The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaiislamlib.com, 2022-05-24 05:44:12

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน

หลักเอกภาพและการตั้งภาคีในทัศนะอัลกุรอ่าน กับความเชื่อที่ผิดพลาดของลัทธิวะฮาบี

(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๒๕)
ไมต อ งสงสัยเลยวาการนมาซน้ัน เปนของอลั ลอฮเทาน้ัน แตก ารทาํ นมาซในมะกอมอิบรอ
ฮมี ซึ่งมรี อยยืนเหยียบของนบีอบิ รอฮมี ปรากฏอยนู ้นั เปนอีกเร่อื งหนึ่งของการใหเกียรตแิ กท านนบผี ู
ยิ่งใหญ แตการกระทําเชนนี้ก็มไิ ดถอื วา เปน ลักษณะของการอบิ าดะฮอยา งเด็ดขาด
๖- แนนอนเอกลักษณท ี่แทจ ริงของมสุ ลิมคือการถอมตนตอสูศรัทธาและตององอาจตอง
พวกปฏิเสธ ดังโองการท่ีวา
“ดงั นั้น อลั ลอฮจะนาํ มาซงึ่ พวกนึ่งทีพ่ ระองคทรงรกั พวกเขา และพวกเขารกั พระองคถ อม
ตนแกป วงผูศรัทธาองอาจเหนือพวกปฏิเสธ”

(อลั -มาดิดะฮ- ๕๔)
ความหมายของโองการตางๆ เหลานี้ทัง้ หมดก็ดี เร่อื งราวการบาํ เพญ็ ฮจั ญและการกระทาํ ใน
เรอ่ื งน้นั ก็ดี แสดงใหเ ห็นวาการนบนอบอยา งถึงท่สี ุด และการถอมตน หรือการใหเ กียรติและการ
คารวะน้นั มิใชเ ปนการอิบาดะฮ ฉะนนั้ การท่เี ราพบเหน็ นกั วชิ าการทางดา นภาษาอธบิ ายคาํ วา อิบา
ดะฮว า หมายถงึ การนบนอบการถอ มตนน้ัน มันคือการอธบิ ายความหมายไปอยางกวางๆ คอื พวกเขา
ใหคําจาํ กดั ความและอธิบายไปตามความหมายท่ัวๆ ไป ในขณะทคี่ ําวา อบิ าดะฮนนั้ หาใชอ น่ื ใดไม
นอกจากเปนความนบนอบอีกประเภทหนึง่ โดยเฉพาะเทา นั้น ดังทีเ่ ราจะไดกลา วถึงในตอนตอ ไปนี้
จากคาํ อธบิ ายเหลาน้ี เราอาจสรปุ ไดอ ีกเชนกนั วา การใหเกียรติส่ิงใดสงิ่ หนึ่งหรือคารวะก็
ตาม มไิ ดหมายความวา เปน การอิบาดะฮแ ตอยา งใดเลย เพราะวา ถา มิใชเ ชนน้ันแลว กจ็ าํ เปนท่ี
จะตองถือวา มนษุ ยทั้งหมดแมแตบรรดานบกี ็ตองเปน พวกตง้ั ภาคที ง้ั ส้นิ เพราะคนเหลา น้ันอกี
เชน กันที่ใหการคารวะแกผ ทู พี่ วกเขาจาํ เปนตองคารวะ
ทานอลั -มัรฮมู ชยั ด ญะอฟร กาชฟิ อลั -ฆิฎออ (ผูเชย่ี วชาญในหลักการของพวกวะฮาบยี ค น
หน่งึ ทานไดนําหลักการนน้ั ๆ มาทาํ การวเิ คราะห) ไดชแี้ จงตามสิ่งทเ่ี ราไดกลา วไปแลว วา
“ไมต อ งสงสัยเลยวา การเคารพภักดี (อิบาดะฮ) นนั้ จะตอ งไมใชความหมายทใี่ ชก ับสิ่งอ่นื
นอกจากใชส าํ หรับอลั ลอฮ ผูใดกต็ ามทน่ี ําไปใชกบั สิง่ อื่นนอกจากอลั ลอฮก็เทากบั เปน ผูป ฏิเสธ การ
นบนอบอยางสดุ ซึง้ และการจงรักภกั ดีตามทนี่ ักภาษาศาสตรไดใหคาํ จาํ กดั ความไวก ย็ อ มมิใช
ความหมายของการเคารพภักดี มิฉะน้นั แลว จาํ เปนอยา งยิง่ วา คนรบั ใช ลูกจา ง คนงานทงั้ หมดกต็ อง
เปน กาฟร (ผปู ฏเิ สธ) เพราะการนบนอบท่มี ีตอผปู กครอง ย่ิงไปกวานัน้ บรรดานบกี ็ตองเปน ผู
ปฏเิ สธเพราะการนบนอบของตนทีม่ ีตอบิดามารดา” (๑)

(๑) ดหู นังสอื มนิ ฮะญล-รชิ าด หนา ๒๔ พมิ พเมือ่ ฮ.ศ.๑๓๔๓ ทา นไดเ ขยี นหนงั สอื น้ีตอบโตกบั
เจา ชายซาอูดีคนหน่งึ ทเ่ี ปน ผูนําฝายวะฮาบยี 

๘- แยกความหมายท่แี ทจรงิ ออกไปจากความเปรียบเปรย
ใช ในบางครั้งทา นอาจจะใชค ําวา อิบาดะฮแ ละตคี วามไปตามทไ่ี ดรบั การอธบิ ายในแงของ

หลักภาษาได แตก ารใชคาํ ดงั กลา วมไิ ดหมายความวา เปน อยางนั้นจรงิ ๆ ตามความหมายในคํา
หากแตเปนเร่ืองของการเปรียบเทียบจากความหมายทแ่ี ทจริง กบั สภาพการณห นึง่ ๆ ขอใหทา น
พิจารณาเร่ืองราวเหลาน้ี

๑- คนท่ีมีความรักอยา งสดุ ซ้ึงทไ่ี ดแ สดงออกตอ หญิงคนรักซึ่งความนบนอบอยา งทส่ี ุด ยอ ม
ทุมเททุกอยางดว ยความอดทนเพ่อื ความตองการของคนรัก ถงึ ขนาดนี้ก็ยังไมเรียกการนบนอบอยาง
นว้ี า “อบิ าดะฮ” แมจะมกี ารกลาวถงึ ความจรงิ ของเขาเปน การเปรยี บเปรยวา เขา “บชู าภักดีตอ ผูหญงิ
ก็ตาม”

๒- คนทีต่ กอยูในอาํ นาจของอารมณ เขาจะแสดงออกมาซง่ึ สิ่งตา งๆ ตามท่อี าํ นาจของ
อารมณเ รยี กรอง โดยอาํ นาจของสติสมั ปชัญญะยังไมอ าจถอื ไดวา เขาเปนผเู คารพภกั ดีตออารมณ
โดยแท และไมอาจถอื ไดว า เขาเปนผูต ้งั ภาคี เชน คนทเ่ี คารพภกั ดีเจวด็ แมจ ะกลา วถึงพฤติการณอยาง
นีว้ าเขา “เคารพบูชาอารมณข องตนเองกต็ าม” กลาวคอื เร่ืองอยางนีเ้ ปน การเปรยี บเทียบและตีความ
เพอ่ื เปน การเปรียบเปรยเทา น้ัน

ดงั นั้น ดวยเหตนุ ีเ้ อง อัล-กรุ อานจึงเรียกอารมณว าเปน พระเจา และระบวุ า ลักษณะของการ
นบนอบท่ีมีตออารมณอยา งน้ีเปน : การเคารถภกั ดตี ออารมณ แตเ ปน การเปรียบเปรยเทานนั้ โดย
กลา ววา

“เจาไดเห็นผทู ่ีถือเอาอารมณเ ปน พระเจาของตนหรอื ไม แลวเจา จะเปน ผรู บั มอบหมายแก
เขากระนน้ั หรือ”

(อัล-ฟรุ กอน-43)
กลา วคือในขณะเดียวกับท่ีอลั -กรุ อานไดใชคําวา พระเจา กับอารมณอนั เปนลักษณะหนึง่ ของ
การเปรยี บเปรยน้ัน ก็เปนไปในทํานองเดยี วกับทีไ่ ดใ ชคําวา เคารพภกั ดีแกค นทที่ าํ ตามอารมณ อนั
เปน การตีความเปรียบเปรยเชน เดียวกนั
๓- มคี นอยูพวกหน่งึ ทยี่ อมทุมเททุกอยางเพอ่ื ใหไดม าซ่ึงเกียรติและตําแหนง จนกระท่งั ชว
บา นกลา วกนั วาคนพวกนีบ้ ชู าเกียรตแิ ละตาํ แหนง แตใ นขณะเดียวกนั พวกเขากย็ ังไมถือวา เปนการ
เคารพภักดจี ริงๆ กับเกียรติ และพวกเขากย็ งั ไมเ ปนผตู ัง้ ภาคี
๔- พวกทห่ี ลงตามยุคสมัย (เชน พวกอิสรอเอล) และหลงในตัวเอง ซ่ึงไมมีอะไรทสี่ ําคญั
สําหรบั พวกเขานอกจากอาหาร เครือ่ งดื่ม แมจ ะเรยี กวาพวกเขาเปน ทาสของยุคสมัย ทาสของจิตใจ
ทาสของชยั ฎอน แตในสภาพความจริงนัน้ ยงั ถือวา งานของพวกเขามิไดเปนการเคารพภักด.ี ..เพราะ
การปฏบิ ัตติ ามชัยฎอนนน้ั เปน เร่ืองหน่ึง สวนการเคารพภกั ดีชัยฎอนกเ็ ปน อีกเรอื่ งหนง่ึ

เพราะฉะนนั้ เมอ่ื เราเห็นในอัล-กรุ อานที่เรียกคาํ วาปฏบิ ตั ิตามชยั ฎอนวา “อบิ าดะฮ” ก็เทากบั
วา น่นั เปนการตคี วามเปรยี บเทียบ ความหมายของมนั กค็ อื การอธิบายถึงการปฏเิ สธอยางรุนแรงทส่ี ุด
สําหรบั การกระทาํ อันนี้ ดังที่ทรงกลา ววา

“ฉนั ยังมิไดใ หพนั ธะสญั ญาแกสูเจาอกี หรอื โอล ูกหลานของอาดัมวา จงอยา เคารพภกั ดี
ชัยฎอน เพราะมนั เปนศัตรอู ันเปดเผยสาํ หรับสเู จา และใหเ คารพภักดีตอฉนั อันนีเ้ ปนหนทางที่
เทย่ี งตรง”

(ยาซนี /๖๐-๖๑)
กับอกี สองโองการดังตอไปน้ี
๑- โอบดิ าของขา ทา นอยาเคารพภักดีชัยฎอนเลย แทจรงิ ชัยฎอนนัน้ เปนผูท รยศตองพระผู
ทรงกรณุ า”

(มรั ยมั -๔๔)
๒- เราจะศรัทธาตอ มนุษยท้ังสองคนนัน้ ที่เปนเหมอื นกบั เรากระนั้นหรือ ขระท่ีพรรคพวก
ของเขาท้งั สองเปนผูเ คารพภักดีตอเราอย”ู

(อลั -มุมนิ ูน-๔๗)
ไมต องสงสัยเลยวา ความจรงิ น้ัน พวกนบีอสิ รอเอลมิไดเคารพภักดีตอ ฟรเอาวนและผู
อาวโุ สของเขาดอก เพยี งแตวาเพื่อเปนการแสดงใหเห็นวา พวกเขามีลกั ษณะอยใู นขั้นที่รา ยแรงท่สี ดุ
กย็ อมถูกตอ งแลวในอนั ทจ่ี ะจาํ กดั ความใหว า เคารพภักดีในแงของการเปรียบเปรย
สําหรับทัศนะของอัล-กุรอานน้ัน ถงึ แมจ ะเรยี กการกระทาํ ในลกั ษณะเชน นีว้ า เคารพภกั ดีก็
ตาม แตมไิ ดหมายความวา อลั -กุรอานจะจดั ใหพวกเขาเหลา น้ันเปนผูตัง้ ภาคี ดังนนั้ จงึ มิอาจจะเช่อื ถอื
ไดว าการนบนอบ การเชือ่ ฟงปฏบิ ตั ติ ามทกุ รูปแบบ การใหเ กยี รติ การคารวะทกุ รปู แบบจะเปน “อิ
บาดะฮ” ในขณะท่ีเปน ทเี ขา ใจกนั อยูวา คาํ นี้อาจนาํ มาใชก บั ลักษณะการกระทาํ ใดๆ โดยเฉพาะได
โดยมคี วามหมายในแงข องการเปรยี บเปรย
หรืออีกนัยหน่ึง การอยูภายใตอารมณต าํ่ คลง่ั ใคลในอํานาจวาสนาและทาํ ตามอาํ เภอใจ
ฯลฯ แมพ วกเขาจะถูกจดั ใหเปน ผูมคี วามบาป และพวกเขาจะไดรบั โทษอยางรายแรงกต็ าม นั่นก็ยงั
มิไดหมายความวา พวกเขาจะเปน ผตู ัง้ ภาคีในแงข องการอบิ าดะฮ ซงึ่ พวกเขาเหลานน้ั ยอมไดรบั การ
ลงโทษไปตามบทบัญญัตโิ ดยเฉพาะท่มี ีปรากฏอยูแ ลวในกฎหมายอสิ ลาม
จะหาวา เร่ืองนไ้ี มจรงิ ไดอ ยางไร กใ็ นเม่ือเราไดพบหลักฐานในฮาดษี ทชี่ ดั เจนบทหนึ่งวา
“ใครคลอ ยตามผูพูดคนไหนก็เทากับเปน บาวของคนนั้น ดังนั้นถา เขาพดู ในสงิ่ ทม่ี า
จากอลั ลอฮกเ็ ทากับเขาเปนบา วอลั ลอฮ และถา เขาพูดตามส่งิ อน่ื ท่มี ิใชมาจากอัลลอฮกเ็ ทากบั เขาเปน
บา วสิง่ อื่นนอกจากอลั ลอฮ”

(ซะฟนะตุลบหิ าร เลม ๒ หมวดวา ดว ย “บา ว”)

ฉะนัน้ ประชาชนท่ฟี ง ขาวอยูท กุ วนั และคลอยตามขา วคราวทนี่ ักแถลงขา วและโฆษกวทิ ยา
โทรทัศนเสนอ ซง่ึ สวนมากแลว นักแถลงขา วเหลา นั้นไดพ ูดมาจากสิ่งอนื่ นอกเหนอื จากอัลลอฮ
ทั้งสนิ้ แลว จะเปนไปไดก ระนัน้ หรอื ที่เราจะกลาววา ทกุ คนทีร่ บั ฟง ขาวคราวเหลา น้นั เปนบาวของ
บรรดานักแถลงขา วทั้งหลาย?

แตเปน สงิ่ ทถี่ กู ตอ งในกรณีท่ีเราจะนําคาํ วา อิบาดะฮไ ปใชก ับพฤตกิ ารณใ นลักษณะนี้ในแง
ที่วาเปน การเปรยี บเปรย เพอื่ เปนการดํารงไวซง่ึ กรณที อี่ ยูในระหวา งความหมายตามทเ่ี ปน จรงิ และ
ความหมายตามคาํ เปรียบเปรย

จนแมก ระทงั่ วา ในสาํ นวนของการใชภ าษาบางครั้งไดตําหนิคนบางคนวา “เปน ทาสของ
ปากทอ ง” หรอื “ทาสของอารมณ” แลวเขาเหลา นั้นจะเปนทาสของปากทอ งและอารมณจรงิ ๆ
กระนั้นหรอื หรอื เปนเพราะการยอมจาํ นนอยางส้ินเชิงตอความตองการของอารมณฝ า ยตํ่าจนเอามา
เปรียบไดกบั ลักษณะการยอมจาํ นนอยางส้ินเชงิ ทมี่ ีเหมือนกบั ผยู ึดในหลกั เอกภาพจาํ นนตอ ผูส รา ง
โลกแลว ใชคาํ วา อิบาดะฮใ หแกค วามเปน ไปในลกั ษณะนี้

๙- คําส่งั ของพระผเู ปน เจา ทาํ ใหก ารตง้ั ภาคเี ปน เรื่องท่มี ใิ ชการต้งั ภาคไี ดกระนั้นหรอื ?
อาจมีผูก ลา ววา การสญุ ดของมะลาอิกะฮท มี่ ตี ออาดัม, การคารวะท่ีมตี อ หนิ ดาํ , และการ

กระทาํ อน่ื ๆทคี่ ลายคลึงกบั เรอื่ งทงั้ สองอยางนี้ ในเมอ่ื เปน ไปดวยคําสัง่ ของอลั ลอฮ ก็ไมถ ือเปนการ
ตอ งภาคี และไมถ ือวาผูปฏบิ ัติจะเปนผูตงั้ ภาคี (๑)

หรือกลา วอกี นยั หนง่ึ วา ความเปนจริงของการอบิ าดะฮน นั้ แมม ันจะหมายถงึ การนบนอบ
และการใหความคารวะก็ตาม แตในเม่ือการกระทาํ น้ันๆ มขี น้ึ โดยคําสง่ั ของพระองคผ ูทรงมหา
บรสิ ุทธแ์ิ ลว ก็ถอื วาเปน การอิบาดะฮตามคาํ สงั่ มใิ ชตามอยางอ่นื

แตท ้งั ผพู ดู และผูเชอ่ื ตามลมื นึกไปถงึ จุดสําคัญอยางยงิ่ อยปู ระเด็นหนึ่งน่ันคือ :
กฎเกณฑท ีเ่ ก่ียวพนั กบั เนื้อเร่ืองหนึง่ ๆ จะไมเปลีย่ นแปลงความเปนจริงของเนอื้ เรื่องน้ันๆ
อยา งเด็ดขาด และไมถ ือวา คําส่ังของพระผูเปนเจาทีเ่ กีย่ วพนั กบั เร่ืองน้ันจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ
มนั
โดยเหตผุ ลทางสติปญญาถือวา การดา ประณามใครคนหนึง่ เทากบั เปนการหมิน่ ประมาท
คนคนนั้นแนนอน และเร่ืองนกี้ ็สามารถตดั สนิ ไปตามกฎของการดา การทําช่วั และการประณาม
ฉะน้นั ถา อัลลอฮวางกฎใหดาใครและประณามใครอันเปน หลกั การไปเลย คาํ สง่ั ของอัลลอฮก็มิได
เปลี่ยนแปลงเน้อื หาของการดา การประณามเลย อยา งเดด็ ขาด
เชนเดยี วกบั กรณขี อง การเล้ียงตอ นรบั แขก และการทักทายแขกโดยธรรมชาติของการ
กระทําท้ังสองอยางนี้ คือ การยกยอ ง และคารวะแขกผมู าเยือน ครน้ั เมอื่ การเลย้ี งตอ นรับถูกงดเวน

(1) คนกลา วคอื ชยั คอ ับดุลอะซซี อมิ ามมสั ยดิ นะบะวยี ในการสนทนากับผูม เี กียรติบางทาน

แกคนคนหนึง่ โดยหมายถึงวา การเลยี้ งตอ นรับนั้นโดยธรรมชาติของมนั แลวกค็ อื การใหเ กยี รติ
อยา งหนึง่ ก็มิไดหมายความวา เน้อื หาของการกระทาํ ไดก ลายไปเปนการลบหลูแ ขกไปโดยลักษณะ
ของการงดเวนสงิ่ นั้นๆ หากแตเน้อื หาที่แทจริงของการตอนรบั ยงั คงอยูกับส่งิ อน่ื ๆ ท่เี ขายังไดรบั อยู
ถึงแมวา การงดเวน อยา งหนึ่ง เขามาเกย่ี วขอ งในเรอื่ งนแ้ี ลว กต็ าม ฉะนน้ั ขอใหยอนกลับมาดูเรื่อง
การกระทําตา งๆ เชน การสญุ ดตออดมั การคารวะตอหินดาํ และอ่ืนๆ ถา หากวา มนั เปนการเคารพ
ภกั ดี (อิบาดะฮ) ที่แทจ รงิ แลวไซร คาํ สงั่ ของพระผูเ ปนเจาก็มิไดทาํ ใหเนอ้ื หาที่แทจ รงิ ของมัน
เปลยี่ นแปลงเลย กลาวคอื มนั จะไมพนออกมาจากลัษณะการเคารพภกั ดีตอ อาดมั หรือยูซุฟ หรอื ตอ
หนิ ดําได เพราะฉะนนั้ ส่งิ ท่ีผูอธบิ ายไดกลาวไปวา แทจรงิ แลว มันเปน การเคารพภักดีโดยแท แตใ น
เม่อื เกยี่ วพันกับคาํ สง่ั ของพระผูเปนเจา มนั กเ็ ลยออกพนไปจากการต้งั ภาคี โดยถือเสียวา การกระทาํ
เหลา น้ีเปน การต้งั ภาคีทไี ดรับความยนิ ยอม นี่คือคําอธบิ ายที่ไมมีมนษุ ยคนใดรบั ได

สรุปไดว า ปญ หานจ้ี ะตองวนเวียนไมรูจ บ คือ อาจถือวา งานเหลานอี้ ยูน อกเหนอื ความหมาย
ในเรื่องการตง้ั ภาคีกไ็ ด หรืออาจกลา ววา ความจริงแลว มนั คอื การตั้งภาคใี นแงข องการเคารพภกั ดี
น่ันเอง แตมันเปนการตง้ั ภาคที ีอ่ ลั ลอฮทรงอนมุ ตั ใิ ห! !!

คํากลาวขอทส่ี อง เปนความผดิ พลาดเสยี จนไมอาจมใี ครลงความเหน็ คลอยตามไดแมเ พียง
คนเดียว แตท า นอาจยอมรบั ได ถา ถอื วา การกระทําบางอยา งนน้ั เปนการใหเกียรติและการนบนอบ
และอกี นยั หนึ่ง อาจถอื วา เปน การตัง้ ภาคกี ไ็ ด ถา บคุ คลเหลานน้ั เชน มะลาอิกะฮ สญุ ดตอ อาดัมโดย
เชอื่ ถอื วา อาดมั คอื พระเจา แนน อนการกระทาํ ของพวกเขายอ มเปนการตัง้ ภาคีอยางเด็ดขาด ถึง
แมอ ลั ลอฮทรงบญั ชาในลัษณะบังคบั ก็ตาม แตถา สญุ ดไปโดยที่ไมม คี วามเชอ่ื ถืออยางนี้ การกระทํา
นั้นๆ ก็มิไดเ ปนการต้งั ภาคีเลย ถงึ แมพระองค ผทู รงสูงสดุ จะมิไดบ ัญชากต็ าม

ทา นชยั ค อับดุล อะซีซ อิมามมสั ยิดนะบะวยี ไดอ ธิบายวา การใหเ กียรติเหลานถ้ี กู ตองและ
เปนไปตามบทบญั ญตั ิ เพราะมีคําสงั่ จากพระผเู ปนเจา ทา นไดอ างคําพดู ของทา นอมุ รั บิน คอ็ ฏฏอบ
ในเร่ืองหินดาํ วา “แทจริง ขา รูว าเจา คอื หนิ ดํา เจา ไมอาจใหค ุณใหโทษอันใดไดเ ลย แตถาหากมิใช
เพราะขาเคยเหน็ ทานนบี (ศ) จบู เจา แนน อนขา กจ็ ะไมจ ูบเจา ” (๑)

แนน อนท่ีสดุ เราก็ไดกลาวแกท าน (อิมามมสั ยดิ นะบะวยี ) วา : ความหมายจากคําพูดของ
ทา นก็คือวาการกระทําเหลานี้เปน การตงั้ ภาคีอนั ประเสรฐิ ความวา

“จงกลาวเถิด (มุฮัมมัด) แทจริงอลั ลอฮมิไดบญั ชาเกย่ี วกับส่ิงช่ัวราย แลวสเู จาจะกลา วหา
อัลลอฮในส่ิงท่สี ูเจาไมร กู ระน้นั หรือ?

(อลั -อะรอฟ-๒๘)
ดังน้ัน ถา หากวา เนอื้ หาของการสญุ ดตอ อาดัม(อ) และการคารวะตอหินดําเทา กับเปน การอิ
บาดะฮต อ อาดมั และตอหินดําและเปน การตง้ั ภาคแี ลว แนนอนอลั ลอฮ ผูทรงความบรสิ ทุ ธิ์จะไมท รง
บัญชาเลยอยางเด็ดขาด

(๑) ศอฮีฮ บคุ อรี เลม ๓ หนา ๑๔๙ หมวดวา ดวย การทําฮจั ญ

๑๐- ความหมายของคาํ วา “พระผูเ ปนเจา” และ “พระผูอภบิ าล”
สําหรบั คําวา “พระผูเ ปน เจา ” น้ันเราไมส งสัยเลยทีว่ าทานผอู า นจะตองหาความเขา ใจใน

ความหมายของคาํ วา “อิลาฮ” เพอ่ื เปนการจาํ กดั ความคือทง้ั สองคําท่ีวา “อิลาฮก ับอัลลอฮ” นั้น มา
จากหมวดคําอนั เดียวกนั หมายถึง คาํ ทใ่ี หค วามเขา ใจเปนประการท่ีสอง คือ “อัลลอฮ” สวนคาํ ท่ีให
ความเขา ใจเปน ประการทห่ี น่งึ คือ “อิลาฮ” เพยี งแตวาทง้ั สองคาํ มีความหมายที่แตกตา งกนั ในแง
ความแตกตา งที่วา ดว ยลกั ษณะรวมและลกั ษณะเดยี่ วเฉพาะ

อยา งไรกต็ าม คาํ อันประเสรฐิ * (ลัฟซลุ ญัลลาละฮ) น้ัน มีความหมายในแงล ักษณะพเิ ศษ
ออกไป จากความหมายในแงของลกั ษณะรวมเหลา นั้น นอกจากนคี้ ําวา “อลิ าฮ” ยังคงมีความหมาย
ในลักษณะรวมอกี ดว ยถึงแมวา ในทรรศนะของผมู หี ลักเอกภาพจะไมมีความเชอื่ ถอื เปน อยา งอ่นื แต
กร็ วมเสรจ็ สรรพอยูใ นความหมายของคาํ นนั้ กลาวคอื กรณเี ดยี วกันกบั ที่วา ไมมีใครเลยทจี่ ําเปน
จะตองหาความหมายจากคาํ อันประเสรฐิ (ลัฟซุลญัลลาละฮ) เพ่อื ไปสูการจาํ กดั ความ คาํ วา “อิลาฮ”
กเ็ ปน อยา งนนั้ เชนเดียวกัน ดังน้ันจงึ ไมม ปี ระเดน็ ไหนที่เปนขอแตกตางระหวา งคาํ ทงั้ สองเลย
นอกเหนือจากความตา งกันในแงของสว นยอ ย (ซุ อยี ะฮ) กับในแงข องสวนท้งั หมด (กลุ ลยี ะฮ)
กลาวคอื คาํ ทงั้ สองเปรียบไดเ หมือนกบั วา “นายซัยดก ับมนุษย” แตความหมายอันแรกยอมแตกตา ง
ไปจากสวนอน่ื ๆ (นายซัยดกับมนุษย) ในแงข องความตา งกันสาํ หรบั “อลิ าฮ” กับ “อลั ลอฮ” ก็
หมายความวา อยูท ่คี าํ กลาวคอื คําทง้ั สองเปน อันเดียวกันท่อี ยใู นหมวดนั้น คําอนั ประเสรฐิ (ลัฟซุล
ญลั ลาละฮ) ก็มใิ ชอ ่นื ใดนอกจากคาํ เดยี วกับอิลาฮท ่อี กั ษรฮัมซะฮถกู ตัดออกไปแลวเพิม่ อกั ษร “อะ
ลฟี กับลาม” เขามาเทา น้ัน และน่ีมิไดห มายึความวา มนั จะทาํ ใหค าํ นนั้ ออกไปจากมาตรฐานเดียวกัน
เลย ทั้งในรูปของคําและความหมาย

ในท่นี ้อี าจกลา วไดเลยวา คํานามโดยทวั่ ไปก็คอื คําวา “อลิ าฮ” พหพู จนของมันคือ “อาลิ
ฮะฮ” สวนคํานามเฉพาะคอื คาํ วา “อลั ลอฮ” ซงึ่ ไมม ีพหูพจนอกี เลย และตรงกับในภาษาเปอรเซียวา
“คุดา” ภาษาตรุ กีวา “ตารอ” และตรงกับภาษาองั กฤษวา “กอ็ ด” อยง ไรก็ดีคาํ นามเฉพาะและคํานาม
ทั่วไปในภาษาเปอรเซยี ภาษาเดียวเทา นัน้ ท่ีใชค ําวา “คดุ า” นอกเหนือจากน้คี ําวา “คุดาวนั ด” กม็ ิไดม ี
ความหมายเปน อยางอื่นนอกจากคํานามเฉพาะ สวนคําวา “ก็อด” ในภาษาอังกฤษนนั้ ถา ในกรณที ี่
ตองการจะเรยี กเปน คํานามท่วั ไปกจ็ ะเขียนในรูป “god” แตถ า ตอ งการจะใหเปนคาํ นามเฉพาะก็จะ
มาในรูปของ “God” ก็จะไดความหมายตามนัยของคําน้ัน

ในกรณีท่ีคํานามนี้ (อัลลอฮ) ไดถูกเจาะจงใชก บั คําวา ผูส รา งโลกเปนการเฉพาะนั้น เปน
เพราะมหี ลกั เกณฑดังน้ี คอื : ในธรรมเนียมการสนทนาของชาวอาหรบั น้ัน ในเม่ือตองการทจี่ ะ
กลาวถึงผสู ราง ก็มักจะใชค าํ วา “อัล-อิลาฮ” โดยมีอักษร “อาลฟี ” กับอักษร “ลาม” เพ่มิ เขา ไปในคําๆ
นี้ อันเปนการแสดงใหเ ห็นถึงความเนน หนักทางดานจิตใจ คือคาํ วา “อัลอิลาฮ” น้ัน ทานเขา ใจถงึ

* (คาํ อันประเสริฐ) หมายถึง อลั ลอฮ

ความเนน หนักไดกเ็ พราะหลักภาษาตรงคาํ ทเ่ี รียกวา อักษร ลามอะฮดั หลังจากน้ันคําวา “อลั -อลิ าฮ”
กไ็ ดกลายเปน คาํ เฉพาะในการกกลาวถงึ คาํ วา “ผูส รางโลก” ในหมูช นชาวอาหรับ เมือ่ กาลเวลาผาน
พนไปนานๆ เขา อกั ษรฮมั ซะฮท ตี่ งั้ อยรู ะหวา งอักษรลามทงั้ สองกถ็ ูกลบเลอื นไป และตกไปจากการ
ใชภ าษาคาํ วา “อัล-อลิ าฮ” จงึ กลายไปเปนคาํ วา “อัลลอฮ” ซง่ึ ไดกลายมาเปนคาํ ๆ ใหมและเปน พระ
นามเฉพาะของ “ผูสรา งโลก” ท่ีทรงไวซึง่ ความบรสิ ทุ ธ์ิ (๑)

ขอเปรียบเทยี บทมี่ ีกค็ ือ : อนั นาส (มนุษย) เดิมมีรากศพั ทม าจากคาํ วา “อัล-อนิ าส” ครั้นแลว
อกั ษรฮัมซะฮก็ไดถ ูกลบออก ทํานองเดยี วกันกับการกลาวคาํ วงิ วอนท่ีใชค ําวา ยาอลั ลอฮ ดว ยการ
ตดั ฮมั ซะฮ ที่ไดแกค าํ วา “ยาอลิ าฮ” คาํ วา “อัล-อลิ าฮ” เปนคํานามประเภทสง่ิ ของ เชน คน, เสือ เปน
ตน (๑)

ทา นอัลลามะฮฏ ็อบรอซีย ไดอางหลกั ฐานมาบันทกึ ไวใ นตฟั ซีรของทานวา คาํ วา “อัลลอฮ”
นั้น รากศพั ทก ็คือ “อิลาฮ” ตามมาตรา “ฟอ าล” แลว อกั ษรฟาอ กไ็ ดถูกตัดออกไป เชนเดยี วกับ
อักษรฮัมซะฮ แลว อกั ษรอะลีฟกบั อักษรลามก็เขา มาเปน การแสดงถึงความหนกั แนนของมนั โดย
เหตุผลที่วา การท่ีพวกเขาตดั อักษรฮมั ซะฮท อี่ ยูขางในออกไปน้ัน ทาํ ใหอกั ษรลามเปนตัวจาํ กัด
ความหมายในแงข องการสาบานและการวงิ วอนขอ เชน คาํ กลาวที่วา “ยาอลั ลอฮ อิฆฟร ลีย” และถา
ไมมีตัวทดแทนเขามา อกั ษรฮัมซะฮน น้ั กจ็ ะไมอาจตั้งอยไู ดนอกเหนือจากในคาํ นามนี้ (๒)

ทานรอฆิบไดกลาวในหนงั สอื “มุฟรอดาด” วา : คาํ วา อัลลอฮ น้ันรากศพั ททมี่ ากค็ ือ อลิ าฮ
คร้ันอักษรฮมั ซะฮถกู ตัดออกแลว นําอักษรอะลฟี กบั ลามเขา มา กจ็ ะหมายวึ ามเฉพาะถึงพระผทู รง
บรสิ ทุ ธ์ิ ดงั ท่ีพระองคไ ดท รงมโี องการเจาะจงไวว า : สเู จา รใู นการขนานนามใหแ กพ ระองคกระนั้น
หรือ (๓)

ดวยเหตนุ ้ีเองเราจึงไมจาํ เปนตอ งอธิบายคาํ วา “อลิ าฮ” นอกเหนือไปจากทัศนะท่วี า ความ
เปน สวนทง้ั หมดอีก ในเมอ่ื “คาํ อันประเสริฐ” ไดถกู วางลงบนคาํ น้แี ละโดยเหตทุ ่วี าคาํ น้ีให
ความหมายท่ชี ดั เจนอยูแ ลว เราจึงไมจาํ เปน แตอยา งใดเลยท่จี ะหาความหมายของคาํ ทเ่ี ปนหัวขอเรื่อง
สาํ หรับสว นทัง้ หมด ใชส าํ หรบั ประเด็นทวี่ า “คาํ อันประเสรฐิ ” นั้น แมจะเปน ท่รี ูกนั อยแู ลววา
หมายถึงผทู รงเปน ศูนยร วมแหง คณุ ลักษณะตางๆ ที่สมบูรณทงั้ หมด หรือทรงเปนผูสรางสาํ หรบั
สรรพสง่ิ ทง้ั หลาย ก็ยงั มิไดหมายความวา ทรงมีคณุ ลักษณะหรือผูส รา งท่อี ยใู นมาตรการตางๆ ตาม
ความหมายของ “อิลาฮ” หากแตเ ปน การเจาะจงถึงความเปน หน่ึง เฉพาะในแงที่บุคคลหนึง่ มี
ลกั ษณะท่พี เิ ศษไปจากบุคคลอื่น หรอื ตามที่สมมตฐิ านขึน้ (มิใชม ใี นความเปนจริง) มนั คือเรอ่ื งท่ี

(๑) ในเหตุผลเหลา นยี้ ังมที ัศนะอื่นๆ อกี ซึ่งสามารถอานดไู ดใ นหนังสือ ตาุลอรุ ูส เลม ๙ หมวดวา
ดวยเร่ือง “อิลาฮ”
(๑) อลั -กิชาฟ หมวด ๑ หนา ๓๐ อธิบาย บสิ มิลลาฮ
(๒) มัจมุอุลบยาน หมวด ๑ หนา ๑๙
(๓) มุฟรอดาตุรรอฆบิ หนา ๓๑ หมวดวา ดว ย อลิ าฮ

นอกประเด็น ที่เราจะช้แี จงตอ ไป
ความหมายของคาํ ทัง้ สองชใ้ี นประเด็นอันเดยี วกัน นอกเหนอื จากทเี่ ราไดกลา วไปแลว กค็ ือ

วา บางครั้ง “คําอนั ประเสริฐ” ไดถกู นําไปใชในที่ของ “อลิ าฮ” คอื ในแงข องความเปน สว นท้งั หมด
กลา วคือการใชแตละคาํ ลงในท่ีของอีกคาํ หน่ึงก็เปนการถกู ตอง ดังปรากฏในโองการของพระองค
ทว่ี า

“และพระองคค อื อัลลอฮ ในชนั้ ฟา ท้ังหลายและในแผนดนิ ทรงรูความลับและการเปดเผย
ของสูเจา และทรงรสู ิ่งที่สเู จาขวนขวาย”

(อัล-อันอาม-๓)
ถา เราะจเปรยี บเทยี บโองการน้ีกับโองการอน่ื ก็จะเหน็ วาตรงกัน เชน
“พระองคคอื ผูซง่ึ เปน “อลิ าฮ” ทงั้ ในชนั้ ฟาและเปน “อลิ าฮ” ในแผน ดิน และพระองคคือผู
ทรงปรีชาญาณ ผทู รงรอบรู”

(อซั ซคุ รฟุ -๘๔)
“และสูเจา อยา พดู วา มี “สาม” พวก เจาจงหยดุ เสียเถดิ จะเปนการดแี กสูเจา อนั ท่ีจริงอลั ลอฮ
นัน้ คือ “อิลาฮ” องคเดยี ว มหาบริสุทธ์ยิ ิง่ แดพระองคจ นพน ในอันท่ีบุตรจะถึงมีสาํ หรบั พระองค
ได”

(อันนซิ าอ-๑๗๑)
“พระองคค อื อัลลอฮ ผูซึง่ ไมมี “อลิ าฮ” อื่นใด นอกจากพระองคผ ูทรงเปนเจา ผทู รงบริสุทธิ์
ทรงสนั ติ ทรงใหความปลอดภยั ทรงอาํ นาจ ทรงเดชา ทรงฤทธา ทรงเปน ใหญ มหาบริสุทธ์เิ ปน
ของอลั ลอฮ พนจากส่ิงทพ่ี วกเขาต้ังภาค”ี
“พระองคค ืออัลลอฮ ผสู ราง ผบู ริสุทธ์ิ ผูทรงมีพระนามตา งๆ ทีด่ ีงาม สง่ิ ในชัน้ ฟา ทัง้ หลาย
และแผน ดินสดดุ ีพระองค และพระองคค ือผทู รงเดชาผูทรงปรชี าญาณ

(อัล-หะชัร-๒๓-๒๔)
ไมตอ งสงสัยเลยวา “คําอันประเสริฐ” ในโองการเหลานี้ หมายความถึงความหมายตา งๆ
ของ “อิลาฮ” ในแงของความเปนสวนทั้งหมด (คอื ความหมายวา ส่ิงตา งๆ ทอ่ี ธบิ ายมานนั้ คอื
ความหมายของอิลาฮ)
โองการตอไปนีม้ ีสวนใกลเ คียงกันกับโองการแรก
“จงกลาวเถิด สเู จาจงวงิ วอนตอ อัลลอฮ หรือจงวงิ วอนตอ ผทู รงเมตตา ไมวา นามใดก็ตามที่
สเู จาเรียก ดงั นั้นสาํ หรบั พระองคน ั้นทางมีพระนามทัง้ หลายทดี่ งี าม”

(อัล-อซั รออ- ๑๑๐)
ในสองโองการนี้นับวา ไมมีความตา งกันในแงท ่ีวา “คาํ อนั ประเสรฐิ ” เปน คาํ จาํ เพาะในแง
ของความเปนสวนท้ังหมด มิใชความเปน สว นยอยดงั ท่ีมีบางคนเขาใจ

ใช อาจมีการกลา ววา “คาํ อนั ประเสรฐิ ” นั้น มาจากคาํ วา “อลิ าฮ” ตามความหมายในแงของ
การเคารพภักดี หรือมาจากคาํ วา “อิลาฮ” ตามความหมายในแงท วี่ า ความกระวนกระวาย เพราะวา
ปวงบา วจะมีความกระวนกระวายในเมื่อราํ ลกึ ถึงพระองค หรอื มาจากคําวา “อลิ าฮ” ตามความหมาย
ในแงท ่วี า ความยําเกรงเพราะผถู กู สรา งยอมมีความยาํ เกรงตอพระองค หรอื มาจากคําวา “อิลาฮ” ตาม
ความหมายในแงทวี่ า สงบเพราะผถู กู สรางจะมีความสงบในยามทร่ี ําลึกถงึ พระองค

หรือจะเปนคําทีไ่ ดม าจาก “ลาฮะ” ตามความหมายในแงท ว่ี า ทรงคุม ครองปอ งกัน เพราะ
พระองคท รงเปน ผปู กปองจากการตั้งมโนภาพหรือการพรรณนาถึงพระองคใ นลกั ษณะอยา งนี้ (๑)
แตส มมตฐิ านเหลา นเ้ี ปน เพียงการคาดคดิ กันเทานัน้ คอื ไมมีหลกั ฐานอางอิ
มันจะถูกทั้งหมดหรอื ถูกในบางสวนก็ตามแตมันกม็ ใิ ชหลักฐานท่ีจะช้ีใหมากไปกวาเพียงเปน
ขอสงั เกตเอาในประเด็นหน่ึงๆ แลว มาสรปุ ใหเ ปน “คาํ อนั ประเสรฐิ ” หรือคําวา “อัล-อิลาฮ” สวน
ประเดน็ ที่วา ประเดน็ ตางๆ เหลานน้ั คงอยูตอมาจนถงึ สมัยท่อี ัล-กรุ อกานถกู ประทานมา และกรณี
ทวี่ า อลั -กุรอานนําคําท้งั สองมาใชเ พ่ือรักษาประเด็นตา งๆ เหลานไ้ี ว กเ็ ปนเร่ืองที่ไมมีหลักฐานใดๆ
ยืนยัน

เปนอนั วาความหายเหลา นี้เปน ลักษณะเฉพาะของคาํ วา “อลิ าฮ” ดงั นั้นถาใครยดึ ส่งิ ใด
ขึน้ มาเปนพระเจา สําหรับตนเองกเ็ ทากับเขาเคารพภักดีสงิ่ นัน้ มอบความหวงั แกส ิ่งนั้นในยาม
เดือดรอ น จิตใจของเขาจะสงบเมอื่ ขาไดรําลกึ ถึงสิ่งนั้นและอ่ืนๆ อีกทเี่ ปน สวนสําคัญสาํ หรับ
ลกั ษณะของความเปน พระเจา ถา ทา นผอู า นไดสังเกตโองการตา งๆ ท่ีมคี ําวา “อลิ าฮ” เปนอยางอื่น
นอกเหนอื จากที่ไดอ ธบิ ายกับ “คําอันประเสรฐิ ” ไมว า ในประเดน็ แรกท่ีวา หมายถึง “ความเปนสวน
ทงั้ หมด” และประเดน็ ทสี่ องทีห่ มายถึง “ความเปน ยอยก็ตาม”

(๑) ดหู นังสอื มัจญมุอลุ บะยาน หมวด ๙ หนา ๑๙

อลั -อลิ าฮหมายถงึ รูปเคารพกระนั้นหรือ?
ใชแ ลว ทวี่ านักปราชญเปน จํานวนมากไดอธบิ ายวา “อลิ าฮ” หมายถึง “รปู เคารพ” และพวก

เขากไ็ ดพากนั อา งโองการของอลั -กุรอานยืนยนั การอธบิ ายเชนน้ี
“เพ่ือพวเขาจะกอการเสียหายข้นึ ในแผนดิน และจะเพิกเฉยตอ ทานและพระเจา ของทา น”
(อลั -อะรอฟ-127)
โดยไดใ หค วามหมายตรงคําวา “พระเจาของทาน” วา หมายถงึ “รูปเคารพของทาน”
มูลฐานของความคิดนี้บางทอี าจหมายถงึ พระเจา ทที่ แจรงิ หรอื พระเจาทถ่ี ูกอปุ โลกขข ึ้นมา

เพ่ือทําการเคารพภักดี อยตู ลอดมาของมวลมนุษยชาติทง้ั หมดกไ็ ด ดวยเหตนุ ้ีคําวา “อัล-อิลาฮ” จึง
ไดรับการอธบิ ายวา หมายถึง “รูปเคารพ” ถึงกระน้ันก็ตาม รูปทไ่ี ดรับการเคารพภกั ดีนั้น มไิ ด
หมายถงึ อลั -อิลาฮ และความหมายของมนั ก็มไิ ดเปนของรากศพั ทเ ดิม

หลักฐานอันชัดเจนท่แี สดงวาอลั -อลิ าฮม ิไดหมายถึง “รูปเคารพ” ก็คือประโยคอันบริสุทธ์ิ
ที่วา “ไมมีพระเจา อ่นื ใดนอกจากอลั ลอฮ” (ลา อลิ าฮะ อลิ ัล ลอฮ) กลา วคอื ถา หากปรากฏวา
ความหมายของอลั -อลิ าฮคือ “รปู เคารพ” แลว แนน อนทีเดยี วประโยคนี้จะตองเปน เทจ็ ไปเลย เพราะ
เปน ทย่ี อมรบั กันวา รปู เคารพท่นี อกเหนอื จากอัลลอฮในโลกนมี้ ีมากนับจํานวนเปนพนั เมอื่ เปน
เชน น้ีแลว จะสามารถปฏเิ สธวา ไมม สี ่ิงถูกเคารพที่นอกเหนอื จากอัลลอฮไดอยางไร

โดยเหตุนผี้ ูท ี่กลาววา “อลั -อลิ าฮ” หมายถึง “รปู เคารพ” พยายามทจ่ี ะเนน คําวา “โดย
แทจรงิ ” เขา ไปขางหลังคําวา “อลิ าฮ” เพื่อจะไดเปนประโยคดงั นีค้ อื : “ไมม ีพระเจา (ทีแ่ ทจ รงิ ) นอก
จากอัลลอฮ” (ลาอิลาฮะ (บฮิ กั ) อิลลลั ลอฮ) จนไดความตามรปู ของความเขา ใจนี้ แตไ มตอ งสงสยั
เลยวาการใสคําวา (ที่แทจริง) เขา ไปท่ีตรงน้ยี อมผิดพลาดโดยแท แมว า เปา หมายของ “ประโยคอัน
บริสุทธ์ิ” จะหมายความวา ปฏิเสธตอ พระเจา (อิลาฮ) ใดๆ ในโลกนี้นอกเหนือจากอลั ลอฮก็ตาม และ
สาํ หรบั ความหมายน้ี (พระเจา ใดๆ) ยอมไมใชค วามจรงิ ของส่งิ อน่ื อยางเดด็ ขาดนอกเหนอื จาก
อลั ลอฮ และความเขา ใจเชนนก้ี ็มิไดเขา กนั กบั คํากลา วทวี่ า “อัล-อลิ าฮ” น้นั คือ รูปเคารพในขณะที่ยัง
มี “รปู เคารพตางๆ” ในโลกน้ีอยอู ีกถึงแมวา มันจะถูกอุปโลกขข้ึนมาก็ตาม

สําหรบั ประเดน็ ทพ่ี หูพจนของคําน้เี ปน อาลฮิ ะฮ ก็มิไดห มายความวา มนั จะหมายถึง “รูป
เคารพ” หากแตเ พ่อื เปนหลกั การของชาวอาหรบั วา อาลิฮะฮ (พระเจาทง้ั หลาย) ในทีน่ ี้มใิ ช “อัลลอฮ”
พระองคทรงกลา ววา

“หรือวาพวกเขามีบรรดาพระเจา (อาลอิ ะฮ) ทคี่ อยยบั ยั้งพวกเขาใหพน ไปจากเรา”
(อัล-อัมบิยาอ- 43)

ถา ทา นตอ งการจะทราบถึงความเขา ใจทเ่ี รามีตอ คาํ วา อัล-อิลาฮใ นแงของการจาํ กัดความ ก็
ขอใหย อ นกลับไปพิจารณากิจการตา งๆ ทเ่ี ปนเร่อื งของความเปน “ผูอ ภิบาล” ในทรรศนะของมนุษย
กลา วคือผทู ่ดี าํ รงไวซ งึ่ กิจการเหลานที้ กุ อยางหรอื บางอยา งนัน้ คอื อัล-อิลาฮ (พระเจา ) ดงั นั้นงาน
สราง งานบรหิ ารการใหช วี ติ การใหต าย การออกกฎหมาย การวางบทบญั ญตั ิ การใหอ ภัยโทษ การ

ใหค วามอนุเคราะหโ ดยอิสระทกุ ประการนน้ั คือกจิ การของ “พระผอู ภิบาล” ดงั นนั้ ผทู ี่ดํารงไวซ่งึ
กิจการเหลานีอ้ ยางแทจ รงิ หรือไดร ับภาพพจนอยา งนีเ้ ทา น้นั เอง ที่หมายถงึ “อลิ าฮ” ตามความเปน
จรงิ หรอื ตามภาพพจนท่มี ีจินตนาการไปอยางถูกตอง

ในทีน่ ้ียังมีโองการตา งๆ ทแ่ี สดงหลักฐานอยางชัดเจนวาอลั อิลาฮ มิไดหมายถงึ อัล-มะอบ ูด
(รปู เคารพ) หากแตหมายถึง ผูทรงจัดระบบ ผูท รงบรหิ ารหรอื ผูทรงคุณอํานาจในการบริหารหรอื มี
ลักษณะทใ่ี กลเคยี งกบั สงิ่ นต้ี ามท่ีถอื วา มันเปนงานของพระองคผ ทู รงสูงสุด ขอใหทา นพจิ ารณาดู
บางโองการตอ ไปนี้

“ถา หากในทัง้ สองนั้นยงั มีบรรดาพระเจา (อาลิฮะฮ) นอกจากอลั ลอฮอ ยูอกี ละก็ แนนอน ทั้ง
สองจะตอ งเสยี หาย”

(อัล-อมั บยิ าอ- ๒๒)
กลา วคือหลกั ฐานท่ีปฏเิ สธจาํ นวนหลากหลายของอลั -อาลฮิ ะฮ (บรรดาพระเจา) ยงั ไม
สมบรู ณพอ นอกจากวา เราจะถอื วา “อัล-อิลาฮ” ในโองการนหี้ มายถงึ ผทู รงจัดระบบ ผทู รงบริหาร
หรือทรงคุมอาํ นาจในกิจการตา งๆ หรือมลี กั ษณะทใ่ี กลเ คยี งกบั ทง้ั สองเรอ่ื งนีเ้ ทานนั้ แตถา เราจะถือ
วา อัล-อลิ าฮหมายถึงอลั -มะอบดู (รูปเคารพ) แลว เรากยังไดห ลักฐานไมกระจางพอ เพราะวา รปู
เคารพในโลกนม้ี เี ปน จํานวนมาก พรอมกับท่ยี ังไมม ีความเสยี หายใดๆ ในระบบจกั รวาล และปรากฏ
วา ในสมัยที่โองการนี้ถกู ประทานลงมาน้นั เมอื งฮญิ าซเตม็ ไปดวยอาลฮิ ะฮ (บรรดาพระเจา )
ในขณะที่ระบบจักรวาลกย็ งั มเี สถยี รภาพอยไู มเ กิดความเสยี หายใดๆ
เม่ือเปน เชน น้ี จึงจาํ เปนสาํ หรับผูที่ถอื วา “อลั -อลิ าฮ” หมายถงึ มะอบดู (รปู เคารพ) จะตอง
ใสค ําวา “โดยแทจ ริง” (บลิ ฮัก) ติดตามไปดวย คือจะตอ งอธบิ ายโองการนี้วา “ถา หากในท้งั สองยงั มี
รูปเคารพตา งๆ (ทแี่ ทจรงิ ) อยูละก็ แนนอนมนั ทัง้ สองจะตองเสยี หาย คอื ในเมื่อมะอบ ดู ทแ่ี ทจ รงิ เปน
ผบู ริหารและเปนผทู รงจดั ระบบแลว แนนอนวา มันจะเกดิ ความเสยี หายแกร ะบบของโลก เหตุผล
เหลา นีท้ กุ ประการยังฟงไมขึ้น
๒- “อลั ลอฮไมทรงมบี ุตร และไมม ีอิลาฮอ ่ืนใดรว มกบั พระองค เพราะถาเชนน้ันแลว
แนน อนทกุ อิลาฮกจ็ ะตองนาํ สิง่ ทต่ี นสรางไป และแนน อนพระเจา เหลาน้ันบางสวนก็จะมีอาํ นาจ
เหนือกวาบางสวน”

(อลั -มุนินูน-๙๑)
หลกั ฐานในโองการน้สี มบูรณอกี เชนกัน ถาเราอธบิ ายวา อิลาฮ ไปตามทเ่ี ราไดกลาวไปแลว
วา มนั คอื ลกั ษณะความเปน สว นทง้ั หมดของสิ่งท่คี ําอนั ประเสริฐ (ลฟั ซลุ ญัลลาฮะฮ) จาํ กดั ความไว
ทา นอาจกลา วไดว า คาํ นีห้ มายถงึ ผสู รา ง หรอื ผูบริหาร หรอื ผทู ่ีดํารงกิจการของตน คําท่ีเหมาะสม
สาํ หรบั ฐานภาพอนั นค้ี อื ผูส ราง และจะไดค วามตรงตามความในโองการที่วา อิลาฮท กุ องคก จ็ ะทรง
นําสิง่ ที่ตนสรางไปบรหิ ารกนั เอง และแตล ะฝา ยก็จะวางอาํ นาจเหนอื กันและกัน

ถาเราจะถอื วา อลั -อลิ าฮหมายถึงส่ิงถูกเคารพ เรากย็ ังไมก ระจา งชดั ในหลักฐาน อกี ท้งั
จาํ นวนอันมากมายของมันก็มไิ ดสรางความเสียหายใดๆ ขน้ึ มาในโลก เหตผุ ลทร่ี ะบุถึงสภาพ
ดังกลา วนคี้ ือขอ พิสจู น กลา วคอื ในโลกน้มี ีพระเจา (อาลิ ฮะฮ) อยูม ากมาย แนนอนทีส่ ุดบริเวณอลั -
กะอบะฮน้ัน เคยมพี ระเจา ถงึ สามรอ ยหกสิบองค แตค วามเสยี หายในโลกยังไมเ คยเกิดขึ้นเลย

ขอท่ีควรคาํ นึงสําหรบั ผทู ่อี ธิบายวา “อลิ าฮ” คอื มะอบ ดู (รูปเคารพ) กค็ ือการพินิจพิจารณา
ความหมายตามที่เราไดก ลาวไปแลว ในโองการทผี่ านมาแลว

๓- “จงกลา วเถิดถาหากมอี าลฮิ ะฮ (บรรดาพระเจา) รว มกับพระองคเหมอื นดงั ที่พวกเขาได
กลาวแลว ไซร เมื่อนัน้ แหละ แนนอนเลยวา พวกเหลานั้นตอ งใฝห าหนทางถงึ อลั ลอฮ ผทู รงเปนเจา
แหง บัลลงั ก”

(อัล-อซั รออ-๔๓)
กลาวคือการใฝหาหนทางเพ่อื ไปใหถึงพระองคผ ทู รงเปน เจา แหง บลั ลงั กน ้ัน นับวา เปน
ลักษณะทีจ่ ําเปน สาํ หรับผสู รางทง้ั หลาย หรือผูบริหาร ผูจดั ระบบหรอื สําหรับผทู ี่คุมอํานาจบรหิ าร
โลกหรือผูทม่ี ีคุณสมบัติอนื่ ๆ ในประเดน็ น้ตี ามทเ่ี รามมี โนภาพขนึ้ ในจติ สํานึกของเราท่เี ปน
ความหมายแหง ความเปนพระเจา สวนส่งิ ถกู เคารพ (มะอบดู ) จํานวนมากมายนัน้ ไมมีความจาํ เปน
ใดๆ ในสว นนี้เลย นอกจากมลี ักษณะทเี่ ปนไปตามทเ่ี ราไดช ีแ้ จงไปกอ นแลวเทา นั้นเอง
๔- “แทจรงิ สเู จา และสงิ่ ท่สี เู จาเคารพภักดีนอกเหนือจากอลั ลอฮน้ัน เปนเชอ้ื เพลงิ ของ
นรกญะฮนั นมั สูเจาทง้ั หลายคอื ผเู ขา ไปในมนั ถา หากวา ทัง้ หลายเหลานนั้ เปนอาลิฮะฮ (พระเจา )
แลว พวกเลหานัน้ จะไมไดเขาสมู ันเปน แน”

(อลั -อมั บยิ าอ- ๙๘-๙๙)
โองการนีใ้ หเ หตผุ ลวารปู ปน และบรรดาเจวด็ นน้ั ตอ งเขาสูไ ฟนรกโดยเหตุทว่ี ามนั มิใชพ ระ
เจา (อาลฮิ ะฮ) เพราะถา มันเปนพระเจา มนั ก็ไมไดเขานรก
การอธบิ ายเหตุผลยอ มเปน ท่ีกระจา งอยา งสมบูรณได ถาเราอธบิ ายคาํ วา อาลิฮะฮไปตามที่
เราไดช้แี จงไปแลว กลาวคอื ผูสรา งโลก หรือผบู ริหารโลกหรอื ผูท่ีทรงจักระบบของโลก หรือผูที่มี
คุณสมบตั ติ างๆ แกต นเองในสว นทเ่ี ปน กิจการของอลั ลอฮนน้ั ยิง่ ใหญเกรียงไกรเกินกวา การทจี่ ะ
ตดั สินใหเขาตกนรกและเปนเชื้อเพลิงของนรกญะฮนั นมั
คาํ อธบิ ายเรือ่ งนีย้ อ มผิดเพ้ียนไปทันที ถา เราถือวา อลิ าฮห มายถงึ “รปู เคารพ” กลาวคอื จะได
คาํ อธบิ ายท่ไี มสมบรู ณ เพราะเปน ที่แนนอนเหลือเกนิ วา สิ่งตา งๆ ทถี่ ูกเคารพภักดนี ั้นยอมเปน
เชือ้ เพลิงของนรกญะฮนั นมั แตถ าจะใหเ ขาใจอยา งกระจา งชัดในโองการตา งๆ ทมี่ ีคาํ วา อลิ าฮแ ละ
อาลิฮะฮ (พระเจา ) ปรากฏอยกู จ็ ะตองเปนไปตามเหตุผลท่เี ราไดอ ธบิ ายไปแลว ขอใหท านได
พิจารณาในโองการของพระองคท ่วี า
“ดงั น้ัน อิลาฮข องสเู จา คืออลิ าฮเดยี ว ดงั นั้นสเู จาจงยอมจาํ นนตอ พระองคแ ละจงแจง ขา วดี
แกผ สู อบอยา งภกั ดีเถิด”

(อลั -ฮจั ญ- ๓๔)
กลา วคอื ถา หากวาจะอธิบายคําวา อัลอลิ าฮ (พระเจา ) ในโองการนวี้ าหมายถงึ มะอบ ดู (รปู
เคารพ) แลว กเ็ ทา กับเปน การโกหก เพราะเปนทีแ่ นนอนอยวู า รูปเคารพในสงั คมมเี ปน จํานวนมาก
ดว ยเหตุน้ีกระมัง จึงมกี ารใสค ําวา “อยา งแทจริง” เขา ไปตอทา ยคาํ วา อลั -อิลาฮในทต่ี รงน้ี คือ
หมายถึงส่ิงท่ีถูกเคารพอยางแทจ ริงนั้นคืออิลาฮเ ดยี ว แตถา เราอธบิ ายคําวา อิลาฮไ ปตามความหมาย
ผิวเผินตามทีร่ งมผี ลงานปรากฏอยูในโลก เปน ตนวา การบรหิ าร, การจดั ระบบ, การให
คณุ ประโยชน, และปดปอ งทุกขภัยโดยอิสระแลว ก็จะถอื วาถูกตอ งสาํ หรับการทจ่ี ะจาํ กัดความอยาง
นใ้ี หแ กค ําวา อลิ าฮในแงหนึ่ง โดยไมจําเปน ตองอาศยั คาํ อธิบายอน่ื แฝงอยอู ีกเลย ในเม่ือเปน ทีร่ ู
กนั อยแุ ลว วา ในชวี ิตของนนุษยแ ละสังคมของมนุษยน ั้น ไมม ีพระเจาอนื่ ใดอกี เลย ทีจ่ ะมคี ณุ ลกั ษณะ
ตามทีเ่ ราไดกลาวไปแลว น้ี
เราไมตองการทจี่ ะกลา ววา : อัล-อลิ าฮ หมายถงึ ผสู ราง ผูบรหิ าร ผูใหชีวติ ผูใหตาย ผชู ว ย
เหลอื ผอู ภัยโทษ ในเมอื่ ไมอ าจตคี วามคาํ วา อลั -อิลาฮออกมาใหเ ขาใจได นอกจากจะเปนความหมาย
ตรงตัวเทา น้นั แตค ณุ ลกั ษณะตางๆ เหลานี้ คือพ้ืนฐานท่ีชี้ไปยงั ความหมายตรงตัวอนั นี้ อยางไรก็ดี
สภาพการณของคุณลักษณะนน้ั ๆ เปน ความหมายท่รี องรบั สาํ หรบั คําดังกลาว ดังเชนกรณที ่วี า
สภาพการณของพระองคคอื เปนผูทรงมอี ํานาจเหนอื ทกุ สว นในโลกน้อี ยางมีอิสระโดยมิไดเกี่ยวพัน
อยูกับส่ิงอื่นเลย เปนการใหค ําจาํ กดั ความทชี่ ีไ้ ปยังความหมายตรงตัว ตามทีเ่ ราไดรบั มาจากคาํ วา อิ
ลาฮ มิไดห มายความวา มนั คือตวั แทของความหมายน้นั
เม่อื ถึงจดุ นี้ ทานผุอ า นก็พอจะเขา ใจความหมายของคาํ วา อัล-อลิ าฮและอลั -อุลุวียะฮ ไดแลว
วา มันมไิ ดหมายถึง มะอบ ดู (รปู เคารพ) หากแตความหมายของมนั กค็ อื ความหมายทม่ี าจากคาํ วา
“อลั ลอฮ” นั่นเอง เพียงแตวา มันเปน คําท่มี ีความหมายเฉพาะเสียคาํ หนง่ึ และเปน คําทม่ี คี วามรวมใน
สว นทง้ั หมดเสยี อีกคําหนง่ึ เทานน้ั เอง
เรายงั จะตองหาความหมายของคาํ วา ร็อบ (พระผอู ภบิ าล) และ อัรรุ บุบยี ะฮ (ความเปนผู
อภิบาล) ตอไปอีก ซงึ่ เปน คําทีไ่ ดรบั การอธบิ ายไวอยา งมากมายไวอยางมากมายในขอเขียนตา งๆ
ของพวกวะฮาบีย :
ความหมายของ อัรรอ็ บ และอรั รุบบุ ียะฮ
“อัร-รอ็ บ (พระผอู ภิบาล), อัล-มาลกิ (ผูทรงอภิสทิ ธ์ิ), อัล-คอลิก (ผสู รา ง) อัศศอฮิบ (ผเู ปน
เจา ของ) “อัร-รอ็ บ” คือ “ผคู รอบครองสิ่งใดส่งิ หนึ่งไวอยางดี” มีคาํ กลา วกันวา “นายคนนั้นดแู ล
(รอ็ บ) ท่ีดินของตนโดยท่เี ขาดาํ เนนิ การปรับปรุงมนั ใหดีขน้ึ และทาํ การดแู ลรักษา (ร็อบ)” อัลลอฮ
ทรงเปนอัรร็อบ (พระผูอภิบาล) ก็เพราะเนอื่ งจากวา “พระองคืทรงเปนผูป รับปรุงสภาพของสิ่งที่
พระองคส รา งอยา งดี “ผเู ปนอรั ร็อบ” คอื ผูท่ดี ําเนินการดูแลรกั ษา” (๑)

(๑) หนงั สือ มะกอยซี อัลลเุ ฆาะฮ หมวด ๒ หนา ๓๘๑

ทา นฟยรซู อาบาดีย ไดเ ขียนไวว า :
“ร็อบทุกสงิ่ ทุกอยาง หมายถงึ “เปน ผมู ีอภสิ ทิ ธใิ์ นสิ่งนั้น เปนเจา ของสงิ่ นัน้ ...”
รอ็ บในกิจการใดๆ หมายถึง : การปรบั ปรุงกิจการนน้ั ๆ อยา งดี (๑)
ในพจนานุกรมมุนญิด มีกลาวไววา :
“อัรรอ็ บ หมายถึง เปน เจา เปน ผปู กครอง เปนนาย”
ในหนงั สอื ท่เี กยี่ วกบั ภาษาและพจนานกุ รมตางๆ เลม อน่ื ๆ กย็ ังใหความหมายในทาํ นอง
คลา ยๆ กนั นี้

คาํ วา ร็อบ (พระผอู ภบิ าล) มหี ลายความหมายหรือ?
หนาที่ของหนังสอื ท่อี ธิบายหลกั ภาษาและพจนานกุ รมตางๆ คือ การอธิบายความหมายของ

คําตา งๆ ใหเ ขา ใจ ไมว า ทที่ าํ ไปนั้น จะเปนการอธบิ ายไปตามท่คี าํ น้ันหมายถงึ หรือเปลา สว นกรณี
ของความหมายท่ถี กู ตองและการแยกแยะใจความท่แี ทจ รงิ ออกจากความหมายอนุโลมนนั้ อยู
นอกเหนือขายงานของหนงั สือที่เกย่ี วกบั ภาษา

นี่คือ ขอบกพรองทีเปน ขอ พิสจู นอันชัดเจนประการหน่ึงของหนงั สอื ท่เี ก่ยี วกบั ภาษาและ
ปทานุกรมตา งๆ ในขณะท่ีประชาชนมักจะไดพบวา ในคาํ หนงึ่ ๆ มีความหมายทต่ี า งกช็ ดั เจน และ
แนน อนอยตู ้ังหลายความหมาย จนถึงกับทําใหคิดไปวา ในสมัยแรกๆ นั้น ความเขา ใจของคน
อาหรับท่ีมตี อ คาํ ๆ น้มี ีถงึ สบิ ความหมายในสิบกรณี แตห ลงั จากทีไ่ ดทาํ การวิเคราะหและศึกษาแลว
ก็เปน ทีเ่ ขา ใจวา สาํ หรับคาํ ๆ นไ้ี มม คี วามหมายอื่นใดนอกจากความหมายเดยี วเทา นัน้ สวน
ความหมายอยา งอนื่ ท่ีถกู เอยถึงเปนเพียงสาขาของความหมายทีเ่ ปนพ้นื ฐานอันแทจ ริง

นับเปนความบงั เอญิ อะไรเชน น้ัน ทค่ี ําวา ร็อบ ก็เปน คาํ หนึ่งที่มคี วามเปน ไปตามบรรทัด
ฐานอนั นี้ แมก ระทงั่ นกั เขยี นอยา งทา นเมาดดู ี ก็ยงั คดิ วา คํานี้มีหาความหมายตามรากศพั ทเดิม และ
ทานกไ็ ดกลาวถึงความหมายท้ังหา อยางโดยอางหลกั ฐานจากอลั -กรุ อาน

ไมตอ งสงสัยเลยวา คาํ วา รอ็ บ ที่ไดถกู ใชในอัล-กรุ อานและภาษาในประโยคตอ ไปน้ี เปน
ความหมายท่กี วา ง และยืนยันถงึ ลักษณะตา งๆ ของความหมายเดยี วเทา นน้ั

ขอใหท านไดพจิ ารณาดูประโยคและขอ พิสูจนตอไปนี้
1- การเลีย้ งดูอบรม (อตั -ตัรบยี ะฮ) เชน ผูอบรม (ร็อบ) บุตร
2- การปรบั ปรงุ และดแู ลรกั ษาอยางดี (รอ็ บ) เชน การดูแลรักษาทด่ี นิ
3- รฐั บาลและฝา ยบรหิ าร เชน เขาคนนัน้ ไดดูแลรักษา (รอ็ บ) ประชาชนของเขาและทําให
ประชาชนเหลา นน้ั ดําเนินการปฏบิ ตั ิตามเขา
4- ผมู ีสิทธ์ิ ดังปรากฏในฮาดษี ของทา นนบี (ศ) ท่ีวา “เจาของ (รอ็ บ) ปศุสตั ว หรอื เจา ของ
(ร็อบ) อูฐ”
5- เจา ของ ดังเชนคําพูดของทา นท่ีวา : เจา ของบาน (ร็อบบุดดาร) หรือท่ีอลั -กรุ อานได

กลาววา :
“ดังนั้น พวกเขาจงไดเ คารพภกั ดีเจาของ (รอ็ บ) บานแหงนี้”

(อลั -กุรอ็ ยช-๓)
ไมตอ งสงสัยเลยวา คาํ ๆ นีไ้ ดถูกนาํ มาใชใ นประโยคเหลานี้และประโยคที่คลายคลงึ กันได

แตท งั้ หมดกต็ องยอนกลับไปยงั ความหมายเดียวท่เี ปนพ้ืนฐานเดมิ และความหมายเหลาน้กี เ็ ปนเพียง
ขอพสิ ูจนและลักษณะอันหลากหลายของความหมายทีเ่ ปน พื้นฐานเดิมท่ีแทจรงิ อันเดยี ว คือการให
ความหมายในแงข องความเปน ผูอภิบาล, ปรับปรุงดูแล, บริหารกิจการ, และเล้ียงดอู บรม

กลา วคือ เมือ่ มกี ารกลา วถึงเจา ของสถานทเี่ พาะปลูกวา เขาคือรอ็ บของท่ีดินแหงน้ัน ก็เปน
เพราะวา ความเปนไปของงานเพาะปลูก เก่ียวของกับเขาและอยใู นกาํ มอื ของเขา

เมื่อเราเรยี กผทู ท่ี าํ การปกครองคนพวกหนง่ึ ในลักษณะของรอ็ บ ก็เปน เพราะวา กิจการท้งั
ปวงของคนพวกนัน้ ข้ึนอยกู ับเขา ดังน้ันเขาจึงเปน ผูนาํ ของเขาเหลานนั้ และเปนผทู รงสิทธิ์ในการ
บริหารและจดั ระบบในกิจการตางๆ ของพวกเขา

เมื่อเราเรยี กเจา ของอาคารและผูมีสิทธิ์ในอาคารนั้นวารอ็ บ กเ็ พราะวา อาคารน้ันขึ้นอยูกับ
เขาทั้งหมด ไมวา ในเรอื่ งการบรหิ าร จัดการในดา นใดที่เก่ียวกับอาคารลว นเปนไปตามท่เี ขาตอ งการ
ทง้ั ส้ิน

โดยเหตุน้เี องผูเลี้ยงด,ู ผปู รับปรงุ ดูแล, หัวหนา , ผูทรงสิทธ์ิ และเจา ของตลอดถึงคาํ อืน่ ๆ ท่ี
คลา ยคลงึ กัน ลวนเปน ขอพิสจู นแ ละรปู แบบสําหรับความหมายอนั เดียวท่ีเปน พื้นฐานโดยแททมี่ อี ยู
ในทกุ ความหมายดงั กลา วนี้ และจาํ เปน ทวี่ า เราจะตอ งไมถ อื วา ความหมายเหลา นน้ั คือลักษณะ
จาํ แนกจากกันและแตกตา งกันของคาํ วา ร็อบ หากแตความหมายทแี่ ทจริงและพื้นฐานเดิมของคาํ นี้
คอื : ผทู ี่มีอาํ นาจในการบรหิ าร, จดั การ, ดาํ เนนิ การ, อยุใ นกํามือของตน และนี่คือความหมายรวมใน
สวนท้ังหมด (กลุ ลีย) และมีความเปนจรงิ อยูใ นขอ พสิ ูจนแ ละขอ ความในหาประโยคดังกลา วขา งตน
ทัง้ หมด (การเลีย้ งดอู บรม, การดูแลรกั ษาการเปน ผปู กครอง, การเปนผูมสี ิทธ์ิ, และการเปน เจา ของ)

ดังนั้น เมอ่ื ทานนบียูซุฟ อัศศิดดีก (ความสันติพงึ มแี ดทาน) ไดเรยี กอาซีซแหงอยี ิปตวา รอ็ บ
ดังทีไ่ ดกลาววา :

“แทจริงเขาเปน รอ็ บ (ผูเ ลย้ี งดู) ของฉนั ไดใหทีอ่ ยอู นั ดงี ามแกฉ ัน”
(ยซู ุฟ-23)

ก็เปนเพราะยซู ฟุ ไดถูกเล้ียงดใู นบานของอาซซี แหง อียปิ ต และปรากฏวา อาซซี เปน ผู
รับภาระในการเล้ยี งดูเขาและเอาธรุ ะในเรอื่ งของยูซุฟ

และเมอื่ เขาไดเรียกอาซีซแหงอียิปตวา เปนรอ็ บของเพอ่ื นชาวคกุ ของเขาวา
“สวนคนหนึ่งจากทา นทง้ั สองคนน้ัน เขาจะไดรนิ สรุ าใหแกรอ็ บ (นาย) ของเขา”

(ยูซุฟ-41)

กเ็ ปน เพราะวา อาซซี แหงอียิปตค ือประมุขของประเทศอยี ิปตแ ละเปนหัวหนา และเปน
ผูบริหารกิจการตางๆ ในประเทศอียิปตื อีกท้งั ยังเปนกษัตรยิ อ กี ดว ย

เมอ่ื อัล-กรุ อานไดกลา วถงึ พวกยวิ และพวกคริสเตยี นวา คนพวกนั้นไดยึดถอื เอานักปราชญ
ของพวกเขาเปน พระเจา (อรั บาบ) โดยกลาววา :

“พวกเหลานัน้ ไดยึดเอา นักปราชญแ ละนกั บวชของพวกเขาเปน พระเจา นอกเหนอื จาก
อัลลอฮ (อัรบาบ)”
(อตั เตาบะฮ- 31X

ก็เพราะเหตวุ า คนเหลาน้ัน เอาพวกเขามาเปน ผวู างบทบญั ญตั แิ ละถือวา พวกเขาเปน เจา ของ
อาํ นาจและกฎเกณฑ ซึง่ ความจรงิ แลวมันเปน สทิ ธเิ ฉพาะสาํ หรับอลั ลอฮ

เม่ืออลั ลอฮทรงเรยี กพระองคเองวา “ร็อบบุลบยั ต” กเ็ พราะวา กินการแหง อาคารแหงน้ี
ท้ังหมดไมว าภายนอกหรือภายในลวนเปนของพระองคแตผ ูเดียวและสทิ ธิในการจดั การอาคารแหง
นี้ก็มิไดเปนของผใู ดเลย นอกจากพระองค

เม่อื อัล-กรุ อานไดกลาวถึง “อัลลอฮ” ดว ยคําวา :
“พระผูอภบิ าล (รอ็ บ) แหง ช้นั ฟา ทงั้ หลายและแผน ดิน”
(อัศศอ็ ฟฟาต-๕)
และโองการทว่ี า :
“พระผอู ภิบาล (รอ็ บ) แหง ดวงดาวอชั ชอิ รอ”
(อนั นัจญมุ-๔๙)
ตลอดจนถงึ โองการทค่ี ลา ยคลึงกันน้ี ก็เปนเพราะวา พระองคคอื ผูท รงบรหิ าร ทรงจดั การ
และทรงจัดระบบตา งๆ ในสง่ิ นัน้ ๆ
กบั คําอธิบายอยา งน้ี เราจึงจะสามารถเขา ใจในความหมายที่แทจรงิ ของคาํ วา อรั รอ็ บ ตามที่
ไดถกู ระบอุ ยูใ นโองการตางๆ ของคมั ภรี อ นั ทรงเกียรติ
ท่ีรูกนั อยา งแพรห ลายในพวกวะฮาบยี ก ค็ อื การแบง หลกั เอกภาพออกเปน : ๑- หลักเอกภาพ
ในความเปน ผูอภิบาล ๒- หลักเอกภาพในความเปนพระเจา
โดยอธิบายวา : แทจ รงิ หลกั เอกภาพในความเปน ผูอภบิ าลตามความหมายทว่ี า เชอ่ื ม่ันตอ
ผูสรางองคเดยี วของจกั รวาลนี้ เปนเรอ่ื งทม่ี ีความสอดคลองกันอยูในหมชู นผตู ้งั ภาคที ้ังมวลในสมัย
ทอ่ี สิ ลามเร่มิ เผยแพร
สว นหลักเอกภาพในความเปนพระเจา กลา วคือหลกั เอกภาพในการเคารพภกั ดีตาม
ความหมายทีว่ า จะตองไมเคารพสง่ิ อื่นใดนอกจากอัลลอฮนน้ั แนนอนความพยายามของทาน
ศาสนทูตผูทรงเกยี รติน้นั ไดทุมเทลงไปเพื่อการนี้
เปน ความจรงิ ท่วี า หมูชนผูตั้งภาคีทงั้ มวลในสมยั ท่อี ิสลามเผยแพรน้นั มีความสอดคลอ ง
ตรงกนั ในประเด็นของหลักเอกภาพแหง ความเปนผูส รางโดยไมม ขี อ สงสัย แตการใชคําเรียก “หลัก

เอกภาพแหงความเปน ผสู ราง” วา เปน “หลักเอกภาพแหง ความเปนผูอ ภิบาล” นั้น ผิดพลาดและ
คลุมเครือ

ท่เี ปน เชนน้กี ็เพราะเหตวุ า ความหมายของ “อัรรุบบู ยี ะฮ” (ความเปนผอู ภิบาล) ไม
เหมอื นกับอลั -คอลกิ ียะฮ (ความเปน ผูสรา ง) ดังที่คนพวกนีส้ ับสนกันอยหู ากแตมนั หมายถึง การ
บรหิ าร และดาํ เนินกนิ การความเปนไปของโลก ตามทีเ่ ราอธบิ ายอยา งชดั เจนผา นไปแลว และความ
เขา ใจอนั นี้ เรากไ็ ดอ ธิบายไปแลววา มิไดเ ปนเรื่องทม่ี คี วามสอดคลองตรงกันแตอ ยา งใดในหมูชนผู
ตง้ั ภาคแี ละบรรดาผทู บ่ี ูชาเจวด็ ในสมัยทีอ่ ิสลามไดเริม่ เผยแผ เหมือนดังท่คี นพวกนีอ้ างไวเลย

ใชแ ลว ทว่ี า มพี วกหนงึ่ ทเี่ ปนปญ ญาชนในหมชู นยคุ งมงาย (ญาฮีลนี ) เชือ่ ม่นั วา ไมม ี
ผูบริหารอืน่ ใดในโลกนอกจากอัลลอฮ แตคนสวนใหญน้ันเช่ือม่ันวามีผูบ รหิ ารและดําเนินกิจการ
ของโลกหลายองค และขอ สรปุ อนั น้ี ก็มาจากโองการในอัล-กรุ อานหลายแหงประกอบกับทไ่ี ดอาง
มาแลว ดวย

ในทนี่ ้ีเราจะตง้ั ขอ สังเกตแกพวกวะฮาบียท ี่ใชช่ือเรียก “หลักเอกภาพในความเปนผสู ราง”
วา “หลักเอกภาพในความเปน ผูอภบิ าล” ใหมาพิจารณาโองการตา งๆ ตอ ไปน้ี เพ่ือเปนท่เี ขา ใจ
สําหรบั พวกเขาวา การเผยแพรท ่ีนําไปสู “หลกั เอกภาพในความเปน ผอู ภิบาล” นน้ั มิไดหมายถึงการ
เผยแพรท่ีนําไปสู “หลักเอกภาพในความเปน ผูส ราง” หากแตม นั คอื การเผยแพรที่นาํ ไปสู “หลัก
เอกภาพในความเปนผูบริหาร” และ “ดาํ เนนิ กจิ การ” แนนอนที่สดุ หมูชนผูตัง้ ภาคีในสมยั นั้น เปนผู
ที่เขา ใจความหมายในหลักเอกภาพแหง ความเปน ผอู ภิบาลผิดพลาดและสับสน อีกท้ังเช่ือมั่นวา
ผูบรหิ ารมอี ยูหลายองค ถงึ แมจะมคี วามเชื่อมัน่ ในความเปนองคเดยี วของผสู รางอยูก็ตาม

เปน ไปไมไดเลยท่ีเราจะอธบิ ายคาํ วา “รอ็ บ” ในโองการเหลา น้วี า หมายถึง “ผูสราง” และ
“ผูท าํ ใหม ”ี ขอใหทา นโปรดพจิ ารณาบางโองการตอไปน้ี

ก- “ถกู แลว ร็อบ (พระผูอ ภิบาล) ของพวกทานคือรอ บ (พระผอู ภบิ าล) แหงชน้ั ฟา ทง้ั หลาย
และแผน ดินซึ่งพระองคทรงบนั ดาลสงิ่ เหลานั้น”

(อลั -อมั บยิ าอ- ๕๖)
กลา วคอื ถาหากคําวา “ร็อบ” ตรงนี้ หมายถึง “ผูสราง” และ “ผูทําใหม ”ี แลว แนนอน วรรค
ทีว่ า “ซ่งึ พระองคท รงบันดาลสิ่งเหลา น้ัน” กจ็ ะเปน สวนเกนิ โดยเหตผุ ลท่ีวา หากเราวางคาํ วา
“ผสู รา ง” ลงตรงทีข่ อง “ร็อบ” ในโองการนแี้ ลว แนน อน เราสามารถรูไดท นั ทเี ลยวา ไมม ีความ
จําเปน จะตอ งมีวรรคดังกลาวอกี เลย (หมายถงึ -ซึง่ พระองคท รงบันดาลส่ิงเหลา นั้น) ซึ่งผดิ กับกรณที ี่
ถาหากวา “รอ็ บ” หมายถึง “ผบู รหิ าร” และ “ดําเนินกิจการ” กลา วคือในลักษณะนจ้ี ะทาํ ใหวรรค
หลังไดรับความจาํ เปนข้ึนทันที เพราะเหตุวา วรรคนเ้ี ปน “อิลละฮ” (เหต)ุ สาํ หรับวรรคแรกแลวจะ
ไดใจความอยางน้วี า : แทจรงิ ผูสรา งจักรวาล คอื ผทู รงดาํ เนนิ กิจการ และผทู รงสทิ ธิสําหรับการ
บริหารจกั รวาล
ข- “โอม นุษย สูเจาจงเคารพภกั ดรี อ็ บ ของสเู จาซึง่ ไดสรา งสูเจา”

(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๑)

กลา วคอื คําวา “รอ็ บ” ในโองการน้มี ิไดม ีความหมายวา “คอลิก” (ผสู ราง) และน่กี ็เปนไป
ตามทเ่ี ราไดก ลา วมาแลว ในโองการกอน คอื ในกรณที ่ีถาหากวา “ร็อบ” หมายถงึ “ผสู ราง” แลว กไ็ ม
ตองกลา ววรรคตอไปดวยคาํ ทวี่ า “ผซู ึ่งไดสรา งสูเจา ” อีกโดยผิดกันกับกรณที ี่ถา หากวา เราบอกวา
“รอ็ บ” หมายถงึ “ผูบริหาร” ประโยคท่วี า “ผซู ่งึ ไดส รา งสูเจา” ก็จะเปน อลิ ละฮ (เหตุ) สาํ หรับ
เอกภาพในความเปนผอู ภบิ าล กลา วคือเม่ือเปน เชน นี้แลว ความหมายก็จะเปนดงั น้ี : แทจ ริงผูท ี่สราง
สเู จาคือผทู รงบริหารสูเจา

ค- “จงกลา วเถดิ นอกเหนอื จากอลั ลอฮกระนนั้ หรือท่ฉี ันจะแสวงหามาเปน ร็อบ (พระผู
อภิบาล) ขณะที่พระองคคือร็อบของทกุ สิ่ง”
(อลั -อนั อาม-๑๖๔)

โองการน้ีกลา วถงึ เรอื่ งท่วี า พวกตัง้ ภาคใี นสมัยทอี่ สิ ลามเริ่มเผยแพรนนั้ มีความขดั แยง กัน
กับทา นศาสนทูตผูทรงเกียรติ (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แดท า นและวงศวานของทาน) ใน
ประเดน็ ทเี่ ก่ียวกับพระผูอภบิ าลแหง สากลโลกและปรากฏวา ทา นนบผี ยู ่งิ ใหญ ไดเปนหลกั ประกัน
วา ทศั นะและความเช่อื ของพวกเขาเหลา น้นั ผิดพลาด และทานจะไมเอาสงิ่ อ่ืนนอกเหนือจากอัลลอฮ
มาเปนผอู ภบิ าล โดยแตกตางไปจากความคดิ ทพ่ี วกเหลานั้นมอี ยู เปน หลักฐานท่ีแนน อนอยา งหนง่ึ ก็
คือวา ความขดั แยง ท่ีทานนบีมตี อ พวกตง้ั ภาคนี ้ัน มิไดเ ก่ียวกับประเด็นของ “เอกภาพในความเปน
ผูสรา ง” ดว ยเหตุผลที่วา โองการตางๆ ทผ่ี า นมานนั้ เปนหลกั ฐานอยูไมนอยเลยวา พวกเขายอมรับอยู
แลววา ไมมีผสู รางองคอ่ืนอีกเลย นอกเหนือไปจากอัลลอฮ ผทู รงสงู สุด ดวยเหตนุ จ้ี ังไมมีทางเล่ยี ง
ไปจากการยอมรับวา ความขดั แยงดงั กลา ว อยูนอกประเด็นเกีย่ วกบั เร่ืองผสู รา ง และหาใชขดั แยง กัน
ในประเด็นอ่ืนใดไม นอกจากในประเด็นของการบรหิ ารจักรวาลจะเปน บางสว นหรือท้ังหมดก็ตาม

ง- “ฉนั มิใชร อ็ บ (พระผูอภิบาล) ของสูเจา ดอกหรอื ? พวกเขากลาววา ใชเ รายนื ยัน เพอ่ื ทวี่ า
ในวนั ฟนคืนชีพ สเู จา จะกลา ววา แทจริงเราลืมเร่อื งน้ี”

(อลั -อะรอฟ-๑๗๒)
กลาวคอื ในโองการน้ีอัลลอฮทรงถอื เอาหลกั เอกภาพแหง ความเปนผูอ ภิบาลเปน พนั ธะกรณี
กับมนษุ ยท ้ังมวล เหตุ (อลิ ละฮ) ท่ีเปนเชนน้ี ก็ไดแกเร่ืองทีพ่ ระองคไดกลาววา พระองคจะอุธรณแ ก
บาวของพระองคเ กีย่ วกับเรอื่ งนใี้ นวันฟน คืนชพี ดังท่ีพระองคม ีโองการวา :
“หรอื ทสี่ ูเจา จะกลาววา อนั ทจี่ รงิ นนั้ บรรพบุรษุ ของเราแตค ราวกอนตางหากท่ตี งั้ ภาคี และ
เราเปนเช้อื สายท่มี าภายหลงั พวกเขา ดงั น้ันพระองคจ ะทําลายลา งเราไปกับส่ิงทผี่ ผู ิดท้งั หลายได
กระทาํ กันกระน้ันหรือ”

(อัล-อะรอฟ-๑๗๓)

เมื่อเขา ใจเชน นแ้ี ลว เรากจ็ ะขอกลาววา : โองการนไ้ี ดถูกประทานลงมาในเรอ่ื งของชมุ ชนผู
ตัง้ ภาคี เปน หลักฐานทีแ่ นชัดวามีพวกหน่ึงในชมุ ชนน้ันท่ขี ัดแยงในพันธะกรณีอันน้ี ฉะนน้ั ปรากฏ
วา ความหมายของ “ร็อบ” คอื “ความเปน ผสู ราง” ก็ตองถอื วา ชมุ ชนนน้ั ขดั แยง กบั ทา นนบใี นเรือ่ ง
ของ “ผูสราง” แตค วามจริงมอี ยูว า ในสมยั ที่อสิ ลามเรม่ิ เผยแพรน้ัน ไมมคี วามขัดแยง กันในประเด็น
“หลักเอกภาพของผสู ราง” กลาวคอื พวกตงั้ ภาคีในสมัยน้ันมิไดขัดแยง กนั ในประเดน็ นี้จนถงึ ขนาดที่
ถกู ยอมรบั วา เปนพวกท่ขี ดั แยง ตอพันธะกรณดี ังกลาว ฉะนน้ั จงึ ไมม ที างเล่ียงอกี แลววา ในครั้งนนั้
ความขดั แยง จะตองมีในเรอ่ื งการบริหารโลกและการดําเนนิ กิจการของจักรวาล

ดว ยขอพิสนู ด ังกลา วน้ี ความหมายของ “ร็อบ” ในโองการทีไ่ ดอธบิ ายไปแลวนี้คอื
“ผบู ริหาร”

จ- “สูเจา จะสังหารชายคนหน่ึง โดยเหตทุ ีเ่ ขากลาววา รอ็ บ(ผูอภิบาล) ของฉันคอื อัลลอฮกระ
น้ันหรอื และโดยแนนนอเขาไดนําหลกั ฐานจากร็อบของสูเจามายังสูเจา ”

(ฆอฟร-๒๘)
โองการท่เี กีย่ วพันกบั เรอื่ งของมุอม ิน วงศว านของฟรอาวน ซ่งึ ใหการสนบั สนนุ ทา นนบมี ู
ซา (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มีแดทาน) อยูเบือ้ งหลงั ความเปนพวกพองของวงศว านแหง ฟร อาวน และเขา
ไดใ ชค วามพยายามอยางเงียบๆ เพื่อขจัดภยั อันตรายใหพนไปจากทา นนบีทย่ี ิง่ ใหญผูน้ี สวน
หลกั ฐานทีว่ า โองการน้แี สดงวา “ร็อบ” มอบหมายถึง “ผูบรหิ าร” นัน้ เปน ทช่ี ดั แจง เพราะเหตุวา ฟร
อาวนน้ันไมเคยอา งตนถงึ ความเปน ผูส รา งฟาและแผน ดนิ และมิไดต ้ังภาคกี ับอลั ลอฮในเร่ืองการ
สรา งโลกและการใหโ ลกบังเกิดข้ึนมา ความจรงิ ขอนีป้ ระวัตศิ าสตรเ ก่ยี วกบั เรือ่ งของฟรอาวน ได
ยืนยนั ไวเ ชน กัน และในลักษณะเชน น้ี การเผยแผของทานนบีมซู าที่วา : ร็อบของฉนั คอื อัลลอฮน้ัน
จําเปนเหลือเกินทจี่ ะตอ งหมายความวา จํากดั ขอบเขตของการ “บริหาร” ไวกับอัลลอฮ มิใชเผยแผ
ในประเดน็ เกี่ยวกับ “การสราง” และถา หากเปน การเผยแผใ นประเดน็ “การสราง” และ “การให
บังเกดิ ” แลว กจ็ ะไมม คี วามขดั แยง ถกเถียงใดๆ กนั เลย ระหวางทา นนบีมูซากับฟรอาวน ในขณะที่
ความจริงมีอยูวาฟร อาวน นัน้ ยอมรับวา “ผสู ราง” คอื อัลลอฮ ดังทเี่ ราไดกลาวไปแลว ประกอบกับ
ท่อี ลั ลอฮไดท รงกลาวไวในโองการกอ นนั้นวา :
“และฟรอาวนไดกลา ววา พวกเจา จงปลอยใหฉนั สังหารมูซาเถดิ และจงปลอยใหเขาวอน
ขอตอรอ็ บของเขา เพราะแทจ ริงฉันกลัววา เขาจะเปลย่ี นศาสนาของพวกเจา ”
(ฆอฟร-๒๖)
กลาวคือหลักเอกภาพในเร่ือง “ความเปนผสู ราง” น้นั มิไดเ ปนประเด็นของความขัดแยง จน
ถึงกบั วา การเผยแผของมูซาท่ีมตี อชาวนบีอิรอเอลจะเปน สาเหตุที่กอใหเ กิดความเปลย่ี นแปลงและ
แปรเปล่ยี นอันใดเลย
การอธิบายอยา งนีท้ าํ ใหเขาใจความหมายอนั ชดั เจนจากคํากลาวของฟร อาวน เองท่วี า
“ฉันเปน ร็อบของพวกเจาผสู งู สดุ ”

(อนั นาซิอาต-๒๔)
ด-ดงั นั้น พวกเขากลา ววา : รอ็ บของเรา คือร็อบแหงช้นั ฟาทั้งหลายและแผน ดิน เราะจไม

เรยี กรอ งสิ่งใดอ่ืนมาเปนพระเจา ”
(อัล-กะฮฟ -ุ ๑๔)

บรรดาชายหนุมที่ผละหนีจากสภาพความอดึ อัดใจที่พวกเขาพบวา มันคือความชวั่ รา ย
สาํ หรบั ยุคนั้นเปน กลมุ ชนหนงึ่ ที่อาศยั อยใู นสงั คมทเี่ ชื่อมนั่ ตอพระเจา อ่นื ทนี่ อกเหนือไปจากอัลลอฮ
แตพระเจา ทีน่ อกเหนือจากอลั ลอฮในสงั คมนี้ มไิ ดอยูในรูปของผสู รางหลายองค โดยเฉพาะอยางยงิ่
เหตุการณของชาวถ้าํ ไดเกดิ ขึ้นหลงั จากการเกิดของทา นนบอี ซี าผานไปแลว จนสตปิ ญ ญาและ
ความคดิ ของมนษุ ยไ ดกา วเขา มาอยูในประเด็นตางๆ ของหลักเอกภาพในลักษณะดีพอจนสามารถ
ยนื ยนั ไดแลววา ในสภาพของความคิดอันดีงามน้ี คนในสังคมจะตอ งไมมีใครคิดปฏิเสธเรือ่ ง “ความ
เปน ผสู ราง” ของอัลลอฮ หรือแมแตการ “เปนผตู ั้งภาค”ี ในเรอ่ื งน้ีก็ตามจงึ เปน ที่แนนอนเหลือเกินวา
การต้ังภาคขี องพวกเขาตอ งอยูในประเดน็ อ่ืน และนั่นก็คือ ความเชอื่ ถอื วา มี “ผบู รหิ ารหลายองค”

ญ-หลักฐานท่ีชัดเจนซ่งึ แสดงวา จดุ มงุ หมายของความเปน ร็อบ (พระผูอภบิ าล) นั้น คือ
จดุ มุงหมายเดียวกันกบั “ความเปน ผูบริหาร” และมใิ ชจ ดุ มงุ หมายในสวนของ “ความเปนผูส รา ง”
ดังทเี่ ขา ใจกนั อยา งผดิ ๆ นน้ั คือโองการหนึ่งทีถ่ กู นํามากลาวอยา งในซูเราะฮ อัรเราะหม าน ซาํ้ ๆ อยู
หลายครงั้ :

“ดังน้ันยงั มีความโปรดปรานอันใดของรอ็ บแหงเจา ท้ังสองอีกเลาทเ่ี จา ทั้งสองวา มสุ า(โอญ ิ
นและมนษุ ย) ?”

แนน อนทสี่ ุดโองการน้ีไดถูกนาํ มาระบไุ วใน ซูเราะฮด งั กลาวถึง ๓๑ ครง้ั ดว ยกัน โดยมคี าํ
วา “ร็อบ” เขามาควบคกู บั คาํ วา “อาลาอ”ิ ซง่ึ หมายถึง “ความโปรดปราน” แนน อนเหลือเกินวา เรือ่ ง
ของ “ความโปรดปราน” กับการระบุถึงฐานะของความเปน “ร็อบ” แหงอลั ลอฮทมี่ ีตอ ชีวิตของ
มนษุ ยและการปกปองคมุ ครองใหพ นจากความดับสูญนั้น เหมาะสมและเขา กนั เปนอยางยง่ิ กลาวคอื
การระบถุ ึงความโปรดปราน ซง่ึ เปนสาขาหนึง่ ของการเล้ียงดอู บรมของพระผูเ ปนเจาซงึ่ พระองคไ ด
ประทานใหแกม วลมนษุ ย น้ันมันเขา กบั ประเด็นของการเลีย้ งดอู บรมและการบริหารที่มคี วามดีงาม
และความโปรดปรานเปน นริ ันดรรวมอยู

ด- แนนอนท่ีสดุ ประเดน็ ของการแสดงความกตญั ู (อัซซกุ ร) กม็ คี วามเก่ยี วพันกับคาํ วา
“ร็อบ” ถงึ หาแหง ในอลั -กุรอาน การแสดงความกตญั เู ปน เรอ่ื งท่เี ขา กันกบั ความโปรดปรานเทานน้ั
ซง่ึ มนั คอื สาเหตุทค่ี งสภาพชวี ิตของความเปน มนุษย และปกปกรักษาชวี ิตมนษุ ยไวม ใิ หด บั สญู และ
ปกปองใหพนจากความเสียหาย แกน แทของการบริหารชวี ติ มนุษยก ม็ ิใชอ่นื ใด นอกจากใหช ีวิต
ดํารงอยแู ละปกปกรักษาชีวติ ใหพนไปจากความเสยี หายและการดับสูญ

ขอใหทานไดพิจารณาความหมายตอไปนี้ :

“และจงราํ ลกึ เมือ่ ร็อบของพวกทานไดประกาศวา แนน อนถาหากสเู จา กตญั ู แทจรงิ ฉันก็
จะเพ่ิมพนู ใหแกส เู จา แตแ นน อน ถาสูเจาปฏิเสธ แทจรงิ การลงโทษของฉันรา ยแรงท่สี ุดทีเดียว”
(อิบรอฮีม-๗)

“และเขากลา ววา รอ็ บของฉันเอย โปรดใหความโปรดปรานแกฉ นั เถดิ เพ่อื แนจะไดกตัญู
ตอ ความโปรดปรานของพระองคซ ่ึงไดป ระทานแกฉนั และแกบิดามารดาของฉัน”
(อนั นัมล-๑๙)

“เขาไดก ลาววา นคี่ ือความดีงามแหง ร็อบของฉนั ท่ีพระองคทดสอบฉันวา จะกตญั ูหรอื
เนรคุณ และผูใดกตัญูก็เทากบั เขากตญั เู พ่อื ตัวเขาเอง”
(อันนัมล-๔๐)

“เขากลา ววา รอ็ บของฉันเอย โปรดประทานความโปรดปรานแกฉ ันเถิดเพ่ือแนจะได
กตญั ูตอความโปรดปรานของพระองคที่ทรงประทานแกฉันและแกบ ิดามารดาของฉัน”
(อัล-อะหกอฟ-๑๕)

“พวกเจาจงกนิ ปจ จยั ยังชีพแหง รอ็ บของพวกเจา และจงกตัญตู อพระองคเปนเมืองท่ีดี และ
พระองคเ ปน ร็อบทอ่ี ภยั ย่งิ ”
(ซะบะอ- ๑๕)

ต-สวนหน่งึ ของโองการท่ยี ืนยันในสง่ิ ทเ่ี ราไดอธบิ ายมาแลว ก็คือ :
“ดงั น้ัน ฉันไดกลาววา พวกทานจงขออภัยโทษตอ ร็อบของพวกทา นเถิด แทจ ริงพระองค
เปน ผทู รงอภยั พระองคจ ะสง ฝนจากฟา ลงมาอยา งหนกั และพระองคจ ะทรงประทานความม่ังคงั่ แก
พวกทานดวยทรพั ยสนิ และบตุ รหลานและทรงบนั ดาลสวนตา งๆ แกพวกทา น และทรงดลบันดาล
สายนํ้าแกพ วกทาน”
(นูห-โองการที่ ๑๐-๑๒)
และเชน เดียวกันอีกในซูเราะฮ ฮดู โองการที่ ๕๒
เมือ่ เปนอยางนี้ : ทา นผอู านสามารถไดข อสังเกตแลว วา การดาํ เนินกิจการของจกั รวาลและ
การบริหารเรือ่ งทง้ั หมดของมันไดถกู นาํ มาเปน หลกั อธิบายสาํ หรบั คําวา “รอ็ บ” ไดอยา งไร น่นั คือ
การทีท่ รงประทานฝน ใหความมงั่ คั่งในเรอ่ื งทรัพยสนิ และบุตรหลาน และทบี่ ันดาลใหมีสวนตา งๆ
อีกทัง้ ท่บี ันดาลใหม สี ายนาํ้ ทั้งหมดนนั้ คอื กินการและลักษณะของผบู ริหาร

บทสรุป
จากการอธิบายอยา งกวางๆ นี้ เราสามารถสรปุ ไดสองประเด็น คอื :
๑- ความเปน ผูอภบิ าลของอัลลอฮ คอื ขอ สรปุ อันไดมาจากความเปน ผูบรหิ ารของพระองคที่

มตี อโลก มใิ ชเ ปนขอสรุปท่ีไดมาจากความเปนผูสรางโลก

๒- โองการตา งๆ ดงั ท่ีไดกลาวมาแลวในเรอ่ื งนี้ไดใหเหตุผลวาประเดน็ ของ “หลักเอกภาพ
ในการบริหาร” นัน้ มิไดเปน เร่อื งทีส่ อดคลองตรงกนั ผิดกันกบั ประเด็นของ “เอกภาพในความเปน
ผูสราง” น่นั ก็คือวาในสมยั ประวัติศาสตรน ัน้ มีพวกน่งึ ท่ีเช่ือในความเปน ผูบริหารของสิง่ อนื่
นอกเหนือจากอัลลอฮ สําหรับจักรวาลท้งั หมด หรอื บางสวนของจกั รวาล และปรากฏวา พวกเขานบ
นอบตอ สิ่งนนั้ โดยเชื่อถอื วา สง่ิ น้ันเปนพระผูอภิบาล

กบั กรณีทวี่ า เรอื่ งความเปน พระผอู ภบิ าลในดาน “การวางบทบญั ญตั ”ิ อยูนอกเหนือไปจาก
เรอื่ งความเปน พระผูอ ภบิ าลในดาน “การจดั ระบบของโลก” กอ็ าจทาํ ใหบางพวกเปน ผูมีหลัก
เอกภาพในประเด็นทส่ี อง แตเปนผูต ั้งภาคีในประเด็นท่ีหน่ึง กลา วคอื พวกยิว และคริสเตยี นนั้นยังคา
ราคาซงั อยใู น “การต้งั ภาคีเรอื่ งความเปน พระผอู ภิบาล” ดานการวางบทบัญญัติ เพราะเหตุวา พวก
เขามอบสิทธใิ นการออกกฎหมายและการวางบทบัญญตั ใิ หแกน กั บวชและนักปราชญของพวกเขา
อีกทัง้ ถอื วาคนเหลานั้นเปนพระผูอภิบาลในดานนัน้ ราวกบั วาพระองคม อบหมายงานในดา นการ
วางบทบัญญตั ิใหแ กค นพวกน้ัน!!! แตเ ปน ท่รี ูก นั อยูวา การออกกฎหมายและการวางบทบญั ญัตินั้น
เปนสวนหน่งึ แหงกจิ การของพระองค ผทู รงบริสุทธ์ิย่งิ โดยเฉพาะ

ดว ยเหตุน้ี อัล-กรุ อานจึงกลา วถึงพวกเขาวา
“พวกเขาถือเอานักปราชญและนกั บวชของพวกเขาขึ้นเปนพระผูอภิบาลนอกเหนือไปจาก
อลั ลอฮ”
(อตั เตาบะฮ- ๓๑)
“และพวกเราบางคนจะไมถ ือเอาบางคนขนึ้ มาเปนพระผูอภิบาลแกอกี บางคน นอกเหนอื
จากอัลลอฮ”
(อาล-ิ อมิ รอน-๖๔)
ในขณะเดยี วกันการตง้ั ภาคใี นแงข อง “ความเปน ร็อบ” ทีอ่ กี พวกหนง่ึ มีอยูโดยมิไดจ าํ กัดอยู
กบั แวดวงอันน้ี หากแตอ ยใู นประเภททถ่ี อื วา การบริหารงานบางดา นของจกั รวาลและความเปนไป
ของโลกเปนหนา ที่ของมะลาอกิ ะฮ ญนิ วญิ ญาน ทศี่ กั ดิส์ ิทธิน์ ้ัน แมวา จนถึงบดั น้เี ราจะไมพบพวกท่ี
ถอื วา การบริหารงาน “ทัง้ หมด” ในจักรวาลเปนหนา ทขี่ องสิง่ อื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮก็ตาม แต
ประเด็นการตงั้ ภาคใี นแงของ “ความเปนรอ็ บ” ท่พี บมากที่สดุ ก็คอื การยอมรบั วา “บางสวน” ใน
กิจการของจักรวาลเปน หนาท่ีของบา วบางคนและสง่ิ ถกู สรางบางประเภทที่มีคณุ สมบัติพเิ ศษ
โองการตางๆ ไดยืนยันในความเปน จริงของขอสรุปอนั นี้มากเกินกวา จะสามารถนํามา
กลาวถึงในท่นี ้ีได ดวยเหตุน้เี ราจงึ ขอยตุ เิ รอื่ งที่อธบิ ายไปแลวดว ยการฝากทานผอู า นใหไป
ตรวจสอบเรอ่ื งนดี้ ูในอลั -กุรอานเอง
เม่ือทานผอู านไดผานหวั ขอสําคัญอนั ดบั แรกสบิ ประการแลว บัดนี้เราก็จะไดอธิบายถึงคํา
จาํ กัดความของคาํ วา “การเคารพภกั ดี” และความหมายทีแ่ ทจรงิ ซ่ึงเปน ประเดน็ สาํ คัญที่สุด กลา วคอื
เม่อื ไดม ีการจํากดั ความหมายทแ่ี ทจรงิ ของคาํ วา “การเคารพภักดี” แลว เราก็จะรถู งึ ความหมายของ

“หลักเอกภาพ” และ “การตง้ั ภาคี” และเราสามารถจาํ แนกคนที่ยดึ ในหลักเอกภาพกับคนทต่ี ง้ั ภาคีใน
แง “การเคารพภักดี” ได เรือ่ งเหลา น้ีจะทาํ ใหจ าํ แนกไดถูกตองชัดเจนอยา งย่งิ ตอกิจกรรมอัน
มากมายท่ดี าํ เนินอยูในวิถีชิวิตของมุสลิมตง้ั แตส มยั อสิ ลามเริ่มเผยแพรจ วบจนถงึ ทกุ วนั นี้ และเราจะ
รูวา ทาํ ไมมนั ถึงมไิ ดต กไปเปนการต้งั ภาคีเลยอยางเดด็ ขาด

ภาคที่สอง
การจาํ กัดความ ความหมายที่แทจ รงิ ของคําวา “อบิ าดะฮ” (การเคารพภักดี)
อิบาดะฮ (การเคารพภกั ด)ี คือการนบนอบโดยเชื่อมั่นวา สิง่ นั้นเปนพระเจา ที่ตองเคารพและเปน พระ
ผูอภิบาลตลอดท้งั ถือวา สงิ่ นน้ั มีอสิ ระในการดาํ เนินกจิ การของตน

คําวา “อบิ าดะฮ” เปน คําทมี่ คี วามหมายชดั เจนอยา งยิง่ คาํ หนงึ่ เชนเดียวกบั คาํ วา “นา้ํ ” และ
คําวา “แผน ดิน” แตทัง้ ๆ ทคี่ วามหมายของมนั มคี วามชดั เจนอยูกต็ าม แตม นั ยังยากท่จี ะเอาคาํ ตา งๆ
มาใชใ หเขากบั ความหมายนี้ในความลกึ ซงึ้ แตในสว นทวี่ า อบิ าดะฮเ ปนคาํ ท่มี ีความหมายชัดเจน
มันก็มคี วามจริงในตัวทช่ี ัดเจนอยูเ ชนเดยี วกนั จนสามารถจาํ แนกความจริงของอิบาดะฮอื อกจาก
ความจริงของการแสดงความนบั ถือ(ตะอซมี ) และการใหเกยี รติ (ตักรีม) ตลอดถงึ ความหมายอน่ื ๆ
ไดง า ย กลา วคอื การท่ีชายคนรักจูบอยา งอาลยั อาวรณตอ หญงิ คนรกั ของตนก็ดี การเก็บผาขบอง
หลอ นไวดว ยความหว งถวลิ ก็ดี หรอื การจบู ดินสุสานของหลอนหลงั จากทห่ี ลอนตายไปก็ดี ยอมไม
ถือวาเปนการอบิ าดะฮ (เคารพภักดี) หญงิ คนรักของตน

อยางกรณที ว่ี า ประชาชนไปทาํ การเย่ยี มเยือนบคุ คลสาํ คัญของพวกเขาหรือเยอื นสุสานของ
คนเหลานั้นเพื่อสดุดีและยนื แสดงคารวะตอ สุสาน และมกี ารแสดงพิธีกรรมใดๆ โดยเฉพาะในการ
นน้ั ก็ไมถอื วา เปนการอบิ าดะฮเ ลยอยางเดด็ ขาด ถึงแมในบางครง้ั การกระทาํ เหลานจี้ ะถงึ ขนาดของ
การนบนอบอยา งยง่ิ แคไ หนก็ตาม แทจรงิ สตสิ ัมปชัญญะที่ต่ืนอยุเปนส่ิงเดียวที่จะตอ งถอื วาเปน กฎ
ของความยตุ ธิ รรมในเร่อื งนเ้ี พือ่ จาํ แนกการแสดงความนับถือและการใหเกียรติออกไปจากการอบิ า
ดะฮ โดยไมจ าํ เปนตอ งถือเปนภาระหนกั แตถ าทา นตงั้ ใจทจ่ี ะเขา ใจคาํ วา อบิ าดะฮดว ยการตีความ
ตามหลักวิชาการทีถ่ ูกตองแลวเราสมควรทจ่ี ะตองศกึ ษาคาํ นี้ในคําจาํ กัดความสามอยา งเสียกอน คอื :

1- คาํ จาํ กัดความท้งั สามอยางของคําวา อบิ าดะฮ
คําจาํ กัดความทห่ี นงึ่ :
“อบิ าดะฮ” คอื การนบนอบโดยการใชถอยคาํ หรือการกระทาํ ท่ีเกิดขนึ้ มาจากความเช่ือทวี่ า
ส่งิ นั้นเปน “พระเจา ” ผูไดรับการนบนอบสาํ หรบั ตน ความหมายของคาํ วา “พระเจา ” จะทาํ ใหท า น
เขาใจได
โองการตางๆ มากมายทีเ่ ปน หลักฐานในเร่ืองนี้ กลาวคือขอ สงั เกตจากโองการตางๆ เหลา น้ี
ใหค วามเขา ใจแกเ ราสองอยา งคือ :
ประการทหี่ นึ่ง ชาวอาหรบั ยุคงมงายทอ่ี ัล-กุรอานไดถูกประทานลงมาทามกลางกลมุ ชน
พวกเขาน้นั เชื่อมน่ั วาพระเจา คอื รูปเคารพของพวกเขา
ประการท่ีสอง อิบาดะฮใ นแงข องคําพดู หรือการกระทาํ นัน้ ลวนเกิดข้ึนจากความเช่อื มน่ั วา
รปู เคารพคือพระเจา ฉะนั้นตราบใดทีค่ าํ พดู หรอื การกระทํามิไดเ กิดมาจากความเชอ่ื ถือยา งนี้ ตราบ
นน้ั การนบนอบ หรอื การแสดงความนบั ถือและการใหเกยี รติ ไมถอื วา เปน การอบิ าดะฮ

มขี อ อา งอยูสองอยางคือ :
อยา งท่ีหนึง่ : ชาวอาหรบั ยุคงมงาย แมก ระทง่ั พวกบชู าเจวด็ ทกุ คนก็ดีและพวกบชู าดวง
อาทิตย ดวงดาวตา งๆ และญนิ ก็ดี พวกเขาเชือ่ ถอื วาส่งิ ทพี่ วกตนเคารพคือพระเจา โดยถือวาสิ่ง
เหลา นั้นคือพระเจา ยอ ย และมีพระเจา ใหญท ีเ่ หนือกวา น้ัน ทเี่ ราเรยี กวา “อัลลอฮ” มหาบริสุทธ์ิแด
พระองค
อยา งที่สอง : หลกั ฐานจากโองการตางๆ ก็คือ อิบาดะฮใ นแงของการนบนอบโดยการใชค ูด
และการกระทาํ อนั เกิดจากความเชือ่ ถอื ในสง่ิ นนั้ ๆ วา เปน พระเจา ไมว าจะเปน พระเจา ยอยหรอื พระ
เจา ใหญ
สําหรบั ขอ อางอยา งทหี่ นงึ่ น้ัน มโี องการตา งๆ มากมายใหห ลักฐานไวด ังทเ่ี ราจะช้แี จงใน
บางสวน คือ :
“บรรดาผูซงึ่ ถือสง่ิ อน่ื เปนพระเจา ควบไปกบั อัลลอฮน้ัน พวกเขาจะร”ู

(อลั -ฮะญัร-๙๖)
“และบรรดาผูท ่ไี มอา งสิ่งอ่นื เปนพระเจาควบกบั อลั ลอฮ”

(อัล-ฟรุ กอน-๖๘)
“และพวกเขาไดอุปโลกขเอาส่งิ อน่ื นอกจากอัลลอฮข้ึนเปนพระเจา ตา งๆ เพอื่ ใหสง่ิ เหลา นั้น
สงเคราะหพวกเขา”

(มรั ยมั -๘๑)
“หรอื เปนเพราะวา สเู จา ไดย ืนยันอยางแนว แนว า มพี ระเจา อ่ืนควบกบั อลั ลอฮ”

(อัล-อันอาม-๑๙)
“จงรําลึกถงึ ตอนที่อบิ รอฮมี ไดกลาวแกพอของเขาอาซรั วา ทา นถือเอารปู ปน เปนพระเจา
ตางๆ หรอื ?”

(อัล-อันอาม-๗๔)
กลา วคือโองการเหลานีใ้ หหลกั ฐานวาผูตัง้ ภาคนี ั้นไดแก ผูทม่ี ีความเช่อื ถือวารูปปน ของ
พวกตนเปนพระเจา และในบางโองการก็ไดอธบิ ายวา “การยึดถือพระเจา ” อื่นเขามาควบกบั อลั ลอฮ
หมายถงึ การต้งั ภาคี เรื่องนีม้ ีปรากฏตามทพี่ ระองคท รงกลาวไวว า :
“---และเจา จองผละจากพวกตง้ั ภาคี “แทจรงิ เราไดใ หความเพียงพอแกเจา แลว ดวยการ
ลงโทษพวกทเี่ ยย หยัน” บรรดาผูซึง่ ถอื ส่ิงอื่นเปนพระเจา ควบกบั อลั ลอฮนน้ั พวกเขาจะไดรู”

(อลั -ฮะญัร-94/96)
ในเรอ่ื งนี้อัล-กรุ อานไดอ ธิบายความเปนจรงิ ของการต้งั ภาคีวา “ความเช่ือของพวกเขาทวี่ า
พระเจาคอื รูปเคารพ” โดยพระองคท รงกลาววา :
“หรือวา สําหรบั พวกเขานนั้ มีพระเจา อืน่ นอกจากอัลลอฮ มหาบริสทุ ธเิ์ ปน ของอลั ลอฮ
พระองคพนจากสิ่งท่พี วกเขาตัง้ ภาค”ี

กลา วคือในโองการนถ้ี ือวา ความเช่ือของพวกเขาตอ ความเปน พระเจา ของส่ิงอื่นท่ี
นอกเหนอื จากอัลลอฮน้ัน คอื หวั ใจของการตั้งภาคี และความหมายในทน่ี ้กี ็คอื “การตง้ั ภาคใี นแง
ของอบิ าดะฮ”

โดยการทบทวนความหมายของโองการนี้และโองการอื่นๆ ทคี่ ลา ยๆ กนั ซ่ึงไดแ สดง
ความหมายในเรอื่ งการต้งั ภาคี และโดยเฉพาะเร่ืองการต้ังภาคีของพวกบูชาเจวด็ ทาํ ใหไ ดรับความ
จรงิ ของเรอื่ งนี้อยางชัดเจนวา อยทู ่ี การอิบาดะฮข องพวกเขาทค่ี วบคไู ปกบั ความเชื่อตอ ความเปน
พระเจา ของสงิ่ นน้ั ๆ ยิ่งกวา นัน้ อาจพดู ใหชัดเจนไดอ กี วา การตั้งภาคขี องพวกเขาเกดิ ข้ึนโดยเหตุจาก
ความเชอ่ื ถือของพวกเขาวา รปู เคารพของพวกเขาเปน พระเจา และดว ยความเชือ่ เชนนีท้ ําใหพวกเขา
เคารพภกั ดสี ่ิงเหลานั้น และพากนั ทาํ พธิ ีบนบานศาลกลา ว เปนตน วา ตงั้ ประเพณีและรปู แบบ
ทางดานอิบาดะฮขึน้ มา และมนั เปน เร่อื งที่คําปรญิ าณในหลกั เอกภาพไดทาํ ลายความเช่ือของพวก
เขาในความเปน พระเจา ของส่ิงอนื่ ที่นอกเหนอื จากอลั ลอฮพวกเขากห็ ยิ่งยะโสในขณะที่ไดฟง คาํ
ดังกลาว เชนโองการของพระองคท่ีวา :

“แทจ รองพวกเหลานน้ั เมอื่ มีการกลาวแกพ วกเขาวา : ไมมีพระเจา อื่นใดนอกจากอัลลอฮ”
พวกเขากท็ าํ เปน หยงิ่ ยะโส”

(อศั ศอฟฟาต-๓๕)
กลาวคอื พวกเขาตอ ตา นคําๆ น้ี เพราะวาพวกเขาเชอื่ มั่นในรปู เคารพของพวกเขาวา มีความ
เปน พระเจา และเคารพสิง่ นั้นโดยสําคัญวา มนั คือพระเจาตามมโนภาพของพวกเขา
ดวยเหตขุ องความเช่อื ถอื ทง่ี มงายเหลานน้ั จึงทําใหพวกเขาปฏิเสธในเม่ือมกี ารอา งถงึ
อัลลอฮองคเดียว เพราะพวกเขาไมสามารถจาํ กัดความเปน พระเจา ไวก ับพระองคได แตพ อจะใหต ้ัง
ภาคตี อ พระองค พวกเขาเชือ่ ทนั ที เพราะมันเขากันไดกบั ความคิดของพวกเขา ดังท่ีพระองคท รง
กลา ววา :
“ดวยเหตุนี้เองสเู จา เอย ทว่ี า เมื่ออัลลอฮองคเดียวไดถ ูกวิงวอนขน้ึ สเู จากป็ ฏิเสธ และถา ให
ตัง้ ภาคตี อพระองคแ ลวสูเจา ก็ศรทั ธา ดังนั้นกฎของอัลลอฮสูงสง เกรียงไกรเสมอ”

(ฆอฟร-๑๒)
ในทน่ี ้ีขออา งอยา งท่ีหนง่ึ ไดเปน ทช่ี ดั เจนแลว
สาํ หรับในสว นของขอ อางอยา งทสี่ องน้นั โองการตา งๆ ที่ส่ังใหอบิ าดะฮ (เคารพภกั ด)ี
ตอ อลั ลอฮและหา มมใิ หอบิ าดะฮสงิ่ อน่ื ไดใหห ลักฐานยนื ยันเรอื่ งน้ีเปนเหตผุ ลในแงทีว่ า ไมมพี ระเจา
อ่นื ใด นอกจากอลั ลอฮ โดยพระองคก ลา ววา
“โอหมูชนของฉนั พวกทา นจงเคารพภักดอี ลั ลอฮเถิดไมมพี ระเจาอ่นื ใดสาํ หรับพวกทานอีก
แลว นอกจากพระองค”
(อลั -อะรอฟ-๕๙)

ความหมายในเรอ่ื งนีก้ ็คือวาผทู ที่ รงสิทธใิ นฐานะที่ไดร ับการอบิ าดะฮน ้ันคอื ผูท่ีเปนพระเจา
และมิใชใ ครอ่ืนนอกจากอัลลอฮในเม่ือเปนเชนนแี้ ลว สูเจา จะเคารพภกั ดีสง่ิ ท่มี ิใชพ ระเจา ไดอ ยา งไร
และสูเจา จะละเลยการเคารพภักดีอัลลอฮไดอยา งไร ในเมอื่ พระองคคือพระเจา ทส่ี งิ่ อ่ืนทงั้ หมดตอ ง
เคารพภักดี

แนน อนทีส่ ุดความหมายอยา งโองการน้มี ีถงึ สิบแหงหรือมากกวานั้น ในอลั -กรุ อาน ทา น
ผูอา นสามารถทีจ่ ะยอ นกลบั ไปพิจารณาโองการน้ันๆ ไดดังตอไปน้ี :

อลั -อะอรอฟ : ๖๕, ๗๓, ๘๕ ฮูด : ๕๐, ๖๑, ๘๓ อลั -อัมบิยาฮ : 25 อัล-มุอม ินูน : ๒๓, ๓๒
ฏอฮา : ๑๔

ดังน้ันสาํ นวนตางๆ เหลานใี้ หค วามหมายวา การอิบาดะฮค อื การนบนอบและการถอมตน
อยางน้ที เ่ี กดิ จากความเชือ่ ถอื วา รูปเคารพคือพระเจา กลา วคือเราไดขอสงั เกตอยางละเอียดวา อัล-กุ
รอานไดป ระนามพวกตง้ั ภาคที ่ีมีการเคารพภกั ดีตอ สงิ่ อื่นนอกจากอัลลอฮอยางไร ในฐานะทวี่ า รปู
เคารพตางๆ เหลา นมี้ ิใชพ ระเจา และในฐานะท่ีวา การเคารพภกั ดนี ้ันเปนกจิ การอนั หน่งึ ทีเ่ กี่ยวกับ : ผู
มสี ภาพเปนพระเจา จึงเปนอันวา สภาพแหงความเปน พระเจา นเ้ี องท่ีอยูในประเดน็ ทอ่ี นุญาตให
เคารพภกั ดีและใหยึดเอามาเปนสิ่งเคารพได และความจริงแลว สําหรับสภาพดังกลาวน้ี ไมม แี กผูใด
เลย นอกจากอลั ลอฮเทานนั้ ดว ยเหตุนี้สงิ่ อ่ืนท่ีนอกเหนอื จากพระองคจ งึ จาํ เปน ตอ งเคารพภกั ดี
พระองค

ถาม-ตอบ
สําหรบั คําถามกค็ อื วา แนน อนที่สุดวา ขอ อา งอยา งท่ีหนึ่งนนั้ ถกู ตองแลวกลาวคอื พวกตัง้
ภาคเี ปน พวกทีเ่ ชื่อถอื วาเจวด็ มีฐานะแหง ความเปนพระเจา และคาํ อธบิ ายทไี่ ดม าจากโองการตางๆ ก็
ไดยืนยันในเรื่องนี้อยา งชัดแจง เพยี งแตวาสาํ หรบั ขออางอยางทสี่ องนั้นยงั ไมถูกตอง และขอ สรปุ ท่ี
อธบิ ายมาจากโองการตางๆ เหลา นีท้ ่ีวา การอบิ าดะฮของพวกเขาเกิดขึ้นมาจากความเช่อื ถือในความ
เปนพระเจา ของเจว็ดเหลาน้นั และน่ีก็ไดห มายความวา ความหมายแหงสภาพความเปน พระเจา จะ
เขามาอยใู นประเด็นท่ีเปนความหมายของการเคารพภกั ดี (อิบาด) ดังท่ไี ดต ัง้ ข้ึนเปนขออา ง แตอ ยาง
ใด
โดยสรุปแลว โองการตา งๆ เหลา นม้ี ไิ ดใ หอ ะไรมากไปกวา เหตุผลทีว่ า การเคารพภกั ดีของ
พวกเขาที่มตี อเจว็ดนนั้ ควบคูกนั ไปกบั ความเชือ่ อยา งน้หี รอื เกิดขนึ้ มาจากความเช่ือนี้
สาํ หรบั กรณขี องการอบิ าดะฮ (เคารพภักดี) ท่วี า เปนเรอื่ งของการนบนอบอนั เกิดจากความ
เชอ่ื ในสภาพความเปนพระเจานนั้ ถือวา มลู ฐานจากความเชื่อเหลานั้นเปนสวนหนึง่ สาํ หรับ
ความหมายของอบิ าดะฮเ ทานั้น มิไดเปน การอธบิ ายทไี่ ดมาจากโองการตางๆ เลย
เราขอตอบวา ปญหาจะเกิดขน้ึ ไดก็เพียงแตวา ถา เรากลา ววา “ความเชื่อในสภาพแหงความ
เปนพระเจา” รวมอยูใน “ความหมายของการเคารพภักดี” แมก ระทง่ั ท่ีอา งกนั วา โองการเหลา น้ีมิได
ใหอ ะไรมากไปกวาเหตุผลทวี่ า การอิบาดะฮนนั้ เปนสง่ิ หน่ึงของผมู ีสภาพแหง ความเปน พระเจา

และคาํ กลาวเชน นี้กม็ ิไดหมายความวา จะรวมความหมายของสภาพความเปนพระเจา กับความหมาย
ของการเคารพภักดีเขา ดว ยกัน มันหมายความแตเ พียงวา การอิบาดะฮน น้ั มิใชก ารนบนอบและการ
ถอมตนโดยแท หากแตม ีความจาํ กดั และความเฉพาะยิ่งไปกวาส่ิงทง้ั สองและเรื่องน้ี มนุษยเ ราทกุ
คนรจู กั มันดีโดยสัญชาตญิ าณและธรรมชาตขิ องตน นอกจากนี้เรายงั ชีแ้ จงไปถึงความเฉพาะและ
แยกแยะถงึ ความจาํ กัดอนั น้วี า การนบนอบ “อันเกิดจากความเชื่อตอความเปน พระเจา และความเปน
ผูอภิบาล” ตามที่ทานจะไดเ ขาใจในคาํ จาํ กัดความประการทสี่ องน้ัน มิไดห มายความวา ขอสรุปอันนี้
(ส่งิ ที่เกิดจากความเชือ่ ตอ ความเปน พระเจา และความเปน ผูอภิบาล) จะเปนเนือ้ หาโดยละเอียดใน
ความหมายของอิบาดะฮ

กลาวอกี นัยหนงึ่ มนษุ ยเ รานนั้ ยอ มไมส ามารถจาํ กดั ความสง่ิ ใดๆ ทไ่ี มมอี ะไรเปนหมายเหตุ
ในตัวไดวา มนั เปน ชนดิ อะไร, มรี ายละเอียดอยางไร, หรอื มีขนาดแคไ หน, มีลักษณะเชน ไร,
แมก ระทัง่ การทจ่ี ะกําหนดขึ้นมาทางสติปญ ญา แตเขาจะพบวาในตวั ของเขาน้นั อยูในฐานะของสงิ่
ทเี ปน ชนิด, และส่งิ ท่ีเปนรายละเอียด, ดังนนั้ เขาจงึ เอาทงั้ สองอยา งนีม้ าอธิบายลงไปในแงข องสง่ิ ที่
เปน ชนิดและสิง่ ทเ่ี ปนรายละเอียด ตามสภาพการณท ่ีปรากฏอยู เรื่องทีเ่ รากําลังพดู ถึงอยูนี้ก็
เชนเดียวกัน กลา วคือเราจะพบวา การใหเกยี รติ (อัต-ตะอซ ีม) และการนบนอบเปนส่ิงท่ีรวมอยูใน
ประเภทอิบาดะฮและประเภทอืน่ ได กโ็ ดยการสรา งภาพพจนไปในฐานะของส่ิงท่เี ปน ชนิดเดียวกัน
และเขาจะพบวา การอบิ าดะฮนนั้ มีลักษณะพิเศษท่ีเฉพาะผิดไปจากสิ่งอื่น แตก ็ไมอาจหาคาํ อธบิ าย
ลักษณะพิเศษเฉพาะอันนั้นดวยถอ ยคาํ ผิวเผนิ ได จึงอาศัยความโดยสรุปแกความหมายของมนั นั่นก็
คือ สง่ิ ท่เี รากลา ววา “อนั เกิดจากความเชื่อตอสภาพความเปนพระเจา ” ในกรณที ี่นํามันมาพิจารณา
ในแงของสิง่ ท่เี ปน รายละเอยี ด

กลาวโดยนัยยะทีส่ าม : มนุษยเ ราจะพบวา “การอิบาดะฮ” น้นั มิไดหมายถึงการใหเกียรติ
โดยแท และมไิ ดหมายถงึ การถอมตนอยา งถงึ ทส่ี ุด หากแตมนั คือลักษณะพิเศษเฉพาะอยางหน่งึ ทม่ี ี
ตอผูท ก่ี ุมอํานาจในกจิ การทงั้ มวลของมนษุ ยไ วก ับตน หรอื กจิ การหนึ่งกิจการใดกด็ ใี นกรณีท่ี
ควบคุมชีวิตของมนษุ ยใหส้ันหรอื ใหย ืนยาวสรา ง-ใหปจจยั ยงั ชพี , ใหความสุข, ใหหายจากโรค, ให
อภยั , ใหค วามอนเุ คราะหโ ดยควบคมุ กิจการตา งๆ เหลา นีข้ องมนษุ ยไปตามสภาพท่พี อเหมาะ
พอควรแกเ ขา

อยางไรก็ตาม ขอสรปุ อันนี้ก็ยงั มิใชรายละเอยี ดที่เปนเนอื้ หาใน “ความหมาย” ของ “อิบา
ดะฮ” แตเ ปน การชใ้ี หเหน็ วาลักษณะที่เปนความเฉพาะดังกลาวนน้ั มคี วามจาํ กดั ทเ่ี ปนความหมาย
แฝงอยู

ดวยเหตนุ ้ีจึงเปน การถกู ตองแลวทเี่ ราจะกลาววา : การอิบาดะฮคือการนบนอบและความ
นอบนอ มทั้งการใชคาํ พูดและการกระทาํ ประเภทหน่ึงที่ใชในกรณเี ฉพาะ (ที่มขี ้นึ เพ่อื เปนการให
เกยี รติตามวสิ ยั ของผูเ ปนบาวทเ่ี ช่ือในสงิ่ น้ันๆ วา มีสภาพแหงความเปน พระเจา) แตสงิ่ ท่ีอยู

นอกเหนอื ออกไปจากความหมายของอบิ าดะฮน้นั กเ็ พียงความหมายของการนบนอบทเ่ี ปนสวน
เฉพาะตามลักษณะการอธิบายโอยนัยยะท่ีหน่งึ

เรอ่ื งราวทาํ นองน้ไี ดถ ูกนํามาพจิ ารณาเพ่ือหาความเขา ใจ ดงั ตัวอยางเชน :
๑- เปนทร่ี ูกนั วา เสน โคงหมายถึง “สวนหนงึ่ ทถ่ี ูกตัดมาจากวงกลม” แตเปนทแี่ นนอนโดยมิ
ตองสงสยั เลยวา เสนโคงยงั หมายถึงสวนเกนิ ที่ตงั้ อยบู นเสน ตรงทถี่ ูกกําหนดไว โดยไมจ าํ เปนตอง
ถือในหลักความจริงทวี่ า มนั เปนสว นหน่ึงทตี่ ดั มาจากวงกลมเสมอไป แตมันยงั เปนเสน โคง โดยแท
ได แมมันจะมิใชสว นท่ตี ดั มาจากวงกลามก็ตาม กลาวคอื เสนโคง คอื เสนท่ีเกิดจากฐานต้ังท่เี สน
วงกลมลอมรอบอยู โดยท่ที ั้งสองดานของเสนโคงจะไปบรรจบลงท่ีจุดสองจดุ คอื ไมจําเปนตอ งถือ
วา มนั คือสว นหนง่ึ ของวงกลม
๒- นกั ภาษาไดอธบิ ายวา เสยี งฮ้ีๆ คอื เสียงรองของมา และอธบิ ายวาเสียงจิบ๊ ๆ คือเสียงของ
นก กลา วคอื ท้งั มา และนกในแงข องความหมายพืน้ ฐานตา งกม็ ไิ ดอ ยูใ นสองเน้อื หา หากแตมีขอ
พิสูจนใ นการพิจารณาแยกแยะทง้ั มา และนกได เพอ่ื อธิบายไปถงึ ความแนช ดั ของเสียงหนงึ่ ๆ
โดยเฉพาะวา เปนเสียงอะไร
จึงเปนท่ีเขาใจอยา งแนชัดแลววา ความจาํ กดั ความทแี่ ทจ รงิ นนั้ จะตองกลา ววา : การอิบา
ดะฮคือ การนบนอบอันเกดิ ขน้ึ จากความเชอื่ วา ส่ิงที่ถกู เคารพนั้นมคี วามเปนพระเจา ทานอายา
ตลุ ลอฮ ฮุจญะตุล-มัรฮมู ชยั ค มฮุ มั มัด ญะวาด อัล-บะลาฆี ไดชี้แจงในเรื่องน้ีไวใน “ดัฟสีร อาอลั อิร
เราะหม าน” โดยวิเคราะห ถงึ ความหมายทแี่ ทจ ริงของอบิ าดะฮว า :
คาํ จาํ กดั ความท่ีสอง
อิบาดะฮห มายถึงการนบนอบ ของผูที่เชื่อมั่นวา ส่ิงนั้นครอบครองกิจการที่เกย่ี วกบั ความ
เปนการมีชีวิต การสิ้นอายขุ ัย และการไดอ ยูต อ ไปของตน
ขออธิบายเรอื่ งน้วี า : ความจาํ นนคือลักษณะอยางหนงึ่ และเปนปจ จยั สาํ คญั อยางหนงึ่ ของ
คนทเี่ ปน ขาทาส กลาวคอื ในเมือ่ บาวเกดิ ความรสู กึ ในตวั เองขน้ึ มาในลักษณะของความเปน ขาทาส
และรูสึกวา อกี ฝา ยหน่งึ คอื ผูครอบครองจนความรสู ึกน้ันไดสําแดงออกมาสูภายนอกในลักษณะของ
การใชถอ ยคําและการกระทาํ ใดๆ โดยเฉพาะ ซงึ่ เปน คําพดู และการกระทําอนั เกดิ ขึ้นมาจาก
ความรูสกึ อันน้ี การกระทําและคาํ พูดทีส่ ําแดงออกมาจากความรสู กึ อยางลึกซงึ้ อันนคี้ ืออบิ าดะฮ ไม
ตอ งสงสยั เลยวา เกย่ี วกับผูครอบครองทม่ี ใิ ชผูครอบครองโดยแท เชน เชอื่ ม่นั วาเปน ผูครอบครอง
ตามกฎหมาย และตามระเบยี บกฎเกณฑนั้นการนบนอบทีม่ ตี อเขาไมถอื วา เปน การอิบาดะหเ ลยอยาง
เดด็ ขาด กลาวคือทวี่ า มนษุ ยใ นสมัยกอ นๆ “เปน ทาสสวนบคุ คล” ก็มิไดหมายความวา การปฏบิ ัติตาม
เจา นายของเขาน้นั เปนอิบาดะฮ... กลาวคอื แนน อนทสี่ ุด ทีห่ มายถงึ สภาพความเปนขาทาสในท่ีนี้
คอื ลักษณะทีว่ างอยูบนพื้นฐานของการสรา ง การจัดระบบโลก และกจิ การใดๆ บางอยา งของชวี ิตท่ี
อยใู นกาํ มอื ของผนู ้ัน
ขอใหท านไดพจิ ารณามูลฐานชนิดตางๆ ของลักษณะความเปนผคู รอบครองที่แทจ รงิ :

1- แนนอน พระองคท รงอธิบายถึงลกั ษณะความเปน ผูครอบครองโดยกลาวถึงฐานะของ
พระองควาเปน ผสู ราง ดวยเหตุนี้ อัลลอฮ จงึ ทรงเปนผูครอบครองท่ีแทจ รงิ ของมนุษยเพราะ
พระองคค อื ผูสรางของมนษุ ย และทําใหม นษุ ยมีอยู ในเรื่องนีเ้ ราจะพบวา อัล-กรุ อานถอื วา สงิ่ ท้งั
มวลที่มอี ยู เปนขาทาศของอลั ลอฮ และพระองคย ังทรงอธบิ ายวา พระองคค ือผคู รอบครองส่งิ น้ัน
โดยแท ทเ่ี ปน เชนนี้กเ็ พราะพระองคสรา งสงิ่ เหลา นน้ั โดยทรงกลา ววา :

2- แนน อน พระองคไดท รงสาธยายฐานะแหงความเปนผคู รอบครองของพระองควา ทรง
เปนผปู ระทานปจจยั ยงั ชพี , ผูใหช วี ติ และเปน ผูใ หม ีความตายดวยเหตนุ ี้ มนุษยท ุกคนจึงมจี ิตสํานึก
โดยธรรมชาตถิ งึ ความเปนบา วท่ีตนมตี ออัลลอฮ เพราะพระองคค ือ ผคู รอบครองชีวิต, ความตาย
และปจ จยั ยังชีพของตนอยู ดวยเหตุน้ี อัล-กุรอานจงึ เตอื นสตขิ องมนษุ ยใหพิจารณาตอ ความเปนผู
ครอบครองของอลั ลอฮที่มตี อปจ จัยยงั ชพี ของมนษุ ย และในแงที่วา พระองคคอื ผูซง่ึ ใหความตาย,
ใหช วี ิตแกเขา เพอ่ื ใหท กุ ส่งิ ทกุ อยางนีเ้ ตือนเขาใหรวู า อลั ลอฮเทานั้น คือผูทรงไวซ ึง่ สิทธใิ นการ
ไดรบั การเคารพภักดี (อิบาดะฮ) โดยพระองคไ ดกลาววา :

“อลั ลอฮ คอื ผูซงึ่ ไดสรางสูเจา ตอ มาก็ไดใหป จจยั ยงั ชีพแกสเู จา ตอ มาก็ไดสเู จา ตาย ตอมาก็
ไดสเู จามีชวี ิต”

(อรั รมู -๔๐)
“ทาสทสี่ เู จา ครอบครองไวน ั้น มีผูถอื สิทธิรวมกับพวกเจาในปจ จัยยงั ชีพตา งๆ ทเี่ ราได
ประทานแกสเู จาบา งไหม”

(อรั รูม-๒๘)
“พระองคค ือ ผทู รงใหช ีวิต และผทู รงใหต าย”

(ยูนุส-๕๖)
๓- แนน อน พระองคไ ดท รงสาธยายถึงความเปน เจา ในแงของการใหค วามอนเุ คราะห
ชว ยเหลือ (ชะฟาอะฮ) และการอภยั โทษ วา อลั ลอฮคอื ผูทรงสิทธิสําหรับการใหค วามอนุเคราะหที่
แทจ ริง ดังน้ี :
“จงกลา วเถิดวา การอนเุ คราะหชวยเหลือทั้งหมดน้นั เปนของอัลลอฮ”

(อซั ซมุ ัร-๔๔)
“จะมีผใู ดอกี เลา ทใ่ี หก ารอภยั โทษในความผดิ บาปได นอกจากอลั ลอฮ”

(อาลิ อิมรอน-๑๓๕)
โดยเหตผุ ลที่วา ไมมีบา วคนใดเลยแมแ ตคนเดียวท่จี ะทรงไวซ ง่ึ สิทธใิ นการใหความ
อนุเคราะหช ว ยเหลือได ยกเวน ในกรณที เ่ี ปน ไปโดยอนุมตั ขิ องพระองคเทานัน้ จึงทาํ ใหสามญั สาํ นกึ
ของมนษุ ยมคี วามรูสกึ วา อัลลอฮ คือผูทรงสทิ ธิในการใหความสุขแกเ ขาสาํ หรบั ชีวติ ในบัน้ ปลาย
ในเมื่อมนุษยม ีความรูส ึกสํานึกถงึ ความเปนบาวอยา งนี้ และสํานึกถึงความเปน ผทู รงสิทธิอยางน้ัน

และความสํานกึ อันนี้ไดสาํ แดงออกมาในรูปของถอยคาํ หรือการกระทําใดๆ นนั่ แหละคอื สิ่งท่ี
หมายความวา เขาเปนบา วของพระองคอยา งมติ อ งสงสยั

ลักษณะอยางทวี่ าน้ี อาจตรงกับท่ีอธิบายความหมายของ “อิบาดะฮ” ท่วี า หมายถึงความนบ
นอบของผูท ี่เชื่อถอื ในสภาพความเปนผูใหการอภบิ าลแกตนก็ไดกลา วคือ ผใู ดก็ตามท่แี สดงความ
นบนอบของตนออกมาโดยการกระทาํ หรือโดยการใชค ําพดู ตอ ผหู น่งึ ผใู ด อนั เกิดจากความเชอื่ มน่ั
ในจติ ใจถึงความเปนผูอภิบาลของผูน ้ันแลว การกระทาํ อยง น้ันหมายถึงวา เขาเปน บาวของผนู ั้น

ดังน้ัน ความหมายของคาํ วา “รอ็ บ” ในแงข องการจาํ กัดความกค็ อื ผูทรงครอบครองไวซึง่
ความเปนไปของสิง่ หน่งึ ๆ อยา งเดด็ ขาด ในแงข องการบริหารและการอบรมเล้ียงดู

ดวยเหตนุ ้ีเอง คําท่ีมคี วามหมายในแงของ “ความเปนบา ว” จึงสอดคลอ งในประเดน็ ของคํา
ที่มีความหมายในแงข อง “ความเปน ผอู ภบิ าล” หมายความวา สภาพความเปนผคู รอบครอง ปกปกษ
รกั ษาสิ่งใดสงิ่ หน่งึ และบริหารสงิ่ นัน้ ๆ ตลอดจนเปนจุดหมายปลายทางของสงิ่ น้ันๆ ไดท ้ังในแงของ
การเปนผูยืดชีวิตใหแ ละใหก ารส้นิ สุดของชีวติ เกิดข้ึนอยางกะทนั หนั

ทง้ั หมดนแ้ี สดงใหเห็นวา สว นหนึ่งของโองการตางๆ ไดจ ํากดั ขอบเขตของการอบิ าดะฮไ ว
สําหรับอัลลอฮองคเดียวโดยเหตผุ ลทวี่ า พระองคค อื ผอู ภิบาลเทา น้ัน ขอใหทา นพจิ ารณาบาง
โองการตอ ไปน้ี :

“และมาซีห (เยซู) ไดกลาววา โอว งศว านแหง อสิ รอเอลเอย ทา นจงเคารพภกั ดีอัลลอฮ พระ
ผูอภิบาลของฉนั และผูอภบิ าลของพวกทานเถิด”

(อลั -มาอดิ ะฮ- ๗๒)
“แทจ รงิ ประชาชาตขิ องสเู จา น้ี เปน ประชาชาติเดยี วกัน และฉนั คอื ผูอภิบาลของสูเจา
ดงั น้ันจงเคารพภกั ดีฉนั เถิด”

(อัล-อมั บยิ าฮ- ๙๒)
“แทจริง อัลลอฮ เปนพระผูอภิบาลของฉัน และพระผูอภบิ าลของพวกทา น ดังน้นั จงเคารพ
ภกั ดพี ระองคเถิด นค่ี ือหนทางอนั เทีย่ งตรง”

(อาลิ อิมรอน-๕๑)
เนือ้ หาของโองการเหลา นี้ (ท่ีมีความหมายวา การอิบาดะฮน นั้ ไดถ ูกกําหนดใหเ ปนเรือ่ งท่ี
อยูใ นขอบขา ยของฐานกาพแหง ความเปน ผูอภิบาล) ยังมอี ยโู องการอน่ื ๆ อีกเชน :
ซเู ราะฮ ยนู ุส : ๓ ซเู ราะฮ อลั -ฮจิ ญร : ๙๙ ซูเราะฮ มัรยัม : ๓๖ ๖๕ ซูเราะฮ อซั ซุครุฟ : ๖๔
อยางไรกต็ าม หลักฐานทชี่ ดั เจนท่สี ุดสาํ หรบั การอธิบายทม่ี ีตอคําวา อิบาดะนกี้ ็คือ โองการ
ตางๆ ทีไ่ ดกลาวถึงผา นมาแลว

คําจาํ กัดความทส่ี าม
เราสามารถทจ่ี ะหาความเขา ใจความหมายของอบิ าดะฮไดจ ากประเด็นทีส่ ามท่ีวา :

อบิ าดะฮ : คอื การนบนอบจากผทู ่ีเหน็ วา ตนเองไมมคี วามอสิ ระในการดาํ รงอยูแ ละการ
กระทําใดๆ ของตนเลยที่จะมตี อผมู คี วามอิสระ แนน อนอัลลอฮไดท รงสาธยายเกย่ี วกับคุณลกั ษณะ
ของพระองคไ วในโองการตา งๆ หลายแหงวา พระองคท รงเปนอลั -กอ็ ยยูม (ผูดาํ รงอยตู ลอดกาล)

“อลั ลอฮ ไมมีพระเจา อืน่ ใด นอกจากพระองค ผทู รงมีชีวติ ทรงดาํ รงอยูตลอดกาล”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)

เชนเดยี วกับในซูเราะฮ อาลิอมิ รอน โองการท่ีสอง
พระองคทรงมีโองการอกี วา และใบหนาทงั้ หลายยอมสยบตอ ผูทรงมชี ีวติ ทรงดํารงอยู
ตลอดกาล”

(ฏอฮา-๑๑๑)
มิไดหมายความแตเ พยี งวา พระองคท รงดาํ รงอยโู ดยพระองคเอง และไมม คี วามจาํ เปน ท่ี
จะตอ งพึ่งพิงสิ่งใดเลยอยางเดียวเทา นนั้ หากแตยังหมายถงึ วา ทกุ สงิ่ ทุกอยางนอกเหนือจากพระองค
คอื สิ่งทขี่ ึน้ อยูกบั พระองคด วย
หรอื อีกนัยหน่ึง : การอิบาดะฮ หมายถึงการเรยี กรอง ออนวอนขอตอ อลั ลอฮและกระทาํ การ
นบนอบโดยฝากความหวังในเร่อื งท่ีจําเปน ตา งๆ เกย่ี วกบั โลกนแี้ ละโลกหนา ในฐานะท่ีวา พระองค
คือ ผูทรงอภิสิทธิ์ ทรงเปน เจา ทแี่ ทจริงสําหรบั กิจการแหง โลกน้ีและโลกหนาทกุ ประการ ความ
เปน ไปเหลานี้ ถาหากไดมขี ้ึนแกส ิ่งอ่ืนไมว า จะเตม็ รูปแบบหรือเพียงบางสว นก็ตาม ก็เทา กับวา เปน
การอบิ าดะฮต อ สง่ิ น้ันและเปน การต้ังภาคที นั ที และผูท่ดี าํ เนนิ การกระทําดงั กลาวก็จะไดช ่ือวาเปนผู
ตงั้ ภาคี โดยมิตองสงสยั
ดวยเหตุดังกลาวน้ี ถา คนใดกต็ ามในหมูพ วกเราไดน บนอบตอ สงิ่ ใดก็ดีโดยสําคญั กวา ส่ิง
นนั้ มอี ิสรภาพในสภาวะการเปน อยูหรอื ในการกระทาํ ของตนแลว การนบนอบอนั น้นั จะ
กลายเปน อิบาดะฮ ยง่ิ ไปกวานน้ั แมแตการวิงวอนขอในกิจการของอลั ลอฮจากผูอน่ื กเ็ ทา กับวา การ
ขออันน้ี คอื อิบาดะฮแ ละเปน การตั้งภาคีดว ยกลาวคือการวงิ วอนขอในประเดน็ นี้ มิไดแ ยก
ความหมายออกไปจากการนบนอบ ดังนั้น ประเดน็ จึงอยูท่ีวา จาํ เปนจะตองเขาใจถงึ ส่ิงท่เี รยี กวา
กจิ การของอลั ลอฮและแยกแยะกจิ การอนั น้ีออกไปจากกิจการของสง่ิ อืน่ ใหไ ด เพื่อทว่ี าเราจะไมต ก
อยใู นวังวนของการตั้งภาคี ในขณะทข่ี อสิง่ หนงึ่ สงิ่ ใดก็ตามจากบรรดานบแี ละบรรดาผมู ีความ
ใกลชิดกับอลั ลอฮ (เอาลิยาฮ) รวมไปถงึ ท่ีขอจากมนุษยคนอนื่ ๆ ฉะนั้นเราจงึ กลาวไดววา :
สว นหนงึ่ ของการตั้งภาคี คือแงทว่ี า เราขอในกจิ การของอลั ลอฮจากบุคคลอื่น เปนทีร่ ูกนั อยู
แลววา กิจการของอลั ลอฮน้ันมไิ ดหมายความวา อยูท่ีการสรา งการบรหิ ารและการใหป จ จัยยังชีพวา
เหมือนกันไปหมด ไมวาจากความเปนอสิ ระหรือจากการอนมุ ตั ขิ องอัลลอฮ เพราะวา พระองคได
ทรงระบุถงึ กรณที ี่ทรงมอบหมายใหแ กผอู นื่ ไดต ามที่ปรากฏหลักฐานในอลั -กุรอาน หากแตม นั
หมายถึงวา พระองคดาํ เนินกิจการไป อยา งอิสระโดยไมม สี ว นชว ยเหลือมาจากส่ิงใดเลย ดงั นน้ั ถา
ใครนบนอบตอบุคคลอ่ืนในลกั ษณะทีว่ าสงิ่ นน้ั มีอิสระแกตนเองในการกระทาํ ไมวา จะเปนการ

กระทําในเชิงปกติวสิ ัย เชน การเดนิ การพูด หรอื การกระทาํ ในเชงิ อภนิ หิ ารอยางท่ที า นนบอี ีซา
(เยซู) ของเรา (ขอความสันติพึงมแี ดทาน) ไดกระทําขนึ้ (๑) ก็จะถอื วา การนบนอบนั้นๆ เปนอิบา
ดะฮท่มี ีแกบุคคลทไ่ี ดรบั การนบนอบของตนนั้นเอง

เปน ที่เขา ใจอยา งแนชัดแลว วา : อลั ลอฮทรงเปนผูม่ังค่งั เหลือหลายในกิจการของพระองค
ขณะเดยี วกันพระองคก ็ทรงม่งั คั่งเหลอื หลายในสภาวะการดาํ รงอยูของพระองค กลาวคือพระองค
ทรงสราง ทรงประทานปจ จยั ยงั ชีพ ทรงใหชวี ิต ทรงใหความตายโดยไมตองขอความชวยเหลือจาก
ผูใด(๒) หรอื ขอความชว ยเหลือตอสรรพส่ิงที่พระองคสรางมาในแงท ่ีวา สิง่ นนั้ จะมีมาแตเ ดมิ อนั
มิใชเ ปนสรรพสงิ่ ท่ีถกู สรา งโดยพระองค หากแตอลั ลอฮทรงสรางสิ่งท้ังหมดโดยพระองคเ องอยาง
ชนิดที่ไมมีสว นชว ยเหลอื ของผูใดหรอื ส่ิงใด กลาวคือพระองคไ ดส รา งสสารวัตถแุ ลวทรงจัดรูปราง
ของมนั ไปตามทพ่ี ระองคท รงประสงค ฉะนั้นถาเราเช่อื มนั่ วา ผใู ดมคี วามม่งั คั่งเหลอื หลายในกิจการ
ของตนที่เปนไปในเชิงปกติธรรมดา หรอื ทมี่ ไิ ดเปนไปโดยปกติธรรมดา โดยไมมีใครเสมอเหมอื น
และผนู ัน้ ดาํ เนินกิจการตา งๆ ไปตามที่ตนเองตอ งการไดโดยไมมีสว นชวยเหลือหรือสนบั สนุนจาก
ผใู ดแมแ ตอลั ลอฮกแ็ นนอน เทา กับเราไดเ อาสง่ิ นัน้ เปน ภาคกี ับอลั ลอฮแลว และเทา กับวา เราได
ยดึ ถือเอาสิ่งนัน้ มาคเู คียงกับพระองค ผูท รงสงู สุด

ประเดน็ หลกั ท่เี ปนสาระสาํ คญั ของการจาํ กดั ความอนั นี้ คือ “ความอสิ ระของผดู ําเนิน
กจิ การ” ในกจิ การหนึง่ ๆ ของตน กับความไมมีอสิ ระแกตน หลักเอกภาพตามความหมายในแงนี้ ทัง้
คนมีความรูแ ละคนโงเ ขลาตางกม็ ีความเขา ใจทัดเทียมกัน

ใชแ ลว มโนคติที่ใสสะอาดยอมเขาใจไดเ ลยวา ในประเดน็ ความอิสระของผูถ กู เคารพภกั ดี
กบั การไมม ีอิสระของผูเคารพภกั ดีน้ันอยูใ นกรอบของเหตุผลแหงสติปญญาและคัมภรี อันทรง
เกียรติ จึงไมมีความจาํ เปนทจี่ ะตองมาแยกแยะรายละเอยี ดอีก ดวยการอาศัยมโนคตทิ างจติ สาํ นึก

(๑) ดงั ความปรากฏในโองการที่ ๔๙ ซเู ราะฮ อาลิอมิ รอน วา : แทจริงฉันน้ีจะสรางรปู นกขึ้นมาจาก
ดินแกพวกทาน แลวฉนั จะเปาในนั้น แลว มนั ก็กลายเปนนก โดยอนุมัตขิ องอัลลอฮและฉนั รักษาคน
ตาบอดและคนเปน โรคเรอ้ื นได และฉันทําใหคนตายมชี วี ิตขึน้ มาไดโ ดยอนมุ ตั ขิ องอัลลอฮ และฉัน
จะแจงแกพ วกทา นถงึ ส่งิ พวกทานรบั ประทานไดและ (ฉนั จะแจงแกพ วกทานได) สิ่งทพ่ี วกทานเก็บ
ไวใ นบานเรือนของพวกทา น”
(๒) เราไดกลา วผา นไปเมือ่ ตอนอธิบายเรือ่ งหลักเอกภาพแหงความเปนผูอภบิ าลวา อัลลอฮไมทรง
ขอความชว ยเหลอื ตอ สงิ่ ใดเลยในกจิ การของพระองค โดยมิไดหมายความวา พระองคจะทรงดาํ เนนิ
กจิ การโดยพระองคเ องไปเสยี ทกุ เร่อื ง จนถึงกับวาพระองคค อื แหลงที่มาของการสรา ง การประทาน
ปจจยั ยงั ชพี การใหเ ปน การใหตายโดยไมมีสวนเกยี่ วขอ งกับสาเหตทุ ม่ี าใดๆ ในส่งิ ตางๆ เหลาน้ัน
หากแตห มายความวา : พระองคท รงดําเนินกิจการตางๆ ไป ไมว า กจิ การทีเ่ กิดขึ้นโดยพลัน หรือ
กจิ การทเ่ี กดิ ขึ้นจากเหตแุ ละผลในฐานะผทู รงมอี าํ นาจอยา งเหลอื หลายเหนอื สิง่ อื่นใด แมวา กจิ การ
ของพระองคด ําเนินไปตามระบบของความสมั พนั ธระหวางเหตุและผลกต็ าม

และสติปญญาอันน้ี ชาวอาหรบั แหงยุคงมงายกจ็ ะมีความเขา ใจตอความหมายของอบิ าดะฮตาม
จุดมงุ หมายท่ีระบุอยใู นอลั -กุรอานได กลาวคอื การอบิ าดะฮต ามความหมายในแงน ้ี (หมายถึงท่ี
เปน ไปโดยความเช่ือทวี่ า ผูถ กู เคารพมคี วามอิสระ) มีความเขาใจทดั เทยี มกนั ท้ังคนมีความรูแ ละคน
โงเ ขลา ทัง้ คนทีม่ ีสติปญญาสมบรู ณกบั คนทไ่ี มสมบรู ณ เพียงแตว า ทุกตัวบคุ คลนั้นจะเขาใจไปตาม
ความสามารถของสตปิ ญญาที่มีอยตู ามทพ่ี ระองคไ ดม โี องการวา :

“แลว ธารนาํ้ ตา งๆ ไดไหลหลากไปตามปริมาณของมัน”
(อรั เราะดด ุ-๑๗)

อยางไรก็ดี พ้ืนฐานที่อยูในคําอธบิ ายของผพู ูดคอื “การยกอาํ นาจให” ดงั นั้น สงิ่ ท่จี ะอธบิ าย
ไปถึงเจตนาของพวกเขา

๒- “การยกอํานาจให” หมายความวา อยางไร?
คําอธบิ ายของผยู ึดมั่นในหลักเอกภาพสอดคลองกันในประเดน็ ท่ีวา ความเชอื่ เรอื่ ง “การยก

อํานาจ” นั้น เปน ตวั ชถ้ี ึงการตง้ั ภาคี และการนบนอบอนั เกิดจากความเชอื่ ดงั กลาวนน้ั ถอื เปนอบิ า
ดะฮอ ยา งหนึง่ ตอ ผูไดรบั การนบนอบ การยกอาํ นาจใหม ีลักษณะสองประการ คือ

๑- ยกอํานาจของอัลลอฮในฐานะผบู ริหารโลกไปใหเ ปน หนา ท่ีของบคุ คลพิเศาที่เปนบาว
ของพระองคอ ันไดแก บรรดามะลาอกิ ะฮ, บรรดานบี, และบรรดาผมู คี วามใกลชดิ ตอ พระองค (เอาลิ
ยาอ) โดยเรียกวา “ยกอํานาจในการจัดระบบของโลกให”

๒- ยกอาํ นาจในสวนทีเ่ ปนกิจการของพระผเู ปนเจา ไปใหเปน หนาที่ของผเู ปนบาว เชนการ
ออกกฎหมาย, การวางบทบญั ญตั ิ, การอภยั โทษ, การใหความอนุเคราะหชว ยเหลือ อนั เปนเรอ่ื งราว
ของอลั ลอฮ โดยเรียกวา “ยกอาํ นาจในแงของการวางบทบญั ญตั ิให”

ประการท่ีหนึ่ง
ไมต อ งสงสัยเลยวา มนั เปนสงิ่ ที่ชถ้ี ึงการตัง้ ภาคี กลาวคอื ถา หากใครเชอ่ื วา อลั ลอฮทรงมอบหมาย
กิจการของโลกและการบรหิ ารโลก เปน ตนวาการสรา ง, การใหปจ จยั ยงั ชพี , การใหต าย, การใหช วี ติ
, การใหห ิมะและฝนตก ตลอดจนเหตุการณต า งๆ ของโลกแกมะลาอิกะฮข องพระองคหรอื บา วผมู ี
คณุ ธรรมคนใดของพระองคแลว แนน อนเทา กับเขาไดต ้ังบคุ คลเหลานั้นขนึ้ เปนคเู คยี งกับอลั ลอฮใน
ขณะทย่ี กอํานาจใหม ไิ ดมคี วามหมายเปนอยางอ่ืน นอกจากวา สภาพของพวกเขาเปน ผมู ีความอิสระ
ในการกระทาํ ท้ังหลายของตน โดยเปนผูขาดการตดิ ตอจากอลั ลอฮในกิจการตา งๆ ทพี่ วกเขากระทํา
และตอ งการ

กลาวโดยสรปุ : จะเหน็ ไดว า การยกอํานาจบรหิ ารใหเปน เร่ืองของผเู ปนบาวน้ัน เปน สวน
หนึ่งจากการถือวา ผูเ ปนบาวมคี วามอสิ ระในการกระทําและดําเนินกจิ การของตนออกไปตา งหาก
จากบคุ คลอื่น ไมวาความเปน อสิ ระท่ีวา นน้ั จะอยูในการกระทาํ ใดๆ ท่ีเกย่ี วโยงกับการบริหารโลก

และเหตกุ ารณต า งๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในโลกก็ตาม เพยี งแตว า ถา อา งถึงความเปนอสิ ระของมนุษยใ นการ
กระทาํ ตา งๆ ในแงป กตวิ สั ยั โดยอธบิ ายเปน เชิงปรัชญาอยางเดยี วน้ัน พวกตั้งภาคีในยุคงมงายจะไม
ยอมหันมาพจิ ารณา ดว ยเหตนุ พี้ วกเขาจึงจาํ เปนตอ งอธิบายเกยี่ วกบั ความเช่อื ทม่ี ีตอ ความเปน อิสระ
ของบุคคลเหลานนั้ ในเรอ่ื งการบริหารโลก

ประการแรกอกี เชนกนั ท่ีไดกลายเปนประเดน็ สาํ คญั ในการอธบิ ายและถกเถียงกันในสมยั
แรกๆ ของอสิ ลาม จนถึงกับแบง หวั ขอการอธิบายออกไปเปน สว นของ “พวกมีความเชอ่ื ในโชค
เคราะห” (ญบิ รีย) กับ “พวกมีความเชื่อในการไดร บั อํานาจ” (ตัฟวฎี ีย)

สรปุ ไดวา ประเด็นสําคญั สําหรับพิจารณาจงึ อยูใ นระหวางความเชอ่ื ทวี่ า ผูเปนบา ว มีการ
กระทําโดยความเปน อสิ ระและแยกออกไปจากอัลลอฮตา งหากหรอื วา ความเช่ือทว่ี า เขามีคณุ สมบัติ
นัน้ ๆ โดยพระราชบญั ชาและการอนมุ ัตขิ องพระองคต ลอดทัง้ ตามเจตนารมณของพระองค และ
ความเชือ่ ในเรอ่ื งการยกอาํ นาจใหนนั้ ไมมีประเดน็ ที่สาม หากแตมันอยูในขายของประการท่หี นึง่
น่นั เอง

สวนในกรณีของความเชื่อทว่ี า คณุ านภุ าพจากมวลมะลาอิกะฮ, ญิน, หรอื นบแี ละวะลยี เ ปน
ผบู ริหารกจิ การสําหรบั โลก โดยการอนุมัติและตามเจตนารมณของพระองคตลอดทง้ั ตามพระ
บัญชาและโดยอาํ นาจของพระองค โดยท่ีพวกเขาไมมคี วามเปนอิสระในสิ่งท่ีไดกระทําลงไป หรือ
วา จะเปน ผไู ดรบั อาํ นาจเด็ดขาดในกรณีที่ไดสาํ แดงสง่ิ ใดออกไปน้ัน มิใชเ ปนตัวชส้ี าํ หรับการตงั้ ภาคี
หากแตเร่อื งเหลานี้ เปนประเดน็ ทีต่ องพูดกันในแงท อ่ี ยรู ะหวา งความเชอ่ื ที่มอี ยา งถกู ตอ งสอดคลอ ง
กบั สภาพความเปน จริง เชนความเชอ่ื ท่วี า มนั อยใู นสวนของมะลาอิกะฮ หรือความเชอ่ื ท่ีมีอยา ง
ผดิ พลาดจากสภาพความเปนจรงิ เชน ความเชอ่ื ทว่ี า มันอยูในสวนของนบีและวะลยี  กลาวคอื
บรรดานบี และบรรดาวะลียน้นั มิไดม ีสภาพเปน ปรากฏการณใ นแงข องความเปน ตนเหตุและแหลง
กอ เกิด หากแตพ วกเขาก็เปนเหมอื นกับมนุษยท ่ัวๆ ไปท่ไี ดรบั ประโยชนจากระบบของธรรมชาตจิ น
ถอื ไดว าการยงั ชพี อยูข องพวกเขากข็ ึน้ อยูกับระบบตา งๆ เหลานั้น เปนท่ีรูจ ักกันอยูแลววา ความ
ผดิ พลาดท่มี ีตอ สภาพท่เี ปน จรงิ มไิ ดห มายถงึ การตั้งภาคีเสียทกุ อยา ง หากในกรณที ่จี ะมีความเชื่อถอื
วา วะลียคือตน เหตแุ หง กฎธรรมชาติและระบบตา งๆ ของสสารวัตถุ และมไิ ดห มายความวา ความเช่อื
ในประเดน็ ท่ีวา บคุ คลชนดิ นเี้ ปนตน เหตุและแหลงกอกําเนดิ แหง ระบบตา งๆ ของสสารวตั ถจุ ะแสดง
ถึงการต้งั ภาคี

ส่ิงท่ีควรจะไดน ํามากลา วอีกอยา งหน่งึ ก็คือวา พวกตง้ั ภาคใี นสมยั ทีอ่ สิ ลามเร่มิ เผยแผน นั้
เชือ่ ถืออยวู า พระเจา ของพวกเขาอยใู นประเภททีม่ คี วามเปน อิสระในการกระทาํ และตา งพากัน
ยอมรบั สิง่ ดงั กลาวโดยอาศัยพนื้ ฐานอันน้ี ดังไดกลา วมาแลว วา อุมัร บนิ ลิหยา ไดเดินทางจากนคร
มักกะฮไ ปยังเมอื งซเี รีย แลว ไดเห็นคนทั้งหลายเคารพภักดีรูปปน เขาจงึ ถามคนเหลานั้นถึงสาเหตุที่
พวกเขาตองเคารพภกั ดสี งิ่ ดังกลาว คนพวกนนั้ ไดกลาวกบั เขาวา :

“รูปปน เหลานท้ี เ่ี ราเคารถภักดีมันก็เพราะวา เม่อื เราขอฝนจากมัน มันก็ใหฝ นตกลงมาแกเ รา
แลว เลาเราขอความชวยเหลือจากมนั มนั ก็ใหก ารชวยเหลอื เรา” (๑)

มีปราชญอยพู วกหนงึ่ ที่เชือ่ ถือวา ในส่ิงของแตล ะประเภทนั้นมี “ผูอภบิ าลแตละส่ิงอยู” โดย
ไดรบั อํานาจในการบริหารส่ิงนัน้ ๆ การบริหารจกั รวาวอนั เปนกจิ การหนง่ึ ของอลั ลอฮก็ไดถูกยอก
ไปใหเ ปน เรอื่ งของผูนั้น ดังเชนทคี่ นอาหรับสมยั งมงายซ่ึงเคารพภักดีมะลาอกิ ะฮแ ละดวงดาว
สาเหตุที่พวกเขาเคารพภักดีสิ่งเหลาน้นั มเี พยี งวากิจการของจกั รวาลและงานบรหิ ารจกั รวาลนน้ั ได
ถกู มอบอาํ นาจใหแ กส่ิงนั้นๆ ตามความเขา ใจของพวกเขา และอัลลอฮก็ทรงสละอํานาจจากการ
บริหารโดยสิ้นเชิง ดว ยเหตุน้ีจึงถือวา การนบนอบใดๆ ก็ตามอันเกดิ ข้ึนโดยความรูสึกอยา งนี้ คือ อิ
บาดะฮ ในตอนตอไปทา นจะไดศึกษาถงึ ความเชื่อถือของชาวอาหรับยุคงมงายทีม่ ีตอรปู เคารพของ
พวกเขา

ประการที่สองของเร่อื งการยกอาํ นาจให
ถาหากเราเชอื่ มนั่ วา อัลลอฮทรงมอบอํานาจหนาที่ของพระองคบ างสว น เชน การออก
กฎหมาย และการวางบทบญั ญตั ิ สรรถการอนเุ คราะหใ หความชว ยเหลอื การอภัยโทษใหแ กบคุ คล
หนงึ่ บุคคลใดในสรรพสง่ิ ที่พระองคทรงสรางแลว กเ็ ทา กบั วา เราไดเอาส่ิงน้ันข้นึ เปนภาคี หนุ สวน
กับอัล-กรุ อานไดกลาววา
“และสวนหนึ่งจากมนษุ ย มผี ทู ่ีถือเอาสิ่งอ่ืนนอกอัลลอฮขึน้ มาเปนคูเ คยี งแลวพวกเขาให
ความรกั เขาเหลา น้นั เฉกเชนความรกั ท่พี งึ มตี อ อัลลอฮ”

(อลั -บะเกาะเราะฮ- 165)
ไมต องสงสัยเลยวา สรรพสิ่งทมี่ อี ยูน ้ี ไมส ามารถท่จี ะเปน คเู คียงกับอลั ลอฮได แมก ระทัง่
การทจี่ ะดาํ เนนิ กจิ การหรือการกระทาํ ใดๆ ท่เี ปนกิจการอัลลอฮโดย “ความเปน อิสระ” กไ็ มส ามารถ
ทีจ่ ะกระทาํ ได หากไมเ ปนเพราะไดรบั อนมุ ัตแิ ละพระบญั ชา ของอัลลอฮมาใหด าํ เนนิ การในสง่ิ
นัน้ ๆ ในขณะที่สิง่ เหลาน้ันไมอ าจเปนคเู คยี งกบั อัลลอฮได ก็ยงั ตอ งเปน บา วและผทู าํ ตามพระบัญชา
ของพระองคและเจตนารมณข องพระองคอีกดวย เรื่องเหลานแี้ นนอนทีส่ ดุ ไดมีลกั ษณะของการตั้ง
ภาคีประเภทตา งๆ แฝงอยูในหมพุ วกยวิ และพวกครสิ เตียนตลอดจนพวกอาหรับสมยั งมงาย โดยมี
พวกหนึง่ ใหความเชอ่ื ถือวา อัลลอฮทรงมอบหมายสทิ ธใิ นการออกกฎหมายและวางบทบัญญตั แิ ก
นักปราชญและปโุ รหิตของพวกตน ดงั ท่ีอัล-กรุ อานไดก ลา ววา
“พวกเขาไดยึดเอานักปราชญและนักบาชของพวกเขาเปนพระเจา นอกเหนือจากอัลลอฮ”

(อัตเตาบะฮ- ๓๑)

(๑) ซเี ราะตอุ บิ นุ ฮชิ าม เลม ๑ หนา ๗๙ ประวตั ิของเรือ่ งนี้ไดนาํ มาเสนอผานไปแลว รวมถึงเรอื่ งที่
ทา นศาสนทูต (ศ) ไดกลาวไวท ฮ่ี ุดยั บียะฮดวยกรณกี ารขอฝนที่เปนเรอ่ื งเนนหนักมากในพวกงมงาย
สมัยกอน โปรดดูหนา ๓๓ บทนาํ หมายเลข ๒ หนงั สือซเี ราะตุลหะละบียะฮ เลม ๓ หนา ๒๙

พวกทอ่ี ยใู นยุคงมงายมคี วามเช่ือวา อัลลอฮทรงมอบอํานาจในการใหค วามอนเุ คราะหแ ละ
การอภยั โทษอนั เปน สทิ ธิโดยเฉพาะของอัลลอฮแกร ปู ปนและรปู เคารพของพวกเขา และถือวา รปู
ปน กับรูปเคารพตา งๆ เหลาน้ี มคี วามเปน อิสระในการดาํ เนินกจิ การเหลานี้ ดว ยเหตนุ ้ี พวกเขาจงึ
ตอ งเคารพภักดสี ิง่ เหลานั้นเพื่อจะใหมันขออนุเคราะหจากอัลลอฮใหแกพ วกเขา โดยถอื วา กิจการ
แหง การอนเุ คราะหช วยเหลอื อยใู นอํานาจของส่งิ เหลา นั้น ดงั ท่ีพระองคท รงมโี องการวา

“และพวกเขาเคารพภกั ดสี ่ิงท่ีมไิ ดใหโทษและมิไดใ หคุณอันใดแกพวกเขานอกเหนือไปจาก
อลั ลอฮ และพวกเขากลา ววา สิ่งทั้งหลายเหลา นี้เปน ผูอนเุ คราะหชวยเหลือเรา ณ อลั ลอฮ”

(ยูนุส-๑๘)
ดว ยเหตุนี้เอง โองการตา งๆ ของอลั -กุรอานจึงใหคํายนื ยันไววา ไมม ีใครใหก ารอนุเคราะห
ชวยเหลอื ได นอกจากโดยอนุมัตขิ องอัลลอฮ ดงั นั้นถึงแมพ วกต้ังภาคจี ะเชือ่ ถอื วา รูปเคารพของพวก
เขาจะอนุเคราะหช วยเหลอื พวกเขาโดยการอนุมตั ขิ องอัลลอฮ ก็มิไดหมายความวา คาํ ยนื ยันเหลานี้
จะอยูในประเด็นท่ีสอดคลอ งตามความเชอื่ ถอื ของพวกตง้ั ภาคี โดยเหตุที่วา ชาวอาหรบั ในยุคงมงาย
พวกนี้ท่ีไดเ คารพภกั ดีรูปปนอยู กเ็ ปนเพียงแตเคารพภกั ดีไปในฐานทถี่ ือวา มนั ควบคมุ การ
อนุเคราะหความชว ยเหลือของพวกเขาไวเ ทาน้นั เอง หาใชฐานะท่ถี ือวา มันคือ ผสู รางหรือผูบริหาร
จักรวาลแตอยา งใดไม อาศัยพ้ืนฐานของความเช่ือแบบผดิ ๆ อันน้ีเองท่ีพวกเขาไดพากันเคารพภกั ดี
สิ่งเหลานนั้ และโมเมเอาเองวา การเคารพภักดขี องพวกเขาท่มี สี ่ิงเหลา น้นั จะทําใหไ ดร บั ความ
ใกลชิดยังอลั ลอฮ โดยพวกเขากลาววา
“เรามไิ ดเคารพภกั ดีสง่ิ เหลานัน้ เพื่ออ่ืนใด นอกจากเพอ่ื ใหมันนําเราเขา ใกลชิดตออัลลอฮ
อยา งลึกซ้ึง”

(อซั ซุมัร-๓)

๓- การแบง พระเจา ออกเปนสวนยอยกบั การปฏเิ สธพระเจาสูงสดุ มิใชประเดน็ เดียวกัน
การแบง สภาพของความเปน พระเจา ออกเปน พระเจายอ ยตามจินตนาภาพนั้นเปนเร่ืองที่

ผิดพลาดและยกเมฆขึ้นมา เราจะไมข อนาํ หลักฐานทางวชิ าการและเหตผุ ลในเรอื่ งนี้จากโองการ
ตางๆ มากลา วใหย ืดยาว

สว นกรณขี องการแบงหนาทกี่ ารงานของพระเจา ดงั ท่อี ยใู นความเช่อื ของชาวอาหรับยุคงม
งายน้ัน ยังมิไดหมายถึงปฏิเสธพระเจา สูงสดุ ผูท รงอาํ นาจ หากแตพ วกงมงายเช่ือถือกบั พระเจาสงู สดุ
อยูถึงแมวา พวกเขาจะเคารพภักดีรูปปน และเชอื่ ถือในการแบง สภาพความเปน พระเจา แกสง่ิ เหลา น้ี

แตอ ซุ ตาสเมาดูดีย( ๑) ไดต ําหนคิ วามคดิ ในเรอื่ งการแบง แยกสภาพความเปนพระเจา ไวว า :

(๑) บิหารุล-อันวาร เลม ๒๕ หนา ๒๓๐-๓๕๐

ความเชื่อในเร่ืองการแบง แยกสภาพความเปน พระเจา น้มี ิไดมีรวมอยใู นความเชอ่ื ถอื ทีม่ ตี อพระเจา
สงู สุด โดยไดอธบิ ายวา :

“คนในสมัยงมงายมิไดเช่ือถือในพระเจา ตา งๆ ของพวกเขาวา ความเปน พระเจา ไดถกู เฉลี่ย
กนั ไปในระหวา งพวกมันทง้ั หลาย กลา วคือไมมีพระเจา ผูทรงอาํ นาจเหนือพวกมันอีกแลว แมว า
พวกเขาจะมีความเขา ใจอยางชดั เจนตอ พระเจา ในแงข องอัลลอฮ ตามความหมายที่มอี ยใู นภาษาของ
พวกเขาอยูก็ตาม”(๑)

มีขอสงั เกตอยูในคาํ อธบิ ายดงั กลาวน้ี กลาวคือถาหากมาพจิ ารณารวมกนั ระหวางประโยค
ทว่ี า : “ความเปน พระเจา ไดถกู เฉล่ียกันไปในระหวางพวกมันท้ังหลาย” กบั ประโยคท่ีวา “กลาวคือ
ไมม ีพระเจา ผทู รงอํานาจเหนอื พวกมันอีกแลว” ก็จะทาํ ใหคิดไปวา เรือ่ งราวเกี่ยวกับการแบง เฉลย่ี
สภาพความเปน พระเจา นนั้ มีความหมายเดียวกบั เรอื่ งราวเกี่ยวกับการปฏเิ สธพระเจา สงู สดุ ท่อี ยู
เหนอื ทุกส่งิ ทุกอยาง แตหาไดเ ปนอยางนน้ั ไม กลา วคอื พวกบชู าดวงดาว (ศอบิอะฮ) ที่ไดรับการ
อธบิ ายไวใ นอัล-กุรอานนั้น เช่ือมั่นตอดวงอาทิตยว า : มีสภาพของความเปน พระเจา และทาํ การ
บริหาร พรอมกบั กลาววา ยงั มพี ระเจาผูทรงอํานาจสงู สุดอยู โดยพวกเขากลาววา :

“แทจรงิ ดวงอาทติ ยท รงเปนเจาองคหนึ่ง ซ่ึงมีชีวิต มสี ตปิ ญ ญา แสงของดาวเคราะหและ
ความสวา งของโลกเกดิ ข้ึนมาจากมัน สรรพสงิ่ ทัง้ หลายอยใู นฐานะเปน เบื้องลาง ดังนนั้ มันจงึ มสี ทิ ธิ
ในการไดรับเกียรติ การกราบ และการสรรเสรญิ ตลอดท้งั การออ นวอน” (๒)

หมายความวา สภาพความเปน พระเจา ทใ่ี หญก วาสภาพของสรรพส่งิ ท่ีมีอยูในฐานะเปน
เบ้อื งลา ง อยางที่อัลลอฮไดทรงอางไวในอัล-กรุ อานเกี่ยวกบั สภาวะทีแ่ ทจ รงิ ของพระองค

พวกบชู าดวงดาวยงั กลาวอกี วา :
ดวงจนั ทรคอื เจา องคห นงึ่ มนั มีสิทธทิ ่ีจะรับการอบิ าดะฮ (เคารพภักดี) มันมหี นาทีบ่ ริหาร
โลกนใี้ นฐานที่เปนเบอื้ งลางและกจิ การโดยสวนยอย ส่ิงทั้งหลายอม่ิ เอบิ และเขา สูสภาวะความ
สมบูรณของตนไดก็เพราะอํานาจท่มี าจากมนั ” (๓)
ไมเ คยมีผใู ดเลยแมแ ตคนเดียวท่จี ะอธบิ ายถึงความเชือ่ ถือของพวกเขาเหลา น้ันที่มีตอ ดวง
อาทิตยและดวงจันทรว า ส่ิงท้ังสองอยใู นฐานะเปน สาเหตแุ หงกฎธรรมชาติ และไมม ีหนา ทีอ่ ันใด
มากไปกวา ดําเนินบทบาทอยางเดยี วกันเทานนั้ กลา วคือเปน ท่ยี อมรบั กันวา พวกเขาถอื วา สง่ิ ทงั้ สอง
เปนเจา ประเภทหนงึ่ และเช่อื ม่ันวาส่งิ ท้ังสองมีสตปิ ญ ญา, มชี ีวติ และทาํ การบริหารไปโดยใช
ความคิด และน่คี อื ฐานะแหงความเปน พระเจา และสภาพของส่ิงทงั้ สองกค็ ือ พระเจา สององค คอื
มใิ ชส ภาพของสิง่ ทอี่ ยใู นฐานะเปนสาเหตุแหง กฎธรรมชาติ กลา วคอื ถา หากมนั เปน สาเหตุแหงกฎ
ธรรมชาตแิ ลว พวกเขาจะไมเ คารพภักดตี อมนั อยางน้นั แน เพราะฉะน้นั จงึ ไมม ีขอหามอันใด
สําหรับการที่พวกตงั้ ภาคีจะเชอื่ ถือวา ยงั มพี ระเจา ผูท รงอาํ นาจและเปน ผทู เ่ี ฉล่ียสภาพแหง ความเปน

(๑) หนังสอื มุศฏอลิหาด อรั บะอะฮ หนา ๑๙
(2) และ (๓) อัล-มิลัล วนั นะฮลั ของ ชะฮร ะสตานี หนา ๒๖๕-๒๖๖

พระเจาใหก บั สงิ่ ตางๆ (ในขณะทค่ี วามเชอื่ ของเขามใี นเรอื่ งการแบงเฉลย่ี ภารกจิ แหง พระเจา กนั ใน
หมพู ระเจา ยอ ยท้งั หลาย) ดงั นัน้ ชาวอาหรบั ในยุคงมงาย จึงเชื่อถอื วา มกี ารมอบอํานาจทางดา นอภยั
โทษและการอนุเคราะหความชว ยเหลือใหแกรูปปน และเจว็ดตา งๆ พรอมๆ กบั ท่ีเชื่อถือวา ยงั มพี ระ
เจา องคอื่นทท่ี รงอํานาจสูงสดุ อยู การอภัยโทษและการอนเุ คราะหความชวยเหลือเปนกิจการ
ประเภทหนึง่ ของพระเจา หลักฐานทแ่ี สดงวา พวกเขาเช่อื มั่นในเรือ่ งการมอบอาํ นาจให กค็ อื การ
ยนื ยันของอัล-กุรอานท่ีกลา ววา ไมม กี ารอนุเคราะหความชว ยเหลือใดๆ ไดเ วนแตโดยอนุมตั ิ
ของอลั ลอฮ เชน :

“ผูใดเลา ท่ีจะมีอํานาจอนุเคราะหชว ยเหลือไวก ับตนได เวนแตโ ดยการอนมุ ัตขิ องอัลลอฮ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ-๒๕๕)

อัลลอฮคอื ผูทรงไวซึ่งการอภยั โทษตอความผดิ บาป ดงั โองการท่ีวา :
“และใครเลา ทจี่ ะอภยั ความผดิ บาปได นอกจากอัลลอฮ”

(อาลิ อิมรอน-๑๓๕)
เราสงสัยวา (อาจเปน การสงสยั ทีถ่ ูกตอ งก็ได) ทานอซุ ตาส เมาดดู ยี  ยงั มจี ดุ มุง หมายใน
ประเดน็ อืน่ อยูเบือ้ งหลงั คําอธิบายขอน้อี ีก (การแบง เฉลย่ี สภาพความเปน พระเจา คือการปฏเิ สธ
ความเชอ่ื ถอื ท่มี ตี อ พระเจาอน่ื ๆ) นั่นก็คอื ความเชอื่ ม่นั ที่วา คาํ วา พระเจา ตามทม่ี ีอยูในอัล-กุรอานนั้น
มีความหมายแคเ พียงสง่ิ ถูกเคารพ ตามแบบฉบับของทา นชัยค (อบิ นตุ ัยมยี ะฮ) ผเู ปน ตนตํารับ
กลาวคอื การเชอ่ื ถือตอรปู ปนวามสี ภาพแหงความเปนพระเจา นั้น หมายความแตเพียงวา เปนเจา
แหงความเปนส่ิงถกู เคารพ มิใชเปน เจา ในฐานะทว่ี า พวกมนั คอื พระเจา ยอ ย สวนอัลลอฮคือองคใ หญ
ของพระเจาเหลานัน้
ทา นอสุ ตาซและนักศึกษาของทา นไดทําใหพ วกตงั้ ภาครี อดพนไปจากคาํ อธบิ ายของพวก
ตนเก่ียวกบั เรื่องความเปนพระเจา ของรปู ปน เพียงแตใ หถอื วา พวกเขาเคารพภักดสี ิ่งเหลา นนั้ ไปโดย
ที่พวกเขามิไดถอื วา มันเปนพระเจา ยอย ในกรณที ่ีควบคูกบั พระเจา ผทู รงอาํ นาจและเปน ผทู ่เี ฉลี่ย
สภาพแหงความเปนพระเจา ใหก ับสิ่งตา งๆ (ในขณะทค่ี วามเช่อื ของเขามใี นเรื่องการแบง เฉลี่ย
ภารกจิ แหง พระเจา กันในหมูพระเจา ยอยทั้งหลาย) ดังน้ัน ชาวอาหรบั ในยคุ งมงาย จึงเชอ่ื ถือวา มกี าร
มอบอํานาจทางดานอภัยโทษและการอนเุ คราะหความชว ยเหลือใหแ กรปู ปน และเจวด็ ตางๆ พรอมๆ
กบั ทเ่ี ชือ่ ถือวายังมพี ระเจา องคอ น่ื ทีท่ รงอาํ นาจสูงสดุ อยุ การอภยั โทษและการอนุเคราะหค วาม
ชว ยเหลอื เปนกิจการประเภทหนง่ึ ของพระเจา หลกั ฐานท่แี สดงวาพวกเขาเช่ือม่นั ในเรอ่ื งการมอบ
อํานาจให ก็คือการยืนยนั ของอัล-กุรอานทีก่ ลา ววา ไมมีการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือใดๆ ไดเวน
แตโดยอนุมัติของอลั ลอฮ เชน :
“ผใู ดเลา ที่จะมีอํานาจอนเุ คราะหช ว ยเหลอื ไวก ับตนได เวนแตโดยการอนมุ ัตขิ องอัลลอฮ”

(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
อัลลอฮคอื ผทู รงไวซ งึ่ การอภยั โทษตอ ความผดิ บาป ดังโองการที่วา :

“และใครเลา ทจ่ี ะอภัยความผดิ บาปได นอกจากอัลลอฮ”
(อาลิ อมิ รอน-๑๓๕)

เราสงสัยวา (อาจเปนการสงสัยท่ถี ูกตอ งก็ได) ทา นอุซตาส เมาดดู ีย ยงั มีจดุ มงุ หมายใน
ประเดน็ อ่ืนอยูเบ้ืองหลังคาํ อธิบายขอ นี้อกี (การแบงเฉล่ยี สภาพความเปน พระเจา คือการปฏเิ สธ
ความเชื่อถือทมี่ ตี อพระเจา อนื่ ๆ) นั่นก็คือความเช่อื ม่นั ทีว่ า คาํ วา พระเจา ตามท่มี อี ยูใ นอัล-กุรอานน้ัน
มีความหมายแคเ พยี งส่งิ ถกู เคารพ ตามแบบฉบับของทานชยั ค (อิบนุตยั มียะฮ) ผเู ปน ตนตํารบั
กลา วคือ การเช่ือถอื ตอ รูปปนวามสี ภาพแหงความเปนพระเจา น้นั หมายความแตเพยี งวา เปนเจา
แหงความเปน ส่ิงถูกเคารพ มิใชเ ปน เจา ในฐานะทว่ี า พวกมนั คอื พระเจายอ ย สว นอลั ลอฮคอื องคใหญ
ของพระเจา เหลา นั้น

ทานอุสตาซและนกั ศึกษาของทา นไดทําใหพวกตั้งภาครี อดพนไปจากคําอธิบายของพวก
ตนเกยี่ วกับเร่ืองความเปนพระเจา ของรูปปน เพียงแตใหถ อื วา พวกเขาเคารพภักดีสิ่งเหลานัน้ ไปโดย
ทีพ่ วกเขามิไดถอื วาเปนพระเจา ยอ ย ในกรณีทคี่ วบคูกับพระเจา ผทู รงอํานาจ

นอกเหนือไปจากนี้พวกเขายงั ทาํ ใหบรรดามุสลิมกลุม หนง่ึ ตองเสยี ภาพพจนไปในขณะท่ี
พวกเขาไดอธิบายโองการตา งๆ ทีว่ า ดวยการหามมิใหเชือ่ ถือพระเจา ตา งๆ วา หมายถึงหามการเคารพ
ภกั ดีสงิ่ เหลา นั้น ทง้ั น้ีกเ็ พราะ ในทัศนะของพวกเขาถอื วา พระเจา ก็คอื สง่ิ ท่ถี กู เคารพ ตอจากนน้ั พวก
เขายงั ใชโ องการเหลา นม้ี าอธิบายเก่ยี วกบั เรือ่ งการแสวงหาความสัมพนั ธ (ตะวัสสลุ ) การเยยี่ มเยือน
สุสาน (ซิยาเราฮ) ท่ีบรรดามสุ ลิมกระทาํ ตอบรรดานบแี ละผใู กลช ิดของอลั ลอฮ (เอาลิยาอ)

กลาวคอื ไดมกี ารอถาธบิ ายโองการทั้งหลายทว่ี าดวยการหามมิใหยึดถือพระเจาตา งๆ วา
หา มมิใหย ดึ ถือสงิ่ ถกู เคารพไปโสดหนึง่ และยงั ไดเ บนมาอธบิ ายใหเ ขา กนั กับเรือ่ งการแสวงหา
ความสัมพันธตา งๆ, (ตะวัสลุล) การเย่ียมเยือน, (ซิยาเราะฮ) สสุ านทีบ่ รรดามสุ ลมิ มีตอบรรดาบคุ คล
ผมู เี กยี รติของตนอีกโสดหน่ึง

4- เนื้อหาโดยสรปุ
เนื้อหาโดยสรุปอยูใ นประเด็นทว่ี า งานอะไรกต็ ามอนั เกดิ จากความเชอื่ อยางนี้ (ความเช่อื

ท่ีวา สิ่งนน้ั คือพระเจา ของโลก, หรือผอู ภบิ าลโลก, หรือผูมีความม่ังคัง่ เหลือหลายในตน และสาํ แดง
ออกมาซงึ่ กิจการในสว นทีเ่ ปน ของพระเจา ) และสิง่ ทีเ่ กดิ ขนึ้ มาจากการยอมรับอยางส้ินเชิงประเภท
น้ี ถอื วา เปน อบิ าดะฮและจะตอ งถอื วา ผูนนั้ เปนผตู ้ังภาคที นั ที ถาหากวา กระทาํ อยา งน้ันกบั สง่ิ อ่ืน
นอกเหนอื จากอลั ลอฮ

ในทางตรงกนั ขามกค็ ือ : การกลาวคาํ พดู , การกระทาํ ใดๆ, การนบนอบใดๆ อันมิไดเ กิด
ขน้ึ มาจากความเช่อื ถืออยา งน้ี กลาวคือ การนบนอบที่ใครคนหนึง่ มตี อบุคคลหนึ่ง และไดใหเกียรติ
อยางลึกซึ้งในการกระทาํ อันนน้ั โดยมไิ ดเ กิดขึ้นจากความเชอ่ื ม่ันวาบคุ คลน้ันมสี ภาพเปน พระเจา ก็
เทากับวา ยังไมเ ปนการตง้ั ภาคี และไมถ ือวา เปน อิบาดะฮแ กบุคคลน้ัน ถาจะเปน ไปไดก ็เพยี งแคถอื

วา การกระทาํ อันเปนที่ตอ งหา ม (ฮะรอม) เทา น้ัน เชน คนรักกราบคนรกั หรือภรรยากราบสามี
แนนอนถึงแมว า สงิ่ เหลานจ้ี ะเปนทต่ี อ งหาม (ฮะรอม) ตามบทบัญญัติอิสลาม แตม นั ก็ยงั มใิ ชอบิ า
ดะฮ กลาวคือสภาพของส่งิ ใดๆ ทเ่ี ปนของตอ งหา ม (ฮะรอม) น้ัน มิไดหมายถึงวามันตอ งเปน อิบา
ดะฮเ สมอไป ดังน้ันขอหา มสาํ หรับกรณีการกราบมนษุ ยโดยมิไดเชื่อม่ันวา มนษุ ยผ ูน้ันมสี ภาพเปน
พระเจาและความเปนผอู ภบิ าล จึงเปน เร่ืองทอ่ี ยูในประเด็นอืน่

จากคาํ อธบิ ายเหลานีไ้ ดอธิบายใหเ ปนคําตอบ คําถามทเ่ี กิดข้ึนในประเด็นน้ีคอื : ถาการ
เช่อื ม่นั ในสภาพความเปน พระเจา หรือสภาพความเปน ผอู ภิบาลหรือการไดรับมอบอาํ นาจของพระ
เจา เปน เงอ่ื นไขอนั หน่งึ ในการแสดงถงึ การอิบาดะฮ กห็ มายความวา การสญุ ดตอใครคนหนึ่งโดยท่ี
ไมมจี ิตสํานกึ อยา งนีเ้ ปนทอ่ี นญุ าตใหกระทาํ ไดกระนั้นหรอื ?

ขอตอบวา : การสุญดนั้น โดยท่วั ไปแลว เปน เครอ่ื งหมายของการอิบาดะฮและเปน ส่ือ
ความหมายสําหรบั การเคารพภักดอั ัลลอฮของมนุษยท งั้ มวล อีกทั้งมันมิไดหมายถึงส่ิงอ่ืนใด
นอกเหนอื จากการอิบาดะฮเ ทา นัน้ ดวยเหตนุ ี้ อิสลามจงึ ไมอนุญาตใหใชส ื่อความหมายอันนีก้ บั ผูใด
แมกระทง่ั ในกรณีทม่ี ใิ ชอบิ าดะฮ ส่ิงตอ งหามอนั น้ี มขี ึน้ เฉพาะในสมัยอสิ ลามเทา น้ัน กลา วคอื ใน
สมยั กอ นยงั ไมเปน ที่ตองหาม มิฉะน้ันแลว ทานนบียะอก ูบและบุตรของทานจะไมสญุ ดตอนบียูซุฟ
(ความสันติพึงมแี ดท า น) ดงั โองการทว่ี า :

“และเขาไดยกบิดามารดาของเขาข้ึนบนบัลลังก เขาเหลานน้ั ไดค ารวะตอ เขาโดยการสญุ ด”
(ยซู ฟุ -๑๐๐)

ทา นญิศอสไดกลาววา :
“การสญุ ดตอ สรรพสง่ิ ท่ีถูกสรางทั้งหลายเคยเปน สงิ่ ท่ีไดรับการอนญุ าตใหกระทําไดใน
สมัยของทานนบอี าดมั (ความสนั ติสุขพงึ มีแดท า น) และดเู หมอื นวา ยังคงใชอยตู อ มาจนถึงสมยั
ทานนบยี ซู ุฟ (ความสันตสิ ขุ พงึ มแี ดทา น) กลาวคอื ในสมัยน้ันจะมีการสญุ ดกันในกรณที แี่ สดงถงึ
การใหเ กยี รติ การยกยอง ในระดับเดยี วกบั ทส่ี มยั ของเราปจจบุ ันใชการสัมผสั มือ, การโคงคาํ นับ,
และจบู มือ ดังท่มี ีรายงานมาจากทา นนบี (ความสนั ติสขุ พงึ มีแดท า น) ในเรื่องอนุญาตใหจ บู มือ และ
ยงั มรี ายงานทส่ี ายสบื บกพรองอีกวา การสญุ ดตอสิง่ ที่นอกเหนือจากอลั ลอฮ ในแงของการใหเ กยี รติ
ยกยองนั้น ไดถกู ยกเลิกไปตามที่ทา นหญิงอาอิซะฮ ทา นญาบริ และทา นอานัส ไดรายงานวา ทา นนบี
ไดกลาววา : ไมสมควรท่ีมนุษยจะสุญดมนุษย และถา เปนเร่ืองท่ีอนญุ าตใหม นุษยกบั มนษุ ยสุญดกัน
ไดแลว แนนอนฉันจะส่ังใหหญงิ สุญดตอสามขี องนาง เนือ่ งจากเกียรติของเขามีเหนอื นางเปน อยาง
ย่ิง” (๑)

(๑) อะหกามลุ -กรุ อาน เลม ๑ หนา ๓๒ ของอะบี บกั ร อะหมัด บิน อาลยี  อรั รอซีย (อัล-ญิศอศ) ตาย
เมอ่ื ฮ.ศ.๓๗๐

บัดน้ี เราพอจะมองเห็นลกั ษณะของความเขา ใจท่ชี ดั เจนไดแ ลววา ความหมายที่แทจริงของ
“อิบาดะฮ” และ “ชริ ก ” เปน อยา งไร และเราจาํ เปนตอ งกลา วสรปุ คาํ อธบิ ายตอนน้ีวา : ถา ใครคน
หน่งึ นบนอบตอ คนอนื่ ๆ คือแสดงความนอบนอมตอเขาเหลา นน้ั โดยมไิ ดม คี วามเช่ือถอื วา พวกเขา
เปน “พระเจา ” หรอื “ผอู ภบิ าล” หรือ “แหลงกอ เกิดของกิจการทงั้ ปวงอนั เปนสภาพของพระเจา”
หากแตท พ่ี วกเขาไดร ับการนบนอบกเ็ พราะเพยี งแตพวกเขามีสทิ ธิทจ่ี ะตองไดรบั การใหเกยี รติ
เพราะพวกเขาเปน “ปวงบา วผไู ดร บั เกียรติ ท่ีไมล วงลา้ํ ดว ยคาํ พดู ตอพระองค และกระทาํ ตามพระ
บญั ชาของพระองค” (อัล-อมั บยิ าอ- ๒๖-๒๗) ดังน้ันการนบนอบ, การใหเ กียรติ, การนอบนอ ม และ
การยกยองดงั กลา วนี้ จะตอ งไมเ ปน อิบาดะฮอยา งเด็ดขาด แนน อนทส่ี ุด อลั ลอฮไดท รงยกยองคน
พวกหน่ึงในปวงบา วทัง้ หลายของพระองคในลกั ษณะทแี่ สดงถึงสิทธใิ นการไดรบั เกียรติ วา :

“แทจรงิ อลั ลอฮ ไดท รงเลอื กสรรคอ าดมั และนูห และวงศวานของอิบรอฮีม และวงศว าน
ของอมิ รอนไวแ ดสากลโลก”
(อาลิ อิมรอน-๒๓)

ในอีกโองการหน่งึ ของอัล-กุรอาน อัลลอฮ ไดทรงเปด เผยถงึ การคัดเลือกทา นนบอี ิบรอฮมี
ใหอ ยใู นฐานะของผูนาํ (อมิ าม) โดยท่ีพระองคม ีโองการวา

“---แทจ ริงฉันเปนผูตง้ั เจา เปน ผูนาํ (อมิ าม) สาํ หรับมนษุ ย”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๑๒๔)

ลักษณะการใหเกียรตทิ อ่ี ลั ลอฮทรงยกยองเอาไวทง้ั หมดน้ี เชน ทา นนบนี หู , อบิ รอฮีม, ดา
วูด, สุลยั มาน, มูซา, อีซาและทา นนบมี ุฮมั มัด (ความจาํ เรญิ ของอลั ลอฮพึงมีแดท านทัง้ มวล) เปน
เรื่องจําเปน ที่จะตอ งประทบั พวกเขาไวในสว นลกึ ของจิตใจ และจาํ เปน จะตองใหค วามรักแกพวก
เขา ใหเกยี รติพวกเขาแมกระทง่ั เรื่องของความจงรกั ภักดีท่ตี องมีตอ บรรดาผทู รงเกียรติ (เอาลิยาอ)
บางทา น ก็ไดถูกกําหนดมาเปนขอบงั คบั แกเราโดยคําสงั่ ของอลั -กรุ อาน(๑)

ดังนั้น เม่อื คนใดใหเ กยี รติเขาเหลา น้ัน ไมวา ในขณะมชี วี ติ อยูหรือภายหลังจากท่เี สยี ชวี ิตไป
แลว โดยมิไดท ําไปเพราะสิ่งใดทง้ั ส้ิน นอกจากเพราะวา พวกเขาคือบา วผมู ีเกยี รติยิ่งของอัลลอฮ และ
เปนท่ีรักอยา งใกลชิด (เอาลิยาฮ) ของพระองค อกี ทั้งใหเกียรตติ อ พวกเขาไปโดยปราศจากความเชอื่
ทีว่ า พวกเขาเปน “พระเจา” หรอื “ผูอภบิ าล” หรือ “แหลงกอ เกิดกิจการท้งั ปวงของพระเจา ” แลว
ไซร ก็ไมถือวาการกระทาํ ของเขาเปน อิบาดะฮ อยางเด็ดขาด และเขากม็ ิใชผตู ้ังภาคีเลยอยางแนนอน

ดวยเหตนุ ีเ้ อง การจบู มือทา นนบี, อมิ าม, คร,ู บดิ ามารดา, หรอื จบู อลั -กรุ อาน หรอื ตาํ รา
เกย่ี วกับศาสนา หรือหลมุ สุสานของบุคคลผูเ ปนท่ีรักของอลั ลอฮ (เอาลิยาฮ) ตลอดถึงอนุสรณท ่เี ปน
รองรอยของพวกเขา จะเปน ไดก็เพียงการใหเ กยี รติ และยกยองเทานั้น หาใชเปน อบิ าดะฮไ ม

๕- ทรรศนะของเรา กบั ทรรศนะของเจาของหนงั สืออลั -มะนาร

ในตอนจบของคาํ อธบิ ายเร่ืองน้ี เราใครน ําทา นผอู า นมาพิจารณาคาํ จาํ กัดความสาํ หรบั คําวา
อบิ าดะฮ อีกประเภทหน่ึงและเราจะกลา วถงึ จดุ ออ นบางอยา งในคาํ จาํ กัดความเหลานัน้ ดังนี้ :

1- เจา ของหนังสืออัล-มะนารไดกลา ววา :
“การอิบาดะฮเกดิ จากการนบนอบ ท่ีบรรลุถึงขนึ้ สูงสุด โดยเกิดจากความรูสกึ ทางดา นจติ ใจ
ถงึ ความยิง่ ใหญข องผูทถี่ ูกเคารพจนไมร ูถงึ ทม่ี าของสงิ่ นั้น และเชือ่ มนั่ ในอํานาจ อยา งชนิดที่ไมอ าจ
เขาใจถึงแกน แทของส่งิ น้ันได” (๑)
คําจาํ กัดความน้ี ไมอ าจหลีกพน จุดบกพรอ งได ในขณะทีบ่ างครง้ั การแสดงออกซึ่งอิบาดะฮ
มิไดเปนไปดวยความนบนอบอยา งถึงท่สี ุด เชน การนมาซในบางครง้ั ขาดซง่ึ ความสาํ นึกโดยสมาธิ
(คชุ อู ) ย่งิ ไปกวา นั้น ในบางครง้ั การนบนอบระหวา งคนรักกบั คนรัก และการนบนอบของพลทหาร
ท่ีมตี อผูบงั คับบญั ชาของตน ยงั มคี วามนบนอบยงิ่ ไปกวา ความนบนอบทผ่ี ูศ รทั ธาในอลั ลอฮสว น
ใหญม ีตอ พระผูอภบิ าลของพวกตนในขณะทีท่ าํ การขอดอุ าอ นมาซและกระทาํ อิบาดะฮเสียอกี
ขณะเดยี วกันก็ไมมีใครกลา ววา การนบนอบของสองพวกดังกลา วเปน อบิ าดะฮ ทั้งๆท่ีการนบนอบ
ของผูศ รัทธาท่ีมตี อพระผอู ภบิ าลของตนน้ัน เปน อิบาดะฮถึงแมว า จะมคี วามหมายนบนอบท่ีเบาบาง
กวาสองพวกแรกก็ตาม
ใชแ ลว เจา ของหนังสือเลม นี้ยงั ไดกลา วเปน เนื้อหาของคาํ อธบิ ายตอ ไปอีก อันอาจถอื ไดวา
เปนคําจาํ กัดความทถ่ี กู ตองของคําวา อบิ าดะฮ อยางชนิดท่ตี รงตามความหมายท่ีแทจรงิ ของมนั เชน
ทเี่ ราไดก ลา วไปแลว โดยกลาววา :
“สาํ หรบั การอิบาดะฮนนั้ มีรูปแบบมากมายอยูในทุกๆ ศาสนา อันเปนการช้ีใหเหน็ ถึงความ
สาํ นึกของมนุษยท ี่มตี ออํานาจของพระผูเปนเจา ผสู ูงสุด ซง่ึ นน่ั มันหมายถงึ วญิ ญาณของอิบาดะฮ
และเน้อื แทข องมัน” (๑)
โดยนัยยะทว่ี า : “ความสํานกึ ทมี่ ีตอ อาํ นาจแหง ความเปน พระเจา ” นัน้ มคี วามหมายท่ีสบื
เนื่องมาจากทรรศนะทว่ี า ถา ผูเปนบาวเช่อื มน่ั ในสภาพแหง ความเปน พระเจา ของส่งิ ทถ่ี กู เคารพภักดี
ก็จะทาํ ใหการกระทําของเขาเปนอบิ าดะฮ แตต ราบใดท่คี วามเช่อื ม่นั อยา งน้ี ยังไมเ กิดข้นึ ในการ
กระทาํ ของเขา มันก็ยังไมเปนอิบาดะฮ
๒- ทานอธกิ ารบดีมหาวิทยาลยั อัล-อซั ฮัร ชยั ค มุฮมั มดั ชลั ฎตไดใหคําจํากดั ความ ตาม
ความหมายเดยี วกับที่หนงั สอื อลั -มะนาร ไดกลาวไว แตป ระโยคแตกตา งกนั โดยทานกลาววา :
“อบิ าดะฮ (การเคารพภกั ดี) คอื การนบนอบอยางไมจ ํากดั ขอบเขต กับความยง่ิ ใหญอนั ไม
อาจจาํ กดั ขอบเขต” (๒)

(๑) อัล-มะนาร เลม ๑ หนา ๕๗
(๒) ตฟั สรี อลั -กุรอาน หนา ๓๗

จะเหน็ ไดว า คาํ จาํ กัดความทง้ั สองมลี ักษณะวิพากษแ ละมปี ญหาในตัวอยอู ยา งหนงึ่ และ
การอธิบายของหนงั สือ อัล-มะนารกแ็ สดงออกซง่ึ ปญ หาในตวั อกี อยา งหน่ึง ในขณะทก่ี ลาววา :
“การอิบาดะฮเกดิ จากความรสู กึ ทางดานจติ ใจที่มีตอ ความยงิ่ ใหญท ี่ไมอาจรูถงึ ท่มี า” พรอ มกบั กลาว
วา : ผูเปนบา วรถู งึ สาเหตแุ หงความยง่ิ ใหญว า หมายถึง : อาํ นาจแหง ความเปน พระเจา ซึ่งมันหมายถึง
คณุ านภุ าพของส่ิงทีถ่ ูกเคารพและความรสู กึ สาํ นึกถงึ ความจําเปนอยา งย่งิ ท่ีมีตอสิง่ น้ัน และสิง่ นั้นคอื
ทุกส่งิ ทกุ อยางของผเู ปน บา ว รวมไปถึงการสาํ แดงบทบาทอื่นๆ ทีน่ อกเหนอื จากน้ี แลวจะเรียกวา ไม
รูถ งึ ท่ีมาไดอยางไร? (๑)

๓- คาํ จาํ กัดความท่มี ปี ญ หาในตัวมากท่สี ุดเห็นจะไดแ กค ําจาํ กัดความของทา นอิบนุ ตัยมี
ยะฮ โดยทา นกลาววา :

“อบิ าดะฮ” คอื คํานามทเ่ี ปนศูนยร วมของทุกส่ิงทกุ อยา ง ท่ีอลั ลอฮทรงรกั และพอพระทัยอนั
มาจากคําพูดและการกรทําทง้ั โดยเรนลัลและเปด เผย เชนการนมาซ, การจา ยซะกาต, การถอื ศีลอด,
การบําเพญ็ ฮจั ญ, การพูดความจรงิ , การรกั ษาความซอื่ สัตย, การทําความดตี อพอ แม, การติดตอ
สัมพันธกับเครอื ญาต”ิ (๒)

ผเู ขียนทา นน้ี มไิ ดแยกแยะความหมายทแี่ ทจรงิ ที่มีอยรู ะหวา งการอิบาดะฮก ับการแสวงหา
ความใกลชิด (อัตตะก็อรรบุ ) และยงั ใหท ศั นะวา การกระทําทกุ อยา งในรปู ของการแสวงหาความ
ใกลช ิดยงั อลั ลอฮน้ัน คือการอิบาดะฮต อ พระองคไปดวยทงั้ ส้นิ ในขณะท่คี วามจริงมไิ ดเปนเชน น้ัน
เลย กลาวคอื เรอื่ งราวที่ระบถุ งึ ความพอพระทัยของอัลลอฮ และไดร บั รางวัลจากพระองคกม็ ีอยู
เหมอื นกันทวี่ าเปนอิบาดะฮ เชนการถอื ศลี อด, การนมาซ, การบาํ เพญ็ ฮจั ญ และกย็ ังมีงานทีห่ มายถึง
การแสวงหาความใกลชิดตอ พระองค โดยมิไดจ ักวาเปน อบิ าดะฮก็ยังมี เชน การทาํ ความดตี อบดิ า
มารดา, การจา ยซะกาต, การบรจิ าคเงินคุมส (หนึง่ ในหา ) กลา วคอื เร่อื งราวทุกอยา งนี้ เปน งาน
แสวงหาความใกลชิดยงั อัลลอฮในแงท ย่ี งั ไมเ ปนอบิ าดะฮ ถึงแมจะเรียกกันในเชิงวิชาการของนกั ฮา
ดษี วา เปนอิบาดะฮก โ็ ดยไดจ ักลักษณะของมันวาอยูในประเภทของอบิ าดะฮกต็ รงท่ีมันเปนงานท่ี
ไดรบั รางวลั ตอบแทน

หรอื อีกนัยหน่ึง : การกระทาํ ตางๆ เหลา นี้หมายถึงการเชอ่ื ฟง ปฏบิ ตั ิตามอลั ลอฮ (ฏออะฮ)
แตมใิ ชว า ทุกๆ ประเภทของการเชื่อฟง ปฏบิ ตั ติ าม (ฏออะฮ) น้ันจะเปน การอิบาดะฮเ สมอไป

ทา นอาจกลาวไดวา : งานเหลานัน้ มนั มที งั้ ทเ่ี ปน “สว นของอิบาดะฮ” และทเี่ ปน สว นของ
“การแสวงหาความใกลชดิ ” และการอบิ าดะฮทุกอยางนนั้ ลว นเปน การแสวงหาความใกลชิดดวย
ทัง้ ส้นิ แตการแสวงหาความใกลช ดิ ทุกอยา งมิใชเปนอบิ าดะฮไ ปเสียทง้ั หมด ยกตัวอยางเชน การ
เรยี กคนจนมารับประทานอาหาร, การชวยเหลือเด็กกาํ หรา เปนเร่อื งของการแสวงหาความใกลช ดิ
แตยงั มิใชเปนอบิ าดะฮ ในแงทว่ี า ผเู ปน บาวไดประกอบการงานอนั น้ันของตนใหก ับอลั ลอฮ

(๑) อาลาอรุ เราะหม าน หนา ๕๙
(๒) นิตยสาร บะฮษู ลุ -อสิ ลามี อันดับที่ ๒ หนา ๑๘๗ อา งจากหนังสือ “อัล-อะบูดี” หนา ๓๘

แนน อนทส่ี ุด ทา นทีร่ กั ไดเขาใจความหมายของ “อิบาดะฮ” ทแี่ ทจ ริงตามกรอบของคัมภีร
และสุนนะฮแลว และคงจะไมม ีความเคลอื บแคลงสงสัยในความหมายทแ่ี ทจ รงิ ของคาํ น้ีอยูอีกตอ ไป
บดั นขี้ อใหทา นใชค วามเขาใจทมี่ ีตอ คําวา อบิ าดะฮอ นั ถูกตองแลว นัน้ มาเปรียบเทยี บดูกบั การกระทํา
โดยทั่วๆ ไปของบรรดามสุ ลิมจากสมยั ของทา นศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (ความจาํ เรญิ ของอลั ลอฮพึงมี
แดทานและแดว งศว านของทา น) มาจนถึงสมยั ของเราในยุคปจจุบนั วา มนั ขัดกบั หลักเอกภาพ และ
เขากบั หลกั ของการตง้ั ภาคี หรอื วาในทางตรงกันขา มมันสอดคลองกบั หลักเอกภาพ และมิใชเ ปน
การต้งั ภาคีแมแ ตอ ยา งใดเลย

ฉะนั้น เราจะขอนําทา นไปพิจารณาเปนเรื่องๆ โดยใชวธิ ีการนี้ (เอาการกระทําเหลา นมี้ า
พสิ ูจนกบั ความหมายท่ีเปน จรงิ ของคําวา “อบิ าดะฮ” )

การกระทําท่พี วกวะฮาบียไ ดถอื มาเปน ขอ โจมตบี รรดามสุ ลิม กค็ ือการกระทําในประเภท
ตอ ไปนี้ :

(๑) : การแสวงหาความสมั พนั ธ (ตะวัสลุล) กบั บรรดานบแี ละบรรดาผทู รงเกียรติ (เอาลิ
ยาอ) ในกรณีท่ตี อ งการใหผานพน อุปสรรคและเพอื่ ความมั่นใจสําหรับการขอ จะหมายถึงการตง้ั
ภาคหี รือไม?

ทา นผูอา นจาํ เปน ทีจ่ ะตองตอบคําถามขอ นีโ้ ดยพจิ ารณาไปถึงความหมายทถ่ี กู ตองตามที่ได
ผานไปแลว ในการจาํ กัดความหมายของคําวาอิบาดะฮว า มุสลิมไดแ สวงหาความสัมพันธ (ตะวสั
ลลุ ) กับบรรดานบีและบรรดาเอาลยิ าอโ ดยเชือ่ มัน่ วาพวกเขามีสภาพ “ความเปน พระเจา ” หรอื สภาพ
“ความเปน ผอู ภิบาล” และอาจอยูในประเด็นในสักอยางหนงึ่ ในความหมายของสภาพความเปนพระ
เจา และสภาพความเปนผูอภบิ าล หรอื มสุ ลิมเช่อื ถอื วาเขาเหลา น้ัน คอื บาวผูทรงเกียรติของอลั ลอฮ ที่
การวงิ วอนขอของพวกเขาเปนที่ตอ งถูกยอมรบั ตามที่ถกู ระบุไวใ นอัล-กรุ อาน

กลา วคอื ถาหากวา บคุ คลผูท ่แี สวงหาความสมั พันธ (ตะวสั ลุล) ตอ บรรดานบแี ละบรรดา
เอาลิยาอไดด าํ เนินกิจการน้นั ไปในลษั ณะประการทห่ี นงึ่ กิจการของเขาก็ตอ งเปนการตัง้ ภาคี โดย
ออกนอกกฎเกณฑข องอสิ ลามไปเลย

แตถาหากการแสวงหาความสมั พันธเปน ไปในลักษณะประการทส่ี อง กเ็ ทากับเขายังไม
กระทําในสิง่ ท่ขี ดั กบั หลักเอกภาพ และไมเ ปนการตงั้ ภาคแี ตอยา งใด

สวนกรณที วี่ า การแสวงหาความสัมพนั ธข องเขา ทกี่ ระทาํ กบั บคุ คลเหลานนั้น จะเกดิ ผล
หรอื ไม เปนเร่ืองอนุมัตหิ รอื ตอ งหาม กเ็ ปนอกี ประเด็นหนง่ึ ท่ีนอกเหนือไปจากการตงั้ ภาคี กลาวคอื
เปน เร่อื งทีอ่ ยูนอกประเด็นของคําอธิบายทกี่ ําลงั กลา วถึงซ่ึงหวั ขอ การอธบิ ายไดต ั้งไวใ นเร่อื งการ
แยกแยะหลกั เอกภาพกับเร่อื งการต้ังภาคี และอธบิ ายวา อะไรคือการตั้งภาคี และอะไรมใิ ชเปน การ
ตั้งภาคเี ทา นน้ั เอง

(๒) : การขออนุเคราะหค วามชวยเหลือ (ซะฟาอะฮ) จากบรรดาผทู รงคุณธรรม (ศฮลิฮนี )
ซ่ึงอัล-กรุ อานและหลักสุนนะฮไ ดร ะบยุ ืนยันไวถึงการอนุเคราะหชว ยเหลือของพวกเขา

กลาวคือ ถาการขออนุเคราะหความชว ยเหลือจากบคุ คลเหลา นน้ั เกิดข้ึนโดยถือวา พวกเขา
เปน ผูทรงสิทธเดด็ ขาดสําหรบั การอนุเคราะหความชวยเหลือและถอื วา กิจการในเร่อื งอนุเคราะห
ความชวยเหลือเปน สทิ ธิของพวกเขาโดยเฉพาะหรอื ถือวา ไดม ีการมอบอํานาจในเรง่ื อนใ้ี หแกพวก
เขา กแ็ นนอนเหลือเกินวา การกระทําอยา งนี้ คอื การต้งั ภาคแี ละพลาดออกไปจากหลักเอกภาพอยา ง
ไมตอ งสงสัยและเปน ท่ียอมรับกันอยวู า การอนุเคราะหค วามชวยเหลือนนั้ เปนคณุ านุภาพของพระ
เจา และผูอภิบาล การขอความอนุเคราะหความชว ยเหลือนัน้ เปนคณุ านภุ าพของพระเจา และผู
อภิบาล การขอความอนุเคราะหช ว ยเหลือตอบรรดาผมู คี ุณธรรมตามความหมายดงั กลา วนี้ เปน การ
ต้ังภาคีอยางไมม ีทางเลย่ี ง

แตใ นกรณที ีถ่ าหากการขออนุเคราะหความชวยเหลือจากบรรดาผูทรงคณุ ธรรมมีขึ้นโดย
เหตุท่ีวาบุคคลเหลา นเ้ี ปนผรู ับคาํ สง่ั จากอลั ลอฮไดอ นุเคราะหความชว ยเหลือแกผูท่ีอัลลอฮทรง
อนมุ ัตใิ หม ีการอนุเคราะหชว ยเหลือแกพวกเขาไดและพวกเขาจะไมอนุเคราะหค วามชวยเหลือใหแก
ผูทอี่ ัลลอฮไมอนุมตั ิใหม ีการอนุเคราะห ในฐานะทกี่ ารอนุเคราะหช ว ยเหลือนัน้ เปนสทิ ธโิ ดย
เด็ดขาดของอัลลอฮ แตผ เู ดยี วในอนั ทจี่ ะประทานแกบ า วของพระองคโดยผานทางบรรดาผใู กลช ิด
(เอาลิยาอ) ผทู รงคุณธรรม ผูทรงเกียรตขิ องพระองค

ดังนั้น การขอที่เกิดขึ้นตามความหมายโดยนัยยะอันน้ี และท่ีอยูในลกั ษณะนี้ ยอ มไมขัดกบั
หลักเอกภาพ และไมเขาขา ยการตงั้ ภาคี กลา วคือมันเปนการขอสง่ิ ๆ หนึ่งจากบุคคลผูหนงึ่ ทั้งๆ ทีร่ ู
วา เขาผนุ ้นั มีสภาพเปน บา วและมสี ภาพเปนผูไดรับคาํ สัง่ ของพระองคอยางแทจรงิ โดยเฉพาะ

สว นกรณที ่วี า การขอของเขาจะเกิดผลหรือไม มนั เปน ส่ิงอนมุ ัตหิ รือตองหาม ก็เปนอีกเรือ่ ง
หน่ึงอยนู อกประเดน็ ของ การต้ังภาคี และหลักเอกภาพกลาวคอื มันเปนเรอ่ื งท่ีอยูน อกเหนือกรอบ
ของการอธิบายตอนนี้ ซึ่งเราไดต ั้งหัวขอ ไวกอ นแลววา จะเปน การอธิบายถงึ เรอื่ งหลักเอกภาพและ
การตั้งภาคี ในการอบิ าดะฮ

(๓) : การใหเ กยี รติตอ บรรดาเอาลยิ าอข องอลั ลอฮ ตลอดจนใหเกียรตติ อสสุ านและสดดุ ียก
ยอ งในเกียรติของพวกเขา

การกระทําดงั กลา วนี้ คลองจองกับหลักเอกภาพ หรือหลักการตัง้ ภาค?ี
คําตอบกค็ อื วา การกระทําอยา งน้ี ในลกั ษณะหน่งึ อาจเปนเรอื่ งของหลักเอกภาพ และอกี
ลักษณะหนงึ่ อาจเปน เรือ่ งของการตง้ั ภาคี
กลา วคือ ถาหากการใหเกยี รติและการยกยองไมวา จะเปน ในรปู ใดอันไดเกิดขนึ้ จากบคุ คล
ใดก็ตามกับเหลาบรรดาผูทรงเกยี รติ (เอาลยิ าอ) ของอัลลอฮเปน ไปในฐานะทวี่ า เหลา บรรดาผูทรง
เกียรติน้นั คอื บาวผูม ีคุณธรรมและทมุ เทชวี ิตของพวกเขาเพื่อการเผยแผเรียกรอ งสูอัลลอฮ และได
เสยี สละชวี ิต ครอบครัว ทรพั ยส ินไปในหนทางของอลั ลอฮ อุทิศทกุ อยางในการนํามนุษยชาติ ไมวา
เร่อื งใหญเร่ืองเล็ก ดังน้ันการใหเ กียรติในแงนี้สอดคลองกับลักษณะตา งๆ ของหลักเอกภาพ เพราะ
เปนการใหเ กียรติบาวของอลั ลอฮคนหนง่ึ ทีไดท ําการรบั ใชใ นหนทางของอลั ลอฮ พรอมกบั ยอมรับ

วา เขาคอื บา วคนหนึง่ ท่ีไมมีสิทธิในสง่ิ ใดๆ นอกจากที่อลั ลอฮใหเขามสี ิทธิ และไมม ีอํานาจใดๆ
นอกจากเทาทอี่ ัลลอฮ ทรงกําหนดใหแ กเขา

แทจ ริงแลว การใหเ กยี รตใิ นลกั ษณะเชน น้ี สอดคลองกับพืน้ ฐานของหลกั เอกภาพในดาน
ตางๆ อยางไมต อ งสงสยั

แตใ นกรณที ่ีถาการใหเกยี รติและการยกยอ งตอวะลีย (ไมวา จะมชี วี ติ อยหู รอื ตายไปแลว)
เปน ไปโดยความเช่อื ทว่ี า เขาเปน ผทู รงสทิ ธิ ในปรากฎการณตา งๆ หรือในระดบั ใดๆ ก็ตามแหง
ความเปนพระเจา หรอื เชือ่ ถือวา เขาเปน ผดู ํารงอยตู ามความหมายแหง ผูอภิบาลหรอื อยใู นระดบั ใดก็
ตามของความหมายดังกลา วนแ้ี นน อน อยางไมตองสงสัยเลยวา มนั คอื การต้งั ภาคแี ละออกนอกหลัก
เอกภาพไปเลยทเี ดยี ว

สว นประเด็นทวี่ า จะเกิดผลหรือไม หรือมันเปน ส่ิงท่ีอนุมัติหรอื ตองหามกันแน อีกประเด็น
หนึง่ นอกเหนือไปจากประเดน็ ของการตง้ั ภาคีและหลักเอกภาพกลา วคอื อยูนอกเหนือไปจาก
หนา ทข่ี องคาํ อธิบายตอนนี้ทเี่ นน ถึงการอธบิ ายในประเด็นทีว่ า อะไรคอื การตัง้ ภาคี และอะไรที่มิใช
การตัง้ ภาคีเทา นน้ั เอง

(๔) : การขอความชว ยเหลอื ตอ บรรดาเองลิยาอ
เรอ่ื งนีจ้ ะสอดคลอ งกับหลักเอกภาพ หรือสอดคลอ งกบั การต้ังภาคอี ยางไรหรือไม คําตอบ
สําหรับเรือ่ งน้ี จะชดั เจนข้ึนหลังจากไดนําลักษณะการขอความชวยเหลอื ดงั กลา วนี้ไปวัดกบั ตราชู
ซงึ่ อลั -กรุ อานไดใหไว กลา วคือถาใครคนหน่ึงขอความชว ยเหลือตอ วะลีฮคนใดไมว าจะมชี วี ิตอยู
หรอื ตายไปแลว เพื่อใหเ ขาไดอ ะไรสักอยางหนึง่ เปนไปไดตามธรรมชาตหิ รอื ผิดธรรมชาติ เชน การ
ทําใหไมเ ทา กลายเปน งู การทําใหคนตายฟน ชีพขึ้นมา โดยเชื่อมั่นวา ผใู หความชว ยเหลอื คือพระเจา
องคหนงึ่ หรือผอู ภิบาลองคห น่งึ หรือเปนผูไ ดร บั มอบอํานาจในกจิ การบริหารและสภาพความเปน ผู
อภบิ าลบางอยางแลว แนน อนการกระทําเชนน้ี ยอ มเปนการตั้งภาคี อยา งหาขอโตแยง ไมไดเลย
สวนในกรณีที่ถาหากวา ทกุ สง่ิ ทุกอยา งนี้ หรือบางสวนเปนไปโดยถอื วา วะลียน้นั คือบาว
คนหนงึ่ ที่ไมมีอาํ นาจเหนือสิ่งใด นอกจากเทา ทอ่ี ัลลอฮไดท รงกําหนดใหแกเขา และทรงประทาน
ใหแ กเ ขา เขามไิ ดเปนผูกระทาํ ในส่ิงใดทีเ่ ขาไดกระทําลงไปเลย นอกจากโดยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ
และตามเจตนารมณข องอลั ลอฮเทา นน้ั กลา วคอื การขอความชวยเหลอื จากเขาในลกั ษณะเชน น้นั
เปน เรอื่ งของหลกั เอกภาพ โดยไมม ีอะไรแตกตางไปเลย สําหรบั กรณีท่ีวา วะลยี ผูใหความชว ยเหลอื
นน้ั จะมีชีวติ อยูห รือตายไปแลว ก็ตาม และไมว ากิจการท่ีขอจะเปนกิจการประเภทปกติวสิ ัย หรอื
เหนอื ปกตวิ ิสัย
สว นกรณที ่วี า ผถู ูกขอความชว ยเหลอื จะเปน ผทู สี่ ามารถใหค วามชว ยเหลือน้ีจะสมั ฤทธิ์
หรือไมกับทว่ี า การขอความชวยเหลอื นี้ เปนท่ีอนมุ ตั ิหรือเปนของตองหาม ทุกสง่ิ ทุกอยางนีเ้ ปน
ประเด็นท่อี ยูนอกเหนอื กรอบของการอธบิ ายสําหรับบทน้ี

(๕) : การขอใหหายปว ยและขอการบาํ บดั จากบรรดาเอาลิยาอ
เรอ่ื งนี้ เปนทส่ี อดคลอ งกบั หลกั เอกภาพหรือไม? กลา วคอื ถา คนใดขอจากบรรดาวะลียว า
ใหห ายปวย โดยเชอื่ มั่นวา การใหห ายปวยนั้นอยูในอํานาจของอัลลอฮ กลา วคือพระองคเปน ผูให
หายปวยทีแ่ ทจ ริง เพียงแตวา พระองคป ระสงคท ีจ่ ะใหม นั เปน เร่อื งที่ไดแกบ า วของพระองค โดย
วิธีการตามเหตุผลแหงธรรมชาตแิ ละนอกเหนือกฎธรรมชาติ ดงั นั้นการขอในลักษณะเชนนี้
สอดคลองกับหลักเอกภาพและไมคานกนั แตอยางใด เพราะเขาตระหนักดอี ยวู า ผถู กู ขอไมสามารถ
ทาํ อะไรไดเลยนอกจากโดยพระบัญชาของอัลลอฮ และเขาไมส ามารถสําแดงอะไรออกมาไดเลย
นอกจากวา จะเกดิ ข้ึนมาโดยเจตนารมณข องพระองค
สว นกรณที ถ่ี าขอการหายปวยจากเขาโดยเชอ่ื ม่นั วา เขามอี สิ ระเด็ดขาดในการใหหายปวย
และทรงสิทธิในการบําบัดหรือไดร บั มอบอํานาจเดด็ ขาดในเรื่องน้ี งานอันนน้ั กย็ อมเปน การตัง้ ภาคี
และออกนอกกรอบของหลักเอกภาพทันที
สวนการขอใหห ายปว ยกบั บรรดาวะลยี ของอัลลอฮ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม? หรอื กรณที ่ีวา
พวกเขาจะมึความสามารถในการทาํ ใหหายไดห รือไม? กบั ท่วี า งานอยา งนีเ้ ปน ท่อี นุญาตหรอื ไม
อนญุ าต? เปน อกี เรื่องหนึ่ง นอกเหนอื ไปจากเร่อื งหลกั เอกภาพและการตงั้ ภาคี กลาวคือออกนอก
ประเดน็ สาํ คัญของการอธิบายบทนี้ ซ่ึงต้งั ประเดน็ ใหศึกษาในหัวขอทวี่ า อะไรคือการตั้งภาคตี าม
ความเปน จรงิ ของมัน? และอะไรทม่ี ิใชการตง้ั ภาค?ี
ดังกลา วน้ี เราไดหยิบยกมาเปน ตัวอยางแกท านผูอ านเพอื่ เปน แนวทางศกึ ษาเรอ่ื งอื่นๆ ท่ยี ัง
มีอยูอีก ซึ่งพวกวะฮาบยี ไ ดป ฏเิ สธไปเลย
สาํ หรบั เรือ่ งท่ีพวกวะฮาบยี ม คี วามเขา ใจผดิ พลาดและคลมุ เคลือในความหมายของสภาพ
แหง ความเปน พระเจา (อลั อลุ ฮู ียะฮ) กับความหมายของสภาพแหง ความเปนพระเจา (อลั อลุ ฮู ียะฮ)
กับความหมายของสภาพแหงความเปนผูอภบิ าล และเชน เดียวกนั น้ี กับความเขา ใจผดิ พลากทม่ี ีใน
คาํ จาํ กัดความของหลักเอกภาพและการตั้งภาคีนั้น เราก็ไดก ลา วไปในการอธิบายบทน้ีไป โดยสรปุ
แลวเกีย่ วกบั ความเขา ใจผดิ อยางนัน้ ตามทร่ี ะบอุ ยใู นหนังสือจากบรรดานกั วชิ าการสว นมากของ
พวกเขา
กอ นท่เี ราจะยตุ กิ ารอธบิ ายเกี่ยวกบั เรอ่ื งนี้ เราจะขอกลา วถึงหลักการของพวกบูชาเจวด็ ใน
สมัยญาฮลิ ยี ะฮ (ยุคงมงาย) และวธิ ีการเรยี กรอ งไปสกู ารบูชารปู ปนของพวกเขาสักเรื่องดว ย
เพราะวา การอธบิ ายถงึ เร่อื งน้ี มันจะเปน การดีอยตู รงท่วี า ไดชว ยใหเขาใจถงึ โองการตางๆ เปน
จาํ นวนมากซงึ่ ถกู นํามาต้งั เปน ขอหาสาํ หรับเรอื่ งการแสวงหาความสมั พนั ธ (ตะวสั สุล) และการ
วิงวอนขอ ลกั ษณะตา งๆ วา เปนการต้งั ภาคี โดยความสับสนทีม่ ตี อ ความหมายดานนอกของมนั
เนอื่ งจากขาดการพจิ ารณาใหลึกซ้ึงในเนื้อหาท่ีแฝงเรนอยขู องโองการนัน้ ๆ

๖- ความเชื่อถอื ของชาวอาหรบั ยุคงมงายและพวกบูชาเจว็ด
พวกบชู าเจว็ดในสมัยนน้ั ไดแบงออกเปนหลายประเภท เชน

๑- พวกตั้งแทนบูชา
คนพวกน้ีกลาววา : คนเราน้นั ไมอยุในฐานะทีจ่ ะทาํ การเคารพภกั ดอี ลั ลอฮและติดตอกับ

พระองคโดยตรงได แตจําเปน ตองมสี ือ่ กลาง ดังนัน้ จึงตองตงั้ แทน บชู าขึ้นมาซึ่งมีอยเู จด็ แทน แลว
พวกเขากไ็ ดท ําพธิ สี วดตอ แทน บชู าเหลา นี้เพ่อื เปนการหาความใกลช ดิ กบั บรรดาดวงวญิ ญาณ
ทัง้ หลาย และถือวาความใกลช ดิ ทมี่ ีตอ บรรดาดวงวิญญาณเหลา น้ัน เทากบั ไดใกลช ิดตอ ผทู รง
บริสุทธ์ิ โดยความเชอ่ื มนั่ ทว่ี า แทนบชู าเหลา น้นั คอื เรือนรา งสาํ หรบั ดวงวญิ ญาณเหลา น้ัน

พวกเขาทาํ พิธีสักการะบูชาแทนบชู าเหลานีโ้ ดยเฉพาะ โดยไดส วมใสอาภรณใ หกบั แทน
บูชาเหลา นน้ั ตามวันเวลาหน่งึ ๆ ที่แนน อนโดยเฉพาะ และไดส ักการะแทน บชู าเหลานนั้ ไปตาม
วาระตา งๆ ท่แี นนอน ตอ จากน้นั กจ็ ะวงิ วอนขอในส่งิ ทีต่ องการ และขนานนามเรยี กสง่ิ นั้นวา “ผู
บรบิ าล” “พระเจา” สว นอัลลอฮน้ันเปนผอู ภบิ าลของบรรดาพระผอู ภิบาล และเปนพระเจา ของ
บรรดาพระเจาเหลาน้นั (๑)

๒- พวกจําแนกประเภทของแทน บูชา
พวกน้ีมีความเชอ่ื บางอยา งทตี่ รงกับคนพวกแรก นอกจากวา จะเลอื กประเภทของแทน บูชา

มาเปน ท่สี กั การะตามโอกาสตา งๆ ฉะนน้ั พวกเขาจึงสรา งแทน บูชาขึ้นเพื่อวาระตา งๆ ท่แี นน อน โดย
กลาววา เราสกั การะสงิ่ เหลาน้ีและแสวงหาความสมั พันธก ับแทนบชู าเหลานี้ กเ็ พื่อเราจะไดใ กลชิด
กบั บรรดาดวงวิญญาณ จากน้ันดวงวญิ ญาณดงั กลาวก็จะทําใหเราเขาใกลช ิดยงั อลั ลอฮ ดวยเหตนุ ้เี รา
จงึ เคารพภักดีสิง่ เหลาน้ัน ดังโองการท่วี า “เพ่ือมันจะทาํ ใหเราเขา ใกลช ิดกบั อัลลอฮอยา งลึกซงึ้ ” (๒)

๓- ความเชือ่ ถอื ของชาวอาหรบั ยคุ งมงาย
ชาวอาหรับมีเปนสวนนอยที่เชื่อถอื ในปรากฎการณของธรรมชาติ โดยกลา ววา ธรรมชาติ

เปนสิ่งท่ใี หชวี ติ และกาลเวลาทาํ ใหเกดิ การดับสูญ สาํ หรับชีวิตตามทัศนะของพวกเขาคอื สงิ่ ท่ีเกิด
ข้นึ มาจากระบบตางๆ ของธรรมชาตแิ ละเปน รากเงาที่มคี วามรูส ึกอนั มอี ยูในโลก พวกเขาจงึ สรปุ วา
การมีชีวติ และความตายขนึ้ อยูกับความเปนไปและเปลยี่ นแปลงของธรรมชาติ กลา วคอื ศนู ยร วม
ชวี ติ คอื กฎธรรมชาติ และส่งิ ที่ทาํ ใหสญู สลายคือปรากฎการณของธรรมชาติ แตทวา สวนมากมี
ความเชือ่ มั่นวา มผี ูสรางและผูใหบงั เกิดสรรพสิ่ง แตพวกเขาปฏเิ สธการฟน คืนชีพและการคนื กลับ
ไปสูการชําระโทษ อีกทง้ั ประทานศาสนทตู มาจากอลั ลอฮ(๑) เทานั้น
(๑)-(๒) “อลั -มลิ ลั วันนะฮัล” หนา ๒๔๔

ในหมูคนจาํ พวกน้ี ยังมีผุท่เี คารพภักดมี ะลาอิกะฮ, ญิน อกี ทง้ั ถอื วา ส่ิงเหลา นเ้ี ปนบตุ รสาว
ของอัลลอฮ และยังมที ั้งพวกทบ่ี ชุ าดวงดาวซงึ่ เรยี กวา พวกศอบอิ ะฮ

ในหมคู นจําพวกนัน้ มีผทู ่ปี ฏเิ สธพระผสู ราง และการถูกสรา งของสรรพสง่ิ รวมทั้งการฟน
คนื ชีพและการถกู ประทานมาของบรรดาศาสนทูต แตท ง้ั สองพวกก็เคารพภักดีรูปปนและถือวารูป
ปน นั้นเปน ผทู รงสทิ ธิ ในการอนุเคราะหความชว ยเหลอื ให ณ อัลลอฮ

ในหมชู นชาวอาหรบั มพี วกที่เชอ่ื ถือตามแบบของพวกยิวหรือตามแบบของพวกนศั รอนี
และปรากฏวา เมืองมะดีนะฮ เปน ที่ตง้ั แหง แรก สว นเมืองนัจรอนเปนท่ีต้ังแหง ทสี่ อง

สําหรับพวกครสิ เตียนน้ันมีอยูสามประเด็นท่เี ปน ขอ แตกตางกันอยู ในเรอ่ื งของพระบิดา,
พระเยซู, และพระจติ วญิ ญาณบริสุทธิ์ โดยอาศัยรูปแบบมาจาก : อลั -มุลกานียะฮ, นัสตรู ,ี ยะอก ูบีย

พวกเหลานี้ ต้ังภาคีในการเคารพภกั ดพี ระเยซู ผูซ ึ่งมิไดเปน อะไรเลยนอกจากเปนศาสนทูต
คนหนึ่งเทานน้ั

มีอยูหลายโองการที่แสดงถึงคาํ อทุ ธรณข องทานนบีอิสรอฮมี โดยชใี้ หเ หน็ ถึงความเชอ่ื ถอื
ของพวกบชู าดวงดาวปและเทพเจา

ขณะเดียวกันก็มีโองการตา งๆ อยูจาํ นวนหนึ่ง อธบิ ายถึงความเชื่อถือของพวกคริสเตียน
อกี ท้งั ยังมีอยหู ลายโองการท่อี ัล-กรุ อานไดประนามพวกบูชาเจว็ดอยา งรนุ แรง เกยี่ วกับชาว
อาหรบั ยคุ งมงายท่มี กี ารยอมรับในหลักความเชอ่ื ลักษณะตา งๆ กลา วคือสวนมากพวกเขาจะเคารพ
ภกั ดรี ูปปนในฐานนะทเี่ ชอ่ื มน่ั วา รูปปน ใหการอนุเคราะหชว ยเหลอื และเปนพระเจายอย เชนมี
ตวั อยา งจากโองการตา งๆ ดังนี้
“และเมื่อบรรดาผปู ฏิเสธไดมองเหน็ เจา พวกเขากไ็ มค ิดอน่ื ใดตอ เจา เลย นอกจากเยย หยัน
เทา น้ัน และวา น่ีนะ หรือ คอื ผูท่ีกลาวถึงพระเจา ทง้ั หลายของพวกทาน (พวกเขาพูดทั้งๆ) ขณะทพ่ี วก
เขาปฏิเสธตอคาํ เตอื นของพระผูทรงกรุณา”

(อลั -อมั บิยาอ- ๓๖)
“หรือวา พวกเขามบี รรดาพระเจา ท่ปี กปองพวกเขาใหพน ไปจากเราได พวกเขาไมส ามารถ
จะชว ยเหลือตัวของพวกเขาเองไดเ ลย”

(อัล-อัมบยิ าอ- ๔๓)
“พวกเขาไดอ ุปโลกขญ ินข้ึนมาเปน ภาคีกบั อัลลอฮ ทัง้ ๆที่พระองคไ ดสรางพวกเขามา และ
พวกเขาไดกคุ วามเทจ็ แกพ ระองคว า มบี ตุ รชายและหญิงโดยปราศจากความร.ู ..”

(อลั -อนั อาม-๑๐๐)
“แลวสูเจา ไดพิจารณาดเู ทวรูป, อลั ลาต, อุซซาและมะนาต อนั เปนทส่ี ามอีกบางไหม”

(อนั นจั มุ-๑๙-๒๐)


Click to View FlipBook Version