คาํ นํา
ตามทก่ี ระทรวงศกึ ษาธิการได้มคี ําสง่ั ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
โดยกาํ หนดให้สาํ นกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามบี ทบาทสําคญั ในการจัดทํากรอบหลักสูตรระดับท้องถ่นิ เพอื่ เช่ือมโยง
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ และความตอ้ งการของท้องถนิ่ สู่การพฒั นาหลกั สูตร
สถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนในชน้ั เรียน
เพ่อื ให้สถานศกึ ษา มแี นวทางในการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา รวมทง้ั สามารถจัดการเรียนรู้โดยนาํ
สาระการเรียนร้ทู อ้ งถน่ิ ไปใชใ้ นทิศทางเดยี วกัน และมีความเปน็ เอกภาพในระดับเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษา สํานักงาน
เขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต ๒ จงึ ได้จัดทาํ เอกสารกรอบหลกั สูตรระดับท้องถ่นิ เขตพน้ื ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาตรงั เขต ๒ ฉบบั นีข้ ึน้ ซง่ึ ประกอบดว้ ยเนอื้ หาสาระ ๕ สว่ น ดงั นี้
ส่วนที่ ๑ ส่วนนาํ
ส่วนท่ี ๒ เปา้ หมาย และจดุ เนน้
ส่วนท่ี ๓ สาระการเรียนรู้ท้องถนิ่
สว่ นที่ ๔ การประเมนิ คุณภาพผ้เู รียนระดับท้องถิ่น
ส่วนท่ี ๕ การนํากรอบหลกั สตู รระดบั ทอ้ งถ่ินสู่การพัฒนาหลกั สตู รสถานศกึ ษา
ขอขอบคณุ คณะกรรมการจดั ทํากรอบหลักสูตรระดบั ท้องถิ่นของสาํ นกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษา
ประถมศึกษาตรงั เขต ๒ ทุกท่าน ทีไ่ ด้ดําเนินการใหเ้ อกสารกรอบหลักสูตรระดบั ทอ้ งถ่ินฉบบั นี้ มีความสมบูรณ์
เหมาะสม และสอดคลอ้ งกับสภาพทอ้ งถ่นิ หวงั เปน็ อยา่ งยิ่งวา่ เอกสารฉบบั นจ้ี ะเกิดประโยชนส์ ําหรับสถานศกึ ษา
และผูท้ ่เี ก่ยี วขอ้ งทกุ ฝ่าย
(นายประจกั ษ์ ชา่ งเรอื )
ผอู้ ํานวยการสํานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตรัง เขต ๒
สารบัญ หนา้
คาํ นาํ ๓
๔
สว่ นท่ี ๑ บทนาํ ๖
ความสําคญั และความเปน็ มาของการจัดทาํ กรอบหลักสูตรระดบั ท้องถ่นิ ๑๐
แนวทางการดาํ เนนิ งานจัดทําสาระการเรยี นรทู้ ้องถ่นิ ๑๑
๑๕
ส่วนที่ ๒ วสิ ยั ทัศนแ์ ละจดุ เนน้ ๑๗
ส่วนที่ ๓ สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถนิ่ “จงั หวดั ตรัง” ๒๑
๒๔
ตราประจาํ จังหวัดตรัง ๔๙
ประวัตคิ วามเป็นมาของจังหวัดตรงั ๖๕
สภาพแวดล้อมทางภมู ศิ าสตร์ ๗๗
สภาพทางธรณีวิทยาของจงั หวดั ตรงั ๗๙
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศของจงั หวัดตรัง ๘๗
ศิลปหตั ถกรรมและงานช่างท้องถ่นิ ๙๖
ภาษาและวรรณกรรม ๑๑๐
๑๑๘
- นทิ าน ตํานาน ๑๒๔
- สาํ นวนตรัง ๑๓๖
- เพลงรองเงง็ ตันหยง ๑๔๘
- นักเขียน กวตี รงั ๑๖๗
- นาฏศลิ ปแ์ ละมหรสพเมอื งตรัง ๑๗๖
- เพลงกลอ่ มเดก็ ๑๙๖
- ศาสนา พธิ กี รรม ความเช่อื ๒๐๔
- ขนบธรรมเนยี มประเพณที อ้ งถน่ิ
- สถานทท่ี อ่ งเท่ียว
- บคุ คลสาํ คัญของจงั หวัดตรัง
สว่ นท่ี ๔ การประเมนิ คุณภาพผเู้ รยี น
สว่ นที่ ๕ การนาํ กรอบหลกั สูตรระดับทอ้ งถ่ินสกู่ ารพฒั นาสถานศกึ ษา
เอกสารอา้ งองิ
ภาคผนวก
คณะผู้จัดทาํ
ส่วนท่ี ๑
บทนาํ
ความสําคญั และความเป็นมาของการจัดทํากรอบหลกั สูตร
ระดับท้องถิ่น
ความสําคญั และความเปน็ มาของการจัดทํากรอบหลกั สตู รระดบั ท้องถนิ่
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ จัดทําข้ึนสําหรับท้องถ่ินและสถานศึกษา
นําไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและ
เยาวชนของไทยทุกคนในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะท่ีจําเป็นสําหรับการ
ดํารงชีวิตในสังคมท่มี ีการเปล่ียนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดชวี ิต
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดท่ีกําหนดไว้จะช่วยให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องในทุกระดับเห็นผลคาดหวังท่ี
ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งสามารถช่วยให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องในระดับ
ท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทําให้การจัดทําหลักสูตรในระดับสถานศึกษามี
คุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังน้ันในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับต้ังแต่ระดับชาติ
จนกระทั่งถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดที่กําหนดไว้ในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน รวมท้ังกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบและครอบคลุมผู้เรียน
ทุกกลุ่มเปา้ หมายในระดับการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน การจดั ทําหลกั สตู รสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานและประสบความสําเร็จ
ตามเป้าหมายท่ีคาดหวังได้ ทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องท้ังระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ
โดยร่วมกันทํางานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในการวางแผน ดําเนินการ ส่งเสริม สนับสนุน ตรวจสอบ
ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพ่ือพฒั นาเยาวชนของชาติไปสู่คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรทู้ ก่ี ําหนดไว้
จุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษท่ี ๒๑ ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทะศักราช ๒๕๕๑ การบริหารจัดการหลักสูตรในยุคปัจจุบันซึ่งมีการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นและ
สถานศึกษา ให้มีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในการพัฒนาหลักสูตรของตนเอง ครอบคลุมหลายมิติเก่ียวข้องกับ
บุคคลหลายฝ่ายในท้องถ่ิน และต้องอาศัยองค์ประกอบปัจจัยเก้ือหนุนต่าง ๆมากมาย เพื่อการปรับปรุง
พัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด การกําหนดกรอบหลักสูตรท้องถิ่นเป็นสาระสําคัญ
ประการหนึ่งท่ีจะช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน เห็นแนวทางใน
การดําเนินงานในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน รวมท้ังการส่งเสริม และดูแลด้าน
คุณภาพสอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น โดยการกําหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็น
เป้าหมายและเกณฑ์ในการพัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน และสามารถตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียนในระดับ
ท้องถ่ิน เพื่อกําหนดกรอบทิศทางในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถอันเป็น
พื้นฐานจําเป็นในท้องถิ่นและโลกปัจจุบัน กรอบเป้าหมาย จุดเน้นท่ีกําหนดสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ต้องมุ่งเน้น
ผู้เรียนเป็นสําคัญ บนพ้ืนฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ ผู้เรียนมีโอกาส
เรยี นร้เู รือ่ งราวของชุมชน ท้องถ่นิ ซ่ึงเปน็ สภาพแวดลอ้ มในชวี ติ จริงของตน ทําให้เกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า
สํานกึ รกั ผูกพนั กบั ท้องถ่ิน มีความภาคภมู ใิ จในบรรพบรุ ษุ ถิน่ ฐานบา้ นเกิด เปน็ สมาชกิ ท่ดี ีของชุมชน ตลอดจน
5
สามารถแก้ปัญหา พัฒนาชีวิต อาชีพ ครอบครัวและสังคมของตนเองได้ตามควรแก่ฐานะ และเป็นบุคคลท่ีมี
ความรอบรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นในแง่มุมต่าง ๆ ท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ อย่างชัดเจน ในการ
กระบวนการจัดทําหรือพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เพ่ือใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัดที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กําหนดนั้น สํานักวิชาการและมาตรฐาน
การศกึ ษาได้กาํ หนดใหห้ นว่ ยงานระดบั ทอ้ งถิ่น ซ่ึงในท่ีน้ีหมายถึงเขตพ้ืนที่การศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดอ่ืน ๆ
ที่มีส่วนเก่ียวข้องในการจัดการศึกษา ได้จัดทํากรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ินน้ัน ๆ ข้ึน เพ่ือเป็นกรอบทิศทางให้
สถานศึกษาได้นําไปประกอบการพิจารณาการจัดทําหรือเพ่ิมเติมในส่วนที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการ
ของท้องถ่ิน ภายใต้บริบทของสถานศึกษาตามหลักการจัดการศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ในแนวการบริหาร
จัดการหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้กําหนดให้หน่วยงานระดับท้องถิ่น ซ่ึง
หมายถึงจังหวัด สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา และองค์กร หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัด
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ควรศึกษายุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศโดยรวม ยุทธศาสตร์การพัฒนา กลุ่มจังหวัด
และยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ตลอดจนแผนพัฒนาการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษาควบคู่กับมาตรฐานการ
เรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพ่ือพิจารณากําหนดกรอบเป้าหมายและจุดเน้นในการพัฒนา
ทรัพยากรบุคคลในวัยเรียนให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน เพื่อเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้
คุณธรรม มจี ติ สํานกึ ในความเป็นพลเมอื งไทยและเป็นพลโลก
ดว้ ยเหตุนกี้ รอบสาระการเรียนรทู้ ้องถ่ินจึงถือเปน็ ตัวจักรสาํ คญั ในการตอบสนองนโยบายพระราชบญั ญัติ
ทางการศึกษา กฎหมายและรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย ทีเ่ ก่ียวข้องกับการจดั การศกึ ษา ดงั นี้
รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๘๑ ระบุไว้ว่ารัฐต้องจัดการศึกษา อบรม
และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรม ให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ
ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้ และปลูกฝัง
จิตสํานึกที่ถูกต้อง เก่ียวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สนับสนุนการคน้ คว้าวจิ ัยในศลิ ปะวทิ ยาการต่าง ๆ เร่งรดั พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพ่ือการพัฒนาประเทศ
พัฒนาวชิ าชีพครแู ละสง่ เสรมิ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ศิลปะและวฒั นธรรมของชาติ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๔๒ และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
มาตรา ๗ ระบุว่า กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสํานึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้รักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพ
กฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิศ์ รคี วามเป็นมนษุ ย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยรู้จักรักษาผลประโยชน์
ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ภูมิ
ปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการ
ประกอบอาชพี รู้จกั พ่ึงตนเอง มีความคิดรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์ ใฝ่รู้ และเรยี นร้ดู ้วยตนเองอยา่ งตอ่ เน่ือง
6
มาตรา ๒๗ ใหค้ ณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน กําหนดหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน เพอื่
ความเป็นไทย ความเป็นพลเมอื งทด่ี ขี องชาติการดาํ รงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพอื่ การศกึ ษาต่อให้
สถานศกึ ษาข้ันพื้นฐาน มีหน้าทีจ่ ดั ทําสาระของหลักสูตรในส่วนทเี่ ก่ยี วกับสภาพปัญหาในชุมชน และสงั คมภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ เพ่ือเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
มาตรา ๓๙ ให้กระทรวงกระจายอํานาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการงบประมาณ การบริหารงาน
บุคคล การบริหารงานทั่วไป ไปยังคณะกรรมการและสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาและสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
โดยตรง
พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓๗ ใหม้ ีสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษา เพ่ือทาํ หนา้ ทใี่ นการดําเนินการให้เป็นไปตามอาํ นาจหน้าท่ขี องคณะกรรมการ และให้มอี ํานาจหนา้ ทเี่ กย่ี วกับ
การศกึ ษา ตามที่กาํ หนดไวใ้ นกฎหมายน้ี หรือกฎหมายอ่ืน และมอี ํานาจหน้าที่ ดงั น้ี
๑) อํานาจหน้าทใ่ี นการบรหิ ารและจัดการศึกษาและพฒั นาสาระของหลกั สูตรการศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั สูตร
แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ของสํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
๒) อาํ นาจหน้าที่ในการพฒั นาดา้ นวิชาการและจดั ให้มรี ะบบประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษาร่วมกับสถานศึกษา
ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ.
๒๕๔๔ ขอ้ ๕ ระบวุ ่าใหม้ ีคณะกรรมการคณะหนง่ึ เรยี กว่า “คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงานวิชาการสถานศกึ ษา”
อยภู่ ายใต้คณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พื้นฐานและข้อ ๖ ให้คณะกรรมการมีหนา้ ท่ี ดงั ต่อไปนี้
๑) วางแผนดําเนินงานวิชาการ กําหนดสาระรายละเอียดของหลกั สูตรระดับสถานศึกษาและแนวการจัดสัดส่วนสาระ
การเรียนรู้ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นของสถานศกึ ษาใหส้ อดคล้องกับหลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน สภาพเศรษฐกิจ สงั คม
ศลิ ปวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาของท้องถน่ิ
แนวทางการดําเนินงานจดั ทาํ สาระการเรียนร้ทู อ้ งถิ่น
การกําหนดเนื้อหาสาระการเรียนรู้ท้องถนิ่ เพอ่ื ใหส้ ถานศึกษานําไปใช้จัดประสบการณ์ใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรเู้ ก่ียวกับ
ท้องถ่นิ ของตนเอง ทั้งในด้านความสําคญั ประวัติความเป็นมา สภาพภมู ิประเทศ ภมู อิ ากาศ สภาพเศรษฐกิจ สงั คม การ
ดาํ รงชวี ิต การประกอบอาชพี ศลิ ปะ วฒั นธรรมประเพณี ภูมิปัญญา ฯลฯ ตลอดจนสภาพในชมุ ชนและสงั คมนนั้ ๆ อันจะ
ทําใหเ้ กิดความรัก ความผูกพนั มีความภาคภูมใิ จในท้องถน่ิ ของตน ยินดที ่ีจะร่วมสืบสานพฒั นาหรือแกไ้ ขปัญหาของทอ้ งถน่ิ
นน้ั มขี อ้ เสนอแนะแนวทางการดาํ เนินงานที่สาํ คัญ ดังน้ี
การดาํ เนนิ งานของสว่ นกลาง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยสาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐานเปน็ หน่วยงาน ในส่วนกลาง มีภารกิจสําคญั
ในการจัดและสง่ เสริมการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน โดยมหี นา้ ทีใ่ นการจัดทํานโยบายและจดั ทาํ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้
พื้นฐาน ซง่ึ ได้กําหนดจดุ หมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพ่อื ให้ผู้เรยี นได้เรยี นรู้เกีย่ วกับ
7
ท้องถนิ่ โดยกําหนด คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ให้ผูเ้ รียนรกั ประเทศชาติ รกั ท้องถิน่ มุ่งทําประโยชน์ สรา้ งสิง่ ทด่ี งี ามในสังคม
มจี ิตสาํ นึกในการอนรุ กั ษ์ภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภมู ิปญั ญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม ซ่งึ
สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา สถานศึกษา หน่วยงานที่เกีย่ วขอ้ ง จะตอ้ งนําหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พ.ศ.
๒๕๕๑ ไปใช้จัดการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานใหบ้ รรลุ ตามจุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู้ทกี่ ําหนดไว้
การดําเนินงานระดับเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษา
พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. ๒๕๔๖ กาํ หนดให้สํานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษา
มหี นา้ ที่ในการบรหิ ารจัดการศกึ ษา และพัฒนาสาระของหลักสตู รการศึกษา ใหส้ อดคล้องกับหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขัน้ พ้ืนฐาน รวมทงั้ มหี นา้ ทใ่ี นการพฒั นาด้านวิชาการร่วมกับสถานศกึ ษา สํานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา ควรจัดทาํ
“กรอบสาระการเรยี นรูท้ อ้ งถิน่ ” ในระดับเขตพ้นื ที่การศกึ ษา เพื่อให้สถานศกึ ษานาํ ไปจัดทาํ รายละเอียดของเนอื้ หาองค์ความรู้
ทีเ่ กยี่ วกับท้องถิ่นใหเ้ หมาะสมกับสภาพของสถานศึกษาและนําไปสกู่ ารปฏิบตั จิ ริง โดยดําเนินการ ดังนี้
แนวทางการดําเนินงานระดับเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา
๑. แต่งตั้งคณะกรรมการการจัดทํากรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ิน ประกอบด้วย ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาตรงั เขต ๒, รองผอู้ าํ นวยการสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต ๒ , ศึกษานิเทศก,์
ผูบ้ ริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน
๒. ศึกษาแนวทางการพฒั นากรอบหลกั สตู รระดับทอ้ งถ่ินจากแนวทางการบริหารจัดการหลกั สตู รแกนกลางการศึกษา
ขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๓. วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลจากเอกสารและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาของจังหวัด แนวทางการบริหารยุทธศาสตร์การศึกษาของจังหวัด
ตรังและเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา รายงานผมสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน สภาพแนวโน้มการเปล่ียนแปลง บริบทสภาพปัญหา
จุดเนน้ ตามความตอ้ งการของชุมชนและสถานศึกษาแต่ละแหง่ ตลอดจนความตอ้ งการของผูเ้ รยี น
๔. จัดทาํ กรอบหลกั สูตรระดับท้องถิ่น เขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต ๒ ซงึ่ มีองค์ประกอบสาํ คัญ ไดแ้ ก่
สว่ นที่ ๑ เปา้ หมายและจุดเนน้ สาระการเรยี นรู้ท้องถิ่น การประเมินคณุ ภาพผูเ้ รียนระดบั ทอ้ งถ่ิน และการนาํ กรอบหลักสูตร
ระดับท้องถ่นิ สู่การพฒั นาหลกั สตู รสถานศึกษา
๕. การพิจารณาคณุ ภาพกรอบหลกั สตู รระดับท้องถิน่ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต ๒ โดยการนําเสนอ
เพือ่ รับฟงั ความคิดเหน็ จากผูท้ เี่ กย่ี วขอ้ ง เช่น ครผู ู้สอน ผู้ปกครอง ปราชญใ์ นชมุ ชน และหนว่ ยงานธุรกจิ ฯลฯ เพ่ือนํา
ขอ้ คิดเหน็ จากทุก ๆฝา่ ยมาปรับปรุงกรอบหลักสูตรท้องถ่ินให้มีความเหมาะสมชัดเจนย่ิงขึน้
๖. เผยแพร่และประชาสมั พันธ์กรอบสาระการเรียนรทู้ ้องถิ่น หลักจากการปรับปรุง กรอบสาระการเรยี นร้ทู อ้ งถนิ่ ให้
สมบรู ณ์แล้ว สํานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาจะเผยแพรป่ ระชาสัมพันธ์กรอบสาระการเรยี นรู้ท้องถนิ่ ใหส้ ถานศกึ ษาทุกแห่งใน
เขตพ้ืนทีไ่ ด้ทราบและนําไปเป็นกรอบจัดทํารายละเอยี ดของเนอ้ื หาการเรียนร้ทู ้องถ่นิ ของสถานศึกษาอยา่ งเหมาะสม
๗. นเิ ทศ กํากับ ติดตามและประเมินผล หลงั จากสถานศกึ ษาไดน้ ํากรอบสาระการเรียนรูท้ อ้ งถ่นิ ไปจดั ทาํ รายละเอยี ด
ของเน้ือหาองค์ความรทู้ ่เี กี่ยวกับทอ้ งถิ่นและจัดประสบการณ์การเรียนร้ใู หเ้ กิดข้นึ กับผูเ้ รยี นแล้ว สาํ นกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา
8
จะดําเนนิ การนิเทศ ติดตาม กํากบั และประเมินผลการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้เกยี่ วกับทอ้ งถิน่ ของสถานศึกษา รวมทั้ง
ตดิ ตามประเมินผลคุณภาพผูเ้ รยี นว่าเปน็ ไปตามมาตรฐานการเรียนรหู้ รือไม่ และนาํ ผลการประเมนิ มาใช้ในการวางแผน
ปรบั ปรุงและพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาต่อไป
การดําเนินงานของสถานศกึ ษา
สถานศึกษาเป็นหนว่ ยงานระดับปฏิบัติการท่ีจะต้องนํากรอบสาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน ท่ีสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
เป็นผู้จัดทํานําไปสู้การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เก่ียวกับท้องถ่ินของตนเอง เกิดความรัก ความผูกพัน
และมีความภาคภูมใิ จในท้องถ่นิ สถานศกึ ษาจงึ ต้องนาํ กรอบสาระการเรียนรทู้ อ้ งถิน่ มาจดั ทาํ รายละเอยี ดของเนื้อหา
องคค์ วามร้ทู ีเ่ ก่ียวกับท้องถ่ิน ใหเ้ หมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศึกษาและสภาพชุมชนน้นั ๆ
แนวทางการดําเนนิ งานของสถานศึกษา
๑. แต่งตง้ั คณะกรรมการ/ คณะทางาน คณะกรรมการชดุ นค้ี วรประกอบดว้ ย ผอู้ านวยการเขตพื้นท่ี
การศึกษา/ ผู้บริหารสว่ นราชการระดับท้องถ่ิน ผ้บู ริหารสถานศึกษาในท้องถน่ิ ท้งั ระดับประถมศึกษา และระดับ
มธั ยมศึกษา ครผู ู้สอน ผูแ้ ทนชุมชน
๒. วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ขอ้ มลู จากเอกสารและแหล่งข้อมลู ต่างๆ อาทิ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ รวมท้งั ศึกษาสภาพ แนวโนม้ การเปล่ยี นแปลง บริบทสภาพ ปัญหา ความตอ้ งการ
ของทอ้ งถน่ิ ชุมชน ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของผเู้ รยี นในพ้ืนท่ี เป็นต้น
๓. ดําเนนิ การจัดทากรอบหลักสตู รระดับท้องถิ่น ในการดําเนินการจัดทากรอบหลกั สตู รระดบั ท้องถิ่นให้มี
คณุ ภาพ จะต้องมกี ารวางแผนงานที่ชัดเจนเพ่อื ใหเ้ หน็ ภาพการทางานตลอดแนวด้วยกระบวนการทางานแบบมสี ่วน
รว่ ม
๔. รับฟังความคิดเห็นจากผเู้ กย่ี วข้อง อาทิ ครผู ้สู อน ผ้ปู กครอง ปราชญใ์ นชุมชน และหน่วยงานธุรกจิ
ฯลฯ เพือ่ นําขอ้ คดิ เห็นจากฝา่ ยต่างๆ มาปรบั ปรงุ กรอบหลกั สตู รให้มคี วามเหมาะสมชัดเจนยง่ิ ขนึ้
๕. เสนอคณะกรรมการเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา/ คณะกรรมการระดับทอ้ งถ่ินเพ่ือใหค้ วามเหน็ ชอบ
องค์ประกอบสาํ คัญของกรอบสาระการเรยี นรรู้ ะดบั ทอ้ งถิน่
กรอบสาระการเรยี นรู้ระดับท้องถน่ิ
๑. เป้าหมาย/จุดเน้น ของเขตพื้นท่ีการศึกษา/ หน่วยงานระดับท้องถ่ิน เป็นหน่วยงานสําคัญท่ีจะช่วย
ขับเคล่ือนการจัดการศึกษาของสถานศึกษาภายในเขต/ท้องถ่ิน เพ่ือให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรยี นรู้ ตามหลกั สูตรแกนกลาง และผู้เรยี นได้มโี อกาสเรียนรู้ในเร่ืองเก่ียวกับชุมชน ท้องถิ่น ในการจัด
การศกึ ษาให้บรรลุผลดังกลา่ ว เขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาอาจกาํ หนดเป้าหมาย/จุดเน้น ท่ีต้องการให้เด่นชัดเป็นการเฉพาะ
เพอ่ื ให้สถานศกึ ษาได้เลง็ เหน็ ทิศทางในการพฒั นาการศึกษาในท้องถ่ิน เช่น การพฒั นาดา้ นการคดิ วเิ คราะห์ เป็นต้น
เป้าหมาย/จุดเน้นน้ันควรกําหนดเป็นคุณภาพท่ีต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน มิควรกําหนดในสิ่งท่ีก่อให้เกิดข้อจา
กัดต่อการจดั การเรียนการสอนในระดับสถานศกึ ษา
๒. สาระการเรยี นรูท้ ้องถิ่น เปน็ ส่วนท่ใี หข้ ้อมลู เกีย่ วกบั หัวข้อ/ประเด็นสําคัญที่ผู้เรียนในท้องถิ่นควรเรียนรู้
หรือได้รับการปลูกฝัง ในฐานะท่ีเป็นสมาชิกของชุมชนน้ัน เพ่ือให้เกิดความรักความภาคภูมิใจ และต้องการมีส่วน
รว่ มในการอนรุ กั ษส์ ภาพแวดล้อม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพแวดล้อมในท้องถน่ิ การกําหนดสาระการเรียนรู้ทอ้ งถ่ิน
9
ควรกําหนดในขอบเขตประเดน็ สําคญั พร้อมทง้ั มคี าํ อธิบายประกอบในแต่ละประเด็นพอสังเขปเพอ่ื ครูผูส้ อนใช้เป็นแนวทาง
ในการจดั ใหผ้ ู้เรยี นได้เรยี นรใู้ นเรื่องเกยี่ วกบั ทอ้ งถนิ่ เชน่ ประวตั ิความเปน็ มาของทอ้ งถนิ่ สภาพภมู ิอากาศ ภูมปิ ระเทศ
เศรษฐกจิ สงั คม วิถชี ีวติ ศลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ สภาพปญั หา และเหตุการณส์ าํ คัญในชุมชน
และสงั คมน้ันๆ รวมทงั้ ข้อมูลแนวโน้มการพัฒนาท้องถ่นิ เปน็ ตน้
การจัดทําสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินอาจได้จากการวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ท้ัง ๘ กลุ่มสาระตามหลักสูตรแกนกลาง ในส่วนท่ี
เก่ียวข้องกับชุมชนและท้องถ่ิน รวมทั้งข้อมูลจากการศึกษา สํารวจสภาพ ปัญหาการเปล่ียนแปลงต่างๆที่เกิดข้ึนใน
สังคม/ชมุ ชน เพอื่ นํามาสังเคราะหจ์ ดั เป็นหมวดหมู่ เพอื่ สถานศึกษาใชเ้ ปน็ แนวทางในการจดั การเรยี นรู้ต่อไป
การจดั ทาํ หลักสตู รโดยเฉพาะในส่วนทีเ่ ก่ียวกบั ท้องถิ่นน้ัน ส่ิงท่คี วรทําความเข้าใจใหต้ รงกันคือ
๑. หลกั สูตรทใี่ ชใ้ นการจัดการเรียนการสอนในระดบั สถานศกึ ษาคือ “หลักสูตรสถานศกึ ษา”
๒. สิง่ ที่ผู้เรียนต้องเรียนรเู้ กี่ยวกบั ทอ้ งถ่ินสามารถสอดแทรกเขา้ ไปในรายวชิ าพื้นฐานทงั้ ๘ กลมุ่ สาระ
การเรียนรู้ได้ หรือหากสถานศึกษาเห็นว่ามีสิ่งสําคัญท่ีต้องการจะเน้นและแยกสอนเป็นการเฉพาะ เช่น การสอนจักสาน
เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็สามารถเปิดเป็นรายวิชาเพ่ิมเติมได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใดก็อยู่ในหลักสูตร
สถานศึกษาท้ังส้ิน มิใช่แยกเป็นหลักสูตรสถานศึกษา และหลักสูตรท้องถ่ินจากกัน เพราะการกระจายอํานาจให้
โรงเรียนจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา ก็เพ่ือให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะ
แตกต่างกนั ไป
๓. กรอบสาระการเรียนรทู้ อ้ งถ่ินทเ่ี ขตพืน้ ทก่ี ารศึกษา หรือหน่วยงานท่รี ับผดิ ชอบในระดับท้องถ่ิน
จัดทํานั้นเป็นกรอบแนวทางกว้างๆ ที่ระบุเป้าหมาย/จุดเน้นของท้องถิ่น สาระการเรียนรู้หรือเรื่องต่างๆ เก่ียวกับ
ทอ้ งถ่ิน และแนวทางการประเมนิ คณุ ภาพผ้เู รยี นในท้องถิ่น สถานศึกษาสามารถนําไปเป็นแนวทางจัดการเรียนการ
สอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจเร่ืองเหล่าน้ันในฐานะที่เป็นสมาชิกในสังคมน้ันๆ ในเอกสารกรอบสาระ
การเรียนรู้ท้องถิ่น นําเสนอเป็นเพียงแนวทางและตัวอย่างของรายวิชาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับท้องถ่ินได้ มิใช่สิ่งที่
กาํ หนดให้โรงเรยี นตอ้ งสอน
10
สว่ นที่ ๒
วสิ ัยทศั น์กรอบหลกั สตู รระดับท้องถ่นิ
สํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาตรงั เขต ๒
มงุ่ เน้นการพฒั นาผเู้ รียนทุกคนให้เป็นคนดี มคี วามสุข มคี วามรู้ความสามารถ
มีทักษะในการดาํ รงชวี ติ มีทักษะในการอา่ น การเขยี น คิดคํานวณ คิดวเิ คราะห์
และคดิ แกป้ ญั หาได้ มีจติ สํานกึ รกั ภูมิใจในท้องถ่นิ และอนรุ กั ษ์ประวตั ิศาสตร์ ศิลปะ
วฒั นธรรมและประเพณีของคนจังหวดั ตรัง และได้รบั การพฒั นาทักษะที่สําคัญสําหรบั
ศตวรรษที่ ๒๑ อยา่ งรอบด้าน
11
กรอบหลกั สูตรระดบั ทอ้ งถิ่น
สํานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาตรงั เขต ๒
• เปา้ หมาย/จุดเนน้ ของสํานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตรัง เขต ๒
๑. มุ่งเสรมิ สรา้ งความพรอ้ มในการจัดการศกึ ษาอยา่ งมคี ุณภาพของสถานศกึ ษา ของครู
หลักสตู ร กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมท้ังสอื่ และ
เทคโนโลยเี พือ่ การเรียนรู้
๒. มุง่ พัฒนาการศึกษาเชงิ สรา้ งสรรค์ ท่เี น้นการพัฒนาและใชท้ ักษะดา้ นการคิด
วเิ คราะห์ สรา้ งสรรค์ เปน็ แกนในการขบั เคล่ือนและพัฒนาทักษะท่สี าํ คญั ในศตวรรษที่
๒๑
๓. มุ่งพฒั นาให้นกั เรียนทกุ คนได้เรยี นรู้ ช่นื ชม สบื สาน สรา้ งสรรคแ์ ละปลูกฝังความรกั
ความภาคภูมิใจเก่ียวกบั ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ประเพณี ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน
๔. มุ่งพัฒนาให้นักเรยี นทกุ คนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่พี ึงประสงค์ มีความ
สํานึกในความเปน็ ชาติไทย และวิถีชวี ิตตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
12
ตัวชว้ี ดั สาํ คญั ของเป้าหมาย / จดุ เนน้
๑. อา่ นคล่อง เขียนคลอ่ ง
๑.๑ อา่ นไดถ้ กู ต้องตามอักขรวธิ ี และมคี วามคล่องแคล่วชดั ถอ้ ยชดั คําเป็นอยา่ งดี
๑.๒ เขียนไดถ้ กู ต้องตามหลักไวยากรณ์ และมคี วามคิดสรา้ งสรรค์
๒. คดิ คํานวณ คดิ วิเคราะห์ แกป้ ญั หาได้
๒.๑ คิดคาํ นวณและหาคาํ ตอบไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
๒.๒ มที กั ษะในการแก้ปญั หา
๒.๓ มีการเปรยี บเทียบความเหมอื น ความต่าง จัดกลมุ่ จาํ แนก เรียงลาํ ดบั หาความสมั พนั ธ์ อธบิ ายเปน็
เหตุเป็นผล ขยายความรู้ / เหตุผลให้เป็นระบบใหญส่ ู่ความคดิ เชงิ ระบบ
๓. ชาํ นาญใชเ้ ทคโนโลยี
๓.๑ มีความรู้ และมที ักษะในการสื่อเทคโนโลยไี ด้อยา่ งคล่องแคลว่ เชน่ การใช้คอมพวิ เตอร์ การใช้
อนิ เตอร์เน็ต เพ่ือสบื คน้ ขอ้ มูลในการเรยี นรไู้ ด้เปน็ อย่างดี
๓.๒ มีความรู้ และมีทกั ษะในการดูแล รกั ษาและซ่อมบาํ รงุ สอื่ เทคโนโลยไี ด้
๓.๓ มีทกั ษะชีวติ ในการรู้จักยบั ย้ังการรับร้ขู า่ วสาร สารสนเทศไดอ้ ย่างเหมาะสม
๓.๔ รทู้ ันโลก ทนั เหตกุ ารณ์ การเปลีย่ นแปลงในสงั คมปัจจุบันเพื่อดํารงชวี ติ อยูใ่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข
๔. มคี วามรัก ความภูมิใจ มจี ิตสาํ นกึ ในความเป็นคนทอ้ งถิ่น ตลอดจนมคี ณุ ธรรม จริยธรรม ดงั นี้
๔.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจในทอ้ งถน่ิ ของตนท้ังในระดบั หมู่บ้าน ตําบล อาํ เภอ จังหวัด
๔.๒ ดูแลสภาพแวดล้อมทอ้ งถิน่ ของตนให้สะอาด ปลอดภัย นา่ อยู่
๔.๓ ร่วมกิจกรรมของครอบครัว หมบู่ ้าน และท้องถิ่นของตนเอง
๔.๔ มีความเขา้ ใจในการส่ือสารภาษาถ่ินของตนเอง
๔.๕ มสี ่วนร่วมในการทะนุบาํ รุงโบราณสถาน โบราณวตั ถุ และศิลปะวตั ถุของทอ้ งถ่ิน
๔.๖ มสี ่วนร่วมในการอนุรกั ษ์ สืบทอดศลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณี ดนตรี นาฏศิลป์ ภมู ิปัญญาของทอ้ งถิ่น
๔.๗ มสี ่วนร่วมในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรในทอ้ งถน่ิ และพฒั นาสง่ิ แวดล้อมในทอ้ งถน่ิ
๔.๘ มจี ิตสาธารณะ / จิตอาสา ที่มุง่ ทําประโยชน์และสรา้ งสิง่ ท่ดี งี ามในทอ้ งถิน่ ของตน
๔.๙ เข้าร่วมกจิ กรรมทางศาสนา
๔.๑๐ นาํ หลกั ธรรมทางศาสนามาใช้ในการดาํ รงชีวิต
๔.๑๑ มสี ัมมาคารวะ และมมี ารยาท
๔.๑๒ มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตน
13
๕. มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ดังน้ี
๕.๑ มีความรู้ ทักษะ และมคี ณุ ลกั ษณะ ตามตัวชวี้ ดั ในระดับชั้น ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษา
ข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๕.๒ มสี มรรถนะสาํ คัญตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๕.๓ มคี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
๕.๔ มคี ณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
14
ส่วนที่ ๓
สาระการเรียนรู้ทอ้ งถ่นิ “จังหวัดตรงั ”
15
สาระการเรียนรู้ท้องถิน่ สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาตรงั เขต ๒
สาระการเรยี นรทู้ ้องถนิ่ ของสาํ นักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตรงั เขต ๒ กาํ หนดไวด้ ังต่อไปนี้
๑. จงั หวัดตรงั
๑.๑ ตราประจาํ จงั หวดั ตรัง
ตราประจําจังหวดั ตรงั ภายในวงกลมประกอบด้วย ภูเขา ทะเล สะพาน กระโจมไฟ และตน้ ไม้
ภเู ขา คอื ภูมปิ ระเทศทเี่ ป็นควนสงู ๆ ตาํ่ ๆ ซง่ึ ปรากฏอยู่ในเขตภเู ขาและเชิงเขา ลงมาถงึ เขตลอนลกู ฟกู
ทะเล สะพาน และกระโจมไฟ หมายถงึ เมอื งตรังเคยเปน็ เมืองท่าค้าขายกับต่างประเทศมาแตโ่ บราณ
ลกู คลนื่ คอื ความหมายของคําวา่ “ตรังค”์ ในภาษาสนั สกฤต
ต้นไม้ คือ ยางพารา เพราะเมืองตรังคอื เมืองท่ีปลูกยางพาราเปน็ ครั้งแรกในประเทศไทย
๑.๒ ความหมายของคาํ วา่ “ตรังค”์
คาํ วา่ “ตรงั ค”์ มีความหมายตามขอ้ สนั นษิ ฐาน ๓ ประการ คือ
๑. “ตรังค์” มาจากคําว่า “ตรังค์” ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ลูกคลื่น เนื่องจากลักษณะพ้ืนท่ีของ
เมอื งตรงั มีลักษณะเปน็ ทร่ี าบลอนคล่นื เปน็ เนนิ สงู ๆ ตํา่ ๆ สลบั กนั อยู่ท่วั ไป
๒. “ตรัง” มาจากคําว่า “ตรังเค”(Tarangue) ซึ่งเป็นภาษามาลายู แปลว่า รุ่งอรุณหรือสว่างแล้ว
สันนิษฐานว่าสมัยก่อนมีชาวมลายูและชาวต่างชาติ ได้แก่ ชาวจีน อินเดีย เปอร์เซีย เดินทางมาค้าขายภายใน
ละแวกน้ี เม่ือเรือแล่นมาถึงปากอ่าวแม่น้ําตรังเป็นเวลารุ่งอรุณพอดี คนท่ีโดยสารมากับเรือก็เปล่งเสียงออกมาว่า
“ตรงั เค” “สว่างแล้ว”
16
หรือบางตําราเขียนว่า “ตรัง” มาจากคําว่า “เตอรัง” (Terang) เป็นภาษามาลายู แปลว่า สว่าง สดใส
เป็นอีกข้อสนั นษิ ฐานหน่งึ และเพย้ี นมาเป็นตรังในท่สี ดุ
๓. “ตรัง” มาจากคําว่า “ตรังคปุระ” เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า การวิ่งห้อของม้าหรือคลื่นเคล่ือนตัว
เป็นชื่อเมืองตรังสมัยตงั้ อยู่บรเิ วณคลองลําภรู า
๑.๓ สญั ลกั ษณป์ ระจาํ จังหวดั ตรัง
๑) ศรีตรงั เปน็ ไมเ้ มอื งรอ้ น มลี กั ษณะ พมุ่ ทรงสงู ใบเล็กฝอย ออกดอกเปน็ ช่อสีมว่ งอ่อน ในฤดรู ้อน
ประมาณเดอื นมนี าคม – เดือนเมษายน จะสลดั ใบทง้ิ เหลอื แตช่ อ่ ดอกบานสะพร่งั ไปท้ังตน้
๒) ยางพารา พระยารษั ฎานุประดิษฐ์มหศิ รภักด(ี คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้นําเข้ามาปลูกที่เมอื งตรังเป็น
คร้ังแรก ท่ตี ําบลกันตงั ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒
๓) พะยนู หรอื ดหุ ยง (Dugong) เป็นสตั วท์ ี่เลี้ยงลกู ดว้ ยนม ตระกูลเดยี วกบั ช้าง มีช่ือเรยี กหลายชอ่ื เชน่
หมนู ้าํ เงอื ก ววั ทะเล (Sea cow)
๑.๔ คาํ ขวญั ประจาํ จงั หวดั ตรงั
“ชาวตรังใจกวา้ ง สรา้ งแต่ความด”ี เปน็ คําขวญั ของจงั หวดั ตรัง เมือ่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖
คาํ ขวญั ส่งเสรมิ การทอ่ งเที่ยว : เมืองพระยารษั ฎา ชาวประชาใจกว้าง หมยู า่ งรสเลศิ ถน่ิ กาํ เนดิ ยางพารา
เด่นสงา่ ดอกศรตี รงั ปะการงั ใต้ทะเล เสนห่ ห์ าดทรายงาม น้าํ ตกสวยตระการตา
๑.๕ เพลงประจาํ จงั หวัดตรงั
คาํ รอ้ ง – ทาํ นอง
สมชาย กลา้ เวช จงั หวะราํ วง
เพลง เมอื งตรงั
(สร้อย) **เมอื งตรงั เมืองทองของไทย ถนิ่ ใตเ้ คยได้ชือ่ มา
อุดมสมบรู ณ์นานา สมเป็นเมอื งทา่ เมอื งทองของไทย
ผ้คู นหญิงชายชาวเมอื ง รงุ่ เรอื งงามศิวิไล
สมเป็นเมืองทา่ เมืองทองของไทย เพลินใจเพลนิ ตานา่ ชมเมืองตรงั **
ชาวตรังใจกวา้ งสร้างแตค่ วามดี ทุกคนลว้ นมีสามคั คที วั่ หนา้
ศรีตรังเดน่ งามตา เป็นศรสี งา่ แกเ่ มืองตรงั (ร้องสร้อย)
ชาวตรังต้งั หน้าพฒั นาบ้านเมือง หวงั ใหร้ งุ่ เรอื งสมเปน็ เมืองกา้ วหนา้
ตวั อยา่ งมพี ระยารัษฎา เจ้าแหง่ การพฒั นาสร้างเมืองตรงั (รอ้ งสร้อย)
ชาวตรงั ต้งั จติ พิชติ ศัตรพู าล แมน้ ใครรกุ รานจะประหารใหส้ ้ิน
เลอื ดชะโลมทาแผน่ ดนิ ปราบเสย้ี นหนามให้สิ้นแผน่ ดนิ ตรงั (ร้องสร้อย)
17
ประวตั ิความเปน็ มาของจงั หวดั ตรัง
18
๒. ประวตั ศิ าสตร์
๒.๑ ประวัติความเปน็ มาของจังหวัดตรัง
ตรงั เปน็ เมอื งทา่ โบราณท่ีมปี ระวัตยิ าวนานนับพันปี สามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ผู้คน
ยังไม่รู้จักสื่อสารด้วยตัวอักษร มีหลักฐานตามถ้ําเขาต่าง ๆ ว่าบรรพบุรุษของชาวตรังอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มา
ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปี
ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยความรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณในภาคใต้ เช่น ตามพรลิงค์ ศรีวิชัย แม่น้ําตรังเป็น
หนึ่งในเส้นทางข้ามคาบสมุทรของผู้คนจากอินเดีย อาหรับ ตลอดจนยุโรป อ้างอิงได้จากโบราณวัตถุที่ยังหลงเหลือ
อยแู่ ละตํานานท้องถ่ิน เช่น พระพิมพ์ดินดิบที่ถํ้าในเขตอําเภอห้วยยอด ตํานานนางเลือดขาวที่กล่าวถึงการสร้างวัด
พระศรีสรรเพชญพุทธสิหิงค์ หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าท่าเรือเมืองตรังเป็นประตูทางผ่านศาสนา การค้าและ
การทูตจากต่างแดนต้ังแต่เริ่มอาณาจักรโบราณในภาคใต้ โดยเมืองตรังมีชื่อในฐานะเป็นหน่ึงในเมือง ๑๒ นักษัตร
ของนครศรธี รรมราช
ที่ต้ังเมืองแต่เดิมเข้าใจว่าอยู่ทางต้น ๆ ของแม่นํ้าตรัง เพ่ิงมีหลักฐานชัดเจนในสมัยอยุธยาว่าอยู่ท่ีเขาสาม
บาตร ตําบลนาตาล่วง แล้วมีการย้ายท่ีตั้งอีกหลายคร้ัง จนในที่สุดมาตั้งท่ีตําบลทับเท่ียง ในอดีต เมืองตรังมักจะ
ถูกกล่าวช่ือในฐานะส่วนหนึ่งของนครศรีธรรมราชมาตลอด จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงได้เปล่ียนแปลงเป็นส่วนหน่ึง
ของหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตก และต่อมาเม่ือมีระบบมณฑลเทศาภิบาล ตรังอยู่ในการปกครองของมณฑลภูเก็ต
หลังการประกาศยุบเลกิ ระบบมณฑลเทศาภบิ าล ตรงั เปน็ จังหวดั หน่งึ ของประเทศไทยมาจนปจั จบุ นั
๑) สมัยกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ (ประมาณก่อนพทุ ธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔)
บรรพบุรุษของชาวตรังส่วนหน่ึงพัฒนาจากมนุษย์ถํ้าท่ีหาของป่าล่าสัตว์ มารู้จักปลูกพืชเล้ียงสัตว์
สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลายเป็นหมู่เขา และหมู่นาหรือหมู่ทุ่ง แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งยังคงวิถี
ดั้งเดิมเป็นท่ีรู้จักกันในนามหมู่ซาไก รวมทั้งกลุ่มท่ีเร่ร่อนไปในทะเลก็สร้างท่ีอยู่ถาวรตามชายฝั่ง ยังชีพด้วยการ
ประมงจนกลายเป็นหม่เู ลในที่สดุ นบั เปน็ การเขา้ สูส่ งั คมเกษตรกรรมและพัฒนาเรื่อยมาจนเกิดชุมชนใหญ่ริมแม่นํ้า
ตรัง
ต่อมาเม่ือแม่นํ้าตรังเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปสู่เมืองท่าฝั่งตะวันออก มีการกล่าวถึงชื่อ “ตะโกลา”
เมืองทา่ ฝัง่ ตะวันตกทป่ี รากฏในแผนท่ีปโตเลมี ราวพุทธศตวรรษท่ี ๗-๘ ทําให้นักวิชาการบางกลุ่มกล่าวว่าเมืองตรัง
น่าจะเปน็ ทตี่ ้งั ของตะโกลา แต่ก็เป็นเพยี งข้อถกเถียงทีย่ ังไม่ยุติ
๒) สมยั ประวัตศิ าสตร์ (ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ ถึงปัจจุบนั )
หลกั ฐานร่นุ แรก ๆ ไดแ้ ก่ จารึกเขาชอ่ งคอย ทพี่ วกศาสนาฮินดูหรอื พราหมณล์ ทั ธิไศวนิกาย จารึก
ไว้ขณะใช้เส้นทางแม่นํ้าตรังแล้วแยกเข้าคลองกะปาง ผ่านหุบเขาช่องคอยไปยังนครศรีธรรมราช จากน้ันก็มี
โบราณวตั ถุ ไดแ้ ก่ พระพิมพ์ดินดิบ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พบท่ีถ้ําต่าง ๆ ในแถบอําเภอห้วยยอด แสดง
ถึงการผา่ นเข้ามาของพุทธศาสนานกิ ายมหายาน ทเ่ี ข้าสู่ชุมชนตามแนวแมน่ ้าํ ตรัง
ต่อมามีตํานานเมืองนครศรีธรรมราช ตํานานนางเลือดขาว และตํานานท้องถิ่นตรังเรื่องการสร้างวัด
สร้างพระ ท่ีเช่ือมโยงกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช บ่งบอกถึงการรับพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ทําให้เห็นความ
เป็นปึกแผ่นของชุมชนคนตรังหมู่เขา ในแถบชายเขา และหมู่ทุ่ง ในแถบลุ่มนํ้าท่ีเชื่อมต่อกับแม่นํ้าตรัง มีศาสนสถาน
และศาสนวัตถุเป็นศูนย์กลาง ขณะนั้นคงมีการปกครองในลักษณะเมืองแล้ว เพราะตํานานเอ่ยช่ือเจ้าเมืองตรัง
19
หนึ่งในเมือง ๑๒ นักษัตร ของนครศรีธรรมราช ว่าเป็นเมืองตราม้าประจําปีมะเมีย แต่ที่ตั้งเมืองคงจะอยู่ทางเหนือ
ขนึ้ ไป
เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้ไม่นานนัก ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ก้าวสู่ยุคใหม่
ดว้ ยประเทศตะวันตกที่เข้ามาเพ่ือแสวงหาดินแดนท่ีอุดมด้วยทรัพยากร เริ่มจากโปรตุเกสเข้ายึดครองมะละกาและ
ตั้งสถานีการค้าเป็นชาติแรก จากนั้นฮอลันดาและชาติอ่ืน ๆ ตามมาเป็นลําดับ ดินแดนแหลมมลายูจึงกลายเป็น
ศูนย์กลางการค้าระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออก ทําให้เมืองท่าการค้าหลายแห่งรุ่งเรืองขึ้น เช่น สงขลา
ปัตตานี สิงคโปร์ เคดะห์ ขณะท่ีอาณาจักรไทยซึ่งเคยแผ่อํานาจไปถึงมะละกาก็ยอมรับในการเข้ามาของ
ชาวตะวันตก ดังในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรตุเกสเป็นฝร่ังชาติแรกท่ีเข้ามาติดต่อกับไทย ถึง ๒ คร้ัง
ใน พ.ศ.๒๐๕๔ และ พ.ศ.๒๐๕๖ โดยผ่านท่าเรือเมืองตรัง ความเป็นท่าเรือหมายถึงการมีชุมชนในบริเวณน้ัน
และคงจะต่อเน่ืองจากสมัยการเข้ามาของพระพิมพ์ดินดิบ จากน้ันจึงมีหลักฐานชัดเจนถึงท่ีต้ังเมืองตรัง ซึ่งแบ่งเป็น
ช่วงสมยั ดังนี้
๒.๒ สมัยต้งั เมอื งท่ีเขาสามบาตร (ก่อน พ.ศ. ๒๐๕๔ – ตน้ รตั นโกสนิ ทร์)
การเข้ามาของโปรตุเกสแสดงว่าชาวยุโรปรู้จักเมืองตรังแล้วในฐานะเมืองท่าปากประตูสู่อาณาจักรไทย แต่ไม่
สามารถหาหลักฐานศูนย์กลางที่ต้ังเมืองว่าอยู่ ณ จุดใด จนกระท่ังเวลาผ่านมาอีกร้อยปี จึงมีจารึกเขาสามบาตร
หรือเขาสะบาป พ.ศ.๒๑๕๗ ท่ีตําบลนาตาล่วง อําเภอเมืองตรังปัจจุบัน เป็นหลักฐานว่าที่ต้ังเมืองอยู่ตรงบริเวณน้ัน
มาก่อนจารึกและต่อเน่อื งมาอีกยาวนาน
ในสมัยธนบุรี พ.ศ.๒๓๑๙ มีชื่อเมืองตรังปรากฏในแผนที่โบราณในสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี และใน
ปีเดียวกันน้ีสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯ ให้ยกหัวเมืองทั้งหมดของนครศรีธรรมราชไปขึ้นกับกรุงธนบุรี
ยกเว้นเมืองท่าทองทางฝั่งทะเลตะวันออก และเมืองตรังทางฝ่ังทะเลตะวันตก ฐานะของเมืองตรังจึงยังเป็นเมือง
ในกาํ กบั ของนครศรธี รรมราช
เมอ่ื เรม่ิ สมัยรัตนโกสนิ ทร์ ท่ีตัง้ เมืองคงอยู่ที่เขาสามบาตร และบางช่วงทีต่ ง้ั บ้านผวู้ า่ ราชการอยูท่ ่บี ้านนาแขก
ตําบลหนองตรุด
ชว่ งนั้นปรากฏวา่ มีเมอื งภรู าอีกเมืองหน่ึง จนถงึ พ.ศ.๒๓๓๐ พระภักดบี รริ ักษ์ผวู้ ่าราชการเมอื ง ไดข้ อรวม
เมอื งตรงั ทางฝั่งตะวนั ตกแม่นํ้าตรงั กับเมืองภรู าทางฝ่ังตะวนั ออก เปน็ เมืองตรงั ภรู า
๒.๓ สมยั ตงั้ เมืองทเ่ี กาะลิบง(ต้นรัตนโกสินทร์ก่อน พ.ศ. ๒๓๔๗ - ๒๓๕๔)
โตะ๊ ปังกะหวาปลดั เมอื งซึ่งอยทู่ เ่ี กาะลิบงได้เลื่อนตําแหนง่ เป็นพระยาลบิ ง ผวู้ ่าราชการเมอื ง เกาะลิบงจึง
เป็นทีต่ ั้งเมืองตามท่อี ยขู่ องผวู้ ่าราชการและเป็นทา่ เรอื ค้าขาย ทัง้ เป็นศนู ย์กลางระหว่างเมืองทางทะเลหนา้ นอก
เช่น ถลาง ปีนัง ตอ่ มาพระยาลบิ งเกิดไมล่ งรอยกับเจา้ พระยานครฯ(พัด)รัชกาลท่ี ๑ จึงให้เมอื งตรังภูรามาข้นึ ตรง
ต่อกรงุ เทพฯ ใน พ.ศ.๒๓๔๗ เม่อื สิ้นพระยาลบิ ง หลวงฤทธสิ งครามไดว้ า่ ราชการต่อมา แตไ่ มส่ นั ทดั การบรหิ าร
บ้านเมอื ง รัชกาลท่ี ๒ จึงใหข้ น้ึ ตอ่ สงขลา เมอ่ื หลวงฤทธสิ งครามถงึ แก่กรรม เมอื งตรังภรู าถูกยกกลบั มาข้ึนต่อ
นครศรธี รรมราชอกี ครั้งหน่ึง
๒.๔ สมัยต้งั เมอื งทค่ี วนธานี (พ.ศ. ๒๓๕๔ – ๒๔๓๖)
พ.ศ.๒๓๕๔ พระบรริ ักษภ์ เู บศร(์ น้อย)ไดเ้ ลอื่ นเปน็ ผู้สําเร็จราชการเมืองนครฯ ได้ปรบั ปรงุ ตาํ แหน่ง
กรมการเมอื ง มีชอื่ หลวงอุภัยราชธานีเปน็ ผู้พยาบาลเมืองตรัง ตงั้ เมืองท่ีควนธานี เมอื งตรงั ยงั คงฐานะเปน็ เมอื งทา่
20
หนา้ ด่านของนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานครฯ(นอ้ ย)เขา้ มาจดั การเมืองตรังใหเ้ ป็นเมืองท่าค้าขายและฐานทพั เรือ
เพอ่ื ควบคุมหัวเมืองมลายู สนิ ค้าออกที่สาํ คัญ ได้แก่ ชา้ ง และดีบุก เมืองตรงั เป็นทตี่ ้องรบั ทูตอังกฤษจากปีนงั ถงึ ๒
ครั้ง และถูกโจรสลัดหวันมาลเี ข้าตีเมอื งเมือ่ พ.ศ.๒๓๘๑ หลงั จากนัน้ ไม่คอ่ ยปรากฏหลกั ฐานเกีย่ วกบั เมอื งตรัง
เมื่อถงึ ต้นรชั กาลที่ ๕ หวั เมืองฝา่ ยทะเลตะวนั ตกมีความสําคัญย่ิงขึ้นในฐานะเป็นแหล่งดีบุก ทางส่วนกลาง
จึงส่งข้าหลวงใหญ่ฝ่ายทะเลตะวันตกมาประจําท่ีภูเก็ตตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๑๘ ต่อมาพวกกรรมกรจีนก่อจลาจล ข้าหลวงฯ
จึงมาประจําอยู่ท่ีเมืองตรังคือท่ีควนธานี ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)อดีตผู้สําเร็จ
ราชการในรัชกาลที่ ๕ ก็ออกมาปรับปรุงเมืองตรัง และให้เมืองตรังขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่สมเด็จเจ้าพระยาฯ
ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน เมืองตรังถูกปกครองโดยข้าหลวงฯ จากภูเก็ต จนถึง พ.ศ.๒๔๓๑ พระยาตรังคภูมาภิบาล
(เอี่ยม) ได้เป็นผู้ว่าราชการเมือง ต่อมารัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ เมืองตรัง ใน พ.ศ. ๒๔๓๓ ทรงเห็นว่าบ้านเมืองทรุด
โทรม จึงโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตั้งผู้ว่าราชการเมอื งคนใหม่ คือพระยารษั ฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี(คอซิมบี๊)ซ่ึงได้ย้ายที่ตั้ง
เมืองไปยังตําบลกนั ตงั สาํ เร็จเรยี บร้อยใน พ.ศ.๒๔๓๖
๒.๕ สมยั ต้งั เมืองทกี่ ันตงั (พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๕๘)
พระยารัษฎาฯ เร่ิมงานพัฒนา ได้แก่ การวางผังเมือง ก่อสร้างสถานท่ีราชการ ตัดถนนเพิ่มระหว่างอําเภอ
และจังหวัดใกล้เคียง เปิดการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นระบบ และนําพันธุ์ยางพารามาส่งเสริมให้ราษฎรปลูกที่
เมืองตรังเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ระหว่างน้ันเมืองตรังเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภูเก็ต ต่อมา พ.ศ.๒๔๕๓
โครงการทางรถไฟสายใตไ้ ดก้ าํ หนดสายแยกจากทุ่งสงมาสดุ ปลายทางทที่ ่าเรือกันตัง จนเปิดการเดินรถได้ใน พ.ศ.๒๔๕๖
การพฒั นาทุกด้านทาํ ให้เมอื งตรงั ก้าวสู่ความเจรญิ อยา่ งรวดเร็ว จนมีชอ่ื กนั ตงั เปน็ เมืองท่าในแผนท่ีโลก
๒.๖ สมัยต้งั เมืองท่ที ับเทยี่ ง (พ.ศ.๒๔๕๘ – ปัจจุบนั )
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ ฯ รชั กาลที่ ๖ เสดจ็ ฯ เมืองตรังในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ซ่ึงอยรู่ ะหว่างสงครามโลก
ครั้งท่ี ๑ ทรงเห็นว่าที่กันตังไม่ปลอดภัยในยามสงคราม ทั้งเป็นที่ลุ่มมักทําให้เกิดโรคระบาด และยากแก่การขยาย
เมือง ส่วนท่ีตําบลทับเที่ยง อําเภอบางรักหรืออําเภอเมืองตรังในปัจจุบัน เป็นท่ีชุมชนมากกว่า ภูมิประเทศ
ก็เหมาะสม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายท่ีต้ังเมืองไปที่ตําบลทับเท่ียง ต้ังแต่วันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๘ และเป็นที่ตั้ง
เมืองมาจนถงึ ปัจจุบนั
21
สภาพแวดลอ้ มทางภมู ิศาสตร์
22
๓. สภาพแวดล้อมทางภมู ศิ าสตร์
๑. ท่ีตั้ง
จังหวัดตรงั ตั้งอยู่ระหว่างละตจิ ูดท่ี ๗ องศา ๔ ลปิ ดาเหนอื ถงึ ๘ องศาเหนือและลองตจิ ูด ๙๙ องศา
๑๕ ลิปดาตะวันออก ถึง ๑๐๐ องศา ๒ ลปิ ดาตะวันออก
๒. ขนาดและรปู ร่าง
จังหวัดตรังเป็นจังหวัดขนาดเล็ก มีพ้ืนท่ี ๔,๙๔๑.๕๑๙ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ
๓,๐๘๘,๓๙๙.๓๐ ไร่ ขนาดเนื้อท่ีเป็นอันดับ ๔๔ ของจังหวัดในประเทศไทย ความยาวจากเหนือสุดไปใต้สุด
จากคลองปาง – เกาะสุกร ประมาณ ๑๐๓ กิโลเมตร ความกว้างจากทิศตะวันตก – ทิศตะวันออก จากแหลมไทร
– เขายางแตก ประมาณ ๖๒ กโิ ลเมตร มรี ปู รา่ งคลา้ ยสเี่ หลีย่ มคางหมู
๓. อาณาเขต
จังหวดั ตรัง มีอาณาเขตติดตอ่ กับจังหวัดใกล้เคียงทง้ั ๔ ด้าน ดังนี้
ทศิ เหนือ ตดิ ตอ่ กับอําเภอทุ่งสง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
และเขตอาํ เภอคลองทอ่ ม จังหวดั กระบ่ี
ทศิ ใต้ ติดต่อกบั อาํ เภอทุ่งหวา้ จงั หวัดสตูล และทะเลอันดามัน
ทิศตะวนั ออก ติดตอ่ กับอําเภอควนขนุน อําเภอกงหรา อาํ เภอตะโหมด จงั หวัดพัทลงุ และอาํ เภอรัตภมู ิ
จังหวดั สงขลา
ทิศตะวนั ตก ติดตอ่ กับอาํ เภอคลองท่อม อาํ เภอเกาะลันตา จังหวดั กระบ่ี และทะเลอันดามัน
๔. ภูมศิ าสตร์
ตรังเป็นจังหวัดขนาดเล็กที่อยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ มีพ้ืนที่เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน
ทางด้านทิศตะวันตกมีความยาว ๑๑๙ กิโลเมตร มีทิวเขาสูงวางตัวในแนวเหนือใต้เป็นพรมแดนทางทิศ
ตะวันออกยาวตลอดแนว ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นท่ีราบลอนคล่ืนร้อยละ ๕๖.๙๖ พ้ืนที่ภูเขาร้อยละ ๓๔.๓๒
และพื้นท่ีราบร้อยละ ๘.๕๙ มีแม่น้ําไหลผ่านกลางพ้ืนที่ลงสู่ทะเลฝั่งตะวันตก ๒ สาย คือ แม่น้ําตรัง และแม่นํ้า
ปะเหลยี น จากที่ตง้ั และสภาพภูมปิ ระเทศท่เี หมาะสม จึงทําใหจ้ งั หวัดตรังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
และเป็นศูนยก์ ลางทางเศรษฐกจิ และเป็นเมืองทา่ สาํ คญั มาแตอ่ ดีตจนปัจจุบัน
๕. เขตการปกครอง
จงั หวัดตรงั แบ่งเขตพื้นทีก่ ารปกครองออกเปน็ ๑๐ อาํ เภอ ๘๗ ตําบล ๗๒๓ หมบู่ ้าน คือ
๑. อาํ เภอเมอื งตรงั
3
๒. อาํ เภอกนั ตัง
4
๓. อําเภอย่านตาขาว
5
๔. อําเภอปะเหลียน
6
๕. อําเภอสิเกา
7
๖. อาํ เภอหว้ ยยอด
8
๗. อาํ เภอวังวเิ ศษ
9
๘. อําเภอนาโยง
10
23
๙. อําเภอรษั ฎา
11
๑๐. อําเภอหาดสาํ ราญ
12
๖. การคมนาคม
๖.๑ เสน้ ทางคมนาคมสู่จังหวัดตรัง
รถยนต์
๑. ไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ กรงุ เทพฯ-ชมุ พร จากนน้ั เขา้ ทางหลวงหมายเลข ๔๑ ผ่าน สุราษฎรธ์ านี-
ทงุ่ สง- ห้วยยอด-ตรงั ระยะทาง ๘๒๘ กโิ ลเมตร
๒. ไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ กรงุ เทพฯ-ชมุ พร จากนนั้ ผ่านแยกเขา้ ระนอง-พังงา-กระบ-ี่ ตรัง ระยะทาง
๑,๐๒๐ กโิ ลเมตร
รถไฟ
มรี ถเร็วและรถด่วนออกจากสถานีรถไฟหวั ลาํ โพง ถงึ สถานตี รงั ทกุ วนั ระยะทาง ๘๗๐ กโิ ลเมตร ใชเ้ วลา
๑๕ ชว่ั โมง
รถโดยสารประจําทาง
จากสถานขี นสง่ สายใต้ ถนนบรมราชชนนี มรี ถโดยสารประจาํ ทางทงั้ ธรรมดาและปรบั อากาศ กรงุ เทพฯ –
ตรัง ทุกวนั
เคร่อื งบนิ
ท่าอากาศยานตรัง (อังกฤษ: Trang Airport) ต้ังอยู่ท่ี ถนนตรัง-ปะเหลียน ตําบลโคกหล่อ อําเภอเมือง
ตรัง จังหวัดตรัง ห่างจากตัวเมืองไปทางใต้ประมาณ ๗ กิโลเมตร เป็นท่าอากาศยานในสังกัดกรมการบินพลเรือน
16
กระทรวงคมนาคม อาคารผู้โดยสารเป็นอาคาร ๒ ชั้นมีพื้นที่ใช้สอย ๓,๐๐๐ ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสาร
ได้ ๓๐๐ คนต่อช่ัวโมง มีช่องทางข้ึนเคร่ืองบิน ๑ ช่องทาง และหลุมจอดเครื่อง ๓ หลุมจอด มีพื้นที่ลานจอด
เครื่องบิน ๗,๘๐๐ ตารางเมตร มีความยาวรันเวย์ ๒,๑๐๐ เมตร กว้าง ๔๕ เมตร เป็นท่าอากาศยานท่ีสร้าง
พรอ้ ม ๆ กับ
ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ปัจจุบันมี ๓ สายการบินให้บริการคือ สายการบินไทยแอร์
19 20
เอเชีย สายการบินไทยไลออ้ นแอร์ และสายการบินนกแอร์ รวม ๑๖ เทยี่ วบนิ ต่อวนั (ไป ๘ เทย่ี วบนิ กลับ ๘ เท่ียวบนิ )
21 22
๖.๑ การคมนาคมภายในจงั หวดั
ในตัวเมอื งตรังมรี ถสามลอ้ เคร่ือง หรือตุ๊กต๊กุ บรกิ ารในเขตเทศบาล หากเดินทางติดต่อระหวา่ งอําเภอมีบรกิ ารรถ
โดยสารประจําทาง รถสองแถว และรถตู้เช่าได้จากบรษิ ัททวั ร์ในตวั เมอื งตรัง
24
สภาพทางธรณวี ิทยาของจงั หวดั ตรัง
25
๗. สภาพทางธรณวี ิทยาของจงั หวัดตรงั
ลักษณะภูมิประเทศท่ัวไปของจังหวัดตรังเป็นเทือกเขาสูงทางด้านตะวันออกของจังหวัด และมีภูเขา
กระจายตัวท่ัวไปทางด้านตะวันตก พ้ืนที่ตอนกลางและด้านตะวันออกเป็นที่เนิน ท่ีราบสูงลอนลาด ท่ีราบลุ่มแม่น้ํา
และท่ีราบเชิงเขา และมีท่ีราบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของจังหวัด พื้นท่ีจังหวัดรองรับด้วย หินแข็งอายุต้ังแต่
๕๗๐ ลา้ นปจี นถึงตะกอนปจั จบุ นั มที ้งั หินตะกอน หินแปร หินอคั นแี ละตะกอนรว่ น
๗.๑ ลาํ ดับชัน้ หิน
พื้นท่ีจังหวัดตรังร้อยละ ๘๐ รองรับด้วยหินตะกอน หินแปร และตะกอนร่วน สามารถ จําแนกย่อย
เป็นหินตะกอนและหินแปร ๑๐ หน่วย และตะกอนร่วน ๗ หน่วย หินตะกอน เกิดจากการสะสมและตกตะกอน
ทับถมของเศษหิน ดิน ทราย ที่แตกหลุดหรือ ถูกชะละลายออกมาจากหินเดิมโดยตัวการตามธรรมชาติเช่น นํ้า ลม
ธารนํ้าแข็ง นํ้าทะเล พัดพาตะกอน ไปทับถมในแอ่งสะสมตัว ตะกอนท่ีสะสมตัวมากขึ้นมีการกดทับอัดตัวกันแน่น
การเช่ือมประสานและกลายเป็น หินในท่ีสุด หินตะกอนบางประเภทเกิดจากการตกตะกอนโดยปฏิกิริยาทางเคมี
เช่น หินปูน หินโดโลไมต์ หินแปร เป็นหินท่ีเกิดจากการแปรสภาพของหินเดิมซึ่งเป็นได้ท้ังหินตะกอน หินอัคนีและ
หินแปร ภายใต้อิทธิพลของความร้อนหรือความดัน หรือท้ังสองอย่าง กระบวนการแปรสภาพอาจทําให้เกิด
การเรยี งตวั ของเม็ดแรห่ รือเกดิ แรใ่ หม่ขน้ึ
ลาํ ดับช้นั หนิ ท่ีพบในพื้นท่ีจังหวัดตรงั เรยี งอายจุ ากแกไ่ ปออ่ นไดด้ ังนี้
๗.๑.๑ หนิ ยคุ แคมเบรยี น (ε)
กลมุ่ หนิ ตะรเุ ตา เป็นชือ่ ท่ีใช้เรียกหินยุคแคมเบรียน (อายุประมาณ ๕๗๐-๕๐๕ ล้านปี) ทางภาคใต้ของ
ประเทศ ประกอบด้วย หินทราย และหินควอร์ตไซต์สีขาว และสีเทาอ่อน เม็ดละเอียด แสดงลักษณะเป็นช้ันหนา
ถึงบาง มีการวางช้ันเฉียงระดับ แสดงแถบชั้นบาง พบกระจายตัวทางด้านตะวันออก ของอําเภอปะเหลียน
เป็นแนวต่อเน่ืองมาจากแนวหินยุคแคมเบรียนของจังหวดั พทั ลุง
๗.๑.๒ หินยคุ ออรโ์ ดวิเชยี น (O)
กลมุ่ หินทงุ่ สง ใช้เรยี กหินปูนยคุ ออรโ์ ดวเิ ชียน (อายปุ ระมาณ ๕๐๕-๔๓๘ ลา้ นป)ี ซ่งึ มี ลักษณะคลา้ ย
คลงึ กนั ทง้ั ประเทศ ประกอบดว้ ย หินปูนสีเทา ผลกึ ละเอียดถงึ หยาบ แสดงลกั ษณะเป็นชนั้ บาง ถึงไมแ่ สดงช้ัน มี
เน้ือดิน ช้ันบางๆ แทรก พบซากดกึ ดาํ บรรพ์จําพวกแกสโตรพอดและแบรคโิ อพอด
หินปูนมีส่วนประกอบทางเคมีเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) มีประโยชน์สามารถใช้เป็น วัตถุดิบ
ทั้งในอตุ สาหกรรมปูนซเี มนต์และอุตสาหกรรมเคมีนอกจากน้ียังสามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้างได้ดี หินปูนมีคุณสมบัติ
สามารถละลายน้ําได้ในนํ้าท่ีมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ดังน้ันจึงมักพบถํ้าท่ีมีหินงอกหินย้อย อยู่ในภูเขาหินปูน หินปูน
ทีอ่ ยู่ใกล้หินแกรนิตจะแปรสภาพกลายเป็นหินอ่อน สามารถนํามาใช้ เป็นหินประดับได้ส่วนดินท่ีผุพังมาจากหินปูน
มักมีสีส้มแดงท่ีเรียกว่า ดินแดงหรือดินแทร์รารอสซ่า (Terra rosa) มีแร่ธาตุท่ีจําเป็นต่อพืชอยู่หลายชนิด ดังนั้น
26
พื้นที่ราบท่ีอยู่ใกล้หินปูนจึงเป็นแหล่งเพาะปลูกได้ดี แม้ว่าภูเขาหินปูนจะมีความสูงชันและแสดงหน้าผาชัดเจน
แต่เนื่องจากไม่มีตะกอนดินสะสมตัวอยู่บนยอดเขา ดังน้ันจึงไม่ใช่พื้นที่ที่เส่ียงภัยต่อดินถล่ม แต่อาจพบปรากฏการณ์
หลุมยุบในบรเิ วณท่รี าบใกล้ภเู ขาหินปูน
กลุ่มหินทุ่งสงพบกระจายตัวทางด้านเหนือของอําเภอรัษฎาและห้วยยอด และทางด้านใต้ ของ
อาํ เภอปะเหลยี น สามารถจาํ แนกออกไดเ้ ป็น ๒ กล่มุ ยอ่ ย คอื
๑) หมวดหินแลตอง (Olt) ประกอบด้วย หินดินดาน และหินทรายแป้ง แทรกสลับด้วย หินปูนสีเทา
เป็นเลนส์หินดินดานและหินทรายแป้งมีสีเทาแกมเขียว และสีน้ําตาล แสดงลักษณะเป็นชั้นบาง พบซากดึกดําบรรพ์
จาํ พวกหอยกาบคู่
๒) หมวดหินรังนก (Ork) ประกอบด้วย หินปูนเน้ือปนดิน สีเทาดํา แสดงลักษณะเป็นช้ันบาง
ถึงชัน้ หนามาก พบซากดึกดาํ บรรพ์จําพวกแซฟาโลพอด ชนิดนอติลอยด์
๗.๑.๓ หินยคุ ไซลูเรยี น - ดีโวเนยนี (SD) หมวดหินปา่ เสม็ด ประกอบดว้ ย หินดนิ ดาน และหนิ ดนิ ดาน
กึง่ หินชนวน สเี ทาเขม้ ถงึ สีดาํ พบซากดึกดาํ บรรพจ์ าํ พวกแกสโตพอด หมวดหนิ น้อี ายปุ ระมาณ ๓๖๐-๔๓๘ ลา้ นปี
พบกระจายตวั บริเวณ อาํ เภอนาโยง ดนิ ท่ผี ุพงั มาจากหินดินดานมีแรธ่ าตุอดุ มสมบรู ณ์พอสมควร โดยเฉพาะแรธ่ าตุ
อาหารเสรมิ สําหรบั พชื จงึ สามารถใชป้ ระโยชน์ในด้านการเพาะปลกู ได้ค่อนขา้ งดีแต่ดนิ อาจมคี วามร่วนซุยตํ่า
๗.๑.๔ หินยุคคาร์บอนิเฟอรัส (C) หมวดหินควนกลาง (Ck) ประกอบด้วย หินโคลน หินดินดาน หิน
ทราย และหินโคลน ปนกรวด มีสีขาว สีเทา และสีน้ําตาล แสดงลักษณะเป็นช้ันบางถึงหนา เน้ือละเอียดถึงหยาบ
การคัดขนาด ไม่ดีเม็ดค่อนข้างกลม การเช่ือมประสานดีพบซากดึกดําบรรพ์จําพวกหอยกาบคู่ ไทรโลไบต์
หอยงวงช้าง หอยตะเกียง ไครนอยด์และหอยเจดีย์หมวด หินน้ีอายุประมาณ ๒๘๖-๓๖๐ ล้านปีพบกระจาย
ตัวบรเิ วณอําเภอปะเหลียน
๗.๑.๕ หนิ ยุคคาร์บอนเิ ฟอรัส - เพอรเ์ มียน (CP) กลุ่มหนิ แก่งกระจาน เป็นช่ือที่ใช้เรียกหินยุคคาร์บอนิ
เฟอรัส-เพอร์เมยี น (อายุประมาณ 320-255 ล้านปี) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยหินโคลน หินดินดาน หินทรายแป้
ง หินเกรย์แวกปนกรวด และหินโคลนปนกรวด มีสีเทาดํา แสดงลักษณะเป็นช้ันหนา มีแถบช้ันบางและเลนส์ของ
หินทรายแป้ง เนื้อละเอียดถึงหยาบ การคัดขนาดไม่ดีเม็ดค่อนข้างกลม พบกระจายตัวบริเวณอําเภอห้วยยอด
นาโยง ย่านตาขาว เกาะมุก เกาะตะลิบง และเกาะแหลมไม้ไผ่ พ้ืนที่จังหวัดตรังพบหมวดหินย่อยของกลุ่มหินแก่งกระจาน
จํานวน ๓ หมวดหนิ คอื
๑) หมวดหินแหลมไม้ไผ่ (CPlp ) ประกอบด้วย หินโคลน มีหินทรายแป้งและหนิ ทราย สลบั หนิ โคลนมี
สเี ทา แสดงลกั ษณะเป็นช้นั บางถึงชนั้ หนา
๒) หมวดหินเขาพระ (CPkp ) ประกอบด้วย หินโคลน หินทรายแป้ง หินโคลนปนกรวด หินทรายปน
กรวด หนิ ทรายเกรย์แวก และหินทรายอาร์โคส หินโคลน หินทรายแป้ง หินโคลนปนกรวด หินทรายปนกรวด และ
หินทรายเกรย์แวก มีสีเทาแกมเขียวถึงสีเทาดํา หินโคลนมีลายแถบ แสดงลักษณะเป็นช้ันบาง มีการวางชั้นเฉียง
ระดับ หินทรายอารโ์ คส สขี าว เนอื้ ละเอยี ดถงึ ปานกลาง
27
๓) หมวดหนิ เขาเจา้ (CPkc ) ประกอบดว้ ย หนิ กรวดมนสลับกับหนิ ทราย และหินโคลน หินทรายมีเนื้อ
หยาบ แสดงลักษณะเป็นช้ันปานกลางถงึ ช้ันหนา วางช้นั เฉยี งระดับ หินโคลนมสี นี ้าํ ตาลแดง
๗.๑.๖ หินยุคเพอร์เมียน (P) กลุ่มหินราชบุรีเป็นชื่อท่ีใช้เรียกหินยุคเพอร์เมียน (อายุประมาณ ๒๘๖
- ๒๔๕ ล้านปี) ที่ แพร่กระจายอยู่ต้ังแต่อําเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีลงมาจนถึงจังหวัดยะลา ส่วนมากมี
ลักษณะเป็น เขาโดด กลุ่มหินราชบุรีโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นหินปูน แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ (karst)
หินปูนมี คุณสมบัติและลักษณะดังท่ีได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ ๓.๑.๒ กลุ่มหินราชบุรีประกอบด้วย หินปูน หินปูน
เนอ้ื โดโลไมต์และหินโดโลไมต์แทรกสลบั ดว้ ยหินทรายและหนิ ดินดาน หินปูน หินปูนเนื้อโดโลไมต์และหินโดโลไมต์
มีสีเทาถึงสีเทาเข้ม ไม่แสดง ลักษณะเป็นชั้น มีหินเชิร์ตแทรกเป็นกระเปาะ พบซากดึกดําบรรพ์จําพวกฟิวซูลินิด
ปะการัง แบรคิโอพอด แอมโมนอยด์และไครนอยด์มีการกระจายตัวเป็นเขาโดดลูกเล็กๆ บริเวณอําเภอเมืองตรัง
หว้ ยยอด กันตัง รษั ฎา สิเกา และบริเวณทีเ่ ป็นเกาะ เช่น เกาะมกุ เกาะเม็ง เปน็ ต้น
๗.๑.๗ หินยุคไทรแอสซิก (TR) หมวดหินไสบอน (TRsb) ประกอบด้วย หินทรายแป้ง และหินโคลน
แทรกด้วยหนิ ปูน และหินปูนเน้ือโดโลไมต์หนิ ทรายแป้งมสี ีแดงอิฐ หินโคลนมีสเี ทาอ่อนถึงเทา แสดงลักษณะเปน็ ชัน้
บางถึง ปานกลาง หินปูนและหินปูนเน้ือโดโลไมต์มีสีเทา พบซากดึกดําบรรพ์ของแกสโตรพอด หมวดหินน้ีอายุ
ประมาณ ๒๔๕-๒๑๐ ล้านปพี บกระจายตัวทางด้านตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของอําเภอวังวเิ ศษ
๗.๑.๘ หนิ ยุคจูแรสซกิ (J)
กลุ่มหินตรัง เป็นชื่อที่ใช้เรียกหินตะกอนที่เกิดบนภาคพื้นทวีปในช่วงตอนต้นยุคจูแรสซิก ถึงยุคครีเทเชียส
ตอนปลาย (อายุประมาณ ๒๑๐-๖๕ ล้านปี) ท่ีพบในภาคใต้ พื้นท่ีจังหวัดตรังพบหมวดหิน ย่อยของกลุ่มหินตรัง
ครบทงั้ ๔ หมวดหนิ คือ หมวดหนิ คลองมีน หมวดหินลาํ ทบั หมวดหนิ สามจอม และ หมวดหนิ พนุ พิน
หมวดหินคลองมีน (Jk) ประกอบด้วย หินปูน และหินปูนเนื้อดิน แทรกสลบดัวยหินดินดาน และหิน
ทราย มีซากดึกดําบรรพ์พบคราบนํ้ามันในโพรงหินปูนและหินน้ํามัน หมวดหินนี้อายุประมาณ ๒๑๐-๑๔๐ล้านปี
กอ่ น พบกระจายตัวบรเิ วณอําเภอวงั วเิ ศษ และกนั ตัง
๗.๑.๙ หินยุคจูแรสซิก - ครีเทเชียส (JK) หมวดหินลําทับ (JKl ) ประกอบด้วย หินทราย และหินโคลน
หินทรายมีสีนํ้าตาลอ่อนและ สีน้ําตาลแกมแดง เน้ือละเอียดถึงปานกลาง แสดงลักษณะเป็นช้ันบางถึงหนา มีการ
วางช้ันเฉียงระดับ หินโคลนมีสีน้ําตาลแดง หมวดหินน้ีอายุประมาณ ๒๐๐-๖๕ ล้านปีพบกระจายตัวทางด้าน
ตะวันตกของจังหวัด หินทรายเน้ือละเอียดสามารถใช้เป็นแหล่งหินประดับและหินลับมีดได้บริเวณท่ีราบใกล้ ภูเขา
หินทรายใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ค่อนข้างดีเนื่องจากดินมีแร่ธาตุท่ีอุดมสมบูรณ์พอสมควร สําหรับพืช
ยกเวน้ บรเิ วณที่เป็นหินทรายเนอ้ื ควอตซซ์ ง่ึ จะมีแรธ่ าตคุ อ่ นข้างต่ํา
๗.๑.๑๐ หินยุคครีเทเชยสี (K) หินยุคน้ีมีอายุประมาณ 140-65 ล้านปีพบกระจายตัวบริเวณด้านเหนือ
ของอําเภอวังวิเศษ ประกอบดว้ ยหมวดหนิ ย่อยของกล่มุ หินตรังจํานวน 2 หมวดหิน คอื
(๑) หมวดหินสามจอม (Ksc) ประกอบด้วย หินกรวดมน หินทราย และหินโคลน หินทราย มีเน้ือ
หยาบ แสดงลกั ษณะเป็นชั้นหนา มีการวางชน้ั เฉียงระดับ หนิ โคลนมสี นี ํา้ ตาลแกมแดง
28
(๒) หมวดหินพุนพิน (Kp) ประกอบด้วย หินทราย แทรกด้วยช้ันหินทรายแป้งและหินโคลน หิน
ทรายมีสีแดงอิฐ เน้ือละเอียดถึงปานกลาง เนื้ออาร์โคสและเนื้อปนไมกา แสดงลักษณะเป็นช้ันปานกลาง มีการวาง
ช้นั เฉยี งระดบั
๗.๑.๑๑ ตะกอนรว่ นยคุ ควอเทอรน์ ารี (Q)
ตะกอนควอเทอรน์ ารี หมายถึง กรวด ทราย ดิน และดนิ เหนยี ว ทยี่ งั ไม่แข็งตวั กลายเป็นหนิ
อายปุ ระมาณ ๑.๘ ลา้ นปกี อ่ นจนถึงปัจจบุ นั ตะกอนควอเทอร์นารีพบตามภูมปิ ระเทศทเ่ี ป็นที่ลาดเชิงเขา
บรเิ วณทางตะวันออกของพ้ืนท่ี ท่ลี าดลอนคล่นื บรเิ วณตอนกลางของพนื้ ท่ี และแนวชายฝงั่ ทางด้านตะวนั ตก
ของจงั หวัด สามารถจําแนกตะกอนรว่ นในพนื้ ทโี่ ดยอาศยั ชนดิ ของตะกอนและสภาวะแวดล้อมของการ
ตกตะกอนออกเป็น ๗ หน่วยตะกอนย่อย คอื
๑) ตะกอนนา้ํ พา (Qa) ประกอบด้วย กรวด ทราย ทรายแป้ง และดนิ เหนยี ว เกดิ จากน้าํ
พัดพา กรวด หนิ ดนิ ทราย ไปสะสมตวั อย่างไม่เป็นระบบ มอี ทิ ธิพลของความลาดชันและนา้ํ ผิวดินปะปน
บ้างจงึ ได้ตะกอนหลากหลายชนดิ ปนกัน ลักษณะเปน็ ภมู ิประเทศท่รี าบรมิ แม่นาํ้ พนื้ ทรี่ าบนม้ี ักเป็นแหลง่
สะสมตัวของชัน้ ทรายแม่น้าํ บางแห่งสามารถหาแหล่งทรายกอ่ สร้างและดนิ เหนยี วสาํ หรบั เป็นวตั ถุดิบใน
อุตสาหกรรมเครอื่ งปัน้ ดินเผา โดยทั่วไปสภาพดินเป็นดินรว่ นท่มี แี ร่ธาตทุ ่ีจาํ เปน็ ตอ่ พืชอุดมสมบูรณเ์ หมาะ
ตอ่ การเพาะปลกู มากทส่ี ดุ แต่เนือ่ งจากเป็นท่รี าบจึงมกั ประสบกบั นํา้ ท่วมขังในชว่ งฤดฝู นเปน็ ประจํา
๒) ตะกอนตะพกั (Qt) ประกอบด้วย กรวด และทราย เกดิ จากแม่นา้ํ กัดเซาะทางดิ่งมาก
ขน้ึ ปรากฏเปน็ ภูมิประเทศขน้ั บันได ดินมีธาตอุ ดุ มสมบูรณพ์ อสมควรปลกู พืชได้บางชนิด พน้ื ที่บริเวณนี้
ไม่อยใู่ นเขตนา้ํ ทว่ มขังเหมาะสาํ หรบั เปน็ ท่อี ยอู่ าศยั แตอ่ าจประสบกบั การไหลหลากของทางนา้ํ
๓) ตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผพุ งั อยู่กับท่ี (Qc) เศษหินประกอบด้วย หนิ
ควอร์ตไซต์ หินทราย หนิ ทรายแปง้ หินแกรนิต ทราย ทรายแป้ง ดนิ ลูกรงั และศิลาแลง เกดิ จากการผพุ งั
ของหินเดมิ ตะกอนถกู พดั พาไมไ่ กลจงึ มักพบตามเชิงเขาหรือขอบแอง่ หนว่ ยตะกอนนใี้ ชเ้ ปน็ แหล่งดินถม
สาํ หรับการก่อสร้างได้ และเป็นหลกั ฐานสําหรับแสดงถึงการเกดิ แผ่นดินถล่มในอดีตเนอ่ื งจากการปรับตัวสู่
สมดลุ ของธรรมชาติ ซึง่ หลายพืน้ ทีย่ งั คงมคี วามเสยี่ งตอ่ การเกิดดินถล่มได้อกี จงึ ไม่เหมาะสาํ หรับการต้ังทีอ่ ยู่
อาศยั
๔) ตะกอนเนนิ ตะกอนรปู พดั (Qfa) ประกอบด้วย กรวด ทราย ทรายปนกรวด และ
ทรายแปง้ ปนทราย เน้ือละเอยี ดถงึ หยาบ เม็ดเปน็ เหลี่ยม
๕) ตะกอนท่รี าบล่มุ นํ้าขนึ้ ถงึ พรุ ปา่ ชายเลน และชวากทะเล (Qtf) ประกอบดว้ ย
ดินเหนยี ว ดินเหนยี วปนทราย ทรายแป้ง ทรายละเอยี ด พีต และพตี ปนดนิ เคลย์
๖) ตะกอนสนั ทรายเกา่ (Qbo) ประกอบด้วย ทราย เนือ้ ปานกลางถึงหยาบ การคัดขนาด
ปานกลาง ความกลมมนดี มเี ศษเปลอื กหอยปน เปน็ แนวชายหาดเก่า
๗) ตะกอนชายหาด (Qb) ประกอบดว้ ย ทราย และทรายเนื้อซลิ กิ า ของสนั ทราย หาด
สนั ดอน เนินทราย และลากนู บางแหง่ พบเปลือกหอย
29
๗.๒ หินอคั นี
หินอัคนแี บ่งตามลกั ษณะการเกิดได้ ๒ ชนดิ คือ
๑) หินอัคนแี ทรกซอน ซึง่ เปน็ หนิ อัคนที เ่ี กดิ อยู่ในระดับลึกโดยการตกผลกึ จากหินหนดื มีลกั ษณะ
เน้อื หยาบหรือคอ่ นขา้ งหยาบ (เม็ดแร่มขี นาดตงั้ แต่ ๑ มลิ ลิเมตรขึ้นไป) ทีร่ ูจ้ ักกนั ดกี ค็ อื หนิ แกรนิตซง่ึ มีความสัมพันธ์
ใกล้ชดิ กับการกําเนิดแร่เศรษฐกจิ หลายชนดิ เช่น แรด่ บี ุก วุลแฟรม ฟลอู อไรด์ และแบไรต์ หนิ แกรนติ มคี วามแขง็ แกร่ง
สามารถนาํ มาใช้เปน็ หินประดับได้
๒) หินภูเขาไฟ เป็นหินท่เี กิดจากการระเบิดของภูเขาไฟทพ่ี ขุ ึ้นมาเย็นตวั บนผวิ โลก หินชนดิ น้ี
จะมเี นื้อละเอียดหรือเนยี นเป็นเนื้อเดยี วกันหมด มีความสมั พันธอ์ ย่างใกล้ชิดกับแรท่ องคํา ทองแดงและแร่โลหะ
หลายชนดิ ดนิ ทผ่ี พุ งั มาจากหินภูเขาไฟจะอุดมสมบูรณด์ ้วยแร่ธาตุทีจ่ ําเปน็ ตอ่ พืชจึงเป็นพ้นื ทท่ี เ่ี หมาะสมสําหรบั
การเกษตรกรรมมาก
ประเทศไทยอยใู่ นเขตป่ารอ้ นช้ืนหนิ อคั นจี ึงถกู กระบวนการผพุ งั ได้งา่ ย ทาํ ใหเ้ กดิ ช้นั ดนิ หนา สะสมตวั อยู่
บนยอดเขา เมือ่ มีฝนตกเป็นจาํ นวนมากดินเหล่านี้จะไหลถลม่ ลงมา ดงั นั้นพนื้ ที่ทีอ่ ยใู่ กล้ภูเขาหนิ อัคนีจงึ มีความเส่ยี ง
ตอ่ การเกดิ แผน่ ดินถลม่ มาก
หินอคั นที ่พี บในจังหวัดตรงั เปน็ ส่วนหนึง่ ของเทือกเขานครศรธี รรมราช ปรากฏขึ้นมาเปน็
หินฐานแกนกลางของทวิ เขาหลวง-ทิวเขาบรรทัด จงั หวดั ตรงั พบหนิ อคั นเี พยี งประเภทเดยี ว คือ
หนิ อัคนีแทรกซอนชนดิ หนิ แกรนติ ยุคไทรแอสซกิ (TRgr)
ประกอบด้วย หนิ ไบโอไทต์-มสั โคไวต์แกรนิต เน้อื ปานกลางถึงหยาบ เนอ้ื สม่าํ เสมอ และเนอื้ ดอก
หนิ ยุคนอี้ ายุประมาณ ๒๔๕-๒๑๐ ล้านปี พบกระจายตัวเป็นเทือกเขาสลบั ซับซอ้ นทางด้านตะวนั ออกของจงั หวดั
วางตัวทอดยาวในเหนอื -ใตจ้ ากแนวเขาหลวงตอนใตบ้ ริเวณอําเภอทงุ่ สงไปจนถงึ อําเภอรอ่ นพิบูลย์ จงั หวดั
นครศรธี รรมราช ต่อเน่อื งมาทางใต้เป็นแนวเทือกเขาบรรทัด ผา่ นแนวรอยต่อระหว่างจงั หวดั ตรงั กบั จังหวดั พัทลุง
๘. ธรณพี ิบัตภิ ยั ท่ีพบในจงั หวดั ตรัง
๘.๑ ดินถล่ม พ้นื ที่ทีม่ คี วามเส่ียงต่อการเกิดธรณพี ิบตั ภิ ยั ดินถล่มส่วนใหญ่จะเป็นพนื้ ทท่ี ่ีใกลภ้ ูเขา
พื้นท่ีที่มคี วามลาดชันสงู บรเิ วณท่ีมีการตัดไหล่เขา พนื้ ที่ภูเขาตามแนวเทอื กเขาบรรทดั ทําให้พ้นื ทรี่ าบเชิงเขา
ท่ีราบลุ่มริมฝั่งคลอง และท่ีราบระหว่างหุบเขาได้รับผลกระทบ พ้ืนท่ีเส่ียงภัยดินถล่มส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้าน
ตะวันออกของจังหวัด บริเวณแนวเทือกเขาบรรทัด ในอดีตจังหวัดตรังเคยเกิดดินถล่มทําให้เกิดความสูญเสียทั้ง
ชวี ิตและทรัพยส์ ินมาแล้ว เมื่อ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ บ้านเรือนถูกกระแสนํ้าพัดหายไปประมาณ ๑๐ หลังคา
มีผู้เสียชีวิต ๑๐ ราย และอีกครั้งเมื่อวันท่ี ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ บ้านเรือนถูกกระแสนํ้าพัดหายไปประมาณ ๖๐ หลังคา
มีผู้เสียชีวิต๕ ราย พ้ืนท่ีเส่ียงภัยดินถล่มและหมู่บ้านเสี่ยงภัย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ๘ อําเภอ ๑๘ ตําบล ๗๘ หมู่บ้าน
ปัจจุบันมีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นท่ีเส่ียงภัยดินถล่มหนาแน่นกว่าเดิมมากและยังคงเพ่ิมมากข้ึนทุกวันการปลูกสร้างที่
อยูอ่ าศยั แบบเรอื นโรงชนั้ เดยี วในหุบเขาแคบๆ ท่รี าบเชิงเขา ริมฝั่งคลองใกล้ชิดติดภูเขาถ้าเกิดดินถล่ม อาจถูกก้อน
หินและกรวดทรายทับถม หรือถูกกระแสนํ้ากัดเซาะได้รับความเสียหายและในพ้ืนที่ลุ่ม ทางนํ้าเก่า หรือริมตลิ่ง ถ้า
เกิดนํ้าท่วมฉับพลันอาจทําให้บ้านเรือนถูกกระแสนํ้าพัดเสียหายได้ การตัดไหล่เขาโดยไม่มีการป้องกันอาจได้รับ
ผลกระทบจากดนิ ไหล บา้ นเรอื นราษฎรท่ีปลูกสร้างอย่ใู กลภ้ เู ขาหนิ ปนู อาจได้รับผลกระทบจากหนิ รว่ งหินถลม่
30
๘.๒ หลมุ ยบุ
พน้ื ทท่ี ม่ี โี อกาสเกิดหลมุ ยุบเปน็ พืน้ ทที่ รี่ องรับด้วยหนิ ปูน ภเู ขาหินปนู ส่วนใหญจ่ ะกระจายตวั
อยทู่ างด้านตะวันออกของจังหวัดตรัง ในแนวเดียวกับเทอื กเขาบรรทัด และเปน็ เขาโดดกระจายตวั ทั่วไปทง้ั พ้ืนท่ี
หลงั เหตุการณ์แผ่นดนิ ไหวและคลน่ื ยักษ์เมอ่ื วนั ที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ไดส้ ง่ ผลกระทบให้เกิดหลมุ ยบุ ในหลาย
พืน้ ท่ี ซ่งึ โดยธรรมชาติหนิ ปนู มกั จะมโี พรงอยู่แลว้ เมื่อมคี ลน่ื แผ่นดนิ ไหวอาจทาํ ให้ผนังโพรงดา้ นบนแตกและทาํ ให้
เกดิ หลมุ ยบุ พบหลมุ ยุบในพนื้ ทจี่ งั หวัดตรงั จาํ นวน ๑๑ หลมุ ได้แก่ บริเวณอําเภอหว้ ยยอด ๔ หลมุ (อําเภอเมอื ง
ตรงั ๒ หลมุ อาํ เภอนาโยง ๒ หลุม อาํ เภอปะเหลียน ๒ หลุม และอําเภอกันตัง ๑ หลุม หลมุ ยุบท่ีเกดิ ขน้ึ ส่วน
ใหญ่อยใู่ นพืน้ ท่ีทเ่ี ป็นสวนยางและไร่นา ซ่ึงไม่สง่ ผลกระทบต่อชีวิตและทรพั ยส์ นิ มากนัก แต่ถ้าเกดิ ในบรเิ วณที่เปน็
แหลง่ ชุมชนจะทําให้เกดิ ความเสยี หายเปน็ อยา่ งมากนอกจากนโี้ พรงใต้ดินระดบั ตน้ื อีกหลายแหง่ ท่อี าจจะพฒั นา
เป็นหลบุ ยบุ ตอ่ ไปได้ มีสถานทบ่ี างแห่งเกดิ รอยแตกรา้ วตามผนัง เสา คาน และพืน้ และอยูใ่ นเขตปริมณฑลหินปูน
ด้วย ทําใหส้ ันนิษฐานไดว้ า่ อาจมีโพรงใต้ดนิ ระดับต้นื อยดู่ า้ นลา่ ง พนื้ ท่ที มี่ โี อกาสเกดิ หลุมยุบของจงั หวัดตรงั
ครอบคลมุ พ้นื ท่ี ๙ อําเภอ ๔๙ ตําบล
31
ตารางท่ี ๑ แสดงบัญชรี ายช่ือหมบู่ ้านเสย่ี งภัยดินถลม่ จงั หวดั ตรัง
ลําดบั อาํ เภอ ตาํ บล รายชอื่ หมบู่ า้ น
๑ ห้วยยอด เขาปูน บ้านวังสมบูรณ์
ท่างิว้ บ้านท่างิ้ว บา้ นไทรงาม บา้ นหินงอม
บา้ นนอก บา้ นไร่เหนือ
ในเตา บา้ นเขาลอ้ ม
บา้ นหน้าวดั
ปากแจม่ บ้านคลองคุ้ย บ้านท่ามะปราง บา้ นในเขา
บา้ นปากแจ่ม บา้ นลาํ แพะ บ้านไสมะนาว
บ้านหนา้ เขา
วังครี ี บ้านควนนกหว้า บ้านวงั ลํา
หว้ ยยอด บ้านทา่ มะปราง บ้านในเหยา บา้ นหว้ ยยอด
๒ เมอื งตรงั น้ําผดุ บา้ นเขาหลัก บ้านเขาโหรง บา้ นดา่ น
บา้ นนํา้ ผุด บ้านปากห้วย
บา้ นทุง่ นา
บ้านปากแคลง บา้ นลําปลอก
๓ ปะเหลยี น ปะเหลยี น บา้ นควนไมด้ าํ บ้านป่ากอ บ้านสันตริ าษฎร์
บ้านลาํ แคลง บ้านหวั ถนน
บา้ นเจ้าพะ
บ้านท่าคลอง
บา้ นทุ่งข่า
ลพิ ัง บ้านทา่ คลอง บา้ นลิพัง บา้ นหินจอก
บ้านทางสาย
๔ ยา่ นตาขาว นาชมุ เห็ด บ้านคลองลาํ ขนนุ บา้ นทอนพลา บา้ นลําพิกลุ
บา้ นควนหนิ บ้านไทรงาม
โพรงจระเข้ บา้ นโคกทรายใต้ บ้านโพรงจระเข้ บา้ นโหละคล้า
บ้านยงู งาม บา้ นโคกทรายเหนอื
๕ วังวเิ ศษ อา่ วตง บ้านโตนชี บา้ นโตนทรายขาว บ้านพรุใหญ่
บา้ นยงู งาม บา้ นรอ้ ยชนั้ พันวงั บ้านวงั หิน
บา้ นไสใหญ่ บ้านหนองชุมแสง
๖ นาโยง ช่อง บ้านกรงไหน บา้ นไสขนนุ บา้ นหนักไทร
บา้ นชอ่ ง บ้านไสทอ้ น บ้านห้วยลึก
ละมอ บา้ นกลาง บา้ นท่งุ ส้มป่อย บ้านวังหยี
บา้ นคลองลาํ ปรงิ บ้านละมอ
๗ รษั ฎา เขาไพร บ้านลาํ ชา้ ง บ้านศาลาหลวงด้วง
หนองบวั บา้ นถาํ้ พระพุทธ บา้ นในวงั บา้ นร่องนาํ้
หนองปรอื บา้ นน้ําปลวิ บา้ นในร่อน
๘ สเิ กา กะลาเส บา้ นโตนใน
32
จาํ นวน ขนาดของหลมุ
(หลมุ ) กวา้ ง×ยาว×สงู (เมตร)
ตารางท่ี ๒ แสดงเหตกุ ารณ์หลมุ ยบุ ในจังหวดั ตรงั ๔×๕×๓ และ ๑×๑×๑
วนั ที่ สถานท่ี ๒
๑ ๕×๒๐×๖
๒๙ ธ.ค. ๔๗ บา้ นเขาหลกั หมู่ ๗ ต.น้ําผุด อ.เมอื ง จ.ตรัง ๒ ๒×๒×๑.๓ และ ๓×๓.๕×๑.๕
๓๐ ธ.ค. ๔๗ บา้ นปากแจม่ หมู่ ๗ ต.ปากแจม่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ๑ บอ่ นา้ํ ยบุ ตวั ท่อบ่อหาย ๒๔ ท่อ
๒๖ ม.ค. ๔๘ บ้านทุ่งวังเหลียง ต.กระช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง ๑
๓๑ ม.ค. ๔๘ บ้านลพิ งั ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ๑ ไม่ชดั เจน
๒๓ ก.ย. ๔๘ หมู่ ๓ อ.กนั ตงั จ.ตรงั ๑ ๑.๕×๑.๕×๑.๒
๕ พ.ย. ๔๘ บา้ นเขาหลัก หมู่ ๗ ต.นา้ํ ผุด อ.เมอื ง จ.ตรงั ๑
๑๓ ธ.ค. ๔๘ ตรงข้ามบ้านพักรองผวู้ า่ อ.เมอื ง จ.ตรัง ๑ ๑.๐×๑.๐
๒๓ ธ.ค. ๔๘ หมู่ ๔ ต.สโุ สะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ๑.๕×๖.๐×๓.๐
๒๓ ธ.ค. ๔๘ บา้ นใกล้สระพงั สุรินทร์ อ.เมอื ง จ.ตรงั ๒.๐×๒.๐×๒.๐
ตารางท่ี ๓ แสดงบัญชีรายชอื่ พื้นท่ีท่ีมโี อกาสเกิดหลุมยุบ จงั หวัดตรงั
ลําดบั อาํ เภอ รายช่ือตําบล
๑ เมืองตรงั ควนปรงิ ทบั เทย่ี ง นาพละ บางรกั
นาตาล่วง
นาบินหลา นาโยงใต้ นํ้าผุด
นาวง
นาท่ามเหนอื นาท่ามใต้ ห้วยนาง
ในเตา
๒ ห้วยยอด หว้ ยยอด หนองชา้ งแล่น บางดี
หนองบัว
บางก้งุ เขากอบ เขาขาว
บอ่ นาํ้ รอ้ น
เขาปูน ปากแจม่ ปากคม ลิพงั
ไมฝ้ าด
ท่างิว้ ลําภรู า ทงุ่ ต่อ
๓ รษั ฎา ควนเมา คลองปาง เขาไพร
หนองปรือ
๔ กันตงั โคกยาง คลองลุ บางสกั
๕ ปะเหลยี น ปะเหลียน ทุง่ ยาว แหลมสอม
๖ สเิ กา บ่อหิน เขาไมแ้ ก้ว นาเมอื งเพชร
๗ นาโยง โคกสะบ้า นาหม่ืนศรี นาขา้ วเสยี
๘ ยา่ นตาขาว ทุ่งค่าย
๙ วงั วเิ ศษ เขาวเิ ศษ
33
๙. แหลง่ ธรรมชาติทางธรณีวทิ ยา
๙.๑ แหลง่ ธรรมชาตทิ างธรณวี ทิ ยา
ผลจากกระบวนการเปลีย่ นแปลงทางธรณีวิทยาในอดตี ทาํ ให้เกิดลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ลกั ษณะธรณสี ณั ฐาน
แบบตา่ งๆ และซากดึกดําบรรพ์ เป็นหลกั ฐานแสดงพฒั นาการของโลกและวิวฒั นาการของสงิ่ มีชวี ิตในอดีต ซึ่งมี
คณุ ค่าความสําคญั ต่อการศึกษาวจิ ัยทางธรณีวทิ ยา ภมู ศิ าสตร์ และประวตั ศิ าสตรน์ อกจากนน้ั บางแหล่งยังมี
ทัศนียภาพของพื้นทแ่ี ละบริเวณโดยรอบสวยงามมศี ักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเทย่ี วนนั ทนาการ เรยี กวา่ “แหลง่
ธรรมชาติทางธรณวี ทิ ยา” ซงึ่ กรมทรพั ยากรธรณไี ด้จาํ แนกออกเป็น ๗ ประเภท ประกอบดว้ ย
๑) แหล่งลาํ ดบั ชั้นหินแบบฉบับ
๒) แหล่งหนิ แบบฉบบั
๓) แหลง่ แรแ่ บบฉบับ
๔) แหล่งธรณโี ครงสร้าง
๕) แหลง่ พุน้าํ ร้อน
๖) แหล่งธรณสี ณั ฐาน
๗) แหลง่ ซากดกึ ดาํ บรรพ์แหลง่ ธรรมชาตทิ ี่ได้รับการประกาศให้เปน็ มรดกทางธรรมชาติของ
ทอ้ งถิน่ อันควรอนรุ กั ษ์
ในปีแหง่ การพทิ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี เมอื่ วันท่ี ๗ พฤศจกิ ายน
๒๕๓๒ ในพนื้ ทจ่ี ังหวดั ตรัง ๔ แหล่ง (กรมสง่ เสรมิ คณุ ภาพสงิ่ แวดล้อม, ๒๕๔๓) ดังนี้
ตารางท่ี ๔ แสดงแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรกั ษข์ องภาคใต้ในเขตจงั หวดั ตรัง
ช่อื แหล่ง ทีต่ ัง้ หน่วยงานรบั ผดิ ชอบ
ถ้าํ เขาปินะ ตําบลนาวง อาํ เภอหว้ ยยอด จังหวัดตรัง องค์การบรหิ ารสว่ นตาํ บลนาวง
นาํ้ ตกโตนเต๊ะ บ้านควนไม้ดาํ ตําบลปะเหลยี น อําเภอปะเหลียน หน่วยพิทักษป์ า่ โตนเตะ๊
จงั หวัดตรงั เขตอนุรกั ษ์พันธุ์สตั วป์ ่าเขาบรรทดั
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาํ บลปะเหลียน
ทะเลสองหอ้ ง ตาํ บลบางดี อําเภอหว้ ยยอด จงั หวัดตรงั อทุ ยานแห่งชาติแมน่ ํ้ากระบรุ ี
หาดเจา้ ไหม ตาํ บลไมฝ้ าด อําเภอสิเกา จงั หวดั ตรัง อทุ ยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
หาดปากเมง บ้านปากเมง ตําบลไมฝ้ าด อําเภอสเิ กา จังหวัดตรงั อทุ ยานแหง่ ชาตหิ าดเจ้าไหม
34
ตารางท่ี ๕ แสดงแหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาจงั หวัดตรงั
ชือ่ แหล่ง ตาํ บล อําเภอ จงั หวัด ประเภท หน่วยงานรบั ผิดชอบ
บอ่ นา้ํ ร้อนควนแคง บ่อนาํ้ ร้อน กันตัง ตรงั พุน้าํ รอ้ น วนอุทยานบ่อน้ําร้อนกนั ตงั
น้าํ ตกสายรุ้ง นาชมุ เห็ด ย่านตาขาว ตรงั ธรณีสณั ฐาน(นํ้าตก) เขตรักษาพนั ธ์สุ ัตวป์ ่าเขาบรรทดั
น้าํ ตกไพรสวรรค์ โพรงจระเข้ ย่านตาขาว ตรงั ธรณีสัณฐาน(นํ้าตก) เขตรกั ษาพันธ์ุสัตวป์ า่ เขาบรรทัด
นาํ้ ตกโตนเต๊ะ ปะเหลียน ปะเหลียน ตรัง ธรณสี ัณฐาน(นํ้าตก) เขตรักษาพันธสุ์ ัตวป์ ่าเขาบรรทดั
น้าํ ตกร้อยชั้นพันวัง อ่าวตง วังวิเศษ ตรัง ธรณสี ณั ฐาน(นา้ํ ตก) เขตรักษาพันธุส์ ัตวป์ า่ ดงดอย
นา้ํ ตกปากแจ่ม ปากแจ่ม หว้ ยยอด ตรงั ธรณีสัณฐาน(น้าํ ตก) อุทยานแห่งชาติเขาป่เู ขาย่า
ถํา้ ช้างหาย นาหมืน่ ศรี นาโยง ตรัง ธรณสี ัณฐาน(ถํา้ ) องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตําบลนาหม่ืนศรี
ถ้าํ เลเขากอบ เขากอบ หว้ ยยอด ตรงั ธรณสี ัณฐาน(ถา้ํ ) องค์การบรหิ ารส่วนตําบลเขากอบ
ถา้ํ เขาปินะ นาวง ห้วยยอด ตรัง ธรณสี ณั ฐาน(ถา้ํ ) องคก์ ารบริหารส่วนตําบลนาวง
หาดยาว ไม้ฝาด สิเกา ตรัง ธรณสี ณั ฐาน(หาด) อทุ ยานแห่งชาตเิ จา้ ไหม
หาดปากเมง ไม้ฝาด สเิ กา ตรัง ธรณสี ณั ฐาน(หาด) อุทยานแหง่ ชาติเจ้าไหม
แหลง่ ธรรมชาติอนั ควรอนรุ กั ษด์ ังกล่าว จะได้รับการตดิ ตามตรวจสอบสภาพแวดล้อมและสถานการณ์
ปัจจุบันเพื่อปรับปรุงข้อมูลแหล่งธรรมชาติให้ทันสมัย สําหรับเป็นข้อมูลเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์การวางแผนและ
การดําเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ทั้งน้ีเพ่ือให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึง
คุณค่าความสําคัญของแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเท่ียว
พักผ่อนหยอ่ นใจของคนในท้องถ่นิ และพื้นที่ใกล้เคยี ง บางแห่งยังเป็นหอ้ งเรียนธรรมชาติในการเรียนรู้ทางธรรมชาติ
ตา่ งๆ เชน่ ระบบนิเวศวทิ ยา ปา่ ไม้ พืชพนั ธุแ์ ละสัตว์ เปน็ ตน้
๙.๒ แหลง่ ธรรมชาตทิ างธรณวี ทิ ยาทเ่ี ปน็ เอกลักษณ์และโดดเดน่ ของจงั หวดั ตรัง
แหล่งธรรมชาตทิ างธรณีวทิ ยาอนั ควรอนรุ กั ษ์ท่มี ีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาสงู และมศี กั ยภาพในการใช้
ประโยชน์ในการทอ่ งเทยี่ วและสนบั สนุนการเรยี นร้ทู างธรณีวิทยาของประชาชนในทอ้ งทีข่ องจงั หวัดตรงั ได้แก่
พุนา้ํ รอ้ นบ้านควนแคง ถํ้าช้างหาย ถาํ้ เล-เขากอบ และน้ําตกสายรงุ้ ซึ่งแต่ละแหล่งมลี กั ษณะเด่นทางธรณวี ทิ ยา
ดงั นี้
๙.๒.๑ แหลง่ พนุ ้าํ ร้อน
พุนาํ้ รอ้ นบา้ นควนแคง
ท่ตี ง้ั บริเวณเชิงเขาควนแคง ตาํ บลบอ่ นาํ้ ร้อน อําเภอกนั ตัง จงั หวัดตรงั พบพนุ าํ้ ร้อน จํานวน
๓ บ่อ วางตัวรวมกันเป็นกล่มุ มคี วามรอ้ นตงั้ แต่ ๗๐-๔๐ องศาเซลเซยี ส ธรณวี ทิ ยา หนิ บรเิ วณนี้เป็นหินทรายสีขาว
ยุคจูแรสซิกถึงครีเทเชียส (อายุประมาณ ๒๐๐- ๖๕ ล้านปี) บริเวณเขาควนแคงเป็นบริเวณท่ีมีแนวรอยเลื่อน
ปรากฏขึ้นหลายแนว ซ่ึงเปลือกโลกบริเวณที่เกิดรอยเลื่อนจะมีความบางมากกว่าปกติ มีผลทําให้ความร้อนใต้ผิว
โลกสามารถส่งผลต่อน้ําใต้ดินทําให้น้ําใต้ดิน มีความร้อนและแรงดันเพิ่มขึ้น จนกระท่ังพุข้ึนมาบนผิวโลกตามรอย
แตกในเนอื้ หนิ กลายเป็นพุน้ํารอ้ นในทสี่ ดุ
สภาพพ้ืนทแ่ี ละการใชป้ ระโยชน์ พุน้ํารอ้ นบา้ นควนแคง ปจั จุบนั จัดตั้งเป็นวนอุทยาน
บ่อนา้ํ รอ้ นกนั ตัง อยใู่ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติป่าเขาหวาง ป่าควนแคง และป่านา้ํ ราบ ภายในพ้ืนท่ี วนอทุ ยานฯ
35
ไดม้ กี ารปรบั ปรุงภูมทิ ัศนโ์ ดยรอบบอ่ นา้ํ รอ้ นอย่างสวยงาม พฒั นาปรับปรงุ พุน้าํ ร้อนโดยการสรา้ งเป็นบ่อ
โดยบางบ่อที่มอี ุณหภูมไิ มม่ ากนกั นกั ทอ่ งเทยี่ วสามารถลงแช่ไดเ้ ลย ทางวนอทุ ยานได้สรา้ งหอ้ งอาบน้ําร้อน
แยกต่างหากอีกจํานวนหนง่ึ มกี ารจดั พื้นท่สี าํ หรบั รองรับการประชุมสัมมนา พน้ื ทจี่ อดรถจาํ นวนมาก
และจดั ทาํ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ในส่วนของสาธารณูปโภคต่างๆ ทางวนอทุ ยานฯ ไดจ้ ดั ทําไว้อย่างครบถว้ น
๙.๒.๒ แหล่งธรณสี ณั ฐาน
๑) ถ้ําช้างหาย
ทีต่ ้ัง บริเวณเขาช้างหาย ในเขตตาํ บลนาหมืน่ ศรี อําเภอนาโยง จงั หวดั ตรงั จดั เปน็ ถ้าํ ท่ยี งั มีชีวิต
(มีการงอกของหินงอกหนิ ย้อยเกดิ ขึน้ ) ภายในมี ๒ ชน้ั แบง่ เปน็ ๓ คูหา ได้แก่ คหู าถํ้าทวดชัยหาญ คูหาถา้ํ ช้างหาย
และคหู าถํ้าลอด มหี นิ งอก หนิ ยอ้ ย หลอดหนิ ย้อย ม่านหนิ ยอ้ ย และเสาหนิ จาํ นวนมาก จากปากถาํ้ จะพบห้องโถง
แรกคอื ถา้ํ ทวดชยั หาญ ตามผนังและเพดานพบหินงอกหินยอ้ ยเป็นจาํ นวนมาก คูหาถดั ไปคือ ถา้ํ ชา้ งหาย ซึ่งมี
ลกั ษณะเด่น คอื พบหลอดหินย้อยและเสาหินขนาดเล็กจาํ นวนมากบริเวณปลายสดุ ของถาํ้ เป็นแอ่งนํ้าขนาดเล็ก
ถดั จากถ้ําช้างหายจะพบบันไดลงสถู่ ํ้าลอดซงึ่ เป็นถาํ้ ช้นั ลา่ งจุดเด่นของถ้ําคือ บางชว่ งมเี พดานถํ้าตํ่ามากจนต้อง
คลานเข้าเปน็ ระยะทางหลายเมตร ปลายถํ้ามบี ันไดขนึ้ สปู่ ากถา้ํ อีกทาง
ธรณวี ทิ ยา เขาช้างหายเป็นหินปูนเน้ือปนโดโลไมต์ สเี ทาจางหรือเทาปานกลาง แสดงลกั ษณะ
เป็นช้ันหนาถึงไม่แสดงชน้ั ยุคเพอรเ์ มียน (อายุประมาณ ๒๘๖-๒๔๕ ลา้ นป)ี
สภาพพนื้ ท่แี ละการใชป้ ระโยชน์ ถํ้าช้างหาย อยู่ในการดแู ลขององคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล
นาหมืน่ ศรี เปิดใหน้ ักทอ่ งเทยี่ วชมทุกวนั ถ้าตอ้ งการเจา้ หน้าที่นําชมถา้ํ สามารถติดตอ่ ศูนย์บริการนักท่องเทย่ี ว
ได้ ภายในถ้ํามีการติดไฟส่องสวา่ งชัดเจน บางจดุ ใชไ้ ฟสสี ันต่างๆ เพ่ือให้ถํ้าเกดิ ความสวยงาม มีการเทปูนซีเมนต์
เพือ่ เปน็ ทางเดินสาํ หรบั ชมถ้ํา บรเิ วณภายนอกจัดเปน็ รา้ นอาหารขนาดเล็กและลานจอดรถ
๒) ถา้ํ เล-เขากอบ
ท่ตี ง้ั ตําบลเขากอบ อําเภอห้วยยอด จังหวัดตรงั เขากอบเป็นเขาโดดที่มคี วามสงู ประมาณ
๑๖๐ เมตร จากระดับนา้ํ ทะเลปานกลาง มีความยาวประมาณ ๘๐๐ เมตร และมีช่วงกว้างทส่ี ดุ ประมาณ ๔๐๐ เมตร
เทือกเขาวางตัวในแนวเหนอื -ใต้ โผลอ่ ยู่ในทรี่ าบลุม่ ถ้ําเลเป็นถ้าํ ใหญท่ ม่ี นี ้าํ ไหลผา่ นตลอดถ้าํ ถํ้าเลประกอบด้วย
ถาํ้ ต่างๆหลายถาํ้ อยูภ่ ายใตภ้ เู ขากอบ ได้แก่ ถํา้ คนธรรพ์ ถ้ํารากไทร ถา้ํ ท้องพระโรง ถาํ้ พระสวรรค์ ถาํ้ ตะพาบนํ้า
ถํา้ เพชร ถา้ํ พลอย และถ้ําแปง้ ภายในถาํ้ เขากอบมหี ินย้อยท่ีแตกต่างไปจากถาํ้ อนื่ ๆคอื มหี นิ ย้อยประเภทท่ีเรยี กว่า
หลอดหินยอ้ ย อยเู่ ปน็ จาํ นวนมาก
ธรณีวทิ ยา เขากอบเปน็ หนิ ปูนเนอ้ื ละเอียดสเี ทา สีเทาดาํ และสเี ทาอมนาํ้ ตาล เนอ้ื หินบางสว่ น
มีการตกผลึกใหม่ หินปนู ในบางบรเิ วณจะเป็นหินปนู เนอื้ ปนโดโลไมต์ แสดงลักษณะเปน็ ช้นั หนายคุ เพอร์เมยี น
(อายปุ ระมาณ ๒๘๖-๒๔๕ ลา้ นปี)
สภาพพน้ื ท่ีและการใช้ประโยชน์ ถาํ้ เล-เขากอบอยู่ในการดูแลขององค์การบริหารส่วนตําบล
เขากอบโดยทาง อบต. ได้อาํ นวยความสะดวกให้นกั ทอ่ งเท่ียว โดยจัดเรอื พรอ้ มพนักงานพายเรอื ใหน้ ักท่องเท่ยี ว
เช่า เพ่ือนําเท่ียวภายในถ้ําเล อีกทั้งเป็นผู้นําชมถํ้าด้วย บริเวณที่ทําการ อบต. ได้จัดทําลานจอดรถ และร้าน
จําหน่ายของท่ีระลึกเพื่อบริการนักท่องเที่ยว ภายในถํ้ามีการติดไฟส่องสว่าง และมีการทําทางเดินภายในถํ้าโดยใช้
ปูนซีเมนต์
36
3) นํ้าตกสายรุ้ง
ท่ตี ั้ง อยภู่ ายในเขตรักษาพันธ์สุ ตั วป์ ่าเขาบรรทดั ตาํ บลนาชุมเห็ด อําเภอยา่ นตาขาว
จงั หวดั ตรงั น้ําตกสายรุง้ มีความสงู ประมาณ ๗๐ เมตร หนา้ นํ้าตกกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ทางนํ้าไหลไป
ทางทิศตะวนั ตก น้าํ ตกต้ังอยู่ภายในเทือกเขาบรรทัด
ธรณีวทิ ยา หนิ บรเิ วณนา้ํ ตกเปน็ หนิ แกรนติ เน้ือดอก ยคุ ไทรแอสซกิ (ประมาณ ๒๔๕-๒๑๐
ล้านป)ี ตัวนาํ้ ตกเกดิ จากทางนา้ํ กดั เซาะรอยแตกในเนือ้ หนิ ๒ แนว คือแนวตะวนั ออกเฉยี งเหนอื -ตะวันตก
เฉียงใต้ และแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ จนหินผผุ งั กลายเป็นหนา้ นาํ้ ตกที่สูงชนั
สภาพพ้นื ทีแ่ ละการใชป้ ระโยชน์ นาํ้ ตกสายรุง้ ปจั จบุ ันอย่ใู นการดแู ลของเขตรักษาพนั ธ์ุ
สัตวป์ า่ เทอื กเขาบรรทัด เปดิ ให้นกั ท่องเทีย่ วเข้าชมตวั นาํ้ ตกและเลน่ นํ้าได้ มกี ารจดั พื้นทสี่ ําหรับขายอาหาร
และของที่ระลกึ ต่างๆ อยา่ งเป็นสัดส่วน มกี ารจัดสร้างสาธารณูปโภคครบถ้วน
๑๐. ทรพั ยากรแร่
จงั หวดั ตรงั มีทรพั ยากรแรท่ ่สี าํ คญั หลายชนดิ ไดแ้ ก่ หินปูน หินอ่อน โดโลไมต์ ถ่านหนิ ดีบกุ ทังสเตน
เฟลด์สปาร์ และทรายแกว้ โดยมพี ้ืนทแี่ หลง่ แรร่ วมประมาณ ๓๕๒.๖ ตารางกิโลเมตร หรอื คดิ เปน็ ๗.๑๗ % ของ
เน้อื ท่ีจังหวดั นอกจากน้ียังมีทรพั ยากรธรณีอกี ประเภทหน่งึ คอื ทรายก่อสร้าง
ทรัพยากรแร่ดงั กลา่ ว สามารถจําแนกตามลกั ษณะการใช้ประโยชน์ได้ ๔ กลุ่ม คือ
๑) กลมุ่ แร่เพ่อื การพฒั นาสาธารณูปโภคพ้นื ฐานและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ใช้เป็นวตั ถดุ บิ สาํ หรบั งาน
กอ่ สรา้ งสาธารณปู โภคพ้นื ฐานตา่ งๆ เชน่ ถนน เข่อื นชลประทาน ฝายกนั้ น้ํา เป็นตน้ แรใ่ นกลุ่มนี้ไดแ้ ก่ หินปนู หิน
ประดับชนดิ หินออ่ น และทรายก่อสร้าง
๒) กลุม่ แร่เพือ่ สนบั สนนุ เศรษฐกิจและอตุ สาหกรรม ใชเ้ ป็นวัตถุดิบขั้นพ้ืนฐานของกระบวนการผลิตตา่ ง ๆ
สาํ หรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ยา อตุ สาหกรรมกระดาษ อตุ สาหกรรมสี
พลาสตกิ อตุ สาหกรรมหล่อโลหะ อุตสาหกรรมเซรามิกและแก้ว แรท่ สี่ าํ คัญในกล่มุ นี้ไดแ้ ก่ ดีบุก หินปูนเพื่อ
อุตสาหกรรมเคมี หินปนู เพอื่ อุตสาหกรรมอน่ื เฟลดส์ ปาร์ และทรายแก้ว
๓) กลุ่มแร่เพื่อการเกษตร ใชเ้ ป็นวตั ถดุ บิ สาํ หรับผลติ ปุ๋ย ปรบั ปรุงคณุ ภาพดนิ แร่กลุ่มน้ี คือ โดโลไมต์
๔) กล่มุ แร่พลงั งาน ใช้เปน็ เชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟา้ และเป็นวตั ถดุ บิ เช้ือเพลิงในอุตสาหกรรมทใี่ ช้
พลงั งานความรอ้ นไม่สูงนัก แร่กลมุ่ นี้ คือ ถ่านหนิ จังหวัดตรังมรี ายไดจ้ ากการทําเหมืองแรใ่ นสว่ นคา่ ภาคหลวงแร่
และค่าธรรมเนียม รวม จาํ นวน ๑,๔๔๕,๑๑๙.๐๘ บาท ในปี ๒๕๔๘ โดยมแี รท่ ที่ ําการผลติ ไดแ้ ก่ หินปูน และแรโ่ ดโลไมต์
37
๑๐.๑ กลมุ่ แรเ่ พ่ือการพฒั นาสาธารณปู โภคพนื้ ฐานและโครงการขนาดใหญข่ องรัฐ
๑๐.๑.๑ หินปนู เพ่อื อตุ สาหกรรมซีเมนต์
โดยท่วั ไปหินปูนมีสว่ นประกอบทางเคมีสว่ นใหญ่เป็นแคลเซยี มคารบ์ อเนต (CaCO3) ทเ่ี กดิ ในรปู
ของแร่แคลไซต์ (calcite) เกิดจากการตกตะกอนทางเคมีจากนํ้าทะเลในสภาวะแวดล้อมบริเวณลานพ้ืนท่ีราบของ
ทะเลตื้น (platform) ต้ังแต่ส่วนท่ีเป็นทะเลเปิดถึงบริเวณท่ีเป็นทะเลสาบ (lagoon) ที่มีการรุกเข้าและถดถอยของ
น้ําทะเลอยู่เสมอ โดยจะมีสิ่งเจือปนที่เกิดข้ึนในขณะท่ีมีการตกตะกอนในปริมาณท่ีแตกต่างกันออกไปตามสภาวะ
แวดล้อมขณะท่ีมีการตกตะกอนหินปูนที่สามารถนํามาใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ได้ จะต้องมีปริมาณแคลเซียม
ออกไซด์ (CaO) มากกว่าร้อยละ ๔๘ หรือ แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) มากกว่าร้อยละ ๘๗ ปริมาณ
แมกนเี ซยี มออกไซด(์ MgO) นอ้ ยกวา่ ร้อยละ ๓ และปรมิ าณซลิ ิกาออกไซด์ (SiO2) นอ้ ยกว่าร้อยละ ๕
สําหรับมาตรฐานของหนิ ปนู ทใ่ี ชใ้ นอตุ สาหกรรมซีเมนต์ในประเทศไทย จะมีปรมิ าณ CaO
ร้อยละ ๕๓.๒๓-๕๕.๔๗ หรือ CaCO3 ร้อยละ ๙๕-๙๙ และปริมาณ SiO2 มากกว่าร้อยละ ๑ แหล่งหินปูนเพ่ือ
อุตสาหกรรมซีเมนต์ในจังหวัดตรัง กระจายตัวบริเวณทางด้านทิศเหนือของจังหวัด เป็นเขาลูกโดดๆ รวมจํานวน
๓ แหล่ง บริเวณเขาห้วยแห้งและเขาน้ําพราย อําเภอห้วยยอดและบ้านหนองปรือ ตําบลหนองปรือ อําเภอรัษฎา
มีเน้ือท่ีรวมทั้งสิ้น ๐.๗๔ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสํารองแร่ที่มีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ ๑๔๐ ล้านเมตริกตัน
ปัจจุบันยังไมม่ กี ารผลติ หนิ ปนู เพือ่ อุตสาหกรรมซเี มนต์
๑๐.๑.๒ หินปนู เพื่ออตุ สาหกรรมก่อสร้าง
หินปูนเพ่ือการก่อสร้างมักพิจารณาถึงลักษณะทางกายภาพเป็นส่วนใหญ่ เช่น การดูดซึมน้ํา
ความคงทนต่อการบดย่อยให้เป็นก้อนด้วยแรงบดกระแทก ความคงทนต่อการย่อยบดภายใต้แรงกดดันท่ีไม่คงท่ี
ความคงทนต่อการขดั ถูและแรงบดกระแทกใหเ้ หลีย่ มหาย ความมันของผิวภายใต้แรงขดั ถู สําหรับค่ามาตรฐานที่ใช้
ในการกําหนดให้เป็นหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมก่อสร้างในที่น้ีกําหนดให้มีปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3)
นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ ๙๐ หรอื มปี รมิ าณแคลเซียมออกไซด์ (CaO) น้อยกว่ารอ้ ยละ ๕๐.๔๒
แหล่งหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างในจังหวัดตรัง กระจายตัวเป็นบริเวณกว้างทางด้านทิศ
เหนือของจังหวัด ในเขตอําเภอห้วยยอด อําเภอรัษฎา อําเภอปะเหลียน อําเภอเมือง อําเภอสิเกา และอําเภอ
วังวิเศษ แหล่งหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างในจังหวัดตรังที่พบมีทั้งหมดจํานวน 38 แหล่ง มีเน้ือท่ีรวมท้ังส้ิน 1
๑๕๔ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสํารองแร่ท่ีมีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ๖๗,๗๕๐ ล้านเมตริกตัน มีประทานบัตร
เพ่ือทําเหมืองแร่ผลิตหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมจํานวน ๕ แปลงมีเน้ือท่ีรวมกันประมาณ ๔๗๐ ไร่ (๐.๗๕ ตาราง
กิโลเมตร)
ปจั จุบนั แหลง่ หินปูนเพอื่ อุตสาหกรรมกอ่ สรา้ งผลิตใชภ้ ายในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงโดยมีการ
ผลิตเฉลี่ยระหว่างปี ๒๕๔๔-๒๕๔๙ จํานวน ๖๖๗,๘๕๔ เมตริกตัน/ปี ซ่ึงพบว่ามีการผลิตในปี ๒๕๔๙ รวมจํานวน
๕๗๒,๙๔๐ เมตริกตนั คดิ เปน็ มลู ค่า ๔๐,๑๐๕,๘๐๐ บาท
๑๐.๑.๓ หนิ ปนู จําแนกประเภทไมไ่ ด้
แหล่งหนิ ปนู ที่จําแนกประเภทไม่ได้เน่ืองจากไมม่ ีขอ้ มลู ผลวเิ คราะห์ทางเคมี พบบรเิ วณภเู ขาสงู รอยตอ่ กบั
จงั หวัดพัทลุง ทางดา้ นทศิ ตะวนั ตกของอาํ เภอกันตัง บรเิ วณเกาะมกุ ด์ และเกาะเมง ลักษณะแหล่งเปน็ เขาหินปูน
38
ลูกโดดๆ รวมจํานวน ๒๗ แหล่ง มเี น้ือทร่ี วมทัง้ สิ้น ๔๒.๖๕ ตารางกิโลเมตร มปี ริมาณสาํ รองแร่ทม่ี ศี ักยภาพเป็นไป
ได้ประมาณ ๗,๔๒๐ ล้านเมตริกตัน ปจั จุบนั ไมม่ กี ารผลติ แต่อยา่ งใด
๑๐.๑.๔ หินออ่ น
หินอ่อน (marble) เป็นหินแปรชนิดหน่ึงซ่ึงประกอบด้วยแร่แคลไซต์และ/หรือโดโลไมต์เกิดจาก
การแปรสภาพของหินปูนด้วยอิทธิพลของความร้อนและความกดดัน ทําให้หินปูนหลอมและตกผลึกใหม่ มีขนาด
ละเอียดถึงหยาบ โดยปรกติจะมีเน้ือผลึกสม่ําเสมอ ในทางการค้าหรืออุตสาหกรรม หินอ่อนใช้เรียกหินปูนที่มีผลึก
ใดๆ กต็ ามที่สามารถนํามาขัด หรอื ใชก้ ับงานสถาปัตยกรรมทีล่ ะเอียดประณตี หรอื ใชเ้ พ่ือการประดบั ได้
แหล่งหินอ่อนในจังหวัดตรังพบเป็นแนวแคบๆ บริเวณเชิงเขา ในเขตตําบลปากแจ่ม อําเภอห้วยยอด
มีทั้งหมดจํานวน ๙ แหล่ง มีเน้ือท่ีรวมทั้งส้ิน ๔.๒๔ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสํารองแร่ท่ีมีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ
๘๐๐ ลา้ นเมตรกิ ตัน
๑๐.๑.๕ ทรายก่อสรา้ ง
แหลง่ ทรายเพ่ือการก่อสร้างในจังหวัดตรัง ส่วนใหญ่พบกระจายตัวอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มนํ้าและที่ราบเชิงเขา
ในบริเวณตอนกลางของจังหวัด มีท้ังหมดจํานวน 9 แหล่ง ซ่ึงสามารถแบ่งแหล่งทรายได้ ๒ ประเภท คือ ประเภทท่ี ๑
แหลง่ ทรายแม่น้ํา คือ ทรายทด่ี ดู ไดจ้ ากทางนํ้าสายหลกั และคลองต่างๆ มีจํานวน ๕ แหล่ง และประเภทที่ ๒ แหล่ง
ทรายบก คือ ทรายที่พบตามท่รี าบเชงิ เขาและหบุ เขา หรือทรายตามขุมเหมอื งแรด่ บี ุกเก่า มจี าํ นวน ๔ แหล่ง
เหมืองหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมกอ่ สรา้ งทเี่ ขานาํ้ พราย อาํ เภอหว้ ยยอด
39
ตารางที่ ๖ แสดงแหลง่ ทรายแม่นํา้ ทเี่ คยมกี ารผลิตของจงั หวดั ตรัง สถานภาพ
ดดู ทรายตามแนวลาํ น้ํา
ลาํ ดับ ชอื่ แหลง่ ที่ตั้ง (ตาํ บล อาํ เภอ) ดดู ทรายตามแนวลาํ นํ้า
๑ แม่นํ้าตรงั ท้องทตี่ ําบลต่าง ๆของอาํ เภอเมอื ง หว้ ยยอด และวงั วิเศษ ดดู ทรายตามแนวลาํ น้าํ
๒ คลองลําพกิ ุล ต.หนองบอ่ ต.โพรงจระเข้ และ ต.ในควน อ.ย่านตาขาว ดูดทรายตามแนวลํานา้ํ
๓ คลองลาํ ภรู า ต.ปากแจ่ม และต.ลําภูรา อ.หว้ ยยอด ดดู ทรายตามแนวลําน้ํา
๔ คลองชอ่ ง ต.ชอ่ ง อ.นาโยง
๕ คลองลาํ ปลอก และ ต. ปะเหลียน และ ต.ทา่ พญา อ.ปะเหลยี น
คลองปะเหลียน
ตารางที่ ๗ แสดงแหลง่ ทรายตามขุมเหมืองแรด่ บี ุกเก่าในจังหวดั ตรงั
ลาํ ดับ ช่อื แหลง่ ท่ีตง้ั ปรมิ าณทราย
(ตาํ บล อําเภอ) (ลกู บาศกเ์ มตร)
๑ บ้านวังสมบรู ณ์ใน อ.ห้วยยอด ๕๕,๑๒๕
๒ บา้ นวงั สมบรู ณ์ อ.หว้ ยยอด ๔๕๑,๖๙๐
๓ บา้ นนํา้ พราย ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด ๑๔๑,๒๔๑
๔ บ้านหนิ แทน่ ต.หว้ ยยอด อ.หว้ ยยอด ๑๓๖,๔๐๐
รวม ๘๕๖,๔๔๕
หมายเหตุ : ปริมาณทรายทแี่ สดงในตาราง เปน็ ทรายทีย่ งั ไมไ่ ดท้ ําการรอ่ นคดั ขนาด
๑๐.๒ กลุ่มแรเ่ พ่ือสนับสนุนเศรษฐกจิ และอุตสาหกรรม
๑๐.๒.๑ แร่ดบี กุ และทงั สเตน
แรด่ บี ุกทพ่ี บมากในประเทศไทย เป็นแร่แคสซิเทอไรต์ (Cassiterite)มีสูตรเคมีเป็น SnO2 ซ่งึ มีSn ๗๘.๖ %
๐๒๑.๔ % อาจมีธาตุเหล็ก โคลัมเบียม และแทนตาลัม ปนอยู่บ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่มีสีดําหรือนํ้าตาลแก่
แร่ดีบุกส่วนใหญ่จะถลุงเอาโลหะส่งไปจําหน่ายต่างประเทศ มีเพียงบางส่วนที่ใช้ในประเทศส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตตะก่ัว
บัดกรี ใช้ผสมสังกะสี และพลวงในการชุบแผ่นสังกะสีมุงหลังคา ใช้ทํากระป๋องบรรจุอาหาร ผสมทองแดงเพ่ือทํา
ทองบรอนซ์ เป็นตน้
แหล่งแร่ดีบุกและทังสเตนในจังหวัดตรังเกิดสะสมตัวบริเวณเชิงเขาและหุบเขาในเขตอําเภอห้วยยอด
และบางบริเวณทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอําเภอเมือง แหล่งแร่ดีบุกและทังสเตนในจังหวัดตรังท่ีพบมีเพียง
จํานวน ๒ แหล่ง มีเน้ือท่ีรวมทั้งสิ้น ๗๕.๔ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสํารองแร่ที่มีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ
๓,๖๑๙ เมตริกตนั แหล่งแรน่ ี้เคยมปี ระทานบตั รและคําขอประทานบัตรถึง ๑๔๓แปลง แต่ปัจจุบันการผลิตแร่ดีบุก
และทงั สเตนไดห้ ยดุ กจิ การทง้ั หมดแลว้ โดยไดห้ ยุดดาํ เนินการมาตง้ั แต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔
40
๑๐.๒.๒ หนิ ปนู เพ่อื อตุ สาหกรรมเคมี
หินปูนท่ีมีความเหมาะสมต่ออุตสาหกรรมเคมี เป็นหินปูนที่มีความบริสุทธ์ิค่อนข้างสูงโดยนําไปใช้ใน
อุตสาหกรรมอาหาร ยา อุตสาหกรรมเคมีต่างๆ สารตัวเติม สี และกระดาษ เกณฑ์มาตรฐานที่นํามาใช้ในการ
กําหนดให้เป็นหนิ ปูนเพื่ออุตสาหกรรมเคมี คือมีค่าองค์ประกอบของแคลเซียมออกไซด์มากกว่าร้อยละ ๕๕.๔ หรือ
มีปรมิ าณของแคลเซยี มคารบ์ อเนตมากกวา่ รอ้ ยละ ๙๙ และมคี ่ามลทนิ ขององคป์ ระกอบตัวอนื่ ๆ ต่ํา
แหล่งหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมเคมีในจังหวัดตรังพบเพียงแหล่งเดียว คือ บริเวณเขาโต๊ะบัน ตําบลสิเกา
อําเภอสิเกา ลักษณะพื้นท่ีแหล่งเป็นเขาลูกโดดๆ ตั้งอยู่ใกล้แม่นํ้า (คลองโต๊ะบัน) มีเน้ือท่ี ๐.๐๖๒ ตารางกิโลเมตร
มีปริมาณสํารองแร่ที่มีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ ๑๓.๖ ล้านเมตริกตัน ปัจจุบันแหล่งดังกล่าวยังไม่มีการขอ
ประทานบัตรทาํ เหมอื งหินปนู เพื่ออตุ สาหกรรมเคมี
๑๐.๒.๓ หนิ ปูนเพอ่ื อุตสาหกรรมอืน่ ๆ
หินปูนที่มีความเหมาะสมต่ออุตสาหกรรมอ่ืนๆ เป็นหินปูนที่มีความบริสุทธ์ิปานกลาง มีองค์ประกอบทาง
เคมีมีส่วนประกอบของแคลเซียมออกไซด์มากกว่าร้อยละ ๕๓.๒ หรือมีปริมาณของแคลเซียมคาร์บอเนตร้อยละ
๙๕ และมีค่ามลทินของ SiO2 มากกว่าร้อยละ ๑ ส่วนใหญ่จะนําไปใช้ในการทําปูนขาวสําหรับปรับสภาพนํ้าและ
อากาศ และใช้ในอตุ สาหกรรมการเกษตร เปน็ ต้น
แหล่งหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ในจังหวัดตรัง กระจายตัวส่วนใหญ่บริเวณเขาสูง-เขาแหลม
อําเภอรัษฎา เขาถ้ําทะลุและเขาน้ําพราย พบบริเวณกลุ่มเขาลิพัง เขาโต๊ะล่วง เขาบาดหลุด เขาในวัง อําเภอปะเหลียน
และพบเป็นหย่อมแคบๆ (เขาโดดๆ) บริเวณท่ีราบอําเภอเมือง แหล่งหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมอื่นๆ ในจังหวัดตรังที่
พบท้ังหมดมีจํานวน ๑๗ แหล่ง มีเน้ือท่ีรวมท้ังสิ้น ๑๒.๖๒ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสํารองแร่ท่ีมีศักยภาพเป็นไป
ไดป้ ระมาณ ๓,๓๕๘ ล้านเมตรกิ ตัน
๑๐.๒.๔ แรเ่ ฟลดส์ ปาร์
แร่เฟลด์สปาร์ เป็นแร่ประกอบหินชนิดหน่ึง อยู่ในกลุ่มแร่ซิลิเกตซึ่งมีธาตุอะลูมิเนียมโพแทสเซียม
โซเดียม และแคลเซียม เป็นส่วนประกอบที่สําคัญ แร่เฟลด์สปาร์ท่ีพบในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
แร่โพแทสเฟลด์สปาร์ เป็นแร่ท่ีมีส่วนประกอบเป็นสารพวกโพแทสเซียมออกไซด์(K2O) และแร่โซเดียมเฟลด์สปาร์
เป็นแรท่ ่มี ีส่วนประกอบเป็นพวกโซเดยี มออกไซด์ (NaO)
ประโยชน์ของแร่เฟลด์สปาร์ สว่ นใหญจ่ ะใชใ้ นอตุ สาหกรรมเซรามิก โดยใชเ้ ป็นเครอ่ื งเคลอื บซงึ่ จะนาํ ไป
ผสมกบั ดนิ เคลยแ์ ละแรค่ วอตซ์ เมือ่ เผาทอ่ี ุณหภมู ิสงู ๆ เฟลด์สปาร์จะหลอมละลายและจะเป็นตัวเช่ือมโยงในเครอื่ ง
เคลือบ นอกจากนยี้ ังใชใ้ นอตุ สาหกรรมเคร่ืองแกว้ อกี ดว้ ย
แหล่งแร่เฟลด์สปาร์ในจังหวัดตรังพบเพียง ๑ แหล่ง คือ บริเวณด้านทิศตะวันออกของบ้านในเหยา
ตําบลห้วยยอด อําเภอห้วยยอด เป็นเนินเขาท่ีต้ังอยู่ในบริเวณเชิงเขาลี คลอบคลุมเน้ือท่ี ๐.๑๔ ตารางกิโลเมตร มี
ปริมาณสํารองแร่ท่ีมีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ ๑๖,๖๕๓ เมตริกตัน แหล่งแร่เฟลด์สปาร์ ดังกล่าว มีประทานบัตร
๑ แปลง เนอ้ื ที่ ๘๙ ไร่ มีการผลิตในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ ได้แร่จํานวน ๑,๙๖๐ เมตริกตัน ปัจจุบันเหมือง
แร่เฟลด์สปารไ์ ดห้ ยดุ การไปแล้ว
41
๑๐.๒.๕ ทรายแก้ว
ทรายแก้ว หรอื ทรายอุตสาหกรรม เป็นสนิ แร่ท่ีใช้ประโยชน์ในการทําเคร่ืองแก้ว กระจกชนิดต่างๆ ใช้ใน
อตุ สาหกรรมเซรามกิ อุตสาหกรรมหลอ่ โลหะ อตุ สาหกรรมเคมี และอตุ สาหกรรมอืน่ ๆ เช่นทํากระดาษทราย ทําอิฐ
ทนไฟ ทําทรายพ่นสําหรับถลุงเอาธาตุซิลิกอน คุณสมบัติโดยทั่วไปของทรายแก้วคือ เป็นทรายบริสุทธิ์ สีขาว
สะอาดเป็นส่วนใหญ่ ทีม่ ปี ริมาณ ซลิ กิ าออกไซด์ (SiO2) มากกวา่ ร้อยละ ๙๕ มีสารเจอื ปนอ่นื ๆ เล็กนอ้ ย
แหล่งทรายแก้วในจังหวัดตรัง พบกระจายตัวบริเวณชายหาดทะเลอันดามัน ตั้งแต่อําเภอสิเกา
เป็นแนวยาวขนานกับชายหาดไปจนถึงอําเภอหาดสําราญ มีทั้งหมดจํานวน ๒๔ แหล่ง เนื้อท่ีรวมท้ังส้ิน ๒๕.๖๗
ตารางกโิ ลเมตร มปี รมิ าณสํารองแร่ที่มศี กั ยภาพเป็นไปไดป้ ระมาณ ๕๑ ล้านเมตริกตัน
ตารางที่ ๘ แสดงแหลง่ ทรายแกว้ ตามแนวชายฝัง่ ทะเล จงั หวดั ตรัง
ลําดับ บรเิ วณพน้ื ที่ เน้อื ที(่ ตารางกโิ ลเมตร) ปริมาณสาํ รอง(ล้านเมตรกิ ตนั )
๑ บา้ นแหลมมะขาม ต.เขาไม้แกว้ อ.สเิ กา ๐.๑๗๑ ๐.๓๘๕
๒ บา้ นแหลมมะขาม อ.ย่านตาขาว ๐.๘๐๒ ๑.๘๐๕
๓ บ้านปากคลอง อ.ย่านตาขาว ๐.๓๐๑ ๐.๖๗๖
๔ บา้ นปากคลอง อ.ย่านตาขาว ๐.๙๕๘ ๒.๑๕๕
๕ หาดหัวหิน ต.บ่อหนิ อ.สเิ กา ๐.๙๔๕ ๒.๑๒๖
๖ หาดคลองสน ต.บ่อหิน อ.สเิ กา ๐.๙๖๖ ๒.๒๔๑
๗ หาดคลองสน ต.บอ่ หนิ อ.สเิ กา ๐.๖๑๘ ๑.๓๙๐
๘ บ้านพรจุ ูด ต.บอ่ หนิ อ.สิเกา ๑.๐๐๑ ๒.๒๕๒
๙ หาดราชมงคล อ.สิเกา ๑.๙๑๗ ๔.๓๑๓
๑๐ บ้านคลองสาํ อาง อ.สิเกา ๑.๒๒๕ ๒.๗๕๖
๑๑ หาดราชมงคล อ.สิเกา ๑.๒๗๔ ๒.๘๖๖
๑๒ อา่ วปากเมง ต.ไมฝ้ าด อ.สิเกา ๐.๓๕๔ ๐.๗๙๗
๑๓ อ่าวปากเมง ต.ไมฝ้ าด อ.สเิ กา ๐.๑๒๒ ๐.๒๗๔
๑๔ หาดปากเมง ต.ไมฝ้ าด อ.สเิ กา ๐.๑๘๗ ๐.๔๒๑
๑๕ หาดปากเมง ต.ไมฝ้ าด อ.สิเกา ๐.๘๔๘ ๑.๙๐๗
๑๖ บา้ นหวั ถนน ต.นาพละ อ.เมอื ง ๐.๐๔๘ ๐.๑๐๗
๑๗ หาดฉางหลาง อ.สิเกา ๐.๙๔๗ ๒.๑๓๐
๑๘ หาดฉางหลาง อ.สเิ กา ๑.๓๑๘ ๐.๐๖๕
๑๙ หาดฉางหลาง อ.สเิ กา ๐.๘๕๑ ๑.๙๑๐
๒๐ แหลมหยงหลํา ต.ไม้ฝาด อ.สเิ กา ๓.๐๕๕ ๖.๘๗๐
๒๑ แหลมหยงหลาํ ต.ไม้ฝาด อ.สเิ กา ๐.๒๑๔ ๐.๔๘๐
๒๒ หาดเจ้าไหม ต.ไม้ฝาด อ.สเิ กา ๕.๕๑๔ ๑๒.๔๐๐
๒๓ บา้ นทา่ ส้ม ต.บอ่ นํา้ ร้อน อ.กันตงั ๑.๖๓๒ ๐.๐๗๐
๒๔ บ้านนํา้ ราบ ต.บางสัก อ.กนั ตงั ๐.๓๗๔ ๐.๘๔๐
รวม ๒๕.๖๗๓ ๕๑.๒๓๖
42
๑๐.๓ กลุม่ แร่เพือ่ การเกษตร
แร่โดโลไมต์
โดโลไมต์ โดยทวั่ ไปเปน็ แร่ท่ีเกดิ จากการแทนทข่ี องธาตุแมกนเี ซยี มในหินปนู มอี งคป์ ระกอบทางเคมีเป็น
CaMg(CO3)2 ความแขง็ ๓.๕-๔ ความถ่วงจําเพาะ ๒.๘๕ มีความวาวคล้ายแกว้ บางชนิดคล้ายมกุ สีชมพู สเี น้ือ
สขี าวเทา เขยี ว น้ําตาล ดํา หรืออาจไมม่ ีสี เน้อื แรม่ ีท้ังโปร่งใสและโปร่งแสง พบในหินปูนโดโลมิตกิ (dolomitic
limestone) หรือในหนิ ออ่ นโดโลมติ ิก (dolomitic marble)
ใช้สําหรบั การบุเตาถลงุ เหล็ก ใช้เป็นหินกอ่ สรา้ งหรือหินประดบั ใช้ในอุตสาหกรรมทําแกว้ บางชนิด
เชน่ แกว้ แผน่ และสาํ หรบั ในประเทศไทยในปจั จุบนั ยังใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม เชน่ ใชเ้ ป็นวัสดุสําหรบั ปรับสภาพน้าํ
ในการเลย้ี งกงุ้ เปน็ ต้น
แหลง่ แรโ่ ดโลไมตใ์ นจังหวดั ตรัง พบกระจายตัวบรเิ วณทางดา้ นทศิ เหนอื และบรเิ วณตอนกลางของจงั หวัด
บริเวณทางด้านทิศตะวันตกเฉยี งเหนือและตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องอําเภอวงั วิเศษ และบรเิ วณทางดา้ นทิศตะวันออกเฉยี งเหนือ
ของบ้านลําปลอก อาํ เภอปะเหลียน มีทง้ั หมดจํานวน ๓๖ แหล่ง เนื้อท่รี วมทัง้ ส้ิน ๓๖ ตารางกโิ ลเมตร มปี ริมาณ
สํารองแรท่ ีม่ ศี กั ยภาพเปน็ ไปไดป้ ระมาณ ๑.๕๔ ล้านเมตรกิ ตนั มปี ระทานบตั รท้ังหมดรวม ๒ แปลง มเี น้ือที่รวมกนั
ประมาณ ๒๔๓ ไร่ (๐.๓๙ ตารางกิโลเมตร) ปจั จบุ นั เปดิ ทําการทัง้ ๒ แปลง
การผลติ โดโลไมตใ์ นจงั หวัดตรังส่วนใหญใ่ ชป้ ระโยชน์ในทางเกษตรกรรม เช่น ใชเ้ ป็นวัสดุ
สาํ หรบั ปรบั สภาพนํ้าในการเลี้ยงกงุ้ และใชเ้ ปน็ วตั ถุดิบในการทาํ ปยุ๋ โดยมกี ารผลิตเฉลย่ี ระหวา่ งปี ๒๕๔๔ -
๒๕๔๙ จํานวน ๕,๘๔๑ เมตรกิ ตนั /ปี ซึง่ พบว่ามีกาํ ลังการผลติ ในปี ๒๕๔๙ รวมจาํ นวน ๒๔,๒๔๙ เมตริกตนั /ปี
คิดเปน็ มูลค่า ๘,๔๘๗,๑๕๐ บาท
เขาลกู โดดบรเิ วณบ้านนาตาล่วง อาํ เภอเมืองตรัง ที่หินปนู มีคุณสมบตั เิ ปน็ โดโลไมต์
43
๑๐.๔ กลมุ่ แร่พลังงาน
ถา่ นหนิ
ถ่านหินเกิดจากการทับถมกันของซากพืชตามธรรมชาติเป็นเวลานานนับล้านปีจนถึงร้อยล้านปีเมื่อได้รับ
แรงกดดันและความรอ้ น รวมทั้งการกระทําของจุลินทรีย์จะทําให้ซากพืชเหล่าน้ันเปล่ียนแปลงไปเป็นสารประกอบ
คารบ์ อนเกดิ เปน็ ชัน้ ของถา่ นหิน
ถา่ นหินนํามาใช้ประโยชนเ์ พื่อเปน็ เช้ือเพลิงเป็นส่วนใหญ่ เช่น เป็นเช้ือเพลิงเพ่ือการผลิตกระแสไฟฟ้า การ
ถลุงโลหะ การผลิตปูนซีเมนต์ บ่มใบยาสูบ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้หม้อนํ้าร้อนใน
กระบวนการ
แหล่งถา่ นหินในจังหวดั ตรงั พบเพียงแห่งเดียวบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอําเภอกันตังคลอบคลุมเนื้อท่ี
๒๗.๒๙ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสํารองแร่ท่ีมีศักยภาพเป็นไปได้ประมาณ 3.42 ล้านเมตริกตัน มีประทานบัตร
๑ แปลง เคยมีการผลิตในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๖ รวม ๙,๕๙๐ เมตริกตันปัจจุบันเหมืองถ่านหินนี้ได้หยุด
กิจการไปแล้ว
๑๑.๑ ทรัพยากรแร่
๑๑.๑.๑ พนื้ ทแ่ี หลง่ แรจ่ งั หวดั ตรงั
จังหวัดตรังมีแหล่งทรัพยากรแร่ท่ีสําคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ดีบุก ทรายแก้ว ถ่านหิน หินอ่อน โดโลไมต์
และหินปูน นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรธรณีอีกประเภทหน่ึง คือ ทรายก่อสร้าง โดยแหล่งแร่ดังกล่าวมีประทานบัตร
ทําเหมืองแร่ท่ียังไม่ส้ินอายุ ๑๐ แปลง เป็นประทานบัตรหยุดการ ๕ แปลง ขอต่ออายุ ๑ แปลง และเปิดการ ๔ แปลง
(โดโลไมต์ ๑ แปลง) โดโลไมตแ์ ละหนิ อุตสาหกรรมก่อสร้างชนดิ หนิ ปนู ๑ แปลง หนิ อตุ สาหกรรมชนิดหินปูน ๔ แปลง
เฟลด์สปาร์ ๑ แปลง และหินอ่อน ๑ แปลง) คําขอประทานบัตร ทําเหมืองแร่ ๑๑ แปลง (หินอ่อน ๑ แปลง
หินอุตสาหกรรมก่อสร้างชนิดหินปูน ๑๐ แปลง) เมื่อคิดในเชิงพ้ืนท่ีแล้ว พื้นท่ีแหล่งแร่ในจังหวัดมีเน้ือที่ท้ังหมด
๓๕๒.๕๐ ตารางกโิ ลเมตร หรอื คดิ เปน็ ๗.๑๗ % ของเนอื้ ทจ่ี ังหวดั
๑๑.๑.๒ หลักเกณฑแ์ ละปจั จยั ทใ่ี ช้ในการจาํ แนกเขตทรัพยากรแร่
ปจั จัยที่ใช้ในการจําแนกเขตทรัพยากรแร่ ได้แก่ พื้นที่แหล่งแร่ นํามาพิจารณาร่วมกับพื้นท่ีหวงห้ามเข้า
ใช้ประโยชน์ พื้นที่ที่ผ่อนผันให้เข้าทําประโยชน์ได้เป็นกรณีพิเศษ และพื้นท่ีท่ีอนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ได้ ซึ่งข้อมูลพื้นที่
ตา่ งๆ เหล่านีป้ ระกอบดว้ ย เขตอุทยานแหง่ ชาติ เขตวนอทุ ยาน เขตรกั ษาพันธ์สุ ตั ว์ปา่ เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่า เขตการใช้
ประโยชน์ทรัพยากรและท่ีดินป่าไม้ในพ้ืนท่ีป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ําชั้นที่ ๑ เขตปฏิรูปท่ีดินเพื่อการเกษตร
เขตป่าชายเลน เขตประกาศตามมาตรา ๖ ทวิ และ ๖ จัตวา ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เขตประกาศ
แหล่งหินอุตสาหกรรม เขตประทานบัตร และเขตคําขอประทานบตั ร
โดยท่ี พืน้ ท่ีแหล่งแร่ หมายถงึ พนื้ ที่ซ่ึงมีแหล่งแรห่ รือแหลง่ สนิ แรช่ นดิ เดยี วหรอื หลายชนดิ
รวมถงึ พน้ื ที่คาํ ขอประทานบตั รและประทานบตั รด้วย
44
ตารางท่ี ๙ แสดงพ้ืนทแี่ หล่งแรใ่ นจงั หวัดตรัง ปรมิ าณสํารอง
(ลา้ นเมตรกิ ตนั )
ชนิดแร่ เน้อื ท่ีแหล่งแร่
๓,๖๑๙**
ตร.กม. (ไร่) ๔๙
๓
ดบี ุก ๗๕.๔๐ (๔,๗๑๒๕) ๘๐๓
ทรายแก้ว ๒๔.๙๖ (๑๕,๖๐๐) ๑,๕๔๐
๖๗,๗๕๐
ถ่านหิน ๒๗.๒๙ (๑๗,๐๕๖)
๑๔
หนิ อ่อน ๔.๒๔ (๒,๖๕๐) ๑๓๙
๓,๓๕๘
โดโลไมต์ ๑๐.๖๖ (๖,๖๖๓) ๗,๔๒๐
หนิ ปูนเพ่ืออตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง ๑๕๓.๘๙ (๙๖,๑๘๑)
หินปูนเพ่อื อตุ สาหกรรมเคมี ๐.๐๖ (๓๘)
หินปูนเพื่ออตุ สาหกรรมซีเมนต์ ๐.๗๔ (๔๖๓)
หนิ ปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมอื่น ๆ ๑๒.๖๒ (๗,๘๘๘)
หินปนู ทจ่ี ําแนกประเภทไมไ่ ด้ ๔๒.๖๕ (๒๖,๖๕๖)
รวม ๓๕๒.๕๐ (๒๒๐,๓๑๓)
หมายเหตุ : ** มหี นว่ ยเป็นเมตรกิ ตัน
๑๑.๑.๓ ผลการจําแนกเขตทรัพยากรแร่
ผลการจาํ แนกพนื้ ทแ่ี หล่งแร่ในจงั หวัดตรัง สามารถจําแนกได้เป็น ๓ เขต
เขตสงวนทรพั ยากรแรม่ จี าํ นวนแหล่งแรท่ ้งั หมด ๗๕ แหลง่ โดยแหล่งแร่ดบี ุกพบอยู่ในเขต
รักษาพันธสุ์ ตั ว์ป่าเขาบรรทัดและเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ส่วนแร่ทรายแก้วพบอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเจ้าไหม
ส่วนแหล่งแร่หินอ่อนพบอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขานํ้าพราย แหล่งหินปูน
เพ่ืออุตสาหกรรมอื่นๆ พบอยูในเขตอุทยานแห่งชาติ เขาปู่-เขาย่า ส่วนแหล่งหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมซีเมนต์พบอยู่
ในเขตห้ามลา่ สตั ว์ปา่ เขาน้าํ พราย และอทุ ยานแห่งชาตเิ ขาป-ู่ เขายา่ แหล่งหินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมก่อสร้างพบอยู่ใน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขานํ้าพราย และอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ส่วนแหล่งหินปูนท่ี
จําแนกประเภทไม่ได้พบอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบงอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า
แหล่งแรโ่ ดโลไมตพ์ บอยูใ่ นเขตอุทยานแห่งชาตหิ าดเจ้าไหม และแหลง่ ถ่านหนิ พบอย่ใู นเขตหา้ มล่าสตั ว์ปา่ เกาะลบิ ง
เขตอนุรักษ์ทรพั ยากรแรม่ จี าํ นวนแหลง่ แรท่ ง้ั หมด ๓๑๑ แหลง่ โดยแหลง่ แรด่ บี ุกพบอยู่ใน
เขตลมุ่ น้ําช้นั ท่ี ๑ เขตปฏิรปู ทด่ี นิ เพอื่ การเกษตร และปา่ อนรุ กั ษ์เพมิ่ เตมิ ตามมติคณะรฐั มนตรี ส่วนแหล่งแรท่ รายแกว้
พบอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพ่อื การเกษตร เขตปา่ อนรุ ักษเ์ พม่ิ เตมิ ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี และเขตปา่ ชายเลน เขตเศรษฐกิจ ก
แหล่งหินออ่ นพบอย่ใู นเขตลุม่ นํ้าชั้นท่ี ๑ เขตปฏิรปู ทด่ี ินเพ่อื การเกษตร และเขตปา่ อนรุ ักษ์เพมิ่ เติมตามมติคณะรฐั มนตรี
ส่วนแหลง่ แรโ่ ดโลไมต์พบอยู่ในเขตลมุ่ นํา้ ชนั้ ที่ ๑ เขตปฏิรปู ทีด่ ินเพ่อื การเกษตร และเขตปา่ อนุรักษ์เพ่ิมเติมตามมติ
คณะรฐั มนตรี แหลง่ หินปูนเพอื่ อุตสาหกรรมเคมพี บอยู่ในเขตปา่ ชายเลนเขตเศรษฐกิจ ก สว่ นแหล่งหินปูนเพอื่
อตุ สาหกรรมซเี มนต์พบอยู่ในเขตลมุ่ นํ้าช้นั ท่ี ๑ และเขตปฏิรูปที่ดนิ เพือ่ การเกษตร แหลง่ หินปนู เพื่ออตุ สาหกรรม
กอ่ สร้างพบอยู่ในเขตลุ่มนํ้าช้ันท่ี ๑ เขตปฏิรปู ท่ดี นิ เพือ่ การเกษตร และเขตป่าอนรุ กั ษเ์ พ่ิมเตมิ ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี
ส่วนแหล่งหินปนู เพ่อื อตุ สาหกรรมอ่นื ๆ
45
พบอย่ใู นเขตลุ่มน้ําชน้ั ที่ ๑ เขตปฏริ ปู ท่ีดินเพ่ือการเกษตร และเขตปา่ อนรุ กั ษ์เพ่ิมเตมิ ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี
แหล่งหินปูนทจี่ าํ แนกประเภทไม่ได้พบอยูใ่ นเขตลุ่มนํา้ ชั้นที่ ๑ เขตปฏริ ปู ทีด่ ินเพื่อการเกษตร เขตปา่ อนุรักษ์
เพิม่ เตมิ ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี และเขตป่าชายเลนเขตเศรษฐกิจ ก
ตารางท่ี ๑๐ แสดงเขตสงวนทรัพยากรแร่ จงั หวดั ตรัง
ชนิดแร่ จํานวนแหลง่ เนือ้ ทแี่ หลง่ แรร่ วม ปริมาณสาํ รอง
ตร.กม. (ไร)่ (ลา้ นเมตริกตนั )
รวม
๒๑.๗๕ (๑,๓๕๙๔) ๑,๐๔๕**
ดีบุก ๒๔ ๑๒.๗๙ (๗,๙๙๔) ๒๒
๒๗๒.๙๐ (๑๗๐,๕๖๓) ๓
ทรายแก้ว ๑๑ ๑๘๙
๐.๘๔ (๕๒๕) ๔๔
ถ่านหนิ ๑ ๐.๓๓ (๒๐๗)
๙๓.๒๓ (๕๘,๒๖๙) ๔๗,๘๖๗
หนิ อ่อน ๔ ๐.๑๗ (๑๐๖) ๓๓
๓.๒๔ (๒,๐๒๕) ๙๑๔
โดโลไมต์ ๒ ๓๗.๐๗ (๒๓,๑๖๙)
๘๕.๗๘ (๕๓๖๑๓) ๖,๘๒๓
หินปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมกอ่ สร้าง ๑๑
หินปนู เพื่ออตุ สาหกรรมซเี มนต์ ๒
หนิ ปนู เพื่ออตุ สาหกรรมอื่น ๆ ๖
หินปนู ทจี่ ําแนกประเภทไมไ่ ด้ ๑๔
รวม ๗๕
หมายเหตุ : ** มหี น่วยเปน็ เมตรกิ ตัน
ตารางท่ี ๑๑ แสดงเขตอนรุ ักษ์ทรัพยากรแร่ จงั หวัดตรงั
ชนิดแร่ จํานวนแหลง่ เนอ้ื ที่แหลง่ แรร่ วม ปริมาณสาํ รอง
ตร.กม. (ไร)่ (ล้านเมตรกิ ตนั )
รวม
๑๖.๐๐ (๑๐,๐๐๐) ๗๖๘**
ดีบกุ ๔๔ ๒.๐๘ (๑,๓๐๐) ๕
๑.๗๒ (๑,๐๗๕) ๓๓๓
ทรายแกว้ ๗๕ ๗.๕๖ (๔,๗๒๕) ๘๘๗
ถ่านหนิ ๑๘ ๐.๑๓ (๘๑) ๑๗,๗๐๔
๐.๐๘ (๕๐) ๓
หนิ อ่อน ๒๐ ๔๙.๔๘ (๓๐,๙๒๕) ๑๕
๓.๔๕ (๒,๑๕๖)
โดโลไมต์ ๑ ๕.๓๙ (๓,๓๖๙) ๒,๐๙๑
๘๕.๗๘ (๕๓,๖๑๓) ๕๑๓
หนิ ปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง ๒
หนิ ปนู เพ่อื อุตสาหกรรมซเี มนต์ ๑๑๙
หินปนู เพื่ออตุ สาหกรรมอ่ืน ๆ ๑๒
หินปูนท่ีจาํ แนกประเภทไม่ได้ ๒๐
รวม ๓๑๑
หมายเหตุ : ** มีหน่วยเป็นเมตรกิ ตัน
46
ตารางที่ ๑๒ แสดงเขตพฒั นาทรัพยากรแร่ จงั หวัดตรัง ปรมิ าณสํารอง
(ลา้ นเมตริกตนั )
ลาํ ดบั ชนดิ แร่ ช่อื พนื้ ทีแ่ หล่งแร่ เน้ือทแ่ี หลง่ แร่
ตร.กม. (ไร)่ ๒๘
๑ โดโลไมต์ บ้านบางลลี า ๐.๒๔ (๑๕๐) ๑๙
๒ โดโลไมต์ เขาโพธโิ์ ทน ๐.๑๖ (๑๐๐) ๔๖
๓ โดโลไมต์ เขาเพดาน ๐.๕๑ (๓๑๙) ๔๘
๔ โดโลไมต์ เขาจอมแหลม ๐.๒๕ (๑๕๖) ๒๔
๕ โดโลไมต์ บ้านวังปด ๑ ๐.๑๖ (๑๐๐) ๕๒
๖ โดโลไมต์ บ้านวงั ปอ ๒ ๐.๓๓ (๒๐๖) ๑๙
๗ โดโลไมต์ บา้ นหนองชา้ งแล่น ๐.๑๓ (๘๑) ๔๑
๘ โดโลไมต์ บา้ นคลองมวน ๐.๒๘ (๑๗๕) ๖๗
๙ โดโลไมต์ เขานางประหลาด ๐.๖๕ (๔๐๖) ๒๑
๑๐ โดโลไมต์ เขาชา้ งหาย ๐.๑๔ (๘๘) ๑๐
๑๑ โดโลไมต์ บา้ นป่าหมาก ๐.๑๑ (๖๙) ๖๘
๑๒ โดโลไมต์ บา้ นเหนือ ๐.๕๔ (๓๓๘) ๒๕
๑๓ โดโลไมต์ บา้ นกลาง ๐.๒๒ (๑๓๘) ๗๓
๑๔ โดโลไมต์ บา้ นหัวเขา ๐.๔๙ (๓๐๖) ๘
๑๕ โดโลไมต์ วัดหวั เขา ๐.๑ (๖๓) ๓๗
๑๖ หินปูนเพ่อื อตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง ควนยอ ๐.๑๘ (๑๑๓) ๙๒
๑๗ หินปูนเพื่ออตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง บา้ นทุ่งปง ๐.๓๖ (๒๒๕) ๑๔
๑๘ หินปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมกอ่ สรา้ ง บ้านควนสงฆ์ ๐.๑๓ (๘๑) ๑๘
๑๙ หินปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมกอ่ สร้าง บ้านหนองปรอื ๐.๑๖ (๑๐๐) ๗
๒๐ หนิ ปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมก่อสร้าง บา้ นเขานยุ้ ๐.๑๑ (๖๙) ๔๓
๒๑ หนิ ปูนเพื่ออุตสาหกรรมกอ่ สรา้ ง ตะวันตกของเขาเจ็ดยอด ๐.๒ (๑๒๕) ๕๙
๒๒ หินปูนเพอ่ื อุตสาหกรรมกอ่ สร้าง บา้ นวังสมบูรณ์ ๐.๑๓ (๘๑) ๔๖๘
๒๓ หนิ ปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง บา้ นควนตัง ๑ ๑.๓๙ (๘๖๙) ๓๖
๒๔ หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมกอ่ สร้าง เขานาเหนือ ๐.๓๙ (๒๔๔) ๖๑๙
๒๕ หนิ ปูนเพอ่ื อุตสาหกรรมก่อสรา้ ง บา้ นเขาหลัก ๑ ๑.๑๘ (๗๓๘) ๖๗
๒๖ หนิ ปูนเพอ่ื อุตสาหกรรมก่อสร้าง ตะวันออกของอ่างเก็บนาํ้ ๐.๒๔ (๑๕๐)
บ้านหนองวา้ ๒๕๘
๒๗ หนิ ปนู เพอ่ื อตุ สาหกรรมกอ่ สร้าง ตะวันออกของเขาโตะ๊ ลว่ ง ๐.๙๓ (๕๘๑) ๔๙๓
๒๘ หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสรา้ ง ตะวันออกเฉียงใตข้ องเขา ๑.๗๘ (๑๑๑๓)
โต๊ะล่วง
47
ตารางที่ ๑๒ แสดงเขตพัฒนาทรพั ยากรแร่ จังหวัดตรัง (ตอ่ ) ปริมาณสํารอง
(ล้านเมตรกิ ตนั )
ลําดบั ชนดิ แร่ ช่อื พ้ืนทแ่ี หล่งแร่ เนอ้ื ทแี่ หล่งแร่
ตร.กม. (ไร)่ ๒๘
๒๙ หินปูนเพ่ืออตุ สาหกรรมก่อสร้าง บา้ นทุ่งปาหนนั ๐.๑ (๖๓) ๒๕๘
๓๐ หนิ ปูนเพ่อื อุตสาหกรรมกอ่ สรา้ ง ตะวันตกของเขาลพิ งั ๐.๙๓ (๕๘๑) ๗๒
๓๑ หนิ ปูนเพือ่ อุตสาหกรรมก่อสรา้ ง ตะวนั ตกของเขาหญา้ ระ ๐.๒๖ (๑๖๓) ๒๐
๓๒ หนิ ปูนเพื่ออตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง เขาหว้ ยแห้ง ๒ ๐.๑๓ (๘๑) ๖๕
๓๓ หินปูนเพอื่ อตุ สาหกรรมกอ่ สรา้ ง บ้านหลักเชือด ๐.๑๕ (๙๔) ๓๓๗
๓๔ หนิ ปูนเพอื่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง บา้ นในอ่าว ๒ ๐.๘๑ (๕๐๖) ๒๐
๓๕ หินปนู เพ่อื อตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง บ้านห้วยเรจ็ ๐.๑๔ (๘๘) ๕๖
๓๖ หนิ ปูนเพอื่ อตุ สาหกรรมซีเมนต์ เขาห้วยแหง้ ๑ ๐.๒๙ (๑๘๑) ๘๓
๓๗ หินปูนเพ่ืออุตสาหกรรมอน่ื ๆ เขานายพนั ๐.๒๙ (๑๘๑) ๕
๓๘ หินปูนเพอื่ อุตสาหกรรมอน่ื ๆ บา้ นควนตงั ๒ ๐.๑ (๖๓) ๘๓
๓๙ หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ บา้ นในอา่ ว ๑ ๐.๒๙ (๑๘๑) ๕
๔๐ หนิ ปูนที่จําแนกประเภทไมไ่ ด้ บ้านโตะ๊ บัน ๐.๑ (๖๓) ๒๔
๔๑ หนิ ปนู ทีจ่ าํ แนกประเภทไม่ได้ บ้านควนตุ้งกู ๐.๓๙ (๒๔๔) ๓๖
๔๒ หินปูนทีจ่ ําแนกประเภทไม่ได้ เกาะลอลอ ๐.๑๗ (๑๐๖) ๑๑
๔๓ หนิ ปูนที่จาํ แนกประเภทไม่ได้ บ้านนากลาง ๐.๑๗ (๑๐๖) ๓๓
๔๔ หินปนู ทจี่ ําแนกประเภทไมไ่ ด้ บ้านควนเมา ๐.๒๗ (๑๖๙) ๒๖
๔๕ หนิ ปูนที่จําแนกประเภทไมไ่ ด้ ควนลางสาด ๑ ๐.๑๕ (๙๔) ๖๒
๔๖ หนิ ปูนท่ีจําแนกประเภทไม่ได้ ควนลางสาด ๒ ๐.๓๖ (๒๒๕) ๔๗
๔๗ หินปนู ทจี่ ําแนกประเภทไม่ได้ บา้ นรอ่ งนํา้ ๐.๒๖ (๑๖๓) ๕
๔๘ หินปนู เพ่อื อตุ สาหกรรมอนื่ ๆ ใต้ของโรงเรยี นเทศบาล ๐.๑๑ (๖๙)
วัดมัชฌมิ ภูมิ ๘๘
๔๙ หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมอ่นื ๆ บา้ นในเขา ๑ ๐.๔ (๒๕๐) ๑๗
๕๐ หินอ่อน ตะวันออกของควนเหมยี ง ๐.๑๓ (๘๑) ๔๑
๕๑ หินออ่ น ใต้เขาลาํ แพะ ๐.๑๙ (๑๑๙) ๒๒
๕๒ หนิ ออ่ น ตะวันออกเฉียงเหนือของ ๐.๑๓ (๘๑)
เขาหลักจัน่ ๑๑๘
๕๓ หินอ่อน ควนเหมยี ง ๐.๕๙ (๓๖๙) ๔๕
๕๔ หินออ่ น บา้ นในเขา ๐.๓๘ (๒๓๘) ๕๙๔***
๕๕ ดีบุก ตะวนั ตกของเขาสงู ๑๒.๓๗ (๗๗๓๑) ๖๕๘**
๕๖ ดีบกุ ทรี่ าบระหวา่ งเขาหน้า ๑๓.๗๑ (๘๕๖๙)
แดง-เขาลาํ แพะ ๑๓**
๕๗ ดีบกุ บ้านในเหยา ๐.๒๗ (๑๖๙)
48
ตารางท่ี ๑๒ แสดงเขตพฒั นาทรัพยากรแร่ จังหวดั ตรัง (ตอ่ )
ลําดบั ชนิดแร่ ชื่อพื้นท่ีแหล่งแร่ เนอ้ื ท่แี หลง่ แร่ ปรมิ าณสาํ รอง
ตร.กม. (ไร่) (ล้านเมตรกิ ตนั )
๕๘ ดบี กุ บ้านนํ้าพราย-บา้ นควน ๑.๑๕ (๗๑๙) ๕๕**
ยาง
๕๙ ดบี ุก ท่รี าบทางตะวันออก ๑๐.๑๑ (๖๓๑๙) ๔๘๕**
เฉียงใต้เขาลาํ แพะ
๖๐ ทรายแก้ว บา้ นบางคา้ งคาว ๐.๑๒ (๗๕) ๒๖๘,๘๙๓**
๖๑ ทรายแกว้ บา้ นแหลมมะขาม ๐.๗๑ (๔๔๔) ๒
๖๒ ทรายแกว้ บ้านดุหนุ ๑ ๐.๑๕ (๙๔)
๖๓ ทรายแกว้ บา้ นหวั หิน ๐.๔๙ (๓๐๖) ๓๓๖,๒๗๙**
๖๔ ทรายแกว้ บา้ นพรุจดู ๐.๘๖ (๕๓๘) ๑
๖๕ ทรายแก้ว บ้านไมฝ้ าด ๑ ๑.๐๖ (๖๖๓) ๒
๖๖ ทรายแก้ว บ้านไมฝ้ าด ๒ ๑.๑๑ (๖๙๔) ๒
๖๗ ทรายแก้ว บ้านน้ําราบ ๐.๑ (๖๓) ๒
๖๘ ทรายแก้ว บา้ นดหุ ุน ๒ ๐.๘๓ (๕๑๙)
๖๙ ทรายแก้ว อา่ วสิเกา ๐.๙๓ (๕๘๑) ๒๒๓,๗๓๖**
๗๐ ทรายแก้ว หาดราชมงคล ๑.๗๖ (๑๑๐๐) ๒
๗๑ ทรายแก้ว บา้ นปากเมง ๐.๒๔ (๑๕๐) ๒
๗๒ ทรายแก้ว บา้ นโต๊ะบนั ๐.๘๓ (๕๒๙) ๔
๗๓ ทรายแก้ว บ้านควนต้งุ กู ๐.๓๙ (๒๔๔)
๗๔ ทรายแก้ว บา้ นตะเปะ ๐.๓๑ (๑๙๔) ๓๑๖,๙๗๓**
๖๖.๕๑ (๔๑,๕๖๙) ๒
หมายเหตุ : ** มหี น่วยเป็นเมตรกิ ตนั รวม
๘๗๓,๐๙๑**
๗๕๗,๐๐๙**
49
ลักษณะภูมปิ ระเทศของจงั หวดั ตรัง
50
๑๒. ลักษณะภมู ิประเทศ
โครงสร้างและพน้ื ท่ี
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสรฐิ วทิ ยารฐั กลา่ ววา่ ในอดีตพ้ืนทีข่ องจงั หวัดตรงั ภาคใตแ้ ละส่วนอนื่ ๆของประเทศ
แตกต่างไปจากปจั จุบนั มาก จากข้อสันนษิ ฐานเกย่ี วกบั ทวีปเลอ่ื น (Continental drift) เชือ่ ว่า จงั หวัดตรงั เปน็ ส่วน
หน่ึงของผนื จุลทวีปฉานไทยซง่ึ แยกมาจากทวีปใหญ่ทเ่ี รยี กวา่ กอนวนา(Gondvana) กอ่ ให้เกิดการดันตัวและมุดตัว
ของเปลอื กโลก การดันตัวของหนิ ภายใต้เปลือกโลกมีผลต่อลักษณะโครงสร้างและพนื้ ที่ของจังหวดั ตรงั คอื การยก
ตัวของทวิ เขานครศรธี รรมราช ซึ่งเปน็ ทิวเขาทแ่ี ยกภาคใตอ้ อกเป็นซีกตะวนั ออกและซกี ตะวนั ตก จังหวดั ตรังอย่ใู น
บริเวณต้งั แต่สว่ นทีเ่ ปน็ สันของทิวเขานครศรีธรรมราชที่ลาดลงไปสู่ฝงั่ ทะเลอันดามัน
ทิวเขานครศรธี รรมราชเกิดจากการดนั ตัวของหนิ อัคนขี น้ึ มาแขง็ ตวั อยภู่ ายใตเ้ ปลือกโลก ขณะดนั ตวั ขึ้นมา
ทําให้เกดิ การผลักดันใหห้ ินเกา่ ๆ ซ่งึ ชอ้ นวางอยูก่ อ่ นโผล่ออกมาใหเ้ ห็นชัดเจนจนเป็นทน่ี า่ สังเกตคือหินปนู ซึ่งเป็น
สว่ นประกอบภมู ิประเทศที่คอ่ นข้างกวา้ งขวางของจังหวดั ตรงั ปรากฏวา่ มีเขาหนิ ปนู โดดกระจายอยใู่ นอําเภอเมอื ง
อาํ เภอห้วยยอด อาํ เภอสิเกาและเกาะตามชายฝง่ั ทะเล เขานาํ้ พรายเป็นเขาหินปนู ที่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยล้านปี
อาจเป็นสว่ นท่ถี ูกยกข้นึ มาพรอ้ มทิวเขานครศรธี รรมราช การดันตวั ของทิวเขานครศรธี รรมราชยงั นําเอาแรท่ ี่สําคญั
ทางเศรษฐกจิ โดยเฉพาะดบี กุ วุลแฟรม และแร่อ่ืนๆ ทพ่ี บในจังหวดั ตรังข้ึนมาด้วย สว่ นลาํ นํา้ สายส้ันๆในจังหวัด
ตรังลว้ นมตี น้ นํา้ จากทวิ เขานครศรธี รรมราช
การเกดิ รอยเลอื่ น (fault)ของเปลอื กโลกในอดีต มผี ลต่อธรณสี ัณฐานของจังหวัดตรงั และชายทะเลภาคใต้
ฝง่ั ตะวนั ตก ทาํ ให้ชายฝ่งั ทะเลบางแห่งทรุดตัวลง บางแหง่ ยกตัวขึ้น อิทธพิ ลของน้ําทะเลที่ท่วมพ้ืนทแี่ ละหดหายไป
จากยุคควอเตอร์นารี(Quaternary) จนเมื่อประมาณกว่า ๑,๐๐๐ ปที ผี่ ่านมา ระดับน้ําทะเลสูงกว่าปจั จุบนั ถงึ ๔
เมตร และเมอ่ื ประมาณ ๑๐๐ ปนี ี้เอง พ้ืนท่ีชายฝงั่ ทะเลในปจั จุบนั ของจงั หวดั ตรังเป็นทอ้ งทะเลตืน้ สงั เกตไดจ้ าก
ซากหอยทะเลตามภเู ขาหนิ ปูน เชน่ เขาปนิ ะในอําเภอหว้ ยยอดระดับนํา้ ทะเลเดมิ ปรากฏตามรอยเวา้ ทะเล (sea
notch) พนื้ ทรี่ าบหลายแห่งในจังหวัดตรังยังจมอยู่ใต้ระดบั นํา้ ทะเล ปัจจบุ ันพ้นื ทีบ่ างแห่งเป็นทีล่ ่มุ นา้ํ จืด บางแห่ง
เปน็ ทีล่ ุม่ นํา้ กรอ่ ย สงั เกตได้จากบรเิ วณที่เปน็ พรมุ ีต้นธูปฤาษหี รือต้นปรอื ขึน้ เช่น บ้านป่าเตยี ว บ้านบางเปา้ ใน
อาํ เภอกนั ตัง บางแหง่ เปน็ ป่าเสม็ดและหญา้ แข็งๆข้นึ เชน่ บรเิ วณท่าอากาศยานตรงั และโรงเรียนวิเชียรมาตุ
ลักษณะภูมปิ ระเทศ
สภาพพน้ื ทขี่ องจงั หวดั ตรังมีความหลากหลาย ซ่งึ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสรฐิ วิทยารัฐไดแ้ บ่งเขตภูมิ
ประเทศของจังหวดั ตรังไวเ้ ป็น ๔ เขต คือ เขตภเู ขาและเชงิ เขาเขตลอนลกู ฟกู หนิ ปนู เขตท่ีราบลุ่มแมน่ ํ้าตรัง-
ปะเหลียน และเขตชายฝัง่ ทะเลเขตภมู ิประเทศนีอ้ าจเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า เขา ควน ทงุ่ และเล