The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุรศักดิ์ จำนงค์สาร,พรพรรณ โปร่งจิตร,วรพจน์ วิเศษศิริ. (2561). ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ. จัดพิมพ์เนื่องในวาระโอกาสฉลองอายุครบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ. กรุงเทพ ฯ : สันติศิริการพิมพ์. (จำนวน 289 หน้า)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raphind, 2022-01-26 09:19:40

ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ

สุรศักดิ์ จำนงค์สาร,พรพรรณ โปร่งจิตร,วรพจน์ วิเศษศิริ. (2561). ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ. จัดพิมพ์เนื่องในวาระโอกาสฉลองอายุครบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ. กรุงเทพ ฯ : สันติศิริการพิมพ์. (จำนวน 289 หน้า)

ภิรมย์รตี 72 ปี

ค รู พ ลั บ พ ลึ ง ค ง ช น ะ

เ นื่ อ ง ใ น ว า ร ะ โ อ ก า ส ฉ ล อ ง อ า ยุ
ค ร บ 6 ร อ บ 7 2 ปี

ผ ศ . ด ร . พ ลั บ พ ลึ ง ค ง ช น ะ

ภริ มยร์ ตี 72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ

เนอ่ื งในวาระโอกาสฉลองอายคุ รบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี
ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ

ภิรมยร์ ตี 72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ

บรรณาธิการ คณะท�ำงาน
สุรศักดิ์ จำ� นงสาร พระระพนิ พทุ ฺธสิ าโร (ดว้ งลอย), ดร.
พรพรรณ โปรง่ จิตร ดร.สุรศกั ด์ิ จำ� นงสาร
วรพจน์ วเิ ศษศิริ ผศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์
บรรณาธิการร่วม อาจารย์บังอร พนั ปี
รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ ดร.องิ ตะวัน แพลกู อินทร์
รศ.ดร.มานพ วสิ ุทธิแพทย์ อาจารยจ์ ิตใส อยูส่ ุขี
รศ.อำ� นาจ เยน็ สบาย ผศ.ดร.มนสั สวาส กุลวงศ์
ผศ.กวี วรกวนิ ผศ.พรชัย นาคศรที อง
ผศ.วริ ัช นยิ มธรรม ดร.กฤษณะ ทองแก้ว
ผศ.ดร.วศิน ปญั ญาวุธตระกูล อาจารยพ์ รพรรณ โปร่งจิตร
ผศ.ดร.วีระ พันธเ์ุ สือ อาจารย์ธวชั ชยั พรหมณะ
ผศ.ดร.พเิ ชฐ ทั่งโต อาจารย์เหงยี น ถิ เจียม
ผศ.ดร.ภัทรพล ใจเย็น อาจารย์วฒั นพงศ์ วรคุณวศิ ิษฏ์
อ.ดร. เทพิกา รอดสกา อาจารยว์ ศิ วมาศ ปาลสาร
อ.ดร. องค์ บรรจนุ อาจารย์ธัชวรรธน์ หนูแก้ว
ดร.ขรพรรษ สรุ นารถ
อาจารย์สัญญา ชวี ะประเสรฐิ
อาจารย์วรพจน์ วิเศษศิริ
นายพสิ ุทธิ์ บ�ำรงุ สขุ

บทบรรณาธิการ
ภิรมยร์ ตี 72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ

ในโอกาสท่ีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลับพลึง คงชนะ มีอายุครบ 72 ปี
บรรดาศิษย์ กัลยาณมติ รทางวิชาการ รวมถงึ ครอบครวั ได้รว่ มกันจัดงานมทุ ติ าในรูป
แบบงานวชิ าการแบบกนั เอง ทมี่ ที งั้ การบรรยาย การเลา่ เรอื่ ง การเสวนา และการจดั
พมิ พห์ นงั สือเพื่อฉลองการครบรอบ 6 รอบนักษตั รของทา่ น ในเสารท์ ี่ 22 กันยายน
2561 ณ โรงแรมเจ้าพระยาปารค์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร
หนังสือรวมบทความวิชาการทางประวัติศาสตร์ “ภิรมย์รตี” ท่ีมีหมายถึง
ความยินดีสโมสรเล่มน้ี ไม่ใช่เล่มแรกของหนังสือแจกในโอกาสฉลองอายุ ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.พลับพลึง คงชนะ แต่ได้เคยจัดท�ำมาแล้วครั้งหน่ึงในชื่อหนังสือ
“พระอาทิตย์ชิงดวง” เม่ือคราวฉลองอายุครบ 60 ปี และเกษียณราชการของท่าน
แต่หากพิจารณาจากเน้ือหาของข้อเขียนท่ีได้จัดพิมพ์ในหนังสือฉบับนี้จะพบว่า
อาจารย์พลับพลึง ยังอุทิศตนเพ่ือวิชาการอย่าต่อเนื่องและสม�่ำเสมอตลอด 12 ปีที่
ผ่านมา เห็นไดจ้ าก ความหลากหลายและกว้างขวางทางวิชาการของ “ภิรมย์รต”ี ที่
มีมากกว่า “พระอาทิตย์ชิงดวง” ท้ังแนวทางการเขียนและการตีความงานเขียนทาง
ประวตั ศิ าสตรข์ องศษิ ยแ์ ละกลั ยาณมติ รทางวชิ าการทคี่ นุ้ เคยกบั อาจารยพ์ ลบั พลงึ ที่
มีการตีความงานเขียนทางประวัติศาสตร์ไปในแนววิพากษ์แบบวัฒนธรรมศึกษา
(Cultural Studies) ท�ำให้งานเขียนทางประวัติศาสตร์มีความยืดหยุ่น สะท้อนภาพ
ความเปน็ จรงิ และชนี้ ำ� สงั คมไดม้ ากขนึ้ ผา่ นงานของผเู้ ขยี น 11 ทา่ น และยงั ไดร้ บั เกยี รติ
จาก ศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ในการบรรยายน�ำเรื่องเก่ียวกับ ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลงึ คงชนะ ทที่ า่ นรจู้ กั รวมไปถงึ ขอ้ เขยี นของทา่ นทไ่ี ดน้ ำ� มาตี
พิมพ์ไวใ้ นหนงั สือฉบับนี้ จึงสมแล้วแกก่ ารควรจะ “ภริ มย์รตี”

4 ภิ ร ม ย์รตี

อาจารยพ์ ลบั พลงึ ท่ีเราคิดว่ารู้จกั
งานเขียนของ ศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักวิชาการอาวุโสท่ี
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลงึ คงชนะ ใหค้ วามนบั ถอื อยา่ งมาก ไดท้ ำ� ใหเ้ ราไดร้ จู้ กั
อาจารย์พลับพลึงที่เราคิดว่ารู้จักมากขึ้นอีกในแง่มุมท้ังทางด้านการศึกษา แนวคิด
ความรทู้ างประวตั ศิ าสตรแ์ ละการปฏบิ ตั ติ นของอาจารย์ ขอยกขอ้ ความบางตอนของ
ศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ท่ีกล่าวถึงอาจารย์พลับพลึงไว้อย่างเห็นภาพ
และเห็นดว้ ยแบบไม่มขี อ้ โต้เถียง

“ขา้ พเจา้ ประทบั ใจมากกบั ความมนี ำ้� ใจและความนมุ่ นวล
แบบวัฒนธรรมไทยของเธอ ขณะเดียวกันเธอก็มีความมุ่งม่ัน
ความเด็ดเดี่ยวม่ันคง ความขยัน และผูกพันกับกลุ่มเป็นเยี่ยม
แบบวัฒนธรรมญป่ี ุน่ ...”

ฉตั รทิพย์ นาถสุภา

เสน้ ทางสายประวตั ศิ าสตรส์ ่เู สน้ ทางสายวพิ ากษ์
งานเขยี นของสามทา่ นนท้ี มี่ ที งั้ กลั ยาณมติ รทางวชิ าการและศษิ ยข์ องผชู้ ว่ ย
ศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลงึ คงชนะ เปน็ ตวั แทนงานแนววพิ ากษข์ องคนประวตั ศิ าสตร์
โดยงานของอาจารย์สัญญา ชีวะประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ชี้ให้เห็นกระบวนการการสร้าง
อตั ลกั ษณ์ (Identity) ของประชาชนในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตท้ มี่ คี วามสำ� คญั
ต่อการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในระดับประชาชนกับประชาชนเพ่ือรองรับ
การเคลอื่ นยา้ ยของประชากรทจี่ ะเกดิ มากขน้ึ ในอนาคตผา่ นภาพยนตรข์ องชาตติ า่ งๆ
ผ่านงานเขยี นทีช่ ือ่ ว่า “หนงั อษุ าคเนย์”
อาจารย์ ดร. กฤษณะ ทองแก้ว อาจารย์ประจำ� สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้สังเคราะห์งานวิจัยออกมาเป็นงาน
เขียนที่มุ่งเน้นการน�ำเสนอมุมมองทางสังคม เรื่อง “ทุน” โดยใช้แนวคิดของ ปิแยร์
บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu: 1930 – 2002) นักสังคมวิทยาแนวหลังสมัยใหม่

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 5

(Postmodernism) ชาวฝร่ังเศส เป็นแว่นตาในการส่องดูทุนทางสังคม (social
capital) ในอำ� เภอชยั บุรี จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี ท่ตี อ้ งพฒั นาให้เป็น ทุนทางเศรษฐกจิ
(economic capital) โดยกระบวนการทางสังคมต่างๆ ในพื้นที่ ผ่านงานเขยี นท่ีชอ่ื
ว่า “ฐานและทุนเศรษฐกจิ ในอำ� เภอชยั บรุ ีตามทศั นะ ปิแยร์ บรู ์ดเิ ยอร์”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย นาคสีทอง อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้น�ำเสนองานเขียนท่ีน�ำเอาแนวคิดโหยหาอดีต
(Nostalgia) มาอธิบายการปฏิบัติการของรัฐผ่านงานประจ�ำปีเดือนสิบ ของจังหวัด
นครศรธี รรมราช ระหวา่ งทศวรรษ 2460 – 2490 เหตกุ ารณใ์ นอดตี ทสี่ ามารถอธบิ าย
ปรากฏการณใ์ นปจั จบุ นั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ผา่ นงานเขยี นทช่ี อื่ วา่ “อา่ นงานประจำ� ปเี ดอื น
สิบ: มองพ้ืนฐานความคิดและพื้นที่ปฏิบัติการของรัฐในชีวิตประจ�ำวัน “คนนครฯ”
ทศวรรษ 2460 – 2490”
ประวัตศิ าสตรเ์ ปน็ ฐานส�ำคัญของความคดิ
งานเขยี นของนกั วชิ าการกลมุ่ นเ้ี ปน็ การใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรเ์ ปน็ ฐาน
บูรณาการกับความรู้ทางกฎหมาย ศาสนา และนโยบายรัฐบาล งานเขียนของผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ มูลศิลป์ อาจารย์ด้านกฎหมาย ภาควิชาสังคมวิทยา คณะ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นของผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.พลับพลึง คงชนะ ไดน้ �ำเสนองานด้านประวัตศิ าสตรก์ ฎหมายไทย
ท่ีว่าด้วยการจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางกฎหมายผ่านพระราชบัญญัติ
และพระราชกำ� หนดนริ โทษกรรมในอดตี และยงั ไดน้ ำ� เสนอแงม่ มุ การกา้ วไปสอู่ นาคต
ของกระบวนการสร้างความปรองดองในชาติด้วยการใช้กฎหมายเป็นเคร่ืองมือ ผ่าน
งานเขียนท่ชี ือ่ ว่า “กฎหมายการจัดการความขัดแยง้ ของไทยในอดตี ”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มนัสสวาส กุลวงศ์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ได้น�ำเสนองานทางประวัติศาสตร์
ความสมั พนั ธใ์ นชมุ ชนและความทบั ซอ้ นทางวฒั นธรรมทางศาสนา ทป่ี รากฏเปน็ ภาพ
พิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอ (Ashura) เทศกาลส�ำคัญของมุสลิมนิกายชีอะฮฺ (Shia) ที่จะ
จัดข้ึนในวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม (Muharram) ตามปฎิทินอิสลาม บนจิตรกรรมฝา

6 ภิ ร ม ย์รตี

ผนงั วดั โพธิ์ปฐมาวาส จงั หวัดสงขลา จงั หวัดทมี่ แี ตม่ สุ ลมิ นิการนิกายสุนหนี่ (Sunni)
ผ่านงานเขยี นท่ชี อื่ ว่า “อาชรู อ: บนจติ รกรรมฝาผนังวดั โพธป์ิ ฐมาวาส สงขลา”
อาจารยอ์ งิ ตะวนั แพลกู อนิ ทร์ อาจารยโ์ รงเรยี นดดั ดรณุ ี จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา
ได้น�ำเสนอมุมมองทางประวัติศาสตร์ของเมืองฉะเชิงเทราที่เคยเป็นเมืองส�ำคัญทาง
ด้านยุทธศาสตร์ ท่ีมีจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์และสถานภาพการเป็นเมืองหลวงของ
มณฑลปราจีนบุรีในอดีต ที่ส่งผลให้เมืองฉะเชิงเทราถูกน�ำกลับมาใช้ประโยชน์ทาง
เศรษฐกิจอีกคร้ังผ่านนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern
Economic Corridor/ EEC) ผา่ นงานเขยี นทช่ี อ่ื วา่ “ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลใหฉ้ ะเชงิ เทราตอ้ ง
เปน็ เมืองในนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวนั ออก”
ประเทศเพอ่ื นบ้านส�ำคัญเสมอสำ� หรบั อาจารย์พลับพลงึ
คนท่ีรู้จักและโอกาสแลกเปล่ียนความคิดกับผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.พลบั พลงึ คงชนะ จะทราบดวี า่ ทา่ นพดู เสมอวา่ ความรเู้ กยี่ วกบั ประเทศเพอ่ื นบา้ น
มคี วามสำ� คญั กบั ประเทศของเรามาก หลายคนไดร้ บั การสนบั สนนุ ใหไ้ ปเกบ็ ขอ้ มลู ภาค
สนามและศึกษาในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า มาเลเซีย
และอินโดนเี ซยี เป็นตน้ พระระพนิ พทุ ธฺ ิสาโร (ดว้ งลอย) อาจารย์คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั พระภกิ ษทุ จ่ี บการศกึ ษาทางประวตั ศิ าสตร์
ทมี่ ผี ู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลึง คงชนะ เป็นอาจารยท์ ป่ี รกึ ษาวิทยานพิ นธ์ เป็น
หนึ่งในนั้นท่ีได้รับทุนไปศึกษาในประเทศกัมพูชา พระระพินได้น�ำเอาแง่มุมทาง
พระพทุ ธศาสนาวา่ ดว้ ยนกิ ายธรรมยตุ ิ นกิ ายแบบสยาม ทเี่ ขา้ สสู่ งั คมพระพทุ ธศาสนา
ในประเทศกมั พชู าไปเชอ่ื มโยงกบั พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละกระบวนการการ
ทำ� ใหพ้ ระพุทธศาสนาในกัมพูชามคี วามทันสมยั (Modernization) มาอธบิ ายสภาพ
สังคมและการเมืองกัมพูชาได้อย่างลงตัว นับเป็นงานเขียนที่ทรงคุณค่าทางวิชาการ
จากนักวิชาการไทยฝ่ายบรรพชิต ผ่านงานเขียนท่ชี ื่อว่า “ธรรมยตุ ิกนิกายในกมั พชู า:
ความสมั พันธท์ างศาสนาและการเมืองระหว่างไทยกมั พูชา”
อาจารย์ธัชวรรธน์ หนูแก้ว อาจารย์ประจ�ำส�ำนักวิชาศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลยั ราชภัฎอดุ รธานี ได้นำ� เสนองานเก่ียวกบั ชวี ติ นักบวชในพทุ ธศาสนาของ

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 7

ลาว ผ่าน “จัวน้อย” สามเณรลาว บนเส้นทางแห่งการศึกษาในฐานะเด็กยากจนท่ี
ขาดโอกาสทางการศกึ ษา แตอ่ าศยั โรงเรยี นสงฆป์ ระจำ� เมอื งในการลดปญั หาเรื่องคา่
ใชจ้ า่ ยและทพี่ กั อาศยั เชอื่ มโยงกบั โอกาสในการเขา้ มาศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั สงฆข์ อง
ไทยท่ีมีวิทยาเขตในต่างจังหวัด ผ่านงานเขียนที่ชื่อว่า “โรงเรียนสงฆ์ลาว : มองผ่าน
การศกึ ษาและการแสวงหาโอกาสในชวี ติ สามเณร จากเมอื งแกน่ ทา้ วถงึ หลวงพระบาง”
อาจารยว์ ฒั นพงศ์ วรคณุ วศิ ษิ ฏ์ อาจารยโ์ รงเรยี นหอวงั ไดน้ ำ� เอาวทิ ยานพิ นธ์
ท่ีเขียนเก่ียวกับนโยบายด้านการศึกษาของพม่า มาสังเคราะห์ใหม่เป็นบทความใหม่
ที่พูดถึงอิทธิพลและแนวทางทางการศึกษาที่ก�ำหนดและตีความโดยสภาปฏิวัติของ
นายพลเนวนิ ในอดตี ทไี่ ดก้ ลายมาเปน็ รากฐานสำ� คญั ของนโยบายการศกึ ษาของพมา่
ในปัจจุบัน ในงานเขียนที่ช่ือว่า “การศึกษานอกระบบของพม่าในยุคนายพลเนวิน
ค.ศ.1962-1988”
กลุ่มชาติพันธแุ์ ละไทเป็นเร่อื งส�ำคญั ตามค�ำกลา่ วอาจารยพ์ ลับพลงึ
ไท ทไ่ี มม่ ี “ย” เปน็ ชาตพิ นั ธท์ุ ที่ ำ� ใหเ้ รารจู้ กั ตวั เองไดม้ ากขน้ึ เปน็ สงิ่ ทผี่ ชู้ ว่ ย
ศาสตราจารย์ ดร.พลับพลึง คงชนะ บอกพวกเรามาตลอด นักวชิ าการสองท่านต่อไป
น้ีเป็นกลุ่มหนึ่งที่มุ่งมั่นท�ำงานด้านชาติพันธุ์วิทยา โดยงานเขียนของอาจารย์ธวัชชัย
พรหมณะ นกั วชิ าการอสิ ระดา้ นประวตั ศิ าสตรช์ าตพิ นั ธ์ุ และ อาจารยเ์ หงยี น ถิ เจยี ม
(Nguyen Thi Chiem) อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สองทา่ นหนึ่งครอบครวั นี้ นำ� เสนองานเขยี นเกยี่ วกบั ชาติพันธไุ์ ทขาวท่ีสิบสองจไุ ท ที่
มพี ลวตั ทางสงั คมและความคดิ ทแ่ี ตกตา่ งและเปน็ อสิ ระจากชาตพิ นั ธไ์ุ ทในทอ่ี น่ื ๆ จาก
เหตุผลทางการเมืองในประเทศเวียดนามจากอดีตถึงปัจจุบัน ผ่านงานเขียนที่ช่ือว่า
“ไทขาวเลียนเหงียะ : ไทขาวย้ายถ่ินจากแผ่นดินสิบสองจุไทสู่แผ่นดินท่ีราบสูง
ตยั เงยี น”
อาจารยข์ รพรรษ สุรนารถ อาจารยโ์ รงเรียนศรสี ะเกษวทิ ยาลัย ไดน้ �ำความ
รู้ทางประวัติศาสตร์ไปปรับใช้กับท้องถิ่น ผ่านงานเขียนที่น�ำเสนอที่มาที่ไปทาง
ประวัติศาสตร์ของชาติพันธ์ “เยอ” ในอ�ำเภอราษีไศล ท่ีเป็นส่วนหน่ึงของชาติพันธุ์
กวยหรือกยุ เป็นทีม่ าของชอ่ื กวยเยอ ท่เี รยี กสั้นๆ วา่ เยอ ทอ่ี พยพมาหนภี ัยการส้รู บ

8 ภิ ร ม ย์รตี
ในเวยี งจนั ทน์ มาอยใู่ นประเทศไทย ผา่ นงานเขยี นทชี่ อ่ื วา่ “กลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นศรสี ะเกษ
กรณศี กึ ษาชาวเยอ ในอำ� เภอราษไี ศลตั้งแตอ่ ดีตจนถึงปัจจุบนั ”
จากใจบรรณาธกิ าร
สิ่งเล็กๆนี้ เป็นเครื่องหมายแทนใจคารวะต่อคุณูปการของ ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.พลับพลึง คงชนะ ทัง้ ดา้ นวิชาการประวตั ศิ าสตร์ท้งั ไทยโดยเฉพาะ
อยธุ ยาและประวตั ศิ าสตรเ์ อเชยี ความสมั พนั ธอ์ นั ดแี ละการใหเ้ กยี รตกิ นั ของผคู้ นตา่ ง
ศาสนา การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศผ่านสถาบันเอเชียแปซิฟิกศึกษา
การช่วยเหลือและอาทรต่อศิษย์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงความตรงไปตรงมา
ทางวชิ าการทมี่ ปี ระโยชนต์ อ่ สว่ นรวมของทา่ น ผา่ นภริ มยร์ ตเี ลม่ น้ี คณะบรรณาธกิ าร
และผู้เขียนขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน และขออภัยหากมีข้อผิดพลาดประการใด
บรรณาธิการขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดี ประโยชน์อันจะเกิดขึ้นจากหนังสือน้ีใน
อนาคตขอมอบเปน็ เครอ่ื งมทุ ติ า อนั เปน็ จติ พลอยยนิ ดแี ละการสรรเสรญิ สขุ แด่ ผชู้ ว่ ย
ศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลึง คงชนะ
สรุ ศกั ดิ์ จ�ำนงสาร
พรพรรณ โปร่งจติ ร
วรพจน์ วเิ ศษศริ ิ
บรรณาธกิ าร

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 9

สารบญั 3
11
บทบรรณาธิการ ภริ มย์รตี 72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 21
ดร. สรุ ศกั ด์ิ จำ� นงสาร 57
77
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลึง คงชนะ
ศาสตราจารย์กิตตคิ ุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา 101
113
“หนังอษุ าคเนย์” 146
สญั ญา ชวี ะประเสริฐ
175
“ฐานและทุนเศรษฐกิจในอำ� เภอชยั บุรตี ามทศั นะ ปแิ ยร์ บรู ์ดเิ ยอร”์
กฤษณะ ทองแกว้

“อ่านงานประจ�ำปเี ดือนสิบ: มองพืน้ ฐานความคิดและพนื้ ทีป่ ฏบิ ัติการ
ของรฐั ในชีวติ ประจำ� วัน “คนนครฯ” ทศวรรษ 2460 – 2490”

พรชยั นาคสที อง
“กฎหมายการจดั การความขดั แย้งของไทยในอดีต”

ภมู ิ มูลศิลป์
“อาชรู อ: บนจติ รกรรมฝาผนงั วัดโพธปิ์ ฐมาวาส สงขลา”

มนสั สวาส กลุ วงศ์
“ปจั จยั ทสี่ ่งผลให้ฉะเชงิ เทราต้องเป็นเมอื งในนโยบายโครงการ
ระเบียงเศรษฐกจิ ภาคตะวนั ออก”

อิงตะวัน แพลูกอินทร์
“ธรรมยุตกิ นิกายในกัมพูชา: ความสมั พันธ์ทางศาสนาและการเมือง
ระหว่างไทยกัมพูชา”

พระระพิน พทุ ฺธสิ าโร (ด้วงลอย)

10 ภิ ร ม ย์รตี

“โรงเรียนสงฆล์ าว : มองผ่านการศกึ ษาและการแสวงหาโอกาสใน 189
ชวี ิตสามเณร จากเมอื งแกน่ ท้าวถึงหลวงพระบาง” 207
222
ธชั วรรธน์ หนแู กว้
“การศึกษานอกระบบของพม่าในยุคนายพลเนวิน ค.ศ.1962-1988” 276

วัฒนพงศ์ วรคณุ วศิ ษิ ฏ์
“ไทขาวเลียนเหงียะ : ไทขาวย้ายถ่ินจากแผน่ ดินสบิ สองจุไทสแู่ ผน่ ดนิ
ทีร่ าบสูงตยั เงียน”

ธวัชชยั พรหมณะ
เหงยี น ถิ เจยี ม (Nguyen Thi Chiem)
“กลุม่ ชาติพนั ธ์ใุ นศรีสะเกษ กรณศี ึกษาชาวเยอ ในอ�ำเภอราษไี ศล
ตง้ั แตอ่ ดีตจนถึงปจั จบุ ัน”
ขรพรรษ สรุ นารถ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลงึ คงชนะ

ขา้ พเจา้ รสู้ กึ เปน็ เกยี รตแิ ละมคี วามยนิ ดที ไี่ ดร้ บั เชญิ จากคณะศษิ ยข์ องผชู้ ว่ ย
ศาสตราจารย์ ดร.พลับพลงึ คงชนะ ให้เขยี นถงึ ทา่ นอาจารย์พลับพลึงในโอกาสท่าน
อาจารย์อายุ 72 ปี ข้าพเจ้าจะเขียนถึงท่านอาจารย์ในแง่ตัวบุคคลก่อน และท่าน
อาจารย์ในดา้ นผลงานทางวิชาการตามมา
ข้าพเจ้ารู้ถึงงานของท่านอาจารย์พลับพลึงมาประมาณ 40 ปี เมื่อต้น
ทศวรรษ 2520 ข้าพเจา้ ไดอ้ า่ นวิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาโทประวตั ิศาสตร์ของท่าน ความ
สมั พนั ธร์ ะหวา่ งไทยกบั ฝรงั่ เศสสมยั อยธุ ยาในรชั กาลสมเดจ็ พระนารายณถ์ งึ รชั กาล
สมเดจ็ พระเพทราชา ( พ.ศ. 2199 - 2246) (2519) ขณะนนั้ ขา้ พเจา้ ยงั ไมไ่ ดร้ จู้ กั กบั
ท่าน ข้าพเจ้าประทับใจกับวิทยานิพนธ์เล่มน้ี เป็นวิทยานิพนธ์ที่ค้นคว้าละเอียดมาก
ใช้เอกสารชั้นต้นและชั้นรองทุกฉบับทุกเล่ม ข้าพเจ้าชื่นชมท่านผู้เขียน เห็นว่าท่าน
เป็นนักประวัติศาสตรท์ ีม่ ุง่ ม่ัน ขยัน อธบิ ายครบถ้วน วิทยานพิ นธใ์ หค้ วามรใู้ หมเ่ รอ่ื ง
ประวตั ศิ าสตรอ์ ยธุ ยากบั ขา้ พเจา้ มาก ขณะทขี่ า้ พเจา้ คดิ เอาเองขณะนนั้ วา่ ความรเู้ รอ่ื ง
ประวตั ศิ าสตรอ์ ยธุ ยานนั้ คงจะตนั แลว้ เพราะมเี อกสารจดหมายเหตสุ มยั อยธุ ยาเหลอื
มาถึงสมัยเราน้อย ต่อมาประมาณกลางทศวรรษ 2520 ข้าพเจ้าได้พบได้รู้จักท่าน
อาจารย์พลับพลึง เป็นความกรุณาแนะนำ� ของอาจารย์ทา่ นผู้หญิงวรุณยพุ า สนทิ วงศ์
ณ อยุธยา ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ของท่านอาจารย์พลับพลึง ในการรู้จักกับตัวบุคคล
ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าพบวา่ ทา่ นอาจารย์พลบั พลึงมคี ุณสมบตั ิเดน่ พิเศษ อย่างน้อย 2
ประการ คือ 1) มีความมุง่ มัน่ ทีส่ ม�่ำเสมออย่างยิง่ และ 2) มนี ำ้� ใจอยา่ งมาก

12 ภิ ร ม ย์รตี

มีความมุ่งม่นั ท่สี มำ่� เสมออย่างย่ิง :
ท่านอาจารย์พลับพลึงไม่หยุดน่ิงในการหาความรู้ หลังจากท่านเรียนจบ
ปริญญาโทประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นอาจารย์ภาควิชา
ประวัติศาสตร์ท่ีมหาวิทยาลัยน้ัน ท่านเดินทางไปศึกษาต่อที่ University of the
Philippines ประเทศฟลิ ปิ ปนิ ส์ ไดร้ ับปริญญาโท Asian Studies (2526) และเดิน
ทางไปศกึ ษาตอ่ ทม่ี หาวทิ ยาลยั Hiroshima ไดร้ บั ประกาศนยี บตั รวธิ กี ารวจิ ยั (2528)
ท�ำงานวิจัยท่ี Center for Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัย Kyoto
(2532 - 2533) ศกึ ษาประวัติศาสตร์ ภาษาและวฒั นธรรมญป่ี ่นุ ท่านอาจารย์มคี วาม
รภู้ าษาและวฒั นธรรมญปี่ นุ่ ดมี าก แมเ้ มอ่ื อายมุ ากขนึ้ ทา่ นยงั เขา้ ศกึ ษาปรญิ ญาเอกท่ี
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขาปรัชญาและศาสนา ได้รับปริญญาเอกศาสนศึกษา
(Religious Studies) พ.ศ. 2553 ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ เขยี นวทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาเอก
เร่ือง Chularajmontri Office : A Religious Institution amidst Social
Changes (2553) โดยได้รับรางวัล The Rector’s Award for Academic
Excellence (3.94) ในช่วงหลังมานี้ท่านอาจารย์พลับพลึงสนใจศึกษาเร่ืองศาสนา
อสิ ลาม ท่านเดนิ ทางไปเขตตอนใตข้ องเวยี ดนามและเขียนบทความ “ประวตั ศิ าสตร์
จาม ชนชาติท่ีถูกลืม” (2544) เดินทางไปอิหร่านและเขียนบทความ “ภูมิลักษณ์
ประชาชน และวัฒนธรรมอิหร่านจากมุมมองของข้าพเจ้า” (2544) และ “ความ
สมั พนั ธก์ ารทตู ระหวา่ งไทยอหิ รา่ นในรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชแหง่ สยาม”
(2548) ใน พ.ศ. 2556 เขยี นบทความเรอ่ื ง “ประวัติศาสตร์กบั เวลา : ความจริงทาง
ประวัตศิ าสตร์เป็นสง่ิ ทเ่ี ป็นไปได้” ในหนังสือด้วยรัก เลม่ ท่ี 1 ปรชั ญาและสาระของ
ประวัตศิ าสตร์และสงั คมศาสตร์ (2556)
หลงั จากขา้ พเจา้ พบกบั ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ ในทศวรรษ 2520 ตน้ ทศวรรษ
2530 ข้าพเจ้าเชิญท่านเป็นกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านวิชาการ
ศนู ยศ์ กึ ษาประวตั ศิ าสตรอ์ ยธุ ยา กระทรวงมหาดไทย ขา้ พเจา้ เปน็ ประธานคณะอนกุ ร
รมการฯ ทา่ นอาจารย์พลบั พลึงกบั ข้าพเจ้ามีโอกาสทำ� งานด้วยกนั ในการค้นควา้ และ
ควบคุมการกอ่ สร้างนิทรรศการถาวรของศนู ยฯ์ และช่วยการจดั การสัมมนาและการ
วจิ ยั ในระยะแรกของศนู ย์ฯ รวมเวลาการทำ� งานของคณะอนุกรรมการประมาณ 7 ปี

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 13
( พ.ศ. 2529 - 2536) เหตทุ ขี่ า้ พเจา้ ไดท้ ำ� งานนใี้ กลช้ ดิ รว่ มกนั กบั ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ
เพราะวา่ ศนู ยส์ รา้ งขนึ้ จากเงนิ ชว่ ยเหลอื ระหวา่ งประเทศของรฐั บาลญป่ี นุ่ ทา่ นอาจารย์
พลับพลึงศึกษาที่ญี่ปุ่นและรู้ภาษาญ่ีปุ่นอย่างดี ศาสตราจารย์ Yoneo Ishii และ
ศาสตราจารย์ Shigeharu Tanabe ที่ปรึกษาโครงการสร้างศูนย์ฯ ฝ่ายญี่ปุ่น เห็น
ชอบและสนับสนุนให้ท่านอาจารย์พลับพลึงด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการและเลขานุการ
คณะอนกุ รรมการดา้ นวชิ าการของศนู ย์ ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ ทำ� งานหนา้ ทก่ี รรมการ
และเลขานุการของคณะอนุกรรมการอย่างมุ่งม่ันและสม่�ำเสมอ ตลอดเวลา 7 ปีน้ัน
ทา่ นอาจารยค์ น้ ควา้ ขอ้ มลู ประวตั ศิ าสตร์ นำ� มาใชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการสรา้ งนทิ รรศการ
ในห้องท่ี 2 กรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองท่า สิ่งจัดแสดงส�ำคัญท่ีสุดในห้องน้ีคือหุ่น
จำ� ลองเรือสำ� เภาไทย ทร่ี ฐั ไทยส่งไปค้าขายโดยเฉพาะกับจีนและญี่ปุ่น มาตราสว่ น 1
: 7 จำ� ลองโดยมรี ายละเอยี ดครบถว้ น นอกจากนย้ี งั มหี นุ่ จำ� ลองประกอบกบั ภาพเขยี น
(Diorama) ของตลาดหน้าป้อมเพชร ณ ที่บรรจบกันของแม่น้�ำเจ้าพระยากับแม่น้�ำ
ปา่ สกั หลงั จากทศ่ี นู ยก์ อ่ สรา้ งเสรจ็ และเปดิ ใน พ.ศ. 2533 คณะอนกุ รรมการไดจ้ ดั การ
สัมมนาทางวิชาการต่อมา 7 ครั้ง จนถึง พ.ศ. 2536 การสัมมนา 2 ครั้งแรกซึ่งจัดท่ี
ศนู ย์ คอื ใน พ.ศ. 2535 และใน พ.ศ. 2536 เปน็ การจดั รว่ มกนั กบั คณะนกั วชิ าการจาก
ญีป่ นุ่ การจัดสมั มนาระหวา่ งไทย - ญี่ปนุ่ นี้ ท่านอาจารยพ์ ลับพลึงและข้าพเจ้าไดร้ ว่ ม
จัดการชว่ ยกนั ต่อมา อกี ถงึ กว่า 20 ปี แมว้ ่าคณะอนุกรรมการฯ ไดส้ ิ้นสดุ หน้าที่แล้ว
เราจัดการสัมมนาไทย - ญ่ีปุ่น ร่วมกับคณะนักวิชาการฝ่ายญ่ีปุ่น ที่เมืองไทยสลับกับ
ทญี่ ปี่ นุ่ ประมาณ 2 ปคี รง้ั หนงึ่ รวมทง้ั หมด 10 ครง้ั มแี นวเรอ่ื งของการสมั มนาวา่ ดว้ ย
“ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบญี่ปุ่น - ไทย และประเทศอ่ืนๆ” ท่านอาจารย์พลับพลึง
มาร่วมด้วยทุกครั้ง เราได้พิมพ์หนังสือ 2 เล่ม จากการสัมมนา คือ Village
Communities, States, and Traders (2546) และ In the Light of History
(2558) คณะสัมมนา Japanese - Thai Seminar มีสมาชิก 52 คน ท่านอาจารย์
พลับพลึงเป็นสมาชิกผู้แข็งขัน มีบทความวิชาการลงพิมพ์ในหนังสือทั้ง 2 เล่ม เล่ม
แรก “The Japanese Village in Ayutthaya” เลม่ ท่ี 2 “The Chularajmontri
and the Changing face of Islam in modern Thailand” ในการติดต่อสมั พันธ์
กบั นกั วชิ าการฝา่ ยญป่ี นุ่ น้ี ขา้ พเจา้ ประทบั ใจอยา่ งยง่ิ ทท่ี า่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ นอกจาก

14 ภิ ร ม ย์รตี

คณุ ปู การทางวชิ าการแลว้ ทา่ นยงั ชว่ ยงานดา้ นการจดั การตลอดเวลา 30 ปี อยา่ งเตม็
ท่ี เป็นความมงุ่ มน่ั ในงานทที่ ่านกรณุ ารบั ท�ำ สมำ่� เสมอตลอดเวลาอนั ยาวนาน
ความมุ่งมั่นของท่านอาจารย์พลับพลึงในอีกกิจการวิชาการหนึ่งท่ีข้าพเจ้า
สงั เกตเหน็ คอื การสรา้ งบคุ ลากรทางวชิ าการ ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ แนะนำ� ใหข้ า้ พเจา้
รู้จักกับศิษย์ปริญญาโทท่ีท่านเป็นท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์หรือใกล้ชิดหลายคน ต้ังแต่
ช่วงทศวรรษ 2530 ผูท้ ่ีข้าพเจา้ นึกชื่อได้เช่น อาจารย์ ดร.มนัสสวาส กลุ วงศ์ อาจารย์
อิงตะวนั แพลูกอนิ ทร์ คณุ สทุ ันต์ มงั่ ไธสง ต่อมาเชน่ อาจารยช์ ยั ณรงค์ ศรพี งษ์ พระ
ระพิน ด้วงลอย คุณธวัชชัย พรหมณะ อาจารย์พรพรรณ โปร่งจิตร อาจารย์
ดร.กฤษณะ ทองแก้ว ท่านอาจารย์พลับพลึงมีศิษย์จ�ำนวนมากและท่านใกล้ชิดกับ
ศิษย์ สนับสนุนแนะน�ำศิษย์ต่อเน่ืองยาวนาน แม้ว่าจบไปแล้ว ความสัมพันธ์ยัง
แน่นแฟ้น นี้คงเป็นสาเหตุท่ีท�ำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รู้จัก ได้ติดต่อ และแลกเปล่ียน
ผลงานและความรู้กับศิษย์ของท่านอาจารย์พลับพลึง โดยเฉพาะผู้ท่ีต่อมาท�ำงานใน
สายวิชาการ ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความรักและความใกล้ชิดที่ท่านอาจารย์พลับพลึงและ
ศิษย์มตี ่อกัน ไมเ่ สอ่ื มคลาย
ทา่ นอาจารย์พลบั พลงึ มนี ำ้� ใจอย่างมาก :
คุณสมบัติดีเยี่ยมของท่านอาจารย์ข้อน้ี ข้าพเจ้าคิดว่าผู้ที่ได้รู้จักกับท่าน
อาจารย์สัมผัสได้ ข้าพเจ้าโชคดีท่ีได้รู้จักกับท่านอาจารย์ ใน 30 ปีต่อเนื่องกันมาน้ี
ยกเวน้ ชว่ งทที่ า่ นอาจารยไ์ ปศกึ ษาตอ่ ตา่ งประเทศ ขา้ พเจา้ ไดพ้ บและไดส้ มั ผสั กบั ความ
มีน�ำ้ ใจลน้ เหลอื ของทา่ นอาจารย์พลบั พลึงต่อเนอื่ งตลอดเวลา ทา่ นอาจารย์พลับพลึง
จะนึกถึงและมาเยี่ยมคุณจรรยากับข้าพเจ้าทุกปี บางปีก็หลายครั้ง มาเพราะคิดถึง
ไม่ใช่ต้องมีธุระการงาน บ่อยครั้งท่านอาจารย์พลับพลึงพาคุณจรรยากับข้าพเจ้าไป
ทานอาหารนอกบ้าน กับอาจารย์อีก 2 - 3 ท่านที่สนิท ไม่มียกเว้นแม้หนึ่งปี ในชีวิต
ขา้ พเจา้ มนี กั วชิ าการรนุ่ นอ้ งปฏบิ ตั เิ ชน่ นก้ี บั ขา้ พเจา้ นอ้ ยคน และเมอื่ ขา้ พเจา้ และศษิ ย์
จัดงานข้าพเจ้าอายุ 60 ปีและอายุ 72 ปี ท่านอาจารย์พลับพลึงสนับสนุนเต็มที่ มา
ร่วมงาน เขียนบทความ และมีส่วนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์หนังสือ เมื่อ
ศาสตราจารย์ Yoneo Ishii จากไปเม่ือ พ.ศ. 2553 ท่านอาจารย์พลับพลึงได้เขียน

72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 15
บทความ “อาจารยอ์ ิณอิ ิ เรือสำ� เภาจีน - สยาม กบั ศูนยศ์ กึ ษาประวัติศาสตรอ์ ยุธยา”
ในหนังสือที่กลุ่มเรานักวิชาการไทยจัดท�ำเพื่อระลึกถึงท่าน หนังสือประวัติศาสตร์
ศาสนา วฒั นธรรม และการศึกษา รวมบทความไทยศึกษา เพ่อื ระลึกถึงศาสตรา
จารย์อิณิอิ โยเนะโอะ (2556) อาจารย์พลับพลึงเอ่ยปากเสนอออกเงินสนับสนุนค่า
พิมพห์ นังสือเล่มน้สี ่วนหนงึ่ ดว้ ย
อาจารยพ์ ลบั พลงึ มผี ลงานทางวชิ าการทมี่ คี ณุ ปู การ เนอ่ื งจากเปน็ ผลงานท่ี
มีลักษณะเฉพาะตัว แม้ว่าไม่ได้มีเป็นจ�ำนวนมาก ลักษณะเฉพาะตัวนี้คือเป็นงานว่า
ด้วยต่างประเทศในเอเชียด้านวัฒนธรรม โดยมองจากจุดตั้งประเทศไทย แนะน�ำ
ประเทศหลายประเทศในเอเชีย ญีป่ นุ่ ลาว พม่า ศรีลงั กา อหิ ร่าน รวมท้งั ส่วนศาสนา
อสิ ลามในไทยและเวยี ดนาม อยา่ งลกึ ซง้ึ พจิ ารณาระดบั ประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรม
โดยมองจากประเทศไทยงานวิชาการของท่านอาจารย์พลับพลึงไม่เหมือนกับงานว่า
ดว้ ยตา่ งประเทศของนกั วชิ าการไทยทา่ นอนื่ งานของนกั วชิ าการทา่ นอน่ื ในเรอื่ งอาณา
บรเิ วณศกึ ษา (area studies) มกั จะเปน็ งานวา่ ดว้ ยตา่ งประเทศดา้ นการเมอื ง นโยบาย
ตา่ งประเทศของรฐั ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ จะศกึ ษาประเทศทท่ี า่ นสนใจพเิ ศษ ณ ระดบั
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม กรณีญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเคยอ่านงานแปลของท่านร่วมกับคุณ
อาคโิ กะ เลศิ อภริ ักษ์ พิณพม่า (เขยี นโดยคณุ ทาเคะยามะ มิชโิ อะ พิมพ์ พ.ศ. 2531)
เป็นเรือ่ งจริงของทหารญปี่ นุ่ ท่ตี กคา้ งอยู่ในพมา่ หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ 2 ได้รบั ความ
ชว่ ยเหลอื จากชาวบา้ นพมา่ แสดงความรสู้ กึ อบอนุ่ ระหวา่ งชาวญปี่ นุ่ กบั ชาวพมา่ เปน็
งานแปลที่ใช้ภาษาไทยได้สวยงามมาก ในงานค้นคว้าเรื่องญี่ปุ่นกับไทยท่านอาจารย์
ศกึ ษาเรอ่ื งหมบู่ า้ นญป่ี นุ่ และชาวญป่ี นุ่ ในสมยั อยธุ ยา ในกรณปี ระเทศลาวทา่ นอาจารย์
พลบั พลงึ คน้ ควา้ เรอื่ งพระนางแกว้ ยอดฟา้ เจา้ หญงิ ไทยในสมยั ปลายครสิ ตศ์ ตวรรษที่
14 ตอ่ ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 15 พระธดิ าของสมเดจ็ พระเจา้ อทู่ อง พระนางเปน็ มเหสีของ
พระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาถ (ครองราชย์ ค.ศ. 1372 - 1400) แห่งราชอาณาจักร
ล้านช้าง พระนางแก้วยอดฟ้าทรงมีพระราชบุตรและพระราชนัดดาสืบทอดเป็น
กษตั รยิ ร์ าชอาณาจกั รลา้ นชา้ ง ตอ่ มา 5 ชว่ งอายุ จนถงึ พระเจา้ หนอ่ เมอื ง (ครองราชย์
ค.ศ. 1591 - 1596) มีส่วนท�ำให้ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรอยุธยาและราช
อาณาจักรล้านช้างมีไมตรีแน่นแฟ้น พระไชยเชษฐาธิราช (ครองราชย์ ค.ศ. 

16 ภิ ร ม ย์รตี
1551 - 1571) พระมหากษัตรยิ อ์ งค์สำ� คญั ของราชอาณาจกั รล้านชา้ ง ทรงเปน็ โหลน
ของพระนางแกว้ ยอดฟา้ นเ้ี ปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ สำ� คญั ขา้ พเจา้ ไมท่ ราบมากอ่ น ทา่ นอาจารย์
พลับพลึงค้นคว้าและเขียนบทความ “พระนางแก้วยอดฟ้า : เจ้าหญิงอยุธยาผู้เป็น
บรรพสตรีกษตั ริยแ์ หง่ ล้านช้าง” (2543) เชน่ เดียวกันกรณพี ม่ากบั ไทย ทา่ นอาจารย์
พลบั พลงึ คน้ ควา้ เรอื่ งพระสพุ รรณกลั ยา (ค.ศ. 1552 - 1592?) เขยี นบทความ “กระแส
ศรัทธาพระสุพรรณกัลยา : ปรากฏการณ์ท่ีสะท้อนปัญหาการเรียนการสอน
ประวัตศิ าสตร”์ (2543) กรณศี รลี งั กา ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลึงเขยี นบทความ “อยธุ ยา
ในฐานะเมืองศาสนา : หลกั ฐานคือพระอุบาลมี หาเถระไปสืบศาสนาทีล่ ังกา” (2547)
น้ีคือการท่ีพระเถระของอยุธยารัชกาลพระเจ้าบรมโกศ เดินทางไปฟื้นฟูพระพุทธ
ศาสนาในศรีลังกาใน ค.ศ. 1752 จนเกิดเป็นนิกายสยามวงศ์ในประเทศศรีลังกา
สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องน้ีเราชาวไทยทราบอยู่บ้าง แต่การท่ีท่านอาจารย์
พลับพลึงน�ำมาเขียนสรุปเป็นบทความวิชาการ เป็นการย้�ำแนะน�ำนักวิชาการวิชา
ประวตั ศิ าสตรแ์ ละนกั วชิ าการวชิ าความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศถงึ ความสมั พนั ธท์ าง
วฒั นธรรมที่ลกึ ซง้ึ ระหว่างศรลี งั กากับไทย
กรณีเรื่องศาสนาอิสลามเป็นหัวข้อทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมส�ำคัญอีก
เร่อื งหนึง่ ทท่ี ่านอาจารย์พลับพลงึ มคี ุณปู การ ทา่ นสนใจ ค้นควา้ และแนะนำ� ศาสนา
อสิ ลาม แกว่ งวชิ าการไทยและสาธารณะ ในหลายมติ ิ วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาโทของทา่ น
แมว้ า่ ดว้ ยความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งไทยกบั ฝรง่ั เศสเปน็ หลกั แตก่ ม็ หี ลายสว่ นวา่ ดว้ ยความ
สัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับเปอร์เซีย กับตุรกี กับชวา ต่อมาท่านศึกษาเร่ือง
ประวตั ศิ าสตรอ์ าณาจกั รจามปา (ค.ศ. 192 -  ค.ศ. 1832) ซ่ึงประชาชนนับถือศาสนา
อิสลาม ปกครองดินแดนตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ชาวจามส่วนหนึ่งยังคงอยู่ใน
เวยี ดนาม สว่ นหนงึ่ อยใู่ นประเทศไทย ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ และคณะไดเ้ ขยี นหนงั สอื
เยือนถิ่นจาม (2538) และเขียนบทความ “ประวัติศาสตร์จาม : ชนชาติที่ถูกลืม
(2544) เร่ืองอาณาจักรจามปาและชาวจามน้ีแม้เป็นเร่ืองของเพ่ือนบ้านใกล้ตัว บาง
ครง้ั เรากล็ มื เขาไป ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ สนใจประเทศอหิ รา่ น นอกจากทา่ นและคณะ
เดินทางไปทัศนศึกษาท่ีประเทศอิหร่านใน พ.ศ. 2544 และเขียนบทความแล้ว ท่าน
ยังส่งเสริมให้อาจารย์พรพรรณ โปร่งจิตร ไปศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ระดับบัณฑิต

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 17
ศกึ ษาในประเทศอหิ ร่านอกี ด้วย ท่านอาจารยพ์ ลบั พลงึ ท�ำวิจัยเร่อื งจุฬาราชมนตรีใน
ประวัติศาสตร์ไทย เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่หลายปี จนส�ำเร็จใน พ.ศ. 2553
ใจความหลักของวิทยานิพนธ์คือท่านอาจารย์พลับพลึงเห็นว่า ควรน�ำมิติศาสนาโดย
เฉพาะในแง่ความรักและจริยธรรม กลับคืนมาในสังคมสมัยใหม่ จะช่วยให้มนุษย์มี
สันติสุข ศาสนาอิสลามมีส่วนนี้อยู่แล้ว จุฬาราชมนตรีเป็นต�ำแหน่งส�ำคัญ ผู้ด�ำรง
ต�ำแหน่งควรจะและสามารถจะ ท�ำหน้าท่ีผู้น�ำชาวอิสลามในประเทศไทยใน
กระบวนการนี้ได้ เร่ืองน้ีคือประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างต่างศาสนาใน
สงั คมไทย
โดยสรปุ ขา้ พเจา้ เหน็ วา่ ทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ คน้ ควา้ แนะนำ� และสนบั สนนุ
การศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศเพ่ือนบ้านของไทยในเอเชีย น้ีเป็นคุณูปการทาง
วชิ าการของทา่ นอาจารย์ เพราะนกั วชิ าการไทยมกั จะศกึ ษาแตเ่ รอ่ื งของประเทศไทย
ยิ่งกว่าน้ันท่านอาจารย์พลับพลึงย้�ำให้ศึกษาและท่านค้นคว้าให้ดูเป็นตัวอย่างเร่ือง
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของเพ่ือนบ้านโดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ทางวฒั นธรรมระหวา่ งประเทศหรอื สงั คมตา่ งประเทศนนั้ กบั ไทย ขา้ พเจา้ ขอเสนอวา่
คุณูปการของท่านอาจารย์พลับพลึงอยู่ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ระหวา่ งประเทศทางวฒั นธรรม สาขาวชิ านเี้ ปน็ เรอื่ งการทำ� ความเขา้ ใจความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งประเทศหรอื ระหวา่ งชาตทิ ล่ี กึ ซงึ้ และมน่ั คงยาวนาน แตศ่ กึ ษายาก เขา้ ใจยาก
ในวงวชิ าการไทยยงั มกี ารศกึ ษากนั นอ้ ยมาก ดงั นนั้ แมท้ า่ นอาจารยพ์ ลบั พลงึ เพยี งรเิ รม่ิ
สาขาวชิ านี้ และมผี ลงานเพียงจ�ำนวนหนึง่ สรา้ งบุคลากรไวจ้ �ำนวนหนึง่ ข้าพเจ้าเห็น
คุณูปการของท่านอาจารย์และประทับใจ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศทางวฒั นธรรมเป็นพรมแดนแหง่ ความรขู้ องวงวิชาการไทย
เมื่อทา่ นอาจารยพ์ ลบั พลึงอายุ 60 ปี พ.ศ. 2549 คณะมิตรและศิษยไ์ ดท้ ำ�
หนังสือแด่ท่านอาจารย์ (พระอาทิตย์ชิงดวง 2549) ข้าพเจ้าได้เขียนบทความเรื่อง
ญี่ปุ่นให้ท่านอาจารย์พลับพลึง และได้เขียนค�ำอุทิศด้วย ข้าพเจ้ามาอ่านค�ำอุทิศเม่ือ
เขียนถึงท่านอาจารย์ในวันนี้ท่านอาจารย์อายุ 72 ปี ข้าพเจ้ารู้สึกต่อท่านอาจารย์
พลับพลงึ เชน่ เดยี วกนั กับเม่ือ 12 ปีก่อน เพยี งแตข่ ้าพเจ้ารู้สกึ เชน่ นนั้ ชดั เจนข้ึน หนกั
แน่นยิ่งข้ึน และมีความรักและเคารพท่านสูงสุดย่ิงข้ึน ข้าพเจ้าขอน�ำค�ำอุทิศเดิมนั้น

18 ภิ ร ม ย์รตี

มา เปลี่ยนแต่เพียงตัวเลข 60 เป็น 72 น�ำมาเป็นส่วนท้ายสุดของบทความ “ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.พลบั พลงึ คงชนะ” ในโอกาสทท่ี ่านอาจารย์อายุ 72 ปี

“ขา้ พเจา้ ประทบั ใจมากกบั ความมนี ำ�้ ใจและความนมุ่ นวล
แบบวัฒนธรรมไทยของเธอ ขณะเดียวกันเธอก็มีความมุ่งมั่น
ความเด็ดเดี่ยวมั่นคง ความขยัน และผูกพันกับกลุ่มเป็นเย่ียม
แบบวัฒนธรรมญปี่ ่นุ ขา้ พเจา้ ชน่ื ชมเธออย่างยง่ิ ในโอกาสที่เธอ
อายุครบ 72 ปี ข้าพเจ้าขออธิษฐาน ขอให้เธอมีจิตใจแจ่มใส มี
ร่างกายแข็งแรง ด�ำรงอยู่เป็นมิ่ง เป็นขวัญของศิษย์ เป็นเพื่อน
ท่ีรกั ของผทู้ ี่ไดร้ ู้จกั ใกลช้ ดิ และเปน็ ปชู นยี บุคคลแหล่งแหง่ ความ
ร้วู ิชาการของสงั คมไทยตลอดไป”
ฉัตรทพิ ย์ นาถสภุ า
8 สงิ หาคม 2561

บรรณานกุ รม

พลับพลึง มูลศิลป์. (2519). ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝร่ังเศสสมัยอยุธยาในรัชกาล
สมเด็จพระนารายณ์ถึงรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา พ.ศ. 2199 - 2246.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ

พลับพลึง คงชนะ (2544). เวียดนาม : ภูมิลักษณ์ ประชาชน และวัฒนธรรม กรุงเทพฯ :
สถาบันเอเชียแปซิฟกิ ศกึ ษา. มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.

“______________” (2544). “อิหร่าน : ภูมลิ ักษณะ ประชาชนและวัฒนธรรม กรงุ เทพฯ
: สถาบันเอเชยี แปซิฟกิ ศึกษา. มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.

“______________” (2548) ความสัมพันธ์การทูตระหว่างไทยอิหร่านในรัชสมัยสมเด็จ
พระนารายณม์ หาราชแหง่ สยาม. มติ รภาพไทย - อหิ รา่ น : ความสมั พนั ธอ์ นั ดที ี่
ใกล้ชิดกวา่ 400.กรงุ เทพฯ : สถานเอกอคั รราชทตู ไทย ณ กรุงเตหะราน

พลับพลึง คงชนะ, ธวัชชัย พรหมณะ,บรรณาธิการ (2543) ลาว : ภูมิลักษณ์ลุ่มน้�ำโขง
ประชาชนและวฒั นธรรม กรงุ เทพฯ : สถาบนั เอเชยี แปซฟิ กิ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั
ศรีนครนิ ทรวิโรฒ

72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 19

พลับพลึง คงชนะ จงกลณี คงชนะ. (2538) บันทกึ การเดินทาง “เยือนถ่นิ จาม” . กรงุ เทพฯ
: สถาบันเอเชยี แปซิฟคิ ศกึ ษา มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมิตร

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. บรรณาธิการ. (2556) ด้วยรัก เล่มท่ี 1 ปรัชญาและสาระของ
ประวตั ิศาสตร์และสงั คมศาสตร์ กรุงเทพฯ : สรา้ งสรรค์

ฉตั รทพิ ย์ นาถสุภา,ฉลอง สนุ ทราวาณชิ ย์. (2556). ประวัตศิ าสตร์ ศาสนา วฒั นธรรม และ
การศึกษา รวมบทความไทยศกึ ษา เพอื่ ระลึกถึงศาสตราจารยอ์ ิณอิ ิ โยเนะโอะ.
กรุงเทพฯ : สรา้ งสรรค์

ทาเคะยามะ มชิ ิโอะ. (2531). พณิ พมา่ พณิ พมา่ แปลโดย พลับพลงึ คงชนะ, อาคิโกะ เลิศ
อภิรักษ์ กรงุ เทพฯ : อรา่ มบุญ.

พลบั พลงึ คงชนะ (2543). “กระแสศรทั ธาพระสพุ รรณกลั ยา : ปรากฏการณท์ สี่ ะทอ้ นปญั หา
การเรียนการสอนประวัติศาสตร์” เขียนใน วารสารประวัติศาสตร์ (ปี2543),
หนา้ 17 - 28

พลบั พลงึ คงชนะ. (2547) “อยุธยาในฐานะเมืองศาสนา : หลักฐานคอื พระอุบาลมี หาเถระ
ไปสบื ศาสนาทลี่ งั กา” เขยี นใน วารสารประวตั ศิ าสตร์ (ปี 2548), หนา้ 143 - 160

Plubplung kongchana,The Japanese Village in Ayuthaya in Akina Nogaki and
Chis and Baker, eds.Village Communities Staes, and Tradens
(Bangkok;Thai Japenese Seminar and Sangran Puhliling house, (2003)

Plubplung Kongchana. Chularajmontri Office : A Religious Institution amidst
Social Changes. Bangkok : Graduate School of Philosophy and
Relogion Assumtion University. (2010)

Chatthip Nartsupha and Chris Baker. In the Light of History Essays in Honor
of Yoshiteru Iwamoto, Eiichi Hizen, and Akira Nozaki. Bangkok :
Darnsutha Press Co. Ltd. (2015).

Plubplung Kongchana The Chulanaja - montri and the changing Jau of Island
modern Thailand, in Chatthip Natsupha and Chis Baker,edc.,the
light of History Essays in House of Yoshitene I wan to Eiicli
Higen, and Akiza Nogaki (Bangkok;Thai Japenese Seminar and
Sangran Puhliling house, (2015)

20 ภิ ร ม ย์รตี

หนังอุษาคเนย์

สัญญา ชีวะประเสริฐ

บทนำ�
ภาพยนตรห์ รือที่เรียกกันตดิ ปากว่าหนัง เปน็ ศลิ ปะทถ่ี ือกำ� เนิดข้นึ มาในยคุ
อตุ สาหกรรม มนั ไดก้ ลายเปน็ รปู แบบของการสอ่ื สารเพอื่ ความบนั เทงิ ชนดิ สำ� คญั ของ
คนในโลกสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว การฉายหนัง การดูหนัง การจัดจ�ำหน่ายหนัง และ
การสรา้ งหนงั กระจายออกไปทวั่ โลก หนงั กลายเปน็ การใชเ้ วลาวา่ งยอดนยิ มของผคู้ น
สมัยใหม่ เป็นธุรกจิ บันเทิง เปน็ อตุ สาหกรรม เปน็ ศลิ ปะ เป็นเครื่องมอื ทางการเมือง
ทั้งของรัฐ และฝ่ายต่อต้านรฐั เป็นสอ่ื ในการเผยแพรแ่ นวคดิ อดุ มการณ์ ภาพลกั ษณ์
ของมหาอ�ำนาจอย่างอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมหนังที่ใหญ่ท่ีสุดในโลก ซึ่ง
ผลิตหนงั ใหค้ นดทู ัง้ โลก และเป็นสอ่ื ทผ่ี ู้สรา้ งหนงั ในระดับภูมิภาค ประเทศ หรอื ทอ้ ง
ถน่ิ ใชบ้ อกเลา่ เรอื่ งราวของตนเองเช่นกนั
ก�ำเนดิ ของหนังในอษุ าคเนย์
หลังจากการฉายหนังคร้ังแรกของโลกโดยพ่ีน้องลูมิแอร์ที่ปารีสใน ค.ศ. 
1895การฉายหนังเข้ามาถึงอุษาคเนย์อย่างรวดเร็ว หนังถูกน�ำเข้ามาโดยชาวตะวัน
ตกในยคุ อาณานคิ ม และไดร้ บั ความนยิ มจนมกี ารจดั ฉายหนงั กนั อยา่ งแพรห่ ลาย ตาม
มาดว้ ยความสนใจทจี่ ะสรา้ งหนงั ขนึ้ ในทอ้ งถน่ิ ทงั้ โดยชาวตะวนั ตก ชาวจนี ชาวอนิ เดยี
และคนพื้นเมือง

22 ภิ ร ม ย์รตี
การฉายหนังครั้งแรกของอุษาคเนย์อาจจะเกิดข้ึนท่ีฟิลิปปินส์ (Francia,
Luis H., 2002 ; Wikipedia,2018.3) ใน ค.ศ. 1897 หนงั ของพลี่ มู ิแอรห์ ลายเรื่องถูก
น�ำมาฉายทมี่ ะนิลา สองปีหลงั จากการฉายหนังครงั้ แรกของโลกทป่ี ารีส ในปีต่อมาท
หารชาวสเปน Antonio Ramos ไดใ้ ชเ้ ครอื่ งถา่ ยหนงั ของลมู แิ อรถ์ า่ ยภาพในฟลิ ปิ ปนิ ส์
เป็นครั้งแรก หน่ึงปีต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงคร้ังใหญ่ในประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์
ขณะท่ีการต่อสขู้ องกลุ่มชาตนิ ิยมกับผปู้ กครองชาวสเปนดำ� เนินไป สเปนแพ้สงคราม
ต่ออเมริกาและตกลงมอบฟิลิปปินส์ให้แก่อเมริกา อเมริกาจึงเข้ามาปราบปรามกลุ่ม
ชาตินิยมที่ได้ประกาศเอกราชของชาติจากสเปนไปก่อนหน้าน้ันแล้ว ท�ำให้อเมริกา
กลายเป็นผ้ปู กครองฟลิ ปิ ปินสใ์ นต้นศตวรรษที่ 20
ในชว่ งแรกของการยดึ ครอง หนงั เงยี บจากอเมรกิ าและยโุ รปจำ� นวนมากถกู
น�ำมาฉายในฟิลิปปินส์ รวมทั้งหนังสงครามระหว่างสเปน ฟิลิปปินส์ และอเมริกาที่
สรา้ งโดยบริษัทของโธมสั อลั วา เอดิสันหนงั เร่อื งน้ถี ่ายทำ� ในปา่ ของรฐั นวิ เจอร์ซี่ โดย
ใช้นักแสดงผิวด�ำแสดงเป็นชาวฟิลิปปินส์ ก่อนสงครามโลกคร้ังท่ีหนึ่งไม่นานผู้สร้าง
ชาวอเมรกิ นั ไดส้ รา้ งหนงั เรอื่ งแรกในฟลิ ปิ ปนิ ส์ The Life of Rizal จากชวี ติ ของ Jose
Rizal ผนู้ �ำชาตนิ ยิ ม วรี บรุ ุษของฟิลปิ ปินสผ์ ูซ้ ่ึงถกู ประหารชีวติ โดยสเปน
หลงั สงครามโลกคร้ังที่ 1 สองพี่น้อง Jose และ Jesus Nepomuceno ได้
ตงั้ บรษิ ัทสรา้ งหนงั ของชาวฟลิ ิปปินส์ Malayan Movie และสร้างหนงั เงียบของชาว
ฟิลิปปินส์เรอื่ งแรก Country Maiden (1919) บริษทั นี้ยังเปน็ ผ้สู รา้ งหนงั เสยี งเรื่อง
แรก The Golden Dagger (1932) หนงั พดู เปน็ ภาษาตากาลอ๊ ค ซง่ึ เปน็ ภาษาประจำ�
ชาติของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน ถึงผู้สร้างฟิลิปปินส์จะมีต้นแบบเป็นหนังฮอลลีวู้ดหนัง
ของชาวฟิลิปปินส์น�ำเสนอมุมมอง และรสนิยมท่ีแตกต่างจากหนังฮอลลีวู้ด และยัง
เสนอแนวคิดชาตินิยมท่ีไม่แสดงการต่อต้าน หรือวิจารณ์การปกครองของอเมริกา
อย่างตรงๆ แตเ่ นน้ ไปท่เี ร่อื งความกลา้ หาญ เสียสละ
ในทศวรรษที่ 1930 เกดิ บรษิ ทั ผสู้ รา้ งหนงั ของชาวฟลิ ปิ ปนิ สข์ น้ึ อกี หลายแหง่
เช่น Sampaguita Pictures, LVN และ Salumbides Brothers หนงั ที่ถูกสรา้ งออก
มามีท้ังหนังเพลง โรแมนติก และหนังย้อนยุค ดาราหนังที่กลายเป็นศูนย์กลางความ
สนใจมักจะเป็นลูกครึ่งท่ีมีหน้าตาแบบชาวตะวันตก อุตสาหกรรมหนังยุคก่อน

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 23
สงครามโลกครงั้ ทสี่ องของฟลิ ปิ ปนิ สเ์ ตบิ โตไดอ้ ยา่ งดี แมจ้ ะตอ้ งแขง่ ขนั กบั หนงั ฮอลลวี ดู้
มีการสร้างหนังจ�ำนวนมาก ท�ำใหเ้ กดิ ดาราหนังท่ีมแี ฟนคลบั ตดิ ตามหลายคน
อุตสาหกรรมหนังหยุดชะงักลงในช่วงสงครามโลกครั้งท่ีสอง ฟิลิปปินส์ตก
อยู่ใต้การปกครองของญ่ีปุ่น มีหนังแนวโฆษณาชวนเชื่อไม่ก่ีเรื่องที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้
สร้างอย่าง The Dawn of Freedom ร่วมก�ำกับโดยAbe Yutaka และ Gerardo
de Leon ผู้ซ่ึงจะกลายเป็นผู้ก�ำกับหนังคนส�ำคัญของฟิลิปปินส์ในช่วงหลังสงคราม
หนังแสดงภาพด้านลบของระบอบอาณานิคมอเมริกันได้อย่างสมจริง อย่างไรก็ตาม
ความพยายามทจ่ี ะสนบั สนนุ วฒั นธรรมของชาวพื้นเมอื งในช่วงเวลาดงั กลา่ วเทยี บไม่
ไดก้ ับความโหดรา้ ยท่กี องทัพญ่ีปนุ่ กระท�ำตอ่ ชาวฟิลปิ ปนิ ส์
การฉายหนังคร้ังแรกในอนิ โดนเี ซยี (Sumarno, Marseth and Achnas,
Nan Triveni, 2002 ; Wikipedia, 2017.1) หรอื อาณานคิ มดัตชอ์ ีสตอ์ นิ เดยี เกดิ ขึ้น
ในปี 1900 หนังสือพมิ พ์ของชาวดตั ช์เรยี กหนังวา่ “live pictures” หนงั ชุดแรกเปน็
เร่ืองเกี่ยวกับการพัฒนาในแอฟริกาใต้ กับฮอลแลนด์ และเร่ืองชีวิตประจ�ำวันของ
ราชวงศ์ฮอลแลนด์ ทศวรรษต่อมากิจการฉายหนังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยมผี ู้
ชมท้ังในหมู่ชาวดัตช์ ชาวจีน และชาวอินโดนีเซีย หนังท่ีฉายส่วนใหญ่จะน�ำเข้าจาก
อเมริกา กิจการหนังมาชะงักเอาต้ังแต่ช่วงสงครามโลกคร้ังที่ 1 การเก็บภาษีฟิล์มใน
ชว่ งหลงั สงครามซงึ่ เปน็ ผลจากเศรษฐกจิ ตกตำ�่ ยงิ่ ทำ� ใหโ้ รงหนงั ขนาดเลก็ ทกี่ ระจายอยู่
ตามเมืองต่างๆ ปิดตัวลงมากย่ิงขึ้น ต่อมากิจการฉายหนังเปลี่ยนมือจากชาวดัตช์มา
เปน็ พอ่ ค้าชาวจีนทีน่ �ำเขา้ หนงั จีนจากเซย่ี งไฮเ้ ข้ามาฉาย
หนังเร่ืองแรกท่ีสร้างในอาณานิคมดัตช์อีสต์อินเดียเป็นผลงานของผู้สร้าง
ชาวดัตช์ L. Heuveldrup และ G. Kruger The Monkey Kasaroeng (1926) เปน็
เรอ่ื งจากนทิ านพนื้ บา้ นของชวาหนงั เรอื่ งนไี้ มไ่ ดร้ บั ความนยิ มแตป่ ตี อ่ มาผสู้ รา้ งทง้ั สอง
กลบั มาสรา้ งหนงั แนวชวี ติ ครอบครวั ทไี่ ดร้ บั ความนยิ มคอื เรอ่ื ง Eulis Atjia ความสำ� เรจ็
นที้ �ำให้ผ้นู ำ� เขา้ หนงั ชาวจีนหันมาลงทุนสรา้ งหนงั บ้าง โดยมีผกู้ ำ� กบั ท่ีสำ� คัญคือพ่ีน้อง
ตระกูล Wong (Nelson Joshua และ Othnielมีผลงานในอินโดนีเซียระหว่างปี
1928 - 1933) ซึ่งเคยท�ำหนังในเซ่ยี งไฮ้มากอ่ น หนงั เสยี งเรอ่ื งแรก The Rose from
Tjikembang (1931) กเ็ ปน็ ผลงานของผสู้ รา้ งชาวจนี เชน่ เดยี วกนั หนงั ของผสู้ รา้ งชาว

24 ภิ ร ม ย์รตี
จีนแสดงภาพชีวิตของสังคมชาวจีน เรื่องราวจากต�ำนานจีน และศิลปะการต่อสู้ มุ่ง
ไปทีก่ ารฉายในชุมชนจีนเปน็ หลกั
หลายปตี อ่ มาจงึ มหี นงั ของผสู้ รา้ งชาวอนิ โดนเี ซยี ทไ่ี ดร้ บั ความนยิ มคอื Full
Moon (1937) กำ� กบั โดย Albert Balinkซง่ึ เคยรว่ มงานกบั ผสู้ รา้ งชาวจนี มากอ่ น หนงั
ใชน้ กั แสดงละครพนื้ บา้ นทมี่ ชี อ่ื เสยี งมารบั บทนำ� ดงึ ดดู ผชู้ มดว้ ยภาพทวิ ทศั นท์ ส่ี วยงาม
ฉากเตน้ ระบำ� เรอ่ื งราวโรแมนตคิ กลายเปน็ ตน้ แบบใหห้ นงั เรอ่ื งตอ่ มาอกี จำ� นวนมาก
Balink ยงั ทำ� หนงั ทเี่ ปน็ ทน่ี ยิ มตอ่ มาอกี สองเรอื่ ง Fatima (1938) และ Alang - Alang
(1939) ความสำ� เรจ็ ของหนงั ทเ่ี ลา่ เรอ่ื งของชาวอนิ โดนเี ซยี ทำ� ใหก้ ลมุ่ ผชู้ มชาวพนื้ เมอื ง
ขยายตัวจนกลายเป็นผู้ชมหลักของธุรกิจหนัง รวมท้ังเกิดบริษัทสร้างหนังของชาว
อินโดนีเซียข้ึน 4 บริษัทเช่นเดียวกับในที่อ่ืนๆ อุตสาหกรรมหนังท่ีก�ำลังเติบโตต้อง
หยุดชะงกั ลงเมื่อเกิดสงครามโลกครงั้ ทีส่ อง
การฉายหนังคร้ังแรกของมาเลเซีย - สิงคโปร์ (Muthalib, Hassan and
Tuck Cheong, Wong, 2002 ; Wikipedia, 2018.1) ในการปกครองของอังกฤษ
เกดิ ขนึ้ ในปี 1902 ภายใน 10 ปตี อ่ มามกี ารสรา้ งโรงฉายหนงั ขนาดใหญข่ ้ึนหลายแหง่
ผสู้ รา้ งหนงั มาเลเซยี เรอื่ งแรกเปน็ บรษิ ทั ของชาวอนิ เดยี ในสงิ คโปร์ Motilal Chemical
ผ้นู ำ� เขา้ ตะเกยี งคารบ์ อนส�ำหรับฉายหนังไดล้ งทุนสร้าง Laila Majnun (1933) เร่ือง
โศกนาฏกรรมความรกั ทเ่ี ปน็ นทิ านเกา่ แกข่ องเปอรเ์ ซยี  - อาหรบั ทร่ี จู้ กั กนั ดี กำ� กบั โดย
ผู้ก�ำกับจากอินเดีย BS Rajhans หนังแสดงออกเหมือนกับหนังอินเดียท่ีสร้างกันใน
สมยั นนั้ มากทง้ั แนวเรอื่ งรกั โศก การแสดงแบบโอเวอ่ ร์ เพลงและการเตน้ ระบำ� กลาย
เป็นรปู แบบทใี่ ช้อย่างแพรห่ ลายในหนงั มาเลเซยี  - สงิ คโปรม์ าจนถงึ ทศวรรษท่ี 1950
หนงั ใชน้ ักแสดงจากละครพื้นบ้านท่ีเรียกวา่ bangsawan (ละครท่เี ลน่ เรอื่ งเจา้ มฉี าก
ท้องพระโรงเป็นส�ำคัญ) นักแสดงละคร bangsawan หลายคนกลายเป็นดาราหนัง
รนุ่ บกุ เบกิ
Shaw Brothers (Run Run และ RunmeShaw) สองพ่ีนอ้ งนักสร้างหนัง
จากเซ่ียงไฮ้ได้ลงทุนสร้างโรงถ่ายในสิงคโปร์ โดยใช้บท และเร่ืองราวของจีน ก�ำกับ
โดยผู้ก�ำกับชาวจีน แต่แสดงโดยนักแสดง bangsawan หนังของ Shaws ที่ผลิตใน
ชว่ งกอ่ นสงคราม 1938 - 1941 แม้จะมเี ครือ่ งมอื และเทคนคิ การถ่ายทำ� ท่ีดขี ึ้น แตไ่ ม่
เปน็ ทน่ี ยิ มนักในหมู่ชาวพ้นื เมอื ง

72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 25
อตุ สาหกรรมหนงั ขาดชว่ งไปในชว่ งสงครามโลกครง้ั ทสี่ อง แตห่ นงั ญปี่ นุ่ ของ
ผู้สร้างระดับปรมาจารย์อย่าง Kenji Mizoguchi, Akira Kurosawa และ Yasujiro
Ozu ทเ่ี ขา้ มาฉายในชว่ งญปี่ นุ่ ยดึ ครอง จะมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ผสู้ รา้ งหนงั มาเลเซยี  - สงิ คโปร์
ยคุ หลงั สงคราม โดยเฉพาะศลิ ปินคนสำ� คญั ของวงการอยา่ ง P Ramlee ซงึ่ ต่อมาได้
น�ำ Sanshiro Sugata ของ Kurosawa มาสร้างใหม่เป็น Kancan Tirana (1969)
ระหว่างสงครามญี่ปุ่นใช้มาเลย์เซีย - สิงคโปร์และเคร่ือข่ายการจัดจ�ำหน่ายหนังของ
Shaw Brothers ในการเผยแพร่หนังเข้าสู่อุษาคเนย์ หนังญ่ีปุ่นจ�ำนวนหนึ่งยังสร้าง
เกย่ี วกบั มาเลเซยี เชน่ Southern Wind 2 (1942) Tiger of Malay (1942) แสดง
ภาพของมาเลเซียอย่างทม่ี ีความแปลกตา คนท้องถน่ิ ทดี่ เู รียบงา่ ยซือ่ ตรงทใี่ ชช้ ีวติ อยู่
ในดนิ แดนอันอุดมสมบรู ณ์
ในเมยี นมาร์ (Wikipedia, 2017.2) ดนิ แดนภายใตก้ ารปกครองขององั กฤษ
อีกแห่งหน่ึง ผู้สร้างหนังชาวเมียนมาร์ท่ีได้ช่ือว่าเป็นบิดาแห่งการสร้างหนังของชาติ
คือ Ohn Maung สรา้ งหนังมาต้ังแต่ทศวรรษท่ี 1910 โดยเร่ิมจากการใช้กล้องถ่าย
หนงั มอื สองถา่ ยพธิ ศี พของ Tun Shein นกั ชาตนิ ยิ มและวรี บรุ ษุ ของชาติ หนงั ถกู ฉาย
ให้แก่สาธารณะชนดู โดยมีตัวหนังสือข้ึนก่อนเร่ิมเร่ืองว่า “กรุณาให้อภัยต่อคุณภาพ
ทีต่ ่�ำของภาพยนตรเ์ รื่องนี้” มันกลายเปน็ หนังที่ชาวพมา่ ภาคภูมิใจ Ohn Maung ได้
เปิดกิจการบริษัทหนังแห่งแรกของเมียนมาร์ และสร้างหนังเงียบเร่ืองแรกของเมีย
นมาร์ Love and Liquor ซงึ่ นำ� แสดงโดยดาราดงั คนแรกของเมยี นมาร์ Nyi Pu แมว้ า่
จะมีคุณภาพไม่ดีนักเน่ืองจากการขาดประสบการณ์ในการถ่ายหนัง และไม่มีเครื่อง
มอื ทดี่ ี หนงั เรอ่ื งนก้ี ลายเปน็ หนงั ดงั เรอื่ งแรกของเมยี นมาร์ เปน็ เรอื่ งของชายทช่ี วี ติ ถกู
ท�ำลายด้วยเหล้า และการพนัน วันที่ฉายหนังรอบแรกคือ 13 ตุลาคม 1920 ยังถูก
รำ� ลกึ ถึงวา่ เป็นวันภาพยนตร์เมยี นมาร์ตอ่ มาดว้ ย
จากทศวรรษท่ี 1920 - 1930 เกดิ บริษทั ผ้สู ร้างหนงั ข้ึนจำ� นวนหนึง่ ในพม่า
เช่น A1, New Burma, British Burma, The Imperial, Bandula and Yan Gyi
Aung ต่างก็สร้างหนังขึ้นมาบริษัทละหลายเร่ือง ผู้ก�ำกับหนังคนส�ำคัญในยุคแรกคือ
Nyi Pu, Sunny, Tote Kyi, and Tin Pe หนงั เสยี งเรอ่ื งแรกของเมยี นมารค์ อื Money
Can’t Buy It (1932) ถา่ ยทำ� ในบอมเบย์ อนิ เดีย (สงสยั จะเปน็ เพราะอปุ กรณ์ในการ
ถา่ ยทำ� )

26 ภิ ร ม ย์รตี
ประเดน็ ทางการเมอื งกลายเปน็ หวั เรอื่ งทห่ี นงั พดู ถงึ มากขน้ึ โดยเฉพาะหนงั
ของบริษทั Parrot Film Company (ผันตัวมาจากบริษทั แท๊กซ่ีของชาวอังกฤษ ชาว
พม่า U Sunny ได้ซื้อกิจการก่อนจะหันมาสร้างหนัง โดยมีช่างเคร่ืองของบริษัท U
Ba Thar รบั ตำ� แหนง่ ผอู้ ำ� นวยการ) ซงึ่ เปน็ ผสู้ รา้ งรายใหญม่ กั มปี ระเดน็ ทางสงั คมเชน่
ปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจ ปัญหาการพนัน มีหนังบางเร่ืองที่ถูกแบนโดย
เจ้าหน้าท่ีเซ็นเซอร์ของอังกฤษอย่าง Our Peacock Flag (1936) เป็นหนังท่ีได้รับ
ความนิยมก่อนจะถูกห้ามฉาย หนังที่น่าสนใจเร่ืองหนึ่งคือ Boycott (1937) หนัง
การเมอื งทก่ี ำ� กบั โดยผนู้ ำ� นกั ศกึ ษาอนาคตนายกรฐั มนตรคี นแรกของพมา่ อยา่ ง U Nu
โดยมี Aung San ผู้ซ่งึ ต่อมาคอื บดิ าของเอกราชของเมยี นมาร์ร่วมแสดงสงครามโลก
ครง้ั ทีส่ องท�ำให้การสรา้ งหนังในพมา่ หยุดชะงกั ไปเชน่ เดียวกับในทีอ่ ่ืนๆ
ผเู้ ขียนเกย่ี วกบั หนงั ในอนิ โดจนี ของฝร่ังเศส (Phuong Lan, Ngo, 2002 ;
Wikipedia, 2016.1) ไมไ่ ด้กล่าวถึงการนำ� หนังเข้ามาฉายคร้ังแรก แต่เลา่ วา่ การแพร่
กระจายของกจิ การโรงหนงั เกดิ ขน้ึ ในทศวรรษ 1920 หนงั ในยคุ แรกเปน็ หนงั เงยี บจาก
ฝร่ังเศส และอเมริกา มีการสร้างหนังสารคดีเกี่ยวกับเวียดนาม และกัมพูชาโดยนัก
สรา้ งหนงั ชาวฝรง่ั เศส และตอ่ มาไดส้ รา้ งหนงั ทเี่ ลา่ เรอ่ื งของชาวเวยี ดนามคอื เรอ่ื ง Kim
Van Kieu (1924) ถงึ หนงั จะถา่ ยในเวยี ดนามแตผ่ สู้ รา้ งนำ� ฟลิ ม์ กลบั ไปดำ� เนนิ การหลงั
การถ่ายท�ำต่อในฝร่ังเศส ขณะที่นักสร้างหนังชาวเวียดนามก็ได้สร้างหนังของตนเอง
ขน้ึ มาบา้ ง เชน่ หนงั สารคดเี กยี่ วกบั พธิ ศี พของจกั รพรรดิ Khai Dinh และพธิ ขี น้ึ ครอง
ราชยข์ องจักรพรรดิ Bao Dai หนงั เงียบ A Penny for a Horse การสร้างหนงั เสียง
เรม่ิ ในช่วงปลายทศวรรษท่ี 1930 เช่น True to Love, A Song of Triumph และ
Scared of Ghosts นกั สร้างหนังกลุม่ หน่ึงพยายามทจี่ ะรว่ มทนุ่ กับเจ้าของเครือข่าย
โรงหนังชาวจีน ไปถ่ายหนังในฮ่องกงโดยใช้บทและนักแสดงชาวเวียดนามสร้างเร่ือง
The Ghost Field ผสู้ รา้ งหนงั เวยี ดนามรนุ่ แรกไมส่ ามารถจะแขง่ ขนั กบั หนงั อเมรกิ นั
และฝรง่ั เศสได้ เพราะปญั หาเกย่ี วกบั เครอ่ื งมอื ในการสรา้ ง และอกี สว่ นหนงึ่ เปน็ เพราะ
ชอ่ งทางการจดั จ�ำหนา่ ยและการฉายอยู่ในมือของนายทุนชาวฝรงั่ เศส

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 27

เอกราช และสงครามเย็น
หลังสงครามโลกครงั้ ท่ีสองกระบวนการเอกราชของชาติตา่ งๆ ไมว่ ่าจะโดย
การเจรจา หรือการต่อสู้ ผลกระทบจากสงครามเย็น และปฏิกริยาต่อสงครามเย็น
กำ� หนดความเปน็ ไปของชาตติ า่ งๆ สว่ นใหญแ่ ลว้ จะทำ� ใหเ้ กดิ รฐั บาลแบบเผดจ็ การใน
รปู แบบตา่ งๆ สภาพการณข์ องประเทศตา่ งๆ เปน็ พนื้ ทที่ วี่ งการหนงั จะสรา้ งตวั ตนขนึ้
มาในรปู แบบท่ีแตกต่างกนั
หลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ฟลิ ปิ ปนิ ส์ (Francia, Luis H., 2002 ; Wikipedia,
2018.3) เป็นชาติแรกในอุษาคเนย์ที่ได้รับเอกราชจากเจ้าอาณานิคม อุตสาหกรรม
หนังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หนังแนวท่ีได้รับความนิยมในช่วงแรกคือหนังสงคราม ผู้ชม
ตอ้ งการหนงั ทเ่ี ลา่ เรอื่ งความกลา้ หาญ รกั ชาติ ภาพของการรบ และความนา่ กลวั ของ
สงคราม จนถึงทศวรรษท่ี 1950s ผสู้ รา้ งหนังรายใหญข่ องประเทศคอื ส่ีบรษิ ัท LVN,
Sampaguita, Premiere, และ Lebran ตา่ งกผ็ ลติ หนงั ออกมาเปน็ จำ� นวนมากจนได้
ชอื่ วา่ ยคุ ทองของหนงั ฟลิ ปิ ปนิ ส์ ทศวรรษนฟี้ ลิ ปิ ปนิ สผ์ ลติ หนงั ปลี ะประมาณ 350 เรอ่ื ง
เป็นประเทศเอเชยี ทีผ่ ลติ หนังมากเปน็ อนั ดับสองรองจากญี่ปุ่น
บรษิ ทั LVN มชี อื่ ในเรอื่ งการทำ� หนงั ทใ่ี ชท้ นุ สงู และไดร้ บั ความนยิ ม นอกจาก
หนงั เพลงและตลกแลว้ ยงั สรา้ งหนงั แนวแฟนตาซี ซงึ่ มกั เปน็ เรอื่ งราวทเ่ี กดิ ขนึ้ ในโลก
จนิ ตนาการทผ่ี สมผสานอทิ ธพิ ลของตำ� นานพน้ื เมอื ง เทพปกรณมั ตะวนั ตก จนถงึ วฒั น
ธรรมป๊อปสมัยใหม่ ตัวละครจากการ์ตูน Darna ซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่ดูคล้าย
Wonderwomen ของอเมริกา ถูกสร้างเป็นหนังยอดนิยมในปี 1951 เร่ืองราวของ
เธอถกู นำ� มาเลา่ อกี หลายครงั้ ทง้ั ทเ่ี ปน็ หนงั และรายการทวี ี มนี กั แสดงหญงิ นบั 10 คน
ที่เคยรับบทเป็น Darna LVN ยังเป็นผู้สร้างหนังสะท้อนสังคมหลายเรื่อง ที่ประสบ
ความส�ำเรจ็ สงู อยา่ งเช่น Child of Suffering (1956, Lamberto Avellan) ซึ่งได้รบั
รางวัลหนังยอดเยีย่ มจากงาน Asia - Pacific Film Festivalขณะท่ีบรษิ ทั Premiere
สร้างหนังแนวแอค็ ชั่นทท่ี �ำเงนิ หลายเรื่องในทศวรรษน้ี
หนังเร่ืองส�ำคัญของวงการหนังฟิลิปปินส์คือ Genghis Khan (1952,
Manuel Conde) เรอ่ื งของจกั รพรรดิมองโกลผู้พชิ ิตโลก ถูกเลา่ ผ่านหนังทุนต�่ำแต่ได้
รบั เสยี งตอบรบั ท่ดี ีในระดับโลก เป็นหนังจากเอเชยี เรือ่ งแรกทไี่ ดฉ้ ายในเทศกาลหนงั

28 ภิ ร ม ย์รตี
เวนิช และคานส์ ท้ังยังเป็นต้นแบบท่ีผู้สร้างหนังอเมริกันน�ำไปสร้างเป็นหนัง The
Conqueror (1956) และGenghis Khan (1965) ผสู้ รา้ งหนงั คนสำ� คญั ของวงการคอื
Gerardo de Leon ซึ่งท�ำงานมาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลก แต่มามีผลงานโดดเด่น
ในทศวรรษที่ 1950 หนังของ de Leon มกั จะมีความเหน็ วิพากษว์ จิ ารณส์ ังคม เลา่
เรอ่ื งของผู้คนอยา่ งมคี วามเห็นใจ และดสู นุก เขาท�ำงานอยา่ งตอ่ เน่อื งจนถึงปี 1975
ซ่งึ เขาสรา้ งหนงั สองเรอ่ื งสุดท้าย
ทศวรรษท่ี 60 เปน็ ยุคของหนงั แนวตลาด แต่ไม่มผี ลงานทีโ่ ดดเด่นเหมอื น
ทศวรรษก่อน บริษัท Sampaguita ผลิตหนังเพลงออกมาเป็นจ�ำนวนมาก ขณะที่
วฒั นธรรมวยั รนุ่ ทแ่ี พรก่ ระจายไปทว่ั โลกกบั ความนยิ มใน the Beatle และดนตรรี อ๊ ค
แอนดโ์ รล วัฒนธรรมวัยรุ่นในฟิลิปปินส์ก็แสดงออกผา่ นหนังรักวยั รนุ่ เปน็ ท่ีนยิ มและ
มดี าราคนสำ� คญั อยา่ ง Nora Aunor, Vilma Santosฯ รปู แบบของหนังท่ไี ดร้ บั ความ
นิยมยังมีหนงั แอ๊คชน่ั ในแนวคาวบอย หรอื สายลับ ตามแบบหนงั ฮอลลีวดู้ ร่วมสมยั ท่ี
ได้รบั ความนิยม ปลายทศวรรษเกดิ ความนยิ มหนังโป๊ soft - core ทเี่ รียกว่า Bomba
เป็นความเปลี่ยนแปลงคร้ังส�ำคัญในการแสดงออกทางเพศของหนังฟิลิปปินส์ จน
รัฐบาลต้องออกกฏมาควบคุม ท�ำให้ผู้สร้างหยุดสร้างหนังแนวน้ีไปตอนต้นทศวรรษ
1970 แต่ไม่กี่ปีต่อมาก็กลับมาสร้างกันใหม่คราวน้ีเรียกว่าหนัง Bold การวิพากษ์
วิจารณ์สังคมของผู้สร้างหนัง แสดงออกในทางอ้อมด้วยภาพของสังคมท่ีเส่ือมโทรม
ไปด้วยอาชญากรรมและคอรัปชั่นท่ีใช้เป็นฉากหลังในหนังแอ็คชั่น และการหนีจาก
โลกฉ้อฉลของผู้ใหญ่ในหนังทเี่ ลา่ เรอ่ื งของเดก็ หนงั ที่โดดเด่นของทศวรรษ 1960 ยัง
คงเป็นหนังของ Gerardode Leon ซึ่งสร้างหนังออกมาอย่างสม่�ำเสมอในปี 1961
เขาสร้าง Touch Me Not นิยายเร่ืองส�ำคัญของฟิลิปปินส์ผลงานเขียนของ Jose
Rizal วีรบุรุษของชาติ หนังสร้างเน่ืองในวาระครบ 100 ปีของ Rizal และถูกกล่าว
ถึงวา่ ซ่อื ตรงตอ่ นยิ ายต้นฉบบั (เป็นคร้ังที่ 4 ท่ีนยิ ายเรอ่ื งนี้ถกู สรา้ งเป็นหนัง ก่อนหนา้
นี้de Leon เคยทำ� หนงั เร่ือง Sisa (1951) ท่เี ล่าเร่อื งตัวละครตัวหน่งึ จากนิยายเรือ่ ง
น้ี Touch Me Not ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากการประกวดในประเทศ
(Wikipedia, 2018.4)

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 29
ประธานาธิบดีมาร์กอสน�ำประเทศเข้าสู่ระบอบเผด็จการเต็มขั้นหลังการ
ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 ตามมาด้วยมาตรการควบคุมส่ือต่างๆ รวมท้ังหนัง
อยา่ งเขม้ ขน้ รฐั จะตรวจบทหนงั กอ่ นการถา่ ยทำ� ไมม่ กี ารวพิ ากษว์ จิ ารณร์ ฐั บาลในหนงั
รฐั ยงั เรยี งรอ้ งใหผ้ สู้ รา้ งหนงั แสดงออกถงึ ระเบยี บวนิ ยั ความซอื่ สตั ย์ และความรกั ชาติ
ภายใต้กฎอัยการศึกและการเซ็นเซอร์ เซ็ก และความรุนแรงยังเป็นจุดขายของหนัง
ฟลิ ปิ ปนิ ส์ หนงั แอก็ ชนั่ มกั จะแสดงวา่ เรอื่ งราวความเลวรา้ ยของสงั คมทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ใน
หนงั ได้ถูกลบลา้ งไปโดยสังคมใหม่ของระบอบมารก์ อส ขณะท่กี ารแสดงเร่ืองทางเพศ
กลบั คนื มาอกี หลงั จากยคุ ของหนงั bomba แตใ่ นลกั ษณะทเ่ี บาๆ ไมโ่ จง่ แจง้ เทา่ ดารา
หญงิ มักจะต้องวา่ ยนำ้� ในเสอื้ ช้ันในหรือมีฉากอาบน้ำ� ท่เี รยี กกันวา่ “wet look” หนงั
ยอดนยิ มของปี 1974 The Most Beautiful Animal on the Face of the Earth
ทนี่ �ำแสดงโดยอดีตมสิ ยูนเิ วริ ส์ Gloria Díaz เปน็ ตวั อยา่ งท่ดี ีของหนังแนวน้ี
บรรยากาศภายใต้รัฐบาลเผด็จการท�ำให้เกิดการแสวงหาแนวทางใหม่ของ
ผสู้ รา้ งหนงั ซงึ่ ถกู เรยี กวา่ กลมุ่ “new wave” พวกเขาไมไ่ ดส้ รา้ งหนงั เพอ่ื พาผชู้ มหลบ
หนีจากความเป็นจริง แต่เล่าเรื่องชีวิตอย่างเป็นจริงเหมือนกับที่ผู้ชมรู้จัก ในแง่มุม
ตา่ งๆ ทงั้ สงั คม การเมอื ง และวฒั นธรรม หนงั เรอื่ งสำ� คญั ทเ่ี ปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของหนงั แนว
น้ีคือ You’ve Been Judged and Found Wanting (1974) เรอ่ื งแบบ coming of
age (การเตบิ โตผา่ นชว่ งวยั ) ของชายหนมุ่ ในเมอื งทเ่ี งยี บเหงา ตวั ละครทดี่ เู หมอื นคน
จริงๆ และการเล่าเร่ืองอย่างเหมือนจริงของหนังท�ำให้ดูแตกต่างอย่างมากกับหนัง
กระแสหลัก หนังสร้างโดยผู้สร้างอิสระ และประสบความส�ำเร็จท้ังรายได้และค�ำ
วจิ ารณ์ ผ้กู ำ� กบั หนังเรอื่ งน้Lี ino Brocka ซง่ึ ตอ่ มาสรา้ งหนังกว่า 50 เรอ่ื งถูกยกย่อง
ว่าเป็นหน่ึงในผู้ก�ำกับท่ีส�ำคัญที่สุดของวงการ และเป็นผู้เปิดประตูยุคทองครั้งที่สอง
ของหนังฟิลิปปนิ ส์ หนงั ของ Brocka มกั เล่าเรอ่ื งของคนจน ผู้ตกเป็นเบ้ียลา่ ง เหยอ่ื
ทหี่ นั มาโตต้ อบกบั สงั คมอยา่ งรนุ แรงในตอนทา้ ยเรอื่ ง ปสี ำ� คญั ของกลมุ่ “new wave”
คือ 1976 ซึ่งมหี นังเรื่องสำ� คญั ออกฉายถงึ ส่ีเร่อื ง This is the Way it Was…How is
it Today (Eddie Romero), Speck in the Water (Ishmael Bernel), Black
(Mike de Leon) และ Insiang ของ Lino Brocka

30 ภิ ร ม ย์รตี
หนงั อิสระทสี่ รา้ งโดยผูส้ ร้างนอกอตุ สาหกรรมหนงั Perfume Nightmare
(1978) หนังทีใ่ ช้ทุนเพียง 10,000 ดอลล่าร์ สร้างโดยนักเศรษฐศาสตร์ทีห่ ันมาเปน็ ผู้
สรา้ งหนงั Kidlat Tahimil (นามแฝงของ Eric de Guia) หนงั ทม่ี ลี ลี าแบบบทกวี และ
มีอารมณ์ขัน พูดถึงผลกระทบของระบอบอาณานิคมต่อประเทศฟิลิปปินส์ เล่าเร่ือง
คนขบั รถจิปน่ีแทก๊ ซี่ผู้หมกม่นุ กับเร่อื งการเดินทางในอวกาศและจนิ ตนาการเกยี่ วกบั
ตะวันตก ในท่ีสุดได้พบความจริงเมื่อเขาย้ายไปอยู่ปารีสในตอนท้ายเรื่อง หนังได้รับ
รางวัลระดับนานาชาติ Critic’s Prize จาก the Berlin Film Festival ถูกจัดใหเ้ ป็น
หนังเร่ืองส�ำคัญในประวัติศาสตร์หนังฟิลิปปินส์ นักท�ำหนังรุ่นใหม่หลายคนหันมาส
รา้ งหนังดว้ ยทุนต่�ำ ถ่ายดว้ ยกล้อง 8 ม.ม. หรอื วิดโี อเทป และปฏเิ สธระบบเซนเซอร์
ของรัฐด้วยการฉายหนังในมหาวิทยาลัย ศูนย์วัฒนธรรมของสถานทูต หรือเทศกาล
หนงั ในตา่ งประเทศ และได้รบั การตอบรับทด่ี ที ง้ั ในและนอกประเทศวธิ กี ารแบบนี้ได้
สร้างนักสร้างหนังคนส�ำคัญในยุคหลังมาร์กอสอย่าง Raymond Red และNick
Deocampo
ยุคเผด็จการของมาร์กอสซึ่งพยายามจะควบคุมการสร้างหนัง กลับกลาย
เปน็ ช่วงเวลาท่ีนา่ ต่ืนเตน้ ทสี่ ุดของผู้สรา้ งหนงั ฟิลิปปินส์ ซึ่งพยายามจะสร้างหนังท่ีไม่
ไดเ้ ปน็ แคค่ วามบนั เทงิ โดยการหลบหนคี วามจรงิ พวกเขาพยายามสรา้ งหนงั ทส่ี ง่ ผลก
ระทบท่ีลึกซึ้งกว่าต่อผู้ชม กลายเป็นช่วงเวลาที่ถูกเรียกว่ายุคทองคร้ังที่สองของหนัง
ฟลิ ปิ ปนิ ส์ (ยคุ แรกคือทศวรรษ 1950)
ซูการ์โนผู้น�ำชาตินิยมอินโดนีเซีย (Sumarno, Marseth and Achnas,
Nan Triveni, 2002 ; Wikipedia, 2017.1) ประกาศเอกราชของชาติในปีสุดท้าย
ของสงครามโลกครง้ั ทส่ี อง ชาวอนิ โดนเี ซยี ไมย่ อมรบั การกลบั มาของฮอลนั ดา ขณะท่ี
ดตั ชม์ จี ดุ ประสงคท์ จี่ ะกลบั มาปกครองอาณานคิ ม ทำ� ใหเ้ กดิ การสรู้ บทยี่ ดื เยอื้ มาจนถงึ
ค.ศ. 1949 เอกราชของอนิ โดนเี ซยี จงึ ไดร้ บั การยอมรบั ซกู ารโ์ นประธานาธบิ ดคี นแรก
ของประเทศเป็นผู้ท่ีมีความสนใจและให้ความส�ำคัญกับศิลปะ ต้นทศวรรษ 1950 มี
การสรา้ งหนงั คณุ ภาพดที จี่ ดั วา่ เปน็ หนงั เรอื่ งสำ� คญั ของวงการหลายเรอื่ ง เชน่ Blood
and Prayer (1950, Usmar Ismail), Between the Earth and the Sky
(1950,Armijh Pane)

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 31
ความขัดแย้งทางการเมืองหลังปี 1955 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย
ก้าวข้ึนมามอี �ำนาจ ท�ำใหก้ ารสรา้ งหนงั ของประเทศลดลงอย่างรวดเรว็ จาก 65 เรือ่ ง
ในปี 1955 เหลอื 14 เร่ืองในปี 1956 การลดลงของการสร้างหนังเป็นเพราะรฐั บาล
สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในการควบคุมหนัง ด้วยมาตรการข้ึนภาษีฟิล์ม และ
อนญุ าตใหจ้ งั หวดั ตา่ งๆ นำ� เขา้ หนงั จากตา่ งประเทศได้ พรรคคอมมวิ นสิ ตม์ องวา่ หนงั
ทอ้ งถน่ิ เป็นเครอื่ งมือทางการเมืองของฝา่ ยต่อตา้ นคอมมิวนสิ ต์ พรรคคอมมวิ นสิ ต์ยัง
ต่อต้านการน�ำเข้าหนังจากอเมริกา และสนับสนุนการน�ำเข้าหนังจากจากประเทศ
สงั คมนยิ ม ฝา่ ยคอมมวิ นสิ ตท์ เี่ ขา้ ไปทำ� งานในคณะกรรมการเซน็ เซอร์ ออกขอ้ กำ� หนด
ใหห้ นงั ตอ้ งไมส่ นับสนนุ จกั รวรรดนิ ยิ ม อาณานคิ ม ศกั ดนิ า ความเหนอื กวา่ ของคนผิว
ขาว การเหยียดเชือ้ ชาติ และเรยี กรอ้ งใหห้ นังแสดงภาพความกล้าหาญของวีรบรุ ษุ ที่
ต่อสูเ้ พื่อเอกราช กระต้นุ ใหผ้ ชู้ มต้อสู้กับวิกฤตการณ์ทปี่ ระเทศเผชญิ อยู่
ประธานาธบิ ดซี กู ารโ์ นพ่ น้ จากอำ� นาจในปี 1965 ประธานาธบิ ดซี ฮู ารโ์ ตข้ น้ึ
สอู่ ำ� นาจ ตามดว้ ยการปราบปรามคอมมวิ นสิ ต์ การสงั หารหมคู่ รงั้ ใหญใ่ นประวตั ศิ าสตร์
ซูฮาร์โต้ท่ีมาจากกองทัพไม่ได้สนใจศิลปะ วงการหนังถูกควบคุมโดยกฎระเบียบเข้ม
งวดตลอด 32 ปใี นระบอบการปกครองของซูฮาร์โต้ ทหารเขา้ มาแทนที่คอมมวิ นิสต์
ในคณะกรรมการเซนเซอร์ผู้สร้างหนังจะต้องส่งบทให้รัฐบาลพิจารณาก่อนการสร้าง
ทีมงานและนักแสดงจะต้องเป็นสมาชิกสหภาพ และก�ำหนดหน้าที่ในการถ่ายท�ำไว้
อยา่ งแน่นอนแลว้ เท่านนั้
นกั สรา้ งหนงั ในทศวรรษท่ี 1970 มที ง้ั ผสู้ รา้ งทเี่ รยี นรจู้ ากการทำ� งานในกอง
ถ่ายอย่าง Slamet Rahadjo, Henky Solaimanฯ และกลุ่มท่ีมีจากวงการละคร
Teghu Karya, Nya Abbas Akupฯ มผี กู้ ำ� กบั สองคนทเี่ รยี นจบมาจาก the Moscow
State Institute of Cinematography และมผี ลงานโดดเดน่ คอื Sophan Sophiaan
และ Pittrajaya Burnama
หนังท่ีนิยมสร้างมีหลายแนว ท่ีส�ำคัญท่ีสุดคือหนังรักที่มีฉากในมหานครจา
การ์ตา้ หนงั ที่สร้างจากนิทานพื้นบา้ น หนงั สยองขวัญทส่ี รา้ งจากเรือ่ งลกึ ลบั ในท้องถิ่น
และแนว melodrama (น�้ำเน่า?) และหนังท่ีมีแกนเรื่องเกี่ยวกับเร่ืองเพศ หรือมีฉาก
เซก็ อยใู่ นหนงั Breathing in Mud (1970,Turino Djunaidy) เปน็ หนงั อนิ โดนเี ซยี เรอ่ื ง

32 ภิ ร ม ย์รตี
แรกที่พดู เร่ืองทางเพศ และการข่มขนื อยา่ งเปิดเผย หนงั เลา่ เร่ืองหญงิ สาวจากหมู่บ้าน
ท่ีมาตามหาสามีในเมือง และลงท้ายต้องกลายเป็นโสเภณี หนังได้รับความนิยมแม้จะ
ถกู หา้ มฉายในหลายจงั หวดั ถงึ รฐั บาลจะมกี ฎหา้ มฉากเปลอื ย ฉากทแี่ สดงเรอ่ื งเพศ รวม
ทง้ั การตรวจบทกอ่ นทหี่ นงั จะถา่ ยทำ� แตห่ นงั ทพี่ ดู เรอื่ งเพศกเ็ ปน็ สว่ นสำ� คญั ของวงการ
หนังอินโดนีเซียจนถึงปลายทศวรรษ 1980 หนังจะแสดงออกโดยการแนะผู้ชม ด้วย
ภาพอย่าง แก้วแตก หรอื แพนกลอ้ งไปสูส่ ่วนอนื่ ของหอ้ งอย่างรวดเร็ว การถา่ ยอวยั วะ
บางสว่ นของตวั ละครเทา่ นน้ั การตดั ไปทอ่ี กี เหตกุ ารณห์ นง่ึ ซง่ึ ตวั ละครอกี ตวั จๆู่ กท็ ำ� มดี
บาดตัวเองจนเลือดไหล ผู้ชมจะขา้ ใจวา่ การมีเพศสมั พนั ธ์เกดิ ขึ้นผา่ นสัญลกั ษณเ์ หลา่ น้ี
หนังตลกเจ็บตัว หนังสยองขวัญ และหนังที่มีประเด็นทางเพศ ถูกมองว่าเป็นความ
บนั เทงิ ของคนระดบั รากหญา้ ทเี่ ปน็ ผูช้ มกลุ่มใหญ่ของอตุ สาหกรรมหนงั
ทศวรรษที่ 1980 อุตสาหกรรมหนังขยายตัวถึงจุดสูงสุด หนังยอดนิยมมี
หลากหลายแนวในช่วงต้นทศวรรษหนังท่ีสร้างจากต�ำนานพ้ืนบ้าน Roro Mendut
(1983, Ami Priyono) เร่ืองราวของเจา้ หญิงทถ่ี ูกสง่ มายงั ราชส�ำนักในชวาภาคกลาง
ในฐานะเชลยสงคราม เธอหลีกเล่ียงที่จะเป็นนางบ�ำเรอของเจ้านาย มีความรักและ
หนีตามชายหนุ่มสามัญชน จบลงด้วยการฆ่าตัวตายของคู่รัก ปี 1986 Tjoet Nja’
Dhien (Eros Djarot) หนังประวตั ิศาสตร์สรา้ งจากเรื่องของ Cut Nyak Dhien ผนู้ �ำ
หญิงที่น�ำชาวอัจเจห์ต่อสู้กับดัตช์ ในศตวรรษที่ 19 หนังได้รับทั้งความนิยม และค�ำ
ชม ได้รับรางวัลจ�ำนวนมากจากการประกวดในประเทศ และยังเป็นหนังอินโดนีเซีย
เร่ืองแรกท่ีไปฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และได้รับรางวัล Best International
Filmหนังยอดนิยมในช่วงปลายทศวรรษน้ีคือ Naga Bonar (1987,Arizal) และ
Catatan si Boy (1989,Arizal) หนงั ตลกสองเร่อื งของคณะตลก Warkop คณะตลก
จากมหาวทิ ยาลยั ทเ่ี ปน็ ท่ีนิยมในทศวรรษ 1980 - 90 เรือ่ งตลกของพวกเขามกั แทรก
ท่าทวี พิ ากษ์วิจารณส์ ังคม พวกเขามีรายการทีวที เี่ ป็นท่นี ยิ ม และยงั แสดงในหนงั กวา่
30 เร่อื งทศวรรษน้ตี ลาดวยั รุ่นกลายเป็นทสี่ นใจของผสู้ ร้างหนงั มีหนังและดารายอด
นิยมในวัฒนธรรมวยั รนุ่ เกดิ ขึ้นมากมาย
ผู้ก�ำกับหนังคนส�ำคัญในยุคซูฮาร์โต้คือ Teguh Karya เขาท�ำหนังจ�ำนวน
มากทไ่ี ด้รับคำ� ชมจากนกั วจิ ารณ์ และเป็นท่นี ิยมของคนดู อย่าง First Love (1973),

72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 33
The Strom Will Pass (1977), A Cup of Bitter Coffee (1984) The Lover Who
Missed the Train (1988) ในยคุ แรกหนังของเขามักเลา่ เรือ่ งความสัมพนั ธ์สมยั ใหม่
ความรกั ทซ่ี บั ซอ้ น ไมไ่ ดร้ บั การตอบรบั ในยคุ หลงั หนงั ของเขาเปลยี่ นมาพดู ถงึ ประเดน็
ทเ่ี ปน็ ผใู้ หญม่ ากขน้ึ โดยเฉพาะบทบาทของความเปน็ แม่ ประเดน็ เรอื่ งชาตพิ นั ธ์ุ อยา่ ง
ในหนัง Mother เล่าถึงเรื่องการรับคนต่างเช้ือชาติเข้าสู่ครอบครัว ตัวละครในหนัง
ของเขามักจะเป็นคนอ่อนไหวท่ีแสดงความอ่อนแอภายใน เล่าเรื่องความขัดแย้ง
ระหว่างปัจเจกกับค่านยิ มของสังคม
อุตสาหกรรมหนังตกต่�ำลงอย่างมากในทศวรรษ 1990 จากคู่แข่งคือหนัง
จากอเมริกา ฮ่องกง ความนยิ มของรายการโทรทศั น์ และการเซนเซอร์ทเี่ ข้มงวดกบั
หนังที่สร้างในประเทศมากกว่าหนังน�ำเข้า จ�ำนวนการสร้างหนังเฉล่ียปีละกว่า 100
เรือ่ งในทศวรรษกอ่ น ลดเหลือ 30 เรอ่ื งในชว่ งกลางทศวรรษ และ 7 เร่ืองในปี 1999
หลังสงครามอตุ สาหกรรมหนังในมาเลเซีย - สิงคโปร์ (Muthalib, Hassan
and Tuck Cheong, Wong, 2002 ; Wikipedia, 2018.2) กลับคนื มา เช่นเดยี วกับ
การปกครองขององั กฤษ แมจ้ ะมแี ผนการสำ� หรับเอกราชแตก่ ารสู้รบระหวา่ งองั กฤษ
กบั ฝา่ ยคอมมวิ นสิ ตพ์ รรคประชาชนมาลายา ชว่ งเวลาทเี่ รยี กวา่ “ภาวะฉกุ เฉนิ ” ทำ� ให้
การประกาศเอกราชของมาเลเซยี ล่าช้าจนถงึ ปี ค.ศ. 1957
ไม่ก่ีปีหลังสงครามนักลงทุนชาวจีนกลับมาท�ำหนังอีกครั้งหนึ่ง Shaw
Brothers ต้ังบริษัทชื่อ Malay Film และบริษัทคู่แข่ง Cathay ศูนย์กลางการผลิต
หนงั ยงั อยใู่ นสงิ คโปร์ ใชร้ ะบบสตดู โิ อทเี่ ลยี นแบบมาจากอเมรกิ าทถ่ี า่ ยหนงั ในโรงถา่ ย
และบนั ทกึ เสยี งในขณะถา่ ยทำ� บรษิ ทั จะควบคมุ การผลติ ทกุ ขน้ั ตอนตง้ั แตบ่ ท การคดั
เลือกตัวแสดง การถ่ายท�ำ และการตัดต่อ ดาราและคนท�ำหนังได้รับเงินเดือนจาก
บรษิ ทั และโบนสั สำ� หรบั หนงั ทไี่ ดร้ บั ความนยิ ม งานของนกั สรา้ งหนงั เปน็ งานทมี่ นั่ คง
พวกเขาสามารถจดจ่ออยู่กับงานท่ีท�ำ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตลาด การ
ประชาสมั พนั ธ์ ซงึ่ บรษิ ทั เปน็ ผดู้ แู ล ระบบแบบนที้ ำ� ใหผ้ ลติ หนงั ในจำ� นวนมาก โดยใช้
ทุนน้อย หนังของ Shaws ช่วงแรก (ปลายทศวรรษ 1940) ใชผ้ ู้กำ� กับหนังชาวอินเดยี
เช่น B S Rajhans, K M Baskerฯลฯ ซง่ึ นอกจากกำ� กับแล้วยังเขียนบทดว้ ย บทหนงั
จะเขียนด้วยภาษาอังกฤษ และมีนักแปลชาวมาเลย์แปลเป็นภาษามาเลย์อีกต่อหนึ่ง

34 ภิ ร ม ย์รตี
นักแปลบทและนกั แสดงมาเลย์อยา่ ง Humzah Husssin, P Ramlee เรียนรูก้ ารทำ�
หนงั จากการทำ� งานกบั ผกู้ ำ� กบั ชาวอนิ เดยี กอ่ นจะมาสรา้ งหนงั ของตนเองผกู้ ำ� กบั หนงั
ชาวอนิ เดยี สามารถเขา้ ถงึ คนพนื้ เมอื งไดด้ กี วา่ ผกู้ ำ� กบั ชาวจนี ซง่ึ ทำ� หนงั ให้ Shaws ใน
ยคุ กอ่ นสงคราม สว่ นหนึง่ คงเปน็ ความเหมอื นกันบางอยา่ งในวัฒนธรรม แต่ก็ยังเปน็
เรื่องของชาวมาเลย์ที่เล่าโดยชาวอินเดียอยู่ดี ผู้ก�ำกับหนังชาวมาเลย์ซ่ึงจะรับช่วงต่อ
มาสามารถเรียนรู้เทคนิคการสร้างหนังได้เป็นอย่างดี และใช้ความคิดสร้างสรรค์
สามารถสร้างเรื่องเล่าในแบบมาเลย์ โดยยังเก็บฉากเพลง และเต้นระบ�ำแบบหนัง
อินเดียทผ่ี ู้ชมช่นื ชอบเอาไว้
คแู่ ขง่ ของ Shaws (Malay Film) คอื Cathay (Cathay - Keris) เปน็ บรษิ ทั
ของนายทุนจีนเหมือนกัน Cathay เริ่มท�ำหนังในต้นทศวรรษ 1950 โดยใช้ผู้ก�ำกับ
ชาวอินเดียเช่นเดียวกับ Shaws และต่อมาได้สร้างนักสร้างหนังชาวมาเลย์ที่ประสบ
ความสำ� เรจ็ เหมอื นกนั ทง้ั สองบรษิ ทั ไดส้ รา้ งดาราหนงั ชาวมาเลยท์ กี่ ลายเปน็ ชอื่ และ
ใบหนา้ ทเ่ี ปน็ ทีร่ จู้ ักกันท่ังไปในสังคมมาเลเซีย ดาราอย่าง P Ramlee, Aziz Jaafar,
Nordin Ahmadฯลฯ มีแฟนหนังทน่ี ิยมชมชอบอยู่ท่ัวประเทศ
ยุคของการแขง่ ขนั ระหวา่ ง Malay Film กับ Cathay ถือเป็นยคุ ทองของ
หนังมาเลเซีย การผลิตหนังเพ่ิมสูงสุดในปี 1959 ซึ่งมีการสร้างหนัง 28 เร่ือง (โดย
เฉล่ียแล้วบริษัททั้งสองผลิตหนังปีละ 10 เรื่อง) มีคุณภาพและการสร้างสรรค์ใหม่ๆ
อยา่ งนา่ พอใจ ชว่ งเวลาต้งั แต่ ปี 1933 จนถงึ ปี 1975 มาเลเซียสร้างหนังออกมากวา่
400 เร่อื ง ส่วนมากแลว้ เป็นหนังขาวด�ำ ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 3 สปั ดาห์ หนงั
สเี รือ่ งแรกของมาเลเซียคือ Bulah Perindu (1954) Shaws และ Cathay สร้างหนัง
สเี อาไวเ้ พยี งบรษิ ทั ละ 3 เรอื่ ง หนงั ทสี่ รา้ งดว้ ยทนุ สงู สดุ ของวงการคอื Raja Bersiong
(1964) เป็นเรื่องต�ำนานของรัฐ Kedah สร้างจากหนังสือท่ีเขียนโดยนายกรัฐมนตรี
ในขณะนนั้ คอื Tunku Abdul Rahman (หนงั ทสี่ รา้ งจากหนงั สอื ของ Tunku Abdul
Rahman ยงั มีเรอ่ื ง Mahsuri ซ่ึงเปน็ ต�ำนานของ Kedah เชน่ เดยี วกนั )
หนงั แนวทเี่ ปน็ ทน่ี ยิ มแนวหนง่ึ คอื หนงั ทมี่ าจาก ตำ� นานพนื้ บา้ น เรอื่ งวรี บรุ ษุ
ท้ังในต�ำนาน และประวัติศาสตร์ ในปี 1954 Shaws สรา้ ง Hang Tuah เร่ืองราวของ
วีรบุรุษนักรบของ Malacca ขณะท่ีคู่แข่ง Cathay โต้ตอบด้วย Hang Jebat เรื่อง

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 35
ราวของวรี บรุ ษุ ในตำ� นานท่ีเปน็ เพือ่ นรกั ของ Hang Tuah แต่มาขัดแยง้ กันถึงตายใน
ภายหลัง Hang Tuah เป็นหนงั สที ่ลี งทุนสูงเรอื่ งหน่ึงของวงการ Shaws ตัง้ ใจสร้าง
เพอื่ สง่ เขา้ รว่ มในงาน the East Asia Film Festival โดยกลบั ไปใชผ้ กู้ ำ� กบั ชาวอนิ เดยี
Phani Majumdar ผู้รับบท Hang Tuah คอื P Ramlee ซงึ่ เปน็ ผู้แต่งเพลงประกอบ
ทีไ่ ดร้ ับรางวัลจากหนงั เรื่องน้ดี ้วย
P Ramlee เป็นนักสร้างหนังที่โดดเด่นท่ีสุดในยุคทองของวงการหนัง
มาเลเซีย เขาท�ำหน้าท่ีท้ังนักแสดง (ถูกจดจ�ำมากเป็นพิเศษในบทตลก) ผู้ก�ำกับ นัก
เขียบบท นกั แตง่ เพลง แมก้ ระท่งั นกั ดนตรี Ramlee เป็นนักแสดงละครเวทีจากปนี ัง
ซึ่งถกู จบั ตาในความสามารถดา้ นการร้องเพลง เขาเรม่ิ งานหนังที่สิงคโปรใ์ นฐานะนกั
แสดงในหนังเรือ่ ง Love ของผู้ก�ำกบั ชาวอนิ เดีย B S Rajhans ในปี 1948 Ramlee
ได้รับมอบหมายให้กำ� กบั หนงั The Trishaw Puller (1955) ซึง่ เรื่องตน้ ฉบับเป็นของ
จีน เขาได้เปลี่ยนให้มันพูดเรื่องชนชั้น และสภาพการตกเป็นเบ้ียล่างของชนชาติมา
เลย์ ซ่ึงเป็นแนวเร่ืองที่ Ramlee ให้ความส�ำคัญตลอดชีวิตการท�ำหนังของเขา หนัง
ประสบความสำ� เร็จทั้งรายได้ และค�ำวิจารณ์ได้รบั รางวลั หนังยอดเยีย่ มของมาเลเซีย
กลายเปน็ จดุ เปลยี่ นสำ� คญั ทผ่ี กู้ ำ� กบั หนงั ชาวพนื้ เมอื งไดร้ บั ความไวว้ างใจจากนายทนุ
มากขึ้นเรือ่ ยๆ หนงั เรื่องสำ� คัญของ Ramlee ได้แก่ Between Two Class (1960),
Mother in law (1962), Three Abduls (1964)ฯลฯ หนงั ของ Ramlee แสดงถึง
ความตอ้ งการความเปลย่ี นแปลงในสงั คมของมาเลเซยี เขายงั เนน้ วา่ ความเปลย่ี นแปลง
จะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือคนยากจนเอาชนะความคิดท่ียึดติดอยู่กับระบอบศักดินาของ
ตนเองได้เท่าน้ันหนังของ Ramlee ได้รับอิทธิพลจากผู้ก�ำกับหนังชาวเอเชียอย่าง
Satyajit Ray และ Akira Kurosawa เขาเป็นผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม และเป็น
เพื่อนกบั Habib Ismail ครูสอนศาสนาทีส่ อนในแนว Islamic Mysticism Ismailเป็
นผ้สู อนศาสนาท่ีใหค้ วามสำ� คัญกบั การสอนศาสนาใหช้ นชัน้ ลา่ ง คนท�ำงานบาร์ หรือ
โสเภณี ซ่งึ เขาถือว่าต้องการการชีน้ �ำมากกว่าคนท่ีอยู่ในมัสยิด หนงั ของ Ramlee ก็
มักจะพดู ถงึ คนยากจนและมปี ระเดน็ ทางศาสนา เขาเคยสร้างหนัง The Village of
Semerah (1956) เลา่ เร่อื งยคุ ท่ีอิสลามเพง่ิ จะเข้ามาในมาเลเซยี โดยมสี ารส�ำคญั คอื
สนบั สนุนการกลับสู่คำ� สอนของอสิ ลามทแ่ี ทจ้ ริง หนังเรอื่ งน้เี ปน็ ครั้งเดียวท่ี Ramlee

36 ภิ ร ม ย์รตี
พูดถึงศาสนาอย่างตรงไปตรงมา ในหนังเร่ืองอื่นๆ ของเขาประเด็นทางศาสนาจะไม่
เป็นการส่ังสอนโดยตรง แต่มักจะแสดงออกเป็นนัย หรือวิจารณ์ด้วยอารมณ์ขันหนัง
เรอ่ื ง Three Wive (1964) เปน็ ตวั อยา่ งทดี่ ขี องการใชอ้ ารมณข์ นั วพิ ากษว์ จิ ารณส์ งั คม
และประเด็นทางศาสนา เรื่องราวของชายผู้แต่งงานกับหญิงสามคน (ตามแบบชาว
มุสลิม) แต่เร่ืองยุ่งยากเกิดข้ึนเม่ือหญิงท้ังสามเริ่มจะรู้ว่าสามีของพวกตนเป็นคนๆ
เดียวกัน Ramlee เสียชีวิตในปี 1973 ชื่อเสียงของเขาถูกลืมไปอย่างน่าประหลาด
แตผ่ คู้ นกลบั มารำ� ลกึ ถงึ เขาหลงั จากหนงั ทเี่ ขาสรา้ งและแสดง กลบั มาฉายทางโทรทศั น์
แล้วกลายเปน็ ท่ชี น่ื ชอบของคนดูรนุ่ หลงั
หลังจากการประกาศเอกราชของมาเลเซียในปี 1957 เมืองหลวงของ
ประเทศคอื กวั ลาลมั เปอร์ ทซี่ ง่ึ สตดู โิ อสรา้ งหนงั แหง่ ใหมถ่ กู สรา้ งขน้ึ ในปี 1961 ในชอ่ื
Merdeka (เอกราช) เป็นการร่วมทุนกันระหว่างนายทุนชาวจีน และมาเลเซีย แต่
Shaws ซอ้ื สตูดิโอน้ีไปในปี 1964 ย้ายผ้สู รา้ ง และดาราดังๆ มาจากสิงคโปร์ รวมท้ัง
P Ramlee ผลงานของสตดู โิ อ Merdeka ไม่น่าประทับใจนัก ระบบสตดู ิโอเรมิ่ เสอื่ ม
ถอย จากชุมชนโรงถ่ายท่ีบ้านพักของทีมงานและท่ีท�ำงานอยู่ในบริเวณเดียวกันใน
สิงคโปร์ ท่ีกัวลาลัมเปอร์แผนกต่างๆ ของการถ่ายท�ำไม่ได้อยู่ร่วมกัน การลดต้นทุน
ของหนังท�ำให้บริษัทจ้างคนงานน้อยลง ผู้ก�ำกับกลายเป็นผู้รับผิดชอบในทุกๆ เร่ือง
ของการถ่ายท�ำ ยังมีกฎห้ามการถ่ายท�ำนอกโรงถ่ายในระยะห่างกว่า 10 ไมล์เพ่ือ
ประหยดั คา่ เดนิ ทาง การทส่ี งิ คโปรถ์ อนตวั ออกจากมาเลเซยี ในปี 1965 ทำ� ใหเ้ กดิ การ
อพยพครั้งใหญ่ของนักสร้างหนังชาวมาเลย์ บางคนหันไปท�ำงานกับรัฐบาลท่ี Film
Nakara ซงึ่ เปน็ ทมี สรา้ งหนงั ทเ่ี นน้ สารคดซี งึ่ รฐั บาลมาเลเซยี รบั ตอ่ มาจากองั กฤษ (เปน็
ทีมท่ีมีผลงานดีเด่น ผลิตสารคดีคุณภาพสูงเป็นจ�ำนวนมาก เริ่มต้นโดยชาวอังกฤษ
และสืบทอดโดยชาวมาเลเซียที่เรียนงานจากเจ้าหน้าท่ีอังกฤษในยุคแรก) และหลาย
คนมาทำ� งานกบั สตูดโิ อ Medeka
ชว่ งตกตำ่� ของหนงั มาเลเซยี เกดิ ขนึ้ ตอนปลายทศวรรษ 1960 ถงึ ตน้ ทศวรรษ
1970 ผชู้ มกลมุ่ ใหมท่ ม่ี อี ายนุ อ้ ยลง เปน็ คนเมอื งมากขนึ้ และมกี ารศกึ ษาดขี น้ึ มรี สนยิ ม
ในการดูหนังที่แตกต่างจากเดิม เรียกร้องประสบการณ์ใหม่ๆ จากการดูหนัง ขณะที่
หนงั มาเลเซยี ไมส่ ามารถตอบสนองไดห้ นงั จากอนิ โดนเี ซยี และอนิ เดยี บางเรอื่ งเขา้ มา

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 37
ฉายและได้รับความนิยมจนใช้เวลาในโปรแกรมนานเป็นเดือน ขณะที่หนังที่ผลิต
ภายในประเทศไมส่ ามารถทำ� ได้ Shaws ปดิ Malay Film ลงในปี 1967 และ Cathay
ปดิ ตวั ลงในปี 1973 อยา่ งไรกต็ ามหนงั ทำ� เงนิ สงู สดุ ของ Medeka คอื เรอ่ื ง Blam Not
the Expectant Mother (Jins Shamsudin) ออกฉายในปี 1968 ต่อมา Shaws
พยายามจะปรับปรุงรูปแบบของหนังโดยการน�ำทีมงานจากฮ่องกงเข้ามาสร้างหนัง
อยา่ ง The last Request (1975, Jamil Sulong) รูปแบบทีด่ เู หมอื นกบั หนงั ฮ่องกง
ถกู ตอ่ ตา้ นจากชาวมาเลย์ และแวดวงผสู้ รา้ งหนงั ในยคุ ทร่ี ฐั ประกาศนโยบายภมู บิ ตุ ร
ซึ่งพยายามผลักดันผู้สร้างหนังท้องถ่ิน แม้ว่าหนังเรื่องสุดท้ายของ Medeka คือ
Affection Child (1979,Hafsham) จะไดร้ บั รางวลั และกลายเปน็ หนงั ตลกทปี่ ระสบ
ความสำ� เรจ็ ในตลาดผชู้ มวยั รนุ่ แต่ Shaws ปดิ สตดู โิ อ Medeka ลงในปี 1980 เปน็ การ
ยตุ ิบทบาทของนายทนุ จีนในวงการหนงั มาเลเซีย
ส่วนในสิงคโปร์ถึงแม้จะเป็นศูนย์กลางการผลิตหนังมาเลย์ของนายทุนชาว
จนี มากอ่ นแตห่ ลงั จากแยกตวั จากมาเลเซยี ในปี 1965 แลว้ อตุ สาหกรรมหนงั กห็ มดไป
จากสงิ คโปร์ มแี ตห่ นงั ตา่ งชาตทิ ถี่ า่ ยทำ� และใชฉ้ ากในสงิ คโปรอ์ ยบู่ า้ ง กวา่ ทชี่ าวสงิ คโปร์
จะเร่ิมสร้างหนงั ของตนเองก็ตอ้ งรอไปถงึ ทศวรรษ 1990 (Wikipedia, 2017.3)
หลงั สงครามวงการหนงั ของเมยี นมาร์ (Wikipedia, 2017.2 ; Slow, Oliver,
2015 ; Magnier, Mark, 2013) เรมิ่ ฟน้ื ตวั กลบั มา หนงั หลายเรอื่ งยงั มปี ระเดน็ ทางการ
เมืองเหมือนช่วงก่อนสงคราม หนังยุคนี้ที่มีผู้กล่าวถึงเช่น The Tear of Perl หนัง
แนวโฆษณาชวนเชอ่ื เลา่ เรอ่ื งการรบของกองทพั เมยี นมารก์ บั กองทพั กก๊ มนิ ตง๋ั ทบี่ กุ รกุ
เขา้ มาในดนิ แดนเมยี นมารช์ ว่ งทศวรรษ 1950 หนงั เสนอเรอ่ื งความสำ� คญั ของกองทพั
ที่มีต่อชาติ The People Win Through หนงั ต่อตา้ นคอมมวิ นสิ ตท์ ีเ่ ขียนบทโดย U
Nu นายกรฐั มนตรคี นแรกของเมยี นมาร์ U Nu เคยเปน็ ผกู้ ำ� กบั หนงั มาแลว้ ในชว่ งกอ่ น
สงครามโลกครงั้ ทสี่ อง ผกู้ ำ� กบั หนงั คนสำ� คญั คนหนง่ึ คอื Thukha (นามแฝงของ Thein
Maung) ซงึ่ นอกจากกำ� กบั หนงั แลว้ ยงั เปน็ นกั ประพนั ธ์ นกั แตง่ เพลง เขาเปน็ ผมู้ ศี รทั ธา
ในพุทธศาสนา ผลงานทกุ ประเภทของเขามกั แฝงแนวคิดทางศาสนาเอาไว้ Thukha
สรา้ งหนงั มาตงั้ แตก่ อ่ นยคุ สงครามโลก และผลงานในยคุ หลงั สงครามของเขาทสี่ ำ� คญั
คอื The Life Cycle ซงึ่ ไดร้ างวลั จากการประกวดหนงั ครงั้ แรกของเมยี นมารใ์ นปี 1952

38 ภิ ร ม ย์รตี
มผี กู้ ลา่ วถงึ ความรงุ่ เรอื งของหนงั เมยี นมารใ์ นยคุ 1950 - 60วา่ เปน็ จดุ สงู สดุ
ของอุตสาหกรรมหนังคนเมียนมาร์รักการดูหนัง และอุตสาหกรรมหนังเมียนมาร์ก็
เตบิ โต Grace Swe Zin Htaik นกั แสดงหญงิ เลา่ วา่ เธอสรา้ งหนงั มาแลว้ ถงึ 200 เรอื่ ง
และหนังทเ่ี ธอสรา้ งเคยไปฉายในอินเดยี อังกฤษ และญป่ี ุน่ แต่กม็ ขี ้อมูลเกี่ยวกบั หนัง
ในสองทศวรรษนน้ี อ้ ยกวา่ ชว่ งกอ่ นสงครามโลกครง้ั ทส่ี องเสยี อกี (อาจเปน็ ไปไดว้ า่ การ
จดบันทกึ ของยุคอาณานิคมมปี ระสิทธภิ าพมากกวา่ ยคุ เอกราช)
การยดึ อ�ำนาจของกองทัพในปี 1962 เปน็ จดุ เร่ิมต้นของความเสอื่ มถอยใน
อตุ สาหกรรมหนงั เมยี นมาร์ รฐั บาลเผดจ็ การยดึ กจิ การโรงหนงั เปน็ ของรฐั อตุ สาหกรรม
หนังถูกก�ำหนดให้เดินไปสู่เส้นทางสังคมนิยม ในช่วงแรกรัฐบาลพยายามยึดกิจการ
สร้างหนังด้วย แต่หนังของรัฐเร่ืองแรก Beloved Land ไม่ประสบความส�ำเร็จ รัฐ
ปล่อยการท�ำหนังให้กลับมาอยู่ในมือเอกชน แต่ควบคุมด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการ
เซนเซอร์ ในชว่ งแรกการเซนเซอรย์ งั ผอ่ นผนั ไดด้ ว้ ยการจา่ ยคา่ นำ้� รอ้ นนำ�้ ชา ซงึ่ ตอ่ อายุ
ให้วงการหนังจนถึงทศวรรษท่ี 1970 แต่การเซนเซอร์เข้มงวดและไร้เหตุผลเพิ่มขึ้น
เร่ือยๆ เร่ืองที่ไม่เกี่ยวข้องถูกตีความว่ามีนัยทางการเมือง ข้อห้ามไม่ให้นักแสดงหญิง
แตง่ กายแบบตะวนั ตก หา้ มแสดงภาพของความยากจน หา้ มเซก็ และยาเสพตดิ ผสู้ รา้ ง
หนงั ทเ่ี บ่ือกับการแกไ้ ขบทใหต้ รงกับความตอ้ งการของรฐั บาล ในทส่ี ดุ หนั มาเซนเซอร์
ตัวเองโดยการสร้างหนังในแนวเรื่องท่ีปลอดภัยอยู่ไม่ก่ีแบบ รัฐเข้าควบคุมแม้แต่การ
มอบรางวัลให้กับนกั แสดง หนงั มคี ุณภาพต่ำ� ลงและมคี นดนู ้อยลงเรอ่ื ยๆ
โฮจมิ นิ หป์ ระกาศเอกราชของเวยี ดนาม (Phuong Lan, Ngo, 2002 ; Dan,
La, 2002 ; Wikipedia, 2016.1) ในเดอื นกนั ยายน 1945 รฐั บาลใหมต่ อ้ งเขา้ สสู่ งคราม
กับฝรั่งเศสเจ้าอาณานคิ มเก่าในเวลาต่อมา มีการจัดตัง้ หนว่ ยภาพยนตร์ และภาพน่ิง
ข้ึนเพ่ือปฏิบัติงานในระหว่างการสู้รบ นักถ่ายหนังของเวียดนามได้ถ่ายภาพการสู้รบ
ทส่ี ำ� คญั จำ� นวนมาก หนงั ทถี่ า่ ยถกู นำ� เอามาฉายโดยหนว่ ยฉายภาพยนตรท์ เี่ ดนิ ทางไป
ทว่ั ประเทศ เพอื่ โฆษณาการปฏวิ ตั ใิ หแ้ กป่ ระชาชน หนงั ไดร้ บั ความสนใจจากผคู้ นทมี่ า
ชุมนุมกันเป็นจ�ำนวนพัน หรือในบางท้องท่ีมีคนมารอเป็นวันเพื่อจะดูหนังของหน่วย
โฆษณา ในปี 1953 มีการกอ่ ตงั้ หนว่ ยงานเพอ่ื การสรา้ งหนังขึ้นโดยมจี ดุ ม่งุ หมายเพื่อ
โฆษณา ใหก้ ารศกึ ษากับประชาชน และสง่ ขา่ วใหก้ บั มติ รประเทศ

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 39
หลงั การเจรจาทเ่ี จนวี าในปี 1954 ขอ้ ตกลงทำ� ใหเ้ กดิ การแบง่ เวยี ดนามเปน็
เวยี ดนามเหนอื และเวยี ดนามใต้ ตามมาดว้ ยการแทรกแซงของอเมรกิ าซง่ึ ขดั ขวางไม่
ใหม้ กี ารรวมประเทศโดยการเลอื กตง้ั ทำ� ใหเ้ กดิ สงครามเวยี ดนาม ในชว่ งเวลานมี้ กี าร
สรา้ งหนงั กนั ทงั้ โดยเวยี ดนามเหนอื (รวมถงึ ขบวนการปลดปลอ่ ยเวยี ดนามใตห้ รอื เวยี
ดกง) และเวยี ดนามใต้ หนว่ ยงานสรา้ งหนงั ของเวยี ดนามเหนอื ตง้ั สตดู โิ อทม่ี เี ปา้ หมาย
ในการผลิตหนังทงั้ หนงั หนังสารคดี และหนงั การต์ นู
หนงั ทผ่ี ลติ โดยเวยี ดนามเหนอื เรอื่ งสำ� คญั อยา่ งเชน่ สารคดี Dien Bein Phu
(1955) บนั ทกึ เหตกุ ารณป์ ระวตั ศิ าสตรก์ ารตอ่ สขู้ องกองทพั เวยี ดนาม และชยั ชนะตอ่
ฝร่ังเศส ถูกนับว่าเป็นจุดก�ำเนิดของหนังเวียดนาม หนังที่ใช้นักแสดงเร่ืองแรก On
the Same River (1959, Nguyen Hong Nghi และ Pham Ky Nam) เลา่ เร่ืองคู่
บา่ วสาวทถี่ กู จบั แยกจากกนั เพราะอยคู่ นละฟากของแมน่ ำ�้ Ben Hai ซงึ่ เปน็ พรมแดน
แบ่งเวียดนามเหนือ - ใต้ แต่ยังคงรักและซ่ือสัตย์ต่อกัน หนังในช่วงต่อมามักจะ
เกี่ยวข้องกับสงครามเป็นหลักแม้จะมีการใช้รูปแบบท่ีหลากหลาย The Passerine
Bird (1962, Nguyen Van Thong และ Tran Vu) เป็นหนงั ของผจู้ บการศึกษารนุ่
แรกของ the Vietnam Cinematography School หนังใช้ลีลาแบบบทกวี ที่เต็ม
ไปดว้ ยการเปรยี บเทยี บ และสญั ลกั ษณ์ เลา่ เรอ่ื งของชวี ติ ครอบครวั เงยี บสงบสวยงาม
ทอี่ าศยั อยรู่ มิ แมน่ ำ้� ถกู ทำ� ลายเพราะการเขา้ มาของกองทหารฝรงั่ เศส และการใหค้ วาม
ชว่ ยเหลอื แกก่ องทหารเวยี ดมินห์ ขณะที่ Woman of Bai Sao (1963, Pham Ky
Nam) เลา่ เรื่องด้วยสไตล์เหมือนจรงิ เลา่ เร่อื งหญงิ สาวทส่ี ามตี ายในการรบ ถูกขม่ ขนื
โดยทหารขา้ ศกึ และลกู ถกู จบั ตวั ไป เธอคดิ จะฆา่ ตวั ตาย แตแ่ ลว้ เปลย่ี นใจสรา้ งตวั ตน
ใหมเ่ ปน็ คนแขง็ แกรง่ และเขา้ รว่ มกบั กองทพั ปฏวิ ตั หิ นงั เรอื่ งสำ� คญั อนื่ ๆ ของยคุ นอ้ี ยา่ ง
เช่น Two Soldiers (1962, Vu Son และTran Thien Thanh), The 17th
Parallel - Day and Night (1972, Hai Ninh), The Little Girl from Hanoi (1974,
Hai Ninh)ฯลฯ ล้วนแตว่ า่ ดว้ ยสงครามและอุดมการณข์ องการปฏิวัติ
สงครามเวียดนามกลายเป็นยุคทองของหนังสารคดีจากเวียดนามเหนือ
สารคดี 12 เรอื่ งไดร้ บั รางวลั จากงานเทศกาลหนงั ในยโุ รปตะวนั ออก ซง่ึ กล็ ว้ นแตเ่ ปน็
เร่อื งเกีย่ วกับสงครามอย่าง The Girls in Ngu Thuy (Lo Mihn) ทีว่ า่ ด้วยกลุ่มนกั รบ

40 ภิ ร ม ย์รตี
จรยทุ ธหญงิ 37 คน จากหมบู่ ้านริมฝ่งั ทะเลในเวียดนามภาคกลางทไ่ี ด้รับแรงกระทบ
จากสงคราม หนงั แสดงภาพเดก็ สาวในฐานะปจั เจกทมี่ ารวมตวั กนั เปน็ หนงึ่ เดยี ว อทุ ศิ
วัยสาวของพวกเธอให้แก่สงครามที่เหี้ยมโหด ความย้อนแย้งของความเป็นจริงที่ว่า
สภาพการณท์ เ่ี ลวร้ายทส่ี ุดผลกั ดนั ใหม้ นุษย์แสดงความสงู ส่งของหัวใจออกมา
หนังของเวียดนามใต้มีศูนย์กลางผลิตอยู่ในไซง่อน อุตสาหกรรมหนังใน
เวยี ดนามใตเ้ ตบิ โตไดด้ ใี นชว่ งกอ่ นการรวมประเทศกบั เวยี ดนามเหนอื ชาวเวยี ดนามใต้
มีวัฒนธรรมการดูหนังท่ีเข้มแข็ง และคุ้นเคยกับหนังจากนานาชาติ ในปี 1975ก่อน
การรวมประเทศเวียดนามใตม้ โี รงหนังถงึ 158 โรง นำ� เข้าหนังตา่ งประเทศประมาณ
ปลี ะ 300 เรอื่ ง ทั้งอเมรกิ า ฝรั่งเศส ฮ่องกง ญป่ี ุ่น ไต้หวนั อิตาลฯี การผลิตหนงั ใน
ประเทศเพม่ิ ขน้ึ จากปลี ะ 5 เรอื่ งในชว่ งหลงั สงคราม เปน็ ปลี ะ 20 เรอื่ งในตน้ ทศวรรษ
ที่ 1970
รฐั บาลเวยี ดนามใตจ้ ดั ตง้ั หนว่ ยงานสำ� หรบั สรา้ งหนงั ขน้ึ มาเหมอื นกนั แตใ่ ห้
ความส�ำคัญน้อยกว่ารัฐบาลเวียดนามเหนือหนังของรัฐส่วนหน่ึงได้รับทุนและค�ำ
แนะน�ำจากอเมรกิ า หนังสารคดีกล่มุ หนงึ่ มีจดุ ประสงคใ์ นการตอ่ ต้านเวยี ดนามเหนอื
อยา่ งเช่น สารคดี We Want To Live ทฉี่ ายในชว่ งทศวรรษ 1950 พดู ถึงการปฏริ ปู
ที่ดินในเวียดนามเหนือท่ีท�ำโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ท�ำให้เกิดการกดข่ีและการนอง
เลือดครงั้ ใหญ่
นักสร้างหนังของเวียดนามใต้ต้องพัฒนาคุณภาพด้านเนื้อหา และเทคนิค
เพอื่ ทจี่ ะดงึ คนดตู ามกลไกตลาด ผกู้ ำ� กบั หนงั บางคนเรยี นการสรา้ งหนงั มาจากฝรง่ั เศส
และอเมรกิ า หนงั แนวทเี่ ปน็ ทน่ี ยิ มคอื หนงั กงั ฟู ฟนั ดาบ และหนงั ตลก เปน็ ธรรมเนยี ม
ที่จะมีหนังตลกออกฉายในวันตรุษ เร่ืองส�ำคัญคือ The Reluctant Millionaire
น�ำแสดงโดยดาวตลกชอ่ื ดงั Thanh Viet ชว่ งทศวรรษที่ 1960 เปน็ ยคุ ของหนงั ขาว
ด�ำมีดาราดังอยา่ ง Doan Mau และ La Thoai Tan อุตสาหกรรมหนังในเวียดนามใต้
ไม่ได้มีเพียงแต่การสร้างหนังแนวตลาดเท่านั้น ผู้ก�ำกับกลุ่มหน่ึงท่ีสร้างหนังท่ีจริงจัง
มากกว่าจะเสนอความบันเทิงส�ำหรับผู้ชมเพียงอย่างเดียว คนท่ีโดดเด่นคือ Pham
Van Nhan Two World (1953) และThe Price of Happiness (1954) หนังสอง
เรือ่ งแรกของเขาเลา่ เรือ่ งชีวิตนักศึกษาเวียดนามในฝร่งั เศส ก่อนจะยา้ ยมาทำ� หนังใน

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 41
ไซง่อนเร่ืองแรก Humanity (1955) เร่ืองของหมอผู้เห็นแก่ตัวถูกเปล่ียนแปลงโดย
พยาบาลสาวสวยของเขาให้อุทิศตนเพ่ือคนยากจน หนังเร่ืองหลังๆ ของเขาถูกห้าม
ฉาย จนต้องหันไปท�ำงานในกระบวนการหลังการถ่ายท�ำ และย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสใน
ท่ีสุด ผู้ก�ำกับท่ีพยายามสร้างหนังท่ีจริงจังในการส่งข่าวสารแก่ผู้ชมมักจะไม่ประสบ
ความส�ำเร็จทางการตลาดแต่ก็สร้างผลงานท่ีดีเด่นข้ึนมาจ�ำนวนหนึ่ง และบางเร่ือง
กไ็ ดร้ บั ความนยิ มอยา่ งหนงั สใี นยคุ ทา้ ยๆ ของเวยี ดนามใตท้ ถี่ อื พดู ถงึ ความทกุ ขท์ เ่ี กดิ
จากสงครามเรือ่ งFaceless Lover และ Dark Highway
หลงั การรวมประเทศผกู้ ำ� กบั หนงั ของเวยี ดนามใตบ้ างคนลภี้ ยั ไปตา่ งประเทศ
แต่ก็มีอีกหลายคนที่หันมาท�ำงานให้กับระบอบสังคมนิยม โดยต้องเข้ารับการอบรม
ทางการเมอื ง และเปลยี่ นแนวทางในการสร้างหนงั ให้สอดคล้องกบั นโยบายของรัฐ ผู้
กำ� กบั อยา่ ง Le Dan ซึง่ ทำ� หนงั ในยุคเวียดนามใต้ 11 เร่ือง หนังหลายเรอ่ื งของเขามี
แสดงทา่ ทวี พิ ากษว์ จิ ารณส์ งั คม เขาประสบความสำ� เรจ็ ในการสรา้ งหนงั แนวตลาด My
School (1974) หนังตลกในแนวชาร์ลี แชปลินซ่ึงคงเป็นหนังฮิตเรื่องท้ายๆ ของ
เวยี ดนามใต้ และทำ� ใหเ้ ขาเปน็ ผกู้ ำ� กบั ทไ่ี ดร้ บั ความนยิ มมากทส่ี ดุ ของเวยี ดนาใตก้ อ่ น
การรวมประเทศ ในระบอบสงั คมนยิ ม Le Dan กลับมามีหนงั ฮติ อย่าง Unwanted
Child (1980) เลา่ เรอื่ งชวี ติ ลบั ของนกั บนิ เวยี ดนามใตท้ แ่ี อบทำ� งานใหก้ บั เวยี ดกง หนงั
ที่ประสบความส�ำเร็จสูงสุดของเขาคือ The Unforgotten river (1989) เร่ืองของ
ทหารฝรงั่ เศสทย่ี อมสละชวี ติ เพราะความเหน็ ใจทม่ี ตี อ่ เวยี ดมนิ ห์ และ Black Cactus
(1991) เรอ่ื งชวี ติ พลิกผนั ของหญงิ ชนกลุม่ นอ้ ย กับสามีนโิ กรของเธอ ซ่งึ ได้ไปฉายใน
เทศกาลหนังท่ัวโลก
การรวมประเทศในปี 1975 ยตุ อิ ตุ สาหกรรมหนงั แบบทนุ นยิ มในเวยี ดนามใต้
รฐั บาลเปน็ ผสู้ รา้ งหนงั ทง้ั หมด โดยมศี นู ยก์ ลางการผลติ สำ� คญั 2 แหง่ คอื ฮานอย และ
โฮจมิ ินหซ์ ติ ี้ (ไซงอ่ นเดิม) ภายใต้การควบคมุ ของ Department of Cinema ซ่งึ เป็น
หนว่ ยงานของกระทรวงวฒั นธรรม ปรมิ าณหนงั ทสี่ รา้ งตอ่ ปโี ดยประมาณคอื หนงั 20
เร่อื ง สารคดี 50 - 70 เร่อื ง และการต์ นู มากกวา่ 10 เรือ่ ง
สภาพหลังสงครามรัฐบาลเวียดนามต้องเปลี่ยนแปลงข่าวสารเร่ืองราวใน
หนงั ทจ่ี ะสอ่ื สารกบั ประชาชน การเยยี วยาบาดแผลของสงคราม และการกลบั มารวม

42 ภิ ร ม ย์รตี
กนั ของภาคเหนือและภาคใต้หลงั จากท่ีถูกแบ่งแยกเปน็ เวลายาวนาน แนวเรื่องเกีย่ ว
กับการกลับบ้าน คู่รัก พี่น้อง เพื่อนท่ีกลับมาพบกันอีกครั้งถูกเล่าในหนังหลายเร่ือง
หนงั ของผกู้ ำ� กบั เวียดนามเหนอื ร่นุ บุกเบิก Tran Vu อยา่ ง The Stromy Journey
by Bus (1977) เลา่ ถงึ การเดนิ ทางกลบั บา้ นของทหารบนรถบสั จากภาคใตส้ ภู่ าคเหนอื
เร่ืองของการเปลี่ยนสู่ชีวิตพลเรือน ผู้โดยสารรถบัสซ่ึงเป็นภาพย่อส่วนของสังคม
เวยี ดนาม เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ระหวา่ งการเดนิ ทางทท่ี ำ� ใหเ้ สน้ แบง่ ระหวา่ งถกู ผดิ เลอื น
ลางไป และ The People We’ve Met (1979) อภปิ รายปัญหาสำ� คญั ของประเทศ
หลังจากตกอยู่ในภาวะสงครามมาอย่างยาวนาน คือการกลับบ้านของทหารท้ังเร่ือง
ของความยงุ่ ยากสว่ นตวั และปัญหาในระดบั สงั คม หนงั ของทางภาคใต้ทผ่ี ลติ ในโฮจิ
มินห์ซิต้ีของผู้ก�ำกับ Huy Thanh อย่าง Return to the Parched Land (1981)
และ Far and Near (1983) พูดเรื่องการกลับมาพบกันใหมข่ องครอบครวั ถงึ แมจ้ ะ
มสี นั ตภิ าพ แตย่ งั มคี วามขดั แยง้ ซอ่ นอยใู่ นใจ ความทกุ ขแ์ ละความสญู เสยี ทเ่ี กบ็ เอาไว้
หวลกลับมาสรา้ งความเจ็บปวดอกี คร้งั
สงครามยังเป็นหัวเร่ืองหลักในหนัง แต่ถูกพูดถึงด้วยน้�ำเสียงท่ีแตกต่างไป
จากในยุคสงครามที่หนังมักจะเสนอภาพตัวละครท่ีไม่มีความลึกมีบุคคลิกตายตัว
เขา้ ใจไดอ้ ยา่ งชดั เจน มคี วามกระตอื รอื ลน้ ทจี่ ะกระตนุ้ จติ ใจของการตอ่ สอู้ ยา่ งโจง่ แจง้
ผู้สร้างหนังยุคหลังสงครามมีระยะห่าง และเวลาที่จะคิดถึงเรื่องราวในสงครามมาก
ขึ้น ผู้ก�ำกบั ทีม่ ชี ่อื เสยี งจากหนงั แนวสงครามคอื Hong Sen หนงั เรื่องสำ� คญั ของเขา
คือ The Wild Field (1979) หนังให้ภาพเปรียบเทียบระหว่างนักบินเฮลิคอปเตอร์
ของอเมริกัน อาวธุ ทันสมัยที่บนิ ไปทว่ั ใชเ้ พยี งแคน่ ิ้วแตะไกเพอื่ สังหารเปา้ หมาย กบั
คู่รักชาวเวียดนามท่ีท�ำมาหากินปลูกข้าว จับปลา และเป็นสมาชิกของเวียดกงท่ีท�ำ
หน้าที่ติดต่อระหว่างฐานที่ม่ันกับแนวหน้า ต้องอาศัยความเข้มแข็งเพื่อท่ีจะฝ่า
อันตรายในการปฏิบัติงาน ภาพของคนตวั เลก็ ๆ ท่ีร่วมกันปกป้องประเทศจากศัตรซู ึ่ง
เป็นเหมือนยกั ษใ์ หญ่ หนงั ได้รับรางวลั เหรียญทองจากเทศกาลหนังท่ี Moscow
ตรงกันขา้ มกับหนงั หนังสารคดีของเวียดนามทเ่ี คยโดดเด่นในชว่ งสงคราม
กลบั ไมค่ อ่ ยมผี ลงานทนี่ า่ สนใจออกมาหลงั รวมประเทศ แนวทางการทำ� งานทเี่ ปลย่ี น
ไปจากการรายงานความจริงท่ีเกิดข้ึนในสมรภูมิในยุคสงคราม ผู้สร้างสารคดียุคหลัง

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 43
สงครามซง่ึ ตอ้ งหนั มาบอกเลา่ เรอ่ื งราวในสงั คมไมส่ ามารถวพิ ากษว์ จิ ารณค์ วามเปน็ ไป
ในสงั คม หรือบอกเลา่ ความรสู้ กึ ทแ่ี ทจ้ รงิ ของคนในสังคมได้ รฐั บาลเวียดนามผูกขาด
การสร้างหนังไปถึงปี 1986 นโยบาย Doi Moi เอกชนจึงกลับมาสร้างอุตสาหกรรม
หนงั ข้นึ ใหม่อกี คร้งั
ในกัมพูชา (Wikipedia, 2018.1) เร่มิ มกี ารสร้างหนังในทศวรรษ 1950 ผู้
สรา้ งหนงั บางคนไดร้ บั การฝกึ หดั และความสนบั สนนุ ดา้ นเครอื่ งมอื จากหนว่ ยงานของ
อเมรกิ า หนงั อยา่ งเชน่ Footprints of the Hunter ถา่ ยทำ� โดยอดตี เจา้ หนา้ ทข่ี องกอง
ทัพ โดยใช้เคร่ืองมือการถ่ายท�ำของอเมริกา หนังบันทึกภาพของชาวเขาในกัมพูชา
Sun Bun Ly เป็นผกู้ อ่ ตัง้ บริษัทสรา้ งหนงั เอกชนรายแรกของประเทศผลงานของเขา
คอื Protect Virginity ซงึ่ ไดร้ บั ความสำ� เรจ็ จนมกี ารสรา้ งหนงั ของเอกชนรายอน่ื ๆ ยคุ
ทองของหนังกัมพูชาคือช่วงทศวรรษ 1960 มีการก่อตั้งบริษัทสร้างหนังขึ้นจ�ำนวน
หนึ่ง และการสร้างโรงหนังก็กระจายไปทั่วประเทศ วัฒนธรรมการดูหนังกระจายไป
ในคนทกุ ชนชน้ั สองในสามของหนงั ทสี่ รา้ งในประเทศเปน็ การเอาตำ� นานพน้ื บา้ นมาส
ร้างเป็นหนัง หนังเร่ืองส�ำคัญอย่าง Goodbye Duong Dara, The Snake King’s
Wife หนงั กมั พชู าบางเรอื่ งออกไปฉายในตา่ งประเทศดว้ ย เรอื่ งทปี่ ระสบความสำ� เรจ็
ที่สุดอย่ใู นทศวรรษท่ี 1970 Pos Keng Kang (งเู ก็งกอง) เป็นหนงั ฮติ ในประเทศไทย
ในปี 1974 ส่วน Crocodile Man (ไกรทอง) ท�ำรายได้ดีในฮ่องกง เจ้าสีหนุผู้น�ำ
ประเทศมคี วามสนใจในการสรา้ งหนงั มาตงั้ แตว่ ยั รนุ่ ไดส้ รา้ งหนงั ดว้ ยพระองคเ์ องเรอ่ื ง
แรกคอื Apsara (1966) และยงั สรา้ งหนงั ตอ่ มาอกี 8 เรอ่ื ง หนงั ของเจา้ สหี นเุ ปน็ เรอื่ ง
รักในแบบเมโลดราม่า หนงั เร่ืองหนึง่ ของพระองค์ Spellbound Wood (1967) ได้
ไปฉายในเทศกาลหนังที่มอสโคว หลังการปฏิวัติของลอนนอนใน ค.ศ. 1970 เจ้าสีห
นเุ สดจ็ ลภ้ี ยั ยงั ตา่ งประเทศ อตุ สาหกรรมหนงั ยงั ดำ� เนนิ ตอ่ ไป ในชว่ งเวลาทผ่ี คู้ นอพยพ
หนเี ขมรแดงเขา้ มาอยใู่ นเมอื งเปน็ จำ� นวนมาก การดหู นงั กย็ งั เปน็ ทน่ี ยิ ม หนงั ยอดนยิ ม
ในช่วงปีสดุ ท้ายกอ่ นยุคเขมรแดงเป็นแนวรักสามเศร้าอย่าง On srey On และ The
Time to Cry ทงั้ สองเรอ่ื งมเี พลงของนกั รอ้ งยอดนยิ ม Sinn Sisamouth อตุ สาหกรรม
หนงั หยุดลงในปี 1974 กอ่ นทีเ่ ขมรแดงจะเข้ายึดพนมเปญไม่นาน

44 ภิ ร ม ย์รตี

ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังในประเทศลาว (Wikipedia, 2016.2 ; วิกิพีเดีย,
2556 ; ปิยวรรณ จนั ทรศร,ี 2556) มากนกั ในยคุ ราชอาณาจักรก่อนการยดึ อ�ำนาจ
ของพรรคประชาชนปฏิวัติใน ค.ศ. 1975 มีผู้ให้ข้อมูลว่าหนังเรื่องแรกของลาวคือ
Gathering in the Zone of Two Provinces สร้างโดยคนท�ำหนังชาวเวียดนาม
นอกจากนัน้ กม็ หี นังสารคดไี ม่ก่ีเรอื่ งของฝ่ายปฏิวตั ิ และมีชือ่ หนังทกี่ ล่าววา่ สรา้ งโดย
รฐั บาลลาว (คงหมายถึงรฐั บาลราชอาณาจักร) คือ เพ่ือนฮักเพ่อื นแคน้ และแผ่นดิน
ของเฮา หลงั จาการเปลยี่ นระบอบการปกครองโดยพรรคคอมมวิ นสิ ตม์ กี ารสรา้ งหนงั
ในลาว 2 เร่ืองคือ เสียงปืนจากทุ่งไห (1983, สมจิด พนเสนา) เรื่องวีรกรรมการรบ
ของกองทพั ประชาชนลาว แต่รัฐบาลซง่ึ เปน็ ผสู้ ร้างไมน่ �ำหนงั เรอื่ งน้อี อกฉาย และบัว
แดง (1988) เร่ืองความรักท่ีมีสงครามกลางเมืองเป็นฉากหลัง โดย Som Ock
Southiponh ผกู้ ำ� กบั ซงึ่ เรยี นดา้ นภาพยนตรม์ าจากเชโกสโลวาเกยี หนงั ไดฉ้ ายทง้ั ใน
ลาว ไทย ญป่ี ุ่น สหภาพโซเวียต และกัมพูชา ได้รับรางวัล special jury prize ในงาน
the First Southeast Asia Film Festival ที่พนมเปญในปี 1997 ดูเหมือนว่า
อุตสาหกรรมการสร้างหนังในลาวไม่เคยเกิดข้ึน แม้จะมีโรงหนังอยู่ตามเมืองต่างอยู่
บ้าง ถึงแม้จะมีหน่วยงานของรัฐที่ท�ำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างหนัง มีเจ้าหน้าท่ีของ
หนว่ ยงานทเี่ รยี นการสรา้ งหนงั มาจากรสั เซยี และยโุ รปตะวนั ออก แตห่ นา้ ทขี่ องหนว่ ย
งานเปน็ การผลิตสารดดที เ่ี นน้ การฉายในโทรทศั นเ์ ป็นหลกั
โลกาภิวตั น์
ชว่ งปลายสงครามเยน็ ถงึ หลงั สงครามเยน็ ปรากฏการณใ์ นระดบั โลกคอื การ
ส้ินสุดลงของระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศเป็นเวลานาน การเปิดกว้างของ
เสรีภาพและการแสดงความคดิ เห็น และการเชื่อมโยงกันของโลก กระแสดงั กล่าวส่ง
ผลกระทบตอ่ อษุ าคเนยใ์ นระดบั ตา่ งๆ กนั และเปลยี่ นแปลงวฒั นธรรม - อตุ สาหกรรม
หนังในอุษาคเนยด์ ้วย
ประเทศผผู้ ลติ หนงั รายใหญอ่ ยา่ งฟลิ ปิ ปนิ ส์ อนิ โดนเี ซยี หรอื แมแ้ ตม่ าเลเซยี
ผา่ นจดุ ทอ่ี ตุ สาหกรรมขยายตวั สงู สดุ หรอื ทม่ี กั ถกู เรยี กวา่ ยคุ ทองไปแลว้ บางคำ� อธบิ าย
เรยี กวา่ เปน็ ยคุ เสอื่ มของวงการ แตก่ ม็ ผี ทู้ มี่ องวา่ สถานการณม์ ที ง้ั แงบ่ วกแงล่ บ (Frater,

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 45
Patrick, 2014) ขณะทเี่ สรภี าพทมี่ ากขน้ึ และการเตบิ โตของเศรษฐกจิ ทำ� ใหเ้ กดิ ความ
คาดหวังว่าอุตสาหกรรมหนังจะเติบโตข้ึนในพม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชา การ
เชือ่ มโยงกนั ของโลกทำ� ใหก้ ารดูหนงั ของผู้ผลิตหนังรายใหญ่ของโลกหรือของภมู ภิ าค
อยา่ งอเมรกิ า เกาหลใี ต้ กลายเปน็ ประสบการณร์ ว่ มกนั ของชาวอษุ าคเนย์ และบดบงั
พน้ื ทข่ี องผสู้ รา้ งหนงั พน้ื เมอื งมากนอ้ ยแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะประเทศ หนงั แนวตลาดขอ
งอษุ าคเนย์มนี อ้ ยเรอื่ งทีจ่ ะสรา้ งปรากฏการณ์ในระดับโลกอย่าง องคบ์ าก หรือ The
Raid: Redemption ในทางตรงข้ามหนังท่ีมีความมุ่งหวังทางศิลปะ หรือการส่ง
ข่าวสารให้แก่ผู้ชมจากอุษาคเนย์จ�ำนวนมากได้รับการยอมรับจากเทศกาลหนัง และ
ผชู้ มในระดบั โลก ชอ่ื ของผกู้ ำ� กบั หนงั อษุ าคเนยห์ ลายคนกลายเปน็ ชอื่ สำ� คญั ของวงการ
หนงั โลกในปจั จบุ ัน
หนงั ฟลิ ปิ ปนิ ส์ (Wikipedia, 2018.3) ยคุ หลงั มารก์ อสในชว่ งทศวรรษ 1990
การตายอยา่ งกระทันหนั ของ Lino Brocka และ Ishmael Bernal เป็นสัญลักษณ์ถงึ
การเปลยี่ นรนุ่ ของคนทำ� หนังฟลิ ปิ ปนิ ส์ ถงึ อตุ สาหกรรมหนงั ในยคุ ทศวรรษ 1990 จะ
มผี ลงานไมน่ า่ ประทบั ใจนกั แตก่ ระแสของหนงั อสิ ระไดเ้ ขม้ แขง็ ขน้ึ ในทศวรรษ 2000
ในชว่ งเวลาทก่ี ารสรา้ งหนงั ลดจำ� นวนลงถงึ ทส่ี ดุ ในปี 2005 ทมี่ กี ารสรา้ งหนงั เพยี ง 50
เร่ือง ผู้สร้างหนังอิสระมักถ่ายท�ำในระบบดิจิตัลด้วยทุนต่�ำ ผลิตผลงานท่ีถูกกล่าวถึง
มากข้ึนเร่อื ยๆ แสดงใหเ้ ห็นว่าไอเดียดๆี สามารถผลกั ดนั ใหเ้ กดิ เร่ืองเลา่ ท่มี พี ลัง โดย
ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ราคาสูง ผู้ก�ำกับคนส�ำคัญอย่าง Crisaldo Pablo, Adolf Alix,
Jeffrey Jeturian, Auraeus Solito และ Lav Diaz หนังฟลิ ปิ ปินสร์ ุน่ ใหม่ถูกน�ำไป
ฉายและไดร้ บั การชนื่ ชมในเทศกาลหนงั ตา่ งประเทศอยา่ ง Berlin, Cannes, Venice,
Vienna และ Rotterdam หนังเร่ือง Serbis (2008) โดย Brillante Mendoza ได้
เขา้ ชิงรางวลั Palme d’Or ในเทศกาลหนังทค่ี านส์ หลงั จากท่ี My Country: Grip
the Knife’s Edge ของ Lino Brocka เคยเข้าชิงมาก่อนในปี 1984 Brillante
Mendoza กลับไปได้รับรางวลั ผู้กำ� กับยอดเย่ยี มทคี่ านสใ์ นปีต่อมา คราวนี้เขาเป็นผู้
ก�ำกับคนแรกของฟิลิปปินส์ท่ีได้รางวัลน้ี จากหนังเร่ือง Kinatay หนังเกี่ยวกับการ
ฆาตกรรมทมี่ ที ัง้ เสียงชมและเสยี งด่าจากนักวจิ ารณ์ หนังฟลิ ปิ ปนิ ส์ยงั ได้รบั เกยี รติให้
เป็นศูนย์กลางของงาน the 6th Edition of the Festival Paris Cinema 2008
โดยการน�ำหนงั ฟลิ ปิ ปินส์ 40 เรือ่ งไปฉาย

46 ภิ ร ม ย์รตี
สถานการณ์ของหนงั แนวตลาดดีข้นึ ในทศวรรษ 2010 หนังแนวตลาดทท่ี ำ�
รายไดด้ ีเพ่ิมจ�ำนวนข้นึ โดยเฉพาะในปี 2011 มหี นงั ถึงสามเรือ่ งทท่ี ำ� ลายสถติ ริ ายได้
หนงั สงู ทส่ี ดุ ของประเทศ หนงั ทที่ ำ� รายไดส้ งู มกั จะเปน็ หนงั รกั โรแมนตกิ หรอื หนงั ตลก
โรแมนติก อยา่ ง A Second Chance (2015), Starting Over Again (2014) และ
It Takes A Man And A Woman (2013) อุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์แบ่งแยก
ระหวา่ งหนงั แนวตลาดทเี่ ปน็ ทชี่ นื่ ชอบของคนในประเทศ และหนงั ศลิ ปะทไี่ ดร้ บั ความ
สนใจในตา่ งประเทศ การทผี่ สู้ รา้ งหนงั ทง้ั สองแนวยงั สามารถสรา้ งผลงานเดน่ ออกมา
ได้อย่างสม�่ำเสมอ แม้จะไม่มีจำ� นวนการสรา้ งหนงั ที่มากเหมอื นในสมัยกอ่ น ท�ำใหม้ ีผู้
กล่าวว่าเป็นยุคทองคร้ังที่สามของอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ (The Museum of
Modern Art, 2017)
อุตสาหกรรมหนังของอินโดนีเซีย (Wikipedia, 2017.1 ; Sumarno,
Marseth and Achnas, Nan Triveni, 2002 ; Lee, Maggie, 2017) ตกต�ำ่ ถึงที่สดุ
ตอนปลายยุคซูฮาร์โต้ ฟื้นตัวข้ึนอย่างช้าๆ ในยุคหลังซูฮาร์โต้หรือยุคReformasi
เสรภี าพทม่ี ากขน้ึ ทำ� ใหห้ นงั เรม่ิ พดู ถงึ ประเดน็ ทเ่ี คยถกู หา้ มอยา่ งการเมอื ง ศาสนา เชอ้ื
ชาติ หนงั ทเ่ี ล่าเรือ่ งความรักท่ีมีมมุ มองแบบอสิ ลาม Verses of Love เป็นหนงั ท่ีได้
รับความนิยม หรือ Gia เร่ืองจริงของ Soe Hok Gie กวีและนักเคล่ือนไหวทางการ
เมืองเช้ือสายจีนท่ีมีบทบาทในช่วงรอยต่อระหว่างระบอบซูการ์โน่ กับซูฮาร์โต้ หนัง
แนวสัจนิยมทเ่ี ลา่ เรื่องของผูห้ ญงิ Eliana Eliana ในแวดวงหนังแนวตลาด Warkop
DKI Reborn: Jangkrik Boss Part 1 (2016) การกลับมาของคณะตลก Warkop
กลายเป็นหนังทำ� เงนิ ท่ีสดุ ในประวัตศิ าสตรห์ นังอินโดนีเซีย ผสู้ รา้ งหนงั อนิ โดนีเซียยัง
สร้างหนังในแนวศิลปะที่ได้รับความสนใจในเทศกาลหนังต่างประเทศอย่าง What
They Don’t Talk About When They Talk About Love (2013) และ Marlina,
the Murderer in Four Acts (2017)
หนังท่ีสร้างผลกระทบสูงสุดมาจากผู้สร้างชาวต่างประเทศ The Raid:
Redemption (2011,Gareth Huw Evans) หนงั แอค็ ชน่ั โชวก์ ารตอ่ สแู้ บบปญั จสลี ดั
สร้างในอินโดนีเซียโดยผู้ก�ำกับชาวเวลส์ กลายเป็นปรากฏการณ์ในแวดวงหนังแนว
ตลาดเมอื่ ถกู นำ� ไปจดั จำ� หนา่ ยและไดร้ บั ความนยิ มในอเมรกิ า ทำ� ใหเ้ กดิ ความนยิ มใน

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 47
หนงั แอค็ ชั่นแบบปัญจสลี ัดในประเทศขึน้ มาด้วย The Act of Killing (2012), The
Look of Silence (2014) สารคดี 2 เร่ืองของนักสร้างหนังชาวอเมริกัน Joshua
Oppenheimer กลบั ไปทบทวนประวตั ศิ าสตรน์ องเลอื ดของอนิ โดนเี ซยี ในเหตกุ ารณ์
สังหารหมคู่ อมมิวนิสต์ใน ค.ศ. 1965 - 66 ซงึ่ เปน็ การสงั หารหม่ขู นาดใหญเ่ ป็นอันดับ
สองของอษุ าคเนยร์ องจากยคุ เขมรแดงในกมั พชู า หนงั ทบทวนเรอื่ งในมมุ มองทร่ี ฐั บาล
พยายามปกปดิ เสนอใหม้ กี ารเปลยี่ นแปลงความทรงจำ� ของชาติ แมจ้ ะถกู หา้ มฉายแต่
กแ็ พรก่ ระจายไปทว่ั ประเทศในรูป DVD
ในมาเลเซีย (Muthalib, Hassan and Tuck Cheong, Wong, 2002 ;
Wikipedia, 2018.2) หลงั จาก Shaws ปดิ สตดู โิ อ Merdeka ในปี 1980 อตุ สาหกรรม
หนงั ในมาเลเซยี เรมิ่ ตน้ ใหมโ่ ดยบรษิ ทั หนงั ของชาวมาเลเซยี หนงั ในยคุ นเ้ี กอื บทงั้ หมด
เป็นหนังสี และสร้างด้วยระบบสตูดิโอที่ต่างจากยุคของ Shaws และ Cathay ไม่มี
เงนิ เดอื นประจำ� สำ� หรบั นกั สรา้ งหนงั หรอื ดาราทสี่ งั กดั กบั สตดู โิ ออกี ตอ่ ไป บรษิ ทั หนงั
จะไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตใหส้ รา้ งหนงั จดั จำ� หนา่ ย และฉายหนงั ครบทง้ั กระบวนการเหมอื น
ในสมัยก่อนอีกต่อไป จ�ำนวนการสร้างหนังของมาเลเซียไม่มากเหมือนกับฟิลิปปินส์
และอนิ โดนเี ซยี ปี 1985 มหี นงั สรา้ งแค่ 5 เรอื่ ง สว่ นปี 2511 มกี ารสรา้ งหนงั มากเปน็
ประวัติการณ์คือมากกว่า 40 เรื่อง ซึ่งยังน้อยกว่าจ�ำนวนหนังในปีท่ีฟิลิปปินส์สร้าง
หนงั นอ้ ยทส่ี ดุ หนงั ของมาเลเซยี ประสบความสำ� เรจ็ ในระดบั กลาง ถกู มองวา่ ยงั เทยี บ
กับ ไทย ฟิลปิ ปนิ ส์ อินโดนีเซยี และอนิ เดียไม่ได้
ผู้ก�ำกับที่ประสบความส�ำเร็จมีผลงานอย่างสม่�ำเสมอ Yusof Haslam ซ่ึง
สรา้ งหนงั ปลี ะเรอื่ งทกุ ปใี นทศวรรษ 1990 ไมไ่ ดร้ บั การยอมรบั จากนกั วจิ ารณ์ นกั สรา้ ง
หนงั ทีม่ ีผลงานเด่นเชน่ ผ้กู �ำกับหญงิ Shuhaimai Baba ซ่งึ น�ำมมุ มองแบบ feminist
มาสู่วงการหนงั มาเลเซยี U - Wei Bin Hajisaari ผกู้ ำ� กบั ส�ำคญั อกี คนหน่งึ ก็มกั จะท�ำ
หนังที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิงและมักจะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคม เขาสร้างหนัง
ที่ลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังมาเลเซีย Charming Black Widow (1994)
และกลายเป็นหนังท่ีขาดทนุ มหาศาล ในปตี อ่ มาหนงั The Arsonist ท่เี ขาสรา้ งเพ่อื
ฉายทางทีวีถูกปฏิเสธจากสถานี แต่เมื่อน�ำไปแปลงลงฟิล์ม 35 ม.ม.กลายเป็นหนัง
มาเลเซยี เร่ืองแรกทไ่ี ด้รบั เชญิ ไปฉายในเทศกาลหนงั เมืองคานส์

48 ภิ ร ม ย์รตี
นักสร้างหนังสิงคโปร์ (Wikipedia, 2017.3) เร่ิมต้นในทศวรรษที่ 1990
หนังสองเร่ืองแรก Medium Rare (1991) สร้างจากเร่ืองราวของฆาตกรตัวจริงใน
ทศวรรษท่ี 1980 และ Bugis Street (1995) วา่ ด้วยย่านชุมนุมชาวเกย์ในสิงคโปร์
หนังเรื่องที่สาม Mee Pok Man (1995) สร้างโดยผู้ก�ำกับหนังคนส�ำคัญของวงการ
Eric Khoo เรือ่ งของพ่อคา้ บะหม่ผี โู้ ดดเดยี่ ว ซ่งึ มีความหลงไหลในตัวโสเภณีคนหนึง่
หนังมีลีลาแปลกแบบหนังทดลองผสมอยู่และได้รับค�ำวิจารณ์ท่ีดีในระดับนานาชาติ
เปน็ ตน้ แบบใหน้ ักสร้างหนงั ของสิงคโปรค์ นตอ่ ๆ มา หนงั ของ Eric Khoo เรอื่ งต่อมา
12 Storeys (1997) ติดตามตัวละครหลัก 3 ตัวที่อาศัยในแฟลตแห่งเดียวกัน เป็น
หนังสงิ คโปร์เรอ่ื งแรกทไี่ ปฉายทีค่ านสแ์ ละ Forever Fever (1998) หนังของ Glen
Goei ไดร้ ับการจัดจำ� หนา่ ยในอเมรกิ า และอังกฤษ หนงั สิงคโปรป์ ระสบความสำ� เรจ็
อย่างมากในเวลาไม่ถงึ 10 ปี ท�ำใหป้ ลายทศวรรษมหี นังออกมาหลายเรือ่ ง ปี 1999
บริษัทส่ือรายใหญ่ของสิงคโปร์ MediaCorp Production ได้ก่อต้ัง Raintree
Pictures ซึ่งสร้างหนงั โดยรว่ มทนุ กับไตห้ วัน และฮอ่ งกง อย่าง The Truth About
Jane and Sam นกั แสดงนำ� Fann Wong เปน็ ดาราละครทวี ชี อื่ ดงั ของสงิ คโปร์ แสดง
นำ� ร่วมกับ Peter Ho นกั ร้องชอ่ื ดงั ของไตห้ วนั ก�ำกบั โดย Derek Yee ผูก้ �ำกับจาก
ฮ่องกง นอกจากจะสร้างหนังสิงคโปร์แล้วบริษัทยังเป็นผู้ลงทุนในหนังดังอย่าง
Infernal Affairs II (ฮอ่ งกง) และ The Eye (ไทย)
ผู้ก�ำกับคนส�ำคัญของสิงคโปร์อย่าง Jack Neo นักแสดงตลกท่ีเปล่ียนมา
เปน็ ผู้กำ� กับ หนังของเขามักจะพดู ถงึ ปญั หาของชาวสิงคโปรอ์ ย่างมอี ารมณ์ขนั อยา่ ง
I Not Stupid (2002) ทพี่ ดู เร่อื งการแขง่ ขันในการศึกษาของเด็กในสิงคโปร์ ในเร่อื ง
Homerun (2003) เขาเอาหนังอิหร่าน Children of Heaven ที่มองความยากจน
ผา่ นสายตาทบ่ี รสิ ทุ ธขิ์ องเดก็ มาเปลย่ี นใหเ้ ปน็ เรอ่ื งของสงิ คโปรใ์ นยคุ อาณานคิ ม The
Best Bet (2004) พูดเร่ืองความหมกมุ่นในล๊อตเตอรี่ของชาวสิงคโปร์ ขณะที่ Eric
Khoo มหี นงั ถกู เลอื กไปฉายเปดิ เทศกาลหนงั ทค่ี านส์ และเปน็ ตวั แทนของสงิ คโปรไ์ ป
ชงิ รางวลั ออสการห์ นงั ภาษาตา่ งประเทศยอดเยย่ี มคอื Be with Me (2005) หนงั สรา้ ง
จากชีวิตจรงิ ของ Theresa Poh Lin Chan ครูและนักเขียนทีท่ งั้ หูหนวกและเป็นใบ้
ในปี 2007 เขาสรา้ งหนงั ภาษาทมฬิ My Magic เรอื่ งของนกั เลน่ กลทที่ ำ� งานเสยี่ งตาย

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 49
เพอื่ หาเงนิ มาเลย้ี งดลู กู เปน็ หนงั สงิ คโปรเ์ รอ่ื งแรกทไ่ี ดร้ บั เลอื กเขา้ ชงิ รางวลั ปาลม์ ทอง
ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ นักสร้างหนังสิงคโปร์อย่าง Anthony Chen, Boo
Junfengฯ สร้างหนังที่ได้รับค�ำวิจารณ์ดีและฉายในเทศกาลหนังนานาชาติ
อตุ สาหกรรมหนงั ของสงิ คโปรเ์ รม่ิ ตน้ ชา้ แตป่ ระสบความสำ� เรจ็ อยา่ งสงู โดยเฉพาะหาก
คิดถึงขนาดและจ�ำนวนประชากรของประเทศ แม้ว่าจะมีประชากรน้อยแต่สิงคโปร์
เปน็ ประเทศทอ่ี ัตราการดูหนงั ต่อประชากรสูงท่ีสุดในโลก น่นั คือคนสิงคโปรไ์ ปดหู นงั
เฉลยี่ ปลี ะ 4.2 เรอ่ื ง แตส่ ว่ นแบง่ การตลาดของหนงั ทผี่ ลติ ในประเทศยงั ตำ�่ อยคู่ อื 5 %
(Brzeski, Patrick, 2016)
อุตสาหกรรมหนังของเมียนมาร์ (Eimer, David, 2016 ; Wikipedia,
2017.2) ที่ตกตำ�่ มาในยุคเผด็จการตงั้ แตก่ ลางทศวรรษท่ี 1970 ยังไม่สามารถฟ้ืนคืน
ได้ในปัจจุบัน มีโรงหนังเปิดท�ำการเพียง 50 แห่ง ในประเทศที่มีประชากร 54 ล้าน
คน หนังส่วนใหญ่ทีส่ รา้ งในประเทศสร้างด้วยทุนตำ�่ และจดั จ�ำหน่ายในรปู แบบ DVD
โดยไมไ่ ดเ้ ขา้ ฉายในโรง มสี ถติ ขิ องหนงั แผน่ ในปี 2008 วา่ มถี งึ 800 เรอ่ื งโดยสว่ นใหญ่
เปน็ หนงั ตลก กระแสการสรา้ งหนงั ทมี่ แี นวโนม้ นา่ สนใจในพมา่ กลบั ไปอยทู่ ห่ี นงั สารคดี
หลงั จาก Lindsey Merrison นกั สรา้ งหนงั เชอื้ สายองั กฤษ - พมา่ ไดเ้ ปดิ the Yangon
Film Schoolขนึ้ ในปี 2005 ซงึ่ จนถงึ ปจั จบุ นั ยงั เปน็ สถาบนั สอนการทำ� หนงั แหง่ เดยี ว
ในประเทศ ในปี 2008 อบุ ตั ภิ ยั ครงั้ ประวตั ศิ าสตรข์ องประเทศไซโคลนนารก์ สิ ถลม่ ลมุ่
แม่น�้ำอิรวดี เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สุดที่มีการบันทึกไว้ของประเทศ มีผู้เสียชีวิต
140,000 คนและอีก 1.5 ลา้ นคนไรท้ ่ีอาศยั รัฐบาลทหารเมียนมาร์ปฏเิ สธข้อเสนอที่
จะให้ความช่วยเหลือของต่างประเทศ ปล่อยประชาชนให้รับผลของหายนะโดยไม่
ดูแล นกั ศกึ ษาของ the Yangon Film School ลงไปในพ้ืนท่ปี ระสบภัย โดยได้รบั
ความชว่ ยเหลอื เปน็ อยา่ งดจี ากผคู้ นทต่ี อ้ งการใหเ้ รอ่ื งราวของพวกเขาถกู บอกเลา่ ภาพ
ท่ีพวกเขาบันทึกถูกตัดต่อเป็นหนัง Nargis: When Time Stopped Breathing
(2009) ซงึ่ ถกู รฐั บาลทหารหา้ มฉาย หลงั การเลอื กตง้ั ครง้ั แรกในปี 2010 ภายใตร้ ฐั บาล
พลเรอื นท่ีมีเสรภี าพมากข้ึน หนงั ไดเ้ ขา้ ฉายในปี 2012 โดยผสู้ รา้ งท่หี วาดกลัวผลกระ
ทบทต่ี ามมาเปลยี่ นไปใชน้ ามแฝงในเครดทิ การสรา้ ง แมก้ ระนนั้ บางคนในทมี งานตอ้ ง
หลบซอ่ นตวั บางคนหนมี ายงั ประเทศไทย หนงั ถกู ฉายใน 20 เทศกาลหนงั ทวั่ โลกและ


Click to View FlipBook Version