The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 21:32:30

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

รายงานเล่มที่ 3 การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมของป่าพรุและฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเล่ียงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟืน้ ฟูป่าพรุทีเ่ สือ่ มโทรม | 51

เข้าใจกับลักษณะทางอุตุ-อุทกวิทยาทาให้สามารถนาข้อมูลที่ได้มาใช้ในการบริหารจัดการน้าและการ
กาหนดแนวทางในการป้องกันไฟในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการศึกษา
นเิ วศวิทยาปา่ ไม้ ไดม้ ีการสมุ่ ตวั อยา่ งใน 6 พน้ื ท่ี ไดแ้ ก่ 1) พรกุ านไม้ไผป่ ่า 2) พรบุ ริเวณหลงั สถานคี วบคุม
ไฟป่าทะเลน้อย 3) ป่าพรุบริเวณ หมู่ท่ี 11 บ้านไสขนุน 4) ป่าพรุบริเวณหน่วยพิทักษ์ศาลหลวงต้นไทร
เขตหา้ มล่าสัตว์ป่าบ่อลอ้ 5) ป่าพรบุ ริเวณมลู นธิ ชิ ัยพฒั นา 6) ป่าพรุบริเวณควนตนี บ้านควนป้อม

การดาเนินการเพอ่ื เก็บข้อมูลลักษณะทางอุตุ-อทุ กวทิ ยาทั้ง 4 พ้ืนที่ดังกล่าว มอี ุปสรรคและความ
ท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในพื้นท่ีภาคใต้ฝ่ังตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพ้ืนที่จังหวัด
นครศรีธรรมราช โดยในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นเดือนที่ความถี่ของฝนสูง เพราะร่องความกด
อากาศต่ากาลังแรงพาดผ่านพ้ืนที่ภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ทาให้เกิดน้าท่วมฉับพลัน
น้าป่าไหลหลากจากตอนบนของพื้นทล่ี ุ่มน้า มีนา้ เพ่มิ ขงั ในป่าพรุอย่างรวดเรว็ และสูงข้ึน อีกท้งั ฝนตกหนัก
มาก ดว้ ยเหตุนจ้ี งึ ทาให้มีปรมิ าณนา้ ฝนมาก ปี พ.ศ. 2561 จึงเปน็ ปีทม่ี นี ้ามาก และในพื้นทศ่ี กึ ษามนี ้าท่วม
ขังพื้นท่ีป่าพรุท้ัง 4 พ้ืนที่เร็วกว่าปกติทาให้ไม่สามารถติดตั้งเคร่ืองมือตรวจวัดค่าความชื้นในดิน และ
เครื่องมือตรวจวัดปริมาณน้าในดินเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางอุทกวิทยาน้าใต้ดินได้ จึงต้อง
เปลี่ยนแปลงเวลาในการติดต้ังอุปกรณ์ตรวจวัดดังกล่าวในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์และ
มีนาคม พ.ศ. 2562

อุตุ-อทุ กวิทยา พื้นทป่ี ่าพรุควนเคร็ง
อุตุ-อทุ กวิทยา คอื อะไร เป็นสง่ิ จาเปน็ ท่ีตอ้ งอธิบายความหมายเพ่ือความเขา้ ใจตรงกัน

ของทุกฝ่าย สานักงานราชบัณฑิตยสภา (2553) อธิบายว่า “อุตุ” เป็นคายืมจากคาบาลีว่า “อุตุ” ซ่ึงตรง
กบั คาสันสกฤตวา่ “ฤต”ุ ภาษาไทยใช้ “อตุ ุ” ในความหมายวา่ ลมฟ้าอากาศท่ีเปลย่ี นแปลงไปตามฤดูกาล
ปรากฏในคาว่า อุตุนิยมวิทยา ซึ่งหมายถึงวิชาว่าด้วยเร่ืองราวของลมฟ้าอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็น
หน่วยงานที่ทาหน้าที่เฝ้าดูและตรวจสภาพลมฟ้าอากาศ พยากรณ์ และแจ้งเตือนแก่ประชาชน ส่วนคาว่า
“อทุ ก” คือ น้า ส่วนคาว่า “อทุ กวิทยา” คอื วชิ าวา่ ดว้ ยน้าท่มี ีอยใู่ นโลก เชน่ ศกึ ษาถงึ สาเหตุการเกิด การ
หมุนเวียน ตลอดจนคุณลักษณะของน้า รวมท้ังการนาน้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ และคาว่า “นิเวศ”
หมายถึง ที่อยู่ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) ดังนั้น การศึกษานิเวศอุทกวิทยาการใช้ท่ีดินในพ้ืนที่ป่าพรุ
ควนเครง็ จงึ เปน็ การศึกษาถงึ แหล่ง (ท่อี ยู่) ของน้าในการใช้ประโยชน์ทด่ี ินในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งในพื้นที่
ศกึ ษาทัง้ 4 พน้ื ท่ีซ่ึงมีการใชป้ ระโยชน์ทดี่ นิ ท่แี ตกตา่ งกัน ทัง้ นี้ ปิยพงษ์ ดที องนอก (2562) ซง่ึ เป็นผ้ศู ึกษา
ข้อมูลทางอุตุ-อุทกวิทยาของป่าพรุควนเคร็งภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิ เวศป่าพรุ
เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยืน ได้
อธิบายเกี่ยวกับความสาคัญของการตรวจวัดและติดตามข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน และอุทกวิทยาป่า
พรุอย่างต่อเน่ืองว่า การตรวจวัดและติดตามข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน และอุทกวิทยาป่าพรุ แบบ
ทันเวลา (real time) ในพื้นที่ชุ่มน้านั้นมีความจาเป็นมากในแต่ละประเภทการใช้ที่ดิน พบว่าปัจจัยทาง
อุตุ-อุทกแตกต่างกันตามลักษณะสังคมพืช และลักษณะทางกายภาพของพ้ืนที่ ท้ังนี้การตรวจวัด และ
ติดตามข้อมูลในเวลาที่ต่อเนื่องยาวนานจะทาให้รู้และเข้าใจถึงพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงลักษณะทาง
อุตุ-อุทกวิทยาได้ชัดเจน และสามารถพยากรณ์การเปล่ียนแปลงลักษณะดังกล่าวเพื่อใช้ประโยชน์ในการ
วางแผนบรหิ ารจดั การพืน้ ท่ีปา่ พรุได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

52 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยืน

อุตุ-อุทกวิทยา 4 พื้นท่ีศึกษา การศึกษาลักษณะทางอุตุ-อุทกวิทยาในแต่ละพื้นที่ศึกษา
โดยมีการติดต้ังเครื่องมือเพ่ือเก็บข้อมูลปริมาณน้าฝน รังสีดวงอาทิตย์ อุณหภูมิ ปริมาณความช้ืนสัมพัทธ์
และความเร็วลม โดยมีการเก็บขอ้ มลู ตั้งแต่ พ.ศ. 2561-2563 โดยท่ีการเกบ็ ขอ้ มลู ใน พ.ศ. 2561 สามารถ
ติดตั้งเครื่องมือและเก็บข้อมูลได้ในบางพื้นที่ ขณะที่บางข้อมูลไม่สามารถตรวจวัดได้เนื่องจากอุปสรรค
ดา้ นสภาพพ้ืนท่ที ่ไี ม่เออื้ ต่อการติดตั้งเครอื่ งมือ กอปรกบั เครือ่ งมือบางสว่ นขดั ข้อง อยา่ งไรก็ตาม บางพ้นื ท่ี
สามารถดาเนินการได้ น่ันคือ พื้นท่ีป่าพรุธรรมชาติ ภายในสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง อาเภอควนขนุน
จังหวัดพัทลุง และพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง ด้านหลังสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด
จังหวัดนครศรีธรรมราช ทาให้ท้ังสองพื้นที่มีข้อมูลบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่วัดได้ในช่วงเดือน
ตุลาคมและพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 พ้ืนที่ทั้งสองแห่งน้ีมีลักษณะอากาศท่ีใกล้เคียงกัน คือ ปริมาณน้าฝน
ในเดือนตุลาคม 2561 มีค่าเท่ากับ 324-325 มิลลิเมตร อุณหภูมิอากาศเฉล่ีย 26 องศาเซลเซียส ตลอด
ช่วงการศึกษาพบว่ามีค่าความช้ืนสัมพัทธ์สูงเฉลี่ยร้อยละ 90 ย่ิงกว่าน้ันยังพบว่าเดือนตุลาคมปริมาณ
น้าฝนมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เน่ืองจากเป็นช่วงเร่ิมต้นฤดูฝนในพื้นที่ภาคใต้ โดยปริมาณน้าฝนเป็น
ปริมาณน้าหลกั ทเ่ี ติมเขา้ มาในพ้ืนที่ป่าพรุ

การเก็บข้อมูล พ.ศ. 2562 ผู้วิจัยในโครงการนี้ได้ดาเนินการในแต่ละพื้นท่ี คือ ป่าพรุ
ธรรมชาติ ภายในพื้นท่ีสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ตาบลทะเลน้อย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และ
พ้ืนที่ป่าเสม็ดผสมกระจูด บริเวณหมู่ที่ 4 ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช (ด้านหลัง
สถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย) มีการดาเนินการในช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2562 และเมษายน-
มิถุนายน พ.ศ. 2562 ส่วนพื้นท่ีป่าพรุดอน ภายในพื้นท่ีหน่วยพิทักษ์ศาลหลวงตน้ ไทร เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
บ่อล้อ และพ้ืนที่สวนปาล์มน้ามัน บริเวณบ้านหนองเลา ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรธี รรมราช มกี ารเกบ็ ขอ้ มลู ในเดือนมิถุนายน-ธนั วาคม พ.ศ. 2562 สว่ นการเก็บขอ้ มูลใน พ.ศ. 2563
พ้นื ท่ีศกึ ษาทัง้ 4 พืน้ ที่ ผู้วิจัยไดม้ กี ารเกบ็ ข้อมูลในช่วงเดอื นมกราคม-มนี าคม พ.ศ. 2563

1) ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินป่าพรุธรรมชาติ ภายในสวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ
ทะเลน้อย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ดาเนินการในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2562
ตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2562 และมกราคม-มนี าคม พ.ศ. 2563 (ภาพท่ี 3.1-3.4)

ภาพท่ี 3.1-3.2 พืน้ ทศี่ ึกษาสวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ ทะเลน้อย อาภอควนขนุน จังหวัดพัทลงุ
ที่มา: ปิยะพงษ์ ดีทองนอก (2562)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลีกเลย่ี งการเสื่อมโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟูป่าพรทุ ี่เส่ือมโทรม | 53

ภาพท่ี 3.3-3.4 สถานีตรวจวดั อตุ ุ-อุทกสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง ทะเลน้อย อาเภอควนขนุน
จงั หวดั พัทลงุ
ท่ีมา: ปยิ ะพงษ์ ดที องนอก (2562)

จากการสังเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาซ่ึงศึกษาในพื้นที่พรุควนเคร็ง ซึ่งปรากฏใน
รายงานการวิจัยของ ปิยะพงษ์ ดีทองนอก (2562) ชี้ให้เห็นว่า พ้ืนที่ป่าพรุธรรมชาติภายในพื้นท่ีสวน
พฤกษศาสตร์พนางตุง ตาบลทะเลน้อย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นพ้ืนที่ท่ีค่อนข้างเป็นอุปสรรค
ในการติดต้ังเครื่องมือและการติดตามผลการตรวจวัดค่าทางอุตุนิยมวิทยาตลอดระยะเวลาที่ มีการ
ดาเนินการดาเนินการ คือ ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2562 และ
มกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563 (ตารางท่ี 3.1) เห็นได้ว่า สภาพพื้นที่ค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่อการตรวจวัด
ค่าอุตุนิยมวิทยาในพ้ืนท่ีจึงทาให้ผลการตรวจวัดปรากฏข้อมูลบางส่วน ได้แก่ ข้อมูลความเร็วลม ในช่วง
มกราคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ปริมาณน้าฝน ช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 และ
กุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2563 ข้อมูลรังสีดวงอาทิตย์ ปรากฏข้อมูลเพียงเดือน มกราคม พ.ศ. 2562
ส่วนข้อมูลความช้ืนในดินที่ระดับความลึกต่าง ๆ ปรากฏตัวเลขที่บ่งชี้ว่าไม่สามารถตรวจวัดค่าได้น่ันคือ
สภาพพื้นท่ีมีน้าท่วมในระดับท่ีสูงกว่าระดับท่ีทาการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดไว้ ยกตัวอย่างเช่นในช่วง
เดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2562 ได้มีการตรวจวัดค่าความช้ืนในดินที่ระดับความลึกคือ 30, 60, 120
เซนตเิ มตร พบว่ามรี ะดับน้าทว่ มขังสูงกว่าระดับที่ทาการตดิ ต้ังเครื่องตรวจวัดความช้ืนในดินท่ีระดับความ
ลกึ ตา่ ง ๆ ไว้

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลค่าเฉล่ียแต่ละเดือนของปริมาณน้าฝนในพ้ืนที่นี้ถือว่าอยู่ใน
เกณฑ์ฝนตกเล็กน้อย น่ันคือ ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 0.1 มิลลิเมตรถึง 10.0 มิลลิเมตร ทว่า เม่ือพิจารณา
จากข้อมูลปริมาณน้าฝนท่ีตกสูงสุดจะเห็นได้ว่าปริมาณน้าฝนในพื้นที่อยู่ในเกณฑ์ ฝนตกปานกลางถึงฝน
ตกหนักและหนักมากในบางเดือนซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝน เช่น เดือนมกราคม และเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.
2562 ขณะท่ีข้อมูลปริมาณน้าฝนในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 บ่งชี้ว่าฝนในพ้ืนที่ป่าพรุ
ธรรมชาตใิ นสวนพฤกษศาสตร์พนางตุงมีฝนตกเล็กน้อย-ปานกลาง ทั้งน้ี ฝนปานกลาง (Moderate Rain)
หมายถึง ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 10.1 มิลลิเมตร ถึง 35.0 มิลลิเมตร ระดับท่ีสาม ฝนหนัก (Heavy Rain)

54 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยืน

หมายถึง ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 35.1 มิลลิเมตร ถึง 90.0 มิลลิเมตร และระดับท่ีสี่ ฝนหนักมาก (Very
Heavy Rain) หมายถึง ฝนตกมปี รมิ าณตัง้ แต่ 90.1 มลิ ลิเมตร ขน้ึ ไป (กรมอตุ นุ ิยมวทิ ยา, 2563ก)

ตารางท่ี 3.1 ขอ้ มลู อุตุนยิ มวทิ ยาใกลผ้ วิ ดนิ บริเวณพื้นที่พรธุ รรมชาติ ภายในสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง ตาบลทะเลนอ้ ย
อาเภอควนขนุน จงั หวดั พัทลงุ

ท่มี า: สงั เคราะห์ข้อมูลจาก ปิยพงศ์ ดที องนอก (2562-2563)

2) ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินป่าเสม็ด ผสมกระจูด บริเวณพ้ืนท่ีหมู่ที่ 4 ตาบลเคร็ง
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช (ด้านหลังสถานีควบคุมไฟป่าทะเลน้อย) ดาเนินการในช่วง
เดือนมกราคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2562 และมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563 (ภาพท่ี 3.5-3.6 และตารางท่ี
3.2)

ภาพท่ี 3.5-3.6 พ้นื ทศ่ี ึกษาปา่ เสมด็ ผสมกระจูด หม่ทู ี่ 3 ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช
ทมี่ า: ปิยะพงษ์ ดที องนอก (2562)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ หลกี เล่ยี งการเสอื่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟน้ื ฟปู ่าพรทุ ่ีเส่อื มโทรม | 55

ข้อมลู ปรมิ าณน้าฝนในพ้ืนทปี่ า่ เสม็ดผสมกระจูดโดยสว่ นใหญ่อยู่ในเกณฑ์ฝนตกเล็กน้อย
ถึงปานกลาง และตกหนักมากในบางเดือน เชน่ เดอื นมกราคม พ.ศ. 2562 ทม่ี ีปรมิ าณน้าฝนสูงสุดมาก
ถึง 222.20 มิลลิเมตร และเดือนตุลาคม 2562 ที่มีปริมาณน้าฝนสูงสุด 106.60 ท้ังน้ี ตามเกณฑ์การ
พยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวทิ ยา ฝนหนกั มาก (Very Heavy Rain) คอื ฝนตกมีปรมิ าณต้ังแต่ 90.1
มิลลิเมตร ขึ้นไป (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2563ก) ส่วนสภาพอากาศไม่ร้อนมาก น่ันคือ อุณหภูมิทั้งปีมี
แนวโน้มไปทางเกณฑ์อากาศร้อน โดยอุณหภูมิในพ้ืนที่ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 22-30 องศาเซลเซียส ทั้งนี้
ตามเกณฑ์อากาศร้อนน้ันต้องมีอุณหภูมิตั้งแต่ 35-39.9 องศาเซลเซียส (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2563ก) และ
สภาพอากาศในพ้ืนท่ีมีความช้ืนสัมพัทธ์สงู โดยค่าตัวเลขท่ีวดั ได้อยู่ในชว่ ง 70-100 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้อง
ตามค่าที่ระบุโดยกรมอุตุนิยมวิทยาซึ่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีค่าความช้ืนสัมพัทธ์ในแต่ละฤดูกาล
แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย โดยเฉลี่ยท้ังปีมีค่าความช้ืนสัมพัทธ์เฉลี่ยที่ 79 เปอร์เซ็นต์ (กรมอุตุนิยมวิทยา,
2563ข) ส่วนปรมิ าณรังสดี วงอาทติ ย์ อยูใ่ นช่วง 170-500 วตั ตต์ ่อตารางเมตร ขอ้ มลู น้จี ะเป็นประโยชน์ต่อ
การปลกู พชื ทาการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมรายรอบพรุควนเคร็ง หรือการใชป้ ระโยชน์อย่างอืน่ ต่อไป

ทั้งน้ี เสริม จันทร์ฉาย (2560) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับรังสีดวงอาทิตย์มาอย่างต่อเน่ืองระบุว่า
พื้นท่ีส่วนใหญ่ของภาคใต้ได้รับรังสีอุลตราไวโอเลตสูง โดยเฉพาะบริเวณชายฝ่ังท้ังสองด้านของภาคใต้
นอกจากน้ี จากตัวเลขความเร็วลมในพ้ืนท่ีป่าเสม็ดผสมกระจูดแสดงให้เห็นว่าลมพัดไม่แรงมากนัก หรือ
ลมอ่อน โดยค่าสูงสุดที่สูงที่สุดปรากฏในเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 ความเร็วลมสูงสุดเท่ากับ3.84 เมตร
ต่อวินาทีหรือ 13.824 กโิ ลเมตรต่อช่ัวโมง โดยความเรว็ ลมเฉล่ยี อย่ใู นชว่ ง 0.0033-1.5 เมตรตอ่ วนิ าทหี รือ
0.012-5.4 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง จะเห็นได้ว่า ความเร็วลมในพื้นท่ีป่าเสม็ดผสมกระจูดลมท่ีพัดผ่านมี
ความเร็วลมที่ถือว่าลมสงบ-ลมเบา โดยช่วงที่ลมสงบคือ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 มีความเร็วลมที่
0.012 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเดือนอ่ืน ๆ ตลอดปี 2562 และช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563
เป็นชว่ งทล่ี มเบา นั่นคอื ความเร็วลมอยู่ในชว่ ง 1-5 กโิ ลเมตรต่อชว่ั โมง (กรมอุตุนยิ มวิทยา, 2556) สว่ น
ความชื้นในดินที่ระดับความลึกต่าง ๆ คือ 30, 60, และ 120 เซนติเมตร ค่าที่วัดได้ช้ีให้เห็นว่า พ้ืนที่ป่า
เสม็ดผสมกระจดู เปน็ อกี พน้ื ทที่ ม่ี นี ้าทว่ มขงั สงู กว่าระดบั ที่ทาการติดตั้งไว้ (ตารางท่ี 3.2)

56 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยนื

ตารางที่ 3.2 ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินบริเวณพื้นท่ีป่าเสม็ดผสมกระจูด หมู่ท่ี 4 ตาบลเคร็ง อาเภอ
ชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช

ทมี่ า: สงั เคราะห์ขอ้ มูลจาก ปยิ ะพงษ์ ดที องนอก (2562)

3) ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินป่าพรุดอน ภายในบริเวณศาลหลวงต้นไทร ซ่ึงวัด
ขอ้ มลู ในชว่ งเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2562 และเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 (ภาพที่ 3.7-3.8 และตารางท่ี
3.3)

ข้อมูลปริมาณน้าฝนในพื้นท่ีป่าพรุดอนซ่ึงอยู่ในบริเวณศาลหลวงต้นไทรที่วัดได้ในช่วง
เดือนมิถุนายน-ธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยเดือนมิถุนายน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.10 มิลลิเมตรต่อวัน อยู่ใน
เกณฑ์ท่ีมีฝนตกเล็กน้อย ทว่าเม่ือเข้าสู่เดือนตุลาคม-ธันวาคม ฝนเร่ิมตกมากขึ้นในระดับฝนตกปานกลาง
โดยมีปริมาณน้าฝนเฉล่ียในเดือนธันวาคม เท่ากับ 22.41 มิลลิเมตรต่อวัน เดือนพฤศจิกายน เท่ากับ
13.55 มิลลิเมตรต่อวัน และในเดือนตุลาคม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.90 มิลลิเมตรต่อวัน โดยมีปริมาณ
น้าฝนสูงสุดในเดือนตุลาคม เท่ากับ 161.40 มิลลิเมตร และมีค่าสูงรองลงมาในเดือนธันวาคม เท่ากับ
121.60 มิลลิเมตร โดยมีปริมาณน้าฝนต่าสุดในเดือนพฤศจิกายนเท่ากับ 13.55 มิลลิเมตรต่อวัน ซ่ึงเม่ือ
อธิบายตามข้อมูลค่าเฉลี่ยปริมาณน้าฝนต่อวัน จะพบว่าป่าพรุดอนในบริเวณศาลหลวงต้นไทรมีฝนตก
ปานกลาง นั่นคือ มีปริมาณน้าฝนไม่เกิน 35 มิลลิเมตร แต่เม่ืออธิบายตามข้อมูลปริมาณน้าฝนสูงสุด จะ
เห็นได้ว่า บริเวณนี้ฝนตกอยู่ในเกณฑ์ฝนหนักมาก นั่นคือฝนค่อนข้างแปรปรวน โดยในเดือนตุลาคมมี
บางวันที่ฝนตกหนักมาก และฝนเว้นช่วงหยุดราว 2-3 วัน และโดยเฉพาะเดือนธันวาคมพบว่ามีฝน
ตกช่วงตน้ เดือนเพยี ง 2 วัน

ทงั้ นี้ ตามเกณฑ์การพยากรณ์ปริมาณฝนที่ไดแ้ บ่งออกเปน็ 4 ระดับ (กรมอุตุนยิ มวิทยา
, 2563ก) คอื ระดบั ท่ี 1 ฝนเล็กนอ้ ย (Light Rain) หมายถงึ ฝนตกมีปรมิ าณต้งั แต่ 0.1 มลิ ลเิ มตร ถงึ 10.0
มลิ ลเิ มตร ระดับทสี่ อง ฝนปานกลาง (Moderate Rain) หมายถึง ฝนตกมปี ริมาณตัง้ แต่ 10.1 มลิ ลิเมตร
ถึง 35.0 มิลลิเมตร ระดับที่สาม ฝนหนัก (Heavy Rain) หมายถึง ฝนตกมีปริมาณต้ังแต่ 35.1 มิลลิเมตร

การใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อหลีกเลยี่ งการเสือ่ มโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้นื ฟปู า่ พรุท่เี ส่ือมโทรม | 57

ถึง 90.0 มิลลิเมตร และระดับที่ส่ี ฝนหนักมาก (Very Heavy Rain) หมายถึง ฝนตกมีปริมาณต้ังแต่
90.1 มิลลเิ มตร ขน้ึ ไป

รังสีดวงอาทิตย์ (วัตต์ต่อตารางเมตร: W/m2) มีค่าเฉล่ียในเดือนตุลาคมเท่ากับ 379.03
วัตต์ต่อตารางเมตร ค่ารังสีดวงอาทิตย์สูงสุด เท่ากับ 592.59 วัตต์ต่อตารางเมตร เดือนพฤศจิกายน
เท่ากับ 372.66 วัตต์ต่อตารางเมตร ค่ารังสีดวงอาทิตย์สูงสุด เท่ากับ 530.39 วัตต์ต่อตารางเมตร และ
เดือนธันวาคม เทา่ กับ 315.35 วตั ต์ต่อตารางเมตร และคา่ รงั สดี วงอาทติ ย์สูงสุด เท่ากับ 431.78 วัตต์ต่อ
ตารางเมตร

อุณหภูมิ ณ ป่าพรุดอน บริเวณศาลหลวงต้นไทร เดือนตุลาคม มีค่าเฉล่ีย 25.83 องศา
เซลเซียส และสูงสุด เท่ากับ 27.25 องศาเซลเซียส เดือนพฤศจิกายน มีค่าเฉลี่ย 26.08 องศาเซลเซียส
และค่าสูงสุด เท่ากับ 27.47 องศาเซลเซียส และเดือนธันวาคม มีค่าเฉล่ีย 25.44 องศาเซลเซียส และมี
คา่ สงู สดุ เทา่ กบั 26.33 องศาเซลเซยี ส

ความชนื้ สัมพัทธ์ ณ ปา่ พรุดอน บรเิ วณศาลหลวงตน้ ไทร เดือนตุลาคม มีค่าเฉลี่ย เท่ากบั
81.73% ค่าสูงสุดเท่ากับ 91.60 % เดือนพฤศจิกายน มีค่าเฉลี่ย 80.13 % ค่าสูงสุด เท่ากับ 89.38 %
เดอื นธันวาคม มีคา่ เฉล่ยี เทา่ กับ 76.99% ค่าสูงสดุ เทา่ กบั 87.50

ความเร็วลม ณ ป่าพรุดอน บริเวณศาลหลวงต้นไทร เดือนตุลาคม มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ
1.19 เมตรตอ่ วินาที คา่ สงู สดุ เทา่ กบั 1.86 เมตรต่อวินาที เดอื นพฤศจิกายน ค่าเฉลี่ย เท่ากบั 1.42 เมตร
ต่อวินาที ค่าสูงสุด เท่ากับ 2.81 เมตรต่อวินาที และเดือนธันวาคม ค่าเฉล่ีย เท่ากับ 1.84 เมตรต่อวินาที
และคา่ สูงสดุ เทา่ กับ 2.22 เมตรตอ่ วินาที

ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในพ้ืนที่ป่าพรุดอนบริเวณศาลหลวงต้นไทร ในช่วงเดือนตุลาคม-
ธันวาคม พ.ศ. 2562 ทั้งปริมาณฝน รังสีดวงอาทิตย์ อุณหภูมิอากาศ ปริมาณความช้ืนสัมพัทธ์ และ
ความเร็วลม (ตารางที่ 3.3) วิเคราะห์ได้ว่า พื้นท่ีพรุดอนบริเวณศาลหลวงต้นไทรในช่วงเวลาข้างต้น
ปริมาณฝนค่อนข้างแปรปรวน รงั สีดวงอาทติ ย์ที่วัดได้บง่ ช้ีถือความร้อนจากดวงอาทติ ย์ในบริเวณน้ีอยู่ใน
ระดับ และอุณหภูมิอยู่ในระดับที่ไม่ถึงเกณฑ์อากาศร้อน เน่ืองจากเกณฑ์อากาศร้อนต้องมีอุณหภูมิอยู่
ในช่วง 35.0-39.9 องศาเซลเซียส และอากาศร้อนมากคืออุณหภูมิต้ังแต่ 40 องศาเซลเซียสข้ึนไป (กรม
อุตุนิยมวิทยา, 2563ข) ส่วนข้อมูลปริมาณความช้ืนสัมพัทธ์ ชี้ให้เห็นว่าพ้ืนที่ป่าพรุดอนบริเวณศาลหลวง
ตน้ ไทร มคี วามชน้ื คอ่ นข้างสงู อยใู่ นเกณฑ์ค่าความชืน้ ในช่วงฤดูหนาวของภาคใตฝ้ ่ังตะวันออก เนอื่ งจาก
ตามข้อมูลสถิติปริมาณความชื้นสัมพัทธ์ของประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ฝ่ังตะวันออก ค่าเฉลี่ยตลอดปี
เทา่ กับ 79 % (กรมอุตวุ ทิ ยา, 2563ค) นอกจากน้ี ข้อมลู ลมที่วัดได้ ณ ป่าพรดุ อนบรเิ วณศาลหลวงต้นไทร
อธิบายได้ว่า พื้นที่บริเวณน้ีมีกระแสลมสงบ และน่ันคือค่าความเรว็ ลมที่วัดได้มีค่าเฉลย่ี ในชว่ ง 1.19-1.84
เมตรต่อวินาที หรือ 0.43-0.66 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือแม้กระทั่งกระแสลมท่ีวัดได้สูงสุดของเดือนตุลม
คมและธันวาคมซ่ึงอยู่ในเกณฑ์ “ลมสงบ” โดยเกณฑ์การพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอธิบาย
“ลมสงบ” คือ ลมเงียบ ควันลอยขึ้นตรง ๆ มีความเร็วลมน้อยกว่า 1 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง และข้อมูล
ความเร็วลมสูงสุดท่ีวัดได้ช้ีให้เห็นว่าพื้นท่ีน้ีมีกระแสลมเบาในบางเดือน น่ันคือ เดือนธันวาคม โดยค่า
ความเร็วลมที่วัดได้ในพ้ืนที่เท่ากับ 2.81 เมตรต่อวินาที หรือ 1.01 กิโลเมตรต่อชวั่ โมง โดยซ่ึงอยู่ในเกณฑ์
“ลมเบา” โดยที่เกณฑ์การพยากรณ์อากาศกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบาย “ลมเบา” คือ ควันลอยไปตามลม
แตศ่ รลมไม่หนั ไปตามทิศลม มีความเรว็ ลมอยใู่ นชว่ ง 1-5 กโิ ลเมตรตอ่ ชัว่ โมง (กรมอตุ ุนยิ มวทิ ยา, 2563ง)

58 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศปา่ พรุ เพือ่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยนื

ภาพท่ี 3.7-3.8 สถานีตรวจวัดอตุ -ุ อุทกในพื้นทป่ี ่าพรุควนเคร็ง
ทมี่ า: ปิยะพงษ์ ดีทองนอก (2562)
ตารางท่ี 3.3 ขอ้ มูลอุตนุ ิยมวทิ ยาใกล้ผวิ ดิน ปา่ พรุดอน บรเิ วณศาลหลวงต้นไทร เขตหา้ มลา่ สัตว์ปา่ บอ่ ล้อ

ที่มา: สังเคราะห์ขอ้ มลู จากปิยพงศ์ ดที องนอก (2562-2563)

4) ข้อมลู อุตนุ ิยมวิทยาใกล้ผิวดินพนื้ ท่สี วนปาล์มน้ามนั บริเวณบา้ นหนองเลา ตาบล
เครง็ อาเภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช (ภาพท่ี 3.9-3.10 และตารางที่ 3.4)

ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินพื้นที่สวนปาล์มน้ามันบริเวณบ้านหนองเลา ตาบลเคร็ง
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซ่ึงมีข้อมูลที่มีการตรวจวัดค่าทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินในเดือน
มิถุนายน พ.ศ. 2562 และช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563 โดยปริมาณน้าฝนในเดือนมิถุนายน
พ.ศ. 2562 มีค่าเฉลี่ยท่ี 8.13 มิลลิเมตรต่อวัน ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์ฝนตกเพียงเล็กน้อย และมีฝนตกหนักในวัน

การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลกี เลี่ยงการเสื่อมโทรมของป่าพรแุ ละการฟนื้ ฟปู า่ พรทุ ่เี สอ่ื มโทรม | 59

ซึง่ มีค่าสงู สุดของปริมาณน้าฝนเท่ากบั 40.80 มลิ ลเิ มตรตอ่ วนั ส่วนช่วงเดอื นมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563
ซง่ึ เข้าสฤู่ ดูร้อนนั้นมปี ริมาณน้าฝนตกเพยี งเล็กน้อย โดยมคี า่ ปริมาณนา้ ฝนอยใู่ นช่วง 0.08-1.41 มลิ ลิเมตร
ต่อวัน รวมถึงปริมาณน้าฝนที่มีค่าสูงสุดในช่วง 2.00-20.00 มิลลิเมตรต่อวัน ซ่ึงก็ยังอยู่ในเกณฑ์ฝนตก
เพียงเล็กน้อย ซึ่งบ่งชี้ถึงปริมาณการกักเก็บน้าของแหล่งเก็บน้าที่มีอยู่ในบริเวณดังกล่าวจะมีปริมาณน้า
น้อยลง เช่น คูน้าระหว่างร่องปาล์มต่าง ๆ พยากรณ์ได้ว่าน้าอาจมีปริมาณลดลง ในขณะท่ีพืชคือปาล์ม
น้ามันจาเป็นต้องใช้น้าในปริมาณมาก นั่นย่อมหมายความว่า ปริมาณน้าฝนในพ้ืนที่เป็นปัจจัยสาคัญต่อ
การเจริญเติบโตของต้นปาล์มจึงจะให้ผลผลิตท่ีดี จึงต้องมีการวางแผนการจัดการน้าเพื่อการเกษตรใน
พ้ืนทีส่ วนปาล์มน้ามนั อยา่ งเหมาะสมกับฤดกู าลและสถานการณ์ความเปลยี่ นแปลงของภูมิอากาศ

ส่วนข้อมูลความชื้นสัมพัทธ์มีค่าสัมพันธ์กับฤดูกาล เช่นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562
ค่าเฉลี่ยความชื้นสัมพัทธ์ในพ้ืนท่ีสวนปาล์มมีค่าเท่ากับ 79.03 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าสูงสุดเท่ากับ 86.70
เปอร์เซ็นต์ ส่วนในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563 มีค่าเฉล่ียความชื้นสัมพัทธ์เท่ากับ 76.23,
53.05 และ 48.26 เปอรเ์ ซน็ ต์ เหน็ ไดว้ ่า เมื่อเขา้ สู่ฤดูรอ้ นคา่ ความช้นื สัมพัทธ์ในพน้ื ทส่ี วนปาล์มมีคา่ ลดลง
แต่มขี อ้ ทีน่ ่าสังเกตถงึ ความแตกต่างของค่าความชนื้ สมั พัทธร์ ะหวา่ งพน้ื ท่ปี ่าเสมด็ ผสมกระจูดในป่าพรุควน
เคร็งกับพื้นท่ีสวนปาล์ม เห็นได้ว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั่นคือช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563 ค่า
ความชื้นสัมพัทธ์ในป่าเสม็ดผสมกระจูดยังคงมีความชื้นสูง ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณน้าฝนในพื้นที่ป่าเสม็ด
ผสมกระจูดที่ฝนตกมากกว่าบริเวณสวนปาล์มน้ามัน บ่งชี้ให้เห็นว่าฝนตกกระจายเป็นแห่ง ๆ แม้จะอยู่
ตาบลเดียวกัน และในพื้นท่ีป่าพรุจะมีฝนตกมากกว่าเน่ืองจากความชื้นสัมพัทธ์มีค่าสูง ในขณะท่ีบริเวณ
สวนปาล์มน้ามันเปน็ พน้ื ที่โลง่ แจง้ มเี พยี งพชื เชิงเดี่ยวคอื ตน้ ปาลม์ น้ามัน ความช้ืนสัมพัทธใ์ นพนื้ ท่ีจึงมีน้อย
กว่าพื้นท่ีป่าเสม็ดผสมกระจูดหรือบริเวณอ่ืน ๆ ที่มีต้นไม้หรือความหลากหลายของพืช เห็นได้ว่า ในบาง
ฤดูกาลค่าความช้ืนสัมพัทธ์ในพื้นที่สวนปาล์มมีค่าท่ีสวนทางกับความต้องการของต้นปาล์มน้ามันที่
เจริญเติบโตและใหผ้ ลผลิตที่ดีในสภาวะท่ีมีความชืน้ สูง มีปริมาณน้าเพียงพอ ซึ่งสัมพันธ์กับปรมิ าณน้าฝน
ดังที่ สมพร ณ นคร และคณะ (2560) ได้อธิบายถึงสภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้น
ปาล์มน้ามันและให้ผลผลิตที่ดีคือ พื้นท่ีเขตมรสุมท่ีมีความช้ืนสูง ที่ราบใกล้ชายฝ่ังทะเล ลักษณะเนื้อดิน
สมบูรณ์ ดินเหนียวปนทราย จะให้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุนหากมีการดูแลรักษาที่เหมาะสมโดยปัจจัย
หลักท่ีเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศท่ีมีผลต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของปาล์มน้ามัน คือ ปริมาณน้าฝน
และการกระจายตัวของฝนซึ่งมีความสัมพันธ์กับความช้ืนในดินและอากาศปริมาณน้าฝนท่ีเหมาะสม
ระหว่าง 2,000-3,000 มิลลเิ มตรต่อปี มีระยะฝนท้ิงช่วงไมเ่ กิน 2 เดือน ในแต่ละเดอื นควรมีปริมาณน้าฝน
เฉลย่ี 180-250 มลิ ลเิ มตร จะทาให้ดนิ มีความชน้ื เหมาะสมความชนื้ สัมพทั ธอ์ ยู่ระหวา่ ง 75-85 เปอร์เซ็นต์

ปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ในพื้นท่ีสวนปาล์มน้ามันมีค่าเฉลี่ยในช่วง 360.87-582.99 วัตต์
ต่อตารางเมตร โดยมีค่าสูงสุดในช่วง 493.10-645.92 วัตต์ต่อตารางเมตร ค่าต่าสุดอยู่ในช่วง 85.08-
477.80 วัตต์ต่อตารางเมตร เห็นได้ว่าพ้ืนท่ีสวนปาล์มน้ามันมีปริมาณรังสีดวงอาทิตย์สูงกว่าพื้นท่ีอื่น ๆ
นนั่ เพราะสภาพพืน้ ที่โลง่ แจ้ง ทัง้ นี้ รังสีดวงอาทติ ย์มคี วามสาคัญกับการสังเคราะห์แสงของพืช จากตวั เลข
รังสีดวงอาทิตย์ในพื้นท่ีสามารถนามาวิเคราะห์ความเหมาะสมได้ว่าต้นปาล์มภายใต้ปริมาณรังสีดวง
อาทิตย์ในช่วงดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่อย่างไร หรือหากไม่เหมาะสมกับความต้องการของต้นปาล์ม ควร
ปรับเพ่ิมหรือลดอย่างไร เช่น การปลูกชิดเกินไป จึงทาให้แสงไม่เพียงพอ หรือแสงปริมาณดังกล่าวมาก
เกินความต้องการ ควรปรับลดความเข้มของแสงอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้สาคัญต่อการบริหารจัดการน้าให้

60 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพ่มิ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยืน

สอดคล้องตามสภาพพ้ืนท่ี โดยข้อมูลทางวิชาการ CPI AGROTECH (2562) ได้ระบุข้อมูลท่ีสะท้อน
ความสาคัญของแสงแดดต่อต้นปาล์มน้ามันในแง่การนาไปสังเคราะห์แสง และปาล์มน้ามันนั้นต้องการ
พลังงานแสงแดดที่ระดับ 800–900 ไมโครโมล/ตารางเมตร/วินาที หรือประมาณ 341.28-383.94 วัตต์
ต่อตารางเมตร ทั้งนี้คานวนจาก 1 ไมโมโครโมล=54 Lux และ 1 Lux = 0.0079 วัตต์ต่อตารางเมตร
(Apogeeinstruments. , 2020; Werk_AG, 2010) ถึงจะเกิดการอตั ราการสงั เคราะห์แสงสงู สุด โดยปกติ
แล้วปาล์มน้ามันต้องการแสงแดดมากกว่า 5 ช่ัวโมง/วัน โดยปาล์มจะใช้กระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อ
ไปสร้างผลผลิตและส่วนอ่ืน ๆ ของต้น สอดคล้องกับ สมพร ณ นคร และคณะ. (2560) ท่ีช้ีว่าแสงแดด
เป็นปัจจัยที่ที่สาคัญต่อการเจริญเติบโตของปาล์มน้ามันรองลงมาจากน้าฝน ช่วงเวลาที่ปาล์มต้องการ
แสงแดดที่เหมาะสม คอื วันละ 5-6 ช่วั โมง เห็นไดว้ ่า จากข้อมูลปริมาณรังสีดวงอาทิตยใ์ นพื้นทสี่ วนปาล์ม
(ตารางที่) มีค่าเฉล่ียของปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ในเดือนตุลาคมเท่านั้นที่เหมาะสมกับความต้องการของ
ต้นปาล์ม ขณะที่ช่วงเวลาอ่ืน ๆ ตลอดท้ังปีมีค่ารังสีดวงอาทิตย์ท่ีสูงเกินกว่าค่าความเหมาะสมกับการ
เจริญเติบโตท่ีจะให้ผลผลิตท่ีดี เช่นนี้ข้อมูลเหล่าน้ีจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการน้า และการ
จัดการสภาพพ้ืนท่ีทางการเกษตรในการทาสวนปาล์มน้ามันเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลผลิตปาล์มน้ามันมี
คณุ ภาพและไดผ้ ลตอบแทนทด่ี ี

เช่นเดียวกันอุณหภูมิในพ้ืนท่ีสวนปาล์มมีค่าเฉล่ียตลอดช่วงปี พ.ศ. 2562-2563 (ตาราง
ท่ี ) อยู่ในช่วง 25.15-26.90 องศาเซลเซยี ส คา่ ตา่ สดุ อยูใ่ นชว่ ง 23.68-25.26 องศาเซลเซียส และคา่ สูงสุด
ในช่วง 25.91-28.49 องศาเซลเซียส เห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับสภาพพ้ืนที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ามัน
โดยที่ สมพร ณ นคร และคณะ (2560) อธิบายถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต คือ ช่วง 22-
32 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิต่ากว่า 20 องศาเซลเซียส มีผลต่อการพัฒนาการเกิดทางใบและตาดอก
ตลอดจนการเจริญเติบโตของต้นกล้าปาล์มช้าลง ทว่า หากอุณหภูมิสูงเกิน 33 องศาเซลเซียส จะทาให้
อัตราการคายน้าของต้นปาลม์ นา้ มนั สูงขึ้นและมผี ลกระทบตอ่ การสญู เสยี ความช้นื ในดนิ

ส่วนข้อมูลความเร็วลมในพื้นที่สวนปาล์มน้ามันมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.80-1.35 เมตรต่อ
วินาที หรือ 2.88-4.86 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีค่าสูงสุดในช่วง 1.17-2.32 เมตรต่อวินาที หรือ 4.21-
8.50 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง ส่วนค่าต่าสุดอยู่ในช่วง 0.51-0.82 เมตรต่อวินาที หรือ 1.84-2.95 กิโลเมตรต่อ
ช่ัวโมง เห็นได้ว่า ค่าเฉล่ียความเร็วลมอยู่ในเกณฑ์ลมเบา ขณะท่ีค่าความเร็วลมสูงสุดอยู่ในเกณฑ์ลมอ่อน
โดยกรมอุตนุ ยิ มวิทยาได้กาหนดเกณฑ์ “ลมเบา” คือความเร็วลม 1-5 กโิ ลเมตรตอ่ ชั่วโมง สว่ นลมอ่อนคือ
ความเรว็ ลม 6-11 กโิ ลเมตรต่อชัว่ โมง

ภาพที่ 3.9-3.10 พ้นื ที่ศึกษาสวนปาลม์ นา้ มนั หมู่ที่ 3 ตาบลเครง็ อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช
ที่มา: ปยิ ะพงษ์ ดที องนอก (2562)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอื่ หลกี เลยี่ งการเสอื่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟูปา่ พรทุ ่ีเสอื่ มโทรม | 61

ตารางที่ 3.4 ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน สวนปาล์มน้ามัน บริเวณบ้านหนองเลา ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช

ท่มี า: สังเคราะหข์ ้อมลู จาก ปิยพงศ์ ดีทองนอก (2562-2563)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก สมฤทัย ทะสะดวก (2563) ท่ีได้รวบรวมจากสถานีตรวจวัด
อากาศ 3 แห่ง ที่ครอบคลุมบริเวณพรุ คือ สถานีจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และอาเภอ
หาดใหญ่ ได้สรุปข้อมูลลักษณะสภาพภูมิอากาศโดยรวมของพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็งได้ว่าพ้ืนท่ีมีอุณหภูมิ
เฉล่ียตลอดทั้งปี 27.3 องศเซลเซียส โดยเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 33.7 องศา
เซลเซียส และในเดือนมกราคมมคี ่าตา่ สดุ เฉลย่ี 17.2 องศาเซลเซียส ส่วนความชน้ื สมั พทั ธเ์ ฉล่ียตลอดทั้งปี
79% เดอื นตลุ าคมมคี ่าความชื้นสมั พัทธส์ ูงสุดเฉลยี่ 96% และเดือนมนี าคมจะมคี า่ ความชื้นสมั พันธ์ต่าสุด
เฉลี่ย 25% ขณะที่การอัตราการระเหยของน้าตลอดทั้งปี 1,619 มิลลติเมตร โดยเดือนเมษายนมีอัตรา
การระเหยของน้ามากท่ีสุดเฉล่ีย 160 มิลลิเมตร และเดือนพฤศจิกายนจะมีอัตราการระเหยของน้าน้อย
ที่สุดเฉล่ีย 95.9 มิลลิเมตร ในพ้ืนท่ีท่ีป่าพรุควนเคร็งเมฆมีความคร้ึมเฉล่ียทั้งปี 7.5 อ๊อกต้า ซึ่งหมายถึง
ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมค่อนข้างหนา อุณหภูมิจุดน้าค้างเฉล่ียท้ังปี 23.1 องศาเซลเซียส ส่วนความเร็วลม
ตลอดท้งั ปีเฉลี่ยท่ี 4.2 น๊อตหรือ 7.78 กโิ ลเมตรตอ่ ชั่วโมง โดยทคี่ วามเรว็ ลมสูงสดุ ทเี่ คยเกิดข้นึ อยู่ในเดือน
พฤศจิกายน 76 น๊อต หรือ140.75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วลมท่ีสูงมากและอาจสร้างความ
เสียหายใหก้ ับบา้ นเรือน ชวี ติ และทรัพยส์ ินประชาชน

เห็นได้ว่า สภาพอากาศในภาพรวมของพื้นท่ีพรุควนเคร็งกับสภาพอากาศในพื้นท่ีศึกษา
ทงั้ 4 แหง่ ได้แก่ 1) พื้นทปี่ ่าพรธุ รรมชาติ ภายในพ้นื ท่สี วนพฤกษศาสตร์พนางตุง อาเภอควนขนนุ จังหวดั
พัทลุง 2) พื้นที่ป่าเสม็ดผสมกระจูด บริเวณพ้ืนที่หมู่ที่ 4 ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช 3) พื้นที่ป่าพรุดอน ภายในพื้นท่ีหน่วยพิทักษ์ศาลหลวงต้นไทร เขตห้ามล่าสัตวป์ า่ บอ่ ลอ้
และ 4) พ้ืนที่สวนปาล์มน้ามัน บริเวณบ้านหนองเลา ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ท่ีมีการตรวจวัดในช่วงปี 2562 และ 2563 (เดือนมกราคม-มีนาคม) ค่อนข้างมีความแตกต่างกัน เช่น

62 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยืน

ข้อมูลความเร็วลมซ่ึงในพื้นที่ศึกษาท้ัง 4 แห่ง ความเร็วลมอยู่ในเกณฑ์ลมสงบ ลมเบา และลมอ่อน โดยที่
ลมเงียบ คือ ควันลอยข้ึนตรง ๆ มีความเร็วลมน้อยกว่า 1 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง ลมเบามีความเร็วลม 1-5
กิโลเมตรตอ่ ช่ัวโมง ส่วนลมอ่อน คือ ความเร็วลม 6-11 กโิ ลเมตรตอ่ ชั่วโมง ขณะทีค่ วามเร็วลมในภาพรวม
ของพนื้ ท่พี รุควนเคร็งมีความเร็วลมเฉล่ียทั้งปีที่ 7.78 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง ซึ่งถือว่าความเร็วลมอยู่ในเกณฑ์
ลมออ่ น และมลี มแรงถงึ 140.75 กิโลเมตรต่อชัว่ โมง ซึ่งพบไดใ้ นชว่ งเดือนพฤศจกิ ายน

การจัดการนา้ ในปจั จบุ นั ส่กู ารประยกุ ต์ใชเ้ พือ่ การจดั การน้ารว่ มกัน
การสร้างแบบจาลองการจัดการน้าในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ไม่เพียงแค่การทาความเข้าใจ

กับสภาพดินฟา้ อากาศ ลักษณะและทศิ ทางการไหลของน้า และอาคารควบคมุ การไหลของนา้ ท่ีมีอยู่ในแต่
ละบริเวณเท่านั้น แต่ยังจาเป็นต้องทาความเข้าใจกับการจัดการน้าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแนวทางการ
จัดการน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการดาเนินการซึ่งมีความเช่ือมโยงเก่ียวพันกัน และความเช่ือมโยงเกี่ยว
กันนี้ชี้ให้เหน็ อย่างชดั เจนว่า การจัดการน้าเพ่ือให้มนี ้าอย่างเพยี งพอท้งั เพื่อรักษาระบบนิเวศในป่าพรุและ
การใช้น้าในภาคเกษตรกรรมท่ีมีอยู่ในพื้นท่ีรายรอบป่าพรุ จาเป็นต้องร่วมมือกันทุกหน่วยงาน ดังน้ัน
กระบวนการศึกษาเพ่ือหาแนวทางการจัดการนา้ ร่วมกันในพื้นที่พรุควนเคร็งโดยใช้เทคโนโลยี MIKE SHE
ของ สมฤทัย ทะสะดวก (2562) จึงให้ความสาคัญกับการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้าในป่าพรุ
ควนเคร็งในปัจจุบันด้วยเพ่ือเป็นข้อมูลที่จะนาไปสู่การประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางการจัดการน้าผ่าน
แบบจาลองหรอื ตัวแบบการจัดการน้าท่ไี ดจ้ ากการวิเคราะห์ผา่ นระบบ MIKE SHE

การจัดการน้าในพน้ื ที่พรคุ วนเคร็งมีโครงการชลประทานทเ่ี กี่ยวข้องและเช่ือมโยงกัน 3 โครงการ
ได้แก่ โครงการส่งน้าและบารุงรักษาปากพนังตอนบน โครงการส่งน้าและบารุงรักษาปากพนังตอนล่าง
และโครงการส่งน้าและบารุงรักษานครศรีธรรมราช โดยมีพื้นท่ีชลประทานท่ีเกี่ยวข้องได้แก่ พ้ืนท่ี
ชลประทานระบบสูบน้าด้วยเคร่ืองสูบน้าขนาดเล็ก พ้ืนที่ชลประทานระบบสูบน้าด้วยเครื่องสูบน้าขนาด
ใหญ่ พ้ืนท่ีชลประทานคลองไม้เสียบ พ้ืนท่ีชลประทานนิคมควนขนุน ซ่ึงแต่ละพื้นที่ชลประทานมีอัตรา
การระบายน้าไดต้ ่างกนั โดยประตรู ะบายน้าที่มอี ัตราการระบายน้าได้สูงสุดคอื ประตูระบายนา้ อุทกวิภาช
ประสิทธิ (ตารางที่ 3.5) พร้อมทั้งน้าต้นทุนจากอ่างเก็บน้าห้วยน้าใสและอาคารบังคับน้า (ภาพที่ 3.11)
การบริหารจัดการน้าช่วงปี พ.ศ.2549 ถึง ปัจจุบันดาเนินงานภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ใน
รูปแบบการบรหิ ารจัดการผา่ นคณะกรรมการจดั การชลประทาน (Joint Management Committee for
Irrigation) โดยมีการกาหนดหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการประตูระบายน้าอุทกวิภาชประสิทธิและ
ประตูระบายน้าทีม่ สี ว่ นเกี่ยวขอ้ ง (ภาพที่ 3.12)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พือ่ หลกี เลย่ี งการเส่อื มโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟูป่าพรุท่เี สื่อมโทรม | 63

ปตร.อุทกวภิ าชประสทิ ธิ
ปตร.คลองลดั
ปตร.ฉุกเฉนิ

ปตร.ทา่ พญา
ปตร.น้าโกฏิ

ปตร.เสอื หงึ
ปตร.ชะอวด-แพรกเมอื ง
คนั แบ่งเขตน้ำจืด-น้ำเคม็

ภาพท่ี 3.11 โครงการบริหารจัดการนา้ ของสานักชลประทานที่ 15
ทีม่ า : สานักชลประทานท่ี 15 (2560, อ้างถงึ ใน สมฤทัย ทะสะดวก, 2563)

ตาราง 3.5 รายละเอยี ดของอาคารควบคุมการระบายนา้ ในโครงการพัฒนาพืน้ ทีล่ มุ่ น้าปากพนัง

ที่ โครงการ อตั ราระบายน้าสูงสุด ระดับน้าเกบ็ กัก

(ลกู บาศก์เมตรต่อวินาท)ี (เมตร, ทร่ี ะดบั น้าทะเล

ปานกลาง : รทก.)

1 ประตรู ะบายนา้ อทุ กวิภาชประสทิ ธิ 1,426 +0.30

2 ประตรู ะบายนา้ คลองลัด 120 +0.30

3 ประตูระบายน้าฉุกเฉนิ 210 +0.30

4 ประตรู ะบายน้าท่าพญา 130 +0.30

5 ประตรู ะบายนา้ หน้าโกฏิ 350 +0.30

6 ประตูระบายน้าเสอื หึง 350 +0.30

7 ประตรู ะบายน้าชะอวด-แพรกเมือง 540 +0.30

ทมี่ า : ศูนย์อานวยการและประสานการพฒั นาพน้ื ทีล่ มุ่ น้าปากพนงั อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาริ (2561, อ้างถึงใน

สมฤทัย ทะสะดวก, 2563)

64 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยนื

ภาพท่ี 3.12 หลักเกณฑก์ ารบรหิ ารจัดการประตูระบายนา้ อุทกวภิ าชประสิทธแิ ละประตรู ะบายนา้ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ทม่ี า : สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

อน่ึง ข้อสรุปแนวทางการจัดการน้าในปัจจุบันพบว่ามีการร่วมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง
กรมชลประทาน และกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช และได้จัดทาแผนการบริหารจัดการน้าเพ่ือรักษา
ระดับน้าท่ีเหมาะสมบริเวณป่าพรุควนเคร็ง โดยมีข้อสรุปมาตรการต่าง ๆ คือ 1) การปิดประตูระบายน้า
ท้ังหมดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน ซึ่งมี 7 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้าบางจาก ,ประตูระบายน้า
อุทกวิภาชประสิทธิ์ ,ประตูระบายน้าชะอวด-แพรกเมือง ,ประตูระบายน้าเสือหึง ,ประตูระบายน้าคลอง
แดน ,ประตรู ะบายนา้ คลองค็อง 2) รกั ษาระดบั เกบ็ กกั ท่ี +0.30 เมตร-รทก. 3) บริหารจัดการนา้ ตามจุดท่ี
มกี ารก่อสรา้ งทานบช่ัวคราวและทาการติดตง้ั เคร่ืองสูบน้า 4) บรหิ ารจดั การระดับน้าในอา่ งเก็บน้าห้วยน้า
ใส 5) ส่งน้าเข้าพื้นท่ีพรุควนเคร็งผ่านคลองส่งน้าของหน่วยงานชลประทาน (ภาพท่ี 3.13) และได้มีการ
กาหนดมาตรการในการดแู ลพน้ื ท่ีพรคุ วนเครง็ ในสถานการณ์ต่าง ๆ คอื

การเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่า ได้มีการกาหนดเกณฑ์ระดับน้าบริเวณหน้าประตูระบายน้าด้าน
เหนือประตูระบายน้าคลองชะอวด-แพรกเมือง โดยกาหนดให้ระดับน้าเก็บกักปกติอยู่ที่ +0.30 เมตร
เหนือระดับน้าทะเลปานกลาง (รทก.) อย่างไรก็ตาม เม่ือระดับน้าลดลงถึง 0.00 เมตร-รทก. กรม
ชลประทานจะเร่ิมตดิ ตงั้ เคร่ืองสูบน้าบริเวณทานบชัว่ คราวในตาแหน่งต่าง ๆ และจะเริม่ สูบน้ากลับเข้าป่า
พรุเมื่อระดับน้าลดลงถึง –0.20 เมตร-รทก. โดยแผนการบริหารจัดการน้าเพื่อรักษาระดับน้าที่เหมาะสม
บริเวณป่าพรุควนเคร็ง แสดงดังภาพท่ี 3.14 และภาพท่ี 3.15 ซ่ึงแสดงโครงข่ายลาน้าที่เก่ียวข้องกับการ
บรหิ ารจดั การน้า นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าพรุควนเครง็ ได้มีมาตรการควบคุมระดบั น้าในพื้นที่

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลกี เลีย่ งการเสื่อมโทรมของปา่ พรุและการฟ้ืนฟูป่าพรุที่เส่อื มโทรม | 65
ป่าพรุควนเคร็ง โดยกาหนดให้มีน้า/ความช้ืนตลอดในช่วงฤดูไฟป่า ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-
ตุลาคมของทกุ ปี (ภาพที่ 3.16)

ภาพท่ี 3.13 แนวทางการบริหารจัดการน้าในพน้ื ที่พรุควนเคร็งในปัจจุบัน โดยความร่วมมอื ของหนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ท่ีมา: สมฤทัย ทะดวก (2563)

66 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอื่ เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยืน

ภาพท่ี 3.14 ผงั โครงขา่ ยลาน้าท่ีมสี ่วนเก่ยี วข้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้าในป่าพรคุ วนเคร็งในปจั จบุ นั
ท่มี า: สมฤทัย ทะดวก (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลีย่ งการเสอื่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟืน้ ฟูปา่ พรทุ ่ีเสอ่ื มโทรม | 67

ภาพท่ี 3.15 แผนการบรหิ ารจดั การน้าเพ่อื รักษาระดับนา้ ทเี่ หมาะสมบริเวณปา่ พรคุ วนเคร็ง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
โครงการสง่ น้าและบารุงรักษาปากพนังบน กรมชลประทาน
ที่มา: ฝา่ ยจดั สรรน้าและปรับปรงุ ระบบชลประทานโครงการสง่ น้าและบารุงรักษาปากพนังบน (2562, อ้างถงึ ใน สมฤทัย
ทะดวก, 2563)

ภาพท่ี 3.16 การแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งมาตรการควบคุมระดับน้าในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็ง ให้มีน้าและ
ความช้ืนตลอด ในชว่ งฤดไู ฟป่า มนี าคม–ตลุ าคม
ทม่ี า: โครงการคลองสง่ น้าและบารงุ รักษาปากพนังบน (2562, อา้ งถงึ ใน สมฤทัย ทะดวก, 2563)

นอกจากน้ีในส่วนของสถานีควบคุมไฟป่า ในพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งได้มีการขุดคูแพรกแนวป้องกนั
รกั ษาป่าและปอ้ งกันไฟป่า เป็นแนวรอบล้อมปา่ พรเุ ขตหา้ มล่าสตั ว์บ่อล้อ ซึ่งมลี ักษณะเปน็ แนวกันไฟถาวร
ขนาดกว้าง 8 – 10 เมตร รวมท้ังสามารถใช้ประโยชน์เป็นเส้นทางสัญจรลาดตระเวนและไปปฏิบัติงาน
ควบคุมดับไฟ อีกท้ังยังสามารถใช้เป็นแหล่งน้าใช้ในการควบคุมดับไฟ โดยลักษณะการขุดคูแพรกแนว
ป้องกันรักษาป่าและป้องกันไฟป่า (ภาพท่ี 3.17) โดยในส่วนของเขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อยในบางพ้นื ท่ี
ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้า จะมีการขุดแหล่งนา้ สารอง โดยใช้แรงงานคนในการขุดขนาดกว้าง 3 เมตร
ยาว 20 เมตร ลึก 2 เมตร เพอ่ื ใช้เป็นแหลง่ สารองนา้ ในพนื้ ทีพ่ รุไกลแหล่งน้า (ภาพที่ 3.18)

68 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยง่ั ยนื

ภาพท่ี 3.17 การขดุ คูแพรกแนวปอ้ งกนั รกั ษาปา่ และป้องกันไฟป่า
ทมี่ า: สมฤทยั ทะดวก (2563)

ภาพที่ 3.18 การจดั ทาแหลง่ สารองน้าในพน้ื ท่ีพรุไกลแหลง่ นา้
ทม่ี า: สมฤทยั ทะดวก (2563)

ท้ังน้ี หน่วยงานท่ีรับผิดชอบและมีส่วนได้เสียในการจัดการป่าพรุควนเคร็งมึความเห็นตรงกันว่า
ควรมีการกาหนดขอบเขตของพ้ืนท่ีป่าพรุสมบูรณ์กับพ้ืนที่ป่าให้มีความชัดเจนโดยการขุดคูน้าขนาดเล็ก
ล้อมร้อบพื้นท่ีป่าพรุสมบูรณ์ เพื่อแบ่งพ้ืนท่ีระหว่างป่าพรุและพื้นท่ีเกษตรกรรมให้มีความชัดเจน โดยใน
ปจั จบุ ันพนื้ ทใี่ นเขตหา้ มล่าสตั ว์ป่าบ่อล้อได้มกี ารดาเนินการไปแลว้ ในหลายพืน้ ที่ แตใ่ นบางพืน้ ทน่ี ้นั พบวา่
ยังมพี ้ืนท่ีเกษตรกรรมอย่ใู นพื้นทเี่ ขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทาใหต้ ้องยงั คงต้องมีขอ้ ขดั แยง้ อยู่ แต่ในพื้นท่ขี องเขต

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลี่ยงการเสอื่ มโทรมของปา่ พรุและการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ ่ีเสอื่ มโทรม | 69

ห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยยังไม่ได้มีการดาเนินการ และมีแนวโน้มของพ้ืนท่ี สปก. จะมีการรุกล้าเข้ามาใช้
พื้นที่ในป่าพรุมากขึ้น จึงควรมีการกาหนดพื้นท่ีควบคุมป่าพรุพิเศษเพ่ิมเติมจากแนวเขตห้ามล่าสัตวป์ ่าใน
ปัจจุบัน โดยพ้ืนท่ีป่าพรุสมบูรณ์ที่ยังคงหลงเหลือในปัจจุบัน และพ้ืนที่ สปก. ซ่ึงอยู่โดยรอบพ้ืนท่ี (ภาพท่ี
3.19)

ภาพท่ี 3.19 พนื้ ทป่ี ่าพรสุ มบูรณท์ ยี่ งั คงหลงเหลอื ในปัจจบุ ัน และพน้ื ท่ี สปก. ซง่ึ อยูโ่ ดยรอบพืน้ ท่ปี า่ พรุ
ท่มี า: สมฤทยั ทะดวก (2563)

การวเิ คราะหข์ ้อมูลทางอุทกวิทยาและชลศาสตร์
การวิเคราะห์ข้อมูลทางอุทกวิทยาและชลศาสตร์ เป็นกระบวนการสาคัญของการศึกษาข้อมูลท่ี

เก่ียวข้องกับการจัดการน้าในพ้ืนที่พรคุวนเคร็ง โดยข้อมูลท่ีเป็นองค์ประกอบสาคัญ ได้แก่ ข้อมูลฝน
ข้อมูลน้าท่า ข้อมูลการคายระเหย ข้อมูลน้าใต้ดิน ข้อมูลระดับน้าตรวจวัด ข้อมูลหน้าตัดลาน้า ข้อมูล
โครงขา่ ยลานา้ และขอ้ มลู การไหลของนา้ เขา้ -ออกพ้ืนทปี่ ่าพรุ

70 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศป่าพรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยืน

ข้อมูลน้าฝน เป็นข้อมูลที่ตรวจวัดโดยกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทาน (2562) จากสถานี
ตรวจวัดปริมาณน้าฝน 8 แห่ง ครอบคลุมพ้ืนท่ีท้ัง 3 จังหวัดในเขตภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง นั่นคือ สถานี
ตรวจวัดน้าฝนในพ้ืนท่ีจังหวัดนครศรีธรรมราช 6 แห่ง จังหวัดสงขลา 1 แห่ง และจังหวัดพัทลุง 1 แห่ง
(ภาพท่ี กล่าวคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ 1) สถานีตรวจวัดน้าฝนท่ีว่าการอาเภอพระพรหม (รหัส
สถานี 552020) ตาบลนาพรุ อาเภอพระพรหม ช่วงข้อมูลที่ได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537-2562 2) สถานีท่ีว่า
การอาเภอจุฬาภรณ์ (รหัสสถานี 552025) ตาบลสามตาบล อาเภอจฬุ าภรณ์ ชว่ งขอ้ มูลที่ได้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.
2521-2562) 3) สถานีที่ว่าการอาเภอเฉลิมพระเกียรติ (รหัสสถานี 552023) ตาบลสวนหลวง อาเภอ
เฉลิมพระเกียรติ ช่วงข้อมูล ปี พ.ศ 2540-2562 4) สถานีประตูระบายน้าคลองค๊อง (รหัสสถานี 27270)
ตาบลแม่เจา้ อยหู่ วั อาเภอเชียรใหญ่ ชว่ งข้อมลู ปี พ.ศ. 2522-2538 5) สถานที ่ีว่าการอาเภอชะอวด (รหสั
สถานี 552010) ตาบลชะอวด อาเภอชะอวด ช่วงข้อมูล ปี พ.ศ. 2509-2562 6) สถานีที่ว่าการอาเภอหัว
ไทร (รหัสสถานี 552203) อาเภอหัวไทร ช่วงข้อมูล ปี พ.ศ. 2537-2562 7) สถานีที่ว่าการอาเภอควน
ขนุน (รหัสสถานี 560002) ตาบลควนขนุน จังหวัดพัทลุง ช่วงข้อมูลปี พ.ศ. 2542-2562 และ 8) สถานี
ท่ีว่าการอาเภอระโนด (รหัสสถานี 568001) ตาบลระโนด อาเภอระโนด จังหวัดสงขลา ช่วงข้อมูลที่ได้ ปี
พ.ศ. 2530-2562

ทั้งน้ี ข้อมูลน้าฝนที่ใช้ในการศึกษาเป็นข้อมูลน้าฝนรายวันของแต่ละเดือนที่คัดเอาแต่ข้อมูลท่ี
สมบูรณ์ โดยข้อมูลน้าฝนท่ีไม่สมบูรณ์ไม่นามาประมวลผล เช่น ข้อมูลขาดหายไปทั้งปหี รอื มีค่าผิดปกติจะ
คัดออก และเลือกช่วงเวลาของข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2542-2562 เน่ืองจากเป็นช่วงเวลาที่ทุกสถานีมี
ข้อมลู เพยี งพอและตอ่ เนื่องตลอดชว่ งเวลาดงั กลา่ ว และข้อมูลครอบคลมุ ท้งั ชว่ งปีทม่ี นี ้าฝนน้อย ปานกลาง
และมาก สาหรับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลใช้วิธีกราฟทับทวี (Double Mass Curves)
โดยหากกราฟท่ีได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงแสดงว่าข้อมูลน้าฝนที่ตรวจวัดมีความถูกต้อง ซ่ึงการตรวจสอบ
ความน่าเช่ือถือของข้อมูลฝนโดยวิธีกราฟทับทวีได้กาหนดให้ค่าแกนในแนวนอนเท่ากับปริมาณน้าฝน
เฉลี่ยสะสมทั้งหมดของสถานีตรวจวัดน้าฝนในพ้ืนที่ศึกษา ในขณะที่ค่าแกนในแนวต้ังมีค่าเท่ากับปริมาณ
นา้ ฝนเฉลีย่ สะสมของสถานที ่ีต้องการตรวจสอบความน่าเช่ือถือของข้อมูลฝนรายวนั โดยผลการตรวจสอบ
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลฝนรายวันของสถานีวัดน้าฝนในพื้นที่ศึกษา พบว่า ข้อมูลน้าฝนตรวจวัดของทุก
สถานีมีความถูกต้องโดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R2) อยู่ระหว่าง 0.9952 ถึง 0.9989 แสดงดังภาพท่ี
3.21

การใช้เทคโนโลยีเพื่อหลีกเลย่ี งการเสื่อมโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟูปา่ พรุทเ่ี ส่ือมโทรม | 71

ภาพที่ 3.20 ตาแหน่งสถานีตรวจวัดนา้ ฝนท้ัง 8 แห่ง ในเขตพื้นทจ่ี งั หวัดนครศรีธรรมราช พทั ลงุ และสงขลา
ที่มา: : สมฤทัย ทะสะดวก (2563, ปรบั ปรงุ จากกรมชลประทาน (2562) และกรมอุตุนิยมวิทยา (2562))

72 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพิม่ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่ังยนื

ภาพท่ี 3.21 ผลการตรวจข้อมลู นา้ ฝนในแตล่ ะสถานนี า้ ฝน ซง่ึ กราฟมีลกั ษณะเส้นตรงแสดงถงึ ความนา่ เชื่อถือของข้อมลู
ทม่ี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

การใช้เทคโนโลยเี พือ่ หลกี เลยี่ งการเสือ่ มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ ่ีเสอื่ มโทรม | 73

ข้อมูลน้าท่า เป็นข้อมูลเบ้ืองต้นท่ีจาเป็นในการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อให้ได้แนว
ทางการจดั การน้าที่เหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่ โดยข้อมลู ได้จากสถานตี รวจวัดน้าทา่ ของกรมชลประทานใน
พ้ืนที่ศึกษาและพื้นท่ีใกล้เคียงรวม 16 สถานี ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง
โดยสถานีตรวจวดั ขอ้ มูลนา้ ทา่ ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมากถึง 10 สถานี ในเขตอาเภอเมือง
ลานสกา เชียรใหญ่ ปากพนงั ชะอวด และร่อนพิบูลย์ ส่วนสถานีในจงั หวดั พัทลุงมีจานวน 5 สถานี ตง้ั อยู่
ในเขตอาเภอควนขนุนและป่าพยอม นอกจากน้ีสถานีตรวจวัดข้อมูลน้าท่าอีก 1 สถานี อยู่ในอาเภอระ
โนด จงั หวัดสงขลา โดยที่ภาพรวมข้อมลู ทม่ี ีการจัดเก็บในแตล่ ะสถานีอยู่ในช่วง ปี พ.ศ. 2492-2562 และ
มีข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่ 4-54 ปี พบว่า สถานีท่ีมีการจัดเก็บข้อมูลต่อเน่ืองยาวนานมากท่ีสุดคือ สถานีบ้าน
วังทอง อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีข้อมูลต่อเนื่อง 54 ปีในช่วงปี พ.ศ. 2510-2562
รองลงมาคือ สถานีบ้านเสาธง อาเภอร่อนพิบูลย์ จงั หวัดนครศรธี รรมราช มขี อ้ มูลต่อเนื่อง 35 ปี คือ ชว่ ง
ปี พ.ศ. 2529-2562 และสถานีบ้านทรายน้อย อาเภอควนขนุน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีข้อมูลช่วงปี
พ.ศ. 2512-2544 ระยะเวลา 33 ปี ส่วนสถานีที่มีข้อมูลต่อเน่ืองเพียง 4 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2503- 2506
คอื สถานบี ้านใหม่ถ่อน อาเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

ข้อมูลการคายระเหย ใช้ข้อมูลอ้างอิงจากสถานีตรวจวดั อากาศอัตโนมัติท่ีมีการติดตั้งในพื้นท่ีปา่
พรุควนเคร็งเพ่ือใชเ้ ป็นข้อมูลนาเขา้ ในแบบจาลอง MIKE SHE (ภาพท่ี 3.22)

ภาพที่ 3.22 ข้อมูลการคายระเหยนา้ ของพืชในปา่ พรุควนเครง็
ที่มา: คณะทางานด้านบรหิ ารจดั การนา้ (2562)

ข้อมลู น้าใต้ดิน เป็นขอ้ มลู จากกรมทรัพยากรนา้ บาดาล ซึง่ ระบุวา่ ระดบั นา้ ใต้ดนิ ของพืน้ ที่ศึกษา
และพ้ืนที่ข้างเคียงมีความลึกต้ังแต่ -0.25 เมตร ถึง -1.00 เมตร ที่ระดับน้าทะเลปานกลาง (ม. รทก.) ซึ่ง
เป็นค่าที่ได้จากการนาค่าน้าใต้ดินที่ตรวจวัด ณ ตาแหน่งบ่อน้าบาดาล มาวิเคราะห์การกระจายตัวของ
ระดบั นา้ ใตด้ ินเชงิ พ้ืนที่ ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (ภาพที่ 3.23)

ข้อมูลระดับน้าตรวจวัดในป่าพรุควนเคร็ง เป็นข้อมูลจากสถานีควบคุมไฟป่าท่ีมีการตรวจวัด
ขอ้ มูลระดับน้ารายสัปดาห์ของแตล่ ะสถานตี รวจวัดระดับน้า ในชว่ งระหวา่ งวันท่ี 3 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.2554
ถงึ 24 กันยายน พ.ศ.2558 โดยสถานตี รวจวดั ระดบั นา้ กระจายอยใู่ นจดุ ต่าง ๆ ท้ังในเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ
3 แห่ง คือ ปา่ ดอนทราย ป่าคลองคอ็ ง และปา่ บ้านในลุ่ม-คลองแป รวม 20 จุด และในเขตปา่ ท่าชา้ งข้าม

74 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่งั ยืน

จานวน 10 จุด รวมถึงพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ซึ่งมีจานวนจุดตรวจวัดระดับน้ามากถึง 20 จุด
(ภาพท่ี 3.24)

ภาพท่ี 3.23 การกระจายตวั ของระดับนา้ ใตด้ ินเชิงพืน้ ท่ีของป่าศกึ ษาและพน้ื ทข่ี า้ งเคยี ง
ทมี่ า: วิเคราะห์โดยคณะทางานด้านบริหารจดั การนา้

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเลยี่ งการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟืน้ ฟปู า่ พรุทเ่ี สื่อมโทรม | 75

ภาพท่ี 3.24 ตาแหน่งสถานีตรวจวัดระดบั นา้ ในพนื้ ที่ศึกษา
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ข้อมูลหน้าตัดลาน้าสายสาคัญ เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่มีความสาคัญตัวแบบหรือแบบจาลองการ
จัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งท่ีได้จากการประมวลผลของแบบจาลอง MIKE SHE ทั้งน้ี ข้อมูลหน้าตัดลา
น้าสายสาคัญในพ้ืนที่อ้างอิงจากข้อมูลท่ีสารวจโดยกรมชลประทาน ประกอบไปด้วย หน้าตัดลาน้าจาก
สถานีวัดน้าท่า X.167 จานวน 1 ตาแหน่ง (ภาพท่ี 3.25) และข้อมูลหน้าตัดลาน้าของแม่น้าปากพนัง
จานวน 8 ตาแหน่ง ท้ังในจุดที่เป็นการไหลเข้าป่าพรุ จุดที่น้าไหลออกจากป่าพรุ และจุดที่เป็นการไหล
ภายในพ้ืนท่ีป่า โดยจุดเร่ิมต้นของการนับระยะทางการไหลของน้า หรือกิโลเมตรเร่ิมต้น คือ บริเวณปาก
แม่น้าปากพนัง ทั้งน้ี ลักษณะหน้าตัดของลาน้าแต่ละแห่งมีความกว้างและลึกต่างกัน หรือบางแห่งอาจ
ใกล้เคียงกัน ดงั แสดงในภาพที่ 3.26

ภาพที่ 3.25 หน้าตัดลาน้าของสถานีวดั นา้ ท่า X.167 ตาบลเสาธง อาเภอรอ่ นพบิ ูลย์ จงั หวดั นครศรธี รรมราช

ทมี่ า: กรมชลประทาน (2562, อา้ งถงึ ใน สมฤทยั ทะสะดวก, 2563)

76 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพือ่ เพิม่ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยืน

ภาพที่ 3.26 ลักษณะหน้าตัดลาน้าของแมน่ ้าปากพนังในแต่ละบรเิ วณ จากกิโลเมตรท่ี 71 ถงึ กิโลเมตรที่ 101
ทม่ี า: กรมชลประทาน (2562, อ้างถงึ ใน สมฤทยั ทะสะดวก, 2563)

ข้อมูลโครงข่ายลาน้า เป็นข้อมูลที่จาเป็นต้องนามาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่กล่าวมา
ข้างต้น เพื่อความแม่นยาของผลจากการสร้างแบบจาลองหรอื ตัวแบบการจัดการน้าในแต่ละสถานการณ์
ท่ีสามารถแก้ปัญหาน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ อน่ึง ข้อมูลโครงข่ายลาน้า คือ ข้อมูล
คลองสายต่าง ๆ ซ่ึงไหลผ่านพ้ืนท่ีป่าพรคุ วนเคร็ง (ภาพที่ 3.27) ได้แก่ 1) คลองเสาธง เป็นคลองท่ีน้าไหล
เขา้ ป่าพรดุ อนทรายทางด้านเหนอื 2) คลองชะอวด เปน็ คลองสายหลักทไี่ หลผา่ นพน้ื ท่ศี ึกษา 3) คลองค็อง
เป็นคลองที่น้าไหลมารวมกับน้าจากคลองชะอวดบริเวณบ้านท่าช้างข้าม ตาบลแม่เจ้าอยู่หัว อาเภอเชียร
ใหญ่ จังหวัดนครศรธี รรมราช 4) คลองชะอวด–แพรกเมือง เป็นคลองที่ผันนา้ จากคลองชะอวด ณ บรเิ วณ

การใชเ้ ทคโนโลยเี พือ่ หลกี เลยี่ งการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟื้นฟปู า่ พรทุ เ่ี สือ่ มโทรม | 77
บา้ นท้ายทะเล ตาบลการะเกด อาเภอเชียรใหญ่ จงั หวัดนครศรธี รรมราช ออกส่อู า่ วไทยทางฝัง่ ตะวันออก
และ 5) คลองท่าแนะ และคลองป่า เป็นคลองท่ีอยู่ทางทางใต้ของป่าพรุ เป็นคลองสายสาคัญท่ีส่งน้าไหล
เขา้ สู่ป่าพรใุ นเขตหา้ มล่าสตั วป์ ่าทะเลน้อย

ภาพท่ี 3.27 โครงข่ายลานา้ หรอื คลองสายสาคญั ในพน้ื ทพ่ี รุควนเครง็
ท่มี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

78 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยนื

การไหลของน้าเขา้ -ออกพรุและอาคารควบคุมน้าทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
การสร้างแบบจาลองเพ่ือให้ได้แนวทางการจัดการน้าในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ไม่เพียงแค่
การศึกษาข้อมูลเพื่อเข้าใจสภาพดิน ฟ้า และอากาศ ทว่า ยังจาเป็นต้องมีการศึกษาการไหลของน้าเข้า-
ออกป่าพรุ และอาคารควบคุมน้าที่มีอยู่ในพ้ืนที่ทุกบริเวณ โดยข้อมูลเหล่าน้ีจะเป็นข้อมูลที่นาเข้าสู่ระบบ
การวิเคราะห์ของโปรแกรมแบบจาลอง MIKE SHE เพื่อให้ได้แบบจาลองหรือตัวแบบการจัดการน้าที่
เหมาะสมและมปี ระสิทธิภาพในการจดั การนา้ ในพื้นที่ ผลการศึกษาทั้ง 7 พืน้ ท่ี ซงึ่ เป็นการดาเนนิ การโดย
สมฤทัย ทะสะดวก (2562) ได้แก่ 1) ป่าดอนทราย 2) ป่าบ้านในลุ่ม-กุมแป และป่าคลองค็อง 3) ป่าท่า
ช้างข้าม 4) ป่าพรุชุมชนบ้านควนเงิน 5) ป่าพรุบ้วนสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ 6) เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
ทะเลน้อยและตาบลเคร็ง 7) ปา่ พรสุ วนพฤกศาสตร์พนางตงุ
พื้นที่ศึกษาทั้ง 7 พ้ืนท่ี (ภาพที่ 3.28) แบ่งการศึกษาเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก เป็นการศึกษา
บริเวณพ้นื ท่ีป่าภายในเขตปา่ ดอนทราย ปา่ พรคุ วนเคร็ง ป่าคลองค๊อง ปา่ ท่าช้างขา้ ม และเขตห้ามล่าสัตว์
ป่าทะเลนอ้ ย ซึง่ อยใู่ นเขตพน้ื ที่จังหวัดนครศรธี รรมราช โดยครอบคลุมพืน้ ท่ีตาบลทางพูน ตาบลสวนหลวง
อาเภอเฉลมิ พระเกยี รติ ตาบลควนพัง อาเภอร่อนพบิ ูลย์ ตาบลบ้านตูล ตาบลชะอวด ตาบลเคร็ง ตาบลนา
หลง ตาบลขอนหาด อาเภอชะอวด ตาบลแม่เจ้าอยู่หัว ตาบลการะเกด อาเภอเชียรใหญ่ ตาบลแหลม
ตาบลควนชะลิก อาเภอหัวไทร ส่วนในเขตจังหวัดพัทลุงครอบคลุมพื้นที่ ตาบลทะเลน้อย ตาบลพนางตุง
อาเภอควนขนุน และในเขตจังหวัดสงขลาครอบคลุม ตาบลบ้านขาว อาเภอระโนด จังหวัดสงขลา และ
ส่วนท่ีสอง เป็นการศึกษาบริเวณพ้ืนที่ป่าภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และพ้ืนที่บ้านควนเงิน ตาบล
บ้านตลู อาเภอชะอวด พื้นทบ่ี ้านสวนสมเด็จเจ้าฟา้ จุฬาภรณ์ ตาบลชะอวด อาเภอชะอวด และหมู่บ้านใน
พื้นท่ี ตาบลเคร็ง อาเภอชะอวด เชน่ บา้ นควนปอ้ ม บ้านควนยาว บ้านควนเคร็ง บา้ นควนชิง บา้ นไสขนนุ

ภาพท่ี 3.28 พ้นื ทศี่ กึ ษาการไหลของนา้ ในป่าพรุควนเครง็
ทมี่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2562)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ หลกี เล่ียงการเสือ่ มโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟปู ่าพรทุ ีเ่ สอ่ื มโทรม | 79

จากการสังเคราะห์ข้อมูลลักษณะและทิศทางการไหลของน้าเข้า-ออกป่าพรุควนเคร็ง จากผล
การศึกษาของ สมฤทัย ทะสะดวก (2562) สามารถสรุปลักษณะและทิศทางการไหลของน้าได้เป็น 3
ลกั ษณะ (ภาพท่ี 3.29-3.30) กล่าวคอื

1) การไหลของน้าเข้า-ออกจากปา่ พรุมีลกั ษณะการไหลค่อนข้างธรรมชาติและการไหลอย่างเปน็
ธรรมชาติ นั่นคือ การไหลท่ีเป็นธรรมชาติจากทิศหน่ึงไปยังอีกทิศหน่ึงโดยไม่มีอาคารควบคุมการไหลของ
น้า ส่วนการไหลของน้าเข้า-ออกจากป่าพรุท่ีมีลักษณะค่อนข้างธรรมชาติ คือ การไหลจากทิศหน่ึงไปยัง
ทิศหน่ึง โดยอาจมีแหล่งน้าที่เช่ือมต่อกันบางจุดที่มีอาคารควบคุมการไหลของน้า โดยพื้นที่ท่ีมีการไหล
ของน้าในลักษณะนี้ ได้แก่ ป่าดอนทราย ซ่ึงมีลักษณะการไหลค่อนข้างธรรมชาติ โดยน้าจะไหลจากทิศ
เหนือลงสู่ทิศใต้ และไหลจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก ไปยังปลายน้าคือ คลองค๊อง ซึ่งทิ ศ
ตะวันออกของคลองค๊องจะมีอาคารควบคุมการไหลของน้าเข้าสู่ป่าพรุ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ป่าดอนทราย
เป็นป่าพรุที่มีสภาพเสื่อมโทรมค่อนข้างมากเนอื่ งจากกรรุกล้าของพื้นที่เกษตรอย่างต่อเน่ือง ส่วนพื้นท่ีที่มี
การไหลของน้าในลกั ษณะเปน็ ธรรมชาติ คอื ป่าพรุเขตห้ามล่าสตั วป์ า่ ทะเลนอ้ ยและตาบลเครง็ และปา่ พรุ
สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง โดยในพ้ืนที่ป่าพรุเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยและตาบลเคร็ง ปริมาณน้าท่า
จะไหลจากฝ่ังตะวันตกมายังเขตห้ามล่าสัตว์ป่าสัตว์ป่าทะเลน้อย แบ่งเป็น 2 ทิศทาง คือ 1) การไหลไป
ทางทศิ เหนือสู่ปลายน้าคือคลองชะอวด และคลองชะอวด-แพรกเมือง โดยท่ีการไหลไปยงั คลองชะอวดจะ
ไม่มีอาคารควบคุมการไหลของน้า แต่การไหลของน้าลงคลองชะอวด-แพรกเมือง จะมีอาคารควบคุมการ
ไหลของน้าออกจากพรุ และ 2) การไหลไปทางทิศใต้สู่ปลายน้าคือ ทะเลน้อย ซ่ึงไม่มีอาคารควบคุมการ
ไหลของน้า จงึ ทาใหร้ ะดบั น้าในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยขึ้นอยู่กบั ระดับนา้ ในทะเลน้อยเป็นหลัก ส่วน
ป่าพรุสวนพฤกษศาสตร์พนางตุง ซึ่งอยู่ระหว่างทะเลน้อยและทะเลหลวง (หรือทะเลสาบสงขลาในเขต
จังหวัดพัทลุง) มีคลองญวนเป็นแหล่งน้าสาคัญที่ไหลผ่านพื้นที่ โดยน้าจากคลองญวนจากไหลลงสู่คลอง
ปากประซงึ่ ไหลลงสทู่ ะเลหลวงตอ่ ไป น้ามลี กั ษณะการไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ไมม่ ีการควบคมุ

2) การไหลของน้าในลักษณะเช่ือมโยงกันระหว่างพื้นที่ต้นน้า นั่นคือ การไหลจากแหล่งต้นน้า
หนง่ึ ไปยังอีกแหล่งน้าหนงึ่ ที่เชื่อมต่อกัน โดยมีการไหลไปตามธรรมชาติ ไมม่ ีอาคารควบคุมการไหลของน้า
แต่อาจมีอาคารควบคุมการไหลของน้าในบางแหล่งน้าท่ีเชื่อมต่อกัน โดยพ้ืนที่ที่มีการไหลของน้าใน
ลักษณะนี้คือ ป่าบ้านในลุ่ม-กุมแป และป่าคลองค๊อง โดยท่ีพ้ืนท่ีต้นน้าจะอยู่บริเวณป่าบ้านในลุ่ม-กุมแป
ซึ่งไม่มีอาคารควบคุมการไหลของน้าเข้าสู่ปา่ พรุ น้าจะไหลผ่านป่าบ้านในลุ่ม-กุมแปไปยังป่าคลองค๊อง ซึ่ง
บริเวณนจ้ี ะมีอาคารควบคุมการไหลของน้าออกจากป่าพรุก่อนลงสู่คลองคอ๊ ง และคลองชะอวดในหลาย ๆ
ตาแหน่ง เพอ่ื รักษาระดบั นา้ ในป่าพรุ

3) การไหลของน้าท่ีไม่เป็นไปตามธรรมชาติ หรอื การไหลของนา้ ที่มกี ลไกการควบคมุ การไหลเข้า-
ออกของน้า โดยพื้นที่ท่ีมีการไหลของน้าลักษณะน้ี ได้แก่ การไหลของน้าป่าท่าช้างข้าม ป่าพรุบ้านสวน
สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ป่าพรุชุมชนบ้านควนเงิน โดยการไหลของน้าป่าท่าช้างข้ามมีการควบคุมการไหล
ของน้าโดยมีประตูระบายน้า รวมถึงปริมาณน้าต้นทุนบางส่วนได้จากการสูบน้าจากคลองชะอวด-แพรก
เมือง โดยที่น้าดังกล่าวจะหมุนเวยี นอยู่ภายในป่าพรุ และเมื่อเปิดประตูระบายน้าจะทาให้นา้ ไหลลงสู่ลงสู่
คลองชะอวด-แพรกเมืองซึ่งเป็นพ้ืนที่ต่ากว่า ขณะท่ีน้าอีกส่วนหนึ่งจากป่าท่าช้างข้ามจะไหลขึ้นไปทิศ
เหนือระบายลงสู่คลองชะอวด โดยมีอาคารควบคุมการไหลของน้าก่อนระบายลงสู่คลองชะอวด
เช่นเดียวกับการไหลของน้าในพ้ืนท่ีป่าพรุบ้านควนเงินและการไหลของน้าในพื้นที่ป่าพรุบ้านสวนสมเด็จ

80 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศปา่ พรุ เพือ่ เพ่ิมความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยืน

เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ซ่ึงมีทิศทางการไหลของน้าเหมือนกัน คือ น้าจากป่าพรุจะไหลจากทิศตะวันตกเฉียง
เหนือไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยการไหลของน้าเข้าป่าพรุจะถูกควบคุมจากท่อลอด นั่นคือ มีท่อลอด
เปน็ กลไกควบคมุ การนา้ ไหลเขา้ -ออกปา่ พรุชมุ ชนบา้ นควนเงนิ และปา่ พรบุ า้ นสวนสมเดจ็ เจ้าฟา้ จุฬาภรณ์

ปา่ ดอนทราย ปา่ บ้านในลมุ่ -กุมแป และป่าคลองคอ็ ง

ปา่ ท่าชา้ งขา้ ม ป่าพรุชมุ ชนบา้ นควนเงิน

ปา่ พรบุ ้านสวนสมเด็จเจา้ ฟ้าจุฬาภรณ์ เขตห้ามลา่ สตั ว์ปา่ ทะเลน้อย และตาบลเคร็ง

ภาพที่ 3.29 ลกั ษณะและทศิ ทางการไหลของนา้ ในพื้นท่ีป่าดอนทราย, ป่าบา้ นในล่มุ -กมุ แป และปา่ คลองคอ๊ ง,
ปา่ ท่าช้างขา้ ม ป่าพรุชุมชนบา้ นควนเงิน ป่าพรบุ ้านสวนสมเดจ็ เจา้ ฟ้าจฬุ าภรณ์ เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่าทะเลนอ้ ย
และตาบลเคร็ง
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2562)

การใช้เทคโนโลยีเพือ่ หลกี เลี่ยงการเส่อื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรทุ ่เี สอื่ มโทรม | 81

ป่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตุง

ภาพที่ 3.30 ลักษณะและทศิ ทางการไหลของน้าในพื้นท่ปี ่าพรสุ วนพฤกษศาสตร์พนางตุง
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2562)

เห็นได้ว่า การไหลของน้าในพื้นที่พรุควนเคร็งมีลักษณะการไหล 1) การไหลเป็นธรรมชาติ ไม่มี
การควบคุม 2) การไหลแบบค่อนข้างธรรมชาติ เป็นการไหลที่บางช่วงเป็นธรรมชาติ และบางช่วงมีการ
ควบคมุ การไหลของนา้ 3) การไหลไม่เป็นไปตามธรรมชาติเป็นการไหลของน้าท่ีมีการควบคุมการไหลของ
น้า และ 4) การไหลเช่ือมต่อกันระหว่างแหล่งน้า จากจุดหนึ่งไปยังจุดหน่ึง โดยบางจุดอาจมีการควบคุม
การไหลของน้า และบางจดุ ไหลไปตามธรรมชาติ ไม่มกี ารควบคมุ การไหลของน้า ซงึ่ การทาความเขา้ ใจกับ
ลักษณะและทิศทางการไหลของน้าในแต่ละพื้นที่ศึกษานี้จะเป็นข้อมูลที่ทาให้การวิเคราะห์ของโปรแกรม
บริหารจัดการน้า MIKE SHE ได้รูปแบบการจัดการน้าในแต่ละสถานการณ์ท่ีมีความสอดคล้องกับสภาพ
พนื้ ที่พรุควนเครง็ และสามารถแก้ปัญหาน้าในพน้ื ที่พรไุ ด้อยา่ งแทจ้ รงิ

อน่งึ เม่ือทบทวนข้อมลู ตา่ ง ๆ ทง้ั สภาพปญั หาที่เกดิ ขึ้น แนวทางการแกป้ ัญหาหรือการจดั การทั้ง
เกิดข้ึนในอดีตและปัจจุบันของพื้นที่พรุควนเคร็ง ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็นปัจจัยสาคัญต่อการประมวลผล
สร้างแบบจาลองหรือตัวแบบการจัดการนา้ ท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพ้ืนท่ีท่ีใกล้เคียงความเป็น
จริงมากท่ีสุด ทั้งนี้ การนาเข้าข้อมูลท่ีครบถ้วนและมีความน่าเชือ่ ถือจะช่วยใหก้ ารจาลองสถานการณ์ต่าง
ๆ เพื่อหาแนวทางการจัดการน้าในอนาคตของพ้ืนที่พรุควนเคร็งสามารถนาไปปฏิบัติได้จริงและเกิด
ประสิทธิผล น่ันคือ การมีน้าที่เพียงพอต่อการรักษาระบบนิเวศป่าพรุควนเคร็ง และการมีน้าเพียงพอต่อ
การใชเ้ พอ่ื การอุปโภคและบริโภค รวมถึงการทาเกษตรกรรมในพ้นื ท่รี ายรอบปา่ พรุควนเคร็ง เพื่อให้วิถีป่า
และวิถีคนดารงอยคู่ วบคู่กนั ไปอยา่ งสมดุล

82 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่ังยืน

นานาทรรศนะกับการจัดการน้าพรุควนเครง็ อยา่ งมสี ่วนร่วม
น้า เป็นปัจจัยสาคัญท้ังต่อการดารงอยู่ของพ้ืนที่พรุควนเคร็ง และวิถีชีวิตของคนในชุมชน

โดยเฉพาะอย่างย่ิงการใช้น้าในพื้นที่เกษตรกรรม และการจัดการน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งต้องเก่ียวข้องกบั
คนหลายฝ่าย ดังนั้น การดาเนินโครงการเพื่อสร้างแบบจาลองการจัดการน้าที่เหมาะสมในพ้ืนที่พรุควน
เคร็ง สิ่งท่ีนอกเหนือจากการทาความเข้าใจกับข้อมูลทางกายภาพของพ้ืนที่แล้ว ยังต้องให้ความสาคัญกับ
การรบั ฟงั ขอ้ คิดเห็นและข้อเสนอจากทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง ท้ังจากหนว่ ยงานภาครัฐท่ีมบี ทบาทในการทางาน
ในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง เช่น หนว่ ยงานจากกรมชลประทาน หนว่ ยงานจากกรมอุทยานแห่งชาติ สตั ว์ป่าและ
พันธุ์พืช ตลอดจนองค์กรชุมชน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในชุมชนรายรอบพื้นท่ีภูมิทัศน์พรุควน
เคร็ง และผู้นาชุมชน ตลอดจนชาวบ้านในพื้นท่ี เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการน้าที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยจาก
เวทีการระดมความคิดเห็นและการเข้าหารือกับหน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภายใต้การ
ดาเนินการของสมฤทัย ทะสะดวก (2563) ทาให้ได้ข้อมูลและข้อเสนอที่หลากหลายเพื่อการจัดการน้าใน
พืน้ ที่พรคุ วนเคร็ง สามารถแบ่งเป็นกลุ่มข้อเสนอต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มขอ้ เสนอให้มีการดาเนนิ กิจกรรมต่าง ๆ
เพอื่ การจดั การพนื้ ท่ีทางกายภาพของพรุควนเคร็ง โดยเสนอใหม้ ีการกระทาการใด ๆ ลงในพ้นื ท่ี เชน่ การ
ขุดลอกคู คลอง แหล่งน้าในบางบริเวณให้ลึกขึ้น รวมถึงข้อเสนอให้มีการสร้างแหล่งเก็บกักน้าในรูปแบบ
ของอ่างเก็บน้า หรือการขุดแหล่งเก็บน้าในลักษณะแก้มลิง เป็นต้น กลุ่มขอ้ เสนอมติ ิชุมชน เปน็ การเสนอ
ในด้านการสร้างความเป็นอยู่ให้คนในชุมชน การให้สิทธิแก่ชุมชนในการจัดการพ้ืนท่ีมากข้ึน และกลุ่ม
ข้อเสนอการฟื้นฟู เป็นการเสนอให้มีการฟื้นฟูพ้ืนท่ีบางบริเวณท่ีชว่ ยในการลดการสูญเสยี น้าจากพื้นท่ีพรุ
ควนเคร็ง รวมถึงการปลูกพันธุ์ไม้ท่ีเปน็ ประโยชนต์ ่อคนในชุมชน รวมถึงพันธุ์ไม้ท่ีเป็นอาหารแก่สัตว์ในปา่
พรุ กลา่ วคอื

กลมุ่ ขอ้ เสนอ กจิ กรรมเพ่อื การจัดการทางกายภาพในพน้ื ท่ี เป็นการดาเนนิ การในทางกายภาพ
ของพ้ืนท่ีเพ่ือรักษาระดับนา้ ในพื้นที่พรเุ พ่ือรักษาความชุ่มชนื้ ในป่าและป้องกันการเกิดไฟป่า รวมถึงการมี
แหลง่ น้าเพยี งพอในการดบั ไฟทไ่ี หม้ป่า

1) “ขุดลอกคู คลอง แหล่งน้า และสร้างอ่างเก็บน้า แก้มลิง” เป็นแนวทางการสร้างพื้นที่เก็บกัก
น้าในป่าพรุควนเคร็งท่ีหลายฝ่ายเห็นตรงกัน และมีการนาเสนอพื้นท่ีนาร่องในหลายบริเวณของพรุควน
เคร็ง โดยพ้ืนท่ีเก็บกักน้าอาจเป็นการขุดลอกคู คลอง และแหล่งน้าท่ีมีสภาพต้ืนเขินให้มีความลึกมากข้ึน
เพ่ือให้สามารถเก็บกักน้าเอาไว้ได้ในช่วงฤดูฝน ขณะเดียวกันการขุดลอกคู คลอง และแหล่งน้ามีข้อควร
ระมัดระวังในบางพื้นท่ีที่ไม่เหมาะสมด้วยเช่นกัน สาหรับรูปแบบการเก็บกักน้าอีกแบบคือการสร้างอ่าง
เกบ็ น้าขนาดใหญ่ และขนาดเลก็ หรือรูปแบบแก้มลงิ โดยพิจารณาพื้นทีท่ ่เี หมาะสม เชน่ พ้ืนทแี่ อ่งกระทะ
โดยใช้แผนที่ภูมิประเทศแสดงความสูงเชิงพ้ืนที่ 1 เมตร (DEM 1 เมตร) ทั้งน้ี “อ่างพวง” เป็นข้อเสนอที่
ตรงกันหลาย ๆ ฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรชุมชน และผู้นาชุมชน โดยอ่างพวงคือพ้ืนที่เก็บกักน้า
ขนาดเล็กทเ่ี สนอใหม้ ีการขดุ ลอกขึ้นมาในพนื้ ท่ที ี่มลี ักษณะเป็นแอ่งกระทะของพรุ เช่น พ้นื ทพ่ี รุเสื่อมโทรม
หรือท่งุ หญา้ รกรา้ ง โดยมขี นาดลกึ ประมาณ 5 เมตร ทาคนปิดล้อมรอบอ่างใหส้ งู ประมาณ 1-2 เมตร และ
สร้างอาคารควบคุมการไหลของน้าเข้า-ออก อ่างเก็บน้า และขุดคูแพรกเชื่อมโยงระหวา่ งอ่างเก็บน้า ทั้งน้ี
คแู พรกหรอื คลองซอยทจี่ ะใหน้ า้ ไหลไปยังพืน้ ทป่ี ่าพรคุ วรมีการขุดให้ลกึ กว่าคลองสายหลกั เพ่อื ปอ้ งกันการ
ไหลออกของน้า รวมถึงการมีคลองซอยช่วยลดระยะทางของการสูบน้าดับไฟในสถานการณ์ไฟไหม้ป่า

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลย่ี งการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟนื้ ฟูปา่ พรทุ เ่ี ส่ือมโทรม | 83

กรณีการขุดอ่างเก็บน้ามีการเสนอพื้นท่ีนาร่องการขุดอ่างเก็บน้า เสนอพื้นที่อ่างเก็บน้าบ้านนานก ตาบล
การะเกด อาเภอเชียรใหญ่

2) “ทานบ ประตูระบายน้า อาคารควบคุมน้า” เป็นแนวทางที่หลายฝ่ายเห็นว่าการสร้างทานบ
ประตูระบายน้า และอาคารควบคุมน้า ในบางบริเวณที่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างย่ิงในบริเวณ
พ้ืนที่ท่ีเส่ียงต่อการเกิดไฟไหม้ป่า และตาแหน่งท่ีมีน้าไหลของจากพ้ืนที่พรุ ทั้งน้ี แนวทางการชะลอการ
ไหลของน้าและการควบคุมการระบายน้าเป็นการช่วยลดการสูญเสียน้าในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ทาให้ระดับ
น้าในพรุมีเพียงพอในการรักษาความช้ืนในป่า ช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศ ปัองกันหรือลดความรุนแรงจากไฟ
ไหมป้ า่ หรือเป็นแหลง่ นา้ ใช้ในการดับไฟในสถานการณไ์ ฟไหมป้ า่ พรุ

3) “คันดินล้อมรอบป่าพรุ” เป็นข้อเสนอให้มีการขุดทาคัดดินล้อมรอบพื้นที่ป่าพรุเพ่ือเก็บกักน้า
ไว้ในพื้นท่ีป่าพรุ และคันดินสามารถปรับให้เป็นทางในใช้ประโยชน์เพื่อการเข้าถึงพ้ืนท่ีป่าเมื่อยามเกิด
ปัญหาไฟไหม้ป่า มีการเสนอให้ใช้พ้ืนที่ตาบลบ้านตูลราว 3 พันไร่ ซ่ึงอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อเป็น
พื้นท่ีนารองในการขุดลอกและทาคันปิดล้อม พร้อมอาคารควบคุมการระบายน้า เนื่องจากในพ้ืนท่ีตาบล
บ้านตูลได้มีการจัดทาแนวเขตระหว่างพ้ืนที่ป่าและพ้ืนที่ชาวบ้านหรือพ้ืนท่ีเกษตรกรรมได้อย่างชัดเจน
เรียบร้อยแลว้

4) “ขอบเขตท่ีชัดเจน และแนวเขตป่าควบคุมพิเศษ” เป็นข้อเสนอให้มีการจัดทาแนวเขตที่
ชดั เจนระหว่างพืน้ ทป่ี ่าพรุกับพนื้ ที่เกษตรกรรมหรอื พื้นท่ีของชาวบา้ น และเปน็ ที่ยอมรบั ของชุมชน ซงึ่ เม่ือ
ขอบเขตชัดเจนแลว้ สามารถดาเนินการขุดคูแพรกหรอื การทาคันปดิ ล้อมพื้นท่ีพรุ เพ่ือแสดงแนวขอบเขต
ที่ชัดเจน นอกจากน้ียังมีการเสนอให้มีการจัดทาแนวเขตป่าควบคุมพิเศษในพ้ืนท่ีเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเล
น้อยโดยการขุดคูน้าล้อมรอบป่าพรุท่ีชัดเจนเพ่ือป้องกันการขยายตัวของพ้ืนที่ สปก. เข้ามาในพื้นที่ป่าพรุ
และขอ้ เสนอใหม้ กี ารใช้สายไฟฟ้าตามแนวเขตเพ่อื ป้องกนั การรุกล้าของปศสุ ตั ว์

5) “ป่าเปียก” เป็นการใช้หลักการป่าเปียกมาประยุกต์ใช้โดยการใช้ท่อ PVC ส่งน้าเข้าพื้นที่
ควบคมุ ใหม้ คี วามชนื้ อยู่ตลอดเวลา

6) “+0.30 ถึง +0.45 ม. รทก. แบบจาลองความสูงเชิงพ้ืนท่ีความละเอียด 1x1 เมตร” เป็นการ
เสนอประเด็นระดับการเก็บกักน้าในพื้นที่ป่าพรุท่ีทุกฝ่ายเห็นพ้องกันน่ันคือ ระดับน้าที่เก็บกักในพ้ืนที่ปิด
ล้อม ณ ขอบพรุ อยู่ในช่วง +0.30 ถงึ +0.45 เมตร. ทีร่ ะดบั นา้ ทะเลปานกลาง (รทก.) และใช้แบบจาลอง
ความสูงเชิงพนื้ ทีค่ วามละเอียด 1x1 เมตร

กลุ่มข้อเสนอ ผลกระทบและขอ้ ควรระวัง เปน็ กลุ่มข้อเสนอทีเ่ สนอแนะถึงข้อควรระมัดระวังใน
การดาเนนิ กจิ กรรมใด ๆ ในพืน้ ทที่ ่อี าจส่งผลกระทบทั้งต่อระดับนา้ ในปา่ และผลกระทบต่อวถิ ชี ุมชน เชน่
การใช้น้าของเกษตรกรในชุมชน และการเกิดน้าท่วมที่สร้างความเสียหายทั้งต่อพ้ืนที่ทางการเกษตรและ
บ้านเรือน เป็นตน้

1) การทาคันปิดล้อมป่าพรุให้ระวังผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชน เนื่องจาก
พื้นที่เกษตรกรรมรายรอบป่าเป็นพื้นท่ีต่า เมื่อน้าในป่าพรุมีกาเก็บกักในระดับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อ
พ้ืนท่ีเกษตรกรรมได้ และยังต้องคานึงถึงการซึมของน้าผา่ นคนั ปิดล้อมดว้ ย

2) การศึกษาตาแหน่งหรือบริเวณท่ีเหมาะสมในการทาทานบปิดก้ันการระบายของน้าที่ไหลออก
จากพรุเร็วข้ึนเนื่องจากการขุดลอกในบางบริเวณโดยโครงการของบางหน่วยงาน โดยเฉพาะบริเวณคลอง

84 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่อื เพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยืน

เคร็งซ่ึงเป็นตาแหนง่ ที่น้าไหลจากคลองเคร็งไปยังทะเลน้อย หรือในกรณีท่ีจะมีการขุดลอกลาน้าอ่ืน ๆ ใน
พ้นื ทพี รุควนเครง็

3) พ้ืนท่ีเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยไม่เหมาะสมกับการสร้างทานบเน่ืองจากน้ามีการไหลเวียน
ไปมาและระดบั ผวิ พรใุ กลเ้ คียงกนั

4) กรณีแนวคิดการทาอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้าในพรุให้เลือกพ้ืนท่ีทุ่งหญ้าหรือป่าพรุ
เสอื่ มโทรมท่ีมีลกั ษณะเปน็ แอ่งกระทะ โดยแนะนาพนื้ ทีท่ เ่ี หมาะสมคอื บรเิ วณริมคลองเคร็ง

5) การไหลของน้าระหว่างทะเลนอ้ ยและทะเลหลวงควรปล่อยใหม้ สี ภาพธรรมชาติ น่นั คือ ไม่ควร
มีทานบปิดกัน้ การไหลของนา้

6) การขดุ ลอกลาน้าควรพิจารณาขุดลอกเฉพาะวัชพชื เท่านัน้ เพราะการขดุ ลอกลาน้าให้กว้างจะ
สง่ ผลใหน้ า้ ระบายออกจากพรุไดม้ ากขึ้น

7) พิจารณาอย่างรอบคอบในการขุดคลองเพิ่มเติมเน่ืองจากทาให้น้าจากป่าพรุระบายออกได้
มากกว่าเก็บกักน้า และการขุดคลองไม่เหมาะสมกับลักษณะธรรมชาติของป่าพรุซึ่งมีการทับถมของ
อนิ ทรยี ว์ ัตถแุ ละเก็บกักสารพษิ ไวเ้ บื้องลา่ ง หากมีการขุดเป็นคลองจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ มได้

8) พิจารณาอย่างรอบคอบในการทาอ่างพวง (อ่างเก็บน้าขนาดเล็ก เช่ือมโยงด้วยคลองแพรก)
เพราะจะเกิดการสูญเสียของน้าระหว่างการส่งน้า และอ่างเก็บน้าขนาดเล็กตื้นเขินได้ง่าย ดังน้ัน การทา
อ่างเก็บน้าขนาดใหญ่ 1-2 อ่างในพื้นที่กึ่งกลางของพรุจะมีศักยภาพในการส่งน้าดับไฟในพื้นที่โดยรอบได้
และการสง่ น้าใชผ้ ้าใบขงึ กับต้นไม้เพื่อสูบนา้ ส่งไปยงั พืน้ ที่ดับไฟเพ่ือลดการสญู เสียของน้าในระหว่างการส่ง
นา้ ไดด้ ีกว่าการส่งผา่ นคแู พรกทีข่ ดุ ข้ึน

9) แนวทางการเก็บกักนา้ โดยลดการระบายน้าจากประตรู ะบายน้าชะอวด-แพรกเมือง อาจส่งผล
ใหเ้ กดิ นา้ ทว่ มไดม้ ากขึ้น ซึง่ ส่งผลกระทบตอ่ ชาว

10) การสร้างทานบปิดค้ันลาน้ามักก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้าน และทานบมักถูกร้ือออก
เพื่อลากเรือผ่าน จึงมีการเสนอให้มีการจัดหาเรือ 2 ลา ไว้ประจาทานบเพื่อให้ชาวบ้านสัญจรได้ หรือใช้
วิธีการสร้างทานบที่สูงในระดับของน้าเพื่อให้เรือแล่นผ่านได้ โดยทานบเดิมที่มีอยู่มีลักษณะโครงสร้างสูง
เรอื ผ่านไม่ได้ ควรมกี ารร้อื ใหม่ให้มีความสูงระดับนา้

11) การทาแก้มลิง บางข้อเสนอเห็นว่าเป็นไปได้ยากเน่ืองจากพ้ืนท่ีรายรอบพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง
เปน็ พืน้ ทเี่ กษตรกรรมของชาวบ้าน และคาดว่าชาวบา้ นอาจไม่ยินยอมใหม้ กี าเวนคนื ทีด่ ินเพื่อทาแกม้ ลิง

กลุม่ ข้อเสนอ มติ ิชุมชน
1) การชิงเผา เปน็ การลดเช้อื เพลงิ ในพ้นื ทปี่ ่าพรุ แต่ต้องทาแนวเขตที่ชดั เจนและชว่ งเวลาท่ีป่าพรุ
มคี วามชุม่ ช้ืนเพียงพอจงึ สามารถดาเนินการชิงเผาได้ โดยไม่เกิดการลกุ ลามของไฟออกนอกพื้นที่ชิงเผา
2) การส่งเสรมิ และพัฒนาอาชพี ที่เช่อื มโยงกบั ปา่ พรุเพ่ือสร้างรายได้ใหแ้ ก่คนในชุมชน

กลุ่มขอ้ เสนอ ฟื้นฟูปา่
1) การปลูกป่าเสริมในพ้นื ทร่ี ะหวา่ งทะเลน้อยกับทะเลหลวง และพ้นื ทร่ี ะหว่างทะเลน้อยกับพ้ืนท่ี
พรุ เพื่อชะลอน้า และเก็บกกั นา้ ในพ้ืนท่ีได้มากข้ึน แต่ตอ้ งมมี าตรการป้องกันการบุกรกุ ของปศสุ ัตว์

การใช้เทคโนโลยเี พอื่ หลกี เล่ียงการเสอ่ื มโทรมของป่าพรแุ ละการฟ้ืนฟปู ่าพรทุ ่เี สอื่ มโทรม | 85

2) การฟื้นฟูป่าพรุดั้งเดิมให้มีความหลากหลายของพันธ์ุไม้ท่ีเป็นประโยชน์ทั้งคนและสัตว์
ประชาชนได้ใชป้ ระโยชน์

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาพ้ืนท่ีพรุควน
เคร็งแตกต่างตามมุมมองและบทบาทการทางานของแต่ละหน่วยงาน จากการสังเคราะห์ข้อมูลจาก
ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่นาเสนอผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการน้าพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งของ
สมฤทัย ทะสะดวก (2563) ประเดน็ สาคญั ดังนี้

ประการแรก ข้อเสนอจากมุมมองหน่วยงานภาครัฐมักให้ความสาคัญกับการจดั การน้าในมิติทาง
กายภาพของพ้ืนที่พรุควนเคร็ง โดยตั้งสมมติฐานสาคัญคือ การมีน้าในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ดังนั้น ข้อเสนอ
ส่วนใหญ่จึงเป็นการเสนอให้มีการจัดการพื้นท่ีพรุในรูปแบบท่ีมีผลต่อการทาให้พ้ืนที่มีน้าเพียงพอ ได้แก่
การสร้างแหล่งเก็บกักน้าในพื้นท่ีพรุในรปู แบบต่าง ๆ เช่น การขุดแอ่งน้าขนาดใหญ่ การขุดอ่างน้าขนาด
เล็กจานวนหลาย ๆ บริเวณและให้น้าไหลเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายอ่างน้าในพื้นท่ีพรุควนเคร็งท่ีเรียกว่า
“อ่างพวง” โดยข้อเสนอน้ีหลายฝ่ายมีความเห็นพ้องตรงกันทั้งหนว่ ยงานภาครัฐที่เก่ียวข้องกับการจดั การ
ทรัพยากรธรรมชาติและหนว่ ยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ และผูน้ าชุมชน รวมถงึ การสร้างทานบและ
อาคารควบคุมน้าไหล-เข้าออกป่าพรุ การขุดลอกคูแพรกและคันดินล้อมรอบพื้นท่ีป่าเพื่อเก็บกักน้าและ
เป็นแนวเขตระหว่างป่าและพ้ืนท่ีเกษตรกรรมรายรอบพื้นที่ให้มีความชัดเจน ท้ังยังเอื้อประโยชน์ในการ
เข้าออกพ้ืนท่ีของหน่วยงานท่ีมีบทบาทในการแก้ปัญหาไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า ตลอดจนการฟ้ืนฟูป่าใน
บางบริเวณ เช่น พื้นท่ีระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวง และระหว่างทะเลน้อยกับพ้ืนที่พรุ เพื่อชะลอการ
ไหลของน้าออกจากพรุ ถึงกระนั้นก็ตาม ข้อเสนอจากมุมมองของหน่วยงานภาครัฐก็มิได้ละเลยต่อชุมชน
เสยี เดยี ว ยงั มีข้อเสนอแนวคดิ การชิงเผาเปน็ อีกข้อเสนอท่ใี ห้มีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อลดการสะสม
ของเชอ้ื เพลิง

ประการทส่ี อง ขอ้ เสนอจากมุมมองขององค์กรชมุ ชนและผูน้ าชุมชนใหค้ วามสาคัญกบั การจัดการ
น้าในมิติทางกายภาพที่สอดคล้องกับมุมมองของหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทการจัดการด้าน
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้นในหลายประการ และอาจมีข้อเสนอบางประการที่
แตกต่างกันในประเด็นพ้ืนที่หรือบริเวณที่มีการดาเนินการตามข้อเสนอต่าง ๆ ข้างต้นในพ้ืนที่นาร่อง
รวมถึงให้คานึงถึงผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทาเกษตรกรรมท่ีมีอยู่รายรอบพ้ืนท่ีพรุ ซึ่ง
อยู่ในพ้ืนท่ีท่ีเปราะบางต่อการเกิดน้าท่วม อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอบางประการจากองค์กรชุมชนสะท้อน
มุมมองการจัดการในมิติทางสังคมซ่ึงช้ีให้เห็นมุมมองท่ีต่างกันระหว่างองค์กรท่ีมีบทบาทการทางานท่ี
ต่างกันและการมีสัมพันธภาพระหว่างองค์กรและชุมชนที่ต่างกัน ทั้งน้ี องค์กรชุมชนบางส่วนมีเสนอให้
ข้อเสนอให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากป่ามากขึ้น เช่น การส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ท่ีเชื่อมโยงกับพ้ืนที่ป่าเพ่ือ
เปน็ การพฒั นาความเป็นอยู่ของคนในชุมชนทั้งในแงค่ วามม่นั คงทางอาหารและการสรา้ งรายได้ ทง้ั ยงั เป็น
การสร้างแรงจูงใจให้กับคนในชุมชนในการมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในพื้นท่ี การให้คนในชุมชนได้มี
ส่วนร่วมในการจัดการพื้นท่ีพรุมากขึ้น โดยเฉพาะการให้สิทธิแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแล
และจัดการป่า รวมถึงการใช้พื้นที่แหล่งน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชนซึ่งมีการทาการเกษตรจานวนมากใน
พื้นทรี่ ายรอบป่าพรคุ วนเครง็

86 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพ่ิมความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอน
และอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่ังยนื

โดยที่ข้อเสนอจากองค์กรภาครัฐก็ยังคงให้ความสาคัญกับการอนุรักษ์และปกป้องพ้ืนท่ีและการ
จัดการในมิติทางกายภาพของพื้นท่ีท่ีสอดคล้องกับบทบาทและหน้าท่ีของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่
ข้อเสนอจากองค์กรชุมชนยังคงสะท้อนสภาพปัญหาสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่เป็นเครื่องมือ
สาคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทว่า ปัญหาด้านสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนยังไม่มี
ความชัดเจนทั้งในระดับนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติ และนั่นจึงทาให้หลายโครงการไม่ประสบ
ผลสาเร็จในการดาเนินการเพ่ือภารกิจใดภารกิจหน่ึง อน่ึง การจัดการพ้ืนที่พรุควนเคร็งจะยังคงวนเวียน
อยู่ในวัฏจักรเช่นนี้ต่อไป ตราบใดท่ีวิสัยทัศน์และพันธกิจยังมิได้ถูกกาหนดร่วมกันระหว่างโครงการและ
ชุมชน ขาดการสร้างคณุ ค่ารว่ มระหว่างรฐั และชุมชน หรอื แม้แต่การสร้างคุณค่าร่วมระหวา่ งโครงการและ
ชุมชน ซึ่งจุดอ่อนประเด็นน้ีส่งผลให้การจัดการปัญหาไม่มีความย่ังยืนและขาดพลังความร่วมมือท่ีเป็น
ความรว่ มมืออย่างแท้จริงจากภาคประชาชน ทกี่ ลา่ วเช่นนเ้ี พราะวา่ การมสี ว่ นรว่ มและความร่วมมือ มที ้ัง
แบบแท้และไม่แท้ ดังน้ัน การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและความร่วมมือท่ีแท้จริงนั้นจาเป็นต้องสร้าง
คุณคา่ ร่วมกันเพื่อให้มีองค์กรชุมชนหรือผู้นาชุมชนทางานขับเคลื่อนกจิ กรรมต่าง ๆ ไปอย่างต่อเนื่อง หาก
ขาดข้อนี้ความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมที่ดาเนินอยู่ก็ถือเป็นความไม่แท้หรือ ความร่วมมือแบบลวง
สะท้อนภาพได้อย่างชัดเจนเมื่อโครงการหนึ่ง ๆ เข้ามาแล้วออกไปจากพื้นที่ กิจกรรมทั้งหลายก็จะสลาย
ไปดว้ ยเชน่ กนั

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอต่าง ๆ ท่ีกล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นแนวทางการจัดการน้าในพื้นท่ีพรุ
ควนเคร็งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ผู้วิจัยใน
โครงการจัดการน้ามิได้ละเลยต่อความคิดเห็นเหล่านั้น โดยนามาใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบจาลอง
MIKE SHE เชน่ การใชข้ ้อมูลความสูงเชิงพื้นที่ความละเอียด 1 เมตรในการสรา้ งแบบจาลองเพื่อวิเคราะห์
หาตาแหน่งพ้ืนที่บริเวณจุดท่ีต่าเพื่อเสนอแนะเป็นแหล่งเก็บน้าในรูปแบบต่าง ๆ การหาตาแหน่งท่ีควรมี
การสร้างทานบหรืออาคารควบคุมการไหลเข้า-ออกของน้าตามที่ได้มีการนาเสนอดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
รวมถึงการวิเคราะห์หาบริเวณจุดสูง-ต่าจากข้อมูลเชิงพ้ืนที่ดังกล่าวร่วมกับการใช้ข้อมูลลาน้าสายหลัก
บริเวณ ประตูระบายน้าคลองค๊อง และประตูระบายน้าชะอวด-แพรกเมืองในการวิเคราะห์การเก็บกักน้า
ในระดับที่เพิ่มข้ึนและตาแหน่งท่ีมีผลกระทบต่อพื้นท่ีเกษตรกร ส่วนกรณีข้อเสนอพ้ืนท่ีนาร่องต่าง ๆ ที่มี
การนาเสนอให้มีการดาเนินการน้ัน ได้มีการสร้างแบบจาลองเพ่ือวิเคราะห์หาการกระจายตัวของน้าใน
พื้นทน่ี า้ ขงั หรอื การวิเคราะห์ปริมาณนา้ ในพื้นท่ีปิดก้นั ใหม่จากการใชข้ ้อมลู อาคารชลประทานในตาแหน่ง
ที่มีการเสนอว่ามีสภาพเส่ือมโทรมควรซ่อมบารุงใหม่ และแนวทางอ่ืน ๆ ที่มีการนาเสนอมาน้ันสามารถ
วเิ คราะหห์ าแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมผา่ นแบบจาลอง MIKE SHE ได้ โดยการนาเขา้ ขอ้ มูลในตาแหน่ง
ท่ีมีการนาเสนอของแต่ละหน่วยงานท่ีเก่ยี วข้อง

การจดั การน้าเพอื่ อนาคตร่วมกันของปา่ พรแุ ละวถิ ีชุมชนคนพรุควนเครง็
การจัดการน้าโดยการมีส่วนร่วมในพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็ง ภายหลังการศึกษาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้อง

อย่างรอบด้านดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเพื่อนาเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยในการ
จัดการน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เรียกว่า MIKE SHE ซึ่งข้อมูลสาคัญต่อการวิเคราะห์ประมวลผลของ
แบบจาลอง MIKE SHE เป็นไปตามองค์ประกอบของกระบวนการทางกายภาพของวัฏจักรอุทกวิทยา
(ภาพท่ี 3.31)

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลกี เลีย่ งการเสอื่ มโทรมของป่าพรุและการฟนื้ ฟูป่าพรทุ เ่ี สื่อมโทรม | 87

ภาพที่ 3.31 องค์ประกอบของกระบวนการทางกายภาพทส่ี าคญั ของวัฏจักรอทุ กวทิ ยา
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ทงั้ นี้ ข้อมูลที่นาเข้าสู่การประมวลผลเพื่อใหโ้ ปรแกรม MIKE SHE สร้างภาพแทนความจริงหรือที่
เรยี กวา่ “แบบจาลอง” หรอื “ตัวแบบ” ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ 1) ขอ้ มูลความสงู ของภมู ิประเทศเชิง
ตวั เลข ซึง่ บรษิ ัทอนิ เตอร์แทพ เทคโนโลยี จากัด (2561) เปน็ ผ้จู ัดทาขอ้ มูลในสว่ นนี้ 2) ขอ้ มลู ฝน ใช้ขอ้ มูล
ปรมิ าณนา้ ฝนท่ีตรวจวัด ณ สถานตี รวจวดั น้าฝนของกรมอุตนุ ิยมวิทยา และข้อมลู จากกรมชลประทาน 3)
ข้อมูลการคายน้าของพืช อ้างอิงข้อมูลจากการวิเคราะห์ปริมาณการคายระเหยของน้าจากสถานีตรวจวัด
อากาศอัตโนมตั ิท่ีมีการติดตั้งในพ้ืนทปี่ ่าพรคุ วนเคร็ง 4) ข้อมลู การใชป้ ระโยชน์ทีด่ ิน ใช้เปน็ ขอ้ มลู จากกรม
พฒั นาท่ดี ิน เพื่อใชแ้ สดงการกระจายตัวของดนิ ช้นั บน สว่ นชนิดของดนิ ที่อยใู่ ต้ดนิ ช้นั บนลึกลงไปจนถึงชั้น
หินแข็ง 5) ข้อมูลลาน้า ใช้ข้อมูลการสารวจหน้าตัดลาน้าซ่ึงจัดทาโดยกรมชลประทาน 6) ข้อมูลอาคาร
บังคับน้าและการบริหารอาคารบังคับน้า ใช้ข้อมูลจากกรมชลประทาน และ 7) ข้อมูลอัตราการไหลของ
น้า ใช้ข้อมูลปริมาณน้าท่าท่ีวิเคราะห์ได้จากแบบจาลองอุตุ-อุทกวิทยา ท้ังนี้ รายละเอียดข้อมูลท้ัง 7 มี
ดงั นี้

1) ข้อมูลความสูงภูมิประเทศเชิงเลข (Digital Elevation Model) ถูกพัฒนาโดยบริษัท
อินเตอร์แมพ เทคโนโลยี จากัด (2561) มีความละเอียดอยู่ที่ 1x1 เมตร และมีความถูกต้องในทางด่ิง
(Vertical Accuracy) ในช่วง 0.2-0.3 เมตร (RMSE) ระดับความสูงต่าของพ้ืนที่ศึกษาอยู่ระหว่าง -0.968

88 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่อื เพ่มิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื

ถึง 127.62 เมตร โดยลักษณะพ้ืนท่ีความสูงต่าในขอบเขตแบบจาลอง MIKE SHE จากข้อมูลความสูงภูมิ
ประเทศเชงิ เลข (ภาพท่ี 3.32)

ภาพที่ 3.32 ลกั ษณะพืน้ ท่คี วามสงู ต่าในขอบเขตแบบจาลอง MIKE SHE จากขอ้ มลู ความสูงภมู ปิ ระเทศเชงิ เลข
ทม่ี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

2) ข้อมูลฝน ใช้ข้อมูลน้าฝนตรวจวัดท่ีสถานีตรวจวัดน้าฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาและกรม
ชลประทานซ่ึงมีข้อมูลตรวจวัดในอดีตถึงปัจจุบัน โดยใช้วิธี Thiessen Polygon เพ่ือวิเคราะห์อิทธิพล
ของสถานีวัดน้าฝนท่ีส่งผลต่อพื้นที่ศึกษา สาหรับสถานีวัดน้าฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
สถานี 552003 552010 552020 552023 552025 560002 568001 และสถานีวัดน้าฝนของกรม
ชลประทานท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ สถานี 27270 (ปตร.คลองฆ้อง) สาหรับการวิเคราะห์ค่าฝนเชิงพ้ืนท่ีจาก
ขอ้ มูลฝนตรวจวดั ภาคพน้ื ดินด้วยวธิ ี Thiessen Polygon (ภาพท่ี 3.33)

การใช้เทคโนโลยีเพอ่ื หลกี เลยี่ งการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟ้นื ฟปู า่ พรุทเ่ี สอื่ มโทรม | 89

ภาพที่ 3.33 การวเิ คราะห์คา่ ฝนเชงิ พน้ื ที่จากขอ้ มูลฝนตรวจวดั ภาคพืน้ ดนิ ดว้ ยวิธี Thiessen Polygon
ท่ีมา: สมฤทยั ทะสะดวก (2562)

3) ข้อมูลการคายระเหยของพืชอ้างอิง ใช้ผลการวิเคราะห์ปริมาณการคายระเหยอ้างอิง จาก
สถานีตรวจวัดอากาศอัตโนมัติท่ีมีการติดตั้งในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ซ่ึงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดย
คณะทางานในการศึกษาน้ีเพื่อใช้เป็นข้อมูลนาเข้าในแบบจาลอง MIKE SHE ในส่วนของข้อมูลการคาย
ระเหยอา้ งอิงตวั แทนของป่าพรุควนเครง็ (3.34)

ภาพท่ี 3.34 ขอ้ มูลการคายระเหยของพืชอ้างองิ ในพ้ืนทป่ี ่าพรคุ วนเคร็งสาหรับจัดทาแบบจาลอง
ทีม่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2562)

4) ขอ้ มูลการใช้ประโยชนท์ ่ีดนิ ขอ้ มลู ทีใ่ ช้เปน็ ข้อมลู จากกรมพัฒนาท่ีดินปี พ.ศ. 2561 ลกั ษณะ
การกระจายตัวของการใช้ประโยชน์ที่ดินในขอบเขตแบบจาลอง MIKE SHE (ภาพ 3.35, ตารางที่ 3.6 )
โดยส่วนใหญ่พ้ืนที่ในขอบเขตแบบจาลองเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรมมากถึง 346.19 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น
ร้อยละ 48.67 รองลงมาคือ ป่าไม้ พื้นที่ 192.89 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 27.12 ของพ้ืนที่ศึกษา
ท้ังหมด นอกจากนี้ ลักษณะของการใช้ท่ีดินแตกต่างกัน จะมีค่าตัวแปร LAI และค่า RD แตกต่างกัน โดย
LAI (Leaf Area Index) คือ ค่าอัตราส่วนระหว่างพ้ืนท่ีผิวใบต่อพ้ืนที่ดินใต้เรือนยอดท่ีปกคลุม และ RD
(Root Depth) คอื ค่าความลกึ ของรากพืช

90 | โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพ่อื เพ่ิมความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื

ตารางท่ี 3.6 การใชป้ ระโยชนท์ ่ีดนิ ในพ้ืนทศี่ กึ ษา

ลาดับ ประเภทการใชท้ ่ีดนิ พน้ื ที่ พืน้ ท่ี สดั ส่วน
(ตารางกิโลเมตร) (ไร่) (%)

1 พ้ืนทีเ่ กษตรกรรม 346.19 216,369 48.67

2 พ้ืนที่ชุมชนและสงิ่ ปลูก 31.66 19,785 4.45
สรา้ ง

3 พน้ื ทีป่ ่าไม้ 192.89 120,554 27.12

4 พื้นทเ่ี บ็ดเตล็ด 106.00 66,249 14.90

5 พน้ื ทน่ี า้ 34.55 21,593 4.86

รวม 711.28 444,550 100

ที่มา: สมฤทยั ทะสะดวก (2563,ปรับปรุงจาก กรมพัฒนาทีด่ ิน (2561) และ JICA (2005))

ตารางที่ 3.7 ลกั ษณะของการใช้ทด่ี ินทสี่ ง่ ผลตอ่ คา่ ตวั แปร LAI และคา่ RD

ประเภทการใชท้ ่ดี ิน LAI Root Depth (mm)

พืน้ ทเ่ี กษตรกรรม 3.0 750
1400
พืน้ ที่ป่าไม้ 3.0 100
200
พน้ื ท่ีชุมชนและส่ิงปลูกสร้าง 0.1
0
พื้นท่ีเบ็ดเตลด็ 0.5

พน้ื ทน่ี ้า 0.0

ท่มี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563, ปรับปรุงจาก JICA, 2005)

ภาพท่ี 3.35 ลักษณะการกระจายตัวของการใช้ประโยชนท์ ด่ี นิ ในขอบเขตแบบจาลอง MIKE SHE
ทม่ี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2562)

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลกี เลีย่ งการเส่ือมโทรมของป่าพรุและการฟน้ื ฟูป่าพรุทเี่ ส่ือมโทรม | 91

5) ข้อมูลการกระจายตัวของชุดดิน ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลจากกรมพัฒนาท่ีดิน เพื่อใช้แสดงการ
กระจายตัวของดินช้ันบน ส่วนชนิดของดินที่อยู่ใต้ดินช้ันบนลึกลงไปจนถึงชั้นหินแข็ง โดยลักษณะการ
กระจายตัวของชดุ ดินชั้นบนในขอบเขตแบบจาลอง (ภาพท่ี 3.36)

ภาพที่ 3.36 ลักษณะการกระจายตวั ของชุดดินชน้ั บนในขอบเขตแบบจาลอง MIKE SHE
ทม่ี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2562)

6) ข้อมูลลาน้า ใช้ข้อมูลสารวจหน้าตัดลาน้าหรือในกรณีพรุควนเคร็งอาจเรียกอย่างง่ายให้
สอดคลอ้ งกบั สภาพพ้ืนท่ีว่า ข้อมูลท่ีแสดงภาพหน้าตัดของคลองสายต่าง ๆ ในพ้ืนทีพ่ รุควนเคร็ง ซง่ึ ข้อมูล
เหล่านี้จดั ทาโดยกรมชลประทาน (ภาพท่ี 3.37) โดยหน้าตดั ลานา้ ของคลองชะอวดสว่ นที่ไหลออกจากป่า
พรคุ วนเครง็ มีความกว้างของคลองเทา่ กบั 166 เมตร มรี ะดับท้องคลองเท่ากับ -11.83 ม.รทก. ระดับตล่ิง
ซ้ายมีค่าเท่ากับ -0.21 ม.รทก. และระดับตลิ่งขวามีค่าเท่ากับ +1.07 ม.รทก. ในขณะท่ีหน้าตัดลาน้าใน
ส่วนที่ไหลผ่านพรุควนเคร็งมีความกว้างคลองเท่ากับ 105 เมตร มีระดับท้องคลองเท่ากับ -9.20 ม.รทก.
ระดับตลิ่งซ้ายมีค่าเท่ากับ +0.70 ม.รทก. และระดับตล่ิงขวามีค่าเท่ากับ +0.79 ม.รทก. ส่วนหน้าตัดลา
น้าท่ีไหลเข้าสู่พรุควนเคร็งมีความกว้างคลองเท่ากับ 75 เมตร มีระดับท้องคลองเท่ากับ -7.06 ม.รทก.
ระดบั ตลงิ่ ซ้ายมีคา่ เท่ากับ +0.33 ม.รทก. และระดับตลง่ิ ขวามีค่าเท่ากับ +1.13 ม.รทก. จากนน้ั นาข้อมูล
หน้าตัดลาน้าที่ได้น้ีเข้าสู่กระบวนการสร้างแบบจาลองโครงข่ายลาน้าของโปรแกรมที่เรียกว่า MIKE
HYDRO River ซึ่งเป็นโปรแกรมสร้างแบบจาลองท่ีช่วยประมวลผลและแสดงภาพความเชื่อมโยงของลา
นา้ หรอื ในท่ีนีค้ อื คลองแตล่ ะแหง่ ทมี่ อี ยใู่ นพ้นื ที่พรุควนเครง็ ได้อยา่ งชัดเจน ดงั แสดงในภาพที่ 3.38

92 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ เพือ่ เพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยั่งยนื

ภาพท่ี 3.37 หน้าตัดลาน้าคลองชะอวด ณ กิโลเมตรท่ี 76.650 (ไหลออกจากป่าพรุ), 91.150 (ไหลอยู่ภายในป่าพรุ)
และ 111.150 (ไหลเขา้ ปา่ พรุ) รวมถงึ หนา้ ตดั ตามยาวแมน่ า้ ปากพนงั , คลองชะอวด-แพรกเมือง, คลองคอ๊ ง

ท่มี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

ภาพท่ี 3.38 การจาลองระบบโครงข่ายแมน่ า้ หรอื ความเชื่อมโยงของคลองสายตา่ ง ๆ ทมี่ ีในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ ซง่ึ
ประมวลผลโดยโปรแกรมสรา้ งแบบจาลอง MIKE HYDRO River
ทม่ี า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือหลีกเลีย่ งการเส่ือมโทรมของปา่ พรุและการฟื้นฟปู า่ พรทุ เ่ี สื่อมโทรม | 93

7) ข้อมูลอาคารบังคับน้าและการบริหารจัดการอาคารบังคับน้า เป็นข้อมูลท่ีเป็นปัจจัยสาคัญ
อีกประการที่จะเป็นตัวแปรในการได้มาซึ่งแบบจาลองการจัดการน้าในแต่ละสถานการณ์ที่มีความ
น่าเชื่อถือ ท้ังน้ี ข้อมูลอาคารบังคับน้าและการบริหารจัดการอาคารบังคับน้าที่มีอยู่ในพื้นท่ีพรุควนเคร็ง
เป็นขอ้มูลท่ีได้จากกรมชลประทาน ซ่ึงพบว่า อาคารบังคับน้าที่มีนัยสาคัญต่อระดับน้าในป่าพรุ ได้แก่
ประตรู ะบายนา้ คลองคอ็ ง, ประตูระบายนา้ เชียรใหญ่, ประตรู ะบายน้าบางไทร, ประตูระบายน้าปากพนัง,
ประตูระบายน้าอุทกวิภาชประสิทธิ, ประตูระบายน้าคลองฉุกเฉิน, และประตูระบายน้าแพรกเมือง
สาหรับรายละเอียดอาคารชลประทานดังแสดงในตารางท่ี 3.7 โดยตาแหน่งประตูระบายน้าท่ีมีนัยสาคัญ
ต่อระดบั นา้ ในป่าพรุ แสดงดังภาพที่ 3.39

ตารางท่ี 3.7 รายละเอยี ดอาคารชลประทาน

ท่ีมา: กรมชลประทาน (2562, อา้ งถึงใน สมฤทยั ทะสะดวก, 2563)

94 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอย่างยง่ั ยืน

ภาพท่ี 3.39 ตาแหน่งการสรา้ งทานบชัว่ คราว และอาคารบังคับน้าทส่ี าคัญตา่ งๆ ของโครงการสง่ นา้ ปากพนัง
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื หลีกเลี่ยงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรุและการฟืน้ ฟูปา่ พรทุ ่ีเสื่อมโทรม | 95
นอกจากน้ียังมีข้อมูลสาคัญอีกประการน่ันคือ ทานบช่ัวคราวและการติดต้ังปั๊มน้าเพ่ือช่วยรักษา
ระดบั น้าในป่าพรุในช่วงหนา้ แลง้ ท่ีมอี ยใู่ นพนื้ ที่พรคุ วนเคร็ง (ภาพท่ี 3.40)

ภาพท่ี 3.40 ตาแหนง่ การสร้างทานบชัว่ คราว และตาแหน่งตดิ ตั้งปัม๊ น้าในป่าพรคุ วนเคร็ง
ท่ีมา: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

96 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพ่ือเพ่มิ ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยนื

อน่ึง ข้ันตอนต่อไปคือ การนาข้อมูลอาคารบังคับน้าท่ีกล่าวมาท้ังหมดป้อนเข้าสู่ระบบของการ
สร้างแบบจาลอง (ภาพที่ 3.41) ซง่ึ ประตรู ะบายน้าจะถกู ใส่ในแบบจาลองในลักษณะของ Boundary ของ
แบบจาลองด้วยข้อมูลตรวจวัดระดับน้าเหนือประตูระบายน้าและข้อมูลตรวจวัดระดับน้าท้ายประตู
ระบายน้า ในขณะที่ประตูระบายน้าคลองค็องกาหนดให้ลักษณะของอาคารเป็นแบบ Underflow โดยมี
การบริหารจัดการ คือ จะปิดประตูระบายน้าตลอด เพื่อกักน้าไว้ในคลองเพ่ือใช้ในการเกษตร แล้วจะเปดิ
ประตูระบายนา้ สดุ เมือ่ เร่มิ เดือนตุลาคมเพื่อระบายนา้ หลากในช่วงหนา้ ฝน แล้วกลบั มาปดิ ประตูสุดอีกคร้ัง
เม่อื เรมิ่ เดือนมกราคม

ปตร.คลองคอ็ ง

ทำนบชั่วครำว
พร้อมเครื่องสูบนำ้

ภาพท่ี 3.41 การจาลองอาคารบังคับน้าในแบบจาลอง MIKE HYDRO River
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

8) ข้อมูลอัตราการไหลของน้า ใช้ปริมาณน้าท่าท่ีวิเคราะห์ได้จากแบบจาลองอุตุ-อุทกวิทยา ซึ่ง
ในการศึกษาน้ีได้เลือกใช้แบบจาลอง NAM เน่ืองจากเป็นแบบจาลองที่ใช้ในการจาลองการเกิดฝนและ
น้าท่า จึงนามาใช้ในการประเมินอัตราการไหลของน้าในบริเวณต้นน้าของคลองสายต่าง ๆ ที่ไหลเข้าสู่
พ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง ได้แก่ คลองกอก คลองค็อง คลองบางคลุ้ง คลองบางกลม คลองชะอวด คลองเคร็ง
คลองโก คลองปันแต คลองกระถิน รวมถึงคลองไม่ทราบช่ือท่ีเป็นลาน้าที่ไหลผ่านป่าชุมชนบ้านควนเงิน
และป่าชุมชนบ้านสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ดังภาพท่ี 3.42 ซ่ึงแสดงตาแหน่งที่ได้ทาการวิเคราะห์
แบบจาลอง NAM ถึงกระนั้นก็ตาม ตัวแบบท่ีได้จากแบบจาลอง NAM จะมีความน่าเชื่อถือเมื่อผ่าน
กระบวนการสอบเทียบกับตัวแบบท่ีได้จากปริมาณน้าท่าที่ตรวจวัด ณ สถานีตรวจวัดน้าท่าของกรม
ชลประทานซึ่งอยู่ในพื้นที่ศึกษา รวมถึงสถานี X.167 ด้วย ทั้งน้ี ผลการสอบเทียบแบบจาลอง NAM ใน
สถานีตรวจวัดน้าท่า X.167 (ภาพท่ี 3.43) มีลักษณะใกล้เคียงกันอย่างมาก บ่งช้ีได้ว่าตัวแบบอัตราการ

การใช้เทคโนโลยเี พ่อื หลีกเล่ียงการเสอ่ื มโทรมของปา่ พรแุ ละการฟื้นฟปู ่าพรุทีเ่ สื่อมโทรม | 97
ไหลของน้าของคลองสายต่าง ๆ ที่ไหลเข้าพื้นท่ีพรคุ วนเคร็งมีความน่าเชื่อถือและนาไปใชใ้ นการวิเคราะห์
ตัวแบบการจัดการน้าในพ้นื ท่ีต่อไปได้

ภาพที่ 3.42 ตาแหนง่ ท่มี ีการวเิ คราะห์การไหลของน้าท่า และปรมิ าณน้าท่าด้วยแบบจาลอง NAM
ทมี่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

98 | โครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยืน

ภาพที่ 3.43 ผลการสอบเทียบแบบจาลอง NAM ท่สี ถานีวดั นา้ ท่า X.167
ทีม่ า: สมฤทัย ทะสะดวก (2563)

การสอบเทยี บแบบจาลองการไหลของน้าและปรมิ าณนา้ ทา่ เพอ่ื ความน่าเชอ่ื ถอื ของขอ้ มลู
การสอบเทียบแบบจาลองเป็นขั้นตอนสาคญั ทจี่ ะเป็นการเปรยี บเทียบข้อมูลลักษณะการไหลของ

น้าและปริมาณนา้ ท่าท่ีได้จากการตรวจวัดค่าจากพืน้ ทีจ่ ริงกบั ข้อมลู ที่ไดจ้ ากการประมวลผลของโปรแกรม
สร้างแบบจาลองหรือภาพแทนความจรงิ NAM มีความใกล้เคยี งกันหรือแตกต่างกันหรือไม่ โดยหากมีผล
ใกล้เคียงกันย่อมเป็นการยืนยันได้ว่า แบบจาลองหรือตัวแบบหรือภาพแทนความจริงท่ีได้จากการ
ประมวลผลของโปรแกรมสร้างแบบจาลอง NAM สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นทางปฏบิ ตั ไิ ด้

ผลการสอบเทียบแบบจาลองการไหลของนา้ ลักษณะและทิศทางการไหลของน้าในพื้นท่ีแต่ละ
แหง่ ในเขตป่าพรุควนเคร็งมีความสาคัญกับการวิเคราะหข์ องแบบจาลอง MIKE SHE ดัง้ นั้นการสอบเทียบ
ข้อมูลลักษณะการไหลของน้าในแต่ละบริเวณของพรุควนเคร็งจึง ถูกนามาทาการสอบเทียบระหว่าง
แบบจาลองกับข้อมูลที่ตรวจวัดจากสถานท่ีจรงิ ซึ่งภาพที่ปรากฏ (ภาพที่ 3.44-3.45) จะเห็นได้ว่า รูปร่าง
ของกราฟท่ีแสดงในแต่ละภาพซึ่งเป็นผลจากการเทียบค่าระหวา่ งค่าที่ตรวจวัดได้จากพ้ืนท่ีกับค่าที่ได้จาก
แบบจาลองในพื้นท่ีป่าแต่ละแห่ง มีความคล้ายกันมาก มีรูปร่างใกล้เคียงกัน บ่งช้ีได้ว่า ลักษณะการไหล
ของน้าและทิศทางการไหลของน้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่ได้จากการสร้างแบบจาลองของชุดโปรแกรม NAM
มีความใกล้เคียงกับข้อมูลท่ีตรวจวัดได้จากพ้ืนท่ีจริง โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R2) และค่าดัชนี
ประสิทธิภาพของแบบจาลอง (EI) ที่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ น่ันคือ ค่าท่ีได้ต่ากว่า 1 โดยอยู่ในช่วง 0.8x แม้
จะมีการนามาตรวจสอบกับข้อมูลต่างเวลาก็ตาม แต่ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์และค่าดัชนีประสิทธิภาพ
ของแบบจาลองยังคงอยู่ในเกณฑ์ท่ีรับได้ ซ่ึงค่าดังกล่าวเป็นการยืนยันได้ว่าแบบจาลองท่ีได้นั้นมีความ
นา่ เช่ือถือและสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้งานในข้ันตอนต่อไปได้

การใชเ้ ทคโนโลยีเพื่อหลีกเลีย่ งการเส่ือมโทรมของป่าพรุและการฟื้นฟูป่าพรุทเ่ี สอ่ื มโทรม | 99

ภาพที่ 3.44 การเปรยี บเทยี บกราฟน้าทา่ ระหว่างปรมิ าณนา้ ท่าทีไ่ ดจ้ ากการตรวจวัดและทไี่ ดจ้ ากการคานวณโดย
แบบจาลอง NAM ในแต่ละช่วงเวลา
ทีม่ า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

100 | โครงการเสริมศักยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ เพ่ือเพม่ิ ความสามารถในการกักเกบ็ คาร์บอน
และอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งย่งั ยืน

ภาพที่ 3.45 การเปรียบเทยี บกราฟน้าท่าระหว่างปรมิ าณนา้ ทา่ ท่ไี ดจ้ ากการตรวจวดั และทไ่ี ดจ้ ากการคานวณโดย
แบบจาลอง NAM ในแตล่ ะชว่ งเวลา
ท่มี า: สมฤทยั ทะสะดวก (2563)

การวิเคราะห์ปริมาณนา้ ทา่ จากคลองสายหลักของพรคุ วนเคร็ง
ข้อมูลปริมาณน้าท่าเป็นอีกหน่ึงชุดข้อมูลที่มีความสาคัญต่อการสร้างแบบจาลองการจัดการน้า

ด้วย MIKE SHE โดยในการศึกษานี้ สมฤทัย ทะสะดวก (2563) ใช้การวิเคราะห์ปริมารน้าท่าในบริเวณ
ตา่ ง ๆ ของพืน้ ที่พรุควนเครง็ (ภาพท่ี 3.42) โดยใชแ้ บบจาลอง NAM ท่ไี ดท้ าการจาลองปริมาณน้าท่าจาก
ปริมาณน้าฝนที่เกิดข้ึนในพ้ืนท่ีท่ีอยู่ในลาน้าสายหลักหรือคลองสายหลักที่ไหลเข้าสู่ป่าพรุควนเคร็ง และ


Click to View FlipBook Version