ในทสี่ ดุ นี้ เราขอชแี้ จงไปถึงหลักฐานท่ีพวกวะฮาบยี ย ึดถือมาเปนขอหามสาํ หรบั การผูกมดั
ตวั เพื่อเดินทางไป เยย่ี มเยือนสุสาน กลาวคือพวกเขาไดทาํ การยกหลกั ฐานตามฮาดีษทบี่ นั ทึกโดย
ทานบุคอรี จากกระแสรายงานของทา นอะบีฮูรอ็ ยเราะฮ ซ่งึ รับมาจากทานนบี (ศ) วา :
“ทานอยาผกู มัดตัวในการเดินทาง ยกเวน ยงั สามมสั ยิดตอไปน้ีคือมสั ยิด อัล-ฮะรอม มสั ยิด
อนั นะบี และมสั ยดิ อัล-อักศอ”
กลาวคอื แนนอนทีส่ ุด ทานอับดุลลอฮ บิน มฮุ ัมมดั บิน อับดุลวะฮาบ ไดกลา ววา : การ
เยี่ยมเยือนสุสานของทา นนบี (ศ) นน้ั เปนแบบอยางที่ดถี ึงแมท า นจะไดหา มไวว า อยาผกู มดั ตวั กับ
การเดนิ ทางใดๆ นอกจากเพอื่ เยีย่ มมสั ยิดและนมาซในน้ันกต็ าม และถา เขาประสงคพรอมๆ กับการ
เย่ียมอยางนี้ ก็ไมเปนไร” (๑)
ความจริงอยา งหนง่ึ ทม่ี อี ยกู ็คือวา ฮาดีษทพี่ วกวะฮาบยี ยดึ ถอื เปนหลักนี้มิไดมีเหตุผลวา หา ม
การผูกมดั ตวั ในการเดินทาง เพ่อื เย่ยี มเยือนสสุ านและสถานท่ตี า งๆ ท่ีมีเกยี รตสิ ูงสง เลย ท้งั น้ีก็เพราะ
ขอ แมท รี่ ะบุไวอ ยา งเบ็ดเสร็จในฮาดษี มันทาํ ใหข อ แมอ ่ืนๆ ถกู ลบลา งออกไปดวย กลา วคอื ฉนั ใดก็
ตามทีอ่ าจถอื กําหนดขอแมจ ากฮาดษี นว้ี า ทานอยา ผูกมัดเรื่องการเดนิ ทางไปยงั สถานทีใ่ ดๆ เลย”
แลวกอ็ าจาถือกําหนดขอแมจากฮาดีษน้ีไดเหมอื นกันวา “ทา นอยา ผูกมัดการเดินทางไปมัสยิดใดๆ
เลย”
แตว า ความหมายท่ีชัดเจนก็คอื ความหมายทส่ี อง เนอ่ื งจากลกั ษณะของขอแมเ ช่ือมโยงกนั
นน่ั คือขอ แมตรงท่หี มายถึง “มัสยดิ ” อนั เปนตําแหนงของขอแมจ ากฮาดษี เทา นน้ั เอง จะเปน อยางอืน่
ไปไมได
นอกเหนือจากนี้ ก็ยงั มขี อแมเ ฉพาะเร่ือง ทอี่ นญุ าตใหผ กู มัดการเดินทางไดเ ชน การเดินทาง
ไปหาสินคา , การเดินทางเพอ่ื การศึกษา, การเดนิ ทางเพ่อื ตอสใู นสมรภูมิ (ญฮิ าด), การเย่ียมเยอื น
นกั ปราชญ, และผมู ีคณุ ธรรม, การเดนิ ทางเพื่อรกั ษาโรคและพักผอ น, และขอแมสาํ หรบั บรรดา
มุสลมิ ในเทศกาลฮัจญท่ีพวกเขาผูกมัดตวั กบั การเดนิ ทางไปทงุ อะรอฟะฮ, มุซดะลิฟะฮ, และมนิ า
ตลอดจนไปยังสถานที่ตางๆ มากมาย พรอ มกันนี้ จะเปนไปไดอ ยางไรในอันที่จะกลาววา ฮาดษี น้ี
หมายถึง “ทา นอยาผกู มัดการเดินทางไปยังสถานท่ีใดๆ เลยนอกจากสถานท่ที งั้ สามแหง นเี้ ทา น้ัน”
ผลในทสี่ ุดก็คือ เม่อื ไดนําฮาดีษน้มี าพิจารณากนั ตามหลักวิชาของภาษาและรูปประโยค
แบบภาษาอาหรับแลว กไ็ มตองสงสยั เลยวา คาํ ทว่ี า “ทานอยา ผกู มัดการเดนิ ทาง” น้ัน หมายถงึ ไม
ควรจะใหใ ครเดินทางไปมัสยดิ อ่ืนใดที่นอกเหนอื จากมัสยดิ เหลา นี้ คอื มไิ ดหมายความวา อยาใหเขา
เดินทางไปสถานท่ใี ดเลยอยา งเด็ดขาด
น่ีคือใจความของฮาดีษและความหมายของมนั พรอมกันนกี้ อ็ ยา ไดเ ขา ใจและคลุมเครอื กบั
ความหมายของฮาดีษนีว้ า หามมิใหเดินทางไปยังมิสยิดอื่นๆ หากแตเ ปน ฮาดีษที่ใหค วามหมายระบุ
มาในเรอ่ื งของความประเสรฐิ ของมสั ยิดเหลานเ้ี ทานัน้ ในลักษณะท่วี า ไมมมี ัสยิดอื่นใดจะมคี วาม
ประเสริฐจนถึงระดับทตี่ องใหผ ูกมัดตัวเองวา จะตอ งเดินทางเพอื่ นมาซในมสั ยิดนั้นๆ
สว นมสั ยิดอืน่ ๆ นัน้ มันไมมีคุณสมบตั อิ ยางน้ี เพราะวาการมุง ไปยังทกุ ๆ มสั ยิดก็ไดร ับผล
บญุ อยแู ลว กลาวคือมัสยิดตางๆ เชน มัสยดิ กลาง มสั ยดิ ประจาํ เมือง มัสยิดประจําทอ งถ่นิ ตลอดจน
ทุกๆ มัสยดิ ท่ีอยูตามบา นของผูค นกอ็ ยใู นลกั ษณะเดียวนี้ ดงั นั้นจงึ ไมค วรจะใหม กี ารผกู มัดไวกับคน
ในประเทศอืน่ วา ใหเดนิ ทางไปยังมสั ยิดเหลานี้ ตราบเทา ทม่ี ันมคี วามประเสริฐเทา เทยี มกัน ใชแ ลว
ท่วี า ใหมกี ารเตรียมตัวอยางแข็งขนั ในการเดนิ ทางไปสูม ัสยดิ ท้งั สามแหง นีใ้ หเหนือกวา มัสยดิ
ท้ังหลาย และดว ยเหตุนี้เอง จงึ เปนการกระทาํ ทีช่ อบสําหรับผูกมดั การเดนิ ทางเพือ่ ไปยงั มัสยิดทง้ั
สามแหงดงั กลาว
(๑) “อรั รซิ าละฮ อษั ษานี มนิ รั เราะซาอิล เมาซมู ะฮ” ฉบับ “ฮะดียะตุซซนุ นยี ะฮ”
จึงสรุปไดว า ความหมายของฮาดีษกค็ ือ มิใหผ กู มัดตวั เองไวก ับการเดินทางไปมสั ยิดหน่งึ
มสั ยดิ ใดเทา น้นั ซึง่ มใิ ช หา มวา อยาไปสถานทีห่ นงึ่ สถานทใี่ ด
นค่ี ือ ประการทหี่ นึ่ง
ประการท่ีสอง : การหา มมใิ หผกู มัดการเดินทางไวเพ่ือไปยังมัสยิดอ่ืนนอกเหนือจากทั้งสาม
แหง นี้ มใิ ชเ ปนขอหา มท่เี ด็ดขาด หากแตมันคอื การใหคาํ แนะนาํ วา การมงุ หมายทจ่ี ะไปยังมสั ยิด
อื่นๆ นั้นมิไดรับผลบุญทมี่ ากมายแตป ระการใด
หลักฐานในเรื่องนมี้ อี ยวู า ทา นศาสนทูต (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดทา นและแด
ลกู หลานของทาน) เคยผูกมัดการเดนิ ทางไปยงั มัสยิดอื่นซ่ึงมใิ ชมัสยิดท่ถี ูกระบุอยใู นฮาดีษน้มี าแลว
ดงั ทมี่ ปี รากฎอยใู นศอฮีฮ อัล-บุคอรี ความวา :
ในหมวดวา ดวยการเดินทางยังมัสยดิ กุบาอ โดยพาหนะและเดินเทา จากทา นอิบนอุ ุมัร
กลาววา “ทานนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เริญและความสันติแดท าน) เคยเดินทางมาท่กี ุบาอ
โดยพาหนะและเดินเทา ” (๑)
ในหมวดวาดว ยเรอื่ งการเดนิ ทางมาทีม่ สั ยิดกบุ าอในทกุ ๆ วันเสาร รายงานโดยทา นอบิ นุ
อมุ ัร กลา ววา : ทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เริญและความสนั ตแิ ดทาน) มาท่มี ัสยิดกบุ าอ
ทกุ วันเสาร โดยพาหนะและเดนิ เทา และทา นอับดุลลอฮ (บินอุมัร) กท็ าํ อยา งน้นั ดว ย (๒)
ในหมวดวา ดวยมัสยิดกบุ าอ จากทา นอิบนุอมุ ัร ไดก ลาวถึงทา นศาสนทตู แหง อลั ลอฮ วา ได
ไปเยีย่ มมันท้ังโดยพาหนะและเดนิ เทา”(๓)
ดัวกลา วนี้ ทานอมิ าม บุคอรี ไดรายงานไวใ หเราทราบวา ทานนบี เคยผูกมัดการเดนิ ทางไป
ยงั มัสยิดกบุ า ในทกุ ๆ วนั เสาร น่ีคือหลักฐานท่ีแสดงวา อนุญาตใหผกู มัดการเดินทางไปยังมัสยิดอื่น
นอกจากท้สั ามแหงนไ้ี ดม ิใชห รอื
หนงั สือศอฮีฮบคุ อรมี ใิ ชห รือที่วา เปนหนังสือท่สี มบรู ณถูกตองท่สี ุด ของอะฮล ซิ ซุนนะฮ?
เปนไฉนเสยี เลา สาํ หรับคําสดดุ ีของทานซะยูฏียท ีม่ ีตอหนงั สอื น้ที ว่ี า :
“ไมเคยมตี ําราใดถูกตอ งเทาบคุ อรี และไมมมี สุ นัดใดลกึ ซงึ้ เทา มุสนดั อะหม ดั ”?
แลว ทาํ ไมพวกเขาจงึ ละทง้ิ มนั ไปไวเ สยี ขางหลัง และทาํ ไมพวกเขาจึงเช่อื มันบา งไมเชือ่ มนั
บา งเลา ?
9- การเศาะลาฮ (นมาซ) ที่สุสาน
ทานอิบนตุ ยั มียะฮ กลา วไวใ นหนังสือ “ซยิ าเราะฮ กบุ ูร” วา : ไมเ คยมอี ิมามคนใดในอดีต
กลาวเลยสกั คนวา การนมาซที่สสุ าน และในสถานท่สี าํ คญั ของสุสานเปน การกระทาํ ท่ีชอบ และไม
(๑) ศอฮีย บุคอรี เลม ๒ หนา ๖๑
(๒) ศอฮยี บคุ อรี เลม ๒ หนา ๖๑
(๓) ศอฮยี บุคอรี เลม ๒ หนา ๑๖
เคยมใี ครพดู วา การนมาซและการวิงวอนขอ (ดุอาอ) ณ สถานทีเ่ หลา น้นั จะมีความประเสรฐิ กวา
สถานทอี่ ่นื ๆ หากแตท ุกคนเหน็ พองตอ งกันวา การนมาซในมสั ยิดตางๆ และตามบา นเรือนน่ัน
แหละ ประเสรฐิ กวา ทจ่ี ะกระทาํ ณ สสุ านของบรรดานบี”
นค่ี อื คาํ พูดของทานอบิ นตุ ยั มียะฮ และที่พดู ซ้าํ ๆ ซากๆ กันอยใู นหมูพวกวะฮาบีย ดงั ท่เี รา
จะขอชแ้ี จงวา :
แทจ รงิ หลกั ฐานทแ่ี สดงวา อนญุ าตใหน มาซและวิงวอนขอในทกุ ๆ สถานทนี่ นั่ เองทแ่ี สดง
วา ใหเ หน็ อยา งเดน ชัดวา อนญุ าตใหน มาซและวิงวอนขอ ณ สุสานของทา นนบี (ศ) และสุสานของ
บรรดานบตี า งๆ อกี ท้งั สสุ านของผูมีคณุ ธรรมทั้งหลายไดอีกดว ย และไมตอ งสงสัยเลยวา หลกั ฐาน
ทีร่ ะบวุ า อนุญาตนนั้ มีอยูอยางพรอมมูลทงั้ ในอลั -กุรอานและในแบบฉบับ (ซุนนะฮ) สว นคํากลาว
ตางๆ น้นั มีเพียงแตในเรอื่ งความเนน หนักของเราท่ีกระทาํ อยา งนั้น ณ สุสานของพวกเขา ดังน้นั เรา
จะขอกลา ว ในประเดน็ นี้กันตอไปคือ :
แทจ รงิ การทาํ นมาซ ณ สสุ านเหลา น้ัน ก็เพียงเพ่อื แสวงหาความจาํ เรญิ ตอผูท่ถี ูกฝงอยูใน
นน้ั และสถานท่แี หง น้ี มีความสูงสง กับพวกเขาและมีความจําเริญตอ ผูท ถี่ ูกฝง อยใู นนั้นและสถานที่
แหง น้ี มคี วามสูงสงกบั พวกเขาและมีความจําเริญอยา งแทจ ริง ในความเปน จริงแลว การนมาซ มิได
มีข้ึนเพื่อใครนอกจากเพ่อื อลั ลอฮ ผูทรงสูงสุดเทานนั้ มิไดมีขึน้ เพ่ือสุสานและมไิ ดม ีขึน้ เพ่ือคนใน
สุสาน เชนเดียวกบั ที่วา การนมาซในมสั ยิดก็มขี ้ึนเพ่อื อัลลอฮเชน กนั เพยี งแตวา ความดเี ดนจะเกิด
ขนึ้ กับการกระทําทีน่ ก่ี เ็ น่อื งจากเกยี รตขิ องสถานท่ีนั่นเอง มไิ ดหมายความวา มันเปน การเคารพภักดี
มสั ยดิ ดังนัน้ บรรดามุสลิมจงึ นมาซ ณ สุสานตา งๆ เพอ่ื แสวงหาความจําเริญตอ ผทู ีถ่ ูกฝงอยใู นนั้น
เพือ่ มีสวนไดรับความเปน ศริ ิมงคลของผูเ ปนเจาของสุสาน ซ่ึงอัลลอฮทรงบันดาลใหพวกเขาเปนผูมี
ความเปนศริ มิ งคล กเ็ ปน เชนเดยี วกบั การท่ีพวกเขานมาซ ณ อลั -มะกอม (สถานที่ยืน) ซึง่ เปน “หนิ ”
ทมี่ ีเกยี รตอิ ันสูงสงเพราะเจา ทง้ั สองของนบอี บิ รอฮีม อลั -คอลลี ไดเ คยสัมผสั น่ันเอง อัลลอฮ ทรงมี
โองการวา :
“และสเู จา จงถอื เอาสว นหนง่ึ ของบรเิ วณทีย่ ืนเหยียบของอิบรอฮมี เปนท่ีนมาซเถิด”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- 125)
กลาวคอื การใหถอื เอาบรเิ วณอลั -มะกอม (ทย่ี ืน) อันมเี กียรติยง่ิ เปนท่ีนมาซน้ันกม็ ิไดเปน
เพราะสาเหตุอื่นใด นอกจากเปน การแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบัรรุก) ในฐานะทที่ า นนบอี ิบรอฮมี
(ความสันติสุขพึงมแี ดทาน) เคยยืนบนมันและพวกเขาวิงวอนขอตอ อลั ลอฮ ณ สสุ านตา งๆ กเ็ พราะ
ความมีเกยี รติของผูที่ถกู ฝง อยใู นสุสานน้ัน กลา วคือการวิงวอนขอของพวกเขา ณ ที่น่ันมขี ้ึนกเ็ พราะ
สว นหลักฐานท่มี ีนํ้าหนกั กค็ ือ สําหรับการแสวงหาความจาํ เริญตอ ผูถูกฝง อยูเ ปนตน วา นบี
หรอื วะลียผ มู เี กียรติของอัลลอฮนัน้ กเ็ หมอื นกบั การแสวงหาความจาํ เรญิ ตอ สถานทย่ี ืนของนบีอิ
บรอฮมี
ดงั น้ัน สถานทซ่ี ึ่งไดร บั ความจําเริญโดยที่มันไดเกบ็ เอาเรอื นรา งของทานนบีผบู รสิ ุทธิ์
เอาไวน้นั ยอมมีความเปน ศริ ิมงคลย่ิง สมควรยิง่ สาํ หรับการทีจ่ ะถือวา การนมาซและการเคารพภกั ดี
อัลลอฮในน้นั เปน การกระทําที่ชอบ ท่ีควรมิใชหรอื ?
เร่อื งนี่นาแปลกอยางหน่ึงกค็ ือวา ทา นอบิ นกุ อ็ ยยมิ ไดกลา วในสิง่ ท่ีขดั แยง กับความเชอื่ ถือ
ของตัวเอง และความเชอ่ื ถอื ของทา นอิบนตุ ัยมยี ะฮไ วใ นหนงั สือ “ซาดลุ มิอาด” วา :
“ผลสนองแตความอดทนยิ่งของนางฮาญรั และบตุ รชายของนางทถ่ี ูกทอดท้งิ ใหอยโู ดดเดย่ี ว
วา เหว และการยนิ ยอมใหเชือดบุตรชาย จนทําใหส ิง่ ตางๆ ท่ีเปน รอ งรอยของคนทงั้ สอง และท่ี
เหยียบของเทาคนท้ังสอง ไดเปนเครอื่ งหมายแหงการเคารพภกั ดีของมวลผศู รัทธา และเปน สถานที่
เคารพภกั ดขี องพวกเขาจนไปถงึ วันฟนคืนชีพ และนีค่ อื กฎของพระองค ผทู รงสงู สุด ทีม่ ีตอ ผูท่ี
พระองคท รงตองการยกยอ งเขาจากมวลมนษุ ยท พ่ี ระองคทรงสรา งมา” (๑)
ดงั น้ันในเมื่อรองรอยของทา นนบอี ิสมาอลี และทานหญิงฮาญรั อนั เกดิ ข้ึนเพราะทุกขภยั บาง
ประการ ยังมสี ิทธถิ ึงขนาดไดรบั การยกยองใหเ ปนเครื่องหมายและพธิ ีการเคารพภกั ดีไดแ ลว
รองรอยของศาสนทูตผูมีความประเสริฐที่สดุ ผูซ่ึงกลา ววา : “ทกุ ขภยั ของนบใี ดๆ ก็ตาม ยงั ไม
เทยี บเทา ทุกขภยั ทีฉ่ ันไดรบั เลย” นั้นเลา มนั ไมเ หมาะสมทีอ่ ัลลอฮจะทรงใหการยอมรับ และไม
เหมาะสมทจ่ี ะใหม กี ารเคารพภักดตี ออัลลอฮ ณ ทีน่ ั่น อีกทัง้ การแสวงหาความจาํ เริญตอ สถานท่ีน่ัน
จะเปนการตงั้ ภาคี และเปนการปฏิเสธเอาเขา ไปอีกดวยกระนั้นหรือ???
เปนอยางไรกันแน ในเม่ือทานหญิง อาอซิ ะฮเ องกเ็ คยพํานักอยูใ นหองทท่ี า นนบถี ูกฝง และ
ทา นหญงิ กย็ ังคงพาํ นักอยูใ นน้นั หลังจากท่ีทา นนบีและสาวกของทานถูกฝงเร่อื ยมา ทา นหญิงได
นมาซในสถานทแ่ี หง น้ัน จะเปน ไปไดไหมทวี่ า การกระทําของนางอยา งน้ี คอื การเคารพภักดตี อผูที่
อยใู นสุสาน ขอทานลองใชดลุ ยพินิจตรึกตรองดทู ีเถิด?
๑๐- การสาบานตอ ส่ิงอ่ืนนอกจากอลั ลอฮและการเอย อา งถึงสง่ิ ถูกสรางหรือเอย อางถึงสิทธขิ องผู
นนั้
แนนอนทส่ี ดุ พวกวะฮาบียไ ดห า มมิใหส าบานตอสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮและถอื วา การทาํ
เชนนั้น คอื การตงั้ ภาคีโดยแทเลยทีเดยี ว และพวกเขาถอื อยา งเดียวกนั นอ้ี ีกเชนกันกับการเอยอาง
ตา งๆ ตออัลลอฮโดยอาศัยผูถูกสรางหรอื สิทธิของผูน ้ันท่ีมีตอ พระองค
เราจะขอเสนอคาํ อธิบายสองปญ หานแี้ กทาน ดงั น้ี :
1- การสาบานตอส่ิงอื่นนอกจากอัลลอฮ ผทู รงมหาบริสทุ ธ์ิย่ิง
กอ นท่เี ราจะเสนอหลกั ฐานทีแ่ สดงวา มกี ารอนญุ าตสําหรับเรอ่ื งนี้ จาํ เปน อยางยง่ิ ทเ่ี รา
จะตอ งเสนอปญหานี้ พิสูจนกบั คัมภีรข องอัลลอฮ เพอ่ื เราจะไดเ ห็นวาอลั ลอฮทรงสาบานตอส่ิงถูก
สรางบา งหรือไม?
(๑) ซาดลุ มีอาด ฟ ฮัดยุ ค็อยรลุ อิบาด พิมพโดยสํานกั พมิ พ อลั บาบี ฮะละบยี ประเทศอยี ปิ ต
การพิจารณาทบทวนโองการตางๆ ของอัล-กุรอานอันทรงเกยี รติไดท ําใหเ ราทราบวา
อัลลอฮทรงสาบานตอ สิ่งถกู สรา งของพระองค ไวในที่ตา งๆ เกอื บสสี่ ิบแหง โดยถอื วา มันเปนสิง่ ที่
ถกู สาบานดว ย
กลา วคือ พระองคทรงสาบานกับมะลาอิกะฮ (ซูเราะฮ อศั ศอฟาต, อัล-มุรซะลาต อันนาซิ
อาต และอซั ซาริยาต)
และทรงสาบานตอ นบี ดังโองการทีว่ า :
“ขอสาบานโดยอายุของเจา วา แทจริงพวกเขาเหลา น้นั ตกอยูในความมวั เมาพวกเขาหลงงม
งายโดยแทจรงิ ”
(ซูเราะฮ อลั -ฮจิ ร-๗๒)
ทรงสาบานไวใน (ซูเราะฮ อลั บุรจู ญ-๓) และ (อลั -บะลดั -๑)
ทรงสาบานกับอลั -กรุ อาน (ยา ซนี ๑-๓) และ (อัดดุคอน-๑-๓) และ (คอฟ-๑-๓) และ (อซั ซุ
ครฟุ -๔๑) และ (ศอด-๑)
ทรงสาบานดว ยชวี ติ ของผทู ีเ่ ปน มนษุ ย (อัชชัมส ๗-๑๐) และ (อัล-กิยามะฮ- ๒)
ทรงสาบานดว ยอกั ษณ “นูน” และปากกา (อัล-เกาะลมั -๑)
ทรงสาบานดวยคัมภรี (อัฎฎร ๒-๓)
ทรงสาบานดว ยมา ศึกและมวลมาท่หี อบอยา งแรง (อลั -อาดิยาด-๒)
ทรงสาบานดวยผูใ หก าํ เนิดและสิง่ ท่ีไดกําเนิดมา (อลั -บะลดั -๓)
ทรงสาบานดว ยดวงอาทิตยและแสงของมนั (อชั ชัมส-๑)
ทรงสาบานดวยชนั้ ฟา ท้ังหลาย (อัซซารยิ าต-๗ อัฎฎอริก-๑๑)
ทรงสาบานดวยยามเชา (อลั มดุ ษั ษิร-๓๔๗ อัตตักวรี -๑๘ อัล-ฟจ ญร-๑)
ตอจากนน้ั พระองคก็ยงั ทรงสาบานดวยยามกลางวนั , แสงอรุณ, การตกของดวงอาทิตย, กลางคนื ,
คนื ท้งั สบิ , ดวงดาวและแผนดนิ , ดวงเดือนและลม, เมฆ, ทะเล, เรอื , ตน มะเด่อื , ตนมะกอก, เวลา,
สภาพคู, สภาพคี่, และความมีอยูของสรรพสง่ิ ทัง้ มวล ทํานองเดียวกนั การยอ นกลับไปพิจารณา
โองการตางๆ ของอลั -กุรอานในซเู ราะฮตา งๆ ที่เรายงั มิไดกลา วถงึ ก็จะใหค วามชัดเจนไดอ ยาง
ละเอยี ด หลงั จากทไ่ี ดพิสจู นกบั บทเรยี นบางสวนไปแลว
มนั เปน ไปไดหรอื ที่วา การสาบานตอ สง่ิ อ่ืนนอกเหนือจากพระองค เปนการตั้งภาคี และ
เปน เรือ่ งท่ีนา เกลียดชงั ในเมื่อเรื่องน้ีไดถูกเสนอโดยอัลลอฮ ผูท รงมหาบริสทุ ธ์ิ?
มันเปน ไปไดอยา งไรกนั หรอื ท่วี า การสาบานเชนน้มี อี ยูใ นคมั ภีนรอ ันทรงเกียรติหลายคร้งั
เหลือเกิน ในขณะท่ีวา มันเปนส่งิ ทตี่ องหามสาํ หรับผูอนื่ นอกจากอัลลอฮเทา น้นั ทจ่ี ะทรงกลาวในส่งิ
ทต่ี องหา มและสิง่ ท่ีเปน อันตรายอยางน้ไี วในคัมภรี อ นั ไพโรจนของพระองคได?
ถูกตองไหม ที่เราจะกลา ววา : การสาบานตอ สงิ่ ถกู สรา งนัน้ ถาหากเปน การกระทาํ จากผถู กู
สรา งเอง กจ็ ะเปนการต้ังภาคี แตถา มาจากการกระทาํ ของอลั ลอฮ ในฐานะทรงเปนผูส ราง ผูบริสุทธิ์
แลว ก็จะไมเปน การตง้ั ภาคี ขออยา ไดพูดและกลา วใหเหลวไหล และไขวเ ขวไปเลย เพราะการ
กระทําใดๆ ทมี่ ีเน้ือหาสาระอยางเดยี วนัน้ จะไมส ะทอ นภาพออกมาเปนสองสภาวะได และจะไมให
ความหมายออกเปนสองลักษณะทข่ี ัดแยง กนั ไดห รอก
สรุปไดว า ถา อัล-กุรอานเปนแมแ บบและเปน บทเรียน และทกุ สิ่งทุกอยา งท่มี อี ยูในอัลกุ
รอานไมว า จะเปนคาํ สอนหรือการกระทาํ ใดๆ ลว นเปน ธรรมนูญสาํ หรบั มสุ ลิมทงั้ มวลแลว มันจะ
เปน ไปไดอยา งไรทีว่ า การสาบานตา งๆ เหลานม้ี าจากอลั ลอฮ ผทู รงมหาบริสทุ ธิไ์ ด และเปน ท่ี
อนุญาตสาํ หรับพระองคแตไมอ นุญาตสําหรบั ผูอ ่ืน? สวนหนึง่ มันอยูในความหมายของหลักเอกภาพ
แตสว นหน่ึงมันเปนการตงั้ ภาคี ท้งั ๆ ท่เี น้อื หาและสาระอนั แทจรงิ ของการกระทาํ ก็เปน อยางเดียวกัน
นี่คอื สวนวิเคราะหท่เี ก่ยี วกับคมั ภีรของอัลลอฮ ผทู รงสูงสุด
สาํ หรับสว นวิเคราะหท เ่ี กี่ยวกับหลักซุนนะฮ อันบรสิ ุทธ์ินั้น แนนอนทานมสุ ลมิ ไดร ายงาน
ไวใน ศอฮีฮของทา นวา : มีชายคนหน่งึ มาหาทา นนบแี ลวกลา ววา ยารอซุลลัลอฮ ทานบริจาคอันใด
ทม่ี ีรางวัลย่งิ ใหญที่สุด? ทานไดต อบวา “ขอสาบานตอบิดาของเจา วา แนน อนท่ีสดุ เจา ไดรับคําสั่ง
สอนแลววา ใหบรจิ าค แตเ จา เปน คนตระหนี่อยางชัดแจง โดยเจากลัวความยากจน” (๑)
แนน อน ทานศาสนทตู แหงอลั ลอฮ (ศ) ไดสาบานตอบดิ าของผถู ามโดยกลาววา “วะอาบี
กะ”
มรี ายงานอกี เชน กันวา ชายคนหน่ึงมาหาทา นศาสนทูตแหง อลั ลอฮ ซ่งึ มาจากชาวนะญดั เขา
ไดถามเกยี่ วกบั อสิ ลาม แลว ทา นศาสนทตู แหง อัลลอฮ (ศ) ไดกลา ววา : มนี มาซหา อยางในวันหนงึ่
กบั คืนหน่ึง เขากลาววา มีอะไรเหนอื ตัวขา พเจาอกี ? ทา นตอบวา ไมมีนอกจากทานจะสมัครใจ และ
มกี ารถือศลี อดในเดือนรอมฎอน เขากลาววา ยงั มีอะไรเหนอื ตัวขา พเจา อกี ? ทา นตอบวา ไมมี
นอกจากทา นจะสมัครใจ และทา นศาสนทุตไดกลา วแกเ ขาวา บรจิ าค ซะกาต เขากลา ววา แลว มี
อะไรเหนือตวั ขา พเจา อีก ทา นตอบวา ไมมี นอกจากทานจะสมัครใจ แลว ชายคนน้ันกผ็ ินหลังกลบั
พลางกลา ววา ขอสาบานตอ อัลลอฮ วา ฉันจะไมท าํ อะไรเพิม่ เตมิ และมิใหบกพรองแกสิ่งน้ี ทานศา
สนทูตแหงอลั ลอฮ (ศ) กลา ววา : จาํ เริญเถิด ขอสาบานตอบดิ าของเขา ถา เขาทาํ จรงิ กจ็ ะไดเ ขา
สวรรคขอสาบานตอ บิดาของเขา ถา เขาทาํ จรงิ ” (๑)
ในฮาดษี อีกบทหนง่ึ ท่ีบันทึกในมุสนดั ของทานอิมาม อะหุมัด บิน หนั บัลวา ทา นนบี (ศ)
กลา ววา “ขอสาบานตอ อายุของฉัน แนนอนถา หากทานกลา วคาํ พดู ทด่ี ี และหามปรามจากความชว่ั
รา ย ก็ยอมดีกวาการทท่ี า นนิ่งเงียบ” (๒)
(๑) ศอฮฮี มสุ ลิม เลม ๓ หนา ๙๔
(๑) ศอฮีฮม สุ ลมิ เลม ๑ หนา ๓๑-๓๒ หมวดวา ดว ย อิสลามคอื อะไร และอธบิ ายในสว นหนึ่ง
(๒) มุสนัด อะหม ดั บิน ฮันบัล เลม ๕ หนา ๒๒๕ และเลม ๕ หนา ๒๑๒, สุนัน อิบนุมาญะฮ เลม
๔ หนา ๙๙๕ และเลม ๑ หนา ๒๒๕
มคี าํ วนิ ิจฉัยของบรรดาอิมามในสี่มซั ฮับบางทา น อนุญาตในเรื่องน้ีไวดวย ดังทปี่ รากฏใน
หนงั สือ “อัลฟกฮุ อะลลั มะซาฮิบุล อรั บะอะฮ” ดงั ตอไปน้ี
สํานักหะนาฟยกลา ววา : การสาบาน ตามทํานองทว่ี า ขอสาบานตอ บิดาของทาน และขอ
สาบานตอ อายขุ องทา น และอน่ื ๆ ในทํานองน้ี นับเปนเร่ืองอนญุ าต แตอ ยูในประเภทนา รังเกียจ
สํานักชาฟอียกลา ววา : การสาบานตอส่งิ อน่ื นอกจากอลั ลอฮ เปน ส่งิ ทีน่ ารังเกยี จ ถาหากไม
ตรงกับส่งิ ใดๆ ท่ถี กู ระบอุ ยูในคัมภีรอ ันสูงสุด (หมายถึงการเกี่ยวพนั กับอลั ลอฮ)
สาํ นักมาลิกยี ไดกลา ววา : การสาบานตอ ผูมเี กียรตสิ ูงสง เชน ตอนบีและตออลั -กะอบ ะฮ
และอน่ื ๆ ในทํานองสองส่ิงน้ี มกี ฎเกณฑประการหนึ่งโดยคําพูดสองสถาน คือมที ้งั ท่ีพูดวา ตองหา ม
และพึงรงั เกียจ แตทร่ี ับรกู ันอยูสวนมากคือ ตองหา ม
สาํ นกั อันบะลีย กลาววา : การสาบานตอสิง่ อื่นนอกจากอลั ลอฮ และคณุ ลกั ษณะของ
พระองค แมจ ะสาบานตอ บนีหรือตอ วะลียน ้ัน เปนทีต่ องหาม”
โดยอาศยั ขอสังเกตทุกๆ ประการ ไมว า ในสว นที่อนญุ าตใหส าบานตอส่งิ อืน่ นอกจาก
อัลลอฮผูท รงมหาบรสิ ุทธิห์ รือไมกต็ าม มนั ยังมิไดหมายถงึ การตึ้งภาคี และผทู ส่ี าบานก็ยังมใิ ชผ ูต ง้ั
ภาคี เพราะวา การสาบานกบั สงิ่ หน่งึ ๆ นั้น ยงั มิไดแ สดงวา ผูสาบานเชอ่ื ถอื ในสภาพความเปนพระ
เจา และความเปนผูอภิบาลของสง่ิ นั้นๆ อาจจาํ กดั ความใหถงึ ที่สุดไดก็เพยี งแตวา เขาเทิดเกีย่ รตแิ ละ
ยกยอ งสิ่งดงั กลาวเทา นน้ั การใหค าํ วนิ ิจฉัยความ (ฟตวา) ทีแ่ ตกตา งกนั นั้น แสดงใหเ ห็นวาในนั้น
เปน ปญหาทีม่ ีความเหน็ ขดั แยงกันอยู แลวบรรดามสุ ลมิ จะสามารถโมเมเอาวา เปนการตัง้ ภาคีกบั
เร่อื งทคี่ ําวินจิ ฉัยความยังขัดแยง ซ่ึงกันและกนั อยูไดกระนนั้ หรือ?
ใชแลว ไมม ีใครจะผูกมัดการสาบานตอ ส่ิงอืน่ นอกจากอัลลอฮ ผูทรงมหาบรสิ ุทธ์ดิ อก และ
การตัดสนิ พิพากษาใดๆ จะดาํ เนนิ ไปมิไดนอกจากตองมกี ารสาบานตอพระองค ผทู รงมหาบรสิ ุทธ์ิ
แตน่กี ม็ ไิ ดหมายความวา การสาบานตอสง่ิ อนื่ นอกจากพระองค ผทู รงมหาบริสุทธิ์ ผูทรงสูงสดุ เปน
หลักฐานทแี่ สดงวา ต้ังภาคีหรอื เปน สง่ิ ท่ตี องหา ม
๒- การเอย อางถึงสงิ่ ถูกสรา งและสทิ ธิของส่ิงถกู สราง
แนน อนที่สดุ พวกวะฮาบียไดหา มการเอย อางถงึ สิ่งถกู สรางใดๆ กต็ ามกับอลั ลอฮ เชนการท่ี
ผขู อคนหน่ึงจะกลาววา : ขาขอเอย อางตอ พระองค โดยนามของ...หรือโดยสทิ ธขิ อง...หรอื กลาววา
ขอวงิ วอนขอตอพระองคโดยนามของ... หรือโดยสิทธขิ อง...ซง่ึ เปนลักษณะการขออยา งหนง่ึ ในการ
ตะวัซซลุ (แสวงหาส่ือ)
เพราะฉะนน้ั ขอใหท า นมารว มกันวเิ คราะหกบั ขาพเจาเกย่ี วกับขอหามอันนี้วา มนั
สอดคลองกบั แนวทางภาคปฏบิ ตั ขิ องบรรดามสุ ลมิ หรอื ไม
กอ นอื่น เราขอกลา ววา : การเอย อางถึงสิง่ อื่นนอกจากผูสรา งน้นั มิไดหมายถึงการตง้ั ภาคี
และผูส าบานกม็ ไิ ดเปนผตู ้ังภาคี ในเม่อื เราไดเ ขา ใจไปตามท่ีเราไดว ิเคราะหอ อกมา โดยอาศัย
มาตรการอันเปน เคร่อื งวดั วา อะไรคอื การตงั้ ภาคหี รอื หลกั เอกภาพ ประเด็นทจ่ี ะกลาวถงึ มนั จึงมีอยู
แตเพยี งประเดน็ ที่วา อนญุ าตและไมอนญุ าตใหก ระทาํ เทา นน้ั ดงั ที่เราจะกลาวตอไปน้ี
ไดต อ งสงสยั เลยวา อลั ลอฮ ผูทรงมหาบริสุทธ์ิ ไดยกยองบุคคลกลุมหน่ึงไววา :
“เปนพวกท่ีอดทน และสัจจริง และมีสมาธมิ ่ัน และเสียสละ และเปนพวกท่ขี อการนริ โทษ
ในยามดึกดื่น”
(อาลิ อิมรอน-๑๗)
กลาวคอื ถา หากวาชายคนหน่ึงไดกลาวในคาํ วงิ วอนขอของเขาและในการครํ่าครวญของ
เขาวา “โออ ัลลอฮ ขา ขอตอ พระองค โดยอา งถงึ สิทธิของผูท ่ีขอการนริ โทษในยามดกึ ดื่น เพ่ือให
พระองคน ริ โทษกรรมใหแกขา ซ่ึงความบาปของขา “จะหมายความวา เขาประพฤตใิ นส่ิงทีเ่ ปนการ
ต้ังภาคีกระนน้ั หรอื แลว งานอันนที้ เ่ี ขากระทาํ ลงไปเปนการตงั้ ภาคีอยางไร ในเมอ่ื ทา นไดเ ขาใจผาน
มาแลววา เนือ้ หาทแี่ ทจ ริงสาํ หรบั การตัง้ ภาคใี นแงข องการเคารพภกั ดนี น้ั มนั เพยี งแตอยูในกรณีทถ่ี า
หากวา ผวู งิ วอนขอเชอ่ื ถอื ในสภาพความเปน พระเจา และสภาพความเปน ผูอภิบาลของผูทไ่ี ดรับการ
วงิ วอนขอ แลวตามที่ไดส ังเกตกบั ลักษณะที่เราหยบิ ยกมาน้ัน มนั แสดงใหเ ห็นวา ผูพูดเช่ือม่ันในตวั
บคุ คลท่ีเขาเอย อา งถึงกับอัลลอฮ ในลักษณะทีม่ ไิ ดถ ือวา คุณลกั ษณะของอัลลอฮ มีอยทู บ่ี คุ คล
เหลานัน้ แตป ระการใด ในขณะทเี่ ขากลาววา “ผทู ขี่ อนริ โทษกรรมในยามดึกด่ืน”?
เร่ืองของการต้ังภาคี และเรือ่ งของหลักเอกภาพ มิไดดาํ เนินไปตามทศั นะของเราเอง
กลา วคอื มิใชเปนสิ่งทีถ่ ูกละทิง้ มาไวกบั เรา เพ่อื เราจะไดต ดั สินวา งานใดเปน การตง้ั ภาคี และงานใด
เปน หลักเอกภาพ คนนเี้ ปนผูตง้ั ภาคี และคนน้ันเปนผยู ึดหลักเอกภาพ เพราะวา โดยแนนอน อลั -กุ
รอานไดสอนใหรถู งึ มาตรการในการตดั สินตามความเปน จรงิ สําหรับการต้งั ภาคีและหลกั เอกภาพ
เอาไวแ ลว ในหลายๆ โองการ กลา วคอื ผตู ั้งภาคนี ้นั ไดแ ก ผูท่ีอัลลอฮกลา วถงึ คณุ ลกั ษณะของเขาไว
ดงั นี้ :
“และในเม่ือมกี ารรําลกึ ถงึ อัลลอฮองคเดียว จิตใจผพู วกท่ีไมศ รทั ธาตอ วันปรโลกก็จะหนาย
แหนง และเมอื่ บรรดาส่งิ อน่ื นอกเหนือจากพระองคไดถ ูกราํ ลึกถึงแลว พลันพวกเขากแ็ สดงความปต ิ
ยินดี”
(อซั ซุมรั -๔๕)
บรรดาผูตั้งภาคีน้ัน ไดแกผูที่อัล-กุรอาน อนั ทรงเกียรติไดกลา วถึงคณุ ลักษณะไวอ กี วา :
“แทจรงิ พวกเขาเหลา นนั้ ถา ในเมอื่ มีการกลา วแกพ วกเขาวา ไมมีพระเจาใดๆ นอก
จากอลั ลอฮแลว พวกเขาจะแสดงความโอหังบงั อาจ และพวกเขากลา ววา จะใหเ ราละท้ิงพระเจา
ตางๆ ของเราเพียงเพ่อื นักกวีทบี่ าบอกระน้นั หรือ” (๑)
(๑) อัศศอฟฟาต-๓๕-๓๖
ดังนั้น จะเปนการถูกตอ งแกเราหรอื ไม ที่เราถอื เอาบคุ คลทป่ี ระเสริฐในหมมู นษุ ยท ี่อลั ลอฮ
ทรงสรางมาเปน ผูไดรับการเอยอา งถึง ในฐานะทพี่ วกเขาเหลานน้ั เปน พวกทอี่ ัลลอฮทรงกลา วถงึ
คณุ ลักษณะของพวกเขาไวใ นหลายๆ โองการทผ่ี า นมา
กลา วคือเม่ือเปน ทกี่ ระจา งชดั วา การเอย อางถึงใครสกั คนหนึ่งตอ อัลลอฮมไิ ดหมายถึงการ
ตง้ั ภาคี ตามหลกั เกณฑท ี่เปน มาตรการจากอลั -กุรอานแลว เรากจ็ ะไดเสนอประเด็นที่เกีย่ วกับ ฮาดีษ
อนั มีเกียรติอีกตอไป
โดยแนน อนที่สดุ มรี ายงานจากทา นนบวี า ทานไดสอนคนตาบอดคนหนงึ่ ให : กลาววา :
“โออ ัลลอฮ แทจริงขา วงิ วอนขอตอ พระองคและนอมใบหนา สพู ระองค โดยอา งถงึ นบีของ
พระองคค ือมุฮัมมดั นบีแหงความเมตตา” (๑)
ทาํ นองเดียวกันกบั รายงานของอะบู ซะอีด อัล-คุดรีย จากทานนบี ทที่ านไดกลาววา :
“โออัลลอฮ แทจริงฉันวงิ วอนขอตอ พระองค โดยอา งถงึ สิทธขิ องผูขอทงั้ หลายที่มตี อ
พระองคและฉนั วงิ วอนขอตอพระองคโ ดยอางถงึ สทิ ธิผทู ีเ่ ดนิ กบั ฉนั อยูน้ี” (๒)
เรายังจะตอ งรูอ กี อยา งหน่งึ ดวยวา พวกเขาเหลานน้ั ปฏิเสธในเรอ่ื งน้ีวาไมมีใครเลยแมแ ต
คนเดียวทจี่ ะมสี ิทธอิ ยูที่อัลลอฮ กลาวคอื พวกเขากลา ววา ประเด็นท่วี าดว ยสิทธิของผูถกู สรางนั้น ไม
เปน ทยี่ อมรับได เน่ืองจากผูถ ูกสรางจะตองไมม สี ทิ ธใิ ดๆ ณ ผสู ราง
คาํ ตอบก็คอื วา นีค่ ือคาํ พดู ที่ถกู ตอ ง ถาหากพระผสู รา งมไิ ดก าํ หนดวา สิ่งอืน่ กม็ ีสทิ ธิอยู ณ
พระองคเอง แนน อนทสี่ ุด พระองคก ําหนดไวอ ยางนี้ ดงั โองการทีว่ า :
“และเปน สิทธิหนา ท่เี หนอื เราในการเปน ผชู ว ยเหลือผูศรัทธา”
(อัรรูม-๔๗)
ทรงกลา วอกี วา :
“เปนสญั ญาสัจจะสาํ หรบั พระองค (สาํ หรบั คําส่งั ) ในคมั ภรี เ ตารอตและอินญีล...”
(อตั -เตาบะฮ- ๑๑๑)
ทรงกลา วอีกวา :
“อันทจ่ี รงิ แลว การใหอภัยนน้ั เปนเพยี งหนาทข่ี องอลั ลอฮทจ่ี ะตอ งมแี กบรรดาผูกระทํา
ความชั่วลงไปโดยรูเทาไมถึงการณ”
(อันนซิ าอ-๑๗)
ขอ ความทีป่ รากฎในฮาดษี ตา งๆ มีดงั นี้ :
1- “สิทธหิ นา ทส่ี าํ หรับอลั ลอฮประการหนึ่งน้ัน คอื การชว ยเหลือผูท่ีแตงงานใหไ ดร ับการ
อภยั โทษจากส่งิ ทอ่ี ลั ลอฮทรงหา มไว” (๑)
(๑) สุนัน อิบนุมาญะฮ เลม ๑ หนา ๔๔๑, มุสนัดอะหม ัด เลม ๔ หนา ๑๓๘ และอื่นๆ
(๒) สุนนั อบิ นุมาญะฮ เลม ๑ หนา ๒๖๒, ๒๖๑ มุสนัดอะหมัด เลม ๓ ฮาดีษที่ ๒๑
(๑) อลั -ญามอิ อัศศอฆรี ของทา นซะยูฎยี เลม ๒ หนา ๓๓
๒- เจา ยงั ไมรดู อกหรือวา อะไรบา งทเ่ี ปน สทิ ธขิ องบาว ทมี่ ีตออลั ลอฮ... (๒)
๓- ทานศาสนทตู ไดกลา ววา : มอี ยสู ามประการ ซ่งึ เปน หนาท่สี าํ หรบั อลั ลอฮ ในอันที่
จะตอ งสนับสนุนพวกเขาที่สูรบในวถิ ีทางของอลั ลอฮ...(๓)
ดังน้ันจึงเปน ที่เขา ใจอยางชัดแจง จากคาํ อธบิ ายบทนี้ วา การสาบานตอสิ่งอืน่ นอกจาก
พระองคผ ทู รงมหาบรสิ ทุ ธแ์ิ ละการเอย อางถงึ สิ่งถูกสราง มิไดเ ปนเรอ่ื งทถี่ งึ ขั้นของการตง้ั ภาคีแต
อยา งใดเลย ยงิ่ ไปกวา นนั้ มันก็ยงั มิไดออกพน ไปจากกรอบของการใหเกยี รตแิ ละยกยองเกียรติคุณ
และการใหเกียรติ การยกยองทุกอยา งโดยเฉพาะอยา งย่ิงการใหเกยี รตยิ กยองผูทอี่ ัลลอฮทรงให
เกยี รติ มิไดเ ปนการตงั้ ภาคแี ตอ ยา งใดเลย
รายงานฮาดีษเปน จาํ นวนมากนอกเหนือจากน้ี เปนหลักฐานทีแ่ สดงวา อนุญาตใหก ระทาํ
อยางนี้ได และอนโุ ลมใหกระทาํ ได เพราะฉะนัน้ หลังจากสัจธรรมแลว ยังจะมอี ะไรอกี นอกจาก
ความหลงผดิ
ในท่ีสุดน้ี เราหวงั เปนอยา งยง่ิ วา สาระตา งๆ นีม้ ีในหนงั สือ อนั เกย่ี วกับมาตรการตัดสิน
เรือ่ งหลกั เอกภาพกบั การตง้ั ภาคี ตามหลักฐานในอัล-กรุ อาน อันทรงเกียรตเิ ลม น้ี อัลลอฮจะทรงให
เปน คณุ ประโยชนแกม วลมุสลมิ ท้ังหลาย และเปน กา วหนึ่งท่ีเดินอยบู นเสนทางแหง ความเปน
เอกภาพของพวกเขาเหลา นัน้ และเปนการสมานฉันทระหวา งกลมุ ตางๆ ในหมพู วกเขา
“เราขอวงิ วอนตอพระองค แทจ รงิ มวลการสรรเสริญเปนของอัลลอฮ ผูทรงอภบิ าลแหง
สากลโลก”
(๒) สุนัน อบิ นุมาญะฮ เลม ๒ หนา ๘๔๑
(๓) อันนิฮายะตุ ของอบิ นุ อัล-อะษีร หมวดวาดว ยเรื่อง สทิ ธิหนา ท่ี