The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tamzz33, 2022-03-17 00:30:57

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

101 
 

การใช้คาํ ที่มลี ักษณะสองแง่สองงา่ ม ไปในทางหยาบโลน เช่น

บหุ งาตันหยง กําพงนอ้ งหนอยงั ตน้ ข้ีเหลก็

จําไดไ้ หมตอนเรายงั เดก็ เราเข่เรือเล็กไปรุนกุ้ง(เข่-ขี)่

นอ้ งสาวควิ้ วาด เรอื มันตดิ หาดเรารุนกันรุ่ง

เราเขเ่ รือเล็กไปรนุ กุง้ นํา้ เหอมันพุง่ สองขา้ งแคม

การใชค้ าํ นามนยั ท่ีหมายถึงผู้หญงิ ท่ีหลากหลาย เชน่ หน้าใย สายใจ ค้วิ เฝือ กานดา

เปน็ ตน้ ดังตัวอยา่ ง

บุหงาตนั หยง หยงไหรนอ้ งหนอดอกลบิ ง

บังไมเ่ คยลืมแมโ่ ฉมยง ไม่ลมื บ้านลบิ งสักเวลา

บังจะนอนฝนั ถงึ หนา้ นอ้ งนั้นบา้ นของกานดา

ไมล่ มื บ้านลิบงสกั เวลา ไมล่ ืมน้องยาคนเส้ือลาย

บหุ งาตนั หยง หยงไหรน้องหนอยังตน้ ขา่

คนื นีว้ ันดับเดือนไม่มา มาแตด่ วงหนา้ แมห่ น้าใย

โลกตาสองโลก น้องสาวบุญโปลก ได้มาแต่ไหน

มาแต่ดวงหน้าแม่หนา้ ใย สอ่ งใจใหพ้ ีน่ ห้ี วา่ งครัน

(บุญโปลก-บญุ ปลูก, หวา่ ง-สว่าง)

เพลงรองเง็งแม้เดมิ จะเปน็ เพลงปฏิพากยท์ รี่ อ้ งโตต้ อบกนั ในกลุม่ ชาวไทยมุสลิม บางอําเภอใน
จังหวดั ตรัง แตก่ ็ได้กระจายไปทัว่ ท้งั จังหวดั จนผคู้ นเมอ่ื ประมาณ ๓๐ ปีทผ่ี า่ นมาสามารถจดจํามาร้องเลน่ กัน
อย่างกวา้ งขวางและแมน่ ยํา

102 
 

บทลิเกปา่

103 

 

บทลเิ กป่า

ลเิ กปา่ ลิเกป่า ลเิ กบก ลเิ กราํ มะนา หรือแขกแดงกเ็ รยี ก เปน็ ศิลปะการแสดงทเี่ ล่นท่วั ไปในจงั หวดั
ชายทะเลฝัง่ ตะวันตก เช่ือกันวา่ เริ่มเกิดข้ึนทีป่ ากแม่น้ําตรัง ในอาํ เภอกันตงั ปจั จบุ ัน เพราะไมว่ ่าจะเล่นในจังหวัดใด
ในบทรอ้ งตามทอ้ งเรื่องแตเ่ ดิมนัน้ ใช้ฉากที่อาํ เภอกันตังเป็นหลกั

ทม่ี าของเรอื่ งกลา่ วกนั ว่าลอกเลียนมาจากชวี ติ จรงิ ของแขกอนิ เดยี ท่ีเข้ามาขายสินค้าเร่และตัง้ หลักปักฐาน
อยทู่ ่กี ันตัง ส่วนใหญม่ กั ขายผา้ และเครอ่ื งประดับ ชาวตรงั เรียกแขกเหลา่ นี้ว่าแขกเทศหรือแขกแดง ลเิ กป่าคงจะมี
ขึ้นในชว่ งไม่นานนัก เพราะทา่ เรือที่กันตังเพิ่งจะรงุ่ เรืองเป็นเมืองคา้ ในสมยั รชั กาลท่ี 5 หลังจากท่พี ระยารษั ฎาฯ
ยา้ ยเมืองจากควนธานไี ปอยูก่ ันตังและมีบทรอ้ งบางตอนกล่าวเจา้ เมืองคอื พระยารัษฎาฯ แตง่ ตง้ั แขกแดงใหเ้ ป็น
ใหญ่ดว้ ย

เนื้อเร่อื งท่เี ล่นกลา่ วว่าแขกแดงเปน็ พ่อค้าเร่ชาวเมอื งลกั กะตา (กลั กตั ตา) เดนิ เรอื มาคา้ ขายตามหัวเมือง
ชายทะเลฝัง่ ตะวนั ตกของไทย มีสนิ ค้าจําพวก เสอื้ ผา้ แพรพรรณ เพชรนลิ จินดา และผ้าไหม แขกผนู้ ้ีเที่ยวค้าขาย
ไปตามท่ีตา่ งๆ หลายเมือง จนในทส่ี ุดมาได้เมยี สาวท่อี าํ เภอกนั ตงั เรยี กวา่ ยายี หรอื ยาหยี (ในเรือ่ งเรยี กวา่ จิ หรอื จ)ี
แขกแดงมาอยเู่ มืองไทยเปน็ เวลานาน ค้าขายจนรํา่ รวย บางครั้งกไ็ ปหลายวนั จงึ จะกลบั มาบ้านที่กันตัง วันหนึ่งเกิด
คดิ ถึงบ้านเกดิ เมอื งนอนเพราะเปน็ หว่ งพอ่ แม่ซึง่ ชรามากแลว้ จึงคดิ กลับบ้านเมือง เมือ่ กลบั ถึงบา้ นก็ขอใหย้ ายไี ป
ดว้ ยกับตน ตอนแรงนางไม่ยอมไปเพราะเป็นหว่ งพอ่ แม่และกลัวหนทางไกล จะอ้อนวอนเทา่ ใดก็ไมย่ อม จนตอ้ งขู่
ว่าจะหยา่ นางจงึ ยอมรับปาก เมือ่ ตกลงเชน่ นน้ั แขกแดงก็สง่ั ใหย้ ายลี าพ่อแม่พีน่ ้องตลอดถงึ ผ้ชู ม และให้สะหมาดนํา
สิง่ ของเครือ่ งใช้ลงเรอื และยงั นาํ สนิ ค้าบางอยา่ งไปขายตามรายทางดว้ ยระหวา่ งแล่นเรอื ออกจากทา่ กนั ตังแขกก็ช้ี
ชมธรรมชาติ จนกระทง่ั ถงึ เมอื งลกั กะตา บางทกี่ ใ็ หจ้ บแคเ่ รอื ไปเกยต้นื เพราะน้ําลง บริเวณท่เี รือเกยตนื้ คอื เกาะลิบง
บางทีเปน็ เกาะเหลาเหลยี ง

ผูแ้ สดง ลิเกปา่ คณะหน่ึงมีประมาณ 9 – 20 คน รวมทง้ั ลกู ค่ใู นการเล่นดนตรี ตวั แสดงสําคัญ มี 3 ตัว
ได้แก่ แขกแดง ยายี และสะหมาด ซ่ึงแต่งตวั ดงั น้ี

แขกแดง เปน็ ตัวเองของเรอ่ื ง แตง่ ตัวเลยี นแบบแขกอนิ เดีย แตจ่ ะแต่งเทา่ ที่พอจะหาเส้ือผา้ ได้ ไมไ่ ดย้ ดึ ถอื
รูปแบบตามแขกอยา่ งเคร่งครดั นัก คอื สวมกางเกงขายาว น่งุ ผ้าโสรง่ ทับเพยี งเข่าไว้ข้างนอก เรียกว่า กาอัน สวม
เสอ้ื เชติ้ แขนยาวไวข้ ้างใน สวมเส้ือนอกสดี าํ ทับอีกชั้นหน่ึง สวมหมวกแขกสดี ําแบบชาวมสุ ลมิ ทีเ่ รยี กว่าหมวกหนบี
ใส่หนวดเครารงุ รัง แขวนสรอ้ ยคอลูกประคําหลายเส้น และแต่งหนา้ ตาให้ดูแบบแขกทว่ั ไป

ยายี หรือยาหยี แตง่ ตวั แบบผหู้ ญงิ ไทยมสุ ลมิ ภาคใต้ ท่ีเรียกว่าเสื้อหยอหยา ใช้ผ้าลูกไมม้ าตดั เป็นเส้ือ
เข้ารูป ตัวเส้อื ยาวถังหนา้ ขา แขนยาวลบี รัดแขน คอสเี่ หลยี่ มเล็ก น่งุ ผ้าโสรง่ ปาเต๊ะ มีลวดลายและสสี นั สดใส คลุม
ศรี ษะด้วยผ้าบางๆ ให้โผล่แตห่ น้า มีผ้าหอ้ ยคอเป็นแถบเลก็ ๆ ยาวถึงนอ่ ง แตง่ หน้าตาพิถพี ิถันใหส้ วยงาม

สะหมาด คอื คนรับใช้หรอื เสนา เป็นตวั ตลกของเร่อื ง แตง่ ตัวแบบคนใชช้ าวชนบท แตง่ หน้าเพอ่ื ใหด้ ูตลก
ขบขนั

เครือ่ งดนตรี มีกลองรํามะนา 2 – 3 ใบ ฉงิ่ 1 คู่ กรับ 1 คู่ และอาจมีปีช่ วาหรือซอ บางโรงมกี ลองทดั
โหม่ง ฆ้อง ระนาดอยู่ด้วย

เวทีการแสดง ปลกู โรง 6 เสา หลงั คาเพงิ หมาแหงน ก้ันมา่ นกลาง ปเู สื่อเล่นกับพ้ืนดินหรอื ยกพ้ืนสูง
ตามแต่สะดวก

ลําดบั ขั้นการแสดง เร่มิ ดว้ ยเบกิ โรงขอทข่ี อทางสาํ หรบั แสดง แล้วโหมโรง เล่นดนตรเี พอ่ื เรยี กคนดู แล้วถึง

104 
 

บทวา่ ดอก ซ่งึ ในบทจะมชี ื่อดอกไม้ เนื้อหากล่าวชมความงามหรอื พรรณนาความรกั กาศครู เป็นบทขบั ราํ ลกึ ถึงครู
บาอาจารยท์ แ่ี นะนาํ สงั่ สอนกันมา และนางยวนซึง่ นบั ถือกันว่าเปน็ ครูของลเิ กปา่ ในตอนน้ีจะมกี ารตอ่ ไปเปน็ การ
บอกชดุ สบิ สองภาษาซึ่งคล้ายกับลเิ กทเ่ี ลน่ กนั ในภาคกลาง แลว้ จะถงึ ตอนสําคญั คือการออกแขก โดยแขกแดงจะจุด
เทียนขับบทในมา่ นก่อน บททข่ี ับเป็นภาษาแขก แล้วขับบทขยม่ มา่ นออกหน้าโรง เดนิ ย่างสามขุม หรอื เต้นสามขา
มือหนึ่งเท้าสะเอวเตน้ ออกหน้าโรง แลว้ ขบั บทแบบแขก ลกู คู่กร็ บั ทุกตอนไป

เมื่อออกมาหน้าม่านแขกก็เรม่ิ บทคารวะเจ้าภาพและผชู้ มแลว้ แนะนาํ ตัวเอง ตอ่ มาก็เรียกยายีออกมาเพอื่
จะชวนกลับไปบ้านเมือง แลว้ ดาํ เนนิ เร่อื งไปตามเนือ้ เรอื่ งย่อขา้ งต้น เมอื่ ถึงเมืองลกั กะตาหรือเรือตดิ หากแลว้ มตี ัว
ตลกออกมาบอกเร่ือง เลน่ เรือ่ งแบบละครตอ่ เมือ่ จบการแสดงตวั แสดงทกุ คนจะออกมายืนหน้าม่าน และรอ้ งบทส่ง
ครูเป็นลาํ ดบั สดุ ทา้ ย ในการแสดงปัจจุบนั ถา้ ผู้จัดงานกาํ หนดเวลาน้อย ก็จะจบเพยี งตอนทเี่ รอื เกยต้นื หรือไปถงึ ลกั
กะตาเทา่ น้นั

บทร้อง ลิเกป่าแต่ละคณะจะมีบทร้องตามเนื้อเรอ่ื งขา้ งต้น แตอ่ าจแตกตา่ งกนั บ้างในถ้อยคําและ
รายละเอยี ด

สาํ เนยี งขับร้องลเิ กปา่ ก้ําก่งึ กนั อย่รู ะหว่างสําเนยี งถ่ินใตแ้ ละสําเนียงกลาง และยงั มที ่วงทํานองตา่ งกนั ไป
ตามลกั ษณะของตัวแสดง เช่นบทยายสี าํ เนยี งจะออกเปน็ ถ่ินใต้มาก แตถ่ า้ เป็นบทนางเอก ตอนเลน่ เร่อื งทํานองจะ
คอ่ นไปทางสําเนยี งกลางมากกวา่

แต่เดมิ แหลง่ ทมี่ ีลิเกปา่ มากทส่ี ุดคอื ในชมุ ชนมุสลิมด้านฝั่งตะวนั ตกของแม่นํา้ ตรงั ในเขตอําเภอกันตงั คือท่ี
พระม่วง นาเกลอื หวั หิน สิเหร่ และทา่ ปาบ เรยี กได้ว่ามีกันเกอื บทุกหม่บู า้ น ลเิ กปา่ เมอื งตรังทีม่ ชี ื่อเสียงมาแตเ่ ดิม
ไดแ้ ก่ คณะ ยอ้ ย ศิลปนิ ชาวใต้ แห่งตาํ บลนาเกลอื อาํ เภอกันตงั มีชื่อเสียงเปน็ ท่รี จู้ ักทวั่ ไปแถบริมฝง่ั ทะเลตะวนั ตก
เคยไปแสดงในจงั หวดั นครศรีธรรมราช พทั ลุง รัฐไทรบรุ แี ละเกาะลงั กาวี ประเทศมาเลเซีย คณะสง่ เจริญศิลป์
ตําบลทุ่งค่าย อําเภอย่านตาขาว เป็นตน้

ลิเกป่าเมอื งตรังอาจไดร้ บั ความนยิ มน้อยลง ตามกระแสการเปลยี่ นแปลงของสังคม ไมส่ ามารถยดึ การ
แสดงเพยี งอย่างเดยี วเปน็ อาชพี หลัก แต่ยังรวมคณะอยู่ได้ด้วยใจรัก

นอกจากนบ้ี ทลิเกปา่ ของคณะลเิ กป่าในจังหวัดตรงั ที่ชวาลา จนิ ดาผ่อง ไดศ้ ึกษายงั สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ
สภาพสงั คมและวัฒนธรรมของชาวบ้านจงั หวัดตรังไวม้ ากมาย ดังสรุปสาระสาํ คญั บางประการต่อไปนี้

สภาพบา้ นทอี่ ยูอ่ าศยั ตลอดจนเครอ่ื งเรอื นเคร่อื งใชใ้ นบ้าน ดงั ตอนทีย่ าหยีรํ่าลากอ่ นจากไป

ลกั กะตา ว่า

ลาเรือนากลาฟากไม้ไผ่ ไมเ้ สาอันใหญท่ ่ีใกล้เตียงนอน

กับไปให้หอ้ งลาราวพาดผ้า สาสารกานดาลาผ้าปูนอน

ลาทัง้ สาดหมอนที่นอนหมอนไขว้ ดับแดงแตง่ ไว้หว่างตวั เลิกห่าง

จีลาภาพถ่ายทตี่ ิดไว้ชายฝา วันน้จี นี ้องต้องขอลาไป

105 
 

การแต่งกาย

ทรงผม ผู้หญงิ นยิ มเกลา้ มวย และดดั ผม เชน่

หยบิ หวีหางมาสางเส้นผม น่ารกั น่าชมนอ้ งไวผ้ มประบา่

หยบิ หวีเอามาหวผี ม เกลา้ มวยกลมกลมทดั ดานนา

เจา้ ชอ่ บางกอก ทัดแต่ดอกเจา้ ดอกไทร

นอ้ งสาวดัดผมมาใหมใ่ หม่ ช่างงามวิไลชอบใจชาย

(ดอกดานนา-ดอกกระดังงา, ดอกดานงา ก็ว่า)

เส้อื ผา้ สะทอ้ นการแต่งกายของสตรีมุสลมิ ให้จังหวัดตรงั วา่

หยบิ หวีมากางน้องสางเกศา หยิบเสอื้ หยอหยาจีเอามาใส่

หยบิ เสอื้ คอเกย่ี วน้องใส่ไวข้ ้างใน หยอหยาใยใสไ่ ว้ขา้ งนอก

หยิบผา้ มานุง่ หยิบเสอ้ื มาใส่ เอาผา้ สไบมาห้อยพาดบา่

แต่งเสร็จสาํ เรจ็ ไม่ชา้ หยิบเอาผ้าคลุมหน้าของใย

เครอ่ื งประดบั นิยมเครื่องประดับที่เป็นทองคาํ เช่น

โอจ้ เี หอจีมาเลกําปง สองแขนโฉมยงทรงกําไลทอง

หยิบสรอ้ ยเหนียวหลังมาสองสาย ภสั ดาซือ้ ให้แขวนซ้ายแขวนขวา

หยบิ ธํารงมาใสน่ ้วิ กอ้ ย แดงเหมอื นจะยอ้ ยคา่ ห้ารอ้ ยบาท

แหวนทองของนอ้ งแดงยั่งยั่ง บังซือ้ ใหเ้ ม่ือวนั แต่งงาน

เครื่องสําอาง สตรจี ะใช้แปง้ และลปิ สตกิ แตง่ เติมใบหน้า เชน่

เจ้าชอ่ บางกอก ทดั แตด่ อกเจา้ ดอกพลา

แปง้ อะไรเอามาทา ดหู น้าตางามผุดผ่อง

เจา้ โชบางกอก ทัดแต่ดอกดอกแตง

นอ้ งสาวทาหลดู ปากแดง บาดตาบังแรงดงั แสงหวัน

(หลดู -ลปิ สติก)

106 
 

คา่ นยิ ม

นยิ มเลือกคคู่ รองที่อย่ใู นทอ้ งถ่ินเดยี วกนั

โชเอยบางกอก พี่ชายรักดอกดอกไมไ่ ผ่

ขอเมียอยา่ ขอไกล ขอสาวตอ่ หวั ไดรว่ มชาย

ค่านยิ มการไว้เกลอ้ื น

เจา้ โชบางกอก พี่รกั แตด่ อกดอกกลว้ ยเกลือ่ น

พ่ีชายชมดาวที่ล้อมเดือน ชมเกลอื้ นล้อมนมสาว

คา่ นิยมในการใสฟ่ ันทอง

บงั เดินก่อนเมียเดินตามหลงั ให้พรกันมัง่ ผัวใหม่เมยี ใหม่

เมยี ย้มิ แตใ่ หบ้ งั แลฟนั ทอง ยิ้มตะนอ้ งให้ระรื่นช่ืนใจ

ค่านยิ มในการกินหมาก เช่น

แจ้วแจว้ ถงึ น้องยายี ดกึ ดนื่ เพียงนีส้ ามีเรียกหา

หยบิ ขนั น้ําเอามาบว้ นปาก จีน้องกินหมากอย่ใู นเคหา

ความเชือ่

เชื่อในเรื่องของชาตภิ พ เชน่

เจ้าช่อบางกอก พช่ี ายรักดอกดอกพลา

เอามอื ตั้งบนไม้ตาหนา ปากว่าชาลามาเลกม

บนดูเหนียตัดขาด ไว้ในแกหราดบงั ขอชม

ปากวา่ ซาลามาเลกม ขอชมนอ้ งสาวในเมอื งผี

(ไมต้ าหลา – ไมป้ กั เหนือ – หลมุ ศพของมสุ ลิม, ดเู หนยี – โลก พ้นื โลก, แกหราด – วันสดุ ท้าย
หรอื วันพพิ ากษาว่าลงนรกหรือข้ึนสวรรค์)

การใชเ้ วทมนต์เสกแป้งผดั หน้า เช่น

เอยยายจี ีอยู่ในหอ้ ง ไดย้ ินภัสดาทองทรี่ ้องเรยี กหา

หยบิ แป้งมาเสกจีลงเลขส่ี บา่ วบ่าวบ้านน้ีบ้าจีหลงใหล

น้องหยิบจกออกมาสอ่ งหน้า จหี ยบิ เสอ้ื หยอหยาของจมี าใส่

หยิบมาเสกจีลงเลขห้า บ่าวบ่าวที่มาบ้าน้องทกุ คน

107 
 

ศิลปะการแต่งเนื้อเพลง

ในสมัยกอ่ นการขบั บทวา่ ดอกของคณะลิเกปา่ จะตอ้ งใชไ้ หวพรบิ ปฏภิ าณแต่ก็ไดแ้ สดงถงึ
ชัน้ เชิงกลอนอยูใ่ นจํานวนไม่น้อย ดังศลิ ปะการแต่งการเนื้อเพลงที่นํามาเสนอเป็นตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี

การใช้โวหารอุปมาอุปไมย เช่น

โชเอยบางกอก พชี่ ายรกั ดอกดอกส้มปอ่ ย

รักกันแต่เด็กน้อย เหมอื นกนิ อ้อยทโ่ี คนไปหาปลาย

กินปลอ้ งสองปลอ้ ง ไม่ถกู ไม่ตอ้ งหวั ใจชาย

เหมือนกนิ อ้อยแต่โคนไปหาปลาย ครน้ั กนิ ไม่ได้บังคายเสยี

การใช้สญั ลกั ษณท์ ม่ี นี ยั ของเนอ้ื เพลงแฝงอยู่ เชน่

ลมพัดโกรกโกรก ลมมาโยก ใบพรา้ วเขียว

เปน็ ลูกหนว่ ยเดยี ว จะหวงไวใ้ ห้ใคร

ตน้ ไม้ทางเขียว เป็นลูกหนวยเดียว

หวงไว้ใหใ้ ครหวงไว้นานาน ให้บ่าวบา่ วในบ้านมนั ลานใจ

การใช้เสียงเลียงธรรมชาติ เชน่

ถอนหมอช่อใบเสยี งดังกรีดกรีด เปา่ ลกู หวดี สะเทือนลํานาวา

ถอนหมอชอ่ ใบแล้วใสล่ กู รอก ผลกั เรอื ออกนอกทา่ กันตัง

ฯลฯ

เดนิ ตึกตึกมาถงึ หน้าห้อง แม่ฟันทองจีนอนหลับใหล

การใชค้ ํานามทีห่ มายถึงผู้หญงิ หลากหลาย ซง่ึ ท่นี ห้ี มายถึงยายี เช่น คาํ ว่า ยอดสรอ้ ย
แม่ศรกี าเกด แม่บญุ ถอื แมส่ ายสดุ ใจ แม่ทองโฉมยง แมท่ องกานดา แมส่ หี มากสกุ แมท่ องควิ้ เฝอื แมท่ องหนา้ ใย
แมท่ องเนื้อเกลีย้ ง เปน็ ต้น

การละเลน่ ลิเกป่านอกจากนยิ มกนั ในหม่ชู าวมสุ ลิมแลว้ ยงั แพรก่ ระจายไปสกู่ ลุ่มชาวไทยพุทธอกี
ด้วย โดยเฉพาะในส่วนของบทร้องลเิ กป่า ทาํ ใหช้ าวตรังสมัยก่อนรอ้ งเล่นกนั ได้ไปท่ัว เชน่ เดยี วกับการรอ้ งเล่น
เพลงรองเง็ง

บทลเิ กป่าบางบทมลี ักษณะคล้ายคลงึ กบั บทรองเงง็ ตันหยง สนั นษิ ฐานวา่ ลเิ กป่านา่ จะปรบั บท
ร้องนมี้ าจากเพลงรองเง็ง ตันหยง เพราะผู้แสดงลเิ กปา่ มักร้องเพลงรองเง็ง ตนั หยงได้

108 
 

บทร้องลเิ กป่า

เจ้าโชบางกอก ทดั แตด่ อกดอกเจ้าเหมล

บังไปไม่รอดเสยี แล้วเด ถกู เหน่น้ําตาปลาดหุ ยง

คดข้าวหนง่ึ หวัก คดิ ถงึ คนรักกนิ ข้าวไมล่ ง

ถกู เหน่ปลาดุหยง กนิ ขา้ วไม่ลงสักคาํ เดียว

บทร้องรองเง็ง

บหุ งาตันหยง กาํ พงแลนอ้ งมายังต้น เหมล

บงั ไปไมร่ อดเสียแล้วเด้ โถกเหนน่ ํ้าตาปลาดุหยง

คดขา้ วสักหวัก คดิ ถึงคู่รกั กินไมล่ ง

โถกเหนน่ ํา้ ตาปลาดหุ ยง บงั กินไมล่ งสักคาํ เดียว

(ดอกเหมล – ดอกมะล)ิ

เห็นได้วา่ ภาษาและวรรณกรรมมขุ ปาฐะของตรงั จากอดีตมาถงึ ปัจจบุ ันได้เปล่ยี นแปลงไปหลาย
ประการ ดังเช่นคนรุน่ ใหมม่ กั ไมน่ ิยมใช้คาํ ศพั ท์ท้องถนิ่ คาํ คล้องจอง คําร้องเล่นหายไป การละเล่นลิเกป่าและ
รองเง็ง ตนั หยง กเ็ หลือนอ้ ยเตม็ ที เปน็ ตน้ แต่อยา่ งไรกต็ ามภาษาและวรรณกรรมตรงั ยงั คงลกั ษณะดา้ นอ่ืน ๆ ไว้
ให้เหน็ เอกลกั ษณ์อยพู่ อสมควร

109 
 

นักเขยี น กวเี มืองตรัง

110 
 

นกั เขียน กวีเมอื งตรงั : วรรณกรรม

กวที ป่ี รากฏชือ่ เสยี งคนแรกของเมืองตรังคือพระยาตรัง หรือพระภกั ดบี ริรักษณ์ อดตี เจา้ เมืองตรงั กวเี อกผู้
หนงึ่ แห่งกรุงรตั นโกสินทรต์ อนตน้ มีงานวรรณกรรมสําคญั ไดแ้ ก่ โคลงนริ าศตามเสดจ็ ลํานา้ํ น้อย โคลงนริ าศถลาง
หรือที่เรียกอกี ชื่อหน่งึ ว่านิราศพระยาตรงั โคลงดนั้ เฉลมิ พระเกยี รติพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย และ
เพลงยาวนริ าศว่าด้วยครัง้ ไปวางตราเปน็ เจ้าเมอื งตรัง เร่อื งหลงั สุดนี้ปจั จุบนั ไม่อาจหาต้นฉบับได้

วรรณกรรมลายลกั ษณข์ องเมอื งตรงั ในอดีต ปรากฏในรูปของหนงั สือบุดหรอื สมดุ ไทย มเี หลอื อย่บู างตาม
วดั ตา่ งๆ แตไ่ มม่ ีผศู้ กึ ษารวบรวมอย่างจรงิ จัง ท่ีมีอยูท่ ่วี ดั พระศรีสรรเพชญพทุ ธสหี งิ ค์ เปน็ เรือ่ งประโลมโลก ทค่ี ดั ลอกมา
ได้แก่ เร่ืองพระอภยั มณี พระรถ-เมรี นอกจากน้ันกม็ หี นังสือบดุ ประเภทตาํ ราต่างๆ มนตพ์ ธิ ี และหนังสอื เส่ยี งทาย
ทเ่ี รียกว่า ศาสตรา

ตอ่ มาในยุคสมยั ทีก่ ารพิมพเ์ จริญขน้ึ แล้ว ก็มผี ู้สรา้ งสรรคว์ รรณกรรมรอ้ ยกรองพมิ พ์เล่มเลก็ ๆ เชน่ เดียวกบั
หนังสอื วัดเกาะของทางกรุงเทพฯ บางเลม่ ก็พมิ พ์ที่โรงพมิ พ์ราษฎรเ์ จรญิ หนา้ วดั เกาะ ดว้ ยทางท้องถน่ิ เรียกว่า
หนังสอื สวด เพราะอ่านเปน็ ทาํ นองเหมอื นสวด ใช้สําเนียงปกั ษใ์ ต้ เทา่ ทร่ี วบรวมได้ในขณะน้มี ี ๔ เร่อื ง คือ

ประวตั ิพทั ลุง-ตรัง ผแู้ ตง่ คือ ครชู าญ ไชยจนั ทร์ และครูพาสน์ พลชยั ครูโรงเรียนวเิ ชยี รมาตุ แบง่ พมิ พ์

เป็นเล่มเลก็ ๆ จาํ นวน ๕ เลม่ พิมพค์ ร้ังแรก พ.ศ. ๒๔๙๓ ครัง้ ท่ี ๒ พ.ศ. ๒๔๙๗ และครง้ั ที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๐๓

แตง่ เปน็ กลอนสุภาพ เน้ือเรอื่ งแบง่ เป็น ๓ ตอน กล่าวถึงเรอ่ื งราวในอดีตของจังหวัดตรัง-พัทลงุ และจงั หวดั ใกลเ้ คยี ง

มตี าํ ราและเอกสารอา้ งอิงหลายเล่ม นับเปน็ หนังสอื ที่มีประโยชน์ใช้ประกอบการศึกษาประวัติท้องถน่ิ ได้เปน็ อยา่ งดี

กลอนภาษติ สอนหญงิ ชาย ของมโนราห์เติม เมืองตรงั พิมพ์ทโ่ี รงพมิ พร์ าษฎร์เจริญ หน้าวดั เกาะ

กรงุ เทพฯ พ.ศ. ๒๕๐๓

อดตี นิทานทุง่ นางหวงั ครงั้ โบราณ ผู้แตง่ คอื ไก่ ขนั ติ หมทู่ ่ี ๑ ตําบลโคกหลอ่ อาํ เภอเมืองตรัง เรยี บเรยี ง

จากต้นฉบบั ของกํานันคล้าย ทวิสวุ รรณ ซง่ึ ได้มาจากขนุ หะลังคนณิ ทรพิสัย (ต้นตระกูลบุญชัย) อกี ทหี นง่ึ ไม่ปรากฏปี

ทพี่ มิ พแ์ ละสถานท่พี ิมพ์ แต่งเป็นกลอนสุภาพ เนือ้ หาเป็นตาํ นานความเป็นมาของสถานทต่ี า่ งๆ ในตําบลทงุ่ หวงั

และตําบลใกลเ้ คยี ง

ประวัตถิ ้ําพระพทุ ธโกษยี ์ (เกาะเต่า) โดยพระภิกษุสวัสดิ์ เทวมติ โต เจ้าอาวาส เป็นผรู้ วบรวม ให้แมช่ ีพดุ

เก็บรอ้ ยกรอง แตย่ ังขาดตกบกพร่อง จึงส่งใหน้ ายชัย จนั รอดภัยชาวพทั ลงุ ขัดเกลาแตง่ เปน็ คํากลอนอกี ทีหนึ่ง เพือ่

จัดพิมพแ์ จกผมู้ ีจิตศรัทธาบรจิ าคในการก่อพระพทุ ธไสยาสน์ของวดั เม่อื พ.ศ. ๒๕๑๖ พิมพท์ ี่โรงพิมพ์ชะอวดการ

พิมพ์ จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ในชว่ ง ครชู าญ ไชยจันทร์ และครูพาสน์ พลชยั เสนอผลงานกลอน ครูแปลง จาํ นงค์ ครูโรงเรยี น

วเิ ชยี รมาตุอกี คนหนง่ึ ชว่ ยบุกเบิกวงการกลอนเมอื งตรัง โดยเฉพาะผลงานในหนงั สือ ตรังคสาร ซึ่งนา่ อา่ นไม่น้อย

โดยเฉพาะครูแปลงไดเ้ ขยี นโคลงประจาํ เมืองซง่ึ ทางจังหวดั ไดท้ ําเปน็ แผน่ ปา้ ยตดิ ไว้ทีถ่ นนทางข้ึนศาลากลางวา่

เมืองตรงั รังสฤษดแ์ิ มน้ เมืองสวรรค์

ตรงั มุ่งทาํ ดีกนั ทว่ั หนา้

ศรตี รังเดน่ ดอกพันธ์ุ พราวถิน่

ตรงั แต่งตรังคู่หลา้ อยยู่ ง้ั ตรังเสถียร

111 

 

ชว่ งต่อมาคอื ปี ๒๕๐๑ – ๒๕๐๔ ช.สัจจวจี หรอื ช้ืน ขวญั เย้อื งพนั ธ์ุ นกั กลอนชาวกนั ตังแพร่ผลงานใน
นิตยสารส่วนกลาง ไลเ่ ล่ียกบั สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ และ สวุ ทิ ย์ สารวตั ร รายหลังน้ใี ช้นามปากกาในการ
เขยี นนวนยิ ายวา่ ดวงดาว มหานคร และทายลายมอื โดยใชน้ ามแฝงว่า ขนุ ชาญโหรพั ปเทศ ปัจจบุ นั สนธิ
กาญจน์ และ สุวทิ ย์ ได้ถงึ แกก่ รรมแล้วแตท่ งิ้ ผลงานการประพนั ธ์ไว้อยา่ งน่าชนื่ ชม นกั กลอนชาวตรงั ท่สี รา้ งผลงาน
ในนิตยสารสว่ นกลางอกี เชน่ มะเนาะ ยูเดน็ ปจั จบุ นั ปลดเกษียณงานราชการท่ี
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ ปตั ตานีแลว้ แตย่ งั คงท่มุ เทงานร้อยกรอง อีกคนหนึ่ง ประพนธ์ เรืองณรงค์ ยงั
สรา้ งผลงานร้อยกรองและสารคดภี าคใต้อยูเ่ สมอ ช่วงปี ๒๕๐๕ – ๒๕๐๘ วงการกลอนเมอื งตรังคึกคักไม่นอ้ ย มี
การประชันกลอนสดของนกั กลอนหนมุ่ สาว ผเู้ ป็นกาํ ลงั สําคญั ในการจดั กจิ กรรมคอื ประวทิ ย์ ไชยกุล และ
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ เปน็ ต้น

ในชว่ งน้ีจะเวน้ การกล่าวถงึ บคุ คลสาํ คญั ในวงวรรณกรรมของเมืองตรงั อกี คนหน่งึ เสียมิได้ บุคคลผู้นเ้ี ดมิ รบั
ราชการและเคยเปน็ ปลดั อาํ เภอสิเกา ภายหลังเกิดเบ่ือหนา่ ยชีวิตราชการจงึ ออกมาประกอบอาชพี ส่วนตัวตามถนดั
คือเปดิ โรงพมิ พ์ พร้อมกับเป็นผสู้ ่ือขา่ วให้หนังสอื พิมพห์ ลายฉบับ ด้วยความเป็นคนทีม่ ีพรสวรรคใ์ นการเขยี น จงึ
ชนะเลิศการประกวดกลอนอยบู่ อ่ ยๆ และชนะเลศิ การประกวดคาํ ขวญั ประจําจังหวัดตรงั ซึ่งตดั สนิ กนั เม่ือ วนั ท่ี
๕ เมษายน ๒๕๐๑ ด้วยความเป็นนักหนังสอื พมิ พ์ นกั คดิ นักส้ทู ี่มงุ่ จะตีแผค่ วามจริงต่างๆ ทําใหเ้ กดิ ผลรา้ ยแก่
ตนเอง คือต้องถกู ยิงเสยี ชวี ติ เมอ่ื วันที่ ๕ มถิ นุ ายน ๒๕๑๔ เขาคอื เสถียร วรี วรรณ ผู้ทิ้งผลงานวรรณกรรมท่ี
ยิง่ ใหญ่ไว้ให้ชาวตรงั ทกุ คนได้จดจาํ เป็นคําขวัญประจาํ เมอื งทเี่ ขา้ ถงึ จติ วิญญาณของความเป็นตรังไดอ้ ยา่ งลึกซง้ึ
ท่ีสดุ คอื ชาวตรงั ใจกว้าง สรา้ งแด่ความดี

จากการจดั ประกวดกลอน การประชนั กลอนสด และรายการกลอนทางวทิ ยกุ ระจายเสยี ง ทจ่ี ัดขึ้นในช่วง
ก่อน พ.ศ. ๒๕๑๐ ทําให้กอ่ เกดิ หนอ่ ออ่ นนกั กลอนรุ่นใหมใ่ นโรงเรียนมัธยมตอ่ มา เช่น ศิรวิ รรณ ชลธาร อุไรวรรณ สิงหเสม
(ปัจจุบนั ใช้นามปากกา อุฬาริน) จริ ะนันท์ พติ รปรชี า, สถาพร ศรีสัจจงั , ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, เปล้อื ง คงแกว้
, จรลั พากเพยี ร, สมเจตนา มนุ ีโมโนย, สุประวัติ ใจสมทุ ร, อนุสรณ์ ลิ่มมณี ฯลฯ หนอ่ อ่อนเหลา่ นีเ้ ติบโต
ไปตามทิศทางแหง่ สังคมการศึกษาหลังมัธยมและการทํางานอาชพี หลายคนยงั มงี านเขยี นต่อเนอ่ื ง มีบา้ งทห่ี ลุด
หายไปจากวงการ

จริ ะนนั ท์ พิตรปรีชา สัง่ สมประสบการณ์ชวี ิตการตอ่ สทู้ างการเมือง ถา่ ยทอดเป็นบทกวรี วมเล่ม ใบไม้ท่ี
หายไป ไดร้ บั รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๓๒

สถาพร ศรสี จั จงั หรือ พนม นันทพฤกษ์ มงี านรวมเลม่ ท้ังบทกวแี ละเรือ่ งสนั้ เลม่ แรกชอ่ื กอ่ นไปส่ภู เู ขา ตอ่ มา
หลายเลม่ เปน็ งานระดับรางวัลจากงานสปั ดาห์หนังสือแหง่ ชาติ เช่น นวนิยายสําหรบั เยาวชน เดก็ ชายชาวเล และ
บองหลา รวมบทกวี คือนกว่ายเว้ิงฟ้า บทกวีของสถาพรนนั้ เนาวรตั น์ พงษไ์ พบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ กลา่ วว่า
เปน็ ต้นแบบในการเขียนบทกวีของหนุม่ สาวรนุ่ หลงั ในภาคใต้

ชชั รนิ ทร์ ไชยวฒั น์ นักคิด นักเขียน ผู้เรม่ิ ต้นงานเขียนรวมบทกวีและเรื่องกา้ วสูก่ ารเปน็ บรรณาธกิ าร
และเขยี นวพิ ากษก์ ารเมอื งด้วยโวหารเฉยี บคมจากมมุ มองที่แหวกแนว

จรลั พากเพียร เป็นทีร่ ูจ้ กั กนั ในนามปากกา ญิบ พนั จนั ทร์ เรม่ิ จากงานบทกวี เร่อื งสั้น ปัจจบุ บั เขยี น
สารคดี และนวนยิ ายเชงิ สารคดีเก่ียวกับบ้านเกดิ เชน่ สารคดี ชีวติ ดัง่ ฝันท่ีเทือกเขาบรรทัด นวนิยาย รอยดา่ งของ
แผ่นดนิ

112 

 

พนั ดา ธรรมดา หรือ สมเจตนา มุนีโมโนย กวรี างวัลจากสมาคมภาษาและหนงั สือ ในบทกลอน โศก
นาฎกรรมแหง่ เทอื กเขาบรรทดั ปี ๒๕๒๕ มผี ลงานรวมเลม่ กลอนห่อกล่อม ตีความเพลงกล่อมเด็กดว้ ยบท
กลอน เปน็ นกั วิชาการท้องถ่ิน นักคิด นกั เขยี น ทใี่ ชน้ ามปากกาหลายนาม ถ่ายทอดเรอ่ื งราวทางสงั คมวัฒนธรรม
ลงในหนังสอื ทอ้ งถิน่ ปจนถงึ หนังสือระดับชาติ

ในกลุ่มของนักหนังสือพมิ พ์ที่เด่นๆ มี เริงศักดิ์ กําธร หนุ่มจากอําเภอห้วยยอด ผ่านประสบการณช์ วี ิต
หลายรปู แบบ กอ่ นเข้าส่วู งการหนังสอื พมิ พ์ เปน็ นักเขยี นและคอลมั นน์ ิสต์หลายนามปากการวมเรื่องสั้น ผู้เฒา่
ไมโล เขา้ รอบ ๗ เรอ่ื งสดุ ทา้ ยของการพจิ ารณารางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๓๓ คะแนนเป็นที่ ๒ รองจาก ครอบครัวกลาง
ถนนที่ไดร้ างวัล สพุ จน์ จริงจติ ร จากยา่ นตาขาว คอลัมน์นสิ ตช์ อ่ื ดังระดับคณุ ภาพ ยืนหยดั แนวทางประชาสงั คม
อยา่ งมั่นคง

เทือก บรรทดั หรอื เปล้อื ง คงแก้ว สัง่ สมประสบการณจ์ ากการเปน็ นกั ตอ่ สเู้ พอ่ื ประชาธปิ ไตยและการ
ทํางานดา้ นส่ิงแวดลอ้ มจนทําใหร้ วมบทกวสี ะท้อนภาพสงั คมการเมอื งช่ือ กลางคล่ืนกระแสกาล เข้าสู่รอบ ๕ เร่อื ง
สุดทา้ ยในการคัดเลอื กรางวัลซีไรต์ เมอ่ื ปี ๒๕๔๑ นบั เปน็ รายที่ ๓ ของนกั เขยี นชาวตรัง ทเ่ี ข้าสรู่ อบสําคัญของการ
ตัดสินรางวลั นี้

รุ่นลกู ศิษย์ ขอครพู ันดา ครเู ทอื ก และครญู ิบ มี ณัฐการต์ ล่ิมสถาพร สร้างผลงานบทกวี รวมเรอื่ งสัน้
นวนยิ าย และงานบรรณาธิการ ขจรฤทธิ์ รักษา นกั เขียนเร่อื งส้ันและบรรณาธกิ ารบทกวีจากบา้ นไร่ วิสุทธ์ิ ขาวเนยี ม
นกั เขยี นบทกวจี ากบ้านไรล่ งในหนงั สอื พมิ พ์ท้งั ท้องถ่นิ และเมืองหลวง ได้รับรางวัลบทกวดี ีเด่นจากสมาคมภาษา
และหนังสือ ปี ๒๕๔๑ สุรวชิ ช์ วรี วรรณ กวแี ละคอลัมนน์ ิสต์ เปน็ ต้น

ท่จี ะเว้นเสยี มไิ ด้ นักกลอนหนมุ่ ชาวบา้ น อดุลย์ ณ นาปอ้ สกลุ ของนามปากกาบอกท่อี ยู่ มผี ลงานกลอน
ในหน้าหนงั สอื และในรายการกระจายเสียง ออกมาเรื่อยๆ แต่ยนื นานนกั กลอนแบบอดลุ ย์ ยังมชี อ่ นเร้นอยู่ในเมอื ง
ตรังอกี ไม่น้อย

จากพระยาตรังกวี รากเหงา้ วรรณกรรมเมอื งตรัง ผ่านยคุ สมยั หล่อหลอมดว้ ยสังคมวฒั นธรรม สายเลอื ด
นักเลง ศลิ ปนิ มาแต่ตรัง ไม่หนงั กะโนรา กาํ กบั ดว้ ยจติ วิญญาณตามคําขวัญ ชาวตรงั ใจกวา้ ง สร้างแต่ความดี
แตกหน่อต่อยอดเป็นนกั สู้ นักคิด นกั เขียน สืบสานและสร้างสรรค์มรดกวฒั นธรรมทางภาษาและวรรณกรรมสู่
เสน้ ทางระดับชาติอย่างสง่างาม

113 
 

การละเล่นพื้นบ้าน

114 
 

การละเลน่ พนื้ บ้าน

ในเมืองตรงั รกั ความบันเทิงมคี วามเปน็ ศิลปินอย่ใู นสายเลอื ด จึงมกี ารละเลน่ พนื้ บา้ น มากมายหลายชนิด
ทั้งทเ่ี ปน็ การละเลน่ ในชวี ติ ประจาํ วันและการละเลน่ ในเทศกาลตา่ ง ๆ

การละเลน่ ของเด็ก
ขบลกู ยาง
เมืองตรงั เปน็ ถิ่นยางพารา เมื่อถึงช่วงหน้าแล้งใบไมร้ ว่ ง ลกู ยางพาราจะแตกออกจากผลหลน่ กระจายอยใู่ น
สวน เด็ก ๆ จะไปเก็บเอมาเลน่ เรยี กว่า "ขบลูกยาง"
วธิ เี ลน่ คอื การนาํ เอาลกู ยาง ๒ ลกู มาวางฝ่ามอื ข้างละลูก หันสว่ นหลงั โค้งเข้าหากัน (ลกู ยางพาราด้านหนา้
จะมเี สน้ ผ่ากลาง ส่วนด้านหลังจะนนู โค้ง) หลังจากนน้ั กป็ ระกบมอื ทง้ั สอง ๒ ขา้ ง สอดน้วิ แต่ละนิ้วเข้าระหว่างกัน
จนแนน่ ให้ลกู ยางประกบกันแนน่ แล้วออกแรงบบี เขา้ หากนั จนลูกยางลกู ใดลูกหน่ึงแตก ลกู ยางของฝา่ ยใดแตก
ถอื ว่าเป็นฝา่ ยแพ้ คนท่ีจะเปน็ คนขบอาจจะเป็นคนกลาง หรือเจ้าของฝ่ายใดฝา่ ยหน่ึงกไ็ ดแ้ ลว้ แต่จะตกลงกนั
ซดั ราว ฟดั ราว อีฟัด
การเลน่ ซดั ราวเปน็ การเล่นเพือ่ ความสนุกสนาน ผ้เู ลน่ จะเปน็ ชายหรือหญิงก็ได้ไม่จํากดั จํานวนมักเล่นกัน
ในบริเวณท่โี ล่ง กลางแจง้ ตอนแดดรม่ อนั เปน็ การเสรมิ สรา้ งสขุ ภาพใหเ้ ด็กไดอ้ อกกําลังกาย และเปน็ การรวมกล่มุ
ของเดก็ ในช่วงเวลาการทาํ งานของผใู้ หญ่
อปุ กรณก์ ารเลน่ กระป๋องหรือกะลามะพร้าวทมี่ ีขนาดไลเ่ ล่ยี กนั ๒ ชนิ้ ใช้เปน็ ฐานสาํ หรับวางราว หา่ ง
กันประมาณ ๑ ชว่ งแขน ไมบ้ าง ๆหรอื ไมไ้ ผ่เลก็ ๆ ผ่าซกี ใชพ้ าดบนฐานเปน็ ราว ลูกยาง เมล็ดมะมว่ งหมิ พานต์
หรือเมลด็ ผลไม้อนื่ ๆ ใช้วางบนราว เปน็ ลูกตั้งสําหรับเลน่ ซดั และแต่ละคนจะมีลกู ฟดั ซึง่ คัดลูกทีม่ นี าํ้ หนักดมี า
จากลกู ตัง้ ไว้สําหรับขว้างซัด
วธิ ีเล่น ผ้เู ลน่ ทกุ คนเอาลกู ต้ัง จาํ นวนคนละเท่า ๆ กันมาวางเรยี งบนราวแลว้ ทกุ คนไปยืนทจี่ ดุ ขวา้ งหา่ ง
จากราว ประมาณ ๗-๑๐ เมตร แล้วใชล้ กู ฟดั ขว้างซัดให้ลกู ตงั้ หล่นจากราว ก็เร่ิมเลน่ ใหม่
ในการเลน่ จะมกี ติกาหรือ การชนั ชี อันเป็นข้อตกลงเบือ้ งต้นทจ่ี ะไม่ให้เกิดปัญหา เชน่ มีการขดี เสน้ เขต
ลูกตาย ถา้ ลูกฟดั ไปตกอยู่ในเขตราวลูกฟดั จะต้องยนื ตรงหรือถา่ งขาไปข้างหลงั เงยหน้าขน้ึ จึงจะฟัดราวได้ จะตอ้ ง
ซัดใหร้ าวหลน่ ลงท้ัง ๒ ข้าง จงึ จะได้ ลกู ทห่ี ล่นลงท้ังหมดผู้ซัดจะได้เปน็ เจ้าของ แตถ่ า้ หากราวยังคงพาดตดิ อยกู่ ับ
ฐานใดฐานหนงึ่ ลูกที่อย่บู นราวหรอื ตดิ ราวถือวา่ ยังเปน็ ลกู ตัง้ คนอ่นื ๆกจ็ ะใช้สิทธขิ์ องตนซัดได้อีก ในรอบแรกแต่
ละคนก็จะกําหนดวิธกี ารว่าใครจะเป็นผู้ฟัดก่อนหลังจากลาํ ดับ เป็นการฟัด ขาไป หากลกู ไม่หล่นหมดราว กจ็ ะมี
การฟัดในรอบขากลบั คนทฟี่ ัดลกู ขาไปอยูไ่ กลราวกวา่ คนอ่ืน ๆ กจ็ ะได้สทิ ธ์ิในการฟัดขากลบั กอ่ น เป็นต้น ใน
การเล่นแต่ละรอบถ้ายงั คงตั้งลูกตั้งเหลือค้างราวอยู่ ก็ตกลงกันว่าจะเพิ่มอีกคนละเทา่ ไรก็จะนําไปวางเรียงเพิ่มกบั
จาํ นวนเดมิ แล้วเลน่ กันต่อไป

115 

 

ซ่อนหา หรือปิดตาลักซอ่ น หรือเคาะกระป๋อง การเล่นซอ่ นหาของเด็ก เรยี กว่า ปิดตาลกั ซอ่ น สถานท่ี
เลน่ ส่วนใหญจ่ ะเปน็ พ้ืนทกี่ วา้ งสามารถหลบซอ่ นได้ มีการกําหนดเขตบริเวณท่ีจะหลบซอ่ นในระยะใกล้ๆ โดยมผี ู้
เล่นเป็นฝ่ายผหู้ าคนหนงึ่ หรือ ๒ คน เด็กทเี่ หลือเปน็ ฝา่ ยซอ่ น ถา้ มีกระป๋องเปน็ อุปกรณ์ก็เรยี ก เคาะป๋อง กระป๋องท่ี
ใชม้ กั เป็นกระปอ๋ งนมข้นใส่กอ้ นหินไวข้ า้ งใน แล้วใชไ้ มห้ รอื ก้อนหินหนกั ๆ ทบุ ปากกระป๋องใหป้ ิดสนทิ ไว้ใช้เคาะ
เป็นเสยี งสัญญาณว่าพบผู้ซ่อนแล้ว

เร่ิมเล่นโดยฝ่ายผู้หาจะเอามือปิดตา หรือหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง อาจจะนับ ๑-๒๐ หรือให้คนหนึ่งในฝ่าย
ซ่อนขว้างกระป๋องไปให้ไกลท่ีสุด ให้ผู้หาว่ิงไปเก็บ เพ่ือเปิดโอกาสให้ฝ่ายหลบซ่อนได้หาที่กําบังให้มิดชิดท่ีสุด เม่ือ
นับถึงจํานวนที่ตกลงกันหรือได้กระป๋องแล้ว ฝ่ายหาก็จะหาผู้ที่หลบซ่อนให้ครบทุกคนโดยเม่ือผู้หาพบเห็นผู้ใดก็จะ
เคาะกระป๋องแล้วขานเรียกชื่อผู้น้ันหรือบางทีก็ว่า โป้ง หรือคําอื่นๆ ผู้ที่ถูกเรียกขานช่ือหรือถูกโป้งถือว่าเป็นผู้ตาย
ต้องออกแสดงตัวไม่ต้องหลบซ่อนอีก ผู้หาก็จะหาคนอื่นๆ ต่อไปจนครบทุกคน แล้วก็จะเริ่มเล่นกันใหม่ ซ่ึงจะมี
กติกาตกลงกันให้ผู้ที่ถูกขานช่ือคนแรกเป็นผู้ค้นหาในการเร่ิมเล่นใหม่ แต่ถ้าฝ่ายหาขานช่ือผิดคนก็จะต้องเร่ิมเล่น
ใหม่โดยผู้หาเป็นคนเดิม ในระหว่างการค้นหาฝ่ายซ่อนนั้น หากเกิดมีฝ่ายซ่อนคนใดคนหนึ่งแอบย่องมาทาง
ด้านหลังผู้หา และสามารถเอามือถูกตัวผู้หาโดยไม่ทันรู้ตัว และตะโกนว่า ตบท้าย หรือคําอ่ืนๆ ท่ีตกลงกัน ก็ต้อง
เริ่มเล่นกันใหม่โดยให้ผู้หาคนเดิมเป็นผู้หาอีกครั้งหน่ึง ผู้หาจึงต้องค่อยๆ ย่องไปหาผู้ที่หลบซ่อนเพื่อไม่ให้รู้ตัวได้
การเลน่ ปิดตาลักซอ่ นอาจจะมีกติกาอ่นื ๆ แล้วแตจ่ ะตกลงกนั

การเล่นเตย เป็นการออกกาํ ลังกายกลางแจ้งของเดก็ ๆ ท่ีใหค้ วามสนกุ สนานสร้างความสมั พนั ธ์ในกลมุ่
และฝกึ ปฎิบตั ิตามกตกิ าที่ตกลงร่วมกัน สถานท่เี ล่นจะเป็นตามลานท่กี ว้างพอสมควร การเลน่ เตย มี ๒ ชนิด คอื
เตยหลกั และเตยวง

การเลน่ เตยหลัก จะขีดเสน้ เป็นขอบเขตรูปส่เี หล่ียมผนื ผ้า กวา้ งยาวพอประมาณแบง่ แดนออกเป็น ๒ สว่ นๆ ละ
๓ เขต มแี ดนกลางแบง่ ชว่ งสําหรบั ผู้เลน่ ซง่ึ มี ๒ ฝ่าย คอื ฝ่ายรุกและฝา่ ยสกดั จาํ นวนผเู้ ล่น ๖ – ๑๔ คน ก่อนการ
เลน่ เด็กจะจับคเู่ พ่ือแบ่งแยกคนออกเปน็ ๒ ฝา่ ย เรยี กว่า ขายคู่ โดยมี นายสาย เป็นหวั หน้าแต่ละฝ่าย

กติกาและวิธเี ลน่ ผเู้ ล่นฝ่ายสกดั จะเข้าประจาํ เขตโดยจะวิ่งขน้ึ ลงตามเสน้ เทา่ นน้ั นายสายจะประจาํ อยู่
เสน้ แดนกลาง ผู้เลน่ ฝ่ายสกดั จะอยู่ประจําเส้นขวาง ส่วนฝา่ ยรุกจะตอ้ งวงิ่ ภายในเขตขาขนึ้ และขาลงผา่ นฝา่ ยสกดั
ไมใ่ ห้ฝ่ายสกดั แตะถูกตัว ถ้าหากแตะถูกตัวก็จะเป็น ผู้ตาย ไม่สามารถวิ่งรุกไดอ้ กี โดยเมื่อเริ่มเล่นฝ่ายรุกถามว่า ดักหรือ
ไมด่ ัก (หมายถึงสกดั หรือไม่) ฝ่ายสกัดตอบว่า ดกั ฝา่ ยรุกก็เริ่มวิง่ เขา้ ในเขตที่กําหนดไปทลี ะช่องโดยไม่ให้ถูกแตะ
จนกระทั่งผา่ นด่านสกัดทั้งขาขึน้ และขาลงทกุ ดา่ นหากฝ่ายรกุ คนใดคนหนง่ึ ผ่านด่านออกไปได้กจ็ ะรอ้ งว่าเตย และ
เป็นฝ่ายชนะทนั ที หากไมม่ ผี ใู้ ดผ่านไปได้ถือเป็นฝ่ายแพต้ ้องเป็นฝา่ ยสกดั แทนตอ่ ไป

นอกจากนย้ี งั มีการเล่นเตยอยา่ งอืน่ อกี อยา่ งเชน่ การเลน่ เตยวง เด็กจะขีดเส้นเตยเป็นวงกลมพอประมาณ
กลุ่มผเู้ ลน่ จะอยใู่ นวง และผมู้ กี ัน (สกัด) ๑ คนวงิ่ ไล่แตะผู้เลน่ ในวงอยรู่ อบเสน้ ขอบวงใหถ้ ูกผเู้ ลน่ คนใดคนหนึ่งทีอ่ ยู่
ในวง ถ้าถกู คนใดผู้นัน้ กจ็ ะมาเปน็ ผู้กันแทน

โจรลกั วัว การเลน่ เรม่ิ ดว้ ยการตกลงแบง่ กลมุ่ ผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ายใหญๆ่ คือ ฝา่ ยโจร กบั ฝา่ ยนาย

(ตาํ รวจหรอื เจ้าหน้าที)่ กค่ี นก็ได้ ส่วนคนหนึ่งเป็นเจา้ ของบ้าน หรือเจ้าของววั และมีคนเล่นเปน็ ววั อีกคนหนึง่ หรอื

๒ – ๓ คน

ในการเลน่ ใชก้ ารสมมุตสิ ถานการณข์ ึน้ วา่ เจา้ ของบ้านนอนหลับอยู่ มีววั ผกู ไว้ใต้ถนุ บา้ น พอดกึ ไดฤ้ กษโ์ จร

พวกโจรก็ย่องเข้ามาลกั วัว รุง่ เช้า เจ้าของวัวตื่นข้ึนรบี ไปบอกนาย (ตาํ รวจหรอื เจ้าหน้าที่) พวกนายก็จดั แจงอาวธุ ไป

116 

 

ตามววั เมือ่ พบกับโจรเขา้ กต็ ่อสกู้ ัน เจา้ ของววั และนายถกู ยงิ ตายหรือหลบหนกี นั ไปคนละทศิ คนละทาง เร่ืองจบลง
ดว้ ยชัยชนะของฝ่ายโจร ซึ่งฉลองชยั ชนะด้วยการฆา่ วัวมาต้มส้มมวง (ใบชะมวง) หรอื แกงกนิ กันอยา่ งสนกุ สนาน

การเล่นโจรลักวัวเปน็ การเลน่ ทม่ี ีทัว่ ไปและมมี านานในสังคมชนบทของเมอื งตรังสะทอ้ นถึงความไมช่ อบใจ
ตอ่ ขนุ นางและขา้ ราชการอยใู่ นสว่ นลึก และยงั สะท้อนถงึ ค่านยิ มโจรในสงั คมชนบท เพราะในการเล่นแต่เดมิ จะ
กําหนดใหโ้ จรเป็นฝ่ายชนะ เดก็ จงึ แยง่ กนั เป็นโจรมากกว่าตัวอ่ืน

สะบ้า การเลน่ สะบ้า หรอื ยิงลกู บ้า เป็นที่นยิ มของคนเมอื งตรงั มานาน โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์
ในเมอื งตรังยงั มเี ล่นกนั อยบู่ า้ งตามหมู่บ้านบางแห่ง

สะบ้าเป็นไม้เถา ลกู เป็นฝกั ยาวๆ หอ้ ยลงมา แตล่ ะฝกั จะมลี กู ๓ – ๘ เม็ด ลูกสะบ้ามลี ักษณะกลมแบน
ตรงกลางนูนเล็กน้อย ใชก้ ลิง้ หมนุ ไปบนพน้ื เรียบๆ ไดด้ ี เหมาะทจี่ ะนํามาใช้เล่นพลกิ แพลงต่างๆ

การเล่นสะบ้ามีหลายแบบ เช่น สะบา้ ชุด สะบ้าราว สะบา้ ราํ ผ้เู ลน่ สะบา้ จะแบง่ เป็น ๒ ฝา่ ย ฝ่ายละกค่ี น
ก็ได้ วธิ ีเลน่ เรม่ิ จากนาํ เอาลูกสะบา้ มาเปน็ เป้าสาํ หรบั ยิง มีลกู ราวสําหรบั ต้งั ยิงเรียกว่า ลูกต้งั จํานวนประมาณ ๑๐
– ๒๐ ลกู ต้ังวางเรียงกนั บนลานทีเ่ ปน็ เขตสาํ หรับเลน่ ปกั ลกู ต้งั เป็นแนวตรง มรี ะยะหา่ งระหว่างลกู ประมาณ ๓ – ๕
น้วิ และใชล้ ูกสะบา้ อีกลูกหนง่ึ เรยี กว่า ลกู ยิง หรือ ลูกกลง้ิ ยิงหมุนไปใหถ้ กู ลกู ตงั้ ล้มจากท่ีปกั ตง้ั ไวใ้ ห้ได้จาํ นวนลูก
แต้มตามท่ตี กลงกนั

การยงิ สะบา้ อาจมที ่าพลกิ แพลงต่างๆ แลว้ แตจ่ ะกําหนดกัน โดยการเอาลกู สะบา้ ไวต้ ามทตี่ า่ งๆ ของ
รา่ งกาย เชน่ เอาไว้ท่ีอก ทีห่ ัว ทีท่ ้อง ที่เข่า กระโดดยงิ หรือหันหลงั ยงิ

การเลน่ สะบา้ นบั เปน็ การพนันชนดิ หนึง่ แต่มกี ารอนุญาตให้เล่นไดต้ ามกฎหมาย ในการเล่นเพอื่ ความ
สนกุ สนานก็อาจมกี ารเดิมพันกันบา้ งแตไ่ ม่ได้เป็นเงนิ ฝา่ ยชนะอาจจะยดึ ของมคี า่ ของฝ่ายแพไ้ วเ้ ป็นประกัน จะคืน
ให้ตอ่ เม่ือเล่นแกต้ ัวไดห้ รือไถ่คนื ดว้ ยเหล้า หรือใหร้ าํ ตามแตจ่ ะสญั ญากนั

ชนววั การชนววั เป็นกีฬาพื้นเมืองทน่ี ิยมเลน่ กันทัว่ ไปในภาคใต้ นกั เลงวัวชนพากนั สรรหาและเลี้ยงววั ตวั ผู้
หนมุ่ ถึกไวป้ ระลองกําลังกนั ในชัน้ เชิงฝึกปรือดลู ีลาเพลงชนของวัวเพื่อนําไปเปรียบค่ชู นกันในงานเทศกาลต่างๆ จน
มกี ารจัดให้มสี นามชนวัวเกิดขนึ้ เปน็ บ่อนชนวัว ควบคกู่ บั การคัดเลือกสรรหาววั ชนเข้าสู่บอ่ นชนแบบถาวร

ววั ชนทีน่ าํ มาเลีย้ งนั้นจะพิจารณาถงึ ลกั ษณะหลายอย่างเป็นท่ีรู้กนั ในกลมุ่ นักเลงววั ชน ดถู งึ ลักษณะ
ของขวญั สี เขา หนอก หู เพลงชน ฯลฯ ซึ่งผเู้ ปน็ เจ้าของวัวจะเลย้ี งดูววั ชนอย่างดีและตั้งช่อื วัวชนตัวเก่งตาม
ลักษณะหรือความสามารถ เชน่ โหนดธนั วา โหนดเพชร นิลงามดาราเดช ขาวงามเด่นสยาม ลางสาด เป็นตน้

การฝึกซ้อมเรยี กวา่ ปรือววั เพอื่ ดทู กั ษะเพลงชนของววั ก่อนถงึ กาํ หนดวันชนกนั วัวตัวท่ีลงสนามจะได้รบั
การดแู ลขนุ เลย้ี งหรือ แต่งวัว อย่างดี ววั ชนน้นั ถา้ ไดเ้ ลย้ี งดูและฝึกซ้อมดจี นถึงขนาดเอาชนะคู่ตอ่ สไู้ ดแ้ มว้ ่าจะมีชน้ั
เชิงดอ้ ยกวา่ คู่ตอ่ สู้ก็ตามเรยี กวา่ นํ้าเล้ียงดี ววั ท่แี พ้จะเรยี กว่า แพเ้ น้อื และ แพ้นํ้าเล้ยี ง

กอ่ นการชนจะมีการ เปรยี บววั นายสนามเป็นคนกลางเปรยี บควู่ ัวทจ่ี ะชนกนั เช่นเดียวกับการเปรยี บคูช่ ก
มวยไทย ดูความได้เปรียบเสยี เปรียบของววั ซึ่งกนั และกัน หากเจา้ ของววั ทัง้ ๒ ฝา่ ยมีความพอใจทจ่ี ะใหว้ ัวชนกนั ก็
จะกําหนดวงเงินเดมิ พนั และวางมัดจาํ ไวก้ ับนายสนาม

การชนวัวจะใช้ลานกวา้ งๆ หรอื สนามเปน็ สถานที่ชน ต่อมาเม่ือมีการจดั ทาํ สนามบ่อนชนววั ถาวรข้ึน มีร้ัว
กั้น มีปะรําสําหรับกรรมการ ใชต้ ะโพน เป็นสัญญาสําหรบั การชนวัวในสนาม มีนายสนามซึง่ เจ้าของวัวรจู้ ักมกั คุ้น

117 

 

และเชอื่ ถอื เป็นคนกลาง
ในการชนววั มีการพนนั ขันตอ่ กันเปน็ ธรรมดา วัวคูช่ นที่เขา้ ตอ่ หวั ถือเป็นการเขา้ สูก่ ารตดั สนิ แพ้ – ชนะ

จนกวา่ วัวตัวใดตัวหนึง่ วิ่งหนี หมดลลี าของการตอ่ สกู้ ็ถอื เปน็ ฝา่ ยแพ้ สญั ญาณโพนจากสนามจะดังข้ึนตัดสินผลการ
แพ้ – ชนะของวัวคู่ชน วัวท่ชี นะมากๆ บางตัวได้รบั รางวลั เสอ้ื สามารถ เปน็ กําลังใจแก่เจา้ ของเหมือนกบั นักมวย
ไทยท่ชี นะจากการชงิ แชมป์

ชาวตรงั ไม่นอ้ ยสนใจววั ชนถงึ ขนาดมสี นามชนวัวขนาดใหญ่ตรงบรเิ วณชานเมืองเป็นท่ีชุมนมุ ของนักเลงวัว
ชนและววั ชนระดบั ดาราท่ีมาจากหลายจงั หวดั ในภาคใต้ วัวชนถอื เป็นสญั ลกั ษณข์ องพละกาํ ลงั และนาํ้ ใจนกั สู้ใน
การแข่งขันกฬี าเยาวชนแหง่ ชาติครง้ั ที่ ๗ ซึ่งจัดท่จี งั หวดั ตรัง เม่อื พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้เลอื กใชว้ ัวชนเป็นสัญลักษณ์

ชนไก่ การชนไก่เปน็ กฬี าพ้นื เมืองอีกประเภทหนงึ่ ท่ีมกี ารสบื ทอดตาํ ราลกั ษณะ ศาสตรแ์ ห่งการเลย้ี ง การ
คดั พนั ธุ์ และการฝึกฝนเชงิ ชนเชน่ เดยี วกบั แมไ่ ม้มวยไทยบนสังเวยี นการต่อสู้

ลักษณะของไกช่ น นกั เลงชนไกจ่ ะดูลกั ษณะตามสายพันธ์ โดยทว่ั ไปจะแบง่ ไก่เป็นพนั ธ์ุไก่แกง กับพนั ธ์ุไก่
ชนโดยดูลกั ษณะจากสีขน เกล็ด และ สว่ นประกอบอนื่ ๆ เช่น เหนยี ง หงอน หน้าอก เดือย ถ้ามีลักษณะดีตรงตาม
ตาํ รากจ็ ัดเปน็ พนั ธุ์ไกช่ น การพิจารณาลักษณะไก่ชนเปน็ ศาสตร์ท่ีต้องศึกษากนั อยา่ งลึกซ้งึ และสว่ นใหญจ่ ะ
ประมวลขนึ้ จากประสบการณ์ของการดูไกช่ นมานาน ผคู้ นในเมืองตรงั ไม่น้อยนยิ มเลีย้ งไกช่ นไวข้ ยายสายพันธ์อุ ยา่ ง
แพรห่ ลาย

สายพนั ธุไ์ ก่ชนทผ่ี คู้ นนยิ มเลี้ยงจะตอ้ งลกั ษณะนยิ มตามลักษณะไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็น
ไก่ชนท่ฉี ลาดปราดเปรยี ว อดทน เปน็ ไก่ชนเชงิ แปดกระบวนท่า คือ ขี่ กอด ทบั มัด สาด เขา้ บ่า หนา้ คอ และม้าล่อ
ครบเครอ่ื งเร่อื งเชิงชน มีชนั้ เชิงในการชน มีลําหักลําโคน่ เหนือคู่ต่อสู้ จดั เป็นไก่สายพนั ธุป์ ระวัติศาสตรท์ ่ตี ้องลักษณะ
คือ ไก่เหลอื งหางขาว และไก่ประดู่หางดํา ซ่งึ ลกั ษณะเด่นของไก่เหลอื งหางขาวนน้ั ตัวผู้จะมีรปู ร่างสงู ตระหง่าน
หนา้ แหลมคางรดั หงอนเลก็ เป็นหงอนหนิ กลมกลึง หน้าหงอนกอดกระหม่อม ตาสีเหลอื งออ่ นประกายแจ่มใส ปากมีรอ่ งนํ้า
สีปาก แข้ง เกล็ด เล็บ เดือยสีขาวอมเหลืองเหมือนสีงาช้างรับกับตาผิวหน้าเรียบแดงสดใส ขนพื้นตัวสีดําสนิท ขน
ปิดหู ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง และระย้าเป็นสีเหลืองสดใสเป็นเงางามสีเดียวกัน หางพัดยาวดํา หางกระ
รายตกยาว แข้งสีขาว ปีกในดํา ปีกนอกแซมขาว ที่สําคัญมีหย่อมกระ ๕ หย่อมท่ีหัว หัวปีก และข้อขา คนโบราณ
เรียกวา่ ไก่พระเจ้าห้าพระองค์ นอกจากน้ียังมียงั มชี นิดของไก่ท่ีมีลักษณะเด่นพิเศษท่ีคู่ต่อสู้ไม่กล้าชนด้วย จัดอยู่ใน
ชนดิ ทีต่ อ้ งตามตําราลักษณะไก่ชน คอื นอนกิน บนิ ขัน ขตี้ ิดกันดา่ งตายาย เปน็ ต้น

สนามประลองการชนไก่ คอื บ่อนชนไก่ จะมกี ารเปรยี บไก่กอ่ นการชนเพ่ือดคู วามได้เปรียบเสียเปรียบแก่
กนั มีกตกิ าตกลงกนั ก่อน มีการกําหนดการชนเปน็ อนั ซง่ึ ใช้กะลามะพร้าวหรอื ขันเจาะรูวางลอยในโถน้าํ ใหน้ าํ้ ร่วั
เข้าเต็มกะลาจนจม แทนนาฬิกาจับเวลา ถอื ว่าเปน็ อนั หน่ึงหากไกไ่ มแ่ พ้ชนะกต็ อ้ งเอามาใหน้ าํ้ แลว้ ชนกนั ใหม่

118 
 
 

นาฏศลิ ปแ์ ละมหรสพเมอื งตรัง

119 

 

นาฏศิลป์ และ มหรสพเมอื งตรัง

มคี าํ กลา่ วถึงคนเมอื งตรังว่า มาแต่ตรัง ไม่หนงั ก็โนรา หมายถงึ วา่ คนทีม่ าจากเมอื งตรงั ถ้าไม่เปน็ หนัง
ตะลุง กต็ อ้ งเป็นมโนราห์ คาํ กลา่ วนี้เกดิ ขึ้นด้วยความประทับใจในไหวพรบิ และปฏิภาณของคนตรงั ทีม่ ีฝีปากคม
คาย โวหารอันเฉียบขาด ซ่ึงเปน็ คณุ สมบัติของผู้เล่นหนังตะลงุ และมโนราห์ นาฏศิลปก์ ารแสดงพนื้ บา้ นจงึ สืบสาน
มรดกตรังให้เปน็ ที่รู้จกั แพรห่ ลาย โดดเด่นเฉพาะในรูปแบบของคนตรงั

ในสมยั พระยารษั ฎา ฯ เป็นผ้วู า่ ราชการจังหวัดตรัง ได้ส่งเสริมมโนราหแ์ ละหนังตะลุงให้มาแสดงเม่ือมี
งานต่าง ๆ โดยเฉพาะในการรับเสด็จ ฯ พระเจา้ แผน่ ดินและเจ้านายจะมีมโนราหม์ าเลน่ ทกุ ครั้ง มหี ลกั ฐาน
ปรากฏในจดหมายเหตุหลายฉบับ

หนงั ตะลุง หนังตะลงุ เปน็ ศลิ ปะการละเล่นของเมืองตรงั ท่ีโดดเด่นของเมืองตรังงานรน่ื เริงทุกชนิดของเมอื ง
ตรังรวมท้งั งานแตง่ งาน ขึน้ บ้านใหม่ บวชนาค งานศพและงานแกบ้ นต่างๆ มักจะไมข่ าดหนงั ตะลุง
หนังตะลุงคณะหน่ึงประกอบด้วยบุคคล ๘ – ๙ คน มนี ายหนังเปน็ คนพากย์ทาํ หน้าทใ่ี นการร้องกลอนบรรยาย
เจรจา และเชดิ รูปเบด็ เสรจ็ ไปในตัว มเี ครอ่ื งดนตรีทีส่ ําคญั คอื ทับ ๑ คู่ สําหรับเป็นตัวคุมจังหวะและทํานอง โหมง่
๑ คู่ สําหรับประกอบเสยี งขับกลอน กลองตุ๊ก ๑ ใบ สําหรับขัดจงั หวะทับ ฉง่ิ ๑ คู่ สําหรับขัดจังหวะโหม่ง และป่ี
ไฉน ๑ เลาสาํ หรับเดินทาํ นองแตใ่ นระยะหลงั มเี ครื่องดนตรอี ่นื ๆ เขา้ ไปประสมหรอื อาจใช้แทนดนตรดี ้ังเดิม เช่น ใช้
กลองชดุ และกลองทอมบ้าแทนกลองตกุ๊ ใช้ไวโอลิน ออร์แกน กีตาร์ ซอ ปี่ เปน็ ตน้

รูปหนัง มปี ระมาณ ๑๕๐ – ๒๐๐ ตวั รปู หนังทหี่ นังตะลุงทกุ คณะตอ้ งมี ไดแ้ ก่ ฤาษี พระอิศวร ปรายหน้า
บท เจ้าเมอื ง พระ นาง ยักษ์ ตวั ตลก เทวดา รปู เหล่านี้จะมหี น้าตาในลักษณะเดียวกนั ทกุ คณะ โดยเฉพาะตวั ตลก
แทบไม่มอี ะไรผิดเพี้ยนกันเลย นอกจากรูปดงั กล่าวแล้วแต่ละคณะจะตัดรูปเบ็ดเตล็ดอีกสว่ นหนึ่ง เชน่ สตั ว์ต่างๆ
ต้นไม้ ภูเขา ภตู ผี ยานพาหนะ อาวธุ เป็นต้น ท้งั นี้ขนึ้ อยูก่ ับนิยายทีใ่ ชแ้ สดง รูปหนังจะจดั เก็บไวใ้ นแผงหนงั โดยวาง
เรียงอย่างเปน็ ระเบียบตามศักด์ขิ องรูป

เร่ืองทใี่ ช้แสดง เดมิ หนังตะลงุ เล่นเร่ืองรามเกยี รติ์ ตอ่ มาเล่นเรอื่ งจักรๆ วงศๆ์ เปน็ นทิ านประโลมโลกซ่ึงเอา
มาจากวรรณคดบี ้าง ปจั จุบนั นยิ มเลน่ เร่ืองทํานองนวนยิ าย อาจแต่งข้นึ เองหรอื คนอืน่ แต่งให้

หนงั ตะลุงสว่ นใหญ่จะมขี นบนยิ มในการแสดงคล้ายคลงึ กัน มกี ารตง้ั เคร่อื งเบิกโรง เป็นการทาํ พิธเี อาฤกษ์
ขอท่ตี ้ังโรงและปัดเปา่ เสนียดจญั ไรเสยี ก่อน ตามแนวทางท่ีนายหนังได้รบั ถ่ายทอดตอ่ กนั มา จบแลว้ ลกู คู่บรรเลง
เพลงโหมโรง โดยการบรรเลงดนตรีลว้ นๆ เพอื่ เรียกคนดูและให้นายหนังได้เตรยี มพร้อม

การแสดงหนงั ตะลุงในเมืองตรังส่วนใหญ่จะเรม่ิ ออกฤาษีเพื่อคารวะครูและปัดเป่าเสนียดจญั ไร แล้วเชดิ
พระอศิ วร การเชิดรปู พระอศิ วรถอื เปน็ ศิลปะช้นั สงู ของการเชดิ รปู หนังตะลุง นายหนังมักอวดลลี าการเชดิ หนงั รปู
อยา่ งสุดฝีมอื มีออกรปู ปรายหนา้ บทซง่ึ ถือว่าเปน็ ตัวแทนของนายหนงั ใช้เลน่ เพือ่ ไหวค้ รู ไหว้สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ และผทู้ ี่
หนงั เคารพนับถอื ท้ังหมด ตลอดทั้งใชร้ ้องกลอนปรารภฝากเน้ือฝากตัวกับผูช้ ม หลังจากนนั้ ก็จะออกรูปตัวตลกบอก
เรื่อง หนงั ส่วนใหญใ่ ชร้ ปู ขวัญเมืองเลน่ เปน็ ตัวแทนของนายหนงั ไม่มกี ารรอ้ งกลอน มแี ตพ่ ูด เพอื่ บอกเรื่องทีจ่ ะ
แสดงในคืนนน้ั มีการเก้ยี วจอรอ้ งกลอนสน้ั ๆ กอ้ นตง้ั นามเมอื งเพ่อื ใหเ้ ป็นคตสิ อนใจแกผ่ ้ชู มและเร่มิ แสดงเร่ืองโดย
ตัง้ เมือง ออกรูปกษตั ริย์ โดยสมมุติข้นึ เปน็ เมืองๆ หนงึ่ จากนัน้ จงึ เลน่ เร่อื ง

หนังตะลงุ เมอื งตรงั มีลกั ษณะเด่นที่การวา่ กลอนคมชดั ดาํ เนินเรื่องแสดงเร็ว มมี ขุ ตลกโปกฮาเป็นที่ชื่น
ชอบ หนงั ตะลุงรนุ่ เก่าทีม่ ชี อื่ เสียงเปน็ ท่นี ิยมเล่าขานของผู้คนมานาน มีหลายคณะ เชน่

120 

 

หนังเม่ง บา้ นนาพระ เปน็ นายหนงั ทีเ่ สยี งกอ้ ง
หนงั ชน้ิ หนังแป้นตรด
หนงั ถ่อง บานห้วยเหรียง
หนังถดั บา้ นพรุโต๊ะปุก เด่นด้านการขับกลอนสด
หนงั ซัด บ้านนาปด เดน่ ดา้ นตลกเบด็ เตลด็ มีตัวตลกเอกชื่อ ไอ้แว
หนงั หล้า โคกหล่อ เป็นนายหนังทม่ี เี สียงสงู เหนือโหมง่ หาลูกคูต่ ีโหมง่ ได้ยาก
หนงั เด้ียม บา้ นควนศรีนวล เดน่ ด้านการขับกลอนสอดรับกบั เครือ่ งไดด้ ี
หนังเหมอื น เปน็ ท่ีมมี ขุ ตลกตามสภาพการณข์ องผ้ชู มหนา้ โรง
หนงั จูล้ี เสยี งเสน่ห์ เดน่ ดา้ นการขับกลอนสดเสยี งนุ่มนวลชวนฟงั
หนงั หมนุ เด่นด้านการแสดงเพ่อื ชวี ติ การเมือง
หนงั ไข่ต้งุ บ้านหนองตรุด เด่นดา้ นการแสดงบทกับรปู อย่างสอดรับลงตัว มตี ลกเอกช่ือ ไอพ้ ฒุ ตวั หนัง
ระบายสี
ปจั จบุ ันหนังตะลงุ ยงั เป็นทน่ี ยิ มของผชู้ ม นายหนงั ของเมืองตรงั จะมอี ยู่ท่วั ไปตามตาํ บลหมู่บา้ น เป็นหนัง
เล็กๆ ท่ีรบั งานแก้บนหรืองานในพ้นื ที่ พอมีชอื่ เสยี งเปน็ ทรี่ ูจ้ ักกไ็ ดร้ บั การเรยี กหาขยายวงกวา้ งไกลออกไปต่าง
อําเภอ ต่างจงั หวัด หนงั ทมี่ ีชอ่ื เสียงของตรงั ในยคุ ปัจจุบัน เชน่ หนังอาจารย์ณรงค์ ตะลงุ บณั ฑติ หนงั สทุ ิพย์ ลูกทงุ่
บันเทงิ ซงึ่ เดน่ ด้านเพลงปฏิภาณ มุขตลกแบบทอลก์ โชว์ หนังอาจารย์อนันต์ สกิ ขาจารย์ เป็นทง้ั นายหนังและครู
หนงั สอนศษิ ย์ให้เปน็ นายหนงั ตะลงุ ได้ดไี ปแล้วหลายคน เปน็ ตน้ หนังตะลงุ หลายคณะได้รวมกนั จัดต้ังเป็นชมรม
หนงั ตะลงุ มีนายหนงั คณะต่างๆ เข้ารว่ มแลว้ ไม่ตํ่ากวา่ ๖๐ คน เพอ่ื ใหห้ นังตะลุงได้ดํารงคงอยคู่ ู่เมอื งตรังต่อไป

มโนราห์ มโนราหห์ รือโนรา เปน็ ศลิ ปะการแสดงทโ่ี ดดเด่นของเมอื งตรังคกู่ บั หนงั ตะลุง สามารถใช้เปน็
เคร่อื งวัดมาตรฐานคณุ ภาพของชายหนุ่มเมืองตรงั ในสมยั กอ่ น จนกล่าวกันวา่ เป็นธรรมเนียมผูช้ ายไปขอลูกสาว
ฝ่ายเจา้ สาวจะตอ้ งถามก่อน ๒ ข้อ คือ รําโนราเปน็ หรอื ไม่ กบั ลกั ควายเปน็ หรอื ไม่ ถ้าไมเ่ ป็นกห็ มดโอกาสจะได้ลูก
สาว เพราะบิดามารดาของผู้หญงิ ไมเ่ ห็นว่าจะเล้ียงเมยี ได้อยา่ งไร ทเ่ี ป็นเชน่ น้เี พราะการเปน็ มโนราหน์ ั้นต้องเป็นคน
ทค่ี ล่องแคล่วและมไี หวพรบิ ปฏิภาณ สว่ นการขโมยควายนน้ั แสดงถงึ ความกล้าหาญใจนกั เลง

ตาํ นานมโนราหท์ เี่ ลา่ กันมานนั้ กลา่ วถึงนางนวลสําลธี ิดาพระเจา้ สายฟา้ ฟาด ทีท่ รงครรภ์และถูกลอยแพไป
ติดเกาะกะชัง คลอดบตุ รให้ชอื่ วา่ พระเทพสิงหร ตอ่ มาไดฝ้ ึกท่าราํ จนชาํ นาญ มีทา่ ราํ หลกั 12 ทา่ คอื ท่าแม่ลาย ท่า
บวั ตมู ท่าเขาควาย ราหจู บั จันทร์ ท่าบวั บาน ทา่ กนิ นร ทา่ บวั คล่ี ท่าจบั ระบํา ทา่ บัวแย้ม ท่าลงฉาก หงสล์ ลี า ท่า
แมงมุมชักใย ท่าฉากนอ้ ย ช้างประสานงา และท่าผาลา ซ่งึ เป็นทา่ แบบฉบับของมโนราหม์ าจนทุกวันนี้ เม่อื พระเทพ
สงิ หรได้กลบั บ้านเมืองกไ็ ดร้ ับแต่งตั้งจากพระเจ้าสายฟา้ ฟาดให้เปน็ ขุนศรีศรทั ธา มโนราห์ท้งั หลายเคารพนบั ถือขนุ
ศรศี รัทธาเป็นครูมโนราห์สบื ทอดกันมาจนปัจจบุ ัน

มโนราหเ์ มอื งตรงั ยงั มีบรมครูท่เี ป็นมโนราห์จรงิ ๆ มใิ ช่มโนราหใ์ นตํานาน คอื ขนุ ทาและขนุ เทพ ซึง่ กล่าวกนั
วา่ ขนุ ทาอยูบ่ ้านทุ่งหมาย ขนุ เทพน้องชายอยฝู่ า่ ยอยูบ่ า้ นโพธ์ิ

อ้วน สุระกุล เลา่ ถึงประวัตขิ องตระกูลทม่ี บี รรพบรุ ุษเปน็ มโนราหผ์ ูม้ ชี ่ือเสียงของเมอื งตรัง ช่อื มโนราห์
เอยี ด เปน็ บุตรของมโนราหแ์ กว้ รปู งาม รําสวย เสยี งเพราะ พระยารัษฎาฯ มกั จะใหม้ โนราห์เอยี ดมาราํ เสมอ และ
พาไปราํ ถึงภเู ก็ต ท้งั เคยนํามโนราหเ์ อียดเขา้ เฝ้า สมเดจ็ ฯกรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ต่อมามโนราหเ์ อยี ดได้รับการ
แต่งต้งั ให้มีบรรดาศกั ด์เิ ป็นขุนเทพชาตรี ซงึ่ ก็คือบุคคลท่มี ผี กู้ ล่าวถึงว่าเป็น ขนุ เทพนอ้ งชาย น่ันเอง ส่วนขนุ ทาแห่ง

121 

 

บ้านทงุ่ หม้ายนนั้ คือ ขนุ ศรทั ธาใจภักดิ์ (ศรเี งนิ ) เปน็ ครมู โนราหแ์ ทบทัว่ จงั หวัดตรงั ตอนรชั กาลที่ ๖ เสดจ็ ฯ เมอื ง
ตรัง พ.ศ. ๒๔๕๘ ขุนทาเลิกเลน่ มโนราห์แลว้ แตพ่ าลูกศิษยห์ ลานศิษย์มารําถวาย มีหม่นื วิเศษนัจกิจ (มโนราหค์ ล้ิง)
มาราํ ดว้ ย มโนราห์คลงิ้ เดมิ เป็นคนสนทิ ของพระยารษั ฎาฯ ต่อมาได้ไปเป็นกาํ นันแตไ่ มพ่ อใจลาออกเสีย สมเดจ็ ฯ
กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ เคยรับส่งั ถามวา่ เหตุไรจึงลาออก นายคล้ิงทลู ชีแ้ จงวา่

เปน็ กาํ นนั ทไี่ หนจะสู้เปน็ มโนราหไ์ ด้ อยา่ ว่าแต่จะใหเ้ ป็นกาํ นันเลย ถงึ แมจ้ ะให้เป็นนายอาํ เภอ เจา้ เมอื ง
หรือเทศาก็ไมต่ อ้ งการ สูเ้ ปน็ มโนราหไ์ มไ่ ด้ เปน็ มโนราห์จะฆ่าคนเฆยี่ นคนหรอื ทาํ อะไรไดเ้ ทา่ กับเทศา แตด่ ีกวา่ เทศา
เพราะเทศายงั มคี นถอดได้ แต่เป็นมโนราห์ไม่มใี ครถอดได้

ส่วนเชอื้ สายของขุนทาคือมโนราหช์ ว่ ยเกาะแตว้ เคยเป็นกํานนั ตาํ บลเกาะเปียะ สมัยทยี่ ังขึ้นอยูก่ บั อําเภอ
กนั ตัง

การฝกึ หดั และสบื ทอดการละเลน่ มโนราหเ์ ปน็ เร่ืองยากลําบาก คนเมอื งตรงั มีสาํ นวนว่า คนโมห่ ์หดั โนรา
คนปัญญาหัดหนัง ปกตคิ ําว่า คนโมห่ ์ คนตรังหมายถงึ คนโง่ แตใ่ นท่นี ี้เปน็ คําเปรยี บ ไมไ่ ดห้ มายความวา่ โง่ แต่
หมายความวา่ การฝกึ หดั ศิลปนิ หนังตะลงุ น้นั บุคคลทมี่ ไี หวพริบปฏิภาณด้านเชาวนป์ ญั ญา ต้องใชค้ วามคิดรเิ ร่ิม
สรา้ งสรรคส์ ํานวนโวหาร บทขบั ร้อง บทเจรจาพดั รูปซง่ึ สร้างสรรคค์ วามคดิ ของตนเองขน้ึ ได้นบั วา่ เป็นผ้ทู ่ีเหมาะ
สําหรบั ฝึกหดั หนงั ส่วนคนทฝ่ี ึกมโนราหน์ ั้นเนน้ ความจํามากกว่าไหวพริบปฏิภาณ ท่องบทรอ้ งท่ีสอนให้แม่นยําจาํ
ให้ขึ้นใจ เลน่ ลกู คอล้อลูกเอือ้ นสูงต่ําให้แพรวพราวลงจงั หวะกบั ฉิ่งโหม่งทบั กลองต้องฝกึ ทา่ รําสวยงามฉบั ไวตามลลี า
มโนราห์ชาตรีฉบับครูเป็นพนื้ ฐาน

มโนราห์ทม่ี ชี ือ่ เสียงของจังหวัดตรงั แต่เดิมมหี ลายคณะ ทีเ่ ดน่ ดงั ท่ีสดุ ได้แก่ มโนราหเ์ ตมิ ซ่งึ เป็นยอดดา้ น
ปฏภิ าณขับกลอนสด คณะอืน่ ๆ ได้แก่ คณะมโนราหเ์ ฟอื่ ง แห่งลมุ่ น้ําท่าจนี คณะพรานแผ้วหนา้ ทอง คณะมโนราห์
เล่อื น ไสตน้ วา คณะมโนราหห์ มกึ เขาแกว้ คณะมโนราห์คล้อยหม่ืนบาล ลูกศษิ ยข์ นุ ทา คณะมโนราหแ์ ป้น เคร่อื ง
งาม ซง่ึ เปน็ มโนราห์ทีม่ ลี ักษณะเดน่ ด้านการแตง่ กายสวยงาม การแสดงแต่ละคร้งั จึงตอ้ งขนอปุ กรณ์แตง่ ชดุ โนราห์
ไปมากจนไดช้ ่ือวา่ แปน้ เจ็ดหาบ

ปัจจุบนั มโนราหเ์ มืองตรงั มีเหลืออยู่ไมก่ ค่ี ณะ ทย่ี งั คงเป็นที่นิยม ได้แก่ คณะศรวรรณะ จุก ศ.แป้นตรัง
หรอื มโนราหจ์ ุก ลูกศิษยม์ โนราหแ์ ปน้ มโนราห์ครน้ื เอยี ดจุ้ย หรอื ครน้ื ศลิ ปเ์ สนห่ ์ ลูกศษิ ยม์ โนราห์เตมิ มโนราห์ทวี
น้อย แห่งบา้ นนาโยงใต้ ทําหน้าทถ่ี า่ ยทอดศิลปะมโนราห์เยาวชนไปพรอ้ มกบั การเดนิ โรงแสดงตามทีม่ ผี ้เู รียกหา
มโนราห์คณะรมุ่ รวย อํานวยศิลปแ์ ห่งบ้านในเตา อําเภอห้วยยอด เปน็ ต้น

นอกจากมโนราหฉ์ บับครูแลว้ ยงั มีมโนราห์อีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า โนราโกลน ซ่งึ มกี ารรําทา่ เลยี นแบบ
มโนราหท์ กุ บทตอน แต่การแตง่ กาย บทรอ้ ง และท่าราํ เป็นแบบตลกล้อเลียน มโนราหจ์ ริงใหเ้ ปน็ ท่ีสนกุ ขบขัน การ
ลอ้ เลียนเร่มิ ตั้งแตก่ ารแตง่ กายซงึ่ ใช้ลกู มะเดอื่ เปลือกหอย หรือวัสดอุ ่ืนมารอ้ ยทําเปน็ เคร่ืองแตง่ กายแทนชุด
มโนราห์ ใชก้ าบมะพร้าวมาทาํ เป็นหางหงส์ หรือแมแ้ ตบ่ ทขบั กแ็ สร้งเลยี นแบบใหผ้ ิดเพยี้ นไปจากบทเดิม

122 

 

กาหลอ กาหลอเปน็ เครอื่ งประโคมเกา่ แกน่ ยิ มเล่นในงานศพมานาน เสย่ี งปกี่ าหลอ ผสมผสานกบั เสยี งฆอ้ ง
และกลองประโคมนี้ เชอื่ กนั ว่า เป็นการปลุกวญิ ญาณผู้ตายให้คลายโศก รวมท้ังไดป้ ลอบประโลมญาตมิ ติ รท่ีอย่ขู า้ ง
หลงั ด้วย

มีตาํ นานทีเ่ ลา่ สืบต่อกันมาในหมู่ผู้เลน่ กาหลอหลายกระแส เช่น กระแสหนงึ่ กลา่ วว่า เป็นเคร่ืองประโคมใน
การแห่พระเศยี รของท้าวมหาพรหม คล้ายกับเรอ่ื งธรรมบาลกุมารกบั ทา้ วมหาพรหมในตาํ นานสงกรานต์ ขณะที่
ประโคมคมุ เศยี รและแหแ่ หนเพอ่ื นําไปเก็บรักษา ได้จดั ใหม้ ีดนตรีบรรเลง ๓ อยา่ ง คอื กาหลอ หนงั ควน และ
ละคอน (โนรา) ในการประโคมกาหลอนนั้ พญายมเปน็ ผู้บรรเลงกลอนสวรรค์ พระภมู ิเป็นผบู้ รรเลงฆ้องสวรรค์ ส่วน
พระอนิ ทร์เปน็ ผูบ้ รรเลงปี่สวรรค์ บางตํานานกลา่ วว่ามพี ระอนิ ทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ บรรเลงดนตรกี า
หลอและถือเปน็ ครกู าหลอ

นางเพียร อนิ ทรสงเคราะห์ ผสู้ ืบทอดกาหลอจากบรรพชน เลา่ วา่ ในขบวนแห่เศยี รท้าวมหาพรหมไป
สวรรค์น้นั มีกาแก้ว การาม กาเติม กอหลอ มโนราห์ หนงั ตะลุง ร่วมไปด้วย แต่เกดิ น้ําไหลหลาก กาแกว้ การาม
กาเดมิ หนขี ้นึ สวรรค์ไปได้ มโนราหก์ ็หนีทันได้ไปงานศพก่อน เหลือกาหลอไปไมท่ นั จงึ ตอ้ งรับคาํ สัง่ ให้คมุ งานศพ
เมอ่ื นาํ้ เร่มิ ขึ้นแลว้ จงึ ตอ้ งใช้ไม้ ๒ อัน ทอดเป็นสะพานเพ่อื ขา้ มแม่นา้ํ หรือทีเ่ รียกกนั ว่า ทอดหมอน ดงั นนั้ โรงกาหลอ
จึงตอ้ งทอดไมเ้ ป็นหมอนรองข้างลา่ ง ๒ อนั ตํานานน้ยี ังเลา่ ตอ่ ไปว่าหนังตะลุงนั้นถูกนา้ํ ท่วมจึงตอ้ งยกโรงใหส้ ูงขน้ึ

กาหลอวงหนึง่ จะมีเครอื่ งดนตรี ๓ อย่าง คอื ปช่ี วา กลองทน (โทน) และฆอ้ ง ใชผ้ ูป้ ระโคมดนตรี ๓ – ๔ คน
คอื หัวหน้าวงเป็นผู้เป่าปี่ เรยี กว่านายโรงหรือนายป่ี ลกู วงอกี ๓ คน ทําหนา้ ที่ตกี ลองทน ๒ คน เป็นโทนแมก่ ับโทน
ลกู เรยี กวา่ นายทน ตฆี ้อง ๑ คน เรียกวา่ นายฆ้อง

เพลงทใ่ี ชบ้ รรเลงของกาหลอ มักจะแตกตา่ งไปตามคณะของกาหลอ ความเชอ่ื และครูทไี่ ด้สง่ั สอนกันมา
เชน่ วงกาหลอ ติง่ เกอื้ นะ บา้ นไสถั่ว มีเพลงไหว้ครู ได้แก่ เพลงเกบ็ ดอกไม้ ไหว้พระ ลาพระ ยายแก่ กหุ นา ลาบัตร
ส่วนตอนบ่ายจะเล่นเพลงหลัก ๑๒ เพลง ทใ่ี ชบ้ รรเลงเป็นเพลงแม่บท ๑๒ เพลง คือ เพลงสรอ้ ยทอง เพลงลายทอง
เพลงแสงทอง เพลงนกเปลา้ เพลงนกกรง เพลงนกกระจอก เพลงเมรยั เพลงเรยี กพระพาย เพลงทอมทอ่ ม เพลง
สุรยิ น เพลงทวดเชิงตะกอน นอกจากเพลงแมบ่ ทแลว้ ยงั มเี พลงอน่ื ๆ เช่น เพลงเจ้าสรอ้ ยทอง สุยล รี้ไร รว้ั ยาน ทอง
ศรี ยายแก่ ไกจ่ อ้ ดงั นกจอกเตน้ จดุ ไตจ้ อ่ ไฟ ฯลฯ

กาหลอมีโรงแสดงโดยเฉพาะและสร้างตามแบบท่เี ชื่อถือกันมา ตอ้ งใหป้ ระตูอย่ทู างทศิ ใต้ สว่ นพน้ื จะยกสูง
ไมไ่ ด้ ใช้ไม้ทาํ เปน็ หมอนทอดบนพื้นดนิ แล้วหาไม้กระดานปูเป็นพืน้

ก่อนลงมอื แสดงเจา้ ภาพจะต้องเตรยี มจัด ที่สิบสอง หมายถึงอาหารคาวหวาน ไดแ้ ก่ ขา้ ว แกง สรุ า นา้ํ
ขา้ วเหนียว ขนม จดั ใสถ่ ว้ ยใบเลก็ ๆ วางไว้ในภาชนะ (ถาด) เหมือนการจดั สํารับของคนไทยแต่กอ่ น และที่ถ้วยทกุ
ใบจะมีเทียนไขเล่มเลก็ ๆ ปกั อย่อู ีกอย่างเรียกว่า “เคร่ืองราด” มเี งิน ๑๒ บาท หมาก ๙ คาํ ดา้ ยริ้ว ๓ รว้ิ ขา้ วสาร
เทยี น ๑ เล่ม เม่ือนายโรงได้ที่สิบสองและเคร่ืองราดมาแลว้ ก็จะกระทําพิธีเบกิ โรง บวงสรวงครูบาอาจารย์ (ครหู มอ
เฒา่ ครูหมอแก)่ รําลกึ ถึงส่ิงศกั ดิ์สทิ ธแิ์ ลว้ ลงมือแสดง เริม่ เพลงไหว้ครู แลว้ ตอ่ ด้วยเพลงอ่ืนๆ

ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องคณะกาหลอมหี ลายประการ เช่น การรบั ประทานอาหาร เมอ่ื เจ้าภาพจดั สาํ รบั มาครง้ั แรกกี่
สาํ รบั กจ็ ะตอ้ งจดั มาเทา่ เดมิ ในครงั้ หลงั จะขาดไม่ไดห้ รอื อาจจะเพม่ิ มากกว่าครั้งแรกกด็ ียิง่ ขน้ึ ไป อาหารการกิน
จะต้องไมป่ ะปนกับใคร ขณะแสดงอยจู่ ะพูดทกั ทายใครภายนอกโรง หรอื ชกั ชวนใครเขา้ ไปนั่งในโรงกไ็ มไ่ ดเ้ พราะถือ
ว่าเหมือนกับชักผีให้เขา้ โรง ไม่ยงุ่ เก่ยี วกับสตรี กาหลอทเี่ คร่งครัดจะอยู่เฉพาะในโรงไมอ่ อกนอกโรงจนกวา่ จะเลิก

123 

 

งาน เสร็จส้นิ การแสดงแล้วกจ็ ะออกทางข้างโรงท่ีไม่ใช้ประตู ถ้าเจา้ ภาพไม่ใช้กาหลอแห่ศพ กาหลอมกั จะกลบั ไป
ตงั้ แตย่ ังไมส่ วา่ งเหมอื นคนลกึ ลับ เป็นต้น

กาหลอในยคุ เดมิ มบี ทบาทตอ่ งานศพคอ่ นข้างมาก เพราะสมัยก่อนไม่มเี ครื่องขยายเสยี งทีจ่ ะเปิดเพลง
กลอ่ มในงาน กาหลอจึงเปน็ ดนตรที เ่ี จ้าภาพรับมาอยูป่ ระจาํ งานศพจนเสรจ็ ส้นิ มีบทบาทสร้างบรรยากาศของงานมิ
ให้เงยี บเหงา และช่วยปลุกแมค่ รัวใหข้ นึ้ มาชว่ ยทาํ กบั ข้าว กาหลอยงั เรยี นรกู้ ารทาํ ลายกระหนกโลงศพดว้ ย แตเ่ ดมิ
กาหลอจะชว่ ยตีราคาลายให้โลงศพ เช่ือกันวา่ เสยี งกาหลอจะออ้ นวอนพระกาฬใหย้ อมรับดวงวิญญานของผ้ตู าย
ไปสู่ปรโลกดว้ ย ปัจจุบันทายาทกาหลอหาได้ยากยิ่ง กาหลอจงึ นับวนั ย่งิ เลือนหายไร้ผู้สบื สาน

กลองยาว ในสงั คมเมืองตรัง กลองยาวเปน็ ดนตรที ี่นิยมบรรเลงประกอบงานต่างๆ เช่น นาํ ขบวนแหศ่ พ
แหน่ าค ขบวนขนั หมากแตง่ งาน ขบวนลากพระ ฯลฯ กล่าวไดว้ ่ากลองยาวเป็นสว่ นหนง่ึ ในขบวนแห่ มผี รู้ ว่ มขบวน
รา่ ยรําอย่างสนุกสนาน สร้างบรรยากาศครน้ื เครงใหผ้ ู้คน เสริมสร้างความสมั พันธ์ ความสนกุ สนานในโอกาสตา่ งๆ
เป็นอย่างดี

กลองยาวมเี คร่ืองดนตรหี ลักคอื โหม่ง ฉงิ่ ฉาบ กลองยาว ซงึ่ กลองยาวมีลกั ษณะทใ่ี หเ้ สยี งตา่ งกัน มีกลอง
ใหส้ ญั ญานแรกขนึ้ กลองขัดจงั หวะ และกลองสําหรบั ตี มีฉาบอย่างน้อย ๒ คู่ เป็นฉาบท่ตี ีพรอ้ มกบั โหมง่ ๑ คู่ และ
สาํ หรบั ตขี ดั จังหวะอีก ๑ คู่ นอกจากน้ียงั มี ป่ี ขลุ่ย กรบั ซอด้วง รว่ มในคณะด้วย

กลองยาวคณะหน่ึงใช้ผู้ตกี ลองหลายคน ตง้ั แต่ ๑๒ – ๑๘ คน การเร่มิ ตน้ กลองยาวจะมผี ู้ตโี หมง่ ขึน้ จงั หวะ
กอ่ นพร้อมกับฉาบ 1 คู่ตพี รอ้ มกับโหมง่ และฉาบอีกหนึง่ ค่คู อยตีขดั จังหวะกับโหม่ง เมื่อพรอ้ มแล้วกลองยาว เสียง
ทมุ้ จะตีใหจ้ งั หวะเรมิ่ ตน้ โดยมีกลองยาวเสยี งแหลมคอยตีขดั จงั หวะกลอนอื่นๆ กต็ ีไปตามทาํ นองเพลง ซึง่ สว่ นใหญ่
จะตีตามจังหวะของเพลงลกู ทงุ่

แม้กลองยาวอาจจะเปน็ การละเลน่ ทรี่ ับแบบอยา่ งมาจากภาคอ่นื เขา้ ใจกันว่าเร่มิ มาในสมยั สงครามโลก
คร้งั ท่ี ๒ ตามนโยบายรฐั นิยม ดว้ ยจงั หวะลลี าอนั สนกุ สนานเรา้ ใจ มีเขา้ ร่วมวงได้มาก ทาํ ให้เป็นท่ีนยิ มตอ่ มาของ
ผู้คนในเมอื งตรงั ตามตําบลหมบู่ า้ นจึงมกั มคี ระกลองยาวอยู่ท่ัวไป กลองยาวจงึ มใี หเ้ ห็นเปน็ สว่ นหนึ่งของงานรื่นเริง
และขบวนแหข่ องเมืองตรงั

124 
 

เพลงกลอ่ มเดก็

125 

 

เพลงกลอ่ มเดก็

ความเปน็ มาของเพลงกล่อมเดก็
ความเป็นมาของเพลงกล่อมเดก็ หรอื เพลงกล่อมลกู เป็นวัฒนธรรมทอ้ งถ่ินอยา่ งหน่ึงที่สะทอ้ นให้เหน็ ถงึ
ความเช่ือและคา่ นิยมของคนในท้องถน่ิ ต่างๆ ทงั้ ในทุกชาติทุกภาษาในโลกกจ็ ะมีบทเพลงกลอ่ มเดก็ สันนษิ ฐานว่า
เพลงกล่อมลกู หรือเพลงกลอ่ มเดก็ มีวิวัฒนาการของเพลงมาจากการเลา่ นิทานใหเ้ ดก็ ฟังก่อนนอนในลักษณะคาํ กลอน
หรอื เปน็ เพลงกล่อม
ลักษณะของเพลงกล่อมเด็ก
ลักษณะกลอนของเพลงกลอ่ มเดก็ จะเป็นกลอนชาวบา้ นไมม่ ีแบบแผนแน่นอน เพยี งแตม่ ีสัมผสั คล้องจอง
กันบา้ ง ถอ้ ยคําที่ใช้ในบางครงั้ อาจไมม่ คี วามหมาย เน้ือเรอื่ งจะเกี่ยวกับธรรมชาตสิ ่งิ แวดลอ้ ม หรอื เรอื่ งราวต่าง ๆ
ทเ่ี กย่ี วกับชวี ติ ความเปน็ อยู่ ซึ่งสะทอ้ นใหเ้ หน็ ความรัก ความหว่ งใยของแม่ท่ีมตี ่อลกู ทงั้ ยังมีการสั่งสอนและเสยี ด
สสี งั คม สามารถแยกเป็นข้อไดด้ งั น้ี
- เป็นบทรอ้ ยกรองส้นั ๆ มคี าํ คล้องจองตอ่ เนื่องกันไป
- มฉี ันทลักษณไ์ มแ่ นน่ อน
- ใช้คาํ ง่าย ๆ สนั้ หรอื ยาวก็ได้
- มีจงั หวะในการรอ้ งและทํานองทีเ่ รียบงา่ ยสนกุ สนานจดจําได้ง่าย
ประเภทของเนื้อเพลงกลอ่ มเดก็
- แสดงความรกั ความหว่ งใย
- กลา่ วถงึ สิง่ แวดลอ้ ม
- เล่านทิ านและวรรณคดี
- เป็นการเล่าประสบการณ์
- ล้อเลยี นและเสยี ดสีสงั คม
- ความรูเ้ กย่ี วกบั การดแู ลเดก็
ลักษณะของเพลงกลอ่ มเดก็ ภาคใต้
ลักษณะของเน้ือหาเพลงกลอ่ มเด็กภาคใตโ้ ดยทัว่ ไปจะใช้ถ้อยคาํ ง่าย ๆ มเี สยี งคล้องจองกนั แตไ่ ม่ได้บังคบั
ลกั ษณะสัมผสั สามารถยึดหยนุ่ ได้ตามทํานองของผขู้ บั กลอ่ ม เพลงกล่อมเดก็ ภาคใตใ้ นแตล่ ะทอ้ งถน่ิ อาจเรียกชอื่
แตกตา่ งกัน เชน่ เพลงชาน้อง เพลงรอ้ งเรอื หรือนอ้ งนอน เพลงกลอ่ มเดก็ ภาคใต้โดยท่วั ไป วรรคแรกของเพลง
กล่อมเดก็ ภาคใตโ้ ดยทวั่ ไป วรรคแรกของเพลงกลอ่ มเด็กมักขึ้นตน้ ด้วยคําว่า “อาเอ๊อ” หรือ “อาเหอ” เช่น
เพลงกล่อมเด็กมีมาต้ังแต่สมัยโบราณกาลแล้ว แม่ในสมัยก่อนนิยมร้องเพลงให้ลูกได้หลับอย่างสบาย แต่
เพลงกล่อมเด็กเร่ิมจะสูญหาย กําลังหายากเหมือนดุจฝนตกหน้าแล้งจะไม่ได้ยินเสียงเห่กล่อมและภาพแม่ไกวเปล
ลูกอีกแล้ว บทเพลงเห่กล่อมถูกทอดทิ้งให้ละลายหายสูญไป ควรที่อนุชนรุ่นเราและ คุณแม่ ๆ ทั้งหลายจะต้อง
ช่วยกันอนุรักษ์สืบไป เพลงกล่อมเด็กน้ัน นอกจากจะทําให้เด็กเพลินและหลับไปแล้ว ยังได้สะท้อนให้เห็นชีวิต
ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนคติธรรม อันจะปลูกฝังลงไปใน ลูกหลานอีกด้วย
ลักษณะที่เปน็ เอกลักษณข์ องเพลงกล่อมเด็กของไทยก็คอื เปน็ บทรอ้ ยกรองส้นั ๆ บทหน่งึ ๆ อาจจะมีตัง้ แต่ ๔ วรรค
,

126 

 

๖ วรรค ไปจนถึง ๘ วรรค หรือมากกว่านั้น มีสัมผัส คล้องจองกันไม่กําหนด ตายตัว จํานวนคําในแต่ละวรรคก็ไม่
จํากดั แนน่ อน อาจมี ๔ – ๘ คําก็ได้ ผู้เห่กล่อมก็มักจะใช้ทํานองเห่ท่ีทอดเสียงช้า ๆ เย็น ๆ เพื่อให้ฟังเพลินจนหลับ
เนื้อร้องในเพลงกล่อมเด็กอาจจะจําแนกออกตามลักษณะในการใช้ร้องเห่กล่อมได้ คือ พวกท่ีต้องการใช้เพ่ือเห่
กล่อมให้เด็กเพลิน ปลอบโยนให้เด็กหลับ กับเน้ือร้องพวกท่ีมี ความหมายเป็นการขู่ หรือหลอกซ่ึงเป็นขั้นท่ีสอง
เพราะเด็กอาจร้องกวนไม่ยอมนอน ส่วนที่ นอกเหนือจากน้ีก็เป็นเนื้อร้องประเภทที่ผู้กล่อมอาจจะระบายความใน
ใจ อบรมสั่งสอนเด็กทางอ้อม บางทีก็อาจจะเป็นทํานอง เยาะเย้ยเสียดสีให้คนโต ๆ อื่น ๆ ฟังก็ได้ หรืออาจจะเป็น
คตธิ รรม ทีเ่ ป็นปรศิ นาใช้สอนใจคนได้ทุกระดับ และยังมีเนื้อเพลงกล่อมเด็กที่เน้ือร้องได้รับอิทธิพลจากนิทาน หรือ
วรรณคดีตา่ ง ๆ
เพลงกลอ่ มเดก็

เพลงไก่เถอื่ น
26

(อาเอ้อ) ไกเ่ ถอ่ื นเหอ ขันเทอื นท้ังบ้าน
โลกสาวขค้ี ร้าน นอนให้แม่ปลกุ
(อาเออ้ ) ฉวยได้ด้ามขวาน แยงวานดังพลุก
(อาเอ้อ) นอนให้แม่ปลกุ โลกสาวข้ีคร้านเหอ...การ
(อาเอ้อ)
(อาเออ้ ) เพลงลูกสาวเรือนกลาง

ลูกสาวเรอื นกลาง ได้ผวั ขนุ นาง ไม่ร้แู ตง่ โก คว่าํ ถอ้ ยดังผาง
หยบิ ชามถงั โถก ไมร่ แู้ ต่งโตก ลกู สาวเรอื นกลาง

เพลงอดี อกทอง

อีดอกทองทองน้าํ หนองไม่ตกั อดี อกทองผัวรัก วงิ่ เข้าซองไฟ
พิรพี้ ิไรผวั
ผวั ทบุ ผัวตี พริ พี้ ไิ ร แล่นเข้าซองไฟ

เพลงแม่เซ้อ

น้องนอนเหอ นอนใหห้ ลบั ดี แมเ่ ซอ้ ทั้งส่ี มาชว่ ยพทิ กั ษ์รักษาเจ้า

อย่าเท่ียวปล้ินปลอกหลอกหลอน โสภาอาภรณ์จะร้อนเรา่

มาชว่ ยพทิ กั ษร์ กั ษาเจ้า หม่อมน้อยยังนอนเปล เหอ.........

เพลงทาํ ตม้

นอนเสียน้องนอน แม่ไปบ้านหัวนอน ซอ้ื สารเหนยี วมาทําต้มลากพระ
ดิบดบิ สกุ สกุ นา้ เณรทองคาํ แกไม่วา่ ทาํ ตม้ ลากพระไม่ละ สักรายเดยี ว

  127 

(อาเออ้ ) เพลงรกั กัน
รักกันเหอ รักคนทา่ นาํ้ ไมม่ พี านขา้ ม นางงามรอ้ งโก้จนส้ินเสียง
(อาเอ้อ) โก้แลว้ โกเ้ ลา่ นั่งโก้แต่เช้าจนหวัน่ เทยี่ ง นางงามน่งั โก้จนส้ินเสยี ง
(อาเออ้ ) เสียงแห้งดังนกเวก
(อาเออ้ )
(อาเออ้ ) เพลงฝนตก
(อาเออ้ )
ฝนตกเหอตกลงแปร๋ แปร๋ กั้นชงิ กน้ั แชงไปรบั แม่
แม่เหอแกมาและกลางฝน กั้นชิงก้นั แชง จบั แจงเอาไวใ้ ห้ชอบกล
กัน้ นัง่ บนมน กันฝนไปรับแม่

เพลงต้นโหน

ตน้ โหนเหอปลกู ไวห้ น้าวงั ทา่ นปลกู และทา่ นฝงั อยา่ ใหช้ าววังมันสอยดอก

ท่านไปสงขลาใหค้ นถอื ชาเขา้ มาบอก อย่าใหช้ าววังมันสอยดอก

ดอกโหนหนา้ วังทา่ น

เพลงดอกมว่ ง

เดอื นสามม่วงงามพู่ดอก สาวน้อยคดิ ออก สอยดอกมว่ งงาม

สอยสอยกะไมถ่ งึ ขึ้นนัง่ ราํ พึงบานตน้ ปาง

สอยดอกม่วงงามเดอื นสามไมท่ ันออกดอก

เพลงลกู เรือนออก
ลกู สาวชาวเรอื นออก คนหน่ึงปวี อก คนหน่งึ ปขี าล คนหนึ่งร้คู ล่ํา
คนหน่ึงรูค้ ลาน ปวี อก ปีขาล ทาํ การให้พรอ้ มกัน

เพลงลกู สาวเรือนตีน

ลูกสาวของชาวเรือนตีน พอไดผ้ ัวจนี นอนสาดเจด็ ชั้น

แรกได้ผวั ไทย ผืนไหนผนื นนั้ นอนสาดเจด็ ช้ันลกู สาวของชาวเรอื นตนี

128 

 

เพลงกลอ่ มเดก็ ชาวบา้ นนาหม่นื ศรี (สาํ นวนยายลับ คงแก้ว)

(อาเออ้ ) เพลงทอโหก ทอฟืมสามสิบสอง
ทอโหกเหอ ทอสองเดอื นครึ่ง
ทอดอกเขม็ ทอง ใครห่อนทอถึง
ไมใ่ ช่นวลนอ้ ง จนผา้ ข้นึ รา..เออ..ขาว.
ทอสองเดอื นครง่ึ

(อาเออ้ ) เพลงทอโหก ทอฟืมสามสบิ เส (สี)่
ทอโหกเหอ ทอลายลูกหวาย
นํา้ ไหลใต้เก (ก)ี่ ผืนหนึ่งทอขาย
ผนื หนงึ่ ทอนงุ่ ทอใหพ้ ่ชี าย..เออ..นุ่ง.
ทอลายลกู หวาย

(อาเออ้ ) เพลงทอโหก ทอฟมื สามสบิ หา้
ทอโหกเหอ รรู ูลอดนิ้วก้อย
แลแลเนื้อผ้า ตัวน้องยังนอ้ ย
ทาํ ปรือมนั เลา่ ตวั น้องยังน้อย..เออ..กอ่ น.
รรู ูลอดนิว้ ก้อย

(อาเออ้ ) เพลงทอโหก ทอฟืมสามสบิ หก
จูบพลางชมพลาง
ทอโหกเหอ จูบปากพี่หอมเทยี นราง
ยกนางขน้ึ รถ หวา่ งนางอมี ี..เออ..คู่
จูบแก้มพี่หอมหมาก
จบู พลางชมพลาง

(อาเอ้อ) ไอต้ ดั หวั เพลงไอ้ตัดหวั
ตัดหวั เออ่ นั่ง
ค่วั เหมา้ โกรง โกรงตัดหัวตายโหง ขอนอ้ งแรมคนื
ตดั หัวเออ่ ยืน ขอน้องแรมคืน ตัดหัวหาลมื ไม่

129 

  เพลงไอต้ ัดหัว แยงน้องวา่ ไหร

(อาเอ้อ) ไอ้ตัดหัว อยา่ ย่วั อย่าแยง ตดั หวั ชา้ งแทง
(อาเอ้อ) แยงเอาผ้านุ่ง ไอ้ตัดหัวมนั ทงุ้ เอาแหวนใส่
(อาเอ้อ) แยงน้องว่าไหร ไอ้ตัดหวั มันลอยท่อนเหอ๋
(อาเอ้อ)
(อาเออ้ ) เพลงจังหวดั ตรงั
(อาเอ้อ)
จังหวดั ตรงั แก้วขา้ เออ่ ใครอยู่ดหี วาเพ่ือน นายกรัฐมนตรีชวนแกม้ เกอ้ื น
สาวเหอมนั ชงิ กนั อยู่ปรอ ถ้าเปน็ ดอกไม้ นายกรฐั มนตรีชวนหักให้คนละช่อ
สาวเห่อมันชงิ กนั ปรอ ชอ่ เดียวไม่พอกัน

เพลงนางนกเอ้ยี ง

เทย่ี งเทีย่ งชวนนางนกเอ้ยี งไปเลน่ เล สองคนไอย้ อดแก้วเสน่ห์
ชวนกนั เล่นเล โหนโฉฉาว เทย่ี งเทย่ี งข้ึนผลดั ผ้า
นางหงส์คงคาถ้าแลยาว แลโหนโฉฉาว แลสาว ดอกทองเหน

เพลงไถนา

แค้นใจไถนาดนิ แหง้ ยง่ิ ไถยิง่ แลง้ แตกแหงติน่ นก คม้ แลหัวหมูกข็ ดั ใจ
คม้ แลคันไถกะขดั อก แตกแหงติ่นนก ขดั อกนอ้ งแค้นใจ

เพลงนิจจา นิจจาตัวเอง

นจิ จาแผน่ เหอ ปลกู หมากกไ็ มไ่ ด้กิน ปลูกพลูกไ็ มข่ น้ึ คา้ ง
ได้ผวั ควาญชา้ ง ชา้ งร้องขอหญ้า ยกขน้ึ เถดิ เจา้ ยอดรัก
อย่านอนเทยี่ งนักพอ่ หวั ชา้ งร้องขอหญ้า พอ่ หัวผัวยังนอนเที่ยง

เพลงตน้ มว่ ง

ต้นม่วงเหอ ตน้ มว่ งคัน
สาวสาวทุกวนั คันยิ่งหวาบอน
กลางคืนไม่ไดห้ ลบั กลางวันไม่ไดน้ อน
คันยง่ิ หวาบอน แต่ก่อนไม่เคยเห็น

130 

  เพลงไก่ขัน ขนั มาแตรแตร
แล่นตามพี่ชายมา
(อาเอ้อ) ไกข่ นั เหอ บกุ ตมมาเทียมกลางขา
ทุ่มพ่อท่มุ แม่ เสดสาเวทนาน้องเหอ
บกุ นํา้ มาเทยี มนม
วงิ่ ตามพชี่ ายมา

เพลงต้นพรา้ ว

(อาเออ้ ) ตน้ พรา้ วเหอ ต้นพรา้ วทางห่อ
สาวนอ้ ยค้ิวต่อ เป็นบ่อไมเ่ ลือกหมาตกั
เกดิ มาเป็นหญิง จรงิ จรงิ ไมเ่ ลือกที่รัก
เหมือนไม้สาํ นกึ สักแล้วชายพน้ ไป

เพลง.....

(อาเออ้ ) พ่ไี ปเหอ ส่ิงหนึง่ สง่ิ ใดอยา่ ลืมนอ้ ง
พ่ไี ปกินโตกโลกพานทอง อย่าลืมน้องเสยี เหลยพอ่ ยอดรกั
ยกย่างตีนเดินดาํ เนินไป ขอให้มชี ัยทกุ สาํ นกั
อย่าลมื นอ้ งเสียเหลยพ่อยอดรัก หยดุ พักอย่าลืมน้อง

เพลง.....

(อาเอ้อ) พชี่ ายรักนอ้ งเหอ หมายหมกั รักน้องอย่าข่มขื่น

อย่าเอาน้าํ เชย่ี วมาเคีย้ วกลืน ข่มขนื่ จะพาตวั นอ้ งวา่ ย

พานอ้ งก้าไมร่ อด ผมสอดอย่ากอดตวั น้องไว้

ข่มข่ืนจะพาตัวนอ้ งวา่ ย ใหไ้ ปตามสายแม่น้าํ เชีย่ ว

เพลงแมห่ มา้ ย

(อาเอ้อ) ไกเหอไก ขน้ึ ไปบนลา้ ว
แม่หม้ายทําสาว อีง้ ามแงส่ กั แคไ่ หน
หยิบผา้ มาหอ้ ยคอ หัวนมลอ่ อยู่ไรไร
อง้ี ามแง่สักแคไ่ หน แม่หม้ายมาทําสาว

131 

  เพลง..... คอื ดอกดาวเรือง
มาเอากับพอ่ หมา้ ย
(อาเออ้ ) คือนอ้ งเหอ เปรยี บเหมอื นพมุ่ ดอกไม้
หมดสิน้ คนท้ังเมือง ไมอ่ ายเพ่ือนคราวเดยี ว
สาวสาวและหนุ่มหนมุ่
มาเอากบั พอ่ หมา้ ย

(อาเออ้ ) เพลง..... คือดอกลําพงกาหลกั
ไม่พกั ดดี ติ้งว่ิงตามชาย
คอื น้องเหอ แมน่ แทแ้ มต่ ้องให้
ถงึ รกั เทา่ รกั ชายรักชายมาขอเอง
ขันหมากมาถึงเรือนแม่
ไม่พกั ดดี ติ้งวิ่งตามชาย

(อาเอ้อ) เพลง..... เลอ้ื ยอยบู่ นรัว้
แตเ่ ชา้ จนเท่ียง
งเู ขียวเหอ ดอกทองจกุ ลงท้ังเง่ยี ง
ร้องเรียกแมผ่ ัว น้ําหน้าจะเล้ยี งผัว
ให้แกงปลาดุก
ดอกทองเนอ้ื เกลย้ี ง

เพลง.....

(อาเออ้ ) นางแม่เหอ อยูเ่ รนิ ให้เหมอื นเหลก็ ขดู
ข้างในโหวง้ วดู ขา้ งนอกนา่ รัก
เหยียบมดไม่ตาย เหยียบควายขาหกั
ข้างนอกนา่ รกั ใครไดใ้ ครควกั เอา

เพลงลูกสาวเรินออก

(อาเออ้ ) ลกู สาวเหอ ลูกชาวเรินออก
หัวนมพองอก บอกใหเ้ ขาขอ
เสาเรนิ ไม้หมาก ฟากเรนิ ไมป้ อ
บอกให้เขาขอ ลกู สาวชาวเรินออก

132 

 

เพลงลูกสาวบา้ นตก

(อาเออ้ ) ลูกสาวเหอ ลูกสาวบา้ นตก
(อาเออ้ ) ข้นึ นง่ั ปากครก นมยานโตงเตง
(อาเอ้อ) เวลาข้คี ร้าน ซอ้ มสารไมไ่ ดส้ ักเผลง้
(อาเออ้ ) นมยานโตงเตง ลกู สาวชาวบ้านตก
(อาเอ้อ)
เพลงไปบา้ นเหนือ

ไปบ้านเหนือ ไปซื้อเขอื ลกู ใหญ่
ตงั้ ไว้ใต้หัวได ทําสาวอ้อร้อ
ตวั น้อยเทา่ เขียด เดยี ดหวั บอนเท่าหมอ้
ทําสาวอ้อรอ้ ทําใหช้ ายพอใจ

เพลงนางกากี อ้ีนางคนนมี้ นั กลบั กลอก
ทัดดอกโมนี
กากเี หอ ทาํ ไหรหมึงม่ังอี้กากี
หน้าไหวห้ ลงั หลอก หญงิ น้ีดอกทองจา้ น
ปกั ษาพาลงไป
ทัดดอกโมนี

เพลงแมด่ อกน้าํ เตา้

คือนอ้ งเหอ คอื ดอกนา้ํ เตา้ ผา้
แตกยอดขนึ้ มา กลายเป็นนํา้ เต้าปูน
เสียแรงแม่ตกั น้ํารด เสียแรงแมข่ ุดดนิ พนู
กลายเปน็ นํา้ เตาปูน เสียแรงแมพ่ ูนดนิ

เพลง... ใครวา่ ไหรพ่แี คน้
แมน่ แทแ้ ล้วหรือมาถอื ความ
สดุ จติ สุดในเหอ เหมอื นใบบอนมาเคล้าอย่ดู ้วยหนาม
แมน่ วลละอองทองทงั้ แท่น อยตู่ ามปากคนแหลง
ปากคนทกุ วนั แม่ขวญั ขา้ ว
แมน่ แทห้ รอื มาถือความ

133 

  ต้นหมากออ่ นเหอ เพลงคบชู้
ผวั ตายไม่ทนั ถึงขวบ
(อาเอ้อ) ควบทงั้ หมากสุก สองลายหยวบหยวบ
ควบชูเ้ ข้านอน ควบชูเ้ ข้านอน
ควบทง้ั หมากออ่ น
หมากออ่ นสองลายหยวบ

เพลงดอกบัวไมท่ ันบาน

(อาเอ้อ) ต้นผักฉดี เหอ ตน้ ผกั ฉีด
เทา่ นุ้ยเท่าหดี วอนพอ่ วอนแม่อเ้ี อาผัว
เดียวกอ่ นอห้ี มาเหอ ให้แมม่ งึ มาแตร่ า่ ยวัว
วอนพ่อวอนแมอ่ ้เี อาผัว ดอกบัวไม่ทันบาน

(อาเอ้อ) เพลงแมลงภู่ ขน้ึ มาเทียมปลายไผ่
ไมเ่ ท่าไหร่ใชใ้ ครไปขอให้
เดือนขึ้นเหอ ตวั นอ้ งเป็นพวงดอกไม้
รักกนั แต่ในใจ รกั กันแต่ในใจ
ตัวพีเ่ ปน็ แมงโภ่ทอง
ไมเ่ ท่ใชใ้ ครไปขอให้

เพลงนา้ํ ชุบตม้ จ้มุ

ฮาเฮอ เห่อเฮ่อ บ้านน้ี เหอ เขาเล่าเขาลือว่าหนกุ นัก
ต้มจมุ้ แมงลกั นํ้าชุบแกงเลยี งส้มเหมา้
กินหรอยเหลอื หรอย พเี่ ณรเหอ
ทอโพรกทอรอื คอ่ ยมาเลา่
นา้ํ ชุบแกงเลียงสม้ เหมา้ พเี่ จ้าไม่เคย เห่อ เหอะ กนิ

เพลงนางงามลงเกบ็ ขา้ ว

ฮาเฮอ เห่อเฮ่อ เดือนสาม เหอ นางงามจะลงเก็บข้าว
เก็บนาไหนเจา้ เกบ็ ขา้ วทน่ี าโคหา
แนะทางใหพ้ ีไ่ ป เห็นบา้ นนายไกรอย่สู าขา
ตกแต่ต้นหวา้ น้นั และหัวนา เหอ่ เหอะ น้อง

134 

 

เพลงพระยนื บาตร

ฮาเฮอ เหอ่ เฮ่อ เชา้ ๆ เหอ หงุ ข้าวพระมายนื บาตร
คดข้าวใสถาด คดทั้งขา้ วบาตรขา้ วบิน
กรวดนา้ํ พษิ ฐาน ใหท้ า่ นสมภารไดก้ ิน
คดท้ังขา้ วบาตรข้าวบิน เชิญกิน พ่อทลู เหอ่ เหอะ หวั

เพลงพ่อทองหลออย่าไปขอเมยี ไกล

ฮาเฮอ เห่อเฮ่อ พอ่ ทองหลอ เหอ อยา่ ขอเมียไกล
ขอแคแ่ คห่ วั ใด เรินตอ่ ชายคา
อดหมากได้ย่ืนหมาก อดยาไดย้ นื่ ยา
เรินต่อชายคา ไดห้ มากได้ยาทองรอ้ ย เห่อ เหอะ ชง่ั

เพลงกาํ เนิดนางโนรา

ฮาเฮอ่ เหอ่ เฮ่อ นางโนรา เหอ เดือนหกเจ้าพ่เี อย เกดิ ชา้ งเกิดม้า
เม่อื เกิดนางโนรา เกดิ ภเู ขาเงนิ ภูเขาทอง
ผุดข้ึนลอ่ งลอยส่มี มุ ประสาท แมต่ ้ังใจปองให้ลกู อยคู่ รองเมืองไกรลาศ
โนราศสี วาท คลาดแมไ่ ปเมอื ง เห่อ เหอะ ไกล

เพลงกลว้ ยพงั ลา

ฮาเฮอ เห่อเฮ่อ ต้นกลว้ ยพังลา เหอ ทนู ปลขี น้ึ มาหนั หนา้ ไปโสโ้ พธพิ์ ายัพ
ไม่ไดบ้ ุญเครอื นางเน้อื ออ่ น โสกาอาวรณ์นอนไมห่ ลบั
หนั หนา้ ไปโส้โพธพิ์ ายัพ อาภพั ขา้ งใน เห่อ เหอะ ใจ

เพลงยามเย็นผันเห็นนกรอ่ น

ฮาเฮอ เหอ่ เฮ่อ ยามเย็น เหอ ผนั เหน็ นกรอ่ นบนคีรี
นกแขกเต้าเคลา้ โค่กบั ปกั สี เหมอื นพก่ี บั นอ้ งชวนกนั เชย
เสียงลมหลาตนั น้นั พดั กล้า สาลิกาบ้าแล้วแก้วอกเอย
เหมือนพีก่ ับนวลชวนกนั เชย อกเอยเรามี เห่อ เหอะ กรรม

135 

 

เพลงขวญั เจ้านอนในเปลผ้า

ฮาเฮอ เห่อเฮ่อ นอ้ งนอน เหอ เชญิ ขวญั เจา้ นอนในเปลผา้
เจ้านอนเสียเถิดนะกานดา ครน้ั ตนื่ ข้ึนมาได้เหวยนม
นอนเถิดแก้วแม่ ขวญั ขา้ วของแมอ่ ย่าปราหรม
ต่นื ขึน้ ทรามชม เหวยนม พระมาร เห่อ เหอะ ดา

(อาเออ้ ) เพลงไปตรัง ซ้ือจกให้นอ้ งสกั หนา้
ยังส่ิงหน่งึ เล่าเจ้าใจดซี อ้ื หวีให้นอ้ งสักอัน
ไปตรังนอ้ งสง่ั สักคาํ พี่หวั ผ้า
ซือ้ ร่มผา้ ให้นอ้ งสักคัน
ซ้อื ร่มคัน้ สนั้ ไวก้ น้ั ลน้ิ ลาแหลม

เพลงไก่แจ้หนา้ นวล

(อาเออ้ ) เขาตากข้าวไว้บนควน ไกแ่ จห้ นา้ นวลชวนเพ่อื นมากิน

ตวั หน่งึ โถกเอาไม้คอ้ น ตวั หนง่ึ ย้อนเอากอ้ นหิน

ไก่แจ้หนา้ นวลชวนมาเพ่อื นมากิน ใต้ต้นอนิ นินใหญ่

(อาเอ้อ) เพลงไอแ้ ก้ว ไปดกั นกคูด
หมาชันชีให้ไปยิกแลน
ไอ้แกว้ กนิ ขา้ วแล้ว หมาเง้ิงและใตต้ ้นคาบแค เออ้ ใหญ่
ตดดงั ปูดนกคูดบนิ หนี
แลนเหอแล่นขน้ึ ปลายไม้

(อาเอ้อ) เพลงแทงตอ้ หลอ้

แทงต้อหล้อแทงตัวไขหมา ผดุ ขน้ึ มาไขหมาเป็นเหลก็
ฝากไวเ้ ด็กคนหนวยสองหนวย ฝากไว้ลงุ ชว่ ยหนวยเดียวเทา้ เผล้ง เออ้ สาร

136 
 

ศาสนา พธิ กี รรม ความเชือ่

137 
 

ศาสนา พิธีกรรม ความเชอ่ื

ความหลากหลายของผูค้ นเมืองตรังท่มี ีท้ังคริตศาสนิกชน อสิ ลามมกิ ชน ชาวไทยเชือ้ สายจนี
ซาไก ทําใหม้ คี วามเชือ่ ประเพณี และพธิ ีกรรม แตกต่างกันไปตามหลกั ของแต่ละศาสนา

ศาสนา ประชากรส่วนใหญใ่ นจังหวัดตรงั นับถอื ศาสนาพทุ ธ มีพุทธศาสนิกชนประมาณรอ้ ยละ
๘๒ ของประชากรท้ังหมด รองลงมาเป็นศาสนาอสิ ลาม ประมาณร้อยละ ๑๗ ศาสนาครสิ ต์นนั้ มอี ยู่เพียง
เล็กน้อยคอื ไม่ถึงรอ้ ยละ ๑ สว่ นที่เป็นศาสนาอนื่ ๆ แทบไมม่ ีเลย

พุทธศาสนาในจงั หวดั ตรงั การเผยแผพ่ ทุ ธศาสนาเขา้ สจู้ ังหวดั ตรังมมี านานแล้ว หลกั ฐานที่ปรากฏ
คือ โบราณวัตถุประเภทพระพมิ พด์ ินดิบในถา้ํ ตา่ งๆ แถบอําเภอห้วยยอด แสดงอทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนามหายาน
เป็นหลกั ฐานร่วมสมยั กับอาณาจกั รศรวี ิชัย ซ่ึงมอี ายุประมาณตัง้ แตพ่ ุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๕ ตอ่ มามีตํานานพื้นบ้าน
เชน่ ตํานานนางเลือดขาวสร้างวัด สร้างพระพทุ ธรปู และนาํ พระพุทธสิหิงคเ์ ขา้ มาเมืองตรัง ตํานานการเดินทางไป
ร่วมบูรณะปฏิสังขรณพ์ ระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เหล่าน้ีบง่ บอกถงึ อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนาหนิ ยานลทั ธลิ ังกาวงศ์
และยังมศี าสนวตั ถุ ศาสนสถานหลายแหง่ เชน่ วัดในเสน้ ทางแม่นาํ้ ตรงั และเสน้ ทางอืน่ ทตี่ ิดตอ่ กับนครศรีธรรมราช
ได้ ซึง่ มี วัดท่าไทร วัดเขาปินะ วัดหแู กง วดั ยา่ นเกล้ือน วัดถํ้าพระพทุ ธ เป็นต้น สว่ นดา้ นสายคลองนางน้อยขน้ึ ไป
จรดพืน้ ทีต่ รงั เขา มวี ดั สาริการาม วดั พระงาม วัดพระศรีสรรเพชญพุทธสหี งิ ค์ วดั ภเู ขาทอง วัดถ้ําพระพุทธโกษยี ์
(ในเตา) เป็นตน้ ในวัดจะมีพระพทุ ธปฏิมากรเกา่ แกฝ่ มี อื ชา่ งทอ้ งถน่ิ อยู่เปน็ จํานวนมาก แสดงถงึ ความศรทั ธา
ท่พี ทุ ธศาสนิกชนชาวตรังมตี ่อพทุ ธศาสนามายาวนาน

ตอ่ มาเมอ่ื ความเจรญิ ทางดา้ นการพระศาสนาจากส่วนกลางเข้ามา พรอ้ มกบั การบรหิ ารราชการ
แผ่นดนิ ยุคใหม่ ทาํ ใหม้ กี ารปรบั เปลยี่ นประยุกต์ วัดวาอาราม ศาสนวัตถุ ศาสนสถานทสี่ รา้ งข้ึนใหมใ่ นเชตชมุ ชน
เมอื งสว่ นมากจึงสะท้อนอทิ ธิพลวัฒนธรรมศาสนาพทุ ธจากสว่ นกลางอยา่ งเด่นชัด เช่น วดั ตันตยาภริ ม พระอาราม
หลวงแห่งเดยี วในจงั หวดั ตรงั วัดควนวิเศษ วัดประสิทธชิ ัย วัดคลองนํา้ เจ็ด วดั กุฏยาราม เปน็ ตน้ วัดเหลา่ น้ีล้วนเป็นวดั
ในมหานกิ าย มีเพยี งวดั เดียวเท่านั้นท่ีในช้ันต้นสรา้ งขนึ้ เพอ่ื เป็นแหลง่ สืบทอดธรรมยตุ ินิกาย คอื วดั มัชฌมิ ภูมหิ รือ
วัดหน้าเขา ทง้ั นี้ด้วยเจตนาของพระธรรมวโรดม จากวัดราชาธิวาส กรงุ เทพฯ แตไ่ ม่เปน็ ผลเพราะในสภาพปัจจบุ นั
วตั รปฏิบัตแิ ละกจิ กรรมในพระศาสนาของวัดนลี้ ว้ นเปน็ ไปตามแบบมหานิกาย

พุทธศาสนิกชนในจังหวัดตรัง ดาํ เนนิ ชวี ิตตามหลักธรรมคาํ สอนขององค์สมเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธ
เจา้ และสบื ทอดประเพณีปฏบิ ตั ิทางพระพทุ ธศาสนา โดยมพี ระสงฆ์เป็นผูน้ ําตามวาระของแต่ละประเพณี การไป
วัดเพือ่ ฟังเทศน์ฟงั ธรรมในวนั ธรรมสวนะ หรอื เวียนเทยี นในวันสําคญั ทางศาสนายงั มใี หเ้ หน็ เป็นปกติ

การปฏิบตั ศิ าสนกิจดังกลา่ วอาจแยกได้เปน็ ๒ ส่วน คอื
การปฏิบตั ิศาสนกจิ ของสงฆ์ ซึง่ ได้แก่ การปฏิบตั ิตามพระธรรมวินยั กฎหมาย กฏมหาเถรสมาคม
ระเบยี บ ประกาศ คาํ สัง่ มตขิ องมหาเถรสมาคม ดําเนินไปโดยสอดรับกบั ความเปล่ียนแปลงและการปกครองทกุ
ประการ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ สิ่งทก่ี าํ หนดใหพ้ ระสงฆ์ปฏบิ ัตแิ ละเหน็ เป็นรปู ธรรมชัดเจนท่สี ดุ คือ การปกครองคณะ
สงฆ์ท่มี คี วามมน่ั คง การศึกษาพระธรรมวินัยทก่ี ระทํากนั มาอยา่ งต่อเนอื่ ง การเผยแผ่พระธรรมในรูปแบบตา่ งๆ อนั

138 
 

เป็นภารกิจหลักของสงฆ์ การดูแลรกั ษาศาสนสถาน สาธารณูปการภายในวัดกด็ ําเนนิ ไปด้วยดีตามพระบัญชาของ
สมเดจ็ พระสังฆราช และขอ้ ปฏิบตั ขิ องคณะสงฆจ์ ังหวดั

ในสว่ นของพุทธศาสนกิ ชน อบุ าสก อุบาสกิ า นน้ั ไดอ้ ปุ ถัมปพ์ ระศาสนามาด้วยดตี ลอด แมว้ ่า
อาจจะยงั มพี ุทธศาสนกิ ชนได้อาศยั พิธกี รรมและการปฏิบตั ิศาสนกจิ ต่างๆ ท่ชี ่วยเอือ้ ให้การพระศาสนาของจังหวดั
ดํารงอยูไ่ ด้ โดยส่วนใหญ่พุทธศาสนกิ ในจังหวัดตรงั มักจะใหค้ วามศรัทธาพระสงฆ์มากกวา่ พระศาสนา การกลา่ วถึง
พระสงฆผ์ ู้กอปรด้วยบารมีธรรมในเชิงศรัทธายกยอ่ งว่า พ่อท่าน จึงมกั ได้ยินกันบ่อยครัง้ จนเป็นทค่ี นุ้ เคย อาทิ พอ่
ท่านลบ พอ่ ทา่ นวัน พอ่ ท่านแสง พ่อท่านรุง่ พอ่ ทา่ นคล้งิ เปน็ ตน้ ต่อเม่ือได้ปฏบิ ตั ิตามกิจศาสนาตามศรัทธาและ
ประเพณีที่สบื ทอดกันมา จึงนาํ พาใหเ้ ข้าใจหลักศาสนาหรอื ศาสนธรรมขน้ึ

สําหรับการเผยแผ่ศาสนธรรม คณะสงฆจ์ ะรว่ มกับกรมการศาสนา จัดดําเนนิ การหลายรูปแบบ
อาทิ จัดพระธรรมฑตู เผยแผห่ ลักธรรมประจําอําเภอ โดยร่วมมือกบั ทางราชการกาํ หนดแผนงานการเผยแผเ่ ปน็
ประจาํ ทกุ ปี กลมุ่ เปา้ หมายไดแ้ ก่ วัด โรงเรยี น ชุมชน สถานที่ราชการหรอื หนว่ ยงานท่ีเก่ียวข้อง มีองค์กรสนับสนนุ
ช่วยเหลอื ไดแ้ ก่ พทุ ธสมาคม ยุวพุทธิกสมาคม เป็นต้น นอกจากนั้น เจา้ คณะจงั หวัดสามารถเสนอพระภิกษเุ พ่อื
แต่งตง้ั เป็นผชู้ ่วยเหลืองานการศกึ ษาเผยแผ่ คือ พระ ปรยิ ตั นิ เิ ทศก์ พระจริยานิเทศก์ เปน็ ต้น ปัญหาและอุปสรรค
ของการเผยแผอ่ ย่ทู ่เี ศรษฐกิจของจงั หวัด และชุมชนของแต่ละทอ้ งถน่ิ ถา้ เศรษฐกจิ ดี การเผยแผจ่ ะดแี ละเกิด
ประโยชนย์ ิ่งตามไปด้วยสาํ หรบั กล่มุ เยาวชนมีการตั้งศนู ยอ์ บรมเดก็ กอ่ นเกณฑ์ภายในวดั ศูนย์ศกึ ษาพระพุทธศาสนา
วันอาทิตย์ และการเปดิ เรียนธรรมศกึ ษาในโรงเรียน

ปจั จุบนั มีวัดและท่พี กั สงฆ์ในจังหวัดตรังท้ังสนิ้ ประมาณ ๑๖๕ แห่ง มีคณะสงฆร์ วมกันประมาณพนั เศษ
ปญั หาและอุปสรรคซง่ึ มีอยบู่ า้ งในกิจการพระศาสนาของจังหวัดคือการขาดแคลนศาสนทายาททม่ี คี วามสามารถใน
การให้การศกึ ษาหรือเผยแผห่ ลกั ธรรม ทงั้ อาจเปน็ เพราะความเปิดกว้างในการดาํ รงจนในเพศบรรพชติ และฆราวาส
ของพระพทุ ธศาสนาน่ันเอง

พุทธศาสนาในจงั หวัดตรงั ที่กลา่ วมาคอื พทุ ธศาสนาฝ่ายหนิ ยาน แตย่ ังมีอกี ลักษณะหน่ึงคือลัทธิ
ความเชื่อท่ตี ดิ มากับคนไทยเชอ้ื สายจนี ต้ังแต่ครั้งอพยพเขา้ มาตั้งถ่นิ ฐานในแผ่นดินตรัง ประมาณ ๑๕๐ ปี ลว่ งมาแลว้
วิถคี วามคดิ ความเช่ือ ตลอดจนประเพณปี ฏิบัตขิ องชาวตรงั เชอื้ สายจีนเหล่านีจ้ ึงตงั้ อยู่บนหลกั ของพระพทุ ธศาสนา
ฝา่ ยมหายานผนวกกับลิทธิขงจือ๊ ซึ่งแพรห่ ลายอยใู่ นเขตจนี ใตด้ นิ แดนทจ่ี ากมา ความยากลาํ บากในการเดินทาง
ซ่ึงสว่ นใหญ่ตอ้ งอาศยั เรือสาํ เภากบั การต้องด้นิ รนต่อสู้ชีวติ เพ่อื ลงหลักปักฐานในดินแดนใหม่ สง่ิ พงึ่ พงิ ทางใจจึงอาจ
เป็นพระโพธิสัตวก์ วนอิม หรือบรรดาเทพอุปถมั ภต์ ามความเช่ือและศรัทธาดง้ั เดิมของแตล่ ะกลุ่มในการเดนิ ทางจึง
นาํ เอาตัวแทนสิ่งเคารพบูชาเข้ามาด้วย เชน่ กระถางธูปและรูปเคารพต่างๆ ภายหลังจงึ ได้จัดสรา้ งสถานทเี่ ป็นศูนย์
รวมพธิ ีกรรมขน้ึ ตามความนบั ถือศรทั ธาของกลมุ่ คอื ศาลเจา้ ตา่ งๆ ทป่ี ัจจบุ นั มอี ยู่เปน็ จํานวนมากในจังหวดั ตรงั
และจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว ๑๗ แหง่

ศาลเจา้ เกา่ แกใ่ นจงั หวดั ตรัง ได้แก่ ศาลเจ้ากวิ อ่องเอ๋ยี (เต่าหมกู่ ง) ศาลเจ้าทา่ มกงเย่ยี ศาลเจา้
หมนื่ ราม ศาลเจา้ เปากง ศาลเจ้าโปเ้ ซ้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมศี าลเจ้าพระร้อยเก้าซ่ึงกระจายอยู่หลายท่ี เชน่ ท่ีบ้าน

139 
 

หินคอกควาย ตาํ บลบา้ นนา บ้านหยงสตาร์ ตําบลท่าขา้ ม อาํ เภอปะเหลียน ท่ตี าํ บลยา่ นตาขาว อําเภอย่านตาขาว
และที่ตําบลลาํ ภูรา อําเภอห้วยยอดและยงั มศี าลเจา้ อีกจาํ นวนไมน่ อ้ ยที่เพิ่งเกิดข้ึนเม่ือไมน่ านมานต้ี ามกระแสการ
ยกชูประเพณี พิธีกรรม และโฆษณาเผยแพรเ่ พอ่ื สรา้ งความสนใจในเชงิ การทอ่ งเทีย่ ว แตไ่ ม่วา่ ศาลเจา้ เหลา่ นจ้ี ะ
เกิดข้นึ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากการประกอบพิธีกรรมเป็นไปตามความเชื่อถือศรัทธาท่ีมงุ่ ในด้านส่งเสริมความดีงาม
ของจิตใจกน็ บั เป็นประโยชน์แกช่ วี ติ ของผู้คนและสังคมเมอื งตรงั

ศาสนาอสิ ลามในจังหวดั ตรงั ราวๆ ต้นพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙ ศาสนาอิสลามเข้ามาในแหลมมลายู
พร้อมกบั การคา้ ของชาวอาหรบั และแพรห่ ลายไปม่วั ในกลมุ่ คนพื้นเมืองมลายู ต่อเนอื่ งมาจนถงึ ทางภาคใตข้ องไทย
และเมืองตรัง ท่เี มอื งตรังจะแพร่หลายอย่ใู นชุมชนชายฝ่งั ทะเลเปน็ สว่ นมาก ประชากรที่นบั ถอื ศาสนาอสิ ลามใน
จังหวดั ตรังส่วนใหญ่จงึ เปน็ หมู่เลอยใู่ นเขตอาํ เภอสําเกา กันตัง ปะเหลยี น ยา่ นตาขาว และก่ิงอาํ เภอหาดสําราญ

หลักฐานทปี่ รากฏชดั ถึงการมีอย่แู ละเปน็ ที่ยอมรับวา่ ศาสนาอสิ ลามและมสุ ลิมเปน็ ส่วนหน่ึงท่ี
สาํ คัญของเมืองตรัง คือในทาํ เนียบกรมการเมอื งของเกา่ พ.ศ. ๒๓๕๕ กลา่ วถึงตําแหน่งกรมการเมืองตา่ งๆ รวมทง้ั
กรมการเมอื งฝา่ ยอสิ ลาม ซ่งึ มีดา่ นทะเลฝ่ายไทยอสิ ลามมดี า้ นเกาะลบิ ง ดา่ นชายฝง่ั ดา่ นตอนใน และประวตั บิ อก
เล่าของกลุ่มคนในตระกูลเก่าของอาํ เภอปะเหลียน กล่าววา่ เมอ่ื บ้านหยงสตารแ์ ละบรเิ วณใกลเ้ คยี ง มีกลุม่ ไทย
มุสลมิ อาศัยอยหู่ นาแน่น ทางการได้แตง่ ตงั้ หลวงจางวางราชสมบตั ิ (จอมซนิ ตร)ี ดูแลกลุ่มมุสลมิ แถบชายทะเล

ปัจจบุ ัน ตรงั เป็นจงั หวัดหนึ่งทร่ี าชการกําหนดให้มคี ณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวัด ดแู ลกลมุ่
ชนมสุ ลมิ ตรังในดา้ นการปฏิบตั กิ จิ ทางศาสนาและพิธกี รรมให้เกิดความสะดวกและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ชาวตรงั ทีน่ บั ถือศาสนาอสิ ลามได้ชอ่ื ว่าเป็นมุสลมิ ผู้มสี ันติ นอบนอ้ ม และมแี นวการดาํ เนินชีวิต
โดยยึดถอื หลักศรัทธาทัง้ ๖ หลกั ปฏบิ ัติทั้ง ๕ ประการแห่งศาสนา เช่นเดยี วกับมสุ ลิมทวั่ ไป ความคดิ ความเชือ่
ตลอดจนวถิ ชี ีวิตต้งั แตเ่ กิดจนตาย ท่ปี ระพฤติตามครรลองแห่งหลักธรรมของศาสนายังปรากฏเป็นวฒั นธรรม
อิสลามอย่ใู นการดําเนนิ ชวี ิตของมุสลมิ ตรังโดยรวม

คติความเช่ือต่างๆ ของมุสลมิ ประยกุ ตป์ รบั เปล่ียนหรอื งดเว้นไปบา้ งตามสภาพสังคมแวดลอ้ มและ
ค่านิยมสว่ นทอ้ งถ่ิน เชน่ พธิ ีกรรมเกี่ยวกับการเกิด มสุ ลิมโดยทั่วไปไมค่ ุมกําเนิดหรือทาํ แท้ง เพราะขัดกบั หลักศาสนาอสิ ลาม
มศี รทั ธาตอ่ องคอ์ ัลลอฮ์ ในฐานะผู้สรา้ งชีวติ การคลอดบุตรสว่ นใหญจ่ ึงยงั ถอื ปฏบิ ัตติ ามหลกั ศาสนา มพี ิธอี ะชาน พธิ ีโกน
ผมไฟ พธิ ตี ้งั ช่ือเดก็ และพิธอี ากเี กาะห์ ตามที่ทา่ นศาสดามูฮัมมัดได้ปฏบิ ตั เิ ป็นต้นแบบไว้ แต่เน่ืองจากความนิยม
เฉพาะถิน่ จึงอาจมีพธิ อี นื่ เพ่ิมขนึ้ เชน่ พธิ นี ําเด็กขึ้นเปล พธิ ียกเด็กให้เป็นลูกของคนอ่นื เพราะความเจ็บป่วยเลี้ยง
ยาก การเปล่ยี นชื่อใหม่เพราะเชอื่ ว่ามอี ักษรเปน็ กาลกณิ ี ตลอดจนการตง้ั ช่ือเลน่ ใหเ้ ดก็ ตามกระแสนิยมทีไ่ ดส้ มั ผัส
มาจากทางสอ่ื ต่างๆ และมีไมน่ อ้ ยที่ตง้ั ชอ่ื จริงเป็นภาษาไทย ชอ่ื รองเป็นภาษาอาหรับ สว่ นพธิ ีโกนผมไฟนน้ั ปัจจุบัน
มสุ ลมิ บางรายมไิ ดถ้ อื ปฏบิ ัติ

ในพิธีเข้าสุหนัด มสุ ลมิ ตรังยงั คงถือปฏบิ ัติตามคําสอนและแบบฉบับของทา่ นศาสดาเพอ่ื รักษา
ความสะอาดและป้องกันโรค บางท้องถนิ่ ได้ประยุกต์ความกา้ วหน้าดา้ นสาธารณสุขสมัยใหม่นาํ ไปใช้ในพธิ ี เช่น
การฉีดยาชา เชญิ แพทยพ์ ยาบาลมาทาํ พิธีทีบ่ ้าน หรือนาํ เดก็ ไปยังคลินกิ หรือโรงพยาบาลใหแ้ พทยข์ ลบิ ปลายอวัยวะ

140 
 

เพศเด็กชาย

ในส่วนของวฒั นธรรมทางสงั คม มแี นวทางปฏบิ ตั ติ ามศาสนบญั ญตั ทิ เ่ี ป็นพิธกี รรมเรยี บง่ายและ

ประหยดั ปฏิบตั ิได้ไม่ยาก ส่วนท่ปี รับเปล่ยี นไปบ้างกม็ ี เชน่ การแตง่ กายตามความนยิ มในท้องถน่ิ การจดั ขบวน

ขนั หมากในพิธีสมรส การทําบุญครบ ๓ วัน ๗ วนั ๔๐ วนั ๑๐๐ วัน หรือครบปีแก่ผู้ตาย หรอื การจัดเลี้ยงในพธิ ีการ

ต่างๆ ตามกระแสสงั คมทีป่ รากฏทัว่ ไปในทอ้ งถ่ินตรัง จนบางครั้งแทบแยกไมอ่ อกวา่ ไหนคอื แกน่ ไหนคือกระพ้ี

ดา้ นการจัดการศึกษาเพื่อสืบทอดศาสนาในจงั หวัดตรงั นนั้ ในสว่ นการศึกษา หลกั ศาสนา ไดม้ ี

มสั ยดิ ตา่ งๆ จดั ให้มีการสอนศาสนาภาคพเิ ศษ โดยใชเ้ วลาตอนเย็นหรอื วนั เสาร์อาทิตย์ สอนคมั ภรี ์ อัล-กุรอ่าน

หรอื การบรรยายธรรม (คฏุ บะฮ์) ในพิธลี ะหมาดโดยอหิ ม่ามทจ่ี ังหวดั ตรังยังไม่มีโรงเรยี นสอนศาสนาอสิ ลามทใี่ ห้

การศึกษาเบอื้ งตน้ มุสลมิ ท่ปี ระสงคจ์ ะให้บตุ รหลานได้เรียนศาสนาควบค่กู ับวิชาสามัญจงึ ส่งบุตรหลานไปเรียน

ต่างจังหวัด เช่น จังหวดั สตลู ยะลา ปตั ตานี

มสุ ลมิ โดยท่วั ไปจะเน้นใหค้ รอบครวั เปน็ สถาบนั หลกั ในการสบื ทอดศาสนา แตส่ ําหรบั ในจังหวดั

ตรงั สถาบันครอบครวั ยงั ปฏบิ ัติไดน้ อ้ ย ซ่ึงอาจเปน็ เพราะพ่อแมผ่ ูเ้ ฒา่ ผแู้ กย่ ังมคี วามรู้ในหลกั ศาสนาไมเ่ พียงพอ จงึ มี

สถาบันอืน่ ทําหนา้ ทีใ่ ห้การศกึ ษาแกบ่ ุตรหลานของตน

มุสลมิ ในจังหวดั ตรงั เปน็ ผตู้ ้งั มน่ั ในหลักศาสนา มคี วามเปน็ อยู่อยา่ งสมถะ เปน็ มิตรสนทิ สนมกับ

ทุกคนโดยไม่แบง่ แยกกลุ่มศาสนา ได้ชว่ ยเหลือเกือ้ กลู พึ่งพาอาศยั ไม่ตําหนิ เหยยี ดหยามซงึ่ กนั และกัน ม่งุ แสวง

ความดไี ปมาหาส่ตู อ่ กัน ทําให้เกดิ ความเขา้ ใจกลมเกลยี วเปน็ อย่างดี

คริสตศ์ าสนาในจงั หวดั ตรงั คริสตชนในจงั หวัดตรังเรม่ิ แรกจาํ กัดอยูใ่ นหมตู่ ลาดของเขตตรงั เมือง
ตอ่ มาจึงแพร่หลายออกไปตามเขตอน่ื บา้ ง แต่ไม่มาก คอื ไมถ่ งึ ร้อยละ 1 ของประชากรทั้งหมด และยงั แบง่ เป็น 2
นิกาย ไดแ้ ก่ โปรเตสแตนต์ กับโรมนั คาทอลกิ

นกิ ายโปรเตสแตนต์ เป็นนกิ ายที่ยดึ พระคัมภีรไ์ บเบิล้ เปน็ หลัก และไม่ผกู พันกบั อํานาจของพระ
สนั ตปาปา ความเปน็ มาของคริสตจักรในจงั หวดั ตรงั จากคําบอกเล่า กลา่ ววา่ เร่ิมจาก Mr.John Carrington จาก
คณะ American Bible Society เข้ามาเป็นคนแรก ตอ่ มาในวันท่๑ี ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ Dr.Eugene P.Dunlap และ
Dr.I.C.Bulkley ได้ก่อต้ังสถานีประกาศขน้ึ โดยใช้สถานทีโ่ รงพยาบาลทบั เท่ยี ง แลว้ ตงั้ เปน็ คริสตจกั รตรังในอกี ๒ ปี
ตอ่ มา มีสมาชกิ แรกเริ่ม ๑๐๐ คนเศษ

ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ ครสิ ตจกั รตรงั สร้างโบสถแ์ ห่งแรกทที่ ับเทย่ี ง ในท่ีดินซ่งึ ซ้ือไว้ในคราวเดียวกบั
การจดั ซอ้ื ท่ที าํ สุสานครสิ เตียน โบสถ์หลงั นท้ี ําด้วยไม้ไผ่ ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๕๘ จงึ สร้างเป็นอาคารถาวรก่ออฐิ ถอื ปนู
ลกั ษณะสถาปตั ยกรรมเป็นแบบโกธคิ

ในยุคตน้ ของการเผยแผศ่ าสนา มี Dr.dunlap Mr.Snyder และ Rev.Charles Hoch เปน็ ผ้ดู ูแล
กจิ การ ครสิ ตชนตรังส่วนใหญเ่ ป็นหมู่ตลาดเชือ้ สายจนี จึงตอ้ งใชภ้ าษาจีนเกือบทุกครั้งในการประชุมนมัสการที่โบสถ์
จนประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐ เมื่อ ศาสนาจารยส์ ขุ พงศน้อย มาเป็นศษิ ยาภบิ าล เวลานน้ั การนับถือครสิ ตศาสนา
ขยายไปสชู่ าวตรงั กล่มุ อน่ื ๆมากขึน้ ชาวตรังเช้ือสายจีนรุ่นใหมพ่ ดู ภาษาไทยได้มากข้ึน การประชมุ นมสั การและการ
เทศนาธรรมจึงเปล่ยี นมาใช้ภาษาไทย

141 

 

กิจกรรมดา้ นศาสนาของคริสตชนตรังเกิดการชะงกั งนั ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เพราะผลกระทบจาก
สงครามโลกครงั้ ที่ ๒ แต่กไ็ ดร้ บั การฟ้ืนฟูใหมอ่ กี ครั้งในปี ๒๔๙๔ ดว้ ยความเกือ้ กลู ของ Dr.Song ชาวไตห้ วัน ผรู้ บั
ภารกิจฟนื้ ฟูคริสตจักรแถบเอเชียอาคเนย์ จากนน้ั กเ็ จริญเรือ่ ยมา โดยมผี ูป้ ระกาศ คอื นายวิลเลยี ม เชาวนช์ ูเวชช์
เป็นหวั เรี่ยวหัวแรงท่ีสําคญั ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๒๗ ครสิ จักรตรังได้รบั โอนกรรมสิทธ์ิทด่ี นิ ทต่ี ั้งโบสถ์จากคณะ
American Pressbyterion Mission แลว้ ตั้งเป็นคริสตจกั รภาคที่ ๑๖ กอ่ นจะแยกมาตั้งเปน็ คริสตจกั รภาคท่ี ๑๗
ซ่งึ มพี ิธสี ถาปนาจดั ขึ้นที่โบสถค์ ริสตจักรตรงั (เลขที่ ๒๔ – ๒๖ ถนนห้วยยอด อําเภอเมืองตรงั ) เมอ่ื วันท่ี ๒๔
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔

ปจั จบุ นั ครสิ ตจกั รภาคท่ี ๑๗ มสี มาชิกรวมทง้ั ส้นิ ๑๒ คริสตจกั ร อยู่ที่กระบี่ นครศรธี รรมราช และ
ตรัง ในจังหวดั ตรังมคี รสิ ตจักรตรงั (ทับเทยี่ ง) คริสตจักรกนั ตัง คริสตจกั รหว้ ยยอด คริสตจักรยา่ นตาขาว คริสตจกั ร
วงั วิเศษ คริสตจักรโคกทราย ครสิ ตจักรโคกม่วง ครสิ ตจกั รอ่าวตง มสี มาชิกครสิ เตยี นในภาคท่ี ๑๗ รวมทงั้ สน้ิ
ประมาณพนั เศษ

ศาสนาครสิ ตน์ กิ ายโปรเตสแตนตใ์ นจังหวดั ตรังก็เชน่ เดียวกับครสิ เตยี นทอ่ี ่ืนๆโดยทั่วไป กลา่ วคอื
ศรัทธาในเรื่องความรอดโดยพระคุณและความเชือ่ ผ่านทางพระเยซู ยดึ ในศาสนบญั ญตั ทิ ส่ี าํ คัญ ๒ ประการ คือ รกั
พระเจ้าดว้ ยสุดหวั ใจ สุดจิต สุดกาํ ลงั และสดุ ความคิดและรกั เพ่อื นบ้านเหมือนรักตนเอง ประกอบศาสนพิธีโดยถือ
หลักความบริสทุ ธิแห่งจติ วิญญาณและพิธกี ารทเ่ี รยี บงา่ ย มีศาสนพธิ สี าํ คญั ๒ ประการทถ่ี อื ปฏิบตั ิ คอื พิธมี หาสนิท
(Communion) และพิธบี ัพตสิ ม์ (Baptism)

ครสิ เตยี นชาวตรังดาํ เนินชีวิตอยู่ในกรอบศลี ธรรมตามบทบัญญัตใิ นพระคัมภรี ์ได้ค่อนข้างสมบรู ณ์
และได้ประยุกตธ์ รรมเนยี มปฏิบัติบางประการใหก้ ลมกลนื กับขนบธรรมเนียมประเพณีและคา่ นิยมของท้องถ่ิน เช่น
การประกอบพิธมี งคลสมรสทโี่ บสถ์บางแหง่ จะจดั ให้คูบ่ า่ วสาวซ่ึงต้องเป็นครสิ เตยี นทัง้ คกู่ ราบคารวะบิดามารดา
ยกนา้ํ ชาไหวญ้ าติผใู้ หญ่ตามแบบจีนหรอื อาจมผี ูกผา้ แกค่ บู่ า่ วสาว ในพธิ ีศพจะมกี ารจดั เลีย้ งตามแบบท้องถิ่นตรงั
ดว้ ย ส่วนพิธสี วดและฝงั จะเป็นแบบคริสเตียน

ในด้านการศกึ ษาและถ่ายทอดหลกั ศาสนา ทุกวันอาทติ ยใ์ นการประชุมนมัสการท่โี บสถ์ ศาสนา
จารย์ ผู้ปกครอง หรอื ศษิ ยาภบิ าลจะหนนุ ใจคริสเตยี นและให้ความรู้เก่ยี วกับขอ้ พระคมั ภีร์ ประมาณครงึ่ หน่งึ ของ
ครสิ ตชนในตรงั สนใจประกอบกิจสมา่ํ เสมอ ขณะเดียวกนั ก็มกี ลุม่ อาสาสมัครเปดิ สอนนรวีวารศกึ ษา (Sunday
School) แกเ่ ด็กๆ มกี ารประชมุ กลมุ่ ย่อยเพื่อกนนุ ใจและสอนพระคัมภรี ์ (Cell group, Care group) ตามบ้าน
ธรรมศาลา และโรงเรยี นคริสเตยี นต่างๆ ดว้ ย นับเป็นการเตบิ โตอย่างต่อเนื่องและเปน็ ธรรมชาติ

คริสตศาสนานกิ ายโปรเตสแตนต์ในจังหวัดตรัง ไดห้ ย่งั รากอย่ใู นจังหวดั ตรงั ประมาณ ๙๐ ปีแล้ว
พร้อมๆ กับกจิ กรรมบริการสงั คมด้านการแพทย์และการศกึ ษา โดยมีโรงพยาบาลทับเทีย่ ง โรงเรียนอนกุ ูลสตรีทบั
เทยี่ งและโรงเรยี นยวุ ราษฎรว์ ิทยา )ปัจจุบันได้รวมกันเปน็ โรงเรียนตรังครสิ เตยี นศกึ ษา) เปน็ เครือข่ายให้บริการแก้
ชมุ ชนชาวตรังจนเปน็ ทยี่ อมรบั อย่างกว้างขวาง

นกิ ายคาทอลกิ ในตรังเร่ิมขน้ึ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลงั จากสงครามคอมมวิ นิสต์ในประเทศจีน
คณะบาทหลวงมชิ ชนั นารสี ติกมาตินชาวอิตาเลียนจํานวน ๕ คน เดินทางจากประเทศจนี เนอ่ื งจากถูกรัฐบาล
คอมมิวนสิ ตจ์ นี ขบั ไล่ออกจากประเทศคณะบาทหลวงได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาครสิ ตใ์ นเชตมิสซัง โรมันคาทอลกิ
ราชบุรี และไดร้ บั มอบหมายให้ทํางานเผยแผใ่ นเขต ๕ จงั หวัด ไดแ้ ก่ ภูเก็ต ระนอง ตรัง กระบี่ และพังงา โดยจัดให้

142 

 

มกี ิจการโบสถแ์ ละโรงเรียนข้นึ ในพื้นทท่ี ี่มคี ณะทาํ งานในแต่ละจังหวัด ๖๙ ทีจ่ ังหวัดตรงั นัน้ มีโบสถค์ าทอลกิ นักบญุ
ฟรังซิสเซเวียรแ์ ละโรงเรียนดรุโณทัย

โบสถ์นักบญุ ฟรงั ซิสเซเวียร์ ตั้งอยูท่ ่ี เลขที่ ๔๙ ถนนเจิมปญั ญา อําเภอเมืองตรัง ก่อต้งั ใน พ.ศ. ๒๕๐๔
(ค.ศ. ๑๙๖๑) โดย บาทหลวงยอหน์ เซเรซัตโต หนึ่งในจํานวน ๕ คนแรกของมิชชนั นารีสตกิ มาตนิ ชาวอติ าเลยี น
เขตมสิ ซังโรมันคาทอลกิ สุราษฎรธ์ านี ไดเ้ ข้ามาบุกเบกิ งานเผยแผใ่ นจังหวัดตรัง เร่มิ จากครอบครวั คาทอลิกในพนื้ ที่
จํานวนเพยี งไม่กี่คน จนปจั จบุ ันมคี รสิ ตชนคาทอลิกในจงั หวดั ตรังประมาณ ๒๐๐ คน และยงั มีงานบรกิ ารทาง
การศึกษาแกช่ ุมชน คอื โรงเรยี นดรุโณทยั อยู่ในอําเภอเมืองตรงั ซึง่ เปิดสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ (ค.ศ.๑๙๖๗)
กจิ การของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลกิ เจรญิ ข้ึนเรอื่ ยมาตามลําดับจนปัจจุบัน

แมว้ ่าครสิ เตยี นในจังหวัดตรงั จะมจี ํานวนไม่มาก แต่กไ็ ด้มีส่วนชว่ ยสร้างสรรค์จรรโลงสังคมตรงั ให้
มีความสุขสงบและพฒั นาไปในทางทีถ่ กู ตอ้ งดีงามมาโดยตลอด

พราหมณใ์ นจงั หวัดตรงั หลกั ฐานทางโบราณคดที เี่ ก่ียวกบั พราหมณ์ในจังหวัดตรังไม่ปรากฏชัด
ทั้งนี้อาจเปน็ เพราะเมืองตรงั เป็นเพียงทางผ่านของอารยธรรมจากอินเดยี เขา้ สู่ศูนย์กลางความเจรญิ ที่อยู่ลึกเข้าไป
คือ ศรวี ชิ ยั นครศรีธรรมราช และพทั ลุง จึงไมป่ รากฏหลักฐานโบราณวัตถุหรือโบราณสถานใดๆ ทเี่ ก่ยี วกับ
พราหมณใ์ นจังหวดั ตรงั จะมีเพยี งบุคคลผู้สบื สายสกุลจากพราหมณ์

สกลุ พราหมณใ์ นจงั หวดั ตรงั มอี ยู่ ๒ สกลุ คอื รงั ษี กับ สงั ขพราหมณ์เป็นตระกูลทมี่ บี รรพบรุ ษุ
เปน็ พราหมณ์จากตาํ บลควนหาด จังหวดั พัทลุง เข้ามาต้งั รกรากทตี่ าํ บลเกาะเปยี ะ อําเภอยา่ นตาขาว ต่อมามบี างส่วน
ได้แยกยา้ ยไปอยู่ที่ตําบลหนองตรุด อาํ เภอเมืองตรัง และตําบลโคกยาง อําเภอกันตัง

พราหมณใ์ นจังหวัดไดร้ บั ยกย่องจากทางบา้ นเมอื งใหเ้ ป็นผรู้ ่วมประกอบพิธีท้ังรัฐพธิ แี ละราชพิธี
บรุ ษุ ผมมวยชดุ ขาวผเู้ ป่าสงั ข์เสียงกงั วาน คอื สัญลักษณข์ องพราหมณ์ ในคร้งั ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้า
เจา้ อยูห่ วั เสดจ็ ฯเมืองตรงั เมอื่ พ.ศ. ๒๔๓๓ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัวเสด็จฯเมืองตรงั เมือ่
พ.ศ. ๒๔๕๒ ทว่ี ัดควนธานี ก็จดั ใหม้ พี ธิ พี ราหมณด์ ังความวา่

พราหมณไ์ ด้สวดถวายพระพร และประน้ํามนตเ์ ปา่ สังข์ตีบัณเฑาะวด์ ้วย พราหมณ์เมอื งน้เี ปน็ เชอื้
พราหมณ์แท้ แตผ่ มใช้เกลา้ มวยเป็นอยา่ งบางกอก ไม่ได้มุ่นเมาลีอย่างแบบเกา่ การแต่งกายใช้ผา้ ขาวนุ่งโจงกระเบน
สวมเส้อื ผา้ แขนคบั ขาวยาวราวๆ เช่าห่มผา้ ขาวสไบเฉียง มผี ้าโพกด้วย

หัวหน้าพราหมณเ์ ป็นผูท้ ไี่ ด้รบั แต่งตั้งจากทางบา้ นเมอื งให้มีบรรดาศักดิ์และทาํ หน้าทีป่ กครอง
ดูแลพราหมณด์ ้วยกัน หวั หนา้ คนแรกในเมอื งตรังคือ ขนุ ไชยสงคราม ตอ่ มาเป็นขนุ ชํานาญพิธี ขุนพรหมสมัย
(นวน รงั ษ)ี พราหมณข์ นุ พรหมสมัยยังไดร้ บั มอบหมายใหป้ กครองดูแลหมพู่ ราหมณใ์ นจงั หวดั พทั ลงุ
นครศรธี รรมราช และสุราษฎร์ธานีด้วย กลา่ วกนั วา่ เปน็ ผูท้ ่ไี ด้รบั ความยอมรับนบั ถอื อยา่ งยิง่ จากพราหมณ์ในแถบน้ี

การเปน็ พราหมณต์ อ้ งสืบทอดโดยตรงทางสายเลือด และมคี าํ สง่ั จากบิดาใหเ้ ป็นพราหมณ์ แตไ่ มไ่ ด้บงั คับ
แต่เดมิ พราหมณท์ จ่ี ังหวดั ตรังต้องไปทําพธิ ีบวชทีจ่ ังหวดั พัทลุง ตอ่ มาภายหลังมสี ถานทที่ าํ พิธีแห่งเดียวเท่านน้ั คือ
ทีโ่ บสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า กรงุ เทพฯ ผ้ทู ่ีบวชพราหมณ์แลว้ จะเปน็ พราหมณไ์ ปตลอดชีวิต

หลกั ปฏบิ ัตขิ องพราหมณ์และผู้มศี รัทธาในลทั ธนิ จ้ี ะถอื ศีล ๕ เช่นเดียวกับในพระพทุ ธศาสนา เว้น
การเสพมังสงั ๑๐ ประการ เดมิ นิยมการสมรสอยู่ในหมู่พราหมณ์ดว้ ยกนั ประเพณเี ก่ียวกบั การตายนน้ั ถอื วา่ การ
สนิ้ ลมปราณในอาการน่งั เป็นการถูกต้องและเป็นบญุ สว่ นพธิ ีศพอนุโลมจัดตามประเพณีทอ้ งถ่ิน

143 

 

พราหมณใ์ นจังหวัดตรังไดส้ บื ทอดความเป็นพราหมณม์ าประมาณ ๔ – ๕ ชว่ั คน ใน พ.ศ. ๒๕๐๕
มพี ราหมณร์ นุ่ สุดท้ายอยู่ ๔ คน เปน็ พราหมณใ์ นตระกลู รงั ษี ทเ่ี กาะเปยี ะ ๓ คน คือพราหมณค์ ล้าย พราหมณเ์ ขียด
และพราหมณห์ ีด พราหมณ์ตระกลู สังขพราหมณ์ ทห่ี นองตรดุ ๑ คน คอื พราหมณ์ปลอด ปัจจุบันท่ีอําเภอย่านตาขาว
มีพราหมณเ์ จอื รงั สี เปน็ พราหมณเ์ พียงคนเดยี วที่ยงั คงสบื ทอดการประกอบพธิ ีตา่ งๆ

ความเชอื่ มอี ทิ ธิพลตอ่ แนวคิดและการประพฤติปฏิบตั ขิ องบุคคลและชุมชน ความเชอ่ื ของชาวตรัง
กเ็ ชน่ เดียวกบั สว่ นอน่ื ๆ ในภาคใตค้ ือเปน็ ความเชอ่ื ท่มี พี ื้นบานมาจากลทั ธิศาสนา เท่าท่ีมอี ยทู่ ่วั ไปจะเป็นความเชื่อ
ในสิง่ ศักด์ิสิทธติ ่างๆ และอาจเชอื่ ในเรอื่ งของไสยศาสตร์ ซง่ึ จะมีเกรด็ ความเชื่อตา่ งๆ ในจังหวัดตรงั ดงั น้ี

พระพุทธรูปศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ พระพุทธรูปทช่ี าวบ้านศรทั ธาเช่ือถอื กันมาก ไดแ้ ก่ พระพทุ ธสหี งิ ค์ ทัง้ องค์
ท่หี ายไปและองค์ประดษิ ฐานอยู่ ณ วดั พระศรีสรรเพชญพุทธสหี งิ ค์ อําเภอนาโยง พระประธานวดั สาริการาม
พระองค์กลางวดั เขาปนิ ะ พอ่ แกเ่ งนิ ทวี่ ดั ทา่ พญา อาํ เภอปะเหลยี น เป็นตน้ การปฏบิ ตั คิ ือบนบานศาลกล่าว เมือ่
สําเร็จความประสงคก์ แ็ กบ้ นดว้ ยดอกไมธ้ ูปเทียน ปิดทอง หรอื มีหนังตะลงุ มโนราห์ถวาย

พอ่ ท่านศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ เปน็ ความเชอื่ ในความศักดิ์สทิ ธขิ์ องบคุ คลผ้ลู ว่ งลับ ส่วนใหญจ่ ะเปน็ พระภกิ ษุสงฆ์
ทีก่ ระทําความดีงามจนเป็นที่ศรทั ธาของชาวบ้าน เม่ือมรณภาพไปจึงมีผศู้ รทั ธาเช่อื ถอื วา่ สามารถดลบนั ดาลสิง่ ตา่ งๆได้
พระภกิ ษใุ นจังหวัดตรังซึ่งเปน็ ที่เช่อื ถอื ในลกั ษณะนม้ี หี ลายรปู เชน่ พอ่ ทา่ นลบ วดั ตรงั คภูมฯิ พอ่ ท่านวัน วดั ประสทิ ธิชยั
พอ่ ท่านสีทันดร์ หรือพอ่ แก่สที ันดร์ วัดศรสี วุ รรณาราม เป็นต้น พอ่ ทา่ นเหลา่ นสี้ ่วนใหญ่จะมรี ูปปั้นทช่ี าวบา้ นสร้าง
ไว้เป็นตวั แทนเพือ่ กราบไหว้บูชาและบนบานศาลกลา่ วให้สาํ เรจ็ ในสงิ่ ทป่ี ระสงค์ เม่ือประสบผลสาํ เรจ็ ตามท่ขี อก็จะ
จดั สิ่งของมาบูชาตามทบี่ นบานไว้ เชน่ การปิดทอง ถวายพวงมาลยั ดอกไม้ธูปเทยี น หรอื อ่นื ๆ เช่นเดียวกบั การบน
พระพทุ ธรูปศักดิส์ ทิ ธิ์

ท่ามกงเยีย่ เปน็ ความเชอื่ ของกลุ่มชาวตรังเชื้อสายจนี ทีเ่ ช่อื ว่าพระทา่ มกงเยย่ี มีความศกั ดิส์ ิทธิ์
เป็นท่ีพ่งึ ของผ้ทู ่ีไมม่ บี ุตรได้ เมอื่ บนบานขอบตุ รจากพระทา่ มกงเยีย่ และได้สมประสงค์ กจ็ ะตงั้ ชอ่ื ลูกให้ข้นึ ต้นด้วย
คําว่าทา่ มเพราะถอื ว่าเป็นลูกของพระทา่ มกงเยีย่ และเปน็ สริ มิ งคล ส่วนการเซน่ ไหว้ก็ทําไปตามท่บี นไว้ สว่ นใหญ่
มักจะบนกนั ดว้ ยหมูย่างเปน็ หลกั

ชนิ จากความเชือ่ วา่ ในพื้นท่ที กุ แห่งจะมพี ระภูมิเข้าทเี่ ปน็ เทพารักษป์ ระจาํ สถานที่ มบี รถิ วิ รกั ษา
ทางสญั จร ท้าวนาคารกั ษาหว้ งนํา้ ฯลฯ ซงึ่ จัดเป็นพระภมู ิช่วยปกป้องรักษา และยังมีผใี ห้คุณโทษประจําทีต่ ่างๆ อกี
ทเี่ รียกว่า ชิน ซ่ึงมีหลายประเภท เช่น ชินห้วย ชนิ หนอง ชนิ คลอง ชนิ ท่า ฯลฯ

ในบรรดาผีชินท่ปี ระจาํ พ้นื ทต่ี า่ งๆ นี้ ชาวบ้านเชือ่ ว่ามีชนิ ละหมาดเป็นใหญด่ ูแลบรวิ ารชนิ ทั้งหมด
เมอ่ื ชาวบา้ นไปทาํ มาหากินในเขตพ้ืนทข่ี องผีชนิ ก็อาจจะถูกผชี นิ ใหโ้ ทษขนบงั เกิดอาการเปน็ ไปต่างๆ นานา บาง
รายถงึ แกช่ วี ติ ต้องหาหมอชาวบ้านหรือสง่ิ ศักด์สิ ทิ ธ์ชิ ว่ ยประสานเรยี กหาผีชินท่ีให้โทษเหล่านม้ี าตกลงขอขมาและ
บูชาเซ่นไหวเ้ สียใหถ้ กู ตอ้ ง เช่น จดั สรา้ งศาลาและเซน่ ให้กนิ ของต่างๆ ตามที่ตกลงกัน สานแผงตัง้ เครื่องเซ่นสูงต่ํา
ตามศกั ด์ขิ องผีชนิ มี หมากพลู ขนมโค ไก่ ฯลฯ หากไม่ไปเซ่นแกต้ ามท่ตี กลงก็จะมาให้โทษ มีอาการเปน็ ไป แต่หาก
ปฏบิ ตั ถิ กู ต้องเซน่ แกไ้ หวต้ ามตกลง อาการปว่ ยไขต้ ่างๆ ทเ่ี ปน็ อยกู่ ห็ ายไปอย่างเปน็ ปรศิ นา

ความเชื่อเกีย่ วกบั เรือ่ งผชี ิน เกดิ จากความกลัวในโทษทผ่ี ชี นิ ได้แสดงใหเ้ หน็ ในอาการของผูถ้ กู ผีชิน
เพราะโดยปกตแิ ลว้ เช่อื กนั ว่าผชี ินในทีต่ า่ งๆ ไมไ่ ด้ให้โทษแก่ผูใ้ ด นอกจากจะไปกา้ วลํ้าในพน้ื ทีข่ องผชี นิ เข้าเท่าน้ัน

144 

 

ดังน้ันเมอ่ื มีผีชนิ ให้โทษชาวบา้ นจงึ มกั ขอขมาและจัดหาของเซ่นไหวเ้ พอ่ื ใหผ้ ชี ินยกโทษให้ มีพิธีกรรมการเซน่ ไหว้ให้
เป็นไปตามท่ีผีชนิ ตอ้ งการหรือข้อตกลงเปน็ การขอขมาโทษในสงิ่ ทไี่ ดก้ ระทําผดิ พลาดไป

โตะ๊ ดาํ เชื่อกนั ว่าโต๊ะดาํ เป็นวิญญาณเจา้ ทเี่ จา้ ของแผน่ ดินและเปน็ มสุ ลมิ ในที่ดนิ บางแหง่ เมื่อ
ผคู้ นเข้าไปปลกู สรา้ งบ้านเรอื น หรือทาํ มาหากนิ ในทีด่ ินนน้ั กต็ อ้ งมีการเซ่นไหว้โต๊ะดําซึ่งมกั ทาํ กันเปน็ ประจําทกุ ปี
หากไมม่ กี ารเซน่ ไหว้โตะ๊ ดาํ เจ้าของที่กจ็ ะสาํ แดงอทิ ธฤิ ทธกิ์ ใ็ ห้เกดิ อาการเจบ็ ไข้หรอื อปุ สรรคขดั ขอ้ ง บางครัง้ กจ็ ะ
มาเขา้ ทรงในรา่ งของบคุ คลภายในบา้ นเพือ่ สําแดงความเป็นเจา้ ท่ีและบอกความตอ้ งการ เมอ่ื มีการเซน่ ไหว้แลว้
โรคภยั หรอื อุปสรรคจะหายไป

ตาหมอช่อง เล่ากนั วา่ ตาหมอชอ่ งเปน็ ชาวนาตาํ บลช่องมีความรู้ทางไสยศาสตรอ์ ยู่ยงคงกระพัน
และมีวาจาสิทธิ เปน็ ทีน่ บั ถอื ในหมชู่ าวบ้าน อยู่มาก็หายสาปสูญไปนานๆจะมาปรากฎรอยเทา้ เสือแตเ่ ปน็ รอยเทา้ ท่ี
มี ๕ น้ิว ชาวบ้านเชือ่ กนั วา่ เป็นเสอื ตาหมอช่อง เพราะเสอื จริงนนั้ จะมี ๔ นิว้ ต่อมามผี ู้นับถอื บูชามากขึ้น ถงึ กบั
อญั เชญิ มาเขา้ ทรง เมอ่ื เขา้ ทรงรา่ งทรงจะแสดงอาการเหมือนเสอื คํารามเสียงดงั

เรอื่ งเลา่ ถงึ ความศกั ด์ิสทิ ธ์ขิ องตาหมอชอ่ งคอื ทขี่ นงั ของตาหมอชอ่ งซ่งึ เรียกกนั วา่ เกาะตาหมอ
ช่องอยู่ในหม่ทู ่ี ๔ ตาํ บลช่อง อาํ เภอนาโยง สมยั กอ่ นคณะหนังตะลงุ หรือมโนราหท์ ่เี ดนิ ทางข้ามจงั หวดั ตรัง - พทั ลงุ
จะตอ้ งเดนิ ทางผ่านเกาะตาหมอชอ่ ง ตอนผ่านจะต้องเลน่ บูชาใหต้ าหมอดู ๑ คนื ถา้ ไมเ่ ล่นกจ็ ะเกิดอาการตา่ งๆ
เชน่ เจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย ปวดทอ้ ง ปวดหวั เป็นต้น ปจั จุบนั ทีเ่ กาะตาหมอชอ่ ง ยังเหน็ ร่องรอยศาลไมเ้ ก่าๆ แตไ่ มป่ รากฏ
ว่ามีเช้อื สายของตาหมอช่อง เหลืออยู่

ความเชื่อเก่ยี วกับความศกั ดิ์สทิ ธ์ขิ องตาหมอชอ่ งยังคงสืบทอดต่อๆมาในตําบลชอ่ งและตาํ บล
ใกล้เคยี ง มผี นู้ ยิ มบนบานศาลกลา่ วและอญั เชิญมาเขา้ ทรงกันเปน็ ประจาํ จนประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๐ พระครสู งั วร
โกวิท เจา้ อาวาสวัดกระชอ่ งเป่ยี มราษฎร์ เหน็ วา่ ตาหมอช่องเป็นท่นี ับถือของชาวบ้าน จึงสร้างรูปปนู ป้ันเสือตาหมอ
ชอ่ งขนาดใหญเ่ ท่าเสือจรงิ แลว้ ทําพิธีประดิษฐานรูปป้ันไว้ท่ซี ุ้มประตวู ดั ผคู้ นนิยมมาบนบานศาลกลา่ ว เมือ่ สม
ประสงค์ก็จุดประทัดบชู ากันเสยี งสน่นั

ทวดหลกั เขต บนถนนสายตรงั - พทั ลุง บนเขาบรรทัดตรงจดุ ทอ่ี ยูส่ งู สุดของถนนสายน้ีคอื เสน้ แบ่ง
เขตแดนระหว่างจังหวดั ตรังกับพัทลุง เช่อื กันมาแต่ครงั้ โบราณวา่ ตรงน้มี ีสง่ิ ศกั ดสิ์ ิทธ์ปิ ระจาํ อย่คู ือทวดหลักเขต แต่
เดมิ มีผู้ทาํ เปน็ ศาลเลก็ ๆ ไว้พอเป็นทีส่ ังเกต หลังจากการกอ่ สรา้ งถนนประมาณช่วง พ.ศ. ๒๕๓๒ ไดม้ ีการปรับปรงุ
ตัวศาลใหส้ วยงามขึน้ คนเดินทางผา่ นจะแสดงความเคารพ กราบไหว้ ขอความคุ้มครอบใหเ้ ดนิ ทางโดยสวสั ดิภาพ
พวกทีข่ บั รถก็จะกดแตรหรอื ปลอ่ ยมือจากพวงมาลยั เพือ่ ยกมือไหว้เป็นเชงิ บอกกล่าวคารวะ การกระทํานย้ี งั
สืบเนือ่ งมาในกลุม่ คนขบั รถประจําทาง รถรับจ้าง และรถบรรทกุ ผใู้ ชเ้ สน้ ทางสายน้เี ปน็ ประจาํ การชะลอรถ เพือ่
คารวะทวดหลักเขตในจดุ น้เี สมือนเปน็ เครอื่ งเตือนสติในการขบั รถไป ดว้ ยเพราะแตเ่ ดิมถนนสายนีท้ ั้งคดโค้งและสูง
ชันจนเรยี กกันวา่ เขาพับผ้า หากไม่มีสตกิ ํากับให้ตลอดจะทําใหเ้ กิดอุบตั เิ หตไุ ด้งา่ ย

เสน่ห์นาํ้ ตาปลาดหุ ยง ตามชมุ ชนชายฝงั่ ทะเลเชือ่ กันว่า นํ้าตาพะยนู หรอื ที่ชาวบ้านเรียกกนั ว่า
ปลาดุหยงใชท้ าํ ยาเสนห่ ์ไดต้ ามบทเพลงรองเงง็ ทร่ี อ้ งกันวา่ บังไปไม่รอดเสียแล้วเด ถูกเหนน่ ํ้าตาปลาดุหยง
เพราะฉะน้ันเมื่อจับพะยูนได้ก็จะเอามาลนไฟให้เจบ็ ปวดจนนา้ํ ตาไหล แล้วเอาน้าํ ตานั้นไปทาํ ยาเสนห่ ด์ ้วยวิธีทาง
ไสยศาสตร์ ความเช่อื นีอ้ าจเป็นส่วนหนึ่งท่ที าํ ใหพ้ ะยูนลดนอ้ ยลงเรื่อยๆ แตด่ ว้ ยกระแสการอนรุ ักษพ์ ะยูนและการ
อนุรักษท์ ะเลของกลมุ่ ประมงพน้ื บา้ น องค์กรตา่ งๆ ทัง้ เอกชนและราชการท่ีสรา้ งความเข้าใจเก่ยี วกับความสาํ คญั
ของพะยนู ทมี่ ีตอ่ ระบบนเิ วศชายฝงั่ คงจะช่วยใหพ้ ะยนู ตายน้อยลง แตค่ วามเขา้ ใจท่ีสาํ คญั กวา่ น้ันคอื การแสวงหา

145 

 

เสนห่ จ์ ากการประพฤตปิ ฏิบัติในสิง่ ดีงาม ยอ่ มมคี ณุ คา่ กวา่ เสนห่ ์ของขลังจากนํา้ ตาแห่งความเจบ็ ปวดของเพอ่ื นรว่ ม
โลก

ยาส่ัง เปน็ ศาสตร์ความรดู้ า้ นยาพิษชนดิ หน่ึงที่เคยพบในทอ้ งถน่ิ ตรัง ผูใ้ ช้จะแอบผสมยาสง่ั ลงไป
ในอาหารของบุคคลหรือกลมุ่ เป้าหมาย ยาสงั่ บางชนดิ กินเข้าไปแลว้ จะอาเจยี นเป็นโลหติ จนตายเพราะพษิ โดยตรง
แตบ่ างชนิดผถู้ ูกพษิ ยาจะยงั ไม่รสู้ กึ วา่ ถูกพษิ จนกว่าจะไปกินของแสลงท่ีกาํ หนดไวใ้ นการปรงุ ยา จงึ จะเกดิ อาการ
หรือถึงแกค่ วามตายโดยหาสาเหตไุ ม่ไดแ้ ตใ่ นบรรดาผรู้ ดู้ ว้ ยกนั เกี่ยวกับเร่ืองยาส่งั กล่าวว่า มตี ําราแก้ยาสงั่ ซ่ึงตอ้ ง
ประเภทรางจืด ใช้สมนุ ไพร ๑๐๘ ชนิด ซึ่งหายากยงิ่

กลา่ วกนั วา่ อาํ เภอนาโยง คือดินแดนยาสง่ั ในอดีต มีการใช้ยาส่งั เพือ่ ลองยากบั ผคู้ นในงานเล้ยี ง
หรอื ร้านอาหารจนทําให้คนตายนบั สิบ ยุคหนึ่งผคู้ นจงึ ไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยของอาหารในร้านหรือในงาน
เลีย้ งของทอ้ งถ่ินน้ี แต่ปจั จบุ ันแทบจะไมม่ กี ระแสขา่ วเกี่ยวกับการถกู พิษยาสง่ั ของผคู้ นในเมืองตรงั ไม่ว่าจะเปน็ ท่ี
นาโยงหรือทีอ่ ่ืน

พธิ ีกรรมจากความเชอื่ พิธกี รรมรูปแบบกจิ กรรมท่จี ดั ขึ้นตามลทั ธิหรือเพอ่ื ความขลัง อนั จะ
ก่อใหเ้ กดิ ความสาํ เรจ็ ในสงิ่ ทีม่ ุง่ หวงั พิธกี รรมจงึ สมั พันธ์กบั ลัทธศิ าสนา และความเชื่อของท้องถนิ่ อย่างแยกไม่ออก
ดงั ปรากฏในตัวอยา่ งพิธกี รรมจากความเชอื่ ของทอ้ งถ่นิ ตรังต่อไป

ไหว้ครหู มอ – ตายาย ครหู มอและตายาย เปรียบเสมอื นเสาหลักของบ้านอันเปน็ ท่ีพงึ่ พาช่วยเหลือ
ปกปกั รักษาลกู หลาน หมอชาวบา้ นส่วนใหญจ่ ะมีครูหมอ ซึง่ เป็นสง่ิ ศกั ดสิ์ ิทธิ์ท่ีคอยชว่ ยเหลอื ดูแลในการรักษาคนไข้
หรอื ตายายซง่ึ เปน็ บรรพบุรษุ ท่เี คารพนับถือเป็นผชู้ ่วยเหลอปกปักรักษาบุตรหลาน จึงพบเหน็ การตง้ั หง้ิ บูชาไว้ท่ี
บ้าน ใชผ้ า้ ขาวดาดเพดานไวเ้ หนือหง้ิ มพี านหมากพลู (เรยี กวา่ เชีย่ นคร)ู มเี ทียนครูปกั ไว้ในพานและกระถางธปู
บชู าประจําบ้าน

หมอพร้อม ณ พทั ลุง ผผู้ า่ นวถิ ีประสบการณช์ วี ิตจากการชว่ ยเหลอื ผูป้ ่วยไขม้ านานโดยการรักษา
แผนโบราณ การบีบนวดผู้ปวดเม่อื ยเคลด็ ขดั ยอก การต่อกระดกู หกั ฯลฯ ซ่งึ ตอ้ งผสมผสานตาํ ราท่ีสบื ทอดจากครู
อาจารย์ ความเชอ่ื และวธิ กี ารแบบชาวบา้ น จากประสบการณ์อนั ยาวนานช้ีใหเ้ ห็นวา่ องค์ความรู้ ความเช่ือ และครู
อาจารย์ ตายาย ตา่ งเปน็ ส่ิงเสริมเติมแตง่ ใหก้ ารประกอบพิธกี ารตา่ งๆ ประสบผลสาํ เรจ็ ตามทีม่ งุ่ หวัง และองค์
ความรทู้ ไ่ี ด้รับล้วนสืบตอ่ มาจากครูอาจารย์ จงึ ต้องระลึกถึงและบชู า ดงั น้นั ลูกหลานและผปู้ ่วย ผู้ได้รบั การ
ช่วยเหลอื จะส่งราดบชู าครูหมอตอบแทนในเดอื น ๖ ของปี และผทู้ ีน่ บั ถอื ตายายก็จะบูชาในเดอื น ๖ เชน่ เดยี วกัน

เครือ่ งเซน่ ไหวค้ รูหมอหรอื ตายาย เรยี กวา่ ที่ ๑๒ และมีไก่ หมากพลู กลว้ ย อ้อย ถว่ั งา ขนมโค
ข้าเหนยี ว ข้าวเจา้ นาํ้ สวรรค์ (น้าํ มะพร้าว) สุรา และอ่นื ๆ ตามแตจ่ ะหาได้ ผู้ท่เี คยได้รับการรกั ษาหากไดบ้ นบานวา่
จะเซน่ ดว้ ยสง่ิ ใดก็จะตอ้ งจดั หาสง่ิ นัน้ มาเซ่นไหว้ เรียกว่าสง่ ราดครหู มอ และมสี ่ิงของอืน่ ๆ ตามแต่จะนาํ มาแก้บน
เชน่ การรบั หนงั ตะลุงมาแสดง เซน่ ไหวด้ ้วยไก่ปากทอง แพะ เป็นต้น

การตงั้ เครือ่ งเซน่ ไหวเ้ ร่มิ ตอนคา่ํ อญั เชิญครหู มอหรอื ตายายมารับเคร่ืองเซ่นไหว้ ครหู มอก็จะมา
ประทบั ทรงอวยพรแกล่ ูกหลานให้อย่เู ยน็ เป็นสขุ เสรจ็ พธิ แี ลว้ ลูกหลานก็จะขอของเซ่นไหว้ เรยี กวา่ ขอเดนขอชาน
นํามากินต่อได้

การไหว้ครูหมอและการบชู าตายายเปน็ ความผกู พันของผูค้ นทมี่ ตี ่อสิง่ ทตี่ นเคารพนบั ถือ ซ่งึ
สามารถชว่ ยเหลือรกั ษาลกู หลานใหป้ ลอดภัยและช่วยเหลือในส่ิงตา่ งๆ ตามทต่ี นปรารถนา ในเดือน ๖ จงึ มักเห็น
การตงั้ ครหู มอและบชู าตายายโดยทั่วไป

146 
 

ไหว้พระภมู ิ – พลีเรอื น การไหวพ้ ระภูมิ – ทาํ ขวัญบา้ น (พลีเริน หรือ พลเี รือน) เปน็ ประเพณี
จากความเชอื่ ท่วี า่ มีพระภมู ิเจา้ ที่เป็นเทพารักษป์ ระจาํ สถานทใี่ ชป้ ลกู สรา้ งบ้านเรอื นที่อาศัย พระภูมมิ หี ลายองค์
แตท่ ี่มกั จะออกชอ่ื ในพธิ เี ซ่นสงั เวย มีทา้ วกรงุ พาลีนางธรณรี กั ษาแผน่ ดนิ บรถิ วิ รกั ษาทางสญั จร ท้าวนาคารกั ษาห้วง
นํา้ ท้าวชยั มงคลรักษาเรือน ทา้ วธรรมโอฬารรักษาเรอื กสวนไรน่ า เพชรคนธรรพ์รักษาศาลเจา้ และ โรงวิวาห์ ฯลฯ
และยงั มีพระภูมชิ ัน้ ต่างๆ ลงมาอกี เชน่ พระภมู ริ ักษาหัวบนั ไดบ้าน ประตู คอกสตั ว์ เป็นต้น การทําขวัญบ้านจึง
มักจะเกยี่ วขอ้ งร่วมกบั พระภูมเิ จ้าที่ เสา-ภูมบิ า้ น และศาลพระภูมิ เจ้าของบา้ นมักจะทาํ รว่ มกันเสมอ

การตง้ั บา้ นเรอื นของชาวบ้านโดยทั่วไปมักจะมเี สาภูมเิ ปน็ เสาหลักของบา้ น สว่ นใหญเ่ ปน็ เสา
กลางหรอื เสาเอกของบา้ น ถือว่าเป็นท่ีสงิ สถติ ของเจา้ ทบ่ี า้ นเจา้ ทเี่ รือน ซึง่ เป็นผู้ปกปักคุ้มครอง เสาภูมิจึงมกั ผูกผา้
ขาว – แดงพันไว้ และมีศาลพระภูมิจัดไวเ้ ปน็ ท่นี อกบ้านอกี ท่หี นึง่ การไหว้ศาลพระภมู สิ ว่ นใหญจ่ ะจดั ทาํ กันในตอน
เช้า ตรงกับวันเสาร์ วันองั คารเปน็ หลัก เจา้ ของบา้ นจะจดั หาเคร่อื งเซ่นไหวบ้ ชู า ทขี่ าดมไิ ดม้ ไี ก่ หมากพลู ขนมโค
ข้าวเหนยี ว ขา้ วเจ้า และอ่นื ๆ โดยมีผู้รู้หรือหมอเปน็ ผเู้ ซ่นไหว้ อัญเชิญนางธรณี พระภูมเิ จา้ ที่ ตง้ั สัคเคชมุ นุมเทวดา
และเชญิ พระภูมใิ หม้ ารบั เครอ่ื งเซ่น ไหว้บชู า เพ่อื ใหอ้ วยมิ่งส่ิงพรแกเ่ จา้ ของบ้านใหอ้ ยเู่ ย็นเปน็ สขุ เสรจ็ พิธแี ลว้ ก็จะ
ขอเดนขอชานเพอื่ ใหล้ ูกหลานกนิ ตอ่ ได้

การพลเี รนิ เปน็ การไหวพ้ ระภูมิเจา้ ท่บี ้านเจ้าทเี่ รือนควบคูก่ บั การบชู าบวงสรวงเพอื่ สะเดาะ
เคราะห์ ให้เปน็ สริ ิมงคลตามความเชอื่ เกย่ี วเนือ่ งกับอิทธิพลพราหมณ์ พิธพี ลเี รินใช้เวลาประมาณ ๑ คืนกบั ครึ่งวนั
เจ้าของบา้ นจะต้องจัดหานดั หมายกบั หมอผทู้ ําพิธไี วแ้ ต่เน่ินๆ หลายวัน ดวู นั ทเ่ี หมาะสม ซ่งึ ส่วนใหญน่ ิยมทํากันใน
เดือน ๔ เดือน ๖ เดอื น ๙ เดือน ๑๑ และเดอื น ๑๒ เจ้าพธิ ี คือบุคคลทชี่ าวบ้านทวั่ ไปเรยี กว่า หมอทาํ ขวญั บา้ น
หรือหมอพลเี รนิ

เม่อื ถงึ วันกาํ หนด เจา้ ของบา้ นจะยกโรงหมอ ทีห่ นา้ บา้ น เตรียมเครอ่ื งบชู าและส่งิ ของต่างๆ เชน่
เทียนอายุ (เทยี นพันด้วยดา้ ยเป็นรอบตามจาํ นวนอายุ) อาหารคาวหวาน ไดแ้ ก่ ขา้ วกระทง – น้ํากระทง ปลามหี วั
– หาง กลว้ ย อ้อย ถั่ว งา ขนมโค ขนมแดง – ขาว – เหลือง สายสญิ จน์ถักด้วยใบหญา้ คามีความยาวพอสําหรับขงึ
พาดบนประตูบ้านทั้งดา้ นหน้า – ดา้ นหลงั หมากพลู ขา้ วตอก ดอกไม้ ฯลฯ เม่อื หมอมาถงึ ซึ่งจะเปน็ เวลาหลงั เที่ยง
วัน ก็จัดเตรียมทาํ ศาลสาํ หรับวางเคร่อื งสังเวยและเครือ่ งพลีตา่ งๆ กระทงสํารับ เปน็ ตน้

ตอนค่าํ หลงั กินอาหารแลว้ ห้ามล้างหม้อล้างจานหรอื สาดเทนาํ้ ของเสียทกุ อย่าง หมอจะไหวค้ รู
และเริม่ พิธี อญั เชญิ พระภมู ิเจ้าทบ่ี า้ นเจา้ ทีเ่ รอื น ตั้งสคั เคชุมนุมเทวดา อญั เชิญเทพยดาตา่ งๆ ใหม้ ารับเคร่อื งสังเวย
หมอจะทําพธิ จี นถงึ เทยี่ งคืน เม่อื เซน่ ไหว้เสรจ็ แล้วก็นําศาลไปสง่ ใหไ้ กลจากเขตบ้านโดยใช้ไม้นํามามดั เป็นจางหยาง
3 ขา สําหรับเป็นฐานต้งั ศาลไว้บน ส่งศาลเสร็จก็เปน็ อนั เสรจ็ พิธีในคืนนน้ั หลังจากน้นั หมอจะจัดใหม้ กี ารแทง
ศาสตราเส่ยี งทายโชคชะตา ร่งุ ขนึ้ ในตอนเช้าหมอจะให้ประพรมน้ํามนตร์ และมุงคา โดยเอาสายสิญจน์หญ้าคา
ผูกมดั บนประตูบ้านทกุ บานที่เปน็ ทางออกนอกบ้าน เป็นอนั เสร็จพธิ ี เจา้ ของบา้ นมักจะนาํ น้าํ มนตร์มาวางไวห้ น้า
บ้าน หากมีคนมาทีบ่ ้านก็จะประพรมน้าํ มนตรป์ ดั ส่งิ ไมด่ อี อกเสยี กอ่ นเข้าในบา้ นในวนั น้นั

147 
 

การไหวพ้ ระภูมเิ จา้ ท่แี ละพลเี รนิ ถอื เปน็ การสะเดาะเคราะห์ และแสดงถงึ ความมสี มั มาคารวะ
ตอบแทนต่อผมู้ อี ุปการะคุณ ทาํ ใหเ้ จ้าของบา้ นพน้ จากเคราะหแ์ ละอยู่เยน็ เป็นสุข นอกจากนีช้ าวบา้ นทเ่ี ล้ียงสตั ว์
ทาํ เรือกสวนไรน่ า ก็มกั จะมีพธิ ีไหวพ้ ระภมู เิ จ้าทีค่ อกวัว – ควาย เจ้าทเ่ี รือกสวนไร่นาในพ้นื ทไี่ ดท้ ํากินด้วย เป็นวถิ ี
ชมุ ชนท่ีมอี ยูท่ วั่ ไปในทอ้ งถ่นิ ตรัง

ความแตกตา่ งทีผ่ สมกลมกลนื
ในทา่ มกลางความแตกตา่ งของวฒั นธรรมประเพณอี นั เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละลทั ธศิ าสนา

และความเช่ือของกลุม่ คนในจังหวดั ตรัง อันไดแ้ ก่ความเป็นตรังเลของชาวมสุ ลิม ตรงั นาของชาวไทยพุทธหินยาน
ตรังเมืองของชาวไทยเช้ือสายจีนทนี่ ับถือลทั ธิขงจื้อและพทุ ธศาสนาฝ่ายมหายาน ตลอดทง้ั ตรงั เขาซึ่งไดเ้ ผยออกมา
ในรปู ลักษณะความเช่อื เกีย่ วกับวญิ ญาณสิ่งศกั ด์สิ ิทธซิ์ ่ึงกระจดั กระจายอย่ใู นแต่ละทอ้ งที่ แมต้ า่ งกล่มุ ต่างความเชื่อ
และตา่ งพธิ กี รรม แตม่ ีความเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธ์ ยอมรับซ่ึงกนั และกันจงึ รวมอย่ไู ด้อย่างสงบสุขในความแตกต่างท่ี
ผสมกลมกลืน

148 
 

ขนบธรรมเนยี มประเพณีทอ้ งถิ่น

149 
 

ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถ่นิ

เมอื งตรังเปน็ ถ่ินท่ีมีความหลากหลายของผูค้ น มีท้งั ชาวไทยพทุ ธ ชาวไทยมสุ ลมิ และชาวไทย

เช้ือสายจีน จงึ มีวฒั นธรรมพืน้ บา้ นและขนบธรรมเนยี มประเพณีพ้นื ฐานที่ซึมซับรับเอาความต่างของวัฒนธรรมเข้า

มาผสมผสานกลมกลนื กบั วถิ ชี ีวิต ไม่วา่ เร่ืองการแตง่ กาย การกินอยู่ ประเพณีทอ้ งถนิ่ รปู แบบทางสงั คมท่ีปรากฏ

ซ่ึงล้วนมีคุณคา่ นา่ สนใจ

การแต่งกาย การแตง่ กายของผูค้ นในจงั หวดั ตรงั ในอดตี ถงึ ปจั จบุ ันได้เปลี่ยนแปลงมาตามยคุ สมยั
ชาวบา้ นแตเ่ ดิมโดยท่วั ไปนงุ่ ผ้าโจงกระเบน ผชู้ ายมกั นุง่ แบบไว้ชายเรยี กวา่ นุ่งเลอ้ื ยชายหรือลอยชาย คือใช้ผา้ ทอผืน
ยาวนุ่งขมวดพกรดั เอวแบบเกยี่ วคอไก่ และจะใช้ผา้ ขาวม้าพาดบา่ หรือรดั เอวทบั ไม่ค่อยจะสวมเสือ้ แตใ่ นงานท่ี
เป็นพิธีการตา่ งๆ เช่น งานแต่งงาน ไปวัดทําบุญ นยิ มใชผ้ า้ พื้นนุง่ โจงกระเบน สวมเสื้อ มผี ้าพาดเฉยี ง ส่วนสตรีกน็ ุ่ง
โจงกระเบนเช่นเดยี วกัน หากไม่สวมเสอ้ื ผ้ากม็ ีผา้ คาดอกหรอื ผ้าสไบ ในชว่ งตอ่ มาเปล่ียนเป็นนุ่งผ้าถงุ มีทงั้ ผา้ ซ่นิ เชงิ
ผา้ ปาเต๊ะ และผ้าลายตา่ งๆ เชน่ ผา้ ลายหางกระรอก ผ้าลายช่อหมาก เปน็ ตน้

สมัยกอ่ นกล่มุ สตรไี ทยเชอื้ สายจนี นยิ มนุ่งผา้ โสร่งปาเตะ๊ คาดเข็มขัดทอง เงินหรอื นาก ตามฐานะ
สวมเส้อื ลูกไมบ้ างๆ หรอื ลกู ไม้โปรง่ พอใหเ้ ห็นเขม็ ขดั รําไร ถ้าไปงานศพจะใชเ้ สื้อลูกไม้สขี าว ผ้าโสรง่ ปาเต๊ะสีคอ่ น
ไปทางดําหรอื นํ้าเงนิ การแตง่ กายลักษณะนยี้ งั มีอยบู่ า้ งในสตรีร่นุ ก่อนๆ

ในปจั จุบันยังมผี ูช้ ายไมน่ อ้ ยทแี่ ต่งกายอยกู่ ับบ้านตามแบบเดิม คอื ใช้ผ้าโสร่ง แต่เมือ่ ออกนอกบา้ น
ส่วนใหญจ่ ะสวมเสอ้ื กางเกงตามสมยั นิยม ผหู้ ญิงนุง่ ผา้ ถงุ ซง่ึ มีท้ังผา้ ลายไทย ผา้ ปาเต๊ะ ผา้ ซ่ิน สวมเส้ือตามสมยั นิยม

ชายไทยมสุ ลมิ จะนยิ มนุ่งผา้ ถงุ ประเภทผา้ โสร่งตาหมากรกุ สวมเสือ้ ยาว และสวมหมวก สตรนี ุ่ง
โสรง่ ปาเตะ๊ เสือ้ เข้ารูปแขนยาวทเ่ี รียกวา่ เสือ้ ยอหยา หรือ ยา่ หยา และใชฮ้ ญิ าบคือผ้าคลุมศรี ษะ เพราะสตรีมสุ ลิม
ต้องปฏิบัติตามหลกั ศาสนาวา่ จะต้องปดปดิ อวยั วะในส่วนทพ่ี งึ ปกปดิ ใหเ้ รยี บร้อย ปจั จบุ ันมุสลิมรุ่นใหม่อาจแต่งกาย
ตามสมัยนิยมบา้ ง แตเ่ มอ่ื ทาํ พิธีละหมาดหรอื มีงานพธิ ีการต่างๆ จะแตง่ ตามแบบเดิม

การแต่งกายในงานศพ เจ้าภาพเทา่ นั้นท่ีจะแต่งดาํ ลว้ น ผูไ้ ปรว่ มงานส่วนใหญ่ใชส้ ดี าํ ขาว หรือสี
อนื่ ๆ ท่ไี มฉ่ ูดฉาด

การกินอยู่ ชาวตรังถือวา่ การกินอยเู่ ปน็ เร่อื งสําคญั อาหารของเมอื งตรังจึงเปน็ ที่ขน้ึ ชอื่ ลอื ชาอยู่
หลายชนิด ในงานตา่ งๆ ไมว่ ่าจะเป็นงานศพ งานแตง่ งาน หรืองานอ่ืนๆ จะมีการจดั เลี้ยงอาหารกนั อยา่ งเต็มท่ีเสมอ

ชาวตรงั โดยทว่ั ไปจะรับประทานขา้ วเจา้ เปน็ อาหารหลกั และมีแกงต่างๆ ส่วนใหญ่จะเปน็
ประเภทมรี สจดั เคร่ืองแกงมักมีส่วนประกอบประเภท กะปิ พริกไทย ขม้นิ ตะไคร้ ฯลฯ กบั ขา้ วแตล่ ะม้ือสว่ นมาก
จะมแี กงเผ็ดเป็นหลกั เชน่ แกงส้ม แกงกะทิ แกงไตปลา แกงค่ัวพรกิ หรือนา้ํ พรกิ ทีข่ าดไม่ได้คือ ผักเหนาะ
ประเภทผักสดเปน็ เครอื่ งแกล้ม

ชาวตรังรบั ประทานอาหารหลกั วันละ ๓ มอื้ มื้อทม่ี ีลกั ษณะพเิ ศษคืออาหารเชา้ ซึง่ แตกตา่ งไปตาม
สภาพทอ้ งถ่ินและอาชีพ

ในชนบท พวกสวนยางพาราตอ้ งออกจากบ้านไปกรดี ยางกอ่ นร่งุ มกั จะกนิ ข้าวทเ่ี หลอื ไว้จากมือ้
เย็นรองท้องไปกอ่ น เรียกวา่ กินข้าวสอ

150 
 

พวกหมูเ่ ลประกอบอาชพี ประมง กอ่ นออกทะเลกิน โกปี้-เหนียวปง้ิ ในชมุ ชนหมบู่ า้ นทม่ี รี า้ นค้าก็
จะมรี า้ นกาแฟและขนมตา่ งๆ แตเ่ ดิมมกั จะมีอาหารประเภทขา้ วเหนียวเป็นหลกั คือ เหนียวปงิ้ ข้าวต้มใบกะพ้อ
ขา้ วต้มมัดและข้าวเหนยี วหน้าตา่ งๆ เชน่ หน้ามะพร้าว หน้าสังขยา หน้ากงุ้ เป่าล้าง (ขา้ วเหนยี วไส้กงุ้ หอ่ ใบตองปิง้ )
ปัจจบุ ันมีขนมอ่นื ๆ เพิ่มขนึ้ อกี หลายอย่าง

รา้ นอาหารเช้าอีกชนิดหนง่ึ คือร้านขนมจนี ซงึ่ หาไดท้ ่วั ไป มที งั้ ที่ขายตามเพงิ ตง้ั โตะ๊ ในร้านกาแฟ
หรอื เปดิ เปน็ ร้านโดยเฉพาะ นา้ํ ยาขนมจีนเมืองตรังในแถบทับเที่ยงจะมีลักษณะพเิ ศษกว่าท่อี ่ืน คือนิยมผสมกุง้ แหง้
ปน่ ท่ขี าดไมไ่ ด้ตอ้ งมีเคียงคู่กบั ขนมจีนคอื ผักเหนาะ มที ้ังผกั สด ผกั ดอง ผกั ลวก ผกั สดมี แตง ถ่วั ฝกั ยาว ถั่วงอก
และยอดผักตา่ งๆ เชน่ มนั ปู หมรยุ มะกอก มะม่วงหมิ พานต์ กระถนิ จิก ผักดอง มแี ตงดองน้ําสม้ สายชูโรย
หอมแดงเลก็ น้อย บางทอี่ าจจะมีหัวไชโปผ๊ สมลงไปดว้ ย ผกั ลวกมกั เปน็ ผกั บุ้ง หน่อไม้ ลวกธรรมดาหรอื ลวกกะทิก็
ได้

ในเขตตรังเมอื งตอนเช้า ผู้คนจะนิยมรบั ประทานกาแฟและขนมตามร้านค้า ขนมที่เปน็ หลกั คอื
ขนมทอดน้าํ มนั ไดแ้ ก่ จาโกย๊ (ปาท่องโก๋) และขนมเคลียว (ไสไ้ ก)่ ปาทอ่ งโก๋ (เปน็ ขนมแปง้ น่งึ มรี ูพรนุ ทีเ่ ป็นสีขาว
เพราะใชน้ ํา้ ตาลทรายขาว ถา้ จะใหเ้ ปน็ สนี ้ําตาลอ่อน ก็ใช้นํา้ ตาลทรายแดง) ข้าวเหนยี วต่างๆ เช่นเดียวกับร้านใน
หมูบ่ ้าน ซาลาเปา ขนมจีบ และขนมนงึ่ ประเภทติม่ ซาํ ซ่งึ ปจั จุบันมีอาหารเพ่มิ ข้ึนหลายชนดิ ไดแ้ ก่ ขา้ วต้ม
ก๋วยเตี๋ยว รวมทง้ั หมยู ่าง

ความนิยมรบั ประทานอาหารเชา้ ตามร้านกาแฟของหมูต่ ลอดเมอื งตรังมีมานานปรากฏชัดใน
สาํ นวนว่า “ยกขน้ึ เชา้ ๆ ไมเ่ ซ้าซ…ี้ ถือขวดโกป้ีไปร้านโกกุน้ …” (รา้ นโกกนุ้ เปน็ รา้ นกาแฟทีอ่ ยู่บริเวณสี่แยกตรง
ข้ามที่วา่ การอําเภอเมืองตรัง ถอื เปน็ ศนู ยก์ ลางท่ชี ุมนุมกินกาแฟเป็นอาหารเชา้ หลังมอื้ เชา้ แลว้ ร้านกาแฟเปิดต่อ
เปน็ ท่ีน่ังสนทนาการบ้านการเมอื งไปตลอดวัน ปัจจบุ ันเปลยี่ นเจา้ ของและเปล่ียนรูปแบบร้านไปแล้ว) แม้แตบ่ ทร้อง
ลเิ กป่าตอนหน่งึ ก็ไดส้ ะทอ้ นถึงความนิยมกนิ กาแฟของผคู้ นในทอ้ งถ่ิน ความว่า

อย่ทู บั เท่ยี งบงั อยไู่ มไ่ ด้ ต้องโยกย้ายไปอยู่กนั ตัง
อยกู่ ันตงั บงั ตั้งรา้ นโกปี้ ขายน่ขู ายน่ีภาษหี าศาล
เปน็ ที่น่าสงั เกตวา่ ร้านกาแฟและรา้ นอาหารประเภทอ่ืนในเมืองตรงั มเี ป็นจาํ นวนมากและเปิด
ขายตลอดวันมาตง้ั แต่เดมิ อาจจะเร่ิมมาจากความเป็นเมืองทา่ ค้าขายท่ผี ู้คนตอ้ งใช้ชวี ิตนอกบา้ นประการหน่ึง บวก
กบั ความเฟือ่ งฟทู างเศรษฐกจิ ของเมอื งตรังในยคุ ทย่ี างพารามรี าคาดปี ระการหนงึ่ อีกทง้ั คา่ นยิ มความใจใหญใ่ จ
กว้างของคนเมืองตรงั นําไปสู่การกนิ เลย้ี งกนั ในโอกาสตา่ งๆ รวมกนั ทาํ ให้รา้ นอาหารในเมืองตรังเปิดกจิ การอยไู่ ด้
แม้ในช่วงทีเ่ ศรษฐกิจซบเซา โดยเฉพาะร้านกาแฟ ปัจจุบนั มีมากขึ้น มที งั้ ประเภทเปิดเฉพาะตอนเชา้ เปิดตลอดวนั
และเปิดเฉพาะกลางคืน สาํ หรบั ในตอนกลางคืนนั้นจะมรี า้ นประเภทต้ังโตะ๊ รมิ ถนนเป็นจาํ นวนมาก เมอื งตรงั จึงได้
ช่ือว่าเป็นเมอื งคนชา่ งกนิ
อาหารพนื้ เมอื งหลายชนิดเดิมเป็นท่นี ิยมทวั่ ไปในเมืองตรัง เปน็ ทีร่ ู้กนั วา่ กะปิดตี อ้ งเปน็ กะปเิ กาะ
เคยี่ ม อาํ เภอกนั ตัง กะปทิ ่าขา้ ม อําเภอปะเหลียน สมยั หลงั นา้ํ ปลาของกลุ่มแม่บา้ นหยงสตารเ์ พ่มิ ข้ึนมาด้วย ปลา
เค็มและกุ้งแหง้ เดิมมีทห่ี าดทรายขาว อําเภอกนั ตัง ตอ่ มาทก่ี ิง่ อาํ เภอหาดสาํ ราญกข็ ึ้นช่ือมาก


Click to View FlipBook Version