The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 21:32:30

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

การใช้เทคโนโลยีเพ่อื หลกี เลยี่ งการเส่ือมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้นื ฟูป่าพรทุ เ่ี สอื่ มโทรม | 201

รองลงมา คือ พื้นที่ป่าพรุด้ังเดิม เท่ากับ 0.04 ตันต่อไร่ ซึ่งได้จากปริมาณซากพืชที่ยังไม่มีการย่อยสลาย
เนื่องจากมีน้าท่วมขังในพื้นท่ีตลอดปี ขณะที่สวนปาล์มน้ามัน มีการกักเก็บคาร์บอนในซากพืชต่าที่สุด
เท่ากับ 0.04 ตนั ตอ่ ไร่ เพราะพื้นทีเ่ กษตรมกี ารกาจัดวชั พืช และดแู ลเพ่ือปอ้ งกันการเกดิ ไฟไหมใ้ นพื้นท่ีทา
ในพ้ืนทแ่ี ทบไม่พบซากพืชเลย (ภาพที่ 3.120)

การกักเก็บคาร์บอนในดิน จากการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในดินของพื้นที่พรุควนเคร็งใน
แปลงตัวอย่างถาวรใน 3 พื้นที่ นั่นคือ พ้ืนที่ป่าพรุดั้งเดิม ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน โดยการขุดหลุม
ดินขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร จานวนพ้ืนท่ีละ 1 หลุม เพ่ือจัดทาหน้าตัดดิน (soil
profile) และเก็บตัวอย่างดิน/พรุ ในแต่ละชั้นดินนาส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพ่ือวิเคราะห์หาปริมาณ
คาร์บอน อีกทั้งยังมีการเกบ็ ตัวอย่างดนิ แบบไม่ทาลายโครงสรา้ ง (undisturbed soil sampling) ท่รี ะดับ
ความลึก 100 เซนติเมตร ด้วย split tube soil sampler ในแต่ละพื้นท่ี ๆ ละ 4 แปลงตัวอย่าง เพ่ือ
นามาวิเคราะห์ความหนาแน่นรวม (bulk density) และปริมาณคาร์บอนท้ังหมด (ภาพท่ี 3.121) ทั้งน้ี
การศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในดินของป่าพรุซึ่งเป็นชั้นดินอินทรีย์ได้มีการศึกษาถึงระดับความลึก 100
เซนตเิ มตร ซึ่งเป็นระดบั ความลกึ ทอ่ี าจประกอบด้วยชัน้ พรุ และดนิ ขึน้ อย่กู ับระดับความลกึ ของพรุ และมี
การจาแนกชั้นพรุโดยการปรับปรงุ การจาแนกดินอินทรียต์ ามหลกั เกณฑ์ตามลักษณะทางกายภาพของพรุ
ซึ่งพิจารณาจากลักษณะต่าง ๆ ของเศษซากพืชท่ีอยู่ในกระบวนการย่อยสลายตามเกณฑ์ของ The Von
Post Scale of humification (EKONO, 1981) เน่ืองจากองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้มีผลต่อปริมาณ
คาร์บอน และค่าความหนาแน่นรวมของพรุ ตัวอย่างการจาแนกพรุ ดังแสดงในภาพท่ี 3.121 และมี
รายละเอียด ดงั นี้

พรุหยาบ คือ ลักษณะพรุท่ียังไม่ย่อยสลาย มีเศษซากพืชที่ยังไม่ย่อยสลายอยู่เป็นส่วนใหญ่
สามารถเหน็ เศษซากพืชเปน็ ชิน้ ส่วน เน้อื พรุมลี ักษณะหยาบ (ใกลเ้ คียง H1-H2 ใน The Von Post Scale
of humification)

พรุโคลน คือ ลักษณะพรุท่ีย่อยสลายปานกลาง ยังมีเศษซากพืชท่ียังไม่ย่อยสลายอยู่บ้าง
ประปราย ส่วนใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆ ไม่สามารถจาแนกเป็นช้ินส่วนได้ เน้ือพรุมีลักษณะเหนียวเหมือนโคลน
หรือท่ีเรียกวา่ muddy (ใกลเ้ คียง H3-H6 ใน The Von Post Scale of humification)

ดินพรุ คือ ลักษณะพรุท่ีย่อยสลายเกือบสมบูรณ์ถึงสมบูรณ์จนไม่พบช้ินส่วนของเศษซากพืชชิ้น
เล็ก หรือพบน้อยมาก ลักษณะเหนียวใกล้เคียงเน้ือดินเหนียว (ใกล้เคียง H7-H10 ใน The Von Post
Scale of humification)

202 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน

ภาพท่ี 3.121 การจาแนกชั้นพรตุ ามลักษณะทางกายภาพของพรุตามกระบวนการย่อยสลาย
ทม่ี า: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

อน่ึง การวเิ คราะหต์ ัวอย่างดนิ พรุ โดยการจาแนกเปน็ ชัน้ ต่าง ๆ พบว่า ชนั้ พรหุ ยาบ และพรโุ คลน
มีปริมาณคาร์บอนค่อนข้างสูงมากถึงร้อยละ 33 เนื่องจากชั้นพรุหยาบและพรุโคลนมีปริมาณเศษซากพืช
ท่ียังไม่ย่อยสลายนัน่ เอง ทั้งน้ี เม่ือเปรียบเทียบกับช้ันดินพรุที่มีย่อยสลายของเศษซากพืชเกือบสมบรู ณถ์ งึ
สมบูรณ์แล้ว พบว่า กระบวนการย่อยสลายดังกล่าวทาให้ชั้นดินพรุมีปริมาณคาร์บอนต่าที่สุด นั่นคือ มี
ปริมาณคาร์บอนไม่ถึงร้อยละ 1 ท้ังน้ี ปริมาณคาร์บอนของชั้นพรุแต่ละชั้นจะแตกต่างกันไปตามประเภท
ของพ้ืนท่ี (ภาพที่ 3.122-3.124) กอปรกับในแต่ละพ้ืนท่ีมีลักษณะของประเภทดินท่ีแตกต่างกันจึงมี
ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนแตกต่างกันด้วย โดยท่ีป่าพรุดั้งเดิม มีความลึกของพรุเฉลี่ย 1.86-2.47 เมตร
ทาให้ดินพรสุ ่วนใหญเ่ ป็นพรหุ ยาบและพรุโคลนซ่ึงมปี รมิ าณเศษซากพชื ท่ียังไม่ย่อยสลาย มีเพียงสว่ นน้อย
ที่ย่อยสลายเกือบสมบูรณ์เป็นดินพรุ (ภาพที่ 3.122 และภาพที่ 3.125) จึงทาให้มีการกักเก็บคาร์บอนใน
ดินที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร ในปริมาณสูงมาก น่ันคือ มีค่าเฉล่ียปริมาณการกักเก็บคาร์บอน เท่ากับ
120.15 ตันต่อไร่ หรือ 750.93 ตันต่อเฮกตาร์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนระหว่างแปลง
ตัวอย่างมีความแปรผันสูงมาก (ตารางท่ี 3.126) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ้ืนท่ีป่าเสม็ดซ่ึงมีความลึกของพรุต่า
กว่าพื้นท่ีอื่น นั่นคือ มีความลึกของพรุโดยมีค่าเฉลี่ย 1.04-1.80 เมตร และช้ันดินพรุท่ีพบด้านบนเป็นพรุ
หยาบและพรุโคลนซึ่งมีปริมาณเศษซากพชื ทย่ี ังไม่ย่อยสลาย ส่วนดา้ นล่างมกี ารย่อยสลายของเศษซากพืช
เกือบสมบูรณ์เป็นดินพรุ ขณะท่ีแปลงตัวอย่างท่ี 3 และ 4 พบชั้นดินนพรุท่ีถูกไฟไหม้ (ภาพที่ 3.123 และ
ภาพที่ 3.125) เช่นน้ีจึงทาให้พ้ืนท่ีป่าเสม็ดมีการกักเก็บคาร์บอนในดินท่ีมีการแปรผันระหว่างแปลง

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลกี เลยี่ งการเส่อื มโทรมของป่าพรุและการฟน้ื ฟปู ่าพรุที่เสอ่ื มโทรม | 203

ตวั อยา่ งคอ่ นข้างสงู น่ันคอื มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 88.36 ตันต่อไร่ หรอื 552.26 ตันต่อเฮกตาร์ ซง่ึ เป็นคา่ ที่ต่า
กว่าค่าเฉล่ียการกักเก็บคาร์บอนของป่าพรุด้ังเดิม ถึงกระนั้นก็ตาม นับว่าการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า
เสม็ดมีคา่ สงู เมื่อเปรียบเทียบกับพ้ืนทอี่ ื่นหรอื สวนปาล์มนา้ มนั

ในทางตรงข้าม สวนปาล์มน้ามัน ซ่ึงพ้ืนที่ป่าพรุ (ป่าเสม็ด) แต่ถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์
ท่ีดินโดยมีการระบายน้าออก และมีการปรับแต่งพื้นดินยกร่องเพื่อปลูกปาล์มน้ามัน ทาให้ลักษณะดินพรุ
และปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดินมีความแตกต่างกันไปตามอายุของปาล์ม โดยแปลงที่ 1 ซึ่งเป็น
ปาล์มน้ามนั อายุ 2 ปี ยังมีความลึกของพรเุ ฉลย่ี 1.42 เมตร ลกั ษณะชน้ั ดนิ พรใุ กลเ้ คียงกบั ป่าเสมด็ คือมีท้ัง
ช้ันพรุหยาบ พรุโคลน และดินพรุ และมีการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร เท่ากับ
136.43 ตันต่อไร่ หรือ 852.66 ตันต่อเฮกตาร์ แต่ในแปลงที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งมีอายุ 5 ปี 7 ปี และ 10 ปี
ตามลาดับ มีความลึกของพรุเฉล่ีย 0.43-1.00 เมตร ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนท่ีระดับความลึก
0-100 เซนตเิ มตร พบวา่ มลี กั ษณะของช้ันพรไุ มช่ ัดเจน มสี ่วนนอ้ ยเปน็ พรุหยาบและพรุโคลน สลบั กบั ดิน
พรุ และดินท่ัวไปที่เป็นดินอนินทรีย์ ทาให้มีการกักเก็บคาร์บอนในดนิ ท่ีระดับ 0-100 เซนติเมตร เท่ากับ
68.32, 49.82 และ 32.85 ตันตอ่ ไร่ ตามลาดบั (ภาพที่ 3.124 และภาพที่ 3.125)

เม่ือเปรียบเทียบกับการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในดินท่ีระดับ 0-100 เซนติเมตร ในพื้นที่ป่า
เสม็ดแต่ละสภาพ คือ ป่าเสม็ดที่ลุ่ม ป่าเสม็ดท่ีดอน และทุ่งหญ้า พบว่า มีการกักเก็บคาร์บอนในดินสูง
และมีแปรผันสูงมากเช่นกัน ป่าพรุท่ีลุ่มแปรผันสูงมากระหว่าง 182.23 - 616.57 ตันต่อเฮกตาร์ และมี
คา่ เฉลยี่ เท่ากับ 401.59 ตนั ต่อเฮกตาร์ ป่าพรทุ ี่ดอนมคี ่าระหว่าง 144.96 – 931.46 ตนั ตอ่ เฮกตาร์ และมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 542.03 ตันต่อเฮกตาร์ และทุ่งหญ้ามีค่าระหว่าง 132.06 - 974.61 ตันต่อเฮกตาร์ และมี
ค่าเฉลี่ยเทา่ กบั 485.15 ตนั ต่อเฮกตาร์ เมอ่ื เปรยี บเทียบกับการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ กบั ดินในปา่ ประเภท
อื่น ๆ พบว่า ชั้นดินพรุมีการกักเก็บคาร์บอนมากกว่าดินในป่าประเภทอื่น ๆ เนื่องจากป่าเสม็ดมีช้ันพรุท่ี
ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์อยู่มาก ชั้นพรุเป็นช้ันซากพืชทับถมกันมากซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้เป็น
อย่างดี แต่อาจมีการเปล่ียนแปลงและปลดปล่อยเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศได้ง่ายเช่นกัน
ซ่งึ เกดิ จากกระบวนการ peat oxidation ในชั้นของพรุเม่ือพน้ื ทเี่ กดิ การเปลีย่ นแปลงสภาพ เช่น ระดบั นา้
ลดลง มีการย่อยสลายตามธรรมชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลย่ี นแปลงการใชท้ ่ีดินเป็นประเภทอื่น
ๆ เช่น สวนปาลม์ น้ามัน ดงั แสดงในภาพท่ี 3.124

204 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพือ่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยนื

พ้นื ที่ แปลงท่ี จา้ นวนซา้ ลักษณะดิน ความลึก ความหนาแนน่ รวม ปรมิ าณคาร์บอน การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดิน

(ซม.) (กรัม/ลบ.ซม.) (%) (ตันต่อไร)่ (ตันต่อเฮกตาร)์

1 พรุหยาบ 0-27 0.96 15.98 66.27 414.20
พรุโคลน 27-100 0.29 27.44 92.94 580.90

พรหุ ยาบ 0-26 0.44 15.98 29.25 182.81

1 2 พรหุ ยาบผสมพรโุ คลน 26-36 0.28 30.79 13.79 86.21
0.25 27.44 70.25 439.04
พรุโคลน 36-100

พรุหยาบ 0-10 0.12 15.98 3.07 19.18

3 พรุโคลน 10-100 0.3 27.44 118.54 740.88

เฉลี่ย 0-100 0.38 22.72 131.37 821.08

พรหุ ยาบ 0-25 0.56 24.06 53.89 336.84

1 พรุโคลนผสมดนิ ทราย 25-40 0.48 22.53 25.95 162.22

พรุโคลน 40-100 0.33 22.53 71.38 446.09

พรุหยาบ 0-7 0.08 24.06 2.16 13.47

พรโุ คลน 7-15 0.42 22.53 12.11 75.70

2 พรโุ คลนผสมดนิ ทราย 15-20 0.34 22.53 6.13 38.30

2 ดนิ ทราย 20-57 0.5 7.93 23.47 146.71

พรุโคลน 57-100 0.21 22.53 32.55 203.45

พรหุ ยาบ 0-5 0.11 24.06 2.12 13.23

่ปาพ ุร ัดงเ ิดม 3 ดนิ พรุผสมพรุโคลน 5-20 0.44 12.77 13.49 84.28
ดนิ พรุ 20-35 0.34 13.68 11.16 69.77

พรุโคลน 35-100 0.18 22.53 42.18 263.60

เฉล่ีย 0-100 0.34 20.41 98.86 617.89

1 พรุหยาบ 0-20 0.34 20.39 22.18 138.65
พรโุ คลน 20-100 0.22 23.89 67.27 420.46

พรหุ ยาบ 0-8 0.15 20.39 3.91 24.47

2 พรุโคลนผสมดนิ ทราย 8-35 0.42 7.96 14.44 90.27

3 พรโุ คลน 35-100 0.28 23.89 69.57 434.80

พรหุ ยาบ 0-5 0.17 20.39 2.77 17.33

3 พรุโคลน (น้าทว่ มไม่ถงึ ) 5-50 0.64 20.91 96.35 602.21

พรโุ คลน 50-100 0.23 23.89 43.96 274.74

เฉล่ีย 0-100 0.30 20.43 106.82 667.64

พรุหยาบ 0-20 0.62 20.44 40.55 253.46

1 ดนิ พรุ 20-23 0.58 10.27 2.86 17.87

พรโุ คลน 23-100 0.27 29.8 99.13 619.54

พรหุ ยาบ 0-7 0.19 29.8 6.34 39.63

4 2 พรุโคลน (น้าทว่ มไม่ถงึ ) 7-36 0.62 16.97 48.82 305.12

พรโุ คลน 36-100 0.18 29.8 54.93 343.30

3 พรโุ คลน (นา้ ทว่ มไม่ถึง) 0-36 0.7 13.87 55.92 349.52
0.4 29.8 122.06 762.88
พรุโคลน 36-100

เฉล่ีย 0-100 0.46 22.51 143.54 897.11

ภาพที่ 3.122 แสดงตารางลกั ษณะดิน และศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในดินของป่าพรดุ ัง้ เดมิ

ท่ีมา: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อหลีกเลยี่ งการเสือ่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟื้นฟูป่าพรุท่ีเส่อื มโทรม | 205

พนื้ ที่ แปลงที่ จา้ นวนซา้ ลักษณะดิน ความลึก ความหนาแนน่ รวม ปริมาณคารบ์ อน การกกั เกบ็ คาร์บอนในดิน
(ซม.) (กรัม/ลบ.ซม.) (%)
(ตันต่อไร่) (ตันต่อเฮกตาร)์
พรหุ ยาบ 0-4 0.18 20.15 2.32 14.51
8.43 52.67
1 พรหุ ยาบผสมดนิ พรุ 4-18 0.9 4.18 9.56 59.77
ดนิ พรุ 18-51 0.64 2.83 60.87 380.46
2.90 18.14
พรโุ คลน 51-100 0.28 27.73 2.20 13.78
15.97 99.84
พรหุ ยาบ 0-6 0.15 20.15 39.13 244.58
4.90 30.63
12 ดนิ ทว่ั ไป 6-16 0.23 5.99 14.05 87.81
ดนิ พรุ 16-58 0.84 2.83 13.27 82.91
17.21 107.54
พรุโคลน 58-100 0.21 27.73 63.61 397.54
10.64 66.50
พรหุ ยาบ 0-8 0.19 20.15 9.20 57.52
18.09 113.04
3 ดนิ พรุ 8-37 1.07 2.83
พรุโคลน 37-50 0.23 27.73

ดนิ พรุ 50-100 0.76 2.83

เฉล่ีย 0-100 0.47 13.76

พรุหยาบ 0-10 0.33 20.15

1 พรหุ ยาบผสมดนิ พรุ 10-33 0.82 3.05
พรหุ ยาบ 34-50 0.33 20.15

ดนิ พรุ 34-100 0.63 7.47 37.65 235.31
14.70 91.88
พรุหยาบ 0-19 0.24 20.15 27.43 171.43
1.62 10.11
2 2 พรหุ ยาบผสมพรโุ คลน 19-50 0.7 7.9
พรโุ คลน 50-56 0.13 12.96

ดนิ พรุ 56-100 2.44 7.47 128.32 801.98
3.19 19.91
ดนิ ทวั่ ไป 0-9 0.28 7.9 13.32 83.27
23.47 146.69
3 พรุหยาบผสมดนิ พรุ 9-35 1.05 3.05
พรุหยาบ 35-48 0.56 20.15

่ปาเส ็มด ดนิ พรุ 48-100 1.55 7.47 96.33 602.08
127.98 799.90
เฉลี่ย 0-100 0.76 11.49 9.56 59.77
24.81 155.04
พรุหยาบไฟไหม้ 0-10 0.19 31.46 26.57 166.06
17.52 109.48
1 พรโุ คลน 10-40 0.69 7.49 5.79 36.18
9.07 56.72
พรุโคลนผสมดนิ พรุ 40-100 1.87 1.48 1.98 12.39
29.60 184.97
พรุหยาบไฟไหม้ 0-12 0.29 31.46 33.12 207.01
10.61 66.29
พรหุ ยาบผสมพรุโคลน 12-34 0.21 7.49 27.18 169.88
6.66 41.65
2 พรุโคลน 35-53 0.23 13.7 51.01 318.83
84.49 528.09
3 พรุโคลนผสมดนิ พรุ 53-62 0.93 1.48 12.40 77.50
ดนิ พรุ 62-100 1.72 2.83 84.27 526.67
31.21 195.04
พรหุ ยาบไฟไหม้ 0-14 0.47 31.46 20.12 125.76
74.39 464.92
ดนิ พรุ 14-29 0.59 7.49 97.21 607.59
17.09 106.80
3 พรุหยาบ 29-49 0.27 31.46 1.96 12.27
11.74 73.35
พรุโคลน 49-57 0.38 13.7 77.36 483.50

ดนิ พรุ 57-100 2.62 2.83

เฉล่ีย 0-100 0.82 14.09

พรหุ ยาบ 0-17 0.29 15.72

1 พรโุ คลน 17-72 0.29 33.02

ดนิ พรุ 72-100 0.93 7.49

พรุหยาบ 0-20 0.4 15.72

42 พรุโคลน 20-52 0.44 33.02
ดนิ พรุ 52-100 1.69 7.49

พรุหยาบ 0-35 0.38 8.03

3 พรหุ ยาบผสมดนิ พรุ 35-44 0.24 5.68

ดนิ พรุ 44-100 2.22 0.59

เฉล่ีย 0-100 0.76 12.55

ภาพที่ 3.123 แสดงตารางลักษณะดนิ และศักยภาพในการกักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ ของปา่ พรเุ สมด็
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

206 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยนื

พ้ืนท่ี แปลงที่ จา้ นวนซา้ ลักษณะดิน ความลึก ความหนาแนน่ รวม ปริมาณคาร์บอน การกกั เกบ็ คาร์บอนในดิน

(ซม.) (กรัม/ลบ.ซม.) (%) (ตันต่อไร)่ (ตันต่อเฮกตาร)์

พรุหยาบ 0-22 0.29 15.72 12.40 77.50

1 พรโุ คลน 22-30 0.29 33.02 84.27 526.67

ดนิ พรุ 30-100 0.93 0.59 2.46 15.36

พรหุ ยาบ 0-13 0.4 15.72 20.12 125.76
พรโุ คลน 13-26 0.44 33.02
12 ดนิ พรุ 26-100 1.69 0.59 74.39 464.92

7.66 47.86

พรุหยาบ 0-15 0.38 8.03 17.09 106.80
3 พรุโคลน 15-30 0.24 5.68
1.96 12.27

ดนิ พรุ 30-100 2.22 0.59 11.74 73.35
เฉลี่ย 0-100 0.32 23.26
136.43 852.66

พรหุ ยาบ 0-5 0.34 2.84 0.77 4.83

1 ดนิ พรุ 5-17 1.05 2.46 4.96 31.00
พรโุ คลน 17-30 0.86 8.88
15.88 99.28

ดนิ พรุ 30-100 0.85 2.46 23.42 146.37

ดนิ ทั่วไป 0-18 1.43 5.67 23.35 145.95
0.69 6.6
2 2 ดนิ ทวั่ ไปผสมพรุโคลน 18-29 8.02 50.09

ดนิ พรุ 29-100 1.98 2.46 55.33 345.83

ดนิ ทัว่ ไป 0-20 1.27 5.67 23.04 144.02
3 พรุหยาบ 20-29 0.72 2.84
2.94 18.40

ดนิ พรุ 29-100 1.69 2.46 47.23 295.18
เฉลี่ย 0-100 1.12 4.24
สวนปา ์ลม ้นามัน 68.32 426.98

ดนิ ทั่วไป 0-15 1.43 5.37 18.43 115.19

1 ดนิ ท่วั ไปผสมดนิ พรุ 15-26 1.3 3.52 8.05 50.34

ดนิ พรุ 26-100 3.21 1.46 55.49 346.81

ดนิ ทั่วไป 0-11 0.56 5.37 5.29 33.08

3 2 ดนิ ทั่วไปผสมดนิ พรุ 11-19 0.55 3.52 2.48 15.49

ดนิ พรุ 19-100 1.44 1.46 27.25 170.29

3 ดนิ ท่ัวไปผสมพรโุ คลน 0-7 0.55 2.61 1.61 10.05
ดนิ พรุ 7-100 1.42 1.46
30.85 192.81
เฉล่ีย 0-100 1.27 2.98 49.82 311.35

ดนิ ทั่วไป 0-9 0.81 1.36 1.59 9.91

1 พรุหยาบ 9-33 1.73 1.01 6.71 41.94
ดนิ พรุ 33-71 1.47 1.12
10.01 62.56

พรุโคลน 71-100 1.27 2.75 16.21 101.28

ดนิ ท่วั ไป 0-12 0.98 1.36 2.56 15.99

4 2 ดนิ ทั่วไปผสมพรุหยาบ 12-36 0.99 1.1 4.18 26.14
ดนิ พรุ 36-100 2.24 1.12
25.69 160.56

ดนิ ทั่วไป 0-13 0.9 1.36 2.55 15.91

3 ดนิ ทว่ั ไปผสมดนิ พรุ 13-29 1.61 0.93 3.83 23.96
ดนิ พรุ 29-73 2.05 1.12
16.16 101.02

ดนิ พรุผสมพรุโคลน 73-100 1.03 2.04 9.08 56.73
32.85 205.34
เฉล่ีย 0-100 1.37 1.37

ภาพท่ี 3.124 แสดงตารางลกั ษณะดิน และศักยภาพในการกักเก็บคารบ์ อนในดนิ ของสวนปาลม์ นา้ มนั
ท่มี า: สาพิศ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

การใช้เทคโนโลยเี พือ่ หลีกเล่ยี งการเส่ือมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ ่ีเสื่อมโทรม | 207

ปา่ พรดุ ้งั เดมิ ปา่ พรเุ สมด็ สวนปาลม์ นา้ มนั

ภาพที่ 3.125 หนา้ ตดั ดนิ ท่ีระดบั ความลึก 1 เมตร ในแปลงตวั อยา่ งถาวรของพืน้ ที่พรคุ วนเคร็ง 3 แห่ง ป่าพรดุ ้ังเดมิ ป่า
เสม็ด และสวนปาลม์ นา้ มนั

ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

พ้นื ท่ี แปลงที่ ความลึก ความหนาแน่น ปริมาณ การกักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ
(ซม.) รวม คาร์บอน (ตนั ตอ่ ไร่) (ตันตอ่ เฮกตาร์)

(กรมั /ลบ.ซม.) (%)

1 0-100 0.38 22.72 131.37 821.08

่ปาพ ุร ้ดังเ ิดม 2 0-100 0.34 20.41 98.86 617.89

3 0-100 0.30 20.43 106.82 667.64

4 0-100 0.46 22.51 143.54 897.11

เฉลยี่ 0-100 0.37 21.52 120.15 750.93

1 0-100 0.47 13.76 63.61 397.54

่ปาเส ็มด 2 0-100 0.76 11.49 127.98 799.90

3 0-100 0.82 14.09 84.49 528.09

4 0-100 0.76 12.55 77.36 483.50

เฉลีย่ 0-100 0.70 12.97 88.36 552.26

สวนปา ์ลมน้า ัมน 1 0-100 0.32 23.26 136.43 852.66

2 0-100 1.12 4.24 68.32 426.98

3 0-100 1.27 2.98 49.82 311.35

4 0-100 1.37 1.37 32.85 205.34

เฉล่ยี 0-100 1.02 7.96 449.08 71.85

ภาพท่ี 3.126 แสดงตารางการกกั เก็บคาร์บอนในดินในแปลงตวั อยา่ งถาวรของพน้ื ทพี่ รุควนเคร็ง 3 แหง่

ท่ีมา: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

208 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื

การกักเก็บคาร์บอนท้ังหมด เมื่อเปรียบเทียบภาพรวมของการกักเก็บคาร์บอนในแหล่งสะสม
คาร์บอนต่าง ๆ พบว่า ป่าพรุดั้งเดิมมีการกักเก็บมากท่ีสุดเท่ากับ 10.9.45 ตันต่อไร่ หรือ 684.06 ตัน
คาร์บอนต่อเฮกตาร์ รองลงมาเป็นป่าเสม็ดมีค่าเทา่ กบั เท่ากบั 46.87 ตันตอ่ ไร่ หรือ 292.94 ตันคาร์บอน
ต่อเฮกตาร์ และสวนปาล์มน้ามัน มีการกักเก็บคาร์บอนต่าสุดเพียง 23.19 ตันต่อไร่ หรือ 144.94 ตัน
คาร์บอนต่อเฮกตาร์ (ภาพที่ 3.127-3.128) เช่นนี้จึงสรุปได้ว่า ป่าพรุดั้งเดิมซึ่งเป็นป่าพรุที่ไม่ถูกรบกวนมี
การกักเก็บคาร์บอนในภาพรวมมากกว่าป่าเสม็ดซ่ึงเป็นป่าพรุที่เคยเกิดภัยพิบัติจนเสื่อมโทรมและมีเพียง
เสม็ดขาวข้ึนทดแทนเกือบเท่าตัว โดยท้ังสองพ้ืนที่มีสัดส่วนการกักเก็บคาร์บอนในดินร้อยละ 40-50 ของ
ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนทั้งหมด นอกจากนี้ป่าเสม็ดยังเกิดไฟไหม้พรุเป็นประจาทาให้คาร์บอนในดิน
ลดลง แต่การกักเก็บคาร์บอนในป่าเสม็ดก็ยังสงู เมื่อเปรียบเทยี บกับพื้นที่อื่น ในขณะทสี่ วนปาลม์ นา้ มันซ่ึง
เป็นพ้ืนที่ป่าพรุที่ถูกเปลี่ยนสภาพและมีการปรับสภาพพื้นท่ีทาให้ภาพรวมการกักเก็บคาร์บอนลดลง โดย
การกักเก็บคาร์บอนในดินลดลงอย่างรวดเร็วเม่ือเวลาผ่านไปถึงแม้ว่าการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ
จะเพ่ิมขึ้นเม่ือปาล์มน้ามันอายุมากข้ึนก็ตาม โดยเฉล่ียการกักเก็บคาร์บอนในดิน คิดเป็นร้อยละ 80 ของ
ปรมิ าณการกักเกบ็ คาร์บอนทงั้ หมด

ภาพท่ี 3.127 การกกั เก็บคาร์บอนในแหล่งสะสมคารบ์ อนต่าง ๆ ของในพ้ืนท่ีพรุควนเครง็ (หน่วย: ตันตอ่ ไร่)
ท่ีมา: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้นื ฟปู ่าพรุท่เี สื่อมโทรม | 209

ภาพท่ี 3.128 แสดงตารางภาพรวมของการกกั เก็บคาร์บอนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนตา่ ง ๆ ของในพ้นื ทพ่ี รุควนเคร็ง
ท่ีมา: สาพิศ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

การกักเกบ็ คารบ์ อนพืน้ ทีพ่ รคุ วนเคร็ง : การสารวจปรมิ าณคาร์บอนแบบกริด (Grid sampling)
การสารวจปริมาณคาร์บอนแบบกริด เป็นวิธีการสารวจปริมาณคาร์บอนครอบคลุมพื้นที่ 3

จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการวางแปลงสารวจในแบบ
ที่เรียกว่า การสารวจแบบกรดิ (grid sampling) โดยครอบคลุมพ้ืนท่ีโครงการท่ัวพ้ืนที่พรุควนเครง็ เน้ือท่ี
ทั้งหมด 508,981 ไร่ (93,105 เฮกตาร์) ด้วยการวางแปลงสารวจเป็นกริด มีระยะห่าง 2 กิโลเมตร x 2
กิโลเมตร จานวน 234 จุดสารวจ โดยการกาหนดพิกัดของแปลงตัวอย่างในแผนท่ีด้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ เพื่อนาไปวางแผนการสารวจในแต่ละจุด มีการวางแปลงขนาด 15 x 15 เมตร เพื่อเก็บข้อมูล
ต้นไม้ ไม้พ้นื ลา่ ง ซากพชื และความลึกของดิน (ภาพท่ี 3.129)

การวางแปลงสารวจขอ้ มลู ไมต้ ้น ไม้พ้ืนล่าง ซากพืช และความลกึ ของดิน
การเก็บข้อมูลไม้ต้น ในแปลงขนาด 15 เมตร × 15 เมตร เพื่อเก็บข้อมูลไม้ต้น (trees) ทุกชนิด
ท่ีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height, DBH) มากกว่าหรือเท่ากับ 4.5
เซนติเมตร โดยทาการจาแนกชนิดของต้นไม้ วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก และวัดความสูงของ
ตน้ ไมท้ ง้ั หมด และเก็บข้อมูลไม้ตายทัง้ ท่ยี ืนต้นตาย และไม้ทล่ี ม้ วัดขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางโคนและปลาย
ท่อน และความยาวทอ่ น
การเก็บข้อมูลไม้รุ่น ในแปลงขนาด 15 เมตร × 15 เมตร วางแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 4×4
ตารางเมตร ท่มี มุ ล่างด้านซา้ ยเพอื่ เกบ็ ข้อมลู ไม้รุน่ (sapling) ทม่ี ีขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลางเพียงอกน้อยกว่า
หรือเท่ากับ 4.5 เซนติเมตร และความสูงมากกว่า 1.3 เมตร ทาการเก็บข้อมูลโดยจาแนกชนิดของไม้รุ่น
วัดขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางเพยี งอก และวดั ความสูงของต้นไม้ท้งั หมด
การเก็บข้อมูลพืชพน้ื ลา่ งและซากพืช ในแปลงขนาด 15 เมตร × 15 เมตร วางแปลงยอ่ ยขนาด
1 เมตร × 1 เมตร ท่ีมุมด้านล่าง เพื่อทาการเก็บข้อมูลพืชพ้ืนล่าง โดยการตัดแล้วช่ังน้าหนักสดและเก็บ
ข้อมูลปริมาณซากพืชท้ังหมดโดยการช่ังน้าหนักสด เก็บตัวอย่างบางส่วนเพื่อนาไปหาร้อยละของค่า
ความชื้น และคานวณเป็นนา้ หนกั แหง้ ของพชื พน้ื ลา่ ง และซากพชื
การเก็บข้อมูลความลึกของชั้นพรุ ทาการสารวจความลึกของช้ันพรุจานวน 3 จุด ตามแนว
ทะแยงมุมของแปลง โดยทาการปักเหล็กปลายแหลม หรือ “เหล็กเคร็ง” ตามภาษาท้องถิ่นลงในดินพรุ
จนกระท่ังไมส่ ามารถกดลงไปได้อกี

210 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยนื

ภาพท่ี 3.129 การกาหนดจุดวางแปลงสารวจมีระยะห่าง 2 กิโลเมตร x 2 กิโลเมตร จานวน 234 แปลงครอบคลุมพืน้ ท่ี
พรุควนเครง็ ท้งั หมด และการวางแปลงสารวจขนาด 15 เมตร x 15 เมตร แบบกรดิ (Grid sampling)
ทมี่ า: สาพิศ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

การกักเกบ็ คาร์บอนของพรคุ วนเคร็งในพนื้ ที่ 3 จงั หวดั นครศรีธรรมราช พทั ลงุ และสงขลา
การสารวจเบ้ืองต้นโดยการตรวจสอบแผนท่ีการใช้ประโยชน์ที่ดินในปี พ.ศ. 2561 มีจุดสารวจ
ท้ังสิ้น 234 จุดสารวจ อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช 166 จุดสารวจ จังหวัดพัทลุง 39 จุดสารวจ และ
จังหวัดสงขลา 29 จุดสารวจ และจาแนกประเภทการใช้ที่ดินออกเป็น 9 ประเภท ได้แก่ ที่อยู่อาศัยและ
สิ่งก่อสร้าง แหล่งน้า พ้ืนที่เกษตร พื้นท่ีปลูกไม้ยืนต้น ทุ่งหญ้าตามธรรมชาติ สวนปาล์มน้ามัน ป่าพรุ
สมบูรณ์ ปา่ พรุรอฟ้นื สภาพ/เส่ือมโทรม และพื้นทีล่ มุ่ ได้ดาเนินการสารวจ ในพืน้ ทีส่ วนปาลม์ น้ามัน ปา่ พรุ
สมบูรณ์ ป่าพรุรอฟื้นสภาพ/เสื่อมโทรม และพื้นท่ีลุ่ม จานวนทั้งส้ิน 152 จุดสารวจ สาหรับพ้ืนที่การใช้
ประโยชน์ทด่ี ินประเภทอืน่ ๆ ไม่ได้ทาการเก็บข้อมูล โดยพน้ื ท่ีส่วนใหญเ่ ปน็ พ้นื ทีส่ วนปาลม์ น้ามัน อายุต่าง
ๆ (48 จุดสารวจ) รองลงมา และป่าพรุรอฟื้นสภาพ/เส่ือมโทรม (33 จุดสารวจ) ป่าพรุสมบูรณ์ (24 จุด
สารวจ) และพ้นื ท่ลี มุ่ (12 จุดสารวจ)
จังหวัดนครศรีธรรมราช ดาเนินการสารวจ 117 จุดสารวจ จุดสารวจส่วนใหญ่มีประเภทการใช้
ประโยชน์ทีด่ ินเป็นพ้ืนทสี่ วนปาล์มนา้ มนั (ร้อยละ 41) รองลงมา พืน้ ทีป่ า่ พรุรอการฟืน้ ฟู/เสือ่ มโทรม (ร้อย
ละ 28) พื้นที่ป่าพรุสมบูรณ์ (ร้อยละ 21) และพ้ืนท่ีลุ่ม (ร้อยละ 10) (ภาพที่ 3.130) โดยพื้นท่ีสวนปาล์ม
น้ามันส่วนใหญ่เป็นสวนปาล์มน้ามันอายุยังน้อย อายุท่ีมากท่ีสุดไม่เกิน 10 ปี และการกักเก็บคาร์บอนใน
มวลชวี ภาพรวม (เหนอื ดินและใต้ดิน) แปรผนั ระหว่าง 0.00-6.67 ตนั ตอ่ ไร่ และมีค่าเฉลี่ย 2.69 ตันต่อไร่
(17.14 ตันต่อเฮกตาร์) โดยจุดสารวจบางแห่งยังอยู่ในระหว่างการเตรียมพ้ืนท่ีเพ่ือปลูกปาล์มน้ามัน และ
การกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร แปรผันสูงมากระหว่าง 32.85-136.43 ตันต่อไร่
และมีค่าเฉล่ีย 71.85 ตันต่อไร่ (449.08 ตันต่อเฮกตาร์) กรณีสวนปาล์มน้ามันท่ีเพ่ิงเริ่มปลูกจะมีการกัก

การใช้เทคโนโลยเี พ่ือหลกี เล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟนื้ ฟูปา่ พรุท่ีเสือ่ มโทรม | 211

เก็บคาร์บอนในดินสูงใกล้เคียงกับป่าพรุสมบูรณ์ ป่าพรุรอฟื้นสภาพ/เส่ือมโทรม และพ้ืนท่ีลุ่ม แต่การกัก
เก็บคารบ์ อนในดนิ มีคา่ ลดลงตามอายขุ องปาลม์ น้ามนั ท่ีปลกู

ขณะท่ีพื้นท่ีป่าพรุรอฟื้นสภาพ/เส่ือมโทรม ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเสม็ด และป่าเสม็ดผสมทุ่ง
กระจูด มีท้ังพื้นท่ีลุ่มน้าท่วมถึงตลอดปี และพื้นที่ดอนที่น้าท่วมเฉพาะบางฤดู ทาให้มีระดับการปกคลุม
ของเรือนยอดไม้ยืนต้นแตกต่างกันไปตามสภาพของพื้นที่ บางพื้นที่มีไม้เสม็ดขาวขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น
บางพ้ืนที่มีต้นเสม็ดขาวข้ึนกระจาย และบางพ้ืนท่ียังได้รับผลกระทบจาการเกิดไฟไหม้พรุ ทาให้ปริมาณ
การกักเก็บคารบ์ อนในมวลชวี ภาพรวม (เหนอื ดินและใตด้ ิน) แปรผนั สงู มากระหว่าง 0.00-12.56 ตนั ตอ่ ไร่
และมีค่าเฉลี่ย 3.09 ตันต่อไร่ (19.30 ตันต่อเฮกตาร์) และการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับ 0-100
เซนติเมตร เทา่ กับ แปรผนั ระหว่าง 51.88-125.65 ตนั ต่อไร่ และมคี า่ เฉลย่ี 87.21 ตันตอ่ ไร่ (545.04 ตนั
ต่อเฮกตาร์) สาหรับพ้ืนท่ีป่าพรุสมบูรณ์ ที่พบเป็นป่าพรุท่ีมีความหลากชนิดของพันธ์ุไม้ทั้งพื้นท่ีลุ่มใน
อาเภอชะอวด และพ้ืนท่ีดอนในอาเภอร่อนพิบูลย์ แต่ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม
(เหนือดินและใต้ดิน) ค่อนข้างต่า แปรผันระหว่าง 2.37-15.30 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 8.50 ตันต่อไร่
(53.15 ตนั ตอ่ เฮกตาร์) และการกกั เก็บคารบ์ อนในดนิ ที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร แปรผนั ระหว่าง 56.60-
130.44 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 88.28 ตันต่อไร่ (546.72 ตันต่อเฮกตาร์) ดังตารางที่ 23 และสุดท้ายใน
พื้นท่ีลุ่ม ซ่ึงเป็นทุ่งกระจูด และทุ่งหญ้าอ่ืน ๆ ท่ีมีน้าท่วมถึง ทาให้มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวล
ชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) ค่อนข้างต่ามาก แปรผันระหว่าง 0.00-8.03 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย
2.11 ตันต่อไร่ (13.20 ตันต่อเฮกตาร์) แต่มีการกักเก็บคาร์บอนในดินท่ีระดับ 0-100 เซนติเมตร สูงมาก
โดยมีการแปรผันระหว่าง 54.61-119.27 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉล่ีย 102.02 ตันต่อไร่ (671.01 ตันต่อ
เฮกตาร์) (ภาพท่ี 3.131)

จังหวัดพัทลุง ดาเนินการสารวจเพียง 17 จุดสารวจ ส่วนใหญ่มีประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เปน็ พ้ืนทปี่ า่ พรสุ มบรู ณ์ (ร้อยละ 53) รองลงมาเปน็ พืน้ ที่ป่าพรุสมบูรณ์ (รอ้ ยละ 22) และพื้นท่ีสวนปาล์ม
น้ามัน (ร้อยละ 22) โดยไม่พบพ้ืนท่ีป่าพรุรอการฟื้นฟู/เสื่อมโทรม (ภาพท่ี 3.130) ในขณะที่พื้นที่ลุ่มซ่ึง
เป็นทุ่งหญ้าที่มีน้าท่วมขังมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) ค่อนข้างสูง
เน่ืองจากบางพ้ืนท่ีมีไม้ยืนต้นอยู่ประปราย โดยแปรผันระหว่าง 6.51-15.30 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉล่ีย
12.49 ตันต่อไร่ (78.07 ตันต่อเฮกตาร์) และการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร ก็สูง
มากเชน่ กัน โดยแปรผันระหว่าง 101.40-132.82 ตนั ตอ่ ไร่ และมีคา่ เฉลี่ย 128.25 ตันต่อไร่ (739.09 ตนั
ต่อเฮกตาร์) ในพ้ืนท่ีป่าพรุสมบูรณ์ ซ่ึงเป็นพ้ืนที่พรุด้ังเดิมในบริเวณตาบลทะเลน้อย และตาบลพนางตุง
อาเภอควนขนุน มีต้นไม้ข้ึนอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ทาให้มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม
(เหนือดินและใต้ดิน) สูงมากโดยแปรผันระหว่าง 37.13-42.22 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 40.51 ตันต่อไร่
(253.21 ตนั ต่อเฮกตาร์) และการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ ที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร ก็สงู มากเชน่ กัน โดยมี
ค่าเฉล่ีย 109.77 ตันต่อไร่ (150.28 ตันต่อเฮกตาร์) และสาหรับสวนปาล์มน้ามัน การกักเก็บคาร์บอนใน
มวลชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) เฉล่ีย 3.48 ตันต่อไร่ (21.74 ตันต่อเฮกตาร์) แต่ไม่สามารถเก็บ
ขอ้ มูลการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ (ภาพท่ี 3.131)

212 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยนื

จังหวัดสงขลา มีพื้นท่ีสารวจเพียง 18 จุดสารวจ ในตาบลบ้าขาว อาเภอระโนด ส่วนใหญ่มี
ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพ้ืนที่ลุ่ม (ร้อยละ 56) รองลงมาเป็น พื้นท่ีป่าพรุสมบูรณ์ (ร้อยละ 22)
และพน้ื ทีส่ ว่ นปาล์มนา้ มัน (รอ้ ยละ 22) โดยไม่พบพื้นทป่ี ่าพรุรอฟนื้ สภาพ/เส่ือมโทรม (ภาพที่ 3.130) ใน
พื้นที่ลุ่มมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) ปานกลางเน่ืองจากบางพ้ืนที่มีไม้
ยืนต้นอยู่ประปราย โดยแปรผันระหวา่ ง 9.73-10.30 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 9.85 ตันต่อไร่ (61.58 ตัน
ต่อเฮกตาร์) และการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร ก็สูงมากเช่นเดียวกับในพื้นที่ลุ่ม
จังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุง โดยแปรผันระหวา่ ง 127.77-128.34 ตันตอ่ ไร่ และมคี า่ เฉล่ีย 127.90
ตันต่อไร่ (799.36 ตันต่อเฮกตาร์) ในขณะที่พื้นท่ีป่าพรุสมบูรณ์ มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวล
ชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดนิ ) แปรผันระหว่าง 11.74-37.13 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 19.02 ตันต่อไร่
(118.87 ตันต่อเฮกตาร์) และการกักเก็บคาร์บอนในดนิ ท่ีระดับ 0-100 เซนติเมตร ก็สงู มากเช่นกัน โดยมี
ค่าเฉลี่ย 132.03 ตันต่อไร่ (825.16 ตันต่อเฮกตาร์) และสาหรับสวนปาล์มน้ามัน การกักเก็บคาร์บอนใน
มวลชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) เฉล่ีย 2.83 ตันต่อไร่ (17.71 ตันต่อเฮกตาร์) แต่ไม่สามารถเก็บ
ขอ้ มูลการกกั เก็บคาร์บอนในดนิ ได้ (ภาพท่ี 3.131)

ภาพท่ี 3.130 สัดส่วนการใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ของแปลงสารวจแบบกริด (Grid sampling) ในจังหวัดนครศรธี รรมราช พัทลงุ
และสงขลา
ที่มา: สาพิศ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ หลีกเลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟื้นฟปู า่ พรุที่เสอ่ื มโทรม | 213

การกักเกบ็ คาร์บอนจาแนกตามรปู แบบการใชป้ ระโยชน์ทด่ี ิน ชี้ชดั พ้นื ท่ีลุ่มเกบ็ กักคาร์บอนสูง
เม่ือพิจารณาการกักเก็บคาร์บอนในภาพรวมของพ้ืนที่ที่มีการใช้ประโยชน์ท่ีดินในรูปแบบต่าง ๆ
(ภาพที่ 3.131) พบว่า พ้นื ที่ลมุ่ เป็นพนื้ ท่ีทกี่ ักเก็บคาร์บอนไดส้ ูงที่สดุ คอื 114.28 ตนั ตอ่ ไร่ (714.24 ตนั
ต่อเฮกตาร์) ทงั้ น้ี พ้นื ทีล่ ุม่ สว่ นใหญ่คือทุ่งกระจูดและทุ่งหญ้าอ่ืน ๆ สภาพพ้นื ทมี่ นี า้ ท่วมขัง และพบปะปน
อยู่ในพื้นท่ีป่าพรุรอฟ้ืนสภาพหรือป่าพรุเส่ือมโทรมจึงมักพบต้นเสม็ดขาว ทาให้พ้ืนที่ลักษณะเช่นน้ีมีการ
กักเก็บคาร์บอนในดินปริมาณท่ีสูงที่สุด และมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพค่อนข้างสูง โดยบริเวณ
พน้ื ท่ีทงุ่ หญ้ามีปรมิ าณการกักเกบ็ คารบ์ อนสูงเช่นกนั สาหรับพ้นื ท่ีป่าพรสุ มบูรณ์ ปา่ พรุรอฟ้ืนสภาพ/เสื่อม
โทรม และสวนปาล์มน้ามัน พบว่ามีปริมาณคาร์บอนท่ีสูงในลาดับรองลงมาตามลาดับ นั่นคือ ป่าพรุ
สมบูรณ์มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนรวม 100.78 ตันต่อไร่ (629.85 ตันต่อเฮกตาร์) และมีการกักเก็บ
คารบ์ อนในมวลชีวภาพสูงทสี่ ดุ เทา่ กบั 17.43 ตันตอ่ ไร่ ในขณะที่ป่าพรรุ อฟ้ืนสภาพ/เส่ือมโทรมมีปริมาณ
การกักเก็บคาร์บอนรวม 90.29 ตันต่อไร่ (564.34 ตันต่อเฮกตาร์) ส่วนพ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามันมีปริมาณ
การกักเก็บคาร์บอนรวมต่าท่ีสุด เท่ากับ 74.60 ตันต่อไร่ หรือ 466.22 ตันต่อเฮกตาร์ เน่ืองจากบริเวณ
สวนปาลม์ น้ามนั มกี ารกักเกบ็ คาร์บอนท้งั ในมวลชวี ภาพและในดนิ ตา่ ที่สุด (ภาพท่ี 3.131-3.13)

ภาพที่ 3.131 แสดงตารางการกกั เก็บคาร์บอนในพื้นทก่ี ารใชป้ ระโยชนท์ ี่ดินของแปลงสารวจแบบกรดิ (Grid sampling)
ในจังหวัดนครศรธี รรมราช พทั ลุง และสงขลา
ทม่ี า: สาพศิ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

อย่างไรก็ตาม ประเภทการจาแนกการใชป้ ระโยชน์ที่ดินจากภาพถ่ายดาวเทียม เม่ือเปรียบเทียบ
กับสภาพพื้นท่ีจากการสารวจจริงในพ้ืนที่แต่ละจังหวัด พบว่าพ้ืนที่ท่ีมีสภาพใกล้เคียงกันมากทั้งสองพื้นที่
ในเขตจงั หวัดนครศรีธรรมราช คือ พื้นท่ปี ่าพรุรอฟนื้ สภาพ/เสื่อมโทรมซ่ึงพบไม้เสม็ดขาวข้ึนอยู่ประปราย
และพื้นท่ีลุ่ม จึงทาให้ภาพรวมการกักเก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพของพื้นท่ีสองประเภทนี้ใกล้เคียงกัน แต่

214 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยนื

ด้วยการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของพื้นที่ลุ่มในจังหวัดพัทลุงและสงขลามีค่ามากกว่าจึงทาให้
ภาพรวมการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชีวภาพของพน้ื ทล่ี ุ่มสูงกวา่ การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพในป่าพรุ
เส่อื มโทรม (ภาพท่ี 3.131-3.133)

ภาพท่ี 3.132 การกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่การใช้ประโยชน์ท่ีดินต่าง ๆ ในพื้นท่ีพรุควนเคร็งจากสารวจแบบกริด (Grid
sampling)
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

ภาพที่ 3.133 ภาพรวมการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนท่ีการใช้ประโยชน์ที่ดินต่าง ๆ ในพื้นที่พรุควนเคร็งจากสารวจแบบกริด
(Grid sampling)
ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพือ่ หลีกเล่ียงการเส่อื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ ี่เส่ือมโทรม | 215

การประเมินสถานภาพการกักเก็บคารบ์ อนในพืน้ ท่พี รคุ วนเครง็ : พนื้ ทีช่ มุ่ นา้ กกั เก็บคาร์บอน
ได้สูงสดุ

พื้นท่ีพรุควนเคร็ง เป็นพื้นท่ีพรุในเขตลุ่มน้าปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประกาศให้เป็น
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เมื่อปี พ.ศ. 2518 และประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ ตามมติ
คณะรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ท้ังน้ีพรุควนเคร็งมีพื้นท่ีป่าพรุประมาณ 86,942 ไร่
(สานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2552) แต่จากการปรับปรุงขอบเขต
พ้ืนท่ีพรุควนเคร็งให้ขยายครอบคลุมพื้นที่ทุกประเภทในอาณาเขต 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด
นครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 5 อาเภอ ได้แก่ อาเภอเชียรใหญ่ อาเภอชะอวด อาเภอเฉลิมพระเกียรติ
อาเภอร่อนพิบูลย์ และอาเภอหัวไทร จังหวัดพัทลุง ได้แก่ อาเภอควนขนุน และจังหวัดสงขลา ได้แก่
อาเภอระโนด ทาใหพ้ ้ืนท่ีพรคุ วนเคร็งมพี ้ืนท่ที ัง้ หมด 931.05 ตารางกโิ ลเมตร หรอื 581,908 ไร่

ทว่า จากการจาแนกการใช้ประโยชน์ท่ีดินจากภาพถ่ายดาวเทียมในปี พ.ศ. 2561 ได้จดั กลุ่มการ
ใช้ประโยชน์ท่ีดินตามหลักการจัดทาบัญชีก๊าซเรือนกระจก เป็น 6 ประเภท ได้แก่ พื้นท่ีป่าไม้ (forest
land) พื้นที่เกษตร (cropland) พื้นที่ทุ่งหญ้า (grassland) พื้นท่ีชุมน้า (wetland) พ้ืนท่ีต้ังถ่ินฐาน
(settlements) และพนื้ ทอ่ี ่นื (other land) โดยท่สี ดั สว่ นของพนื้ ท่ีที่มากทีส่ ดุ คือ พ้นื ทช่ี มุ่ น้า คดิ เปน็ ร้อย
ละ 45 ของพื้นทีท่ ้งั หมด และพ้ืนทเี่ กษตร คดิ เปน็ 44 ของพนื้ ทีท่ ้ังหมด (ภาพที่ 3.134) ทง้ั นี้การประมวล
ข้อมลู เหล่าน้ี คือ การประเมินสถานภาพการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนท่ีพรคุ วนเคร็งทั้งในมวลชวี ภาพและใน
ดิน การจาแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินจากภาพถ่ายดาวเทียมในปี พ.ศ. 2561 ที่สะท้อนพ้ืนท่ีท้ังหมดของ
พรุควนเคร็ง คือ 581,908 ไร่ และข้อมูลการสารวจแบบกริด ซึ่งมีประเมินพ้ืนท่ี 4 ประเภท ยกเว้น พื้น
ท่ีต้ังถ่ินฐาน และพื้นท่ีอื่น สรุปภาพรวมได้วา่ “พื้นที่ชุ่มน้าท้ังสภาพพ้ืนท่ีป่าพรุสมบูรณ์ ป่าพรุเส่ือมโทรม
และพ้ืนที่ลุ่ม รวมเนื้อที่ 26,153,100 ไร่ มีการกักเก็บคาร์บอนรวมสูงท่ีสุด รองลงมา คือ พื้นที่เกษตร
รวมเนื้อท่ี 11,372,763 ไร่ ท้ังนี้พื้นท่ีเกษตรส่วนใหญ่ คือ พื้นที่สวนปาล์มน้ามันและสวนยางพาราท่ี
รวมกนั เกือบร้อยละ 90 ของพน้ื ท่ที ้ังหมด มพี ้ืนท่ปี า่ ไมเ้ พียงร้อยละ 1 ของพืน้ ทท่ี งั้ หมด (เนอ่ื งจากจาแนก
พื้นท่ีป่าพรุเป็นพ้ืนท่ีชุมน้า) มีการกักเก็บคาร์บอนรวม 88,512 ตัน ส่วนพื้นท่ีทุ่งหญ้ามีการกักเก็บ
คาร์บอนน้อยท่ีสุด เท่ากับ 23,269 ตัน และกล่าวสรุปได้ว่า การกักเก็บคาร์บอนของพ้ืนที่พรุควนเคร็ง
รวมท้ังสิ้น เท่ากับ 37,637,644 ตันคาร์บอน หรือ 138 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ (ภาพที่ 3.133 และ
ภาพที่ 3.134) ย่ิงกวา่ น้นั ขอ้ มลู สถานภาพการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่พรุควนเคร็งนี้สามารถนาไปใช้เป็น
ข้อมูลสาหรับการมีฐาน (baseline) เพื่อนาไปสู่การประเมินการเปล่ยี นแปลงปริมาณการกักเก็บคารบ์ อน
ในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง หากมีการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของพ้ืนที่
แหง่ นีต้ อ่ ไป

216 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยนื

การกกั เกบ็ คาร์บอน (ตนั )

พนื้ ทปี่ า่ ไม้ (Forest land) 88,512

พ้นื ทเ่ี กษตร (Cropland) 11,372,763

พืน้ ทที่ งุ่ หญ้า (Grassland) 23,269

พน้ื ทช่ี ุมนา้ (Wetland) 26,153,100

พ้ืนทต่ี ้ังถนิ่ ฐาน (Settlements) 0

พนื้ ทอ่ี น่ื (Other land)

รวมทง้ั สนิ้ 37,637,644

ภาพท่ี 3.134 ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินและสถานภาพในการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง (พื้นที่ท้ังหมด
581,908 ไร)่ จากภาพถา่ ยดาวเทียมในปี พ.ศ. 2561
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผลการดาเนินการในการตรวจวัดปริมาณคารบ์ อนในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งท้งั
ในรูปแบบการดาเนินการโดยการสารวจพ้ืนท่ีและติดต้งั เครื่องมือตรวจวัดโดยการมสี ว่ นร่วมของชุมชน ซ่งึ
เป็นการตรวจวัดและติดตามปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่แต่ละบริเวณของพรุควนเคร็งที่มีสภาพ
แตกต่างกัน คือ ป่าพรุด้ังเดิม ป่าพรุถูกรบกวนหรือป่าเสม็ด และป่าพรุแปรสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เป็นพ้ืนท่ีเกษตรกรรมหรือสวนปาล์มน้ามัน โดยผลการศึกษาช้ีให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสภาพป่าพรุใน
รูปแบบที่สมบูรณ์หรือป่าพรุดั้งเดิม ซ่ึงสภาพพื้นที่ที่มีความหลากหลายของพรรณไม้ เป็น พื้นที่ท่ีมี
ศักยภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอน ในทางตรงกันข้ามพื้นท่ีป่าพรุท่ีเปลี่ยนสภาพกลับมีความสามารถหรือ
ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้ลดลงตามความรุนแรงของการแปรสภาพการใช้ประโยชน์ท่ีดิน
โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การแปรสภาพป่าพรุไปโดยสิน้ เชงิ ในกรณีป่าพรุท่เี ปล่ยี นเป็นพน้ื ที่เกษตรกรรมเพื่อการ
ปลูกปาล์มน้ามันจะเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้น้อยที่สุด ขณะท่ีป่าเสม็ดซ่ึงเป็น
ป่าพรุที่ถูกรบกวน เช่น การถูกไฟไหม้ป่า ทาให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหาย พรรณไม้ล้มตาย และลด
จานวนหรือความหลากหลายของพรรณไม้น้อยกว่าป่าพรุด้ังเดิม เป็นพื้นท่ียังคงกักเก็บคาร์บอนได้ระดับ
หน่ึงที่ดีกว่าการแปรสภาพพ้ืนท่ีไปโดยสนิ้ เชงิ ในกรณีสวนปาล์มน้ามัน ทั้งยังพบว่า พ้ืนที่ป่าเสม็ดมีการกัก
เก็บคาร์บอนในดินสูงกว่าพื้นท่ีอ่ืน ๆ เนื่องจากดินในพ้ืนท่ีป่าเสม็ดมีซากพืชที่ยังไม่ย่อยสลายอยู่จานวน
มากน่ันเอง

ทานองเดียวกัน เมื่อมีการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในภาพรวมท้ังพ้ืนท่ีโดยวิธีการสารวจที่
เรยี กว่า การส่มุ ตัวอย่างพ้นื ที่สารวจแบบกริด โดยใช้แผนท่ีจากภาพถ่ายดาวเทียม ทาการศกึ ษาครอบคลุม
พื้นที่ 3 จังหวัดคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา ท้ังน้ีเพ่ือศึกษาปริมาณการ
กกั เก็บคาร์บอนของพื้นที่พรุควนเคร็ง โดยจาแนกตามประเภทการใช้ประโยชน์ทด่ี ิน คือ พ้ืนทีพ่ รุสมบูรณ์
พ้นื ทีพ่ รุเส่ือมโทรมหรอื พนื้ ท่ีพรุรอการฟนื้ ตัว พ้ืนทีล่ ุ่ม และพนื้ ทส่ี วนปาลม์ น้ามนั ทช่ี ใ้ี หเ้ ห็นชัดเจนเช่นกัน
ว่าพื้นท่ีลุ่มที่มีน้าท่วมขัง ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นพ้ืนที่ทุ่งกระจูดหรือทุ่งหญ้าที่พบปะปนอยู่ในพ้ืนที่ป่าพรุรอฟื้น
สภาพหรือป่าพรุเสื่อมโทรมจึงมักพบต้นเสม็ดขาว เป็นพ้ืนที่ท่ีกักเก็บคาร์บอนได้สูงสุด เห็นได้ว่า

การใช้เทคโนโลยีเพือ่ หลกี เล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟนื้ ฟปู ่าพรุท่ีเส่อื มโทรม | 217

สอดคล้องกับผลการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีพรุควนเคร็งโดยการจาแนกประเภทพ้ืนท่ีตามตาม
หลักการจัดทาบัญชีก๊าซเรือนกระจกซ่ึงแบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ พ้ืนท่ีป่าไม้ พื้นท่ีเกษตร พื้นที่ทุ่งหญ้า
พื้นที่ชุมน้า พื้นท่ีตั้งถ่ินฐาน และพื้นที่อื่น ท้ังนี้การศึกษาได้มีการวัดปริมาณคาร์บอนใน 4 พื้นท่ีหลักคือ
พื้นท่ีป่าไม้ พื้นที่เกษตร พื้นท่ีทุ่งหญ้า และพื้นท่ีชุ่มน้า โดยพบว่าพ้ืนที่ชุ่มน้าคือพ้ืนที่ท่ีกักเก็บคาร์บอนได้
สงู สดุ ท้งั ในดนิ และมวลชวี ภาพ

เห็นได้ว่า ผลการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีพรุควนเคร็งท่ีบ่งชี้ชัดเจนว่า พ้ืนท่ีที่มี
ศกั ยภาพสูงในการกกั เกบ็ คารบ์ อนคือ พน้ื ท่ีพรุควนเคร็งที่มีลกั ษณะคือ มีความหลากหลายของชนดิ พรรณ
ไม้ มีน้าท่วมขังหรือมีน้าหล่อเล้ียงในพื้นที่หรือพ้ืนท่ีชุ่มน้า ซึ่งหมายรวมถึงพื้นท่ีป่าพรุสมบูรณ์ ป่าพรุ
เส่ือมสภาพหรือป่าเสม็ด และพ้ืนท่ีลุ่ม ดังนั้นการเสริมศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง
คือ การบริหารจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการฟื้นฟูป่าพรุเสื่อมโทรม
หรือป่าพรุท่ีถูกรบกวนให้ฟื้นคืนกลับสกู่ ารเป็นป่าพรุสมบูรณ์ท่ีอุดมด้วยพรรณไม้นานาชนิดท่ีเคยมีอยเู่ ดมิ
หรอื พนั ธ์ไุ ม้ทอ้ งถ่ินของพรุควนเคร็ง

อยา่ งไรก็ตาม พื้นทพ่ี รุควนเคร็ง ไม่เพยี งเปน็ แหล่งกักเกบ็ คาร์บอนท่ีดีที่มีความสามารถในการกัก
เก็บคาร์บอนได้สูง ทว่า พรุควนเคร็งยังเปรียบเสมือนดาบสองคม หากพ้ืนท่ีพรุอยู่ในสภาพปกติ ไม่ถูก
รบกวนจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าพรุ พ้ืนท่ีพรุควนเคร็งย่อมเป็นพื้นท่ีท่ีเอื้อ
ประโยชน์ท้ังต่อวิถีชีวิตคนในชุมชน สังคม และโลก ช่วยกักเก็บคาร์บอนเพ่ือบรรเทาภาวะโลกร้อนของ
โลกได้ไม่น้อย ทว่า หากพนื้ ที่ถูกรบกวนดว้ ยปัจจยั ใด ๆ กต็ าม เชน่ การปลอ่ ยใหพ้ น้ื ท่ขี าดแคลนน้า ดนิ พรุ
แห้ง การเผาป่าพรุเพ่ือครอบครองพื้นที่ทากิน แปรสภาพเป็นพ้ืนท่ีเพ่ือประโยชน์อย่างอื่น แน่นอนว่า พรุ
ควนเครง็ ก็เปรยี บเสมือนแหลง่ ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มมากข้ึนได้เช่นกัน
ทั้งนี้ การศึกษาภายใต้โครงการน้ีจึงให้ความสาคัญในประเด็นนี้โดยการศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในพนื้ ทป่ี ่าพรคุ วนเครง็ ดงั มรี ายละเอียดในหัวขอ้ ถัดไปนี้

การปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกในพืน้ ท่ีปา่ พรุควนเคร็ง
การศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพ้ืนท่ีพรุควนเครง็ ผู้วิจัย คือ สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ (2563)

ได้ศึกษาและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกท่ีสาคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในพ้ืนที่พรุ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนได
ออกไซต์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) โดยทาการศึกษาในพื้นที่ป่าพรุ 3
บริเวณเชน่ เดียวกับการศกึ ษาการกักเกบ็ คาร์บอน นั่นคือ พ้ืนท่ีป่าพรุด้ังเดิมบริเวณสวนพฤกศาสตรพ์ นาง
ตุง อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง พื้นที่ป่าพรุถูกรบกวนหรือป่าเสม็ด ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช และพ้ืนท่ีป่าพรุเปล่ียนสภาพเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรม คือ สวนปาล์มน้ามัน โดยวิธีการ
ศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีการดาเนินการในพื้นท่ีละ 4 แปลง รวมท้ังสิ้น 12 แปลง ท้ังนี้ การ
ตรวจวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์วิธี Chamber method ด้วยเครื่อง LI-8100A Automated
Soil CO2 Flux System ในแปลงตัวอย่างละ 3 จุด เวลาช่วงเช้า (เร่ิมต้ังแต่เวลา 8.00 น. จนส้ินสุดใน
เวลา 12.00 น.) และช่วงบา่ ย (เริม่ ต้ังแตเ่ วลา 13.00 น. จนส้ินสดุ ในเวลา 16.00 น.) (ภาพท่ี 3.135) โดย
ตรวจวัดและตดิ ตามการปล่อยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซดเ์ ปน็ รายเดือน

ส่วนวิธีการเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจกดาเนินการโดยวิธี gas chromatography (GC) เป็นการ
เกบ็ ตวั อยา่ งก๊าซดว้ ยวธิ ีท่ีเรียกว่า “The closed static chamber technique” ของ Klute (1986) โดย

218 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื

ใช้เครื่องมือท่ีเรียกว่า “chamber” ท่ีมีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ที่ดาเนินการเก็บตัวอย่าง
กลา่ วคือ

1) กรณพี ืน้ ทีไ่ ม่มนี ้าท่วมขังจะใชเ้ คร่ืองมือ “chamber” ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 10 เซนตเิ มตร
สูง 20 เซนตเิ มตร นาไปครอบไว้ ณ จดุ ตรวจวดั ในพ้นื ท่ี แลว้ ปดิ รูไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในระบบ
(ภาพที่ 3.136-A) จับเวลาเริ่มครอบและเวลาที่เก็บก๊าซ ซ่ึงเก็บก๊าซนาทีที่ 0, 10 และ 20 นาที โดยเก็บ
ตวั อยา่ งแปลงละ 3 จดุ จุดละ 3 ตวั อยา่ ง ในชว่ งเวลา 10.00-14.00 น.

2) กรณีพ้ืนท่ีเก็บตัวอย่างก๊าซมีสภาพน้าท่วมขัง จะใช้เคร่ืองมือ chamber แบบลอยน้าได้
(floating chamber) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 35 เซนติเมตร สูง 20 เซนติเมตร และนามาลอยในทุ่น
โฟมเพื่อให้ chamber ลอยน้าได้ (ภาพที่ 3.136-B) โดยเก็บตัวอย่างก๊าซแปลงละ 1 จุด แต่ละจุดเก็บ 4
ตัวอย่าง จากน้ันทาการปิดระบบ chamber ไม่ให้มีการถ่ายเทของอากาศ และเริ่มจับเวลาการเก็บ
ตัวอย่างนาทีท่ี 5, 10, 20 และ 30 นาทีต่อจุด โดยเก็บตัวอย่างก๊าซในช่วงเวลา 10.00 น.ถึง 14.00 น.
เช่นกัน

จากน้ันฉดี ก๊าซทีเ่ กบ็ ใส่ขวดสญุ ญากาศ (vial) เพ่ือนาไปวิเคราะหป์ ริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ ด้วยเครื่อง gas chromatography (GC) ในห้องปฏิบัติการ เพ่ือ
คานวณอัตราการปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจก

ภาพท่ี 3.135 การวดั การปล่อยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์โดยวิธี Chamber method ในพ้นื ทีพ่ รคุ วนเคร็ง
ท่มี า: สาพิศ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

ภาพท่ี 3.136 การเก็บตัวอย่างก๊าซด้วยวิธี The closed static chamber technique ช่วงเวลาไม่มีน้าท่วมขัง (A)
และการเก็บตัวอย่างก๊าซด้วยวิธี The closed static chamber technique ด้วย floating chamber ช่วงเวลามีน้า
ทว่ มขงั (B)
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพ่ือหลีกเลย่ี งการเสือ่ มโทรมของป่าพรุและการฟืน้ ฟูป่าพรทุ ีเ่ สื่อมโทรม | 219

การปลอ่ ยคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ขน้ึ อยกู่ บั พน้ื ท่ีและปัจจยั แวดล้อม
จากผลการศึกษาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ศึกษาที่แตกต่างกันท้ังสภาพพ้ืนท่ี
และสภาพแวดล้อมในพื้นที่และช่วงเวลา มีผลต่อการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มากน้อย
แตกต่างกัน โดยผลการเปรียบเทยี บความแตกต่างระหว่างพน้ื ทชี่ ีใ้ หเ้ ห็นประเด็นสาคัญ 3 ประการ คือ
1) พื้นท่ีสวนปาล์มน้ามันมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความสัมพันธ์กับอายุของปาล์ม
น้ามัน น่ันคือ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นอยู่กับอายุของปาล์มน้ามัน โดยแปลงปาล์ม
น้ามันท่ีมีอายุมากจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าแปลงปาล์มน้ามันท่ีมีอายุน้อย บ่งชี้ได้จาก
ผลการวิเคราะห์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแปลงสวนปาล์มน้ามันท่ีมีความแตกต่างกันสูง
ระหวา่ งแปลงตวั อยา่ ง เน่อื งจากอายทุ ่แี ตกตา่ งกนั
2) พ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามันและป่าเสม็ดมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไมแ่ ตกต่างกนั สะท้อน
ได้จากผลการวิเคราะห์ท่ีพบว่า ในแต่ละเดือนพ้ืนที่สวนปาลม์ น้ามันและป่าเสม็ดเสม็ดมีความแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ (p >0.05) ในช่วงฤดูท่ีแห้ง เน่ืองจากช่วงฤดูฝนพ้ืนท่ีป่าเสม็ดมีน้าท่วมขังจึง
ไมส่ ามารถนาขอ้ มลู การปลอ่ ยคารบ์ อนไดออกไซด์จากพนื้ ท่ปี ่าเสมด็ มาเปรยี บเทยี บได้
3) การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นอยู่กับปัจจัยความช้ืนและอุณหภูมิ บ่งช้ีได้จากผล
การศึกษาที่ระบุชัดว่า เมื่อความช้ืนและอุณหภูมิมีปริมาณสูงจะมีการเพ่ิมขึ้นของการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (ภาพท่ี 3.138) สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Astiani และคณะ (2559) ที่พบว่า
ปัจจัยท่ีมีผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพ้ืนท่ีป่าพรุตะวันตก จังหวัดกาลิมันตัน (
Kalimantan) ประเทศอนิ โดนีเซยี คอื อณุ หภมู ิ โดยพบวา่ อุณหภูมทิ ี่เพ่ิมขนึ้ 1 องศาเซลเซยี ส จะทาให้มี
ปริมาณการปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพม่ิ ขน้ึ 0.005 กรมั ตอ่ ตารางเมตรต่อช่วั โมง

ภาพที่ 3.137 การเปรยี บเทียบพืน้ ทสี่ วนปาล์มน้ามันและพน้ื ทป่ี ่าเสมด็ ในแตล่ ะเดือน
ท่มี า: สาพิศ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

220 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื

ภาพที่ 3.138 ปัจจัยอุณหภมู ิและความช้ืนกับการปลอ่ ยคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562-มิถุนายน 2563
ในเวลาชว่ งเช้าและบา่ ย
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

การวเิ คราะห์ชชี้ ดั “การปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สัมพันธก์ ับสภาพนา้ ท่วมขงั ใน
พ้นื ที่: พ้นื ทน่ี า้ ทว่ มขงั คาร์บอนไดออกไซด์ปลดปล่อยต่ากว่าพื้นท่ไี ม่มีนา้ ท่วมขัง”

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซดจ์ ะมกี ารปล่อยมากสุดข้ึนอยูก่ ับสภาพน้าท่ีท่วมขังในพนื้ ท่ี โดยทก่ี รณีไม่มนี า้ ท่วมขังใน
พ้ืนท่ี พบว่า พ้ืนที่ป่าพรุด้ังเดิมจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากท่ีสุดเพราะพื้นที่ป่าพรุด้ังเดิมมี
เศษซากพืชสะสมอยู่ในพ้ืนท่ีจานวนมาก ทาให้เกิดกระบวนการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน (aerobic
decomposition) และได้ผลผลิตจากการย่อยสลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รองลงมาได้แก่
พื้นท่ีป่าเสม็ด และพ้ืนที่สวนปาล์มน้ามัน ตามลาดับ ทั้งน้ี เม่ือพิจารณาภาพรวมของการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รายเดือน (ภาพที่ 3.139) จะเห็นได้ว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีปลดปล่อย
ออกมาในแต่ละเดือนสัมพันธ์กับระดับน้าที่ท่วมขังในพื้นท่ี โดยพื้นที่ที่ไม่มีน้าท่วมขังในแปลง จะมีการ
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในระดับท่ีสูง ส่วนเดือนที่มีน้าท่วมขังจะมีการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในระดับท่ีต่า จึงสรุปได้ว่า ปัจจัยหลักท่ีควบคุมการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คอื ปริมาณนา้ ทีท่ ่วมขงั ในพ้นื ท่ี (ภาพท่ี 3.139)

อีกทั้ง ผลการวิเคราะห์ทางสถิติชี้ให้เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รายเดือนในช่วง
ระยะเวลา 9 เดอื น (พฤศจกิ ายน 2562- มถิ ุนายน 2563) ของแต่ละพน้ื ที่ คือ พนื้ ท่ีป่าพรดุ ้งั เดิม พ้ืนทป่ี ่า
เสม็ด และพื้นที่สวนปาล์มน้ามันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p < 0.05) (ภาพท่ี 3.140)
ทั้งนี้ เม่ือเปรียบเทียบกับผลการศึกษาของ Dilys และคณะ (2561) ที่ศึกษาในประเด็นการปล่อยก๊าซ
เรือนกระจกในพื้นท่ีใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันในพ้ืนที่พรุตอนใต้ของประเทศกาน่า ซ่ึงพบว่า ช่วงเวลา
กลางคนื (17:00 น. – 5:30 น.) มีการปล่อยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยูท่ ี่ 0.34 กรมั /ตารางเมตร/
ชั่วโมง ซึ่งเป็นอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีนอ้ ยกว่าผลการศึกษาน้ีที่เกบ็ ข้อมลู เฉพาะในชว่ งเวลา
กลางวันเพียงช่วงเวลาเดียวในระยะเวลา 9 เดือน ที่พบว่าพ้ืนที่ป่าพรุดั้งเดิม มีอัตราการปล่อยก๊าซ

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลกี เล่ียงการเส่อื มโทรมของป่าพรุและการฟ้ืนฟปู ่าพรุที่เสื่อมโทรม | 221

คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยู่ที่ 0.74 กรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง พ้ืนท่ีป่าเสม็ดอยู่ท่ี 0.64 กรัม/ตาราง
เมตร/ชั่วโมง และพ้ืนทส่ี วนปาล์มน้ามันอย่ทู ี่ 0.78 กรมั /ตารางเมตร/ช่ัวโมง (ภาพที่ 3.140) ท้ังน้ี ผลการ
เปรียบเทียบดังกล่าวช้ีให้เห็นชัดเจนว่าอุณหภูมิเป็นปัจจัยหลักท่ีทาให้ผลการศึกษาทั้งสองกรณีมีความ

แตกต่างกัน น่ันคือ ช่วงเวลากลางวันซ่ึงมีอุณหภูมิที่สูงจะมีส่วนช่วยในการเร่งกระบวนย่อยสลายแบบใช้

ออกซิเจน (aerobic decomposition) ให้มากขึ้น เช่นเดียวกับกระบวนย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน
(anaerobic decomposition) และเมือ่ นามาคานวณการปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) เฉลย่ี ราย
ปีจะพบว่า พื้นที่ป่าพรุด้ังเดิมจะมีการปล่อยอยู่ที่ 64.8 ตัน/เฮกตาร์/ปี พ้ืนท่ีป่าเสม็ดจะมีการปล่อยอยู่ที่

56.1 ตัน/เฮกตาร์/ปี และพื้นที่สวนปาล์มน้ามันจะมีการปล่อยอยู่ท่ี 68.3 ตัน/เฮกตาร์/ปี โดยเมื่อ
เปรียบเทียบกับงานวิจัยของ Dhandapani และคณะ (2562) ที่ได้ทาการศึกษาการปล่อยก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในป่าพรุที่ Peninsular ประเทศมาเลเซีย พบว่ามีการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยู่ท่ี 52.4 ล้านกรัม/เฮกตาร์/ปี ซ่ึงมีค่าน้อยกว่าในการศึกษาคร้ังน้ี อย่างไรก็
ตาม การศึกษาคร้ังนี้ ข้อมูลยังไม่ครบถ้วน และไม่ได้วัดข้อมูลในช่วงกลางคืนซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์ต่ากว่า จึงทาให้อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรอบปีมีค่าสูงกวา่ ที่ควรจะ

เป็น

ปรมิ าณการปลดปล่อย กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) (กรมั /ตารางเมตร/ชั่วโมง)

2

1.5

1

0.5

0
กรกฎาคม สิงหาคม กนั ยายน ตลุ าคม พฤศจกิ ายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพนั ธ์ มิถนุ ายน

แปลง ป่ าพรุดงั้ เดมิ แปลง ป่ าเสม็ด แปลง สวนปาลม์ นา้ มนั

ภาพท่ี 3.139 การแปรผนั ของการปลอ่ ยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในช่วงกรกฎาคม 2562 – มิถุนายน 2563
ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสัมพนั ธ์ (2563)

222 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่อื เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน

ภาพที่ 3.140 แสดงตารางคา่ เฉล่ียการปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในแตล่ ะเดือน
ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

การปลอ่ ยก๊าซมเี ทน สัมพันธก์ บั นา้ ทว่ มขังในพ้ืนทแ่ี ละการสะสมของซากพืช
ผลการศึกษาการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) ในพื้นที่พรุควนเคร็ง ทั้ง 3 บริเวณ คือ ป่าพรุดั้งเดิม ป่า
เสมด็ เปน็ พืน้ ท่ที ถ่ี ูกรบกวนหรอื เส่ือมโทรม และสวนปาลม์ น้ามนั ซ่ึงเป็นพ้นื ท่พี รุควนเคร็งท่ีถูกแปรสภาพ
ไปโดยสิ้นเชงิ กลายเปน็ พนื้ ที่เกษตรกรรมทม่ี ีการปลูกปาล์มน้ามนั โดยมกี ารเกบ็ ขอ้ มลู การปลอ่ ยกา๊ ซมีเทน
ตลอดระยะเวลา 9 เดือน พบว่า พ้ืนที่พรุด้ังเดิมคือ พ้ืนท่ีที่ก๊าซมีเทน (CH4) ถูกปล่อยออกมากมากที่สุด
รองลงมา คอื พน้ื ทปี่ ่าเสมด็ และพื้นที่สวนปาล์มน้ามัน ตามลาดบั ทง้ั นกี้ ารที่ก๊าซมเี ทนถูกปล่อยออกจาก
ป่าพรุด้ังเดิมและป่าเสม็ดซึ่งถือว่ายังคงมีสภาพเป็นป่าพรุอยู่นั้น เนื่องจากพ้ืนท่ีทั้งสองประเภทน้ีมีการ
สะสมของเศษซากพืชในพื้นที่จานวนมาก เมอื่ เกิดน้าท่วมขงั ในพน้ื ที่ ทาให้กระบวนการย่อยสลายเศษซาก
พืชเป็นไปได้อย่างช้า ๆ โดยกระบวนย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic decomposition) ซึ่ง
จะได้ผลผลิตจากการย่อยสลายเป็นก๊าซมีเทน (CH4) เกิดขึ้น ในขณะที่พ้ืนที่สวนปาล์มน้ามันเป็นพ้ืนท่ีที่
ไม่ได้รับผลกระทบจากน้าที่ท่วมขังในพื้นที่และมีเศษซากพืชที่น้อยในแปลงทาให้การปล่อยก๊าซมีเทน
(CH4) มปี รมิ าณนอ้ ย และเมอ่ื พิจาณาข้อมลู เดือนที่มีการปล่อยมากท่ีสดุ ซ่ึงคือ เดือนมกราคม, กุมภาพันธ์
2563 และเดอื นธนั วาคม 2562 ตามลาดบั ซง่ึ จะเห็นได้ว่าเปน็ เดอื นทเี่ กดิ น้าทว่ มขงั ในพื้นทท่ี ้ังสน้ิ (ภาพที่
3.141)
ผลการวเิ คราะหย์ ้าชดั “อุณหภมู ิ คือ ปจั จยั สาคญั ในการปล่อยกา๊ ซมเี ทน”
ผลการวิเคราะห์ทางสถิติที่มีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 9 เดือน ชี้ให้เห็นว่า
พื้นที่ป่าพรุดั้งเดิม และพื้นที่ป่าเสม็ด การปล่อยก๊าซมีเทนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P
< 0.05) ส่วนพืน้ ทส่ี วนปาลม์ น้ามันท่ีไม่มีความแตกตา่ งกัน (P = 0.607) และทัง้ 3 พนื้ ที่ คอื ปา่ พรุดง้ั เดิม
ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามันมีการปล่อยก๊าซมีเทนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P < 0.05)
ยกเวน้ เดือนกันยายน (P = 0.658) และเดือนตุลาคม 2562 (P = 0.059) ทไ่ี ม่มีความแตกตา่ งกันทางสถิติ
(ภาพที่ 3.141) ทั้งน้ี เมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์น้ีกับงานวิจัยของ Chandra และคณะ (2562) ซ่ึง
ศึกษาการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) จากการสร้างสวนป่ากระถินณรงค์ในพ้ืนท่ีป่าพรุเขตร้อน ที่พบว่าใน
ช่วงเวลากลางคืน (18:00 – 06:00 น.) มีการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) อยู่ท่ี 8.4 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/
ช่ัวโมง ขณะท่ีการศึกษาน้ีเก็บข้อมูลในช่วงเวลากลางวันเพียงช่วงเวลาเดียวในระยะเวลา 9 เดือน พบว่า
ในพื้นที่ป่าพรุด้ังเดิมมีอัตราการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) อยู่ที่ 15.78 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ใน

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอื่ หลีกเลย่ี งการเสือ่ มโทรมของป่าพรุและการฟื้นฟปู า่ พรทุ ่เี สื่อมโทรม | 223

พนื้ ท่ปี า่ เสม็ดอยู่ที่ 9.17 มิลลิกรมั /ตารางเมตร/ชว่ั โมง และในพื้นที่สวนปาล์มนา้ มันอยู่ท่ี 0.13 มลิ ลิกรัม/
ตารางเมตร/ช่วั โมง (ภาพท่ี 3.141) โดยในพ้ืนทีป่ ่าพรุดงั้ เดมิ และพ้ืนทป่ี า่ เสม็ดมีอัตราการปล่อยก๊าซมีเทน
(CH4) มากกวา่ ในงานวิจัยดังกล่าวที่มีการเก็บข้อมูลในชว่ งเวลากลางคนื ชใ้ี ห้เห็นอย่างชดั เจนวา่ อุณหภูมิ
คือ ปจั จยั หลกั ทม่ี ผี ลต่อการปล่อยก๊าซมีเทน โดยการเกบ็ ข้อมูลในช่วงเวลากลางวันซ่ึงเปน็ เวลาท่ีอุณหภูมิ
สูงน้ันมีผลในการช่วยเร่งกระบวนย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic decomposition) ให้มาก
ข้ึน ในขณะที่พ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามันจะมีอัตราการปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่น้อยกว่างานวจิ ัยในข้างต้น
โดยเม่ือเปรียบเทียบในรอบปี พบว่า พ้ืนที่ป่าพรุด้ังเดิม มีการปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุดเท่ากับ 1.38 ตัน/
เฮกตาร/์ ปี รองลงมาคอื พื้นทีป่ ่าเสม็ด เทา่ กับ 0.80 ตัน/เฮกตาร์/ปี และสวนปาล์มนา้ มันปล่อยกา๊ ซมีเทน
ต่าท่ีสุด เท่ากับ 0.01 ตัน/เฮกตาร์/ปี ตามลาดับ เนื่องจากสวนปาล์มน้ามันมีช่วงเวลาท่ีมีน้าท่วมขังน้อย
กว่า พ้นื ทป่ี า่ พรุด้ังเดิมและพื้นที่ปา่ เสมด็

ภาพท่ี 3.141 แสดงตารางการปล่อยกา๊ ซมเี ทน (CH4) เฉลีย่ รายเดอื น ของพนื้ ท่ีตา่ ง ๆ ในพืน้ ท่พี รคุ วนเครง็
ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

ปรมิ าณการปลดปล่อย ก๊าซมเี ทน (CH4) (มลิ ลกิ รัม/ตารางเมตร/ชัว่ โมง)

40
35
30
25
20
15
10
5
0

กรกฎาคม สงิ หาคม กันยายน ตลุ าคม พฤศจกิ ายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพนั ธ์ มถิ นุ ายน

แปลง ป่าพรุดงั้ เดมิ แปลง ป่าเสม็ด แปลง สวนปาลม์ นา้ มนั

ภาพที่ 3.142 การแปรผนั ของการปลอ่ ยกา๊ ซมีเทน (CH4) ต้งั แต่ กรกฎาคม 2562 – มถิ นุ ายน 2563
ทมี่ า: สาพิศ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

224 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื

การปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในพนื้ ทีพ่ รุควนเครง็
ผลการศึกษาการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซ่ึงเป็นก๊าซเรือนกระจกอีกตัวที่สามารถถูกปล่อย
ออกมาจากพ้ืนที่ป่าพรุได้ ทั้งนี้ จากผลการศึกษาการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในพื้นที่พรุควนเคร็งใน
พื้นท่ี 3 บริเวณท่ีแตกต่างกัน นั่นคือ ป่าพรุด้ังเดิม ป่าพรุถูกรบกวนหรือป่าเสม็ด และป่าพรุท่ีแปรสภาพ
เป็นพื้นท่ีเกษตรกรรมที่มีการปลูกปาล์มน้ามัน โดยใช้ระยะเวลาการเก็บข้อมูล 9 เดือน ซ่ึงในแต่ละเดือน
ปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น ฤดูกาลที่ส่งผลต่อสภาพน้าท่วมขังในพ้ืนท่ีในบางบริเวณที่มีการเก็บ
ข้อมูล แน่นอนว่าเม่ือฤดูกาลเปลี่ยนอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลจึงเปลี่ยน หรือแม้แต่ช่วงเวลากลางวันหรือ
กลางคืน เหล่าน้ีคือปัจจัยท่ีส่งผลต่ออุณหภูมิในแต่ละวันที่เปลี่ยนแปลงไปและอาจเป็นปัจจัยท่ีเอ้ือหรือ
เป็นอุปสรรคต่อการเก็บข้อมูลหรือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเร่งให้เกิดกระบวนการบางอย่างในพ้ืนที่พรุที่
อาจก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาจากพ้ืนที่ได้ ทัง้ น้ี ผลการศึกษาจากการเกบ็ ข้อมลู ของทีม
วจิ ัย คอื สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ (2563) ไดส้ ะทอ้ นขอ้ มูลทีน่ า่ สนใจหลายประการ กล่าวคอื
ประการแรก สวนปาลม์ น้ามนั กับการใช้ป๋ยุ ไนโตรเจน (N2) และช่วงเวลาการเปล่ียนผา่ นจาก
สภาพพ้ืนท่ีแห้งไปสู่สภาพพื้นท่ีน้าท่วมขัง คือ ปัจจัยเร่งให้เกิดการกระบวนการท่ีทาให้มีการปล่อย
ก๊าซไนตรัสออกไซด์จากพื้นที่ ดังกรณีผลการศึกษาจากพ้ืนที่พรุควนเคร็งแต่ละบริเวณที่พบว่า ก๊าซไน
ตรัสออกไซด์ (N2O) จะมีการปลอ่ ยมากทีส่ ุดในพ้ืนท่ีสวนปาล์มนา้ มนั เน่ืองจากมกี ารใชป้ ุย๋ ไนโตรเจน (N2)
ในพื้นที่เพื่อการเพ่ิมผลผลิต ซ่ึงเม่ือปุ๋ยไนโตรเจนมีการจับตัวกับอากาศที่มีออกซิเจน (O2) ทาให้เกิดการ
ปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีปริมาณมาก บ่งชี้ถึงสภาวะเช่นนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อ
พิจารณาข้อมูลการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในแต่ละเดือนซ่ึงมีการปล่อยมากที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม
จากนั้นจะเร่ิมมีค่าลดลง ไปจนถึงเดือนธันวาคม และเริ่มกลับมาสูงอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2563 น่ัน
เพราะวา่ ช่วงเดือนสงิ หาคมถงึ เดอื นธนั วาคม เปน็ ช่วงฤดูฝน เชน่ น้ีปยุ๋ ไนโตรเจนในพ้ืนท่ีแปลงสวนปาล์มจึง
ถูกชะล้างออกไป ปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนมีน้อยลงจึงทาปฏิกิริยาจับตัวกับออกซิเจนในอากาศได้น้อยลง
เชน่ นก้ี า๊ ซไนตรสั ออกไซด์จึงถูกปลอ่ ยออกจากพ้ืนทน่ี ้อยลง
ประการที่สอง พ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิม และพ้ืนที่ป่าเสม็ด กับการทับถมของเศษซากพืชภายใต้
เง่ือนไขสภาพน้าท่วมขัง คือ ปัจจัยเอ้ือให้เกิดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ และการเปลี่ยนผ่านจาก
สภาพพ้ืนที่แห้งไปสู่สภาพพ้ืนที่น้าท่วมขังคือปัจจัยเร่งกระบวนการให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์
สะท้อนได้จากผลการศึกษาในพ้ืนที่ป่าทั้งสองประเภทท่ีพบว่าพ้ืนท่ีมีการทับถมกันของเศษซากพืชเป็น
จานวนมากจึงทาให้เกิดกระบวนการการย่อยสลายเศษซากพืชโดยจุลินทรีย์ ได้เปน็ สารแอมโมเนยี เกิดขึ้น
(NH4) และเมอ่ื พ้ืนทีม่ สี ภาพนา้ ท่วมขงั จงึ ทาใหส้ ารแอมโมเนียรวมตวั กับนา้ จนเกิดกระบวนการไฮโดรไลต์
ได้ผลเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งจะมีมากที่สุดในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากสภาพพื้นท่ีแหง้ ไปสู่สภา
พ้ืนท่ีน้าท่วมขัง สะท้อนได้จากข้อมูลปริมาณก๊าซไนตรัสออกไซด์ในเดือนตุลาคมซ่ึงพบว่าพ้ืนที่ป่าเสม็ดมี
ค่าการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) สูงท่ีสุด (ภาพท่ี 3.144) อีกทั้ง ผลการวิเคราะห์ทางสถิติยัง
ช้ีให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ค่าก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เก็บได้จากพื้นที่ป่าพรุดั้งเดิมในแต่ละเดือนที่เก็บใน
ช่วงเวลา 9 เดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P < 0.05) ส่วนพื้นที่ป่าเสม็ด (P =
0.345) และพ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามัน (P = 0.669) เป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่าการปล่อยก๊าซไนตรัวออกไซด์ใน
แต่ละเดือนตลอดระยะเวลา 9 เดือน ไม่มีความแตกต่างกัน ทว่า ผลการวิเคราะห์ทั้งภาพรวมทั้ง 3 พ้ืนที่

การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลกี เลี่ยงการเส่ือมโทรมของป่าพรุและการฟ้นื ฟปู า่ พรุทเี่ สอ่ื มโทรม | 225

กลับพบว่าการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในช่วงเดอื นธันวาคม 2562-เดือนมิถุนายน 2563 ในแต่ละพ้ืนที่
มีความแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ (P < 0.05) (ภาพที่ 3.144)

ประการทสี่ าม สวนปาลม์ น้ามนั ปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์สงู ทสี่ ุด และปัจจัยเรง่ คือปยุ๋ เคมีเร่ง
การเตบิ โต ทง้ั นส้ี ะทอ้ นขอ้ สรุปนี้ไดจ้ ากผลการศึกษาที่มีการเปรียบเทยี บการปล่อยกา๊ ซไนตรัสออกไซด์ใน
รอบปี ท่ีพบว่า สวนปาล์มน้ามันปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์สูงที่สุด เท่ากับ 10.51 กิโลกรัม/เฮกตาร์/ปี
รองลงมา คือ พ้ืนท่ีป่าเสม็ด เท่ากับ 6.13 กิโลกรัม/เฮกตาร์/ปี และพ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิม มีการปล่อยก๊าซไน
ตรัสออกไซดต์ ่าสุดเท่ากบั 1.75 กิโลกรมั /เฮกตาร/์ ปี เน่ืองจากสวนปาล์มนา้ มันมกี ารใส่ปยุ๋ เคมเี พ่ือเร่งการ
เติบโตของปาล์มน้ามนั

ปริมาณการปลดปลอ่ ย กา๊ ซไนตรสั ออกไซด์ (N2O) (มิลลกิ รมั /ตารางเมตร/ช่วั โมง)

0.4

0.35

0.3

0.25

0.2

0.15

0.1

0.05

0

กรกฎาคม สิงหาคม กนั ยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธนั วาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มถิ ุนายน

แปลง ป่าพรุดงั้ เดิม แปลง ป่าเสมด็ แปลง สวนปาลม์ นา้ มนั

ภาพท่ี 3.143 กราฟแสดงค่าการปล่อยกา๊ ซไนตรสั ออกไซด์ (N2O) ตงั้ แต่ กรกฎาคม 62 – มิถนุ ายน 63
ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

ภาพที่ 3.144 แสดงตารางการปลอ่ ยก๊าซไนตรสั ออกไซด์ (N2O) รายเดอื น ของพื้นทีต่ ่าง ๆ ในพ้นื ทีพ่ รุควนเคร็ง
ที่มา: สาพิศ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

เห็นได้ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพ้ืนที่พรุควนเคร็งท้ังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน
และก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่มีการนาเทคโนโลยีทางด้านการตรวจวัดและการเก็บข้อมูลก๊าซด้วยเครื่องมือ

226 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยนื

และวิธีการท่ีนามาใช้ในการศึกษานี้ สามารถสะท้อนผลการศึกษาท่ีน่าสนใจ น่ันคือ การปล่อยก๊าซเรือน
กระจกจากพน้ื ท่ีแตล่ ะแหง่ ทง้ั ในพน้ื ที่ป่าพรดุ ้งั เดมิ ปา่ เสมด็ และสวนปาล์มน้ามนั ซ่ึงเปน็ พื้นที่ตัวแทนของ
สภาพป่าพรุควนเคร็งในแต่ละเงื่อนไข คือ ป่าพรุด้ังเดิม เป็นบริเวณป่าพรุที่ยังคงมีความสมบูรณ์ ขณะที่
ป่าเสม็ดคือตัวแทนของพื้นที่ท่ีถูกรบกวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกรบกวนจากไฟป่าหรือเหตุการณ์ไฟ
ไหม้ป่า และพ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามันคือ พื้นท่ีตัวแทนของป่าพรุที่ถูกแปรสภาพโดยสิ้นเชิงกลายเป็นพื้นท่ี
เกษตรกรรมท่ีมีการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมอย่างปาล์มน้ามัน ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็น
ชัดเจนว่า ความแตกตา่ งของสภาพแวดล้อมหรือปจั จัยแวดล้อมต่าง ๆ ในพน้ื ท่ีป่าพรุควนเคร็งมีผลต่อการ
ปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกท่ีแตกต่างกัน กล่าวคอื การปล่อยก๊าซเรอื นกระจกจะมีการแปรผันไปตามช่วงเวลา
ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่ิงแวดล้อม โดยพบว่าพ้ืนที่ป่าพรุด้ังเดิมมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ
ย่ิงกว่านั้น การศึกษาด้วยวิธีการสารวจแบบกริดที่มีการแบ่งพื้นที่ในระดับขอบเขตจังหวัด คือ จังหวัด
นครศรีธรรมราช จังหวดพัทลุง และจังหวัดสงขลา โดยจาแนกตามประเภทการใช้ประโยชน์ท่ีดินหรือ
สภาพการใช้ที่ดิน ได้แก่ ป่าพรุควนเคร็งสภาพเส่ือมโทรม พ้ืนที่ลุ่ม และพื้นท่ีเกษตรกรรม ผลการศึกษา
ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมในแต่ละขอบเขตพ้นื ทแี่ ละการใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ที่แตกต่างกัน
จะมกี ารปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกจากพืน้ ท่ีแต่ละบรเิ วณแตกต่างกันดว้ ย

บทสรปุ
การศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง ไม่

เพียงแค่การศึกษาข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า พ้ืนท่ีป่าพรุลักษณะเช่นใดมีศักยภาพในการกักเก็บ
คารบ์ อนได้สงู และปัจจัยทเ่ี อื้อต่อการกักเก็บคาร์บอน รวมถงึ ปัจจัยที่มผี ลให้เกดิ ปฏิกริ ิยาทางธรรมชาติท่ี
ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเห็นได้ว่า การศึกษาข้อมูลการกักเก็บคาร์บอนและการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกจากพื้นท่ีพรุควนเคร็งในแต่ละพื้นท่ีตัวแทนท่ีผู้วิจัยมีการคัดเลือกเพื่อทาการศึกษาเชิง
เปรียบเทียบ ทั้งพื้นท่ีป่าพรุดั้งเดิม ป่าพรุที่ถูกรบกวนหรือที่เรียกว่าป่าเสม็ด และพื้นท่ีพรุควนเคร็งท่ีแปร
สภาพไปโดยส้ินเชิง ซึ่งเปล่ียนจากพรุเป็นพื้นท่ีเกษตรกรรม มีการปลูกปาล์มน้ามัน ทั้งนี้ ข้อมูลที่สะท้อน
ผ่านงานวิจัยน้ีจะเป็นท้ังข้อมูลท่ีชว่ ยให้ผทู้ ่ีเก่ียวข้องทั้งในระดับชุมชน สังคม และระดับประเทศหรือผู้ท่มี ี
อานาจกาหนดนโยบาย ไดร้ ับรู้และเข้าใจสภาพพนื้ ทโี่ ดยเฉพาะอยา่ งยิ่งความสาคัญอนั ยง่ิ ยวดของพื้นที่พรุ
ควนเคร็งในแง่การเป็นพื้นท่ีท่ีศักยภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอนที่มีความสาคัญท้ังในระดับชุมชน สังคม
และโลก ขณะเดียวกันผลการศึกษายังชี้ให้เห็นสภาพปัญหาที่ต้องหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะอย่างย่ิง
สภาพพ้ืนที่ป่าพรุที่ขาดน้าหรือมีการจัดการน้าที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพพื้นที่ในช่วงเวลา
การเปลี่ยนผ่านหรือรอยต่อระหว่างพื้นท่ีแห้งหรือไม่มีน้าท่วมขังกับสภาพที่มีน้าท่วมขังซึ่งมักเกิดในช่วง
การเร่ิมเข้าสู่ฤดูฝน สภาพเช่นน้ีผลการวิจยั ช้ีชดั ว่าเปน็ การเร่งให้เกิดกระบวนการท่ีทาให้มีการปล่อยก๊าซ
เรือนกระจกออกมาจากพ้ืนที่พรุควนเคร็งได้มากท่ีสุด ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่เพียงสภาพพ้ืนที่ท่ีพรุขาดน้า
หรือมีการสูญเสียน้าออกจากระบบนิเวศของป่า ยังเป็นเงื่อนไขสาคัญที่ลดศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน
ของป่าพรุลงไปได้มาก ยิ่งกว่านั้น ประเด็นชวนคิดที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนและอาจถือเป็นคาถาม
สาคัญที่ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขให้มรี ะบบการจัดการพ้ืนท่ีพรคุ วนเครง็ เหมาะสม นั่นคือ พ้ืนที่สวนปาล์ม
นา้ มัน เป็นพื้นท่ีท่มี กี ารปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกไดม้ ากทสี่ ุด จึงน่าคดิ ทว่ี ่า หากมีการปลอ่ ยใหพ้ ้นื ท่ีป่าพรุถูก
แปรสภาพเป็นพนื้ ท่ีเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การปลูกปาล์มน้ามนั รายรอบพ้ืนที่พรุควนเคร็งให้เพิ่ม

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลีกเลยี่ งการเสือ่ มโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟูปา่ พรทุ เ่ี สอ่ื มโทรม | 227

มากขึ้นโดยไร้ขีดจากดั หรือการจากัดโซนหรือการไม่ได้แบง่ โซนการใช้ประโยชน์ที่ดินทเ่ี หมาะสมกับสภาพ
ดนิ ท่ีแทจ้ ริงนนั้ เป็นการลดความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอนของปา่ พรุและการค่อย ๆ ทาลายพน้ื ท่ีพรุ
ควนเคร็งไปทีละน้อย และอนาคตระบบนิเวศป่าพรุจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนยากเกินเยียวยา
ท้ังนี้สถานการณ์ที่ว่านี้ยังเป็นการทาให้พ้ืนที่พรุควนเคร็งกลายสภาพเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่
ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ซ่ึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก จนในท่ีสุดส่งผล
กระทบยอ้ นสูว่ ิถีชุมชนคนพรุควนเครง็ ทย่ี ังคงมผี ู้คนรายรอบพ้ืนท่ีพรุควนเครง็ อีกเป็นจานวนมากทย่ี ังมีวิถี
การถพง่ึ พาป่าพรุควนเครง็

ท้ังนี้ แนวทางหนึ่งตามแนวคิดการพัฒนาท่ียั่งยืน คือ การส่งต่อความรู้เพื่อสร้างความย่ังยืนให้
เกิดข้ึนกับกระบวนการจัดการป่าพรุควนเคร็ง ซ่ึงภายใต้งานวิจัยในประเด็นการกักเก็บคาร์บอนของพื้นท่ี
พรุยังไดเ้ หน็ ถงึ ความสาคัญข้อนี้ จึงดาเนินการภารกจิ เพ่อื สร้างการเรียนรสู้ ู่ความยัง่ ยนื ไดแ้ ก่ 1) การจัดให้
มกี ารพฒั นานักวทิ ยาศาสตร์รนุ่ เยาว์ โดยความร่วมมอื กบั สถานบันการศึกษาในพื้นท่ี เพือ่ สรา้ งเยาวชนคน
รุ่นใหมใ่ นพื้นท่ใี หเ้ ป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการเปน็ นักวิทยาศาสตร์ และเปน็ ผทู้ ีร่ ู้และเข้าใจในระบบ
นิเวศป่าพรุและตระหนักถึงความสาคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชน สังคม และโลก นอกจากนี้ไม่
เพียงส่งเสริมความรู้ให้แก่เยาวชนในพ้ืนที่เท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาอาสาสมัครวิจัยจากชุมชนในการ
ตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอน และการจัดให้มีค่ายเยาวชนสารวจป่าเพื่อหาคาร์บอนเพ่ือให้
เ ย า ว ช น ใน พ้ื น ที่ได้ เ รี ย น รู้ กา ร ต ร ว จวั ด คา ร์ บอน จ า กกา ร ได้ ล งมือป ฏิ บั ติ ที่ก่อให้ เ กิด กา ร เ รี ย นรู้ เชิง
ประสบการณ์ 2) การศึกษาบทเรียนการติดตามปริมาณคาร์บอนในพ้ืนที่สาธิตป่าพรุคันธุลี จังหวัดสุ
ราษฎร์ธานี 3) การสร้างระบบฐานข้อมูลสาหรับการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในรูปแบบ
ออนไลน์ท่ีบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เป็นการสร้างการเรียนรู้ที่สามารถขยายกลุ่มผู้สนใจเกี่ยวกับ
ประเด็นการคาร์บอน ตลอดจนศึกษาพ้ืนที่พรุควนเคร็งกับศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนให้เป็นที่รับรู้ของ
สังคมได้อย่างกว้างขวางข้ึน นอกจากน้ี ยังมีการจัดทาแอพพลิเคชั่นสาหรับการติดตั้งในระบบมือถือท่ี
สามารถตรวจวัดและติดตามปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนครูและนักเรียน หรือแม้กระทั่งชาวบ้าน สามารถติดตั้งและใชง้ านเพ่ือทาความเข้าใจกับพื้นทีพ่ รุ
ควนเครง็ และความสามารถในการกกั เก็บคารบ์ อนไดง้ ่ายขนึ้

อนึ่ง การทบทวบและถอดบทเรียนการจัดการระบบนิเวศป่าพรุที่ประสบผลสาเร็จในกรณีป่าพรุ
คันธุลี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอีกหน่ึงการสร้างชุดความรู้ท่ีมีคุณค่าในแง่การเป็นต้นแบบการบริหาร
จัดการพืน้ ทพี่ รุท่ปี ระสบความสาเรจ็ ดว้ ยความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ความร่วมมือของคน
ในชุมชน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสาคัญที่นาไปสู่ความต่อเน่ืองในการพัฒนาพื้นท่ี หรือกล่าวได้ว่าพลังความ
ร่วมมือของคนในชุมชนคือแนวทางการพัฒนาที่ย่ังยืนในการจัดการพื้นท่ีป่าพรุคันธุลี ทั้งนี้ ป่าพรุคันธุลี
เป็นพื้นท่ปี ่าเน้ือที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับพ้ืนท่ปี ่าพรุควนเครง็ แต่ถอื วา่ ปา่ พรุคันธุลีเป็นบทเรียนสาคัญที่มี
พ้ืนฐานปัญหาเฉกเช่นเดียวกับพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไฟไหม้ป่า ระบบนิเวศของป่าเคย
ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ไฟป่าหลายคร้ัง พื้นท่ีป่าเสียหายเป็นจานวนมาก หรือ
แม้กร ะท่ังปัญ ห า กา ร จั บจ อ ง พ้ืน ที่ป่ าข อ งเ ก ษตร กร จ น พ้ืน ท่ี ป่ าก ล าย เป็น พื้ น ที่ แป ร ส ภ า พเ ป็ น พื้ น ที่
เกษตรกรรม ทว่า พลังความร่วมมือของทุกฝ่ายสามารถพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และ
กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความม่ันคงให้กับชมุ ชนท้ังในแง่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเป็นพ้ืนท่ีชุ่ม
นา้ ท่มี ีความสาคญั ในระดับนานาชาติ

228 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยืน

“ปา่ พรคุ ันธลุ ี” เปน็ พ้ืนทชี่ ุ่มนา้ ทส่ี าคญั แหง่ หนึง่ ของประเทศ ต้งั อย่ทู ี่ ตาบลคันธุลี อาเภอทา่ ชนะ
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี มพี นื้ ท่ปี ระมาณ 875 ไร่ เดิมเปน็ ป่าพรุที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีระบบนเิ วศของพ้ืนท่ี
ชุ่มน้า ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2525 เกิดภัยแล้งติดต่อกันเปน็ เวลานานหลายเดอื นทาใหเ้ กิดไฟป่าเผาไหม้ป่าพรุ
เกือบร้อยละ 50 ของพ้ืนที่ หลังจากน้ันมีชุมชนเข้ามาจับจองพ้ืนท่ีเพ่ือทาการเกษตรระยะหนึ่งจนดินใน
พ้นื ทีป่ ่าพรุหมดความอดุ มสมบรู ณแ์ ล้วจึงปล่อยให้พื้นท่ีทิ้งร้าง และปล่อยให้ฟื้นตัวกลับคืนสภาพเป็นป่าท่ี
มีความสมบูรณ์อีกคร้ัง เป็นถ่ินท่ีอยู่อาศัยของพืชท้องถิ่น พืชสมุนไพร และสัตว์ป่า และสัตว์น้าหลายชนิด
โดยชาวชุมชนอาศัยจบั สตั ว์ป่าจาพวก นก ลิงกัง ต่อ และตีผึ้ง จับปลา และเก็บพืชพรรณพวกหลุมพี เห็ด
และพืชสมุนไพร ท้ังที่ใช้บริโภคในครัวเรือน และเพื่อขายได้ตลอดทั้งปี อีกท้ังเป็นแหล่งน้าอุปโภคบริโภค
ของชุมชนท้องถ่ิน และทาเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีการบุกรุกพื้นท่ีป่าพรุเพ่ือทาประโยชน์ในการ
ประกอบอาชีพ เพ่อื ใชป้ ลูกปาลม์ นา้ มนั และทาให้ระบบนิเวศของป่าพรุคนั ธลุ ีถูกคุกคามมากขึ้น และในปี
พ.ศ.2541 ได้มีการเดินสารวจรังวัด และออกหนังสือสาคัญสาหรับที่หลวง เลขที่ สฎ 0299 ลงวันที่ 13
กนั ยายน พ.ศ.2543 เนื้อที่ จานวน 391 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา ตอ่ มา ปี พ.ศ. 2552 ไดม้ ีมติคณะรฐั มนตรี
เรื่องทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เร่ืองทะเบียนรายนามพ้ืนท่ีชุ่มน้าที่มีความสาคัญ
ระดับนานาชาติ และระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นท่ีชุ่มน้า ลงวันท่ี 11
พฤศจิกายน 2552 ให้ป่าพรุคันธุลีเป็นพื้นที่ชุ่มน้าท่ีมีความสาคัญระดับนานาชาติ และพื้นที่ชุ่มน้าท่ีมี
ความจาเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการศึกษาสารวจ โดยป่าพรุคันธุลี เป็นท่ีดินอันเป็นสาธารณสมบัติของ
แผน่ ดิน ประเภทพลเมืองใช้ประโยชนร์ ว่ มกนั ตามหนังสือสาคัญสาหรบั ทีห่ ลวง เลขที่ สฎ 0299 ดังกลา่ ว
และในปัจจุบันพื้นที่ป่าพรุคันธุลีมีพื้นท่ีทั้งสิ้น 421 ไร่ 28 ตารางวา ในอดีตป่าพรุคันธุลีมีความอุดม
สมบูรณ์สูง นอกจากพันธุ์พืช แล้วยังพบพันธุ์ปลา สัตว์น้า และสัตว์ป่าอื่น ๆ ต่อมาเกิดความแห้งแล้งและ
ไฟไหม้ป่า ตลอดจนมีการเขา้ ไปใช้ประโยชน์จากไม้ และเปลี่ยนแปลงเปน็ พ้ืนท่เี กษตรกรรม ปา่ พรุคนั ธุลีท่ี
มีความอุดมสมบูรณ์ในปัจจุบัน คือ ป่าพรุที่ฟื้นคืนสภาพเดิมเมื่อ 40 ปีท่ีผ่านมาและมีการดูแลรักษาโดย
ชมุ ชนทต่ี ัง้ อยู่รอบพรุ

นอกจากนี้ งานวิจัยน้ียังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจคือ การบริหารระบบน้าเพื่อรักษาระดับน้าให้
ท่วมขังในพ้ืนที่พรุ โดยเฉพาะอย่างย่ิงพื้นที่ลุ่มซ่ึงส่วนใหญ่เป็นทุ่งกระจูดและพ้ืนท่ีที่มีหญ้าและน้าท่วมถึง
ซงึ่ พื้นทล่ี ักษณะน้ีมกี ารกักเกบ็ คาร์บอนสูงมากกว่าป่าพรเุ นือ่ งจากมกี ารกักเกบ็ คาร์บอนในดินสงู มาก หาก
ปล่อยให้พ้ืนที่เหล่าน้ีขาดน้าหรือมีสภาพแห้ง โอกาสท่ีพ้ืนท่ีเหล่าน้ีจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกย่อมมีสูง
เช่นกนั

การใช้เทคโนโลยเี พื่อหลีกเล่ยี งการเสื่อมโทรมของป่าพรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรทุ ี่เสอ่ื มโทรม | 229

5

บทสรุป

230 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งมีให้เห็นทุกกระบวนการ เพราะ
เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์ทางานได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วข้ึน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทางานหรือการ
ประมวลผลข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อมูลหลากหลายและมีความสลับซับซ้อน เทคโนโลยีช่วยให้วิเคราะห์
เพ่ือทาความเข้าใจกับสภาพพ้ืนท่ี หรือสภาพปัญหาท่ีพ้ืนที่พรุควนเคร็งและชุมชนกาลังเผชิญอยู่ใน
หลากหลายรูปแบบ ทาให้ได้ข้อมูลท้ังเชิงตัวเลข เน้ือหาและรูปภาพที่ระบุพิกัดหรือขอบเขตพื้นที่ได้อย่าง
ชัดเจน อนง่ึ ด้วยปญั หาสาคัญทีพ่ รุควนเคร็งเผชญิ แทบทุกปีนั่นคือ ไฟไหม้ป่าทสี่ ง่ ผลให้พรคุ วนเครง็ หลาย
บริเวณมีสภาพพื้นท่ีเป็นป่าเสื่อมโทรม และยังเชื่อมโยงกับการบุกรุกหรือความพยายามครอบครองพ้ืนท่ี
ป่าเพ่ือแปรสภาพพ้ืนท่ีพรุไปสู่การทาเกษตรกรรมซงึ่ เป็นการแปรสภาพพนื้ ที่ไปโดยส้นิ เชงิ ในสภาพพื้นที่ใน
รูปแบบสวนปาล์มน้ามัน เหล่านี้คือปัญหาที่โครงการเสริมศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่พรุควน
เคร็งให้ความสาคัญและตระหนักถึงปัญหาที่ต้องเร่งดาเนินการแก้ไข โดยมีการดาเนินโครงการภายใต้
ผลสัมฤทธ์ิที่ 2 การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลีกเลยี่ งการเส่ือมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เส่ือมโทรม ซ่ึงมี
การดาเนินการ 2 ภารกิจสาคัญอย่างเชื่อมโยงกัน น่ันคือ ภารกิจแรก การดาเนินการทางอุทกวิทยาใน
พื้นที่นาร่องเพื่อควบคุมการระบายน้าและป้องกันไฟป่า โดยมีตัวช้ีวัด คือ การที่ป่าพรุควนเคร็งพื้นท่ี
4,600 เฮกตาร์ (28,750 ไร่) มีระบบการจัดการน้าอย่างมีประสิทธิภาพ และภารกิจที่สอง คือ การฟ้ืนฟู
พันธ์ุพืชท้องถ่ินในพื้นท่ีที่ถูกทาลายโดยพายุและไฟป่าของตาบลเคร็ง ที่มีการดาเนินการในภารกิจย่อย 2
ส่วนท่ีเช่ือมโยงกัน นั่นคือ การฟื้นฟูพันธุ์พืชท้องถ่ินในพื้นที่เส่ือมโทรมด้วยการถูกทาลายโดยพายุและไฟ
ป่า และการตดิ ตามปริมาณคาร์บอนในพ้นื ท่ีพรุควนเคร็ง โดยมตี ัวชวี้ ัดท่ีคาดหวงั จากภารกิจการฟ้ืนฟูพันธ์ุ
พืชท้องถิ่นในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง คือ การฟ้ืนฟูป่าพรุด้วยพันธ์ุพืชท้องถ่ิน 300 เฮกตาร์ (1,875 ไร่) เพื่อดูด
ซบั คาร์บอน 129,000 ตันคาร์บอน

ผลการดาเนินงานทั้งสองภารกิจสาคัญกล่าวได้ว่ามีการดาเนินการซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายท่ี
กาหนด คือ การได้ดาเนินการท่ีมุ่งเป้าไปสู่การตอบโจทย์ตัวชี้วัดท่ีกาหนดไว้ ซึ่งการที่จะให้ผลการ
ดาเนินงานภายใต้ผลสัมฤทธิ์ท่ีสองบรรลุตรงเป้าหมายตามตัวเลขท่ีกาหนดไว้ภายใต้ช่วงเวลาการดาเนิน
โครงการในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาท่ีไม่เพียงพอแก่การดาเนินการ เนื่องจากการบรรลุผล
สาเร็จตามเป้าหมายตัวชี้วัดข้ึนอยู่กับหลายปัจจัย ดังกรณีภารกิจแรก การมีระบบบริหารจัดการน้าที่
เหมาะสมในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง แน่นอนที่สุดว่า การดาเนินโครงการในภารกิจนี้ได้ผลสาเร็จ คือ แนวทาง
และตัวแบบหรือแบบจาลองการจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งที่มีความเหมาะสม และทุกฝ่ายเห็นพ้อง
ร่วมกันน่ันคือ การสร้างปิดกั้นลาน้าในบางบริเวณในพื้นท่ีพรุควนเคร็งเพื่อลดการสูญเสียน้า และเพ่ิม
ระดับการกักเก็บน้าเพื่อหล่อเล้ียงระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง โดยระดับน้าท่ีเหมาะสมคือ การท่ีพรุควน
เคร็งมีระดับน้า 0.20 เมตร เหนือผิวดิน ตลอดทั้งปี โดยหากมีกรณีระดับน้าลดต่าลงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด
ไดม้ ีมาตรการรองรับ น่ันคือ การติดตั้งเคร่ืองสูบนา้ เพ่ือสูบนา้ เข้าส่รู ะบบใหม้ ีระดับน้าตามเกณฑ์ท่ีกาหนด
ไว้ โดยผลการทดสอบผ่านแบบจาลอง MIKE SHE แสดงให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าหากมีการ
ดาเนินการตามข้อเสนอแนะท่ีได้จากแบบจาลอง MIKE SHE จะสามารถแก้ปัญหาพ้ืนที่พรุควนเคร็งขาด
แคลนน้าในช่วงฤดูแล้งได้ และพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งจะมีระบบบริหารจัดการน้าท่ีช่วยให้พรุควนเคร็งมีความ
สมบูรณ์ของระบบนิเวศ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ท้ังต่อสรรพชีวิตในผืนป่าพรุควนเคร็ง และเกิดประโยชน์ต่อ
คนในชมุ ชนที่จะได้พงึ่ พาทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้ต่อไป

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลีย่ งการเสื่อมโทรมของป่าพรุและการฟ้นื ฟูปา่ พรุท่ีเส่ือมโทรม | 231

ถงึ กระน้ันก็ตาม ผลการดาเนินการดังกล่าวเป็นเพียงตัวแบบที่เป็นข้อเสนอแนวทางในการจัดการ
น้าที่เหมาะสมในพ้ืนที่พรุควนเคร็งที่พร้อมนาไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นท่ี ซึ่งในภาคปฏิบัติการอย่างเป็น
รูปธรรมนั้นจาเป็นต้องอาศัยอานาจการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับนโยบายท่ีมีอานาจ
บทบาทและหนา้ ทใ่ี นการบริหารจัดการพื้นท่ีพรุควนเคร็ง โดยหากมกี ารตัดสินใจดาเนินการตามตัวแบบ
หรือข้อเสนอแนะจากแบบจาลอง MIKE SHE ท่ีมีข้อเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการน้าใน
สถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมและผลการประชุมได้รบั การยอมรับจากผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียทุกฝา่ ย
แล้วนั้น ย่อมทาให้พ้ืนท่ีพรุควนเคร็งมีระบบบริหารจัดการน้าเป็นไปตามเป้าหมายหรือตัวช้ีวัดท่ี
กาหนด อีกท้ังการดาเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในภารกิจนี้เป็นการทาให้พื้นที่พรุมีน้าท่วมขังอย่าง
เหมาะสม คือ การเพ่ิมศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ซึ่งสะท้อนข้อมูลได้อย่าง
ชัดเจนจากผลการศึกษาในภารกิจท่ีสองท่ีมีการตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นท่ีป่าพรุควน
เคร็งท้ังในระดับพ้ืนที่พรุควนเคร็งที่จาแนกตามสภาพพ้ืนที่ คือ ป่าพรุด้ังเดิม ป่าพรุถูกรบกวน (ป่าเสม็ด)
และปา่ พรุท่ีถูกแปรสภาพเป็นสวนปาลม์ น้ามัน (การทาเกษตรกรรม) ซึง่ ผลการศึกษายงั สอดคล้องกับผล
การสารวจคาร์บอนแบบกริดที่ตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนในขอบเขตระดับจังหวัด คือ จังหวัด
นครศรีธรรมราช จังหวดั พัทลงุ และจงั หวัดสงขลา โดยแตล่ ะขอบเขตพื้นที่ได้ศึกษาจาแนกยอ่ ยตามการใช้
ประโยชน์ที่ดิน ทั้งนี้ผลการศึกษาย้าชัดว่า สภาพพ้ืนท่ีที่มีน้าท่วมขังหรือท่ีลุ่ม หรือพ้ืนที่ชุ่มน้า เป็น
พ้นื ท่ีท่ีมปี รมิ าณคารบ์ อนสูงสดุ

สาหรับภารกิจท่ีสองซ่ึงเช่ือมโยงกับการบริหารจัดการน้าและยังหนุนเสริมในการเพ่ิมศักยภาพ
การกักเก็บคาร์บอนของพรุควนเคร็ง น่ันคือ การฟื้นฟูพ้ืนท่ีพรุท่ีเสื่อมโทรมด้วยพันธุ์ไม้ท้องถ่ินและการ
ตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง โดยมีตัวชี้วัด
สาคัญ คือ การเพ่ิมศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งในพื้นท่ี 300 เฮกตาร์ (1,875 ไร่)
เพ่ือดดู ซบั คาร์บอน 129,000 ตันคารบ์ อน ท้งั นี้ เมอื่ พิจารณาการดาเนินงานเพื่อการฟ้ืนฟูพ้ืนท่ีปา่ พรุด้วย
การปลกู พันธ์ไุ ม้ทอ้ งถิ่นในบรเิ วณต่าง ๆ ซ่งึ มีการคัดเลอื กพ้นื ทีท่ ้ังในบรเิ วณเขตป่าพรุท่ีมีบริเวณพน้ื ที่เสื่อม
โทรม (ป่าเสม็ด) บริเวณทีด่ นิ ทากิน และบริเวณที่อย่อู าศัยตามรมิ รั้ว ขอบแดน คนั นา เป็นตน้ แน่นอนว่า
หากพิจารณาผลการดาเนินงานแต่เพียงแง่เดียวว่า พื้นท่ีน้อยกว่าตัวช้ีวัดท่ีกาหนด น่ันคือ พ้ืนที่การปลูก
พันธ์ุไม้ท้องถิ่นท่ีมีเน้ือบริเวณป่าพรุเสื่อมโทรมรวมกันทุกแปลงเพียง 455 ไร่ จากแปลงปลูกจานวน 5
แปลง ได้แก่ แปลงท่ี 1 บ้านไสขนุน หมู่ที่ 11 บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เนื้อท่ี 27 ไร่ อยู่ในเขต
พนื้ ท่ขี องเขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อย แปลงที่สอง บ้านควนเครง็ หมู่ที่ 4 อยู่ในเขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ ทะเล
น้อย เนอื้ ท่ี 50 ไร่ แปลงทส่ี าม ป่าสงวนแห่งชาตทิ ่าช้างขา้ ม เนอื้ ที่ 150 ไร่ โดยแบง่ แปลงปลูกพ้ืนท่ีละ
50 ไร่ ดังนัน้ แปลงปลูกจานวน 3 แปลง และแปลงทีส่ ี่ เขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่าบ่อล้อ เน้อื ที่ 200 ไร่ โดยแบ่ง
ปลูกพ้ืนที่ละ 50 ไร่ ดังน้ันจึงมีแปลงปลูกจานวน 4 แปลง แปลงที่ห้า ป่าชุมชนบ้านควนเงิน หมู่ท่ี 2
เน้ือที่ 28 ไร่ ประกอบด้วยพ้ืนที่ปลูกฟื้นฟู ได้แก่ พ้ืนท่ีแนวรอบคันคลองป่าชุมชน 23 ไร่ และแปลงปลูก
ฟื้นฟูบรเิ วณใกลป้ ่าชุมชน 5 ไร่ เห็นไดว้ า่ พ้ืนที่ 455 ไร่ ดังกลา่ วยังไมร่ วมพ้ืนที่การปลูกในบริเวณอนื่ ๆ ที่
เป็นการส่งเสริมรายได้แก่คนในชุมชนและเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชตามหลักวนวัฒน์วิธี น่ันคือ การ
ปลูกพนั ธ์ไุ ม้เสริมในพ้ืนที่ทากินประเภทสวนยางพาราและปาล์มนา้ มัน ซง่ึ มกี ารปลูกในระบบพชื เศรษฐกิจ
เชิงเด่ียวที่มีระยะปลูกท่ีกว้างเพียงพอที่ปลูกเสริมไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถอยู่ภายใต้ร่มเงาของไม้
เดิมโดยปลกู แทรกลงไป เชน่ ตะเคยี นทอง ยางนา ในลกั ษณะของการปลูกผสมผสานเพ่ือสร้างรายได้และ

232 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยืน

ลดความเสี่ยงจากการทาการเกษตรเชิงเดี่ยว พ้ืนที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพ้ืนที่ท่ีทากินของชาวบ้านท่ีมี
เอกสารสิทธิ์การครอบครองตามกฎหมาย ยกเว้นบางพ้ืนที่การครอบครองที่ได้มาโดยการบุกรุกซ่ึง
ภายหลังได้ถูกยึดคืนมาเป็นของรัฐและอยู่ในกระบวนการฟ้ืนฟูระบบนิเวศ ในกรณีเช่นนี้ ก่อนท่ีจะมีการ
ดาเนินการโค่นยางพาราหรือปาล์มน้ามันทิ้ง ควรพิจารณาดาเนินการปลูกไม้อ่ืนเสริมในพ้ืนท่ีเหล่านี้เพื่อ
จะทาให้รัฐได้พนื้ ทีป่ ่ากลับคนื มา นอกจากนีย้ ังมีการสง่ เสรมิ การปลูกพชื ในบริเวณพ้ืนที่อยู่อาศยั หน้าบา้ น
หลังครัว ริมร้ัว ขอบแดนของชุมชน ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งที่มีการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นอยู่บางส่วนแล้ว
เป็นพื้นที่เหมาะสมในการปลูกเสริมไม้มีค่าหลากหลายชนิด ดังนั้น เม่ือรวมพื้นท่ีทั้งหมดท่ีกล่าวมาซึ่งได้มี
การดาเนินการปลูกพันธ์ุไม้ท้องถิ่นไปแล้วน้ันซึ่งมีพื้นท่ีรวมมากกว่า 455 ไร่ และเม่ือรวมกับพื้นท่ีเดิมใน
พ้ืนที่เหล่าน้ีท่ีมาต้นไม้บางส่วนอยู่แล้วน้ัน ดังกรณีป่าเสม็ดซึ่งแม้ว่าจะเป็นพันธ์ุไม้ที่พบว่าโดดเดน่ อยู่ชนดิ
เดียวในพื้นที่ป่าพรุเสื่อมโทรม ทว่า ต้นเสม็ดขาวเป็นไม้อีกชนิดท่ีมีศักยภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอน
สะท้อนได้จากผลการศึกษาของ สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ (2563) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยภายใต้
ภารกิจการฟื้นฟูป่าพรุเช่นกัน โดยพบว่า ป่าเสม็ดเป็นพื้นท่ีแหล่งกักเก็บคาร์บอนบางส่วนของพ้ืนท่ีป่า
เสม็ดมีปริมาณคาร์บอนที่สูงกว่าพ้ืนที่บริเวณอื่น นั่นคือ มวลชีวภาพใต้ดินของป่าเสม็ดมีค่าสูงท่ีสุด โดย
มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 0.0287 ตันต่อไร่ และการกักเก็บคาร์บอนในภาพรวมยังถือว่าเป็นรองจากพื้นที่ป่าพรุ
ดงั้ เดิม ดังน้ันจงึ กล่าวได้วา่ ภารกจิ การฟ้ืนฟูปา่ พรุควนเคร็งท่เี ส่อื มโทรม ด้วยการปลกู เสรมิ พันธไ์ุ ม้ท้องถิ่น
และไม้อื่น ๆ ในบริเวณต่าง ๆ ซ่ึงเป็นพ้ืนที่รายรอบพื้นที่ป่าพรุน้ัน มีผลการดาเนินการที่นาไปสู่การ
บรรลุผลสาเร็จตามตัวช้ีวัด ซ่ึงมีแนวโน้มการกักเก็บคาร์บอนที่เท่ากับหรือมากกว่า ข้ึนอยู่กับระยะเวลาท่ี
รอคอยการเจริญเติบโตของต้นไม้ในแต่แปลงที่ผนวกรวมกับต้นไม้และแหล่งกักเก็บอ่ืน ๆ ในพ้ืนที่เหล่านี้
ยอ่ มชีใ้ หเ้ หน็ วา่ การดาเนินการฟื้นฟูดังกล่าวเป็นการเสริมศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่บรเิ วณป่า
พรุควนเคร็งได้มากขึ้น และค่อย ๆ มากขึ้นตามอายุการเจริญเติบโตของพรรณไม้ที่ค่อย ๆ เติบโตเป็นไม้
ใหญ่ที่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากย่ิงข้ึน หากมีการดูแลรักษาและติดตามการเจริญเติบโตอย่าง
ตอ่ เน่อื ง มีการปรบั ปรุงบารงุ ซ่อมแซมเสรมิ ซง่ึ โครงการได้มกี ารจัดทาคู่มอื การจัดการเรือนเพาะจา พรอ้ ม
กันสร้างเรือนเพาะชาในพื้นท่ีบริเวณพรุควนเคร็ง จานวน 4 แห่ง คือ เรือนเพาะชาบ้านควนเงิน หมู่ท่ี 2
ตาบลบ้านตูล เรือนเพาะชาบ้านควนป้อม หมู่ท่ี 1 ตาบลเคร็ง เรือนเพาะชาบ้านไสขนุน หมู่ที่ 11 ตาบล
เครง็ และเรอื นเพาะชาบา้ นเนินอินทรแ์ กว้ หมู่ท่ี 3 ตาบลชะอวด เรือนเพาะชาทั้ง 4 แห่ง จึงเป็นพื้นท่ีท่ีจะ
สนับสนนุ งานการดูแลป่าโดยชมุ ชนต่อไป

นอกจากน้ี การดาเนินโครงการยังให้ความสาคัญกับภารกิจท่ีเชื่อมโยงกันคือ การศึกษาเพ่ือ
ตรวจวัดและติดตามปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง ที่
สะท้อนผลการศึกษาชัดเจนว่า พ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามันคือพ้ืนที่ที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มาก
ท่ีสุด ขณะที่สภาพเง่ือนไขสาคัญที่ส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอัน
ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ คือ สภาพพ้ืนที่ป่าพรุท่ีขาดน้าหรือมี
การจดั การนา้ ท่ไี ม่เหมาะสม โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ สภาพพ้นื ที่ในชว่ งเวลาการเปลีย่ นผา่ นหรือรอยต่อระหว่าง
พื้นที่แห้งหรือไม่มีน้าท่วมขังกับสภาพที่มีน้าท่วมขังซ่ึงมักเกิดในช่วงการเร่ิมเข้าสู่ฤดูฝน สภาพเช่นน้ี
ผลการวิจัยช้ีชัดวา่ เป็นการเร่งใหเ้ กิดกระบวนการที่ทาใหม้ ีการปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกออกมาจากพื้นที่พรุ
ควนเคร็งได้มากที่สุด ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่เพียงสภาพพื้นท่ีท่ีพรุขาดน้าหรือมีการสูญเสียน้าออกจาก
ระบบนิเวศของป่า ยังเป็นเง่ือนไขสาคัญที่ลดศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของป่าพรุลงไปได้มาก เห็นได้

การใช้เทคโนโลยเี พอื่ หลีกเล่ยี งการเสอื่ มโทรมของปา่ พรุและการฟ้ืนฟูปา่ พรุทีเ่ สือ่ มโทรม | 233

ว่า สอดคล้องเช่ือมโยงกับผลการศึกษาการจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งของสมฤทัย ทะสะดวก (2563)
หรือแม้แต่ความรู้พ้ืนฐานในระดับภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งล้วนเห็นตรงกันว่า สภาพการขาดน้าของพรุหรือ
การสญู เสยี น้าของป่าพรุนน้ั สง่ ผลกระทบต่อพรคุ วนเครง็

อย่างไรก็ตาม การดาเนินการภายใต้ผลสัมฤทธ์ิท่ี 2 ในทุกผลผลิตให้ความสาคัญกับการมีส่วน
ร่วมและการส่งต่อความรู้ทั้งด้านการจัดการน้า การฟื้นฟูป่าพรุเสื่อมโทรม และการตรวจวัดและติดตาม
ปริมาณการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงการศึกษาและติดตามการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่พรุควน
เคร็ง โดยท่ีชุดความรู้เหล่านี้ได้ส่งต่อไปยังตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากชุมชนผ่านกระบวนการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบท่ีหลากหลายเพื่อสร้างการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ในแง่มุมต่าง ๆ ให้แก่ทุก
ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสาคัญกับคนรุ่นใหม่ซ่ึงจะเป็นคนรุ่นต่อไปของชุมชน นั่นคือ เด็ก
นักเรียนและเยาวชน และท่ีสุดได้มีการรวบรวมชุดความรู้ในรูปแบบคู่มือเพ่ือเผยแผ่ความรู้ให้กว้างขวาง
ทั้งในระดับชุมชนและสังคม เพ่ือให้ผู้คนท่ีสนใจท่ัวไปได้ศึกษาและเรียนรู้กรณีศึกษาป่าพรุควนเคร็ง ซึ่ง
เปน็ พ้ืนทพี่ รุที่มคี วามสาคญั ระดบั โลกแห่งหน่งึ ทีต่ ้ังอยใู่ นภาคใตข้ องประเทศไทย

บรรณานุกรม

234 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน

235 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยนื

บรรณานกุ รม

Freischlad, N. (2015). Seeing through the haze: how technology could help protect

Southeast Asia’s forests. Retrieve from https://www.techinasia.com/4-

technologies-to-help-protect-southeast-asia-forests.

Apogeeinstruments. (2020). Conversion - PPFD to Lux. Accessed May 20, 2020, from

https://www.apogeeinstruments.com/conversion-ppfd-to-

lux/?fbclid=IwARqksjnvjq2 cxahG1 tHr

TzzlWnLRzas655CF0R2GpjC6fmTmuapXZkSzIM

Werk_AG. (2010). Converting Lux to W/m2, Accessed May 20, 2020, from

https://cumulus.hosiene.co.uk/viewtopic.php?t=3979&fbclid=IwAR20OCTOH9w3S

Ww0a_UjCNndrAnkEDKTZRAJt8rF9KdNv2DmBl_XUwYBUaA

อารียา ฤทธมิ า. (2561). อุทกวทิ ยา (Hydrology) เอกสารคาสอน ภาควชิ าวิศวกรรมโยธาและสิง่ แวดลอ้ ม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเม่ือ 6 มีนาคม 2563, จาก http://irre.ku.

ac.th /books/pdf/48.pdf

Sandu, M-A., & Virsta, A. (2015). Applicability of MIKE SHE to Similate Hydrology in Argesel

River Catchment. Agriculture and Agricultural Science Procedia 6, 517-524.

Ma, L., He, Ch., Bain, H., Sheng, L. (2016). MIKE SHE modeling of ecohydrological

processes: Merits, applications, and challenges. Ecologocal Engineering. 96, 137-

149.

CPI AGROTECH. (2562). แสงแดด-ปาล์มน้ามันต้องการแสงแดดวันละกี่ช่ัวโมง. สืบค้นเมื่อ 19

พฤษภาคม 2563, จาก http://www.cpiagrotech.com/knowledge-067/

ดิชิตชัย เมตตาริกานนท์. (2558). เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพ่ือการจัดการสารสนเทศ.

กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย. 201 หนา้ .

สมพร ณ นคร และคณะ. (2560). คู่มือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาลม์ น้ามัน. กรุงเทพฯ: สานักงาน

คณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ. 51 หน้า.

สานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม. (2551). พรุควนเคร็ง. สืบค้นเมื่อ 19

กุมภาพนั ธ์, จาก http://wetland.onep.go.th/2551-17-Prukuankreng.html

Suwanna Kaewklam. (2019). ทาไมจึงต้องบริหารจัดการน้าอย่างยั่งยืน. สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2563,

จาก https://innoversity.masci.or.th/?p=24314

เสาวคนธ์ รุ่งเรือง. (2550). ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรประมงพื้นที่ชุ่มน้าพรุควนเคร็ง.

สื บ ค้ น เ ม่ื อ 19 กุ ม ภ า พั น ธ์ 2563, จ า ก https://www.fisheries.go.th/sf-

nakhonsri/images/research/p_ r.pdf

เสกสรร สิทธาคม. (2563). “น้าคือชีวิต”พระราชดาริรัชกาลที่9 ที่เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชนอย่าง

ย่ั ง ยื น ( 1). ส ย า ม รั ฐ อ อ น ไ ล น์ , สื บ ค้ น เ มื่ อ 12 มี น า ค ม 2563, จ า ก

https://siamrath.co.th/n/6774

236 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยืน

บรรณานุกรม (ต่อ)

นฤมล ขุนวีช่วย. (2558). พลวัตการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าพรุควนเคร็ง. วารสารมนุษยศาสตร์และ
สงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ. 10 (1), 53-74.

เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ. (2559). เทคโนโลยีเปล่ียนโลก (Disruptive Technologies) สืบค้นเม่ือ 27
ธั น ว า ค ม 2562, จ า ก https://www.it24hrs.com/2016/disruptive-technologies-
technology/

Sayer, J.A., Vanclay, J.K., Byron, R.N. (1997). Technologies for sustainable forest
management: challenges for the 21st century. Commonwealth Forestry Review,
76(3), 162-170, retrieved from https://www.cifor.org/library/123/

พนิดา พานิชกุล. (2549). เทคโนโลยีสารสนเทศ. กิตติ ภักดีวัฒนกุล บรรณาธิการ, พิมพ์คร้ังท่ี 1,
กรงุ เทพฯ: 312 หน้า.

มูลนิธิสถาบันส่ิงแวดล้อมไทย. (2562). สผ.นารอ่ ง ‘ป่าพรุควนเคร็ง’ แก้ปัญหาโลกร้อน ดันวาระชาติเพิม่
แหล่งกักเก็บคาร์บอน-สู้ฝุ่นพิษ. สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2562, จากhttp://www.tei.or.th/th/
highlight_detail.php?event_id=392

เจริญวิชญ์ หาญแก้ว. (2562). ป่าพรุ แหล่งกักเก็บคาร์บอนท่ีสาคัญระดับโลก. สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม
2562, จาก http://www.igreenstory.co/phru-kuan-kreng/

โชคชัย บุณยะกลัมมพ. (2562). เทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030. มติชนสุด
สปั ดาห์. ฉบับประจาวนั ที่ 13-19 ธันวาคม 2562 ปีท่ี 40 ฉบับท่ึ 2052. หน้า 41.

พรชัย ลีลาพรชัย. (2018). การประยุกต์ใช้ Deep learning ในการแก้ปัญหา. วารสารเซมิคอนดักเตอร์
อเิ ล็กทรอนกิ ส์พลสั , 447, 103-111.

โครงการฟ้ืนฟูลุ่มน้าชี WWF ประเทศไทยกลุ่มมัญจาเขียวขจีลุ่มน้าชีพัฒนาชีวิต. (ม.ป.ป.). บทเรียนการ
ฟ้ืนฟูภูมิทัศน์ป่าไม้และคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างมีส่วนร่วมอาเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น.
สื บ ค้ น เ มื่ อ 18 ตุ ล า ค ม 2562, จ า ก
http://d2ouvy59p0dg6k.cloudfront.net/downloads/forest_1.pdf

อานันท์ คัมภีร์ระ. (2560). การวิเคราะห์พ้ืนที่แห้งแล้งบริเวณพรุควนเคร็งสาหรับการจัดการไฟไหม้พรุ
โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการส่ิงแวดล้อม,
คณะการจัดการส่ิงแวดลอ้ ม มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์. สงขลา: 321 หน้า.

มูลนิธิชัยพัฒนา. (2560). ทฤษฎีการพัฒนาฟ้ืนฟูป่าไม้อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ. มูลนิธิชัยพัฒนา.
สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2562, จาก http://www.chaipat.or.th/site_content/item/254-
theory-developed-forest-restoration.html

หน่วยวิจัยการฟ้ืนฟูป่า. (2549). ปลูกป่าให้เป็นป่า แนวคิดและแนวปฏิบัติสาหรับการฟื้นฟูป่าเขตร้อน.
กรุงเทพฯ: ภาควชิ าชวี วทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่. 200 หน้า.

สานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน). (2558). ความรู้ภูมิสารสนเทศ.
สืบคน้ เมอื่ 22 ตลุ าคม 2562, จาก http://learn.gistda.or.th/article/ความรู้ภมู สิ ารสนเทศ

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื หลีกเลี่ยงการเส่ือมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟูปา่ พรทุ เ่ี สื่อมโทรม | 237

บรรณานกุ รม (ตอ่ )

กรมอุตุนิยมวิทยา. (2563ก). หนังสืออุตุนิยมวิทยา เกณฑ์อากาศร้อน. สืบค้นเมื่อ 13 เมษายน 2563,
จาก https://www.tmd. go.th/info/info.php?FileID=68

กรมอุตุนยิ มวิทยา. (2563ข). หนังสืออตุ ุนยิ มวทิ ยา ความชืน้ สัมพัทธ์. สืบค้นเมอ่ื 13 เมษายน 2563, จาก
https://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=56

กรมอุตุนิยมวิทยา. (2556). การสัมมนาวิชาการวันอุตุนิยมวิทยาโลก พ.ศ. 2556 เรื่อง รู้เร็ว รู้ทัน รู้
ป้ อ ง กั น ภั ย ธ ร ร ม ช า ติ . สื บ ค้ น เ ม่ื อ 18 พ ฤ ษ ภ า ค ม 2563, จ า ก
https://www.tmd.go.th/info/wmo_ document_2013.pdf

Pettigrew, A. M., Woodman, R. W. and Cameron, K. S. (2001). Studying Organizational
Change and Development: Challenges for Future Research. Academy of
Management Journal, 44(4), 697-713.

Phoborisut, P. (2008). Understanding the Identity of the Thai Muslim Community of Kudi
Khao in Thonburi, Bangkok. Manusya: Journal of Humanities, 16(Special Issue), 68-
81.

Prince, M. (2004). Does Active Learning Work? A Review of the Research. Journal of
Engineering Education, 93(3), 223-231.

Raksamani, A. I. ( 2 0 0 8 ) . Multicultural Aspects of the Mosques in Bangkok. Manusya:
Journal of Humanities, 16(Special Issue), 114-134.

Wirtenberg, J., Lipsky, D., Abrams, L., Conway, M. and Slepian, J. (200 7 ). The Future of
Organization Development: Enabling Sustainable Business Performance through
People. Organization Development Journal, 25(2), 11-20.

238 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน

การใช้เทคโนโลยเี พื่อหลีกเล่ยี งการเสื่อมโทรมของป่าพรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรทุ ี่เสอ่ื มโทรม | 239

ภาคผนวก

240 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยืน

ภาคผนวก ก

ระเบยี บตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้องกบั การปลูกปา่

241 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยืน

ระเบยี บท่เี กีย่ วขอ้ งกบั การปลกู ป่า

7.1 ระเบียบกรมปา่ ไม้ ว่าดว้ ยการอนญุ าตให้เขา้ ไปศึกษาหรือวิจยั ทางวิชาการในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. 2559

อาศัยอานาจตามความในมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
อธิบดกี รมป่าไมโ้ ดยอนุมัตริ ฐั มนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม จึงวางระเบียบไว้
ดงั ต่อไปนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าไปศึกษาหรือวิจัย
ทางวชิ าการในเขตปา่ สงวนแห่งชาติพ.ศ. 2559”

ข้อ 2 ระเบยี บนใี้ หใ้ ช้บงั คับตง้ั แต่วันถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเปน็ ตน้ ไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้กระทาการเพ่ือประโยชน์ใน
การศึกษาหรอื วิจัยทางวชิ าการภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2558
ขอ้ 4 บรรดาระเบียบ ประกาศ ขอ้ บงั คบั และคาสั่งอนื่ ใดในสว่ นที่กาหนดไว้แลว้ ในระเบียบ
นี้ หรอื ซึง่ ขัดหรอื แย้งกบั ระเบียบนใี้ หใ้ ชร้ ะเบียบนแี้ ทน
ขอ้ 5 ในระเบียบนี้
“การศึกษา” หมายความรวมถึง การเรียนรู้ในพ้ืนที่จริง การสารวจแร่การสารวจ
ปิโตรเลียม การสารวจและจัดเก็บข้อมูลเพื่อการจัดทารายการข้อมูลด้านส่ิงแวดล้อม รายงานการ
วิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมเบ้ืองต้น รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และรายงานการ
วิเคราะห์ผลกระทบ ส่ิงแวดล้อมสาหรับโครงการหรือกิจการท่ีอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง
รุนแรงท้ังดา้ นคณุ ภาพ ส่งิ แวดลอ้ ม ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสขุ ภาพ
“การวิจัยทางวิชาการ” หมายความว่า สารวจ ค้นคว้า วิจัย ทดลอง วิเคราะห์การเก็บหา
หรอื การดาเนินการใด ๆ เพอ่ื ได้มาของข้อมลู และเก็บรวบรวมตวั อย่างเพ่ือค้นหาข้อเท็จจรงิ ทางวชิ าการ
ในทกุ สาขาวชิ า
ข้อ 6 ให้อธิบดีกรมป่าไม้รักษาการตามระเบียบนี้และมีอานาจตีความ วินิจฉัยปัญหา
เก่ียวกบั การปฏิบัติตามระเบียบน้ีคาวนิ จิ ฉยั ของอธิบดกี รมปา่ ไมใ้ ห้เปน็ ที่สุด
ข้อ 7 หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดประสงค์จะขออนุญาตเข้าไปศึกษาหรือวิจัยทาง
วิชาการ ให้ยื่นคาขออนุญาตต่อผู้อานวยการสานักจัดการทรัพยากรป่าไม้หรือผู้อานวยการสานักจัดการ
ทรัพยากรป่าไม้ สาขาแห่งท้องท่ีโดยต้องระบุวัตถุประสงค์แสดงรายละเอียดเก่ียวกับโครงการหรือ
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการตามแบบคาขออนุญาตท้ายระเบียบน้ีพร้อมด้วย
หลกั ฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคาขอ
การขออนุญาตเข้าไปศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ ของโครงการหรือกิจกรรมใดที่มีความ
ประสงค์
จะขอเกบ็ ตัวอย่างทรัพยากรธรรมชาตใิ นเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ ให้ระบรุ ายละเอยี ดที่เกย่ี วข้อง ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) จานวนชนดิ ขนาด ปริมาณ และวธิ กี ารเกบ็ ตัวอยา่ ง ตลอดจนเหตุผลและความจาเปน็
ของการเกบ็ ตวั อยา่ งทรัพยากรธรรมชาติ

242 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพมิ่ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยืน

(2) กาหนดวิธกี ารจัดการสว่ นของตัวอยา่ งที่เหลอื จากการศึกษาหรือวิจยั ไว้ดว้ ย
หากต้องนาตัวอยา่ งทรพั ยากรธรรมชาตอิ อกนอกราชอาณาจักร ตอ้ งบรรยายเหตุผล ความจาเป็น
และสถานท่ที ีจ่ ะนาไปศึกษาหรือวจิ ัยโดยละเอยี ดด้วย

ขอ้ 8 ผู้ขออนญุ าตต้องมีคณุ สมบัติและไม่มีลกั ษณะต้องหา้ ม ดงั ต่อไปนี้
(1) กรณบี คุ คลธรรมดา
ก. มสี ัญชาตไิ ทย
ข. มอี ายไุ มต่ ่ากวา่ ยี่สบิ ปบี รบิ รู ณห์ รอื บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย
บุคคลธรรมดา ซึ่งไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะตามหลักเกณฑ์ตาม ก. ประสงค์

จะขออนุญาตจะต้องเป็นนักวิจัยที่ได้รับการรับรองโดยสานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติหรือ
กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ย่ืนขออนุญาตร่วมกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทยและให้ถือว่าเป็นการยกเว้น
หลักเกณฑต์ าม ก.

(2) กรณีผู้ขออนุญาตซ่ึงเป็นนิติบุคคล นิติบุคคลน้ันต้องจดทะเบียนในประเทศไทย
ในกรณนี ติ ิบคุ คลนน้ั มผี ู้ถอื หุน้ หรอื ผเู้ ป็นหุ้นสว่ น ผูถ้ ือหนุ้ หรอื ผูเ้ ปน็ หุน้ สว่ นของนิติบุคคลนนั้ ตอ้ งมีสัญชาติ
ไทยเกินร้อยละ 50 ของจานวนผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนนั้น และผู้มีอานาจลงนามแทนนิติบุคคลต้องมี
คณุ สมบัติและไมม่ ลี กั ษณะต้องหา้ มตามข้อ 8 (1)

ข้อ 9 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคาขอตามข้อ ๗ แล้ว เห็นว่าเอกสารหลักฐานครบถ้วนและ
ถกู ตอ้ งแล้วส่งเร่อื งใหก้ รมป่าไม้ ภายในเจ็ดวันนบั แตว่ นั ทีไ่ ดร้ ับคาขอ

ขอ้ 10 หลักเกณฑแ์ ละระยะเวลาในการพจิ ารณาอนุญาต มดี งั ต่อไปน้ี
(1) การอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ ให้พิจารณา

อนุญาตในจานวนพ้ืนที่แต่ละคาขอตามความจาเป็นและเหมาะสมแก่กิจการท่ีขออนุญาตตาม
วตั ถุประสงค์และโครงการท่เี สนอพร้อมคาขออนุญาต และมีกาหนดระยะเวลาตามท่ีพิจารณาเห็นสมควร
ให้การอนญุ าต

(2) การอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการสารวจแร่ ให้พิจารณาอนุญาตได้ไม่เกินพื้นท่ี
ทีไ่ ดร้ ับอาชญาบตั รผูกขาดสารวจแร่หรืออาชญาบตั รพิเศษ และมีกาหนดระยะเวลาไมเ่ กนิ ห้าปี ตามความ
จาเปน็ และเหมาะสมตามหลกั วชิ าการ

(3) การอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการสารวจปิโตรเลียม ให้พิจารณาอนุญาตตาม
ความจาเป็นและเหมาะสมได้ไมเ่ กนิ พืน้ ที่ทรี่ บั สมั ปทาน และมกี าหนดระยะเวลาไมเ่ กนิ สบิ ปี

ข้อ 11 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการอนุญาตให้เข้าไปศึกษาหรือวิจัยวิชาการในเขตปา่
สงวนแห่งชาติ โดยให้อธิบดีกรมป่าไม้แต่งต้ังข้าราชการในสังกัดกรมป่าไม้ จานวน ๕ คน โดยให้มีหน้าที่
ดงั ต่อไปน้ี

(1) พิจารณา ตรวจสอบโครงการหรือกิจกรรมศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการท่ีขอ
อนญุ าตดาเนินการในเขตปา่ สงวนแห่งชาตใิ หเ้ ป็นไปตามหลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเทคโนโลยที ี่เหมาะสม ซ่ึง
ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ รวมถึงชุมชนท้องถ่ินท่ีเก่ียวข้องให้เป็นไปตามระเบียบ
กฎหมาย ประกาศและขอ้ บงั คบั ที่กรมป่าไม้กาหนด

(2) เสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมป่าไม้พิจารณาภายในสิบห้าวันนับแต่วันท่ี
คณะกรรมการได้รบั เร่ือง

การใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อหลีกเลย่ี งการเสือ่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟปู า่ พรทุ ีเ่ สอ่ื มโทรม | 243

(3) ปฏิบตั ภิ ารกจิ อนื่ ๆ ตามทีอ่ ธบิ ดีกรมปา่ ไมม้ อบหมาย
ข้อ 12 เม่ือได้รับความเห็นจากคณะกรรมการกลั่นกรองการอนุญาตให้เข้าไปศึกษาหรือ
วิจัยวิชาการในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้อธิบดีกรมป่าไม้พิจารณาอนุญาตให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน
สามสบิ วนั ทง้ั น้ี อาจกาหนดเงือ่ นไขเพิ่มเติมใหผ้ รู้ บั อนุญาตปฏิบตั ดิ ้วยก็ได้
ข้อ 13 ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้อง
ปฏบิ ัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี

(1) ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้อธิบดีกรมป่าไม้ทราบก่อนเข้าไปดาเนินการในพ้ืนท่ี
อยา่ งนอ้ ย 15 วนั

(2) ผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ แผนงาน และวิธีการ ท่ีระบุไว้ใน
โครงการหรอื กิจกรรมทีศ่ กึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวชิ าการท่ีขออนุญาตไวเ้ ท่าน้นั

(3) ผู้ได้รับอนุญาตต้องดาเนนิ การตามคาแนะนาของพนักงานเจา้ หนา้ ที่กรมปา่ ไม้
โดยเครง่ ครดั

(4) ผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามกฎหมายเก่ียวกับการป่าไม้ และกฎหมายอ่ืนท่ี
เก่ียวข้องอย่างเคร่งครัด ตลอดจนต้องปฏิบตั ิตามระเบียบ ข้อกาหนด ประกาศ คาส่ัง วิธกี าร และเงื่อนไข
ที่กาหนดไว้ในหนังสืออนุญาต และต้องปฏิบัติตามคาสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ซึ่งสั่งการ
ตามอานาจหน้าท่ีโดยชอบด้วยกฎหมาย

(5) เม่ือดาเนินการแล้วเสร็จ ให้ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เบื้องต้น รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อม
สาหรับโครงการหรือกิจการท่ีอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงท้ังด้านคุณภาพส่ิงแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพหรือรายงานผลการศึกษาหรือวิจัยฉบับสมบูรณ์ พร้อมผลการพิจารณา
จากผู้มีอานาจใหก้ รมปา่ ไม้

(6) ได้รับอนุญาตให้เข้าไปศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ หรือเก็ บตัวอย่าง
ทรัพยากรธรรมชาติแล้วนาผลการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ หรือตัวอย่างไปจดทะเบียนทรัพย์สินทาง
ปัญญา (Intellectual Property) เช่น ลิขสิทธ์ิ (Copyright) สิทธิบัตร (Patent) เครื่องหมายการค้า
(Trademark) การให้ความค้มุ ครองพันธพุ์ ืชใหม่ (Protection of New Varieties of Plant) เป็นตน้ หรอื
ทะเบียนอนื่ ใดตามกฎหมาย เพอ่ื ผลิตเปน็ อุตสาหกรรมหรือทางการค้าหรือพมิ พ์ผลงานเพ่ือจาหน่าย หรือ
นาไปใช้ ในการดาเนินการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก หรือดาเนินการด้านอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจาก
กรมป่าไม้ก่อนและให้ถือว่าทรพั ย์สนิ ทางปัญญา รวมถึงสิทธิประโยชนจ์ ากการดาเนนิ การด้านการลดกา๊ ซ
เรือนกระจกหรือดาเนินการด้านอื่นใด เป็นสมบัติร่วมกันกับกรมป่าไม้และต้องทาความตกลงการแบ่งปนั
ผลประโยชน์ทเี่ กดิ ขน้ึ ให้กับกรมปา่ ไม้

(7) เม่ือผู้ได้รับอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
ประกาศ คาสั่งหรือทาให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อพ้ืนท่ีป่าไม้และสภาพแวดล้อม หรือ
ทรัพยากรธรรมชาตอิ น่ื ๆ อธิบดกี รมปา่ ไม้อาจระงบั การอนุญาตและดาเนนิ การตามกฎหมายท่ีเก่ยี วข้อง

ข้อ 14 ในกรณีท่ีหนังสืออนุญาตชารุด สูญหาย หรือถูกทาลาย ให้ผู้รับอนุญาตย่ืนคาขอ
หนังสอื แทนหนังสืออนุญาตต่ออธิบดีกรมป่าไม้ โดยส่งคนื หนังสืออนุญาตเดิมทชี่ ารุดหรือยน่ื หลักฐานแจ้ง
ความกรณีสูญหายหรือถูกทาลาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเสนออธิบดีกรมป่าไม้พิจารณาออก

244 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยนื

หนังสือแทนหนังสืออนุญาตต่อไปการออกหนังสือแทนหนังสืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้แบบหนังสือ
อนุญาตเดิม โดยเขียนหรือประทับตราคาว่า “ใบแทน” ด้วยหมึกสีแดงด้านบน และให้ระบุวัน เดือน ปีที่
ออกหนังสือแทนหนังสืออนุญาต พร้อมทั้งลงลายมือชื่อผู้ออกหนังสือแทนหนังสืออนุญาตไวด้ ้วยให้อธบิ ดี
กรมป่าไม้พิจารณาออกหนงั สือแทนหนงั สืออนุญาตฉบับเดิมท่ชี ารุด สูญหาย หรอื ถกู ทาลายภายในสิบห้า
วัน นบั แตว่ นั ท่ีไดร้ บั คาขอ

ข้อ 15 หนังสืออนุญาตตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้กระทาการเพ่ือประ
โยชน์ในการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ให้ใช้ได้จนกว่าหนังสือ
อนุญาตนน้ั จะสิ้นอายุ

ข้อ 16 บรรดาคาขออนุญาตท่ีได้ยื่นไว้ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้กระทา
การเพอ่ื ประโยชน์ในการศึกษาหรือวิจยั ทางวชิ าการภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ใหถ้ ือว่าเป็น
คาขออนญุ าตตามระเบียบนี้ และให้พจิ ารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ที่กาหนดในระเบียบน้ี และกรณีท่ีคา
ขออนุญาตดังกล่าวมีข้อแตกต่างไปจากคาขออนุญาตตามระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคาขอมีอานาจส่ัให้
แกไ้ ขเพมิ่ เติมหรือใหส้ ่งหลักฐานเพิ่มเตมิ ได้ตามความจาเปน็ เพ่ือใหก้ ารเป็นไปตามระเบยี บนี้

ประกาศ ณ วนั ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ชลธิศ สุรัสวดี
อธบิ ดีกรมปา่ ไม้

การใชเ้ ทคโนโลยีเพ่ือหลกี เล่ยี งการเส่ือมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟน้ื ฟูป่าพรทุ ี่เสอ่ื มโทรม | 245

คาขออนญุ าตใหเ้ ข้าไปศกึ ษาหรือวิจัยทางวชิ าการ
ในเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ ตามมาตรา 17 แหง่ พระราชบัญญัตปิ า่ สงวนแหง่ ชาติ

พ.ศ. 2507
---------------

เขยี นที่
..........................................

วันท่ี..........เดอื น.......................... พ.ศ.
...............

ข้าพเจ้า.....................................................ตาแหนง่ ...................................................
อายุ..........ปี สญั ชาติ....................อาชีพ.........................................มหี นว่ ยงานหรือภูมิลาเนาตั้งอยู่
เลขที่..............ซอย...............................ถนน..................................................หมทู่ ี่..............................
ตาบล/แขวง.................................อาเภอ/เขต.................................จงั หวดั ............................................
โทร..................................................................
ได้รับมอบหมายจากส่วนราชการหรือองค์การของรัฐ ช่อื ..................................................................
เปน็ ผมู้ ีอานาจลงชือ่ แทนนิติบุคคล ชื่อ.............................................................มีเอกสารแสดงฐานะ
การเปน็ นิติบุคคลและเป็นผูม้ ีอานาจลงชอ่ื แทนนิติบุคคลตามที่แนบทา้ ยคาขอน้ี

ขอยนื่ คาขอต่อ…………………………………………………ดงั มีข้อความต่อไปนี้
ข้อ 1 ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะขอใชพ้ ้ืนท่ีกระทาการ............................................
............................................................................................................................. ......................
เพ่ือประโยชน์ในการศึกษาหรือวจิ ัยทางวชิ าการ มีกาหนดเวลา ..........ปี ภายในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ
ป่า............................................................................................................................. .......................…
ตามโครงการ.......................................................................................................................................
ตาบล.......................................อาเภอ.................................จังหวดั .................................................….
เนอื้ ที่........................ไร่....................งาน..................ตารางวา
ขอ้ 2 เมือ่ ขา้ พเจา้ ได้รับอนุญาตใหเ้ ข้าไปศึกษาหรอื วิจยั ทางวชิ าการภายในเขตป่าสงวน
แหง่ ชาติแลว้ ขา้ พเจ้ารบั รองจะปฏบิ ตั ิตามพระราชบัญญตั ปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และตามเงื่อนไข
ที่ระบุไวใ้ นหนังสืออนญุ าตให้ถูกต้องทุกประการ
ขอ้ 3 เม่ือข้าพเจ้าได้รบั อนุญาตให้เขา้ ไปศกึ ษาหรอื วิจัยทางวชิ าการภายในเขตป่าสงวน
แห่งชาตแิ ลว้ ขา้ พเจ้าจะไมท่ าการหรือยนิ ยอมให้ตัวแทน คนงาน หรอื ลูกจ้าง กระทาการอย่างหนึ่งอย่าง
ใดใหเ้ ป็นการเสื่อมเสยี แกส่ ภาพปา่ ไม้ หรือของปา่ นอกเขตพื้นทที่ ่ีไดร้ บั อนุญาต

246 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยืน

ขอ้ 4 พร้อมกับคาขอนี้ ข้าพเจา้ ไดแ้ นบหลกั ฐานต่าง ๆ มาดว้ ย ดงั นี้
1. บตั รประจาตัวประชาชน
2. สาเนาหรอื ภาพถ่ายทะเบียนบ้านหรอื สานกั งานทที่ าการของนติ บิ ุคคล
3. รายละเอียดของโครงการที่ขออนญุ าต
4. แผนทสี่ ังเขปแสดงบริเวณพ้นื ทที่ ี่ขออนญุ าต
5. แผนทส่ี ังเขป แผนท่ภี าพถา่ ยทางอากาศและแผนทร่ี ะวางมาตราส่วน 1: 50,000

แสดงบริเวณทข่ี ออนญุ าต
6. หนังสือแสดงว่า เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดาเนินการแทนส่วนราชการ หรือ

องค์การของรัฐหรอื สาเนาหรอื ภาพถ่ายหนงั สือรบั รองการจดทะเบียนวตั ถปุ ระสงคแ์ ละผู้มีอานาจลงชื่อ
แทนนิตบิ คุ คลผู้ขออนุญาต พร้อมหลกั ฐานแสดงอุปกรณใ์ นการทางาน

7. กรณีเป็นนิตบิ คุ คลใหน้ าเอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งในการจดทะเบียนนิติบุคคล

(ลงชือ่ )......................................ผู้ขออนุญาต
หมายเหตุ ได้รบั ค่าธรรมเนียมแบบพิมพค์ าขอจากผยู้ ่นื คาขอแลว้ ตามใบเสรจ็ รบั เงนิ ฉบับท.่ี ............

เลม่ ท่.ี ................ลงวันท่ี .........เดอื น....................................พ.ศ. ..................
(ลงช่ือ) .............................................. ผรู้ บั คาขอ
(...........................................)
ตาแหน่ง.............................................

การใชเ้ ทคโนโลยีเพ่อื หลกี เล่ียงการเสื่อมโทรมของป่าพรุและการฟื้นฟปู ่าพรุทีเ่ สอื่ มโทรม | 247

หนังสืออนญุ าตใหเ้ ข้าไปศกึ ษาหรือวิจยั ทางวิชาการ ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
----------------------

เล่มท่ี.................. ทีท่ าการ
............................................ วันท่ี...............เดือน.........................พ.ศ
ฉบบั ท่ี.................
.........

อาศยั อานาจตามความในมาตรา ๑๗ แหง่ พระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
อธบิ ดกี รมป่าไม้อนุญาตให้.....................................................อายุ.............ปี สัญชาติ..............
มภี มู ิลาเนาอยู่บา้ นเลขท่ี ..............ซอย...........................ถนน.................................หมทู่ .ี่ .................
ตาบล/แขวง.......................................อาเภอ/เขต..................................จงั หวัด.................................
กระทาการ............................................................................................................................. ...........
.................................เพื่อประโยชน์ในการศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวชิ าการภายในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ
ป่า............................................................................................................................. .........................
ในท้องที่ตาบล...................................อาเภอ....................................จังหวัด...................................
เน้อื ที่................ไร่............งาน............ตารางวา จนถึงวันที่............เดอื น.................พ.ศ...............
ตามแผนทสี่ งั เขปทา้ ยหนงั สืออนญุ าตนี้ โดยมีอาณาเขตดงั ตอ่ ไปนี้

ทศิ เหนือ จด...................................................วดั ได้.....................เมตร
ทิศตะวันออก จด..................................................วัดได้.....................เมตร
ทศิ ใต้ จด....................................................วัดได.้ ....................เมตร
ทิศตะวันตก จด....................................................วดั ได้.....................เมตร
ผ้รู บั อนญุ าตจะต้องปฏบิ ตั ติ ามเง่อื นไขท่ีแนบทา้ ยหนังสืออนญุ าตนี้

(ลงชือ่ )............................................ผู้อนญุ าต
(...........................................)

ตาแหน่ง................................................

248 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยืน

แบบเสนอโครงการศกึ ษาหรอื วิจัย (Research Project)
ประกอบการอนญุ าตใหเ้ ข้าไปศึกษาหรือวจิ ยั ทางวิชาการในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

------------------------------------
ชอื่ โครงการวิจยั (ภาษาไทย) .

(ภาษาองั กฤษ) .

ชือ่ แผนงานวจิ ยั (ภาษาไทย) (กรณีเป็นโครงการศกึ ษาหรือวิจัยภายใต้แผนงานวจิ ัย)
(ภาษาอังกฤษ) .

ส่วน ก : ลักษณะโครงการศกึ ษาหรอื วจิ ยั ปี ปีนี้เป็นปีที่
โครงการศึกษาหรือวิจัยใหม่
 โครงการศกึ ษาหรือวจิ ยั ต่อเนอ่ื งระยะเวลา
 รหสั โครงการ (หากมี)

สว่ น ข : องค์ประกอบในการจดั ทาโครงการศึกษาหรือวจิ ัย
1. ผู้รับผิดชอบ (คณะผวู้ ิจยั บทบาทของนักวจิ ยั แตล่ ะคนตามสดั ส่วนการศกึ ษาหรือวิจยั และ
เวลาทใี่ ชศ้ กึ ษาหรือวิจัย) และหนว่ ยงาน ประกอบดว้ ย หนว่ ยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน
2. ประเภทการศกึ ษาหรือวจิ ยั
3. สาขาวชิ าการและกล่มุ วชิ าท่ีทาการศึกษาหรอื วจิ ัย
4. คาสาคญั ของโครงการศกึ ษาหรอื วิจยั
5. ความสาคัญและท่ีมาของปญั หาทท่ี าการศึกษาหรือวิจัย
6. วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการศกึ ษาหรอื วจิ ัย
7. ขอบเขตของโครงการศึกษาหรอื วจิ ยั
8. ทฤษฎี สมมุติฐาน (ถา้ มี) และกรอบแนวความคิดของโครงการศกึ ษาหรือวิจยั
9. การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ ที่เก่ยี วขอ้ ง
10. เอกสารอา้ งองิ ของโครงการศึกษาหรอื วจิ ยั
11. ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ เช่น ด้านวิชาการ ด้านนโยบาย ด้านเศรษฐกิจ/พาณิชย์

อตุ สาหกรรมด้านสังคมและชมุ ชน รวมถึงการเผยแพร่ในวารสาร จดสทิ ธิบัตร ฯลฯ และหนว่ ยงานท่นี าผล
การศึกษาหรือวิจัยไปใชป้ ระโยชน์

12. แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยหี รอื ผลการศกึ ษาหรอื วจิ ัยสู่กลมุ่ เปา้ หมาย
13. วธิ ีการดาเนนิ การศึกษาหรอื วิจยั และสถานทีเ่ กบ็ ขอ้ มลู
14. ระยะเวลาทาการศึกษาหรือวิจัย และแผนการดาเนินงานตลอดโครงการศึกษาหรือวิจัย
(ให้ระบขุ ั้นตอนอย่างละเอียด)
15. ปจั จัยที่เอ้อื ตอ่ การศึกษาหรือวิจัย (อุปกรณก์ ารศึกษาหรือวจิ ัย โครงสรา้ งพืน้ ฐาน ฯลฯ)

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลีกเล่ียงการเสื่อมโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟูปา่ พรุทีเ่ สื่อมโทรม | 249

16. งบประมาณของโครงการศึกษาหรือวิจยั
16.1 รายละเอียดงบประมาณการศกึ ษาหรอื วิจยั จาแนกตามงบประเภทตา่ ง ๆ
16.2 รายละเอียดงบประมาณการศกึ ษาหรือวิจยั จาแนกตามงบประเภทตา่ ง ๆ ท่ีเสนอ

ขอในแต่ละปี (กรณเี ป็นโครงการศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทีม่ รี ะยะเวลาดาเนนิ การมากกว่า ๑ ปี)
17. ผลสาเรจ็ และความค้มุ คา่ ของการศึกษาหรือวจิ ยั ท่ีคาดว่าจะได้รับ
18. คาชแ้ี จงอื่น ๆ (ถา้ มี)

(ลายเซน็ ) ( หวั หนา้ โครงการ
(ลายเซน็ ) ( )
(ลายเซ็น) (
(ลายเซน็ ) ( ผ้รู ่วมโครงการ
(ลายเซ็น) ( )
(ลายเซ็น) (
ผู้ร่วมโครงการ
)

ผรู้ ่วมโครงการ
)

ทีป่ รกึ ษาโครงการ
)

ทป่ี รึกษาโครงการ
)

250 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพือ่ เพม่ิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน

7.2 ประกาศกรมปา่ ไม้ เรื่อง กาหนดแบบคาขอ แบบใบอนุญาต และแบบอน่ื ๆ ตามกฎกระทรวง การ
ขออนุญาต และการอนญุ าตทาประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. 2558

ประกาศกรมป่าไม้ อาศยั อานาจตามความในข้อ 2 และข้อ 37 แหง่ กฎกระทรวง การขอ
อนุญาต และการอนุญาตทาประโยชนใ์ นเขตปา่ พ.ศ. 2558 อธิบดีกรมปา่ ไม้จึงกาหนดแบบคาขอ แบบ
ใบอนญุ าตและแบบอื่น ๆ ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ตามแนบทา้ ยประกาศน้ี ดงั ต่อไปนี้

1. แบบคาขออนุญาตเขา้ ทาประโยชน์ในเขตป่า ตามมาตรา 54 แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้
พุทธศกั ราช 2484 (แบบ ป.84-1)

2. แบบรายงานผลการตรวจสภาพป่า (แบบ ป.84-2)
3. แบบใบอนุญาตทาประโยชนใ์ นเขตป่า ตามมาตรา 54 แหง่ พระราชบญั ญัติปา่ ไม้
พทุ ธศักราช 2484 (ป่าทคี่ ณะรัฐมนตรีมมี ตใิ ห้รักษาไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ) (แบบ ป.84-3)
4. แบบใบอนุญาตทาประโยชน์ในเขตป่า ตามมาตรา 54 แหง่ พระราชบัญญัตปิ า่ ไม้
พุทธศกั ราช 2484 (แบบ ป.84-4)
5. แบบคาขอตอ่ อายุใบอนญุ าตทาประโยชนใ์ นเขตป่า ตามมาตรา 54 แหง่ พระราชบญั ญัติ
ปา่ ไม้ พุทธศักราช 2484 (แบบ ป.84-5)
6. แบบคาขอรบั ใบแทนใบอนุญาตทาประโยชนใ์ นเขตปา่ ตามมาตรา 54 แห่ง
พระราชบัญญตั ิปา่ ไม้ พุทธศักราช 2484 (แบบ ป.84-6)
7. แบบคาขอโอน/รบั โอนใบอนญุ าตทาประโยชนใ์ นเขตป่า ตามมาตรา 54 แหง่
พระราชบัญญัติปา่ ไม้ พุทธศักราช 2484 (แบบ ป.84-7)
ท้ังนี้ ให้ใชบ้ ังคับต้ังแต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเปน็ ต้นไป

ประกาศ ณ วนั ท่ี 11 เมษายน พ.ศ. 2559
ชลธศิ สุรัสวดี
อธบิ ดีกรมปา่ ไม้


Click to View FlipBook Version