรม หรอื กลาววา : โปรดอนุเคราะห
ชว ยเหลือแกฉ นั ยงั อัลลอฮในความจาํ เปนของฉันดว ยเถิด หรือกลา ววา ฉนั ขอการอนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลอื ตอทานยงั อลั ลอฮในเรื่องความจาํ เปน ของฉนั หรอื อ่ืนๆ ในทาํ นองนี้หรอื กลาววา โปรด
ชวยปลดเปลอ้ื งหนี้สินของฉัน หรือโปรดทาํ ใหฉนั หายปว ย หรอื อืน่ ๆ ทาํ นองน้ี ก็เทา กบั วา เขาได
วิงวอนขอตอนบีและผมู คี ุณธรรม อกี ทัง้ การวิงวอนขอกเ็ ปนการเคารพภักดี ยง่ิ ไปกวานนั้ ยังเปน
สมองของการเคารพภักดอี ีกดวย กลาวคือ เทา กับเขาเปน บา วของสิง่ อื่นนอกจากอัลลอฮ และ
กลายเปนผูตัง้ ภาคี ในขณะท่หี ลกั เอกภาพจะเปน ที่สมบรู ณม ไิ ดนอกจากยึดในหลกั เอกภาพของ
พระองคในแงข องความเปน พระเจา โดยมีความเชอ่ื ถือวา จะไมมีผูสรา งใดๆ และไมม ีผปู ระทาน
ปจ จยั ยงั ชพี ใดๆ อกี นอกจากพระองค และในการเคารพภักดีกเ็ ชนกันคือตองไมม ีการเคารพภักดีสิ่ง
อ่ืนนอกเหนอื จากพระองคื แมแตการเคารพภักดบี างประเภทและการเคารพภักดรี ปู ปนนั้น ท่ีถอื วา
พวกเขาเปนผตู ั้งภาคกี ็เพยี งเพราะวา ไมมีความเปนเอกะตออัลลอฮในเร่อื งการเคารพภกั ดีน่ันเอง”
(๑)
แตม ีความจริงท่ีหลกี เลยี่ งมิไดอ ยูอยา งหนึ่งในคาํ วา ดุอาด (การวงิ วอนขอ) ตามความหมาย
ในภาษาอาหรับนนั้ คือ : การเรยี กรอ งเพ่ือขอใหไดต ามความตองการกลาวคอื ความหมายท่เี ปน จรงิ
ของการเรยี กรองจะเปนอยางอ่ืนมิได นอกจากขอใหไ ดต ามความตองการ และถา หากนํามาใชในแง
ทีเปน การเรยี กรอ งอยางเดียวโดยไมค วบกับการขอใหไ ดในส่งิ ที่ตองการแลว ความหมายของมันก็
จะมเี พียงวา เรยี กเพ่อื ขอใหผูถกู เรยี กหนั มาสนใจตวั เขา ในขณะท่วี า คาํ วา เคารพภักดี (อบิ าดะฮ) นนั้
มีความหมายไปอกี อยางหน่งึ (คือ การนบนอบอันเกิดข้ึนจากความเชอื่ ถอื ในสภาพความเปนพระเจา
และสภาพความเปนผอู ภิบาลตามรายละเอียดท่ีไดกลา วผานมาแลว) และไมอาจทจ่ี ะตคี วามคาํ ทัง้
(๑) “ตันซฮี ลุ -อิอฺตกิ อด” ของ “ศอ็ นอานีย” ตามขอความท่อี ยใู น “กะชะฟุล-อริ ตยิ าบ” หนา ๒๗๒-
๒๗๔
สองใหเ ขา กันและรวมกนั ทั้งในเน้อื หาและความหมายได โดยตคี วามใหค วามหมายของคาํ วา ดอุ าอ
(การวิงวอนขอ) เปนอิบาดะฮ (เคารพภักดี) โดยมีสาเหตตุ างๆ หลายประการคอื : ประการท่หี นง่ึ –
อลั -อรุ อานใชค าํ วา การเรียกรอง (อัดดะอวะฮ) และการวงิ วอนขอ (อดั ดุอาอ) ในแงตา งๆ ท่ไี มอ าจ
ถือวาในคาํ นน้ั ๆ หมายถึงการเคารพภักดีไดเลยอยา งเดด็ ขาดเชน :
“เขากลา ววา : โอพ ระผูอภิบาลของขา เอย แทจ รงิ ฉันไดเ รียกตอ งพรรคพวกของฉันทั้ง
กลางคืนและกลางวัน”
(นูห-๕)
เปน ไปไดไหม ทเี่ ราจะกลา ววา นบีนูห (ความสันตสิ ขุ พึงมีแดท า น) เปน ผูเ คารพภกั ดีพรรค
พวกของทานท้ังกลางคนื และกลางวัน ??...
อีกเชน กนั คาํ ตรสั ของพระองคที่ทรงบอกเลาถงึ เรือ่ งราวของชัยฎอนทม่ี นั กลา ววา : “และ
ฉนั เองไมม ีอาํ นาจอันใดเหนือพวกทาน นอกจากวา ฉันไดเชญิ ชวนพวกทาน แลว พวกทานกไ็ ด
สนองตอบตอฉัน”
จะมใี ครใหค วามหมายบางวา ชยั ฎอนหมายถงึ วา ตวั เองเคารพภักดีผปู ฏบิ ตั ิตามมนั ในขณะ
ท่ีคําวา เคารพภกั ดนี ั้น ถาจะใหถ กู กห็ มายความแตเพียงวา ผูปฏิบตั ิตามเทา นั้น ทก่ี ระทาํ ตอ มนั มิใช
ถือวา มนั กระทําตอผปู ฏิบตั ติ าม
โองการตา งๆ ตอไปนี้ กเ็ ปน เชนเดียวกบั โองการท้ังสองขา งบน :
“และ (เขากลาววา ) โอพ รรคพวกของฉัน ฉันมแี ตเ รียกตอ งพวกทา นสคู วามปลอดภยั สวน
พวกทานเรียกรองฉันสูไฟนรก”
(อัลฆอฟร -๔๑)
“และถาสูเจา เชิญชวนพวกเขาสทู างนาํ พวกเขาก็ไมป ฏบิ ัติตามสูเจา ”
(อัล-อะอรอฟ-๑๙๓)
“และถึงแมส ูเจา เชญิ ชวนพวกเขาสูทางนาํ พวกเขากไ็ มเ ชื่อฟง ”
(อัล-อะอร อฟ-๑๙๘)
“และแทจ ริงเจา นน้ั ไดเ ชญิ ชวนพวกเขาสูหนทางอันเทยี่ งตรงแนนอน”
(อลั -มอุ ม นิ นู -๗๓)
“ดงั นั้น จงกลาวเถดิ พวกทา นจงมากันเถดิ เราจะเรียกลูกๆ ของเราและลูกๆ ของพวกทาน”
(อาลิ อิมรอน-๖๑)
ดงั นั้น ในโองการตางๆ เหลานี้ และทาํ นองเดยี วกันนี้ใชคําวา อัดดอุ าอ และคาํ วา อัดดะอ
วะฮ ในความหมายท่นี อกเหนือไปจากความหมายของคาํ วา อบิ าดะฮ (เคารพภกั ดี) และดวยเหตนุ ้ีเอง
เราจงึ ไมค วรถอื วา คําคาํ ท้งั สองนี้ มคี วามหมายรวมกัน ดวยเหตดุ ังกลาวน้ีแหละ ถา ใครวงิ วอนตอวะ
ลีฮหรอื ตอ บรรดานบหี รือผมู คี ณุ ธรรมแลว ก็ถอื วา งานของเขาอันน้ี มิใชห มายถึงการอบิ าดะฮต อ
บุคคลน้ัน เพราะคาํ วา วงิ วอนขอ มีความหมายกวา งกวา คําวา อบิ าดะฮและคาํ อน่ื ๆ (๑)
ประการที่สอง-ความหมายของคาํ วา วิงวอนขอ ในโองการตา งๆ ท้งั หมด (ท่ีถกู นาํ มาอา ง
ในฐานะเปนหัวหนาของการอธิบายบทน้ี) มันมไิ ดหมายถึง อันนดิ าอ (รอ งเรียก) แนนอน แตทวา
การรอ งเรียกในกรณเี ฉพาะกอ็ าจกลบั ไปรวมกับคําวา เคารพภักดไี ด
เพราะเหตวุ า โองการตางๆ เหลา นท้ี ้งั หมด อธิบายเกี่ยวกับพวกบูชาเจวด็ ซ่งึ พวกเขาถอื วา
รปู ปง ของพวกเขา เปน พระเจา ยอ ย ทีไ่ ดร ับมอบหมายอาํ นาจอยางเต็มทีใ่ นกิจการบางสว นอันเปน
กิจการในฐานะของพระผูเ ปนเจา และพวกเขาเช่อื ม่นั วา ในคณุ สมบัตขิ องบรรดาเจวด็ มคี วามเปน
อสิ ระในตัวเองสําหรับการดําเนินกิจการและการบรหิ ารอยู
เปนที่รกู ันอยวู า การนบนอบ และการแสดงความถอ มตน หรอื การใชค ําพดู และการกระทาํ
ใดๆ ตอหนาผถู ูกสรางโดยความเชอ่ื ถือวา ผูน้ัน เปนพระเจา ยอย มีสภาพเปน ผูอภิบาล หรอื ผูมีสิทธิ
เดด็ ขาดในกิจการบางอยา งของพระผูเปน เจา ก็เทา กบั เปน การเคารพภักดี (อิบาดะฮ)
ไมต อ งสงสัยเลยวา การนบนอบตอ บรรดาเจว็ดและการวงิ วอนขอ อกี ท้ังการขอความ
ชวยเหลือของพวกเขาที่มตี อ บรรดาเจว็ดของพวกเขาน้ัน เปนไปในลักษณะทถ่ี อื วา รปู ปนเหลา น้คี ือ
พระเจา หรอื ผอู ภบิ าล หรือผูทรงสิทธเิ ด็ดขาดสําหรับหนาทใี่ นการอนุเคราะหค วามชว ยเหลือ และ
เปนไปโดยมีความเชอ่ื ถือทีว่ า มนั เปนพระเจาผูม คี วามเปน อสิ ระในการดําเนินกจิ การใดๆ ในโลกน้ี
และปรโลก เปนทยี่ อมรับกันวา การวิงวอนขอใดๆ ตอ ส่งิ เหลานแ้ี ละสิง่ อ่นื ๆ นอกเหนือจากนี้
พรอมๆ กบั ที่ประกอบดว ยเงอื่ นไขอยา งนี้ ยอมหมายถึง การเคารพ ไมมีทางเล่ยี ง
ยังมโี องการตา งๆ อกี สวนหน่งึ ทีเ่ ปนหลักฐานแสดงวา : การวิงวอนขอของพวกบชู าเจวด็
นน้ั ประกอบขึ้นโดยความเช่ือถือตอสภาพความเปน พระเจา ของรปู ปน หรอื ความเปน ผทู รงสทิ ธิ
ของมนั ในแงของการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือและการนิรโทษกรรม ขอใหทานไดพ ิจารณาบาง
โองการ ดังน้ี :
(๑) ความเกี่ยวพันกันระหวางง คาํ วา วิงวอนขอ (อดั ดุอาอ) กบั คาํ วา เคารพภักดี (อิบาดะฮ) นั้นมที ง้ั
ในแงความหมายรวมโดยท่ัวๆ ไป และในแงความหมายเฉพาะตามมาตรการตอ ไปนี้ : กลา วคอื ใน
ใจความตา งๆ เหลาน้ี ยืนยันถงึ การวงิ วอนขออยา งเดียว โดยไมย ืนยันถงึ การเคารพภกั ดี สว นในแง
ของการเคารพภกั ดภี าคพฤติกรรมนน้ั เปนเรื่องอยูตางหากออกไปจากการกลาวถอ ยคํา เชน การโคง
และการกราบ กลา วคือมันเปน การยืนยันการเคารพภักดีเพราะวา มันเก่ียวพนั กบั ความเช่ือถือใน
ความเปนพระเจา ของผูไ ดร บั การกราบ และมันมไิ ดเปนการกระทาํ ทีย่ นื ยันถงึ การวงิ วอนขอ
เน่อื งจากไมม ีการกลา วถอยคาํ
ทงั้ สองความหมาย (การวงิ วอนขอและการเคารพภักด)ี ยืนยันตอกันไดในการอานนมาซก็
เพราะวา การวงิ วอนขอดวยคําพูดนั้น เกิดขึ้นมาจากความเชื่อถอื ในสภาพความเปน พระเจา ของผู
ไดรบั การวงิ วอนขอ
“ดงั น้ัน พระเจา ยอยของพวกเขาทพ่ี วกเขาวงิ วอนขอนอกเหนอื ไปจากอลั ลอฮน้ัน มิไดให
ความเพียงพอในสงิ่ ใดเลย”
(ฮดู -๑๐๑)
กลาวคือในโองการนี้ ไดอ ธิบายอยา งชดั เจนวา พวกเขาไดเ คารพภกั ดรี ูปปน โดยมคี วาม
เชอ่ื ถอื และเชอื่ มั่นวา รปู ปน สามารถใหความเพียงพอในสิง่ ใดสิ่งหน่งึ แกพ วกเขาได เชนเดียวทีพ่ งึ มี
ตอพระเจา ที่แทจ ริง ในอันท่ีจะกระทาํ อยา งนน้ั
“และสิง่ ทพ่ี วกเขาวิงวอนขอนอกจากพระองคนน้ั ไมมีอาํ นาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วาม
ชวยเหลือไดเ ลย”
(อัซซุครฟุ -๘๖)
“และบรรดาสง่ิ ที่สูเจา วิงวอนขอนอกจากพระองคน ั้น พวกมนั มิไดม อี ํานาจควบคุมสง่ิ ใด
แมแ ตเปลือกอนิ ทผลัม”
(ฟาฏิร-๑๓)
“ดงั น้ัน พวกมันไมมอี ํานาจปลดเปลอื้ งทุกขภยั ออกจากสูเจา และไมอาจผันแปรใดๆ ได”
(อลั -อซั รออ- ๕๖)
จะเห็นไดว าโองการตางๆ ดงั กลา ว (ในหวั ขอของสว นน้ี) มิไดเก่ียวขอ งกับประเด็นหลกั ที่
เราไดอ ธบิ ายเลยอยางเดด็ ขาด ในขณะที่ประเด็นหลักในการอธิบายนน้ั คือการวิงวอนขอโดยไมม ี
ความเชื่อมน่ั วา ผไู ดรับการวิงวอนขอ มีสภาพความเปนพระเจา และเชอ่ื ม่นั วา เขามไิ ดเ ปน ผทู รง
สทิ ธิและไมมีความสามารถใหเ ปน ท่ีเพียงพอสําหรับสิ่งใดๆ ได อีกท้ังไมมีความเปน อสิ ระในการ
ดาํ เนนิ กิจการท้งั ในโลกนแี้ ละปรโลกเลย ยิง่ ไปกวา นนั้ ยงั ถือวา ผูไ ดร ับการวงิ วอนขอเปน บาวคน
หนึง่ ทม่ี เี กยี รติย่งิ ของอัลลอฮ และมฐี านภาพท่ีแทจ ริงในการเปนนบหี รือในการเปน อิมาม และท่ีได
วงิ วอนขอตอ ทานก็เปนเพราะวา การวงิ วอนขอของพวกขนั้ จะมที า นเปน ส่อื กลาง และการขอของ
พวกเขาจะสัมฤทธผิ์ ลได ในกรณีท่มี งุ หมายยงั อลั ลอฮโดยอาศัยทานเปน แนวทาง ดังทม่ี โี องการมา
รับรองในสิทธขิ องทา นนบีผูทรงเกยี รต(ิ ศ) วา :
“และถา หากวา พวกเขาไดสรางความอธรรมแกตวั เองแลว มายงั เจา แลว พวกเขาไดข อให
เจา ขอนิรโทษกรรมให และศาสนทตู ก็ไดขอการอภัยแกพ วกเขา แนน อนพวกเขาจะพบวา อัลลอฮ
เปน ผทู รงนริ โทษ ผูทรงนิรโทษ ผูทรงเมตตายง่ิ เสมอ”
(อนั นิซาอ- ๖๔)
ประการท่สี าม – อาจกลา วไดว า ความหมายของคาํ วา การวิงวอนขอในโองการตางๆ
เหลา น้ี มคี วามหมายเฉพาะของมนั อยูสว นหนึ่ง ท่เี ปน การหมายความถงึ การเคารพภักดี โดยมิได
เปน ไปตามความหมายทีว่ า การวิงวอนขอ เปน คําท่ถี ูกนํามาใชในทขี่ องความหมายสําหรับการ
เคารพภักดตี ั้งแตต อนแรก แตเปนไปตามความหมายทวี่ า มนั ถกู นํามาใชใ นความหมายตามความ
เปน จริงของมนั มฉิ ะนัน้ แลว ในโองการตา งๆ จะไมร ะบมุ าในลกั ษณะที่เก่ียขอ งกบั ความเชื่อถือตอ
สภาพความเปน พระเจา ของพวกเขาเหลานน้ั ในการขอ โดยการวงิ วอนขอในสว นนั้นเปน ส่งิ
ตอ งหา ม คอื มิใชห มายถงึ การวิงวอนขอทง้ั หมดโดยเด็ดขาด และความเชอื่ มน่ั ของผูวิงวอนขอท่มี ตี อ
ผไู ดร ับการขออันประกอบดวยจดุ มุงหมายอยางนโ้ี ดยเฉพาะ สว นหนึง่ ที่แนน อนเทา นน้ั มิใชสว น
ตา งๆ ทัง้ หมดของการวิงวอนขอ และเปน รกู นั อยูวา การวิงวอนขอพรอ มกบั มคี วามเช่อื ถอื อยา งน้ี
เทากับเปนการเคารพภักดี
หลักฐานทแ่ี สดงใหเ ห็นวา การวงิ วอนขอในโองการตา งๆ เหลา นี้ คือสว นทีห่ มายถงึ การ
เคารพภักดี ซง่ึ บางทีอาจมีระบอุ ยใู นหนึ่งของสองโองการสาํ หรบั ความหมายทรี่ วมเปน อันเดยี วกัน
กบั คาํ วา เรยี กรอ ง แตใ นอกี โองการหนง่ึ นั้นระบุถึงคาํ วา การวงิ วอนขอ เชนโองการทีว่ า :
“จงกลา วเถิด สูเจา เคารพภักดีสงิ่ อื่นนอกจากอลั ลอฮ ซ่งึ มันมิไดค วบคุมทกุ ขภยั และมิได
ควบคมุ คณุ ประโยชนแ กสเู จาเลยกระนัน้ หรือ”
(อลั -มาอิดะฮ- ๗๖)
ในขณะท่อี ีกโองการหนึ่ง ทรงกลาววา :
“จงกลา วเถดิ เราจะวิงวอนขอส่งิ อื่นนอกจากอลั ลอฮท้ังๆ ท่มี นั มิไดใ หค ุณและมิไดใหโทษ
แกเรากระนั้นหรือ?”
(อัล-อนั อาม-๗1)
ในโองการที่ ๑๒ ซูเราะฮ ฟาฏิร พระองคกลาววา :
“และบรรดาส่ิงทสี่ เู จาวงิ วอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮนน้ั มันมิไดค วบคมุ อนั ใดเลยแมแ ต
เปลอื กอันทผลัม”
กลาวคือในโองการนแี้ ละกอนจากน้ีใชคําวา “สูเจาวงิ วอนขอ” และ “เราจะวิงวอนขอ”
ในขณะท่โี องการแรกใชค ําวา “สูเจา เคารพภักดี”
ยังมีโองการคลายๆ กันกับท่ีผา นมาแลว ดงั น้ี:
“แทจ ริงบรรดาผซู ่งึ เคารพภักดีสง่ิ อ่นื นอกจากอัลลอฮนั้นมิไดควบคมุ ปจ จยั ใดๆ แกส เู จา
เลย”
(อลั องั กะบูต-๑๗)
นอกจากนกี้ ย็ ังมกี ารกลาวถึงคําทั้งสองลงในโองการเดียวกันและตา งก็ถกู ใชในความหมาย
เดียวกัน คือ :
“จงกลาวเถิด แทจ รงิ ฉันถกู หามมิใหเคารพภักดีสิ่งท่ีสูเจาวิงวอนขอนอกจากอลั ลอฮ”
(อลั -อนั อาม-๕๖)
กบั โองการ ท่ีวา :
“และพระผอู ภิบาลของสูเจาทรงกลาววา สเู จา จงวงิ วอนขอตอ ฉัน แลว ฉันจะตอบสนองตอ
เจา แทจ รงิ บรรดาผูท ่โี อหังตอการเคารพภกั ดฉี ัน พวกเขาจะตอ งเขา ไปพาํ นกั เปน นริ ันดรอยูในนรก
อันรอนแรง”
(ฆอฟร-๖๐)
โองการนี้ และทก่ี อ นจากน้ีหนึง่ โองการ แสดงใหเห็นวา การเรยี กรอ งหมายถงึ เคารพภกั ดี
มิใชเรยี กรองหมายถึงเคารพภักดี มใิ ชเ รียกรองและขอความชว ยเหลืออยางเดยี ว และนี่ก็มิไดเปนไป
ตามความหมายทว่ี าการวิงวอน เปนมาตรการข้นั ตนสาํ หรบั ความหมายของคาํ วา เคารพภกั ดี
จนกระท่ังเปน คาํ ทถี่ กู นาํ มาใชในทาํ นองเปรยี บเปรย หากแตมันถูกนํามาใชใ นความหมายของมนั
ตามเปนจริงคอื การวิงวอนขอเทา น้นั แตเมอื่ ไหรกต็ ามทีก่ ารวงิ วอนขอประกอบดวยความเช่ือถอื
ของผขู อ วา ผถู ูกขอมีสภาพความเปนพระเจา มันก็จะกลับไปหมายถึงการเคารพภกั ดนี ั่นเอง และ
ประเดน็ นี้ทา นก็ไดผา นไปเรียบรอ ยแลว
ขอความในคําวิงวอนขอของ “ทานผเู ปนประมขุ ของเหลาบรรดาผูกมกราบ” (อมิ ามซยั นุล
อาบดิ นี ) สนับสนุนคาํ อธิบายตามท่ีเราไดกลาวไปแลว โดยช้ีแจงไปถงึ ความหมายของโองการ
ดงั กลา วนัน้ วา :
“พระองคใ หช ื่อเรียกการวิงวอนขอตอพระองคว า การเคารพภักดแี ละการละท้งิ มัน เทา กบั
เปน การโอหงั และพระองคท รงสญั ญาแกผ ลู ะท้งิ มันวา ตอ งเขา สนู รกอันรอนแรงเปนนริ ันดร” (๑)
ขาพเจา ขอรองทานผูอานใหพิจารณาดู คําวา อัดดะอว ะฮ ในพจนานุกรมแลว จะใหเ ห็นได
วา ประเด็นหนง่ึ กร็ วมกันกับคําวา อิบาดะฮ แตอ กี ประเดน็ หนงึ่ หมายถึงการวิงวอนขอ และการ
เรียกรอง
น่ีคอื หลักฐานอันชดั แจง ทจี่ ะแสดงใหเ ห็นวา ความหมายของคาํ วา การวงิ วอนขอใน
โองการตางๆ ดงั กลาว (ในหวั ขอของบทน)้ี หมายถึงการเคารพภกั ดแี ละมใิ ช หมายถึงการเรยี กรอ ง
อยางเดยี ว
ทง้ั หมดน้ี ถา ทา นผูอ านไดศึกษาโองการตา งๆ ท้ังหมดท่ีมกี ารระบถุ ึงคําวา การวิงวอนขอ
และขา พเจา หมายถึงสวนที่ใหค วามหมายวา เคารพภักดีแลว กจ็ ะเหน็ ไดเลยวา โองการตา งๆ นนั้ จะ
ระบเุ กย่ี วกบั ผูสรางโลกซึง่ เปนที่ยอมรับกันโดยผูยึดหลักเอกภาพทั้งหมดวา หมายถึงสภาพความ
เปน พระเจา และความเปน ผูอภิบาลอีกทั้งความเปนผูท รงสิทธขิ องพระองค หรอื ไมกร็ ะบุถงึ
เรอื่ งราวของบรรดาเจวด็ ที่พวกเคารพบูชาถือวา มนั มสี ภาพความเปนพระเจา และถอื วา มนั เปนผูกุม
อํานาจในการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือ ฉะน้นั ในเม่ือเปนเชน นีแ้ ลว การยกโองการเหลานขี้ ึ้นมา
เปน หลักฐานในเรอ่ื งราวทเ่ี ราอธิบายอยู คอื เรอ่ื งของการวงิ วอนขอโดยปราศจากความเชื่อเหลา นนั้
แนนอน มนั เปนเรอื่ งท่แี ปลกประหลาดอยา งย่ิง
ถาม-ตอบ
ณ บัดนี้ เปน ที่แนชัดแลววา การวิงวอนขอตอ บาวผูมีคุณธรรม จะโดยลักษณะใดกต็ าม ไม
วา จะโดยวธิ ีการแสวงหาสื่อ และการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือ หรอื โดยลักษณะของการขอ
ความชว ยเหลือในส่ิงใด ยอ มมใิ ชการเคารพภกั ดอี ยางแนนอน และโองการตางๆ เหลา น้นั ท่หี ามจาก
การวิงวอนขอกจ็ ะไมหมายความคลมุ มาถงึ เรือ่ งน้เี ลย อยา งไรกด็ ี ในที่น้ี ยงั มีคาํ ถามอยขู อ หน่ึง นั่น
คือในเมอ่ื สิ่งอื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮ ไมมอี าํ นาจควบคมุ แมแ ตเ ปลือกอนิ ผลมั และไมม อี ํานาจ
ควบคมุ การคล่ีคลายทุกขภัยและการแปรเปล่ียนไดแ ลว จะมีประโยชนอันใดอีกหรอื สาํ หรับการ
วิงวอนขอเหลา น้ี ดังทพ่ี ระองคท รงมโี องการวา :
“ดังน้ัน พวกมันไมมอี ํานาจปลดเปลื้องทุกขภัยออกจากสเู จา และไมอ าจผันแปรใดๆ ได”
(อัล-อซั รออ- ๕๖)
“และบรรดาสงิ่ ทส่ี ูเจาวงิ วอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮนน้ั ไมมอี ํานาจควบคุมแมเปลอื ก
อินทผลมั ”
(ฟาฏิร-๑๓)
คาํ ตอบก็คือวา : การอธิบายของเราในภาคนี้ กําหนดขนึ้ มาเพื่อจําแนกแยกแยะเร่ืองการ
เคารพภกั ดอี อกจากเร่อื งอืน่ เทาน้ัน สวนประเดน็ ที่วา การวิงวอนขอจะบังเกดิ ผลไดหรือไม มันเปน
เร่ืองทีอ่ ยูนอกเหนอื หัวขอทีเ่ รากาํ หนดไว ประกอบกบั วา โองการตา งๆ ทอ่ี า งขึน้ มาเปนหลักฐานก็มี
เปา หมายไปในประเด็นอื่น คือไมเ ก่ียวกับเรอ่ื งที่กาํ ลงั ดําเนนิ การอธิบายอยู
สรุปคาํ อธบิ าย
แทจริง โองการเหลา น้ี หมายถึงรูปปน ของพวกอาหรับท่ีทําดวยไมดว ยแรเหล็กและดวย
กอนกิน ความชดั เจนของเรอ่ื งน้มี อี ยตู ลอดทกุ ๆ โองการนคี่ ือประการทห่ี นึง่ ประการที่สอง
จุดมงุ หมายในการปฏเิ สธความเปนผูมีอํานาจควบคุมของส่งิ อืน่ นอกจากอัลลอฮน้ัน มิใชเปนการ
ปฏิเสธอยางเดด็ ขาดไปเลยหากแต หมายความวา ความเปนผมู ีอํานาจควบคมุ น้นั เปน สทิ ธขิ อง
พระองคโดยเดด็ ขาด กลาวคอื ความเปนผูม อี าํ นาจควบคมุ โดยอิสระ และการปฏิเสธความเปนผมู ี
อาํ นาจใดๆ นอกเหนอื จากพระองคในสว นน้ี มิไดหมายความวา จะไมมกี ารเชอื่ มโยงใดๆ ยัง
พระองคจ ากบคุ คลเหลานั้น และในเร่ืองนีพ้ ระองคก็ทรงมีโองการเสริมวา :
“บรรดามวลมนุษยเอย สูเจาเปนผทู ่ีพึง่ พงิ ยังอัลลอฮ แนนอนอัลลอฮเปน ผูท รงมอี ยา ง
เหลือลน ผูท รงรบั การสรรเสรญิ ”
(ฟาฏิร-๑๕)
ความหมายของคําวา ผพู งึ่ พงิ ในทน่ี ้ี คอื ผูพ่งึ พงิ สภาวะการดํารงตน และไมขดั กับอาํ นาจอัน
ไดรับมาและพฤตกิ รรมอันเกิดขน้ึ โดยการอนุมัติของพระองค
หลกั ฐานที่ยืนยนั วา พวกอาหรบั เชอื่ ม่ันตอรูปปน วา มีอาํ นาจอิสระนั้นมโี องการของ
พระองคกลา วไวว า :
“จงกลาวเถิด สเู จาเคารพภกั ดีสิง่ อื่นนอกจากอัลลอฮ โดยมนั มิไดควบคุมทกุ ขภัยและมไิ ด
ควบคมุ คุณประโยชนแกพวกทานเลยกระน้นั หรอื ?”
(อลั -มาอิดะฮ- ๗๖)
กบั โองการที่วา :
“และพวกเขาเคารพภกั ดีสงิ่ อื่นนอกจากอลั ลอฮซึ่งมันมิไดควบคมุ ปจ จยั ยงั ชพี ใดๆ จาก
ฟากฟาทัง้ หลายและจากแผนดินแกพวกเขาเลยแมแ ตสิง่ เดียว และพวกมนั ไมม ีความสามารถ”
(อนั นะหลุ ๗๓)
ดังทไ่ี ดกลาวมาน้ี เปนอันวา ถึงแมพ ระองคทรงมีโองการวา มันไมมอี ํานาจควบคมุ สง่ิ ใดๆ
จากอลั ลอฮในอนั ทจ่ี ะคลี่คลายทุกขภัยและไมม อี ํานาจแปรเปล่ียน มันก็หมายถึงการปฏเิ สธสภาพ
ความเปนผูมีอาํ นาจอนั นนั้ แตม ไิ ดค ลุมไปถึงสว นทั้งหมดของอาํ นาจตลอดจนอํานาจอนั ไดรับมา
5- การเทิดเกยี รตบิ รรดาเอาลยิ าอข องอัลลอฮและสดุดีรําลึกถึงพวกเขาเปน การตงั้ ภาคีกระนนั้ หรือ?
พวกวะฮาบียไดโจมตเี ร่ืองการเทิดเกยี รติ (อัต-ตะอซ มี ) และการสดดุ ยี กยองบรรดาเอาลยิ า
ของอัลลอฮ ตลอดท้งั การทาํ พิธรี ําลกึ ถงึ วันเกดิ และวนั เสียชวี ิตของคนเหลา น้ันอยา งรุนแรง และ
พวกเขาถอื วา การชุมนมุ กันของประชาชนในสถานทป่ี ระชุมท่ถี ูกจดั ข้ึนเพ่อื กจิ การอนั นี้ เปนการตงั้
ภาคี และเปน การหลงผิด กลา วคอื ทา นมฮุ มั มัด ฮามิดอัล-ฟะกีย นายกสมาคมอันศอรซิ ซุนนะตลุ -
มุฮัมมะดยี ะฮ ไดเ ขียนถึงเรือ่ งนี้ไวในภาคผนวกของหนงั สอื ฟตหุล-มะญดี วา :
“พธิ ีการรําลกึ ตา งๆ ทม่ี ีดาษดน่ื อยใู นบา นเมอื ง โดยใชชื่อของบรรดาเอาลิยาอนน้ั เปนการ
เคารพภกั ดอี ยางหนึ่งและเปน การเทดิ เกยี รติตอพวกเขา” (๑)
แนน อน คนเหลา นี้ ยงั มิไดเ ขาใจถงึ ขอบเขตของหลักเอกภาพและการตง้ั ภาคีอยา งแจม แจง
ตลอดจนยงั มไิ ดเขา ใจถึงขอบเขตของการเคารพภักดใี นลกั ษณะท่เี ปนสิ่งจําเพาะ ดว ยเหตุน้ี พวกเขา
จงึ โจมตงี านทกุ อยา งวา เปนการต้ังภาคีจนกระทั่งวา พวกเขาสรา งมโนภาพข้นึ วาการเทิดเกียรตทิ ุก
ชนดิ เปนการเคารพภักดีและเปนการตั้งภาคที ั้งส้ิน
ดวยเหตุน้แี หละ ผเู ขียนจงึ นําคาํ วา “การเคารพภักดี” (อิบาดะฮ) เขามาประกอบกับคําวา
“การเทิดเกียรต”ิ (อตั -ตะอซีม) และสรางภาพพจนใ หเห็นวา คาํ ท้งั สองมคี วามหมายเดียวกัน ส่งิ ท่ีไม
ตอ งสงสยั อยา งหนึ่งในเร่อื งนม้ี อี ยูวา อลั กุรอานไดเ ทิดเกียรตบิ รรดานบีและบรรดาเอาลยิ าอพวก
หนึ่งเอาไว ดว ยโองการตา งๆ อันชดั แจง เชน อลั -กรุ อานไดกลา วถึงเรื่องราวของนบซี ะกะรยี า
และนบยี ะหย า (ความสันตสิ ขุ พงึ มีแดทานทง้ั สอง) วา
“แทจ รงิ พวกเขารีบเรงในการดีทั้งหลาย และวงิ วอนขอตอ เราอยา งมคี วามปรารถนาและยาํ
เกรงและพวกเขาเปนผนู อบนองอยา งสนิ้ เชิงตอเรา”
(อัล-อันบยิ าอ-๙๐)
ดังน้ัน ถาหากวา ใครคนหนึง่ จัดใหม กี ารชุมนมุ ขึ้นที่สุสานของบคุ คลทีอ่ ัลลอฮกลาวถึงและ
ยกยอ งเขาในโองการนี้ และอา นโองการน้ขี นึ้ ในท่ีชมุ นุมดงั กลาวนน้ั เพ่ือเปนการใหเ กยี รติ ยกยอง
ในเรอ่ื งราวของบคุ คลเหลา น้ัน จะเทา กับวา เขาปฏบิ ตั ิตามสิ่งอ่ืนนอกจากอลั -กุรอานกระน้นั หรือ?
เชนเดียวกันนี้ อลั -กุรอานก็ไดกลา วถงึ เรือ่ งราวของอะลลุ บยั ต (สมาชกิ ครอบครวั ) ของ
ทานนบี (ศ) วา :
“และพวกเขาใหค นเข็ญใจ และเด็กกําพรา และเชลย รับประทานอาหารท่มี ีความรักชอบตอ
มัน”
(อัด-ดะฮร-ุ ๘)
ทานจะเหน็ ดวยกระน้ันหรือ สําหรับกรณีที่ถา หากวา มบี คุ คลคณะหน่ึงชุมนุมกันในวันเกิด
ของทา นอาลี บนิ อาบี ฎอลบิ (ในฐานะท่ที า นเปนสมาชกิ ครอบครัวของทา นนบีคนหนงึ่ ) และ
บุคคลเหลา นั้นกลา ววา : “แทจริงอาลี ใหค นเข็ญใจ และเดก็ กาํ พรา และเชลยรับประทานอาหาร”
แลวบคุ คลเหลา นนั้ จะเปนผตู ัง้ ภาค?ี
หรือทา นจะเห็นวา เขาเปนผตู ัง้ ภาคีไดอยา งไร เพียงเทา ทใ่ี ครคนหนง่ึ จะอา นโองการตางๆ
ที่ยกยอ งตอทานศาสนทูตของอสิ ลาม (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แดทา นและแดวงศว านของ
ทาน) ในงานพิธีท่งั ๆ ไปท่จี ัดเพอื่ ราํ ลึกถงึ วนั เกดิ ของทา นศาสดาผูทรงเกยี รติ เชน การอานโองการ
ตอไปน้ี :
“และแทจรงิ เจา อยูในมารยาทอนั ทรงเกียรติยง่ิ อยา งแนน อน”
(อลั -เกาะลัม-๔)
“แทจรงิ เราไดสง เจามาเปน สกั ขพี ยาน เปน ผูแ จงขา วดี เปน ผูสาํ ทบั เตือนและเปน ผูเรียกรอ ง
เชญิ ชวนยงั อลั ลอฮโดยอนุมัติของพระองคและเปน ดวงประทปี ที่ใหค วามสวา งบรรเจดิ จา ”
(อัล-อะหซาบ ๔๕, ๔๖)
“โดยแนนอนย่งิ มีศาสนทูตหน่ึงจากพวกของสูเจา เองมายงั สูเจา ความหว งใยในสง่ิ ที่สเู จา
ทกุ ขรอ นนั้นมีทเ่ี ขา อกี ทงั้ มคี วามปรารถนาดี ความปรานี ความเมตตา ย่ิงเสมอแกส เู จา ดวยการให
เปน ผูศ รัทธา”
(อัต-เตาบะฮ ๑๒๘)
“แทจ ริง อัลลอฮและมะลาอกิ ะฮของพระองคส ดุดีตอนบี โอผ ูศ รทั ธาทัง้ หลาย สเู จา จงสดุดี
และขอพรใหความสุขสนั ติมแี กเขาเถดิ ”
(อลั -อะหซ าบ-๕๖)
ดงั น้ัน ถาใครคนหน่งึ อานโองการนเ้ี พอื่ เปนการสดุดีตอ ทานนบี หรืออานความหมายของ
โองการนดี้ วยภาษาอ่นื หรือแสดงความรสู กึ ออกมาตามการสดดุ ยี กยองของพระผูเ ปน เจา ทถี่ ูกระบุ
ไวใ นอัล-กรุ อานอีกทัง้ ไดด ําเนินกจิ การเหลานีข้ นึ้ ในทีช่ ุมนุมแลว เขาจะเปนผตู ัง้ ภาคกี ระนนั้ หรอื ?
แทจริงแลว การท่ีงานพธิ ตี า งๆ เหลาน้ี ไมม ใี นสมัยทานศาสนทูต (ศ) มันมไิ ดเปนหลกั ฐาน
ท่แี สดงวา มันเปน การตงั้ ภาคี และจนถึงท่ีสุดของส่งิ ท่อี าจกลาวไดวา เปน บดิ อะฮ (การอตุ ริ) มันก็ยัง
ไมเ ปนการตัง้ ภาคี และมิไดเปนการเคารพภักดีตอคนมีคุณธรรม แตม นั ก็ยังไมถอื วา เปนอุตริ ถึงแม
จะจดั งานพิธีตางๆ เพ่อื เปน การราํ ลกึ หรอื จัดประชุมโดยสมคั รใจกนั เพื่อราํ ลึกถงึ วาระตา งๆ โดย
หลกั การที่บรสิ ทุ ธ์ิ แลวอางวา อลั ลอฮทรงบัญชาอยางน้ี กห็ มายถึงวา เราไดเขาใจมาตรการอนั
ถูกตองของวาระสําคัญนี้ และสําแดงความจริงข้ึนมาในฐานะทม่ี นั เปน : การตั้งภาคีมไิ ดหมายความ
วา เราจัดใหมีการชมุ นุมอยา งนข้ี นึ้ มาในฐานะทม่ี นั เปน : การตง้ั ภาคี
แตถึงแมวา เราจะดําเนินการประชมุ ขน้ึ มาในรปู แบบเดียวกนั น้ี โดยมิไดพ าดพงิ ไปถงึ วา
มนั เปนคําส่ังของอลั ลอฮ มนั กย็ ังไมเ ปน สงิ่ อตุ รอิ ยูดีน่ันแหละ
แทจริง โองการตา งๆ ในอัล-กุรอาน ไดใ หหลกั ฐานท่แี สดงวา อนุญาตใหมีงานพิธีอยางน้ี
เปน กรณเี ฉพาะ ดงั ทีเ่ ราจะไดช ้ีแจงตอไป :
ก-การจดั ใหมกี ารรําลึกถงึ นบี เทากบั เปนการใหความจงรกั ภกั ดีและสนบั สนุนทาน
จะไมเ ปน อยางน้ไี ดอยางไร ในขณะที่อัล-กรุ อานไดย กยองบคุ คลตางๆ ท่ใี หเ กยี รติตอนบี
(ศ) ดังท่ีมโี องการวา :
“...ดังนั้นบรรดาผทู ศ่ี รัทธาตอ เขา (มุฮมั ัด) ยกยอ งเขาและสนับสนุนเขาและคนเหลาน้ัน
ปฏิบัติตามแสงสวางทถี่ ูกประทานลงมายังเขา พวกเขาเหลา นน้ั เปน ผปู ระสบความจาํ เริญ”
(อลั -อะอร อฟ-๑๕๗)
คุณสมบตั ติ างๆ ทีถ่ กู ระบุอยูในโองการนี้ และทีถือวา เปน คําสดุดียกยองของพระผูเปนเจา
มีดงั น้ี :
1- ผทู ี่ศรัทธาตอ เขา
2- ผทู ยี่ กยอ งเขา
3- ผทู ี่สนบั สนุนเขา
4- ผูท่ีปฏบิ ตั ติ ามแสงสวา งทถี่ กู ประทานแกเ ขา
“ผศู รทั ธาตอ ทาน...ผูส นับสนุนทา น...และผูปฏบิ ัติตามทา น” นัน้ มีเพยี งแตใ นสมัยของทาน
นบี (ศ) เทา นน้ั คําตอบก็คือ : ไมม ี
กลาวคือ โองการน้ี มิไดหมายถงึ เฉพาะแตค นในสมัยของทานนบีเทานั้น
ดงั น้ัน การจดั ใหม กี ารชุมนุมเพื่อราํ ลกึ ถงึ ในวาระตา งๆ เชน วนั มับอัษ (แตงต้งั ใหดํารง
ตาํ แหนงนบี) วนั เมาลดิ นุ นบี (วนั เกิดทา นนบ)ี และการกลา วคาํ ปราศรัย สดุดี กลาวบทกวี ยกยอง
สรรเสรญิ จงึ มิใชอ่นื ใดเลย นอกจากสาํ แดงความเปน จรงิ ไปตามโองการของพระองคท ่วี า
“ผสู นับสนุนเขา” และตามความหมายทว่ี า : พวกเขาใหเ กียรติทา น และยกยอ งทาน
นับวา เปน สิ่งทีน่ าแปลกใจยิ่ง วา ทาํ ไมพวกวะฮาบียจึงใหเ กียรติแกบ รรดาเจาชายตา งๆ
ของพวกเขาเองได ดว ยการแสดงความคารวะอยา งเหลือเกินกวาคนอ่นื ๆ ท่เี ขากระทาํ ตอบรรดาเอาลิ
ยาอของอลั ลอฮ แตถ ึงกระน้ัน ก็ยังไมเปนการตั้งภาคี สว นในกรณที ่ถี าหากวา คนใดทาํ อะไรขน้ึ มา
สักอยา งไปตามสิทธทิ ี่พงึ มีตอบคุ คลเหลานั้น กจ็ ะถือวา เปนการต้งั ภาคใี นทันที???
แทจ ริงการหามมิใหมีการเทิดเกียรตบิ รรดานบแี ละบรรดาเอาลิยาของอลั ลอฮ อกี ทั้งการ
หา มมิใหย กยองบุคคลเหลา นนั้ ท้ังในขณะมชี วี ิตอยูและตายไปแลว อสิ ลามถอื วา เปน ทรรศนะของ
ศัตรทู างศาสนาทแี่ ขง็ ขัน ซึ่งในบุคคลน้ันๆ ไมมที ีส่ ําหรบั ความสํานกึ ทีด่ งี ามแหง ความเปนมนษุ ย
เลย ขณะเดียวกับทอ่ี ิสลามถือวา บทบัญญตั อิ ันสงู สงน้ัน เปน สงิ่ ท่ีสอดคลองกับธรรมชาตแิ หง ความ
เปน มนุษยท ีม่ ีศาสนา โดยไมโนมเอียงไปกับแรงดึงดดู ของคนในลัทธิอ่นื ๆ และความพยายามของ
คนในลัทธนิ ้ันๆ
บรรดาคนท่ีคัดคานการจดั ประชุมเพ่ือใหเ กยี รติแกบ รรดาผพู ลชี พี ในหนทางของอัลลอฮจะ
วา อยา งไร เกี่ยวกบั ชวี ประวตั ขิ องทา นนบยี ะอกูบ (ความสนั ตสิ ุขพงึ มีแดทาน) และพวกเขาจะวา
อยางไรกบั ทานนบียะอกูบ ในขณะทที่ า นรอ งไหค ราํ่ ครวญถงึ บตุ รของทานดวยความเศราโศก
เสยี ใจในการจากไปของยซู ุฟ บุตรของทานเอง ทงั้ กลางคืน กลางวัน ทานเทย่ี วถามไถกบั คนที่ทา น
พบทุกคนถงึ เรื่องบตุ รของทา นที่หายไป จนกระทั่งตาของทา นบอด ดงั ท่ีพระองคมีโองการวา :
“ดวงตาของเขาทั้งสองขา ง เปน ฝา ขาวเน่ืองจากความเศรา”
(ยซู ุฟ-๘๔)
แลวทาํ ไมการแสดงกออกซึ่งความผกู พันอยางนีใ้ นขณะทีล่ กู มชี ีวิตอยเู ปนสงิ่ ทอ่ี นุญาต
และถูกตองตามบทบญั ญตั ิ อีกทง้ั สอดคลอ งตามหลกั เอกภาพ ในขณะทถ่ี า หากทาํ ในขณะทเ่ี ขาตาย
ไปแลว ถึงกบั ตอ งถอื วา เปนการต้งั ภาค?ี
ดงั น้ัน ในเมื่อคนหน่งึ คนใดทําตามวิธีการของนบยี ะอกูบ กลา วคอื รอ งไหในการจากไป
ของบรรดาเอาลิยาอของอัลลอฮและบุคคลซ่ึงเปนท่รี ักของพระองคท่ีจากไปในวนั แหงการพลชี ีพ
ของพวกเขาแลว ทาํ ไมจึงไมถือวา การกระทาํ ของเขาเปน การสืบทอดการกระทําของนบยี ะอกบู บาง
(ความสนั ติถงึ มีแดท า น)
ไมตอ งสงสัยเลยวา ความรกั ทีจ่ ะตองมตี อ บรรดาเครือญาติผูใกลช ดิ (ของทา นนบ)ี นั้น เปน
กฎขอ บงั คับประการหน่ึงของอิสลามซงึ่ อิสลามไดเรยี กรองในเรื่องน้อี ยางชดั เจน เปด เผย ดังนั้น ถา
ใครคนหน่งึ ตองการท่ีจะดําเนินตามกฎเกณฑข อ น้ีของศาสนาหลงั จากผา นมาแลว ถงึ สิบส่ีศตวรรษ
เขาจะทาํ ไดอ ยางไร อะไรคอื วธิ กี ารสาํ หรับเรอ่ื งน้ี? จะทําอยา งอื่นไมได นอกจากจะตอ งแสดงความ
ยินดีตางๆ ของพวกเขา และจะตอ งแสดงความเสยี ใจ ในความเศราโศกของพวกเขาเทาน้นั ใชไ หม?
ดังนั้น ถาใครคนหนงึ่ จดั ใหมกี ารประชุมกันขนึ้ เพือ่ แสดงออกถงึ การรําลึกถึงชวี ติ ของพวก
เขาเหลา น้ัน รําลกึ ถงึ ความเสียสละ หรอื อธบิ ายเก่ียวกบั โศกนาฏกรรมของบุคคลเหลานนั้ กจ็ ะตอ ง
ถือวา สงิ่ เหลา นมี้ ิใชอ ื่นใด นอกจากการแสดงออกซึง่ ความจงรกั ภกั ดที ่ีอัล-กุรอานไดใหการยอมรับ
ไวใชหรือไม? และถาใครคนใดเยีย่ มเยียนสุสานของบคุ คลตา งๆ ทเ่ี ปนญาติสนิทของทานนบดี วย
การแสดงออกถึงความรกั อยางแรงกลาและดาํ เนินการอยางน้ี ณ สุสารเหลา นัน้ ก็เปนอันวา ใน
สายตาของผมู สี ตปิ ญญาจะตอ งไมมองเปน วา เขากระทาํ อยา งอ่นื นอกจากการแสดงออกซ่ึงความรัก
ข- การจดั ใหม ีการราํ ลึกถึงนบีเทา กับการเชดิ ชเู กยี รตคิ ุณของนบี
อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติไดย นื ยันวา อลั ลอฮทรงโปรดปรานแกศ าสนทูตของพระองคดวย
การทาํ ใหหัวใจของทา นเปดกวา ง และเอาภาระหนกั ออกไปจนากทาน อีกทัง้ เทิดเกียรตคิ ุณของทาน
ตามทโ่ี องการของพระองคไ ดย ืนยันถงึ ทุกอยางเหลานี้วา :
“เรามิไดท ําใหห ัวใจของเจา เปด กวา งเพื่อเจาดอกหรอื และพระองคม ไิ ดยกเอาภาระหนัก
ออกไปจากเจา ดอกหรอื ซึ่งมันสรางภาระหนกั อึ้งแกหลงั ของเจา และเราไดย กยองเกียรตคิ ณุ ของเจา
เพ่ือเจา ...
(อลั -อินชิรอห 1-4)
กลาวคืออัลลอฮ ไดทรงเชิดชูชือ่ เสียง เกยี รตคิ ณุ ของทาน และทาํ ใหท า นเปนผูท ่ีไดรบั การ
รจู ักอยางแพรห ลายในโลกนี้ อันเปนเกียรตอิ ยา งย่ิงแกทา น
ดังนั้น งานพิธีตางๆ เหลา นี้ ที่มเี ปาหมายเพ่อื เทดิ เกียรติของทา นนบีก็มไิ ดข ัดแยงกันกับการ
ยกยองเกยี รติคณุ ของศาสนทูตแหง อลั ลอฮและเชิดชูชือ่ เสยี งของทาน และทาํ ใหโลกหนั มามองถงึ
ฐานะและตาํ แหนงอนั สงู สง ของทาน กลาวคือเม่ืออัล-กุรอานเปนตน ฉบับอยูแลว ทําไมเราจงึ ไม
ปฏิบัติตามอลั -กุรอาน และทาํ ไมเราจึงไมย กยองเกยี รติคุณและชอ่ื เสียงของทา น
ค- การประทานอาหารมาจากฟากฟา และการถอื เอาเหตกุ ารณน ั้นเปนวนั ฉลอง
แทจริง ทา นมะซีหไดข อตอ พระผูอ ภิบาลของทา นวา ใหประทานอาหารมาใหแ กท าน ดงั ท่ี
พระองคทรงบอกเลาไววา :
“อซี า บตุ รของมรั ยัมไดกลาววา โออัลลอฮ พระผูอ ภิบาลของเรา ขอไดโ ปรดประทานลงมา
แกเราซง่ึ อาหารจากฟากฟา เพื่อจะไดเปนการฉลองแกเราสําหรับคนแรกของเราและคนสุดทา ยของ
เรา และเพ่ือเปนสญั ลักษณหนงึ่ จากพระองค และไดโปรดประทานปจจัยครองชพี แกเราเถดิ
แนน อนพระองคเ ปนผปู ระทานปจ จัยครองชีพท่ีประเสริฐย่ิง”
(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๗)
กลา วคือทา นมะซีห (ความสันติสขุ พงึ มแี ดทาน) ไดถ อื เอาการถูกประทานมาของอาหาร
จากฟากฟา และความจาํ เรญิ ของพระผูเ ปน เจา เปน วาระการฉลองเพราะพระองคใ หเ กยี รติทานและ
สานุศิษยข องทานดวนอาหารเหลานี้ ดังนน้ั เมอื่ อาหารจากฟากฟายงั เปนสาเหตทุ ่ีถึงกบั ตอ งถือเอา
วนั ท่มี ันถูกประทานเปน “วนั อีด” ได แลว ทาํ ไมเลา จงึ ไมอนุญาตใหเราถือเอาวัน “แตงตั้งใหรบั
ตําแหนง นบี” ซงึ่ เปนวนั ทมี่ ีมงคลอยา งยง่ิ และเปนวนั ที่อยใู นความหมายแบบเดยี วกบั วนั ท่ีอาหาร
ถกู ประทานมาจากฟากฟาได-เปน วันอีดดวย
จะมใี ครสามารถอางไดห รอื ไมวา การมาของทา นศาสนทูตและบทบญั ญตั ติ างๆ ทที่ าน
นาํ มานนั้ มีความประเสรฐิ ถาวรนอยไปกวาความจาํ เริญของอาหารทไี ดถูกประทานลงมาแกทานมะ
ซหี (ความสนั ตสิ ุขพงึ มีแดทาน) และสานุศษิ ย
๖- การแสวงหาความจาํ เริญกบั รองรอยของทานนบแี ละบรรดาเอาลิยาอ เปนการตง้ั ภาคีหรือ?
แนนอนท่สี ดุ แบบอยา งของบรรพชนผมู คี ุณธรรมทีแ่ สดงออกมาในรปู ของการแสวงหา
ความจาํ เริญตอ รอ งรอยของทานนบีและวงศว านของทา นนั้น เปน แบบอยา งที่แนน อนอยางหนงึ่ ที่
ไมตอ งสงสัยเลย นบั ต้งั แตใ นสมัยประวัติศาสตรข องมวลมสุ ลมิ เปน ตนมา ทุกยุค (เรอื่ งนี้ ทา นชัยค
มุฮัมมัด ฏอฮริ อลั -มกั กีย มะอาซยี ไดเขียนหนังสือไวเลมหนง่ึ โดยใหช ื่อวา การแสวงหาความ
จาํ เริญ (ตะบัรรกุ ของบรรดาสาวกกับรองรอยของทานศาสนทตู แหง อัลลอฮ(ศ) ในหนงั สือเลม นี้
ทานไดอางหลักฐานยนื ยันทางประวัตศิ าสตรทแี่ นนอนเก่ียวกับการแสวงหาความจาํ เรญิ ของบรรดา
สาวก และของบรรดาตาบิอนี ทมี่ ีตอรอ งรอยของทา น และหนังสอื นี้ไดถ ูกพิมพใ น ฮ.ศ. ๑๓๘๕
ตอ มาไดร บั การพมิ พค ร้ังใหม ในป ฮ.ศ.๑๓๙๔) อยา งไรก็ตาม พวกวะฮาบียไ ดตอบโตในเรื่องน้ี
อยางแข็งขัน และถอื วา เปนเรอื่ งของการต้งั ภาคี ทั้งๆท่ีเรอ่ื งนีเ้ ปนการแสดงออกซง่ึ ความรกั และ
ความภกั ดีที่มีตอ ทา นนบตี ลอดทั้งบรรดาวงศว านของทา น
การแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบัรรุก) นั้น ถาหากเขาไดกระทาํ ลงไปโดยยึดถือไปตาม
หลกั การปฏิบัติของนบยี ะอกบู ทไี่ ดเอาเสือ้ ของนบยี ูซุฟมาวางทีด่ วงตาทง้ั สองขา งของทาน แลว ตา
ของทา นกลับมองเห็นข้ึนมาอีกอยางน้ี เราจะกลา วโจมตีเขาวา ทาํ การตงั้ ภาคีไดก ระนั้นหรอื แลวยงั
มขี อ แตกตางอะไรระหวางการแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบรั รุก) กบั รอ งรอยตา งๆ ของทา นนบีและ
รองรอยตา งๆ ของบรรดาเอาลยิ าอก ับการที่นบียะอกบู แสวงหาความจาํ เริญ (ตะบรั รกุ ) กบั เสอื้ ของน
บยี ูซุฟ
อลั ลอฮ ผูทรงสูงสดุ มโี องการวา :
“คร้นั เม่ือผูแจงขาวดีไดม าถึง เขาก็ไดโยนมันไปที่ใบหนาของเขา พลนั การมองเหน็ ก็
คืนกลบั มา”
(ยซู ุฟ-๙๖)
กลาวคือเรามคี วามเหน็ วา นบียะอก บู (ความสนั ติพึงมีแดทา น) แสวงหาความจาํ เริญกับเสือ้
ของนบยี ูซุฟ และแนน อนยง่ิ อลั -กุรอานก็ไดก ลา วอยา งนี้ เชน เดียวกับท่ีกลาววา การมองเห็นของ
ทา นคืนกลบั มาไดกเ็ พราะการแสวงหาความจําเริญ (ตะบัรรกุ ) อันนี้
ดังน้ัน ถา หากวา การกระทาํ ในคร้งั นี้หมายความถึงการตงั้ ภาคีแลว แนนอนที่สุดทานนบีผู
ทรงเกียรตทิ า นนจ้ี ะตองไมปฏบิ ัตอิ ยา งเด็ดขาด อลั -กุรอานกจ็ ะตอ งไมกลา วถึง ผลลัพธท เ่ี กิดกต็ อ ง
ไมปรากฏเปน แน
ดังน้ัน อะไรท่ีเปน ขอแตกตา งกัน ระหวา งเสอื้ ท่ีถกู ถกั ทอมาจากฝา ย กบั ผนงั สุสานทท่ี ํา
ข้ึนมาจากเหล็ก
ทําไมการกระทาํ ชนดิ แรกจงึ ไมถ ือวา ขดั กับหลกั เอกภาพ ทง้ั นรี้ วมไปถึงการสมั ฤทธิผ์ ล
ของดวงตาท่ีกลับมองเห็นได แตการจูบผนงั สุสานของทานนบีผูบริสุทธ์ิตอ งมาถกู ถอื วา เปน การตง้ั
ภาคี และเปนการกระทาํ ทอี่ อกนอกหลกั เอกภาพ
แลวทาํ ไม การจําแนกแยกแยะอยางน้ีทพ่ี วกวะฮาบยี หยิบยกขน้ึ มา กบั เรื่องทเ่ี ราไดอธิบาย
ไวใ นหนงั สอื น้ี โดยสรุปเกี่ยวกับบทเรียนของเร่อื งราวตา งๆ เหลานซี้ ่ึงเปน ส่ิงทพี่ วกวะฮาบยี ป ฏเิ สธ
มามอี ยใู นตวั บทของอัล-กุรอาน อนั ทรงเกยี รติ ดงั น้ันเราจงึ คดิ วา คาํ อธิบายเพยี งแคนี้กเ็ ปนที
เพียงพอแลว ถาหากเหน็ วายังไมพ อ ก็ยงั มีหลกั ฐานตางๆ ท้ังในแบบฉบับ (ซุนนะฮ) และใน
ประวัตศิ าสตรย งั มีอกี มากมายที่ยืนยันวา มกี ารแสวงหาความจาํ เรญิ (ตะบรั รุก) อยางนี้ อนั แสดงให
เห็นวา บรรดาสาวกและบรรดาตาบอี นี ตางก็แสวงหาความจําเริญตอ รองรอยของทานนบ(ี ศ) และ
รองรอยของบรรดาเอาลยิ าอบ างทา น
น่ีคอื เรื่องหนงึ่ และโดยแนน อนยง่ิ ในตําราศอฮฮี แ ละตาํ ราฮาดีษ ตาํ ราประวตั ศิ าสตร อีกทงั้
รายงานบอกเลา เลม ตา งๆ ไดมีระบถุ ึงการแสวงหาความจาํ เรญิ ของบรรดาสาวกและบรรดาตาบอิ ีนท่ี
มีตอ รองรอยของทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แกท า นและแกบรรดาลกู หลานของ
ทาน) ในทน่ี ี้ เราจะขอยกตัวอยา งในบางเรอ่ื งมาเสนอ
ดังท่ีมีปรากฏในศอฮฮี บุคอรี บทท่ีวา ดวย สงครามฏออฟิ รายงานจากทา นอะบี มซู า วา :
ฉนั ไดอ ยูก ับทานนบี (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดท า นและแดลูกหลานของทาน) ในขณะท่ี
ทานหยดุ พัก ณ ตําบลญะอร อนะฮ ระหวา งมักกะฮก ับมะดนี ะฮ ซงึ่ มีบิลาลอยูก ับทา นดว ย ขณะนั้นมี
ชาวอาหรบั คนหนงึ่ มากหาทา นนบี (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดท านและแดลูกหลานของ
ทาน) แลว กลา ววา : ทา นจะทําใหคาํ สญั ญาทเี่ คยใหไ วแกฉนั สมั ฤทธ์ิผลจะไดไหม? ทา นไดกลาวแก
เขาวา “จงไดรับพรท่ีดีงามเถดิ ” เขาจึงกลา วขึน้ วา “ทา นกลาวกบั ฉันวา จงรบั พรท่ดี ตี ้ังหลายครงั้
มาแลว ขอทา นมอบใหแกอ ะบีมซู า และบลิ าลทม่ี ีลกั ษณะคนบ้งึ ตงึ ดวยเถิด” แลวทา นกไ็ ดกลา ววา
“พรท่ีดจี งกลับคนื มา แลว เจา ท้ังสองจงรบั มันไว” เขาท้ังสองตอบวา “เราไดร ับแลว” ตอ มา ทา นได
เรียกหาถงั นํา้ แลวทา นไดลา งมือกับหนาของทานลงในนน้ั และพนลงไปในน้ัน หลังจากนนั้ ทาน
กลา ววา : เจา ท้งั สองดืม่ มันเถิด แลวจงลูบชะโลมใบหนาและลําคอของเจา ทงั้ สองและเจา ท้ังสองจะ
มพี รที่ดี” ดงั น้ัน คนทงั้ สองก็เอาถงึ นํา้ มา กระทํากันทงั้ สองคน ทานหญงิ อมุ มุซะลามะฮรอ งมาจาก
ทางหลงั มา นวา “ทา นทงั้ สองชา งประเสรฐิ ดแี ทๆ” แลว คนทงั้ สองก็นาํ เอาสว นหนึง่ มอบใหแ กทาน
หญิง
ในหนงั สือ ศอฮีฮบ คุ อรี หมวดทว่ี าดวยเร่ือง อัล-ลิบาซ บทท่ีวา ดวยอลั -กบุ บะตุล หุมะรออ
มนิ อาดัม รายงานจากอิบนุ อะบี ญะฮีฟะฮ จากบิดาของทาน วา : ฉันไดมาหาทา นนบี (อัลลอฮทรง
ประทานความจาํ เริญแดท า นและแดล กู หลานของทา น) ในขณะทีท่ า นอยู ณ โดมสีแดงคลายเลอื ด
และฉันไดเห็นทา นบลิ าล และประชาชนไดเอาน้ําวุฎของทา นนบี (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ
แดทา นและแดบรรดาลูกหลานของทา น) กนั กลาวคอื คนท่ีไดแ ตะมาสกั หนอ ยกจ็ ะเอามาลบู คนที่
ไมไดเลยกเ็ อารอยเปยกจากมือของเพือ่ นๆ
ในหนงั สอื ศอฮีฮ มุสลิม หมวดวา ดว ยอัล-ฟะฎออลิ บททีว่ า ดวย ความใกลช ิดทท่ี า นนบี
(ความสนั ติสขุ พึงมีแดท าน) มีตอ ประชาชน และการแสวงหาความจาํ เริญของประชาชนทมี่ ตี อทา น
รายงานจากทา นอานัส บิน มาลกิ กลาววา : ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (อัลลอฮทรงประทานความ
จาํ เรญิ แดทา นและแดลูกหลานของทา น) นั้น เม่ือทานมานมาซตอนเชา ตรู จะมีคนรับใชชาวมะดี
นะฮ มาหาทา นพรอ มกบั นาํ ภาชนะที่มนี า้ํ บรรจุอยมู า คราวใดทพ่ี วกเขานํามายนื่ ทานก็จะจุมมือของ
ทา นลงไปในน้นั ทุกครง้ั บางขณะพวกเขานาํ มาในตอนเชาทอ่ี ากาศเย็นจดั ทา นก็ยงั จุมมอื ของทาน
ลงในนั้นดว ย
ในหนงั สือ ศอฮฮี บ คุ อรี หมวดวา ดวยเร่ือง อัล-อะดับ บททีว่ า ดว ย ฮุซนุล คุลกุ วซั ซิคออ
รายงานจากทา นซะฮัล บิน ซะอัด กลา ววา มหี ญิงคนหนง่ึ มาหาทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความ
จําเรญิ แดท า นและแดลกู หลานของทาน) พรอมกบั นาํ บุรดะฮม าดวย ทา นซะฮลั ไดถามพรรคพวกวา
พวกทา นรหู รือเปลาวา บุรดะฮค อื อะไร พรรคพวกตอบวา คือ เส้ือคลุม ทานซะฮลั กลา ววา มันคอื
เสื้อคลุมที่ถูกเยบ็ ใหต ะเขบ็ อยขู า งใน แลวนางกลา ววา “โอศ าสนทูตแหงอลั ลอฮ ทา นโปรดสวมชดุ
นเ้ี ถิด” ทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ และสนั ตสิ ขุ แดท านและแดล ูกหลานของทา น) ก็
ไดรบั มนั มาอยา งคนที่ตองการมันมาก มีชายคนหน่งึ ในหมูสาวกเหน็ เชนน้ัน ก็กลาววา “โอศ าสน
ทูตแหงอัลลอฮ ชา งสวยงามอะไรอยางนี้ โปรดใหฉันสวมมันเถิด” ทา นไดกลา ววา “เชญิ เถิด” วา
แลวทา นก็ลุกข้ึนไป บรรดาสาวกไดต าํ หนิเขาผูนนั้ วา ไมเ ปน การดเี ลย ในขณะท่ีทา นกเ็ ห็นอยแู ลว
วา ทา นนบี (อัลลอฮกทรงประทานความจาํ เริญแดท า นและแดล ูกหลานของทา น) รับมันมาดวย
ความตองการทจ่ี ะใชมนั แตท านกลบั ขอมันมาเสยี ได ท้งั ๆ ทท่ี า นกร็ ูอยูแลววา ไมมอี ะไรท่ใี ครขอ
ทา น แลวทา นจะไมใ ห “ชายคนน้ันตอบวา “ฉนั หวังความจําเรญิ ของมนั ในเมอ่ื ทานนบไี ดสวมมนั
แลว เผื่อวา ฉนั จะถกู พอกะฟนในผา ผืนนี้”
๗- การกอสรา งบนสุสาน
แทจ รงิ การกอ สรางทม่ี ีบนสุสานของบรรดานบแี ละสสุ านของบรรดาเอาลยิ าอน น้ั เปนส่ิงท่ี
บรรดาผปู ฏิบตั ติ ามนบตี า งๆ ไดกระทําไว และเปนไปตามบทบัญญตั อิ ันสงู สุดท้ังกอ นสมัยอิสลาม
และหลงั สมยั อสิ ลาม
แนนอนท่ีสุดบุคคลเหลาน้ัน ไดกอ สรางอาคารและผนังบนสุสานของบรรดานบี และ
บรรดาเอาลิยาอไ ปแลว และสว นมากกย็ ังคงเหลืออยูใหเ ห็นจนถงึ ปจ จุบัน ในประเทศอริ ัค
ปาเลสไตน และซีเรีย
อยา งไรก็ตาม พวกวะฮาบยี แอบอางวา ส่ิงเหลาน้ี เปน การต้งั ภาคี หรือเปน การอตุ ริ
(บดิ อะฮ) อยา งหนึง่ ดงั นั้น พวกเขาจงึ ลงมตเิ ปน เอกฉันทในการใหท าํ ลายสิ่งกอสรางและผนัง
เหลา นี้
ทานอิบนุก็ยืนยันไดกลาวไวในหนังสอื ของทานชอื่ : ซาดลุ มีอาด ฟ ฮุดา ค็อย รุล อิบาด”
วา : จําเปนตองทําลายหลักฐานตา งๆ ทีถ่ กู กอ สรางไวบนสุสานทงั้ หลาย และไมอนุญาตใหค งสภาพ
ไว หลังจากท่มี คี วามสามารถในการทําลายและรอื้ ถอนมนั ไดในวันหนงึ่ ” (๑)
พวกวะฮาบยี ไดดําเนินการตามแบบฉบบั อันช่วั รายเหลาน้ี กลา วคือ หลังจากทพ่ี วกเขาได
เขา ครองเมอื งฮิญาซไดแ ลว บรรดานกั ปราชญแ หง เมืองมะดนี ะฮไดว ินิจฉนั ความเกี่ยวกบั อาคารและ
สสุ านเหลา น้ัน เปน การกลา วถึงกฎเกณฑใ นการวนิ จิ ฉยั ความของพวกเขา และคาํ ตอบท่นี กั ปราชญ
เมืองมะดีนะฮจ าํ เปน ตองตอบ โดยทอี่ บิ นุ บัลฮีดไดต้งั คําถามในเร่ืองน้ี ข้ึนในวันหนง่ึ วา :
“อะไรที่นักปราชญแ หง เมอื งมะดีนะฮกลาวในเร่อื งอาคารสถานทกี่ อ สรางบนสสุ านและ
การถือเอามาเปน สถานท่สี ุดุ นั้นลวนเปนความเขา ใจและความรูท ่ีอัลลอฮทรงเพิ่มพูนแกพวกเขา
ท้ังสิน้ และถาหากวา ไมอนุญาต ยง่ิ ไปกวานน้ั ยังหามในเรื่องน้ีอยา งเดด็ ขาดทส่ี ุดแลว (๒) จาํ เปนท่ี
จะตองทาํ ลายและหา มมใิ หน มาซ ณ แหงนัน้ หรอื ไม? (๓)
โดยเหตุท่ีวา คาํ อธบิ ายในทน่ี ้ี กําหนดขึ้นมาเพื่อศกึ ษาวิเคราะหป ญหาตา งๆ เหลา น้ตี ามท่ีมี
ปรากฎอยใู นอลั -กรุ อาน ดังน้ันเราจึงนําเอาปญหานไี้ ปกลาวถงึ ไวในหนังสอื อัล-อลุ ฮู ี อะซีซ ซ่ึงเรา
จะไดพบกับคําตอบท่ถี กู ตอ งในหนังสือเลมนั้นได
ขอใหทานพจิ ารณาส่ิงที่เราเขาใจจากอัล-กุรอานในประเด็นนี้ คอื :
๑- ความหมายภายนอกของบางโองการแสดงวา พวกท่ีถือตามบทบัญญตั แิ หงพระผูเปนเจา
เคยสรางอาคารเปน สถานท่ีสุุดบนสุสานของบรรดาเอาลิยาอของพวกเขาหรอื ไมกส็ รา ง ณ บรเิ วณ
สุสาน ทงั้ นกี้ ็เพราะวา ในเมอื่ งเรื่องราวของชาวถํา้ ถูกเปดเผยขึ้น มีผูออกความเห็นขดั แยงกันเก่ียวกับ
รองรอยของพวกเขากลาวคอื พวกทเ่ี ปนผตู ั้งภาคใี นหมชู นเหลา น้ัน กลาววา :
“พวกทานจงสรางสิง่ กอสรา งบนพวกเขาไวเถดิ พระผอู ภบิ าลของพวกเขายอ มรอบรูยิ่งตอ
พวกเขา”
อกี พวกหนึ่งซ่ึงเปน พวกมุสลมิ ไดก ลา ววา :
“แนน อนเราจะตอ งถอื เอาทบ่ี นพวกเขาเปนสถานทสี่ ุุด”
(อัล-กะฮฟ-ุ ๒๑)
ทา นซะมคั ชะรี ไดก ลาวในตฟั ซีรวา : วรรคทว่ี า “พวกทา นจงสรา งสงิ่ กอสรางบนพวกเขา
ไวเ ถิด” หมายถงึ พวกทานจงกอสรางสง่ิ กอสรา งทบั บนประตถู ํา้ ของพวกเขา เพอ่ื ปองกนั อยา ใหค น
แทรกเขาไปยงั พวกเขาได โดยปดทบั ดินของพวกเขาไว และใหกั้นบริเวณมนั เหมือนกับดินของ
ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮที่ถูกกั้นบริเวณไวด ว ยรว้ั
ทานไดกลาวในตฟั ซีรอีกวา : วรรคท่วี า “บรรดาผทู ่พี ิชติ เหนืองานของพวกเขาไดกลาววา
แนน อนเราจะถอื เอาที่บนพวกเขาเปนสถานทีส่ ุ ูด” นน้ั หมายถงึ บรรดามสุ ลิมและเปน ผูร ับผิดชอบ
(๑) ซาดุลมอิ าด หนา ๖๖๑
(๒) โปรดดคู ําตอบซ่ึงนักปราชญศ าสนา ไดถ ูกเสนอขน้ึ มาใหเ ปนผวู นิ ิจฉันความในหนงั สือนั้น
(๓) หนงั สอื พิมพ อมุ มลุ กุรอ อนั ดับท่ี ๑๗ หนา ๑๔
ตอ พวกเขา และรับผิดชอบตองานกอ สรางบนพวกเขา ไดกลา ววา : แนน อน เราจะตอ งถอื เอาท่ีบน
ประตถู ้าํ เปน สถานทีส่ ุ ดู ใหบรรดามสุ ลมิ ไดนมาซในนน้ั และแสวงหาความจาํ เริญกับสถานท่ขี อง
พวกเขา (๑)
ในตัฟซีร ญะลาลยั นไดกลา ววา วรรคทวี่ า “กลา วคอื พวกเขากลาววา “หมายถงึ พวกปฏเิ สธ
กลาววา ” วรรคทีว่ า จงกอสรางบนพวกเขา : หมายถงึ สรา งสิง่ กอสรา งรอบๆ พวกเขาใหม ดิ ชิด วรรค
ท่วี า “พระผอู ภบิ าลของพวกเขายอ มรอบรยู ง่ิ ตอพวกเขา บรรดาผูท พ่ี ชิ ติ เหนอื งานของพวกเขาได
กลาววา ” หมายถงึ “งานของคนหนมุ และพวกเขาเปนผูศรัทธา กลาววา แนน อนเราจะตองถือเอาที่
บนพวกเขา หมายถึงรอบบรเิ วณพวกเขา เปน สถานทีส่ ุดู นมาซในนนั้ ” (๒)
สรปุ ไดเลยวา เปน ทีแ่ นน อนยง่ิ บรรดานักอรรถาธิบายอลั -กรุ อานมีความเหน็ ตรงกันใน
ประเดน็ ทีว่ า คนพูดถงึ การกอสรางสถานท่ีสุ ดู บนสสุ านของพวกเขานั้น เปนพวกมุสลมิ และอลั -กุ
รอานกม็ ไิ ดอ า งถึงเรอ่ื งเหลา นข้ี องพวกเขาขึ้นมาเพื่ออนื่ ใด นอกจากเพื่อใหเ ราปฏบิ ัตติ ามพวกเขา
และถอื เอาพวกเขาเปนแบบอยา งในเรอื่ งนน้ั
ถาหากวา การกอ สรา งสถานท่สี ุ ดู (มสั ยิด) บนสุสานของพวกเขาและบนสุสานของ
บรรดาวะลยี ทง้ั หลายเปนงานท่ตี อ งหามแลว แนน อนอัล-กุรอานจะตอ งแสดงเหตผุ ลเอาไวในขณะที่
อางถงึ คาํ พูดของคนพวกนั้น ไปในทาํ นองปฏเิ สธ วิพากษ เพื่อมิไดคนทไ่ี มร หู ลงผิด
สว นในกรณีท่ีมีรายงานมาจากฮาดีษของทานนบที ีว่ า : อลั ลอฮทรงสาปแชงพวกยะฮดู และ
พวกนะศอรอ ในฐานะที่ถือเอาสุสานของบรรดานบขี องพวกเขาเปนสถานทส่ี ุูดนั้น (๒) หมายถึง
วา การสุ ดู (กราบลงแกสสุ านของบรรดานบแี ละถือเอาสุสานเปน ทิศทาง (กิบละฮ) ในการนมาซ
และอนื่ ๆ ซึ่งในเรือ่ งน้บี รรดามสุ ลมิ รอดพนขอหาไปอยางสน้ิ เชงิ และทา นกิศฎอ็ ลลานียก ็ไดอธบิ าย
ไวอ ยา งชัดเจนในหนงั สอื อิรชาดุซซารี ฉบบั อธิบายศอฮีฮ บคุ อรี
แทจ รงิ สุสานของบรรดานบีทกี่ ระจายอยูรอบๆ บยั ตุลมักกิสน้ัน มีอยู เชน สุสานของนบีดา
วดู (ความสันตพิ ึงมแี ดท าน) อยูในอัล-มกั ดสิ สสุ านของนบอี ิบรอฮีมของนบอี สิ หาก บตุ รชายของ
ทาน และสุสานของนบียะอก บู ของนบียซู ุฟ ซง่ึ ทา นนบีมซู า นาํ มาจากอียปิ ตไปเกบ็ ไวที่บยั ตุล
มักดิส ในบะละดิลคอลีล บรรดาสุสานเหลานี้ลวนถกู สรางอยางแข็งแรง โดยมีหนิ อันทรงเกียรตถิ ูก
กอ อยูขางบนกอนสมัยอสิ ลาม และยังคงอยูอยา งนัน้ ตลอดมาหลงั จากสมยั ทอ่ี ิสลามมชี ัยชนะตราบ
ถึงทุกวันน้ี
อยา งไรก็ดี ทา นอิบนตุ ัยมยี ะฮ ยังเอย อางไวในหนงั สอื “ศริ อฏ็อลมสุ ตะกมี ” เกย่ี วกบั เร่ืองนี้
วา อาคารทกี่ อ บนสุสานของนบี อิบรอฮมี อัลคอลีล (ความสนั ติสุขพงึ มีแดท าน) น้ัน ไดม ขี ้นึ ใน
สมัยท่อี ิสลามมีชัยชนะ และสมัยของบรรดาสาวกเพียงแตป ระตูของอาคารนี้ถูกปดกั้นไวมาจนถึง
สมยั ป ฮ.ศ.๔๐๐
(๑) อัล-กชิ าฟ เลม ๒ หนา ๒๕๔
คํากลา วขอนี้ ไมมีผลอันใด และไมส รา งความเสียหายอะไรแกเ ราเลยกลา วคือ “ทา นอมุ ัร”
เองน้ัน เม่ือทานพชิ ิตบัยตลุ มักดิสได ทา นก็เห็นอาคารนี้อยแู ลว และพรอ มกนั น้ัน ทา นก็มิไดท าํ ลาย
มนั แตอยางใด คํากลา วของทา นอิบนุมยั มียะฮท ี่วา มันถกู ปดมาจนถึงป ฮ.ศ.๔๐๐ น้นั จะถกู ตอง
หรือไมถูกตองก็ตาม มันกย็ ังแสดงวา ไมมกี ารหามกอสรางอาคารบนสุสานเลย และแนน อนทส่ี ุด
ส่ิงกอสรางอันนมี้ ีผานมาหลายยคุ หลายสมัยมาแลว และลวงเลยมาหลายศตวรรษ และหลาย
อาณาจกั รอสิ ลามกย็ งั ไมเคยไดย ินจากนกั ปราชญ จากผมู คี ุณธรรมใดๆ และจากนกั ศาสนาคนใด
กอนหนาพวกวะฮาบียเ ลยวา จะมใี ครปฏิเสธเรือ่ งนี้และสั่งใหท าํ ลายหรือหา มในเร่อื งนี้
นอกเหนือจากนีอ้ กี ประการหนึง่ กค็ ือวา ทที่ านนบีไดถูกฝง ในหอ งนอนบานของทานก็ดี
และท่สี าวกของทานอกี สองคนทถ่ี ูกฝงอยูทีน่ ั่นก็ดี ไมมอี ะไรแตกตา งกนั ระหวา งท่ผี า นมาแลว กบั
สมัยถัดมาเลย และไมเคยมใี ครกลา วถึงความแตกตางในขอนเ้ี ลยอยางไมตอ งสงสัย
ประวตั คิ วามเปน มาของการกอ สรางอาคารบนสุสานของทา นนบีสามารถใหป ระโยชนแ ก
ทานในเร่อื งน้ีไดเปนอยา งดียงิ่ ขอโปรดจงไดพจิ ารณา
พวกวะฮาบยี กับรายงานของอะบี อลั -ฮยั ยาจ
น่ีเปน เรอ่ื งหน่ึง และในตอนสรุปเราขอชแี้ จงไปถึงขอ อา งทพี่ วกวะฮาบยี นาํ มาใชใ นการ
ทาํ ลายสสุ าน นัน่ คือรายงานโดยทานมสุ ลมิ ในหนงั สือ ศอลียข องทา นคือทานกลา ววา ทานยะหยา
บนิ ยะหยา, ทา นอะบูบักร บิน อะบี ชัยบะฮ, ทา นซุฮัยร บิน หรั บ ไดเลาเราวา ทายะหยา ไดกลา ววา
: มคี นอื่นอีกสองคนไดบอกเราวา วะกอี ไดรบั ฟงมาจากทา นซฟุ ยาน อันไดร บั ฟงมาจากทา นฮาบบี
บนิ อบีษาบิต อนั ไดร บั ฟงมาจากทา นอาลี บนิ อะบี ฎอลิบ ไดกลาวแกฉันวา แนน อนฉันจะแตง ตงั้
เจา ตามแบบทที่ านศาสนทตู แหงอัลลอฮ (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดทา นและแดวงศว าน
ของทาน) เคยแตงตง้ั ฉนั วา เจาอยา ปลอ ยรปู ปน ไวโ ดยมิไดขจัดมัน และเจา อยา ปลอยสสุ านอนั สูงสง
ไวโ ดยมิไดปรับมันใหเรยี บ”(๑)
โดยแนน อนย่ิง พวกวะฮาบยี อ างหลักฐานดวยคํากลา วของทา น(ศ) ท่วี า “และเจา อยา ปลอ ย
สสุ านไวโดยมิไดปรับมันใหเรียบ” วา จาํ เปน ตองทาํ ลายสุสานและตองปรบั มนั ใหเ รยี บไปกบั ดิน
อยา งไรก็ดี การอา งหลักฐานโดยอาศยั ฮาดษี ดงั กลา ว จะตอ งขนึ้ อยูกบั สองกรณดี วยกนั :
1- จะตองเปนฮาดีษที่มีสายสบื ถกู ตอ งและสายรายงานทไี่ ดรบั การเชื่อถอื
2- เหตผุ ลตามความหมายของฮาดษี
แตฮาดีษนีม้ ีความคลมุ เคลืออยูท้งั สองดาน กลาวคือ :
สําหรับกรณขี องสายสบื นั้น ปรากฏวา มบี คุ คลตางๆ พวั พันอยใู นรายงานซ่ึงถือกันวา การ
ยอมรบั ฮาดีษท่เี ลา มาโดยบคุ คลนั้นๆ ไมถูกตอ ง อาทิ เชน :
(๑) ศอฮฮี มุสลมิ เลม ๓ หนา ๖๑ กติ าบอญั -ญะนาอิซ และสุนัน ติรมีซีย เลม ๒ หนา ๒๕๖ หมวด
วา ดว ยการปรบั สุสานใหเ สมอ สนุ ันนะซาอีย เลม ๔ หนา ๘๘
1- วะกอี
2- ซุฟยาน อัษเษารยี
3- ฮะบีบ อะบี ษาบติ
4- วาอลิ อัลอะซะดี
สาํ หรับวะกีอน ัน้ แนนอนย่ิง ทา นอิมาม อะหม ัด บิน หันบลั ไดก ลาวถงึ เขาวา “มีความผดิ
พลาดอยูถงึ หารอยฮาดษี ” (๑)
เชนเดียวกันน้ี ทานมุฮมั มัด บนิ มรั วะซียก็ยังไดก ลา ววา เขาผนู ้นั (วะกีอ) เพียงแตพ ดู เอา
ความหมาย แตมใิ ชเปนนักภาษา คอื เขามไิ ดรายงานฮาดษี ไปตามเนื้อหาท่รี ะบแุ ละตามประโยค
ตา งๆ ท่ีเปน จรงิ ขณะเดยี วกันเขากม็ ไิ ดเปนผูร ภู าษาอาหรบั ดวย (๒)
สวนซฟุ ยาน อัษเษารีย นนั้ ไดม กี ารอา งจากคําบอกเลาของ อิบนมุ บุ ารอ็ กวา : “ซุฟยานแตง
ฮาดีษข้ึนบทหน่ึง ดังนั้น พอขา พเจา มาหาเขาขณะท่ีเขาปลอมฮาดีษอยู พอเขามองเห็นขาพเจา เขาก็
ละอายตอขา พเจา ” (๓)
แนน อนทสี่ ุด ในหมวดอธบิ ายชือ่ ของ ยะหยา บนิ กิฎอนไดม ีการอา งวา เขาไดกลาววา “ซุฟ
ยานพยายามทําใหค นท่ีไมน าเชือ่ ถือ เปน ท่ีนาเชอ่ื ถอื สําหรับขา พเจา แตแ ลว เขาก็ไมส ามารถจะ
กระทาํ ได” (๔)
สําหรบั ฮาบบี บนิ อะบี ษาบติ น้นั มีการอา งมาจากทา นอะบอี บิ บานวา “เปนคนปลอมฮา
ดษี คนหนึง่ ”(๑)
เชน เดียวกันน้ี ทา นอะฏอ กก็ ลาววา “ไมม ใี ครตามเขา และเขาไมมคี วามจาํ ทแ่ี มนยาํ ” (๒)
สว นวาอิลนน้ั มีการกลาวกันวา เปน ท่ีโกรธเคอื งของทานอาลี (ความสนั ติพึงมีแดทาน)
นี่คอื สวนของสายสืบ
สําหรบั กรณีท่ีสอง (เหตผุ ลของฮาดษี ) กลาวคอื จะตอ งแสดงรายละเอยี ดของคาํ ทัง้ สองท่ีมี
ระบุอยู ในฮาดษี น่ันคอื คาํ วา มชุ รั รอฟน (อันสงู สง ) กบั คาํ วา เซาวยี ะตะฮุ (ปรบั มันใหเ รียบ)
สาํ หรับคําวา มุชัรรอ็ ฟ นั้น หมายถึงสถานที่สงู เหยยี ดยง่ิ กวา ส่ิงอื่นๆ (๓)
ในพจนานุกรมระบวุ า : อชั ชัรร็อฟ เปนคําท่ดี น้ิ ได เชน ความสงู สง , และหมายถงึ ตะโหงก
(๑) ตะฮซบี ตุ ตะฮซ ีบ เลม ๑๑ หนา ๑๒๕
(๒) เลมเดมิ หนา ๑๓๐
(๓) เลมเดมิ เลม ๔ หนา ๑๑๕
(๔) เลมเดมิ เลม ๑๑ หนา ๒๑๘
(๑) เลม เดิม เลม ๓ หนา ๑๗๙
(๒) อัชชรั หลุ -ฮาดีด
(๓) มุนญิด หมวดคาํ วา ชะรอ็ ฟ
ทห่ี ลงั อฐู ดวยกไ็ ด (๔)
สวนคําวา อัตตสั วียะฮ หมายถงึ การปรบั สวนทค่ี ดงอใหเรียบ มักจะใชเ รยี กการทาํ สงิ่ ใดสิง่
หน่ึงใหเรียบ เชน ทําใหม นั เรียบ, ทาํ ใหม นั เสมอ, เทา เทยี มกัน
คาํ นนั้ ยงั ถูกใชในอลั -กรุ อาน ดวย คอื :
“ผทู รงสรางแลว ทรงทาํ ใหสมดลุ ย”
(อลั อะอล า -2)
ดว ยเหตนุ ้ี จึงทําใหเห็นวา ความหมายท่ใี กลเ คยี งความจรงิ จะตอ งหมายถึงวา การปรบั
สภาพสสุ านสว นทีส่ งู ใหเสมอ คือมิไดหมายถึงการใหทําลายสสุ านจากฐานของมันดวย แตป ระการ
ใด และน้ีคือทัศนะของฝา ยชาฟอียพ วกหน่ึง ดังท่ีมีปรากฏอยูในตําราฟก ฮุอะลลั มะซาฮบุ สุ
อรั บะอะฮ ความวา : “และเปนทอ่ี นโุ ลมใหยกดินขึ้นเหนอื สสุ านประมาณหนึ่งฟุต” (๕)
มีคาํ อธิบายอกี ตอนหนึง่ วา : ใหทาํ คลา ยตะโหงกหลงั อูฐได แตทานอมิ ามชาฟอียก ลาววา
“ทําใหด นิ เสมอเทา กัน ดีกวา ทําเปน ตะโหงก” (๑)
กลาวคือแนวทางชาฟอยี ไ ดสนับสนุนฮาดีษบทนแี้ ละแนวทางชอี ะฮอิมามียะฮก ็สนับสนุน
ดวย เชน กัน
สิ่งท่ีควรสนใจอยางหน่ึงก็คือวา ทา นมุสลิมเจา ของตาํ ราศอฮีฮเองไดบันทกึ ฮาดีษนี้ไว
ภายใตห มวดที่ชื่อวา “เรื่องการปรบั สุสานใหเ สมอ” โดยมิไดใ ชช อ่ื เรียกวา “การทบุ ทาํ ลายสสุ าน”
แตอยา งใด (๒)
ส่ิงเหลานีไ้ ดช ้ีใหเหน็ วา ทานมุสลิมไดอางไวใ นศอฮฮี ของทา นไปตามความหมายอยาง
เดียวกบั ทเี่ ราไดวิเคราะหอ อกมาจากฮาดษี ดงั กลาว ทา นไดกลา วไวหลังจากสรุปเกยี่ วกบั สายสืบวา
ทานษะมามะฮ บิน ชฟุ ย ไดกลาววา “เราไดอยูกบั ทา นฟะฎอละฮ บิน อะบดี ทเี่ มืองโรมนั รูดเี ซีย
แลว เพอื่ นของเราคนหน่งึ เสียชวี ิตลง ดงั นั้น...ทานฟะฎอละฮ บนิ อะบดี ไดส งั่ ใหเ ราทําสุสานให
เสมอกนั แลว กลาววา “ฉันเคยไดยินทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ สั่งใหท าํ สุสานใหเรยี บเสมอกัน”
ไมตอ งสงสัยเลยวา ความหมายของคําวา ทาํ ใหเ รยี บในทนี่ ี้ มิใชทาํ ใหม ันเสมอเรยี บกับดิน
เพราะการทาํ เชน น้นั ขัดแยงกบั แบบฉบบั (สนุ นะฮ) ที่แนนอนซึ่งระบุใหยกสุสานข้ึนจากดนิ หน่ึง
ฟลุ กลาวคอื มนั หมายความวา ปรับสว นสงู มนั ใหเสมอกัน ในเรอื่ งนี้ ทานอมิ าม นะวาวียไ ดใ ห
คาํ อธิบายฮาดษี ดังกลาวไวใ นศอฮีฮมุสลมิ วา “อยา กอ ใหเปน ตะโหงก แตใหยกข้ึนสักหน่ึงฟุตและ
ปรบั ใหเรียบ (๓)
(๔) พจนานกุ รม หมวดคําวา ชะร็อฟ
(๕) ฟก ฮุ อะลา มะซาฮบิ ิล อรั บะอะฮ เลม ๑ หนา ๔๒๐
(๑) ฟกฮุอะลัล มะซาฮิบิล อรั บะอะฮ เลม ๑ หนา ๔๒๐
(๒) ศอฮฮี มุสลมิ เลม ๓ หนา ๖๑ กติ าบญะนาอซิ
(๓) ชะเราห ศอฮฮี มสุ ลิม ของทานนะวาวยี
มิใชว า จะอธบิ ายอยางนีก้ ับฮาดีษดังกลาวลาํ พังแตเ ราฝา ยเดยี ว หากแตท า นอบิ นุฮะญัร อลั
กอ็ สฎอ็ ลลานี กย็ ังใหท ศั นะอยา งนใ้ี นหนงั สอื “รชาดุซซารี ฟ ชรั ห ศอฮีฮ บคุ อรี” ดว ย(๔) โดยทา น
ไดกลา วหลังจากระบวุ า ตามแบบฉบับ (ซนุ นะฮ) คือ ใหปรับสสุ านและไมจ าํ เปน ที่จะทง้ิ ใหเ รือ่ งการ
ปรบั สุสานเปนความผดิ ของพวกชีอะฮว า “เพราะมันมิไดห มายถึงการทําใหเ รียบกบั ดนิ หากมัน
เพียงแตห มายความวา “การปรบั ” ท่ีใหความหมายรวมกันระหวางกระแสรายงานตา งๆ”
ในทีส่ ดุ ฮาดษี บทนนั้ ของทานนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แดท า นและลูกหลาน
ของทาน) กม็ ิไดคัดคา นอะไร หากแตทานไดกลาววา “อยา ปลอ ยสสุ านไวโดยมิไดป รับใหเสมอ
และอยา ปลอยสงิ่ กอ สรา งทีต่ ัง้ อยบู นสุสาน และอยาปลอยใหม ีโคมสุสานไวโ ดยมิไดปรบั ใหม ัน
เสมอ” ดงั นน้ั เม่อื เปน อยางน้ี ความหมายจะเปนอยา งอน่ื ไมได นอกจากตามทีเ่ ราไดกลาวไปแลว
ทีว่ า มิใหท าํ สุสานสูงเปน ตะโหงก สวนกรณีการสรา งอาคารบนสุสานนัน้ มิไดเปนจุดมง หมายของ
ฮาดษี และไมม หี ลักฐานอันใดจากฮาดีษเลย ทจ่ี ะแสดงวา ไมม ีการอนุญาตใหกอ สรา งอาคารบน
สสุ าน ยิ่งไปกวา น้นั ก็ไมมีวธิ ีการปฏบิ ตั ใิ ดๆ ของมุสลิมที่ดาํ เนนิ ไปพรอมกบั ความขัดแยง ตอฮาดษี
น้ี ดงั ทท่ี า นไดทราบอยแู ลว
แมแตก ระทั่งถา หากวา เราจะตั้งขอสนั นิษฐานวา ความหมายของคาํ วา ตซั วียะฮ (การทําให
เสมอ) ในที่นี้หมายถึง การทาํ ลายโดมและสิง่ ปลกู สรา งใดๆ ท่ตี ้ังอยบู นสุสาน ความนา จะเปนไปได
อยางถงึ ท่สี ุด กจ็ ะตองหมายความถึงสุสานของบรรดาผตู งั้ ภาคที ่ถี กู บูชาเปน ส่งิ ศกั ดิส์ ิทธิ์ จากพวก
บชู าเจว็ดและพวกตั้งภาคเี ทา นั้น ในขณะทว่ี า หลงั จากอิสลามประสบชัยชนะแลว สุสานตางๆ
เหลานัน้ เปน ส่ิงท่ีถูกทอดทิ้งอยูกบั ทขี่ องมนั ที่ยืนยันอยางนีก้ ค็ ือวา ทา นนบี (อัลลอฮทรงประทาน
ความจาํ เรญิ แดท า นและลูกหลานของทา น) ไดแตง ตั้ง ทานอาลี (ความสันติพงึ มีแดทา น) ใหเ ปนผู
ลดิ ลางรปู รอยและทาํ ลายภาพจําลอง สาํ หรับบูชาทมี่ อี ยแู ถบบริเวณนครมะดีนะฮ รูปรอยและภาพ
จําลองเหลาน้ี กห็ าใชอ่นื ไกลไม นอกจากเปน รูปปน และเจวด็ ตา งๆ ทเ่ี ปน ส่งิ เคารพบูชา แมห ลงั จาก
ท่อี สิ ลามประสบกับชัยชนะแลว กต็ าม
เมือ่ เปน เชนนี้ ฮาดษี บทนีจ้ ะมีความเกีย่ วพนั อะไรกบั สสุ านตา งๆ ของบรรดานบแี ละผูม ี
คุณธรรมทงั้ หลาย?
2- อลั ลอฮ ผทู รงเผื่อแผยิ่ง มีโองการวา
“ในบรรดาเคหะสถาน อัลลอฮทรงอนมุ ตั ิใหไ ดรบั การยกชแู ละใหพระนามของพระองค
ไดรับการรําลึกถึงในน้ัน ไดมีการแซซ รอ งสดุดพี ระองคใ นน้นั ทงั้ ยามเชาและยามพลบค่ํา ปวงบรุ ุษ
ผทู ี่การคาและการขายมไิ ดห ันเหพวกเขาออกจากการรําลกึ อัลลอฮ และการดํารงนมาซ และบรจิ าค
ซะกาต พวกเขากลวั วนั หนงึ่ ทหี่ ัวใจและดวงตามทั้งหลายลนลานในวันนน้ั ”
(อนั นรู -๓๖-๓๗)
(๔) อิรชาดซุ ซารี เลม ๒ หนา ๔๖๘
หลกั ฐานจากโองการนแ้ี สดงใหเ หน็ ถงึ การอนุญาตใหก อ สรา งอาคารบนสสุ านได โดย
ข้ึนอยูกบั สองกรณี คอื :
1- คําวา บรรดาเคหะสถาน ในทนี่ ี้ หมายถงึ อะไร?
2- คําวา ยกชู ในท่นี ี้ หมายถงึ อะไร?
สาํ หรับกรณีที่หนง่ึ แนนอนทีส่ ุด มรี ายงานจาก อบิ นุอบั บาส เลา วา มนั หมายถงึ มัสยิด
ทง้ั หลาย ทไ่ี ดรับการยกยองและหยุดยง้ั จากส่ิงเหลวไหลท้ังปวงในนั้น และพระนามของพระองค
ถูกราํ ลึกถึงในน้ัน
อยา งไรก็ตาม จาํ เปนทเี่ ราตอ งศึกษาพจิ ารณาใครครวญในการอธบิ ายเรือ่ งน้ี โดยเหตุท่ีวา
ลักษณะตามทที่ า นอิบนุอบั บาสไดอ ธบิ ายคําวา เคหะสถานในท่นี ี้ วา เปน มสั ยิดท้ังหลายนน้ั ก็นับวา
เปนการอธิบายทถ่ี ูกตอ งประการหน่งึ แตม ิใชจะถูกตองเสียเลยท้งั หมดทเี ดียว เพราะการอธิบาย
ความตอนน้ี มีคลา ยคลงึ กันเปน จาํ นวนมาก สาํ หรับในประเด็นอนื่ อันนอกเหนอื จากนี้
แตยงั อาจทจี่ ะกลาวไดอ กี วา “เคหะสถาน” มใิ ชหมายถงึ มสั ยิดทั้งหลายก็ได เน่ืองจากมัสยดิ
ทง้ั หลายนั้น มีสงิ่ ทช่ี อบ (มุสตะหับ) อยวู า อาคารของมนั จะตอ งเปด โปรง โดยไมม ีหลงั คา และ
มัสยดิ ท่ปี ระเสรฐิ ยง่ิ “มัสยิด อัล-ฮะรอม” น้นั เราจะเหน็ ไดอยางชัดเจนเลยวา มันถกู กอ สรา งมาใน
ลกั ษณะเปดโปรง สวนบา นจะนับวา บา นจรงิ มไิ ด ในกรณที ีเ่ ปด โปรง ยิง่ ไปกวานนั้ บา นจะตอง
หมายถึงสงิ่ ท่ีมีหลังคา และมีดานหลงั พระองคทรงมีโองการวา :
“แนน อนย่ิง เราไดบ ันดาลใหพ วกท่ีเนรคุณตอ พระผทู รงกรุณา ซ่งึ หลังคาสาํ หรับบา นของ
พวกเขาทเ่ี ปนเงิน”
(อซั ซคุ รุฟ-๓๓)
และทรงกลา ววา :
“และคณุ ธรรมใดๆ จะไมม ี สําหรบั การทส่ี ูเจาจะเขา บรรดาเคหะสถานจากทางดา นหลงั
ของมนั ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๘๙)
เรื่องนีจ้ ะเปน ทกี่ ระจา งชดั ขน้ึ กับขอสังเกตที่ใหความรอู ีกประการหนง่ึ กลาวคือ หมายถงึ
เคหะสถานทง้ั หลายของชาวอาหรับ และหมายถึงกระโจมของพวกเขาทม่ี ีใชใ นทะเลทราย และมิได
หมายถงึ ตัวของทะเลทรายเองท่มี ลี กั ษณะเปด โปรง ซ่งึ ตางไปจากกระโจมทม่ี ีหลังคา ที่ไดกลาวมานี้
ก็เพราะวา เราแทบจะไมพบในอลั -กรุ อานเลย สาํ หรับกรณีที่วา ความหมายของบา นคอื มัสยิด ซึ่ง
แตกตา งออกไปจากกรณีของอลั -กะอบอฮ กลา วคือ มนั มหี ลงั คา โดยไดถกู เรียกวามนั คอื บาน อยู
ในหลายๆ โองการในท่ีตางๆ กนั
พระองคท รงมีโองการวา :
“สเู จา จงทาํ ใหบ า นของฉันสะอาดบรสิ ทุ ธิ์เพื่อบรรดาผูเ วยี นวน (ฏอวาฟ)”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๒๕)
พระองคท รงมีโองการวา :
“อลั ลอฮทรงบันดาลใหอัล-กะอบ ะฮ บา นทไ่ี ดร บั การหวงหามมกี ารยนื หยัดเพอ่ื มนุษยชาต”ิ
(อัล-มาอิดะฮ- ๙๗)
พระองคท รงมีโองการวา :
“หลงั จากนั้นเวลาเชือดของมัน เมื่อถึงบา นหลงั ดัง้ เดมิ ”
(อลั -ฮัจย-๓๓)
ดวยเหตเุ อง จะเหน็ ไดว า ความหมายของมนั ในท่ีนี้มใิ ช บรรดามสั ยิดหากแตเ ปนเคหะ
สถานอนั สูงสง ทอี่ ลั ลอฮทรงอนุมัตใิ หพระนามของพระองคถ ูกเชิดชู และถกู รําลกึ ถึงในน้ัน และ
หมายถึงเคหะสถานของบรรดานบีและบรรดาเอาลิยาออยา งแนนอน อันเปน การอธิบายยืนยันคําน้ี
ไปตามทอ่ี ลั ลอฮ ทรงระบุอยางจาํ เพาะถึงเคหะสถานเหลานแ้ี ละสมาชกิ ของมนั ท่มี ีเกียรติยศเพม่ิ พูน
ย่ิงนักแนนอนทีส่ ุดอลั ลอฮไดทรงกลาวเกยี่ วกบั บา นของทานนบี และสมาชกิ ของทานวา :
“อนั ท่ีจริงแลว อลั ลอฮเพียงแตประสงคในอันขจดั ความมลทนิ ออกไปจากสเู จา โออะฮ
ลุลบยั ต (สมาชิกแหง บา นน้ี) และทรงชาํ ระขดั เกลาสเู จา ใหส ะอาดบริสทุ ธ์ิ”
(อลั -อะหซ าล-๓๓)
คาํ วา “บาน” คําน้คี ลายกบั คําวา “บา น” ของนบอี บิ รอฮมี ทีม่ ะลาอิกะฮ ไดกลาวถงึ เรื่องราว
ของภริยานบีอิบรอฮมี ท่วี า :
“เธอฉงนใจนักหรือ ตอ งานของอัลลอฮ ความเมตตาของอลั ลอฮ และความจาํ เริญของ
พระองคท ม่ี ีแกพ วกทา น สมาชิกแหง บา นน้ี แทจริงพระองคเ ปนผทู รงไวซง่ึ การสรรเสรญิ ทรง
ประเสรฐิ ยิง่ ”
(ฮุด-๗๓)
ดวยเหตุน้เี อง เราจะเหน็ วา ทา นอัลลามะฮ ซะยูฏยี ไดกลาวไวห ลงั จากอางคาํ อธิบายของ
ทา นอบิ นุอับบาส โดยอางถึงทา นมญุ าฮดิ ทก่ี ลา ววา : แทจริงมนั หมายถงึ บรรดาเคหะสถานของ
ทานนบี
ทานอิบนุ มัรดุวยี ะฮไ ดรับรายงานมาจากทา นอิบนุอบั บาส บิน มาลิก และทา นบรุ อ็ ยดะฮ
วา ทา นไดกลาววา : ทานศาสนทตู แหงอลั ลอฮ (ศ) ไดอ านโองการนข้ี นึ้ แลว มีชายคนหน่งึ ไดยืน
ถามทา นวา : บรรดาเคหะสถานท่ีวา นีค้ ืออะไร โอศ าสนทตู แหงอลั ลอฮ ทานกลา ววา : เคหะสถาน
ของบรรดานบี แลว ทา นอะบบู ักรก็ไดยนื ถามวา : โอศาสนทตู แหงอัลลอฮ บา นน้ดี วยหรอื (ทาน
หมายถงึ บา นของทานอาลแี ละทา นหญิงฟาฏิมะฮ) ทา นนบตี อบวา “ใช มนั เปน บานท่ีประเสริฐย่งิ
ในจํานวนน้นั ” (๑)
(๑) อัดดุรรุล มันษรู ฟ ตัฟซีร บลิ มะษรู เลม ๕ โองการน้ี อธิบายหนา ๕๐
นี่คือเร่อื งราวของกรณที ี่หน่ึง
สว นความหมายของคําวา เชดิ ชู (ซง่ึ เปนกรณีทส่ี อง) มนั จะตอ งหมายความอยา งเดยี วกับ
ความหมายของท้งั สองแง คอื :
ก) หมายถึง อัลลอฮทรงอนุมตั ใิ หยกเคหะสถานเหลานั้นข้ึนดว ยการกอ สรา งที่สําหรับทาํ
การเคารพภกั ดตี ามทถี่ ูกระบไุ วใ นเนอ้ื ความของโองการตรงทีว่ าใหพระนามของพระองคไดรับการ
ราํ ลึกถงึ ในน้ัน และสดดุ ีแซซรอ งในนั้น ทัง้ ยามเชา และยามเยน็
โองการของพระองคอีกตอนหนงึ่ ไดใ หหลักฐานไวอ ยา งน้วี า :
“และจงราํ ลกึ ขณะท่ีอิบรอฮมี ไดยกรากฐานตา งๆ ของบา นนน้ั กับอิสมาอีล”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๒๗)
จะเหน็ ไดวา เน้อื ความของคาํ วา “อรั รอ็ ฟอ” (ยก) ในทง้ั สองแหงก็มคี วามหมายเดยี วกัน น่ัน
คอื ยกอาคาร โครงสรางของมนั (บา น) และความสงู ของมัน
ข) คาํ วา อัรร็อฟอ (ยกชู) ยงั หมายถงึ การใหเ กียรติ ใหการยกยอ งแกบาน
กลา วคอื ถา ความหมายคําน้ี หมายถงึ ความหมายในแงท ห่ี นึ่ง แนนอนทส่ี ดุ มันเทากบั ยืนยัน
อยา งชัดเจนในประเดน็ ทห่ี มายถึงอยู น่ันคือ (สิ่งกอสรางบนสสุ านตางๆ ซึ่งอยูในเคหะสถานของ
พวกเขาเหลานนั้ )
แตถา หากตคี วามไปตามความหมายแงทส่ี อง ก็เทา กบั ยืนยนั ถึงการยกยองการเทดิ เกียรติ
และการใหเกยี รติ และเปนทีย่ อมรับกันอยูแลว วา การทนบุ ํารงุ บานและสงวนไวม ิใหบุบสลายนั้น
อยทู ก่ี ารบาํ รุงรักษา และปรบั ปรุงอาคารของมันไวใหดี และประดับประดาตบแตง ดว ยโคมไฟอยาง
ดอี นั มิใชสงิ่ ที่อัลลอฮทรงหามมิใหกระทาํ และปกปองการมงุ ทจี่ ะทาํ ลายและรอ้ื ถอนมัน นั่นคือการ
ใหเ กียรติและยกยอ งบา น เชนการปกคลุมอัล-กะอบ ะฮ อันทรงเกียรติไวด ว ย ผาคลุมอันล้าํ คาก็เปน
การใหเกียรติท่ีรูกันเปนอยา งดอี ยแู ลวตอนหนง่ึ
ทุกอยา งเหลา นนั้ คือการใหเ กียรตแิ กท านนบแี ละเปน การเทิดเกียรตแิ กทา น เพื่ออาศยั สิง่
เหลา นีอ้ กี ประการหนึง่ ในการทาํ ใหบ รรลตุ ามเปาหมายท่ีโองการนีไ้ ดกลาวถงึ ไว นั่นคือ (การราํ ลึก
ถึงพระนามของอัลลอฮ การสดุดีสรรเสรญิ พระองคท งั้ ยามเชาและยามเย็น)
๓- สง่ิ กอสรางบนสสุ าน หมายถงึ การเทิดเกียรตเิ อกลักษณศ าสนา แนน อนยง่ิ อลั ลอฮ ทรง
มีโองการไววา :
“และผใู ดเทดิ เกียรตเิ อกลักษณข องอัลลอฮ ดังน้ันแทจ ริงมนั เปนสง่ิ ท่ีทําใหความยาํ เกรงมี
แกหัวใจ”
(อลั -ฮจั ญ- ๓๒)
พระองคท รงมีโองการวา :
“และอูฐทใ่ี ชเชอื ดพลนี ัน้ เราไดท าํ ใหเ ปนเอกลักษณห น่ึงของอัลลอฮสาํ หรบั สูเจา”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๕๘)
พระองคทรงมีโองการวา :
“โอ นวลผูศรัทธาเอย จงอยา ลว งลา้ํ เอกลกั ษณของอัลลอฮ”
(อัล-มาอิดะฮ- ๒)
ดังนั้น สิง่ กอสรางบนสสุ านอันทรงเกียรติจะหมายความอยางอ่ืนไปไมไดนอกจากเปน
เอกลกั ษณแ หงศาสนาของพระองค. ..
กลาวคอื ในเมอ่ื การเทดิ พระเกียรตขิ องเอกลักษณแหงอลั ลอฮเปนส่งิ ที่จําเปน ตามคาํ ยืนยัน
ของอลั -กุรอานอันเปนเหตุผลหลกั ในการท่มี นั ทาํ ใหเ กดิ ความยําเกรงแกหวั ใจแลว กอ็ นญุ าตให มี
การเทดิ เกียรติตอ บรรดานบีและตอ บรรดาวะลีย โดยถือวา พวกเขาเหลานัน้ เปน สัญญาณอนั ย่ิงใหญ
ของศาสนาแหง อัลลอฮ และมเี กยี รติยศ มีความประเสริฐอยา งยงิ่ โดยที่พวกเขาเปน ผูเ ผยแผศ าสนา
ของอัลลอฮใหไปถึงมวลมนุษยชาติ ดังนนั้ การพทิ กั ษร ักษาสุสานและผนงั สุสานของพวกเขาและ
รองรอยตา งๆ ของพวกเขาจงึ เปน สบื ทอดและปกปก ษร ักษาเกยี รตยิ ศอันดงี ามใหแกพวกเขาประการ
หนง่ึ ดวย
ดงั น้ัน ทุกสง่ิ ทุกอยางท่ีหมายถึงการใหเ กียรติ และการยกยอง จึงเปน สิง่ ทไ่ี ดรับอนุญาตตาม
คําสง่ั ของโองการนี้ อยา งไมตองสงสัยคลางแคลงใดๆ
๘- การเยือนสุสาน
บรรดามสุ ลมิ ตางมีความเห็นพองในกรณีอนญุ าตใหเ ยือนสุสานตางๆ ไดและเรื่องน้ีเปนที่รู
กันอยา งชัดเจน สาํ หรบั ผูท ่ีพิจารณาตาํ ราวา ดว ยเรอื่ งศาสนบญั ญตั ิและฮาดีษ ในเรอื่ งนี้ เราไมต อ ง
กลาวใหยืดยาวดวยการยกฮาดษี ตา งๆ ท่ีรายงานมาอยา สอดคลองตรงกันมากมาย
ในเรอื่ งน้ี เปนท่เี พียงพอแลว ดวยการวินิจฉยั ความของบรรดาอิมามทง้ั สมี่ ซั ฮบั ตามมี
ปรากฏอยูในหนงั สือ “อลั -ฟก ฮุ อะลัล มะซาฮิบุล อัรบะอะฮ” ดงั ตอ ไปนี้ :
“การเย่ยี มเยอื นสุสานเปนการกระทาํ ทชี่ อบที่ควร สําหรับการเตือนสตแิ ละราํ ลึกถงึ วนั
ปรโลก ที่หนักแนน ควรทาํ ในวันศุกร อีกทั้งกอ นและหลังวันศกุ รอยางละหนง่ึ วัน
สมควรอยา งย่งิ ทผ่ี ูไปเยือนจะตองสาละวนอยดู วยการอา นคาํ วงิ วอนและความนบนอบ
และใครครวญถงึ ความตาย และอา นอลั -กรุ อานเพ่อื ผตู ายเพราะการทาํ เชน น้ี เปนผลบุญแกผูต าย
อยางแนแ ท ตอ ไปจนถึงท่ีกลา ววา : “ไมม ีขอ แตกตา งอะไรในการเยือนเยีย่ มระหวางสสุ านตา งๆ ไม
วา ญาติใกลชิดหรือคนภายนอก ยงิ่ ไปกวานัน้ ยังเปน การกระทําท่ชี อบใหเ ย่ยี มเยอื นผตู ายโดยเฉพาะ
อยางย่ิงสุสานของบรรดาผมู ีคุณธรรม สว นการเยีย่ มเยอื นสสุ านของทานนบี (ศ) เปนเร่อื งที่
ประเสริฐอยา งย่ิง”(๑)
ผใู ดตอ งการทจ่ี ะตรวจดูรายงานตา งๆ เหลา นี้ โปรดดูไดในตําราฮาดษี ทงั้ ศอฮฮี และสุนัน
ฉบับตา งๆ
(๑) ฟกฮุอะลัล มะซาฮบิ ิล อรั บะอะฮ หมวด๑ หนา ๔๒๔-๔๒๕
สวนหนึง่ จากใจความของรายงานตา งๆ เหลาน้ี มีคาํ กลาวของทา นนบี (อัลลอฮทรง
ประทานความจาํ เรญิ แดทานและแดลูกหลานของทา น) ทีว่ า :
“แนนอน ฉนั เคยหา มพวกทานเกี่ยวกับการเยือนสสุ าน บดั น้ีไดมีการอนมุ ตั แิ กม ุฮัมมัดแลว
ในการเยยี่ มเยือนสุสานมารดาของเขา ดงั นัน้ พวกทา นจงเย่ยี มเยอื นสสุ านเถิด เพราะมันจะทาํ ให
รําลกึ ถึงวันปรโลก”
รายงานโดยอิมามฮาดีษหา ทา นยกเวน ทา นบคุ อรี สํานวนฮาดีษเปนของทา นติรมีซีย
รายงานฮาดีษตา งๆ ในเร่ืองน้ี มิไดจ บลงแคฮ าดีษบทนี้ หากแต ยังมีรายงานตางๆ อกี
มากมายท่ที านอัลลามะฮ ซัมฮู รวบรวมไว ในหนงั สอื ของทานชื่อ “วะฟาอุล วะฟาอ” (๒)
อยา งไรกต็ าม ในทน่ี ี้ เราตองการที่จะเสนอหลักฐานท่ีวาอนญุ าตใหก ระทาํ อยา งนี้ โดยตวั
บทของคมั ภีร อันทรงเกียรติ ดังทเ่ี ราจะไดกลา วตอ ไปนี้ :
แทจรงิ อลั ลอฮ ผูทรงมหาบรสิ ทุ ธิย์ ง่ิ ไดหามมใิ หประชาชาติของพระองคยนื ตรงใหกับ
สุสานของพวกต้งั ภาคแี ละหามมใิ หน มาซแกพ วกเขา ดังทท่ี รงกลา ววา :
“และเจา อยา นมาซใหแกคนใดกต็ ามในหมูพ วกเขาตลอดกาล และเจา อยา ยืนใหก ับสุสาน
ของเขา”
(อตั เตาบะฮ- ๘๔)
กลา วคือโองการอนั ทรงเกียรติไดหา มมิใหยืนตรงแกส ุสานของพวกกลับกลอกและพวกต้งั
ภาคี และหา มวาอยานมาซใหแกเ ขา ในขณะเดยี วกนั ก็ไดแ สดงความหมายใหเปน ทเ่ี ขาใจวา การยนื
ณ สสุ านของผูศรทั าและขอดุอาอแ กพวกเขา และนมาซแกพ วกเขานั้น เปนแบบฉบบั อันหน่งึ ของ
ทา นนบี (ศ) และความหมายของคาํ วา ยนื ก็มไิ ดหมายความเฉพาะวา ยืนในขณะที่ฝง โดยไมรวมไป
ถึงยืนในขณะทําการเยีย่ มเยอื นดว ย เนือ่ งจากไมม ีหลักฐานผูกมดั ความหมายและคาํ ทแ่ี นนอนเอาไว
เพราะเหตวุ า ความหมายตามกฎของอักษร “วาว” (และ) ที่ติดตามประโยคน้ัน กค็ ือวา : เจา
อยายนื ใหก บั สุสานของเขาเลยตลอดกาล หมายถงึ ในทกุ ยุคทกุ สมัย กลาวคือรวมไปถึงวาระหลงั จาก
ทีไ่ ดฝ งแลว ดว ย เชนเดียวกบั ตวั อยางคาํ พูดท่วี า “ซัยดมิไดมาหาฉนั แตอ ยางใดเลยและอมุ ัรดวย”
หรือคาํ พูดทวี่ า “ทานอยา ใหอ าหารแกซ ยั ดเลยตลอดกาลและทา นอยา ใหน ํา้ ด่ืมแกเขาดว ย” ซ่งึ เปน
คําพดู ทีช่ ัดเจนอยูแลว
บางครงั้ ในเมอ่ื เราดู การอธิบายคาํ นใี้ น ตฟั สีร “ญะลาลัยน” เราจะเห็นวา บางทกี ใ็ ชค าํ วา
“ฝง ” หรอื คาํ วา “เยีย่ มเยือน”
ความหมายของคําวา “อัศ-เศาะลาฮ” ในทีน่ ี้ก็มิไดห มายถึงเฉพาะแตเ พยี งนมาซมัยยติ (ให
คนตาย) เทา นน้ั กลา วคือถา ใหความหมายอยา งท่วี า นแ้ี ลว คาํ ทวี่ า “ตลอดกาล” กไ็ มจาํ เปน จะตอง
หมายถึงเฉพาะเพยี งวา การนมาซใหค นตายจาํ เปนอยคู ร้ังเดียวเทานั้นจะทาํ ซ้ํามไิ ด พระองคจงึ กลาว
คาํ วา “ตลอดกาล” และคํานีก้ ็มิไดกินความในสว นของตวั บุคคล ในขณะท่กี ารอธิบายท่ีใหกฎเพอื่
(๒) วะฟาอลุ วะฟาอ เลม ๒ หนา ๓๙๐๓-๓๙๐๔
ครอบคลมุ เอาบุคคลตางๆ ทงั้ หมดของประเภทผูกลบั กลอกน้ัน มหี ลกั ฐานในแงน ีอ้ ยกู อนแลว โดย
โองการท่วี า “แกค นใดกต็ ามในหมพู วกเขา” และเน่ืองจากคาํ วา “ตลอดกาล” คือคาํ ทีอ่ ธิบายถึงกฎ
ของกาลเวลาทต่ี อ งดาํ เนินตลอดไป โดยมไิ ดม ีความหมายครอบคลุมมาในสว นของบคุ คล พระองค
มโี องการวา :
“และสูเจา อยา แตง งานกับภรรยาของเขาภายหลงั จากเขาเลยตลอดกาล”
(อัล-อะหซาบ-๕๓)
หมายความวา ถึงแมหลงั จากสิบปห รอื ย่ีสบิ ป จนไปถงึ ท่ีสุดของกาลเวลาคําวาอศั เศาะลาฮ
(นมาซ) กย็ งั หมายถึง การขอความเมตตาทซ่ี ํ้าๆ อยูตลอดชัว่ อายขุ ัยนั่นเอง มไิ ดหมายความเฉพาะ
เพยี งนมาซผูต ายเทา นั้น ใชแ ลวท่ีวา ความหมายในขอน้ี เปน เนอ้ื หาดานในของความหมายโดยท่วั ไป
ของโองการอยางชัดเจน
ดงั นั้นเม่ือปรากฏวา เรอื่ งน้ี เปนแบบฉบับของทา นนบี (ศ) ตามหลกั ฐานของอัล-กุรอานแลว
มันจะเปน ส่ิงอุตริ (บดิ อะฮ) ไดอยา งไร? หากแตมนั จะตองเปนจรยิ วัตร (ซุนนะฮ) และเปน หลักฐาน
ท่ชี ี้ชัดน่ันเอง พระองคท รงมีโองการวา :
“แนนอนยิ่ง ในตวั ศาสนทตู ของอัลลอฮน้ัน มีแบบอยา งอนั ดีงามไวส าํ หรับสเู จา”
(อลั -อะหซ าบ-๒๑)
และทรงกลาวอีกวา :
“จงกลาวเถิด ถาหากสเู จา รักอลั ลอฮ ดังนั้นสูเจาจงปฏบิ ัตติ ามฉนั แลว อลั ลอฮจะทรงรกั สู
เจา ”
(อาลิ-อิมรอน-๓๑)
ดงั น้ัน ในเม่ือการเย่ยี มสสุ านของผูศรัทธา (การยนื ณ สุสาน) ไดเ ปน แบบฉบับของทานนบี
แลว จะเปนประกานใดกับการเยย่ี มสุสานของนบี (ศ) และสุสานของบรรดาอมิ าม (อ) ในเมื่อพวก
เขาเปนถงึ รากฐานของศาสนาและเปนประมุขของบรรดาผูศรัทธา และเปน ผสู มบรู ณ ผปู ระเสรฐิ
แลวเหนือกวา มวลผูศ รัทธาทัง้ ปวง