The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tamzz33, 2022-03-17 00:30:57

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

กรอบหลักสูตรท้องถิ่นตรัง 2

151 

 

ยังมีอาหารและขนมตา่ งๆ ของเมอื งตรังท่ีน่าสนใจ เช่น ขนมเค้ก หมูยา่ ง กล่าวไวใ้ นบทว่าด้วย
เอกลักษณ์ สว่ นอาหารอน่ื ๆ มีดงั น้ี

เคยจะหลู บางทเี รียก จะหลู เปน็ อาหารคาวประเภทหมักดองของชมุ ชนตรังเล ทาํ จากกุ้งฝอย
ขนาดเลก็ หรือก้งุ เคยประเภทเดยี วกับทใ่ี ชห้ มักทาํ กะปิ มอี ยู่ตามบริเวณชายฝั่งที่นา้ํ ตน้ื ๆ ขน้ั ตอนการทําคือลา้ งกุ้ง
ให้สะอาดแล้วคลกุ กบั เกลอื ปน่ ใช้เกลอื ๑ ใน ๑๐ ของก้งุ ใส่ภาชนะปิดปากแนน่ หมกั ไว้ ๒ – ๓ วัน ก็นาํ มาปรุง
รบั ประทานได้ เปน็ อาหารหลายชนิด เช่น ยาํ โดยใสห่ อมซอย พรกิ ขห้ี นู บบี มะนาว นง่ึ โดยผสมกบั ไขไ่ ก่หรอื ไข่เป็ด
ใส่หอมแดง ตะไคร้ พรกิ ขี้หนู ผดั ใชผ้ ดั กับหมสู ามช้ัน ใสห่ อมแดงซอย ตะไคร้ พรกิ ขหี้ นู ใบมะกรูดห่ันฝอย เป็น
เครอื่ งปรงุ รส

หอยสม้ เปน็ อาหารคาวประเภทหมกั ดองของชมุ ชนหมู่เลเชน่ เดียวกบั เคยจะหลใู ชห้ อยใชห้ อยปะ
ทแี่ กะจากเปลอื กแลว้ หมกั เกลอื ปิดฝาใหม้ ดิ ชดิ ประมาณ ๒-๓ วัน กใ็ ช้รับประทานได้ อาจปรงุ รสเพมิ่ ดว้ ยตะไคร้
หนั่ บางๆ หอมซอย พริกขหี้ นู

ขนมปากหม้อ เป็นอาหารว่าง ทาํ จากแปง้ ข้าวเจา้ ผสมแป้งมนั เลก็ นอ้ ย มีไสท้ ่ผี ดั ด้วยหมู มันแกว
หอม กระเทยี ม สบั ละเอียด รสเคม็ หวาน และมถี ัว่ งอกลวก วธิ ที ํา ใชผ้ ้าขาวบางรดั ปากหม้อทใี่ สน่ ้ําคอ่ นหมอ้ พอ
นาํ้ เดือดให้ละเลงแป้งบางๆ บนผ้าขาว ใช้ฝาครอบคะเนพอแปง้ สกุ ใส่ไสผ้ ดั และถว่ั งอกลวก พับแป้งหอ่ เป็นรูป
สเี่ หลี่ยม ตักใสจ่ านโรยหน้าด้วยแตงกวา ผ่าซีกหรอื ผ่าสี่หน่ั บางๆ ราดดว้ ยน้ําจิม้ จากค้อมเจอื ง ผสมถ่ัวลสิ ง ปรุงรส
เปรี้ยวหวาน

อาหารท่ใี ช้น้ําจ้มิ ลกั ษณะเดยี วกับปากหมอ้ ยงั มีอยา่ งอน่ื อกี ไดแ้ ก่ หวั หมู ไสห้ มูและเตา้ กวั้ (เต้าหู้
ยัดไส้ด้วยหมแู ละถว่ั งอก ทอดห่ันเปน็ ชน้ิ ) อาหารเหล่านีจ้ ะโรยด้วยแตงกวาหรือผกั บงุ้ ลวก ราดนํา้ จิ้ม มีขายท่ัวไป
เปน็ อาหารว่าง

ค้อมเจือง เป็นเครือ่ งปรงุ อาหารประเภทนาํ้ จมิ้ ตามตํารับของชาวไทยเชื้อสายจนี เดมิ เรียกวา่
หอ่ ยชนิ้ เจือง แปลวา่ ซอสใหมห่ รอื ซอสสด มสี ีออกส้มแดง ทาํ จากมนั เทศ ถวั่ ลิสงตม้ จนสกุ เปอื่ ยนําไปโมจ่ นละเอียด
แล้วปรงุ แต่งด้วยนํ้าตาล นํา้ ส้ม เกลอื ต้มจนเดอื ดแลว้ เคย่ี วตอ่ ดว้ ยความรอ้ น เมอื่ เยน็ สนทิ จึงนาํ บรรจุใส่ภาชนะมี
ฝาปดิ แลว้ นําออกขาย ใชเ้ ปน็ นํ้าจิม้ หมูย่างหรือเป็นสว่ นผสมของน้ําจ้ิมขนบจบี และขนมนึ่งประเภทต่มิ ซาํ ปอเป๊ยี ะ
และผสมนํา้ ราดขนมปากหมอ้ เมืองตรัง

ขนมจาก ซ่งึ ทาํ จากแป้งขา้ วเหนยี วผสมนาํ้ ตาล มะพรา้ วขูด หอ่ ด้วยใบจากออ่ นกึง่ แก่ แลว้ นําไป
ปงิ้ ไฟถ่านจนสุกหอม เดิมเป็นขนมทีอ่ ยู่คกู่ บั โรงหนงั ตะลุง พบเหน็ ไดเ้ มื่อมงี านตา่ งๆ ในท้องถิน่ ขนมจากในอําเภอ
กนั ตังห่อดว้ ยใบจาก สว่ นในแถบอื่นหอ่ ดว้ ยใบสาคู

กะละแม เปน็ ขนมทาํ ดว้ ยแป้งข้าวเหนียวกวนกบั นาํ้ ตาลและกะทิ เดมิ ใสถ่ าดตดั แบ่งช้ินห่อด้วย
กาบหมาก มขี ายในงานเทศกาลหรอื งานร่ืนเรงิ สมัยหลงั ตดั ช้นิ เล็กๆ พอคําหอ่ ด้วยพลาสตกิ บรรจุวางขายทั่วไป
เป็นขนมของฝากเปน็ ทีน่ ิยมมานานไมน่ อ้ ยกว่าขนมเค้ก ภายหลงั มกี ารดดั แปลงปรุงรสให้เลือกเพ่ิมขน้ึ เช่น รสเตย
หอม รสทุเรียน เป็นต้น

ขนมอ่นื ๆ ของเมืองตรังยังมอี ีกหลายชนิด ทวี่ างขายเปน็ ประจาํ และมีจาํ นวนมากมายหลายสบิ
เจา้ ในงานเทศกาลหรืองานรน่ื เรงิ ต่างๆ ได้แก่ ข้าวหลาม และขนมปอดควาย (คลา้ ยขนมรงั ผง้ึ ของทางภาคกลาง)

152 
 

ประเภทขนมแหง้ ท่ีทาํ จากโรงงานมหี ลายชนดิ เช่น ขนมเคลียว ขนมโกสี (ขนมโก๋) ขนมม่อหลาว
ขนมหวี ขนมพอง ขนมก้านบัว ขนมถวั่ ตอ่ ย ขนมถั่วตัด ขนมเตา้ สอ้ ฯลฯ ที่ทํารบั ประทานเองตามบา้ นหรืออาจจะ
ทําขายด้วยก็มี ขนมขมี้ อด ทาํ จากแปง้ ขา้ วเจา้ บดแหง้ คัว่ ใหส้ กุ หอมคลุกน้ําตาลทราย บรรจุในกรวยกระดาษ เวลา
รบั ประทานใหเ้ ดด็ ยอดกรวยแลว้ กรอกใส่ปาก เปน็ ทีช่ ืน่ ชอบของเด็กๆ

ประเพณที อ้ งถิ่นเมอื งตรงั เมอื งตรังมปี ระเพณีหลายอยา่ งตามพนื้ ฐานของผ้คู น มปี ระเพณที ีเ่ กี่ยวเนอื่ งกบั
เทศกาล ประเพณที เี่ กีย่ วเน่อื งกับศาสนา ประเพณีในรอบปี ประเพณที ่สี มั พนั ธก์ บั วิถชี ีวติ ซง่ึ มเี อกลักษณ์เฉพาะถ่ิน
ที่น่าสนใจ ไดแ้ ก่

ประเพณงี านศพ เมืองตรงั มีทงั้ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยมสุ ลิม และชาวไทยเช้อื สายจนี ประเพณีงานศพ
เมืองตรังจงึ มพี ิธีกรรมท่ีแตกตา่ งไปตามศาสนาและความเช่ือดงั้ เดมิ แต่มบี างอยา่ งท่ีเหมือนกันอนั แสดงถึงความเป็น
ตรงั

งานศพชาวไทยพุทธ ชาวไทยพุทธท้องถิ่นมีกิจกรรมงานศพหลายขัน้ ตอน นับแต่วนั ตาย วันตงั้
ศพ วนั ฌาปนกจิ ศพ เม่อื มคี นตายกจ็ ะกระจายข่าวใหร้ ู้กนั ทั่วไป บรรดาญาตมิ ติ รผ้สู นทิ สนมรจู้ กั มกั คุ้นกบั ญาติ
ผตู้ ายก็จะไปร่วมโดยจติ สํานกึ ว่าเพ่อื นที่ดจี ะเห็นกันเม่ือตาย

เมอื่ มีผ้ตู าย พิธแี รกคอื การเตรียมบรรจุโลง ด้วยการจัดศพผู้ตายให้นอนหนั ศีรษะไปทางทิศ
ตะวนั ตก จัดแต่งซองหมากพลู ดอกไม้ ธูปเทยี นให้ผู้ตายถอื ไวแ้ ล้วคลุมดว้ ยผา้ จัดเตรียมโลง อาบน้าํ ศพ แตง่ ตวั ศพ
นมิ นต์พระภิกษทุ ําพิธีมดั ตราสงั และนาํ ศพบรรจโุ ลง ซ่ึงมคี วามเช่อื อย่วู า่ จะไมบ่ รรจโุ ลงในวันพุธ ถ้าวนั ตายเป็นวนั
พุธ ก็จะรอเวลาไว้จนผ่านเที่ยงคืนไปแล้ว จงึ บรรจุศพลงโลง

การจดั งานศพในสมยั กอ่ น เจา้ ภาพตอ้ งเตรียมการอยหู่ ลายวัน เตรียมสถานท่ี ปลกู โรงพิธี โรง
เล้ยี ง โรงครวั จดั หาฟนื สิ่งของต่างๆ ทจ่ี ะใชใ้ นงานศพ ไปบอกกล่าวญาติมติ รที่อย่หู า่ งไกล ดงั นัน้ จึงนําศพใส่โลง
ค้างไว้กอ่ นเมื่อถงึ วันทีเ่ หมาะสมซึ่งมักจะเป็นหน้าแล้งก็จะนาํ มาบําเพ็ญกศุ ล อาจจัดพิธที ีบ่ ้านหรือท่วี ัดตามสะดวก
ปจั จุบันเมอ่ื บรรจศุ พแล้วสว่ นใหญ่จะจดั งานตอ่ เนื่องจนเผาเรียบร้อยในคราวเดียว

ชาวตรงั นิยมต้ังศพบําเพญ็ กศุ ลหลายวัน โดยถอื เอาวันฤกษ์ดีเป็นวันยกศพไปเผาหรอื ฝัง ซ่ึงมกั จะ
จัดงานศพใหเ้ สรจ็ สน้ิ ในช่วงเดอื น ไมน่ ิยมจดั งานศพฉกี ขาข้ามเดือน (หมายถึงการต้งั บําเพ็ญกศุ ลทมี่ วี นั อยู่ระหว่าง
ข้างขึน้ กบั ขา้ งแรมหรอื ระหวา่ งเดือนต่อเดอื น) หลังจากยกศพขึ้นแล้วก็จะจดั เตรียมงานจนถึงวนั สาํ คญั ในสามวัน
สุดทา้ ย คือ วนั เข้าทับ วันเขา้ การและวนั เผา

เมอ่ื เรม่ิ งานกจ็ ะมจี ัดการตกแต่งโลง ตอนกลางคนื มีสวดพระอภธิ รรม กลางวันทําบญุ ถวาย
สงั ฆทาน เตรียมอาหารไวจ้ ัดเลยี้ ง ทําบุญถวายสังฆทาน เตรียมอาหารไวจ้ ัดเลี้ยงผู้มาฟงั สวดและนงั่ เพอื่ นศพ มมี หร
ศพตามฐานะเจ้าภาพ เชน่ หนังตะลงุ มโนราห์ กาหลอ กลอนลาน เปน็ ตน้ ในวนั เข้าทับอาจมกี ารจดุ ดอกไม้ไฟ
ประเภท อ้ายตมู ตรวด เพือ่ เปน็ สญั ญาณบอกข่าว

การเตรยี มงานศพในปัจจุบันท่ีโดดเดน่ เป็นเอกลกั ษณ์ของชาวตรงั คอื การพมิ พ์ใบประกาศงานศพ
ขนาดใหญ่ ปดิ ประกาศใหเ้ พือ่ นฝูง ญาตมิ ติ รทราบเพอื่ จะไดม้ ารว่ มงาน

153 
 

การจดั เล้ียงอาหารแกผ่ ู้มาร่วมงาน ในวนั แรกๆ ตอนกลางคนื จะมีถ่ัวลิสงคั่วกบั นา้ํ ชาหรือนา้ํ เย็น
บางทีกจ็ ะมีขนมแห้งหรอื ขนมสด ตลอดจนอาหารประเภทขนมจีน ก๋วยเตีย๋ วตามฐานะเจ้าภาพ หรอื ตามทญี่ าติ
มิตรจัดมาชว่ ย ในวันเข้าทบั จะมีการลม้ หมู ล้มววั ไวส้ ําหรบั งานเลยี้ งใหญ่ ในวนั เขา้ การ ในวนั เขา้ ทบั นพ้ี อ่ ครวั จะ
นาํ เอาเครอื่ งในมาแกงกอ่ น เรยี กว่า แกงสมรม แขกทมี่ าจะได้รบั เลยี้ งข้าวม้ือเยน็ ดว้ ย พอถงึ วนั เขา้ การ ซึ่งคนจะมา
กนั เปน็ จํานวนมาก การเล้ยี งขา้ วม้ือเย็นถอื เป็นเร่อื งสําคัญ ต้องมีอาหารอย่างนอ้ ย 3 อย่าง แกงหลกั มักจะเป็น แกง
เน้ือวัวนํา้ ขลกุ ขลกิ ใสเ่ ครื่องเทศเรียกว่าเครอ่ื งรอ้ ย แกงจดื และผดั หรือเกายกุ (คลา้ ยหมพู ะโล้ ปรงุ รสเพม่ิ เติมดว้ ย
เตา้ หู้ย้ี ใส่เผอื ก เต้าหทู้ อด และเหด็ หอมดว้ ย) เรอ่ื งอาหารนเ้ี จ้าภาพถอื เป็นเรื่องสําคญั ตอ้ งดูแลมใิ ห้ขาดตก
บกพรอ่ ง

เจ้าภาพจะทักทายกับทุกคนทมี่ ารว่ มในงาน มีโฆษกประกาศต้อนรบั เช้ือเชญิ แขกเข้าสูโ่ รงเลย้ี ง
เพ่ือรบั ประทานอาหาร เสรจ็ แลว้ ญาตมิ ติ รและแขกก็จะรว่ มทาํ บญุ เรียกว่า ใหง้ าน มีเจา้ ภาพคอยรับเงนิ จดช่ือ –
นามสกุล บา้ นท่อี ยู่ จาํ นวนเงนิ และตอบแทนด้วยบตั รขอบคณุ บอกกําหนดการฌาปนกจิ ผกู ดว้ ยสีแดงไว้เป็นการ
เชิญชวนให้มาในวนั เผาอกี ครัง้ หนงึ่ ปจั จบุ นั บางงานเปลย่ี นจากบัตรขอบคุณเปน็ ของชาํ รว่ ยประเภทยาหม่อง ยาดม

เม่อื วนั ถึงวันยกศพไปเผาหรอื ฝงั บรรดาญาติมิตรเพือ่ นฝูงทร่ี ูจ้ ักมกั คุน้ กจ็ ะมารว่ มพิธีสวดมาติกา
บงั สกุ ลุ มกี ารเล้ียงอาหารเทีย่ งอีกคร้ังหนง่ึ อาจเปน็ อาหารชนดิ เดยี วกับวันเขา้ การหรือหมผ่ี ัด เมือ่ ถึงกาํ หนดเวลาก็
ยกศพจากทต่ี ั้งหามไปส่เู มรุหรือป่าชา้ เพ่ือเผาหรือฝงั ตามประเพณี สมยั กอ่ นผไู้ ปสง่ ศพจะถือฟืนไปคนละด้นุ ดว้ ย
เพ่อื ใชเ้ ผาศพ ปัจจบุ ันธรรมเนยี มน้ียงั มอี ยบู่ ้างในชนบท ถ้าเปน็ ศพทเี่ ผากจ็ ะเก็บอัฐิในวนั รุ่งขน้ึ เจา้ ภาพจะนิมนต์
พระแปรธาตเุ พอ่ื เก็บอัฐนิ ําไปบังสกุ ลุ นําเกบ็ ไวใ้ นทีเ่ หมาะสม หรือบัวซง่ึ ทําเป็นรูปเจดีย์เล็กๆ สูงประมาณ 1 เมตร
เรยี กว่าเข้าบวั

การไว้ทกุ ข์ บรรดาลกู หลานและญาติจะไวท้ กุ ขด์ ้วยการแต่งคํา ถา้ เปน็ ญาตหิ ่างๆ กไ็ มค่ อ่ ย
เครง่ ครดั นัก อาจแตง่ ดําขาว ระยะเวลาไวท้ ุกขอ์ าจเปน็ ๑ ปี ๑๐๐ วนั ๕๐ วัน หรอื ปลดทุกข์ทนั ทีหลงั จากบรรจุ
อัฐแิ ลว้ ในวนั ปลดทุกขจ์ ะมกี ารทาํ บญุ ถวายสงั ฆทานอุทิศส่วนกศุ ลแกผ่ ตู้ ายอกี คร้งั หนง่ึ

พธิ ฝี งั ศพชาวไทยมุสลมิ ในจังหวดั ตรัง พิธีศพชาวไทยมุสลมิ ส่วนใหญป่ ฏบิ ัติแบบเรียบง่าย
ตามศาสนบญั ญตั ิ เม่ือมสุ ลมิ ตายลง เพ่ือนบา้ นจะไปใหค้ วามช่วยเหลือครอบครวั ผ้ตู าย อาจมกี ารบอกกันด้วยวาจา
หรอื ตกี ลองของมัสยดิ เปน็ การบอกขา่ วว่ามีคนตายในหมูบ่ า้ น

พิธีศพของมุสลมิ จะใชว้ ิธกี ารฝัง โดยปกติแล้วจะต้องฝงั ภายใน ๒๔ ชั่วโมง เพราะถือว่าไว้นานจะ
ทําให้ผู้ทม่ี ีชีวิตอยตู่ ้องเสียใจเพ่ิมมากข้ึน นอกจากมปี ญั หาเก่ียวขอ้ งกบั กฎหมายบา้ นเมือง เพ่ือนบา้ นจะชว่ ยเหลือ
กนั อยา่ งรวดเร็ว ชว่ ยขุดหลุมทส่ี ุสาน (กโุ บร)์ ทําโลงศพดว้ ยไมก้ ระดานแบบงา่ ยๆ เพราะอสิ ลามถือวา่ การตายเปน็
เรื่องการเปลี่ยนแปลงทอ่ี ยูไ่ ปยงั อีกโลกหนงึ่ ผูไ้ ปชว่ ยงานหรอื เยีย่ มครอบครัวของผตู้ ายแต่งกายธรรมดา ไม่มกี าร
แตง่ ดําไวท้ ุกข์ หลายท้องที่นยิ มนําส่ิงของ หรือเงินมอบให้แกค่ รอบครวั ผตู้ ายเป็นการรว่ มทาํ บุญ

การปฏิบตั ติ ่อศพ (มัยยติ ) กอ่ นนาํ ไปฝัง จะมกี ารอาบนํ้าทําความสะอาดศพ แล้วหอ่ ด้วยผา้ ขาว
ตอ่ จากนน้ั ก็เป็นพิธลี ะหมาดใหแ้ กผ่ ู้ตายซึง่ เรียกว่า ละหมาดญะนาซะหซ์ ง่ึ อาจจะทําท่บี ้านของผตู้ าย หรือนําศพไป

154 
 

ทาํ พิธลี ะหมาดใหท้ ม่ี สั ยดิ กไ็ ด้ เม่อื มีการเคลอื่ นศพ ผทู้ ี่นั่งอยหู่ รือทํางานอยู่ในทางศพผ่าน จะยืนขึ้นเป็นการเคารพ
ศพและตามไปส่งศพถงึ กโุ บร์

การฝงั ศพ มีการขุดหลมุ ลกึ พอสมควร ฝังศพในท่านตะแคงขวา หนั หนา้ ไปทางทิศกบิ ลตั (อยู่ทาง
ทิศตะวันตก) หลังฝงั ศพเรียบรอ้ ยแลว้ ใช้กอ้ นหินหรอื หลกั ไม้ส้นั ๆ ๒ ทอ่ นเรียก ตาหนา ปักด้านศรี ษะและปลายเทา่
เปน็ เครอื่ งหมายไวบ้ นหลมุ ศพ ถ้าเปน็ ผ้ชู ายจะทําตาหนามลี ักษณะกลม ผ้หู ญงิ จะมีลกั ษณะแบน ตอ่ จากนั้นผู้นํา
ศาสนาก็จะอา่ นดอุ า (คาํ ขอพร) ขอพรต่อพระผู้เปน็ เจ้าให้แก่ผตู้ าย

หลังจากฝัง่ ศพแลว้ มีประเพณที ผ่ี ู้อยู่ขา้ งหลังมกั ปฏบิ ตั ิ คือ การเยี่ยมสุสานเพื่อให้ระลึกถึงความ
ตาย ไมต่ ้ังอยใู่ นความประมาท มกี ารจัดทําบุญ เรียกวา่ นหุ รี ท่บี า้ นหรอื สเุ หรา่ เพอื่ อทุ ศิ ให้แกผ่ ู้ตาย ซึ่งจะทํากันใน
วนั ตายและช่วงระยะ ๓ วนั ๗ วนั ๔๐ วัน หรือ ๑๐๐ วนั และตามความเหมาะสม บางแห่งที่จดั ให้มีการทําบญุ
๔๐ วนั เจา้ ภาพจะจดั พมิ พ์ประกาศหรือบอกกล่าวแก่ญาตมิ ติ รใหท้ ราบและมาร่วม มีการเลยี้ งอาหารโดยเชญิ ผนู้ ํา
ศาสนามาร่วมขอพรจากพระผ้เู ป็นเจา้

พิธีศพของไทยมสุ ลิมในจังหวดั ตรงั ส่วนใหญป่ ฏบิ ตั เิ รยี บง่ายตามหลักการของศาสนาดงั ท่ีกล่าวแลว้
สําหรับสว่ นทีน่ อกเหนอื ไป เช่น วันตายเจ้าภาพจดั เล้ียงอาหารแกผ่ ้มู าเยีย่ ม การทาํ บญุ ให้แก่ผูต้ ายเม่ือครบ ๓วนั ๗ วัน
หรือ ๔๐ วัน การกอ่ สร้างหลุมศพใหส้ วยงาม หรือ การนําอาหารหวานคาวไปทาํ บุญทก่ี ุโบร์ ถือเปน็ ประเพณที ่ีสบื
ทอดผสมผสาน ซึง่ บางอยา่ งเปล่ียนแปลงไปตามความเหมาะสม

พธิ ฝี ัง่ ศพชาวไทยเช้ือสายจนี ชาวไทยเชอื้ สายจีนในทอ้ งถิ่นตรังเมอ่ื ตายลงกจ็ ะนําศพใส่โลงไม้
หนาขนาดใหญม่ รี ูปทรงเฉพาะตวั เรยี กวา่ โลงหวั หมู มีความเช่อื เกีย่ วกับการจัดซื้อโลงศพว่าจะเพม่ิ ราคาสงู กว่าท่ี
ผขู้ ายบอก ด้วยเช่อื ว่าจะทาํ ให้ญาติมติ รที่อยู่มีความเปน็ อย่เู จรญิ รุ่งเรอื งขึ้น ญาตมิ ิตรมกี ารไว้ทุกขแ์ กผ่ ูต้ าย และมี
พิธเี ซ่นไหวค้ ํานบั ศพตามประเพณที สี่ บื ทอดกันมาแต่ดินแดนดง้ั เดิม

การจดั งานศพก่อนพธิ ฝี ัง มกี ารต้ังศพสวดบําเพญ็ กศุ ลและจดั เล้ยี งแขกเชน่ เดียวกับงานศพชาว
ไทยพุทธ สําหรับเรื่องอาหารอาจแตกตา่ งไปบ้างในวนั เข้าการ คือมักจะจดั อาหารประเภทจานเดยี ว เชน่ กว๋ ยเต๋ียว
หมข่ี นมจีน ทเี่ ป็นขา้ วก็มี แตไ่ มใ่ ช้แกงเน้ือวัว สว่ นขนมแหง้ ขนมสดค่อนขา้ งจะมากเป็นพเิ ศษ

การแตง่ กายไว้ทกุ ข์ ปกตแิ ต่งดํา และมีเครื่องหมายบอกฐานะความสัมพนั ธก์ ับผตู้ าย ลกู ชาย ลูก
สาว ลูกเขย ลกู สะใภ้ ญาติแตล่ ะฝ่ายแต่ละช้ัน จะมเี ครื่องหมายเฉพาะ

ในวนั ฝงั กจ็ ะนาํ ศพไปยังสุสานก่อนยกศพจะมีการเซ่นไหวห้ มูยา่ ง ซงึ่ ลูกหลานและญาติมิตรนํามา
เซน่ ไหวค้ นละตัวหรอื กลุ่มละตัว หลังจากน้นั ก็ใช้เป็นอาหารเลีย้ งแขกควบคูก่ บั หม่หี รอื ขา้ ว

การเคล่อื นศพไปสสุ าน นยิ มจดั ขบวนแหใ่ หญโ่ ต มรี ถของญาตมิ ิตรเข้าขบวนยาวเหยยี ดไปตาม
ถนน รถรบั จ้างก็จะมาเข้าขบวนด้วย ถอื เป็นการสง่ ศพ เจ้าภาพจะตอบแทนดว้ ยผ้าขนหนหู รอื ผ้าขาวม้าผูกใหร้ ถทกุ
คน บางงานกใ็ ห้ซองใส่เงนิ เรยี กว่า อั่งเปา

155 
 

เสรจ็ พธิ ีฝังศพแลว้ ลกู หลานจะนํากระถางธูปกลบั บา้ น จัดทาํ ป้ายชอ่ื ผู้ตายวางรวมไว้บนหิ้งบูชา
บรรพบุรุษของตระกูล และดแู ลเซน่ ไหว้อยมู่ ิไดข้ าด สว่ นทหี่ ลมุ ฝังศพหรอื ฮวงซุย้ ก็จะมีการทําบุญเช็งเม้งเปน็
ประจําทุกปี

การแต่งงานของชาวไทยพทุ ธ ชาวตรังโดยท่วั ไปมักจะเป็นคนหวงลกู สาว ถา้ มีผ้มู ารักชอบพอกจ็ ะต้อง
แตง่ งานใหถ้ ูกตอ้ งตามประเพณเี สยี ก่อน จะชิงสกุ ก่อนหา่ มไปอยรู่ ว่ มกันก่อนที่ผใู้ หญจ่ ะรับทราบนน้ั ไมไ่ ด้ หากฝ่าย
ชายไดเ้ ห็นฝา่ ยหญงิ และชอบพอก็จะเรมิ่ ต้นด้วยการไปเก้ยี วพาราสซี ่ึงใชส้ าํ นวนวา่ บ้าหญิง แต่กอ่ นหนุ่มสาวจะพบ
กนั ได้ชว่ งเทศกาลงานประเพณีตา่ งๆ หรอื ฤดเู กีย่ วข้าวท่ีมีการ ซอ หรือลงแขกช่วยเหลือกนั บางรายก็มแี ม่ชกั (แมส่ อื่ )
ชว่ ยเหลอื ประสานสมั พันธ์ ถา้ ผใู้ หญฝ่ ่ายชายเหน็ ดีดว้ ยกจ็ ะไปแยบ หรอื แยบเมยี คือทาบทามนัน่ เอง หากฝ่ายหญงิ
ตกลงยินยอมก็จะตก คอื เรียกสินสอดทองหมน้ั ตามธรรมเนยี ม จะตกเปน็ เงินหวั ขันหมาก แหวน สรอ้ ย หรอื อ่ืนๆ
ตามแตจ่ ะตกลงกันและจดั การหาฤกษย์ ามกาํ หนดวันหมั้นวนั แตง่ ตอ่ ไป สว่ นใหญ่จะนยิ มสขู่ อและแตง่ กนั ในเดอื น
๔ เดือน ๖ เดือน ๙ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒

เมอ่ื หม้นั กนั ไว้แลว้ ท้ังสองฝ่ายจะไปเย่ยี มหาสกู่ ันได้ ชว่ ยเหลืองานกันตามสมควร ในสมยั กอ่ นฝา่ ย
ชายจะไปชว่ ยฝ่ายหญงิ ทํานาเปน็ การ ฝากเหฺมรฺ อ เพื่อใหท้ ั้งสองฝา่ ยดนู สิ ัยใจคอตอ่ กนั หากฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งเห็นว่า
ไมส่ ามารถจะอย่กู ันไดก้ ็จะยกเลกิ การหมนั้ เรียกวา่ ตัด หากเห็นวา่ จะอยเู่ ป็นคคู่ รองต่อไปได้ กจ็ ะตกลงนัดหมาย
วันฤกษ์ยามดีจดั พิธแี ตง่ งานกันต่อไป ฝ่ายสาวที่มีคู่หมั้นแลว้ มกั จะถกู ถามข่าวคราววา่ เมือ่ ไรจะกินเหนยี ว ปจั จุบนั
การฝากเหมฺ รฺ อหาไดย้ ากแล้ว เพราะหนุ่มสาวสว่ นใหญ่มงี านประจาํ ทํานอกบา้ น ความสมั พันธข์ องหนมุ่ สาวในระยะ
ชอบพอดใู จกันนนั้ ถือวา่ เปน็ แฟนกัน แลว้ ก็เข้าสู่การหมน้ั การแตง่ ในคราวเดยี วกนั คําวา่ คหู่ มนั้ จึงค่อยๆ หายไป

ในการจดั พิธหี รือแตง่ ฝ่ายชายตอ้ งจัดเตรียมขันหมากตามประเพณี คือ นิยมจํานวนค่ี เชน่ ๕ ขนั
๗ ขนั ๙ ขนั ๑๑ ขัน เปน็ ต้น มขี ันหมากหลกั เปน็ ขนั หมากหวั ๑ ขันหมากคอ ๑ และขันหมากคาง ๑ การจดั ขันหมาก
จะจัดแต่งตามทถ่ี อื ปฏิบตั ติ ่อกนั มา โดยมีหมอหรอื ผู้รู้มาจดั ตกแตง่ มคี วามเช่อื เก่ยี วกบั ผ้แู ตง่ ขนั หมากหรอื ผู้ท่ถี ือ
ขนั หมากว่าต้องเป็นผู้มีศลี ธรรม น่าเชอื่ ถอื และประสบความสําเร็จในชีวติ สมรส จะเป็นพ่อหม้ายหรือแมห่ ม้ายไม่ได้
สง่ิ ท่ีใสใ่ นขนั หมากคือ หมากพลแู ละขนม นอกจากน้จี ะจดั สินสอดของหมั้น เช่น เงิน แหวนหมั้น สรอ้ ย ไปหมน้ั
ตามที่ตกลงกันในวันทาบทาม

การเตรยี มงานแต่ง ต้องมกี ารบอกกลา่ วญาตมิ ติ ร แต่เดิมใช้วธิ ีบอกหมาก คือเจา้ ภาพแตล่ ะฝ่าย
จะจดั หมากพลูเป็นคําๆ ไปบอกเชิญญาตๆิ และเพื่อนบ้านให้มารว่ มงาน ปจั จบุ นั เปลยี่ นเป็นบัตรเชิญ ทย่ี ังบอก
หมากก็ใชล้ ูกอมแทนหมาก เพราะคนสมัยนไี้ มก่ นิ หมากกนั แล้ว

ที่บา้ นเจ้าบา่ วจะมีการจดั ขันหมาก ขนั หมากแต่งจะจัดจาํ นวนมากกว่าตอนสขู่ อ เชน่ ตอนสขู่ อ
จัด ๗ ขัน ในตอนแตง่ งานจะจดั มากกวา่ ๗ ขัน และเปน็ จาํ นวนคี่ จะเปน็ ๙ ขนั ๑๑ ขัน หรอื ๑๓ ขัน สว่ นบ้าน
เจา้ สาวก็เตรยี มสถานทพี่ ธิ แี ต่ง

156 
 

วันแต่งงานฝา่ ยชายจดั ขันหมากและสิง่ ของอ่นื พรอ้ มทัง้ จัดเครอ่ื งเซ่น วกั ด้าํ เพ่ือนําเซ่นไหวบ้ ชู า
ตายายทบี่ ้านเจา้ สาว แลว้ มกี ารไหวญ้ าตผิ ู้ใหญ่ หรือพธิ อี น่ื ๆ ตามขัน้ ตอนประเพณนี ิยมของแตล่ ะท้องถน่ิ แขกที่
ไดร้ บั เชิญไปร่วมในงานกจ็ ะร่วมรับประทานอาหาร ในตอนคํา่ วนั แตง่ งานจัดใหม้ กี าร เรียงสาดเรยี งหมอน สง่ ตวั คู่
บา่ วสาวเข้าหอ

อาหารในงานแต่งงานชนดิ หนึ่งคอื เหนียวกวน หรอื เหนียวแกว้ ซง่ึ ญาตมิ ติ รเพ่อื นบ้านมาช่วยกัน
จดั หอ่ เหนียว โดยปั้นเหนยี วเป็นก้อนเลก็ ๆ ใส่กระดาษแกว้ สหี อ่ ใหส้ วยงามสําหรบั ใช้เลยี้ งแขก ซ่งึ มักจะเปน็ ในชว่ ง
วันเตรยี มงานและตอ้ นรับเจ้าบ่าว อันเป็นที่มาของสาํ นวน กนิ เหนียว ซงึ่ หมายถึงแต่งงาน บางงานจัดเลย้ี งข้าว
เหนยี วแกงไก่ด้วย ส่วนการจัดเลย้ี งนน้ั บางงานอาจเลยี้ งแขกตอนเทย่ี งต่อจากพธิ แี ตง่ แตบ่ างงานจดั เลี้ยงขบวน
ขนั หมากในตอนเท่ียงแลว้ จะจัดเล้ยี งแขกอีกครั้งในตอนเยน็

แตเ่ ดมิ มคี วามนิยมอยา่ งหนง่ึ ในพธิ แี ตง่ งานที่จังหวดั ตรงั คือใหเ้ จา้ บ่าวเจ้าสาวน่ังรถท่ตี กแต่ง
สวยงามจัดเป็นขบวนแหร่ อบตลาดดว้ ย

การจดั พธิ แี ต่งงานของแตล่ ะทอ้ งถน่ิ อาจจะแตกตา่ งกันไปบ้าง แต่มเี ป้าหมายเดยี วกัน คือเป็นการ
รับรองค่บู า่ วสาวทจี่ ะอยูร่ ว่ มกนั ให้ญาตมิ ติ รได้รับรู้ สร้างความสัมพนั ธข์ องญาตทิ ้งั ฝ่าย ๒ ฝ่ายตามทีเ่ รยี กว่าเป็น
ดองกัน ปัจจบุ ันประเพณีการแตง่ งานได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ บ้าง แตพ่ ิธกี ารบางอย่างกย็ งั คงมอี ยู่ โดยเฉพาะ
การจัดขันหมากสู่ขอกันตามประเพณี การถือเอาฤกษย์ ามดีในการจัดพธิ ีของทงั้ สองฝ่าย อนั เปน็ ธรรมเนียมปฏิบัตทิ ่ี
ยังสบื ทอดกันต่อมา

การแตง่ งานของชาวไทยมสุ ลิม การแต่งงานของชาวไทยมุสลมิ ต้องเป็นไปตามศาสนบญั ญัติ กลา่ วคือ
ตอ้ งแตง่ งานกับคนทีเ่ ปน็ มุสลมิ ด้วยกนั จะแตง่ งานกบั คนต่างศาสนาไมไ่ ด้ ดังนนั้ ในกรณที ่เี ป็นคนนอกศาสนา
จะตอ้ งใหเ้ ข้านับถือศาสนาอสิ ลามดว้ ยความศรัทธาเสยี ก่อน

การสมรสในอสิ ลาม หมายถงึ การที่ชายหญงิ ต้องมาอยู่ร่วมกันในฐานะสามภี รรยา เปน็ การสร้าง
ครอบครวั ขึ้นใหมโ่ ดยตอ้ งผา่ นการนิกะห์ (พธิ สี มรส) การเลือกคู่ครองต้องเป็นมุสลมิ ด้วยกนั ไมแ่ ต่งงานกบั บุคคลท่ี
ศาสนากบั หนดหา้ มไว้ คือกบั ผู้ทมี่ ีสายเลือดเดยี วกันโดยกําเนิด ทเี่ ปน็ ญาติใกล้ชิดกัน เชน่ บิดา มารดา ปยู่ ่า ตายาย
ลงุ ป้า นา้ อา ฯลฯ และท้ังสองฝา่ ยต้องตกลงใจโดยไม่มกี ารบังคบั เมอ่ื ชายหญิงคใู่ ดผา่ นการเจรจาระหว่างผ้ใู หญท่ ัง้
สองฝ่ายตกลงใหส้ มรสกันได้ กจ็ ะมกี ารทําพธิ สี ู่ขอกันเปน็ ทางการ บางแหง่ มกั ตัดพธิ ีนี้ออก การทาํ พิธหี มั้นก็
เช่นเดยี วกัน อาจทําพธิ หี มนั้ ในการสู่ขอหรอื กําหนดไปทํากันในวันแตง่ บางแหง่ ยึดถือเพยี งศาสนบญั ญตั ิกจ็ ะไม่มี
การทําพธิ ีหม้ันแต่อยา่ งใด สําหรบั เงินสนิ สอดทองหม้ันถือเป็นประเพณีที่ฝา่ ยชายต้องมอบใหต้ ามจํานวนที่ผู
ปกครองฝ่ายหญิงตก ซง่ึ เงนิ สนิ สอดเหล่าน้จี ะไดก้ ับผู้ปกครองฝา่ ยหญงิ สว่ นของหมนั้ มกั จะเป็นส่ิงได้กบั หญงิ
โดยเฉพาะ ตามหลักศาสนากาํ หนดใหม้ ีเพียงเงนิ หรือสงิ่ ของทชี่ ายจะต้องมอบใหห้ ญิงซ่งึ เรียกวา่ มะฮัร และ มะฮัร
น้ีจะเปน็ กรรมสทิ ธิข์ องเธอโดยเฉพาะคลา้ ยกับของหม้นั

ในวนั แตง่ งาน ช่วงที่สาํ คัญทสี่ ุดคอื การนกิ ะห์ หมายถึงการยนิ ยอมของผูป้ กครองฝา่ ยหญิง
เจา้ บา่ วยอมรับการสมรสกบั เจา้ สาว มีพยานรู้เห็น ๒ คน การนกิ ะห์ ถ้าเปรียบการจดทะเบียนสมรสเป็นการสมรส

157 

 

ท่ีถกู ตอ้ งตามกฎหมายบ้านเมอื ง การนิกะหค์ ือการจะทะเบยี นสมรสทางศาสนา การสมรสของมสุ ลมิ ต้องผ่านการนิ

กะห์ และการนิกะหจ์ ะสมบรู ณต์ ้องประกอบด้วยเจา้ บ่าวเจ้าสาวซึง่ ผ่านการเจรจาตกลงจะทาํ การสมรสกนั วะลี คอื

ผ้ปู กครองฝ่ายหญิงตามศาสนบญั ญตั ิ พยานจํานวน ๒ คน ต้องมีมะฮรั ตามที่กลา่ วแลว้ พรอ้ มกับกลา่ วอบรมคู่บา่ ว

สาว และการกลา่ วตอบรับยืนยันในการสมรสของเจ้าบ่าว

ข้ันตอนการนิกะห์ สถานทที่ ําพิธี ทําทบ่ี ้านของฝา่ ยหญิงหรอื ท่ีมสั ยิดใกล้บา้ น เม่ือองค์ประชมุ

พรอ้ มแลว้ ผกู้ ลา่ วการอบรม (คฏุ บะฮน์ กิ ะห์) มกั จะเป็นอิหมา่ มหรือผ้นู ําศาสนาเริ่มด้วยการอา่ นโองการในคัมภีรื

อัลกุรอ่านแล้วนาํ ใหเ้ จา้ บา่ วกลา่ วคาํ ปฏิญาณ ๒ ประโยค ตอ่ จากน้นั กก็ ลา่ วส่งั สอนใหป้ ฏิบัตติ นอยู่ในแนวทางของ

ศาสนาหรืออบรมเก่ยี วกับการครองคู่ของสามีภรรยาตามท่เี หน็ สมควร แลว้ ผู้ทําพิธีซึ่งกค็ ือ วะลี แตส่ ว่ นมากจะ

มอบหมายใหอ้ หิ มา่ มหรอื ผ้นู ําศาสนาในหมูบ่ า้ นเป็นผู้ทําพธิ ีแทน

พธิ สี มรสของมสุ ลิมในจงั หวัดตรัง นอกจากจะปฏิบัตติ ามศาสนบัญญตั แิ ล้วยังเป็นการผสมผสาน

เข้ากบั ประเพณีทอ้ งถ่นิ ด้วย เชน่ พธิ สี ูข่ อ พธิ ีหมั้น พิธแี ต่ง การจัดขันหมากหรือการออกบัตรเชญิ เล้ยี งอาหาร เปน็

ตน้ ซง่ึ แต่ละทอ้ งถ่ินก็แตกต่างกันไป

ประเพณขี องชาวไทยพทุ ธ ชาวไทยพุทธ และชาวไทยเชอ้ื สายจนี เมอื งตรัง สว่ นใหญม่ กี ิจกรรมท่เี ก่ียวเนือ่ งกับ
ศาสนาและปฏิบัตติ อ่ เนื่องกนั มาจนเปน็ ประเพณีทอ้ งถิ่น เช่น ตกั บาตรปีใหม่ สงกรานตเ์ ดือน ๕ ลากพระเดอื น ๕
และลากพระเดอื น ๑๑ ถวายเทียนพรรษา เดอื น ๘ ลอยกระทงเดือน ๑๒ และมีพธิ อี ื่นๆ ตามท้องถนิ่ เช่น ลาซงั
ทําขวัญข้าวซึ่งจดั หลงั การเก่ียวขา้ ว เปน็ ต้น ในทนี่ ้จี ะกล่าวเฉพาะบางประเพณที ่เี ดน่ ชัด

ตกั บาตรปใี หม่ ในโอกาสวันสน้ิ ปเี ก่าต้อนรับปใี หม่ในรอบปี วันที่ ๓๑ ธันวาคม และวนั ท่ี ๑
มกราคมของทกุ ปี ชาวไทยพทุ ธและชาวไทยเชื้อสายจนี ในพน้ื ที่เขตตรงั เมือง จะนิยมทาํ บุญตักบาตรในตอนเช้าของ
วนั ท่ี ๑ มกราคม ซ่งึ เป็นวนั ปใี หม่ นมิ นตพ์ ระภกิ ษุสามเณรจากวดั ตา่ งๆ ออกบณิ ฑบาต ผูค้ นจากท่ตี า่ งๆ จะ
หลัง่ ไหลกนั มาแตเ่ ชา้ เพอื่ จะตักบาตรรว่ มกันตอ่ ญาติมติ ร เสรมิ สถานที่ตกั บาตรใช้ศูนยก์ ลางชมุ ชน เช่น ลานวัด
หน้าศาลากลางจังหวัดบรเิ วณสนามในเขตใกล้ตลาด เป็นตน้

สงกรานต์ วันสงกรานต์ หรอื ที่เรียกอกี ชื่อว่าวนั ว่าง คือวันที่ ๑๓ ถงึ วนั ท่ี ๑๕ เมษายน สบื เนอ่ื ง
จากความเชือ่ ทเี่ ก่ียวเนอ่ื งกับตาํ นานสงกรานต์ ทก่ี ลา่ วถึงท้าวกบลิ มหาพรหมผู้ตดั เศียรของตนตามสัญญาในการ
ตอบปัญหากับธรรมบาลกมุ าร แลว้ บรรดาธิดานําเศยี รนนั้ แหป่ ระทักษณิ รอบเขาพระสุเมรุกอ่ นอญั เชิญไป
ประดิษฐานไวใ้ นมณฑปถํา้ คันธธุลเี ขาไกรลาสครบรอบปีจึงนําออกแห่ครง้ั หนง่ึ เทวดากไ็ ปชมุ นมุ ในขบวนแห่กัน
หมด ผคู้ นต้องงดการงานทุกอยา่ งเพราะเชื่อวา่ ไม่มีเทวดาคอยปกปกั รักษา อาจจะทําใหเ้ กดิ อันตรายได้ วนั น้ีจงึ เปน็
วันว่าง ก่อนถึงวนั ว่าง ทกุ บา้ นจะเร่ิมจัดตกแต่งบ้านให้สะอาด พอถงึ วันวา่ งก็หยุดการงานทุกชนดิ จดั เตรยี มอาหาร
ไปทําบญุ และรว่ มกจิ กรรมตา่ งๆ มกี ารทาํ บญุ ตกั บาตรตอนเช้า ถวายภตั ตาหารเพล บังสุกลุ อัฐบิ รรพชน ฉลอง
ทรายหรือขนทรายเข้าวัด สรงนํา้ พระ เปน็ ต้น

บางแหง่ ผ้ใู หญจ่ ะพาบุตรหลานไปเคารพเยยี่ มเยยี นผูเ้ ฒ่าผแู้ ก่ มกี ารรดนา้ํ ดําหวั ผ้ใู หญ่ เรียกว่า
เบญจาสระหวั ในชว่ งวนั วา่ งทง้ั เด็กและผ้ใู หญ่ส่วนใหญจ่ ะถือเป็นช่วงพักผ่อนเท่ียวเลน่ กนั อยา่ งเดียว ไม่ยงุ่ เก่ียวกบั
การงานไปจนถึงวันท่ี ๑๕ เมษายน ในวันที่ ๑๓ จะมกี ารเลน่ สาดน้าํ ผู้ใหญเ่ ล่นยิงสะบา้ หรอื บางทกี ็มีการพนัน
ประเภทโป ฯลฯ ช่วงนี้เปน็ ช่วงหนา้ แล้งทีม่ ะม่วงหิมพานตอ์ อกผลสกุ เมลด็ มะม่วงหิมพานต์หรือลูกท้ายหวั ครกใช้
นํามาเลน่ ได้หลายอย่าง เชน่ ซัดราว กาํ ทาย กนั สนุกสนาน

158 

 

วันสารทเดอื นสบิ วันสารท หรอื วันทําบุญเดอื นสบิ เปน็ วนั สําคญั ทีช่ าวตรงั ไดป้ ฏิบัติสบื ต่อกนั
มาแต่เดมิ เช่นเดียวกับชาวใต้ทัว่ ไป โดยเชอ่ื ว่าในปลายเดอื นสิบ ปยู่ า่ ตายายและญาติทลี่ ่วงลับไปแลว้ โดยเฉพาะผทู้ ่ี
มีบาปตกนรกเป็น เปรต พญายมจะปล่อยให้ขึ้นมาพบลูกหลานในเมืองมนษุ ยไ์ ดใ้ นวันแรม ๑ คํ่า เดอื น ๑๐ และให้
กลบั ไปอยูเ่ มอื งนรกดงั เดิมในวันแรม ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๐ ชาวบ้านจงึ จัดให้มกี ารทาํ บญุ ๒ คร้งั เพอื่ อทุ ิศสว่ นกศุ ล
ให้แกผ่ ู้ท่ีล่วงลบั ไปแลว้

ในวันแรม ๑ คา่ํ เดอื นสิบ เรียกว่า วนั รับเปรต – ตายาย ชาวบ้านจะจดั สิง่ ของตา่ งๆ ไปทาํ บญุ ท่ี
วดั เชน่ ขา้ วสาร กระเทยี ม พรกิ เกลือ กะปิ นํ้าตาล และบรรดาเครื่องปรุงรสอาหารท่ีจาํ เปน็ จนครบ อาหารแหง้
ประเภทปลาเคม็ เน้อื เคม็ ผกั ผลไมส้ ําหรบั ประกอบอาหารคาวหวานที่เกบ็ ไวไ้ ด้นาน เช่น มะพรา้ ว ฟัก มัน กล้วย
ออ้ ย ขา้ วโพด ขา่ ตะไคร้ ขมนิ้ และพืชผักอนื่ ๆ บรรดาทม่ี ใี นเวลานั้น นอกจากนัน้ กใ็ ส่ของใช้ในชีวติ ประจาํ วนั เชน่
นํ้ามนั มะพร้าว นาํ้ มันก๊าด ไต้ ไมข่ ดี หมอ้ กระทะ ถว้ ยชาม เขม็ ด้าย เคร่อื งเช่ียนหมาก ได้แก่ หมาก พลู ปูน
กานพลู การบูน พมิ เสน สีเสยี ด ยาเสน้ บหุ รี่ ยาสามัญประจาํ บา้ น ธปู เทยี น ขนมพอง ขนมลา ขนมดีซาํ ขนมบา้
อนั เปน็ ขนมสําหรบั งานบญุ สารทเดือนสบิ เพ่อื จัดสง่ ใหต้ ายาย และญาตผิ ู้ล่วงลบั

กอ่ นวันทําบญุ มีการจดั เตรียมขนมออกเปน็ ส่วนๆ กล่าวคือ ส่วนหน่ึงนําไปต้ังบูชาตายายทีจ่ ัดหิ้ง
เอาไว้ สว่ นหนงึ่ นําไปใหก้ บั ญาติมิตรท่รี ู้จกั มกั ค้นุ ส่วนหนง่ึ จัดเตรียมไวส้ าํ หรับไสหมฺรบั หรือพุ่มจาด อีกสว่ นก็
จัดเตรียมไปสาํ หรับต้งั เปรต

ในวันแรม ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๐ ถอื เป็นวนั ทาํ บุญใหญ่ บางทเี รียกวา่ วันสง่ ตายายหรือวันชิงเปรต มี
การทาํ ขนมและจัดหาขา้ วของสาํ หรับทําบญุ เช่นเดียวกับวนั รบั ตายาย แตจ่ ะเพิ่ม การจัด หมรฺ ับ หรอื พ่มุ จาด นํา
แห่กันไปท่วี ัด บรรดาพอ่ คา้ แม่คา้ ซ่งึ รู้ความต้องการของชาวบา้ นในโอกาสนี้ดี ก็จะนาํ ขนมและข้าวของต่างๆ ท่ีใช้
สําหรบั จดั หมรฺ บั หรอื พมุ่ จาดไปวางขายกันมาก ทาํ ใหต้ ลาดมีความครึกครน้ื เปน็ พิเศษ

การจดั หมฺรับ หรอื พุ่มจาด บางแห่งจดั กนั เฉพาะครอบครวั หรอื ในหมญู่ าตพิ นี่ ้อง บางแห่ง
จดั เป็นกลุ่มเป็นพวก บางทใี นละแวกบา้ นหน่งึ จะรว่ มกันเรี่ยไรเงินเปน็ คา่ ใช้จา่ ยในการแตง่ พุม่ จาด และนําขนมพอง
ลา และขนมอนื่ ๆ ตลอดถงึ สงิ่ ของเครอื่ งใช้ใส่ในพ่มุ จาด แลว้ ร่วมกนั จดั พุ่มจาด ผทู้ ไี่ มไ่ ดจ้ ัดพุ่มจาดของตนเองกน็ ํา
สิง่ ของและเงินทําบุญไปร่วมกบั พุ่มจาดของผอู้ น่ื เรียกวา่ ทอนจาด ผรู้ ่วมทาํ บญุ จะมาชว่ ยกันตกแต่งพุ่มจาด คือ
การคุมจาด มกี ารตีกลองร้องโหก่ ันครึกครน้ื เปน็ การช่วยไมใ่ ห้งานเงียบเหงา คลา้ ยกับเป็นการประชาสัมพันธว์ า่ มี
การจัดทําพ่มุ จาดแลว้ และยงั มปี ระเพณี ลักคุมจาด เกิดจากกลุ่มผู้รกั สนุก เมอื่ รู้ว่าบ้านใดมีการทาํ พมุ่ จาดหรือ
ประกวดจาด กจ็ ะรวมกลุ่มแบกหามกลองยาวกนั ไปท่บี ้านนัน้ โดยไม่ให้รตู้ ัว เปน็ ลกั ษณะของการแอบไปเพอ่ื ทีจ่ ะดู
วา่ เขาทําจาดกันสวยงามหรอื ไม่ ทาํ อยา่ งไร เมื่อไปถงึ กต็ กี ลองรอ้ งโห่ขึน้ พร้อมกนั เปน็ ท่ีสนกุ สนานใหร้ ู้ว่าจาดได้ถูก
เขา้ มาดแู ล้ว เจา้ ของบา้ นกจ็ ะยกขนมมาตอ้ นรบั ตัง้ วงกัน การลักคุมจาดแต่เดิมถือเปน็ เรอ่ื งสนกุ สนาน แมจ้ ะเดนิ
ทางไกลกจ็ ะรวมกลมุ่ กนั ไปไมย่ ่อท้อ ปัจจบุ นั การไปลกั คุมจาดมนี ้อยลง แตก่ ารทําพุม่ จาดและตกี ลองคมุ จาดท่บี ้าน
ทาํ พ่มุ จาดกย็ งั คงมอี ยู่ โดยเฉพาะที่บา้ นท่าพญา อําเภอปะเหลยี น ยงั สบื ทอดกนั มาไม่ขาดสาย

ตอนเช้าของวันแรม ๑๕ คา่ํ ชาวบ้านก็จะจดั ขบวนนําพุ่มจาดไปวดั มีการตีกลองร้องโห่แห่กนั
ไป เรียกว่า แห่จาด ซง่ึ จะมคี นที่ชอบสนุกเปน็ แกนนําโห่ร้อง กล่มุ เดก็ ๆ และผรู้ ่วมขบวนกจ็ ะเดินโห่ร้องตาม …ไป
แล้วและวา…ๆ…เฮโล…ๆ.. เมื่อไปถงึ วดั ก็จะแหเ่ วียนรอบสถานทส่ี ําคญั หรืออุโบสถและนําเข้าไปวางไว้ในบริเวณที่
จดั เตรียมไว้ บางชุมชนมีการจัดประกวด จึงมกี ารตกแต่งพมุ่ จาดกนั อยา่ งสวยงาม ชาวบา้ นจะรว่ มทําบญุ บรจิ าค

159 

 

เงนิ ตดิ ยอดจาด ดว้ ย ซ่ึงเงนิ ทําบญุ ท่ไี ดก้ จ็ ะนําไปบาํ รงุ วัดตอ่ ไป
กจิ กรรมสาํ คญั ในวนั เดือนสบิ คือ การต้ังเปรต หลังถวายภัตตาหารเพล ชาวบ้านจะนําขา้ วของ

ขนม อาหารไปวางไว้ตามสนามนอกวดั เป็นกลมุ่ ๆ เพราะเชื่อวา่ มีเปรตส่วนหนึ่งไมส่ ามารถเขา้ มาถึงในวดั ได้ จงึ ได้มี
การตง้ั เปรตกันทีน่ อกวดั และเชญิ วิญญาณตายายท่เี ปน็ เปรตให้มารับเอาขนมท่ีตง้ั นน้ั กรวดนาํ้ อุทิศสว่ นกศุ ลให้
เปรตและส่งเปรตกลบั เสรจ็ แล้วชาวบา้ นและเด็กๆ ก็จะแยง่ กันชงิ เอาสงิ่ ของทต่ี นหมายตาไวจ้ ากวงเปรตกนั เป็นที่
สนกุ สนาน เรยี กวา่ ชงิ เปรต ชาวบ้านบางคนโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่กจ็ ะจดั เกบ็ ขา้ วของบางส่วนนํากลบั ไปบา้ น
ดว้ ย เรียกวา่ ขา้ วค่เู ปรต ดว้ ยเช่อื วา่ การรับประทานข้าวคู่เปรตนั้นเป็นมงคล

ในวนั ทําบญุ เดอื นสิบ บรรดาชาวตรังท่ีไปอยู่ต่างถ่นิ จะกลบั มาบ้านเพอ่ื ทําบญุ อทุ ิศสว่ นบญุ ส่วน
กศุ ลไปใหพ้ อ่ แม่ ปู่ยา่ ตายาย ตลอดจนญาตพิ นี่ อ้ งที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ถงึ วฒั นธรรมทางด้านจติ ใจ
ของผูป้ ฏิบตั ิที่มตี อ่ บรุ พชน ทั้งยังเป็นโอกาสท่จี ะได้พบปะเย่ียมเยยี นกนั ในหมู่ญาตอิ ีกด้วย

ถวายเทียนพรรษา ในวนั แรม ๑ คาํ่ เดือน ๘ เปน็ วันทพ่ี ระพทุ ธเจ้าทรงอนุญาตให้ภกิ ษุอยจู่ ํา
พรรษาเปน็ เวลา ๓ เดอื น คือ ต้งั แตแ่ รม ๑ คํา่ เดอื น ๘ ไปจนถงึ ขึน้ ๑๕ คาํ่ เดือน ๑๑ ออกพรรษา

ในวนั เข้าพรรษาของท้องถ่นิ เมอื งตรัง เม่ือถงึ เทศกาลชาวบ้านท่วั ไปจะเตรยี มสิง่ ของเคร่ืองใช้
สาํ หรบั พระภิกษุในการจําพรรษา มีการทําบญุ ถวายสิ่งของตา่ งๆ ทีส่ าํ คัญคอื การถวายเทยี นพรรษาและผ้าอาบ
นํา้ ฝน จัดถวายพระภกิ ษใุ นวันกอ่ นเขา้ พรรษา เมื่อถงึ วนั เขา้ พรรษาพระภิกษจุ ะได้ใช้เทยี นเหลา่ นใ้ี นวันเขา้ พรรษา
พอดี

ลากพระ ประเพณลี ากพระหรือชกั พระของเมอื งตรงั จะมีถึง ๒ คร้งั ครงั้ แรกคือจดั ข้นึ ในวนั แรม
๑ ค่ํา เดอื น ๕ เปน็ การลากพระบก นยิ มจดั กันตามชมุ ชนตรงั นา บริเวณทอ้ งทงุ่ กว้างๆ ใกล้วดั ชุมชนท่จี ัดกิจกรรม
ลากพระมานาน ได้แก่ แถบวัดพระงาม ควนขนั ทงุ่ หินผุดในเขตอําเภอเมอื งตรงั เปน็ แหลง่ รวมกิจกรรมจากวัด
ตา่ งๆ ทร่ี ายรอบ เช่น วัดควนขนั วดั จอมไตร วดั โคกยาง วัดกะพัง วัดคลองน้าํ เจด็ วดั โคกหล่อ ฯลฯ มีการตกแต่ง
เรอื พระให้สวยงามประกวดกัน แลว้ ชกั ลากจากหมู่บา้ นหรอื วัดที่เป็นศนู ยก์ ลางของหมู่บา้ นตงั้ แตช่ ่วงสายๆ มา
ชุมนมุ กันในทอ้ งทงุ่ เข้าวดั ทําบุญกนั เรยี บร้อยแลว้ ในชว่ งบา่ ยกเ็ ลน่ จบั ควู่ ัดเป็นคูๆ่ แย่งพระกัน วัดท่ีชนะจะได้พระ
ไป พอถึงปกี ็จัดเรือพระลากพระชุมนมุ แยง่ พระกันใหม่

กิจกรรมทคี่ วบคกู่ ับประเพณชี ักพระคอื การแทงต้ม ก่อนถงึ วันชกั พระ ชาวบา้ นนําข้าวเหนียวมา
แช่ ผัดกะทิ แล้วห่อด้วยใบกะพอ้ เปน็ รูปสามเหล่ยี ม ตม้ ในกะทะ สกุ แลว้ นํามาผกู รวมเป็นพวง พวงละ ๓ – ๕ ลกู
เอาไปประดับเรอื พระ ทาํ บญุ ถวายพระพร้อมกับการถวายภัตตาหารเพล และเปน็ อาหารระหว่างการละเลน่

ปัจจุบันการชักพระเดือน ๕ ทย่ี งั คงปฏิบตั สิ ืบทอดมาทุกปคี ือชุมชนควนขนั กอ่ นวันลากพระ
ชาวบ้านทําตม้ และรว่ มกันตกแตง่ เรอื พระ ในวันชกั พระตอนเชา้ ก็เขา้ วัดทาํ บุญพอถงึ ตอนบ่ายก็พร้อมใจกนั ชักลาก
เรือพระเข้าวัดกันเป็นท่ีสนกุ สนาน เปน็ การสืบทอดประเพณีชกั พระเดอื น ๕ แต่ไม่มีกลมุ่ อืน่ ๆ มาร่วมวงแย่งพระกัน
เหมือนสมัยก่อน

การชกั พระเดือน ๑๑ ในชว่ งออกพรรษา ปฏบิ ัติตามความเลา่ กนั เปน็ เชิงพทุ ธตาํ นานท่ีวา่ ในวนั
ดังกลา่ ว สมเด็จพระสัมมาสมั พุทธเจ้าทรงเสดจ็ กลบั มนษุ ยโ์ ลกทางบนั ไดทิพย์ พทุ ธศาสนิกชนจึงได้นําเอา
พระพุทธรูปมาแหแ่ หนสมมตแิ ทนพระพุทธองค์ สืบมาเป็นประเพณีลากพระ เหมอื นๆ กบั ทอ้ งถนิ่ อนื่ ภาคใต้

ก่อนวนั ลากพระชาวบ้านจะตกแต่งเรอื พระและทําตม้ เชน่ เดยี วกับในเดือน ๕ พอถึงวนั แรม ๑ คํ่า
ในตอนเช้ามีการตกั บาตรทาํ บุญเลยี้ งพระ และอาราธนาพระพุทธรูปข้ึนประดษิ ฐานบนบษุ บกเหนอื เรอื พระ นมิ นต์

160 

 

พระภกิ ษขุ ึน้ นงั่ ประจาํ เรอื พระ อุบาสก และศษิ ย์วัดก็ตฆี อ้ ง โหม่ง ฉ่ิง โพน เปน็ ท่คี รึกครน้ื ชาวบา้ นก็ชว่ ยกนั ลากพระ
ออกจากวดั ขณะทล่ี ากพระไปใครจะมาร่วมแขวนต้มบชู าพระหรอื ร่วมลากตอนใดก็ได้ แสดงให้เหน็ ถึงการรอื้ ฟ้นื
ประเพณีลากพระให้คงอยเู่ ปน็ กิจกรรมชมุ ชนต่อไป กจิ กรรมลากพระในเดือน ๑๑ ในเมอื งตรงั จดั กันทวั่ ไปโดยเฉพาะท่ี
ตาํ บลควนธานี อําเภอกันตัง อาํ เภอปะเหลยี น อาํ เภอยา่ นตาขาว อําเภอเมืองตรัง ยงั คงมอี ยูเ่ ปน็ ประจาํ ทุกปี

ประเพณีลากพระของเมืองตรังแตเ่ ดิมบางกลุ่มจัดลากพระทางน้ํา สายแม่น้าํ ตรังมเี รอื พระมาจาก
ทงั้ ดา้ นเหนือและด้านใต้ ทางด้านเหนือจะเร่ิมขบวนท่วี ัดประสิทธิชัย (ทา่ จนี ) สว่ นดา้ นใต้ เชน่ โคกยาง คลองลุ
ยา่ นซ่ือกจ็ ะลากพระทวนน้ําขนึ้ มา ชมุ นุมกันทีท่ า่ นา้ํ หัวไทร ตาํ บลควนธานี สายแม่นาํ้ ปะเหลยี นเดิมทแี หลง่ ชมุ นมุ
เรอื พระทีบ่ ้านปากปรน กง่ิ อําเภอหาดสําราญปัจจบุ ัน บางปีกไ็ ปรวมกนั ท่ีบา้ นหินคอกควาย มีเรอื พระจากหมูบ่ ้าน
และวัดต่างๆ เชน่ บ้านหินคอกควาย ตาํ บลบ้านนา ตําบลท่าพญา จากฝง่ั บ้านแหลม อาํ เภอกันตัง และทอี่ ื่นๆ ใน
งานลากพระแตเ่ ดิมจะมีกจิ กรรมการแข่งขนั เรอื พาย เรอื แจว เรือกรรเชียง และมีการแยง่ พระกนั ดว้ ย การลากพระ
ทางนา้ํ จงึ เปน็ ที่รวมความสนกุ สนานอกี อย่างหนงึ่ ของผู้คนเมืองตรัง

ลอยกระทง ในวนั เพญ็ เดอื น ๑๒ ของทกุ ปีเปน็ ช่วงน้ําหลาก ชาวบ้านทัว่ ไปจัดทาํ กระทงและ
อธษิ ฐานสะเดาะเคราะห์นาํ ลอยไปกับกระทง จัดกนั ทว่ั ไปทกุ พ้ืนท่ี ชาวบา้ นต่างจัดทาํ กระทงตกแตง่ ประดับประดา
ดว้ ยดอกไมธ้ ปู เทยี น ผู้เฒ่าคนแกก่ ถ็ ือโอกาสในวันลอยกระทงกระทําพธิ ีสะเดาะเคราะหใ์ หแ้ กบ่ ุตรหลาน โดยตดั
เล็บมือ เล็บเทา้ ผม ชายผ้า ทง้ั ของตนเองและของบตุ รหลาน อธษิ ฐานสะเดาะเคราะหน์ าํ ลอยไปกบั กระทง เช่อื วา่
ทาํ ให้เคราะหใ์ นตัวลดลงไปด้วย

งานลอยกระทงของจังหวดั ตรังทจ่ี ัดเป็นงานใหญ่ เร่ิมคร้งั แรกเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ทที่ ่านาํ้ อาํ เภอกนั ตงั
มีกิจกรรมหลักคอื การออกร้าน การแสดง การแข่งขัน และการออกร้านของนักเรียน ในปีแรกๆ มีการโตก้ ลอนสด
ดว้ ย นอกจากนัน้ ยังมีมหรสพ ประกวดกระทงประกวดนางนพมาศ แขง่ ขันเรอื พาย กฬี าในนา้ํ เป็นต้น ในยคุ แรกๆ
งานลอยกระทงที่อําเภอกนั ตังเป็นทีข่ ึ้นชื่อ เม่ือถึงวนั ลอยกระทงผู้คนจากทุกอําเภอจะหลง่ั ไหลไปเทยี่ วงานและร่วม
ลอยกระทงทที่ า่ น้าํ กันตงั ปจั จบุ ันงานประเพณีลอยกระทงของอําเภอกันตังไดป้ รับเปลีย่ นไป มีกจิ กรรมการออก
ร้านของเอกชนมากขนึ้ ส่วนกิจกรรมอนื่ ๆ มีน้อยลง

ประเพณขี องชาวไทยมสุ ลิม ประเพณขี องชาวไทยมสุ ลิม ชาวไทยมุสลมิ ในจังหวัดตรังมวี ถิ ีความเป็นอยู่

บนพื้นฐานศาสนธรรมและหลักการของอิสลาม จึงมปี ระเพณีทีเ่ กี่ยวเน่อื งกับศาสนาและชีวติ ดงั ตัวอย่าง

ประเพณกี ารถอื ศีลอด การถอื ศลี อด (ศลี – อด) หรอื ปอซา ซงึ่ เป็นการงดเว้นการระงับยบั ยงั้

การครองตน เปน็ การงดเวน้ บริโภคอาหาร เครือ่ งดมื่ การรว่ มเพศ การรักษาอวยั วะทุกสว่ นให้พ้นจากการกระทําชวั่ โดย

เม่อื ถึงชว่ งที่ชาวไทยมุสลิมในจงั หวัดตรังเรยี กวา่ เดือนบวช เริ่มจากวนั ท่ี ๑ หรอื ๒ เดือนที่ ๙ (รอมฎอน) แตไ่ ม่

เปน็ การกําหนดตายตวั โดยถือเอาการข้ึนต้นเดอื นทางจนั ทรคติทีม่ องเหน็ ดวงจนั ทร์ด้วยตาเปล่าเปน็ หลกั และถอื

เปน็ ประเพณขี องมสุ ลมิ ทว่ั ไป เมื่อเห็นดวงจนั ทร์ทางทศิ ตะวนั ตกกใ็ หถ้ อื ว่าเริ่มตน้ เดอื นใหม่ มสุ ลิมจะเริ่มถือศลี อด

โดยต้งั เจตนาว่าจะปฏบิ ัติตนถอื ศีลอดในเดือนรอมฎอนเพ่ืออลั เลาะห์ อดอาหารเคร่อื งดื่ม งดการเสพทกุ ชนิดตงั้ แต่

พระอาทิตยข์ น้ึ จนกระทงั่ พระอาทติ ยต์ ก เปน็ เวลา ๒๙ – ๓๐ วนั ซึง่ เปน็ ความศรทั ธาอยา่ งแรงกลา้ ทจ่ี ะปฏิบตั ิตน

เพอื่ อัลเลาะห์ และละศลี อดเมอื่ ถึงเวลา (ดวงอาทิตย์ตกดิน) เรยี กวา่ แกบ้ วช กินอาหารได้ ผถู้ อื ศีลอดสว่ นใหญ่จะ

นําอาหารทีจ่ ะแกบ้ วชไปที่มัสยิด หรอื สถานท่ปี ระกอบพธิ ีละหมาด แก้บวชรบั ประทานอาหารด้วยกนั โดยปกติ

ขณะถือศีลอดน้นั ทัง้ กลางวนั และกลางคนื จะทําการละหมาดปกติ ๕ เวลา และละหมาดสนุ ตั ในเวลากลางคนื อ่าน

161 
 

คมั ภรี ์อลั กรุ อ่านบอ่ ยๆ การถอื ศีลอดชายไทยมสุ ลมิ สว่ นใหญ่จะปฏิบัติเป็นแบบอย่างเดียวกัน ไดเ้ สริมสรา้ งความ
เป็นนา้ํ หน่ึงใจเดยี วกนั มคี วามรกั สามคั คใี นหมู่มสุ ลมิ ด้วยกันอยา่ งแนน่ แฟ้น

ประเพณที ําบญุ และวันสาํ คญั ประจาํ ปี ในรอบปีหนงึ่ ๆ มสุ ลิมมวี นั สาํ คญั ทีน่ ับเปน็ ประเพณี
ไดแ้ ก่ วนั อีด หรอื วันรายา หรือ รายอ ถอื เปน็ วันรน่ื เรงิ ปหี น่งึ มสี องคร้งั คือวันอีดลิ ฟติ ร ลนั อดี ิลอัฏฮา

วนั อีดิลฟติ ร หมายถงึ วนั ที่เวยี นมาสู่สภาพเดมิ กล่าวคอื เมื่อมสุ ลมิ ถือศลี อดในเดือนรอมฎอน
เปน็ เวลา ๑ เดือนแลว้ เมื่อพน้ จากเดือนรอมฎอนเปน็ เวลา ๑ เดอื นแล้ว เม่ือพน้ จากเดือนรอมฎอนก็กลับสูส่ ภาพ
เดมิ ถือเป็นวันแห่งการร่ืนเรงิ ในการสสู่ ภาพเดิม ชาวไทยมสุ ลมิ นยิ มเรียกกว่า วันรายาออกบวช หรือวันรายอออก
บวช

วนั อีดลิ อฏั ฮา หมายถงึ วนั แห่งการเสียสละ ตรงกบั วันท่ี ๑๐ ของเดอื นซุลฮจิ ญะหซ์ ่งึ เปน็ ช่วง
ระยะทมี่ สุ ลมิ เดินทางไปประกอบพิธีอจั ญ์ ณ นครเมกะ ชายไทยมสุ ลมิ เรยี กกว่า วนั รายาอัจญี หรอื วนั รายออจั ญี

ในวันอีดทง้ั สอง มสุ ลิมจะแต่งกายดว้ ยเสอื้ ผ้าทีด่ ีท่สี ุด ชําระรา่ งกายให้สะอาดแล้วเดินทางไปละหมาดทีม่ ัสยิด
หลังจากนน้ั ถา้ เป็นวนั รายาอัจญีกจ็ ะมีการทาํ พธิ ีเชือดสัตว์ นําเนอ้ื สัตวน์ ้ันไปแจกจา่ ยใหค้ นยากจน เรยี กว่า การทาํ
กรุ บฺ ัน่ ถา้ เปน็ รายาออกบวช ก่อนถึงวนั รายาจะมีการบริจาคขา้ วสารหรอื เงนิ ในบคุ คลผู้ดอ้ ยโอกาสทศี่ าสนา
กําหนดให้มสี ทิ ธิรบั การชว่ ยเหลือ เปน็ การเสยี ซะกาต วนั อีดทงั้ สองมกี ารตกแตง่ บา้ นเรือน ทําขนม อาหารไว้
ตอ้ นรบั แขกทมี่ าเยือน หรือเดนิ ทางไปเยี่ยมญาติ เพ่อื นฝงู เปน็ การสรา้ งความผกู พันและเพอื่ ขออภัยซึง่ กันและกนั
รวมทง้ั การอวยพรให้แกก่ นั ดว้ ย

ประเพณขี องชาวไทยเชอ้ื สายจีน ชาวไทยเช้ือสายจีนในเมอื งตรงั ไดถ้ ือปฏิบตั ิประเพณีของบรรพ
บรุ ุษมาโดยต่อเนอ่ื ง เมือ่ ถึงช่วงเทศกาลกจ็ ะจดั ใหม้ ีกิจกรรมโดยพรอ้ มเพรียงกนั และยึดมั่นในวัฒนธรรมของตน
อยา่ งเหนียวแน่น

ตรุษจีน ชว่ งเทศกาลตรษุ จนี เปน็ ช่วงสง่ ท้ายปเี ก่าต้อนรับปีใหม่ ประมาณเดอื นมกราคมหรือ
กุมภาพนั ธ์ของทุกปี เตรยี มงานกนั ประมาณ ๑ ปักษ์ จะช่วยกันปัดกวาดทําความสะอาดบ้านเรือน เตรียมเสือ้ ผ้า
ใหม่

วนั ส้นิ ปี คือวนั ที่ ๒๙ หรือ ๓๐ คํา่ เดอื น ๑๒ ทางจนั ทรคตขิ องจนี ในตอนเช้าจะมกี ารไหวพ้ ระภมู ิ
เจา้ ทตี่ ่างๆ หลงั จากน้ันก็จะมีการไหว้สง่ิ ทนี่ ับถือ บรรพบรุ ษุ โดยทาํ กนั ในตอนเชา้ ถงึ เที่ยงตามชน้ั เจา้ คอื ไหว้พระ
อิศวรและเทวดาจร ไหว้เจา้ ทน่ี บั ถือ ไหวบ้ รรพบรุ ษุ และในตอนเยน็ กจ็ ะไหวอ้ กี คร้ังหนงึ่ อนั เปน็ การไหว้ญาติพีน่ อ้ ง
ท่ดี ตี ่อกัน หรือพวกทเ่ี ข้าบ้านไมไ่ ด้ โดยนาํ เคร่ืองไหวม้ าไวท้ ่ีลานหรือพน้ื ดนิ หลงั บา้ น

เครื่องเซ่นไหว้นนั้ ก็จะแยกเป็นไหว้ประเภทดนิ ประเภทฟา้ บรรพบุรุษ ซ่งึ ตา่ งกนั เคร่อื งไหวเ้ จา้
นน้ั มนี ํ้าชาและขนมแห้ง ๙ อยา่ ง ท่ีขาดไม่ได้คือขนมเข่ง สว่ นเครอื่ งเซน่ ไหว้บรรพบรุ ุษมอี าหารคาวท่ีเปน็ หลกั
ได้แก่ ข้าวสวย หม่ผี ัด ผักผัด แกงจดื และอาหารหวานเหมอื นกบั ท่ีไหว้เจ้า รายละเอยี ดของอาหารอาจแตกตา่ งกัน
บา้ งตามความเช่อื ของเชื้อสายจีนแต่ละกล่มุ

162 
 

กิจกรรมในเทศตรษุ จนี เริม่ แตก่ ารตืน่ แตเ่ ชา้ อาบนาํ้ ใหส้ ะอาด แตง่ เส้อื ผ้าชุดสดใส แลว้ ไหว้พระ
แสดงให้เห็นวา่ ชาวไทยเชอ้ื สายจนี มคี วามกตญั ญูเปน็ เลิศ โดยจดั ของเซ่นไหวต้ ามประเภท มีขนั้ ตอนปฏบิ ัตติ าม
ขนบนยิ ม ซึง่ ชาวจีนโดยทวั่ ไปจะหยุดงาน นัง่ จิบนํา้ ชา คุยเรอ่ื งที่เป็นมงคล ไมก่ วาดขยะ ไม่ทําใหส้ ่งิ ของเครอ่ื งใช้
แตกเสียหาย แจกอั่งเปาแกบ่ ตุ รหลาน เยย่ี มผู้อาวุโสในบ้าน บางครอบครัวนําบตุ รหลานไปพกั ผอ่ นอย่างสนุกสนาน

เช็งเมง้ เม่อื ถงึ ช่วงเดือนหา้ ตามปฏทิ ินจีน เรยี กปักษฤ์ ดกู าลเช็งเมง้ หมายถึง คอ่ นปลายฤดูใบไม้
ผลหิ รือเร่มิ ฤดรู อ้ น ตรงกบั ประมาณต้นเดอื นเมษายน บรรดาลูกหลานชาวจีนจะไปตกแตง่ ฮวงซุ้ยบรรพบุรษุ ไวก้ อ่ น
เพื่อเตรียมเซ่นไหว้

ของเซน่ ไหว้ แยกเปน็ ไหว้พระหรือเจ้าท่ีสสุ านและเซน่ ไหวบ้ รรพบุรุษ ของเซ่นไหว้เจ้าทป่ี ระกอบด้วย
ซาแซ (มีสตั ว์ ๓ ชนิด คือ สัตวป์ ีก สตั ว์สีเ่ ท้ามกี บี และสตั วน์ ํ้า) และผลไม้ สว่ นไหวบ้ รรพบุรษุ น้นั มี ซาแซ นํ้าชา
และเหลา้ หมผี่ ดั ขนมแหง้ ขนมสด ผลไม้ กระดาษทอง เปน็ ต้น

การเซ่นไหว้เจา้ ท่ีก่อนไหว้บรรพบุรษุ หลังจากเสรจ็ พิธีการต่างๆ แล้วกจ็ ะนําอาหารทเ่ี ซ่นไหวม้ า
รบั ประทานร่วมกนั ทําความสะอาดบรเิ วณ แลว้ มกี ารพบปะชมุ นมุ บตุ รหลานแสดงความปลม้ื ปตี กิ นั ทว่ั หนา้ โดยมี
วิญญาณของบรรพบุรษุ เปน็ จดุ รวมของจติ ใจรว่ มกนั เป็นผลให้การร่วมกลมุ่ ในระหว่างสมาชกิ ของคนในตระกลู มี
ความสามคั คีเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน

ไหว้พระจนั ทร์ เม่อื ถงึ ช่วงเดือนแปด ตรงกับขึ้น ๑๕ คํา่ ตามจนั ทรคติของจีน ซ่ึงตามคตชิ าวจีน
เชอ่ื วา่ เปน็ คนื ทพี่ ระจันทร์เต็มดวงที่สดุ ในรอบปี ชาวไทยเชื้อสายจีนจะประกอบพิธีตามบ้านเรอื น ระลึกถงึ และบชู า
บรรพบุรษุ โดยจดั ของเซ่นไหวม้ าวางบนโตะ๊ บริเวณลานบ้าน บนดาดฟ้าหรอื ท่ีสามารถมองเห็นพระจันทรไ์ ด้ชัดเจน
ทส่ี ดุ เม่อื พระจนั ทร์เตม็ ดวง

ของเซน่ ไหวม้ เี ครือ่ งสําอาง ส้มโอ กลว้ ยหอม ออ้ ย ทับทมิ ขนมไหว้พระจนั ทร์ ขนมโก๋ ขนมถ่ัว
นา้ํ ชา ดอกไม้ ธูป เทียน โคมไฟ กระดาษเงิน กระดาษทอง แทง่ ทองทาํ ด้วยกระดาษ ฯลฯ เมือ่ พระจันทร์ขึ้นเตม็
ดวงสุภาพสตรีในครอบครวั จะจุดธูป ๓ ดอกหรอื ๕ ดอก ไหว้หน้าแทนบูชา อธษิ ฐานในส่ิงท่ตี นปรารถนา แลว้ ปัก
ธปู ในกระถางธูป เป็นอันเสรจ็ พิธี

กินเจ การกนิ เจเปน็ การบชู าเทพนพเคราะห์ บําเพ็ญศลี สมาทาน ทํากาย วาจา ใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิ
งดเวน้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ทกุ ชนดิ เว้นจากการทําบาป สลดั ตนใหพ้ น้ จากกิเลสทง้ั ปวงโดยการถือศลี ผ้คู นตา่ งมี
จิตใจเบิกบาน นุ่งขาวหม่ ขาว อันเปน็ ปัจจยั เตือนตนเองได้สํานกึ ว่าตนเป็นคนที่บรสิ ุทธิ์

ชาวจนี เช่อื วา่ เมอ่ื ถงึ วันขน้ึ ๑ คา่ํ ถงึ ๙ คํา่ เดอื น ๙ ตามจันทรคติของจนี เทพเจ้าประจาํ ดาวนพเคราะห์
หรอื พระกิวอ๋องไต้เต้ ทรงผลัดเปลย่ี นกันลงมาตรวจโลกมนุษย์ท้งั กลางวันและกลางคนื จึงจัดพิธีถอื ศีลกนิ เจในเดือน ๙
เรม่ิ ตงั้ แตว่ ันขนึ้ รวม ๙ วนั ๙ คืน แต่ศาลเจา้ บางแหง่ จะกาํ หนดวันจัดตามความเหมาะสมและความพรอ้ ม

การกนิ เจในเมอื งตรงั เกดิ จากกลุม่ คนจีนในเมอื งตรังมีศรทั ธาจดั ให้มขี ึ้น และไดก้ ระจายไปหลาย
พื้นท่ี โดยเฉพาะทศ่ี าลเจา้ กิวอ่องเอ่ยี ได้จัดประเพณีถือศีลกนิ เจมานาน จากเอกสารของศาลเจ้ากิวอ่องเดย่ี และ
งานวิจยั ของ วิรตั น์ แกว้ แทน ได้กลา่ วไว้พอสรุปได้ว่า เม่ือราวประมาณ ๑๕๐ ปีทผี่ า่ นมาได้มีชาวจนี ฮกเกีย้ นท่ี

163 
 

อพยพเขา้ มาตั้งรกรากในเมืองตรงั ตามลําน้ําตรงั ต้ังแตป่ ากนาํ้ กันตัง ทา่ จีน ไปจนถึงหว้ ยยอด ไดต้ กลงจัดงานถอื ศีล
กนิ เจขึน้ โดยให้นายลม่ิ ก๊กจยุ้ ไปอัญเชิญกระถางธปู ของเทพเจา้ ๙ องค์มาจากเมอื งจนี เร่ิมจดั งานคร้งั แรกท่ีบา้ น
ทา่ จีน ต่อมากย็ า้ ยมาจดั ที่วดั ตน้ สะตอหรอื วัดตันตยาภริ มเปน็ การช่วั คราว ในช่วงหลังสงครามโลกครง้ั ที่ ๒ เมือ่
จดั สร้างศาลเจา้ กิวอ่องเอ่ียขนึ้ กใ็ ชโ้ รงศาลเป็นสถานทจี่ ัดงาน ซึง่ ตอ่ มามศี าลเจา้ อ่ืนๆ เกิดขึน้ ทาํ ให้การกินเจขยาย
วงกวา้ งออกไป โรงศาลเจ้าแตล่ ะโรงกไ็ ด้จัดกิจกรรมกนิ เจ หรือเขา้ ร่วมกับโรงศาลเจ้าท่ีเปน็ ศูนยก์ ลางของการจัด
กิจกรรม

งานถอื ศีลกินเจของจงั หวัดตรังที่ศาลเจา้ กวิ อ่องเอ่ียซงึ่ มผี ู้เข้ารว่ มงานมากมายนั้นจะเร่ิมเตรียม
งานต้งั แตว่ นั ข้ึน ๒๗ ค่ําจีน เดือนแปดจนี (หากวนั เดอื นขึ้นคํา่ ของจีนปใี ดมเี พยี งแคว่ ันข้ึน ๒๙ คํา่ เดือนแปด กจ็ ะ
เร่ิมเตรยี มงานตงั้ แตว่ ันท่ี ๒๖ ค่ําจีน) โดยจะหาฤกษเ์ พ่ือต้ังโตะ๊ บวงสรวงอญั เชิญเทพเจา้ ตา่ งๆ อันพึงจะเสด็จมาใน
วนั เรมิ่ พธิ ีถอื ศีลกนิ เจ การตั้งโตะ๊ บวงสรวงนี้ คนจนี เรยี กตามสาํ เนียงชาวฮกเก้ยี นวา่ ปา่ ยตัว๋ เมอ่ื ต้ังโตะ๊ บวงสรวง
แล้วกจ็ ะทาํ ความสะอาดภายในตวั ศาลเจ้า ตลอดทัง้ ตั้งแท่นบชู า เชิงเทียน ตะเกียงนา้ํ มัน กระถางธปู ทุกๆ แท่น
บชู า มีการจัดตกแตง่ บรเิ วณเตรียมสถานท่ี บคุ คล เคร่ืองใชต้ ่างๆ อาหาร รมกาํ ยานใหห้ อม จดุ กระดาษเงิน
กระดาษทอง

ครนั้ ถึงวันขึ้น ๓๐ คาํ่ เดือนแปดจีน ตอนเช้าก็จะมีการยกเสาเต็งโก เรยี กตามสาํ เนียงชาวจนี
ฮกเกี้ยนว่า คเ่ี ตง็ โก ๗๕ ไว้หนา้ ศาลสาํ หรับอญั เชญิ ดวงวิญญาณของเจา้ พอเที่ยงคืนก็ประกอบพธิ ีอัญเชิญยกออ๋ ง
ฮอ่ งเต้ (พระอิศวร) และกวิ ออ๋ งไต้เต่ (ผเู้ ป็นใหญท่ ้ัง ๙) มาเป็นประธานในพธิ ี ชาวบา้ นเรียกว่าพิธี รบั พระ ซ่ึงเป็น
พิธสี ําคัญในการกินเจ โดยอัญเชญิ ไฟพระฤกษเ์ ข้าภายในศาลเจ้า ณ ที่แทน่ บูชา และเรมิ่ พธิ ีจดุ ตะเกียงนํา้ มัน
มะพร้าวทแี่ ทน่ บูชาขอเทพเจ้าตา่ งๆ ตามทไ่ี ฟพระฤกษ์ผ่านท้งั หมด จากน้ันก็จะแขวนตะเกยี งหรอื โคมไฟ ๙ ดวง
อนั เป็นสญั ลักษณ์ของดวงวิญญาณกวิ อ๋องไตเ้ ต่ ไว้บนเสาเต็งโก แสดงถึงการเรม่ิ พธิ ีกินเจ คนท่ีเขา้ รว่ มการกินเจจะ
ถือปฏิบตั ิอยา่ งเคร่งครัด แตง่ กายนุง่ ขาวหม่ ขาว รับประทานอาหารเฉพาะผักและผลไม้ งดเว้นเนอ้ื สตั ว์ งดเวน้ การ
กระทาํ กิจใดๆ ที่เป็นการเบยี ดเบียนสรา้ งความเดอื นรอ้ นแกส่ ตั ว์ทั้งปวง

หลงั จากนจี้ ะมพี ธิ หี ลายอย่างไปจนเสรจ็ สนิ้ การกินเจ ในระหว่างงานพธิ ี ในวนั ๓, ๖, ๙ ค่าํ จะมี
พิธบี วงสรวงเลี้ยงเหล่าทหารเทพ กลางคนื มกี ารสวดมนตท์ ุกคนื มพี ธิ ีโกยห่านสะเดาะเคราะห์ กาํ หนดวนั ออกโปรด
สาธุชนผู้มีจติ ศรทั ธา เรียกวา่ พระออกเทีย่ ว มกี ารแสดงอภนิ หิ ารทาํ รา้ ยร่างกายดว้ ยวธิ ีต่างๆ ของพระกับม้าทรง
สาํ หรับในวนั พระออกเที่ยวนี้ตามบ้านเรอื นจะต้งั โต๊ะบูชาและจดุ ประทัดตอ้ นรับ

พิธีสาํ คัญในการกินเจ คือพธิ ลี ุยไฟ เรียกวา่ พิธีโกยโห้ย โดยเชอ่ื ว่ากองไฟเปน็ กองไฟศักดสิ์ ิทธิ์
แสดงถึงอิทธฤิ ทธท์ิ บ่ี งั คับไฟไมใ่ หร้ อ้ น หรืออกี นยั หน่งึ เช่อื วา่ เป็นไฟทิพย์ ใช้ชําระความสกปรกของร่างกายให้
บรสิ ทุ ธิ์ การลยุ ไฟกระทําโดยการกอ่ กองไฟดว้ ยถา่ นไมจ้ นกระทง่ั ถา่ นลุกแดงแล้วเกลยี่ ให้กว้าง พระทาํ พธิ ีลุยไฟ
กอ่ น ตอ่ จากน้นั ผ้ทู ก่ี นิ เจและมนั่ ใจวา่ ตนเอง เชง้ คอื สะอาดบริสทุ ธกิ์ จ็ ะลยุ ไฟโดยไม่เป็นอันตรายแตอ่ ยา่ งใด
เดก็ ผหู้ ญิงและคนแกเ่ ฒา่ ห้ามลยุ ไฟ ผู้ทีไ่ ม่เช้งห้ามลยุ ไฟเพราะอาจจะได้รับอนั ตราย

164 
 

การลุยไฟสว่ นหน่ึงมีการนําเอาสิง่ ของต่างๆ ที่นาํ ออกไปจากศาลนํากลบั เขา้ ประจาํ ทีเ่ ดิมในศาล
โดยต้องผ่านกองไฟ เพอ่ื ให้บริสุทธิป์ ราศจากสง่ิ เป็นภยั ท้ังปวง และเป็นการประกอบพิธีส่งพระดว้ ย ในวัน ๙ คํา่
เมื่อทาํ พธิ ีส่งพระเสรจ็ สิน้ สงิ่ ของต่างๆ ผา่ นกองไฟกลบั ไว้ในศาลแล้ว พอถึงวนั ๑๐ คา่ํ มพี ธิ ีเชญิ ตะเกียงและเสาธง
ลง เปน็ อันสิน้ สดุ พธิ ีในเทศกาลกนิ เจ

ปจั จบุ นั การกนิ เจจดั ท่ัวไปในพ้นื ที่ตา่ งๆ โดยจะมีศาลเจ้าศาลใดศาลหนง่ึ เปน็ หลักหรอื เปน็ สถานที่
ประกอบพธิ ี พระจากศาลเจา้ ต่างๆ จะได้รบั เทียบเชญิ ใหเ้ ขา้ รว่ มการกนิ เจท่ัวกนั

ท่กี ล่าวขวัญกนั ในเทศกาลกนิ เจเมอื งตรังก็คอื อภินิหารและศรัทธาของผคู้ นผู้ร่วมพิธกี ินเจท่มี า
จากหลายแหลง่ ผคู้ นต่างถ่นิ ทม่ี าเย่ียมเยอื นเมอื งตรังในเทศกาลกินเจ จะตน่ื ตาตน่ื ใจกับขบวนอาภรณ์สีขาวอนั ยาว
เหยยี ดของบรรดาผศู้ รทั ธาทเ่ี ข้าร่วมประกอบพิธีกรรม พระประทับร่างทรงออกเยย่ี มเยอื นบา้ นทีจ่ ัดโต๊ะบชู าไว้
ต้อนรบั พร้อมกบั การจุดประทดั นับร้อยนบั พนั เสยี งดังสน่ันก้องจากบ้านหนงึ่ ไปอีกบ้านหนงึ่ ไมข่ าดสาย พระในร่าง
ทรงไดร้ ่วมพธิ ีลยุ ไฟแสดงอภนิ ิหารตา่ งๆ เกิดความฉงนและศรทั ธาแกผ่ ้ปู ระสบพบเหน็ นบั เปน็ ประเพณีทใ่ี หม้ คี วาม
ต้ังม่นั ในการมุ่งสร้างความบริสุทธิ์ใหเ้ กดิ แกก่ ายใจ โดยการนุ่งขาวห่มขาว กินอาหารมังสวริ ตั ิหรืออาหารเจ บ่งบอก
ถึงการไมเ่ บียดเบียนสัตว์อ่นื รกั ษาจิตใหผ้ ่องใส

วัฒนธรรมชนเผา่ ซาไก พวกชนเผ่าซาไก หรือท่ชี าวบ้านมักเรียกวา่ พวกชาวปา่ หรือ เงาะ แต่คนเหล่าน้ี
เรียกตัวเองว่า มันนิ ดําเนนิ ชีวิตอยู่ในดินแดนแถบเทือกเขาบรรทัด มีสว่ นหนึง่ อยทู่ ี่บา้ นลิพงั อาํ เภอปะเหลียน
จังหวัดตรงั การรวมกลมุ่ ของซาไกหรือมันนนิ ั้น ปกตแิ ละกลมุ่ จะประกอบด้วย ๒ ครอบครวั ขึน้ ไป และจาํ นวน
สมาชกิ แตล่ ะกลมุ่ จะมปี ระมาณกลุม่ ละ ๑๕ – ๓๐ คน ทั้งนีเ้ พ่ือความสะดวกในการหากิน มีหัวหน้าปกครองกลมุ่
เมอ่ื หวั หนา้ กลุ่มตายลงก็เลอื กกนั ใหม่ ไมม่ กี ารสืบตําแหน่งตามสายเลือด

ครอบครวั ทร่ี วมกนั เป็นกลุ่มจะมี ทบั หรอื ฮะหยะ เป็นท่อี าศยั ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันโดยหัน
หนา้ เขา้ หากันเกือบเป็นรปู วงกลม รปู ร่างของทบั มีโครงสรา้ งงา่ ยๆ เปน็ รปู เพงิ หมาแหงน หลงั คามุงใบไม้ ขา้ งในมี
แครน่ อนหนั หวั ออกทางด้านหนา้ ดา้ นหัวนอนสงู กวา่ ปลายเทา้ การเลือกทีต่ ง้ั ทับจะตอ้ งเปน็ ทใ่ี กล้แหล่งนํ้าแตไ่ มใ่ ช่
ทีล่ ุ่มนํ้าขัง มตี น้ ไม้เพอื่ ความรม่ รื่น แต่ไม่ใหญจ่ นอาจจะโคน่ ลงมาทบั อยใู่ กลแ้ หล่งอาหาร ทสี่ ําคญั คือตอ้ งเปน็ ทไี่ ม่
เคยมีคนตาย ถ้ามคี นตายจะตอ้ งยา้ ยทับทันที สว่ นการยา้ ยด้วยสาเหตุอน่ื ๆ คือเมื่อขาดแคลนอาหารหรอื เกดิ การ
เจ็บป่วย

อาหารของมนั นิเดมิ เป็นของป่าทั้งพืชและสตั ว์ อาหารหลกั คอื พวกแป้ง ได้จากพวกมันตา่ งๆ ใน
ปา่ มกี ารแบง่ หนา้ ท่รี ะหว่างหญิงชายในการหาอาหาร ผู้หญิงเก็บพืชผกั ผลไม้ หรอื จบั สตั วด์ ว้ ยวิธีง่ายๆ คือ ใชม้ ือ
เปล่าจับสตั ว์นํา้ พวกหอย ปู ส่วนผ้ชู ายทกุ คนจะมีกระบอกตุด หรอื บอเลา เป็นเครือ่ งมือประจําตวั สําหรับใช้ลา่
สตั ว์ มนั นไิ ม่กนิ อาหารดิบ วิธีทาํ ใหส้ ุกคอื การเผา ปกตแิ ลว้ พวกมันนิไม่มีการสะสมหรอื กกั ตุนอาหาร เมอ่ื หามาไดก็
แบง่ ปนั กันกนิ และกนิ หมดในคราวเดียว ปจั จุบนั เมือ่ มกี ารตดิ ตอ่ สมั พันธ์กับชาวบา้ นมากข้นึ มันนิรจู้ กั วิธีปรุงอาหาร
เชน่ หุง ต้ม หลาม และยงั รูจ้ กั รับประทานอาหารประเภทขนมหรือบะหมีส่ ําเร็จรปู อกี ด้วย

165 
 

การแต่งกายของพวกมนั นิตามแบบดั้งเดิมคือ ประดษิ ฐข์ ้นึ จากสิ่งที่หามาไดต้ ามธรรมชาติ เชน่ ใช้
ใบไมห้ รือเอาเปลือกโสนมาทาํ เปน็ ทําผา้ น่งุ ผหู้ ญงิ อาจจะเปลอื ยอกหรือใช้ผ้าคาดอก ส่วนเดก็ มักจะเปลอื ยกาย
ผ้ชู ายนงุ่ โสร่งผา้ ปาเต๊ะหรอื ผ้าขาวมา้ เปลอื ยทอ่ นบน ผู้หญงิ นุ่งโสร่งปาเต๊ะ สวมเสือ้ แต่พวกหนมุ่ สาวชอบท่จี ะแตง่
ตามสมัยนิยมท่พี วกเขาเหน็ จากชาวบ้านหรอื โทรทัศน์ คอื นงุ่ กางเกงยีน สวมรองเท้าผา้ ใบ แว่นตาดํา และสวม
หมวก

ดว้ ยชนเผ่าซาไกเปน็ พวกทม่ี วี ถิ ีชีวิตแนบแน่นอยูก่ บั ปา่ ยามเจบ็ ไข้ได้ป่วย พวกเขาจะนาํ เอาพืช
พรรณในธรรมชาติมาใชบ้ าํ บัดโรคภยั และยงั มีความเช่ือกนั วา่ ต้นเหตุที่ทําให้เกิดโรคคอื ผสี างนางไม้ ดงั นัน้ จงึ ต้องมี
การป้องกันมิใหเ้ กิดโรคภยั ต่างๆ เชน่ ในเวลาอพยพตอ้ งแขวนหัวไพล เกล็ดลิ่น หรือใช้ขีเ้ ถ้าทาตามตัว ตามหน้า
เพื่อปอ้ งกันผที ําอันตราย การตดิ ต่อกบั ชาวบ้านและดูโทรทศั นท์ ําให้มันนมิ ที ศั นคติใหมเ่ กยี่ วกับสขุ ภาพอนามยั คอื
ก่อนจะออกไปลา่ สัตว์ ตีผงึ้ จะด่ืมยาชกู าํ ลัง หากเปน็ ไขก้ จ็ ะกนิ ยาซองแทนยาสมุนไพรทใ่ี ช้กนั มาตง้ั แต่บรรพบุรษุ
มนั นจิ ะแต่งงานเมื่ออายุประมาณ ๑๔ – ๑๕ ปี ซ่งึ ท้ังคู่จะรกั ใครช่ อบพอกันก่อน ที่สาํ คญั ต้องต่างสายเลอื ดกนั
ผชู้ ายเป็นฝา่ ยไปสู่ขอตอ่ ผใู้ หญฝ่ า่ ยหญงิ ถา้ ฝา่ ยหญงิ ไมต่ กลงก็แต่งงานไมไ่ ด้ ถา้ ตกลงฝ่ายหญงิ อาจจะไม่เรียก
สนิ สอด หรือเรยี กเปน็ ลงิ เปน็ ค่างเพอ่ื ใช้กินเล้ยี ง โดยเป็นหน้าทขี่ องฝ่ายชายทต่ี ้องออกป่าลา่ สัตวม์ าเลยี้ งเพ่อื นฝูง
และหนา้ ท่ขี องฝา่ ยชายอีกย่างหนง่ึ คือสรา้ งทบั ท่ีอย่อู าศยั เมอื่ สรา้ งทบั เสร็จ กนิ เลย้ี งเสรจ็ เจา้ บา่ วก็พาเจา้ สาวไป
อยดู่ ้วยกนั และจะอยู่แบบผวั เดียวเมียเดียวไปช่ัวชีวิต เว้นแต่ฝา่ ยหนงึ่ ฝา่ ยใดเสียชีวิตไปก่อน ฝ่ายทเ่ี หลอื อยู่จะมี
คู่ครองใหมก่ ไ็ ด้ บางคนไปแต่งงานกับคนต่างกลุม่ เช่น มนั นิหนุม่ ที่ปะเหลียนไปมคี รอบครัวอยกู่ ับสาวทธ่ี ารโต
จงั หวดั ยะลา แต่สว่ นใหญ่มักแตง่ งานกับคนในกล่มุ ท่ีอย่ใู กลๆ้ กนั ทกุ กลมุ่ จึงมคี วามสัมพนั ธ์กนั แบบเครือญาตอิ ย่าง
เหนยี วแน่น การแตง่ งานระหวา่ งมันนกิ ับชาวบ้านน้ันแทบไมม่ เี ลย

เด็กมนั นทิ ่จี ะออกมาลมื ตาดโู ลกตอ้ งอาศัยฝีมือหญงิ สงู อายใุ นกลมุ่ เป็นหมอตาํ แย เรยี กวา่ โตะ๊ ดัน
หรอื โตะ๊ บดิ ัน ในระยะใกลค้ ลอด สามีจะหาสมุนไพรช่อื ว่า ตําโตก มาให้ภรรยากนิ เพือ่ จะได้คลอดง่าย เม่อื เจบ็ ท้อง
จะมีการนวดทอ้ งและเสกคาถาลงไปทห่ี น้าท้องแม่เพ่ือช่วยใหค้ ลอดงา่ ยเชน่ กัน คลอดแล้วโตะ๊ บิดนั จะตดั สายสะดอื
เดก็ ด้วยไม้ไผ่บางๆ ล้างตวั เช็ดตวั ให้แห้ง สามกี จ็ ะต้องขุดหลุมใกล้ๆ กบั แครท่ ่ภี รรยาคลอดให้ลกึ ประมาณ ๑ ศอก
สาํ หรบั ฝังรก ส่วนแมน่ ั้นตอ้ งอยูไ่ ฟ ประคบกอ้ นเสา้ พรอ้ มท้งั กินยาสมุนไพรทใี่ หค้ วามร้อนสูง เม่ืออย่ไู ฟครบ ๗ วัน
แล้ว แมจ่ ะแขง็ แรงสามารถเดนิ ทางได้ พวกเขาจะอพยพไปหาท่อี ยใู่ หม่ เพราะเชอื่ ว่าเลือดทอ่ี อกมาตอนคลอดนัน้
หากทง้ิ ไว้หลายๆ วนั เลอื ดนน้ั จะตายและเปน็ สาเหตุให้เจ็บปว่ ยได้

เมอื่ มนั นติ าย กลุม่ ที่อยูใ่ นปะเหลยี นจะไม่มกี ารฝังศพ พวกเขาจะสรา้ งทับข้ึน บางคร้ังกใ็ ช้ทบั เดมิ
ทผี่ ตู้ ายอาศัยอยู่ ซ่ึงจะทําใหม้ ลี ักษณะต่างไปจากทับอาศยั ทั่วไป คอื ใช้ใบไมป้ ดิ ปากทับเปน็ รูปกระโจมให้ผ้ตู ายนอน
ในทับพร้อมกบั ใสข่ ้าวของเครอ่ื งใช้ส่วนตัวของผูต้ ายไวด้ ้วย ภายนอกทับจะมีก่อกองไฟอีกกองหนึ่งเป็นอันเสร็จพธิ ี
หลงั จากนน้ั พวกท่ีอยกู่ ็จะอพยพไปหาท่อี ยใู่ หม่ทันที เพราะเชอ่ื วา่ คนท่ตี ายไปแลว้ จะเปน็ ผีอาศัยอยู่ตามตน้ ไมใ้ หญ่
และอาจจะทาํ อันตรายได้ เพราะฉะนัน้ มนั นิจะไมก่ ลบั มาอาศยั อยู่ในบรเิ วณทีม่ คี นตายเป็นอันขาด

166 
 

ทกุ วนั น้มี ันนิหรือหมซู่ าไกยังคงอยู่กบั ป่า แตม่ คี วามสัมพนั ธ์กับคนนอกป่ามากข้นึ คนส่วนหนึง่ ให้
สงิ่ ของตา่ งๆ เพื่อการแลกเปลีย่ นสิง่ มีค่า ไมว่ า่ จะเปน็ ของป่า แรงงาน หรอื แม้แต่ตวั คนเพอื่ นาํ มาจัดแสดงใน
กจิ กรรมต่างๆ ทาํ ใหก้ ารดาํ เนินชวี ิตของมนั นิถูกแทรกซมึ ด้วยวถิ ีเมอื งมากข้ึน และอาจนาํ ไปสูค่ วามเปล่ยี นแปลง
จากวถิ ีชวี ติ ด้ังเดมิ จนหมดสิ้น

เม่อื วันที่ ๓ มนี าคม ๒๕๔๒ ทางจงั หวดั ได้จัดใหม้ ีการชมุ นมุ พบปะระหวา่ งหมซู่ าไกท่อี าศยั ในป่า
เทอื กเขาบรรทดั ณ สวนพฤกษศาสตรภ์ าคใต้ ทงุ่ ค่าย จากการพบปะในคร้ังน้ัน หมูซ่ าไกหรือมนั นิไดร้ ว่ มกันเลา่ ปัญหา
ในการดํารงชีวิตของแต่ละกลมุ่ ซ่งึ เกดิ จากผนื ปา่ ถกู ทําลายจนทําให้ยากลาํ บากในการทาํ มาหากนิ และร้องขอ
ความอดุ มสมบูรณ์ของผืนป่าเทือกเขาบรรทดั สําหรับเป็นแหลง่ ดํารงชวี ิตของพวกเขาตามแบบที่เคยเปน็ มาโดยมี
ผวู้ ่าราชการจงั หวดั ตรงั เปน็ ผู้รบั ทราบและได้กลา่ วกับมันนไิ ว้ตอนหนึง่ ว่า จงั หวัดจะดแู ลชว่ ยเหลือชนกลุ่มนี้ไวอ้ ยา่ ง
ดที ส่ี ุดโดยไม่ใหข้ ดั ต่อวถิ ชี วี ิตดงั้ เดิม

 

167 
 

สถานทที่ อ่ งเที่ยว

168 

 

สถานท่ที อ่ งเท่ยี ว

อนุสาวรีย์พระยารัษฎาประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบ้ี ณ ระนอง) อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะ
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เขตเทศบาลนครตรัง ห่างจากศาลากลางจังหวัด ๒ กิโลเมตร เส้นทางถนนตรัง-พัทลุง
พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังคนแรก และได้สร้างความเจริญแก่จังหวัดตรัง
เป็นอย่างมาก ท้ังดา้ นการคมนาคม เกษตรกรรม เลีย้ งสตั ว์ การศึกษา การปกครอง และเปน็ ผูน้ าํ ต้นยางตน้ แรกมา
ปลกู ในจังหวดั ตรงั จนแพรห่ ลายไปท่วั ภาคใต้

สระกะพังสุรินทร์ ห่างจากศาลากลางจังหวัด ๓ กิโลเมตร ใกล้อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์
มหิศรภักดี เป็นแอ่งนํ้าหรือหนองนํ้าตามธรรมชาติขนาดใหญ่ มีเน้ือที่ ๕๐ ไร่ สระกะพังสุรินทร์ต้ังชื่อตามพระยา
สุรินทร์ราชา (นกยูง วิเศษกุล) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต รอบบริเวณเป็นสวนสาธารณะสําหรับพักผ่อน
และออกกาํ ลังกาย

สวนสาธารณะสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร’์ ๙๕ (ทงุ่ น้าํ ผุดหรือเขาแปะช้อย) อยูห่ า่ งจากตัวเมอื ง
๓ กิโลเมตร เปน็ สวนสาธารณะร่มร่นื ด้วยต้นไมใ้ หญ่ ชว่ งเย็น ๆ จะมีประชาชนมานง่ั พักผอ่ นและออกกาํ ลังกายเปน็
จาํ นวนมาก

พระนอนทรงเครือ่ งโนราวัดภูเขาทอง ประดิษฐานอยทู่ ่วี ัดภเู ขาทอง หมู่ ๑ ตําบลนํา้ ผุด
หา่ งจากตวั เมอื ง ๒๐ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๔๑๒๓ เป็นพระพุทธรปู โบราณปางปรินิพพาน สร้างสมยั
ศรวี ชิ ัย ลักษณะเดน่ คอื พระเศยี รทรงเทริด มโนราตามศลิ ปะของภาคใต้ โดยเชอ่ื กนั ว่า เทรดิ เป็นเครื่องประดับที่
ศักดส์ิ ิทธ์ิและเป็นของสูง กรมศลิ ปากรจดทะเบยี นเป็นโบราณสถาน

ถนนคนเดิน สถานีรถไฟตรัง (Chan-chala Night Market) แหล่งจับจ่ายเลือกซ้ือสินค้าออกแบบ
Handmade หัตถกรรม ถักทอ ชิม อาหารพื้นเมือง อาหารท้องถ่ิน ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ดนตรี
วิถชี ีวิต และลานสร้างสรรคก์ ิจกรรม เพอ่ื การเรยี นรูข้ องคนรนุ่ ใหม่ เปิดทุกวนั ศุกร-์ เสาร์-อาทติ ย์

สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาช่อง ไปตามทางหลวงสายตรัง-พัทลุง อยู่ห่าง
จากตวั เมืองตรัง ๒๑ กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และนํ้าตกต่างๆ ได้แก่ น้ําตกโตนใหญ่ น้ําตกโตน
น้อย และน้ําตกกะช่อง เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
๒ เส้นทาง ระยะทาง ๑.๘ และ ๒.๘ กิโลเมตร ตามเส้นทางจะมีป้ายส่ือความหมายอธิบายตามจุดต่างๆ นอกจากนั้นยังมี
อาคารพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติ กิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สถานีมีบ้านพักและ
ลานกางเต็นท์ แต่ต้องนําเต็นท์มาเอง สอบถามข้อมูลเพ่ิมเติมติดต่อ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า
เขาชอ่ ง หมู่ ๗ ตาํ บลช่อง อาํ เภอนาโยง ตู้ ปณ. ๔ จงั หวัดตรัง ๙๒๐๐๐

นํ้าตกกะชอ่ ง อย่ภู ายในสถานีพัฒนาและสง่ เสริมการอนรุ ักษ์สัตว์ปา่ เขาชอ่ ง เปน็ นํา้ ตกไหลลง
มาจากภเู ขาสงู มจี ดุ เลน่ น้ําเปน็ ช้ันเลก็ ๆ 2-3 จดุ ถือเป็นแหล่งทอ่ งเท่ียวธรรมชาตเิ กา่ แก่ของจงั หวดั และบริเวณ
น้ําตกแหง่ น้ีมพี ระปรมาภิไธยยอ่ ภปร. และ สก. ปรากฏอยูบ่ นโขดหนิ ใกล้ๆ สายน้าํ ตก

เขตห้ามล่าสตั วป์ ่าคลองลาํ ชาน เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศัยของนกเป็ดน้ํา นกเป็ดแดงจํานวนมาก รอบ ๆ
จะมีหนองนํา้ ขนาดใหญร่ ม่ รืน่ ด้วยตน้ ไมใ้ หญส่ งบเงียบเหมาะสาํ หรบั การนั่งพกั ผ่อน พรอ้ มทง้ั มศี าลาริมนาํ้ สาํ หรับไว้
นั่งชมนก ภายในบริเวณยงั มสี ะพานไมแ้ ละทางเดินศึกษาธรรมชาติไวใ้ หน้ ักทอ่ งเที่ยวไดเ้ ดนิ ศึกษา ผู้สนใจพกั คา้ ง
แรมต้องทําหนังสอื ขออนญุ าตถึงหวั หน้าเขตหา้ มลา่ สตั ว์ป่าคลองลําซาน กรมอทุ ยานแหง่ ชาตสิ ตั วป์ ่า และพนั ธุพ์ ชื
โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐, ๐ ๒๕๖๑ ๔๒๙๒-๓ ต่อ ๗๖๕ www.dnp.go.th การเดินทาง ใชเ้ ส้นทางสายตรงั -พัทลุง

169 

 

ถงึ กิโลเมตรท่ี ๑๗ แล้วแยกขวาไปตามเสน้ ทางสายบา้ นกะชอ่ ง-บ้านหาดเลา (ทางหลวงหมายเลข ๔๒๖๔)
ประมาณ ๑ กโิ ลเมตร

กลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี นาหมน่ื ศรเี ป็นช่ือตําบลหนง่ึ ในอําเภอนาโยง มีชอื่ เสยี งดา้ นผา้ ทอพ้นื เมือง
ของจังหวดั ตรัง และมีการจดั ตัง้ กลมุ่ สตรีทอผ้านาหม่ืนศรี เพ่อื สบื สานการทอผา้ พ้นื เมอื งไม่ให้สญู หายไป ทีท่ าํ การ
กลมุ่ ทอผ้านาหมนื่ ศรี โทร.๐ ๗๕๕๘ ๓๕๒๔ การเดินทาง เดินทางจากทางหลวงหมายเลข ๔ ประมาณ ๑๑ กโิ ลเมตร
(ถึงอาํ เภอนาโยง) เลยี้ วซ้ายเขา้ ถนนเทศบาล ๖ อีก ๓.๓ กิโลเมตร หรอื น่ังรถสองแถวตรัง-เขาช่อง ข้นึ รถที่ถนน
ไทรงาม (ข้างโรงพยาบาลราชดําเนนิ ) ถงึ ตลาดนาโยง ใชเ้ วลาเดินทาง ๓๐ นาที จากนน้ั น่ังรถมอเตอร์ไซดร์ ับจ้าง
จากตลาดนาโยงเข้าไปถงึ กลมุ่ ทอผ้านาหมนื่ ศรีคา่ โดยสารคนละ ๒๐ บาท

ถํา้ เขาช้างหาย ตง้ั อยูห่ มทู่ ่ี ๕-๖ ตาํ บลนาหมนื่ ศรี เปน็ ถ้าํ ทมี่ หี นิ งอกหนิ ยอ้ ยแบบตา่ ง ๆ ทสี่ วยงาม
สลับซบั ซอ้ นอยเู่ ป็นจาํ นวนมาก ถํ้าลกึ ประมาณ ๕๐๐ เมตร ใชเ้ วลาเดนิ ชมประมาณ ๓๐ นาที มีทางเดินคอนกรีต
พรอ้ มท้งั ติดไฟตามเสน้ ทางใหเ้ ดินได้อยา่ งสะดวกสําหรับเดินไปยังถํ้าต่าง ๆ สอบถามข้อมลู ได้ท่ี โทร. ๐ ๗๕๒๙ ๙๕๕๖
การเดินทาง ใชเ้ ส้นทางเดียวกบั ทางไปกลมุ่ ผา้ ทอนาหมน่ื ศรี เลยไปประมาณ ๒ กิโลเมตร

พิพธิ ภณั ฑ์พระยารษั ฎานุประดษิ ฐม์ หิศรภกั ดี อยู่ในเขตเทศบาลเมอื งกนั ตัง ตง้ั อยู่เลขท่ี ๑
ถนนค่ายพิทกั ษ์ ตําบลกนั ตงั เปน็ ท่ีตัง้ ของสถานทีป่ ระวัติศาสตรท์ สี่ ําคัญ คอื “จวนเกา่ เจ้าเมืองตรงั ” หรือบา้ นพกั
อดตี เจา้ เมืองตรงั พระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐม์ หศิ รภกั ดี เปน็ เรอื นไม้ ๒ ชน้ั ภายในจัดแสดงหุน่ ขผี้ ้ึงเทา่ ตัวจรงิ ของพระ
ยารษั ฎาฯ และเครอ่ื งมือเคร่อื งใช้ในชวี ิตประจาํ วนั ของท่านอย่างครบถว้ น โดยทายาทตระกูล ณ ระนอง เปน็ ผดู้ แู ล
รักษา เปิดให้เขา้ ชมทกุ วนั เว้นวนั จนั ทร์ (ถา้ ตรงกบั วันหยุดราชการเปดิ ตามปกติ และหยดุ ชดเชยในวันต่อไป) เวลา
๐๘.๓๐ -๑๗.๐๐ น. ไม่เสยี คา่ เข้าชม ผเู้ ขา้ ชมเป็นคณะที่ตอ้ งการวิทยากรบรรยาย กรุณาแจ้งล่วงหนา้ ที่ โรงเรียน
กันตงั พทิ ยากร โทร. ๐ ๗๕๒๕ ๑๑๐๐

ยางพาราต้นแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ริมถนนก่อนเข้าสู่ตัวอําเภอกันตัง หน้าสหกรณ์การเกษตร
กันตัง เป็นต้นยางรุ่นแรกที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เจ้าเมืองตรังได้นํามาปลูกไว้เพ่ือบุกเบิกอาชีพสวนยางพารา
ของชาวตรัง เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๔๒ การเดินทาง จากตัวเมืองตรังไปตามสายตรัง-กันตัง เส้นทางหมายเลข ๔๐๓
ระยะทางประมาณ ๒๔ กโิ ลเมตร หรือมรี ถตู้ตรัง-กนั ตัง ใหบ้ ริการใชเ้ วลา ๒๐ นาที ข้ึนรถที่ถนนกันตัง
คา่ โดยสารคนละ ๒๕ บาท

สวนสาธารณะควนตําหนักจันทน์ ต้ังอยู่ในเขตเทศบาลเมืองกันตัง มีเนื้อที่ประมาณ ๒๕๐ ไร่
รอบบริเวณร่มร่ืนด้วยต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ มีศาลาพักผ่อน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล และอําเภอกันตัง
ได้กว้างไกล

บ่อน้ําร้อนควนแคง อยู่ในท้องท่ีบ้านควนแคง หมู่ที่ ๗ ตําบลบ่อน้ําร้อน อําเภอกันตัง จังหวัด
ตรัง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาหวาง ป่าควนแคง และป่าน้ําราบ มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้
ประกาศจดั ตัง้ เปน็ วนอุทยาน เม่อื วันที่ ๙ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ เปน็ พื้นทร่ี าบเชิงเขา สภาพปา่ เป็น
ดงดิบชื้นบางส่วนเป็นป่าพรุ มีน้ําท่วมขังตลอดปี และมีพื้นท่ีบางส่วนเป็นพรุนํ้าร้อนมีนํ้าไหลผุดจากใต้ดินตลอดเวลา
พืชพรรณและสัตว์ป่า มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ปานกลาง พันธุ์ไม้ที่พบได้ แก่ ยาง ตะเคียน หว้า ชมพู่ป่า ทุ้งฟ้า ก่อ แดงควน
กระโดน ตังหน หวาย หลุมพี ปาล์ม กล้วยไม้ สัตว์ป่าท่ีพบได้แก่ ชะมด ค้างแว่นถิ่นใต้ กระจง ไก่ป่า นกชนิดต่างๆ
เต่า กบ เขียด งู บริเวณพื้นที่พรุน้ําร้อน ได้พัฒนาปรับปรุงเป็นบ่อนํ้าร้อน จํานวน ๓ บ่อ มีอุณหภูมิของนํ้าประมาณ
๗๐ องศา / ๔๐ องศา / ๒๐ องศา ตามลําดับ ใช้ประโยชน์ด้านสันทนาการและเพ่ือการท่องเที่ยว ซ่ึงวนอุทยานได้

170 

 

เปิดให้บริการแก่นักท่องเท่ียวและประชาชนท่ัวไปได้แช่เท้าและอาบนํ้าร้อนเพ่ือสุขภาพ โดยมีห้องอาบน้ําและห้อง
แช่น้ําร้อนให้บริการเพื่อความเป็นส่วนตัว จํานวน ๙ ห้อง บ่อแช่เท้ารวม ๑ บ่อ บ่ออาบนํ้ารวม ๑ บ่อ

บริเวณพื้นที่พรุนํ้าร้อนและพ้ืนที่ป่าดงดิบได้พัฒนาปรับปรุงเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรรณไม้
และสัตว์ป่า จํานวน ๓ เส้นทาง ระยะทาง ๕๐๐ เมตร ๗๕๐ เมตร และ ๒,๐๐๐ เมตร ตามลําดับ ใช้ประโยชน์
ด้ า น ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ท า ง ชี ว ภ า พ สั น ท น า ก า ร แ ล ะ ก า ร ท่ อ ง เ ท่ี ย ว

บริการนวดฝ่าเท้าและนวดแผนไทย พร้อมจําหน่ายผลิตภัณฑ์นวดแผนไทยและสปา ท่ีใช้นํ้าจาก
บ่อร้อนควนแคงเป็นส่วนผสมหลัก นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ประสงค์จะใช้บริการอาบน้ําแร่เพื่อสุขภาพ
หรือเยี่ยมชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพ่ิมเติมได้ที่ วนอุทยานบ่อน้ําร้อน ตําบลบ่อนํ้าร้อน
อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง โทร. ๐๘ ๒๒๘๙ ๙๒๑๑, ๐๘ ๙๗๒๔ ๖๒๔๗,๐๘ ๖๒๗๑ ๖๓๒๖ การเดินทาง ไปตาม
เสน้ ทางหลวงหมายเลข ๔๐๓ (ตรงั -กนั ตัง) ถงึ เทศบาลเมืองกันตัง ข้ามแพขนานยนต์ ไปบ้านท่าส้ม จากบ้านท่าส้ม
ขับรถไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร เล้ียวซ้ายไปอีกประมาณ ๖ กิโลเมตร ถึงปากทางเข้าวนอุทยานบ่อน้ําร้อนกันตัง
เลยี้ วขวาตามปา้ ยชท้ี าง ๒ กโิ ลเมตรถงึ ท่ีทําการวนอทุ ยานฯและบอ่ นา้ํ รอ้ น

หาดหยงหลิง-หาดส้ัน เป็นหาดทรายรูปโค้งขนานไปกับดงสน สุดชายหาดเป็นเขาสูง มีเว้ิงและ
โพรงถํ้า สามารถลอดออกไปสู่ริมทะเลอีกมุมได้ หาดหยงหลิงเหมาะท่ีจะเล่นนํ้าและพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณหาด
สามารถกางเต็นทไ์ ด้ ถดั จากหาดหยงหลิงเข้าไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร จะเป็นหาดส้ัน การเดินทาง ไปตามเส้นทางหลวง
หมายเลข ๔๐๔๖–๔๑๖๒ ถึงหาดปากเมงเล้ียวซ้ายเลียบชายหาดประมาณ ๑๐ กิโลเมตร และเลี้ยวเข้าถนนบ้าน
นํ้าราบ-หาดเจ้าไหม ประมาณ ๖ กิโลเมตร จะมีทางแยกเข้าหาดหยงหลิงอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร หรือโดยสาร
รถตสู้ ายตรงั -หาดยาว จะผ่านหน้าหาดหยงหลนิ -หาดสน้ั

หาดยาว อยู่หมู่ท่ี ๖ ตําบลเกาะลิบง เป็นหาดทรายยาวต่อจากโขดเขารูปกระโดงฉลามขึ้นมา
ทางด้านเหนือ มีสนทะเลขึ้นเป็นแนวดูสวยงาม มีชายหาดกว้างเหมาะจะเข้าค่ายพักแรม และมีบริการท่ีพักของ
เอกชน ใกล้ๆ หาดยาวจะมีท่าเรือนักท่องเท่ียวสามารถเช่าเรือไปเที่ยวตามเกาะต่าง ๆ ได้ การเดินทาง ใช้เส้นทาง
เดยี วกบั หาดหยงหลงิ และมรี ถตปู้ ระจําทางสายตรงั -หาดยาว ใหบ้ ริการ ขึ้นรถได้ทีถ่ นนท่ากลาง อําเภอเมือง

ถ้ําเจ้าไหม-ถ้ําเจ้าคุณ-คลองจระเข้ขาว อยู่บริเวณเขาโต๊ะแนะ ใกล้บ้านเจ้าไหม เป็นเส้นทาง
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศท่ีโดดเด่นของจังหวัดตรัง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวกึ่งผจญภัย การเที่ยวชมต้องนั่งเรือจากท่าเรือ
หาดยาวไปตามคลอง จากนัน้ ใชเ้ รือแคน/ู ซีคยกั พายลดั เลาะไปตามคลองจระเข้ขาวทอ่ี ุดมสมบรู ณไ์ ปด้วยป่าโกงกาง
และระบบนเิ วศป่าชายเลน พายทะลุถํ้าเจ้าไหมไปพบกบั ผืนป่าโกงกางอันร่มรืน่ นอกจากน้ันระหว่างทางจะมีถ้ําเจ้า
คุณ ซึ่งเป็นถ้ําที่ต้องเดินข้ึนไปเท่ียวชมความงาม ภายในถ้ําจะมีหินงอกหินย้อยท่ีมีความสวยงามและรูปร่างแปลก
ตาให้เท่ียวชม ผู้ที่สนใจพายเรือแคนูเที่ยวถํ้าเจ้าไหม-ถํ้าเจ้าคุณ-คลองจระเข้ขาว สนใจติดต่อได้ที่ บริษัทนําเท่ียว
จังหวดั ตรงั

เกาะลิบง ต้ังอยู่ท่ีตําบลลิบง เป็นเกาะที่ใหญ่ท่ีสุดในทะเลตรัง มีพ้ืนท่ี ๒๕,๐๐๐ ไร่ รอบๆ เกาะ
เต็มไปด้วยหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของ “พะยูน” สัตว์เล้ียงลูกด้วยนมที่กําลังจะสูญพันธุ์ แต่จะพบได้มากบริเวณ
เกาะลิบง เกาะลิบงได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง มีท่ีทําการเขตฯ อยู่บริเวณแหลมจุโหย
รอบๆ เกาะมีสถานที่น่าเท่ียวชมหลายแห่ง เช่น หาดตูบ แหลมจุโหย แหลมทวด แหลมโต๊ะชัย หาดหญ้าคา เป็น
ต้น บริเวณแหลมจุโหยน้ันเป็นหาดทราย เวลานํ้าลดสามารถเดินทางไปถึงหาดตูบ ซ่ึงมีนกทะเลและนกชายเลน
จํานวนมากท่ีอพยพหนีหนาวมาอาศัยท่ีนี่เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม อาทิ นก

171 

 

กินเปี้ยว นกกวัก นกยางเขียว นกนางนวลแกลบเคราขาว นกหัวโตขาดํา เป็นต้น เกาะลิบงมีชาวบ้านอาศัยอยู่เป็น
จํานวนมากแบ่งเป็นหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านยังดําเนินวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทําอาชีพประมง สวนยางพารา ส่วน
ใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม การเดินทาง มีเรือโดยสารจากท่าเรือเจ้าไหม ถึงท่าเรือบ้านพร้าว บนเกาะลิบง หรือเช่า
เรือเหมาลํา ใช้เวลาเดินทาง ๒๐ นาที บนเกาะมีท่ีพักสําหรับนักท่องเท่ียว(เป็นของเอกชน) สอบถามข้อมูลติดต่อ เขต
ห้ามล่าสตั วป์ า่ หม่เู กาะลิบง ตู้ ปณ. ๕ อาํ เภอกันตัง จังหวดั ตรงั โทร. ๐ ๗๕๒๕ ๑๙๓๒

เกาะมุกและถ้ํามรกต นับเป็นจุดเด่นท่ีสุดในทะเลตรัง ลักษณะของเกาะทางด้านทิศตะวันตก
ส่วนใหญ่เป็นโขดหน้าผาหินสูงตระหง่านหันหน้าออกสู่ทะเล ทางฝ่ังตะวันออกเป็นท่ีตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ที่ยังคง
วิถีชีวิตของชาวเกาะไว้อย่างดี สามารถเดินเที่ยวรอบเกาะได้ และทางด้านทิศตะวันตกของกเกาะมุก มีถ้ํามรกต
หรือถํ้าทะเลซึ่งมีความงดงามตระการตาอย่างมาก จากปากทางเข้าถ้ําเป็นโพรงเล็กๆ การเข้าชมภายในถ้ํา จะต้อง
ว่ายนํ้าลอยคอเข้าไป ระยะทาง ๘๐ เมตร บริเวณปากทางเข้าถ้ําแสงจากภายนอกจะสะท้อนกับน้ําภายในถ้ําทําให้
เห็นน้าํ เป็นสีเขียวมรกต ดแู ปลกตาและมหศั จรรย์ในความสวยงามทีธ่ รรมชาตไิ ดบ้ รรจงสร้าง เมื่อพ้นปากถ้ําออกมา
อีกด้านหนึ่งจะเห็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน น่ังเล่นนํ้าได้ เกาะมุกมีที่พักเอกชนบริการ

การเดินทาง นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเกาะมุก สามารถเช่าเหมาลําเรือจากท่าเรือปากเมง อําเภอสิเกา
ใช้เวลาเดินทาง ๔๐ นาที ค่าเช่าเรือเหมาลําราคาประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท/วัน หรือใช้บริการเรือโดยสาร
จากท่าเรอื ควนตุ้งกู ซ่ึงมีบรกิ ารวันละ ๑ เท่ยี ว เวลา ๑๒.๐๐ น. และเรอื จากเกาะมุก เวลา ๐๗.๐๐ น.

เกาะเชือก-เกาะแหวน เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ระหว่างเกาะมุกและเกาะกระดาน มีปะการังนํ้าต้ืน
และนํ้าลึก รวมทัง้ ฝูงปลาจาํ นวนมาก การเดินทาง สามารถเช่าเหมาลําเรือได้ทที่ ่าเรือท่าเรือปากเมง หรือท่าเรือเจ้า
ไหม นอกจากน้ีนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการนําเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจนําเที่ยวใน
จังหวัดตรังจดั ให้บริการรว่ มกับการชมถาํ้ มรกต ดาํ น้ําดปู ะการังที่เกาะกระดานและเกาะม้า

เกาะกระดาน เป็นเกาะท่ีสวยท่ีสุดของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุกและเกาะลิบง
มีเน้ือที่ ๖๐๐ ไร่ ซ่ึง ๕ ใน ๖ ส่วนของเกาะน้ีอยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ท่ีเหลือเป็น
ของเอกชน เกาะกระดานมชี ายหาดท่มี ที รายขาวละเอียดและนํ้าทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังซ่ึงเป็นปะการังน้ํา
ต้ืน ตลอดจนฝูงปลาหลากสีหลายพันธุ์ บนเกาะมีท่ีพักบริการทั้งของเอกชน และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และ
พันธ์ุพืช การเดินทาง สามารถเช่าเรือจากท่าเรือปากเมงหรือท่าเรือเจ้าไหม ใช้เวลาเดินทาง ๑.๓๐ ช่ัวโมง ค่าเช่า
เรือเหมาลาํ ราคาประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท/วนั

อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ครอบคลุมพ้ืนที่ ๒ อําเภอ คือ
อําเภอกันตังและอําเภอสิเกา มีอาณาเขตชายฝั่งทะเลยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร อุทยานประกาศเป็นอุทยาน
แห่งชาติ เม่อื วนั ที่ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๒๕ ทที่ ําการอทุ ยานอยูท่ หี่ าดฉางหลาง ตําบลไมฝ้ าด แบ่งพื้นท่ีออกเป็น ๒ ส่วน
ได้แก่ พื้นท่ีดินสถานท่ีท่องเที่ยวของอุทยานฯ ได้แก่ หาดปากเมง หาดฉางหลาง หาดยาว หาดหยงหลิง หาดส้ัน
หาดเจ้าไหม ถํา้ เจา้ ไหม นอกจากนี้ยังมีเกาะนอ้ ยใหญอ่ กี ๗ เกาะในทะเลตรัง ท่อี ยู่ในความดูแลของอุทยานฯ ได้แก่
เกาะมกุ เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะปลงิ เกาะแหวน เกาะเมง และเกาะเจ้าไหม นอกจากน้ันบริเวณอุทยานฯ มี
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติทางทะเล จะทําการวิจัยหญ้าทะเล เป็นแหล่งคุณค่าทางนิเวศวิทยาของฝั่งทะเลอันดามัน
สนใจสอบถามขัอมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๕๒๑ ๓๒๕๘ อุทยานฯ มีศูนย์บริการนักท่องเท่ียวและท่ีพักสําหรับ
นักท่องเที่ยวบริการ สอบถามรายละเอียดได้ท่ี อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ตําบลไม้ฝาด อําเภอสิเกา จังหวัดตรัง

172 

 

โทร. ๐ ๗๕๒๑ ๓๒๖๐ การเดินทาง อุทยานฯ อยู่ห่างจากอําเภอเมืองประมาณ ๔๗ กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายตรัง-
สิเกา-ปากเมง (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๖-๔๑๖๒) แลว้ เล้ยี วซ้ายตามถนนเลยี บชายหาดอีก ๔ กโิ ลเมตร

เกาะไหง เป็นเกาะท่ีอยู่ในเขตอําเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบ่ี แต่จัดเป็นแหล่งท่องเท่ียวในกลุ่ม
ของทะเลตรัง เนื่องจากการเดินทางจากจังหวัดตรังสะดวกมากกว่า หาดทรายบนเกาะขาว น้ําทะเลใส มองเห็น
ปลาหลายพันธ์ุหลากสี รอบเกาะปะการังยังสมบูรณ์ บนเกาะมีที่พักเอกชนบริการหลายแห่ง การเดินทาง สามารถ
เชา่ เรอื จากทา่ เรือปากเมง ใชเ้ วลาเดนิ ทางประมาณ ๑ ชั่วโมง สนใจติดตอ่ บรษิ ทั นาํ เที่ยวตรงั

พิพิธภัณฑ์สัตว์นํ้าราชมงคล ตรัง ตั้งอยู่บริเวณหาดราชมงคล ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ตําบลไม้ฝาด พิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ส่วนใน สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ํา จะรวบรวม
พันธุ์สัตว์น้ําจํานวน ๖๑ ตู้ เช่น ปลาการ์ตูน ปลาดาว ปลาไหลไฟฟ้า ปลาปักเป้ากล่อง ปลาสินสมุทร เป็นต้น และ
บ่อแสดงกลางแจ้ง จัดแสดงทั้งสัตว์น้ําจืด สัตว์ทะเลที่พบในเขตนํ้าข้ึนน้ําลงและทะเลลึกจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกที่
พบในเขตร้อน นอกจากนี้ยังมีส่วนการแสดงแมวนํ้าแสนรู้ รวมท้ังมีร้านอาหารและร้านจําหน่ายสินค้าที่ระลึกไว้
คอยบริการ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๙.๓๐–๑๖.๓๐ น. ค่าเข้าชม นักเรียน ๑๐ บาท นักศึกษา ๒๐ บาท
ประชาชน ๓๐ บาท และชาวต่างประเทศ ๕๐ บาท สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. ๐ ๗๕๒๐ ๔๐๖๙, ๐ ๗๕๒๐
๔๐๕๑-๖ หรือ www.fishtech..rit..ac.th การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองตรัง ๓๐ กิโลเมตร ใช้เส้นทางตรัง-
สิเกา-ปากเมง ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๖–๔๑๖๒

หาดปากเมง ต้ังอยู่ท่ีตําบลไม้ฝาด เป็นหาดรูปพระจันทร์คร่ึงเส้ียวยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร
มีความสวยงามและสงบเงียบ ชายหาดมีป่าสนตามธรรมชาติข้ึน จากหาดมองไปกลางทะเลจะเห็นเกาะน้อยใหญ่
สลับซับซ้อนกันมองดูลักษณะคล้ายคนนอนหงายอยู่ในทะเล บริเวณหาดปากเมง มีท่าเทียบเรือปากเมง สามารถ
เช่าเรือไปเกาะไหง เกาะเชือก เกาะม้า เกาะแหวน เกาะกระดาน เกาะมุกและถ้ํามรกต การเดินทาง ไปตามทาง
หลวงหมายเลข ๔๐๔๖–๔๑๖๒ (ตรัง-สิเกา-ปากเมง) ระยะทาง ๔๐ กิโลเมตร นอกจากนั้นยังมีรถตู้ ตรัง-สิเกา-
ปากเมง ให้บริการทตี่ ลาดท่ากลาง ถนนท่ากลาง อาํ เภอเมือง

กิจกรรมเดินป่าเทือกเขาบรรทัด เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ พิชิตยอดเขาพรมแดนระหว่าง
ตรังและพัทลุง ชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าและพรรณไม้หลากหลายชนิด ความสวยงามของนํ้าตกกลางป่า และ
สมั ผัสวิถชี วี ติ อันเรยี บง่ายของชนเผ่าซาไก สนใจสอบถามรายละเอยี ดได้ทบ่ี รษิ ัทนําเที่ยวในจังหวดั ตรงั

เกาะเหลาเหลียง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา พ้ืนท่ีตําบลเกาะสุกร เป็นเกาะแฝด
ที่ตั้งตระหง่านเคียงคู่กัน คือ เกาะเหลาเหลียงเหนือ และเกาะเหลาเหลียงใต้ เป็นภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงโดยรอบ
มีหาดทรายขาวสะอาด นํ้าทะเลใส รวมไปถึงแนวปะการังท่ีสวยงาม ฝูงปลาการ์ตูนและปลาสวยงามอ่ืน ๆ มีกัลปังหา
หลากสีท่ียังสมบูรณ์และหาดูได้ยาก เกาะเหลาเหลียงจึงเหมาะอย่างย่ิงสําหรับการดํานํ้าต้ืนและนํ้าลึก อุทยานแห่งชาติ
หมู่เกาะเภตราได้จัดให้บริการพ้ืนท่ีกางเต็นท์ ร้านอาหาร และห้องน้ํา ทั้งนี้หากนักท่องเท่ียวท่ีจะเดินทางไปพักท่ี
เกาะเหลาเหลียงจะต้องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้า ได้ที่ 0 74 78 3074 การเดินทาง สามารถเช่าเหมาเรือได้ที่
ท่าเรือเจ้าไหม (ท่าเรือหาดยาว) ใช้เวลาในการเดินทางโดยเรือเร็ว ประมาณ ๓๕ นาที และโดยเรือทัวร์ประมาณ
๑ ช่ัวโมง ๓๐ นาที หรือใช้บริการแพคเกจทัวร์ของบริษัทนําเท่ียวในจังหวัดตรังก็ได้ ซ่ึงจะนําเท่ียวร่วมกับเกาะ
เภตราและเกาะตะเกียง

173 

 

เกาะตะเกียง เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ มีหาดทรายขาวยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร
มีแนวปะการังแข็งท่ีสวยงามเป็นบริเวณกว้าง และเป็นถ่ินอาศัยของปลาสวยงามหลากชนิด เกาะตะเกียงนับเป็นจุดดําน้ํา
ดูปะการังน้ําตื้นท่ีดีและสวยงามแห่งหน่ึงในทะเลตรังที่ไม่ควรพลาด ท่ีต้ังของเกาะตะเกียงห่างจากเกาะเหลาเหลียงเหนือ
ประมาณ ๔ กโิ ลเมตร ไปทางทิศตะวันตก การเดินทาง สามารถเชา่ เรอื ไดท้ ีท่ า่ เรอื เจ้าไหม (ท่าเรอื หาดยาว) ใช้เวลา
ในการเดนิ ทางโดยเรือเรว็ ประมาณ ๔๐ นาที และโดยเรือทัวร์ประมาณ ๑ ชว่ั โมง ๔๕ นาที

เกาะสุกร เป็นตําบลหนึ่งในอําเภอปะเหลียน เป็นเกาะขนาดใหญ่อยู่ห่างชายฝั่งเพียง ๓ กิโลเมตร
บนเกาะมชี าวบ้านอาศัยอยูก่ ว่า ๒,๕๐๐ คน มีอาชีพประมง ทําสวนยาง และเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือ
ศาสนาอิสลาม บนเกาะยังมีผลไม้ที่มีชื่อเสียงคือแตงโม ซึ่งรู้จักกันดีในจังหวัดตรังและใกล้เคียงว่ามีรสหวานอร่อย
จะมีมากในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน บนเกาะมีรีสอร์ทบริการหลายแห่งให้นักท่องเที่ยวได้พักค้างแรม
และหากต้องการนั่งเรือท่องเที่ยวไปตามเกาะในจังหวัดตรังก็สามารถจะเช่าเรือจากท่าเรือบนเกาะได้อีกด้วย

การเดินทาง สามารถนั่งรถตู้สายตรัง-ย่านตาขาว ลงท่ีตลาดย่านตาขาว แล้วต่อรถสองแถวสาย
ย่านตาขาว-ปากปรน-แหลมตะเสะ ระยะทาง ๔๗ กิโลเมตร ถึงท่าเรือแหลมตะเสะ หรือใช้เส้นทางตรัง-ปะเหลียน
(หลวงหมายเลข ๔๐๔) เลี้ยวขวาส่ีแยกบ้านนาประมาณ ๑๘ กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายประมาณ ๗ กิโลเมตร ถึง
ท่าเรือ ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือหางยาวประมาณ ๓๐ นาที ค่าเช่าเหมาเรือราคา ๗๐๐ บาท นั่งได้ ๑๐ คน และบนเกาะ
มีที่พกั สําหรบั นกั ท่องเท่ียว

น้ําตกโตนเต๊ะ เป็นนํ้าตกขนาดใหญ่ ต้นกําเนิดจากเทือกเขาบรรทัด มีน้ําไหลผ่านแอ่งหินตลอด
สายเป็นสีขาว สูง ๓๒๐ เมตร การข้ึนไปชมน้ําตกช้ันบนจะต้องเดินเท้าไปตามเส้นทางระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร
ตลอดทางเดินร่มรื่นดว้ ยไม้เบญจพรรณนานาชนิด ส่วนด้านล่างเป็นแอ่งนํ้าสามารถว่ายน้ําได้ นักท่องเที่ยวสามารถ
เดินทางด้วยรถยนต์ไปจนถึงบริเวณนํ้าตกได้ตลอดฤดูกาล การเดินทาง ห่างจากอําเภอเมือง ๔๕ กิโลเมตร ไปตาม
ถนนสายตรัง-พัทลุง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร (บริเวณกิโลเมตรท่ี ๕๓) เล้ียวขวาไปตามเส้นทางบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา
(ทางหลวงหมายเลข ๔๑๒๔) ประมาณ ๒๗ กโิ ลเมตร ถึงปากทางเขา้ นาํ้ ตก เล้ยี วซ้ายไปอกี ประมาณ ๑ กิโลเมตร

นํา้ ตกโตนตก เปน็ นา้ํ ตกชั้นเดียวท่ีสายนํา้ ไหลผ่านชั้นหินลาดชันเล็กน้อยสู่พ้ืนล่าง ซึ่งเป็นแอ่งนํ้า
ตื่นๆ ให้สามารถเล่นน้ําอย่างสนุกสนาน เหมาะที่จะมาเที่ยวในช่วงหน้าฝน จะทําให้เห็นสายน้ําไหลเป็นสายสีขาว
ดูสวยงาม และจากนํ้าตกโตนตกสามารถมองเห็นนํ้าตกโตนเต๊ะท่ีไหลจากภูเขาสูงเป็นสายสีขาวโดยเฉพาะในหน้า
ฝนจะเห็นชัดกวา่ หนา้ แลง้ การเดินทางใช้เส้นทางเดยี วกับนาํ้ ตกโตนเตะ๊ แต่ถงึ ก่อนอยู่ทางขวา

ถ้ําเขาปินะ ตั้งอยู่ท่ีตําบลนาวง ห่างจากตัวเมืองตามถนนเพชรเกษมประมาณ ๔๕ กิโลเมตร
มีทางแยกจากถนนใหญ่เข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เขาปินะภายในกลวงจนถึงยอดเขา มีลักษณะคล้ายกะทะคว่ํา
ตรงเชิงเขาเป็นที่ตั้งของวัดปินะ มีบันไดขึ้นไปชมถํ้า ซึ่งมีอยู่หลายช้ันและชมทิวทัศน์รอบ ๆ เขาได้ และท่ีสําคัญบน
เพิงผาสว่ นของถํา้ จาํ ปา จะเหน็ อักษรจารกึ “ปปร.” พระปรมาภิไธยย่อของรชั กาลท่ี ๗ ปรากฏอยู่

ถาํ้ เลเขากอบ เป็นถํา้ ทีม่ สี ายน้ําไหลผา่ นและไหลลอ้ มรอบภูเขาอนั เป็นที่ต้ังของถํา้ ภายในถาํ้ มีหนิ
งอกหินย้อยท่ีสวยงามและคงความสมบูรณ์ปรากฏให้เห็นตลอดทางระหว่างการน่ังเรือ และตามเวิ้งถ้ําหรือโถงถ้ํา
ต่างๆ ที่สามารถเดินชมได้ อาทิ ถํ้าเจ้าสาว ถ้ํารากไทร ถํ้าคนธรรพ์ เป็นต้น ระยะทาง ๔ กิโลเมตร และจุดเด่นของ
ถ้ําเลเขากอบอีกอย่างหน่ึงท่ีสร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้กับนักท่องเท่ียว ด้วยจะต้องนอนราบขนานไปกับ
เรือแล้วลอดผ่านส่วนท่ีมีเพดานถ้ําต่ําท่ีสุด เรียกว่า ถ้ําลอด กล่าวกันว่าการได้ลอดผ่านจุดนี้เปรียบเสมือนการได้
ลอดท้องมังกร การเข้าชมภายในถํ้า อบต. เขากอบ ได้จัดเรือพายบริการนําเท่ียวชมความงามของถ้ํา ถือเป็น

174 

 

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนในท้องถ่ิน ค่าบริการเรือลําละ ๓๐๐ บาท/๕ คน ใช้เวลาในการล่องเรือ
ประมาณ ๔๕ นาที เข้าชมได้ต้ังแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดได้ท่ี องค์การบริหารส่วนตําบล
เขากอบ โทร. ๐ ๗๕๕๐ ๐๑๑๗, ๐ ๗๕๕๐ ๐๐๘๘ ต่อ ๑๐๗ การเดินทาง ห่างจากท่ีว่าการอําเภอห้วยยอด
ตามถนนเพชรเกษมประมาณ ๘ กิโลเมตร ผ่านสี่แยกอันดามัน ตรงไป ๓ กิโลเมตร เล้ียวซ้ายเข้าถ้ําเลเขากอบ
ประมาณ ๗๐๐ เมตร

วังเทพธาโร เป็นอีกหน่ึงสถานท่ีท่องเที่ยวท่ีต้องห้ามพลาด เมื่อมาถึงห้วยยอด จ.ตรัง ท่ีนี่เป็น
แหล่งเรียนรู้ และมีความสวยงามทางศิลปะจากไม้เทพธาโร สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติและบทกลอน มีจุด
ถ่ายรปู สวยๆมากมาย และของฝากท่ีเป็นเอกลกั ษณ์ด้วยเม่อื ก่อนละแวกนี้มไี มเ้ ทพธาโรเป็นแสนๆ ต้น ชาวบ้านโค่น
ทิ้งปลูกยางพารา จะทิ้งไปก็เสียดาย ภรรยาของคุณจรูญ แก้วละเอียด ได้บอกสามีว่าให้ลองทําเป็นมังกรดู เมื่อทํา
ได้ ก็เลยเกิดไอเดีย ทุ่มเงินท่ีมีทั้งหมดพร้อมท่ีดิน ๒๕ ไร่ สร้างเป็นวังเทพธาโรนี้ข้ึนมา ใช้ไม้ประมาณ ๘ แสน
กิโลกรัม ใช้เวลา ๕ ปี จนตอนนี้งบประมาณที่ใช้ไปเกือบ ๑๐ ล้านบาท เพ่ือมอบให้แผ่นดิน และวังเทพธาโรมีคน
เข้าดูทุกวัน เดอื นละประมาณ ๕,๐๐๐ คน

สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) เดินทางตามเส้นทางถนนตรัง-ปะเหลียน (ทางหลวง
หมายเลข ๔๐๔) บริเวณกิโลเมตรท่ี ๑๑ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสําหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติและพรรณไม้
โดยเฉพาะ ภายในสวนพฤกษศาสตร์มีศูนย์บริการนักท่องเท่ียว สวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ห้องสมุดพฤกษศาสตร์
พิพิธภัณฑ์พืช ห้องประชุม พ้ืนท่ีสําหรับกางเต้นท์และกิจกรรมค่ายพักแรม เป็นต้น นอกจากนี้มีเส้นทางเดินศึกษา
ธรรมชาติให้เลือกหลายเส้นทางโดยรอบ แต่ละเส้นทางจะตัดผ่านป่าดิบท่ีลุ่มต่ํา รวมท้ังป่าพรุซ่ึงมีพรรณพืชท่ี
น่าสนใจมากมาย ที่สําคัญคือ เส้นทางสะพานศึกษาธรรมชาติเรือนยอดไม้ (Canopy Walk Way) แห่งแรกและ
แห่งเดียวของประเทศไทย ประกอบด้วย สะพานเดินชมลักษณะเรือนยอดไม้ จํานวน ๓ ระดับ ความสูง ๑๐-๑๘
เมตร ระยะทาง ๑๗๕ เมตร สอบถามรายละเอยี ดได้ท่ี โทร. ๐ ๗๕๒๘ ๐๑๖๖

น้าํ ตกสายรุ้ง เปน็ นา้ํ ตกชั้นเดียวท่ีตกจากหน้าผาสงู ใหญ่ และจะเป็นสายรงุ้ เมอื่ ละอองนํ้ากระทบ
กบั แสงแดด การเดินทาง ไปตามถนนสายตรงั -พทั ลงุ บรเิ วณกิโลเมตรที่ ๑๗ เล้ยี วขวาไปตามถนนสายบา้ นกะช่อง
-บา้ นหาดเลา ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เลยี้ วซา้ ยตรงปา้ ยช่ือน้าํ ตกอกี ๓ กิโลเมตร

น้ําตกไพรสวรรค์ เป็นนํ้าตกขนาดกลาง ประกอบด้วยชั้นย่อย ๆ ๑๗ ช้ัน การเดินทางใช้เส้นทางถนน
ตรัง-พัทลุง ประมาณกิโลเมตรที่ ๑๗ เล้ียวขวาตามเส้นทางสายบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา ๒๐ กิโลเมตร เล้ียวซ้าย
ตรงปา้ ยชอื่ นํ้าตกอีก ๔.๕ กิโลเมตร

น้ําตกลําปลอก เป็นน้ําตกสูง ๖ ช้ัน ไหลจากหน้าผาสูง ด้านล่างมีแอ่งนํ้าสําหรับเล่นน้ําได้สามารถ
มองเห็นเกาะแก่งและทิวทัศน์ของปากน้ําปะเหลียน การเดินทาง ไปตามถนนสายตรัง-พัทลุง ถึงกิโลเมตรที่ ๑๗
แล้วเลีย้ วขวาตามทางสายบา้ นกะชอ่ ง-บา้ นหาดเลา ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร จะพบทางแยกเข้านํ้าตกลําปลอกด้าน
ซา้ ยมอื นอกจากนัน้ ยังเป็นที่ต้ังของโครงการไฟฟ้าพลงั นาํ้ คลองลาํ ปลอก ซง่ึ ใช้น้ําจากคลองลําปลอกผลิตไฟฟ้า

ถ้าํ พระพุทธ ต้งั อยู่บรเิ วณวัดถา้ํ พระพทุ ธ ตาํ บลหนองบัว บริเวณปากถํ้ามีพระนอนองค์ใหญ่ และ
พระยืนทรงเคร่ืองประดับพระเศียรด้วยเทริด (เครื่องประดับศีรษะ รูปมงกุฎอย่างเต้ีย มีกรอบหน้าอย่างมโนราห์)
นอกจากน้ันภายในพระอุโบสถของวัดยังมีสมบัติเคร่ืองใช้ของคนช้ันสูง เช่น เครื่องลายคราม เครื่องถมทอง เคร่ืองป้ันเก่าแก่
ส่วนที่มาของสมบัติสูงค่าเหล่านี้และประวัติความเป็นมาของวัดเก่าแก่น้ียังไม่กระจ่างชัด การเดินทาง จากบ้านกะปางเล้ียว
ขวาเขา้ ส่เู ส้นทางไปอาํ เภอชะอวด ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จะถงึ สามแยกเลี้ยวขวาอีกประมาณ ๗ กิโลเมตร

175 

 

ถา้ํ วงั พระยาพชิ ัยสงคราม ตั้งอย่บู ้านในวัง ตาํ บลหนองบัว เป็นถ้าํ ทมี่ หี ินงอกหินย้อยงดงามตาม
ธรรมชาติ การเดินเที่ยวชมถ้าํ ต้องลุยน้าํ และควรมีไฟฉายตดิ ตัวไปด้วย การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกบั ถํ้าพระพุทธ
เล้ยี วซา้ ยเขา้ บา้ นในวัง (ทางหลวงหมายเลข ๔๑๕๑) ไป ๓ กโิ ลเมตร

หาดสําราญ ต้ังอยู่ตําบลหาดสําราญ บริเวณหาดสําราญมีต้นสนหนาแน่นและสามารถมองเห็นเกาะเล็กใหญ่
ต่าง ๆ มีลมพัดตลอดวันเหมาะสําหรับเป็นที่ตากอากาศ นักท่องเท่ียวนิยมมารับประทานอาหารทะเลสด ๆ ดูชีวิต
ความเป็นอยู่ของชาวประมงพี้นบ้าน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๕๙ กิโลเมตร ตามทางถนนสายตรัง-ปะเหลียน
(ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔) ผ่านตัวอําเภอย่านตาขาวถึงส่ีแยกบ้านนา เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๔๒๓๕
ไปอีก ๒๒ กิโลเมตร หรือใช้บริการรถตู้สายตรัง-ย่านตาขาว ถึงตลาดย่านตาขาวแล้วต่อรถสองแถวสายย่านตาขาว
-ปากปรน

นา้ํ ตกร้อยชั้นพันวัง เป็นน้ําตกหินปูน ที่ร่มร่ืนไปด้วยแมกไม้นานาพันธ์ุ ต้ังอยู่หมู่ท่ี ๑๑ ต.อ่าวตง
ในพื้นท่ีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม โดยมีหน่วยพิทักษ์ป่าร้อยช้ันพันวังเป็นผู้ดูแล ธารน้ําตกเป็นช้ัน
นํ้าตกเตี้ยหลายชั้นท่ีทอดตัวลดหลั่นกันมาจากเขานอจู้จ้ี นอกจากการพักผ่อนเล่นนํ้าแล้ว นักท่องเท่ียวยังสามารถ
เดินไต่เขาศึกษาป่าต้นนํ้า และอาจจะได้ยินเสียงนกแต้วแร้วส่งเสียงร้องทักทาย การเดินทางจากตัวเมืองตรังใช้
เส้นทางหลวงหมายเลข ๔ ผ่านอําเภอห้วยยอด ตรงไปยังอําเภอวังวิเศษ ถึงบ้านคลองชี เล้ียวขวาเข้าทางบ้านอ่าวตง-
บ้านบางคราม อีกประมาณ ๒๙ กิโลเมตร ถงึ ตวั น้ําตก

176 
 

บคุ คลสําคัญของจังหวดั ตรัง

177 

 

บุคคลสาํ คัญของจังหวดั ตรัง
พระยารัษฎานุประดษิ ฐม์ หศิ รภกั ดี (คอซมิ บ๊ี ณ ระนอง) : ผสู้ รา้ งพนื้ ฐานความเจรญิ ของเมืองตรงั

เจ้าเมืองนกั พัฒนาผสู้ ร้างพนื้ ฐานความเจรญิ ของเมืองตรัง นกั ปกครองและนักบริหารดีเด่นของ
กระทรวงมหาดไทย ผ้ไู ด้รบั การขนานนามว่า ขนุ ถนน ไดแ้ ผ้วถางบุกเบกิ ทท่ี ุรกันดารให้เป็นทางสัญจรไปมาระหวา่ งหมู่บา้ น
ตําบล เมอื ง ทว่ั ภมู ิภาคของมณฑลภเู ก็ต ก่อใหเ้ กิดการเคลอ่ื นไหวทางเศรษฐกจิ สร้างความเจรญิ กา้ วแก่ภมู ภิ าคนี้
เปน็ ผูพ้ ฒั นาเมืองตรังใหก้ า้ วหนา้ จากท่ีไดช้ ื่อว่าเมอื งป่า เมืองลี้ลับจนกลายเป็นเมอื งเกษตรกรรมและเมอื งท่าคา้ ขาย
ท่ีย่งิ ใหญ่ของภาคใตฝ้ ่ังอนั ดามัน

ผู้มีจิตใจงดงาม คอื ความหมายแหง่ นามซมิ บ๊ี ผ้สู ืบสายเลือดชาวจนี ฮกเกย้ี น ถือสกุล แซ่คอ จากบิดา
คือ คอซเู้ จยี ง ณ ระนอง หรือพระยาดํารงสจุ รติ มหิศรภกั ดี อดีตเจ้าเมืองระนองและจางวางกาํ กับเมอื งระนอง คอซมิ บี๊ ณ ระนอง
เป็นบตุ รชายคนสุดท้องซง่ึ เกิดแตภ่ รรยานามว่า ก้มิ ชาวเมอื งระนอง

คอซิมบี๊ เกิดเมอ่ื วนั พุธ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐ ท่เี มอื งระนอง ถึงแกอ่ นิจกรรม เมอ่ื วนั ท่ี ๑๐
เมษายน ๒๔๕๖ ที่บ้านจกั รพงษ์ เมอื งปนี งั ในขณะดํารงตาํ แหน่งขา้ หลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเกต็ และองคมนตรี
ศพของทา่ นถกู นําไปฝง่ั ไว้ ณ เมืองระนองแผน่ ดนิ เกดิ ในสสุ านของตระกูล บนเขาระฆงั ทอง ซ่งึ เป็นสถานท่ีท่ี
ตระกูล ณ ระนองไดร้ ับพระราชทานจากรัชกาลท่ี ๕

ชีวิตวัยเยาวไ์ ม่ปรากฎวา่ ได้เขา้ ศกึ ษาในสํานกั หรอื สถาบนั ใดๆ แต่สามารถพดู ภาษาตา่ งๆ ไดถ้ ึง
เก้าภาษา ไดแ้ กไ่ ทย อังกฤษ มลายู ฮินดสู ตานี และภาษาจีนต่างๆ อกี ๕ ภาษา ได้เดินทางไปกบั บิดาผมู้ กี ิจการค้า
ท่ปี ีนงั และประทศจีนอยู่เสมอ ครั้งสดุ ทา้ ย พ.ศ. ๒๔๒๒ ก่อนบิดาจะสิน้ ชีวิตลงไดพ้ าซมิ บไี๊ ปส่งยงั เมืองเอห้ มึง
มณฑลฟเู ก้ียน ประเทศจนี เพ่อื ให้ศกึ ษาดา้ นการค้า และดแู ลกิจการคา้ ของบิดา แตเ่ มือ่ ทราบขา่ ววา่ บิดาสิ้นชวี ติ ใน
พ.ศ. ๒๔๒๕ ซมิ บ๊ี จงึ เดินทางกลบั เมอื งระนอง

พระยารัตนเศรษฐี (คอซมิ กอ๊ ง ณ ระนอง) พีช่ าย ซง่ึ ดํารงตาํ แหน่งเจา้ เมอื งระนองแทนบดิ า ได้
นาํ ซิมบเี๊ ขา้ ถวายตัวเป็นมหาดเลก็ ใน พ.ศ. ๒๔๒๕ และในปเี ดยี วกันซิมบ๊ีกไ็ ดเ้ ป็นผกู้ ไ็ ด้เป็นผ้ชู ว่ ยเมอื งระนอง
รบั บรรดาศกั ดิ์ หลวงบริรกั ษโ์ ลหวสิ ยั พร้อมท้งั ช่วยดแู ลกจิ กรรมตา่ งๆ ของตระกลู ตอ่ มาได้รับพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้ไปดาํ รงตาํ แหนง่ เจ้าเมอื งกระบรุ ใี น พ.ศ. ๒๔๒๗ บรรดาศกั ด์พิ ระอัษฎงคตทิศรักษา

ตอ่ มาในพ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั มีพระบรมราชโองการโปรด
เกล้าฯ พระอษั ฎงคตทิศรักษา เจ้าเมอื งกระบรุ ี มาดาํ รงตาํ แหนง่ เจ้าเมืองตรังและพระราชทานสญั ญาบัตรเป็น พระ
ยารษั ฎานปุ ระดิษฐ์มหิศรภกั ดี

เมอื่ เดินทางมารบั ตาํ แหน่งเจ้าเมืองตรัง พระยารษั ฎาฯ เร่งรดั ปรับปรุงบ้านเมืองตรังตามแนว
พระราชดาํ ริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ปรับปรงุ ด้านการคมนาคมซึง่ เปน็ ปจั จัยสาํ คญั ในการ
พฒั นาโดยจดั ซอ่ มสะพาน ถนน เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ทางเกวียนขนสง่ สนิ ค้า จัดทาํ แผนทเ่ี มืองตรงั เมอื งปะเหลยี น เพือ่ ทราบ
จํานวนพื้นทีแ่ ละจดั สรรใหแ้ ก่ราษฎรสรา้ งแรงจูงใจใหร้ าษฎรทํานาโดยยกเวน้ ภาษเี ป็นเวลา ๖ ปี หลงั จากนันกจ็ ะ
ให้กรรมสทิ ธทิ์ น่ี าแนะนาํ ผู้ทที่ ํานาอย่แู ลว้ ใหป้ ลกู พืชเสรมิ เช่น มะพรา้ ว กาแฟ พริกไทย จันทนเ์ ทศ สาํ หรบั กลว้ ย
ป่าใหป้ ลูกเพือ่ เปน็ อาหารสกุ ร พวกทม่ี อี าชีพเยบ็ ตับจากส่งไปขายเมอื งเดลี ประเทศอินเดีย ท่านแนะนําใหท้ ํานา
ดว้ ย โดยให้เหตผุ ลวา่ เงนิ ที่ได้จากการขายตับจากน้ันควรเปน็ เงินรองรังสําหรบั ใชจ้ า่ ย สว่ นการทํานานั้นได้ขา้ วมา
หุงกนิ ไมต่ ้องซ้ือขา้ วสารราคาแพง เพราะในเวลานั้นเมืองตรงั ตอ้ งส่งั ข้าวพมา่ จากปนี งั ทา่ นนาํ เอาวฒั นธรรมการลง
แขกมาเป็นแรงจูงใจใหร้ าษฎรสนใจการทํานา คือให้กํานนั ผใู้ หญบ่ า้ นเป็นหัวหนา้ แนะนาํ การทาํ นา โดยใหล้ กู บา้ น

178 

 

ไปทาํ นาให้กบั ผู้ใหญ่บา้ นของตนคนละ ๒ วนั และใหผ้ ใู้ หญ่บา้ นเลี้ยงอาหาร ผ้ใู หญ่บา้ นนําลูกบ้านไปทาํ นาให้กาํ นัน
คนละ ๑ วัน กาํ นนั เลยี้ งอาหารส่วนราษฎรดว้ ยกันต่างกผ็ ลดั เปล่ียนไปชว่ ยกันทาํ นาคนละ ๒ วนั แตต่ ้องเตรียมข้าว
หอ่ กันไปเองโดยมผี ู้ใหญบ่ ้านเป็นผู้กาํ กบั ถงึ เวลาเกบ็ เกย่ี วก็ปฎบิ ัตทิ ํานองเดยี วกนั

พระยารษั ฎาฯ มุ่งให้ราษฎรตรงั มคี วามเปน็ อยู่ที่ดี พึ่งพาตนเองได้ ทา่ นไดเ้ ชิญชวนกําหนดให้
ราษฎรเมืองตรังทุกครวั เรือน ปลกู ผัก พริก ตะไคร้ มะละกอ ฯลฯ อย่างน้อยครังเรอื นละ ๕ ตน้ ๕ กอ และเล้ียงไก่
๕ แม่ พรอ้ มกบั ตดิ ตามความกา้ วหนา้ เป็นระยะๆ เสริมกําลงั ใจแกผ่ ้ปู ฎบิ ตั ิ ผลผลิตทเ่ี หลอื กนิ เหลือใชใ้ นครอบครวั
บางชนิดกส็ ่งเสรมิ การส่งออก ดังมรี ายงานสินคา้ สง่ ออกจากเมอื งตรังเมืองปะเหลียนไปปนี งั และเมืองเดลีในพ.ศ.
๒๔๓๕ คอื พรกิ ไทย ตบั จาก ดบี ุก สุกร เป็ด ไก่ โค กระบอื มมี ูลค่าประมาณ ๕๗,๐๐๐ เหรยี ญ

เพอ่ื ใหร้ าษฎรมีเงินทุนหมนุ เวียน พระยารษั ฎาฯ ยืมเงนิ จากสว่ นกลางใหร้ าษฎรนําไปลงทนุ ทําไร่
พรกิ ไทย เหมอื งแร่ ฯลฯ ทา่ นแตง่ ตาํ ราการเกษตร โดยบอกให้เลขานุการจดท้ังใหน้ กั โทษเพาะกล้าไม้แจกจ่ายแก่
ราษฎร นอกจากนท้ี ่านยงั มสี ายตายาวไกลในการรักษาพันธ์ุไม้บางชนิด เช่น ห้ามตัดไมย้ างเพราะน้ํามนั ยาง
สามารถนํามาใชป้ ระโยชนอ์ ย่างอ่นื ไดม้ ากกว่าควบคมุ การตดั ไมห้ วาย ไมเ้ คย่ี ม เปน็ ตน้ ท่านมกี ศุ โลบายต่างๆ ทําให้
ราษฎรมีความรู้ความเขา้ ใจด้านการเพาะปลกู และการบาํ รุงรกั ษา ดังมเี ร่ืองเล่าวา่ พระยารัษฎาฯ ให้กาํ นัน
ผู้ใหญบ่ ้านปา่ วประกาศวา่ ทา่ นปว่ ยดว้ ยโรคประจําตวั จําเป็นต้องใชต้ ัวยาจากกาฝากตามตน้ ไม้ขอใหร้ าษฎรชว่ ยกนั
เก็บตน้ กาฝากเพอ่ื นาํ ใหไ้ ปตม้ กิน ดว้ ยความรกั และความเป็นหว่ งเจ้าเมืองหรอื ด้วยความเกรงกลวั เจา้ เมอื งประกอบ
กัน กาฝากทั้งหลายจงึ ถกู เกบ็ จนเกือบจะหมด เป็นผลใหต้ ้นไมเ้ จรญิ สมบูรณ์ ออกดอกออกผลเต็มที่ ราษฎรจึงเกดิ
ความเรยี นรวู้ า่ ตน้ กาฝากนนั้ ทาํ ใหต้ น้ ไม้ไม่เจริญเติบโต สมควรทาํ ลายใหห้ มดไป

การปรบั ปรุงเมืองตรังใหเ้ ป้นเมอื งเกษตรกรรมประสบความสาํ เรจ็ ด้วยดี นบั ไดว้ ่าพระยารษั ฎาฯ
ไดส้ นองพระราชดาํ รขิ องรัชกาลท่ี ๕ อยา่ งเต็มกําลัง เปน็ ทปี่ ระจกั ษแ์ กบ่ ุคคลท่วั ไป จนไดร้ ับพจิ ารณาให้ดํารง
ตําแหนง่ เสนาบดกี ระทรวงเกษตรธิการ แตพ่ ระยารัษฎาฯ ปฎเิ สธดว้ ยเหตุผลว่า

ท่ีไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ป็นเสนาบดีนนั้ เป็นพระมหากรุณาธิคณุ ล้นเกลา้ ฯ แต่
ข้าพระพุทธเจา้ เห็นความจําเปน็ ของประเทศวา่ เสนาบดเี ป็นแต่เพยี งผสู้ ั่งงานและมีเจ้าหนา้ ทีท่ ช่ี าํ นาญประจาํ อยู่
แลว้ ไมส่ าํ คญั เท่าสมุหเทศาภบิ าลทข่ี า้ พระพุทธเจา้ ไดร้ ับราชการฉลองพระกรณุ าธคิ ณุ อยู่ขณะนี้ เป็นตาํ แหนง่ ที่
รบั ผดิ ชอบแทนพระองคใ์ นหน้าท่ีปกครองประชาชนให้ได้ผลตามความมงุ่ หมายของรฐั บาล ถา้ ได้ทรงพระกรุณา
เลือกหาตัวเสนาบดกี ระทรวงเกษตรไดใ้ หมแ่ ลว้ ข้าพระพุทธเจา้ จะฉลองพระกรุณาธิคุณในตาํ แหน่งสมหุ เทศาภิบาล
ไปตามเดมิ

ภารกจิ ดา้ นการดแู ลความสงบเรยี บรอ้ ยในบ้านเมืองตรังก่อนที่พระยารัษฎาฯ จะมาว่าราชการ
เมอื งตรงั น้นั ใน พ.ศ. ๒๔๓๓ ราษฎรตรงั ได้ยนื่ ฎีการอ้ งเรียนตอ่ รชั กาลที่ ๕ เมอ่ื คราวเสด็จฯเมอื งตรงั มคี วาม
ปรากฎประโยคหน่ึงวา่ เงนิ ๒๐ เหรียญแลว้ ไม่ตอ้ งกลัวอันใดแสดงใหเ้ หน็ วา่ อํานาจเงนิ มีอิทธพิ ลตอ่ การปกครองจึง
ขาดความยุตธิ รรม ทาํ ใหโ้ จรผ้รู ้ายชุกชมุ เกดิ การปลน้ จีไ้ มเ่ วน้ แตล่ ะวนั ผรู้ ้ายข้ามแดนเขา้ มาหลบซอ่ นอยู่มาก ใน
ระหว่างราษฎรจีนดว้ ยกันตา่ งก็ทะเลาะววิ าทกนั ไมจ่ บสิ้น ล้วนกอ่ ปญั หาเร้อื รังขึ้นในเมอื งตรัง นับเป็นภารกจิ หนักท่ี
ต้องเร่งแกไ้ ข ดงั นนั้ ท่านจึงเร่งรัดใหท้ กุ บา้ นมเี ลขทะเบียนบ้าน รายละเอยี ดของผู้อย่อู าศัยจาํ นวนโคกระบือ จดั ทาํ
รปู พรรณโค กระบือ จดทะเบียนเรอื กําหนดสถานท่จี อดเรอื เพ่อื ป้องกันการลกั ลอบขนดินปืนจากเรือ
ตา่ งประเทศ ด้านการตดิ ตามจับโจรผู้รา้ ย อนุญาตให้เจา้ หนา้ ทีต่ ิดตามจบั ข้ามแดนไดโ้ ดยไมต่ ้องกลับมาเอาหนังสือ
สูตรนารายณ์ หรอื หนงั สอื อนุญาตจบั ผู้รา้ ย สว่ นวธิ ตี ามจับ โค กระบือ ทถ่ี กู ขโมยนนั้ ก็ใหก้ าํ นนั ผ้ใู หญ่บ้านตาม

179 

 

รอยเท้า โค กระบอื รอยเท้าไปสน้ิ สุดตาํ บลใดหมบู่ า้ นใด กใ็ หเ้ จ้าหน้าที่หมู่บ้านน้ันตามลอยต่อไป บ้านเรอื นราษฎร
ทุกหลงั จะตอ้ งมีเหลาะ (เกราะ) สาํ หรบั ไว้ตบี อกเหตุ เม่ือถูกโจรผูร้ ้ายเขา้ ปล้นทกุ บ้านจะต้องตบี อกต่อๆ กนั ไป
พร้อมทั้งชว่ ยกันจับผรู้ ้าย บา้ นใดไมใ่ หค้ วามรว่ มมือจะถกู พิจารณาโทษตามควรแกเ่ หตุ สว่ นการทะเลาะวิวาทของ
ราษฎรจนี น้นั ทา่ นไดข้ อผกู ภาษเี มืองตรังแล้วแบง่ ให้ราษฎรจีนไปทําอกี ชว่ งหน่งึ เมอ่ื เกิดทะเลาะวิวาทกม็ หี ัวหน้า
จีนคอยไกล่เกลีย่ กันเอง ทาํ ใหใ้ ห้เหตกุ ารณส์ งบลงได้

เม่ือเมืองตรังเข้าสู่ความสงบเรยี บร้อยแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ พระยารษั ฎาฯ จงึ ดําเนินการย้ายท่ีต้งั
เมอื งจากควนธานไี ปท่ีกันตัง ทา่ นมุ่งม่ันใหเ้ มอื งใหมท่ ีก่ นั ตงั มีความเจริญกา้ วหน้าเท่าเทียมเมืองปีนัง จงึ จัดวางผัง
เมืองใหมโ่ ดยมชี า่ งชาวอิตาเลยี นมาชว่ ย จดั การขุดลอกร่องนํา้ (แมน่ า้ํ ตรงั ) เพอื่ ให้เรอื สนิ ค้าเขา้ ออกสะดวกขึ้น
พฒั นาท่าเรือขนสง่ สนิ ค้าเพอื่ ให้กันตงั เป็นศนู ย์กลางการคา้ ทางเรือ สนบั สนนุ พ่อคา้ ให้จดั ต้ังบรษิ ัททาํ ธุรกิจขนสง่
สินคา้ กับตา่ งประเทศแมเ้ มื่อไปดาํ รงตําแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภเู ก็ตแล้ว กย็ งั คงตดิ ตามโครงการท่าเรอื
นํ้าลึกที่กันตัง โดยเสนอโครงการต่อกรงุ เทพฯ แตโ่ ครงการนีไ้ มเ่ ป็นผล และทา่ นยงั ผลักดันการสร้างสถานรี ถไฟที่
กันตัง ทําใหก้ นั ตังเปน็ เมืองท่าค้าขายตา่ งประเทศไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ

ด้านการคมนาคมทางบก พระยารัษฎาฯ เร่งดาํ เนินการตัดถนนหลายสาย แทบจะกลา่ วได้ว่าถนน
สายสําคญั ๆ ของเมอื งตรังและถนนเชอื่ มระหวา่ งเมืองลว้ นเปน็ ถนนทพ่ี ระยารษั ฎาฯ ดําเนนิ การกรุยทางไว้ทง้ั สนิ้
ในพ.ศ. ๒๔๓๘ ทา่ นจัดการสาํ รวจและตัดถนนบนเขาบรรทัดเพอื่ ติดตอ่ กับพัทลงุ นับเป็นการเชอ่ื มฝั่งทะเล
ตะวนั ตกกับตะวนั ออกให้ไปมาสะดวกขน้ึ ถนนสายน้ีได้ช่ือว่าสวยงามมาก

ทางดา้ นการศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ท่านดําเนนิ การย้ายสาํ นกั สงฆไ์ ปสร้างวัดคอื วัดกันตงั
หรอื วัดตรังคภูมพิ ทุ ธาวาส โดยนิมนต์พระลบ ธมสุวณโณ (พระครูบริสุทธศ์ิ ลี าจารยฑ์ ิสงั ฆปาโมกข)์ จากวัดควนธานี
ใหม้ าบชว่ ยบํารุงและจดั การศึกษา โดยกอ่ ตง้ั โรงเรยี นลบจรุงวิทยาขึ้น ตลอดทั้งมอบหมายใหข้ า้ ราชการช่วยสอน
หนงั สือและอบรมเดก็ ๆ ดว้ ยอกี ทางหนึ่ง ทา่ นมีคําพูดตดิ ปากเมื่อไปตรวจเย่ียมราษฎรและพบปะเดก็ อยปู่ ระโยค
หนง่ึ วา่

มึงลูกใคร อยบู่ า้ นตาํ บลใด เรยี นหนงั สอื หรือยงั พ่อแมม่ ึงขข้ี โมยไหม ทํานาหรือเปลา่ ลกู หลาน
ขา้ ราชการหรือราษฎรท่ใี ฝ่รใู้ ฝเ่ รียน ท่านจะส่งไปให้เรียนทป่ี ีนงั และในกรงุ เทพฯ ศกึ ษาจบกใ็ หม้ าทาํ งานและให้
ความรแู้ ก่ข้าราชการอ่นื ๆ สว่ นในดา้ นส่งเสรมิ ศิลปะการแสดงพนื้ บ้าน ท่านสนับสนุนทง้ั หนังตลุง มโนราห์ ถึงกับคดั
เอามโนราห์เกง่ ๆ มาฝกึ ซอ่ มในจวน พร้อมทง้ั ฝกึ ให้ทาํ อาหารไปดว้ ย กล่าวกันว่าท่านมคี ณะมโนราห์ของทา่ นเอง
ดว้ ย

พระยารัษฎาฯ เอาใจใสด่ า้ นสาธารณสขุ พืน้ ฐาน โดยกวดขนั เรือ่ งความสะอาดบา้ นเรอื น บ่อน้ํา
ของราษฎร ตลอดทัง้ ความสะอาดของรา่ งกายโดยแจกสบ่ใู หแ้ กร่ าษฎรใช้ถูตวั จัดหาแพทย์ประจาํ ตาํ บล บริจาคทนุ
ทรัพยส์ นบั สนนุ การสร้างโรงพยาบาลมิชชันนารี แก่ ดร.เคมเบท อแี วลล์ ดนั แลป ดี.ด.ี (หมอดนั แลป) ในปี ๒๔๕๒
นบั เปน็ ครง้ั แรกท่เี มอื งตรงั มีการบาํ บดั รกั ษาดว้ ยการแพทย์แผนปจั จุบนั

ตลอดระยะเวลา ๑๑ ปขี องการปฎิบัติหน้าทใ่ี นตาํ แหน่งเจ้าเมืองตรงั เมอื งทถี่ กู ทอดทิง้ ให้ทรดุ
โทรมจนเกดิ ปัญหาการปกครองที่ตอ้ งรับแก้ไขนน้ั ไดถ้ ูกกอบกูใ้ ห้กลับเขา้ สคู่ วามสงบสขุ โดยเจ้าเมืองทมี่ ีนามว่า
พระยารษั ฎานุประดษิ ฐม์ หศิ รภกั ดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) ทําให้บา้ นเมืองพฒั นาขนึ้ ในทกุ ๆ ด้าน

บ้านของท่านทก่ี นั ตัง เปน็ อนุสรณ์

180 

 

สถานทช่ี าวตรังจดั ต้ังขึน้ เป็นพิพธิ ภัณฑ์พระยารัษฎาฯ ให้เปน็ แหลง่ ศึกษาประวัติและงานของทา่ น และทุกๆ ปใี น
วนั ที่ ๑๐ เมษายน ชาวตรงั ร่วมนอ้ มราํ ลกึ ถงึ คณุ ปู การของทา่ นท่มี ตี อ่ เมอื งตรงั นําพวงมาลาไปสักการะที่อนสุ าวรยี ์
ณ บรเิ วณตาํ หนักผอ่ นกายเดมิ และคงปฎิบตั ิเชน่ น้ีสบื ทอดต่อไป

พระยาตรังกวใี นประวตั ิศาสตร์
ทั้งเมืองตรงั และเมืองภูรา แต่เดิมมามผี ู้รักษาเมอื เมอื งละคน ครน้ั ต่อมาโปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระภกั ดี

บรริ กั ษ์(นายจนั มีชอ่ื มหาดเลก็ ) ผชู้ ่วยราชการเมืองนครศรธี รรมราช ออกไปเป็นผรู้ ักษาเมืองตรัง พระภกั ดบี ริรักษ์
ได้กราบทูลขอยกเอาเมอื งตรังกับเมอื งภรู าเข้าเปน็ เมอื งเดียวกนั เรียกว่า เมืองตรงั ภูรา

ขอ้ ความในจดหมายเหตุรชั กาลที่ ๓ ตอนนีเ้ ป็นบันทึกยอ้ นหลัง กล่าวถึงผรู้ ักษาเมอื งตรังช่อื พระ
ภักดีบรริ ักษ์ ในรัชกาลที่ ๑ เขา้ ใจกนั วา่ เปน็ ผู้เดียวกับพระยาตรงั ทีเ่ ป็นกวี เรียกชือ่ เป็น พระยาตรงั คภูมาภบิ าล
พระยาตรังสไี หนบา้ ง พระยาตรังสีจนั หรือจัน บา้ งขณะเม่อื ปกครองเมืองตรังอยู่น้นั มเี หตุทําให้ต้องโทษถูกเรียก
ตวั เข้ากรงุ เทพฯ แต่ดว้ ยเป็นผ้ทู ม่ี คี วามสามารถเป็นเอกในเชงิ กวี จงึ ได้รับราชการอยใู่ นราชสํานัก และมีผลงาน
วรรณกรรมปรากฎต่อมา

งานวรรณกรรมของพระยาตรงั ไดแ้ ก่ โคลงนิราศตามเสดจ็ ลําน้าํ นอ้ ย เข้าใจวา่ แตง่ เมือ่ คราวตาม
เสดจ็ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ไปตีเมอื งทวายปี ๒๓๕๐ โคลงนริ าศถลาง หรืออีกชอื่ หนง่ึ
ว่านิราศพระยาตรงั แตง่ เม่อื พ.ศ. ๒๓๕๒ ในคราวท่ีตามเสด็จกรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี กรมพระราชวังบวรฯ ไปทัพ
โคลงดัน้ เฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั แต่งเมือ่ พ.ศ. ๒๓๖๑ ผลงานอน่ื ๆ คอื โคลงกระทู้
เบด็ เตลด็ และรวบรวมโคลงกวโี บราณ ทมี่ ิได้เปน็ โคลง คอื เพลงยาวนิราศวา่ ดว้ ยคร้งั ไปวางตราเปน็ เจ้าเมืองตรงั ซ่ึง
ปัจจุบนั ไมอ่ าจหาตน้ ฉบับได้

สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพได้ทรงกล่าวยกย่องพระยาตรังไว้ในหนังสอื โคลงดัน้ เฉลิม
พระเกียรตสิ มเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัยว่าพระยาตรงั น้ี เปน็ กวีทีม่ ีช่ือเสียงในกรุงรัตนโกสินทรค์ นหนงึ่ มโี คลง
และกลอนที่พระยาตรังแตง่ ตงั้ แตใ่ นรัชกาลท่ี ๑ มาจนถงึ รัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ อย่หู ลายเร่ือง สํานวนโคลง
พระยาตรังเกล้า เป็นอย่างทีเ่ รียกกันว่า โวหารกลา้ ผดิ กบั กวอี ่ืนๆ สํานวนโคลงทพี่ ระยาตรงั แต่งควรนับวา่ แต่งดี
จรงิ จึงได้นบั ถอื กันในหมกู่ วแี ต่ปางกอ่ น

ผเู้ ฒ่าผแู้ กร่ ่นุ กอ่ นของเมืองตรังก็ก็เคยเลา่ ถงึ พระยาตรงั กววี ่า เมอ่ื เกิดเหตุภรรยานอ้ ยหนไี ปกับ
ชายชู้ ชายชู้ได้เขียนกลอนเยาะเย้ยไวท้ ี่หนา้ ประตูว่า ไม่ดีจรงิ เราไม่พานารีจร ข้ามห้วยข้ามสิงขรชะงอ่ นผา เมอื่
พระยาตรังมาพบกใ็ ห้โมโหเดือด เขยี นกลอนซํ้าลงไปว่า ไมเ่ กง่ จริงเราไมพ่ านารีกลับ จะเฆีย่ นพอ่ เสยี ให้ยับลงกบั
หวาย วา่ แลว้ กจ็ บั ชายชูม้ าสาํ เร็จโทษเสยี ตามวาจาอนั เป็นเหตใุ ห้ต้องถกู เรียกตวั เขา้ กรุงเทพฯ น่ันเอง

หลักฐานเกย่ี วกบั บทบาทความเป็นผู้ปกครองเมืองของพระยาตรังแทบจะไม่ปรากฎ นอกจากใน
เอกสารข้างตน้ แตใ่ นเชิงกวี พระยาตรังเป็นท่รี ู้จกั กวา้ งขวาง ในฐานะกวีเอกผ้หู นึ่งแห่งยคุ รัตนโกสินทรต์ อนตน้

นายชวน หลีกภยั นายกรัฐมนตรคี นที่ ๒๐ ของประเทศไทย เปน็ สายเลอื ดตรัง ท่ีสามารถก้าวเขา้ สู่
ระดับผนู้ าํ ฝา่ ยบรหิ ารของประเทศ นายชวนเป็นสัญลกั ษณข์ องบคุ คลในอดุ มคติของชาวตรงั แสดงถงึ ค่านิยมของ
ชาวตรงั ในการเลอื กผแู้ ทนราษฎร ซง่ึ นายประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการต์ นู ช่ือดังรางวลั แมกไซไซเคยกลา่ วชนื่
ชมไว้ว่า ผมภาคภมู ิใจทา้ ยแทนคนตรังท่ีมี ส.ส. อยา่ งคุณชวน หลกี ภยั

นายชวน หลกี ภยั เกิดวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ทบี่ ้านทา้ ยพรุ ตาํ บลทบั เท่ยี ง อําเภอเมอื ง
จงั หวดั ตรงั เปน็ บตุ รของนายนิยม และนางถ้วน หลีกภยั เป็นบตุ รคนที่ ๓ ในจํานวนพน่ี ้อง ๙ คน เปน็ ชาย ๖ คน หญงิ

181 

 

๓ คน บิดารับราชการเปน็ ครจู ตั วาสว่ นมารดาเป็นชาวสวนยาง ภายหลังประกอบอาชีพคา้ ขายอยใู่ นตลาดสด
เร่ิมเข้าเรยี นท่ีโรงเรยี นวัดควนวเิ ศษ จงั หวัดตรัง เมอื่ จบชนั้ ปีท่ี ๔ ได้เข้าเรียนต่อท่โี รงเรียนมธั ยม

วัดควนวิเศษ และโรงเรียนตรังวิทยาจนจบช้ันมธั ยมปีท่ี ๖ ในวัยเดก็ นายชวนมีนสิ ัยอ่อนโยนเรียบร้อย อยใู่ นโอวาท
ของพอ่ แม่ รกั เรยี น นอกจากน้ียงั มีหน้าทต่ี ้องชว่ ยเหลอื ครอบครัว เช่น ชว่ ยดูแลน้อง ทํางานบา้ น กรีดยาง และขายขนม
ครอบครัวนายชวนเปน็ ครอบครัวใหญ่ มีลกู หลายคน มารดาจึงตอ้ งเปน็ กับครอบครวั ผ้หู ญิงทํางานเพื่อหารายไดจ้ นุ เจือ
ครอบครัวชว่ ยเหลอื สามอี กี ทางหนง่ึ นายชวนเคยใหส้ ัมภาษณว์ า่ แม่เปน็ ผหู้ ญิงที่ขยันมาก ลกู ๆ จงึ ตอ้ งมีสว่ นร่วม
ในการชว่ ยเหลือทาํ งานบ้านกนั ทุกคน ทาํ ใหส้ ามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัวได้ตั้งแตย่ ังเดก็ การทําหน้าทร่ี บั ผดิ ชอบ
เปน็ ประจํา ทาํ ให้ร้จู ักบทบาทและหน้าทข่ี องตนท่ีมีตอ่ ครอบครวั รักและผูกพนั กับครอบครวั เกิดอปุ นิสยั ทดี่ คี อื รหู้ นา้ ท่ี
และมีระเบียบวินยั เหน็ ความสําคัญของงานบา้ นวา่ เปน็ หน้าท่ขี องทกุ คนทีต่ ้องมสี ่วนรว่ มช่วยเหลือซ่งึ กนั และกัน

บดิ าของนายมีส่วนสาํ คญั ในการปลูกฝงั ใหล้ กู ๆ เห็นความสาํ คญั ของการศึกษา ใหแ้ นวทางในการ
ดําเนินชวี ิต เช่น ใหร้ จู้ กั รักษาสุขภาพ และให้ใช้สมองในการดาํ เนนิ ชีวติ แมน้ ายชวนจะตัวเล็กแตก่ ช็ อบออกกาํ ลงั กาย
เลน่ กฬี าอยู่เสมอ สว่ นด้านการเรยี นก็มีผลการเรียนดีเด่นได้ท่ี ๑ ได้รับรางวลั หลายครัง้

นายชวน สนใจด้านการเมอื ง กฎหมาย มาตงั้ แต่เดก็ ๆ ชอบตามไปดูเวลาทีม่ กี ารหาเสยี งเลอื กตั้งบรรยากาศ
เมืองตรงั ที่มตี ัวอย่างของผู้แทนฯ ประเภทกลา้ ตอ่ สู้ ยืนหยัดเคียงขา้ งประชาชน เหล่านค้ี งจะซมึ ซบั อยใู่ นความคิดตดิ ตวั
นายชวนไปพอสมควร ทัง้ ยงั เคยแอบหนไี ปดกู ารพจิ ารณาพิพากษาคดีความทีศ่ าลจนได้สมญานามจากมารดาเป็นเชิง
เหนบ็ แนมว่า ผ้พู ิพากษา การเอกเส้นทางชวี ติ นกั การเมืองสว่ นหน่ึงคงจะมาจากจดุ นี้ นอกจากน้ียงั มีความสนใจด้าน
ศิลปะทง้ั ดนตรี วาดรูป เขยี นโปสเตอรโ์ รงภาพยนต์ เคยสอบชิงทนุ เรียนครสู อนวาดเขียนของจังหวัดตรังไดเ้ มือ่ เรยี นจบ
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๖ นายชวนได้เขา้ ส่กู รงุ เทพฯ สอบเข้าเรียนต่อสาขาศลิ ปศึกษาในโรงเรยี นเตรยี มศลิ ปากร แผนกจติ กรรมและ
ประติมากรรม ได้เปน็ ลูกศษิ ย์วัดพักพิงอยกู่ ับพระท่ีวัดอมรนิ ทราราม ทาํ ให้มีประสบการณ์ชวี ิตอกี ด้านหน่ึง

ขณะเรยี นที่เตรียมศลิ ปากร ได้รับรางวัลการประกวดภาพหลายครงั้ เช่น ภาพเขียนช่ือ ประชาธิปไตย
ระหว่างเรียนปีท่ี ๑ สอบเทยี บมัธยมศึกษาปที ี่ ๘ ได้ จากผลการเรยี นทด่ี ีทั้งสายวิชาศิลปะและวิชาสามญั ครู
อาจารยจ์ ึงแนะนาํ ว่านา่ จะเอาดีทางสายสามญั มากกว่า เน่ืองจากวชิ าชีพทางศลิ ปะในสมัยก่อนนั้นสร้างตวั ได้
ยาก คาํ แนะนํานท้ี ําให้นายชวนหนั เหสมัครเรียนวิชากฎหมายท่ีคณะนติ ิศาสตร์ ขณะกาํ ลังเรียนก็หารายได้พเิ ศษ
ด้วยการเขยี นปา้ ยโฆษณา สามารถเรยี นจนจบเตรยี มศลิ ปากรปที ี่ ๓ และจบปริญญาตรีสาขานติ ศิ าสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จากน้นั ไดเ้ ปิดสํานักงานรว่ มกบั เพื่อนๆ เปน็ ทนายความชน้ั ๒
รับว่าความหารายได้สง่ ตัวเองเรยี นเนติบณั ฑิตไปด้วย จนสอบเปน็ เนติบัณฑติ ไทยได้ในสมยั ที่ ๑๗ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๗

หลังจากทส่ี อบเนตบิ ณั ฑติ ไทยไดแ้ ล้ว นายชวน หลกี ภยั มเี จตนารมณแ์ น่วแนท่ ี่จะลงสมคั รเข้า
รบั การเลอื กตั้งเป็นผ้แู ทนราษฎร ขณะทเ่ี พอื่ นรว่ มรุ่นท่ีเป็นเนตบิ ัณฑติ สว่ นใหญจ่ ะเลอื กไปสอบเป็นผพู้ ิพากษาหรอื
อยั การ นายชวนได้ใหเ้ หตุผลในการเลอื กที่จะเปน็ ผแู้ ทนนว้ี า่ สามารถแกป้ ญั หาความเดือดร้อนใหแ้ ก่ราษฎรได้ การทาํ
หนา้ ที่เปน็ ผู้แทนราษฎรท่เี ข้าไปนง่ั อยใู่ นหัวใจของชาวบ้านนับเป็นเกียรติและความภาคภมู ิทีม่ ีค่าเหนือกว่าทรัพยส์ นิ ใดๆ
คนเมืองตรังน้ันสนใจการเมอื ง เสยี งกล่าวขวญั ถึง นายชวน หลกี ภยั วา่ เปน็ ผมู้ วี าทศิลป์ มอี ดุ มการณ์ มีคณุ วุฒิ
ตงั้ แต่อายยุ ังน้อย บอกตอ่ ๆ กันไป ผลปรากฏวา่ นายชวนได้รับความไว้วางใจจากชาวตรงั ได้รับคะแนนเสียงท่วมทน้
จากพ.ศ.๒๕๑๒ เปน็ ต้นมาในทุกสมยั ของการเลือกตง้ั นายชวนมีคะแนนเสยี งเป็นท่ี ๑มาโดยตลอด

นายชวน หลกี ภัย เขา้ สูส่ ภาด้วยการเป็น ส.ส. ฝา่ ยค้านพรรคประชาธิปัตย์ เปน็ ส.ส. เพยี งไมน่ าน
ก็ไดร้ บั เลือกจากพรรคใหเ้ ปน็ รฐั มนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงยุติธรรม (๒๕๑๘) รฐั มนตรีประจาํ สํานกั นายกรฐั มนตรี (๒๕๑๙)

182 

 

รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยุตธิ รรม(๒๕๑๙,๑๕๒๓)รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงพาณิชย์ (๒๕๒๔)รฐั มนตรวี า่ การเกษตรและสหกรณ์
(๒๕๒๕, ๒๕๓๓) รฐั มนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร (๒๕๒๖) และไดเ้ ปน็ ประธานสภาผ้แู ทนราษฎร รอง
นายกรัฐมนตรตี ามลาํ ดบั

นายชวน ไดร้ ับเลือกใหเ้ ปน็ หัวหน้าพรรคประชาธปิ ัตย์ ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ – ๒๕๓๕
พรรคประชาธปิ ัตย์ ดว้ ยการนาํ ของนายชวน หลีกภยั มสี มาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรทไี่ ด้รบั การเลือกตั้งมากที่สุด จงึ ได้เปน็
แกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล และมพี ระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ แต่งต้งั ให้ นายชวน หลกี ภัย เป็นนายกรัฐมนตรี คนท่ี ๒๐
ของประเทศ เม่อื วันท่ี ๒๓ กันยายน ๒๕๓ และดํารงตาํ แหน่งจนถึงวันท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ก็พ้นตาํ แหน่งและยุบสภา

ต่อมาเมอ่ื ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ พลเอกชวลติ ยงใจยุทธ ลาออก พรรคประชาธิปตั ยจ์ งึ ได้
เปน็ แกนนาํ จัดต้ังรฐั บาลอีกครัง้

ในวนั ท่ี ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕ ไดม้ ีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายชวน หลกี ภยั เป็นนายกรฐั มนตรีสมยั ที่ ๒
จากเด็กบ้านนอกชาวตรัง นายชวน หลกี ภัย ก้าวข้ึนมาเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร มปี ระสบการณท์ าง
การเมอื งยาวนาน ผ่านตําแหนง่ หนา้ ทีก่ ารงานในระดับกระทรวงต่างๆ หลายกระทรวง เปน็ หัวหน้าพรรคประชาธปิ ัตย์
เป็นผ้นู าํ พรรคฝ่ายค้าน ก้าวไปถงึ ระดับผูน้ าํ ประเทศ เป็นนายกรฐั มนตรถี งึ ๒ สมยั
สภาพชีวิตส่วนตัวน้ัน นายชวนเป็นผู้สมถะ สันโดษ ประหยัด เรียบง่าย สภุ าพอ่อนโยน หนกั แน่น
มีความอดกลน้ั รักความยุติธรรม ช่วยเหลอื ราษฎรผู้เดือดร้อน เป็นผู้มีความกตัญญูและเป็นผู้ที่ยังคงรักษาบุคลิก
ของคนตรังและคนใต้ไว้หลายประการ เช่น การพูดในโอกาสท่ีไม่เป็นทางการก็จะใช้ภาษาถิ่นใต้
ในฐานะ ส.ส. ตัวแทนของชาวตรัง นายชวนได้เป็นผู้ประสานโครงการต่างๆ ท่ีไม่ได้เป็นโครงการ
ตามงบประมาณปกติ เข้ามาสู่จังหวัดตรังหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการท่ีส่งเสริมด้านการศึกษา น้ันมีอยู่
ค่อนข้างมาก เช่น วทิ ยาลยั พลศึกษา โครงการขยายการศกึ ษา มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาลยั พยาบาล
วิทยาลัยการสาธารณสุขสริ นิ ธร คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยกี ารประมง สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล
หอสมดุ แห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสถานศึกษาอีกหลายแหง่ นอกจากนัน้ ก็มีโครงการอื่นๆ ดา้ น
สาธารณสขุ สาธารณปู โภค และการจดั หาแหล่งนาํ้ เปน็ ต้น เมอื่ ดาํ รงตาํ แหนง่ ทางการเมอื งเป็นรฐั มนตรี หรอื
ตําแหนง่ อ่ืนๆ ซง่ึ รวมไปถึงนายกรฐั มนตรี หน้าท่ีความรับผิดชอบขยายกว้างไปถงึ ระดับประเทศ การดูแลสนับสนุน
งบประมาณหรอื แกป้ ญั หาต่างๆ ไมอ่ าจจํากดั เฉพาะท้องถิ่น
นอกจากจะเป็นนักการเมอื งแลว้ นายชวนยังมคี วามรคู้ วามรกั ในดา้ นศิลปะ ทงั้ นี้คงเป็น
ประสบการณ์จากโรงเรียนเตรยี มศิลปากร ในเวลาวา่ งหรือเมื่อเดนิ ทางไปท่ตี ่างๆ ก็จุฝกึ มอื ดว้ ยการเขยี นภาพ
ลายเสน้ อย่างสมํ่าเสมอ เป็นการทําสมาธิพักผอ่ นคลายเครยี ด ภาพที่เขยี นโดยมากเป็นภาพบคุ คล ทวิ ทศั น์ และ
ยังมีความสามารถในงานประพนั ธ์ ดงั ผลงานรวมเร่ืองสั้น เยน็ ลมปา่
จากสภาพภมู ปิ ระเทศภเู ขาสงู ตั้งตระหง่านของเมอื งตรัง ขนานดว้ ยชายฝ่งั ทะเลมีหมอดจู ีน
ทํานายทายทักวา่ เป็นทําเลท่ตี ัง้ ทด่ี จี ะเป็นท่ีให้กําเนิดบคุ คลสําคัญ คําทํานายน้ีอาจเกดิ ขน้ึ กอ่ นหรือหลงั กต็ าม
นายชวน หลีกภัย คอื ผลผลติ แห่งเกยี รตแิ ละความภาคภูมใิ จของชาวตรัง
พระครบู ริสุทธศิ ลี าจารย์ (หลวงปู่ลบ) ผู้สร้างโรงเรียนแห่งแรกของเมืองตรัง
หลวงปลู่ บ เป็นบตุ รขุนรามสรุ เดช(ปาน) และนางปราง เกิดเมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๓๙๗ ที่ตําบล
บางหมาก อําเภอกนั ตัง บรรพชาเปน็ สามเณรเมอื่ อายุ ๑๒ ปี เม่อื อายุ ๑๙ ปี ลาสกิ ขาบทเขา้ รบั ราชการเป็น
เสมยี นตรี ๒ ปี ต่อมาบดิ าถึงแก่กรรม จงึ เข้าอุปสมบทเป็นภกิ ษุ ณ วัดควนธานี

183 

 

ได้รบั เลื่อนสมณศกั ดเ์ิ รื่อยมา ทีส่ าํ คัญคือ ได้รับแต่งตงั้ เป็นเจา้ คณะจังหวดั เม่อื พ.ศ. ๒๔๕๓
มีราชทินนามว่า “พระครูบริสทุ ธิ ศลี าจารยฑ์ ิสงั ฆปาโมกข์”

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระยารัษฎานุประดษิ ฐม์ หิศรภักดี (คอซิมบ๊ี ณ ระนอง) ไดย้ ้ายเมืองจากควน
ธานีไปต้งั ใหมท่ ่กี ันตงั ได้นมิ นต์พระธมสุวณโณ (ลบ ทวสิ วุ รรณ) จากวดั ควนธานีให้ไปรว่ มสร้างบ้านแปงเมือง สรา้ ง
วัดกนั ตัง ใกล้กับสถานท่ีราชการอืน่ ๆ แต่ที่คบั แคบ ตอ่ มาจงึ ย้ายทตี่ ้ังัวัดมาอยปู่ ัจจุบัน

หลวงปูล่ บ ชว่ ยเหลือพระยารัษฎาฯ ในดา้ นการศึกษาอยา่ งเต็มกาํ ลงั โดยจัดตง้ั โรงเรยี นขึ้นใน
บริเวณวัด ช่ือว่าโรงเรยี นลบจรงุ วทิ ยา นบั เป็นโรงเรยี นตัวอยา่ งของจังหวดั ตรังโรงแรก จัดหาครูมาจากทีต่ า่ งๆ
เช่น นครศรีธรรมราช ตอ่ มาเมือ่ วนั ท่ี ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชริ ญาณวโร
รส สมเด็จพระสังฆราช เสดจ็ เมืองตรังและประทับทวี่ ดั กนั ตงั ประทานนามวัดเสยี ใหมว่ า่ วดั ตรังคภูมิพทุ ธาวาส
พร้อมนามโรงเรยี นวา่ โรงเรียนตรงั คภูมิ์ โรงเรียนนี้ ปัจจบุ ัน คือโรงเรียนเศบาลวัดตรงั คภูมพิ ทุ ธาวาส

หลวงป่ลู บเป็นนามที่พุทธศาสนิกชนชาวตรัง โดยเฉพาะท่เี มอื งเก่าเอย่ นามด้วยความเคารพนับ
ถือเล่อื มใสทา่ นเปน็ ปูชนียบุคคลทมี่ คี ุณูปการตอ่ ศาสนาและการศกึ ษาในเมอื งตรังและจดั ว่าเป็นผ้วู างรากฐาน
ทางการศึกษาของเมืองอยา่ งแทจ้ ริงผ้หู น่ึง

หลวงปู่ลบ เป็นพระซง่ึ พระยารัษฎาฯ เคารพเป็นอยา่ งยิ่ง เม่อื จะเดนิ ทางไกลไปที่ใดกจ็ ะกราบขอ
พรจากหลวงปเู่ สมอ จวบจนพระยารัษฎาฯ ถึงแกอ่ นจิ กรรมไปแลว้ หมอ่ มแคล้ว ณ ระนอง ผูภ้ รยิ าก็ปฎบิ ตั ิตน
เป็นอุบาสิกาท่มี คี วามเล่ือมใสตอ่ หลวงปลู่ บดจุ เดียวกับพระยารัษฎาฯ

เมอ่ื เรอื ถลางเข้าเทยี บท่ากันตัง ทหารประจาํ เรอื ตัง้ แตน่ ายทหารถึงพลทหาร จะต้องขน้ึ ไปกราบ
ขอพรหลวงปู่ลบเพ่ือความเป็นสริ มิ งคล

ท่านเป็นผู้มตี บะแก่กล้า มีความแจ่มใสอยเู่ ปน็ นิจ พดู จาเปน็ ทชี่ อบพอของผู้ใหญ่ ทง้ั ฝา่ ยคฤหสั ถ์
และบรรพชิต ท่านดูลกั ษณะคนไดอ้ ยา่ งแมน่ ยาํ เดก็ ท่ีทา่ นเลี้ยงไวจ้ ะมคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ สูงทา่ นเปน็ ผทู้ มี่ ีเมตตา
ตอ่ สัตวม์ าก จงึ เลี้ยงสตั วไ์ วภ้ ายในวัดหลายชนิด สตั วด์ ุรา้ ยเม่อื ท่านเล้ียงแล้วจะกลายเป็นสัตว์เช่ือง กลา่ วกนั วา่
ท่านเลีย้ งกวางไว้ แลว้ ปล่อยใหเ้ ขา่ ปา่ ไป แตพ่ อท่านเรยี กเรยี กกวางนัน้ จะกลบั มาหาทา่ น

แม้ชีวิตของทา่ นจะล่วงลบั ไปนานแล้ว หลวงปลู่ บก็เปน็ ทีเ่ คารพสกั การะของชาวตรังที่อําเภอ
กันตงั และใกลเ้ คยี ง จะมผี ไู้ ปขอพรจากรปู หลอ่ จาํ ลองของทา่ นเสมอ ในวันสงกรานต์ของทกุ ๆปี ชาวกนั ตังจะนํา
รปู หลอ่ ของทา่ นไปแหร่ อบเมืองและกลับมาสรงน้ําสงกรานตน์ ํา้ ทส่ี รงน้ันจะถกู รองรบั ไปเก็บไว้ที่บ้านเพ่อื ความเปน็
สริ อมงคลและเพอื่ ใชบ้ ัดเปา่ สิ่งไมด่ ีทั้งหลาย

เตมิ ออ๋ งเซ่ง มโนราห์เตมิ บ้านเดิมอยตู่ รงั
ตรงแผน่ หนิ ออ่ นหนา้ บัวหรอื ทเี่ ก็บกระดูกของยอดศิลปนิ ภาคใต้ ณ วัดโคกสมานคุณ อาํ เภอหาดใหญ่

จงั หวดั สงขลา มีคาํ จารกึ เป็นคาํ กลอนคําประพนั ธข์ อง ก. ศรนรนิ ทรห์ รอื พระราชรัตนดิลกขนึ้ ตน้ บทแรกว่า
อันนายเติมออ๋ งเซง่ เก่งโวหาร ปฏิภาณกลอนศพั ท์ขบั คําขวญั
มโนราหช์ ้นั นาํ คนสาํ คญั พรสวรรค์สรรคใ์ ห้จงึ ไดเ้ ปน็
เตมิ อ๋องเซ่ง คอื มโนราห์เตมิ มโนราห์มีชอ่ื เสยี งคนหนงึ่ ของภาคใต้แมจ้ ะลวงลับไปแล้วผูค้ นยงั บอก

เลา่ กล่าวขานถึงกันไมร่ ้วู าย
มโนราห์เตมิ เกิดเมื่อ วนั อาทติ ย์ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่ีตําบลเข้าวิเศษ อาํ เภอสเิ กา ปัจจบุ ันเป็น

เขตอาํ เภอวงั วิเศษ สบื เชือ้ สายมโนราหม์ าตั้งแต่รุน่ ป่ถู งึ รนุ่ พอ่ คอื มโนราหต์ ้งั มีแมช่ ่อื อบ และน้องชายชือ่ ตุ้ง

184 
 

หน่มุ เตมิ พ่ีชายน้นั แม้จะได้หดั มโนราหจ์ ากพ่อจนได้ออกโรงมาแลว้ ต้ังแต่อายุ ๑๓ ปีแตเ่ บือ้ งตน้

มุ่งเอาดีทางการเรียนเสียมากกวา่ จึงได้เรยี นจบชน้ั ประถมท่บี ้านเกดิ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๖ ท่โี รงเรยี นวเิ ชียรมาตแุ ลว้

ไปต่อทีโ่ รงเรยี นคณะราษฎร์บาํ รงุ จงั หวัดยะลาจบชั้นมธั ยมปีท่ี ๘ จากนน้ั กลบั มารับราชการเป็นเสมียนทอี่ ําเภอสเิ กา

เมอ่ื อายุได้ ๑๘ ปี

ฝา่ ยหนุ่มตงุ้ น้องชายเอาดีทางมโนราหจ์ นได้ตัง้ เปน็ คณะมโนราหต์ งุ้ ประชนั โรงกับคณะมโนราห์

อ่นื ๆชนะทกุ ครงั้ จนมชี อ่ื เสียงขนึ้ เรอื่ ยๆครงั้ หน่ึงเกิดแพ้มโนราหท์ ี่มีชือ่ เสยี งมากคณะหน่งึ หน่มุ เตมิ พช่ี ายซ่งึ มาชว่ ยราํ

อยเู่ ปน็ ครั้งคราวถงึ กบั เสยี ใจมาก ประกาศตวั เปน็ มโนราหแ์ สดงรว่ มกบั น้องชายจนชาวบ้านนิยมเรียกชือ่ คณะว่า

โนราต้งุ – เตมิ ต่อมาหนมุ่ เติมตดั ใจลาออกจากราชการมาแสดงมโนราห์เตม็ ตวั ไดป้ ระชันโรงกับมโนราหท์ มี่ ชี ่อื เสยี งเดน่ ดัง

หลายคณะและชนะมาตลอดไดร้ บั รางวลั เป็นถ้วยเกียรติยศและขันน้ําพานรองมากมาย ต่อมามโนราหต์ ุ้งเสยี ชวี ติ

ไปก่อน

ครัง้ หนงึ่ จังหวัดตรัง จดั ใหม้ กี ารประชันโรงมโนราห์ทว่ั ภาคใตม้ ีผ้เู ข้าแข่งถงึ ๕๐ โรงปรากฏวา่

มโนราห์เติม ชนะเลศิ ได้รบั ถว้ ยเกยี รติยศเป็นรางวลั และมชี ื่อเสียงโดง่ ดงั ไปทัว่ ภาคใต้

ด้วยความที่เป็นผมู้ ีชื่อเสยี งโดง่ ดงั คารมดีประกอบกบั เป็นคนมนี สิ ัยเจา้ ชูเ้ มอื่ ไปแสดงทีใ่ ดก็มกั ได้

ภรรยาท่ีนั้นจนปรากฏวา่ มโนราห์เติม มีภรรยาถึง ๕๔ คนสองคนสดุ ทา้ ย คือหนูวนิ – หนวู าด ลูกสาวมโนราห์วัน

แหง่ เมอื งนครราชศรธี รรมราช ซ่ึงเคยประชันโรงผลัดกันแพ้ชนะหลายคร้ังเกยี่ วกับภรรยาทงั้ สองน้มี โนราห์เติม

เคยฝากลีลากลอนกระทบว่าท่ีพ่อตามากอ่ นแลว้ ว่าไมเ่ กรงใจพ่อตาโนราวนั จะเอามนั ใหฉ้ าดทัง้ วาดวินในทสี่ ดุ ก็เป็นจรงิ

หลงั แต่งงานกับหนูวิน แล้วกร็ วมคณะมโนราหเ์ ป็นโรงเดยี วกัน แมม้ โนราห์ตงุ้ ตายไปหลงั การรวมโรง

ประมาณ ๒ ปแี ต่การแสดงกย็ ังเปน็ ท่นี ยิ มมากขนึ้ เม่อื หนูวาด มาอยู่ดว้ ยและไดอ้ อกโรงดว้ ยกนั ก็ยง่ิ เดน่ ดงั จนไมม่ ใี ครกลา้

ประชนั จนไดต้ ระเวนแสดงทั่ว ๑๔ จังหวัดภาคใต้และเคยไปแสดงที่กรุเทพฯและประเทศมาเลเซียอกี หลายครงั้

ในขณะทมี่ โนราหเ์ ตมิ กาํ ลังมชี ่อื เสียงนั้นเคยลงสมคั รรับเลอื กตั้งเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร

ของจังหวัดตรังแตป่ รากฏวา่ แพก้ ลยทุ ธก์ ารหาเสียงของผสู้ มคั รคนอ่นื ๆทบี่ อกกบั ประชาชนว่าถา้ เลอื กโนราเตมิ ไป

เปน็ ผู้แทนเสยี แล้วใครจะเลน่ โนราใหด้ ู

ในยคุ ทีม่ โนราหเ์ ติม กําลงั เฟ่อื งฟูนั้นเทคโนโลยบี ันเทิงกเ็ ร่ิมเปน็ ทนี่ ิยมมากขนึ้ ด้วยมโนราหเ์ ติม จึง

ตอ้ งคดิ ดัดแปลงพัฒนารปู แบบการเล่นขึ้นใหม่เพอ่ื ตรึงความนยิ มของคนดเู อาไวโ้ ดยหันมาเนน้ ดา้ นบทกลอนที่เป็น

กลอนสดมากกวา่ การรา่ ยรําแบบโบราณซง่ึ ประสบความสาํ เร็จอย่างสงู เพราะมพี รสวรรค์ด้านน้เี ปน็ พเิ ศษอยู่แล้ว

ด้านการแตง่ กายก็เปล่ยี นแปลงจากเครื่องลกู ปัดมาใช้แบบสากลแทนและดัดแปลงการเล่นเรอื่ งเปน็ แบบนวนยิ าย

สมยั ใหม่

การดัดแปลงรปู แบบการเล่นดังกลา่ วทําใหถ้ ูกวพิ ากษว์ ิจารณ์ว่าเปน็ ผู้ทาํ ลายเอกลกั ษณด์ งั้ เดมิ ของ

มโนราหซ์ ง่ึ มโนราห์เติมได้อธิบายเหตุผลและความจําเปน็ ไว้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลของภาพยนตรว์ ทิ ยโุ ทรทัศน์

คา่ นยิ มของคนดหู นังสอื นวนิยายความเบ่อื หน่ายอปุ กรณ์สมัยใหม่หางา่ ยและผ้รู าํ ผแู้ สดงไดร้ ับการศึกษาเพ่ิมข้ึนจงึ

สอดแทรกความคดิ ความรสู้ กึ ของตนเองเข้าไปในงานศลิ ปะและสรุปเปน็ บทกลอนไว้ดว้ ยว่า

ทั้งนี้เพราะอาชพี บีบบังคบั จงึ ตอ้ งปรับปรุงแปลงตามแบบใหม่

เอาของเก่าเขา้ แทรกซอยทยอยไป เพ่อื บาํ รงุ ชาวไทยใจคนดู

มโนราหเ์ ติม นบั เป็นผมู้ ีอัจริยะอย่างย่งิ ในการขบั กลอนสดย่ิงได้ตอบโต้เชิงกลอนกับพรานแมงคใู่ จ

จาํ อวดประจําโรงแลว้ บรรดาผู้ชมย่อมยึดทนี่ ัง่ หนา้ โรงไมย่ อมลกุ ไปไหนแน่นอน

185 

 

งานเฉลิมพระชนมพรรษาและงานฉลองรฐั ธรรมนญู ของตรงั ซึ่งแตเ่ ดมิ ชาวบ้านเรยี กกนั ว่างาน
หลองรัฐคือสนามประชันบรรดาหนงั ตะลงุ มโนราห์และการละเลน่ ตา่ งๆในครง้ั นนั้ มโนราห์ทม่ี ชี ื่อเสยี งโด่งดังของ
เมืองตรงั ทีไ่ มม่ ใี ครกลา้ มาประชนั ไดแ้ ก่ มโนราหเ์ ฟ่ืองเม่ือมีผู้หาญกล้าคอื มโนราหเ์ ติมกป็ ลายเปน็ การตอ่ กรระหว่าง
เสือเฒ่ากับสงิ หห์ นุ่มแน่นอนท่ีว่าลลี าของทง้ั สองยอ่ มสสู กี นั จนยากทีจ่ ะตัดสนิ แพช้ นะสุดท้ายจึงตอ้ งต่อกลอนสดกัน
ดงั ที่มีผู้จําตอ่ ๆกนั มาวา่

ถ้าแพ้ลกู เติมงานเหลมิ ไม่ราํ คอื บทประกาศกรา้ วมาจากทางโรงของมโนราหเ์ ฟ่อื งพร้อมๆกับเสียง
โหม่งเสียงกลองและเสยี งเชยี ร์ของบรรดาผ้ชู ม

ถ้าแพ้ลกู เฟือ่ งถอดเคร่อื งจาํ นาํ คอื บทตอบกลบั มาทนั ทีจากโรงมโนราห์เติมพรอ้ มกบั เสียงเชยี รท์ ่ี
ออ้ื องึ กว่าเก่า

หลงั การประชนั กลอนสดคร้งั นีก้ ็ไม่มีใครได้ฟังกลอนเฟื่องในงานฉลองรัฐฯ อกี เลยสว่ นสงิ หห์ นุ่มก็
ขยายไปท่ัวภาคใต้ขา้ มแดนไปถึงมาเลเซยี บางคราวกข็ ึน้ ไปถงึ กรงุ เทพฯ

มโนราหเ์ ตมิ ถึงแกก่ รรมเมอ่ื วนั ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๔ อายไุ ด้ ๕๗ ปี จากน้ันหนวู ิน – หนู
วาดภรรยาก็แสดงมโนราห์ในชอื่ คณะมโนราห์เติม ตอ่ มาอกี หลายปี

ณรงค์ จนั ทรพ์ มุ่ ตะลงุ บณั ฑิต
ยอ้ นหลังไปกวา่ ๒๐ ปี ขาวตรงั และจังหวัดใกลเ้ คยี ง จะได้ยนิ ช่ือนายหนังตะลุง เรียกกนั ว่า

ตะลงุ บัณฑติ หรืออาจารย์หนังณรงค์ จันทรพ์ ุ่ม ซึง่ เป็นครโู รงเรียนวเิ ชียรมาตุจงั หวดั ตรัง
หนงั ณรงค์ ไดส้ รา้ งสรรค์ศลิ ปะเพ่ือประชาชนในการพัฒนาคุณภาพชวี ิตและสบื ทอดศิลปะ

พน้ื บา้ นได้ทันยุค จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและสิง่ แวดลอ้ ม ทําให้อาจารยห์ นงั ณรงค์ ตระหนักและแสดงออกใน
การเล่นหนังตะลงุ อยตู่ ลอดเวลา ได้สอดแทรกความรคู้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกับสงิ่ แวดล้อมสังคมการเมอื งการไปใชส้ ิทธิ
ใชเ้ สยี งการวางแผนครอบครวั โดยนาํ ความรู้มาประสานกบั ลลี ากลอนและบทบาทของเงารปู หนังตะลุงใหก้ ลมกลืน
เป็นท่เี ข้าใจง่ายเปน็ ผู้อนุรักษแ์ ละสบื ทอดภาษาและวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ มาโดยตลอดพัฒนาหนังตะลงุ ใหเ้ ปน็ ทน่ี ิยม
ของคนในยคุ ปัจจุบันทัง้ ยงั ถา่ ยทอดการแสดงของตะลงุ และเขียนบทหนังตะลงุ ให้แกผ่ สู้ นใจท่ัวไป เพอ่ื สง่ เสริม
ศิลปะการเล่นหนังตะลงุ และการอนุรกั ษ์ภาษาถิน่ ให้เปน็ มรดกไทยสบื ไป

หนงั ณรงค์ เกิดเมือ่ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๙๐ ที่อาํ เภอย่านตาขาว จงั หวดั ตรัง จบช้นั ประถมศึกษา
จากโรงเรยี นบ้านโหละคลา้ อําเภอยา่ นตาขาว ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนวชิรนกุ ูล และมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๕
โรงเรยี นวรนารีเฉลิม จงั หวัดสงขลา ปริญญาการศึกษาบณั ฑิต (กศ.บ.) จากวิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน(มหาวทิ ยาลัยบรู พา)

ดา้ นครอบครวั สมรสกบั นางมาลี เจริญกลุ มบี ตุ ร ๑ คน ปัจจบุ นั อยู่บา้ นเลขท่ี ๑๐๙ หมู่ ๖ ตําบลกันตังใต้
อําเภอกนั ตัง จงั หวัดตรงั

เรมิ่ การแสดงหนงั ตะลุงขณะท่ศี ึกษาอยูท่ ว่ี ทิ ยาลัยวิชาการศกึ ษาบางแสน ในคร้งั น้ันไดร้ บั ความ
อนเุ คราะห์ให้ยืมอปุ กรณ์ จากนายวรี ะ มสุ ิกพงศ์ เพือ่ นร่วมรนุ่ นามนายหนังณรงค์ จนั ทร์พมุ่ จงึ เป็นท่คี นุ้ หูในวิทยาลัยตั้งแต่
พ.ศ. ๒๕๑๓ เปน็ ตน้ มา

พ.ศ. ๒๕๒๐ เปน็ ครูสอนวชิ าสังคมศึกษาท่โี รงเรยี นวเิ ชียรมาตุ เลน่ หนงั ตะลุงเป็นงานอดิเรกจนถงึ
พ.ศ. ๒๕๓๑ นายผนั จนั ทรปาน ผวู้ ่าราชการจังหวัดตรงั ขอตวั ไปประจําฝ่ายประชาสัมพันธข์ องจังหวดั ใหเ้ ล่น
หนงั จะลุงเพื่อการประชาสมั พนั ธโ์ ดยตรง พ.ศ. ๒๕๓๓ รว่ มจัดการแขง่ ขันหนังตะลงุ เพอ่ื สรา้ งแนวร่วมรณรงคด์ ้าน
อนุรักษ์สงิ่ แวดล้อม บริเวณหน้าศาลากลางมหี นงั ตะลงุ เขา้ แข่งขัน จากจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี นครศรีธรรมราช

186 

 

สงขลา พทั ลงุ และตรงั ได้คณะกรรมการสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาตสิ นบั สนนุ มอบจอหนังติดคําขวญั “พทิ ักษส์ ่งิ แวดล้อม
เพอ่ื ถนอมชีวิตท่าน” ใหแ้ ก่นายหนงั ที่มารว่ มการแขง่ ขนั และคณะละครกนั ตนาไดบ้ ันทึกเทปหนงั นําไปเผยแพรด่ ว้ ย

หนงั ณรงค์ เป็นผพู้ ยายามเรยี กร้องสวัสดิการเพ่ือคุณภาพชีวิตของศลิ ปินด้วยกันและไดร้ บั สวสั ดิการด้าน
การรักษาพยาบาลสาํ หรับสมาชิกหนังตะลงุ สร้างขวัญกาํ ลงั ใจแกบ่ รรดาศลิ ปินหนงั ตะลุงเพอ่ื สบื สานสายใยใหศ้ ลิ ปะ
พื้นบา้ นหนงั ตะลุงไดเ้ ชดิ รูปบนจอต่อไปอกี นาน

รางวลั เกียรตคิ ณุ ทไี่ ดร้ บั
ประกาศเกยี รติคณุ จากกรมการศกึ ษานอกโรงเรียนในฐานะสือ่ พนื้ บ้านทีใ่ หก้ ารศกึ ษาแกป่ ระชาชนอยา่ งดี
ยิง่ เมอ่ื ๑๐ มนี าคม ๒๕๓๓
โลศ่ ิลปินยอดนยิ มของชาวใตจ้ ากชมรมสง่ เสริมคนดศี รสี ุราษฎร์จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๖
ประกาศเกียรตคิ ณุ จากเจ้าคณะจังหวัดตรงั ในฐานะศิลปนิ หนงั ตะลงุ ภาคใต้ทสี่ ามารถใชห้ ลักธรรมะ
ในทางพุทธศาสนาเข้ากับนทิ านทีแ่ สดงทําให้ผ้ฟู ังมคี วามซาบซ้งึ ในรสพระธรรมเปน็ อยา่ งดเี มือ่ ๕ ธนั วาคม ๒๕๓๖
รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกมุ ารใี นฐานะผ้อู นรุ ักษ์มรดก
ไทยดีเด่นด้านภาษาและวรรณกรรมไทยเนอื่ งในวนั อนรุ กั ษม์ รดกไทยเมอื่ วนั ที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๗
โล่เกยี รตคิ ุณจากฯพณฯนายกรฐั มนตรีชวน หลกี ภยั ในฐานะผใู้ ช้สือ่ พน้ื บา้ นหนงั ตะลงุ รณรงค์
เพื่อให้ประชาชนไปใชส้ ิทธิประชาธิปไตยได้อย่างดียงิ่ เมอ่ื ๘ เมษายน ๒๕๓๗
ประกาศเกียรตคิ ณุ จากนายอําเภอหาดใหญ่ ในฐานะผูใ้ หก้ ารสนับสนนุ การสร้างร้วั ที่ว่าการอาํ เภอ
หาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา เมอ่ื ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗
เกยี รตบิ ตั รศษิ ย์เกา่ ดีเด่นเนื่องในโอกาสจดั งาน ๔๐ ปมี หาวทิ ยาลัยบรู พา เมอ่ื ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘
เกียรตบิ ัตรจากมหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ ในฐานะเป็นศิลปินดีเดน่ สาขาการแสดงพืน้ บา้ น
(หนงั ตะลงุ ) ประจําปี ๒๕๔๐
เกยี รติบตั รจากสํานักกิจการนักศึกษาสถานบันราชภฏั นครศรธี รรมราช ในฐานะผสู้ นับสนุน
โครงการบณั ฑติ ศกึ ษาสาชาวิชาไทยคดีศึกษาเมือ่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๑
เกียรติบัตรในฐานะทไ่ี ดอ้ ุปการะและสนบั สนนุ โครงการหนังตะลุงเฉลมิ พระเกยี รติเน่ืองในวโรกาส
ทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ
งานสาํ คัญอกี ช้ินหนง่ึ ของหนงั ณรงคค์ ือการเปน็ แกนนํากอ่ ตง้ั ชมรมศิลปนิ พนื้ บา้ นทอ่ี ําเภอกันตงั
เพอื่ เป็นทพี่ บปะและฝกึ สอนศลิ ปะการแสดงพื้นบา้ นให้ผู้สนใจท่ัวไปด้วยเจตจํานงที่จะให้ศลิ ปนิ พนื้ บา้ นทงั้ หลายได้
มศี ูนย์รวมเพือ่ แลกเปลยี่ นทรรศนะ และแสดงร่วมกนั อยา่ งน้อยปีละครง้ั น่ันคือการรกั ษาไว้ซ่งึ ศลิ ปะพืน้ บา้ น
จริ ะนนั ท์ พิตรปรีชา กวซี ีไรตช์ าวตรัง

ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน
บรสิ ทุ ธกิ์ ลา้ หาญ จะบานในใจ
ดอกไม้จะบานคือช่ือของบทกวีชน้ิ น้ีผลงานเด่นยุคแรกๆซ่งึ สามารถแปรเปล่ยี นเปน็ บทเพลงและ
แพรห่ ลายในสอ่ื ต่างๆ ยืนยงมาจนปัจจบุ ันบอกถึงความเป็นตวั ตนบางด้านของผหู้ ญงิ คนหนง่ึ ซง่ึ ผสานสายเลอื ด
ความเป็นตรงั เข้ากับประสบการณ์แตล่ ะย่างก้าวของชีวิตจนในท่ีสุดไดร้ ับการประกาศช่ือเปน็ “กวีซีไรต”์ หรือ
รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรคจ์ ากอาเซยี น(THE S.E.A. WRITE AWARD) ประจาํ ปี ๒๕๓๒ จากบทกวนี พิ นธ์เรอ่ื ง
ใบไม้ที่หายไป

187 

 

จริ ะนนั ท์ พิตรปรีชา เกิดเมอื่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ บิดามารดาคอื นายนิรนั ดร์ และนางจรี ะ
หรอื ครูจรี ะ ผู้เคยสอนในโรงเรยี นสตรปี ระจําจงั หวัดตรัง (สภาราชนิ ี) ภายหลังลาออกมาประกอบอาชีพเปดิ รา้ น
จาํ หนา่ ยนติ ยสารหนังสอื เคร่ืองเขียนแบบเรยี นชอื่ ร้าน “สริ ิบรรณ”

จริ ะนนั ท์ เรม่ิ การศกึ ษาท่ีจังหวดั ตรงั ช้ันอนุบาล ๑ ถึงป.๔ ทร่ี .ร.บูรณะราํ ลึก ป.๕ ถึง ป.๗ ทีร่ .ร.
ยวุ ราษฎรว์ ทิ ยา ม.ศ.๑ ถงึ ม.ศ.๒ ทร่ี .ร.สภาราชนิ ี ม.ศ.๓ ท่ีร.ร.สาธิตวิทยาลยั ครูเพชรบรุ ีวิทยาลงกรณ์ กรงุ เทพฯ
ม.ศ.๔ – ๕ ทร่ี .ร.เตรียมอุดมศึกษาพญาไท แผนกวิทยาศาสตรด์ ว้ ยคะแนนติดบอร์ดของประเทศ

ปีการศกึ ษา ๒๕๑๕ – ๒๕๑๘ ศึกษาท่คี ณะวิทยาศาสตรแ์ ผนกเตรียมเภสชั ศาสตร์จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั แต่ไม่จบการศกึ ษาเน่ืองจากสถานการณ์การเมอื งในขณะน้นั ทําให้ตอ้ งเข้าป่าจนถึงปีพ.ศ. ๒๕๒๓

ช่วงท่กี าํ ลังเรยี น จิระนันท์ เปน็ หน่ึงในแกนนาํ นักศกึ ษาในชว่ งเหตกุ ารณ์ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๑๖
และไดร้ ับการลงคะแนนให้เปน็ WOMAN OF THE YEAR ๑๙๗๓ จากผ้อู า่ นหนงั สือพมิ พป์ ระชาธิปไตยรายวนั

๒๕๑๘ – ๒๕๒๓ จิระนนั ท์ เขา้ สชู่ ว่ งของชีวิตนักปฏิวัติเม่ือยคุ ทองของขบวนการนิสติ นักศกึ ษา
สน้ิ สุดลงด้วยการปราบปรามอยา่ งนองเลอื ดในเกตกุ ารณ์ ๖ ตลุ าคม ๒๕๑๙ ทําใหก้ ลมุ่ นกั ศึกษาปญั ญาชนหลง่ั ไหล
เขา้ สปู่ ่าหลังจากนัน้ แต่แล้วในท่ีสุดก็เกิดความขดั แยง้ กับกลมุ่ แกนนําคนร่นุ เกา่ ของพรรคคอมมิวนสิ ตแ์ หง่ ประเทศไทย
จริ ะนันท์ และ เสกสรรค์ ประเสรฐิ กลุ จึงเดนิ ทางลงจากภูเขาในเขตอําเภออ้มุ ผาง จงั หวัดตาก เขา้ มอบตัวกบั ทางการที่
ศาลากลางจังหวดั อทุ ัยธานี

จากนั้น จริ ะนันท์ และเสกสรรค์ กเ็ ดนิ ทางไปศึกษาต่อ CORNELL UNIVERSITY และกลบั บ้าน
เกดิ พ.ศ. ๒๕๓๑ จิระนันท์ สาํ เรจ็ ปริญญาตรรี ัฐศาสตรบ์ ณั ฑติ เกยี รตินิยมศกึ ษาต่อปรญิ ญาโทสาขาประวัตศิ าสตร์
เสกสรรค์จบปรญิ ญาเอก แลว้ เขา้ เปน็ อาจารย์ในคระรัฐศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนจริ ะนันท์ ไดท้ ุนทํา
วจิ ัยจากอเมริกาเตรยี มเขยี นวทิ ยานิพนธ์ปริญญาเอกและเรมิ่ เขยี นบทความกวนี พิ นธ์ตามหน้านิตยสารอกี ครั้งหลังจาก
ห่างหายวงการไปนานระหวา่ งทาํ วิทยานพิ นธ์กไ็ ด้รบั รางวลั ซไี รต์ ภารกิจที่ตามมาทําใหก้ ารศกึ ษาตอ้ งชะงกั ไป

จิระนันท์ เรม่ิ แววกวีต้ังแตอ่ ายุ ๑๒ ปมี ีงานพมิ พ์เผยแพรค่ รั้งแรกในหนงั สอื พิมพเ์ สยี งราษฎร์
จากนนั้ กส็ ง่ บทกวไี ปลงตามนิตยสารตา่ งๆอาทิ จักรวาลชัยพฤกษว์ ิทยาสารเคยได้รบั รางวลั รองชนะเลิศระดับ ม.ต้น
การประกวดกลอนระดบั จงั หวัดเนือ่ งในวันปิยมหาราชพ.ศ.๒๕๑๒ และได้รบั รางวัลชนะเลศิ อกี ๒ – ๓ ครัง้ จาก
การประกวดบทกลอนหรือแปลคาํ ประพนั ธภ์ าษาอังกฤษเปน็ กลอนในชัยพฤกษแ์ ละวิทยาสารเปน็ ผ้รู ิเริม่ ออกหนงั สอื พิมพ์
นกั เรียนไก่แก้วทโ่ี รงเรยี นสภาราชินีรวบรวมเพื่อนๆ มารว่ มกนั แต่งนริ าศเตรยี มอุดมพิมพ์ในหนงั สอื อนสุ รณ์รุ่นปี
การศึกษา ๒๕๑๔

ผลงานทีป่ ระพนั ธข์ ้นึ ในเขตป่าเขาถกู จดั พิมพร์ วมเลม่ เปน็ หนงั สือโรเนียว ชือ่ เกิดในกองทพั ไดร้ ับ
การสนบั สนนุ และกาํ ลงั ใจจาก “นายผ”ี หรอื อศั นี พลจันทร เจ้าของบทเพลงอมตเดือนเพ็ญ

ผลงานเดน่ ดา้ นวรรณกรรม
สมัยแรกเรมิ่ บทกวดี อกไมจ้ ะบาน (๒๕๑๖) บทกวีอหังการของดอกไม้ (๒๕๑๗) รวมเลม่ งาน
แปลบทกวภี าษาอังกฤษของคมิ ชีฮาเสยี งรอ้ งของประชาชน (๒๕๑๘) โลกที่สร่ี วมบทความข้อเขียนเกีย่ วกบั ปัญหา
สตรี (๒๕๑๘)
พ.ศ. ๒๕๒๔ เศษธลุ บี ทกวีสะท้อนบาดแผลของคนหนมุ่ สาวร่วมสมัยทพ่ี ่ายแพช้ ะตากรรมต้อง
ออกปา่ คนื เมืองลงพมิ พใ์ นนติ ยสารการะเกดได้รับรางวัลบทกวดี ีเดน่ ประจําปีของสมาคมภาษาและหนังสือ
พ.ศ. ๒๕๓๒ ใบไมท้ ่ีหายไป :กวนี พิ นธ์แห่งชีวติ ไดร้ ับรางวัลซไี รต์จัดพิมพใ์ หมห่ ลายคร้งั และ

188 

 

ยอดขายสูงสุดต่อเนอื่ งเกือบสองแสนเล่มและบางสว่ นถกู นาํ ไปแปลเปน็ ภาษาตา่ งๆและอกี เล่มหนงึ่ คอื งานแปล
นิยายขนาดสนั้ หอ้ งสเี หลอื งกบั ผ้หู ญิงคนนั้น

พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้หญิงของหล่ซู นิ่ ข้อเขยี นร่วมเล่มในบนั ทกึ วรรณกรรมรวมขอ้ เขยี น6 นักประพันธ์
เอกของโลกส่วนใหญเ่ ปน็ ผลงานของเสกสรรคป์ ระเสริฐกุลอกี ชิน้ หนึง่ คือบทกวไี ม่มีชือ่ เขียนไว้อาลยั ในหนังสือ
พระราชทานเพลิงศพสบื นาคะเสถียร

พ.ศ. ๒๕๓๔ บทกวีบรรยายภาพในสมดุ บนั ทกึ ธรรมชาตภิ าพถา่ ยฝีมือดวงดาวสุวรรณรังษี
จัดพิมพจ์ ําหน่ายมอบรายได้แกม่ ูลนิธิสบื นาคเสถียรและลกู ผชู้ ายชือ่ นายหลยุ ส์ งานเรยี บเรยี งจาก Louis And
The King of Siam ของ W.S.Britowe

พ.ศ. ๒๕๓๕ บทกวีฝนแรกเขยี นในระหว่างเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬพมิ พ์ในหนังสอื พิมพ์ไทยรัฐ
ไดร้ ับรางวลั บทกวดี ีเดน่ ประจาํ ปี ๒๕๓๕ จากสมาคมภาษาและหนังสือภายหลังมีผู้นําไปใส่ทาํ นองขบั รอ้ งเปน็ บท
เพลง

พ.ศ. ๒๕๓๙ บทกวีส่งเสด็จตีพิมพ์บนปกนสพ.สยามโพสตใ์ นวาระท่ชี าติไทยสญู เสยี สมเด็จพระศรี
นครนิ ทราบรมราชชนนีจากนั้นมีการนําไปใช้ตอ่ อย่างแพร่หลายทางสอื่ วิทยโุ ทรทศั นแ์ ละสิง่ พมิ พ์

พ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐ อีกหน่งึ ฟางฝนั : บันทึกแรมทางของชวี ิตอตั ชีวประวตั ิ ๓๒ ตอนจบลง
ตพี ิมพ์ในนติ ยสารแพรวกําลงั อยูใ่ นระหว่างจดั พิมพร์ วมเลม่ และยังมีงานพเิ ศษอกี อย่างหนงึ่ ของจริ ะนันท์ คือเป็น
นกั แปลบทภาพยนตร์เพ่อื ทาํ คําบรรยายภาษาไทยบนแผน่ ฟิลม์ ทําเปน็ บทพากย์เสียงไทยใหบ้ ริษทั ธรุ กิจแห่งหนงึ่
ต้งั แต่ปี ๒๕๓๓ เป็นตน้ มา

ทุกวันนีค้ รอบครวั อนั อบอ่นุ ของ จริ ะนันท์ และดร.เสกสรรค์ ประเสรฐิ กลุ มีบุตรชายด้วยกัน ๒
คนคือ แทนไท และวรรณสิงห์

สําหรับเมืองตรัง จริ ะนนั ท์ เป็นเสมอื นดอกไม้ดอกหน่ึงตามนัยแหง่ บทกวีของเธอ

ดอกไมม้ ีหนามแหลม มใิ ชแ่ ยม้ คอยคนชม

บานไวเ้ พอ่ื สะสม ความอดุ มแห่งผนื ดิน

พฒุ ลอ้ เหลก็ คนบา้ นเรามนั เก่ง

พุฒ ลอ้ เหลก็ คอื นามของนกั มวยไทยท่ีเปน็ ทรี่ ูจ้ ักกันดีในอดีตตําแหน่งยอดมวยไทยทไ่ี รค้ ู่ตอ่ สู้

และตําแหน่งรองแชมเป้ียนโลกในรนุ่ ไลตเ์ วตสองสถาบนั คือประกาศนียบตั รรับรองความเป็นนกั สูท้ ่มี ชี ้นั เชิงลลี า

ตลอดจนปฏิภาณไหวพริบของชายชาวตรังผู้มนี ามจรงิ ว่า ทวี พพิ ฒั กลุ

ทวี พพิ ฒั กุล เกิดเมอื่ วนั ที่ ๑ มกราคมพ.ศ. ๒๔๘๕ มภี ริยาชือ่ ฉลวย พิพฒั กลุ เป็นอาจารยส์ อน

ภาษาไทยทโ่ี รงเรียนยา่ นตาขาวรัฐชนปู ภมั ป์ มบี ุตรดว้ ยกนั ๓ คนเป็นหญงิ ๑ ชาย ๒ ปัจจบุ นั ทาํ งานทส่ี ถานขี นส่ง

จังหวัดตรัง และพักอย่บู า้ นเลขท่ี ๗๖ หมทู่ ่ี ๒ ตาํ บลทา่ พญา อําเภอปะเหลียน

ในวัยเด็กทค่ี วรจะใส่ใจเรยี นหนังสือแตพ่ ุฒก็ไม่สนใจการเรยี น มุง่ มัน่ แน่วแนแ่ ตเ่ รือ่ งการชกมวย

เทยี่ วเตร็ดเตร่ชกมวยอย่างสะเปะสะปะไปวันๆ ฉะนนั้ พฒุ จงึ มเี พียงประกาศนยี บตั รประโยคประถมศึกษาปที ี่ ๔

จากโรงเรยี นวัดควนวไิ ลและระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ จากโรงเรียนย่านตาขาว อาํ เภอย่านตาขาว

ก่ิงแก้ว บางย่ีขันแชมปม์ วยมีช่อื ในอดตี คือนา้ ชายของพุฒ บุคคลผู้เป็นวีรบรุ ษุ ของเด็กชายพุฒ

ใฝฝ่ นั อยากเปน็ นักมวยทเ่ี ก่งอย่างน้าก่งิ แก้ว

189 

 

สวสั ดิ์ แสงสุวรรณชยั คือครคู นแรกทส่ี อนเชงิ มวยไทยใหแ้ กเ่ ด็กชายพุฒสวัสดิเ์ ป็นชาวกรุงเทพฯ
มาบวชจาํ พรรษาอย่วู ดั ควนวิไลอาํ เภอย่านตาขาวเหน็ เดก็ ขายพฒุ มีหน่วยก้านดีสนใจเรอ่ื งหมัดมวยอย่างจรงิ จังเมอ่ื
ลาสิกขาบทจึงสอนมวยใหแ้ ก่ พฒุ จนสามารถขึน้ ชกเวทีต่างจงั หวัดได้รับชยั ชนะทกุ ครง้ั

ในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ พฒุ เดนิ ทางไปหานา้ ในกรุงเทพฯ น้าต้องการให้เรียนในโรงเรียนสารพดั ข่างพุฒ
ยนื กรานขอฝึกมวยกบั น้าจนนา้ ออ่ นใจบอกวา่ ดีแล้ว แลว้ น้าก่ิงแก้ว ของพฒุ กไ็ ปหาซ้ือกางเกงหรู ูดเส้ือรองเท้าให้
หลานพร้อมกบั จัดตารางการฝกึ ประจาํ วันพุฒ ขยนั ฝึกซอ้ มจนเปน็ ที่พอใจของนา้ ในเดือนมีนาคม ๒๕๑๒ พุฒ ใน
วัย ๑๕ ปี ไดข้ ึ้นเวทมี วยลุมพินเี ปน็ ครั้งแรกและประเดิมชยั ชนะคะแนน ศิริณรงคศ์ ักด์ิธานินทร์ นาม พฒุ ลอ้ เหล็ก
จงึ ผงาดบนเวทีมวยลุมพินี นบั แต่วนั นัน้

นามพฒุ คือช่อื เล่นของ ทวี พพิ ัฒกลุ ส่วนนามค่ายล้อเหล็กมที มี่ าวา่ ก่งิ แก้วบางยีข่ นั น้าของพุฒ
ผสู้ ่งใหพ้ ุฒกา้ วขึ้นสงั เวยี นอยา่ งสง่างามนนั้ เป็นพนกั งานรถไฟฟ้าซ่อมบํารุง ล้อเหล็กน้นั กค็ อื ลอ้ รถไฟนั่นเอง

สถติ กิ ารชกของพฒุ ล้อเหล็ก จากจํานวน ๑๑๑ ครง้ั แพ้ ๘ ครงั้ เสมอ ๒ คร้งั นอกจากนั้นชกชนะ
หมดนักชกที่มชี ือ่ เสียงซึ่ง พฒุ ได้ประลองหมดั ด้วยน้ันได้แก่ แสนศักดิเ์ มอื งสุรนิ ทร์ วชิ าญนอ้ ย พรทวี วชิ ิตบางปลา
สร้อยสะท้าน ฟา้ ส.ประทปี มะหมดู ลูกบ่อทองเนตร ศกั ดณ์ิ รงค์ ศรนี ครลูกบอ่ นไก่ โพธไ์ิ ทรสทิ ธบิ ญุ เลศิ ต๋ซี า่ ไกร
เพชรส.ประทปี ฯลฯ

พุฒลอ้ เหล็กเป็นนักมวยท่ปี ฏภิ าณไหวพริบดีเยี่ยมสายตาคมไวจับจ้องลลี าของคู่ตอ่ สสู้ มองคอย
สงั่ การโตต้ อบรกุ ไลห่ ูฟงั เสยี งเชยี รจ์ ากแฟนมวยเพ่ือคอยกาํ กับเตือนสตแิ ละสรา้ งพลงั ลีลาลกู ขวา้ งของ พฒุ เป็นไม้
เดก็ ที่พชิ ิตคู่ตอ่ สมู้ านกั ต่อนกั พฒุ จะไมร่ บี ใชไ้ มต้ ายของตนเองแต่จะดโู อกาสหลอกล่อให้คู่ตอ่ สู้ตายใจแล้วงดั เอา
ลกู เลน่ อื่นเข้าใสเ่ ช่นวาดลกู ขา้ งดว้ ยท่าทอี ันงดงาม

ลีลาชกมวยไทยของพุฒ เปน็ ศิลปะท่ียากจะมีใครเทียมเปน็ แบบอย่างของนักมวยร่นุ หลงั พุฒ จงึ
เป็นนกั มวยคนแรกและคนเดียวท่คี รอบครองถ้วยมวยไทยทม่ี รี ูปนายขนมตม้ เป็นสัญลกั ษณ์ถึง ๓ ปเี ม่ือชกมวยไทย
จนไร้คู่ตอ่ สแู้ ลว้ จงึ หันไปชกมวยสากลในรนุ่ ไลต์เวตประสบความสําเรจ็ ไดเ้ ปน็ รองแชมเปี้ยนโลกของสภามวยโลก
และสมาคมมวยไทยในระหวา่ งปี ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙

ด้วยความสามารถในเชิงมวยจนไดร้ ับการยอมรบั ทว่ั ไปแลว้ นน้ั พฒุ จงึ ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์
พิเศษสอนมวยไทยแก่นักเรียนนายรอ้ ยตาํ รวจสวนสามพราน ในปี ๒๕๓๒ - ๒๕๓๓ เป็นผฝู้ กึ ใหแ้ ก่คา่ ยมวยต่างๆ
หลายค่ายเชน่ คา่ ยว.สุนทรนนท์ค่ายเกียรติบ้านช่องค่ายส.วรพนิ ค่ายเกยี รตเิ มอื งตรงั คา่ ยส.เรวัตรเปน็ ตน้

ส่ิงทพี่ ุฒ ยดึ มัน่ ในการกา้ วไปสดู่ วงดาวแหง่ ความสําเรจ็ ของการเปน็ นกั มวยน้ันพฒุ ไม่มีคณุ พระคณุ
เจ้าสงิ่ ศักด์ิสิทธิอ์ ืน่ ใดเพอื่ ใหช้ นะแตพ่ ุฒมี “ตนเองเปน็ ที่ต้งั ” โดยหม่นั ดูแลสขุ ภาพตนเองใหส้ มบูรณ์เพื่อความสําเร็จ
ในชีวติ ของการเป็นนักมวยอยา่ งแท้จรงิ

ในปี ๒๕๑๘ รัฐมนตรีสาํ นักนายกรฐั มนตรไี ดเ้ ดนิ ทางไปอวยพรปใี หมแ่ กช่ าวอาํ เภอยา่ นตาขาว
เปน็ ปที พี่ ฒุ ล้อเหลก็ ชกชนะศริ ิมงคลลูกศิริพพิ ัฒน์ และได้เป็นยอดนักมวยไทยทา่ นรัฐมนตรเี ดินทางไปทกั ทายตบไหลพ่ ุฒ
และกลา่ วเปน็ สาํ เนยี งปกั ษ์ใต้วา่ “คนบา้ นเรามนั เก่ง” รฐั มนตรีทา่ นนัน้ คอื ฯพณฯนายกรฐั มนตรีชวน หลีกภัย
น่นั เอง

190 

 

อาคม เฉง่ ไล่ นักมวยเหรียญทองแดงโอลิมปิก
เมื่อวันท่ี ๑๑ มถิ นุ ายน ๒๕๑๓ คือวันกําเนดิ ทารกน้อยเพศชายของแม่ชีพ และพ่อแวก หรือ

สกุ เฉ่งไล่ แหง่ บา้ นเลขท่ี ๕๐/๑ หมทู่ ี่ ๑ ตาํ บลนาท่ามใต้ อาํ เภอเมอื งตรัง
เมื่อเลก็ ๆตอนเพงิ่ เข้าเรียนชัน้ ประถม อาคมชอบเล่นต่อยมวยคซู่ ้อมท่ชี กกนั ประจาํ คือ ธัญญา่

เฉง่ ไล่ พ่ีชายคนติดกนั แมช่ ีพได้นวมเกา่ ๆ มาคู่หนึง่ เยบ็ ชุนใหล้ กู เล่น
สายเลือดมวยในตวั อาคมส่วนหน่งึ น่าจะมาจากพ่อแวก ซง่ึ เคยเป็นนกั มวยมาก่อนครมู วยของ

พ่อแวกคือ เดโช ลูกทส.นักมวยผู้โด่งดงั แหง่ คุง้ นํา้ ทา่ จีนภายหลงั ครเู ดโชเขา้ ส่รู ่มกาสาวพสั ตรท์ ว่ี ัดศรีสุวรรณาราม
ชาวบ้านรจู้ กั กันในนามหลวงตาโชน้

อาคมฝึกชกมวยไทยอย่างจรงิ จังกับครมู วยคนแรกคอื ครุอาจินตม์ าศน้ยุ ข้นึ เวทีมวยแถวบ้านเกดิ
เมื่ออายุ ๑๐ ปีในนามอสิ ระเกยี รติอนิ ทรีดาํ สามารถเอาชนะคูต่ อ่ สู้ได้ไดร้ บั เงนิ รางวัล ๖๐ บาทและตระเวนเร่อื ยไป
ในแถบเวทีมวยเมืองใต้

ครจู าํ รสั แกว้ เมน ครูสอนชั้นประถมศึกษาตอนปลายโรงเรยี นวัดศรีสุวรรณารามผู้เคยสอนอาคม
เลา่ วา่ อาคมเป็นเด็กเรียบรอ้ ยนสิ ยั ใจคอโอบอ้อมอารีการเล่าเรยี นอยใู่ นเกณฑด์ ีและเม่ือจบชนั้ ประถมปที ่ี ๖ ก็สามารถสอบ
เข้าเรยี นตอ่ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๑ โรงเรยี นวเิ ชยี รมาตไุ ด้

แมเ้ ป็นนักเรียนมธั ยมและชกมวยไปดว้ ยตลอดเวลาแต่พอถึงหนา้ นาอาคมก็จะลงชว่ ยพ่อแวก
ตกแต่งคนั นาเทา่ ทีพ่ อชว่ ยได้คร้นั ถึงฤดูเก่ียวขา้ วกช็ ่วยขนข้าวกลับบ้านเพอื่ นๆรนุ่ เดียวกันท่ีไม่ได้เรียนหนังสือเขา
หาบข้าวจากนามาขึ้นยงุ้ อาคมหาบไมเ่ ปน็ กย็ งั อตุ ส่าหเ์ อาเลยี งข้าวใส่กระสอบอ้มุ หอบไปถงึ บา้ น

ด้านการชกมวยเมื่อตระเวนชกในภาคใตส้ ามารถเอาชนะนักมวยมีชอื่ มาหลายหนทส่ี ดุ ไดข้ ้นึ สเู่ วที
เมอื งกรงุ ใช้ช่อื อิสระศักดิ์ กรรี ินทรเ์ อาชนะ ทานตะวนั นอ้ ย ต.ศิลาชยั แชมปไ์ ลตเ์ วตเวทลี ุมพนิ ีเมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๓
อาคมได้เป็นแชมปม์ วยไทยร่นุ ไลต์เวตทโ่ี ดง่ ดงั ทส่ี ดุ และคา่ ตัวสูงสดุ ในยุคนัน้ และสามารถปอ้ งกันตําแหนง่ แชมป์จาก
การท้าชงิ ของรามอน แดก็ เกอร์ ฉายาหมัดกงั หันจากฮอลแลนดไ์ วไ้ ด้อยา่ งสวยงาม

ต่อมาผูห้ ลกั ผใู้ หญ่เห็นว่าอาคมมรี ปู รา่ งค่อนขา้ งใหญ่หาค่ชู กยากสาํ หรบั การชกมวยไทยประกอบ
กบั หมัดหนกั แมน่ ยาํ อดีตจะชกมวยสากลสมคั รเลน่ เพือ่ สรา้ งชอื่ เสยี งแก่ประเทศชาติต่อไปอาคมจึงเบนเขม็ มาชก
มวยสากลสมคั รเล่นตัง้ แต่ปี ๒๕๓๓

ผลงานในปี ๒๕๓๓ อาคมไดเ้ หรยี ญทองแดงจากกีฬาแห่งชาติที่เชยี งใหม่และอกี เหรยี ญทองแดง
จากกีฬามวยสากลสมคั รเล่นชิงแชมปแ์ ห่งประเทศไทยทัง้ ยงั ไดเ้ ปน็ ตวั แทนทมี ชาตเิ ขา้ แข่งขนั เอเชียนเกมสท์ ีก่ รุงปกั กงิ่
ครง้ั นน้ั ได้เพียงเขา้ รอบ ๘ คนสดุ ทา้ ยพอถงึ ปี ๒๕๓๔ อาคมเข้าแขง่ ขันกฬี าแห่งชาติที่อยุธยาชนะเลิศไดเ้ หรียญทอง

ปี ๒๕๓๕ อาคมได้เหรยี ญทองและตําแหนง่ นักมวยยอดเย่ยี มจากการแขง่ ขนั กีฬาขิงแชมปแ์ หง่
ประเทศไทยตอ่ มาเขา้ รว่ มแขง่ ขันชงิ แชมป์เอเชยี ได้เหรยี ญทองแดงจึงมีสทิ ธเิ ข้าแขง่ โอลิมปกิ

ในโอลมิ ปิกเกมส์ ณ ประเทศสเปนการชกมวยรอบที่ ๑,๒,๓ อาคมชนะนกั มวยอหิ ร่านเคนยา
และลิธัวเนยี แตไ่ ม่สามารถเอาชนะนักมวยจากไอร์แลนดใ์ นรอบรองชนะเลิศ ๔ คนสุดท้ายจึงได้ครองเหรยี ญ
ทองแดงกฬี ามวยสากลสมคั รเล่นรุ่นเวลเตอร์เวตประจําปี ๒๕๓๕ นาํ ชื่อเสียงและความยินดมี าสู้ประเทศไทยและ
พี่นอ้ งชาวตรงั

191 

 

ปัจจุบันอาคมเฉง่ ไล่มียศสิบเอกสงั กัดกองทหารราบที่ ๙ สมรสแลว้ กบั พยาบาลสาวแห่ง
โรงพยาบาลตรังมบี ตุ รสาว ๑ คนแม้ไม่อาจสวมนวมขน้ึ เวทีได้ดว้ ยปัญหาสขุ ภาพแตย่ ังไม่ทิ้งวญิ ญาณนักมวยดว้ ย
การใช้เวลาว่างดแู ลคา่ ยมวยอาญาสทิ ธิข์ องพี่ชายท่บี า้ นเกดิ

พนม ลักษณะพริม้ ดวงใจคอื ดวงตา
พนม ลกั ษณะพริ้ม เกดิ เมอื่ วนั ที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๑๒ เปน็ บุตรของนายมนสั และนางเคลื่อน

ลกั ษณะพร้ิม บา้ นควนหนิ หม่ทู ี่ ๔ ตําบลนาชุมเหด็ อําเภอย่านตาขาว คอื ท่ีเกิดของนักกฬี าผูม้ ีดวงใจใช้แทนดวงตา
จนกระทัง่ ขึ้นสคู่ วามเป็นผู้มชี ่ือเสยี งในวงการกฬี าระดบั ชาติและระดบั นานาชาติ

พนม ไดเ้ ข้าเรียนทโ่ี รงเรยี นสอนคนตาบอดกรุงเทพมหานครจนกระทง่ั จบชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๓
ทน่ี ี่เองคอื ทสี่ รา้ งดวงใจให้เปน็ ดวงตาของพนม

พนม เริม่ เล่นกฬี าว่ายนาํ้ ต้ังแต่อายุ ๑๑ ปแี ละเมอ่ื อายุ ๑๘ ปกี ไ็ ด้เปน็ ตัวแทนของโรงเรยี นสอน
คนตาบอดกรงุ เทพฯไปแข่งขนั กีฬาคนพกิ ารแหง่ ชาติและไดร้ ับคดั เลือกเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแขง่ ขันชิงแชมป์
นานาชาตปิ ี ๒๕๓๐ ทป่ี ระเทศออสเตรเลยี ได้ ๖ เหรียญทอง และในปเี ดยี วกันน้ไี ปแข่งขันชิงแชมป์นักเรยี นเอเชีย
และแปซิฟกิ ได้อกี ๒ เหรียญทอง

ในการแข่งขนั แตล่ ะครงั้ พนมสามารถลงแข่งไดห้ ลายรายการตา่ งๆ กันทั้งกบกรรเชียงผเี ส้อื ฟรี
สไตล์และเด่ียวผสม

ในปีตอ่ ๆ มาพนมมีโอกาสเข้าแข่งขันชงิ แชมป์นานาชาติและชิงแชมป์โลกตามประเทศตา่ งๆเชน่
ญ่ปี นุ่ เนเธอรแ์ ลนดอ์ ีกหลายครงั้ แต่ละครั้งไมเ่ คยพลาดเหรียญทอง

ในเฟสปกิ เกมส์ ๓ ครัง้ ปีพ.ศ. ๒๕๓๒ ทปี่ ระเทศญีป่ นุ่ ได้ ๔ เหรยี ญทองเม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ท่ี
กรุงปักกิ่งประเทศจนี ได้ ๔ เหรยี ญทอง และปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ ๔ เหรยี ญทอง

ในพาราลิมปกิ เกมส์ หรือโอลมิ ปิกคนพิการเข้าแขง่ ขนั คร้งั แรกเมอ่ื พ.ศ.๒๕๓๕ ทีป่ ระเทศสเปน
ยงั อยใู่ นระดบั ท่ี ๔ - ๕ พนมจึงตอ้ งกลบั มาฟิตซ้อมอย่างหนกั และเร่มิ มองเห็นความสําเร็จเมื่อเขา้ แข่งขันรอบ
คดั เลอื กพรพี าราลมิ ปิกเกมส์ ประจาํ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ทเี่ มืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมรกิ า และประสบ
ผลสาํ เร็จไดเ้ หรียญทองแดงจากประเภทว่ายกบ ๑๐๐ เมตร

เหรยี ญทองแดง อาจดไู ม่ยิง่ ใหญด่ งั เหรยี ญทองแตเ่ มื่อไมเ่ คยมีนักกฬี าคนใดทําไดเ้ ช่นนี้มาก่อนใน
พาราลิมปกิ เกมส์ เกมสส์ าํ หรบั คนพิการทยี่ งิ่ ใหญท่ ่ีสดุ ของโลก พนม ลกั ษณะพริม้ จงึ ไดร้ ับการยกย่องชน่ื ชมอย่าง
ยิง่ จากพนี่ อ้ งชาวไทยและชาวตรังดว้ ยกัน วันทพ่ี นมกลับบา้ นเกิดมพี น่ี อ้ งชาวตรงั มากมายมาร่วมขบวนตอ้ นรบั
แสดงความขื่นชมยนิ ดีทั้งในคราวประสบความสาํ เร็จจากพาราลิมปกิ เกมสพ์ .ศ. ๒๕๓๙ และเฟสฟิกเกมส์ พ.ศ. ๒๕๔๑

ปจั จุบันพนมประจาํ อยู่ที่กองการศึกษาพิเศษกรมสามญั ศกึ ษากระทรวงศกึ ษาธกิ ารในตาํ แหน่งให้
คาํ ปรึกษาแกค่ นพกิ ารและยงั รว่ มสอนอักษรเบลล์ สาํ หรับคนตาบอดอีกดว้ ย

พนม เตรียมตวั เพือ่ เข้าแขง่ ขันในพาราลมิ ปกิ เกมสป์ ี พ.ศ. ๒๕๔๓ ณ ประเทศออสเตรเลียแล้ว
อาจจะยตุ ิเกมในสระเพราะวยั ทีส่ งู ขน้ึ แตด่ วงใจของพนม ยงั สวา่ งไสวด้วยความมงุ่ มัน่ ท่ีจะสร้างประโยชน์ให้แก่
สงั คม โดยเฉพาะในการทํางานเพอื่ คนพิการดว้ ยกัน

192 

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์จรสั สวุ รรณเวลา บุคคลตัวอยา่ งมลู นิธริ ฐั บุรษุ
ผลงานและคณุ งานความดีของ ศาสตราจารย์ นายแพทยจ์ รัส สุวรรณเวลา เปน็ ท่ียอมรบั อย่าง

กว้างขวางทง้ั ในแวดวงการแพทย์และการทางดา้ นการศกึ ษา การปฏิบตั ิงานทุกตาํ แหนง่ หน้าท่ี ของ ศ.นพ.จรัส
ไดย้ ึดหลักความรคู้ ่คู ุณธรรมเสมอมา และมคี วามม่งุ มน่ั ท่จี ะปลกู ฝังและสรา้ งความตระหนกั ให้แกผ่ ้รู ว่ มงานและ
ผ้เู ก่ียวข้องรอบขา้ ง

เปน็ ความภาคภมู ิใจของขาวตรังที่ ศ.นพ.จรัส ไดร้ ับคัดเลอื กให้เป็นบุคคลตวั อย่างของมูลนิธิ
รฐั บุรุษ พลเอกเปรมตณิ สูลานนท์ ประจาํ ปี ๒๕๓๙ อีกทัง้ ได้รับโลแ่ ละประกาศนยี บตั รเชดิ ชูเกยี รติ ของสาํ นักงาน
การปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ และประพฤตมิ ิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ในฐานะเป็นบุคคลทเ่ี ป็น
แบบอยา่ งที่ดใี ห้แกส่ งั คม เมอ่ื วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๑

ศ.นพ. จรสั เกดิ เม่อื วันท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๔๗๕ ท่ีตําบลน้ําผุด อําเภอเมืองตรงั จงั หวัดตรงั
เป็นบตุ รนายจ้อง - นางแลม่ สวุ รรณเวลา มพี ่นี ้อง ๕ คน เป็นบุตรคนที่ ๓ เม่ือวัยเยาว์ศึกษาระดับประถมศกึ ษาท่ี
โรงเรียนอนกุ ูลทบั เท่ยี ง จงั หวัดตรัง มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ที่โรงเรยี นวเิ ชยี รมาตุ จงั หวัดตรงั มัธยมศกึ ษาตอนปลายที่
โรงเรยี นสวนกหุ ลาบวทิ ยาลัย แลว้ ศึกษาตอ่ คณะวทิ ยาศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั จบเตรียมแพทย์ ไดร้ บั
เหรียญทองแดง คะแนนดีเยีย่ มปีท่ี ๑ และ ๒ และเขา้ ศกึ ษาคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัยแพทยศาสตร์ ได้รับปรญิ ญาแพทยศาสตร์บัณฑติ (เกียรตนิ ิยมอนั ดับ ๒) เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๙๘

พ.ศ. ๒๕๐๐ ไดร้ บั พระราชทานทุนมูลนิธอิ านนั ทมหดิ ล ไปศึกษาวิชาประสาทศลั ยศาสตร์ที่
มหาวิทยาลัยชคิ าโก สหรัฐอเมรกิ า ไดร้ บั ปริญญามหาบัณฑติ ศลั ยแพทย์ และสําเร็จการฝึกอบรมและสอบได้
ประกาศนียบตั รรับรองแบบตา่ งประเทศจากอเมริกนั บอรด์ ทางประสาทศัลยศาสตร์

ผลงานเก่ยี วกับการศกึ ษาและการแพทย์
ไดจ้ ดั ตั้งบริการและการฝึกอบรมด้านประสาทศลั ยศาสตรท์ โ่ี รงพยาบาลจฬุ าลงกรณก์ าํ หนดเกณฑ์
มาตรฐานการศกึ ษาการแพทย์ในประเทศไทยและเปน็ กําลงั สําคัญในการกอ่ ต้ังวทิ ยาลยั ศลั ยแพทยแ์ ห่งประเทศไทย
เปน็ เลขาธิการ คนแรกของวทิ ยาลยั แหง่ นเ้ี มอ่ื ทา่ นดํารงตําแหน่งคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ไดท้ ําให้การศึกษา
แพทย์เปลีย่ นแนวใหม่เกิดเป็นนวตั กรรมทางการศกึ ษาแพทยศ์ าสตรแ์ ละในโอกาสเดียวกนั น้ียังไดด้ ํารงตําแหนง่
ผอู้ าํ นวยการโรงพยาบาลจฬุ าลงกรณอ์ กี ตําแหนง่ หนึ่งได้สร้างอาคารผู้ปว่ ยนอกสงู ๒๐ ชั้นด้วยเงนิ บรจิ าค ๕๐๐ ล้านบาท
เน้นความสําคัญของหอ้ งปฏิบตั ิการพืน้ ฐานจัดใหม้ ีเครอื่ งมอื ทางคลินกิ มีการพฒั นาบุคลากรทางการแพทย์การ
ผ่าตดั เปลยี่ นหัวใจรายแรกและเด็กหลอดแกว้ รายแรกกป็ ระสบความสาํ เรจ็ ในชว่ งน้เี ชน่ กนั
ในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ ศ.นพ. จรัสไดด้ ํารงตําแหน่งอธิการบดีของจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัยงานของ
มหาวิทยาลยั ไดพ้ ฒั นาไปหลายดา้ นเช่นมีการวางแกนใยแกว้ เพอ่ื การสื่อสารข้อมูลระหว่างคณะสถาบันและศนู ย์
ตา่ งๆในมหาวทิ ยาลยั มีการตง้ั เปา้ หมายเป็นเกณฑ์ใหบ้ ัณฑติ จฬุ าฯมสี มรรถนะทางคอมพิวเตอรโ์ ดยมีเครอื ข่ายศูนย์
คอมพวิ เตอร์ทกุ วชิ ารวมท้ังการเชอ่ื มต่ออินเตอร์เนต็
ต่อมาไดร้ ิเรมิ่ จดั ตัง้ วทิ ยาลัยสาธารณสุขในจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั โดยใช้หลักสาธารณสขุ แนว
ใหมไ่ ดเ้ นน้ และเรง่ สากลสภาพของมหาวทิ ยาลยั กาํ หนดแผนงานการศึกษาด้านคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมรวมท้งั ด้าน
ศลิ ปวฒั นธรรมได้ดําเนินการในรูปแบบต่างๆทว่ั มหาวิทยาลัยทําใหม้ หาวทิ ยาลยั มที ้ังวงการซิมโฟนีออรเ์ คสตราและ
วงดนตรีไทยภายหลงั จากครบวาระแรกในตําแหน่งอธิการบดีในพ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแตง่ ตั้งใหด้ ํารงตําแหน่งในวาระที่ ๒ อกี ๔ ปี

193 

 

ในปพี .ศ. ๒๕๓๒ ไดร้ บั เหรียญสุขภาพดีถ้วนหน้าจากองค์กรอนามัยโลก
ผลงานเกี่ยวกับงานวจิ ยั

ศ.นพ. จรสั ได้ทํางานด้านการวิจยั ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อองคก์ รและประเทศชาติโดยสว่ นรวมอาทิ
ทาํ การวิจัยทางคลนิ ิกด้านประสาทศลั ยศาสตร์ได้แก่รายงานการศึกษาโรคถุงเยื่อหุ้มสมองที่ดง้ั จมกู แตก่ ําเนดิ ศ.นพ.
จรสั เปน็ ผู้อาํ นวยการคนแรกของสถาบันวจิ ัยวิทยาศาสตรก์ ารแพทยม์ ผี ลงานวจิ ัยเกีย่ วกับสขุ ภาพเชน่ การวางแผน
ครอบครัวการตดิ ยาเสพยต์ ดิ โรคมาลาเรยี

ศ.นพ. จรสั ไดร้ บั แตง่ ตัง้ เป็นรองอธกิ ารบดฝี า่ ยวจิ ยั ของจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัยหลงั จากนั้น
มหาวิทยาลยั กเ็ ขา้ สู่ระบบการเปลย่ี นแปลงเปน็ มหาวทิ ยาลัยวจิ ยั

ในปีพ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รบั รางวัลผลงานวิจัยดีเดน่ จากทนุ รัชดาภิเษกสมโภชของจฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ในปี ๒๕๒๗ ไดร้ างวลั ผลงานวจิ ัยดเี ด่นจากสภาวจิ ยั แห่งชาตแิ ละในปี ๒๕๒๘ ไดร้ บั รางวลั เปน็
นักวิจยั ดเี ด่นของวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์

องคก์ ารอนามัยโลกแตง่ ตั้งให้ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา เป็นกรรมการทีป่ รกึ ษาดา้ นการวจิ ยั
สุขภาพของภูมิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ระหวา่ งพ.ศ. ๒๕๒๑ ถึง ๒๔๒๔

ตอ่ มาเปน็ กรรมการทีป่ รึกษาการวิจัยสุขภาพระดบั โลกเป็นผเู้ ชีย่ วชาญในงานให้คําปรกึ ษาของ
องค์การอนามัยโลกดา้ นการวางแผนครอบครวั การตดิ ยาเสพยต์ ิดและทรัพยากรมนุษย์สุขภาพ

ผลงานระดับภูมิภาค
ศ.นพ. จรัส เป็นผ้มู ีความรูค้ วามสามารถมปี ระสบการณแ์ ละเป็นผมู้ ีคณุ ธรรมเปน็ ที่ยอมรับของ
วงการแพทยต์ ่างประเทศได้รับแต่งต้ังเปน็ เลขนุการประชมุ ประสาทศัลยศาสตรภ์ ูมภิ าคอาเซยี นและออสเตรเลยี
เป็นเหรัญญกิ สมาคมประสาทศัลยศาสตร์อาเซียนและออสเตรเลียเป็นนายกสมาคมประสาทศลั ยศาสตรเ์ ปน็ นายก
สมาคมวิทยาลยั ศลั ยแพทยน์ านาชาตแิ หง่ ประเทศไทยนายกสมาคมอคาเดเมียประสาทศัลยศาสตร์ยุโรป - อาเซยี
เป็นกรรมการในคณะกรรมการบรหิ ารหลายสมาคม
เป็นผูน้ ําในการทาํ งานตามหลักการความรคู้ ู่คณุ ธรรม
เป็นที่ยกย่องของผู้รว่ มงานและผอู้ ยู่ใตบ้ งั คบั บญั ชาของ ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา ในเรอ่ื งความ
ซ่อื สตั ย์สจุ ริตจนไดร้ บั การยกยอ่ งตามที่กลา่ วมาแล้วข้างต้น
ในขณะท่ีดาํ รงตําแหนง่ อธิการบดจี ฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั มคี วามมงุ่ ม่นั ทจ่ี ะปลกู ฝงั และสรา้ ง
ความตระหนักทเ่ี กีย่ วกบั ความซอื่ สัตย์สจุ ริตแก่บคุ ลากรในสถาบนั ท้ังคณาจารยแ์ ละนิสติ โดยยดึ หลกั ความคู่
คณุ ธรรมเพิ่มเตมิ ในดา้ นวชิ าการใหเ้ กิดแกต่ นเองโดยไม่เอาความร้คู วามคดิ หรอื ผลงานของผอู้ น่ื มาเปน็ ของตนและ
เน้นการไมพ่ ูดเท็จและความซอ่ื สตั ย์
หลักในการทํางานอีกอย่างหนงึ่ คดิ แลว้ ทําแล้วคดิ ในความหมายให้มกี ารวางแผนรัดกมุ พจิ ารณา
ผลดีผลเสียลงมือปฏบิ ัตติ ามขนั้ ตอนเต็มกาํ ลังความสามารถเมื่อทาํ เสร็จพจิ ารณาวิเคราะห์อีกครงั้ เป็นการทบทวน
และพฒั นาผลงานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพสูงสดุ เกดิ ประโยชนแ์ ทจ้ รงิ
ศ.นพ. จรัส มขี ้อคดิ เกี่ยวกับการปอ้ งกนั และการปราบปรามการทจุ ริตและประพฤตมิ ิชอบในวง
ราชการว่าการลงโทษผู้กระทาํ ผิดจะต้องทําอยา่ งจริงจงั และเฉยี บขาดโดยยดึ ถอื คาํ กล่าวท่วี ่าหากไมจ่ ัดการลงโทษ
ปล่อยใหค้ นทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบคงอยู่ในองคก์ รต่อไป เปรยี บเหมอื นวา่ องคก์ รนนั้ สนบั สนนุ ผู้กระทาํ ทุจริต

194 

 

หรอื ประพฤติมิชอบ จนองคก์ รต้องประสบปญั หา
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ศ.นพ. จรสั สวุ รรณเวลา ไดร้ บั แต่งตั้งเป็นสมาชกิ สภานติ บิ ญั ญัติแหง่ ชาติ และ

ตอ่ มาเป็นวฒุ ิสมาชกิ และกรรมาธกิ ารสาธารณสุขของวุฒิสภา
ศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ยกสา้ น นักวทิ ยาศาสตรด์ เี ดน่ ของสภาวิจยั แห่งชาติ
เกิดเมอ่ื วนั ท่ี ๑๐ กรกฏาคม ๒๔๘๘ ทีจ่ งั หวดั ตรัง เปน็ บตุ รคนท่ี ๓ ในจํานวน ๗ คนของนายยงจนิ ต์

และ นางจ้ยุ หน้ิ ยกส้าน เข้าศกึ ษาช้นั ประถมทโี่ รงเรียนอนุกูลสตรี และมธั ยมต้นจากโรงเรียนวิเชยี รมาตุ จงั หวัดตรัง
เข้าศึกษาตอ่ มธั ยมตอนปลายทีโ่ รงเรยี นเตรียมอุดมศึกษากรุงเทพฯ ในระหวา่ งปี ๒๕๐๔ - ๒๕๐๖ ต่อจากนน้ั สอบ
เขา้ เรยี นในคณะวทิ ยาศาสตร์การแพทยม์ หาวทิ ยาลยั แพทยศาสตรร์ ะหว่างปี ๒๕๐๖ - ๒๕๐๗ จากน้ันได้รบั ทุนจาก
รัฐบาลไปศึกษา ณ ประเทศองั กฤษ ในอมิ พิเรียลคอลเลจ มหาวิทยาลยั ลอนดอนศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาโทด้วย
ทุนของรฐั บาลดา้ นวิทยาศาสตรป์ ระยุกต์ในมหาวิทยาลยั เดียวกนั นีก้ ลับมารบั ราชการเป็นอาจารยใ์ นมหาวทิ ยาลยั
ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร

ต้ังแตป่ ี ๒๕๑๗ – ๒๕๒๑ ได้รับทนุ รฐั บาลไปศึกษาทสี่ หรฐั อเมริกาจนจบปริญญาเอกด้านฟิสิกส์
ของของแข็งภาคทฤษฎีในมหาวิทยาลัยแคลฟิ อรืเนียท่ีริเวอรไ์ ซด์ จากนนั้ กก็ ลับมารบั ราชการตามเดมิ ในภาควิชา
ฟิสิกส์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร

ในปพี .ศ. ๒๕๒๘ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯใหด้ ํารงตาํ แหน่งศาสตราจารย์จากน้นั รับตําแหน่ง
เปน็ คณบดคี ณะวิทยาศาสตรใ์ นปี ๒๕๓๐ - ๒๕๓๑ และเปน็ รองอธิการบดีฝา่ ยวจิ ยั และวิเทศสัมพันธใ์ นปี ๒๕๓๖
– ๒๕๓๘ เปน็ เมธีวจิ ยั อาวโุ สของสาํ นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาตริ ะหว่างปี ๒๕๒๙ – ๒๕๔๒

ขณะทเ่ี ปน็ อาจารย์สอนกท็ าํ งานวจิ ัยและไดร้ ับทนุ ฝกึ อบรมเรื่องตา่ งๆหลายคร้งั มีผลงานวิจัยดีเด่น
ได้รบั การตีพิมพใ์ นวารสารชน้ั นาํ ระดับโลกได้รบั ทนุ วจิ ัยจากสถาบันและองค์กรระหวา่ งประเทศรวมทงั้ จากสภาวิจยั
แห่งชาติมีชื่อเสียงเปน็ ท่ียอมรบั ในวงการนานาชาติ สาขาฟสิ กิ ส์ทฤษฏดี า้ นสภาพนาํ ยงิ่ ยวดไดร้ ับเชิญไปเป็นนกั วจิ ยั
ณ สภาบนั วจิ ยั ฟสิ ิกสท์ ฤษฎที ริเอสเต ประเทศอติ าลี ไดร้ บั ทนุ วิจัยจากวทิ ยาศาสตร์ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
สภาวิจัยประเทศอิตาลี ได้รบั ทนุ วจิ ยั จากสภาวิจยั วทิ ยาศาสตร์ธรรมชาติและวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศแคนาดา
ไปวจิ ัยและเป็นศาสตราจารย์พิเศษช่วยสอน ณ มหาวทิ ยาลัยวอเตอรล์ ู ประเทศแคนาดาติดต่อกันเป็นประจาํ

ในปพี .ศ. ๒๕๒๔ ได้รับรางวัลวจิ ยั ดีเด่นสาขาวิทยาศาสตรก์ ายภาพและคณติ ศาสตร์จากสภาวจิ ัย
แหง่ ชาตปิ ีพ.ศ. ๒๕๓๐ ไดร้ บั รางวลั นบั วิจยั ดเี ด่นแห่งชาติจากสภาวิจยั แห่งชาตอิ กี ครัง้ หนง่ึ และในปีเดยี วกันน้ี
ไดร้ ับรางวลั นักวทิ ยาศาสตร์ดเี ดน่ ของมูลนธิ ิส่งเสรมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยใี นพระบรมราชูปถัมภ์อกี ด้วย

ศ.ดร. สุทัศน์ ยกสา้ น มผี ลงานวจิ ัยทล่ี งพิมพใ์ นวารสารตา่ งประเทศถึง ๓๗ เร่อื งได้รบั การ
ยอมรับเขา้ เปน็ สมาชกิ ในวงวชิ าการในตา่ งประเทศเช่น

-Senior Associate of the Abdus Sulam International Centre for
Theoretical Physics, Trieste Italy

-Member of the New York Academy of science, New York, U.S.A
-Associate of the Royal College of Science, England
ปจั จุบัน ศ.ดร.สุทศั น์ ยกสา้ น ดาํ รงตาํ แหนง่ ศาสตราจารย์ระดับ ๑๑ ได้อุทิศตนในการบริหาร
ดา้ นวชิ าการไมแ่ ตเ่ ฉพาะดา้ นการสอนการให้ความร้แู ละรว่ มวจิ ัยแกห่ นว่ ยงานละองค์กรต่างๆทงั้ ในและต่างประเทศ
แตย่ งั ไดใ้ ห้ความร่วมมือทางวขิ าการโดยเป็นกรรมการสภาวจิ ัยแหง่ ชาติสาขาวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพและคณิตศาสตร์

195 
 

ตง้ั แตป่ ี ๒๕๓๐ จนถึงปัจจุบันเขียนบทความทางวิชาการในวารสารสารคดีจตั รุ สั วิทยาจารยแ์ ละหนงั สือพิมพ์
ผู้จดั การรายวนั ทัง้ ยงั เคยเปน็ หวั หนา้ ทมี นาํ นกั เรยี นไทยไปแข่งขันฟสิ กิ ส์โอลิมปกิ ท่ีสหรัฐอเมริกาและจนี ในปี
๒๕๓๖ และ ๒๕๓๗

แม้จะอุทศิ เวลาให้แก่งานวจิ ัยมีผลงานวจิ ยั ท่ลี งพมิ พ์ในวารสารตา่ งประเทศถงึ ๓๗ เรื่องตอ้ ง
เดินทางไปมาต่างประเทศเก่ยี วกับงานด้านวิทยาศาสตรอ์ ยู่เสมอๆแต่ ศ.ดร. สุทศั น์ ยกสา้ น ก็สงวนเวลาส่วนหนง่ึ
ไวส้ ําหรบั กลับมาเย่ยี มบ้านเกิดท่เี มอื งตรงั อยา่ งสม่าํ เสมอ

196 
 

สว่ นที่ ๔
การประเมินคุณภาพผู้เรียน

197 
 

การประเมนิ คณุ ภาพสาระการเรยี นรู้ทอ้ งถ่ิน นบั เปน็ ภารกิจสาํ คญั ในการวดั และประเมนิ ให้สอดคลอ้ งและ
ครอบคลมุ กับตวั ชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้ ( ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะ) และธรรมชาตขิ องเนื้อหาสาระ

เพอ่ื ใหผ้ ลการประเมนิ ให้ชัดเจนมีความเป็นไปไดแ้ ละเหมาะสมกบั ศักยภาพผเู้ รียนโดยเฉพาะวดั และประเมนิ ควบคู่
ไปกบั การจดั การเรียนรตู้ ามสภาพจรงิ ให้ทุกฝา่ ยมีสว่ นรว่ มและนําผลการประเมนิ มาวเิ คราะห์ ซ่อมเสรมิ และ
พฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น โดยมหี ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เป็นแนวทางกาํ หนดกรอบ
การประเมินคณุ ภาพ

หลกั การ

ส่งิ ทีต่ อ้ งคาํ นึงถึงในการประเมินสาระการเรียนรูท้ ้องถน่ิ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
ซงึ่ มีหลกั การทสี่ ําคญั ดงั น้ี

๑. เปน็ หลกั สตู รการศกึ ษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐานการเรยี นรู้
เปน็ เปา้ หมายสาํ หรับพฒั นาเด็กและเยาวชนให้มคี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้นื ฐาน ของความเปน็ ไทย
ควบคูก่ ับความเป็นสากล

๒. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาเพอ่ื ปวงชน ท่ปี ระชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศกึ ษาอย่างเสมอภาค
และมีคุณภาพ

๓. เปน็ หลักสตู รการศึกษาที่สนองการกระจายอํานาจ ให้สังคมมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษา
ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถนิ่

๔. เป็นหลักสตู รการศึกษาทมี่ โี ครงสรา้ งยดื หย่นุ ท้งั ดา้ นสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจดั การเรียนรู้
๕. เป็นหลักสตู รการศึกษาทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเปน็ สําคญั
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก
กลมุ่ เปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์

จดุ หมาย

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข
มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกําหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เม่ือจบการศึกษาข้ัน
พนื้ ฐาน ดงั นี้

๑. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มทพ่ี ึงประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มวี ินยั และปฏบิ ัตติ น
ตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถอื ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

๒. มคี วามรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคดิ การแกป้ ญั หา การใช้เทคโนโลยี และมีทกั ษะชวี ติ

198 
 

๓. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจติ ทด่ี ี มีสขุ นสิ ยั และรักการออกกําลังกาย
๔. มคี วามรักชาติ มจี ิตสํานึกในความเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดม่นั ในวถิ ชี ีวติ แลการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
๕. มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อม มีจิต
สาธารณะที่มุ่งทําประโยชนแ์ ละสร้างส่งิ ท่ีดีงามในสังคม และอยรู่ ว่ มกันในสงั คมอย่างมีความสุข

สมรรถนะสาํ คญั ของผเู้ รยี น
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน มงุ่ ใหผ้ เู้ รียนเกิดสมรรถนะสําคญั ๕ ประการ ดังนี้
๑. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ฒั นธรรมในการใช้ภาษา

ถ่ายทอดความคิด ความรคู้ วามเขา้ ใจ ความร้สู ึก และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนขอ้ มูลข่าวสารและ
ประสบการณอ์ นั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาตนเองและสงั คม รวมทัง้ การเจรจาต่อรองเพอื่ ขจัดและลดปัญหา
ความขัดแย้งตา่ ง ๆ การเลือกรับหรอื ไมร่ ับขอ้ มลู ข่าวสารด้วยหลักเหตผุ ลและความถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลอื กใช้
วิธกี ารส่อื สาร ท่ีมปี ระสิทธภิ าพโดยคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบทมี่ ตี อ่ ตนเองและสงั คม

๒. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การคดิ สงั เคราะห์ การคิด อย่าง
สรา้ งสรรค์ การคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพอื่ นาํ ไปสู่การสร้างองคค์ วามรู้หรอื สารสนเทศเพอ่ื
การตัดสนิ ใจเก่ียวกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและอุปสรรคตา่ ง ๆ
ทีเ่ ผชญิ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เขา้ ใจความสัมพันธ์
และการเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใชใ้ นการปอ้ งกันและแก้ไข
ปญั หา และมกี ารตดั สนิ ใจทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพโดยคํานงึ ถึงผลกระทบทเ่ี กิดขน้ึ ตอ่ ตนเอง สังคมและสงิ่ แวดล้อม

๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนํากระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ น
การดําเนินชวี ิตประจาํ วนั การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรยี นร้อู ยา่ งต่อเนื่อง การทาํ งาน และการอยรู่ ่วมกันในสังคม
ด้วยการสรา้ งเสรมิ ความสมั พนั ธ์อนั ดีระหวา่ งบุคคล การจดั การปญั หาและความขดั แย้งตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การ
ปรบั ตัวใหท้ นั กับการเปลยี่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม และการรูจ้ กั หลีกเลีย่ งพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงค์ท่ี
ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อน่ื

๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี ้านต่าง ๆ และมี
ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอื่ การพฒั นาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรยี นรู้ การส่ือสาร การทาํ งาน
การแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม

199 
 

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน มงุ่ พัฒนาผูเ้ รียนใหม้ คี ุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพอ่ื ให้สามารถ

อยู่รว่ มกับผู้อ่นื ในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซ่ือสัตยส์ จุ ริต
๓. มีวนิ ยั
๔. ใฝ่เรยี นรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖. มงุ่ มั่นในการทํางาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกาํ หนดคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคเ์ พม่ิ เติมให้สอดคล้องตามบริบทและ

จดุ เน้นของตนเอง
นักเรียนยุคใหม่กับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี๒๑
ทกั ษะพ้ืนฐานท่ีจําเปน็ ต่อผู้เรยี นทุกคน มดี ังนี้

๑. Reading คอื สามารถอ่านออก
๒. (W)Riteing คอื สามารถเขยี นได้
๓. (A)Rithmatic คอื มที ักษะในการคํานวณ

ทกั ษะต่างๆที่จาํ เปน็ เช่นกนั ซ่งึ ทกุ ทักษะสามารถนาํ ไปปรับใชใ้ นการเรียนรู้ไดท้ ุกวิชา มีดงั น้ี
๑. Critical thinking and problem solving คอื มที กั ษะการคิดวเิ คราะห์ การคดิ อยา่ งมี

วิจารณญาณและสามารถแกไ้ ขปัญหาได้
๒. Creativity and innovation คอื การคดิ อย่างสร้างสรรค์และคิดเชงิ นวัตกรรม
๓. Cross-cultural understanding คือ ความเขา้ ใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและ

กระบวนการคดิ ข้ามวฒั นธรรม
๔. Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การทํางานเป็นทีม และภาวะ

ความเป็นผนู้ าํ
๕. Communication information and media literacy คือ มที กั ษะในการส่อื สารและการรูเ้ ท่าทนั สอ่ื
๖. Computing and IT literacy คอื มีทักษะการใชค้ อมพวิ เตอรแ์ ละรเู้ ทา่ ทันเทคโนโลยี
๗. Career and learning skills คอื มที กั ษะอาชพี และการเรยี นรู้
๘. Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มคี ณุ ธรรม และมีระเบียบวนิ ยั

 

200 

 

แนวทางการวดั และประเมินผล
๑. การประเมนิ ผลกอ่ นเรียน การประเมนิ ผลก่อนเรยี น เปน็ หนา้ ท่ีของครผู ้สู อนในแตล่ ะวชิ า ทุกกลมุ่

สาระที่ตอ้ งประเมนิ โดยมจี ุดมุ่งหมายเพือ่ ตรวจสอบสารสนเทศของผูเ้ รยี นในเบอ้ื งตน้ สําหรับการนาํ ไปใชจ้ ัด
กระบวนการเรียนรู้

๒. การประเมนิ ระหวา่ งเรียน
การประเมนิ ระหว่างเรยี นเปน็ การประเมินเพ่ือมงุ่ ตรวจสอบพัฒนาการของผเู้ รียนว่าบรรลตุ ามผลการ
เรยี นรู้ท่ีคาดหวงั ในการสอนตามแผนการสอนทีค่ รูไวว้ างแผนไว้หรือไม่ ท้งั นส้ี ารสนเทศท่ไี ด้จากการประเมนิ นําไปสู่
การปรับปรุงแก้ไขขอ้ บกพรอ่ งของผู้เรียน และส่งเสรมิ ผู้เรยี นที่มคี วามรู้ ความสามารถใหเ้ กดิ พฒั นาการสงู สดุ ตาม
ศกั ยภาพ ได้แก่

๑. การประเมนิ ด้วยการสอ่ื สารส่วนบคุ คล ไดแ้ ก่
๑.๑ การถามตอบระหวา่ งทํากิจกรรมการเรยี นรู้
๑.๒ การสนทนาพบปะพูดคุยกบั ผู้เรียน
๑.๓ การสนทนาพบปะพดู คุยกบั ผู้เรยี นกับผู้เกย่ี วข้องกับผเู้ รยี น
๑.๔ การสอบปากเปลา่ เพื่อประเมนิ ความรู้
๑.๕ การอา่ นบันทกึ เหตุการณ์ตา่ งๆ ของผเู้ รยี น
๑.๖ การตรวจแบบฝึกหดั และการบา้ น พรอ้ มให้ขอ้ มลู ย้อนกลบั แก่ผเู้ รียน

๒. การประเมนิ จากการปฏบิ ัติ (Performance Assessment)
เปน็ วิธีการประเมินที่ผ้สู อนมอบหมายงานหรือกจิ กรรมใหผ้ ู้เรียนทําเพอื่ ให้ไดข้ อ้ มลู สารสนเทศว่า
ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรมู้ ากนอ้ ยเพียงใด
การประเมินการปฏบิ ัติ ผู้สอนตอ้ งตระเตรียมสิง่ สาํ คัญ ๒ ประการ คือ

๒.๑ ภาระงานหรอื กจิ กรรมทจ่ี ะใหผ้ ู้เรียนปฏบิ ัติ (Tasks)
๒.๒ เกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics)
๓. การประเมนิ สภาพจริง (Authentic Assessment)
การประเมนิ สภาพจริงเป็นการประเมินจากการปฏบิ ัติอย่างหน่ึงเพยี งแต่งานหรอื กิจกรรมทีผ่ ูเ้ รียนได้
ปฏบิ ัติ จะเปน็ งานหรือสถานการณ์ทีเ่ ป็นจรงิ (Real life) หรอื ใกลเ้ คียงกบั ชวี ติ จริง ดังนัน้ งานหรือสถานการณจ์ งึ มี
สงิ่ จําเปน็ ท่ีซบั ซ้อน (Complexity) และเปน็ องคร์ วม (Holistic) มากกวา่ งานปฏิบัตทิ ว่ั ไป
วธิ ีการประเมินตามสภาพจรงิ ไม่มีความแตกตา่ งจากการประเมินปฏบิ ตั ิ (Performance
Assessment) เพียงแต่อาจมีความยงุ่ ยากในการประเมนิ มากกว่า เน่อื งจากเป็นสถานการณจ์ รงิ หรือต้องจดั
สถานการณใ์ หใ้ กล้จรงิ และเกิดประโยชน์กับผู้เรยี น ซงึ่ จะทําใหท้ ราบความสามารถทแ่ี ท้จรงิ ว่ามจี ุดเดน่ และ
ข้อบกพรอ่ งในเรือ่ งใด อนั จะนาํ ไปสกู่ ารแก้ไขท่ีตรงประเด็นทสี่ ุด
๔. การประเมนิ ดว้ ยแฟม้ สะสมงาน (Portfolio Assessment)
การประเมินดว้ ยแฟม้ สะสมงานเปน็ วิธกี ารประเมินท่ีชว่ ยส่งเสรมิ ใหก้ ารประเมนิ ตามสภาพจรงิ มคี วาม
เปน็ ไปได้มากขึ้น โดยการใหผ้ เู้ รียนได้เก็บรวบรวม (Collect) ผลงานจาก การปฏบิ ัตจิ รงิ มคี วามเปน็ ไปไดม้ ากข้นึ
โดยการให้ผูเ้ รยี นหรอื ในชวี ติ จรงิ ทเี่ ก่ียวข้องกบั การเรียนร้ตู ามสาระการเรยี นรตู้ ่างๆ มาจัดแสดงอยา่ งเป็นระบบ


Click to View FlipBook Version