The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 21:32:30

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

50



การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลี่ยงความเสือ่ มโทรมของปา่ พรุ
และฟน้ื ฟูปา่ พรทุ เี่ สือ่ มโทรม

โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็
คาร์บอน และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื

Maximizing Carbon Sink Capacity and Conserving Biodiversity through
Sustainable Conservation, Restoration and Management of Peat Swamp

Ecosystems

ศูนยว์ นศาสตร์ชุมชนเพอ่ื คนกับป่า (RECOFTC)
คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
สมาคมคนรกั ษถ์ ิ่น
กันยายน 2563

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลีกเล่ยี งความเสือ่ มโทรมของป่าพรุและฟ้ืนฟู
ปา่ พรทุ ีเ่ สอ่ื มโทรม

รายงานการสงั เคราะห์งานวิจยั ภายใต้โครงการเสริมศกั ยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ
เพื่อเพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพ
อยา่ งยงั่ ยืน

ISBN
ผสู้ งั เคราะห์ ดร.สวรนิ ทร์ เบ็ญเด็มอะหลี
งานวจิ ยั
โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรเุ พื่อเพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอนและ
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยืน
ดาเนินการโดย ศนู ยว์ นศาสตร์ชุมชนเพือ่ คนและปา่ คณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ และ
สมาคมคนรักษ์ถิน่
Copyright© ลขิ สทิ ธ์ิในประเทศไทย ตาม พระราชบัญญัติลิขสทิ ธิ์ พ.ศ. 2537 ©สานักงานนโยบาย
และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม พ.ศ. 2563
โครงการน้ีได้รับการสนับสนุนและกากบั ดแู ลโดย : โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United
Nation Development Project: UNDP) กองทนุ ส่ิงแวดล้อมโลก (Global Environment Facility
: GEF) และสานกั งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
จานวนหนา้ 278 หนา้
ออกแบบและ ดร.สวรนิ ทร์ เบ็ญเดม็ อะหลี
จดั รปู เล่ม
ออกแบบปก นายเฝาซี เล๊าะแหละ
ภาพปก UNDP, นนั ทวรรณ อนุ่ จางวาง และ ดร.สวรนิ ทร์ เบญ็ เดม็ อะหลี

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสานักหอสมุดแห่งชาติ

การใช้เทคโนโลยเี พื่อหลีกเลยี่ งความเส่อื มโทรมของป่าพระและฟื้นฟปู า่ พรุท่ีเส่ือมโทรม. กรุงเทพฯ: ศูนย์เพื่อ
คนและป่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ, 2563. 278 หน้า. 1. ระบบนิเวศป่าพรุ
2. เทคโนโลยี 3. ฟื้นฟูป่าพรุ 4. พรุควนเคร็ง

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเลย่ี งการเสือ่ มโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟปู า่ พรุทีเ่ ส่ือมโทรม | 5

เกริ่นนา

“...เทคโนโลยที ด่ี ี ท่ีสมบูรณ์แบบ จงึ ควรจะสร้างส่งิ ท่ีจะใชป้ ระโยชนไ์ ด้อยา่ งค้มุ คา่ และ มี
ความสูญเปล่าหรือความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด แม้แต่สิ่งท่ีเป็นของเสีย เป็นของเหลือท้ิงแล้ว ก็ควรจะ
ได้ใช้เทคโนโลยีแปรสภาพให้เป็นของใช้ได้ เช่น ใช้ทาขยะและมูลสัตว์ให้เป็นแก๊สและปุ๋ย เป็นต้น โดย
ทางตรงข้าม เทคโนโลยีท่ีใช้การได้ไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดความสูญเปล่าและความเสียหายได้มาก จัดว่าเป็น
เทคโนโลยีท่ีบกพร่อง ไม่สมควรจะนามาใช้ไม่ว่าในกรณีใด...” พระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลท่ี 9
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ในพธิ พี ระราชทานปริญญาบตั รของสถาบนั เทคโนโลยี
พระจอมเกลา้ ณ อาคารใหมส่ วนอมั พร วนั พฤหสั บดที ี่ 18 ตลุ าคม 2522

“ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิชาการต่าง ๆ ทาให้โลกของเราทุกวันน้ีแคบลง และ
ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาอาศัยซ่ึงกันและกันมากข้ึนกว่าแต่ก่อน ความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ว่าใหญ่
หรือน้อยโดยอาศัยความเคารพ ไว้วางใจ และเข้าใจดีต่อกันเป็นรากฐาน ย่อมมีความสาคัญอย่างยิ่ง
ขา้ พเจา้ จงึ เช่ือแนว่ ่า ด้วยความรว่ มมือซ่ึงกันและกันอย่างจรงิ จังเท่าน้นั จะเป็นผลให้โลกมีสนั ติสุขอนั ถาวร
และมนุษยชาติท้ังมวลประสบความเจริญรุ่งเรือง” พระราชดารัสในหลวงรชั กาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันพุธที่ 4 ธันวาคม
2539 จากพระบรมราโชวาทและพระราชดารัสของในหลวงรชั กาลที่ 9 ได้สะท้อนให้เห็นความสาคัญทง้ั
ในแง่ดีและบกพร่องของความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีเกิดจากการนามาใช้ไม่
ถูกทาง ตลอดจนความรู้ทางวิชาการต่าง ๆ ท่ีทาให้ทุกประเทศข้อมูลความรู้ และข่าวสารเชื่อมโยงถึงกัน
อย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นก็ตาม ความร่วมมือกันอย่างจริงจังโดยอยู่บนพ้ืนฐานของการเคารพ ไว้วางใจ
การเขา้ ใจซง่ึ กนั และกันนน้ั จะทาใหเ้ กิดประโยชนส์ ุขแก่ทุกฝา่ ย ทุกประเทศ

ทานองเดียวกับการจัดการพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจะเกิดความย่ังยืนโดยที่มีความสมบูรณ์ทั้ง
ป่าและคนอย่างสมดุล โดยท่ีเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการช่วยป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเส่ือม
โทรมของป่าพรุ ย่ิงกว่าน้ันการบริหารจัดการพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไม่เพียงแต่
ทาให้ป่าพรุได้รับการฟ้ืนฟูเท่าน้ัน ทว่า ผลจากการบริหารจัดการด้วยเครื่องมือทาให้ได้ข้อมูลที่ดีและ
เพียงพอนัน้ ยังเออื้ ต่อการพฒั นาเพ่ือดารงชพี ของคนในชุมชนที่มวี ิถีพ่ึงพิงทรัพยากรจากปา่ พรคุ วนเคร็งอีก
ด้วย อีกท้ังการมีข้อมูลท่ีดีมีความน่าเช่ือถือและมีข้อมูลอย่างเพียงพอยังทาให้เกิดการสื่อสารที่ดีระหว่าง
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซ่ึงทั้งการมีข้อมูลที่ดีและเพียงพอ รวมถึงการสื่อสารที่ดีล้วนเป็นปัจจัยสาคัญต่อ
ความสาเร็จของกระบวนการการสร้างความร่วมมือในการจัดการป่าพรุควนเคร็ง เห็นได้ว่า ความร่วมมือ
การเคารพให้เกียรติ ความไว้วางใจ เข้าใจดีต่อกัน การมีข้อมูลท่ีดีและเพียงพอ การสื่อสารที่ดี ปัจจัยท่ี
กล่าวมาข้างต้นสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี (2560, 613-614) ท่ีช้ีให้เห็นว่า
ปัจจัยด้านกระบวนการทางานท่ีเอื้อต่อกระบวนการสร้างความร่วมมือในการจัดการป่าทุ่งบางนกออกซึ่ง
เป็นป่าพรุท่ีมีขนาดใหญ่ท่ีสุดของจังหวัดสงขลา คือ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกของชุมชนที่เชื่อมโยงกับป่า
การให้เกียรติ ใส่ใจแม้กระท่ังในส่ิงเล็ก ๆ และให้ความสาคัญอย่างเท่าเทียมแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
การมีเวลาในการศึกษาชุมชนอย่างเพียงพอ การมีข้อมูลที่เช่ือถือได้และมีข้อมูลเพียงพอโดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงข้อมูลที่เป็นความรู้ใหม่ที่เป็นการเพ่ิมพูนความรู้และสร้างการรับรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้งการที่มี
ขอ้ มลู ทดี่ ีและเพียงพอยงั เปน็ ส่ือทดี่ ที ี่ทาให้เกดิ การสื่อสารที่ดรี ะหวา่ งผ้มู ีส่วนไดส้ ่วนเสยี และทสี่ ดุ กน็ าไปสู่

6 | โครงการเสริมศกั ยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยืน

การมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสาคัญของการสร้างความร่วมมือ ตลอดจนความพร้อม
ในการเรยี นรู้ของทกุ ฝา่ ยเพราะการเรียนรคู้ อื หวั ใจของการทางานรว่ มกัน

การดาเนินงานของโครงการที่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและ
ฟน้ื ฟูปา่ พรุทีเ่ สือ่ มโทรมน้นั ประกอบดว้ ย 3 ภารกิจหลกั นั่นคอื

ภารกิจแรก การใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้าในพื้นท่ีป่าพรุเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศป่า
ให้ปา่ พรุเส่อื มโทรมเป็นป่าพรสุ มบรู ณ์ ซึ่งเอ้ือประโยชน์ต่อวิถีชีวติ คนในชมุ ชน และภารกิจท่สี อง คือ การ
ฟ้ืนฟูป่าพรุเส่ือมโทรม ประการแรก การใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้าในพ้ืนท่ีป่าพรุ ซึ่งมีการใช้
เครื่องมือซึ่งเป็นเทคโนโลยีทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ในวิเครา ะห์ข้อมูลเบ้ืองต้นเพื่อ การศึกษา
นเิ วศวิทยาใน 6 พน้ื ทต่ี ัวอย่าง คือ คือ 1) พรกุ านไม้ไผ่ 2) พรุบริเวณหลังสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย 3)
ปา่ พรบุ ริเวณ หมู่ที่ 11 บา้ นไสขนนุ 4) ปา่ พรบุ ริเวณหนว่ ยพทิ กั ษศ์ าลหลวงตน้ ไทร เขตห้ามล่าสตั ว์ป่าล้อ
5) ป่าพรุบริเวณมูลนิธิชัยพัฒนา และ 6) ป่าพรุบริเวณควนตีน บ้านควนป้อม โดยแต่ละพื้นท่ีมีลักษณะ
โครงสร้างป่าที่มีเรือนยอดปกคลมุ (Crown cover) อยู่ในช่วง 20-80 เปอเซนต์ โครงสร้างด้านต้ังของปา่
(Plant profile) สว่ นใหญม่ ีช้ันเรือนยอดเดียว แตม่ ีบางพน้ื ท่ีมีเรือนยอด 2 ชั้น โดยมพี นั ธ์ไุ ม้เด่นคือ เสม็ด
ขาว (Melalueca leucadendra Linn. Var. minor) ซ่ึงมีความสูงของต้นเสม็ดขาวอยู่ในช่วง 4-15
เมตรขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ป่าแต่ละแห่ง รวมถึงการศึกษาข้อมูลลักษณะและทิศทางการไหลของน้า และ
อาคารควบคุมน้าเข้า-ออกในพื้นที่แต่ละบริเวณ และในท้ายท่ีสุดจึงนาไปสู่การวิเคราะห์และสร้าง
แบบจาลองโดยเทคโนโลยีที่เรียกว่า MIKE ซึ่งเป็นแบบจาลองคณิตศาสตร์ท่ีมีการพัฒนาฝังไว้ในชุดคาส่ัง
ผ่านการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ เพ่ือช่วยคิดและวิเคราะห์ข้อมูลท่ียุ่งยากซับซ้อนให้ทาได้สะดวก
รวดเร็ว มีความเท่ียงตรง ปราศจากอคติ ท้ังนี้ แบบจาลอง MIKE ถูกคิดและพัฒนาข้ึนมาจากพื้นฐานของ
ระบบการบริหารจัดการน้าแห่งยุโรป โดยสถาบันบริหารจัดการน้าแห่งเดนมาร์ก ( the Danish
Hydraulic Institute: DHI)(Ma, Bian, & Sheng, 2015, 138) โดยผลการวิเคราะห์ของ MIKE SHE
ทาให้ได้แบบจาลองหรือตัวแบบการจัดการน้าในแต่ละพื้นท่ี และในแต่ละสถานการณ์ อันได้แก่ การ
จัดการน้าเพ่ือป้องกันไฟป่า การจัดการน้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการน้าเพื่อ
การเกบ็ กกั คารบ์ อน โดยตวั แบบการจัดการนา้ ได้เสนอแนะให้มีการสรา้ งทานบควบคุมนา้ ในบริเวณตา่ ง ๆ
ที่เหมาะสมของแต่ละพื้นท่ี ซง่ึ ผลการสอบเทียบแตล่ ะตัวแบบมีความใกลเ้ คียงกับการเก็บข้อมูลภาคสนาม
อย่างเด่นชดั และแสดงภาพปรมิ าณนา้ ทีเ่ พ่ิมขึ้นในระดับท่ีเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ กล่าวคอื

การจดั การน้าเพื่อป้องกันไฟป่า ให้มีการประยกุ ต์ใชแ้ นวทางการจัดการน้าในปัจจบุ นั โดยการทา
คันปิดล้อมพ้ืนที่ พร้อมประตูระบายน้าบริเวณท่ีมีน้าเข้าและออกในพ้ืนท่ี และกาหนดให้มีการเปิดประตู
ระบายน้าในช่วงฤดูฝน โดยเปิดประตูระบายน้าในเดือนกันยายนและปิดประตูระบายน้าในช่วงเดือน
ธันวาคม โดยรักษาระดับน้าเหนือผิวพรุที่ +0.30 เมตร โดยเม่ือระดับน้าลดต่ากว่า +0.20 เมตร ให้มี
การสูบนา้ เขา้ พืน้ ท่ีใหม้ นี ้าในระดบั เก็บกัก +0.30 เมตร

การจัดการน้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ประยุกต์ใช้หลักการของการจัดการน้าใน
ปัจจุบันเช่นเดียวกับการจัดการน้าเพ่ือป้องกันไฟป่า และใช้การทาคันดินปิดล้อมพ้ืนที่ พร้อมสร้างประตู
ควบคมุ นา้ เข้า-ออกในพน้ื ที่ ในช่วงฤดูฝนเป็นชว่ งที่เหมาะสมกับการระบายน้าและการเก็บกักนา้ โดยเปิด
ประตูระบายน้าในเดือนกันยายนเพ่ือระบายน้าออกจากพื้นท่ี และเดือนธันวาคมให้ปิดประตูระบายน้า

การใช้เทคโนโลยีเพือ่ หลกี เลีย่ งการเสอื่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟนื้ ฟปู า่ พรทุ เ่ี ส่อื มโทรม | 7

เพื่อเก็บกักน้าเอาไว้ในพื้นที่ที่ระดับเหนือผิวพรุ +0.30 เมตร หากน้าเหนือผิวพรุลดต่ากว่า +0.10 เมตร
ใหม้ กี ารสบู นา้ เข้าเพ่อื ใหม้ ีระดับนา้ ทก่ี าหนดคือ +0.30 เมตรเหนอื ผิวพรุ

การจัดการน้าเพ่อื การเก็บกักคาร์บอน ใชแ้ นวทางการจัดการนา้ ในปัจจบุ ัน โดยให้มีการทาคันดิน
ปิดล้อมพ้ืนที่ป่าพรุ สร้างประตูควบคุมน้าเข้า-ออกในพื้นที่ ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะสมในการเปิดและ
ปิดประตูควบคุมน้าเพื่อระบายและเก็บกักน้าในพื้นท่ี โดยในเดือนกันยายนให้เปิดประตูเพ่ือระบายน้า
ออกจากพ้ืนที่ และให้ปิดประตูระบายน้าในเดือนธันวาคมเพ่ือกักเก็บน้าเอาไว้ท่ีระดับน้า +0.30 เมตร
เหนือพื้นผิวพรุ หากระดับน้าเหนือผิวพรุลดลงเหลือ +0.10 เมตร ให้มีการสูบน้าเติมเข้าไปในพ้ืนท่ีป่า
เพื่อใหม้ รี ะดับนา้ เหนอื พ้ืนผวิ พรทุ ่ี +0.30 เมตร

ภารกจิ ทีส่ อง การฟื้นฟรู ะบบนิเวศป่าพรุทีเ่ สื่อมโทรมและถูกทาลายจากไฟป่า การดาเนินงาน
ในภารกิจน้ีใช้แนวทางสาคัญคือ 1) รูปแบบการฟ้ืนฟูระบบนิเวศป่าพรุโดยใช้ต้นแบบจากพ้ืนที่ท่ีประสบ
ความสาเร็จในการฟื้นฟูป่าพรุน่ันคือ ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส นามาประยุกต์ใช้ในการฟ้ืนท่ีป่าพรุ
ควนเคร็งเพื่อปรับโครงสร้างของป่าในบริเวณที่เป็นป่าพรุเส่ือมโทรมและพื้นที่ที่ถูกทาลายจากไฟไหม้ป่า
ด้วยการปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเสริมในพ้ืนท่ีเพื่อเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ไม้ เช่น กะบุย สะเตียว หว้า
น้า กันเกรา แพ หมากแดง กรวย ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างย่ิงต้นสะเตียวซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ท้องถ่ินในปา่ พรุควน
เครง็ ทสี่ มั พนั ธ์กับสัตว์น้า น่ันคือ ปลาดกุ ลาพัน ซ่ึงเปน็ สัตว์นา้ ท่ชี าวบ้านนิยมบรโิ ภคและมีการแปรรูปเป็น
ปลาดุกร้า ซ่ึงสร้างรายได้เสริมแก่คนในชุมชน ท้ังนี้ การดาเนินการในภารกิจส่วนน้ีได้มีการสร้างเรือน
เพาะชาในพนื้ ทีช่ มุ ชนเพอ่ื เป็นแหล่งสนบั สนนุ พันธ์ุไม้ จานวน 4 แหง่ และการปลูกดว้ ยวธิ กี ารทส่ี อดคล้อง
กับสภาพพื้นท่ี โดยเฉพาะบางพ้ืนท่ีท่ีเข้าถึงลาบากได้ใช้วิธีการปลูกแบบ Seed ball ซึ่งเป็นการบรรจุ
เมล็ดพันธุ์ไม้ไว้ในก้อนดิน แล้วปาก้อนเมล็ดพันธ์ุเข้าไปในป่า 2) การส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในท่ีดิน
ทากิน เชน่ หน้าบา้ น หลังครวั ในสวน ริมรวั้ และแนวขอบเขตแดนของทดี่ ิน โดยทแ่ี ต่ละชมุ ชนเลอื กพันธุ์
ไม้ที่เหมาะสม โครงการมีการสนับสนุนพันธ์ุไม้ ท้ังน้ี การดาเนินการดังกล่าวเป็นการลดการตัดไม้จากป่า
ธรรมชาติ และสรา้ งรายไดจ้ ากการปลูกต้นไม้มีมคี ่าต่าง ๆ ทเ่ี คยเปน็ พนั ธ์ุไมห้ วงหา้ ม แตป่ จั จุบนั กฎหมาย
ได้อนุญาตใหป้ ลกู ในที่ดนิ ที่มเี อกสารสิทธิและตัดจาหน่ายได้

นอกจากนี้ การดาเนินกิจกรรมระหว่างการดาเนินการฟ้ืนฟูระบบนิเวศป่าพรุโดยการมีส่วนร่วม
ของชุมชน และยังสร้างรายได้เสริมแก่คนในชุมชนอันเกิดจากการจ้างงานในกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับ
การฟื้นฟูพ้ืนที่ป่าพรุ เช่น การปลูกพันธุ์ไม้ท้องถ่ิน เป็นต้น อีกทั้งได้มีการติดตามอย่างต่อเน่ืองท้ังในด้าน
การดาเนนิ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของเรอื นเพาะชาทั้ง 4 แหง่ และการติดตามอัตราการเจริญเติบโตและการรอด
ของพันธ์ุไม้ที่ปลูกในแต่ละพ้ืนที่ ซึ่งพืชแต่ละชนิดเจริญเติบโตต่างกันในแต่ละแปลง ถึงกระนั้นก็ตาม
ผลการติดตามช้ีให้เห้นได้ชัดเจนว่า การปลูกพันธ์ุไม้ท้องถิ่นในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งนั้นมีอัตราการรอดสูง
จงึ เป็นแนวทางท่ีเหมาะสมในการฟนื้ ฟปู ่าพรุท่ีเส่ือมโทรม

ภารกจิ ท่สี าม การตดิ ตง้ั ระบบการตดิ ตามเพื่อตรวจวัดค่าปริมาณคาร์บอนในพื้นท่ีป่าพรุ และ
การตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจาในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง การดาเนินการในส่วนนี้คือตัวช้ีวัด
ความสาเร็จของโครงการท่ีเป็นผลสืบเนื่องจากการดาเนินการในภารกิจที่หน่ึงและสอง น่ันคือ เมื่อมีการ
จัดการน้าในพ้ืนท่ีป่าพรุท่ีเหมาะสมโดยมีการรักษาระดับน้าหล่อเลี้ยงพื้นท่ีพรุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว
ทางการจัดการน้าเพื่อการเก็บกักคาร์บอน รวมถึงการดาเนินการฟ้ืนฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรมโดยเพิ่มความ
หลากหลายของพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ทั้งน้ี ผลการดาเนินการในภารกิจนี้ช้ีให้เห็นศักยภาพการเก็บกักคาร์บอน

8 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยนื

ของพื้นท่ีพรุควนเคร็งได้อย่างชัดเจน และย้าชัดถึงความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนท่ีแตกต่างกันของ
ป่าแต่ละประเภทในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง น่ันคือ ป่าพรุดั้งเดิม ป่าพรุเส่ือมโทรมหรือป่าเสม็ด และ
สวนปาล์มน้ามัน โดยท่ีข้อมูลมวลชีวภาพและปริมาณคาร์บอนในพ้ืนที่ป่าพรุดั้งเดิมสูงกว่าป่าพรุเสื่อม
โทรมและสวนปาล์มน้ามัน ดินในพื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิมเก็บกักคาร์บอนได้สูงกว่าป่าพรุเส่ือมโทรม และยัง
บ่งช้ีให้เห็นว่าปาล์มน้ามันแม้เป็นพืช แต่มีปริมาณมวลชีวภาพต่า และสามารถกักเก็บคาร์บอนได้น้อย
น่ันหมายความว่า ป่าพรุดั้งเดิม ซ่ึงเป็นพื้นท่ีท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพย่อมมีศักยภาพการเก็บกัก
คาร์บอนได้สงู จึงควรฟนื้ ฟูให้พื้นท่ีภมู ทิ ศั นพ์ รุควนเคร็งมีป่าพรุด้ังเดิมเพ่มิ ขนึ้ นอกจากนี้ ผลการศกึ ษาการ
ตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณการกักเกบ็ คารบ์ อนและการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกยังช้ีใหเ้ หน็ ชัดเจนวา่ พื้นที่
พรคุ วนเคร็งในบริเวณท่ีลุ่มซึ่งมักเป็นพื้นที่ทงุ่ กระจูดและทุ่งหญ้าท่ีมสี ภาพนา้ ท่วมขงั กักเก็บคารบ์ อนได้สูง
กวา่ บริเวณอนื่ และปัจจัยทีม่ ีผลตอ่ ปรมิ าณการกักเก็บคารบ์ อนและการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจก คือ สภาพ
พื้นที่น้าท่วมขัง โดยสภาพน้าท่วมขังหรือพื้นท่ีชุ่มน้าสามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูง ปลดก๊าซเรือนกระจก
ตา่ ขณะที่สภาวะเปล่ยี นผา่ นระหว่างสภาพพื้นที่น้าทว่ มขังไปสู่สภาพพ้ืนทข่ี าดน้าหรือแห้งจะมผี ลให้พ้ืนท่ี
น้ัน ๆ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงท่ีสุด เห็นได้ว่า ผลการศึกษาท้ังประเด็นการจัดการน้า การฟื้นฟู
พืน้ ที่พรุดว้ ยพันธุ์ไม้ท้องถิ่น และการตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง มีความสอดคล้องและเป็นเหตุเป็นผลระหว่างกัน อนึ่ง ข้อมูลศักยภาพการเก็บกัก
คาร์บอนของป่าพรุด้ังเดิม ป่าพรุเส่ือมโทรม และสวนปาล์มน้ามัน ยังมีความน่าสนใจที่ น่าขบคิด
ที่ว่า “ถ้าป่าพรุในพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพเป็นป่าพรุเสื่อมโทรม และสวนปาล์ม
น้ามันมากข้ึนต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนและของโลก ดังวลีที่ว่า เด็ดดอกไม้
สะเทือนถึงดวงดาว” นอกจากน้ี การประเมินภาพป่าและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีป่าพรุ
ควนเคร็งและป่าอื่น ๆ โดยการรวมตัวเป็นเครือข่าย จะเป็นอีกแนวทางในการสร้างการรับรู้ข้อมูลปัญหา
สภาพพื้นท่ี และตระหนักถึงคุณค่าท่ีจะก่อเกิดประโยชน์ท้ังต่อชุมชน สังคม และโลกมากขึ้น รวมถึงการ
นาข้อมลู คารบ์ อนไปสู่การสรา้ งรายได้ใหแ้ กค่ นในชุมชน เพอื่ เป็นอกี แรงจงู ใจในการรว่ มกันดแู ลปกป้องป่า
พรคุ วนเคร็งต่อไป

9 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน และอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยืน

สารบัญ หน้า
5
เกรนิ่ นา 9
สารบญั 11
รายการตาราง 12
รายการภาพประกอบ
บทที่ 17
1 การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อการจัดการปา่ อย่างยั่งยนื 19
21
บทนา 22
การใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการปา่ อยา่ งย่ังยนื
กรณศี ึกษาจากตา่ งประเทศกับการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือเฝ้าระวังและ 23
ปกปอ้ งผนื ปา่ 24
เทคโนโลยภี ูมิสารสนเทศกับการบรหิ ารจดั การทรัพยากรธรรมชาติ
การใชเ้ ทคโนโลยีทางอุตุ-อทุ กวทิ ยาและอุทกวทิ ยานเิ วศกบั การฟ้นื ฟูปา่ และการ 27
จดั การพืน้ ทเี่ กษตรกรรม
อตุ ุ-อุทกวิทยา (hydrometeorology) อุตุ-อทุ กวทิ ยา (Hydrometeorology) 27
และ นเิ วศอุทกวทิ ยา (Ecohydrology) คืออะไร 28
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี MIKE SHE กับการบรหิ ารจัดการนา้ 30
ฟน้ื ฟปู า่ วถิ ีป่าและชุมชนฟ้ืนคนื 37
ร้จู กั ปา่ เข้าใจคน กุญแจสาคัญในการฟน้ื ฟปู ่า
2 เทคโนโลยกี ับการดาเนนิ การทางอุทกวิทยาในพื้นที่นารอ่ ง เพือ่ ควบคุมการ 39
ระบายนา้ และปอ้ งกันไฟป่า 42
บทนา
การใช้เทคโนโลยเี พ่ือศึกษาและเข้าใจปัจจัยดิน นา้ ลม ฝนในพ้ืนที่นาร่องของการ 55
บริหารจดั การนา้ 75
การจัดการน้าในปัจจบุ ัน ส่กู ารประยุกตใ์ ช้เพื่อการจัดการน้ารว่ มกนั 79
นานาทรรศนะกบั การจดั การน้าพรุควนเครง็ อยา่ งมสี ว่ นรว่ ม 91
การจดั การนา้ เพ่ืออนาคตรว่ มกันของป่าพรุและวิถชี มุ ชนคนพรคุ วนเครง็
การสอบเทยี บแบบจาลองการไหลของน้าและปริมาณนา้ ทา่ เพือ่ ความนา่ เช่อื ถือ 93
ของข้อมูล 95
การวิเคราะห์ปริมาณน้าทา่ จากคลองสายหลักของพรุควนเคร็ง 123
การจัดการน้าเพื่ออนาคตรว่ มกนั ของคนและป่าพรุควนเคร็ง 131
ขอ้ เสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการนา้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ
บทสรุป

10 | โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยัง่ ยนื

สารบัญ (ตอ่ ) หนา้

บทที่ 133
3 การฟ้ืนฟูพันธพุ์ ืชทอ้ งถิน่ ในพ้ืนที่ท่ีถกู ทาลาย
135
โดยพายุและไฟปา่ ของตาบลเครง็ 138
บทนา 143
เปดิ ประตสู ู่ปา่ พรุควนเครง็ เข้าใจธาตสุ พี่ ื้นท่ีพรุ 148
การฟน้ื ฟปู า่ พรคุ วนเครง็ 157
วิธกี ารเทคนคิ การปลกู ฟื้นฟปู ่าพรุ 159
การบารงุ รกั ษากล้าไมท้ ี่ปลกู 171
การประเมนิ ผลสาเร็จของการปลูกปา่ 173
4 การกักเก็บคารบ์ อนและการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกในพรุควนเครง็ 175
บทนา
พืน้ ท่ตี รวจวดั คาร์บอน: ปา่ พรุดงั้ เดมิ ปา่ พรถุ กู รบกวน และป่าพรุถูกเปลยี่ นแปลง 177
การใช้ทีด่ นิ 201
การตรวจวัดและติดตามปรมิ าณคารบ์ อนโดยการมีสว่ นร่วมของชมุ ชน
การกักเกบ็ คารบ์ อนพื้นท่ีพรุควนเคร็ง : การสารวจปริมาณคาร์บอนแบบกริด 209
(Grid sampling) 221
การปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกในพืน้ ท่ปี า่ พรุควนเครง็ 225
บทสรุป 229
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟื้นฟูป่าพรุทเ่ี สอ่ื มโทรม | 11

รายการตาราง หนา้
47
ตารางท่ี 49
3.1 ข้อมลู อตุ ุนยิ มวทิ ยาใกล้ผวิ ดนิ บรเิ วณพ้นื ท่ีพรุธรรมชาติ ภายในสวนพฤกษศาสตร์ 51
54
พนางตุง ตาบลทะเลน้อย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 83
3.2 ขอ้ มูลอตุ ุนิยมวิทยาใกลผ้ วิ ดินบรเิ วณพนื้ ท่ีปา่ เสม็ดผสมกระจูด หม่ทู ่ี 4 ตาบลเคร็ง 86
98
อาเภอชะอวด จงั หวัดนครศรีธรรมราช 101
3.3 ขอ้ มูลอตุ นุ ยิ มวทิ ยาใกลผ้ วิ ดิน ปา่ พรุดอน บริเวณศาลหลวงต้นไทร เขตห้ามลา่ 101
103
สตั วป์ ่าบ่อลอ้ 105
3.4 ขอ้ มลู อุตุนิยมวิทยาใกล้ผวิ ดนิ สวนปาลม์ น้ามัน บริเวณบ้านหนองเลา ตาบลเคร็ง 106
108
อาเภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช 109
3.5 การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ในพ้นื ท่ีศึกษา 110
3.6 การใช้ประโยชน์ท่ีดนิ และการส่งผลต่อคา่ ตวั แปร LAI และค่า RD 112
3.7 รายละเอยี ดอาคารชลประทาน
3.8 รายละเอียดตาแหน่งและพิกัดของจดุ ปดิ กั้นลาน้า
3.9 เปรยี บเทยี บระดับน้าตา่ สดุ -สงู สุดจากระดับผิวดนิ ในกรณีการจดั การน้าตาม

แนวทางปัจจบุ นั และโครงการทานบ (เขตหา้ มลา่ สตั ว์ป่าบอ่ ลอ้ )
3.10 เปรียบเทยี บจานวนวนั ทร่ี ะดับนา้ ต่ากวา่ 0.20 เมตร ในตาแหน่งต่าง ๆ กรณกี าร

จัดการน้าตามแนวทางปัจจบุ ัน (เขตหา้ มลา่ สัตว์ปา่ บ่อล้อ)
3.11 เปรยี บเทยี บผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดลุ ของนา้ โดยเฉลย่ี ระหว่างกรณี

ปจั จุบนั กบั กรณโี ครงการ (เขตห้ามล่าสตั ว์ป่าบอ่ ลอ้ )
3.12 เปรยี บเทยี บระดับน้าตา้ สุด-สงู สุดจากระดับผิวดนิ ในกรณีการจดั การน้าตาม

แนวทางปัจจบุ ันและโครงการทานบ (เขตหา้ มล่าสัตว์ปา่ ทะเลน้อย)
3.13 เปรยี บเทียบจานวนวนั ท่รี ะดับนา้ ต่ากวา่ 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ

กรณีการจัดการน้าตามแนวทางปจั จบุ นั (เขตห้ามล่าสัตวป์ า่ ทะเลน้อย)
3.14 เปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะห์คา่ แสดงการสมดลุ ของน้าโดยเฉลี่ยระหวา่ ง

กรณปี ัจจบุ นั กับกรณีโครงการ (เขตห้ามลา่ สตั วป์ า่ ทะเลนอ้ ย)
3.15 เปรียบเทียบระดบั น้าต่าสุด-สงู สดุ จากระดับผวิ ดินในกรณีการจัดการนา้ ตาม

แนวทางปัจจุบนั และโครงการทานบ (ป่าดอนทราย)
3.16 เปรยี บเทียบจานวนวันทร่ี ะดับนา้ ต่ากว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ

กรณกี ารจดั การน้าตามแนวทางปัจจุบัน (ป่าดอนทราย)
3.17 เปรยี บเทียบผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดุลของนา้ โดยเฉลยี่ ระหว่างกรณี

ปจั จบุ นั กับกรณโี ครงการ (ปา่ ดอนทราย)

12 | โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพิม่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

รายการตาราง หน้า
113
ตารางที่ 114
3.18 เปรียบเทียบระดบั น้าต่าสดุ -สงู สดุ จากระดับผิวดินในกรณีการจดั การนา้ ตาม 115
117
แนวทางปจั จุบันและโครงการทานบ (ป่าชุมชนบา้ นไสขนนุ ) 117
3.19 เปรยี บเทียบจานวนวันทร่ี ะดับน้าต่ากวา่ 0.20 เมตร ในตาแหน่งตา่ ง ๆ กรณกี าร 119
120
จดั การน้าตามแนวทางปจั จบุ ัน (ป่าชมุ ชนบ้านไสขนนุ ) 121
3.20 เปรียบเทยี บผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดลุ ของนา้ โดยเฉลี่ยระหวา่ งกรณี 122

ปัจจุบันกบั กรณีโครงการ (ป่าชมุ ชนบ้านไสขนุน)
3.21 เปรยี บเทยี บระดับน้าตา่ สดุ -สงู สุดจากระดบั ผิวดนิ ในกรณีการจดั การนา้ ตาม

แนวทางปจั จุบนั และโครงการทานบ (ป่าชุมชนบา้ นควนเงนิ )
3.22 เปรยี บเทยี บจานวนวันที่ระดับนา้ ตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหน่งตา่ ง ๆ กรณีการ

จดั การน้าตามแนวทางปจั จบุ ัน (ป่าชมุ ชนบ้านควนเงิน)
3.23 เปรยี บเทียบผลการวิเคราะห์คา่ แสดงการสมดุลของน้าโดยเฉลี่ยระหวา่ งกรณี

ปจั จุบนั กบั กรณโี ครงการ (ปา่ ชุมชนบา้ นควนเงนิ )
3.24 เปรียบเทียบระดับน้าต่าสดุ -สงู สดุ จากระดับผวิ ดินในกรณีการจัดการน้าตาม

แนวทางปจั จบุ ันและโครงการทานบ (ป่าชมุ ชนสวนสมเดจ็ เจา้ ฟา้ จฬุ าภรณ์)
3.25 เปรยี บเทยี บจานวนวนั ท่รี ะดับนา้ ต่ากว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ

กรณีการจัดการนา้ ตามแนวทางปัจจบุ ัน (ปา่ ชุมชนสวนสมเดจ็ เจา้ ฟ้าจุฬาภรณ์)
3.26 เปรยี บเทยี บผลการวิเคราะห์คา่ แสดงการสมดลุ ของน้าโดยเฉล่ยี ระหว่างกรณี

ปจั จบุ นั กับกรณีโครงการ (ปา่ ชมุ ชนสวนสมเด็จเจา้ ฟา้ จฬุ าภรณ์)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพ่ือหลกี เลยี่ งการเส่อื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟน้ื ฟูป่าพรุทเ่ี ส่อื มโทรม | 13

รายการภาพประกอบ หนา้

ภาพที่ 45
3.1-3.2 พืน้ ท่ศี ึกษาสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ทะเลน้อย อาภอควนขนนุ จังหวัดพทั ลงุ 46
3.3-3.4 สถานตี รวจวัดอตุ ุ-อุทกสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ ทะเลน้อย อาเภอควนขนนุ
47
จังหวดั พัทลงุ
3.5-3.6 พ้ืนทศ่ี ึกษาป่าเสม็ดผสมกระจูด หมทู่ ่ี 3 ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จงั หวดั 51
53
นครศรธี รรมราช
3.7-3.8 สถานีตรวจวัดอตุ ุ-อุทกในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็ง 56
3.9-3.10 พน้ื ที่ศึกษาสวนปาลม์ นา้ มัน หมทู่ ี่ 3 ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด 57

จังหวดั นครศรีธรรมราช 58
3.11 โครงการบรหิ ารจัดการนา้ ของสานักชลประทานท่ี 15
3.12 หลักเกณฑ์การบรหิ ารจดั การประตูระบายน้าอุทกวิภาชประสิทธิและประตู 59

ระบายนา้ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 60
3.13 แนวทางการบริหารจัดการน้าในพน้ื ท่ีพรุควนเคร็งในปจั จุบัน โดยความร่วมมอื
60
ของหนว่ ยงานที่เกย่ี วข้อง
3.14 ผงั โครงข่ายลานา้ ทมี่ สี ว่ นเก่ยี วขอ้ งกบั แนวทางการบรหิ ารจัดการนา้ ในป่าพรุ 61
61
ควนเคร็งในปจั จบุ ัน 62
3.15 แผนการบริหารจดั การน้าเพื่อรักษาระดบั น้าท่ีเหมาะสมบริเวณปา่ พรคุ วนเคร็ง
64
จงั หวดั นครศรธี รรมราช โครงการส่งน้าและบารงุ รักษาปากพนงั บน
กรมชลประทาน 65
3.16 การแก้ไขปญั หาไฟไหมป้ า่ พรุควนเครง็ มาตรการควบคุมระดบั น้าในพน้ื ทป่ี า่ พรุ
ควนเครง็ ใหม้ ีน้าและความชื้นตลอด ในชว่ งฤดูไฟปา่ มีนาคม–ตุลาคม 66
3.17 การขุดคูแพรกแนวป้องกนั รักษาปา่ และป้องกันไฟป่า 67
3.18 การจดั ทาแหล่งสารองน้าในพื้นที่พรไุ กลแหลง่ น้า 68
3.19 พน้ื ทป่ี ่าพรสุ มบูรณ์ทยี่ ังคงหลงเหลอื ในปัจจบุ ัน และพ้ืนท่ี สปก. ซง่ึ อยูโ่ ดยรอบ
พ้นื ทป่ี า่ พรุ
3.20 ตาแหน่งสถานตี รวจวดั น้าฝนทง้ั 8 แห่ง ในเขตพน้ื ที่จังหวดั นครศรธี รรมราช
พัทลงุ และสงขลา
3.21 ผลการตรวจข้อมูลน้าฝนในแตล่ ะสถานีนา้ ฝน ซึ่งกราฟมลี กั ษณะเส้นตรงแสดง
ถงึ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล
3.22 ข้อมูลการคายระเหยนา้ ของพืชในปา่ พรุควนเคร็ง
3.23 การกระจายตวั ของระดับน้าใต้ดนิ เชงิ พนื้ ที่ของป่าศึกษาและพ้นื ทข่ี ้างเคยี ง
3.24 ตาแหนง่ สถานตี รวจวดั ระดับนา้ ในพ้นื ท่ีศกึ ษา

14 | โครงการเสริมศกั ยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยนื

รายการภาพประกอบ (ต่อ) หน้า
68
ภาพท่ี 69
3.25 หน้าตดั ลาน้าของสถานวี ดั นา้ ทา่ X.167 ตาบลเสาธง อาเภอรอ่ นพบิ ลู ย์ 70
71
จงั หวัดนครศรีธรรมราช 73
3.26 ลักษณะหน้าตัดลานา้ ของแม่นา้ ปากพนังในแตล่ ะบรเิ วณ จากกโิ ลเมตรท่ี 71
74
ถงึ กโิ ลเมตรที่ 101 80
3.27 โครงขา่ ยลาน้าหรอื คลองสายสาคัญในพืน้ ทีพ่ รุควนเคร็ง 81
3.28 พื้นทศ่ี ึกษาการไหลของน้าในป่าพรุควนเคร็ง 82
3.29 ลักษณะและทศิ ทางการไหลของน้าในพ้ืนทป่ี ่าดอนทราย, ปา่ บ้านในลุ่ม-กมุ แป 82
83
และป่าคลองค๊อง, ปา่ ทา่ ชา้ งข้าม ปา่ พรชุ ุมชนบา้ นควนเงิน ป่าพรบุ า้ นสวน 85
สมเดจ็ เจ้าฟา้ จุฬาภรณ์ เขตห้ามล่าสัตว์ปา่ ทะเลน้อย และตาบลเครง็
3.30 ลกั ษณะและทิศทางการไหลของนา้ ในพื้นทป่ี า่ พรุสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง 85
3.31 องคป์ ระกอบของกระบวนการทางกายภาพท่ีสาคัญของวฏั จกั รอุทกวิทยา
3.32 ลักษณะพืน้ ทคี่ วามสูงต่าในขอบเขตแบบจาลอง MIKE SHE จากข้อมูลความสงู 87
ภูมิประเทศเชิงเลข 88
3.33 การวเิ คราะห์ค่าฝนเชงิ พนื้ ทีจ่ ากข้อมูลฝนตรวจวดั ภาคพนื้ ดินด้วยวิธี Thiessen 89
Polygon 90
3.34 ข้อมูลการคายระเหยของพืชอ้างอิงในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งสาหรับจัดทา 91
แบบจาลอง
3.35 ลกั ษณะการกระจายตัวของการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ ในขอบเขตแบบจาลอง MIKE
SHE
3.37 หนา้ ตดั ลาน้าคลองชะอวด ณ กิโลเมตรที่ 76.650 (ไหลออกจากปา่ พรุ),
91.150 (ไหลอยู่ภายในป่าพรุ) และ 111.150 (ไหลเข้าป่าพรุ) รวมถงึ หน้าตดั
ตามยาวแม่น้าปากพนัง, คลองชะอวด-แพรกเมือง, คลองค๊อง
3.38 การจาลองระบบโครงข่ายแม่นา้ หรอื ความเชอื่ มโยงของคลองสายต่าง ๆ ทม่ี ใี น
พนื้ ท่ีพรุควนเคร็งซ่ึงประมวลผลโดยโปรแกรมสร้างแบบจาลอง MIKE HYDRO
River
3.39 ตาแหน่งการสรา้ งทานบช่วั คราว และอาคารบังคบั น้าทส่ี าคัญตา่ ง ๆ ของ
โครงการส่งน้าปากพนัง
3.40 ตาแหน่งการสร้างทานบชัว่ คราว และตาแหนง่ ตดิ ตั้งปมั๊ นา้ ในป่าพรคุ วนเครง็
3.41 การจาลองอาคารบังคบั น้าในแบบจาลอง MIKE HYDRO River
3.42 ตาแหนง่ ที่มีการวเิ คราะหก์ ารไหลของน้าท่า และปรมิ าณน้าทา่ ดว้ ยแบบจาลอง
NAM
3.43 ผลการสอบเทยี บแบบจาลอง NAM ทสี่ ถานีวัดนา้ ท่า X.167

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเล่ียงการเส่ือมโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้นื ฟูปา่ พรุท่เี สื่อมโทรม | 15

รายการภาพประกอบ (ต่อ) หน้า
92
ภาพที่ 93
3.44 การเปรียบเทยี บกราฟนา้ ท่าระหวา่ งปรมิ าณน้าท่าที่ได้จากการตรวจวัดและที่ 94

ได้จากการคานวณโดยแบบจาลอง NAM ในแต่ละชว่ งเวลา 95
3.45 การเปรยี บเทียบกราฟน้าท่าระหว่างปริมาณน้าทา่ ท่ีได้จากการตรวจวดั และที่
99
ได้จากการคานวณโดยแบบจาลอง NAM ในแต่ละชว่ งเวลา 99
3.46 ผลการวิเคราะห์ปริมาณน้าทา่ ในคลองสายหลกั ท่ไี หลเขา้ ส่พู รคุ วนเครง็ ในช่วง 101

วนั ที่ 1 เมษายน 2554 ถงึ 31 มีนาคม 2559 ซ่ึงเปน็ ช่วงเวลาที่สถานการณ์น้า 102
ครอบคลุมทง้ั ปีที่นา้ แลง้ ปที นี่ ้าปกติ และปที ี่เกดิ อุทกภัย
3.47 ตาแหน่งประตูระบายน้าในปัจจบุ นั และตาแหน่งทีเ่ หมาะสมในการสรา้ งจดุ ปิด 102
ก้ันลานา้ เพิ่มเตมิ 29 แห่ง (หมายเลข 1-29) ซ่งึ อยู่ในเขตห้ามล่าสตั ว์ป่าบอ่ ล้อ
และเขตหา้ มลา่ สัตวป์ า่ ทะเลน้อย 105
3.48 แอง่ กระทะในพ้ืนที่ป่าพรุควนเครง็
3.49 พ้ืนท่รี ะดบั นา้ เหนอื ผิวพรุ กรณกี อ่ นและหลงั มโี ครงการก่อสรา้ งทานบ 107
3.50 ระดับนา้ ผวิ ดินและระดบั นา้ ใตด้ ินบรเิ วณจดุ วดั น้าไหลเขา้ ภายในพื้นที่พรุ
และจุดวดั นา้ ไหลออก ในกรณีปจั จุบันและกรณมี ีโครงการ (เขตห้ามล่าสตั วป์ า่
บ่อล้อ)
3.51 การแผก่ ระจายของพนื้ ที่น้าท่วมบนผวิ ดนิ ในช่วงฤดูน้าแลง้ ของเขตห้ามลา่ สัตว์
ปา่ บอ่ ลอ้ โดยกรณีการจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จบุ ัน และกรณีการมีโครงการ
สรา้ งทานบปิดกน้ั ลาน้าและติดตง้ั เครื่องสูบนา้
3.52 เปรยี บเทียบผลการวิเคราะห์สมดุลนา้ ด้วยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการ
จดั การนา้ ตามแนวทางปัจจบุ ัน และกรณีการจดั การน้าของโครงการสร้าง
ทานบปดิ กั้นลานา้ และติดต้ังเครื่องสูบน้า ในพนื้ ทป่ี า่ เขตห้ามลา่ สตั วป์ า่ บอ่ ล้อ
3.53 ระดบั นา้ ผิวดินและระดบั นา้ ใตด้ ิน ณ จุดท่ไี หลเข้าพรุ จดุ ในป่าพรุ และจุดน้า
ไหลออก ในเขตห้ามลา่ สัต้ วป์ ่าทะเลน้อย ในกรณีการจัดการน้าปัจจบุ ันและ
กรณโี ครงการ
3.54 การแผ่กระจายของพืน้ ท่ีนา้ ท่วมบนผิวดินในช่วงฤดูน้าแลง้ ของเขตห้ามล่าสตั ว์
ป่าทะเลน้อย โดยกรณกี ารจัดการน้าตามแนวทางปจั จบุ นั และกรณีการมี
โครงการสรา้ งทานบปิดก้นั ลาน้าและติดตงั้ เครอ่ื งสบู น้า

16 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยนื

รายการภาพประกอบ (ต่อ) หน้า
107
ภาพท่ี 109
3.55 เปรยี บเทียบผลการวิเคราะห์สมดลุ นา้ ด้วยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการ 110
111
จัดการน้าตามแนวทางปัจจบุ ัน และกรณีการจัดการน้าของโครงการสร้าง 113
ทานบปดิ กั้นลานา้ และติดต้ังเครือ่ งสูบนา้ ในปา่ เขตหา้ มล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย 114
3.56 ระดับน้าผิวดนิ และระดบั น้าใตด้ นิ ณ จดุ ที่ไหลเข้าพรุ จุดในปา่ พรุ และจุดน้า 115
ไหลออก (ป่าดอนทราย) 116
ในกรณีการจดั การน้าปจั จุบนั และกรณโี ครงการ 118
3.57 การแผก่ ระจายของพน้ื ที่น้าท่วมบนผวิ ดินในช่วงฤดูน้าแล้งของพืน้ ที่ปา่ ดอน 118
ทราย โดยกรณีการจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จุบนั และกรณีการมีโครงการ 120
สร้างทานบปดิ ก้นั ลาน้าและติดต้งั เคร่อื งสูบน้า
3.58 เปรียบเทยี บผลการวิเคราะห์สมดุลน้าดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE
กรณกี ารจดั การนา้ ตามแนวทางปัจจุบัน และกรณกี ารจดั การน้าของโครงการ
สร้างทานบปิดกัน้ ลาน้าและติดตัง้ เคร่ืองสบู น้า ในพน้ื ที่ป่าดอนทราย
3.59 ระดบั น้าผวิ ดนิ และระดับนา้ ใตด้ นิ ณ จดุ ที่ไหลเข้าพรุ จุดในปา่ พรุ และจดุ น้า
ไหลออก ในกรณกี ารจดั การน้าปัจจุบนั และกรณีโครงการ
(ปา่ ชุมชนบ้านไสขนุน)
3.60 การแผ่กระจายของพน้ื ที่นา้ ท่วมบนผวิ ดนิ ในชว่ งฤดูน้าแลง้ ของพน้ื ท่ปี า่ ชมุ ชน
บ้านไสขนนุ โดยกรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจบุ ัน และกรณีการมี
โครงการสร้างทานบปิดกนั้ ลานา้ และติดตั้งเครอ่ื งสูบนา้
3.61 เปรียบเทยี บผลการวเิ คราะห์สมดุลน้าด้วยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการ
จัดการนา้ ตามแนวทางปัจจุบัน และกรณีการจดั การน้าของโครงการสร้าง
ทานบปดิ กน้ั ลาน้าและติดต้ังเคร่ืองสูบนา้ ในพน้ื ท่ีปา่ ชุมชนบา้ นไสขนนุ
3.62 ระดบั น้าผิวดนิ และระดบั น้าใตด้ นิ ณ จุดทไ่ี หลเข้าพรุ จดุ ในป่าพรุ
และจดุ น้าไหลออก ในกรณีการจดั การนา้ ปัจจุบันและกรณโี ครงการ
(ปา่ ชมุ ชนบ้านควนเงนิ )
3.63 การแผก่ ระจายของพน้ื ที่นา้ ท่วมบนผิวดนิ ในชว่ งฤดูน้าแล้งของพื้นที่ปา่ ชมุ ชน
บา้ นควนเงนิ โดยกรณกี ารจดั การน้าตามแนวทางปัจจุบัน และกรณีการมี
โครงการสรา้ งทานบปิดกัน้ ลานา้ และตดิ ต้งั เครอ่ื งสูบนา้
3.64 เปรียบเทยี บผลการวเิ คราะห์สมดุลน้าดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการ
จัดการนา้ ตามแนวทางปจั จุบัน และกรณีการจดั การนา้ ของโครงการสรา้ ง
ทานบปดิ กนั้ ลาน้าและตดิ ตั้งเครื่องสูบนา้ ในพื้นที่ป่าชุมชนบา้ นควนเงิน
3.65 ระดบั น้าผิวดินและระดับนา้ ใตด้ นิ ณ จุดท่ีไหลเข้าพรุ จุดในป่าพรุ และจดุ น้า
ไหลออก ในกรณีการจัดการน้าปจั จบุ นั และกรณโี ครงการ
(ป่าชุมชนสวนสมเด็จเจา้ ฟา้ จุฬาภรณ์)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเล่ียงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟื้นฟปู า่ พรทุ ่เี ส่ือมโทรม | 17

รายการภาพประกอบ (ตอ่ ) หนา้
121
ภาพท่ี
3.66 การแผก่ ระจายของพนื้ ที่น้าท่วมบนผิวดนิ ในช่วงฤดนู า้ แล้งของพืน้ ทป่ี า่ ชุมชน 122

สวนสมเดจ็ เจา้ ฟา้ จุฬาภรณ์ โดยกรณกี ารจัดการน้าตามแนวทางปัจจบุ นั และ 124
กรณกี ารมโี ครงการสร้างทานบปิดกัน้ ลาน้าและตดิ ตง้ั เครื่องสบู นา้ 124
3.67 เปรยี บเทียบผลการวิเคราะห์สมดุลนา้ ดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE 125
กรณกี ารจดั การน้าตามแนวทางปจั จุบนั และกรณกี ารจัดการนา้ ของโครงการ 126
สรา้ งทานบปิดกนั้ ลานา้ และติดตง้ั เครอื่ งสูบน้า ในพื้นทปี่ ่าชุมชน 126
สวนสมเด็จเจ้าฟา้ จุฬาภรณ์ 127
3.68 แนวทางการควบคมุ ระดบั น้าเพือ่ ป้องกันไฟปา่ 136
3.69 พนื้ ท่ีนา้ ท่วมก่อนและหลงั มโี ครงการการจดั การนา้ เพื่อการป้องกันไฟป่า
3.70 แนวทางการควบคมุ ระดับนา้ เพื่อเพ่มิ ความหลากหลายทางชวี ภาพ 138
3.71 พน้ื ท่ีนา้ ทว่ มกอ่ นและหลังมโี ครงการการจัดการน้า
เพ่ือเพมิ่ ความหลากหลายทางงชวี ภาพ 139
3.72 แนวทางการควบคุมระดบั นา้ เพอื่ เพิ่มศกั ยภาพในการเกบ็ กักคารบ์ อน 141
3.73 พ้นื ที่น้าทว่ มก่อนและหลังมีโครงการการจดั การน้าเพม่ิ ศักยภาพ 143
ในการเกบ็ กักคารบ์ อน 144
3.74 แผนทีแ่ สดงขอบเขตป่าพรุสมบรู ณ์ ป่าพรเุ สื่อมโทรม ทุ่งหญา้ และบึงในพืน้ ที่
ลมุ่ , แผนทีแ่ สดงระดบั ความสูง-ต่าของพ้ืนที่ และแผนท่ีแสดงจุดที่ตั้งของ
หมบู่ า้ นในบรเิ วณพน้ื ท่ีโครงการเสริมศกั ยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ
เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนรุ ักษค์ วามหลากหลาย
ทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน
3.75 แผนที่แสดงขอบเขตป่าสงวนและป่าอนรุ ักษ์ในพ้ืนที่โครงการเสริมศกั ยภาพก
ารจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอนและ
อนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยืน
3.76 โครงสร้างทางด้านตั้ง (profile diagram) ของสังคมพืชไม้เสมด็ ขาวในป่าพรุ
ควนเครง็
3.77 การเปลีย่ นแปลงของระดับนา้ ในพ้ืนทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ ในปี พ.ศ. 2555
ซงึ่ ส่งผลต่อไฟไหมป้ ่า
3.78 กรอบแนวคิดการฟื้นฟรู ะบบนิเวศในภูมทิ ศั น์พรุควนเครง็
3.80 พน้ื ทีด่ าเนินการปลกู ฟ้ืนฟจู ดุ ท่ี 1 บริเวณบ้านไสขนนุ หมู่ท่ี 11 เขตห้ามลา่ สัตว์
ปา่ ทะเลน้อย เนอื้ ที่ประมาณ 27 ไร่ พ้ืนท่ีดาเนินการปลกู ฟื้นฟูจดุ ที่ 2 บรเิ วณ
บ้านควนเครง็ หม่ทู ี่ 4 เขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ ทะเลน้อย เนื้อท่ปี ระมาณ 50 ไร่ และ
พ้ืนท่ีปลกู ฟ้ืนฟูบรเิ วณปา่ สงวนแหง่ ชาตทิ า่ ชา้ งขา้ ม เนือ้ ที่ทั้งหมด 150 ไร่
ประกอบด้วยพนื้ ท่ปี ลกู ทั้งหมด 3 แปลง แปลงละ 50 ไร่ (เสน้ ขอบสีแดง)

18 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิม่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยงั่ ยืน

รายการภาพประกอบ (ตอ่ ) หนา้
145
ภาพท่ี 146
3.81 พ้นื ที่ปลูกฟืน้ ฟูบริเวณเขตหา้ มลา่ สตั ว์ปา่ บ่อลอ้ จุดท่ี 1, 2, 3 และ 4 149
149
เน้อื ทีบ่ รเิ วณละประมาณ 50 ไร่ รวมทัง้ 4 จุด มเี นื้อทร่ี าว 200 ไร่ 152
3.82 บริเวณปา่ พรุชมุ ชนบ้านควนเงิน ทัง้ ในพนื้ ทแี่ นวรอบคเู ขตป่าชมุ ชนและ
153
ในบรเิ วณบางจุดของป่าชมุ ชน ซงึ่ มีเน้อื ท่ีรวมทัง้ หมดประมาณ 28 ไร่
3.83 พื้นทีป่ า่ พรุที่มสี ภาพเส่ือมโทรม 154
3.84 การปลูกไม้เสริมในพ้นื ทสี่ วนยางพารา และพ้ืนทีอ่ ยู่อาศัย 155
3.85 การป้ันลกู บอลกล้าไม้ ไดแ้ ก่ การนาเยอ่ื หุ้มเมลด็ ออก (ก) ล้างเมลด็ ไม้ทแ่ี กะ 157
158
เยื่อห้มุ เมล็ดออกดว้ ยน้าสะอาด (ข) นาเมล็ดไมท้ ่ีแกะเยื่อหุ้มและล้างนา้ สะอาด 158
ไปตาก (ค) เตรยี มดนิ สาหรับป้ันลกู บอล (ง) ป้ันลูกบอลดินเหนียวผสมเมล็ดไม้ 159
(จ) และลกู บอลท่ปี ้ันเสร็จ (ฉ) 160
3.86 แผนทแ่ี สดงรายละเอยี ดของแปลงปลกู ฟื้นฟูจานวน 3 แปลง ในเขตป่าสงวน 160
แห่งชาติท่าชา้ งขา้ ม (ขอบเขตสแี ดง 3 จดุ ) ภายใตโ้ ครงการเสริมศักยภาพ
การจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อนและ 161
อนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยนื
3.87 การใช้เรอื ไปตามลาคลองเพ่ือเขา้ แปลงปลกู ฟน้ื ฟู
3.88 การเตรียมพื้นท่ปี ลูกโดยการยกโคกในพน้ื ท่ที ่ีมีนา้ ท่วมขงั
3.89 พ้นื ทีก่ ารฟน้ื ฟดู ้วยการปรบั โครงสรา้ งป่า
3.90 การปลกู ซ่อมกลา้ ไม้ท่ีตาย
3.91 วัชพืชสาคญั ในปา่ พรุควนเคร็ง ได้แก่ กระจดู (ก) หญ้าคมบาง (ข) และลาเท็ง
(ค)
3.92 ลาคลองทสี่ ามารถเป็นแนวกันไฟได้
ภาพที่ 3.93 ตัวอย
ภาพท่ี 3.94 การติดตามการเตบิ โตและการรอดตายของกล้าไม้ในแปลงปลูก
ฟ้นื ฟูพรคุ วนเคร็ง ไดแ้ ก่ แปลงปลูกฟนื้ ฟูบรเิ วณป่าสงวนแห่งชาติท่าชา้ งข้าม
(ก) แปลงปลูกฟน้ื ฟบู ริเวณเขตห้ามลา่ สัตวป์ ่าบอ่ ล้อ (ข) แปลงปลูกฟ้นื ฟูใน
พืน้ ท่เี ขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ ทะเลน้อยบรเิ วณบา้ นไสขนุน ม. 11 ต.เคร็ง (ค) และ
แปลงปลกู ฟื้นฟูบรเิ วณป่าชมุ ชนบา้ นควนเงิน ม. 2 ต.บา้ นตูล (ง)
ภาพที่ 3.95 ตวั อยา่ งตารางการบนั ทึกข้อมลู การเตบิ โตและอัตราการรอดตาย
ของกล้าไม้ที่ปลูกในพ้นื ที่ทากินหน้าบ้าน หลงั ครวั รมิ ร้วั ขอบแดน

การใช้เทคโนโลยเี พ่ือหลกี เลย่ี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟปู ่าพรทุ ่ีเสอ่ื มโทรม | 19

รายการภาพประกอบ (ตอ่ ) หนา้

ภาพท่ี 162
3.96 การตดิ ตามการเตบิ โตและการรอดตายของกล้าไม้ที่ปลูกในพื้นท่ีทากินหน้า
176
บ้าน หลงั ครัว รมิ ร้วั ขอบแดน เชน่ การปลูกเสรมิ ในสวนยางพาราและขอบ 177
แดนสวนยางพารา (ก-ข) การปลกู ในพนื้ ทอ่ี ยู่อาศยั (ค-ง)
3.100 พนื้ ทป่ี ่าพรดุ ง้ั เดิม สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง อาเภอควนขนนุ จงั หวัดพัทลงุ 177
3.101 พื้นทป่ี ่าพรุทถ่ี ูกรบกวน (ป่าเสม็ด) ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวดั
นครศรีธรรมราช ได้แก่ ปา่ เสมด็ ท่ีถูกไฟไหม้ และพ้ืนท่ีปา่ เสมด็ สมบรู ณ์ 178
3.102 พน้ื ที่ปา่ พรทุ ถี่ ูกเปลีย่ นแปลงการใชป้ ระโยชน์ทีด่ ิน (สวนปาล์มน้ามนั )
ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช 179
3.103 การเก็บขอ้ มลู ไมต้ น้ ในพื้นที่แปลงตัวอย่างถาวรทั้ง 12 แปลง
โดยการมสี ่วนรว่ มของคนในชุมชน 179
3.104 ลักษณะไม้ตายจาแนกตามระดบั ความผุเป็น 3 ระดับ 180
ไดแ้ ก่ ระดับ 1 ผุน้อย ระดบั 2 ผุปานกลาง และระดับ 3 สภาพผมุ าก
3.105 การวัดความลึกของพรุ โดยการใชเ้ หลก็ เคร็ง 181
3.106 การขดุ หลมุ ดิน จานวนพื้นท่ลี ะ 1 หลมุ เพื่อจดั ทาหนา้ ตัดดิน (soil profile)
ลึก 1 เมตร และเกบ็ ตัวอยา่ งดนิ /พร 181
3.107 แปลงตวั อย่างถาวรพ้ืนทีป่ า่ พรุดั้งเดมิ สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง
อาเภอควนขนนุ จังหวัดพัทลงุ 181
3.108 สภาพพนื้ ท่ีแปลงตวั อย่างถาวรพรดุ ัง้ เดมิ แปลงท่ี 1-4 182
ณ สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง 185
3.109 แปลงตวั อยา่ งถาวรพนื้ ท่ปี ่าเสม็ด อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
3.110 สภาพพนื้ ทีแ่ ปลงตัวอยา่ งถาวรทถี่ ูกรบกวน (พน้ื ทีป่ ่าเสม็ด) แปลงท่ี 1-4 185
3.111 แปลงตัวอยา่ งถาวรพน้ื ทีป่ า่ พรทุ ถ่ี ูกเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน 186
(สวนปาล์มนา้ มัน)
3.112 สภาพพน้ื ทแ่ี ปลงตวั อย่างถาวร สวนปาลม์ น้ามนั แปลงท่ี 1-4 187
3.113 แสดงความหนาแน่น และการเติบโตของไม้ยนื ต้น และไม้รุ่น
ในแปลงตัวอย่างถาวรในพน้ื ท่ีพรคุ วนเคร็ง 188
3.114 แสดงตารางเปรียบเทียบความหนาแนน่ และการเตบิ โตของไม้ยืนตน้ ในแปลง
ถาวรต่าง ๆ ในพน้ื ท่พี รุควนเคร็ง 191
3.115 แสดงตารางปริมาณมวลชีวภาพและการกักเกบ็ คารบ์ อนไม้ต้น (tree) ในแตล่ ะ
พืน้ ท่แี ปลงตัวอยา่ งถาวร
3.116 แสดงตารางปรมิ าณมวลชวี ภาพและการกักเก็บคาร์บอนไมร้ ุ่นในแตล่ ะพื้นท่ี
แปลงตวั อยา่ งถาวร

20 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื

รายการภาพประกอบ (ตอ่ ) หนา้
191
ภาพที่ 191
3.117 แสดงตารางมวลชวี ภาพและการกักเกบ็ คาร์บอนไมเ้ ถาวัลยใ์ นแปลงตวั อย่าง 192
192
ถาวรของพื้นทีป่ ่าพรุดงั้ เดิม 194
3.118 แสดงตารางปรมิ าณมวลชวี ภาพและการกักเกบ็ คาร์บอนพชื พืน้ ล่างของแต่ละ 196
197
แปลงตวั อยา่ งถาวร 198
3.119 แสดงตารางการกกั เก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนอื ดนิ และใต้ดินของพชื 199
199
ในแปลงตัวอยา่ งถาวร 200
3.120 แสดงตารางการกกั เก็บคาร์บอนในในไมต้ าย ของแปลงตวั อยา่ งถาวรต่าง ๆ 201
202
ในพ้นื ท่ีพรุควนเครง็
3.121 การจาแนกชั้นพรตุ ามลกั ษณะทางกายภาพของพรุตามกระบวนการยอ่ ยสลาย 204
3.122 แสดงตารางลกั ษณะดิน และศักยภาพในการกักเกบ็ คารบ์ อนในดินของปา่ พรุ 205
206
ด้ังเดิม
3.123 แสดงตารางลักษณะดนิ และศักยภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ

ของป่าพรเุ สม็ด
3.124 แสดงตารางลกั ษณะดนิ และศักยภาพในการกักเก็บคารบ์ อนในดิน

ของสวนปาล์มนา้ มัน
3.125 หนา้ ตดั ดินท่รี ะดบั ความลกึ 1 เมตร ในแปลงตวั อยา่ งถาวร

ของพืน้ ท่ีพรุควนเครง็ 3 แห่ง ป่าพรดุ ั้งเดิม ป่าเสมด็ และสวนปาลม์ นา้ มัน
3.126 แสดงตารางการกักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ ในแปลงตัวอยา่ งถาวร

ของพ้ืนที่พรคุ วนเครง็ 3 แห่ง
3.127 การกักเก็บคาร์บอนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนต่าง ๆ ของในพื้นทีพ่ รุควนเคร็ง

(หนว่ ย: ตนั ตอ่ ไร่)
3.128 แสดงตารางภาพรวมของการกกั เก็บคาร์บอนในแหล่งสะสมคารบ์ อนต่าง ๆ

ของในพื้นที่พรุควนเครง็
3.129 การกาหนดจุดวางแปลงสารวจมรี ะยะหา่ ง 2 กิโลเมตร x 2 กิโลเมตร

จานวน 234 แปลงครอบคลุมพน้ื ท่ีพรคุ วนเคร็งทงั้ หมด และการวางแปลง
สารวจขนาด 15 เมตร x 15 เมตร แบบกรดิ (Grid sampling)
3.130 สดั สว่ นการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ ของแปลงสารวจแบบกริด (Grid sampling)
ในจังหวัดนครศรธี รรมราช พัทลุง และสงขลา
3.131 แสดงตารางการกกั เก็บคาร์บอนในพื้นทกี่ ารใชป้ ระโยชนท์ ่ีดินของแปลงสารวจ
แบบกรดิ (Grid sampling) ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พทั ลงุ และสงขลา
3.132 การกักเก็บคาร์บอนในพ้นื ท่ีการใช้ประโยชน์ทดี่ ินตา่ ง ๆ ในพน้ื ท่ีพรุควนเคร็ง
จากสารวจแบบกริด (Grid sampling)

การใช้เทคโนโลยเี พื่อหลีกเลยี่ งการเสื่อมโทรมของป่าพรแุ ละการฟน้ื ฟปู า่ พรทุ เี่ สอื่ มโทรม | 21

รายการภาพประกอบ (ต่อ) หนา้
206
ภาพท่ี 208
3.133 ภาพรวมการกักเก็บคารบ์ อนในพนื้ ที่การใช้ประโยชนท์ ดี่ ินต่าง ๆ ในพ้นื ท่ีพรุ 210
210
ควนเครง็ จากสารวจแบบกรดิ (Grid sampling)
3.134 ประเภทการใช้ประโยชนท์ ดี่ นิ และสถานภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพื้นที่พรุ 211
212
ควนเคร็ง (พ้นื ทท่ี ง้ั หมด 581,908 ไร่) จากภาพถา่ ยดาวเทียมในปี พ.ศ. 2561 213
3.135 การวัดการปลอ่ ยก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์โดยวิธี Chamber method ในพนื้ ที่ 214
215
พรคุ วนเครง็ 215
3.136 การเกบ็ ตัวอย่างก๊าซดว้ ยวธิ ี The closed static chamber technique 217
217
ชว่ งเวลาไมม่ ีนา้ ท่วมขัง (A) และการเก็บตัวอยา่ งกา๊ ซด้วยวิธี The closed
static chamber technique ด้วย floating chamber ชว่ งเวลามีน้าท่วมขัง
(B)
3.137 การเปรียบเทยี บพนื้ ที่สวนปาลม์ นา้ มนั และพ้ืนท่ีป่าเสมด็ ในแต่ละเดือน
3.138 ปจั จัยอณุ หภูมิและความชนื้ กับการปลอ่ ยคาร์บอนไดออกไซด์
ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562-มิถนุ ายน 2563 ในเวลาช่วงเช้าและบ่าย
3.139 การแปรผันของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
ในช่วงกรกฎาคม 2562 – มถิ นุ ายน 2563
3.140 แสดงตารางค่าเฉลยี่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในแตล่ ะเดือน
3.141 แสดงตารางการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) เฉลย่ี รายเดือน ของพ้ืนทตี่ ่าง ๆ
ในพน้ื ท่ีพรุควนเครง็
3.142 การแปรผันของการปล่อยกา๊ ซมีเทน (CH4) ตัง้ แต่ กรกฎาคม 2562 –
มิถนุ ายน 2563
3.143 กราฟแสดงค่าการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)
ต้งั แต่ กรกฎาคม 62 – มิถุนายน 63
3.144 แสดงตารางการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) รายเดือน ของพื้นทต่ี า่ ง ๆ
ในพืน้ ที่พรคุ วนเคร็ง

22 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพิม่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยืน

ผลสัมฤทธท์ิ ี่ 2
การนารอ่ งนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการเสอ่ื มโทรมและฟนื้ ฟูระบบนิเวศป่าพรุ

1. ป่าพรคุ วนเครง็ พืน้ ท่ี 4,600 เฮกตาร์ (28,750 ไร)่ มีระบบการจดั การนา้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
2. พ้ืนท่ีพรุควนเคร็งอย่างน้อยร้อยละ 25 ของพื้นที่นาร่อง มีระดับน้าผิวดินไม่ต่ากว่า 20
เซนตเิ มตร (1,150 เฮกตาร์ หรือ 7,188 ไร่)
3. การปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกในพ้นื ที่นาร่อง 4,600 เฮกตาร์ (พ้นื ท่ีที่มีการบริหารจัดการน้า)
ลดลงเหลือ 1.959 Mt CO2-eq (จาก 2.793 Mt CO2-eq)
4. การฟน้ื ฟูป่าพรดุ ้วยพันธ์ุพืชทอ้ งถิ่น 300 เฮกตาร์ (1,875 ไร่) เพ่ือดูดซับคารบ์ อน 129,000 t
CO2-eq

หมายเหตุ ระยะเวลาดาเนนิ โครงการเพียง 26 เดือน ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพนั ธ์ุไม้
ทั้งนี้ พันธุ์ไม้ต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่า 20 ปี ผลการดาเนินงานจึงเป็นการมุ่งสู่เป้าหมายตามตัวช้ีวัด
ตามระยะเวลาและการเจริญเตบิ โตของต้นไม้

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลี่ยงการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรทุ ่เี สื่อมโทรม | 23

24 | โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื

1

การใช้เทคโนโลยเี พื่อการจัดการป่าอยา่ งย่งั ยนื

การใช้เทคโนโลยีเพ่อื หลีกเล่ยี งการเส่อื มโทรมของป่าพรุและการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ เี่ ส่ือมโทรม | 25

“เทคโนโลยชี ่วยแกป้ ญั หาที่ท้าทายในการจัดการปา่ อย่างยั่งยืนในศตวรรษท่ี 21
และเทคโนโลยที สี่ าคัญในการจดั การปา่ ไม้อย่างยงั่ ยืน คือ “เทคโนโลยที ่สี ง่ เสรมิ การสื่อสารที่ดี

ระหวา่ งผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียและช่วยให้ผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสีย
สามารถตดั สนิ ใจไดใ้ นทุกระดับต้งั แต่ระดับยีนไปจนถึงระดับระบบนิเวศ”

Sayer, J.A et al. (1997)

26 | โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยนื

บทนา
“ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้มาถึงจดุ ที่ทาให้รปู แบบการดาเนนิ ชวี ิต การประกอบธรุ กิจ และ

เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง” กล่าวได้ว่า ยุคต่อไปข้างหน้าน้ีเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกไปใน
อีกรูปโฉมหนึ่ง โดย เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ (2559) อธิบายว่า เทคโนโลยีเปล่ียนโลก (Disruptive
technologies) คือ เทคโนโลยีท่ีมีความก้าวหน้าและสามารถเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดาเนินชีวิต การ
ประกอบธุรกิจ และเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การนาความรู้ทางด้าน
วิทยาศาสตร์หรือความรู้ด้านอื่น ๆ เช่น ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มีการพัฒนาหรือจัดระเบียบองค์
ความรู้ต่าง ๆ อย่างดีแล้ว เพ่ือให้เข้าใจธรรมชาติกฎเกณฑ์ของส่ิงต่าง ๆ และหาทางนามาประยุกต์ใช้ให้
เกิดประโยชน์ด้านใดด้านหน่ึงเพื่อให้งานนั้นมีความสามารถและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (พนิดา พานิชกุล,
2549, 3; ดิชิตชัย เมตตาริกานนท์, 2558, 1) นอกจากนี้ เทคโนโลยีถือเป็นการนาความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ซ่งึ มีลักษณะเป็นเหตเุ ปน็ ผลเกี่ยวกับธรรมชาติ ปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็น
การตั้งคาถามถึงเหตุท่ีมาทาไมถึงเกิดเช่นน้ัน (know why) ซ่ึงมีกลไกควบคุมหรือบังคับให้เกิดขึ้น จาก
ความรู้เช่นน้ีจึงทาให้มนุษย์นาความรู้หลาย ๆ ศาสตร์มาสร้างแนวคิดที่เป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนการ
สร้างวิสัยทัศน์ในการประดิษฐ์ส่ิงของให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ เทคโนโลยีเป็นสิ่งสาคญั ในการใช้ การ
เก็บกัก การซ่อมแซม/รักษา การฟื้นฟู การพัฒนา การป้องกัน การสงวน และการแบ่งเขตของ
ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ทุกข้ันตอนของการจัดการสิ่งแวดล้อมล้วนต้องใช้เทคโนโลยีทั้งสิ้น (เกษม
จันทรแ์ ก้ว, 2541, 44-50)

ถึงกระน้ันก็ตาม เกษม จันทร์แก้ว (2541, 18) ได้ให้ข้อคิดสาคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีและ
สิ่งแวดล้อมไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ “สิ่งแวดล้อมทุกวันน้ีมีแต่จะเส่ือมลง พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มี
เทคโนโลยีใดในโลกที่จะทาใหส้ ่ิงแวดล้อมดไี ดเ้ สมือนของเดิม” หรือคากล่าวทนี่ ักวชิ าการทางส่งิ แวดล้อม
ที่มีความเห็นว่า “มนุษย์ คือ ตัวการสาคัญท่ีสุดในการทาลายธรรมชาติและสภาวะแวดล้อม โดยมี
เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง” ดังน้ันการแก้ปัญหาส่ิงแวดล้อมที่ตรงจุดท่ีสุด คือ การแก้ท่ีพฤติกรรมของคนซ่ึง
อาจไดผ้ ลดกี ว่าการใชเ้ ทคโนโลยีตามแกป้ ญั หาที่เกดิ ขน้ึ แลว้ และกาลงั เกิดขึ้นอย่างไม่ส้นิ สุดเนื่องจากความ
มักง่ายของมนุษย์ (วีรวฒน์ ปภุสสโร, 2540, 17) เห็นได้ว่า วลีเหล่าน้ีบ่งชี้ให้เห็นถึงรากของปัญหาสาคัญ
คือพฤติกรรมของมนุษย์ และดาบสองคมของเทคโนโลยี นั่นคือ การใช้เทคโนโลยีเพ่ือการพัฒนาที่มุ่งเนน้
ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจโดยไม่คานึงถึงผลกระทบต่อส่ิงแวดลอ้ มหรอื สงั คม ก็ย่อมทาให้เทคโนโลยีน้นั
กลายเป็นเครื่องมือทาลายไปโดยปริยาย ถึงกระน้ันก็ตาม ข้อดีหรือประโยชน์ของเทคโนโลยีนั้นมีมาก
เชน่ กัน ถา้ มนษุ ยน์ าเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการจดั การกิจกรรมใด ๆ ก็ตามทมี่ ีความซับซ้อนแทน
การใช้คนนัน้ กลบั จะเปน็ การชว่ ยใหม้ ีการจัดการได้อย่างมีประสิทธภิ าพได้ โดยภายใต้การจดั การน้นั มีการ
คิดอย่างรอบคอบและตระหนักถึงผลกระทบท้ังต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม น่ันย่อมทาให้เทคโนโลยีคือ
เครื่องมือท่ีสร้างสรรค์ และแม้ว่าจากคากล่าวข้างต้นที่ว่า เทคโนโลยีจะไม่สามารถทาให้สิ่งแวดล้อมหรือ
ป่าไม้หรือทรัพยากรธรรมชาติกลับมาดีได้เหมือนของเดิมได้นั้นเพราะ ทว่า เทคโนโลยีก็ช่วยให้มนุษย์
สามารถติดตาม ตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการช่วยให้สถานการณ์ปัญหาหรือสภาพของ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีทิศทางท่ีดีขึ้นได้และค่อย ๆ ฟื้นคืนสภาพที่ดีได้ในสภาพแวดล้อม
และระยะเวลาทเ่ี หมาะสม

การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลีกเลยี่ งการเสือ่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้นื ฟูปา่ พรุท่เี สอ่ื มโทรม | 27

ปี 2562 นบั เป็นปที ่มี ีเทคโนโลยีโดดเด่นท่ีสร้างการเปลี่ยนแปลงโลกในด้านต่าง ๆ เป็นอยา่ งมาก
โดย 10 เทคโนโลยสี าคัญ (วิทยาการ ขา่ วสด, 2562) นัน่ คอื 1) อนิ เทอร์เนต็ ในทุกส่ิง หรือ IoT (Internet
of Things) 2) บลอ็ กเชน เปน็ เทคโนโลยที ่ีมกี ารกระจายสาเนาข้อมลู ไปยังผู้ใช้ทกุ คนแบบเรยี ลไทม์ ทาให้
นักเจาะระบบเจาะข้อมูลได้ยากข้ึน โดยเทคโนโลยีนี้ถูกนามาใช้แล้วในระบบธุรกรรมบางส่วน และสกุล
เงินออนไลน์ชื่อดังต่าง ๆ 3) ปัญญาประดิษฐ์ AI ที่สามารถทางานได้รวดเร็วและสามารถทางานที่มีความ
ซับซ้อนซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทาได้ 4) เทคโนโลยีการส่ือสาร 5 จี ช่วยให้การส่งและรับข้อมูลไร้สายมี
ความเร็วสูงและสร้างเสถียรภาพให้กับไอโอที 5) อักเมนต์–เวอร์ชวล เรียลลิตี้ เป็นปฏิสัมพันธ์แบบใหม่
ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีที่จะแพร่หลายมากขึ้น เป็นการสร้างภาพกราฟิกแทรกเข้ามาใน
สภาพแวดล้อมจรงิ และมีการจาลองสภาพแวดล้อมใหม่ทับของเดิม ทั้งสองเทคโนโลยีน้จี ะมีความสมจรงิ
มากขึ้นและทางานได้รวดเร็ว 6) หุ่นโดรนและจักรกลสงคราม เป็นอีกเทคโนโลยีท่ีจะมีราคาถูกลงและ
แพร่หลายมากข้ึน รวมท้ังมีความสามารถมากขึ้นทั้งในภาคครวั เรือนและภาคอุตสาหกรรมไปจนถึงระดบั
รัฐบาลและกองทัพ สะท้อนจากการเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ของบรรดาชาติมหาอานาจในโลก จะก่อให้เกิด
ธรุ กจิ แบบใหม่ โดยเฉพาะในด้านการขนส่ง รวมถงึ อาชญากรรมรูปแบบใหม่ นาไปสกู่ ารจดั ระเบยี บสังคม
ในหลายประเทศ 7) การพิมพ์สามมิติซึ่งจะมีผู้ใช้งานอย่างแพร่หลายมากข้ึนทางในระดับอุตสาหกรรม
และภาคครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเคร่ืองใช้ ไปจนถึงส่วนประกอบเครื่องจักรกลและอาหาร เพื่อ
แก้ไขปัญหาต้นทุนการผลิต ซ่ึงถือเป็นหน่ึงในเทคโนโลยีท่ีจะส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของ
เอกชน และของประเทศทั่วโลก 8) ไบโอเมตทริกซ์ ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลจะถูกจัดเก็บมากข้ึนเพ่ือใช้ใน
การยืนยันสิทธิการเข้าถึงการใช้งาน หรือข้อมูลต่างๆ รวมถึงบริการทั่วไปในภาคครัวเรือน 9) ระบบ
ทางานแบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีท่ีจะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วในปี 2562 จะส่งผลให้มีระบบคอมพิวเตอร์
เข้ามาทางานอัตโนมัติแทนมนุษย์มากขึ้น อาทิ เคร่ืองจักรกลในโรงงาน หุ่นยนต์ และเคร่ืองมือ
อิเล็กทรอนิกส์ และ 10) ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่กาลังมีการพัฒนาเพื่อ
ปฏิวัตริ ะบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถทาให้คอมพวิ เตอรม์ ีประสทิ ธภิ าพการทางานเพิม่ แบบก้าวกระโดด

อนึ่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งหมดท่ีกล่าวมาน้ีสอดคล้องตามข้อมูลที่ปรากฏในรายงาน
ของ McKinsey Global Institute ที่เคยคาดการณ์ถึงบทบาทของเทคโนโลยี 12 ประเภทซ่ึงจะเข้ามามี
อิทธิพลต่อการเปล่ียนแปลงโลก ได้แก่ 1) อินเทอร์เน็ตไร้สาย 2) เทคโนโลยีอัตโนมัติในด้านการวิเคราะห์
3) Internet of Things Cloud Computing ซึง่ คอื การท่ีอปุ กรณ์ต่าง ๆ มคี วามฉลาดขน้ึ และทางานแทน
มนุษย์ได้ซึ่งจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยมี Cloud Computing ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาด
ใหญ่ท่ีจะมีบทบาทสาคัญในการเป็นพ้ืนท่ีการให้บริการเพื่อการจัดการและส่ือสารของอุปกรณ์เหล่านี้ทั้ง
การจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล 5) เทคโนโลยีหุ่นยนต์ 6) ยานพาหนะไร้คนขับหรือก่ึงไร้
คนขับ 7) เทคโนโลยีชีวภาพ (genomics) 8) อุปกรณ์หรือระบบกักเก็บพลังงาน 9) เทคโนโลยีการพิมพ์
สามมิติ 10) เทคโนโลยีวัสดุชาญฉลาด 11) เทคโนโลยีสารวจและขุดเจาะน้ามัน 12) เทคโนโลยีพลังงาน
ทดแทน (เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ, 2559) ขณะท่ี สถาบันแห่งอนาคต (IFTF) ได้ทานายการเปลี่ยนแปลง
ท่ีจะตามมาในช่วงระหว่างปัจจุบันจนถึงปี 2030 ซ่ึงจะมีเทคโนโลยีท่ีก้าวหน้ามีบทบาทอย่างสูงต่อการ
เปล่ียนแปลงโลก ได้แก่ 1) การมีเครือข่ายของระบบเสมือนจริง (Networked Reality) 2) ยานยนต์ท่ี
เช่ือมต่อเข้าหากัน (connected mobility) โดยความสาคัญของการรวมเข้าด้วยกัน (Networked
Matter) คือสามารถเช่ือมต่อในเครือข่ายที่เก่ียวข้อง โดยที่ยานพาหนะในอนาคตจะกลายเป็น

28 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื

คอมพวิ เตอร์เคลือ่ นท่ีได้ 3) การเปล่ียนแปลงจากดิจิตอลซติ ี้ (Digital Cities) ไปสู่เชนเทียนซิตี้ (Sentient
Cities) หรือเมืองที่มีความรู้สึก 4) การมีตัวแทนหรือผู้ช่วยและระบบกฎเกณฑ์ขั้นตอนวิธีต่าง ๆ (Agents
and Algorithms) 5) การมีโซเชียลไลฟ์ของหุ่นยนต์ (Robot with Social Lives) โดยท่ีหุ่นยนต์จะกลาย
มาเป็นหุ้นส่วนในชีวิตของเรา มีการเพิ่มทักษะและขยายขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ หุ่นยนต์ซ่ึงจะ
แบ่งปันความรู้ท่ีได้รับใหม่ไปยังเครือข่ายโซเซียลหุ่นยนต์ (social robot network) ไปยังนวัตกรรม
crowdsource (โชคชัย บณุ ยะกลมั พ, 2562)

เห็นได้ว่า ความล้าหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวทาให้มีเครื่องมือหลายชนิดถูกพัฒนาขึ้นมาเพ่ือใช้
ในการแก้ปัญหาในแต่ละด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพเพ่ือตอบสนองความต้องการของมนุษย์ท้ังด้าน
เศรษฐกจิ สังคม และสง่ิ แวดล้อม เชน่ เดยี วกับการจัดการดา้ นทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทงั้ ดา้ น
ป่าไม้ ที่ดิน น้า ลม ไฟ และปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่น ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่าน้ีมาใชใ้ นการ
บริหารจัดการในหลาย ๆ ด้าน อาทิเช่น การใช้ระบบอินเทอเน็ตในการการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและ
เชื่อมโยงระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การใช้โดรนบินสารวจพ้ืนท่ีป่าไม้ การใช้โดรนท่ีสามารถตรวจจับความ
ร้อนได้ในการส่งสัญญาณเตือนจุดเส่ียงการเกิดไฟป่าเพื่อการระงับเหตุได้ทันท่วงที หรือการนาโดรนบิน
สารวจการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจาแนกภาพและข้อมูลผ่านการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ หรือ
แม้กระทั่งการใช้ระบบการพิมพ์ 3 มิติ ท่ีสามารถสร้างตัวแบบจาลองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
จัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม การใช้หุน่ ยนต์ในการดบั ไฟป่า การจดั ทาระบบฐานข้อมูลและ
แอปพลเิ คชั่นทสี่ ามารถเข้าถึงข้อมูล ติดตาม ตรวจสอบ และใชข้ อ้ มูลในการตัดสินใจได้อยา่ งรวดเรว็ และ
อีกหลายเคร่ืองมือที่ล้วนเป็นการใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวชว่ ยสาคัญในการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ
และสงิ่ แวดลอ้ มไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื การจดั การปา่ อยา่ งยัง่ ยืน
การจัดการป่าอย่างย่ังยืนน้ันจาเป็นต้องมีการทางานแบบบูรณาก ารท้ังด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หรือผู้กระทาการ ข้อมูล วิธีการ องค์กรหรือสถาบัน และนโยบาย (He, et al., 2015, 550, อ้างถึงใน
สวรินทร์ เบญ็ เดม็ อะหลี, 2558, 78) โดยที่ “วิธกี าร” ซ่งึ เป็นหนึ่งในแนวทางการบรู ณาการในการจัดการ
ปา่ อย่างยั่งยืนนั้นจาเป็นต้องใชแ้ นวทาง “เครอ่ื งมือผสม วธิ ผี สาน” น่นั คือ การจัดการที่มีการใช้เครื่องมือ
หลากหลายผสมผสานกัน และจาเป็นต้องใช้หลาย ๆ วิธีการ โดยที่ “เทคโนโลยี” ถือเป็นเคร่ืองมือหน่ึงที่
มีความสาคัญต่อการบริหารจัดการป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในยุค ท่ีมีการ แย่ งชิง
ทรพั ยากรซึง่ มีแนวโน้มทวคี วามรุนแรงขึ้น เป็นยุคที่สังคมและพฤตกิ รรมของมนษุ ยย์ ิ่งมีความสลบั ซับซ้อน
มากย่ิงขึ้น ความพยายามในการครอบครองผืนดินมีมากขึ้นและมีการบูรณาการวธิ ีการในการครอบครอง
เฉกเช่นเดียวกัน การบุกรุกทาลายป่าเพื่อให้ได้ครอบครองผนื ดินและป่านั้นมีหลากหลายวธิ ีการที่ซับซ้อน
ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ท่ีมีบทบาทในการปกป้อง คุ้มครองผืนดินและ
ผืนป่าสามารถทางานได้อย่างมีประสิทธภิ าพมากข้ึน เทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงพ้ืนที่ป่าหรือตรวจสอบพ้ืนที่
ป่าที่มีการบุกรุก การเกิดไฟไหม้ป่าได้อย่างรวดเร็วและสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและ
ถกู ต้อง โดยทกี่ ารตัดสินใจนั้นอยูบ่ นพ้ืนฐานของข้อมลู ที่สอดคล้องกบั สถานการณ์

ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีมีบทบาทในหลายด้านท่ีเก่ียวพนั กบั วิถีการดารงชวี ติ ของมนุษย์และ
สร้างการเปล่ียนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอื่ หลกี เลีย่ งการเสอื่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้นื ฟปู ่าพรทุ ีเ่ สือ่ มโทรม | 29

เหมาะสมเป็นส่ิงท่ีต้องตระหนักเพราะเทคโนโลยีย่อมนามาซ่ึงการเปล่ียนแปลงในด้านดีและการส่งผล
กระทบหากมีการนามาใช้ไม่เหมาะสม ถึงกระนั้นก็ตาม การพัฒนาที่ก้าวล้าทางเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น
หุ่นยนต์ โดรน หรือแอปพลิเคช่ันต่าง ๆ สามารถนามาใช้ประโยชน์ในด้านการจัดการส่ิงแวดล้อม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนามาเป็นเครื่องมือในการจัดการป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาท่ีเป็น
ขีดจากดั ของมนุษยท์ ีไ่ มส่ ามารถกระทาได้หรือเข้าถงึ ได้ เช่น การใชโ้ ดรนบนิ สารวจพนื้ ทป่ี า่ ซึง่ ทาใหไ้ ดภ้ าพ
ที่ชัดเจนและเข้าถึงพื้นที่ป่าได้สะดวกหรือลดข้อจากัดการใช้เคร่ืองบินสารวจพื้นที่ ทั้งยังประหยัด
คา่ ใช้จ่าย และลดความเสีย่ งได้อกี ดว้ ย

ป่าไม้ เป็นมิติหนึ่งด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมท่ีมีการนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อแก้ปัญหาที่
มนุษย์ไมอ่ าจทาได้อยา่ งตอ่ เน่ืองหรือหากทาไดก้ ล็ ่าชา้ แต่การใชเ้ ทคโนโลยที าใหก้ ารจัดการป่า โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงการเฝ้าระวังการลักลอบตัดไม้หรือการล่าสัตว์ การเฝ้าระวังไฟป่า และกิจกรรมอ่ืน ๆ ท่ีเป็นการ
ปกป้องผืนป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ Sayer, J.A et al. (1997) ได้เคยกล่าวไว้อย่างนา่ สนใจวา่
เทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหาท่ีท้าทายในการจัดการป่าอย่างย่ังยนื ในศตวรรษท่ี 21 และเทคโนโลยีท่สี าคัญ
ในการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนก็คือ “เทคโนโลยีที่ส่งเสริมการสื่อสารท่ีดีระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและ
ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตัดสินใจได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับยีน ไปจนถึงระดับระบบนิเวศ ”
ดงั กล่าวน้ันชใ้ี ห้เหน็ ได้ชัดว่า การส่อื สารและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้มสี ่วนไดส้ ว่ นเสียที่เกีย่ วข้องกับ
ผืนป่าน้ันมีความสาคัญอย่างยิ่งในการจัดการป่าอย่างย่ังยืน ท้ังยังอาจสะท้อนถึงความซับซ้อนของการ
สื่อสารที่เชื่อมโยงไปยังการตัดสินใจที่สาคัญๆ ในการจัดการป่าร่วมกัน ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเป็นเคร่ืองมือ
ท่ีช่วยในการลดความซับซ้อน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันผ่านสอื่ กลางใดส่ือกลางหน่ึงที่ปราศจากอคติ อันจะ
นาไปสู่การตัดสินใจร่วมกนั บนฐานความร้แู ละความเข้าใจทต่ี รงกันของทุกฝ่าย

กรณีศกึ ษาจากต่างประเทศกบั การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีเพื่อเฝ้าระวงั และปกปอ้ งผืนปา่
การทางานด้านเฝ้าระวังป่าไม้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการนาเทคโนโลยีที่

นา่ สนใจมาใช้ในหลายดา้ น (Freischlad, 2015) ไดแ้ ก่
1) การใช้โทรศัพท์ในการตรวจสอบเสียงจากป่าของโครงการ Topher’s project

Rainforest Connection ที่ประสบความสาเร็จในการนาไปใช้ในพ้ืนที่นาร่อง คือ ผืนป่าในเกาะสุมาตรา
โครงการน้ีเป็นการใช้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างง่ายและใช้ต้นทุนไม่แพงมากนัก นั่นคือ การใช้
โทรศัพท์มือถือในการตรวจสอบเสียงที่ไม่ใช่เสียงธรรมชาติจากผืนป่าท่ัว ๆ ไป เช่น เสียงนก เสียงต้นไม้
แต่ทว่าเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือติดตั้งโดยการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซล่าเซลล์ โดยท่ี
โทรศัพท์มือถือสามารถตรวจจับเสียงเลื่อยไฟฟ้าท่ีเข้ามาลักลอบตัดไม้ทาลายป่า หรือแม้กระท่ังเสียงการ
สนทนาของมนุษย์ท่ีเข้าไปในป่าเพ่ือวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี เช่น การเข้ามาลักลอบตัดไม้ เป็นต้น แล้วส่ง
สัญญาณเตือนสง่ ไปยังเจา้ หน้าที่พิทักษป์ ่า เพอ่ื ใหส้ ามารถเข้าควบคุมสถานการณแ์ ละปกป้องผืนป่าเอาไว้
ได้ทันท่วงที ถึงกระน้ันก็ตาม แม้ว่าข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือราคาถูก แต่จุดด้อยคือการติดตั้งต้องทาด้วย
มือซึ่งอาจทาให้เสียเวลาในการเดินเข้าป่าเพ่ือติดต้ัง จึงทาให้ไม่สามารถติดตั้งได้ครอบคลุมพ้ืนที่ท่ีมีขนาด
ใหญไ่ ดห้ รือไมส่ ามารถติดตงั้ ไดท้ ั่วทัง้ ผืนป่า

2) การใช้ระบบตรวจจับสัญญาณอัจฉริยะ หรือ smart sensors ในการแก้ปัญหา
ไฟป่า โดยที่ระบบตรวจจับสัญญาณนี้สามารถต้ังค่าความช้ืนสัมพัทธ์ อุณหภูมิ และค่า

30 | โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพิม่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยนื

คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าเหล่านี้แม้แต่เพียงเล็กน้อย ระบบตรวจจับก็
สามารถรับรู้ได้ และส่งสัญญาณแจง้ เตือนตาแหน่งเกิดเหตุหรือพื้นที่เส่ียงการเกิดไฟป่าได้ เป็นการช่วยให้
เจ้าหน้าท่ีสามารถวางแผนรับมือได้ทันท่วงที ท้ังน้ี ข้อดีของเทคโนโลยีน้ีคือความสามารถในการตรวจจับ
ค่าความเปลี่ยนแปลงได้ละเอียดแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนเพียงเล็กน้อย แต่ข้อด้อยคือเซนเซอร์แต่
ละตวั จะต้องตดิ ตั้งแยกกัน

3) การประยุกต์ใช้โดรน มีการนามาใช้ในการจัดการป่าในประเทศอินโดนีเซียซ่ึง
ประสบผลสาเร็จที่ทาให้ได้ภาพที่ชัดเจนและระยะใกล้จากจุดเกิดไฟป่าหรือภาพจากพิกัดพ้ืนที่ป่าท่ีมีการ
เปล่ียนแปลงความร้อนที่มีความผิดปกติ ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ จุดที่มีการติดตั้งระบบตรวจจับอัจฉริยะ
ได้อย่างชัดเจน ข้อดีคือสามารถใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์และรับข้อมูลได้ทันที แต่ข้อด้อยคือ ใช้
งานได้ในพืน้ ที่จากดั ตามที่ตั้งค่าเส้นทางการบนิ เอาไว้ล่วงหน้า และมคี วามตอ้ งการแหลง่ พลังงาน

4) ภาพถ่ายดาวเทียมราคาถูกจากการใช้ดาวเทียมขนาดเล็ก เป็นดาวเทียวขนาดเทา่
กล่องรองเทา้ ที่ความละเอียดสูง ซ่งึ ได้รบั การพฒั นาขึ้นมาโดยบริษทั ช้ันนาด้านเทคโนโลยีในประเทศญ่ีปุ่น
เช่น Planet Labs และ Skybox Axelspace ซ่ึงดาวเทียมขนาดเล็กนี้จะถูกนาขึ้นสู่อวกาศและส่งภาพ
ของดาวเคราะห์ท้ังโลกด้วยความถี่ท่ีสูงขึ้นและใช้ต้นทุนท่ีต่ากว่าดาวเทียมทั่วไป ภาพถ่ายจากดาวเทียม
ดังกล่าวน้ีสามารถช่วยวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงในการใช้ท่ีดินและป่าไม้ การทาแผนท่ีขอบเขตของการ
เกดิ เพลิงไหม้หรือค้นหาแหล่งที่มาของไฟ เนอื่ งจากดาวเทียมสามารถส่งออกข้อมลู ได้สงู มากและสามารถ
เกบ็ ภาพครอบคลมุ พ้นื ทขี่ นาดใหญ่ได้ อกี ทง้ั เทคโนโลยีนม้ี คี วามน่าสนใจเป็นพิเศษเมื่อนามาใชง้ านร่วมกับ
เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ที่สามารถวิเคราะห์ภาพอัจฉริยะ ซึ่ง Descartes Labs บริษัทช้ันนาด้าน
เทคโนโลยีในประเทศแมกซโิ กเปน็ ผ้พู ฒั นา

กลา่ วได้ว่า การจัดการปา่ ไมม้ ีการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีในหลายประเภทเพื่อปกป้องผืน
ปา่ สะท้อนถึงความพยายามของผู้ท่ีมบี ทบาทในการจดั การป่าและผู้ท่ีมีความตระหนักถงึ ความสาคัญของ
ปา่ ไมท้ มี่ ีการพฒั นาเครอ่ื งมือเพ่ือชว่ ยในการบรหิ ารจัดการภาคป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดล้อม
ของแต่ละประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการป่าไม้ในประเทศไทยก็ได้มีการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการใช้งานในหลายรูปแบบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงเทคโนโลยีที่มี
บทบาทสูงมากในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นั่นคือ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geo-
Informatics)) ระบบพิกัดโลก (GPS) ถึงกระน้ันก็ตาม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รวมถึงป่าไม้จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลได้น้ันจาเป็นต้องมีการบูรณาการในหลาย
ๆ ด้าน ทง้ั ดา้ นเคร่ืองมือและศาสตร์ต่าง ๆ รวมถึงผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสยี ทุกฝ่าย

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศกับการบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ปัจจุบันเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geo-Informatics) มีบทบาทสูงในด้านการบริหาร

และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ ซ่ึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่สามารถนามาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์การ
เปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเหล่าน้ีถือเป็นข้อมูลเชิงพ้ืนท่ีที่ให้รายละเอียดสูง
(อานันท์ คัมภีร์ระ, 2560, 3 ) เช่นเดียวกับ Reynard, M. (2018) ที่กล่าวถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่กับ
บทบาทสาคัญคือการขับเคล่ือนการจัดการป่าไม้ที่มีอยู่จานวนมาก แต่เทคโนโลยีท่ีนิยมใช้กันมากนั่นคือ

การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลกี เล่ยี งการเสือ่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟูป่าพรุทเ่ี สือ่ มโทรม | 31

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems: GIS) และระบบพิกัดโลก (Global
Positioning System: GPS) ซึง่ สามารถใช้ผา่ นมอื ถือได้โดยสะดวก ท้ังยังสามารถดงึ ข้อมูลเข้าส่โู ปรแกรม
คานวณข้อมูลได้อีกด้วย ทาให้ผู้ที่ทางานด้านป่าไม้ เช่น เจ้าหน้าท่ีพิทักษ์ป่า สามารถตรวจสอบและ
วิเคราะห์สภาพป่า สารวจเส้นทาง และการติดตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ รวมถึงการจัดระบบ
ฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้ด้วย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเทคโนโลยี LiDAR (Light Detection
And Ranging) ซ่ึงเป็นอีกเทคโนโลยีในการจัดการป่าไม้สมัยใหม่ ท่ีสามารถเก็บรวมรวมข้อมูลการวัด
ต้นไม้และภาพถ่ายที่ละเอียด ช่วยในการวัดความสูง ขนาด รูปทรง และแผนท่ีตั้งของต้นไม้ได้ ส่วน
เทคโนโลยีโดรน เป็นอีกเครื่องมือท่ีเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้พิทักษ์ป่า เช่น ช่วยในการวางแผนการ
จดั การป่าและไฟป่า

ท้ังน้ี เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ หมายถึง การบูรณาการความรู้และเทคโนโลยีทางด้าน
การรับร้จู ากระยะไกล(Remote Sensing : RS) ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information
Syste : GIS) และระบบดาวเทียมนาทางโลก (Global Navigation Satellite System: GNSS) เพื่อ
ประยกุ ตใ์ ชง้ านในด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพ โดยทีว่ ิทยาการด้านการรบั รจู้ ากระยะไกลซึ่ง
เป็นเทคโนโลยีท่ีสาคัญในการศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ บนพ้ืนโลกและในชั้นบรรยากาศ เพื่อศึกษาและ
ติดตามการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้โดยการเลือกใช้ข้อมูลจากดาวเทียมที่มีความ
ละเอียดของภาพและประเภทของดาวเทียมหลากหลาย ข้นึ อยกู่ ับการประยุกต์ใช้ในแต่ละเรอื่ ง นอกจากน้ี
ข้อมูลจากการสารวจจากระยะไกลเป็นข้อมูลที่ได้มาอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการได้
ทันทสี าหรบั ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์ สามารถจดั การขอ้ มลู เชงิ พ้ืนท่ี วิเคราะหข์ อ้ มูลและประยุกต์ใช้ใน
การวางแผนจัดการทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ีระบบดาวเทียมนาทาง
โลกสามารถนามาใช้กาหนดตาแหน่งเชิงพื้นที่ และติดตามการเคล่ือนที่ของคนและสิ่งของได้อยา่ งรวดเร็ว
และแม่นยา เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจึงเป็นวิทยาการที่สาคัญท่ีหลายหน่วยงานได้นามาพัฒนาประเทศ
ในหลากหลายด้าน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เกษตร ผังเมือง การจราจรและการขนส่ง
ความมั่นคงทางการทหาร ภัยธรรมชาติ และการค้าเชิงธุรกิจผลการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีภูมิ
สารสนเทศสามารถนามาประกอบการวางแผนการตัดสินใจในเร่ืองต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
(สานักงานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), 2558) อน่งึ ปัจจุบันเทคโนโลยี
ภูมิสารสนเทศได้ถูกพัฒนาเพ่ือให้สามารถวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลได้อย่างละเอียดและมีตัวเลือก
การทางานที่มากขึ้น เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการติดตามและเฝ้าระวังปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ
ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม

การใช้เทคโนโลยีทางอุตุ-อุทกวิทยาและอุทกวิทยานิเวศกับการฟ้ืนฟูป่าและการจัดการพื้นที่
เกษตรกรรม

การจดั การป่าอยา่ งบรู ณาการไม่เพยี งแค่การจัดการในพื้นที่ปา่ เท่านั้น ทว่าต้องให้ความสาคัญกับ
วิถีชีวิตส่วนหนึ่งของคนในชุมชนท่ีนอกจากจะพึ่งพิงทรัพยากรจากป่าแล้ว อีกส่วนหน่ึงยังมีการทา
เกษตรกรรมในพื้นท่ีรายรอบป่าอีกด้วย และไม่ว่าต้นไม้ในป่า หรือพืชในแปลงเกษตรกรรมล้วนคือ
ส่ิงมีชีวิตท่ีมีความสัมพันธ์กับสภาพดินฟ้าอากาศ และปัจจัยสภาพฟ้าอากาศเป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญต่อ
การเกษตรมากที่สุด โดยจะเป็นตัวกาหนดความสาเร็จของอาชีพทางการเกษตร กาหนดชนิดพืชและสตั ว์

32 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื

กาหนดเวลาและฤดูกาล โดยปัจจัยสภาพฟ้าอากาศท่ีได้รับการศึกษามาก ประกอบด้วย แสงแดด (Solar
radiation) อุณหภูมิ (Temperature) ความชื้น (Humandity) ลม (Wind) ฝน (Rain) และน้าระเหย
(Evaporation) ปัจจัยเหล่านีม้ ีความสาคัญอย่างมากต่อการเกษตรและเปน็ สว่ นท่ีเรียกว่า Microclimate
ซึ่งเป็นลักษณะภูมิอากาศเฉพาะพ้ืนท่ี ท้ังน้ี แสงอาทิตย์ท่ีโลกได้รับจากดวงอาทิตย์จะมีผลทาให้เกิด
พลังงานความร้อนให้แก่ส่ิงมีชีวิตบนโลก โดยแสงแดด (Solar radiation) บางคล่ืนมีผลโดยตรงต่อ
กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช บางคลื่นเมื่อพืชได้รับแล้วจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองข้ึนภายใน
ต้นพืช เรียกว่า Light reaction น่ันคือ แสงเป็นตัวทาให้เกิดปฏิกิริยาข้ึน และเมื่อส้ินสุดกระบวนการน้ี
แสงจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความร้อนและความร้อนที่เกิดข้ึนน้ีจะนาไปใช้ในกระบวนการ Dark
reaction ท้ังน้ี แสงแดดมีอิทธิพลต่อการเกษตร โดยแยกพิจารณาใน 3 ประเภทคือ ความเข้มของแสง
(Light intensity) ช่วงแสง (Light duration) และ คุณภาพของแสง (Light quality) โดยพืชหรือสัตว์ท่ี
อยู่ในสภาพที่ต่างกันมีความต้องการคุณลักษณะของแสงทั้ง 3 คุณลักษณะนี้แตกต่างกัน (ทรงศักด์ิ จุนถิ
ระพงศ,์ 2550, 60-165) กล่าวคอื

ความเข้มของแสง ผลผลต่อกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช การมองเห็นของคนและสัตว์
การเป็นตัวเร้าในสัตว์ทาให้เกิดปฏิกิริยา และการทาให้พืชงอก โดยปกติพืชจะไม่เร่ิมกระบวนการ
สังเคราะห์แสงทันท่ีท่ีได้รับแสงสว่างเพราะพืชต้องการแสงที่มีความเข้มของแสงท่ีมากพอจึงจะสามารถ
สังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ได้ นอกจากนั้นยังต้องการอุณหภูมิท่ีพอเหมาะด้วย ทั้งนี้
คลืน่ แสงในชว่ ง 5,500 Angstrom จะทาให้เกิดความเข้มของแสงสูงสุด ส่วนปัจจัยที่มีผลตอ่ ความเข้มของ
แสงแดท่ีผิวพื้นโลกได้รับประกอบด้วย ระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ โดยท่ีย่ิงใกล้ความเข้มของ
แสงก็จะมีมากตามไปด้วย ช่วงเวลาในแต่ละวัน คือ ความเข้มของแสงในช่วงเช้ามีน้อย และจะค่อย ๆ
เพิ่มข้ึนจนถึงบ่าย ความเข้มของแสงจะมีมากที่สุดในช่วง15.00-16.00 น. หลังจากนั้นความเข้มของแสง
จะค่อย ๆ ลดลงไปจนถึงมืด ส่วนฤดูกาล ในฤดูร้อนจะมีความเข้มของแสงมากกว่าในฤดูฝนและฤดูหนาว
ในฤดูหนาวเวลากลางวันจะสั้นกว่าในฤดูร้อน ความยาวนานของวันก็มีผลต่อความเข้มของแสงด้วย ถ้า
กลางวันยาวจานวนแสงท่ีได้รับจะมีมากกว่าทาให้ความเข้มของแสงมีมากกว่าความยาวของกลางวันสั้น
ขณะท่ีคณุ ภาพอากาศ ก็มีผลตอ่ ความเขม้ ของแสง นน่ั คือ ในบรรยากาศท่ปี ลอดโปรง่ แสงแดดสามารถส่ง
ลงมายังโลกไดส้ ะดวก ความเขม้ ของแสงจะมมี าก แตบ่ รรยากาศทมี่ ีเมฆหมอกเป็นอุปสรรค แสงแดดจงึ สง่
มายงั โลกไดน้ อ้ ย จึงทาใหบ้ รรยากาศมคี วามเข้มของแสงนอ้ ยตามไปดว้ ย

ช่วงแสง (Light duration) คือ ระยะเวลาหรือจานวนช่ัวโมงท่ีมีแสงใน 1 วัน ซึ่งเรียกว่า
Photoperiod พฤติกรรมของช่วงแสง ณ ตาบลต่าง ๆ ในโลกที่อยู่ ณ เส้นรุ้งท่ีต่างกันย่อมต่างกัน และ
ฤดูกาลท่ีแตกต่างกันย่อมมีช่วงแสงต่างกันด้วย ช่วงแสงมีอิทธิพลต่อการออกดอก การติดผล ติดเมล็ด
การลงหัวของพชื โดยเฉพาะพชื ทมี ีความไวตอ่ แสง (Photoperiod sensitive) โดยจากการศึกษาเกี่ยวกับ
ช่วงแสงพบว่าพืชมากกว่าคร่ึงหน่ึงของโลกต้องการช่วงแสงจาเพาะเพื่อการออกดอก ออกผล และติด
เมล็ด นอกจากนีพ้ ืชแตล่ ะพันธม์ุ กี ารตอบสนองต่อชว่ งแสงตา่ งกัน

คณุ ภาพแสง (Light quality) เป็นปจั จยั หน่งึ ทม่ี ีความสาคัญตอ่ พชื และสตั ว์ โดยคุณภาพของแสง
ทด่ี ีต้องเป็นแสงทม่ี ีชว่ งคลืน่ ทเี่ หมาะสมต่อความต้องการของสิง่ มชี วี ติ

อุณหภูมิ คือ ระดับความหนาวอันเกิดจากการกระทาของอณุ (Molecules) อุณหภูมิจะมีผลต่อ
ความเปน็ อยูข่ องมนุษยแ์ ละสตั ว์ มีผลต่อการเจริญเตบิ โตของพชื อุณหภมู ทิ ่ีพอเหมาะจะทาใหพ้ ชื หรือสัตว์

การใช้เทคโนโลยเี พื่อหลกี เลยี่ งการเส่อื มโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟูปา่ พรุทเี่ ส่ือมโทรม | 33

เจริญเติบโตได้ดี ทาให้การผลิตพืชและสัตว์ผลิตได้สูง ทาให้พืชและสัตว์สามารถดารงชีวิตอยู่ได้โดยปกติ
สุข และอุณหภูมิเป็นปัจจัยสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความสาคัญมากต่อการเกษตร โดยอุณหภูมิมี
ความสาคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์ของพืช การแก่ของพืช (Plant mature) กล่าวได้ว่า อุณหภูมิมี
ความสาคัญต่อทุกชีวิตบนโลก เนื่องจากอุณหภูมิเป็นตัวกาหนดการดารงชีวิตของคน กาหนดฤดูกาล
กาหนดเขตภูมิอากาศของโลก ส่วนความสาคัญต่อการเกษตร ได้แก่ การมีอิทธิพลต่อการเพิ่มอัตราเมทา
บอลิซึมของสัตว์และพืช น่ันคือ เม่ืออุณหภูมิเพ่ิมขึ้นจะมีผลต่อการเพิ่มอัตราเมทาบอลิซึม การมีอิทธิพล
ต่อการเพิ่มการหายใจ (Respiration) คือ เม่ืออุณหภูมิเพ่ิมขึ้น อัตราการหายใจก็เพิ่มข้ึน การมีอิทธิพล
ต่อการออกดอกของพืช โดยที่พืชแต่ละชนิดจะออกดอกเมื่อได้รับอุณหภูมิท่ีเหมาะสมจาเพาะ การมี
อิทธิพลต่การแก่ของพืช การละลายธาตุอาหารของพืชในดิน การเน่าเปื่อยของอินทรียวัตถุ นั่นคือ เมื่อ
อณุ หภมู ิสูงขึน้ การเนา่ เปือ่ ยจะเป็นไปได้ดี

ความชื้นสัมพัทธ์ (Humanity) ความช้ืน คือไอน้าหรือน้าท่ีรวมอยู่หรือผสมปะปนอยู่ในสาร
สสารหรือวัตถุต่าง ๆ เช่น ความชื้นในอากาศ คือ ไอน้าที่ปนอยู่ในอากาศผสมปะปนอยู่กับก๊าซ ความช้ืน
ของดิน คือ ไอน้าหรือน้าท่ีมีอยู่ในดิน หรือความช้ืนของต้นไม้ก็คือน้าที่มีอยู่ในต้นไม้ ในด้านสิ่งมีชีวิต
ความช้ืนมีความสาคัญต่อชีวิตทุกชีวิตในโลกทั้งพืชและสัตว์ ความชื้นเป็นส่วนประกอบสาคัญของชีวิต มี
อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตมากน้อยแตกต่างกัน ความชื้นในสิ่งมีชีวิตมีความจาเป็นสาหรับ
กระบวนการเมทาบอลิซึม จาเปน็ สาหรับกระบวนการหายใจ การคายนา้ และการสงั เคราะหแ์ สง ความช้นื
มีผลทาให้ชีวิตมีความว่องไวกระฉับกระเฉง ท้ังนี้ความชื้นท่ีมีอิทธิพลต่อการเกษตรแบ่งเป็น 2 ประเภท
คือ ความช้ืนในอากาศ (Air moisture or Humanity) และความชื้นในดิน (Soil moisture) โดยท่ี
ความชื้นในอากาศ มีความสาคัญท้ังในด้านการเกิดเมฆ ท่ีจะทาให้เกิดฝนตก เมื่อไอน้ากลั่นตัวเป็นหยด
น้าจะเกิดการถ่ายพลังงานความร้อนออกมากมายก่อให้เกิดพลังงานความร้อนอันยิ่งใหญ่มีผลต่อการ
หมุนเวียนของบรรยากาศ และเกิดการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อม ไอน้ายังมีประโยชน์ในการดูดซับ
พลังงานแสงแดดบางชว่ งคลนื่ โดยเฉพาะพวกอินฟราเรด ทาใหโ้ ลกไม่ร้อนจนเกินไป ไอนา้ ช่วยควบคุมการ
ระเหยของน้าจากต้นพืช ดิน และร่างกายของส่ิงมีชีวิต ช่วยให้ผิวหนังคืน สัตว์ พืช ชุ่มช้ืนไม่แห้งเหี่ยว
และมีผลต่อการเจรญิ เตบิ โตของเชอื้ จุลินทรยี ์ท่มี ีอยู่ในอากาศ ขณะทีค่ วามชื้นในดนิ คือ ปริมาณน้าและไอ
น้าที่อยู่ในดินท้ังท่ีหุ้มอนุภาคดินอยู่และท่ีอยู่ระหว่างช่องว่างของอนุภาคดิน ความชื้นในดินมีผลโดยตรง
ต่อพืชที่ขึ้นอยู่บนดินน้ัน ความช้ืนในดินเป็นแหล่งน้าแหล่งเดียวของพืชท่ีข้ึนอยู่ในดินน้ันที่จะสามารถดูด
และนาไปใช้ได้ และความชน้ื ในดนิ มผี ลโดยอ้อมต่อสงิ่ มชี วี ติ อนื่ ๆ ในโลกและต่อสภาพแวดล้อม

ลม (Wind) คือ อากาศท่ีเคลื่อนไหวในแนวระนาบหรือทิศขนานกับพ้ืนดิน ลมมีอิทธิพลต่อ
การเกษตร โดยทีล่ มเป็นปัจจัยควบคุมสภาพแวดล้อมทางสภาพฟ้าอากาศ โดยเฉพาะ Microclimate ลม
เป็นตัวการสาคัญที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายความร้อน เกิดการพาความร้อน การถ่ายเทความชื้น และ
ความแปรปรวนของอากาศ ดังนั้น ลมจึงมีอิทธิพลมากท้ังต่อการเกษตรและความเป็นอยู่ของมนษุ ย์ ลมท่ี
มีกาลังพัดพอดีจะทาให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ดี ทาให้เราสบาย แต่ถ้าลมพัดแรงเกินไปก็อาจ
ก่อให้เกดิ ความเสยี หายต่อการเกษตร รวมถึงชีวติ คน สัตว์ และสง่ิ กอ่ สรา้ ง ฯลฯ

ดังนั้น การจัดการระบบนิเวศพ้ืนที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจึงมีความจาเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อรู้
และเขา้ ใจในปจั จัยทางอตุ ุ-อทุ กวทิ ยาเหล่านี้ และการไดข้ ้อมูลมานน้ั ต้องมีการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีในแต่
ละด้านที่ใช้ในการตรวจวัดค่าต่าง ๆ เช่น ดิน น้า ลม ฝน แสงแดด ความร้อน และความช้ืนสัมผัส ซึ่งการ

34 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื

ตรวจวัดค่าข้อมูลแต่ละประเภทมีเคร่ืองมือที่แตกต่างกัน อนึ่ง ข้อมูลทางอุตุ-อุทกวิทยา และนิเวศอุทก
วิทยา คือข้อมูลพ้ืนฐานท่ีสาคัญและจาเป็นต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการน้าอย่างเป็นระบบ
ในพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็งท้ังเพ่ือรักษาระบบนิเวศป่าและวิถีการดารงชีพของคนในชุมชนให้คงความ
อุดมสมบูรณ์ท้ังความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของชุมชนคนพรุควนเคร็ง ท้ังน้ี อุตุ-อุทก
วิทยา เข้าใจง่าย ๆ ว่าคือการศึกษาสภาพดิน ฟ้า อากาศ และน้า ทว่า การทาความเข้าใจกับศัพท์ทาง
วิชาการเหล่าน้ีถือเป็นสิ่งจาเป็นในการเรียนรู้และเข้าใจถึงศาสตร์การศึกษาเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศและน้า
นน่ั คอื อุตุ-อทุ กวิทยา และนเิ วศอุทกวิทยา

อุตุ-อทุ กวิทยา (hydrometeorology) อุตุ-อทุ กวิทยา (Hydrometeorology) และ นิเวศ
อทุ กวทิ ยา (Ecohydrology) คอื อะไร

คาว่า “อุตุ-อุทกวิทยา” แยกออกเป็นคาว่า “อุตุ” และ “อุทก” สานักงานราชบัณฑิตยสภา
(2553) ได้อธิบายคาว่า “อุตุ” เป็นคายืมจากคาบาลีว่า “อุตุ” ซ่ึงตรงกับคาสันสกฤตว่า “ฤตุ” ภาษาไทย
ใช้ “อุตุ” ในความหมายว่า ลมฟ้าอากาศท่ีเปล่ียนแปลงไปตามฤดูกาล ปรากฏในคาว่า อุตุนิยมวิทยา ซึ่ง
หมายถงึ วชิ าว่าดว้ ยเร่ืองราวของลมฟ้าอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยงานท่ที าหน้าท่ีเฝ้าดูและตรวจ
สภาพลมฟ้าอากาศ พยากรณ์ และแจ้งเตือนแก่ประชาชน ส่วนคาว่า “อุทก” คือ น้า ส่วนคาว่า “อุทก
วิทยา” คอื วิชาวา่ ด้วยน้าทมี่ ีอยู่ในโลก เช่น ศึกษาถงึ สาเหตุการเกิด การหมุนเวยี น ตลอดจนคณุ ลักษณะ
ของน้า รวมทั้งการนาน้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ และคาว่า “นิเวศ” หมายถึง ท่ีอยู่ (ราชบัณฑิตยสถาน,
2554) นอกจากน้ี อุทกวิทยา น้ัน Thompson (1999, อ้างถึงใน อารียา ฤทธิมา, 2561) อธิบายว่า อุทก
วิทยา หรือ Hydrology เป็นศาสตร์วิชาท่ีศึกษาในเร่ืองของน้าเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการเกิด
(Occurrence) การกระจายตัวของน้า (Distribution) และการเคล่อื นทีข่ องน้า (Movement of Water)
ท้ังทม่ี อี ยู่ในส่วนตา่ ง ๆ ของโลกและสิ่งมีชีวติ ทง้ั คนและสัตว์ โดยทว่ั ไปการนาหลกั ทฤษฎที างอุทกวิทยาไป
ประยุกตใ์ ช้ในงานจริงจะเรยี กว่า อุทกวทิ ยาประยกุ ต์ (Applied Hydrology) เช่น งานออกแบบโครงสร้าง
ทางชลศาสตร์และการปฏิบัติการ งานจัดหาน้าต้นทุน งานบาบัดน้าเสียและกาจัดท้ิง งานด้านการ
ชลประทานและระบบระบายน้า งานด้านโรงไฟฟ้าพลังงานน้า งานควบคุมตะกอนและการกัดเซาะ งาน
ควบคุมน้าทว่ ม งานควบคุมคุณภาพนา้ เป็นต้น ซงึ่ ล้วนต้องอาศัยหลักทฤษฎีทางอุทกวิทยาพ้ืนฐานในการ
วิเคราะห์ข้อมูลอุทกวิทยาแทบท้ังส้ินหรืออาจกล่าวได้ว่าอุทกวิทยาประยุกต์มีบทบาทสาคัญที่ช่วยในก าร
วางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรน้าใหเ้ ป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวชิ าการ นอกจากน้ี อารียา ฤทธิ
มา (2561) ได้อธิบายถึง “อุตุ-อุทกวิทยา” (Hydrometeorology) คือ วิชาท่ีศึกษาถึงการถ่ายเทน้าและ
พลังงานระหว่างชั้นบรรยากาศและชั้นผิวดิน หรืออุทกวิทยาผิวดิน (Surface Hydrology) ซึ่งเป็นวิชาที่
ศึกษาถึงกระบวนการทางอุทกวิทยาที่เกิดขึ้นบริเวณช้ันผิวดินหรอื ใกล้ผิวดินเท่านั้น สาหรับ “นิเวศอุทก
วิทยา” (Ecohydrology) คือ ศาสตร์แขนงหนึ่งของอุทกวิทยาท่ีทาการศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
สงิ่ มีชีวติ ตา่ ง ๆ ในวัฏจกั รอุทกวิทยา

การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยี MIKE SHE กบั การบรหิ ารจดั การน้า
เทคโนโลยีมีบทบาทในทุกด้าน รวมถึงการศึกษาทางอุทกวิทยาเพ่ือการบริหารจัดการน้าให้

เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือที่มีศักยภาพในการตรวจวัดและวิเคราะห์

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลีกเล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้นื ฟูปา่ พรทุ เ่ี สื่อมโทรม | 35

ข้อมูลท่ีสามารถนาข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจเพ่ือการวางแผนการจัดการน้าท่ีอยู่บนพื้นฐานข้อมูล
ท่ถี กู ตอ้ ง Graham (2005, cited in Sandu & Virsta, 2015) กลา่ วถงึ ความสาคัญของการใช้เทคโนโลยี
ทางอุทกวิทยาท่ีมีการประยุกต์ใช้งานในรูปแบบการสร้างแบบจาลองทางอุทกวิทยาที่ กลายเป็นเคร่ืองมอื
ท่ีสาคัญการจัดการลุ่มน้า โดยมีบทบาทสาคัญใน 2 ประการ นั่นคือ ประการแรก แบบจาลองทางอุทก
วิทยาช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการทางกายภาพ เคมี และชีวภาพภายในระบบลุ่มน้า รวมถึงระบบการ
เช่ือมโยงสัมพันธ์ระหวา่ งกันของกระบวนการเหล่านั้น ประการท่ีสอง บทบาทภาคปฏิบัติการท่ีมากขึ้นใน
การประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจจากกระบวนการต่าง ๆ ในประการแรกนาไปสู่การบริหารจัดการและ
ปกป้องคุ้มครองทรัพยากรลุ่มน้าและสภาพแวดล้อมของน้า ถึงกระน้ันก็ตาม บทบาทท้ังสองด้านของ
แบบจาลองทางอุทกวิทยายังถือว่ามีความท้าทาย ย่ิงกว่าน้ัน Ma,, Bian, & Sheng (2015, 138) ยังเห็น
ว่าอุทกวิทยาในอนาคตน้ันจะมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับการทาความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบอุทกวิทยากับกระบวนการต่าง ๆ ที่เช่ือมโยงกัน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งมีความจาเป็นท่ีจะต้องศึกษาและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างน้าและมนุษย์ในเชิงลึก
มากขึ้น เน่ืองจากเป็นหน่ึงในปัจจัยหลักหรือตัวขับเคลื่อนของความเปลี่ยนแปลงและมีความเชื่อมโยงกับ
การใช้น้าและการพัฒนาอยา่ งยง่ั ยืน ยกตัวอย่างเช่น กรณีการประเมินอิทธพิ ลทางอุทกวิทยาในมาตรการ
การจัดการป่าไม้มีความสาคัญต่อการรักษาน้าเพ่ือระบบนิเวศ ขณะท่ีในด้านวิศวกรรมการฟ้ืนฟูพ้ืนท่ีชุ่ม
น้าเพื่อการนันทนาการและการคาดการณ์ต่อกระบวนการทางอุทกวิทยาภายใต้การเปลี่ยนแปลงของ
สภาพแวดล้อมนน้ั จาเป็นอยา่ งยง่ิ ที่จะตอ้ งมีการรับรองประสทิ ธิภาพทางวศิ วกรรม

กล่าวได้ว่า MIKE SHE เป็นอีกเทคโนโลยีด้านอุทกวิทยาที่มีบทบาทสาคัญในการสะท้อนผล
ข้อมูลเพื่อการวางแผน การตัดสินใจในการบริหารจัดการน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
บนพ้ืนฐานความรู้จากข้อมูลท่ีได้จากแบบจาลอง MIKE SHE ซึ่งทาให้ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการบริหารจัดการ
น้าเข้าใจสภาพท่ีเป็นจริงผ่านสภาพเสมือนจริงท่ีได้จากการทานายในแต่ละสถานการณ์ผ่านแบบจาลอง
MIKE ท้ังนี้ แบบจาลอง MIKE SHE (MIKE SHE Model) ถูกพัฒนาจากพื้นฐานของระบบการบริหาร
จัดการน้าแห่งยุโรป โดยสถาบันการบริหารจดั การน้าแห่งเดนมารก์ (the Danish Hydraulic Institute :
DHI) (Ma,, Bian, & Sheng, 2015, 138) เป็นแบบจาลอง MIKE SHE ท่ีมีพื้นฐานมาจาก SHE Model
(Systém Hydrologique Européen) ท่ีสามารถจาลองกระบวนการทางอุทกวิทยาต่าง ๆ ของระบบลุ่ม
น้าได้ท้ังหมด การคานวณส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วย การไหลของน้าท่าผิวดิน (overland flow) การไหล
ในลานา้ (channel flow) การไหลในชน้ั ไม่อ่ิมตวั ด้วยนา้ (unsaturated flow) และการไหลของน้าใต้ดิน
(groundwater flow) โดยข้ันตอนการจาลองจะแบ่งพื้นที่ลุ่มน้าเป็นกริด ซึ่งเป็นการแบ่งตามการ
เชื่อมโยงของสายน้า และจาลองตามความหลากหลายของข้อมูลนาเข้า เช่น ชนิดชองดิน ความลาดชัน
ของพน้ื ที่ พชื ทีป่ กคลมุ ผิวดิน เป็นตน้ ในการคานวณจะใชว้ ิธีการ finite difference ในการแก้สมการเชิง
ตัวเลขของสมการการไหลต่าง ๆ โดยแบบจาลอง MIKE SHE สามารถแสดงผลการคานวณได้หลาย
รูปแบบทั้งขอ้ มูลทมี่ รการผันแปรตามเวลา และขอ้ มลู ท่มี กี ารผนั แปรตามพื้นท่ี (อรพร, 2554, อ้างถึงใน ปิ
ยะพงษ์ ดีทองนอก, 2562)

ฟ้นื ฟูป่า วิถีปา่ และชมุ ชนฟนื้ คืน
ป่าไม้มีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์และสาคัญต่อโลกท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม และ
ส่ิงแวดล้อม ท้ังน้ี จากการพยากรณ์สถานการณ์ป่าไม้ในอีกสิบกว่าปีข้าง หน้าผ่านงานวิจัยของ

36 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยัง่ ยืน

D'Annunzio et al. (2016, อ้างถึงใน สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี, 2560, 157) ที่ระบุถึง แนวโน้ม
สถานการณ์ป่าไม้ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปี ค.ศ 2030 (พ.ศ.2573) โดยวิธีการสร้างแบบจาลอง
ในการทานายสถานการณ์ป่าไม้ของโลกในอนาคตที่มองไปไกลถึงปี ค.ศ.2030 ซ่ึงชี้ให้เห็นว่าแนวโน้ม
ความเปล่ียนแปลงพื้นที่ป่าไม้และพื้นท่ีเกษตรกรรมสัมพันธ์กันแบบผกผัน นั่นคือ พื้นท่ีป่าไม้ลดลง แต่
พื้นที่เกษตรกรรมเพ่ิมข้ึน และจากสถานการณ์ไฟป่ายังสะท้อนแนวโน้มป่าเส่ือมโทรมท่ีเพ่ิมข้ึน นั่นคือ มี
ป่าเสื่อมโทรมมีความแปรผันตรงกับอัตราการเกิดไฟป่า ดังท่ี สวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี (2560, 164) ได้
สะทอ้ นบทสรปุ จากการศึกษาข้อมูลเก่ยี วกับไฟปา่ ทวั่ โลก รวมถงึ ประเทศไทย ซึ่งพบว่าไฟป่าเปน็ ปัญหาที่
เกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองที่ส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมโดยรวมและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และ “คน” และ
วิธีการดาเนินกิจกรรมท่ีไม่เหมาะสม คือ ต้นเหตุสาคัญของไฟป่า โดยเฉพาะกลุ่มทุนผู้ประกอบการที่มี
บทบาทท้ังในฐานะเจ้าของกิจกรรม และการเป็นผู้กระตุ้นให้เกษตรกรดาเนินกิจกรรมทางการเกษตร ซ่ึง
ใชไ้ ฟท้ังในการปรับสภาพและบุกเบกิ พน้ื ท่ีที่ทาใหส้ ถานการณไ์ ฟป่ามีความรุนแรงข้นึ

การฟ้ืนฟูพื้นที่ป่าเส่ือมโทรมที่มีแนวโน้มเส่ือมโทรมมากย่ิงขึ้นจึงเป็นความจาเป็นเร่งด่วนท่ี
ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกพึงกระทาผ่านนโยบายระดับต่าง ๆ เพ่ือให้ผืนป่ากลับมาอุด ม
สมบูรณ์ดังเดิม ดังความหมายของคาว่า “ฟื้นฟู” ที่หมายถึงการทาให้กลับเจริญงอกงามข้ึนมาใหม่
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2554, 860) อน่ึง แนวคิดการฟื้นฟูป่าน้ันเป็นหน่ึงในพระราชดาริของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลที่ 9 ทที่ รงห่วงใยในปัญหาจานวนปา่ ไม้ทีล่ ดลงเปน็ อยา่ งมาก จึงทรง
พยายามค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพ่ิมปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้เพ่ิมมากข้ึนอย่างมั่นคงและ
ถาวร โดยมีวธิ กี ารทเ่ี รียบงา่ ยและประหยัดในการดาเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรปา่ ไม้ใน
ลักษณะอันเป็นธรรมชาติด้ังเดิม ซ่ึงได้พระราชทานพระราชดาริหลายวิธี คือ ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก น่ัน
คือ “ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้วก็ท้ิงป่าน้ันไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทาอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตมาเป็นป่า
สมบูรณ์โดยไม่ต้องไปปลูกเลยสักต้นเดียว ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้เพียงแต่คุ้มครองให้ข้ึนเองได้
เทา่ น้ัน สว่ นในสภาพป่าเต็งรงั ปา่ เส่ือมโทรมไม่ต้องทาอะไรเพราะตอไม้ก็จะแตกกิ่งออกมาอีกถึงแม้ต้นไม่
สวยแตก่ เ็ ปน็ ไมใ้ หญไ่ ด้ อีกทัง้ ยังทรงหาแนวทางในการอนุรกั ษแ์ ละพัฒนาปา่ พรุ โดยหลักทฤษฎีการพฒั นา
ที่มีหลักการสาคัญคือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติด้วยการปรับปรุงสภาพป่าให้เกิ ดความ
สมดุลในระบบนิเวศน์มากที่สดุ โดยให้เกิดประโยชน์แก่ปวงชนดว้ ย ดังแนวทางพระราชดาริการปลูกไม้ 3
อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนการปลูกป่าต้นน้าลาธาร หรือการปลูกป่าธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทาง
ปฏบิ ัตวิ า่ ปลูกตน้ ไมท้ ่ีข้ึนอยู่เดิมโดยศกึ ษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ด้ังเดิมมีอะไรบ้าง แลว้ ปลูกแซมตามรายการ
ชนิดต้นไมท้ ่ีศึกษาได้ งดปลกู ไมผ้ ิดแผกจากถิ่นเดิม นั่นคือ ไม่ควรนาไมแ้ ปลกปลอมต่างพันธตุ์ ่างถนิ่ เข้ามา
ปลูกโดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน ตัวอย่างการฟ้ืนฟูป่าพรุตามพระราชดาริที่ศูนย์ศึกษาการ
พฒั นาพกิ ลุ ทองอันเน่ืองมาจากพระราชดาริทใ่ี ชว้ ธิ กี ารฟ้ืนฟปู ่าพรุในจังหวดั นราธวิ าส โดยการกาหนดเขต
ป่าเป็น 3 เขตคือ 1) เขตป่าสงวน (Preservation Zone) เป็นบริเวณพ้ืนที่พรุท่ียังคงสภาพเป็นป่า
ธรรมชาติอย่างสมบูรณ์และยังไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์ 2) เขตอนุรักษ์ (Conservation Zone) เป็น
บริเวณพ้ืนท่ีพรุที่พืชพรรณธรรมชาติถูกทาลายไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีโครงการพัฒนาเข้าไป
ดาเนินงานอย่างต่อเน่ือง พืน้ ทีป่ า่ ถูกทาลายโดยการแผว้ ถางและไฟไหม้ทาความเสยี หายในช่วงปีท่ีอากาศ
แล้งจัด และ 3) เขตพัฒนา (Development Zone) เป็นบริเวณพ้ืนท่ีพรุท่ีได้มีการระบายน้าออกไปบ้าง

การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลีกเลีย่ งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้นื ฟปู ่าพรุทเี่ ส่อื มโทรม | 37

แล้ว พืชพรรณธรรมชาติด้ังเดิมถูกแผ้วถางจนหมดส้ิน มีพ้ืนที่ท่ีใช้เพ่ือกิจกรรมทางด้านเกษตรและมี
โครงการพัฒนาตา่ งๆ เขา้ ไปดาเนนิ งานอย่างตอ่ เนือ่ ง (มลู นิธิชัยพฒั นา, 2560)

รจู้ ักป่า เข้าใจคน กุญแจสาคญั ในการฟน้ื ฟูป่า
การฟ้ืนฟูป่าจาเป็นต้องเข้าใจในหลายประเด็น ท้ังน้ี หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ได้สรุปแนวคิดและ

แนวปฏิบัตใิ นการฟนื้ ฟปู า่ ได้ดังนี้ (หน่วยวจิ ยั การฟนื้ ฟปู ่า, 2549, 13-138)
ต้องรู้จักป่า การฟื้นฟูมีจุดมุ่งหมายเพ่ือเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติของระบบนิเวศป่าไม้ให้

กลับไปมีสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงจาเป็นต้องทราบถึงสภาพป่า
เดิมของพน้ื ทเ่ี พื่อกาหนดเปา้ หมายการฟน้ื ฟูได้ถกู ต้อง ทาใหท้ ราบว่าควรปลกู ตน้ ไม้ชนิดใดบา้ งบนพื้นท่ีแต่
ละแปลงท่ตี ้องการฟ้ืนฟู เมือ่ จุดมุ่งหมายของการฟืน้ ฟูปา่ คือ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพ สงิ่
ที่บ่งชี้ถึงความสาเรจ็ กค็ อื การพบสิ่งมชี วี ิตทค่ี ลา้ ยคลงึ กบั ท่เี คยพบเดิมในพนื้ ทปี่ า่ ฟ้ืนฟู

เรียนรจู้ ากธรรมชาติ การฟนื้ ฟปู ่าจาเปน็ ตอ้ งเรยี นรู้จากธรรมชาติ นักนิเวศวิทยาถอื วา่ การฟ้ืนตัว
ของป่าเป็นรูปแบบหน่ึงของการเปล่ียนแปลงแทนท่ี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและองค์ประกอบ
ภายในระบบนิเวศเมื่อเวลาผ่านไปโดยมีลาดับและรูปแบบที่สามารถทานายได้ กระบวนการดังกล่าวจะ
หยุดลงเมื่อระบบนิเวศเข้าสู่สภาวะเสถียร ลักษณะของระบบนิเวศข้ันสุดท้ายในแต่ละพื้นท่ีน้ันขึ้นอยู่กับ
ลกั ษณะของดินและภูมิอากาศเปน็ หลกั

ทางานรว่ มกบั ชมุ ชน การฟ้ืนฟูป่ายงั ตอ้ งการสนบั สนนุ อย่างต่อเนอื่ งจากชุมชนในพ้นื ทีท่ งั้ รูปของ
แรงงานและทุนทรัพย์ โครงการฟื้นฟูป่าท่ีจะประสบความสาเร็จได้ก็ต่อเม่ือทั้งผู้นาและสมาชิกในชมุ ชนมี
ความเข้าใจถึงความสาคัญ เห็นถึงประโยชน์ของการฟ้ืนฟรู ะบบนเิ วศ และมแี รงจูงใจมากพอที่จะให้ความ
ร่วมมือในระยะยาว ท้ังนี้ แรงจูงใจมีท้ังแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ น่ันคือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะทาให้
ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูป่า ผลประโยชน์อาจอยู่ในรูปการจ้างงาน ผลิตภัณฑ์จากป่า
รายได้จากนกั ท่องเที่ยวเชงิ นิเวศหรืออืน่ ๆ ชาวบ้านมักไมน่ ึกถงึ ความสาคัญของการฟ้ืนฟปู ่าในแง่ของการ
ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เช่น การป้องกันการพังทลายหรือแหล่งต้นน้า การรักษาไว้ซ่ึงประเพณีด้ังเดิมหรือ
สภาพทางการเมอื ง อยา่ งไรก็ตามผลกระทบทางส่ิงแวดล้อมท่เี กิดข้ึนเช่น แมน้ า้ ตื้นเขนิ นา้ ทว่ มในชุมชนที่
อยู่ทา้ ยนา้ หรอื ชุมชนท่อี ยู่รายรอบปา่ ท่ีไดร้ บั ผลกระทบจากปัญหาส่ิงแวดล้อมทเ่ี กิดขึน้ ปญั หาเหล่านอ้ี าจ
เป็นจุดเริ่มต้นหรือแรงจูงในการเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่า นอกจากน้ี ปัจจัยทางวัฒนธรรมเป็นอีก
หนึ่งปัจจัยสาคัญต่อการส่งเสริมการฟ้ืนฟูป่า โดยของป่าหลายอย่างมีความสาคัญต่อวัฒนธรรมพ้ืนบ้าน
ในขณะที่มีความเชื่อว่าป่าและไม้ใหญ่ในป่าเป็นที่สงิ สถิตของส่งิ ศักด์ิสิทธ์ิ การสูญเสียปา่ จงึ อาจมผี ลต่อจติ
วิญญาณและความมีตัวตนของชุมชน ความเชื่อ และประเพณีด้ังเดิมจึงอาจเป็นแรงจูงสาคัญในการฟ้ืนฟู
ป่า ขณะเดยี วกันการฟื้นฟูป่ายงั อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ประเพณีใหม่ ๆ ขึ้นในชมุ ชน เช่น ชาวบา้ นแมส่ าใหมท่ ่ีขอให้
ส่ิงศักดิ์สิทธิ์ปกป้องพื้นที่ป่าฟื้นฟูของหมู่บ้าน และทุกปีเมื่อฤดูไฟป่าส้ินสุดลง ชาวบ้านจะพิธีเซ่นไหว้เพ่ือ
ขอบคุณส่ิงศักด์ิสิทธ์ิที่ช่วยรักษาต้นไม้ทุกต้นที่ปลูกไว้ ถึงกระน้ันก็ตาม แรงจูงใจที่ยั่งยืน คือ การ
ดาเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสนับสนุนทางเทคนิคความรู้และการเงินอย่างต่อเน่ืองเพ่ือรักษา
แรงจูงใจไว้เหมือนเดิม และการให้ชาวบ้านมีสว่ นร่วมในทุก ๆ ขั้นตอนของโครงการ เป็นสิ่งจาเป็นในการ
สร้างความรู้สึก “เป็นเจ้าของ” โครงการให้เกิดขึ้นในชุมชน รวมถึงความสนใจจากส่ือมวลชนเป็นอีกส่วน
หน่ึงที่ช่วยสร้างกระแสความภาคภูมใิ จ ซ่งึ ชว่ ยหล่อเลีย้ งแรงใจในการทางาน

38 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื

ความร่วมมือ คือ พลังสู่ความสาเร็จ การฟื้นฟูป่าเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย หลาย ๆ
หนว่ ยงาน ชมุ ชน หนว่ ยงานราชการ องคก์ รพฒั นาเอกชน หนว่ ยงานทใ่ี หท้ นุ สนับสนุนและผู้ให้คาปรึกษา
ทางวิชาการ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทุกฝ่ายเป็นส่ิงจาเป็นอย่างยิ่งเพ่ือให้ทุกภาคส่วนได้รับ
ประโยชน์สูงสุด และป้องกันการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จาเป็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ทุกคนหรือทุก
กลมุ่ ท่มี ีความสนใจในพน้ื ทที่ ่จี ะทาการฟนื้ ฟู โดยอาจรวมไปถึงผทู้ ่ีอาจมผี ลต่อความสาเร็จในระยะยาวของ
โครงการฟน้ื ฟูป่า เช่น ผ้ใู ห้คาปรกึ ษาทางวชิ าการ ผใู้ ห้ทนุ หรือหน่วยงานราชการด้วย

เมล็ด จุดเริม่ ตน้ ในการฟน้ื ตัวของปา่ ตน้ ไมก้ าเนิดมาจากเมล็ด ความสาเร็จในการฟื้นตัวของป่า
จงึ ขึ้นอยู่กับแม่ไมท้ ีใ่ ห้เมลด็ ในบริเวณใกลเ้ คยี ง ในพน้ื ที่ป่าที่ถูกทาลายเปน็ บรเิ วณกว้าง ต้นไมบ้ างชนิดอาจ
เหลือรอดจากคมขวานหรือเลอ่ื ยหรืออาจมีป่าผืนเล็ก ๆ เหลืออยู่ในบางจุดซึ่งจะเป็นแหลง่ ผลิตเมลด็ พันธุ์
ไม้ทหี่ ลากหลาย ระยะทางจากแหล่งของเมลด็ ไม้มผี ลต่ออัตราในการฟื้นตัวและความหลากหลายของชนิด
ต้นไมท้ จ่ี ะกลบั เขา้ มาในพนื้ ท่ี แมไ่ มม้ ิไดเ้ ปน็ เพียงแหล่งผลิตเมล็ดพันธแุ์ ต่ยังเป็นแหล่งดึงดดู สัตว์ที่กินผลไม้
และช่วยกระจายเมล็ดเข้ามาในพื้นท่ีอีกด้วย ดังน้ัน การรักษาต้นไม้ที่ให้ผลในพ้ืนที่ป่าถูกทาลายจึงมี
ประโยชนอ์ ย่างมากในการส่งเสริมการฟื้นตวั ตามธรรมชาติของระบบนเิ วศปา่

การติดดอกออกผลของต้นไม้ในป่าเขตร้อนมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นไม้ พ้ืนท่ี
รวมท้ังสภาพแวดล้อมในแต่ละปีต้นไม้ส่วนใหญ่จะให้ผลปีละคร้ัง แต่บางชนิดอาจออกผลปีละสองคร้ัง
บางชนิด เช่น ต้นลาน ติดผลเพียงคร้ังเดียวก่อนตาย เรียกการติดผลแบบน้ีวา่ moncarpy พืชในกลุ่มก่อ
และยางหลายชนิดมีการออกดอกและติดผลพร้อม ๆ กนั ทง้ั หมด โดยอาจออกดอกหลายๆ ปคี ร้งั หน่ึง พืช
ต่างชนิดกันจะติดดอกผลในช่วงเวลาท่ีแตกต่างกัน แต่ถ้ามองในภาพรวม ต้นไม้ในป่าเดียวกันมักติดดอก
ออกผลและกระจายเมล็ดในชว่ งเวลาใกลเ้ คียง โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในปา่ ผลัดใบเขตรอ้ น

แหล่งเมล็ดในพ้ืนดิน พื้นดินของป่าท่ีถูกทาลายเป็นแหล่งของเมล็ดพรรณไม้นานาชนิด การ
สารวจจานวนเมล็ดในดินทาได้โดยการเจาะเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึกต่าง ๆ นามาเกล่ียลงบนถาด
เพาะ รดน้า และนับจานวนของเมล็ดที่งอกขึ้นมา ซ่ึงปกติจะแล้วจะนับในหน่วยของเมล็ดต่อลูกบาศก์ท่ี
งอกข้ึนมา สาหรับการศึกษาจานวนเมล็ดพรรณไม้ในดินเพ่ือการฟื้นฟูป่านั้นจะศึกษาอยู่ 2 แนวหลัก ๆ
คือ การสารวจจานวนเมล็ดท่ีเหลือจากป่าด้ังเดิม และจานวนเมล็ดท่ีกระจายเข้ามาในพ้ืนที่หลังจากการ
ถกู ทาลาย

การกระจายเมล็ดพันธ์ุ โดยท่ีเมล็ดพันธ์ุในพื้นท่ีมีทั้งถูกนามาพร้อมกับคน สัตว์ และปัจจัยอื่น ๆ
เชน่ ลม ทัง้ นี้ ต้นกลา้ ที่กลบั มาในพ้ืนทท่ี ี่ถูกทาลายสว่ นใหญ่จะนาเขา้ มาในพื้นท่โี ดยลม นก คา้ งคาว หรือ
สัตว์ชนิดอ่ืน ๆ เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในระยะทางเพียงไม่กี่เมตรจากต้นแม่ จานวน
เมล็ดต่อพื้นที่ของต้นไม้แต่ละต้นจะลดลงอย่างชัดเจนตามระยะทางจากต้นแม่ที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากปริมาณ
ของเมล็ดพันธุ์ท่ีถูกนาเข้ามาในพ้ืนที่ลดลงจะทาให้การฟ้ืนตัวตามธรรมชาติของป่าเกิดขึ้นไม่ได้ หรือความ
หลากหลายของต้นไม้ในบริเวณน้ันลดลง การกระตุ้นให้เกิดการนาเมล็ดเข้ามาในพ้ืนที่มากขึ้นจึงเป็นอีก
ปัจจัยสาคัญตอ่ ความสาเรจ็ ของการฟนื้ ตัวของปา่

อย่างไรก็ตาม เมล็ดที่จะมีโอกาสงอกและเติบโตเป็นไม้ใหญ่ได้น้ัน ต้องรอดพ้นจากการทาลาย
ของสัตว์ที่อยู่ในพ้ืนท่ีเสียก่อน ตลอดช่วงชีวิตของต้นไม้แต่ละต้นจะมีการผลิตเมล็ดจานวนมหา ศาล
ถึงแม้ว่าการมีต้นไม้ในรุ่นลูกขึ้นมาทดแทนต้นแม่ที่ตายลงเพียงต้นเดียวสามารถทาให้จานวนประชากร
ของต้นไม้น้ันคงท่ีได้ แต่ต้นไม้ต้องผลิตเมล็ดออกมาจานวนมาก เพราะเมล็ดส่วนใหญ่อาจตกลงในพ้ืนทที ่ี

การใชเ้ ทคโนโลยีเพ่อื หลกี เล่ียงการเสอื่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟน้ื ฟูป่าพรทุ เ่ี สือ่ มโทรม | 39

ไม่เหมาะสมหรือถูกทาลายโดยสัตว์ท่ีกินเมล็ดก่อนจะมีโอกาสงอก เมล็ดเป็นแหล่งอาหารจานวนไขมัน
และแป้งที่สาคัญของสัตว์ป่า เมล็ดบางส่วนอาจผ่านระบบทางเดินอาหารของสัตว์ออกมาโดยไม่ได้รับ
อันตราย แต่เมล็ดส่วนใหญ่จะถูกทาลายทั้งจากการกัดแทะและการย่อย ทั้งน้ี การทาลายเมล็ดโดยสัตว์
หมายถึง การทาลายความสามารถในการงอกของเมล็ดด้วยการทาลายต้นอ่อน โดยการกัดแทะหรือการ
ย่อยของสตั ว์ เกดิ ข้นึ ได้ต้ังแตเ่ มล็ดยงอยู่บนต้นแม่ ประมาณร้อยละ 90 ของพรรณไม้ในเขตร้อน ครง่ึ หน่ึง
ของเมล็ดท่ีผลิตข้ึนจะถูกทาลายโดยสัตว์หรือเช้ือรา การทาลายเมล็ดของสัตว์น้ันมีผลต่อการกระจายตัว
และจานวนของต้นไม้ พืชเองพยายามปรบั ทั้งรปู รา่ งภายนอกและสารเคมีภายในเพ่ือให้ทนต่อการทาลาย
จากสัตว์มากข้ึน เช่น สร้างพิษ หรือมีเปลือกหุ้มเมล็ดหนา เป็นต้น ตามทฤษฎีทางนิเวศวิทยา สัตว์จะ
เลือกทาลายเมล็ดที่เป็นแหล่งอาหารท่ีดีที่สุด น่ันหมายถึงเมล็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและหากินได้ง่าย
จะถูกทาลายมากท่ีสุด ขนาดของเมล็ดเป็นปัจจัยสาคัญท่ีมีผลต่อการทาลายเมล็ด เมล็ดขนาดใหญ่
หมายถึงปริมาณอาหารท่ีมากข้ึนและหาพบได้ง่ายกว่าเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดพวกน้ีมักมีกล่ินแรงกว่าและ
เห็นได้งา่ ยกว่าเมลด็ ทมี่ ีขนาดเลก็

การงอกของเมลด็ ช่วงเวลาที่เมลด็ งอกและเจรญิ เป็นต้นกล้านน้ั เป็นชว่ งท่ีอาจเกดิ อนั ตรายกับต้น
กล้าง่าย เมล็ดพืชต้องได้รับความช้ืนและแสงท่ีพอเหมาะเพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอก ต้นกล้าที่เพิ่งงอกมี
ขนาดเล็ก มีพลังงานสะสมน้อย และความสามารถในการสังเคราะห์แสงต่าจึงเปราะบางต่อการ
เปล่ียนแปลงของสภาพแวดล้อมและการแก่งแย่งแข่งขันกับพืชอื่นรวมท้ังการทาลายจากสัตว์ ในขณะท่ี
พืชที่โตแล้วจะทนทานได้ดีกวา่ เมื่อเมล็ดตกลงสู่พ้ืนดนิ เมล็ดอาจไม่งอกทันที เนื่องจากเมล็ดบางชนิดอาจ
มีช่วงการพักตัว ซ่ึงเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เมล็ดหลุดออกจากต้นแม่จนกระท่ังงอก โดยในช่วงการพักตัวเมลด็
จะมีการพัฒนาจนพร้อมที่จะงอกออกมาเป็นต้นกล้า การพักตัวทาให้เมล็ดสามารถทนกับส่ิงที่เกิดข้ึน
ระหว่างการกระจายเมล็ดเพื่อไปงอกในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมได้ เมล็ดท่ีสุกพร้อมกันอาจมี
ช่วงพักตัวท่ีแตกต่างกันอย่างมาก วิธีท่ีสะดวกที่สุดในการวัดระยะพักตัวของเมล็ด ได้แก่ การนับจานวน
วันต้ังแต่วนั ที่เพาะจนกระท่งั เมลด็ งอกขน้ึ มาครง่ึ หนง่ึ ของจานวนเมลด็ ท่ีงอกทั้งหมด เมลด็ ของต้นไม้ในเขต
ร้อนส่วนมากมีระยะพักตัวค่อนข้างสั้น ปัจจัยที่เหมาะสมในการงอก ได้แก่ อุณหภูมิ การหลีกเล่ียงสัตว์ที่
กินต้นอ่อนเป็นอาหาร ความชื้นของดินเป็นปัจจัยท่ีสาคัญท่ีสุด เวลาท่ีเหมาะสมจึงเป็นช่วงต้นฤดูฝน
เพราะตน้ กลา้ สารถแทงรากลกึ ลงในดนิ ได้ง่าย

40 | โครงการเสริมศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลกี เลี่ยงการเสอื่ มโทรมของปา่ พรุ
และฟ้นื ฟปู า่ พรุเสอ่ื มโทรม

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลี่ยงการเส่อื มโทรมของปา่ พรุและการฟนื้ ฟูป่าพรุทเ่ี สอ่ื มโทรม | 41

“นา้ คอื ชวี ิตของปา่ พรุ ปา่ พรุ คือ ชีวติ ของชมุ ชน

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลกี เลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ ่เี สอ่ื มโทรม | 42

ผลสัมฤทธิ์ท่ี 2

การนารอ่ งนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพือ่ ลดการเสอื่ มโทรมและฟ้ืนฟรู ะบบนิเวศป่าพรุ

ผลผลิตท่ี 2.1
ดาเนนิ การทางอุทกวิทยาในพื้นทนี่ าร่องเพอื่ ควบคุมการระบายน้าและปอ้ งกันไฟปา่
โดยมีการสร้างแบบจาลองนาร่องและวางระบบการบริหารจดั การน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเครง็

ตวั ชีว้ ดั ท่ี 1
ป่าพรคุ วนเครง็ พื้นที่ 4,600 เฮกตาร์ (28,750 ไร่) มรี ะบบการจดั การนา้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

ตัวชี้วดั ท่ี 2
พืน้ ท่ีพรุควนเครง็ อย่างนอ้ ยรอ้ ยละ 25 ของพ้ืนทนี่ ารอ่ ง
มีระดบั น้าผิวดนิ ไม่ต่ากวา่ 20 เซนตเิ มตร (1,150 เฮกตาร์ หรือ 7,188 ไร่)

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลี่ยงการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรทุ ่เี สื่อมโทรม | 43

44 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยืน

2

เทคโนโลยีกบั การดาเนนิ การทางอุทกวิทยาในพื้นที่นาร่อง

เพ่อื ควบคุมการระบายนา้ และป้องกนั ไฟปา่

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟืน้ ฟูป่าพรุท่เี สอื่ มโทรม | 45

แบบจาลองชีช้ ดั

“สร้างทานบปดิ ก้นั ลาน้า ลดการสญู เสียน้าออกจากระบบ เพิม่ พืน้ ทนี่ า้ ท่วมขังได้จริง”

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลกี เลี่ยงการเสือ่ มโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟปู า่ พรุที่เสอ่ื มโทรม | 46

บทนา
“…น้าคือชีวิต...หลักสาคัญว่าต้องมีน้าบริโภค น้าใช้ น้าเพ่ือการเพาะปลูก เพราว่าชีวิตอยู่ที่

น่ัน ถ้ามนี ้า คนอยูไ่ ด้ ถ้าไม่มนี ้า คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟา้ คนอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มนี ้าคนอยู่ไมไ่ ด้...”
พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทาน ณ พระตาหนัก
จติ รลดารโหฐาน เม่อื วันท่ี 17 มีนาคม 2529 พระราชดารสั ดังกล่าวสะท้อนให้เหน็ ถงึ แนวคิดการพัฒนา
ที่มุ่งประโยชน์ของราษฎรเป็นสาคัญ ทั้งยังทรงตระหนักถึงความสาคัญของน้าที่สัมพันธ์กับวิถีการ
ดารงชีวิตของราษฎร และกล่าวได้ว่า น้าเป็นปัจจัยสาคัญของมนุษย์ และสรรพชีวิต ไม่ว่าจะใช้เพ่ือการ
อุปโภคบริโภค การประกอบอาชีพทั้งการเกษตรอุตสาหกรรมหรือการบริโภคเพ่ือดารงชีวิต เมื่อน้าเป็น
ปัจจัยหลักท่ีใช้ในการดารงชีวิตทาให้ความจาเป็นและความต้องการน้าน้ันมากขึ้นในทุกวัน แต่ความ
ต้องการในการใช้น้ากลบั สวนทางกับปัจจุบันทเ่ี กิดสภาวะขาดแคลนนา้ อย่างรนุ แรง อาจด้วยเพราะวิถีโลก
วิถีชีวิตของคนเราเปล่ียนไป มีการตัดไม้ทาลายป่า ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีต้นไม้ไม่มีป่าน้าหาย
เกิดความแห้งแล้ง ภาวะโลกร้อนเกิดตามมา หน้าฝนน้ามากไหลหลากบ่าท่วมทาลายผลผลิต ทรัพย์สิน
กระทั่งชีวิตเพราะขาดกาแพงธรรมชาติท่ีเก้ือกูลกันปะทะบรรเทาให้หนักเป็นเบา เม่ือถึงหน้าแล้งใน
ภมู ิภาคต่าง ๆ ของไทย กลับประสบปญั หาการขากแคลนนา้ (เสกสรร สิทธาคม, 2563)

“น้า คือ ชีวิตของป่าพรุ ป่าพรุ คือ ชีวิตของคนในชุมชน” เป็นวลีท่ีสะท้อนจากเสียงของคนใน
ชุมชนที่เข้าร่วมกระบวนการระดมความคิดเห็นในการหาแนวทางการจัดการป่าพรุควนเคร็งแบบมีส่วน
ร่วมจากทุกฝ่าย ซึ่งผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียท่ีเก่ียวข้องทุกฝ่ายต่างเข้าใจตรงกันว่าน้ามีความสาคัญกับการดารง
อยู่ของป่าพรุ โจทย์สาคัญประการหนง่ึ ในการจัดการพ้ืนท่ีภูมิพรุควนเครง็ คือการจดั การน้าที่เหมาะสมท้ัง
เพือ่ ปา่ และเพ่อื วถิ ีการทาเกษตรกรรมของคนในชุมชน ดังนน้ั การดาเนนิ การศกึ ษาลักษณะทางอุทกวิทยา
แบบมีส่วนร่วมกับชุมชนและการศึกษาองค์ประกอบอ่ืนท่ีเชื่อมโยงกับระบบการจัดการน้า อันได้แก่ การ
ประเมินการใช้ที่ดิน เพ่ือนาข้อมูลเหล่านี้มาประมวลสร้างแบบจาลองในการบริหารจัดการน้าในพื้นท่ีภูมิ
ทศั น์พรุควนเครง็ อย่างสมดลุ และสอดคล้องกบั สภาพพืน้ ที่และวิถีการดารงชีพของคนในชมุ ชน

อนึ่ง การบริหารจัดการน้าอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่เพียงแต่จะมีความสาคัญต่อการดารงชีวิต
ของคนรุ่นต่อไปเท่านั้น แต่ยังเพ่ิมขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างย่ังยืนและ
ตอบสนองเป้าหมายการพฒั นาอย่างยง่ั ยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติในเรื่องการจัดการน้าอย่าง
ยงั่ ยืนอกี ด้วย (Suwanna Kaewklam, 2019) อกี ทง้ั การบริหารจัดการน้าที่ย่ังยืนจาเป็นต้ อง ให้
ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ซึ่งแนวทาง
การใหช้ มุ ชนมีสว่ นรว่ มคดิ รว่ มตดั สินใจ เป็นแนวทางการจดั การนา้ ท่ีสอดคล้องตามพระราชกระแสรับส่ัง
ของในหลวง รชั กาลท่ี 9 ดงั ความตอนหน่ึงว่า “…ใหป้ ระชาชนเป็นครูเรานะ อยา่ ไปเป็นครูของประชาชน
...” (มูลนิธิอุทกพัฒน์, 2557) การจัดการน้าในพื้นที่ชุ่มน้าหรือพ้ืนที่พรุน้ันมีความสาคัญท้ังต่อระบบนิเวศ
และการเกษตรรายรอบ เน่ืองจากป่าพรุถือเป็นแหล่งรองรับน้าจืดขนาดใหญ่ท่ีมีความสาคัญต่อการ
หมุนเวียนน้าและสารอาหารต่าง ๆ ในระบบนิเวศ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้และการสะสม
ธาตุคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ในป่า (พงษ์ชัย ดารงโรจน์วัฒนา, พัทธ์ธีรา เพชรทองเกลี้ยง และชุ
ตาภา คณุ สขุ , 2561, 192)

“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือสาคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ามีประสิทธิภาพ
สะท้อนได้จากกระบวนการสู่ความสาเร็จของการพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้าชุมชนตามแนว

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟื้นฟูป่าพรทุ ีเ่ ส่ือมโทรม | 47

พระราชดาริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสาคัญกับหลัก 3 ประการ คือ กรอบคิด กรอบงาน
และเทคโนโลยี โดยท่ีกรอบคิดที่สาคัญคือการพัฒนาต้องอยู่บนฐานของการพ่ึงตนเอง เริ่มทาด้วยตนเอง
ก่อนคิดพึ่งคนอ่ืน คิดแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวมหรือคิดเชื่อมโยงอย่างครบวงจร และเน้นแก้ปัญหาด้วย
หลักใช้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ เช่น การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรมด้วยแนวคิดพระราชดาริปลูกป่าโดยไม่
ต้องปลูก การนาน้าดีขับไล่น้าเสียตามจังหวัดการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้า โดยการแก้ปัญหาต้องให้
เหมาะสมและสอดคล้องกับพ้ืนท่ี ทาแล้วต้องไม่มีคนเสียประโยชน์ เกิดความยั่งยืน และท้ายท่ีสุด ต้อง
ลงมือทา สร้างตัวอย่างความสาเร็จให้เห็นเพ่ือให้เกิดการขยายผลต่อไป โดยมีกรอบงานคือการทางาน
อยา่ งเปน็ ระบบ ศกึ ษาขอ้ มูลละเอียดถ่ีถ้วนและรอบดา้ น และการใช้เทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือช่วยในการ
ทางานเพือ่ ชว่ ยใหก้ ารจดั การทรพั ยากรน้าเกดิ ประสิทธิภาพยงิ่ ข้นึ เช่น แผนที่ คอมพิวเตอร์ GIS ฯลฯ โดย
มีหน่วยงานสนับสนุนรวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับชุมชน (มูลนิธิ
อทุ กพัฒน์, 2557, 2-3)

ทานองเดียวกัน การจัดการน้าในพ้ืนที่พรุควนเคร็งอย่างเป็นระบบและมีน้าเพียงพอ ที่มีโจทย์
สาคัญคือการบริหารจัดการน้าให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้น้าเพื่อระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง และ
ระบบนิเวศเกษตรของคนในชมุ ชน ที่ยงั คงเปน็ ประเด็นที่มีปัญหามาอยา่ งต่อเน่ืองจากอดีตจวบจนปัจจุบัน
ที่ยังคงมีความท้าทายต่อการทางานของทุกฝ่ายอย่างย่ิง นั่นเพราะว่า “น้าคือชีวิตของป่าพรุและวิถีของ
ชุมชน” ทว่า ปัญหาและการจัดการเปรียบดังสานวนไทยที่ว่า “พายเรือวนอยู่ในอ่าง” หมายความว่า
ปัญหายังอยู่เช่นเดิมเพราะไม่มีแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม ดังสะท้อนจากผลการศึกษาของ สมฤทัย
ทะสะดวก (2562) ที่ได้ทบทวนสภาพปัญหาและการจัดการน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็งในอดีตที่ผ่านมา โดย
การสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยและโครงการต่าง ๆ ที่มีการดาเนินงานในพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ซ่ึง
ฉายภาพใหเ้ หน็ สภาพปัญหาต่าง ๆ และหนึง่ ในน้ันคือปัญหาน้าและการจัดการน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง ทั้ง
ยังทาให้เห็นถึงศักยภาพของวงจรแห่งความล้มเหลวในการจัดการท่ีไร้พลังความร่วมมือและความอ่อนแอ
ของชุมชน ที่ได้เปลีย่ นสภาพพรุควนเคร็งจากที่เคยเป็นป่าพรุสมบูรณช์ ่วงก่อนปี พ.ศ. 2493 กลายมาเป็น
ป่าพรุเสื่อมโทรมหลังปี พ.ศ. 2493 โดยเริ่มต้นจากการเกิดไฟป่าอย่างรุนแรง ทั้งในปี พ.ศ. 2493 ปี พ.ศ.
2506 ซึ่งเกิดไฟในป่าพรุยาวนานถึง 3 เดือน และอีกหลาย ๆ ครั้งอย่างต่อเน่ือง การเก็งกาไรท่ีดิน พ.ศ.
2530 ทาให้เกิดการเปล่ียนมือผู้ครอบครองที่ดินภายในและรายรอบพ้ืนท่ีพรุ จากวันน้ันจนปัจจุบัน
ช้ีให้เห็นว่าระยะเวลากว่า 70 ปี (นับจากปี พ.ศ. 2493-2563) พื้นท่ีพรุยังคงเผชิญกับภัยคุกคามอย่าง
เนื่อง ซ่ึงส่วนใหญ่เกิดจากผลแห่งการกระทาของมนุษย์ที่เชื่อมโยงเก่ียวพันกันต้ังแต่ระดับนโยบายจนถึง
ชุมชนท้องถิ่น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าการกระทาเหล่าน้ันคือวงจรแห่งการทาลายพรุควนเคร็ง ไม่ว่า
โดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม หลายนโยบายส่งผลกระทบในแง่ท่ีเอื้อต่อการทาลายป่าและพ้ืนที่พรุควนเคร็ง
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ นโยบายการส่งเสรมิ ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวของรัฐ เช่น ปาล์มน้ามนั รวมถงึ นโยบาย
การจัดสรรที่ดินทากิน แม้ว่าระยะเริ่มต้นการขยายพื้นท่ีเกษตรกรรมอาจเกิดจากการเพิ่มข้ึนของ
ประชากรในพื้นท่ีก็ตาม แต่ปาล์มน้ามันและการจัดสรรที่ดินทากินได้นาพานักลงทุนเข้าสู่พ้ืนท่ีพรุ และ
ปาล์มน้ามันได้เปลี่ยนทัศนคติคนในชุมชนให้เชื่อว่าปาล์มน้ามันจะช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีข้ึนได้ ปาล์ม
น้ามันจึงปรากฏอยู่รายรอบพนื้ ท่พี รุ และการใช้น้าจานวนมากได้เกดิ ขน้ึ นน่ั ยอ่ มหมายถึงการดึงน้าจากพรุ
สพู่ ืน้ ทเ่ี กษตรกรรมเหล่าน้นั เมือ่ พรขุ าดนา้ จงึ กลายเปน็ ป่าพรเุ สอ่ื มโทรม และ “ไฟ” กก็ ลายเป็นเครือ่ งมือ
ในการเปล่ียนสภาพป่าเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรมจานวนมากและขยายตัวอย่างต่อเน่ือง และการขยายการ

48 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยนื

ลงทุนปลูกพืชเศรษฐกิจตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐมักเป็นของนักลงทุนท้ังจากในชุมชนและนอก
ชมุ ชนซง่ึ ล้วนแต่มีความสมั พนั ธ์เชิงอานาจที่เชอื่ มโยงกบั เจา้ หน้าทรี่ ฐั เหล่าน้ีสะทอ้ นการกาหนดนโยบายท่ี
ขาดการคิดอย่างเป็นระบบ และไร้มาตรการการควบคุม เมื่อเกิดปัญหาแนวทางการแก้ปัญหาในอดีตได้
กลายเป็นส่ิงท่ีสร้างความบอบช้าแก่พื้นที่พรุควนเคร็งเพ่ิมขึ้น นั่นเพราะว่าการจัดการหรือแนวทางการ
แก้ปัญหาที่แยกสว่ น ขาดการจัดการบรู ณาการอย่างเป็นระบบ ตา่ งฝา่ ยต่างทางานตามหนา้ ท่ีและบทบาท
โดยมีการแก้ปญั หาเพราะเร่อื งใดเร่ืองหนง่ึ ทวา่ ผลจากโครงการหนึ่ง ๆ กลับสง่ ผลกระทบต่อพ้นื ที่พรุควน
เคร็งโดยตรงและโดยอ้อม การดาเนินโครงการต่าง ๆ แบบรับมากกว่าให้ ขาดความต่อเนื่อง และรวมถึง
ปัญหาความไม่ลงรอยหรือไม่เข้าใจซ่ึงกันและกัน หรือขาดการประสานงานกันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่
เก่ียวข้อง ขาดความเช่ือใจและไว้วางใจซึ่งกันและกัน จึงส่งผลต่อความร่วมมือและร่วมใจในการทางาน
ร่วมกันอย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น อุปสรรคสาคัญคือ กฎหมาย ท่ีกลายเป็นกับดักในการจัดการพ้ืนท่ีนั่นเอง
นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์ที่ไม่ย่ังยืนของคนในชุมชนก็เป็นอีกปัจจัยสาคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อความ
เสื่อมโทรมของป่าพรุควนเคร็ง ท่ีกล่าวอีกนัยหน่ึงว่า การใช้ประโยชน์ที่คุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นถูก
ลดทอนนาไปสคู่ วามเสือ่ มโทรมของปา่ พรุควนเคร็ง

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของ สมฤทัย ทะสะดวก (2562) ในประเด็นการจัดการน้าในปัจจบุ นั
ของพื้นทพี่ รคุ วนเคร็ง พบว่า การจดั การนา้ ในพ้ืนทภี่ ูมิทัศนพ์ รคุ วนเคร็งมหี ลายโครงการที่มคี วามเช่ือมโยง
เกี่ยวพันกัน โดยแต่ละโครงการมีบทบาทในการจัดการน้าตามภาระงานและพื้นท่ีความรับผิดชอบของ
หนว่ ยงาน ได้แก่ โครงการคลองส่งน้าและบารุงรักษานครศรีธรรมราช โครงการส่งน้าและบารุงรกั ษาปาก
พนังตอนล่าง และโครงการส่งน้าและบารุงรักษาปากพนังตอนบน โดยท่ีแต่ละโครงการมีความเชื่อมโยง
กับพน้ื ท่พี รุควนเคร็ง และมีอทิ ธิพลต่อพรุควนเคร็งท้ังโดยตรงและโดยอ้อม กลา่ วคอื โครงการคลองส่งน้า
และบารุงรักษานครศรีธรรมราช แม้จะอยู่นอกเขตป่าพรุ แต่เป็นพ้ืนที่ต้นน้าของป่าพรุที่เช่ือมต่อกับพื้นที่
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ ขณะที่โครงการคลองส่งน้าและบารุงรักษาปากพนังตอนบนมีอาณาเขต
ครอบคลุมพ้ืนที่บางส่วนของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มีบทบาทในการ
บริหารจัดการอ่างเก็บน้าห้วยน้าใส ฝายคลองไม้เสียบ และประตูระบายน้าคลองชะอวด-แพรกเมือง โดย
มีการส่งน้าเพ่ือการชลประทานด้วยแรงโน้มถ่วงและสูบน้าไฟฟ้าเพ่ือเกษตรกรรม และสูบน้ารักษาระดับ
น้าในป่าพรุ มีหน้าท่ีบริหารจัดการประตูระบายน้าคลองชะอวด-แพรกเมือง ซ่ึงส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ
น้าท่าท่ีไหลเข้า-ออกจากป่าพรุควนเคร็ง ส่วนโครงการส่งน้าและบารุงรักษาปากพนังตอนล่าง มีบทบาท
ในการบริหารจัดการน้าเพื่อควบคุมคุณภาพน้าจากกรณีน้าเค็มรุกพื้นที่เกษตรกรรมในฤดูแล้ง และมี
บทบาทสาคัญในการแก้ปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝน มีหน้าที่บริหารจัดการน้าประตูอุทกวิภาชประสิทธิ
แมน่ ้าปากพนงั และประตรู ะบายนา้ คลองตา่ ง ๆ บริเวณอ่างปากพนัง และอา่ วไทยเพื่อควบคุมนา้ ลงสู่อ่าง
ปากพนงั และอ่าวไทย โดยเช่ือมโยงกบั พ้ืนที่พรคุ วนเคร็งบางสว่ นนัน่ คือ ระดับน้าในปา่ พรุควนเคร็งในเขต
ห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อและพ้ืนที่ทางตอนเหนือของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยมีความสัมพันธ์กับการ
บรหิ ารอาคารควบคุมการไหลของน้าท่ีอยู่ด้านท้ายนา้ เหน็ ไดว้ ่า ความเชอ่ื มโยงของแตล่ ะโครงการเหล่าน้ี
ชใ้ี ห้เหน็ อยา่ งชดั เจนว่า การจัดการนา้ ในพื้นท่ีพรุควนเคร็งทกุ หน่วยงานทีเ่ ก่ียวข้องต้องร่วมมือและทางาน
ร่วมกัน จาเปน็ ตอ้ งแสวงหาแนวทางและนวัตกรรมท้ังนวัตกรรมสังคมและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพ่ือให้
มกี ารบริหารจดั การภายใต้ชดุ ข้อมูลทถ่ี กู ต้อง

การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟน้ื ฟูปา่ พรุทีเ่ สือ่ มโทรม | 49

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดน้าในพ้ืนที่พรุควนเคร็งช่วยให้ทุกฝ่ายได้ข้อมูลท่ีมี
ประสิทธิภาพประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางการบริหารจัดการน้าในพื้นที่พรุที่สอดคล้องกับ
สถานการณ์ต่าง ๆ และเห็นภาพแทนความเป็นจริงได้ก่อนการตัดสินใจ ท้ังน้ี การจัดการน้าในพ้ืนที่พรุ
ควนเคร็งภายใต้การดาเนินการของโครงการพรุควนเคร็งได้มีประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางอุตุ-อุทกวิทยา
เพ่ือทาความเข้าใจกับระบบนา้ ท่เี กี่ยวข้องกบั พ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ลักษณะทางอุตุ-อุทกใกล้ผิวดนิ อทุ กวิทยา
ของป่าพรุ ดังที่ ปิยพงษ์ ดีทองนอก (2562) ได้อธิบายเก่ียวกับความสาคัญของการตรวจวัดและติดตาม
ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน และอุทกวิทยาป่าพรุอย่างต่อเนื่องว่าการตรวจวัดและติดตามข้อมูล
อุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและอุทกวิทยาป่าพรุแบบทันเวลา (real time) ในพ้ืนท่ีชุ่มน้านั้นมีความจาเป็น
อย่างมาก โดยขึ้นอยู่กับปจั จัยหลายปัจจัย คือ ประเภทการใชท้ ด่ี ิน ลกั ษณะทางอุตุ-อุทกวทิ ยาซ่ึงแตกต่าง
กันตามลักษณะสังคมพืชและลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ เช่นน้ีการตรวจวัดและติดตามข้อมูลอย่าง
ต่อเนื่องในช่วงเวลาท่ีมากพอน้ันจะทาให้รับรู้ถึงพฤติกรรมการเปล่ียนแปลงลกั ษณะทางอุตุ-อุทกวิทยาได้
ชัดเจน และสามารถพยากรณ์การเปล่ียนแปลงลักษณะดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหาร
จัดการพ้นื ที่ปา่ พรไุ ด้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื ศึกษาและเข้าใจปจั จยั ดิน นา้ ลม ฝนในพื้นท่ีนารอ่ งของการบริหารจัดการน้า
การดาเนินการของโครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุเพ่ือเพิ่มความสามารถใน

การกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้ผลสัมฤทธิ์ที่ 2 การใช้
เทคโนโลยีเพื่อหลีกเล่ียงการเสื่อมโทรมของป่าพรุ และการฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม เพ่ือให้มีระบบการ
จดั การน้าในพื้นที่พรคุ วนเคร็งที่มปี ระสทิ ธิภาพ และพ้ืนทีพ่ รอุ ย่างนอ้ ยร้อยละ 25 ของพืน้ ท่ีนาร่องมีระดับ
น้าผิวดินไม่ต่ากว่า 20 เซนติเมตร ทั้งน้ี การดาเนินการทางอุทกวิทยาในพื้นที่นาร่องเพื่อให้บรรลุตาม
เปา้ หมายน้ันจาเปน็ อย่างยิ่งทจ่ี ะต้องทาความเขา้ ใจกับสภาพพ้ืนที่ในดา้ นต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ทั้งดนิ นา้ ลม
ฝน ทิศทางการไหลของน้าในแต่ละพ้ืนที่ ได้แก่ การประเมินการใช้ท่ีดินและการศึกษาระบบนิเวศอุทก
วทิ ยา ซึ่งสามารถสะทอ้ นขอ้ มลู ไดโ้ ดยสรุปดงั น้ี

ระบบนิเวศวิทยาในพ้ืนท่ีศึกษาบริเวณป่าพรุควนเคร็ง คือ ป่าพรุฟ้ืนฟูท่ีปกคลุมไปด้วยต้น
เสม็ดขาว ดังที่ ปิยพงศ์ ดีทองนอก (2562) ได้สะท้อนภาพรวมของผลการศึกษาด้านนิเวศวิทยาป่าพรุ
ควนเคร็ง โดยการมีส่วนร่วมของคนในชมุ ชนว่า พื้นท่ีส่วนใหญ่ของป่าพรุควนเคร็งเป็นพ้ืนท่ีป่าพรุฟื้นฟู มี
พันธ์ุไม้เด่น คือ เสม็ดขาว (Melaleuca quinquenervia (Cav.) S.T.Blake) ซ่ึงเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้น
ขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีความสูงของลาต้นประมาณ 5-25 เมตร มีเรือนยอดแคบเป็นพุ่มทรงสูง ลาต้นมัก
บดิ เปลือกลาต้นสขี าวนวลจนถึงสีนา้ ตาลเทา ลักษณะเปลอื กเป็นแผ่นบาง ๆ เรียงซ้อนกนั เปน็ ปึกหนานุ่ม
สามารถลอกออกเป็นแผ่น ๆ ได้ ส่วนเปลือกชั้นในมีสนี ้าตาลอ่อนและบาง ยอดอ่อน ใบอ่อน และก่ิงอ่อน
มีขนสีขาวเป็นมันคล้ายเส้นไหมขึ้นปกคลุม และก่ิงมักห้อยลง ขยายพันธ์ุด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
เจรญิ เตบิ โตไดด้ มี ากในสภาพท่ลี ุ่มมีน้าขงั มักพบได้ทวั่ ไปตามชายทะเล ป่าชายหากใกลท้ ะเล ในทล่ี ุม่ มีน้า
ขัง ตามขอบของป่าพรุที่ถูกไฟเผาผลาญทาลายจนโล่งเตียน ส่วนพันธ์ุพืชพ้ืนล่าง ที่เป็นพันธ์ุพืชเด่นและ
เป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่ คือ กระจูด (Lepironia articulata (Retz.) Domin) เป็นพันธ์ุไม้
จาพวก "กก" (Sedge) ลักษณะลาต้นกลมสีเขียวอ่อน ดินสอดา สูงประมาณ 1 - 2 เมตร ออกดอกเป็น
กระจุกแน่นคล้ายดอกกระเทียมที่ข้างลาต้นใกล้ยอดกระจุกหน่ึง แต่มีช่อดอกปลายลาต้นอีกหนึ่งช่อซึ่งมี

50 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืน

ใบเล็กประกอบช่อด้วย กระจูดชอบข้ึนในพื้นท่ีน้าขังซ่ึงเรียกว่าโพระหรือพรุ มีถิ่นกาเนิดจากทางเกาะ
มาดากัสการ์ มอริเซียส ลังกา สุมาตรา แหลมมาลายู และหมู่เกาะต่าง ๆ ในแหลมมาลายู อินโดจีนตอน
รมิ ฝั่งทะเล ฮ่องกง บอร์เนียว ตลอดถึงออสเตรเลีย รมิ ฝ่ังตะวนั ออก

อนึ่ง การศึกษาด้านนิเวศวทิ ยามีการดาเนินการใน 6 พื้นท่ีตัวอย่าง ได้แก่ 1) พรุกานไม้ไผ่ 2) พรุ
บริเวณหลังสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย 3) ป่าพรุบริเวณ หมู่ท่ี 11 บ้านไสขนุน 4) ป่าพรุบริเวณหน่วย
พทิ กั ษ์ศาลหลวงตน้ ไทร เขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ ลอ้ 5) ปา่ พรบุ ริเวณมูลนธิ ิชัยพฒั นา และ 6) ป่าพรุบรเิ วณควน
ตีน บ้านควนปอ้ ม โดยแตล่ ะพืน้ ท่มี ลี ักษณะโครงสรา้ งปา่ ที่มเี รือนยอดปกคลุม (Crown cover) อยูใ่ นช่วง
20-80 เปอเซนต์ โครงสร้างด้านต้ังของป่า (Plant profile) ส่วนใหญ่มีชนั้ เรือนยอดเดียว แต่มีบางพื้นที่มี
เรือนยอด 2 ชั้น โดยมีพันธ์ุไม้เด่นคือ เสม็ดขาว (Melalueca leucadendra Linn. Var. minor) ซึ่งมี
ความสูงของต้นเสม็ดขาวอยู่ในช่วง 4-15 เมตรข้ึนอยู่กับสภาพพื้นที่ป่าแต่ละแห่ง กล่าวคือ พ้ืนที่พรุกาน
ไม้ไผม่ ีเรือนยอดปกคลุมป่า ประมาณ 30-40% โครงสร้างดา้ นต้งั ของปา่ มชี ั้นเรือนยอดเดียว ชนิดไม้ที่พบ
มีเพียงชนิดเดียวคือเสม็ดขาว มีความสูงต้ังแต่ 4-8 เมตร พ้ืนท่ีพรุหลังสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย มี
เรือนยอดปกคลุมประมาณ 50-70 % มี 2 ชั้นเรือนยอด ชนิดไม้ท่ีพบมีเพียงชนิดเดียวคือ เสม็ดขาว โดย
เรือนยอดชน้ั บนมีความสูงตั้งแต่ 4 เมตรขึน้ ไป เรือนยอดช้นั รองมีความสูงน้อยกว่า 4 เมตร ป่าพรุบริเวณ
หมู่ 11 บ้านไสขนุน มีเรือนยอดปกคลุมของป่า ประมาณ 20-30 % โครงสร้างด้านต้ังของป่ามีช้ันเรือน
ยอดเดียว มีความสูงต้ังแต่ 4-6 เมตร พันธ์ุไม้ท่ีพบคือเสม็ดขาว ส่วนป่าพรุบริเวณหน่วยพิทักษ์ศาลหลวง
ต้นไทร เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อลอ้ มีเรือนยอดปกคลุมป่าประมาณ 70-80 % โครงสร้างด้านตั้งของป่ามีช้นั
เรือนยอดเดียว มีความสูต้ังแต่ 10-14 เมตร ชนิดพันธ์ุไม้ท่ีพบมีเพียงชนิดเดียวคือเสม็ดขาว ส่วนป่าพรุ
บริเวณมูลนิธิชัยพัฒนามีเรือนยอดปกคลุมของป่า ประมาณ 50-70 % โครงสร้างป่าด้านต้ัง มีชั้นเรือน
ยอด 2 ช้ัน โดยเรือนยอดชั้นบนมีความสูงตั้งแต่ 10-14 เมตรข้ึนไป เรือนยอดชั้นรองบน มีความสูง 2-10
เมตร พันธ์ไุ ม้ทพี่ บมีเพียงชนดิ เดียวคือ เสม็ดขาว สว่ นป่าพรบุ รเิ วณควนตีน บา้ นควนปอ้ ม มเี รอื นยอดปก
คลมุ ของป่า 70-80 % โครงสร้างด้านตงั้ ของปา่ มีชั้นเรอื นยอดเดยี ว โดยมคี วามสูงเฉลีย่ ตั้งแต่ 6-15 เมตร
ชนิดพันธุ์ไม้ท่พี บคอื เสม็ดขาว

นิเวศอุทกวิทยาการใช้ท่ีดินในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็ง การดาเนินการทางอทุ กวิทยาของโครงการ
เพ่ือให้เป็นไปตามเป้าหมายตามผลสัมฤทธ์ิท่ี 2 นั้น การทาความเข้าใจกับข้อมูลลักษณะทางอุตุ-อุทก
วิทยาในแต่ละพื้นที่จะทาให้เข้าใจถึงสภาพทางอุตุ-อุทกวิทยาหรือสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่ศึกษาท่ีมี
สภาพแตกต่างกนั ท้ังน้ี ปิยพงษ์ ทองดนี อก (2562) ซ่งึ เป็นผดู้ าเนนิ การศกึ ษาในประเด็นน้ไี ดแ้ ยกประเด็น
การศึกษาออกเป็น 2 ประเด็นหลัก นั่นคือ ประเด็นแรก การศึกษาลักษณะทางอุตุ-อุทกวิทยาใกล้ผิวดิน
ในแต่ละพื้นท่ีศึกษา ประเด็นทส่ี อง การศึกษานิเวศวิทยาป่าไม้ ทั้งน้ี การศกึ ษาลักษณะทางอุตุ-อุทกวิทยา
ใกล้ผิวดินได้มีการใช้เครื่องมือตรวจวัดค่าปริมาณน้าฝน ปริมาณความช้ืนสัมพัทธ์ รังสีดวงอาทิตย์
อณุ หภมู ิ และความเร็วลม

พื้นท่ีศึกษาลักษณะทางอุตุ-อุทกวิทยาได้มีการดาเนินการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดค่าต่าง ๆ ใน 4
พื้นท่ี คือ 1) พ้ืนท่ีป่าพรุธรรมชาติ ภายในพื้นท่ีสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลงุ
2) พื้นท่ีป่าเสม็ดผสมกระจูด บริเวณพื้นท่ีหมู่ที่ 4 ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 3)
พ้ืนท่ีป่าพรุดอน ภายในพื้นที่หน่วยพิทักษ์ศาลหลวงต้นไทร เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และ 4) พื้นท่ีสวน
ปาล์มน้ามัน บริเวณบ้านหนองเลา ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ท้ังนี้ การทาความ


Click to View FlipBook Version