The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaiislamlib.com, 2022-05-24 05:44:12

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

ในทสี่ ดุ นี้ เราขอชแี้ จงไปถึงหลักฐานท่ีพวกวะฮาบยี ย ึดถือมาเปนขอหามสาํ หรบั การผูกมดั
ตวั เพื่อเดินทางไป เยย่ี มเยือนสุสาน กลาวคือพวกเขาไดทาํ การยกหลกั ฐานตามฮาดีษทบี่ นั ทึกโดย
ทานบุคอรี จากกระแสรายงานของทา นอะบีฮูรอ็ ยเราะฮ ซ่งึ รับมาจากทานนบี (ศ) วา :

“ทานอยาผกู มัดตัวในการเดินทาง ยกเวน ยงั สามมสั ยิดตอไปน้ีคือมสั ยิด อัล-ฮะรอม มสั ยิด
อนั นะบี และมสั ยดิ อัล-อักศอ”

กลาวคอื แนนอนทีส่ ุด ทานอับดุลลอฮ บิน มฮุ ัมมดั บิน อับดุลวะฮาบ ไดกลา ววา : การ
เยี่ยมเยือนสุสานของทา นนบี (ศ) นน้ั เปนแบบอยางที่ดถี ึงแมท า นจะไดหา มไวว า อยาผกู มดั ตวั กับ
การเดนิ ทางใดๆ นอกจากเพอื่ เยีย่ มมสั ยิดและนมาซในน้ันกต็ าม และถา เขาประสงคพรอมๆ กับการ

เย่ียมอยางนี้ ก็ไมเปนไร” (๑)
ความจริงอยา งหนง่ึ ทม่ี อี ยกู ็คือวา ฮาดีษทพี่ วกวะฮาบยี ยดึ ถอื เปนหลักนี้มิไดมีเหตุผลวา หา ม

การผูกมดั ตวั ในการเดินทาง เพ่อื เย่ยี มเยือนสสุ านและสถานท่ตี า งๆ ท่ีมีเกยี รตสิ ูงสง เลย ท้งั น้ีก็เพราะ
ขอ แมท รี่ ะบุไวอ ยา งเบ็ดเสร็จในฮาดษี มันทาํ ใหข อ แมอ ่ืนๆ ถกู ลบลา งออกไปดวย กลา วคอื ฉนั ใดก็
ตามทีอ่ าจถอื กําหนดขอแมจ ากฮาดษี นว้ี า ทานอยา ผูกมัดเรื่องการเดนิ ทางไปยงั สถานทีใ่ ดๆ เลย”
แลวกอ็ าจาถือกําหนดขอแมจากฮาดีษน้ีไดเหมอื นกันวา “ทา นอยา ผูกมัดการเดินทางไปมัสยิดใดๆ
เลย”

แตว า ความหมายท่ีชัดเจนก็คอื ความหมายทส่ี อง เนอ่ื งจากลกั ษณะของขอแมเ ช่ือมโยงกนั
นน่ั คือขอ แมตรงท่หี มายถึง “มัสยดิ ” อนั เปนตําแหนงของขอแมจ ากฮาดษี เทา นน้ั เอง จะเปน อยางอืน่
ไปไมได

นอกเหนือจากนี้ ก็ยงั มขี อแมเ ฉพาะเร่ือง ทอี่ นญุ าตใหผ กู มัดการเดินทางไดเ ชน การเดินทาง
ไปหาสินคา , การเดินทางเพอ่ื การศึกษา, การเดนิ ทางเพ่อื ตอสใู นสมรภูมิ (ญฮิ าด), การเย่ียมเยอื น
นกั ปราชญ, และผมู ีคณุ ธรรม, การเดนิ ทางเพื่อรกั ษาโรคและพักผอ น, และขอแมสาํ หรบั บรรดา
มุสลมิ ในเทศกาลฮัจญท่ีพวกเขาผูกมัดตวั กบั การเดนิ ทางไปทงุ อะรอฟะฮ, มุซดะลิฟะฮ, และมนิ า
ตลอดจนไปยังสถานที่ตางๆ มากมาย พรอ มกันนี้ จะเปนไปไดอ ยางไรในอันที่จะกลาววา ฮาดษี น้ี
หมายถึง “ทา นอยาผกู มัดการเดินทางไปยังสถานท่ีใดๆ เลยนอกจากสถานท่ที งั้ สามแหง นเี้ ทา น้ัน”

ผลในทสี่ ุดก็คือ เม่อื ไดนําฮาดีษน้มี าพิจารณากนั ตามหลักวิชาของภาษาและรูปประโยค
แบบภาษาอาหรับแลว กไ็ มตองสงสยั เลยวา คาํ ทว่ี า “ทานอยา ผกู มัดการเดนิ ทาง” น้ัน หมายถงึ ไม
ควรจะใหใ ครเดินทางไปมัสยดิ อ่ืนใดที่นอกเหนอื จากมัสยดิ เหลา นี้ คอื มไิ ดหมายความวา อยาใหเขา
เดินทางไปสถานท่ใี ดเลยอยา งเด็ดขาด

น่ีคือใจความของฮาดีษและความหมายของมนั พรอมกันนกี้ อ็ ยา ไดเ ขา ใจและคลุมเครอื กบั
ความหมายของฮาดีษนีว้ า หามมิใหเดินทางไปยังมิสยิดอื่นๆ หากแตเ ปน ฮาดีษที่ใหค วามหมายระบุ

มาในเรอ่ื งของความประเสรฐิ ของมสั ยิดเหลานเ้ี ทานัน้ ในลักษณะท่วี า ไมมมี ัสยิดอื่นใดจะมคี วาม
ประเสริฐจนถึงระดับทตี่ องใหผ ูกมัดตัวเองวา จะตอ งเดินทางเพอื่ นมาซในมสั ยิดนั้นๆ

สว นมสั ยิดอืน่ ๆ นัน้ มันไมมีคุณสมบตั อิ ยางน้ี เพราะวาการมุง ไปยังทกุ ๆ มสั ยิดก็ไดร ับผล
บญุ อยแู ลว กลาวคือมัสยิดตางๆ เชน มัสยดิ กลาง มสั ยดิ ประจาํ เมือง มัสยิดประจําทอ งถ่นิ ตลอดจน
ทุกๆ มัสยดิ ท่ีอยูตามบา นของผูค นกอ็ ยใู นลกั ษณะเดียวนี้ ดงั นั้นจงึ ไมค วรจะใหม กี ารผกู มัดไวกับคน
ในประเทศอืน่ วา ใหเดนิ ทางไปยังมสั ยิดเหลานี้ ตราบเทา ทม่ี ันมคี วามประเสริฐเทา เทยี มกัน ใชแ ลว
ท่วี า ใหมกี ารเตรียมตัวอยางแข็งขนั ในการเดนิ ทางไปสูม ัสยดิ ท้งั สามแหง นีใ้ หเหนือกวา มัสยดิ
ท้ังหลาย และดว ยเหตุนี้เอง จงึ เปนการกระทาํ ทีช่ อบสําหรับผูกมดั การเดนิ ทางเพือ่ ไปยงั มัสยิดทง้ั
สามแหงดงั กลาว

(๑) “อรั รซิ าละฮ อษั ษานี มนิ รั เราะซาอิล เมาซมู ะฮ” ฉบับ “ฮะดียะตุซซนุ นยี ะฮ”
จึงสรุปไดว า ความหมายของฮาดีษกค็ ือ มิใหผ กู มัดตวั เองไวก ับการเดินทางไปมสั ยิดหน่งึ

มสั ยดิ ใดเทา น้นั ซึง่ มใิ ช หา มวา อยาไปสถานทีห่ นงึ่ สถานทใี่ ด
นค่ี ือ ประการทหี่ นึ่ง
ประการท่ีสอง : การหา มมใิ หผกู มัดการเดินทางไวเพ่ือไปยังมัสยิดอ่ืนนอกเหนือจากทั้งสาม

แหง นี้ มใิ ชเ ปนขอหา มท่เี ด็ดขาด หากแตมันคอื การใหคาํ แนะนาํ วา การมงุ หมายทจ่ี ะไปยังมสั ยิด
อื่นๆ นั้นมิไดรับผลบุญทมี่ ากมายแตป ระการใด

หลักฐานในเรื่องนมี้ อี ยวู า ทา นศาสนทูต (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เริญแดทา นและแด
ลกู หลานของทาน) เคยผูกมัดการเดนิ ทางไปยงั มัสยิดอื่นซ่ึงมใิ ชมัสยิดท่ถี ูกระบุอยใู นฮาดีษน้มี าแลว
ดงั ทมี่ ปี รากฎอยใู นศอฮีฮ อัล-บุคอรี ความวา :

ในหมวดวา ดวยการเดินทางยังมัสยดิ กุบาอ โดยพาหนะและเดินเทา จากทา นอิบนอุ ุมัร
กลาววา “ทานนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เริญและความสันติแดท าน) เคยเดินทางมาท่กี ุบาอ
โดยพาหนะและเดินเทา ” (๑)

ในหมวดวาดว ยเรอื่ งการเดนิ ทางมาทีม่ สั ยิดกบุ าอในทกุ ๆ วันเสาร รายงานโดยทา นอบิ นุ
อมุ ัร กลา ววา : ทา นนบี (อัลลอฮทรงประทานความจาํ เริญและความสนั ตแิ ดทาน) มาท่มี ัสยิดกบุ าอ
ทกุ วันเสาร โดยพาหนะและเดนิ เทา และทา นอับดุลลอฮ (บินอุมัร) กท็ าํ อยา งน้นั ดว ย (๒)

ในหมวดวา ดวยมัสยิดกบุ าอ จากทา นอิบนุอมุ ัร ไดก ลาวถึงทา นศาสนทตู แหง อลั ลอฮ วา ได
ไปเยีย่ มมันท้ังโดยพาหนะและเดนิ เทา”(๓)

ดัวกลา วนี้ ทานอมิ าม บุคอรี ไดรายงานไวใ หเราทราบวา ทานนบี เคยผูกมัดการเดนิ ทางไป
ยงั มัสยิดกบุ า ในทกุ ๆ วนั เสาร น่ีคือหลักฐานท่ีแสดงวา อนุญาตใหผกู มัดการเดินทางไปยังมัสยิดอื่น
นอกจากท้สั ามแหงนไ้ี ดม ิใชห รอื

หนงั สือศอฮีฮบคุ อรมี ใิ ชห รือที่วา เปนหนังสือท่สี มบรู ณถูกตองท่สี ุด ของอะฮล ซิ ซุนนะฮ?
เปนไฉนเสยี เลา สาํ หรับคําสดดุ ีของทานซะยูฏียท ีม่ ีตอหนงั สอื น้ที ว่ี า :

“ไมเคยมตี ําราใดถูกตอ งเทาบคุ อรี และไมมมี สุ นัดใดลกึ ซงึ้ เทา มุสนดั อะหม ดั ”?
แลว ทาํ ไมพวกเขาจงึ ละทง้ิ มนั ไปไวเ สยี ขางหลัง และทาํ ไมพวกเขาจึงเช่อื มันบา งไมเชือ่ มนั
บา งเลา ?

9- การเศาะลาฮ (นมาซ) ที่สุสาน
ทานอิบนตุ ยั มียะฮ กลา วไวใ นหนังสือ “ซยิ าเราะฮ กบุ ูร” วา : ไมเ คยมอี ิมามคนใดในอดีต

กลาวเลยสกั คนวา การนมาซที่สสุ าน และในสถานท่สี าํ คญั ของสุสานเปน การกระทาํ ท่ีชอบ และไม
(๑) ศอฮีย บุคอรี เลม ๒ หนา ๖๑
(๒) ศอฮยี  บคุ อรี เลม ๒ หนา ๖๑
(๓) ศอฮยี  บุคอรี เลม ๒ หนา ๑๖

เคยมใี ครพดู วา การนมาซและการวิงวอนขอ (ดุอาอ) ณ สถานทีเ่ หลา น้นั จะมีความประเสรฐิ กวา
สถานทอี่ ่นื ๆ หากแตท ุกคนเหน็ พองตอ งกันวา การนมาซในมสั ยิดตางๆ และตามบา นเรือนน่ัน
แหละ ประเสรฐิ กวา ทจ่ี ะกระทาํ ณ สสุ านของบรรดานบี”

นค่ี อื คาํ พูดของทานอบิ นตุ ยั มียะฮ และที่พดู ซ้าํ ๆ ซากๆ กันอยใู นหมูพวกวะฮาบีย ดงั ท่เี รา
จะขอชแ้ี จงวา :

แทจ รงิ หลกั ฐานทแ่ี สดงวา อนญุ าตใหน มาซและวิงวอนขอในทกุ ๆ สถานทนี่ นั่ เองทแ่ี สดง
วา ใหเ หน็ อยา งเดน ชัดวา อนญุ าตใหน มาซและวิงวอนขอ ณ สุสานของทา นนบี (ศ) และสุสานของ
บรรดานบตี า งๆ อกี ท้งั สสุ านของผูมีคณุ ธรรมทั้งหลายไดอีกดว ย และไมตอ งสงสัยเลยวา หลกั ฐาน
ทีร่ ะบวุ า อนุญาตนนั้ มีอยูอยางพรอมมูลทงั้ ในอลั -กุรอานและในแบบฉบับ (ซุนนะฮ) สว นคํากลาว
ตางๆ น้นั มีเพียงแตในเรอื่ งความเนน หนักของเราท่ีกระทาํ อยา งนั้น ณ สุสานของพวกเขา ดังน้นั เรา
จะขอกลา ว ในประเดน็ นี้กันตอไปคือ :

แทจ รงิ การทาํ นมาซ ณ สสุ านเหลา น้ัน ก็เพียงเพ่อื แสวงหาความจาํ เรญิ ตอผูท่ถี ูกฝงอยูใน
นน้ั และสถานท่แี หง น้ี มีความสูงสง กับพวกเขาและมีความจําเริญตอ ผูท ถี่ ูกฝง อยใู นนั้นและสถานที่
แหง น้ี มคี วามสูงสงกบั พวกเขาและมีความจําเริญอยา งแทจ ริง ในความเปน จริงแลว การนมาซ มิได
มีข้ึนเพื่อใครนอกจากเพ่อื อลั ลอฮ ผูทรงสูงสุดเทานนั้ มิไดมีขึน้ เพ่ือสุสานและมไิ ดม ีขึน้ เพ่ือคนใน
สุสาน เชนเดียวกบั ที่วา การนมาซในมสั ยิดก็มขี ้ึนเพ่อื อัลลอฮเชน กนั เพยี งแตวา ความดเี ดนจะเกิด
ขนึ้ กับการกระทําทีน่ ก่ี เ็ น่อื งจากเกยี รตขิ องสถานท่ีนั่นเอง มไิ ดหมายความวา มันเปน การเคารพภักดี
มสั ยดิ ดังนัน้ บรรดามุสลิมจงึ นมาซ ณ สุสานตา งๆ เพอ่ื แสวงหาความจําเริญตอ ผทู ีถ่ ูกฝงอยใู นนั้น
เพือ่ มีสวนไดรับความเปน ศริ ิมงคลของผูเ ปนเจาของสุสาน ซ่ึงอัลลอฮทรงบันดาลใหพวกเขาเปนผูมี
ความเปนศริ มิ งคล กเ็ ปน เชนเดยี วกบั การท่ีพวกเขานมาซ ณ อลั -มะกอม (สถานที่ยืน) ซึง่ เปน “หนิ ”

ทมี่ ีเกยี รตอิ ันสูงสงเพราะเจา ทง้ั สองของนบอี บิ รอฮีม อลั -คอลลี ไดเ คยสัมผสั น่ันเอง อัลลอฮ ทรงมี
โองการวา :

“และสเู จา จงถอื เอาสว นหนง่ึ ของบรเิ วณทีย่ ืนเหยียบของอิบรอฮมี เปนท่ีนมาซเถิด”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- 125)

กลาวคอื การใหถอื เอาบรเิ วณอลั -มะกอม (ทย่ี ืน) อันมเี กียรติยง่ิ เปนท่ีนมาซน้ันกม็ ิไดเปน
เพราะสาเหตุอื่นใด นอกจากเปน การแสวงหาความจาํ เริญ (ตะบัรรุก) ในฐานะทที่ า นนบอี ิบรอฮมี
(ความสันติสุขพึงมแี ดทาน) เคยยืนบนมันและพวกเขาวิงวอนขอตอ อลั ลอฮ ณ สสุ านตา งๆ กเ็ พราะ
ความมีเกยี รติของผูที่ถกู ฝง อยใู นสุสานน้ัน กลา วคือการวิงวอนขอของพวกเขา ณ ที่น่ันมขี ้ึนกเ็ พราะ

สว นหลักฐานท่มี ีนํ้าหนกั กค็ ือ สําหรับการแสวงหาความจาํ เริญตอ ผูถูกฝง อยูเ ปนตน วา นบี
หรอื วะลียผ มู เี กียรติของอัลลอฮนัน้ กเ็ หมอื นกบั การแสวงหาความจาํ เรญิ ตอ สถานทย่ี ืนของนบีอิ
บรอฮมี

ดงั น้ัน สถานทซ่ี ึ่งไดร บั ความจําเริญโดยที่มันไดเกบ็ เอาเรอื นรา งของทานนบีผบู รสิ ุทธิ์
เอาไวน้นั ยอมมีความเปน ศริ ิมงคลย่ิง สมควรยิง่ สาํ หรับการทีจ่ ะถือวา การนมาซและการเคารพภกั ดี
อัลลอฮในน้นั เปน การกระทําที่ชอบ ท่ีควรมิใชหรอื ?

เร่อื งนี่นาแปลกอยางหน่ึงกค็ ือวา ทา นอบิ นกุ อ็ ยยมิ ไดกลา วในสิง่ ท่ีขดั แยง กับความเชอื่ ถือ
ของตัวเอง และความเชอ่ื ถอื ของทา นอิบนตุ ัยมยี ะฮไ วใ นหนงั สือ “ซาดลุ มิอาด” วา :

“ผลสนองแตความอดทนยิ่งของนางฮาญรั และบตุ รชายของนางทถ่ี ูกทอดท้งิ ใหอยโู ดดเดย่ี ว
วา เหว และการยนิ ยอมใหเชือดบุตรชาย จนทําใหส ิง่ ตางๆ ท่ีเปน รอ งรอยของคนทงั้ สอง และท่ี
เหยียบของเทาคนท้ังสอง ไดเปนเครอื่ งหมายแหงการเคารพภกั ดีของมวลผศู รัทธา และเปน สถานที่
เคารพภกั ดขี องพวกเขาจนไปถงึ วันฟนคืนชีพ และนีค่ อื กฎของพระองค ผทู รงสงู สุด ทีม่ ีตอ ผูท่ี
พระองคท รงตองการยกยอ งเขาจากมวลมนษุ ยท พ่ี ระองคทรงสรา งมา” (๑)

ดงั น้ันในเมื่อรองรอยของทา นนบอี ิสมาอลี และทานหญิงฮาญรั อนั เกดิ ข้ึนเพราะทุกขภยั บาง
ประการ ยังมสี ิทธถิ ึงขนาดไดรบั การยกยองใหเ ปนเครื่องหมายและพธิ ีการเคารพภกั ดีไดแ ลว
รองรอยของศาสนทูตผูมีความประเสริฐที่สดุ ผูซ่ึงกลา ววา : “ทกุ ขภยั ของนบใี ดๆ ก็ตาม ยงั ไม
เทยี บเทา ทุกขภยั ทีฉ่ ันไดรบั เลย” นั้นเลา มนั ไมเ หมาะสมทีอ่ ัลลอฮจะทรงใหการยอมรับ และไม
เหมาะสมทจ่ี ะใหม กี ารเคารพภักดตี ออัลลอฮ ณ ทีน่ ั่น อีกทัง้ การแสวงหาความจาํ เริญตอ สถานท่ีน่ัน
จะเปนการตงั้ ภาคี และเปนการปฏิเสธเอาเขา ไปอีกดวยกระนั้นหรือ???

เปนอยางไรกันแน ในเม่ือทานหญิง อาอซิ ะฮเ องกเ็ คยพํานักอยูใ นหองทท่ี า นนบถี ูกฝง และ
ทา นหญงิ กย็ ังคงพาํ นักอยูใ นน้นั หลังจากท่ีทา นนบีและสาวกของทานถูกฝงเร่อื ยมา ทา นหญิงได
นมาซในสถานทแ่ี หง น้ัน จะเปน ไปไดไหมทวี่ า การกระทําของนางอยา งน้ี คอื การเคารพภักดตี อผูที่
อยใู นสุสาน ขอทานลองใชดลุ ยพินิจตรึกตรองดทู ีเถิด?

๑๐- การสาบานตอ ส่ิงอ่ืนนอกจากอลั ลอฮและการเอย อา งถึงสง่ิ ถูกสรางหรือเอย อางถึงสิทธขิ องผู
นนั้

แนนอนทส่ี ดุ พวกวะฮาบียไ ดห า มมิใหส าบานตอสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮและถอื วา การทาํ
เชนนั้น คอื การตงั้ ภาคีโดยแทเลยทีเดยี ว และพวกเขาถอื อยา งเดียวกนั นอ้ี ีกเชนกันกับการเอยอาง
ตา งๆ ตออัลลอฮโดยอาศัยผูถูกสรางหรอื สิทธิของผูน ้ันท่ีมีตอ พระองค

เราจะขอเสนอคาํ อธิบายสองปญ หานแี้ กทาน ดงั น้ี :
1- การสาบานตอส่ิงอื่นนอกจากอัลลอฮ ผทู รงมหาบริสทุ ธ์ิย่ิง

กอ นท่เี ราจะเสนอหลกั ฐานทีแ่ สดงวา มกี ารอนญุ าตสําหรับเรอ่ื งนี้ จาํ เปน อยางยง่ิ ทเ่ี รา
จะตอ งเสนอปญหานี้ พิสูจนกบั คัมภีรข องอัลลอฮ เพอ่ื เราจะไดเ ห็นวาอลั ลอฮทรงสาบานตอส่ิงถูก
สรางบา งหรือไม?

(๑) ซาดลุ มีอาด ฟ ฮัดยุ ค็อยรลุ อิบาด พิมพโดยสํานกั พมิ พ อลั บาบี ฮะละบยี  ประเทศอยี ปิ ต
การพิจารณาทบทวนโองการตางๆ ของอัล-กุรอานอันทรงเกยี รติไดท ําใหเ ราทราบวา

อัลลอฮทรงสาบานตอ สิ่งถกู สรา งของพระองค ไวในที่ตา งๆ เกอื บสสี่ ิบแหง โดยถอื วา มันเปนสิง่ ที่
ถกู สาบานดว ย

กลา วคือ พระองคทรงสาบานกับมะลาอิกะฮ (ซูเราะฮ อศั ศอฟาต, อัล-มุรซะลาต อันนาซิ
อาต และอซั ซาริยาต)

และทรงสาบานตอ นบี ดังโองการทีว่ า :
“ขอสาบานโดยอายุของเจา วา แทจริงพวกเขาเหลา น้นั ตกอยูในความมวั เมาพวกเขาหลงงม
งายโดยแทจรงิ ”
(ซูเราะฮ อลั -ฮจิ ร-๗๒)
ทรงสาบานไวใน (ซูเราะฮ อลั บุรจู ญ-๓) และ (อลั -บะลดั -๑)
ทรงสาบานกับอลั -กรุ อาน (ยา ซนี ๑-๓) และ (อัดดุคอน-๑-๓) และ (คอฟ-๑-๓) และ (อซั ซุ
ครฟุ -๔๑) และ (ศอด-๑)
ทรงสาบานดว ยชวี ติ ของผทู ีเ่ ปน มนษุ ย (อัชชัมส ๗-๑๐) และ (อัล-กิยามะฮ- ๒)
ทรงสาบานดว ยอกั ษณ “นูน” และปากกา (อัล-เกาะลมั -๑)
ทรงสาบานดวยคัมภรี  (อัฎฎร ๒-๓)
ทรงสาบานดว ยมา ศึกและมวลมาท่หี อบอยา งแรง (อลั -อาดิยาด-๒)
ทรงสาบานดวยผูใ หก าํ เนิดและสิง่ ท่ีไดกําเนิดมา (อลั -บะลดั -๓)
ทรงสาบานดว ยดวงอาทิตยและแสงของมนั (อชั ชัมส-๑)
ทรงสาบานดวยชนั้ ฟา ท้ังหลาย (อัซซารยิ าต-๗ อัฎฎอริก-๑๑)
ทรงสาบานดวยยามเชา (อลั มดุ ษั ษิร-๓๔๗ อัตตักวรี -๑๘ อัล-ฟจ ญร-๑)

ตอจากนน้ั พระองคก็ยงั ทรงสาบานดวยยามกลางวนั , แสงอรุณ, การตกของดวงอาทิตย, กลางคนื ,
คนื ท้งั สบิ , ดวงดาวและแผนดนิ , ดวงเดือนและลม, เมฆ, ทะเล, เรอื , ตน มะเด่อื , ตนมะกอก, เวลา,
สภาพคู, สภาพคี่, และความมีอยูของสรรพสง่ิ ทัง้ มวล ทํานองเดียวกนั การยอ นกลับไปพิจารณา
โองการตางๆ ของอลั -กุรอานในซเู ราะฮตา งๆ ที่เรายงั มิไดกลา วถงึ ก็จะใหค วามชัดเจนไดอ ยาง
ละเอยี ด หลงั จากทไ่ี ดพิสจู นกบั บทเรยี นบางสวนไปแลว

มนั เปน ไปไดหรอื ที่วา การสาบานตอ สง่ิ อ่ืนนอกเหนือจากพระองค เปนการตั้งภาคี และ
เปน เรือ่ งท่ีนา เกลียดชงั ในเมื่อเรื่องน้ีไดถูกเสนอโดยอัลลอฮ ผูท รงมหาบริสทุ ธ์ิ?

มันเปน ไปไดอยา งไรกนั หรอื ท่วี า การสาบานเชนน้มี อี ยูใ นคมั ภีนรอ ันทรงเกียรติหลายคร้งั
เหลือเกิน ในขณะท่ีวา มันเปนส่งิ ทตี่ องหามสาํ หรับผูอนื่ นอกจากอัลลอฮเทา น้นั ทจ่ี ะทรงกลาวในส่งิ
ทต่ี องหา มและสิง่ ท่ีเปน อันตรายอยางน้ไี วในคัมภรี อ นั ไพโรจนของพระองคได?

ถูกตองไหม ที่เราจะกลา ววา : การสาบานตอ สงิ่ ถกู สรา งนัน้ ถาหากเปน การกระทาํ จากผถู กู
สรา งเอง กจ็ ะเปนการต้ังภาคี แตถา มาจากการกระทาํ ของอลั ลอฮ ในฐานะทรงเปนผูส ราง ผูบริสุทธิ์
แลว ก็จะไมเปน การตง้ั ภาคี ขออยา ไดพูดและกลา วใหเหลวไหล และไขวเ ขวไปเลย เพราะการ
กระทําใดๆ ทมี่ ีเน้ือหาสาระอยางเดยี วนัน้ จะไมส ะทอ นภาพออกมาเปนสองสภาวะได และจะไมให
ความหมายออกเปนสองลักษณะทข่ี ัดแยง กนั ไดห รอก

สรุปไดว า ถา อัล-กุรอานเปนแมแ บบและเปน บทเรียน และทกุ สิ่งทุกอยา งท่มี อี ยูในอัลกุ
รอานไมว า จะเปนคาํ สอนหรือการกระทาํ ใดๆ ลว นเปน ธรรมนูญสาํ หรบั มสุ ลิมทงั้ มวลแลว มันจะ
เปน ไปไดอยา งไรทีว่ า การสาบานตา งๆ เหลานม้ี าจากอลั ลอฮ ผทู รงมหาบริสทุ ธิไ์ ด และเปน ท่ี
อนุญาตสาํ หรับพระองคแตไมอ นุญาตสําหรบั ผูอ ่ืน? สวนหนึง่ มันอยูในความหมายของหลักเอกภาพ
แตสว นหน่ึงมันเปนการตงั้ ภาคี ท้งั ๆ ท่เี น้อื หาและสาระอนั แทจรงิ ของการกระทาํ ก็เปน อยางเดียวกัน

นี่คอื สวนวิเคราะหท่เี ก่ยี วกับคมั ภีรของอัลลอฮ ผทู รงสูงสุด
สาํ หรับสว นวิเคราะหท เ่ี กี่ยวกับหลักซุนนะฮ อันบรสิ ุทธ์ินั้น แนนอนทานมสุ ลมิ ไดร ายงาน
ไวใน ศอฮีฮของทา นวา : มีชายคนหน่งึ มาหาทา นนบแี ลวกลา ววา ยารอซุลลัลอฮ ทานบริจาคอันใด
ทม่ี ีรางวัลย่งิ ใหญที่สุด? ทานไดต อบวา “ขอสาบานตอบิดาของเจา วา แนน อนท่ีสดุ เจา ไดรับคําสั่ง
สอนแลววา ใหบรจิ าค แตเ จา เปน คนตระหนี่อยางชัดแจง โดยเจากลัวความยากจน” (๑)
แนน อน ทานศาสนทตู แหงอลั ลอฮ (ศ) ไดสาบานตอบดิ าของผถู ามโดยกลาววา “วะอาบี
กะ”
มรี ายงานอกี เชน กันวา ชายคนหน่ึงมาหาทา นศาสนทูตแหง อลั ลอฮ ซ่งึ มาจากชาวนะญดั เขา
ไดถามเกยี่ วกบั อสิ ลาม แลว ทา นศาสนทตู แหง อัลลอฮ (ศ) ไดกลา ววา : มนี มาซหา อยางในวันหนงึ่
กบั คืนหน่ึง เขากลาววา มีอะไรเหนอื ตัวขา พเจาอกี ? ทา นตอบวา ไมมีนอกจากทานจะสมัครใจ และ
มกี ารถือศลี อดในเดือนรอมฎอน เขากลาววา ยงั มีอะไรเหนอื ตัวขา พเจา อกี ? ทา นตอบวา ไมมี
นอกจากทา นจะสมัครใจ และทา นศาสนทุตไดกลา วแกเ ขาวา บรจิ าค ซะกาต เขากลา ววา แลว มี

อะไรเหนือตวั ขา พเจา อีก ทา นตอบวา ไมมี นอกจากทานจะสมัครใจ แลว ชายคนน้ันกผ็ ินหลังกลบั
พลางกลา ววา ขอสาบานตอ อัลลอฮ วา ฉันจะไมท าํ อะไรเพิม่ เตมิ และมิใหบกพรองแกสิ่งน้ี ทานศา
สนทูตแหงอลั ลอฮ (ศ) กลา ววา : จาํ เริญเถิด ขอสาบานตอบดิ าของเขา ถา เขาทาํ จรงิ กจ็ ะไดเ ขา
สวรรคขอสาบานตอ บิดาของเขา ถา เขาทาํ จรงิ ” (๑)

ในฮาดษี อีกบทหนง่ึ ท่ีบันทึกในมุสนดั ของทานอิมาม อะหุมัด บิน หนั บัลวา ทา นนบี (ศ)
กลา ววา “ขอสาบานตอ อายุของฉัน แนนอนถา หากทานกลา วคาํ พดู ทด่ี ี และหามปรามจากความชว่ั
รา ย ก็ยอมดีกวาการทท่ี า นนิ่งเงียบ” (๒)

(๑) ศอฮฮี  มสุ ลิม เลม ๓ หนา ๙๔
(๑) ศอฮีฮม สุ ลมิ เลม ๑ หนา ๓๑-๓๒ หมวดวา ดว ย อิสลามคอื อะไร และอธบิ ายในสว นหนึ่ง
(๒) มุสนัด อะหม ดั บิน ฮันบัล เลม ๕ หนา ๒๒๕ และเลม ๕ หนา ๒๑๒, สุนัน อิบนุมาญะฮ เลม
๔ หนา ๙๙๕ และเลม ๑ หนา ๒๒๕

มคี าํ วนิ ิจฉัยของบรรดาอิมามในสี่มซั ฮับบางทา น อนุญาตในเรื่องน้ีไวดวย ดังทปี่ รากฏใน
หนงั สือ “อัลฟกฮุ อะลลั มะซาฮิบุล อรั บะอะฮ” ดงั ตอไปน้ี

สํานักหะนาฟยกลา ววา : การสาบาน ตามทํานองทว่ี า ขอสาบานตอ บิดาของทาน และขอ
สาบานตอ อายขุ องทา น และอน่ื ๆ ในทํานองน้ี นับเปนเร่ืองอนญุ าต แตอ ยูในประเภทนา รังเกียจ

สํานักชาฟอียกลา ววา : การสาบานตอส่งิ อน่ื นอกจากอลั ลอฮ เปน ส่งิ ทีน่ ารังเกยี จ ถาหากไม
ตรงกับส่งิ ใดๆ ท่ถี กู ระบอุ ยูในคัมภีรอ ันสูงสุด (หมายถึงการเกี่ยวพนั กับอลั ลอฮ)

สาํ นักมาลิกยี ไดกลา ววา : การสาบานตอ ผูมเี กียรตสิ ูงสง เชน ตอนบีและตออลั -กะอบ ะฮ
และอน่ื ๆ ในทํานองสองส่ิงน้ี มกี ฎเกณฑประการหนึ่งโดยคําพูดสองสถาน คือมที ้งั ท่ีพูดวา ตองหา ม
และพึงรงั เกียจ แตทร่ี ับรกู ันอยูสวนมากคือ ตองหา ม

สาํ นกั อันบะลีย กลาววา : การสาบานตอสิง่ อื่นนอกจากอลั ลอฮ และคณุ ลกั ษณะของ
พระองค แมจ ะสาบานตอ บนีหรือตอ วะลียน ้ัน เปนทีต่ องหาม”

โดยอาศยั ขอสังเกตทุกๆ ประการ ไมว า ในสว นที่อนญุ าตใหส าบานตอส่งิ อืน่ นอกจาก
อัลลอฮผูท รงมหาบรสิ ุทธิห์ รือไมกต็ าม มนั ยังมิไดหมายถงึ การตึ้งภาคี และผทู ส่ี าบานก็ยังมใิ ชผ ูต ง้ั
ภาคี เพราะวา การสาบานกบั สงิ่ หน่งึ ๆ นั้น ยงั มิไดแ สดงวา ผูสาบานเชอ่ื ถอื ในสภาพความเปนพระ
เจา และความเปนผูอภิบาลของสง่ิ นั้นๆ อาจจาํ กดั ความใหถงึ ที่สุดไดก็เพยี งแตวา เขาเทิดเกีย่ รตแิ ละ
ยกยอ งสิ่งดงั กลาวเทา นน้ั การใหค าํ วนิ ิจฉัยความ (ฟตวา) ทีแ่ ตกตา งกนั นั้น แสดงใหเ ห็นวาในนั้น
เปน ปญหาทีม่ ีความเหน็ ขดั แยงกันอยู แลวบรรดามสุ ลมิ จะสามารถโมเมเอาวา เปนการตัง้ ภาคีกบั
เร่อื งทคี่ ําวินจิ ฉัยความยังขัดแยง ซ่ึงกันและกนั อยูไดกระนนั้ หรือ?

ใชแลว ไมม ีใครจะผูกมัดการสาบานตอ ส่ิงอืน่ นอกจากอัลลอฮ ผูทรงมหาบรสิ ุทธ์ดิ อก และ
การตัดสนิ พิพากษาใดๆ จะดาํ เนนิ ไปมิไดนอกจากตองมกี ารสาบานตอพระองค ผทู รงมหาบรสิ ุทธ์ิ

แตน่กี ม็ ไิ ดหมายความวา การสาบานตอสง่ิ อนื่ นอกจากพระองค ผทู รงมหาบริสุทธิ์ ผูทรงสูงสดุ เปน
หลักฐานทแี่ สดงวา ต้ังภาคีหรอื เปน สง่ิ ท่ตี องหา ม

๒- การเอย อางถึงสงิ่ ถูกสรา งและสทิ ธิของส่ิงถกู สราง
แนน อนที่สดุ พวกวะฮาบียไดหา มการเอย อางถงึ สิ่งถกู สรางใดๆ กต็ ามกับอลั ลอฮ เชนการท่ี

ผขู อคนหน่ึงจะกลาววา : ขาขอเอย อางตอ พระองค โดยนามของ...หรือโดยสทิ ธขิ อง...หรอื กลาววา
ขอวงิ วอนขอตอพระองคโดยนามของ... หรือโดยสิทธขิ อง...ซง่ึ เปนลักษณะการขออยา งหนง่ึ ในการ
ตะวัซซลุ (แสวงหาส่ือ)

เพราะฉะนน้ั ขอใหท า นมารว มกันวเิ คราะหกบั ขาพเจาเกย่ี วกับขอหามอันนี้วา มนั
สอดคลองกบั แนวทางภาคปฏบิ ตั ขิ องบรรดามสุ ลมิ หรอื ไม

กอ นอื่น เราขอกลา ววา : การเอย อางถึงสิง่ อื่นนอกจากผูสรา งน้นั มิไดหมายถึงการตง้ั ภาคี
และผูส าบานกม็ ไิ ดเปนผตู ้ังภาคี ในเม่อื เราไดเ ขา ใจไปตามท่ีเราไดว ิเคราะหอ อกมา โดยอาศัย
มาตรการอันเปน เคร่อื งวดั วา อะไรคอื การตงั้ ภาคหี รอื หลกั เอกภาพ ประเด็นทจ่ี ะกลาวถงึ มนั จึงมีอยู
แตเพยี งประเดน็ ที่วา อนญุ าตและไมอนญุ าตใหก ระทาํ เทา นน้ั ดงั ที่เราจะกลาวตอไปน้ี

ไดต อ งสงสยั เลยวา อลั ลอฮ ผูทรงมหาบริสุทธ์ิ ไดยกยองบุคคลกลุมหน่ึงไววา :
“เปนพวกท่ีอดทน และสัจจริง และมีสมาธมิ ่ัน และเสียสละ และเปนพวกท่ขี อการนริ โทษ
ในยามดึกดื่น”

(อาลิ อิมรอน-๑๗)
กลาวคอื ถา หากวาชายคนหน่ึงไดกลาวในคาํ วงิ วอนขอของเขาและในการครํ่าครวญของ
เขาวา “โออ ัลลอฮ ขา ขอตอ พระองค โดยอา งถงึ สิทธิของผูท ่ีขอการนริ โทษในยามดกึ ดื่น เพ่ือให
พระองคน ริ โทษกรรมใหแกขา ซ่ึงความบาปของขา “จะหมายความวา เขาประพฤตใิ นส่ิงทีเ่ ปนการ
ต้ังภาคีกระนน้ั หรอื แลว งานอันนที้ เ่ี ขากระทาํ ลงไปเปนการตงั้ ภาคีอยางไร ในเมอ่ื ทา นไดเ ขาใจผาน
มาแลววา เนือ้ หาทแี่ ทจ ริงสาํ หรบั การตัง้ ภาคใี นแงข องการเคารพภกั ดนี น้ั มนั เพยี งแตอยูในกรณีทถ่ี า
หากวา ผวู งิ วอนขอเชอ่ื ถอื ในสภาพความเปน พระเจา และสภาพความเปน ผูอภิบาลของผูทไ่ี ดรับการ
วงิ วอนขอ แลวตามที่ไดส ังเกตกบั ลักษณะที่เราหยบิ ยกมาน้ัน มนั แสดงใหเ ห็นวา ผูพูดเช่ือม่ันในตวั
บคุ คลท่ีเขาเอย อา งถึงกับอัลลอฮ ในลักษณะทีม่ ไิ ดถ ือวา คุณลกั ษณะของอัลลอฮ มีอยทู บ่ี คุ คล
เหลานัน้ แตป ระการใด ในขณะทเี่ ขากลาววา “ผทู ขี่ อนริ โทษกรรมในยามดึกด่ืน”?
เร่ืองของการต้ังภาคี และเรือ่ งของหลักเอกภาพ มิไดดาํ เนินไปตามทศั นะของเราเอง
กลา วคอื มิใชเปนสิ่งทีถ่ ูกละทิง้ มาไวกบั เรา เพ่อื เราจะไดต ดั สินวา งานใดเปน การตง้ั ภาคี และงานใด
เปน หลักเอกภาพ คนนเี้ ปนผูตง้ั ภาคี และคนน้ันเปนผยู ึดหลักเอกภาพ เพราะวา โดยแนนอน อลั -กุ
รอานไดสอนใหรถู งึ มาตรการในการตดั สินตามความเปน จรงิ สําหรับการต้งั ภาคีและหลกั เอกภาพ

เอาไวแ ลว ในหลายๆ โองการ กลา วคอื ผตู ั้งภาคนี ้นั ไดแ ก ผูท่ีอัลลอฮกลา วถงึ คณุ ลกั ษณะของเขาไว
ดงั นี้ :

“และในเม่ือมกี ารรําลกึ ถงึ อัลลอฮองคเดียว จิตใจผพู วกท่ีไมศ รทั ธาตอ วันปรโลกก็จะหนาย
แหนง และเมอื่ บรรดาส่งิ อน่ื นอกเหนือจากพระองคไดถ ูกราํ ลึกถึงแลว พลันพวกเขากแ็ สดงความปต ิ
ยินดี”

(อซั ซุมรั -๔๕)
บรรดาผูตั้งภาคีน้ัน ไดแกผูที่อัล-กุรอาน อนั ทรงเกียรติไดกลา วถึงคณุ ลักษณะไวอ กี วา :
“แทจรงิ พวกเขาเหลา นนั้ ถา ในเมอื่ มีการกลา วแกพ วกเขาวา ไมมีพระเจาใดๆ นอก
จากอลั ลอฮแลว พวกเขาจะแสดงความโอหังบงั อาจ และพวกเขากลา ววา จะใหเ ราละท้ิงพระเจา
ตางๆ ของเราเพียงเพ่อื นักกวีทบี่ าบอกระน้นั หรือ” (๑)

(๑) อัศศอฟฟาต-๓๕-๓๖

ดังนั้น จะเปนการถูกตอ งแกเราหรอื ไม ที่เราถอื เอาบคุ คลทป่ี ระเสริฐในหมมู นษุ ยท ี่อลั ลอฮ
ทรงสรางมาเปน ผูไดรับการเอยอา งถึง ในฐานะทพี่ วกเขาเหลานน้ั เปน พวกทอี่ ัลลอฮทรงกลา วถงึ
คณุ ลักษณะของพวกเขาไวใ นหลายๆ โองการทผ่ี า นมา

กลา วคือเม่ือเปน ทกี่ ระจา งชดั วา การเอย อางถึงใครสกั คนหนึ่งตอ อัลลอฮมไิ ดหมายถึงการ
ตง้ั ภาคี ตามหลกั เกณฑท ี่เปน มาตรการจากอลั -กุรอานแลว เรากจ็ ะไดเสนอประเด็นที่เกีย่ วกับ ฮาดีษ
อนั มีเกียรติอีกตอไป

โดยแนน อนที่สดุ มรี ายงานจากทา นนบวี า ทานไดสอนคนตาบอดคนหนงึ่ ให : กลาววา :
“โออ ัลลอฮ แทจริงขา วงิ วอนขอตอ พระองคและนอมใบหนา สพู ระองค โดยอา งถงึ นบีของ
พระองคค ือมุฮัมมดั นบีแหงความเมตตา” (๑)
ทาํ นองเดียวกันกบั รายงานของอะบู ซะอีด อัล-คุดรีย จากทานนบี ทที่ านไดกลาววา :
“โออัลลอฮ แทจริงฉันวงิ วอนขอตอ พระองค โดยอา งถงึ สิทธขิ องผูขอทงั้ หลายที่มตี อ
พระองคและฉนั วงิ วอนขอตอพระองคโ ดยอางถงึ สทิ ธิผทู ีเ่ ดนิ กบั ฉนั อยูน้ี” (๒)
เรายังจะตอ งรูอ กี อยา งหน่งึ ดวยวา พวกเขาเหลานน้ั ปฏิเสธในเรอ่ื งน้ีวาไมมีใครเลยแมแ ต
คนเดียวทจี่ ะมสี ิทธอิ ยูที่อัลลอฮ กลาวคอื พวกเขากลา ววา ประเด็นท่วี าดว ยสิทธิของผูถกู สรางนั้น ไม
เปน ทยี่ อมรับได เน่ืองจากผูถ ูกสรางจะตองไมม สี ทิ ธใิ ดๆ ณ ผสู ราง
คาํ ตอบก็คอื วา นีค่ ือคาํ พดู ที่ถกู ตอ ง ถาหากพระผสู รา งมไิ ดก าํ หนดวา สิ่งอืน่ กม็ ีสทิ ธิอยู ณ
พระองคเอง แนน อนทสี่ ุด พระองคก ําหนดไวอ ยางนี้ ดงั โองการทีว่ า :
“และเปน สิทธิหนา ท่เี หนอื เราในการเปน ผชู ว ยเหลือผูศรัทธา”

(อัรรูม-๔๗)

ทรงกลา วอกี วา :
“เปนสญั ญาสัจจะสาํ หรบั พระองค (สาํ หรบั คําส่งั ) ในคมั ภรี เ ตารอตและอินญีล...”

(อตั -เตาบะฮ- ๑๑๑)
ทรงกลา วอีกวา :
“อันทจ่ี รงิ แลว การใหอภัยนน้ั เปนเพยี งหนาทข่ี องอลั ลอฮทจ่ี ะตอ งมแี กบรรดาผูกระทํา
ความชั่วลงไปโดยรูเทาไมถึงการณ”

(อันนซิ าอ-๑๗)
ขอ ความทีป่ รากฎในฮาดษี ตา งๆ มีดงั นี้ :
1- “สิทธหิ นา ทส่ี าํ หรับอลั ลอฮประการหนึ่งน้ัน คอื การชว ยเหลือผูท่ีแตงงานใหไ ดร ับการ
อภยั โทษจากส่งิ ทอ่ี ลั ลอฮทรงหา มไว” (๑)

(๑) สุนัน อิบนุมาญะฮ เลม ๑ หนา ๔๔๑, มุสนัดอะหม ัด เลม ๔ หนา ๑๓๘ และอื่นๆ
(๒) สุนนั อบิ นุมาญะฮ เลม ๑ หนา ๒๖๒, ๒๖๑ มุสนัดอะหมัด เลม ๓ ฮาดีษที่ ๒๑
(๑) อลั -ญามอิ  อัศศอฆรี ของทา นซะยูฎยี  เลม ๒ หนา ๓๓

๒- เจา ยงั ไมรดู อกหรือวา อะไรบา งทเ่ี ปน สทิ ธขิ องบาว ทมี่ ีตออลั ลอฮ... (๒)
๓- ทานศาสนทตู ไดกลา ววา : มอี ยสู ามประการ ซ่งึ เปน หนาท่สี าํ หรบั อลั ลอฮ ในอันที่
จะตอ งสนับสนุนพวกเขาที่สูรบในวถิ ีทางของอลั ลอฮ...(๓)
ดังน้ันจึงเปน ที่เขา ใจอยางชัดแจง จากคาํ อธบิ ายบทนี้ วา การสาบานตอสิ่งอืน่ นอกจาก
พระองคผ ทู รงมหาบรสิ ทุ ธแ์ิ ละการเอย อางถงึ สิ่งถูกสราง มิไดเ ปนเรอ่ื งทถี่ งึ ขั้นของการตง้ั ภาคีแต
อยา งใดเลย ยงิ่ ไปกวา นนั้ มันก็ยงั มิไดออกพน ไปจากกรอบของการใหเกยี รตแิ ละยกยองเกียรติคุณ
และการใหเกียรติ การยกยองทุกอยา งโดยเฉพาะอยา งย่ิงการใหเกยี รตยิ กยองผูทอี่ ัลลอฮทรงให
เกยี รติ มิไดเ ปนการตงั้ ภาคแี ตอ ยา งใดเลย
รายงานฮาดีษเปน จาํ นวนมากนอกเหนือจากน้ี เปนหลักฐานทีแ่ สดงวา อนุญาตใหก ระทาํ
อยางนี้ได และอนโุ ลมใหกระทาํ ได เพราะฉะนัน้ หลังจากสัจธรรมแลว ยังจะมอี ะไรอกี นอกจาก
ความหลงผดิ
ในท่ีสุดน้ี เราหวงั เปนอยา งยง่ิ วา สาระตา งๆ นีม้ ีในหนงั สือ อนั เกย่ี วกับมาตรการตัดสิน
เรือ่ งหลกั เอกภาพกบั การตง้ั ภาคี ตามหลักฐานในอัล-กรุ อาน อันทรงเกียรตเิ ลม น้ี อัลลอฮจะทรงให
เปน คณุ ประโยชนแกม วลมุสลมิ ท้ังหลาย และเปน กา วหนึ่งท่ีเดินอยบู นเสนทางแหง ความเปน
เอกภาพของพวกเขาเหลา นัน้ และเปนการสมานฉันทระหวา งกลมุ ตางๆ ในหมพู วกเขา

“เราขอวงิ วอนตอพระองค แทจ รงิ มวลการสรรเสริญเปนของอัลลอฮ ผูทรงอภบิ าลแหง
สากลโลก”

(๒) สุนัน อบิ นุมาญะฮ เลม ๒ หนา ๘๔๑

(๓) อันนิฮายะตุ ของอบิ นุ อัล-อะษีร หมวดวาดว ยเรื่อง สทิ ธิหนา ท่ี


Click to View FlipBook Version