The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 21:32:30

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื หลีกเลยี่ งการเสือ่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟนื้ ฟูป่าพรุทเี่ สอื่ มโทรม | 101
เป็นแหล่งน้าต้นทุนของพรุควนเคร็ง ได้แก่ คลองกอก คลองค็อง คลองบางคลุ้ง คลองบางกลม คลองชะ
อวด คลองเคร็ง คลองโก คลองปันแต คลองกระถิน รวมถึงคลองไม่ทราบชื่อท่ีเป็นลาน้าที่ไหลผ่านป่า
ชุมชนบ้านควนเงนิ และป่าชุมชนบ้านสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ซ่งึ เปน็ พื้นทน่ี าร่องของการศึกษาน้ี และ
ใชข้ อ้ มลู สถานการณ์ระหว่างวนั ที่ 1 เมษายน 2554 ถึง 31 มีนาคม 2559 ในการสร้างแบบจาลองปรมิ าณ
น้าท่าของคลองสายต่าง ๆ ดังกล่าว เน่ืองจากเป็นช่วงท่ีคลองเหล่านีเ้ กิดสถานการณ์น้าครอบคลมุ ท้ังปที ี่
น้าแล้ง ปีทม่ี นี ้าปกติ และปีทีเ่ กิดอุทกภัย โดยผลการวิเคราะหป์ รากฏผลดังภาพท่ี 3.46

ภาพท่ี 3.46 ผลการวเิ คราะหป์ รมิ าณนา้ ทา่ ในคลองสายหลกั ทไี่ หลเข้าสูพ่ รคุ วนเครง็ ในช่วงวันท่ี 1 เมษายน 2554 ถงึ 31
มีนาคม 2559 ซึง่ เป็นชว่ งเวลาทส่ี ถานการณน์ ้าครอบคลุมทง้ั ปีท่นี ้าแลง้ ปีที่น้าปกติ และปีท่เี กดิ อุทกภัย
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

102 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื

จากกราฟแสดงปริมาณน้าท่าในคลองสายหลักที่ไหลเข้าสู่พรุควนเคร็งในช่วงวันท่ี 1 เมษายน
2541 ถึง 31 มีนาคม 2559 ที่นามาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ผ่านแบบจาลอง NAM (ภาพที่ 3.46)
แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคลองแต่ละสายท่ีสามารถเก็บกักน้าไว้ได้ในแต่ละเวลา และเห็นได้ว่า คลอง
บางสายที่เป็นคลองสายหลัก เช่น คลองเคร็ง คลองชะอวด คลองโก คลองปันแต และคลองกระถิน เป็น
สายนา้ ท่ีค่อนข้างเก็บกักน้าได้น้อย ซ่งึ คลองเหล่านี้เมื่อพจิ ารณาตาแหน่งทตี่ ้ังของคลอง (ภาพท่ี 3.42) จะ
เห็นได้ว่า คลองท้ัง 5 สายเป็นคลองที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณท่ีเช่ือมต่อกับคลองชะอวด-แพรกเมือง โดย
คลองเคร็งเป็นสายน้าที่เชื่อมต่อกับคลองชะอวด-แพรกเมือง และเชื่อมต่อกับคลองสายอื่น ๆ อีก 4 สาย
เชน่ น้ี ขอ้ สมมติฐานท่ีนา่ สนใจคือ น้าจากคลองเหล่าน้ีไหลลงสู่คลองชะอวด-แพรกเมือง ทาให้ศักยภาพใน
การเก็บกักน้าของคลองแต่ละแห่งลดลง ท้ังท่ีในความเป็นจริงแลว้ คลองท้ัง 5 สายควรเป็นแหล่งน้าท่ีเกบ็
กกั นา้ หลอ่ เลี้ยงป่าพรุได้เป็นอย่างดี ดงั นน้ั การสร้างทานบเพ่ือปิดกนั้ ลาน้าสายสาคญั ๆ เหล่าน้ใี ห้ลดการ
ไหลของน้า น่าจะทาให้ศักยภาพของคลองเอื้อประโยชน์ต่อระบบนิเวศของป่าได้ ส่วนคลองสายอื่น ๆ
เช่น คลองกอก คลองค็อง คลองบางคลุ้ง และคลองบางกลม มีลักษณะความคดเค้ียวค่อนข้างมากและ
ต้ังอยู่ตาแหน่งที่ตั้งท่ีห่างจากพื้นที่คลองชะอวด-แพรกเมือง ทาให้การไหลของน้าเกิดการสูญเสียปริมาณ
น้าท่าไดน้ ้อยกว่าลักษณะของคลอง 5 สายทกี่ ลา่ วมาขา้ งต้น

การจัดการน้าเพอ่ื อนาคตร่วมกันของคนและป่าพรุควนเคร็ง
การจัดการน้าท่ีเหมาะสมในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ซ่ึงเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้

ส่วนเสียทุกฝ่าย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเชิงซ้อนท่ี
เกย่ี วขอ้ ง โดยเทคโนโลยีทน่ี ามาประยุกตใ์ ช้นน้ั ประกอบด้วยหลากหลายเครื่องมอื ซ่ึงเกี่ยวกับการวเิ คราะห์
ทางอตุ นุ ิยมวิทยา อุทกวิทยา และชลศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิง่ เทคโนโลยีที่ช่วยในการสรา้ งแบบจาลอง
น้าท่าและลักษณะการไหลของน้า NAM และเทคโนโลยีที่ช่วยในการสร้างแบบจาลองการจัดการน้าใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่พรุควนเคร็ง น่ันคือ MIKE SHE ซ่ึงเป็นแบบจาลองหลักที่นามาใช้ในการหา
แนวทางการจัดการน้าในอนาคตของพื้นที่พรุควนเคร็ง โดยสามารถนาผลจากแบบจาลองที่ได้เข้าสู่
กระบวนการพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการน้าในพื้นท่ี
พรุควนเคร็งที่แก้ปัญหาในพ้ืนท่ีได้ท้ังในมิติทางสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศของป่า และมิติทางสังคม นั่น
คือ การมีน้าเพียงพอให้คนในชุมชนได้ใช้เพื่อการทาเกษตรกรรมและการดารงชีพ ท้ังน้ี ผลจาก
แบบจาลอง MIKE SHE ได้มีข้อเสนอแนะตาแหน่งการสร้างทานบปิดกั้นลาน้าเพ่ือรักษาระดับน้าที่ช่วย
รกั ษาระบบนเิ วศป่าพรุและเออื้ ประโยชนต์ ่อวิถีชุมชน การแสดงแบบจาลองการจดั การน้าในระดบั ภูมิภาค
ระดับท้องถ่ิน และระดับปัจเจก โดยทาการเปรียบเทียบแบบจาลองสถานการณ์การจัดการน้าปัจจุบัน
เปรยี บเทียบกับแบบจาลองสถานการณ์การจัดการนา้ โดยการปดิ กัน้ น้าอย่างเหมาะสม นอกจากน้ยี ังแสดง
แบบจาลองการจัดการน้าในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ไฟป่า รวมถึงการจัดการน้าในพ้ืนที่พรุ
เพ่ือเพ่มิ การเกบ็ กักคาร์บอน เป็นตน้ กล่าวคอื

การสรา้ งทานบปดิ กัน้ ลาน้าเพ่ิมเติม คอื “พนื้ ท่ีแอ่งกระทบและพน้ื ท่ีรอยต่อระหว่างพรุสมบูรณ์
กับพ้นื ท่ีเกษตรกรรม”

การสร้างทานบปิดกั้นลาน้าต่าง ๆ ในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง เป็นแนวทางหนึ่งท่ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าสามารถเพ่ิมระดับการเก็บกักน้าในพื้นท่ีพรุได้ โดยหลายฝ่ายมีข้อเสนอแนะถึง

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเล่ียงการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟปู า่ พรุทเ่ี สื่อมโทรม | 103

ตาแหน่งที่ควรระวังหรือผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้น ดังนั้น การนาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเข้าสู่แบบจาลอง MIKE
SHE จึงเป็นการทดสอบข้อสมมติฐานเหล่าน้ันได้โดยสามารถวิเคราะห์ว่าตาแหน่งเหล่าน้ันเหมาะสม
หรือไม่ ตลอดจนการหาตาแหน่งที่เหมาะสมในการสร้างทานบก้ันลาน้าเพ่ือให้การจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุ
ควนเคร็งสามารถแกป้ ัญหาไดต้ รงจุด

ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจาลอง MIKE SHE พบว่า บริเวณแอ่งกระทะของพรุควนเคร็งท่ีอยู่ใน
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล่อ คือ พื้นที่ป่าดอนทราย และพ้ืนที่บ้านในลุม-กุมแป ส่วนบริเวณแอ่งกระทะท่ีอยู่
ในเขตเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยพบค่อนข้างกระจายท่ัวตามแนวเขตพื้นท่ีติดกับคลองชะอวด-แพรก
เมือง ซ่ึงพ้ืนที่บริเวณน้ีบางส่วนมีสภาพเป็นป่าพรุสมบูรณ์ ขณะที่บางส่วนเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรม ส่วนผล
การวิเคราะห์หาตาแหน่งท่ีเหมาะสมในการก่อสร้างทานบซ่ึงได้จากการแบบจาลอง MIKE SHE นั้น ได้
นาเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นท่ี เพื่อร่วมกันพิจ ารณาถึงความ
เหมาะสมและความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาน้าในพรุควนเคร็ง ท้ังน้ี ผลการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียในพื้นท่ี คือ การจัดการนา้ ในอนาคตของพน้ื ท่ีพรุควนเคร็งตามแนวทางการสรา้ งทานบก้ัน
เพื่อควบคุมการไหลของน้าในตาแหน่งท่ีได้มีการนาเสนอไปน้ันมีความเหมาะสมและมีความเปน็ ไปได้ที่จะ
ทาให้พื้นท่ีพรุมีระดบั น้าหลอ่ เลยี้ งอยา่ งเพียงพอ

สาหรับตาแหน่งที่มีการคัดเลือกจากแบบจาลองซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นพ้องกันว่ามีความ
เหมาะสมที่จะสร้างทานบเพิ่มเติม คือ พ้ืนที่บริเวณรอยต่อระหว่างป่าพรุสมบูรณ์กับพ้ืนท่ีเกษตรกรรม
โดยสรา้ งทานบบริเวณแอง่ กระทะในตาแหน่งท่ีมีการไหลออกของน้า อย่างไรกต็ าม สภาพพืน้ ที่ในปัจจุบัน
เปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ เน่อื งจากมีการเปล่ยี นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดินท้ังด้านการทาเกษตรกรรม การ
ขุดลอกคลองและการสร้างอาคารควบคุมน้าเพิ่มเติม ทาให้การไหลของน้ามีการเปล่ียนแปลงไปด้วย
ดังนั้น แม้จะมีการเลือกตาแหน่งในการสร้างทานบจากแบบจาลองที่ได้แล้วก็ตาม ยังต้องมีการสารวจ
ข้อมูลภาคสนามควบคู่กันไป และปรับแก้ตาแหน่งให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันเพื่อให้
สามารถดาเนินการสร้างทานบเพ่ิมเติมในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งได้ ส่วนแนวทางการบริหารจัดการน้า
ตาแหน่งท่ีสร้างทานบใช้หลักการอ้างอิงจากแนวทางการจัดการน้าของกรมชลประทานในปัจจุบัน
กล่าวคือ ในแต่ละตาแหน่งที่มีการก่อสร้างทานบจะมีการวัดระดับน้า และใช้เกณฑ์การรักษาระดับน้า ที่
อ้างอิงจากระดับน้า ณ ตาแหน่งน้ัน ๆ ทั้งนี้ ในกรณีท่ีระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร ท่ีระดับน้าทะเลปาน
กลาง (รทก.) กาหนดใหม้ กี ารสบู นา้ เติมเข้าสพู่ นื้ ทพ่ี รเุ พ่ือให้พรุมีระดับนา้ อยู่ในระดับกกั เกบ็ ที่กาหนด

ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์จุดที่เหมาะสมในการก่อสร้างทานบปิดก้ันลาน้าเพ่ิมเติม (ภาพท่ี 3.47) มี
ท้งั หมด 29 แหง่ โดยอยใู่ นพืน้ ท่เี ขตหา้ มล่าสัตว์ปา่ บอ่ ล้อ จานวน 19 แหง่ น่นั คอื บรเิ วณหมายเลข 1 ถึง
19 และ 29 โดยตาแหน่งเหล่านี้อยู่ในพ้ืนที่นาร่องของการศึกษาน้ี คือ ป่าดอนทราย จานวน 11 แห่ง
ป่าชุมชนบ้านควนเงิน จานวน 1 แห่ง และปา่ ชมุ ชนบ้านสวนสมเดจ็ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จานวน 1 แหง่ ส่วน
ตาแหน่งการก่อสรา้ งทานบปิดก้นั ลานา้ ท่ีอยใู่ นพ้นื ที่เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่าทะเลน้อย มีตาแหน่งทีเ่ หมาะสมใน
การก่อสร้าง จานวน 9 แห่ง คือ บริเวณหมายเลข 20 ถึง 28 โดยอยู่ในพ้ืนที่นาร่องของการศึกษาน้ี คือ
ป่าชุมชนบ้านไสขนุนจานวน 5 แห่ง

นอกจากนี้ จะมีการติดตัง้ เครือ่ งสูบน้า ณ ตาแหนง่ จุดปิดกัน้ ลานา้ ซง่ึ ทาหนา้ ทคี่ วบคมุ การไหลเข้า
และไหลออกในพื้นทน่ี าร่อง เม่อื ระดับน้าลดต่ากว่า 0.20 เมตร จากผิวดนิ จะมีการสูบน้าเข้าพนื้ ที่เพ่ือให้
มีระดับน้าท่ีระดับการเก็บกักน้า ทั้งนี้ ตาแหน่งที่เสนอแนะให้มีการติดต้ังเครื่องสูบน้ามีทั้งหมด 20 แห่ง

104 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน

ได้แก่ ทานบหมายเลข 1 4 5 11 12 13 14 15 16 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 และ 28 ขณะท่ี
ตาแหน่งทานบหมายเลข 2 3 6 7 8 9 10 และ17 กาหนดให้มีหน้าท่ีเพียงแค่ปิดก้ันลาน้าไม่ให้น้าไหล
ออกเทา่ นัน้ ซง่ึ รายละเอยี ดตาแหน่งและพิกัดของจดุ ปิดกน้ั ลานา้ แสดงดังตารางที่ 3.8

ภาพท่ี 3.47 ตาแหนง่ ประตูระบายนา้ ในปจั จุบนั และตาแหนง่ ท่เี หมาะสมในการสรา้ งจุดปิดก้นั ลานา้ เพ่ิมเตมิ 29 แห่ง
(หมายเลข 1-29) ซงึ่ อยใู่ นเขตหา้ มลา่ สตั ว์ปา่ บ่อล้อ และเขตหา้ มลา่ สัตวป์ า่ ทะเลน้อย
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

การใช้เทคโนโลยีเพ่อื หลีกเล่ียงการเสือ่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟนื้ ฟปู ่าพรทุ ีเ่ สื่อมโทรม | 105

ตารางท่ี 3.8 รายละเอียดตาแหน่งและพิกดั ของจดุ ปดิ ก้ันลานา้

หมายเลข จดุ ทตี่ ้ัง พกิ ดั UTM
ตาแหน่ง
NE

1 607554 906611

2 611225 906179

3 611739 905153

4 ต.ควนพัง อ.รอ่ นพิบูลย์ จ.นครศรธี รรมราช 613002 902889
5
610846 899469

6 611580 899476

7 611700 899398

8 612058 899059

9 ต.สวนหลวง อ.เฉลมิ พระเกยี รติ จ.นครศรธี รรมราช 612906 898218
10
613511 897894

11 ต.ควนพัง อ.รอ่ นพบิ ูลย์ จ.นครศรธี รรมราช 610742 896338

12 ต.สวนหลวง อ.เฉลมิ พระเกยี รติ จ.นครศรีธรรมราช 614003 897044
13
614767 896004

14 ต.แม่เจา้ อยู่หวั อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช 618746 893025
15
617837 890300

16 ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช 614619 884658

17 ต.แม่เจา้ อยหู่ วั อ.เชยี รใหญ่ จ.นครศรธี รรมราช 620814 888963

18 ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช 615411 885207
19
613356 882574

20 623923 880718

21 623074 876194

22 ต.เครง็ อ.ชะอวด จ.นครศรธี รรมราช 623019 875703
23
622946 875237

24 622667 874944

25 622419 873351

26 622230 868577

27 ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนนุ จ. พทั ลงุ 629836 868577

28 629982 867097

29 ต.บา้ นตลู อ.ชะอวด จ.นครศรธี รรมราช 606903 887851

ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

แบบจาลองช้ี “สร้างทานบ เพิ่มพ้ืนท่ีน้าท่วม” ได้จริง กล่าวคือ ผลการวิเคราะห์จาก
แบบจาลอง MIKE SHE พบว่า หากมีการก่อสร้างทานบและมีการสูบน้าเข้าพ้ืนท่ีในตาแหน่งต่าง ๆ ท่ีผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียได้เห็นพ้องกันว่าเป็นตาแหน่งที่เหมาะสมนั้น จะทาให้มีพื้นที่ท่ีมีน้าท่วมเพิ่มข้ึน (ภาพท่ี
3.48-3.49)

106 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่อื เพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยนื

ภาพท่ี 3.48 แอง่ กระทะในพน้ื ทีป่ า่ พรคุ วนเคร็ง
ที่มา: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ภาพท่ี 3.49 พืน้ ท่ีระดบั นา้ เหนือผิวพรุ กรณีกอ่ นและหลงั มโี ครงการก่อสรา้ งทานบ
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

การใช้เทคโนโลยีเพอื่ หลีกเล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟปู า่ พรทุ เี่ สอ่ื มโทรม | 107

แบบจาลอง MIKE SHE กับการจาลองการจัดการน้าในระดับตา่ ง ๆ
การบริหารจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรคุ วนเคร็ง สมฤทัย ทะสะดวก (2563) ได้แบ่งระดับการวเิ คราะห์
โดยการสร้างแบบจาลองการบริหารจัดการน้าในพื้นที่พรุควนเคร็งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แบบจาลองระดับ
ภูมิภาค (Regional scale) ระดับท้องถิ่น (Local scale) และระดับปัจเจก (Individual scale) และโดย
ทาการจาลองการบริหารจัดการน้าใน 2 กรณี คือ กรณีแรก การจาลองสภาพการจัดการน้าในปัจจุบัน
กรณีท่ีสอง การจาลองการปิดกั้นลาน้าอย่างเหมาะสม ทั้งน้ี การจาลองการบริหารจัดการน้าท้ัง 2 กรณี
เพื่อทาการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างแบบจาลองการบริหารจัดการน้าของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องใน
ปัจจุบัน ซ่ึงผลจากการจาลองการจัดการนา้ ในปัจจบุ ันจะสะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาท่ีเป็นอยูเ่ พ่ือหาแนว
ทางการแก้ไขได้อย่างเหมาะสมต่อไป สว่ นการจาลองการปิดก้ันลาน้าอย่างเหมาะสม เป็นกานจาลองการ
ก่อสร้างทานบปิดก้ันลาน้าในตาแหน่งที่น้าไหลเข้าและไหลออกจากป่าพรุ พร้อมติดต้ังเคร่ืองสูบน้าเพื่อ
สบู น้าเข้าพ้ืนทีพรใุ นกรณีทรี่ ะดับน้าต่ากว่า 20 เซนตเิ มตร เหนือผวิ พรุ ดังมรี ายละเอยี ดของการจาลองแต่
ละระดบั ดังน้ี
แบบจาลองการบริหารจัดการน้าระดบั ภูมิภาค (เขตพื้นท่)ี การจาลองการบริหารจัดการระดับ
ภูมิภาคของพรุควนเคร็งในท่ีน้ีหมายถึง การจาลองการบริหารจัดการน้าโดยแบ่งตามเขตพื้นที่อนุรั กษ์
ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยวิเคราะห์จากแบบจาลองความสูง
เชิงพ้ืนท่ีท่ีความละเอียด 30x30 เมตร ซ่ึงสังเคราะห์ได้จากแบบจาลองความสูงเชิงพื้นท่ีความละเอียด
1x1 เมตร โดยผลการวิเคราะห์จากแบบจาลองท้งั กรณีสภาพการจัดการน้าในปัจจบุ นั และกรณีจาลองการ
ปิดกั้นลาน้าอย่างเหมาะสมของพ้ืนที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มี
รายละเอยี ดดังน้ี
แบบจาลองการบริหารจัดการน้าในเขตห้ามล่าสตั ว์ป่าบ่อล้อ การจาลองการบริหารจัดการน้าใน
พื้นท่ีเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อใช้แนวทางการประเมินจากระดับน้าผิวดินและระดับน้าใต้ดินเปรียบเทียบ
ทั้งสองกรณี คือ กรณีการจัดการน้าในปัจจุบันและการจัดการน้าเม่ือมีโครงการสร้างทานบเพ่ิมเติมซ่ึงได้
จากการจาลองของแบบจาลอง MIKE SHE และทาการเปรียบเทียบผลการจาลองใน 3 จุดสาคัญของ
พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ คือ บริเวณน้าไหลเข้าป่าพรุ บริเวณในป่าพรุ และบริเวณน้าไหลออกจาก
ป่าพรุ โดยข้อมูลที่นาเข้าแบบจาลอง MIKE SHE เป็นข้อมูลที่ตรวจวัดโดยคณะผู้ศึกษาท่ีทาการตรวจวัด
ในช่วงระหว่างวันท่ี 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มกราคม 2562 (ภาพที่ 3.50) ทั้งนี้ ผลจากแบบจาลอง
ชี้ให้เห็นว่า พื้นท่ีมีระดับน้าต่าสุดเฉลี่ยจากระดับผิวดินของกรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบัน
เท่ากับ 0.55 เมตร ใต้ผิวดิน และกรณีมีโครงการสร้างทานบเพ่ิมเติม เท่ากับ 0.20 เมตร เหนือผิวดิน
ในขณะที่ระดับน้าสูงสุดเฉล่ียจากระดับผิวดินท้ังของกรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันและกรณีมี
โครงการสร้างทานบมีค่าเท่ากัน คือ 1.55 เหนือผิวดิน (ตารางที่ 3.9) และพบว่าในกรณีการจัดการน้า
ตามแนวทางปจั จุบันผลการตรวจวัดระดับน้าในบริเวณน้าไหลเขา้ ป่าพรุ บรเิ วณในป่าพรุ และบริเวณที่น้า
ไหลออกจากป่าพรุ ท้ังใต้ผิวดิน และเหนือผิวดิน มีจานวนวันที่ระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร (ตารางที่
3.10) ช้ีให้เห็นสภาพปัญหาการจัดการน้าในปัจจุบันที่พบว่าวันท่ีพ้ืนท่ีป่าพรุมีระดับน้าลดต่ากว่า 0.20
เมตร ท้ังในระดับใตผ้ วิ ดนิ และเหนอื ผิวดนิ มีจานวนวันคอ่ นข้างมาก โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงบริเวณในป่าพรุซึ่ง
เป็นพื้นที่ใจกลางของป่าพรุจะมีจานวนวันท่ีระดับน้าลดต่ากว่า 0.20 เมตรจากระดับเหนือผิวดิน มากถึง
180 วัน ทานองเดียวกับจานวนวนั ทีร่ ะดบั นา้ ลดต่ากวา่ 0.20 เมตร ทีร่ ะดับใตผ้ ิวดนิ ก็มจี านวนมากถึง 90

108 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยนื

วัน ย่ิงกว่าน้ัน จากตารางที่ 3.9 ช้ีให้ชัดเจนวา่ กรณีท่ีมีการปิดกั้นลาน้าอย่างเหมาะสมตามตาแหน่งซ่ึงได้
มีการเสนอแนะตามการศึกษานี้ซ่ึงได้จากการสร้างแบบจาลองของ MIKE SHE ทาให้สามารถรักษาระดับ
น้าบนผวิ ดินในบางพื้นทใี่ นตาแหน่งท่ีน้าไหลเข้าพ้ืนที่พรุ รวมถึงภายในพน้ื ท่ีพรุและตาแหน่งท่ีนา้ ไหลออก
จากพ้นื ทพี่ รไุ ว้ไม่ใหต้ ่ากว่า 0.20 เมตร ไดต้ ลอดทง้ั ปี

ภาพท่ี 3.50 ระดับนา้ ผวิ ดินและระดับน้าใต้ดินบริเวณจุดวดั นา้ ไหลเขา้ ภายในพน้ื ทีพ่ รุ และจดุ วดั น้าไหลออก ในกรณี
ปจั จุบนั และกรณมี ีโครงการ (เขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ บ่อล้อ)
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.9 เปรยี บเทยี บระดับนา้ ตา่ สดุ -สงู สดุ จากระดับผิวดินในกรณกี ารจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันและโครงการ

ทานบ (เขตหา้ มลา่ สตั ว์ปา่ บอ่ ลอ้ )

แนวทางการจัดการนา้ /ระดับนา้ ตา่ สดุ จากระดบั ผิวดิน พื้นท่มี ีระดบั น้าตา่ สดุ เฉลี่ย พน้ื ท่มี ีระดบั น้าสูงสดุ เฉลยี่

จากระดบั ผิวดิน จากระดบั ผวิ ดิน

(เมตร) (เมตร)

กรณกี ารจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จุบัน 0.55 เมตร ใตผ้ ิวดิน 1.55 เมตร เหนอื ผิวดนิ
กรณกี ารจัดการนา้ โดยโครงการสรา้ งทานบเพ่ิมเติม 0.20 เมตร เหนือผิวดนิ 1.55 เมตร เหนือผิวดนิ
ทม่ี า: สังเคราะห์จาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.10 เปรยี บเทียบจานวนวันทรี่ ะดับนา้ ตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ต่าง ๆ กรณกี ารจัดการน้าตามแนวทาง
ปัจจบุ นั (เขตหา้ มล่าสัตว์ปา่ บ่อล้อ)

กรณีที่มกี ารจดั การน้าตามแนวทางปจั จบุ ัน

จานวนวันท่รี ะดบั น้าตา่ กวา่ 0.20 เมตร จานวนวนั ระดบั นา้ ตา่ กว่า 0.20 เมตร
ใต้ผวิ ดิน (วัน)
เหนือผวิ ดนิ (วัน)
จุดทนี่ ้าไหลเขา้ ภายในป่าพรุ จดุ ที่นา้ ไหลออก
60 90 50 จุดทนี่ า้ ไหลเข้า ภายในป่าพรุ จดุ นา้ ไหลออก

ทมี่ า: สงั เคราะหจ์ าก สมฤทยั ทะสะดวก (2563) 120 180 180

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเปรียบเทียบให้เห็นชัดยิ่งขึ้นระหว่างการจัดการน้าตามแนวทาง
ปัจจุบันและการจัดการน้าโดยการสร้างทานบปิดก้ันนา้ ตามตาแหน่งท่ีเหมาะสม เม่ือแบบจาลองได้แสดง
ให้เห็นภาพการแผ่กระจายของพื้นท่ีบริเวณป่าพรุสมบูรณ์ในช่วงฤดูแล้งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อที่มี
ระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร ปกคลุมท่ัวพื้นที่ดังกล่าว แสดงถึงความชุ่มช้ืนที่โอบอุ้มระบบ
นิเวศของผืนป่าเอาไว้ (ภาพที่ 3.51) และชี้ให้เห็นชัดเจนถึงศักยภาพการเก็บกักน้าของพื้นท่ีท่ีมีความ

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เล่ียงการเสือ่ มโทรมของปา่ พรุและการฟนื้ ฟูป่าพรุที่เส่ือมโทรม | 109
แตกต่างกันระหว่างการจัดการน้าท้ังสองกรณี น่ันคือ กรณีการจัดการน้าโดยการสร้างทานบปิดกั้นลาน้า
และมีการติดตั้งเคร่ืองสูบน้าคอยควบคุมระดับน้าในพ้ืนท่ีทาให้พื้นท่ีป่ามีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า
0.20 เมตร กระจายทั่วพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 26 ของพื้นที่ท้ังหมด ขณะที่การจัดการตามแนวทางปัจจุบนั
มีสัดส่วนพ้ืนท่ที ม่ี ีระดบั น้าเหนือผิวดนิ มากกว่า 0.20 เมตร ร้อยละ 5 ของพนื้ ที่ทัง้ หมดเท่านน้ั

ภาพที่ 3.51 การแผ่กระจายของพ้ืนทีน่ ้าท่วมบนผิวดนิ ในชว่ งฤดูนา้ แลง้ ของเขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ บอ่ ล้อ โดยกรณีการ
จดั การน้าตามแนวทางปจั จุบนั และกรณกี ารมีโครงการสรา้ งทานบปดิ ก้นั ลานา้ และตดิ ตัง้ เครอ่ื งสูบนา้
ที่มา: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ภาพท่ี 3.52 เปรียบเทยี บผลการวเิ คราะห์สมดุลน้าดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบนั
และกรณีการจัดการน้าของโครงการสร้างทานบปิดกัน้ ลานา้ และตดิ ตงั้ เคร่อื งสูบนา้ ในพ้นื ทป่ี ่าเขตหา้ มลา่ สตั ว์ป่าบ่อลอ้
ที่มา: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

110 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยืน

ทานองเดียวกับการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์การสมดุลของน้าที่เกิดจากแนวทางการจัดการ
น้าทั้งสองกรณี โดยใช้ข้อมูลปริมาณน้าฝนเฉล่ยี เท่ากับ 2,394 มิลลิเมตร และผลพบว่าข้อมูลค่าเฉลี่ยต่าง
ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการสมดุลน้าในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ดังแสดงตารางท่ี 3.11 ช้ีให้เห็นความแตกต่างอย่าง
ชัดเจนของค่าปริมาณการซึมลงชั้นน้าใต้ดิน การเปลี่ยนแปลงปริมาตรของชั้นน้าผิวดิน และปริมาณการ
ไหลออกจากระบบของน้าผิวดินและน้าใต้ดิน ที่เกิดจากกรณีการจัดการน้าท้ังสองกรณี กล่าวคือ การ
จัดการน้ากรณีมีโครงการ พบว่า ปริมาณการซึมลงชั้นน้าใต้ดินมีค่าเท่ากับ 635 และค่าการเปลี่ยนแปลง
ปริมาตรของช้ันน้าผิวดิน เท่ากับ 349 มิลลิเมตร ซ่ึงมากกว่าผลท่ีได้จากการจัดการน้ากรณีปัจจุบัน
ทานองเดยี วกับค่าการระเหยของชัน้ น้าใต้ดินและการไหลออกของน้าผวิ ดนิ และใต้ดิน ทีพ่ บว่าการจัดการ
น้ากรณีปัจจุบันมีค่าเหล่าน้ีสูงกว่าการจัดการน้ากรณีมีโครงการ กล่าวคือ ค่าการระเหยของช้ันน้าใต้ดิน
กรณีการจัดการน้าปัจจุบัน เท่ากับ 124 มิลลิเมตร และค่าการไหลออกจากระบบของน้าผิวดินและน้าต้
ดิน เท่ากบั 795 มิลลิเมตร ซง่ึ มากกว่าผลท่ีได้จากการจัดการน้ากรณมี ีโครงการ

ผลการเปรียบเทียบข้อมูลการสมดุลน้าทั้งสองกรณีจึงทาให้ได้ข้อสรุปท่ีเป็นการยืนยันซ้าว่า การ
จัดการน้าโดยโครงการสร้างทานบปิดก้ันลาน้าและการติดต้ังเครื่องสูบน้าในบริเวณท่ีเหมาะสมตามที่มี
การเสนอแนะผ่านแบบจาลอง MIKE SHE ทาให้อัตราการสูญเสียน้าจากพื้นท่ีพรุลดลง กล่าวอีกนัยหนึ่ง
คือ การจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันนั้นมีการสูญเสียน้าออกจากระบบนิเวศป่าพรุมากกว่าการจัดการ
โดยการสร้างทานบปิดกั้นลาน้า และน่ีคือภาพการสะท้อนปัญหาการจัดการน้าปัจจุบัน คือ การท่ีจะต้อง
อุดช่องโหว่หรือปรับปรุงแก้ไขปัญหาการสูญเสียน้าจากผืนป่าเกินกว่าระดับเก็บกักน้าท่ีเหมาะสมแก่การ
รกั ษาระบบนิเวศของป่าพรุ

ตารางท่ี 3.11 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดุลของน้าโดยเฉลี่ยระหว่างกรณีปัจจุบันกับกรณีโครงการ
(เขตหา้ มล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ)

ค่าแสดงการสมดลุ นา้ โดยเฉลยี่ /กรณีการ กรณีการจดั การน้า กรณีการจัดการน้า
โครงการสร้างทานบปิดกัน้ ลาน้า
จัดการนา้ ตามแนวทางการจัดการน้า
และตดิ ตงั้ เคร่อื งสบู นา้
ปจั จุบนั 1,317 มิลลเิ มตร
635 มลิ ลิเมตร
ค่าการคายระเหยของนา้ อา้ งองิ 1,317 มลิ ลเิ มตร 122 มิลลเิ มตร

ปริมาณการซมึ ลงช้ันนา้ ใตด้ นิ 592 มิลลเิ มตร 349 มลิ ลิเมตร
58 มิลลเิ มตร
การระเหยของชัน้ นา้ ใตด้ นิ 124 มลิ ลเิ มตร 655 มิลลิเมตร

การเปลย่ี นแปลงปริมาตรของช้ันนา้ ผิวดนิ 223 มิลลเิ มตร

การเปล่ยี นแปลงปริมาตรของช้ันน้าใต้ดนิ 58 มลิ ลิเมตร

ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิว 795 มลิ ลิเมตร

ดินและนา้ ใต้ดิน

ท่มี า: สงั เคราะหจ์ าก สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

แบบจาลองการบรหิ ารจัดการนา้ ในเขตห้ามลา่ สตั ว์ป่าทะเลน้อย สาหรบั ผลการประเมนิ ระดับน้า
ผิวดินและระดับน้าใต้ดินกรณีปัจจุบันและกรณีมีโครงการจากแบบจาลอง MIKE SHE ซึ่งทาการ
เปรียบเทียบผลการจาลองทั้งหมด 3 จุด ได้แก่ บริเวณน้าไหลเข้าป่าพรุ บริเวณในป่าพรุ และบริเวณน้า
ไหลออกป่าพรุ ซ่ึงอยู่ในพื้นท่ีเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยใช้ข้อมูลนาเข้าแบบจาลองซึ่งตรวจวัดโดย

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลย่ี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟปู ่าพรุที่เสื่อมโทรม | 111

คณะผู้ศึกษาระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2562 ผลการสร้างแบบจาลองฉายภาพให้เห็น
อย่างชัดเจนว่า การจัดการน้าในกรณีโครงการทาให้พื้นที่ท้ัง 3 จุด คือ บริเวณท่ีน้าไหลเข้าป่าพรุ บริเวณ
ในป่าพรุ และบริเวณทน่ี า้ ไหลออกจากป่าพรุ ทาให้แต่ละพ้นื ท่เี หล่านี้มีระดบั น้าผิวดินและใต้ดินสงู กว่าผล
จากการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบัน (ภาพท่ี 3.53) โดยกรณีมีโครงการ ระดับน้าต่าสุดเฉล่ยี จากระดบั
ผิวดิน เท่ากับ 0.20 เหนือผิวดิน และกรณีการจัดการน้าปัจจุบัน มีระดับน้าต่าสุดเฉล่ียจากระดับผิวดิน
เทา่ กับ 0.58 เมตร ใตผ้ ิวดิน ในขณะที่ระดับน้าสูงสดุ เฉล่ียจากระดับผิวดินของกรณีปัจจบุ ัน เท่ากบั 1.70
เหนือผิวดิน และกรณีมีโครงการ เท่ากับ 1.63 เมตร เหนือผิวดิน และจากตารางที่ 3.12 ชี้ให้เห็นว่าการ
จัดการนา้ ในกรณปี จั จบุ นั ในพื้นทเ่ี ขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ ทะเลน้อย มีการสูญเสยี น้าหรือโอกาสที่พรุขาดน้ามีสูง
เนื่องจากจานวนวันทร่ี ะดับน้าท้ัง 3 บรเิ วณ ลดตา่ กวา่ 0.20 เมตร ใตผ้ ิวดิน และเหนอื ผวิ ดิน มีจานวนวัน
มากกว่าการจัดการน้ากรณีโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จานวนวันที่น้าในพ้ืนท่ีทั้ง 3 บริเวณลดต่ากว่า
0.20 เหนือผิวดิน มีจานวนวันมากเกือบเท่ากับระยะเวลาครึ่งปี น่ันคือ ระยะเวลา 1 ปี มีจานวนวัน 365
วนั ทว่า จานวนวนั ที่พ้ืนทพี่ รมุ รี ะดบั น้าลดตา่ กวา่ 0.20 เมตร เหนือผิวดิน มีมากถึง 160 วัน ทง้ั ในบรเิ วณ
น้าไหลภายในป่าพรุและบริเวณน้าไหลออกจากป่าพรุ และน่าสนใจที่ว่าบริเวณน้าไหลเข้าป่าพรุที่อยู่
ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้ามีจานวนวันที่ระดับน้าลดต่ากว่า 0.20 เมตรเหนือผิวดิน เป็นจานวน
มากถงึ 180 วนั

ข้อมูลข้างต้นชี้ชัดว่า การจัดการน้าในพื้นที่ตามแนวทางปัจจุบันหรือกรณีปัจจุบัน แม้ต่างพื้นที่
กันแต่ก็ยังพบปัญหาเดียวกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญต่อการเสื่อมโทรมของป่าพรุ นั่นคือ การสูญเสียน้าจาก
พ้ืนท่พี รุและโอกาสท่ีพรุจะเกิดภาวะขาดน้าและระบบนเิ วศไดร้ บั ผลกระทบนน้ั มมี ากกว่าการจัดการน้าใน
กรณีโครงการ และผลการศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นการจัดการน้าในพ้ืนที่ป่าพรุบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
ทะเลน้อยโดยกรณีโครงการท่ีมีการสร้างทานบปิดก้ันลาน้าอย่างเหมาะสมตามตาแหน่งซ่ึงได้มีการ
เสนอแนะตามการศึกษาน้ี ทาให้สามารถรกั ษาระดบั น้าบนผวิ ดินในบางพื้นท่ีในตาแหน่งท่ีน้าไหลเข้าพื้นท่ี
พรุ รวมถึงภายในพ้นื ที่พรุและตาแหน่งทนี่ า้ ไหลออกจากพื้นทพี่ รุไว้ไมใ่ ห้ต่ากว่า 0.20 เมตร ไดต้ ลอดทง้ั ปี

112 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยนื

แบบจาลองการบริหารจดั การน้าระดบั ทอ้ งถิน่
แบบจาลองการบรหิ ารจัดการน้าระดบั ปัจเจก

ภาพที่ 3.53 ระดบั น้าผิวดินและระดับน้าใต้ดิน ณ จดุ ท่ีไหลเขา้ พรุ จดุ ในปา่ พรุ และจุดน้าไหลออก ในเขตหา้ มล่าสัต้ ว์ปา่
ทะเลนอ้ ย ในกรณีการจัดการน้าปัจจุบันและกรณีโครงการ
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.12 เปรยี บเทียบระดับนา้ ต่าสดุ -สูงสดุ จากระดับผวิ ดินในกรณกี ารจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จุบันและ

โครงการทานบ (เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ ทะเลนอ้ ย)

แนวทางการจดั การน้า/ระดับนา้ ตา่ สุดจากระดบั ผิวดิน พ้ืนทีม่ ีระดบั น้าต่าสดุ เฉล่ยี พื้นทม่ี ีระดับนา้ สูงสดุ เฉลยี่

จากระดบั ผวิ ดนิ จากระดบั ผิวดนิ

(เมตร) (เมตร)

กรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบนั 0.58 เมตร ใตผ้ วิ ดนิ 1.70 เมตร เหนอื ผิวดนิ
กรณีการจัดการน้าโดยโครงการสรา้ งทานบเพมิ่ เตมิ 0.20 เมตร เหนอื ผิวดนิ 1.63 เมตร เหนือผวิ ดนิ
ทีม่ า: สงั เคราะหจ์ าก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลกี เล่ยี งการเส่ือมโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้ืนฟูปา่ พรุที่เส่อื มโทรม | 113

ตารางที่ 3.13 เปรียบเทยี บจานวนวนั ท่ีระดับน้าตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ กรณีการจดั การนา้ ตามแนวทาง
ปจั จุบัน (เขตหา้ มล่าสัตว์ปา่ ทะเลน้อย)

กรณที ีม่ กี ารจดั การน้าตามแนวทางปัจจบุ นั

จานวนวนั ทรี่ ะดบั นา้ ตา่ กวา่ 0.20 เมตร จานวนวนั ระดับนา้ ตา่ กว่า 0.20 เมตร
ใตผ้ วิ ดนิ (วัน)
เหนอื ผวิ ดนิ (วัน)
จดุ ทน่ี า้ ไหลเข้า ภายในป่าพรุ จดุ ที่น้าไหลออก
60 60 60 จุดทน่ี า้ ไหลเข้า ภายในป่าพรุ จุดนา้ ไหลออก

ทมี่ า: สงั เคราะหจ์ าก สมฤทัย ทะสะดวก (2563) 180 160 160

ย่ิงกว่าน้ัน ภาพที่ 3.53 แสดงการเปรียบเทียบการแผ่กระจายของพื้นที่ซ่ึงมีระดับน้าเหนือผิวดิน
มากกว่า 0.20 เมตร ในป่าพรุสมบูรณ์ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยช่วงฤดูแล้งในกรณีปัจจุบันและ
กรณที ี่มโี ครงการ ซ่งึ เห็นได้ชดั ว่าในกรณีปจั จุบัน พนื้ ทเี่ กอื บท้งั หมดมีระดับน้าต่ากวา่ 0.20 เมตร เหนอื ผิว
ดิน ซ่ึงต่างจากกรณีมีโครงการ ซ่ึงมีการปิดกั้นลาน้าด้วยทานบชั่วคราวเพิ่มเติมและดาเนินการสูบน้าเข้า
พ้ืนที่เมื่อระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน โดยสัดส่วนของพื้นที่ซ่ึงมีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า
0.20 เมตร จากพ้ืนที่ท้ังหมด ในกรณีปัจจุบัน เท่ากับ 4 เปอร์เซ็นต์ และกรณีมีโครงการมีค่าเท่ากับ 25
เปอรเ์ ซ็นต์

นอกจากน้ี ผลการศึกษายังเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนย่ิงขึ้นระหว่างการจัดการน้าตามแนวทาง
ปัจจุบันและการจัดการน้าโดยการสร้างทานบปิดกั้นน้าตามตาแหน่งที่เหมาะสม เม่ือแบบจาลองได้แสดง
ให้เห็นภาพการแผก่ ระจายของพ้ืนทบ่ี ริเวณปา่ พรุสมบูรณใ์ นชว่ งฤดูแล้งของเขตห้ามล่าสัตวป์ า่ ทะเลน้อยท่ี
มีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร ปกคลุมเกือบท้ังหมดของพื้นที่ (ภาพท่ี 3.53) และชี้ให้เห็น
ชัดเจนถึงศักยภาพการเก็บกักน้าของพื้นท่ีที่มีความแตกต่างกันระหว่างการจัดการน้าทั้งสองกรณี น่ันคือ
กรณีการจัดการน้าโดยการสร้างทานบปิดกั้นลาน้าและมีการติดต้ังเครื่ องสูบน้าคอยควบคุมระดับน้าใน
พื้นที่ทาให้พื้นที่ป่ามีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร กระจายทั่วพ้ืนท่ี คิดเป็นร้อยละ 25 ของ
พ้ืนท่ีทั้งหมด ขณะที่การจัดการตามแนวทางปัจจุบันมีสัดส่วนพ้ืนที่ท่ีมีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20
เมตร เพยี งร้อยละ 4 ของพืน้ ทท่ี งั้ หมดเทา่ นน้ั

ส่วนผลแสดงการสมดุลน้าในกรณีซึ่งมีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบัน และกรณีที่มีการปิด
กน้ั ลานา้ เพ่ิมเติมอย่างเหมาะสม (ภาพที่ 3.55) และจากข้อมูลค่าสมดลุ น้าทว่ี ิเคราะห์ไดจ้ ากการจดั การน้า
ท้ังสองกรณีในตารางท่ี 3.14 โดยใช้ค่าปริมาณน้าฝนเฉล่ียเท่ากบ 2,395 มิลลิเมตร พบว่าการจัดการน้า
ในกรณโี ครงการสามารถเก็บกกั นา้ ในพ้ืนที่พรุได้มากกว่าการจัดการน้ากรณีปจั จบุ ัน โดยสะทอ้ นได้จากค่า
สมดุลน้าต่าง ๆ ซ่ึงพบกว่า การจัดการกรณีโครงการมีค่าสมดุลน้าที่บ่งชภ้ี าวการณ์สูญเสียน้าของพื้นท่พี รุ
คือ ค่าปริมาณการระเหยของน้าช้ันใต้ดินเฉล่ียเท่ากับ 132 มิลลิเมตร และค่าปริมาณการไหลออกจาก
ระบบของนา้ ผวิ ดนิ และน้าใตด้ ิน เท่ากับ 723 มลิ ลเิ มตร ซึ่งคา่ สมดุลนา้ ทัง้ สองมีคา่ ต่ากวา่ ผลการวิเคราะห์
ที่ไดจ้ ากการจัดการน้ากรณปี ัจจุบัน รวมถงึ ค่าสมดลุ ของนา้ ท่ชี ้ีศกั ยภาพการเก็บกักนา้ ของพื้นที่ทม่ี ีมากข้ึน
สะท้อนได้จากค่าผลการวิเคราะห์สมดุลน้าจากแบบจาลองในกรณีปริมาณการซึมลงชั้นน้าใต้ดินเฉลี่ย
เพ่ิมข้ึนเป็น 587 มิลลิเมตร ปริมาตรของช้ันน้าผิวดินเพ่ิมข้ึนเป็น 317 มิลลิเมตร การเปลี่ยนแปลง
ปริมาตรของช้นั น้าใตด้ ินท่ากบั 48 มลิ ลเิ มตร

114 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยนื

ภาพท่ี 3.54 การแผ่กระจายของพ้ืนท่ีน้าท่วมบนผิวดินในช่วงฤดูน้าแล้งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยกรณีการ
จดั การนา้ ตามแนวทางปจั จุบัน และกรณีการมีโครงการสร้างทานบปิดก้ันลานา้ และตดิ ตง้ั เครือ่ งสูบนา้
ท่ีมา: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ภาพท่ี 3.55 เปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะห์สมดลุ นา้ ดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE กรณกี ารจดั การน้าตามแนวทางปจั จุบนั
และกรณกี ารจดั การนา้ ของโครงการสร้างทานบปิดกน้ั ลานา้ และตดิ ต้ังเครอื่ งสบู น้า ในปา่ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ ่าทะเลนอ้ ย
ทีม่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลีกเล่ยี งการเส่อื มโทรมของป่าพรุและการฟนื้ ฟปู า่ พรทุ ี่เสอ่ื มโทรม | 115

ตารางที่ 3.14 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดุลของน้าโดยเฉล่ียระหว่างกรณีปัจจุบันกับกรณีโครงการ
(เขตหา้ มลา่ สัตว์ป่าทะเลน้อย)

ค่าแสดงการสมดุลนา้ โดยเฉลยี่ /กรณีการ กรณีการจดั การน้า กรณกี ารจดั การน้า
โครงการสร้างทานบปิดก้นั ลาน้า
จัดการนา้ ตามแนวทางการจัดการน้า
และตดิ ต้งั เครื่องสบู น้า
ปจั จบุ นั 1,306 มิลลิเมตร
587 มลิ ลิเมตร
ค่าการคายระเหยของนา้ อ้างองิ 1,231 มลิ ลเิ มตร 132 มิลลเิ มตร
317 มลิ ลิเมตร
ปรมิ าณการซมึ ลงช้นั น้าใตด้ ิน 455 มลิ ลิเมตร 48 มลิ ลเิ มตร
723 มิลลเิ มตร
การระเหยของชน้ั น้าใตด้ นิ 139 มิลลเิ มตร

การเปลี่ยนแปลงปริมาตรของช้ันน้าผิวดนิ 223 มลิ ลเิ มตร

การเปลี่ยนแปลงปรมิ าตรของชั้นน้าใต้ดิน 45 มลิ ลิเมตร

ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิว 1,077 มิลลเิ มตร

ดินและนา้ ใต้ดนิ

ที่มา: สงั เคราะห์จาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ดังน้นั จึงสรุปไดว้ ่ากรณีการจัดการน้าโดยโครงการสร้างทานบปดิ กั้นลาน้าในตาแหน่งที่เหมาะสม
ตามที่เป็นข้อเสนอแนะจากแบบจาลองที่ได้จากการวิเคราะห์ของโปรแกรมสร้างแบบจาลอง MIKE SHE
น้ัน ทาใหพ้ นื้ ท่พี รใุ นเขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อยมคี วามสามารถในการเกบ็ กักน้าได้เพิ่มขึ้นและเก็บกักน้า
ไดด้ กี ว่าการจัดการน้าตามแนวทางปจั จุบนั ซงึ่ ผลการศกึ ษาชชี้ ดั ว่า การจัดการนา้ กรณีปจั จุบันยังมีปัญหา
ท่ีต้องแก้ไขปรับปรุงนั่นคือ การสูญเสียน้าของพ้ืนที่พรุ น่ันย่อมหมายความว่า แนวทางการปรับปรุงก็คือ
การกาหนดใหม้ กี ารปดิ กัน้ ลานา้ เพม่ิ เตมิ ในพื้นทเ่ี พ่ือลดปริมาณการสูญเสียน้าจากระบบ

ผลการจาลองแบบจาลองระดับท้องถ่ิน (Local scale) เป็นการแสดงผลการวิเคราะห์
แบบจาลองของพ้ืนท่ีป่าพรุในระดับท้องถิ่น ซึ่งแบ่งเป็น 2 พ้ืนท่ี ได้แก่ พื้นท่ีป่าดอนทรายมีเน้ือท่ีป่าพรุ
สมบูรณ์ทั้งหมด 100 เฮกตาร์ (650 ไร่) และป่าชุมชนบ้านไสขนุนมีเนื้อที่ป่าพรุสมบูรณ์ท้ังหมด 1,600
เฮกตาร์ (10,000 ไร่) โดยทาการวิเคราะห์จากแบบจาลองความสูงเชิงพื้นที่ความละเอียด 30x30 เมตร
ซ่ึงสังเคราะห์ได้จากแบบจาลองความสูงเชิงพื้นท่ีความละเอียด 5x5 เมตร ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์จาก
แบบจาลองท้ังกรณีสภาพการจัดการน้าในปัจจุบันและกรณีจาลองการปิดกั้นลาน้าอย่างเหมาะสมของ
พนื้ ท่นี าร่องมดี งั น้ี

พ้ืนท่ีป่าดอนทราย สาหรับผลการประเมินระดับน้าผิวดินและระดับน้าใต้ดินกรณีปัจจุบันและ
กรณีมีโครงการจากแบบจาลอง MIKE SHE ซ่ึงทาการเปรียบเทียบผลการจาลองทั้งหมด 3 จุด ได้แก่
บริเวณน้าไหลเข้าป่าพรุ บริเวณในป่าพรุ และบริเวณน้าไหลออกป่าพรุ ในพ้ืนท่ีป่าดอนทราย (ภาพท่ี
3.56) โดยใช้ข้อมลู นาเข้าแบบจาลองซง่ึ ตรวจวัดโดยคณะผ้ศู ึกษาระหว่างวนั ท่ี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม
2562 ซ่ึงพบว่าระดับน้าต่าสุดเฉล่ียจากระดับผิวดินของกรณีการจัดการน้ากรณีโครงการสามารถเก็บกัก
น้าได้ดีกว่ากรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบัน สะท้อนได้จากระดับน้าต่าสุดเฉล่ียจากระดับผิวดิน
ของกรณีปัจจุบันซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.55 เมตร ใต้ผิวดิน ขณะท่ีกรณีโครงการมีระดับน้าต่าสุดเฉล่ียระดับผิว
ดินเท่ากับ 0.20 เมตร เหนือผิวดิน (ตารางที่ 3.15) สอดคล้องกับข้อมูลวันที่ระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร
ใต้ผวิ ดินของกรณีการจดั การน้าปจั จุบัน (ตารางที่ 3.16) มจี านวนวันคอ่ นข้างมาก นนั่ คือ ในกรณนี ้าลดต่า
กว่า 0.20 เมตร (ใต้ผิวดิน) มีจานวนวันรวมกันเกือบสองเดือน ย่ิงกว่าน้ัน กรณีน้าลดต่ากว่า 0.20 เมตร

116 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยนื

(เหนือผิวดิน) ในแต่ละจุดจะมีจานวนวันท่ีค่อนมากเช่นกัน โดยแต่ละจุดมีจานวนวันที่คิดเป็นระยะเวลา
4-5 เดือน ซ่ึงเห็นได้ชัดว่ากรณีที่มีการปิดก้ันลาน้าอย่างเหมาะสมตามตาแหน่งซึ่งได้มีการเสนอแนะตาม
การศึกษาน้ี ทาให้สามารถรักษาระดับน้าบนผิวดินในบางพ้ืนที่ในตาแหน่งท่ีน้าไหลเข้าพ้ืนที่พรุ รวมถึง
ภายในพื้นทพ่ี รแุ ละตาแหนง่ ที่นา้ ไหลออกจากพืน้ ทพ่ี รุไวไ้ ม่ใหต้ า่ กว่า 0.20 เมตร ไดต้ ลอดทงั้ ปี

ภาพที่ 3.56 ระดบั น้าผวิ ดินและระดับนา้ ใต้ดนิ ณ จดุ ทีไ่ หลเข้าพรุ จุดในปา่ พรุ และจุดนา้ ไหลออก (ปา่ ดอนทราย)
ในกรณีการจัดการนา้ ปัจจบุ ันและกรณีโครงการ
ทม่ี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.15 เปรยี บเทียบระดบั น้าตา่ สดุ -สูงสดุ จากระดับผิวดินในกรณกี ารจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันและ

โครงการทานบ (ปา่ ดอนทราย)

แนวทางการจดั การน้า/ระดับนา้ ตา่ สุดจากระดบั ผิวดิน พื้นทมี่ ีระดับน้าต่าสดุ เฉล่ยี พื้นทม่ี รี ะดับนา้ สูงสดุ เฉลย่ี

จากระดบั ผวิ ดิน จากระดบั ผิวดิน

(เมตร) (เมตร)

กรณกี ารจดั การนา้ ตามแนวทางปัจจบุ ัน 0.55 เมตร ใตผ้ วิ ดนิ 1.80 เมตร เหนือผวิ ดนิ
กรณกี ารจดั การน้าโดยโครงการสรา้ งทานบเพมิ่ เตมิ 0.20 เมตร เหนือผิวดิน 1.67 เมตร เหนอื ผวิ ดนิ
ท่ีมา: สังเคราะห์จาก สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

การใช้เทคโนโลยเี พ่ือหลกี เล่ยี งการเส่ือมโทรมของป่าพรุและการฟนื้ ฟูปา่ พรุท่เี ส่อื มโทรม | 117

ตารางที่ 3.16 เปรยี บเทยี บจานวนวนั ทร่ี ะดบั น้าตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ต่าง ๆ กรณีการจดั การนา้ ตามแนวทาง
ปัจจุบัน (ปา่ ดอนทราย)

กรณที ี่มีการจดั การน้าตามแนวทางปจั จบุ นั

จานวนวันที่ระดบั นา้ ต่ากวา่ 0.20 เมตร จานวนวันระดบั น้าต่ากว่า 0.20 เมตร
ใตผ้ ิวดิน (วัน)
เหนอื ผวิ ดนิ (วนั )
จดุ ทน่ี า้ ไหลเขา้ ภายในปา่ พรุ จดุ ที่นา้ ไหลออก
60 45 45 จดุ ทีน่ า้ ไหลเขา้ ภายในป่าพรุ จุดนา้ ไหลออก

ท่มี า: สังเคราะหจ์ าก สมฤทัย ทะสะดวก (2563) 150 135 135

เช่นเดียวกับผลการวิเคราะห์ข้อมูลการแผ่กระจายของพ้ืนที่ที่มีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า
0.20 เมตร ในชว่ งฤดูแลง้ ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นอยา่ งชัดเจนระหว่างการจัดการนา้ กรณปี จั จุบนั กับกรณีโครงการ
(ภาพท่ี 3.56) กล่าวคือ การจัดการน้ากรณีปัจจุบันพบกว่า พ้ืนท่ีเกือบท้ังหมดมีระดับน้าต่ากว่า 0.20
เมตร เหนือผิวดิน ซึ่งต่างจากกรณีมีโครงการซ่ึงมีการปิดกั้นลาน้าด้วยทานบชั่วคราวเพ่ิมเติมและ
ดาเนินการสูบน้าเข้าพื้นท่ีเมื่อระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน ทาให้การจัดการน้าทั้งสองกรณีมี
สัดส่วนท่ีต่างกันของพ้ืนท่ีที่มีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร โดยการจัดการน้ากรณีปัจจุบันมี
สดั ส่วนพนื้ ทที่ มี่ รี ะดับนา้ เหนือผวิ ดินมากกวา่ 0.20 เมตร เหนอื ผวิ ดนิ คิดเปน็ ร้อยละ 27 ของพื้นทที่ ้งั หมด
ขณะทีก่ ารจดั การน้ากรณีปัจจุบันมีสัดสว่ นพ้ืนที่ท่ีมรี ะดับนา้ เหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร เพียงร้อยละ
2 ของพ้ืนท่ที ง้ั หมดเท่านัน้

ภาพที่ 3.57 การแผ่กระจายของพ้ืนที่น้าท่วมบนผิวดินในช่วงฤดูน้าแล้งของพื้นท่ีป่าดอนทราย โดยกรณีการจัดการน้า
ตามแนวทางปัจจุบนั และกรณกี ารมีโครงการสร้างทานบปิดกั้นลาน้าและตดิ ตั้งเครอื่ งสูบนา้
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

118 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยัง่ ยนื

ไม่ต่างจากผลการวิเคราะห์ค่าต่าง ๆ ที่แสดงถึงการสมดุลน้าในแต่ละกรณี ทั้งผลจากการจัดการ
น้ากรณีโครงการและการจัดการน้าในกรณีปัจจุบันที่สะท้อนผ่านแบบจาลองซึ่งใช้ข้อมูลปริมาณฝนเฉล่ีย
เทา่ กับ 2,395 มลิ ลเิ มตร ดงั แสดงผลในภาพที่ 3.58 และตารางที่ 3.17 แสดงให้เห็นชดั เจนวา่ การจัดการ
น้าในกรณีโครงการน้ันลดการสญู เสียน้าได้มากกว่าการจัดการน้ากรณีปัจจุบัน ที่พบว่าค่าสมดุลน้าตา่ ง ๆ
ท่ีบ่งชี้ถึงภาวการณ์ท่ีมีการสูญเสียน้าจากระบบ น่ันคือ ค่าการระเหยของช้ันน้าใต้ดินเฉล่ียเท่ากับ 126
มลิ ลเิ มตร ปรมิ าณการไหลออกจากระบบของนา้ ผวิ ดินและน้าใตด้ ินเฉล่ียรวมเท่ากับ 930 มิลลเิ มตร สว่ น
การจัดการน้าในกรณีโครงการมีค่าเหล่านี้ต่ากว่า นั่นคือ สูญเสียน้าน้อยกว่า สอดคล้องกับผลการ
วิเคราะห์ค่าสมดุลน้าบางค่าท่ีบ่งชี้ถึงความสามารถในการเก็บกักน้าในพ้ืนที่เพ่ิมขึ้นเมื่อมีการจัดการใน
กรณีโครงการ คือ ปริมาณการซึมลงช้ันน้าใต้ดินเฉลี่ยเพ่ิมขึ้นเป็น 765 มิลลิเมตร การเปลี่ยนแปลง
ปริมาตรของชั้นน้าผิวดินเท่ากับ 120 มิลลิเมตร การเปล่ียนแปลงปริมาตรของชน้ั น้าใต้ดิน 56 มิลลิเมตร
ปริมาตรของชั้นน้าผิวดินเพ่ิมข้ึนเป็น 246 มิลลิเมตร ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การจัดการน้ามีโครงการสร้าง
ทานบปิดกั้นลาน้าเพิ่มเติมในพ้ืนท่ี ณ ตาแหน่งต่าง ๆ ที่เหมาะสมภายในเขตพ้ืนที่ป่าดอนทราย จึงเป็น
การลดการสูญเสียน้าออกจากระบบและเพ่ิมความสามารถในการเก็บกักน้าในพ้ืนท่ีป่าดอนทรายได้มาก
ขึ้น

ภาพท่ี 3.58 เปรียบเทยี บผลการวเิ คราะหส์ มดลุ นา้ ด้วยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการจัดการนา้ ตามแนวทางปัจจุบัน
และกรณีการจัดการนา้ ของโครงการสร้างทานบปดิ กั้นลานา้ และตดิ ตง้ั เครือ่ งสบู น้า ในพื้นที่ปา่ ดอนทราย
ทมี่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลกี เลีย่ งการเสื่อมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟน้ื ฟูป่าพรุท่ีเสือ่ มโทรม | 119

ตารางท่ี 3.17 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดุลของน้าโดยเฉลี่ยระหว่างกรณีปัจจุบันกับกรณีโครงการ
(ป่าดอนทราย)

ค่าแสดงการสมดุลน้าโดยเฉล่ีย กรณกี ารจัดการน้า กรณกี ารจัดการนา้
โครงการสร้างทานบปิดก้ันลานา้
/กรณีการจดั การน้า ตามแนวทางการจัดการนา้
และติดตงั้ เคร่อื งสบู น้า
ปัจจบุ นั 1,327 มิลลิเมตร
765 มลิ ลิเมตร
คา่ การคายระเหยของนา้ อา้ งอิง 1,287 มิลลเิ มตร 126 มิลลเิ มตร
246 มิลลิเมตร
ปริมาณการซมึ ลงชัน้ นา้ ใต้ดนิ 538 มลิ ลเิ มตร 54 มลิ ลเิ มตร
723 มลิ ลิเมตร
การระเหยของช้ันน้าใต้ดนิ 126 มลิ ลิเมตร

การเปลีย่ นแปลงปรมิ าตรของช้ันน้าผิวดิน 120 มิลลเิ มตร

การเปลีย่ นแปลงปริมาตรของชนั้ นา้ ใตด้ ิน 56 มิลลเิ มตร

ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิว 930 มลิ ลเิ มตร

ดนิ และน้าใต้ดิน

ท่มี า: สังเคราะห์จาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

พ้นื ทป่ี า่ ชมุ ชนบ้านไสขนนุ เป็นพ้ืนทีป่ ่าใจกลางพรุควนเคร็งซึ่งมีการประเมนิ ระดับน้าผวิ ดินและ
ระดับน้าใต้ดินโดยแบบจาลอง MIKE SHE และเปรียบเทียบผลจากการจัดการน้าในสองกรณี คือ การ
จัดการน้ากรณีปัจจบุ นั และการจดั การน้ากรณีมีโครงการ โดยเปรียบเทียบใน 3 จดุ ได้แก่ บริเวณน้าไหล
เข้าป่าพรุ บริเวณในป่าพรุ และบริเวณน้าไหลออกป่าพรุ และใช้ข้อมูลนาเข้าแบบจาลองซึ่งตรวจวัดโดย
คณะผู้ศึกษาระหว่างวันท่ี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2562 โดยผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นอย่าง
ชัดเจนเชน่ เดียวกับพื้นท่ีอืน่ ๆ ดังแสดงในตารางที่ 3.18 นัน่ คอื การจัดการน้ากรณีโครงการชว่ ยให้พ้ืนที่มี
ระดับน้าต่าสุดเฉล่ียจากระดับผิวดิน 0.20 เมตร เหนือผิวดิน นั่นหมายความว่า พื้นท่ีป่าบริเวณบ้านไส
ขนุนจะมีความสามารถในการเก็บกักน้าได้อย่างน้อย 0.20 เมตร เหนือผิวดิน ขณะที่กรณีการจัดการน้า
ปัจจุบันมีความสามารถในการเก็บกักน้าไดน้ ้อยกว่า นัน่ คือคา่ ระดับนา้ ต่าสดุ เฉล่ียจากระดับผวิ ดินท่ีอยู่ลึก
ลงไปใต้ผิวดิน เท่ากับ 0.58 เมตร (ใต้ผิวดิน) สอดคล้องกับข้อมูลจานวนวันที่ระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร
ใต้ผิวดิน (ตารางที่ 3.19) ในกรณีการจัดการน้าปัจจุบันที่เป็นการยืนยันซ้าว่าการจัดการน้าในพ้ืนท่ีป่า
ชุมชนบ้านไสขนุนตามแนวทางปจั จุบันมีปัญหาการสูญเสียน้าในพ้ืนที่ป่า นั่นคือ ตัวเลขจานวนวนั ท่ีระดับ
น้าต่ากว่า 0.20 เมตร (ใต้ผิวดิน) ในทุกบริเวณท้ังจุดน้าไหลเข้า ในป่าพรุ และน้าไหลออก มีจานวนวันที่
คิดเป็นเดือนได้ 3 เดือน เช่นเดียวกับตัวเลขจานวนวันที่น้าลดต่ากว่า 0.20 เมตร (เหนือผิวดิน) ในทุก
บรเิ วณก็มีจานวนวันท่มี ากถงึ 120 วัน (จุดน้าไหลเข้าและจดุ น้าไหลออก) และ 165 วนั (ในปา่ พร)ุ เหน็ ได้
ชัดว่ากรณีที่มีการปิดก้ันลาน้าอย่างเหมาะสมตามตาแหน่งซึ่งได้มีการเสนอแนะตามการศึกษาน้ีทาให้
สามารถรักษาระดับน้าบนผิวดินในบางพื้นที่ในตาแหน่งที่น้าไหลเข้าพ้ืนท่ีพรุ รวมถึงภายในพื้นที่พรุและ
ตาแหนง่ ทีน่ า้ ไหลออกจากพ้ืนทพี่ รุไวไ้ ม่ใหต้ ่ากว่า 0.20 เมตร ได้ตลอดทง้ั ปี

สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การแผ่กระจายของพื้นท่ีซึ่งมีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20
เมตร ในช่วงฤดูแล้วในพ้ืนที่ป่าพรุสมบูรณ์ของป่าชุมชนบ้านไสขนุนท่ีช้ีให้เห็นการกระจายในสัดส่วนท่ี
แตกต่างกันระหว่างการจัดการน้าในกรณีปัจจุบันและกรณีท่ีมีโครงการ กล่าวคือ การจัดการน้ากรณีมี
โครงการสร้างทานบปิดกั้นลาน้าช่ัวคราวเพิ่มเติมและมีการติดต้ังเคร่ืองสูบน้าเข้าพ้ืนที่เม่ือระดับน้าลดต่า
กว่า 0.20 เมตร แนวทางนี้จะทาให้พื้นท่ีป่าพรุสมบูรณ์เขตป่าชุมชนบ้านไสขนุนสามารถเก็บกักน้าไว้ไดท้ ี่

120 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยนื

ระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร คิดเป็นร้อยละ 27 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่การจัดการน้ากรณี
ปัจจุบันมีสัดส่วนการแผ่กระจายของพื้นท่ีท่ีมีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร เพียงร้อยละ 3
เท่านั้น

ภาพที่ 3.59 ระดับน้าผิวดนิ และระดบั นา้ ใตด้ นิ ณ จดุ ท่ีไหลเข้าพรุ จุดในปา่ พรุ และจุดน้าไหลออก ในกรณกี ารจดั การนา้
ปจั จุบนั และกรณโี ครงการ (ป่าชุมชนบ้านไสขนนุ )
ท่ีมา: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.18 เปรียบเทียบระดบั น้าต่าสดุ -สูงสดุ จากระดบั ผวิ ดนิ ในกรณีการจดั การน้าตามแนวทางปัจจุบันและ

โครงการทานบ (ปา่ ชุมชนบา้ นไสขนุน)

แนวทางการจดั การนา้ /ระดับน้าตา่ สดุ จากระดบั ผิวดนิ พนื้ ทม่ี รี ะดบั น้าต่าสดุ เฉลี่ย พน้ื ทีม่ รี ะดบั น้าสูงสดุ เฉลย่ี

จากระดบั ผวิ ดิน จากระดบั ผิวดิน

(เมตร) (เมตร)

กรณีการจัดการนา้ ตามแนวทางปัจจุบนั 0.58 เมตร ใต้ผิวดิน 1.50 เมตร เหนือผวิ ดิน
กรณีการจัดการนา้ โดยโครงการสรา้ งทานบเพิม่ เติม 0.20 เมตร เหนอื ผิวดิน 1.50 เมตร เหนอื ผิวดิน
ทม่ี า: สงั เคราะห์จาก สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พือ่ หลกี เลย่ี งการเสื่อมโทรมของป่าพรุและการฟน้ื ฟูปา่ พรุที่เส่อื มโทรม | 121

ตารางที่ 3.19 เปรียบเทียบจานวนวนั ทีร่ ะดบั น้าตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหน่งต่าง ๆ กรณกี ารจดั การนา้ ตามแนวทาง
ปัจจุบนั (ป่าชุมชนบ้านไสขนนุ )

กรณที ี่มกี ารจดั การนา้ ตามแนวทางปัจจบุ นั

จานวนวันท่ีระดับน้าตา่ กวา่ 0.20 เมตร จานวนวนั ระดับน้าต่ากวา่ 0.20 เมตร
ใต้ผวิ ดิน (วัน)
เหนอื ผิวดนิ (วนั )
จดุ ท่ีนา้ ไหลเขา้ ภายในปา่ พรุ จดุ ที่น้าไหลออก
90 90 90 จดุ ท่ีนา้ ไหลเขา้ ภายในปา่ พรุ จุดน้าไหลออก

ที่มา: สังเคราะห์จาก สมฤทยั ทะสะดวก (2563) 120 165 120

ภาพท่ี 3.60 การแผ่กระจายของพ้ืนที่น้าท่วมบนผิวดินในช่วงฤดูน้าแล้งของพื้นท่ีป่าชุมชนบ้านไสขนุน โดยกรณีการ
จัดการนา้ ตามแนวทางปจั จบุ นั และกรณกี ารมีโครงการสรา้ งทานบปดิ กนั้ ลานา้ และตดิ ตงั้ เครอื่ งสูบนา้
ทีม่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

เช่นเดียวกับการวิเคราะห์สมดุลน้าด้วยแบบจาลอง MIKE SHE (ภาพที่ 3.61) และผลการ
วิเคราะหค์ า่ สมดุลนา้ จากทั้งสองกรณที ช่ี ี้ให้เห็นวา่ การจัดการนา้ กรณปี จั จบุ ันมีปัญหาสาคญั ที่ตอ้ งปรับปรุง
ไม่ต่างจากพื้นท่ีอ่ืนท่ีกล่าวมา คือ การสูญเสียน้าออกจากระบบ และประเด็นท่ีน่าสังเกตคือป่าชุมชนบ้าน
ไสขนนุ ซ่งึ ตง้ั อยใู่ จกลางของพรุควนเครง็ และเป็นพ้ืนท่ีระดับชุมชน กลบั พบปัญหาการสูญเสียน้าในอัตราที่
มากพอกันกับพื้นที่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย สะท้อนได้จากค่าสมดุลน้า (ตารางที่ 3.20) ที่บ่งช้ี
ภาวการณ์ที่เป็นการสูญเสียน้า คือ การระเหยของช้ันน้าใต้ดิน เท่ากับ 139 มิลลิเมตร และปริมาณการ
ไหลออกจากระบบของน้าผิวดินและน้าใต้ดิน ท่ีมากถึง 1,077 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม หากบริเวณป่า
ชุมชนบ้านไสขนุนมีการจัดการน้าตามแนวทางของกรณีโครงการท่ีมีการก่อสร้างทานบชั่วคราวปิดกั้นลา

122 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน

น้าเพิ่มเติมในบริเวณท่ีเหมาะสมตามที่มีการแนะนาตามผลการจาลองของแบบจาลอง MIKE SHE จะทา
ให้ลดการสูญเสียน้าออกจากระบบได้ และเป็นการฟ้ืนฟูระบบนิเวศพรุควนเคร็งซ่ึงเป็นพ้ืนที่ใจกลางของ
พรุควนเคร็ง โดยบ่งช้ีได้จากค่าสมดุลน้า คือ ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิวดินและน้าใต้ดินท่ี
เท่ากับ 723 มิลลิเมตร ซ่ึงน้อยกวา่ การจดั การน้ากรณีปจั จบุ นั

ภาพที่ 3.61 เปรียบเทียบผลการวเิ คราะห์สมดลุ น้าด้วยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จบุ นั
และกรณกี ารจัดการน้าของโครงการสร้างทานบปดิ ก้นั ลานา้ และตดิ ตงั้ เคร่ืองสบู น้า ในพน้ื ทีป่ ่าชุมชนบ้านไสขนนุ
ที่มา: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.20 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดุลของน้าโดยเฉล่ียระหว่างกรณีปัจจุบันกับกรณีโครงการ
(ป่าชุมชนบา้ นไสขนนุ )

ค่าแสดงการสมดลุ นา้ โดยเฉล่ยี กรณีการจดั การนา้ กรณีการจัดการนา้
โครงการสรา้ งทานบปิดกัน้ ลาน้า
/กรณกี ารจัดการนา้ ตามแนวทางการจดั การน้า
และติดต้งั เครอื่ งสบู น้า
ปัจจบุ นั 1,306 มลิ ลเิ มตร
587 มลิ ลิเมตร
ค่าการคายระเหยของนา้ อ้างองิ 1,231 มิลลเิ มตร 132 มลิ ลเิ มตร
317 มลิ ลิเมตร
ปรมิ าณการซมึ ลงชัน้ นา้ ใต้ดิน 455 มิลลิเมตร 48 มิลลเิ มตร
723 มิลลิเมตร
การระเหยของชัน้ นา้ ใตด้ นิ 139 มิลลิเมตร

การเปลยี่ นแปลงปริมาตรของชน้ั นา้ ผิวดิน 45 มิลลิเมตร

การเปลย่ี นแปลงปรมิ าตรของช้นั นา้ ใตด้ ิน 39 มิลลิเมตร

ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิว 1,077 มลิ ลิเมตร

ดินและน้าใต้ดิน

ท่ีมา: สังเคราะหจ์ าก สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ผลการจาลองแบบจาลองในระดับปัจเจก (Individual scale) เป็นการสรา้ งแบบจาลองพื้นท่ี
ป่าพรุควนเคร็งในระดับปจั เจกหรือพ้นื ท่เี ฉพาะชุมชน แบง่ เปน็ 2 พ้นื ที่ ได้แก่ พนื้ ท่ีปา่ ชุมชนบ้านควนเงิน
มีเนื้อที่ป่าพรุสมบูรณ์ทั้งหมด 90 เฮกตาร์ (563 ไร่) และพื้นที่ป่าชุมชนสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจฬุ าภรณ์ มีเนื้อ

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลย่ี งการเสือ่ มโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟปู ่าพรุทเี่ สอื่ มโทรม | 123

ที่ป่าพรุสมบูรณ์ท้ังหมด 240 เฮกตาร์ (1,500 ไร่) ท้ังน้ี การวิเคราะห์แยกเป็น 2 กรณีเช่นเดิม คือ กรณี
การจัดการน้าปัจจุบัน และกรณีการจัดการน้าโดยโครงการ ในการวิเคราะห์ใช้แบบจาลองความสูงเชิง
พื้นท่ีที่มีความละเอียด 30x30 เมตร ซึ่งสังเคราะห์ได้จากแบบจาลองความสูงเชิงพ้ืนท่ีความละเอียด 1x1
เมตร กลา่ วคอื

ป่าชุมชนบ้านควนเงิน เป็นพื้นที่ท่ีมีการสร้างแบบจาลองเพื่อประเมินระดับน้าผิวดินและ
ระดบั นา้ ใต้ดิน โดยเปรียบเทียบ 2 กรณี คือ การจัดการนา้ กรณีปจั จุบนั และการจดั การนา้ กรณมี ีโครงการ
โดยเปรียบเทียบผลการจาลอง 3 จุด ได้แก่ บริเวณน้าไหลเข้าป่าพรุ บริเวณในป่าพรุ และบริเวณน้าไหล
ออกป่าพรุ โดยใช้ข้อมูลนาเข้าแบบจาลองซึ่งตรวจวัดโดยคณะผู้ศึกษาระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31
ธนั วาคม 2562 ท้ังนี้ แบบจาลองแสดงผลการวิเคราะหร์ ะดบั น้าใตด้ ินท้ัง 3 บริเวณ ซึ่งแสดงใหเ้ หน็ ชัดเจน
ว่าการจัดการน้ากรณีโครงการทาให้มีระดับน้าใต้ดินท่ีสูงกว่าการจัดการน้ากรณีปัจจุบัน (ภาพที่ 3.62)
และจากตารางท่ี 3.19 ชีใ้ หเ้ หน็ วา่ หากการจัดการน้าโดยโครงการท่มี ีการสรา้ งทานบปิดก้ันนา้ ช่ัวคราวใน
พนื้ ท่ีปา่ ชุมชนบ้านควนเงิน จะทาใหพ้ น้ื ท่ีมีระดบั ตา่ สุดเฉล่ียจากผิวดินเท่ากับ 0.20 เมตร เหนือผวิ ดิน ซ่ึง
มากกว่ากรณปี ัจจุบนั ทีม่ ีระดับน้าต่าสุดเฉลีย่ จากระดับผวิ ดนิ เทา่ กับ 0.59 เมตร ใต้ผวิ ดิน ในขณะท่รี ะดับ
น้าสูงสุดเฉล่ียจากระดับผวิ ดินของกรณีปัจจุบนั และกรณีมโี ครงการ เท่ากับ 1.50 และ 1.60 เมตร เหนือ
ผวิ ดนิ ตามลาดบั

ภาพท่ี 3.62 ระดบั นา้ ผวิ ดนิ และระดับน้าใตด้ นิ ณ จดุ ที่ไหลเขา้ พรุ จดุ ในปา่ พรุ และจุดน้าไหลออก ในกรณกี ารจัดการนา้
ปจั จุบนั และกรณโี ครงการ (ป่าชุมชนบ้านควนเงนิ )
ทมี่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

124 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน

ผลวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับข้อมูลจานวนวันท่ีระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร ใต้
ผิวดิน (ตารางท่ี 3.21) ท่ีบ่งช้ีว่า การจัดการน้าในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านควนเงินในกรณีโครงการน้ันเป็น
แนวทางทีส่ ามารถช่วยใหพ้ ืน้ ทเ่ี กบ็ กักนา้ เอาไวไ้ ด้ เนอื่ งจากการจดั การน้ากรณีปัจจุบันมีปัญหาการสูญเสีย
น้าออกจากระบบในแต่ละบริเวณท้ังจุดท่ีน้าไหลเข้าบริเวณในป่า และจุดที่น้าไหลออก มีจานวนวันที่
ค่อนข้างมาก โดยหากคิดจานวนวันเป็นเดือนก็จะพบว่า พื้นที่มีการสูญเสียน้าราว 3-5 เดือน ในหนึ่งปี
(ตารางที่ 3.22) ซึ่งเห็นได้ชัดวา่ กรณีท่ีมีการปิดก้ันลาน้าอย่างเหมาะสมตามตาแหน่งซึ่งได้มีการเสนอแนะ
ตามการศึกษาน้ี ทาให้สามารถรักษาระดับน้าบนผิวดินในบางพื้นท่ีในตาแหน่งที่น้าไหลเข้าพ้ืนท่ีพรุ
รวมถงึ ภายในพ้นื ท่พี รแุ ละตาแหนง่ ทีน่ ้าไหลออกจากพนื้ ที่พรไุ ว้ไมใ่ ห้ตา่ กวา่ 0.20 เมตร ไดต้ ลอดท้ังปี

ตารางที่ 3.21 เปรียบเทียบระดบั น้าต่าสดุ -สูงสดุ จากระดับผิวดนิ ในกรณกี ารจัดการนา้ ตามแนวทางปจั จบุ ันและ

โครงการทานบ (ปา่ ชมุ ชนบ้านควนเงนิ )

แนวทางการจดั การน้า/ระดบั น้าตา่ สดุ จากระดบั ผวิ ดนิ พ้นื ที่มีระดบั น้าต่าสดุ เฉลย่ี พืน้ ทมี่ ีระดับนา้ สูงสดุ เฉลย่ี

จากระดบั ผวิ ดิน จากระดบั ผิวดิน

(เมตร) (เมตร)

กรณีการจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จุบนั 0.59 เมตร ใตผ้ ิวดิน 1.50 เมตร เหนอื ผิวดนิ
กรณกี ารจดั การนา้ โดยโครงการสรา้ งทานบเพม่ิ เติม 0.20 เมตร เหนือผิวดนิ 1.60 เมตร เหนอื ผิวดนิ
ทม่ี า: สงั เคราะหจ์ าก สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.22 เปรียบเทยี บจานวนวันท่รี ะดับน้าตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ กรณีการจัดการนา้ ตามแนวทาง
ปัจจุบนั (ปา่ ชุมชนบ้านควนเงิน)

กรณีทม่ี กี ารจดั การน้าตามแนวทางปัจจุบัน

จานวนวันทร่ี ะดบั น้าตา่ กวา่ 0.20 เมตร จานวนวนั ระดับน้าตา่ กว่า 0.20 เมตร

ใต้ผวิ ดนิ (วัน) เหนือผวิ ดนิ (วัน)

จุดที่นา้ ไหลเขา้ ภายในปา่ พรุ จุดท่นี า้ ไหลออก จดุ ท่นี า้ ไหลเขา้ ภายในปา่ พรุ จดุ น้าไหลออก

100 120 90 120 150 150

ท่ีมา: สงั เคราะห์จาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ย่ิงกว่านั้น เมื่อแบบจาลองแสดงภาพการแผ่กระจายของพ้ืนที่ท่ีมีระดับน้าเหนือผิวดิน
มากกวา่ 0.20 เมตร ในป่าพรุสมบูรณข์ องปา่ ชุมชนบา้ นควนเงนิ ช่วงฤดแู ล้ง ทเ่ี ห็นไดช้ ัดเจนว่า การจัดการ
น้ากรณีโครงการมีสัดส่วนพื้นท่ีมากถึงร้อยละ 35 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะท่ีการจัดการน้าตามแนวทาง
ปัจจุบันมีสัดส่วนพ้ืนที่เพียงร้อยละ 5 เท่าน้ัน (ภาพท่ี 3.63) สอดคล้องกับข้อมูลแสดงค่าการสมดุลน้า
(ภาพท่ี 3.64 และตารางที่ 3.23) ท่ีบ่งชี้ได้ว่า การจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันมีปัญหาการสูญเสียน้า
ออกจากระบบค่อนข้างมาก สะทอ้ นไดจ้ ากคา่ ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผวิ ดนิ และน้าใต้ดิน ท่ี
มีอัตราสูงถึง 1,161 มิลลิเมตร และค่าการระเหยของช้ันน้าใต้ดิน เท่ากับ 120 มิลลิเมตร ขณะที่การ
จัดการน้าในกรณีโครงการเป็นการเพิ่มความสามารถในการเก็บกักนา้ ได้ดขี ึ้น สะท้อนจากค่าตัวเลขท้ังขอ้
มูลค่าสมดุลน้าท่ีบ่งช้ีการสูญเสียน้าท่ีมีค่าต่ากว่า และค่าสมดุลน้าท่ีบ่งช้คี วามสามารถในการเก็บกักน้าใน
พื้นที่ท่ีมีค่าสูงกว่าการจัดการกรณีปัจจุบัน ดังน้ันจึงสรุปได้ว่ากรณีปัจจุบันเกิดการการสูญเสยี น้ามากกวา่

การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลีย่ งการเสือ่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟนื้ ฟูป่าพรุท่เี สื่อมโทรม | 125
กรณีมโี ครงการ เนือ่ งจากการกาหนดใหม้ ีการปดิ ก้นั ลาน้าเพ่ิมเติมในพ้นื ท่ีทาใหป้ ริมาณการสูญเสียน้าจาก
ระบบลดลง

ภาพที่ 3.63 การแผ่กระจายของพื้นที่น้าท่วมบนผิวดินในช่วงฤดูน้าแล้งของพ้ืนที่ป่าชุมชนบ้านควนเงิน โดยกรณีการ
จดั การนา้ ตามแนวทางปจั จบุ นั และกรณีการมโี ครงการสร้างทานบปิดกั้นลาน้าและติดตงั้ เคร่อื งสูบนา้
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ภาพท่ี 3.64 เปรียบเทยี บผลการวเิ คราะหส์ มดลุ น้าดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการจดั การน้าตามแนวทางปัจจุบนั
และกรณกี ารจัดการน้าของโครงการสรา้ งทานบปิดกัน้ ลานา้ และติดตัง้ เครอ่ื งสบู นา้ ในพ้ืนทีป่ ่าชมุ ชนบา้ นควนเงนิ
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

126 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยืน

ตารางที่ 3.23 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ค่าแสดงการสมดุลของน้าโดยเฉล่ียระหว่างกรณีปัจจุบันกับกรณีโครงการ
(ปา่ ชมุ ชนบ้านควนเงนิ )

คา่ แสดงการสมดลุ นา้ โดยเฉล่ีย กรณกี ารจัดการนา้ กรณกี ารจดั การนา้
โครงการสร้างทานบปิดกน้ั ลาน้า
/กรณีการจดั การน้า ตามแนวทางการจดั การนา้
และติดตงั้ เครื่องสบู น้า
ปัจจบุ นั 1,325 มิลลเิ มตร
573 มลิ ลิเมตร
ค่าการคายระเหยของน้าอ้างอิง 1,195 มลิ ลเิ มตร
12 มลิ ลเิ มตร
ปริมาณการซมึ ลงชน้ั นา้ ใต้ดนิ 400 มลิ ลเิ มตร 158 มลิ ลเิ มตร
52 มิลลเิ มตร
การระเหยของชั้นนา้ ใต้ดิน 120 มิลลิเมตร 830 มลิ ลิเมตร

การเปลี่ยนแปลงปริมาตรของชัน้ นา้ ผิวดิน 6 มลิ ลเิ มตร

การเปลย่ี นแปลงปริมาตรของชัน้ นา้ ใตด้ นิ 32 มิลลิเมตร

ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิว 1,161 มิลลิเมตร

ดินและน้าใตด้ ิน

ทีม่ า: สงั เคราะห์จาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ปา่ ชมุ ชนสวนสมเด็จเจา้ ฟ้าจุฬาภรณ์ เป็นอีกพื้นที่ทม่ี ีการสรา้ งแบบจาลองเปรียบเทียบการ
จัดการน้าเพื่อประเมินระดับน้าผิวดินและระดับน้าใต้ระหว่างการจัดการน้ากรณีโครงการและกรณี
ปจั จบุ ัน ในบรเิ วณสาคญั 3 จุด นน้ั คือ บริเวณที่นา้ ไหลเข้าป่าพรุ บรเิ วณในป่าพรุ และบรเิ วณนา้ ไหลออก
ป่าพรุ โดยใช้ข้อมูลนาเข้าแบบจาลองซ่ึงตรวจวัดโดยคณะผู้ศึกษาระหว่างวันท่ี 1 มกราคม ถึง 31
ธนั วาคม 2562 แสดงดังภาพที่ 3.65 ผลการวเิ คราะห์พบว่า พ้นื ทปี่ า่ ชุมชนสวนสมเด็จเจ้าฟา้ จุฬาภรณ์จะ
มรี ะดบั นา้ เฉล่ียต่าสุดจากระดบั ผวิ ดนิ 0.20 เมตร (เหนือผวิ ดนิ ) (ตารางท่ี 3.24) เมอ่ื มกี ารจัดการน้ากรณี
มีโครงการ และหากเป็นการจัดการน้ากรณีปัจจุบันพื้นที่จะมีระดับน้าตา่ สุดเฉลยี่ จากระดับผิวดิน เท่ากับ
0.45 เมตร (ใต้ผวิ ดนิ ) และการจัดการน้าท้ังสองกรณมี ีระดบั นา้ เฉลี่ยสงู สุดจากระดับผวิ ดนิ ในระดับเท่ากัน
ท่ี 1.35 เมตร (เหนือผิวดิน) และจากตารางที่ 3.25 ชี้ให้เห็นว่าการจัดการน้ากรณีปัจจุบันมีจานวนวันท่ี
พื้นท่ีสูญเสียน้าหรือระดับน้าลดต่ากว่า 0.20 เมตร ทั้งที่ระดับใต้ผิวดินและเหนือผิวดิน เป็นจานวนวันที่
มาก โดยนับเป็นระยะเวลาได้ราว 2-5 เดือน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการจัดการน้ากรณีปัจจุบันมีปัญหาการ
สญู เสียนา้ ออกจากระบบค่อนข้างมาก ขณะที่กรณีท่ีมีการปิดกั้นลาน้าอย่างเหมาะสมตามตาแหน่งซ่ึงได้มี
การเสนอแนะตามการศึกษาน้ี ทาให้สามารถรักษาระดับน้าบนผิวดินในบางพ้ืนท่ีในตาแหน่งท่ีน้าไหลเข้า
พ้ืนท่ีพรุ รวมถงึ ภายในพื้นที่พรุและตาแหน่งที่นา้ ไหลออกจากพน้ื ที่พรุไว้ไม่ให้ต่ากว่า 0.20 เมตร ได้ตลอด
ท้งั ปี

ทั้งน้ี ศักยภาพของพื้นท่ีในการเก็บกักน้าท่ีต่างกันระหว่างการจัดการน้าในกรณีโครงการ
และกรณีปัจจุบันสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพที่ 3.66 ท่ีแสดงถึงการแผ่กระจายของพื้นที่ซ่ึงมี
ระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร ในป่าพรุสมบูรณ์ของป่าชุมชนบ้านสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์
ในช่วงฤดูแล้ง โดยในกรณีปัจจบุ ัน พื้นท่ีเกือบทั้งหมดมีระดับน้าต่ากว่า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน โดยพื้นท่ี
ที่มรี ะดับน้าเหนอื ผิวดนิ มากกวา่ 0.20 เมตร เหนอื ผิวดนิ ในกรณีโครงการมสี ดั ส่วนพนื้ ท่มี ากถงึ รอ้ ยละ 28
ของพื้นที่ท้ังหมด ส่วนกรณีปัจจุบันมีพื้นที่ซ่ึงมีระดับน้าเหนือผิวดินมากกว่า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน มี
สัดส่วนเพยี งรอ้ ยละ 3 ของพืน้ ทท่ี ั้งหมด

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลกี เล่ียงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรุและการฟื้นฟปู ่าพรุทเี่ สอื่ มโทรม | 127

ภาพท่ี 3.65 ระดับนา้ ผวิ ดนิ และระดับน้าใตด้ นิ ณ จดุ ทไี่ หลเข้าพรุ จุดในปา่ พรุ และจดุ น้าไหลออก ในกรณกี ารจัดการนา้
ปัจจบุ นั และกรณโี ครงการ (ป่าชมุ ชนบสวนสมเด็จเจา้ ฟ้าจุฬาภรณ)์
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ตารางท่ี 3.24 เปรยี บเทียบระดบั น้าตา่ สดุ -สูงสดุ จากระดบั ผิวดินในกรณีการจดั การนา้ ตามแนวทางปัจจุบันและ

โครงการทานบ (ปา่ ชุมชนสวนสมเดจ็ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ)์

แนวทางการจดั การน้า/ระดบั น้าตา่ สดุ จากระดบั ผิวดนิ พ้ืนทมี่ รี ะดบั นา้ ตา่ สดุ เฉลย่ี พืน้ ที่มรี ะดบั นา้ สงู สดุ เฉลย่ี

จากระดบั ผิวดิน จากระดบั ผิวดิน

(เมตร) (เมตร)

กรณกี ารจัดการน้าตามแนวทางปจั จุบนั 0.45 เมตร ใตผ้ วิ ดิน 1.35 เมตร เหนือผิวดนิ
กรณกี ารจัดการน้าโดยโครงการสรา้ งทานบเพ่ิมเตมิ 0.20 เมตร เหนอื ผิวดิน 1.35 เมตร เหนือผิวดิน
ท่ีมา: สังเคราะหจ์ าก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

128 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน

ตารางท่ี 3.25 เปรยี บเทียบจานวนวนั ที่ระดับน้าตา่ กว่า 0.20 เมตร ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ กรณกี ารจัดการนา้ ตามแนวทาง
ปจั จบุ ัน (ป่าชมุ ชนสวนสมเด็จเจา้ ฟา้ จฬุ าภรณ์)

กรณีท่มี ีการจดั การนา้ ตามแนวทางปจั จบุ นั

จานวนวนั ที่ระดับนา้ ต่ากวา่ 0.20 เมตร จานวนวันระดับน้าตา่ กวา่ 0.20 เมตร
ใต้ผวิ ดนิ (วัน)
เหนือผวิ ดิน (วนั )
จุดที่นา้ ไหลเขา้ ภายในปา่ พรุ จุดท่ีนา้ ไหลออก
60 90 90 จุดท่นี า้ ไหลเข้า ภายในปา่ พรุ จุดนา้ ไหลออก

ท่ีมา: สงั เคราะห์จาก สมฤทยั ทะสะดวก (2563) 120 150 150

ภาพที่ 3.66 การแผ่กระจายของพืน้ ทน่ี ้าท่วมบนผวิ ดนิ ในช่วงฤดนู ้าแล้งของพ้ืนทีป่ ่าชมุ ชนสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจฬุ าภรณ์
โดยกรณกี ารจัดการน้าตามแนวทางปจั จบุ นั และกรณีการมีโครงการสรา้ งทานบปิดกน้ั ลาน้าและติดตง้ั เครอ่ื งสูบน้า
ที่มา: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

เชน่ เดียวกบั ผลการวิเคราะห์ค่าสมดุลน้าท่ชี ้ีใหเ้ หน็ ชัดเจนยิ่งข้ึนวา่ การจัดการน้ากรณปี ัจจุบันน้ัน
มีปัญหาการสูญเสียน้าออกจากระบบ (ตารางท่ี 3.26) สะท้อนได้จากค่าการสมดุลน้าจากแบบจาลองใน
กรณีปัจจุบันที่มีอัตราการระเหยของน้าช้ันใต้ดิน ที่มีค่า 139 มิลลิเมตร และการไหลของน้าออกจาก
ระบบของน้าผวิ ดนิ และนา้ ใตด้ ิน ที่มคี ่าสูงถงึ 1,286 มิลลิเมตร ทั้งสองค่าสงู กว่าผลจากการจัดการน้ากรณี
โครงการที่ลดการสูญเสยี น้าออกจากระบบ ในทางตรงกันข้าม การจัดการน้ากรณีโครงการมีค่าแสดงการ
สมดุลนา้ ท่บี ่งชี้ถึงความสามารถในการเก็บกกั น้าทีเ่ พิ่มขนึ้ หรือเกบ็ กักน้าได้ดีกว่าการจัดการกรณโี ครงการ
น่ันคือ การเปลี่ยนแปลงปริมาตรของชั้นน้าผิวดินและน้าใต้ดิน รวมถึงปริมาณการซึมลงช้ันน้าใต้ดิน
ดังน้ันจึงสรุปได้ว่าการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันหรือกรณีปัจจุบันน้ันทาให้เกิดการการสูญเสียน้า
ออกจากระบบมากกวา่ การจัดการนา้ ในกรณีมีโครงการ เนอื่ งจากการกาหนดให้มีการปิดกั้นลานา้ เพิ่มเติม
ในพน้ื ท่ีทาให้ปรมิ าณการสญู เสียนา้ จากระบบลดลง

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลี่ยงการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้นื ฟูป่าพรทุ ีเ่ สือ่ มโทรม | 129

ภาพที่ 3.67 เปรียบเทียบผลการวเิ คราะหส์ มดลุ น้าดว้ ยแบบจาลอง MIKE SHE กรณีการจดั การนา้ ตามแนวทางปัจจบุ ัน
และกรณกี ารจดั การน้าของโครงการสร้างทานบปดิ กน้ั ลานา้ และตดิ ตั้งเคร่ืองสบู น้า ในพ้ืนทป่ี ่าชมุ ชนสวนสมเดจ็ เจ้าฟ้า
จฬุ าภรณ์
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ตารางที่ 3.26 เปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะห์คา่ แสดงการสมดุลของนา้ โดยเฉล่ียระหวา่ งกรณปี จั จบุ นั กับกรณโี ครงการ
(ปา่ ชุมชนสวนสมเดจ็ เจา้ ฟา้ จุฬาภรณ์)

คา่ แสดงการสมดลุ นา้ โดยเฉล่ยี กรณีการจัดการน้า กรณกี ารจัดการน้า
โครงการสรา้ งทานบปดิ กน้ั ลานา้
/กรณกี ารจัดการนา้ ตามแนวทางการจดั การน้า
และติดตงั้ เครอ่ื งสูบน้า
ปจั จุบนั 1,286 มลิ ลเิ มตร

ค่าการคายระเหยของน้าอา้ งองิ 1,209 มิลลเิ มตร 526 มิลลเิ มตร
131 มิลลิเมตร
ปริมาณการซมึ ลงชัน้ น้าใต้ดนิ 420 มลิ ลิเมตร 229 มิลลิเมตร
43 มิลลเิ มตร
การระเหยของชั้นน้าใตด้ ิน 139 มลิ ลิเมตร 836 มลิ ลเิ มตร

การเปลย่ี นแปลงปริมาตรของชั้นนา้ ผวิ ดิน 25 มิลลเิ มตร

การเปล่ยี นแปลงปรมิ าตรของชนั้ น้าใตด้ ิน 34 มิลลิเมตร

ปริมาณการไหลออกจากระบบของน้าผิว 1,126 มิลลิเมตร

ดนิ และนา้ ใต้ดิน

ที่มา: สงั เคราะห์จาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

เห็นได้ว่า การสร้างแบบจาลองด้วย MIKE SHE และการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบผลใน 2 กรณี
ของการจัดการน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง ท้ังกรณีที่มีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบัน และกรณีการ
จัดการน้าตามแนวทางของโครงการที่มีการเสนอแนะให้มีการสร้างทานบปิดกั้นลาน้าช่ัวคราวในพื้นที่ใน
ตาแหน่งต่าง ๆ ท่ีมีความเหมาะสม และการติดต้ังเครื่องสูบน้าเพ่ือเฝ้าระวังการลดลงของระดับน้าท่ีต่า
กว่า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน โดยผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้งสองกรณีในระดับต่าง ๆ คือ ระดับ
ภูมิภาคหรือระดับเขตพ้ืนที่ ระดับท้องถิ่น และระดับปัจเจก ได้ข้อสรุปที่ช้ีให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านค่าต่าง
ๆ ทมี่ กี ารวิเคราะห์และตรวจวัดซ่ึงเป็นค่าที่เก่ียวข้องกับการประเมินศักยภาพหรือความสามารถของพ้ืนที่

130 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน

ในระดับต่าง ๆ ในการเก็บกักน้า และค่าท่ีบ่งช้ีถึงภาวการณ์สูญเสียน้าของพ้ืนท่ี ซ่ึงสะท้อนให้เห็นอย่าง
ชัดเจนว่า การจัดการตามแนวทางการจดั การน้าในปัจจบุ ันนั้นมีปัญหาสาคัญ คือ การสูญเสียน้าออกจาก
ระบบในพ้ืนท่ีป่าบริเวณต่าง ๆ ท้ังจุดที่น้าไหลเข้าป่าพรุ บริเวณภายในพ้ืนท่ีป่าพรุ และจุดท่ีมีน้าไหลออก
จากป่าพรุ โดยระยะเวลาการสูญเสียน้าท้ังปีมีจานวนวันที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อนับรวมเป็นเดือนจะพบว่า
พ้ืนท่ีป่าพรุตลอดทั้งปีในกรณีการจัดการน้าตามแนวทางปัจจุบันนั้น พ้ืนท่ีมีการสูญเสียน้าเป็นระยะเวลา
เกือบครึ่งปี หรือราว 2-5 เดือน ดังนั้น การปิดช่องโหว่ของระบบในพ้ืนที่ป่าพรุเพ่ือลดความเสื่อมโทรม
ของป่าพรุ และฟืน้ ฟรู ะบบนิเวศป่าใหส้ มบูรณ์ได้นัน้ จาเปน็ ตอ้ งดาเนินการตามแนวทางการจดั การน้าตาม
ขอ้ เสนอแนะของผลที่ได้จากการวเิ คราะหผ์ ่านแบบจาลอง MIKE SHE ทแ่ี สดงให้เหน็ ตาแหน่งที่เหมาะสม
ในการสรา้ งทานบปดิ กั้นลาน้าชว่ั คราวเพ่ือลดการสญู เสียน้าออกจากระบบของปา่ พรุ และเพื่อเป็นการเฝ้า
ระวังจึงกาหนดให้มกี ารติดต้งั เคร่อื งสูบนา้ เพอ่ื สูบน้าเขา้ พน้ื ท่ีป่าพรุในยามท่ีระดับนา้ ลดต่ากวา่ 0.20 เมตร
เหนือผิวดิน ให้มีระดับน้าที่ระดับ 0.20 เมตร เหนือผิวดิน ขณะเดียวกัน ผลการวิเคราะห์ในระดับต่าง ๆ
ท่ีแสดงผลท่เี ปน็ การย้าให้เห็นว่า การจัดการนา้ ตามแนวทางของโครงการนัน้ ช่วยให้พื้นป่าพรุสามารถเก็บ
กักนา้ ไวไ้ ด้อยา่ งนอ้ ย 0.20 เมตร เหนือผวิ ดิน

ท้ังยังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจในประเด็นสาคัญ กล่าวคือ 1) ระดับของทานบหรือพื้นที่ปิดล้อม
ในพ้ืนที่นาร่องควรใช้ระดับไม่เกิน +30 เซนติเมตร เหนือระดับผิวพรุ เพ่ือเป็นระดับเก็บกักของน้าในป่า
พรุ เนื่องจากหากมีระดับท่ีสูงมากกว่าน้ันจะส่งผลให้กระทบต่อพื้นท่ีข้างเคียงได้ 2) แนวคิดการปิดก้ัน
ทานบในตาแหน่งที่น้าไหลออกจากป่าพรุควรมีการจดั ทาเป็นแผนที่ในแผ่นเดียวให้ชัดเจนเข้าใจง่าย และ
ควรมีการนาเสนอกับหน่วยงานที่เก่ียวข้อง ว่ามีความเห็นอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการ
ก่อสรา้ งและบารุงรักษาทานบดังกล่าว 3) การก่อสร้างทานบควรพิจารณาตาแหนง่ ที่น้าไหลออกเป็นหลัก
ไม่ให้ปิดก้ันในตาแหน่งท่ีน้าไหลเข้า และ 4) ควรพิจารณาเก็บกักน้าเฉพาะช่วงที่ฝนทิ้งช่วง คือ เดือน
พฤษภาคม-สงิ หาคม เปน็ หลัก ไม่จาเป็นต้องเก็บกักในปริมาณท่ีมากทีส่ ุด

ขอ้ เสนอแนะแนวทางการบรหิ ารจัดการนา้ ในสถานการณต์ ่าง ๆ

การศึกษาของสมฤทัย ทะสะดวก (2563) ได้ข้อสรุปท่ีเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้าใน
สถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การจัดการน้าเพ่ือป้องกันไฟป่า การจัดการน้าเพ่ือเพ่ิมความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ และการจัดการนา้ เพื่อเพ่มิ ศกั ยภาพในการเกบ็ กักคารบ์ อนของปา่ พรุควนเคร็ง ดังน้ี

แนวทางการบริหารจัดการน้าเพ่ือการป้องกันไฟป่า ในพื้นท่ีนาร่องด้วยการประยุกต์ใช้
หลักการของการจัดการนา้ ในปจั จุบัน แตจ่ ะดาเนินการเพิ่มเตมิ ในบางประการเพื่อให้พ้ืนทปี่ ่ามีระดับน้าท่ี
สามารถป้องกันไฟป่าได้ กล่าวคือ 1) ก่อสร้างคันดินปิดล้อมพ้ืนที่ และก่อสร้างประตูระบายน้าบริเวณท่ี
น้าไหลเข้าและออกในพ้นื ที่ 2) ปดิ ประตูระบายน้าในช่วงฤดฝู น ซ่ึงอยูใ่ นชว่ งเดือนธนั วาคม ทาให้สามารถ
เก็บกักน้าเอาไว้ได้ 3) รักษาระดับน้าในพ้ืนท่ีพรุไว้ท่ีระดับ +0.30 เมตร เหนือผิวพรุ และเม่ือระดับน้าลด
ต่ากว่า +0.20 เมตร ให้มีการสูบน้าเข้าพื้นที่เพื่อให้พรุมีระดับน้าเท่ากับระดับเก็บกักที่ +0.30 เมตร และ
4) เปดิ ประตรู ะบายน้าในช่วงเดอื นกันยายน เนื่องจากเป็นชว่ งฤดฝู น (ภาพท่ี 3.68)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเล่ียงการเสื่อมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟนื้ ฟูป่าพรทุ เี่ สือ่ มโทรม | 131

ภาพที่ 3.68 แนวทางการควบคุมระดบั นา้ เพ่อื ปอ้ งกันไฟปา่
ท่มี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ท้ังน้ี การดาเนินการตามแนวทางข้างต้นปรากฏผลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการ
จัดการน้าในปัจจุบันและการจัดการน้าที่ประยุกต์จากแนวทางปัจจุบันในบางประการเพื่อป้องกันไฟป่า
สะทอ้ นได้จากภาพท่ี 3.69 ซงึ่ เปน็ ผลที่ได้จากการวิเคราะหโ์ ดยใช้แบบจาลอง MIKE SHE ซงึ่ แสดงให้เห็น
พื้นที่น้าท่วมในป่าพรุท้ังก่อนมีโครงการและหลังมีโครงการท่ีมีการใช้พ้ืนที่ป่าชุมชนบ้านไสขนุนเป็นกรณี
ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า เมื่อการทาคันดินปิดล้อมพื้นที่ และการสร้างทานบในตาแหน่งตามท่ีได้มีการ
วิเคราะห์ของแบบจาลอง MIKE SHE ผลท่ีได้คือ พื้นท่ีป่าชุมชนบ้านไสขนุนมีพ้ืนที่น้าท่วมเพ่ิมขึ้น และยัง
มีบางจดุ ทีเ่ ป็นเนนิ สูงทาให้บรเิ วณดังกล่าวไม่เกดิ นา้ ทว่ ม

ภาพท่ี 3.69 พื้นท่นี า้ ทว่ มก่อนและหลงั มีโครงการการจดั การน้าเพ่ือการป้องกันไฟป่า
ทีม่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

132 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพตามหลักการ
Environmental Flow โดยดาเนินการในพื้นท่นี าร่อง ดว้ ยการประยุกต์ใชห้ ลกั การของการจัดการน้าใน
ปัจจุบัน แต่จะมีการทาคันดินพื้นท่ีปิดล้อม และสร้างประตูระบายน้าบริเวณพื้นท่ีที่มีน้าไหลเข้าและไหล
ออก และเพื่อเป็นการรักษาระดับน้าที่ +0.30 เมตร เหนือผิวพรุ จึงกาหนดให้มีการปิดประตูระบายน้า
ในชว่ งเดือนธันวาคมเพ่อื เก็บกกั นา้ ไวใ้ นพ้ืนท่ี และเม่ือใดทร่ี ะดบั น้าลดตา่ กวา่ +0.10 เมตร ให้มีการสบู น้า
เข้าไปในพื้นท่ีเพื่อให้มีระดับน้าเท่ากับระดับเก็บกัก +0.30 เมตร และในช่วงเดือนกันยายนซงึ่ เป็นช่วงฤดู
ฝนใหท้ าการเปดิ ประตูระบายน้า ดังแสดงในภาพที่ 3.70

ภาพที่ 3.70 แนวทางการควบคมุ ระดับนา้ เพอ่ื เพ่มิ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
ท่ีมา: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

ท้ังน้ี ผลการวิเคราะห์โดยใช้แบบจาลอง MIKE SHE แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพ้ืนท่ีป่า
ชุมชนบ้านไสขนุนซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีตัวอย่างที่มีการสร้างแบบจาลองท่ีมีการสร้างทานบท่ีต่าง ๆ ตามท่ีได้มีการ
วิเคราะหข์ องแบบจาลอง MIKE SHE พบว่า ปา่ ชมุ ชนบ้านไสขนุนมีพ้นื ที่น้าท่วมเพิม่ ขึ้น สงั เกตไดจ้ ากภาพ
ท่ี 3.71 ที่แสดงให้เห็นพ้ืนท่ีที่มีน้าท่วมในป่าพรุกระจายเกือบท่ัวพื้นท่ี แต่น้อยกว่าการจัดการน้าเพ่ือ
ป้องกันไฟป่า เนื่องจากการสูบน้าเข้าในพื้นท่ีต้องมีระดับน้าต่ากว่าเหนือผิวพรุ +0.10 เมตร ส่งผลให้
ระดับน้าที่เพิ่มขึ้นถึงระดับกักเก็บเหนือผิวพรุ +0.30 เมตร จึงใช้เวลามากกว่ากรณีการจัดการน้าเพื่อ
ป้องกันไฟป่า และยงั มีบางจดุ ทเี่ ปน็ เนินสงู ทาใหบ้ ริเวณดงั กลา่ วไม่เกิดนา้ ท่วม

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเล่ียงการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟืน้ ฟูปา่ พรทุ เ่ี ส่ือมโทรม | 133

ภาพท่ี 3.71 พ้นื ท่ีนา้ ทว่ มก่อนและหลังมีโครงการการจัดการนา้ เพ่อื เพม่ิ ความหลากหลายทางงชีวภาพ
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

แนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการเพ่ิมศักยภาพในการเกบ็ กักคาร์บอน ดาเนินการในพื้นที่
นาร่องโดยประยุกต์ใช้หลักการของการจัดการน้าในปัจจุบัน แต่จะมีการก่อสร้างทานบปิดก้ันลาน้า การ
ทาพื้นที่ปิดล้อม และก่อสร้างประตูระบายน้าในพ้ืนท่ีบริเวณท่ีน้าไหลเข้าและออก โดยในช่วงเดือน
ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังฤดูฝนให้ทาการปิดประตูระบายน้าเพ่ือเก็บกักน้าไว้ท่ีระดับ +0.30 เมตร เหนือ
ผิวพรุ และเมื่อใดที่ระดับน้าลดต่ากว่า +0.10 เมตร ให้มีการสูบน้าเข้าพ้ืนท่ี โดยให้ระดับน้าค่อย ๆ
เพิม่ ขน้ึ อย่างสม่าเสมอ จนมรี ะดับน้าเท่ากับระดับเก็บกัก +0.30 เมตร แล้วให้ทาการเปิดประตูระบายน้า
ในช่วงเดือนกันยายน เน่ืองจากเป็นช่วงฤดูฝน โดยแนวคิดการจัดการน้าเพ่ือเพ่ิมศักยภาพในการเก็บกัก
คารบ์ อนแสดงดงั ภาพ 3.71

ภาพท่ี 3.72 แนวทางการควบคมุ ระดบั นา้ เพ่ือเพมิ่ ศกั ยภาพในการเกบ็ กักคารบ์ อน
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

134 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยืน

ผลการวิเคราะห์โดยใช้แบบจาลอง MIKE SHE ซึ่งใช้พ้ืนที่ป่าชุมชนบ้านไสขนุนเป็นพ้ืนท่ี
ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า เม่ือบริเวณป่าชุมชนบ้านไสขนุนมีการทาคั้นปิดล้อมพ้ืนที่ และการสร้างทานบท่ี
ต่างๆ ตามที่ได้มีการวิเคราะห์ของแบบจาลอง MIKE SHE ทาให้พื้นท่ีป่าชุมชนบ้านไสขนุนมีพ้ืนที่น้าท่วม
เพิ่มข้ึน (ภาพท่ี 3.73) แต่มีพ้ืนที่น้าท่วมน้อยกว่ามากเมื่อเทียบท้ัง 2 กรณี คือ การจัดการน้าเพื่อป้องกัน
ไฟป่าและการจัดการน้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชวี ภาพ เนื่องจากการสูบน้าเข้าในพ้ืนที่ตอ้ งมีระดับ
น้าต่ากว่าเหนือผิวพรุ +0.10 เมตร และการสูบน้าเข้าพื้นที่ต้องให้ระดับน้าค่อย ๆ เพ่ิมขึ้นอย่างอย่าง
สม่าเสมอ ส่งผลให้ระดับน้าที่เพิ่มขึ้นถึงระดับกักเก็บเหนือผิวพรุ +0.30 เมตร จึงใช้เวลามากกว่าท้ัง 2
กรณี ค่อนขา้ งมาก

ภาพที่ 3.73 พนื้ ท่ีนา้ ทว่ มก่อนและหลงั มีโครงการการจัดการน้าเพม่ิ ศักยภาพในการเกบ็ กกั คาร์บอน
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

แนวทางการจัดการจัดการน้านอกเขตพรุควนเคร็ง คือการบริหารจัดการน้าในพ้ืนที่
ภายนอกป่าพรุควนเคร็งหรือในบริเวณที่อยู่นอกเหนือจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
กาหนดให้เป็นหนา้ ทข่ี องหน่วยงานจากกรมชลประทาน ประกอบด้วย โครงการส่งน้าและบารุงรักษาปาก
พนังตอนบน โครงการส่งน้าและบารุงรักษาปากพนังตอนล่าง และโครงการชลประทานจังหวัด
นครศรีธรรมราช โดยแนวทางการบริหารจัดการน้าเพ่ือการรักษาระดับน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งให้อยู่ใน
ระดับสมดลุ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1) หลังจากสิ้นสุดช่วงฤดูน้าหลากในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี กาหนดให้เริ่มหร่ีบาน
ของประตูระบายน้าทั้งหมดซง่ึ ควบคุมการระบายน้าลงสู่อา่ วไทยและอา่ วปากพนงั รวมทั้งประตรู ะบายน้า
ในลาน้าสาขาท้ังหมดที่ระบายลงสูแ่ ม่น้าปากพนัง โดยกาหนดให้ปิดประตูระบายน้าทั้งหมดอย่างสมบรู ณ์
ในชว่ งเดอื นกุมภาพนั ธ์-กนั ยายน โดยรักษาระดับนา้ เก็บกักทปี่ ระตรู ะบายน้าคลองชะอวด-แพรกเมือง ให้
อยทู่ ร่ี ะดับ +0.30 ม.รทก.

การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลกี เลี่ยงการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟื้นฟปู า่ พรุท่ีเส่อื มโทรม | 135

2) เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ให้ดาเนินการจัดทาทานบชั่วคราวพร้อมเคร่ือง
สูบน้าท้ังหมด บริเวณโดยรอบปา่ พรุควนเคร็ง เพื่อปิดปากคลองธรรมชาติที่เชือ่ มต่อกับแม่น้าปากพนังซง่ึ
ไหลออกจากพื้นท่ีป่าพรุ และคลองบางตะเคร็ง-ทะเลน้อย เพื่อรักษาระดับน้าที่เหมาะสมในป่าพรุควน
เคร็งและช่วยชะลอการไหลออกของน้าในป่าพรุให้ไหลช้าลง โดยกาหนดให้การจัดทาทานบท้ังหมดใน
ขอบเขตความรับผดิ ชอบของกรมชลประทานแลว้ เสร็จภายในเดอื นมีนาคม

3) ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกันยายน ให้ดาเนินการประสานงานกับสถานี
ควบคุมไฟป่าและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เพ่ือติดตามสถานการณ์ระดับน้าในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง
สาหรับบริหารจัดการระดับในพ้ืนที่พรุควนเคร็งให้อยู่ในระดับสมดุล โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาการ
จดั การนา้ ในพนื้ ที่ป่าพรใุ นแต่ละกรณมี รี ายละเอียดดังตอ่ ไปนี้

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพ่ือการป้องกันไฟป่า กาหนดให้เมื่อระดับน้า
มีค่าต่ากว่า +20 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ ให้พิจารณาสูบน้าเข้ามาในพ้ืนที่ป่าพรุ
จนกวา่ ระดบั นา้ จะมคี า่ เทา่ กบั +30 เซนตเิ มตร เหนอื ผวิ พรุ

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการเพิ่มความหลากหลายทางชวี ภาพตาม
หลักการ Environmental Flow กาหนดให้เม่ือระดับน้ามีค่าต่ากว่า +10
เซนติเมตร เหนือผิวพรุ ให้พิจารณาสูบน้าเข้ามาในพ้ืนท่ีป่าพรุจนกว่าระดับน้าจะมี
คา่ เท่ากบั +30 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพ่ือการเพ่ิมศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอน
กาหนดให้เม่ือระดับน้ามีค่าต่ากว่า +10 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ ให้พิจารณาสูบน้า
เข้ามาในพื้นท่ีป่าพรุจนกว่าระดับน้าจะมีค่าเท่ากับ +30 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ
ท้ังนี้ การสูบน้าเข้าสู่ป่าพรุต้องควบคุมการเพ่ิมข้ึนหรือลดลงของระดับน้าต้องเป็น
การเปลีย่ นแปลงในรูปแบบท่คี ่อย ๆ เพิม่ ข้ึนหรือลดลงอย่างสมา่ เสมอ

4) ในกรณีท่ีแหล่งน้าจากลานา้ ธรรมชาติไม่เพียงพอ ซึ่งทาให้มีความเสี่ยงที่จะทาให้ตลิง่
แม่น้าเกิดการพังทลายหากมียังคงมีการสูบน้าเข้าสู่ป่าพรุต่อไป ให้พิจารณาแผนการส่งน้าเข้าระบบ
ชลประทานไมเ้ สียบสว่ นขยาย เพื่อเติมนา้ เข้าพื้นที่ป่าพรคุ วนเครง็ ผ่านคลองธรรมชาติอยา่ งเหมาะสม

5) เม่ือเข้าสู่ช่วงฤดูน้าหลากในช่วงเดือนตุลาคมให้ดาเนินการร้ือย้ายทานบช่ัวคราว
พร้อมเคล่ือนย้ายเคร่ืองสูบน้าทั้งหมดออกจากพ้ืนท่ี โดยกาหนดให้เสร็จส้ินภายในเดือนพฤศจิกายน
เพ่อื คนื สภาพการระบายนา้ ให้กับลาน้าธรรมชาตใิ นพืน้ ที่พรคุ วนเครง็ โดยแผนการบรหิ ารจัดการน้าในช่วง
ฤดูน้าหลากระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคม ให้ดาเนินการบริหารจัดการประตูระบายน้าซ่ึงควบคุมการ
ระบายน้าลงสู่อ่าวปากพนัง อ่าวไทย และประตูระบายน้าของลาน้าสาขาของแม่น้าปากพนังอย่าง
เหมาะสม

แนวทางการจัดการจัดการน้าในเขตพรุควนเคร็ง สาหรับการบริหารจัดการน้าในพ้ืนท่ี
ภายในป่าพรุควนเคร็งหรือในบริเวณท่ีอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้แก่ ป่าดอนทราย ป่าบ้านในลุ่ม-กุม
แป ป่าคลองค็อง และป่าท่าช้างข้าม รวมถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และเขต
ห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย กาหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุ

136 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยนื

พืช ซึ่งประกอบด้วย สถานีควบคุมไฟป่าพรุควนเครง็ และสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย โดยแนวทางการ
บรหิ ารจัดการนา้ เพอ่ื การรกั ษาระดับนา้ ในพ้ืนที่พรคุ วนเคร็งให้อยู่ในระดับสมดุลดงั ต่อไปน้ี

1) ติดตามระดบั น้าในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งจากไมว้ ัดระดับนา้ ซ่ึงได้ติดตั้งไว้ในพ้นื ที่ป่าพรุ
ควนเครง็ ทุกสัปดาห์ พร้อมบารุงรกั ษาสภาพของไม้วัดระดับนา้ ให้อยใู่ นสภาพท่ีพร้อมใช้งานตลอดเวลา

2) เม่ือสิ้นสุดฤดูฝนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ให้ดาเนินการจัดทาทานบช่ัวคราวพร้อมเคร่ือง
สบู น้าท้ังหมด ภายในปา่ พรคุ วนเคร็งหรือในบริเวณที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตหา้ มล่าสตั ว์ปา่ ใน
ขอบเขตท่ีรับผิดชอบ เพื่อปิดปากลาน้าสาขาท่ีไหลเข้าและไหลออกจากป่าพรุ เพื่อรักษาระดับน้าท่ี
เหมาะสมในป่าพรุควนเคร็งและช่วยชะลอการไหลออกของน้าในป่าพรุให้ช้าลง โดยกาหนดให้การจัดทา
ทานบท้ังหมดในขอบเขตความรับผิดชอบของสถานีควบคุมไฟป่าพรุควนเคร็ง และสถานีควบคุมไฟป่า
ทะเลนอ้ ย แลว้ เสรจ็ ภายในเดอื นมีนาคม

3) ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกันยายน ให้ดาเนินการติดตามสถานการณ์ระดับ
น้าในพืน้ ทีป่ ่าพรุควนเครง็ สาหรบั บริหารจัดการระดับในพน้ื ท่ีพรุควนเคร็งให้อยู่ในระดับสมดลุ โดยเกณฑ์
ทใ่ี ช้ในการพิจารณาการจัดการนา้ ในพ้นื ที่ป่าพรุในแต่ละกรณีมีรายละเอียดดงั ต่อไปนี้

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการป้องกันไฟป่า กาหนดให้เม่ือระดับน้า
มีค่าต่ากว่า +20 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ ให้พิจารณาสูบน้าเข้าสู่ป่าพรุ จนกว่า
ระดับนา้ จะมีค่าเท่ากบั +30 เซนติเมตร เหนอื ผวิ พรุ

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพตาม
หลักการ Environmental Flow กาหนดให้เม่ือระดับน้ามีค่าต่ากว่า +10
เซนติเมตร เหนอื ผิวพรุ ใหพ้ จิ ารณาสูบนา้ เขา้ สปู่ า่ พรุ จนกวา่ ระดับน้าจะมคี า่ เท่ากับ
+30 เซนตเิ มตร เหนือผวิ พรุ

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอน
กาหนดให้เม่ือระดับน้ามีค่าต่ากว่า +10 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ ให้พิจารณาสูบน้า
เข้าสู่ป่าพรุ จนกว่าระดับน้าจะมีค่าเท่ากับ +30 เซนติเมตร เหนือผิวพรุ ทั้งนี้ การ
สูบน้าเข้าสู่ป่าพรุต้องควบคุมการเพ่ิมข้ึนหรือลดลงของระดับน้าต้องเป็นการ
เปลี่ยนแปลงในรปู แบบทคี่ อ่ ย ๆ เพม่ิ ข้นึ หรือลดลงอย่างสม่าเสมอ

4) เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูน้าหลากในช่วงเดือนตุลาคมให้ดาเนินการร้ือย้ายทานบช่ัวคราว
พร้อมเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้าท้ังหมดออกจากพื้นที่ โดยกาหนดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน
เพื่อคืนสภาพการระบายนา้ ใหก้ บั ลาน้าธรรมชาติในพน้ื ที่พรุควนเครง็

แนวทางการจัดการจัดการน้าภายใต้บทบาทส่วนท้องถ่ิน สาหรับการดาเนินการใน
ส่วนของท้องถิ่นหรือประชาชนผู้มีส่วนได้เสียกับการบริหารจัดการน้าในพื้นท่ี กาหนดให้มี หน้าท่ี
ดาเนินการติดตามการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงระดับน้าในพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็งตลอดทั้งปี โดยให้ดาเนินการ
ติดตามระดับน้าทุกสัปดาห์ ซึ่งขอบเขตการรับผิดชอบในการติดตามระดับน้าในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง
เสนอแนะให้แบ่งตามขอบเขตการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละแห่ง โดยการ
ติดตามระดับน้าให้ใช้การอ่านค่าระดับน้าจากไม้วัดระดับน้าที่จัดทาโดยสานักงานคว บคุมไฟป่าพรุควน

การใชเ้ ทคโนโลยเี พือ่ หลกี เลี่ยงการเสือ่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้นื ฟปู ่าพรทุ เ่ี สอ่ื มโทรม | 137

เคร็งและสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย ซ่ึงมีตาแหน่งของจุดตรวจวัดกระจายอยู่ท่ัวพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง
และติดตามระดับน้าในพ้ืนท่ีนาร่อง 4 พื้นท่ี ซ่ึงตอ้ งมีการติดต้งั เสาวัดระดบั นา้ เพ่ิมในตาแหน่งท่นี ้าไหลเข้า
และออกจากพื้นที่เพ่ิมเติม เพ่ือนาระดับน้าดังกลา่ วมาวิเคราะห์ดัชนีความย่ังยนื ในการจัดการน้าในป่าพรุ
ควนเครง็ ซ่ึงประกอบด้วย ดชั นวี ดั ความถที่ ี่ระบบเกิดความสาเรจ็ ดชั นีวดั ความสามารถในการฟื้นตัวของ
ระบบ และดัชนีวัดความรุนแรงของความล้มเหลวของระบบ สาหรับตรวจสอบประสิทธิภาพของการ
บริหารจัดการน้าในปัจจุบันจากหน่วยงานท่ีมีส่วนเก่ียวข้องดังรายละเอียดท่ีได้กล่าวมาในข้างต้น โดย
เกณฑ์ทีใ่ ชใ้ นการติดตามการจดั การนา้ ในแต่ละกรณีมรี ายละเอยี ดดังต่อไปน้ี

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพ่ือการป้องกันไฟป่า กาหนดเป้าหมายให้
ระดับน้าต้องมีค่าสูงกว่าผิวพรุ 20 เซนติเมตร โดยในกรณีที่ระดับน้าสูงกว่าค่า
เป้าหมายถือได้ว่าการบริหารจัดการน้าในช่วงเวลาดังกล่าวมีประสิทธิภาพ แต่หาก
ระดับน้าต่ากว่าค่าเป้าหมายให้ถือว่าการบริหารจัดการน้าในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มี
ประสทิ ธิภาพ

 สาหรับแนวทางการบรหิ ารจัดการนา้ เพ่ือการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพตาม
หลักการ Environmental Flow กาหนดเป้าหมายให้ระดับน้าต้องมีค่าสูงกว่าผิว
พรุ 10 เซนติเมตร โดยในกรณีที่ระดับน้าสูงกว่าค่าเป้าหมายถือได้ว่าการบริหาร
จัดการน้าในช่วงเวลาดังกล่าวมีประสิทธิภาพ แต่หากระดับน้าต่ากว่าค่าเป้าหมาย
ใหถ้ อื ว่าการบริหารจดั การน้าในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีประสทิ ธิภาพ

 สาหรับแนวทางการบริหารจัดการน้าเพื่อการเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอน
กาหนดเป้าหมายให้ระดับน้าต้องมีค่าสูงกว่าผิวพรุ 10 เซนติเมตร โดยในกรณีท่ี
ระดับน้าสูงกว่าค่าเป้าหมายถือได้ว่าการบริหารจัดการน้าในช่วงเวลาดังกล่าวมี
ประสิทธิภาพ แต่หากระดับน้าต่ากว่าค่าเป้าหมายให้ถือว่าการบริหารจัดการน้าใน
ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพ ท้ังนี้ การเพิ่มข้ึนหรือลดลงของระดับน้าต้อง
เปน็ การเปล่ียนแปลงในรูปแบบท่คี ่อย ๆ เพม่ิ ขนึ้ หรือลดลงอยา่ งสม่าเสมอ

โดยการรักษาระดับน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งให้อยู่ในระดับสมดุล จะประสบความสาเร็จได้
เม่ือดัชนีความย่ังยืนของการจัดการระดับน้าในป่าพรุที่จุดวิกฤต (Sustainability Index for Water
Management in Peat Swamp) ต้องมีค่ามากกว่า 0.7 ในขณะที่ต้องมีการใช้น้าเพื่อการเกษตรและ
สาธารณูปโภคอย่างสมดุลกับพ้ืนที่พรุ โดยอัตราส่วนดัชนีความยั่งยืนของการจัดการน้าในป่าพรุ (Index
Ratio on Water Management for Peat Swamp Sustainability) ถา้ ดัชนนี ้มี ีคา่ มากกว่า 1 หรอื น้อย
กวา่ 1 ถอื วา่ ไมส่ มดลุ ดงั นั้น Sustainability Index ตอ้ งใกลเ้ คยี ง 1 ดูเพิ่มเตมิ จากภาคผนวก

138 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยืน

บทสรปุ
การจัดการน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็งซึ่งสะท้อนผ่านตัวแบบหรือแบบจาลองที่ได้จากการสร้าง

แบบจาลองด้วยแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการจัดการน้า เช่น MIKE SHE และ NAM โดยที่
แบบจาลองหลักท่ีใช้ในการหาแนวทางการจัดการน้าอย่างเหมาะสมในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง คือ MIKE SHE
เพื่อช่วยในการจาลองกระบวนการในวัฏจักรทางอุทกวิทยา ท้ังการไหลของน้าบนผิวดินและการไหลของ
น้าใต้ดิน ท้ังน้ี MIKE SHE เป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเชิงซ้อนท่ีนาเข้าสู่ระบบ
อย่างรอบด้าน ได้แก่ ข้อมูลความสูงภูมิประเทศเชิงเลข ข้อมูลฝน ข้อมูลการคายระเหยของพืชอ้างอิง
ข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดิน ข้อมูลการกระจายตัวของชุดดิน ข้อมูลลาน้า ข้อมูลอาคารบังคับน้าและการ
บริหารจัดการอาคารบังคับน้า และข้อมูลอัตราการไหลของน้า แบบจาลองที่ได้ช่วยให้เข้าใจการสมดุล
ของน้าในป่าพรุควนเคร็งและแนวทางการจัดการน้าท่ีเหมาะสม โดยแบบจาลองแสดงให้เห็นผลจาก
ภาคปฏิบตั กิ ารของแนวทางการจดั การน้าในแต่ละแนวทางและสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงฉายภาพให้เห็น
ลักษณะสภาพพ้ืนที่ และปัญหาหรือช่องโหว่ของการจัดการน้าในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์การ
จัดการน้าในระดับใด ๆ ก็ตาม ทั้งระดับภาพรวมแยกรายเขตพื้นท่ีหรือภูมิภาค นั่นคือ การวิเคราะห์แยก
ตามเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ ส่วนการวิเคราะห์ระดับท้องถ่ิน คือการ
วิเคราะห์แยกรายพื้นท่ีชุมชน ได้แก่ ป่าดอนทราย และป่าชุมชนบ้านไสขนุน และระดับปัจเจกหรือราย
พ้ืนท่ีเฉพาะนั่นคือ ป่าชุมชนสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ และป่าชุมชนบ้านควนเงิน ท้ังน้ี จะเห็นได้ว่าผล
การวิเคราะห์มีความสอดคล้องกันในทุกระดับการวิเคราะห์และทุกพื้นที่ในประเด็นสาคัญคือ การจัดการ
น้าตามแนวทางปัจจุบันมีปัญหาเดียวกันทุกพ้ืนที่ทุกระดับ คือ การสูญเสียน้าออกจากระบบ ทาให้แต่ละ
พ้ืนท่ีมีศักยภาพในการเก็บกักน้าไดน้ ้อย เนื่องจากอัตราการสญู เสียน้าที่สะท้อนผ่านค่าเฉล่ยี ของค่าสมดลุ
น้าต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ปรมิ าณการไหลออกจากระบบของน้าผวิ ดินและนา้ ใต้ดนิ การคายระเหยของชนั้ น้าใต้ดิน
ปริมาณการซึมลงช้ันน้าใต้ดิน การเปล่ียนแปลงปริมาตรของชั้นน้าใต้ดิน และปริมาณการซึมลงชั้นน้าใต้
ดิน ช้ีให้เห็นอย่างชัดเจนเม่ือเปรียบเทียบค่าเหล่านี้กับค่าสมดุลน้าที่ได้จากการจัดการน้าตามกรณี
โครงการที่มีการสร้างทานบปิดกั้นลานา้ และการติดตั้งเคร่ืองสูบน้าเพ่ือสูบเติมน้าเข้าสู่ระบบเม่ือระดับน้า
ลดต่ากว่า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน ซ่ึงแนวทางการจัดการน้ากรณีโครงการทาใหพ้ รุควนเคร็งสามารถเกบ็
กกั น้าไว้ได้ 0.20 เมตร เหนอื ผวิ ดนิ ตลอดปี

อนง่ึ ภารกจิ การดาเนินการทางอุทกวิทยาในพื้นทีน่ าร่องเพ่ือควบคุมการระบายน้าและป้องกันไฟป่า
โดยมกี ารสร้างแบบจาลองนาร่องและวางระบบการบริหารจดั การนา้ ในพื้นท่ีพรุควนเครง็ ซึ่งมีการกาหนด
ตัวช้ีวัดที่ 1 ปา่ พรคุ วนเครง็ พ้ืนที่ 4,600 เฮกตาร์ (28,750 ไร)่ มีระบบการจัดการน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
และตัวช้ีวัดท่ี 2 พ้ืนที่พรุควนเคร็งอย่างน้อยร้อยละ 25 ของพ้ืนท่ีนาร่อง มีระดับน้าผิวดิน ไม่ต่ากว่า 20
เซนติเมตร (1,150 เฮกตาร์ หรือ 7,188 ไร่) จะเห็นได้ว่า หากมีการดาเนินการเพ่ือจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุ
ควนเคร็งตามตัวแบบที่ได้จากการเสนอแนะผ่านแบบจาลอง MIKE SHE ท่ีสะท้อนผลชัดเจนว่าสามารถ
กักเก็บน้าท่ีระดับผิวเหนอื ผิวดนิ ไว้ได้ 0.20 เมตร ตลอดทั้งปี ซึ่งทาให้ระบบนิเวศปา่ พรคุ วนเครง็ มีความชุ่ม
ช้ืน ลดการเกิดภาวการณ์ขาดน้าที่ไม่เพียงส่งผลต่อระบบนิเวศของป่าพรุ ทว่า พื้นท่ีพรุจะมีการปลดก๊าซ
เรือนกระจกได้มากขึ้น ซ่ึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งระดับชุมชน สังคม และโลก เพราะป่าพรุควน
เคร็งคอื พื้นที่ทมี่ ีความสาคัญในการกักเกบ็ คารบ์ อนของโลก

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ เ่ี สอื่ มโทรม | 139

ยิ่งกว่านั้น การจัดการน้าในพ้ืนที่พรุอย่างเหมาะสมเอื้อต่อภารกิจสาคัญอีกประการของโครงการ
เสริมศักยภาพในการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพ่ือเพิ่มความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนและอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชีวภาพ นั่นคือ ภารกิจการฟื้นฟูป่าพรุเส่ือมโทรมท่ีมีการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดย
การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงการเส่ือมโทรมของป่าพรุ และการฟ้ืนฟูระบบนิเวศป่าพรุในพ้ืนท่ีที่เสื่อม
โทรมจากไฟป่า โดยแนวทางการเพ่ิมความหลากหลายของพันธ์ุพืชท้องถิ่นท่ีเอ้ือประโยชน์ต่อระบบนิเวศ
ในป่า และเอ้ือประโยชน์ต่อคนในชุมชน ยิ่งกว่านั้น เมื่อระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็งท่ีมีการจัดการน้าที่
เหมาะสม พื้นท่ีป่าเสื่อมโทรมได้รับการฟื้นฟูงอกงาม นั่นคือ ป่าฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพ
เพียงพอในการมีแหล่งน้าป้องกันไฟป่า เพ่ิมความหลากหลายทางชีวภาพ และท้ายที่สุดคือ การเพิ่ม
ศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอน และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกจากพ้ืนที่พรุ ซ่ึงเป็นอีก
ภารกิจสาคัญของโครงการที่จะมีการติดต้ังเครื่องมือตรวจวัดและติดตามเพ่ือส่ิงแวดล้อมที่ดีในระดับต่าง
ๆ ทั้งชุมชน สังคม และโลก ท้ังนี้ ภารกิจการฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรมจากไฟป่า และภารกิจการตรวจวัด
และติดตามปริมาณการกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนการเกดิ ภาวการณ์ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพ้ืนที่
พรคุ วนเครง็ ได้ผลการดาเนินการดงั เนอื้ หาในบทที่ 3 และ 4

140 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเล่ียงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ เี่ สอื่ มโทรม | 141

3

การฟืน้ ฟพู ันธ์พุ ืชท้องถิน่ ในพ้นื ทที่ ถี่ ูกทาลาย
โดยพายุและไฟปา่ ของตาบลเคร็ง

142 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยนื

พนั ธไ์ุ ม้ทอ้ งถน่ิ ฟน้ื ฟูป่าเส่ือมโทรมสู่ปา่ ท่ีสมบรู ณแ์ ละเอ้อื ตอ่ การดารงชีพของสตั วแ์ ละมนษุ ย์
วนวฒั น์วธิ ี คอื แนวทางสรา้ งป่าและสรา้ งรายไดใ้ หค้ นในชมุ ชน
เรือนเพาะชาชุมชน คือ พลังการมีสว่ นรว่ มของคนในชมุ ชน

การใช้เทคโนโลยเี พือ่ หลีกเลย่ี งการเสอื่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟน้ื ฟปู า่ พรุทีเ่ สือ่ มโทรม | 143

บทนา
ป่าอาจถูกทาลายได้ด้วยหลายปัจจัยทั้งจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น พายุ ไฟป่าที่เกิดขึ้นเอง

ปัจจัยท่ีถูกกระทาโดยกิจกรรมของมนุษย์ท้ังโดยตั้งใจและโดยไม่ตั้งใจ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปัญหาการ
เส่อื มโทรมของป่ามักเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ทน่ี าไปสู่กระบวนการทาลายป่าอย่างต้ังใจ และไฟมัก
เป็นเคร่ืองมือที่ใช้ในการสร้างความเสื่อมโทรมให้กับป่าเพ่ือการเข้า ครอบครองและเปล่ียนการใช้
ประโยชน์ท่ีดินในเขตป่าเป็นพื้นที่อันเป็นกิจกรรมอย่างอ่ืน เช่น การทาเกษตรกรรมท่ีได้รับอิทธิพลจาก
นโยบายการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจของรัฐบาล ดังท่ี กฤษฎา บุญชัย (2554, อ้างถึงใน สวรินทร์ เบ็ญ
เด็มอะหลี (2561, 78) ไดก้ ลา่ วถงึ ปจั จัยทเี่ อื้อให้เกดิ การทาลายป่าและปา่ เสอื่ มโทรม โดยมีหลายปัจจยั ซ่ึง
เป็นผลจากการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ท่ีมีความเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐ เช่น
การเพ่มิ ข้ึนของจานวนประชากร การพฒั นาโครงสร้างพื้น ฐาน เทคโนโลยี การเกษตรเชิงพาณิชย์ การให้
สัมปทานป่าและการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ที่มีหลายกรณีก่อเกิดปัญหาการทับซ้อนท่ีดินทากินของ
ชาวบ้านที่อยู่อาศัยมาก่อน รวมถึงการเก็งกาไรที่ดินที่เกิดข้ึนตั้งแต่ พ.ศ. 2530 ทาให้มีการบุรุกป่าเพ่ือ
ครอบครองที่ดินในการใช้ประโยชน์ด้านการค้าที่ดิน ในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และที่พักตาก
อากาศ ท้ังน้ี ผลกระทบจากการทาลายป่าก่อให้เกิดผลกระทบที่เชื่อมโยงท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม และ
สง่ิ แวดล้อม การฟืน้ ฟปู า่ ที่เสื่อมโทรมให้คนื กลบั เป็นป่าทีส่ มบูรณเ์ ปน็ ภารกิจทที่ า้ ทายในทางปฏบิ ัติสาหรับ
ยุคปัจจุบันซึ่งทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงพอแก่ความต้องการที่ไร้จิตสานึกของคนในยุคน้ี แต่ภารกิจน้ียงั
ต้องมีการดาเนินการอย่างจรงิ จัง เพราะไม่เช่นน้ันผลกระทบท้ัง 3 ด้านดังกล่าวจะย่ิงทวีความรนุ แรงมาก
ขึ้น

ปา่ พรมุ ลี ักษณะเฉพาะของพื้นท่ีและมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ ท้ังนี้
จากความหมายของคาวา “พรุ” ที่หมายถึงพ้ืนที่ช้ืนแฉะ มีน้าขัง เป็นการบ่งช้ีถึงองค์ประกอบสาคัญของ
พื้นที่ นั่นคือ “น้า” ดังน้ันเมื่อพรุขาดนา้ จึงเปน็ ปัญหา ดุจร่างกายของมนุษย์ขาดเลือด ท้ังนี้ กอบศักดิ์ วัน
ธงไชย (2563) อธิบายว่า ป่าพรุเป็นป่าที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวท่ีแตกต่างจากป่าประเภทอ่ืน ๆ เนื่องจาก
เป็นป่าที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่บนสภาพพื้นท่ีที่มีน้าท่วมขังเกือบท้ังปี จึงทาให้มีความเปราะบางต่อการ
เปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และน้าคือปัจจัยสาคัญท่ีเป็นความเปราะบางของป่าประเภทนี้ หากพื้นที่
ขาดน้าจะสง่ ผลให้ป่าพรุทีส่ มบูรณ์เกิดความเส่ือมโทรมได้อย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุสาคัญคือการระบายน้า
ออกจากพ้ืนท่ีป่าพรุ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อการเกษตร และด้วย
วัตถุประสงค์การครอบครองเพื่อกิจกรรมเหล่าน้ี การทาให้พ้ืนที่ป่าเกิดไฟไหม้ป่าจึงปรากฏข้ึนอย่าง
ต่อเน่ืองจนถงึ ปี พ.ศ. 2562 และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปา่ พรทุ าให้ความหลากหลายทางชีวภาพป่า
พรลุ ดลง ต้นไมต้ ายจานวนมากโดยเฉพาะพันธ์ุไม้พื้นถนิ่ เดิมของป่าพรุ บางพ้ืนทเ่ี สื่อมโทรม บางพน้ื ที่มีไม้
ข้ึนหนาแน่น โดยหากปล่อยไว้จะมีสังคมพืชพวกหญา้ คมบาง สังคมพืชไม้มะฮงั และสงั คมพืชไม้เสม็ดขาว
เข้าปกคลุมพ้ืนที่ (ภาพท่ี 3.74) ทาให้ในอนาคตเป็นไปได้ยากที่พันธ์ุไม้พ้ืนถิ่นจะขึ้นทดแทนได้ และที่สุดก็
ไม่สามารถฟืน้ ตวั กลับสปู่ ่าพรุด้งั เดิมได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการฟ้ืนฟูป่าแต่ละประเภทย่อมแตกต่างกันตามโครงสร้างและสภาพของ
ป่า โดยเฉพาะอย่างย่ิงป่าพรุที่เส่ือมโทรมนั้นมักมีสภาพปกคลุมด้วนต้นเสม็ดขาว จนเรียกกันว่า “ป่า
เสม็ด” การฟ้ืนฟูป่าเสม็ดจึงต้องมีแนวทางท่ีสอดคล้องและเหมาะสมจึงจะฟื้นคืนสู่ระบบนิเวศท่ีสมบูรณ์
ได้สาเร็จ และมีพื้นท่ีกรณีศึกษาจากต่างประเทศท่ีสามารถฟ้ืนฟูป่าเสม็ดให้คืนสภาพสู่ป่าพรุสมบูรณ์ได้

144 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพ่อื เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยืน

สาเร็จ นั่นคือ การฟ้ืนฟูป่าเสม็ดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ U Minh Thuong เขตลุ่มแม่น้าโขง ประเทศ
เวียดนาม ท่ีประสบผลสาเร็จในการฟื้นฟูป่าเสม็ดด้วยการเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์พืชคละผสมกัน
ไปทั้งพนั ธุ์พชื ปา่ กก หญ้า และแหลง่ น้าเปิด ซง่ึ ระยะเวลากว่า 10 ปีในการฟื้นตัวของปา่ เสม็ดดังกลา่ ว ทา
ให้นกน้าชนิดต่าง ๆ เพ่ิมจานวนประชากรมากข้ึน (Da B Tran & Tobias Matusch, 2017) จากกรณี
การฟื้นฟูป่าเสม็ดของประเทศเวียดนามดังกล่าว ช้ีให้เห็นว่า แนวทางการฟ้ืนฟูป่าเสม็ดให้คืนสภาพป่าสู่
ป่าท่ีสมบูรณ์ คือ การเพ่ิมความหลากหลายทางชีวภาพของพันธ์ุพืชท้องถ่ินซ่ึงเป็นพันธ์ุพืชท่ีเอ้ือต่อการ
ดารงชีพต่อสัตว์และมนุษย์

ภาพที่ 3.74 แผนท่แี สดงขอบเขตปา่ พรุสมบรู ณ์ ปา่ พรุเส่ือมโทรม ทุ่งหญ้า และบึงในพน้ื ทล่ี ่มุ , แผนทแ่ี สดงระดบั ความ
สูง-ต่าของพนื้ ที่ และแผนท่แี สดงจดุ ท่ีตง้ั ของหม่บู า้ นในบรเิ วณพน้ื ท่โี ครงการเสริมศกั ยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ
เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อนและอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยนื
ทีม่ า: กอบศกั ดิ์ วันธงไชย (2563)

ทานองเดียวกัน การฟ้ืนฟูป่าพรุควนเคร็งน้ันจาเป็นต้องเข้าใจสภาพป่าและความหลากลายทาง
ชีวภาพในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมพืชพื้นถ่ินในป่าพรุควนเคร็ง ซ่ึง กอบศักดิ์ วันธงไชย (2563)
อธิบายว่า พื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งปกคลุมไปด้วยต้นเสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) เป็นไม้เบิกนาข้ึน
หนาแน่นอยู่เป็นหมู่ไม้ชนิดเดียวล้วน (pure stand) มานานกว่า 50 ปี ซึ่งพื้นท่ีป่าเหล่านี้ถูกไฟไหม้เป็น
ประจา ไม่มีพันธุ์ไม้ป่าพรุดั้งเดิมเหลืออยู่ในพื้นท่ี เหลือเพียงแต่ไม้เสม็ดขาวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การ
ป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ทาลายป่าเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถทาให้กระบวนการตามธรรมชาติฟ้ืนฟู
ชนดิ พันธ์ุไม้ป่าพรดุ ง้ั เดิมกลบั มาได้ ดังนนั้ แนวทางการฟ้ืนฟปู ่าพรุท่เี สื่อมโทรมจงึ จาเป็นต้องปลกู เสริมและ
มีการจดั การท่ีเหมาะสมและใช้รปู แบบท่ีหลากหลายจึงจะประสบผลสาเรจ็ กลา่ วคอื 1) การนาขอ้ มูลทาง
วิชาการฟื้นฟูปา่ พรุจากศนู ย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนือ่ งมาจากพระราชดาริ จังหวัดนราธิวาส และ
โครงการฟื้นฟูของมูลนิธิชัยพัฒนา มาเป็นต้นแบบประกอบการกาหนดรูปแบบการฟ้ืนฟูระบบนิเวศ 2)
การจัดการหมู่ไม้เสม็ดที่เกิดข้ึนหลักจากไฟไหม้ป่า เนื่องจากภายหลังไฟไหม้ป่าจะทาให้เมล็ดเสม็ดขาว

การใช้เทคโนโลยเี พ่ือหลีกเลีย่ งการเสือ่ มโทรมของป่าพรุและการฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม | 145

กระจายตัวและงอกเปน็ ต้นเสม็ดอ่อนข้ึนหนาแนน่ ในพน้ื ทป่ี ่า 3) การสนับสนุนให้ชุมชนปลูกไม้มคี ่าหรือไม้
ใช้สอยในท่ีดินทากิน ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้เสริมให้แก่คนในชุมชนได้ ทว่ายังเป็นการลดการตัดไม้เพ่ือใช้
สอยจากป่าพรุได้อีกทางหน่ึง กอปรกับปัจจุบันมีโครงการชุมชนไม้มีค่าและยุทธศาสตร์การปลูกไม้
เศรษฐกิจ จึงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ชุมชนรับรูอ้ ย่างกว้างขวางและขับเคล่ือนการทางานในการสง่ เสริม
การปลกู ไมม้ ีค่าในพ้นื ทข่ี องเกษตรกรในชมุ ชน

จะเห็นได้ว่า ท้ังกรณีศึกษาจากต่างประเทศ (อุทยานแห่งชาติ U Minh Thuong ประเทศ
เวียดนาม) และในประเทศ (ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส) ชี้ให้เห็นว่าแนวทางการฟ้ืนฟูป่าพรุเส่ือม
โทรม คือ การฟ้ืนฟูโดยการเพ่ิมความหลากหลายของพันธุ์พืชท้องถิ่น พื้นที่พรุมีลักษณะแตกต่างจากป่า
ประเภทอนื่ น้าเปน็ ปัจจัยท่สี ร้างความเปราะบางต่อการเสอื่ มโทรม การฟ้ืนฟูพรคุ วนเคร็งด้วยรปู แบบการ
เพม่ิ ความหลากหลายของพนั ธุ์พชื ท่เี หมาะสมกับสภาพพื้นท่ีและวถิ ีคนในชุมชน เปน็ แนวทางหนง่ึ ที่สาคัญ
และถือว่าเป็นพื้นฐานสาคัญของการปรับโครงสร้างพ้ืนท่ีให้มีความอุดมสมบูรณ์ ท้ังน้ี การเพิ่มความ
หลากหลายของพันธ์ุพืชในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งน้ันมีหลายปัจจัยท่ีต้องคานึงและหลายขั้นตอนในการ
ดาเนินการจึงจะประสบผลสาเร็จ ดังที่ กอบศักด์ิ วันธงไชย (2563) อธิบายว่า การปลูกป่าหรือการฟ้ืนฟู
ปา่ เพ่อื ใหไ้ ด้ผลสาเร็จทด่ี ีจาเป็นอย่างย่งิ ท่ีจะต้องจดั เตรียมกล้าไมเ้ พื่อใช้สาหรบั การปลูกและปลกู ซ่อมตาม
วาระและโอกาสต่าง ๆ กัน ไว้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะให้ได้มาของกล้าไม้ท่ีใช้สาหรับปลูกฟื้นฟูป่าต้องมา
จากการเพาะเล้ียงจากเรือนเพาะชา เน่ืองจากเรือนเพาะชาเป็นสถานที่เพ่ือดูแลรักษากล้าไม้ ก่ิงตอน กิ่ง
ชา ของต้นไม้หลากหลายชนิดที่จะต้องปลูกเพาะขยายพันธุ์และต้องมีการดูแลรักษาเป็นพิเศษใน
สภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาตทิ ี่มกี ารผันแปรของแสงแดด อณุ หภูมิ ลม และปรมิ าณฝนท่ีไมส่ มา่ เสมอ หาก
ต้องการกล้าไม้ที่มีคุณจาเป็นต้องมีรูปแบบและขั้นตอนที่ดีตั้งแต่การจัดสร้างเรือนเพาะชา การคัดเลือก
เมลด็ จากตน้ แม่ไมพ้ ันธดุ์ ี การปฏบิ ัตติ ่อเมล็ดรวมทั้งศกึ ษาวธิ ีการในการเพาะชากล้าไม้ทีเ่ หมาะสมกับชนิด
พันธุ์และสภาพพ้ืนท่ีปลูก ท้ังน้ีการผลิตกล้าไม้ใหไ้ ด้จานวนมากและคุณภาพดีผูป้ ฏบิ ัตงิ านควรต้องค้นคว้า
พัฒนาเทคนิคต่าง ๆ และตลอดจนการจัดการบารุง ดูแล รักษา โรงเรือนเพาะชาและกล้าไม้ท่ีสม่าเสมอ
นอกจากการปลูกเสริมและปรับโครงสร้างป่าพรุดังกล่าวแลว้ พ้ืนที่ในภูมิทัศน์ควนเคร็งยังประกอบด้วยท่ี
ทากิน สวนยางพารา สวนปาล์มน้ามัน ซึ่งมีศักยภาพสูงสาหรับการปลูกไม้เพื่อการใช้สอยหรือการค้าใน
อนาคตจากมาตรการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจของประเทศ โดยการปลูกแทรกในสวนยาง สวนปาลม์
น้ามัน และการปลูกหน้าบ้าน หลังครัว ริมรั้ว ขอบแดน จะช่วยให้ชุมชนในพ้ืนท่ีได้รับประโยชน์จากการ
ฟ้ืนฟูระบบนิเวศพรุควนเคร็งท่ีชัดเจนขึ้น ถึงกระน้ันก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการฟ้ืนฟูระบบนิเวศด้วยการปลูก
ปา่ พรหุ รอื การสง่ เสริมปลูกไม้เศรษฐกจิ บรเิ วณภูมทิ ัศน์พรคุ วนเครง็ จาเปน็ ตอ้ งได้รบั ความรว่ มมือและแรง
สนับสนุนจากชุมชนในพ้ืนที่อย่างเข้มแข็งจริงจัง เพราะภูมิทัศน์พรุควนเคร็งไม่ได้มีเพียงป่าพรุเท่านั้น แต่
ประกอบด้วยชุมชนที่อาศัยทามาหากินอยู่ในพื้นที่และโดยรอบพรุ (ภาพที่ 3.75) ซึ่งชุมชนย่อมมีความรู้
ความเข้าใจและมีความผูกพันกับพรุควนเคร็ง การดาเนินกิจกรรมใด ๆ ก็ตามท้ังเพื่อการพัฒนาปรับปรุง
รวมถงึ การฟ้ืนฟพู นื้ ทภ่ี ูมทิ ัศน์พรคุ วนเครง็ ต้องไดร้ บั ความร่วมมือจากชุมชนจึงจะประสบผลสาเรจ็

146 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยืน

ภาพท่ี 3.75 แผนทีแ่ สดงขอบเขตป่าสงวนและป่าอนรุ ักษ์ในพนื้ ทโ่ี ครงการเสริมศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ
เพอ่ื เพิม่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอนและอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยืน

เปดิ ประตสู ูป่ ่าพรคุ วนเคร็ง เขา้ ใจธาตสุ ีพ่ ื้นท่พี รุ
การฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งต้องทาความเข้าใจสภาพท่ัวไปของป่าในด้านต่าง ๆ ทั้งสภาพทั่วไปป่า

พรุควนเคร็ง อันได้แก่ สังคมพืชในป่าพรุ ลักษณะดินและน้า ซึ่งจากการศึกษาของ กอบศักด์ิ วันธงไชย
(2563) ไดอ้ ธิบายถงึ ประเด็นสาคัญทตี่ ้องเข้าใจถงึ ความหลากหลายทางชวี ภาพในพืน้ ทป่ี า่ พรุควนเครง็ ทัง้
ด้านสงั คมพชื ในป่าพรุ ดนิ และน้าในปา่ พรุ รวมถึงสัตวป์ า่ ในป่าพรุ กล่าวคือ

สังคมพืชในป่าพรุ มีลักษณะพิเศษของพรรณไม้ท่ีมีระบบรากแตกต่างจากสังคมพืชอื่น ๆ โดย
การพัฒนาระบบรากให้ตัวเองสามารถอยู่รอดได้ในพ้ืนท่ีมีน้าท่วมขัง และมีสภาพดินเป็นดินพรุท่ีเกิดจาก
การทับถมของซากพืชอย่างหลวม ๆ ซ่ึงรากพืชลักษณะพิเศษเช่นน้ีประกอบด้วยราก 3 ประเภท ท่ีมี
ลักษณะแตกต่างกัน คือ รากพูพอน (buttress) เป็นรากที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ รากค้ายัน (stilt root)
และมีการพัฒนาให้มีรากหายใจ (pneumatophore) โผล่ขึ้นมาเหนือน้าเพื่อช่วยให้ตัวเองอยู่รอดได้ใน
สภาพพ้นื ทท่ี ม่ี ีนา้ ท่วมขงั ในระดับสูงเปน็ เวลานาน

กระบวนการทดแทนของสังคมพชื ป่าพรุ คือ การท่ีพชื มีการขนึ้ ทดแทนกันในพืน้ ทปี่ ่าพรุภายหลัง
จากถกู รบกวน สามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ลกั ษณะ ได้แก่

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเล่ียงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟืน้ ฟปู ่าพรทุ ่ีเส่อื มโทรม | 147

1) การถูกรบกวนไม่รุนแรง คือ การที่พ้ืนท่ีป่าถูกเปิดโล่งหรือรบกวนจากภายนอกเป็นพ้ืนที่
ไม่มากเกินไป ไม้เบิกนาท่ีมีศักยภาพในการปกคลุมพ้ืนท่ีได้ในระยะแรกเช่น มะฮังใหญ่ (Macaranga
pruinosa) จะเข้ามาแทนที่และเติบโตให้ร่มเงาปกคลุมดินไม่ให้ได้รับแสงโดยตรง เนื่องจากหากดินในป่า
พรนุ ั้นไดร้ ับแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์ สารประกอบซลั เฟอร์ในดินจะทาปฏิกิริยากับอากาศ ส่งผลให้ดิน
มีสภาพเป็นกรดจดั ไม่สามารถฟื้นตัวกลบั คืนไปได้ และเมื่อถึงช่วงเวลาหนงึ่ ไม้อื่น ๆ ที่เป็นไม้เด่นของปา่
พรุก็จะข้ึนแทนท่ี ในขณะท่ีไม้เบิกนาก็จะตายลงภายใต้ร่มเงาของไม้เด่นเหล่านั้น ถือเป็นกลไกตาม
ธรรมชาตขิ องการฟนื้ ฟพู นื้ ท่ดี ว้ ยตวั เองของป่าพรุ แตถ่ ้าหากจะให้พ้ืนทท่ี ่ไี ด้รับการรบกวนฟื้นฟูไปถึงระดับ
ที่สมบรู ณ์นนั้ อาจจะต้องใชเ้ วลาถึง 100 ปี

2) การถูกรบกวนถึงขั้นวิกฤติ น่ันคือ พื้นท่ีถูกเปิดโล่งอย่างมากซ่ึงส่งผลให้น้าในดินพรุถูก
ระบายออกจนดินพรุสัมผัสกับอากาศ และเกิดปฏิกิรยิ าทางเคมีของสารประกอบซัลเฟอร์ทาให้ดินมีสภาพ
เป็นกรดจัดและไม่สามารถกลับคืนสภาพเดิมได้เองตามธรรมชาติ ส่งผลไม้ด้ังเดิมท่ีข้ึนในพื้นที่ป่าพรุ
สมบูรณ์ไมส่ ามารถขึน้ ในพ้นื ท่ไี ด้อกี แตจ่ ะมีพชื ท่มี ีความทนทานสูงขน้ึ แทน เชน่ กก กระจูด และเสมด็ จน
ในท่สี ุดกลายเปน็ ระบบนิเวศที่มีไมเ้ สม็ดเพียงชนิดเดียว จึงเรยี กกันโดยทั่วไปวา่ “ปา่ เสม็ด” ซ่งึ กค็ ือป่าพรุ
เสื่อมโทรมประเภทหนง่ึ ท่พี บไดท้ ั่วไปในพน้ื ที่ป่าพรคุ วนเคร็ง จงั หวัดนครศรธี รรมราช

สังคมพืชในป่าพรุควนเคร็ง ประกอบด้วยพรรณไม้ยืนต้นที่พบเพียงไม้เสม็ดขาว มีความ
หนาแน่น 192 ต้นต่อไร่ ความโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกเฉลีย่ 10.62 เซนติเมตร และความ
สูงเฉล่ียเท่ากับ 11 เมตร ขณะท่ีไม้พ้ืนล่างส่วนใหญ่เป็นกระจูด (Lepironia articulate) ลาเท็ง
(Stenochlaena palustris) และลเิ ภายุ่ง (Lygodium microphyllum) ขณะเดยี วกันโครงสร้างทางด้าน
ตั้งสังคมพืชและการปกคลุมเรือนยอดนนั้ พบเพยี งไม้เสม็ดขาวมีความสูงของเรือนยอดอยู่ในช่วงระหว่าง 8
- 13 เมตร ดังภาพท่ี 3.76

ภาพท่ี 3.76 โครงสร้างทางดา้ นตงั้ (profile diagram) ของสังคมพืชไมเ้ สม็ดขาวในปา่ พรคุ วนเคร็ง
ท่มี า: กอบศกั ด์ิ วนั ธงไชย (2563)

148 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยืน

ดินในปา่ พรุ ประกอบด้วยชนั้ ดินเดิมและพรุทีอ่ ยู่ดา้ นบนทบั ถมกนั โดยที่ช้นั ล่างเปน็ ดนิ เลนทะเล
ซง่ึ มีสารประกอบกามะถัน เรียกว่า ดนิ อนิ ทรยี ์ (organic soil) เปน็ ดินท่ีมอี นิ ทรยี วัตถเุ ปน็ ชั้นหนามากกว่า
40 เซนติเมตรขึ้นไป โดยอินทรีย์คาร์บอนและอนุภาคดินเหนียวมีความสมั พันธ์กันในทางตรงกันข้าม น่ัน
คือ ถ้า “อนุภาคดินเหนียวมาก ดินอินทรีย์หรืออินทรีย์คาร์บอนจะมีน้อย” ในทางตรงกันข้าม ถ้า
“อนุภาคดินเหนียวมีน้อย ดินอินทรีย์หรืออินทรีย์คาร์บอนจะมีมาก” กล่าวคือ นับเร่ิมต้นภายในช่วง 80
เซนติเมตรจากผิวดนิ ถ้าอนภุ าคดนิ เหนียวมปี ริมาณมากกวา่ รอ้ ยละ 60 ผวิ ดินจะมีดนิ อนิ ทรียม์ ากกว่าร้อย
ละ 18 และถ้าอนุภาคดินเหนียวมีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 60 ผิวดินจะมีดินอินทรีย์อยู่ในช่วงร้อยละ12
ถึง 18 ท้ังนี้ ดินอินทรีย์เกิดจากการทับถมเป็นระยะเวลานานของซากพืชธรรมชาติที่เติบโตในพื้นท่ีปา่ พรุ
โดยความหนาของช้ันพรุหรอื ช้ันดินอินทรีย์ในแตล่ ะบริเวณของป่าพรุจะมีความแตกต่างกัน โดยส่วนมาก
บริเวณใจกลางพรจุ ะมีความหนาแนน่ ของดนิ อินทรีย์มากทส่ี ุด โดยดินอนิ ทรยี แ์ บ่งออกตามระดบั ความลึก
ของชั้นอินทรีย์ได้ 3 ระดับ คือ ช้ันดินอินทรีย์ระดับตื้น เป็นชั้นที่มีความลึกน้อยกว่า 1.5 เมตร ชั้นดิน
อินทรีย์ลึกปานกลาง เป็นชั้นที่มีความลึก 1.5 ถึง 3.0 เมตร และช้ันของดินอินทรีย์ระดับลึก เป็นช้ันที่มี
ความลึกมากกว่า 3 เมตร ถัดจากช้ันดินอินทรีย์ลงไปชั้นดินเลนสีเทาปนน้าเงิน เน่ืองจากมีแร่ไพโรต์เป็น
องคป์ ระกอบประมาณร้อยละ 1 ถึง 6

ดินอินทรีย์เกิดในพ้ืนที่พรุซึ่งเป็นพื้นท่ีต่าเป็นโพรงและโปร่ง เมื่อเหยียบย่าดินจะยุบตัวและมี
ความรู้สึกหยุ่น ๆ โดยปกติมีพืชพรรณขึ้นปกคลุมเป็นพื้นที่อิ่มตัวด้วยน้า ซึ่งในพื้นที่พรุมีระดับน้าใต้ดินสูง
มีความช้ืนสูงทาให้มีสภาพคล้ายอิ่มหรือพองตัวด้วยน้า ความหนาแนน่ ตา่ ไม่สามารถทนรบั น้าหนกั ได้มาก
ซึ่งการสะสมของช้ันอินทรียวัตถุเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าอย่างมาก โดยเฉพาะเม่ือช้ันอินทรียวัตถุ
ถูกเผาทาลายด้วยไฟป่าอย่างซ้าซาก ช้ันดินอินทรีย์ท่ีเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีจะถูกเผาไหม้จนหมดไป จน
เหลือเพียงดินช้ันล่างท่ีเป็นดินโคลน (muddy) ท่ีมีสารไพโรต์สูง (pyrite :FeS2) เมื่อเปิดหน้าดินอินทรีย์
ออกทาให้ออกซิเจนมีโอกาสทาปฏิกิริยา oxidation กับสาร pyrite ให้สารประกอบซัลเฟตและกรด
กามะถัน (acid sulphate soil) ทาใหด้ นิ มสี ภาพเปน็ กรด

ดินอินทรีย์หรือดินพรุจัดอยู่ในอันดับฮิสโตโซลล์ (histosols) เป็นดินท่ีมีลักษณะการเกิดและ
สมบตั โิ ดยท่ัวไปแตกตา่ งจากดนิ ในอันดับอน่ื ๆ มาก เนื่องจากเปน็ ดินท่ีเกิดจากการทับถมของอนิ ทรียสาร
ในสภาพแวดล้อมท่ีเป็นแอ่งต่าปิด มีน้าขังอย่างต่อเนื่องหรือเกือบต่อเน่ืองตลอดเวลา หรืออาจจะเกิดใน
บรเิ วณทส่ี งู ชนั หรือตามแนวน้าซับที่มนี ้าพอเพยี งทจ่ี ะเกิดสภาวะทส่ี ามารถปดิ กั้นกจิ กรรมของออกซิเจนท่ี
จะเกิดข้ึนกับดิน ทาให้กระบวนการผุพังเนา่ เป่อื ยและการเปล่ียนแปลงเป็นแรธ่ าตุของอินทรียวัตถุเกิดข้ึน
ช้ากว่ากระบวนการสะสมของอินทรียสาร ซ่ึงจะเกิดเป็นชั้นสะสมท่ีหนา โดยการทับถมจะเกิดข้ึนจาก
ตอนล่างข้ึนมาสูต่ อนบน ดังน้ัน ฮิสโทซอลส์จงึ เป็นดินที่ไม่ถูกจากัดโดยสภาพภูมิอากาศหรอื ชั้นชว่ งลึกที่มี
อยู่ก่อนแล้ว แต่จะถูกจากัดโดยวัตถุต้นกาเนิดของดินซึ่งต้องเป็นวัสดุอินทรีย์เท่าน้ัน ลักษณะเด่นของดิน
ในอันดบั น้คี ือ เปน็ ดินทม่ี ีองค์ประกอบเชิงอนิ ทรยี ์เปน็ ปริมาณท่ีสูงเม่ือเปรยี บเทยี บกบั องค์ประกอบเชิงแร่
ธาตุในดิน โดยปกติจะมีอนิ ทรีย์คาร์บอนมากกวา่ 200 กรัมต่อกิโลกรัมของดิน ในทางกายภาพจัดเป็นดิน
ที่มีความจุในการอุ้มน้าสูง น้าท่ีอยู่ในดินมีทั้งที่อยู่ในช่องว่างขนาดใหญ่และในช่องว่างขนาดเล็กมากท่ีพชื
สามารถนาไปใช้ได้ยาก โดยท่ัวไปมีลักษณะคล้าย ๆ ฟองน้าที่สามารถรับน้าเข้าและปล่อยน้าออกไปได้
สามารถหดตัวได้มากเม่ือแห้ง มีความพรุนสูง และความหนาแน่นรวมต่า ในสภาพท่ีไม่มีการใช้ที่ดิน
อินทรียสารจะคงลักษณะเดิมอยู่เป็นเวลานาน แต่หากมีการระบายน้าออกและมีการใช้ท่ีดิน อัตราการ

ระ ัดบน้ำเห ืนอ ิผว ิดน (cm)การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสอื่ มโทรมของป่าพรุและการฟน้ื ฟปู า่ พรทุ ีเ่ สอื่ มโทรม | 149

เนา่ เปื่อยจะเร็วมาก อนิ ทรยี สารจะสูญหายไปได้ง่าย และอาจเกิดภาวะดินเป็นกรดจัด ลักษณะท่แี ตกต่าง
กันของดินในอันดับฮิสโทซอลส์ท่ีเกิดขึ้นในแต่ละบริเวณน้ันขึ้นอยู่กับข้ันการสลายตัวของอินทรียสาร ซ่ึง
จะส่งผลให้เกิดความต่างของสี องค์ประกอบของสารเส้นใย โครงสร้าง การยึดตัว และความเป็นกรดเป็น
ด่างของดิน เป็นต้น ในประเทศไทยท่ีพบมีอยู่ 2 ชุดดิน คือ ชุดดินนราธิวาส (Nw) และชุดดินกาบแดง
(Kd)

น้าในป่าพรุ น้ามีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศป่าพรุ นับเป็นปัจจัยกาหนดการอยู่รอด
หรือการคงอยู่ของป่าพรุ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ คุณภาพของน้ามีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อการรอดตายและการ
เจริญเติบโตของต้นไม้ กล่าวคือ ถ้าระดับการท่วมขังของน้าอยู่ในระดับสูงเกินกว่าระดับรากหายใจท่ีโผล่
ข้ึนมาเหนือน้า ย่อมมีผลต่อกระบวนการหายใจและการแลกเปล่ียนอากาศของพืช แต่ถ้าระดับน้าอยู่ต่า
เกินไปจะทาให้ดินอินทรีย์มีสภาพแห้ง ซ่ึงเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ชี้ชัดได้จากกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุ
ควนเคร็งอย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 2555 ที่ปัจจัยหนุนเสริมให้ไฟลุกลามและมีความรุนแรง สร้างความ
เสียหายให้แก่ป่าพรุควนเคร็งเป็นอย่างมาก นั่นคือ การท่ีป่าพรุควนเคร็งมีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้า
ในระดับที่ทาให้น้าอยู่ต่าเกินไป ดินอินทรย์แห้ง (ภาพท่ี 3.77) ดังน้ันการจัดการป่าพรุที่ดีจาเป็นต้อง
พจิ ารณาหาระดับน้าท่ีเหมาะสมเพื่อใช้กกั เก็บ อยา่ งไรกต็ าม การทว่ มถงึ ของนา้ ในป่าพรุมผี ลต่อการตั้งตัว
ของกล้าไม้เสม็ดขาว หลังจากนั้นระดับความลึกของน้าและระยะเวลาการท่วมของน้าจะไม่มีผลต่อการ
เติบโตในแง่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางและความสูงของกล้าไม้และไม้หนุ่ม แต่จะมีผลกับขนาดและอัตราการ
เตบิ โตของไม้เสม็ดขาวในชว่ งทเ่ี ป็นไมใ้ หญ่ โดยไม้เสมด็ ขาวมแี นวโนม้ จะเติบโตไดด้ ีในท่ีทมี่ นี า้ ทว่ มถงึ

100
80

60
40

20
0

-20

-40
-60

ภาพที่ 3.77 การเปล่ียนแปลงของระดบั น้าในพ้ืนทป่ี ่าพรุควนเครง็ ในปี พ.ศ. 2555 ซ่งึ สง่ ผลต่อไฟไหมป้ า่
ทีม่ า: ศูนยป์ ฏิบัติการไฟป่านครศรีธรรมราช อา้ งถึงใน กอบศักด์ิ วนั ธงไชย (2563)

150 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน

ดา้ นคณุ ภาพของน้าในปา่ พรเุ ส่ือมโทรม พบว่า นา้ มคี วามเขม้ ขน้ ของสาร phenolic compound
สูงกว่าน้าในป่าพรุดั้งเดิม และความเข้มข้นของสาร phenolic compound ในป่าพรุเสื่อมโทรม มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 6.7 mg/l ขณะท่ีป่าพรุด้ังเดิมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.0 mg/l อีกท้ังยังพบว่าในดินพบสาร
ดังกล่าวมากกว่าในน้า และในสภาพน้าขังมีความเข้มสูงกว่าในสภาพดินดอน ความเข้มข้นของสาร
phenolic compound ผันแปรแตกต่างกันไปตามสภาพพ้ืนที่และระดับความลึกของดิน ขณะที่สมบัติ
อ่ืน ๆ ของน้าในป่าพรุเส่ือมโทรม เม่ือเปรียบเทียบกับสมบัติของน้าในป่าพรุสมบูรณ์ พบว่า น้าในป่าพรุ
เส่ือมโทรมมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะท่ีทาให้น้ามีคุณภาพต่าลง เนื่องจากมีหลายปัจจัยท่ีมีคา่
สงู ข้ึน ไดแ้ ก่ อณุ หภูมิ ความเป็นกรด และสภาพการนาไฟฟ้า ยกเวน้ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้าเท่านั้น
ที่มีสมบตั ิเปล่ยี นแปลงไปในลกั ษณะทท่ี าใหค้ ุณภาพของนา้ ดีขึน้ คอื มีปริมาณเพิ่มขน้ึ เนื่องจากนา้ ในปา่ พรุ
เส่ือมโทรมมีการไหลของน้าแรงขึ้น จากการตรวจวัดค่า pH ของน้าในป่าพรุ พบว่าส่วนใหญ่มีค่าอยู่
ระหว่าง 5.1-6.4 และจะมีการลดลงต่าสุดในบางครั้งอยู่ท่ี 3.7 ซ่ึงเกิดข้ึนในเฉพาะพื้นที่ขอบพรุที่น้าไหล
ผ่านกรดกามะถนั

สัตวป์ า่ ในป่าพรุ ในปา่ พรทุ สี่ มบูรณ์ เช่นทป่ี า่ พรโุ ต๊ะแดงมีความหลายหลายของสัตว์มากมาย ไม่
ว่าจะเป็นสตั ว์เล้ียงลกู ด้วยนม เชน่ หมี หมปู ่า เสือดา แมวป่า คา่ ง กระรอก รวมถงึ สัตว์เล้ือยคลานหายาก
เช่น กิ้งก่าบิน งูงวงช้าง งูบองหลาน้า และพบ “ตะโขง” ซ่ึงเป็นสัตว์หายากใกล้สูญพันธ์ของเมืองไทยท่ี
อาศัยป่าพรุโต๊ะแดง นอกจากนี้ยังมีสัตว์ขนาดเล็กอ่ืน ๆ จาพวกที่สามารถเกาะไต่อยู่ตามเรือนยอดไม้ได้
เช่น ลิงแสม ค่างแว่นถ่ินใต้ กระรอก เป็นต้น และส่ิงท่ีน่าสนใจ คือ นกท่ีหายากชนิดต่าง ๆ รวมถึงพันธุ์
ปลาที่พบ ได้แก่ ปลาปากย่ืน เป็นปลาชนิดใหม่ของโลกพบที่ป่าพรุโต๊ะแดงเท่าน้ัน ปลาดุกลาพัน ท่ีมี
รูปร่างคลา้ ยงซู ่ึงอาจพฒั นาเปน็ ปลาเศรษฐกจิ ท่ีใช้เล้ียงในแหล่งท่มี ีปญั หาน้าเปร้ียวได้ ปลากะแมะ รูปรา่ ง
ประหลาดมีหัวแบน ๆ กว้าง ๆ และลาตัวค่อย ๆ ยาวเรียวไปจนถึงหาง มีเง่ียงพิษอยู่ที่ครีบหลัง ปลา
เหล่านี้จะอาศัยป่าพรุเป็นพื้นที่หลบภัยและวางไข่ก่อนที่จะแพร่ลูกหลานออกไปให้ชาวบ้านได้อาศัยเป็น
เครื่องยังชีพ อนึ่ง สัตว์ป่าในพรุควนเคร็งจากการสารวจในพ้ืนที่หลังไฟไหม้เม่ือ พ.ศ. 2555 พบสัตว์ป่า
ทั้งหมด 148 ชนิด เป็นนกป่า 89 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 14 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 28 ชนิด และสัตว์
สะเทินน้าสะเทินบก 17 ชนิด สัตว์หลายชนิดเป็นสายพันธุท์ ่ีสาคัญต่อการอนุรักษ์ในระดับโลกรวมถึงเสือ
ปลา (Prionailurus viverrinus) และนากใหญ่ขนเรียบ (Lutrogale perspicillata) โดยท่ีผลกระทบจาก
ไฟไหม้ป่าพรุในครั้งน้ัน พบว่า นกที่ได้รับผลกระทบมากมีจานวน 27 ชนิด ได้รับผลกระทบปานกลาง 59
และได้รับผลกระทบน้อย 19 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้รับผลกระทบมาก 6 ชนิด ได้รับผลกระทบ
ปานกลาง 11 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานที่ได้รับผลกระทบมาก 10 ชนิด ได้รับผลกระทบปานกลาง 16 และ
ได้รับผลกระทบน้อย 2 ชนิด สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก ที่ได้รับผลกระทบมาก จานวน 7 ชนิด ได้รับ
ผลกระทบปานกลาง 9 ชนิด ไดร้ ับผลกระทบน้อย 2 ชนิด ทรพั ยากรสัตวน์ ้าในพรุควนเคร็งพบปลาหลาย
ชนิด สามารถจาแนกได้ถึง 15 วงศ์ 36 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปลาตะเพียน และชนิดปลาที่มีมูลค่าทาง
เศรษฐกิจ เช่น ปลาสลาด ปลาดุกอุย ปลาไหลนา ปลาหมอช้างเหยียบ ปลาช่อน ปลากระสง ปลาหมอ
ปลาเสอื สมุ าตรา ปลาซวิ หางกรรไกร และปลาดกุ ลาพัน

เห็นได้ว่า ป่าพรุควนเคร็ง เป็นพ้ืนท่ีพรุที่มีความหลากหลายของสภาพพ้ืนที่ในแต่ละบริเวณ และ
ในแต่ละบริเวณก็มีความหลากหลายทางชีวภาพท้ังพืชและสัตว์ รวมถึงสภาพพ้ืนที่ท้ังในแง่ของโครงสร้าง
ป่า ดิน น้า และสภาพปัญหาท่ีเกิดข้ึนคือ การสูญเสียน้าออกจากระบบ การเกิดไฟไหม้ป่าที่รุนแรงหลาย


Click to View FlipBook Version