The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 21:32:30

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

การใช้เทคโนโลยีเพือ่ หลีกเลย่ี งการเส่อื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรุทเี่ สอ่ื มโทรม | 151

ครั้ง ทาให้พ้ืนที่ป่าเสียหายและระบบนิเวศถูกทาลายไปจากสภาพเดิม ซึ่งในอดีตป่าพรุควนเคร็งเคยเป็น
ป่าพรสุ มบรู ณ์ มคี วามหลากหลายของพนั ธไุ์ มแ้ ละสัตว์ ทวา่ ปจั จุบนั พันธไุ์ มท้ เ่ี หน็ โดดเด่นเป็นไม้เด่นที่เป็น
ไม้หลักของป่ามีเพียงต้นเสมด็ ขาว พันธ์ุพืชและสัตว์หลายชนิดไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว หรือบางชนิดใกล้สูญ
พันธ์ุ ดังนั้น การฟื้นฟูป่าพรุในพื้นท่ีพรุควนเคร็งจึงเป็นแนวทางสาคัญท่ีต้องดาเนินการเพื่อฟื้นคืนสภาพ
ป่าของพรุควนเคร็งใหม้ ีสภาพเป็นป่าที่มรี ะบบนิเวศทสี่ มบรู ณ์
การฟื้นฟปู ่าพรคุ วนเคร็ง

การศึกษาสภาพป่าในพ้ืนที่พรุควนเคร็งทาให้เห็นถึงลักษณะสภาพป่าในแต่ละบริเวณของ ป่าพรุ
ควนเคร็ง และพบว่ามีหลายพ้ืนที่ท่ีจาเป็นต้องมีการฟื้นฟูให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะ
พ้ืนท่ีป่าพรุเส่ือมโทรมซึ่งมักปกคลุมไปด้วยพืชที่สามารถข้ึนและอยู่รอดได้ในสภาพดินเป็นกรด เช่น ต้น
เสม็ดขาว จึงทาให้ป่าพรุเส่ือมโทรมมีตน้ เสม็ดขาวข้ึนหนาแน่น และมักเรียกป่าพรุที่มีสภาพเส่ือมโทรมว่า
ป่าเสม็ด ทว่า ในความเป็นจริงแล้วป่าเสม็ดหรือป่าพรุเสม็ด คือ ป่าพรุเส่ือมสภาพท่ีควรได้รับการฟื้นฟู
ด้วยการเพิ่มพันธ์ุไม้ท้องถิ่นหลากหลายชนิดเพ่ือเพ่ิมความหลากหลายทางชีวภาพและเปลี่ยนเป็นป่าพรุ
สมบูรณ์ทช่ี มุ ชนสามารถพึ่งพาอาศยั ในการดารงชพี ไดต้ ่อไป และใช้รูปแบบที่หลากหลาย ดังกรอบแนวคิด
การฟน้ื ฟูปา่ พรุ (ภาพท่ี 3.78)

ภาพท่ี 3.78 กรอบแนวคดิ การฟ้ืนฟรู ะบบนเิ วศในภูมทิ ศั น์พรคุ วนเครง็
ท่มี า: กอบศกั ดิ์ วันธงไชย (2563)

วธิ กี ารและการดาเนนิ การ ผู้วจิ ยั กอบศกั ดิ์ วนั ธงไชย (2563) ได้แบ่งการดาเนนิ การไว้ 2 ภารกจิ
หลัก คือ 1) การติดตามการดาเนินงานของเรือนเพาะชาชุมชน และ 2) การดาเนินการติดตามการเตบิ โต
และอัตราการรอดตายของกล้าไม้ท่ีปลูกฟ้ืนฟูระบบนิเวศพรุควนเคร็ง ทั้งนี้ ในส่วนของการติดตามการ
ดาเนินงานของเรือนเพาะชาชุมชนน้ันประกอบด้วยเรือนเพาะชาชุมชน 4 แห่ง ในพ้ืนท่ี 3 ตาบล คือ

152 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยนื

ตาบลบ้านตูล (หมู่ที่ 2) ตาบลเคร็ง (หมู่ท่ี 1 บ้านควนป้อม และหมู่ที่ 11 บ้านไสขนุน) และตาบลชะอวด
(หมู่ท่ี 3 บา้ นเนนอินทร์แกว้ ) และในส่วนการดาเนนิ การติดตามการเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้า
ไม้ทปี่ ลูกฟ้นื ฟรู ะบบนเิ วศป่าพรุควนเครง็ มกี ารกาหนดเป้าหมาย 5 พนื้ ที่ ไดแ้ ก่

1) บ้านไสขนุน หมู่ท่ี 11 โดยแปลงปลูกจะอยู่บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีเน้ือท่ี 27 ไร่ ซ่ึง
แปลงปลกู ดังกล่าวอย่ใู นเขตพ้ืนท่ขี องเขตห้ามลา่ สัตว์ปา่ ทะเลน้อย (ภาพที่ 3.79)

2) บ้านควนเคร็ง หมู่ที่ 4 แปลงปลูกอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มีเนื้อท่ี 50 ไร่
3) ป่าสงวนแห่งชาตทิ ่าช้างข้าม เนอื้ ที่ 150 ไร่ โดยแบง่ แปลงปลกู พ้ืนทลี่ ะ 50 ไร่ ดงั นนั้ แปลงปลูกจานวน
3 แปลง (ภาพที่ 3.80)

4) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ เนื้อที่ 200 ไร่ โดยแบ่งปลูกพ้ืนท่ีละ 50 ไร่ ดังน้ันจึงมีแปลงปลูก
จานวน 4 แปลง (ภาพที่ 3.81)

5) ปา่ ชุมชนบ้านควนเงนิ หมู่ที่ 2 เนอื้ ท่ี 28 ไร่ ประกอบดว้ ยพน้ื ท่ปี ลกู ฟ้ืนฟู ไดแ้ ก่ พ้นื ท่ีแนวรอบ
คนั คลองปา่ ชุมชน 23 ไร่ และแปลงปลกู ฟน้ื ฟูบรเิ วณใกลป้ ่าชมุ ชน 5 ไร่ (ภาพที่ 3.82)

การดาเนินงานในการติดตามน้ันใช้วิธีการให้ทีมงานของผู้รับผิดชอบในสัญญาจ้างการปลูกป่าใ น
แต่ละพื้นท่ีสารวจข้อมูลการเติบโตและอัตราการตาย ด้วยวิธี 1) วางแปลงสุ่มเก็บตัวอย่างข้อมูลกล้าไม้
แปลงละ 3 ไร่ 2) เก็บข้อมูลกล้าไม้ท่ีปลูก ซ่ึงประกอบด้วยข้อมูลจานวนกล้าไม้ท่ีปลูกทั้งหมด จานวน
ชนิดไม้ท่ีปลูก การเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากกล้าไม้ (เซนติเมตร) การเติบโตทาง
ความสูงทั้งหมดของกล้าไม้ (เซนติเมตร) อัตราการรอดตายของกล้าไม้ท้ังหมดในพ้ืนท่ีปลูกฟ้ืนฟู
(เปอร์เซ็น) และชนิดของกลา้ ไมท้ ต่ี ายมากและน้อยท่ีสดุ

จจดุ ดุ ทท่ี 1ี่ 1บบา้ า้นนไไสสขขนนนุ นุ พน้ื ท่ปี ลูกปา่ ทา่ ช้างขา้ ม

จุดที่ 2 บ้านไสขนนุ

ภาพที่ 3.80 พ้ืนที่ดาเนนิ การปลูกฟื้นฟจู ดุ ที่ 1 บริเวณบ้านไสขนนุ หมู่ที่ 11 เขตหา้ มล่าสตั ว์ป่าทะเลนอ้ ย เนือ้ ทปี่ ระมาณ
27 ไร่ พื้นที่ดาเนินการปลูกฟื้นฟูจุดที่ 2 บริเวณบ้านควนเคร็ง หมู่ท่ี 4 เขตห้ามล่าสตั ว์ป่าทะเลน้อย เน้ือท่ีประมาณ 50
ไร่ และพ้นื ท่ีปลกู ฟ้ืนฟูบรเิ วณป่าสงวนแห่งชาตทิ ่าช้างขา้ ม เนอื้ ท่ที งั้ หมด 150 ไร่ ประกอบด้วยพนื้ ท่ีปลกู ท้ังหมด 3 แปลง
แปลงละ 50 ไร่ (เส้นขอบสแี ดง)

การใช้เทคโนโลยเี พือ่ หลกี เล่ยี งการเส่อื มโทรมของปา่ พรุและการฟน้ื ฟูป่าพรุที่เส่ือมโทรม | 153

พื้นทป่ี ลกู เขต
ห้ามลา่ สัตว์
ปา่ บอ่ ลอ้
จุดที่ 2

พืน้ ท่ปี ลูกเขต
ห้ามล่าสัตวป์ ่า
บ่อลอ้ จุดท่ี 1

พน้ื ทปี่ ลูกเขต พืน้ ทปี่ ลกู เขต
ห้ามลา่ สัตว์ปา่ หา้ มลา่ สตั ว์ปา่
บ่อลอ้ จุดที่ 3 บอ่ ลอ้ จุดที่ 4

ภาพท่ี 3.81 พน้ื ทป่ี ลกู ฟ้ืนฟูบรเิ วณเขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ บ่อล้อจดุ ที่ 1, 2, 3 และ 4 เน้อื ท่ีบริเวณละประมาณ 50 ไร่ รวมทั้ง
4 จดุ มเี นอ้ื ท่รี าว 200 ไร่
ทีม่ า: กอบศักด์ิ วันธงไชย (2563)

154 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืน

ภาพที่ 3.82 บริเวณปา่ พรุชุมชนบ้านควนเงนิ ท้ังในพนื้ ที่แนวรอบคูเขตป่าชมุ ชนและในบรเิ วณบางจดุ ของป่าชมุ ชน ซ่งึ มี
เนอื้ ทร่ี วมท้งั หมดประมาณ 28 ไร่
ท่ีมา: กอบศกั ดิ์ วนั ธงไชย (2563)

แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง ให้มีการฟื้นฟูป่าในพ้ืนท่ีท้ังในส่วนที่ได้รับข้อมูล
จากหน่วยงานป่าไม้และในพ้ืนทเี่ สื่อมโทรมที่ชุมชนสามารถแจ้งมายังหน่วยงานป่าไม้ท่ีรับผิดชอบได้ ท้ังนี้
ผูม้ ีสว่ นไดส้ ว่ นเสียใหม้ ีการขยายขอบเขตไปยังกลุ่มเยาวชน นักเรียน และชาวบา้ นในพนื้ ท่ี สว่ นในแง่พ้ืนท่ี
การฟ้ืนฟูควรใช้วิธีการสร้างแปลงสาธิตต้นแบบการฟ้ืนฟูในพ้ืนที่รัฐท่ียึดคืนมาจากการบุกรุก เช่น สวน
ปาล์ม สวนยางพารา เป็นต้น ซ่ึงรูปแบบการปลูกต้นไม้อาจจะปลูกแทรกในสวนปาล์มและสวนยางพารา
โดยไม่ต้องตัดไม้เหล่าน้ันออกไป ท้ังน้ีงบประมาณสนับสนุนในการดาเนนิ การอาจมาจากหลายแหล่ง เช่น
กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก หรือภาคเอกชน ซ่ึงสามารถดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการทากิจกรรมการฟื้นฟูป่า
รว่ มกันได้

รปู แบบการฟื้นฟรู ะบบนเิ วศปา่ พรุควนเคร็ง มีดงั น้ี
1) การปลูกเสริมพันธ์ุไม้ป่าพรุด้ังเดิมในป่าเสม็ดท่ีไม่ถูกไฟไหม้และป่าเสม็ด ที่ถูกไฟไหม้ โดยมี
เป้าหมายเพื่อเสริมพันธุ์ไม้ป่าพรุด้ังเดิมให้เป็นแหล่งแพร่กระจายพันธ์ใุ นอนาคต โดยการคัดเลือกพ้ืนท่ีปา่
เสม็ดท่ีถูกไฟไหม้และไฟไม่ไหม้ แล้วศึกษาโครงสร้างป่าเพื่อวางแผนการเปิดช่องว่างและคัดเลือกชนิดไม้
ให้มีความหลากหลาย เช่น กะบุย สะเตียว หว้าน้า กันเกรา แพ หมากแดง กรวยฯ ท้ังนี้คาดว่าในพื้นท่ี 1

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลย่ี งการเสื่อมโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟูปา่ พรุทเ่ี ส่อื มโทรม | 155

ไร่จะใช้จานวนต้นไม้ประมาณ 25-30 โดยเตรียมพื้นท่ีด้วยการยกโคกขนาด 50×50×50 เซนติเมตร
จากน้ันดาเนินการปลูก ดูแลรักษา และติดตามอัตราการรอดตายและการเติบโตของพันธุ์ไม้แต่ละชนิด
ต่อไป

2) การปลูกไม้ยนื ต้นในที่ดินทากนิ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสรมิ การใช้ประโยชน์จากต้นไม้ท่ีปลูกและ
ลดการตัดไมจ้ ากป่าธรรมชาติ โดยพืน้ ทีส่ ่งเสรมิ การปลูก ไดแ้ ก่ หนา้ บา้ น หลงั ครวั ในสวน รมิ ร้วั และขอบ
แนวเขตแดนของที่ดิน ท้ังนี้ แต่ละชุมชนอาจเลือกปลูกพันธุ์ไม้ตามความเหมาะสมของแต่ละชุมชน โดย
โครงการจะมีการสอบถามและจัดหากล้าไม้จากสถานีเพาะชากล้าไม้ให้ตามความต้องการของชุมชน
จานวน 20 ต้นต่อครวั เรอื น คละระหว่างกลา้ ไมป้ ่า จานวน 17 ต้น และกลา้ ไมผ้ ล จานวน 3 ตน้ จากน้ัน
จะมกี ารตดิ ตามการปลกู เก็บขอ้ มลู อัตราการรอดตายและการเติบโต

3) การปรับปรุงโครงสร้างป่าเสม็ดขาว มีเป้าหมายเพ่ือส่งเสรมิ ใหป้ ่าเสม็ดขาวเก็บกักคาร์บอนใน
ระบบนิเวศได้สูงข้ึน การดาเนินการเร่ิมจากการคัดเลือกพ้ืนที่ป่าท่ีมีต้นเสม็ดขาวขึ้นทั่วไปโดยเฉพาะ
บริเวณที่มีไม้เสม็ดขึ้นอย่างหนาแน่น ศึกษาโครงสร้างป่า วางแผนการจัดการโครงสร้างป่าให้เหมาะสม
โดยคัดเลือกตัดไม้เสม็ดขาวบางต้นท่ีมีลักษณะไม่ดีในบริเวณท่ีไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเติบโตของต้น
เสม็ดขาวที่เหลือ ใช้หลักลดการแก่งแย่งโดยตัดขยายระยะ ไม่มีการปลูกเสริมไม้ชนิดอ่ืน และติดตาม
อัตราการเติบโตของไม้เสมด็ ขาวและโครงสรา้ งป่า

4) การปลูกฟื้นฟูในพื้นที่บุกรุกผดิ กฎหมาย มีเปา้ หมายเพื่อฟื้นฟูพื้นท่ี เช่น สวนปาลม์ นา้ มันและ
สวนยางพาราซึ่งเป็นพื้นท่ีที่บุกรุกและมีการดาเนินคดีส้ินสุดแล้วให้กลับสภาพเป็นป่า โดยบางพื้นที่
จาเป็นตอ้ งรอ้ื พนั ธ์ไุ ม้ในสวนออก เช่น ต้นปาล์มนา้ มันและยางพารา ขณะที่บางพ้นื ทใ่ี ห้คงต้นไม้ไวเ้ พื่อเป็น
แปลงสาธิตการฟื้นฟูที่ไม่ต้องกาจัดไม้เดิมออก แล้วคัดเลือกชนิดไม้ป่าพรุท่ีหลากหลาย เช่น กะบุย สะ
เตียว หว้าน้า กันเกรา ตะเคียนทอง แพ หมากแดง กรวย เสม็ดขาวฯ ปลูกแทรกในพ้ืนท่ี ซ่ึงใช้จานวน
ต้นไม้ที่ปลูกประมาณ 50 ตน้ ต่อไร่ ส่วนการเตรยี มพน้ื ที่ปลูกทาได้โดยการขุดหลุมตามปกติไม่จาเป็นต้อง
ยกโคกสูงในพ้ืนท่ีลักษณะน้ี แล้วทาการปลูก ดูแลรักษา ติดตามผล บันทึกข้อมูลอัตราการรอดตายและ
การเติบโตตอ่ ไป

5) การฟืน้ ฟูปา่ โดยวธิ ี Seed Ball เป็นแนวทางการฟน้ื ฟูปา่ ท่ีได้จากรปู แบบการฟนื้ ป่าในพ้ืนที่ป่า
พรโุ ตะ๊ แดงซ่ึงเป็นอีกแนวทางในการเพ่ิมความหลากหลายทางพันธุ์พชื ได้โดยไม่ต้องลงมือปลูก ลดเวลาใน
การดาเนนิ การได้หลายขนั้ ตอน และยงั เหมาะกบั พน้ื ทีป่ ่าพรุ ซึ่งบางบริเวณอาจเข้าถึงลาบาก มีวธิ กี าร คือ
1) คัดเลือกพื้นท่ีและเตรียมพ้ืนที่โดยการกาจัดวัชพืช 2) จัดหาและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ทาseed ball
3) เตรียมดนิ สาหรับใสเ่ มล็ดพนั ธเุ์ พื่อใช้ป้ันดินเปน็ กอ้ นทเี่ รียกว่า “seed ball” 4) นาก้อน seed ball ท่ี
ปั้นเสร็จไปตากแดดประมาณ 1-2 วนั จากนัน้ นาก้อน seed ball ไปโยนในพ้ืนที่ที่เตรียมไว้

ทั้งนี้ การดาเนินการฟ้ืนฟูตามรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น ได้นามาสู่การปฏิบัติที่ไม่เพียงการฟ้ืนฟู
ป่าพรุควนเคร็ง ทว่า ยังเป็นการปลูกป่าสร้างจิตสานึกให้แก่คนในชุมชน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ทั้งเจ้าหน้าทีในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน รวมถึง
ชาวบ้านในพื้นท่ี ทั้งยังเป็นการผสานวิธีด้วยการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบการสร้างเร่ืองราวของ
ชุมชนท่ีเผยแพร่ออกสู่สงั คมภายนอก โดยมีบุคคลผมู้ ีชือ่ เสียง น่ันคอื ดารานกั แสดงชาย “คุณอนันดา เอฟ
เวอร่ิงแฮม” เข้าร่วมในการถ่ายทอดวิถีชุมชน วิถีป่าพรุควนเคร็ง ผ่านสื่อเชิงสารคดีท่ีสร้างข้ึน คือ “พรุ
บา้ นฉนั ” มกี ารดาเนินเมื่อวนั ที่ 18-20 พฤศจิกายน 2562 ในการปฏบิ ตั ิการไม่เพียงแค่การถ่ายทาสารคดี

156 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยนื

พรุบ้านฉัน แต่ยังเป็นการนาแนวทางการฟ้ืนฟูป่าทั้งวิธีการปลูกด้วยการขุดหลุมปกติท่ีไม่ต้องยกโคกสูง
การยกโคกสูง และการโยน seed bal และมีการใช้พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดท่ีเป็นการสร้างความ
หลากหลายทางชีวภาพให้แก่ป่าพรุควนเครง็ บรเิ วณพืน้ ท่ปี ่าท่าชา้ งขา้ ม

วิธกี ารเทคนคิ การปลกู ฟื้นฟปู ่าพรุ
การศึกษาป่าพรุควนเคร็งเพื่อฟ้ืนฟูพ้ืนที่เส่ือมโทรมให้คืนความเปน็ ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดย

แนวทางดังกล่าวข้างต้นจาเป็นต้องเข้าใจเทคนิคและวิธีการปลูกเพื่อฟ้ืนฟูป่าพรุด้วย ซึ่ง การศึกษาของ
กอบศักดิ์ วันธงไชย (2563) ได้มีการจัดทาคู่มือการฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งท่ีได้อธิบายถึงเทคนิดการปลูก
ฟื้นฟปู า่ พรุอยา่ งเป็นข้ันเปน็ ตอน ดังน้ี

การคดั เลอื กพ้ืนที่
พ้ืนที่ปลูกฟ้ืนฟูระบบนิเวศในภูมิทัศน์พรุควนเคร็งประกอบด้วยพื้นท่ีในหลากหลายรูปแบบ

ได้แก่ พื้นที่ป่าเสม็ดขาวท่ีถูกไฟไหม้ พ้ืนท่ีป่าเสม็ดขาวที่ไม่ถูกไฟไหม้ที่เส่ือมโทรม พ้ืนท่ีทากิน เช่น สวน
ยางพารา ปาล์มน้ามัน รวมท้ังพ้ืนท่ีหน้าบ้าน หลังครัว ริมร้ัว ขอบแดน โดยพื้นที่เหล่านี้มีสภาพปัจจัย
สิ่งแวดล้อมรวมท้ังการบริหารจัดการท่ีแตกต่างกัน บริบทของการฟ้ืนฟู ปลูกเสริมจึงมีความแตกต่างกัน
ออกไป สาหรับพืน้ ที่ทงุ่ หญ้า ได้แก่ ทงุ่ กระจดู กระจูดหนู ปรือ มีสภาพท่ไี ม่เหมาะสมในการฟื้นฟเู น่ืองจาก
สภาพนิเวศตามธรรมชาติท่ีเป็นทุ่งหญ้าเปิดโล่งรวมทั้งเป็นพ้ืนท่ีสาหรับการประกอบอาชีพของชุมชน
โดยเฉพาะการเก็บหากระจูดและเป็นทุ่งเล้ียงสัตว์ ดงั นน้ั ทงุ่ หญ้าจงึ จะไมน่ ามาเปน็ สว่ นหน่ึงของการฟื้นฟู
ระบบนเิ วศ

1) พื้นท่ีป่าพรุท่ีมีสภาพเส่ือมโทรมทั้งท่ีเคยถูกไฟไหม้และไฟไม่ไหม้ (ภาพที่ 3.83) ซ่ึงเป็น
ป่าพรุท่ีมีน้าแช่ขังในบางชว่ งเวลา โดยพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ในพื้นท่ีพรุควนเคร็งถูกปกคลุมด้วยสังคมพืชไม้เสมด็
ขาว และมีสังคมพืชพวกหญ้าคมบางรวมท้ังกระจูดข้ึนแทรกอยู่ตามพ้ืนป่า โดยพ้ืนที่ถูกไฟไหม้บางแห่งมี
กล้าไม้ไม้รุ่นเสม็ดขาวขึ้นปกคลุมหนาแน่นมากเป็นพื้นท่ีซึ่งควรคัดเลือกมาทาการฟื้นฟูด้วยการปรับปรุง
โครงสร้างใหม้ คี วามหนาแน่นของต้นไม้ทเี่ หมาะสม

ความเส่ือมโทรมในป่าเสม็ดเป็นผลจากการเกิดไฟป่าที่รุนแรงซ้าซากในชว่ งระยะเวลาหลาย
ปีท่ีผ่านมา จึงมีความจาเป็นท่ีต้องฟ้ืนฟูป่าพรุโดยการปลูกเสริมด้วยพันธุ์ไม้ด้ังเดิม เช่น ปาล์มร๊อก สะ
เตียว ชะเมาน้า แตยอ เที๊ยะ อ้ายบ่าว กันเกรา หว้าหิน และตารา เป็นต้น เพ่ือเพ่ิมความหลากหลายทาง
ชวี ภาพและเปน็ แม่ไมก้ ระจายพนั ธ์ตุ อ่ ไปได้ในอนาคต พื้นที่เหล่าน้อี ย่ใู นความดูแลของกรมป่าไม้ (ป่าสงวน
แห่งชาติ) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (เขตห้ามล่าสัตว์ป่า) การฟ้ืนฟูในพื้นที่เหล่าน้ี
จาเป็นต้องขออนญุ าตและดาเนนิ การรว่ มกบั เจา้ หนา้ ท่ี

การใช้เทคโนโลยีเพอื่ หลกี เลีย่ งการเส่ือมโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้นื ฟปู า่ พรุทเี่ สอื่ มโทรม | 157

ภาพท่ี 3.83 พ้นื ทีป่ า่ พรุทมี่ สี ภาพเสอื่ มโทรม
ทมี่ า: กอบศักด์ิ วันธงไชย (2563)

2) พื้นที่ทากินประเภทสวนยางพารา (ภาพท่ี 3.84) และปาล์มน้ามัน ที่มีการปลูกในระบบ
พชื เศรษฐกิจเชิงเด่ียวทีม่ รี ะยะปลูกที่กว้างเพียงพอทป่ี ลูกเสริมไม้มีคา่ ทางเศรษฐกจิ ที่สามารถอยภู่ ายใต้ร่ม
เงาของไม้เดิมโดยปลูกแทรกลงไป เช่น ตะเคียนทอง ยางนา ในลักษณะของการปลูกผสมผสานเพ่ือสร้าง
รายไดแ้ ละลดความเสี่ยงจากการทาการเกษตรเชงิ เดย่ี ว พน้ื ทีเ่ หล่าน้สี ว่ นใหญเ่ ป็นพน้ื ทขี่ องราษฎรท่ีทากิน
โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่อาจมีบางพื้นที่ซึ่งบุกรุกเพื่อทาการเกษตรซ่ึงภายหลังได้ถูกยึดคืนมาเป็นของ
รัฐและอยู่ในกระบวนการฟ้ืนฟูระบบนิเวศซ่ึงสมควรท่ีจะพิจารณาทาการปลูกเสริมลงไปก่อนการตัดต้น
ยางพาราหรอื ปาล์มนา้ มันออกดว้ ย เช่นกัน

3) พื้นท่ีอยู่อาศัย หน้าบ้าน หลังครัว ริมรั้ว ขอบแดน ของชุมชน (ภาพที่ 3.84) ในพื้นท่ีป่า
พรุควนเคร็งที่มีการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นอยู่บางส่วนแล้ว เป็นพื้นท่ีเหมาะสมในการปลูกเสริมไม้มีค่า
หลากหลายชนดิ โดยปลกู ร่วมกนั ในลกั ษณะของสวนผสมผสาน

ภาพที่ 3.84 การปลกู ไม้เสรมิ ในพ้ืนทส่ี วนยางพารา และพ้ืนท่อี ยอู่ าศัย
ท่ีมา: กอบศกั ด์ิ วนั ธงไชย (2563)

158 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยืน

การคัดเลอื กชนิดพรรณไมท้ ่เี หมาะสมสาหรับปลกู ฟื้นฟูในพื้นท่ปี ่าพรุ
การปลูกป่าทุกประเภทต้องมกี ารคดั เลือกชนิดพรรณไม้ทีเ่ หมาะสมกบั สภาพพ้นื ที่ เนื่องจาก

การเลือกใช้แนวทางเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับพ้ืนท่ีนั้นมีโอกาสท่ีจะประสบผลสาเร็จ
ในการฟ้ืนฟูป่าพรุมากกว่าการใช้แนวทางการปรับปรุงพื้นท่ีให้เหมาะสมกับพรรณไม้ และยิ่งกว่านั้นแนว
ทางการคัดเลือกพรรณไม้ยังเป็นวิธีการท่ีง่าย ค่าใช้จ่ายต่า อย่างไรก็ตาม พรรณไม้ท่ีเลือกมาปลูกในพ้ืนท่ี
จะเจริญเติบโตและอยู่รอดในพ้ืนท่ีน้ันได้ข้ึนอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมหลายประการ ได้แก่ โครงสร้าง
สังคมพืชเดิม สภาพดิน น้า อากาศ และปัญหาไฟป่าที่เกิดข้ึนในพ้ืนที่ ท้ังยังต้องคานึงถึงวตั ถุประสงค์ของ
การปลูกด้วย อน่ึง การคัดเลือกชนิดพรรณไม้เพ่ือปลูกฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุมีวิธีการดาเนินการในหลาย
ประการดงั นี้

ประการแรก ชนิดไม้ที่เหมาะสมในการปลูกในพื้นท่ีป่าเสม็ด การเลือกชนิดพรรณไม้เพ่ือ
ปลกู ฟื้นฟใู นพื้นทีป่ า่ พรคุ วนเคร็งต้องคานงึ ถึงปจั จัยสาคญั ประการหนง่ึ คือสภาพพ้นื ที่ในปจั จุบันของป่าพรุ
ควนเคร็งท่ีมีสภาพเส่ือมโทรมจะมีสภาพเป็นป่าเสม็ด ดงั นน้ั การเลือกชนิดพรรณไม้มาปลูกเสริมต้องเลือก
พรรณไมท้ ี่สามารถเจรญิ เติบโตอยู่ได้ในพ้ืนที่ป่าเสม็ดด้วย ทั้งนี้ จากการทดลองปลูกพรรณไม้เพ่ือคัดเลือก
ชนิดไม้สาหรับใช้ปลูกฟ้ืนฟูป่าพรุเสื่อมโทรมของงานป่าไม้ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอัน
เนอ่ื งมาจากพระราชดาริ จงั หวัดนราธวิ าส ไดจ้ าแนกพรรณไมท้ ี่ปลกู ฟน้ื ฟูป่าพรอุ อกเป็น 3 กลุ่ม ดังน้ี

1) กลุ่มพรรณไม้โตช้า ได้แก่ ไม้กล้วย (Polyalthai lateriflora) ตารา (Polyalthai
glauca) แตยอ (Cinnamonum rhynchophyllum) มะม่วงราวา (Mangifera griffithii) กะทังป่า
(Litsia costata) และชะมวงป่า (Gracinia bancana) ซ่ึงพรรณไม้ดังกล่าวมีอัตราการเติบโตทางความ
สูงน้อยกว่า 30 เซนติเมตรตอ่ ปี

2) กลุ่มพรรณไม้โตเร็วปานกลาง ได้แก่ อ้ายบ่าว (Stemonurus secundiflorus) มะฮัง
ใหญ่ (Macaranga pruinosa) หว้าหิน (Eugenia kunstleri) สะเตียว (Ganua motleyana) ปอสองสี
(Sterculia gilva) เที๊ยะ ( Dialium patens) ระไมป่า ( Baccaurea bracteata) สักน้า ( Vatica
pauciflora) สะท้อนนก (Sandoricum beccarianum) เลือดควายใบใหญ่ (Horsfieldia crassifolia)
กะทงั ทู้ (Persea membranacea) กาบอ้อย (Dacryodes incurvata) ข้หี นอนพรุ (Campnosperma
coriaceum) เ ข็ ม ใ ห ญ่ ( Ixora grandifolia) ช ม พู่ เ ส ม็ ด ( Aglaia rubiginosa) ชุ ม แ ส ง น้ า
(Xanthophyllum ellipticum) และช้างไห้ (Neesia malayana) ซึ่งพรรณไม้ดังกล่าวมีอัตราการ
เติบโตทางความสงู อยใู่ นช่วง 30 - 60 เซนตเิ มตรต่อปี

3) กลุ่มพรรณไม้โตเร็ว ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) หว้าน้า (Eugenia
oblate) ตังหนใบใหญ่ (Calophyllum sclerophyllum) และกะบุย (Alstonia spathulata) ซึ่ง
พรรณไมด้ ังกลา่ วมีอตั ราการเตบิ โตทางความสูงมากกวา่ 60 เซนตเิ มตรต่อปี

สาหรับชนิดไม้ที่เหมาะสมในพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง จากการรวบรวมข้อมูลและการ
ศึกษาวิจัยในพื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา พบว่า กันเกรา (Fagraea fragrans) ตะเคียนทอง (Hopea
odorata) หว้านา (Syzygium cinereum) ชะเมาน้า (Eugenia grandis) และตารา (Polyalthia
glauca) สามารถเจรญิ เติบโตไดด้ ี นอกจากน้จี ากการการปลูกฟื้นฟปู า่ ภายใตโ้ ครงการเสรมิ สร้างศกั ยภาพ
ในการเก็บกักคาร์บอนฯ ได้นาพันธุ์ไม้จากป่าพรุโต๊ะแดงและไม้ชนิดอื่น ๆ มาทดลองปลูก พบว่า จิกน้า

การใช้เทคโนโลยีเพอื่ หลีกเล่ยี งการเส่อื มโทรมของป่าพรุและการฟืน้ ฟูปา่ พรุท่เี สือ่ มโทรม | 159

(Barringtonia acutangula) แคนา (Dolichandrone serrulata) สะเตียว (Ganna motleyana) ก็
เป็นพนั ธ์ุไมท้ ม่ี ีอตั ราการรอดตายสงู มีศกั ยภาพในการนามาปลกู ฟ้นื ฟูไดเ้ ชน่ เดยี วกัน

ประการที่สอง ชนิดไม้ท่ีเหมาะสาหรับการปลูกเสริมในพ้ืนที่ทากินและท่ีอยู่อาศัย พ้ืนท่ี
พรุควนเคร็งมิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงป่าพรุ ทว่า พรุควนเคร็งคือวิถีชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ
จึงมที ั้งพ้นื ที่ทากินและที่อยู่อาศัยท่ีไม่ได้อยู่ในพนื้ ทีป่ ่าพรุ และการทจี่ ะให้ชมุ ชนมีส่วนร่วมและแรงจูงใจใน
การดูแลรักษาป่า จาเป็นต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ท่ีดีโดยการมีรายได้
เสริม ดังนั้น การส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้จากพื้นท่ีทากินและบริเวณที่ดินรายรอบท่ีอยู่อาศัย
จึงเปน็ แนวทางหน่ึงในการฟ้นื ฟูปา่ พรุควนเครง็ และการปลกู ชนิดไม้ทเี่ หมาะสมในบริเวณพน้ื ท่ีดังกล่าวจึง
เป็นชนิดไม้ป่าทั่วไปท่ีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณพ้ืนท่ีภาคใต้ เช่น ตะเคียนทอง
ยางนา หลุมพอ พะยูง แดง พะยอม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นชนิดไม้ที่ทนร่มได้ เน่ืองจากเป็นการปลูก
ภายใต้เรอื นยอดของไม้อ่นื

ประการท่ีสาม ชนิดไม้สาหรับการทาลูกบอลกล้าไม้ การทาลูกบอลกล้าไม้เป็นการปลูก
ฟ้ืนฟูป่าพรุควนเคร็งในบริเวณที่เข้าถึงได้ยากหรือลาบากในการเข้าไปปลูก ดังน้ันการปลูกพรรณไม้โดย
วิธีการนี้จาเป็นต้องคานึงถึงชนิดไม้ที่สามารถนามาป้ันลูกบอลกล้าไม้ได้ และมีอัตราการงอกสูง เมล็ดมี
จานวนมาก ซ่ึงชนิดไม้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้แก่ หว้านา ชะเมาน้า สาหรับการป้ันลูกบอลกล้าไม่มี
ข้นั ตอนการทาดังนี้ (ภาพที่ 3.85, ก-ฉ)

1) นาเมลด็ ไมท้ ี่เกบ็ มาเอาเยอื่ หุ้มเมลด็ ออกให้หมดแล้วนาไปล้างด้วยนา้ สะอาด
2) นาเมล็ดไม้ไปตากลมไว้ประมาณ 12 ชัว่ โมง
3) เตรยี มดนิ ทีป่ ้ัน โดยนาเอาหน้าดนิ มาผสมน้าแลว้ คลกุ เคล้ากันให้ดนิ หมาด
4) นาเมล็ดท่ีตากไว้มาปั้นรวมกับดินเป็นลูกบอลทรงกลมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4
เซนติเมตร โดยลูกบอล 1 ลูก ใชเ้ มลด็ ไม้ 1-5 เมล็ด ข้นึ อยูก่ ับขนาดของเมล็ดไม้
5) นาลูกบอลท่ีปั้นเสร็จไปตากลมไว้ประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นก็สามารถนาลูกบอลไป
หวา่ นในพน้ื ทีท่ ี่เตรียมไวไ้ ด้

160 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยืน

ก ขค

ง จฉ

ภาพท่ี 3.85 การป้ันลูกบอลกล้าไม้ ได้แก่ การนาเย่ือหุ้มเมล็ดออก (ก) ล้างเมล็ดไม้ท่ีแกะเย่ือหุ้มเมล็ดออกด้วยน้า
สะอาด (ข) นาเมลด็ ไม้ทีแ่ กะเยอ่ื หุ้มและล้างน้าสะอาดไปตาก (ค) เตรยี มดนิ สาหรับปั้นลูกบอล (ง) ป้นั ลกู บอลดินเหนียว
ผสมเมลด็ ไม้ (จ) และลกู บอลที่ปนั้ เสร็จ (ฉ)
ทมี่ า: กอบศกั ด์ิ วันธงไชย (2563)

ประการท่ีสี่ การเตรียมพื้นท่ี บริเวณทั้งป่าเสม็ด สวนยางพารา และที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ที่มี
สภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ดังนั้นการเตรียมพื้นท่ีต้องเหมาะสมกับสภาพพ้ืนท่ีในแต่ละบริเวณด้วย
กล่าวคอื

1) พื้นที่ป่าเสม็ด หลังจากท่ีคัดเลือกพื้นที่และพรรณไม้สาหรับพ้ืนที่ปลูกแล้วต้องเข้าไป
สารวจแปลงปลูกเพื่อเตรียมการเข้าปลูกป่า โดยการเดินสารวจเบื้องต้นพร้อมจดบันทึกลักษณะทัว่ ไปของ
พ้นื ที่ เชน่ ท่ตี ั้ง อาณาเขต ประวตั คิ วามเป็นมาของพ้ืนท่ี ชนดิ และการกระจายของวัชพชื ร่องรอยการเกิด
ไฟป่า และสัตว์เล้ียง สภาพน้าท่วมขัง และความสูงต่าของพื้นท่ี (ที่ลุ่ม/ที่ดอน) ข้อมูลลักษณะโครงสร้าง
และองค์ประกอบสังคมพืช (ชนิด ความหนาแน่น ความโต ความสูง การปกคลุมเรือนยอด) แสดงดัง
ภาคผนวก เพื่อให้สอดคล้องกับพรรณไม้ท่ีนามาปลูก ข้อมูลเบ้ืองต้นเหล่านี้นาไปสู่การวางแผนจัดทา
เสน้ ทางชว่ั คราว ทาแนวกันไฟ จานวนกลา้ ไมท้ จ่ี ะนามาปลกู หรอื จานวนต้นเสมด็ ทตี่ อ้ งตัดสางออก (กรณี
การฟ้ืนฟูด้วยการปรับปรุงโครงสร้างป่า) ตลอดจนสิ่งจาเป็นอื่น ๆ สาหรับพ้ืนที่ปลูกฟ้ืนฟูในป่าเสม็ดขาว
ควรมีการรังวัดอาณาเขตและปักหลักเขตถาวรแสดงแนวเขตเพื่อป้องกันการบุกรุก รวมถึงการจัดทาแผน
ท่แี สดงรายละเอยี ดของแปลงปลูกฟ้ืนฟู ดงั ตัวอย่างในภาพที่ 3.86

2) พ้ืนท่ีสวนยางพารา สวนปาล์มน้ามัน ดาเนินการสารวจพื้นท่ีเบื้องต้นของพ้ืนท่ี ได้แก่
ทีต่ ้ัง อาณาเขต ระยะปลูก และอายุของต้นไม้ รอ่ งรอยการเกิดไฟปา่ และสัตว์เล้ียง สภาพนา้ ทว่ มขัง และ
ความสูงต่าของพน้ื ที่ (ทีล่ ุ่ม/ท่ีดอน) สมบัตแิ ละลัษณะดนิ ลกั ษณะการยกร่อง สภาพความร่มเงา

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้นื ฟปู า่ พรุทเี่ ส่ือมโทรม | 161
3) พ้ืนที่อยู่อาศัย สารวจชนิดพันธ์ุไม้ท่ีมีอยู่ดั้งเดิม สภาพความร่มเงา ความสูงต่าของพ้ืนท่ี
สภาพน้าทว่ มขัง สมบัตแิ ละลักษณะดนิ

ภาพท่ี 3.86 แผนท่ีแสดงรายละเอียดของแปลงปลกู ฟืน้ ฟูจานวน 3 แปลง ในเขตปา่ สงวนแห่งชาตทิ ่าชา้ งข้าม (ขอบเขต
สีแดง 3 จุด) ภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื
ที่มา: กอบศกั ด์ิ วนั ธงไชย (2563)

ประการท่ีห้า การสร้างเส้นทางเดินช่ัวคราวเข้าแปลงปลูกเพื่อลาเลียงกล้าไม้ ป่าพรุเป็นป่า
ชุ่มน้าหรือสภาพพ้ืนท่ีส่วนใหญ่มีน้าท่วมขัง และยังมีการสะสมของเศษซากพืชอย่างหนาแน่นจึงทาให้ดิน

162 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพือ่ เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื

รวมตัวกับแบบหลวม ๆ ส่งผลให้การลาเลียงกล้าไม้และเครื่องมือที่ใช้ในการปลูกป่าเป็นไปอย่าง
ยากลาบาก ซง่ึ หากแปลงปลูกมีขนาดใหญ่ เน้ือทมี่ ากกว่า 50 ไร่ มีความจาเป็นอย่างยิง่ ทีต่ ้องสร้างเส้นทาง
เดนิ ชวั่ คราวเข้าแปลงปลูกเพ่ือลาเลียงกล้าไมแ้ ละเคร่ืองมือต่าง ๆ ซึง่ การสร้างทางเดนิ ชวั่ คราวน้ีอาจสร้าง
โดยใช้ไม้ไผ่หรือนาเศษกิ่งไม้มาฝังให้จมดินและสามารถเดินผ่านได้ ทั้งน้ีถ้าหากไม่ทาทางเดินช่ัวคราวก็
อาจจะทาให้การลาเลียงกล้าไม้และขนย้ายวสั ดุอ่ืน ๆ เป็นอย่างยากลาบากเป็นผลให้การปลูกป่าล่าช้าลง
นอกจากการทาเส้นทางลาเลียงทางบก เส้นทางลาคลองโดยใช้เรือเป็นทางเลือกท่ีมีความสะดวกในพ้ืนที่
พรอุ ยา่ งมากเพราะชว่ ยประหยัดเวลาและแรงงานได้เปน็ อย่างมาก (ภาพที่ 3.87)

ภาพที่ 3.87 การใชเ้ รือไปตามลาคลองเพ่อื เขา้ แปลงปลกู ฟนื้ ฟู
ทมี่ า: กอบศักดิ์ วนั ธงไชย (2563)

ประการที่หก การปักหลักกาหนดจุดปลูก การกาหนดจุดปลูกขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการ
ปลูกและความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ กรณีการปลูกฟื้นฟูป่าโดยการปลูกเสริมไม่จาเป็นท่ีจะต้อง
กาหนดจุดปลูกในระยะท่ีเท่ากัน การปลูกในลักษณะน้ีเป็นการปลูกเสริมในช่องว่างระหว่างต้นไม้ที่มีใน
พื้นท่ีโดยในแต่จุดปลูกต้องคานึงถึงปัจจัยด้านแสงและสภาพจุดปลูกเป็นหลักเพ่ือส่งเสริมให้กล้าไม้
สามารถเติบโตได้ดีไม่เบียดเสียดกันจนเกินไป โดยท่ัวไปจานวนกล้าไม้ที่ใช้ปลูกประมาณ 30 - 35 ต้นต่อ
ไร่ แต่อย่างไรก็ตามจานวนต้นของกล้าไม้และระยะการปลูกท่ีเหมาะสมของพรรณไม้แต่ละชนิดย่อม
แตกต่างกัน เพราะต้องคานึงถึงความกว้างของเรือนยอดในอนาคตด้วย สาหรับการปลกู ภายใต้เรือนยอด
ของสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ามัน ควรปลูกอยู่ทบี่ ริเวณซึ่งยกร่องไว้ โดยอาจมกี ารกาจัดใบปาล์ม กงิ่
ยางพาราในบริเวณท่ีจะปลูก โดยปลูกที่ความหนาแน่นประมาณ 40 - 50 ต้นต่อไร่ ในขณะที่การปลูกใน
บริเวณท่ีอยู่อาศัยควรพิจารณากาหนดจดุ ที่ปลกู ซง่ึ ไมเ่ บียดเสยี ดกับต้นไม้เดิมท่ีมีอยู่ และไม่อย่ใู นแนวพาด

การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลีกเลีย่ งการเสื่อมโทรมของปา่ พรุและการฟน้ื ฟูปา่ พรทุ ี่เสอ่ื มโทรม | 163

ผ่านของสายไฟ ในขณะท่ีการกาหนดจุดการฟื้นฟูด้วยลูกบอลเมล็ดไม้ต้องคานึงสภาพน้าท่วมขังและ
วัชพืชดังไดก้ ล่าวไวแ้ ลว้

ประการท่ีเจ็ด การเตรียมพ้ืนที่ปลูก การเตรียมพ้ืนท่ีเพื่อปลูกชนิดไม้ที่คัดเลือกให้เหมาะสมกับ
สภาพพื้นที่ ต้องมีการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกที่แตกต่างกันท้ังในแง่การขุดหลุมในบางพ้ืนท่ี ขณะท่ีบางพ้ืนที่
ต้องยกโคกให้สูงจึงปลูกต้นไม้ได้ หรือบางพื้นท่ีเข้าถึงยากก็ต้องใช้วิธีการเตรียมในแบบลูกบอลเมล็ดไม้
กลา่ วคือ

1) พน้ื ท่ปี ่าเสม็ดเพ่ือปลูกเสริมชนิดไม้ การเตรยี มหลุมปลกู กลา้ ไม้ป่าพรุในปา่ ทีป่ ลูกฟน้ื ฟู ถอื เป็น
หัวใจสาคัญที่จะชี้วัดความอยู่รอดหรือการตายของกล้าไม้ โดยในสภาพพ้ืนที่ป่าพรุส่วนใหญ่มักจะมีน้า
ท่วมขังจึงมีความจาเป็นที่ต้องทาการยกโคก เพราะการยกโคกเป็นการช่วยให้รากของกล้าไม้อยู่เหนือผิว
น้าที่ท่วมขัง โดยวิธีการยกโคกเพ่ือปลูกไม้ป่าพรุเป็นแนวทางปฏิบัติท่ีสถานีทดลองปลกู พรรณไม้พิกุลทอง
ได้ศึกษาวิจัยไว้และได้มีการนามาขยายผลในการปลูกสาธิตฟ้ืนฟูป่าพรุในพ้ืนที่ขอใช้ประโยชน์ของมูลนิธิ
ชัยพัฒนาเมื่อ พ.ศ. 2559 ซึ่งได้พบข้อควรพิจารณาในการยกโคก กล่าวคือ คือหากเป็นพื้นที่ดอนอยู่แล้ว
อาจไม่จาเปน็ ต้องยกโคกเพราะจะมผี ลต่อความแหง้ ของดินในชว่ งฤดูแล้ง แตใ่ นทล่ี มุ่ มีความจาเปน็ ในการ
ยกโคกเพื่อให้กลา้ ไม้พ้นระดบั น้าท่วม

การยกโคกทาโดยขุดเอาดินรอบ ๆ กองให้เหนือผิวน้า โดยจากทดลองสาธิตการปลูกฟ้ืนฟูป่าพรุ
ควนเคร็งในพ้ืนท่ีตาม “โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพิ่มความสามารถในการ
กักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน” ได้ทาการยกโคก ขนาด กว้าง x
ยาว x สงู อย่างนอ้ ย 50 x 50 x 50 เซนติเมตร แล้วกาจัดวชั พืช เถาวัลย์ (กระจดู กระจูดหนู ลาเท็ง ปรอื
ย่านลิเภา) บริเวณโดยรอบออกห่างจากโคกในรัศมีประมาณ 50 เซนติเมตร และบริเวณที่ปลูกจะปักไม้
พ่นสีไว้ให้เห็นชัดเจนและผูกเชือกกล้าไม้ติดกับหลักไม้พอหลวม ๆ เพ่ือการติดตามการรอดตายและการ
เติบโตในภายหลัง (ภาพที่ 3.88)

2) พื้นท่ีทากินและสวนยางพารา สวนปาล์มน้ามัน การปลูกเสริมในพื้นที่ทากินและโดยรอบ
บริเวณท่ีอยู่อาศัยเน้นปลูกไม้ท่ีมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและการปลูกไม่มีปัญหาเรื่องการท่วมขังของน้า
ดังนัน้ การเตรียมพ้ืนท่จี ึงไม่จาเป็นต้องยกโคก แต่ควรกาจัดวชั พืชในบริเวณท่ีจะปลูกและเลือกจุดที่ต้นไม้
ไม่ข้ึนแน่นเบียดเสียด รวมท้ังตัดใบปาล์มหรือกิ่งยางพาราที่อาจบดบังแสงสว่าง จากน้ันขุดหลุมปลูกแล้ว
รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก คลุกเคล้าดินให้เข้ากันเพ่ือป้องกันรากพืชสัมผัสกับปุ๋ยโดยตรงซึ่งจะทาให้กล้าไม้
เห่ียวและตายได้

3) พ้ืนท่ีสาหรับการโยนลูกบอลเมล็ดไม้ การใช้ลกู บอลเมล็ดไมใ้ นการปลูกฟ้ืนฟรู ะบบนิเวศป่าพรุ
มีข้อคานึงสาคัญ คือ จุดที่จะทาการปลูกจะต้องไม่มีน้าท่วมขังยาวนานและน้าจะต้องไม่ท่วมสูงมาก
นอกจากนี้พ้ืนที่การโยนจะต้องทาการถางกาจัดวัชพืชให้โล่งเพียงพอที่ลูกบอลเมล็ดไม้จะตกสัมผัสผิวดิน
จดุ ทโ่ี ยนลูกบอลเมล็ดไม้ควรปักหลักไม้พน่ สีไว้เพื่อความสะดวกในการติดตามการรอดตายและการเติบโต
ในภายหลัง

164 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยนื

ภาพท่ี 3.88 การเตรยี มพื้นที่ปลกู โดยการยกโคกในพืน้ ที่ทม่ี นี ้าทว่ มขงั
ท่ีมา: กอบศักดิ์ วนั ธงไชย (2563)

4) พื้นที่การฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างป่า การฟ้ืนฟูด้วยการปรับโครงสร้างป่าแม้จะไม่มี
การปลูกต้นไม้ แต่จาเป็นต้องมีการจัดการกับหมู่ไม้โดยเฉพาะความหนาแน่นของต้นไม้ท่ีต้องพิจารณาตดั
ออกเพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้ท่ีเหลอื มีการเติบโตดีส่งผลในการเพ่ิมศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอน วิธีการ
ตัดต้นไม้เพ่ือปรับโครงสร้างทาโดยการสารวจต้นไม้ในแปลงโดยการทาแผนที่ต้นไม้ในแปลง วัดขนาด
ความโต ความสูง และขนาดของเรือนยอด (กว้าง ยาว) จากน้ันนามาวิเคราะห์พิจารณาเลือกตัดต้นไม้
ออก ให้เหลือความหนาแน่นท่ีเหมาะสมประมาณ 200 ต้นต่อไร่ โดยต้นที่จะคัดเลือกเก็บไว้ควรเป็นตน้ ท่ี
มคี วามสมบูรณ์ แข็งแรง ลาตน้ สูงใหญ่ เปน็ ไมเ้ รอื นยอดเดน่ ต้นไม้ทเี่ ลือกไว้ไม่ควรเลอื กต้นท่ีอยูใ่ กล้ชิดกัน
สาหรบั ต้นอ่นื ๆ ใหต้ ัดออก (ภาพที่ 3.89) โดยการตัดควรตัดชิดโคนต้นและนาออกไปใช้ประโยชน์

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเลี่ยงการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟืน้ ฟปู ่าพรทุ เ่ี ส่ือมโทรม | 165

ภาพท่ี 3.89 พ้นื ทก่ี ารฟนื้ ฟดู ้วยการปรับโครงสรา้ งปา่
ทม่ี า: กอบศักด์ิ วันธงไชย (2563)

ประการท่ีแปด การปลูก การปลูกกล้าไม้ให้ได้ผลสาเร็จที่ดีควรจะปลกู ในช่วงฤดฝู น วิธีการปลกู
คือ การใช้มีดกรีดถุงพลาสติกของกล้าไม้และดึงพลาสติกออกเสียก่อนแล้วนากล้าไม้ลงหลุมอย่าง
ระมัดระวัง อย่าให้ดินท่ีหุ้มรากของกล้าไม้แตกออก จากนั้นจึงกลบหรือบีบดินรอบ ๆ โคนกล้าไม้ให้แน่น
และใช้เชือกผูกยึดกล้าไม้ไว้กับไม้ปักหลักอย่างหลวม ๆ เพื่อช่วยให้กล้าไม้ข้ึนตรง ไม่คดงอ และให้ผูก
ปลายเชือกดา้ นหนง่ึ ไว้กับหลักเพื่อป้องกนั ไม่ให้เชือกร่วงหล่นมาอยู่ใต้โคนไม้ และผูกเชอื กอีกด้านหนึ่งกับ
กล้าไม้แบบหลวม ๆ เพื่อให้ต้นไม้สามารถเติบโตทางด้านความโตได้ดี และสิ่งสาคัญคือให้ควรเก็บ
ถุงพลาสติกที่ใช้เพาะชากล้าไม้ออกไปท้ิงนอกแปลงปลูก ส่วนการปลูกโดยลูกบอลเมล็ดไม้ ให้พิจารณา
เลือกจุดโยนที่มีสภาพโล่ง ไม่มีวัชพืชข้ึน น้าไม่แช่ขังนาน แล้วทาการโยนลูกบอลเมล็ดไม้ให้กระจายท่ัว
พื้นทแ่ี ละควรทาหลักปักหมายในจุดท่โี ยนลูกบอลเมล็ดไม้ไวเ้ พื่อตดิ ตามการรอดตายและการเติบโต

การบารุงรกั ษากล้าไมท้ ี่ปลูก
เม่ือปลกู กลา้ ไม้เรยี บร้อยแลว้ สง่ิ สาคัญท่ีตอ้ งดาเนินการในขั้นตอนต่อไป คอื การบารงุ รกั ษากล้า

ไม้ให้เจริญเติบโตงอกงาม มีการกาจัดวัชพืช การป้องกันไฟป่า การป้องกันโรคและแมลง และมีการ
ติดตามอัตราการรอดและการตายของกล้าไม้ หากมีต้นใดไม่เติบโตหรือตายก็ควรมีการปลูกซ่อมภายใน
ระยะเวลาที่เหมาะสมเพือ่ ให้กล้าไมเ้ จริญเติบโตทนั กล้าไมเ้ ดมิ ทีป่ ลกู ในรนุ่ เดียวกนั

การปลูกซ่อม การปลูกซ่อมควรดาเนินการภายในระยะเวลา 1 เดือน (ภาพท่ี 3.90) ภายหลัง
การปลูกซึ่งมักกระทาทนั ทีหลังการสารวจการรอดตายแลว้ เสรจ็ เพ่ือให้กล้าไม้ที่ปลกู ซ่อมเติบโตทันกับกล้า
ไม้เดิมที่ปลูกไป สาหรับการปลูกซ่อมในพื้นที่โยนลูกบอลเมล็ดไม้ ต้องพิจารณาระดับน้าในพื้นท่ีด้วยว่า
ระดับน้าสูงเกินไปหรอื มกี ารทว่ มขงั ของน้ายาวนานหรือไม่

166 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพมิ่ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยนื

ภาพท่ี 3.90 การปลูกซอ่ มกลา้ ไม้ทีต่ าย
ทมี่ า: กอบศกั ดิ์ วันธงไชย (2563)

การกาจัดวัชพืช ภายหลังปลกู กลา้ ไม้จาเป็นต้องมีการดูแลรักษาแปลงปลูกโดยเฉพาะการกาจดั
วชั พืชในชว่ งแรกของการปลกู กล้าไม้ วชั พชื สาคัญในพน้ื ที่ป่าพรคุ วนเครง็ คอื ย่านลิเภา กระจดู กระจูดหนู
หญ้าคมบาง ลาเท็ง (ภาพที่ 3.91, ก-ค) โดยย่านลิเภาและลาเท็งจะเล้ือยข้ึนพันกล้าไม้ ในขณะที่กระจูด
หญ้าคมบาง จะขึ้นบดบังกล้าไม้ที่ปลูก ดังต้องกาจัดวัชพืชโดยการถางรอบโคกที่ปลูก หรือรอบกล้าไม้ท่ี
งอกขนึ้ มาจากลกู บอลเมล็ดไม้ โดยถางวชั พืชออกเป็นรัศมีอย่างน้อย 1 เมตร จากโคนตน้ การกาจัดวัชพืช
ควรกระทาอย่างน้อยปีละ 2 คร้งั

กข



ภาพที่ 3.91 วชั พชื สาคญั ในปา่ พรุควนเคร็ง ไดแ้ ก่ กระจดู (ก) หญ้าคมบาง (ข) และลาเท็ง (ค)
ทม่ี า: กอบศกั ด์ิ วันธงไชย (2563)

การใช้เทคโนโลยเี พ่ือหลกี เลยี่ งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟืน้ ฟปู า่ พรุท่เี สือ่ มโทรม | 167

การป้องกันไฟป่า ไฟเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศป่าพรุและต้นไม้ในป่าพรุทุกชนิด โดยเฉพาะ
กล้าไม้ท่ีปลูก การป้องกันไฟโดยการกาจัดวัชพืชรอบโคนต้นออกไปเป็นการป้องกันในเบื้องต้นเท่านั้น ใน
พ้ืนทปี่ ลกู ฟ้นื ฟูระบบนิเวศ พนื้ ทีโ่ ยนลูกบอลเมลด็ ไม้ ควรพิจารณาทาแนวกันไฟรอบแปลงปลูก โดยขนาด
ความกว้างของแนวกันไฟควรจะต้องยาวกว่าความยาวเปลวไฟในพ้ืนที่ และแนวกันไฟควรเป็นแนว
เชอ่ื มต่อกัน แนวกนั ไฟอาจใช้ลาคลอง ถนน คันคลอง ท่ีมีอยู่เปน็ แนวกนั ไฟได้ (ภาพที่ 3.92) เชน่ กนั

ภาพท่ี 3.92 ลาคลองทสี่ ามารถเปน็ แนวกันไฟได้
ที่มา: กอบศกั ด์ิ วนั ธงไชย (2563)

การป้องกันโรคและแมลง กล้าไม้เม่ือยังมีขนาดเล็กไม่แข็งแรงมีความเส่ียงจากโรคและแมลง
ศัตรูได้ ผู้ปลูกจาเป็นต้องหมั่นตรวจสอบว่ามีแมลงศัตรูเข้าทาลายกล้าไม้หรือไม่ ซ่ึงกลุ่มแมลงที่มีอันตราย
ต่อกล้าไม้ส่วนใหญ่เป็นแมลงที่กัดกินราก กินใบ ดูดน้าเล้ียง ซ่ึงจะมีผลกระทบมากกับกล้าไม้ โดยการ
ทาลายของแมลงจะท้ิงร่องรอยไว้ เชน่ ขีข้ ุยตามลาตน้ ใบขาดแหวง่ ฯลฯ เมือ่ ตรวจพบต้องรีบกาจัดแมลง
เหล่าน้ัน โดยถ้ามีจานวนไม่มากให้ใช้การจับไปทาลายไม่ควรใช้สารเคมี เน่ืองจากสารจะตกค้างลงในน้า
และถา่ ยทอดไปสสู่ ัตวน์ า้ ซง่ึ สร้างผลตอ่ สขุ ภาพของผบู้ รโิ ภคได้

การประเมินผลสาเรจ็ ของการปลกู ป่า
การศึกษาการเติบโตและการรอดตายของกลา้ ไม้ ภายหลงั ปลกู ตน้ ไม้ประมาณ 2 เดือน ควรทา

การสารวจอัตราการรอดตายของกล้าไม้ที่ปลูก หรืออัตราการงอกของลูกบอลเมล็ดไม้ และทาการปลูก
ซ่อม การสารวจอัตราการรอดตายสาหรบั พ้ืนที่ปลกู ฟ้ืนฟูระบบนิเวศและบริเวณพ้ืนท่ีโยนลูกบอลเมลด็ ไม้
ดาเนินการโดยสุ่มวางแปลงสารวจขนาด 40 x 40 เมตร จานวน 3–5 จุด กระจายท่ัวพื้นที่ ตรวจนับ
จานวนกล้าไม้ท่ีรอดตาย บันทึกชนิดที่ตาย ชนิดท่ีรอดตาย โดยชนิดไม้ที่รอดตายต้องวัดขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางที่ระดับโคนต้น (เซนติเมตร) และความสูงทั้งหมดของกล้าไม้ (เซนติเมตร) (ภาพท่ี 3.93-3.94,
ก-ง) จากนั้นคานวณอตั ราการรอดตายและการเติบโตของไมแ้ ต่ละชนิด โดยในระหว่างการสารวจการรอด
ตายใหท้ าการตรวจสอบไมห้ ลกั ปัก สภาพของโคกท่ยี กแลว้ ดาเนนิ การปรับปรุงตามที่เหมาะสม

168 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยนื

ภาพที่ 3.93 ตัวอยา่ งตารางบันทึกขอ้ มลู การเตบิ โตและอตั ราการรอดตายของกล้าไมท้ ่ีปลกู ฟน้ื ฟู
ทมี่ า : กอบศักด์ิ วนั ธงไชย (2563)

ภาพท่ี 3.94 การติดตามการเติบโตและการรอดตายของกล้าไม้ในแปลงปลูกฟื้นฟูพรุควนเคร็ง ได้แก่ แปลงปลูกฟ้ืนฟู
บรเิ วณปา่ สงวนแห่งชาติทา่ ชา้ งขา้ ม (ก) แปลงปลูกฟ้ืนฟบู ริเวณเขตหา้ มล่าสตั ว์ป่าบ่อลอ้ (ข) แปลงปลกู ฟ้นื ฟูในพ้ืนที่เขต
ห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยบริเวณบ้านไสขนุน ม. 11 ต.เคร็ง (ค) และแปลงปลูกฟื้นฟูบริเวณป่าชุมชนบ้านควนเงิน ม. 2
ต.บ้านตูล (ง)
ทีม่ า : กอบศักด์ิ วันธงไชย (2563)

การใช้เทคโนโลยีเพ่อื หลกี เลีย่ งการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟปู า่ พรุท่เี สือ่ มโทรม | 169

สาหรับกลา้ ไม้ท่ีปลกู ในพ้นื ท่ที ากินหน้าบา้ น หลังครัว ริมรวั้ ขอบแดน อาจใชก้ ารเดนิ สารวจ
นบั จานวนตน้ กลา้ โดยไม่จาเป็นตอ้ งมกี ารวางแปลงสารวจ เนือ่ งจากรปู แบบการปลูกและรปู แปลงมีความ
หลากหลาย ทาให้การวางแปลงสารวจมีความยุ่งยากซับซ้อนเกินไป ซ่ึงข้อมูลท่ีต้องสารวจประกอบด้วย
รายช่ือบุคคลที่นากล้าไม้ไปปลูก ชนิดไม้ท่ีตาย ชนิดไม้ที่รอดตาย โดยชนิดไม้ที่รอดตายต้องวัดขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางที่ระดับโคนต้น (เซนติเมตร) และความสูงทั้งหมดของกล้าไม้ (เซนติเมตร) (ภาพที่ 3.95-
ภาพที่ 3.96, ก-ง) และรูปแบบการปลูกบริเวณท่ีปรับโครงสร้างป่าด้วยการตัดต้นไม้บางส่วนออกเพ่ือ
ส่งเสริมการเติบโตของต้นไม้ท่ีเหลือจะทาการตรวจติดตามการเติบโตของต้นไม้ที่เหลืออยู่โดยการวาง
แปลงถาวรขนาด 40 x 40 เมตร จานวน 3 - 5 จุด กระจายท่ัวพ้ืนท่ี จากน้ันติดหมายเลขที่ต้นไม้แล้วทา
การวัดขนาดความโตที่ระดับความสูงเพียงอก ความสูง โดยติดตามผลการเปล่ียนแปลงทุกปีต่อเนื่องเป็น
เวลา 3 ปี

ภาพที่ 3.95 ตัวอย่างตารางการบันทึกข้อมูลการเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้ที่ปลูกในพื้นทท่ี ากนิ หนา้ บ้าน
หลังครัว รมิ ร้วั ขอบแดน
ท่ีมา : กอบศกั ดิ์ วนั ธงไชย (2563)

170 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยนื

ภาพที่ 3.96 การตดิ ตามการเติบโตและการรอดตายของกล้าไมท้ ป่ี ลกู ในพนื้ ทีท่ ากินหน้าบ้าน หลงั ครัว รมิ ร้ัว ขอบแดน
เชน่ การปลูกเสรมิ ในสวนยางพาราและขอบแดนสวนยางพารา (ก-ข) การปลกู ในพ้ืนทอี่ ย่อู าศัย (ค-ง)
ที่มา : กอบศกั ดิ์ วันธงไชย (2563)

อนึ่ง จากแนวทางการฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งด้วยวธิ ีการดังกลา่ วข้างต้น ซ่ึงมีการดาเนินการท้ังการ
สร้างเรือนเพาะชาให้มีขึ้นในชุมชน และการดาเนินการปลูก จนกระทั่งการดาเนินการติดตามผลการ
ดาเนินงานในแต่ละภารกิจของโครงการฟืน้ ฟปู ่าพรุควนเคร็ง ปรากฏผลในแตล่ ะภารกิจดงั ตอ่ ไปนี้

ภารกิจแรก ผลการดาเนินงานของเรือนเพาะชาชุมชน การติดตามการดาเนินงานอย่าง
ต่อเน่ืองของเรือนเพาะชาท้ัง 4 แห่งในชุมชน ซึ่งการการดาเนินกิจกรรมในลักษณะคล้ายคลึงกัน ได้แก่
การบารุงรักษาเรือนเพาะชา การดูแลรักษากลา้ ไม้ และการเพาะชากล้าไม้โดยการเพาะเมล็ดโดยตรงและ
จากกลา้ ไมท้ ไ่ี ด้รบั จากจงั หวดั นราธวิ าส กลา่ วคอื

1) เรอื นเพาะชาบ้านควนเงนิ หมู่ที่ 2 ตาบลบ้านตลู มีการดาเนนิ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ รดนา้ ทุก
วัน อย่างน้อยวันละ 2 คร้ัง มีการกาจัดวัชพืชในแปลงเพาะเป็นประจา เพาะเมล็ดพะยูง อินทนิล และ
ขี้เหล็กบ้าน และการนากล้าพะยูงลงถุงดิน จานวน 200 ถุง แต่อินทนิลและขี้เหล็กบ้านยังไม่นาลงถุง
เพราะกลา้ ไม้มีขนาดเล็ก ดูแลรักษาสภาพทั่วไปของโรงเรือนเพาะชาไม่ให้ชารุดเสียหาย เดินระบบน้าใหม่
ทั้งหมด เพราะระบบน้าเดิมไม่เพียงพอต่อการใช้ มีชาวบ้านนากล้าไม้พะยอม สะเตียว ไปปลูกตามสวน
รมิ ร้ัวข้างบ้าน และการนากล้าไมส้ ะเตยี วและชะเมาน้าทไ่ี ด้มาจากจงั หวดั นราธิวาสลงถงุ เพาะ 400 กล้า

2) เรือนเพาะชาบ้านควนป้อม หมู่ท่ี 1 ตาบลเคร็ง มีการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ รดน้าทุก
วัน อย่างน้อย 2 คร้ังต่อวัน กาจัดวัชพืชในแปลงเพาะ แจกจ่ายกล้าไม้ให้ชาวบ้านที่ต้องการ บารุงรักษา
สภาพทั่วไปของโรงเรือนเพาะชา หาเมลด็ ไม้ทีช่ าวบ้านตอ้ งการมาเพาะ เช่น ทเุ รียนเทศ และหวา้ มาเล นา
กล้าไม้สะเตยี วและชะเมานา้ ท่ีได้มาจากจังหวัดนราธิวาสลงถงุ เพาะ 400 กลา้

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลกี เลย่ี งการเสอื่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟืน้ ฟปู ่าพรุทเี่ สอ่ื มโทรม | 171

3) เรือนเพาะชาบา้ นไสขนนุ หมู่ท่ี 1 ตาบลเครง็ มกี ารดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ รดน้ากลา้ ไม้
ทุกวัน กาจัดวัชพืชบริเวณโรงเรือนเพาะชา ซ่อมแซมถุงเพาะที่ชารุด ดูแลทาความสะอาดบริเวณ
โรงเรือนเพาะชาให้มีสภาพดี โดยเฉพาะการกวาดใบไม้ และมีการแจกจ่ายกล้าไม้ให้ชาวบ้านท่ีต้องการ
นาไปปลูกตามพื้นท่ีอยู่อาศัย นากล้าไม้สะเตียวและชะเมานา้ ที่ได้มาจากจงั หวดั นราธิวาสลงถุงเพาะ 400
กลา้

4) เรือนเพาะชาบ้านเนินอินทร์แก้ว หมู่ท่ี 3 ตาบลชะอวด มีการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่
ดูแล รักษาโครงสร้างทั่วไปของเรือนเพาะชา รดน้ากล้าไม้ทุกวัน วันละ 2 คร้ัง เช้า-เย็น กาจัดวัชพืชใน
แปลงเพาะ เพาะเมล็ดไม้ที่ชาวบ้านต้องการมาเพาะ ใส่ปุ๋ยกล้าไม้ นากล้าไม้สะเตียวและชะเมาน้าท่ีไดม้ า
จากจงั หวดั นราธวิ าสลงถงุ เพาะ 400 กล้า

ภารกจิ ท่สี อง ผลการดาเนินการตดิ ตามการเตบิ โตและอัตราการรอดตายของกลา้ ไม้ท่ปี ลกู
ฟื้นฟรู ะบบนเิ วศพรคุ วนเครง็ ไดม้ ีการติดตามกิจกรรมการเกบ็ ข้อมลู การเติบโตและอัตราการรอดตาย
ของกล้าไม้ในพ้นื ที่เป้าหมายเพื่อปลูกฟืน้ ฟูระบบนิเวศพรุควนเคร็งในแตล่ ะแปลง ดงั น้ี

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ เนื้อท่ี 200 ไร่ มีการสุ่มติดตามการเติบโตและการรอดตายของกล้า
ไม้ทป่ี ลกู ท้งั หมด 4 แปลง แลว้ เสร็จไปในเดอื นกมุ ภาพันธ์ 2563 โดยข้อมลู การเก็บตวั อย่างท้ังหมด มดี ังนี้

1) จานวนกลา้ ไม้และจานวนชนิดไม้ท่ปี ลูกท้งั หมด 4 แปลง เนื้อที่ 200 ไร่ พบวา่ จานวนกล้าไม้
ทั้งหมดท่ีปลูกมีจานวน 6,000 ต้น จานวนชนิดไม้ท้ังหมด 17 ชนิด ได้แก่ ฝาดขาว เที๊ยะ หว้านา หว้าหนิ
อ้ายบ่าว ชะมวงป่า ปาล์มร็อก แตยอ เลือดควายใบใหญ่ ชะเมาน้า จิกน้า กระทังป่า
สกั นา้ สะเตียว ตารา โลด และตาหยาว และเมือ่ เปรียบเทียบชนิดไม้ท่รี อดตายมากท่สี ดุ คอื หว้านา และ
ชนดิ ไมร้ อดตายน้อยท่สี ดุ คอื กะทังปา่

2) การเตบิ โตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้ในพน้ื ท่ี 4 แปลง พบวา่ การเตบิ โตทางขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากของกล้าไม้ในพ้ืนที่เขตห้ามล่าสัตวป์ ่าบอ่ ล้อแปลงที่ 4 มีค่ามากท่ีสุด เท่ากับ
2.46 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ แปลงที่ 3 แปลงที่ 1 และแปลงที่ 2 มีค่าเท่ากับ 2.36 1.11 0.46
เซนติเมตร ตามลาดับ และเม่ือพิจารณาการเติบโตทางความสูงท้ังหมดของกล้าไม้ พบว่า กล้าไม้ในพ้ืนท่ี
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อแปลงท่ี 3 มีค่าเท่ากับ 66.71 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ แปลงที่ 1 แปลงที่ 4
และแปลงที่ 2 มีค่าเทา่ กับ 57.20 57.05 และ 50.67 เซนติเมตร ตามลาดบั นอกจากน้ีเมื่อพิจารณาถึง
อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า กล้าไม้แปลงที่ 3 มีอัตราการรอดตายมากท่ีสุด เท่ากับ 88 %
รองลงมาไดแ้ ก่ แปลงท่ี 4 แปลงที่ 2 และ แปลงท่ี 1 ซง่ึ มคี ่าเท่ากับ 67 64 และ 62 ตามลาดบั

3) ข้อมูลการเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้รายชนิดแบบแยกแปลงพื้นท่ีปลูกในพื้นที่
เขตห้ามลา่ สัตว์ป่าบ่อล้อ มดี งั นี้

แปลงที่ 1 เมื่อพิจารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอราก พบว่า หว้านา มี
ค่ามากท่ีสุด เท่ากับ 1.36 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ ปาล์มร๊อก โลด ชะเมาน้า อ้ายบ่าว และสักน้า ซ่ึงมี
ค่าเท่ากับ 1.17 0.90 0.73 0.73 และ 0.60 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทาง
ความสูงของกล้าไม้ พบว่า โลด มีความสูงมากท่ีสุด เท่ากับ 105 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ จิกน้า ตา
หยาว หว้านา เลือดควายใบใหญ่ และสักน้า ซึ่งมีค่าเท่ากับ 71.50 66.00 61.48 59.00 และ 58.00
เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า มีกล้าไม้ จานวน 6 ชนิด มีอัตราการ

172 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยงั่ ยนื

รอดตายของกล้าไม้สูงสุดและมีค่าเท่ากัน ได้แก่ ชะมวงป่า แตยอ เลือดควายใบใหญ่ สักน้า หว้านา และ
หว้าหิน มีเทา่ กับ 100 %

แปลงท่ี 2 เม่ือพจิ ารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่ีระดับคอราก พบวา่ ปาลม์ ร๊อก
มีค่ามากที่สุด เท่ากับ 0.50 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ จิกนา หว้าหิน หว้านา และชะมวงป่า ซ่ึงมีค่า
เท่ากับ 0.44 0.43 0.37 และ 0.30 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูง
ของกล้าไม้ พบว่า ชะมวงป่า มีความสูงมากท่ีสุด เท่ากับ 58.50 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ หว้าหิน จิก
นา หว้านา และปาล์มร๊อก ซึ่งมีค่าเท่ากับ 50.83 45.93 43.32 และ 43.00 เซนติเมตร ตามลาดับ
ขณะท่ีอัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า ปาล์มร๊อกและหว้านา มีอัตราการรอดตายของกล้าไม้สูงสุด
และมีค่าเท่ากัน เท่ากับ 100 % รองลงมา ได้แก่ จิกนา หว้าหิน และชะมวงป่า มีค่าเท่ากับ 91 88 และ
80 % ตามลาดับ

แปลงที่ 3 เม่ือพิจารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอราก พบว่า หว้านา มี
ค่ามากท่ีสุด เท่ากับ 2.24 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ จิกนา เลือดควายใบใหญ่ปาบ์มร๊อก ชะมวงป่า ตา
รา และหว้าหิน ซ่ึงมีค่าเท่ากับ 1.74 0.68 0.60 0.53 0.53 และ 0.10 เซนติเมตร ตามลาดับ
ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูงของกล้าไม้ พบว่า เลือดควายใบใหญ่ มีความสูงมากท่ีสุด
เทา่ กบั 74.13 เซนตเิ มตร รองลงมา ได้แก่ หวา้ หิน ตารา หวา้ นา จิกนา ปาลม์ ร๊อก และชะมวงปา่ ซง่ึ มคี ่า
เท่ากับ 72.00 67.67 65.34 64.90 59.59 และ 43.50 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะที่อัตราการรอด
ตายของกล้าไม้ พบว่า กลา้ ไม้ 5 ชนดิ มีอตั ราการรอดตายของกล้าไม้สูงสุดและมีค่าเท่ากัน ไดแ้ ก่ ปาลม์ ร๊
อก จิกนา ตารา เลือดควายใบใหญ่ หว้านา และหว้าหิน ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 % รองลงมา ได้แก่ ชะมวง
ป่า มคี ่าเท่ากับ 75 % ส่วนกะทงั ปา่ ตาหยาว สักนา้ มีอัตราการรอดตาย เท่ากับ 0 % เนื่องจากตาย

แปลงท่ี 4 เม่ือพิจารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอราก พบว่า หว้านา มี
ค่ามากท่ีสุด เท่ากับ 1.36 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ ปาล์มร๊อก โลด อ้ายบ่าว และชะเมาน้า ซึ่งมีค่า
เท่ากับ 1.17 0.90 0.73 และ 0.73 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูง
ของกล้าไม้ พบว่า โลด มีความสูงมากที่สุด เท่ากับ 105.00 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ จิกนา ตาหยาว
หว้านา และเลือดควายใบใหญ่ ซ่ึงมีค่าเท่ากับ 71.5 66.00 61.48 และ 59.00 เซนติเมตร ตามลาดับ
ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า กล้าไม้ 6 ชนิด มีอัตราการรอดตายของกล้าไม้สูงสุดและมีค่า
เทา่ กัน ได้แก่ ชะมวงป่า แตยอ เลือดควายใบใหญ่ สักนา้ หวา้ นา และหว้าหนิ ซึ่งมีค่าเทา่ กับ 100 %

ป่าสงวนแห่งชาติท่าช้างข้าม เนื้อท่ี 150 ไร่ มีการสุ่มติดตามการเติบโตและการรอดตายของ
กลา้ ไมท้ ปี่ ลกู ทัง้ หมด 3 แปลง แลว้ เสรจ็ ไปในเดอื นกุมภาพันธ์ 2563 โดยข้อมูลการเกบ็ ตัวอย่างท้ังหมด มี
ดงั น้ี

1) จานวนกลา้ ไม้และจานวนชนิดไม้ที่ปลูกท้งั หมด 3 แปลง เน้อื ที่ 150 ไร่ พบวา่ จานวนกล้าไม้
ท้ังหมดทีป่ ลูกมจี านวน 4,500 ตน้ จานวนชนิดไม้ท้ังหมด 20 ชนิด ได้แก่ หวา้ นา สักน้า ตาหยาว หวา้ หิน
ตารา กันเกรา อ้ายบ่าว Syzygium sp. ฝาดแอ๊ก ปาล์มร็อก กะทังใบใหญ่ เลือดควายใบใหญ่ ชะมวงป่า
แตยอ ตะเคียนทอง จิกน้า แคนา ชุมแสงน้า แพ และกุ่มบก และเมื่อเปรียบเทียบชนิดไม้ท่ีรอดตายมาก
ท่ีสดุ คือ หว้านา และชนดิ ไมท้ ีร่ อดตายนอ้ ยทีส่ ดุ คอื อ้ายบา่ ว

2) การเตบิ โตและอตั ราการรอดตายของกลา้ ไม้ในพน้ื ที่ 3 แปลง พบว่า การเตบิ โตทางขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางท่ีระดับคอรากของกล้าไม้ในพ้ืนที่เขตป่าสงวนแห่งชาติท่าช้างข้ามแปลงที่ 1 มีค่ามากท่ีสุด

การใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อหลกี เล่ียงการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟน้ื ฟปู ่าพรทุ ่เี สอ่ื มโทรม | 173

เท่ากบั 0.75 เซนติเมตร รองลงมาไดแ้ ก่ แปลงที่ 2 และแปลงที่ 3 มคี ่าเท่ากับ 0.62 และ 0.59 เซนติเมตร
ตามลาดับ และเม่ือพิจารณาการเติบโตทางความสูงท้ังหมดของกล้าไม้ พบว่า กล้าไม้ในพ้ืนท่ีเขตเขตป่า
สงวนแห่งชาติท่าชา้ งข้ามแปลงที่ 1 มีค่าเท่ากับ 65.94 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ แปลงที่ 2 และแปลง
ท่ี 3 มีค่าเท่ากับ 49.70 และ 41.23 เซนติเมตร ตามลาดับ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงอัตราการรอดตาย
ของกล้าไม้ พบว่า กล้าไมแ้ ปลงท่ี 1 มอี ตั ราการรอดตายมากท่สี ดุ เทา่ กับ 96% รองลงมาไดแ้ ก่ แปลงท่ี 2
และ แปลงท่ี 3 ซงึ่ มคี ่าเทา่ กบั 93 และ 87 ตามลาดับ

3) ข้อมูลการเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้รายชนิดแบบแยกแปลงพื้นที่ปลกู ในพื้นที่
เขตปา่ สงวนแหง่ ชาติท่าช้างข้ามมีดงั นี้

แปลงที่ 1 เม่อื พจิ ารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอราก พบว่า ปาล์มร๊อก
มีค่ามากท่สี ุด เทา่ กับ 1.83 เซนตเิ มตร รองลงมาไดแ้ ก่ กนั เกรา หว้านา แตยอ และเลอื ดควายใบใหญ่ ซึ่ง
มคี า่ เทา่ กับ 0.98 0.82 0.70 และ 0.66 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดยี วกันข้อมลู การเติบโตทางความ
สูงของกล้าไม้ พบว่า กันเกรา มีความสูงมากที่สุด เท่ากับ 110.60 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ แตยอ
กะทังใบใหญ่ หว้านา และสักน้า ซึ่งมีค่าเท่ากับ 84.80 78.00 77.45 และ 69.00เซนติเมตร ตามลาดับ
ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า มีกล้าไม้ จานวน 10 ชนิด มีอัตราการรอดตายของกล้าไม้
สูงสุดและมีค่าเท่ากัน ได้แก่ Syzygium sp. กะทังใบใหญ่ แตยอ ปาล์มร๊อก ฝาดแอ๊ก เลือดควายใบใหญ่
สักนา้ หวา้ นา หว้าหิน และอ้ายบ่าว ซึง่ มเี ทา่ กบั 100 %

แปลงที่ 2 เมอื่ พจิ ารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางทีร่ ะดับคอราก พบวา่ ปาล์มร๊อก
มีค่ามากท่ีสุด เท่ากับ 1.35 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ หว้านา จิกน้า แคนา และสักน้า ซึ่งมีค่าเท่ากับ
1.18 0.98 0.63 และ 0.55 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูงของกลา้
ไม้ พบวา่ จิกนา้ มคี วามสูงมากที่สุด เท่ากับ 94.00 เซนตเิ มตร รองลงมา ได้แก่ สกั น้า ชุมแสงนา้ หว้านา
และตาหยาว ซ่ึงมีค่าเท่ากับ 75.50 65.00 60.28 และ 59.75 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะที่อัตราการ
รอดตายของกลา้ ไม้ พบวา่ มีกล้าไม้ จานวน 13 ชนดิ มีอตั ราการรอดตายของกลา้ ไม้สูงสุดและมีค่าเท่ากัน
ได้แก่ Syzygium sp. กะทังใบใหญ่ แคนา จิกน้า ชะมวงป่า ชุมแสงน้า ตะเคียนทอง แตยอ ตารา ตา
หยาว สกั น้า หวา้ นา และหวา้ หิน ซง่ึ มีเทา่ กับ 100 %

แปลงที่ 3 เมื่อพิจารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอราก พบว่า ฝาดแอ๊ก
มีค่ามากท่ีสุด เท่ากับ 0.83 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ ตารา ปาล์มร๊อก จิกน้า และตาหยาว ซ่ึงมีค่า
เท่ากับ 0.70 0.70 0.67 และ 0.60 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูง
ของกล้าไม้ พบว่า Syzygium sp. มีความสูงมากที่สุด เท่ากับ 59.00 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ ฝาด
แอ๊ก ชะมวงป่า หว้านา และตะเคียนทอง ซึ่งมีค่าเท่ากับ 58.67 48.00 45.57 และ 42.00 เซนติเมตร
ตามลาดับ ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า มีกล้าไม้ จานวน 9 ชนิด มีอัตราการรอดตายของ
กลา้ ไมส้ ูงสดุ และมีค่าเท่ากัน ได้แก่ ก่มุ บก แคนา จิกน้า ชะมวงป่า แตยอ ตารา แพ ฝาดแอ๊ก และหว้านา
ซ่งึ มเี ท่ากบั 100 %

ป่าชุมชนบ้านควนเงิน หมู่ที่ 2 เนื้อท่ี 28 ไร่ มีการสุ่มติดตามการเติบโตและการรอดตายของ
กลา้ ไมท้ ่ปี ลกู ท้ังหมด แล้วเสร็จไปในเดือนพฤศจกิ ายน 2562 โดยขอ้ มูลการเกบ็ ตัวอยา่ งท้ังหมด มีดังน้ี

1) จานวนกล้าไม้และจานวนชนิดไม้ที่ปลูกท้ังหมด เน้ือท่ี 28 ไร่ พบว่า จานวนกล้าไม้ท้ังหมดท่ี
ปลูกมีจานวน 936 ต้น จานวนชนดิ ไม้ทั้งหมด 15 ชนิด ได้แก่ ตาหยาว Syzygium sp. ตารา เลือดควาย

174 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื

ใบใหญ่ ชะเมานา้ ปาล์มร็อก หว้านา อา้ ยบ่าว กะทงั ป่า หว้าหิน ชะมวงปา่ ฝาดขาว เข็มใหญ่ แตยอ และ
เที๊ยะ และเม่ือเปรียบเทียบชนิดไม้ที่รอดตายมากที่สุด คือ หว้านา และชนิดไม้ท่ีรอดตายน้อยท่ีสุด คือ
อ้ายบา่ ว

2) การเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้ในพื้นท่ี 28 ไร่ พบว่า การเติบโตทางขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากของกล้าไม้ มีค่าเท่ากับ 0.42 เซนติเมตร ขณะที่การเติบโตทางความสูงของ
ก ล้ า ไ ม้ มี ค่ า เ ท่ า กั บ 4 7 . 2 9 เ ซ น ติ เ ม ต ร แ ล ะ มี อั ต ร า ก า ร ร อ ด ต า ย ข อ ง ก ล้ า ไ ม้ เ ท่ า กั บ
100 %

3) ขอ้ มลู การเติบโตและอตั ราการรอดตายของกล้าไม้รายชนดิ มดี ังนี้
เมอ่ื พิจารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางท่รี ะดับคอราก พบว่า เที๊ยะหวา้ นา และอ้าย
บ่าว มีค่าเท่ากันและมากที่สุด เท่ากับ 0.70 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ ชะมวงป่า แตยอ ตารา กะทังป่า
เข็มใหญ่ และชะเมาน้า มีค่าเท่ากับ 0.60 0.55 0.50 0.50 0.50 และ 0.50 เซนติเมตร ตามลาดับ
ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูงของกล้าไม้ พบว่า เท๊ียะ มีความสูงมากท่ีสุด เท่ากับ 104.00
เซนตเิ มตร รองลงมา ได้แก่ กะทังป่า แตยอ อา้ ยบ่าว และเขม็ ใหญ่ ซึ่งมีคา่ เทา่ กับ 97.00 97.00 82.00
และ 81.00 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้พบว่า มีกล้าไม้ จานวน 10 ชนิด
มีอัตราการรอดตายของกล้าไม้สูงสุดและมีค่าเท่ากัน ได้แก่ Syzygium sp. ชะมวงป่า ชะเมาน้า ตารา
แตยอ เทีย๊ ะ ปาลม์ รอ๊ ก ฝาดขาว หว้านา และหวา้ หิน ซึ่งมเี ทา่ กับ 100 %
บา้ นไสขนนุ หมู่ที่ 11 (เขตห้ามล่าสตั ว์ป่าทะเลนอ้ ย) เนื้อที่ 27 ไร่ มกี ารสุ่มตดิ ตามการเติบโต
และการรอดตายของกล้าไม้ท่ีปลูกท้ังหมด แล้วเสร็จไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยข้อมูลการเก็บ
ตัวอย่างท้งั หมด มีดงั น้ี
1) จานวนกล้าไม้และจานวนชนิดไม้ที่ปลูกทั้งหมด เน้ือท่ี 27 ไร่ พบว่า จานวนกล้าไม้ทั้งหมดที่
ปลูกมีจานวน 820 ต้น จานวนชนิดไม้ทั้งหมด 12 ชนิด ได้แก่ จิกน้า หว้านา อ้ายบ่าว ตารา ปาล์มร๊อก
เท๊ียะ กะทังป่า เลือดควายใบใหญ่ แตยอ สักน้า ชะมวงน้า และหว้าหิน และเม่ือเปรียบเทียบชนิดไม้ท่ี
รอดตายมากทีส่ ุด คอื จิกนา้ และชนดิ ไม้รอดตายน้อยท่สี ดุ คอื เลอื ดควายใบใหญ่
2) การเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้ในพื้นท่ี 28 ไร่ พบว่า การเติบโตทางขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากของกล้าไม้ มีค่าเท่ากับ 0.62 เซนติเมตร ขณะที่การเติบโตทางความสูงของ
ก ล้ า ไ ม้ มี ค่ า เ ท่ า กั บ 4 5 . 8 2 เ ซ น ติ เ ม ต ร แ ล ะ มี อั ต ร า ก า ร ร อ ด ต า ย ข อ ง ก ล้ า ไ ม้ เ ท่ า กั บ
86 %
3) ข้อมูลการเติบโตและอัตราการรอดตายของกลา้ ไมร้ ายชนดิ มดี ังน้ี
เมอ่ื พิจารณาการเตบิ โตทางขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางทรี่ ะดบั คอราก พบวา่ แตยอ มคี า่ เท่ากันและ
มากท่ีสุด เท่ากับ 0.69 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ จิกน้า อ้ายบ่าว เลือดควายใบใหญ่ และตารา ซ่ึงมีค่า
เท่ากบั 00.68 0.65 0.64 และ 0.60 เซนติเมตร ตามลาดบั ขณะเดยี วกนั ข้อมูลการเตบิ โตทางความสูง
ของกล้าไม้ พบว่า แตยอ มีความสูงมากท่ีสุด เท่ากับ 65.83 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ ชะมวงน้า เลือด
ควายใบใหญ่ เทีย๊ ะ และจกิ นา้ ซง่ึ มคี ่าเทา่ กับ 56.67 52.72 52.00 และ 45.48 เซนตเิ มตร ตามลาดับ
ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า มีกล้าไม้ จานวน 10 ชนิด มีอัตราการรอดตายของกล้าไม้
สูงสุดและมีค่าเท่ากัน ได้แก่ จิกน้า ชะมวงน้า ตารา แตยอ เท๊ียะ ปาล์มร๊อก สักน้า หว้านา หว้าหิน และ
อ้ายบา่ ว ซึง่ มเี ท่ากบั 100 %

การใช้เทคโนโลยเี พือ่ หลีกเลี่ยงการเส่ือมโทรมของป่าพรุและการฟน้ื ฟปู า่ พรุทีเ่ ส่ือมโทรม | 175

บา้ นควนเครง็ หมทู่ ี่ 4 (เขตห้ามลา่ สัตว์ป่าทะเลน้อย) เนื้อที่ 50 ไร่ มกี ารสุ่มติดตามการเติบโต
และการรอดตายของกลา้ ไม้ท่ปี ลูกท้ังหมด แล้วเสรจ็ ไปในเดอื นธนั วาคม 2562 โดยขอ้ มลู การเก็บตัวอย่าง
ทั้งหมด มดี งั นี้

1) จานวนกล้าไม้และจานวนชนิดไม้ท่ีปลูกทั้งหมด เน้ือท่ี 50 ไร่ พบว่า จานวนกล้าไม้ทั้งหมดที่
ปลูกมีจานวน 1,650 ต้น จานวนชนดิ ไม้ทั้งหมด 14 ชนิด ได้แก่ ตาหยาว ฝาดแอ๊ก Syzygium sp. ตารา
อ้ายบ่าว ปาล์มร็อก เท๊ียะ กะทังป่า เลือดควายใบใหญ่ แตยอ สักน้า ชะเมาน้า หว้าหิน และจิกนา และ
เม่ือเปรียบเทยี บชนิดไม้ทร่ี อดตายมากทส่ี ดุ คอื หว้านา และชนิดไม้ทีร่ อดตายนอ้ ยที่สดุ คือ ปาล์มร๊อก

2) การเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไม้ในพื้นท่ี 50 ไร่ พบว่า การเติบโตทางขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากของกล้าไม้ มีค่าเท่ากับ 0.43 เซนติเมตร ขณะท่ีการเติบโตทางความสงู ของ
ก ล้ า ไ ม้ มี ค่ า เ ท่ า กั บ 3 3 . 5 0 เ ซ น ติ เ ม ต ร แ ล ะ มี อั ต ร า ก า ร ร อ ด ต า ย ข อ ง ก ล้ า ไ ม้ เ ท่ า กั บ
64 %

3) ข้อมลู การเตบิ โตและอตั ราการรอดตายของกลา้ ไมร้ ายชนิด มดี งั นี้
เมอื่ พจิ ารณาการเติบโตทางขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางทร่ี ะดับคอราก พบว่า จกิ นา้ มคี ่าเท่ากันและ
มากท่สี ุด เท่ากบั 1.86 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่ ปาลม์ ร๊อก อา้ ยบา่ ว Syzygium sp. และตารา ซึง่ มีค่า
เท่ากับ 1.20 0.77 0.47 และ 0.47 เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะเดียวกันข้อมูลการเติบโตทางความสูง
ของกล้าไม้ พบว่า จิกน้า มีความสูงมากที่สุด เท่ากับ 120.00 เซนติเมตร รองลงมา ได้แก่ ชะเมาน้า
Syzygium sp. สักน้า หว้าหิน และหว้านา ซึ่งมีค่าเท่ากับ 56.25 51.67 50.67 47.55 และ 46.50
เซนติเมตร ตามลาดับ ขณะที่อัตราการรอดตายของกล้าไม้ พบว่า มีกล้าไม้ จานวน 3 ชนิด มีอัตราการ
รอดตายของกล้าไม้สูงสุดและมีค่าเท่ากัน ได้แก่ Syzygium sp. จิกน้า และหว้านา ซ่ึงมีเท่ากับ 100 %
รองลงมา ได้แก่ เที๊ยะ อา้ ยบา่ ว ตารา และชะเมาน้า ซงึ่ มีคา่ เทา่ กบั 88 88 71 และ 60 %
เห็นได้วา่ ผลจากการตดิ ตามการดาเนินงานในแตล่ ะภารกิจของการฟ้ืนฟูปา่ พรุควนเครง็ ช้ีให้เห็น
ว่า การฟื้นฟูป่าพรุโดยการใช้พันธุ์ไม้พ้ืนถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตได้ในป่าพรุน้ันมีอัตราการรอดตายสูง
ได้แก่ ต้นหว้านา จิกนา หว้าหิน แตยอ ชะมวงป่า เลือกควายใบใหญ่ กระทังใลใหญ่ แค่นา ฯลฯ น่ันคือ
ต้นไม้เหล่าน้ีสามารถเจริญเติบโตเป็นไม้ท่ีจะทาให้พื้นที่ป่ามีพันธ์ุไม้คละชนิดท่ีสามารถเพ่ิมความ
หลากหลายของพันธุ์สัตว์ได้ เช่น นก เนื่องจากพันธ์ุไม้หลายชนิดมีผลซ่ึงเมื่อสุกจะเป็นอาหารของนก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นหวา้ นาซ่ึงเติบโตได้ดีในทุกแปลงปลูกในแต่ละบรเิ วณของป่าพรุควนเคร็ง ขณะที่พืช
หลายชนดิ ให้ดอกท่ีเปน็ แหล่งน้าหวานของผงึ้ ปา่ ซง่ึ ผึ้งเปน็ แหล่งนา้ หวานของมนุษย์ทีม่ ีคุณค่าและมีมูลค่า
ทจ่ี ะเปน็ ประโยชนใ์ นแงก่ ารสรา้ งรายไดใ้ ห้แก่คนในชมุ ชน

บทสรุป
การฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งด้วยการปรับโครงสร้างป่าให้มีความหลากหลายของพรรณไม้ด้วยแนว

ทางการฟื้นฟูพันธุ์พืชท้องถิ่นในพื้นท่ีท่ีถูกทาลายโดยพายุและไฟป่าของตาบลเคร็ง เป็นพื้นท่ีนาร่อ ง
สะท้อนผลให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้พันธ์ุพืชท้องถ่ินที่เคยมีอยู่เดิมในพ้ืนท่ีพรุหรือพืชท่ีดารงอยู่ได้ใน
สภาพที่มีน้าท่วมขัง โดยใช้ต้นแบบการฟื้นฟูป่าพรุที่ประสบผลสาเร็จในกรณีป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัด
นราธวิ าส ผลที่สะท้อนผ่านอัตราการอดตายของพชื ท้องถิ่นจากแปลงปลูกในแตล่ ะบริเวณป่าพรุควนเคร็ง
สามารถฟ้ืนฟรู ะบบนิเวศป่าพรุควนเคร็งให้มีความหลากหลายทางชวี ภาพและมีสภาพเป็นป่าทสี่ มบูรณ์ได้

176 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยืน

หากมกี ารควบคมุ ปัจจยั ทีส่ ่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ เช่น น้า และการเกดิ ไฟไหม้ปา่ ไม่ให้
เกิดข้นึ รุนแรงในพ้นื ทีพ่ รุควนเครง็ ดงั เชน่ ทเ่ี คยเกิดขน้ึ อย่างต่อเนื่องจนพื้นที่พรเุ สอ่ื มโทรม

การใช้เทคโนโลยใี นการจัดการปา่ พรุควนเคร็งท้ังในดา้ นการจัดการน้าโดยการสร้างแบบจาลองท่ี
มีข้อเสนอแนะท่ีช่วยให้พ้ืนที่พรุมีน้าเก็บกักอยู่ในระดับท่ีเหมาะสม ซึ่งแนวทางดังกล่าวเอ้ือต่อการจัดการ
จัดการพ้ืนท่ีเส่ือมโทรมโดยการฟื้นฟูป่าด้วยพันธุ์ไม้ท้องถ่ินด้วยเช่นกัน เน่ืองจากพันธุ์ไม้ที่ปลูกเสริมเพ่ือ
เพิ่มความหลากหลายของพันธ์ุไม้ในพ้ืนท่ีพรุจาเป็นต้องมีน้าหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอตามธรรมชาติของ
พันธ์ุไม้ในป่าพรุหรือพื้นท่ีน้าท่วมขัง การฟื้นฟูป่าพรุเส่ือมโทรมไม่เพียงแค่การปลูกเสริมพืชท้องถ่ินในป่า
พรุบริเวณต่าง ๆ เท่าน้ัน แต่ยังมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมและการสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน โดยการ
ส่งเสรมิ การปลกู พชื ในพื้นที่ทากินของชาวบ้าน โดยใช้แนวคดิ วนวัฒน์ นนั่ คอื การปลูกพืชรว่ มในแปลงพืช
หลักของเกษตรกร และการส่งเสรมิ การปลูกไม้มีค่าในพื้นท่ีวา่ งในบริเวณท่ีอยู่อาศัย เพื่อใช้ประโยชน์จาก
ไม้มีค่าเหล่าน้ีท้ังในแง่การนาไม้มาใช้สอยในชีวิตประจาวัน และการใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า เนื่องจาก
ปัจจุบันกฎหมายด้านป่าไม้ท่ีบัญญัติข้ึนมาเอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากไม้มีค่าท่ีเคยเป็นไม้ต้องห้ามให้
สามารถใชป้ ระโยชน์ในเชิงการคา้ ได้ จึงเป็นอีกแนวทางหน่ึงในการพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนเพ่ือสรา้ งรายได้
จากการตัดไม้มีค่าขาย ทั้งน้ี ไม้เหล่านี้มีมูลค่าในตลาดค่อนข้างสูงจึงสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้
เป็นอย่างดี อกี ทัง้ ในกระบวนการฟ้ืนฟูป่าแบบมีสว่ นร่วมนนั้ ได้ก่อใหเ้ กดิ การจา้ งงานท่เี ป็นการสร้างรายได้
ให้แก่คนในชุมชนและยังเป็นการสร้างการเรยี นรู้ทางสังคมท่ีก่อให้เกิดการตระหนักถึงความสาคัญของปา่
พรุควนเครง็ และแนวทางการฟื้นฟูป่าพรอุ ยา่ งเป็นระบบอกี ด้วย

ถึงกระน้ันก็ตาม การดาเนินการของโครงการภายใต้ผลสัมฤทธ์ิท่ี 2 การใช้เทคโนโลยีเพ่ือ
หลีกเลี่ยงการเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม นอกเหนือจากการสร้างแบบจาลองการ
จัดการน้าที่จะเป็นต้นแบบท่ีเหมาะสมสาหรับการจัดการพรุควนเคร็งให้มีระดับน้าท่ีเหมาะสมเพ่ือหล่อ
เลี้ยงสรรพชีวติ ในผืนป่าหรือระบบนิเวศป่าพรุให้มีความสมบูรณ์แลว้ ภารกิจสาคัญอีกประการท่ีเช่ือมโยง
กันนั่นคือการฟื้นฟูพันธ์ุพืชท้องถ่ินในพื้นที่ท่ีถูกทาลายโดยพายุและไฟป่าของตาบลเคร็ง ซ่ึงมีคาตอบท่ี
หลายฝ่ายคาดหวงั วา่ ผลการดาเนนิ การบรรลผุ ลสาเร็จตามตวั ชว้ี ัดผลสาเรจ็ ท่กี าหนดไวห้ รือไม่ โดยตวั ช้ีวดั
คือ การฟื้นฟปู า่ พรดุ ว้ ยพนั ธ์ุพืชท้องถิ่น 300 เฮกตาร์ (1,875 ไร)่ เพ่อื ดดู ซบั คาร์บอน 129,000 t CO2-eq
ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ตัวช้ีวัดจะเห็นว่าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ภารกิจการฟ้ืนฟูพันธุ์ไม้ท้องถิ่น 1,875 ไร่
กับผลท่ีคาดหวังคือ ป่าพรุในพ้ืนที่ 1,875 ไร่ น้ีสามารถดดู ซบั คาร์บอนได้ 129,000 ตนั คาร์บอน และเม่ือ
พิจารณาท่ีผลการดาเนินโครงการจะเห็นได้ว่า การดาเนินการฟื้นฟูป่าพรุด้วยการปลูกพันธ์ุไม้ท้องถิ่นที่
ดาเนินการแล้วเสร็จน้ันมีพ้ืนท่ีการฟื้นฟูทั้งส้ิน 455 ไร่ ซึ่งคัดเลือกจากพ้ืนที่ในสภาพแตกต่างกันในพ้ืนท่ี
ภมู ิทศั น์พรุควนเครง็ ครอบคลุมพนื้ ท่ีป่าเสมด็ ขาวที่ถูกไฟไหม้ พื้นท่ปี า่ เสม็ดขาวทไ่ี ม่ถูกไฟไหมท้ ี่เส่อื มโทรม
พื้นที่ทากิน เช่น สวนยางพารา ปาล์มน้ามัน รวมทั้งพื้นที่หน้าบ้าน หลังครัว ริมรั้ว ขอบแดน โดยพ้ืนท่ี
เหล่านี้มีสภาพปัจจัยสิ่งแวดล้อมรวมท้ังการบริหารจดั การท่ีแตกต่างกัน บริบทของการฟ้ืนฟู ปลูกเสริมจงึ
มคี วามแตกตา่ งกนั ออกไป เห็นได้ว่า หากพิจารณาแต่เพียงจานวนพืน้ ท่ีทปี่ ลกู ฟน้ื ฟจู านวน 455 ไร่ ซง่ึ ราว
กับว่าพื้นที่น้อยกว่าพื้นท่ีท่ีระบุ 1,875 ไร่ ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ภายหลังการปลูกไม้เพ่ือปรับ
โครงสร้างพน้ื ที่ในแต่ละสภาพที่แตกต่างกันจากจานวนพ้ืนที่ทง้ั หมดท่ีอาจมีเนื้อที่รวมกันทุกประเภทพื้นที่
ท่ีคัดเลือกมีมากกกว่า 1,875 ไร่ เม่ือปรับปรุงโครงสร้างทั้งส่วนที่เสื่อมโทรมของพื้นท่ีแต่ละประเภทท่ีถูก
ทาให้เส่ือมโทรม หรือการปลูกไม้ท้องถ่ินหรือไม้เศรษฐกิจเสริมในพ้ืนที่ว่างท่ีไม่เคยถูกนามาใช้ประโยชน์

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟน้ื ฟูปา่ พรุท่ีเส่ือมโทรม | 177

เช่น ร้ัวบ้าน ท่ีว่างข้างบ้าน หรือในสวนที่เคยปลูกแต่พืชผักสวนครัว ท้ังน้ี การปลูกไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ซ่ึง
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่แตกต่างกันไปน้นั เปน็ การเพิ่มศักยภาพของพ้ืนท่ีแต่ละประเภทให้สามารถกักเกบ็
คาร์บอนได้ปริมาณทีม่ ากขึ้นตามระยะเวลาและอายุทีค่ ่อย ๆ เจริญเติบโตขึ้นของพันธ์ุไม้ท้องถิ่นหรือพันธุ์
ไม้ที่ปลูกเพ่ิมในพื้นที่เหล่านั้น เช่นน้ีจึงอาจกล่าวได้ว่า การดาเนินการภายใต้ผลผลิตน้ีตอบโจทย์ตัวช้ีวัด
ของโครงการได้เป็นอย่างดี และเม่ือพิจารณาจากข้อมูลอัตราการรอดของพนั ธุ์ไม้ทปี่ ลูกในแตล่ ะพ้ืนที่ซึ่งมี
อัตราการรอดที่สูง จึงเป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าถึงปริมาณการกักเก็บคาร์บอนที่เพ่ิมสูงข้ึนน้ันมีความ
เป็นไปได้สูงและมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนท่ีสูงกว่าเป้าหมายของตัวช้ีวัดท่ีกาหนดไว้
อย่างไรก็ตาม การดาเนินการฟื้นฟูป่าพรุท่ีเสื่อมโทรมไม่เพียงแต่มีการปลูกพันธ์ไุ ม้ท้องถ่ินในพื้นท่ีป่าพรุที่
เส่ือมโทรม พื้นที่ทากิน ท่ีดินว่างเท่าน้ัน ทว่า ยังตระหนักถึงการดาเนินการที่เป็นการส่งต่อความรู้และ
แนวทางปฏิบัตใิ ห้กบั ชุมชนและสงั คม ดว้ ยการสร้างเรือนเพาะชาขึ้นในชุมชนและการจัดทาคู่มือการเพาะ
ชากลา้ ไม้และคู่มอื การฟืน้ ฟูปา่ อีกดว้ ย

อน่ึง ผลจากการจัดการน้าและการฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งดังกล่าวข้างต้นยังเอื้อต่อการสร้าง
สิ่งแวดล้อมที่ดีท้ังในระดับชุมชน สังคม และระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการเก็บกักคาร์บอน
ซ่ึงเป็นท่ีทราบกันดีว่าพื้นที่ป่าพรุมีศักยภาพสูงในการเก็บกักคาร์บอนได้มากกว่าพื้นที่ป่าประเภทอ่ืน ๆ
เช่นนี้ ป่าพรุจึงเป็นพ้ืนท่ีควรค่าแก่การอนุรักษ์สูง และเพ่ือสะท้อนให้ศักยภาพของป่าพรุควนเคร็งในการ
เก็บกักคาร์บอน จึงได้มีการดาเนินการในส่วนของการศึกษาและติดตามการเก็บกักคาร์บอนของป่าพรุ
ควนเคร็ง ดังกล่าวถึงในบทตอ่ ไป

178 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยืน

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเลยี่ งการเสอื่ มโทรมของป่าพรุและการฟืน้ ฟปู า่ พรทุ ีเ่ ส่อื มโทรม | 179

4

การกักเก็บคารบ์ อนและการปลอ่ ยก๊าซเรือน
กระจกในพรุควนเคร็ง

180 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยืน

ปา่ พรุดงั้ เดิม คอื พื้นท่กี ักเก็บคาร์บอนไดส้ งู สุด
พ้ืนท่ีลมุ่ น้าท่วมขงั หรอื ชุ่มน้า คอื พนื้ ทก่ี กั เก็บคาร์บอนได้สูงสดุ
ช่วงเวลารอยตอ่ จากน้าทว่ มขังสภู่ าวะขาดนา้ คือ สถานการณ์การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ท่ีสงู ทส่ี ุด และสภาพน้าทว่ มขงั การปลดปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกตา่

การใช้เทคโนโลยีเพ่อื หลกี เลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟื้นฟปู า่ พรุท่ีเสือ่ มโทรม | 181

บทนา

การเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นปัญหาที่ทุกประเทศกาลังเผชิญกับผลกระทบในด้าน
ต่าง ๆ ทเ่ี ช่อื มโยงกับการดารงชีวิตของมวลมนุษยชาตใิ นทกุ ระดับและเกีย่ วพนั กันท้ังด้านเศรษฐกิจ สงั คม
และสิ่งแวดล้อม ซ่ึงทั้ง 3 เสาหลักนี้คือหลักพ้ืนฐานของการพัฒนาท่ีย่ังยืน ทว่า จากการพัฒนาท่ีไม่ย่ังยืน
ตง้ั แต่ยคุ การพฒั นาของกลุ่มประเทศทีพ่ ัฒนาแลว้ ในยุคหลังปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม จวบจนแนวคิดการพัฒนา
ท่ีมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักได้แผ่ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยและทาลายทรัพยากรธรรมชาติเพ่ือการพัฒนา และผลจากการพัฒนา
สง่ ผลให้เกิดความเสอื่ มโทรมและขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปา่ ไม้ที่เสอื่ มโทรมและ
ถูกทาลายลงเป็นจานวนมาก และกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ก่อให้เกิดการสะสมของก๊าซ
เรอื นกระจกปรมิ าณมหาศาล ทั้งนี้ ก๊าซเรือนกระจกทส่ี าคญั ทก่ี ล่าวถงึ กนั มาก คอื คารบ์ อนไดออกไซด์ ซง่ึ
เม่ือการสะสมของก๊าซเรือนกระจกมากจึงส่งผลกระทบย้อนกลับมาสู่โลก และส่งผลกระทบต่อวิถีการ
ดารงชีพของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเปล่ียนแปลงของฤดูกาล ภาวะโลกร้อน น้าทะเลหนุนสูง
อุณหภูมิโลกสูงข้ึน การเกิดภัยพิบัติบ่อยคร้ังและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเกิดโรคอุบัติใหม่
และโรคอบุ ัติซ้า

ดังน้ัน หลายประเทศทั่วโลกจึงหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย
กาหนดมาตรการต่าง ๆ ท้ังความร่วมมือในระดับนานาชาติ และการจัดการปัญหาภายในประ เทศ
(สานกั งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ ม, 2558) โดยทก่ี ารให้ความสาคัญกับพื้นท่ี
ป่าไม้ท่ัวโลก คือ แนวทางหน่ึงที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวได้ เน่ืองจากป่าไม้เอื้อ
ประโยชน์อย่างหลากหลายแก่ชุมชนท้องถ่ินทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จิตวิญญาณ และ
ส่ิงแวดล้อม (FAO, 2018a) ป่าไม้ คือ แหล่งต้นน้าและพ้ืนท่ีเก็บกักคาร์บอนของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ป่าพรุนบั เป็นพ้นื ทที่ ่ีมีศักยภาพสูงมากในการกกั เก็บนา้ และคารบ์ อน เปน็ แหล่งรองรบั น้าจดื ขนาดใหญ่ที่มี
ความสาคัญต่อการหมุนเวียนน้าและสารอาหารต่าง ๆ ในระบบนิเวศ ซ่ึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของ
ต้นไม้และการสะสมธาตุคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ในป่า (พงษ์ชัย ดารงโรจน์วัฒนา, พัทธ์ธีรา
เพชรทองเกล้ียง และชุตาภา คุณสุข, 2561, 192) และการอนุรักษ์พ้ืนที่ป่าพรุจึงเป็นแนวทางในการ
คล่คี ลายปญั หาการเปลีย่ นแปลงของสภาพภมู ิอากาศ และยังเอ้อื ตอ่ การดารงชพี ของชมุ ชนท้องถ่นิ อีกด้วย
ป่าพรุ คือ “คาร์บอนซิงค์” (Carbon Sinks) หรืออ่างกักเก็บคาร์บอน เช่นนี้ป่าพรุจึงมีความสาคัญอย่าง
ย่ิงในการพยุงโลกน้ีไว้ และการรักษาป่าเหล่านี้ไว้คือการรักษาแหลง่ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในดินใน
รูปของอนิ ทรีย์สาร การเกบ็ ไว้ใตช้ ้ันหินในมหาสมุทร หรอื ในปา่ อ่ืนๆ แตถ่ า้ เราขดุ พลงั งานมาใช้อย่างเดียว
จะย่ิงเพ่ิมคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อสภาวะโลกรอ้ นมากยิ่งข้ึน (เจริญวิชญ์ หาญ
แกว้ , 2562)

อน่ึง เรโนด์ เมเยอร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจาประเทศไทย (UNDP
Thailand) กล่าวว่า ป่าพรมุ ีความสาคัญอยา่ งย่ิงต่อการแก้ไขปัญหาการเปลีย่ นแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ป่าพรุชว่ ยดูดซบั คาร์บอนทจี่ ะถกู ปล่อยไปสู่ชัน้ บรรยากาศได้เปน็ ลา้ นตัน นอกจากนป้ี า่ พรยุ ังชว่ ยให้ชุมชน
มคี วามเป็นอยู่ที่ดีข้ึน ไม่ว่าจะเปน็ การทาประมงหรือการทางานหัตถกรรม อย่างไรกต็ าม ปา่ พรุในเขตร้อน
ช้ืนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ท้ังจากการพัฒนาที่ดิน การตัดไม้อย่างถูกและผิดกฎหมาย และไฟปา่
“สาเหตุเหล่าน้ีอาจทาให้ป่าพรุถูกทาลายในไม่ช้า ในประเทศไทยป่าพรุควนเคร็งเป็นป่าพรุที่ใหญ่เป็น

182 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยืน

อันดับ 2 ของประเทศ แต่พื้นที่ร้อยละ 65 ของป่ากาลังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากการเพาะปลูกน้ามัน
ปาล์ม ดังนั้นกองทุนส่ิงแวดล้อมโลก และ UNDP ได้ร่วมกับรัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมสนับสนุน
การใช้เทคโนโลยีท่ีเป็นนวัตกรรม และแนวทางใหม่ในการจัดการป่าพรุเพ่ือให้ม่ันใจว่าระบบนิเวศของป่า
พรุจะช่วยเรื่องการเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และช่วยทาให้เป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืนสาเร็จได้
ตลอดจนช่วยรักษาสมดุลของส่ิงแวดล้อมและกิจกรรมมนุษย์อย่างยั่งยืน” เมเยอร์ กล่าวอีกว่า โครงการ
เสรมิ ศกั ยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุเพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกกั เก็บคารบ์ อนและอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดการป่าพรุแบบบูรณาการอย่าง
ยั่งยืน โดยมีรูปแบบการบริหารจัดการป่าพรุแบบมีส่วนร่วมของภาครฐั สว่ นกลาง ส่วนท้องถ่ิน ประชาชน
และเอกชนท่ีอาศัยอยู่บริเวณป่าพรุควนเคร็งและพื้นที่ลุ่มน้าทะเลสาบสงขลา ให้สามารถร่วมกันบริหาร
จดั การปา่ พรุอย่างเป็นระบบ นาเทคโนโลยีมาใช้เพอื่ ควบคุมระบบน้าและการป้องกนั ไฟป่า (มูลนิธสิ ถาบัน
สิ่งแวดลอ้ มไทย, 2562)

ท้ังน้ี สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ (2563) ได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาและปัจจัยท่ีส่งผลกระทบต่อ
ระบบนิเวศของป่าพรุทั่วโลก รวมถึงป่าพรุควนเคร็ง ซ่ึงช้ีให้เห็นว่าอนาคตข้างหน้าของป่าพรุท่ัวโลก และ
ป่าพรุในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างย่ิงป่าพรุควนเคร็งจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง
โดยเฉพาะอย่างย่ิงไฟไหม้ป่า ที่จะกอ่ ให้เกิดการสูญเสียพ้ืนท่ปี ่าพรุและผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าพรุ ซ่ึง
เช่ือมโยงไปสู่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอันเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน
ปริมาณมาก ขณะท่ีแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กลับลดน้อยลงไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ้ืนท่ี
ปา่ พรุซ่ึงมีความสามารถหรือศักยภาพในการทาหนา้ ทีก่ ักเกบ็ คารบ์ อนเพ่ือบรรเทาความเลวรา้ ยของสภาพ
ภูมิอากาศน้ันจะย่ิงมีพื้นที่ลดลงอย่างต่อเน่ือง กล่าวคือ “ปัญหาของป่าพรุท่ัวโลก คือ การเปลี่ยนแปลง
การใช้ประโยชน์ท่ีดินจากพ้ืนท่ีป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิง การขยายของพ้ืนที่
เกษตรกรรมเพ่ือปลูกปาล์มน้ามัน ซึ่งมักมีการถางป่าและระบายนา้ ออกจากพ้ืนท่ีพรุ ส่งผลให้พรุแห้งและ
กลายเป็นพ้ืนท่ีเปราะบางที่จะเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงได้ สะท้อนปัญหาน้ีได้ชัดเจนจากกรณีประเทศไทย
คือ พ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช และกรณีประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนใน
รายงานการเกิดไฟไหม้ป่าพรุในประเทศอินโดนีเซียที่เกิดข้ึนในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2540-2541 และช่วง
ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2546 ท่ีทาให้เกิดการปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศมากถึง 2,500 และ 200-1,000
ล้านตัน ตามลาดับ เช่นเดียวกับปัญหาไฟป่าในประเทศไทยประเทศไทยท่ียิ่งทวีความรุนแรงข้ึน และเหตุ
แห่งปญั หามักเกิดขึ้นซา้ ๆ เชน่ เดมิ นัน่ คือ กิจกรรมของมนุษย์ที่มีการใช้ไฟทง้ั ในและบรเิ วณโดยรอบพ้ืนท่ี
ป่า”

อน่ึง การดาเนนิ โครงการเสริมศกั ยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรเุ พอื่ เพ่ิมความสามารถในการ
กักเก็บคาร์บอน และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน ภายใต้ผลสัมฤทธิ์ท่ี 2 การใช้
เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรุและป่าพรุที่เส่ือมโทรม ซ่ึงมีการดาเนินการในผลผลติ ที่
2.3 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง ได้กาหนดวัตถุประสงค์สาคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่
1) การนาร่องและสาธิตระบบการตรวจวัดและติดตามการแลกเปล่ียนคาร์บอนของป่าพรุในพื้นท่ีตัวแทน
การใช้ประโยชนท์ ีด่ ิน 3 รูปแบบในพนื้ ท่พี รุควนเคร็ง 2) การพัฒนาระบบการตรวจวัดและตดิ ตามปริมาณ
คาร์บอนของพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งในช่วงเวลาต่าง ๆ และ 3) การพัฒนาเคร่ืองมือ/กลไกการติดตามมวล
ชวี ภาพโดยการมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชนเพื่อประเมินการแลกเปลีย่ นคาร์บอนของพนื้ ที่พรุควนเคร็ง

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลี่ยงการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟปู ่าพรุทเี่ สือ่ มโทรม | 183

ทั้งนี้ การดาเนินการตรวจวัดและติดตามการเก็บกักคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็งมีการ
ดาเนินการในภารกิจต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยภาพรวมการดาเนินงานเพ่ือเป้าหมายข้างต้น สามารถ
สรปุ ให้เห็นภารกิจสาคัญ ๆ ของโครงการ คือ ภารกิจแรก การสารวจสภาพป่าพรุในบรเิ วณต่าง ๆ ซง่ึ เป็น
พื้นที่ที่คัดเลือกในการตรวจวัดปริมาณคาร์บอน เพื่อทาความเข้าใจสภาพป่า ลักษณะสังคมพืช และ
การศึกษาเปรียบเทียบสังคมพืชในแต่ละบริเวณของพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งซ่ึงเป็นพื้นที่ศึกษา ภารกิจที่สอง
การติดต้ังเครื่องมือตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนในแต่ละพื้นท่ีโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยมีการ
ประเมินมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ท้ัง 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นท่ี
ป่าพรุดั้งเดิม (สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง) ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน จาแนกเป็น 1) การกักเก็บ
คาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดิน และใต้ดิน 2) การกักเก็บคาร์บอนในไม้ตาย 3) การกักเก็บคาร์บอนใน
ซากพืช และ 4) การกักเก็บคาร์บอนในดิน และภารกิจที่สาม การตรวจวัดและติดตามการเก็บกัก
คาร์บอนแบบกริด (Grid sampling) ซ่ึงมีการวางแปลงสารวจครอบคลุมพ้ืนที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัด
นครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา เนื้อท่ีทั้งหมด 508,981 ไร่ (93,105 เฮกแตร์) โดยวา
แปลงแบบกริดระยะห่าง 2 กิโลเมตร x 2 กิโลเมตร จานวน 234 จุด โดยการใช้ระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์เป็นเคร่ืองมือช่วยในการกาหนดพิกัดของแปลงตัวอย่างในแผนที่ เพ่ือนาไปวางแผนการสารวจ
แต่ละจดุ สารวจที่จะมีการวางแปลงขนาด 15x15 เมตร เพือ่ เก็บข้อมูลต้นไม้ ไม้พื้นลา่ ง ซากพืช และความ
ลึกของดนิ

พน้ื ที่ตรวจวดั คาร์บอน: ป่าพรุด้งั เดิม ปา่ พรถุ กู รบกวน และป่าพรถุ กู เปลี่ยนแปลงการใช้ทีด่ ิน
การตรวจวัดและติดตามปริมาณการเก็บกักคาร์บอนในพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็ง สาพิศ ดิลกสัมพันธ์

(2563) ซึ่เป็นผู้วิจัยได้มีการคัดเลือกพื้นที่ที่มีสภาพแตกต่างกันเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเก็บ
กักคาร์บอนในพ้ืนทีป่าพรุควนเคร็งในแต่ละบริเวณซ่ึงจะเป็นข้อมูลท่ีช้ีชัดได้ว่า สภาพป่าแบบใดเก็บกัก
คาร์บอนได้สูง ขณะท่ีสภาพป่าแบบใดที่ควรมีการฟ้ืนฟูให้คืนสู่สภาพป่าที่สามารถเก็บกักคาร์บอนไดด้ ีขึ้น
ทงั้ นี้ ผวู้ ิจยั คือ สาพศิ ดลิ กสัมพนั ธ์ (2563) ไดก้ ารคัดเลือกพ้ืนทีเ่ พ่ือวางแปลงตัวอยา่ งในการตรวจวัดและ
ตดิ ตามปริมาณคาร์บอนในพ้ืนท่ีป่าพรุ จานวน 3 แหง่ ท่มี กี ารใช้รูปแบบทด่ี นิ ท่แี ตกตา่ งกนั ได้แก่ พืน้ ที่ป่า
พรุดั้งเดิม (undisturbed peat swamp forest) พื้นที่ป่าพรุที่ถูกรบกวน (disturbed peat swamp
forest) และพืน้ ทีป่ ่าพรุที่ถูกเปล่ียนแปลงการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ (land conversion) กลา่ วคือ พนื้ ท่ีปา่ พรุ
ดั้งเดิม เลือกใช้พ้ืนท่ีสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ตาบลพนางตุง อาเภอควนควนขนุน จังหวัดพัทลูง ส่วน
พ้ืนที่ป่าพรุที่ถูกรบกวน เลือกใช้พ้ืนที่ป่าเสม็ด ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และ
พ้ืนที่ป่าพรุท่ีถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน เลือกใช้พื้นท่ีสวนปาล์มน้ามัน ท้ังนี้ การตรวจวัดและ
ติดตามคาร์บอนในแปลงถาวรแต่ละแปลงดังกล่าว เบื้องต้นผู้วิจัยได้มีการสารวจพ้ืนที่เพ่ือคัดเลือกพ้ืนท่ที ่ี
มีความเหมาะสมและทาการวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้งในแง่ของการเป็นตัวแทนท่ีดีของรปู แบบทดี่ ินแตล่ ะ
ประเภท ความเหมาะสมในการเดินทาง และความสะดวกและปลอดภยั ในการติดตั้งเครื่องมือ จนได้แปลง
ตวั อยา่ งท่คี ัดเลือกแลว้ ดงั กล่าวข้างตน้ และทาการศกึ ษาในรายละเอียดดงั น้ี

184 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื

พ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิม : สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นป่าพรุ
ด้ังเดิม อยู่ในที่ลุ่มริมทะเลสาบ เดิมช่ือ สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง ขอบเขตพื้นท่ีครอบคลุม 3 พื้นที่หลักคือ
พ้ืนที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเล เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองยวน และที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งสระ
ตาบลพนางตงุ อาเภอควนขนนุ จังหวัดพทั ลุง รวมเนื้อทท่ี ้งั หมดประมาณ 6,100 ไร่ สภาพทว่ั ไปของพ้ืนที่
มีต้นเสม็ดขาวและย่านลิเภาเป็นพรรณไม้เด่น (ภาพท่ี 3.100) ทั้งน้ีการกันพ้ืนที่จัดต้ังเป็นสวน
พฤกษศาสตร์พนางตุง มีเป้าหมายสาคัญ คือ การรักษาสภาพป่าพรุด้ังเดิมเอาไว้ โดยมีสานักหอพรรณไม้
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบดูแล อน่ึง การวางแปลงตัวอย่าง
ถาวรในพืน้ ที่ป่าพรุดั้งเดมิ ได้มกี ารวางแปลง จานวน 4 แปลง

ภาพท่ี 3.100 พน้ื ท่ีป่าพรดุ ัง้ เดมิ สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ อาเภอควนขนุน จงั หวัดพัทลงุ
ที่มา: สาพิศ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

พ้ืนท่ีป่าพรุที่ถูกรบกวน : ป่าเสม็ด ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น
พ้ืนที่ที่เคยถูกพายุไต้ฝุ่นแฮเรียดพัดผ่านภาคใต้เม่ือปี พ.ศ. 2505 ทาให้พ้ืนที่ป่าพรุดั้งเดิมโค่นล้มเสียหาย
เป็นจานวนมาก ภายหลังเมื่อป่ามีการฟื้นตัวขึ้นจึงปกคลุมหนาแน่นไปด้วยต้นเสม็ดขาวสลับกับพื้นท่ีทุ่ง
หญ้า บางพ้ืนที่มีไม้พื้นล่างอยู่บ้าง จึงมีลักษณะเป็นตัวแทนที่ดีของปา่ พรุที่ถกู รบกวน โดยสภาพพ้ืนที่มที ั้ง
พ้ืนท่ีที่ถูกไฟไหม้ซ่ึงอยู่ทางทิศเหนือของป่า และพ้ืนท่ีท่ีไม่ถูกไฟไหม้ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของป่า ท้ังนี้ พ้ืนที่ที่
เสียหายจากไฟไหม้มีต้นเสม็ดขาวขึ้นไม่หนาแน่นมากนักเนื่องจากล้มตายจากไฟไหม้ กอปรกับลักษณะ
พ้ืนท่ีบริเวณน้ีเป็นที่ลมุ่ จึงทาให้พืชพ้ืนลา่ งคือต้นกระจูดและเฟิร์นขึ้นหนาแนน่ ส่วนพื้นที่ท่ีไม่ถูกไฟไหม้ซ่งึ
อยู่ทางทิศใต้อีกฝั่งถนนจะมีต้นเสม็ดขาวข้ึนหนาแน่นมาก ในทางกลับกันพืชพ้ืนล่างจาพวกกระจูดและ
เฟิร์นมีหนาแน่นน้อยกว่าพ้ืนท่ีที่ถูกรบกวนจากไฟไหม้ การศึกษาคร้ังน้ีจึงเลือก ป่าเสม็ด ตาบลเคร็ง
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นตัวแทนพื้นท่ีป่าพรุท่ีถูกรบกวน และเลือกพื้นที่ป่าเสม็ดที่ถูก
ไฟไหม้ประจา และพื้นทปี่ ่าเสม็ดที่ไม่ค่อยถูกไฟไหม้ เปน็ ตวั แทนสาหรบั วางแปลงตัวอย่างถาวร จานวน 4
แปลง (ภาพที่ 3.101)

การใช้เทคโนโลยีเพือ่ หลีกเล่ียงการเสื่อมโทรมของป่าพรุและการฟนื้ ฟูป่าพรทุ ่เี ส่อื มโทรม | 185

ป่าเสมด็ ถกู ไฟไหม้ ป่าเสมด็ สมบรู ณ์

ภาพท่ี 3.101 พ้นื ทปี่ า่ พรทุ ถี่ กู รบกวน (ปา่ เสมด็ ) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช ไดแ้ ก่ ปา่ เสม็ดทถ่ี กู
ไฟไหม้ และพืน้ ทปี่ า่ เสมด็ สมบูรณ์

ท่มี า: สาพิศ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

พ้ืนทีป่ ่าพรุท่ถี ูกเปลีย่ นแปลงการใช้ประโยชนท์ ดี่ ิน : สวนปาลม์ น้ามัน เป็นพ้ืนท่ที ี่ถูกแปร
สภาพโดยมกี ารขุดคลองยกร่องและถมที่เพ่ือปลกู ปาล์มนา้ มัน โดยคัดเลือกพื้นที่สวนปาลม์ น้ามัน 4 ชน้ั
อายุ ไดแ้ ก่ ปปี ลกู พ.ศ. 2552 (อายุ 10 ปี) พ.ศ. 2555 (อายุ 7 ปี) พ.ศ. 2557 (อายุ 5 ปี) และปีปลูก
พ.ศ. 2560 (อายุ 2 ปี) ในพื้นท่บี ริเวณหมู่ 6 ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จังหวดั นครศรีธรรมราช
เนือ่ งจากมพี ืน้ ทส่ี วนปาล์มนา้ มันเปน็ จานวนมาก (ภาพที่ 3.102)

ปปี ลูก พ.ศ. 2560 ปปี ลกู พ.ศ. 2557 ปปี ลูก พ.ศ. 2555 ปปี ลูก พ.ศ. 2552

ภาพท่ี 3.102 พ้นื ทปี่ ่าพรทุ ถ่ี ูกเปลยี่ นแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน (สวนปาลม์ น้ามัน) ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรธี รรมราช

ทมี่ า: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

การตรวจวดั และติดตามปริมาณคาร์บอนโดยการมีส่วนรว่ มของชมุ ชน
การวางแปลงถาวรเพ่ือตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอน ผู้วิจัย สาพิศ ดิลกสัมพันธ์

(2563) ได้กาหนดพ้ืนท่ีตัวอย่างการวางแปลง 3 แห่งที่มีการใช้รูปแบบท่ีดินท่ีแตกต่างกัน ได้แก่ พื้นท่ีป่า
พรุด้ังเดิม (สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง) พื้นที่ป่าพรุท่ีถูกรบกวน (ป่าเสม็ด) และพื้นที่ป่าพรุที่ถูก
เปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชน์ท่ีดนิ (สวนปาลม์ นา้ มัน) เพอ่ื วางแปลงสารวจในแต่ละพน้ื ที่ จานวน 4 แปลง
ขนาดแปลง 50 เมตร × 50 เมตร แต่ละแปลงมีเน้ือท่ี 1 เฮกตาร์ รวม 3 พื้นที่มี 12 แปลงตัวอย่าง โดย
การสารวจในแตล่ ะแปลงจะมกี ารเกบ็ ข้อมูลไมต้ น้ ไม้รุ่น ลูกไม้ ไมพ้ ้นื ล่างและซากพืช และไมต้ าย ดังนี้

1) การเก็บข้อมูลไม้ต้น ในแปลงขนาด 50 เมตร × 50 เมตร แบ่งเป็นแปลงย่อยขนาด 10 เมตร
× 10 เมตร เพื่อเก็บข้อมูลไม้ต้น (trees) ทุกชนิดท่ีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at
breast height, DBH) มากกว่าหรือเท่ากับ 4.5 เซนติเมตร โดยจาแนกชนิดของต้นไม้ วัดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) และความสูง (height) ของต้นไม้ท้ังหมด ดัง
ภาพท่ี 3.103 รวมถึงเก็บข้อมูลไม้ตาย (dead wood) ท้ังท่ียืนต้นตายและไม้ที่ล้ม วัดขนาดเส้นผ่าน
ศนู ย์กลางโคนและปลายทอ่ น และความยาวท่อน และจาแนกประเภทของไมต้ ายตามระดับความผุ

186 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน

ภาพท่ี 3.103 การเกบ็ ขอ้ มลู ไมต้ น้ ในพนื้ ทแ่ี ปลงตัวอยา่ งถาวรทง้ั 12 แปลง โดยการมีส่วนร่วมของคนในชมุ ชน
ทีม่ า: สาพิศ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

2) การเกบ็ ขอ้ มูลไม้รุน่ ในแปลงตวั อย่างยอ่ ยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร จานวน 9 แปลงทีอ่ ยู่ใน
แนวทแยงมุม ให้วางแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 4 เมตร × 4 เมตร ที่มุมล่างด้านซ้าย เพ่ือเก็บข้อมูลไม้รุ่น
(sapling) ท่ีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกน้อยกวา่ หรือเท่ากับ 4.5 เซนติเมตร และความสูงมากกวา่
1.3 เมตร ทาการเก็บข้อมูลโดยจาแนกชนิดของไม้รุ่น วัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at
breast height: DBH) และความสงู (height) ของต้นไมท้ ัง้ หมด

3) การเก็บข้อมูลลูกไม้ ในแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 4 เมตร × 4 เมตร จานวน 9 แปลงที่อยู่ใน
แนวทแยงมุม ให้วางแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ท่ีมุมล่างด้านซ้ายเพื่อเก็บข้อมูลลูกไม้
(seedling) ที่มีความสูงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.3 เมตร ทาการเก็บข้อมูลโดยจาแนกชนิดของไม้รุ่น และ
นับจานวนลูกไม้

4) การเกบ็ ขอ้ มลู ไม้พื้นล่างและซากพชื ในแปลงตวั อยา่ งย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร จานวน
9 แปลงที่อยู่ในแนวทแยงมมุ และวางแปลงตวั อย่างย่อยขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ตรงกลางแปลงเพ่ือเก็บ
ข้อมูลไม้พ้ืนล่างและซากพืช โดยการตัดและแยกระหว่างไม้พ้ืนล่างและซากพืช นามาชั่งน้าหนักสด เก็บ
ตัวอย่างบางส่วนเพ่ือนาไปหารอ้ ยละความชื้น และคานวณเป็นน้าหนักแหง้ ของไม้พน้ื ล่างและซากพืช

5) การเก็บข้อมูลไม้ตาย ในแปลงขนาด 50 เมตร × 50 เมตร แบ่งเปน็ แปลงยอ่ ยขนาด 10 เมตร
× 10 เมตร เพ่ือเก็บข้อมูลไม้ต้น (trees) ได้ทาการเก็บข้อมูลไม้ตาย (dead wood) ทั้งท่ียืนต้นตาย และ
ไม้ท่ีล้มตาย วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโคนและปลายท่อน และความยาวท่อน หากไม้ที่ยืนต้นตายวัด
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก และจาแนกประเภทของไม้ตายตามระดับความผุเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับ 1 ผุน้อย (ไม้ท่ียืนต้นตาย) และระดับ 2 ผุปานกลาง และระดับ 3 ผุมาก สาหรับไม้ที่ล้มตาย (ภาพ
ที่ 3.104) และสุ่มเก็บตวั อยา่ งไมต้ ายแตล่ ะระดับความผุ

การใช้เทคโนโลยเี พอ่ื หลกี เลย่ี งการเส่อื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟืน้ ฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม | 187

ระดบั 1 สภาพผุนอ้ ย

ระดับ 3 สภาพผมุ าก

ระดบั 2 สภาพผปุ านกลาง

ภาพที่ 3.104 ลกั ษณะไมต้ ายจาแนกตามระดับความผุเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดบั 1 ผนุ ้อย ระดบั 2 ผปุ านกลาง และ
ระดับ 3 สภาพผุมาก
ท่ีมา: สาพศิ ดลิ กสัมพนั ธ์ (2563)

6) การเก็บข้อมูลความลึกของช้ันพรุ ในแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร โดย
สารวจความลึกของช้ันพรุตรงจุดกึ่งกลางแปลงทุกแปลง โดยทาการปักเหล็กปลายแหลม หรือ “เหล็ก
เคร็ง” ลงในดินพรุจนกระท่งั ไมส่ ามารถกดลงไปไดอ้ ีก เพื่อบันทึกความลึกของพรุ (ภาพที่ 3.105)

7) การเก็บตัวอย่างดิน ในบริเวณท่ีวางแปลงตัวอย่างถาวรในพื้นที่พรุด้ังเดิม ป่าเสม็ด และสวน
ปาล์มน้ามัน ของพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง ขุดหลุมดินขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร และลึก 1 เมตร
จานวนพ้ืนท่ีละ 1 หลุม เพ่ือจัดทาหน้าตัดดิน (soil profile) และเก็บตัวอย่างดิน/พรุ ในแต่ละช้ันเพื่อ
นาไปสง่ ปฏิบตั กิ ารเพ่ือวิเคราะห์ปรมิ าณคาร์บอนต่อไป (ภาพที่ 3.106)

เหลก็ เคร็ง

ภาพที่ 3.105 การวัดความลกึ ของพรุ โดยการใชเ้ หล็กเครง็
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

188 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยนื

ภาพที่ 3.106 การขดุ หลุมดิน จานวนพ้นื ท่ลี ะ 1 หลุม เพอ่ื จัดทาหนา้ ตัดดิน (soil profile) ลกึ 1 เมตร และเก็บตัวอย่าง
ดิน/พรุ
ทีม่ า: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

ลักษณะสังคมพืชในพนื้ ท่ีพรุควนเครง็ : เสม็ดขาว คอื ราชินผี ู้ครองป่า
การวางแปลงสารวจพ้ืนที่ในแต่ละแปลงในขอบเขตพื้นท่ีป่าพรุไม่ว่าจะเป็นป่าพรุดั้งเดิม ป่าพรุที่
ถูกรบกวน สะท้อนภาพสังคมพืชในพื้นท่ีพรุควนเคร็งได้อย่างชัดเจนและเด่นชัดว่าพรรณไม้หลักที่เปรียบ
ดังราชินีผู้ครองป่าเอาไว้ คือ ต้นเสม็ดขาว โดยท่ีความสมบูรณ์ของต้นเสม็ดขาวอาจแตกต่างกันไปตาม
สภาพพน้ื ที่ โดยหากเปน็ พ้นื ทปี่ ่าพรุด้งั เดิม ต้นเสมด็ ขาวทพี่ บจะมีขนาดใหญ่มาก นอกจากน้ยี ังพบพันธ์ุไม้
อื่น ๆ ตามสภาพของปา่ พรใุ นแต่ละแปลง และอาจแตกต่างกันระหวา่ งสังคมพืชในปา่ พรุดัง้ เดมิ กับป่าพรุท่ี
ถกู รบกวน (ปา่ เสมด็ ) และสงั คมพชื ของป่าพรแุ ปรสภาพในกรณีสวนปาล์มน้ามัน กลา่ วคอื
พ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิม บริเวณสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ซ่ึงมีการวางแปลง 4 แปลง (ภาพท่ี
3.107-3.108) สภาพพื้นท่ัวไปพรรณไม้ท่ีพบเกือบท้ังหมด คือ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) เป็น
พรรณไม้เด่น บางตน้ มขี นาดใหญม่ าก และยังพบพรรณไม้ทสี่ ามารถขน้ึ ไดใ้ นสภาพพ้นื ทที่ ีม่ ีน้าท่วมขงั เช่น
กุ่มน้า (Crateva religiosa) ไข่เน่า (Vitex glabrata) จิกน้า (Barringtonia acutangula) ตะขบน้า
(Scolopia Macrophylla) พุดน้า (Gardenia angusta) หว้าน้า (Eugenia oblata) ฯลฯ รวมถึง
พรรณไมพ้ น้ื ลา่ ง เชน่ กก กระจูด เตยทะเล ปรงทะเล หญา้ ยุง และบัว สว่ นไมเ้ ล้อื ยทีพ่ บมากคอื ย่านลเิ ภา
สภาพพื้นท่ีมีน้าทว่ มขังเกือบตลอดท้ังปี และมีตน้ ไม้ทลี่ ้มนอน เพราะชนั้ ดินพรุท่ลี ึกทาให้ตน้ ไม้ไม่สามารถ
ยดึ เกาะเพอื่ พยุงลาต้นให้ตงั้ ตรงได้
แปลงตวั อย่างถาวรพรุดง้ั เดิมแปลงที่ 1 พบพรรณไม้ต้น (tree) ทงั้ หมด 10 ชนดิ ได้แก่ เสมด็ ขาว
(Melaleuca cajuputi) กระท่อมขี้หมู (Mitragyna diversifolia) กุ่มน้า (Crateva religiosa) ไข่เน่า
(Vitex glabrata) จิกน้า (Barringtonia acutangula) ตะขบน้า (Scolopia Macrophylla) ปอทะเล
(Hibiscus tiliaceus) พุดน้า (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) หว้าน้า (Eugenia
oblata) และเถาวลั ย์ 2 ชนิด คือ เถาวลั ยก์ รด (Combretum tetralophum) และไม่ทราบชนิด 1 ชนดิ
(Unknow 1) และจากผลการสารวจโครงสร้างสังคมพืชพบว่า แปลงตัวอย่างถาวรพรุด้ังเดิมแปลงท่ี 1
เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) (203.01) มีค่าค่าดัชนีความสาคัญ (Importance Value Index, IVI)
มากที่สุด รองลงมาได้แก่ จิกน้า (Barringtonia acutangula) (49.23) และกุ่มน้า (Crateva religiosa)
(14.24) ตามลาดับ โดยท่ีไม้ต้นมีความหนาแน่น 331 ต้นต่อไร่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก
(diameter at breast height: DBH) เฉลี่ย 34.92 เซนติเมตร และความสูง (height) เฉล่ีย 6.33 เมตร
ท้ังนี้ไม่พบไม้รุ่น (sapling) และลูกไม้ (seedling) ในแปลงตัวอย่าง เนื่องจากพ้ืนท่ีมีน้าท่วมขังอยู่เกือบ
ตลอดเวลา และความลึกพรุมคี ่าเฉล่ยี เทา่ กบั 2.21 เมตร

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เล่ยี งการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟืน้ ฟูปา่ พรทุ เี่ สื่อมโทรม | 189

แปลงตัวอย่างถาวรป่าพรุด้ังเดิมแปลงที่ 2 พบพรรณไม้ต้น (tree) ท้ังหมด 9 ชนิด ได้แก่ เสม็ด
ขาว (Melaleuca cajuputi) กมุ่ นา้ (Crateva religiosa) ไขเ่ น่า (Vitex glabrata) จกิ น้า (Barringtonia
acutangula) ชะเมา (Eugenia grandus) ตะขบน้า (Scolopia Macrophylla) พุดน้า (Gardenia
angusta) เมา (Syzygium grande) หว้าน้า (Eugenia oblata) และเถาวัลย์ 1 ชนิด คือ เถาวัลย์กรด
(Combretum tetralophum) จากผลการสารวจโครงสร้างสงั คมพชื พบว่า แปลงตวั อย่างถาวรพรุด้ังเดิม
แปลงที่ 2 เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) (167.33) มีค่าดัชนีความสาคัญ (Importance Value
Index, IVI) มากที่สุด รองลงมาได้แก่ จิก (Barringtonia acutangula) (66.31) และ กุ่มน้า (Crateva
religiosa) (20.26) ตามลาดับ โดยที่ไม้ต้นมีความหนาแน่น 316 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
เพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ียเพียง 33.03 เซนติเมตร ความสูง (height) เฉล่ีย
6.19 เมตร ท้ังน้ีไม่พบไม้รุ่น (sapling) และลูกไม้ (seedling) ในแปลงตัวอย่าง ส่วนความลึกของพรุมี
คา่ เฉลยี่ เทา่ กับ 2.16 เมตร

ภาพที่ 3.107 แปลงตวั อย่างถาวรพ้นื ทป่ี ่าพรดุ ง้ั เดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง อาเภอควนขนนุ จงั หวัดพทั ลงุ
ทม่ี า: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

แปลงที่ 1 แปลงที่ 2

แปลงที่ 3 แปลงท่ี 4

ภาพที่ 3.108 สภาพพ้ืนทแี่ ปลงตัวอย่างถาวรพรดุ ัง้ เดมิ แปลงท่ี 1-4 ณ สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง
ท่มี า: สาพิศ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

190 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพอ่ื เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื

แปลงตัวอย่างถาวรป่าพรุดั้งเดิมแปลงที่ 3 พบพรรณไม้ต้น (tree) ทั้งหมด 9 ชนิด ได้แก่ เสม็ด
ขาว (Melaleuca cajuputi) กระถินณรงค์ (Acacia auriculifomis) กระท่อมข้ีหมู (Mitragyna
diversifolia) ไขเ่ นา่ (Vitex glabrata) จกิ นา้ (Barringtonia acutangula) ชะเมา (Eugenia grandus)
พุดนา้ (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) หว้านา้ (Eugenia oblata) และเถาวลั ย์ 1 ชนดิ
คือ เถาวัลย์กรด (Combretum tetralophum) จากผลการสารวจโครงสร้างสังคมพืชพบว่า แปลง
ตัวอย่างถาวรพรุด้ังเดิมแปลงที่ 3 พบว่า เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) (175.74) มีค่าดัชนี
ความสาคัญ (Importance Value Index, IVI) มากท่ีสุด รองลงมาได้แก่ จิกน้า (Barringtonia
acutangula) (73.66) และ กมุ่ น้า (Crateva religiosa) (26.23) ตามลาดับ ไมต้ น้ มีความหนาแน่น 311
ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 30.67
เซนติเมตร ความสูง (height) เฉล่ีย 5.80 เมตร แปลงน้ีพบไม้รุ่น (sapling) จานวน 1 ชนิด ได้แก่ จิกน้า
(Barringtonia acutangula) มีความหนาแน่น 77 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก
(diameter at breast height: DBH) เฉลีย่ 3.36 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลย่ี 2.61 เมตร ทง้ั นี้ไม่
พบลูกไม้ (seedling) และความลึกพรุมีค่าเฉลีย่ เท่ากบั 1.86 เมตร

แปลงตัวอย่างถาวรป่าพรุด้ังเดิมแปลงที่ 4 พบพรรณไม้ต้น (tree) ทั้งหมด 9 ชนิด ได้แก่ เสม็ด
ขาว (Melaleuca cajuputi) กระท่อมขี้หมู (Mitragyna diversifolia) กุ่มน้า (Crateva religiosa) จิก
น้า (Barringtonia acutangula) ชะเมา (Eugenia grandus) ตะขบนา้ (Scolopia Macrophylla) พุด
น้า (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) ทองหลางน้า (Erythrina fusca) และเถาวัลย์ 2
ชนิด คือ เถาวัลย์กรด (Combretum tetralophum) และไม่ทราบชนิด อีก 1 ชนิด (Unknow 1) จาก
ผลการสารวจโครงสร้างสังคมพืชพบว่า แปลงตัวอย่างถาวรพรุดั้งเดิมแปลงที่ 4 เสม็ดขาว (Melaleuca
cajuputi) (176.41) มีค่า ค่าดัชนีความสาคัญ (Importance Value Index, IVI) มากที่สุด รองลงมา
ได้แก่ จิก (Barringtonia acutangula) (68.66) และ กุ่มน้า (Crateva religiosa) (26.93) ตามลาดับ
ไม้ต้นมีความหนาแน่น 205 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height:
DBH) เฉล่ีย 37.88 เซนติเมตร ความสูง (height) เฉลี่ย 6.34 เมตร ไม้รุ่น (sapling) พบ 1 ชนิด ได้แก่
เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) มีความหนาแน่น 55 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก
(diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 3.40 เซนติเมตร ความสูงเฉลี่ย 2.86 เมตร ท้ังน้ีไม่พบลูกไม้
(seedling) สว่ นความลกึ พรมุ ีค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 2.47 เมตร

พื้นท่ีป่าพรุที่ถูกรบกวน (disturbed peat swamp forest) มีการวางแปลงตัวอย่างถาวร
ขนาด 50 เมตร x 50 เมตร จานวน 4 แปลง ในพ้นื ทปี่ า่ เสมด็ (ภาพท่ี 3.109-3.110) ผลการสารวจพบว่า
สภาพพ้ืนท่ีเกือบท้ังหมดปกคลุมด้วยไม้เสม็ดขาวสลับกับทุ่งหญ้าหรือทุ่งกระจูด พ้ืนที่บางส่วนมีต้นเสม็ด
ขาวคอ่ นข้างสงู และหนาแนน่ พ้นื ท่บี างสว่ นมีต้นเสมด็ ขาวไมส่ ูงนัก สลบั กันไป กลา่ วคอื

แปลงตัวอย่างถาวรป่าเสม็ดแปลงที่ 1 พบพรรณไม้ต้น (tree) เพียง 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว
(Melaleuca cajuputi) มคี วามหนาแน่น 304 ตน้ ตอ่ ไร่ ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางเพียงอก (diameter at
breast height: DBH) เฉล่ีย 12.54 เซนติเมตร ความสูง (height) เฉล่ีย 12.15 เมตร และไม่พบไม้รุ่น
(sapling) ลูกไม้ (seedling) เนื่องจากพืชพื้นล่างปกคลุมไปด้วยหญ้ากระจูดและเฟิร์น ส่วนความลึกพรุมี
ค่าเฉล่ยี เทา่ กับ 1.04 เมตร

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลกี เลย่ี งการเส่อื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟนื้ ฟูป่าพรทุ เ่ี สื่อมโทรม | 191

แปลงตัวอย่างถาวรป่าเสม็ดแปลงท่ี 2 พบพรรณไม้ต้น (tree) เพียง 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว
(Melaleuca cajuputi) โดยมีความหนาแน่น 344 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก
(diameter at breast height: DBH) เฉล่ยี 10.38 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลี่ย 12.32 เมตร และ
พบไมร้ นุ่ (sapling) จานวน 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) มีความหนาแนน่ 55 ตน้ ต่อ
ไร่ มีขนาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ยี 1.86 เซนติเมตร ความ
สูง (height) เฉลีย่ 3.98 เมตร ไม่พบลูกไม้ (seedling) สว่ นความลึกพรมุ ีคา่ เฉลีย่ เท่ากบั 1.80 เมตร

แปลงตัวอย่างถาวรป่าเสม็ดแปลงท่ี 3 พบพรรณไม้ต้น (tree) เพียง 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว
(Melaleuca cajuputi) โดยมีความหนาแน่น 314 ต้นต่อไร่ (1,968 ต้นต่อเฮกตาร์) มีขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉลี่ย 22.70 เซนติเมตร ความสูง (height)
เฉลี่ย 5.44 เมตร โดยพบไม้รุ่น (sapling) จานวน 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) โดยมี
ความหนาแน่นถึง 277 ต้นต่อไร่ สูงกว่าแปลงอื่นๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at
breast height: DBH) เฉล่ีย 1.93 เซนติเมตร ความสูง (height) เฉลี่ย 2.60 เมตร และไม่พบลูกไม้
(seedling) ในพน้ื ทีแ่ ปลงตวั อยา่ ง และความลึกพรุมีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 1.14 เมตร

แปลงตัวอย่างถาวรป่าเสม็ดแปลงท่ี 4 พบพรรณไม้ต้น (tree) เพียง 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว
(Melaleuca cajuputi) เช่นกัน โดยมีความหนาแน่นเพียง 189 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
เพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 31.03 เซนติเมตร ความสูง (height) เฉลี่ย 6.81
เมตร โดยไม้รุ่น (sapling) พบ 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ด (Melaleuca cajuputi) มีความหนาแน่นเพียง 100
ต้นต่อไร่ (625 ต้นต่อเฮกตาร์) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH)
เฉลีย่ 1.83 เซนตเิ มตร ความสงู เฉลี่ย 2.37 เมตร และไม่พบลูกไม้ (seedling) ในพืน้ ที่แปลงตัวอย่าง และ
ความลกึ พรุมคี ่าเฉลย่ี เทา่ กบั 1.34 เมตร

ภาพท่ี 3.109 แปลงตัวอยา่ งถาวรพนื้ ทป่ี ่าเสมด็ อาเภอชะอวด จังหวดั นครศรธี รรมราช
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

192 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คารบ์ อน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน

แปลงที่ 1 แปลงที่ 2

แปลงท่ี 3 แปลงที่ 4

ภาพท่ี 3.110 สภาพพน้ื ท่แี ปลงตวั อยา่ งถาวรทถี่ กู รบกวน (พน้ื ทปี่ า่ เสม็ด) แปลงท่ี 1-4
ท่มี า: สาพิศ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

เมื่อเปรียบเทียบแปลงตัวอย่างถาวรในป่าเสม็ดพบว่าสภาพพ้ืนที่ในแต่ละแปลงตัวอย่างมีความ
แตกต่างกัน คือ แปลงที่ 1 และแปลงท่ี 2 มไี ม้เสม็ดขาวข้นึ ปกคลุมหนาแนน่ สลับกับทุ่งหญ้า ปะปนด้วยไม้
พ้นื ล่างอยู่บา้ ง การถูกรบกวนนอ้ ยบง่ ชีไ้ ด้จากรอ่ งรอยการถูกรบกวนด้วยไฟป่าที่พ้นื ที่ไม่ไดเ้ สยี หายมากนัก
ทาใหต้ ้นไม้ฟื้นตวั ได้ ส่วนแปลงที่ 3 และแปลงที่ 4 สภาพพ้ืนทถี่ ูกทาลายจากไฟไหม้ปา่ มากกวา่ แปลงท่ี 1
และ 2 และมตี น้ เสม็ดขาวขึน้ ปกคลุมแต่มขี นาดของลาตน้ ใหญ่กว่า แตม่ ีความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ เน่ืองจาก
มีช่องว่างของเรือนยอดท่ีเกิดจากต้นไม้ล้มตายจากการถูกไฟไหม้ไปเป็นจานวนมาก สลับกับทุ่งหญ้า
กระจูด และไมพ้ ้ืนล่างอน่ื ขน้ึ อย่างหนาแนน่

สวนปาล์มน้ามัน พื้นท่ีสวนปาล์มน้ามันเป็นตัวแทนพ้ืนที่พรุท่ีถูกแปรสภาพ เป็นพ้ืนท่ีที่มีการ
ขุดคลองยกร่องเพ่ือปลูกปาล์มน้ามัน แปลงตัวอย่างเลือกจากพื้นท่ีสวนปาล์มบริเวณหมู่ 6 ตาบลเคร็ง
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีสวนปาล์มจานวนมาก โดยวางแปลงถาวร จานวน 4
แปลง และเก็บข้อมูลภายในแปลงขนาด 50 เมตร x 50 เมตร กระจายตามชั้นอายุของปาล์ม จานวน 4
ชั้นอายุ ได้แก่ ปีปลูก พ.ศ. 2552 (อายุ 10 ปี) พ.ศ. 2555 (อายุ 7 ปี) พ.ศ. 2557 (อายุ 5 ปี) และปีปลูก
พ.ศ. 2560 (อายุ 2 ปี) (ภาพท่ี 3.111-3.112) เน่ืองจากพ้ืนท่ีปลูกสวนปาล์มน้ามันมีการดูแลจัดการทั้ง
การใส่ปยุ๋ กาจดั วัชพชื และลดิ กาบ จึงไม่พบไมร้ นุ่ (sapling) และลูกไม้ (seedling)

แปลงตัวอยา่ งถาวรสวนปาลม์ นา้ มนั แปลงท่ี 1 ปีปลูก พ.ศ. 2560 (อายุ 2 ป)ี ปาลม์ นา้ มนั มีความ
หนาแน่น 23 ต้นตอ่ ไร่ ขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางท่โี คนตน้ เฉลีย่ 52.31 เซนติเมตร ความสงู (height) เฉลยี่
2.68 เมตร และพบกระถินเทพา (Acacia mangium) ประมาณ 1 ต้นต่อไร่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
เพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 9.39 เซนติเมตร ความสูง (height) เฉล่ีย 3.40
เมตร ส่วนไม้รุ่น (sapling) พบ 2 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) และกระถินเทพา
(Acacia mangium) มีความหนาแนน่ เพียง 22 ต้นต่อไร่ (138 ตน้ ต่อเฮกตาร)์ มขี นาดเส้นผา่ นศูนย์กลาง
เพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉลี่ย 2.00 เซนติเมตร ความสูงเฉลี่ย 2.35 เมตร ท้ังน้ีไม่
พบลกู ไม้ (seedling) ในพื้นท่แี ปลงตวั อยา่ ง สว่ นความลกึ พรุมีค่าเฉล่ยี เท่ากบั 1.42 เมตร

แปลงตัวอย่างถาวรสวนปาล์มน้ามันท่ี 2 ปีปลูก พ.ศ. 2557 (อายุ 5 ปี) ปาล์มน้ามันมีความ
หนาแน่น 40 ต้นต่อไร่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) 71.23

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเล่ียงการเสอื่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟืน้ ฟปู า่ พรุท่ีเสอ่ื มโทรม | 193

เซนติเมตร ความสูงที่โคนกาบเฉลี่ย 2.18 เมตร ความสูงท้ังหมด (height) เฉล่ีย 7.99 เมตร ไม่พบไม้รุ่น
(sapling) และลกู ไม้ (seedling) สว่ นความลึกพรมุ คี ่าเฉลย่ี เทา่ กบั 0.60 เมตร

แปลงตัวอยา่ งถาวรสวนปาล์มน้ามนั ที่ 3 ปีปลกู พ.ศ. 2555 (อายุ 7 ปี) ) ปาล์มนา้ มันปลกู มีความ
หนาแน่น 32 ต้นต่อไร่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉลี่ย
72.68 เซนติเมตร ความสูงท่ีโคนกาบเฉล่ีย 2.96 เมตร ความสูงทั้งหมด (height) เฉลี่ย 8.47 เมตร โดย
ไมพ่ บไม้รุน่ (sapling) และลูกไม้ และความลึกพรมุ ีคา่ เฉล่ียเท่ากบั 0.43 เมตร

แปลงตัวอย่างถาวรสวนปาล์มน้ามันที่ 4 ปีปลูก พ.ศ. 2552 (อายุ 10 ปี) ) ปาล์มน้ามันมีความ
หนาแน่น 26 ต้นต่อไร่ (164 ต้นต่อเฮกตาร์) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast
height: DBH) เฉล่ีย 77.67 เซนติเมตร ความสูงที่โคนกาบเฉล่ีย 4.57 เมตร ความสูงทั้งหมด (height)
เฉลี่ย 12.30 เมตร โดยไม่พบไม้รุ่น (sapling) และลูกไม้ (seedling) และความลึกพรุมีค่าเฉล่ียเท่ากับ
1.00 เมตร

ภาพท่ี 3.111 แปลงตวั อยา่ งถาวรพนื้ ท่ปี ่าพรุท่ถี ูกเปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ่ีดนิ (สวนปาล์มนา้ มนั )

ทีม่ า: สาพิศ ดลิ กสมั พันธ์ (2563)

แปลงท่ี 1, 2 ปี แปลงที่ 2, 5 ปี

แปลงที่ 3, 7 ปี แปลงที่ 4, 10 ปี

ภาพท่ี 3.112 สภาพพ้ืนท่ีแปลงตัวอยา่ งถาวร สวนปาล์มน้ามนั แปลงท่ี 1-4
ท่ีมา: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

194 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยัง่ ยนื

การเปรียบเทียบลักษณะสังคมพืช ลักษณะสังคมพืช 3 พ้ืนที่ ได้แก่ ป่าพรุดั้งเดิม ป่าเสม็ด และ
สวนปาล์มน้ามัน เม่ือทาการเปรียบเทียบในแต่ละประเด็นจะมีทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกัน
ของสังคมพืชในแต่ละประเภท กล่าวคือ

1) ความหลากหลายของพันธ์ุไม้ ป่าพรุดั้งเดิมมีความหลากหลายของพันธุ์ไม้มากกว่าพื้นท่ีอื่น ๆ
โดยป่าพรุด้งั เดิมพบไม้ต้น 13 ชนดิ และพนั ธุ์ไมท้ มี่ ีคา่ ดชั นีความสาคัญสูงสุด 3 ลาดบั แรกในแปลงตวั อย่าง
ถาวรท้ัง 4 แปลง คือ เสม็ดขาว จิกน้า และกุ่มน้า ในขณะท่ีป่าเสม็ดพบพันธุ์ไม้เพียงชนิดเดียวคือ ต้น
เสมด็ ขาว เชน่ เดยี วกบั สวนปาล์มน้ามันท่ีปลูกเชิงเดีย่ ว ถึงกระนั้นก็ตาม ปา่ พรุดงั้ เดมิ ในป่าพรุควนเคร็งยัง
จะมีความหลากหลายของชนิดพนั ธ์ไุ มน้ อ้ ยกว่าป่าพรดุ ั้งเดมิ ทส่ี มบูรณ์ เชน่ ปา่ พรุโตะ๊ แดง

2) ความหนาแน่นของไม้ต้นในพ้ืนท่ีป่าพรุท้ังป่าเสม็ดและป่าพรุด้ังเดิมมีความหนาแน่นเฉลี่ย
ใกล้เคียงกัน คือ ป่าพรุดั้งเดิม ค่าเฉล่ีย 290 ต้นต่อไร่ และป่าเสม็ด มีค่าเฉลี่ย 287 ต้นต่อไร่ แต่มีความ
แตกต่างกันค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบความหนาแน่นเฉล่ียระหว่างแปลงตัวอย่างของป่าพรุท้ังสอง
ประเภท ในทางตรงข้าม สวนปาล์มน้ามันปลกู ด้วยระยะห่างค่อนข้างมาก (ประมาณ 6 x 8 เมตร และ 8
x 8 เมตร) ทาให้มีความหนาแน่นเฉล่ียเพียง 30 ต้นต่อไร่ ทั้งนี้ ความหนาแน่นของไม้ต้นมีความแตกต่าง
อย่างมีนัยสาคัญย่ิงทางสถิติ (p<0.01) ระหว่างพ้ืนที่ อย่างไรก็ตาม ป่าพรุด้ังเดิมและป่าเสม็ดมีไม้รุ่นน้อย
มากและไม่มีกล้าไม้ บ่งชี้ว่าป่าพรุมีการเจริญเติบโตทดแทนกันตามธรรมชาติในอัตราท่ีต่า ย่ิงกว่านั้นไม้
จาพวกเถาวัลย์พบเฉพาะในพืน้ ท่ีปา่ พรดุ งั้ เดิมเทา่ นั้น

3) การเติบโตของไม้ต้น พบว่า ป่าพรุด้ังเดิมมีไม้ต้นขนาดใหญ่กว่าป่าเสม็ดเกือบสองเท่า โดยไม้
ต้นมีค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกเท่ากับ 34.13 และ 19.16 เซนติเมตร ตามลาดับ ส่วนปาล์ม
น้ามันมีขนาดลาต้นเฉลี่ยใหญ่ท่ีสุดและขนาดแตกต่างกันตามอายุ ท้ังน้ี ไม้ต้นในแต่ละพื้นท่ีมีขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ นั่นคือ p < 0.05 แต่ความสูงของไม้ต้นมีความ
แตกต่างอยา่ งไม่มีนยั สาคัญทางสถิติ คือ p > 0.05 (ภาพท่ี 3.113-3.114)

ไม้ยนื ต้น ไม้รุ่น

พนื้ ท่ี ความ DBH ความสูงที่ ความสูง ความ DBH ความสูง
แปลง หนาแนน่ โคนกาบ หนาแนน่

(ต้นต่อไร่) (เซนติเมตร) (เมตร) (เมตร) (ต้นต่อไร่) (เซนติเมตร) (เมตร)

1 331 34.92 - 6.33 0 NA NA

2 316 33.03 - 6.19 0 NA NA

ป่าพรุดงั เดมิ 3 311 30.67 - 5.80 77 3.36 2.61

4 205 37.88 - 6.34 55 3.40 2.86

ค่าเฉลี่ย 291 34.13 - 6.17 33 1.69 1.37

1 304 12.54 - 12.15 0 NA NA

2 344 10.38 - 12.32 55 1.86 3.98

ป่าเสมด็ 3 314 22.70 - 5.44 277 1.93 2.60

4 189 31.03 - 6.81 100 1.83 2.37

ค่าเฉลี่ย 288 19.16 - 9.18 108 1.41 2.24

สวนปาล์มน้ามนั 1 24 52.31 - 2.68 22 2.00 2.35
2
3 40 71.23 2.18 7.99 0 NA NA

32 72.68 2.96 8.47 0 NA NA

4 26 77.67 4.57 12.30 0 NA NA

ค่าเฉลี่ย 31 68.47 2.43 7.86 6 0.50 0.59

ภาพท่ี 3.113 แสดงความหนาแนน่ และการเตบิ โตของไม้ยืนตน้ และไมร้ นุ่ ในแปลงตัวอยา่ งถาวรในพนื้ ที่พรุควนเคร็ง
ที่มา: สาพิศ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ หลีกเลย่ี งการเสอื่ มโทรมของป่าพรุและการฟ้ืนฟปู า่ พรทุ ี่เสอ่ื มโทรม | 195

ภาพที่ 3.114 แสดงตารางเปรียบเทยี บความหนาแน่นและการเตบิ โตของไม้ยนื ต้นในแปลงถาวรต่าง ๆ ในพ้ืนทพ่ี รคุ วน
เคร็ง
ท่ีมา: สาพิศ ดลิ กสัมพนั ธ์ (2563)

เห็นได้ว่า สังคมพืชในแต่ละพ้ืนที่ท้ังในป่าพรุควนเคร็ง ซึ่งประกอบด้วยแปลงตัวอย่างในพื้นที่ป่า
พรุด้ังเดมิ และป่าพรุที่ถูกรบกวนหรือป่าเสม็ด และพนื้ ทสี่ วนปาล์มน้ามัน มีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด
ในประเด็นความหลากหลายของพรรณไม้ โดยทปี่ า่ พรดุ ง้ั เดมิ เปน็ พ้ืนทีท่ ่มี สี ภาพพื้นทปี่ กคลมุ ดว้ ยพันธุ์ไม้ท่ี
มีหลากชนิดมากกว่าป่าพรุเสม็ด และย่ิงมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพื้นที่ป่าพรุกับพื้นท่ีที่มีการ
แปรสภาพเปน็ สวนปาลม์ น้ามัน ท้ังน้ี ความแตกต่างดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนอีกว่าพ้ืนท่ีที่มรี ะบบการ
จัดการในกรณีสวนปาล์มน้ามันซึ่งมีการจัดการโครงสร้างของพันธ์ุไม้ทาให้พ้ืนที่มีความหลากหลายของ
พรรณไม้ ความหนาแน่น ขนาดลาต้น และความสูง เป็นไปตามรูปแบบและกระบวนการจัดการท่ีมีการ
กาหนดระยะห่างการปลูก พันธุ์พืชที่เลือกปลูกจะเป็นการปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยวตามแนวคิดการปลูกพืช
เศรษฐกิจที่มีมุมมองทางเศรษฐกิจแต่เพียงด้านเดียว ท้ังนี้แตกต่างจากโครงสร้างแปลงตัวอย่างท่ีมีสภาพ
เป็นป่าไม่ว่าจะป่าพรุดั้งเดิมหรือป่าเสม็ดซ่ึงเป็นพ้ืนที่ถูกรบกวนล้วนมโี ครงสร้างป่า ความหนาแน่น ขนาด
ความโตของลาต้น และความสูงของต้น เป็นไปตามกลไกตามธรรมชาติ และอาจเปล่ียนแปลงไปตาม
ปัจจัยสง่ิ เร้าที่เข้ามาเสรมิ หรืออาจเขา้ มารบกวนในพ้ืนที่ป่า ถงึ กระนนั้ ก็ตาม พน้ื ท่ีปา่ แตล่ ะสภาพท้ังป่าพรุ
ดัง้ เดิมและป่าเสม็ดยังจาเป็นตอ้ งการการจดั การอยา่ งเหมาะสมเพ่ือให้พื้นที่ป่ามีศักยภาพสูงในการกักเก็บ
คาร์บอน น่ันหมายความว่าพื้นที่ป่ามีความสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม ท้ังน้ี
แนวทางหนึ่งท่ีโครงการได้มีการดาเนินการนั่นคือ การใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการหาแนวทา งการ
จัดการน้าท่ีเหมาะสมกับสภาพพ้ืนท่ีเพื่อกักเก็บน้าหล่อเลี้ยงพ้ืนที่ป่าพรุ และการฟื้นฟูป่าพรุเส่ือมโทรม
ด้วยแนวทางต้นแบบจากพ้ืนที่ที่ประสบผลสาเร็จในการฟื้นฟูป่าพรุในกรณีป่าพรุโต๊ะแดง ตลอดจนการใช้
แนวทางด้านสงั คมท้งั การส่งเสริมจิตสานึก การสง่ เสริมความรู้ และการพฒั นาเศรษฐกจิ ฐานรากเพ่ือสร้าง
รายไดท้ างเลือกให้แก่คนในชมุ ชนท้ังในแง่การจ้างงานในโครงการและการสง่ เสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจใน
พ้ืนทเ่ี กษตรหรอื พ้ืนที่อยอู่ าศยั

อนึ่ง จากลักษณะสภาพป่าและสังคมพืชในแต่ละพ้ืนที่ย่อมมีความสามารถหรือศักยภาพในการ
กักเก็บคาร์บอนในปริมาณที่มากหรือน้อยแตกต่างกัน โดยผลการตรวจวัดค่าปริมาณการกักเก็บคาร์บอน
ท่ีมีการสะสมไว้ในแหล่งต่าง ๆ ในพ้ืนที่พรุควนเคร็งท้ัง 3 พื้นท่ีศึกษา คือ ป่าพรุดั้งเดิม ป่าพรุที่ถูกรบกวน
(ป่าเสมด็ ) และสวนปาล์มน้ามัน จะชี้ใหเ้ หน็ ได้อยา่ งชัดเจนวา่ โครงสร้างปา่ ในแบบใดที่มีศกั ยภาพสูงในการ
กักเก็บคาร์บอน หรือโครงสร้างป่าแบบใดที่มีศักยภาพต่าในการกักเก็บคาร์บอน ท้ังนี้ ผู้วิจัย คือ สาพิศ

196 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยืน

ดิลกสัมพันธ์ (2563) ได้กาหนดประเด็นการศึกษาในการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนที่พรุควนเคร็งเป็น 2 ส่วน
หลัก คอื 1) การตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนแยกตามแหล่งสะสมคารบ์ อนต่าง ๆ ของแตล่ ะพื้นที่
พรุควนเคร็ง น่ันคือ การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดินและใต้ดิน การกักเก็บคาร์บอนในไม้ตาย
การกักเก็บคาร์บอนในซากพืช และการกักเก็บคาร์บอนในดิน 2) การสารวจปริมาณคาร์บอนแบบกริด
(Grid sampling) เป็นการตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในพื้นที่ต่าง ๆ ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ จังหวัด
นครศรธี รรมราช จังหวัดพัทลงุ และจังหวดั สงขลา โดยแยกพื้นที่ศึกษาในแต่ละจังหวดั ตามประเภทการใช้
ประโยชน์ที่ดิน 4 ประเภท คือ ป่าพรุสมบูรณ์ ป่าพรุรอฟื้นสภาพ/เสื่อมโทรม พ้ืนที่ลุ่ม และสวนปาล์ม
น้ามัน นอกจากนี้ โครงการได้มีการศึกษาเก่ียวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของป่าพรุทั้ง 3 แห่งเป็น
การดาเนินการควบคู่กบั การศกึ ษาศักยภาพในการกักเกบ็ คาร์บอน ท้งั น้ี ก๊าซเรือนกระจกที่มีการศึกษาว่า
มีการปล่อยจากพ้ืนที่ท้ัง 3 แห่ง คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัส
ออกไซด์ (N2O) เป็นต้น โดยการศึกษาการปล่อยก๊าฐเรอื นกระจกในพื้นท่ีพรุควนเครง็ ปรากฎผลดงั หัวขอ้
ถัดไปนี้

พน้ื ทพ่ี รุควนเครง็ กับแหลง่ สะสมคารบ์ อนต่าง ๆ
การประเมินมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพในพื้นที่พรุควนเคร็งของ สาพิศ
ดลิ กสัมพนั ธ์ (2563) ทงั้ 3 พน้ื ที่ ไดแ้ ก่ พ้นื ทีป่ ่าพรดุ ้ังเดมิ (สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ ) ป่าเสม็ด และสวน
ปาล์มน้ามัน จาแนกเป็น 1) การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดิน และใต้ดิน 2) การกักเก็บ
คาร์บอนในไมต้ าย 3) การกกั เก็บคาร์บอนในซากพืช และ 4) การกักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ ปรากฏผลดังน้ี
การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดินและใต้ดิน ช้ีชัดป่าพรุดั้งเดิม คือ แหล่งกักเก็บ
คาร์บอนช้นั ดี และสวนปาลม์ น้ามันคอื แหล่งกกั เกบ็ คารบ์ อนที่มศี ักยภาพต่าที่สดุ
การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพเหนือดินและใตด้ ิน ประกอบด้วย ไม้ต้น ไม้รนุ่ และพืชพ้นื ล่าง
ผลการศึกษาช้ีให้เห็นศักยภาพหรือความสามารถของแต่ละพื้นที่ในการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวาภาพท่ี
สะท้อนผ่านปริมาณมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน และมวลชีวภาพส่วนของลาต้น กิ่ง ใบ และเปลือก รวมถึง
มวลชีวภาพใต้ดิน ตลอดจนมวลชีวภาพรวมทั้งเหนือพื้นดินและใต้ดิน (ภาพที่ 3.115-3.116) ช้ีให้เห็น
ชัดเจนว่า ป่าพรุด้ังเดิมเป็นพ้ืนท่ีที่มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงสุด รองลงมาคือป่าเสม็ด และสวน
ปาล์มน้ามัน แม้ว่าผลการตรวจวัดค่าปริมาณมวลชีวภาพใต้ดินในพื้นที่ป่าเสม็ดมีค่าเฉลี่ยสูงท่ีสุด นั่นคือ
0.0287 ตันต่อไร่ แต่ยังถือว่าใกล้เคียงกับพ้ืนที่ป่าพรุด้ังเดิมท่ีมีค่าเฉล่ียรองลงมา คือ 0.0272 ขณะที่สวน
ปาล์มน้ามันมีค่าเฉล่ียต่าที่สุด นั่นคือ 0.0015 ตันต่อไร่ ทั้งน้ี พื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิม มีปริมาณมวลชีวภาพสูง
ท่ีสุด รองลงมา ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 61.54, 30.40 และ 10.53 ตันต่อไร่
ตามลาดบั นอกจากนผ้ี ลการตรวจวดั ปริมาณมวลชวี ภาพเฉพาะสว่ นของเปลือกเสม็ดในพื้นที่ปา่ พรุด้ังเดิม
และป่าเสม็ดยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของต้นเสม็ดในการกักเก็บคาร์บอนได้เป็นอย่างดี และยังบ่ง
ชี้ให้เห็นว่า ป่าพรุดั้งเดิมสามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ โดยที่ค่าเฉล่ียของมวลชีวภาพที่
ตรวจวัดจากเปลือกเสม็ดมีปริมาณท่ีสูง คือ 3.68 ตันต่อไร่ ขณะที่ปริมาณมวลชวี ภาพจากเปลือกเสม็ดใน
พื้นที่ป่าเสม็ดหรือพื้นที่ที่ถูกรบกวนมีค่าเฉลี่ยเพียง 1.75 ตันต่อไร่ ซ่ึงยังไม่ถึงก่ึงหน่ึงของปริมาณมวล
ชีวภาพจากเปลือกเสม็ดของป่าพรุดั้งเดิม ยิ่งกว่าน้ัน ผลการศึกษายังบ่งช้ีถึงความสัมพันธ์แบบเส้นตรง
ระหวา่ งปริมาณมวลชีวภาพและปริมาณการกกั เก็บคาร์บอน นน่ั คือ หากปรมิ าณมวลชวี ภาพมคี ่าสูง ย่อม

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลกี เลย่ี งการเส่อื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟน้ื ฟปู ่าพรทุ เ่ี สื่อมโทรม | 197

แสดงวา่ ปรมิ าณการกักเก็บคาร์บอนของพน้ื ทีด่ ังกลา่ วสามารถกักเก็บคาร์บอนได้สงู หรือมีศักยภาพในการ
กักเก็บคาร์บอนสูง จึงกล่าวสรุปได้ว่า พื้นท่ีป่าพรุดั้งเดิมหรือสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ซึ่งผลการสารวจ
พบว่ามีความหลากชนิดของพันธ์ุไม้มากกว่าพื้นท่ีอ่ืน ๆ นั้น เป็นพื้นท่ีท่ีมีศักยภาพสูงในการกักเก็บ
คาร์บอน ขณะท่ีพื้นที่ท่ีถูกรบกวนหรือป่าเสม็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกรบกวนจากไฟไหม้ป่าพรุซึ่งทา
ให้พันธุ์ไม้ถูกทาลาย ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ จึงปรากฏแต่เพียงต้นเสม็ดขาวที่โดด
เด่นท่ีสุดนั้น มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนท่ีต่ากว่าพื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิม อย่างไรก็ตาม ป่าเสม็ดยังถือว่า
มศี กั ยภาพในการกักเกบ็ คารบ์ อนทสี่ ูงกว่าพน้ื ที่ท่ีถูกแปรสภาพโดยการใชป้ ระโยชน์ที่ดินในรูปแบบการทา
การเกษตรที่มีการปลูกปาล์มน้ามัน ซึ่งมีระบบการจัดการโครงสร้างพ้ืนท่ีแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทาให้
ศักยภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อนของพื้นทส่ี วนปาล์มมีคา่ ต่าทส่ี ุด กล่าวคือ ปรมิ าณคารบ์ อนในบริเวณพ้ืนที่
สวนพฤกษศาสตร์พนางตุงมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.0502 ตันต่อไร่ ป่าเสม็ดมีปริมาณคาร์บอนเท่ากับ 0.0484
ตนั ต่อไร่ และสวนปาลม์ นา้ มัน มีคา่ เฉลีย่ เท่ากบั 0.0027 ตันต่อไร่ (ภาพท่ี 3.116)

ทั้งน้ี พื้นท่ีป่าพรุดั้งเดิม มีมวลชีวภาพรวมและการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวมของไม้ต้น
และไม้รุ่นสูงมากท่ีสุดเพราะมีความหนาแน่นของพรรณไม้มากที่สุด แต่เม่ือเปรียบเทียบกับพื้นท่ีป่าเสม็ด
ซ่งึ แมว้ า่ พืน้ ทป่ี า่ พรทุ ้ังสองสภาพมคี วามหนาแนน่ ของต้นไม้ใกล้เคียงกนั แต่ด้วยต้นไม้ในพน้ื ท่ปี า่ พรดุ ้ังเดิม
มีขนาดใหญ่กว่าป่าเสม็ดจึงทาให้พ้ืนท่ีป่าพรุด้ังเดิมมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพสูงกว่าป่าเสม็ด
โดยมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพสูงเป็นสองเท่าของป่าเสม็ด (ภาพท่ี 3.115) น่ันคือ มวล
ชวี ภาพรวมของปา่ พรดุ ง้ั เดมิ เท่ากบั 84.31 ตันตอ่ ไร่ ปริมาณการกกั เก็บคารบ์ อน เท่ากบั 40.30 ตันต่อไร่
ส่วนมวลชีวภาพรวมของป่าเสม็ด เท่ากับ 41.64 ตันต่อไร่ และมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอน เท่ากับ
19.99 ตันต่อไร่ ขณะท่ีมวลชีวภาพรวมของสวนปาล์มน้ามันมีค่าต่าท่ีสุด คือ 11.37 ตันต่อไร่ และมี
ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนเทา่ กับ 4.66 ตันตอ่ ไร่

ทานองเดียวกัน เมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนที่จาแนกย่อย
ตามแหล่งต่าง ๆ ของพ้ืนท่ี ได้แก่ 1) ไม้ต้น (เหนือพ้ืนดินและใต้พ้ืนดิน) พบว่า พ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิมมี
ปริมาณมวลชีวภาพสูงที่สุด รองลงมาป่าเสม็ด และปาล์มน้ามัน มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.1062, 0.1008 และ
0.0077 ตันต่อไร่ ตามลาดับ (ภาพท่ี 3.116) 2) ลาต้น กิ่ง ใบ และเปลือก พบว่า พ้ืนท่ีป่าพรุด้ังเดิม มี
ปริมาณมวลชีวภาพสูงท่ีสุด รองลงมา ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน (ไม้ชนิดอื่น) มีค่าเฉล่ียในลาต้น
เทา่ กบั 26.21, 10.17 และ 0.018 ตนั ต่อไร่ ตามลาดบั กง่ิ มคี า่ เฉล่ียเท่ากบั 10.34, 3.85 และ 0.002 ตนั
ต่อไร่ ตามลาดับ ใบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.31, 14.62 และ 0.001 ตันต่อไร่ ตามลาดับ เปลือก (เสม็ด)
พบเฉพาะพืน้ ท่ปี ่าพรุด้งั เดิมและป่าเสม็ด มีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 3.68 และ 1.75 ตนั ต่อไร่ ตามลาดับ 3) ใตด้ ิน
พบว่า พ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิมมีมวลชีวภาพใต้ดินสูงท่ีสุด รองลงมา ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 22.77, 11.25 และ 4.31 ตันต่อไร่ ตามลาดับ 4) ไม้รุ่น (เหนือพ้ืนดิน) พบว่า พ้ืนท่ีป่าพรุด้ังเดิม
มีปริมาณมวลชวี ภาพสงู ทส่ี ดุ รองลงมา ปา่ เสมด็ และสวนปาลม์ นา้ มัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.0775, 0.0735
และ 0.0042 ตันต่อไร่ ตามลาดับ 5) มวลชีวภาพใต้ดิน พบว่า ป่าเสม็ดมีค่าสูงท่ีสุด รองลงมา ป่าพรุ
ดั้งเดิมและสวนปาล์มน้ามัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.0287, 0.0272 และ 0.0015 ตันต่อไร่ ตามลาดับ
เช่นเดียวกับมวลชีวภาพรวม (เหนือพ้ืนดินและใต้พื้นดิน) พบว่า พ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิมมีปริมาณมวลชีวภาพ
สูงที่สุด รองลงมาป่าเสม็ด และปาล์มน้ามัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.1062, 0.1008 และ 0.0077 ตันต่อไร่
ตามลาดับ (ภาพท่ี 3.116) 6) มวลชีวภาพเหนือดินและใต้ดินของเถาวัลย์ในพื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิม พบว่า

198 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยนื

พื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิมมีเถาวัลย์อยู่ในพื้นที่เป็นจานวนมาก ต่างจากพื้นท่ีป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน ซ่ึงไม่
พบเถาวัลยใ์ นพ้นื ที่ โดยปริมาณมวลชวี ภาพเหนือพื้นดินของเถาวัลย์มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 2.10 ตันต่อไร่ มวล
ชีวภาพใต้ดิน เฉลี่ยเท่ากับ 0.78 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพรวม (เหนือพื้นดินและใต้พื้นดิน) มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 2.87 ตันต่อไร่ คิดเป็นปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวมทั้งสน้ิ เท่ากับ 1.35 ตันต่อไร่
(ภาพที่ 3.117) 7) มวลชีวภาพเหนือดินและใต้ดินของพืชพื้นล่าง พบว่า ป่าเสม็ดมีมวลชีวภาพรวม
(เหนือดินและใต้ดิน) และการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวมของพืชพ้ืนล่างมากท่ีสุด รองลงมาคือ
พ้ืนที่สวนปาล์มน้ามัน และและพ้ืนท่ีป่าพรุด้ังเดิม ซึ่งมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.45, 0.34 และ 0.45 ตันต่อไร่
ตามลาดับ (ภาพท่ี 3.118-3.119) โดยป่าเสม็ดมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของไม้พื้นล่างสูงท่ีสุด
เน่ืองจากพบพืชพื้นล่างเช่น กก และกระจูด เป็นต้น ค่อนข้างมาก ในขณะท่ีป่าพรุด้ังเดิมมีน้าท่วมเกือบ
ตลอดทั้งปี ทาให้พืชพื้นล่างไม่สามารถเติบโตได้ จึงส่งผลให้ทาให้มีพืชพื้นล่างน้อยมาก และมีการกักเก็บ
คาร์บอนจึงต่าที่สดุ สาหรับสวนปาลม์ น้ามันซึง่ มีการจัดการวัชพืช อาจพบวัชพืชขนาดใหญ่อยู่บ้างทาให้มี
การกกั เกบ็ คาร์บอนในพืชพื้นลา่ งสูงกวา่ ป่าพรุด้ังเดมิ

เม่ือเปรียบเทียบการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ (เหนือดินและใต้ดิน) ทั้งในไม้ต้น ไม้รุ่น
เถาวัลย์ พืชพ้ืนล่าง และการกักเก็บคาร์บอนรวม (เหนือดิน และใต้ดิน) ในแปลงตัวอย่าง 3 พ้ืนที่ พบว่า
ป่าพรุด้ังเดิมมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพสูงท่ีสุด รองลงมา ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน้ามัน มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 41.70, 20.06 และ 4.67 ตันต่อไร่ ทั้งนี้ การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของไม้ต้นมี
สัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพทั้งหมด (ภาพท่ี 3.119) ป่าพรุด้ังเดิม
และปา่ เสม็ดมคี วามหนาแน่นของต้นไม้ใกล้เคยี งกัน แต่ป่าพรุดง้ั เดิมมีต้นไม้ขนาดใหญ่กวา่ ทาใหม้ ีการกัก
เก็บคารบ์ อนในมวลชวี ภาพเปน็ สองเทา่ ของป่าเสม็ด

ภาพที่ 3.115 แสดงตารางปริมาณมวลชีวภาพและการกักเก็บคารบ์ อนไม้ตน้ (tree) ในแต่ละพ้ืนท่ีแปลงตัวอยา่ งถาวร
ท่ีมา: สาพศิ ดลิ กสัมพนั ธ์ (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเล่ียงการเสื่อมโทรมของป่าพรุและการฟ้นื ฟูปา่ พรุทเี่ สอื่ มโทรม | 199

ภาพที่ 3.116 แสดงตารางปรมิ าณมวลชีวภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนไมร้ ่นุ ในแตล่ ะพื้นทีแ่ ปลงตวั อยา่ งถาวร
ท่มี า: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

ภาพท่ี 3.117 แสดงตารางมวลชวี ภาพและการกักเก็บคาร์บอนไมเ้ ถาวลั ย์ในแปลงตวั อยา่ งถาวรของพ้ืนท่ปี า่ พรดุ ้งั เดิม

ทม่ี า: สาพศิ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

ภาพท่ี 3.118 แสดงตารางปริมาณมวลชวี ภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนพืชพน้ื ลา่ งของแตล่ ะแปลงตัวอยา่ งถาวร
ทม่ี า: สาพิศ ดลิ กสมั พนั ธ์ (2563)

200 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยืน

ภาพที่ 3.119 แสดงตารางการกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และใตด้ ินของพืชในแปลงตัวอย่างถาวร
ที่มา: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

ภาพท่ี 3.120 แสดงตารางการกักเกบ็ คารบ์ อนในในไมต้ าย ของแปลงตัวอย่างถาวรตา่ ง ๆ ในพื้นทพ่ี รคุ วนเครง็
ทีม่ า: สาพศิ ดลิ กสัมพันธ์ (2563)

การกักเก็บคาร์บอนในไม้ตาย แหล่งกักเก็บคาร์บอนท่ีสาคัญในพื้นที่ป่าพรุทั้งป่าพรุด้ังเดิม ป่า
เสมด็ และพื้นท่สี วนปาล์มน้ามัน คือ แหล่งจากไมต้ าย ซงึ่ แตล่ ะพืน้ ที่มีปริมาณไม้ที่ล้มตายท่แี ตกต่าง ทั้งนี้
ผลการสารวจพ้ืนทีแ่ ละตรวจวดั ปริมาณการกักเกบ็ คาร์บอนจากไม้ตาย พบวา่ พนื้ ทีป่ ่าพรดุ งั้ เดิมมีน้าหนัก
แห้งและการกักเก็บคาร์บอนของไม้ตายของสูงท่ีสุด เท่ากับ 12.58 ตันต่อไร่ เน่ืองจากป่าพรุด้ังเดิม มีไม้
ยืนต้น และล้มตายจานวนมาก กอปรกับสภาพของต้นไม้ท่ีมีในพื้นที่มีลักษณะบ่งชี้ถึงสุขภาพท่ีไม่ค่อยดี
รองลงมา คอื ปา่ เสม็ด มคี า่ เฉลย่ี ปรมิ าณการกกั เกบ็ คาร์บอนเพยี ง 2.37 ตันต่อไร่ ขณะทสี่ วนปาลม์ น้ามัน
ปริมาณไม้ตายมีน้อยมาก เน่ืองจากสวนปาล์มน้ามันเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรมที่มีการปลูกพืชและมีการ
จัดการท้ังการดูแล บารุง ซึ่งแตกต่างจากป่าพรุดั้งเดิมและป่าเสม็ด ซ่ึงเป็นพื้นท่ีป่าไม้ เช่นน้ี สวนปาล์ม
นา้ มนั จึงมีค่าเฉลี่ยปรมิ าณการกกั เกบ็ คาร์บอนตา่ เพยี ง 0.0011 ตนั ต่อไร่ (ภาพท่ี 3.120)

การกักเก็บคาร์บอนในซากพืช จากการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในซากพืชในแปลงตัวอย่าง
ถาวรในพ้ืนที่พรุควนเคร็งทั้ง 3 แห่ง พบว่า ป่าเสม็ด เป็นพ้ืนท่ีท่ีมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของไม้พื้น
ล่างสูงท่ีสุด เท่ากับ 0.90 ตันต่อไร่ เน่ืองจากมีเศษซากกระจูดและพืชพ้ืนล่างท่ีตายเป็นประจาทุกปี


Click to View FlipBook Version