The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaiislamlib.com, 2022-05-24 05:44:12

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

ใช อาจวจิ ารณกนั ไดเก่ียวกับประเด็นทีว่ า พวกเขาเหลานนั้ สามารถใหส่ิงเหลาน้ันได
หรือไม กับประเด็นทว่ี า ความสามารถอยา งนนั้ ไดถูกประทานแกพวกเขาหรอื ไม? แตอ ยางไรก็ตาม
หัวขอในการอธบิ ายไดถูกกาํ หนดข้ึนมาพดู กนั ในประเดน็ ทีว่ า การขออยางนัน้ เปนเร่อื งของหลัก
เอกภาพหรอื อยูนอกเหนือเรื่องเอกภาพเทา น้นั

สง่ิ ท่ยี ืนยันในเร่ืองน้อี ีกประการหนง่ึ กค็ ือวา เรื่องท่ีพวกฟรเอาวน ไดขอตอทานนบีมซู าวา
ใหช วยปลดเปล้อื งเภทภัย ดงั ท่อี ัลลอฮไดกลา วถึงเรอื่ งทพ่ี วกเขาไดกลาววา :

“โอ มซู า ทาจงวงิ วอนขอจากพระผูอ ภิบาลของทา นใหแกเราเถิด แนนอนถา หากวา เภทภยั
ไดถูกปลดเปล้อื งไปจากเราแลว เราจะตอ งศรทั ธากบั ทานอยา งแนน อน และเราจะตอ งสงชาวบะนี
อิสรอเอลใหแ กทา นอยางแนน อน”

(อลั -อะอร อฟ-๑๓๔)
เราไมตอ งการจะแสดงดึงหลักฐานท่เี กย่ี วกับการขอของฟรเอาวน และพรรคพวกของเขา
หากแตเราตอ งการแสดงหลักฐานแตเ พยี งวา ทา นนบมี ซู าไมปริปากวา กลา วใดๆ สาํ หรับคําขออยาง
น้ี
โดยสรปุ แลว ถาชายคนหนงึ่ ขอความชว ยเหลอื จากทานมะซหี  โดยกลาวแกท า นวา แทจ ริง
ทา นไดกลา ววา :
“และฉันสามารถรักษาคนตาบอดและคนเปนโรคเรือ้ นได และทําใหคนตายมีชีวิตขน้ึ มาได
ดว ยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ”

(อาลิ อิมรอน-๔๙)
แลวลูกของฉันคนน้ี ปว ยเปนโรคท่ีหายยากเหลือเกิน ก็ขอใหทา นรักษาใหห ายโดยการ
อนมุ ัติของอลั ลอฮดว ยเถิด และพี่ชายของฉนั คนนีต้ ายเสียแลว ดังน้นั ฉันขอใหท า นชว ยทาํ ใหเขามี
ชวี ิตข้ึนมาดว ยเถดิ เมอ่ื เปนเชนน้ันแลว ฉันกับสมาชกิ ในครอบครัวทัง้ หมดจะเปนผูศรัทธากบั ทา น
และศรทั ธากบั คาํ สอนของทา น
ทา นจะเหน็ ดวยหรือ กับการทว่ี า ทา นมะซหี จ ะถอื วา การขอแบบน้เี ปน เรอ่ื งการตัง้ ภาคี
และจะถือวา คนขอเปนผตู ้งั ภาคี โดยการกลา ววา สาํ หรบั การรกั ษาบาํ บดั และการทาํ ใหมีชวี ติ น้นั
เปนงานของอลั ลอฮ หรือทานจะเสนอขอ เทจ็ จริงใหแ กชายคนน้ี และขอใหไดร ับทางนาํ ที่ถูกตอ ง
และบอกวา การบาํ บัดรกั ษา และการทาํ ใหเ ปน (มชี วี ติ ) ขึ้นมาน้ัน มันเพียงแตเปน งานของอัลลอฮ
ถาผขู อถอื วา ผถู ูกขอมีความเปน อสิ ระในการสําแดงความสามารถแลว ไซร ก็เทากบั เชอื่ ถอื วา เขามี
สภาพความเปน พระเจา และการขอนั้นก็เทากบั เปน การเคารพภักดแี กผ ูถกู ขอ
สวนกรณที ่ีถือวา การบาํ บัดโรคใหห าย และการทาํ ใหมีชวี ติ ขนึ้ มา เปน อํานาจที่ไดม า
จากอลั ลอฮ เปนเรื่องของการอนมุ ัติ และเปนเจตนารมณจากพระองคทที่ าํ ใหม ผี บู าํ บัดโรคใหหาย
ทําใหมีผูชุบชวี ิตคนตายใหเปนข้นึ มา โดยทวี่ า บุคคลเหลาน้ี คือเครือ่ งมอื สาํ หรบั งานของพระองค
และเปนสาเหตุท่ีทาํ ใหจ ุดประสงคของพระองคบ รรลเุ ปาหมาย และเปน ผสู ําแดงบทบาทไปตาม

ความตองการของพระองค กไ็ มถอื วา ความเชือ่ ถืออยางนเ้ี ปนความเชอ่ื ถอื วา บคุ คลผูน้ันมีสภาพ
ความเปนพระเจา และไมถ อื วา การขออยา งนี้เปน การเคารพภักดบี ุคคลนนั้

2- การขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จากสิง่ อ่ืนนอกจากอัลลอฮ เปน การตัง้ ภาคีหรือ?
เปน เรือ่ งทหี่ ลีกเลยี่ งไมได ในกรณที ่ีวา การใหอ นุเคราะหความชว ยเหลอื (ชะฟาอะฮ) น้ัน

เปน สทิ ธเิ ฉพาะของอัลลอฮ กลาวคือโองการตา งๆ ในอลั -กรุ อานประกอบกับเหตุผลโดยสตปิ ญ ญา
ตางไดใหเ หตุผลในเรอื่ งนี้ ดังเชนโองการท่ีวา :

“จงกลาวเถดิ การอนเุ คราะหชวยเหลือท้ังหมดนัน้ เปนสิทธิของอัลลอฮ”
(อซั ซมุ รั -๔๔)

อยางไรกต็ ามเกีย่ วกบั ประเด็นน้ี มีโองการอืน่ ๆ อกี เปนจํานวนมากไดใหเหตผุ ลวา อลั ลอฮ
ทรงอนุมตั ิใหบา วของพระองคพ วกหนง่ึ ใชส ทิ ธ์อิ ันนี้ และพวกเขาอนุเคราะหใ หความชวยเหลอื ได
(ในกรณแี ละเงอื่ นไขจําเพาะ) จนกระท่งั วา บางสว นของโองการเหลา น้ี ยืนยันอยา งชดั แจง ถึง
ลกั ษณะเฉพาะและชือ่ ของพวกเหลา นัน้ ทเ่ี ปนผูอ นเุ คราะหใ หความชว ยเหลือ ดงั โองการของ
พระองคท วี่ า :

“และมวลมะลาอิกะฮต ั้งเทา ไหรในชั้นฟาทงั้ หลาย ทกี่ ารอนุเคราะหชวยเหลอื ของพวกเขา
ไมอาจอาํ นวยสิง่ ใดๆ ได นอกจากภายหลงั ที่อัลลอฮไดอ นุมัตใิ หแกผ ทู ่ีพระองคท รงประสงคและ
ทรงรกั ”
(อนั นัจญมุ-26)

เชนเดยี วกบั ท่ีอลั -กุรอานไดยนื ยันวา นบีแหง อสิ ลามอยใู นฐานะเปน “อัลมะกอม มะฮมูด”
(ฐานะผไู ดรับการสรรเสริญ) โดยทรงกลา ววา :

“บางทีพระผูอภิบาลของเจา จะทรงแตง ต้งั เจา มฐี านะภาพผรู ับการสรรเสรญิ ”
(อัล-อัซรออ-79)

บรรดานกั อถาธบิ ายอัล-กุรอานไดกลา วถงึ ความหมายของฐานะภาพผูรบั การสรรเสริญวา
หมายถงึ ฐานะภาพของการใหอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื (ชะฟาอะฮ) โดยหลักเกณฑท ไ่ี ดมาจากฮา
ดีษตางๆ ทีร่ ายงานมาในลักษณะนี้

ทกุ สิง่ ทุกอยา งเหลา นี้ คอื สิ่งท่บี รรดามสุ ลิมมีความเหน็ ตรงกนั วา อันทจ่ี รงิ แลวปญ หาใน
ประเด็นทวี่ า การขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือ (ชะฟาอะฮ) จากผูที่ไดรบั สิทธใิ นการใหอนุเคราะห
ความชวยเหลือ (ชะฟาอะฮ) เชน การที่จะกลาววา “ยา รอซลู ลุ ลอฮ อชิ ฟะอ ละนา” (โอศาสนทูต
โปรดอนเุ คราะหความขว ยเหลือเราดวย) เปนการต้ังภาคหี รอื ไม

เหมอื นกบั บทท่เี ราไดผา นมาแลวเชน กนั สําหรบั ประเดน็ วา การขอนี้ สัมฤทธิ์ผลหรอื ไม คือ
จะไมมีคาํ อธิบายในแงน้ี เราเพยี งแตจ ะอธบิ ายวา การขออยา งนีเ้ ปนการอิบาดะฮหรอื ไม เทานนั้ เอง

เราจงึ กลา วไดวา : ตามทีเ่ ราไดอ ธิบายไปแลวน้นั ใหค าํ ตอบทช่ี ัดเจนมากกลา วคือถา หากเรา
เชอ่ื ถอื วา ผทู เี่ ราขอการชะฟาอะฮจากพวกเขาน้นั พวกเขาจะใหก ารอนุเคราะหความชว ยเหลอื แกผ ทู ่ี
พวกเขาตอ งการ คือถา พวกเขาตอ งการข้นึ มาเมื่อไหรแลวก็ตองไดต ามน้ัน โดยไมเก่ียวของกับการ
อนมุ ัติของพระผเู ปนเจา หรอื ไมมคี วามจาํ เปนสําหรบั จุดน้ัน กเ็ ปน ทแ่ี นน อนเหลือเกินวา การขอ
อนเุ คราะหความชว ยเหลอื อยา งน้ี เปนการเคารพภักดี และผขู อกจ็ ะเปนผตู ง้ั ภาคี หลดุ พนไปจาก
แนวทางของหลักเอกภาพเพราะวา เขาขอในกจิ การของพระผเู ปน เจาและเร่อื งที่อยูในอํานาจของ
พระองคจ ากผูอื่น

สวนกรณีที่ถา หากวา เราไดขออนุเคราะหค วามชวยเหลือตอ คนใดคนหนึ่งในบรรดาผทู ี่ให
อนุเคราะหความชว ยเหลือได โดยทเ่ี ราเชื่อถือวา เขาเปน ผูถูกสรางถูกจาํ กดั ขอบเขต ไวโ ดยอัลลอฮ
เขาไมอาจใหก ารอนุเคราะหความชวยเหลอื แกใครได นอกจากโดยการอนมุ ตั ขิ องพระองค การขอ
ดงั กลา วนี้กจ็ ะไมต า งอะไรกับการขอในกิจการปกตธิ รรมดา และมไิ ดเปนเร่ืองทอ่ี ยนู อกเหนือหลกั
เอกภาพแตอ ยา งใดเลย

ถาคนใดถือวา การกระทําอยางนี้ (การขออนเุ คราะหค วามชวยเหลอื จากบรรดาวะลีย
ของอลั ลอฮ) คลา ยกับการกระทาํ ของพวกตง้ั ภาคี และคลา ยกับการทพ่ี วกเขาขออนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลอื ตอรปู ปนของพวกเขา แลว ไซร ก็เปน การคาดการณทผี่ ิดพลาดออกจากความเปนจริงอยาง
ไกลลบิ

เพราะสภาพท่คี ลายกันในรูปแบบภายนอก มิใชเคร่อื งวดั สาํ หรบั การวางกฎเกณฑแ ตอยาง
ใดเลยเปน อันขาด ย่ิงไปกวา น้ัน เครอื่ งวัดทีแ่ ทจริงสําหรบั การวางกฎเกณฑ อยตู รงทีว่ า :
จุดประสงคของผขู อ และลักษณะของความเชอื่ ถือท่มี ีตอ สิทธิของผูใหความชว ยเหลือ เปนทชี่ ดั เจน
อยางยิ่งวา เครอ่ื งวัดอันน้ันคือ จติ เจตนา (อนั นียะฮ) และสวนลกึ ของจิตใจเทา นน้ั เอง มิใชลกั ษณะ
ทา ทางและรูปแบบภายนอก พรอ มกนั นี้ ขอจาํ แนกระหวางการกระทาํ ทัง้ สองอยาง กเ็ ปน ทช่ี ดั เจน
ไดโดยอาศยั หลักการดังนี้ :

ประการทห่ี นึ่ง : สง่ิ ทไี่ มอ าจหลกี เลย่ี งไดเลย นั้นคอื กรณีทว่ี า ความเชอื่ ถือของผยู ึดหลกั
เอกภาพท่ีมีตอ บรรดาวะลยี ข องอัลลอฮ จะตอ งแตกตา งไปจากความเชอื่ ถอื ของพวกตัง้ ภาคีทีม่ ีตอ รปู
ปน อยา งสิ้นเชิง

กลาวคอื รูปปน และเจวด็ ในความเชื่อถือของพวกตง้ั ภาคนี นั้ คือพระเจายอยทีม่ อี าํ นาจอยาง
เดยี วกันกับอาํ นาจในสว นทเ่ี ปน ของพระผเู ปนเจา ในดานการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือและการนิร
โทษ โดยแตกตางกับพวกที่ยึดในหลักเอกภาพทีเ่ ชือ่ ถือวา ผุท่ีอนเุ คราะหความชว ยเหลอื ใหแกพ วก
เขาน้นั เปน บาวผูไดรบั เกยี รติไมข ดั ขืนตออัลลอฮ คอื พวกเขากระทําตามบญั ชาของพระองค และ
พวกเขาไมมีอาํ นาจใดๆ ในการควบคุมการอนเุ คราะหความชวยเหลอื และไมสามารถใหก าร
อนเุ คราะหความชว ยเหลอื ได เวนแตโดยอนมุ ตั ิท่ีอัลลอฮใหแกพ วกเขาเพอื่ พวกเขาจะไดอนเุ คราะห
ไปตามสิทธิของผูท ไ่ี ดรับความโปรดปรานจากพระองค

โดยสรุปแลว การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือจะสัมฤทธิผ์ ลจากพวกเขาไดน้ัน ขึ้นอยูกบั เหตุ
สองประการ คอื :

1- จะตอ งเปน การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ทไ่ี ดรบั อนุมัติในการอนุเคราะหค วาม
ชว ยเหลอื น้ัน

2- ผูไดรบั การอนุเคราะหความชว ยเหลือจะตองเปนผไู ดรบั ความโปรดปรานจากอัลลอฮ
ดว ย

ดงั น้ัน ถาหากมสุ ลิมคนใด กลาวแกค นมีคุณธรรมคนหน่ึงวา “โปรดอนุเคราะหความ
ชวยเหลือจากอัลลอฮแกฉันดว ยเถดิ ” เขากจ็ ะไมกระทาํ ตามน้ันนอกจากจะไดพจิ ารณาไปตาม
เงอ่ื นไขสองประการดงั กลาวนนั้ เสยี กอ น

ประการที่สอง พวกตั้งภาคเี คารพภกั ดรี ปู ปนประกอบกบั การขออนเุ คราะหความชวยเหลือ
ของพวกเขาทม่ี ตี อรปู ปน โดยถอื วาพวกเขาไดท ําใหการวงิ วอนขอของพวกเขาและการขอความ
ชวยเหลือของพวกเขาเปน ที่ถูกตอบรับ จนถอื ไดวา สงิ่ ตา งๆ ทีพ่ วกเขาไดด ําเนินไปตอรูปปน นั้น
เปน การเคารพภักดีตอรูปปน ซึ่งแตกตางกับพวกทย่ี ึดถอื หลกั เอกภาพ กลาวคอื พวกเขามิไดเคารพ
ภกั ดีสงิ่ อ่ืนใดนอกเหนอื จากอัลลอฮเลยอยางเดด็ ขาด

สวนกรณขี องการขออนเุ คราะหค วามชวยเหลอื ที่พวกเขามตี อบรรดาผทู ่ีใหก ารอนุเคราะห
ความชว ยเหลือนัน้ ไมมคี วามหมายในแงอ นื่ ใดนอกจาก แสวงหาประโยชนจ ากผทู ่ีมีฐานะเปนท่ี
ไดรับการสรรเสรญิ ตามทอ่ี ลั ลอฮไดท รงมอบใหแกน บขี องพระองค ในลักษณะท่ีหมายความวา
อลั ลอฮทรงอนุมตั ิใหแกท าน ดงั นั้นการนําเอาการขออนุเคราะหความชวยเหลือของผูศรทั ธาไป
เปรียบเทยี บกับส่งิ ทพ่ี วกตั้งภาคกี ระทาํ จึงหาใชอื่นใดไม นอกจากความผดิ พลาด แนนอนเราได
กลาวผานไปแลวหลายคร้งั วา สภาพภายนอกทค่ี ลายคลงึ กันนนั้ ถา หากมันจําเปน ทจี่ ะตองถอื วา
เหมือนกันแลวละ ก็ แนน อนทีส่ ุดเราก็ตองถือวา การเวียนฏอวาฟ บัยตุลลอฮ การจบู หนิ ดาํ การเดนิ
สะอยู ระหวา งศอฟาและมัรวะฮเปน การต้งั ภาคีและเปน การเคารพภกั ดีหนิ ดว ยเชน เดียวกนั

พวกวะฮาบียกับการขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื (ชะฟาอะฮ)
พวกวะฮาบียถอื วา การขอชะฟาอะฮ เปน การต้งั ภาคแี ละการอบิ าดะฮโดยเด็ดขาด อีกทั้งยัง

คิดวา อลั -กุรอานมไิ ดร ะบุวา พวกบูชาเจว็ดทําการตง้ั ภาคเี พราะสาเหตุอน่ื นอกเหนือจากการทีพ่ วก
เขาขอชะฟาอะฮตอบรรดารูปปน ของพวกเขา ดงั ท่ีอลั ลอฮทรงมีโองการวา :

“และพวกเขาเคารพภักดสี ่ิงที่มไิ ดใ หโทษและมิไดใ หคุณแกพวกเขา นอกเหนอื จากอลั ลอฮ
แลวกลา ววา พวกเหลา นีแ้ หละที่เปน ผใู หการอนเุ คราะหแ กเ รา ณ อลั ลอฮ”

(ยูนุส-๑๘)
ดังน้ัน โดยเหตนุ ีเ้ องการขออนเุ คราะหความชวยเหลอื (ชะฟาอะฮ) ถา หากถอื วา มนั เปน
สิทธทิ ่แี นนอนสาํ หรับผูใหการอนเุ คราะหความชว ยเหลือแลวมันกเ็ ปนอยา งอืน่ ไปไมไ ดนอกจากวา

ไมอ นุญาตใหข ออยางนนั้ จากพวกเขา เพราะมนั เปน การเคารพภักดตี อพวกเขา ทานมุฮัมมัด บนิ อับ
ดลุ วะฮาบไดกลา ววา

“ถึงแมจ ะกลา ววา : บรรดาผมู คี ณุ ธรรมไมมอี ํานาจในส่ิงใดๆ เลย แตฉันตองการและหวัง
การอนเุ คราะหข องพวกเขาจากอัลลอฮ คําตอบกค็ อื วา นี่คอื คําพดู ของผุปฏเิ สธฉันใดก็ฉันน้ัน และ
ขา พเจา ขออา งโองการเสนอแกพวกเขาดังน้ี” :

“และบรรดาผซู ง่ึ ถอื เอาส่งิ อนื่ นอกเหนือจากพระองคเ ปนผูคุม ครอง (กลา ววา ) เรามไิ ด
เคารพภักดพี วกเขาเพ่อื เหตอุ น่ื นอกจากเพื่อพวกเขานาํ เราเขา ใกลชดิ อยางย่ิงยังอลั ลอฮ”

(อัซซมุ รั -๓)
“และพวกเขาเคารพภักดสี ิง่ ท่มี ไิ ดใหโทษและมิไดใ หค ุณแกพวกเขานอกเหนือจากอัลลอฮ
แลวกลาววา พวกเหลา นีแ้ หละที่เปนผูใหการอนเุ คราะหช ว ยเหลือแกเรา ณ อัลลอฮ”

(ยูนสุ -๑๘) (๑)
และถาหากเขากลา ววา : แทจรงิ นบีใหการอนุเคราะหความชวยเหลอื (ชะฟาอะฮ)ได และฉันกข็ ออา
รชะฟาอะฮน ัน้ จากผทู ีอ่ ัลลอฮใหแ กเขา คาํ ตอบกค็ อื วา แทจ รงิ อลั ลอฮนั้น ใหการชะฟาอะฮแกทา น
แตพระองคไ ดหามทา นวา อยางไดขอสง่ิ น้ันจากทา นนบี โดยพระองคท รงมีโองการวา :

“ดงั นั้น สเู จาจงอยา วงิ วอนขอตอส่งิ ใดควบคกู บั อลั ลอฮเลย”
(อับ-ญนิ -๑๘)

และก็อีกเชนกัน กลา วคือการอนุเคราะหค วามชวยเหลอื นัน้ ไดถูกมอบหมายแกผ ูอ่นื
นอกจากนบีดวย คอื ถกู ตอ งทีว่ า บรรดามะลาอกิ ะฮ ผูบริสุทธ์ิ และบรรดาวะลียนน้ั ใหการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือได แตถา ทา นกลา ววา อัลลอฮใหอาํ นาจการอนุเคราะหแกพ วกเขา
เหลา น้นั แลว ฉันกข็ อมันจากพวกเขา ถาทานกลาวอยา งน้ี มันกห็ มายความวา ทา นใหก ารเคารพภกั ดี
แกบ า วผทู รงคณุ ธรรมตามทอ่ี ัลลอฮกลาวไวในคมั ภรี ข องพระองค” (๑)

ทา นอิบนุ อับดลุ วะฮาบไดย กหลักฐานมาในเร่อื งการหามมใิ หขออนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลอื โดยสามโองการ คอื

โองการแรก ทอ่ี ลั ลอฮกลา ววา :
“และพวกเขาเคารพภกั ดีส่งิ ที่มไิ ดใ หโทษและมไิ ดใ หคุณแกพ วกเขานอกจากอลั ลอฮ แลว
กลาววา พวกเหลาน้แี หละทีเ่ ปนผูใหการอนุเคราะหช ว ยเหลอื แกเรา ณ อัลลอฮ”
ขณะเดยี วกนั เขาก็กลา ววา ทวี่ า พวกตงั้ ภาคี เคารพภกั ดตี อ บรรดาเจว็ดอยา งแทจริงน้นั ก็โดย
การขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือตอ ส่ิงเหลานน้ั น่ันเอง มใิ ชเปนเพราะสาเหตุอ่นื
โองการทีส่ อง ความวา
“และบรรดาผซู ง่ึ ถอื เอาสง่ิ อืน่ นอกเหนอื จากพระองคเปน ผคุ ุม ครอง (กลาววา ) เรามไิ ด
เคารพภกั ดพี วกเขาเพ่ือเหตุอ่ืน นอกจากเพ่ือพวกเขานําเราเขา ใกลชิดอยางยง่ิ อยางอัลลอฮ

(๑) กะชะฟชุ ชะบะฮาต หนา ๗-๙ พมิ พท ี่ไคโร

(อซั ซมุ ัร-๓)
เปน การใหห ลักฐานวา ท่วี า พวกต้ังภาคี เคารพภักดตี อ บรรดาเจว็ดอยา งแทจรงิ ไดก ็เพราะ

การขออนุเคราะหความชวยเหลือจากสิง่ เหลานนั้ ของพวกเขาน่ันเอง
โองการท่ีสาม ความวา
“ดังนั้น สูเจาจงอยา วิงวอนขอตอสง่ิ ใดควบคูกับอัลลอฮเลย”

(อัล-ญิน-๑๘)
จาํ เปน ทจ่ี ะตองอธบิ ายเกี่ยวกับโองการเหลานี้ซ่ึงผกู ลาวหาไดห ยิบยกมาเปนหลักฐานทีช่ ้วี า

การขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จากใครก็ตามทมี่ สี ิทธใิ นการใหอนุเคราะหความชว ยเหลอื แลว จะ
เปนการเคารพภักดตี อผูนัน้ คอื เราจะกลาววา :

สําหรับการเสนอหลกั ฐานโดยอางโองการแรกมาประกอบนน้ั มีคําตอบอยูสองประการ
เกย่ี วกับเรอื่ งนี้ :

1- ในคําตรัสของอัลลอฮทีว่ า “และพวกเขาเคารพภักดสี งิ่ ทีม่ ิไดใ หโทษและส่ิงท่มี ไิ ดใหคุณ
นอกเหนือจากอลั ลอฮ...” นั้น มไิ ดเปนหลกั ฐานใดๆ สาํ หรับจุดมุง หมายท่ีพวกวะฮาบียห มายถงึ
และถา เราพจิ ารณาอลั -กุรอานที่ไดกลาวถงึ ลกั ษณะการตง้ั ภาคีของพวกเขาเหลา นนั้ กจ็ ะเหน็ ไดว า
พวกเขามิไดถูกถือวา เปน ผตู ้ังภาคเี พราะสาเหตุทข่ี ออนุเคราะหค วามชว ยเหลือจากบรรดาเจว็ด
หากแตเปน ผตู ั้งภาคีกเ็ พราะสาเหตุที่วา พวกเขาเคารพภกั ดเี จว็ดเพื่อใหเจว็ดอนเุ คราะหค วาม
ชวยเหลือแกพวกเขาในฐานะเปน ทพ่ี ่ึงสุดทา ย

ในฐานะทว่ี า รปู ปนเหลาน้ีเปนสงิ่ ท่ีไรความสามารถในอันท่จี ะขานรบั การขอความ
ชว ยเหลอื จากพวกบชู า จงึ ทาํ ใหพฤติกรรมอยางนี้ของพวกเขา เปนพฤติกรรมที่โงง ม กลา วคอื มใิ ช
พฤติกรรมการตัง้ ภาคี

ดงั นั้น เหตุผลและขอสังเกตตา งๆ ในความหมายของโองการจงึ มอี ยวู า เหลาบรรดาผตู ง้ั
ภาคนี นั้ ดําเนินงานไปโดยสองพฤติกรรม คอื (การเคารพภกั ดีและการขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื
ดังปรากฏในโองการทว่ี า : และพวกเขาเคารพภกั ดี กับ และพวกเขากลา ววา ...) แสดงใหเห็นวา
เหตุผลที่ระบถุ ึงคณุ สมบตั ิของพวกเขาวา เปน การต้ังภาคีอยา งแทจ รงิ ก็ไดแก การเคารพภกั ดที ี่พวก
เขามีตอ รปู ปน คอื มใิ ชเ หตผุ ลจากในสวนของการขออนุเคราะหความชว ยเหลืออยา งแนน อน โดยมิ
ตอ งสงสัย

กลา วคอื ถาหากวา การขออนเุ คราะหค วามชวยเหลือ (ชะฟาอะฮ) ตอรปู ปนเปนการเคารพ
ภกั ดตี อรปู ปน ในความหมายที่แทจรงิ แลว แนนอนในโองการนกี้ ็ไมจาํ เปน แตประการใดที่จะมี
ประโยคอนื่ พวงเขา มาอีก น่ันก็คอื คาํ ตรัสท่วี า และพวกเขากลาววา สิง่ เหลานเ้ี ปน ผอู นเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลือแกเรา หลังจากคําตรสั ท่ีวา และพวกเขาเคารพภกั ดี เพราะเหตวุ า เปน คาํ ตรัสทีซ่ ํ้าอยใู น
ความหมายเดยี ว

ถา หากถอื วา วรรคที่สองขยายความวรรคแรก ก็แสดงใหเหน็ ถึงความหมายท่ตี า งกันของทงั้
สองวรรค เพราะฉะนั้น สําหรบั โองการน้ี จึงมใิ ชห ลกั ฐานที่จะมาแสดงเหตผุ ลวา การขออนุเคราะห
ความชวยเหลือตอ บรรดาวะลียผใู กลชิดของอัลลอฮน้ัน ก็เทา กับเปน การเคารพภักดีตอพวกเขาดวย
แนนอนทสี่ ดุ วาการขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื ตอรปู ปนน้ัน เทากับเปน การเคารพภกั ดตี อ สงิ่
เหลานั้นแนๆ แตตองเปน เพราะมเี หตุผลอยางอน่ื

๒- มันมขี อ แตกตา งกนั อยรู ะหวา งการขออนุเคราะหค วามชวยเหลือสองแบบน้ี กลาวคือ
พวกบูชาเจวด็ ถือวา รูปปน เปนร็อบ (ผูอภิบาล) และเปน ผทู รงสทิ ธิในอํานาจ สาํ หรบั การ
อนุเคราะหใ หความชวยเหลือแกใ ครกไ็ ดตามท่ีมนั ตอ งการไมว า จะใหแ กใคร ก็ยอ มจะใหได การขอ
อนุเคราะหความชว ยเหลอื ตอรปู ปน โดยมีความเช่อื ถืออยา งน้ี เปนการตัง้ ภาคี และดว ยเหตนุ ี้เองที่
พระองคทรงกลาวสาํ หรับพวกที่มีความเชอ่ื ถืออยา งน้วี า

“จงกลาวเถดิ วา การอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ทั้งมวลนั้นเปนสทิ ธขิ องอัลลอฮ”
(อซั ซมุ รั -44)

ในขณะที่บรรดามสุ ลมิ มิไดเ ช่อื ถอื วา บรรดาวะลยี ของพวกเขาควบคมุ ฐานภาพอนั น้ีเอาไว
เพราะพวกเขาอา นโองการของอัลลอฮอยูทกุ เชา คา่ํ วา :

“ผใู ดเลา ท่ีจะใหก ารอนเุ คราะหชว ยเหลือ จากพระองคไ ด เวน แตโดยการอนมุ ตั ขิ อง
พระองค”

(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
เมอื่ ไดพจิ ารณาถึงขอแตกตา งและขอ จาํ แนกอยา งชดั เจนแลว จะเห็นไดเลยวาการ
เปรียบเทียบอยางน้ัน มันเปนเรื่องทถ่ี ูกตอ งไดท ีไหนกนั ?
หลักฐานท่ีแสดงวา พวกต้ังภาคี มีความเชอื่ ถือวา รูปปน ของพวกเขาเปนผทู รงสทิ ธิใน
อาํ นาจการใหอ นุเคราะหความชว ยเหลือน้ัน มอี ยสู องประการคือ :
ประการท่หี นึ่ง : อัล-กุรอานยนื ยนั ไวในโองการตา งๆ วา การอนุเคราะหความชว ยเหลอื
ของผูท ําการอนุเคราะหใ หไ ดน ้ัน ถูกกาํ หนดเง่อื นไขไวกบั การอนุมัติและความโปรดปรานของ
พระองค ดงั นี้ :
“และผูใดเลา ท่จี ะใหการอนุเคราะหชว ยเหลอื จากพระองคได เวนแตโดยอนุมตั ขิ อง
พระองค”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
“วันนน้ั การอนเุ คราะหความชว ยเหลือจะยังผลไมด  นอกจากผูท พ่ี ระผุมเี มตตาอนมุ ัตใิ หเขา
เทา นน้ั ”
(ฏอฮา-๑๐๙)
“การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ของพวกเขาไมเ ปนท่ีเพยี งพอแตป ระการใด นอกจาก
ภายหลงั ทอ่ี ลั ลอฮจะทรงอนมุ ัตใิ หแกผ ูทพ่ี ระองคท รงประสงค”

(อนั นจั ญมุ-๒๖)
“และพวกเขาจะไมอนเุ คราะหความชวยเหลือให ยกเวนแกผุท ี่ไดรับความโปรดปราน”

(อลั -อัมบยิ าอ- ๒๘)
ประการทีส่ อง : อัล-กุรอานยืนยันวา รปู ปน ไมม ีอํานาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วาม

ชวยเหลอื หากแตมันเปนสิ่งที่มีผูค วบคุมมนั อยู
พระองคทรงมีโองการวา :
“บรรดาผซู ึง่ พวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากพระองคน้ัน มนั มิไดควบคมุ อํานาจการ

อนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ไวเ ลย ยกเวน ผูทีไ่ ดป ระจักษตอสัจธรรม”
(อซั ซุครฟุ -๘๖)

“พวกเขาไมมีอาํ นาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือได นอกจากผูที่ไดรบั เอาพันธะ
สญั ญาจากพระผูทรงเมตตาเทานัน้ ”
(มัรยมั -๘๗)

ดงั น้ัน จะเห็นวา การอนเุ คราะหค วามชวยเหลือจึงเปน เรื่องของสิทธโิ ดยเฉพาะสําหรบั ผู
เปนเจาของมนั เทา น้ัน และผุน ั่นก็มิใชใ ครอืน่ นอกจากอลั ลอฮ ดงั ท่ีโองการตา งๆ เหลาน้ีไดใหค วาม
กระจางไปแลว ในตอนตน สวนผตู ง้ั ภาคนี น้ั พวกเขาเช่อื ถือวา รูปปนของพวกเขามอี าํ นาจในการ
ควบคมุ สทิ ธอิ ันน้ี และดว ยเหตดุ งั กลา วนเ้ี อง พวกเขาจึงเคารพภักดสี ิง่ เหลา นั้นเปนอันดับแรก และ
ขอการอนเุ คราะหความชวยเหลือของอัลลอฮจากสิ่งเหลา นัน้ เปน อันดับทสี่ อง

ถูกแลว เพราะมีโองการทีช่ ัดแจง ของพระองคท ี่วา :
“พวกเขาไมมีอํานาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ได นอกจากผูที่ไดร บั เอาพันธะ
สญั ญาพระผทู รงเมตตาเทา น้นั ”
(มรั ยมั -๘๗)
กับโองการที่วา
บรรดาผูซ ่ึงพวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากอัลลอฮนั้น มนั มไิ ดค วบคุมอํานาจการ
อนเุ คราะหค วามชว ยเหลือไวเ ลย ยกเวน ผูท่ไี ดป ระจกั ษตอสจั ธรรม”
(อัซซุครุฟ-๘๖)
ประเด็นทวี่ า : ผูที่ไดรบั เอาพนั ธะสญั ญา และผุท่ไี ดประจกั ษต อสจั ธรรมมอี ํานาจควบคมุ
การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือไดน้ัน คือประเด็นท่ีอยใู นกฎขอแม
“การอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ของพวกเขาไมเปนที่เพยี งพอแตป ระการใด นอกจาก
ภายหลังท่ีอัลลอฮจะทรงอนมุ ตั ใิ หแ กผทู พี่ ระองคท รงประสงค”

(อนั นจั ญมุ-๒๖)
“และพวกเขาจะไมอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ให ยกเวนแกผูที่ไดรับความโปรดปราน”

(อัล-อมั บยิ าอ- ๒๘)

ประการทีส่ อง : อัล-กุรอานยืนยันวา รูปปนไมมอี ํานาจควบคุมการอนุเคราะหความ
ชว ยเหลอื หากแตม นั เปนสิ่งทม่ี ีผคู วบคมุ มนั อยู

พระองคทรงมีโองการวา :
“บรรดาผซู ึ่งพวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากพระองคนั้น มันมิไดควบคุมอํานาจการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือไวเลย ยกเวน ผูทไ่ี ดประจกั ษต อ สจั ธรรม”

(อัซซคุ รฟุ -๘๖)
“พวกเขาไมม อี ํานาจควบคมุ การอนเุ คราะหความชว ยเหลอื ได นอกจากผทู ี่ไดรับเอาพันธะ
สญั ญาจากพระผูทรงเมตตาเทา นนั้ ”

(มัรยัม-๘๗)
ดงั น้ัน จะเหน็ วา การอนเุ คราะหความชว ยเหลอื จงึ เปน เรื่องของสิทธโิ ดยเฉพาะสําหรบั ผุ
เปนเจาของมนั เทา น้ัน และผูนั้นก็มใิ ชใ ครอ่นื นอกจากอลั ลอฮดังท่ีโองการตา งๆ เหลา นไี้ ดใหความ
กระจางไปแลว ในตอนตน สว นผูตัง้ ภาคนี นั้ พวกเขาเชื่อถือวา รูปปน ของพวกเขามอี ํานาจในการ
ควบคมุ สิทธิอนั น้ี และดว ยเหตุดังกลาวนีเ้ อง พวกเขาจึงเคารพภักดีสง่ิ เหลา นน้ั เปนอันดบั แรก และ
ขอการอนุเคราะหความชว ยเหลอื ของอัลลอฮจากสงิ่ เหลา นั้น เปน อนั ดับที่สอง
ถูกแลว เพราะมโี องการที่ชัดแจง ของพระองคท่ีวา :
“พวกเขาไมมอี ํานาจควบคมุ การอนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ได นอกจากผทู ี่ไดรับเอาพนั ธะ
สญั ญาพระผเู มตตาเทา น้นั ”

(มรั ยมั -๘๗)
กบั โองการท่ีวา
บรรดาผูซึ่งพวกเขาวิงวอนนอกเหนอื ไปจากอัลลอฮนั้น มนั มไิ ดควบคุมอํานาจการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือไวเ ลย ยกเวน ผูทีไ่ ดประจักษตอ สัจธรรม”

(อซั ซุครุฟ-๘๖)
ประเด็นทว่ี า : ผูท่ไี ดร บั เอาพนั ธะสัญญา และผทู ไ่ี ดประจักษตอ สจั ธรรมมอี ํานาจควบคุม
การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือไดน้ัน คอื ประเดน็ ทอี่ ยใู นกฎขอ แม
แตค วามหมายของคําวา ความเปนผมู ีอํานาจในสองโองการนค้ี อื : ฐานะของผไู ดร บั อนมุ ตั ิ
ตามทมี่ ีกลาวอยูในโองการอื่นๆ มใิ ชค วามเปนผูมอี าํ นาจตามความหมายของการไดร ับตัฟวฎี (การ
ยกอํานาจให) เพราะมิฉะนน้ั แลวจะทาํ ใหค วามหมายระหวา งโองการตา งๆ อธบิ ายขดั แยง กันเอง
และตามคาํ บอกเลา ในรายงานประวตั ิศาสตรเก่ียวกบั พวกตงั้ ภาควี า พวกเขาไดกลาวในขณะอหิ ร อม
และฏอวาฟวา “ภาคตี า งๆ นนั้ เปน ของพระองค พระองคควบคุมเขา และส่งิ ท่เี ขาครอบครองอยู”
ดว ยเหตนุ ้ีการอางโองการทสี่ องขึน้ มาเปนหลักฐานจึงเปนการใหเ หตุผลทฟี่ ง ไมข ้ึน โดย
โองการท่ีวา “เรามไิ ดเ คารพภกั ดสี ิง่ เหลา นนั้ เพอ่ื อืน่ ใด นอกจากเพอ่ื พวกเขานาํ เราเขา ใกลช ิดอยา งย่ิง
...) ในขณะทท่ี านอบิ นอุ บดลุ วะฮาบใหความหมายวา คาํ ตรสั ที่วา “เรามไิ ดเคารพภักดีสงิ่ เหลานั้น”

หมายถึงการขอนุเคราะหความชว ยเหลือ ในขณะทวี่ า โองการแรกไดอธบิ ายยนื ยันในลักษณะท่ี
จําแนก ระหวา งการเคารพภกั ดี กบั การอนุเคราะหความชวยเหลือ

สวนกรณีท่ีทา นอิบนุอับดลุ วะฮาบยอมรบั อยอู ยางหน่ึง (คาํ พูดของทานอา งมาจากคนรนุ
กอน) ทีว่ า อลั ลอฮใหก ารชะฟาอะฮแกนบขี องพระองคจ ริง แตอ ลั ลอฮหา มมใิ หประชาชนขอสงิ่ นั้น
จากทา นนบี ซึ่งนับวา เปนเรอ่ื งท่แี ปลกมาก ในขณะทไ่ี มมีโองการใดและไมม ีแบบฉบบั (ซุนนะฮ)
ใดๆ ทีเ่ ปนหลักฐานวา หา มมใิ หข อในเร่อื งน้ี แปลกย่งิ ไปกวา อีกก็คือ มนั คา นกบั เหตุผลทาง
สตปิ ญญา กลาวคอื ยกตวั อยางวา พระองคใ หน้ํามาเพ่อื ดมื่ แตห ามมใิ หคนขอนํา้ จากเขา หรือให
ความดงี ามแกท านนบีอยา งมากมาย แตหามมใิ หป ระชาชาติขอความดงี ามน้นั จากทา น

สาํ หรับคาํ กลาวของอลั ลอฮท่วี า “ดงั นน้ั สูเจา จงอยา วิงวอนขอตอสิ่งใดควบคกู บั อลั ลอฮ”
นน้ั คือโองการท่ีสาม ซงึ่ ทา นอิบนุอับดุลวะฮาบไดอ า งมาเปนหลักฐานในเรอื่ งน้ี กลาวคอื ทา น
สามารถจะทราบรายละเอียดของโองการนี้ไดใ นตอนใกลนแ้ี หละ ในขณะท่เี ราจะอธบิ ายวา คาํ วา
วงิ วอนขอตามความหมายในโองการดังกลาว หมายถึง : การเคารพภกั ดี ฉะนั้น ความท่วี า “ดงั นั้นจง
อยา วิงวอนขอ” จึงหมายถึง “ดังนั้นสเู จา จงอยา เคารพภกั ดสี ิ่งใดควบคูกับอัลลอฮเลย” กลา วคือ สง่ิ
ตอ งหาม (ฮะรอม) ที่ถูกกาํ หนดใหละเวนก็คือ การเคารพภกั ดีส่ิงอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ มิใชก าร
วิงวอนขอตอ สง่ิ อื่นนอกจากอัลลอฮโดยเดด็ ขาด และการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือนน้ั มิใชส ิ่ง
อ่นื ใด นอกจากการขอใหผูอ ่ืนชวยวิงวอนขอดอุ าอใหเ ทานนั้ มใิ ชเ ปนการเคารพภกั ดีตอ สิ่งอ่ืน ขอ
จําแนกระหวา งเรอื่ งทั้งสองมีใหเ หน็ อยอู ยางชัดเจน

จากเรื่องราวเหลา นี้ ชใี้ หเหน็ ถงึ เหตุผลที่ออนแอประการทีส่ ่ีของทา นมฮุ มั มดั บนิ อบั ดลุ วะ
ฮาบตามท่ปี รากฏอยูในหนงั สือ กะชะฟุชชุบฮาต ดงั ขอ ความทว่ี า :

“การขออนเุ คราะหช ว ยเหลือน้ัน เปน สิ่งท่ีคา นกันกบั ความบรสิ ุทธใิ์ จในหลกั เอกภาพ และ
ขอบังคบั สําหรบั การเคารพภักดใี นโองการทีว่ า

“เปน ผูนอบนอมโดยบรสิ ทุ ธิ์ใจตอ พระองค”
การวงิ วอนขอเพือ่ ใหอนุเคราะหความชว ยเหลือนน้ั หลังจากท่ียอมรบั กันวา ขึน้ อยกู บั การ
อนมุ ตั ิและความโปรดปรานของอัลลอฮแลว กต็ องมใิ ช การเคารพภกั ดีตอ ผอู นเุ คราะหความ
ชว ยเหลอื ท่ีถึงกับทาํ ใหค านตอความบรสิ ุทธิใ์ จในการเคารพภักดตี อ อัลลอฮ หากแต มันเปนการ
ขอใหเ ขาชว ยวงิ วอนขอดอุ าอจากพระองคใหด ว ยซ้าํ ไป อันท่จี ริงสงิ่ ที่ทาํ ใหเ กดิ ความบรสิ ุทธิ์ในการ
เคารพภักดีน้ัน มไิ ดอ ยใู นเรือ่ งการขอจากผอู ื่นใหชว ยวงิ วอนขอดุอาอใ ห เชน เดียวกบั ทว่ี ามนั ก็มิได
ขดั แยง กันกับการขอดอุ าอตออัลลอฮ ขณะเดยี วกันการขอความชว ยเหลอื ใหม กี ารอนเุ คราะห จาก
ผูช วยเหลือและการขอความชวยเหลือใหอ นเุ คราะหจ ากผขู อการอนเุ คราะหใหม ันกม็ ิไดม อี ะไร
แตกตา งกนั เลย ในความหมายท่ีวา ผขุ อไดวิงวอนใหผูขอการอนุเคราะหความชว ยเหลือชว ยวิงวอน
ขอตอ อลั ลอฮพรอ มกับการขอของตนรวมกนั ดังน้ันการขอของผูตองการความชว ยเหลอื ตอ ผุ
อนเุ คราะหความชว ยเหลือจงึ มใิ ชอ น่ื ใดเลย นอกจากเปน การวงิ วอนขอของบคุ คลที่สองทีข่ อ

ตออัลลอฮเทานั้นเอง มิไดเ ปนอยา งอ่นื ท่ีมากไปกวาน.้ี ..แลว ทา นเห็นวา มนั มีอะไรท่ีนาอนั ตรายนกั
หรอื ?

ความนาประหลาดอีกอยา งหน่ึง คอื การอธิบายวา “การขออนุเคราะหความชวยเหลอื ” จาก
ทานนบแี ละบคุ คลอ่นื ๆ น้ัน หมายถึงการวงิ วอนขอตอ นบคี วบคูกบั อลั ลอฮ ดงั ปรากฏอยใู นคาํ ถาม
ของทาชัยค อบิ นุ บลั ฮัยด : หวั หนา คณะผูพิพากษาประจํานกั วิชาการเมืองมะดีนะฮ ความวา :

“และสิง่ ตา งๆ ท่ีพวกเบาปญญากระทาํ ณ สุสานแหงน้ี เปน ตนวา การลบู ไลสสุ านและการ
วงิ วอนขอตอสสุ านควบคกู บั อลั ลอฮ” ไมตองสงสัยเลยวา ในประโยคน้ี มีเหตุผลท่ีนาตาํ หนอิ ยูอยาง
ทว มทน กลาวคอื :

สําหรบั ประการท่ีหนึง่ /ดวยเหตทุ ่พี วกแสวงหาส่อื (ทําตะวัซซลุ ) ณ สสุ านมไิ ดต ง้ั ภาคแี ต
ประการใดในการวิงวอนขอ (ซึ่งการวิงวอนขอนั้น เปนสมองของการเคารพภกั ด)ี และพวกเขามไิ ด
วิงวอนขอตอ สงิ่ ใด นอกจากตอ อัลลอฮ ผุทรงอาํ นาจสงู สุดแตเ พยี งองคเดียวพวกเขาเพียงแตขอ
จากบรรดาวะลยี ข องพวกเขาวา ใหร วมกนั กบั คําวงิ วอนของเขาในฐานะของคาํ วงิ วอนขอผูเ ปน ส่อื
กลาวคอื พวกเขารวมกันกบั คําวิงวอนของเขาในฐานะของคาํ วิงวอนขอผูเปน สือ่ กลาวคอื พวกเขา
รวมกนั กับบรรดาวะลียในการวงิ วอนขอตออัลลอฮ เพื่อใหส ิ่งท่ีพวกเขาตองการสัมฤทธิผ์ ล และถา
หากไมเปน เชนน้ีแลว การขอดงั กลา วกจ็ ะไมเรียกวา การวงิ วอนขออนเุ คราะหความชว ยเหลอื
(ชะฟาอะฮ) กลาวคือ การอนุเคราะหค วามชวยเหลือหมายถึง สิง่ ที่ไดรับมาจากความชว ยเหลืออีกที
หนงึ่ ดงั ทีเ่ ราไดกลา วไปแลว ซง่ึ ตรงขา มกนั สภาพโดดเด่ยี ว เพราะฉะน้ัน เขาจงึ ขอจากวะลียของ
เขาวา ใหร วมกนั กบั เขาในการวิงวอนขอและในการกระทาํ เมอ่ื เปนเชน น้แี ลว จะหมายถงึ การตง้ั
ภาคีโดยยึดเอาส่ิงอน่ื นอกเหนอื จากอัลลอฮมาเปนทวี่ ิงวอนขอรวมกบั พระองคไดอ ยางไรกนั

สวนประการที่สอง/แทจ รงิ บรรดามุสลมิ มิไดว งิ วอนขอดุอาอตอสสุ านหากแตขอรองจากผู
ที่อยใู นสุสาน วา ใหทาํ การวงิ วอนขอรวมกนั กับพวกตน เนอ่ื งจากฐานะภาพของเขา ณ อลั ลอฮน้ัน
สงู สงยงิ่ และถงึ แมว า เขาจะวางวายไปแลว แตเขายังมชี วี ติ อยู โดยรับปจ จัยยงั ชพี อยู ณ อัลลอฮ
ตามทมี่ ีระบุไวในคมั ภรี อันทรงเกยี รติ และแนน อน การวิงวอนขอของเขานัน้ จะไมถูกปฏเิ สธโดย
คาํ กลาวของอลั ลอฮ ท่ไี ดระบุถงึ สิทธิของทา นนบ(ี ศ) เชน โองการท่วี า :

“และถา หากวา พวเขาไดสรา งความอธรรมตอ ตัวเอง แลว ไดม าหาเจา ดงั นั้นพวกเขาขอให
เจา ชวยขออภยั โทษตออลั ลอฮให และศาสนทูตก็ไดข ออภัยโทษใหแ กพ วกเขา แนน อนพวกเขาก็ได
พบวา อัลลอฮเปน ผูทรงนริ โทษ ทรงเมตตาย่งิ เสมอ”
(อันนิซาอ-๖๔)

“และเจา จงขอพรใหแ กพวกเขา แทจ รงิ การขอพรของเจา น้ัน ยังความสงบมนั แกพ วกเขา
ได”

(อัตเตาบะฮ- ๑๐๓)

หลังจากนีแ้ ลว ก็ยังมขี อเขียนในบางเรื่องของทา นอบิ นุตยั มยี ะฮ( ๑) และสานุศิษยแหง
สาํ นักของทา น น่ันคอื ทา นมฮุ ัมมัด บิน อับดลุ วะฮาบเขยี นไวใ นหนังสือ “อรั บะอะอ เกาะวาอิด”
(๑) โดยทา นทั้งสองใหเหตุผลวา การขออนุเคราะหความชวยเหลอื จากผอู ่ืนนอกเหนือจากอลั ลอฮ
น้นั เปนท่ีตอ งหาม ตามโองการทว่ี า :

“จงกลาวเถิด การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือท้งั ปวงนน้ั เปนสทิ ธขิ องอลั ลอฮ”
(อัซซมุ ัร-๔๔)

ราวกับวา จะใหเ หตุผลทตี่ ายตวั วา ความหมายในโองการน้ีคอื “การขออนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลือมไิ ดสาํ หรับอัลลอฮเทา นั้น

แตค วามหมายของโองการมิไดเปนไปตามความหมายดานนอกของมัน กลา วคือ โองการนี้
มไิ ดหมายความวา อลั ลอฮองคเ ดยี วเทา นัน้ คอื ผูว่งึ ใหก ารอนุเคราะหไ ดสวนผอู นื่ ใหก ารอนุเคราะห
ไมไ ด เพราะอลั ลอฮมิไดใหการอนุเคราะหไวเ ปนของผูใดเลย แตความจริงนน้ั มโี องการยืนยันวา
บรรดานบี คนมีคุณธรรมและมะลาอกิ ะฮ ยงั ใหก ารอนเุ คราะหไ ดใ นทัศนะของพระองค

ทํานองเดยี วกัน โองการนกี้ ็มไิ ดหมายความวา ไมอนุญาตใหขออนเุ คราะหค วามชวยเหลือ
นอกจากจะตอ งขอจากพระองค หากแตค วามหมายของโองการน้คี อื วา อัลลอฮ ทรงเปนผมู ีอาํ นาจ
ในการดาํ เนนิ กจิ การอันน้ี ดงั นน้ั จะไมมีใครใหก ารอนุเคราะหชวยเหลือผูใดได เวน แตโ ดยอนุมัติ
ของพระองค

พระองคทรงมีโองการวา : “ผูใดเลา ทใ่ี หก ารอนุเคราะหความชวยเหลือ ณ อลั ลอฮได
นอกจากดว ยการอนมุ ตั ขิ องพระองค” และทพี่ ระองคท รงมโี องการวา “และพวกเขาจะไม
อนุเคราะหค วามชว ยเหลือใหได นอกจากแกผ ไู ดรับความโปรดปราน”

คาํ อธิบายท่เี ราไดกลาวมาแลว จะชัดเจนยิง่ ขึน้ ถาหากเราสังเกตใจความของโองการน้ัน
นัน่ คือ :

“หรอื วา สเู จา ถอื เอาผูอ่นื นอกเหนือจากอัลลอฮ เปนผูอ นเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ให จงกลาว
เถิด ถึงแมว าพวกมนั ไมมอี ํานาจควบคุมสงิ่ ใดเลย และไมมีสตปิ ญ ญากระนั้นหรือ จงกลา วเถิด การ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลอื ทั้งมวลนัน้ เปน สิทธขิ องอลั ลอฮ”
(อัซซุมรั -๔๓-๔๔)

ดังน้ัน ขอ ความชวงทา ยของโองการจงึ เปนประเดน็ ตอบโตกบั บรรดาผทู ถี่ อื เอารูปปน และ
แทน หินมาเปน ผูอนุเคราะหขอความชว ยเหลอื สาํ หรบั ตนยงั อัลลอฮ แลว พวกเขาไดกลาววา ส่ิง

(๑) ริซาละฮ “ซิยาเราะฮ อลั -กบุ รู วลั -อซิ ตฆิ อษะฮ บลิ กบุ รู ” หนา ๑๕๖

เหลา น้ีเปน ผูอนเุ คราะหชวยเหลือเรายังอัลลอฮทัง้ ๆ ทีส่ ิ่งน้นั ไมม อี ํานาจควบคมุ สิ่งใดเลย ดงั นั้น จะ
เปนไปไดอยา งไรท่มี ันจะมามอี าํ นาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วามชว ยเหลอื ให ในเม่ือมันไมมี
สติปญ ญาแมแ ตจ ะใหค วามชว ยเหลือ

ทานซะมคั ชะรียไ ดกลาวไวใ นตัฟซีร กชิ าฟ ของทานวา -:
“คาํ วา นอกเหนือจากอัลลอฮในท่ีน้ี หมายถงึ นอกเหนือจากการอนุมตั ขิ องอัลลอฮ วรรค
ที่วา จงกลา วเถดิ การอนุเคราะหค วามชวยเหลือทั้งมวลน้ันเปน สิทธขิ องอัลลอฮ” หมายถงึ ทรงมี
อํานาจควบคมุ ส่งิ นั้น กลาวคอื ไมมใี ครไดร ับการอนุเคราะหช ว ยเหลือเลย นอกจากโดยเงอ่ื นไขสอง
ประการ คอื :
ผูไดร บั การอนุเคราะหค วามชว ยเหลือจะตองเปน ท่โี ปรดปรานของพระองคแ ละผูใ หการ
อนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จะตองเปน ผไู ดรบั อนุมตั ิ สว นความหมายในโองการน้ี จะเห็นไดว า
เงื่อนไขสองประการไมม เี ลย” (๑)
สว นการอธบิ ายของทา นอบิ นุ อบั ดุลวะฮาบ และทางดา นของทานอบิ นุตัยมียะฮอ ีกทง้ั
บรรดาสานศุ ิษยข องคนทัง้ สองทถี่ ือวา โองการนี้ใหเ หตผุ ลวา การขออนเุ คราะหความชวยเหลือ จะ
กระทําตอ ใครมไิ ดเลย นอกจากตออัลลอฮองคเดียวเทานน้ั โดยมิใหขอจากผุทถ่ี กู สรา งถงึ แมวา ผุ
นนั้ จะมสี ทิ ธใิ นการอนุเคราะหความชวยเหลือกต็ าม เปน คาํ อธบิ ายท่ีไมเคยมนี ักอถาธิบายอลั -กุ
รอานคนใดอธิบายไวเ ลย
ตอ มา การจาํ แนกขอ แตกตา งระหวา งการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลอื จากคนมีชวี ิต กับ
การขอจากคนตายจะเปน ไปไดอยางไร ท่ีจะถอื วา อนญุ าตใหสาํ หรบั การขอจากบุคคลประเภทแรก
เทา น้นั โดยหลกั ฐานในโองการของอัลลอฮที่วา :
“และถา หากพวกเขาสรา งความอธรรมแกตนเองแลวมายงั เจา ดังนัน้ พวกเขาไดขอใหเจาขอ
อภยั โทษตออัลลอฮใหและศาสนทูตกไ็ ดขอการอภัยโทษแกพวกเขา แนน อนพวกเขาไดพบวา
อัลลอฮเปนผูทรงนิรโทษ ทรงเมตตาย่ิงเสมอ”
(อันนิซาอ-๗๔)
กบั หลักฐานที่บตุ รของนบียะอกบู ไดขออนเุ คราะหค วามชว ยเหลือจากบดิ าโดยพวกเขา
กลา ววา :
“โอบ ิดาเรา ขอไดโปรดขออภัยโทษแกเราดว ยเถิด”
(ยูซฟุ -๙๗)
ทานนบียะอก ูบ (อ) ก็ไดสญั ญาตอ พวกเขาถงึ การขออภัยโทษใหแกพ วกเขา ใน
ขณะเดยี วกันกับทมี่ กี ารแสดงคําอธิบายวา การขอในประเภททสี่ อง (ขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือ
ตอคนตาย) ไมเปน ที่อนุญาตกระน้ันหรือ?

(๑) ตัฟซีร “อลั -กิชาฟ” เลม ๓ หนา ๓๔

มนั เปนไปไดหรอื ไม สําหรับกรณีท่ีวา การมีชีวิต กับความตาย เปน สิง่ ทีส่ ง ผลกระทบใน
เน้ือหาของการงาน และแนน อน ไดมีการอธบิ ายผานไปแลว วา การมชี วี ิตอยู และความตายนนั้ มิใช
เคร่ืองวดั สาํ หรับหลักเอกภาพและการตั้งภาคแี ละมไิ ดเปน ขอสรุปการอนญุ าตใหขออนเุ คราะห
ความชว ยเหลือ หรอื ไมอนุญาตใหข อ

ถา หากทา นไดสังเกตตาํ ราของพวกวะฮาบียแ ลว แนนอน ทานจะเหน็ ไดวา ส่งิ ทีท่ ําใหพ วก
เขาตกอยใู นความผิดพลากและความสับสนนั้น กค็ อื ความละมา ยคลา ยคลงึ กันระหวา งการกระทํา
ของผยู ึดหลักเอกภาพในแงข องการขออนุเคราะหความชว ยเหลอื ตอ คนตายและการแสวงหาการ
เปนส่ือกับพวกเขากับการกระทําของพวกตง้ั ภาคีทีม่ ีตอรปู ปน ของพวกเขา ที่เปน เชนน้ีก็หมายถึงวา
พวกวะฮาบยี ถ ือเอารูปแบบและการแสดงออกทางภายนอกเปน สําคัญ โดยลมื คํานงึ ไปถึงเร่ืองของ
จติ เจตนา และความสํานึกในจติ ใจของคนสองพวก

ถา ทา นผอู านไดตรึกตรองดรู ายละเอียดตา งๆ ในภาคน้ีแลว แนนอนทานจะเหน็ ไดว า ขอ
แตกตา งระหวา งการกระทาํ ทั้งสองนั้น มีปรากฏอยมู ากมาย ซงึ่ เราจะขอกลา วสรุปดงั ตอไปน้ี :

๑- พวกตงั้ ภาคกี ลาวถึงสภาพความเปน พระเจา ของรปู ปน ตามความหมายท่ีอธบิ ายไปแลว
โดยแตกตา งกับพวกท่ียึดในหลกั เอกภาพ

๒- บรรดาเจวด็ และรูปปน ไรสมรรถภาพในการขานรับคําวิงวอนของพวกเขา และนคี่ ือ
สิ่งทีแ่ ตกตา งไปจากบรรดาวญิ ญาณของผูบ ริสุทธิ์ กลา วคอื พวกเขายังมีชีวติ อยตู ามท่คี ัมภรี อนั ทรง
เกยี รติไดระบไุ ว และเปน ผมู คี วามสามารถในการวิงวอนขอใหตามท่เี ขาขอใหวิงวอนได

๓- บรรดาเจวด็ และรปู ปน ไมไดรับการอนุมตั ิจากอลั ลอฮในเรือ่ งนี้ ซงึ่ แตกตางกบั นบีผุท รง
เกียรติ กลา วคอื ทานเปนผทู ีอ่ ัล-กุรอานระบุวา ไดร ับอนุมตั ิ :-

พระองคท รงมีโองการวา :
“บางที พระผอู ภิบาลของเจา จะไดแตง ตง้ั เจา ใหอ ยใู นฐานผูไดรบั การสรรเสรญิ ”
(อัล-อซั รออ- ๗๙)

๓- การขอความชว ยเหลอื ตอผอู นื่ นอกจากอัลลอฮ เปน การต้ังภาคหี รอื ?
เร่อื งการขอความชว ยเหลือตอผอู นื่ นอกจากอัลลอฮนี้ จาํ เปนตอ งวิเคราะหถ งึ สองลักษณะ

ดว ยกัน กลา วคือ :
1- อาศยั ความชวยเหลอื ของพลังงาน (ไมวาจะเปน เรอ่ื งท่ีอยใู นกฎธรรมชาติหรือนอกเหนือ

กฎธรรมชาต)ิ พรอ มกับมีความเชอื่ ถอื วา การกระทาํ ของมันน้ันข้ึนตรงตออลั ลอฮ ในความหมาย
ทีว่ า มันเปนส่ิงทสี่ ามารถชวยเหลือปวงบา วและขจัดปญหาของพวกเขาเหลานั้นได โดย
ความสามารถของมันที่ไดร ับมาจากอัลลอฮและจากการอนุมตั ขิ องพระองค

การอาศยั ความชวยเหลือประเภทนี้ ในแงข องความเปนจรงิ มนั ยังมิไดตดั ขาดออกไปจาก
การขอความชว ยเหลือตออัลลอฮโดยตรง เพราะเขาดาํ เนนิ ไปดวยการยอมรบั วา พระองคค ือผูทรง

อํานวยผลและการอนุมัติของพระองคใ หแกพลงั งานเหลา นัน้ และถาพระองคประสงคท่ีจะให
ในทางลบและพลาดไปเสียจากมนั พระองคก็ยอ มกระทําได

กลา วคอื ถาชาวเกษตรอาศยั ความชว ยเหลือของพลงั งานธรรมชาติ เชน แสงอาทิตย น้าํ
พนื้ ที่เพาะปลกู ก็เทา กบั วา ในความเปนจรงิ น้ันเขาอาศยั ความชว ยเหลือของอัลลอฮอยูน่ันเอง
เพราะวา พระองคเปนผปู ระทาน ความสามารถใหแ กพลังงานเหลา นี้ ในอันท่ีจะสรา งความ
เจรญิ เติบโต แกส ิ่งทถ่ี ูกเพาะอยใู นดินเปนตนวา เมล็ดพนั ธุต า งๆ แลว หลงั จากนน้ั มันกง็ อกเงยข้ึนมา
และเขา สสู ภาพที่สมบรู ณ

๒- แตถา อาศยั ความชว ยเหลือของมนุษยห รือของพลงั งานธรรมชาตหิ รือนอกเหนอื
ธรรมชาติ พรอมกับมคี วามเชือ่ ถือวา ผนู น้ั หรอื ส่ิงนัน้ มีความเปนอสิ ระในการดาํ รงอยูของตนเอง
หรอื ในการกระทาํ ของตนเองโดยไมขึ้นตออลั ลอฮแลวก็ไมตองสงสยั เลยวา ความเชื่อถืออยา งน้ัน
ยอมกลายเปนการตัง้ ภาคี และการขอความชว ยเหลอื นั้น ก็เปนการเคารพภักดี

กลาวคือ ถา ชาวเกษตรอาศยั ความชว ยเหลือของพลังงานตา งๆ ดังกลา วในขณะท่เี ขาเชอื่ ม่นั
วา พลังงานอนั น้ัน มีอสิ ระในการกอ ใหเกิดผลลพั ธโดยตวั ของมนั เอง หรือเชื่อถอื วา มนั มีความเปน
อสิ ระในสภาพการดาํ รงอยู และในการกระทาํ อกี ท้ัง ในความสามารถของมันเองแลว ก็เปน อนั วา
ความเชื่อม่ันอนั นน้ั คอื การต้งั ภาคี และการอาศัยความชว ยเหลืออันน้ัน คอื การเคารพภกั ดี

ทศั นะของเจา ของตําราอลั -นะมาร ในการอธิบายขอบขายของการขอความชวยเหลอื
ทานเจา ของตาํ ราอลั -มะนาร ไดกาํ หนดขอบเขตของหลักเอกภาพไววา : เราจะตองขอความ

ชว ยหลอื ตอความสามารถของเรา และชวยเหลอื ซ่ึงกันและกันระหวางเรากนั เอง ในข้นั ท่หี นง่ึ
หลังจากนนั้ เราก็ตองมอบหมายงานสว นทเี่ หลอื ไปใหแกอัลลอฮ ผทู รงปรชี าสามารถเหนอื ทุกส่งิ
โดยเราตองขอตอพระองค แตเพียงผูเ ดยี วเทานนั้ ทา นกลาวในเรอ่ื งนี้วา :

“จาํ เปนทีเ่ ราจะตอ งดาํ เนนิ งานไปตามความสามารถของเราในเรือ่ งนั้น และใหเราทมุ เท
ความสามารถในกิจการงานของเราจนสดุ กาํ ลังในทุกๆ หนทาง และเราตองขอความชว ยเหลือซง่ึ กัน
และกันระหวางเรา หลงั จากน้ันแลว เรากต็ องมอบหมายงานทีอ่ ยูน อกเหนือจากสว นทเ่ี ราสามารถ
ทําไดใหแกพ ระองคผ ูทรงสามารถเหนอื ทุกส่งิ และมอบหมายยงั พระองคแ ตเ พียงผูเดียว กลา วคอื
เราขอความชว ยเหลอื แกการงานและการบรรลผุ ลสําเร็จของงานจากพระองคองคเ ดียวเทา นน้ั ” (๑)

ถาจะใหถ กู ก็คือ เราจาํ เปนตอ งหาประโยชนจ ากความสามารถของเราหรือจากพลงั งาน
ธรรมชาตเิ สียกอนแตจําเปนอยางย่งิ ทเี่ ราจะตอ งไมม คี วามเช่อื มน่ั วา สงิ่ นั้นๆ มนั มีความสามารถของ
มันเองโดยแท และมีความอสิ ระในตัวเองหาไมเชน นั้นแลว เราก็ตอ งออกไปจากขอบเขตของหลัก
เอกภาพ

(๑) อัลมะนาร เลม ๑ หนา ๕๙

กลาวคอื ถา คนใดเชื่อถือวา กระบวนการแหง เหตุผลท่ีนอกเหนือธรรมชาติ แมกระทัง่
พลังงานธรรมชาติตา งๆ น้ัน ลว นเปน บาวของอลั ลอฮทัง้ หมด ซง่ึ สงิ่ เหลานน้ั สามารถใหค วาม
ชว ยเหลอื แกผ ูทข่ี อความชว ยเหลอื ตอ ตนได (๒) โดยมีเงอื่ นไขจาํ เพาะและโดยการอนุมัติ
ของอลั ลอฮ ซ่ึงส่งิ เหลา นัน้ ไมมีความเปน อิสระ แตประการใดในตนเองเลย ไมวาในแงข องสภาพ
การดําเนนิ อยู หรือการสงผลลพั ธใดๆ แนนอนถา คนๆ น้ี อาศัยพลงั งานท่อี ยูเหนือธรรมชาติพรอม
กับมคี วามเช่ือถืออยางนีแ้ ลว (ไมเพยี งแตถ ือวา การอาศยั ความชว ยเหลอื ของเขาเปนงานที่ถกู ตอง
อยางเดียวเทาน้ัน) ก็ถอื วา ยงั อยูในภาคของการขอความชว ยเหลอื ตอ อัลลอฮโดยตรงอยนู ั่นเอง
ทํานองเดียวกันนี้ การอาศยั สองประเภท (การอาศัยความชว ยเหลอื ของพลังงานตามธรรมชาติ กับ
การอาศัยความชว ยเหลือของปวงบา วผูท รงคุณธรรม) ก็ไมมีขอแตกตา งกนั แตป ระการใดโดย
เด็ดขาด)

ดงั น้ัน ถาหากวา การอาศัยความชว ยเหลือของปวงบา วผทู รงคุณธรรมในลักษณะดงั กลา ว
เปน การตัง้ ภาคีแลว แนน อนกต็ องถอื วา การอาศยั ความชวยเหลือในรปู แบบประการแรกน้ัน เปนส่งิ
ท่ีถกู กําหนดวา อยูใ นกรอบของการตงั้ ภาคีดว ยเชนเดียวกัน

ขอ จําแนกที่อยรู ะหวา ง (การอาศยั ความชว ยเหลือจากพลังงานตามธรรมชาติ) กับ (การ
อาศัยความชว ยเหลอื จากพลังงานที่อยูนอกเหนือธรรมชาติ) น้ัน ตา งก็วางอยบู นขอ พิสจู นเดียวกัน
ในแงท่วี า มันสบื ทอดมาจากอํานาจของอลั ลอฮ และการอนุมตั ขิ องพระองค อีกท้งั ความประสงค
ของพระองคโ ดยมีสภาพท่สี อดคลอ งตอ หลกั เอกภาพในประเด็นทหี่ นึ่งของรปู แบบทั้งสอง และมัน
จะมีสภาพที่ขัดแยง กบั หลักเอกภาพกใ็ นประเด็นท่ีสองของรูปแบบท้งั สอง โดยมิไดมีขอ แมเปน
อยา งอ่ืนอกี

จากคาํ อธิบายเหลาน้ี ไดเปนทก่ี ระจางชัดถงึ เปา หมายสองดานจากโองการตา งๆ ท่ีกลา วถึง
ในเร่ืองการขอความชว ยเหลือ กลา วคอื :

ดา นที่หนึ่ง : การขอความชว ยเหลือถกู กาํ จดั ไวส าํ หรบั อัลลอฮเทานนั้ และถือวา พระองคค อื
ผูช วยเหลือ แตเ พียงองคเ ดียวเทา นั้น ไมมีผูอน่ื อีกเลย

ดานที่สอง : ชใี หเราเห็นวา มกี ระบวนการของการใหความชวยเหลอื นอกเหนอื ไปจาก
อัลลอฮและถือวา สง่ิ เหลาน้ัน เปนผูชว ยเหลอื ทีอ่ ยูในสว นของอัลลอฮ

กลา วไดวา : การอธิบายทผ่ี า นมาแลว ไดช ี้ใหเ ห็นอยางชัดเจนถึงลักษณะทร่ี วมกันระหวา ง
ขอ มลู สองประการน้ีจากโองการตางๆ และอธบิ ายใหเหนวา ระหวา งประเด็นทงั้ สองน้ี ไมมคี วาม
ขดั แยง ตอ กันเลย นอกจากวา จะมคี นบางพวกที่เราพบวา พวกเขายึดถอื เอาประเด็นแรกจากโองการ
ตา งๆ อยา งเดียวเทาน้ันจึงทําใหเขาเขา ใจผดิ พลาดตอ การขอประเภทตา งๆ ตอ ส่งิ อน่ื ท่ีนอกจาก

(๒) การอธิบายของเราอยูในประเดน็ ท่ีวา การขอความชว ยเหลอื และความเปนไปอยางนี้ เปนการต้งั
ภาคีหรือไม? สวนความสามารถในการใหค วามชว ยเหลอื ถกู ประทานแกส ่ิงเหลาน้นั หรอื ไมนัน้ อยู
นอกเหนือจากหวั ขอทเี่ รากําหนดมาอธบิ ายในท่นี ้ี

อลั ลอฮ ตอ มาพวกเขาก็จาํ เปนเสนอให (การอาศยั ความชว ยเหลือโดยความสามารถของมนษุ ยแ ละ
สาเหตุหลกั ตางๆ ทางธรรมชาติ) เปนกฎเกณฑทว่ั ไปสําหรับโองการตางๆ เหลานนั้ ทจ่ี าํ กดั การขอ
ความชวยเหลือไวส าํ หรบั อลั ลอฮโดยมขี อแมเฉพาะตามความหมายท่พี วกเขากลาววา :

“แทจริงการขอความชว ยเหลอื น้ัน ไมเปนท่อี นุญาตนอกจากตองขอตอ อลั ลอฮเทา นน้ั
ยกเวน กรณีทอ่ี ัลลอฮทรงอนุมัตใิ หขอได และอนุญาตใหข อตอ ส่ิงอื่น นอกจากพระองคได กลา วคอื
การอาศัยความชว ยเหลอื จากความสามารถของมนษุ ยและพลงั งานตามธรรมชาติ (ท้ังๆ ทม่ี นั เปน
การอาศัยความชว ยเหลอื จากสิ่งท่ีนอกเหนอื จากอัลลอฮ) เปน ส่งิ ทอ่ี นญุ าตและถูกตองตาม
บทบัญญตั โิ ดยมขี อ แมเ ฉพาะ และนี่คือสง่ิ ทีผ่ ูท ยี่ ดึ ในหลักเอกภาพไมพึงพอใจ

ในขณะท่ีวา ความหมายของโองการตา งๆ มิไดเปนไปในลักษณะน้เี ลย กลาวคือสาระ
ทั้งหมดของโองการตา งๆ เหลานั้น ช้ีไปยงั เรื่องเดียวเทานั้น คือ : มีใหขอความชว ยเหลอื ตอ สิ่งอื่น
นอกเหนอื จากอัลลอฮ และแทจริงการอาศยั ความชว ยเหลือตอ พลงั งานตา งๆ นั้น จําเปนอยางย่ิงที่
จะตองถอื วา ไมขดั แยงกันกับขอบเขตการขอความชว ยเหลอื ตออัลลอฮ ย่ิงไปกวาน้ัน ยงั ถือไดว า
เปนการขอความชว ยเหลือตอ อลั ลอฮเทานั้น มิใชอ าศัยความชว ยเหลอื ของสงิ่ อ่นื เลย

หรอื อีกนัยยะหนง่ึ : โองการตา งๆ เหลาน้ัน มจี ุดประสงคทจ่ี ะอธบิ ายวา ผใู หค วามชว ยเหลอื
องคเ ดยี ว และผซู ง่ึ กุมอํานาจของผูชว ยเหลือทุกคนไวน้ันมิใชใ ครอื่นนอกเหนอื จากอลั ลอฮ พระองค
เปนผกู มุ อํานาจของผูชวยเหลอื ทุกคนไวนั้น มใิ ชอ าํ นาจทง้ั ปวง แตพรอ มกันนั้น จกั รวาลนกี้ ถ็ กู วาง
อยูบนกระบวนการแหงเหตุและผลซึง่ มันดาํ เนินงานไปตามอาํ นาจและการบัญชาของพระองค ที่
มนั ยึดกง่ิ กานสาขาออกมาจากรากเหงา ดว ยเหตนุ ้ี การอาศยั ความชว ยเหลือจากส่ิงเหลานน้ั จงึ
เหมอื นกับการขอความชว ยเหลอื ตออัลลอฮ นก่ี เ็ ปนเพราะวา การอาศัยความชวยเหลือจาก
กง่ิ กา นสาขา คอื การขอความชว ยเหลือตอ รากเหงานัน่ เอง

ขอใหท านพจิ ารณาลักษณะสองดา นของบางโองการตอ ไปน้ี :
“และการชว ยเหลอื นนั้ ไมม ีมาจากผูใดเลย เวนแตม มี าจากอลั ลอฮผทู รงเดชานุภาพ ผทู รง
วทิ ยปญ ญาเทา นั้น”
(อาลิ อิมรอน-๑๒๖)
“เราเคารพภักดีตอ พระองคเทา นนั้ และเราขอความชว ยเหลือตอพระองคเทา นน้ั ”
(อัล-ฮมั ดุ-๔)
“และการชวยเหลือน้นั ไมม ีมาจากผูใด เวน แตมมี าจากอลั ลอฮ ผูทรงเดชานภุ าพ ผทู รงวทิ ย
ปญ ญาเทา นั้น”
(อัล-อนั ฟาล-๑๐)

โองการเหลานีใ้ หก ฎเกณฑไปตามลักณะดา นท่หี นึ่ง และขอใหท านสังเกตดลู ักษณะของอกี
ดานหน่ึงซ่งึ ช้ีนําเราใหข อความชว ยเหลือตอ สงิ่ อน่ื นอกจากอลั ลอฮเชน พลังงาน และสาเหตหุ ลัก
ตา งๆ กลา วคอื :

“และสูเจา จงขอความชว ยเหลือกบั ความอดทนและกับการนมาซ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๔๕)

“และสูเจา จงชว ยเหลอื กันโดยมคี ณุ ธรรมและความสํารวมตน”
(อัล-มาอดิ ะฮ- ๒)

“...ท่พี ระผอู ภบิ าลของฉนั ไดป ระทานอํานาจแกฉนั ในส่งิ น้ัน ยอมเปนการดีกวา ดงั นน้ั
พวกทา นจงชว ยฉนั อยา งเขมแข็งเถดิ ”
(อลั -กะฮฟ-ุ ๙๕)

“และถา หากวา สเู จา ชว ยเหลือกันในศาสนาแลว ชยั ชนะกจ็ ะประสบแกส ูเจา”
(อลั -อันฟาล-๗๒)

กญุ แจทีจ่ ะไขความขดั แยงท่ีมอี ยูร ะหวางความหมายสองลักษณะจากโองการตางๆ ดังกลา ว
น้ีก็ไดแก คาํ อธิบายตามทเ่ี ราไดกลาวไปแลว และขอสรุปของมันก็คอื :

แทจ รงิ ในสากลจักรวาลมผี กู อ ปฏิสนธิท่ีสมบูรณ และเปนผูมคี วามเปน อิสระแตผูเ ดียวโดย
ไมม สี ว นเก่ียวขอ งกบั ผูอื่น ไมว า จะอยูในแงข องสภาวะการดํารงสภาพและการกระทาํ ของตนกต็ าม
ผนู ้ัน คอื อัลลอฮผูท รงบริสุทธิ์

สว นพลงั งานอน่ื ๆ ทงั้ หมด ลวนเปน สิ่งท่ีขึ้นอยูกบั พระองค ทัง้ ในดานสภาวะการดํารงอยู
และการกระทาํ ใดๆ ของมันก็ดี และมันทําหนาท่ีไปตามท่ไี ดรับการมอบหมาย โดยการอนุมัติ และ
โดยเจตนารมณ อกี ทงั้ การกาํ หนดของพระองคและถาหากพระองคมิไดทรงประทานความสามารถ
ใดแกพ ลงั งานตางๆ เหลาน้นั และถา หากมนั มไิ ดดาํ เนินไปตามเจตนารมณของพระองคโ ดยตรง
แลว แนน อนทสี่ ดุ พลังงานเหลา น้ันมันก็จะไมมอี านภุ าพในสิ่งหนงึ่ ส่ิงใดเลย

ดงั นั้น ผูช ว ยเหลอื ทแ่ี ทจ รงิ ในทุกๆ สภาวะ (ในลักษณะเบ็ดเสร็จอยางน้)ี กค็ อื อัลลอฮ
ดงั น้ันจงึ ไมอาจขอความชว ยเหลือตอผูใดในลักษณะที่ถอื วา ผนู น้ั เปนผูช วยเหลือทม่ี ีความเปนอสิ ระ
แกต นเองได เน่ืองจากรูปแบบของการขอความชวยเหลืออยา งนี้ หมายถงึ รูปแบบของการขอท่ีมีไว
เฉพาะกบั อัลลอฮ องคเ ดยี วเทา น้ัน แตน่ีมไิ ดห มายความวา หา มการอาศยั ความชว ยเหลือของสิง่ อ่ืน
นอกจากอลั ลอฮอยางส้นิ เชงิ ในลกั ษณะท่ีถือวา สง่ิ น้ัน มไิ ดม คี วามเปน อสิ ระแกตนเอง (โดยถอื วาผู
ชว ยเหลอื มสี วนเก่ียวพนั กบั อาํ นาจของพระผเู ปนเจา ) และเปนท่รี ูก นั ดีอยูแลว วา การขอความ
ชวยเหลือ (อยางน)ี้ มิไดข ดั กับลักษณะของการขอความชว ยเหลือตออลั ลอฮ ผูทรงบริสทุ ธแิ์ ตอยาง
ใด โดยสาเหตุสองประการคอื :

ประการทห่ี นึ่ง – เพราะการขอความชว ยเหลอื ท่ีเจาะจงเฉพาะกบั อัลลอฮน้ัน หมายถึงมใิ ช
การขอความชว ยเหลอื ตอพลังงานอืน่ ๆ ดงั นั้น การขอความชว ยเหลือที่เจาะจงเฉพาะกับอลั ลอฮ คือ

: “การขอท่ีเกดิ ขึน้ โดยความชวยเหลือของสง่ิ อนื่ นอกจากพระองคน ั้น ก็หมายความแตเ พยี งวา มนั
เปน การขอในอีกลักษณะหนึ่ง คือการขอท่ปี ระกอบกับความเชือ่ ถือท่ีวา ผุชวยเหลอื มคี วามสามารถ
ในการใหความชวยเหลือไดโดยอาศัยการไดรับอาํ นาจของพระผูเปน เจาเทา นัน้ เอง คอื มิใช
ชวยเหลือไปไดโดยลําพงั สวนตัวในลกั ษณะท่ีมคี วามเปน อิสระ ดังนั้น ถาหากวา การขอความ
ชว ยเหลือตามลกั ษณะของประเด็นแรก หมายถึง ลกั ษณะการขอทชี่ ี้เฉพาะกับอลั ลอฮ ผทู รงสงู สุด
แลว ดงั นนั้ ในเรื่องนีก้ ็มิไดห มายความวา การขอความชว ยเหลอื ในรูปแบบของประเดน็ ท่สี อง จะ
เปน ลักษณะการขอทช่ี ้เี ฉพาะกบั สง่ิ น้ันๆ เชนเดียวกันน่ันเอง

ประการที่สอง – การขอความชว ยเหลือ (อยางน้ี) มิไดเปนสงิ่ ท่ีแยกออกไปจากการขอความ
ชว ยเหลอื ตออัลลอฮ อยูน่ันเอง และตามทศั นะของผทู ย่ี ึดในหลักเอกภาพ (ซ่งึ ถอื วา ทกุ สวนของ
จักรวาลมาจากการกระทําของอลั ลอฮและพ่งึ พาอาศัยพระองคท ้งั สนิ้ ) ก็ยอมไมอาจหลกี เล่ียงความ
จรงิ ในขอ น้ไี ปได

จากการอธิบายท่ผี านมาแลว สามารถใหความเขา ใจแกทา นผูอา นไดเ ก่ียวกบั ปญหาทม่ี ีอยู
ในขอเขยี นของทาอบิ นุตัยมียะฮ คือทท่ี า นไดกลาววา :

“สําหรับผทู ย่ี ึดหลักการตามคัมภีรแ ละแบบฉบับ (ซุนนะฮ) ไดยืนยันถงึ เรอื่ งการขอ
อนเุ คราะหความชว ยเหลือตอ ทาน (ศ) และการแสวงหาสอ่ื (วะซลี ะฮ) ตอทาน และอ่นื ๆ อกี แตเขา
กลาววา : จะขอมิไดเ วนแตต องขอจากอัลลอฮและกิจการท่ีไมม ีใครสามารถใหไ ดนั้น กจ็ งอยาขอตอ
ผอู ืน่ นอกจากขอตอพระองค เชน การอภยั โทษในความผดิ บาป การนาํ ทางท่ถี ูกตองแกจ ิตใจ การ
ทําใหฝนตก การทาํ ใหพชื งอกเงยและอื่นๆ กลา วคอื มนั เปนงานในสว นนี้ ย่งิ ไปกวานั้น เรือ่ งนิ้มิได
เปน ทข่ี ดั แยง กันในระหวา งบรรดามุสลิมอีกดวย ดงั ทอี่ ัลลอฮทรงมโี องการวา :

“และใครเลา ทจ่ี ะอภยั โทษในความผดิ บาปไดนอกจากอลั ลอฮ”
และทรงกลา ววา “แทจรงิ เจา ไมอ าจช้ีนําคนทเี่ จา รักชอบได แตอ ัลลอฮทรงชนี้ ําผทู ่พี ระองค
ทรงประสงค”
พระองคท รงกลา วอีกวา : โอม วลมนุษยเอย จงรําลึกถงึ ความโปรดปรานของอัลลอฮที่มแี ก
สูเจา ยังมีผใู ดอีกหรอื ทเ่ี ปนผูส รา งนอกเหนือจากอลั ลอฮทีไ่ ดป ระทานปจจัยยงั ชีพแกส เู จามาจาก
ฟากฟาและแผน ดิน”
พระองคทรงกลา วอกี วา : อลั ลอฮมไิ ดท าํ ใหส่งิ นั้นมมี าเพอ่ื อ่ืนใด นอกจากเปน ขาวดแี กสู
เจา และเพื่อจติ ใจของสูเจา จะสงบมน่ั กบั พระองค และความชว ยเหลือจะไมมีมาเวน แตมา
จากอลั ลอฮ”
พระองคม ีโองการวา : “ถึงแมส ูเจามไิ ดชว ยเหลอื เขา แนน อนอัลลอฮทรงชว ยเหลอื เขา
ในขณะทพ่ี วกปฏิเสธขับเขาออกไปเปนครั้งท่ีสองของทง้ั สองในขณะที่ทงั้ สองอยใู นถํ้าเมอ่ื ตอนที่
เขากลาวแกส หายของเขาวา จงอยา เศรา แทจ รงิ อลั ลอฮทรงอยูกบั เรา” (๑)

(๑) มจั มอู ุล ริซาอลิ กุบรอ ของ อิบนุตัยมียะฮ รซิ าละฮท ่ี ๒ หนา ๔๘๒

แนนอนทานอิบนตุ ัยมยี ะฮ ลืมนกึ ไปถงึ เรอื่ งราวเหลาน้บี างอยางท่สี ามารถขอจากผูอื่น
นอกจากอลั ลอฮได พรอมกับมคี วามเช่ือถือวา ส่ืงอนื่ ๆ เหลานไี้ มม ีความเปนอิสระในการทําใหเกดิ
ความสาํ เรจ็ แตอ ยางใด และการขอแบบนกี้ ม็ ไิ ดขัดกันกบั การขอตอ อัลลอฮ พรอ มกบั ที่เชอ่ื ถือตอ
ความเปน อิสระและความม่งั คงั่ อยางเหลอื หลายของพระองคในการทาํ ใหส ่ิงน้ันเกิดความสาํ เร็จ
ขึ้นมา

ใชอ าจเปนได ในกรณที ี่วา การขอความชว ยเหลือเหลาน้ี ไมอ าจบังเกดิ ผลใดๆ เลย
นอกจากมนั จะตรงตามความสามารถของสิง่ อ่นื ท่ีนอกจากอัลลอฮอนั น้ัน ทจ่ี ะทําใหก ารขอสัมฤทธ์ิ
ผลได แตม นั เปนเรือ่ งทอ่ี ยูนอกเหนอื ขอบเขตการอธบิ ายของเรา กลา วคอื คําอธบิ ายไดว างอยบู น
เรือ่ งราวทวี่ า งานน้ีเปน การตงั้ ภาคหี รือไม สว นกรณที ีว่ า ผูถกู ขอมีความสามารถหรอื ไมน ั้น เปน
ประเด็นทอี่ ยูนอกเหนอื เปา หมายในขน้ั น้ี

บางทอี าจมีการเขาใจกันวา การขออยา งน้ี ไมอ าจมผี ลอกี เชน กัน นอกจากวา สิ่งอนื่ ดังกลา ว
น้ี ไดร บั การอนุมัติมาจากอัลลอฮในการใหความชวยเหลือเชน เดยี วกันกับทว่ี า การกลา วอยา งนี้ ได
ระบุถึงการอนญุ าตใหมีการขอความชว ยเหลืออยางแทจรงิ และเปนการถอื วา ไมใชเรอ่ื งการตั้งภาคี

แตม นั เปน เรื่องทีถ่ กู ผลกั ไสทั้งสิ้น เพราะวา การประทานอํานาจใหน ั้นมหี ลักฐานอยูท่ี มผี ู
ไดรับการอนุมัติในการดําเนนิ งานน้ันอยา งสมบูรณแ บบ กลาวคือมิไดหมายความวา เพราะอลั ลอฮ
ประทานอาํ นาจให แตพระองคท รงหามเขามใิ หใ ชอาํ นาจนน้ั อยา งเดด็ ขาด หรอื ท่ีวา พระองคทรง
ประทานอาํ นาจใหแกเขา แตทรงมิใหขอการดาํ เนนิ งานในสวนนน้ั ๆ ตอเขาในฐานะที่เปนสิ่งอืน่

ในแงของการอนญุ าตใหก ระทาํ นัน้ มีเหตุผลเพียงพอโดยสภาพความเปนจริงในการงาน
ของปวงบา ว ในแงข องการอนญุ าตและอนโุ ลม โดยมิไดเปนเรือ่ งของการหวงหา ม ยกเวน ในกรณที ่ี
กระทําลงไปในกิจการงานท่อี ยูในขอแมท ว่ี า ตองหา มตามบทบญั ญตั ศิ าสนา

ในตอนทา ยนี้ เราขอนาํ ทา นผูอา นมาพิจารณาดวู า เจา ของหนงั สืออลั มะนารมไิ ดกลา วถงึ
เร่ืองการขอความชว ยเหลอื ตอบรรดาวิญญาณแตอยา งใดเลย นอกจากกลาวอยา งเดียวเทา น้นั วาเรอ่ื ง
นท้ี า นถือวา มนั หมายถึง การตั้งภาคี โดยทา นกลา ววา :

ในเร่อื งนี้ ทา นทงั้ หลายทราบดีอยูแลววา : บรรดาผูทีข่ อความชวยเหลือตอ ตนที่อยใู นสสุ าน
เพ่อื ใหชว ยจัดการส่ิงตางๆ ทต่ี นตองการ และบําบัดอาการปว ยของพวกตนใหห าย ใหพืชผลเจรญิ
งอกงาม ใหศัตรผู ปู องรายพบกับความวบิ ตั แิ ละอ่ืนๆ นอกเหนอื จากนี้ ถือไดเ ลยวา พวกเขาอยูกับ
แนวทางเอกภาพอยางอปั ยศและอยูกับการรําลึกถึงอัลลอฮ อยา งผูปฏิเสธ” (๑) ความไมถ ูกตองของ
ทา นที่มีตอการวเิ คราะหเร่ืองการขอความชวยเหลือตอส่ิงทีน่ อกเหนอื จากอลั ลอฮ(เชน การอาศัย
ความชวยเหลอื ของพลังงานธรรมชาต)ิ กจ็ ะตองมอี ยูสองประการอยา งมิตองสงสัย

(๑) อลั -มะนาร เลม ๑ หนา ๕๙

ประการหนึ่งถือวา อยูในหลักเอกภาพ แตอ กี ประการหน่งึ ถือวา เปนการตั้งภาคี ประการ
หนึง่ ถอื วา เปน ผูราํ ลึกตอ อัลลอฮ แตอกี ประการหนึ่งถอื วาเปน ผหู า งไกลจากอัลลอฮ

แทจ รงิ แลว สง่ิ ทีก่ ําหนดถึงหลกั แหงเอกาภพและการตง้ั ภาคีน้ัน มิไดอ ยูที่เร่อื งของสาเหตุ
หลกั ตามธรรมชาตอิ ันเปด เผย หรอื สาเหตหุ ลกั ที่อยูนอกเหนอื กฎธรรมชาติอันเปด เผยหรอก
เพยี งแตวา เรอื่ งของมนั อยทู ่ีความเชอ่ื ถอื ทว่ี า มนั เปนสิ่งท่ีมคี วามเปน อสิ ระกับความเชื่อถือที่วา มัน
เปนส่ิงทไี่ มม ีความเปน อสิ ระ ความม่ังค่ังเหลือหลายกบั ความเปนสงิ่ ทต่ี องพง่ึ พาอาศยั ความเปน
ของแทกบั ความเปนของไมแ ทเ ทานนั้ เอง

การขออาศัยความชว ยเหลอื ของพลังงานโดยถือวามนั ไมม คี วามเปนอสิ ระในฐานะท่ีมนั
ตองขน้ึ ตรงตอ อัลลอฮ ซ่ึงมันทําอะไรไมไ ดและกอ ใหเ กิดผลกระทบใดๆ ก็ไมไดนอกจากอาศัยการ
อนุมตั ขิ องอลั ลอฮน้ัน มิใชห มายความถงึ แตเ พยี งการไมลืมอลั ลอฮอยางเดยี วเทา นัน้ หากแตม ัน
หมายถึงการเปน ผูนอบนอ มท่ีดเี ลศิ และเปน ผูร ําลึกถึงอัลลอฮ ในขณะทม่ี ันหมายถงึ วา : ไดตดั สิน
และไดสรุปแลววา สาเหตุหลักตางๆ ทกุ ประการลวนข้ึนตรงตอ พระองค

เมือ่ เปนเชน นี้ เจา ของหนงั สืออัล-มะนาร จะกลาวไดอยางไรวา : “พวกเขาเหลา น้นั อยูกับ
การราํ ลึกถงึ อลั ลอฮอยางผูปฏเิ สธ” และถา หากวา การขอความชวยเหลือชนิดนี้ หมายความถงึ การ
ลมื เลอื นอัลลอฮและเมนิ เฉยจากพระองคแลว แนนอนมันกจ็ าํ เปน จะตอ งถือวา การอาศยั ความ
ชว ยเหลอื ของสาเหตุหลกั ตางๆ ตามกฎของธรรมชาติวตั ถุ หมายถงึ ความเมินเฉยจากพระองคดว ย
เชน เดยี วกัน

เรือ่ งที่นาแปลกใจเสยี ยิง่ ไปกวา น้ีกค็ อื ทานชัยคข องมหาวทิ ยาลัยอลั อซั ฮัร มูฮมั มัด ชลั ฎต
ซ่ึงทา นไดอา งถอยแถลงตางๆ ของทา นมฮุ มั มดั อบั ดฮุ โ ดยไมมีการตัดตอ และเพิ่มเติมในเร่ืองนี้ อีก
ท้งั ทานยงั ไดสรปุ ไปตามน้ัน และทา นยงั ไดอางหลกั ฐานตามความหมายดา นนอกของโองการทวี่ า
“ตอพระองคเ ทา นั้น ทเี่ ราเคารพภักดี” มาประกอบโดยลมื คํานงึ ไปถงึ ความหมายทเ่ี ปนจริงของ
โองการนี้ และโองการอื่นๆ ทแ่ี สดงหลักฐานในเรอ่ื งการขอความชว ยเหลือ (๑)

วพิ ากษท ศั นะทส่ี าม
ยังมอี กี ทัศนะหนึ่ง ท่ีอยกู ง่ึ กลางระหวา งทศั นะท้ังสอง นั่นคือ ทัศนะท่ีถอื วา อนุญาตให

อาศัยความชว ยเหลอื ของสาเหตหุ ลักตางๆ ตามกฎธรรมชาตไิ ดในกรณีของความจาํ เปน ตา งๆ แหง
การดํารงชวี ิต แตไมอนญุ าตใหอาศยั ความชวยเหลือตอ สาเหตุหลกั ตางๆ ที่อยนู อกเหนอื กฎ
ธรรมชาติ เวน แตจะเปน ไปตามรปู แบบของการแสวงหาสอ่ื (ตะวัซซุล) และการขออนเุ คราะหความ
ชวยเหลือ (ชะฟาอะฮ) ยงั อัลลอฮเทานัน้
(๑) โปรดดู หนงั สอื ตัฟซีร ของทานชลั ฎต หนา ๓๖-๓๙

ท่วี า หามมใิ หอาศัยความชว ยเหลือของสาเหตุหลักตางๆ ทอ่ี ยนู อกเหนือกฎธรรมชาตนิ ัน้
เปน เพราะเหตใุ ด? หากเปนเพราะเหตทุ ีถ่ ือวา มันเปน การสรา งภาคี กแ็ นนอนอยูแ ลว วา ไมมีทาง
เปน ไปได ในขณะทผ่ี ขู อความชว ยเหลอื ไดขอไปดวยความเชื่อถอื ท่ีวา ผูถ กู ขอน้ัน จะชวยเหลือไดก็
เพียงแตโ ดยอาศยั อาํ นาจท่ถี กู ประทานมาจากอัลลอฮใหแกเ ขา และเขากก็ ระทําการน้ันๆ ไปโดยการ
อนุมตั ิและเจตนารมณของพระองค การขอความชว ยเหลอื ทมี่ ีความเช่ือถืออยางนี้ ไมถอื วาเปนการ
ตงั้ ภาคี โดยพิจารณาถึงหลักเกณฑของมันแลว จะมีขอแตกตางอะไรระหวา งขอหาม (การขอความ
ชว ยเหลือ) กบั ขออนญุ าตในขณะทีอ่ ยูในรูปของการแสวงหาส่ือ (ตะวซั ซุล) และการขออนุเคราะห
ความชว ยเหลือ (ซะฟาอะฮ)

ถา หากวา สาเหตุที่ไดหามน้ัน เปนเพราะพวกเขาเหลา นน้ั ไรซ ่งึ สมรรถภาพในการใหความ
ชวยเหลือ มันกต็ องวากนั ไปในอกี ประเด็นหนึง่ กลา วคอื มนั เปน ประเด็นทรี่ องลงไป โดยอยู
นอกเหนอื ประเด็นท่เี ราไดอ ธิบายอยู กลาวคอื หวั ขอการอธิบายอยใู นเพียงประเดน็ ท่ยี อมรบั ถงึ ความ
มีสมรรถภาพของพวกเขา

ถา หากวา สาเหตุที่ไดหา มนน้ั เปน เพราะวา พื้นฐานการกระทาํ ใดๆ ของผปู ฏบิ ัติศาสนกิจ
ยอ มเปนทตี่ อ งหา มอยเู สมอ จนกระท่งั จะมีหลักฐานระบุวา อนุญาตเสียกอ น กเ ปน ท่ีรูกนั อยแู ลว วา ผู
มคี วามเดือดรอนนั้น อยูในฐานะที่ไดรับการอนโุ ลมเสมอตราบใดทไี่ มมีหลกั ฐานระบหุ ามมิให
กระทําในเรอื่ งนั้ ๆ อยางเด็ดขาด สาเหตุเพยี งการที่ไมมีรายละเอียดสาํ หรบั การขอความชวยเหลอื
ประเภทนีป้ รากฏอยูในบทวิงวอนขอดุอาอเพอ่ื ยืนยันความถูกตอ งน้ัน มิไดแสดงวาเปน เรอ่ื งที่
ตองหา ม

อีกทง้ั ถาหากวา สาเหตทุ ่ไี ดหามน้นั เปน เพราะวา มีโองการของพระองคทีว่ า “เราขอความ
ชวยเหลือตอพระองคเ ทา น้นั ” ครอบคลุมมาถงึ การขอความชว ยเหลอื ประเภทนโ้ี ดยที่จะแยกออกไป
จากการขอความชว ยเหลอื ตอพระองคไ มได ดงั ท่เี ราไดก ลาวอธิบายไปแลว ก็เปน อนั วา ไมค วรแยก
เรอื่ งของการขอเพ่อื การแสวงหาส่ือ (ตะวซั ซลุ ) และการขออนเุ คราะหค วามชวยเหลอื (ชะฟาอะฮ)
ออกมาเปนกรณพี ิเศษ ทงั้ น้ีก็เพราะวา สาํ นวนของโองการครอบคลุมไปถงึ การตั้งขอแมแ ละไมเขา
กนั อยแู ลวดวย

๔- การวิงวอนขอตอ คนมคี ุณธรรม (ศอลหิ ) เปนการเคารพภักดีตอพวกเขาดวยกระนน้ั หรอื ?
รายละเอียดในบทกอ นไดเ ปนทเี่ ขาใจชดั เจนแลววา การขอความชว ยเหลือตอสิ่งอน่ื

นอกจากอัลลอฮ โดยมคี วามเชอื่ ถือวา เขาไมม อี าํ นาจควบคุมกิจการในสว นของพระผเู ปน เจาแต
อยางใด และพระองคก็มิไดท รงมอบอํานาจเด็ดขาดในส่ิงใดใหแกเขา แตถา หากวา เขาไดดําเนิน

กิจการใดๆ ลงไป กม็ ิใชวาเขาดําเนนิ การไปดวยตัวเขาเอง นอกจากดว ยการอนมุ ัติของอัลลอฮ การ
ขออยางนี้ ไมเ ปน การต้งั ภาคี

ในประเดน็ น้ยี ังมปี ญ หาอยอู ีกประการหนง่ึ นน่ั คือ : อัล-กุรอาน ไดหามไวหลายตอน
เกี่ยวกบั การวงิ วอนขอตอ สิ่งอนื่ นอกจากอลั ลอฮ นอกจากนั้นแลว พวกทถี่ ือแนวทางวะฮาบยี กย็ ังได
สรปุ จากโองการตา งๆ เหลานโี้ ดยนาํ คาํ วา การวิงวอนขอมาใชเ ปนคําวา การเคารพภักดี

ขอใหท า นพจิ ารณาดโู องการที่ระบถุ ึงเนอ้ื หาทช่ี ัดเจนของปญ หาน้ี :
“และแทจ ริงมสั ยิดทั้งหลายนนั้ เปนของอัลลอฮ ดงั น้ันสูเจา จงอยา วิงวอนขอตอส่ิงใดควบคู
ส่ิงใดควบคกู ับอลั ลอฮเลย”

(อลั -ญนิ -๑๘)
“และบรรดาสงิ่ ซึ่งสเู จาไดว งิ วอนขอน้ัน พวกเขาไมสามารถใหความชวยเหลอื แกสูเจา ได
และพวกเขากไ็ มส ามารถชว ยเหลือตัวของพวกเขาเอง”

(อัล-อะอร อฟ-๑๙๔)
“สําหรบั พระองคคอื สิทธิอันแทจ รงิ ของการวิงวอนขอ และบรรดาผูทพ่ี วกเขาวงิ วอนขอตอ
ส่งิ อน่ื นอกจากพระองคนัน้ พวกเขาเหลาน้นั จะไมตอบรับแกพวกเขาเลยแมแตสง่ิ เดียว”

(อรั เราะอดุ-๑๔)
แทจริงบรรดาสงิ่ ท่ีสเู จา วิงวอนขอนอกเหนอื จากอลั ลอฮนน้ั เปนปวงบา วเชนเดยี วกับสูเจา ”

(อลั -อะอร อฟ-๑๙๔)
“และบรรดาส่งิ ท่สี ูเจาวิงวอนขอนอกจากพระองคน ้ัน พวกเขามิไดค วบคมุ อนั ใดไวเลย
แมแ ตเปลอื กอนิ ทผลมั ”

(ฟาฏริ -๑๓)
“จงกลา วเถดิ พวกทา นจงวงิ วอนขอตอ บรรดาผูท ่ีสเู จาแอบอา งขึน้ มานอกเหนอื จาก
พระองคเ ถดิ แตพวกนั้นไมมีอาํ นาจคลคี่ ลายเภทภัยจากพวกทา นไดและไมม อี ํานาจผนั แปรได”

(อัล-อซั รออ-๕๖)
“พวกเหลานัน้ เองก็ยงั วงิ วอนขอโดยแสวงหาสื่อทีจ่ ะนาํ ไปสูพระผอู ภบิ าลของพวกเขา”

(อัล-อซั รออ-๕๗)
“และเจา จงอยาวงิ วอนขอตอสงิ่ อ่นื นอกจากอลั ลอฮ ซ่ึงสิ่งท่ีมไิ ดใ หคณุ และมิไดใ หโทษแก
เจา ”

(ยูนสุ -๑๐๖)
“ถึงแมสูเจา วิงวอนขอตอพวกเขาเหลานน้ั พวกเขากไ็ มไดย ินการวงิ วอนขอของสเู จา ”

(ฟาฏิร-๑๔)
“และใครเลา จะหลงผิดยง่ิ กวาผทู ว่ี ิงวอนตอสง่ิ อืน่ นอกจากอลั ลอฮ โดยท่มี นั ไมต อบสนอง
แกเ ขาเลยจนถึงวนั ฟน คืนชีพ”

(อัล-อะหกอฟ-๕)
แนนอนที่สดุ ในโองการเหลานี้ ไดกลาวถงึ การวงิ วอนขอตอ สิง่ อนื่ ในลักษณะทีเ่ สมอ
เหมอื นกับการวิงวอนขอทพ่ี ึงมตี อ อัลลอฮ และผลสรปุ จากลกั ษณะ เชนนก้ี ค็ อื วา การวงิ วอนขอตอ
สิ่งอืน่ นัน้ เทากับเปน การเคารพภักดตี อสง่ิ ดงั กลาวจากโองการตางๆ เหลา น้ี พวกวะฮาบียจึงสรุปวา
ลกั ษณะของการวิงวอนขอตอบรรดาวะลียและผมู ีคณุ ธรรม (หลงั จากท่พี วกเขาวายชนมแลว)
เทา กับเปนการเคารพภกั ดีตอผทู ถ่ี ูกขอ
ขอสรุปจากคาํ กลาวหาท่ีพวกเขามีตอผทู ีเ่ ปลง ถอยคําในการแสวงหาสือ่ ท่วี า “ยามฮุ มั มัด” ก็
คือวา การเรยี กรอง และการวงิ วอนของคนผูนั้น มีความหมายเทากบั การเคารพภักดีตอผถู กู ขอเลย
ทเี ดยี ว
ทานศ็อนอานีย ไดก ลา วไวใ นประเดน็ นี้วา :
“แนน อนที่สุดอลั ลอฮทรงเรียกการวงิ วอนขอวา : การเคารพภักดี โดยโองการของพระองค
ท่ีวา “สเู จา จงวงิ วอนขอตอฉันแลว ฉนั จะตอบรบั สเู จา แทจ รงิ บรรดาผซู ่งึ ทําโอหังไปจากการเคารพ
ภกั ดตี อ ฉนั ” และใครท่เี อย อื่ นบหี รอื ช่ือใดๆ ของผูม ีคุณธรรม หรอื กลาววา : โปรดอนุเคราะห
ชว ยเหลือแกฉ นั ยงั อัลลอฮในความจาํ เปนของฉันดว ยเถิด หรือกลา ววา ฉนั ขอการอนเุ คราะหค วาม
ชว ยเหลอื ตอทานยงั อลั ลอฮในเรื่องความจาํ เปน ของฉนั หรอื อ่ืนๆ ในทาํ นองนี้หรอื กลาววา โปรด
ชวยปลดเปลอ้ื งหนี้สินของฉัน หรือโปรดทาํ ใหฉนั หายปว ย หรอื อืน่ ๆ ทาํ นองน้ี ก็เทา กบั วา เขาได
วิงวอนขอตอนบีและผมู คี ุณธรรม อกี ทัง้ การวิงวอนขอกเ็ ปนการเคารพภักดี ยง่ิ ไปกวานนั้ ยังเปน
สมองของการเคารพภักดอี ีกดวย กลาวคือ เทา กับเขาเปน บา วของสิง่ อื่นนอกจากอัลลอฮ และ
กลายเปนผูตัง้ ภาคี ในขณะท่หี ลกั เอกภาพจะเปน ที่สมบรู ณม ไิ ดนอกจากยึดในหลกั เอกภาพของ
พระองคในแงข องความเปน พระเจา โดยมีความเชอ่ื ถือวา จะไมมีผูสรา งใดๆ และไมม ีผปู ระทาน
ปจ จยั ยงั ชพี ใดๆ อกี นอกจากพระองค และในการเคารพภักดีกเ็ ชนกันคือตองไมม ีการเคารพภักดีสิ่ง
อ่ืนนอกเหนอื จากพระองคื แมแตการเคารพภักดบี างประเภทและการเคารพภักดรี ปู ปนนั้น ท่ีถอื วา
พวกเขาเปนผตู ั้งภาคกี ็เพยี งเพราะวา ไมมีความเปนเอกะตออัลลอฮในเร่อื งการเคารพภกั ดีน่ันเอง”
(๑)
แตม ีความจริงท่ีหลกี เลยี่ งมิไดอ ยูอยา งหนึ่งในคาํ วา ดุอาด (การวงิ วอนขอ) ตามความหมาย
ในภาษาอาหรับนนั้ คือ : การเรยี กรอ งเพ่ือขอใหไดต ามความตองการกลาวคอื ความหมายท่เี ปน จรงิ
ของการเรยี กรองจะเปนอยางอ่ืนมิได นอกจากขอใหไ ดต ามความตองการ และถา หากนํามาใชในแง
ทีเปน การเรยี กรอ งอยางเดียวโดยไมค วบกับการขอใหไ ดในส่งิ ที่ตองการแลว ความหมายของมันก็
จะมเี พียงวา เรยี กเพ่อื ขอใหผูถกู เรยี กหนั มาสนใจตวั เขา ในขณะท่วี า คาํ วา เคารพภักดี (อบิ าดะฮ) นนั้
มีความหมายไปอกี อยางหน่งึ (คือ การนบนอบอันเกิดข้ึนจากความเชอื่ ถอื ในสภาพความเปนพระเจา
และสภาพความเปนผอู ภิบาลตามรายละเอียดท่ีไดกลา วผานมาแลว) และไมอาจทจ่ี ะตคี วามคาํ ทัง้

(๑) “ตันซฮี ลุ -อิอฺตกิ อด” ของ “ศอ็ นอานีย” ตามขอความท่อี ยใู น “กะชะฟุล-อริ ตยิ าบ” หนา ๒๗๒-
๒๗๔
สองใหเ ขา กันและรวมกนั ทั้งในเน้อื หาและความหมายได โดยตคี วามใหค วามหมายของคาํ วา ดอุ าอ
(การวิงวอนขอ) เปนอิบาดะฮ (เคารพภักดี) โดยมีสาเหตตุ างๆ หลายประการคอื : ประการท่หี นง่ึ –
อลั -อรุ อานใชค าํ วา การเรียกรอง (อัดดะอวะฮ) และการวงิ วอนขอ (อดั ดุอาอ) ในแงตา งๆ ท่ไี มอ าจ
ถือวาในคาํ นน้ั ๆ หมายถึงการเคารพภักดีไดเลยอยา งเดด็ ขาดเชน :

“เขากลา ววา : โอพ ระผูอภิบาลของขา เอย แทจ รงิ ฉันไดเ รียกตอ งพรรคพวกของฉันทั้ง
กลางคืนและกลางวัน”

(นูห-๕)
เปน ไปไดไหม ทเี่ ราจะกลา ววา นบีนูห (ความสันตสิ ขุ พึงมีแดท า น) เปน ผูเ คารพภกั ดีพรรค
พวกของทานท้ังกลางคนื และกลางวัน ??...
อีกเชน กนั คาํ ตรสั ของพระองคที่ทรงบอกเลาถงึ เรือ่ งราวของชัยฎอนทม่ี นั กลา ววา : “และ
ฉนั เองไมม ีอาํ นาจอันใดเหนือพวกทาน นอกจากวา ฉันไดเชญิ ชวนพวกทาน แลว พวกทานกไ็ ด
สนองตอบตอฉัน”
จะมใี ครใหค วามหมายบางวา ชยั ฎอนหมายถงึ วา ตวั เองเคารพภักดีผปู ฏบิ ตั ิตามมนั ในขณะ
ท่ีคําวา เคารพภกั ดนี ั้น ถาจะใหถ กู กห็ มายความแตเพียงวา ผูปฏิบตั ิตามเทา นั้น ทก่ี ระทาํ ตอ มนั มิใช
ถือวา มนั กระทําตอผปู ฏิบตั ติ าม
โองการตา งๆ ตอไปนี้ กเ็ ปน เชนเดียวกบั โองการท้ังสองขา งบน :
“และ (เขากลาววา ) โอพ รรคพวกของฉัน ฉันมแี ตเ รียกตอ งพวกทา นสคู วามปลอดภยั สวน
พวกทานเรียกรองฉันสูไฟนรก”

(อัลฆอฟร -๔๑)
“และถาสูเจา เชิญชวนพวกเขาสทู างนาํ พวกเขาก็ไมป ฏบิ ัติตามสูเจา ”

(อัล-อะอรอฟ-๑๙๓)
“และถึงแมส ูเจา เชญิ ชวนพวกเขาสูทางนาํ พวกเขากไ็ มเ ชื่อฟง ”

(อัล-อะอร อฟ-๑๙๘)
“และแทจ ริงเจา นน้ั ไดเ ชญิ ชวนพวกเขาสูหนทางอันเทยี่ งตรงแนนอน”

(อลั -มอุ ม นิ นู -๗๓)
“ดงั นั้น จงกลาวเถดิ พวกทา นจงมากันเถดิ เราจะเรียกลูกๆ ของเราและลูกๆ ของพวกทาน”

(อาลิ อิมรอน-๖๑)
ดงั นั้น ในโองการตางๆ เหลานี้ และทาํ นองเดยี วกันนี้ใชคําวา อัดดอุ าอ และคาํ วา อัดดะอ
วะฮ ในความหมายท่นี อกเหนือไปจากความหมายของคาํ วา อบิ าดะฮ (เคารพภกั ดี) และดวยเหตนุ ้ีเอง

เราจงึ ไมค วรถอื วา คําคาํ ท้งั สองนี้ มคี วามหมายรวมกัน ดวยเหตดุ ังกลาวน้ีแหละ ถา ใครวงิ วอนตอวะ
ลีฮหรอื ตอ บรรดานบหี รือผมู คี ณุ ธรรมแลว ก็ถอื วา งานของเขาอันน้ี มิใชห มายถึงการอบิ าดะฮต อ

บุคคลน้ัน เพราะคาํ วา วงิ วอนขอ มีความหมายกวา งกวา คําวา อบิ าดะฮและคาํ อน่ื ๆ (๑)
ประการที่สอง-ความหมายของคาํ วา วิงวอนขอ ในโองการตา งๆ ท้งั หมด (ท่ีถกู นาํ มาอา ง

ในฐานะเปนหัวหนาของการอธิบายบทน้ี) มันมไิ ดหมายถึง อันนดิ าอ (รอ งเรียก) แนนอน แตทวา
การรอ งเรียกในกรณเี ฉพาะกอ็ าจกลบั ไปรวมกับคําวา เคารพภักดไี ด

เพราะเหตวุ า โองการตางๆ เหลา นท้ี ้งั หมด อธิบายเกี่ยวกับพวกบูชาเจวด็ ซ่งึ พวกเขาถอื วา
รปู ปง ของพวกเขา เปน พระเจา ยอ ย ทีไ่ ดร ับมอบหมายอาํ นาจอยางเต็มทีใ่ นกิจการบางสว นอันเปน
กิจการในฐานะของพระผูเ ปนเจา และพวกเขาเช่อื ม่นั วา ในคณุ สมบัตขิ องบรรดาเจวด็ มคี วามเปน
อสิ ระในตัวเองสําหรับการดําเนินกิจการและการบรหิ ารอยู

เปนที่รกู ันอยวู า การนบนอบ และการแสดงความถอ มตน หรอื การใชค ําพดู และการกระทาํ
ใดๆ ตอหนาผถู ูกสรางโดยความเชอ่ื ถือวา ผูน้ัน เปนพระเจา ยอย มีสภาพเปน ผูอภิบาล หรอื ผูมีสิทธิ
เดด็ ขาดในกิจการบางอยา งของพระผูเปน เจา ก็เทา กบั เปน การเคารพภักดี (อิบาดะฮ)

ไมต อ งสงสัยเลยวา การนบนอบตอ บรรดาเจว็ดและการวงิ วอนขอ อกี ท้ังการขอความ
ชวยเหลือของพวกเขาที่มตี อ บรรดาเจว็ดของพวกเขาน้ัน เปนไปในลักษณะทถ่ี อื วา รปู ปนเหลา น้คี ือ
พระเจา หรอื ผอู ภบิ าล หรือผูทรงสิทธเิ ด็ดขาดสําหรับหนาทใี่ นการอนุเคราะหค วามชว ยเหลือ และ
เปนไปโดยมีความเชอ่ื ถือทีว่ า มนั เปนพระเจาผูม คี วามเปน อสิ ระในการดําเนินกจิ การใดๆ ในโลกน้ี
และปรโลก เปนทยี่ อมรับกันวา การวิงวอนขอใดๆ ตอ ส่งิ เหลานแ้ี ละสิง่ อ่นื ๆ นอกเหนือจากนี้
พรอมๆ กบั ที่ประกอบดว ยเงอื่ นไขอยา งนี้ ยอมหมายถึง การเคารพ ไมมีทางเล่ยี ง

ยังมโี องการตา งๆ อกี สวนหน่งึ ทีเ่ ปนหลักฐานแสดงวา : การวิงวอนขอของพวกบชู าเจวด็
นน้ั ประกอบขึ้นโดยความเช่ือถือตอสภาพความเปน พระเจา ของรปู ปน หรอื ความเปน ผทู รงสทิ ธิ
ของมนั ในแงของการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือและการนิรโทษกรรม ขอใหทานไดพ ิจารณาบาง
โองการ ดังน้ี :

(๑) ความเกี่ยวพันกันระหวางง คาํ วา วิงวอนขอ (อดั ดุอาอ) กบั คาํ วา เคารพภักดี (อิบาดะฮ) นั้นมที ง้ั
ในแงความหมายรวมโดยท่ัวๆ ไป และในแงความหมายเฉพาะตามมาตรการตอ ไปนี้ : กลา วคอื ใน
ใจความตา งๆ เหลาน้ี ยืนยันถงึ การวงิ วอนขออยา งเดียว โดยไมย ืนยันถงึ การเคารพภกั ดี สว นในแง
ของการเคารพภกั ดภี าคพฤติกรรมนน้ั เปนเรื่องอยูตางหากออกไปจากการกลาวถอ ยคํา เชน การโคง
และการกราบ กลา วคือมันเปน การยืนยันการเคารพภักดีเพราะวา มันเก่ียวพนั กบั ความเช่ือถือใน
ความเปนพระเจา ของผูไ ดร บั การกราบ และมันมไิ ดเปนการกระทาํ ทีย่ นื ยันถงึ การวงิ วอนขอ
เน่อื งจากไมม ีการกลา วถอยคาํ

ทงั้ สองความหมาย (การวงิ วอนขอและการเคารพภักด)ี ยืนยันตอกันไดในการอานนมาซก็
เพราะวา การวงิ วอนขอดวยคําพูดนั้น เกิดขึ้นมาจากความเชื่อถอื ในสภาพความเปน พระเจา ของผู
ไดรบั การวงิ วอนขอ

“ดงั น้ัน พระเจา ยอยของพวกเขาทพ่ี วกเขาวงิ วอนขอนอกเหนอื ไปจากอลั ลอฮน้ัน มิไดให
ความเพียงพอในสงิ่ ใดเลย”

(ฮดู -๑๐๑)
กลาวคือในโองการนี้ ไดอ ธิบายอยา งชดั เจนวา พวกเขาไดเ คารพภกั ดรี ูปปน โดยมคี วาม
เชอ่ื ถอื และเชอื่ มั่นวา รปู ปน สามารถใหความเพียงพอในสิง่ ใดสิ่งหน่งึ แกพ วกเขาได เชนเดียวทีพ่ งึ มี
ตอพระเจา ที่แทจ ริง ในอันท่ีจะกระทาํ อยา งนน้ั
“และสิง่ ทพ่ี วกเขาวิงวอนขอนอกจากพระองคนน้ั ไมมีอาํ นาจควบคมุ การอนเุ คราะหค วาม
ชวยเหลือไดเ ลย”

(อัซซุครฟุ -๘๖)
“และบรรดาสง่ิ ที่สูเจา วิงวอนขอนอกจากพระองคน ั้น พวกมนั มิไดม อี ํานาจควบคุมสง่ิ ใด
แมแ ตเปลือกอนิ ทผลัม”

(ฟาฏิร-๑๓)
“ดงั น้ัน พวกมันไมมอี ํานาจปลดเปลอื้ งทุกขภยั ออกจากสูเจา และไมอาจผันแปรใดๆ ได”

(อลั -อซั รออ- ๕๖)
จะเห็นไดว าโองการตางๆ ดงั กลา ว (ในหวั ขอของสว นน้ี) มิไดเก่ียวขอ งกับประเด็นหลกั ที่
เราไดอ ธบิ ายเลยอยางเดด็ ขาด ในขณะที่ประเด็นหลักในการอธิบายนน้ั คือการวิงวอนขอโดยไมม ี
ความเชื่อมน่ั วา ผไู ดรับการวิงวอนขอ มีสภาพความเปนพระเจา และเชอ่ื ม่นั วา เขามไิ ดเ ปน ผทู รง
สทิ ธิและไมมีความสามารถใหเ ปน ท่ีเพียงพอสําหรับสิ่งใดๆ ได อีกท้ังไมมีความเปน อสิ ระในการ
ดาํ เนนิ กิจการท้งั ในโลกนแี้ ละปรโลกเลย ยิง่ ไปกวา นนั้ ยงั ถือวา ผูไ ดร ับการวงิ วอนขอเปน บาวคน
หนึง่ ทม่ี เี กยี รติย่งิ ของอัลลอฮ และมฐี านภาพท่ีแทจ ริงในการเปนนบหี รือในการเปน อิมาม และท่ีได
วงิ วอนขอตอ ทานก็เปนเพราะวา การวงิ วอนขอของพวกขนั้ จะมที า นเปน ส่อื กลาง และการขอของ
พวกเขาจะสัมฤทธผิ์ ลได ในกรณีท่มี งุ หมายยงั อลั ลอฮโดยอาศัยทานเปน แนวทาง ดังทม่ี โี องการมา
รับรองในสิทธขิ องทา นนบีผูทรงเกยี รต(ิ ศ) วา :
“และถา หากวา พวกเขาไดสรางความอธรรมแกตวั เองแลว มายงั เจา แลว พวกเขาไดข อให
เจา ขอนิรโทษกรรมให และศาสนทตู ก็ไดขอการอภัยแกพ วกเขา แนน อนพวกเขาจะพบวา อัลลอฮ
เปน ผทู รงนริ โทษ ผูทรงนิรโทษ ผูทรงเมตตายง่ิ เสมอ”

(อนั นิซาอ- ๖๔)

ประการท่สี าม – อาจกลา วไดว า ความหมายของคาํ วา การวิงวอนขอในโองการตางๆ
เหลา น้ี มคี วามหมายเฉพาะของมนั อยูสว นหนึ่ง ท่เี ปน การหมายความถงึ การเคารพภักดี โดยมิได
เปน ไปตามความหมายทีว่ า การวิงวอนขอ เปน คําท่ถี ูกนํามาใชในทขี่ องความหมายสําหรับการ
เคารพภักดตี ั้งแตต อนแรก แตเปนไปตามความหมายทวี่ า มนั ถกู นํามาใชใ นความหมายตามความ
เปน จริงของมนั มฉิ ะนัน้ แลว ในโองการตา งๆ จะไมร ะบมุ าในลกั ษณะที่เก่ียขอ งกบั ความเชื่อถือตอ
สภาพความเปน พระเจา ของพวกเขาเหลานน้ั ในการขอ โดยการวงิ วอนขอในสว นนั้นเปน ส่งิ
ตอ งหา ม คอื มิใชห มายถงึ การวิงวอนขอทง้ั หมดโดยเด็ดขาด และความเชอื่ มน่ั ของผูวิงวอนขอท่มี ตี อ
ผไู ดร ับการขออันประกอบดวยจดุ มุงหมายอยางนโ้ี ดยเฉพาะ สว นหนึง่ ที่แนน อนเทา นน้ั มิใชสว น
ตา งๆ ทัง้ หมดของการวิงวอนขอ และเปน รกู นั อยูวา การวิงวอนขอพรอ มกบั มคี วามเช่อื ถอื อยา งน้ี
เทากับเปนการเคารพภักดี

หลักฐานทแ่ี สดงใหเ ห็นวา การวงิ วอนขอในโองการตา งๆ เหลา นี้ คือสว นทีห่ มายถงึ การ
เคารพภักดี ซง่ึ บางทีอาจมีระบอุ ยใู นหนึ่งของสองโองการสาํ หรบั ความหมายทรี่ วมเปน อันเดยี วกัน
กบั คาํ วา เรยี กรอ ง แตใ นอกี โองการหนง่ึ นั้นระบุถึงคาํ วา การวงิ วอนขอ เชนโองการทีว่ า :

“จงกลา วเถิด สูเจา เคารพภักดีสงิ่ อื่นนอกจากอลั ลอฮ ซ่งึ มันมิไดค วบคุมทกุ ขภยั และมิได
ควบคมุ คณุ ประโยชนแ กสเู จาเลยกระนัน้ หรือ”

(อลั -มาอิดะฮ- ๗๖)
ในขณะท่อี ีกโองการหนึ่ง ทรงกลาววา :
“จงกลา วเถดิ เราจะวิงวอนขอส่งิ อื่นนอกจากอลั ลอฮท้ังๆ ท่มี นั มิไดใ หค ุณและมิไดใหโทษ
แกเรากระนั้นหรือ?”

(อัล-อนั อาม-๗1)
ในโองการที่ ๑๒ ซูเราะฮ ฟาฏิร พระองคกลาววา :
“และบรรดาส่ิงทสี่ เู จาวงิ วอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮนน้ั มันมิไดค วบคมุ อนั ใดเลยแมแ ต
เปลอื กอันทผลัม”
กลาวคือในโองการนแี้ ละกอนจากน้ีใชคําวา “สูเจาวงิ วอนขอ” และ “เราจะวิงวอนขอ”
ในขณะท่โี องการแรกใชค ําวา “สูเจา เคารพภักดี”
ยังมีโองการคลายๆ กันกับท่ีผา นมาแลว ดงั น้ี:
“แทจ ริงบรรดาผซู ่งึ เคารพภักดีสง่ิ อ่นื นอกจากอัลลอฮนั้นมิไดควบคมุ ปจ จยั ใดๆ แกส เู จา
เลย”

(อลั องั กะบูต-๑๗)
นอกจากนกี้ ย็ ังมกี ารกลาวถึงคําทั้งสองลงในโองการเดียวกันและตา งก็ถกู ใชในความหมาย
เดียวกัน คือ :
“จงกลาวเถิด แทจ รงิ ฉันถกู หามมิใหเคารพภักดีสิ่งท่ีสูเจาวิงวอนขอนอกจากอลั ลอฮ”

(อลั -อนั อาม-๕๖)
กบั โองการ ท่ีวา :
“และพระผอู ภิบาลของสูเจาทรงกลาววา สเู จา จงวงิ วอนขอตอ ฉัน แลว ฉันจะตอบสนองตอ
เจา แทจ รงิ บรรดาผูท ่โี อหังตอการเคารพภกั ดฉี ัน พวกเขาจะตอ งเขา ไปพาํ นกั เปน นริ ันดรอยูในนรก
อันรอนแรง”

(ฆอฟร-๖๐)
โองการนี้ และทก่ี อ นจากน้ีหนึง่ โองการ แสดงใหเห็นวา การเรยี กรอ งหมายถงึ เคารพภกั ดี
มิใชเรยี กรองหมายถึงเคารพภักดี มใิ ชเ รียกรองและขอความชว ยเหลืออยางเดยี ว และนี่ก็มิไดเปนไป
ตามความหมายทว่ี าการวิงวอน เปนมาตรการข้นั ตนสาํ หรบั ความหมายของคาํ วา เคารพภกั ดี
จนกระท่ังเปน คาํ ทถี่ กู นาํ มาใชในทาํ นองเปรยี บเปรย หากแตมันถูกนํามาใชใ นความหมายของมนั
ตามเปนจริงคอื การวิงวอนขอเทา น้นั แตเมอื่ ไหรกต็ ามทีก่ ารวงิ วอนขอประกอบดวยความเช่ือถอื
ของผขู อ วา ผถู ูกขอมีสภาพความเปนพระเจา มันก็จะกลับไปหมายถึงการเคารพภกั ดนี ั่นเอง และ
ประเดน็ นี้ทา นก็ไดผา นไปเรียบรอ ยแลว
ขอความในคําวิงวอนขอของ “ทานผเู ปนประมขุ ของเหลาบรรดาผูกมกราบ” (อมิ ามซยั นุล
อาบดิ นี ) สนับสนุนคาํ อธิบายตามท่ีเราไดกลาวไปแลว โดยช้ีแจงไปถงึ ความหมายของโองการ
ดงั กลา วนัน้ วา :
“พระองคใ หช ื่อเรียกการวิงวอนขอตอพระองคว า การเคารพภักดแี ละการละท้งิ มัน เทา กบั
เปน การโอหงั และพระองคท รงสญั ญาแกผ ลู ะท้งิ มันวา ตอ งเขา สนู รกอันรอนแรงเปนนริ ันดร” (๑)
ขาพเจา ขอรองทานผูอานใหพิจารณาดู คําวา อัดดะอว ะฮ ในพจนานุกรมแลว จะใหเ ห็นได
วา ประเด็นหนง่ึ กร็ วมกันกับคําวา อิบาดะฮ แตอ กี ประเดน็ หนงึ่ หมายถึงการวิงวอนขอ และการ
เรียกรอง
น่ีคอื หลักฐานอันชดั แจง ทจี่ ะแสดงใหเ ห็นวา ความหมายของคาํ วา การวงิ วอนขอใน
โองการตางๆ ดงั กลาว (ในหวั ขอของบทน)้ี หมายถึงการเคารพภกั ดแี ละมใิ ช หมายถึงการเรยี กรอ ง
อยางเดยี ว
ทง้ั หมดน้ี ถา ทา นผูอ านไดศึกษาโองการตา งๆ ท้ังหมดท่ีมกี ารระบถุ ึงคําวา การวิงวอนขอ
และขา พเจา หมายถึงสวนที่ใหค วามหมายวา เคารพภักดีแลว กจ็ ะเหน็ ไดเลยวา โองการตา งๆ นนั้ จะ
ระบเุ กย่ี วกบั ผูสรางโลกซึง่ เปนที่ยอมรับกันโดยผูยึดหลักเอกภาพทั้งหมดวา หมายถึงสภาพความ
เปน พระเจา และความเปน ผูอภิบาลอีกทั้งความเปนผูท รงสิทธขิ องพระองค หรอื ไมกร็ ะบุถงึ
เรอื่ งราวของบรรดาเจวด็ ที่พวกเคารพบูชาถือวา มนั มสี ภาพความเปนพระเจา และถอื วา มนั เปนผูกุม
อํานาจในการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือ ฉะน้นั ในเม่ือเปนเชน นีแ้ ลว การยกโองการเหลานขี้ ึ้นมา
เปน หลักฐานในเรอ่ื งราวทเ่ี ราอธิบายอยู คอื เรอ่ื งของการวงิ วอนขอโดยปราศจากความเชื่อเหลา นนั้
แนนอน มนั เปนเรอื่ งท่แี ปลกประหลาดอยา งย่ิง

ถาม-ตอบ
ณ บัดนี้ เปน ที่แนชัดแลววา การวิงวอนขอตอ บาวผูมีคุณธรรม จะโดยลักษณะใดกต็ าม ไม

วา จะโดยวธิ ีการแสวงหาสื่อ และการขออนุเคราะหค วามชว ยเหลือ หรอื โดยลักษณะของการขอ
ความชว ยเหลือในส่ิงใด ยอ มมใิ ชการเคารพภกั ดอี ยางแนนอน และโองการตางๆ เหลา น้นั ท่หี ามจาก
การวิงวอนขอกจ็ ะไมหมายความคลมุ มาถงึ เรือ่ งน้เี ลย อยา งไรกด็ ี ในที่น้ี ยงั มีคาํ ถามอยขู อ หน่ึง นั่น
คือในเมอ่ื สิ่งอื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮ ไมมอี าํ นาจควบคมุ แมแ ตเ ปลือกอนิ ผลมั และไมม อี ํานาจ
ควบคมุ การคล่ีคลายทุกขภัยและการแปรเปล่ียนไดแ ลว จะมีประโยชนอันใดอีกหรอื สาํ หรับการ
วิงวอนขอเหลา น้ี ดังทพ่ี ระองคท รงมโี องการวา :

“ดังน้ัน พวกมันไมมอี ํานาจปลดเปลื้องทุกขภัยออกจากสเู จา และไมอ าจผันแปรใดๆ ได”
(อัล-อซั รออ- ๕๖)

“และบรรดาสงิ่ ทส่ี ูเจาวงิ วอนขอนอกเหนือจากอัลลอฮนน้ั ไมมอี ํานาจควบคุมแมเปลอื ก
อินทผลมั ”

(ฟาฏิร-๑๓)
คาํ ตอบก็คือวา : การอธิบายของเราในภาคนี้ กําหนดขนึ้ มาเพื่อจําแนกแยกแยะเร่ืองการ
เคารพภกั ดอี อกจากเร่อื งอืน่ เทาน้ัน สวนประเดน็ ที่วา การวิงวอนขอจะบังเกดิ ผลไดหรือไม มันเปน
เร่ืองทีอ่ ยูนอกเหนอื หัวขอทีเ่ รากาํ หนดไว ประกอบกบั วา โองการตา งๆ ทอ่ี า งขึน้ มาเปนหลักฐานก็มี
เปา หมายไปในประเด็นอื่น คือไมเ ก่ียวกับเรอ่ื งที่กาํ ลงั ดําเนนิ การอธิบายอยู

สรุปคาํ อธบิ าย
แทจริง โองการเหลา น้ี หมายถึงรูปปน ของพวกอาหรับท่ีทําดวยไมดว ยแรเหล็กและดวย

กอนกิน ความชดั เจนของเรอ่ื งน้มี อี ยตู ลอดทกุ ๆ โองการนคี่ ือประการทห่ี นึง่ ประการที่สอง
จุดมงุ หมายในการปฏเิ สธความเปนผูมีอํานาจควบคุมของส่งิ อืน่ นอกจากอัลลอฮน้ัน มิใชเปนการ
ปฏิเสธอยางเดด็ ขาดไปเลยหากแต หมายความวา ความเปนผมู ีอํานาจควบคมุ น้นั เปน สทิ ธขิ อง
พระองคโดยเดด็ ขาด กลาวคอื ความเปนผูม อี าํ นาจควบคมุ โดยอิสระ และการปฏิเสธความเปนผมู ี
อาํ นาจใดๆ นอกเหนอื จากพระองคในสว นน้ี มิไดหมายความวา จะไมมกี ารเชอื่ มโยงใดๆ ยัง
พระองคจ ากบคุ คลเหลานั้น และในเร่ืองนีพ้ ระองคก็ทรงมีโองการเสริมวา :

“บรรดามวลมนุษยเอย สูเจาเปนผทู ่ีพึง่ พงิ ยังอัลลอฮ แนนอนอัลลอฮเปน ผูท รงมอี ยา ง
เหลือลน ผูท รงรบั การสรรเสรญิ ”

(ฟาฏิร-๑๕)
ความหมายของคําวา ผพู งึ่ พงิ ในทน่ี ้ี คอื ผูพ่งึ พงิ สภาวะการดํารงตน และไมขดั กับอาํ นาจอัน
ไดรับมาและพฤตกิ รรมอันเกิดขน้ึ โดยการอนุมัติของพระองค

หลกั ฐานที่ยืนยนั วา พวกอาหรบั เชอื่ ม่ันตอรูปปน วา มีอาํ นาจอิสระนั้นมโี องการของ
พระองคกลา วไวว า :

“จงกลาวเถิด สเู จาเคารพภกั ดีสิง่ อื่นนอกจากอัลลอฮ โดยมนั มิไดควบคุมทกุ ขภัยและมไิ ด
ควบคมุ คุณประโยชนแกพวกทานเลยกระน้นั หรอื ?”

(อลั -มาอิดะฮ- ๗๖)
กบั โองการที่วา :
“และพวกเขาเคารพภกั ดีสงิ่ อื่นนอกจากอลั ลอฮซึ่งมันมิไดควบคมุ ปจ จยั ยงั ชพี ใดๆ จาก
ฟากฟาทัง้ หลายและจากแผนดินแกพวกเขาเลยแมแ ตสิง่ เดียว และพวกมนั ไมม ีความสามารถ”

(อนั นะหลุ ๗๓)
ดังทไ่ี ดกลาวมาน้ี เปนอันวา ถึงแมพ ระองคทรงมีโองการวา มันไมมอี ํานาจควบคมุ สง่ิ ใดๆ
จากอลั ลอฮในอนั ทจ่ี ะคลี่คลายทุกขภัยและไมม อี ํานาจแปรเปล่ียน มันก็หมายถึงการปฏเิ สธสภาพ
ความเปนผูมีอาํ นาจอนั นนั้ แตม ไิ ดค ลุมไปถึงสว นทั้งหมดของอาํ นาจตลอดจนอํานาจอนั ไดรับมา

5- การเทิดเกยี รตบิ รรดาเอาลยิ าอข องอัลลอฮและสดุดีรําลึกถึงพวกเขาเปน การตงั้ ภาคีกระนนั้ หรือ?
พวกวะฮาบียไดโจมตเี ร่ืองการเทิดเกยี รติ (อัต-ตะอซ มี ) และการสดดุ ยี กยองบรรดาเอาลยิ า

ของอัลลอฮ ตลอดท้งั การทาํ พิธรี ําลกึ ถงึ วันเกดิ และวนั เสียชวี ิตของคนเหลา น้ันอยา งรุนแรง และ
พวกเขาถอื วา การชุมนมุ กันของประชาชนในสถานทป่ี ระชุมท่ถี ูกจดั ข้ึนเพ่อื กจิ การอนั นี้ เปนการตงั้
ภาคี และเปน การหลงผิด กลา วคอื ทา นมฮุ มั มัด ฮามิดอัล-ฟะกีย นายกสมาคมอันศอรซิ ซุนนะตลุ -
มุฮัมมะดยี ะฮ ไดเ ขียนถึงเรือ่ งนี้ไวในภาคผนวกของหนงั สอื ฟตหุล-มะญดี วา :

“พธิ ีการรําลกึ ตา งๆ ทม่ี ีดาษดน่ื อยใู นบา นเมอื ง โดยใชชื่อของบรรดาเอาลิยาอนน้ั เปนการ
เคารพภกั ดอี ยางหนึ่งและเปน การเทดิ เกยี รติตอพวกเขา” (๑)

แนน อน คนเหลา นี้ ยงั มิไดเ ขาใจถงึ ขอบเขตของหลักเอกภาพและการตง้ั ภาคีอยา งแจม แจง
ตลอดจนยงั มไิ ดเขา ใจถึงขอบเขตของการเคารพภักดใี นลกั ษณะท่เี ปนสิ่งจําเพาะ ดว ยเหตุน้ี พวกเขา
จงึ โจมตงี านทกุ อยา งวา เปนการต้ังภาคีจนกระทั่งวา พวกเขาสรา งมโนภาพข้นึ วาการเทิดเกียรตทิ ุก
ชนดิ เปนการเคารพภักดีและเปนการตั้งภาคที ั้งส้ิน

ดวยเหตุน้แี หละ ผเู ขียนจงึ นําคาํ วา “การเคารพภักดี” (อิบาดะฮ) เขามาประกอบกับคําวา
“การเทิดเกียรต”ิ (อตั -ตะอซีม) และสรางภาพพจนใ หเห็นวา คาํ ท้งั สองมคี วามหมายเดียวกัน ส่งิ ท่ีไม
ตอ งสงสยั อยา งหนึ่งในเร่อื งนม้ี อี ยูวา อลั กุรอานไดเ ทิดเกียรตบิ รรดานบีและบรรดาเอาลยิ าอพวก
หนึ่งเอาไว ดว ยโองการตา งๆ อันชดั แจง เชน อลั -กรุ อานไดกลา วถึงเรื่องราวของนบซี ะกะรยี า
และนบยี ะหย า (ความสันตสิ ขุ พงึ มีแดทานทง้ั สอง) วา

“แทจ รงิ พวกเขารีบเรงในการดีทั้งหลาย และวงิ วอนขอตอ เราอยา งมคี วามปรารถนาและยาํ
เกรงและพวกเขาเปนผนู อบนองอยา งสนิ้ เชิงตอเรา”

(อัล-อันบยิ าอ-๙๐)
ดังน้ัน ถาหากวา ใครคนหนึง่ จัดใหม กี ารชุมนมุ ขึ้นที่สุสานของบคุ คลทีอ่ ัลลอฮกลาวถึงและ
ยกยอ งเขาในโองการนี้ และอา นโองการน้ขี นึ้ ในท่ีชมุ นุมดงั กลาวนน้ั เพ่ือเปนการใหเ กยี รติ ยกยอง
ในเรอ่ื งราวของบคุ คลเหลา น้ัน จะเทา กับวา เขาปฏบิ ตั ิตามสิ่งอ่ืนนอกจากอลั -กุรอานกระน้นั หรือ?
เชนเดียวกันนี้ อลั -กุรอานก็ไดกลา วถงึ เรือ่ งราวของอะลลุ บยั ต (สมาชกิ ครอบครวั ) ของ
ทานนบี (ศ) วา :
“และพวกเขาใหค นเข็ญใจ และเด็กกําพรา และเชลย รับประทานอาหารท่มี ีความรักชอบตอ
มัน”

(อัด-ดะฮร-ุ ๘)
ทานจะเหน็ ดวยกระน้ันหรือ สําหรับกรณีที่ถา หากวา มบี คุ คลคณะหน่ึงชุมนุมกันในวันเกิด
ของทา นอาลี บนิ อาบี ฎอลบิ (ในฐานะท่ที า นเปนสมาชกิ ครอบครัวของทา นนบีคนหนงึ่ ) และ
บุคคลเหลา นั้นกลา ววา : “แทจริงอาลี ใหค นเข็ญใจ และเดก็ กาํ พรา และเชลยรับประทานอาหาร”
แลวบคุ คลเหลา นนั้ จะเปนผตู ัง้ ภาค?ี
หรือทา นจะเห็นวา เขาเปนผตู ัง้ ภาคีไดอยา งไร เพียงเทา ทใ่ี ครคนหนง่ึ จะอา นโองการตางๆ
ที่ยกยอ งตอทานศาสนทูตของอสิ ลาม (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แดทา นและแดวงศว านของ
ทาน) ในงานพิธีท่งั ๆ ไปท่จี ัดเพอื่ ราํ ลึกถงึ วนั เกดิ ของทา นศาสดาผูทรงเกยี รติ เชน การอานโองการ
ตอไปน้ี :
“และแทจรงิ เจา อยูในมารยาทอนั ทรงเกียรติยง่ิ อยา งแนน อน”

(อลั -เกาะลัม-๔)
“แทจรงิ เราไดสง เจามาเปน สกั ขพี ยาน เปน ผูแ จงขา วดี เปน ผูสาํ ทบั เตือนและเปน ผูเรียกรอ ง
เชญิ ชวนยงั อลั ลอฮโดยอนุมัติของพระองคและเปน ดวงประทปี ที่ใหค วามสวา งบรรเจดิ จา ”

(อัล-อะหซาบ ๔๕, ๔๖)
“โดยแนนอนย่งิ มีศาสนทูตหน่ึงจากพวกของสูเจา เองมายงั สูเจา ความหว งใยในสง่ิ ที่สเู จา
ทกุ ขรอ นนั้นมีทเ่ี ขา อกี ทงั้ มคี วามปรารถนาดี ความปรานี ความเมตตา ย่ิงเสมอแกส เู จา ดวยการให
เปน ผูศ รัทธา”

(อัต-เตาบะฮ ๑๒๘)
“แทจ ริง อัลลอฮและมะลาอกิ ะฮของพระองคส ดุดีตอนบี โอผ ูศ รทั ธาทัง้ หลาย สเู จา จงสดุดี
และขอพรใหความสุขสนั ติมแี กเขาเถดิ ”

(อลั -อะหซ าบ-๕๖)
ดงั น้ัน ถาใครคนหน่งึ อานโองการนเ้ี พอื่ เปนการสดุดีตอ ทานนบี หรืออานความหมายของ
โองการนดี้ วยภาษาอ่นื หรือแสดงความรสู กึ ออกมาตามการสดดุ ยี กยองของพระผูเ ปน เจา ทถี่ ูกระบุ
ไวใ นอัล-กรุ อานอีกทัง้ ไดด ําเนินกจิ การเหลานีข้ นึ้ ในทีช่ ุมนุมแลว เขาจะเปนผตู ัง้ ภาคกี ระนนั้ หรอื ?

แทจริงแลว การท่ีงานพธิ ตี า งๆ เหลาน้ี ไมม ใี นสมัยทานศาสนทูต (ศ) มันมไิ ดเปนหลกั ฐาน
ท่แี สดงวา มันเปน การตงั้ ภาคี และจนถึงท่ีสุดของส่งิ ท่อี าจกลาวไดวา เปน บดิ อะฮ (การอตุ ริ) มันก็ยัง
ไมเ ปนการตัง้ ภาคี และมิไดเปนการเคารพภักดีตอคนมีคุณธรรม แตม นั ก็ยังไมถอื วา เปนอุตริ ถึงแม
จะจดั งานพิธีตางๆ เพ่อื เปน การราํ ลกึ หรอื จัดประชุมโดยสมคั รใจกนั เพื่อราํ ลึกถงึ วาระตา งๆ โดย
หลกั การที่บรสิ ทุ ธ์ิ แลวอางวา อลั ลอฮทรงบัญชาอยางน้ี กห็ มายถึงวา เราไดเขาใจมาตรการอนั
ถูกตองของวาระสําคัญนี้ และสําแดงความจริงข้ึนมาในฐานะทม่ี นั เปน : การตั้งภาคีมไิ ดหมายความ
วา เราจัดใหมีการชมุ นุมอยา งนข้ี นึ้ มาในฐานะทม่ี นั เปน : การตง้ั ภาคี

แตถึงแมวา เราจะดําเนินการประชมุ ขน้ึ มาในรปู แบบเดียวกนั น้ี โดยมิไดพ าดพงิ ไปถงึ วา
มนั เปนคําส่ังของอลั ลอฮ มนั กย็ ังไมเ ปน สงิ่ อตุ รอิ ยูดีน่ันแหละ

แทจริง โองการตา งๆ ในอัล-กุรอาน ไดใ หหลกั ฐานท่แี สดงวา อนุญาตใหมีงานพิธีอยางน้ี
เปน กรณเี ฉพาะ ดงั ทีเ่ ราจะไดช ้ีแจงตอไป :

ก-การจดั ใหมกี ารรําลึกถงึ นบี เทากบั เปนการใหความจงรกั ภกั ดีและสนบั สนุนทาน
จะไมเ ปน อยางน้ไี ดอยางไร ในขณะที่อัล-กรุ อานไดย กยองบคุ คลตางๆ ท่ใี หเ กยี รติตอนบี

(ศ) ดังท่ีมโี องการวา :
“...ดังนั้นบรรดาผทู ศ่ี รัทธาตอ เขา (มุฮมั ัด) ยกยอ งเขาและสนับสนุนเขาและคนเหลาน้ัน

ปฏิบัติตามแสงสวางทถี่ ูกประทานลงมายังเขา พวกเขาเหลา นน้ั เปน ผปู ระสบความจาํ เริญ”
(อลั -อะอร อฟ-๑๕๗)

คุณสมบตั ติ างๆ ทีถ่ กู ระบุอยูในโองการนี้ และทีถือวา เปน คําสดุดียกยองของพระผูเปนเจา
มีดงั น้ี :

1- ผทู ี่ศรัทธาตอ เขา
2- ผทู ยี่ กยอ งเขา
3- ผทู ี่สนบั สนุนเขา
4- ผูท่ีปฏบิ ตั ติ ามแสงสวา งทถี่ กู ประทานแกเ ขา
“ผศู รทั ธาตอ ทาน...ผูส นับสนุนทา น...และผูปฏบิ ัติตามทา น” นัน้ มีเพยี งแตใ นสมัยของทาน
นบี (ศ) เทา นน้ั คําตอบก็คือ : ไมม ี
กลาวคือ โองการน้ี มิไดหมายถงึ เฉพาะแตค นในสมัยของทานนบีเทานั้น
ดงั น้ัน การจดั ใหม กี ารชุมนุมเพื่อราํ ลกึ ถงึ ในวาระตา งๆ เชน วนั มับอัษ (แตงต้งั ใหดํารง
ตาํ แหนงนบี) วนั เมาลดิ นุ นบี (วนั เกิดทา นนบ)ี และการกลา วคาํ ปราศรัย สดุดี กลาวบทกวี ยกยอง
สรรเสรญิ จงึ มิใชอ่นื ใดเลย นอกจากสาํ แดงความเปน จรงิ ไปตามโองการของพระองคท ่วี า
“ผสู นับสนุนเขา” และตามความหมายทว่ี า : พวกเขาใหเ กียรติทา น และยกยอ งทาน

นับวา เปน สิ่งทีน่ าแปลกใจยิ่ง วา ทาํ ไมพวกวะฮาบียจึงใหเ กียรติแกบ รรดาเจาชายตา งๆ
ของพวกเขาเองได ดว ยการแสดงความคารวะอยา งเหลือเกินกวาคนอ่นื ๆ ท่เี ขากระทาํ ตอบรรดาเอาลิ
ยาอของอลั ลอฮ แตถ ึงกระน้ัน ก็ยังไมเปนการตั้งภาคี สว นในกรณที ่ถี าหากวา คนใดทาํ อะไรขน้ึ มา
สักอยา งไปตามสิทธทิ ี่พงึ มีตอบคุ คลเหลานั้น กจ็ ะถือวา เปนการต้งั ภาคใี นทันที???

แทจ ริงการหามมิใหมีการเทิดเกียรตบิ รรดานบแี ละบรรดาเอาลิยาของอลั ลอฮ อกี ทั้งการ
หา มมิใหย กยองบุคคลเหลา นนั้ ท้ังในขณะมชี วี ิตอยูและตายไปแลว อสิ ลามถอื วา เปน ทรรศนะของ
ศัตรทู างศาสนาทแี่ ขง็ ขัน ซึ่งในบุคคลน้ันๆ ไมมที ีส่ ําหรบั ความสํานกึ ทีด่ งี ามแหง ความเปนมนษุ ย
เลย ขณะเดียวกับทอ่ี ิสลามถือวา บทบัญญตั อิ ันสงู สงน้ัน เปน สงิ่ ท่ีสอดคลองกับธรรมชาตแิ หง ความ
เปน มนุษยท ีม่ ีศาสนา โดยไมโนมเอียงไปกับแรงดึงดดู ของคนในลัทธิอ่นื ๆ และความพยายามของ
คนในลัทธนิ ้ันๆ

บรรดาคนท่ีคัดคานการจดั ประชุมเพ่ือใหเ กยี รติแกบ รรดาผพู ลชี พี ในหนทางของอัลลอฮจะ
วา อยา งไร เกี่ยวกบั ชวี ประวตั ขิ องทา นนบยี ะอกูบ (ความสนั ตสิ ุขพงึ มีแดทาน) และพวกเขาจะวา
อยางไรกบั ทานนบียะอกูบ ในขณะทที่ า นรอ งไหค ราํ่ ครวญถงึ บตุ รของทานดวยความเศราโศก
เสยี ใจในการจากไปของยซู ุฟ บุตรของทานเอง ทงั้ กลางคืน กลางวัน ทานเทย่ี วถามไถกบั คนที่ทา น
พบทุกคนถงึ เรื่องบตุ รของทา นที่หายไป จนกระทั่งตาของทา นบอด ดงั ท่ีพระองคมีโองการวา :

“ดวงตาของเขาทั้งสองขา ง เปน ฝา ขาวเน่ืองจากความเศรา”
(ยซู ุฟ-๘๔)

แลวทาํ ไมการแสดงกออกซึ่งความผกู พันอยางนีใ้ นขณะทีล่ กู มชี ีวิตอยเู ปนสงิ่ ทอ่ี นุญาต
และถูกตองตามบทบญั ญตั ิ อีกทง้ั สอดคลอ งตามหลกั เอกภาพ ในขณะทถ่ี า หากทาํ ในขณะทเ่ี ขาตาย
ไปแลว ถึงกบั ตอ งถอื วา เปนการต้งั ภาค?ี

ดงั น้ัน ในเมื่อคนหน่งึ คนใดทําตามวิธีการของนบยี ะอกูบ กลา วคอื รอ งไหในการจากไป
ของบรรดาเอาลิยาอของอัลลอฮและบุคคลซ่ึงเปนท่รี ักของพระองคท่ีจากไปในวนั แหงการพลชี ีพ
ของพวกเขาแลว ทาํ ไมจึงไมถือวา การกระทาํ ของเขาเปน การสืบทอดการกระทําของนบยี ะอกบู บาง
(ความสนั ติถงึ มีแดท า น)

ไมตอ งสงสัยเลยวา ความรกั ทีจ่ ะตองมตี อ บรรดาเครือญาติผูใกลช ดิ (ของทา นนบ)ี นั้น เปน
กฎขอ บงั คับประการหน่ึงของอิสลามซงึ่ อิสลามไดเรยี กรองในเรื่องน้อี ยางชดั เจน เปด เผย ดังนั้น ถา
ใครคนหน่งึ ตองการท่ีจะดําเนินตามกฎเกณฑข อ น้ีของศาสนาหลงั จากผา นมาแลว ถงึ สิบส่ีศตวรรษ
เขาจะทาํ ไดอ ยางไร อะไรคอื วธิ กี ารสาํ หรับเรอ่ื งน้ี? จะทําอยา งอื่นไมได นอกจากจะตอ งแสดงความ
ยินดีตางๆ ของพวกเขา และจะตอ งแสดงความเสยี ใจ ในความเศราโศกของพวกเขาเทาน้นั ใชไ หม?

ดังนั้น ถาใครคนหนงึ่ จดั ใหมกี ารประชุมกันขนึ้ เพือ่ แสดงออกถงึ การรําลึกถึงชวี ติ ของพวก
เขาเหลา น้ัน รําลกึ ถงึ ความเสียสละ หรอื อธบิ ายเก่ียวกบั โศกนาฏกรรมของบุคคลเหลานนั้ กจ็ ะตอ ง
ถือวา สงิ่ เหลา นมี้ ิใชอ ื่นใด นอกจากการแสดงออกซึง่ ความจงรกั ภกั ดที ่ีอัล-กุรอานไดใหการยอมรับ

ไวใชหรือไม? และถาใครคนใดเยีย่ มเยียนสุสานของบคุ คลตา งๆ ทเ่ี ปนญาติสนิทของทานนบดี วย
การแสดงออกถึงความรกั อยางแรงกลาและดาํ เนินการอยางน้ี ณ สุสารเหลา นัน้ ก็เปนอันวา ใน
สายตาของผมู สี ตปิ ญญาจะตอ งไมมองเปน วา เขากระทาํ อยา งอ่นื นอกจากการแสดงออกซ่ึงความรัก

ข- การจดั ใหม ีการราํ ลึกถึงนบีเทา กับการเชดิ ชเู กยี รตคิ ุณของนบี
อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติไดย นื ยันวา อลั ลอฮทรงโปรดปรานแกศ าสนทูตของพระองคดวย

การทาํ ใหหัวใจของทา นเปดกวา ง และเอาภาระหนกั ออกไปจนากทาน อีกทัง้ เทิดเกียรตคิ ุณของทาน
ตามทโ่ี องการของพระองคไ ดย ืนยันถงึ ทุกอยางเหลานี้วา :

“เรามิไดท ําใหห ัวใจของเจา เปด กวา งเพื่อเจาดอกหรอื และพระองคม ไิ ดยกเอาภาระหนัก
ออกไปจากเจา ดอกหรอื ซึ่งมันสรางภาระหนกั อึ้งแกหลงั ของเจา และเราไดย กยองเกียรตคิ ณุ ของเจา
เพ่ือเจา ...

(อลั -อินชิรอห 1-4)
กลาวคืออัลลอฮ ไดทรงเชิดชูชือ่ เสียง เกยี รตคิ ณุ ของทาน และทาํ ใหท า นเปนผูท ่ีไดรบั การ
รจู ักอยางแพรห ลายในโลกนี้ อันเปนเกียรตอิ ยา งย่ิงแกทา น
ดังนั้น งานพิธีตางๆ เหลา นี้ ที่มเี ปาหมายเพ่อื เทดิ เกียรติของทา นนบีก็มไิ ดข ัดแยงกันกับการ
ยกยองเกยี รติคณุ ของศาสนทูตแหง อลั ลอฮและเชิดชูชือ่ เสยี งของทาน และทาํ ใหโลกหนั มามองถงึ
ฐานะและตาํ แหนงอนั สงู สง ของทาน กลาวคือเม่ืออัล-กุรอานเปนตน ฉบับอยูแลว ทําไมเราจงึ ไม
ปฏิบัติตามอลั -กุรอาน และทาํ ไมเราจึงไมย กยองเกยี รติคุณและชอ่ื เสียงของทา น

ค- การประทานอาหารมาจากฟากฟา และการถอื เอาเหตกุ ารณน ั้นเปนวนั ฉลอง
แทจริง ทา นมะซีหไดข อตอ พระผูอ ภิบาลของทา นวา ใหประทานอาหารมาใหแ กท าน ดงั ท่ี

พระองคทรงบอกเลาไววา :
“อซี า บตุ รของมรั ยัมไดกลาววา โออัลลอฮ พระผูอ ภิบาลของเรา ขอไดโ ปรดประทานลงมา

แกเราซง่ึ อาหารจากฟากฟา เพื่อจะไดเปนการฉลองแกเราสําหรับคนแรกของเราและคนสุดทา ยของ
เรา และเพ่ือเปนสญั ลักษณหนงึ่ จากพระองค และไดโปรดประทานปจจัยครองชพี แกเราเถดิ
แนน อนพระองคเ ปนผปู ระทานปจ จัยครองชีพท่ีประเสริฐย่ิง”

(อลั -มาอดิ ะฮ- ๑๑๗)
กลา วคือทา นมะซีห (ความสันติสขุ พงึ มแี ดทาน) ไดถ อื เอาการถูกประทานมาของอาหาร
จากฟากฟา และความจาํ เรญิ ของพระผูเ ปน เจา เปน วาระการฉลองเพราะพระองคใ หเ กยี รติทานและ
สานุศิษยข องทานดวนอาหารเหลานี้ ดังนน้ั เมอื่ อาหารจากฟากฟายงั เปนสาเหตทุ ่ีถึงกบั ตอ งถือเอา
วนั ท่มี ันถูกประทานเปน “วนั อีด” ได แลว ทาํ ไมเลา จงึ ไมอนุญาตใหเราถือเอาวัน “แตงตั้งใหรบั

ตําแหนง นบี” ซงึ่ เปนวนั ทมี่ ีมงคลอยา งยง่ิ และเปนวนั ที่อยใู นความหมายแบบเดยี วกบั วนั ท่ีอาหาร
ถกู ประทานมาจากฟากฟาได-เปน วันอีดดวย

จะมใี ครสามารถอางไดห รอื ไมวา การมาของทา นศาสนทูตและบทบญั ญตั ติ างๆ ทที่ าน
นาํ มานนั้ มีความประเสรฐิ ถาวรนอยไปกวาความจาํ เริญของอาหารทไี ดถูกประทานลงมาแกทานมะ
ซหี  (ความสนั ตสิ ุขพงึ มีแดทาน) และสานุศษิ ย
๖- การแสวงหาความจาํ เริญกบั รองรอยของทานนบแี ละบรรดาเอาลิยาอ เปนการตง้ั ภาคีหรือ?

แนนอนท่สี ดุ แบบอยา งของบรรพชนผมู คี ุณธรรมทีแ่ สดงออกมาในรปู ของการแสวงหา
ความจาํ เริญตอ รอ งรอยของทานนบีและวงศว านของทา นนั้น เปน แบบอยา งที่แนน อนอยางหนงึ่ ที่
ไมตอ งสงสัยเลย นบั ต้งั แตใ นสมัยประวัติศาสตรข องมวลมสุ ลมิ เปน ตนมา ทุกยุค (เรอื่ งนี้ ทา นชัยค
มุฮัมมัด ฏอฮริ อลั -มกั กีย มะอาซยี  ไดเขียนหนังสือไวเลมหนง่ึ โดยใหช ื่อวา การแสวงหาความ
จาํ เริญ (ตะบัรรกุ ของบรรดาสาวกกับรองรอยของทานศาสนทตู แหง อัลลอฮ(ศ) ในหนงั สือเลม นี้
ทานไดอางหลักฐานยนื ยันทางประวัตศิ าสตรทแี่ นนอนเก่ียวกับการแสวงหาความจาํ เรญิ ของบรรดา
สาวก และของบรรดาตาบิอนี ทมี่ ีตอรอ งรอยของทา น และหนังสอื นี้ไดถ ูกพิมพใ น ฮ.ศ. ๑๓๘๕
ตอ มาไดร บั การพมิ พค ร้ังใหม ในป ฮ.ศ.๑๓๙๔) อยา งไรก็ตาม พวกวะฮาบียไ ดตอบโตในเรื่องน้ี
อยางแข็งขัน และถอื วา เปนเรอื่ งของการต้งั ภาคี ทั้งๆท่ีเรอ่ื งนีเ้ ปนการแสดงออกซง่ึ ความรกั และ
ความภกั ดีที่มีตอ ทา นนบตี ลอดทั้งบรรดาวงศว านของทา น

การแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบัรรุก) นั้น ถาหากเขาไดกระทาํ ลงไปโดยยึดถือไปตาม
หลกั การปฏิบัติของนบยี ะอกบู ทไี่ ดเอาเสือ้ ของนบยี ูซุฟมาวางทีด่ วงตาทง้ั สองขา งของทาน แลว ตา
ของทา นกลับมองเห็นข้ึนมาอีกอยางน้ี เราจะกลา วโจมตีเขาวา ทาํ การตงั้ ภาคีไดก ระนั้นหรอื แลวยงั
มขี อ แตกตางอะไรระหวางการแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบรั รุก) กบั รอ งรอยตา งๆ ของทา นนบีและ
รองรอยตา งๆ ของบรรดาเอาลยิ าอก ับการที่นบียะอกบู แสวงหาความจาํ เริญ (ตะบรั รกุ ) กบั เสอื้ ของน
บยี ูซุฟ
อลั ลอฮ ผูทรงสูงสดุ มโี องการวา :

“คร้นั เม่ือผูแจงขาวดีไดม าถึง เขาก็ไดโยนมันไปที่ใบหนาของเขา พลนั การมองเหน็ ก็
คืนกลบั มา”
(ยซู ุฟ-๙๖)

กลาวคือเรามคี วามเหน็ วา นบียะอก บู (ความสนั ติพึงมีแดทา น) แสวงหาความจาํ เริญกับเสือ้
ของนบยี ูซุฟ และแนน อนยง่ิ อลั -กุรอานก็ไดก ลา วอยา งนี้ เชน เดียวกับท่ีกลาววา การมองเห็นของ
ทา นคืนกลบั มาไดกเ็ พราะการแสวงหาความจําเริญ (ตะบัรรกุ ) อันนี้

ดังน้ัน ถา หากวา การกระทาํ ในคร้งั นี้หมายความถึงการตงั้ ภาคีแลว แนนอนที่สุดทานนบีผู
ทรงเกียรตทิ า นนจ้ี ะตองไมปฏบิ ัตอิ ยา งเด็ดขาด อลั -กุรอานกจ็ ะตอ งไมกลา วถึง ผลลัพธท เ่ี กิดกต็ อ ง
ไมปรากฏเปน แน

ดังน้ัน อะไรท่ีเปน ขอแตกตา งกัน ระหวา งเสอื้ ท่ีถกู ถกั ทอมาจากฝา ย กบั ผนงั สุสานทท่ี ํา
ข้ึนมาจากเหล็ก

ทําไมการกระทาํ ชนดิ แรกจงึ ไมถ ือวา ขดั กับหลกั เอกภาพ ทง้ั นรี้ วมไปถึงการสมั ฤทธิผ์ ล
ของดวงตาท่ีกลับมองเห็นได แตการจูบผนงั สุสานของทานนบีผูบริสุทธ์ิตอ งมาถกู ถอื วา เปน การตง้ั
ภาคี และเปนการกระทาํ ทอี่ อกนอกหลกั เอกภาพ

แลวทาํ ไม การจําแนกแยกแยะอยางน้ีทพ่ี วกวะฮาบยี หยิบยกขน้ึ มา กบั เรื่องทเ่ี ราไดอธิบาย
ไวใ นหนงั สอื น้ี โดยสรุปเกี่ยวกับบทเรียนของเร่อื งราวตา งๆ เหลานซี้ ่ึงเปน ส่ิงทพี่ วกวะฮาบยี ป ฏเิ สธ
มามอี ยใู นตวั บทของอัล-กุรอาน อนั ทรงเกยี รติ ดงั น้ันเราจงึ คดิ วา คาํ อธิบายเพยี งแคนี้กเ็ ปนที
เพียงพอแลว ถาหากเหน็ วายังไมพ อ ก็ยงั มีหลกั ฐานตางๆ ท้ังในแบบฉบับ (ซุนนะฮ) และใน
ประวัตศิ าสตรย งั มีอกี มากมายที่ยืนยันวา มกี ารแสวงหาความจาํ เรญิ (ตะบรั รุก) อยางนี้ อนั แสดงให
เห็นวา บรรดาสาวกและบรรดาตาบอี นี ตางก็แสวงหาความจําเริญตอ รองรอยของทานนบ(ี ศ) และ
รองรอยของบรรดาเอาลยิ าอบ างทา น

น่ีคอื เรื่องหนงึ่ และโดยแนน อนยง่ิ ในตําราศอฮฮี แ ละตาํ ราฮาดีษ ตาํ ราประวตั ศิ าสตร อีกทงั้
รายงานบอกเลา เลม ตา งๆ ไดมีระบถุ ึงการแสวงหาความจาํ เรญิ ของบรรดาสาวกและบรรดาตาบอิ ีนท่ี
มีตอ รองรอยของทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แกท า นและแกบรรดาลกู หลานของ
ทาน) ในทน่ี ี้ เราจะขอยกตัวอยา งในบางเรอ่ื งมาเสนอ

ดังท่ีมีปรากฏในศอฮฮี  บุคอรี บทท่ีวา ดวย สงครามฏออฟิ รายงานจากทา นอะบี มซู า วา :
ฉนั ไดอ ยูก ับทานนบี (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดท า นและแดลูกหลานของทาน) ในขณะท่ี
ทานหยดุ พัก ณ ตําบลญะอร อนะฮ ระหวา งมักกะฮก ับมะดนี ะฮ ซงึ่ มีบิลาลอยูก ับทา นดว ย ขณะนั้นมี
ชาวอาหรบั คนหนงึ่ มากหาทา นนบี (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดท านและแดลูกหลานของ
ทาน) แลว กลา ววา : ทา นจะทําใหคาํ สญั ญาทเี่ คยใหไ วแกฉนั สมั ฤทธ์ิผลจะไดไหม? ทา นไดกลาวแก
เขาวา “จงไดรับพรท่ีดีงามเถดิ ” เขาจึงกลา วขึน้ วา “ทา นกลาวกบั ฉันวา จงรบั พรท่ดี ตี ้ังหลายครงั้
มาแลว ขอทา นมอบใหแกอ ะบีมซู า และบลิ าลทม่ี ีลกั ษณะคนบ้งึ ตงึ ดวยเถิด” แลวทา นกไ็ ดกลา ววา
“พรท่ีดจี งกลับคนื มา แลว เจา ท้ังสองจงรบั มันไว” เขาท้ังสองตอบวา “เราไดร ับแลว” ตอ มา ทา นได
เรียกหาถงั นํา้ แลวทา นไดลา งมือกับหนาของทานลงในนน้ั และพนลงไปในน้ัน หลังจากนนั้ ทาน
กลา ววา : เจา ท้งั สองดืม่ มันเถิด แลวจงลูบชะโลมใบหนาและลําคอของเจา ทงั้ สองและเจา ท้ังสองจะ
มพี รที่ดี” ดงั น้ัน คนทงั้ สองก็เอาถงึ นํา้ มา กระทํากันทงั้ สองคน ทานหญงิ อมุ มุซะลามะฮรอ งมาจาก
ทางหลงั มา นวา “ทา นทงั้ สองชา งประเสรฐิ ดแี ทๆ” แลว คนทงั้ สองก็นาํ เอาสว นหนึง่ มอบใหแ กทาน
หญิง

ในหนงั สือ ศอฮีฮบ คุ อรี หมวดทว่ี าดวยเร่ือง อัล-ลิบาซ บทท่ีวา ดวยอลั -กบุ บะตุล หุมะรออ
มนิ อาดัม รายงานจากอิบนุ อะบี ญะฮีฟะฮ จากบิดาของทาน วา : ฉันไดมาหาทา นนบี (อัลลอฮทรง
ประทานความจาํ เริญแดท า นและแดล กู หลานของทา น) ในขณะทีท่ า นอยู ณ โดมสีแดงคลายเลอื ด

และฉันไดเห็นทา นบลิ าล และประชาชนไดเอาน้ําวุฎของทา นนบี (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ
แดทา นและแดบรรดาลูกหลานของทา น) กนั กลาวคอื คนท่ีไดแ ตะมาสกั หนอ ยกจ็ ะเอามาลบู คนที่
ไมไดเลยกเ็ อารอยเปยกจากมือของเพือ่ นๆ

ในหนงั สอื ศอฮีฮ มุสลิม หมวดวา ดว ยอัล-ฟะฎออลิ บททีว่ า ดวย ความใกลช ิดทท่ี า นนบี
(ความสนั ติสขุ พึงมีแดท าน) มีตอ ประชาชน และการแสวงหาความจาํ เริญของประชาชนทมี่ ตี อทา น
รายงานจากทา นอานัส บิน มาลกิ กลาววา : ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (อัลลอฮทรงประทานความ
จาํ เรญิ แดทา นและแดลูกหลานของทา น) นั้น เม่ือทานมานมาซตอนเชา ตรู จะมีคนรับใชชาวมะดี
นะฮ มาหาทา นพรอ มกบั นาํ ภาชนะที่มนี า้ํ บรรจุอยมู า คราวใดทพ่ี วกเขานํามายนื่ ทานก็จะจุมมือของ
ทา นลงไปในน้นั ทุกครง้ั บางขณะพวกเขานาํ มาในตอนเชาทอ่ี ากาศเย็นจดั ทา นก็ยงั จุมมอื ของทาน
ลงในนั้นดว ย

ในหนงั สือ ศอฮฮี บ คุ อรี หมวดวา ดวยเร่ือง อัล-อะดับ บททีว่ า ดว ย ฮุซนุล คุลกุ วซั ซิคออ
รายงานจากทา นซะฮัล บิน ซะอัด กลา ววา มหี ญิงคนหนง่ึ มาหาทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความ
จําเรญิ แดท า นและแดลกู หลานของทาน) พรอมกบั นาํ บุรดะฮม าดวย ทา นซะฮลั ไดถามพรรคพวกวา
พวกทา นรหู รือเปลาวา บุรดะฮค อื อะไร พรรคพวกตอบวา คือ เส้ือคลุม ทานซะฮลั กลา ววา มันคอื
เสื้อคลุมที่ถูกเยบ็ ใหต ะเขบ็ อยขู า งใน แลวนางกลา ววา “โอศ าสนทูตแหงอลั ลอฮ ทา นโปรดสวมชดุ
นเ้ี ถิด” ทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ และสนั ตสิ ขุ แดท านและแดล ูกหลานของทา น) ก็
ไดรบั มนั มาอยา งคนที่ตองการมันมาก มีชายคนหน่งึ ในหมูสาวกเหน็ เชนน้ัน ก็กลาววา “โอศ าสน
ทูตแหงอัลลอฮ ชา งสวยงามอะไรอยางนี้ โปรดใหฉันสวมมันเถิด” ทา นไดกลา ววา “เชญิ เถิด” วา
แลวทา นก็ลุกข้ึนไป บรรดาสาวกไดต าํ หนิเขาผูนนั้ วา ไมเ ปน การดเี ลย ในขณะท่ีทา นกเ็ ห็นอยแู ลว
วา ทา นนบี (อัลลอฮกทรงประทานความจาํ เริญแดท า นและแดล ูกหลานของทา น) รับมันมาดวย
ความตองการทจ่ี ะใชมนั แตท านกลบั ขอมันมาเสยี ได ท้งั ๆ ทท่ี า นกร็ ูอยูแลววา ไมมอี ะไรท่ใี ครขอ
ทา น แลวทา นจะไมใ ห “ชายคนน้ันตอบวา “ฉนั หวังความจําเรญิ ของมนั ในเมอ่ื ทานนบไี ดสวมมนั
แลว เผื่อวา ฉนั จะถกู พอกะฟนในผา ผืนนี้”

๗- การกอสรา งบนสุสาน
แทจ รงิ การกอ สรางทม่ี ีบนสุสานของบรรดานบแี ละสสุ านของบรรดาเอาลยิ าอน น้ั เปนส่ิงท่ี

บรรดาผปู ฏิบตั ติ ามนบตี า งๆ ไดกระทําไว และเปนไปตามบทบัญญตั อิ ันสงู สุดท้ังกอ นสมัยอิสลาม
และหลงั สมยั อสิ ลาม

แนนอนท่ีสุดบุคคลเหลาน้ัน ไดกอ สรางอาคารและผนังบนสุสานของบรรดานบี และ
บรรดาเอาลิยาอไ ปแลว และสว นมากกย็ ังคงเหลืออยูใหเ ห็นจนถงึ ปจ จุบัน ในประเทศอริ ัค
ปาเลสไตน และซีเรีย

อยา งไรก็ตาม พวกวะฮาบยี แอบอางวา ส่ิงเหลาน้ี เปน การต้งั ภาคี หรือเปน การอตุ ริ
(บดิ อะฮ) อยา งหนึง่ ดงั นั้น พวกเขาจงึ ลงมตเิ ปน เอกฉันทในการใหท าํ ลายสิ่งกอสรางและผนัง
เหลา นี้

ทานอิบนุก็ยืนยันไดกลาวไวในหนังสอื ของทานชอื่ : ซาดลุ มีอาด ฟ ฮุดา ค็อย รุล อิบาด”
วา : จําเปนตองทําลายหลักฐานตา งๆ ทีถ่ กู กอ สรางไวบนสุสานทงั้ หลาย และไมอนุญาตใหค งสภาพ

ไว หลังจากท่มี คี วามสามารถในการทําลายและรอื้ ถอนมนั ไดในวันหนงึ่ ” (๑)
พวกวะฮาบยี ไดดําเนินการตามแบบฉบบั อันช่วั รายเหลาน้ี กลา วคือ หลังจากทพ่ี วกเขาได

เขา ครองเมอื งฮิญาซไดแ ลว บรรดานกั ปราชญแ หง เมืองมะดนี ะฮไดว ินิจฉนั ความเกี่ยวกบั อาคารและ
สสุ านเหลา น้ัน เปน การกลา วถึงกฎเกณฑใ นการวนิ จิ ฉยั ความของพวกเขา และคาํ ตอบท่นี กั ปราชญ
เมืองมะดีนะฮจ าํ เปน ตองตอบ โดยทอี่ บิ นุ บัลฮีดไดต้งั คําถามในเร่ืองน้ี ข้ึนในวันหนง่ึ วา :

“อะไรที่นักปราชญแ หง เมอื งมะดีนะฮกลาวในเร่อื งอาคารสถานทกี่ อ สรางบนสสุ านและ
การถือเอามาเปน สถานท่สี ุดุ นั้นลวนเปนความเขา ใจและความรูท ่ีอัลลอฮทรงเพิ่มพูนแกพวกเขา
ท้ังสิน้ และถาหากวา ไมอนุญาต ยง่ิ ไปกวานน้ั ยังหามในเรื่องน้ีอยา งเดด็ ขาดทส่ี ุดแลว (๒) จาํ เปนท่ี
จะตองทาํ ลายและหา มมใิ หน มาซ ณ แหงนัน้ หรอื ไม? (๓)

โดยเหตุท่ีวา คาํ อธบิ ายในทน่ี ้ี กําหนดขึ้นมาเพื่อศกึ ษาวิเคราะหป ญหาตา งๆ เหลา น้ตี ามท่ีมี
ปรากฎอยใู นอลั -กรุ อาน ดังน้ันเราจึงนําเอาปญหานไี้ ปกลาวถงึ ไวในหนังสอื อัล-อลุ ฮู ี อะซีซ ซ่ึงเรา
จะไดพบกับคําตอบท่ถี กู ตอ งในหนังสือเลมนั้นได

ขอใหทานพจิ ารณาส่ิงที่เราเขาใจจากอัล-กุรอานในประเด็นนี้ คอื :
๑- ความหมายภายนอกของบางโองการแสดงวา พวกท่ีถือตามบทบัญญตั แิ หงพระผูเปนเจา
เคยสรางอาคารเปน สถานท่ีสุุดบนสุสานของบรรดาเอาลิยาอของพวกเขาหรอื ไมกส็ รา ง ณ บรเิ วณ
สุสาน ทงั้ นกี้ ็เพราะวา ในเมอื่ งเรื่องราวของชาวถํา้ ถูกเปดเผยขึ้น มีผูออกความเห็นขดั แยงกันเก่ียวกับ
รองรอยของพวกเขากลาวคอื พวกทเ่ี ปนผตู ั้งภาคใี นหมชู นเหลา น้ัน กลาววา :
“พวกทานจงสรางสิง่ กอสรา งบนพวกเขาไวเถดิ พระผอู ภบิ าลของพวกเขายอ มรอบรูยิ่งตอ
พวกเขา”
อกี พวกหนึ่งซ่ึงเปน พวกมุสลมิ ไดก ลา ววา :
“แนน อนเราจะตอ งถอื เอาทบ่ี นพวกเขาเปนสถานทสี่ ุุด”

(อัล-กะฮฟ-ุ ๒๑)
ทา นซะมคั ชะรี ไดก ลาวในตฟั ซีรวา : วรรคทว่ี า “พวกทา นจงสรา งสงิ่ กอสรางบนพวกเขา
ไวเ ถิด” หมายถงึ พวกทานจงกอสรางสง่ิ กอสรา งทบั บนประตถู ํา้ ของพวกเขา เพอ่ื ปองกนั อยา ใหค น
แทรกเขาไปยงั พวกเขาได โดยปดทบั ดินของพวกเขาไว และใหกั้นบริเวณมนั เหมือนกับดินของ
ทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮที่ถูกกั้นบริเวณไวด ว ยรว้ั

ทานไดกลาวในตฟั ซีรอีกวา : วรรคท่วี า “บรรดาผทู ่พี ิชติ เหนืองานของพวกเขาไดกลาววา
แนน อนเราจะถอื เอาที่บนพวกเขาเปนสถานทีส่ ุ ูด” นน้ั หมายถงึ บรรดามสุ ลิมและเปน ผูร ับผิดชอบ

(๑) ซาดุลมอิ าด หนา ๖๖๑
(๒) โปรดดคู ําตอบซ่ึงนักปราชญศ าสนา ไดถ ูกเสนอขน้ึ มาใหเ ปนผวู นิ ิจฉันความในหนงั สือนั้น
(๓) หนงั สอื พิมพ อมุ มลุ กุรอ อนั ดับท่ี ๑๗ หนา ๑๔

ตอ พวกเขา และรับผิดชอบตองานกอ สรางบนพวกเขา ไดกลา ววา : แนน อน เราจะตอ งถอื เอาท่ีบน
ประตถู ้าํ เปน สถานทีส่ ุ ดู ใหบรรดามสุ ลมิ ไดนมาซในนน้ั และแสวงหาความจาํ เริญกับสถานท่ขี อง
พวกเขา (๑)

ในตัฟซีร ญะลาลยั นไดกลา ววา วรรคทวี่ า “กลา วคอื พวกเขากลาววา “หมายถงึ พวกปฏเิ สธ
กลาววา ” วรรคทีว่ า จงกอสรางบนพวกเขา : หมายถงึ สรา งสิง่ กอสรา งรอบๆ พวกเขาใหม ดิ ชิด วรรค
ท่วี า “พระผอู ภบิ าลของพวกเขายอ มรอบรยู ง่ิ ตอพวกเขา บรรดาผูท พ่ี ชิ ติ เหนอื งานของพวกเขาได
กลาววา ” หมายถงึ “งานของคนหนมุ และพวกเขาเปนผูศรัทธา กลาววา แนน อนเราจะตองถือเอาที่
บนพวกเขา หมายถึงรอบบรเิ วณพวกเขา เปน สถานทีส่ ุดู นมาซในนนั้ ” (๒)

สรปุ ไดเลยวา เปน ทีแ่ นน อนยง่ิ บรรดานักอรรถาธิบายอลั -กรุ อานมีความเหน็ ตรงกันใน
ประเดน็ ทีว่ า คนพูดถงึ การกอสรางสถานท่ีสุ ดู บนสสุ านของพวกเขานั้น เปนพวกมุสลมิ และอลั -กุ
รอานกม็ ไิ ดอ า งถึงเรอ่ื งเหลา นข้ี องพวกเขาขึ้นมาเพื่ออนื่ ใด นอกจากเพื่อใหเ ราปฏบิ ัตติ ามพวกเขา
และถอื เอาพวกเขาเปนแบบอยา งในเรอื่ งนน้ั

ถาหากวา การกอ สรา งสถานท่สี ุ ดู (มสั ยิด) บนสุสานของพวกเขาและบนสุสานของ
บรรดาวะลยี ทง้ั หลายเปนงานท่ตี อ งหามแลว แนน อนอัล-กุรอานจะตอ งแสดงเหตผุ ลเอาไวในขณะที่
อางถงึ คาํ พูดของคนพวกนั้น ไปในทาํ นองปฏเิ สธ วิพากษ เพื่อมิไดคนทไ่ี มร หู ลงผิด

สว นในกรณีท่ีมีรายงานมาจากฮาดีษของทานนบที ีว่ า : อลั ลอฮทรงสาปแชงพวกยะฮดู และ
พวกนะศอรอ ในฐานะที่ถือเอาสุสานของบรรดานบขี องพวกเขาเปนสถานทส่ี ุูดนั้น (๒) หมายถึง
วา การสุ ดู (กราบลงแกสสุ านของบรรดานบแี ละถือเอาสุสานเปน ทิศทาง (กิบละฮ) ในการนมาซ
และอนื่ ๆ ซึ่งในเรือ่ งน้บี รรดามสุ ลมิ รอดพนขอหาไปอยางสน้ิ เชงิ และทา นกิศฎอ็ ลลานียก ็ไดอธบิ าย
ไวอ ยา งชัดเจนในหนงั สอื อิรชาดุซซารี ฉบบั อธิบายศอฮีฮ บคุ อรี

แทจ รงิ สุสานของบรรดานบีทกี่ ระจายอยูรอบๆ บยั ตุลมักกิสน้ัน มีอยู เชน สุสานของนบีดา
วดู (ความสันตพิ ึงมแี ดท าน) อยูในอัล-มกั ดสิ สสุ านของนบอี ิบรอฮีมของนบอี สิ หาก บตุ รชายของ
ทาน และสุสานของนบียะอก บู ของนบียซู ุฟ ซง่ึ ทา นนบีมซู า นาํ มาจากอียปิ ตไปเกบ็ ไวที่บยั ตุล
มักดิส ในบะละดิลคอลีล บรรดาสุสานเหลานี้ลวนถกู สรางอยางแข็งแรง โดยมีหนิ อันทรงเกียรตถิ ูก
กอ อยูขางบนกอนสมัยอสิ ลาม และยังคงอยูอยา งนัน้ ตลอดมาหลงั จากสมยั ทอ่ี ิสลามมชี ัยชนะตราบ
ถึงทุกวันน้ี

อยา งไรก็ดี ทา นอิบนตุ ัยมยี ะฮ ยังเอย อางไวในหนงั สอื “ศริ อฏ็อลมสุ ตะกมี ” เกย่ี วกบั เร่ืองนี้
วา อาคารทกี่ อ บนสุสานของนบี อิบรอฮมี อัลคอลีล (ความสนั ติสุขพงึ มีแดท าน) น้ัน ไดม ขี ้นึ ใน
สมัยท่อี ิสลามมีชัยชนะ และสมัยของบรรดาสาวกเพียงแตป ระตูของอาคารนี้ถูกปดกั้นไวมาจนถึง
สมยั ป ฮ.ศ.๔๐๐
(๑) อัล-กชิ าฟ เลม ๒ หนา ๒๕๔

คํากลา วขอนี้ ไมมีผลอันใด และไมส รา งความเสียหายอะไรแกเ ราเลยกลา วคือ “ทา นอมุ ัร”
เองน้ัน เม่ือทานพชิ ิตบัยตลุ มักดิสได ทา นก็เห็นอาคารนี้อยแู ลว และพรอ มกนั น้ัน ทา นก็มิไดท าํ ลาย
มนั แตอยางใด คํากลา วของทา นอิบนุมยั มียะฮท ี่วา มันถกู ปดมาจนถึงป ฮ.ศ.๔๐๐ น้นั จะถกู ตอง
หรือไมถูกตองก็ตาม มันกย็ ังแสดงวา ไมมกี ารหามกอสรางอาคารบนสุสานเลย และแนน อนทส่ี ุด
ส่ิงกอสรางอันนมี้ ีผานมาหลายยคุ หลายสมัยมาแลว และลวงเลยมาหลายศตวรรษ และหลาย
อาณาจกั รอสิ ลามกย็ งั ไมเคยไดย ินจากนกั ปราชญ จากผมู คี ุณธรรมใดๆ และจากนกั ศาสนาคนใด
กอนหนาพวกวะฮาบียเ ลยวา จะมใี ครปฏิเสธเรือ่ งนี้และสั่งใหท าํ ลายหรือหา มในเร่อื งนี้

นอกเหนือจากนีอ้ กี ประการหนึง่ กค็ ือวา ทที่ านนบีไดถูกฝง ในหอ งนอนบานของทานก็ดี
และท่สี าวกของทานอกี สองคนทถ่ี ูกฝงอยูทีน่ ั่นก็ดี ไมมอี ะไรแตกตา งกนั ระหวา งท่ผี า นมาแลว กบั
สมัยถัดมาเลย และไมเคยมใี ครกลา วถึงความแตกตางในขอนเ้ี ลยอยางไมตอ งสงสัย

ประวตั คิ วามเปน มาของการกอ สรางอาคารบนสุสานของทา นนบีสามารถใหป ระโยชนแ ก
ทานในเร่อื งน้ีไดเปนอยา งดียงิ่ ขอโปรดจงไดพจิ ารณา

พวกวะฮาบยี กับรายงานของอะบี อลั -ฮยั ยาจ
น่ีเปน เรอ่ื งหน่ึง และในตอนสรุปเราขอชแี้ จงไปถึงขอ อา งทพี่ วกวะฮาบยี นาํ มาใชใ นการ

ทาํ ลายสสุ าน นัน่ คือรายงานโดยทานมสุ ลมิ ในหนงั สือ ศอลียข องทา นคือทานกลา ววา ทานยะหยา
บนิ ยะหยา, ทา นอะบูบักร บิน อะบี ชัยบะฮ, ทา นซุฮัยร บิน หรั บ ไดเลาเราวา ทายะหยา ไดกลา ววา
: มคี นอื่นอีกสองคนไดบอกเราวา วะกอี  ไดรบั ฟงมาจากทา นซฟุ ยาน อันไดร บั ฟงมาจากทา นฮาบบี
บนิ อบีษาบิต อนั ไดร บั ฟงมาจากทา นอาลี บนิ อะบี ฎอลิบ ไดกลาวแกฉันวา แนน อนฉันจะแตง ตงั้
เจา ตามแบบทที่ านศาสนทตู แหงอัลลอฮ (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดทา นและแดวงศว าน
ของทาน) เคยแตงตง้ั ฉนั วา เจาอยา ปลอ ยรปู ปน ไวโ ดยมิไดขจัดมัน และเจา อยา ปลอยสสุ านอนั สูงสง
ไวโ ดยมิไดปรับมันใหเรยี บ”(๑)

โดยแนน อนย่ิง พวกวะฮาบยี อ างหลักฐานดวยคํากลา วของทา น(ศ) ท่วี า “และเจา อยา ปลอ ย
สสุ านไวโดยมิไดปรับมันใหเรียบ” วา จาํ เปน ตองทาํ ลายสุสานและตองปรบั มนั ใหเ รยี บไปกบั ดิน

อยา งไรก็ดี การอา งหลักฐานโดยอาศยั ฮาดษี ดงั กลา ว จะตอ งขนึ้ อยูกบั สองกรณดี วยกนั :
1- จะตองเปนฮาดีษที่มีสายสบื ถกู ตอ งและสายรายงานทไี่ ดรบั การเชื่อถอื

2- เหตผุ ลตามความหมายของฮาดษี
แตฮาดีษนีม้ ีความคลมุ เคลืออยูท้งั สองดาน กลาวคือ :
สําหรับกรณขี องสายสบื นั้น ปรากฏวา มบี คุ คลตางๆ พวั พันอยใู นรายงานซ่ึงถือกันวา การ
ยอมรบั ฮาดีษท่เี ลา มาโดยบคุ คลนั้นๆ ไมถูกตอ ง อาทิ เชน :

(๑) ศอฮฮี  มุสลมิ เลม ๓ หนา ๖๑ กติ าบอญั -ญะนาอิซ และสุนัน ติรมีซีย เลม ๒ หนา ๒๕๖ หมวด
วา ดว ยการปรบั สุสานใหเ สมอ สนุ ันนะซาอีย เลม ๔ หนา ๘๘

1- วะกอี 
2- ซุฟยาน อัษเษารยี 
3- ฮะบีบ อะบี ษาบติ
4- วาอลิ อัลอะซะดี
สาํ หรับวะกีอน ัน้ แนนอนย่ิง ทา นอิมาม อะหม ัด บิน หันบลั ไดก ลาวถงึ เขาวา “มีความผดิ
พลาดอยูถงึ หารอยฮาดษี ” (๑)
เชนเดียวกันน้ี ทานมุฮมั มัด บนิ มรั วะซียก็ยังไดก ลา ววา เขาผนู ้นั (วะกีอ) เพียงแตพ ดู เอา
ความหมาย แตมใิ ชเปนนักภาษา คอื เขามไิ ดรายงานฮาดษี ไปตามเนื้อหาท่รี ะบแุ ละตามประโยค
ตา งๆ ท่ีเปน จรงิ ขณะเดยี วกันเขากม็ ไิ ดเปนผูร ภู าษาอาหรบั ดวย (๒)
สวนซฟุ ยาน อัษเษารีย นนั้ ไดม กี ารอา งจากคําบอกเลาของ อิบนมุ บุ ารอ็ กวา : “ซุฟยานแตง
ฮาดีษข้ึนบทหน่ึง ดังนั้น พอขา พเจา มาหาเขาขณะท่ีเขาปลอมฮาดีษอยู พอเขามองเห็นขาพเจา เขาก็
ละอายตอขา พเจา ” (๓)
แนน อนทสี่ ุด ในหมวดอธบิ ายชือ่ ของ ยะหยา บนิ กิฎอนไดม ีการอา งวา เขาไดกลาววา “ซุฟ
ยานพยายามทําใหค นท่ีไมน าเชือ่ ถือ เปน ท่ีนาเชอ่ื ถอื สําหรับขา พเจา แตแ ลว เขาก็ไมส ามารถจะ
กระทาํ ได” (๔)
สําหรบั ฮาบบี บนิ อะบี ษาบติ น้นั มีการอา งมาจากทา นอะบอี บิ บานวา “เปนคนปลอมฮา
ดษี คนหนึง่ ”(๑)
เชน เดียวกันน้ี ทา นอะฏอ กก็ ลาววา “ไมม ใี ครตามเขา และเขาไมมคี วามจาํ ทแ่ี มนยาํ ” (๒)
สว นวาอิลนน้ั มีการกลาวกันวา เปน ท่ีโกรธเคอื งของทานอาลี (ความสนั ติพึงมีแดทาน)
นี่คอื สวนของสายสืบ
สําหรบั กรณีท่ีสอง (เหตผุ ลของฮาดษี ) กลาวคอื จะตอ งแสดงรายละเอยี ดของคาํ ทัง้ สองท่ีมี
ระบุอยู ในฮาดษี น่ันคอื คาํ วา มชุ รั รอฟน (อันสงู สง ) กบั คาํ วา เซาวยี ะตะฮุ (ปรบั มันใหเ รียบ)
สาํ หรับคําวา มุชัรรอ็ ฟ นั้น หมายถึงสถานที่สงู เหยยี ดยง่ิ กวา ส่ิงอื่นๆ (๓)
ในพจนานุกรมระบวุ า : อชั ชัรร็อฟ เปนคําท่ดี น้ิ ได เชน ความสงู สง , และหมายถงึ ตะโหงก

(๑) ตะฮซบี ตุ ตะฮซ ีบ เลม ๑๑ หนา ๑๒๕
(๒) เลมเดมิ หนา ๑๓๐

(๓) เลมเดมิ เลม ๔ หนา ๑๑๕
(๔) เลมเดมิ เลม ๑๑ หนา ๒๑๘
(๑) เลม เดิม เลม ๓ หนา ๑๗๙
(๒) อัชชรั หลุ -ฮาดีด
(๓) มุนญิด หมวดคาํ วา ชะรอ็ ฟ

ทห่ี ลงั อฐู ดวยกไ็ ด (๔)
สวนคําวา อัตตสั วียะฮ หมายถงึ การปรบั สวนทค่ี ดงอใหเรียบ มักจะใชเ รยี กการทาํ สงิ่ ใดสิง่

หน่ึงใหเรียบ เชน ทําใหม นั เรียบ, ทาํ ใหม นั เสมอ, เทา เทยี มกัน
คาํ นนั้ ยงั ถูกใชในอลั -กรุ อาน ดวย คอื :
“ผทู รงสรางแลว ทรงทาํ ใหสมดลุ ย”
(อลั อะอล า -2)
ดว ยเหตนุ ้ี จึงทําใหเห็นวา ความหมายท่ใี กลเ คยี งความจรงิ จะตอ งหมายถึงวา การปรบั

สภาพสสุ านสว นทีส่ งู ใหเสมอ คือมิไดหมายถึงการใหทําลายสสุ านจากฐานของมันดวย แตป ระการ
ใด และน้ีคือทัศนะของฝา ยชาฟอียพ วกหน่ึง ดังท่ีมีปรากฏอยูในตําราฟก ฮุอะลลั มะซาฮบุ สุ
อรั บะอะฮ ความวา : “และเปนทอ่ี นโุ ลมใหยกดินขึ้นเหนอื สสุ านประมาณหนึ่งฟุต” (๕)

มีคาํ อธิบายอกี ตอนหนึง่ วา : ใหทาํ คลา ยตะโหงกหลงั อูฐได แตทานอมิ ามชาฟอียก ลาววา
“ทําใหด นิ เสมอเทา กัน ดีกวา ทําเปน ตะโหงก” (๑)

กลาวคือแนวทางชาฟอยี ไ ดสนับสนุนฮาดีษบทนแี้ ละแนวทางชอี ะฮอิมามียะฮก ็สนับสนุน
ดวย เชน กัน

สิ่งท่ีควรสนใจอยางหน่ึงก็คือวา ทา นมุสลิมเจา ของตาํ ราศอฮีฮเองไดบันทกึ ฮาดีษนี้ไว
ภายใตห มวดที่ชื่อวา “เรื่องการปรบั สุสานใหเ สมอ” โดยมิไดใ ชช อ่ื เรียกวา “การทบุ ทาํ ลายสสุ าน”
แตอยา งใด (๒)

ส่ิงเหลานีไ้ ดช ้ีใหเหน็ วา ทานมุสลิมไดอางไวใ นศอฮฮี ของทา นไปตามความหมายอยาง
เดียวกบั ทเี่ ราไดวิเคราะหอ อกมาจากฮาดษี ดงั กลาว ทา นไดกลา วไวหลังจากสรุปเกยี่ วกบั สายสืบวา
ทานษะมามะฮ บิน ชฟุ ย ไดกลาววา “เราไดอยูกบั ทา นฟะฎอละฮ บิน อะบดี ทเี่ มืองโรมนั รูดเี ซีย
แลว เพอื่ นของเราคนหน่งึ เสียชวี ิตลง ดงั นั้น...ทานฟะฎอละฮ บนิ อะบดี ไดส งั่ ใหเ ราทําสุสานให
เสมอกนั แลว กลาววา “ฉันเคยไดยินทานศาสนทูตแหง อลั ลอฮ สั่งใหท าํ สุสานใหเรยี บเสมอกัน”

ไมตอ งสงสัยเลยวา ความหมายของคําวา ทาํ ใหเ รยี บในทนี่ ี้ มิใชทาํ ใหม ันเสมอเรยี บกับดิน
เพราะการทาํ เชน น้นั ขัดแยงกบั แบบฉบบั (สนุ นะฮ) ที่แนนอนซึ่งระบุใหยกสุสานข้ึนจากดนิ หน่ึง
ฟลุ กลาวคอื มนั หมายความวา ปรับสว นสงู มนั ใหเสมอกัน ในเรอื่ งนี้ ทานอมิ าม นะวาวียไ ดใ ห

คาํ อธิบายฮาดษี ดังกลาวไวใ นศอฮีฮมุสลมิ วา “อยา กอ ใหเปน ตะโหงก แตใหยกข้ึนสักหน่ึงฟุตและ
ปรบั ใหเรียบ (๓)

(๔) พจนานกุ รม หมวดคําวา ชะร็อฟ
(๕) ฟก ฮุ อะลา มะซาฮบิ ิล อรั บะอะฮ เลม ๑ หนา ๔๒๐
(๑) ฟกฮุอะลัล มะซาฮิบิล อรั บะอะฮ เลม ๑ หนา ๔๒๐
(๒) ศอฮฮี  มุสลมิ เลม ๓ หนา ๖๑ กติ าบญะนาอซิ
(๓) ชะเราห ศอฮฮี  มสุ ลิม ของทานนะวาวยี 

มิใชว า จะอธบิ ายอยางนีก้ ับฮาดีษดังกลาวลาํ พังแตเ ราฝา ยเดยี ว หากแตท า นอบิ นุฮะญัร อลั
กอ็ สฎอ็ ลลานี กย็ ังใหท ศั นะอยา งนใ้ี นหนงั สอื “รชาดุซซารี ฟ ชรั ห ศอฮีฮ บคุ อรี” ดว ย(๔) โดยทา น
ไดกลา วหลังจากระบวุ า ตามแบบฉบับ (ซนุ นะฮ) คือ ใหปรับสสุ านและไมจ าํ เปน ที่จะทง้ิ ใหเ รือ่ งการ
ปรบั สุสานเปนความผดิ ของพวกชีอะฮว า “เพราะมันมิไดห มายถึงการทําใหเ รียบกบั ดนิ หากมัน
เพียงแตห มายความวา “การปรบั ” ท่ีใหความหมายรวมกันระหวางกระแสรายงานตา งๆ”

ในทีส่ ดุ ฮาดษี บทนนั้ ของทานนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แดท า นและลูกหลาน
ของทาน) กม็ ิไดคัดคา นอะไร หากแตทานไดกลาววา “อยา ปลอ ยสสุ านไวโดยมิไดป รับใหเสมอ
และอยา ปลอยสงิ่ กอ สรา งทีต่ ัง้ อยบู นสุสาน และอยาปลอยใหม ีโคมสุสานไวโ ดยมิไดปรบั ใหม ัน
เสมอ” ดงั นน้ั เม่อื เปน อยางน้ี ความหมายจะเปนอยา งอน่ื ไมได นอกจากตามทีเ่ ราไดกลาวไปแลว
ทีว่ า มิใหท าํ สุสานสูงเปน ตะโหงก สวนกรณีการสรา งอาคารบนสุสานนัน้ มิไดเปนจุดมง หมายของ
ฮาดษี และไมม หี ลักฐานอันใดจากฮาดีษเลย ทจ่ี ะแสดงวา ไมม ีการอนุญาตใหกอ สรา งอาคารบน
สสุ าน ยิ่งไปกวา น้นั ก็ไมมีวธิ ีการปฏบิ ตั ใิ ดๆ ของมุสลิมที่ดาํ เนนิ ไปพรอมกบั ความขัดแยง ตอฮาดษี
น้ี ดงั ทท่ี า นไดทราบอยแู ลว

แมแตก ระทั่งถา หากวา เราจะตั้งขอสนั นิษฐานวา ความหมายของคาํ วา ตซั วียะฮ (การทําให
เสมอ) ในที่นี้หมายถึง การทาํ ลายโดมและสิง่ ปลกู สรา งใดๆ ท่ตี ้ังอยบู นสุสาน ความนา จะเปนไปได
อยางถงึ ท่สี ุด กจ็ ะตองหมายความถึงสุสานของบรรดาผตู งั้ ภาคที ่ถี กู บูชาเปน ส่งิ ศกั ดิส์ ิทธิ์ จากพวก
บชู าเจว็ดและพวกตั้งภาคเี ทา นั้น ในขณะทว่ี า หลงั จากอิสลามประสบชัยชนะแลว สุสานตางๆ
เหลานัน้ เปน ส่ิงท่ีถูกทอดทิ้งอยูกบั ทขี่ องมนั ที่ยืนยันอยางนีก้ ค็ ือวา ทา นนบี (อัลลอฮทรงประทาน
ความจาํ เรญิ แดท า นและลูกหลานของทา น) ไดแตง ตั้ง ทานอาลี (ความสันติพงึ มีแดทา น) ใหเ ปนผู
ลดิ ลางรปู รอยและทาํ ลายภาพจําลอง สาํ หรับบูชาทมี่ อี ยแู ถบบริเวณนครมะดีนะฮ รูปรอยและภาพ
จําลองเหลาน้ี กห็ าใชอ่นื ไกลไม นอกจากเปน รูปปน และเจวด็ ตา งๆ ทเ่ี ปน ส่งิ เคารพบูชา แมห ลงั จาก
ท่อี สิ ลามประสบกับชัยชนะแลว กต็ าม

เมือ่ เปน เชนนี้ ฮาดษี บทนีจ้ ะมีความเกีย่ วพนั อะไรกบั สสุ านตา งๆ ของบรรดานบแี ละผูม ี
คุณธรรมทงั้ หลาย?

2- อลั ลอฮ ผทู รงเผื่อแผยิ่ง มีโองการวา

“ในบรรดาเคหะสถาน อัลลอฮทรงอนมุ ตั ิใหไ ดรบั การยกชแู ละใหพระนามของพระองค
ไดรับการรําลึกถึงในน้ัน ไดมีการแซซ รอ งสดุดพี ระองคใ นน้นั ทงั้ ยามเชาและยามพลบค่ํา ปวงบรุ ุษ
ผทู ี่การคาและการขายมไิ ดห ันเหพวกเขาออกจากการรําลกึ อัลลอฮ และการดํารงนมาซ และบรจิ าค
ซะกาต พวกเขากลวั วนั หนงึ่ ทหี่ ัวใจและดวงตามทั้งหลายลนลานในวันนน้ั ”

(อนั นรู -๓๖-๓๗)

(๔) อิรชาดซุ ซารี เลม ๒ หนา ๔๖๘

หลกั ฐานจากโองการนแ้ี สดงใหเ หน็ ถงึ การอนุญาตใหก อ สรา งอาคารบนสสุ านได โดย
ข้ึนอยูกบั สองกรณี คอื :

1- คําวา บรรดาเคหะสถาน ในทนี่ ี้ หมายถงึ อะไร?
2- คําวา ยกชู ในท่นี ี้ หมายถงึ อะไร?
สาํ หรับกรณีที่หนง่ึ แนนอนทีส่ ุด มรี ายงานจาก อบิ นุอบั บาส เลา วา มนั หมายถงึ มัสยิด
ทง้ั หลาย ทไ่ี ดรับการยกยองและหยุดยง้ั จากส่ิงเหลวไหลท้ังปวงในนั้น และพระนามของพระองค
ถูกราํ ลึกถึงในน้ัน
อยา งไรก็ตาม จาํ เปนทเี่ ราตอ งศึกษาพจิ ารณาใครครวญในการอธบิ ายเรือ่ งน้ี โดยเหตุท่ีวา
ลักษณะตามทที่ า นอิบนุอบั บาสไดอ ธบิ ายคําวา เคหะสถานในท่นี ี้ วา เปน มสั ยิดท้ังหลายนน้ั ก็นับวา
เปนการอธิบายทถ่ี ูกตอ งประการหน่งึ แตม ิใชจะถูกตองเสียเลยท้งั หมดทเี ดียว เพราะการอธิบาย
ความตอนน้ี มีคลา ยคลงึ กันเปน จาํ นวนมาก สาํ หรับในประเด็นอนื่ อันนอกเหนอื จากนี้
แตยงั อาจทจี่ ะกลาวไดอ กี วา “เคหะสถาน” มใิ ชหมายถงึ มสั ยิดทั้งหลายก็ได เน่ืองจากมัสยดิ
ทง้ั หลายนั้น มีสงิ่ ทช่ี อบ (มุสตะหับ) อยวู า อาคารของมนั จะตอ งเปด โปรง โดยไมม ีหลงั คา และ
มัสยดิ ท่ปี ระเสรฐิ ยง่ิ “มัสยิด อัล-ฮะรอม” น้นั เราจะเหน็ ไดอยางชัดเจนเลยวา มันถกู กอ สรา งมาใน
ลกั ษณะเปดโปรง สวนบา นจะนับวา บา นจรงิ มไิ ด ในกรณที ีเ่ ปด โปรง ยิง่ ไปกวานนั้ บา นจะตอง
หมายถึงสงิ่ ท่ีมีหลังคา และมีดานหลงั พระองคทรงมีโองการวา :
“แนน อนย่ิง เราไดบ ันดาลใหพ วกท่ีเนรคุณตอ พระผทู รงกรุณา ซ่งึ หลังคาสาํ หรับบา นของ
พวกเขาทเ่ี ปนเงิน”

(อซั ซคุ รุฟ-๓๓)
และทรงกลา ววา :
“และคณุ ธรรมใดๆ จะไมม ี สําหรบั การทส่ี ูเจาจะเขา บรรดาเคหะสถานจากทางดา นหลงั
ของมนั ”

(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๘๙)
เรื่องนีจ้ ะเปน ทกี่ ระจา งชดั ขน้ึ กับขอสังเกตที่ใหความรอู ีกประการหนง่ึ กลาวคือ หมายถงึ
เคหะสถานทง้ั หลายของชาวอาหรับ และหมายถึงกระโจมของพวกเขาทม่ี ีใชใ นทะเลทราย และมิได

หมายถงึ ตัวของทะเลทรายเองท่มี ลี กั ษณะเปด โปรง ซ่งึ ตางไปจากกระโจมทม่ี ีหลังคา ที่ไดกลาวมานี้
ก็เพราะวา เราแทบจะไมพบในอลั -กรุ อานเลย สาํ หรับกรณีที่วา ความหมายของบา นคอื มัสยิด ซึ่ง
แตกตา งออกไปจากกรณีของอลั -กะอบอฮ กลา วคือ มนั มหี ลงั คา โดยไดถกู เรียกวามนั คอื บาน อยู
ในหลายๆ โองการในท่ีตางๆ กนั

พระองคท รงมีโองการวา :
“สเู จา จงทาํ ใหบ า นของฉันสะอาดบรสิ ทุ ธิ์เพื่อบรรดาผูเ วยี นวน (ฏอวาฟ)”

(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๒๕)
พระองคท รงมีโองการวา :
“อลั ลอฮทรงบันดาลใหอัล-กะอบ ะฮ บา นทไ่ี ดร บั การหวงหามมกี ารยนื หยัดเพอ่ื มนุษยชาต”ิ

(อัล-มาอิดะฮ- ๙๗)
พระองคท รงมีโองการวา :
“หลงั จากนั้นเวลาเชือดของมัน เมื่อถึงบา นหลงั ดัง้ เดมิ ”

(อลั -ฮัจย-๓๓)
ดวยเหตเุ อง จะเหน็ ไดว า ความหมายของมนั ในท่ีนี้มใิ ช บรรดามสั ยิดหากแตเ ปนเคหะ
สถานอนั สูงสง ทอี่ ลั ลอฮทรงอนุมัตใิ หพระนามของพระองคถ ูกเชิดชู และถกู รําลกึ ถึงในน้ัน และ
หมายถึงเคหะสถานของบรรดานบีและบรรดาเอาลิยาออยา งแนนอน อันเปน การอธิบายยืนยันคําน้ี
ไปตามทอ่ี ลั ลอฮ ทรงระบุอยางจาํ เพาะถึงเคหะสถานเหลานแ้ี ละสมาชกิ ของมนั ท่มี ีเกียรติยศเพม่ิ พูน
ย่ิงนักแนนอนทีส่ ุดอลั ลอฮไดทรงกลาวเกยี่ วกบั บา นของทานนบี และสมาชกิ ของทานวา :
“อนั ท่ีจริงแลว อลั ลอฮเพียงแตประสงคในอันขจดั ความมลทนิ ออกไปจากสเู จา โออะฮ
ลุลบยั ต (สมาชิกแหง บา นน้ี) และทรงชาํ ระขดั เกลาสเู จา ใหส ะอาดบริสทุ ธ์ิ”

(อลั -อะหซ าล-๓๓)
คาํ วา “บาน” คําน้คี ลายกบั คําวา “บา น” ของนบอี บิ รอฮมี ทีม่ ะลาอิกะฮ ไดกลาวถงึ เรื่องราว
ของภริยานบีอิบรอฮมี ท่วี า :
“เธอฉงนใจนักหรือ ตอ งานของอัลลอฮ ความเมตตาของอลั ลอฮ และความจาํ เริญของ
พระองคท ม่ี ีแกพ วกทา น สมาชิกแหง บา นน้ี แทจริงพระองคเ ปนผทู รงไวซง่ึ การสรรเสรญิ ทรง
ประเสรฐิ ยิง่ ”

(ฮุด-๗๓)
ดวยเหตุน้เี อง เราจะเหน็ วา ทา นอัลลามะฮ ซะยูฏยี  ไดกลาวไวห ลงั จากอางคาํ อธิบายของ
ทา นอบิ นุอับบาส โดยอางถึงทา นมญุ าฮดิ ทก่ี ลา ววา : แทจริงมนั หมายถงึ บรรดาเคหะสถานของ
ทานนบี
ทานอิบนุ มัรดุวยี ะฮไ ดรับรายงานมาจากทา นอิบนุอบั บาส บิน มาลิก และทา นบรุ อ็ ยดะฮ
วา ทา นไดกลาววา : ทานศาสนทตู แหงอลั ลอฮ (ศ) ไดอ านโองการนข้ี นึ้ แลว มีชายคนหน่งึ ไดยืน

ถามทา นวา : บรรดาเคหะสถานท่ีวา นีค้ ืออะไร โอศ าสนทตู แหงอลั ลอฮ ทานกลา ววา : เคหะสถาน
ของบรรดานบี แลว ทา นอะบบู ักรก็ไดยนื ถามวา : โอศาสนทตู แหงอัลลอฮ บา นน้ดี วยหรอื (ทาน
หมายถงึ บา นของทานอาลแี ละทา นหญิงฟาฏิมะฮ) ทา นนบตี อบวา “ใช มนั เปน บานท่ีประเสริฐย่งิ
ในจํานวนน้นั ” (๑)
(๑) อัดดุรรุล มันษรู ฟ ตัฟซีร บลิ มะษรู เลม ๕ โองการน้ี อธิบายหนา ๕๐

นี่คือเร่อื งราวของกรณที ี่หน่ึง
สว นความหมายของคําวา เชดิ ชู (ซง่ึ เปนกรณีทส่ี อง) มนั จะตอ งหมายความอยา งเดยี วกับ
ความหมายของท้งั สองแง คอื :
ก) หมายถึง อัลลอฮทรงอนุมตั ใิ หยกเคหะสถานเหลานั้นข้ึนดว ยการกอ สรา งที่สําหรับทาํ
การเคารพภกั ดตี ามทถี่ ูกระบไุ วใ นเนอ้ื ความของโองการตรงทีว่ าใหพระนามของพระองคไดรับการ
ราํ ลึกถงึ ในน้ัน และสดดุ ีแซซรอ งในนั้น ทัง้ ยามเชา และยามเยน็
โองการของพระองคอีกตอนหนงึ่ ไดใ หหลักฐานไวอ ยา งน้วี า :
“และจงราํ ลกึ ขณะท่ีอิบรอฮมี ไดยกรากฐานตา งๆ ของบา นนน้ั กับอิสมาอีล”

(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๒๗)
จะเหน็ ไดวา เน้อื ความของคาํ วา “อรั รอ็ ฟอ” (ยก) ในทง้ั สองแหงก็มคี วามหมายเดยี วกัน น่ัน
คอื ยกอาคาร โครงสรางของมนั (บา น) และความสงู ของมัน
ข) คาํ วา อัรร็อฟอ (ยกชู) ยงั หมายถงึ การใหเ กียรติ ใหการยกยอ งแกบาน
กลา วคอื ถา ความหมายคําน้ี หมายถงึ ความหมายในแงท ห่ี นึ่ง แนนอนทส่ี ดุ มันเทากบั ยืนยัน
อยา งชัดเจนในประเดน็ ทห่ี มายถึงอยู น่ันคือ (สิ่งกอสรางบนสสุ านตางๆ ซึ่งอยูในเคหะสถานของ
พวกเขาเหลานนั้ )
แตถา หากตคี วามไปตามความหมายแงทส่ี อง ก็เทา กบั ยืนยนั ถึงการยกยองการเทดิ เกียรติ
และการใหเกยี รติ และเปนทีย่ อมรับกันอยูแลว วา การทนบุ ํารงุ บานและสงวนไวม ิใหบุบสลายนั้น
อยทู ก่ี ารบาํ รุงรักษา และปรบั ปรุงอาคารของมันไวใหดี และประดับประดาตบแตง ดว ยโคมไฟอยาง
ดอี นั มิใชสงิ่ ที่อัลลอฮทรงหามมิใหกระทาํ และปกปองการมงุ ทจี่ ะทาํ ลายและรอ้ื ถอนมัน นั่นคือการ
ใหเ กียรติและยกยอ งบา น เชนการปกคลุมอัล-กะอบ ะฮ อันทรงเกียรติไวด ว ย ผาคลุมอันล้าํ คาก็เปน
การใหเกียรติท่ีรูกันเปนอยา งดอี ยแู ลวตอนหนง่ึ
ทุกอยา งเหลา นนั้ คือการใหเ กียรตแิ กท านนบแี ละเปน การเทิดเกียรตแิ กทา น เพื่ออาศยั สิง่
เหลา นีอ้ กี ประการหนึง่ ในการทาํ ใหบ รรลตุ ามเปาหมายท่ีโองการนีไ้ ดกลาวถงึ ไว นั่นคือ (การราํ ลึก
ถึงพระนามของอัลลอฮ การสดุดีสรรเสรญิ พระองคท งั้ ยามเชาและยามเย็น)

๓- สง่ิ กอสรางบนสสุ าน หมายถงึ การเทิดเกียรตเิ อกลักษณศ าสนา แนน อนยง่ิ อลั ลอฮ ทรง
มีโองการไววา :

“และผใู ดเทดิ เกียรตเิ อกลักษณข องอัลลอฮ ดังน้ันแทจ ริงมนั เปนสง่ิ ท่ีทําใหความยาํ เกรงมี
แกหัวใจ”

(อลั -ฮจั ญ- ๓๒)
พระองคท รงมีโองการวา :
“และอูฐทใ่ี ชเชอื ดพลนี ัน้ เราไดท าํ ใหเ ปนเอกลักษณห น่ึงของอัลลอฮสาํ หรบั สูเจา”

(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๕๘)
พระองคทรงมีโองการวา :
“โอ นวลผูศรัทธาเอย จงอยา ลว งลา้ํ เอกลกั ษณของอัลลอฮ”

(อัล-มาอิดะฮ- ๒)
ดังนั้น สิง่ กอสรางบนสสุ านอันทรงเกียรติจะหมายความอยางอ่ืนไปไมไดนอกจากเปน
เอกลกั ษณแ หงศาสนาของพระองค. ..
กลาวคอื ในเมอ่ื การเทดิ พระเกียรตขิ องเอกลักษณแหงอลั ลอฮเปนส่งิ ที่จําเปน ตามคาํ ยืนยัน
ของอลั -กุรอานอันเปนเหตุผลหลกั ในการท่มี นั ทาํ ใหเ กดิ ความยําเกรงแกหวั ใจแลว กอ็ นญุ าตให มี
การเทดิ เกียรติตอ บรรดานบีและตอ บรรดาวะลีย โดยถือวา พวกเขาเหลานัน้ เปน สัญญาณอนั ย่ิงใหญ
ของศาสนาแหง อัลลอฮ และมเี กยี รติยศ มีความประเสริฐอยา งยงิ่ โดยที่พวกเขาเปน ผูเ ผยแผศ าสนา
ของอัลลอฮใหไปถึงมวลมนุษยชาติ ดังนนั้ การพทิ กั ษร ักษาสุสานและผนงั สุสานของพวกเขาและ
รองรอยตา งๆ ของพวกเขาจงึ เปน สบื ทอดและปกปก ษร ักษาเกยี รตยิ ศอันดงี ามใหแกพวกเขาประการ
หนง่ึ ดวย
ดงั น้ัน ทุกสง่ิ ทุกอยางท่ีหมายถึงการใหเ กียรติ และการยกยอง จึงเปน สิง่ ทไ่ี ดรับอนุญาตตาม
คําสง่ั ของโองการนี้ อยา งไมตองสงสัยคลางแคลงใดๆ

๘- การเยือนสุสาน
บรรดามสุ ลมิ ตางมีความเห็นพองในกรณีอนญุ าตใหเ ยือนสุสานตางๆ ไดและเรื่องน้ีเปนที่รู

กันอยา งชัดเจน สาํ หรบั ผูท ่ีพิจารณาตาํ ราวา ดว ยเรอื่ งศาสนบญั ญตั ิและฮาดีษ ในเรอื่ งนี้ เราไมต อ ง
กลาวใหยืดยาวดวยการยกฮาดษี ตา งๆ ท่ีรายงานมาอยา สอดคลองตรงกันมากมาย

ในเรอื่ งน้ี เปนท่เี พียงพอแลว ดวยการวินิจฉยั ความของบรรดาอิมามทง้ั สมี่ ซั ฮบั ตามมี
ปรากฏอยูในหนงั สือ “อลั -ฟก ฮุ อะลัล มะซาฮิบุล อัรบะอะฮ” ดงั ตอ ไปนี้ :

“การเย่ยี มเยอื นสุสานเปนการกระทาํ ทชี่ อบที่ควร สําหรับการเตือนสตแิ ละราํ ลึกถงึ วนั
ปรโลก ที่หนักแนน ควรทาํ ในวันศุกร อีกทั้งกอ นและหลังวันศกุ รอยางละหนง่ึ วัน

สมควรอยา งย่งิ ทผ่ี ูไปเยือนจะตองสาละวนอยดู วยการอา นคาํ วงิ วอนและความนบนอบ
และใครครวญถงึ ความตาย และอา นอลั -กรุ อานเพ่อื ผตู ายเพราะการทาํ เชน น้ี เปนผลบุญแกผูต าย
อยางแนแ ท ตอ ไปจนถึงท่ีกลา ววา : “ไมม ีขอ แตกตา งอะไรในการเยือนเยีย่ มระหวางสสุ านตา งๆ ไม
วา ญาติใกลชิดหรือคนภายนอก ยงิ่ ไปกวานัน้ ยังเปน การกระทําท่ชี อบใหเ ย่ยี มเยอื นผตู ายโดยเฉพาะ
อยางย่ิงสุสานของบรรดาผมู ีคุณธรรม สว นการเยีย่ มเยอื นสสุ านของทานนบี (ศ) เปนเร่อื งที่
ประเสริฐอยา งย่ิง”(๑)

ผใู ดตอ งการทจ่ี ะตรวจดูรายงานตา งๆ เหลา นี้ โปรดดูไดในตําราฮาดษี ทงั้ ศอฮฮี และสุนัน
ฉบับตา งๆ

(๑) ฟกฮุอะลัล มะซาฮบิ ิล อรั บะอะฮ หมวด๑ หนา ๔๒๔-๔๒๕
สวนหนึง่ จากใจความของรายงานตา งๆ เหลาน้ี มีคาํ กลาวของทา นนบี (อัลลอฮทรง

ประทานความจาํ เรญิ แดทานและแดลูกหลานของทา น) ทีว่ า :
“แนนอน ฉนั เคยหา มพวกทานเกี่ยวกับการเยือนสสุ าน บดั น้ีไดมีการอนมุ ตั แิ กม ุฮัมมัดแลว

ในการเยยี่ มเยือนสุสานมารดาของเขา ดงั นัน้ พวกทา นจงเย่ยี มเยอื นสสุ านเถิด เพราะมันจะทาํ ให
รําลกึ ถึงวันปรโลก”

รายงานโดยอิมามฮาดีษหา ทา นยกเวน ทา นบคุ อรี สํานวนฮาดีษเปนของทา นติรมีซีย
รายงานฮาดีษตา งๆ ในเร่ืองน้ี มิไดจ บลงแคฮ าดีษบทนี้ หากแต ยังมีรายงานตางๆ อกี
มากมายท่ที านอัลลามะฮ ซัมฮู รวบรวมไว ในหนงั สอื ของทานชื่อ “วะฟาอุล วะฟาอ” (๒)
อยา งไรกต็ าม ในทน่ี ี้ เราตองการที่จะเสนอหลักฐานท่ีวาอนญุ าตใหก ระทาํ อยา งนี้ โดยตวั
บทของคมั ภีร อันทรงเกียรติ ดังทเ่ี ราจะไดกลา วตอ ไปนี้ :
แทจรงิ อลั ลอฮ ผูทรงมหาบรสิ ทุ ธิย์ ง่ิ ไดหามมใิ หประชาชาติของพระองคยนื ตรงใหกับ
สุสานของพวกต้งั ภาคแี ละหามมใิ หน มาซแกพ วกเขา ดังทท่ี รงกลา ววา :
“และเจา อยา นมาซใหแกคนใดกต็ ามในหมูพ วกเขาตลอดกาล และเจา อยา ยืนใหก ับสุสาน
ของเขา”

(อตั เตาบะฮ- ๘๔)
กลา วคือโองการอนั ทรงเกียรติไดหา มมิใหยืนตรงแกส ุสานของพวกกลับกลอกและพวกต้งั
ภาคี และหา มวาอยานมาซใหแกเ ขา ในขณะเดยี วกนั ก็ไดแ สดงความหมายใหเปน ทเ่ี ขาใจวา การยนื
ณ สสุ านของผูศรทั าและขอดุอาอแ กพวกเขา และนมาซแกพ วกเขานั้น เปนแบบฉบบั อันหน่งึ ของ
ทา นนบี (ศ) และความหมายของคาํ วา ยนื ก็มไิ ดหมายความเฉพาะวา ยืนในขณะที่ฝง โดยไมรวมไป
ถึงยืนในขณะทําการเยีย่ มเยอื นดว ย เนือ่ งจากไมม ีหลักฐานผูกมดั ความหมายและคาํ ทแ่ี นนอนเอาไว
เพราะเหตวุ า ความหมายตามกฎของอักษร “วาว” (และ) ที่ติดตามประโยคน้ัน กค็ ือวา : เจา
อยายนื ใหก บั สุสานของเขาเลยตลอดกาล หมายถงึ ในทกุ ยุคทกุ สมัย กลาวคือรวมไปถึงวาระหลงั จาก
ทีไ่ ดฝ งแลว ดว ย เชนเดียวกบั ตวั อยางคาํ พูดท่วี า “ซัยดมิไดมาหาฉนั แตอ ยางใดเลยและอมุ ัรดวย”

หรือคาํ พูดทวี่ า “ทานอยา ใหอ าหารแกซ ยั ดเลยตลอดกาลและทา นอยา ใหน ํา้ ด่ืมแกเขาดว ย” ซ่งึ เปน
คําพดู ทีช่ ัดเจนอยูแลว

บางครงั้ ในเมอ่ื เราดู การอธิบายคาํ นใี้ น ตฟั สีร “ญะลาลัยน” เราจะเห็นวา บางทกี ใ็ ชค าํ วา
“ฝง ” หรอื คาํ วา “เยีย่ มเยือน”

ความหมายของคําวา “อัศ-เศาะลาฮ” ในทีน่ ี้ก็มิไดห มายถึงเฉพาะแตเ พยี งนมาซมัยยติ (ให
คนตาย) เทา นน้ั กลา วคือถา ใหความหมายอยา งท่วี า นแ้ี ลว คาํ ทวี่ า “ตลอดกาล” กไ็ มจาํ เปน จะตอง
หมายถึงเฉพาะเพยี งวา การนมาซใหค นตายจาํ เปนอยคู ร้ังเดียวเทานั้นจะทาํ ซ้ํามไิ ด พระองคจงึ กลาว
คาํ วา “ตลอดกาล” และคํานีก้ ็มิไดกินความในสว นของตวั บุคคล ในขณะท่กี ารอธิบายท่ีใหกฎเพอื่

(๒) วะฟาอลุ วะฟาอ เลม ๒ หนา ๓๙๐๓-๓๙๐๔
ครอบคลมุ เอาบุคคลตางๆ ทงั้ หมดของประเภทผูกลบั กลอกน้ัน มหี ลกั ฐานในแงน ีอ้ ยกู อนแลว โดย
โองการท่วี า “แกค นใดกต็ ามในหมพู วกเขา” และเน่ืองจากคาํ วา “ตลอดกาล” คือคาํ ทีอ่ ธิบายถึงกฎ
ของกาลเวลาทต่ี อ งดาํ เนินตลอดไป โดยมไิ ดม ีความหมายครอบคลุมมาในสว นของบคุ คล พระองค
มโี องการวา :

“และสูเจา อยา แตง งานกับภรรยาของเขาภายหลงั จากเขาเลยตลอดกาล”
(อัล-อะหซาบ-๕๓)

หมายความวา ถึงแมหลงั จากสิบปห รอื ย่ีสบิ ป จนไปถงึ ท่ีสุดของกาลเวลาคําวาอศั เศาะลาฮ
(นมาซ) กย็ งั หมายถึง การขอความเมตตาทซ่ี ํ้าๆ อยูตลอดชัว่ อายขุ ัยนั่นเอง มไิ ดหมายความเฉพาะ
เพยี งนมาซผูต ายเทา นั้น ใชแ ลวท่ีวา ความหมายในขอน้ี เปน เนอ้ื หาดานในของความหมายโดยท่วั ไป
ของโองการอยางชัดเจน

ดงั นั้นเม่ือปรากฏวา เรอื่ งน้ี เปนแบบฉบับของทา นนบี (ศ) ตามหลกั ฐานของอัล-กุรอานแลว
มันจะเปน ส่ิงอุตริ (บดิ อะฮ) ไดอยา งไร? หากแตมนั จะตองเปนจรยิ วัตร (ซุนนะฮ) และเปน หลักฐาน
ท่ชี ี้ชัดน่ันเอง พระองคท รงมีโองการวา :

“แนนอนยิ่ง ในตวั ศาสนทตู ของอัลลอฮน้ัน มีแบบอยา งอนั ดีงามไวส าํ หรับสเู จา”
(อลั -อะหซ าบ-๒๑)

และทรงกลาวอีกวา :
“จงกลาวเถิด ถาหากสเู จา รักอลั ลอฮ ดังนั้นสูเจาจงปฏบิ ัตติ ามฉนั แลว อลั ลอฮจะทรงรกั สู
เจา ”
(อาลิ-อิมรอน-๓๑)
ดงั น้ัน ในเม่ือการเย่ยี มสสุ านของผูศรัทธา (การยนื ณ สุสาน) ไดเ ปน แบบฉบับของทานนบี
แลว จะเปนประกานใดกับการเยย่ี มสุสานของนบี (ศ) และสุสานของบรรดาอมิ าม (อ) ในเมื่อพวก
เขาเปนถงึ รากฐานของศาสนาและเปนประมุขของบรรดาผูศรัทธา และเปน ผสู มบรู ณ ผปู ระเสรฐิ
แลวเหนือกวา มวลผูศ รัทธาทัง้ ปวง


Click to View FlipBook Version