The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tamzz33, 2022-03-17 00:30:57

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

51 
 

ภาพจาก http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/trang1.htm
เขตภูเขาและเชงิ เขา

เขตภูเขาและเชงิ เขาของจังหวัดตรังเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขานครศรีธรรมราช อย่ทู างดา้ นทิศตะวันออกของ
จังหวดั ตรัง ตลอดแนวทวิ เขาทช่ี าวตรังเรยี กกันวา่ เขาบรรทดั มยี อดเขาสงู เกิน ๑๐๐๐ เมตรไม่ก่แี หง่ ทวิ เขานี้เกดิ
จากหนิ อัคนดี นั ตวั ขึ้นมาในยุคครีเดเซียส (Cretaceous) เมอื่ ประมาณ ๑๒๐ ลา้ นปีมาแลว้ ตามแนวทวิ เขาจะมีแร่
ทีส่ ําคญั ไดแ้ ก่ ดบี ุก วลุ แฟรมตะกว่ั พลวง และเงนิ ทีพ่ บมากทสี่ ดุ คือ ดบี กุ

เขตภเู ขาและเชงิ เขาหรือเขตตรังเขา ไดแ้ ก่ บริเวณดา้ นตะวันออกของอาํ เภอรษั ฏา อาํ เภอห้วยยอด อาํ เภอ
เมือง อาํ เภอนาโยง อําเภอย่านตาขาว และอําเภอปะเหลยี น เขตน้ีเป็นแหลง่ ทรัพยากรสําคัญทสี่ รา้ งความอุดม
สมบูรณ์ใหแ้ กจ่ งั หวัดตรงั ตามแนวทิวเขาปกคลมุ ด้วยป่าดงดบิ ท่สี มบรู ณ์ เป็นแหลง่ ตน้ น้ําลําธารท่หี ลอ่ เล้ยี งพื้นที่
จังหวดั ตรัง ตรงเชงิ เขามกี ารปลกู ยางพารา ชมุ ชนของผคู้ นในบริเวณน้ีเรยี กวา่ หมู่เขา

52 
 

ภาพจาก http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/trang1.htm

เขตลอนลกู ฟกู หนิ ปนู
พื้นทเี่ ขตลอนลูกฟูกเป็นท่ีราบสลับเนนิ ภาษาทอ้ งถ่นิ เรียกพ้ืนที่ลกั ษณะนว้ี ่า ควน เป็นพน้ื ทถ่ี ัดมาทางดา้ น

ทิศตะวนั ตกขนานกบั เขตภูเขาและเชิงเขา บางแหง่ มีภเู ขาหินปนู โดดหรือกลุ่มภเู ขาหินปูน เชน่ เขาน้าํ พราย เขา
ช้างหาย เขากอบ นอกจากน้ียังมีทีล่ ุ่มเปน็ หนองนา้ํ ซงึ่ เกดิ จากหลมุ ยบุ และหลุมจม (sinkhole and doline)
บริเวณภมู ปิ ระเทศหินปนู นี้จะคลมุ พ้นื ทส่ี ว่ นใหญข่ องอําเภอหว้ ยยอด สว่ นของอาํ เภอเมอื งท่ตี ่อเนอื่ งกบั อําเภอห้วย
ยอด บรเิ วณซ่งึ เป็นทตี่ ัง้ ของเทศบาลเมอื งตรงั ท้งั หมด รวมทง้ั พนื้ ที่ดา้ นฝั่งตะวันตกของแม่น้ําตรงั ซง่ึ มีลกั ษณะเป็น
ควน เชน่ เขาจองจนั ทร์ ควนแคง ควนเมด็ จูน ในเขตอาํ เภอกนั ตงั ควนเหล่านีม้ คี วามสูงไมเ่ กิน ๔๐๐ เมตร

เนื่องจากจงั หวัดตรังมีความชน้ื สูง จึงเกิดการสลายตัวของหนิ ปูนเปน็ สว่ นใหญ่ สว่ นทสี่ ลายของหนิ ปนู จะ
เป็นสแี ดงเข้ม บางสว่ นเกิดปฏิกิรยิ าทางเคมเี กดิ การรวมตวั ของแร่เหลก็ อะลมู เิ นียม และแมงกานสี จบั ตัวเป็นศลิ า
แลงหรือลกู รงั ด้วยเหตุนด้ี นิ ในพน้ื ที่ลอนลกู ฟูกสว่ นใหญ่จงึ มีสีแดงเขม้ ปะปนกับหนิ ลูกรงั

การกระทาํ ของนาํ้ ใต้ดินตอ่ หินปนู ยังมีตอ่ เนอ่ื ง ดังชอื่ ของสถานทหี่ รอื หมู่บ้านบางแหง่ บง่ บอกถึงการ
กระทาํ ของน้าํ ใตด้ ินกบั พืน้ ทที่ ่ีเป็นหินปนู เช่น นํา้ พราย น้าํ ผุดน้าํ พา่ น บางบริเวณมีการยบุ จมเกิดเป็นหนองน้าํ เช่น
ทะเลสองห้องในอําเภอห้วยยอด สระกะพงั สุรินทร์ และหนองนา้ํ หลายแห่งในอาํ เภอเมือง การกระทาํ ของน้ําใต้ดิน
ทีก่ ดั เซาะภเู ขาหินปนู เป็นโพรงก่อให้เกดิ ถ้ําท่ีสวยงาม เชน่ ถํ้าเล หรอื ถ้ําทะเลเขากอบ ถาํ้ เขาพระวเิ ศษและถา้ํ เขา
ช้างหาย ถ้าํ เหลา่ นเ้ี ปน็ มรดกทางธรรมชาติและเป็นแหล่งทอ่ งเท่ยี วทสี่ าํ คัญของจงั หวดั ตรัง

พน้ื ทเ่ี ขตลอนลกู ฟกู หรือควนของจังหวดั ตรงั เปน็ พื้นทีท่ เ่ี หมาะสมต่อการตง้ั ถ่นิ ฐาน เน่ืองจากระบายนา้ํ ได้
ดจี ึงมกี ารตั้งชุมชนหลายแห่งท่ีมีความเจรญิ มาก่อน เช่น ควนธานีทตี่ ้งั เมืองเกา่ ควนปริง ซึ่งเป็นชุมชนทมี่ ผี ู้คนอยู่
หนาแนน่ แมแ้ ตท่ ่ตี ั้งของตัวเมอื งทที่ ับเที่ยงกอ็ ยบู่ นพืน้ ทลี่ อนลูกฟูก จึงไมม่ ีปัญหาเร่ืองการระบายน้าํ พื้นท่บี นควน
ส่วนมากเป็นสวนยางพาราและมีสวนผลไมอ้ ยบู่ า้ ง สว่ นพ้ืนที่ราบระหวา่ งควนใช้ทํานาได้เปน็ ทอี่ ยอู่ าศัยของผคู้ นท่ี
ยังชพี ด้วยเรอื กสวนไรน่ า ชุมชนบรเิ วณนีจ้ งึ นบั ได้วา่ เปน็ หมู่ทุ่ง หรอื หม่นู า ตอ่ มามบี างสว่ นพัฒนาเปน็ หมู่
ตลาด กลายเป็นเขตตรงั เมอื ง

53 
 

ภาพจาก http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/trang1.htm
เขตท่รี าบลุม่ แม่นาํ้ ตรัง-ปะเหลียน

ที่ราบลุ่มแม่น้ําตรัง-ปะเหลียน คือพื้นที่บริเวณสองข้างฝั่งแม่นํ้าตรังและแม่นํ้าปะเหลียน เป็นท่ีราบอยู่
บริเวณตอนกลางค่อนไปทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัดตรัง พ้ืนที่ส่วนใหญ่บริเวณน้ีเป็นที่ราบภาษาท้องถิ่น
เรยี กว่า ทุ่ง บางครั้งเรียกว่า นา เนือ่ งจากส่วนใหญ่มีการใช้ประโยชน์จากท่ีดินบริเวณน้ีสําหรับทํานา ช่ือหมู่บ้านจึง
มีคําว่า นา เป็นส่วนมาก เช่น นาท่าม นาแขก นาโต๊ะหมิง นาพละ นาหม่ืนศรี นาโยง นางาม นาข้าวเสีย นาบินหลา
ฯลฯ

แมน่ ํ้าตรัง เปน็ แมน่ าํ้ สายสาํ คัญของจงั หวัดตรัง มีความยาวประมาณ ๑๗๕ กิโลเมตร ต้นแม่นํ้าตรังมาจาก
เขาหลวงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขานครศรีธรรมราช ในบริเวณอําเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาว
นครศรีธรรมราชเรียกแม่น้ําน้ีว่า แม่น้ําหลวง เมื่อไหลเข้าเขตจังหวัดตรัง ชาวตรังเรียกว่าแม่น้ําตรังเดิมใช้เป็น
เส้นทางคมนาคมจากดินแดนภายในจังหวัดติดต่อไปยังทะเลที่ปากนํ้ากันตัง กล่าวกันว่า สมัยโบราณสามารถ
เดินเรือไปได้ถึงทุ่งสงในช่วงที่ไหลผ่านอําเภอเมือง คนส่วนใหญ่จะเรียกว่าคลองท่าจีนเนื่องจากพ่อค้าวาณิชชาวจีน
ได้เดินเรือมาค้าขายและตั้งเป็นชุมชนใหญ่ริมแม่นํ้า ปัจจุบันยังมีช่ือบ้านท่าจีนริมฝ่ังแม่น้ําตรัง

ทีร่ าบลมุ่ แมน่ ํา้ ตรังเปน็ บรเิ วณแคบๆพื้นท่ีเหมาะสมกบั การทาํ นามีน้อยประกอบกับมีน้ําท่วมขังในระหว่าง
เดือนตุลาคมถึงธันวาคม แม้จะมีฝายทดน้ําเพ่ือส่งน้ําไปยังพ้ืนท่ีนาและป้องกันนํ้าท่วมแล้วก็ตาม แต่ผลผลิตข้าวยัง
ไมพ่ อต่อการบริโภคภายในจังหวดั ตอ้ งอาศัยซ้ือขา้ วจากจงั หวดั ใกลเ้ คียง เชน่ จังหวัดพัทลงุ นครศรีธรรมราช

พื้นทีข่ องเขตทรี่ าบลมุ่ แม่น้าํ ตรงั อยใู่ นอาํ เภอรัษฎาบางสว่ น อําเภอหว้ ยยอดอําเภอวังวเิ ศษ อําเภอนาโยง
อาํ เภอกนั ตัง ตอนใตแ้ ละตะวนั ออกของอาํ เภอเมือง ยกเว้นตอนกลางทเ่ี ป็นทีต่ ้ังชมุ ชมเทศบาลเมืองตรงั

แม่นาํ้ ปะเหลยี น เป็นแมน่ า้ํ สายสนั้ ๆของจังหวดั ตรงั ทสี่ ําคัญสายหนง่ึ อยทู่ างด้านตะวันออกของแม่นํ้า
ตรงั มีพนื้ ที่รบั นํ้าท้งั หมดอยใู่ นจังหวัดตรัง ตน้ น้ําเกดิ จากเขาบรรทัดซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของทิวเขานครศรธี รรมราชไหล

54 
 

ผา่ นอําเภอย่านตาขาว อําเภอปะเหลยี น ยาวประมาณ ๘๐ กโิ ลเมตร ลาํ น้ํานีเ้ ปน็ เส้นแบ่งเขตแดนอาํ เภอปะเหลียน
และก่ิงอาํ เภอหาดสําราญกบั อาํ เภอกนั ตัง กอ่ นทจ่ี ะไหลออกสูท่ ะเลทบ่ี ้านปากปรนฝัง่ กงิ่ อาํ เภอหากสาํ ราญและ
บ้านบางแรดฝ่งั อําเภอกนั ตงั กอ่ นท่ีจะไหลออกสู่ทะเลทบ่ี ้านปากปรนฝ่ังกงิ่ อาํ เภอหาดสําราญและบา้ นบางแรดฝง่ั
อําเภอกันตัง

ที่ราบลุ่มแม่นาํ้ ปะเหลียนเปน็ ที่ราบแคบๆ สองขา้ งฝั่งแมน่ า้ํ อยูใ่ นบรเิ วณอําเภอย่านตาขาวและอาํ เภอปะ
เหลียน มีการใชพ้ นื้ ที่ทํานาอยูบ่ า้ งแตไ่ มม่ ากนัก

ที่ราบลมุ่ แม่นา้ํ ตรังและแม่นาํ้ ปะเหลยี นมีพื้นที่อยใู่ นบริเวณใกล้เคียงกัน วถิ ีชีวติ ผคู้ นจึงเป็นอยา่ งเดยี วกัน
และไมแ่ ตกต่างจากเขตลอนลูกฟูกมากนกั น่นั คือความเป็นหมู่ทุ่ง หรอื หม่นู า เนอื่ งจากใช้พน้ื ท่ีสว่ นใหญ่ทาํ นา แต่
การทํานาสว่ นใหญ่อาศยั น้ําฝนมากกว่าน้าํ ในแมน่ ้ํา

แมน่ ้าํ ทง้ั สองเปน็ เส้นทางท่ชี าวจีนอพยพส่วนหนึง่ ใช้เดินเรือเขา้ มาสเู่ มอื งตรงั เรม่ิ กิจการค้าขายแลกเปลี่ยน
และในทส่ี ดุ ก็ตงั้ รกรากถาวร บริเวณที่ชาวจีนเลือกกลายศนู ยก์ ลางการคา้ และขยายกว้าง จนบางพืน้ ทพ่ี ฒั นาเปน็
เขตเมอื งตรงั กลุ่มคนในเขตนจี้ ึงนบั เป็นหมูต่ ลาด

ภาพจาก http://share.holidaythai.com/2015/07/7.html
เขตชายฝง่ั ทะเลและเกาะ

เขตชายฝ่ังทะเลและเกาะ ได้แก่ ชายฝ่งั ทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนว ๑๑๙ กโิ ลเมตร เรมิ่ จากบ้านทงุ่
แหลมไทร อาํ เภอสิเกา ลงไปทางทิศใต้ตดิ ต่อกับชายฝ่งั อาํ เภอกนั ตัง ขา้ มปากแม่น้าํ ตรังและปากแมน่ าํ้ ปะเหลียน
บริเวณก่งิ อาํ เภอหาดสาํ ราญไปจนถงึ แหลมหยงสตาร์ อําเภอปะเหลยี น

55 
 

ชายฝงั่ ทะเลจังหวัดตรังมลี ักษณะท่หี ลากหลาย บางแห่งเปน็ สันทรายหรือหาดทรายขนานกบั ชายฝงั่ เชน่
ทางตอนเหนือของอําเภอสเิ กา ตอนเหนือของอําเภอกันตังและก่ิงอาํ เภอหาดสาํ ราญ ชายฝง่ั บางแห่งเป็นโคลนตมท่ีเกิด
จากแมน่ ํา้ ตรังและลาํ ธารสายส้นั ๆพดั พามา บางแห่งเปน็ ชะวากทะเล ซึ่งต้ืนเขิน เป็นป่าเสม็ด และปา่ โกงกาง เชน่
บา้ นฉางหลาง อาํ เภอสิเกา บ้านนํ้าราบ บ้านเจา้ ไหมในอําเภอกันตัง บ้านตะเสะ กิ่งอําเภอหาดสาํ ราญ บ้านหยงสตาร์
อาํ เภอปะเหลยี น บางแห่งเป็นทร่ี าบเกดิ จากการต้ืนเขินของทะเล เชน่ ทงุ่ หวัง (บริเวณท่าอากาศยานตรัง) ทุ่งค่าย
ทุ่งยาว ในทะเล มเี กาะเล็กเกาะนอ้ ยหลายแหง่ ทมี่ ศี ักยภาพในด้านการท่องเท่ียว เกาะขนาดใหญ่ทสี่ าํ คญั มี ๓ เกาะ
ได้แก่ เกาะมุก เกาะลิบง และเกาะหมหู รอื เกาะสกุ ร ชายฝ่งั ริมเกาะของบางเกาะ โดยเฉพาะเกาะสุกร มีทรายขาว
เกอื บเป็นควอตซท์ ่ีบริสุทธซ์ิ ่ึงมีประโยชนใ์ นการนาํ ไปทําแกว้ ได้ ความสาํ คัญของเขตนี้ คอื มีชายฝงั่ ต้นื ๆที่หญา้ ทะเล
เจรญิ งอกงาม เป็นบริเวณกว้าง และเป็นหน่ึงในจาํ นวนไมก่ แ่ี หง่ ในโลกทม่ี ีพะยนู อาศัยอยู่

กลมุ่ คนพนื้ เมืองทอี่ าศยั อยบู่ รเิ วณชายฝงั่ ทะเลและเกาะหรอื เขตตรงั เลเหลา่ น้มี คี วามสัมพันธ์กบั กลุ่มคน
ทางฝั่งตะวนั ตกตลอดแหลมมลายู เนอื่ งจากสามารถเดินเรือไปมาตดิ ตอ่ กันได้งา่ ย สว่ นใหญน่ บั ศาสนาอสิ ลามและ
ประกอบอาชพี ประมงแบบพน้ื บา้ น ชุมชนกลมุ่ นน้ี บั เป็นหมเู่ ล
ทรัพยากร

จงั หวัดตรงั เปน็ ดินแดนที่อดุ มด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน นํา้ แรธ่ าตุ ป่าไม้ ทะเล ชายฝ่ัง รวมไปถงึ
บรรดาพืชพรรณและสัตวต์ ่างๆ นับเปน็ สมบตั ิสว่ นรวมท่ีชาวตรงั จะต้องช่วยกันรกั ษาเพ่อื ใหม้ ีคณุ ค่ายั่งยนื ตอ่ ไป

ดนิ

ทีด่ นิ ในจงั หวดั ตรงั มีเน้ือที่ประมาณ ๓๐๘๘๙๙.๓๐ ไร่ กรมทด่ี นิ ได้จาํ แนกลักษณะของดนิ ตามระบบ
อนุกรมวธิ านดินเป็น ๑๐ อนั ดบั เฉพาะดนิ ในจังหวดั ตรงั มี ๕ อนั ดับ ดังนี้

ดินแอนติซอล (Entisol) เปน็ ดินใหม่ท่ีไมส่ ามารถมองเห็นลกั ษณะของช้นั ดินไดช้ ัดเจน ลักษณะเป็นดนิ ตะกอนน้าํ
พาและดนิ ทรายละเอียด เหมาะแกก่ ารทาํ นา จะพบในบรเิ วณท่ีราบรมิ นํา้ คอื รมิ ฝัง่ แม่นาํ้ ตรังและบริเวณป่าชาย
เลนท่วั ไป

ดนิ อนิ เซบติซอล (Inceptisol) เปน็ ดินที่มแี ร่ธาตุบางอย่างปะปนอยู่ เป็นดนิ เหนยี วปนทรายเหมาะแก่การปลูก
พชื ไร่ คอื ดินทางตะวันออกบริเวณท่รี าบเชงิ เขาเขาบรรทัด

ดนิ สปอโดซอล (Spodosol) เป็นดนิ ท่ีมเี น้อื ดนิ ทราย มฮี วิ มัส เหลก็ อลมู นิ ัม ออกไซดส์ ะสมอย่มู าก เปน็ ดิน
คณุ ภาพตา่ํ พบในบริเวณทีม่ คี วามชนื้ สูง ฝนตกชุก มแี ทรกอยใู่ นอําเภอวังวิเศษและกง่ิ อําเภอหาดสําราญ

ดนิ อลั ฟซิ อล (Alfisol) เปน็ ดินที่มกี ารสะสมของอะลูมิเนยี มและเหลก็ ในเมด็ ดิน มีคุณภาพต่ํา เหมาะแก่การทาํ ไร่
ทาํ สวน พบบริเวณท่ีดอนในเขตอําเภอเมืองและอําเภอนาโยง

56 
 

ดนิ อุลติซอล (Ultisol) เป็นดนิ ที่มีอายุมาก ดนิ ชัน้ ล่างมีการสะสมของอนุภาคของดนิ เหนยี วและแร่ธาตุตา่ งๆที่
ปะปนอยู่ ดินอันดับนม้ี กี ารกระจายทว่ั ไปเกือบทกุ พน้ื ท่ีของจังหวัด

สรปุ แล้วดนิ สว่ นใหญใ่ นจงั หวัดตรงั เป็นดนิ อุลตซิ อล เนอ้ื ดนิ เปน็ ดนิ ร่วนปนดินเหนยี ว สามารถทาํ นา ทํา
สวนผลไม้ และทาํ ไร่ไดด้ ี พบทกุ อําเภอในจังหวดั ตรังสว่ นดินอันดบั อนื่ ๆมอี ยบู่ ้าง
นํ้า

จงั หวดั ตรังมีฝนตกชุกเกือบตลอดปี ปรมิ าณนํ้าฝนอยูใ่ นเกณฑส์ งู จึงมีทรพั ยากรนาํ้ บรบิ รู ณ์

แหล่งน้าํ ที่สาํ คญั ในจังหวัดตรังแบง่ เป็น ๓ ลกั ษณะ ไดแ้ ก่

แหล่งนาํ้ จดื จงั หวดั ตรงั มแี หล่งนา้ํ จดื ทีส่ ําคญั คอื แม่นาํ้ ตรังกบั แม่นาํ้ ปะเหลยี นรวมท้ังคลองสาขา แหลง่ น้ําจดื ทเี่ ป็น
คลองสาํ คัญรองลงมาจากแมน่ ํา้ ทัง้ ๒ ไดแ้ ก่ คลองกะลาเสใหญ่ อําเภอสเิ กา คลองลพิ งั คลองหลกั ขัน ในอําเภอปะ
เหลียน นอกจากนยี้ งั มลี ําธาร หว้ ย คลอง หนอง บึงต่างๆ อีกจํานวนนับรอ้ ย ทเี่ ปน็ แหล่งน้าํ ใชใ้ นการดํารงชีวิตของ
ชาวตรงั

แหลง่ นาํ้ ใตด้ ิน แมว้ ่าจังหวัดตรังจะมีฝนตกคอ่ นขา้ งชกุ แต่สภาพทางธรณีสัณฐานทเี่ ปน็ หินทราย หนิ ปนู หนิ ดินดาน
และหนิ กรวด ทําให้มีปริมาณน้ําใตด้ ินอยู่ในระดับต่าํ บางบริเวณเปน็ ชั้นของหินแกรนติ ทาํ ให้ไม่สามารถขดุ เจาะได้
คุณภาพน้าํ โดยท่วั ไปไมด่ ีนัก เนื่องจากมีสารประกอบเหล็กผสมอยู่ บรเิ วณใกลช้ ายฝั่งทะเล นํา้ บาดาลจะมรี สกร่อย

แหลง่ นา้ํ เคม็ เนื่องจากจังหวัดตรงั อยูต่ ดิ กับชายฝงั่ ทะเลตะวันตก ซง่ึ มีความยาวถึง ๑๑๙ กโิ ลเมตร จึงได้รบั
ประโยชน์จากแหลง่ นาํ้ เคม็ เชน่ เปน็ แหลง่ ประมงทีส่ าํ คญั เปน็ เสน้ ทางคมนาคมเชอื่ มระหว่างเกาะต่างๆของจงั หวัด
ตรังและจังหวัดในฝัง่ ตะวนั ตกดว้ ยกนั เปน็ เสน้ ทางการค้าระหว่างประเทศ และเป็นแหลง่ น้ําสําหรบั การทําประมง
เพาะเลีย้ งสตั ว์น้าํ

ปา่ ไม้
ป่าไม้ของจงั หวัดตรัง แยกประเภทตามลักษณะป่าไดด้ งั นี้

ปา่ ดงดิบ ปา่ ดงดิบในจงั หวัดตรงั จดั เปน็ ปา่ ดงดิบช้ืน สว่ นใหญ่อยใู่ นบริเวณทเี่ ปน็ ภเู ขา หรือลาดเขาทมี่ คี วามชนั
มากกว่า ๓๐% ซึ่งบรเิ วณดงั กล่าวนส้ี ว่ นใหญอ่ ยู่ในแถบทิศตะวนั ออกของอําเภอนาโยง อําเภอห้วยยอด และอําเภอ
รัษฎา บรเิ วณป่าดงั กล่าวน้ี มกั มฝี นตกชุกมาก ป่าชนิดน้ีประกอบดว้ ยต้นไมช้ นิดตา่ งๆทลี่ าํ ตน้ สูงใหญ่ นอกจากน้ยี งั
มีพวกพนั ธุ์ไมเ้ ลอ้ื ยหนาแน่น

57 
 

ภาพจาก http://bangkrod.blogspot.com/2011/10/blog-post_11.html
ป่าผสมบรเิ วณภูเขาหิน เป็นป่าโปรง่ และไมพ้ ่มุ บรเิ วณภูเขาหิน ซง่ึ สว่ นใหญเ่ ปน็ หินปูน ไม้ท่ีพบได้แก่ สลัดได
จนั ทน์ผา เตยเขา ปรงเขา ปาล์ม รองเทา้ นารี ฯลฯ ปา่ ลกั ษณะนม้ี ีอยทู่ ่ัวไป ท่ีเป็นปา่ ผนื ใหญท่ ี่สดุ คอื ท่เี ขานํ้าพราย

อําเภอหว้ ยยอด

ภาพจาก http://www.bison2bi.com/trip/HinGub/HinGub.htm

58 
 

ป่าพรุ เปน็ ป่าไม้ยืนต้นที่อยใู่ นลมุ่ น้ําทว่ มขัง ป่าชนดิ นี้มีน้ําท่วมขังแฉะตลอดทั้งปี มตี น้ ไมจ้ ําพวกจกิ กระโดน
อินทนิลนา้ํ โสกนํ้า หวา้ ป่าสาคูกถ็ อื เป็นป่าพรุเชน่ กัน ปา่ พรุท่เี ป็นดินทรายจะมตี ้นเสมด็ ขึ้นอยู่คอ่ นข้างหนาแน่น
และมีต้นไม้ชนดิ อน่ื ปะปนอยู่บา้ ง ปา่ พรมุ กี ระจัดจายอยู่เกือบทกุ อาํ เภอ เชน่ บรเิ วณทุ่งค่าย อาํ เภอย่านตา
ขาว และบรเิ วณรอบนอกของเขตเทศบาลเมืองตรัง

ภาพจาก http://www.thaieditorial.com/ปา่ ไมผ่ ลัดใบ

ปา่ ชายหาด เปน็ ปา่ โปรง่ มเี น้อื ท่เี ลก็ น้อย อยตู่ ามชายทะเล ตน้ ไมท้ ีส่ ําคญั ได้แก่ สนทะเล หูกวางโพทะเล กระทิง
ตนี เปด็ ทะเล มีต้นเตยและหญา้ ตา่ งๆขน้ึ อยู่เปน็ ไมพ้ ้ืนลา่ ง ปา่ ชายหาดท่ีสมบูรณ์เหน็ ได้ชัดในบริเวณท่ีทาํ การอทุ ยาน
แหง่ ชาตหิ าดเจ้าไหม หาดหยงหลิง หาดยาว

59 
 

ภาพจาก http://www.mnpic-trang.com/site2014/index.php/all-event/gallery-survey/37-57
ปา่ ชายเลน เป็นปา่ ท่ีพบบรเิ วณหาดโคลนหรอื หาดเลนรมิ ทะเลท่มี ีน้ําทะเลทว่ มถงึ ซง่ึ ได้แกบ่ รเิ วณปากแมน่ าํ้ ลํา
คลองท่ไี หลลงทะเล อยใู่ นอาํ เภอสเิ กา อําเภอกันตัง อาํ เภอยา่ นตาขาว อําเภอปะเหลียน และกง่ิ อาํ เภอสาํ ราญ

ภาพจาก https://sites.google.com/site/trkjukluoil4587/

60 
 

พืชเศรษฐกิจ
รายงานสถานการณก์ ารผลิตพืชเศรษฐกจิ ทสี่ าํ คญั ของจงั หวดั ตรงั กลา่ ววา่ ใน ปี พ.ศ.๒๕๔๑ จังหวัดตรงั มี

พ้นื ท่ีเพาะปลกู ๑,๗๘๑,๙๕๐ ไร่ และมีพืชเศรษฐกิจท่สี ําคญั ดังต่อไปนี้
ยางพารา เป็นพชื ทน่ี าํ มาปลกู ในจังหวัดตรังเป็นคร้ังแรกของประเทศไทย ตอ่ มากลายเป็นพชื เศรษฐกิจสําคัญทท่ี ํา
รายได้สงู สดุ มาตลอด ในปี พ.ศ.๒๕๔๑มลู คา่ ผลผลิตยางพาราประมาณ ๕,๔๐๑ ล้านบาท จากพ้ืนทปี่ ลูก
๑,๒๕๐,๖๗๔ ไร่ คิดเปน็ รอ้ ยละ ๗๐.๙ ของพ้ืนทีเ่ พาะปลกู ท้ังหมดในจงั หวัด พนื้ ที่ปลูกมากที่สุดอย่ใู นอาํ เภอปะ
เหลยี น

ภาพจาก http://naikham.blogspot.com/2012/10/50.html
ปาลม์ น้ํามัน เป็นพชื เศรษฐกจิ อกี ชนดิ หนง่ึ ของจังหวัดตรัง ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ มลู ค่าผลผลิตประมาณ ๖๑ ลา้ นบาท
ในพ้ืนที่เพาะปลูก ๖๑,๑๐๔ ไร่ คิดเป็นรอ้ ยละ ๓.๔๑ ของพน้ื ที่เพาะปลูกทัง้ หมดในจงั หวดั พืน้ ท่ที ่ีปลกู มากท่ีสดุ อยู่
ทีอ่ าํ เภอสิเกา

61 
 

ภาพจาก http://fieldtrip.ipst.ac.th/intro_sub_content.php?content_id=20&content_folder_id=234
ขา้ ว ตง้ั แต่ปี พ.ศ.๒๕๓๖ - ๒๕๔๐ พ้ืนที่ปลกู ข้าวในจังหวดั ตรังมีแนวโนม้ ลดลงทุกปมี าเพมิ่ ข้ึนมากในปี พ.ศ.
๒๕๔๑ การปลูกขา้ วในจงั หวัดสว่ นใหญ่เปน็ ไปเพอื่ ใชบ้ ริโภคในครัวเรือน มูลค่าผลผลติ ประมาณ ๒๘๔ ลา้ นบาท
พื้นทีป่ ลูกมีไมม่ ากนกั คอื ๑๐๓,๒๒๑ ไร่ คดิ เป็นร้อยละ ๕.๗๙ ของพ้ืนทเ่ี พาะปลกู ทัง้ หมด บรเิ วณทปี่ ลูกขา้ วมาก
ที่สุดคืออาํ เภอนาโยง

ภาพจาก http://www.scgaf.com/?p=167
พชื อน่ื ๆ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ ไมย้ นื ต้น ได้แก่ มะพร้าว หมาก สะตอ พรกิ ไทย กาแฟ ๒๘,๘๕๔ ไร่ มูลคา่ ประมาณ ๑๕๖
ล้านบาท ไม้ผล ๔๕,๐๕๑ ลา้ นบาท พืชไร่ พชื ผัก ๑๔,๐๔๒ ไร่ มูลคา่ ประมาณ ๒๐๖ ลา้ นบาท รวมพ้นื ทป่ี ลกู ทั้ง ๓
ชนดิ ๘๗,๙๔๗ ไร่ คิดเปน็ ร้อยละ ๓.๓๒ และเปน็ พชื อ่นื ๆ อีกรอ้ ยละ ๑๗.๒๘ ของพนื้ ท่ีเพาะปลกู ท้ังหมด

62 

 

ทะเลและชายฝัง่

ภาพจาก http://www-trang-variety.blogspot.com/2014_12_01_archive.html

จังหวัดตรังมอี าณาเขตตดิ ต่อกับทะเลอันดามัน ชายฝัง่ มีความยาวประมาณ ๑๑๙ กโิ ลเมตร มแี นวหญา้
ทะเล ซึ่งเปน็ แหลง่ อาศัยของพะยนู ทเี่ กือบจะสญู พนั ธไ์ุ ปแล้ว แหลง่ ปะการงั ที่สวยงาม ตลอดจนแหล่งรังนกทเ่ี ปดิ
ใหส้ ัมปทานแลว้ แหล่งหอยปะและแหลง่ หอยนางรมธรรมชาตขิ นาดใหญ่ มปี า่ ชายเลนทยี่ งั คงสภาพสมบูรณเ์ ปน็ ท่ี
วางไข่และอนบุ าลสัตวน์ าํ้ วัยอ่อนอยา่ งดี ทําใหท้ ะเลตรงั ได้ชอ่ื ว่า เป็นแหลง่ ทรพั ยากรท่สี ําคญั อกี แหล่งหน่ึงของ
จังหวดั

อาชพี ทส่ี ําคัญ อาชพี ที่สาํ คญั ทีท่ าํ รายได้มาสูจ่ งั หวดั ตรัง ไดแ้ ก่
๑. การกสกิ รรม พืชทปี่ ลกู ทส่ี ําคัญ ไดแ้ กย่ างพารา ข้าว มะพรา้ ว ปาลม์ นา้ํ มัน ทเุ รยี น มะม่วงหิมพานต์

สะตอ กาแฟ แตงโม ถ่วั ลวิ ง ผกั ต่าง ๆ
๒. การประมง จังหวดั ตรงั มีอาณาเขตติดต่อฝั่งทะเลอนั ดามัน มหาสมทุ รอินเดีย ถงึ ๕ อาํ เภอ

คอื อําเภอสเิ กา อําเภอกันตัง อําเภอปะเหลียน อําเภอยา่ นตาขาว และอาํ เภอหาดสาํ ราญ เป็นอาชีพและรายได้
หลักทสี่ ําคญั อย่าง หน่ึงของจังหวัดตรงั

๓. การอุตสาหกรรม ได้แกอ่ ตุ สาหกรรมโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เช่น โรงงาน
รมควนั ยาง สกดั นา้ํ มนั ปาลม์ ผลติ อาหารทะเลแช่แขง็ ผลติ อาหารทะเลกระปอ๋ ง ผลติ ปลาบดแช่แข็ง (ซูรมิ ิ) ฯลฯ

๔. การปา่ ไม้ ได้แก่การเผาถา่ นไม้
๕. การพาณชิ ย์ ไดแ้ ก่ การคา้ ส่ง ค้าปลกี คา้ กับต่างประเทศ มสี นิ ค้าจากผลิตผลทางการเกษตร
เชน่ ยาง แผน่ รมควัน ยางแท่งทที อี าร์ สตั วน์ ํา้ ทะเลและผลติ ภณั ฑ์จากสตั วน์ ํ้าทะเล ฯลฯ

63 
 

ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดตรงั
ดา้ นเศรษฐกจิ (ยางพารา) ยางพารามพี ้ืนทีป่ ลูก จํานวน ๑,๕๘๙,๔๗๗ คดิ เป็นรอ้ ยละ ๙๕.๘ ของพน้ื ที่
ทางการเกษตรท้ังหมดต้ังแต่ปี ๒๕๔๘ ถงึ ปัจจุบันจงั หวัดตรงั มพี น้ื ทป่ี ลกู ยางพาราและผลผลติ ยางพาราเพมิ่ มาก
ข้ึนอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตยางพาราเฉลยี่ ตอ่ ไรส่ งู เปน็ อันดับ ๑ ของ ภาคใต้

พ้นื ทป่ี ลูกยางพาราในปี ๒๕๕๔ จํานวน ๑,๓๘๓,๔๑๔ ไร่ เพิ่มขน้ึ จากปี ๒๕๕๓ ท่มี ีจํานวน
๑,๓๖๕,๒๑๐ ไร่ มากเป็นอนั ดบั ๑ ของกล่มุ จังหวดั ภาคใต้ฝ่งั อันดามนั และเปน็ อันดบั ๔ ของภาคใต้ รองจาก
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี จงั หวัดสงขลา และจงั หวดั นครศรีธรรมราช

ผลผลติ ยางพาราในปี ๒๕๕๕ มปี รมิ าณ ๓๔๖,๔๓๐ ตนั มากเป็นอันดบั ๑ ของกลุม่ จังหวัด
ภาคใต้ฝ่งั อันดามนั และเปน็ อนั ดบั ๓ ของภาคใต้ รองจากสรุ าษฎรธ์ านี และสงขลา คดิ เปน็ ร้อยละ ๕๑.๔๖ ของ
ผลผลติ รวมท้งั กลุ่มจงั หวัดภาคใตฝ้ งั่ อันดามนั และร้อยละ ๑๒.๘๔ ของผลผลิตรวมภาคใต้

ผลผลติ ยางพาราเฉล่ยี ต่อไร่ ในปี ๒๕๕๕ จํานวน ๒๙๔ กโิ ลกรมั /ไร่ สงู เป็น อันดับ ๑ ของภาคใต้
และสูงกวา่ ผลผลิตยางพาราเฉลีย่ ตอ่ ไรข่ องประเทศทมี่ จี าํ นวน ๒๖๓ กโิ ลกรัม/ไร่

อุตสาหกรรมไม้ยางพารา (Rubber wood Industry) เป็นอุตสาหกรรมท่ีนําไม้ยางพารามาใช้
ประโยชน์ท้งั ทางดา้ นเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม้ยางพารา ยังคงมีศักยภาพท่ีจะสามารถนํามาใช้ประโยชน์
ได้อีกหลายด้าน จึงมีความจําเป็น ที่จะต้องสร้างมูลค่าเพ่ิมในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้เป็นจริงเป็นจัง และการ
พฒั นา ข้อจาํ กัดใหเ้ ป็นโอกาสอย่างมปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล

สถานการณ์ปญั หาปจั จุบันของยางพารา คอื เร่ืองราคายางผันผวนและตกตา่ํ ซ่ึงเปน็ ปัญหาที่
สําคญั ในขณะทก่ี ารผลิตมกี ารขยายตัวแตร่ าคากลับตกต่ําลงอย่าง ตอ่ เน่ือง

จงั หวดั ตรงั มีฐานทรัพยากรทส่ี ามารถสรา้ งความมัง่ คง่ั ทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ซึ่งการวิเคราะห์
ศักยภาพจังหวัด จะพบว่า มีจุดแข็ง (Strength) เป็นแหล่งผลิตยางพารา และปาล์มน้ํามันท่ีมีมูลค่าสูงท่ีสุดในกลุ่ม
จังหวัดภาคใต้ฝ่ังอันดามัน มีศักยภาพด้านการ ผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรที่หลากหลายสามารถขยายเป็น
อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้มี มรดกทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีศักยภาพด้านพลังงาน
ทดแทน ได้แก่ พลังงานนํ้าแนวเทือกเขาบรรทัด วัสดุการเกษตร ต้นไม้ ยางพารา ปาล์ม และวัสดุเหลือใช้ทาง
การเกษตร โครงสร้างเศรษฐกิจของตรังยังคงพ่ึงพาภาคเกษตรเป็น หลัก โดยสาขาเกษตรกรรมมีสัดส่วนมากที่สุด
และมูลค่าการผลิตส่วนใหญ่ของสาขา เกษตรกรรม คือ ยางพารา และปาล์มนํ้ามัน สําหรับฐานอุตสาหกรรมของ
จังหวัด คือ อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการเกษตรได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและผลิตภัณฑ์ พลาสติกที่มีการ
ขยายตัวเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเนื่อง นอกจากน้ี จังหวัดตรังยังมีรายได้จากการ ท่องเที่ยว และจํานวนนักท่องเท่ียวท่ี
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันทิศทางการพัฒนา จึงใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยใช้จุดแข็งในการสร้างโอกาส
มุ่งเน้นการพัฒนาความเข้มแข็ง ของฐานการผลิตหลักเพ่ือให้สาขาการผลิตหลักโดยเฉพาะภาคการเกษตร
อุตสาหกรรม และการทอ่ งเท่ยี วเพื่อเปน็ แหล่งสรา้ งรายไดท้ มี่ นั่ คงและย่ังยนื ของจังหวดั ดังนี้

64 
 

พฒั นาศกั ยภาพและประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตร
๑) พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตยางพารา และปาล์มนํ้ามนั
๒) พัฒนาขีดความสามารถและความมั่นคงด้านอาชีพของเกษตรกร โดยพัฒนาศักยภาพ
เกษตรกร ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการผลิตและการตลาดสมัยใหม่ รวมท้ังการเรียนรู้และปรับใช้วัฒนธรรม
ภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ ผสมผสานกับเทคโนโลยี สมยั ใหมเ่ พ่ือสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต รวมทั้งพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้มี
ความเข้มแข็ง และพึง่ พาตนเองไดเ้ ช่น การรวมกลุม่ เกษตรกร การสง่ เสรมิ ระบบสหกรณ์
๓) พัฒนาอุตสาหกรรมเพ่ือสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง
รวมทั้งการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมครัวเรือน และ การผลิตสินค้า OTOP เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ
ผลิตภณั ฑช์ มุ ชนทม่ี ีศักยภาพ สร้างงาน สร้างรายได้กบั ประชาชนเพิ่มมากข้ึน
สถานการณป์ จั จบุ นั ดา้ นปศสุ ตั วข์ องจังหวดั ตรงั เกษตรกรส่วนใหญจ่ ะประกอบอาชีพด้านการทาํ สวน
ยางพารา การทาํ สวนปาลม์ และรับจ้าง โดยใช้พ้นื ทแ่ี ละ เวลาทีเ่ สรจ็ ภารกิจหลัก ไปเลย้ี งปศุสตั ว์เพ่ือเปน็ รายได้
เสริมของครอบครวั ชนิดของปศุสัตว์ที่นิยมเล้ยี งของเกษตรกร ภายใต้สภาวะเกิดการระบาดของโรคไขห้ วดั นก และ
การรณรงค์ดา้ นอาหารปลอดภัยจากสารเร่งเนอื้ แดงในสุกร คอื โค พน้ื เมือง สกุ ร ไกพ่ ้ืนเมือง ไก่เน้ือ เป็ดเทศ แพะ
และไกไ่ ขต่ ามลําดบั
การเลย้ี งปศสุ ตั วข์ องเกษตรกรสว่ นใหญ่ นยิ มเล้ยี งแบบผสมผสานกบั การทาํ สวนยางพารา การทาํ สวน
ปาลม์ โดยมกี ารเล้ียงปศุสัตว์หลายชนดิ เพ่อื เกอ้ื กูลซ่งึ กนั และกนั จงึ ไมส่ ามารถกําหนดทศิ ทางดา้ นการตลาด
ตลอดจนการ กําหนดแหลง่ ผลิตชนิดปศสุ ตั ว์ไดช้ ัดเจนเทา่ ท่ีควร ปจั จุบนั จงั หวดั ตรัง ได้รณรงค์ใหเ้ กษตรกรมีการ
เลี้ยงปศสุ ตั วโ์ ดยเขา้ สู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม เพ่อื เป็นแหลง่ ผลิต ดา้ นปศสุ ัตว์ของจงั หวัด ไดแ้ ก่ ไกเ่ นือ้ ไกไ่ ข่ และ
สุกร สาํ หรับโคพื้นเมือง เกษตรกรส่วนใหญน่ ยิ มเล้ียงใน ลักษณะเพอ่ื เปน็ โคชน ไดด้ ําเนินการแนะนาํ สง่ เสรมิ และ
อนุรักษ์ให้มีการปรบั ปรุงพนั ธุ์ทีถ่ กู ตอ้ ง เพื่อมิให้เกิดการผสม พนั ธุใ์ นลักษณะเลอื ดชิด ตลอดจนเนน้ การดแู ล
สขุ ภาพดว้ ยการถา่ ยพยาธแิ ละอาหารแร่ธาตุ เป็นต้น นอกจากนี้ยงั ได้ เข้าไปดําเนนิ การพัฒนาและปรบั ปรุง
กระบวนการผลติ สตั วท์ ้งั ในโรงฆ่าสกุ ร โค และสัตวป์ ีก เพอื่ คมุ้ ครองผบู้ รโิ ภคใหม้ ี เนือ้ สัตวท์ ี่ปลอดภัยตอ่ การบรโิ ภค

65 
 

ศิลปหตั ถกรรมและงานช่างท้องถ่ิน

66 
 

๑๓. ศลิ ปหตั ถกรรมและงานชา่ งทอ้ งถิ่น

หัตถกรรม หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการกระทําด้วยฝีมือมนุษย์ โดยนําวัตถุดิบที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
มาประดษิ ฐเ์ ป็นเครอ่ื งมอื เครอื่ งใช้เพอื่ ประโยชนใ์ ช้สอยในชวี ติ ประจาํ วัน งานหตั ถกรรมจะมีการพฒั นารปู แบบการ
พัฒนาฝีมอื ของชา่ ง ทีส่ ง่ั สมประสบการณ์ และสืบทอดความชํานาญจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหน่ึง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา
และทักษะส่งผลให้งานหัตถกรรมมีความงามและมีคุณค่าทางศิลป งานหัตถกรรมจึงกลายเป็นงานศิลปหัตถกรรม
ซ่ึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวเน่ืองกันจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ ศิลปหัตถกรรม มีความสัมพันธ์ จังหวัดตรังมี
ศิลปหตั ถกรรมและงานช่างทอ้ งถิ่น ดงั นี้

๑. ภูมิปัญญาท้องถ่ินอย่างหนึ่งของคนตรังน่ันคือ "การตีมีดพร้าบ้านนาป้อ" ท่ีบ้านนาป้อเป็นหมู่บ้าน
เล็กๆ ต้ังอยู่ท่ี ม.๘ ต.ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง บ้านนาป้อนั้นผลิตมีดพร้ามามากกว่า ๓๐๐ ปี เป็นมีดที่ผลิตสําหรับ
ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ใช้ในเกษตรและชีวิตในประจําวัน นอกจากมีดพร้าแล้วชุมชนที่นี่ยังผลิตเครื่องมือทาง
เกษตรต่างๆ อีกมากมาย เช่น จอบ เสียม คราด ชะแลง ขวาน และอื่นๆ จากคําบอกเล่าของชาวบ้าน หมู่บ้านนา
ป้อ มีช่ือเสียงในเรื่องการผลิตมีดพร้า ทุกคนในครัวเรือนจะผลิตมีดพร้ากันตํานานเล่าว่ามีชาย ๒ คน ช่ือนายเพชร
กับนายคง ต้อนวัวควายไปขายท่ีกันตัง ระหว่างทางน่ังพักเหนื่อยใต้ต้นจากจนหลับไป พอตื่นข้ึนมาก็เห็นเรือพุพัง
จอดท้ิงอยู่จึงได้ถอนเอาตะปูเรือกลับมาด้วย ลองเอาตะปูโยนใส่ไฟกลายเป็นเหล็กแหลมใช้เจาะดินหยอดเมล็ดพืช
ในการเพาะปลูก ต่อมาได้ทดลองหาเหล็กมาเผา ตีเป็นรูปทรงต่างๆ ทําเป็นเครื่องมือเกษตรที่ใช้งานได้หลากหลาย
“เอกลักษณ์ของมีดพร้านาป้อ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ คือ คุณภาพความคม ความแข็งแกร่งและความทนทาน จนมคี าํ
เปรียบเปรยวา่ “กนิ เหมือนมดี พรา้ นาปอ้ ” ซ่ึงหมายถงึ ว่าเวลาตัดไม้หรือกรีดยาง สําหรับมีดกรีดยางจะกินเนื้อไม้ได้
งา่ ยเพราะมีความคมมาก”

67 
 

ประโยชนข์ องมีดพร้าไดแ้ ก่การใช้ ตดั สบั ฟนั เหลาก่งิ ไม้ หวดหญ้า ตัดเถาวลั ย์ ถางปา่ เป็นอาวธุ และใช้
ตกแต่งบา้ น ลกั ษณะของมดี พรา้ มคี มมดี สว่ นปลายไม่เรยี วแหลมเหมอื นปลายมดี จงึ ไมเ่ รยี กวา่ ปลายมดี พรา้ แต่
นยิ มเรยี ก “หวั พร้า” ซ่งึ มลี กั ษณะคือ “พรา้ หวั งอ” ลักษณะหวั พร้าโคง้ งอเรยี กวา่ “จะงอย” ใช้สาํ หรบั เก่ียว
ตน้ หญ้า เกีย่ วเถาวัลย์ ใหม้ ารวมกันกอ่ นที่จะใช้คมพรา้ หรือเครื่องมือมคี มอยา่ งอ่นื ตดั ใหข้ าด และ “พร้าลมื งอ”
ลักษณะหวั โค้งงอใช้ประโยชน์ในการตดั การฟนั และใชเ้ ปน็ อาวธุ ปอ้ งกนั ตวั ดา้ มของมดี พรา้ อาจทาํ ด้วยไม้หรือ
เหล็กก็ได้

วัสดุทีใ่ ช้เป็นหลกั ในการตมี ดี พรา้ นาป้อ ได้แก่ เหลก็ แหนบรถยนต์ เหลก็ แทง ถ่านไม้ แลคเกอร์ และน้ํามนั
วานชิ น้าํ ประสานทอง ลวดทองแดง เปน็ ต้น โดยมีอุปกรณ์ท่ีสาํ คญั ได้แก่ โรงตีเหล็ก เตาเผาเหล็ก สบู ลม ทง่ั ค้อน
ลูกหมัง คอ้ นตตี รา คีมคีบเหล็ก เหล็กผา่ หรอื สกดั เหล็ก ตะไบ หินเจยี ไฟฟ้า รางนํา้ เหล็กเขย่ี ถา่ น เหลก็ ตักน้ํา
ประสานทอง และเคร่ืองตดั เหล็กไฟฟ้า เป็นตน้

ขั้นตอนการตมี ดี พรา้ นาปอ้ มีขนั้ ตอนทีส่ ําคญั ๖ ขัน้ ตอนได้แก่ ขนั้ การตดั เหลก็ เพือ่ ใหไ้ ด้แผ่นเหลก็ ตาม
ขนาดทต่ี อ้ งการ ข้ันการขนึ้ รปู หรือการแปรรูป เพื่อตกแตง่ โครงรา่ งใหเ้ ป็นรปู โคง้ ตามลกั ษณะของมีดพร้า ข้ันการ
แต่งรูป ทาํ ใหไ้ ด้มีดพรา้ ท่ีมรี ูปรา่ ง รูปทรงที่เปน็ เอกลกั ษณ์ และสวยงาม ขั้นการตตี รา เปน็ การประทับตราหรือยหี่ ้อ
ลงบนมดี พรา้ ข้นั การแตง่ ผลติ ภัณฑ์ เปน็ ขน้ั สําคญั คือทําให้มดี พร้ามีความคมและเรียบสวยงาม และสุดทา้ ยคือข้นั
การชบุ เปน็ ข้ันตอนทที่ ําใหม้ ดี มคี วามคม ความแกร่ง และความทนทาน “

ชาวบา้ นนาป้อ ไดร้ วมกลมุ่ จัดต้ังกลุม่ ตีมีดพรา้ นาปอ้ จํานวน ๗ กลมุ่ มีสมาชิกประมาณ ๑๐๐ คนผลติ ได้
ประมาณ ๒๒,๔๐๐ชน้ิ /เดอื น มกี ารผลิตอยา่ งสม่ําเสมอตลอดทง้ั ปี และได้มีการถ่ายทอดกรรมวิธกี ารผลติ โดย
อบรมใหค้ วามรู้แกเ่ ดก็ ในโรงเรยี นของหมบู่ ้าน ตําบล สถาบันการศึกษา กลมุ่ อาชพี และองค์กรต่างๆ ทั้งในจงั หวดั
และตา่ งจงั หวัด เป็นจาํ นวนมาก โดยมีผู้สนใจมาทัศนะศกึ ษาดงู านในหมบู่ า้ นเฉลีย่ เดอื นละประมาณ ๓-๕ คณะ

๒. ผ้าทอนาหม่นื ศรี นาหมื่นศรี เปน็ ช่ือตําบลหนงึ่ ในอําเภอนาโยง ซ่ึงมชี ื่อเสียงในดา้ นผา้ ทอพื้นเมืองของ
จังหวัดตรงั มาต้ังแต่ครง้ั อดีต และในปจั จุบนั นก้ี ็ได้มกี ารจัดตง้ั กลมุ่ สตรีทอผ้านาหมน่ื ศรี เพื่อสืบสานการทอผา้
พ้ืนเมอื งไม่ให้สูญหายไป นักทอ่ งเทีย่ วสามารถชมไดท้ ท่ี ่ที าํ การกล่มุ ทอผา้ นาหมนื่ ศรี เสน้ ทางเดยี วกับทางไปถาํ้ เขา
ชา้ งหาย ตามถนนสายนาหม่นื ศรี ประมาณ ๕ กิโลเมตร

เมอ่ื เอ่ยถงึ จังหวัดตรัง หลายต่อหลายคนจะนึกถงึ ผ้าทอนาหมืน่ ศรี อาํ เภอนาโยง จังหวัดตรงั นักทอ่ งเทย่ี ว
ทเี่ ดินทางไปเทยี่ วจังหวดั ตรังส่วนใหญ่จะแวะซอื้ เลอื กชมผลิตภณั ฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรีกันแทบท้ังน้ัน จากคาํ บอกเล่า
ปากต่อปาก ประกอบกบั ความงดงามของลายผา้ ท่ีมีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัวท่ีมมี าแตโ่ บราณ ทาํ ให้ชื่อเสยี งผ้าทอนา
หมืน่ ศรีเลอ่ื งลอื ทว่ั ไป

68 

 

กลมุ่ ผ้าทอนาหม่ืนศรี มีประวตั ิมายาวนานประมาณ ๔๐๐ ปี เปน็ ผา้ ทที่ อดว้ ยกี่พืน้ เมืองทเี่ รียกวา่ "หูก"
เป็นเครื่องมอื พืน้ บ้านท่ีประดิษฐข์ ึน้ มาจากภูมปิ ัญญาของชาวบ้านผา้ ทอนาหมืน่ ศรี มลี วดลายงดงาม มเี อกลกั ษณ์
เปน็ ของตนเอง แบบศิลปะท้องถ่ิน เดมิ มีชมุ ชนบ้านกลางบ้านหนองยวน ต.ละมอ มาจนถงึ บ้านหัวเขา ต.นาหมนื่ ศรี
ได้ทอผา้ ข้นึ ใช้เองมากกวา่ ทจี่ ะซือ้ ผา้ มาจากทอ่ี ่ืน และมกี ารสบื ทอดการทอผา้ มาอยา่ งต่อเนือ่ งในชมุ ชนมาหลายชัว่
อายุคน จนปจั จุบัน และไดป้ รากฎหลกั ฐานจากจดหมายเหตุวา่ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัวได้
ประพาสหวั เมอื งปกั ษใ์ ต้ ร.ศ.๑๒๘ ไดท้ อดพระเนตรผา้ ทอทเ่ี มอื งตรงั ขอ้ ความตอนหน่งึ ว่า "ใต้ถุนเรือนใชเ้ ปน็ ท่ีหดั
ทอผา้ มผี ้หู ญิงมาหัดทอมาก" ผา้ ทอสว่ นใหญ่ใชใ้ นพธิ กี รรมทางศาสนา เชน่ งานศพ งานบวช งานแต่งงาน

ผ้าทอนาหม่ืนศรแี พร่กระจายไปสู่ตลาดภายนอกในรูปของสินคา้ พื้นเมอื งท่ที อโดยตรงจากตาํ บลนาหม่นื ศรี
แล้วสง่ ไปจําหน่ายยงั สถานที่ตา่ งๆ ท้ังภายในจังหวัดและต่างจังหวดั นอกจากน้นั ผา้ ทอนาหมื่นศรีไดเ้ ผยแพร่ไปยัง
สว่ นกลางโดยคร้งั แรก พ.ศ. ๒๕๑๘ หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสติ ราชเลขาสว่ นพระองคใ์ นสมเด็จพระนางเจา้ สิรกิ ติ ์ิ
พระบรมราชนิ ีนาถได้เสดจ็ เยีย่ มและชื่นชมความวจิ ิตรงดงามความประณีตของผา้ ทอนาหมื่นศรี และไดน้ าํ ขน้ึ ไป
จาํ หน่ายในงานส่งเสรมิ สนิ คา้ พื้นเมือง ณ วังวิทยุในงานน้ีนางกศุ ล นลิ ละออ เปน็ ตวั แทนของกลมุ่ ไดท้ ูลเกล้าฯ
ถวายผ้าทอนาหมนื่ ศรสี ําหรบั ตดั ชดุ ฉลองพระองค์ แด่สมเด็จพระนางเจา้ สิริกิต์ิด้วย

หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ได้ทรงมงุ่ สง่ เสริมการทอผ้าใหเ้ ปน็ อาชพี เสรมิ เพิ่มรายไดใ้ หแ้ กบ่ รรดาสมาชิกในกลมุ่
โดยสนับสนนุ ให้สมาชิกกล่มุ ทอผา้ ทสี่ นใจเขา้ รบั การอบรมการทอผ้าดว้ ยก่กี ระดุม แตค่ งลายผา้ แบบเดิมไว้ และทรง
รบั เปน็ ภาระในการส่งผ้าไปจาํ หน่าย ณ ศนู ยจ์ าํ หนา่ ยจังหวัดตา่ งๆ ทัว่ ประเทศ

ปัจจุบันกลุ่มผา้ ทอนาหมนื่ ศรี สมาชกิ ยังคงมกี ารทอผา้ ออกจาํ หน่ายอยา่ งสมํ่าเสมอ โดยมที ง้ั ลูกค้าท่ีเปน็
หนว่ ยราชการ และเอกชน ซึ่งนําผา้ ทอไปตดั แบบฟอร์มประจาํ หน่วยและลูกคา้ ทเี่ ป็นนักทอ่ งเท่ียวชาวต่างประเทศ
มาซอ้ื ด้วยตัวเอง ราคามตี ัง้ แต่ ๑๐๐-๑๒๐๐ บาท ซึง่ แต่ละสปั ดาหน์ กั ท่องเท่ียวจะซ้ือผลิตภัณฑ์ผ้าทอนาหมนื่ ศรี
ประมาณ ๕ - ๗ ชุด สร้างรายได้เสรมิ ใหแ้ กส่ มาชกิ ในกลมุ่ ไดด้ ี

ผ้าทอนาหม่ืนศรี นับวา่ เป็นเอกลักษณ์ ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ และความภาคภมู ิใจของชาวจงั หวดั ตรัง อาชพี
การทอผ้านาหมื่นศรีสามารถสรา้ งอาชีพ และรายได้ให้กับประชาชน บ้านนาหมื่นศรีและหมู่บ้านใกลเ้ คียงได้อยา่ ง
พออยู่พอกิน

69 
 

ผืนผ้าจากนาหมื่นศรี
ผ้าพาดบา่

มกั ใชล้ วดลายด้ังเดิมทมี่ คี วามซับซอ้ น ทอดว้ ยก่ีพื้นบา้ น ใช้จํานวนตะกอ (เขา)
มาก ในอดตี มกี ารทอผ้าเป็นคาํ สอนในพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ มจี ํานวนตะกอนบั รอ้ ย

.

ลายแกว้ ชงิ ดวง ลายลูกแก้วผสมลายดอกจนั

ผ้าเชด็ หนา้ , ผา้ กราบพระ
เปน็ ผ้าผืนส่เี หลย่ี มจตุรสั ซง่ึ ทอดว้ ยลาย

โบราณเชน่ กัน
.

ผ้ายกดอกลายลูกแก้ว

ผา้ ในพธิ กี รรม
ผา้ พานชา้ ง เปน็ การทอผ้าเช็ดหนา้ ตอ่ กัน

หลายผนื เพื่อใช้ในพธิ ีศพ
และเจ้าภาพจะตดั แยกเพื่อถวายพระเม่ือเสรจ็ พธิ ี

.

70 
 

ผ้าสําหรบั เปน็ เครือ่ งนงุ่ หม่ หรอื วัตถปุ ระสงค์ตา่ งๆ

จะเป็นการแปรรปู เปน็ ของใชช้ นดิ ต่างๆ ซง่ึ ผนื ผา้
มลี วดลายทห่ี ลากหลาย ท้ังสว่ นท่เี ป็นลวดลายดัง้ เดิม

และลวดลายทปี่ ระดิษฐ์ขน้ึ มาใหม่ จากภมู ปิ ญั ญา
อนั เป็นพลงั สร้างสรรค์ ท่ีไมม่ วี ันสน้ิ สดุ จากช่างทอผ้า

๓. จกั สานเตยปาหนนั
จกั สานเตยปาหนนั เมือ่ ครงั้ อดตี ชมุ ชนมสุ ลิมตลอดชายฝ่งั ทะเลอนั ดามนั แทบทกุ ครวั เรอื น มกี ารนาํ
เตยปาหนันหรือเตยทะเลซ่งึ เปน็ พชื ใบยาวสเี ขยี ว ริมขอบใบมหี นามขน้ึ แซมปะปนกับไม้ชายทะเลอ่นื ๆ มาสาน
กระเชอ จง (กระบุงเล็ก) เสอ่ื หมกุ (สมกุ ) ใส่ยาเสน้ ฯลฯ
นับเป็นภูมปิ ญั ญาของบรรพชน ที่นําทรพั ยากรในท้องถิ่นมาทาํ ภาชนะเครอื่ งใชไ้ ม้สอยใช้ในชีวติ ประจาํ วนั
ต่อมาบ้านเมอื งเจริญข้ึน มวี สั ดุเคร่อื งใช้ชนดิ อื่นเข้ามาแทน ทาํ ใหผ้ ลติ ภณั ฑจ์ ากเตยปาหนันได้รบั ความนยิ ม
นอ้ ยลงไปแต่มีบางชมุ ชนยงั คงสืบทอดงานหัตถกรรมชนดิ นอ้ี ยู่ เช่น ทีบ่ า้ นโต๊ะบัน บ้านดุหนุ และบา้ นแหลมมะขาม
อําเภอสเิ กา บ้านนาทะเล ตําบลตะเสะ อําเภอหาดสาํ ราญ บ้างทาํ ใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วัน บ้างดัดแปลงเป็นภาชนะ
เคร่อื งใช้ประยุกตเ์ ป็นสนิ ค้าส่งไปขายถงึ ประเทศญี่ปนุ่ และกลุ่มประเทศยโุ รป
วธิ ีการทาํ และขนั้ ตอนในการนาํ เตยปาหนันมาใช้ เรม่ิ ตน้ จากเลือกหาขนาดเตยท่ีตอ้ งการในบริเวณป่าชาย
เลน นาํ มาตัดโคนใบและปลายออกใหเ้ หลือความยาวตามขนาดทตี่ ้องการ ขูดหนามทส่ี ันใบและขอบใบออก แล้ว
เอาไปองั ไฟ และผา่ ใบแตล่ ะซกี ออกเป็น ๒ ซกี เทา่ ๆ กันตากแดดหนึง่ วันและขดู ให้เส้นตรงและเปน็ มันเม่อื ไดเ้ ป็น
ตอกหรอื ซีก่ ็นาํ ไปสานเปน็ ผลติ ภัณฑถ์ า้ ต้องการสีสนั ก็นาํ ไปยอ้ มและห้อยผ่ึงไว้อกี ๑ – ๒ วนั จงึ จะใช้งานได้

  
 
 

71 
 

๔. กนั หม้อ ติหมา งานจักสานก้านจาก ตําบลย่านซ่ือ อําเภอกันตัง มีพื้นท่ีราบเกิดจากดินแห่งหนึ่งของ
อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นชุมชนริมฝ่ังแม่น้ําตรัง มีพื้นท่ีราบเกิดจากดินตะกอนท่ีแม่นํ้าตรังพัดพามาทับถม
เพราะอยู่ใกล้ปากนํ้า ประกอบกับอิทธิพลของนํ้าทะเลแทรกตัวตามลําคลองเข้ามาถึงชุมชนย่านซื่อ น้ําในบริเวณ
นี้จึงเป็นนํ้ากร่อย ทําให้ต้นจากเจริญเติบโตได้ดี กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทํารายได้หลักให้แก่ชาวบ้าน

เม่ือคร้ังอดีตท่ีผู้คนยังหุงข้าวทําอาหารด้วยไม้ฟืนหรือถ่านไฟทุกครัวเรือนต้องใช้ที่กันหม้อรองหม้อข้าวหม้อ
แกง ภาชนะใสอ่ าหารไมใ่ ห้เขม่าดําติดพนื้ เปรอะเปอ้ื น กา้ นจากท่เี หลือจากการลอกออกเอาไปทําใบยาสบู ก้านแขง็ ตรง
กลางนําไปทําไม้กวาดชนิดเดียวกับไม้กวาดเรียวมะพร้าว ส่วนด้านข้างใบทั้งสองจะเป็นก้านอ่อน เลือกเอาด้านท่ี
แข็งกว่า นาํ มาเหลาสานทาํ ท่กี ันหมอ้ ไว้ใชก้ นั เองในครวั เรอื น เหลือก็แจกจา่ ยไปยังบ้านใกลเ้ รอื นเคียง มเี วลาวา่ งก็
ทําขาย

กนั หมอ้ สามารถดดั แปลงเปน็ ภาชนะอ่ืนๆ เช่น ตะกรา้ ใส่ผลไม้ แจกันดอกไม้ และของท่ีระลึก ฯลฯ เมอ่ื ทาํ
เสรจ็ สง่ ไปขายท่ตี ลาดเกษตรของเทศบาลเมอื งตรงั หรืองานเทศบาลต่างๆ และมลี กู คา้ ประจาํ ทอี่ ําเภอหาดใหญโ่ ดย
สง่ ผา่ นสํานักงานเกษตรจังหวัดตรัง ใบเล็กราคาตัง้ แต่ ๑๕ บาท ใบกลาง ๒๐ บาท และ ๒๕ บาท ตามลําดบั แหลง่
ก้านจากท่ยี ่านซอ่ื นั้นเปน็ ใบจากคณุ ภาพดี ใบ กา้ น ยาวกว่าทีอ่ นื่ แต่ไมค่ อ่ ยมกี า้ นจากเหลือเพราะสง่ ไปใหค้ น
หมบู่ ้านอ่ืนลอกจาก อยู่ไกลออกไป ตามไปเอาลาํ บาก จงึ ส่ังก้านจากของบ้านแหลม ตําบลวังวน

วธิ ีการทาํ เริ่มจากนําก้านจากที่เหลาเรียบรอ้ ยแลว้ มา ต้ังทา้ ย หรือขน้ึ รปู ก้น เปน็ วงกลมไวก้ ่อน สานและ
ดึงเขา้ หากันให้ได้รปู ทรงตามตอ้ งการ จะเป็นกันหม้อหรือดัดแปลงเปน็ ภาชนะอืน่ กแ็ ลว้ แต่ พอไดร้ ปู ทรงทอ่ นบนก็
สานตอ่ ลงไปเปน็ เชงิ เพ่ือใหก้ ้นสูงขน้ึ สอดปลายกา้ นกลับขนึ้ มาทําเป็นรดั พัสตร์ หอยนู่ ํามาใชห้ รอื คาดเอว แล้วสอด
ปลายเกบ็ ใหแ้ นบเนยี นเปน็ อันเสร็จ

นอกจากกนั หมอ้ ยงั มียอดจากอ่อนท่ตี ัดใบเอาไปเขา้ กระบวนการทาํ ใบจากจนถึงใบมวนยาสูบ สว่ นปลาย
ยอดทเี่ หลอื อยู่นาํ มาใชท้ าํ ภาชนะไวต้ ักน้าํ บ่อ วดิ นํ้าเรอื ฯลฯ เรียกวา่ ตหิ มา อาจจะใช้ไดไ้ มน่ านนัก แต่เมอื่ ชาํ รุด
แลว้ กท็ ิง้ ให้เปอ่ื ยย่อยสลาย ไมม่ ีมลพษิ ย้อนกลบั คนื

ขน้ั ตอนการทาํ หรือท่เี รยี กว่า ขอดติหมาจาก คอื นาํ ปลายยอดจากออ่ นมาตดั เปน็ ใบ ๆ สบั ปลายออกให้
เหลือความยาวเสมอกนั นําไปผง่ึ แดดสกั ครใู่ หญๆ่ ให้ออ่ นตัว หลงั จากน้ันนําแตล่ ะใบมาพบั ทบตามแนวกา้ น แลว้
สอดตามรอยทบสลบั โคนปลาย เพอ่ื ให้มคี วามแขง็ สมํา่ เสมอ เม่ือไดเ้ ปน็ แผ่นใหญ่พอสมควร ก็รวบปลายทั้งสอง
ดา้ นเป็นขัว้ จับโคง้ เขาหากัน แบ่งครึง่ แต่ละขว้ั สอดไขวส้ บั หวา่ งกัน ผูกใหแ้ นน่ ไว้เป็นที่จับหรือผูกเชือกตกั นาํ้ ตอ่ ไป
เท่านีก้ ไ็ ด้ตหิ มารูปขอดโคง้ สวยงามน่าใช้

72 
 

๕. ชา่ งแต่งลายกระหนกโลงศพ
ในอดีตหากบา้ นใดมผี ู้เสียชีวิตลง การจดั การพิธงี านศพนับเป็นเรอื่ งใหญ่ ต้องจดั ใหส้ มเกยี รตแิ ก่ผลู้ ว่ งลบั และ

เพอ่ื ศกั ดิศ์ รขี องเจ้าภาพรวมทัง้ คณะญาติพน่ี อ้ ง การตกแตง่ โลงศพให้สวยสดงดงามและวจิ ิตรตระการตา เปน็ ส่งิ หน่ึงที่
จะต้องใหค้ วามสาํ คญั ลาํ ดบั ตน้ ๆ

การตกแตง่ โลงศพสมยั กอ่ นตอ้ งตดิ ต่อชา่ งไว้ล่วงหนา้ อยา่ งนอ้ ย ๑๕ วัน ช่างจะเข้าป่าไปตดั ไมร้ ะกํานํามา
ตากให้แห้งกอ่ น เมอ่ื จะลงมอื ทาํ ต้องมพี ธิ ีไหว้ครู ถือครูหมอ เสรจ็ งานแล้วต้องไหว้ครหู มออกี พรอ้ มๆ กับรดนํ้ามนต์

ลายกระหนกในสมัยก่อนใช้ลายไทยเพยี ง ๔ – ๕ ลายเปน็ แม่ลายเอก ไดแ้ ก่ ลายประจาํ ยามลูกฟกั กา้ มปู
ลายฝาถว้ ย(บวั ควํ่าบัวหงาย) ลายเชงิ กระจก ลายหน้ากระดาน ลายหน้าอดุ รงั มุม และลายร่องกระจกอ่ืนๆ ต่อมา
ประสมลายใหมๆ่ เขา้ ไป แตกลูกเป็นร้อยๆ ลาย

วสั ดทุ ี่ใชต้ กแตง่ ลายมเี พียงกระดาษทองเกรียบ หรอื ทองอังกฤษ กระดาษมนั ไมร้ ะกําตากแห้งเอามาเหลา
ผ่าซีกไวต้ ิดกระจก เรยี กว่า ลวดทางระกาํ ปจั จบุ ันมีกระดาษสะท้อนแสงเพ่มิ เขา้ มา และใช้แผ่นโฟมแทนลวด
ทางระกาํ แตย่ ังมีช่างบางคนใชไ้ มร้ ะกําแบบยุคกอ่ น

กระดาษพ้ืนหลงั เรยี กว่า ทองพืน้ กระดาษลายกระหนกเรยี กว่า ทองเกรยี บและมกี ระดาษสีเปน็ กระดาษ
สอด เรยี กวา่ ซับกระดาษ ใหเ้ กดิ ลวดลายสีสนั ต่างๆ กัน

ขั้นตอน วิธที ํา เร่มิ จากวาดลายที่ต้องการลงบนกระดาษทองเกรียบ ซงึ่ จะมีแมแ่ บบไว้แลว้ ทําทเี ดียวได้
คราวละมากๆ เพราะวางซ้อนกันได้หลายช้ัน แลว้ ใช่มีดคมๆ เช่น มีดแกะรปู หนงั แกะลายตามทวี่ าดไว้ออกมา เรียกวา่
ขุดลาย ถา้ ต้องการทําใหเ้ กิดลายจุดตดิ ต่อกันก็ต้อง เดนิ มุก หรือ ฟันปลา

73 
 

กระดาษทองเกรยี บท่ขี ุดลายแล้ว ตอ้ งวางทับกระดาษพ้ืนหลงั ซ่ึงใชก้ ระดาษมนั เรยี กวา่ ทองพืน้ ลวดลาย
กระหนกจะปรากฎตามสที องพื้น กรอบนอกคือทองเกรยี บ ซึง่ มีลายจุดฟนั ปลาตามชอบ ถา้ ต้องการให้มีสสี นั หลากหลายก็ใช้
กระดาษสตี ่างๆ สอดเปน็ ซบั กระดาษ นิยมใช้กระดาษสสี ะทอ้ นแสงจะได้ขน้ึ แสงไฟในตอนกลางคืน

นอกจากนใ้ี ช้แผน่ โฟมทาสีแทนทางไม้ระกํา เพื่อรองลายกระหนกใหด้ ูหนาลกึ ไม่แบนราบ มีนาํ้ หนัก มองแลว้
สวยงาม และยงั มีการนํากระจกมาตดิ ให้เกดิ ความแวววาวสะทอ้ นแสง เครื่องตกแตง่ อ่ืนๆ ยงั มี อาทิ ฉัตร พัด
เจดีย์ เซิน (ใบกระจังรวน) ดอกไมไ้ หว ฯลฯ

๖. ไมเ้ ทพธาโรแกะสลัก
เทพทาโร จดั เปน็ ไมย้ นื ต้นเนอ้ื ออ่ น หรือท่ีทางภาคเหนือเรียกว่า ตะไคร้ตัน ภาคกลางเรียกว่า ไม้เทพทาโร

ทางภาคใต้จะเรียกว่า ไม้จวงหอม ส่วนชาวไทยมุสลิมจะเรียกว่า แตยอ ส่วนใหญ่จะพบตามป่าดงดิบ และมีมาก
ในภาคใต้ของประเทศไทย ต้นเทพทาโร นอกจากจะเป็นไม้มงคลอย่างที่ทราบกันแล้ว ส่วนของใบท่ีเป็นยอดอ่อน
ชาวบ้านจะนําไปรับประทานเป็นผักจิ้มกับนํ้าพริกได้ ส่วนของเนื้อไม้ก็ยังมีสรรพคุณเป็นพืชสมุนไพร ใช้ต้มกับน้ํา
แก้อาการท้องร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้วิงเวียน หืดหอบ และเป็นยาบํารุงโลหิต นอกจากน้ี กลิ่นของไม้
สามารถป้องกันปลวก มอด และยุงได้เช่นกัน ถือเป็นไม้ที่มีคุณค่าอีกชนิดหน่ึงท่ีไม่ควรมองข้าม

แต่ปัจจุบัน ต้นเทพทาโรกลับมีจํานวนลดลง ถูกโค่นทิ้งเป็นจํานวนมาก เนื่องจากมีการขยายพื้นท่ี
เพาะปลูกยางพารา ปาล์มน้ํามัน และพืชเศรษฐกิจอ่ืนๆ เพิ่มข้ึน เหลือเพียงตอและรากของต้นเทพทาโรที่ฝังอยู่ใน
ดนิ ซ่งึ ส่วนทเี่ หลอื เหล่านีอ้ าจจะดูไรค้ า่ ในสายตาของคนท่ัวไปที่พบเห็น แต่สําหรับชาวบ้านในตาํ บลเขากอบ อาํ เภอ
ห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้เล็งเห็นคุณค่าของพืชท้องถ่ินชนิดนี้ ด้วยการนํารากไม้เทพทาโรมาแกะสลักเป็นผลิตภัณฑ์
สําหรับตกแต่งบ้าน และเป็นสินค้าที่ระลึก ด้วยฝีมือที่ประณีต สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถ่ิน ทําให้ผลิตภัณฑ์จาก
ไมเ้ ทพทาโรสร้างช่ือเสียงใหก้ ับจงั หวดั ตรงั เปน็ อยา่ งมาก สําหรบั กล่มุ หัตถกรรมการแกะสลกั ไม้เทพทาโรทมี่ ชี ื่อเสียง
ในจังหวัดตรังเป็นสินค้าหนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ประเภทศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึก ระดับ ๔ ดาวของ
จังหวดั ตรังอกี ดว้ ย ไม้เทพธาโรสามารถใช้ประโยชน์ไดห้ ลายสว่ น

74 
 

ราก นยิ มมาแกะสลกั อยูไ่ ดน้ านหลายรอ้ ยปี เพราะมนี ้าํ มนั อยู่ ปลวกไมก่ นิ วัตถุมงคลโบราณนยิ มใช้ไม้
หอมเทพธาโร เช่นหลวงพอ่ โสธร และเม่ือก่อนจตคุ ามรามเทพก็รบั มวลสารจากท่ีน่ีไป

ใบ ทาํ อาหารแทนตะไคร้ได้ ด่มื เปน็ ชาได้ กนิ สดใบออ่ นเพื่อดบั กลนิ่ ปากและลดแบคทีเรยี ในช่องปากไดไ้ ด้
ใบมกี ากใยสูงชว่ ยระบบย่อยอาหาร

เมล็ด ใชป้ รงุ อาหารแทนพริกได้ แก้แมลงกดั ต่อย ปอ้ งกนั ยุง แกป้ วดเมือ่ ย (สมัยสงครามโลกกินแทนพรกิ
ยามพรกิ ขาดแคลน)

ดอก สามารถเคยี้ วดับกลน่ิ ปาก และด่มื เปน็ ชาได้
ต้น ทาํ เป็นเฟอรน์ ิเจอรไ์ ด้ แตเ่ ปน็ สว่ นที่หอมนอ้ ยสุด
ถ้ารากตอ้ งรอ ๒๕ ปี และ ตอ้ งรอใหม้ ันตาย ๒ - ๓ ปี ถึงจะใชง้ านได้ เพราะไม้สดมาใชไ้ ม่ได้ มนั ปริแตก
เมลด็ ใชเ้ วลารอ ๒.๕ – ๕ ปี แตอ่ ยา่ งอื่น 7 เดือนกใ็ ชไ้ ด้แลว้ เช่น ดอก ใบ

๗. กะปิท่าขา้ ม
กะปิท่าขา้ ม กะปดิ งั แหง่ บา้ นหยงสตาร์ตาํ บลท่าขา้ ม อาํ เภอปะเหลยี น ทาํ จากกุ้งตัวเล็ก ๆท่ีชาวบ้าน

เรียกวา่ “ตวั เคย”ใชเ้ ป็นเครื่องปรุงประกอบอาหารหรือตํานํ้าพริกกอ็ ร่อยไม่แพ้กนั
๘. ขนมเคก้

ขนมเค้กจังหวัดตรัง ถือเป็นอาหารพื้นเมืองที่มีรสชาติหอมหวาน นุ่ม เน้ือละเอียด และมีรูปแบบท่ีเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะ คือ รูปทรงวงแหวน มีรูตรงกลาง สูตรการทําขนมเค้กที่ตกทอดสืบมาหลายชั่วอายุคน ลูกหลานชาวตรัง
และนักท่องเทย่ี วนยิ มนาํ ไปเปน็ ของฝากแกเ่ พอื่ นฝงู ญาติมิตร ผหู้ ลกั ผใู้ หญ่ จนกลายเป็นของฝากประจาํ จงั หวัดตรงั
ใครมาเมืองตรังเป็นต้องซ้ือติดมือกลับไป จุดกําเนินของการผลิตขนมเค้ก เป็นของกินคู่กับกาแฟ ซ่ึงชาวจีนไหหลํา
เรียกว่า “ขนมเก็ก” และพัฒนาต่อมาเป็นลําดับ โดยสูตรในการทําขนมเค้กท้ังหมด ยังคงส่วนประกอบหลักของ
ขนมไข่ของคนจีนท่ัวๆ ไป ปัจจุบันจังหวัดตรังจึงมีการทําขนมเค้กเป็นกิจการในครัวเรือนท่ีมีการผลิตกันอย่างแพร่หลาย
จํานวน ๘๑ ราย มีรสต่างๆ หลากหลาย เช่น รสกาแฟ รสใบเตย เค้กสามรส เค้กส่ีรส เค้กนมสด เค้กมะพร้าว
เคก้ เผือก เคก้ ส้ม เคก้ ชาเขียว เคก้ ขนุน เค้กล้นิ จี่ เค้กเนย เคก้ พทุ รา เค้กผลไม้ เค้กงาดํา เค้กอบกรอบ ฯลฯ

75 
 

๙. หมยู ่าง
หากย้อนตํานานต้นกาํ เนิดของหมยู า่ งนน้ั เกิดขึ้นในประเทศจนี ประมาณ ๑,๐๐๐ ปมี าแลว้ ในสมัย

ราชวงศถ์ งั การคน้ พบวิธกี ารย่างหมูน้นั ชา่ งเปน็ การบงั เอิญเหลือเกิน ในขณะทพ่ี ่อครัวในพระราชวังกําลงั ปรงุ
อาหาร ทาํ หมชู น้ิ หน่งึ ตกลงไปในเตาถา่ น จนเน้ือสุกและหนงั ไหม้ พอ่ ครัวลองหยบิ มาชิม รสู้ ึกว่าหมชู นิ้ นัน้ มีรสชาติ
หอมกรอบอร่อย จึงทาํ ให้เขามีความคดิ วา่ การนําหมูมายา่ งเป็นอาหารจะอรอ่ ยกว่าการนาํ ไปใช้ทําอาหารอยา่ งอน่ื
ดงั นั้นพอ่ ครวั จึงทดลองนาํ หมูมาย่างแลว้ นําขึน้ ถวายฮอ่ งเต้ ฮ่องเตท้ รงโปรดมาก เน่อื งจากเมื่อย่างหมูพอสกุ พอเหมาะ
หนังหมจู ะมีสเี หลืองดุจทองคาํ สกุ อรา่ ม ฮ่องเตจ้ งึ ตง้ั ชื่อหมยู า่ งนีว้ า่ หมทู อง ชาวจนี ใชช้ ื่อนเี้ รยี กมาจนถึงปจั จุบัน
เมื่อเวลาผ่านมานับพนั ปี วชิ าการหมยู ่างกไ็ ดเ้ ผยแพรโ่ ดยการสบื ทอดตระกูลของพ่อครัว จนกระท่งั มาถึงมณฑล
กวางตุ้ง ซง่ึ เป็นมณฑลทช่ี าวเมอื งมีฝมี ือในการปรงุ อาหาร จะเห็นได้จากอาหารจนี ทมี่ รี สอรอ่ ยท่สี ุดจะปรงุ โดยพ่อครัว
ชาวกวางต้งุ ทั้งสน้ิ ดังนน้ั จากเดมิ หมยู า่ งซ่ึงเปน็ อาหารเฉพาะของฮ่องเตก้ ็เรม่ิ แพร่หลายมาเปน็ อาหารของสามญั ชน
แตก่ ็ยังถือว่าหมยู า่ งยังเปน็ อาหารระดบั ฮ่องเต้อยู่

เมอ่ื ประมาณ ๑๐๐ ปีก่อนน้ชี าวจีนในมณฑลกวางตงุ้ ซงึ่ อยู่ใกล้ทะเล ไดเ้ รมิ่ อพยพออกจากประเทศโดย
ทางเรอื เพ่ือเสาะหาแผ่นดนิ ทางทะเลใต้ คือ ประเทศไทย ซึง่ ราํ่ ลอื กันวา่ มีความอุดมสมบูรณก์ วา่ ประเทศจนี มาก จงึ ได้
ลงเรือกันมาผจญภัยพร้อมกนั ท้งั หมู่บ้าน และมบี างส่วนได้เดินทางเขา้ มาประเทศไทยโดยข้นึ ฝัง่ ที่อาํ เภอกนั ตัง หรือปาก
แมน่ ้าํ ตรงั และไดม้ าบุกเบิกต้ังรกรากอยู่ทจี่ ังหวดั ตรงั ชาวจีนท่อี พยพมานม้ี ีหลายอาชพี ส่วนใหญจ่ ะมาบกุ เบกิ ทํา
ไรพ่ รกิ ไทย จึงไดต้ ั้งชอ่ื จังหวัดตรังวา่ "เมืองพรกิ ไทย" ชาวจนี เหล่าน้ีจงึ ได้มกี ารเลยี้ งหมพู นั ธุเ์ ลก็ ซ่ึงได้นาํ ลงเรือมา
ดว้ ยในตําบลทับเท่ียง ปจั จบุ ันคืออําเภอเมือง จงั หวัดตรัง ปรากฏวา่ ไดผ้ ลดีมาก ต่อมาไดม้ ีคนกลุ่มหนงึ่ นาํ หมูมา
ชาํ แหละขาย ซง่ึ ก็คอื ตน้ ตระกูลของร้านฟองจนั ทร์ หลงั จากน้ันร้านฟองจันทรไ์ ด้รบั ชาวจีนคนหนงึ่ มาจากมณฑล
กวางตุ้งชอ่ื นายซนุ่ มคี วามสามารถในการยา่ งหมมู าก หมทู ย่ี ่างจะมรี สชาตกิ ลมกล่อมและหนงั ท่กี รอบ สมัยน้ัน
จังหวดั ตรังมผี ู้ที่ยา่ งหมูไดเ้ พยี งคนเดียวเทา่ นน้ั ต่อมาเม่ือนายซ่นุ มีอายุมากขึ้นกไ็ ดฝ้ กึ ผชู้ ่วยขึน้ มา วชิ าการยา่ งหมูจึง
ไดแ้ พร่หลายจากรนุ่ ส่รู นุ่ ต้งั แต่นั้นมา

76 
 

หมูย่างนน้ั เดมิ เปน็ อาหารทใี่ ช้ในการเซน่ ไหวข้ องหมู่คนจีน ในงานศพ งานมงคล งานเทศกาลต่างๆ และ
ประกอบพิธกี รรมสงิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ หรือการบนบานศาลกลา่ วตามวิถีชีวติ ซึ่งยังสบื ทอดมาจนถึงปจั จบุ ัน ต่อมาหมู่คนจนี
ในเมืองตรังนยิ มนาํ หมูย่างมากนิ กับกาแฟ กระท่งั ความนิยมกระจายมาสหู่ มคู่ นตรงั ในระดับชนช้ันกลางที่เปน็ ขา้ ราชการ
นกั ธรุ กจิ ในเขตเมอื งตรงั และชานเมืองเป็นลําดบั จนกลายเป็นวัฒนธรรมการกนิ กาแฟกบั หมยู า่ งในยามเช้าทไี่ มเ่ หมือนใคร
และไม่มใี ครเหมอื นหมูย่างเมอื งตรังจงึ กลายเปน็ เอกลักษณ์ของจังหวัดตรังไปในทีส่ ดุ

จากอาหารพืน้ เมืองทนี่ ยิ มรับประทานกันในวงจํากดั หมยู ่างเมอื งตรังได้รบั การส่งเสริมและสนบั สนุนจาก
หอการค้าจงั หวัดตรังด้วยการจดั งานเทศกาลหมยู ่างเมอื งตรังข้นึ ตัง้ แตป่ ี ๒๕๓๓ ตอ่ เนอ่ื งมาทุกปจี นถงึ ปัจจุบัน
ประกอบกับการไดโ้ หนกระแสนโยบายการทอ่ งเทยี่ วของรฐั บาล จงึ กลายเปน็ สนิ ค้าทมี่ ีชื่อเสียงไปท่ัวประเทศ กลายเปน็
ของแปลก ของโปรด ของประจําบา้ นประจําเมืองไปในทีส่ ดุ

77 
 

ภาษาและวรรณกรรม

78 

 

ภาษาและวรรณกรรม
ภาษา ในการศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์ ภาษาถิน่ ตรงั จัดอย่ใู นกลมุ่ ภาษาภาคใต้ตอนกลางและเขตพนื้ ท่ี

ฝ่งั ทะเลตะวนั ออก รว่ มกับภาษากระบ่ี พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลาบางอําเภอ (ระโนด สทิงพระ กระแสสนิ ธ)ุ์ ภาษาถิน่
ตรังมีลักษณะสาํ คัญเชน่ เดียวกับภาษาถน่ิ ใต้โดยทวั่ ไป กล่าวคือ มสี าํ เนยี งพดู หา้ วและหว้ น ขาดหางเสยี ง มักตดั คาํ
หลายพยางคใ์ ห้เหลอื นอ้ ยพยางค์ เช่น นาฬกิ า - นากา มะละกอ - ลอกอ ตระเวน - เหวน ละออง - ออง กระบ่ี - บี่
สรุ าษฎรธ์ านี - สรุ าษฎร์ เปน็ ต้น มีคําศัพทใ์ ช้เฉพาะถิ่น เช่น คาํ ว่า เลก็ ใช้วา่ นยุ้ เอยี ด เท่าหิด เท่าติ๊ก คาํ วา่
ใหญ่ โต ใชว้ า่ เถา้ เถา้ ถาํ เติบ ไอถ้ ํามงั คาํ ว่า มาก ใช้ว่า ลุย กะลุย กะลกั กะลยุ กองลยุ กองเอ จงั หู จ้าน ครัน
ไดส้ กั ไหนไหน เป็นตน้

ภาษาถน่ิ ตรงั มีหนว่ ยเสียงที่แตกตา่ งกบั ภาษาถ่นิ กรุงเทพฯ คือภาษาถิ่นตรังมีหน่วยเสียงวรรณยกุ ต์ ๗
หน่วยเสียง มหี นว่ ยเสยี งพยัชนะต้น นาสกิ /ญ/ เชน่ คาํ วา่ ใหญ่ หญิง มีหน่วยเสียงพยชั นะตน้ ประสม /มล/มร/
เช่น คาํ ว่า เมลิน (เมลิน) หมายถงึ ลมื ตา เมล่นิ (เมลนิ่ ) หมายถงึ ลื่น มรน (มรน) หมายถงึ คําราม แหมรด (แหม
รด) หมายถงึ มาก สลอน เตม็ ไปหมด เปน็ ตน้ และชาวตรงั มกั ออกเสียงพยชั นะต้นสลับกนั ระหวา่ ง /ก/ /ค/ /จ/ /
ช/ /ต/ /ท/ /ป/ /พ/ /อ/ /ฮ/ มกั ออกเสีง /ง/ เปน็ /ฮ/ /ตร/ เป็น /ช/ นอกจากนีย้ ังมหี นว่ ยเสยี งสระทใ่ี ชแ้ ตกต่าง
กับภาษาถิ่นกรงุ เทพฯ อีกหลายหน่วยเสียง เชน่

ในด้านวรรณกรรมของตรังนั้น ก็มีท้ังวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์ เช่นเดียวกับ
วรรณกรรมภาคใต้ทั่วไป วรรณกรรมมุขปาฐะ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยวิธีจดจํา เช่น ปริศนาคําทาย
สํานวนภาษิต เพลงกล่อมเด็ก นิทานพื้นบ้าน บทหนังตะลุง มโนราห์ คําคล้องจอง ร้องเล่น บทรองเง็ง บทลอเกป่า
เป็นต้น และวรรณกรรมลายลักษณ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมท่ีมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เช่น ตําราหมอดูศาสตรา คําประกอบ
พิธีกรรม วรรณกรรมนิทาน วรรณกรรมตํานานและประวัติศาสตร์ เป็นต้น แต่ในที่นี้จะกล่าวละเอียดเพียง
วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณกรรมตรงั ท่มี ีลกั ษณะเดน่ เฉพาะถน่ิ ตรงั เท่านนั้

79 
 

นิทาน ตาํ นาน

80 
 

นทิ าน ตํานาน:ทมี่ าของชอื่ บา้ นนามเมอื งตรงั

ความหมายของคาํ วา่ ตรงั มีผู้พยายามหาข้อสันนษิ ฐานจากเหตผุ ลต่างๆ ประกอบเพอื่ อธบิ ายความหมาย

และทม่ี าของคาํ ว่า ตรัง ไวห้ ลายแนวความคดิ แต่ในที่น้ยี กมาเฉพาะที่เปน็ ความหมายของคาํ ว่า ตรัง ท่ตี รวจสอบ

จากเอกสารแลว้ วา่ มแี หล่งท่ีมาชดั เจนสามารถนาํ มาใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลเบ้อื งตน้ เพือ่ เป็นหลกั ในการสนั นษิ ฐานต่อไปได้

ดงั นี้

ตรัง มาจากคําสนั สกฤต เขียน ตรงั ค- ตรงั ค์ อ่านว่า ตะรังคะ ตะรงั แปลวา่ ลูกคลืน่ ในเอกสารจดหมาย

เหตเุ กา่ ๆ เขยี นชอื่ เมอื งตรงั ว่า ตรังค์ หรอื ตรงั คบรุ ี ตามความหมายน้ี อาจเป็นช่ือทเี่ รยี กตามสภาพทะเลหนา้ เมอื ง

ตรงั ที่มคี ลื่นลมอยู่เสมอกเ็ ปน็ ได้ หรือเรียกตามเน้อื ทจ่ี งั หวดั ตรัง ซึง่ เปน็ ท่ีลอนลกู ฟูกสงู ๆ ตา่ํ ๆ คล้ายกับลกู คลืน่ ใน

ทะเล

ตรัง เปน็ ภาษามลายู มาจากคําว่า เตอรัง (terang) แปลวา่ สดใส สวา่ งแลว้ แจง้ ซงึ่ อาจมาจากชาวมลายู

ฝ่ังตะวันตกทเ่ี ดนิ ทางผ่านเมืองตรงั ไปค้าขายกับนครศรีธรรมราชหรือกรงุ ศรอี ยุธยามาถงึ ดนิ แดนแห่งนเี้ มื่อเวลารงุ่

อรณุ เป็นปกตติ ามตารางการเดินทาง จึงเรยี กดินแดนนวี้ ่า ตรัง แปลตามความหมายนีไ้ ด้ว่าเมอื งตรังเปน็ เมืองแห่ง

รงุ่ อรุณ

ข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง สรุปได้ว่า ตรัง มาจากภาษาเขมร ถอดเสียงเป็นอักขระไทยว่า

เฎีมเตรียง แปลว่า ต้นลาน ซ่ึงมีชื่อน้ีในท่ีอ่ืนๆ อีก เช่น บ้านตรัง อําเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร บ้านตรัง อําเภอมายอ

จังหวดั ปตั ตานี และบ้านไตรตรงั อาํ เภอเมอื ง จงั หวัดภูเกต็ ชือ่ บ้านในตรังนี้อาจแปลวา่ บ้านตน้ ลานสามตน้

ตรังมี นา จากการศึกษาช่ือตําบลต่างๆ ของจังหวัดตรังในทําเนียบท้องท่ี พ.ศ. ๒๕๔๑ ของกรมการปกครอง

กระทรวงมหาดไทย ซงึ่ มที ั้งหมด ๘๗ ตําบล ปรากฎวา่ มีแนวการ ตัง้ ช่ือตามลักษณะภูมิประเทศ ๖๘ ตําบล คิดเป็น

ร้อยละ ๗๘.๑๖ ของชื่อตําบลท้ังหมด โดยใช้ช่ือนําหน้าเป็น รา โคก รวน เขา ท่ัง คลอง วัง บ่อ หนอง ท่า บาง ห้วย

เกาะ อ่าว หาด และแหลม เช่น นาบินหลา นาชุมเห็ด โคกหล่อ โคกยาง ควนเมา ควนธานี เขาขาว เขาปูน ทุ่ง

กระบือ ทุ่งต่อ คลองลุ คลองชีล้อม วังวน วังลํา บ่อน้ําร้อน บ่อหิน หนองตรุด หนองช้างแล่น ท่าข้าม ท่าสะบ้า

บางตี บางด้วน ห้วยยอด ห้วยนาง เกาะสุกร เกาะลิบง อ่าวตง หาดสําราญ และแหลมสอม เป็นต้น ส่วนที่เหลือ

๑๙ ตาํ บล ตั้งชอ่ื ตามลักษณะอืน่ ๆ และจากช่ือตําบลท่ีมีแนวการต้ังช่ือตามลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว จะใช้คําว่า

นา นาํ หน้ามากทส่ี ุด ซงึ่ สอดคล้องกบั คํากล่าวทตี่ ดิ ปากกันว่า พัทลุงมดี อน นครมที ่า ตรังมีนา สงขลามีบ่อ คํากล่าว

นี้เกี่ยวขอ้ งกับเรื่องช่ือบา้ นนามเมอื งของจงั หวัดน้ันๆ โดยเฉพาะ ชื่อบ้านนา จงั หวดั ตรงั

ทน่ี าเมืองตรังนน้ั บุกเบกิ กนั ตามหบุ เขาช่องควนเป็นส่วนใหญ่ ที่นาเพียงเล็กนอ้ ยจงึ กระจดั กระจายอยู่

หลายแหง่ ทาํ ใหช้ อ่ื หมบู่ ้านมคี ําว่านานาํ หน้ามาก ท่ีราบลมุ่ แม่นา้ํ ตรงั เทา่ นน้ั ทีม่ ีทนี่ ากวา้ งขวางอย่บู า้ ง และจากบท

ลิเกปา่ จงั หวดั ตรังบทหนึ่งกไ็ ดส้ ะท้อนลกั ษณะภูมปิ ระเทศในสว่ นที่เปน็ ท้องทุ่งนาไว้ว่า

เมืองตรังแก้วขา้ ยงั มีทุ่งนาอยูห่ นา้ บ้าน

นาํ้ ใสไหลตระหงา่ น หวงไวท้ ําไมไมป่ ลูกบวั

นอ้ งสาวโตใหญ่ ทนอยูท่ ําไมไมเ่ อาผวั

หวงไวท้ าํ ไมไม่ปลกู บัว เวลาทําความช่ัวอายชาวบ้าน

ชาญไชยจนั ทร์ และพาสน์ พลชยั ไดเ้ ลา่ ถงึ เหตุการณ์ท่พี ระยารษั ฎาฯ สนับสนุนส่งเสรมิ แกมบงั คบั ให้
ประชาชนชาวตรงั ทาํ นา เพอื่ ใหม้ ขี ้าวกนิ โดยไม่ต้องซอ้ื และยกช่ือบา้ นนามาร้อยเป็นกลอนไวว้ ่า

81 
 

ถึงฤดทู ํานาพระยารษั ฎ์ ลงมอื จัดตรวจแดนตามแผนผัง
ให้ชาวนาทาํ นาเต็มกําลงั อยา่ ใหพ้ ลัง้ ทกุ ปีพอมีกิน
นาโยงเหนอื นาโยงใต้ ทาํ ใหห้ มด ท้ังนาปดรีบระดมสมถวิล
นาโต๊ะเป้านาป้อพอทาํ กนิ ทําให้สิน้ นาหวา้ นาท่งุ ตาล

ฯลฯ

สมเจตนา มุนโี มโนย กไ็ ด้รอ้ ยกรองชอื่ บา้ นนาของจังหวดั ตรงั ไว้อยา่ งลงตัวว่า

นาเมอื งเพชร นาโพระ นาโต๊ะหมิง นาหัวทิง นาพระ นาละหาน

นาหม่นื ศรี นาหว้า นาทงุ่ ตาล นาชุมเหด็ นาลาน บ้านนาเล

นาหยีคอ้ ม นายอมงาม นาท่ามเหนือ นาทุง่ นยุ้ นาเกลอื นาเหมร

นาโตะ๊ เกม็ นาโต๊ะกา นาลเิ ป นาหานเพ นาข่า นาคมบาง

นาชมุ เหด็ นาหนองคล้า นาหนองแฝก นาแขก นานิน นาหนิ ขวาง

นาชุมแสง นาโตะ๊ คลา้ นาโตะ๊ นาง นาทองหลาง นามาบกล้งั นารงั กา

นาปะขอ นาป้อ นาโตะ๊ เป้า นาหลังเขา นาบอ่ หิน นาบนิ หลา

นาหลวง นาลาน บ้านนา นาไม้ไผ่ นาฟ้าผา่ นานอน

นาแฟบ นายาว นาข้าวเสีย นาทุ่งเปยี ะ นายายทอง นาหนองขอน

นาปด นาไห นาทอน นาทอ่ ม นาบอน นายงู งาม

นาหม่นื ราช นาท่งุ นาลงุ ช่วย นานางสวย นานายขํา นาทา่ ม

นาวง นายา นางาม นาต้นขาม นาตาล่วง นาโยง

ฯลฯ

ช่ือบา้ นนามเมืองตรังสว่ นใหญ่ มแี นวการตั้งชอ่ื ตามลกั ษณะภูมปิ ระเทศดงั กลา่ วแลว้ สว่ นการตั้งชือ่ ตาม

ลกั ษณะอ่นื ๆ ทีจ่ ะกลา่ วถึงอีกประการหนึง่ คือ การตั้งชื่อโดยอาศัยรูปลักษณะต่างๆ ทีป่ รากฎให้เกิดความรูส้ ึกและ

จนิ ตนาการ ซึ่งมกั ยกเป็นตํานานหรือนทิ านเลา่ ประกอและอา้ งไปสมั พันธ์กับสถานที่อ่ืนๆ ทใ่ี กลเ้ คยี ง ดงั ตวั อย่าง

ตอ่ ไปนี้

เขาขาด-เขาเศษ เปน็ นิทานประเภทอธบิ ายเกีย่ วกบั กําเนิดภูเขาตา่ งๆ ในจังหวัดตรัง คือ เขาขาด เขานาย

พัน ในตําบลบางกุ้ง อําเภอห้วยยอด และเขาเศษ ในตําบลเขาวิเศษ อําเภอวังวิเศษ เล่ากันมากในจังหวัดตรัง มี

เน้ือความสรปุ ไดด้ งั นี้

ครั้งหน่ึงพระรามตามกวางทองมาในบริเวณอําเภอห้วยยอด กวางปีนป่ายภูเขาลูกหน่ึงในท้องท่ีตําบลบาง

กุ้ง พระรามก็กวดตามไปอย่างกระช้ันชิด ทําให้ภูเขาลูกนั้นขาดออกเป็นช่องว่าง จึงเรียกชื่อว่า เขาขาด ซึ่งมี

ลักษณะคล้ายกับรอยกวางและรอยพระรามปรากฎอยู่บนหินที่ภูเขาน้ี ขณะท่ีติดตามกวางไปน้ัน พระรามก็ทรงใช้

ศรยิงกวาง แต่ลูกศรปถูกเขาอีกลูกหน่ึง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกในตําบลเดียวกัน เป็นเหตุให้ภูเขาลูกน้ีทะลุเป็นรู

โหวม่ องเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนจากทไ่ี กลๆ ปรากฎมาจนปัจจบุ นั นี้ เรยี กวา่ เขานายพัน เศษหินสว่ นทท่ี ะเลก็ติดลูกศรไป

ตกเปน็ ภูเขา อยู่ในท้องทต่ี าํ บลเขาวเิ ศษ จงึ เรยี กชอ่ื ว่า เขาเศษ

เรื่องเขาเศษนี้ยังมีตํานานอีกสายหน่ึงว่า มีพระสงฆ์เดินทางมาทางเรือนําสิ่งของมีค่าจะไปร่วมสร้างพระ

ธาตุที่เมืองนครฯ เม่ือถึงบริเวณน้ีเกิดเรืออับปาง พระสงฆ์และผู้ติดตามได้นําสมบัติไปเก็บไว้บนภูเขาและอาศัยอยู่

82 

 

จนเสยี ชีวิต โดยทรัพย์สมบัติยังคงอยู่ และมีลายแทงว่า ตาแบกยายทูน ทองทั้งมูลอยู่ใต้ตาแบก ใครคิดแตกกินไม่รู้
สิ้นเหลย ท้ังยังมีเร่ืองปาฎิหาริย์ว่าในวันท่ีฝนตกลมแรงจะมีผู้มองเห็นพระสงฆ์รูปใหญ่ยืนอยู่บนภูเขา ท้ังเคยมีผู้พบ
แก้วแหวนเงินทองและพระพุทธรูปเป็นประเภทพระพิมพ์ในถ้ํา ซ่ึงถ้าใครนําลงมาจากภูเขาก็จะมีอันเป็นไปต่างๆ
จนต้องนํากลับไปคืน เร่ืองอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์เหล่าน้ีทําให้ได้ชื่อว่าเขาพระวิเศษ ต่อมาเสียงสั้นลงเป็นเขาวิเศษ
และเขาเศษในทสี่ ุด

ศาลพระม่วง เป็นนิทานประเภทอธิบายเกี่ยวกับช่ือสถานที่ อยู่ตรงบริเวณปากนํ้าตรัง ตําบลนาเกลือ
อําเภอกันตัง ได้แก่ช่ือบ้านพระม่วง ศาลเจ้าพระม่วง และเกาะต่างๆ ในทะเลอันดามัน ทั้งในเขตจังหวัดตรังและ
ใกล้เคียง เรื่องนเ้ี ลา่ กันทั่วไปในจังหวดั ตรงั

นิทานมีว่า ตายายมีลูกชายคนเดียว เมื่อลูกชายโตข้ึนไปได้บุตรสาวของเศรษฐี ซ่ึงอยู่ต่างเมืองเป็นภรรยา
เศรษฐีมีเรือใหญ่หลายลําสําหรับเท่ียวค้าขายในต่างแดน ชายหนุ่มได้รับมาดกของพ่อตาประกอบอาชีพเดินเรือ
ค้าขายต่อมา ครั้งหนึ่งเรือมาจอดที่ท่าน้ําบ้านเดิมตายายทราบข่าวจึงอยากไปเยี่ยมลูกชาย โดยนํามะม่วงไปคนละ
ผล ตาต้ังใจว่าจะฝากลกู ชายส่วนยายจะฝากลูกสะใภ้ ลูกชายเห็นพ่อแม่เป็นคนจนนุ่งผ้าขาดๆ ก็รู้สึกอายแก่ภรรยา
ไมก่ ลา้ รับวา่ เป็นพอ่ แมข่ ับไล่ไม่ยอมให้ข้ึนเรือ พร้อมกับด่าว่าด้วยถ้อยคําหยาบคาย ตารู้สึกอับอายและเจ็บซ้ําอย่าง
มาก จึงขว้างผลมะมว่ งข้ึนตล่งิ และลมจบั ถงึ กบั หงายหลงั ตกนา้ํ ตาย สว่ นยายก็เกิดอาการเช่นเดียวกับตา ตกน้ําตาย
เช่นกัน ต่อมามะม่วง ๒ ผลนั้นก็งอกเป็นต้นขึ้นมา ต้นของตามีกิ่งย่ืนเข้าไปในแผ่นดินเหมือนไม่ใยดีต่อลูกชายอีก
เลย แต่ของยายมีกิง่ ย่นื ลงด้านทะเลเหมอื นยังอาลัยอยู่

หลังจากขับไล่ตายายแล้ว ลูกชายก็ออกเรือเดินทางกลับบ้าน ด้วยบาปกรรมจึงยังผลให้เรือถูกพายุล่ม
เครื่องใช้และสินค้าก็ลอยกระจัดกระจายไปเกิดเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยมีช่ือตามส่ิงน้ันๆ เช่น เกาะเภตรา เกาะหมู
เกาะบัน เกาะนก เกาะลิบง เกาะหมาก ฯลฯ ท้ังหมดอยู่ในทะเลอันดามนั ดงั ทีเ่ หน็ อยู่ทุกวันน้ี

เชือ่ กันวา่ ตน้ มะม่วงของตายายเปน็ สิง่ ศกั ดิ์สทิ ธิ์ จึงมผี ู้บชู ากันตลอดมา และเม่อื มะมว่ งทั้ง ๒ ตน้ ตายไป
กม็ ีผู้สร้างศาลเจ้าขน้ึ แทนที่ตรงบรเิ วณน้ี เรียกกันวา่ ศาลพระมว่ ง อยูใ่ กลก้ บั ท่าเรือ สว่ นหมูบ่ ้านกช็ อื่ วา่ บ้านพระม่วง

ปากเมง เป็นนทิ านบอกถึงท่ีมาของเกาะตา่ งๆ ในทะเลหนา้ เมอื งตรังคล้ายตาํ นานพระม่วงซ่งึ เก่ยี วขอ้ งกบั
ทะเลเมอื งตรังทางด้านใต้ สว่ นตาํ นานปาดเมงเกย่ี วข้องกับทะเลทางด้านเหนือ

เนื้อเร่ืองในตํานานกล่าวถึงเฒ่าเมงแห่งหมู่บ้านชายทะเลมีลูกสาวสวยชื่อนางมุกความงามของนางเป็นท่ี
ถูกใจของบุตรชายพระยาลันตา จึงได้มีการสู่ขอและตกลงกําหนดนัดวันแต่งงาน ในวันแต่งงานขบวนเรือขันหมาก
ก็ยกมาถึง ทําพิธีต่างๆ เสร็จแล้วก็จะพาเจ้าสาวกลับเกาะลันตาในระหว่างเดินทางก็ถูกโจรสลัดปล้น ผู้คนในขบวน
เรือบ่าวสาวร่วมกันต่อสู้แต่มิอาจต้านโจรสลัดได้ ล้มตายไปหลายคน เช่น เฒ่าเมง และนางมุกต้องทอดร่าง
กลายเป็นเกาะกลางทะเล ส่วนข้าวของในเรือก็กระจัดกระจายกลายเป็นเกาะต่างๆ เช่น เกาะกระดาน เกาะไห
เกาะเชือก เกาะแหวน เกาะม้า เป็นตน้ เกาะเหล่าน้บี างเกาะอยใู่ นเขตปกครองของจังหวดั กระบ่ี

หาดเจ้าไหม หาดเจา้ ไหมเปน็ หาดทรายท่สี วยงามแหง่ หน่งึ ของจงั หวัดตรัง และฝง่ั ทะเลอันดามนั มตี ํานาน
เล่าสืบต่อกันมาว่า ในคร้ังท่ีโต๊ะฮ้าหวาหรือโต๊ะปังกะหวาเป็นเจ้าเมืองปกครองเกาะลิบงอยู่นั้น ฝ่ายที่บ้านทุ่งค่าย
หมู่บ้านในตําบลบางสัก อําเภอกันตัง ก็มีพระยางอกเขี้ยวเป็นเจ้าเมืองปกครองอยู่ เจ้าเมืองทั้งสองน้ีสนิทสนมกัน
มาก

ตอ่ มามเี จา้ ไหมซึ่งเปน็ คนจนี คมุ เรือสาํ เภาเขา้ มาคา้ ขายกับเกาะลบิ ง เกิดชอบทําเลที่ตงั้ ของเมืองท้ังสอง
จงึ ขออนญุ าตตอ่ โต๊ะฮ้าหวาตัง้ บ้านเรอื นข้ึนสําหรบั เป็นทา่ เรือค้าขายอยู่มาวนั หนึ่งเจา้ ไหมเกิดความทะเยอทะยาน

83 

 

อยากจะเปน็ ใหญใ่ นแถบนี้แตเ่ พยี งผู้เดยี ว จึงไปยยุ งพระยางอกเขยี้ วให้เข้าใจผิดกับโตะ๊ ฮา้ หวา แตไ่ ม่มีใครสามารถ
เอาแพช้ นะกันได้

ขา่ วทราบไปถงึ โต๊ะละหมัย ซ่ึงเป็นท่ีพระยางอกเข้ียวและโต๊ะฮ้าหวาเคารพนับถือมาก โต๊ะละหมัยเดินทาง
มาเจรจาให้ท้ังสองยุติสงคราม ทําให้เจ้าไหมไม่พอใจและประกาศไม่ยอมเลิกการสู้รบกับโต๊ะฮ้าหวา โต๊ะละหมัย
โกรธมาก สาปให้เจ้าไหมกลายเป็นหินซากของเจ้าไหมกลายเป็นภูเขาท่ีเรียกว่า เขาเจ้าไหม ส่วนชื่อบ้านทุ่งค่าย
มาจากทต่ี ง้ั คา่ ยของพระยางอกเขีย้ ว

ฝ่ายโต๊ะฮ้าหวากับพระยางอกเขี้ยว โตะ๊ ละหมัยใหต้ กลงเปน็ มิตรกนั และยังยกแผน่ ดินทงั้ หมดในแถบนใ้ี ห้
เป็นเขตปกครองของโต๊ะฮ้าหวาอกี ด้วย โต๊ะฮา้ หวาจึงใชเ้ ทา้ ถีบผนงั ถาํ้ เพ่ือแสดงความเป็นเจ้าของแผน่ ดนิ ถ้าใน
เร่ืองนคี้ ือถ้ําเขาโต๊ะแนะซ่ึงอยลู่ ึกเขา้ ไปในคลองเจ้าไหม ตาํ บลเกาะลบิ ง อําเภอกนั ตัง มรี อยทผ่ี นงั ถํา้ เหมือน
รอยเทา้ เชอื่ กันว่าเปน็ รอยเทา้ โตะ๊ ฮ้าหวา

ราษฎรน์ ายก ตาํ นานเรอ่ื งน้ีบา้ นบ่อประดู่ หมู่ท่ี ๓ ตําบลบางดี อําเภอห้วยยอด ราษฎร์นายกไดส้ รา้ งลาน
กระบ่ี สะสมสมัครพรรคพวกฝึกซ้อมกระบ่ีเพิ่มมากขน้ึ เรื่อยๆ และมพี ลพรรคฝมี อื ดี ๒ คน ช่ือตาขนุ ศรกบั ตาขนุ
สิทธิ์ การกระทําของราษฎรน์ ายกรู้กันกวา้ งขวางและเป็นท่ีเกรงขามในหมู่ชาวบ้าน

รมิ แมน่ ้าํ ตรังในเขตตําบลนาวงต่อกบั ตําบลเขากอบ ยังมีชายชราทเี่ ชยี่ วชาญในศาสตราวธุ และไสยศาสตร์
คนหนึ่งชอื่ ตาหวาด แกเกรงวา่ จะไมม่ ที ายาทรับชว่ งความร้จู งึ เท่ียวเฟน้ หาตัวคน ในทส่ี ุดก็มุง่ เขา้ หาราษฎรน์ ายก
โดยวันหนงึ่ ตาหราดแตง่ ตัวนุ่งผา้ ยาว สะพายยา่ มใส่หมากพลแู ละเข็มเยบ็ ผ้า รักแรห้ นบี ชงิ (กะชงิ ) กางหวั สะเอว
ข้างหนึ่งเหนบ็ ยน (ตะบนั ) แล้วเดินลอกวาน (ถกผา้ เปิดกน้ ) ไปยงั ลานกระบ่ีของราษฎรน์ ายก ลูกสาวของราษฎร์
นายกเห็นจึงบอกบดิ าซ่งึ กาํ ลังกนิ ขา้ วอย่วู ่า ไมร่ ู้ใครพ่อเหอ อตี ายแลว้ เดินลอกวานเข้าลานบี่

ราษฎร์นายกไดย้ ินคําลูกสาว เหลยี วมาเห็นตาหราดก็โมโห เตะสําหรับแล้วคืนกระบ่ีคู่มือซ่ึงเป็นกระบ่ีม้วน
ว่ิงตรงเข้าไปใช้กระบี่ปัดป้องทําให้คู่ฟันตาหราด ตาหราปัดป้องทําให้ดาบของราษฎร์นายกหักไปถึง ๒ เล่ม ยิ่งทํา
ให้ราษฎร์นายกมีความโกรธหนัก ตาหราดรู้ใจจึงดึงกริชท่ีเหน็บมาส่งให้ ราษฎร์นายกใช้เพลงกริชแทงตาหราด
ไม่ว่าจะแทงไปก่ีครั้งตาหราดใช้ฝึกกริชรับได้ทุกคร้ัง ราษฎร์นายกโมโหยิ่งขึ้นเหว่ียงกริชเข้าป่า ตาหราดก็ยื่นยนตํา
หมากส่งให้ ราษฎร์นายกใช้ยนแทงตาหราดด้วยความมุมานะจะเอาชนะให้ได้ แต่แทงเข้ากระบอกยนทุกคร้ัง ใน
ท่ีสุดก็หมดมานะนั่งลงยกมือไหว้ขอให้เป็นอาจารย์ ตาหราดมีเจตนาอยู่แล้วก็รับปากทั้งสองก็พากันขึ้นน่ังบนบ้าน
ราษฎร์นายกสั่งให้ลูกสาวโยนมะนาวจากในครัวให้เพ่ือเติมน้ําพริก ในขณะที่ลูกมะนาวลอยมาในอากาศ ราษฎร์
นายกก็จับดาบฟันมะนาวกลางอากาศออกเป็น ๒ ซีกแล้วบีบใส่นํ้าพริก ตาหราดซึ่งนั่งกินอาหารอยู่รู้ว่าลูกศิษย์ยัง
ไม่หมดความอวดดีจําเป็นต้องแสดงอะไรสักอย่างเพื่อให้ราษฎร์นายกยอมรับ จึงดึงเข็มในย่ามออกมา เล็งตัว
แมลงวนั ทม่ี าตอมกับข้าว เม่อื แมลงวนั บินข้นึ ตาหราดก็ใชเ้ ขม็ ปักอกทะลุร้อยไว้เต็มเข็ม ราษฎร์นายกเห็นดังน้ันก็ไม่
มปี ฏกิ ิรยิ าอันใดอกี เรอื่ งจึงเรียบร้อยได้เป็นศิษย์เป็นครูกันโดยดีหลังจากที่ราษฎร์นายกศึกษาวิชาจากตาหราดและ
สะสมสมัครพรรคพวกได้มากก็คิดกําเริบ ยกพลจะไปตีเมืองนครศรีธรรมราช ทางเมืองนครฯ ได้ข่าวก็ส่งทหารมา
ปราบ ทหารเมืองนครฯ ถูกตีพ่ายไปหลายคร้ัง แต่ในที่สุดก็ล้อมจับตัวราษฎร์นายกได้ และจะฆ่าโดยวิธีฟัน แต่
ศสั ตราทงั้ หลายทําอนั ตรายราษฎร์นายกไม่ได้จนทหารแทบหมดปัญญา ต่อมมามีผู้แนะนําให้เอาไม้ทะลวงกัน พวก
ทหารจึงฆ่าราษฎร์นายกตาย ปัจจุบันมีช่ือเขาราษฎร์นายกอยู่ที่ตําบลควนเมา อําเภอห้วยยอด เล่ากันว่าเป็น
สถานที่ประหารราษฎร์นายก ส่วนตาขุนศรกับตาขุนสิทธิ์สมุนคู่ใจของราษฎร์นายกต่างหนีไป ตาขุนศรไปบวช
เป็นพระและสร้างวัดคือวัดเกาเตา หรือในเตา ตําบลท่างิ้ว อําเภอห้วยยอด ต่อมาได้เป็นสมภารเมื่อมรณภาพแล้ว

84 
 

กลายเป็นวญิ ญาณศกั ดสิ์ ิทธิ์ มักปรากฎไปตามเส้นทางท่ีเดินทัพเป็นส่วนใหญ่ชาวบ้านเรียกว่า ตาขุนศร หรือ ตาศร

เวลาสําแดงให้ปรากฎจะเห็นเป็นงู ชาวบ้านยกศาลาหลายแห่งไว้ต้อนรับ เรียกว่า ศาลาเทวดา เช่น ที่บ้านวัง

สมบูรณ์ ตําบลท่าง้ิว ที่วัดเกาะฐาน ตําบลเขากอบ ที่เกาะเทวดา ตําและท่ีวังเทวดา ตําบลหนองช้างแล่น เป็นต้น

สําหรับตาขุนสิทธิ์ก็เอาอย่างตาขุนศร คือหนีไปบวชสร้างวัดและได้เป็นสมภารที่วัดเขาพระตั้งอยู่ที่ตําบลควนเมา

อาํ เภอหว้ ยยอด หลงั จากถึงแก่มรณภาพแล้วกก็ ลายเป็นวญิ ญาณศกั ดิ์สิทธิ์เชน่ กัน หลังจากท่ีราษฎร์นายกตายแล้ว

ทางนครฯ เกรงว่าจะมีคนดีข้ึนมาแทนที่ จึงสั่งให้สืบหาตัวผู้สนับสนุน เม่ือรู้ว่าเป็นตาหราดก็ให้ทหารไปจับตัว แต่

ตาหราดไมย่ อมให้จับกลบั สาํ แดงอิทธฤิ ทธจ์ิ บั ขอนไมท้ ยี่ ืนเหยยี บอยู่แกวง่ หมนุ ต้วิ ปาข้ามแม่นํ้าตรัง ถูกปลายไม้ยาง

ต้นทอี่ ยู่ตรงขา้ ม ปรากฎวา่ ปลายไม้ยางขาด คนรุ่นก่อนเล่าว่าเคยเห็นไม้ยางยอดด้วน ชัดเจน เรียกว่า ยางตาหราด

ปัจจุบนั ไมย้ างตน้ นน้ั ลม้ ลงอยู่ในแม่นาํ้ ตรัง

วดั ถ้ําพระพุทธโกษีย์ วัดถา้ํ พระพุทธโกษยี เ์ ป็นวดั เก่าแก่วัดหน่งึ ตัง้ อยู่หมูท่ ี่ ๔ ตําบลทา่ งวิ้ อําเภอหว้ ยยอด

จังหวัดตรงั เรียกกนั วา่ วดั ในเตาบา้ ง วดั เกาะเตา่ บ้าง และวดั คูหาบา้ ง

ตํานานวัดเล่ากันมาว่า ผู้สร้างวัดตอนเริ่มแรกคือตาขุนศรตามท่ีปรากฎในเรื่องราษฎร์นายก ต่อมามีพระ

อรัญวาสี ๒ รูป ชื่อพระพุทธโกษีย์และพระธรรมรูจี กับสามเณรรูปหนึ่งมานั่งวิปัสสนาในถํ้า ขณะที่น่ังวิปัสสนาอยู่

นั้น หินใหญ่ช้ันบนเคล่ือนตัวดังกึกก้อง แต่ภิกษุและสามเณรยังนั่งวิปัสสนาไม่ยอมลุกจากที่ ในวันท่ี ๗ หินก็พังลง

มาทับ ท้ังหมดจึงมรณภาพอยู่ในถ้ํา หลังจากน้ันชาวบ้านก็ก่อพระพุทธรูปเป็นที่ระลึกสําหรับพระและสามเณรนั้น

ไว้ในถ้ํา ให้ช่ือพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ เป็นพระพุทธโกษีย์ พระธรรมมรูจี สามเณรศรีไกรศร เม่ือถึงวันธรรมสวนะ

พทุ ธบรษิ ัทเหล่านัน้ ก็จะนําขา้ วปลาอาหารมาถวายพระพทุ ธรปู เปน็ กิจวัตร

จากตํานานและประวัติของวัดน้ี พระภิกษุสวัสดิ์ เทว มิตฺโต รักษาการแทนเจ้าอาวาส ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้

มอบหมายให้นายชัย จันรอดภัย แต่งเป็นคํากลอนข้ึนเพ่ือแจกจ่ายแก่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินในการสร้างพระพุทธรูป

ไสยาสน์ ดังตัวอย่าง เชน่

กลา่ วถงึ พระภิกษแุ ละสามเณรน่ังวปิ สั สนาอยใู่ นถา้ํ วา่

พวกเสือสงิ หล์ ิงค่างบา่ งชะนี กระจงมีมากมายใกลค้ ูหา

สามนกั บวชประกวดวิปสั สนา ท่านเดนิ มาอาศยั ในถาํ้ ทอง

หนง่ึ พระพุทธโกษยี ม์ ณีเนตร เรียนไตรเพทยบ์ ําเพ็ญตนไมห่ ม่นหมอง

ในทอ้ งถา้ํ กรวดทรายรายเปน็ กอง พระท่านลองปฏิบัติอรรถธรรม

องค์ทีส่ องพระธรรมรจู ี ถอื ขนั ตวี ิเวกทางเนกขัม

สมาธิ มสี ัจปฏบิ ัตธิ รรม มิไดล้ าํ เอยี งออกนอกวินยั

องค์ทีส่ ามสามเณรศรีไกรสร ห่มจวี รย้อมฝาดสามารถใหญ่

ได้พากเพยี รเรียนธรรมจนจําใจ เข้าอย่ใู นถาํ้ ลากบั อาจารย์

ตาหมอเหลียนกับศรีนงั กรี เรอ่ื งนเ้ี ปน็ นิทานอธิบายสถานที่ เล่ากนั ในแถบอําเภอปะเหลยี น ความว่า ครง้ั
หน่งึ มชี า้ งสาํ คัญองเจา้ เมืองช่ือชา้ งราชาแตกปลอกหายไป เจา้ เมอื งเรียกควาญช้างชื่อตาหมอเหลียนให้ตามหาชา้ ง
กลับคอื ให้ได้ ถา้ ไม่ได้จะถูกลงโทษประหารตาหมอเหลยี นแกะรอยช้างราชามาแรมเดือน จนไปถึงทีบ่ ้านนาในรอ่ น
ตาํ บลปะเหลียน ซึง่ มคี รอบครวั หนง่ึ อาชพี ทํานา เลยี้ งควายฝงู หัวหนา้ ครอบครวั ชือ่ นงั ศรีนงั กรี ตาหมอเหลียนมา
พบศรีนังกรีกําลงั ไลค่ วามเหยียบนา จงึ ถามวา่ เห็นช้างผา่ นมาทางน้บี ้างไหม ศรนี งั กรีไมต่ อบคาํ ถาม แม้วา่ จะถามซ้าํ
อีกหลายครงั้ ก็ยงั ไม่ตอบ ตาหมอเหลยี นเรม่ิ โมโหจงึ ปักตะขอช้างลงบนคนั นา แล้วขนึ้ น่งั บนปลายตะขอเปน็ การ

85 

 

แสดงอิทธฤิ ทธิ์ข่มขวญั ศรนี ังกรเี หน็ ดังนน้ั ก็ใชไ้ ม้หมกไลค่ วาย (ไม้เรียว) ปกั ลงแลว้ ขนึ้ นง่ั บนปลายไม้บา้ ง เมือ่ เปน็
เชน่ นน้ั ทงั้ สองก็รูเ้ ชงิ กันวา่ ต่างฝา่ ยตา่ งมอี าคมแกก่ ล้า จงึ สญั ญาเป็นมติ รกนั

จากนั้นตาหมอเหลยี นกแ็ กะรอยตามช้างราชาตอ่ ไปจนถงึ ทางน้าํ แยกเป็นสองแพร่งชื่อว่าลําปลอก แล้ว
แยกไปทางหนึง่ จึงไดพ้ บชา้ งราชานอนอยู่ในพรใุ หญ่ ตาหมอเหลียนจะเรยี กร้องอ้อนวอนหรือใช้คาถาอาคมอยา่ งไร
ชางก็ไมย่ อมข้นึ จากพรุ จึงตดั สนิ ใจกระโดดขึน้ นง่ั ครอ่ มหลงั ช้าง ชักมดี หมอออกมากระหนา่ํ แทงและผา่ ทอ้ งจนช้าง
ราชาขาดใจตายอยู่ในพรุ เมอ่ื ฆ่าชา้ งตายแลว้ ตาหมอเหลียนก็ไม่กลับบ้านเดิมเพราะรูว้ ่าจะต้องถกู โทษประหาร
ชวี ติ จงึ ปกั หลักตั้งบ้านเรือนอยูใ่ กลบ้ า้ นศรนี งั กรีเพื่อนเกลอ

สถานทตี่ ามนทิ านนีอ้ ยใู่ นตําบลปะเหลียน ทําให้เขา้ ใจกนั ว่าชื่อบ้านปะเหลยี นมาจากชื่อตาหมอเหลยี น ที่
เรียกวา่ ปะ แปลวา่ พอ่ เป็นภาษาที่ใช้ในกลุ่มมุสลิม แสดงว่าตาหมอเหลียนเป็นท่ีเคารพนบั ถอื เหมือนพอ่ ของกลุม่
คนแถบน้ัน ส่วนพรทุ ่ีชา้ งตายตอ่ มาได้ช่อื วา่ พรรุ าชา ตามชื่อช้าง

ศรนี ังการีและตาหมอเหลียนมีสัญญาต่อกันว่า ถ้าศรีนังกรีตายให้ฝังศพไว้ทางต้นน้ําเหนือจากบ้านตาหมอ
เหลยี น เพราะศรนี งั กรีเปน็ มสุ ลิมเกรงว่าจะมีการนาํ เน้อื หมมู าล้างในลําคลองให้แปดเปอ้ื นถึงที่ฝังศพได้ เม่ือตาหมอ
เหลียนตายก็ฝังศพไว้ทางใต้ของลําน้ํา ปัจจุบันยังมีสถานที่ซ่ึงชาวบ้านกล่าวว่าเป็นเปรวหรือท่ีฝังศพของทั้งสอง
รวมทั้งพรุราชาอยู่ในบริเวณตําบลปะเหลียน พ้ืนท่ีเหล่านี้อยู่ในการดูแลรักษาขององค์การบริหารส่วนตําบลปะ
เหลียน

ชาวบ้านในแถบตําบลปะเหลียนและใกล้เคียงยังคงมีความเชื่อถือศรัทธาต่อตาหมอเหลียนและศรีนังกรีว่า
เป็นทวดศักดิ์สิทธ์ิ มาบนบานศาลกล่าวให้ช่วยปัดเป่าความทุกข์ร้อนอยู่เสมอ รวมท้ังมโนราห์ หนังตะลุง ท่ีเดิน
ทางผ่านที่ฝ่ังศพก็ต้องหยุดสักการะ มิฉะนั้นอาจจะมีอันเป็นไปอย่างใดอย่างหน่ึง นิทานเกี่ยวกับสถานที่และความ
เชอ่ื ทีค่ ลา้ ยคลึงกบั เร่ืองตาหมอเหลยี นนยี้ งั มีอย่ทู อ่ี ่นื ๆ อกี เชน่ เรื่องตาหมอช่องทีอ่ ําเภอนาโยง เปน็ ตน้

ตาพันวงั ยายคาํ พลี เปน็ นิทานอธิบายสถานที่ กลา่ ววา่ มสี องสามภี รรยาชื่อตาพันวังและยายคาํ พลี ปลกู
เรือนอยู่ริมชายคลองปะเหลียนบริเวณบา้ นท่าพญา วนั หนึ่งสองตายายพบเศษทองถูกน้าํ พัดมาตกหลน่ อยบู่ รเิ วณ
ทอ้ งคลองหนา้ บา้ น เมอ่ื ลองเดินทวนน้าํ ขนึ้ ไปกพ็ บเศษทองเรอ่ื ยๆ จึงกลบั ไปเตรียมตวั ออกจากบา้ นไปหาทอง เมอ่ื
ลองเดินทวนลํานา้ํ ขน้ึ ไปกพ็ บเศษทองเรอ่ื ยๆ จงึ กลับไปเตรียมตัวออกจากบา้ นไปหาทอง เดนิ ทวนลําน้าํ ขนึ้ ไปหลาย
วนั จนไปพบวังน้ําริมหน้าผาสงู ชันแหง่ หนงึ่ ในวงั มียอดภูเขาสูงเรียวโผล่ข้นึ มาเรย่ี ๆ นาํ้ ปลายยอดนนั้ เปน็ ทองคํา
สองตายายจงึ ช่วยกนั เล่ือยทองจนเกือบจะขาด พอดีพลบคํ่าเสยี ก่อน จึงหยุดพักสรา้ งที่พกั นอนรมิ หน้าผา วนั รุ่งขึ้น
พบวา่ รอยเลือ่ ยนั้นติดกนั สนิทเหมอื นเดิม สองตายายก็ไม่ย่อท้อชวนกนั ลงมอื เลอ่ื ยตอ่ จนพลบคํา่ ก็ไมข่ าดเหมอื นเดิม
เหตุการณเ์ ปน็ เช่นนอ้ี ยู่หลายวนั สองตายายกไ็ มล่ ะความพยายาม วนั แลว้ วนั เล่าท่ีช่วยกนั เลอื่ ย ในท่ีสุดทั้งสองก็
เสยี ชีวิตอย่ตู รงหนา้ ผา หลงั จากน้นั กไ็ ม่มใี ครพบเหน็ ทองในวังนอี้ กี เลย แต่คนรุ่นหลังทฟี่ งั นทิ านเรื่องนีก้ พ็ ากนั
สนั นิษฐานว่าช่อื ปะเหลียนมาจากการพบทองในวังนํ้า เพราะ ปะ แปลว่า พบ เหลียน มาจากคําว่า ล่อเหลียน
หมายถงึ ลักษณะทโี่ ผลข่ ึน้ มาเรย่ี ๆ น้ํา จากเรอื่ งเล่าน้ีทําให้เกดิ คาํ พดู ว่า ปะทองลอ่ เหลียน ในทส่ี ดุ หดสน้ั เปน็ ปะเหลียน

วังโสะ วงั โสะเปน็ ชอ่ื วังน้ํา ซ่ึงมเี รอื่ งเล่าวา่ เดิมวงั น้าํ แห่งนี้กว้างใหญ่และลึกมาก ใต้น้ํามีเพิงหินเป็นถํ้า เป็น
ทีอ่ ยูข่ องปลาตูหนาตัวใหญ่มากๆ บางแห่งเลา่ วา่ โตขนาดหูเทา่ กระดง้ คร้ังหนง่ึ พวกเงาะป่าซาไกคิดจะตกปลาตูหนา
ตัวน้ี จึงเอาเหล็กมาโค้งงอทําเป็นเบ็ด ใช้หวายกําพวนทั้งลําโตขนาดด้ามพร้าเป็นสายเบ็ด และใช้ลูกคุรําหรือ
เลียงผามาเก่ียวเบ็ดเป็นเหย่ือ ผูกเบ็ดไว้กับต้นโสะ ปรากฏว่าเมื่อปลาตูหนาข้ึนมากินเหย่ือก็สามารถดึงสายเบ็ดจน

86 

 

ต้นโสะซึ่งโตขนาดต้นมะพร้าวเอนจนเกือบจะล้มลงไปในวังน้ํา และคาบเอาลูกคุรําไปกินโดยไม่ติดเบ็ด วังน้ําแห่งน้ี
ต่อมาไดช้ ื่อว่าวงั โสะ ปัจจบุ ันอยู่ท่คี ลองปะเหลียนในบรเิ วณเดียวกบั วังนํ้าในเร่อื งตาพนั วงั ยายคาํ พลี

โตนเต๊ะ โตน เป็นคาํ ท้องถิน่ หมายถึงน้ําตกสงู เตะ เปน็ คํากริยาที่ใช้เท้าแสดงอาการ จากเรื่องเล่ามีว่า คร้ัง
หน่ึงมีฝนตกหนัก ทาํ ใหน้ ้าํ หลากลงมาจากภูเขา พร้อมกับพดั พาเอากงุ้ ปลาลงมาดว้ ยมากมาย ชาวบ้านต่างเอาไซไป
ดัก มีหนุ่มมุสลิมคนหน่ึงไปดักไซด้วย แต่ยกข้ึนมาทีไรไม่เคยติดปลาเลย ได้แต่กุ้งตัวเล็กๆ ตัวเดียว ทั้งท่ีคนอ่ืนได้
ปลากันคนละมากๆ ชายหนุ่มโมโหสุดขีด ยกไซขึ้นมาแล้วเตะโด่งจนไซลอยไปตกบนยอดภูเขาแห่งหนึ่ง เขาลูกน้ัน
จึงได้ชื่อว่าเขาไซ ส่วนนํ้าตกน้ันได้ชื่อว่าโตนเตะ ภายหลังเขียนเป็นโตนเต๊ะ สถานท่ีท้ัง ๒ แห่งตามตํานานนี้อยู่ใน
ตําบลปะเหลยี น

87 
 

สาํ นวนตรงั

88 
 

สํานวนตรัง แต่ละท้องถ่ินต่างมีสํานวนพูดใช้ ท้ังท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถ่ินและท่ีมีลักษณะร่วมกับถ่ิน

อ่ืน โดยเฉพาะสํานวนเอกลักษณ์เฉพาะถ่ินจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม

และอาชพี เป็นตน้ ดงั เช่นสาํ นวนตรัง ซงึ่ เปน็ สํานวนท่เี กดิ ขึน้ และใช้กนั ในจังหวดั ตรงั แตบ่ างสํานวนนิยมใช้แล้ว

เพราะสถานการณ์เปลยี่ นไป ดังตวั อย่างตอ่ ไปนี้

กลบั นาท่ามตามเดมิ : หมดเน้ือหมดตัว

กลับนาท่ามตามเดิม หมายความว่า ค่อนข้างจะหมดเน้ือหมดตัวในการลงทุนทําการค้าหรือแม้กระทั่งการ

ประกอบอาชีพต่างๆ ที่ล้มเหลว แต่ที่ชอบพูดกันมากเห็นจะได้แก่ ในวงการพนัน กล่าวคือ กําลังเล่นอยู่ดีๆ ก็มา

ดวงตกแพ้พนันหมดเกลี้ยง ไม่เหลือทั้งท่ีได้มาและทั้งท่ีเป็นต้นทุน เพื่อนนักเลงมักล้อบุคคลประเภทดังกล่าวน้ีว่า

กลบั นาทา่ มตามเดิม หรือ นาทา่ มตามเดิม โดยมที ี่มาของสํานวนว่า

กาลคร้ังท่ีเมืองตรังยังมีนํ้าท่าอุดมสมบูรณ์ดี ตรงหัวสบคลองลําภูรามาบรรจบกับแม่นํ้าตรังน้ัน พอถึงหน้า

น้ํามีนํ้าท่วมใหญ่ให้ชาวบ้านได้จับปลากันอย่างสนุกสนาน สมัยนั้นมีชาวนาท่าม นายหนึ่งได้เป็นพยานศาลในคดี

หนึ่ง มีหลวงภิรมย์เป็นทนายความเของคดีถึงคราวกําหนดนัดหมายศาลเพื่อสืบพยาน แต่ศาลดําเนินการไม่ได้

เพราะพยานปากสาํ คัญจากนาทา่ ม ไม่มาศาล การสืบพยานนดั สาํ คัญจึงตอ้ งเล่ือนออกไป ศาลกําหนดนัดสืบพยาน

ใหม่ จนกระทั่งเลาการพิจารณาคดีตามหมายเริ่มข้ึนในครั้งต่อมา พยานปากเอกจากนาท่าม ยืนตัวตรงอยู่ในคอก

พยาน เมื่อศาลซักว่าทําไมคร้ังก่อนนัดแล้วไม่มา หนีหมายศาลหรืออย่างไร รู้หรือไม่หนีหมายศาลมีโทษถึงสั่งขังได้นา

โดนเข้าไม้น้ีพยานตัวส่ันงันงก แต่ก็ไม่วายให้การโต้ตอบไปด้วยวาทะคารมประสมความจริงแท้แน่นอนตาม

ปรากฏการณท์ ่เี ปน็ อุปสรรคน้นั ว่า

ข้าแตศ่ าล… ไม่ใช่หนหี รอกแลฉาน ไปเอาสารหรอกแลผม

หลวงภิรมย์แกไม่ถา้ นํา้ นองคลองลาํ รา

มาไมไ่ ด้ หลบนาท่ามตามเดิม

คดเหมือนเขาพับผ้า : คดมาก เป็นํานวนเปรียบเทียบว่า คดมาก มีที่มาจากกาตัดถนนสายตรัง-พัทลุง ที่

ตัดผ่านเทือกเขาบรรทัดในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยพระยารัษฎาฯ เจ้าเมืองตรังในขณะนั้นเป็นผู้อํานวยการสร้างและ

บุกเบิก แต่การสร้างถนนในสมัยนั้นมีความยากลําบากมาก จําเป็นต้องตัดไปตามแนวร่องของเทือกเขาจึงทําให้

ถนนคดไปคดมาเหมือนกับพับผ้า ชาวตรังเรียกถนนสายน้ีว่า ถนนสายเขาพับผ้า และมักจะเปรียบสิ่งที่คดมากกว่า

คดเหมือนเขาพับผ้า

ชาญ ไชยจนั ทร์ และพาสน์ พลชัย กไ็ ด้กลา่ วไวใ้ นหนังสอื ประวตั พิ ทั ลงุ -ตรงั ถึงถนนสายเขาพับผ้าดว้ ย วา่

ครน้ั ตอ่ มาไม่ชา้ พระยารัษฎ์ ท่านไดจ้ ัดชา่ งใหมใ่ นวถิ ี

มิสเตอร์สาลาท่าเขา้ ที ชาํ นาญดีทางเขาลาํ เนาไพร

มสิ เตอร์เตเฟ็นตดั ไว้ก่อน ศาลาย้อนเร่งรัดใหต้ ัดใหม่

ทาํ พับผา้ นา่ เดินเพลนิ ฤทัย ตดั ยอ้ นไปยกั มาคล้ายผ้าพับ

ค่อยสูงขึ้นทลี ะนิดวจิ ติ รเหลอื ใต้ไปเหนือเลีย้ วใต้แลว้ ยา้ ยกลบั

ทําถนนพับผ้าเหมือนผา้ พบั ดูซ้อนซับหลายชน้ั ไม่กนั ดาร

89 

 

พนม นนั ทพฤกษ์ ได้พรรณนาถึงสภาพเขาพับผา้ ไว้ว่า สองฟากปา่ โปร่งลาํ ห้วยใส
วกวับ วกวบั เป็นคุ้งโคง้ ลมช้ืนไล้ไล้ ละโลมลง
ทอทาบสาดแทงม่านหมอกผง
หญา้ คาดอกขาวสะบัดไกว ทาบตรงั สนั ภู พะพรายพราย
เหนือภู แดดส่องเปน็ ลําแสง
เหมอื นพรายรงุ้ ฟ้าระบายดง

คนเหมือนงานหลองรัฐ, คนเหมือนงานเหลิม : คนมาก เป็นสํานวนเปรียบเทียบ หมายถึง คนมาก มี
ที่มาจากความนิยมของชาวตรังในการเที่ยวงานประจําปีในสมัยก่อน คือ งานฉลองรัฐธรรมนูญ แม้ปัจจุบันเปล่ียน
ชื่อเป็น งานเฉลิมพระชนมพรรษาและงานกาชาดจังหวัดตรัง แล้วก็ตาม แต่ชาวตรังก็ยังคงใช้ท้ังสองชื่อ และเรียก
สั้นๆ ตามลักษณะนิสัยของชาวใต้ว่า งานหลองรัฐ หรืองานเหลิม งานน้ีจะจัดยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดในจังหวัด
ตรงั ในงานสมัยก่อนมีการประกวดผลิตภัณฑ์การเกษตร การสาธิต การแสดง มหรสพ การออกร้านจําหน่ายสินค้า
และอื่นๆ อีกมาก ท้ังของรัฐและเอกชน ฉะน้ัน ชาวตรังจึงมักไม่พลาดที่จะไปเที่ยวชมงานนี้ ท่ีหอบลูกเล็กเด็กแดง
ไปดว้ ยก็มีมาก ผคู้ นทุกวัยต่างก็มาเท่ียวกันอย่างคบั ค่ังลน้ หลาม

คมเหมือนพร้านาป้อ : คมมาก เป็นสํานวนเปรียบเทียบว่า คมมาก มีท่ีมาจากการทําอุตสาหกรรมมีด
พรา้ ซ่ึงเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนของชาวบ้านบ้านนาป้อ ตําบลควนปริง อําเภอเมืองตรัง มีดพร้าท่ีน่ีมีคุณภาพ
ดี มีความคมและทนทาน จนเป็นท่เี ลอ่ื งลือไปทวั่ จังหวัดตรงั และจังหวดั ใกลเ้ คียง

แจ้งเหมือนงานเหลิม : สว่างไสวมาก เปน็ สาํ นวนเปรียบเทียบ หมายถงึ สวา่ งไสวมาก มที ่ีมาจากการจัด
งานเฉลิมพระชนมพรรษา ซ่ึงในงานและบริเวณประดับประดาไปด้วยดวงไฟสวยงามสว่างไสว ฉะนั้น ถ้าที่ใดเปิด
ไฟฟา้ หรือแสงไฟสวา่ งจ้าก็มกั จะเปรียบเทยี บว่าแจง้ เหมือนงานเหลมิ

มาแต่ตรังไม่หนังก็โนรา : เมืองตรังเป็นแหล่งหนังตะลุงและมโนราห์ เป็นสํานวนพูดติดปากของชาว
ตรงั และชาวจงั หวัดใกล้เคยี ง ทแี่ สดงว่าเมืองตรังเป็นแหล่งศิลปะ การแสดงพ้ืนบ้านคือหนังตะลุงและมโนราห์เป็นท่ี
ขึ้นชื่อลือนาม มีศิลปินเด่นดังเป็นท่ีรู้จักแพร่หลายในแถบถิ่นปักษ์ใต้จํานวนหลายคนหลายคณะ ท้ังหมายถึงว่าคน
เมืองตรังมีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน มีไหวพริบปฏิภาณทางกลอนสด มีสายเลือดศิลปินอยู่ในตัว ขับกลอนหนังตะลุง
และมโนราห์กันได้เป็นส่วนมาก

รูจ้ กั เหมอื นรู้จักโนราเตมิ : รู้จกั เพยี งฝา่ ยเดียว เปน็ สาํ นวนเปรียบเทยี บว่า ร้จู กั เพียงฝา่ ยเดียว มีที่มาจาก
การมีช่ือเสียงโด่งดังของมโนราห์เติม ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของจังหวัดตรัง หากใครถามชาวตรังว่ารู้จักกับบุคคลหน่ึง
หรือไม่ ถ้าได้รับคําตอบว่า รู้จักเหมือนรู้จักโนราเติม นั่นแสดงว่าเขารู้จักเพียงฝ่ายเดียวเท่าน้ัน อุปมาดั่งการรู้จัก
โนราเติมท่ีใครๆ กต็ า่ งร้จู กั โนราเติมกันท้งั นั้น

ลมงานหลองรัฐ ลมงานเหลิม : ลมหนาว เป็นสํานวนท่ีมีมาจากช่วยเวลาในการจัดงานประจําปีของ
จังหวัดตรัง ที่เรียกสั้นๆ ว่า งานหลองรัฐ หรือ งานเหลิม ซึ่งตรงกับช่วงที่ลมหนาว หรือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
เรมิ่ พดั ผา่ นมาพอดี จงึ เรยี กลมหนาวท่พี ดั มาชว่ งนวี้ า่ ลมงานหลองรฐั หรอื ลมงานเหลมิ

เวยี นเทียนไก่ : หมนุ เวยี นไกก่ ัน หมายความว่า หมนุ เวยี นไกก่ ันเหมือนกบั การเวียนเทียน มีท่ีมาจากเม่ือ
คร้ังพระยารัษฎาฯ มีนโยบายว่า เรอื นหนึ่งจะต้องเล้ียงไก่ ๕ ตัว เม่ือท่านมาตรวจจะต้องมไี ก่ให้ทา่ นดู ถ้ามไี ก่ไม่

90 

 

ครบ ๕ ตัว จะถกู เคาะศรษี ะดว้ ยไมเ้ ทา้ หัวสุนัข ปรากฏว่าราษฎรทกุ ครวั เรือนต่างก็มีไกค่ รบ ๕ ตวั เพราะให้เดก็ ๆ
วิง่ ไปเอาไก่บ้านใกล้มา พอทา่ นคล้อยหลังกแ็ อบว่งิ ไปคนื ขบวนการเวยี นเทยี นไก่จงึ เป็นเรือ่ งที่เล่าขานกันในเวลา
ต่อมา

หนักแน่นแก่นเค่ียม : หนักแน่นมาก เป็นสํานวนเปรียบเทียบว่าหนักแน่นเหมือนแก่นไม้เค่ียมน่ันเอง ซึ่ง
ไม้เคี่ยมเป็นไม้ยืนต้นมีชื่อของเมืองตรัง เนื้อไม้ละเอียด แข็ง เหนียว หนัก ใช้งานทนทานมาก ด้วยคุณสมบัติ
ดงั กล่าวจึงมักจะเปรียบเทยี บคนที่มคี วามหนักแน่นวา่ หนกั แนน่ แกน่ เคีย่ ม

หมาเจ้าคณุ เทศาฯ ขบหัว : ถกู เจ้าคุณเทศาฯ เคาะหัวด้วยไม้เท้า เป็นสํานวนที่มีที่มาจากเหตุการณ์เมื่อ
ครั้งพระยารษั ฎาฯ เจา้ เมอื งตรงั ซ่งึ ตอ่ มาได้เปน็ ข้าหลวงเทศาภบิ าลมณฑลภเู ก็ต ทาํ ใหช้ าวตรังเรียกส้นั ๆ วา่ เจ้าคุณ
เทศา เมื่อออกตรวจราชการในท้องท่ี ท่านจะเรียกราษฎรมาสอบถามก่อนว่าได้ปฏิบัติตามท่ีส่ังไว้หรือไม่ ใครไม่
ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วนจะถูกเฆ่ียนด้วยไม้ หรือเคาะหัวด้วยไม้เท้าประจําตัวของท่านเป็นการลงโทษและ
กําชับให้ปฏิบัติตามคําส่ังให้ครบถ้วน เร่ืองการเคาะหัวด้วยไม้เท้าน้ีเป็นท่ีเลื่องลือกันมาก ไม่เฉพาะชาวบ้านเท่าน้ัน
ท่ีถูกเคาะ แม้นายอําเภอถ้าปฏิบัติราชการไม่เป็นผล ท่านก็เคยใช้ไม้เท้าเคาะหัวเอาต่อหน้าธารกํานัล ไม้เท้าของ
ท่านน้ันเรียกกันท่ัวไปว่า ไม้เท้าหัวหมาเนื่องจากหัวไม้เท้าทําเป็นรูปหัวหมา การพูดเป็นนัยว่า หมาเจ้าคุณเทศาฯ
ขบหัว จงึ มีความหมายดงั กลา่ ว

โหฺม่เหนือ (หฺมู่เหนือ) : พวกท่ีไม่ทันสมัย เป็นสํานวนท่ีชาวกันตังสมัยก่อนใช้พูดกัน เพราะสมัยนั้นท่ีต้ัง
เมืองตรังต้ังอยู่ท่ีตําบลกันตัง ซึ่งเป็นพ้ืนท่ีทางตอนใต้ของจังหวัดตรัง ฉะน้ัน คนท่ีมาจากอําเภออื่นที่อยู่ทางเหนือ
ของกันตังจึงไม่ใช่คนเมืองและไม่ทันสมัย มักถูกชาวกันตังเรียกว่า โหม่เหนือ ในความหมายว่า พวกที่ล้าหลัง ไม่
ทันสมัย หรอื ที่ภาษาปากใชว้ า่ เชย น่ันเอง และในที่สุดคําน้ีก็ใช้ไปทั่วทั้งเมืองตรัง แม้ได้ย้ายท่ีทําการเมืองตรังมาอยู่
ท่ตี าํ บลทับเทย่ี งแล้วกต็ าม (โหฺม-่ หม)ู่

โหฺม่เหมก (หฺมู่เหฺมก) : พวกท่ีไม่ทันสมัย เป็นสํานวนที่ชาวตรังใช้พูดกันในความหมายว่า พวกที่ไม่
ทันสมัย ท้ังนี้เพราะบ้านเหมกน้อย หรือตะเหมก ซ่ึงเป็นชื่อหมู่บ้านในตําบลละมอ อําเภอนาโยง มีพื้นท่ีลึกไปจาก
ตัวอําเภอ จนติดต่อกับเทือกเขาบรรทัด ในสมัยก่อนการสัญจรไปมาลําบากมาก ผู้คนในหมู่บ้านจึงไม่ค่อยมีโอกาส
ออกมาพบเห็นความเจริญทางด้านวัตถุหรือความทันสมัยจากโลกภายนอก และในที่สุดชาวตรังใช้คําน้ีกับคนท่ัวไป
ท่ไี มท่ ันสมัยว่า โหฺมเ่ หมฺ ก

91 
 

คําคลอ้ งจอง

92 
 

คาํ คลอ้ งจอง คาํ ร้องเล่น คนไทยนยิ มใช้ภาษาที่มคี ําคลอ้ งจองกันมาตัง้ แตส่ มยั โบราณ จะเห็นว่าเรามี

สํานวนคลอ้ งจองใช้กันมากมาย เช่น ในนา้ํ มีปลา ในนามขี ้าว รกั ยาวบน่ั รักสั้นใหต้ ่อ เปน็ ตน้
ในจงั หวดั ตรงั มีถอ้ ยคาํ คล้องจอง คาํ รอ้ งเลน่ มากมาย ซงึ่ เป็นขอ้ มลู มุขปาฐะเสยี เปน็ สว่ นใหญ่ และวยั ท่ีใช้

กนั มากคอื วัยเด็ก เพราะเดก็ ๆ จะรวมกลุม่ ทํากิจกรรมและละเลน่ ตา่ งๆ อย่เู สมอ จนทาํ ให้คนุ้ หกู บั ถ้อยคาํ คล้องจอง
ไปโดยปริยาย เชน่ เลน่ ฉับโหยง หรือ ขวิดโหยง ก็จะมบี ทร้องประกอบว่า “ฉบั โหยง โยงไมเ้ กรียบ ผวั เล่นเกรียบ เมียเลน่
ฉบั โหยง” (ฉับโหยง-การเล่นกระดานหก บางทเี รียก ขวิดโหยง) บทคล้องจองทีร่ ้องเล่นสืบทอดกนั มาใชป้ ระกอบ
กจิ กรรมต่างๆ เช่น หยอกลอ้ ตอ่ ว่า เสยี ดสี สดุดี และ รอ้ งเล่น เปน็ ตน้ ดงั ตวั อย่างต่อไปนี้

กา กา ยาบ ยาบ
ถา้ จะหยอกใหท้ ารกหรือเด็กเล็กๆ หวั เราะ กจ็ ะจกั จ้ี โดยใชม้ อื ทาํ เปน็ กาบิน ให้เปน็ จงั หวะประกอบบท
ร้อง ด้วยการจีบรวบปลายนิว้ แลว้ แผอ่ อก ทาํ ท่าจะเกาะท่รี กั แร้บา้ ง หนา้ ท้องบา้ ง แตพ่ อรอ้ งถึงวรรคสดุ ทา้ ยทว่ี ่า
ตรงนี้ น้ี นี้ นี้ นี…้ กท็ ําท่ากาเกาะแลว้ จักจ้ีให้เดก็ หวั เราะ ดังบทรอ้ งว่า กา กา กา บนิ มา ยาบ ยาบ ฉาบ
ต้นโพ โผต้นไทร กาขี้ไหล เกาะตรงไหน เกาะตรง น้ี น้ี น้ี น้ี นี้…

กินขา้ วแล้วนอน ตามความเชือ่ เก่ียวกบั กจิ วตั รประจาํ วนั อย่างหนึ่งทผ่ี กู เป็นคําคล้องจองเพื่อแสดงเจตนา
ว่า ถ้ารับประทานอาหารเสรจ็ ใหมๆ่ พักผอ่ นพอขา้ วเรยี งเม็ด คอื ใหอ้ าหารยอ่ ยก่อนจึงเร่ิมทาํ งานนั่นเอง ดังบท
คล้องจองว่า กินขา้ วแลว้ นอน เทดาให้พรใหม้ ัง่ ให้มี กินขา้ วแลว้ นงั่ เทดาแชง่ ส่งั ไมใ่ ห้มง่ั ไม่ใหม้ ี (เทดา-เทวดา)

กนิ ปละโคนโจรแทงตาย ลาํ อ้อย ทอ่ นโคนจะหวานเขม้ และจางลงในทอ่ นปลาย จงึ มคี าํ หลอกเด็กให้
เขา้ ใจผดิ คดิ แยง่ กนิ ท่อนปลาย เพอ่ื ตนจะได้กินท่อนโคน ว่า กินปละโคนโจรแทงตาย กินปละปลายวา่ ยนา้ํ เป็น
(ปละ-ดา้ น,ฝ่าย)

จาํ จิตจาํ ใจ บท “จําจติ จาํ ใจ” เปน็ ประหนึ่งคาถาทท่ี ําใหม้ ีความจาํ แมน่ ยําเดก็ ๆ จะท่องบทนท้ี นั ทที ่อี า่ น
หนังสือเสร็จ โดยใช้ฝา่ มอื ตบบนลงหนงั สอื แล้วมาตบที่หนา้ อกบริเวณหัวใจ สลบั กัน ตบหนงึ่ คร้ังท่องหนง่ึ พยางค์
แตใ่ น 3 พยางคส์ ดุ ท้ายนั้นใหต้ บเฉพาะทีห่ นา้ อกอยา่ งเดียว เปน็ การยาํ้ ใหจ้ ํา วา่ จาํ จติ จาํ ใจ ไป ไหน อย่า ลืม
กลาง คํา่ กลาง คืน อย่า ลมื หนัง สอื จํา จาํ จาํ

ช่วยจันทร์ ถ้าเกิดจันทรุปราคา ทุกคนในบ้านต้องออกมาช่วยจันทร์ เพราะเช่ือว่าราหูซึ่งเป็นยักษ์อม
พระจันทร์ไว้ ถ้าได้ช่วยกันราหูจะคายพระจันทร์คืนออกมา การช่วยจันทร์นอกจากจะยิงปืน ตีเกราะเคาะไม้ ตี
กลองฆ้องโหม่ง หรืออ่ืนๆ แล้ว ยังตะโกนช่วยจันทร์กันว่า ช่วยจันทร์เจ้าเห้อ ข้ีเห้อ คายเห้อ หรือ ช่วยจันทร์เจ้า
เหอ้ ขเ้ี ห้อคายๆ ราหตู วั ร้าย มัดซา้ ยมัดขวา

ช้าง ช้าง ช้าง สมัยก่อนมีช้างใช้งานกันอยู่ท่ัวไป ช้างจึงเดินผ่านไปมาหน้าบ้านอยู่เสมอ เด็กๆ เห็นช้างก็
จะร้องกนั ว่า ช้าง ช้าง ชา้ ง ตัดเต่าร้าง ชา้ งกินไม่ไผ่ หมกู นิ บอน พังพอนกินไก่ มาไวๆ เถดิ หนานางชา้ ง

ดุกแส็ด แป็ดอุด ส่วนของสัตว์ ผลไม้ หรือพืชผักที่นํามาใช้เป็นอาหาร และจัดว่าเป็นสุดยอดของความ
อร่อย ได้นํามาผูกเป็นถ้อยคําคล้องจองไว้ว่า ไก่กินอุด มุดกินท้าย ความกินโมง หอยโข่งกินหัว ถั่วกินเม็ด เห็ดกิน
ดอก หรอื อกี สาํ นวนหนึ่งวา่ ดกุ แส็ด แป็ดอุด มุดท้าย ควายโมง ช่อนไข่ ไหลหาง (แส็ด-ครีบปลา แป็ด-เป็ด อุด-ก้น
มดุ -มะมุด,โมง-สว่ นก้น)

93 
 

เด็กขานตด เด็กขานตด เป็นคําหยอกล้อเวลาเรียกให้เพ่ือนขานรับ ถ้าเพ่ือนขานก็จะว่า เด็กขานตด ซด
น้ําขี้แห้ง กูทาแป้ง มึงทาเถ้า กูกินข้าว มึงกินขี้ กูกินปลาดี มึงกินปลาเน่า ถ้าเพ่ือนไม่ขานก็ถูกว่าเช่นกัน ว่า เด็กไม่
ขาน ขคี้ าวาน เชด็ เลียน เช็ดเลีย

เดก็ แกเ้ ปลอื ย ถ้าเห็นเด็กคนใดที่ไม่นุ่งผ้า ก็จะหยอกล้อกันว่า เด็กแก้เปลือย งอกเดือยข้างหน้า เด็กนุ่งผ้า
งอกหญ้าแขด็ มอน

เด็กขี้เก้ง เด็กท่ีถ่ายอุจจาระแล้วยังไม่ทันได้ล้างก้น หรือไม่ล้างก้นด้วยเจตนา เรียกว่าเด็กขี้เก้ง สมัยก่อน
ไม่มสี ว้ มใชอ้ ยา่ งปัจจุบนั นี้ สว่ นใหญจ่ ะถ่ายในป่าหรือชายทุ่ง แล้วใช้ใบไม้เช็ดก้น ถ้าเพ่ือนรู้ก็จะถูกหยอกล้อว่า เด็ก
ข้ีเก้ง เล้งหมาอน้ หมากสองต้น พรา้ วต้นเดยี ว

เด็กขี้แพ้ เด็กข้ีแพ้ เป็นคําต่อว่าเด็กท่ีเลิกหรือหนีจากการละเล่นต่างๆ หรือผู้ท่ีถูกท้าชกต่อย แต่ไม่สู้ว่า
เด็กขแี้ พ้ พาแม่ไปวดั พ่อทา่ นยกิ ฉัด พลดั แต่เฏ้ เขย้ ิกขอ็ บ แลน่ หย็อกๆ มาชอ็ ก กนั เด๊ (ฉดั -เตะ, เฏ-้ กุฏิ, เข้ยกิ ขอ็ บ-
จระเข้ไล่กดั , ช็อก-ชก, เด๊-ซ)ิ

เด็กขี้ร้อง ถ้าเด็กคนไหนร้องไห้เพราะความอ่อนแอ ข้ีแย หรือด้วยเหตุอื่นๆ ก็แล้วแต่ จะถูกหยอกล้อว่า
เดก็ ข้รี ้อง จับใส่ขอ้ ง ไปร้องกลางเทือก ตาเหลือกๆ กนิ เทือกพุงปลิน้ (โถก-ถกู )

เดก็ เดนิ กอ่ น เด็กเดินกลาง เดก็ เดินหลัง เวลาเดินไปไหนมาไหนด้วยกนั เปน็ กลมุ่ เด็กๆ มักจะหยอกลอ้
ตอ่ วา่ หรือเอาใจ คนเดนิ ก่อน เดนิ กลาง หรือเดินหลัง จนต้องแยง่ เดินสลบั ที่กันชุลมุน ดังว่า

เดก็ เดนิ ก่อน กินบอนจุ้มขี้ หรอื เด็กเดนิ หนา้ กินขี้หมากับมนั หมู
เด็กเดนิ กลาง อาบนํ้าในอ่าง ทาแปง้ ดอกจันทน์ ทามันดอกโดน หรอื เด็กเดินกลาง กนิ รางหมาเนา่ (ดอก
โดน-ดอกกระโดน)
เดก็ เดนิ หลัง กินปลาลงั กับดงั เหนียว หรือ เดก็ เดินหลัง มูสงั กอดคอ ถอื พร้ากาหลอ ฟันคอมูสัง หรอื เดก็
เดนิ หลงั มูสังกอดคอ ผสี อหลอ หกั คอเสยี บไส้ (มสู งั -ชะมด)

ตดฉดี ถา้ ได้ยินเสียงตด หรอื ไดก้ ลิน่ ตดในวงเล่นหรอื วงสนทนา แตไ่ ม่มใี ครรับวา่ เป็นคนตด ก็จะมีการว่า
บทเสยี่ งทายหาคนตดกัน โดยจะเร่มิ นับเรียงทลี ะคน คนละ 1 พยางค์ ผู้ใดถกู ชีล้ งพยางคส์ ดุ ท้ายของบทสรปุ ว่าคน
น้ันเป็นคนตด ดังบทเสี่ยงทายสํานวนต่างๆ วา่

ตด ฉดี ตด ฉ้วง นาย ดว้ ง ผกั ฉีด ยื่น มือ ไป ดีด ฉดี ขลอ็ ง คลอ็ ง เนา่ นา้ํ เตา้ หมนิ ฮอื
ตด ฉดี ตด ฉ้วง นาย ด้วง ข้นึ ครู ใคร แล ตา กู คน นั่น แหละ ตด
ตด ฉดี ตด ฉาด ผา้ ร้าย ไส้ ขาด บาด แตก แหก เหนิ เพนิ พาน ขาน ตด
ตด ฉีด ตด ฉอย มด หนอย ขนึ้ ร้ัว ใคร ย้มิ ใคร หวั คน นน้ั แหละ ตด
ฝน ตก ปรอยๆ มด หนอย ขนึ้ ร้ัว ใคร ยม้ิ ใคร หวั คน นน้ั แหละ ตด
จุ้ม จี้ จมุ้ จวด จมุ้ หนวด แมง วัน จ้มุ จ้ี จัก จน่ั แมง วัน จับ ผล้งุ (มดหนอย-มดตะนอย)

ตรู ตรู ตรู ในการตกเบ็ด พอเกี่ยวเหยื่อเสร็จแล้ว เจ้าของเบ็ดจะเอาเหย่ือที่เก่ียวนั้นมาจับไว้ แล้วท่องบท
คล้องจองประเภทหนึ่งมนตเ์ รยี กปลาว่า ตรู ตรู ตรู เรียกคมู่ งึ มา เทา่ แข้ง เท่าขา มาจับเบ็ดกู ตรู ตรู แล้วถ่มน้ําลาย
ใส่เหยื่อ 1 คร้งั ก่อนหยอ่ นเบ็ดลงนํ้า

94 
 

ต้ตู ้ีนอแน จักจใ้ี ห้เด็กหวั เราะสนกุ สนาน แลว้ รอ้ งคําคล้องจองประกอบว่า ตูต้ ี้ นอแน รกั แร้หมา้ ยขน ได้
เมยี สองคน งอกขนรักแร้

ท้อน ท้อน ไม่หวาน การรับประทานลูกกระท้อน จะปอกเปลือกออกแล้วสับซอยเน้ือกระท้อนให้รอบ
จากน้ันใช้ข้างมีดทุบลงบนส่วนหัวของลูกกระท้อนหลายๆ คร้ัง เพื่อให้เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ขณะสับและทุบ
กระทอ้ นกจ็ ะวา่ ทอ้ น ท้อน ไมห่ วาน จมุ้ หีปา้ ปาน หวานเล่ียน หวานเลย่ี น

แทงท่อล้อ การน่ังไกวเปลไม้กระดาน ถ้าเปลไกวในแนวตรง เรียกเวโหฺยน แต่ถ้าเสียสมดุลระหว่าง
ความเรว็ ของหวั เปลทัง้ สองข้าง ทาํ ให้เปลไกวในแนวเฉยี ง เรยี กเวแทงทอ่ ซ่งึ มกั จะร้องบทเล่นว่า แทงท่อล้อ ท่อล้อ
ไข่เขียด ไข่ลุงเอียด เหนียดไว้ชายคา พลัดลงมา หน่วยเดียวเท่าเผล้ง (เว-ไกว เหนียด-เหน็บ เผล้ง-ภาชนะดินเผา
ขนาดใหญ่ ทรงเตยี้ กระพ้งุ ข้างปอ่ ง คอแคบ ปากผายใชใ้ สน่ าํ้ ใส่ข้าวสาร)

ปี่ ป่ี ไม่ดัง การทําป่ีด้วยซังข้าว ถ้าไม่แยงรูปล้องชังเพ่ือทําความสะอาดเสียก่อน ปี่ก็มักจะไม่ดัง ดังน้ันจึง
ต้องเอาปลายซงั ข้าวทเี่ ล็กกว่าแยงรูปล้องชงั ของป่ี ขณะแยงเข้าๆ ออกๆ ก็จะรอ้ งบทคลอ้ งจองประกอบว่า ไอ้กลั้งๆ
ป่ีไม่ดัง เอาซังแยงวาน ปี่ไม่ขาน แยงวานปา้ สงั ข์ ยงั มีสํานวนอื่นๆ เชน่ ป่ี ปี่ ไม่ดงั เอาซงั แยงวาน ป่ี ปี่ ไม่ดัง เอาซัง
มาแยง ถกู ลกู แหยงแยงขึ้นแยงลง ถูกเสาธง แยงลงแยงข้ึน ปี่ ป่ี ไม่ดัง เอาซังมาแยง ถูกลูกแหยงแยงข้ึนแยงลง ถูก
เสาธง ดงั ปลี ี้ ปีลี้ (ไอก้ ลง้ั -ช่ือปลาน้ําจืด คล้ายปลาชอ่ น)

ปี๊ด ป๊อด ปี๊ด ป๊อด เป็นสัญญาณขอทางเลียนเสียงแตรรถ ใช้ร้องเล่นประกอบการเล่นขับรถ ลากรถ หรือ
รุนลูกล้อ ว่า ป๊ีด ป๊อด ห้วยยอด คลองเต็ง เถ้าแก่ขับเอง ไม่พักเสียตางค์ การกล่าวถึงห้วยยอดและคลองเต็ง คง
เป็นเพราะถนนเพชรเกษมสายห้วยยอด-ตรัง เป็นสายหลักท่ีตัดข้ึนใช้ในสมัยแรกๆ จึงเป็นท่ีรู้จักของคนตรังทั่วไป
โดยถนนจะตัดผา่ นบ้านคลองเตง็ ด้วย

ฝนตกแดดออก ถ้าฝนตกสลบั กบั แดดออก กจ็ ะร้องเลน่ กันวา่ ฝนตกแดดออก นกจอกเขา้ รัง ต๊กั แตนเล่น
หนัง โมง่ ครึมๆ

ฝนตกแสก็ ๆ ถ้าฝนตกปรอยๆ กจ็ ะรอ้ งเล่นกนั ว่า ฝนตกแสก็ ๆ แดก็ ๆ อยา่ ย่งุ พาเมยี เข้ามุ้ง นอนให้รงุ่ แผ็ก
(รุง่ แผ็ก-สวา่ งเตม็ ท่)ี

รักพ่อรักแม่ หยอกเล่นให้ผู้อ่ืนกะพริบตา โดยใช้มือโบกขึ้นลงบริเวณตาเป็นจังหวะ จังหวะละหนึ่งพยางค์
แล้วร้องบทคล้องจองว่า รัก พ่อ รัก แม่ รัก หมา ตา กริบ ถ้าใครกะพริบตาตอนข้อความสุดท้ายที่ว่า รักหมาตา
กริบ ก็จะถูกหยอกล้อว่ารักหมา แต่ถ้าใครฝืนไม่กะพริบตาก็จะไม่ถูกหยอกล้อ เพราะแสดงว่ารักพ่อและรักแม่
น่ันเอง (ตากริบ-ตากะพริบ)

หยะเขา้ ตา ถา้ ขยะเข้าตาใคร กม็ กั จะใหผ้ ู้อน่ื ชว่ ยถา่ งตา แล้วเปา่ ลมเขา้ ตา เพ่อื จะให้ขยะออกจากตา โดย
กอ่ นเป่า ก็ท่องบทรอ้ งประดุจคาถา ว่า หยะเข้าตา แมงคาเขา้ หู บอกลงุ ชู หายเผี้ยงๆ

95 
 

ไหว้ไฟจักจั่น ไหว้แม่ไฟจักจั่น เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง คือเช่ือว่าแม่ไฟจักจั่นเป็นเทพธิดาอย่างแม่โพสพ
ทําให้ทารกปัสสาวะรดที่นอน และปวดอุจจาระในเวลากลางคืน ซ่ึงในสมัยก่อนน้ัน ไม่มีความสะดวก เพราะไม่มี
ส้วมในบ้าน ต้องออกไปถ่ายนอกบ้านบริเวณชายป่าหรือชายทุ่ง ดังนั้นจึงอ้อนวอนขอต่อแม่ไฟจักจ่ันให้ถ่ายเฉพาะ
กลางวัน วา่ ไหว้ไฟจกั จั่น ให้ข้ีกลางวนั อยา่ เย่ยี วกลางคืน หัวคํา่ ต้องปนื ดึกดื่นต้องขวาก หวันข้ึนเทียมปลายหมาก
ขเี้ ถิด เยยี่ วเถดิ

หัวล้านป้านแป้ว เด็กหัวล้าน โกนหัว หรือตัดผมเกรียน มักจะถูกหยอกล้อว่า หัวล้านป้านแป้ว แคว็ก
ขี้แมว มาใส่หัวล้าน (แคว็ก-ควัก)

อองแปง้ อองเถ้า การทําเชื้อแป้งขา้ วหมาก หรือทชี่ าวตรังเรยี กว่า ลูกแป้ง น้ัน เม่ือปั้นเป็นเม็ดเสร็จใหม่ๆ
ก็จะโรยเช่ือยีสต์ พร้อมกับท่องว่า อองแป้ง อองเถ้า อองดิน อองทราย ใครเป็น ใครตาย กูโร้หมดแล้ว ท่องไป
จนกวา่ โรยเช้ือทว่ั แล้วจึงหยุด (ออง-ละออง โร้-ร)ู้

อีบ้ึงอีใบ้ บ้ึง คือ แมงมุมขนาดใหญ่ชนิดหน่ึง ขุดรูอยู่ในดิน ช่วงหน้าแล้งจะวางไข่ และคนมักจะแยงรูบ้ึง
เอาไขม่ ากนิ เล่น โดยใชเ้ รียวหวายหรือเรียวไม้อื่นแยงหมุนลงไปแล้วดึงไข่บ้ึงขึ้นมา ชาวใต้ เรียกว่า ยอนบึ้ง ซ่ึงขณะ
ยอนบ้งึ ก็จะท่องบทร้องประกอบวา่ อีบึง้ อใี บ้ ผ้าร้ายอย่บู น รอ้ นๆ รนๆ ส่งไขข่ นึ้ มา เดือนสเี่ ดอื นหา้ ฟ้าผ่าอีบงึ้

อีโหยน อีหญวบ เปน็ คํารอ้ งเล่นประกอบการไกวเปลว่า อีโหยน อีหญวบ แกงหัวบวบ หัวล้านลักซด แกง
ปลาหลด ท้ังซดท้ังจาน แกงไม่หวาน เทลงล่าง หมาเก็บก้าง คางคกข้ึนเริน ยายสีเงิน น่ังทิ่มน้ําชุบ กุบกับเขาตะ
คว้าหาด้ามบวย หยิบโถกโลกกล้วย ด้ามบวยหล่นล่าง หรือ อีโหยน อีท็อง จีนหลังก็อง แล่นเข้าป่าเตย ชาวบ้าน
ร้าง งอกหางยาวรี ชาวกงสี ขายวัวขายควาย (จาน-ราด เริน-เรือน น้ําชุบ-นํ้าพริก กุบกับ-รีบร้อน ตะ-เถอะ โลก-
ลกู บวย-กระบวย)

ไอแ้ ก้ว (อีแก้ว) การหยอกลอ้ เดก็ ท่ีชอื่ แก้ว โดยเรยี กช่ือ พอเดก็ หันหนา้ มาก็จะหยอกวา่ ไอ้แกว้ (อีแกว้ )
กินข้าวแลว้ ไปดักนกคดู ตดดังปดู นกคูดบินหนี ข้นึ ควนธานี กนิ หีนกคูด หรอื อกี สํานวนหน่ึงวา่ ไอ้แกว้ (อแี ก้ว)
กินขา้ วแล้ว ไปดกั นกยาง โถกหมูโถกค่าง โถกช้างหางคอ็ ด เข้าป่าเสียยศ คอ็ ดแดง้ ๆ (นกคูด-นกกะปดู ค็อด-คด
แดง้ -กระเด้ง หยัก งอน)

ไอแ้ ดง (อีแดง) การหยอกลอ้ เด็กท่ีชอ่ื แดง โดยเรียกชอ่ื แล้วร้องวา่ ไอ้แดง (อีแดง) แกงกบ ทมิ่ เครื่องไม่
ครบ กบว่งิ ลงคลอง หรือ ไอแ้ ดง (อแี ดง) แกงกบ ทม่ิ เครอ่ื งไม่ครบ แม(่ ผวั )ตบตายโหง

ตวั อย่าง คําคลอ้ งจอง คาํ รอ้ งเล่น ในจังหวัดตรังดังยกมานี้ บางบทจะแทรกภูมิปัญญาการสอนเด็กไว้อย่าง
ชาญฉลาด เช่น บท เด็กเดินก่อน สอนให้ผู้เดินทางระมัดระวังตัวอยู่เสมอ หรือบท อีแดง สอนให้มีความรอบคอบ
ในงานบ้านการครัว เป็นต้น บางบทกล่าวถึงสถานท่ีในจังหวัดตรังด้วย เช่น ควนธานี คลองเต็ง ห้วยยอด บางบทมี
คําทะลึ่งหยาบโลนบ้าง บางบทใช้ร้องประกอบกิจกรรมต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นบทร้องทํานองหยอกล้อหยอกเล่น เพ่ือ
ความสนุกสนานของเด็กๆ จะเห็นว่า คําคล้องจอง คําร้องเล่น ทุกบทมีสัมผัสสระ ซ่ึงเป็นการปลูกฝังความเป็นเจ้า
บทเจา้ กลอนให้แทรกซมึ อยูใ่ นสายเลอื ดโดยไม่รูต้ ัวต้ังแต่วัยเยาว์ ดังนั้นไม่แปลกเลยท่ีคนสมัยก่อนมักมีปฏิภาณไหว
พริบเชิงกวีกันท่ัวไป

96 
 

เพลงรองแงง็ ตนั หยง

97 
 

เพลงรองแง็ง ตนั หยง สถาพร ศรสี จั จงั ได้ศกึ ษาวิจัย “ สารัตถะจากเพลงรองแง็ง ตนั หยง :

กรณีศึกษาจังหวดั ตรัง” ซึ่งการละเลน่ ชนดิ นม้ี ีลกั ษณะเปน็ เพลงวิพากษ์ คือผู้เลน่ ต้องรอ้ งกลอนโตต้ อบเพอ่ื เกย้ี ว
พาราสกี ันระหวา่ งหญิงชายส่วนใหญเ่ ป็นกลอนทีผ่ ูกขึ้นสด ๆ โดยมฉี ันทลกั ษณ์ทคี่ อ่ นข้างแนน่ อน

ตัวอย่างบทชาย

บุหงาตนั หยง หยงไหรละนอ้ งยงั ดอกสาวเหล้า

แต่งงานกับบงั ตะนอ้ งสาว ลกู ออกมาขาวแลว้ น่าชม

ถา้ ได้ลูกหญิง อจิ ับแขวนปิ้งให้เรียนดดั ผม

ลูกออกมาขาวแลว้ น่าชม ดดั ผมนอ้ งหนอราํ หลอ้ แง็ง

ตวั อย่างบทหญงิ

บหุ งาตันหยง หยงไหรบังหนอ – ต้นสาวเหล้า

เขาว่าคาํ รักของบา่ วบ่าว เหมอื นเปลอื กลกู นาวทส่ี สี วย

ขา้ งในมนั เปรย้ี ว น้องยังเสียวเสียวจะกินด้วย

เหมอื นเปลือกลูกนาวทสี่ สี วย แตพ่ อกินด้วยกเ็ ขด็ ฟนั (ตะ-เถอะ,อิ-จะ)

เนอ้ื เพลง เน้ือเพลงรองแง็ง ไดส้ อดแทรกค่านิยม วฒั นธรรม หรือวถิ ชี ีวติ ความเป็นอย่ขู องคนใน

จงั หวัดตรงั ไว้หลายประการ โดยเฉพาะในอาํ เภอกันตงั อําเภอสิเกา และอาํ เภอปะเหลยี น ซง่ึ เปน็ แหลง่ ขอ้ มลู
ดงั ตัวอย่างต่อไปน้ี

การประณาม ตําหนิ ตกั เตือนทั้งหญงิ และชาย เช่น

ตําหนผิ ู้หญิงขายตวั

บหุ งาตันหยง หยงไหรนอ้ งหนอ – ตน้ ดีปลี

เม่อื หนา้ ตานอ้ งตัง้ ดีดี มาเปน็ กะหรเ่ี สยี ทําไหร

น้องสาวคว้ิ วาด ไดค้ ืนกีบ่ าทละหนา้ ใย

มาเปน็ กะหร่ีเสียทาํ ไหร ไตรไมย่ อมจนทนตดั ยาง

(ดปี ลี-พรกิ , ไหร-อะไร, ทําไหร-ทําอะไร, ไตร-ทาํ ไม, ตดั ยาง-กรีดยาง)

98 

 

ตาํ หนิชายปากมาก

บุหงาตนั หยง จรงิ บงั หนอ – ตน้ จ้งิ จาย

ทาํ ตัวไมส่ มกบั เปน็ ชาย ปากมากปากร้ายชอบแหลงหญิง

ปากเปียกปากตรก มันนา่ ตัดพรกให้ทาํ ป้งิ

ปากมากปากร้ายชอบแหลงหญิง จรงิ จริงบังหนอไม่น่าเปน็

(แหลง-พูด, มาจาก แถลง, พรก-กะลา, ปิ้ง-กระจบั ปง้ิ )

การยกยอ่ งชน่ื ชม ยกย่องผู้หญงิ ท่เี ปน็ กลุ สตรี และผชู้ ายทีม่ คี ณุ ธรรม เช่น

ยกยอ่ งกุลสตรี

บหุ งาตันหยง กําพงแลน้องยงั ตน้ เดอื ยบิด

ถึงน้องไม่สวยบงั ไมค่ ดิ บังเอาแตห่ ริดกริ ิยา

บงั ไปทาํ การ น้องสาวอยูบ่ า้ นหงุ ขา้ วไว้ทา่

บงั เอาแตห่ ริดกริ ิยา คนนน้ี ้องหนาสายใจบงั

(หรดิ -จริต ในทน่ี ี้หมายถึงกิรยิ ามารยาท ทา่ -รอ คอย)

ยกยอ่ งชายที่ไม่เก่ียวขอ้ งอบายมุข

บุหงาตนั หยง หยงไหรน้องหนอ – ดอกสาวเหลา้

รบั รกั กับบงั ตะนอ้ งสาว ทัง้ ปอทัง้ เหล้าบงั ไม่เปน็

บงั เปน็ แตง่ าน ใครใครทง้ั บา้ นเขากะเหน็

ทั้งปอท้ังเหลา้ บงั ไมเ่ ปน็ หรือน้องไม่เห็นเหมือนคนอนื่ (ปอ – โป)

การประกอบอาชีพ อาชีพประมง ทํานา และทาํ สวนยางพารา เช่น

บหุ งาต้นหยง กําพงน้องหนอชตู น้ ทัง

พบหน้าน้องสาวแลว้ รักจัง ไปสรา้ งอวนตา้ หลงั กับบงั หมา้ ย

ลมเลมันรวั บังอิอย่หู ัวใหน้ ้องอย่ทู ้าย

ไปสรา้ งอวนตา้ หลังกบั บงั หม้าย ตอบใหบ้ งั นีไ้ ด้ร้ดู ้วย(หม้าย-หรือไม)่

บหุ งาต้นหยง กาํ ลงแลนอ้ ง-ยงั ตน้ ไทร

น้องไมร่ ักบงั กะแล้วไป บังไม่มีไหรจิไปจา้ ง

โอ้น้องค้ิวเฝอื บังไมม่ ีเรอื มแี ต่สวนยาง

99 
 

บงั ไม่มไี หรจิไปจา้ ง มีแตส่ วนยางน้องเอาไหม(จิ-จะ)

ความเช่อื มคี วามเชือ่ เกย่ี วกับไสยศาสตร์ เชน่

บหุ งาตันหยง จริงจริงน้องหนอยงั ต้นกล้วยเถื่อน

มาอย่ปู ละเลไมก่ ี่เดอื น โถกเหนเ่ ตา่ เลือนหนว่ ยตาลาย

กลางคนื นอนฝนั กลางวันนอ้ งหนอบงั เหมอื นจไิ ข้

โถกเหน่เตาเลือนหนว่ ยตาลาย แลไม้น้องเหอปลายลงดิน

(เต่าเลอื น – เป็นการทาํ เสนห่ ์ ทใี่ ชค้ าถาอาคม โดยตอ้ งวาดรูปเต่าลงบนอวัยวะส่วนใดส่วนหน่ึงของ
ร่างกาย ส่วนใหญ่ผู้หญงิ เป็นผทู้ าํ จึงมักวาดลงที่อวัยวะเพศ เชอื่ วา่ ชายใดมีความสัมพนั ธท์ างเพศกับผหู้ ญงิ น้นั
แลว้ ยากท่ีจะถอนตวั ใหเ้ ลิกรักใครห่ ลงใหลได)้

เชอ่ื การเวยี นว่ายตายเกดิ ว่าชาตหิ นา้ มจี ริง

บุหงาตันหยง หยงไหรละนอ้ งยงั ชื่อดอกหนุน

เกดิ มาชาติน้ไี ม่มบี ุญ อะไรแทนคณุ น้องบุญเลศิ

ไมไ่ ด้ร่วมหอ้ ง พาพีพ่ านอ้ งกันไปเถดิ

อะไรแทนคณุ น้องบญุ เลิศ พี่ไปเกิดชาติหน้าคอ่ ยเท่ากัน(หนุน-ขนุน)

เชอื่ เรอ่ื งส่ิงศักด์ิสทิ ธแ์ิ ละวญิ ญาณ

บุหงาตันหยง กาํ พงนอ้ งหนอยงั ต้นผกั กาด

เกบ็ ขา้ ว เก็บนาํ้ เสยี ให้ฉาด ไปไหวพ้ ระธาตุหลาดเมอื งคอน

คนดีหม้ายเบยี้ บงั นอิ ิเสียให้น้องก่อน

ไปไหว้พระธาตหุ ลาดเมืองคอน ขอพรนอ้ งหนอให้ได้กัน

(ฉาด – หมด, หลาด – ตลาด)

ค่านยิ ม ในบทรองเงง็ ปรากฏค่านิยมหลายประการ เชน่

ไม่นยิ มแต่งงานกับพอ่ หมา้ ย แมห่ มา้ ย

บหุ งาตันหยง หยงไหนบงั หนอตน้ ดปี ลี

เสียดายเปน็ บา่ วมาทง้ั ที ไตรทมี่ าแต่งงานกบั แมห่ ม้าย

หรือว่าขดั สน สาวสาววังวนหาไมไ่ ด้

ไตรท่มี าแต่งงานกบั แมห่ ม้าย น่าอายบังหนอเพอื่ นคราวกัน

100 
 

นยิ มการปลกู ฟนั ทอง คือ การเลีย่ มฟนั ทองหรือครอบฟนั ดว้ ยทองคาํ ซ่ึงคนสมัยกอ่ นนยิ ม

ปลุกฟันทองกนั มาก ทง้ั นเี้ พอื่ ความสวยงาม และแสดงถงึ ความมั่งมีอกี ด้วย เช่น

บหุ งาตนั หยง หยงไหรละน้องหยงซอื่ ดอกยาง

ขอถามนอ้ งสาวแมเ่ อวบาง ฟันทองซห่ี ่างใครปลกู ให้

โอน้ อ้ งคนดี ปลูกที่ไหนสกั ทีละแมโ่ ฉมฉาย

ฟนั ทองซหี่ า่ งใครปลูกให้ ช่อเอวละนอ้ งผ้าลายดอก

ศิลปะการแตง่ เนอ้ื เพลง

แม้เพลงรองเงง็ สว่ นใหญจ่ ะผกู เนอ้ื รอ้ งในเชิงปฏพิ ากย์ แต่มศี ลิ ปะ ลลี าและชน้ั เชิงอย่าง
นา่ ชนื่ ชม ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี

การใช้ความเปรยี บเทยี บเชงิ อปุ มาอปุ ไมย เชน่

บหุ งาตันหยง กาํ พงแลนอ้ งชูตน้ ส้มเหมา้

ตวั พน่ี ีเ้ หมือนกับรวงขา้ ว ถูกแกะ นอ้ งสาวเกบ็ รวงไป

เหมือนปลาในวัง ใจน้องมันขังไวไ้ มไ่ ปไหน

ถกู แกะของนอ้ งเก็บรวงไป เหน็ ใจพ่มี งั่ หวังรกั จรงิ

(แกะ–เคร่อื งมอื เก็บขา้ วของภาคใต)้

การใช้สญั ลกั ษณท์ ี่มีนยั ของเนื้อหาแฝงอยู่ ตอ้ งคดิ ตามจึงจะตคี วามได้ เชน่

บุหงาตนั หยง หยงไหรละนอ้ งหยงช่อื ดอกแตง

เหน็ นกบินหลาทปี่ ีกแดง บนิ ข้ามกําแพงโรงโกป้ี

บินเช้าบนิ เย็น บินใหเ้ ห็นเป็นทที ี

บินขา้ มกําแพงโรงโกป้ี ตวั นี้หรอื น้องคนรกั บงั (โกปี้-กาแฟ)

การใช้คาํ เลยี นเสียงธรรมชาติ เชน่

บุหงาตนั หยง จริงจรงิ บังหนอตน้ พนั ตัน

นา่ แปลกจรงิ เหอคนทกุ วัน นกเขามนั ขนั ขรกิ ขริกขรี้

บหุ งาตันหยง หยงไหรบังหนอ-ต้นลีบุก

เสยี งกลองเขาตีอยู่ ตุกตุก มาหยงั วนั ศุกร์ไตรบงั ไมไ่ ป


Click to View FlipBook Version