(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๑๒๕)
ไมต อ งสงสัยเลยวาการนมาซน้ัน เปนของอลั ลอฮเทาน้ัน แตก ารทาํ นมาซในมะกอมอิบรอ
ฮมี ซึ่งมรี อยยืนเหยียบของนบีอบิ รอฮมี ปรากฏอยนู ้นั เปนอีกเร่อื งหนึ่งของการใหเกียรตแิ กท านนบผี ู
ยิ่งใหญ แตการกระทําเชนนี้ก็มไิ ดถอื วา เปน ลักษณะของการอบิ าดะฮอยา งเด็ดขาด
๖- แนนอนเอกลักษณท ี่แทจ ริงของมสุ ลิมคือการถอมตนตอสูศรัทธาและตององอาจตอง
พวกปฏิเสธ ดังโองการท่ีวา
“ดงั นั้น อลั ลอฮจะนาํ มาซงึ่ พวกนึ่งทีพ่ ระองคทรงรกั พวกเขา และพวกเขารกั พระองคถ อม
ตนแกป วงผูศรัทธาองอาจเหนือพวกปฏิเสธ”
(อลั -มาดิดะฮ- ๕๔)
ความหมายของโองการตางๆ เหลานี้ทัง้ หมดก็ดี เร่อื งราวการบาํ เพญ็ ฮจั ญและการกระทาํ ใน
เรอ่ื งน้นั ก็ดี แสดงใหเ ห็นวาการนบนอบอยา งถึงท่สี ุด และการถอมตน หรือการใหเ กียรติและการ
คารวะน้นั มิใชเ ปนการอิบาดะฮ ฉะนนั้ การท่เี ราพบเหน็ นกั วชิ าการทางดา นภาษาอธบิ ายคาํ วา อิบา
ดะฮว า หมายถงึ การนบนอบการถอ มตนน้ัน มันคือการอธบิ ายความหมายไปอยางกวางๆ คอื พวกเขา
ใหคําจาํ กดั ความและอธิบายไปตามความหมายท่ัวๆ ไป ในขณะทคี่ ําวา อบิ าดะฮนนั้ หาใชอ น่ื ใดไม
นอกจากเปนความนบนอบอีกประเภทหนึง่ โดยเฉพาะเทา นั้น ดังทีเ่ ราจะไดกลา วถึงในตอนตอ ไปนี้
จากคาํ อธบิ ายเหลาน้ี เราอาจสรปุ ไดอ ีกเชนกนั วา การใหเกียรติส่ิงใดสงิ่ หนึ่งหรือคารวะก็
ตาม มไิ ดหมายความวา เปน การอิบาดะฮแ ตอยา งใดเลย เพราะวา ถา มิใชเ ชนน้ันแลว กจ็ าํ เปนท่ี
จะตองถือวา มนษุ ยทั้งหมดแมแตบรรดานบกี ็ตองเปน พวกตง้ั ภาคที ง้ั ส้นิ เพราะคนเหลา น้ันอกี
เชน กันที่ใหการคารวะแกผ ทู พี่ วกเขาจาํ เปนตองคารวะ
ทานอลั -มัรฮมู ชยั ด ญะอฟร กาชฟิ อลั -ฆิฎออ (ผูเชย่ี วชาญในหลักการของพวกวะฮาบยี ค น
หน่งึ ทานไดนําหลักการนน้ั ๆ มาทาํ การวเิ คราะห) ไดชแี้ จงตามสิ่งทเ่ี ราไดกลา วไปแลว วา
“ไมต อ งสงสัยเลยวา การเคารพภักดี (อิบาดะฮ) นนั้ จะตอ งไมใชความหมายทใี่ ชก ับสิ่งอ่นื
นอกจากใชส าํ หรับอลั ลอฮ ผูใดกต็ ามทน่ี ําไปใชกบั สิง่ อื่นนอกจากอลั ลอฮก็เทากบั เปน ผูป ฏิเสธ การ
นบนอบอยางสดุ ซึง้ และการจงรักภกั ดีตามทนี่ ักภาษาศาสตรไดใหคาํ จาํ กดั ความไวก ย็ อ มมิใช
ความหมายของการเคารพภักดี มิฉะน้นั แลว จาํ เปนอยา งยิง่ วา คนรบั ใช ลูกจา ง คนงานทงั้ หมดกต็ อง
เปน กาฟร (ผปู ฏเิ สธ) เพราะการนบนอบท่มี ีตอผปู กครอง ย่ิงไปกวานัน้ บรรดานบกี ็ตองเปน ผู
ปฏเิ สธเพราะการนบนอบของตนทีม่ ีตอบิดามารดา” (๑)
(๑) ดหู นังสอื มนิ ฮะญล-รชิ าด หนา ๒๔ พมิ พเมือ่ ฮ.ศ.๑๓๔๓ ทา นไดเ ขยี นหนงั สอื น้ีตอบโตกบั
เจา ชายซาอูดีคนหน่งึ ทเ่ี ปน ผูนําฝายวะฮาบยี
๘- แยกความหมายท่แี ทจรงิ ออกไปจากความเปรียบเปรย
ใช ในบางครั้งทา นอาจจะใชค ําวา อิบาดะฮแ ละตคี วามไปตามทไ่ี ดรบั การอธบิ ายในแงของ
หลักภาษาได แตก ารใชคาํ ดงั กลา วมไิ ดหมายความวา เปน อยางนั้นจรงิ ๆ ตามความหมายในคํา
หากแตเปนเร่ืองของการเปรียบเทียบจากความหมายทแ่ี ทจริง กบั สภาพการณห นึง่ ๆ ขอใหทา น
พิจารณาเร่ืองราวเหลาน้ี
๑- คนท่ีมีความรักอยา งสดุ ซ้ึงทไ่ี ดแ สดงออกตอ หญิงคนรักซึ่งความนบนอบอยา งทส่ี ุด ยอ ม
ทุมเททุกอยางดว ยความอดทนเพ่อื ความตองการของคนรัก ถงึ ขนาดนี้ก็ยังไมเรียกการนบนอบอยาง
นว้ี า “อบิ าดะฮ” แมจะมกี ารกลาวถงึ ความจรงิ ของเขาเปน การเปรยี บเปรยวา เขา “บชู าภักดีตอ ผูหญงิ
ก็ตาม”
๒- คนทีต่ กอยูในอาํ นาจของอารมณ เขาจะแสดงออกมาซง่ึ สิ่งตา งๆ ตามท่อี าํ นาจของ
อารมณเ รยี กรอง โดยอาํ นาจของสติสมั ปชัญญะยังไมอ าจถอื ไดวา เขาเปนผเู คารพภกั ดีตออารมณ
โดยแท และไมอาจถอื ไดว า เขาเปนผูต ้งั ภาคี เชน คนทเ่ี คารพภกั ดีเจวด็ แมจ ะกลา วถึงพฤติการณอยาง
นีว้ าเขา “เคารพบูชาอารมณข องตนเองกต็ าม” กลาวคอื เร่ืองอยางนีเ้ ปน การเปรยี บเทียบและตีความ
เพอ่ื เปน การเปรียบเปรยเทา น้ัน
ดงั นั้น ดวยเหตนุ ีเ้ อง อัล-กรุ อานจึงเรียกอารมณว าเปน พระเจา และระบวุ า ลักษณะของการ
นบนอบท่ีมีตออารมณอยา งน้ีเปน : การเคารถภกั ดตี ออารมณ แตเ ปน การเปรียบเปรยเทานนั้ โดย
กลา ววา
“เจาไดเห็นผทู ่ีถือเอาอารมณเ ปน พระเจาของตนหรอื ไม แลวเจา จะเปน ผรู บั มอบหมายแก
เขากระนน้ั หรือ”
(อัล-ฟรุ กอน-43)
กลา วคือในขณะเดียวกับท่ีอลั -กรุ อานไดใชคําวา พระเจา กับอารมณอนั เปนลักษณะหนึง่ ของ
การเปรยี บเปรยน้ัน ก็เปนไปในทํานองเดยี วกับทีไ่ ดใ ชคําวา เคารพภกั ดีแกค นทที่ าํ ตามอารมณ อนั
เปน การตีความเปรียบเปรยเชน เดียวกนั
๓- มคี นอยูพวกหน่งึ ทยี่ อมทุมเททุกอยางเพอ่ื ใหไดม าซ่ึงเกียรติและตําแหนง จนกระท่งั ชว
บา นกลา วกนั วาคนพวกนีบ้ ชู าเกียรตแิ ละตาํ แหนง แตใ นขณะเดียวกนั พวกเขากย็ ังไมถือวา เปนการ
เคารพภักดจี ริงๆ กับเกียรติ และพวกเขากย็ งั ไมเ ปนผตู ัง้ ภาคี
๔- พวกทห่ี ลงตามยุคสมัย (เชน พวกอิสรอเอล) และหลงในตัวเอง ซ่ึงไมมีอะไรทสี่ ําคญั
สําหรบั พวกเขานอกจากอาหาร เครือ่ งดื่ม แมจ ะเรยี กวาพวกเขาเปน ทาสของยุคสมัย ทาสของจิตใจ
ทาสของชยั ฎอน แตในสภาพความจริงนัน้ ยงั ถือวา งานของพวกเขามิไดเปนการเคารพภักด.ี ..เพราะ
การปฏบิ ัตติ ามชัยฎอนนน้ั เปน เร่ืองหน่ึง สวนการเคารพภกั ดีชัยฎอนกเ็ ปน อีกเรอื่ งหนง่ึ
เพราะฉะนนั้ เมอ่ื เราเห็นในอัล-กรุ อานที่เรียกคาํ วาปฏบิ ตั ิตามชยั ฎอนวา “อบิ าดะฮ” ก็เทากบั
วา น่นั เปนการตคี วามเปรยี บเทียบ ความหมายของมนั กค็ อื การอธิบายถึงการปฏเิ สธอยางรุนแรงทส่ี ุด
สําหรบั การกระทาํ อันนี้ ดังที่ทรงกลา ววา
“ฉนั ยังมิไดใ หพนั ธะสญั ญาแกสูเจาอกี หรอื โอล ูกหลานของอาดัมวา จงอยา เคารพภกั ดี
ชัยฎอน เพราะมนั เปนศัตรอู ันเปดเผยสาํ หรับสเู จา และใหเ คารพภักดีตอฉนั อันนีเ้ ปนหนทางที่
เทย่ี งตรง”
(ยาซนี /๖๐-๖๑)
กับอกี สองโองการดังตอไปน้ี
๑- โอบดิ าของขา ทา นอยาเคารพภักดีชัยฎอนเลย แทจรงิ ชัยฎอนนัน้ เปนผูท รยศตองพระผู
ทรงกรณุ า”
(มรั ยมั -๔๔)
๒- เราจะศรัทธาตอ มนุษยท้ังสองคนนัน้ ที่เปนเหมอื นกบั เรากระนั้นหรือ ขระท่ีพรรคพวก
ของเขาท้งั สองเปนผูเ คารพภักดีตอเราอย”ู
(อลั -มุมนิ ูน-๔๗)
ไมต องสงสัยเลยวา ความจรงิ น้ัน พวกนบีอสิ รอเอลมิไดเคารพภักดีตอ ฟรเอาวนและผู
อาวโุ สของเขาดอก เพยี งแตวาเพื่อเปนการแสดงใหเห็นวา พวกเขามีลกั ษณะอยใู นขั้นที่รา ยแรงท่สี ดุ
กย็ อมถูกตอ งแลวในอนั ทจ่ี ะจาํ กดั ความใหว า เคารพภักดีในแงของการเปรียบเปรย
สําหรับทัศนะของอัล-กุรอานน้ัน ถงึ แมจ ะเรยี กการกระทาํ ในลกั ษณะเชน นีว้ า เคารพภกั ดีก็
ตาม แตมไิ ดหมายความวา อลั -กุรอานจะจดั ใหพวกเขาเหลา น้ันเปนผูตัง้ ภาคี ดังนนั้ จงึ มิอาจจะเช่อื ถอื
ไดว าการนบนอบ การเชือ่ ฟงปฏบิ ตั ติ ามทกุ รูปแบบ การใหเ กยี รติ การคารวะทกุ รปู แบบจะเปน “อิ
บาดะฮ” ในขณะท่ีเปน ทเี ขา ใจกนั อยูวา คาํ นี้อาจนาํ มาใชก บั ลักษณะการกระทาํ ใดๆ โดยเฉพาะได
โดยมคี วามหมายในแงข องการเปรยี บเปรย
หรืออีกนัยหน่ึง การอยูภายใตอารมณต าํ่ คลง่ั ใคลในอํานาจวาสนาและทาํ ตามอาํ เภอใจ
ฯลฯ แมพ วกเขาจะถูกจดั ใหเปน ผูมคี วามบาป และพวกเขาจะไดรบั โทษอยางรายแรงกต็ าม นั่นก็ยงั
มิไดหมายความวา พวกเขาจะเปน ผตู ัง้ ภาคีในแงข องการอบิ าดะฮ ซงึ่ พวกเขาเหลานน้ั ยอมไดรบั การ
ลงโทษไปตามบทบัญญัตโิ ดยเฉพาะท่มี ีปรากฏอยูแ ลวในกฎหมายอสิ ลาม
จะหาวา เร่ืองนไ้ี มจรงิ ไดอ ยางไร กใ็ นเม่ือเราไดพบหลักฐานในฮาดษี ทชี่ ดั เจนบทหนึ่งวา
“ใครคลอ ยตามผูพูดคนไหนก็เทากับเปน บาวของคนนั้น ดังนั้นถา เขาพดู ในสงิ่ ทม่ี า
จากอลั ลอฮกเ็ ทากับเขาเปนบา วอลั ลอฮ และถา เขาพูดตามส่งิ อน่ื ท่มี ิใชมาจากอัลลอฮกเ็ ทากบั เขาเปน
บา วสิง่ อื่นนอกจากอลั ลอฮ”
(ซะฟนะตุลบหิ าร เลม ๒ หมวดวา ดว ย “บา ว”)
ฉะนัน้ ประชาชนท่ฟี ง ขาวอยูท กุ วนั และคลอยตามขา วคราวทนี่ ักแถลงขา วและโฆษกวทิ ยา
โทรทัศนเสนอ ซง่ึ สวนมากแลว นักแถลงขา วเหลา นั้นไดพ ูดมาจากสิ่งอนื่ นอกเหนอื จากอัลลอฮ
ทั้งสนิ้ แลว จะเปนไปไดก ระนัน้ หรอื ที่เราจะกลาววา ทกุ คนทีร่ บั ฟง ขาวคราวเหลา น้นั เปนบาวของ
บรรดานักแถลงขา วทั้งหลาย?
แตเปน สงิ่ ทถี่ กู ตอ งในกรณีท่ีเราจะนําคาํ วา อิบาดะฮไ ปใชก ับพฤตกิ ารณใ นลักษณะนี้ในแง
ที่วาเปน การเปรยี บเปรย เพอื่ เปนการดํารงไวซง่ึ กรณที อี่ ยูในระหวา งความหมายตามทเ่ี ปน จรงิ และ
ความหมายตามคาํ เปรียบเปรย
จนแมก ระทงั่ วา ในสาํ นวนของการใชภ าษาบางครั้งไดตําหนิคนบางคนวา “เปน ทาสของ
ปากทอ ง” หรอื “ทาสของอารมณ” แลวเขาเหลา นั้นจะเปนทาสของปากทอ งและอารมณจรงิ ๆ
กระนั้นหรอื หรอื เปนเพราะการยอมจาํ นนอยางส้ินเชิงตอความตองการของอารมณฝ า ยตํ่าจนเอามา
เปรียบไดกบั ลักษณะการยอมจาํ นนอยางส้ินเชงิ ทมี่ ีเหมือนกบั ผยู ึดในหลกั เอกภาพจาํ นนตอ ผูส รา ง
โลกแลว ใชคาํ วา อิบาดะฮใ หแกค วามเปน ไปในลกั ษณะนี้
๙- คําส่งั ของพระผเู ปน เจา ทาํ ใหก ารตง้ั ภาคเี ปน เรื่องท่มี ใิ ชการต้งั ภาคไี ดกระนั้นหรอื ?
อาจมีผูก ลา ววา การสญุ ดของมะลาอิกะฮท มี่ ตี ออาดัม, การคารวะท่ีมตี อ หนิ ดาํ , และการ
กระทาํ อน่ื ๆทคี่ ลายคลึงกบั เรอื่ งทงั้ สองอยางนี้ ในเมอ่ื เปน ไปดวยคําสัง่ ของอลั ลอฮ ก็ไมถ ือเปนการ
ตอ งภาคี และไมถ ือวาผูปฏบิ ัติจะเปนผูตงั้ ภาคี (๑)
หรือกลา วอกี นยั หนง่ึ วา ความเปนจริงของการอบิ าดะฮน นั้ แมม ันจะหมายถงึ การนบนอบ
และการใหความคารวะก็ตาม แตในเม่ือการกระทาํ น้ันๆ มขี น้ึ โดยคําสง่ั ของพระองคผ ูทรงมหา
บรสิ ุทธแ์ิ ลว ก็ถอื วาเปน การอิบาดะฮตามคาํ สงั่ มใิ ชตามอยางอ่นื
แตท ้งั ผพู ดู และผูเชอ่ื ตามลมื นึกไปถงึ จุดสําคัญอยางยงิ่ อยปู ระเด็นหนึ่งน่ันคือ :
กฎเกณฑท ีเ่ ก่ียวพนั กบั เนื้อเร่ืองหนึง่ ๆ จะไมเปลีย่ นแปลงความเปนจริงของเนอื้ เรื่องน้ันๆ
อยา งเด็ดขาด และไมถ ือวา คําส่ังของพระผูเปนเจาทีเ่ กีย่ วพนั กบั เร่ืองน้ันจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ
มนั
โดยเหตผุ ลทางสติปญญาถือวา การดา ประณามใครคนหนึง่ เทากบั เปนการหมิน่ ประมาท
คนคนนั้นแนนอน และเร่ืองนกี้ ็สามารถตดั สนิ ไปตามกฎของการดา การทําช่วั และการประณาม
ฉะน้นั ถา อัลลอฮวางกฎใหดาใครและประณามใครอันเปน หลกั การไปเลย คาํ สง่ั ของอัลลอฮก็มิได
เปลี่ยนแปลงเน้อื หาของการดา การประณามเลย อยา งเดด็ ขาด
เชนเดยี วกบั กรณขี อง การเล้ียงตอ นรบั แขก และการทักทายแขกโดยธรรมชาติของการ
กระทําท้ังสองอยางนี้ คือ การยกยอ ง และคารวะแขกผมู าเยือน ครน้ั เมอื่ การเลย้ี งตอ นรับถูกงดเวน
(1) คนกลา วคอื ชยั คอ ับดุลอะซซี อมิ ามมสั ยดิ นะบะวยี ในการสนทนากับผูม เี กียรติบางทาน
แกคนคนหนึง่ โดยหมายถึงวา การเลยี้ งตอ นรับนั้นโดยธรรมชาติของมนั แลวกค็ อื การใหเ กยี รติ
อยา งหนึง่ ก็มิไดหมายความวา เน้อื หาของการกระทาํ ไดก ลายไปเปนการลบหลูแ ขกไปโดยลักษณะ
ของการงดเวนสงิ่ นั้นๆ หากแตเน้อื หาที่แทจริงของการตอนรบั ยงั คงอยูกับส่งิ อน่ื ๆ ท่เี ขายังไดรบั อยู
ถึงแมวา การงดเวน อยา งหนึ่ง เขามาเกย่ี วขอ งในเรอื่ งนแ้ี ลว กต็ าม ฉะนน้ั ขอใหยอนกลับมาดูเรื่อง
การกระทําตา งๆ เชน การสญุ ดตออดมั การคารวะตอหินดาํ และอ่ืนๆ ถา หากวา มนั เปนการเคารพ
ภกั ดี (อิบาดะฮ) ที่แทจ รงิ แลวไซร คาํ สงั่ ของพระผูเ ปนเจาก็มิไดทาํ ใหเนอ้ื หาที่แทจ รงิ ของมัน
เปลยี่ นแปลงเลย กลาวคอื มนั จะไมพนออกมาจากลัษณะการเคารพภกั ดีตอ อาดมั หรือยูซุฟ หรอื ตอ
หนิ ดําได เพราะฉะนนั้ ส่งิ ท่ีผูอธบิ ายไดกลาวไปวา แทจรงิ แลว มันเปน การเคารพภักดีโดยแท แตใ น
เม่อื เกยี่ วพันกับคาํ สง่ั ของพระผูเปนเจา มนั กเ็ ลยออกพนไปจากการต้งั ภาคี โดยถือเสียวา การกระทาํ
เหลา น้ีเปน การต้งั ภาคีทไี ดรับความยนิ ยอม นี่คือคําอธบิ ายที่ไมมีมนษุ ยคนใดรบั ได
สรุปไดว า ปญ หานจ้ี ะตองวนเวียนไมรูจ บ คือ อาจถือวา งานเหลานอี้ ยูน อกเหนอื ความหมาย
ในเรื่องการตง้ั ภาคีกไ็ ด หรืออาจกลา ววา ความจริงแลว มนั คอื การตั้งภาคใี นแงข องการเคารพภกั ดี
น่ันเอง แตมันเปนการตง้ั ภาคที ีอ่ ลั ลอฮทรงอนมุ ตั ใิ ห! !!
คํากลาวขอทส่ี อง เปนความผดิ พลาดเสยี จนไมอาจมใี ครลงความเหน็ คลอยตามไดแมเ พียง
คนเดียว แตท า นอาจยอมรบั ได ถา ถอื วา การกระทําบางอยา งนน้ั เปนการใหเกียรติและการนบนอบ
และอกี นยั หนึ่ง อาจถอื วา เปน การตัง้ ภาคกี ไ็ ด ถา บคุ คลเหลานน้ั เชน มะลาอิกะฮ สญุ ดตอ อาดัมโดย
เชอื่ ถอื วา อาดมั คอื พระเจา แนน อนการกระทาํ ของพวกเขายอ มเปนการตัง้ ภาคีอยางเด็ดขาด ถึง
แมอ ลั ลอฮทรงบญั ชาในลัษณะบังคบั ก็ตาม แตถา สญุ ดไปโดยที่ไมม คี วามเชอ่ื ถืออยางนี้ การกระทํา
นั้นๆ ก็มิไดเ ปนการต้งั ภาคีเลย ถงึ แมพระองค ผทู รงสูงสดุ จะมิไดบ ัญชากต็ าม
ทา นชยั ค อับดุล อะซีซ อิมามมสั ยิดนะบะวยี ไดอ ธิบายวา การใหเ กียรติเหลานถ้ี กู ตองและ
เปนไปตามบทบญั ญตั ิ เพราะมีคําสงั่ จากพระผเู ปนเจา ทา นไดอ างคําพดู ของทา นอมุ รั บิน คอ็ ฏฏอบ
ในเร่ืองหินดาํ วา “แทจริง ขา รูว าเจา คอื หนิ ดํา เจา ไมอาจใหค ุณใหโทษอันใดไดเ ลย แตถาหากมิใช
เพราะขาเคยเหน็ ทานนบี (ศ) จบู เจา แนน อนขา กจ็ ะไมจ ูบเจา ” (๑)
แนน อนท่ีสดุ เราก็ไดกลาวแกท าน (อิมามมสั ยดิ นะบะวยี ) วา : ความหมายจากคําพูดของ
ทา นก็คือวาการกระทําเหลานี้เปน การตงั้ ภาคีอนั ประเสรฐิ ความวา
“จงกลาวเถิด (มุฮัมมัด) แทจริงอลั ลอฮมิไดบญั ชาเกย่ี วกับส่ิงช่ัวราย แลวสเู จาจะกลา วหา
อัลลอฮในส่ิงท่สี ูเจาไมร กู ระน้นั หรือ?
(อลั -อะรอฟ-๒๘)
ดังน้ัน ถา หากวา เนอื้ หาของการสญุ ดตอ อาดัม(อ) และการคารวะตอหินดําเทา กับเปน การอิ
บาดะฮต อ อาดมั และตอหินดําและเปน การตง้ั ภาคแี ลว แนนอนอลั ลอฮ ผูทรงความบรสิ ทุ ธิ์จะไมท รง
บัญชาเลยอยางเด็ดขาด
(๑) ศอฮีฮ บคุ อรี เลม ๓ หนา ๑๔๙ หมวดวา ดวย การทําฮจั ญ
๑๐- ความหมายของคาํ วา “พระผูเ ปนเจา” และ “พระผูอภบิ าล”
สําหรบั คําวา “พระผูเ ปน เจา ” น้ันเราไมส งสัยเลยทีว่ าทานผอู า นจะตองหาความเขา ใจใน
ความหมายของคาํ วา “อิลาฮ” เพอ่ื เปนการจาํ กดั ความคือทง้ั สองคําท่ีวา “อิลาฮก ับอัลลอฮ” นั้น มา
จากหมวดคําอนั เดียวกนั หมายถึง คาํ ทใ่ี หค วามเขา ใจเปนประการท่ีสอง คือ “อัลลอฮ” สวนคาํ ท่ีให
ความเขา ใจเปน ประการทห่ี น่งึ คือ “อิลาฮ” เพยี งแตวาทง้ั สองคาํ มีความหมายที่แตกตา งกนั ในแง
ความแตกตา งที่วา ดว ยลกั ษณะรวมและลกั ษณะเดยี่ วเฉพาะ
อยา งไรกต็ าม คาํ อันประเสรฐิ * (ลัฟซลุ ญัลลาละฮ) น้ัน มีความหมายในแงล ักษณะพเิ ศษ
ออกไป จากความหมายในแงของลกั ษณะรวมเหลา นั้น นอกจากนคี้ ําวา “อลิ าฮ” ยังคงมีความหมาย
ในลักษณะรวมอกี ดว ยถึงแมวา ในทรรศนะของผมู หี ลักเอกภาพจะไมมีความเชอื่ ถอื เปน อยา งอ่นื แต
กร็ วมเสรจ็ สรรพอยูใ นความหมายของคาํ นนั้ กลาวคอื กรณเี ดยี วกันกบั ที่วา ไมมีใครเลยทจี่ ําเปน
จะตองหาความหมายจากคาํ อันประเสรฐิ (ลัฟซุลญัลลาละฮ) เพ่อื ไปสูการจาํ กดั ความ คาํ วา “อิลาฮ”
กเ็ ปน อยา งนนั้ เชนเดียวกัน ดังน้ันจงึ ไมม ปี ระเดน็ ไหนที่เปนขอแตกตางระหวา งคาํ ทงั้ สองเลย
นอกเหนือจากความตา งกันในแงของสว นยอ ย (ซุ อยี ะฮ) กับในแงข องสวนท้งั หมด (กลุ ลยี ะฮ)
กลาวคอื คาํ ทงั้ สองเปรียบไดเ หมือนกบั วา “นายซัยดก ับมนุษย” แตความหมายอันแรกยอมแตกตา ง
ไปจากสวนอน่ื ๆ (นายซัยดกับมนุษย) ในแงข องความตา งกันสาํ หรบั “อลิ าฮ” กับ “อลั ลอฮ” ก็
หมายความวา อยูท ่คี าํ กลาวคอื คําทง้ั สองเปน อันเดียวกันท่อี ยใู นหมวดนั้น คําอนั ประเสรฐิ (ลัฟซุล
ญลั ลาละฮ) ก็มใิ ชอ ่นื ใดนอกจากคาํ เดยี วกับอิลาฮท ่อี กั ษรฮัมซะฮถกู ตัดออกไปแลวเพิม่ อกั ษร “อะ
ลฟี กับลาม” เขามาเทา น้ัน และน่ีมิไดห มายึความวา มนั จะทาํ ใหค าํ นนั้ ออกไปจากมาตรฐานเดียวกัน
เลย ทั้งในรูปของคําและความหมาย
ในท่นี ้อี าจกลา วไดเลยวา คํานามโดยทวั่ ไปก็คอื คําวา “อลิ าฮ” พหพู จนของมันคือ “อาลิ
ฮะฮ” สวนคํานามเฉพาะคอื คาํ วา “อลั ลอฮ” ซงึ่ ไมม ีพหูพจนอกี เลย และตรงกับในภาษาเปอรเซียวา
“คุดา” ภาษาตรุ กีวา “ตารอ” และตรงกับภาษาองั กฤษวา “กอ็ ด” อยง ไรก็ดีคาํ นามเฉพาะและคํานาม
ทั่วไปในภาษาเปอรเซยี ภาษาเดียวเทา นัน้ ท่ีใชค ําวา “คดุ า” นอกเหนือจากน้คี ําวา “คุดาวนั ด” กม็ ิไดม ี
ความหมายเปน อยางอื่นนอกจากคํานามเฉพาะ สวนคําวา “ก็อด” ในภาษาอังกฤษนนั้ ถา ในกรณที ี่
ตองการจะเรยี กเปน คํานามท่วั ไปกจ็ ะเขียนในรูป “god” แตถ า ตอ งการจะใหเปนคาํ นามเฉพาะก็จะ
มาในรูปของ “God” ก็จะไดความหมายตามนัยของคําน้ัน
ในกรณีท่ีคํานามนี้ (อัลลอฮ) ไดถูกเจาะจงใชก บั คําวา ผูส รา งโลกเปนการเฉพาะนั้น เปน
เพราะมหี ลกั เกณฑดังน้ี คอื : ในธรรมเนียมการสนทนาของชาวอาหรบั น้ัน ในเม่ือตองการทจี่ ะ
กลาวถึงผสู ราง ก็มักจะใชค าํ วา “อัล-อิลาฮ” โดยมีอักษร “อาลฟี ” กับอักษร “ลาม” เพ่มิ เขา ไปในคําๆ
นี้ อันเปนการแสดงใหเ ห็นถึงความเนน หนักทางดานจิตใจ คือคาํ วา “อัลอิลาฮ” น้ัน ทานเขา ใจถงึ
* (คาํ อันประเสริฐ) หมายถึง อลั ลอฮ
ความเนน หนักไดกเ็ พราะหลักภาษาตรงคาํ ทเ่ี รียกวา อักษร ลามอะฮดั หลังจากน้ันคําวา “อลั -อลิ าฮ”
กไ็ ดกลายเปน คาํ เฉพาะในการกกลาวถงึ คาํ วา “ผูส รางโลก” ในหมูช นชาวอาหรับ เมือ่ กาลเวลาผาน
พนไปนานๆ เขา อกั ษรฮมั ซะฮท ตี่ งั้ อยรู ะหวา งอักษรลามทงั้ สองกถ็ ูกลบเลอื นไป และตกไปจากการ
ใชภ าษาคาํ วา “อัล-อลิ าฮ” จงึ กลายไปเปนคาํ วา “อัลลอฮ” ซง่ึ ไดกลายมาเปนคาํ ๆ ใหมและเปน พระ
นามเฉพาะของ “ผูสรา งโลก” ท่ีทรงไวซึง่ ความบรสิ ทุ ธ์ิ (๑)
ขอเปรียบเทยี บทมี่ ีกค็ ือ : อนั นาส (มนุษย) เดิมมีรากศพั ทม าจากคาํ วา “อัล-อนิ าส” ครั้นแลว
อกั ษรฮัมซะฮก็ไดถ ูกลบออก ทํานองเดยี วกันกับการกลาวคาํ วงิ วอนท่ีใชค ําวา ยาอลั ลอฮ ดว ยการ
ตดั ฮมั ซะฮ ที่ไดแกค าํ วา “ยาอลิ าฮ” คาํ วา “อัล-อลิ าฮ” เปนคํานามประเภทสง่ิ ของ เชน คน, เสือ เปน
ตน (๑)
ทา นอัลลามะฮฏ ็อบรอซีย ไดอางหลกั ฐานมาบันทกึ ไวใ นตฟั ซีรของทานวา คาํ วา “อัลลอฮ”
นั้น รากศพั ทก ็คือ “อิลาฮ” ตามมาตรา “ฟอ าล” แลว อกั ษรฟาอ กไ็ ดถูกตัดออกไป เชนเดยี วกับ
อักษรฮัมซะฮ แลว อกั ษรอะลีฟกบั อักษรลามก็เขา มาเปน การแสดงถึงความหนกั แนนของมนั โดย
เหตุผลที่วา การท่ีพวกเขาตดั อักษรฮมั ซะฮท อี่ ยูขางในออกไปน้ัน ทาํ ใหอกั ษรลามเปนตัวจาํ กัด
ความหมายในแงข องการสาบานและการวงิ วอนขอ เชน คาํ กลาวที่วา “ยาอลั ลอฮ อิฆฟร ลีย” และถา
ไมมีตัวทดแทนเขามา อกั ษรฮัมซะฮน น้ั กจ็ ะไมอาจตั้งอยไู ดนอกเหนือจากในคาํ นามนี้ (๒)
ทานรอฆิบไดกลาวในหนงั สอื “มุฟรอดาด” วา : คาํ วา อัลลอฮ น้ันรากศพั ททมี่ ากค็ ือ อลิ าฮ
คร้ันอักษรฮมั ซะฮถกู ตัดออกแลว นําอักษรอะลฟี กบั ลามเขา มา กจ็ ะหมายวึ ามเฉพาะถึงพระผทู รง
บรสิ ทุ ธ์ิ ดงั ท่ีพระองคไ ดท รงมโี องการเจาะจงไวว า : สเู จา รใู นการขนานนามใหแ กพ ระองคกระนั้น
หรือ (๓)
ดวยเหตนุ ้ีเองเราจึงไมจาํ เปนตอ งอธิบายคาํ วา “อลิ าฮ” นอกเหนือไปจากทัศนะท่วี า ความ
เปน สวนทง้ั หมดอีก ในเมอ่ื “คาํ อันประเสริฐ” ไดถกู วางลงบนคาํ น้แี ละโดยเหตทุ ่วี าคาํ น้ีให
ความหมายท่ชี ดั เจนอยูแ ลว เราจึงไมจาํ เปน แตอยา งใดเลยท่จี ะหาความหมายของคาํ ทเ่ี ปนหัวขอเรื่อง
สาํ หรับสว นทัง้ หมด ใชส าํ หรบั ประเด็นทวี่ า “คาํ อันประเสรฐิ ” นั้น แมจะเปน ท่รี ูกนั อยแู ลววา
หมายถึงผทู รงเปน ศูนยร วมแหง คณุ ลักษณะตางๆ ที่สมบูรณทงั้ หมด หรือทรงเปนผูสรางสาํ หรบั
สรรพสง่ิ ทง้ั หลาย ก็ยงั มิไดหมายความวา ทรงมีคณุ ลักษณะหรือผูส รา งท่อี ยใู นมาตรการตางๆ ตาม
ความหมายของ “อิลาฮ” หากแตเ ปน การเจาะจงถึงความเปน หน่ึง เฉพาะในแงที่บุคคลหนึง่ มี
ลกั ษณะท่พี เิ ศษไปจากบุคคลอื่น หรอื ตามที่สมมตฐิ านขึน้ (มิใชม ใี นความเปนจริง) มนั คือเรอ่ื งท่ี
(๑) ในเหตุผลเหลา นยี้ ังมที ัศนะอื่นๆ อกี ซึ่งสามารถอานดไู ดใ นหนังสือ ตาุลอรุ ูส เลม ๙ หมวดวา
ดวยเร่ือง “อิลาฮ”
(๑) อลั -กิชาฟ หมวด ๑ หนา ๓๐ อธิบาย บสิ มิลลาฮ
(๒) มัจมุอุลบยาน หมวด ๑ หนา ๑๙
(๓) มุฟรอดาตุรรอฆบิ หนา ๓๑ หมวดวา ดว ย อลิ าฮ
นอกประเด็น ที่เราจะช้แี จงตอ ไป
ความหมายของคาํ ทัง้ สองชใ้ี นประเด็นอันเดยี วกัน นอกเหนอื จากทเี่ ราไดกลา วไปแลว กค็ ือ
วา บางครั้ง “คําอนั ประเสริฐ” ไดถกู นําไปใชในที่ของ “อลิ าฮ” คอื ในแงข องความเปน สว นท้งั หมด
กลา วคือการใชแตละคาํ ลงในท่ีของอีกคาํ หน่ึงก็เปนการถกู ตอง ดังปรากฏในโองการของพระองค
ทว่ี า
“และพระองคค อื อัลลอฮ ในชนั้ ฟา ท้ังหลายและในแผนดนิ ทรงรูความลับและการเปดเผย
ของสูเจา และทรงรสู ิ่งที่สเู จาขวนขวาย”
(อัล-อันอาม-๓)
ถา เราะจเปรยี บเทยี บโองการน้ีกับโองการอน่ื ก็จะเหน็ วาตรงกัน เชน
“พระองคคอื ผูซง่ึ เปน “อลิ าฮ” ทงั้ ในชนั้ ฟาและเปน “อลิ าฮ” ในแผน ดิน และพระองคคือผู
ทรงปรีชาญาณ ผทู รงรอบรู”
(อซั ซคุ รฟุ -๘๔)
“และสูเจา อยา พดู วา มี “สาม” พวก เจาจงหยดุ เสียเถดิ จะเปนการดแี กสูเจา อนั ท่ีจริงอลั ลอฮ
นัน้ คือ “อิลาฮ” องคเดยี ว มหาบริสุทธ์ยิ ิง่ แดพระองคจ นพน ในอันท่ีบุตรจะถึงมีสาํ หรบั พระองค
ได”
(อันนซิ าอ-๑๗๑)
“พระองคค อื อัลลอฮ ผูซึง่ ไมมี “อลิ าฮ” อื่นใด นอกจากพระองคผ ูทรงเปนเจา ผทู รงบริสุทธิ์
ทรงสนั ติ ทรงใหความปลอดภยั ทรงอาํ นาจ ทรงเดชา ทรงฤทธา ทรงเปน ใหญ มหาบริสุทธ์เิ ปน
ของอลั ลอฮ พนจากส่ิงทพ่ี วกเขาต้ังภาค”ี
“พระองคค ืออัลลอฮ ผสู ราง ผบู ริสุทธ์ิ ผูทรงมีพระนามตา งๆ ทีด่ ีงาม สง่ิ ในชัน้ ฟา ทัง้ หลาย
และแผน ดินสดดุ ีพระองค และพระองคค ือผทู รงเดชาผูทรงปรชี าญาณ
(อัล-หะชัร-๒๓-๒๔)
ไมตอ งสงสัยเลยวา “คําอันประเสริฐ” ในโองการเหลานี้ หมายความถึงความหมายตา งๆ
ของ “อิลาฮ” ในแงของความเปนสวนทั้งหมด (คอื ความหมายวา ส่ิงตา งๆ ทอ่ี ธบิ ายมานนั้ คอื
ความหมายของอิลาฮ)
โองการตอไปนีม้ ีสวนใกลเ คียงกันกับโองการแรก
“จงกลาวเถิด สเู จาจงวงิ วอนตอ อัลลอฮ หรือจงวงิ วอนตอ ผทู รงเมตตา ไมวา นามใดก็ตามที่
สเู จาเรียก ดงั นั้นสาํ หรบั พระองคน ั้นทางมีพระนามทัง้ หลายทดี่ งี าม”
(อัล-อซั รออ- ๑๑๐)
ในสองโองการนี้นับวา ไมมีความตา งกันในแงท ่ีวา “คาํ อนั ประเสรฐิ ” เปน คาํ จาํ เพาะในแง
ของความเปนสวนท้ังหมด มิใชความเปน สว นยอยดงั ท่ีมีบางคนเขาใจ
ใช อาจมีการกลา ววา “คาํ อนั ประเสรฐิ ” นั้น มาจากคาํ วา “อลิ าฮ” ตามความหมายในแงของ
การเคารพภักดี หรือมาจากคาํ วา “อิลาฮ” ตามความหมายในแงท วี่ า ความกระวนกระวาย เพราะวา
ปวงบา วจะมีความกระวนกระวายในเมื่อราํ ลกึ ถึงพระองค หรอื มาจากคําวา “อลิ าฮ” ตามความหมาย
ในแงท ่วี า ความยําเกรงเพราะผถู กู สรา งยอมมีความยาํ เกรงตอพระองค หรอื มาจากคําวา “อิลาฮ” ตาม
ความหมายในแงทวี่ า สงบเพราะผถู กู สรางจะมีความสงบในยามทร่ี ําลึกถงึ พระองค
หรือจะเปนคําทีไ่ ดม าจาก “ลาฮะ” ตามความหมายในแงท ว่ี า ทรงคุม ครองปอ งกัน เพราะ
พระองคท รงเปน ผปู กปองจากการตั้งมโนภาพหรือการพรรณนาถึงพระองคใ นลกั ษณะอยา งนี้ (๑)
แตส มมตฐิ านเหลา นเ้ี ปน เพียงการคาดคดิ กันเทานัน้ คอื ไมมีหลกั ฐานอางอิ
มันจะถูกทั้งหมดหรอื ถูกในบางสวนก็ตามแตมันกม็ ใิ ชหลักฐานท่ีจะช้ีใหมากไปกวาเพียงเปน
ขอสงั เกตเอาในประเด็นหน่ึงๆ แลว มาสรปุ ใหเ ปน “คาํ อนั ประเสรฐิ ” หรือคําวา “อัล-อิลาฮ” สวน
ประเดน็ ที่วา ประเดน็ ตางๆ เหลานน้ั คงอยูตอมาจนถงึ สมัยท่อี ัล-กรุ อกานถกู ประทานมา และกรณี
ทวี่ า อลั -กุรอานนําคําท้งั สองมาใชเ พ่ือรักษาประเด็นตา งๆ เหลานไ้ี ว กเ็ ปนเร่ืองที่ไมมีหลักฐานใดๆ
ยืนยัน
เปนอนั วาความหายเหลา นี้เปน ลักษณะเฉพาะของคาํ วา “อลิ าฮ” ดงั นั้นถาใครยดึ ส่งิ ใด
ขึน้ มาเปนพระเจา สําหรับตนเองกเ็ ทากับเขาเคารพภักดีสงิ่ นัน้ มอบความหวงั แกส ิ่งนั้นในยาม
เดือดรอ น จิตใจของเขาจะสงบเมอื่ ขาไดรําลกึ ถึงสิ่งนั้นและอ่ืนๆ อีกทเี่ ปน สวนสําคัญสาํ หรับ
ลกั ษณะของความเปน พระเจา ถา ทา นผอู า นไดสังเกตโองการตา งๆ ท่ีมคี ําวา “อลิ าฮ” เปนอยางอื่น
นอกเหนอื จากที่ไดอ ธบิ ายกับ “คําอันประเสรฐิ ” ไมว า ในประเดน็ แรกท่ีวา หมายถึง “ความเปนสวน
ทงั้ หมด” และประเดน็ ทสี่ องทีห่ มายถึง “ความเปน ยอยก็ตาม”
(๑) ดหู นังสอื มัจญมุอลุ บะยาน หมวด ๙ หนา ๑๙
อลั -อลิ าฮหมายถงึ รูปเคารพกระนั้นหรือ?
ใชแ ลว ทวี่ านักปราชญเปน จํานวนมากไดอธบิ ายวา “อลิ าฮ” หมายถึง “รปู เคารพ” และพวก
เขากไ็ ดพากนั อา งโองการของอลั -กุรอานยืนยนั การอธบิ ายเชนน้ี
“เพ่ือพวเขาจะกอการเสียหายข้นึ ในแผนดิน และจะเพิกเฉยตอ ทานและพระเจา ของทา น”
(อลั -อะรอฟ-127)
โดยไดใ หค วามหมายตรงคําวา “พระเจาของทาน” วา หมายถงึ “รูปเคารพของทาน”
มูลฐานของความคิดนี้บางทอี าจหมายถงึ พระเจา ทที่ แจรงิ หรอื พระเจาทถ่ี ูกอปุ โลกขข ึ้นมา
เพ่ือทําการเคารพภักดี อยตู ลอดมาของมวลมนุษยชาติทง้ั หมดกไ็ ด ดวยเหตนุ ้ีคําวา “อัล-อิลาฮ” จึง
ไดรับการอธบิ ายวา หมายถึง “รูปเคารพ” ถึงกระน้ันก็ตาม รูปทไ่ี ดรับการเคารพภกั ดีนั้น มไิ ด
หมายถงึ อลั -อิลาฮ และความหมายของมนั ก็มไิ ดเปนของรากศพั ทเ ดิม
หลักฐานอันชัดเจนท่แี สดงวาอลั -อลิ าฮม ิไดหมายถึง “รูปเคารพ” ก็คือประโยคอันบริสุทธ์ิ
ที่วา “ไมมีพระเจา อ่นื ใดนอกจากอลั ลอฮ” (ลา อลิ าฮะ อลิ ัล ลอฮ) กลา วคอื ถา หากปรากฏวา
ความหมายของอลั -อลิ าฮคือ “รปู เคารพ” แลว แนน อนทีเดยี วประโยคนี้จะตองเปน เทจ็ ไปเลย เพราะ
เปน ทย่ี อมรบั กันวา รปู เคารพท่นี อกเหนอื จากอัลลอฮในโลกนมี้ ีมากนับจํานวนเปนพนั เมอื่ เปน
เชน น้ีแลว จะสามารถปฏเิ สธวา ไมม สี ่ิงถูกเคารพที่นอกเหนอื จากอัลลอฮไดอยางไร
โดยเหตุนผี้ ูท ี่กลาววา “อลั -อลิ าฮ” หมายถึง “รปู เคารพ” พยายามทจ่ี ะเนน คําวา “โดย
แทจรงิ ” เขา ไปขางหลังคําวา “อลิ าฮ” เพื่อจะไดเปนประโยคดงั นีค้ อื : “ไมม ีพระเจา (ทีแ่ ทจ รงิ ) นอก
จากอัลลอฮ” (ลาอิลาฮะ (บฮิ กั ) อิลลลั ลอฮ) จนไดความตามรปู ของความเขา ใจนี้ แตไ มตอ งสงสยั
เลยวาการใสคําวา (ที่แทจริง) เขา ไปท่ีตรงน้ยี อมผิดพลาดโดยแท แมว า เปา หมายของ “ประโยคอัน
บริสุทธ์ิ” จะหมายความวา ปฏิเสธตอ พระเจา (อิลาฮ) ใดๆ ในโลกนี้นอกเหนือจากอลั ลอฮก็ตาม และ
สาํ หรบั ความหมายน้ี (พระเจา ใดๆ) ยอมไมใชค วามจรงิ ของส่งิ อน่ื อยางเดด็ ขาดนอกเหนอื จาก
อลั ลอฮ และความเขา ใจเชนนก้ี ็มิไดเขา กนั กบั คํากลา วทวี่ า “อัล-อลิ าฮ” น้นั คือ รูปเคารพในขณะที่ยัง
มี “รปู เคารพตางๆ” ในโลกน้ีอยอู ีกถึงแมวา มันจะถูกอุปโลกขข้ึนมาก็ตาม
สําหรบั ประเดน็ ทพ่ี หูพจนของคําน้เี ปน อาลฮิ ะฮ ก็มิไดห มายความวา มนั จะหมายถึง “รูป
เคารพ” หากแตเ พ่อื เปนหลกั การของชาวอาหรบั วา อาลิฮะฮ (พระเจาทง้ั หลาย) ในทีน่ ี้มใิ ช “อัลลอฮ”
พระองคทรงกลา ววา
“หรือวาพวกเขามีบรรดาพระเจา (อาลอิ ะฮ) ทคี่ อยยบั ยั้งพวกเขาใหพน ไปจากเรา”
(อัล-อัมบิยาอ- 43)
ถา ทา นตอ งการจะทราบถึงความเขา ใจทเ่ี รามีตอ คาํ วา อัล-อิลาฮใ นแงของการจาํ กัดความ ก็
ขอใหย อ นกลับไปพิจารณากิจการตา งๆ ทเ่ี ปนเร่อื งของความเปน “ผูอ ภิบาล” ในทรรศนะของมนุษย
กลา วคือผทู ่ดี าํ รงไวซ งึ่ กิจการเหลานที้ กุ อยางหรอื บางอยา งนัน้ คอื อัล-อิลาฮ (พระเจา ) ดงั นั้นงาน
สราง งานบรหิ ารการใหช วี ติ การใหต าย การออกกฎหมาย การวางบทบญั ญตั ิ การใหอ ภัยโทษ การ
ใหค วามอนุเคราะหโ ดยอิสระทกุ ประการนน้ั คือกจิ การของ “พระผอู ภิบาล” ดงั นนั้ ผทู ี่ดํารงไวซ่งึ
กิจการเหลานีอ้ ยางแทจ รงิ หรือไดร ับภาพพจนอยา งนีเ้ ทา น้นั เอง ที่หมายถงึ “อลิ าฮ” ตามความเปน
จรงิ หรอื ตามภาพพจนท่มี ีจินตนาการไปอยางถูกตอง
ในทีน่ ้ียังมีโองการตา งๆ ทแ่ี สดงหลักฐานอยางชัดเจนวาอลั อิลาฮ มิไดหมายถงึ อัล-มะอบ ูด
(รปู เคารพ) หากแตหมายถึง ผูทรงจัดระบบ ผูท รงบรหิ ารหรอื ผูทรงคุณอํานาจในการบริหารหรอื มี
ลักษณะทใ่ี กลเคยี งกบั สงิ่ นต้ี ามท่ีถอื วา มันเปนงานของพระองคผ ทู รงสูงสุด ขอใหทา นพจิ ารณาดู
บางโองการตอ ไปนี้
“ถา หากในทัง้ สองนั้นยงั มีบรรดาพระเจา (อาลิฮะฮ) นอกจากอลั ลอฮอ ยูอกี ละก็ แนนอน ทั้ง
สองจะตอ งเสยี หาย”
(อัล-อมั บยิ าอ- ๒๒)
กลา วคือหลกั ฐานท่ีปฏเิ สธจาํ นวนหลากหลายของอลั -อาลฮิ ะฮ (บรรดาพระเจา) ยงั ไม
สมบรู ณพอ นอกจากวา เราจะถอื วา “อัล-อิลาฮ” ในโองการนหี้ มายถงึ ผทู รงจัดระบบ ผทู รงบริหาร
หรือทรงคุมอาํ นาจในกิจการตา งๆ หรือมลี กั ษณะทใ่ี กลเ คยี งกบั ทง้ั สองเรอ่ื งนีเ้ ทานนั้ แตถา เราจะถือ
วา อัล-อลิ าฮหมายถึงอลั -มะอบดู (รูปเคารพ) แลว เรากยังไดห ลักฐานไมกระจางพอ เพราะวา รปู
เคารพในโลกนม้ี เี ปน จํานวนมาก พรอมกับท่ยี ังไมม ีความเสยี หายใดๆ ในระบบจกั รวาล และปรากฏ
วา ในสมัยที่โองการนี้ถกู ประทานลงมาน้นั เมอื งฮญิ าซเตม็ ไปดวยอาลฮิ ะฮ (บรรดาพระเจา )
ในขณะที่ระบบจักรวาลกย็ งั มเี สถยี รภาพอยไู มเ กิดความเสยี หายใดๆ
เม่ือเปน เชน น้ี จึงจาํ เปนสาํ หรับผูที่ถอื วา “อลั -อลิ าฮ” หมายถงึ มะอบดู (รปู เคารพ) จะตอง
ใสค ําวา “โดยแทจ ริง” (บลิ ฮัก) ติดตามไปดวย คือจะตอ งอธบิ ายโองการนี้วา “ถา หากในท้งั สองยงั มี
รูปเคารพตา งๆ (ทแี่ ทจรงิ ) อยูละก็ แนนอนมนั ทัง้ สองจะตองเสยี หาย คอื ในเมื่อมะอบ ดู ทแ่ี ทจ รงิ เปน
ผบู ริหารและเปนผทู รงจดั ระบบแลว แนนอนวา มันจะเกดิ ความเสยี หายแกร ะบบของโลก เหตุผล
เหลา นีท้ กุ ประการยังฟงไมขึ้น
๒- “อลั ลอฮไมทรงมบี ุตร และไมม ีอิลาฮอ ่ืนใดรว มกบั พระองค เพราะถาเชนน้ันแลว
แนน อนทกุ อิลาฮกจ็ ะตองนาํ สิง่ ทต่ี นสรางไป และแนน อนพระเจา เหลาน้ันบางสวนก็จะมีอาํ นาจ
เหนือกวาบางสวน”
(อลั -มุนินูน-๙๑)
หลกั ฐานในโองการน้สี มบูรณอกี เชนกัน ถาเราอธบิ ายวา อิลาฮ ไปตามทเ่ี ราไดกลาวไปแลว
วา มนั คอื ลกั ษณะความเปน สว นทง้ั หมดของสิ่งท่คี ําอนั ประเสริฐ (ลฟั ซลุ ญัลลาฮะฮ) จาํ กดั ความไว
ทา นอาจกลา วไดว า คาํ นีห้ มายถงึ ผสู รา ง หรอื ผูบริหาร หรอื ผทู ่ีดํารงกิจการของตน คําท่ีเหมาะสม
สาํ หรบั ฐานภาพอนั นค้ี อื ผูส ราง และจะไดค วามตรงตามความในโองการที่วา อิลาฮท กุ องคก จ็ ะทรง
นําสิง่ ที่ตนสรางไปบรหิ ารกนั เอง และแตล ะฝา ยก็จะวางอาํ นาจเหนอื กันและกัน
ถาเราจะถอื วา อลั -อลิ าฮหมายถึงส่ิงถูกเคารพ เรากย็ ังไมก ระจา งชดั ในหลักฐาน อกี ท้งั
จาํ นวนอันมากมายของมันก็มไิ ดสรางความเสียหายใดๆ ขน้ึ มาในโลก เหตผุ ลทร่ี ะบุถึงสภาพ
ดังกลา วนคี้ ือขอ พิสจู น กลา วคอื ในโลกน้มี ีพระเจา (อาลิ ฮะฮ) อยูม ากมาย แนนอนทีส่ ุดบริเวณอลั -
กะอบะฮน้ัน เคยมพี ระเจา ถงึ สามรอ ยหกสิบองค แตค วามเสยี หายในโลกยังไมเ คยเกิดขึ้นเลย
ขอท่ีควรคาํ นึงสําหรบั ผทู ่อี ธิบายวา “อลิ าฮ” คอื มะอบ ดู (รูปเคารพ) กค็ ือการพินิจพิจารณา
ความหมายตามที่เราไดก ลาวไปแลว ในโองการทผี่ านมาแลว
๓- “จงกลา วเถิดถาหากมอี าลฮิ ะฮ (บรรดาพระเจา) รว มกับพระองคเหมอื นดงั ที่พวกเขาได
กลาวแลว ไซร เมื่อนัน้ แหละ แนนอนเลยวา พวกเหลานั้นตอ งใฝห าหนทางถงึ อลั ลอฮ ผทู รงเปนเจา
แหง บัลลงั ก”
(อัล-อซั รออ-๔๓)
กลาวคือการใฝหาหนทางเพ่อื ไปใหถึงพระองคผ ทู รงเปน เจา แหง บลั ลงั กน ้ัน นับวา เปน
ลักษณะทีจ่ ําเปน สาํ หรับผสู รางทง้ั หลาย หรือผูบริหาร ผูจดั ระบบหรอื สําหรับผทู ี่คุมอํานาจบรหิ าร
โลกหรือผูทม่ี ีคุณสมบัติอนื่ ๆ ในประเดน็ น้ตี ามทเ่ี รามมี โนภาพขนึ้ ในจติ สํานึกของเราท่เี ปน
ความหมายแหง ความเปนพระเจา สวนส่งิ ถกู เคารพ (มะอบดู ) จํานวนมากมายนัน้ ไมมีความจาํ เปน
ใดๆ ในสว นนี้เลย นอกจากมลี ักษณะทเี่ ปนไปตามทเ่ี ราไดช ีแ้ จงไปกอ นแลวเทา นั้นเอง
๔- “แทจรงิ สเู จา และสงิ่ ท่สี เู จาเคารพภักดีนอกเหนือจากอลั ลอฮน้ัน เปนเชอ้ื เพลงิ ของ
นรกญะฮนั นมั สูเจาทง้ั หลายคอื ผเู ขา ไปในมนั ถา หากวา ทัง้ หลายเหลานนั้ เปนอาลิฮะฮ (พระเจา )
แลว พวกเลหานัน้ จะไมไดเขาสมู ันเปน แน”
(อลั -อมั บยิ าอ- ๙๘-๙๙)
โองการนีใ้ หเ หตผุ ลวารปู ปน และบรรดาเจวด็ นน้ั ตอ งเขาสูไ ฟนรกโดยเหตุทว่ี ามนั มิใชพ ระ
เจา (อาลฮิ ะฮ) เพราะถา มันเปนพระเจา มนั ก็ไมไดเขานรก
การอธบิ ายเหตุผลยอ มเปน ท่ีกระจา งอยา งสมบูรณได ถาเราอธบิ ายคาํ วา อาลิฮะฮไปตามที่
เราไดช้แี จงไปแลว กลาวคอื ผูสรา งโลก หรือผบู ริหารโลกหรอื ผูท่ีทรงจักระบบของโลก หรือผูที่มี
คุณสมบตั ติ างๆ แกต นเองในสว นทเ่ี ปน กิจการของอลั ลอฮนน้ั ยิง่ ใหญเกรียงไกรเกินกวา การทจี่ ะ
ตดั สินใหเขาตกนรกและเปนเชื้อเพลิงของนรกญะฮนั นมั
คาํ อธบิ ายเรือ่ งนีย้ อ มผิดเพ้ียนไปทันที ถา เราถือวา อลิ าฮห มายถงึ “รปู เคารพ” กลาวคอื จะได
คาํ อธบิ ายท่ไี มสมบรู ณ เพราะเปน ที่แนนอนเหลือเกนิ วา สิ่งตา งๆ ทถี่ ูกเคารพภักดนี ั้นยอมเปน
เชือ้ เพลิงของนรกญะฮนั นมั แตถ าจะใหเ ขาใจอยา งกระจา งชัดในโองการตา งๆ ทมี่ ีคาํ วา อลิ าฮแ ละ
อาลิฮะฮ (พระเจา ) ปรากฏอยกู จ็ ะตองเปนไปตามเหตุผลท่เี ราไดอ ธบิ ายไปแลว ขอใหท านได
พิจารณาในโองการของพระองคท ่วี า
“ดงั น้ัน อิลาฮข องสเู จา คืออลิ าฮเดยี ว ดงั นั้นสเู จาจงยอมจาํ นนตอ พระองคแ ละจงแจง ขา วดี
แกผ สู อบอยา งภกั ดีเถิด”
(อลั -ฮจั ญ- ๓๔)
กลา วคอื ถา หากวาจะอธิบายคําวา อัลอลิ าฮ (พระเจา ) ในโองการนวี้ าหมายถงึ มะอบ ดู (รปู
เคารพ) แลว กเ็ ทา กับเปน การโกหก เพราะเปนทีแ่ นนอนอยวู า รูปเคารพในสงั คมมเี ปน จํานวนมาก
ดว ยเหตุน้ีกระมัง จึงมกี ารใสค ําวา “อยา งแทจริง” เขา ไปตอทา ยคาํ วา อลั -อิลาฮในทต่ี รงน้ี คือ
หมายถึงส่ิงท่ีถูกเคารพอยางแทจ ริงนั้นคืออิลาฮเ ดยี ว แตถา เราอธบิ ายคําวา อิลาฮไ ปตามความหมาย
ผิวเผินตามทีร่ งมผี ลงานปรากฏอยูในโลก เปน ตนวา การบรหิ าร, การจดั ระบบ, การให
คณุ ประโยชน, และปดปอ งทุกขภัยโดยอิสระแลว ก็จะถอื วาถูกตอ งสาํ หรับการทจ่ี ะจาํ กัดความอยาง
นใ้ี หแ กค ําวา อลิ าฮในแงหนึ่ง โดยไมจําเปน ตองอาศยั คาํ อธิบายอน่ื แฝงอยอู ีกเลย ในเม่ือเปน ทีร่ ู
กนั อยแุ ลว วา ในชวี ิตของนนุษยแ ละสังคมของมนุษยน ั้น ไมม ีพระเจาอนื่ ใดอกี เลย ทีจ่ ะมคี ณุ ลกั ษณะ
ตามทีเ่ ราไดกลาวไปแลว น้ี
เราไมตองการทจี่ ะกลา ววา : อัล-อลิ าฮ หมายถงึ ผสู ราง ผูบรหิ าร ผูใหชีวติ ผูใหตาย ผชู ว ย
เหลอื ผอู ภัยโทษ ในเมอื่ ไมอ าจตคี วามคาํ วา อลั -อิลาฮออกมาใหเ ขาใจได นอกจากจะเปนความหมาย
ตรงตัวเทา น้นั แตค ณุ ลกั ษณะตางๆ เหลานี้ คือพ้ืนฐานท่ีชี้ไปยงั ความหมายตรงตัวอนั นี้ อยางไรก็ดี
สภาพการณของคุณลักษณะนน้ั ๆ เปน ความหมายท่รี องรบั สาํ หรบั คําดังกลาว ดังเชนกรณที ่วี า
สภาพการณของพระองคคอื เปนผูทรงมอี ํานาจเหนอื ทกุ สว นในโลกน้อี ยางมีอิสระโดยมิไดเกี่ยวพัน
อยูกับส่ิงอื่นเลย เปนการใหค ําจาํ กดั ความทชี่ ีไ้ ปยังความหมายตรงตัว ตามทีเ่ ราไดรบั มาจากคาํ วา อิ
ลาฮ มิไดห มายความวา มนั คือตวั แทของความหมายน้นั
เม่อื ถึงจดุ นี้ ทานผุอ า นก็พอจะเขา ใจความหมายของคาํ วา อัล-อลิ าฮและอลั -อุลุวียะฮ ไดแลว
วา มันมไิ ดหมายถึง มะอบ ดู (รปู เคารพ) หากแตความหมายของมนั กค็ อื ความหมายทม่ี าจากคาํ วา
“อลั ลอฮ” นั่นเอง เพียงแตวา มันเปน คําท่มี ีความหมายเฉพาะเสียคาํ หนง่ึ และเปน คําทม่ี คี วามรวมใน
สว นทง้ั หมดเสยี อีกคําหนง่ึ เทานน้ั เอง
เรายงั จะตองหาความหมายของคาํ วา ร็อบ (พระผอู ภบิ าล) และ อัรรุ บุบยี ะฮ (ความเปนผู
อภิบาล) ตอไปอีก ซงึ่ เปน คําทีไ่ ดรบั การอธบิ ายไวอยา งมากมายไวอยางมากมายในขอเขียนตา งๆ
ของพวกวะฮาบีย :
ความหมายของ อัรรอ็ บ และอรั รุบบุ ียะฮ
“อัร-รอ็ บ (พระผอู ภิบาล), อัล-มาลกิ (ผูทรงอภิสทิ ธ์ิ), อัล-คอลิก (ผสู รา ง) อัศศอฮิบ (ผเู ปน
เจา ของ) “อัร-รอ็ บ” คือ “ผคู รอบครองสิ่งใดส่งิ หนึ่งไวอยางดี” มีคาํ กลา วกันวา “นายคนนั้นดแู ล
(รอ็ บ) ท่ีดินของตนโดยท่เี ขาดาํ เนนิ การปรับปรุงมนั ใหดีขน้ึ และทาํ การดแู ลรักษา (ร็อบ)” อัลลอฮ
ทรงเปนอัรร็อบ (พระผูอภิบาล) ก็เพราะเนอื่ งจากวา “พระองคืทรงเปนผูป รับปรุงสภาพของสิ่งที่
พระองคส รา งอยา งดี “ผเู ปนอรั ร็อบ” คอื ผูท่ดี ําเนินการดูแลรกั ษา” (๑)
(๑) หนงั สือ มะกอยซี อัลลเุ ฆาะฮ หมวด ๒ หนา ๓๘๑
ทา นฟยรซู อาบาดีย ไดเ ขียนไวว า :
“ร็อบทุกสงิ่ ทุกอยาง หมายถงึ “เปน ผมู ีอภสิ ทิ ธใิ์ นสิ่งนั้น เปนเจา ของสงิ่ นัน้ ...”
รอ็ บในกิจการใดๆ หมายถึง : การปรบั ปรุงกิจการนน้ั ๆ อยา งดี (๑)
ในพจนานุกรมมุนญิด มีกลาวไววา :
“อัรรอ็ บ หมายถึง เปน เจา เปน ผปู กครอง เปนนาย”
ในหนงั สอื ท่เี กยี่ วกบั ภาษาและพจนานกุ รมตางๆ เลม อน่ื ๆ กย็ ังใหความหมายในทาํ นอง
คลา ยๆ กนั นี้
คาํ วา ร็อบ (พระผอู ภบิ าล) มหี ลายความหมายหรือ?
หนาที่ของหนังสอื ท่อี ธิบายหลกั ภาษาและพจนานกุ รมตางๆ คือ การอธิบายความหมายของ
คําตา งๆ ใหเ ขา ใจ ไมว า ทที่ าํ ไปนั้น จะเปนการอธบิ ายไปตามท่คี าํ น้ันหมายถงึ หรือเปลา สว นกรณี
ของความหมายท่ถี กู ตองและการแยกแยะใจความท่แี ทจ รงิ ออกจากความหมายอนุโลมนนั้ อยู
นอกเหนือขายงานของหนงั สือที่เกย่ี วกบั ภาษา
นี่คือ ขอบกพรองทีเปน ขอ พิสจู นอันชัดเจนประการหน่ึงของหนงั สอื ท่เี ก่ยี วกบั ภาษาและ
ปทานุกรมตา งๆ ในขณะท่ีประชาชนมักจะไดพบวา ในคาํ หนงึ่ ๆ มีความหมายทต่ี า งกช็ ดั เจน และ
แนน อนอยตู ้ังหลายความหมาย จนถึงกับทําใหคิดไปวา ในสมัยแรกๆ นั้น ความเขา ใจของคน
อาหรับท่ีมตี อ คาํ ๆ น้มี ีถงึ สบิ ความหมายในสิบกรณี แตห ลงั จากทีไ่ ดทาํ การวิเคราะหและศึกษาแลว
ก็เปน ทีเ่ ขา ใจวา สาํ หรับคาํ ๆ นไ้ี มม คี วามหมายอื่นใดนอกจากความหมายเดยี วเทา นัน้ สวน
ความหมายอยา งอนื่ ท่ีถกู เอยถึงเปนเพียงสาขาของความหมายทีเ่ ปนพ้นื ฐานอันแทจ ริง
นับเปนความบงั เอญิ อะไรเชน น้ัน ทค่ี ําวา ร็อบ ก็เปน คาํ หนึ่งที่มคี วามเปน ไปตามบรรทัด
ฐานอนั นี้ แมก ระทงั่ นกั เขยี นอยา งทา นเมาดดู ี ก็ยงั คดิ วา คํานี้มีหาความหมายตามรากศพั ทเดิม และ
ทานกไ็ ดกลาวถึงความหมายท้ังหา อยางโดยอางหลกั ฐานจากอลั -กรุ อาน
ไมตอ งสงสัยเลยวา คาํ วา รอ็ บ ที่ไดถกู ใชในอัล-กรุ อานและภาษาในประโยคตอ ไปน้ี เปน
ความหมายท่กี วา ง และยืนยันถงึ ลักษณะตา งๆ ของความหมายเดยี วเทา นน้ั
ขอใหท านไดพจิ ารณาดูประโยคและขอ พิสูจนตอไปนี้
1- การเลีย้ งดูอบรม (อตั -ตัรบยี ะฮ) เชน ผูอบรม (ร็อบ) บุตร
2- การปรบั ปรงุ และดแู ลรกั ษาอยางดี (รอ็ บ) เชน การดูแลรักษาทด่ี นิ
3- รฐั บาลและฝา ยบรหิ าร เชน เขาคนนัน้ ไดดูแลรักษา (รอ็ บ) ประชาชนของเขาและทําให
ประชาชนเหลา นน้ั ดําเนินการปฏบิ ตั ิตามเขา
4- ผมู ีสิทธ์ิ ดังปรากฏในฮาดษี ของทา นนบี (ศ) ท่ีวา “เจาของ (รอ็ บ) ปศุสตั ว หรอื เจา ของ
(ร็อบ) อูฐ”
5- เจา ของ ดังเชนคําพูดของทา นท่ีวา : เจา ของบาน (ร็อบบุดดาร) หรือท่ีอลั -กรุ อานได
กลาววา :
“ดังนั้น พวกเขาจงไดเ คารพภกั ดีเจาของ (รอ็ บ) บานแหงนี้”
(อลั -กุรอ็ ยช-๓)
ไมตอ งสงสัยเลยวา คาํ ๆ นีไ้ ดถูกนาํ มาใชใ นประโยคเหลานี้และประโยคที่คลายคลงึ กันได
แตท งั้ หมดกต็ องยอนกลับไปยงั ความหมายเดียวท่เี ปนพ้ืนฐานเดมิ และความหมายเหลาน้กี เ็ ปนเพียง
ขอพสิ ูจนและลักษณะอันหลากหลายของความหมายทีเ่ ปน พื้นฐานเดิมท่ีแทจรงิ อันเดยี ว คือการให
ความหมายในแงข องความเปน ผูอภิบาล, ปรับปรุงดูแล, บริหารกิจการ, และเล้ียงดอู บรม
กลา วคือ เมือ่ มกี ารกลา วถึงเจา ของสถานทเี่ พาะปลูกวา เขาคือรอ็ บของท่ีดินแหงน้ัน ก็เปน
เพราะวา ความเปนไปของงานเพาะปลูก เก่ียวของกับเขาและอยใู นกาํ มอื ของเขา
เมื่อเราเรยี กผทู ท่ี าํ การปกครองคนพวกหนง่ึ ในลักษณะของรอ็ บ ก็เปน เพราะวา กิจการท้งั
ปวงของคนพวกนัน้ ข้ึนอยกู ับเขา ดังน้ันเขาจึงเปน ผูนาํ ของเขาเหลานนั้ และเปนผทู รงสิทธิ์ในการ
บริหารและจดั ระบบในกิจการตางๆ ของพวกเขา
เมื่อเราเรยี กเจา ของอาคารและผูมีสิทธิ์ในอาคารนั้นวารอ็ บ กเ็ พราะวา อาคารน้ันขึ้นอยูกับ
เขาทั้งหมด ไมวา ในเรอื่ งการบรหิ าร จัดการในดา นใดที่เก่ียวกับอาคารลว นเปนไปตามท่เี ขาตอ งการ
ทง้ั ส้ิน
โดยเหตุน้เี องผูเลี้ยงด,ู ผปู รับปรงุ ดูแล, หัวหนา , ผูทรงสิทธ์ิ และเจา ของตลอดถึงคาํ อืน่ ๆ ท่ี
คลา ยคลงึ กัน ลวนเปน ขอพิสจู นแ ละรปู แบบสําหรับความหมายอนั เดียวท่ีเปน พื้นฐานโดยแททมี่ อี ยู
ในทกุ ความหมายดงั กลา วนี้ และจาํ เปน ทวี่ า เราจะตอ งไมถ อื วา ความหมายเหลา นน้ั คือลักษณะ
จาํ แนกจากกันและแตกตา งกันของคาํ วา ร็อบ หากแตความหมายทแี่ ทจริงและพื้นฐานเดิมของคาํ นี้
คอื : ผทู ี่มีอาํ นาจในการบรหิ าร, จดั การ, ดาํ เนนิ การ, อยุใ นกํามือของตน และนี่คือความหมายรวมใน
สวนท้ังหมด (กลุ ลีย) และมีความเปนจรงิ อยูใ นขอ พสิ ูจนแ ละขอ ความในหาประโยคดังกลา วขา งตน
ทัง้ หมด (การเลีย้ งดอู บรม, การดูแลรกั ษาการเปน ผปู กครอง, การเปนผูมสี ิทธ์ิ, และการเปน เจา ของ)
ดังนั้น เมอ่ื ทานนบียูซุฟ อัศศิดดีก (ความสันติพงึ มแี ดทาน) ไดเรยี กอาซีซแหงอยี ิปตวา รอ็ บ
ดังทีไ่ ดกลาววา :
“แทจริงเขาเปน รอ็ บ (ผูเ ลย้ี งดู) ของฉนั ไดใหทีอ่ ยอู นั ดงี ามแกฉ ัน”
(ยซู ุฟ-23)
ก็เปนเพราะยซู ฟุ ไดถูกเล้ียงดใู นบานของอาซซี แหง อียปิ ต และปรากฏวา อาซซี เปน ผู
รับภาระในการเล้ยี งดูเขาและเอาธรุ ะในเรอื่ งของยูซุฟ
และเมอื่ เขาไดเรียกอาซีซแหงอียิปตวา เปนรอ็ บของเพอ่ื นชาวคกุ ของเขาวา
“สวนคนหนึ่งจากทา นทง้ั สองคนน้ัน เขาจะไดรนิ สรุ าใหแกรอ็ บ (นาย) ของเขา”
(ยูซุฟ-41)
กเ็ ปน เพราะวา อาซซี แหงอียิปตค ือประมุขของประเทศอยี ิปตแ ละเปนหัวหนา และเปน
ผูบริหารกิจการตางๆ ในประเทศอียิปตื อีกท้งั ยังเปนกษัตรยิ อ กี ดว ย
เมอ่ื อัล-กรุ อานไดกลา วถงึ พวกยวิ และพวกคริสเตยี นวา คนพวกนั้นไดยึดถอื เอานักปราชญ
ของพวกเขาเปน พระเจา (อรั บาบ) โดยกลาววา :
“พวกเหลานัน้ ไดยึดเอา นักปราชญแ ละนกั บวชของพวกเขาเปน พระเจา นอกเหนอื จาก
อัลลอฮ (อัรบาบ)”
(อตั เตาบะฮ- 31X
ก็เพราะเหตวุ า คนเหลาน้ัน เอาพวกเขามาเปน ผวู างบทบญั ญตั แิ ละถือวา พวกเขาเปน เจา ของ
อาํ นาจและกฎเกณฑ ซึง่ ความจรงิ แลวมันเปน สทิ ธเิ ฉพาะสาํ หรับอลั ลอฮ
เม่ืออลั ลอฮทรงเรยี กพระองคเองวา “ร็อบบุลบยั ต” กเ็ พราะวา กินการแหง อาคารแหงน้ี
ท้ังหมดไมว าภายนอกหรือภายในลวนเปนของพระองคแตผ ูเดียวและสทิ ธิในการจดั การอาคารแหง
นี้ก็มิไดเปนของผใู ดเลย นอกจากพระองค
เม่อื อัล-กรุ อานไดกลาวถึง “อัลลอฮ” ดว ยคําวา :
“พระผูอภบิ าล (รอ็ บ) แหง ช้นั ฟา ทงั้ หลายและแผน ดิน”
(อัศศอ็ ฟฟาต-๕)
และโองการทว่ี า :
“พระผอู ภิบาล (รอ็ บ) แหง ดวงดาวอชั ชอิ รอ”
(อนั นัจญมุ-๔๙)
ตลอดจนถงึ โองการทค่ี ลา ยคลึงกันน้ี ก็เปนเพราะวา พระองคคอื ผูท รงบรหิ าร ทรงจดั การ
และทรงจัดระบบตา งๆ ในสง่ิ นัน้ ๆ
กบั คําอธิบายอยา งน้ี เราจึงจะสามารถเขา ใจในความหมายที่แทจรงิ ของคาํ วา อรั รอ็ บ ตามที่
ไดถกู ระบอุ ยูใ นโองการตางๆ ของคมั ภรี อ นั ทรงเกียรติ
ท่ีรูกนั อยา งแพรห ลายในพวกวะฮาบยี ก ค็ อื การแบง หลกั เอกภาพออกเปน : ๑- หลักเอกภาพ
ในความเปน ผูอภิบาล ๒- หลักเอกภาพในความเปนพระเจา
โดยอธิบายวา : แทจ รงิ หลกั เอกภาพในความเปน ผูอภบิ าลตามความหมายทว่ี า เชอ่ื ม่ันตอ
ผูสรางองคเดยี วของจกั รวาลนี้ เปนเรอ่ื งทม่ี ีความสอดคลองกันอยูในหมชู นผตู ้งั ภาคที ้ังมวลในสมัย
ทอ่ี สิ ลามเร่มิ เผยแพร
สว นหลักเอกภาพในความเปนพระเจา กลา วคือหลกั เอกภาพในการเคารพภกั ดีตาม
ความหมายทีว่ า จะตองไมเคารพสง่ิ อื่นใดนอกจากอัลลอฮนน้ั แนนอนความพยายามของทาน
ศาสนทูตผูทรงเกยี รติน้นั ไดทุมเทลงไปเพื่อการนี้
เปน ความจรงิ ท่วี า หมูชนผูตั้งภาคีทงั้ มวลในสมยั ท่อี ิสลามเผยแพรน้นั มีความสอดคลอ ง
ตรงกนั ในประเด็นของหลักเอกภาพแหง ความเปนผูส รางโดยไมม ขี อ สงสัย แตการใชคําเรียก “หลัก
เอกภาพแหงความเปน ผสู ราง” วา เปน “หลักเอกภาพแหง ความเปนผูอ ภิบาล” นั้น ผิดพลาดและ
คลุมเครือ
ท่เี ปน เชนน้กี ็เพราะเหตวุ า ความหมายของ “อัรรุบบู ยี ะฮ” (ความเปนผอู ภิบาล) ไม
เหมอื นกับอลั -คอลกิ ียะฮ (ความเปน ผูสรา ง) ดังที่คนพวกนีส้ ับสนกันอยหู ากแตมนั หมายถึง การ
บรหิ าร และดาํ เนินกนิ การความเปนไปของโลก ตามทีเ่ ราอธบิ ายอยา งชดั เจนผา นไปแลว และความ
เขา ใจอนั นี้ เรากไ็ ดอ ธิบายไปแลววา มิไดเ ปนเรื่องทม่ี คี วามสอดคลองตรงกันแตอ ยา งใดในหมูชนผู
ตง้ั ภาคแี ละบรรดาผทู บ่ี ูชาเจวด็ ในสมัยทีอ่ ิสลามไดเริม่ เผยแผ เหมือนดังท่คี นพวกนีอ้ างไวเลย
ใชแ ลว ทว่ี า มพี วกหนงึ่ ทเี่ ปนปญ ญาชนในหมชู นยคุ งมงาย (ญาฮีลนี ) เชือ่ ม่นั วา ไมม ี
ผูบริหารอืน่ ใดในโลกนอกจากอัลลอฮ แตคนสวนใหญน้ันเช่ือม่ันวามีผูบ รหิ ารและดําเนินกิจการ
ของโลกหลายองค และขอ สรปุ อนั น้ี ก็มาจากโองการในอัล-กรุ อานหลายแหงประกอบกับทไ่ี ดอาง
มาแลว ดวย
ในทนี่ ้ีเราจะตง้ั ขอ สังเกตแกพวกวะฮาบียท ี่ใชช่ือเรียก “หลักเอกภาพในความเปนผสู ราง”
วา “หลักเอกภาพในความเปน ผูอภบิ าล” ใหมาพิจารณาโองการตา งๆ ตอ ไปน้ี เพ่ือเปนท่เี ขา ใจ
สําหรบั พวกเขาวา การเผยแพรท ่ีนําไปสู “หลกั เอกภาพในความเปน ผอู ภิบาล” นน้ั มิไดหมายถึงการ
เผยแพรท่ีนําไปสู “หลักเอกภาพในความเปน ผูส ราง” หากแตม นั คอื การเผยแพรที่นาํ ไปสู “หลัก
เอกภาพในความเปนผูบริหาร” และ “ดาํ เนนิ กจิ การ” แนนอนที่สดุ หมูชนผูตัง้ ภาคีในสมยั นั้น เปนผู
ที่เขา ใจความหมายในหลักเอกภาพแหง ความเปน ผอู ภิบาลผิดพลาดและสับสน อีกท้ังเช่ือมั่นวา
ผูบรหิ ารมอี ยูหลายองค ถงึ แมจะมคี วามเชื่อมัน่ ในความเปนองคเดยี วของผสู รางอยูก็ตาม
เปน ไปไมไดเลยท่ีเราจะอธบิ ายคาํ วา “รอ็ บ” ในโองการเหลา น้วี า หมายถึง “ผูสราง” และ
“ผูท าํ ใหม ”ี ขอใหทา นโปรดพจิ ารณาบางโองการตอไปน้ี
ก- “ถกู แลว ร็อบ (พระผูอ ภิบาล) ของพวกทานคือรอ บ (พระผอู ภบิ าล) แหงชน้ั ฟา ทง้ั หลาย
และแผน ดินซึ่งพระองคทรงบนั ดาลสงิ่ เหลานั้น”
(อลั -อมั บยิ าอ- ๕๖)
กลา วคอื ถาหากคําวา “ร็อบ” ตรงนี้ หมายถึง “ผูสราง” และ “ผูทําใหม ”ี แลว แนนอน วรรค
ทีว่ า “ซ่งึ พระองคท รงบันดาลสิ่งเหลา น้ัน” กจ็ ะเปน สวนเกนิ โดยเหตผุ ลท่ีวา หากเราวางคาํ วา
“ผสู รา ง” ลงตรงทีข่ อง “ร็อบ” ในโองการนแี้ ลว แนน อน เราสามารถรูไดท นั ทเี ลยวา ไมม ีความ
จําเปน จะตอ งมีวรรคดังกลาวอกี เลย (หมายถงึ -ซึง่ พระองคท รงบันดาลส่ิงเหลา นั้น) ซึ่งผดิ กับกรณที ี่
ถาหากวา “รอ็ บ” หมายถึง “ผบู รหิ าร” และ “ดําเนินกิจการ” กลา วคือในลักษณะนจ้ี ะทาํ ใหวรรค
หลังไดรับความจาํ เปนข้ึนทันที เพราะเหตุวา วรรคนเ้ี ปน “อิลละฮ” (เหต)ุ สาํ หรับวรรคแรกแลวจะ
ไดใจความอยางน้วี า : แทจรงิ ผูสรา งจักรวาล คอื ผทู รงดาํ เนนิ กิจการ และผทู รงสทิ ธิสําหรับการ
บริหารจกั รวาล
ข- “โอม นุษย สูเจาจงเคารพภกั ดรี อ็ บ ของสเู จาซึง่ ไดสรา งสูเจา”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๑)
กลา วคอื คําวา “รอ็ บ” ในโองการน้มี ิไดม ีความหมายวา “คอลิก” (ผสู ราง) และน่กี ็เปนไป
ตามทเ่ี ราไดก ลา วมาแลว ในโองการกอน คอื ในกรณที ่ีถาหากวา “ร็อบ” หมายถงึ “ผสู ราง” แลว กไ็ ม
ตองกลา ววรรคตอไปดวยคาํ ทวี่ า “ผซู ึ่งไดสรา งสูเจา ” อีกโดยผิดกันกับกรณที ี่ถา หากวา เราบอกวา
“รอ็ บ” หมายถงึ “ผูบริหาร” ประโยคท่วี า “ผซู ่งึ ไดส รา งสูเจา” ก็จะเปน อลิ ละฮ (เหตุ) สาํ หรับ
เอกภาพในความเปนผอู ภบิ าล กลา วคือเม่ือเปน เชน นี้แลว ความหมายก็จะเปนดงั น้ี : แทจ ริงผูท ี่สราง
สเู จาคือผทู รงบริหารสูเจา
ค- “จงกลา วเถดิ นอกเหนอื จากอลั ลอฮกระนนั้ หรือท่ฉี ันจะแสวงหามาเปน ร็อบ (พระผู
อภิบาล) ขณะที่พระองคคือร็อบของทกุ สิ่ง”
(อลั -อนั อาม-๑๖๔)
โองการน้ีกลา วถงึ เรอื่ งท่วี า พวกตัง้ ภาคใี นสมัยทอี่ สิ ลามเริ่มเผยแพรนนั้ มีความขดั แยง กัน
กับทา นศาสนทูตผูทรงเกียรติ (อลั ลอฮทรงประทานความจาํ เรญิ แดท า นและวงศวานของทาน) ใน
ประเดน็ ทเี่ ก่ียวกับพระผูอภบิ าลแหง สากลโลกและปรากฏวา ทา นนบผี ยู ่งิ ใหญ ไดเปนหลกั ประกัน
วา ทศั นะและความเช่อื ของพวกเขาเหลา น้นั ผิดพลาด และทานจะไมเอาสงิ่ อ่ืนนอกเหนือจากอัลลอฮ
มาเปนผอู ภบิ าล โดยแตกตางไปจากความคดิ ทพ่ี วกเหลานั้นมอี ยู เปน หลักฐานท่ีแนน อนอยา งหนง่ึ ก็
คือวา ความขดั แยง ท่ีทานนบีมตี อ พวกตง้ั ภาคนี ้ัน มิไดเ ก่ียวกับประเด็นของ “เอกภาพในความเปน
ผูสรา ง” ดว ยเหตุผลที่วา โองการตางๆ ทผ่ี า นมานนั้ เปนหลกั ฐานอยูไมนอยเลยวา พวกเขายอมรับอยู
แลววา ไมมีผสู รางองคอ่ืนอีกเลย นอกเหนือไปจากอัลลอฮ ผทู รงสงู สุด ดวยเหตนุ จ้ี ังไมมีทางเล่ยี ง
ไปจากการยอมรับวา ความขดั แยงดงั กลา ว อยูนอกประเด็นเกีย่ วกบั เร่ืองผสู รา ง และหาใชขดั แยง กัน
ในประเด็นอ่ืนใดไม นอกจากในประเด็นของการบรหิ ารจักรวาลจะเปน บางสว นหรือท้ังหมดก็ตาม
ง- “ฉนั มิใชร อ็ บ (พระผูอภิบาล) ของสูเจา ดอกหรอื ? พวกเขากลาววา ใชเ รายนื ยัน เพอ่ื ทวี่ า
ในวนั ฟนคืนชีพ สเู จา จะกลา ววา แทจริงเราลืมเร่อื งน้ี”
(อลั -อะรอฟ-๑๗๒)
กลาวคอื ในโองการน้ีอัลลอฮทรงถอื เอาหลกั เอกภาพแหง ความเปนผูอ ภิบาลเปน พนั ธะกรณี
กับมนษุ ยท ้ังมวล เหตุ (อลิ ละฮ) ท่ีเปนเชนน้ี ก็ไดแกเร่ืองทีพ่ ระองคไดกลาววา พระองคจะอุธรณแ ก
บาวของพระองคเ กีย่ วกับเรอื่ งนใี้ นวันฟน คืนชพี ดังท่ีพระองคม ีโองการวา :
“หรอื ทสี่ ูเจา จะกลาววา อนั ทจี่ รงิ นนั้ บรรพบุรษุ ของเราแตค ราวกอนตางหากท่ตี งั้ ภาคี และ
เราเปนเช้อื สายท่มี าภายหลงั พวกเขา ดงั น้ันพระองคจ ะทําลายลา งเราไปกับส่ิงทผี่ ผู ิดท้งั หลายได
กระทาํ กันกระน้ันหรือ”
(อัล-อะรอฟ-๑๗๓)
เมื่อเขา ใจเชน นแ้ี ลว เรากจ็ ะขอกลาววา : โองการนไ้ี ดถูกประทานลงมาในเรอ่ื งของชมุ ชนผู
ตัง้ ภาคี เปน หลักฐานทีแ่ นชัดวามีพวกหน่ึงในชมุ ชนน้ันท่ขี ัดแยงในพันธะกรณีอันน้ี ฉะนน้ั ปรากฏ
วา ความหมายของ “ร็อบ” คอื “ความเปน ผสู ราง” ก็ตองถอื วา ชมุ ชนนน้ั ขดั แยง กบั ทา นนบใี นเรือ่ ง
ของ “ผูสราง” แตค วามจริงมอี ยูว า ในสมยั ที่อสิ ลามเรม่ิ เผยแพรน้ัน ไมมคี วามขัดแยง กันในประเด็น
“หลักเอกภาพของผสู ราง” กลาวคอื พวกตงั้ ภาคีในสมัยน้ันมิไดขัดแยง กนั ในประเดน็ นี้จนถงึ ขนาดที่
ถกู ยอมรบั วา เปนพวกท่ขี ดั แยง ตอพันธะกรณดี ังกลาว ฉะนน้ั จงึ ไมม ที างเล่ียงอกี แลววา ในครั้งนนั้
ความขดั แยง จะตองมีในเรอ่ื งการบริหารโลกและการดําเนนิ กิจการของจักรวาล
ดว ยขอพิสนู ด ังกลา วน้ี ความหมายของ “ร็อบ” ในโองการทีไ่ ดอธบิ ายไปแลวนี้คอื
“ผบู ริหาร”
จ- “สูเจา จะสังหารชายคนหน่ึง โดยเหตทุ ีเ่ ขากลาววา รอ็ บ(ผูอภิบาล) ของฉันคอื อัลลอฮกระ
น้ันหรอื และโดยแนนนอเขาไดนําหลกั ฐานจากร็อบของสูเจามายังสูเจา ”
(ฆอฟร-๒๘)
โองการท่เี กีย่ วพันกบั เรอื่ งของมุอม ิน วงศว านของฟรอาวน ซ่งึ ใหการสนบั สนนุ ทา นนบมี ู
ซา (ความสนั ตสิ ขุ พงึ มีแดทาน) อยูเบือ้ งหลงั ความเปนพวกพองของวงศว านแหง ฟร อาวน และเขา
ไดใ ชค วามพยายามอยางเงียบๆ เพื่อขจัดภยั อันตรายใหพนไปจากทา นนบีทย่ี ิง่ ใหญผูน้ี สวน
หลกั ฐานทีว่ า โองการน้แี สดงวา “ร็อบ” มอบหมายถึง “ผูบรหิ าร” นัน้ เปน ทช่ี ดั แจง เพราะเหตุวา ฟร
อาวนน้ันไมเคยอา งตนถงึ ความเปน ผูส รา งฟาและแผน ดนิ และมิไดต ้ังภาคกี ับอลั ลอฮในเร่ืองการ
สรา งโลกและการใหโ ลกบังเกิดข้ึนมา ความจรงิ ขอนีป้ ระวัตศิ าสตรเ ก่ยี วกบั เรือ่ งของฟรอาวน ได
ยืนยนั ไวเ ชน กัน และในลักษณะเชน น้ี การเผยแผของทานนบีมซู าที่วา : ร็อบของฉนั คอื อัลลอฮน้ัน
จําเปนเหลือเกินทจี่ ะตอ งหมายความวา จํากดั ขอบเขตของการ “บริหาร” ไวกับอัลลอฮ มิใชเผยแผ
ในประเดน็ เกี่ยวกับ “การสราง” และถา หากเปน การเผยแผใ นประเดน็ “การสราง” และ “การให
บังเกดิ ” แลว กจ็ ะไมม คี วามขดั แยง ถกเถียงใดๆ กนั เลย ระหวางทา นนบีมูซากับฟรอาวน ในขณะที่
ความจริงมีอยูวาฟร อาวน นัน้ ยอมรับวา “ผสู ราง” คอื อัลลอฮ ดังทเี่ ราไดกลาวไปแลว ประกอบกับ
ท่อี ลั ลอฮไดท รงกลาวไวในโองการกอ นนั้นวา :
“และฟรอาวนไดกลา ววา พวกเจา จงปลอยใหฉนั สังหารมูซาเถดิ และจงปลอยใหเขาวอน
ขอตอรอ็ บของเขา เพราะแทจ ริงฉันกลัววา เขาจะเปลย่ี นศาสนาของพวกเจา ”
(ฆอฟร-๒๖)
กลาวคือหลักเอกภาพในเร่ือง “ความเปนผสู ราง” น้นั มิไดเ ปนประเด็นของความขัดแยง จน
ถึงกบั วา การเผยแผของมูซาท่ีมตี อชาวนบีอิรอเอลจะเปน สาเหตุที่กอใหเ กิดความเปลย่ี นแปลงและ
แปรเปล่ยี นอันใดเลย
การอธิบายอยา งนีท้ าํ ใหเขาใจความหมายอนั ชดั เจนจากคํากลาวของฟร อาวน เองท่วี า
“ฉันเปน ร็อบของพวกเจาผสู งู สดุ ”
(อนั นาซิอาต-๒๔)
ด-ดงั นั้น พวกเขากลา ววา : รอ็ บของเรา คือร็อบแหงช้นั ฟาทั้งหลายและแผน ดิน เราะจไม
เรยี กรอ งสิ่งใดอ่ืนมาเปนพระเจา ”
(อัล-กะฮฟ -ุ ๑๔)
บรรดาชายหนุมที่ผละหนีจากสภาพความอดึ อัดใจที่พวกเขาพบวา มันคือความชวั่ รา ย
สาํ หรบั ยุคนั้นเปน กลมุ ชนหนงึ่ ที่อาศยั อยใู นสงั คมทเี่ ชื่อมนั่ ตอพระเจา อ่นื ทนี่ อกเหนือไปจากอัลลอฮ
แตพระเจา ทีน่ อกเหนือจากอลั ลอฮในสงั คมนี้ มไิ ดอยูในรูปของผสู รางหลายองค โดยเฉพาะอยางยงิ่
เหตุการณของชาวถ้าํ ไดเกดิ ขึ้นหลงั จากการเกิดของทา นนบอี ซี าผานไปแลว จนสตปิ ญ ญาและ
ความคดิ ของมนษุ ยไ ดกา วเขา มาอยูในประเด็นตางๆ ของหลักเอกภาพในลักษณะดีพอจนสามารถ
ยนื ยนั ไดแลววา ในสภาพของความคิดอันดีงามน้ี คนในสังคมจะตอ งไมมีใครคิดปฏิเสธเรือ่ ง “ความ
เปน ผสู ราง” ของอัลลอฮ หรือแมแตการ “เปนผตู ั้งภาค”ี ในเรอ่ื งน้ีก็ตามจงึ เปน ที่แนนอนเหลือเกินวา
การต้ังภาคขี องพวกเขาตอ งอยูในประเดน็ อ่ืน และนั่นก็คือ ความเชอื่ ถอื วา มี “ผบู รหิ ารหลายองค”
ญ-หลักฐานท่ีชัดเจนซ่งึ แสดงวา จดุ มงุ หมายของความเปน ร็อบ (พระผูอภบิ าล) นั้น คือ
จดุ มุงหมายเดียวกันกบั “ความเปน ผูบริหาร” และมใิ ชจ ดุ มงุ หมายในสวนของ “ความเปนผูส รา ง”
ดังทเี่ ขา ใจกนั อยา งผดิ ๆ นน้ั คือโองการหนึ่งทีถ่ กู นํามากลาวอยา งในซูเราะฮ อัรเราะหม าน ซาํ้ ๆ อยู
หลายครงั้ :
“ดังน้ันยงั มีความโปรดปรานอันใดของรอ็ บแหงเจา ท้ังสองอีกเลาทเ่ี จา ทั้งสองวา มสุ า(โอญ ิ
นและมนษุ ย) ?”
แนน อนทสี่ ุดโองการน้ีไดถูกนาํ มาระบไุ วใน ซูเราะฮด งั กลาวถึง ๓๑ ครง้ั ดว ยกัน โดยมคี าํ
วา “ร็อบ” เขามาควบคกู บั คาํ วา “อาลาอ”ิ ซง่ึ หมายถึง “ความโปรดปราน” แนน อนเหลือเกินวา เรือ่ ง
ของ “ความโปรดปราน” กับการระบุถึงฐานะของความเปน “ร็อบ” แหงอลั ลอฮทมี่ ีตอ ชีวิตของ
มนษุ ยและการปกปองคมุ ครองใหพ นจากความดับสูญนั้น เหมาะสมและเขา กนั เปนอยางยง่ิ กลาวคอื
การระบถุ ึงความโปรดปราน ซง่ึ เปนสาขาหนึง่ ของการเล้ียงดอู บรมของพระผูเ ปนเจาซงึ่ พระองคไ ด
ประทานใหแกม วลมนษุ ย น้ันมันเขา กบั ประเด็นของการเลีย้ งดอู บรมและการบริหารที่มคี วามดีงาม
และความโปรดปรานเปน นริ ันดรรวมอยู
ด- แนนอนท่ีสดุ ประเดน็ ของการแสดงความกตญั ู (อัซซกุ ร) กม็ คี วามเก่ยี วพันกับคาํ วา
“ร็อบ” ถงึ หาแหง ในอลั -กุรอาน การแสดงความกตญั เู ปน เรอ่ื งท่เี ขา กันกบั ความโปรดปรานเทานน้ั
ซง่ึ มนั คอื สาเหตุทค่ี งสภาพชวี ิตของความเปน มนุษย และปกปกรักษาชวี ิตมนษุ ยไวม ใิ หด บั สญู และ
ปกปองใหพนจากความเสียหาย แกน แทของการบริหารชวี ติ มนุษยก ม็ ิใชอ่นื ใด นอกจากใหช ีวิต
ดํารงอยแู ละปกปกรักษาชีวติ ใหพนไปจากความเสยี หายและการดับสูญ
ขอใหทานไดพิจารณาความหมายตอไปนี้ :
“และจงราํ ลกึ เมือ่ ร็อบของพวกทานไดประกาศวา แนน อนถาหากสเู จา กตญั ู แทจรงิ ฉันก็
จะเพ่ิมพนู ใหแกส เู จา แตแ นน อน ถาสูเจาปฏิเสธ แทจรงิ การลงโทษของฉันรา ยแรงท่สี ุดทีเดียว”
(อิบรอฮีม-๗)
“และเขากลา ววา รอ็ บของฉันเอย โปรดใหความโปรดปรานแกฉ นั เถดิ เพ่อื แนจะไดกตัญู
ตอ ความโปรดปรานของพระองคซ ่ึงไดป ระทานแกฉนั และแกบิดามารดาของฉัน”
(อนั นัมล-๑๙)
“เขาไดก ลาววา นคี่ ือความดีงามแหง ร็อบของฉนั ท่ีพระองคทดสอบฉันวา จะกตญั ูหรอื
เนรคุณ และผูใดกตัญูก็เทากบั เขากตญั เู พ่อื ตัวเขาเอง”
(อันนัมล-๔๐)
“เขากลา ววา รอ็ บของฉันเอย โปรดประทานความโปรดปรานแกฉ ันเถิดเพ่ือแนจะได
กตญั ูตอความโปรดปรานของพระองคที่ทรงประทานแกฉันและแกบ ิดามารดาของฉัน”
(อัล-อะหกอฟ-๑๕)
“พวกเจาจงกนิ ปจ จยั ยังชีพแหง รอ็ บของพวกเจา และจงกตัญตู อพระองคเปนเมืองท่ีดี และ
พระองคเ ปน ร็อบทอ่ี ภยั ย่งิ ”
(ซะบะอ- ๑๕)
ต-สวนหน่งึ ของโองการท่ยี ืนยันในสง่ิ ทเ่ี ราไดอธบิ ายมาแลว ก็คือ :
“ดงั น้ัน ฉันไดกลาววา พวกทานจงขออภัยโทษตอ ร็อบของพวกทา นเถิด แทจ ริงพระองค
เปน ผทู รงอภยั พระองคจ ะสง ฝนจากฟา ลงมาอยา งหนกั และพระองคจ ะทรงประทานความม่ังคงั่ แก
พวกทานดวยทรพั ยสนิ และบตุ รหลานและทรงบนั ดาลสวนตา งๆ แกพวกทา น และทรงดลบันดาล
สายนํ้าแกพ วกทาน”
(นูห-โองการที่ ๑๐-๑๒)
และเชน เดียวกันอีกในซูเราะฮ ฮดู โองการที่ ๕๒
เมือ่ เปนอยางนี้ : ทา นผอู านสามารถไดข อสังเกตแลว วา การดาํ เนินกิจการของจกั รวาลและ
การบริหารเรือ่ งทง้ั หมดของมันไดถกู นาํ มาเปน หลกั อธิบายสาํ หรบั คําวา “รอ็ บ” ไดอยา งไร น่นั คือ
การทีท่ รงประทานฝน ใหความมงั่ คั่งในเรอ่ื งทรัพยสนิ และบุตรหลาน และทบี่ ันดาลใหมีสวนตา งๆ
อีกทัง้ ท่บี ันดาลใหม สี ายนาํ้ ทั้งหมดนนั้ คอื กินการและลักษณะของผบู ริหาร
บทสรุป
จากการอธิบายอยา งกวางๆ นี้ เราสามารถสรปุ ไดสองประเด็น คอื :
๑- ความเปน ผูอภบิ าลของอัลลอฮ คอื ขอ สรปุ อันไดมาจากความเปน ผูบรหิ ารของพระองคที่
มตี อโลก มใิ ชเ ปนขอสรุปท่ีไดมาจากความเปนผูสรางโลก
๒- โองการตา งๆ ดงั ท่ีไดกลาวมาแลวในเรอ่ื งนี้ไดใหเหตุผลวาประเดน็ ของ “หลักเอกภาพ
ในการบริหาร” นัน้ มิไดเปน เร่อื งทีส่ อดคลองตรงกนั ผิดกันกบั ประเด็นของ “เอกภาพในความเปน
ผูสราง” น่นั ก็คือวาในสมยั ประวัติศาสตรน ัน้ มีพวกน่งึ ท่ีเช่ือในความเปน ผูบริหารของสิง่ อนื่
นอกเหนือจากอัลลอฮ สําหรับจักรวาลท้งั หมด หรอื บางสวนของจกั รวาล และปรากฏวา พวกเขานบ
นอบตอ สิ่งนนั้ โดยเชื่อถอื วา สง่ิ น้ันเปนพระผูอภิบาล
กบั กรณีทวี่ า เรอื่ งความเปน พระผอู ภบิ าลในดาน “การวางบทบญั ญตั ”ิ อยูนอกเหนือไปจาก
เรอื่ งความเปน พระผูอ ภบิ าลในดาน “การจดั ระบบของโลก” กอ็ าจทาํ ใหบางพวกเปน ผูมีหลัก
เอกภาพในประเด็นทส่ี อง แตเปนผูต ั้งภาคีในประเด็นท่ีหน่ึง กลา วคอื พวกยิว และคริสเตยี นนั้นยังคา
ราคาซงั อยใู น “การต้งั ภาคีเรอื่ งความเปน พระผอู ภิบาล” ดานการวางบทบัญญัติ เพราะเหตุวา พวก
เขามอบสิทธใิ นการออกกฎหมายและการวางบทบัญญตั ใิ หแกน กั บวชและนักปราชญของพวกเขา
อีกทัง้ ถอื วาคนเหลานั้นเปนพระผูอภิบาลในดานนัน้ ราวกบั วาพระองคม อบหมายงานในดา นการ
วางบทบัญญตั ิใหแ กค นพวกน้ัน!!! แตเ ปน ท่รี ูก นั อยูวา การออกกฎหมายและการวางบทบญั ญัตินั้น
เปนสวนหน่งึ แหงกจิ การของพระองค ผทู รงบริสุทธ์ิย่งิ โดยเฉพาะ
ดว ยเหตุน้ี อัล-กรุ อานจึงกลา วถึงพวกเขาวา
“พวกเขาถือเอานักปราชญและนกั บวชของพวกเขาขึ้นเปนพระผูอภิบาลนอกเหนือไปจาก
อลั ลอฮ”
(อตั เตาบะฮ- ๓๑)
“และพวกเราบางคนจะไมถ ือเอาบางคนขนึ้ มาเปนพระผูอภิบาลแกอกี บางคน นอกเหนอื
จากอัลลอฮ”
(อาล-ิ อมิ รอน-๖๔)
ในขณะเดยี วกันการตง้ั ภาคใี นแงข อง “ความเปน ร็อบ” ทีอ่ กี พวกหนง่ึ มีอยูโดยมิไดจ าํ กัดอยู
กบั แวดวงอันน้ี หากแตอ ยใู นประเภททถ่ี อื วา การบริหารงานบางดา นของจกั รวาลและความเปนไป
ของโลกเปนหนา ที่ของมะลาอกิ ะฮ ญนิ วญิ ญาน ทศี่ กั ดิส์ ิทธิน์ ้ัน แมวา จนถึงบดั น้เี ราจะไมพบพวกท่ี
ถอื วา การบริหารงาน “ทัง้ หมด” ในจักรวาลเปนหนา ทขี่ องสิง่ อื่นนอกเหนือจากอลั ลอฮก็ตาม แต
ประเด็นการตงั้ ภาคใี นแงของ “ความเปนรอ็ บ” ท่พี บมากที่สดุ ก็คอื การยอมรบั วา “บางสวน” ใน
กิจการของจักรวาลเปน หนาท่ีของบา วบางคนและสง่ิ ถกู สรางบางประเภทที่มีคณุ สมบัติพเิ ศษ
โองการตางๆ ไดยืนยันในความเปน จริงของขอสรุปอนั นี้มากเกินกวา จะสามารถนํามา
กลาวถึงในท่นี ้ีได ดวยเหตุน้เี ราจงึ ขอยตุ เิ รอื่ งที่อธบิ ายไปแลวดว ยการฝากทานผอู า นใหไป
ตรวจสอบเรอ่ื งนดี้ ูในอลั -กุรอานเอง
เม่ือทานผอู านไดผานหวั ขอสําคัญอนั ดบั แรกสบิ ประการแลว บัดนี้เราก็จะไดอธิบายถึงคํา
จาํ กัดความของคาํ วา “การเคารพภกั ดี” และความหมายทีแ่ ทจรงิ ซ่ึงเปน ประเดน็ สาํ คัญที่สุด กลา วคอื
เม่อื ไดม ีการจํากดั ความหมายทแ่ี ทจรงิ ของคาํ วา “การเคารพภักดี” แลว เราก็จะรถู งึ ความหมายของ
“หลักเอกภาพ” และ “การตง้ั ภาคี” และเราสามารถจาํ แนกคนที่ยดึ ในหลักเอกภาพกับคนทต่ี ง้ั ภาคีใน
แง “การเคารพภักดี” ได เรือ่ งเหลา น้ีจะทาํ ใหจ าํ แนกไดถูกตองชัดเจนอยา งย่งิ ตอกิจกรรมอัน
มากมายท่ดี าํ เนินอยูในวิถีชิวิตของมุสลิมตง้ั แตส มยั อสิ ลามเริ่มเผยแพรจ วบจนถงึ ทกุ วนั นี้ และเราจะ
รูวา ทาํ ไมมนั ถึงมไิ ดต กไปเปนการต้งั ภาคีเลยอยางเดด็ ขาด
ภาคที่สอง
การจาํ กัดความ ความหมายที่แทจ รงิ ของคําวา “อบิ าดะฮ” (การเคารพภักดี)
อิบาดะฮ (การเคารพภกั ด)ี คือการนบนอบโดยเชื่อมั่นวา สิง่ นั้นเปนพระเจา ที่ตองเคารพและเปน พระ
ผูอภิบาลตลอดท้งั ถือวา สงิ่ นน้ั มีอสิ ระในการดาํ เนินกจิ การของตน
คําวา “อบิ าดะฮ” เปน คําทมี่ คี วามหมายชดั เจนอยา งยิง่ คาํ หนงึ่ เชนเดียวกบั คาํ วา “นา้ํ ” และ
คําวา “แผน ดิน” แตทัง้ ๆ ทคี่ วามหมายของมนั มคี วามชดั เจนอยูกต็ าม แตม นั ยังยากท่จี ะเอาคาํ ตา งๆ
มาใชใ หเขากบั ความหมายนี้ในความลกึ ซงึ้ แตในสว นทวี่ า อบิ าดะฮเ ปนคาํ ท่มี ีความหมายชัดเจน
มันก็มคี วามจริงในตัวทช่ี ัดเจนอยูเ ชนเดยี วกนั จนสามารถจาํ แนกความจริงของอิบาดะฮอื อกจาก
ความจริงของการแสดงความนบั ถือ(ตะอซมี ) และการใหเกยี รติ (ตักรีม) ตลอดถงึ ความหมายอน่ื ๆ
ไดง า ย กลา วคอื การท่ีชายคนรักจูบอยา งอาลยั อาวรณตอ หญงิ คนรกั ของตนก็ดี การเก็บผาขบอง
หลอ นไวดว ยความหว งถวลิ ก็ดี หรอื การจบู ดินสุสานของหลอนหลงั จากทห่ี ลอนตายไปก็ดี ยอมไม
ถือวาเปนการอบิ าดะฮ (เคารพภักดี) หญงิ คนรักของตน
อยางกรณที ว่ี า ประชาชนไปทาํ การเย่ยี มเยือนบคุ คลสาํ คัญของพวกเขาหรือเยอื นสุสานของ
คนเหลานั้นเพื่อสดุดีและยนื แสดงคารวะตอ สุสาน และมกี ารแสดงพิธีกรรมใดๆ โดยเฉพาะในการ
นน้ั ก็ไมถอื วา เปนการอบิ าดะฮเ ลยอยางเดด็ ขาด ถึงแมในบางครง้ั การกระทาํ เหลานจี้ ะถงึ ขนาดของ
การนบนอบอยา งยง่ิ แคไ หนก็ตาม แทจรงิ สตสิ ัมปชัญญะที่ต่ืนอยุเปนส่ิงเดียวที่จะตอ งถอื วาเปน กฎ
ของความยตุ ธิ รรมในเร่อื งนเ้ี พือ่ จาํ แนกการแสดงความนับถือและการใหเกียรติออกไปจากการอบิ า
ดะฮ โดยไมจ าํ เปนตอ งถือเปนภาระหนกั แตถ าทา นตงั้ ใจทจ่ี ะเขา ใจคาํ วา อบิ าดะฮดว ยการตีความ
ตามหลักวิชาการทีถ่ ูกตองแลวเราสมควรทจ่ี ะตองศกึ ษาคาํ นี้ในคําจาํ กัดความสามอยา งเสียกอน คอื :
1- คาํ จาํ กัดความท้งั สามอยางของคําวา อบิ าดะฮ
คําจาํ กัดความทห่ี นงึ่ :
“อบิ าดะฮ” คอื การนบนอบโดยการใชถอยคาํ หรือการกระทาํ ท่ีเกิดขนึ้ มาจากความเช่ือทวี่ า
ส่งิ นั้นเปน “พระเจา ” ผูไดรับการนบนอบสาํ หรบั ตน ความหมายของคาํ วา “พระเจา ” จะทาํ ใหท า น
เขาใจได
โองการตางๆ มากมายทีเ่ ปน หลักฐานในเร่ืองนี้ กลาวคือขอ สงั เกตจากโองการตางๆ เหลา น้ี
ใหค วามเขา ใจแกเ ราสองอยา งคือ :
ประการทหี่ นึ่ง ชาวอาหรบั ยุคงมงายทอ่ี ัล-กุรอานไดถูกประทานลงมาทามกลางกลมุ ชน
พวกเขาน้นั เชื่อมน่ั วาพระเจา คอื รูปเคารพของพวกเขา
ประการท่ีสอง อิบาดะฮใ นแงข องคําพดู หรือการกระทาํ นัน้ ลวนเกิดข้ึนจากความเช่อื มน่ั วา
รปู เคารพคือพระเจา ฉะนั้นตราบใดทีค่ าํ พดู หรอื การกระทํามิไดเ กิดมาจากความเชอ่ื ถือยา งนี้ ตราบ
นน้ั การนบนอบ หรอื การแสดงความนบั ถือและการใหเกยี รติ ไมถอื วา เปน การอบิ าดะฮ
มขี อ อา งอยูสองอยางคือ :
อยา งท่ีหนึง่ : ชาวอาหรบั ยุคงมงาย แมก ระทง่ั พวกบชู าเจวด็ ทกุ คนก็ดีและพวกบชู าดวง
อาทิตย ดวงดาวตา งๆ และญนิ ก็ดี พวกเขาเชือ่ ถอื วาส่งิ ทพี่ วกตนเคารพคือพระเจา โดยถือวาสิ่ง
เหลา นั้นคือพระเจา ยอ ย และมีพระเจา ใหญท ีเ่ หนือกวา น้ัน ทเี่ ราเรยี กวา “อัลลอฮ” มหาบริสุทธ์ิแด
พระองค
อยา งที่สอง : หลกั ฐานจากโองการตางๆ ก็คือ อิบาดะฮใ นแงของการนบนอบโดยการใชค ูด
และการกระทาํ อนั เกิดจากความเชือ่ ถอื ในสง่ิ นนั้ ๆ วา เปน พระเจา ไมว าจะเปน พระเจา ยอยหรอื พระ
เจา ใหญ
สําหรบั ขอ อางอยา งทหี่ นงึ่ น้ัน มโี องการตา งๆ มากมายใหห ลักฐานไวด ังทเ่ี ราจะช้แี จงใน
บางสวน คือ :
“บรรดาผูซงึ่ ถือสง่ิ อน่ื เปนพระเจา ควบไปกบั อัลลอฮน้ัน พวกเขาจะร”ู
(อลั -ฮะญัร-๙๖)
“และบรรดาผูท ่ไี มอา งสิ่งอ่นื เปนพระเจาควบกบั อลั ลอฮ”
(อัล-ฟรุ กอน-๖๘)
“และพวกเขาไดอุปโลกขเอาส่งิ อน่ื นอกจากอัลลอฮข้ึนเปนพระเจา ตา งๆ เพอื่ ใหสง่ิ เหลา นั้น
สงเคราะหพวกเขา”
(มรั ยมั -๘๑)
“หรอื เปนเพราะวา สเู จา ไดย ืนยันอยางแนว แนว า มพี ระเจา อ่ืนควบกบั อลั ลอฮ”
(อัล-อันอาม-๑๙)
“จงรําลึกถงึ ตอนที่อบิ รอฮมี ไดกลาวแกพอของเขาอาซรั วา ทา นถือเอารปู ปน เปนพระเจา
ตางๆ หรอื ?”
(อัล-อันอาม-๗๔)
กลา วคือโองการเหลานีใ้ หหลกั ฐานวาผูตัง้ ภาคนี ั้นไดแก ผูทม่ี ีความเช่อื ถือวารูปปน ของ
พวกตนเปนพระเจา และในบางโองการก็ไดอธบิ ายวา “การยึดถือพระเจา ” อื่นเขามาควบกบั อลั ลอฮ
หมายถงึ การต้งั ภาคี เรื่องนีม้ ีปรากฏตามทพี่ ระองคท รงกลาวไวว า :
“---และเจา จองผละจากพวกตง้ั ภาคี “แทจรงิ เราไดใ หความเพียงพอแกเจา แลว ดวยการ
ลงโทษพวกทเี่ ยย หยัน” บรรดาผูซึง่ ถอื ส่ิงอื่นเปนพระเจา ควบกบั อลั ลอฮนน้ั พวกเขาจะไดรู”
(อลั -ฮะญัร-94/96)
ในเรอ่ื งนี้อัล-กรุ อานไดอ ธิบายความเปนจรงิ ของการต้งั ภาคีวา “ความเช่ือของพวกเขาทวี่ า
พระเจาคอื รูปเคารพ” โดยพระองคท รงกลาววา :
“หรือวา สําหรบั พวกเขานนั้ มีพระเจา อืน่ นอกจากอัลลอฮ มหาบริสทุ ธเิ์ ปน ของอลั ลอฮ
พระองคพนจากสิ่งท่พี วกเขาตัง้ ภาค”ี
กลา วคือในโองการนถ้ี ือวา ความเช่ือของพวกเขาตอ ความเปน พระเจา ของส่ิงอื่นท่ี
นอกเหนอื จากอัลลอฮน้ัน คอื หวั ใจของการตั้งภาคี และความหมายในทน่ี ้กี ็คอื “การตง้ั ภาคใี นแง
ของอบิ าดะฮ”
โดยการทบทวนความหมายของโองการนี้และโองการอื่นๆ ทคี่ ลา ยๆ กนั ซ่ึงไดแ สดง
ความหมายในเรอื่ งการต้งั ภาคี และโดยเฉพาะเร่ืองการต้ังภาคีของพวกบูชาเจวด็ ทาํ ใหไ ดรับความ
จรงิ ของเรอื่ งนี้อยางชัดเจนวา อยทู ่ี การอิบาดะฮข องพวกเขาทค่ี วบคไู ปกบั ความเชื่อตอ ความเปน
พระเจา ของสงิ่ นน้ั ๆ ยิ่งกวา นัน้ อาจพดู ใหชัดเจนไดอ กี วา การตั้งภาคขี องพวกเขาเกดิ ข้ึนโดยเหตุจาก
ความเชอ่ื ถือของพวกเขาวา รปู เคารพของพวกเขาเปน พระเจา และดว ยความเชือ่ เชนนีท้ ําใหพวกเขา
เคารพภกั ดสี ่ิงเหลานั้น และพากนั ทาํ พธิ ีบนบานศาลกลา ว เปนตน วา ตงั้ ประเพณีและรปู แบบ
ทางดานอิบาดะฮขึน้ มา และมนั เปน เร่อื งที่คําปรญิ าณในหลกั เอกภาพไดทาํ ลายความเช่ือของพวก
เขาในความเปน พระเจา ของส่ิงอนื่ ที่นอกเหนอื จากอลั ลอฮพวกเขากห็ ยิ่งยะโสในขณะที่ไดฟง คาํ
ดังกลาว เชนโองการของพระองคท่ีวา :
“แทจ รองพวกเหลานน้ั เมอื่ มีการกลาวแกพ วกเขาวา : ไมมีพระเจา อื่นใดนอกจากอัลลอฮ”
พวกเขากท็ าํ เปน หยงิ่ ยะโส”
(อศั ศอฟฟาต-๓๕)
กลาวคอื พวกเขาตอ ตา นคําๆ น้ี เพราะวาพวกเขาเชอื่ มั่นในรปู เคารพของพวกเขาวา มีความ
เปน พระเจา และเคารพสิง่ นั้นโดยสําคัญวา มนั คือพระเจาตามมโนภาพของพวกเขา
ดวยเหตขุ องความเช่อื ถอื ทง่ี มงายเหลานน้ั จึงทําใหพวกเขาปฏิเสธในเม่ือมกี ารอา งถงึ
อัลลอฮองคเดียว เพราะพวกเขาไมสามารถจาํ กัดความเปน พระเจา ไวก ับพระองคได แตพ อจะใหต ้ัง
ภาคตี อ พระองค พวกเขาเชือ่ ทนั ที เพราะมันเขากันไดกบั ความคิดของพวกเขา ดังท่ีพระองคท รง
กลา ววา :
“ดวยเหตุนี้เองสเู จา เอย ทว่ี า เมื่ออัลลอฮองคเดียวไดถ ูกวิงวอนขน้ึ สเู จากป็ ฏิเสธ และถา ให
ตัง้ ภาคตี อพระองคแ ลวสูเจา ก็ศรทั ธา ดังนั้นกฎของอัลลอฮสูงสง เกรียงไกรเสมอ”
(ฆอฟร-๑๒)
ในทน่ี ้ีขออา งอยา งท่ีหนง่ึ ไดเปน ทช่ี ดั เจนแลว
สาํ หรับในสว นของขอ อางอยา งทสี่ องน้นั โองการตา งๆ ที่ส่ังใหอบิ าดะฮ (เคารพภกั ด)ี
ตอ อลั ลอฮและหา มมใิ หอบิ าดะฮสงิ่ อน่ื ไดใหห ลักฐานยนื ยันเรอื่ งน้ีเปนเหตผุ ลในแงทีว่ า ไมมพี ระเจา
อ่นื ใด นอกจากอลั ลอฮ โดยพระองคก ลา ววา
“โอหมูชนของฉนั พวกทา นจงเคารพภักดอี ลั ลอฮเถิดไมมพี ระเจาอ่นื ใดสาํ หรับพวกทานอีก
แลว นอกจากพระองค”
(อลั -อะรอฟ-๕๙)
ความหมายในเรอ่ื งนีก้ ็คือวาผทู ที่ รงสิทธใิ นฐานะที่ไดร ับการอบิ าดะฮน ้ันคอื ผูท่ีเปนพระเจา
และมิใชใ ครอ่ืนนอกจากอัลลอฮในเม่ือเปนเชนนแี้ ลว สูเจา จะเคารพภกั ดีสง่ิ ท่มี ิใชพ ระเจา ไดอ ยา งไร
และสูเจา จะละเลยการเคารพภักดีอัลลอฮไดอยา งไร ในเมอื่ พระองคคือพระเจา ทส่ี งิ่ อ่ืนทงั้ หมดตอ ง
เคารพภักดี
แนน อนทีส่ ุดความหมายอยา งโองการน้มี ีถงึ สิบแหงหรือมากกวานั้น ในอลั -กรุ อาน ทา น
ผูอา นสามารถทีจ่ ะยอ นกลบั ไปพิจารณาโองการน้ันๆ ไดดังตอไปน้ี :
อลั -อะอรอฟ : ๖๕, ๗๓, ๘๕ ฮูด : ๕๐, ๖๑, ๘๓ อลั -อัมบิยาฮ : 25 อัล-มุอม ินูน : ๒๓, ๓๒
ฏอฮา : ๑๔
ดังน้ันสาํ นวนตางๆ เหลานใี้ หค วามหมายวา การอิบาดะฮค อื การนบนอบและการถอมตน
อยางน้ที เ่ี กดิ จากความเชือ่ ถอื วา รูปเคารพคือพระเจา กลา วคือเราไดขอสงั เกตอยางละเอียดวา อัล-กุ
รอานไดป ระนามพวกตง้ั ภาคที ่ีมีการเคารพภกั ดีตอ สงิ่ อื่นนอกจากอัลลอฮอยางไร ในฐานะทวี่ า รปู
เคารพตางๆ เหลา นมี้ ิใชพ ระเจา และในฐานะท่ีวา การเคารพภกั ดนี ้ันเปนกจิ การอนั หน่งึ ทีเ่ กี่ยวกับ : ผู
มสี ภาพเปนพระเจา จึงเปนอันวา สภาพแหงความเปน พระเจา นเ้ี องท่ีอยูในประเดน็ ทอ่ี นุญาตให
เคารพภกั ดีและใหยึดเอามาเปนสิ่งเคารพได และความจริงแลว สําหรับสภาพดังกลาวน้ี ไมม แี กผูใด
เลย นอกจากอลั ลอฮเทานนั้ ดว ยเหตุนี้สงิ่ อ่ืนท่ีนอกเหนอื จากพระองคจ งึ จาํ เปน ตอ งเคารพภกั ดี
พระองค
ถาม-ตอบ
สําหรบั คําถามกค็ อื วา แนน อนที่สุดวา ขอ อา งอยา งท่ีหนึ่งนนั้ ถกู ตองแลวกลาวคอื พวกตัง้
ภาคเี ปน พวกทีเ่ ชื่อถอื วาเจวด็ มีฐานะแหง ความเปนพระเจา และคาํ อธบิ ายทไี่ ดม าจากโองการตางๆ ก็
ไดยืนยันในเรื่องนี้อยา งชัดแจง เพยี งแตวาสาํ หรบั ขออางอยางทสี่ องนั้นยงั ไมถูกตอง และขอ สรปุ ท่ี
อธบิ ายมาจากโองการตางๆ เหลา นีท้ ่ีวา การอบิ าดะฮของพวกเขาเกิดขึ้นมาจากความเช่อื ถือในความ
เปนพระเจา ของเจว็ดเหลาน้นั และน่ีก็ไดห มายความวา ความหมายแหงสภาพความเปน พระเจา จะ
เขามาอยใู นประเด็นท่ีเปนความหมายของการเคารพภกั ดี (อิบาด) ดังท่ไี ดต ัง้ ข้ึนเปนขออา ง แตอ ยาง
ใด
โดยสรุปแลว โองการตา งๆ เหลา นม้ี ไิ ดใ หอ ะไรมากไปกวา เหตุผลทีว่ า การเคารพภกั ดีของ
พวกเขาที่มตี อเจว็ดนนั้ ควบคูกนั ไปกบั ความเชือ่ อยา งน้หี รอื เกิดขนึ้ มาจากความเช่ือนี้
สาํ หรบั กรณขี องการอบิ าดะฮ (เคารพภักดี) ท่วี า เปนเรอื่ งของการนบนอบอนั เกิดจากความ
เชอ่ื ในสภาพความเปนพระเจานนั้ ถือวา มลู ฐานจากความเชื่อเหลานั้นเปนสวนหนึง่ สาํ หรับ
ความหมายของอบิ าดะฮเ ทานั้น มิไดเปน การอธบิ ายทไี่ ดมาจากโองการตางๆ เลย
เราขอตอบวา ปญหาจะเกิดขน้ึ ไดก็เพียงแตวา ถา เรากลา ววา “ความเชื่อในสภาพแหงความ
เปนพระเจา” รวมอยูใน “ความหมายของการเคารพภักดี” แมก ระทง่ั ท่ีอา งกนั วา โองการเหลา น้ีมิได
ใหอ ะไรมากไปกวาเหตุผลทวี่ า การอิบาดะฮนนั้ เปนสง่ิ หน่ึงของผมู ีสภาพแหง ความเปน พระเจา
และคาํ กลาวเชน นี้กม็ ิไดหมายความวา จะรวมความหมายของสภาพความเปนพระเจา กับความหมาย
ของการเคารพภักดีเขา ดว ยกัน มันหมายความแตเ พียงวา การอิบาดะฮน น้ั มิใชก ารนบนอบและการ
ถอมตนโดยแท หากแตม ีความจาํ กดั และความเฉพาะยิ่งไปกวาส่ิงทง้ั สองและเรื่องน้ี มนุษยเ ราทกุ
คนรจู กั มันดีโดยสัญชาตญิ าณและธรรมชาตขิ องตน นอกจากนี้เรายงั ชีแ้ จงไปถึงความเฉพาะและ
แยกแยะถงึ ความจาํ กัดอนั น้วี า การนบนอบ “อันเกิดจากความเชื่อตอความเปน พระเจา และความเปน
ผูอภิบาล” ตามที่ทานจะไดเ ขาใจในคาํ จาํ กัดความประการทสี่ องน้ัน มิไดห มายความวา ขอสรุปอันนี้
(ส่งิ ที่เกิดจากความเชือ่ ตอ ความเปน พระเจา และความเปน ผูอภิบาล) จะเปนเนือ้ หาโดยละเอียดใน
ความหมายของอิบาดะฮ
กลาวอกี นัยหนงึ่ มนษุ ยเ รานนั้ ยอ มไมส ามารถจาํ กดั ความสง่ิ ใดๆ ทไ่ี มมอี ะไรเปนหมายเหตุ
ในตัวไดวา มนั เปน ชนดิ อะไร, มรี ายละเอียดอยางไร, หรอื มีขนาดแคไ หน, มีลักษณะเชน ไร,
แมก ระทัง่ การทจ่ี ะกําหนดขึ้นมาทางสติปญ ญา แตเขาจะพบวาในตวั ของเขาน้นั อยูในฐานะของสงิ่
ทเี ปน ชนิด, และส่งิ ท่ีเปนรายละเอียด, ดังนนั้ เขาจงึ เอาทงั้ สองอยา งนีม้ าอธิบายลงไปในแงข องสง่ิ ที่
เปน ชนิดและสิง่ ทเ่ี ปนรายละเอียด ตามสภาพการณท ่ีปรากฏอยู เรื่องทีเ่ รากําลังพดู ถึงอยูนี้ก็
เชนเดียวกัน กลา วคือเราจะพบวา การใหเกยี รติ (อัต-ตะอซ ีม) และการนบนอบเปนส่ิงท่ีรวมอยูใน
ประเภทอิบาดะฮและประเภทอืน่ ได กโ็ ดยการสรา งภาพพจนไปในฐานะของส่ิงท่เี ปน ชนิดเดียวกัน
และเขาจะพบวา การอบิ าดะฮนนั้ มีลักษณะพิเศษท่ีเฉพาะผิดไปจากสิ่งอื่น แตก ็ไมอาจหาคาํ อธบิ าย
ลักษณะพิเศษเฉพาะอันนั้นดวยถอ ยคาํ ผิวเผนิ ได จึงอาศัยความโดยสรุปแกความหมายของมนั นั่นก็
คือ สง่ิ ท่เี รากลา ววา “อนั เกิดจากความเชื่อตอสภาพความเปนพระเจา ” ในกรณที ี่นํามันมาพิจารณา
ในแงของสิง่ ท่เี ปน รายละเอยี ด
กลาวโดยนัยยะทีส่ าม : มนุษยเ ราจะพบวา “การอิบาดะฮ” น้นั มิไดหมายถึงการใหเกียรติ
โดยแท และมไิ ดหมายถงึ การถอมตนอยา งถงึ ทส่ี ุด หากแตมนั คือลักษณะพิเศษเฉพาะอยางหน่งึ ทม่ี ี
ตอผูท ก่ี ุมอํานาจในกจิ การทงั้ มวลของมนษุ ยไ วก ับตน หรอื กจิ การหนึ่งกิจการใดกด็ ใี นกรณีท่ี
ควบคุมชีวิตของมนษุ ยใหส้ันหรอื ใหย ืนยาวสรา ง-ใหปจจยั ยงั ชพี , ใหความสุข, ใหหายจากโรค, ให
อภยั , ใหค วามอนเุ คราะหโ ดยควบคมุ กิจการตา งๆ เหลา นีข้ องมนษุ ยไปตามสภาพท่พี อเหมาะ
พอควรแกเ ขา
อยางไรก็ตาม ขอสรปุ อันนี้ก็ยงั มิใชรายละเอยี ดที่เปนเนอื้ หาใน “ความหมาย” ของ “อิบา
ดะฮ” แตเ ปน การชใ้ี หเหน็ วาลักษณะที่เปนความเฉพาะดังกลาวนน้ั มคี วามจาํ กดั ทเ่ี ปนความหมาย
แฝงอยู
ดวยเหตนุ ้ีจึงเปน การถกู ตองแลวทเี่ ราจะกลาววา : การอิบาดะฮคือการนบนอบและความ
นอบนอ มทั้งการใชคาํ พูดและการกระทาํ ประเภทหน่ึงที่ใชในกรณเี ฉพาะ (ที่มขี ้นึ เพ่อื เปนการให
เกยี รติตามวสิ ยั ของผูเ ปนบาวทเ่ี ช่ือในสงิ่ น้ันๆ วา มีสภาพแหงความเปน พระเจา) แตสงิ่ ท่ีอยู
นอกเหนอื ออกไปจากความหมายของอบิ าดะฮน้นั กเ็ พียงความหมายของการนบนอบทเ่ี ปนสวน
เฉพาะตามลักษณะการอธิบายโอยนัยยะท่ีหน่งึ
เรอ่ื งราวทาํ นองน้ไี ดถ ูกนํามาพจิ ารณาเพ่ือหาความเขา ใจ ดงั ตัวอยางเชน :
๑- เปนทร่ี ูกนั วา เสน โคงหมายถึง “สวนหนงึ่ ทถ่ี ูกตัดมาจากวงกลม” แตเปนทแี่ นนอนโดยมิ
ตองสงสยั เลยวา เสนโคงยงั หมายถึงสวนเกนิ ที่ตงั้ อยบู นเสน ตรงทถี่ ูกกําหนดไว โดยไมจ าํ เปนตอง
ถือในหลักความจริงทวี่ า มนั เปนสว นหน่ึงทตี่ ดั มาจากวงกลมเสมอไป แตมันยงั เปนเสน โคง โดยแท
ได แมมันจะมิใชสว นท่ตี ดั มาจากวงกลามก็ตาม กลาวคอื เสนโคง คอื เสนท่ีเกิดจากฐานต้ังท่เี สน
วงกลมลอมรอบอยู โดยท่ที ั้งสองดานของเสนโคงจะไปบรรจบลงท่ีจุดสองจดุ คอื ไมจําเปนตอ งถือ
วา มนั คือสว นหนง่ึ ของวงกลม
๒- นกั ภาษาไดอธบิ ายวา เสยี งฮ้ีๆ คอื เสียงรองของมา และอธบิ ายวาเสียงจิบ๊ ๆ คือเสียงของ
นก กลา วคอื ท้งั มา และนกในแงข องความหมายพืน้ ฐานตา งกม็ ไิ ดอ ยูใ นสองเน้อื หา หากแตมีขอ
พิสูจนใ นการพิจารณาแยกแยะทง้ั มา และนกได เพอ่ื อธิบายไปถงึ ความแนช ดั ของเสียงหนงึ่ ๆ
โดยเฉพาะวา เปนเสียงอะไร
จึงเปนท่ีเขาใจอยา งแนชัดแลววา ความจาํ กดั ความทแี่ ทจ รงิ นนั้ จะตองกลา ววา : การอิบา
ดะฮคือ การนบนอบอันเกดิ ขน้ึ จากความเชอื่ วา ส่ิงที่ถกู เคารพนั้นมคี วามเปนพระเจา ทานอายา
ตลุ ลอฮ ฮุจญะตุล-มัรฮมู ชยั ค มฮุ มั มัด ญะวาด อัล-บะลาฆี ไดชี้แจงในเรื่องน้ีไวใน “ดัฟสีร อาอลั อิร
เราะหม าน” โดยวิเคราะห ถงึ ความหมายทแี่ ทจ ริงของอบิ าดะฮว า :
คาํ จาํ กดั ความท่ีสอง
อิบาดะฮห มายถึงการนบนอบ ของผูที่เชื่อมั่นวา ส่ิงนั้นครอบครองกิจการที่เกย่ี วกบั ความ
เปนการมีชีวิต การสิ้นอายขุ ัย และการไดอ ยูต อ ไปของตน
ขออธิบายเรอื่ งน้วี า : ความจาํ นนคือลักษณะอยางหนงึ่ และเปนปจ จยั สาํ คญั อยางหนงึ่ ของ
คนทเี่ ปน ขาทาส กลาวคอื ในเมือ่ บาวเกดิ ความรสู กึ ในตวั เองขน้ึ มาในลักษณะของความเปน ขาทาส
และรูสึกวา อกี ฝา ยหน่งึ คอื ผูครอบครองจนความรสู ึกน้ันไดสําแดงออกมาสูภายนอกในลักษณะของ
การใชถอ ยคําและการกระทาํ ใดๆ โดยเฉพาะ ซงึ่ เปน คําพดู และการกระทําอนั เกดิ ขึ้นมาจาก
ความรูสกึ อันน้ี การกระทําและคาํ พูดทีส่ ําแดงออกมาจากความรสู กึ อยางลึกซงึ้ อันนคี้ ืออบิ าดะฮ ไม
ตอ งสงสยั เลยวา เกย่ี วกับผูครอบครองทม่ี ใิ ชผูครอบครองโดยแท เชน เชอื่ ม่นั วาเปน ผูครอบครอง
ตามกฎหมาย และตามระเบยี บกฎเกณฑนั้นการนบนอบทีม่ ตี อเขาไมถอื วา เปน การอิบาดะหเ ลยอยาง
เดด็ ขาด กลาวคือทวี่ า มนษุ ยใ นสมัยกอ นๆ “เปน ทาสสวนบคุ คล” ก็มิไดหมายความวา การปฏบิ ัติตาม
เจา นายของเขาน้นั เปนอิบาดะฮ... กลาวคอื แนน อนทสี่ ุด ทีห่ มายถงึ สภาพความเปนขาทาสในท่ีนี้
คอื ลักษณะทีว่ างอยูบนพื้นฐานของการสรา ง การจัดระบบโลก และกจิ การใดๆ บางอยา งของชวี ิตท่ี
อยใู นกาํ มอื ของผนู ้ัน
ขอใหท านไดพจิ ารณามูลฐานชนิดตางๆ ของลักษณะความเปนผคู รอบครองที่แทจ รงิ :
1- แนนอน พระองคท รงอธิบายถึงลกั ษณะความเปน ผูครอบครองโดยกลาวถึงฐานะของ
พระองควาเปน ผสู ราง ดวยเหตุนี้ อัลลอฮ จงึ ทรงเปนผูครอบครองท่ีแทจ รงิ ของมนุษยเพราะ
พระองคค อื ผูสรางของมนษุ ย และทําใหม นษุ ยมีอยู ในเรื่องนีเ้ ราจะพบวา อัล-กรุ อานถอื วา สงิ่ ท้งั
มวลที่มอี ยู เปนขาทาศของอลั ลอฮ และพระองคย ังทรงอธบิ ายวา พระองคค ือผคู รอบครองส่งิ น้ัน
โดยแท ทเ่ี ปน เชนนี้กเ็ พราะพระองคสรา งสงิ่ เหลา นน้ั โดยทรงกลา ววา :
2- แนน อน พระองคไดท รงสาธยายฐานะแหงความเปนผคู รอบครองของพระองควา ทรง
เปนผปู ระทานปจจยั ยงั ชพี , ผูใหช วี ติ และเปน ผูใ หม ีความตายดวยเหตนุ ี้ มนุษยท ุกคนจึงมจี ิตสํานึก
โดยธรรมชาตถิ งึ ความเปนบา วท่ีตนมตี ออัลลอฮ เพราะพระองคค ือ ผคู รอบครองชีวิต, ความตาย
และปจ จยั ยังชีพของตนอยู ดวยเหตุน้ี อัล-กุรอานจงึ เตอื นสตขิ องมนษุ ยใหพิจารณาตอ ความเปนผู
ครอบครองของอลั ลอฮที่มตี อปจ จัยยงั ชพี ของมนษุ ย และในแงที่วา พระองคคอื ผูซง่ึ ใหความตาย,
ใหช วี ิตแกเขา เพอ่ื ใหท กุ ส่งิ ทกุ อยางนีเ้ ตือนเขาใหรวู า อลั ลอฮเทานั้น คือผูทรงไวซ ึง่ สิทธใิ นการ
ไดรบั การเคารพภักดี (อิบาดะฮ) โดยพระองคไ ดกลาววา :
“อลั ลอฮ คอื ผูซงึ่ ไดสรางสูเจา ตอ มาก็ไดใหป จจยั ยงั ชีพแกสเู จา ตอ มาก็ไดสเู จา ตาย ตอมาก็
ไดสเู จามีชวี ิต”
(อรั รมู -๔๐)
“ทาสทสี่ เู จา ครอบครองไวน ั้น มีผูถอื สิทธิรวมกับพวกเจาในปจ จัยยงั ชีพตา งๆ ทเี่ ราได
ประทานแกสเู จาบา งไหม”
(อรั รูม-๒๘)
“พระองคค ือ ผทู รงใหช ีวิต และผทู รงใหต าย”
(ยูนุส-๕๖)
๓- แนน อน พระองคไ ดท รงสาธยายถึงความเปน เจา ในแงของการใหค วามอนเุ คราะห
ชว ยเหลือ (ชะฟาอะฮ) และการอภยั โทษ วา อลั ลอฮคอื ผูทรงสิทธิสําหรับการใหค วามอนุเคราะหที่
แทจ ริง ดังน้ี :
“จงกลา วเถิดวา การอนเุ คราะหชวยเหลือทั้งหมดน้นั เปนของอัลลอฮ”
(อซั ซมุ ัร-๔๔)
“จะมีผใู ดอกี เลา ทใ่ี หก ารอภยั โทษในความผดิ บาปได นอกจากอลั ลอฮ”
(อาลิ อิมรอน-๑๓๕)
โดยเหตผุ ลที่วา ไมมีบา วคนใดเลยแมแ ตคนเดียวท่จี ะทรงไวซ ง่ึ สิทธใิ นการใหความ
อนุเคราะหช ว ยเหลือได ยกเวน ในกรณที เ่ี ปน ไปโดยอนุมตั ขิ องพระองคเทานัน้ จึงทาํ ใหสามญั สาํ นกึ
ของมนษุ ยมคี วามรูสกึ วา อัลลอฮ คือผูทรงสทิ ธิในการใหความสุขแกเ ขาสาํ หรบั ชีวติ ในบัน้ ปลาย
ในเมื่อมนุษยม ีความรูส ึกสํานึกถงึ ความเปนบาวอยา งนี้ และสํานึกถึงความเปน ผทู รงสิทธิอยางน้ัน
และความสํานกึ อันนี้ไดสาํ แดงออกมาในรูปของถอยคาํ หรือการกระทําใดๆ นนั่ แหละคอื สิ่งท่ี
หมายความวา เขาเปนบา วของพระองคอยา งมติ อ งสงสยั
ลักษณะอยางทวี่ าน้ี อาจตรงกับท่ีอธิบายความหมายของ “อิบาดะฮ” ท่วี า หมายถึงความนบ
นอบของผูท ี่เชื่อถอื ในสภาพความเปนผูใหการอภบิ าลแกตนก็ไดกลา วคือ ผใู ดก็ตามท่แี สดงความ
นบนอบของตนออกมาโดยการกระทาํ หรือโดยการใชค ําพดู ตอ ผหู น่งึ ผใู ด อนั เกิดจากความเชอื่ มน่ั
ในจติ ใจถึงความเปนผูอภิบาลของผูน ้ันแลว การกระทาํ อยง น้ันหมายถึงวา เขาเปน บาวของผนู ั้น
ดังน้ัน ความหมายของคาํ วา “รอ็ บ” ในแงข องการจาํ กัดความกค็ อื ผูทรงครอบครองไวซึง่
ความเปนไปของสิง่ หน่งึ ๆ อยา งเดด็ ขาด ในแงข องการบริหารและการอบรมเล้ียงดู
ดวยเหตนุ ้ีเอง คําท่ีมคี วามหมายในแงของ “ความเปนบา ว” จึงสอดคลอ งในประเดน็ ของคํา
ที่มีความหมายในแงข อง “ความเปน ผอู ภบิ าล” หมายความวา สภาพความเปนผคู รอบครอง ปกปกษ
รกั ษาสิ่งใดสงิ่ หน่งึ และบริหารสงิ่ นัน้ ๆ ตลอดจนเปนจุดหมายปลายทางของสงิ่ น้ันๆ ไดท ้ังในแงของ
การเปนผูยืดชีวิตใหแ ละใหก ารส้นิ สุดของชีวติ เกิดข้ึนอยางกะทนั หนั
ทง้ั หมดนแ้ี สดงใหเห็นวา สว นหนึ่งของโองการตางๆ ไดจ ํากดั ขอบเขตของการอบิ าดะฮไ ว
สําหรับอัลลอฮองคเดียวโดยเหตผุ ลทวี่ า พระองคค อื ผอู ภิบาลเทา น้ัน ขอใหทา นพจิ ารณาบาง
โองการตอ ไปน้ี :
“และมาซีห (เยซู) ไดกลาววา โอว งศว านแหง อสิ รอเอลเอย ทา นจงเคารพภกั ดีอัลลอฮ พระ
ผูอภิบาลของฉนั และผูอภบิ าลของพวกทานเถิด”
(อลั -มาอดิ ะฮ- ๗๒)
“แทจ รงิ ประชาชาตขิ องสเู จา น้ี เปน ประชาชาติเดยี วกัน และฉนั คอื ผูอภิบาลของสูเจา
ดงั น้ันจงเคารพภกั ดีฉนั เถิด”
(อัล-อมั บยิ าฮ- ๙๒)
“แทจริง อัลลอฮ เปนพระผูอภิบาลของฉัน และพระผูอภบิ าลของพวกทา น ดังน้นั จงเคารพ
ภกั ดพี ระองคเถิด นค่ี ือหนทางอนั เทีย่ งตรง”
(อาลิ อิมรอน-๕๑)
เนือ้ หาของโองการเหลา นี้ (ท่ีมีความหมายวา การอิบาดะฮน นั้ ไดถ ูกกําหนดใหเ ปนเรือ่ งท่ี
อยูใ นขอบขา ยของฐานกาพแหง ความเปน ผูอภิบาล) ยังมอี ยโู องการอน่ื ๆ อีกเชน :
ซเู ราะฮ ยนู ุส : ๓ ซเู ราะฮ อลั -ฮจิ ญร : ๙๙ ซูเราะฮ มัรยัม : ๓๖ ๖๕ ซูเราะฮ อซั ซุครุฟ : ๖๔
อยางไรกต็ าม หลักฐานทชี่ ดั เจนท่สี ุดสาํ หรบั การอธิบายทม่ี ีตอคําวา อิบาดะนกี้ ็คือ โองการ
ตางๆ ทีไ่ ดกลาวถึงผา นมาแลว
คําจาํ กัดความทส่ี าม
เราสามารถทจ่ี ะหาความเขา ใจความหมายของอบิ าดะฮไดจ ากประเด็นทีส่ ามท่ีวา :
อบิ าดะฮ : คอื การนบนอบจากผทู ่ีเหน็ วา ตนเองไมมคี วามอสิ ระในการดาํ รงอยูแ ละการ
กระทําใดๆ ของตนเลยที่จะมตี อผมู คี วามอิสระ แนน อนอัลลอฮไดท รงสาธยายเกย่ี วกับคุณลกั ษณะ
ของพระองคไ วในโองการตา งๆ หลายแหงวา พระองคท รงเปนอลั -กอ็ ยยูม (ผูดาํ รงอยตู ลอดกาล)
“อลั ลอฮ ไมมีพระเจา อืน่ ใด นอกจากพระองค ผทู รงมีชีวติ ทรงดาํ รงอยูตลอดกาล”
(อัล-บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
เชนเดยี วกับในซูเราะฮ อาลิอมิ รอน โองการท่ีสอง
พระองคทรงมีโองการอกี วา และใบหนาทงั้ หลายยอมสยบตอ ผูทรงมชี ีวติ ทรงดํารงอยู
ตลอดกาล”
(ฏอฮา-๑๑๑)
มิไดหมายความแตเ พยี งวา พระองคท รงดาํ รงอยโู ดยพระองคเอง และไมม คี วามจาํ เปน ท่ี
จะตอ งพึ่งพิงสิ่งใดเลยอยางเดียวเทา นนั้ หากแตยังหมายถงึ วา ทกุ สงิ่ ทุกอยางนอกเหนือจากพระองค
คอื สิ่งทขี่ ึน้ อยูกบั พระองคด วย
หรอื อีกนัยหน่ึง : การอิบาดะฮ หมายถึงการเรยี กรอง ออนวอนขอตอ อลั ลอฮและกระทาํ การ
นบนอบโดยฝากความหวังในเร่อื งท่ีจําเปน ตา งๆ เกย่ี วกบั โลกนแี้ ละโลกหนา ในฐานะท่ีวา พระองค
คือ ผูทรงอภิสิทธิ์ ทรงเปน เจา ทแี่ ทจริงสําหรบั กิจการแหง โลกน้ีและโลกหนาทกุ ประการ ความ
เปน ไปเหลานี้ ถาหากไดมขี ้ึนแกส ิ่งอ่ืนไมว า จะเตม็ รูปแบบหรือเพียงบางสว นก็ตาม ก็เทา กับวา เปน
การอบิ าดะฮต อ สง่ิ น้ันและเปน การต้ังภาคที นั ที และผูท่ดี าํ เนนิ การกระทําดงั กลาวก็จะไดช ่ือวาเปนผู
ตงั้ ภาคี โดยมิตองสงสยั
ดวยเหตุดังกลาวน้ี ถา คนใดกต็ ามในหมูพ วกเราไดน บนอบตอ สงิ่ ใดก็ดีโดยสําคญั กวา ส่ิง
นนั้ มอี ิสรภาพในสภาวะการเปน อยูหรอื ในการกระทาํ ของตนแลว การนบนอบอนั น้นั จะ
กลายเปน อิบาดะฮ ยง่ิ ไปกวานน้ั แมแตการวิงวอนขอในกิจการของอลั ลอฮจากผูอน่ื กเ็ ทา กับวา การ
ขออันน้ี คอื อิบาดะฮแ ละเปน การตั้งภาคีดว ยกลาวคือการวงิ วอนขอในประเดน็ นี้ มิไดแ ยก
ความหมายออกไปจากการนบนอบ ดังนั้น ประเดน็ จึงอยูท่ีวา จาํ เปนจะตองเขาใจถงึ ส่ิงท่เี รยี กวา
กจิ การของอลั ลอฮและแยกแยะกจิ การอนั น้ีออกไปจากกิจการของสง่ิ อืน่ ใหไ ด เพื่อทว่ี าเราจะไมต ก
อยใู นวังวนของการตั้งภาคี ในขณะทข่ี อสิง่ หนงึ่ สงิ่ ใดก็ตามจากบรรดานบแี ละบรรดาผมู ีความ
ใกลชิดกับอลั ลอฮ (เอาลิยาฮ) รวมไปถงึ ท่ีขอจากมนุษยคนอนื่ ๆ ฉะนั้นเราจงึ กลาวไดววา :
สว นหนงึ่ ของการตั้งภาคี คือแงทว่ี า เราขอในกจิ การของอลั ลอฮจากบุคคลอื่น เปนทีร่ ูกนั อยู
แลววา กิจการของอลั ลอฮน้ันมไิ ดหมายความวา อยูท่ีการสรา งการบรหิ ารและการใหป จ จัยยังชีพวา
เหมือนกันไปหมด ไมวาจากความเปนอสิ ระหรือจากการอนมุ ตั ขิ องอัลลอฮ เพราะวา พระองคได
ทรงระบุถงึ กรณที ี่ทรงมอบหมายใหแ กผอู นื่ ไดต ามที่ปรากฏหลักฐานในอลั -กุรอาน หากแตม นั
หมายถึงวา พระองคดาํ เนินกิจการไป อยา งอิสระโดยไมม สี ว นชว ยเหลือมาจากส่ิงใดเลย ดงั นน้ั ถา
ใครนบนอบตอบุคคลอ่ืนในลกั ษณะทีว่ าสงิ่ นน้ั มีอิสระแกตนเองในการกระทาํ ไมวา จะเปนการ
กระทําในเชิงปกติวสิ ัย เชน การเดนิ การพูด หรอื การกระทาํ ในเชงิ อภนิ หิ ารอยางท่ที า นนบอี ีซา
(เยซู) ของเรา (ขอความสันติพึงมแี ดทาน) ไดกระทําขนึ้ (๑) ก็จะถอื วา การนบนอบนั้นๆ เปนอิบา
ดะฮท่มี ีแกบุคคลทไ่ี ดรบั การนบนอบของตนนั้นเอง
เปน ที่เขา ใจอยา งแนชัดแลว วา : อลั ลอฮทรงเปนผูม่ังค่งั เหลือหลายในกิจการของพระองค
ขณะเดยี วกันพระองคก ็ทรงม่งั คั่งเหลอื หลายในสภาวะการดาํ รงอยูของพระองค กลาวคือพระองค
ทรงสราง ทรงประทานปจ จยั ยงั ชีพ ทรงใหชวี ิต ทรงใหความตายโดยไมตองขอความชวยเหลือจาก
ผูใด(๒) หรอื ขอความชว ยเหลือตอสรรพส่ิงที่พระองคสรางมาในแงท ่ีวา สิง่ นนั้ จะมีมาแตเ ดมิ อนั
มิใชเ ปนสรรพสงิ่ ท่ีถกู สรา งโดยพระองค หากแตอลั ลอฮทรงสรางสิ่งท้ังหมดโดยพระองคเ องอยาง
ชนิดที่ไมมีสว นชว ยเหลอื ของผูใดหรอื ส่ิงใด กลาวคือพระองคไ ดส รา งสสารวัตถแุ ลวทรงจัดรูปราง
ของมนั ไปตามทพ่ี ระองคท รงประสงค ฉะนั้นถาเราเช่อื มนั่ วา ผใู ดมคี วามม่งั คั่งเหลอื หลายในกิจการ
ของตนที่เปนไปในเชิงปกติธรรมดา หรอื ทมี่ ไิ ดเปนไปโดยปกติธรรมดา โดยไมมีใครเสมอเหมอื น
และผนู ัน้ ดาํ เนินกิจการตา งๆ ไปตามที่ตนเองตอ งการไดโดยไมมีสว นชวยเหลือหรือสนบั สนุนจาก
ผใู ดแมแ ตอลั ลอฮกแ็ นนอน เทา กับเราไดเ อาสง่ิ นัน้ เปน ภาคกี ับอลั ลอฮแลว และเทา กับวา เราได
ยดึ ถือเอาสิ่งนัน้ มาคเู คียงกับพระองค ผูท รงสงู สุด
ประเดน็ หลกั ท่เี ปนสาระสาํ คญั ของการจาํ กดั ความอนั นี้ คือ “ความอสิ ระของผดู ําเนิน
กจิ การ” ในกจิ การหนึง่ ๆ ของตน กับความไมมีอสิ ระแกตน หลักเอกภาพตามความหมายในแงนี้ ทัง้
คนมีความรูแ ละคนโงเ ขลาตางกม็ ีความเขา ใจทัดเทียมกัน
ใชแ ลว มโนคติที่ใสสะอาดยอมเขาใจไดเ ลยวา ในประเดน็ ความอิสระของผูถ กู เคารพภกั ดี
กบั การไมม ีอิสระของผูเคารพภกั ดีน้ันอยูใ นกรอบของเหตุผลแหงสติปญญาและคัมภรี อันทรง
เกียรติ จึงไมมีความจาํ เปนทจี่ ะตองมาแยกแยะรายละเอยี ดอีก ดวยการอาศัยมโนคตทิ างจติ สาํ นึก
(๑) ดงั ความปรากฏในโองการที่ ๔๙ ซเู ราะฮ อาลิอมิ รอน วา : แทจริงฉันน้ีจะสรางรปู นกขึ้นมาจาก
ดินแกพวกทาน แลวฉนั จะเปาในนั้น แลว มนั ก็กลายเปนนก โดยอนุมัตขิ องอัลลอฮและฉนั รักษาคน
ตาบอดและคนเปน โรคเรอ้ื นได และฉันทําใหคนตายมชี วี ิตขึน้ มาไดโ ดยอนมุ ตั ขิ องอัลลอฮ และฉัน
จะแจงแกพ วกทา นถงึ ส่งิ พวกทานรบั ประทานไดและ (ฉนั จะแจงแกพ วกทานได) สิ่งทพ่ี วกทานเก็บ
ไวใ นบานเรือนของพวกทา น”
(๒) เราไดกลา วผา นไปเมือ่ ตอนอธิบายเรือ่ งหลักเอกภาพแหงความเปนผูอภบิ าลวา อัลลอฮไมทรง
ขอความชว ยเหลอื ตอ สงิ่ ใดเลยในกจิ การของพระองค โดยมิไดหมายความวา พระองคจะทรงดาํ เนนิ
กจิ การโดยพระองคเ องไปเสยี ทกุ เร่อื ง จนถึงกับวาพระองคค อื แหลงที่มาของการสรา ง การประทาน
ปจจยั ยงั ชพี การใหเ ปน การใหตายโดยไมมีสวนเกยี่ วขอ งกับสาเหตทุ ม่ี าใดๆ ในส่งิ ตางๆ เหลาน้ัน
หากแตห มายความวา : พระองคท รงดําเนินกิจการตางๆ ไป ไมว า กจิ การทีเ่ กิดขึ้นโดยพลัน หรือ
กจิ การทเ่ี กดิ ขึ้นจากเหตแุ ละผลในฐานะผทู รงมอี าํ นาจอยา งเหลอื หลายเหนอื สิง่ อื่นใด แมวา กจิ การ
ของพระองคด ําเนินไปตามระบบของความสมั พนั ธระหวางเหตุและผลกต็ าม
และสติปญญาอันน้ี ชาวอาหรบั แหงยุคงมงายกจ็ ะมีความเขา ใจตอความหมายของอบิ าดะฮตาม
จุดมงุ หมายท่ีระบุอยใู นอลั -กุรอานได กลาวคอื การอบิ าดะฮต ามความหมายในแงน ้ี (หมายถึงท่ี
เปน ไปโดยความเช่ือทวี่ า ผูถ กู เคารพมคี วามอิสระ) มีความเขาใจทดั เทยี มกนั ท้ังคนมีความรูแ ละคน
โงเ ขลา ทัง้ คนทีม่ ีสติปญญาสมบรู ณกบั คนทไ่ี มสมบรู ณ เพียงแตว า ทุกตัวบคุ คลนั้นจะเขาใจไปตาม
ความสามารถของสตปิ ญญาที่มีอยตู ามทพ่ี ระองคไ ดม โี องการวา :
“แลว ธารนาํ้ ตา งๆ ไดไหลหลากไปตามปริมาณของมัน”
(อรั เราะดด ุ-๑๗)
อยางไรก็ดี พ้ืนฐานที่อยูในคําอธบิ ายของผพู ูดคอื “การยกอาํ นาจให” ดงั นั้น สงิ่ ท่จี ะอธบิ าย
ไปถึงเจตนาของพวกเขา
๒- “การยกอํานาจให” หมายความวา อยางไร?
คําอธบิ ายของผยู ึดมั่นในหลักเอกภาพสอดคลองกันในประเดน็ ท่ีวา ความเชอื่ เรอื่ ง “การยก
อํานาจ” นั้น เปน ตวั ชถ้ี ึงการตง้ั ภาคี และการนบนอบอนั เกิดจากความเชอื่ ดงั กลาวนน้ั ถอื เปนอบิ า
ดะฮอ ยา งหนึง่ ตอ ผูไดรบั การนบนอบ การยกอาํ นาจใหม ีลักษณะสองประการ คือ
๑- ยกอํานาจของอัลลอฮในฐานะผบู ริหารโลกไปใหเ ปน หนา ท่ีของบคุ คลพิเศาที่เปนบาว
ของพระองคอ ันไดแก บรรดามะลาอกิ ะฮ, บรรดานบี, และบรรดาผมู คี วามใกลชดิ ตอ พระองค (เอาลิ
ยาอ) โดยเรียกวา “ยกอํานาจในการจัดระบบของโลกให”
๒- ยกอาํ นาจในสวนทีเ่ ปนกิจการของพระผเู ปนเจา ไปใหเปน หนาที่ของผเู ปนบาว เชนการ
ออกกฎหมาย, การวางบทบญั ญตั ิ, การอภยั โทษ, การใหความอนุเคราะหชว ยเหลือ อนั เปนเรอ่ื งราว
ของอลั ลอฮ โดยเรียกวา “ยกอาํ นาจในแงของการวางบทบญั ญตั ิให”
ประการท่ีหนึ่ง
ไมต อ งสงสัยเลยวา มนั เปนสงิ่ ที่ชถ้ี ึงการตัง้ ภาคี กลาวคอื ถา หากใครเชอ่ื วา อลั ลอฮทรงมอบหมาย
กิจการของโลกและการบรหิ ารโลก เปน ตนวาการสรา ง, การใหปจ จยั ยงั ชพี , การใหต าย, การใหช วี ติ
, การใหห ิมะและฝนตก ตลอดจนเหตุการณต า งๆ ของโลกแกมะลาอิกะฮข องพระองคหรอื บา วผมู ี
คณุ ธรรมคนใดของพระองคแลว แนน อนเทา กับเขาไดต ้ังบคุ คลเหลานั้นขนึ้ เปนคเู คยี งกับอลั ลอฮใน
ขณะทย่ี กอํานาจใหม ไิ ดมคี วามหมายเปนอยางอ่ืน นอกจากวา สภาพของพวกเขาเปน ผมู ีความอิสระ
ในการกระทาํ ท้ังหลายของตน โดยเปนผูขาดการตดิ ตอจากอลั ลอฮในกิจการตา งๆ ทพี่ วกเขากระทํา
และตอ งการ
กลาวโดยสรปุ : จะเหน็ ไดว า การยกอํานาจบรหิ ารใหเปน เร่ืองของผเู ปนบาวน้ัน เปน สวน
หนึ่งจากการถือวา ผูเ ปนบาวมคี วามอสิ ระในการกระทําและดําเนินกจิ การของตนออกไปตา งหาก
จากบคุ คลอื่น ไมวาความเปน อสิ ระท่ีวา นน้ั จะอยูในการกระทาํ ใดๆ ท่ีเกย่ี วโยงกับการบริหารโลก
และเหตกุ ารณต า งๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในโลกก็ตาม เพยี งแตว า ถา อา งถึงความเปนอสิ ระของมนุษยใ นการ
กระทาํ ตา งๆ ในแงป กตวิ สั ยั โดยอธบิ ายเปน เชิงปรัชญาอยางเดยี วน้ัน พวกตั้งภาคีในยุคงมงายจะไม
ยอมหันมาพจิ ารณา ดว ยเหตนุ พี้ วกเขาจึงจาํ เปนตอ งอธิบายเกยี่ วกบั ความเช่อื ทม่ี ีตอ ความเปน อิสระ
ของบุคคลเหลานนั้ ในเรอ่ื งการบริหารโลก
ประการแรกอกี เชนกนั ท่ีไดกลายเปนประเดน็ สาํ คญั ในการอธบิ ายและถกเถียงกันในสมยั
แรกๆ ของอสิ ลาม จนถึงกับแบง หวั ขอการอธิบายออกไปเปน สว นของ “พวกมีความเชอ่ื ในโชค
เคราะห” (ญบิ รีย) กับ “พวกมีความเชื่อในการไดร บั อํานาจ” (ตัฟวฎี ีย)
สรปุ ไดวา ประเด็นสําคญั สําหรับพิจารณาจงึ อยูใ นระหวางความเชอ่ื ทวี่ า ผูเปนบา ว มีการ
กระทําโดยความเปน อสิ ระและแยกออกไปจากอัลลอฮตา งหากหรอื วา ความเช่ือทว่ี า เขามีคณุ สมบัติ
นัน้ ๆ โดยพระราชบญั ชาและการอนมุ ัตขิ องพระองคต ลอดทัง้ ตามเจตนารมณของพระองค และ
ความเชือ่ ในเรอ่ื งการยกอาํ นาจใหนนั้ ไมมีประเดน็ ที่สาม หากแตมันอยูในขายของประการท่หี นึง่
น่นั เอง
สวนในกรณีของความเชื่อทว่ี า คณุ านภุ าพจากมวลมะลาอิกะฮ, ญิน, หรอื นบแี ละวะลยี เ ปน
ผบู ริหารกจิ การสําหรบั โลก โดยการอนุมัติและตามเจตนารมณของพระองคตลอดทง้ั ตามพระ
บัญชาและโดยอาํ นาจของพระองค โดยท่ีพวกเขาไมมคี วามเปนอิสระในสิ่งท่ีไดกระทําลงไป หรือ
วา จะเปน ผไู ดรบั อาํ นาจเด็ดขาดในกรณีที่ไดสาํ แดงสง่ิ ใดออกไปน้ัน มิใชเ ปนตัวชส้ี าํ หรับการตงั้ ภาคี
หากแตเร่อื งเหลานี้ เปนประเดน็ ทีต่ องพูดกันในแงท อ่ี ยรู ะหวา งความเชอ่ื ที่มอี ยา งถกู ตอ งสอดคลอ ง
กบั สภาพความเปน จริง เชนความเชอ่ื ท่วี า มนั อยใู นสวนของมะลาอิกะฮ หรือความเชอ่ื ท่ีมีอยา ง
ผดิ พลาดจากสภาพความเปนจรงิ เชน ความเชอ่ื ทว่ี า มันอยูในสวนของนบีและวะลยี กลาวคอื
บรรดานบี และบรรดาวะลียน้นั มิไดม ีสภาพเปน ปรากฏการณใ นแงข องความเปน ตนเหตุและแหลง
กอ เกิด หากแตพ วกเขาก็เปนเหมอื นกับมนุษยท ่ัวๆ ไปท่ไี ดรบั ประโยชนจากระบบของธรรมชาตจิ น
ถอื ไดว าการยงั ชพี อยูข องพวกเขากข็ ึน้ อยูกับระบบตา งๆ เหลานั้น เปนท่ีรูจ ักกันอยูแลววา ความ
ผดิ พลาดท่มี ีตอ สภาพท่เี ปน จรงิ มไิ ดห มายถงึ การตั้งภาคีเสียทกุ อยา ง หากในกรณที ่จี ะมีความเชื่อถอื
วา วะลียคือตน เหตแุ หง กฎธรรมชาติและระบบตา งๆ ของสสารวัตถุ และมไิ ดห มายความวา ความเช่อื
ในประเดน็ ท่ีวา บคุ คลชนดิ นเี้ ปนตน เหตุและแหลงกอกําเนดิ แหง ระบบตา งๆ ของสสารวตั ถจุ ะแสดง
ถึงการต้งั ภาคี
ส่ิงท่ีควรจะไดน ํามากลา วอีกอยา งหน่งึ ก็คือวา พวกตง้ั ภาคใี นสมยั ทีอ่ สิ ลามเร่มิ เผยแผน นั้
เชือ่ ถืออยวู า พระเจา ของพวกเขาอยใู นประเภททีม่ คี วามเปน อิสระในการกระทาํ และตา งพากัน
ยอมรบั สิง่ ดงั กลาวโดยอาศัยพนื้ ฐานอันน้ี ดังไดกลา วมาแลว วา อุมัร บนิ ลิหยา ไดเดินทางจากนคร
มักกะฮไ ปยังเมอื งซเี รีย แลว ไดเห็นคนทั้งหลายเคารพภักดีรูปปน เขาจงึ ถามคนเหลานั้นถึงสาเหตุที่
พวกเขาตองเคารพภกั ดสี งิ่ ดังกลาว คนพวกนนั้ ไดกลาวกบั เขาวา :
“รูปปน เหลานท้ี เ่ี ราเคารถภักดีมันก็เพราะวา เม่อื เราขอฝนจากมัน มันก็ใหฝ นตกลงมาแกเ รา
แลว เลาเราขอความชวยเหลือจากมนั มนั ก็ใหก ารชวยเหลอื เรา” (๑)
มีปราชญอยพู วกหนงึ่ ที่เชือ่ ถือวา ในส่ิงของแตล ะประเภทนั้นมี “ผูอภบิ าลแตละส่ิงอยู” โดย
ไดรบั อํานาจในการบริหารส่ิงนัน้ ๆ การบริหารจกั รวาวอนั เปนกจิ การหนง่ึ ของอลั ลอฮก็ไดถูกยอก
ไปใหเ ปน เรอื่ งของผูนั้น ดังเชนทคี่ นอาหรับสมยั งมงายซ่ึงเคารพภักดีมะลาอกิ ะฮแ ละดวงดาว
สาเหตุที่พวกเขาเคารพภักดีสิ่งเหลาน้นั มเี พยี งวากิจการของจกั รวาลและงานบรหิ ารจกั รวาลนน้ั ได
ถกู มอบอาํ นาจใหแ กส่ิงนั้นๆ ตามความเขา ใจของพวกเขา และอัลลอฮก็ทรงสละอํานาจจากการ
บริหารโดยสิ้นเชิง ดว ยเหตุน้ีจึงถือวา การนบนอบใดๆ ก็ตามอันเกดิ ข้ึนโดยความรูสึกอยา งนี้ คือ อิ
บาดะฮ ในตอนตอไปทา นจะไดศึกษาถงึ ความเชื่อถือของชาวอาหรับยุคงมงายทีม่ ีตอรปู เคารพของ
พวกเขา
ประการที่สองของเร่อื งการยกอาํ นาจให
ถาหากเราเชอื่ มนั่ วา อัลลอฮทรงมอบอํานาจหนาที่ของพระองคบ างสว น เชน การออก
กฎหมาย และการวางบทบญั ญตั ิ สรรถการอนเุ คราะหใ หความชว ยเหลอื การอภัยโทษใหแ กบคุ คล
หนงึ่ บุคคลใดในสรรพสง่ิ ที่พระองคทรงสรางแลว กเ็ ทา กบั วา เราไดเอาส่ิงน้ันข้นึ เปนภาคี หนุ สวน
กับอัล-กรุ อานไดกลาววา
“และสวนหนึ่งจากมนษุ ย มผี ทู ่ีถือเอาสิ่งอ่ืนนอกอัลลอฮขึน้ มาเปนคูเ คยี งแลวพวกเขาให
ความรกั เขาเหลา น้นั เฉกเชนความรกั ท่พี งึ มตี อ อัลลอฮ”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- 165)
ไมต องสงสัยเลยวา สรรพสิ่งทมี่ อี ยูน ้ี ไมส ามารถท่จี ะเปน คเู คียงกับอลั ลอฮได แมก ระทัง่
การทจี่ ะดาํ เนนิ กจิ การหรือการกระทาํ ใดๆ ท่เี ปนกิจการอัลลอฮโดย “ความเปน อิสระ” กไ็ มส ามารถ
ทีจ่ ะกระทาํ ได หากไมเ ปนเพราะไดรบั อนมุ ัตแิ ละพระบญั ชา ของอัลลอฮมาใหด าํ เนนิ การในสง่ิ
นัน้ ๆ ในขณะที่สิง่ เหลาน้ันไมอ าจเปนคเู คยี งกบั อัลลอฮได ก็ยงั ตอ งเปน บา วและผทู าํ ตามพระบัญชา
ของพระองคและเจตนารมณข องพระองคอีกดวย เรื่องเหลานแี้ นนอนทีส่ ดุ ไดมีลกั ษณะของการตั้ง
ภาคีประเภทตา งๆ แฝงอยูในหมพุ วกยวิ และพวกครสิ เตียนตลอดจนพวกอาหรับสมยั งมงาย โดยมี
พวกหนึง่ ใหความเชอ่ื ถือวา อัลลอฮทรงมอบหมายสทิ ธใิ นการออกกฎหมายและวางบทบัญญตั แิ ก
นักปราชญและปโุ รหิตของพวกตน ดงั ท่ีอัล-กรุ อานไดก ลา ววา
“พวกเขาไดยึดเอานักปราชญและนักบาชของพวกเขาเปนพระเจา นอกเหนือจากอัลลอฮ”
(อัตเตาบะฮ- ๓๑)
(๑) ซเี ราะตอุ บิ นุ ฮชิ าม เลม ๑ หนา ๗๙ ประวตั ิของเรือ่ งนี้ไดนาํ มาเสนอผานไปแลว รวมถึงเรอื่ งที่
ทา นศาสนทูต (ศ) ไดกลาวไวท ฮ่ี ุดยั บียะฮดวยกรณกี ารขอฝนที่เปนเรอ่ื งเนนหนักมากในพวกงมงาย
สมัยกอน โปรดดูหนา ๓๓ บทนาํ หมายเลข ๒ หนงั สือซเี ราะตุลหะละบียะฮ เลม ๓ หนา ๒๙
พวกทอ่ี ยใู นยุคงมงายมคี วามเช่ือวา อัลลอฮทรงมอบอํานาจในการใหค วามอนเุ คราะหแ ละ
การอภยั โทษอนั เปน สทิ ธิโดยเฉพาะของอัลลอฮแกร ปู ปนและรปู เคารพของพวกเขา และถือวา รปู
ปน กับรูปเคารพตา งๆ เหลาน้ี มคี วามเปน อิสระในการดาํ เนินกจิ การเหลานี้ ดว ยเหตนุ ้ี พวกเขาจงึ
ตอ งเคารพภักดสี ิง่ เหลานั้นเพื่อจะใหมันขออนุเคราะหจากอัลลอฮใหแกพ วกเขา โดยถอื วา กิจการ
แหง การอนเุ คราะหช วยเหลอื อยใู นอํานาจของส่งิ เหลา นั้น ดงั ท่ีพระองคท รงมโี องการวา
“และพวกเขาเคารพภกั ดสี ่ิงท่ีมไิ ดใหโทษและมิไดใ หคุณอันใดแกพวกเขานอกเหนือไปจาก
อลั ลอฮ และพวกเขากลา ววา สิ่งทั้งหลายเหลา นี้เปน ผูอนเุ คราะหชวยเหลือเรา ณ อลั ลอฮ”
(ยูนุส-๑๘)
ดว ยเหตุนี้เอง โองการตา งๆ ของอลั -กุรอานจึงใหคํายนื ยันไววา ไมม ีใครใหก ารอนุเคราะห
ชวยเหลอื ได นอกจากโดยอนุมัตขิ องอัลลอฮ ดงั นั้นถึงแมพ วกต้ังภาคจี ะเชือ่ ถอื วา รูปเคารพของพวก
เขาจะอนุเคราะหช วยเหลอื พวกเขาโดยการอนุมตั ขิ องอัลลอฮ ก็มิไดหมายความวา คาํ ยนื ยันเหลานี้
จะอยูในประเด็นท่ีสอดคลอ งตามความเชอื่ ถอื ของพวกตง้ั ภาคี โดยเหตุที่วา ชาวอาหรบั ในยุคงมงาย
พวกนี้ท่ีไดเ คารพภกั ดีรูปปนอยู กเ็ ปนเพียงแตเคารพภกั ดีไปในฐานทถี่ ือวา มนั ควบคมุ การ
อนุเคราะหความชว ยเหลือของพวกเขาไวเ ทาน้นั เอง หาใชฐานะท่ถี ือวา มันคือ ผสู รางหรือผูบริหาร
จักรวาลแตอยา งใดไม อาศัยพ้ืนฐานของความเช่ือแบบผดิ ๆ อันน้ีเองท่ีพวกเขาไดพากันเคารพภกั ดี
สิ่งเหลานนั้ และโมเมเอาเองวา การเคารพภักดขี องพวกเขาท่มี สี ่ิงเหลา น้นั จะทําใหไ ดร บั ความ
ใกลชิดยังอลั ลอฮ โดยพวกเขากลาววา
“เรามไิ ดเคารพภกั ดีสง่ิ เหลานัน้ เพื่ออ่ืนใด นอกจากเพอ่ื ใหมันนําเราเขา ใกลชิดตออัลลอฮ
อยา งลึกซ้ึง”
(อซั ซุมัร-๓)
๓- การแบง พระเจา ออกเปนสวนยอยกบั การปฏเิ สธพระเจาสูงสดุ มิใชประเดน็ เดียวกัน
การแบง สภาพของความเปน พระเจา ออกเปน พระเจายอ ยตามจินตนาภาพนั้นเปนเร่ืองที่
ผิดพลาดและยกเมฆขึ้นมา เราจะไมข อนาํ หลักฐานทางวชิ าการและเหตผุ ลในเรอื่ งนี้จากโองการ
ตางๆ มากลา วใหย ืดยาว
สว นกรณขี องการแบงหนาทกี่ ารงานของพระเจา ดงั ท่อี ยใู นความเช่อื ของชาวอาหรับยุคงม
งายน้ัน ยังมิไดหมายถึงปฏิเสธพระเจา สูงสดุ ผูท รงอาํ นาจ หากแตพ วกงมงายเช่ือถือกบั พระเจาสงู สดุ
อยูถึงแมวา พวกเขาจะเคารพภักดีรูปปน และเชอื่ ถือในการแบง สภาพความเปน พระเจา แกสง่ิ เหลา น้ี
แตอ ซุ ตาสเมาดูดีย( ๑) ไดต ําหนคิ วามคดิ ในเรอื่ งการแบง แยกสภาพความเปนพระเจา ไวว า :
(๑) บิหารุล-อันวาร เลม ๒๕ หนา ๒๓๐-๓๕๐
ความเชื่อในเร่ืองการแบง แยกสภาพความเปน พระเจา น้มี ิไดมีรวมอยใู นความเชอ่ื ถอื ทีม่ ตี อพระเจา
สงู สุด โดยไดอธบิ ายวา :
“คนในสมัยงมงายมิไดเช่ือถือในพระเจา ตา งๆ ของพวกเขาวา ความเปน พระเจา ไดถกู เฉลี่ย
กนั ไปในระหวา งพวกมันทง้ั หลาย กลา วคือไมมีพระเจา ผูทรงอาํ นาจเหนือพวกมันอีกแลว แมว า
พวกเขาจะมีความเขา ใจอยางชดั เจนตอ พระเจา ในแงข องอัลลอฮ ตามความหมายที่มอี ยใู นภาษาของ
พวกเขาอยูก็ตาม”(๑)
มีขอสงั เกตอยูในคาํ อธบิ ายดงั กลาวน้ี กลาวคือถาหากมาพจิ ารณารวมกนั ระหวางประโยค
ทว่ี า : “ความเปน พระเจา ไดถกู เฉล่ียกันไปในระหวางพวกมันท้ังหลาย” กบั ประโยคท่ีวา “กลาวคือ
ไมม ีพระเจา ผทู รงอํานาจเหนอื พวกมันอีกแลว” ก็จะทาํ ใหคิดไปวา เรือ่ งราวเกี่ยวกับการแบง เฉลย่ี
สภาพความเปน พระเจา นนั้ มีความหมายเดียวกบั เรอื่ งราวเกี่ยวกับการปฏเิ สธพระเจา สงู สดุ ท่อี ยู
เหนอื ทุกส่งิ ทุกอยาง แตหาไดเ ปนอยางนน้ั ไม กลา วคอื พวกบชู าดวงดาว (ศอบิอะฮ) ที่ไดรับการ
อธบิ ายไวใ นอัล-กุรอานนั้น เช่ือมั่นตอดวงอาทิตยว า : มีสภาพของความเปน พระเจา และทาํ การ
บริหาร พรอมกบั กลาววา ยงั มพี ระเจาผูทรงอํานาจสงู สุดอยู โดยพวกเขากลาววา :
“แทจรงิ ดวงอาทติ ยท รงเปนเจาองคหนึ่ง ซ่ึงมีชีวิต มสี ตปิ ญ ญา แสงของดาวเคราะหและ
ความสวา งของโลกเกดิ ข้ึนมาจากมัน สรรพสงิ่ ทัง้ หลายอยใู นฐานะเปน เบื้องลาง ดังนนั้ มันจงึ มสี ทิ ธิ
ในการไดรับเกียรติ การกราบ และการสรรเสรญิ ตลอดท้งั การออ นวอน” (๒)
หมายความวา สภาพความเปน พระเจา ทใ่ี หญก วาสภาพของสรรพส่งิ ท่ีมีอยูในฐานะเปน
เบ้อื งลา ง อยางที่อัลลอฮไดทรงอางไวในอัล-กรุ อานเกี่ยวกบั สภาวะทีแ่ ทจ รงิ ของพระองค
พวกบชู าดวงดาวยงั กลาวอกี วา :
ดวงจนั ทรคอื เจา องคห นงึ่ มนั มีสิทธทิ ่ีจะรับการอบิ าดะฮ (เคารพภักดี) มันมหี นาทีบ่ ริหาร
โลกนใี้ นฐานที่เปนเบอื้ งลางและกจิ การโดยสวนยอย ส่ิงทั้งหลายอม่ิ เอบิ และเขา สูสภาวะความ
สมบูรณของตนไดก็เพราะอํานาจท่มี าจากมนั ” (๓)
ไมเ คยมีผใู ดเลยแมแ ตคนเดียวท่จี ะอธบิ ายถึงความเชือ่ ถือของพวกเขาเหลา น้ันที่มีตอ ดวง
อาทิตยและดวงจันทรว า ส่ิงท้ังสองอยใู นฐานะเปน สาเหตแุ หงกฎธรรมชาติ และไมม ีหนา ทีอ่ ันใด
มากไปกวา ดําเนินบทบาทอยางเดยี วกันเทานนั้ กลา วคือเปน ท่ยี อมรบั กันวา พวกเขาถอื วา สง่ิ ทงั้ สอง
เปนเจา ประเภทหนงึ่ และเช่อื ม่ันวาส่งิ ท้ังสองมีสตปิ ญ ญา, มชี ีวติ และทาํ การบริหารไปโดยใช
ความคิด และน่คี อื ฐานะแหงความเปน พระเจา และสภาพของส่ิงทงั้ สองกค็ ือ พระเจา สององค คอื
มใิ ชส ภาพของสิง่ ทอี่ ยใู นฐานะเปนสาเหตุแหง กฎธรรมชาติ กลา วคอื ถา หากมนั เปน สาเหตุแหงกฎ
ธรรมชาตแิ ลว พวกเขาจะไมเ คารพภักดตี อมนั อยางน้นั แน เพราะฉะน้นั จงึ ไมม ีขอหามอันใด
สําหรับการที่พวกตงั้ ภาคีจะเชอื่ ถือวา ยงั มพี ระเจา ผูท รงอาํ นาจและเปน ผทู เ่ี ฉล่ียสภาพแหง ความเปน
(๑) หนังสอื มุศฏอลิหาด อรั บะอะฮ หนา ๑๙
(2) และ (๓) อัล-มิลัล วนั นะฮลั ของ ชะฮร ะสตานี หนา ๒๖๕-๒๖๖
พระเจาใหก บั สงิ่ ตางๆ (ในขณะทค่ี วามเชอื่ ของเขามใี นเรอื่ งการแบงเฉลย่ี ภารกจิ แหง พระเจา กนั ใน
หมพู ระเจา ยอ ยท้งั หลาย) ดงั นัน้ ชาวอาหรบั ในยุคงมงาย จึงเชื่อถอื วา มกี ารมอบอํานาจทางดา นอภยั
โทษและการอนุเคราะหความชว ยเหลือใหแกรูปปน และเจว็ดตา งๆ พรอมๆ กบั ท่ีเชื่อถือวา ยงั มพี ระ
เจา องคอื่นทท่ี รงอํานาจสูงสดุ อยู การอภัยโทษและการอนเุ คราะหความชวยเหลือเปนกิจการ
ประเภทหนึง่ ของพระเจา หลักฐานทแ่ี สดงวา พวกเขาเช่อื มั่นในเรือ่ งการมอบอาํ นาจให กค็ อื การ
ยนื ยันของอัล-กุรอานท่ีกลา ววา ไมม กี ารอนุเคราะหความชว ยเหลือใดๆ ไดเ วนแตโดยอนุมตั ิ
ของอลั ลอฮ เชน :
“ผูใดเลา ท่ีจะมีอํานาจอนุเคราะหชว ยเหลือไวก ับตนได เวนแตโ ดยการอนมุ ัตขิ องอัลลอฮ”
(อัล-บะเกาะเราะฮ-๒๕๕)
อัลลอฮคอื ผูทรงไวซึ่งการอภยั โทษตอความผดิ บาป ดงั โองการท่ีวา :
“และใครเลา ทจี่ ะอภยั ความผดิ บาปได นอกจากอัลลอฮ”
(อาลิ อิมรอน-๑๓๕)
เราสงสัยวา (อาจเปน การสงสยั ทีถ่ ูกตอ งก็ได) ทานอซุ ตาส เมาดดู ยี ยงั มจี ดุ มุง หมายใน
ประเดน็ อืน่ อยูเบือ้ งหลงั คําอธิบายขอน้อี ีก (การแบง เฉลย่ี สภาพความเปน พระเจา คือการปฏเิ สธ
ความเชอ่ื ถอื ท่มี ตี อ พระเจาอน่ื ๆ) นั่นก็คอื ความเชอื่ ม่นั ที่วา คาํ วา พระเจา ตามทม่ี ีอยูในอัล-กุรอานนั้น
มีความหมายแคเ พียงสง่ิ ถูกเคารพ ตามแบบฉบับของทา นชัยค (อบิ นตุ ัยมยี ะฮ) ผเู ปน ตนตํารับ
กลาวคอื การเชอ่ื ถือตอรปู ปนวามสี ภาพแหงความเปนพระเจา นั้น หมายความแตเพียงวา เปนเจา
แหงความเปนส่ิงถกู เคารพ มิใชเปน เจา ในฐานะทว่ี า พวกมนั คอื พระเจา ยอ ย สวนอัลลอฮคือองคใ หญ
ของพระเจาเหลานัน้
ทา นอสุ ตาซและนักศึกษาของทา นไดทําใหพ วกตงั้ ภาครี อดพนไปจากคาํ อธบิ ายของพวก
ตนเก่ียวกบั เรื่องความเปนพระเจา ของรปู ปน เพียงแตใ หถอื วา พวกเขาเคารพภักดสี ิ่งเหลา นนั้ ไปโดย
ที่พวกเขามิไดถอื วา มันเปนพระเจา ยอย ในกรณที ่ีควบคูกบั พระเจา ผทู รงอาํ นาจและเปน ผทู ่เี ฉลี่ย
สภาพแหงความเปนพระเจา ใหก ับสิ่งตา งๆ (ในขณะทค่ี วามเช่อื ของเขามใี นเรื่องการแบง เฉลี่ย
ภารกจิ แหง พระเจา กันในหมูพระเจา ยอยทั้งหลาย) ดังน้ัน ชาวอาหรบั ในยคุ งมงาย จึงเชอ่ื ถือวา มกี าร
มอบอํานาจทางดานอภัยโทษและการอนเุ คราะหความชว ยเหลือใหแ กรปู ปน และเจวด็ ตางๆ พรอมๆ
กบั ทเ่ี ชือ่ ถือวายังมพี ระเจา องคอ น่ื ทีท่ รงอาํ นาจสูงสดุ อยุ การอภยั โทษและการอนุเคราะหค วาม
ชว ยเหลอื เปนกิจการประเภทหนง่ึ ของพระเจา หลกั ฐานท่แี สดงวาพวกเขาเช่ือม่นั ในเรอ่ื งการมอบ
อํานาจให ก็คือการยืนยนั ของอัล-กุรอานทีก่ ลา ววา ไมมีการอนเุ คราะหค วามชว ยเหลือใดๆ ไดเวน
แตโดยอนุมัติของอลั ลอฮ เชน :
“ผใู ดเลา ที่จะมีอํานาจอนเุ คราะหช ว ยเหลอื ไวก ับตนได เวนแตโดยการอนมุ ัตขิ องอัลลอฮ”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๒๕๕)
อัลลอฮคอื ผทู รงไวซ งึ่ การอภยั โทษตอ ความผดิ บาป ดังโองการที่วา :
“และใครเลา ทจ่ี ะอภัยความผดิ บาปได นอกจากอัลลอฮ”
(อาลิ อมิ รอน-๑๓๕)
เราสงสัยวา (อาจเปนการสงสัยท่ถี ูกตอ งก็ได) ทา นอุซตาส เมาดดู ีย ยงั มีจดุ มงุ หมายใน
ประเดน็ อ่ืนอยูเบ้ืองหลังคาํ อธิบายขอ นี้อกี (การแบงเฉล่ยี สภาพความเปน พระเจา คือการปฏเิ สธ
ความเชื่อถือทมี่ ตี อพระเจา อนื่ ๆ) นั่นก็คือความเช่อื ม่นั ทีว่ า คาํ วา พระเจา ตามท่มี อี ยูใ นอัล-กุรอานน้ัน
มีความหมายแคเ พยี งส่งิ ถกู เคารพ ตามแบบฉบับของทานชยั ค (อิบนุตยั มียะฮ) ผเู ปน ตนตํารบั
กลา วคือ การเช่ือถอื ตอ รูปปนวามสี ภาพแหงความเปนพระเจา น้นั หมายความแตเพยี งวา เปนเจา
แหงความเปน ส่ิงถูกเคารพ มิใชเ ปน เจา ในฐานะทว่ี า พวกมนั คอื พระเจายอ ย สว นอลั ลอฮคอื องคใหญ
ของพระเจา เหลา นั้น
ทานอุสตาซและนกั ศึกษาของทา นไดทําใหพวกตั้งภาครี อดพนไปจากคําอธิบายของพวก
ตนเกยี่ วกับเร่ืองความเปนพระเจา ของรูปปน เพียงแตใหถ อื วา พวกเขาเคารพภักดีสิ่งเหลานัน้ ไปโดย
ทีพ่ วกเขามิไดถอื วาเปนพระเจา ยอ ย ในกรณีทคี่ วบคูกับพระเจา ผทู รงอํานาจ
นอกเหนือไปจากนี้พวกเขายงั ทาํ ใหบรรดามุสลิมกลุม หนง่ึ ตองเสยี ภาพพจนไปในขณะท่ี
พวกเขาไดอธิบายโองการตา งๆ ทีว่ า ดวยการหามมิใหเชือ่ ถือพระเจา ตา งๆ วา หมายถึงหามการเคารพ
ภกั ดีสงิ่ เหลา นั้น ทง้ั น้ีกเ็ พราะ ในทัศนะของพวกเขาถอื วา พระเจา ก็คอื สง่ิ ท่ถี กู เคารพ ตอจากนน้ั พวก
เขายงั ใชโ องการเหลา นม้ี าอธิบายเก่ยี วกบั เรือ่ งการแสวงหาความสัมพนั ธ (ตะวัสสลุ ) การเยยี่ มเยือน
สุสาน (ซิยาเราฮ) ท่ีบรรดามสุ ลิมกระทาํ ตอบรรดานบแี ละผใู กลช ิดของอลั ลอฮ (เอาลิยาอ)
กลาวคอื ไดมกี ารอถาธบิ ายโองการทั้งหลายทว่ี าดวยการหามมิใหยึดถือพระเจาตา งๆ วา
หา มมิใหย ดึ ถือสงิ่ ถกู เคารพไปโสดหนึง่ และยงั ไดเ บนมาอธบิ ายใหเ ขา กนั กับเรือ่ งการแสวงหา
ความสัมพันธตา งๆ, (ตะวัสลุล) การเย่ียมเยือน, (ซิยาเราะฮ) สสุ านทีบ่ รรดามสุ ลมิ มีตอบรรดาบคุ คล
ผมู เี กยี รติของตนอีกโสดหน่ึง
4- เนื้อหาโดยสรปุ
เนื้อหาโดยสรุปอยูใ นประเด็นทว่ี า งานอะไรกต็ ามอนั เกดิ จากความเชอื่ อยางนี้ (ความเช่อื
ท่ีวา สิ่งนน้ั คือพระเจา ของโลก, หรือผอู ภบิ าลโลก, หรือผูมีความม่ังคัง่ เหลือหลายในตน และสาํ แดง
ออกมาซงึ่ กิจการในสว นทีเ่ ปน ของพระเจา ) และสิง่ ทีเ่ กดิ ขนึ้ มาจากการยอมรับอยางส้ินเชิงประเภท
น้ี ถอื วา เปน อบิ าดะฮและจะตอ งถอื วา ผูนนั้ เปนผตู ้ังภาคที นั ที ถาหากวา กระทาํ อยา งน้ันกบั สง่ิ อ่ืน
นอกเหนอื จากอลั ลอฮ
ในทางตรงกนั ขามกค็ ือ : การกลาวคาํ พดู , การกระทาํ ใดๆ, การนบนอบใดๆ อันมิไดเ กิด
ขน้ึ มาจากความเช่อื ถืออยา งน้ี กลาวคือ การนบนอบที่ใครคนหนึง่ มตี อบุคคลหนึ่ง และไดใหเกียรติ
อยางลึกซึ้งในการกระทาํ อันนน้ั โดยมไิ ดเ กิดขึ้นจากความเชอ่ื ม่ันวาบคุ คลน้ันมสี ภาพเปน พระเจา ก็
เทากับวา ยังไมเ ปนการตง้ั ภาคี และไมถ ือวา เปน อิบาดะฮแ กบุคคลน้ัน ถาจะเปน ไปไดก ็เพยี งแคถอื
วา การกระทาํ อันเปนที่ตอ งหา ม (ฮะรอม) เทา น้ัน เชน คนรักกราบคนรกั หรือภรรยากราบสามี
แนนอนถึงแมว า สงิ่ เหลานจ้ี ะเปนทต่ี อ งหาม (ฮะรอม) ตามบทบัญญัติอิสลาม แตม นั ก็ยงั มใิ ชอบิ า
ดะฮ กลาวคือสภาพของส่งิ ใดๆ ทเ่ี ปนของตอ งหา ม (ฮะรอม) น้ัน มิไดหมายถึงวามันตอ งเปน อิบา
ดะฮเ สมอไป ดังน้ันขอหา มสาํ หรับกรณีการกราบมนษุ ยโดยมิไดเชื่อม่ันวา มนษุ ยผ ูน้ันมสี ภาพเปน
พระเจาและความเปนผอู ภบิ าล จึงเปน เร่ืองทอ่ี ยูในประเด็นอืน่
จากคาํ อธบิ ายเหลานีไ้ ดอธิบายใหเ ปนคําตอบ คําถามทเ่ี กิดข้ึนในประเด็นน้ีคอื : ถาการ
เช่อื ม่นั ในสภาพความเปน พระเจา หรือสภาพความเปน ผอู ภิบาลหรือการไดรับมอบอาํ นาจของพระ
เจา เปน เงอ่ื นไขอนั หน่งึ ในการแสดงถงึ การอิบาดะฮ กห็ มายความวา การสญุ ดตอใครคนหนึ่งโดยท่ี
ไมมจี ิตสํานกึ อยา งนีเ้ ปนทอ่ี นญุ าตใหกระทาํ ไดกระนั้นหรอื ?
ขอตอบวา : การสุญดนั้น โดยท่วั ไปแลว เปน เครอ่ื งหมายของการอิบาดะฮและเปน ส่ือ
ความหมายสําหรบั การเคารพภักดอั ัลลอฮของมนุษยท งั้ มวล อีกทั้งมันมิไดหมายถึงส่ิงอ่ืนใด
นอกเหนอื จากการอิบาดะฮเ ทา นัน้ ดวยเหตนุ ี้ อิสลามจงึ ไมอนุญาตใหใชส ื่อความหมายอันนีก้ บั ผูใด
แมกระทง่ั ในกรณีทม่ี ใิ ชอบิ าดะฮ ส่ิงตอ งหามอนั น้ี มขี ึน้ เฉพาะในสมัยอสิ ลามเทา น้ัน กลา วคอื ใน
สมยั กอ นยงั ไมเปน ที่ตองหาม มิฉะน้ันแลว ทานนบียะอก ูบและบุตรของทานจะไมสญุ ดตอนบียูซุฟ
(ความสันติพึงมแี ดท า น) ดงั โองการทว่ี า :
“และเขาไดยกบิดามารดาของเขาข้ึนบนบัลลังก เขาเหลานน้ั ไดค ารวะตอ เขาโดยการสญุ ด”
(ยซู ฟุ -๑๐๐)
ทา นญิศอสไดกลาววา :
“การสญุ ดตอ สรรพสง่ิ ท่ีถูกสรางทั้งหลายเคยเปน สงิ่ ท่ีไดรับการอนญุ าตใหกระทําไดใน
สมัยของทานนบอี าดมั (ความสนั ติสุขพงึ มีแดท า น) และดเู หมอื นวา ยังคงใชอยตู อ มาจนถึงสมยั
ทานนบยี ซู ุฟ (ความสันตสิ ขุ พงึ มแี ดทา น) กลาวคอื ในสมัยน้ันจะมีการสญุ ดกันในกรณที แี่ สดงถงึ
การใหเ กยี รติ การยกยอง ในระดับเดยี วกบั ทส่ี มยั ของเราปจจบุ ันใชการสัมผสั มือ, การโคงคาํ นับ,
และจบู มือ ดังท่มี ีรายงานมาจากทา นนบี (ความสนั ติสขุ พงึ มีแดท า น) ในเรื่องอนุญาตใหจ บู มือ และ
ยงั มรี ายงานทส่ี ายสบื บกพรองอีกวา การสญุ ดตอสิง่ ที่นอกเหนือจากอลั ลอฮ ในแงของการใหเ กยี รติ
ยกยองนั้น ไดถกู ยกเลิกไปตามที่ทา นหญิงอาอิซะฮ ทา นญาบริ และทา นอานัส ไดรายงานวา ทา นนบี
ไดกลาววา : ไมสมควรท่ีมนุษยจะสุญดมนุษย และถา เปนเร่ืองท่ีอนญุ าตใหม นุษยกบั มนษุ ยสุญดกัน
ไดแลว แนนอนฉันจะส่ังใหหญงิ สุญดตอสามขี องนาง เนือ่ งจากเกียรติของเขามีเหนอื นางเปน อยาง
ย่ิง” (๑)
(๑) อะหกามลุ -กรุ อาน เลม ๑ หนา ๓๒ ของอะบี บกั ร อะหมัด บิน อาลยี อรั รอซีย (อัล-ญิศอศ) ตาย
เมอ่ื ฮ.ศ.๓๗๐
บัดน้ี เราพอจะมองเห็นลกั ษณะของความเขา ใจท่ชี ดั เจนไดแ ลววา ความหมายที่แทจริงของ
“อิบาดะฮ” และ “ชริ ก ” เปน อยา งไร และเราจาํ เปนตอ งกลา วสรปุ คาํ อธบิ ายตอนน้ีวา : ถา ใครคน
หน่งึ นบนอบตอ คนอนื่ ๆ คือแสดงความนอบนอมตอเขาเหลา นน้ั โดยมไิ ดม คี วามเช่ือถอื วา พวกเขา
เปน “พระเจา ” หรอื “ผอู ภบิ าล” หรือ “แหลงกอ เกิดของกิจการทงั้ ปวงอนั เปนสภาพของพระเจา”
หากแตท พ่ี วกเขาไดร ับการนบนอบกเ็ พราะเพยี งแตพวกเขามีสทิ ธิทจ่ี ะตองไดรบั การใหเกยี รติ
เพราะพวกเขาเปน “ปวงบา วผไู ดร บั เกียรติ ท่ีไมล วงลา้ํ ดว ยคาํ พดู ตอพระองค และกระทาํ ตามพระ
บญั ชาของพระองค” (อัล-อมั บยิ าอ- ๒๖-๒๗) ดังน้ันการนบนอบ, การใหเ กียรติ, การนอบนอ ม และ
การยกยองดงั กลา วนี้ จะตอ งไมเ ปน อิบาดะฮอยา งเด็ดขาด แนน อนทส่ี ุด อลั ลอฮไดท รงยกยองคน
พวกหน่ึงในปวงบา วทัง้ หลายของพระองคในลกั ษณะทแี่ สดงถึงสิทธใิ นการไดรบั เกียรติ วา :
“แทจรงิ อลั ลอฮ ไดท รงเลอื กสรรคอ าดมั และนูห และวงศวานของอิบรอฮีม และวงศว าน
ของอมิ รอนไวแ ดสากลโลก”
(อาลิ อิมรอน-๒๓)
ในอีกโองการหน่งึ ของอัล-กุรอาน อัลลอฮ ไดทรงเปด เผยถงึ การคัดเลือกทา นนบอี ิบรอฮมี
ใหอ ยใู นฐานะของผูนาํ (อมิ าม) โดยท่ีพระองคม ีโองการวา
“---แทจ ริงฉันเปนผูตง้ั เจา เปน ผูนาํ (อมิ าม) สาํ หรับมนษุ ย”
(อลั -บะเกาะเราะฮ- ๑๒๔)
ลักษณะการใหเกียรตทิ อ่ี ลั ลอฮทรงยกยองเอาไวทง้ั หมดน้ี เชน ทา นนบนี หู , อบิ รอฮีม, ดา
วูด, สุลยั มาน, มูซา, อีซาและทา นนบมี ุฮมั มัด (ความจาํ เรญิ ของอลั ลอฮพึงมีแดท านทัง้ มวล) เปน
เรื่องจําเปน ที่จะตอ งประทบั พวกเขาไวในสว นลกึ ของจิตใจ และจาํ เปน จะตองใหค วามรักแกพวก
เขา ใหเกยี รติพวกเขาแมกระทง่ั เรื่องของความจงรกั ภักดีท่ตี องมีตอ บรรดาผทู รงเกียรติ (เอาลิยาอ)
บางทา น ก็ไดถูกกําหนดมาเปนขอบงั คบั แกเราโดยคําสงั่ ของอลั -กรุ อาน(๑)
ดังนั้น เม่อื คนใดใหเ กยี รติเขาเหลา น้ัน ไมวา ในขณะมชี วี ติ อยูหรือภายหลังจากท่เี สยี ชวี ิตไป
แลว โดยมิไดท ําไปเพราะสิ่งใดทง้ั ส้ิน นอกจากเพราะวา พวกเขาคือบา วผมู ีเกยี รติยิ่งของอัลลอฮ และ
เปนท่ีรักอยา งใกลชิด (เอาลิยาฮ) ของพระองค อกี ทั้งใหเกียรตติ อ พวกเขาไปโดยปราศจากความเชอื่
ทีว่ า พวกเขาเปน “พระเจา” หรอื “ผูอภบิ าล” หรือ “แหลงกอ เกิดกิจการท้งั ปวงของพระเจา ” แลว
ไซร ก็ไมถือวาการกระทาํ ของเขาเปน อิบาดะฮ อยางเด็ดขาด และเขากม็ ิใชผตู ้ังภาคีเลยอยางแนนอน
ดวยเหตนุ ีเ้ อง การจบู มือทา นนบี, อมิ าม, คร,ู บดิ ามารดา, หรอื จบู อลั -กรุ อาน หรอื ตาํ รา
เกย่ี วกับศาสนา หรือหลมุ สุสานของบุคคลผูเ ปนท่ีรักของอลั ลอฮ (เอาลิยาฮ) ตลอดถึงอนุสรณท ่เี ปน
รองรอยของพวกเขา จะเปน ไดก็เพียงการใหเ กยี รติ และยกยองเทานั้น หาใชเปน อบิ าดะฮไ ม
๕- ทรรศนะของเรา กบั ทรรศนะของเจาของหนงั สืออลั -มะนาร
ในตอนจบของคาํ อธบิ ายเร่ืองน้ี เราใครน ําทา นผอู า นมาพิจารณาคาํ จาํ กัดความสาํ หรบั คําวา
อบิ าดะฮ อีกประเภทหน่ึงและเราจะกลา วถงึ จดุ ออ นบางอยา งในคาํ จาํ กัดความเหลานัน้ ดังนี้ :
1- เจา ของหนังสืออัล-มะนารไดกลา ววา :
“การอิบาดะฮเกดิ จากการนบนอบ ท่ีบรรลุถึงขนึ้ สูงสุด โดยเกิดจากความรูสกึ ทางดา นจติ ใจ
ถงึ ความยิง่ ใหญข องผูทถี่ ูกเคารพจนไมร ูถงึ ทม่ี าของสงิ่ นั้น และเชือ่ มนั่ ในอํานาจ อยา งชนิดที่ไมอ าจ
เขาใจถึงแกน แทของส่งิ น้ันได” (๑)
คําจาํ กัดความน้ี ไมอ าจหลีกพน จุดบกพรอ งได ในขณะทีบ่ างครง้ั การแสดงออกซึ่งอิบาดะฮ
มิไดเปนไปดวยความนบนอบอยา งถึงท่สี ุด เชน การนมาซในบางครง้ั ขาดซง่ึ ความสาํ นึกโดยสมาธิ
(คชุ อู ) ย่งิ ไปกวา นั้น ในบางครง้ั การนบนอบระหวา งคนรักกบั คนรัก และการนบนอบของพลทหาร
ท่ีมตี อผูบงั คับบญั ชาของตน ยงั มคี วามนบนอบยงิ่ ไปกวา ความนบนอบทผ่ี ูศ รทั ธาในอลั ลอฮสว น
ใหญม ีตอ พระผูอภบิ าลของพวกตนในขณะทีท่ าํ การขอดอุ าอ นมาซและกระทาํ อิบาดะฮเสียอกี
ขณะเดยี วกันก็ไมมีใครกลา ววา การนบนอบของสองพวกดังกลา วเปน อบิ าดะฮ ทั้งๆท่ีการนบนอบ
ของผูศ รัทธาท่ีมตี อพระผอู ภบิ าลของตนน้ัน เปน อิบาดะฮถึงแมว า จะมคี วามหมายนบนอบท่ีเบาบาง
กวาสองพวกแรกก็ตาม
ใชแ ลว เจา ของหนังสือเลม นี้ยงั ไดกลา วเปน เนื้อหาของคาํ อธบิ ายตอ ไปอีก อันอาจถอื ไดวา
เปนคําจาํ กัดความทถ่ี กู ตองของคําวา อบิ าดะฮ อยางชนิดท่ตี รงตามความหมายท่ีแทจรงิ ของมนั เชน
ทเี่ ราไดก ลา วไปแลว โดยกลาววา :
“สาํ หรบั การอิบาดะฮนนั้ มีรูปแบบมากมายอยูในทุกๆ ศาสนา อันเปนการช้ีใหเหน็ ถึงความ
สาํ นึกของมนุษยท ี่มตี ออํานาจของพระผูเปนเจา ผสู ูงสุด ซง่ึ นน่ั มันหมายถงึ วญิ ญาณของอิบาดะฮ
และเน้อื แทข องมัน” (๑)
โดยนัยยะทว่ี า : “ความสํานกึ ทมี่ ีตอ อาํ นาจแหง ความเปน พระเจา ” นัน้ มคี วามหมายท่ีสบื
เนื่องมาจากทรรศนะทว่ี า ถา ผูเปนบาวเช่อื มน่ั ในสภาพแหง ความเปน พระเจา ของส่งิ ทถ่ี กู เคารพภักดี
ก็จะทาํ ใหการกระทําของเขาเปนอบิ าดะฮ แตต ราบใดท่คี วามเช่อื ม่นั อยา งน้ี ยังไมเ กิดข้นึ ในการ
กระทาํ ของเขา มันก็ยังไมเปนอิบาดะฮ
๒- ทานอธกิ ารบดีมหาวิทยาลยั อัล-อซั ฮัร ชยั ค มุฮมั มดั ชลั ฎตไดใหคําจํากดั ความ ตาม
ความหมายเดยี วกับที่หนงั สอื อลั -มะนาร ไดกลาวไว แตป ระโยคแตกตา งกนั โดยทานกลาววา :
“อบิ าดะฮ (การเคารพภกั ดี) คอื การนบนอบอยางไมจ ํากดั ขอบเขต กับความยง่ิ ใหญอนั ไม
อาจจาํ กดั ขอบเขต” (๒)
(๑) อัล-มะนาร เลม ๑ หนา ๕๗
(๒) ตฟั สรี อลั -กุรอาน หนา ๓๗
จะเหน็ ไดว า คาํ จาํ กัดความทง้ั สองมลี ักษณะวิพากษแ ละมปี ญหาในตัวอยอู ยา งหนงึ่ และ
การอธิบายของหนงั สือ อัล-มะนารกแ็ สดงออกซง่ึ ปญ หาในตวั อกี อยา งหน่ึง ในขณะทก่ี ลาววา :
“การอิบาดะฮเกดิ จากความรสู กึ ทางดานจติ ใจที่มีตอ ความยงิ่ ใหญท ี่ไมอาจรูถงึ ท่มี า” พรอ มกบั กลาว
วา : ผูเปนบา วรถู งึ สาเหตแุ หงความยง่ิ ใหญว า หมายถึง : อาํ นาจแหง ความเปน พระเจา ซึ่งมันหมายถึง
คณุ านภุ าพของส่ิงทีถ่ ูกเคารพและความรสู กึ สาํ นึกถงึ ความจําเปนอยา งย่งิ ท่ีมีตอสิง่ น้ัน และสิง่ นั้นคอื
ทุกส่งิ ทกุ อยางของผเู ปน บา ว รวมไปถึงการสาํ แดงบทบาทอื่นๆ ทีน่ อกเหนอื จากน้ี แลวจะเรียกวา ไม
รูถ งึ ท่ีมาไดอยางไร? (๑)
๓- คาํ จาํ กัดความท่มี ปี ญ หาในตัวมากท่สี ุดเห็นจะไดแ กค ําจาํ กัดความของทา นอิบนุ ตัยมี
ยะฮ โดยทา นกลาววา :
“อบิ าดะฮ” คอื คํานามทเ่ี ปนศูนยร วมของทุกส่ิงทกุ อยา ง ท่ีอลั ลอฮทรงรกั และพอพระทัยอนั
มาจากคําพูดและการกรทําทง้ั โดยเรนลัลและเปด เผย เชนการนมาซ, การจา ยซะกาต, การถอื ศีลอด,
การบําเพญ็ ฮจั ญ, การพูดความจรงิ , การรกั ษาความซอื่ สัตย, การทําความดตี อพอ แม, การติดตอ
สัมพันธกับเครอื ญาต”ิ (๒)
ผเู ขียนทา นน้ี มไิ ดแยกแยะความหมายทแี่ ทจรงิ ที่มีอยรู ะหวา งการอิบาดะฮก ับการแสวงหา
ความใกลชิด (อัตตะก็อรรบุ ) และยงั ใหท ศั นะวา การกระทําทกุ อยา งในรปู ของการแสวงหาความ
ใกลช ิดยงั อลั ลอฮน้ัน คือการอิบาดะฮต อ พระองคไปดวยทงั้ ส้นิ ในขณะท่คี วามจริงมไิ ดเปนเชน น้ัน
เลย กลาวคอื เรอื่ งราวที่ระบถุ งึ ความพอพระทัยของอัลลอฮ และไดร บั รางวัลจากพระองคกม็ ีอยู
เหมอื นกันทวี่ าเปนอิบาดะฮ เชนการถอื ศลี อด, การนมาซ, การบาํ เพญ็ ฮจั ญ และกย็ ังมีงานทีห่ มายถึง
การแสวงหาความใกลชิดตอ พระองค โดยมิไดจ ักวาเปน อบิ าดะฮก็ยังมี เชน การทาํ ความดตี อบดิ า
มารดา, การจา ยซะกาต, การบรจิ าคเงินคุมส (หนึง่ ในหา ) กลา วคอื เร่อื งราวทุกอยา งนี้ เปน งาน
แสวงหาความใกลชิดยงั อัลลอฮในแงท ย่ี งั ไมเ ปนอบิ าดะฮ ถึงแมจะเรียกกันในเชิงวิชาการของนกั ฮา
ดษี วา เปนอิบาดะฮก โ็ ดยไดจ ักลักษณะของมันวาอยูในประเภทของอบิ าดะฮกต็ รงท่ีมันเปนงานท่ี
ไดรบั รางวลั ตอบแทน
หรอื อีกนัยหน่ึง : การกระทาํ ตางๆ เหลา นี้หมายถึงการเชอ่ื ฟง ปฏบิ ตั ิตามอลั ลอฮ (ฏออะฮ)
แตมใิ ชว า ทุกๆ ประเภทของการเชื่อฟง ปฏบิ ตั ติ าม (ฏออะฮ) น้ันจะเปน การอิบาดะฮเ สมอไป
ทา นอาจกลาวไดวา : งานเหลานัน้ มนั มที งั้ ทเ่ี ปน “สว นของอิบาดะฮ” และทเี่ ปน สว นของ
“การแสวงหาความใกลชดิ ” และการอบิ าดะฮทุกอยางนนั้ ลว นเปน การแสวงหาความใกลชิดดวย
ทัง้ ส้นิ แตการแสวงหาความใกลช ดิ ทุกอยา งมิใชเปนอบิ าดะฮไ ปเสียทง้ั หมด ยกตัวอยางเชน การ
เรยี กคนจนมารับประทานอาหาร, การชวยเหลือเด็กกาํ หรา เปนเร่อื งของการแสวงหาความใกลช ดิ
แตยงั มิใชเปนอบิ าดะฮ ในแงทว่ี า ผเู ปน บาวไดประกอบการงานอนั น้ันของตนใหก ับอลั ลอฮ
(๑) อาลาอรุ เราะหม าน หนา ๕๙
(๒) นิตยสาร บะฮษู ลุ -อสิ ลามี อันดับที่ ๒ หนา ๑๘๗ อา งจากหนังสือ “อัล-อะบูดี” หนา ๓๘
แนน อนทส่ี ุด ทา นทีร่ กั ไดเขาใจความหมายของ “อิบาดะฮ” ทแี่ ทจ ริงตามกรอบของคัมภีร
และสุนนะฮแลว และคงจะไมม ีความเคลอื บแคลงสงสัยในความหมายทแ่ี ทจ รงิ ของคาํ น้ีอยูอีกตอ ไป
บดั นขี้ อใหทา นใชค วามเขาใจทมี่ ีตอ คําวา อบิ าดะฮอ นั ถูกตองแลว นัน้ มาเปรียบเทยี บดูกบั การกระทํา
โดยทั่วๆ ไปของบรรดามสุ ลิมจากสมยั ของทา นศาสนทูตแหง อลั ลอฮ (ความจาํ เรญิ ของอลั ลอฮพึงมี
แดทานและแดว งศว านของทา น) มาจนถึงสมยั ของเราในยุคปจจุบนั วา มนั ขัดกบั หลักเอกภาพ และ
เขากบั หลกั ของการตง้ั ภาคี หรอื วาในทางตรงกันขา มมันสอดคลองกบั หลักเอกภาพ และมิใชเ ปน
การต้งั ภาคีแมแ ตอ ยา งใดเลย
ฉะนั้น เราจะขอนําทา นไปพิจารณาเปนเรื่องๆ โดยใชวธิ ีการนี้ (เอาการกระทําเหลา นมี้ า
พสิ ูจนกบั ความหมายท่ีเปน จรงิ ของคําวา “อบิ าดะฮ” )
การกระทําท่พี วกวะฮาบียไ ดถอื มาเปน ขอ โจมตบี รรดามสุ ลิม กค็ ือการกระทําในประเภท
ตอ ไปนี้ :
(๑) : การแสวงหาความสมั พนั ธ (ตะวัสลุล) กบั บรรดานบแี ละบรรดาผทู รงเกียรติ (เอาลิ
ยาอ) ในกรณีท่ตี อ งการใหผานพน อุปสรรคและเพอื่ ความมั่นใจสําหรับการขอ จะหมายถึงการตง้ั
ภาคหี รือไม?
ทา นผูอา นจาํ เปน ทีจ่ ะตองตอบคําถามขอ นีโ้ ดยพจิ ารณาไปถึงความหมายทถ่ี กู ตองตามที่ได
ผานไปแลว ในการจาํ กัดความหมายของคําวาอิบาดะฮว า มุสลิมไดแ สวงหาความสัมพันธ (ตะวสั
ลลุ ) กับบรรดานบีและบรรดาเอาลยิ าอโ ดยเชือ่ มัน่ วาพวกเขามีสภาพ “ความเปน พระเจา ” หรอื สภาพ
“ความเปน ผอู ภิบาล” และอาจอยูในประเด็นในสักอยางหนงึ่ ในความหมายของสภาพความเปนพระ
เจา และสภาพความเปนผูอภบิ าล หรอื มสุ ลิมเช่อื ถอื วาเขาเหลา น้ัน คอื บาวผูทรงเกียรติของอลั ลอฮ ที่
การวงิ วอนขอของพวกเขาเปนที่ตอ งถูกยอมรบั ตามที่ถกู ระบุไวใ นอัล-กรุ อาน
กลา วคอื ถาหากวา บคุ คลผูท ่แี สวงหาความสมั พันธ (ตะวสั ลุล) ตอ บรรดานบแี ละบรรดา
เอาลิยาอไดด าํ เนินกิจการน้นั ไปในลษั ณะประการทห่ี นงึ่ กิจการของเขาก็ตอ งเปนการตัง้ ภาคี โดย
ออกนอกกฎเกณฑข องอสิ ลามไปเลย
แตถาหากการแสวงหาความสมั พันธเปน ไปในลักษณะประการทส่ี อง กเ็ ทากับเขายังไม
กระทําในสิง่ ท่ขี ดั กบั หลักเอกภาพ และไมเ ปนการตงั้ ภาคแี ตอยา งใด
สวนกรณที วี่ า การแสวงหาความสัมพนั ธข องเขา ทกี่ ระทาํ กบั บคุ คลเหลานนั้น จะเกดิ ผล
หรอื ไม เปนเร่ืองอนุมัตหิ รอื ตอ งหาม กเ็ ปนอกี ประเด็นหนง่ึ ท่ีนอกเหนือไปจากการตงั้ ภาคี กลาวคอื
เปน เร่อื งทีอ่ ยูนอกประเด็นของคําอธิบายทกี่ ําลงั กลา วถึงซ่ึงหวั ขอ การอธบิ ายไดต ั้งไวใ นเร่อื งการ
แยกแยะหลกั เอกภาพกับเร่อื งการต้ังภาคี และอธบิ ายวา อะไรคือการตั้งภาคี และอะไรมใิ ชเปน การ
ตั้งภาคเี ทา นน้ั เอง
(๒) : การขออนุเคราะหค วามชวยเหลือ (ซะฟาอะฮ) จากบรรดาผทู รงคุณธรรม (ศฮลิฮนี )
ซ่ึงอัล-กรุ อานและหลักสุนนะฮไ ดร ะบยุ ืนยันไวถึงการอนุเคราะหชว ยเหลือของพวกเขา
กลาวคือ ถาการขออนุเคราะหความชว ยเหลือจากบคุ คลเหลา นน้ั เกิดข้ึนโดยถือวา พวกเขา
เปน ผูทรงสิทธเดด็ ขาดสําหรบั การอนุเคราะหความชวยเหลือและถอื วา กิจการในเร่อื งอนุเคราะห
ความชวยเหลือเปน สทิ ธิของพวกเขาโดยเฉพาะหรอื ถือวา ไดม ีการมอบอํานาจในเรง่ื อนใ้ี หแกพวก
เขา กแ็ นนอนเหลือเกินวา การกระทําอยา งนี้ คอื การต้งั ภาคแี ละพลาดออกไปจากหลักเอกภาพอยา ง
ไมตอ งสงสัยและเปน ท่ียอมรับกันอยวู า การอนุเคราะหค วามชวยเหลือนนั้ เปนคณุ านุภาพของพระ
เจา และผูอภิบาล การขอความอนุเคราะหความชว ยเหลือนัน้ เปนคณุ านภุ าพของพระเจา และผู
อภิบาล การขอความอนุเคราะหช ว ยเหลือตอบรรดาผมู คี ุณธรรมตามความหมายดงั กลา วนี้ เปน การ
ต้ังภาคีอยางไมม ีทางเลย่ี ง
แตใ นกรณที ีถ่ าหากการขออนุเคราะหความชวยเหลือจากบรรดาผูทรงคณุ ธรรมมีขึ้นโดย
เหตุท่ีวาบุคคลเหลา นเ้ี ปนผรู ับคาํ สง่ั จากอลั ลอฮไดอ นุเคราะหความชว ยเหลือแกผูท่ีอัลลอฮทรง
อนมุ ัตใิ หม ีการอนุเคราะหชว ยเหลือแกพวกเขาไดและพวกเขาจะไมอนุเคราะหค วามชวยเหลือใหแก
ผูทอี่ ัลลอฮไมอนุมตั ิใหม ีการอนุเคราะห ในฐานะทกี่ ารอนุเคราะหช ว ยเหลือนัน้ เปนสทิ ธโิ ดย
เด็ดขาดของอัลลอฮ แตผ เู ดยี วในอนั ทจี่ ะประทานแกบ า วของพระองคโดยผานทางบรรดาผใู กลช ิด
(เอาลิยาอ) ผทู รงคุณธรรม ผูทรงเกียรตขิ องพระองค
ดังนั้น การขอที่เกิดขึ้นตามความหมายโดยนัยยะอันน้ี และท่ีอยูในลกั ษณะนี้ ยอ มไมขัดกบั
หลักเอกภาพ และไมเขาขา ยการตงั้ ภาคี กลา วคือมันเปนการขอสง่ิ ๆ หนึ่งจากบุคคลผูหนงึ่ ทั้งๆ ทีร่ ู
วา เขาผนุ ้นั มีสภาพเปน บา วและมสี ภาพเปนผูไดรับคาํ สัง่ ของพระองคอยางแทจรงิ โดยเฉพาะ
สว นกรณที ่วี า การขอของเขาจะเกิดผลหรือไม มนั เปน ส่ิงอนมุ ัตหิ รือตองหาม ก็เปนอีกเรือ่ ง
หน่ึงอยนู อกประเดน็ ของ การต้ังภาคี และหลักเอกภาพกลาวคอื มันเปนเรอ่ื งท่ีอยูน อกเหนือกรอบ
ของการอธิบายตอนนี้ ซึ่งเราไดต ั้งหัวขอ ไวกอ นแลววา จะเปน การอธิบายถงึ เรอื่ งหลักเอกภาพและ
การตั้งภาคี ในการอบิ าดะฮ
(๓) : การใหเ กยี รติตอ บรรดาเอาลยิ าอข องอลั ลอฮ ตลอดจนใหเกียรตติ อสสุ านและสดดุ ียก
ยอ งในเกียรติของพวกเขา
การกระทําดงั กลา วนี้ คลองจองกับหลักเอกภาพ หรือหลักการตัง้ ภาค?ี
คําตอบกค็ อื วา การกระทําอยา งน้ี ในลกั ษณะหน่งึ อาจเปนเรอื่ งของหลักเอกภาพ และอกี
ลักษณะหนงึ่ อาจเปน เรือ่ งของการตง้ั ภาคี
กลา วคือ ถาหากการใหเกยี รติและการยกยองไมวา จะเปน ในรปู ใดอันไดเกิดขนึ้ จากบคุ คล
ใดก็ตามกับเหลาบรรดาผูทรงเกยี รติ (เอาลยิ าอ) ของอัลลอฮเปน ไปในฐานะทวี่ า เหลา บรรดาผูทรง
เกียรติน้นั คอื บาวผูม ีคุณธรรมและทมุ เทชวี ิตของพวกเขาเพื่อการเผยแผเรียกรอ งสูอัลลอฮ และได
เสยี สละชวี ิต ครอบครัว ทรพั ยส ินไปในหนทางของอลั ลอฮ อุทิศทกุ อยางในการนํามนุษยชาติ ไมวา
เร่อื งใหญเร่ืองเล็ก ดังน้ันการใหเ กียรติในแงนี้สอดคลองกับลักษณะตา งๆ ของหลักเอกภาพ เพราะ
เปนการใหเ กียรติบาวของอลั ลอฮคนหนง่ึ ทีไดท ําการรบั ใชใ นหนทางของอลั ลอฮ พรอมกบั ยอมรับ
วา เขาคอื บา วคนหนึง่ ท่ีไมมีสิทธิในสง่ิ ใดๆ นอกจากที่อลั ลอฮใหเขามสี ิทธิ และไมม ีอํานาจใดๆ
นอกจากเทาทอี่ ัลลอฮ ทรงกําหนดใหแ กเขา
แทจ ริงแลว การใหเ กยี รตใิ นลกั ษณะเชน น้ี สอดคลองกับพืน้ ฐานของหลกั เอกภาพในดาน
ตางๆ อยางไมต อ งสงสยั
แตใ นกรณที ่ีถาการใหเกยี รติและการยกยอ งตอวะลีย (ไมวา จะมชี วี ติ อยหู รอื ตายไปแลว)
เปน ไปโดยความเช่อื ทว่ี า เขาเปน ผทู รงสทิ ธิ ในปรากฎการณตา งๆ หรือในระดบั ใดๆ ก็ตามแหง
ความเปนพระเจา หรอื เชือ่ ถือวา เขาเปน ผดู ํารงอยตู ามความหมายแหง ผูอภิบาลหรอื อยใู นระดบั ใดก็
ตามของความหมายดังกลา วนแ้ี นน อน อยางไมตองสงสัยเลยวา มนั คอื การต้งั ภาคแี ละออกนอกหลัก
เอกภาพไปเลยทเี ดยี ว
สว นประเด็นทวี่ า จะเกิดผลหรือไม หรือมันเปน ส่ิงท่ีอนุมัติหรอื ตองหามกันแน อีกประเด็น
หนึง่ นอกเหนือไปจากประเดน็ ของการตง้ั ภาคีและหลักเอกภาพกลา วคอื อยูนอกเหนือไปจาก
หนา ทข่ี องคาํ อธิบายตอนนี้ทเี่ นน ถึงการอธบิ ายในประเด็นทีว่ า อะไรคอื การตัง้ ภาคี และอะไรที่มิใช
การตัง้ ภาคีเทา นน้ั เอง
(๔) : การขอความชว ยเหลอื ตอ บรรดาเองลิยาอ
เรอ่ื งนีจ้ ะสอดคลอ งกับหลักเอกภาพ หรือสอดคลอ งกบั การต้ังภาคอี ยางไรหรือไม คําตอบ
สําหรับเรือ่ งน้ี จะชดั เจนข้ึนหลังจากไดนําลักษณะการขอความชวยเหลอื ดงั กลา วนี้ไปวัดกบั ตราชู
ซงึ่ อลั -กรุ อานไดใหไว กลา วคือถาใครคนหน่ึงขอความชว ยเหลือตอ วะลีฮคนใดไมว าจะมชี วี ิตอยู
หรอื ตายไปแลว เพื่อใหเ ขาไดอ ะไรสักอยางหนึง่ เปนไปไดตามธรรมชาตหิ รอื ผิดธรรมชาติ เชน การ
ทําใหไมเ ทา กลายเปน งู การทําใหคนตายฟน ชีพขึ้นมา โดยเชื่อมั่นวา ผใู หความชว ยเหลอื คือพระเจา
องคหนงึ่ หรือผอู ภิบาลองคห น่งึ หรือเปนผูไ ดร บั มอบอํานาจในกจิ การบริหารและสภาพความเปน ผู
อภบิ าลบางอยางแลว แนน อนการกระทําเชนน้ี ยอ มเปนการตั้งภาคี อยา งหาขอโตแยง ไมไดเลย
สวนในกรณีที่ถาหากวา ทกุ สง่ิ ทุกอยา งนี้ หรือบางสวนเปนไปโดยถอื วา วะลียน้นั คือบาว
คนหนงึ่ ที่ไมมีอาํ นาจเหนือสิ่งใด นอกจากเทา ทอ่ี ัลลอฮไดท รงกําหนดใหแกเขา และทรงประทาน
ใหแ กเ ขา เขามไิ ดเปนผูกระทาํ ในส่ิงใดทีเ่ ขาไดกระทําลงไปเลย นอกจากโดยการอนมุ ัติของอลั ลอฮ
และตามเจตนารมณข องอลั ลอฮเทา นน้ั กลา วคอื การขอความชวยเหลอื จากเขาในลกั ษณะเชน น้นั
เปน เรอื่ งของหลกั เอกภาพ โดยไมม ีอะไรแตกตางไปเลย สําหรบั กรณีท่ีวา วะลยี ผูใหความชว ยเหลอื
นน้ั จะมีชีวติ อยูห รือตายไปแลว ก็ตาม และไมว ากิจการท่ีขอจะเปนกิจการประเภทปกติวสิ ัย หรอื
เหนอื ปกตวิ ิสัย
สว นกรณที ่วี า ผถู ูกขอความชว ยเหลอื จะเปน ผทู สี่ ามารถใหค วามชว ยเหลือน้ีจะสมั ฤทธิ์
หรือไมกับทว่ี า การขอความชวยเหลอื นี้ เปนท่ีอนมุ ตั ิหรือเปนของตองหาม ทุกสง่ิ ทุกอยางนีเ้ ปน
ประเด็นท่อี ยูนอกเหนอื กรอบของการอธบิ ายสําหรับบทน้ี
(๕) : การขอใหหายปว ยและขอการบาํ บดั จากบรรดาเอาลิยาอ
เรอ่ื งนี้ เปนทส่ี อดคลอ งกบั หลกั เอกภาพหรือไม? กลา วคอื ถา คนใดขอจากบรรดาวะลียว า
ใหห ายปวย โดยเชอื่ มั่นวา การใหห ายปวยนั้นอยูในอํานาจของอัลลอฮ กลา วคือพระองคเปน ผูให
หายปวยทีแ่ ทจ ริง เพียงแตวา พระองคป ระสงคท ีจ่ ะใหม นั เปน เร่อื งที่ไดแกบ า วของพระองค โดย
วิธีการตามเหตุผลแหงธรรมชาตแิ ละนอกเหนือกฎธรรมชาติ ดงั นั้นการขอในลักษณะเชนนี้
สอดคลองกับหลักเอกภาพและไมคานกนั แตอยางใด เพราะเขาตระหนักดอี ยวู า ผถู กู ขอไมสามารถ
ทาํ อะไรไดเลยนอกจากโดยพระบัญชาของอัลลอฮ และเขาไมส ามารถสําแดงอะไรออกมาไดเลย
นอกจากวา จะเกดิ ข้ึนมาโดยเจตนารมณข องพระองค
สว นกรณที ถ่ี าขอการหายปวยจากเขาโดยเชอ่ื ม่นั วา เขามอี สิ ระเด็ดขาดในการใหหายปวย
และทรงสิทธิในการบําบัดหรือไดร บั มอบอํานาจเดด็ ขาดในเรื่องน้ี งานอันนน้ั กย็ อมเปน การตัง้ ภาคี
และออกนอกกรอบของหลักเอกภาพทันที
สวนการขอใหห ายปว ยกบั บรรดาวะลยี ของอัลลอฮ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม? หรอื กรณที ่ีวา
พวกเขาจะมึความสามารถในการทาํ ใหหายไดห รือไม? กบั ท่วี า งานอยา งนีเ้ ปน ท่อี นุญาตหรอื ไม
อนญุ าต? เปน อกี เรื่องหนึ่ง นอกเหนอื ไปจากเร่อื งหลกั เอกภาพและการตงั้ ภาคี กลาวคือออกนอก
ประเดน็ สาํ คัญของการอธิบายบทนี้ ซ่ึงต้งั ประเดน็ ใหศึกษาในหัวขอทวี่ า อะไรคือการตั้งภาคตี าม
ความเปน จรงิ ของมัน? และอะไรทม่ี ิใชการตง้ั ภาค?ี
ดังกลา วน้ี เราไดหยิบยกมาเปน ตัวอยางแกท านผูอ านเพอื่ เปน แนวทางศกึ ษาเรอ่ื งอื่นๆ ท่ยี ัง
มีอยูอีก ซึ่งพวกวะฮาบยี ไ ดป ฏเิ สธไปเลย
สาํ หรบั เรือ่ งท่ีพวกวะฮาบยี ม คี วามเขา ใจผดิ พลาดและคลมุ เคลือในความหมายของสภาพ
แหง ความเปน พระเจา (อลั อลุ ฮู ียะฮ) กับความหมายของสภาพแหง ความเปนพระเจา (อลั อลุ ฮู ียะฮ)
กับความหมายของสภาพแหงความเปนผูอภบิ าล และเชน เดียวกนั น้ี กับความเขา ใจผดิ พลากทม่ี ีใน
คาํ จาํ กัดความของหลักเอกภาพและการตั้งภาคีนั้น เราก็ไดก ลา วไปในการอธิบายบทน้ีไป โดยสรปุ
แลวเกีย่ วกบั ความเขา ใจผดิ อยางนัน้ ตามทร่ี ะบอุ ยใู นหนังสือจากบรรดานกั วชิ าการสว นมากของ
พวกเขา
กอ นท่เี ราจะยตุ กิ ารอธบิ ายเกี่ยวกบั เรอ่ื งนี้ เราจะขอกลา วถึงหลักการของพวกบูชาเจวด็ ใน
สมัยญาฮลิ ยี ะฮ (ยุคงมงาย) และวธิ ีการเรยี กรอ งไปสกู ารบูชารปู ปนของพวกเขาสักเรื่องดว ย
เพราะวา การอธบิ ายถงึ เร่อื งน้ี มันจะเปน การดีอยตู รงท่วี า ไดชว ยใหเขาใจถงึ โองการตางๆ เปน
จาํ นวนมากซงึ่ ถกู นํามาต้งั เปน ขอหาสาํ หรับเรอื่ งการแสวงหาความสมั พนั ธ (ตะวสั สุล) และการ
วิงวอนขอ ลกั ษณะตา งๆ วา เปนการต้งั ภาคี โดยความสับสนทีม่ ตี อ ความหมายดานนอกของมนั
เนอื่ งจากขาดการพจิ ารณาใหลึกซ้ึงในเนื้อหาท่ีแฝงเรนอยขู องโองการนัน้ ๆ
๖- ความเชื่อถอื ของชาวอาหรบั ยุคงมงายและพวกบูชาเจว็ด
พวกบชู าเจว็ดในสมัยนน้ั ไดแบงออกเปนหลายประเภท เชน
๑- พวกตั้งแทนบูชา
คนพวกน้ีกลาววา : คนเราน้นั ไมอยุในฐานะทีจ่ ะทาํ การเคารพภกั ดอี ลั ลอฮและติดตอกับ
พระองคโดยตรงได แตจําเปน ตองมสี ือ่ กลาง ดังนัน้ จึงตองตงั้ แทน บชู าขึ้นมาซึ่งมีอยเู จด็ แทน แลว
พวกเขากไ็ ดท ําพธิ สี วดตอ แทน บชู าเหลา นี้เพ่อื เปนการหาความใกลช ดิ กบั บรรดาดวงวญิ ญาณ
ทัง้ หลาย และถือวาความใกลช ดิ ทมี่ ีตอ บรรดาดวงวิญญาณเหลา น้ัน เทากบั ไดใกลช ิดตอ ผทู รง
บริสุทธ์ิ โดยความเชอ่ื มนั่ ทว่ี า แทนบชู าเหลา น้นั คอื เรือนรา งสาํ หรบั ดวงวญิ ญาณเหลา น้ัน
พวกเขาทาํ พิธีสักการะบูชาแทนบชู าเหลานีโ้ ดยเฉพาะ โดยไดส วมใสอาภรณใ หกบั แทน
บูชาเหลา นน้ั ตามวันเวลาหน่งึ ๆ ที่แนน อนโดยเฉพาะ และไดส ักการะแทน บชู าเหลานนั้ ไปตาม
วาระตา งๆ ท่แี นนอน ตอ จากน้นั กจ็ ะวงิ วอนขอในส่งิ ทีต่ องการ และขนานนามเรยี กสง่ิ นั้นวา “ผู
บรบิ าล” “พระเจา” สว นอัลลอฮน้ันเปนผอู ภบิ าลของบรรดาพระผอู ภิบาล และเปนพระเจา ของ
บรรดาพระเจาเหลาน้นั (๑)
๒- พวกจําแนกประเภทของแทน บูชา
พวกน้ีมีความเชอ่ื บางอยา งทตี่ รงกับคนพวกแรก นอกจากวา จะเลอื กประเภทของแทน บูชา
มาเปน ท่สี กั การะตามโอกาสตา งๆ ฉะนน้ั พวกเขาจึงสรา งแทน บูชาขึ้นเพื่อวาระตา งๆ ท่แี นน อน โดย
กลาววา เราสกั การะสงิ่ เหลาน้ีและแสวงหาความสมั พันธก ับแทนบชู าเหลานี้ กเ็ พื่อเราจะไดใ กลชิด
กบั บรรดาดวงวิญญาณ จากน้ันดวงวญิ ญาณดงั กลาวก็จะทําใหเราเขาใกลช ิดยงั อลั ลอฮ ดวยเหตนุ ้เี รา
จงึ เคารพภักดีสิง่ เหลาน้ัน ดังโองการท่วี า “เพ่ือมันจะทาํ ใหเราเขา ใกลช ิดกบั อัลลอฮอยา งลึกซงึ้ ” (๒)
๓- ความเชือ่ ถอื ของชาวอาหรบั ยคุ งมงาย
ชาวอาหรับมีเปนสวนนอยที่เชื่อถอื ในปรากฎการณของธรรมชาติ โดยกลา ววา ธรรมชาติ
เปนสิ่งท่ใี หชวี ติ และกาลเวลาทาํ ใหเกดิ การดับสูญ สาํ หรับชีวิตตามทัศนะของพวกเขาคอื สงิ่ ท่ีเกิด
ข้นึ มาจากระบบตางๆ ของธรรมชาตแิ ละเปน รากเงาที่มคี วามรูส ึกอนั มอี ยูในโลก พวกเขาจงึ สรปุ วา
การมีชีวติ และความตายขนึ้ อยูกับความเปนไปและเปลยี่ นแปลงของธรรมชาติ กลา วคอื ศนู ยร วม
ชวี ติ คอื กฎธรรมชาติ และส่งิ ที่ทาํ ใหสญู สลายคือปรากฎการณของธรรมชาติ แตทวา สวนมากมี
ความเชือ่ มั่นวา มผี ูสรางและผูใหบงั เกิดสรรพสิ่ง แตพวกเขาปฏเิ สธการฟน คืนชีพและการคนื กลับ
ไปสูการชําระโทษ อีกทง้ั ประทานศาสนทตู มาจากอลั ลอฮ(๑) เทานั้น
(๑)-(๒) “อลั -มลิ ลั วันนะฮัล” หนา ๒๔๔
ในหมูคนจาํ พวกน้ี ยังมีผุท่เี คารพภักดมี ะลาอิกะฮ, ญิน อกี ทง้ั ถอื วา ส่ิงเหลา นเ้ี ปนบตุ รสาว
ของอัลลอฮ และยังมที ั้งพวกทบ่ี ชุ าดวงดาวซงึ่ เรยี กวา พวกศอบอิ ะฮ
ในหมคู นจําพวกนัน้ มีผทู ่ปี ฏเิ สธพระผสู ราง และการถูกสรา งของสรรพสง่ิ รวมทั้งการฟน
คนื ชีพและการถกู ประทานมาของบรรดาศาสนทูต แตท ง้ั สองพวกก็เคารพภักดีรูปปนและถือวารูป
ปน นั้นเปน ผทู รงสทิ ธิ ในการอนุเคราะหความชว ยเหลอื ให ณ อัลลอฮ
ในหมชู นชาวอาหรบั มพี วกที่เชอ่ื ถือตามแบบของพวกยิวหรือตามแบบของพวกนศั รอนี
และปรากฏวา เมืองมะดีนะฮ เปน ที่ตง้ั แหง แรก สว นเมืองนัจรอนเปนท่ีต้ังแหง ทสี่ อง
สําหรับพวกครสิ เตียนน้ันมีอยูสามประเด็นท่เี ปน ขอ แตกตางกันอยู ในเรอ่ื งของพระบิดา,
พระเยซู, และพระจติ วญิ ญาณบริสุทธิ์ โดยอาศัยรูปแบบมาจาก : อลั -มุลกานียะฮ, นัสตรู ,ี ยะอก ูบีย
พวกเหลานี้ ต้ังภาคีในการเคารพภกั ดพี ระเยซู ผูซ ึ่งมิไดเปน อะไรเลยนอกจากเปนศาสนทูต
คนหนึ่งเทานน้ั
มีอยูหลายโองการที่แสดงถึงคาํ อทุ ธรณข องทานนบีอิสรอฮมี โดยชใี้ หเ หน็ ถึงความเชอ่ื ถอื
ของพวกบชู าดวงดาวปและเทพเจา
ขณะเดียวกันก็มีโองการตา งๆ อยูจาํ นวนหนึ่ง อธบิ ายถึงความเชื่อถือของพวกคริสเตียน
อกี ท้งั ยังมีอยหู ลายโองการท่อี ัล-กรุ อานไดประนามพวกบูชาเจว็ดอยา งรนุ แรง เกยี่ วกับชาว
อาหรบั ยคุ งมงายท่มี กี ารยอมรับในหลักความเชอ่ื ลักษณะตา งๆ กลา วคือสวนมากพวกเขาจะเคารพ
ภกั ดรี ูปปนในฐานนะทเี่ ชอ่ื มน่ั วา รูปปน ใหการอนุเคราะหชว ยเหลอื และเปนพระเจายอย เชนมี
ตวั อยา งจากโองการตา งๆ ดังนี้
“และเมื่อบรรดาผปู ฏิเสธไดมองเหน็ เจา พวกเขากไ็ มค ิดอน่ื ใดตอ เจา เลย นอกจากเยย หยัน
เทา น้ัน และวา น่ีนะ หรือ คอื ผูท่ีกลาวถึงพระเจา ทง้ั หลายของพวกทาน (พวกเขาพูดทั้งๆ) ขณะทพ่ี วก
เขาปฏิเสธตอคาํ เตอื นของพระผูทรงกรุณา”
(อลั -อมั บิยาอ- ๓๖)
“หรือวา พวกเขามบี รรดาพระเจา ท่ปี กปองพวกเขาใหพน ไปจากเราได พวกเขาไมส ามารถ
จะชว ยเหลือตัวของพวกเขาเองไดเ ลย”
(อัล-อัมบยิ าอ- ๔๓)
“พวกเขาไดอ ุปโลกขญ ินข้ึนมาเปน ภาคีกบั อัลลอฮ ทัง้ ๆที่พระองคไ ดสรางพวกเขามา และ
พวกเขาไดกคุ วามเทจ็ แกพ ระองคว า มบี ตุ รชายและหญิงโดยปราศจากความร.ู ..”
(อลั -อนั อาม-๑๐๐)
“แลวสูเจา ไดพิจารณาดเู ทวรูป, อลั ลาต, อุซซาและมะนาต อนั เปนทส่ี ามอีกบางไหม”
(อนั นจั มุ-๑๙-๒๐)